๙๒
การแต่งกายของชาวมุสลิมในชวี ิตประจำวัน และในชว่ งเทศกาลจะมีการปรับเปล่ียน
ให้เข้ากับเทศกาลนัน้ ๆ เสื้อผ้าที่สตรมี สุ ลิมสวมใส่ในชีวิตประจำวันเมื่อต้องออกสู่สาธารณะ จะปกปิด
ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เผยให้เห็นได้แค่สองส่วน ได้แก่ ใบหน้าและฝ่ามือ โดยมี
องค์ประกอบท่ีต้องสวมใสห่ ลักๆ คือ ผา้ คลมุ ศีรษะ ทเ่ี รยี กว่า ฮีญาบ จะปกปดิ ผม ลำคอ คลมุ ยาวไปถึง
หน้าอก ส่วนในช่วงเทศกาลหรืองานรื่นเริงเฉลิมฉลอง เสื้อผ้าจะมีสีสันฉูดฉาดและมีลูกเล่นมากขึ้น
ตัวชุดจะถูกปักประดับด้วยลวดลายงดงาม ใช่ว่าเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายเองแม้การแต่งกายจะไม่
ปกปิดเท่ากับผูห้ ญิง แตก่ ็ปกปดิ รา่ งกายต้ังแตบ่ รเิ วณเหนือสะดอื จนถึงหัวเข่า และห้ามสวมชุดท่ีทำจาก
ผ้าไหม ชุดที่ผู้ชายนิยมสวมใส่กันทั่วไป จะเป็นชุดยาวที่เรียกว่า โต๊ป ลักษณะเป็นชุดยาวคลุมขอ้ เทา้
ในแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย ผู้ชายจะนิยมนุ่งผ้าโสร่ง โสร่งเป็นผ้านุ่งอย่างหนึ่ง ที่ใช้ผ้าผืนเดียว
เพลาะชายสองข้างเขา้ ดว้ ยกันเป็นถุง แบบเดยี วกบั ผา้ ถุง หรอื ผา้ ซิ่น ใชน้ ุง่ อย่างแพรห่ ลาย ท้งั หญิงและ
ชาย ในหลายประเทศของเอเชีย โดยเฉพาะเอเชยี ใต้ และเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
และประเทศเพอ่ื นบ้าน เช่น พม่า มาเลเซีย อินโดนเี ซีย บรูไน บงั คลาเทศ ฯลฯ นอกจากน้ยี ังนยิ มใชใ้ น
หลายท้องถ่ินในหมู่เกาะแถบมหาสมทุ รแปซิฟิก โดยที่แต่ละท้องถิ่น จะมีชื่อเรียกต่างกันไป อาจเรียก
รวมๆ ไดว้ า่ โสร่ง อย่างไรก็ตาม การแตง่ กายของผูช้ ายจะมกี ารพถิ พี ิถันมากขึ้นเมอ่ื มพี ิธีการงานสำคัญ
เช่น พิธีละหมาด นอกจากจะต้องแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ผู้ชายมุสลิมจะต้องสวมใส่หมวกท่ี
เรยี กวา่ หมวกกะปิเยาะ กะปเิ ยาะทำหน้าที่รวบผมที่ปดิ บงั หนา้ ผากเอาไวไ้ มใ่ หส้ ัมผัสพนื้ ขณะก้มกราบ
การมีเส้นผมมาปิดบังหน้าผากแม้เพียงสามเส้น ก็ทำให้การละหมาดครั้งนั้นเป็นโมฆะได้ (สัมภาษณ์
รสรินทร์ วิรญั โท, ชาวมุสลมิ ตำบลนำ้ เช่ียว, 10 กรกฎาคม 2565)
ภาพที่ 42 ภาพการแตง่ กายของชาวมุสลมิ จงั หวัดตราด
4.1.2.8 ดา้ นอาหาร
อาหารคาวหวานหลายอย่างของไทยมีรากมาจากมุสลิม เช่น แกงเผ็ดต่างๆ ใส่กะทิ
น้ำข้น เช่น แกงเนื้อ แกงไก่ ฯลฯ อาหารของชาวมุสลิมในบา้ นน้ำเชีย่ ว จังหวัดตราด ยังคงความเปน็
อตั ลกั ษณ์ท้งั รสชาติและสว่ นผสม วัตถดุ บิ และเครื่องปรงุ เครื่องเทศตา่ งๆ
ข้าวหมกไก่
“ข้าวหมกไก่” เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งในตะวันออกกลาง รวมทั้งชาวมุสลิมใน
ประเทศต่างๆ ต้นกำเนิดของข้าวหมกมาจากอินเดียซึ่งรบั วัฒนธรรมการปรุงข้าวหมกไปจากเปอร์เซยี
ไดพ้ ัฒนามาเปน็ บริ ยานี เม่อื ชาวอนิ เดียและเปอรเ์ ซยี มาตดิ ต่อค้าขายกบั ประเทศไทย ได้นำข้าวหมกไก่
มาเผยแพรด่ ว้ ย ขา้ วหมกไกเ่ ป็นอาหารจานเดยี วที่ประกอบไปดว้ ยเคร่ืองเทศนานาชนดิ กล่ินหอมกรุ่น
ถึงแม้ข้าวหมกไก่ไม่ใช่อาหารจานเดียวสัญชาติไทยแท้ๆ ก็ตาม แต่ผสมกลมกลืนจนกลายเป็นอาหาร
๙๓
ไทยที่ได้รับความนิยมกันมาก ในข้าวหมกไก่ก็จะประกอบไปด้วยเครื่องเทศ เครื่องเทศคือส่วนต่างๆ
ของพืช เช่น เมล็ดเปลือก เมล็ดผล ผิวนอกของผล ใบ ราก ลำต้น ฯลฯ ที่ทำให้แห้ง แล้วนำมาเป็น
เครื่องปรุงในอาหาร เพื่อให้ได้รสชาติ สีสัน กลิ่น หรือคุณสมบัติอื่นๆ ที่ต้องการ เครื่องเทศที่ผู้คนทั่ว
โลกรจู้ กั เปน็ สากล เช่น กระวาน กานพลู จันทรเ์ ทศ ดปี ลี ย่หี รา่ หญ้าฝรัน่ พริกไทย และ อบเชย เป็น
สงิ่ มีใช้กันมานานนับพันปี
ส่วนผสมการหมักไก่
- น่องไก่ตดิ สะโพก ผงขา้ วหมก นมเปรีย้ ว 1 ถ้วยตวง (125 กรมั ) เนยแขก (Ghee)
หรอื เนยถงั ทอง 2 ช้อนโตะ๊ หอมแดงสบั 15 หัว กระเทียมสับ 10 กลีบ ขิงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
วธิ หี มักไก่
- ใช้สอ้ มจิ้มสะโพกไก่ให้เป็นรพู รนุ ใสผ่ งขา้ วหมกและนมเปรี้ยว คลุกเคล้าให้ทั่วแล้ว
หมักทิ้งไว้ในตูเ้ ย็นข้ามคืน เตรียมไว้ (ก่อนนำไก่มาใช้ นำเนื้อไก่ออกมาคลุกเคล้าอีกรอบแล้วทิง้ ไวใ้ ห้
คลายความเย็น)
- ตัง้ กระทะบนเตา ใส่เนยแขกลงไป ตามดว้ ยหอมแดง กระเทียม และขิงสับละเอียด
ลงไปผัดใหห้ อมแดงสุกและใส ใส่เน้ือไก่หมกั ลงไปจ่ใี นเครื่องแกง พอชิ้นไก่เริ่มเกรียมเล็กนอ้ ย กลบั ด้าน
ทอดแบบไม่ตอ้ งสุกมาก ตกั ใส่ชาม เตรยี มไว้
ส่วนผสมน้ำจ้ิมข้าวหมกไก่
- น้ำสม้ สายชู นำ้ ตาลทราย
- กระเทียมกลบี เล็ก 20 กลีบ
- พรกิ ช้ีฟ้าเขียว หรือพรกิ ขห้ี นเู ขยี ว
- ผกั ชี ใบสะระแหน่ เกลอื ป่น นมเปรย้ี ว (ใส่หรอื ไมใ่ ส่กไ็ ด้)
วธิ ที ำน้ำจิม้ ข้าวหมกไก่
- นำหม้อขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำส้มสายชูและน้ำตาลทรายลงไปเคี่ยวจนน้ำตาลทราย
ละลาย พักไวจ้ นเย็น
- ใส่กระเทียม พรกิ ผกั ชี และใบสะระแหน่ลงในเครอ่ื งปัน่ ปน่ั จนละเอยี ด เทใส่ลงใน
ส่วนผสมน้ำส้มสายชู เติมเกลือป่น ชิมรสให้ออกเปรี้ยว ๆ โดยให้รสหวานนำ (น้ำจิ้มสูตรนีน้ ำไปกินคู่
กับก๋วยเต๋ยี วลุยสวนได)้ ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้
สว่ นผสมขา้ วหมกไก่
- ข้าวหอมมะลิ 2 ถ้วย นำ้ ซุปไก่ 1 ถ้วย ผงกะหรี่ 1 ชอ้ นชา หญ้าฝร่ัน 1 ช้อนชา ผง
ขม้นิ 1 ชอ้ นชา ลกู ผกั ชีป่น 1 ช้อนชา ย่หี ร่าปน่ 1 ชอ้ นโตะ๊ พริกไทยป่น 1 ชอ้ นชา เกลือปน่ 1 ช้อน
ชา อบเชย 1 ชอ้ นชา ใบกระวาน 2 ใบ น้ำตาลทราย 1 ชอ้ นโต๊ะ
เคร่ืองเทศใสเ่ พิม่ เตมิ (ใส่หรอื ไมใ่ สก่ ไ็ ด)้
- ลกู กระวาน 3-4 ลกู ถ้ามลี ูกกระวานเทศ (ลกู เฮ้นท์) ก็ใส่ไป กานพลู 3-4 ดอก ไม้
หวาน (อบเชย) หักเป็นท่อนเลก็ ๆ 2-3 ท่อน โปย๊ กก๊ั 2 ดอก
วิธที ำข้าวหมกไก่
- ซาวขา้ วสารใหส้ ะอาด ตกั ขึน้ สะเด็ดนำ้ เตรยี มไว้
๙๔
- ผดั เคร่ืองแกงในกระทะ จากนน้ั นำข้าวสารทซ่ี าวแลว้ ลงผัด คลกุ เคลา้ ให้เข้ากันจนท่ัว
ยกลงจากเตา
- ใส่ข้าวหมกลงหมอ้ หุงข้าว วางช้ินไก่บนข้าว (หรือวางเรยี งสลบั กัน)
- เตมิ นำ้ ซุปไกล่ งไป
- ตั้งโปรแกรมหุงข้าวธรรมดา ก่อนที่ข้าวจะสุกให้ใช้พายไม้หรือพายยางคนขา้ วจาก
ดา้ นลา่ งขึ้นมาด้านบน วธิ นี ้ีจะทำใหข้ า้ วสกุ ท่วั มปี ัญหาข้าวดิบเนอื่ งจากนำ้ ซุปทใี่ สไ่ ปอาจจะไม่ท่วมข้าว
ด้านบน ทำให้สว่ นบนไม่สกุ ท่ัว
- ถ้าข้าวไม่เหลืองให้เติมหญ้าฝรั่นลงไปเพื่อเพิ่มความเหลือง ไม่ใช่เหลืองของหญ้าฝรั่น
แตเ่ ปน็ เหลืองของผงขม้ินและผงกะหรี่
- ตักข้าวใส่จาน วางทับด้วยชิ้นไก่ โรยหน้าด้วยหอมเจียว จัดวางผักต่าง ๆ แตงกวา
ตน้ หอม ผักกาดหอม โรยหน้าดว้ ยผักชี ใบสะระแหนส่ ด เสริ ์ฟพร้อมนำ้ จมิ้ สะระแหน่
ภาพท่ี 43 ภาพอาหารมุสลมิ ข้าวหมกไกใ่ นงานทำบญุ ฉลองวันตรุษอดี ล้ิ อฎั ฮา ณ มัสยิดยันนะตลุ้ การมี
ตำบลนำ้ เชยี่ ว อำเภอแหลมงอบ จงั หวัดตราด
ซปุ หางววั
ซุปหางวัว เป็นอาหารอิสลามที่มีรสชาติคล้ายกับต้มยำน้ำใส นิยมรับประทานคู่
กบั ข้าวหมกไก่ ในซปุ หางวัวน้นั จะเตม็ ไปด้วยวัตถดุ บิ ส่วนผสม ทีอ่ ดุ มไปดว้ ยคุณค่าทางสารอาหารต่างๆ
โดยเฉพาะหางวัว ที่เป็นตัวเอกสำคัญของซุปหางวัว ส่วนหางของวัวนั้นได้รับความนิยมในการนำมา
ประกอบอาหาร ทั้งอาหารจีน อาหารเกาหลี และอาหารประจำชาติอื่นๆ เนื่องจากเป็นเนื้อมี
ความเหนียว และมีไขมนั มาก จึงนิยมนำมาตม้ เปน็ ซปุ หรอื สตูว์ เพ่อื ชว่ ยใหก้ ินไดง้ ่ายขึน้
ในหางวัว 100 กรัมนั้น จะให้พลังงานกว่า 262 กิโลแคลอรี่ ไขมัน 14.34 กรัม
โปรตนี 30.93 กรมั และแคลเซยี มอกี ประมาณ 10 กรมั หางววั นัน้ ยังเปน็ แหลง่ สำคญั ของธาตุเหล็ก
เพราะมีธาตุเหล็กกว่า 3.6 กรัม เทียบเท่ากับ 20% ของปริมาณธาตุเหล็กที่ควรได้รับในแต่ละวัน
นน้ั เอง นอกจากน้ี ในนำ้ ซปุ ตม้ กระดูกอยา่ งซุปหางววั ก็มกั จะอดุ มไปด้วยคอลลาเจน ทีม่ ีส่วนสำคัญต่อ
การรักษาความเตง่ ตงึ ของผิวหนงั เสริมสร้างโปรตนี และชว่ ยรกั ษาสุขภาพของขอ้ ตอ่ มีงานวิจัยพบว่า
การรบั ประทานคอลลาเจน อาจมสี ว่ นช่วยในการปกป้องขอ้ ต่อจากแรงดนั แรงกดทบั ทีอ่ าจทำให้เกิด
ความเสยี หายตอ่ ขอ้ ตอ่ ได้ การรับประทานอาหารท่ีมคี อลลาเจนสงู อยา่ ง ซปุ หางววั จงึ อาจสามารถช่วย
ดแู ลรกั ษาสุขภาพของข้อตอ่ ให้แขง็ แรง และไมเ่ ปราะบางเสียหายง่ายได้นัน่ เอง
ส่วนผสม
- หางวัว 1 หาง น้ำเปล่า (สำหรับต้ม 2 ครั้ง) ตะไคร้ (หั่นท่อน) 5 ต้น ใบมะกรูด 20 ใบ
น้ำเปล่า 2 ลิตร (สำหรบั น้ำซุป) หอมใหญ่ (หน่ั สเี่ หล่ยี มใหญ่) 3 หัว กระเทียม 10 กลีบ มะเขอื เทศเลก็ 1 ถ้วย
๙๕
ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ ขิงซอย 1/2 ถ้วย มะเขือเทศใหญ่ (ผ่าสี่ส่วน) 4 ลูก อบเชย 3 ก้าน
พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ มันฝรั่ง (หั่นสี่เหลี่ยมใหญ่) 1 หัว รากผักชีและผักชี 1 ถ้วย
มะนาว 3 ลูก ขึ้นฉา่ ย 2 ตน้ พรกิ ขหี้ นู 1/2 ถว้ ย
วธิ ที ำ
- ต้มครั้งที่ 1 ต้มหางวัวด้วยน้ำเปล่า รอน้ำเดือดก่อนจึงค่อยใส่ลงไป หมั่นคอยช้อน
ฟองท้ิง ตวั ฟองทำใหเ้ หมน็ คาว ต้มสัก 20 นาที แลว้ ตกั ขึน้ เทนำ้ ทง้ิ ไปเลย
- ต้มครั้งที่ 2 เอาน้ำใส่หม้อ คราวนีใ้ ส่ตะไครก้ ับใบมะกรดู ลงไปดบั กลิ่นด้วย คราวน้ี
ตม้ ไปจนเนือ้ เร่ิมเปอ่ื ยสัก 2 ชวั่ โมง
- ทำน้ำซุปเริม่ ที่แบ่งเอาหอมใหญ่ 1 กำมือมาใสโ่ ถปั่น ตามด้วยกระเทียม มะเขือเทศ
ลูกเล็ก (ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเขือเทศเล็ก ใส่มะเขือเทศใหญ่ได้) ซอสมะเขือเทศรวมกันแล้วก็ปั่น
สำหรบั ใสใ่ นน้ำซุป
- เอาหมอ้ อีกใบใส่นำ้ ยิง่ เคยี่ วน้ำซปุ เค่ยี วผกั นานเท่าไร นำ้ ซุปหางวัวจะยิ่งอร่อยมาก
เริ่มใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด และขิงซอย เพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาวหางวัว ตามด้วยหอมใหญ่ห่ัน
สเี่ หลีย่ มใหญ่ทีเ่ หลือ มะเขอื เทศผ่าส่ี กา้ นอบเชย และนำ้ ซอสท่เี ราปน่ั ไว้
- ปรุงรสด้วยพริกไทยกับเกลือ คนให้เข้ากัน แล้วก็รอให้น้ำเดือด แล้วหรี่เป็นไฟ
กลางๆ ตม้ นำ้ ซุปประมาณ 1 ช่ัวโมง จนนำ้ ซปุ และผกั ต่าง ๆ เปือ่ ยดี
- ใส่มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมใหญ่หน่อย ถ้าหั่นเล็กเดี๋ยวต้มไปจะเละ แล้วก็ต้มต่ออีก
ประมาณ 30 นาที
- วิธีการปรงุ ซุปหางววั จะปรุงกันในถ้วยจะดีกวา่ ปรุงรสเคม็ ด้วยเกลอื อยา่ ใส่นำ้ ปลา
เด็ดขาด เพราะเหม็นคาว ใส่เกลือ น้ำมะนาว พริกขี้หนูตำหรือสับ ถ้ามีพริกขี้หนูสวนจะดีมาก
ใสข่ ้นึ ฉา่ ยเพมิ่ ความหอม
- ปรุงให้เผ็ดเปรี้ยวแค่ไหนตามชอบ แล้วก็ใส่ใบขึ้นฉ่าย และที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด คือ
หอมเจียวโรยหน้า
ภาพท่ี 44 ภาพอาหารซุปหางวัว/ซุปเนอ้ื ในสำรบั อาหารในงานทำบญุ ฉลองวันตรุษอดี ล้ิ อฎั ฮา
ณ มสั ยดิ ยันนะต้ลุ การมี ตำบลนำ้ เชย่ี ว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
มสั มั่นเนือ้ /ปลา
สำหรับแกงมัสมั่นต้นตำรับนั้นมาจากทางอินเดีย ก่อนที่จะเริ่มต้นเข้ามาในประเทศ
ไทยโดยแขกเจ้าเซ็นจากทางเปอร์เซีย สันนิษฐานว่าคำว่า “มัสมั่น” มาจากภาษาเปอร์เซียคำว่า
“มุสลมิ มาน” ซงึ่ หมายถงึ ชาวมุสลิม
๙๖
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมทางอาหาร
ของไทยเขา้ ไป จนกระทั่งในช่วงยคุ ของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งยุค
รัตนโกสินทร์ ก็ได้มีการระบุวา่ มสั มั่นเป็นหน่ึงอาหารตำรับไทย ผ่านกาพย์เหช่ มเครือ่ งคาวหวาน เพื่อ
ชมฝีพระหัตถใ์ นการปรุงเคร่ืองเสวยของสมเดจ็ พระศรีสรุ เิ ยนทราบรมราชนิ ี โดยกลา่ วถงึ อาหารคาวทั้ง
15 ชนดิ ได้แก่ แกงมสั มั่นไก่ ยำใหญ่ ตบั เหลก็ ลวก หมูแนม ก้อยกงุ้ แกงเทโพ น้ำยา แกงออ่ ม ขา้ วหุง
เครื่องเทศ แกงคั่วส้ม พล่าเนื้อ ล่าเตียง หรุ่ม ไตปลา แสร้งว่า และอาหารหวานอย่างรังนก ซึ่งใน
ปจั จุบนั บางเมนูก็นบั ว่าหาทานยาก บางเมนูกเ็ ปน็ ส่ิงท่ีคนุ้ เคยกันเป็นอยา่ งดี
อีกทางด้านก็มกี ารระบวุ ่ามัสมน่ั เป็นประเภทแกงที่ไดร้ ับอิทธิพลมาจากอาหารมลายู
แถบประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ อนิ โดนีเซยี บรูไน และภาคใตข้ องไทย โดยมีชอื่ เรียกวา่ ซาละหมนั่ เป็น
แกงออกรสเค็มมัน มีความข้นจนเกือบคล้ายน้ำจิ้มสะเต๊ะ ส่วนของไทยจะออกรสหวานและมีความ
เหลวของกะทิมากกว่า แต่สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองสูตรคือ ลูกผักชี ย่ีหร่า ดอกจันทน์ และกานพลู
อันเป็นเครื่องเทศหลักของมัสมั่น ในช่วงแรกจะนิยมใชม้ ันเทศกอ่ นจะเปลีย่ นมาเป็นมันฝรัง่ ในยุคหลัง
สำหรบั เนื้อสตั ว์น้ันสามารถเลือกใชไ้ ดท้ ้ังเน้อื ววั เน้อื แกะ และเนือ้ ไก่ สำหรับมัสมั่นสูตรของชาวมุสลิม
จงั หวัดตราดใชว้ ตั ถดุ ิบทอ้ งถิ่นได้ เช่น เน้ือปลานวลจันทร์
ส่วนผสม
- หวั กะทิ 2 ถว้ ย นำ้ พรกิ แกงมสั ม่ัน เม็ดกระวาน 5 เม็ด หางกะทิ 4 ถ้วย เนื้อวัวห่นั
เต๋า 1 ปอนด์ + 1/2 ปอนด์ (สามารถใช้เนอื้ ไก่ หรอื เนอ้ื แกะได)้ น้ำมะขามเปียก 4 ชอ้ นโต๊ะ (จะชว่ ย
ให้เนื้อสตั วน์ มุ่ ข้นึ ) ใบกระวาน 3 - 4 ใบ นำ้ ปลา 1/2 ถ้วย น้ำตาลปบี๊ 220 กรมั (สามารถใช้นำ้ ตาล
ทรายแดงแทนได)้ มันฝรัง่ 1 หวั นำ้ หนกั ประมาณ 12 ออนซ์ (ปอกเปลอื กออก นำไปลา้ งน้ำ หั่นเป็น
ชน้ิ ใหญ่ นำไปแช่น้ำเยน็ จดั ) หอมใหญ่ 1 หวั (ปอกเปลือกออก นำไปล้างน้ำ ห่นั เปน็ ชิ้นใหญ)่ ถวั่ ลิสง
ค่วั 1 ถ้วย
วิธีทำ
- ใส่หัวกะทิครึ่งหนึ่งลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟกลาง ผัดจนเดือด (แต่ไม่ต้องแตกมัน)
จากนนั้ ใสน่ ำ้ พริกแกงมัสมนั่ และเม็ดกระวานลงไป ผดั จนเข้ากนั เปน็ เนื้อเดียวกบั หัวกะทิ ยกลงจากเตา
พกั ท้ิงไว้
- ใส่หางกะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟปานกลางจนเดือดเล็กนอ้ ย (ไม่ต้องเดือดพล่าน)
ใสเ่ นอื้ สัตวล์ งไป ตามด้วยมะขามเปียกลงไป ต้มดว้ ยไฟออ่ นจนเดือด ประมาณ 30 นาที (ไมต่ ้องคน)
- ใส่น้ำพริกแกงที่ผัดไว้ลงในหม้อ คนผสมเล็กน้อยพอเข้ากัน โรยใบกระวานลงไป
ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ คนผสมให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นเคี่ยวด้วยไฟปานกลางประมาณ
40-45 นาที
- ใส่มันฝรงั่ ลงไป คนผสมเลก็ น้อยพอเข้ากัน ตม้ ตอ่ อีกประมาณ 15 นาที
- ใสห่ อมใหญ่ลงไป คนผสมเล็กนอ้ ยพอเขา้ กนั ต้มตอ่ อีกประมาณ 10 นาที
- ใส่หัวกะททิ เ่ี หลอื ลงตม้ ต่ออีกประมาณ 10 นาที
- ใสถ่ ั่วลิสงค่วั ลงไป ตม้ ต่ออกี 10 นาที ตกั ใส่ชาม พรอ้ มรบั ประทาน
๙๗
ภาพที่ 45 ภาพอาหารมัสม่ันเนอ้ื /ปลา ในสำรับอาหารในงานทำบุญฉลองวันตรุษอดี ้ิลอัฎฮา
ณ มสั ยิดยันนะตุ้ลการีม ตำบลนำ้ เชย่ี ว อำเภอแหลมงอบ จงั หวดั ตราด
ไก่ต้มเหลอื งหัวไชโป๊ว
ไกต่ ม้ หวั ไชโป๊วสตู รพิเศษตามแบบฉบบั อาหารมุสลมิ ทจ่ี ะตอ้ งใส่เครอื่ งเทศ เช่น ขมิ้น
กะทิ ช่วยชรู สชาติทเี่ ปน็ เอกลกั ษณข์ องอาหารให้หวานมัน หอม ตามแบบอาหารมุสลิม
สว่ นผสม
- เน้ือไก่ หวั ไชโป๊ว รากผักชี กระเทียม พริกไทยดำ เกลือ ขมิ้น กะทิ
วธิ ที ำ
- นำน้ำใส่หมอ้ ตงั้ เตาใส่เน้อื ไก่รอเดือด ใส่ผงปรงุ รสเผด็ หอม หรไ่ี ฟลงแคเ่ ดอื ดเบาๆ
- ซอยหวั ไชโปว๊ และเห็ดหอม ใสล่ งหมอ้ เปิดไฟกลางให้เดอื ดและหรี่ไฟลง ปรุงรสด้วย
เกลือ ขมิ้น และกะทิ รอจนหัวไชโปว๊ ขยายใหญ่ขึ้นเรยี บร้อย พรอ้ มรบั ประทาน
ภาพที่ 46 ภาพอาหารไกต่ ม้ เหลืองหัวไชโปว๊ ในงานทำบุญฉลองวันตรุษอีดิ้ลอฎั ฮา
ณ มสั ยิดยนั นะตลุ้ การีม ตำบลนำ้ เชย่ี ว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
ขนมบดิน
“ขนมบดนิ ” เปน็ ขนมโบราณของชาวมุสลิมที่เป็นมรดกท่ีตกทอดกนั มายาวนาน ขนมน้ี
ส่วนใหญ่พบเห็นใช้กันในเทศกาลงานบุญ และงานมงคลของชาวมุสลิม โดยหน้าตาขนมนั้นเหมือนกับ
บัตเตอร์เค้ก ซึ่งมีรสชาติหวานนำ แต่มีความมันของเนยเป็นหลัก เนื้อขนมนี้จะแน่น และมีน้ำหนักมาก
เวลารบั ประทานจะอ่มิ นาน ย่ิงหากรบั ประทานกบั เครื่องดม่ื ต่างๆ จะเพิม่ ความอร่อยมากย่ิงขึน้ เป็นเค้ก
สตู รโบราณตระกลู เค้กเนย ซึง่ เป็นสูตรเฉพาะของชาวมสุ ลมิ ภาคกลาง ต้นกำเนดิ แถบ ชมุ ชนมุสลิมซอย
สวนพลู หน้าตาขนมคล้ายๆ กบั ขนมไข่ชอ่ื “ขนมกุฎิจีน” แตร่ สชาติต่างกนั ขนมบดินจะมีรสชาติแบบ
เค้กที่หอมกลิ่นนมข้นหวานและกลิ่นเนย และเป็นขนมที่ไมใ่ ช้สารเสริมใดๆ ทั้งสิ้นการฟูของขนมเกิด
จากการหมักแปง้ หลายชว่ั โมง
๙๘
“ขนมบดิน” มีต้นตำรับมาจากชาวโปรตุเกสท่ีเขา้ มาอยู่ในเมืองไทยต้ังแต่สมัยกรุงศรี
อยุธยา ประมาณ 200 ปี มาแล้ว ในระยะแรกๆ เป็นการทำเพือ่ ใช้เลี้ยงแขกบ้านแขกเมอื งที่มาพบปะ
สังสรรคก์ ัน “ขนมบดนิ ” ได้รับการถ่ายทอดจากรนุ่ สูร่ นุ่ มกั จะทำแจกเพื่อนบา้ นในเทศกาลงานบุญงาน
มงคลต่างๆ ของชาวมุสลิม โดยทำกนั ในครอบครัว
สว่ นผสม
- แป้ง 2 ถ้วยตวง เนย ครึ่งถ้วยตวง นม 5 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 5 ฟอง
ธญั พืช เช่น ลกู เกด ฟกั เชอื่ ม ลกู เดอ่ื อินทผาลมั
วิธีทำ
- นำแป้งและน้ำตาลผสมให้เข้ากัน เม่ือเข้ากันดีแล้วนำนมข้นหวานและไข่ไก่ผสม
ให้เข้ากันอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว นำเนยใส่ลงไป และทิ้งไว้ประมาณ 5 ช่ัวโมง
- เริ่มต้นการอบด้วยการวอร์มเตา 15 นาที ทาเนยที่ถาดขนมอบประมาณ 20 นาที
ระหว่างอบหมั่นตรวจดูว่าขนมไดห้ รอื ยัง โดยการนำไมแ้ หลมจมิ้ ลงไป ถ้าขนมไม่ติดไมจ้ ิ้มก็นำออกจากเตา
ได้เลย หลังจากนำออกจากเตาแล้ว เราสามารถแต่งหน้าขนมด้วยลูกเกดหรือฟักเชื่อมได้ตามใจชอบ
พร้อมนำไปรับประทานกบั เครื่องด่ืมได้ท้ังรอ้ นและเย็น (สัมภาษณ์ รสรินทร์ วิรัญโท, ชาวมุสลิม ตำบล
นำ้ เช่ยี ว, 10 กรกฎาคม 2565)
ภาพที่ 47 ภาพขนมบดินกบั ชามสุ ลมิ ในงานทำบุญฉลองวันตรษุ อีดล้ิ อัฎฮา
ณ มัสยิดยนั นะตุ้ลการมี ตำบลน้ำเชีย่ ว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
4.1.3 ชาวญวน
ชาวญวน เป็นชนชาติต่างวัฒนธรรมที่มีปรากฏหลักฐานในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมัยรัตนโกสินทร์ ที่องค์เชียงสือได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
ในเขตท้องทจ่ี ังหวัดตราด และได้ตั้งถิน่ ฐานอยู่ท่ีเชงิ เขาวดั ญวน ตำบลชำราก และมีชาวญวนทถ่ี กู กวาด
ตอ้ นเขา้ มาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจา้ อยูห่ ัว มาตง้ั ถน่ิ ฐานอยู่ท่ี ตำบลอ่าวญวน (เมื่อกอ่ น
เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองตราด ปัจจุบันคือตำบลอ่าวใหญ่ แต่ยังคงเรียกว่า “แหลมญวน”)
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ชว่ งทีฝ่ ร่ังเศสยึดครองอนิ โดจีน และต้องการเกาะกระดาษ
ของไทยไดส้ ่งชาวญวนทีเ่ ขา้ รีต นับถอื ศาสนาคริสตม์ าอยู่ในเกาะกระดาษเพื่อหาขอ้ อ้างในการยึดครอง
ประเทศไทย ในชว่ งเวลานนั้ ที่ชาวไทยได้อาศัยอยู่กอ่ นแล้ว พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าฯ ให้ออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เกาะกระดาษ โดยขอจากชาวญวนที่ไปตั้งถิ่นฐาน ชาวญวนจึงย้าย
ออกไปตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใหม่ในส่วนอื่นๆ ของจังหวัดตราด ส่วนชาวญวนในจงั หวัดจันทบุรีที่อยู่บริเวณ
๙๙
อารามฟาติมา วดั คาทอลิค สะพานวัดจนั ทร์ ตำบลจันทนิมติ อำเภอเมืองจนั ทบุรี ได้เริม่ การทอเสื่อกก
จันทบูรขึ้นเป็นครั้งแรก ชาวจันทบุรีเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า “พวกญวน” โดยชาวญวนได้แนะนำให้
ชาวบ้านในจังหวัดจนั ทบุรีปลูกต้นกกไว้แลกเปลี่ยนกับเสื่อ ทำให้ชาวบ้านนิยมปลูกต้นกก และฝึกหัด
ทอเส่อื กันมากข้นึ แพรห่ ลายมาจนถงึ ปัจจบุ ัน
พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 ได้กล่าวถึงเรื่องที่องค์เชียงสือไดห้ นีออกจากกรุงเทพฯ โดย
มิได้กราบบังคมทูลลาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจฬุ าฯ คงทิ้งจดหมายไว้ฉบับหน่ึง กราบบังคม
ทูลรัชกาลที่ 1 ว่า การที่องค์เชียงสือหนีไปก็เพือ่ ที่จะคิดกอบกู้บ้านเมืองญวนและถ้าหากองค์เชียงสือ
กระทำการสำเร็จก็จะขอเป็นเมืองขึ้นของไทยต่อไป องค์เชียงสือยังขอให้ไทยช่วยส่งอาวุธปืนและ
กระสนุ ดนิ ดำไปช่วยองคเ์ ชียงสือปราบกบฏอีกดว้ ย
เมื่อองค์เชียงสือหนีออกจากไทยแล้ว ครั้งแรกไปพักที่เกาะสีชังก่อน ต่อมาจึงเดินทางไปพัก
ที่เกาะกูด ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่ใกล้ชายแดนเขมรและอยู่ในเขตไทย การที่องค์เชียงสือเลือกเกาะกูดเปน็ ฐาน
ปฏิบัติการปราบกบฏไกเซินน้ันเป็นเพราะเกาะกูดมีคุณสมบัติเหมาะสมอยู่หลายประการ กล่าวคือ เป็น
เกาะทีอ่ ย่ใู กล้ชายแดนไทย เขมร และญวน ซ่งึ เหมาะทจ่ี ะใชเ้ ป็นศนู ย์กลางติดต่อกับไทย เขมร และญวน
ได้เป็นอย่างดี นอกจากนัน้ เกาะกดู อยู่ในเขตไทยพวกไกเซนิ ไม่กล้าท่ีจะยกกำลังล่วงล้ำเขา้ มาปราบองค์
เชียงสือเนื่องจากเกรงใจไทย อนึ่งเกาะกูดยังเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่มีผู้คนอาศัยจึง
เหมาะท่ีจะใช้เปน็ ฐานสำหรับปฏิบตั ิการกอู้ ำนาจได้เปน็ อย่างดี
ขณะที่องค์เชียงสือใช้เกาะกูดเป็นศูนย์ปฏิบัติการกู้อำนาจกลับคืนมาในญวนน้ัน
ทางกรุงเทพฯได้ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ เช่น ได้จัดส่งเรือตระเวณหลายลำพร้อมด้วยปืนและ
กระสุนดนิ ดำไปใหอ้ งคเ์ ชียงสือ องค์เชียงสือก็เริ่มมีชัยชนะต่อพวกไกเซินโดยตีได้เมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้
ชายแดนเขมรได้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยายอำนาจขึ้นเรื่อยๆ องค์เชียงสือได้ตอบแทนบุญคุณไทยโดย
ช่วยปราบโจรสลัดที่คอยปล้นสะดมเรือสินค้าทางแถบหัวเมืองชายทะเลตะวันออก ในปี พ.ศ. 2331
องค์เชียงสือได้มีหนังสือมาขอเรือรบและกระสุนดินดำจากไทยอีก ไทยก็ได้จัดส่งไปให้ตามที่ต้องการ
และในปเี ดียวกันนเ้ี ององคเ์ ชียงสอื ไดส้ ง่ ทูตมาไทยถวายต้นไม้ทองเงินเป็นครงั้ แรก รวมทัง้ ขอให้ไทยส่ง
ทัพจากพระตะบองช่วยองค์เชียงสือตีเมืองป่าสักด้วย ไทยได้ช่วยเหลือตามที่องค์เชียงสือขอร้อง
ทัพพระตะบองท่ียกไปชว่ ยองคเ์ ชยี งสือในครงั้ นั้น มีเจ้าพระยาอภัยภเู บศร์ (แบน) เป็นแม่ทัพสามารถตี
เมอื งป่าสกั ใหอ้ งค์เชยี งสือได้สำเรจ็
นอกจากกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่า เมื่อองค์เชียงสือหนีจากกรุงเทพฯ
มาโดยเรือใบได้มาพำนักที่เกาะกูด นอกจากนี้ยังมีภูมินามที่เกี่ยวกับญวน สองแห่ง คือเขาญวนแห่งหน่ึง
และอ่าวญวนอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาญวนนั้นได้มีญวนอพยพมาจากไหนไม่ทราบมาพักอยู่ที่เชิงเขาวัดเขาญวน
(วดั คริ วี ิหาร) ตำบลชำราก หลายสิบครวั เขานีเ้ ดมิ ชื่ออย่างไรไม่ปรากฏแตเ่ มอ่ื ญวนมาตงั้ บ้านเรือนแล้วจึง
เรียกกันว่าเขาญวน ส่วนที่ตำบลอ่าวญวนน้ันสันนิษฐานว่าเมื่อไทยยกกองทัพไปทำสงครามกับญวนมี
ชยั ชนะมาแล้วได้กวาดต้อนพลเมอื งชาตญิ วนเขา้ มาแลว้ เรอื ที่บรรทุกมาคงจอดทอดสมอจึงเรียกกันว่า
อ่าวญวน ส่วนญวนในตำบลบางพระ ได้ถูกกวาดต้อนมาในคราวที่ไทยชนะสงครามกับญวน มี
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพ แล้วได้กวาดต้อนพลเมืองมา ซึ่งรวมถึงชาวญวน
ด้วยนอกจากนน้ั จงึ ขนไปจังหวดั จันทบรุ ีอีกดว้ ย
๑๐๐
ชาวไทยเชื้อสายญวน หรือ ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม บ้างอาจปรากฏว่า แกว หรือ เวียดนาม
หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศไทย ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายญวนแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ ญวนเกา่
และญวนใหม่ กลุ่มญวนเก่าได้อพยพเข้ามายังสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หวั
ไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดส้มเกลี้ยงเหนือบ้านเขมร เพราะนบั ถือศาสนาครสิ ต์นิกายโรมันคาทอลกิ
เช่นเดียวกับชาวเขมรที่เข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ
ชาวโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจา้ อยหู่ ัว พระราชทานเงนิ ส่วนพระองค์ ซ้อื ที่ดนิ สวนแปลงใหญ่ใกล้เคยี งกัน พระราชทานให้เป็นท่ีอยู่
อาศัย ซง่ึ ชาวญวนเกา่ ปัจจุบันได้ผสมกลมกลืนไปกบั คนไทยหมดแล้ว และบางส่วนก็แต่งงานอยู่อาศัย
กับชาวเขมรและชาวโปรตุเกสบริเวณวัดคอนเซ็ปชัญ ส่วนญวนใหม่คือคนที่อพยพเข้ามาในไทยในปี
พ.ศ. 2488 (เริม่ การประกาศราชบญั ญัตติ รวจคนเข้าเมือง) และในปี พ.ศ. 2489 (ปที ่ีคอมมิวนสิ ตค์ รอง)
และชาวญวนใหมเ่ หล่านี้ไดท้ ยอยเขา้ มาในไทยจนถงึ ปี พ.ศ. 2499
สาเหตุสำคัญที่ชาวญวนอพยพเข้าสู่ดินแดนสยามคือ เพื่อลี้ภัยทางการเมือง และลี้ภัยทาง
ศาสนาเน่อื งจากสยามเป็นเพ่อื นบ้านทมี่ ีเสถียรภาพ อุดมสมบูรณ์ และสามารถอาศัยอยอู่ ย่างสงบสุขได้
จากการลงพื้นที่สมั ภาษณ์ คุณสวลี คล้ายมี ราษฎรชาวไทยเชื้อสายญวนจังหวัดตราด กล่าวว่า
ชุมชนชาวญวนจังหวดั ตราดที่บ้านทา่ เรือจ้าง คือกลุ่มคนญวนท่ีย้ายถิ่นฐานมาจากจังหวดั จันทบุรี นำ
โดยนายหงอม สมุทรคีรี และญาติพี่น้องรวม 7 ครอบครัว มาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเลขที่ 27 ถนนท่าเรือจ้าง
ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อปี พ.ศ. 2466 ในรัชสมัยขอพระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ใช้บ้านนายหงอม สมทุ รครี ี เปน็ ท่ที ำการของวัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราด
ประกอบพิธีกรรมต่างๆของศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก ในขณะนั้นยังไม่มีสถานที่สร้างวัด แต่ใน
ปจั จบุ นั วดั แมพ่ ระรบั สารตราด สรา้ งขน้ึ มาเป็นเวลา 99 ปแี ล้ว อยู่บริเวณเดยี วกับโรงเรยี นมารดานุสรณ์
ในเดือนมีนาคม ของทุกปีจะมีการฉลองวัด และในปี พ.ศ. 2566 เดือนมีนาคมจะจัดงานฉลองวัด
ครบรอบ 100 ปี ทั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ชุมชนบ้านท่าเรือจ้างเสียหาย ผู้คนชาติญวน
ก็อพยพออกไปจากชมุ ชนท่าเรือจ้างสร้างบ้านเรือนใหม่ยงั ชมุ ชนอ่นื ๆ ขยายออกไป
ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซึง่ ประกอบดว้ ย 8 ด้าน ของชาตพิ นั ธ์ญุ วน จังหวัดตราด ไดแ้ ก่
4.1.3.1 ดา้ นทอี่ ยูอ่ าศยั
ลักษณะที่อยู่อาศัยของชาวญวนในชุมชนบ้านท่าเรือจ้างนั้น เป็นการปลูกสร้าง
บ้านเรือนแบบโบราณ บ้านไม้สองชั้น มีลักษณะของอาคารพานิชย์ และร้านขายของแบบชาวจีน
เน่ืองจากมีการอยู่อาศยั ของชาวจีนมากอ่ น ในชุมชนทม่ี กี ารอยู่อาศัยร่วมกนั ของคนไทยพุทธ คนจีน และ
ชาวญวน มีศาสนสถานที่สำคัญคือ วัดคาทอลิคแม่พระรับสาร ศาลเจ้าพ่อปู่คุ้ม และวัดพุทธถึง 3 วัด
ได้แก่ วัดศรีบูรพาราม วัดวรดติ ถาราม และวัดคลองเพชร มีโรงเรียนคาทอลิค 1 โรงเรียน อยู่บริเวณ
เดียวกับวัดคาทอลิคคือ โรงเรียนมารดานุสรณ์ ทำการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เป็นโรงเรียนเอกชน และในชุมชนมีโรงเรียนรัฐบาล 1 โรงเรียน คือ โรงเรียนบ้าน
ท่าเรือจ้าง เปิดทำการเรียนการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่หก นอกจากนี้ยังมี
ทา่ เรือสำหรับขึ้นอาหารทะเลสด และอตู่ อ่ เรือ อกี ด้วย (สัมภาษณ์ สวุ ลี คล้ายมี, ชาวไทยเชื้อสายญวน
ตำบลวงั กระแจะ, 19 กนั ยายน 2565)
๑๐๑
ภาพท่ี 48 ภาพทอ่ี ยอู่ าศัยย่านชุมชนญวน บา้ นทา่ เรอื จ้าง จงั หวดั ตราด
4.1.3.2 ดา้ นอาชีพ
อาชีพหลักๆ ของชาวญวนในกลุ่มแรกๆ ทีย่ า้ ยถิน่ ฐานมาจากจังหวัดจันทบุรีก็คือ อาชีพ
ถีบสามลอ้ รับจ้าง ทำสวน ทำประมง เล้ยี งหมู รบั จ้างฆา่ ควาย และค้าขายเลก็ ๆ น้อยๆ การเร่ิมต้นของกลุ่ม
ครสิ ตชนเริม่ จากอาชพี เล็กๆ น้อยๆ ในชุมชนบา้ นทา่ เรอื จ้างนี้เอง (พธิ ีเปิดเสก วัดแม่พระรับสาร, 2561)
ในอดีตชาวญวนได้อพยพมาจากจันทบุรีมาอยู่ชุมชนบ้านท่าเรือจ้าง ขณะนั้นการ
คมนาคมได้อาศัยแม่น้ำตราดเป็นเส้นทางหลักในการนำพืชผลจากการผลิตจากหมู่บ้านใกล้เคียงกับ
ชุมชนบ้านท่าเรือจ้างคือ หมู่บ้านเนินทราย ท่าพริก เนินสูง ท่ากุ่ม ตะกาง ไร่ป่า ฯลฯ ไปค้าขายยัง
ตัวจังหวัดตราด ต้องเดินทางผา่ นหมู่บ้านท่าเรือจ้างโดยการโดยสารเรอื ข้ามฟาก หรือเรือส่วนตวั จาก
หมู่บ้านข้างเคียงมาค้าขายผลผลิตท้องถิ่น มายังจังหวัดในตลาด หรือขายที่หมู่บ้านท่าเรือจ้าง ทำให้
ชาวญวนท่อี พยพเขา้ มาตง้ั ถิ่นฐานมีอาชีพขับรถโดยสารรับจ้างเปน็ หลัก ในขณะนัน้ หมบู่ า้ นท่าเรอื จ้างมี
ความเจริญมากด้านเศรษฐกิจ เป็นแหล่งค้าขาย แหล่งจอดเรือประมง เป็นเส้นทางผ่านจากพื้นท่ี
หา่ งไกล เช่นพ้ืนท่อี ำเภอเมอื ง พ้นื ท่ีอำเภอคลองใหญ่ ไดเ้ ปน็ เส้นทางเชอื่ มตอ่ การเดินทาง ทางบก ทางน้ำ
เพื่อค้าขายผลผลิตไปค้าขายในตวั จังหวัดตราด หรือเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป โดยโดยสารเรือ
ข้ามฟากจากหมู่บ้านเนินทรายมายังบ้านท่าเรือจ้าง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน หรือจากจังหวัดไปยังอำเภอ
คลองใหญ่ ก่อนทีจ่ ะมีสะพานข้ามแม่น้ำตราด โดยใช้แพขนานยนตน์ ำรถข้ามฝ่ัง หลังจากนั้นเมื่อสร้าง
สะพานขา้ มแม่นำ้ เสร็จแล้ว อาชีพเรอื ขา้ มฟากจงึ ปิดกิจการไป และมีรถโดยสารประจำทางมารับจ้างแทน
นอกจากนี้ยังมีอาชีพท่ีเกิดจากภูมิประเทศริมแม่น้ำตราด เช่น การหาปู หาปลา หา
กงุ้ แม่น้ำ จากป่าชายเลน การขายถา่ นไม้โกงกาง ลกู จาก และเพรียงอีกดว้ ย (สมั ภาษณ์ สุวลี คล้ายมี,
ชาวไทยเชอื้ สายญวน ตำบลวงั กระแจะ, 19 กนั ยายน 2565)
4.1.3.3 ด้านศาสนาและความเช่ือ
ชาวญวนในจังหวดั ตราด ปรากฏใหเ้ หน็ การนับถือศาสนาครสิ ต์ นิกายคาทอลิค โดยมี
วัดแม่พระรับสาร จังหวัดตราดเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจ
วัดแมพ่ ระรับสาร จงั หวัดตราด
ชุมชนแห่งความเชอ่ื วัดแม่พระรบั สารจากอัครเทวดาคาเบรียล จงั หวัดตราด แม้จะไม่
สามารถระบุวันเดือนปีที่แน่นอนว่าเริ่มต้นเมื่อไร (เพราะหลักฐานได้ถูกเพลิงเผาผลาญหมดเมื่อปี
ค.ศ. 1963 หรือปี พ.ศ. 2506) แต่นั่นมิใช่อุปสรรค อาศัยบรรพชนที่ยังมีชีวิตอยู่ และหลักฐาน
เทียบเคียง (จากวัดขลุง-วัดจันทบุรี) พอจะอนุมานที่มาของชุมชนแห่งความเชื่อวัดแม่พระรับสาร
จังหวัดตราด ได้ดงั นี้
๑๐๒
ราวปี ค.ศ. 1920 (พ.ศ. 2463) มีครสิ ตงั หลายครอบครวั เช่น ครอบครัวนายหงอม
สมุทรครี ี และญาตๆิ จากจันทบุรี ไดอ้ พยพมาทำมาหากนิ ทต่ี ราดเป็นกลุ่มแรก ต่อจากนน้ั อีก 3-4 ปี ก็
มคี รอบครัวจตากเตยใหญ่ จงั หวดั ปราจีนบุรี (กจิ ชลววิ ฒั น์) ครอบครวั ครสิ ตชนจากปากน้ำโพ จังหวัด
นครสวรรค์ (ราชกิจ) และครอบครัว “เจรญิ รปู ” จากขลงุ ก็ตามมา ฯลฯ การเริม่ ตน้ ของกลมุ่ ครสิ ตชนก็
เร่มิ ตน้ จากเมลด็ พนั ธข์ุ องพระวาจาท่ตี ิดตวั มาและนำมาใช้ แม้จะอยู่ตา่ งถิ่นตา่ งครอบครวั บรรพชนยุค
เริ่มแรกก็ได้รวมตัวกันสวดภาวนา เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยมีผู้นำตามธรรมชาติ คือครอบครัวของ
นายหงอม เป็นแกนนำ และเมอ่ื คริสตังบางคนกลับไปเย่ียมบ้านท่ีจันทบุรี กไ็ ดแ้ จ้งให้ทางวัดทราบว่ามี
คริสตังย้ายไปอยู่ที่ตราด ในสมัยนั้น คุณพ่อซีมอน (ฟิลิป) ศรีจันทร์ (เว้) ศรีประมงค์ เป็นเจ้าอาวาส
อาสนวหิ ารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จนั ทบุรี
ค.ศ. 1929 – 1930 (พ.ศ. 2472 - 2473) คุณพ่อซีมอน (ฟิลิป) ศรีจันทร์ (เว้) ศรี
ประมงค์ได้มาเย่ียมและมาถวายพธิ ีบูชาขอบคุณ โปรดศีลล้างบาปท่ีบ้านนายหงอม สมุทรคีรี และพักอยู่ที่
บ้านนายหงอมนั้น คราวหนึ่งๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ต่อมา คุณพ่อซีมอน ได้ซื้อที่ดินทำห้องแถวให้คน
เชา่ และดดั แปลงบางส่วนมาทำเปน็ วัดชว่ั คราว ในสมยั น้นั การคมนาคมไม่สู้สะดวกนักต้องขี่ม้ามาบ้าง เดิน
เท้าจากจันทบุรี มาถึงเขาสมิงแล้วนั่งเรือแจวต่อมาถึงตราด บางครั้งก็มี คุณพ่อบอนิฟาซ (ยวง บัปติสตา)
โกศล(ยวง) รุจีรัตน์ คณุ พอ่ เปโตร สเุ ทพ นามวงศ์ คุณพ่อลามูเรอร์ ฯลฯ ซงึ่ เป็นผชู้ ว่ ยทีว่ ดั จนั ทบุรี สมยั นั้นมา
เยย่ี มเยยี นสตั บรุ ษุ ที่ตราดแทนพ่อเจ้าวดั
ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) คุณพ่อเอวเยน บุญชู ระงับพิษ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้า
อาวาสวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จันทบุรี คุณพ่อได้มาเยี่ยมกลุ่มคริสตชนที่ตราดเป็นบางโอกาส
เชน่ เดยี วกนั
ค.ศ. 1951 (พ.ศ. 2494) คุณพ่อฟรังซสิ เซเวียร์ ซน่ิ ไชยเจรญิ เจา้ อาวาสวัดพระหฤทัย
แห่งพระเยซูเจ้า ขลุง ได้รับมอบหมายให้มาดูแลสัตบุรุษที่วัดตราด ท่านได้มาเยี่ยม และประกอบพิธีบูชา
ขอบพระคุณ ประกอบพธิ ศี ลี ศักด์ิสิทธ์ติ ่างๆ
ค.ศ. 1953 (พ.ศ. 2496) ทางสงั ฆมณฑลได้มอบหมายให้ คณุ พอ่ ซามแู อล (ฟรังซิสโก)
สมุห์ (เว่ือ) พานิชเกษม เจ้าอาวาสวัดอารักขเทวดาแหลมประดู่ มาดูแลกลุ่มคริสตชนที่ตราด ทำให้ความ
เชื่อและวิถีชีวิตของบรรพชนมีชวี ิตชีวา มีความหวงั มากยิ่งขนึ้ คณุ พ่อได้แบ่งเวลามาดูแลอย่างไมย่ ่อท้อ แต่
เพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ทางสังฆมณฑลจึงให้ คุณพ่อฟรังซสิ เซเวียร์ กิจ วรศิลป์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดข
ลุง ขณะนัน้ ไดร้ บั มอบหมายใหม้ าดูแลไปพลางๆ กอ่ น
ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) คุณพ่อฟรังซิสเซเวียร์ กิจ วรศิลป์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้า
อาวาส ตลอดระยะเวลา 10 ปี ถือได้ว่าคุณพ่อเป็นผู้ที่ทำให้ความฝันของกลุ่มคริสตชนเป็นจริง พูดง่ายๆ
คือ “พระมีจริง พระไม่ทิ้ง” คุณพ่อให้บริการด้านพิธีมิสซา การแปลคำสอน การเยี่ยมเยียนทุกครอบครัว
นอกจากนั้น ยังได้ซื้อที่ดินเพื่อเตรียมสร้างวัดใหม่ และเหมือนพระบันดาล ได้เกิดไฟไหม้ใหญ่ที่บริเวณ
ทา่ เรือ วัดกถ็ กู ไฟไหมด้ ้วยในปี ค.ศ.1963 (พ.ศ. 2506) ไมม่ อี ะไรเหลือ คณุ พอ่ จึงเสนอสังฆมณฑลสร้าง
วัดใหมพ่ ร้อมหอระฆังในบริเวณทด่ี นิ ท่ซี ื้อไว้ใหม่
พ.ศ. 1967 (พ.ศ. 2510) ชาวตราดก็มวี ัดหลังใหม่ เปน็ วดั อิฐถอื ปูน แทนวัดเกืท่ีเป็นไม้
และสิง่ หน่ึงทค่ี ุณพอ่ มอบไว้ให้แก่ชาวตราด คอื การส่งเสรมิ กระแสเรียกคุณพ่อได้ส่งเด็กเข้าบ้านเณร อาราม
๑๐๓
บ้านเณรบราเดอร์ บางคนไปถึงบ้านเณรใหญ่ที่ปีนัง หลายคนถวายตัวเป็นซิสเตอร์ บางคนเป็นบราเดอร์
เซนต์ฟรงั ซสิ ทีห่ วั ไผ่
ค.ศ. 1971 (พ.ศ. 2514) คุณพ่อยอแซฟ พิจิตร กฤษณา มารับหน้าที่ต่อจากคุณพ่อ
ฟรังซิสเซเวียร์ กิจ วรศิลป์ คุณพ่อได้สานต่อภารกิจอย่างไม่ย่อท้อ กอปรกับบุคลิกของคุณพ่อที่สุภาพ
เรยี บร้อย แต่ใจรอ้ นรนงานด้านอภิบาลและศีลศักดส์ิ ิทธิ์ จึงเสริมความเช่ือแกก่ ล่มุ คริสตชนยิ่งขึ้น คุณพ่อยัง
ไดส้ ร้างบา้ นพกั พระสงฆ์เป็นเรือนไม้สองช้ัน (อยดู่ ้านหลังวัด) และยงั มโี ครงการท่ีจะย้ายสุสานมาอยู่ภายใน
บริเวณวัด แต่ยงั ไมเ่ สร็จคุณพอ่ ไดย้ ้ายไปประจำการทอ่ี ื่นเสียก่อน
ค.ศ. 1977 (พ.ศ. 2520) คุณพ่อลอเรนซ์ ยูสติเนียน วิโอลา วรศิลป์ ย้ายจากวัดขลุง
มาเป็นเจ้าอาวาส ดว้ ยความรู้ความสามารถในแทบทุกด้าน ตลอดระยะเวลา 13 ปี คุณพอ่ ได้สานต่องานท่ี
รุ่นก่อนๆ ได้ทำเอาไว้อย่างไม่บกพรอ่ ง และยังเสริมสร้างอีกต่างหาก อาทิ การเกิดกลุ่มคริสตชนที่แสนตุ้ง
(สวนมารดาพทิ ักษ์) วัดหนองบอน วัดบอ่ ไร่ ซึง่ ขณะน้ันวงการพลอยกำลังเฟื่องฟูมาก มคี รสิ ตชนจากหลาย
จังหวัดมารวมกัน คุณพ่อก็ให้การอภิบาลอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังได้สร้างหอประชุมของวัด
(ปจั จบุ ันถูกตัดทอนออกไป เพราะใหท้ ก่ี ับทางโรงเรียนเพ่ือสร้างอาคารในสมยั คุณพ่อสง่า) ปลูกต้นไม้สร้าง
ความรม่ ร่ืนและมีผลไมก้ ินตลอดปี ใหบ้ ริการแก่นักศึกษา-ครู ที่มาเรยี นหรอื สอนในจงั หวัดตราด ให้สถานท่ี
เป็นสำนักงานผู้ประสบภัยและลี้ภัย (โคเออร์) และยังทำงานเป็นประสานงานภาคสนามให้กับโคเออร์
ซ่งึ ปิดทำการ เมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) และทางสำนักงานโคเออร์ตราดได้มอบอาคารสำนักงานให้
ทางวดั ใช้ประโยชนต์ ่อไป และวัดท่ีใช้อยู่ในปัจจุบัน คณุ พ่อกไ็ ด้ปรับปรุงด้วยการดีดตัววัดให้สูงขึ้นเท่าท่ีจะ
ทำได้เพื่อหนกี ารถกู นำ้ ทว่ ม และเปลี่ยนผนงั ทำเป็นกระจกท้ังหมดทำให้ดูสว่างสดใส
ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) คณุ พอ่ ยออากิม สงา่ จันทรสมศักด์ิ มาเปน็ เจ้าอาวาสต่อจาก
คุณพอ่ วโิ อลา มคี วามสนใจในเรื่องการอภิบาล การประกอบพธิ ีกรรมศีลศักดิ์สิทธิ์ การสอนคำสอน คุณพ่อ
ก็หาได้ยิ่งหย่อนไปกวา่ รุ่นพี่ๆ นอกจากนั้น คุณพ่อยังต้องต่อสูก้ ับภาวะน้ำท่วมเมื่อฝนตก (ไม่ว่าหนักหรอื
เบา) เพราะทางโรงเรียนได้ขยายอาคารเรียนและถมที่สูงกว่าวัดมาก คุณพ่อจึงต้องตื่นดึกตื่นเช้า เพื่อติด
เครื่องสูบน้ำ ถือเป็นกิจปฏิบัติของสงฆ์ที่มาอยู่วัดตราดจวบจนปัจจุบนั ก็ว่าได้นอกจากนี้คุณพ่อได้สานตอ่
งานกอ่ สร้างศาลาเอนกประสงคซ์ ึง่ ได้ตอกเสาเขม็ ไปบ้างแลว้ จนแล้วเสร็จ
ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) คุณพอ่ เปาโล ประเวช เตชะพทิ ักษ์ธรรม เป็นเจา้ อาวาสแม้จะ
เปน็ เพียงระยะเวลาสัน้ ๆ แตค่ ณุ พอ่ ได้ทุ่มเทอย่างมากกับการฟ้ืนฟูความเช่ือของกลุ่มคริสตชนด้วยการออก
เยี่ยมเยียนสัตบุรุษ การนำพลมารีไปสวดตามบ้าน การแหพ่ ระกุมารไปตามบ้าน การจัดกิจกรรมหลังมิสซา
นอกจากน้ีคุณพอ่ ยังได้ปรับปรงุ โรงครัวของวดั ท่ีทรุดโทรม สร้างบอ่ พักนำ้ เพ่ือสบู ระบายออกเมื่อฝนตกเพ่ือ
มิให้น้ำท่วมวดั
ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539) คุณพอ่ มทั ธวิ อารี วรศิลป์ ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสแทนคุณพ่อ
เปาโล ประเวช เตชะพทิ ักษ์ธรรม ทีไ่ ปศึกษาต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในหลกั สูตร “เออนุ แตส” คุณพ่อได้ทำ
หน้าที่เป็นอย่างดี ได้ปรับปรุงบริเวณข้างวัด หลังวัด บ้านพักพระสงฆ์ โค่นต้นไม้เก่าทิ้ง ปลูกต้นไม้ใหม่
ถมดิน และทีล่ มื เสยี มิได้ คอื การจัดทำสำมะโนครวั คริสตชนใหม่
ค.ศ. 1997 (พ.ศ.2540) คุณพ่อปัสกัลไบลอน พิทักษ์ โยธารักษ์ จากแขวงสระแก้ว
มาเปน็ เจ้าอาวาสแทนคุณพ่อมัทธวิ อารี วรศิลป์ คุณพ่อไดป้ ลุกจิตปลุกใจให้กลุ่มคริสตชนมีส่วนมากขึ้นใน
การเปน็ เจ้าของวัด การพฒั นาชุมชนแห่งความเชื่อ มใิ ชใ่ ห้พระสงฆ์ทำอะไรก็ทำไปแล้วสัตบุรุษคอยดูคอย
๑๐๔
วิจารณ์ การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพิธีกรรม พระคัมภีร์ การสนใจที่จะแสวงหาความรู้จากส่ือ
คาทอลิก ฯลฯ จัดให้การพบปะสังสรรค์หลังมิสซาในโอกาสสำคัญๆ เช่น สงกรานต์ วันแม่ วันเกิดแม่พระ
ปัสกา คริสต์มาส ฯลฯ การให้ความรู้เรื่องสภาอภิบาล การจัดตั้งสภาอภิบาล การสวด-มิสซาตามบ้าน
การนำพระกุมารไปอวยพรโอกาสคริสต์มาส จัดให้มีตรีวารก่อนการฉลองสำคัญๆ เช่น ก่อนฉลองวัด
ก่อนคริสต์มาส วันพ่อ-วันแม่ การรื้อฟื้นกลุ่มส่งเสริมชีวิตครอบครัว(ส.ช.ค.) กลุ่มเยาวชน ที่สำคัญอีก
ประการหนึ่งคือ การฟื้นฟูพิธกี รรมด้วยการเข้าโครงการพิธีบูชาขอบพระคุณ (มิสซาเพอื่ ชวี ิต) ตลอดจนการ
ทำเขอื่ นเพ่ือไม่ให้ดินพงั การขยายร่องน้ำ การตดิ ต้ังเครื่องสูบน้ำ ฯลฯได้รณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมกันบริจาค
คนละเลก็ คนละน้อยเปล่ียนกระเบือ้ งหลังคาวัด
ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) คุณพ่อเปาโล สุพจน์ นัมคณิสรณ์ มาเป็นเจ้าอาวาส ก็ได้
พยายามต่องานของคุณพ่อ ปัสกัลไบลอน พิทักษ์ โยธารักษ์ ซึ่งได้วางรากฐานงานอภิบาลสมัยใหม่ไว้แล้ว
โดยเริ่มตั้งสภาอภิบาลชุดปัจจุบัน (แทนชุดรักษาการ) มีการเปลี่ยนเก้าอี้นั่งในวัดใหม่ ถมดิน ก่อกำแพง
สรา้ งศาลาในสุสาน ทำหินขดั ในศาลา และพยายามฟ้ืนฟูกลุม่ กิจการคาทอลิกต่างๆ ตามแนวทาง “ทิศทาง
งานอภบิ าลฯ ของสังฆมณฑลฯ”
ปี ค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) คุณพ่อฟรังซิส เซเวียร์ ประสพ เจริญนิตย์ มาเป็นเจ้า
อาวาส ตงั้ แต่ 1 มิถนุ ายน 2010 เริ่มปรับปรงุ บ้านพัก ถ้ำแม่พระ และบริเวณโดยรวม เสนอแผนงานด้าน
การปรบั ปรงุ วัด
ปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) สภาสงฆ์มีมตใิ ห้สร้างวัดใหม่
ปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) เรมิ่ งานดา้ น “วถิ ีชมุ ชน”
ปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) คุณพ่อยอแซฟ ไพรัช จักรวาลธนารักษ์ มาเป็นเจ้าอาวาส
ได้สานต่อการก่อสร้างวัด โดยมีการปรับพื้นที่ให้สูงขึ้นพ้นจากการถูกน้ำท่วม จากนั้นกำหนดให้มีการวาง
ศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2016 นอกจากก่อสร้างวัดแล้ว ยังมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบ เช่น
การก่อสร้างศาลาอนุสาวรีย์แม่พระ บ้านพักพระสงฆ์ สร้างศาลาเอนกประสงค์ และปรับภูมิทัศน์บริเวณ
สุสานของวัด เป็นต้น และได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทำพิธีเปิดเสก โดยพระสังฆราชซิลวีโอ สิริพงษ์
จรัสศรี เมื่อวนั ที่ 24 มนี าคม ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) (พธิ ีเปิดเสก วดั แม่พระรับสาร, 2561)
ภาพที่ 49 ภาพวดั คาทอรคิ แม่พระรับสาร บ้านท่าเรอื จ้าง
ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมอื งตราด จังหวัดตราด
๑๐๕
ความเช่อื เรื่องบ่อญวน
บ่อญวน บ่อน้ำจืดที่มีความมหัศจรรย์ด้วยที่ตั้งอยูใ่ กล้กับน้ำทะเล บ่อญวน ตั้งอยู่ที่
หลังวัดวิสิทธิการาม หมู่ท่ี 1 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด โดยเป็นบ่อน้ำจืดอายุนับ
100 ปี นยิ มตกั น้ำในบอ่ มาใช้ทำน้ำมนต์ เพราะชาวบา้ นมีความเชื่อวา่ เปน็ น้ำศกั ด์ิสิทธ์ิสามารถรักษา
โรคภัยต่างๆ ได้
บ่อญวน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำแห่งใหม่ที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวรู้จักมากนัก
มีลักษณะเป็นบ่อน้ำจืดขนาดเล็กที่มีความลึกประมาณ 1 เมตร ตั้งอยู่ที่หลังวัดวิสิทธิการาม (วัดไม้รูด)
หมู่ที่ 1 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งบ่อน้ำแห่งนี้มีมานานนับ 100 ปีแล้ว
เป็นแหล่งน้ำจืดที่สำคัญของชาวบ้านในสมัยก่อน ถึงจะเป็นบ่อน้ำขนาดเล็กแต่น้ำในบ่อไม่เคยแห้ง
เหือด แต่ความน่าสนใจของบ่อน้ำแห่งนี้คือเป็นบ่อน้ำจืดท่ีอยู่ติดกับชายหาดทะเล พูดได้ว่าหากน้ำ
ทะเลหนุนสูง หรือ มีลมพายุแรงจนทำให้ทะเลมีคลื่นสูง คลื่นทะเลจะพัดพาน้ำทะเลที่มีความเค็ม
เข้ามาในบ่อและถ้าทำการตักน้ำทะเลออก น้ำในบ่อก็จะจืดและรับประทานได้เหมือนเดิม สร้างความ
ประหลาดใจให้กับชาวบ้าน ในบริเวณดังกล่าวมาก สมัยก่อนชาวบ้านจะอาศัยน้ำในบ่อญวนไปใช้
อุปโภค และบริโภค เพราะพื้นที่บริเวณดังกล่าวส่วนมากติดทะเล การขุดเจาะบ่อน้ำจะพบแต่
น้ำเค็ม ทำให้บ่อญวนมีความสำคัญมากๆ กับคนสมัยก่อน
นายไพศาล เจริญศรี ชาวบ้านที่อยู่ใกล้บริเวณบ่อญวน กล่าวว่า บ่อน้ำแห่งนี้ที่
ชาวบ้านเรียกว่า บ่อญวน เนื่องจากผู้ที่ค้นพบบ่อน้ำแห่งนี้เป็นทหารญวน (หรือทหารเวียดนาม)
ท่ีอพยพเข้ามา เน่ืองจากในสมัยก่อนท่ีประเทศฝร่ังเศสเข้าตียึดครองประเทศเวียดนาม ทำให้ทหาร
เวียดนามได้อพยพมาพักอาศัยจัดต้ังเป็นกองกำลังกู้ชาติอยู่บริเวณดังกล่าว ซ่ึงในบริเวณดังกล่าวไม่
มีแหล่งน้ำจืด บรรดาทหารเวียดนามได้ช่วยกันหาแหล่งน้ำจืดจนมาพบกับบ่อน้ำดังกล่าวชาวบ้านจึง
พากันเรียกว่า “บ่อญวน” ซึ่งต่อมาหลังจากท่ีทหารเวียดนามได้เดินทางกลับประเทศไป ชาวบ้านที่
อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ได้อาศัยบ่อน้ำดังกล่าวเป็นแหลงน้ำจืดใช้บริโภค ซึ่งบ่อน้ำดังกล่าวสามาร ถ
ใช้ได้ตลอดปีไม่มีแห้ง นอกจากนย้ี ังกล่าวอีกดว้ ยวา่ ในระยะหลัง เริ่มมีการพัฒนานำน้ำประปาเข้ามา
ใช้ ทำให้ชาวบ้านหันไปใช้น้ำประปากันหมด เนื่องจากสะดวกสบายกว่า ในปัจจุบันชาวบ้านยังเชื่อ
ว่าน้ำในบ่อน้ำดังกล่าวเป็นน้ำศักด์ิสิทธ์ิสามารถรักษาโรคภัยต่างๆ ได้ ซึ่งชาวบ้ านบริเวณดังกล่าว
นิยมมาตักน้ำในบ่อไปประกอบพิธีทางศาสนาใช้ทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ (สัมภาษณ์
ไพศาล เจริญศรี, ราษฎรชาวไทย ตำบลไม้รดู , 19 กนั ยายน 2565)
ภาพท่ี 50 ภาพบอ่ ญวน ตำบลไม้รดู อำเภอคลองใหญ่ จงั หวัดตราด
๑๐๖
4.1.3.4 ด้านประเพณี
ประเพณีชาวญวนในจังหวดั ตราดผกู เกี่ยวเชื่อมโยงกบั ความเชื่อในด้านครสิ ตศ์ าสนา
พธิ ีเสกสสุ าน
เดือนพฤศจิกายน มพี ธิ ีเสกสสุ าน ระลึกถึงคนตาย
พิธีเสกสุสานเป็นพิธีกรรมคริสต์ศาสนาที่จัดขึ้นทุกปี โดยจะมีการประกอบพิธีในวัน
ระลกึ ถงึ ผูต้ ายชว่ งต้นเดอื นพฤศจิกายนซงึ่ เปน็ วันทถ่ี ัดจากวันฉลองนกั บญุ ตามหลกั ความเชื่อทางคริสต์
ศาสนา กลา่ วถงึ วันระลึกถงึ ผู้ตายวา่ เปน็ วันที่ครสิ ตชนจะไดร้ ะลกึ ถงึ วญิ ญาณของผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย
การสวดภาวนาและทำกิจใชโ้ ทษบาปเพอ่ื อทุ ศิ ใหแ้ กผ่ ู้ตาย
พิธีเสกสุสานหรือที่เรียกกันว่า “เสกป่าช้า” จะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ บรรดาผู้ที่มีบรรพ
บุรุษจะมาร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่าพิธีเสกสุสานเป็นวันที่กลุ่มเครือญาติมารวมตัวกัน
พรอ้ มหนา้ พรอ้ มตา เพือ่ มาแสดงความเคารพและระลกึ ถึงบรรพบรุ ุษท่ีลว่ งลับ เป็นพิธที ีส่ ะท้อนให้เห็น
เครอื ข่ายความสัมพนั ธ์ทางสงั คมของชาวญวนคาทอลกิ
พิธีจะแบ่งเป็นสองส่วนคือ พิธีกรรมในวัด และพิธีกรรมที่สุสาน โดยเริ่มพิธีกรรมที่
สุสานกอ่ น แตเ่ ดมิ นน้ั คุณพ่อจะเข้าไปประกอบพิธีเสกให้ทีละหลุมจนครบทุกหลุมในสุสาน แต่ปัจจุบัน
ประกอบพิธีเสกรวมครัง้ เดยี วในสุสานเพ่อื ความสะดวก
จากนั้นคุณพ่อจะเข้ามาทำพิธีตอ่ ในวัด เป็นการสวดภาวนาอุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับและ
การทำมิสซา เนอ่ื งจากจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพ่มิ จำนวนมากขนึ้ จนพื้นทภี่ ายในวดั ไม่สามารถรองรับได้
คริสตชนส่วนใหญ่จึงต้องเข้าร่วมพิธีจากภายนอก โดยทางวัดได้ติดเครื่องขยายเสียงและจัดเตรียม
เต๊นทแ์ ละเกา้ อไ้ี วใ้ ห้
หลงั จากที่คุณพ่อทำพธิ ีเสกให้แล้ว ลูกหลานของผู้ล่วงลับก็จะทำมหากางเขนแล้วจุด
เทียนนำมาปักทีห่ ลุมศพ นิยมใช้เทียนแท่งใหญ่สีขาวปักหลุมละหนึ่งเล่ม จากนั้นสวดภาวนาถึงบรรพ
บรุ ุษแลว้ จบดว้ ยการทำมหากางเขนอีกครง้ั เทียนสขี าวนี้ใชเ้ ปน็ เคร่อื งแสดงความเคารพและสอ่ งนำทาง
ดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ การจุดเทียนก็เพื่อแสดงความเคารพและระลึกถึงบรรพบุรุษ รวมทั้งให้แสง
เทยี งส่องสวา่ งนำดวงวญิ ญาณบรรพบุรุษไปสู่สุขคติ นอกจากเทียนอนั เป็นเครอื่ งประกอบพิธีหลักแล้ว
อาจจะมกี ารนำดอกไมม้ าประดับท่ีหลมุ ศพเพอ่ื ความสวยงาม มคี วามหมายถงึ การเจรญิ รงุ่ เรือง การนำ
ดอกไม้มาวางที่หลุมศพจะทำให้วิญญาณของบรรพบุรุษรุ่งโรจน์ ส่วนลูกหลานก็จะมีจิตใจดีและไม่มี
โรคภัยเบยี ดเบยี น
ในวนั เสกสุสานถ้าลูกหลานคนใดไม่มาร่วมพธิ ีจุดเทียนอาจจะถูกติฉินจากกลุ่มเครือญาติ
แมก้ ารไม่มารว่ มพธิ ไี มถ่ อื ว่าเป็นความผิดกต็ าม บางคนอาจจะฝากเทียนมากบั ญาตทิ ่มี ารว่ มพธิ ีแทน
พิธีเสกสุสานมีนัยของความเชื่อของการนับถือและการปฏบิ ัตติ ่อวิญญาณบรรพบรุ ุษ
ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน และมีลักษณะใกล้เคียงกับเทศกาลเช็งเม้งของชาวจีน กล่าวได้ว่า
ชาวญวนคาทอลิกชุมชนบ้านท่าเรือจา้ งมีการปรับความเช่ือด้งั เดิมของตนให้สอดคล้องกับหลักคำสอน
ทางครสิ ตศ์ าสนา (สัมภาษณ์ ทวีรัฐ ทองม,ี ชาวไทยเชอื้ สายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กันยายน 2565)
เทศกาลลา้ งเท้าศิษยพ์ ระคริสต์ 12 คน
พธิ ีกรรมน้ีถอื เป็นวันสำคญั เพราะเปน็ วนั ระลกึ ถงึ การตงั้ ศีลบวชและศลี มหาสนิทของ
พระเยซเู จ้า ซ่งึ เรมิ่ ด้วยพิธีเสกน้ำมนั ศกั ดิ์สิทธิ์ในตอนเชา้ ในมิสซาท่พี ระสงั ฆราชถวายร่วมกับพระสงฆ์
๑๐๗
ในปกครอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์กับพระสังฆราช ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
ในสงั ฆภาพ ดงั น้นั พระสงฆท์ ุกองค์ในสังฆมณฑลจึงมารว่ มในมสิ ซาน้ี และร้ือฟ้นื คำสัญญาแหง่ การเป็น
พระสงฆต์ ่อพระสงั ฆราชของตน
ส่วนพิธีกรรมในเย็นวันนี้ เป็นการระลึกถึงการเลี้ยงของพระเยซูเจ้า ที่เรา
เรียกว่า “อาหารค่ำม้ือสุดทา้ ย” (The Last Supper) กับบรรดาสาวกของพระองค์ การเลี้ยงน้ีจงึ เป็น
เครื่องหมายแห่งความรักและมิตรภาพ ประการสำคัญ พระองค์ได้มอบสิง่ สุดทา้ ยไวใ้ หแ้ กบ่ รรดาศษิ ย์
นั่นคือ พระกายและพระโลหิตของพระองค์ เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณและคงอยู่กับพวกเขา
ตลอดไป พระองค์ได้ตั้งศีลมหาสนิทและสังฆภาพขึ้น เพื่อพระองค์จะได้รับใช้พระศาสนจักรได้ต่อไป
ผ่านทางศีลศักดิ์สิทธิ์นี้พระวรสารในเย็นวันน้ีเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงที่เป็นรูปธรรมในชีวิตของเรา
นักบุญยอห์นไม่ได้พูดถึงปัสกาหรือศีลมหาสนทิ แต่เจาะจงพูดถึงการที่พระเยซูเจ้า อาจารย์และองค์
พระผู้เป็นเจ้า ได้ก้มลงล้างเท้าให้กับศิษย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นแบบอย่างแห่งความรักและการรับใช้
สำหรับศิษย์ของพระองค์ อีกทั้ง เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของการเป็นคริสตชน นี่คือบทเรียนสำคัญที่
พระองค์ทรงมอบไว้ให้แก่เราพระเยซูเจ้ามิเพียงสอนด้วยคำพูด ด้วยการชี้นิ้วบอกให้คนอื่นทำอย่าง
อาจารย์ทั่วไป แต่พระองค์ได้สอนด้วยการกระทำ “ผู้ใดท่ีปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องทำเป็นผู้รับใช้
ผอู้ ื่น และผใู้ ดทป่ี รารถนาจะเปน็ ทห่ี นึ่งในหมพู่ วกทา่ น กจ็ ะตอ้ งทำตนเป็นผรู้ ับใชท้ กุ คน”
คำสอนของพระองค์ที่กล่าวถึงข้างต้นปรากฏเป็นจริงในวันนี้ ในการล้างเท้าบรรดา
ศษิ ย์ “การลา้ งเท้า” ในสมัยของพระเยซูเจา้ ถือเปน็ งานของทาสหรอื ของคนรบั ใชท้ ่ีต่ำตอ้ ยทีส่ ดุ ในบ้าน
การที่พระเยซูเจ้าทรงก้มลงล้างเท้าใหก้ ับบรรดาศิษย์ จึงถือเป็นการถ่อมตนเองลงอย่างที่สุด โรมาโน
กวาร์ดีนิ (Romano Guardini) นักเทววิทยาชาวอิตาเลียนกล่าวว่า “การที่ผู้น้อยกม้ ลงต่อหน้าผู้ใหญ่
มิใช่ลักษณะของความสุภาพ ถือเป็นสิ่งที่พึงกระทำ แต่การที่ผู้ยิ่งใหญ่ก้มลงต่อหน้าคนต่ำต้อยที่สุด
นคี่ ือความสุภาพแท้”
พระเยซูเจ้าทรงมอบแบบอย่างแก่เรา พระองค์ทรงรับใช้เยี่ยงทาสต่อบรรดาศิษย์
เพ่ือชี้ให้เหน็ ว่านีเ่ ป็นหนทางที่แทจ้ ริงแหง่ การรับใชซ้ ง่ึ กันและกนั ดังนน้ั ความรักและการรับใช้จึงเป็น
ธรรมชาติของผ้ทู ่เี ปน็ ศิษย์ของพระองค์ ขอให้เราได้เลยี นแบบอยา่ งของพระองค์ ในความรักและการรบั
ใช้ซ่งึ กันและกนั ในชวี ิตประจำวันของเรา
เหนือสิ่งอื่นใด หากเราปรารถนาที่จะมีส่วนในศีลมหาสนิท เครื่องหมายที่แสดงถึง
ความรักขององค์พระเจ้า ลูกแกะที่ถูกถวายเป็นบชู า เราต้องยอมมอบตัวเราในความรกั และการรับใช้
ซึง่ กนั และกนั ศีลมหาสนิทได้ทำให้เราได้ชิดสนิทในความรกั ขององค์พระเจ้า เหมอื นกับที่เราได้สนิทสัมพันธ์กับ
เพ่อื นพ่นี อ้ งของเรา ขอให้ความรกั ขององคพ์ ระครสิ ตเจ้าท่ีแสดงออกในศีลมหาสนิท ไดเ้ ติมเต็มชีวิตของ
เราใหพ้ รอ้ มท่ีจะรกั และรบั ใช้ซ่ึงกันและกัน
สำหรบั เทศกาลลา้ งเท้าศิษย์พระคริสต์ 12 คน คนในชุมชนจะไม่กนิ เนอ้ื ทุกวันศุกร์ท่ี
มีการล้างเท้า ปีละ 1 ครั้ง จะจัดทำวันใดคณุ พ่อบาทหลวงจะเป็นผู้กำหนด (สัมภาษณ์ สุวลี คล้ายมี,
ชาวไทยเชอื้ สายญวน ตำบลวงั กระแจะ, 19 กนั ยายน 2565)
4.1.3.5 ด้านศลิ ปะพน้ื บ้าน
ด้านศิลปะที่ยังคงปรากฏให้เห็นคอื การใช้ดนตรใี นพิธีกรรมทางศาสนาของกลุ่มชาว
ญวนที่นับถือศาสนาคริสต์ โดยมีลักษณะทั่วไปของดนตรีการนมัสการในศาสนาคริสต์นิกาย
๑๐๘
โรมันคาทอลิก ใช้เครื่องดนตรีคือ เปียโนและออแกน และมีบทร้อง บทสวดประกอบพิธีกรรมต่างๆ
ชาวคริสต์เชื่อว่าการยอมมอบสติปัญญาและน้ำใจของตนเองทั้งสิ้นแก่พระเจ้า เป็นการยอมมอบตน
ปฏิบตั ิตามพระวาจา (คำสอน) ของพระเจ้าและความเช่ือในพระเจา้ ยังหมายถงึ ความรักพระ-ของวดั แม่
พระรบั สาร จงั หวัดตราด กลุ่มสมาชกิ สมัครใจมาเล่นดนตรถี วายพระเจา้ เมือ่ มพี ธิ มี ิสซา พิธีกรรม หรือ
กิจกรรมอื่นๆ นักดนตรี นักร้องเหล่านี้ก็จะมาช่วยกันบรรเลงและขับร้องส่วนใหญ่นักดนตรีจะเป็น
ลูกหลานที่นบั ถือศาสนาคริสต์ทเ่ี รียนอยู่ในโรงเรียนมารดานุสรณ์และประชาชนทีอ่ าศัยอยู่บริเวณใกล้
กับวัด มีการรวมตัวเพอื่ ฝกึ ซ้อมและเรียนดนตรใี นวนั เสาร์-อาทิตย์
รูปแบบการบรรเลงประกอบพิธีกรรมจะเป็นการบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ ตามที่ได้
กล่าวไปแล้วสลับกับการขับร้องบ้าง บรรเลงพร้อมขับร้องบ้าง ซึ่งจะสลับกับพิธีกรรม นักดนตรีจะ
บรรเลงโดยอยู่ร่วมและมองเห็นพิธีกรรมนั้นๆ ได้อย่างชดั เจน นอกจากการบรรเลงดนตรี และการขับ
รอ้ งของนักดนตรแี ลว้ ผทู้ ีเ่ ข้ารว่ มพิธีกรรมจะสามารถเปิดหนังสอื เพลงร้องได้ โดยสามารถเปิดหนังสือ
ตามตวั เลขหน้าที่ปรากฏตามทีบ่ าทหลวงแจ้ง บทเพลงและเนื้อร้องของเพลงนมัสการจะแบ่งออกเป็น
สว่ นบทเพลง และเพลงสวด สว่ นเพลงอืน่ ๆ ทีไ่ ด้มีการขบั ร้องและบรรเลงยงั มอี ีกค่อนข้างมากซึ่งเป็นไป
ตามช่วงเทศกาล นักขบั รอ้ งและนกั ดนตรจี ะเล่นเพลงตามช่วงเทศกาลนน้ั ๆ
การขับร้องเพลงสวดยังหมายถึงการขอวิงวอนต่อพระเจ้าให้พระองค์ท่านโปรด
ประทานความเมตตากรุณา และใหค้ วามช่วยเหลอื ด้านจิตใจด้วย อีกทง้ั ยงั เป็นการทำให้เกิดการระลึก
ในหลักคำสอนต่างๆ ทางศาสนาคริสตเ์ พื่อแสดงถึงแนวทางการปฏิบัติของครสิ ตชนทุกคนที่จะปฏบิ ัติ
ตนใหอ้ ย่ใู นหลักคำสอนของศาสนา (สัมภาษณ์ ทวรี ฐั ทองม,ี ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวังกระแจะ,
19 กนั ยายน 2565)
4.1.3.6 ดา้ นภาษา
ปัจจุบันชาวญวนเก่าในประเทศไทยถูกกลืนไปกับคนไทยจนสิ้นแล้ว ยังคงเหลือแต่
ชาวญวนเก่าที่นับถือศาสนาคริสต์ในกรุงเทพฯ (สามเสน) และจันทบุรีเท่านั้นที่ยังรักษาภาษาและ
ขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมไว้ได้ ซึ่งต่างจากชาวญวนเก่าที่นับถือศาสนาพุทธที่เข้ากับคนไทยได้ดี
เนอ่ื งจากมีศาสนาเดียวกนั
แม้ชาวญวนเก่าท่ีนับถือศาสนาคริสตใ์ นไทยจะไม่ติดตอ่ กับชาวญวนในเวียดนามเลย
นานนบั ศตวรรษ แต่พวกเขาเหลา่ น้นั กอ็ ยกู่ นั ตามเชือ้ ชาติโดยแยกตา่ งหากจากคนไทย ทำให้พวกเขายัง
สามารถรกั ษาภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณไี วไ้ ด้ ท้ังนพ้ี วกเขามคี วามภาคภูมใิ จในวฒั นธรรมของ
เขา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไม่กระตือรือร้นที่จะเป็นคนไทยหรือปรับตัวเข้ากับสังคมไทย
อย่างรวดเรว็ รวมไปถงึ การตง้ั ถิน่ ฐานแออดั กนั รอบๆ โบสถ์ และการแตง่ งานกบั คนที่นับถอื ศาสนาและ
เชอ้ื ชาตเิ ดียวกัน
ในปี พ.ศ. 2500 ชาวเวียดนามสูงอายุทีอ่ าศัยอยู่ในสามเสน และจันทบุรียังคงการ
ใช้ภาษาเวียดนามอยู่แต่เป็นสำเนียงเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นภาษาเวียดนามเก่าซึ่งในประเทศเวียดนาม
ไม่ไดใ้ ช้แลว้ จงึ ทำให้ไมส่ ามารถตดิ ต่อกับชาวเวียดนามได้งา่ ย รวมไปถึงคำศัพทแ์ ละสำนวนหลายคำน้ัน
ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาไทย พวกเขามีคำสวดที่ใช้ทุกวัน และหนังสือสอนศาสนาเป็นภาษาเวียดนาม
อักษรโกว๊กหงือ (Quốc Ngữ) ภาษาเวียดนามในไทยปจั จุบันนั้นมีคำไทยปะปนอยู่มาก ทั้งสำเนียงกย็ ัง
เป็นแบบไทย การสนทนาระหว่างคนญวนจากประเทศเวียดนามกับคนญวนในไทยจึงต้องอาศัยล่าม
๑๐๙
ช่วยอธิบาย ดังนั้นราวหนึ่งหรือสองช่วงคน หรืออีก 50 ปีเป็นอย่างมาก คนญวนในไทยจะถูกผสม
กลมกลืนทางภาษาได้สำเร็จ
กลุ่มทสี่ ามารถใชภ้ าษาเวียดนามได้นน้ั ในปัจจบุ ันล้วนเป็นผู้สงู อายุทั้งสิ้น ขณะที่เด็ก
รนุ่ ใหม่บางคนฟังไดพ้ อเขา้ ใจแต่ไมส่ ามารถพดู ได้ ขณะที่ผลการวจิ ัยของ Bui Quang Tung ได้กลา่ วถึง
คนท่ียังพดู ภาษาเวยี ดนามไดเ้ ปน็ ผู้มีอายไุ ม่ต่ำกวา่ 30 ปีท้ังสนิ้ ท่อี ายุนอ้ ยกว่านีพ้ อเขา้ ใจแต่พูดไม่ได้ที่
พูดได้บ้างก็ไม่ดีนัก ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายกลืนชาติของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่นำนโยบาย
ชาตนิ ยิ มมาใช้ และมผี ลกระทบตอ่ ชาวญวนในไทย
ชาวญวนในจังหวัดตราดไม่สามารถพูดภาษาญวนกันได้แล้วเนื่องจากในช่วงอายรุ ุ่น
ลกู หลานได้ใช้ชีวิตกลนื ไปกับคนไทยทัง้ ในด้านภาษาและวัฒนธรรม ลกู หลานรุ่นหลังเรียนทโ่ี รงเรียนใน
ชมุ ชนบา้ ง แต่งงานมคี รอบครวั กบั คนไทยบ้าง จงึ ไม่มีใครสามารถพูดภาษาญวนไดแ้ ลว้
4.1.3.7 ด้านการแต่งกาย
การแต่งกายของชาวญวนในจังหวดั ตราด กลนื หายไปกบั การแต่งกายของคนไทยตาม
สมัยนยิ ม ไมม่ ีเอกลกั ษณ์หรอื อัตลกั ษณข์ องตนเองแต่อยา่ งใด
4.1.3.8 ดา้ นอาหาร
อาหารญวนในจังหวัดตราด เข้ามาพร้อมกับการจัดตั้งร้านอาหารบ้านเต็ง อาหาร
ญวนแห่งแรกในจงั หวดั ตราดท่เี ปิดร้านมากวา่ สามสบิ ปี โดยผ้ทู ีน่ ำอาหารญวนเขา้ มาในจงั หวัดตราดคือ
นางเตง็ แซ่อ้งึ อายุ 58 ปี เจ้าของร้านอาหารบา้ นเตง็ อาหารญวน จากการสมั ภาษณน์ างเต็งกล่าวว่า
ตนและครอบครัวไดร้ ่ำเรยี นวธิ ีการทำอาหารญวนจากชาวญวนในประเทศกมั พูชา โดยมอี าหารญวนท่ี
ปรับสตู รให้เขา้ กับรสชาติของคนตราด และเปน็ ทน่ี ิยม ดงั นี้
บัน๋ หอย หรือ บั่นหอย
บนั่ หอย (Banh Hoi) เสน้ หมี่ทต่ี ดิ กันเปน็ แผ่นหน้า เป็นอาหารเวียดนามใต้ เกยี่ วเนอื่ ง
กับการของแต่งงาน เนื่องจากคำวา่ บั่น แปลวา่ ขนม ของว่าง ส่วนคำวา่ หอย แปลว่าแต่งงาน ถ้ามงี าน
แต่งงานของคนเวียดนามทีไ่ หน ต้องมี บั่นหอย อยู่ในงานแต่งเสมอ บ่ันหอย ที่เรียกกนั นั้นความหมาย
คือชื่อของแป้ง ที่เอาทำนั่นเอง สาเหตุที่ต้องทำให้เส้นหมี่ติดกันเป็นแผ่น เพราะสะดวกในการ
รับประทาน ชาวเวียดนามจะทานบ่ันหอยพรอ้ มกบั ผัก วางช้นิ หมู ก้งุ เนื้อไว้ด้านบนสุด ราดด้วยน้ำจ้ิม
บ่ันหอยมีขายทั่วไปในตลาดสดในเวียดนามใต้เท่านั้น ไม่มีขายที่เวียดนามเหนือ เมนู บ่ันหอย
“อิม่ อร่อย ได้สุขภาพ” (สัมภาษณ์ เตง็ แซอ่ ้งึ , ชาวไทยเช้อื สายญวน ตำบลวงั กระแจะ, 19 กันยายน
2565)
ภาพท่ี 51 ภาพบัน่ หอย อาหารญวน (เวยี ดนามเหนอื )
๑๑๐
แหนมเนอื ง
แหนมเนืองเป็นอาหารเวียดนามชนิดหนึ่งซึ่งแต่เดิมนั้นจัดเป็นอาหารของชาววังใน
ประเทศเวียดนาม จะรับประทานในกลุ่มบุคคลชั้นสูงเทา่ นั้น ไม่สามารถหาซ้ือได้ตามทอ้ งตลาด เวลาต่อมา
สตู รแหนมเนือง ไดร้ บั มรดกตกทอดมาจากรุ่นสู่ร่นุ และได้คิดดดั แปลงและปรับปรงุ สตู รชาววังดั้งเดิมมา
จนรุ่นหลัง และได้ปรุงแต่งให้มีรสชาติกลมกล่อมถูกปากคนไทย แหนมเนืองมีความเฉพาะตัวและ
ประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะแต่ละส่วนประกอบทีจ่ ะเปน็ ช่ืออาหารแหนมเนือง จะมีผักสมุนไพรนานา
ชนิดเปน็ องค์ประกอบ จึงเปน็ การสวู่ ิถีธรรมชาติอันเรยี บง่าย และการรับประทานอาหารแหนมเนืองจึง
เป็นเหมือนวิถีการดูแลตนเองด้วยอาหารธรรมชาติ ลักษณะเด่นของแหนมเนือง คือมีผักสดท่ี
หลากหลาย โดยเฉพาะผักที่มีกลิ่นฉุนและเป็นผักสมุนไพร ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่จะมีกลิ่นฉุนดังนั้น
แหนมเนืองจงึ ขึน้ ชอื่ ในเรื่องของสมนุ ไพร เพราะผักทรี่ ับประทานในแหนมเนืองตอ้ งรับประทานเฉพาะ
ผักสดจำพวก ผักกาดหอม ใบชะมวง ผักแพรว สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง นอกจากผักแล้วในอาหารแหนม
เนืองยังมีเครื่องปรุงที่มีรสเปรี้ยว มะเฟือง กล้วยดิบ มะม่วง พริกและแตงกวา ส่วนของน้ำจิ้มแหนม
เนืองจะใช้นำ้ จิม้ มากเป็นพเิ ศษจนกลายเปน็ ลกั ษณะเฉพาะตัว น้ำจมิ้ แหนมเนืองตอ้ งใช้ส่วนประกอบที่
หลากหลายมาผสมเข้าด้วยกัน อย่างแรกก็คือมันฝรั่ง หมู ตับหมู น้ำปลา มะขามเปียก น้ำตาล เกลือ
พริกและถั่ว สิ่งท่ีขาดไม่ไดก้ ็คือแผน่ แปง้ ทีใ่ ช้ห่อทำจากขา้ ว ส่วนหมูทีเ่ ปน็ ตัวแหนมเนอื งตอ้ งเป็นหมูที่
คัดพิเศษ จะเอาสว่ นสะโพกหลังของหมู มีความเหนยี วนมุ่ ไมม่ ีไขมันมาปรงุ แต่งและต้องปั้นเป็นลูกพอ
คำแลว้ เสยี บไม้นำไปยา่ งหรืออบ
ส่วนผสม
- เนอื้ หมสู ันในบด 200 กรัม มนั หมบู ด 100 กรมั (ใชม้ ันแข็ง) ซอสปรงุ รส 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยเมด็ 5 กรัม กระเทียมกลบี เลก็ 10 กรัม เกลือปน่ ¼ ช้อนชา นำ้ ตาลทราย ½ ชอ้ นชา
ส่วนผสมของน้ำจิ้มแหนมเนือง
- ข้าวเหนียว ½ ถ้วย ถั่วเขียวบด ½ ถ้วย เต้าเจี้ยวอย่างดีบดละเอียด ⅓ ถ้วย พริกแดง
บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช ⅓ ถ้วย งาขาวบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียม
บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงบด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ น้ำเปล่า
2 ถ้วย
เคร่อื งเคยี ง
- แผ่นเปาะเปย๊ี ะญวน
- กล้วยดบิ ฝานเป็นช้ิน ๆ
- กระเทียมซอย
- มะม่วงเปรย้ี ว
- ผักสด เชน่ ผักกาดหอม ผกั แพว ผกั ชีฝร่งั สะระแหน่ ใบโหระพา
วธิ ที ำแหนมเนอื ง
ทำหมยู ่าง
- โขลกพริกไทยกบั กระเทียมให้ละเอียด นำเน้ือหมบู ดลงไปโขลกเบาๆในครกจนเหนียว
- ใส่มันหมูบด ซอสปรุงรส เกลือป่น น้ำตาลทราย แล้วนวดให้ให้เข้ากัน จนเนื้อหมู
มลี กั ษณะเหนยี ว
๑๑๑
- นำหมทู น่ี วดได้ที่แล้วไปแช่ในตู้เย็นใช้เวลาประมาณ 3 ชัว่ โมง จากน้ันป้ันเป็นก้อนกลมๆ
เสยี บไมป้ ง้ิ ลูกชิ้นแล้วนำไปยา่ งไฟอ่อนจนสุก
ทำนำ้ จมิ้ แหนมเนือง
- ต้มขา้ วเหนยี ว และถ่ัวเขียวจนเป่ือย กรองเอานำ้ ออกแล้วนำไปบดใหล้ ะเอียด
- นำกระทะข้ึนตง้ั ไฟใส่นำ้ มนั ลงไป พอน้ำมนั เร่ิมรอ้ นนำพริกแดงบด กระเทียมบด ลง
ไปผัดจนเร่มิ มีกลน่ิ หอม
- ใส่เต้าเจี้ยว น้ำเปล่าลงไป ปรุงรสด้วยเกลือป่น ซีอิ้วดำ น้ำตาลทราย ตามด้วยข้าว
เหนยี วและถัว่ เขยี วตม้ เป่อื ยที่บดไว้ เคี่ยวจนนำ้ จม้ิ ขน้ ใส่งาลงไป เวลาเสริ ฟ์ โรยหน้าด้วยถว่ั บด
จัดเสริ ์ฟ
- เสิร์ฟหมยู ่าง เคียงกับแผน่ เปาะเปี๊ยะญวน ผักสด และน้ำจิ้มแหนมเนอื ง (สัมภาษณ์
เต็ง แซอ่ ้งึ , ชาวไทยเชอื้ สายญวน ตำบลวังกระแจะ, 19 กนั ยายน 2565)
ภาพที่ 52 ภาพอาหารญวนแหนมเนอื ง
ขนมเบอื้ งญวน
ขนมเบื้องญวน เป็นขนมที่เข้ามาพร้อมกับเชลยชาวญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งถูก
กวาดต้อนมาระหว่างสงครามสยาม-เวียดนาม ขนมนี้ทำจากแป้งละลายกับไข่ให้ข้น ตักแป้งเทลงใน
กระทะทท่ี านำ้ มันไว้ แผ่เปน็ แผ่นกลม ใส่ไส้แลว้ พบั กลาง
สว่ นผสม ไสข้ นมเบอ้ื งญวน
- มะพร้าวขดู 2 ขดี หมูสบั 3 ขดี กระเทียม รากผกั ชี เกลือปน่ ประมาณ 3-4 ช้อน
กินข้าว นำ้ ตาลทราย 5-6 ช้อนกินข้าว พริกไทยปน่ 5 ชอ้ นกนิ ข้าว (หรอื พรกิ ไทยเม็ด) สผี สมอาหารสี
เหลือง เต้าหู้หั่นเต๋าทอด ไชโป๊สับ กุ้งแห้งป่น ถั่วลิสงคั่วป่น ผักชีซอย แตงกวาหั่น พริกแดงซอย
หอมแดงซอย ถั่วงอก
วธิ ที ำไสข้ นมเบื้องญวน
- นำมะพรา้ วขดู กบั หมสู บั ใส่ลงในอ่างผสม
- คลุกให้เขา้ กัน ใครจะใชก้ งุ้ กไ็ ด้
- โขลกกระเทียมกับรากผักชีเข้าด้วยกนั ใส่รากผักชี หรือจะใส่พริกไทยเม็ดลงโขลก
ด้วยกไ็ ด้ แตใ่ นสตู รใชพ้ ริกไทยปน่ เลยจะเอาใส่ภายหลงั
- นำกระเทยี มกบั รากผกั ชโี ขลกลงไปผัดกับน้ำมนั
- ใส่หมูท่คี ลุกมะพร้าวลงไปผดั ใสเ่ กลือปน่ ลงไป
๑๑๒
- ตามดว้ ยนำ้ ตาลทราย ถ้าไมห่ วานใสภ่ ายหลงั ได้ จะไม่ใสน่ ้ำตาลปึก เพราะไส้ผัดเก็บ
ไวห้ ลายวนั ได้ไมเ่ ปร้ยี ว นำ้ ตาลปกึ สมยั นี้ใสแ่ บะแซจะทำให้เปร้ียวได้ถา้ เก็บนานๆ
- ใส่พริกไทยปน่ ลงไปเยอะหนอ่ ย ผัดใหเ้ ข้ากนั ดี
- หยดสผี สมอาหารสีเหลอื งนิดเดียวพอเพอ่ื แต่งสีให้สวย
- ผัดไปสกั พกั จนไส้แห้งเหมอื นในภาพ จะได้รสเคม็ ๆ หวานๆ
- เครื่องเยอะนิดหน่อย มีเต้าหู้หั่นเต๋าทอด ไชโป๊สับ (ล้างจนไม่เค็ม) กุ้งแห้งป่น
ถว่ั ลิสงค่ัวปน่ ผักชซี อย ห่ันแตงกวา พริกแดง และหอมแดง สำหรบั ทำอาจาดไวก้ นิ คู่กนั
สว่ นผสม
- แป้งข้าวเจ้า ประมาณ 150 กรัม แป้งสาลีอเนกประสงค์ 30 กรัม แป้งถั่วเขียว
30 กรัม เกลือเล็กน้อย ไข่ 1 ฟอง ผงขมิ้น กะทิ ประมาณ 1 ถ้วย + 1/2 ถ้วย น้ำปูนใส 2 ถ้วย +
1/2 ถว้ ย
วิธีทำแปง้
- ใส่แป้งข้าวเจ้า แปง้ สาลีอเนกประสงค์ แปง้ ถั่วเขยี ว เกลือเล็กน้อย และไข่ลงในอ่างผสม
- ใส่ผงขมิน้ แต่งสเี ล็กนอ้ ย เติมกะทิลงไป เตมิ กะทิลงไป
- คนผสมให้เข้ากนั แป้งจะออกเหลว ๆ
วธิ ที ำขนมเบือ้ งญวนแบบหอ่ ไข่
- แบบห่อไข่ ตอกไข่ 1 ฟองใส่ภาชนะ ใส่แป้งที่ผสมแล้วลงไปเล็กน้อย ตีให้เข้ากัน
นำไปละเลงบนกระทะทใ่ี สน่ ำ้ มนั เลก็ น้อย
- ใส่ถ่วั งอกและใส่ไสท้ ่ีเตรยี มไว้ผัดลงไป
- ใส่เตา้ หทู้ อด ถ่ัวลิสง ไชโปส๊ ับ และกงุ้ แห้ง โรยผักชี
- จดั การพับตามชอบก็จะไดข้ นมเบ้อื งญวนแบบหอ่ ไข่
- จัดใสจ่ าน พรอ้ มรบั ประทาน (สัมภาษณ์ เตง็ แซอ่ ้ึง, ชาวไทยเชอื้ สายญวน ตำบลวัง
กระแจะ, 19 กันยายน 2565)
ภาพท่ี 53 ภาพขนมเบอื้ งญวน อาหารชาวญวน
กุ้งพันออ้ ย
กงุ้ พนั อ้อย หรอื เจา่ โตม เปน็ ช่ือของอาหารญวนชนดิ หน่งึ ทน่ี ำเนอื้ กุ้งบดท่ีปรงุ รสแล้ว
มาพนั กบั ก้านอ้อยขนาดพอเหมาะ แล้วนำไปทอดหรือป้งิ ก็ได้ แต่ในประเทศไทยนิยมนำกุ้งพันอ้อยไป
ทอดมากว่าปิ้ง กุ้งพันอ้อยมีต้นกำเนิดมาจากพ่อครัวฝีมือดีในราชสำนักเก่าที่ได้ทำกุ้งพันอ้อยเสนอ
ใหแ้ กก่ ษตั ริย์ จนกุง้ พนั ออ้ ยกลายเปน็ อาหารที่ได้รบั ความนยิ มจากนกั ทอ่ งเที่ยวและคนในท้องถ่นิ
๑๑๓
ส่วนผสม กุ้งพันอ้อย
- เนื้อกุ้ง ๕๐๐ กรัม มันหมู ๒ ช้อนโต๊ะ ผงปรุงรสไก่ ครึ่งช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ ๑ ฟอง
ออ้ ย (ตดั เป็นแทง่ เลก็ ) ๕ แท่ง นำ้ มนั พืช เส้นหม่ลี วกสุก นำ้ จิม้ ไกผ่ สมหวั ไชเทา้ และแครอทขดู
วธิ ที ำกุ้งพันอ้อย
- ใสก่ ้งุ กับมนั หมลู งในเคร่อื งปัน่ ป่ันจนละเอียด ปรงุ รสดว้ ยผงปรงุ รสไก่ นวดผสมจนเข้า
กนั ดี และเนอ้ื เหนยี ว นำส่วนผสมกงุ้ ท่ีได้พนั กบั ออ้ ย
- ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟพอร้อน นำกุ้งพันอ้อยลงทอดจนสุกเหลืองกรอบ จัดใส่
จาน รับประทานคู่กับเส้นหมี่ลวก และน้ำจิ้ม (สัมภาษณ์ เต็ง แซ่อึ้ง, ชาวไทยเชื้อสายญวน ตำบลวัง
กระแจะ, 19 กันยายน 2565)
ภาพที่ 54 ภาพอาหารญวน กุ้งพนั อ้อย
จากการเกบ็ ข้อมลู เบอื้ งตน้ อตั ลกั ษณข์ องกลุ่มชาวญวนจังหวดั ตราด พบว่า ชาวญวน
เข้ามาในประเทศไทยเป็นเวลานานและกระจายตัวอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะภาคกลางของประเทศไทย
สำหรบั ชาวญวนที่อยูใ่ นจงั หวัดตราด พบว่าเขา้ มาในชว่ งการลีภ้ ัยสงครามขององคเ์ ชียงสือเป็นชาวญวน
ที่อาศัยอยู่ทางเกาะกูดและทำการแล่นเรือใบเข้ามามัความสัมพันธ์ทางตำบลไม้รูด มีร่องรอยการ
ค้นพบตำนานบ่อญวน ตามความเชื่อของชุมชน ชาวญวนอีกกลุ่มหนึ่งย้ายครอบครัวมาจากจังหวั ด
จนั ทบรุ ี นำเอาศาสนา ความเชอ่ื อาหาร ประเพณี พิธีกรรมตา่ งๆ เข้ามาในจงั หวัดตราด โดยใช้การเผย
แผ่ศาสนาเป็นแกนหลัก สำหรับเรื่องการแต่งกาย ภาษา และศิลปกรรมนั้นถูกกลืนหายไปกับชุมชน
ชาวไทยในปัจจบุ นั แล้ว
4.1.4 ชาวมอญ
ชาวมอญ เป็นชนเผ่ามองโกลอยด์ ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศจีน
นกั ปราชญท์ างภาษาศาสตรแ์ ละทางมานุษยวิทยาได้จัดพวกมอญไว้ในตระกูลมอญ-เขมร หรือบางทีก็
เรียกว่า ตระกูลออสโตรเอเชียติค หมายถึง ภาษาเอเชียตะวันออก พวกมอญเรียกตนเองว่า “รมัน”
แล้วเพี้ยนมาเป็น “มอญ” และเรียกชื่อประเทศตัวเองว่า “รามัญประเทศ” ส่วนพม่าเรียกตัวเองว่า
“ตะเลง” หลักจากอพยพออกจากประเทศจีนลงมาทางใต้ได้มาตั้งอาณาจักรขึ้นทางฝั่งตะวันตกของ
แม่น้ำอิระวดีในบริเวณพม่าตอนล่าง อาณาจักรมอญต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่ตลอดระยะเวลากว่า
700 ปี ทีต่ ้งั อยใู่ นพม่าตอนลา่ งเพราะศึกภายในและภายนอก ซ่ึงมพี มา่ เปน็ ศตั รสู ำคญั ในระหว่างน้ัน
ชาวมอญได้พากนั อพยพเขา้ มาตง้ั หลักแหล่งอยู่ในประเทศไทยเนอื งๆ ชาวมอญเหล่านน้ั ไดม้ าเป็นกำลัง
สำคญั ส่วนหนง่ึ ของไทย และได้สืบลูกหลานมาจนกระท่งั ปัจจุบนั หลงั จากที่อพยพลงมาตั้งหลักแหล่ง
อยู่ทางฝง่ั ตะวนั ออกของแม่นำ้ อริ ะวดใี นพม่าตอนลา่ งแลว้ ชาวมอญไดต้ ้งั อาณาจกั รของตนเองข้นึ โดยมี
ศูนย์กลางความเจรญิ ในระยะแรกหลายแหง่ ด้วยกนั คือ สะเทิม ทวันเท ทะละ และหงสาวดี ซง่ึ ตา่ งก็เปน็
๑๑๔
อิสระไมข่ นึ้ ต่อกัน และได้สร้างสมอารยธรรมความเจริญตา่ งๆ มากมาย ดงั ปรากฏว่า ในพทุ ธศตวรรษท่ี
16 อาณาจกั รมอญท่สี ะเทมิ เจรญิ ถงึ ขดี สุดย่งิ กวา่ อาณาจักรใดๆ ในบริเวณใกลเ้ คียง ทัง้ ดา้ นวัฒนธรรม
ศาสนา และการค้า แต่มอญกไ็ ม่สามารถรักษาอาณาจักรของตนเองไว้ได้ เพราะทันทีที่พมา่ ซ่ึงอพยพ
เขา้ มาอยู่ทางตอนเหนอื สามารถตงั้ อาณาจักรเปน็ ปึกแผ่นขนึ้ มาได้ทีพ่ กุ าม กไ็ ดแ้ ผอ่ ำนาจลงมารุกรานมอญ
มอญจึงต้องสูญเสียอิสรภาพแก่พม่าใน พ.ศ. 1600 สงครามครั้งนี้แม้ว่ามอญจะเป็นฝ่ายแพ้
แต่อารยะธรรมความเจริญของมอญกลับไปมีอิทธิพลเหนือพม่า ดังจะเห็นได้ว่า พระเจ้าอนิรุธ
(พ.ศ. 1587 - 1620) ได้กวาดต้อนนักปราชญ์ราชบัณฑิตต่างๆ จากสะเทิมไปพุกาม และได้หล่อ
หลอมเป็นศิลปวัฒนธรรมของพม่า ทั้งในด้านการปกครอง ศาสนา อักษรศาสตร์ และสถาปัตยกรรม
ประวัตศิ าสตร์มอญในลุ่มแม่นำ้ อิระวดนี ับแตน่ ้ันมาเป็นเรือ่ งของการทำสงครามกับพม่าเพือ่ ความเปน็
อิสระบ้าง เพื่อรักษาอาณาจักรของตนบ้างเรื่อยมาเป็นเวลากว่า 700 ปี จนกระทั่งถูกรวมเป็นส่วน
หนึ่งของพม่าใน พ.ศ.2300 ทั้งนี้เนื่องมาจากนโยบายของพม่าที่พยายามแผ่อำนาจครอบครองมอญ
และรวมไวเ้ ปน็ สว่ นหน่ึงของอาณาจักรตนดว้ ยเหตุทีอ่ าณาจักรมอญมีความสำคัญต่อพม่าอย่างมากท้ัง
ในด้านเศรษฐกิจและด้านการเมือง เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ และมีการติดต่อ
ค้าขายกับต่างประเทศทางทะเล ในขณะทพ่ี มา่ ต้ังอยใู่ นบริเวณทภ่ี เู ขาและที่สงู ซง่ึ อุดมสมบูรณ์ทั้งยังถูก
มอญปดิ กน้ั การติดต่อกับนานาประเทศทางทะเลอกี ดว้ ย มอญจึงเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญที่พม่า
ประสงค์จะไดไ้ ว้เลย้ี งประเทศตน และการมมี อญตั้งอยู่ระหวา่ งไทยกับพม่าซึ่งเปน็ ศัตรกู ัน มอญจึงเป็น
จุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งพม่าได้อาศัยเป็นฐานทัพและเส้นทางเดินทัพเข้ามารบกับไทย ขณะเดียวกัน
พม่าก็ยังได้อาศัยมอญเปน็ ทั้งแหล่งเสบียงอาหาร และแหล่งระดมพลเข้าร่วมในกองทัพไปทำสงคราม
ด้วย ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ความพยายามของมอญในการด้ินรนเพื่อตั้งอาณาจักรอิสระของตนได้
ประสบผลสำเร็จถึง 2 ครัง้ กลา่ วคอื ใน พ.ศ. 1830 พระเจ้าฟา้ รวั่ หรอื วาเรรุ ได้กอบกู้เอกราช และ
สถาปนาขึ้นปกครองอาณาจักรมอญโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเมาะตะมะ ราชวงศ์นี้ได้ปกครอง
อาณาจักรมอญสืบต่อมาจนถึง พ.ศ. 2082 ในระหว่างนน้ั ได้มกี ารยา้ ยเมืองหลวงจากเมาะตะมะไปยัง
หงสาวดี ใน พ.ศ. 1912 เพื่อให้ปลอดภัยจากการโจมตขี องฝ่ายไทย กษัตริย์ท่ีเด่นและมีชือ่ เสยี งของ
ราชวงศ์นี้ ได้แก่พระเจ้าราชาธิราช (พ.ศ. 1928 - 1966) ซึ่งเป็นผู้รวบรวมอาณาจักรมอญในพมา่
ตอนล่างทั้งหมดเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันเป็นครั้งแรก พระยาวารุ (พ.ศ. 1989 - 1993) ผู้มี
ชื่อเสียงในความเท่ียงธรรมในการปกครอง และพระเจา้ ธรรมเจดีย์ (พ.ศ. 2015-2035) ซึ่งไดช้ ื่อวา่
เป็นนักปกครองทีด่ ีเยยี่ ม และยังไดท้ ำการปฏิรปู พุทธศาสนาในอาณาจักรมอญ ทัง้ ในด้านพธิ ีกรรมและ
วนิ ยั สงฆ์ เป็นต้น ความเจริญของมอญในยุคสิน้ สุดลง เพราะถูกพมา่ แหง่ ราชวงศ์ตองอูรุกราน และถูก
รวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพม่าอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2028 แม้ว่าพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ (พ.ศ.
2074-2093) จะทรงมนี โยบายทจี่ ะสมานไมตรีกบั มอญ และรวมมอญมาใชใ้ นพมา่ แต่พอสน้ิ รัชกาล
ของพระองค์ มอญกต็ ้องประสบกบั ความเดือดรอ้ น เนอื่ งจากกษัตรยิ ์พมา่ องค์ต่อมาปกครองมอญอย่าง
กดขี่และยังบีบคั้นในเรื่องภาษีและการเกณฑ์แรงงานในกิจการต่างๆ ทั้งในยามสงบและยามมีศึก
สงคราม เป็นเหตุให้มอญก่อการจลาจลอยู่เรื่อยๆ และในที่สุดตอนปลายราชวงศ์ตองอู ขณะที่พม่า
ผจญทั้งศึกและสงครามกับไทย มอญก็สามารถรวบรวมกำลังและประกาศอิสระภาพอีกครั้งใน พ.ศ.
2283 โดยมีสมงิ ทอพทุ ธเกษ (พ.ศ. 2283-2290) เปน็ หวั หน้าหลังจากที่ต้งั มั่นท่ีหงสาวดีแลว้ มอญ
ได้ขยายอาณาเขตขึ้นไปทางเหนืออย่างรวดเร็ว ยึดได้แปร ตองอู และรุกขึ้นไปตามลุ่มแม่น้ำอิระวดี
๑๑๕
จนกระทั่งถึงอังวะ ใน พ.ศ. 2290 พระยาทะละ (พ.ศ. 2290-2300) มอญจึงถูกรวมเป็นส่วนหนึ่ง
ของพม่าต้งั แต่นั้นเปน็ ต้นมา โดยไม่มีโอกาสฟ้ืนตัวไดอ้ ีกจนกระท่งั ปัจจบุ นั (กิตติ วรกลุ กิตต.ิ 2533)
เส้นทางการอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ชาวมอญที่อพยพเข้ามายังอาณาจักรไทยโดยมากเป็น
มอญจากเมอื งใหญ่ที่มคี วามสำคัญ เปน็ ศูนย์กลางการคา้ มีความอุดมสมบรู ณ์ มีประชากรอาศัยอยู่เป็น
จำนวนมาก จึงถกู พม่าควบคมุ อย่างเข้มงวด เมืองเมาะตะมะ และเมอื งมะละแหม่งอยู่ใกลช้ ายแดนไทย
มีเส้นทางการตดิ ตอ่ ค้าขายมาต้ังแต่สมัยโบราณ ชาวมอญคุ้นเคยเส้นทางเหล่าน้ีดี จึงสามารถเดนิ ทาง
ไดส้ ะดวก เสน้ ทางการอพยพของชาวมอญเข้าส่อู าณาจกั รไทย มดี ้วยกนั 3 เส้นทาง ไดแ้ ก่
1) ทางเหนือ อพยพเข้ามายังเมืองตาก หรือเมืองระแหง ทางด่านแม่ละเมา เช่น การอพยพ
เขา้ มาในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. 2317
2) ทางใต้ อพยพเขา้ มายังเมืองกาญจนบุรี ทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นเสน้ ทางท่ีใช้กันมาก
ทั้งเป็นเส้นทางการค้า การเดินทัพ ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายพม่า เช่น การอพยพในสมัยสมเด็จพระ
นารายณ์ ซงึ่ เป็นเสน้ ทางทใ่ี ช้กันมาก
3) ทางเมืองอทุ ัยธานี เชน่ การอพยพในสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ ราว พ.ศ. 2358
จะเห็นได้ว่า 2 เส้นทางแรก เป็นเส้นทางเดียวกับท่ีพม่าใช้ในการยกกองทพั เข้ามารุกรานไทย
มอญคงจะคุ้นเคยกับเส้นทางนี้ดี เพราะนอกจากจะเข้ามาตอนทำสงครามแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่ใช้
ติดตอ่ การค้าขายกนั อีกด้วย นอกจากน้ตี ามพงศาวดารมอญ-พม่า ยงั ได้กลา่ วถึงอีกเสน้ ทางท่ีใช้ในการ
อพยพอกี เส้นหนึ่งคือ ทางเชียงใหม่ ซึ่งเปน็ เส้นทางที่พระยารามญั 3 คน คือ พระยาราม พระยากลาง
เมอื ง และพระยานอ้ ยวันดี ใชใ้ นการอพยพครัวมอญเข้ามาในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (กิตติ
วรกลุ กติ ต,ิ 2533)
ชาวมอญในภาคตะวันออกจะตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ีตำบลบางเกลือ ตำบลพิมพาวาส อำเภอบางปะ
กง จงั หวัดฉะเชงิ เทรา และตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวดั ชลบรุ ี ส่วนในทอ้ งถิ่นชายเขต อำเภอ
พนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอศรีมโหสถ (อำเภอโคกปีบเดิม) จังหวัดปราจีนบุรี ได้เคยมี
ชาวมอญมาตั้งกองจับช้างป่าไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพราะบริเวณนีใ้ นอดีตเป็นแหล่งท่ีมีชา้ งปา่ มาก
“บ้านโคกมอญ” ซึ่งอยู่ถัดจากบ้านธารพูดขึ้นไป มีศาสนสถานเป็นหลักฐานปรากฏอยู่คือ “วัดและ
เจดียเ์ กา่ ” ซ่งึ มีรปู แบบและลกั ษณะเปน็ เจดีย์แบบมอญหลงเหลือให้เห็นได้ ชาวมอญเป็นชนกลุ่มน้อย
ทางวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ชาวมอญมีภาษาพูดและ
ภาษาเขียนเป็นของตนเอง ประเพณีที่สำคัญของชาวมอญได้แก่ ประเพณีการเกิด การบวช การ
แตง่ งาน การตาย และการรำผี
การอพยพของชาวมอญเข้าสู่ประเทศไทยนั้นแตกต่างกับของชาวจีนซึ่งอพยพไปโดยมี
จุดมุ่งหมายที่จะไปเสี่ยงโชคในดินแดนที่คิดว่าดีกว่า โดยหวังจะได้กลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของ
ตนเองอีก ดังนั้นชาวจีนจงึ มักอพยพไปคนเดยี วมิได้พาครอบครัวไปด้วย เมอื่ มาถึงประเทศไทยจึงมีการ
ติดต่อและแต่งงานกับคนไทยบา้ ง ทำให้มีความสัมพันธ์กับคนนอกกลุ่มไดร้ วดเร็ว ส่วนมอญนั้นอพยพ
ไปเพอ่ื หาทีต่ ้งั หลกั แหลง่ ใหม่โดยไม่คิดทจ่ี ะหวนกลบั ไปยงั ถ่นิ เดมิ อีก จงึ ขนท้งั ครอบครัวและข้าวของท่ี
จำเป็นไปด้วย ประกอบกับเส้นทางทีเ่ ข้าสู่ประเทศไทยน้ันสั้นและสะดวกกว่าการเดินทางของชาวจนี
จึงอพยพกันได้ทั้งครอบครัว เมื่อมาถึงประเทศไทยก็มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มและมีความสัมพันธ์กัน
เฉพาะภายในกลมุ่ ของตนเองในระยะแรกๆ ดงั นน้ั จึงมกี ารตดิ ต่อกับคนภายนอกน้อยมาก จนเกือบจะ
๑๑๖
เรียกได้ว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสภาพ
ภูมิศาสตร์ กล่าวคือสังคมมอญในระยะแรกเป็นสังคมในระดับหมู่บ้าน ประกอบด้วยคนเชื้อชาติ
เดียวกัน และมีการปกครองกันเองในระดับนี้ หมู่บ้านมอญอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหนาแน่นกว่าหมู่บ้าน
ไทย มอญนำพุทธศาสนาในรปู แบบของตนเข้ามาด้วย ซึ่งกลา่ วกันว่าเครง่ ครดั ในด้านวินัยปฏิบัติ ชาว
มอญมีความรักใครเ่ ห็นใจกันเพราะต่างก็พลัดบ้านเมืองมาด้วยกัน จึงมีการติดต่อและพึ่งพาอาศัยกนั
ภายในหมู่พวกเดียวกันความจำเป็นที่จะติดต่อกับคนภายนอกกลุ่มเกือบจะไม่มี นอกจากนี้ภาษายัง
เปน็ อปุ สรรคสำคญั ทีข่ ัดขวางการติตตอ่ กับคนไทยทวั่ ไป
ชาวมอญในจงั หวัดตราดเป็นกลุ่มที่เข้ามาพร้อมกับคนไทยกลุ่มดั้งเดิมที่มาตั้งถิ่นฐานในเมอื ง
ตราด ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันยังหาหลักฐานบุคคลไม่พบ เท่าที่ปรากฏหลักฐานคือ ภูมินาม
“บ้านหนองคอกมอญ” ที่ตำบลเนนิ ทราย อำเภอเมืองตราด จังหวดั ตราด และคา่ นิยมเร่ืองการปักเสา
ไม้ยอดเป็นหงส์ไว้หน้าอุโบสถตามวัดในจังหวัดตราด สำเนียงพูดในภาษาถิ่นจังหวัดตราดก็คล้ายกับ
สำเนียงพดู ในภาษามอญ ทง้ั การละเล่นท่นี ยิ มมากในจังหวัดตราด คือ สะบ้าล้อ ก็เป็นการละเล่นทน่ี ิยม
ในหม่ชู าวมอญ
จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มชาติพันธุ์มอญของคณะผู้วิจัย พบว่า กลุ่มชาวมอญที่พบใน
จังหวดั ตราดในปจั จุบนั กระจายตวั กนั อยู่ในหลายพ้ืนที่ แรกเรมิ่ เดิมทมี อญกลุม่ นีเ้ ข้ามาในจังหวัดตราด
เพื่อประกอบอาชีพทำมาหากิน โดยเฉพาะการใช้แรงงานและการขุดพลอย เมื่อประมาณ 40-50 ปี
ก่อน โดยจะสังเกตได้ว่ากลุ่มชาติพันธุ์มอญทีม่ ารวมตัวกนั ในงานประเพณีประจำปีจะมีช่วงอายุต้งั แต่
รุ่นเด็กเล็ก วยั รนุ่ วัยกลางคน และวยั ผู้ใหญ่ ซง่ึ ผูท้ มี่ อี ายุมากทีส่ ุดอยู่ในชว่ งอายไุ มเ่ กิน 70 ปี เป็นผู้นำ
กลุ่มชาติพันธุ์มอญ คือนาย มอญ อัง ตาน หรือ ลุงดำ อายุ 68 ปี ผู้อาวุโส ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มชาติพันธ์ุ
มอญในจังหวดั ตราด
ในปี พ.ศ. 2512 ประชากรอพยพเข้ามาท่ีอำเภอบ่อไร่เพิ่มมากขึ้น จึงกล่าวได้ว่าสมัยน้ีเปน็
ยุคตื่นพลอยเกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจพลอยในอำเภอบ่อไร่ เนื่องจากการมีข่าวการพบพลอยนำ้
งามมีมูลค่านับล้านบาทที่บ้านบ่อไร่ ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในลักษณะปากต่อปาก และทาง
สือ่ สารมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วทิ ยุ เป็นต้น เปน็ เหตใุ ห้ประชาชนอพยพเข้ามาในอำเภอบ่อไร่ โดย
ละทิ้งไร่นาของตน หรือหยุดทำนาไปชั่วคราว แล้วพากันเดินทางมาเพราะหวังที่จะได้มีฐานะมั่งค่ัง
ร่ำรวยไดร้ วดเรว็
“คนแม่สอดมาอยู่เยอะ พวกนครสวรรค์ โดยเฉพาะอำเภอตากแว้ง คนแม่สอด
ค้าขายพลอยมากอ่ นแลว้ เพราะอยใู่ กลท้ ี่สุดกับแหลง่ พลอยของพม่า มอญก็มาตามด้วย”
(สมั ภาษณ์ นรนิ ทร์ มกุ มณ,ี ราษฎรชาวไทย ตำบลบอ่ พลอย, 8 กรกฎาคม 2565)
ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซึง่ ประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธ์ุมอญ จังหวดั ตราด ไดแ้ ก่
4.1.4.1 ดา้ นทอี่ ยู่อาศยั
เรือนมอญ มีความคลา้ ยคลงึ กับเรือนไทยทั่วไป แตม่ คี วามพเิ ศษคอื จะมีเสาเอก หรือ
เสาผี ของบา้ น เป็นส่วนทีส่ ำคญั ท่สี ุดของบา้ นเพราะเปน็ ที่แขวนกระบุง หรือหีบผ้าของบรรพบุรษุ ทชี่ าว
มอญเคารพนับถือจะต้องคอยดูแลไม่ให้เสียหาย บริเวณเสาผีถงึ มักไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปยุ่มย่าม
๑๑๗
ปะปน ในปัจจุบันเรือนมอญในจังหวัดตราดได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นบ้านสมัยใหม่ สร้างจากไม้และปูน
มิไดค้ งความเชื่อเรอื เสาเอกกลางบ้าน หรือเสาผี เนื่องจากเปน็ กลุ่มชาตพิ นั ธุ์ท่อี พยพมาทำงานจึงไม่ได้
ปลกู สรา้ งบา้ นเรือนเองตามความเชอ่ื ตง้ั แต่ตน้
4.1.4.2 ด้านอาชีพ
ชาวมอญเดินทางเข้ามาในจังหวดั ตราดเพื่อประกอบอาชีพ เพราะได้ยนิ การบอกต่อ
แบบปากตอ่ ปากวา่ ท่จี ังหวัดตราดนนั้ อุดมสมบรู ณ์และมีพลอยมาก เมื่อ 40-50 ปีก่อน (พ.ศ. 2512)
การอพยพของคนไทยและกหุ ล่าทเี่ ดนิ ทางมาจากทางภาคเหนอื ของประเทศไทยก็ไดน้ ำพาชาวมอญเข้า
มาด้วย เพื่อมาทำพลอย ขุดพลอย ต่อมาเมื่อพลอยในจังหวัดตราดมีน้อยลง มอญก็ประกอบอาชีพ
รับจา้ งทัว่ ไป โดยเฉพาะรบั จ้างตัดยาง กรดี ยาง จะมีมากท่ีสุด โดยกระจายตัวอยูท่ ัว่ ในจังหวดั ตราดและ
จะรวมตัวกันเมื่อมีงานเทศกาลประเพณี หรืองานบุญสำคัญของชาวมอญ (สัมภาษณ์ มิน คิน ซู,
ชาวมอญ ตำบลห้วยแรง้ , 8 กรกฎาคม 2565)
4.1.4.3 ดา้ นความเชือ่
ชาวมอญมีความเชื่อที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อยู่ 2 ลักษณะ คือ การเลื่อมใสศรัทธา
ในพระพุทธศาสนา กับการเชือ่ ถือเรอื่ งผบี รรพบุรุษ ความเชอ่ื เหล่าน้ีจะเหน็ จากพิธีกรรมต่างๆ ของชาวมอญ
1) พุทธศาสนา ชาวมอญนบั ถอื ศาสนาพุทธแบบเถรวาทนับตั้งแตอ่ าณาจักรสุธรรมวดี
หรือสะเทมิ อาณาจักรแห่งแรกของมอญ การนบั ถอื พทุ ธศาสนาของชาวมอญจะเปน็ ไปอย่างเคร่งครัด
มขี อ้ ปฏิบัตเิ กี่ยวกับศาสนามากมาย เชน่ ห้ามใสร่ องเทา้ เข้าบรเิ วณวัด หา้ มผู้หญงิ เข้าในพระอุโบสถ เป็นตน้
พทุ ธศาสนา เป็นศาสนาหลกั ของประเทศไทย และโดยเฉพาะกบั ชุมชนชาวมอญแล้ว
มีการเคารพบูชาต่อองค์พระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก เมื่อสังเกตจากตำนานเรื่องเล่าต่างๆ มักมีส่วน
เกย่ี วขอ้ งกับพระพทุ ธเจา้ เสมอ เช่น ตำนานหงสท์ ี่คนมอญเชื่อวา่ เป็นสัตว์ชน้ั สงู และเป็นสัตว์ศักด์ิสิทธิ์
เป็นต้น และที่สำคัญ เมื่อชาวมอญไปตั้งชมุ ชนอยู่ทีใ่ ดก็จะมีการสร้างวัดขึ้นตลอด เพื่อเป็นการเคารพ
บูชาตอ่ ศาสนา และเพอ่ื ให้ศาสนายังคงอยู่ต่อไป ชาวมอญในจงั หวัดตราดมวี ัดฉางเกลือเป็นศูนย์กลาง
ของการรวมตัว ชาติพันธุ์มอญในจังหวัดตราด มีการทำบุญตักบาตรทุกวันพระและวันสำคัญทาง
ศาสนา มกี ารจัดงานประเพณเี ทศน์มหาชาติโดยพระจากรัฐมอญ การจัดประเพณีตกั บาตรนำ้ มันพืชใน
วันพระใหญก่ ลางเดอื น 10 ของทุกปี
2) การนับถือผี ผีในโลกทัศน์ของชาวมอญแบ่งเป็นผีดีและผีร้าย โดยเชื่อว่าผีดีจะ
คอยชว่ ยเหลือในเรอื่ งเดอื ดร้อนตา่ งๆ ให้ความคุ้มครองรกั ษา และถา้ หากมีการลบหลู่ดูหม่นิ กระทำการ
ทแี่ สดงออกถึงความไม่เคารพ ผีก็อาจใหโ้ ทษได้ตามความเชอื่ ชาวมอญจึงต้องมีการเซ่นไหว้ หรือทำพิธี
ต่างๆ เพอื่ แสดงการเคารพบูชาหรอื เพอ่ื ขอขมา
นอกจากนี้ มอญยังมีความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ นอกจากการนับถือศาสนาพุทธ
ของชาวมอญแล้วก็ยังมีความเชือ่ อ่ืนที่มีมาพรอ้ มกับการกอ่ ต้งั ชุมชนชาวมอญ และคนก็ให้ความสำคัญ
มากซึ่งความเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนดังเจ้าคุ้มครองดูแลของชาวมอญ
ไดแ้ ก่ ความเชอื่ ของผีประจำตระกูลตา่ งๆ ของชาวมอญ
๑๑๘
4.1.4.4 ด้านประเพณี
ประเพณีของชาวมอญน้ัน มีวัฒนธรรมเปน็ แบบฉบับมายาวนาน บางอย่างมีอิทธิพล
คล้ายกับชนชาติใกล้เคียง เช่น ประเพณีสงกรานต์ ปล่อยนกปล่อยปลา ข้าวแช่ ฯลฯ บางอย่างก็ถือ
ปฏิบัติกันแต่เฉพาะในหมู่ชาวมอญเท่านั้น ชาวมอญเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ ง
ขณะเดยี วกันก็นบั ถอื ผีบรรพบรุ ษุ กับผอี ื่นๆ ท่มี อี ทิ ธฤิ ทธ์ิ รวมทงั้ เทวดาองครักษ์ ชาวไทยและชาวมอญ
มีวฒั นธรรมประเพณีและงานเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ใกลเ้ คยี งกนั มาก ทัง้ นเี้ พราะประเพณีของไทย
และมอญมีรากฐานที่สำคัญร่วมกันคือ พระพุทธศาสนา
ประเพณีวฒั นธรรมของชาวไทยเช้ือสายมอญ 12 เดอื น ไดแ้ ก่
เดือนเมษายน มีการแห่เปิงซังกราน (ข้าวแช่) ไปทำบุญที่วัด มีการแห่ธงตะขาบ
ปล่อยนก ปล่อยปลา สรงน้ำพระ รดน้ำดำหวั ผู้ใหญ่ และแหน่ างสงกรานต์ เปน็ ต้น
เดอื นพฤษภาคม ชาวมอญนยิ มไปทำบุญ และรดน้ำต้นโพธิ์ ปลูกต้นโพธิ์ตามวัด เพื่อ
เปน็ เครื่องเตือนจิตระลกึ ถงึ องคส์ มเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจ้า คือ ถวายนำ้ ทีโ่ คนต้นโพธ์แิ ทนถวายน้ำสรง
พระบรมศพ
เดือนมิถุนายน ชาวมอญนิยมบวชลูกหลาน เพื่อเป็นการสืบต่ออายุของ
พระพทุ ธศาสนา ศกึ ษาเล่าเรยี นทางธรรมวนิ ัย
เดอื นกรกฎาคม ชาวมอญหล่อเทียนเข้าพรรษา และแหเ่ ทยี นเขา้ พรรษาเพื่อไปถวาย
ตามวัดต่างๆ และถวายผา้ อาบนำ้ ฝนดว้ ย
เดอื นสิงหาคม ชาวมอญนยิ มทำบญุ ตงั้ มูลนิธิ ตงั้ กองทุนเทศนม์ หาชาติ เพื่อเก็บดอก
ผลบำรงุ พระพทุ ธศาสนาให้เจริญ ต่อไป
เดอื นกันยายน ชาวมอญนิยมทำบุญตกั บาตรนำ้ ผ้งึ หรอื ตกั บาตรนำ้ มันพืช ตามวดั ที่มี
พระสงฆม์ อญ
เดือนตุลาคม ชาวมอญนยิ มไปทำบุญออกพรรษา ตกั บาตรเทโว และตักบาตรดอกไม้
เดอื นพฤศจิกายน ชาวมอญทำบุญทอดกฐิน และผา้ ปา่
เดอื นธันวาคม ชาวมอญทำบุญดว้ ยผลิตผลทางเกษตรกรรมใหม่ เช่น ข้าวใหม่ ผลไม้
ใหมๆ่ ที่พ่งึ ออกผล นำมาถวายพระ ซ่งึ ถอื วา่ บุญกศุ ลล้ำเลศิ
เดอื นมกราคม ชาวมอญทำบุญด้วยผลไม้ เชน่ มะมว่ ง ส้ม ขนนุ กลว้ ย ออ้ ย เป็นตน้
เดือนกุมภาพันธ์ วันชาติมอญ หรือ ภาษามอญเรียก “ตะงัวโกนแกะกาวโม่น” ตรง
กับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3 หลังวันมาฆบูชา 1 วัน ซึ่งเป็นวันรำลึกถึงการสร้างกรุงหงสาวดีครั้งแรก
การจัดงานฉลองนี้จะจัดทั้งชาวมอญในไทยและพม่า โดยในพม่านั้น ถ้าเป็นพื้นที่ในเขตควบคุมของ
พรรคมอญใหม่ และในรัฐมอญ เช่น มะละแหม่ง สะเทิม จะมีการร้องเพลงชาติมอญและเชิญธงชาติ
มอญสู่ยอดเสา (สัมภาษณ์ มอญ อัง ตาน, ชาวมอญ ตำบลหว้ ยแรง้ , 8 กรกฎาคม 2565)
ประเพณที ีส่ ำคญั ของชาวมอญ จงั หวดั ตราด
- ประเพณตี ักบาตรนำ้ ผง้ึ หรือตกั บาตรน้ำมันพืช
ตักบาตรน้ำผึ้ง เป็นประเพณีที่สำคัญของชาวไทยเชื้อสายมอญ ลักษณะของการตัก
บาตรน้ำผึ้ง เหมือนกับการตักบาตรโดยการใส่ข้าวหรืออาหารอื่นๆ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นน้ำผึ้งแทน
แต่ในจังหวัดตราดปัจจุบัน น้ำผึ้งแท้บริสุทธิ์หาได้ยาก ชาวมอญจังหวัดตราดจึงใช้น้ำมันพืชในการ
๑๑๙
ตักบาตรในประเพณีนี้แทน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีตักบาตรนำ้ มันพืชของชาวมอญในจังหวัดตราด
ขนึ้ ในวันพระขน้ึ 15 ค่ำ เดอื น 10 ของทกุ ปี
ประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งหรือตักบาตรน้ำมันพืชน้ี ได้สืบทอดกันมาช้านานซึ่งชาวมอญ
ได้ปฏิบัติต่อๆ กันมา เป็นประเพณีหนึ่งของชาวบ้านที่แสดงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดย
ทางวัดจะจัดเตรียมสถานที่ไว้บริเวณสนามลานวัดฉางเกลือ สำหรับให้ชาวบ้านนำน้ำผึ้งหรือน้ำมัน
พืชตักใส่ลงในบาตรโดยพระภิกษุสงฆ์เดินบิณฑบาตรับน้ำผึ้งและน้ำมันพืชน้ัน น้ำผ้ึงหรือน้ำมันพืชที่
ชาวบ้านใส่บาตรไว้นั้น วัดจะรวบรวมเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของยารักษาโรค ชาวมอญเชื่อว่าการตัก
บาตรดังกล่าวมีอานิสงส์มาก เพราะพระสงฆ์จะเก็บน้ำผึ้งไว้เพื่อใช้เป็นยาในคราวจำเป็นเมื่อเกิด
อาพาธ เพราะน้ำผ้ึงเป็นส่วนผสมที่สำคัญของยาดังน้ันชาวมอญจึงมีความเชื่อว่าการถวายน้ำผึ้งแด่
พระสงฆ์จะได้อานิสงส์มากและจะเป็นผู้ที่อุดมไปด้วยลาภยศทั้งชาตินี้และชาติหน้า
ตกั บาตรนำ้ ผึง้ หรอื ตกั บาตรน้ำมันพืช เป็นประเพณถี วายเภสัชแก่พระภิกษุสงฆ์ นิยม
ปฏิบตั ิกันในวนั ขึน้ 15 คำ่ เดือน 10 เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวมอญ ซ่งึ แต่เดิมน้ัน ชาวมอญอาศัย
อยู่ทางตอนล่างของประเทศพม่า กระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 16 ชนชาติพม่าได้ขยายอิทธิพลลงมา
ทำให้ชาวมอญต้องอพยพมาสู่ดินแดนไทยเปน็ ระยะ พร้อมกันนี้ ได้นำศิลปวฒั นธรรม ความเช่ือ จารีต
ประเพณี และวิถชี ีวิตของตนเองตามมาด้วยการถวายทานด้วยน้ำผ้งึ ปรากฏในชีวประวัติของ “พระสีวลี”
พุทธสาวกทพ่ี ระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้เปน็ “ภิกษทุ เ่ี ลศิ ทางมีลาภ” โดยในอดีตชาติหนึ่งนั้น พระสีวลี
เกิดเป็นชาวบ้านธรรมดา ในตำบลใกล้เมืองพันธุมวตี แต่เป็นผู้ขยันขันแข็งด้านการถวายทาน
อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวเมืองสมัยนั้นนิยมถวายทานแข่งกับพระราชา โดยชาวเมืองเห็นว่า
น้ำผ้ึงกับเนยแข็งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ในทานของพวกเขา จึงจำเป็นต้องจัดหามาถวายทานให้ได้เพื่อ
จะได้ไม่น้อยหน้าพระราชา ดังน้ัน จึงแต่งต้ังคนดูต้นทาง ให้สอดส่องสังเกตหน้าประตูเมืองว่ามีใคร
มีของสองส่ิงนี้ติดตัวมาบ้าง ขณะเดียวกัน สีวลีหนุ่ม ก็กำลังเดินทางเข้าเมืองพร้อมด้วยเนยแข็งเพื่อ
นำไปแลกกับสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งระหว่างทาง เขาได้พบรวงผึ้งขนาดเท่างอนไถที่ไม่มีผึ้งอาศัยอยู่
จึงนำติดตัวไปด้วย เม่ือผ่านประตูเมือง คนดูต้นทางไม่รอช้า เข้าเจรจาขอซ้ือเนยแข็งกับรวงผึ้งทันที
ในราคา 1 กหาปณะ (4 บาท) แต่สีวลีหนุ่มคิดว่านี่เป็นราคาที่สูงเกินไป จึงต้องการจะสืบต้นสาย
ปลายเหตุให้รู้แน่ เขาจึงโก่งราคาไปเรื่อยๆ จนสูงถึง 1,000 กหาปณะ จึงได้สอบถามจนได้ความ
ตามต้น สีวลีหนุ่มจึงตัดสินใจไม่ขาย แต่จะขอใช้น้ำผึ้งกับเนยแข็งนี้ร่วมทำบุญกับชาวเมืองด้วย
ท้ังยังตั้งจิตอธิษฐานให้ผลบุญนี้ทำให้ตนเป็นเลิศในลาภยศในอนาคตด้วย
การถวายน้ำผึ้งของชาวมอญจึงเป็นความเช่ือท่ีมีผลพวงมาจากการที่ชาวมอญนั้นมี
ความเคารพ ศรัทธาในพระสีวลี จึงมีประเพณีตักบาตรน้ำผึ้งสืบทอดต่อกันมา การที่ชาวมอญได้
ถวายน้ำผึ้งแด่พระภิกษุสงฆ์ตามแบบอย่างที่พระสีวลีเคยทำในชาติก่อนที่จะเป็นพระอรหันต์ใน
ปัจฉิมชาติ ที่ได้เป็นเอตทัคคะทางด้านการมีลาภมากน้ัน ชาวมอญเชื่อว่าการถวายน้ำผ้ึงจะเป็นทาง
ที่จะทำให้ผู้ที่ถวายจะมีโชคมีลาภ เหมือนกับพระสีวลี หากไม่สมหวังในชาติน้ี ในชาติหน้านั้นก็คง
จะได้อย่างแน่นอน
ในสมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกิริยาแล้ว พระพลานามัยยังไม่ฟื้น
คืนดังเดิม วันหน่ึง นางสุชาดานำข้าวมธุปายาส (ข้าวที่หุงด้วยน้ำนมเจือน้ำผึ้ง) มาถวาย ก็ปรากฏว่า
พระวรกายฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว มีพระปรีชาญาณจนตรัสรู้ได้ในท่ีสุด ท้ังยังมีคราวหน่ึง ในช่วง
๑๒๐
เดือน 10 พระภิกษุร่างกายชุ่มด้วยน้ำฝน ต้องเหยียบย่ำโคลนตม เกิดอาพาธอาเจียนหลายรูป กาย
ซูบเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุฉัน “น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส และ
น้ำมันพืช” ได้ในยามวิกาล โดยถือเป็นยารักษาโรคและบำรุงร่างกาย การตักบาตรน้ำผึ้งหรือตัก
บาตรน้ำมันพืชจึงเป็นการถวายเภสัชทาน บำรุงสุขภาพภิกษุสงฆ์ เป็นการสืบต่อพุทธศาสนาได้ทาง
หน่ึง จึงยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีเร่ือยมา
ในงานประเพณตี กั บาตรนำ้ มันพชื ของชาวมอญจังหวดั ตราด จัดทีว่ ดั ฉางเกลอื ตำบล
หว้ ยแร้ง อำเภอเมืองตราด จังหวดั ตราด โดยชาวบ้านทม่ี ารว่ มงานจะแต่งกายดว้ ยชุดประจำชาติมอญ
สวยงามหลากสีสัน มีการทำบุญไหว้พระ ถวายสังฆทาน และการใส่อาหารลงในเรือลำใหญ่ที่ตกแตง่
แบบมอญจะเรียกว่าการทำบุญลอยเรือสะเดาะเคราะหร์ ่วมด้วย นอกจากน้ียงั มกี ิจกรรมการปล่อยโคม
ลอยขนาดใหญ่ขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้วยจุดประสงค์ก็เพื่อบูชาเทวดาที่อยู่ในป่า ในน้ำ บนฟ้าและบนบก
สืบสานประเพณดี ้งั เดมิ ของบรรพบุรษุ ชาวมอญที่มารว่ มงานจะแตง่ กายชดุ พ้ืนเมืองอันเป็นเอกลักษณ์
ผชู้ ายน่งุ โสร่งแดง ผ้หู ญิงใส่ผา้ นุ่งสีสันสดใส เกล้าผมมวย ทาแป้งทานาคาสนี วลทัว่ ใบหน้า ท้ังเด็กและ
ผู้ใหญ่ พร้อมกับนำเครือ่ งเซน่ ไหว้ มาวางไว้ในลำเรือไม้ไผ่ มีทั้งอาหารคาวหวาน น้ำดื่ม ผลไม้ พร้อม
ดว้ ยเงนิ และดอกไม้ ธูป เทียน ฯลฯ มีความเชอื่ ว่าจะทำใหส้ ิง่ ไม่ดีและเคราะหร์ ้ายต่างๆ ไปให้พ้นจาก
ชวี ิต จากน้นั กจ็ ะรว่ มกันปล่อยโคมลอยขนาดใหญ่ ท่ีชาวมอญร่วมกนั ทำข้นึ ลอยขึน้ สู่ฟากฟ้า เป็นการ
เปิดพิธี การตักบาตรน้ำมันพืช นับเป็นอีกหน่ึงประเพณีที่ดีงาม ของชาวมอญในพื้นทีจ่ ังหวัดตราด ที่
ยังคงรักษาสืบทอดไว้เป็นอย่างดี (สัมภาษณ์ นรินทร์ มุกมณี, ราษฎรชาวไทย ตำบลบ่อพลอย, 8
กรกฎาคม 2565)
ภาพที่ 55 ภาพการปลอ่ ยโคมลอยขนาดใหญ่เพือ่ บชู าเทวดาบนฟ้า และเปน็ สัญลกั ษณข์ องการเปิด
งานตกั บาตรนำ้ มันพืชของชาวมอญในจังหวดั ตราด
ภาพท่ี 56 ภาพเรอื ไม้ไผ่ และอาหารคาวหวานท่ชี าวมอญนำมาใส่ในเรือเพอ่ื บชู าเทวดาในน้ำ
และเปน็ การลอยเรอื สะเดาะเคราะห์
๑๒๑
ภาพท่ี 57 ภาพหน่มุ สาวชาวมอญแต่งกายดว้ ยชุดพ้ืนเมืองสีสันสวยงาม รว่ มงานประเพณตี ักบาตรน้ำมันพชื
ภาพที่ 58 ภาพงานประเพณตี กั บาตรน้ำมนั พืช ของชาวมอญจงั หวดั ตราด
4.1.4.5 ด้านศลิ ปะพนื้ บา้ น
สถาปัตยกรรมถาวร หมายถึง การสร้างส่ิงปลูกสรา้ งท่ีคงทนถาวร มีการใช้งานได้ใน
ระยะเวลานาน และเม่ือเกิดการชํารุดเสียหายกจ็ ะซ่อมแซมให้ดีเหมือนเดิม ในศิลปกรรมมอญจะพบ
สถาปัตยกรรมถาวร ประเภทสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนา เช่น เจดีย์ เสาหงส์ หอไตร โดยเฉพาะเจดีย์
มอญ จะพบมากท่ีสดุ หรือท่ีนิยมเรียกว่า เจดยี ม์ อญ-พมา่
ชุ ม ชน ม อ ญ เมื่ อ ร ว ม ก ลุ ่ ม ก ั น ม ั ก น ิ ย ม สร ้ าง ว ั ดห ร ื อ เจดี ย ์ เพ่ื อ เป็ น ก าร สื บทอ ด
พระพทุ ธศาสนาและระลกึ ถงึ บ้านเกิดเมอื งนอน อทิ ธพิ ลวฒั นธรรมมอญปรากฏเจดยี ์ที่สร้างด้วยอิฐ 2
รปู แบบสำคัญ คือเจดยี ท์ รงจอมแห หรอื ลอมฟาง ซึ่งไมม่ ีสว่ นของบลั ลงั กใ์ นดงั ปรากฏทั่วไปในประเทศ
พม่า และตามวัดมอญในประเทศไทย เจดีย์ทรงระฆังที่ไม่มีบัลลังก์ได้ผ่านการผสมผสาน และพัฒนา
ทางด้านรูปแบบมานาน ต้นเค้าของศิลปะพม่านั้นมีพ้ืนฐานจากมอญ เจดีย์ทรงระฆงั แบบไม่มีบัลลังก์
เช่น เจดีย์ชเวดากอง ท่ีเมืองย่างกุ้ง (สุกัญญา เบาเนิด, 2552. หน้า 49-52) เจดีย์มอญท่ีพบใน
การศกึ ษาภาคสนามคือเจดยี ์มอญวัดฉางเกลอื ตำบลห้วยแรง้ อำเภอเมอื งตราด จงั หวดั ตราด สามารถ
อธิบายรปู แบบทางสถาปตั ยกรรมไดด้ ังน้ี
เจดีย์มอญวัดฉางเกลอื ถอดต้นแบบเจดีย์มาจากเจดีย์ชเวดากองของพม่า เป็นเจดีย์
แบบ มอญ-พม่า มีเจดีย์ประธาน และเจดีย์บริวารท้ัง 8 ทิศ บนฐานแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่ทำเป็น
ฐานบัวลูกแก้วอกไก่ เจดีย์ประธานมสี ่วนฐานเป็นฐานแปดเหล่ียม ซ่ึงมีการประดบั ด้วยลวดลายคล้าย
ใบไม้ ทุกมุม ในทุกช้ันของสว่ นฐาน ถัดข้ึนไปเป็นลูกแก้วในผงั วงกลมซ้อนกนั รองรับองค์ระฆังที่มีการ
ตกแต่งด้วยรัดอก และเหนือข้ึนไปเป็นลวดลายคล้ายใบโพธิ์ประดับอยู่ ส่วนยอดเป็นปล้องไฉน
ปัทมบาท ปลี และยอดบนสุดทำเป็นยอดแหลมแทนลูกแก้ว คาดว่าจะครอบทับด้วยฉัตรโลหะอีกที
ท้งั น้ยี งั อยู่ระหวา่ งการก่อสร้าง
๑๒๒
ภาพท่ี 59 ภาพเจดีย์สานสัมพนั ธไ์ ทย-มอญ ณ วัดฉางเกลือ ตำบลหว้ ยแรง อำเภอเมืองตราด จงั หวัดตราด
“หงส์” อัตลกั ษณ์มอญ
สงิ่ ท่ีแสดงถงึ อัตลกั ษณข์ องมอญที่ปรากฏให้เหน็ อยู่ต้งั แต่อดีตจนถงึ ปัจจบุ นั คือ “หงส์
มอญ” ตำนานเกี่ยวกับหงส์นั้นมีอยู่ว่า พื้นที่เมืองหงสาวดีแต่เดิมเป็นลุ่มน้ำ ที่มีลักษณะเป็นทะเลสาบ
ต่อมาทะเลน้ำตื้นเขินกลายเป็นดนิ ดอน ณ ที่นั้นได้มีหงสผ์ ู้เมียคู่หนึ่งพากันอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ ชาว
มอญจงึ ถอื ว่าเป็นนิมิตรดีจงึ ตั้งชอื่ เมืองท่ีสร้างใหม่ว่า “เมืองหงสา” หรือ “หงสาวดี” ในปจั จบุ ัน ต้ังแต่
นั้นมา ชาวบ้านจึงนับถือหงส์ เพราะเชื่อว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงที่ให้คุณ ไม่ว่าชนชาติมอญจะอพยพไปอยู่
ณ ถ่นิ ฐานใดและประเทศใดจะตอ้ งสรา้ งรปู หงส์ไว้บนยอดเสาเพ่ือเป็นสญั ลักษณ์
ภาพที่ 60 ภาพธงประจำชาตมิ อญ
ลวดลายทีเ่ ปน็ อัตลักษณม์ อญ
จากการศึกษาลวดลายของมอญนั้นจะเป็นในเรื่องของงานศิลปะจากงานสถาปัตยกรรม
เป็นส่วนมาก ถ้าหากจะกล่าวถึงลวดลายเฉพาะตัวเหมือนลวดลายไทย เช่น ลายกนก ลายกระจัง
ลายประจำยาม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายดาว ลายกรวยเชิง เป็นต้น นั้นคงไม่มีลวดลายที่มีชื่อเรียก
เฉพาะเจาะจงแบบของลายไทย เพราะถ้าหากมีการศึกษาประวัติศาสตร์มอญและไทยโดยแท้จริงแล้ว
จะทราบไดว้ ่าลวดลายลายท่ีใช้ในงานสถาปัตยกรรม หรืองานศลิ ปะต่างๆ นน้ั มีลวดลายดง้ั เดิมมาจาก
ของมอญทั้งสิ้น โดยคนไทยได้รบั อิทธิพลจากมอญและนำมาดัดแปลงให้มคี วามสวยงามออ่ นช้อยมาก
ขนึ้ อยา่ งเช่น “เรอื นยอด” ทรงมณฑป ทค่ี นไทยนำมาดดั แปลงจากเรือนยอดแหลมทรงพีรามิดแข็งทื่อ
มาผสมผสานประโยชนเ์ ปน็ ยอดอยา่ งสวยงาม (กิตติ วรกลุ กิตติ, 2553. หนา้ 187)
- สไบพาดไหล่ของผู้หญงิ เป็นแบบลายปกั รมิ ผ้าปูโต๊ะ ลายปักรปู ดอกไม้ มหี ลากหลายสีสัน
- ผา้ น่งุ หรอื ผา้ ถุง เปน็ ลายดอกพิกลุ ผ้าถงุ จะเปน็ สพี ื้นๆ และปกั ลวดลาย สลบั กับผ้า
สพี ้นื เพอื่ ใหเ้ กิดลวดลายบนผา้ นุ่ง
๑๒๓
- โสรง่ ตารางหมากรกุ ของมอญ ลายโสร่งของมอญเมืองไทย จะพบวา่ โดยมากจะเป็นลาย
ตารางหมากรุกขนาดใหญ่ กว้างยาวประมาณ 2 นิ้ว รวมทั้งร่องรอยลายโสร่งมอญ เป็นวัฒนธรรมร่วม
ล้านนา อสี าน และเขมรในปัจจุบนั
ภาพที่ 61 ภาพลายผ้านุ่งท่นี ิยมของผู้หญิงชาวมอญจังหวดั ตราด (ซ้าย)
ภาพที่ 62 ภาพภาพลายโสรง่ ท่ีนิยมของผู้ชายชาวมอญจงั หวดั ตราด (ขวา)
การละเล่นมอญในจงั หวัดตราด
สะบ้าล้อ เป็นการละเล่นท้องถิ่นของชาวตราดที่มีการเล่นมานานนับร้อยปีจากการ
สอบถามการเลน่ ชนิดนท้ี ราบว่ามีการเล่นมาต้งั แต่สมยั รัชกาลท่ี 5 ซ่งึ การเล่นในครั้งแรกๆ นนั้ จะมกี าร
เล่นที่คล้ายการเล่นสะบ้าของชาวไทยเชื้อสายมอญ มักจะเล่นกันในเทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาล
อืน่ ๆ ขน้ึ อยู่กับชาวบ้านวา่ ตกลงจะจัดขึน้ ในโอกาสพเิ ศษใดบา้ ง เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรอื เทศกาลปี
ใหม่ เปน็ ต้น สว่ นการเลน่ สะบา้ เป็นประเพณีที่ตกเยน็ ฝา่ ยชายจะแตง่ กายและชักชวนเพ่ือนพอ้ งไปทอย
สะบ้าที่บ่อนสะบ้า แบ่งเป็นฝ่ายชายและฝ่ายหญิง นั่งเรียงกันโดยตั้งลูกสะบ้าไว้ด้านหน้า (เรียกว่า
“สะบา้ แก่น”) ใหท้ อยท่าต่างๆ เมือ่ เล่นจนครบบท ฝ่ายแพจ้ ะถกู ปรับใหร้ ้องเพลง ร่ายรำกลางวงสะบ้า
เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ลูกสะบ้ามักทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ส่วนใหญ่ใช้ไม้ประดู่ กลึงเป็นวงกลมตัน
มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร ลูกสะบ้าของฝ่ายชายมักจะใหญ่กว่าของฝ่าย
หญิง สมัยก่อนลูกสะบ้าของฝ่ายหญิงทำด้วยงาช้าง เงิน หรือ ทองเหลือง เพื่อแสดงถึงฐานะ
ส่วนลูกสะบ้าแก่นจะทำมาจากเถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ฝักมีเมล็ดกลม แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม
ข้างในสขี าว สามารถนำมาไปใช้ขดี สมุดไทย และทำยาพน้ื บ้านได้
สะบ้าล้อในจังหวัดตราดเดิมเป็นการละเล่นที่นิยมเล่นกันแทบทุกหมู่บ้านในเขต
อำเภอเขาสมิง ส่วนอำเภออืน่ ๆ กจ็ ะมีการเล่นบ้าง ซง่ึ แตล่ ะหมูบ่ ้านก็จะมีท่าเล่นท่ีแตกต่างกันออกไป
ที่รวบรวมได้มีประมาณ 35 แม่ เช่น อีเขา คือ เอาเข่าหนีบแล้วกระโดดให้สะบ้าล้อไปข้างหน้า
อีชนช้าง อีชักชนหน้า อีชักชนหลงั อีหกรับ อีหกหงาย อีตบคว่ำ เป็นต้น แต่โดยทั่วไปนยิ มเล่นกันจน
มาถงึ ปจั จุบนั เพียง 7 แม่เทา่ นน้ั คอื แมท่ ี่ 1 ลอ้ นง่ิ แม่ท่ี 2 ใหล้ อ้ ปากเปา่ แมท่ ่ี 3 แพนดดี แมท่ ี่ 4 หก
โนนดีด แม่ที่ 5 หาโนนพ้น แม่ที่ 6 หนึ่งรองหงาย แม่ที่ 7 หนึ่งรองคว่ำ การเล่นสะบ้าของชาวมอญ
จังหวัดตราดมิใช่เป็นแค่กิจกรรมที่เป็นเกมส์กีฬาเท่านั้น ยังสามารถส่งเสริมการเล่นในแบบครอบครวั
กจิ กรรมกล่มุ ทไ่ี มแ่ บง่ เพศ และอายุ สง่ ผลให้เยาวชนหนั มารกั และเขา้ ใจครอบครัวมากยิง่ ขน้ึ อีกทง้ั ยัง
เปน็ กรอนรุ ักษว์ ัฒนธรรมการละเลน่ พ้ืนบา้ นอีกดว้ ย
๑๒๔
อปุ กรณ์
- สะบา้ แกน่ ซ่งึ เปน็ เมล็ดพืชชนดิ หน่งึ มีลกั ษณะเป็นเถา เรยี กวา่ เถาสะบ้าเป็นพันธ์ุ
ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีฝักยาว ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5
เซนติเมตร
- สะบ้าล้อ ทำจากไม้เนื้อแข็งประเภทไม้ประดู่ นำมากลึงเป็นรูปกลมแบบ
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 เซนติเมตร ด้านหนึ่งทำเป็นลายเป็นเส้นวงกลมซ้อนๆ กันหลายวง
เรยี กว่า ดา้ นหงาย ด้านท่เี ปน็ เนอ้ื เรยี บเรียกว่า ด้านคว่ำ
- สนามการแข่งขัน มีขนาด 4.5 เมตร ยาว 7 เมตร เป็นดนิ อัดแนน่
วิธีเล่น การเล่นสะบ้าล้อจะแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายละกี่คนก็ได้โดยทั่วไปประมาณ
7 คน ฝ่ายใดจะเป็นผู้เล่นกอ่ นหลังข้ึนอยูก่ ับการตกลงกันก่อนเล่น ผู้เล่นก่อนจะลงมือเล่นไปตามท่าที่
กำหนดจนกว่าจะทำท่าครบ สว่ นผเู้ ลน่ ชุดหลงั จะเป็นผู้เฝา้ ดูอยใู่ กลก้ ับแถวสะบ้าแกน่ และจะต้ังสะบ้า
ใหฝ้ า่ ยตรงข้ามหากลูกสะบ้าล้มลงโดยไม่ไดถ้ ูกยงิ ปัจจบุ นั ท่าทีน่ ิยมเลน่ กันมอี ยู่ 7 แม่ ดงั นี้
แมท่ ี่ 1 ล้อนงิ่ นำสะบ้าวางบนมอื แลว้ ลอ้ ไปด้านหนา้ เมอ่ื สะบา้ หยุดลอ้ ให้ผูเ้ ล่นเอาสน้
เทา้ วางบนสะบ้า แลว้ หยบิ สะบ้าลอ้ ข้ึนมาวางบนเข่าดดี ให้ถกู สะบ้าแกน่
แม่ที่ 2 ให้ล้อปากเป่า ทำเช่นเดียวกับท่าล้อนิ่งแต่ต้องวิ่งตามไปเป่าสะบ้าด้วยเมื่อ
หยุดให้ดีด เช่น เดยี วกับแม่ที่ 1
แม่ท่ี 3 แพนดีด นำสะบ้าลอ้ วางบนมือใหห้ งายขึ้นใชม้ อื ทอยไปดา้ นหน้า สะบ้าหยุดท่ี
ใดใหด้ ีดเชน่ เดียวกบั แม่ที่ 1
แม่ที่ 4 หกโนนดีด ใช้เท้าสองข้างหนีบลูกสะบ้าให้อยู่ระหว่างส้นเท้าโน้มตัวลงมา
มือทั้งสองข้างเท้าพื้น ยกส้นเท้าสะบัดให้สะบ้าข้ามศีรษะ (คล้ายแมงป่อง) ไปเมื่อล้อไปหยุดที่ใดให้ดีด
เชน่ เดียวกบั แมท่ ่ี 1
แมท่ ี่ 5 หาโนนพ้น ทำเชน่ เดียวกบั แม่ท่ี 4 แตต่ อ้ งทำให้สะบ้าล้อ ลอ้ เลยสะบ้าแก่น
แม่ที่ 6 หนึ่งรองหงาย เอาสะบ้าล้อวางบนพื้นดินให้หงายขึ้นนำเอาเศษอิฐ เศษหิน
เศษไม้ มาหนุนให้มุมด้านใดด้านหนึ่งกระดกขึ้น แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างเกี่ยวกันดีดสะบ้าไป
ข้างหน้า 3 คร้ัง ครง้ั ท่ี 3 ให้ถูกสะบ้าแกน่ ตัง้ พอดี
แม่ที่ 7 หนงึ่ รองควำ่ ทำเช่นเดยี วกบั แม่ท่ี 6 แต่วางสะบา้ ลอ้ คว่ำ
กติกาการเลน่
- ก่อนเลน่ ตอ้ งจบั คทู่ ีมกันเม่ือไดค้ ู่ทีมแลว้ ทง้ั สองฝ่ายจะตกลงวา่ ฝา่ ยใดจะไดเ้ ล่นกอ่ น
โดยการโยนสะบา้ ให้หงายหรอื ควำ่ ตามท่ีทมี เลือกไว้
- การต้งั สะบา้ เปน็ หน้าท่ีของฝ่ายตรงขา้ มท่รี อเลน่
- การใชค้ คู่ อื การทำแทนเพือ่ นในทมี ท่ียงิ ไมถ่ ูกสะบา้ แกน่
- การดีดสะบ้าล้อให้ผู้เล่นนั่งบนส้นเท้าตนเองข้างหนึ่ง เข่าอีกข้างหนึ่งตั้งเหนือพื้น
ประมาณ 1 ฟุต นำสะบ้ามาวางเขา่ ใช้น้วิ ดดี ให้ถูกสะบ้าแก่นของตนเอง
-การทำเนาคือการท่ีผู้เล่นทำผิดกติกา เช่นยงิ สะบ้าแกน่ ของผอู้ ่นื ล้อสะบ้าล้อเกินแถวสะบ้าแก่น
๑๒๕
ภาพท่ี 63 ภาพการแขง่ ขันสะบ้าทอยจังหวัดตราดในกิจกรรมกีฬาพ้ืนบ้าน ประจำปี พ.ศ. 2561
ท่ีมา : สำนักงานวัฒนธรรมจงั หวัดตราด
4.1.4.6 ด้านภาษา
ภาษามอญ เป็นภาษาสายโมนิค ซึ่งเป็นสายหนึ่งในตระกูลภาษามอญ-เขมร
เป็นภาษาเก่าแก่ที่ใช้กันมานาน 3,000-4,000 ปีมาแล้ว ภาษาเหล่านี้จัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตร
เอเชียติค (Austroasiatic Languages) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ในแถบอินโดจีนและทาง
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของอนิ เดยี มีพยญั ชนะ 35 ตวั และสระ 12 ตัว อกั ษรมอญแตกต่างจากอักษรไทย
ท่ี อักษรมอญไม่มีรูปวรรณยุกต์ ในภาษาไทยเสียงวรรณยุกต์บ่งบอกความหมายของคำ แต่ในภาษามอญ
เรอ่ื งการออกสระตามพยญั ชนะโฆษะ และอโฆษะ เป็นส่งิ สำคัญในเรื่องใหค้ วามหมาย (วัฒนา บรุ กสกิ ร, 2541)
ภาพที่ 64 ภาพพยญั ชนะมอญ 35 ตวั
4.1.4.7 ด้านการแต่งกาย
ผชู้ าย สวมเสือ้ ตามสมยั นิยม เช่น เส้ือยืด หรือเสือ้ เช้ิต ผ้ชู ายชาวมอญจะนิยมนงุ่ โสร่ง
ลายตารางหมากรุกหลากสี หรือเป็นสีพื้น โสร่งนี้ เดิมทีผู้หญิงจะเป็นผู้ทอและจะมีลวดลายพิเศษซงึ่
เป็นลักษณะเฉพาะของคนมอญโบราณ คือ ลายตาสี่เหลี่ยม และยังมีผ้าขาวม้า หรือในภาษามอญ
เรียกว่า “หยาดอะบัง” ใช้พาดไหล่ขา้ งใดขา้ งหนึง่ หรอื พาดไหลท่ ง้ั สองขา้ ง
การแต่งกายแบบเป็นทางการในการร่วมงานประเพณีต่างๆ หรืองานที่เป็นทางการ
ผู้ชายจะสวมใสเ่ สื้อเช้ิตคอตั้ง หรือแบบคอจีนสขี าว และนุ่งโสร่งสแี ดงลายตาราง อาจมีหรือไมม่ ีผ้าพาด
ไหล่ก็ได้ หรือบางคนจะสวมเสื้อก๊ักทับอีกช้ันหนึง่ (สัมภาษณ์ นรินทร์ มุกมณี, ราษฎรชาวไทย ตำบล
บ่อพลอย, 8 กันยายน 2565)
ภาพท่ี 65 ภาพการแตง่ กายของชายชาวมอญในจงั หวัดตราด
๑๒๖
ผหู้ ญิง ชาวมอญจะนิยมรักษาเอกลักษณ์ของทรงผมไว้ คือ การเกลา้ ผมมวย ประดับ
ดว้ ยดอกไมห้ รือลกู ปัดทมี่ พี หู่ ้อยหลากสีสวยงาม ในภาษามอญเรียกวา่ “แหมะแกว ปาว ซก” สาวมอญ
จะสวมเสื้อคอกระเช้าหรือเสื้อสีพื้น นุ่งผ้าถุงกรอมเท้าปล่อยชาย มีผ้าสไบเฉียงพาดไหล่ เรียกว่า
“หะเหริ่มโต๊ะ” เนื่องจากริมของผ้าสไบนี้ ปักแบบลายปักริมผ้าปูโต๊ะ หลากหลายสีสัน (สัมภาษณ์
นรินทร์ มกุ มณี, ราษฎรชาวไทย ตำบลบอ่ พลอย, 8 กันยายน 2565)
ภาพท่ี 66 ภาพการแตง่ กายของผู้หญงิ ชาวมอญในจงั หวดั ตราด
4.1.4.8 ด้านอาหาร
อาหารมอญ ถือได้ว่าเป็นอาหารที่มีลักษณะเฉพาะและสืบสานกันมาอย่างยาวนาน
การแพรห่ ลายของอาหารมอญในเมืองไทยถอยหลงั ไปในอดีตไดต้ ัง้ แตส่ มัยกรงุ ศรีอยุธยาจนถึงตน้ กรงุ
รตั นโกสินทรเ์ มื่อครัง้ ชาวมอญอพยพหนีภัยสงครามเข้าสไู่ ทย ได้กระจายถน่ิ อาศัยไปท่ัว คนไทยกับคน
มอญมีความสัมพันธก์ ันมาช้านานทำให้ลักษณะของอาหารมีความใกลเ้ คยี งกนั ผสมกลืนกลายไปกบั ภูมิ
ปัญญาอาหารไทย จนคิดว่าเป็นอาหารไทยไปก็มี เช่น ขนมจีน ข้าวแช่ เป็นต้น อาหารมอญจัดเป็น
อาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและยังสืบทอดทำกันอยู่ในชีวิตประจำวัน (สัมภาษณ์ เค ทวย, ชาวมอญ
ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565)
ขา้ วแชม่ อญ
อาหารท่เี ป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ คอื ขา้ วแช่ อาหารดง้ั เดมิ อกี อย่างหนึ่งของชาว
มอญถอื ได้ว่าเปน็ อาหารสะทอ้ นวฒั นธรรม ประเพณแี ละความเช่ือของชาวมอญท่นี า่ สนใจยง่ิ ชาวมอญ
โบราณถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้แบบอย่างมาจากอินเดียพร้อมๆ
กับการยอมรับนับถือพุทธศาสนา เมื่อศาสนาพุทธเผยแผ่เข้าสู่ไทย ประเพณีสงกรานต์ของมอญก็ถูก
ชาวไทยสืบทอดจนกลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาจนถึงทุกวันนี้ ข้าวแช่ หรือข้าว
สงกรานต์ หรือเรียกในภาษามอญว่า “เปิงด้าจก์” ที่แปลว่า “ข้าวน้ำ” เป็นอาหารที่นิยมทำช่วง
สงกรานต์ ในอดีตการหุงข้าวแช่เปน็ พธิ กี รรมบูชาเทวดาอย่างหนึง่ ที่แฝงพิธกี รรมศกั ดิ์สิทธิ์ ทุกข้ันตอน
ในการเตรียมข้าวแชต่ ้องพิถพี ิถนั ใช้เวลาจัดเตรียมมาก เครื่องเคียงที่จะกินคู่ข้าวแช่นั้น บางชนิดต้อง
ตระเตรียมล่วงหน้านานนับเดอื น บางถิ่นมีเคร่ืองเคียงข้าวแช่ 5 ชนิด บางถิ่นมี 7 ชนิด รายละเอียด
แตกต่างกันไป เมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อยชาวมอญจะจุดธูปเทียนเชิญท้าวกบิลพรหมลงมาเสวยข้าวแช่
จากนั้นจะพากันนำข้าวแช่ไปถวายพระ จบจากงานบุญหนุ่มสาวก็จะร่วมขบวนกันแห่ข้าวแช่ไปให้ผู้
หลักผู้ใหญท่ ีต่ นนับถือ เหลือจากนัน้ จึงจะนำมากนิ กันเองในครวั เรือน
๑๒๗
ตำนานขา้ วแช่
การทำขา้ วแชส่ บื เนอื่ งมาจากตำนานสงกรานต์ของมอญ ดงั ท่พี ระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดใหจ้ ารกึ ไว้ทว่ี ัดพระเชตพุ นวิมลมงั คลาราม (จารกึ ไว้ในแผน่ ศลิ ารวม ๗ แผ่น ติดไว้
ที่คอสองในศาลาลอ้ มพระมณฑปทศิ เหนอื ปัจจุบันบางแผ่นหายไปแล้ว) กล่าวคือ มีเศรษฐีผ้หู นึ่งไม่มี
บุตรธดิ า เปน็ ทอี่ ับอายแก่ชาวบา้ นและวติ กทุกขร์ อ้ นใจในอันท่ยี ังขาดผู้สืบทอดมรดกทรพั ยส์ ินบรรดามี
ทง้ั ปวง ทำการบวงสรวงบชู าแกพ่ ระอาทติ ย์ พระจนั ทร์ ทวา่ กาลเวลาผา่ นไป ๓ ปี กห็ าเป็นผลแต่อย่าง
ใดไม่ ต่อมาในวันหนึ่งเป็นวนั ในคิมหันตฤดเู จตมาส คนทั้งหลายเล่นนกั ขตั ฤกษต์ ้นปีใหม่ทัว่ ชมพูทวีป
คือพระอาทิตย์กจ็ ากราศมี นี ประเวศสูเ่ มษราศี โลกสมมุติว่า วันมหาสงกรานต์ เศรษฐไี ด้พาบริวารไปยัง
โคนต้นไทรใหญ่ริมน้ำ อนั เป็นท่อี ยูข่ องรกุ ข เทวดาทง้ั หลาย นำข้าวสารล้างน้ำ ๗ ครัง้ แลว้ หุงบูชารุกข
เทวดาประจำพระไทรนั้น ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร และรุกขเทวดาพระไทรนั้นก็เมตตาให้เทพบุตร
(ธรรมบาลกมุ าร) มาจุตเิ ปน็ บุตรของเศรษฐีสมความปรารถนา ครนั้ ต่อมา ชาวมอญ มคี วามเชื่อว่าหาก
ได้กระทำพิธีเช่นว่านี้ บูชาต่อเทวดาในเทศกาลสงกรานต์แล้ว สามารถตั้งอธิษฐานจิตสิ่งใดๆ ย่อมได้
ดังหวัง บางคนก็พาลเชื่อเลยเถิดไปถึงว่า เป็นการบูชาท้าวกบิลพรหม ซึ่งเข้ามาเกี่ยวพันกับลูกชาย
เศรษฐีในภายหลังด้วยการตั้งปัญหามาทาย เกี่ยวกับ “ราศี” ของมนุษย์เราตามตำแหน่งในช่วงเวลา
ต่างๆ ของวันหนึง่ ๆ และท้ายที่สุดเมื่อธรรมบาลกุมารตอบถูก ท้าวกบิลพรหมก็ต้องตัดพระเศียรตาม
คำท้าของตนบูชาธรรมบาลกุมาร กระทั่งเดือดร้อนให้ลูกสาวทั้ง ๗ คน ต้องผลัดเวรกันมาถือพาน
รองรับพระเศียรพระบิดา ปีละคน กันมิให้พระเศียรตกถึงพื้นดิน อันจะนำมาซึ่งไฟบรรลัยกัลป์ล้าง
ผลาญโลก หรือแม้แต่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ก็ยังทำฝนแล้ง รวมทั้งน้ำจะเหือดแห้ง หากตกลง
มหาสมุทร และนั่นกเ็ ป็นทมี่ าของตำนานการกำเนิด นางสงกรานต์ อีกด้วย
วธิ กี ารปรุงข้าวแช่
การหงุ ขา้ วแช่ในอดีตจึงเป็นพธิ ีกรรมในการบูชาเทวดาอย่างหนง่ึ เป็นการหุงข้าวท่ีมี
ขั้นตอนซับซ้อน แฝงพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ กล่าวคือ ทุกขั้นตอนในการเตรียมข้าวแช่นั้น ต้องพิถีพิถัน
เริ่มตั้งแต่คัดข้าวสารเม็ดสวย นำมาซาวน้ำ ๗ ครั้ง ให้สะอาด และในการหุงข้าวนั้นต้องตั้งเตาไฟบน
ลานโล่งและต้องอยนู่ อกชายคาบา้ น ซึ่งขน้ั ตอนนม้ี กั จะเริม่ ตั้งแตบ่ า่ ยก่อนวันสงกรานต์ (ประมาณวันที่
๑๒ เมษายน) หุงข้าวให้สกุ พอเมด็ สวย แลว้ นำไปซาวนำ้ ขดั กบั ผนังกระบุงด้านในหรอื ภาชนะอะไรก็ได้
ที่พ้ืนผิวมคี วามสาก เอายางข้าวออก ปลอ่ ยใหส้ ะเด็ดน้ำ
ส่วนน้ำทีจ่ ะทานรว่ มกับข้าวแช่นัน้ เตรียมโดยการนำน้ำสะอาด ตม้ สกุ เทลงหม้อดิน
เผาใบใหญ่ อบควันเทียนและดอกไม้หอม เช่น มะลิ กุหลาบมอญ กระดังงา ทิ้งไว้หนึ่งคืน ระหว่างนี้
หน้าที่ของพ่อบ้านก็คอื ต้องสร้างบ้านสงกรานต์ คนมอญเรียกว่า “ฮ๊อยซังกรานต์” เป็นศาลเพียงตา
ซง่ึ มคี วามสูงระดับสายตา ปลกู สรา้ งข้ึนชัว่ คราวอย่างง่ายๆ ตรงบรเิ วณลานโล่งหน้าบา้ น มักสร้างด้วย
ไม่ไผ่ ขนาดไม่ใหญ่มากนัก กว้างยาวประมาณ ๑ ศอก เพียงพอสำหรับวางถาดอาหารได้ ๑ สำรับ
เท่านนั้ การตกแต่งศาลก็มีต้ังแต่ปูผ้าขาว ผกู ผา้ สี ทางมะพรา้ วตัดใบส้ันผ่าซกี ผูกโค้งตกแต่งเสาทั้ง ๔
ประดับดว้ ยดอกไม้สดเท่าท่ีจะหาได้ในแต่ละทอ้ งถน่ิ เพอ่ื ความสดชนื่ สวยงาม บางถิน่ นิยมประดับด้วย
ดอกราชพฤกษ์ หรือดอกคูน คนมอญเรียกว่า "ปะกาวซังกรานต์” ที่แปลว่าดอกสงกรานต์ เพราะ
ดอกไม้ชนิดนีจ้ ะออกดอกในช่วงเทศกาลสงกรานต์เสมอ และประพรมนำ้ อบน้ำปรุง รอการถวายข้าว
แช่บูชาเทวดาในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ส่วนกับข้าวที่จะรับประทานกับข้าวแชน่ ั้นบางชนิดมีการตระเตรียม
๑๒๘
ล่วงหน้านานนับเดือน เช่น ปลาแห้ง เนื้อแห้ง ต้องจัดหาหรือซื้อมาทำเค็มเอาไว้ล่วงหน้า บางถิ่นมี
กบั ข้าวหรือเครื่องเคียงข้าวแช่ ๕ ชนดิ บางถ่นิ มี ๗ ชนดิ รายละเอียดแตกต่างกันไป (ไม่มีข้อใดผิดข้อ
ใดถกู ชดั เจน เปน็ ไปตามสภาพแวดลอ้ ม สภาวะทางเศรษฐกจิ ของแต่ละถ่ิน และการประยุกต์ดัดแปลง
ของแต่ละคน-ผู้เขียน) ซง่ึ รายการหลกั ๆ ไดแ้ ก่ ปลาแห้งปน่ เนอ้ื เคม็ ฉีกฝอย หวั ไชโปเ้ ค็มผัดไข่ ไข่เค็ม
กระเทียมดอง เป็นต้น
ภาพที่ 67 ภาพข้าวแช่ชาวมอญ
ขนมจีนนำ้ ยาหยวกกลว้ ย
ชาวมอญ จังหวัดตราด เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอาชีพทำไร่ ทำสวน และพืชที่ปลูกกัน
มาก คอื กลว้ ย เพราะปลกู ง่าย และมีขึ้นอยูท่ ่ัวไปตามป่า ที่เรียกว่า กล้วยปา่ ซ่ึงสามารถนำมาประกอบ
อาหารได้หลายอย่าง ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ดังนั้น ชาวมอญจงึ นำตน้ กลว้ ยออ่ นมาประกอบ
เป็นอาหารคาว เช่น แกงส้มหยวกกล้วย ยำหยวกกล้วย หยวกกล้วยต้มจิ้มน้ำพริก และน้ำยาหยวก
กล้วย ขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วยเปน็ อาหารพื้นบ้านชาวมอญ จังหวัดตราด ที่นิยมรับประทานกันมาก
ในด้านคุณค่าทางโภชนาการจะเห็นได้ว่ามีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง ๕ หมู่ และในทางพฤกษา
ศาสตร์พบว่า หยวกกล้วยสามารถรักษาสุขภาพของร่างกายได้ คือ ล้างในระบบทางเดินอาหาร
กากและเส้นใยจะช่วยดูดซับไขมันในบริเวณลำไส้ ทำให้ไขมันดูดซึมสู่ร่างกายน้อย และช่วยไม่ให้
ทอ้ งผกู รสชาตขิ องน้ำยาหยวกจะมีรสจืด แต่เม่อื เตมิ เครอ่ื งปรุงรสจะออกเปรี้ยว เผ็ด (สมั ภาษณ์ เค ทวย,
ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565)
เครอ่ื งปรงุ /สว่ นผสม
- หยวกกลว้ ย (ส่วนทีอ่ ่อนของต้นกล้วย) ปลาชอ่ น หรอื ปลายส่ี ก เกลอื ขงิ กระชาย
ตะไคร้ หอมแดง กะปมิ อญ นำ้ มันพืช ขนมจนี
ขัน้ ตอน/วิธที ำ
- หัน่ ตน้ กลว้ ยอ่อนเปน็ ชน้ิ เล็ก ๆ แช่ในนำ้ เกลอื
- นำขงิ กระชาย กะปิ ผงชูรส เกลือ โขลกละเอียด
- ผ่าหัวหอมแดงเป็นช้นิ (หอมแดง ๑ หวั ผ่า ๔ ชิ้น)
- ต้มปลาทั้งตัว แกะเอาแต่เนือ้ แล้วนำไปคว่ั ให้แห้ง
- ตั้งหม้อบนเตา ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ใส่หัวหอมแดงที่หั่นชิ้นคั่วไปมา ใส่ต้นกล้วย
ออ่ นแลว้ คว่ั ให้เขา้ กนั ใสน่ ้ำพอประมาณ ใสเครื่องแกงท่โี ขลกไว้ ใสเ่ น้ือปลาคั่ว ใส่ตะไคร้ทั้งต้น โดยมัด
รวมกนั ทงั้ ต้นแล้วทบุ ใหแ้ หลกนดิ หนอ่ ย
๑๒๙
- ปรุงรสเพ่ิมเตมิ ได้ เดอื ดแล้วยกลง
ในการรับประทานขนมจีนนำ้ ยาหยวก จะมีเครือ่ งปรุงรสและเคร่ืองเคียง ซ่งึ ผู้บริโภค
จะเตมิ หรือไมเ่ ติมกไ็ ด้ มีดังน้ี
- น้ำมะขาม กระเทียมเจียว พริกแห้งทอด (เป็นเม็ด) ผักชี/ผักชีผรั่ง ถั่วฝักยาว ถั่วทอด
พมา่ (ถ่วั เหลอื งเมด็ ใหญ)่ ไข่ตม้
เทคนิคในการทำ (เคล็ดลับ)
นำต้นกล้วยอ่อน (หยวกกล้วย) หั่นและแช่ในน้ำเกลือ เพื่อให้นิ่ม และไม่คันคอเมื่อ
นำไปรับประทาน หัวหอมแดงใส่มากๆ จะอร่อย ปลานำไปคั่วให้แห้งจะทำให้ไม่เหม็นคาว ขนมจีนที่
นยิ มรบั ประทานจะเป็นขนมจนี แปง้ หมัก ใช้กะปมิ อญ เนอ่ื งจากเป็นกะปิทท่ี ำมาจากปลาซิว ไม่มีกล่ิน
มสี ีดำคลำ้
ภาพที่ 68 ภาพขนมจนี นำ้ ยาหยวกกล้วย
แบบชาวมอญ จังหวัดตราด
ขนมยะหุ ขนมมงคลชาวมอญ
ขนมน้ีคนมอญเมืองไทยเรยี ก “ขา้ วพมา่ ” โดยไมท่ ราบทม่ี าแน่ชดั บา้ งเรียกวา่ “ข้าว
มาฆะ” ขณะที่มอญเมืองมอญเรียก “กวาญย์ยะหุ” หรือขนมยะหุ ที่แปลว่า ขนมข้าวเหนียวปั้น นิยม
ทำกินกันในช่วงเดือน 3 เดือนเดียวเท่านั้น เดือน 3 ทางจันทรคติก็ตกระหว่างมกราคม-กุมภาพันธ์
มอญเรียกวา่ ฮะเต๊าม้าจก์ หรือเดอื นมาฆบชู า และเป็นเดือนสำคญั ของคนมอญท่วั โลก เน่อื งจากมีงาน
วันรำลึกชนชาติมอญ ซึ่งคนมอญนิยมเรียกในอีกชื่อหน่ึงว่า “ม้าจก์หมัว่ เวียก” ซึ่งแปลว่า “เดือนสาม
แรมค่ำหนงึ่ ” อนั เป็นวนั รำลกึ บรรพชนมอญหรือวันชาตมิ อญ โดยนับเอาวันแรกสร้างกรุงหงสาวดีเม่ือ
แรม 1 ค่ำเดือน 3 ปี พุทธศักราช 1116 หลังวันมาฆบูชา 1 วัน ด้วยเกิดจากการหากิจกรรมทำ
ร่วมกันขณะล้อมวงหน้ากองไฟในฤดูหนาว ช่วยกันทำ แบ่งถวายพระ และป้ันกินกันร้อนๆ ในวง
สนทนาคลายหนาวไดช้ ะงัด ปัจจุบันนิยมทำกันในงานวันรำลึกชนชาติมอญด้วย นอกจากชื่อเรยี กท่มี ี
หลากหลายดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะมีผู้คุ้นชินกับวาระโอกาสที่จะได้กินขนมชนิดนี้ใน
งานวันรำลึกชนชาติมอญมากขึ้นทุกที หลายคนจึงพากันเรียกขนมชนิดนี้ว่า “ขนมวันชาติฯ”
(สมั ภาษณ์ เค ทวย, ชาวมอญ ตำบลหว้ ยแร้ง, 8 กรกฎาคม 2565)
ส่วนผสม
- ขา้ วเหนียวขาว ถ่ัวลสิ ง กระเทียม มะพร้าว งาดำ นำ้ มนั พชื ขิง นำ้ ตาลทราย
วิธีทำ
- นำข้าวเหนียวไปล้าง ใส่ตะแกรงรอให้สะเด็ดน้ำ นำมะพร้าวแก่มาห่ันเป็นช้นิ บางๆ
แลว้ นำไปคั่วใหเ้ หลือง หนั่ กระเทยี มตามยาว ควั่ งาดำให้หอม พักไว้ ซอยขงิ แลว้ คัว่ ให้แหง้ นำกระทะตัง้
ไฟใส่น้ำมัน แล้วนำข้าวเหนียวที่สะเด็ดน้ำแล้วคั่วในน้ำมันพอเหลือง ใส่น้ำพอประมาณเพื่อให้ข้าว
เหนียวไม่นม่ิ หรือแขง็ เกินไป ใส่เกลือเล็กน้อยน้ำตาลเล็กนอ้ ย ปดิ ฝาอบไว้ประมาณ 10 นาที เมื่อข้าว
เหนียวสุกแล้ว ทำช่องตรงกลางข้าวเหนียวใส่มะพร้าว กระเทียม ขิง เอาฝาปิดไว้ 15-20 นาที
๑๓๐
หลงั จากนน้ั ผดั ข้าวเหนยี วตอ่ แลว้ โรยดว้ ยงาดำ (ผดั ไปโรยไป เพ่ือให้งาดำกระจายท่ัวๆ) แล้วตักใส่ถาดห่ัน
เป็นชน้ิ พอคำ นำไปรับประทานได้ (สมั ภาษณ์ มน อดุ มศกั ดา, ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง, 10 กนั ยายน 2565)
ภาพที่ 69 ภาพขนมยะหุ ขนมมงคลชาวมอญ
กล่าวได้ว่าชาวมอญยึดถือส่ิงสำคัญต่อชีวิตอยู่ 3 ประการคือ ประการแรก ความเคารพ
และศรัทธาต่อพระพทุ ธศาสนา ประการท่ี 2 การนับถือผีบรรพบุรุษ ประการสุดทา้ ยคือ การรําลึกถึง
บ้านเกิดเมืองนอนในอดีต ซ่ึงส่ิงเหล่านี้ส่งผลให้ชาวมอญนําไปเช่ือมโยงกับวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม
ประเพณี ต้ังแต่เกิดจนตาย ซ่ึงทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแฝงไปด้วยคติความเช่ือท่ีชาวมอญ ได้ถ่ายทอดไปสู่
งานศลิ ปกรรมประเภทต่างๆ ดงั ท่ีกล่าวมาแล้วในข้างต้นนั่นเอง
4.1.5 ชาวเขมร
จากการศกึ ษาขอ้ มลู ทตุ ิยภมู ิและปฐมภมู ิ ทำใหท้ ราบวา่ ประวัตคิ วามเปน็ มาของกลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ
ชาวเขมร (กมั พชู า) มนี กั วิชาการหลายท่านทีไ่ ด้ศกึ ษาขอ้ มลู ไว้ ดงั นี้
การเข้ามาของชาวกัมพชู า ช่วงปฏิวัติชนชาติ ทหารเขมรแดงไล่ฆ่าคนไทยเกาะกง ทำให้ต้อง
อพยพหนีตายเข้ามาทางตำบลหาดเลก็ จังหวดั ตราด คนไทยเกาะกง เป็นคนไทย สญั ชาติไทย ท่ีอาศัย
อยใู่ นจังหวดั เกาะกง ประเทศกมั พชู าในปัจจุบัน (สมั ภาษณ์ สมควร คุ้มปลี, ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเล็ก,
5 กนั ยายน 2565)
ศภุ วดี มนตเ์ นรมติ ร (2551) ไดศ้ ึกษา ชวี ติ และการตอ่ สู้ของเขมรพลดั ถนิ่ พบวา่ คนเขมรพลัดถิ่น
มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้กลมกลืนไปกับบริบทสังคม ชุมชนที่ตนอยู่อาศัยไม่ว่าจะด้วยการรับวิถี
ปฏิบัติของผู้คนในสังคมมายึดถือปฏิบัติ การรับความเชื่อ ค่านิยม มายึดถือ แต่ในขณะเดียวกันพวก
เขา/เธอก็มิได้ท้ิงรากเหง้าของตน จิตสำนึกทางชาติพันธ์ุยังคงทำงานผ่านการยดึ ถือธรรมเนียมปฏบิ ัติ
เดิมของตน การสร้างความสัมพันธ์กับคนในประเทศเขมร ดังนั้น อัตลักษณ์ทางชาติพันธุข์ องคนเขมร
พลัดถน่ิ จงึ ลนื่ ไหลไปมาระหวา่ ง “ความเปน็ ไทย” และ “ความเป็นเขมร” ทม่ี อิ าจแยกตดั ขาดออกจากกนั ได้
ประวตั ศิ าสตร์ของจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพชู า
คนไทยเกาะกงน้นั ถอื เป็นกล่มุ คนไทยจำนวนหนง่ึ ที่สญู เสียสัญชาตไิ ทยอนั เนื่องมาจากการเสีย
ดนิ แดน (วรรณทนี รุ่งเรอื งสภากลุ และภญิ โญ วรี ะสุขสวสั ดิ์, 2545. หน้า 1) กลมุ่ คนไทย 2 แผ่นดิน
ท่ีเรียกวา่ คนไทยเกาะกงนัน้ คำว่า “ไทย” คือ ชอ่ื กลมุ่ ชาติพนั ธ์ุ ในขณะที่คำว่า “เกาะกง” คอื ชอ่ื ของ
ถิ่นกำเนิดและถิ่นที่พักอาศัยของพวกเขา คำว่า “ไทยเกาะกง” จึงเป็นนามที่บอกได้ทั้งกลุ่มชาติพันธ์ุ
และถิ่นกำเนิด ถิ่นที่มาของกลุม่ ชนเหล่านีไ้ ด้โดยชัดเจน ซึ่งกลุ่มคนไทยเกาะกงน้ีมีประวัติศาสตร์ร่วม
(Histories Commune) เป็นสิง่ ทย่ี ึดโยงคนเชอื้ สายไทยเกาะกงเข้าไว้ดว้ ยกันได้อย่างเหนียวแน่นท่ีสุด
๑๓๑
โดยมีการไปมาหาสู่กันระหว่างจังหวัดตราดและเกาะกงในลักษณะที่ไม่เป็นทางการ โดยยังคง
ความรู้สึกของความเป็นไทย เป็นพี่น้องกันอยู่ตลอดเวลา (ประโยชน์ โยธาภิรมย์, 2540. หน้า ฉ)
ต่อมาความเป็นคนไทยเกาะกงในลักษณะท่ีเปน็ ทางการถูกสถาปนาขึ้นจากการเป็นบุคคล 2 สัญชาติ
ระหว่างไทยและกัมพูชา ชายไทยเกาะกงได้รับการคืนสัญชาติซึ่งตาม พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 5
พ.ศ. 2555 ได้แยกกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่เป็น “ผู้ทรงสิทธิในสัญชาติไทย” หรือจะได้รับการคืน
สัญชาติไทยด้วยเพราะคนกลุ่มนี้สืบสายโลหิตจากบรรพบุรุษที่เป็นคนไทย (หลักสืบสายโลหิต) โดย
แบ่งเปน็ 2 กล่มุ ใหญ่ๆ คือ (พระราชบญั ญัตสิ ญั ชาติ ฉบบั ที่ 5 พ.ศ. 2555)
1) คนไทยพลัดถิ่น ตามมาตรา 3 ซึ่งได้ให้คำนิยามไว้ว่า “คนไทยพลัดถิ่นหมายความวา่ ผู้ซึ่งมี
เชือ้ สายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบงั คบั ของประเทศอน่ื โดยเหตุอนั เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต
ของราชอาณาจักรไทยในอดีต ซึ่งปัจจบุ ันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอ่ืน และได้อพยพเข้ามาอยู่
อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถชี ีวติ เป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจจัดทำทะเบยี น
ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลกั เกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรกี ำหนดหรือเป็น
ผูซ้ ง่ึ มลี ักษณะอน่ื ทำนองเดยี วกนั ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” ซงึ่ ต้องดำเนนิ การพิสูจน์ความเป็นคน
ไทยพลัดถิ่น ตามมาตรา 9/6 “ให้ผู้ซึ่งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้การรับรอง
ความเป็นคนไทยพลัดถิน่ เปน็ ผู้มีสัญชาตไิ ทยโดยการเกดิ ”
2) คนไทยพลดั ถ่ินท่ีไดร้ ับสญั ชาตไิ ทยก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ (คนไทยพลดั ถ่ินตามมาตรา 5
พ.ร.บ.สัญชาติ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2555) เกาะกงแต่เดิมนั้นเคยเป็นของไทยมาก่อน ปรากฏหลักฐาน
สำคญั เมอ่ื ปี พ.ศ. 2398 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ได้มพี ระบรมราชโองการให้ตั้งเกาะกง
โดยพระราชทานนามเมืองนี้ว่า เมืองประจันตคีรีเขต เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านทางชายฝั่งทะเล
ตะวันออกของไทย เน่ืองจากเปน็ เมืองที่มีเขตติดตอ่ กับเขมรและญวน เหตุทรี่ ชั กาลท่ี 4 พระราชทาน
นามเกาะกงว่า ประจันตคิรีเขต ก็เพื่อให้คล้องจองกับชื่อเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ทางด้านภาค
ตะวันตกของไทย ซึ่งตั้งอยู่ในแนวรุ้ง (Latitude) เดียวกัน (รุ่งมณี เมฆโสภณ, 2551. หน้า 37)
ถงึ พ.ศ. 2422 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัว ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้พระองคเ์ จ้า
สายสนิทวงศ์จัดตั้งสถานีทหารเรือขึ้นตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่เมืองชลบุรี ตำบลบางพระ
อำเภอบางละมุง เมืองระยอง เมืองแกลง เมืองจันทบุรี อำเภอขลุง เมืองตราด เมืองประจันตคิรีเขต และ
เกาะเสมด็ นอก เพ่ือรบั มอื กับภยั คกุ คามจากฝร่ังเศสทางทะเล
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2435 ฝรั่งเศสได้เริ่มดำเนินการทางทหารใช้กำลังเข้าบีบบังคับไทย โดยยก
กองทพั เข้าขับไล่ทหารไทยใหถ้ อยรน่ ออกจากดินแดนฝัง่ ซา้ ยแม่น้ำโขง ทำให้ความยงุ่ ยากทางชายแดน
ไทยเรม่ิ ทวคี วามรุนแรงข้ึน จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตัง้ กรรมการปรกึ ษาการปอ้ งกันพระราช
อาณาเขตขึ้น และจดั กองบัญชาการทพั อยู่ตามหัวเมอื งชายทะเลแตล่ ะดา้ นขนึ้ ด้วย
ในปี พ.ศ. 2436 รัฐบาลสยามได้แต่งตงั้ ใหน้ ายพลเรอื จัตวาพระยาชลยุทธโยธินทร์ (Andrédu
Plésis de Richelieu) เปน็ ผู้จดั การป้องกนั พระราชอาณาเขตทางหวั เมอื งฝา่ ยตะวนั ออก ทางกระทรวง
การต่างประเทศได้มีคำสั่งมายงั ผูว้ ่าราชการเมืองแถบนี้ ซึ่งรวมทั้งเมืองตราดและเมืองประจันตคิรเี ขต
ด้วย ให้ช่วยพระยาชลยุทธโยธินทร์จัดการทุกอย่างที่เกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาเขต การเสีย
ดินแดนจังหวดั ประจันตคิรเี ขต
๑๓๒
การส่งมอบตราดให้กับฝรั่งเศสนั้นเกิดจากในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 เกิดวิกฤตการณ์
ร.ศ. 112 ที่ปากแม่น้าเจ้าพระยา เรือรบฝรั่งเศสสามารถฝ่าแนวปอ้ งกันของสยามเขา้ มาทอดสมอใน
กรงุ เทพฯ โดยฝา่ ยฝร่ังเศสยนื่ คำขาดให้ฝ่ายไทยปฏิบตั ิตามเมื่อ 20 กรกฎาคม โดยให้เวลาตอบ 48 ชั่วโมง
ฝ่ายไทยได้ตอบข้อเรียกร้องเมื่อ 22 กรกฎาคม แต่ไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายฝรั่งเศส ดังนั้นในวันที่ 24
กรกฎาคม ฝรง่ั เศสจึงประกาศตัดสัมพนั ธ์ทางการทูตกับไทย สองวันถดั มา (26 กรกฎาคม) ฝรงั่ เศสได้
สั่งให้ผู้บัญชาการกองเรือภาคตะวันออกไกลที่ไซ่ง่อนปิดล้อมอ่าวไทย ตั้งแต่แหลมเจ้าลายถึงบริเวณ
แหลมกระบัง และในวันที่ 29 กรกฎาคม ฝรั่งเศสได้ประกาศปิดลอ้ มอ่าวไทย ครั้งที่ 2 โดยขยายเขต
เพ่มิ บรเิ วณเกาะเสม็ด จนถงึ แหลมลงิ รวม 2 เขต ฝา่ ยไทยจำต้องยอมรบั คำขาดของฝรั่งเศสท่ีย่ืนไว้แต่
เดมิ ในวนั เดยี วกนั นั้นเอง แต่ในวันรุ่งข้นึ ฝร่งั เศสถอื โอกาสย่ืนคำขาดเพ่ิมเตมิ อกี โดยประกาศยึดปากน้ำ
และเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน และบังคับให้ไทยถอนตัวออกจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอีกด้วย
ไทยจำเป็นต้องยอมรับโดยไม่มีทางเลือก เมื่อฝ่ายไทยปฏิบัติตามคำขาดนั้นแล้ว ฝรั่งเศสจึงได้ยกเลกิ
การปิดอ่าว ในวันที่ 3 สิงหาคม เวลา 12.00 น. แต่การยึดปากน้ำและเมืองจันทบุรียังคงยึดไว้
ตามเดิม
ต่อมาได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันโดยหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436
(ร.ศ. 112) ในหนังสือสัญญาฉบับนี้มีข้อความระบุไว้ในอนุสัญญาผนวกต่อท้ายหนังสือสัญญาข้อ 6 ว่า
“คอนเวอนแมนต์ (Government - รัฐบาล) ฝรั่งเศสจะได้ตั้งอยูต่ ่อไปที่เมอื งจันทบรุ ี จนกว่าจะไดท้ ำ
การสำเรจ็ แล้วตามข้อความในหนงั สอื สญั ญาน้ี…”
แม้ทางฝ่ายไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ฝรั่งเศสบีบบังคับทุกอย่าง ฝรั่งเศสก็ยังไม่ยอมถอนทหาร
ยงั คงยดึ จนั ทบรุ ีไว้อีกเปน็ เวลานานถึง 10 ปี เปน็ เหตุให้ตอ้ งมีการตกลงทำสัญญาขึ้นใหม่อีกฉบับหน่ึง
คือ อนุสญั ญาลงวันที่ 7 ตลุ าคม พ.ศ. 2445 แตห่ นงั สือฉบับน้ฝี ร่งั เศสไม่ยอมให้สัตยาบันและไม่ถอน
กำลังออกจากจนั ทบุรจี ึงไดต้ กลงมีสญั ญาอกี ฉบับหนงึ่ คอื สญั ญาลงวันท่ี 13 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2446
คราวนี้ฝรั่งเศสจึงถอนกำลังออกจากจันทบุรี แต่ได้เข้ายึดครองเมืองตราดและบรรดาเกาะทั้งหลาย
ภายใต้แหลมลิงลงไปซึ่งรวมถึงเกาะกงแทน ฝ่ายไทยจำต้องมอบเมืองตราดและเมืองประจันตคีรีเขต
ใหแ้ ก่ฝรง่ั เศส ในวนั ท่ี 30 ธันวาคม พ.ศ. 2447
พน้ื ทด่ี ังกล่าวได้ตกอยู่ในการยึดครองของฝร่งั เศส จนถึงวนั ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 จึงได้มี
การตกลงทำหนังสือสัญญาขึ้นอีกฉบับหนึ่งเรียกว่า “หนังสือสัญญาระหว่างสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน
สยามกับเปรสสิเดนต์แหง่ รีปปั ลคิ ฝร่ังเศส” ฝรง่ั เศสจงึ คนื เมอื งตราดให้ไทยตามเดิม แตฝ่ า่ ยไทยจะต้อง
ยอมยกดินแดนเขมรส่วนใน (มณฑลบูรพา) คือ เมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และเมืองศรีโสภณ
เป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน แต่ปรากฏว่าเมืองประจันตคิรีเขต (เกาะกง) นั้น ฝรั่งเศสมิได้คืนให้ไทยแต่
ประการใด เมืองประจันตคิรีเขต (เกาะกง) จึงกลายเปน็ สว่ นหนึ่งของกัมพูชาไปโดยปริยาย (ประมวล
พระราชหัตถเลขา รัชกาลที่ 5 ที่เกี่ยวกับภารกิจของกระทรวงมหาดไทย เล่มที่ 2 ภาคที่ 3 ก.
มหาดไทย, 2513. หนา้ 50) นับตั้งแตน่ ัน้ เปน็ ต้นมา
ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาวบ้านเชือ้ สายไทยเมื่อได้ทราบความว่า ตนเองไมไ่ ด้เป็นชาวสยาม
อีกต่อไปแล้วก็รู้สึกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก บ้างก็พากันยอมทิ้งบ้านเรือนเรือกสวนไร่นาของตนเอง
และอพยพกลับเข้ามาอยู่ในดินแดนสยาม แต่ส่วนมากก็ยังรู้สึกผูกพันและเสียดายบ้านเรือนและ
ทรัพย์สินของตนเอง จึงไม่ยอมอพยพออกจากพ้ืนที่ พวกเขาเหล่านี้ผา่ นช่วงชีวิตที่ต้องประสบกับการ
๑๓๓
ตกเป็นคนอื่นบนแผ่นดินอื่นมาด้วยกัน พบเห็นและมีประสบการณ์ที่ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลเจ้าสีหนุ
ที่ห้ามพูด อ่าน มีหนังสือไทยไว้ในบ้านด้วยกัน ผ่านการต่อสู้เพื่อปลดแอกตนเองมาด้วยกัน ผ่านการ
พลัดพรากจากคนที่รัก ความอดอยาก และการอพยพข้ามพรมแดนอย่างยากลำบากโดยการเดินเท้า
และเดินเรือมายังประเทศไทยด้วยกัน ฯลฯ ประวัติศาสตร์ร่วมดังกล่าวทำให้คนเชื้อสายไทยจาก
เกาะกงเกิดความรูส้ กึ รว่ มกันวา่ พวกเขามาจากท่ีเดียวกนั ผา่ นประสบการณม์ าแบบเดียวกนั
ประการที่สอง ชาวบ้านในสองพื้นที่ขา้ มพรมแดนดังกล่าวมีความสมั พันธ์ฉันเครอื ญาติกันและ
มักจะรจู้ ักคนุ้ เคยกนั อยา่ งดีเนอ่ื งจากมบี รรพบุรษุ ทอี่ าศัยอยูใ่ นหมูบ่ า้ นเดียวกันมาก่อน
ประการท่สี าม เป็นปจั จัยท่ีสำคัญมากๆ อีกประการหน่งึ คือ ภาษา คนเชอื้ สายไทยจากเกาะกง
พูดภาษาไทย ดว้ ยสำเนียงเหมอื นกบั คนไทยในอำเภอคลองใหญ่ ซ่งึ ก็แตกต่างกับสำเนยี งของคนเขมรท่ี
พูดภาษาไทย ความสามารถในการจำแนกสำเนียงเสยี งพดู เหลา่ นี้ต้องอาศัยคนในพน้ื ที่หรือคนเช้ือสาย
ไทยจากเกาะกงเป็นผู้ฟัง ชาวบ้านเชื้อสายไทยจากเกาะกงหลายคน พูดภาษาเขมรได้ เนื่องจากเกิด
และประกอบอาชีพที่เกาะกง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถอ่านและเขยี นภาษาเขมรได้ สำหรับเรื่องการ
พูดภาษาเขมร พบว่า ชาวบ้านเชื้อสายไทยจากเกาะกงหลายคนเล่าว่าในยุคเขมรแดง พวกเขาแทบ
จะต้องกลายเป็นใบเ้ น่ืองจากไม่กล้าพูดภาษาเขมรสำเนียงไทย มิฉะน้นั จะโดนฆ่าเน่อื งจากภาษาเขมร
สำเนยี งไทยจะทำใหท้ หารเขมรแดงทราบทนั ทวี า่ พวกเขาเปน็ คนไทย
ประการที่สี่ ความเชื่อทางศาสนา คนเชื้อสายไทยที่เกาะกงนับถือศาสนาพุทธ ในยุคของเจ้า
สีหนุที่พระสงฆ์ไทยและคนไทยถูกบังคับให้สวดมนต์แบบเขมร ทำให้ชาวบ้านอึดอัดใจมาก ดินแดน
เกาะกงในอดตี มีพระเกจิอาจารย์ทเี่ ป็นท่เี คารพสกั การะอย่างมากของชาวบา้ นไทยเกาะกงอยู่ 3 องค์
ด้วยกันคือ หลวงพ่อหมึก วัดปากคลองสนามควาย หลวงพ่อรอด วัดพนมกรุง และหลวงพ่อเวียน
วัดเกาะกะปิ ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเกาะกง กัมพชู า ปัจจุบันนี้หลวงพ่อทั้งสามองค์กย็ ังเป็นที่สักการบูชา
ของชาวบ้านไทยเกาะกงทั้งที่อยู่ที่เกาะกงและที่คลองใหญ่ โดยเฉพาะหลวงพ่อหมึก ที่ชาวบ้านเชื่อ
ในความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก รูปปั้นจำลองของหลวงพ่อหมึก ที่วัดคลองใหญ่ก็เปรียบเสมือนการสืบ
ทอดความเช่ือของคนเชอ้ื สายไทยจากฝ่งั เกาะกงมาสูฝ่ ง่ั คลองใหญเ่ ชน่ กัน
ประการที่ห้า ความรู้สึกร่วมกัน สิ่งนี้เป็นผลพวงมาตั้งแต่การมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน มีคำพูด
ประโยคหนึ่งที่มักจะได้ยินเสมอๆ จากชาวบ้านเชื้อสายไทยจากเกาะกงเวลาที่พวกเขาเล่าเรื่องราวท่ี
ผ่านมาของตนเองว่า “คนไทยเกาะกง อยู่เขมรเขาเรียกว่า เซียมเกาะกง อยู่ไทยเขาเรียกว่า เขมร”
ซึ่งคำพูดประโยคน้ถี อื เปน็ ขอ้ ความทแี่ สดงความร้สู กึ นอ้ ยใจ และ บ่งบอกถึงความเปน็ คนอนื่ บนแผน่ ดิน
อน่ื และบนแผ่นดินแมข่ องบรรพบุรษุ พวกเขาได้เปน็ อย่างดี (ประเสรฐิ ศริ ิ, 2556)
ภาพที่ 70 ภาพสมุดใบอนุญาตทำงานของนายสเดิง จัน (Mr. Sdeung Chann)
๑๓๔
สถานที่สำคัญของชาวไทยเขมร
ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย ในระหว่างปี พ.ศ 2522 ชาวกัมพูชาจำนวนมากได้อพยพ
ล้ีภัยสงครามออกมาจากประเทศตนเอง เขาลา้ นคือหนงึ่ ในสถานที่ ทีช่ าวกมั พชู านับแสนคนได้มารวมตัวกัน
เมื่อความทราบถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในวันที่ 26 พฤษภาคม
พ.ศ. 2522 นน้ั พระองคท์ รงเสดจ็ พระราชดำเนนิ ณ บ้านเขาล้าน สถานทช่ี ุมนุมของผู้อพยพ และจงึ มี
รับสั่งให้สภากาชาดไทย เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้อพยพอย่างสดุ ความสามารถ ในระยะแรกผูอ้ พยพ
ทำที่พักอาศัยอยู่ที่ใต้ต้นไม้โดยใช้อุปกรณ์ทีม่ ีอยู่ เช่น ผ้าขาวม้า เป็นเครื่องบังแดดบงั ฝน ต่อมาได้รบั
การแจกผ้าใบพลาสติกเพือ่ ใช้เปน็ ท่ีบงั แดดบงั ฝน ในระยะต่อมาได้มกี ารก่อสร้างเพิงเป็นท่ีพักชั่วคราว
ทำด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝกและใบจาก พร้อมกันนี้ได้สร้างเพิงชั่วคราวเพื่อใช้เป็นที่ทำการในการให้
ความช่วยเหลือผู้อพยพ รวมทั้งที่พักและหน่วยพยาบาล ในเวลาต่อมาจึงได้สร้างอาคารถาวร
ประกอบด้วยสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้า โรงฝึกอบรม โรงเรียน และบ้านพักศูนย์สภากาชาดไทยแห่งนี้
ได้ให้ความอนเุ คราะห์ช่วยเหลือชาวกัมพูชาอพยพอยู่ 7 ปีเศษ ได้ปิดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4
กรกฎาคม พ.ศ. 2529 เมอ่ื ปดิ ศนู ยฯ์ ลง สภากาชาดไทยได้ขอให้กองทพั เรือส่งทหารเขา้ มาดูแลพ้ืนที่
กองทัพเรือได้จัดให้ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 เข้ามาอยู่ดูแลพื้นที่ สถานที่ดังกล่าวถูก
ปล่อยใหร้ กรา้ งวา่ งเปล่าไม่ได้ใชป้ ระโยชน์แต่อย่างใด
ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย
เจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา จึงได้จัดสร้างศาลาราชการุณย์ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ
พร้อมด้วยโครงการพัฒนาศูนย์สภากาชาดไทยที่บ้านเขาล้าน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ภายในศาลาราชการุณย์
ประกอบด้วย รูปปั้นจำลองขนาดเท่าตัวจริงของชาวเขมรอพยพในรูปแบบต่างๆ และนิทรรศการ
พระราชกรณยี กิจของสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถ
ภาพท่ี 71 ภาพศาลาราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด
ภาพท่ี 72 ภาพภายในศูนยร์ าชการณุ ย์ สภากาชาดไทย
๑๓๕
ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของสำนักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแหง่ ชาติ 2551 ซ่งึ ประกอบดว้ ย 8 ดา้ น ของชาติพันธ์ุเขมร จงั หวัดตราด ได้แก่
4.1.5.1 ดา้ นท่ีอยอู่ าศัย
ชาวเขมรหรือชาวกัมพูชา ที่อยู่ในตำบลหาดเล็ก จะมีบ้านเรือนชุมชนประมง
บา้ นคลองมะขามซง่ึ เป็นปากอา่ ว ลักษณะบ้านเรอื นสว่ นใหญ่จะเช่าบ้านอยู่ หากไม่ได้เช่าก็จะเป็นบ้าน
ชัน้ เดยี ว หอ้ งติดๆ กนั มีทัง้ ที่เปน็ บ้านปนู และบ้านไม้ ประตูบ้านเปน็ ไมบ้ านพบั ทาด้วยสีฟ้า หน้าต่าง
เป็นไม้บา้ ง กระจกบ้าง บรรยากาศโดยรอบบ้านเรือนจะติดคลองมะขาม มีเรอื ประมงที่จอดอยู่จำนวนมาก
ความเป็นอยู่ของชาวเขมรหรือชาวกัมพูชาค่อนข้างแออัด แต่ก็ได้รับการดูแลจัดสวัสดิการและ
สาธารณูปโภคจากเทศบาลตำบลหาดเลก็
ภาพท่ี 73 ภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาตพิ นั ธช์ุ าวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม
หมู่ท่ี 1 ตำบลหาดเล็ก
ภาพที่ 74 ภาพวิถชี ีวิตกลุ่มชาติพนั ธ์ชุ าวเขมร (กัมพูชา) บ้านคลองมะขาม หมูท่ ่ี 1 ตำบลหาดเลก็
4.1.5.2 ด้านอาชีพ
เนื่องจากบริเวณของชุมชนติดกับทะเล กลุ่มชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก
อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด จึงประกอบอาชีพประมง ส่วนมากประกอบอาชีพใช้แรงงาน เช่น
ลกู จ้างโรงงาน ลูกเรอื ประมง สวนผลไม้ ร้านค้า รา้ นอาหาร เป็นตน้
ภาพท่ี 75 ภาพอาชพี ของชาวกมั พชู าในพืน้ ทีต่ ำบลหาดเล็ก
๑๓๖
- อาชีพช่างทำเล็บ ดว้ ยมะนาว อกี หนงึ่ อาชีพทพ่ี บเจอได้ในบ้านคลองมะขาม หมู่ที่ 1
พื้นที่ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด คือ ช่างทำเล็บ โดยช่างทำเล็บชาวกัมพูชา
ให้บรกิ ารถงึ บ้าน
ภาพท่ี 76 อาชพี ช่างทำเล็บด้วยมะนาว ชาวกมั พูชาในพื้นทต่ี ำบลหาดเลก็
4.1.5.3 ด้านความเช่อื
ชาวไทยเขมรเปน็ กลมุ่ ชนท่มี ีมาตง้ั แต่ครง้ั โบราณ มีประเพณีพิธีกรรม และความเชื่อท่ี
สืบต่อกันมาจากครั้งอดีต โดยประเพณี พิธีกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความเช่ือในด้านการดำเนินชีวิต
ตามวงรอบชีวิต ที่เริ่มตั้งแต่พิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด การแต่งงาน การบวช การรักษาพยาบาล
ไปจนถงึ พิธีกรรมเก่ียวกับความตาย ดังรายละเอียดต่อไปน้ี
ครกู ำเนิด (กรูกำเนิด)
ครูกำเนดิ (กรูกำเนิด) ชาวไทยเขมรมีความเช่อื ว่าคนทุกคนที่เกิดมาจะมีเทพเจ้าองค์
หน่ึงทเ่ี รยี กกนั ว่า “ครู” หรือ “กรู” (ตามภาษาเขมร) ติดตวั มาเพื่อคอยปกป้องรักษา ดูแลและคุ้มครอง
ผ้ทู ่ีเกิดมา ดังน้ันทารกชาวไทยเขมรท่เี กิดมา พอ่ แมห่ รอื ปูย่ า่ ตายายจะทำกระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรู
กำเนิด) และทำพิธี เข้าทรงหมอมดหรอื แมม่ ด (โจลมะมว้ ด) ต้อนรบั เทพเจ้าประจำตัวทารก การจะดูว่า
ทารกคนใดมเี ทพเจา้ องค์ใดเป็นผู้คุ้มครอง ชาวไทยเขมรจะดูจากสายรกท่ีติดตวั เด็กมาขณะแรกคลอด
ว่ามีลักษณะใด
ชาวไทยเขมรยังมีความเชื่อกันอีกวา่ ทารกที่เกิดมาแล้วมีทั้งสามอย่าง (สายรกพันตัว
ครอบศรี ษะและบดิ เปน็ เกลยี ว) เทพเจา้ ประจำตัวจะเป็นเทพที่มีศกั ดิ์สูง ทารกจะเปน็ ผทู้ ี่บญุ ฤทธิ์ติดตัว
มาเป็นคนที่จะเรียนวิชาอาคมแล้วขลังยิ่งนกั และถ้าปฏิบัติผิดต่อครูจะเป็นบ้า และถ้าเป็นบ้าแล้วจะ
รักษาไม่หาย ถ้าทารกที่เกิดมาแล้วมีลักษณะของสายรกเพียงสองลักษณะหรือลักษณะเดียวก็จะ
สามารถเรียนอาคมได้ขลังรองลงมา สว่ นทารกทเ่ี กดิ มาแล้วไมม่ ีลกั ษณะของสายรกตามลักษณะทั้งสาม
ที่ไดก้ ลา่ วมาจะเรียนอาคมไดไ้ ม่ขลงั เม่อื ทารกของชาวไทยเขมรคลอดออกมาและมลี ักษณะของสายรก
เหมอื นดงั ทไี่ ด้กล่าวมาข้างตน้ แตเ่ ดก็ ทเ่ี กิดมาแล้วไม่มีสายรกตามลักษณะทงั้ สามชาวไทยเขมรก็จะไม่
จดั ทำกระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรูกำเนิด) และไม่ทำพธิ โี จลมะม้วด หรอื บางครอบครัวที่ไม่นับถือกรู
กำเนิดก็จะไมจ่ ัดทำจวมกรูเช่นกนั ฉะน้ันการนบั ถือกรูกำเนิดในสงั คมชาวไทยเขมรจึงนับถือกันไม่ทุกคน
พ่อแม่ของทารกจะทำพิธีเข้าทรงหมอมด หรือเรียกเป็นภาษาเขมรว่า “โจลมะม้วด” ต้อนรับเทพเจา้
เหล่านั้นให้เข้ามาอยู่ในจวมกรูหรือในบ้านเรือนที่เด็กอยู่อาศัย และเพื่อให้กรูกำเนิดอยู่ช่วยคุ้มครอง
ทารกท่เี กดิ มา การทำพิธีจะต้องเตรยี มเคร่อื งประกอบพิธี ดังนี้
1. กระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรูกำเนิด) ทำขึ้นจากแผ่นไม้กระดานที่มีความกว้าง
ประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 40 – 50 เซนติเมตร จากนั้นนำไม้มาเหลาให้มี
เสน้ ผ่าศูนยก์ ลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5 – 10 เซนติเมตร จำนวน 9 ช้นิ นำมาปัก
๑๓๗
ไว้ที่แผน่ ไมก้ ระดาน ปักโดยรอบแผน่ ไม้ และนำไม้มาวางไว้บนเสาไม้ (สภาพโดยรวมคล้ายกับแบบบ้านจำลอง
แต่เป็นแบบบา้ นทไ่ี มม่ ีหลงั คา)
2. ขันข้าวสาร 1 ใบ (ขนั ท่ใี สข่ า้ วสารอยทู่ ี่กน้ ขันเล็กนอ้ ย)
3. หมากพลจู ัดพอดคี ำ 5 – 10 คำ
4. บุหรห่ี รือยาเส้น 1 ชุด
5. ด้ายท่นี ำมาพันกนั เปน็ เส้นขนาดใหญ่
6. หมวก 1 ใบ (กรณีเดก็ ที่เกิดมามสี ายรกครอบศีรษะ (กรูสนม) หรือมีสายรกครอบ
ศีรษะและพันตัว (กรูสนมสังวาล))
7. นำ้ หอมหรอื นำ้ อบ 1 ขวด และแป้งผัดหน้า 1 กระปอ๋ ง
นอกจากนี้พอ่ แมข่ องเดก็ ยังจะต้องจัดเตรียมเคร่อื งบูชาครู (ระเบยี บครู) เพือ่ เตรียมไว้
ให้เจา้ พิธีทำพิธบี ูชาครูกอ่ นเร่มิ ประกอบพิธี เครื่องบูชาครปู ระกอบดว้ ย
1. หมากธรรมสะธอร (สลาธอร) 1 คู่ เป็นเครื่องสักการบูชาหรือเครื่องบูชาธรรม
ที่ลำตัว ทำขึ้นจากลูกกล้วยน้ำว้าหรือต้นกล้วยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร
ถ้าเป็นลูกกล้วยจะตัดหัวตัดท้ายออก ถ้าเป็นต้นกล้วยจะตัดให้มคี วามยาวประมาณ 8 – 12 เซนติเมตร
ขาทำขึ้นจากไม้ไผ่ช้นิ เดียวมาผา่ นกรรมวธิ ีเฉพาะของชาวไทยเขมรใหอ้ อกมาเป็นขาต้ัง 4 ขา นำใบขนนุ
หรอื ใบพลมู ามวนคลา้ ยกับหลอดจำนวน 3 ใบ มาปักไว้โดยรอบลำตวั ปักธปู 1 ดอก และปกั ดอกไม้หรือ
ข้าวตอกเสยี บไม้จำนวน 1 ดอก
2. หมากธรรมกะออม (สลากะออม) 1 คู่ เป็นเครื่องสักการะบูชาคล้ายกับสลาธอร
แตกตา่ ง กันตรงทส่ี ลากะออมจะไมม่ ีขาและใบพลหู รือใบขนุนทน่ี ำมาเสยี บจะไมม่ วนเหมอื นกบั สลาธอร
3. ธปู 2 ดอก
4. เหล้าขาว 1 ขวด
5. น้ำหวาน 1 ขวด
6. เงินค่าครู 12 บาท
ลักษณะกระทงบูชาครูกำเนิด (จวมกรูกำเนิด) ของชาวไทยเขมรนั้นจะแตกต่างกันไป
ตามกรกู ำเนิดประจำตวั ทารกแต่ละคน ดังตอ่ ไปน้ี
1. จวมกรูกำเนิดของทารกท่ีมกี รูสงั วาลเป็นเทพประจำตัว จวมกรูจะต้องนำด้ายมา
พันรอบตัวจวม คลา้ ยกับลกั ษณะสายรกที่พนั ตัวทารกมาตั้งแตแ่ รกคลอด
2. จวมกรูกำเนิดของทารกที่มีกรูสนมเป็นเทพประจำตัว จวมกรูต้องมีหมวก
ครอบจวม คลา้ ยกบั ลักษณะสายรกท่ีพนั รอบศีรษะตั้งแต่แรกคลอด
3. จวมกรูกำเนิดของทารกที่มีกรูสนมสังวาลเป็นเทพประจำตัว จวมกรูต้องมีทั้ง
หมวกครอบจวมและดา้ ยพันรอบตัวจวม
4. จวมกรูกำเนิดของทารกทีม่ กี รูประเจิดระมูลเปน็ เทพประจำตวั จวมกรตู อ้ งมีเทียน
ที่บิดเป็นเกลียวใส่ไว้ในจวม เทียนที่ใส่ไว้ในจวมจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ลักษณะคือ “ตีนสแนบ” หรือเรียก
เป็นภาษาไทยว่าเทียนง่าม คือใช้เทียนสองเล่มบิดพันกันเป็นสามง่าม ชาวไทยเขมรมีความเชื่อว่าสาม
ง่ามเป็นอาวุธแบบหนึ่งของเทพ “ตีนกำพลึง” หรือเรียกเป็นไทยว่าเทียนกลม คือเป็นเทียนทรงกลม
แตม่ ดี ้ามยืน่ ออกมา ลักษณะตามความเชือ่ ของชาวไทยเขมรว่าคล้ายกับอาวุธของเทพ “ตีนระมูล” หรือ
๑๓๘
เทียนบิด คือที่มีลักษณะบิดเป็นเกลียว ชาวไทยเขมรมีความเชื่อว่าคล้ายกับกระบองยักษ์อาวุธของเทพ
และ “ตนี ล่วิ ” หรือเทียนไขธรรมดา
ภาพที่ 77 ภาพความเช่ือและศรัทธาของชาวเขมร (กมั พูชา) บา้ นคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเลก็
ภาพท่ี 78 ภาพความเช่ือและศรทั ธาของชาวเขมร (กมั พชู า) บา้ นคลองมะขาม หมู่ที่ 1 ตำบลหาดเลก็
ภาพที่ 79 ภาพความเชือ่ และศรทั ธาของชาวเขมร (กัมพูชา) บา้ นคลองมะขาม หมทู่ ่ี 1 ตำบลหาดเลก็
พิธแี ต่งงาน (แซนการ์)
แซนการ์ เป็นคำเรียกพิธแี ต่งงานตามภาษาเขมร “การ์” แปลเปน็ ภาษาไทยว่าการงาน
“แซน” แปลว่าการเซ่นไหว้ คือการเซ่นผีบรรพบุรุษ คำว่าการ์นั้นมักจะเกี่ยวกับการมงคลเป็นหลัก
การแต่งงานของชาวไทยเขมรเริ่มต้นเมื่อฝ่ายชายพอใจฝ่ายหญิงคนใดก็จะให้พ่อแม่ของฝ่ายชายไป
เยี่ยมเยียน เพื่อทำความรู้จักและทำความสนิทสนมด้วย ที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “กระเซิบ”
(ทาบทาม) ความหมายของคำวา่ กระเซิบ คอื การพดู ท่ีไมใ่ หเ้ กดิ ความอ้ือฉาว วธิ กี ารกระเซิบผู้ใหญข่ อง
ฝา่ ยชายจะเขา้ ไปหาผใู้ หญข่ องฝ่ายหญงิ อย่างเงียบ ดว้ ยการนำสิง่ ของ เชน่ เหล้า หมาก พลู ยาสูบไปฝาก
หลักการของการกระเซิบตามธรรมเนียมของชาวไทยเขมร ก็คือผู้ใหญ่ของฝ่ายชายต้องเข้าไปหาข้อมูล
ด้านครอบครวั ของฝ่ายหญิง วา่ มีชวี ิตความเป็นอยอู่ ย่างไร มอี ปุ นิสัยอย่างไร รกั ชอบกับฝา่ ยชายหรือไม่
มีวัน เดือน ปีเกิด สมพงศ์กับฝ่ายชายหรือไม่ เมื่อสภาพโดยรวมเป็นที่พอใจต่อผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย
ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็จะแจ้งใหก้ ับผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงว่า ฝ่ายชายรักชอบอยู่กับฝ่ายหญิง และจะมาขอไปเปน็
สะใภ้ ผู้ใหญ่ของฝา่ ยหญงิ จะว่าอย่างไร มขี อ้ ขัดขอ้ งใจอย่างไรหรอื ไม่ และถ้าผูใ้ หญ่ฝ่ายหญิงยอมตกลง
ทีจ่ ะยกฝ่ายหญิงใหแ้ ตง่ งานกับฝา่ ยชาย ทงั้ สองฝา่ ยกจ็ ะตกลงกันเร่ืองสนิ สอดทองหมน้ั “คันสลา” และ
ถ้าหากตกลงกนั ได้แลว้ ก็จะกำหนดวันแต่งงาน (แซนการ)์ กันตอ่ ไป ฝ่ายชายจะสง่ ขา่ วเกี่ยวกับวันฤกษ์
๑๓๙
งามยามดที จี่ ะกำหนดวันแต่งงานมาท่ีฝ่ายหญงิ ให้ทราบภายหลงั แตถ่ ้าหากผูใ้ หญข่ องฝา่ ยหญงิ ไมต่ กลง
ที่จะยกฝ่ายหญิงให้ หรืออาจเกิดจากสาเหตุวันเดือนปีเกิดของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่สมพงศ์กัน
หรือผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเรียกสินสอดทองหมั้นเป็นจำนวนมากจนผู้ใหญ่ฝ่ายชายไม่สามารถหามาให้ ได้
การกระเซบิ กเ็ ลิกรากันไปและเร่ืองราวก็จะสิ้นสุดลงไม่ส่งผลต่อชื่อเสียงของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญงิ
ด้วยเหตุหลักการของกระเซิบก็คือการกระทำอย่างเงียบเชียบนัน่ เอง เมื่อมีการกำหนดวันแต่งงานกัน
เปน็ ท่เี รยี บร้อย ฝ่ายเจ้าสาวทเ่ี รียกเปน็ ภาษาเขมรว่า “เนยี งขมม” แปลว่านางสาว จะมีการจัดเตรียม
หานุ่นเพื่อมาทำที่นอนและหมอนเพื่อใช้สำหรับรับไหว้ จำนวนที่จะจัดเตรียมก็แล้วแต่ฐานะของฝ่าย
เจา้ สาว ถ้าฐานะดกี ็จะมกี ารจัดเตรยี มไว้จำนวนมาก บางครงั้ ฝา่ ยเจา้ สาวท่ีทอผา้ เปน็ ก็จะทอผ้าเป็นชุด
เพื่อใช้สำหรบั พธิ ีรับไหวด้ ้วยเช่นกัน หรือ อาจจะหาซือ้ เพิม่ เติมเพื่อใหค้ รบจำนวนของญาติผู้ใหญ่ก็ได้
ตามความต้องการของฝ่ายหญงิ นอกจากนี้ฝ่ายหญงิ ยังมีการเตรียมเกบ็ หมากซึ่งถ้าหากไม่มีต้นหมาก
เป็นของตนเองก็จะไปหาซื้อมาจัดเตรียม นำหมากมาเจียนแล้วเอาไปตากให้แห้ง นำมาห่อเพื่อไว้ให้
แขกที่มาร่วมงานไดร้ ับประทาน
นอกจากน้ยี ังต้องเตรียมใบตองมาตากแห้ง และจัดหายาสูบ (ยาเสน้ ) มาจัดเตรียมไว้
ใช้ สำหรับใช้ในช่วงเวลาไปเชิญแขกมาร่วมงานที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “จังเรียนการ์” ในอดีตส่ิง
สำคัญที่สุดของฝ่ายหญิงที่จะต้องทำคือการเก็บตัว ครอบครัวชาวไทยเขมรที่เคร่งครัดเรื่องจารีต
ประเพณี จะให้ลูกสาวทำพิธี “โจลมลบ” หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าพิธีเตรียมตัวเป็นเจ้าสาว จะให้
เจ้าสาวเก็บตัว อบตัวอยู่เพียงแตใ่ นบ้านตลอดชว่ งเวลาก่อนถึงวันแซนการ์ ระยะเวลาอาจเป็นหนึ่งถึง
สองเดือนแล้วแต่ความตอ้ งการของครอบครัวฝ่ายหญิง
พิธแี ต่งงานของชาวไทยเขมรจะจดั ทำพิธกี นั ที่บา้ นของฝ่ายเจา้ สาว ฉะนนั้ ฝา่ ยเจ้าสาว
จะเปน็ ฝา่ ยที่จะต้องจัดเตรียมประรำพิธี (โรงเรือด) ไว้ตามคำแนะนำของเจ้าพิธี (อาจารย์) ที่ฝ่ายหญิง
เป็นผู้จดั หามาหรือบางครง้ั กจ็ ะใช้เจ้าพิธีคนเดียวกันกบั เจ้าพิธีของเจา้ บ่าว ประรำพธิ ที ฝี่ า่ ยเจ้าสาวสรา้ ง
ขึ้นจะมีการจัดแต่งดว้ ยใบตองและดอกไม้ไว้อย่างสวยงามและมีความหมาย หลงั คามงุ ด้วยทางมะพรา้ ว
เสาโรงเรอื นจะประดบั ดว้ ยตน้ อ้อยหนึง่ ต้น ต้นกล้วยหนึ่งต้น สง่ิ สำคัญท่ีสดุ คือเสา กลางจะต้องเป็นเสา
หลักสำหรับเซ่นสรวงเทพยาดาให้มาเป็นพยานในการแต่งงาน จะประดับเสากลางด้วย “จันลอม”
บางครงั้ ฝ่ายเจ้าสาวจะไม่ทำประรำพิธี แตจ่ ะประกอบพิธีแซนการ์กันบนบ้าน ของเจ้าสาว เคร่ืองประกอบ
พธิ ีก็ใชแ้ บบเดยี วกับการประกอบพธิ ใี นประรำพธิ ี และผูกจนั ลอมไวท้ ่ีเสากลางบ้าน
สำหรับการเตรียมตัวของฝ่ายเจ้าบ่าวที่เรียกเป็นภาษาเขมรว่า “เรียจะโก็ล”
ที่แปลว่าราชกุล นอกจากหมากที่จะต้องมีการเตรียมจัดหามาเจียนไว้ เพื่อเตรียมไว้เป็นของกำนัล
ใหก้ ับแขกทีจ่ ะไปเช้อื เชิญให้มาร่วมงาน ฝ่ายเจา้ บ่าวยังต้องเตรยี มเครอื่ งประกอบพิธี ประกอบดว้ ย
1. กระบุง (กรรเชอ) ขนาดใหญ่ 1 ใบ ส่งิ ของท่ีใสไ่ ว้ในกรรเชอ ประกอบด้วย
1.1 ข้าวเปลอื ก (ใสเ่ กือบเตม็ )
1.2 หัวหมูต้มสกุ 1 หวั (มเี ทียน 1 เลม่ ใส่อยใู่ นปาก)
1.3 ขาหมตู ม้ สุก 2 ขา และเหล้า 1 ขวด
1.4 ขา้ วตม้ มดั
1.5 ใบขวานโยน 1 เล่ม
1.6 เคียวเกยี่ วขา้ ว 1 เลม่
๑๔๐
2. กระบงุ (กรรเชอ) ใบเลก็ 1 ใบ ส่งิ ของทใ่ี สไ่ ว้ ประกอบดว้ ย
2.1 ข้าวเปลือก (ใส่เกอื บเตม็ )
2.2 ไกต่ ม้ สุก 1 ตัว
2.3 ขาหมตู ม้ สุก 2 ขา
2.4 เหลา้ 1 ขวด
2.5 ขา้ วต้มมัด
3. ขันครู 1 ใบ สิ่งของทีใ่ สใ่ นขนั ประกอบดว้ ย
3.1 สายสิญจน์
3.2 เทยี น 2 เล่ม
3.3 เงิน 19 บาท
3.4 หัวไพล
3.5 ใบพลู
4. พานหมากพลู 1 ใบ สิง่ ของท่ใี สใ่ นพานประกอบดว้ ย
4.1 เทยี น 5 เลม่
4.2 หมากพลจู ัดพอดคี ำ 5 คำ
4.3 บหุ ร่ี 1 ซอง
4.4 เหลา้ 1 ขวด
5. ข้าวเจ้าสวย 1 หม้อ
6. แกง 1 หมอ้
7. ดอกไม้ 1 – 2 ถาด (ดอกเฟื่องฟา้ ทเี่ ด็ดเอาแต่กลบี ใบ)
8. ขนม 4 ถาด ประกอบดว้ ย
8.1 ไก่ต้มสุก 1 ตัว
8.2 เหล้า 1 ขวด
8.3 ข้าวต้มมดั
8.4 ขา้ วต้มมดั สามเหล่ยี ม
9. ท่นี ัง่ ทำพธิ เี ซ่นผี (บอนแซน) ประกอบดว้ ย
9.1 ฟกู 1 ผนื
9.2 หมอน 1 ใบ
9.3 ผา้ ขาว 1 ผืน
10. ห่อเชี่ยนหมาก (เฮ็บท็อง) หรือห่อขันหมากที่บรรจุอยู่ในขัน และห่อด้วยผ้าสีแดง
“เฮ็บ” แปลว่าเชี่ยนหมาก “ท็อง” แปลว่าถุงหรือห่อเฮ็บท็องมี 2 ห่อ ห่อแรกใส่ใบเงินใบทอง หมากพลู
หอ่ พอดคี ำ ขา้ วสาร และดอกไม้ และห่อทส่ี องใส่ “คนั สลา” (สินสอด) ฝา่ ยเจ้าสาวอาจจะเรียกรอ้ งเป็น
เงนิ เพยี งอยา่ งเดียวหรืออาจจะมที องคำดว้ ย
11. เทียนขวัญ 19 เลม่ (มัดรวมกัน)
12. เทียนชัย 3 เลม่
13. ดา้ ยมงคล (เมาะจองได)
๑๔๑
นอกจากนี้ฝ่ายเจ้าบ่าวยังต้องเตรียมอาหารหรือภาษาเขมรเรียกว่า “จำแน็ย” เช่น
เหลา้ หมู ฟัก ขา้ วสาร ผัก ผลไม้ หรืออยา่ งอนื่ แล้วแตเ่ งอื่ นไขของฝ่ายเจ้าสาวท่ีต้องการ อาจรวมไปถึง
อปุ กรณ์ และกำลงั คนที่จะนำมาใช้ในการทำร้านหรอื ประรำพธิ ีที่ใชป้ ระกอบพิธีแซนการ์ หรือฝา่ ยหญิง
อาจจะให้ฝ่ายชายหากำลังคนไปชว่ ยสร้างเรือนหอ
วนั กอ่ นวันแตง่ งานหนงึ่ วัน หรอื สุกดิบ ชาวไทยเขมรเรียกว่าวันเข้า (ไงโจล) ฝ่ายเจ้าบ่าว
จะต้องจัดขบวนส่งอาหารและสัมภาระต่างๆ มาที่บ้านฝ่ายเจ้าสาว ซึ่งพิธีนี้ชาวไทยเขมรเรียกว่า
“จูนจำแน็ย” หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าการส่งอาหาร สิ่งของที่ตอ้ งส่งให้กบั เจ้าสาวก็ไปตามเงื่อนไข
ของฝ่ายหญงิ ทมี่ ีการร้องขอต้ังแต่วนั กระเซิบ ขบวนจูนจำแน็ยของฝ่ายเจ้าบ่าวจะมีผู้อาวุโสมาในขบวนด้วย
ผ้อู าวุโสทฝ่ี ่ายเจา้ บ่าวนำมาจะทำหนา้ ทต่ี รวจสอบความพรอ้ มของฝา่ ยเจา้ สาวว่ามกี ารจดั เตรียมสถานที่
ประรำพธิ ี หรอื สิ่งของประกอบพิธีกรรมไวพ้ รอ้ มหรอื ยงั ระหว่างท่ีขบวนจนู จำแนย็ เคลือ่ นมาที่บา้ นของ
ฝ่ายเจ้าสาวถ้ามีเหตุการณ์บางอย่างที่ชาวไทยเขมรเชื่อว่าเป็นลางร้าย เช่น ถ้าขบวนที่ใช้เกวียนเป็น
พาหนะลำเลียงเกดิ หกั หรอื ลม้ ระหว่างทางที่ขบวนเคลื่อนมายงั บา้ นของฝา่ ยเจา้ สาว หรือมีฟ้าฝ่าลงมาที่
ขบวน หรือฟ้าฝา่ ลงประรำพธิ ีของฝ่ายเจ้าสาว ก็จะตอ้ งยกเลิกหรอื เล่ือนงานแตง่ งานออกไป
เมื่อถึงวันกำหนดเป็นวันแต่งงานที่ชาวไทยเขมรเรียกว่า วันเซ่นหรือวันเซ่นไหว้
(ไงแซน) ฝ่ายเจ้าบ่าวจะแห่ขนั หมากมายังบ้านของฝ่ายเจ้าสาว ขบวนขันหมากจะมีผู้อาวุโสเป็นผูเ้ ดิน
นำและทำหนา้ ทถ่ี ือพานหมากพลู ตามมาด้วยวงมโหรที ม่ี ีการร้องรำกนั อย่างสนุกสนาน เจ้าบา่ วจะแต่ง
กายดว้ ยนงุ่ โสร่ง สวมเสอ้ื แขนยาวหม่ สไบสองผนื ส่วนเพือ่ นเจา้ บา่ ว (ถ้าม)ี จะแตง่ ตัวคล้ายเจ้าบ่าวแต่
จะหอ่ สไบเพียงผนื เดยี ว เพอื่ นเจ้าบา่ วจะทำหน้าท่ีกางร่มใหเ้ จ้าบ่าว เจา้ บา่ วจะเดนิ ตามหลังพ่อหรือแม่
เจ้าบ่าวจะต้องเกาะชายเสื้อหรือเกาะมือพ่อหรือแม่ไปตลอดทางที่ขบวนขันหมากเคลื่อนไป ตามมา
ด้วยขบวนลำเลียงถาดขนม เมื่อขบวนขันหมากมาถึงประรำพิธี (โรงเรือด) ที่บ้านฝ่ายเจ้าสาว
ญาตผิ ูใ้ หญฝ่ ่ายเจา้ สาวก็จะออกมาต้อนรบั ให้ผูอ้ าวโุ สทถ่ี ือพานหมากพลเู ข้าไปในประรำพธิ หี รอื บนบ้าน
เมอื่ ผูอ้ าวโุ สฝา่ ยเจ้าบ่าวเขา้ ไปยังประรำพิธีกจ็ ะเข้าบอกกล่าวกบั พ่อแม่ของฝา่ ยเจ้าสาวเพ่ือขออนุญาต
ใหเ้ จา้ บ่าวเข้ามาทำพธิ ี
จากนั้นเจ้าบ่าวก็จะเข้ามายังประรำพิธี และนำบอนแซนมาปูที่กลางประรำพธิ ีหรอื
กลางบ้าน จากนั้นฝา่ ยเจา้ สาวก็จะเบกิ ตัวเจ้าสาวให้ผู้อาวโุ สหรือพ่อ – แม่ และเพ่ือนเจ้าสาวเป็นผู้นำ
ตัวเจ้าสาวลงมาจากบ้านหรือออกมาจากห้อง ในมือของเจ้าสาวจะถือห่อหมากพลู เมื่อเจ้าสาวมาถึง
เจ้าบ่าวจะส่งหมากพลูให้ และเขา้ มานัง่ ทางดา้ นซ้ายมอื ของเจ้าบา่ ว กม้ ลงกราบเจา้ พธิ ที นี่ ั่งอยู่ตรงหนา้
ภาพท่ี 80 ภาพขบวนแหใ่ นพธิ แี ตง่ งาน (แซนการ์)