The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tooncu35, 2022-10-30 23:42:50

การอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดตราด

E-Book รายงานการวิจัยชาติพันธุ์

๑๔๒

ต่อจากน้ันกเ็ ขา้ สพู่ ธิ ตี รวจเฮ็บตรวจท็อง ผทู้ ท่ี ำหน้าทตี่ รวจฝา่ ยเจ้าสาวจะจัดผู้อาวุโส
ท่ฝี ่ายเจา้ สาวเคารพนับถอื มา 1 คู่ (ชาย – หญิง) มาน่งั รับ “เฮบ็ ท็อง” ทฝี่ ่ายเจา้ บ่าวนำมา ผู้อาวุโสทั้ง
สองจะนง่ั อย่ใู นลักษณะเหยยี ดขาทงั้ สองข้างไปข้างหน้า เชี่ยนหมากจะมอี ยสู่ องชุด (1 ค)ู่ ชุดท่ีให้กับผู้
อาวุโสที่เป็นผู้ชายเรียกว่า “เฮ็บ” เช่ียนหมากที่ให้กับผู้อาวุโสที่เป็นหญิงเรียกว่า “ทัง” หรือ “ท็อง”
และเมื่อผูอ้ าวุโสท้งั สองรับเชี่ยนหมากจากฝ่ายเจ้าบ่าวกจ็ ะนำเชยี่ นหมากมาตงั้ ไว้บนหน้าขาของตนเอง
แล้วทำพิธเี ปดิ เช่ยี นหมากเพ่อื ทำการตรวจนับสนิ สอด (คันสลา) และหยิบเอาหมากพลู และเครื่องเคยี ง
ที่อยู่ในเชี่ยนหมากเข้าปากรับประทาน และให้พ่อหรือแม่เจ้าสาวนำเงินสินสอดเข้าไปเก็บในบ้าน
ระหวา่ งทน่ี ำสนิ สอดไปเก็บจะทำทา่ ทางแบกสินสอดข้ึนบนบ่า และแสดงกริ ิยาให้รู้สกึ เหมือนวา่ สินสอดท่ี
แบกอยูบ่ นบ่านั้นมนี ้ำหนักมาก ถอื เปน็ การเสรจ็ พธิ ี

ภาพที่ 81 ภาพพิธีแต่งงานของชาวกมั พูชา (แซนการ)์
เจ้าพิธีก็จะทำพิธีเซ่นผีบรรพบุรุษของฝ่ายหญงิ ญาติฝ่ายเจ้าสาวจะยกถาดอาหารที่
จัดเตรียมไว้เข้ามาให้เจ้าพิธี และเจ้าพิธีจะทำพิธีเชิญผปี ูย่ ่าตายายของฝ่ายเจ้าสาวให้มารับเคร่ืองเซน่
สงั เวย และเปน็ สกั ขีพยานความรักของคูบ่ ่าวสาวเจา้ พธิ จี ะกล่าวดว้ ยประโยควา่
“โม แม ออว แม ตำ อัญเชญิ โมโฮปบายสรา โกนเจา แซนคเนีย โจยออยเจาเมียนเกิด”
เมื่อกล่าวจบเจ้าพิธีก็จะเทเหล้าและอาหารทุกชนิดที่อยู่ในถาดลงบนถาดอาหาร
จากนั้นก็ให้ญาติฝ่ายเจ้าสาวยกถาดอาหารออกไปนอกบ้าน ต่อด้วยพิธีเป่าสิ่งร้าย (พิธีปะจีร์ปะโจล)
เพื่อเป็นการปัดเปา่ สง่ิ ช่ัวร้ายหรือสง่ิ ใดท่ไี มด่ อี อกไปจากตัวคู่บา่ วสาว และยงั เปน็ การนำสงิ่ ดตี า่ งๆ รวมถึง
โชคลาภเข้ามาสู่ตัวคู่บ่าวสาวพิธีจะเริ่มหลังจากที่คู่บ่าวสาววางมือคว่ำทับกันอยู่บนหมอน เจ้าพิธีจะ
หยิบด้ายมงคล (เมาะจองได) มาปั่นบนข้อมือของบ่าวสาว เริ่มปั่นจากข้อมือแล้วลากไปสู่ปลายนิ้ว
ระหว่างปัน่ เจ้าพิธจี ะทำการนบั หนึง่ ถึงเจ็ดเป็นภาษาเขมรว่า
“มวย ปรี เบย็ บวน ปรัม ปรมั มวย ปรมั ปรี ” จะนับเปน็ จังหวะชา้ ๆ
เมื่อนับถึงปรัมปีร (เจ็ด) เจ้าพิธีจะต่อทา้ ยด้วยคำว่า “ปะจีร์” ซึ่งแปลเปน็ ภาษาไทย
ว่าปัดออก จากนั้นเจ้าพิธีจะทำการขยุ้มด้ายแล้วนำไปทิ้ง ถือว่าเป็นการปัดเป่าสิ่งร้ายๆ ออกจากตัว
ของคู่บ่าวสาวเปน็ ท่เี รียบรอ้ ย
เมือ่ ทำพธิ นี ำส่ิงช่ัวร้ายออกจากตวั บ่าวสาวเสร็จสนิ้ กจ็ ะเข้าสูพ่ ิธนี ำสิ่งท่ีดีงามเข้ามาสู่ตัว
บ่าวสาว เรียกชื่อตามภาษาเขมรว่า “ปะโจล” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าการนำเข้า ซึ่งโดยนัยก็คือการ
นำขวัญที่ชาวไทยเขมรเชื่อว่ามี 19 ดวง เข้ามายังคู่บ่าวสาว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะหงายมือทั้งสองวางบน
หมอน และฝ่ายเจา้ สาวก็จะหงายมอื ลงทับบนมือของฝ่ายเจ้าบ่าว เจ้าพิธจี ะนำด้ายมงคลมาทำการป่ัน
ที่มือของบา่ วสาว เรมิ่ ปั่นจากปลายน้ิวเข้าสูข่ อ้ มือ การนับจงึ ต้องนบั หนึง่ ถึงสิบเกา้ เป็นภาษา เขมรว่า

๑๔๓

“มวย ปีร เบ็ย บวน ปรัม ปรมั มวย ปรมั ปีร ปรมั เบ็ย ปรัมบวน ดอ๊ บ ด๊อบมวย ด๊อบ
ปรี ด๊อบปีร ดอ๊ บบวน ด็อบปรัม ดอ๊ บปรัมมวย ดอ๊ บปรัมปีร ดอ๊ บปรมั เบ็ย ดอ๊ บปรบั บวน”

เมอื่ เจ้าพธิ ีนบั ถึงสิบเกา้ จะตอ่ ดว้ ยคำวา่ “ปะโจล” ญาตมิ ิตรและทกุ คนทม่ี าร่วมงานก็
จะ พร้อมใจกันพูดคำว่า “ฮอ ฮูร์” จากนั้นทุกคนที่มาร่วมงานก็จะอวยพรบ่าวสาวกันอย่างเซ็งแซ่
พร้อมกับโปรยดอกเฟอื่ งฟ้า ไปยังค่บู ่าวสาว การอวยพรบ่าวสาวนน้ั ผใู้ ดอยากอวยพรด้วยประโยคใดก็
จะอวยพรไป พิธีกรรมเมื่อมาถึงขั้นตอนนี้จึงสนุกครื้นเครงและเซ็งแซ่เปน็ อย่างมาก พิธีปะโจลเจ้าพิธี
จะกลา่ ว 3 รอบ และเมอื่ จบแตล่ ะรอบทุกคนก็จะกล่าวอวยพรพร้อมกบั โปรยดอกไปยงั คู่บา่ วสาว

ตอ่ ด้วยพิธีเวยี นเทยี น เจ้าพิธจี ะจดุ เทยี นขวญั และเทยี นชัยทงั้ 3 เล่ม แลว้ ส่งไปให้พ่อ
แมข่ องเจา้ สาวรับไปอธิฐานโดยยกเทยี นขวญั จรดที่หน้าผาก เมอ่ื อธฐิ านเสร็จก็จะยกมือขวาปัดโบกใน
ลักษณะปดั ออกจากตวั ที่เทยี นชยั จำนวน 3 ครั้ง แลว้ สง่ ตอ่ เทยี นชัยท้ัง 3 เล่ม ไปยงั คนอนื่ ๆ ทน่ี ง่ั ลอ้ ม
วงรอบตัวคบู่ ่าวสาว ซึง่ การเวยี นเทยี นชยั จะเวียนในลักษณะประทักษิณ คอื เวยี นทางขวา และเวยี น 3 รอบ
เมื่อเทยี นขวญั และเทียนชัยเวยี นจนครบ 3 รอบ เทยี นขวัญและเทียนชัยก็จะถกู ส่งมายงั เจา้ พิธี เจ้าพิธี
จะหยิบใบพลูขึ้นมาหนึ่งใบ นำใบพลูไปห่อที่เทียนและสะบัดใบพลูไปที่คู่บ่าวสาวโดยจะทำ 3 รอบ
สุดท้ายก็จะจุ่มใบพลูลงไปในขันน้ำ และนำใบพลูห่อที่เทียนจนไฟเทียนดับ จะทำลักษณะนี้กับเทียน
ขวัญและเทยี นชยั ทัง้ 3 เล่ม

จากนัน้ พอ่ เจา้ สาวจะถอื ใบขวานโยน แมเ่ จา้ สาวถอื เคียวเกี่ยวข้าวที่เจ้าบ่าวนำมากับ
ขบวน ขันหมาก เพ่อื ไปทำพธิ อี วยพรบา่ วสาว ฝา่ ยแมจ่ ะนำเคยี วไปวนท่ีศีรษะทางด้านหลังของเจ้าสาว
พ่อจะนำใบขวานโยนไปวนท่ีศีรษะทางดา้ นหลังเจา้ บ่าว จากน้ันทั้งพ่อและแม่จะหยบิ หัวไพลท่อี ยู่ในขัน
ครูขึ้นมาเคี้ยวและพ่นไปยังศีรษะของบา่ วสาว สุดท้ายอวยพรคู่บ่าวสาวให้ช่วยกันทำมาหากินเหมือนดงั
ขวานโยนและเคยี วเก่ยี วขา้ ว

หลังจากน้ันเจ้าพิธีจะนำด้ายมงคล มาแจกใหญ้ าติมติ รและผรู้ ว่ มงานเข้าไปผกู ขอ้ มือคู่
บา่ วสาว จะให้พอ่ แมข่ องบ่าวสาวเปน็ ผูผ้ ูกก่อนเป็นกลุม่ แรก และต่อด้วยผู้รว่ มงานท่านอ่ืนๆ ผู้ที่จะไป
ผกู ข้อมอื จะนำเงินมาผกู ไว้ท่ีสายสิญจน์ก่อนทีจ่ ะนำไปผกู ทบ่ี ่าวสาว สดุ ท้ายเจา้ พิธกี ็จะนำนำ้ มนต์มารด
ให้กบั คูบ่ า่ วสาว จากน้ันก็จะมีพธิ สี ง่ บา่ วสาวเข้าหอ้ งหอ เปน็ อนั เสร็จพธิ ี

เมอื่ เสร็จสน้ิ พิธีกรรมต่างๆ ทบ่ี ้านเจา้ สาว ฝ่ายเจ้าสาวและญาตมิ ิตรจะจดั ขบวนแห่ไป
ที่บ้านฝ่ายเจ้าบ่าว จะมีญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวเป็นผู้นำขบวน เจ้าสาวจะหาบน้ำ เจ้าบ่าวจะแบกฟืน
และตามด้วยขบวนแห่ฟูกหมอนและผ้าสมาหรือผ้าไหว้เพื่อนำไปมอบให้กับญาติของฝ่ายเจ้าบ่าว
เมื่อมาถึงบริเวณท่ีบ้านฝ่ายเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าสาวจะมอบเหล้า และหมากพลูให้กับญาติ
ผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าบา่ วเพ่ือขอผ่านทาง เมอื่ ญาตผิ ใู้ หญ่ฝา่ ยเจ้าบ่าวรับสง่ิ ของและอนุญาตให้เข้าบ้านได้
ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็จะจดั ให้คนมารับน้ำจากเจ้าสาวและรับฟืนจากเจา้ บ่าว และนำน้ำและฟืนเข้าไปใน
บ้าน จากนั้นก็จะนำตัวเจ้าสาวขึ้นไปบนบ้าน ก่อนที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะขึ้นไปบนบ้าน ทางญาติ
ฝ่ายเจา้ บ่าวจะนำขมิน้ มาล้างเทา้ ให้คู่บ่าวสาวก่อนจะขึ้นบนั ไดหรอื เขา้ ประตบู ้าน ท่ีบนั ไดหรือ ประตทู ้ัง
สองข้างจะมีกรรเชอที่ใส่ข้าวเปลือกจนเต็ม และมีใบขวานโยนวางเสียบอยู่ ชาวไทยเขมร เชื่อกันว่า
สิ่งของที่วางอยู่ข้างบันไดทั้งสองข้างนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขและความร่มเย็นเป็นสุขที่จะเกิด
ขึ้นกับคู่บ่าวสาว บ่าวสาวทั้งคู่จะเหยียบบนกรรเชอก่อนก้าวขึ้นไปบนบ้าน และเมื่อเจ้าสาวขึ้นไปบน

๑๔๔

บ้านเจ้าบ่าวเรียบร้อยแล้ว ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายเจ้าบา่ วจะนำขม้ินและหม้อที่ใช้แล้ว มาให้เจ้าสาวล้าง
ก้นหมอ้ เป็นการถอื เคล็ดทีว่ ่าจะอยกู่ นั จนหม้อข้าวดำ และแสดงให้เห็นถงึ ความพร้อมที่จะเป็นแม่บ้านท่ีดี

ต่อจากนั้น เจ้าสาวก็จะทำพิธีมอบฟูกหมอนให้กับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของฝ่าย
เจ้าบ่าว และคู่บ่าวสาวจะลงมาจากบ้านเพ่ือมาทำพิธีอาบนำ้ ให้กับพ่อแมฝ่ ่ายเจ้าบ่าว ญาติผู้ใหญ่ของ
ฝ่ายเจ้าบา่ วจะนำนำ้ ที่เจ้าสาวหาบมาจัดเตรียมไว้ และนำผา้ ท่ที อไว้มาจัดเตรียม เพ่อื ให้พ่อแม่เจ้าบ่าว
ผลัดเปลี่ยน เจ้าบ่าวเจา้ สาวจะตักน้ำอาบให้กับพอ่ แม่จนหมดหาบและเปลี่ยนผ้าให้กับพ่อแม่ จากนัน้
ก็จะถึงพิธีมอบฟูกและหมอนให้กับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะมอบผ้าสมาให้กับพ่อแม่ฝ่าย
เจ้าบ่าว และมอบให้กับญาตผิ ู้ใหญ่ตามลำดับ พ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวกจ็ ะมอบสิง่ ของหรือ
เงนิ กลับมาให้ฝา่ ยหญิงเป็นการตอบแทนด้วย ถือเป็นขนั้ ตอนสดุ ท้ายของการแตง่ งานหรอื แซนการ์ ของ
ชาวไทยเขมร

จากนั้นฝ่ายชายก็จะกลับไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงเป็นจำนวน 3 วัน
3 คนื และ หลังจากครบกำหนดแล้วหากฝา่ ยชายสมัครใจท่อี ยทู่ ำมาหากินท่ีบ้านฝา่ ยหญงิ กอ็ ยตู่ อ่ ไปได้
แต่หากฝ่ายชายต้องการจะนำฝ่ายหญิงกลับไปทำมาหากินยังบ้านของตนเอง ฝ่ายชายจะต้องทำพิธี
บอกกล่าวพ่อแม่ฝ่ายหญิง โดยจะต้องนำพานหมากพลูไปทำพิธีขอตัวฝ่ายหญงิ ให้ไปอยู่ยังบ้านของตน
เคร่อื งประกอบพธิ ที อ่ี ย่ใู นพาน ประกอบด้วย

1. เทียน 5 เล่ม
2. หมากพลูจัดพอดคี ำ 5 คำ
3. บุหร่ี 1 ซอง
4. เหลา้ 1 ขวด
สืบคน้ ข้อมลู วันท่ี 27 กันยายน 2565 (ณรงค์ฤทธ์ิ สุขสวสั ด์,ิ 2557)

4.1.5.4 ด้านประเพณี
ประเพณีผชมุ บณิ ฑ์
เป็นประเพณเี ดียวกับท่ีคนเขมรถิ่นไทยเรยี กว่า ประเพณแี ซนโฎนตา หรือพธิ เี ซ่นไหว้
บรรพบุรุษ หากเทียบกับประเพณีของไทยก็คือ ประเพณีสารทเดือนสบิ เนื่องจากทำกันในเดือน 10
จำนวนทัง้ ส้นิ 15 วนั ตั้งแต่วนั แรม 1 ค่ำ ถึงวนั แรม 15 ค่ำ (ขอ้ มูลจาก Facebook page ภาษาเขมร
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลยั ศิลปากร เผยแพรเ่ ม่ือวนั ท่ี 9 ตลุ าคม 2561) โดยคนเชื้อสายกัมพูชาจะ
นิยมทำบุญ และเดินสายทำบุญตามวัดให้ครบ 10 วัน วัดที่นิยมไปทำบุญจะเป็นวัดที่อยู่ใกล้ชุมชน
เดินทางสะดวก เช่น วัดคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด วัดเกษมสีมาราม
(วดั หาดเล็ก) ตำบลหาดเลก็ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และวดั คลองใหญ่ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอ
คลองใหญ่ จังหวัดตราด

ประเพณตี รุษสงกรานต์
นางบรรทม สมหมาย ได้เล่าถึง ตรุษสงกรานต์คือการทำบุญตามประเพณีขึ้นปีใหม่
ของชาวบ้านของไทย สำหรับชาวไทยเชื้อสายเขมร จะมีพิธีกรรม ดังนี้ ในวันแรม ๑๓ - ๑๔ ค่ำ
เดอื น ๔ จะหยดุ ทำกิจการงานทกุ อย่าง ซง่ึ เรียกว่า “ตอม” ๓ วนั เพื่อรว่ มฉลองวนั ขน้ึ ปใี หม่ ในวันข้ึน
๑ คำ่ เดือน ๕ เป็นวันขน้ึ เขาสวายเพอ่ื ไปนมัสการพระพุทธรูปให้เป็นสริ ิมงคล และสาดน้ำ รดน้ำอวย
พรผใู้ หญ่ในชว่ งวันหยุด ๓ วัน มกี ารละเลน่ มากมาย อาทิ

๑๔๕

๑. เรือมตรุษ เป็นการบอกบุญด้วยการร้องรำทำเพลง ซึ่งจะมีการจัดขบวนรำของ
หนุ่มสาว ไปตามบา้ นต่างๆ เพอื่ บอกบุญ เมือ่ เจ้าของบา้ นร่วมทำบญุ แล้วก็จะมีการอวยชัยให้พร

๒. การทำบุญหมู่บ้าน เมื่อเรือมตรุษเสร็จแล้วก็จะมีการทำบุญหมู่บ้าน ก่อนถึงวันพิธี
จะมีการก่อเจดีย์ทรายเพื่อเป็นสิริมงคลกับหมู่บ้าน มีการนิมนต์พระมาฉัน และมอบเงินที่ได้รับจากการ
เรอื มตรุษถวายวัด

๓. การเล่นสะบ้า ใช้เม็ดมะค่าโมง จำนวนข้างละ ๒๐ – ๓๐ เม็ด ตั้งไว้ ให้ฝ่ายตรง
ขา้ มโยนลกู สะบ้าใหโ้ ดนล้ม ถ้าฝ่ายใดโยนลม้ หมดก่อนจะเปน็ ฝา่ ยชนะ และจะได้เขกหัวเข่าผู้แพ้

ประเพณแี ขง่ เรอื พาย
ตำบลหาดเล็ก จะจัดประเพณีแข่งเรือพายในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ของทุกปี
เพื่อสร้างความสมัครสมานสามัคคีกันของคนในชุมชน จะเป็นการแข่งเรือ 7 ฝีพาย บริเวณปากคลอง
มะขาม ซึ่งจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านร่วมลงแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก สร้างความสนุกสนานให้กับ
คนในชุมชนและนักท่องเที่ยว (สัมภาษณ์ บรรทม สมหมาย, ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก,
5 กนั ยายน 2565)

ภาพท่ี 82 ภาพการแขง่ ขนั เรือพายตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จงั หวัดตราด
4.1.5.6 ด้านภาษา
ชาวไทยเขมรส่อื สารกันดว้ ยภาษาเดยี วกับชาวเขมรทีอ่ ยู่ในประเทศกัมพชู า แตด่ ้วยเหตุผล

ของพื้นที่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ประเทศต่างกัน จึงทำให้ซึมซับวัฒนธรรมทางด้านภาษาที่แตกต่างกันออกไป
ส่งผลให้ปัจจุบันภาษาของกลุ่มชนทั้งสองเริ่มมีความแตกต่างกัน ซึ่งภาษาไทยเขมรจัดอยู่
ในกลุ่มภาษาแยกย่อยจากภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติค เป็นภาษาที่ไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ และไม่มี
ระบบเสยี งหนัก เสยี งเบาของสระทีเ่ รียกวา่ เรจีสเตอร์ (Register) ท่ีทำหนา้ ทแ่ี บ่งแยกความหมายของคำ เปน็
ภาษาท่ีมีระบบทำนองเสียงที่ทำหนา้ ท่แี บ่งแยกความหมายของประโยค (ประกอบ ผลงาม, 2538. หน้า 5)

4.1.5.7 ดา้ นการแต่งกาย
การแต่งกายของชาวกัมพูชาในพื้นที่ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
มีรปู แบบท่เี ป็นเอกลกั ษณ์ เสอ้ื และกางเกงจะเปน็ ลวดลายเดียวกนั สีสนั สดใส เนน้ ความสะดวกสบาย

ภาพท่ี 83 ภาพการแตง่ กายของชาวเขมร
(กัมพูชา) พ้นื ท่ีตำบลหาดเล็ก ในปจั จบุ ัน

๑๔๖

4.1.5.8 ดา้ นอาหารและภมู ิปญั ญาสมนุ ไพร
อาหาร
อาหารกัมพูชา หรือ อาหารเขมร อาหารที่บริโภคกันอย่างแพร่หลายในประเทศ
กัมพูชา แม้แต่ในประเทศไทยเองก็ได้รับความนิยม มีทั้งผลไม้ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เครื่องดื่ม ขนมและซุป
ตา่ งๆ อาหารหลักสำหรับชาวกมั พชู าเป็นข้าวจา้ วท่รี ับประทานทกุ มอื้ มีก๋วยเตยี๋ วและขา้ วตม้ ทรงเครอ่ื ง
ที่เป็นที่นยิ มสำหรับอาหารเช้า ส่วนกับข้าวมคี วามหลากหลายทั้งที่เป็นแกง ซุป ทอด ปิ้ง ย่าง นึ่ง ผัด
และเคลด็ ลบั ในการปรุงอื่นๆ ซ่งึ ทำใหอ้ าหารมีรสชาติ และ กลิ่นรสหลากหลาย ขา้ วเหนยี วสำหรับชาว
กัมพูชาจะนิยมรับประทานเป็นของหวาน หรือกับทุเรยี น อาหารเขมรน้ันมีความคล้ายคลงึ กับอาหาร
ของไทยแต่จะรสชาติไม่เผ็ดเท่าอาหารของไทย นอกจากนั้นมีความคล้ายกับอาหารของประเทศลาว
และเวียดนามที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันในการเป็นอาณานิคมฝรั่งเศส เช่น ขนมบันดุ๊ก ขนมบั๊ญแส่ว
นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลจากอาหารจนี ที่เคยมีความสัมพันธ์ตอ่ กันในประวตั ิศาสตร์ เช่น ก๋วยเตี๋ยว
เส้นหลายรูปแบบ อาหารประเภทแกงหรือที่เรียกว่ากะหรี่ที่แสดงร่องรอยของอิทธพิ ลทางวัฒนธรรม
จากอาหารอินเดีย นอกจากนั้นยังมีขนมปังฝรั่งเศสที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม ซึ่งชาวกัมพูชา
มกั จะกนิ กบั นมข้น ปลากระป๋องหรอื ไข่ กาแฟปรงุ ด้วยนมขน้ หวานเป็นท่ีนิยมกบั อาหารเช้า อีกท้งั ยังมี
ปลารา้ และ ปลาร้าทรงเครอื่ งเป็นอาหารทนี่ ยิ มมากที่สุดในทุกชนช้นั ในกัมพูชา โดยจะขอยกตัวอย่าง
เมนูอาหารของชาวกัมพูชา ที่เป็นที่นิยม และนำมารับประทานกัน ดังต่อไปนี้ (สัมภาษณ์ บรรทม
สมหมาย, ชาวบา้ นคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก, 5 กันยายน 2565)

อามอ็ ก
คนกัมพูชากินข้าวเป็นอาหารหลักคล้ายกับคนไทย และมีน้ำพริกกับผัก
แกล้มเหมือนกับหลายๆ ประเทศ คนกัมพูชานิยมกินเนื้อควายเป็นส่วนมากอาหารประจำชาติของ
กัมพชู าคือ “อาม็อก” เป็นอาหารคาวยอดนยิ มของกัมพูชาคล้ายห่อหมกของไทย โดยนำเน้ือปลาสดๆ
ลวกพริกเครือ่ งแกง และกะทแิ ลว้ ทำใหส้ กุ โดยการนำไปน่ึง (ทยาตา อาบสุวรรณ์, 2559)
สว่ นผสม
- ไข่ไก่ กะทิสด พริกแกง ใบยอ ปลาน้ำจืด พริก ใบมะกรูดหั่นฝอย เกลือ,
นำ้ ตาล กระทงสม่ี มุ ข้าวสวย หอมซอย กระชายขาว
ขัน้ ตอนการทำ
- นำพริกแกง กะทิ และไขไ่ ก่ คนให้เข้ากนั ใส่เครือ่ งปรุงรสลงในภาชนะผสม
แล้วคนให้เข้ากัน ใส่เนื้อปลาน้ำจืดห่ันเป็นชิ้นพอคำลงไปผสมนำใบยอใส่ลงที่กระทงสี่มุมที่เตรียมไว้
ตักส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้วลงในกระทง นึ่งด้วยความร้อนประมาณ ๑๐ นาที หรือจนสุก ตกแต่งโดย
ราดหวั กะทิเค่ียวสกุ และพรกิ แดงใหส้ วยงาม เสิรฟ์ พรอ้ มขา้ วสวยร้อน โรยด้วยหอมซอย

ภาพที่ 84 ภาพอาม็อก

กุยเตียว

๑๔๗

ในภาษาเขมร กยุ เตยี ว หมายถึงจานและเส้นก๋วยเตย๋ี วท่ีทำจากข้าว อาหาร
ชนิดที่เป็นก๋วยเตี๋ยวใส่น้ำซุปหมู เป็นอาหารเช้าที่เป็นที่นิยมในกัมพูชา ได้รับอิทธิพลจากอาหารจีน
กินกับผักกาดหอม ถั่วงอก พริกไทยดำ น้ำมะนาว กระเทียมเจียว กุยเตียวในแต่ละบริเวณมีความ
แตกต่างกัน โดยต่างที่องค์ประกอบของน้ำซุปหรือสิ่งที่ใส่ลงในกุยเตียว กุยเตียวแบบพนมเปญเป็น
ท่ีนิยมแพรห่ ลาย โดยสว่ นประกอบในกยุ เตยี วจะมีเน้ือหมู หมูสับ เลือดหมกู อ้ น เครือ่ งในหมู เชน่ ลำไส้
หัวใจ ตับ ปอด เปด็ ยา่ ง กุง้ นำ้ จดื ลกู ชิน้ ปลา หมึก กยุ เตยี วสมยั ใหมจ่ ะมที ่ใี สไ่ ก่ เนือ้ ววั หรืออาหารทะเล

ฬกฬัก
ฬกฬัก อ่านว่า ลก-ลกั เป็นอาหารที่ไดร้ บั อทิ ธิพลมาจากฝร่งั เศสจากช่วงเป็น
อาณานิคม เนื้อวัวผัดกับหอมแดง กินกับผักกาดหอม แตงกวา และมะเขือเทศ ใช้ซอสที่ประกอบด้วยน้ำ
มะนาว พริกไทยดำ เป็นอาหารทีไ่ ดร้ บั อิทธิพลจากเวียดนาม ซง่ึ ไดร้ บั อิทธิพลจากฝรั่งเศสมาอีกต่อหน่ึง
แตซ่ อสทใี่ ชเ้ ปน็ แบบของกมั พูชา มแี บบที่ดัดแปลง เช่น ฬกฬักอเมริกนั ใส่มนั ฝรั่งทอดและไขด่ าว
สว่ นผสมสำหรับหมัก
- เนื้อวัวส่วนสันใน หั่นเป็นเต๋า 200 กรัม ซอสมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยดำ 0.25 ช้อนชา นำ้ มนั พืช 1 ช้อนโต๊ะ นำ้ มนั หอย 1 ชอ้ นโตะ๊ นำ้ ตาลทราย 1 ช้อนชา เเป้ง
ขา้ วโพด 1 ช้อนชา
สว่ นผสมสำหรับผดั
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ กระเทียมสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยดำ 0.25
ช้อนชา ซอสมะเขอื เทศ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ซอสปรุงรส 1 ชอ้ นชา น้ำตาลทราย 0.5 ชอ้ น
ชา หัวหอมใหญป่ อกเปลือกห่ันแวน่ 1 ลูกเลก็ นำ้ สะอาด 3 ช้อนโต๊ะ
หมักเนอื้ ด้วยสว่ นผสมทง้ั หมด 2 ชวั่ โมง ต้ังกระทะใหร้ อ้ น เตมิ น้ำมันพืชลงไป
เจียวกระเทียมให้เหลือง ตามด้วยพริกไทยดำ ใส่เนื้อลงไปผัดเร็วที่ไฟแรง เติมส่วนผสมเครื่องปรุง
ทั้งหมดลงไป โดยอาจจะผสมเป็นซอสไว้ก่อน ใส่หัวหอมใหญ่ ผัดให้พอสลด เติมน้ำสะอาดลงไป พอเดือด
ค่อยโรยแป้งข้าวโพดผสมนำ้ เล็กนอ้ ยลงไปผัดใหเ้ ปน็ ซอส รอให้ซอสเดอื ด จงึ ตักราดลงในจานขา้ ว
สำหรับรูปเเบบของสลัด ให้ตัดส่วนผสมแป้งข้าวโพดและน้ำสะอาดทิ้งไป
เมือ่ เติมเคร่อื งปรุงเเล้ว ใหผ้ ัดเร็วๆ เเล้วตักลงบนจานผักสลดั

ภาพท่ี 85 ภาพเน้อื ลกลกั

๑๔๘

ขนมบันด๊กุ หรือ มันดกุ
เป็นขนมชนิดหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดตราด โดยคนทั่วไปเรียกว่า
“ขนมเปียกปูนขาว” ซ่งึ เปน็ ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้ากวน ทานกับนำ้ เชื่อมทท่ี ำจากน้ำตาลอ้อยและถั่ว
ลิสงคั่วป่น ปัจจุบันหารับประทานได้ค่อนข้างยาก สำหรับวิธีการทานจะตัดขนมเป็นชิ้น ใส่จาน
ราดด้วยน้ำเชื่อม แล้วโรยด้วยถ่ัวลิสงคั่วป่น สำหรับต้นกำเนดิ ของขนมบันดุ๊ก นักวิชาการได้วิเคราะห์
จากประวัติศาสตร์ของเมืองตราด จึงสันนิษฐานว่า ขนมบันดุ๊กอาจมาจากเมืองเขมร หรือ เมืองญวน
เนอ่ื งจากในอดีตพลเมืองของท้ังสองประเทศเคยถกู กวาดต้อนเข้ามาอย่ใู นเมืองตราด

ภาพที่ 86 ภาพขนมบนั ดุ๊ก

นมปันเจา๊ ะ ซัมลอร์ขแมร์
“นมบันจ๊ก” คือขนมจีน “ซัมลอร์ขแมร์” คือน้ำแกงเขมร “นมบันจ๊ก
ซัมลอร์ขแมร์” จึงหมายถึง ขนมจีนน้ำยาของเขมร มีลักษณะคล้ายๆ ขนมจีนน้ำยาไทย น้ำยานี้
สามารถทำได้สองแบบคือ น้ำยากะทิ และน้ำยาแบบไมใ่ ส่กะทิ คล้ายๆ กับน้ำยาป่าของไทย ขนมจีน
นำ้ ยาเขมรนั้นจะมีขายในตลาดสดทกุ เช้า นมบันจ๊กเป็นอาหารจานเดียวทีน่ ิยมกนิ กันท่ัวของชาวเขมร
และเป็นอาหารที่ทำกันในเทศกาลงานบุญตา่ งๆ มีลักษณะคล้ายๆ กับขนมจีนน้ำยาของไทย การปรงุ
นมบนั จ๊ก ซมั เลอร์ขแมรน์ ้นั เรม่ิ จากการต้ังหมอ้ ใสน่ ้ำและเกลือเลก็ น้อย ใสป่ ลาลงไปต้ม ปลาที่นิยมจะ
เป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาดุกและปลาช่อน ระหว่างรอปลาสุกก็หันมาเตรียมเครื่องแกงเขียวอัน
ประกอบดว้ ยกระเทยี ม หอมแดง ตะไคร้ ผิวมะกรดู กระชาย ขม้นิ ตำใหพ้ อละเอยี ด เมือ่ ปลาสุกดีแล้ว
ก็นำมาแกะเอาแต่เน้ือ แล้วเทเนอ้ื ปลาลงใส่ครกตำเบาๆ ใหเ้ ขา้ กบั เครือ่ งแกง จากนั้นต้มน้ำต้มปลาให้
เดือดอีกครั้ง ละลายเครื่องแกงและเนื้อปลาลงไป ใส่ปลาร้า ถ้าเค็มไม่พอให้ปรุงรสด้วยเกลือและ
นำ้ ปลา เม่อื เดือดอกี คร้งั กฉ็ กี ใบมะกรูดใสล่ งไป แลว้ ตบทา้ ยด้วยตน้ หอม แบบนี้คือ “นำ้ ยาปา่ ” ท่ีไม่ใส่
กะทิ ซึ่งเปน็ ชนิดที่นิยมกันโดยทัว่ ไป ถ้าจะทำแบบ “น้ำยากะท”ิ ให้เริ่มจากการนำหม้อขึน้ ตัง้ ใส่กะทิ
ลงไปในสว่ นผสมเครอ่ื งแกงและเน้ือปลาลงไปผัดกับกะทิให้หอมจึงเติมน้ำต้มปลาลงไป ใสป่ ลาร้า แล้ว
ปรุงตามขั้นตอนเหมือนข้างต้น น้ำยากะทิของเขมรจะใส่กะทิเพียงเล็กน้อย จึงมีน้ำแกงค่อนข้างใส
ไม่ได้เข้มข้นแบบไทย กินแนมกับผักสดต่างๆ ที่เขมรเรียกว่า “ละบอย” ได้แก่ ถั่วฝักยาว ถั่งงอกดบิ
มะละกอซอยเป็นเสน้ แตงกวา หวั ปลี ผักกระเฉด สายบัว ใบแมงลกั และผักอ่นื ๆ ตามฤดกู าล

ภาพท่ี 87 ภาพนมบันจก๊ ซัมลอร์ขแมร์

๑๔๙

สมั ลอร์มะจู Samlar macho
สมั ลอร์มะจู มคี วามหมายตรงตวั ว่าต้มเปรี้ยว รสเปรย้ี วของอาหารชนิดนี้มา
จากมะขาม มะเขือเทศ สับปะรด ใส่ใบย่านางเป็นส่วนประกอบด้วย ในกัมพูชามีสัมลอร์มะจู
หลากหลายรูปแบบ ที่รู้จักกันดีคือ สัมลอร์มะจูเคร่ือง สัมลอร์มะจูยวน ใส่ไก่ และมะนาว อาจใช้หมู
หรือปลาแทนได้

ภาพที่ 88 ภาพสมั ลอรม์ ะจู Samlar macho
ปังบตั เต
ปังบตั เต หรือ แปลเป็นไทยวา่ ขนมปังมีไส้ เป็นการรวมเอาวัฒนธรรมอาหาร
ฝรั่งเศสกับกัมพูชา มาประยุกต์เข้าด้วยกนั โดยการนำขนมปังฝรั่งเศสมายัดไส้เคร่ืองต่างๆ ตามฉบับ
อาหารกัมพูชา โดยใช้ขนมปังฝรั่งเศส ซึ่งเป็นขนมปังปิ้ง ขนาดความยาวประมาณ 10-12 นิ้ว เป็นหลัก
แล้วยัดไส้ เคร่ืองเคียงประกอบด้วย หัวหมู และหมูสามชั้นต้มพะโล้ หมูยอ ลูกชิ้นปลาเส้น หัน่ เป็นชิ้น
ตามยาว และปลากระป๋อง ใสผ่ ักแนม ประกอบด้วย แตงกวาผ่าทางยาว และตน้ หอม โดยมนี ้ำจิ้มสูตร
พเิ ศษเฉพาะ พรอ้ มด้วยมะละกอดองและผกั ดองเป็นตวั ชรู ส

ภาพท่ี 89 ภาพแม่ค้าขายปังบัตเต
บญ๊ั แส่ว
บั๊ญแส่ว หรือเรียกอีกอยา่ งวา่ “บัญแชว” (banh chhaew) หรือที่เรยี กกัน
ในประเทศไทยว่า ขนมเบื้องญวน “บัญ๊ แส่ว” ลกั ษณะคลา้ ยแพนเค้กที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า น้ำ และผง
ขมน้ิ หรือกะทิ ยัดไสด้ ว้ ยมันหมู กุ้ง และถว่ั งอกแลว้ นำมาทอดในกระทะ หรอื กรอกในกระทะเป็นแผ่น
บาง ใส่ไส้ แต่ไส้และน้ำจิ้มจะต่างไปในแต่ละท้องถิ่น ตามธรรมเนียม บั๊ญแส่วจะห่อด้วยใบมัสตารด์
ใบผกั กาดหอม และยัดดว้ ยใบสะระแหน่ ใบโหระพา หรอื สมุนไพรอืน่ ๆ แลว้ จ้มิ ดว้ ยเนื้อกเจ๊มิ (น้ำปลา
ของเวียดนามที่มีส่วนผสมของน้ำและมะนาว) เวลาจะรับประทานให้ใช้ตะเกียบแยกเป็นชิ้นๆ

๑๕๐

และนำมาห่อด้วยผักสมุนไพรสดแล้วจุ่มลงในน้ำจิ้ม ซึ่งประกอบด้วยตับ ซอสฮอยซิน และกระเทียม
ส่วนผักสมุนไพรสดต่างๆ จะช่วยลดความมันในอาหารทอด

ภาพที่ 90 ภาพบั๊ญแสว่

ภมู ปิ ัญญาสมุนไพร
คณุ ลงุ สมควร คุ้มปลี ได้เลา่ ให้ฟงั ว่าตัวเองช่ืนชอบสมนุ ไพร จึงศกึ ษาและทดลองผสมยา
จากพชื สมุนไพรในชุมชน เช่น
๑) ต้นแมงลัก - นอกจากใช้ทำกับข้าวแล้ว เมล็ดของต้นแมงลักยังสามารถนำมา
แช่น้ำกินได้ นอกจากนี้หญิงสาวที่ปวดท้องประจำเดือน สามารถนำใบมาต้มกินเป็นยาบำรุงร่างกาย
มสี รรพคุณช่วยบำรงุ เลอื ด

ภาพท่ี 91 ภาพต้นและใบแมงลัก

2) ยาถอนสำแดง - ใช้สมุนไพร 3 อย่าง ประกอบด้วย ยอดมะพร้าว หัวเปราะ
(เปราะหอม) หอมเปรียง (หอมแดง) นำมาต้มรวมกัน สรรพคณุ ช่วยแกอ้ าหารเป็นพิษ

ภาพท่ี 92 ยอดมะพรา้ ว, หัวเปราะ (เปราะหอม), หอมเปรยี ง (หอมแดง)
3) ตน้ ลกู ใต้ใบ - นำมาต้มรวมกบั ตอ้ ยตงิ่ สรรพคุณ ช่วยลดไข้

ภาพที่ 93 ภาพต้นลกู ใต้ใบ

๑๕๑

4.1.6 ชาวชอง
จากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทำให้ทราบว่า ประวัติความเป็นมาของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวชอง
มีนกั วชิ าการหลายทา่ นที่ได้ศกึ ษาขอ้ มูลไว้ ดงั น้ี
คำว่า “ชอง” ที่ชาวชองใช้เรียกตนเองนั้น สุเรขา สุพรรณไพบูลย์ (2530) (อ้างถึงใน อภิลักษณ์
เกษมผลกูล, 2550) กล่าวในการศึกษากลุ่มชาติพันธุช์ อง รายงานวิจัยเสนอต่อสมาคมสังคมศาสตร์
แหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2530 วา่ คนชอง แปลคำว่า “ชอง” ว่า “พวกเรา” และคำว่า “ชอง” ในพิธีกรรม
ก็แปลว่า “พวก” ในขณะที่คนไทยให้ความหมายของคำ “ชอง” ว่า เดินงุ่มง่ามอย่างหมี (กรรณิการ์
เกนิกานนท์, 2522) นัยของความหมายนี้แสดงถึงบุคลิกของชาวชองที่เปรียบกับหมี ที่ดูจะอุ้ยอ้าย
และงุ่มงาม แต่หากเมื่อใดท่ีมีสิง่ ผิดปกตกิ ็จะระแวดระวงั และเมื่อพบอนั ตรายก็พร้อมที่จะใช้เล็บและ
เขี้ยวอันแหลมคมจัดการกับศัตรูในทันที ส่วนรูปร่างลักษณะของชาวชองนั้น ตัวเล็กกว่าคนไทย
เลก็ น้อย ผวิ ดำแดงไมถ่ ึงกับดำสนทิ เสน้ ผมหยกิ ขอดติดหนงั ศรี ษะ ศีรษะด้านบนตดั ใบหนา้ รปู สเ่ี หล่ยี ม
หน้าผากกว้างเถกิ คางเหลีย่ ม ขากรรไกรกว้าง จมกู แบบใหญ่ไมโ่ ดง่ ปากหนา ตาโปนใหญค่ ้วิ ดก
ดำรงพล อินทร์จันทร์ (2559) ได้กล่าวว่า ชองเป็นกลุ่มชนดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินไทยที่มีถน่ิ
ฐานในละแวกภาคตะวนั ออกของไทย ช่อื เรียกตนเอง “กะซอง” เป็นช่อื ทผ่ี ้พู ดู เรียกภาษาของตัวเองและ
เรยี กกลุ่มชาติพันธขุ์ องพวกเขา ปรากฏจากคำบอกเล่าของชาวกะซองในพื้นท่ีตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่
จงั หวดั ตราด
ชอื่ ทค่ี นอนื่ เรียก “ชอง” “ชองของตราด” “กะซอง”
ชือ่ ทป่ี รากฏในเอกสารราชการ : คำวา่ “ชอง” ปรากฏในเอกสารทางราชการของไทยมชี ื่อว่า
เอกสารกรมราชเลขาธิการ กระทรวงมหาดไทย รชั กาลท่ี 5 (ม.4 เรื่องท่ี 2 มณฑลจนั ทบรุ ี) รายงานว่า

พระยาวิชยาธิบดี ผวู้ า่ ราชการเมอื งจันทบุรี แจ้งว่ามพี วกเงี้ยวพม่า 11 คน มา
จากไซ่ง่อน ขึ้นที่บ่อพลอยไพลิน ดังใจความต่อไปนี้ (หน้า3)…สืบได้ความว่ามีพวกเงี้ยว
พม่ารวม 11 คน มาจากไซ่ง่อนโดยเรือเมล์โดนัยเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พวกนี้ได้
แยกกนั อยู่หลายแหง่ วันท่ี 29 กรกฎาคม พวกนพ้ี ากนั ข้ึนไปบอ่ พลอยไพลิน 8 คน ตอ่ มา
วนั ที่ 30 กรกฎาคม ไดข้ นึ้ ไปบ่อพลอยไพลินอกี 3 คน ในพวกน้ี พระยาวิชยาธิบดีสืบได้
ความว่า คนหนึ่งเป็นคนชาตพิ ม่า ชื่อมองเคลา้ ปเู ดิมอยูก่ ับมองจะเรปิ้งย่าท่ีเมืองจันทบรุ ี
แลว้ พากันไปหาเจา้ เมงกนุ ท่ไี ซง่ ่อน ไม่ได้ความวา่ พวกน้ีมาเพือ่ เหตุใด…

อีกฉบับรายงานวา่

พระยาวชิ ยาธบิ ดี ผู้วา่ ราชการเมืองจันทบุรี แจ้งวา่ มพี วกลาว 10 คน เทย่ี วซุ่ม
ซอ่ นอยูต่ ามดงยายโต้ ดังใจความตอ่ ไปน้ี …ได้รับรายงานนานวาศ ปลดั อำเภอทุง่ ใหญ่ ลง
วันที่ 17 เมษายน ร.ศ. 124 ว่ามีพวกลาวประมาณ 10 คน ถืออาวุธครบมือกัน เที่ยว
ซุ่มซ่อนอยู่ตามดงยายโต้ ปลายเขตร์แดนแลตำบลท่าโสม อำเภอทุ่งใหญ่… พระยาตรังค
ได้ตรวจเขตร์ท้องที่อำเภอทา่ หลวง จนถงึ พรหมแดนตอ่ เขตร์กบั เมืองพระตะบอง ได้แจ้ง
ถงึ กลุ่มชาติพันธ์ขุ องผู้คนแถบน้ี ดังน้ี… ตำบลซงึ่ ตอ่ เขตรแ์ ดนกับพระตะบองนน้ั ราษฎร
ชาวบ้านเปน็ พวกเขมรทัง้ ส้นิ ตำบลซงึ่ ตอ่ กบั เมอื งปาจณิ เปน็ ลาวบ้าง ชองบ้าง เขมรบ้าง
ตำบลทบั ไซนัน้ เปน็ พวกชองทั้งส้นิ …

๑๕๒

นักภาษาศาสตร์เพิ่มระดับการรับรู้ด้วยคำขยายเพิ่มเติมทางภาษาว่า “ชองของตราด”
เพื่อจำแนกความแตกต่างระหว่าง “ชองของจันทบุรี” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ในทางภาษาศาสตร์ได้มี
กระบวนการในการฟื้นฟูภาษาในภาวะวิกฤตไปก่อนหน้าแล้ว และเมื่อวินิจฉัยด้วยเกณฑ์ทาง
ภาษาศาสตร์แล้ว นักภาษาศาสตร์ได้สร้างชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธ์ุ “ชองของตราด” เป็น
“กะซอง” (Kasong) และส่งเสรมิ การรับรู้ของชาวชอง (ของตราด) เดิม ให้เปลย่ี นช่อื เรียกกลุ่มตนเอง
เพื่อจำแนกใหเ้ ห็นความแตกต่างทางชาติพนั ธุ์ ประหนง่ึ กำหนดนยิ ามช่ือเรยี กทางชาติพนั ธข์ุ นึ้ มา นำพา
มาซึง่ การเปลยี่ นแปลงตวั ตนทางชาติพันธุ์นับจากนั้นเปน็ ตน้ มา ตลอดจนความตระหนักต่อสถานภาพ
และความสำคัญของภาวะของภาษาของตนเอง จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กลไกหนึ่งของการขับเคลื่อน
ตัวตนทางชาติพันธุ์ของกลุ่มชาวกะซองคือข้อค้นพบทางวิชาการ อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและ
ยอมรับนิยามชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ใหม่อย่างชัดเจน (เว็บไซต์กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย โดยศูนย์
มานุษยวิทยาสิรนิ ธร (องคก์ ารมหาชน))

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). ได้ศึกษาประวัติ/ที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์กะซอง
วา่ ไม่ปรากฏประวตั ิและทมี่ าของชาวกะซองอย่างชัดเจนนัก มเี พยี งคำบอกเล่าว่าต้ังแต่ในอดีตนับเป็น
ร้อยปที ผ่ี ่านมาในจังหวดั ตราดมีกลุ่มคนชาวกะซองเปน็ บางสว่ นท่ีอาศยั อยู่ตามแนวชายเขตของจังหวัด
ชาวกะซองส่วนใหญ่มักชอบอาศัยอยู่ตามป่าเขาหรือที่ที่มีน้ำตลอดทั้งปี ชาวกะซองตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ี
ตำบลด่านชุมพลมานานนับร้อยปีแล้ว ผู้อาวุโสในหมู่บ้านเล่าว่ากลุ่มชาวกะซองที่มีอยู่เดิมนั้นเป็น
ลูกหลานของนักรบหรอื ผู้ป้องกันประเทศชาติในสมัยพระเจา้ ตากสิน ในช่วงนั้นจะมีกลุม่ ชนหลายเช้อื
ชาตทิ ่เี ข้าออกประเทศจากการสรู้ บหรือการค้าขาย กลมุ่ คนเหล่านน้ั มที ้ังกัมพชู า เวียดนาม กุลา มอญ
และกะชอง

โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ตำบลด่านชุมพล ทั้งนี้เหตุที่มีชาวกะซองอยู่ที่พื้นที่นี้จำนวนมากน้ัน
เพราะว่า ชาวกะชองจะตอ้ งคอยระวงั ดแู ลแนวชายแดนของพื้นท่ีอยู่นานจนมีลกู หลานสืบทอดมาจนถึง
ปัจจุบัน กลุ่มชาวกะชองมีแต่ภาษาพูด มีวัฒนธรรม ประเพณี มีความเชื่อและเคารพสิ่งศักดิ์สิทธ์ิ
ปจั จุบนั ชาวกะชองท่ีมอี ยู่และพูดภาษากะชองได้น้นั มีอยู่จำนวนน้อยมาก แตม่ ลี ูกหลานท่ีสืบทอดวงศ์
ตระกูลน้นั มอี ยมู่ าก สาเหตุทีท่ ำให้การพูดภาษากะชองลดน้อยลงเปน็ เพราะว่าไม่มกี ารถ่ายทอดคำพูด
จากร่นุ สู่รนุ่ เป็นผลให้ประเพณแี ละวัฒนธรรมเส่อื มลงไปตามลำดบั

ความเป็นมาของคำว่า “ด่านชุมพล” คือ คนชื่อหลวงพลได้ต่อต้านการสู้รบและเอาชนะได้
หลวงพลเป็นคนที่มีอำนาจและมีรากฐานอยู่ที่หมู่ที่ 1 ของด่านชุมพลและได้เสียชีวิตลงที่แห่งน้ัน
เลยเรียกสถานท่ีแหง่ นั้นว่า “ดา่ นชุมพล” จากคำเล่าขานของชาวบ้าน เชน่ คำบอกเล่าของผู้อาวุโสใน
หมู่บ้าน “บ้านคลองแสง” แต่เดิมเรียกกันว่า “บ้านชุมแสง” ตามชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นตาม
หนองนำ้ และพื้นที่ตามลำคลองของหมู่บ้าน คือ ต้นชุมแสง เป็นที่อาศัยของหิง่ ห้อย ชอบเกาะในเวลา
กลางคืน ทำให้เกิดแสงระยิบระยับ สวยงาม ชาวบ้านเรียกคลองนี้ว่า “คลองแสง” จนถึง
ปัจจุบัน ปรากฏข้อความกลา่ วถึงทมี่ าของหมู่บ้านว่า

“หมู่บ้านนี้ มีอายุการก่อตั้งหมู่บ้านมาแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ปี แรกเริม่ ผูค้ นมา
ตั้งบ้านเรือนอยู่กันประมาณ 3-4 ครัวเรอื น คือ นางเย็น นายคุด นางหอ ซึ่งคนกลุ่มน้ี
สืบเชื้อสายมาจากชาว ฌอง (ชอง) ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งที่อพยพมาจากเขมร แล้วมาตั้ง
รกรากท่นี ้ี จงึ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าคนในชุมชนนม้ี กี ารสบื เช้อื สาย มาจาก 4 ครอบครวั น้ี”

๑๕๓

อรสม สุทธิสาคร (2533) (อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกลู , 2550) ได้กล่าวถึงเร่ืองราวของ
กลุ่มชาติพันธุ์ “ชอง” (Chong) นั้น ชาวชองเล่าประวัติศาสตร์ของตนเองว่า “ก่อนเกิดเป็นมนุษย์น่ี
ชองเกดิ มาจากทอ้ งวัว สมยั พระเจ้าตาก พมา่ บุกมาถึงเมืองจนั ท์ เจอคนไทยกจ็ ะฆา่ แตม่ าเจอชองไม่ได้
พูดภาษาไทยก็เลยไม่ฆ่า ยกทัพกลับ” บางคนก็กล่าวว่า “เมื่อพระเจ้าตากสินเสด็จไปที่เมืองจันทบุรี
บรรพบุรษุ ของพวกเขาก็ได้อาสากู้ประเทศดว้ ย” (ชนิ อยู่ด,ี 2518) บา้ งก็วา่ “ชาวชองสืบเช้ือสายมา
จากพระนางกาไว” นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคำทำนายในอนาคตไว้ด้วยว่า “ปีจอล่อกุน ผู้มีบุญจะเข้า
เมือง.... มีทางไม่มีคนจะเดิน... ข้าวจะยากหมากจะแพง... ที่ลุ่มจะกลายเป็นที่ตอ....ครกจะออกราก
สากจะออกใบ ต้นตระไคร้จะออกดอก... สิ้นปู่ย่าตายาย แล้วยักษ์ตาโตมนั จะมากินคน.... ของไม่เคย
เห็นก็จะได้เห็น..” (นิตยสาร อสท, พฤษภาคม 2542) ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่มีอยู่
พบวา่ ชาวของไดร้ บั การกล่าวถึงครงั้ แรกโดย จวิ ตา้ กวน ราชทตู จนี กลา่ วถงึ “ชอง” ในบันทึกที่เขียน
ขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๑๘๓๘ ว่า (ชิน อยดู่ ,ี 2518) “ในประเทศกมั พูชาคร้ังน้นั มีคนปา่ พวกหน่ึงคนพวกนี้มา
จากแถบภูเขา รวมกันอยู่เป็นเผ่าหนึ่งต่างหากมีพวกเรียกพวกนี้ว่า “ชองชีขโมย” เมื่อพาเข้าไปใน
หมบู่ า้ น คนป่าพวกน้ีไมก่ ลา้ ออกมาแสดงตน ถึงกับวา่ พวกน้ีคล้ายสตั ว์ จึงซอื้ ขายคนป่าพวกนี้ดว้ ยราคา
ไมม่ ากนัก คนพวกน้ีได้แตน่ ั่งและนอนอยู่ใต้ถนุ บ้าน เมอื่ ถึงคราวจะไปรบั ใช้ พวกชองจึงจะข้ึนบนบ้าน
แล้วคุกเข่าลงหมอบกราบก่อนที่จะเดินต่อไป ในบันทึกของจิวต้ากวนยังได้บรรยายถึงสถานะอัน
เลวร้ายของพวกชองไว้อีกมาก นอกจากน้เี ขายังกล่าวว่า ยาพษิ ของพวกน้รี า้ ยมาก พวกนี้มักจะฆ่ากัน
แม้จะเปน็ พวกเดียวกนั อยา่ งไรกด็ เี รอื่ งการดถู กู ชาวชองของคนเขมรนัน้ ในปัจจบุ ันกย็ งั คงคา่ นิยมนี้อยู่
ยงั คงดถู กู วา่ เปน็ ชาวป่าชาวดอย จนเกดิ สำนวนวา่ “เธวอะ อะเวย โดจ เจี่ย จวง” (ทำอะไรเหมือนคน
ชอง) เป็นสำนวนที่ใช้ว่าคนที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ซึ่งเขมรถือว่าเป็นคำดูถูกเพราะถ้าเขาถูกเรียกว่า
“อาจวง” (อ้ายชอง) เขาจะโกรธมาก (ม.ศรีบุษรา, 2533) นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยา
สันนิษฐานว่า “ชอง” อาจเป็นทาสส่วนสำคญั ของอาณาจักรกมั พูชา ยุคสังคมทาสนครธม คือกำลังที่
ผลิตและสกดั หิน ขนหิน สรา้ งเทวสถานน้อยใหญ่ ภายใตก้ ารควบคมุ ของหัวหนา้ งาน สถาปนกิ และช่าง
สลักฝีมือดีชาวเขมร (จิตร ภูมิศักดิ์, 2540) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวเขมรจะดูถูก “ชอง” เพียงใด
หากแต่พวกของกย็ ังคงมศี ักด์ิศรี ดร. ดูฟอสเซ พบวา่ ชาวชองในเขมรเรียกตัวเองวา่ มโนะห์ และมนิก
(Manoh, Manik) กม็ ี ซงึ่ จิตร ภมู ิศักดิ์ เชอื่ วา่ คำสองคำนแ้ี ปลวา่ “คน” เพราะลกั ษณะเป็นคำในตระกูล
ภาษามอญ-เขมร เหมือนกับที่พวก “เงาะ” ที่พัทลุง ตรัง เรียกตัวเองว่า “เมนิก-เมนิ” ที่แปลว่า คน ส่วนใน
เอกสารรัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั พบเรียกว่า “ขา่ ชอง”

เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗ บาทหลวงมงเซเญอร์ ปาลเลกวั๋ ซ์ (อ้างถึงใน อภลิ กั ษณ์ เกษมผลกลู ,2550)
ไดบ้ ันทกึ ไวว้ า่

...ทางทิศเหนือของจังหวัดจันทบูร กล่าวกันว่ามีภูเขาล้อมรอบเป็นวงกลม
ทีเดียว เป็นที่ตั้งถ่ินที่อยู่อาศัยของชนเผ่าชอง ซึ่งรกั ษาเสน้ ทางเขา้ ออกตามช่องเขาทุก
ดา้ นไวอ้ ย่างหวงแหน จะยอมให้บคุ คลภายนอกผ่านเข้าไปไดก้ ็แต่เฉพาะผู้ท่ีติดต่อทำมา
ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ที่คาดว่าจะไม่เป็นภัยแก่พวกเขาเท่านั้น พวกของเคารพในตัว
หัวหน้าเผ่ามาก หัวหน้าเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด สั่งให้ดำเนินการตามกฎและประเพณี
โดยเคร่งครัด กฎหมายของเผ่าชองนี้กล่าวกันว่าเข้มงวดนัก แต่ไม่ค่อยมีการละเมิด
เทา่ ใดเลย...

๑๕๔

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ถึงไว้ในเสด็จประพาสจันทบุรี
เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๑๙ ความวา่

“เร่วกระวานนี้มีแถวป่าสีเซ็นต่อเขตแดนกับเมืองพระตะบองมีชนชาติหน่ึง
เรียกว่าชอง อยู่ในแถบป่าสีเซ็น พูดภาษาหนึ่งต่างหากคลา้ ยๆ กันกับภาษาเขมร ชอบ
ลูกปัดและของทองเหลืองเหมือนอย่างกะเหรี่ยงเมืองกาญจนบุรี เป็นกองเร่วส่วน
กระวานข้นึ เมืองจันทบรุ ี กบั ไทยบา้ ง กบั ญวนบา้ ง”

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ม.358 (อ้างถึงใน อภิลักษณ์ เกษมผลกูล, 2550) ได้กล่าวไว้ว่า
กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ชองที่เมืองตราดนั้น พระยาตรังคภูมาภิบาล อดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด ได้สำรวจพบที่
บา้ นดา่ นชมุ พล ซ่งึ ไกลจากคลองหว้ ยแร้งประมาณ ๕๐๐ เสน้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๒ โดยกล่าวไว้ในหนังสือ
รายงานการตรวจการเมืองระยองแลเมืองตราด กราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ
เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ไวด้ ังนี้

...ราษฎรเปนชองมีเขมรแลลาวบ้างเล็กนอ้ ย การหาเลี้ยงชีพ มีการทำนาบ้าง
เล็กน้อยไม่ใคร่จะพอเพียงกัน เพราะไชยภูมิพื้นที่ของพวกชองชอบตั้งอยู่ชายเนินริม
มาบซึง่ มีท่งุ นาเล็กน้อย พวกชองเหล่านี้เมอื่ หมดเทศกาลทำนาแล้วชอบประพฤติเข้าป่า
หาไม้หอมแลกระวานเปนพ้ืน พวกเหล่านีพ้ เิ คราะห์ดูแมน้ พวกเขมรปลายเขตร์ อำเภอ
ท่าหลวงซึ่งติดต่อกันบ่อไพลิน ถ้าเกิดเจ็บไข้อะไรขึ้น แล้วก็ชอบทิ้งบ้านเรือนหนี
เหมือนกันไปหาที่พักอื่นปลูกใหม่ต่อไป ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้แนะนำชี้แจงว่าถิ่นฐาน
บ้านเรือนซึ่งเขาตั้งภูมิลำเนาดังที่ได้ตรวจเห็นมาแล้วนี้เปนพื้นที่กลางป่าระหว่างเขา
ระหว่างเนินจะหาที่โค่นสร้างทำนาก็ไม่ใคร่จะมี ครั้นจะสร้างสวนปลูกผลไม้ เมื่อผลไม้
เปนผลแลว้ ก็ไมม่ ที ่ีจะจำหนา่ ยขายเพราะเปนท่ปี ่าดอน ใหย้ ้ายครอบครวั ไปอยู่ริมคลอง
ห้วยแร้งซึ่งเปนที่อุดมดีจะทำสวนหรือทำนาก็มีที่ปลูกสร้างได้พวกราษฎรเหล่านั้น
ทง้ั หมดพากันร้องว่าพวกเขาเหล่าน้ันเป็นคนเคยอยปู่ ่าดอนไมเ่ คยอยู่ใกล้รมิ น้ำคลอง มี
ความกลัวเกรงว่าจะผิดน้ำบ้าง ผิดผีบ้าง พวกเหล่านี้ออกจะถือผีเคร่งมาก
ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้แนะนำให้หลวงพลกำนันหาพื้นดินที่ห้วยแร้งตั้งบ้านเรือนดูก่อน
เพ่ือราษฎรเหล่านั้นจะไดค้ ุ้นเคยแลเปนตวั อย่างตอ่ ไป....

ต่อมาในราว พ.ศ. ๒๔๗๔ พระบริหารเทพธานี อดีตผู้ว่าราชการเมืองตราด ได้เรียบเรียง
หนงั สอื ประวัติจังหวดั ตราด ข้นึ และกล่าวถงึ กลุม่ ชาติพนั ธุ์ชองในเมอื งตราดไว้ว่าชาวชองเหล่าน้ีเป็น
ชนพื้นเมืองของจังหวัดตราดมาแต่เดิมมิได้อพยพมาจากที่อื่น ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบริเวณเชิงเขาบรรทัด
ใกลช้ ายแดนไทย–กัมพูชา นับถอื พระพทุ ธศาสนาควบคไู่ ปกบั การนับถือผบี รรพบุรษุ

ชองเปน็ มนษุ ยช์ าตหิ นง่ึ มีภมู ลิ ำเนาอยใู่ นจังหวดั นมี้ าแตเ่ ดิม แตม่ กั มีภูมิลำเนา
อยูต่ ามชายแดนแลเชิงเขาไมไ่ ด้อพยพมาแต่อน่ื ...เขาไมม่ หี นงั สอื ใช้หนงั สือไทยเป็นพื้น
นับถือพุทธศาสนา ได้บวชเรียนอย่างไทย นอกจากนับถือพุทธศาสนาแล้ว ยังนับถือผี
ทุกคนทั้งชายแลหญิง ได้เลี้ยงสุกรไว้แทบทุกบ้าน เพื่อแก้บนผี ถ้าสุกรโตข้ึนเจ้าของจะ
ขายก็ต้องหามาเลี้ยงใหม่จึงจะขายตัวโตได้ แม้เมื่อใครป่วยไข้พากันถือว่าผิดผี ผีมา

๑๕๕

ลงโทษต้องบนผี เมอ่ื หาย แก้บนโดยเอาหมแู ละเหล้ามาเช่นผี บางบา้ นต้องแก้บนทั้งยัง
ป่วยอยู่
ส่วนที่ตั้งถิ่นฐานของชองในเมืองตราดนั้น ในสมัยของพระบริหารเทพธานี (พ.ศ. ๒๔๗๔)
พบว่า ทอ้ งทอ่ี ำเภอเขาสมิงเป็นทีอ่ ยู่ของชาวชองเกือบทุกตำบล ตำบลที่มีชองมากที่สุด คือตำบลเขาสมิง
กับตำบลทา่ โสม สว่ นในเขตอำเภอเมืองที่มมี ากสุด คือ ตำบลทา่ กุ่ม
ครน้ั ถงึ พ.ศ. ๒๔๘๔ นายอาร์ บารร์ าคาห์ นกั มานุษยวิทยาผู้ศึกษากลุ่มชาตพิ นั ธ์ุสำเหร่ หรือ
พอร์ (Les Samre ou Por) พมิ พ์ใน Bulletin de I' ecole francaise extome-Orient XLI ค.ศ. ๑๙๔๑
แบ่งพวกชองในเขมรเป็น ๓ พวก คือ พวกสำเหร่ พอวพอร์ และพวกสะออก (Sa-Och) ในคราวนั้น
นายบาราคาร์ ได้บนั ทกึ การสำรวจหมบู่ ้านชองในจังหวัดจันทบรุ แี ละตราดไว้ โดยเฉพาะเมืองตราดน้ัน
พบหมูบ่ ้านสำคญั ของชองดังน้ี (ชนิ อยู่ดี, 2518 อ้างถงึ ใน อภิลกั ษณ์ เกษมผลกลู , 2550)

1) San houm Phon บ้านดา่ นชมุ พล ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่
2) Ta Phit บา้ นปากพดี ตำบลห้วยแรง้ อำเภอเมอื งตราด
3) Chang Kleu บา้ นฉางเกลือ ตำบลหว้ ยแร้ง อำเภอเมอื งตราด
4) Thung Kadak บา้ นทงุ่ ไก่ดกั ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมอื งตราด
5) Khlong Seng et Sok บา้ นคลองแสง ตำบลดา่ นชมุ พล อำเภอบอ่ ไร่
6) Ban Ko บ้านฆอ้ ตำบลวงั ตะเคียน อำเภอเขาสมิง

ภาพที่ 94 ภาพชาวชองในอดตี
ทีม่ า : สารคดีผนื ป่าแห่งบูรพาทิศ แหล่งวถิ ีชวี ิตชาวชอง
จากการสำรวจพบว่า มีชาวชองตั้งถิ่นฐานผสมกลมกลืนอยูใ่ น 10 หมู่บ้านของจังหวัดตราด
โดยอยู่กระจัดกระจายตามหมูบ่ ้าน ตำบลและอำเกอต่างๆ ดังน้ี
1) บ้านทงุ่ ไก่ดกั หมทู่ ่ี ๔ ตำบลท่ากมุ่ อำเภอเมอื งตราด จังหวดั ตราด
ทศิ เหนือติดกบั หมูท่ ี่ 6 บ้านคลองขวาง ตำบลทา่ กุ่ม อำเภอเมืองตราด จงั หวดั ตราด
ทศิ ใต้ ติดกบั หมู่ท่ี 1 บ้านจนั ทิ ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จงั หวดั ตราด
ทศิ ตะวนั ออก ติดกบั หมทู่ ่ี 7 บา้ นคลองขดั ตำบลท่ากุม่ อำเภอเมอื งตราด จังหวดั ตราด
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กับ หมู่ท่ี 5 บา้ นหนองปรอื ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมอื งตราด จังหวัดตราด
ผ้ใู หญ่บ้าน นางอมั พร กมุ ภะ เบอรโ์ ทรศพั ท์ 080-096-1518

๑๕๖

ภาพท่ี 95 ภาพแผนท่ีเขตตำบลทา่ กมุ่

2) บ้านฆ้อ หมู่ท่ี ๒ ตำบลวงั ตะเคยี น อำเภอเขาสมงิ จังหวดั ตราด
ทศิ เหนอื ตดิ กบั หมทู่ ี่ 5 บ้านตากแวง้ ตำบลนนทรีย์ อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
ทศิ ใต้ ตดิ กบั หมู่ท่ี 6 บ้านทุ่งพีด ตำบลวงั ตะเคยี น อำเภอเขาสมงิ จงั หวดั ตราด
ทศิ ตะวนั ออก ติดกบั หมทู่ ่ี 2 บา้ นฆ้อ ตำบลห้วยแร้ง จงั หวัดตราด
ทศิ ตะวันตก ตดิ กับ หมทู่ ี่ 4 บา้ นแกง่ หิน ตำบลวงั ตะเคยี น อำเภอเขาสมงิ จังหวดั ตราด
ผ้ใู หญบ่ ้าน นายวโิ รจน์ เทียนน่วม เบอรโ์ ทรศัพท์ 084-783-8190

ภาพที่ 96 ภาพหมบู่ ้านฆ้อ
: ภาพจากดาวเทยี ม

3) บ้านศรบี ัวทอง หมู่ท่ี ๓ ตำบลวังตะเคยี น อำเภอเขาสมงิ จังหวัดตราด
ทศิ เหนอื ติดกับ ตำบลนนทรี อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
ทศิ ใต้ ตดิ กบั หมู่ท่ี 1 บา้ นโป่ง ตำบลวงั ตะเคียน อำเภอเขาสมงิ จงั หวดั ตราด
ทศิ ตะวนั ออก ติดกับ หมทู่ ี่ 2 บา้ นฆอ้ ตำบลวังตะเคยี น อำเภอเขาสมงิ จังหวัดตราด
ทิศตะวนั ตก ติดกบั ตำบลสะตอ อำเภอเขาสมงิ จงั หวัดตราด
ผใู้ หญ่บา้ น นายนุกูล พรมสามพราน เบอร์โทรศพั ท์ 081-863-9316

ภาพท่ี 97 ภาพหมบู่ ้านศรีบวั ทอง : ภาพจากดาวเทยี ม

๑๕๗

4) บ้านด่านขุมพล หมทู่ ่ี ๑ ตำบลด่านชมุ พล อำเภอบอ่ ไร่ จังหวดั ตราด
ทิศเหนือ ติดกับ หมูท่ ี่ 3 บ้านคลองแสง, หมู่ท่ี 7 บ้านทับทิมสยาม 01 ตำบลด่านชุมพล
อำเภอบ่อไร่ จังหวดั ตราด
ทศิ ใต้ ติดกับ หม่ทู ี่ 2 บา้ นเขาขาด, หม่ทู ่ี 5 บ้านทับมะกอก ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จงั หวัดตราด
ทศิ ตะวันออก ตดิ กบั ประเทศกัมพชู า
ทิศตะวนั ตก ตดิ กับ หมู่ท่ี 2 บ้านเขาขาด, หมู่ที่ 4 บ้านทางกลาง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบอ่ ไร่
จังหวดั ตราด
ผู้ใหญบ่ า้ น นางสาวจารกึ เนตรวงศ์ เบอรโ์ ทรศัพท์ 089-834-9348

ภาพท่ี 98 ภาพหมบู่ ้านดา่ นชุมพล : ภาพจากดาวเทียม
5) บา้ นคลองแสง หมู่ท่ี ๓ ตำบลดา่ นชมุ พล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด
ทศิ เหนือ ติดกับ หมทู่ ี่ 5 ตำบลนนทรีย์ อำเภอบ่อไร่ จงั หวัดตราด
ทิศใต้ ตดิ กบั หมทู่ ี่ 1 บ้านดา่ นชุมพล อำเภอบอ่ ไร่ จังหวดั ตราด
ทิศตะวนั ออก ตดิ กับ หมู่ท่ี 1 บ้านด่านชุมพล, หมู่ที่ 7 บ้านทับทิมสยาม 01 ตำบล
ด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และประเทศกมั พูชา
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กับ หมู่ท่ี 4 บ้านทางกลาง และหมู่ที่ 6 บ้านปะเดา ตำบลด่านชุมพล
อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวัดตราด
ผูใ้ หญ่บา้ น นายบัญชา เอกนิกร เบอร์โทรศพั ท์ 081-018-6735

ภาพที่ 99 ภาพหมบู่ ้านคลองแสง : ภาพจากดาวเทยี ม

๑๕๘

6) บา้ นปะเดา หมู่ท่ี ๖ ตำบลด่านชมุ พล อำเภอบ่อไร่ จงั หวัดตราด
ทศิ เหนือ ตดิ กบั ตำบลนนทรีย์ อำเภอบอ่ ไร่ จังหวดั ตราด
ทศิ ใต้ ติดกับ หมทู่ ่ี 4 บา้ นทางกลาง ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด
ทิศตะวันออก ตดิ กับ หมทู่ ่ี 3 หม่ทู ี่ 4 บ้านทางกลาง ตำบลดา่ นชมุ พล อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวัดตราด
ทศิ ตะวันตก ตดิ กบั ตำบลวังตะเคียน อำเภอเขาสมิง จงั หวัดตราด
ผใู้ หญบ่ า้ น นายเดชา ขวญั อยู่ เบอร์โทรศัพท์ 097-138-6797

ภาพที่ 100 ภาพหมบู่ ้านปะเดา : ภาพจากดาวเทียม
7) บ้านสระใหญ่ หมู่ท่ี ๒ ตำบลนนทรยี ์ อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
ทิศเหนือ ตดิ กบั หมู่ที่ 4 ตำบลบอ่ พลอย จงั หวัดตราด, หมทู่ ่ี 3 ตำบลนนทรยี ์
ทิศใต้ ติดกับ หมู่ที่ 5 ตำบลนนทรี, หม่ทู ี่ 2 ตำบลวังตะเคยี น จงั หวดั ตราด
ทศิ ตะวันออก ตดิ กับ หมู่ท่ี 1, หมทู่ ี่ 3 ตำบลนนทรี จงั หวดั ตราด
ทิศตะวนั ตก ตดิ กับ หม่ทู ี่ 6 ตำบลบอ่ พลอย จงั หวดั ตราด
ผใู้ หญบ่ า้ น นายไพโรจน์ องิ ชำนิ เบอร์โทรศัพท์ 097-138-6797

ภาพท่ี 101 ภาพแผนที่เขตตำบลนนทรยี ์

8) บ้านมะม่วง หมู่ท่ี ๓ ตำบลนนทรยี ์ อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
ทศิ เหนือ ตดิ กบั ประเทศกมั พชู า
ทิศใต้ ติดกบั หม่ทู ี่ 1 บา้ นนนทรยี ์ จังหวดั ตราด
ทิศตะวันออก ติดกับ ประเทศกมั พูชา
ทิศตะวันตก ติดกบั หมูท่ ี่ 4 บ้านตากแว้ง ตำบลบอ่ พลอย อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด
ผูใ้ หญ่บ้าน นายสมชาย วงศพ์ ระราม เบอร์โทรศพั ท์ 089-249-6160

๑๕๙

ภาพที่ 102 ภาพหมบู่ ้านมะมว่ ง : ภาพจากดาวเทยี ม

9) บ้านหนองไม้หอม หมู่ท่ี ๕ ตำบลช้างทูน อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวัดตราด

ทศิ เหนอื ตดิ กบั หม่ทู ่ี 6 บ้านตระกลู พัฒนา ตำบลช้างทูน อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวัดตราด

ทิศใต้ ตดิ กบั หมูท่ ่ี 2 บ้านช้างทูน ตำบลชา้ งทนู อำเภอบอ่ ไร่ จังหวดั ตราด

ทศิ ตะวันออก ติดกับ หมูท่ ่ี 1 บ้านคลองขวาง ตำบลชา้ งทนู อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด

ทศิ ตะวันตก ติดกับ หมทู่ ่ี 4 บ้านหนองมาตร ตำบลช้างทนู อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด

ผใู้ หญบ่ า้ น นายพลอย สาลี เบอร์โทรศพั ท์ 097-050-6089

ภาพที่ 103 ภาพแผนท่ีเขตตำบลช้างทนู

10) บา้ นคลองขวาง หมู่ท่ี 1 ตำบลชา้ งทนู อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวัดตราด

ทิศเหนือ ตดิ กบั หมู่ที่ 5 บา้ นหนองไม้หอม ตำบลชา้ งทูน อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด
ทศิ ใต้ ตดิ กับ หมทู่ ่ี 2 บ้านชา้ งทนู ตำบลช้างทูน อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวัดตราด

ทิศตะวนั ออก ตดิ กับ หมทู่ ่ี 3 บ้านมะนาว ตำบลบอ่ พลอย อำเภอบอ่ ไร่ จงั หวดั ตราด
ทศิ ตะวันตก ติดกับ หมทู่ ี่ 2 บ้านช้างทนู ตำบลช้างทนู อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
ผู้ใหญบ่ ้าน นายฉลาด มณีมา เบอร์โทรศัพท์ 063-240-2760

ภาพท่ี 104 ภาพหมบู่ ้านคลองขวาง : ภาพจากดาวเทยี ม

๑๖๐

วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุช์ าวชอง
ดำรงพล อินทร์จันทร์ (2559) ได้ศึกษา พลวัตทางชาติพันธุ์ ณ พรมแดนตะวันออก
กรณีศึกษากลุ่มภาษากะชองและซำเร ได้กล่าวไว้ว่า ชาวกะชองส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกนั้น
ประกอบอาชีพทางการเกษตร เช่น ปลูกยางพารา เงาะ มังคุด สับปะรด อาชีพเสริม รับจ้าง ชาวกะชอง
ประกอบอาชพี ด้านการเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ทำสวน รวมท้งั ยังมบี างส่วนทยี่ งั ใช้ชีวิตผูกพันกับป่า
เก็บของป่า เก็บผัก ผลไม้ เห็ด และสมุนไพร เพื่อค้าขายและบรโิ ภคในครัวเรือนอยู่บ้าง แต่โดยทั่วไป
แล้วในปัจจุบันรายได้จากการเก็บของป่าเป็นเพียงรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพหลักอันได้แก่
งานเกษตรกรรมเสียมากกว่า
การทำนาขา้ วของชาวกะชองเปน็ อาชพี ทีม่ มี าเป็นระยะเวลานาน โดยขอยกตวั อยา่ งการทำนา
ในกรณีของบ้านคลองแสง จะเริ่มปลูกข้าวในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่
เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว โดยข้าวที่ปลูกในช่วงดังกล่าวจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน
ธนั วาคม ข้าวเหลา่ น้ีจะผ่านกระบวนการนวดขา้ ว ฝัดขา้ วและนำข้าวขึน้ ยุ้งในเดอื นมกราคมเพอื่ รอไว้ใช้
สำหรับการบรโิ ภคในครัวเรอื นและการขายในขั้นตอนต่อไป
การทำสวนผลไม้เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่อยู่คู่กับชาวกะชองบ้านคลองแสง แต่ก็ไม่ได้เป็นการ
ประกอบเป็นอาชีพหลัก เนื่องมาจากว่าผลไม้หลายชนิดสามารถหาได้ในป่าอยู่แล้วไม่จำเป็นจะต้อง
ปลกู เพ่ิม ซ่งึ ถา้ จะมกี ารปลกู สวนผลไม้ขน้ึ จริงๆ แล้วกจ็ ะทำเพียง 2–3 ไร่ แคเ่ พยี งเทา่ นัน้
ในส่วนของการหาของป่า ชาวกะชองจะเข้าป่าหาของป่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือน
มีนาคมซึ่งเป็นฤดูที่ผักและผลไม้ป่ากำลังผลิดอกออกช่อ เช่น สะตอ ระกำ มะปราง มะไฟ ฯลฯ
นอกจากการหาผกั ผลไม้จากในป่าแลว้ นนั้ การเขา้ ป่าแต่ละครั้งก็ยังสามารถไปจับสตั ว์และหาปลาจาก
ในป่าไดอ้ กี ด้วย
ในปัจจุบันนอกจากการทำนาข้าว การทำสวนผลไม้และการหาของป่าแล้ว ชาวกะชองบ้าน
คลองแสงกไ็ ด้ประกอบอาชพี การทำสวนยางพาราซึง่ เป็นอาชีพใหม่ในชมุ ชน โดยการทำสวนยางพารา
นี้จะสามารถกรีดยางได้แทบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูร้อน เนื่องมาจากว่าเป็นช่วงที่ต้นยางพารา
กำลงั ผลดั ใบ ชาวสวนยางพาราทบ่ี ้านคลองแสงจะออกกรดี ยางในชว่ งเย็นจนถึงคำ่ และจะเก็บนำ้ ยางใน
เช้าวันถัดไป
ข้อมูลเบื้องต้นทางด้านวัฒนธรรม ตามการกำหนดขอบเขตเนือ้ หาของสำนักงานคณะกรรมการ
วฒั นธรรมแห่งชาติ 2551 ซึง่ ประกอบด้วย 8 ด้าน ของชาติพันธุ์ชอง จงั หวัดตราด ได้แก่

4.1.6.1 ด้านทอ่ี ยู่อาศัย
ชาวชองเรียก “บ้าน” ที่เป็นที่อยู่อาศัยว่า “ต็อง” ซึ่งครอบคลุมลักษณะของเรือน
แบบตา่ งๆ ท้งั แบบชองดัง้ เดิมที่มีไม้ไผเ่ ปน็ วสั ดหุ ลกั และแบบรว่ มสมัยที่ใชไ้ มแ้ ละปนู แทนซึ่งเป็นบ้านท่ี
ชาวชองปจั จบุ นั นิยมปลูกกัน บ้านเรือนลักษณะน้มี ที ้งั แบบยกใต้ถุนและแบบที่ปลูกติดดนิ แต่ถึงแม้จะ
มีบ้านหลายแบบ บ้านของชาวชองก็มักจะประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้สอยหลักสามส่วน ได้แก่ ส่วนเปิด
โล่งหรือโถงของเรือน ส่วนครัวไฟ และส่วนห้องนอน การสร้างบ้านเรือนแบบดั้งเดิมของชาวชอง
จะเป็นการสร้างบ้านชั้นเดียว ใต้ถุนสูง สร้างห้องน้ำแยกจากตัวบ้าน ทำจากต้นไม้ยืนต้น เช่น นำลำ
ตน้ ไมร้ ะกำทำฝาบา้ น ส่วนใบระกำนำมามงุ หลังคา หรอื อาจจะใช้ตับจาก สว่ นพ้ืนและฝาเรือน ทำจากไม้ไผ่

๑๖๑

บ้านของกล่มุ ชาตพิ ันธุ์ชอง
เดิมลักษณะบ้านเรือนของชาวกะซองเป็นลักษณะเครื่องผูกยกเสาสูงมีชั้นเดียว
เรือนไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก พื้นและฝาเรือนทำจากฟากไม้ไผ่ เสาบ้านทำจากไม้ยืนต้น สูงจากพื้นดิน
ประมาณ 2-2.5 เมตร ขณะทบี่ างหลังยกพน้ื เพียง 1 เมตร สว่ นหลังคามงุ ดว้ ยหลงั คาใบจาก ใบระกำ
โสม (หวาย) พื้นที่ใช้สอยภายในแบ่งออกเปน็ 4 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นพื้นทีเ่ ปิดโล่งเป็นชานท่ีพักต่อ
ข้นึ จากบันได สว่ นทีส่ องเป็นชานเรือนใชเ้ ป็นท่ีพกั ผอ่ นและรับรองแขก สว่ นทสี่ ามเป็นครวั ส่วนทีส่ ่ีเป็น
หอ้ งนอนแบ่งออกเปน็ 2 หอ้ ง คอื หอ้ งนอนของพอ่ แมแ่ ละห้องนอนของลกู โครงสรา้ งส่วนใหญท่ ำจาก
ไม้ที่หาได้ในป่าและสร้างเปน็ เรือนแบบเปิด มีชานเรือนออกมา ต่อมามีการสร้างบ้านที่เสาทำจากไม้
เนื้อแข็งยกพื้น มีใต้ถุนเบื้องล่าง มุงหลังคาด้วยสังกะสี ภายหลังเปลี่ยนแปลงมากขึ้น นิยมสร้างเรอื น
ปูนช้ันเดียว มุงกระเบ้ืองหรอื บางครัง้ กส็ ร้างเปน็ เรือนสองชัน้ โดยขา้ งบนเป็นไมแ้ ละข้างล่างเป็นปนู เมือ่
คนกะชองในหม่บู ้านออกมาทำงานนอกหมู่บ้านจะนยิ มกลับมาสรา้ งบ้านแบบสมัยใหม่มากข้ึน ด้ังเดิม
บ้านของชาวชองทำจากไมไ้ ผเ่ ป็นหลัก

ภาพท่ี 105 ภาพมมุ สงู ตำบลช้างทนู
ที่มา : สารคดีผืนป่าแหง่ บูรพาทิศ แหล่งวถิ ีชีวิตชาวชอง
4.1.6.2 ดา้ นอาชีพ
ในสมัยก่อนประกอบอาชีพหาของป่า จับปลา ทำนา ปลูกข้าวไร่ ต่อมาภายหลัง
เปลี่ยนมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทั้งทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทำสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน
มังคุด ลองกอง มีการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรอื นเอง โดยการนำวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นอย่าง
“ตน้ คลมุ้ ” มาใชท้ ำเครอ่ื งจักสาน อาทิ กระบุง ตะกร้า ชนาง เส่อื เปน็ ตน้
หากเว้นว่างจากงานสวน ชาวบ้านช้างทูน จะออกไปร่อนพลอยตามลำน้ำ เป็นอาชีพ
เสริม บางวันก็เจอพลอยไพลิน บางแหล่งจะมีหินโกเมนจำนวนมาก หากร่อนได้ก็จะนำไปขาย หรือ
เจยี ระไนเก็บไว้เอง
4.1.6.3 ด้านความเชอ่ื
ตำนานเสือสมิง พืน้ ท่บี า้ นช้างทนู ในอดีต ชาวบ้านเลา่ วา่ มีชาวนาท่อี าศัยอยบู่ า้ นชา้ ง
ทูนมีลกู ชาย 2 คน ชาวนาคนนี้มีวิชาอาคม และใช้วิชานีใ้ นการทำมาหากิน และมนี ้ำมนั เสือสมิงท่ีเม่ือ
เอาน้ำมนั นม้ี าทาตัวจะทำใหแ้ ปลงร่างเป็นเสือสมิงไดแ้ ละเมื่อตอ้ งการจะใหก้ ลับมาเป็นคนให้เอาไม้คาน
มาตี เม่ือลูกชายทงั้ 2 รเู้ ร่ืองน้ำมันเสอื สมิงจงึ เกิดความอยากรูอ้ ยากเห็นตามประสาเด็ก ลูกชายคนโต
จึงชวนน้องให้น้องเอาน้ำมันทาตัวถ้าเกิดแปลงร่างเป็นเสือสมิงพี่จะเอาไม้คานตีให้กลับมาเป็นคนให้
เมื่อตกลงกันแล้วน้องจึงเอานำ้ มันทาตัวและแปลงร่างเป็นเสือสมิงจริงๆ พี่เห็นดังนั้นจึงรีบเอาไม้คาน

๑๖๒

มาตีน้องให้กลับมาเป็นคน ด้วยความอยากรู้เมือ่ น้องกลับมาเปน็ คนแลว้ จึงเอาน้ำมันมาทาตัวเองและ
ตกลงกับน้องว่าเมื่อแปลงร่างแล้วให้เอาไม้คานตีพี่เพื่อให้กลับมาเป็นคนด้วย เมื่อตกลงแล้วจึงเอา
น้ำมันทาตัว และแปลงร่างกลายเป็นเสือสมิง จากนั้นเมื่อน้องชายเห็นพี่กลายร่างเป็นเสือสมิง ด้วย
ความเป็นเดก็ จึงตกใจว่ิงหนีออกจากบา้ น ไม่ไดเ้ อาไม้คานตีพ่ีชาย ทำให้พ่ไี ม่สามารถกลับมาเป็นคนได้
จงึ ได้หนอี อกจากบ้านไปอยใู่ นถ้ำ แถวเขาเกาะชู้ (สมั ภาษณ์ สมชาย เปร่อื งเวช, ชาวชอง ตำบลช้างทนู ,
19 กรกฎาคม 2565)

4.1.6.4 ดา้ นประเพณี
ประเพณกี ารเซ่นไหวผ้ ีเดือน 3
ชาวชองเรียกว่า “ไหว้ผีแม่มด” หรือ “เล่นผี” แต่ละครอบครัวจะนัดหมายกัน
ประกอบพิธีในช่วงเดือน 3 (ตามปฏิทินจันทรคติของไทย) จะทำในช่วงเวลากลางคืน หลังจากพระ
อาทิตย์ตกดินแล้ว มีการเตรียมบายศรีปากชาม ตามจำนวนร่างทรงที่จะเชิญให้ผีมาประทับทรง
มีเครื่องดนตรีประกอบ รวมทั้งมีการร้องเล่นเต้นรำ เมื่อเชิญผีแม่มดมารับส่วนบุญกุศล นอกจากน้ัน
แล้วกย็ งั เปดิ โอกาสใหส้ มาชกิ ในครอบครัวสามารถรว่ มทำพธิ ีขอขมาลาโทษหรือเล่นผีท่ีเคยทำให้ตนเอง
เจบ็ ป่วยเป็นการชดเชยอกี ดว้ ย งานผีแม่มดในเดอื น 3 มีข้นั ตอนการปฏบิ ัตดิ งั นี้
- ข้นั เตรียมงาน เมื่อครอบครัวได้นัดหมายวนั ทจ่ี ะประกอบพิธีแลว้ จะมีการเตรียม
ปะรำ, ศาลา หรือเพงิ ชัว่ คราวออกนอกจากพนื้ ที่ตัวเรอื นหรือบ้าน เป็นทโ่ี ล่งแจง้ อาจอย่ตู ิดชายคาบ้าน
ตกแต่งเป็นแบบชั่วคราวด้วยทางมะพร้าว ดอกไม้ มีโต๊ะสำหรับวางพานเซ่นไหว้และมีเสื่อปูไว้ให้ผู้
ประกอบพิธี จากนั้นผู้จัดงานจะตระเตรียม “บายศรีปากชาม” ขึ้น บายศรีปากชามประกอบด้วย
ผ้าขาวม้า เสื้อผา้ (ใหม่) แปง้ เหลา้ กระจก หวี สรอ้ ยคอ กำไล กรวยดอกไม้ 3-5 ช้ัน รวมท้ัง ขา้ วตอก
ดอกไม้ หมากพลู จดั วางเรยี งในถาด (สงั กะส)ี ตามจำนวนของร่างทรงตามนดั หมาย ไมไ่ ดจ้ ำกดั จำนวน
รา่ งทรง อาจเปน็ 3 คน หรอื 5 คน ตามแตเ่ จา้ ภาพจะดำเนนิ การ ขณะท่ีในสว่ นของผเู้ ขา้ ร่วมจะได้รับ
การตอ้ นรบั หรือรบั รองจากเจ้าภาพด้วยอาหาร ขนม เคร่อื งด่มื ตามแต่ฐานะของเจ้าภาพแต่ละราย
- เรมิ่ พิธี เม่ือพระอาทติ ยต์ กดนิ แล้ว เวลาประมาณ 1 ท่มุ เปน็ ตน้ ไป ผู้ร่วมพิธีจุดธูป
พร้อมเหล้า บูชาไหว้เจา้ ที่เจ้าทางที่บริเวณกลางแจง้ ขอให้เจ้าที่หรือบรรพบุรุษอำนวยพรใหง้ านผีแม่
มดราบร่นื ใหผ้ เี ขา้ มาประทบั ทรงและกจิ กรรมผ่านไปด้วยดี หลังจากนั้นนักดนตรีซง่ึ สว่ นใหญ่เปน็ ผชู้ าย
จะประจำที่นั่งบนเสื่อที่ตั้งอยู่เพิงชั่วคราวกลางแจ้ง ทำพิธีบูชาด้วยการจุดเทียนล้อมวงกัน แล้วเร่ิม
บรรเลงตีกลอง ตะโพน เป็นจังหวะง่ายๆ ผู้เป็นร่างทรงสวมชุดพื้นถิ่น เสื้อคอกระเช้า ผ้านุ่งสีพ้ืน
นง่ั ขัดสมาธินำผ้าขาวมา้ ผนื ขนาดเลก็ คลุมศรี ษะยาวลงมาจนถึงปลายแขน ในมอื จับขันอลูมิเนียมขนาด
ประมาณ 12 นิ้ว ภายในใส่ขา้ วสาร และจดุ เทยี นไว้
- เซ่น (เล่น) ผีแม่มด เมื่อผู้เป็นร่างทรงผีแมม่ ดประจำท่ีและเข้าสู่ขั้นตอนเชิญผีแม่
มดแล้ว ผู้นำร้องเชิญผีแม่มด ในที่นี้คือผู้อาวโุ สที่สุดในหมู่บ้านคลองแสงคือคุณยายพุ่ม เอกนิกร เร่ิม
ร้องเชญิ ผีใหเ้ ข้ามาประทับทรง นักดนตรีบรรเลงกลอง ผเู้ ข้ารว่ มปรบมือตามจังหวะ และร้องเชิญชวน
ให้ผีเขา้ มาขณะเดยี วกนั จะมญี าติพี่น้องซงึ่ เป็นฝ่ายหญงิ จะเปน็ ผสู้ งั เกตการณ์อย่ใู กลๆ้ รา่ ง เพ่อื ดูอาการ
ทีผ่ ีแตล่ ะตนจะเข้าร่างทรง และช่วยในการพดู คยุ ติดต่อส่ือสารกับผี เมอื่ รา่ งทรงผีแมม่ ดมาประทับร่าง
แล้วอาการของผู้เข้าทรงที่ปรากฏอาจมีความแตกต่างกนั เชน่ บางคนส่นั ทัง้ ตัว บางคนมือส่ันเขย่าจน
บางคร้งั ขันข้าวกระเด็น หรอื บางร่างเหยยี ดตรงเกรง็ เหมือนจะฟุบไป แลว้ ร่างก็ลุกขึน้ เหมือนเปล่ียนไป

๑๖๓

เป็นคนละคน เมื่อมีผีประทับร่างแล้วจะแสดงอาการต่างกันไป อาทิ ดูพานบายศรีปากชามที่อยู่
ตรงหน้า สวมใส่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ ส่องกระจกกลับด้าน หวีผม ผัดแป้ง ดื่มเหล้า ตลอดจน
เต้นรำตามจังหวะ บางครั้งเรียกขอเปลี่ยนชุดหรือเครื่องแต่งกายใหม่ไม่เพียงเท่านั้นมีการเรียกช่ือ
บคุ คลทีเ่ ขา้ รว่ มดว้ ย ชาวบ้านบางคนกล่าวว่า ผ้เู ป็นร่างทรงอาจจะมภี าวะทไี่ ม่รู้ตัวหรือทำในสิ่งท่ีไม่ได้
เคยปฏิบตั ิในชีวิตประจำวันมากอ่ น

ประเพณีเซน่ ศาล
เป็นพธิ ีกรรมทท่ี ำเพ่อื ขอขมา และขอพร เรอื่ งการทำมาหากนิ โดยในอดตี ชาวชองจะ
ทำเกษตรกรรม ทำนา โดยจะมีศาลอยู่ในที่นา ลักษณะของศาลจะยกสูงมี 4 เสา มีหลังคา พิธีจะจัด
ในช่วงเริ่มขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 จนถึงเดือน 6 คนทำพิธีจะมีชือ่ เรียกเฉพาะ โดยหัวหน้าหรือนายพิธีจะ
เรียกว่า “สมุน” และผู้ช่วยนายพิธี จะเรียกว่า “ตะเป๊ก” เครื่องเซ่นไหว้จะประกอบด้วย ไก่ต้ม ขนมจอง
บายศรี ขนมป้าย เหล้าขาว เมื่อเสร็จพิธีเซ่นศาล จะมีเมนูอาหารที่จะได้กินในช่วงเซ่นศาลเท่าน้ัน
คือ “ไก่ยำผีศาล” โดยจะนำไก่ที่ใช้เซ่นศาลมายำกับส้มระกำและสับปะรด และนำมาแบ่งปันกัน
โดยปัจจุบัน ศาลของชาวชองทมี่ ีอยูใ่ นพ้ืนทอี่ ำเภอบ่อไร่ เหลอื อยู่ 5-6 ศาลเทา่ นั้น
ประเพณีลอยเรอื ตะโก
ประเพณีลอยเรือตะโก นับเป็นประเพณที ี่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยจะจัดขน้ึ
ในช่วงก่อนจะถึงวันเข้าพรรษา ชาวชองบ้านช้างทูน จะเรียกว่า “พิธีตาราง ประเพณีลอยเรือตะโก”
ซึ่งก็จะมาร่วมกันประกอบเรือตะโก ที่เป็นพาหนะนำอาหาร เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ที่ลูกๆ หลานๆ
จะนำส่งไปยังบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เรือตะโก ของชาวชองในแต่ละปี จะต้องไปลอกเปลือกไม้
ตะโกมาทำตวั เรือ ต้องทำพิธีขอเอาเปลือกตะโกจากเทพารักษ์ที่ดูแลรกั ษาต้นไม้ต้นนีเ้ สียก่อน โดยจะ
ไม่ใช้วิธีตัดไม้ตะโกที่มีสีเปลือกค่อนข้างขาว และลอกออกจากลำต้น สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร
พรอ้ มทงั้ หวายขี้ไก่ และนำเปลือกตะโกมาลนไฟ พรอ้ มที่จะนำมาประกอบเข้ากับไม้ไผ่ ทำโครงให้เป็น
ตัวยึด หลังจากที่ประกอบเสร็จแล้ว ก็จะนำเรือไปประกอบพิธีในวันขึ้น 15 ค่ำ ในช่วงเทศกาลออก
พรรษาที่วัดช้างทูน เพื่อให้ลูกหลานชาวชองได้นำเอาสิ่งของเครื่องใช้ อาหารที่บรรพบุรุษของแต่ละ
ครอบครัวชอบ ใส่ลงไปในเรือเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา พ่อหมอจะมาทำพิธี “ตาราง” และ
นำไปลอยและยังเชื่อกันอีกว่า หลังจากนำเรือไปลอยลงลำน้ำแล้ว ชาวชองจะมาแย่งสิ่งของ หรือ
อาหารในเรือ ใครที่ทันเก็บอาหารที่ผ่านการเซ่นไหว้บรรพบุรุษแล้วถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ นำมา
รับประทาน จะได้รับโชคลาภ และจะป้องกันการเป็นไข้หัวลม หรือไข้หวัด และจะเกิดความเป็นสิริ
มงคลแก่ตนเองและครอบครัว (สัมภาษณ์ สมชาย เปรอ่ื งเวช, ชาวชอง ตำบลช้างทนู , 19 กรกฎาคม 2565)

ภาพที่ 106 ภาพการขอขมาเทพารกั ษ์ขอเอาเปลือกตะโก และการแซะเปลือกของตน้ ตะโก

๑๖๔

ภาพท่ี 107 ภาพการประกอบเรือตะโกของชาวชองตำบลช้างทนู

ภาพท่ี 108 ภาพชาวบ้านนำขา้ วของต่างๆ มาใส่ในเรอื ตะโก

ภาพที่ 109 ภาพหมอโจ๊ดทำพธิ ีตาราง ลอยเรือตะโก
ประเพณีแตง่ งาน
ครอบครัวของชาวชองที่มีลูกผู้หญิง จะต้องมีพิธีแต่งงานตามประเพณีชาวชอง
ลักษณะเดนของประเพณีนีอ้ ยู่ที่บทเพลงท่ีใชประกอบพิธีซ่งึ เปน็ ภาษาชองทง้ั หมด รวมท้ังขั้นตอนการ
ประกอบพิธีซึ่งเป็นแบบของชาวชองโดยแท้และไม่มีพิธีกรรมทางศาสนาเขามาเกี่ยวของเลย โดยพิธี
จะต้องมกี ารเซ่นผีหรือไหว้ผีบรรพบุรษุ ในการสู่ขอนนั้ จะปฏิบัติกนั คล้ายประเพณไี ทยท่ัวไป แต่ในวัน
มงคลหรือวันที่กำหนดไว้ว่าเป็นวันแต่งงานจะต้องมีการเซ่นผีหรือไหว้ผีบรรพบุรุษ โดยนายพิธีจะ
เรียกว่า “หมอโจ๊ด” พร้อมกับ ผู้ช่วย เรียกว่า “ตะเป๊ก” จะทำพิธีร้องบทเพลงภาษาชอง พร้อมกับ
เครื่องเซ่นไหว้ ประกอบด้วย กระบุงข้าวเปลือก แหวนกำไล ลูกปด ซอ และไก (กระบุง ภาษาชอง
เรียกวา โคเฌอ) บายศรีหาชั้นอีก 1 ตน เหลา ผักหญ้า ปะรําพิธีเมื่อเจ้าบ่าวเจาสาวมานัง่ ในพิธีทั้งคู
หมอเจาพิธีก็จะเริม่ ทำพิธีโดยมีผาขาวสำหรบั โพกหัวและขวานปูลไู ว้สำหรับแบก ตอจากนั้น หมอทำ
พิธีก็จะเร่ิมทำพิธี กระทบหัวแสดงว่าหญิงชายคู่นีเ้ ป็นสามีภรรยากนั และสอนเจ้าบ่าวเจาสาว จากนั้น
บ่าวสาวก็จะไหวพ้ ่อแม่ พ่ีนอ้ งและจบทีไ่ หวส้ ำรบั ปู่ย่าตายาย
ชาวชองบ้านช้างทนู จะเรียก “การจำสาย” เป็นการเซ่นผี หรือว่าเซ่นแต่งงาน โดย
หมอโจด๊ (นายสมชาย เปรอื งเวช) จะต้องเตรียมจำสาย ทำจากใบก้านตอง นำคลแ่ี ล้วมาพับใช้ 12 อัน

๑๖๕

จะมไี ม้ไผ่ 1 อันผ่าเป็น 4 แฉก ยาวประมาณ 2 ฟุต หลงั จากทำจำสายเสรจ็ แล้ว จะยังไมน่ ำจำสายเข้า
ไปในบ้าน ต้องเอาไวข้ า้ งนอกบ้าน จนกว่าจะทำพิธีเซ่นไหว้เสร็จ พอเจา้ บ่าวเจ้าสาวกราบพ่อแม่เรียบร้อย
แล้ว ทำพิธีบอกกล่าวบรรพบุรุษ ถึงจะต้องไปเอาจำสายเข้ามา เวลาเซ่นไหว้จะต้องมีไกแ่ กงคั่วใส่ไว้ใน
ถว้ ย แลว้ นำไปวางไว้ตรงกลางไมไ้ ผ่สี่แฉกท่ีมใี บกา้ นตองอยทู่ ั้งส่ีทิศ เสมอื นว่าทกุ คนได้ผกู กันเปน็ ญาติพี่
น้องกนั แลว้ ไดด้ ื่มกนิ ร่วมกนั นำไปมอบให้พอ่ แม่ในความหมายรับเป็นลกู หรือคนในครอบครัวแล้วผูก
ขอ้ มือ สำคญั สุดคอื การกระทบหวั ของค่บู ่าวสาว ไดเ้ ป็นคสู่ ามีภรรยากันแล้ว

ภาพท่ี 110 ภาพการแตง่ งานของชาวชอง พิธเี ซ่นจำสาย
ทม่ี า : สารคดีผนื ปา่ แหง่ บูรพาทิศ แหล่งวิถชี วี ิตชาวชอง
ประเพณี ทรงผีห้ิง (เล่นผ)ี
ประเพณี ทรงผีหิง้ เปน็ ประเพณีในการเรียกผีบรรพบุรุษของชาวชอง มีที่มาจากการ
เล่นเชิญผีของเด็กเลี้ยงควายในอดตี จนกลายเปน็ พิธกี รรมสำคัญในการติดต่อกับบรรพบุรษุ ท่ีลว่ งลับไป
แล้ว ถือเป็นพธิ ีโบราณท่ีชาวชองนับถอื มาก เนื่องจากปูยา ตายาย เล่นกันทุกป ผีหิ้งนี้เช่ือกนั วา จะมี
อยทู่ ุกบา้ น ซง่ึ เปน็ วิญญาณของบรรพบุรษุ ทีม่ คี วามซ่ือสตั ย และหวงแหนในสมบตั ทิ ่ีสงิ สถิตอยู่ จะคอย
ปกปักรักษาจากภัยพิบัติหรือโรคภัยไขเจ็บตา่ งๆ ใหคนในครอบครัว โดยทุกบ้านจะมีผีห้ิงเอาไวกราบ
ไหว โดยจะทำพธิ เี พียงครง้ั เดยี ว เปน็ ประเพณเี ลน่ ประจำปี ซง่ึ จะทำพิธใี นตอนกลางคืนเทา่ น้ัน ซึง่ ทุกปี
หวั หนาครอบครวั จะบวงสรวงวญิ ญาณผหี ิ้ง โดยจดั เคร่อื งเซ่นเป็นอาหารคาวหวาน และจะมีพธิ ีกรรมที่
เรียกว่า ถอนแป้ง เป็นพิธีท่ีคนทรงจะใช้แป้ง เชิญผีมารักษาคนทีห่ มอท่ัวไปไมส่ ามารถรักษาได้ ซึ่งทำ
กันต่อเนื่องเรื่อยมาจนเป็นประเพณี โดยจะจัดข้ึนในช่วงเดือน 3 – 7 ของทุกปี และยังเป็นพิธีที่ทำให้
ญาติพ่ีน้องไดม้ าพบปะกนั ซงึ่ ปฏิบัตติ อ่ กันมาหลายช่ัวอายุคน
ในการประกอบพธิ ีผีหิ้ง ตองทำหิง้ สูงเพยี งตา ลักษณะกว้าง 1 ศอกครึ่ง ใชเชือกขนาด
พอแขวนหิ้งไม่ใหตก แขวนรูปช้าง รูปม้าไว้ เครื่องประกอบที่ใชไหวบรรพบุรุษชอง (ผีหิ้ง) มีดังนี้คือ
1) นำ้ กระแช 2) นำ้ ผ้งึ (แทนนำ้ หวาน) 3) ขา้ วปากหมอ้ 4) ไขตม 5) ขนมลกู โทน 6) ขนมเลบ็ มอื นาง
(ตุงคอน) 7) ขนมกวนขาว 8) ขนมปอก 9) ผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน มะม่วง 10) ไกน่ึง
11) หัวหมนู ง่ึ 12) เหลาขาว 13) บายศรปี ากชาม

๑๖๖

การทำพธิ ีจะมที ้ังหมด 3 ยก ยกแรกจะเปน็ การรอ้ งเพลงอญั เชญิ ผี ยกทส่ี องเป็นการ
ถวายพรให้มาเล่นสนุก และยกที่สามจะเป็นการร้องเพลงเพือ่ ส่งกลับ โดยครูหมอผีจะร้องเพลงเชญิ ผี
โดยมี คนเล่นดนตรปี ระกอบการร้อง เครื่องดนตรีจะประกอบด้วย ปี่ปันเลน ซอ โทน กรับ ฉิ่ง กลอง
กันตรมึ โดยจะตเี ปน็ จังหวะ โดยการขับรองนนั้ จะรองวนไปวนมาจนกระทง่ั ผู้ทำพิธีถูกสิง เมื่อเชิญผีหิ้ง
ผีบรรพบุรุษใหมาลงสงิ สู่คนทรงผีแล้ว คนทรงผจี ะลกุ ขึ้นเตน้ รำ จะราํ ดาบ กนิ อาหารท่ีอยู่บนห้ิงจนอิ่ม
แลวก็จะกระโดดลงไปที่ดิน เมื่อผีหิ้งมาลงสิงคนทรงแล้ว ตอนนี้คนตีกลองจะหยุดไม่ได้ ทางผู้ทำเล่น
บวงสรวงก็จะตีกลองเรียกแลวขึ้นมาบนเรือนอีก จากนั้นก็จะสลบลง จากนั้นจะล้มตวั ลงบนตักของครู
หมอผี ครหู มอผจี ะเป่ากระหมอ่ มด้วยคาถา ใช้ขา้ วสารเสก คนทรงผจี ะลุกขน้ึ พูดคุยกับลูกหลานด้วย
กริ ิยาเหมือนคนทถี่ ูกเชิญมาเมือ่ ยังมีชวี ิต เม่อื พดู คยุ กนั พอแล้ว ผตี ัวแรกออกไป ผีตัวอื่นเข้ามาจนครบ
12 ผี จึงสิ้นสุดการเชิญ และจะเข้าสู่ยกที่สามด้วยการร้องเพลงส่งผี และเมื่อมีคนเป่าหูก็จะรูสึกตัว
ทั้งนี้คนทรงผีจะเป็นผู้หญิงหรอื ผู้ชายก็ได้ แต่จะต้องมีเชื้อสายของชาวชองหรือคนในตระกูลนั้น การ
แต่งกายไม่เฉพาะเจาะจงแตจ่ ะใช้ด้ายขาวทโี่ ยงจากหิ้งเวียนรอบหัว ปักดอกไม้ไวร้ อบ

ประเพณอี น่ื ๆ ของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุช์ อง
ชาวชองมีความเชื่อและการนบั ถือผี เทพยดาผนวกกับการนบั ถอื ศาสนาพทุ ธ เป็นผล
ให้ในแต่ละรอบปมี ีการประกอบประเพณีและพธิ ีกรรมเกย่ี วกับความเชื่อที่ตนเองยึดถืออยู่ตลอดท้ัง 12 เดือน
โดยมรี ายละเดียดดังน้ี
เดอื นมกราคม ชาวนาจะเกบ็ เกย่ี วข้าว นวดขา้ ว ฝดั ขา้ วและนำขา้ วขึ้นยุ้ง โดยเฉพาะ
ในชว่ งการเอาข้าวขึ้นยงุ้ ชาวกะชองจะประกอบพธิ ีอญั เชิญแม่โพสพไปยังยงุ้ ฉางของแตล่ ะบ้าน โดยใช้
ขา้ ว 1 กำ นำมาเป็นตัวแทนของแม่โพสพ
เดอื นกุมภาพันธ์ ในเดือนนีม้ ีการประกอบพิธีไหว้ผีแมม่ ด โดยชาวกะชองจะไหว้ผีแม่
มดรวมกนั คร้ังละหลายครอบครัวหรือบางครง้ั ก็ทำเป็นรายหมู่บ้าน ในการไหวผ้ แี ม่มด ครอบครัวที่จะ
ประกอบพิธีกรรม ต้องเตรียมบายศรีและของไหว้อันประกอบไปด้วย ดอกไม้ น้ำหวาน เหล้า แป้ง
กระจก หวี และยังต้องเตรียมอุปกรณ์ประกอบพิธีไดแ้ ก่ ขัน ข้าวสาร ผ้าขาวม้า เพื่อไหว้ผีแม่มดที่จะมา
เขา้ ร่างทรงท่จี ัดเตรยี มเอาไว้
เดอื นมีนาคม ไม่มีการประกอบประเพณหี รือพธิ กี รรม
เดือนเมษายน เปน็ ชว่ งแห่งเทศกาลสงกรานต์ มกี ารรดนำ้ ดำหวั ผหู้ ลกั ผู้ใหญ่ในชมุ ชน
สรงน้ำพระ การเล่นน้ำและการก่อพระทราย รวมทั้งการเล่นกีฬาพื้นบ้าน เช่น การเล่นสะบ้า ลูกช่วง
วิ่งเปี้ยว วิง่ ผลัด เป็นต้น
เดือนพฤษภาคม ไมม่ กี ารประกอบประเพณีหรือพธิ ีกรรม
เดือนมิถุนายน ในอดีตจะเป็นช่วงที่เริ่มทำนา จะมีพิธีเกี่ยวกับการเริ่มทำนาในชุมชนท่ยี ัง
ทำนา กรณีของชาวนาบ้านคลองแสงในปัจจุบันไม่ค่อยจะมีชาวนาคนไหนที่จะเริ่มทำนาในช่วงเดือน
มถิ นุ ายนแลว้
เดือนกรกฎาคม ในเดือนนี้มีเทศกาลเข้าพรรษาซึ่งเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับ
พระพทุ ธศาสนา ชาวกะชองจะเตรยี มอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบญุ ทวี่ ัด พรอ้ มกบั นำเทียนที่หล่อจาก
ขี้ผึ้งในป่าไปถวายเป็นเทียนพรรษาให้กับพระภิกษุสงฆ์ด้วย นอกจากนี้ถ้าครอบครัวไหนที่มีบุตรชาย
และมคี วามประสงคอ์ ยากจะใหบ้ ตุ รชายบวชก็จะบวชในช่วงเขา้ พรรษานี้ดว้ ย

๑๖๗

เดอื นสงิ หาคม ไมม่ ีการประกอบประเพณีหรือพธิ กี รรม
เดือนกันยายน ข้าวที่ปลูกเอาไว้เริ่มตั้งท้องในเดือนกันยายน ซึ่งเมื่อขา้ วเริ่มต้ังท้อง
แล้วนั้น ชาวนาจะทำพิธีรับขวัญแมโ่ พสพ โดยใชไ้ ก่ต้ม ขนมตม้ แดง ขนมต้มขาว สม้ โอ มะม่วง ผลไม้รส
เปรี้ยว แป้ง หวี และกระจก มาใช้ในการประกอบพิธี นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการทำบุญสารทเดือน
สิบ เพื่ออุทิศผลบุญให้กับ บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยลูกหลานจะนำขนมเทียนและข้าวห่อใบ
กะพอ้ ไปทำบุญทีว่ ัด
เดือนตุลาคม มีการทำพิธีลอยเรือลอยแพ ซึ่งในเรือและแพนี้จะบรรจุอาหารเอาไว้
เพอ่ื อุทิศใหก้ บั วิญญาณไร้ญาติ โดยเม่อื นำอาหารไปบรรจไุ วจ้ นเต็มเรือเต็มแพแล้ว ผูร้ ว่ มพธิ ีก็จะนำเรือ
และแพไปลอย โดยจะลอยบนบกหรือจะลอยในน้ำก็ได้ ในส่วนของวันออกพรรษาซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนนี้
เช่นเดียวกัน ชาวกะชอง จะร่วมกันตักบาตรเทโว โดยใช้ข้าวสารและอาหารแห้งมาใส่บาตรพระภิกษุที่
ออกมาบณิ ฑบาตในวันออกพรรษา
เดือนพฤศจกิ ายน ชาวกะชองจะรว่ มกนั ลอยกระทงในวันขึน้ 15 คำ่ เดอื น 12 โดย
การลอยกระทงของชาวกะชองนี้จะไม่เหมือนกับการลอยกระทงในพื้นที่อื่นๆ กล่าวคือ ในคืนวันลอย
กระทง ชาวกะชองจะนำกระทงมารวมกันที่วัดเพื่อให้พระภิกษุสงฆ์สมโภชกระทงในเวลาเที่ยงคืน
เสียก่อนจงึ จะนำกระทงไปลอยในนำ้ ได้ โดยชาวกะซองเชื่อว่าถ้าไมส่ มโภชกระทงก่อนการลอยกระทงก็
จะไมเ่ กิดผลตามท่ีต้งั ใจไว้
เดือนธันวาคม ข้าวที่ชาวนาได้ปลูกเอาไว้เริ่มออกรวงพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวจะมีพิธี
เกย่ี วกบั การเร่มิ เกีย่ วข้าวและเอาข้าวข้ึนยุ้ง

4.1.6.5 ดา้ นศลิ ปะพ้ืนบ้าน
เพลงพืน้ บา้ น
ชองในอดีตมีการร้องเล่นกันสดๆ แล้วแต่ไหวพริบปฏิภาณของผู้เล่น มีกลอง กรับ
เป็นอุปกรณ์ให้จังหวะ เช่น การเล่นเพลงบอก ลำตัด รำหงส์สงฟาง และในพิธีกรรมการเล่นผีหิ้ง ผีโรง
แต่งงาน (กาตั๊ก) ส่วนการละเล่นสะบ้า ลูกข่างจะเล่นในช่วงตรุษสงกรานต์ (โครงการพัฒนาระบบ
ฐานขอ้ มลู เพือ่ เสรมิ สร้างความเขม้ แข็งใหแ้ ก่ชนเผา่ พืน้ เมอื งในประเทศไทย, 2545. หนา้ 13)

4.1.6.6 ด้านภาษา
ภาษากะชอง (Kasong) จัดอยู่ในภาษาศาสตร์สาขาเพียริก (Pearic) หมวดภาษา
มอญ-เขมร (Mon-Khmer) กลุ่มตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austro-Asiatic) หากชาวกะชองจำนวนน้อยมาก
ที่พดู ภาษากะชอง
ระบบเสียงของภาษากะชองในหมู่บ้านคลองแสง โดยใช้แทคมีมิก (tagmemix)
พบว่า ภาษากะชองมีหน่วยเสียงพยัญชนะ 21 เสียง โดยเสียงสระเดี่ยว 17 หน่วยเสียง โดยเสียงสระ
ประสม 1 หน่วยเสียง ลักษณะน้ำเสียง 4 ลักษณะ พยางค์มี 3 ประเภท คือ พยางค์หลัก พยางค์รองและ
พยางคน์ ำคำ มี 3 ประเภท คอื คำพยางค์เดียว คำสองพยางคแ์ ละคำสามพยางค์ ทำนองเสยี งมี 1 ประเภท
คอื ทำนองเสยี งตก
ในปัจจุบันน้ีภาษากำลังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาษาท่ีมีวรรณยกุ ต์และ
ในอนาคตอันใกล้คาดว่าภาษานี้จะกลายเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ เนื่องจากขณะนี้ไม่พบลักษณะ
น้ำเสียงก้องมีลมในภาษากะชองรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังพบว่ามีคำยืมจากภาษาไทยในภาษากะชองถึง

๑๖๘

ร้อยละ 55.38 (Noppawan Thongkham, 2003) ปัจจุบัน (พ.ศ. 2559) ผู้พูดภาษากะซองมี
จำนวนน้อยมาก และผูพ้ ดู สว่ นใหญ่มีอายมุ ากกวา่ 60 ปี ชาวกะชองส่วนใหญพ่ ดู ภาษาไทย

ชาวกะชองไม่มีภาษาเขียนของตนเอง ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาเขียน โดยท่ี
มหาวิทยาลัยมหิดลได้สร้างระบบตัวเขียนภาษากะชองขึ้นมา ได้แก่ พยัญชนะภาษากะชอง 21 ตัว
สระภาษากะชอง 21 ตวั ตัวสะกด 12 ตวั วรรณยุกต์ 4 เสียง

ซัฟมันน์ (1976) ได้ศึกษาลักษณะน้ำเสียง (register) ในภาษาชองไว้ว่าภาษาชองมี
จำนวนเสียงสระท้ังหมด ๔๖ เสยี ง เสียงพยญั ชนะ/ p t c k s / เป็นพยัญชนะท่ีกล้ามเน้ือเวลาออกเสียงจะ
เครียดมาก และจะจัดอยู่ในกลุ่มน้ำเสียงธรรมดา (clear voices) ไม่ใช่กลุ่มที่มีลมควบคู่ออกมา (breathy
voices) นอกจากนี้ลักษณะที่ปรากฏในการออกเสียงในภาษาชองคือ การเกิดเสียงก่อนจะสิ้นสุดการออก
เสียงในพยางค์ (prefinal glottal) และเสียงที่เกิดกลางพยางค์เช่นนี้ทำให้เกิดเสียงสูง - ตกในภาษา
(high - falling Tone)

4.1.6.7 ด้านการแตง่ กาย
การแต่งกายอยู่บ้าน ผู้หญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกหรือเสื้อก๊ัก
ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า สีของผ้าจะเป็นผ้าสีพื้น คือ สีน้ำเงิน คราม เขียว สีดำ สีกรมท่า หากไม่แต่งกาย
เช่นนี้มคี วามเช่อื วา่ อาจจะเจ็บปว่ ยจนถงึ ตายไดส้ วมผ้าถุง อาจมเี คร่อื งประดบั เชน่ ต่างหู นอกจากนยี้ งั
นยิ มสวมเครื่องรางของขลัง เชน่ ด้ายขาว ปัจจบุ นั ใส่เสื้อผ้าสตี ามความนิยม วัยรนุ่ สวมใส่กางเกงยีนส์
เสื้อยืดหรือเสื้อแขนยาวใส่เส้ือผ้าที่มีขายตามท้องตลาดและเลือกที่มีราคาถูก และไม่ได้เลือกว่าชอบ
เสื้อผ้าสีอะไร มีสีอะไรจะใส่ตามสที ี่มี ผู้ชายจะนุ่งโจงกระเบน หากอยู่ที่บ้านมักจะไมใ่ ส่เสื้อ จะต้องมี
ผ้าขาวม้าพาดบ่า ไม่นิยมใส่เครื่องประดับ ปัจจุบันจะใส่กางเกงขาก๊วย ผ้าขาวม้าคาดเอวเพื่อให้
คล่องตัวและสะดวกสบายต่อการทำงาน บางคร้งั ใสเ่ ส้ือไม่ติดกระดุม (โครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูล
เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งใหแ้ กช่ นเผ่าพืน้ เมืองในประเทศไทย, 2545)
ผู้หญงิ สูงอายจุ ะนุ่งโจงกระเบนหรือผ้าถุง ใสเ่ สื้อคอกระเช้า อาจมีเคร่อื งประดับ เช่น
สร้อยคอ สร้อยข้อมือที่ทำจากลูกปัด และเครื่องเงิน ชาวชองไม่ได้มีการทอผ้าไว้ใช้เอง เสื้อผ้าเครื่อง
แต่งกายหาซื้อได้จากตลาด ปจั จุบนั มเี พียงผู้สูงอายทุ ีย่ งั คงแตง่ กายตามเอกลกั ษณ์ของชาวชอง สว่ นชน
รุน่ หลังแต่งกายตามสมยั นยิ ม

4.1.6.8 ด้านอาหารและภูมปิ ญั ญาสมนุ ไพร
อาหาร
ชาวชอง จะมีอตั ลักษณใ์ นเรอ่ื งอาหารทีอ่ ยูก่ บั ธรรมชาติ สมุนไพร ไดแ้ ก่
ยำวนุ้ หมานอ้ ย “หมาน้อย” เปน็ พืชตระกูลเถาวลั ย์ ไมเ้ ล้ือย ขนึ้ เองตามธรรมชาติ ใช้
ทำอาหาร โดยนำใบมาคัน้ หรอื ตำให้ละเอยี ดทำเป็นวนุ้ ตัดเปน็ ชนิ้ ๆ และตำพริก กะปิ มะม่วง มะกอก
มายำกบั ว้นุ และใส่ปลาแนมใหอ้ อกรสเปร้ียวๆ เผด็ ๆ ใช้รับประทานกบั ข้าว หรือทำเป็นขนม หมาน้อย
ลอยแก้ว เป็นวุ้นแล้วใส่น้ำเชื่อม น้ำแข็ง ปัจจุบัน หมู่บ้านช้างทูนเป็นแหล่งท่องเที่ยวนิเวศพพิ ิธภัณฑ์
บ้านช้างทูน จึงพัฒนา “วุ้นหมาน้อย” รับประทานกับหน้าอาหารทะเล ใช้เป็นอาหารว่างบริการ
นักท่องเที่ยว เนื่องจากต้นหมาน้อยมีสรรพคุณทางยาเย็น แก้ไข้ และช่วยให้การหมุนเวียนโลหิตใน
ร่างกายดีขึ้น (สัมภาษณ์ อุทัย เปรื่องเวช, ชาวชอง บ้านคลองขวาง ตำบลด่านชุมพล, 19 กรกฎาคม
2565)

๑๖๙

วัตถุดบิ
- วุ้นหมาน้อย กุ้งแห้งฝอย กระเทียมดอง ถั่วลิสงคั่ว มะม่วงดิบ หอม ผักชี น้ำพริก
ปรุงรส เน้ือสตั ว์ (ตามชอบ)
วธิ ีการทำ
- การปั่นใบหมาน้อย ล้างใบหมาน้อยให้สะอาด ประมาณ 3 กำมือ นำมาใส่เครื่อง
ป่นั ใสน่ ้ำสะอาดลงไปประมาณ 2 แก้ว ปนั่ ให้ใบละเอยี ดและน้ำเหลว ปรมิ าณนำ้ ทีใ่ สจ่ ะมีผลกับเนื้อวุ้น
ถา้ นำ้ มากเน้ือวุน้ จะเหลว นำ้ น้อยเนอ้ื วนุ้ จะแขง็ กระด้าง (สูตรนที้ ำได้ 40 ถว้ ย)
- การกรอง ใช้ผ้าขาวบางกรองน้ำปั่นใบหมานอ้ ยใส่อ่างเพื่อใหไ้ ด้น้ำสะอาดไมม่ ีเศษ
ใบปะปน จากนนั้ ใชก้ ระบวยตกั ใสถ่ ว้ ยเล็กๆ ค่อนถ้วย ทิง้ ไว้ประมาณ 20 นาที จะเป็นวนุ้
- การทำเครื่องยำ ตำเครื่องปรุง พริกขี้หนูสด กระเทียม ใส่กุ้งแห้ง ไส้กรอก ปูอัด
(หน่ั เป็นชน้ิ ) กุง้ ปลาหมกึ หอยลวกสดๆ ปรงุ รสดว้ ยมะนาว นำ้ ปลา นำ้ ตาลเลก็ นอ้ ย โรยถั่วลิสงค่ัวตำ
(ถา้ ปน่ จะละเอียดมากเกนิ ไป) โรยหน้าดว้ ยใบสะระแหน่
- การรบั ประทาน จะนำเคร่ืองยำไปรบั ประทานกบั วนุ้ รสชาตขิ องเคร่ืองยำทอ่ี อกรส
เปรีย้ ว เผ็ดเล็กๆ จะเข้ากับวนุ้ ท่ีจดื ได้ลงตัว

ภาพท่ี 111 ภาพยำวุน้ หมานอ้ ย
ข้าวเหนียวมลู หอ่ ใบละปา้ ง
วัตถดุ ิบ
- ขา้ วเหนยี ว กะทิ ใบละป้าง
วธิ ีการทำ
ลา้ งขา้ วเหนียวดว้ ยนำ้ สะอาด แชข่ า้ วเหนยี วอยา่ งนอ้ ย 3 ช่ัวโมงหรือข้ามคืนเอาหม้อ
ใส่น้ำตัง้ ไฟกลาง เทข้าวเหนียวท่ีแช่ไว้ลงในหวด พอน้ำในหมอ้ เดอื ดแลว้ จึงนำหวดตงั้ บนหม้อ ใช้ฝาหรือ
ผ้าปิดหวดไว้ เบาไฟลงเล็กน้อย น่ึงไปประมาณ 15 นาที พลิกข้าวเหนียวด้านล่างขึ้นด้านบนเพ่ือให้
ข้าวเหนียวสกุ อยา่ งทั่วถงึ น่ึงตอ่ อีกประมาณ 10 นาทแี ลว้ เอาลง เทหวั กะทิ น้ำตาล และใส่ใบเตยลงใน
ภาชนะเดียวกัน ใช้ใบเตยขยำน้ำตาลจนละลายเข้ากับกะทิดี ใช้กระชอนหรือผ้าขาวบางกรองเอาแต่
นำ้ กะททิ ่ไี มม่ ีใบเตยและเศษต่างๆ ทิ้งไป แลว้ นำกะทิขึ้นตั้งไฟกลางจนเดือด แลว้ ปิดเตา เอาน้ำกะทิที่
ปรุงรสเตรียมไว้ ราดลงบนข้าวเหนียวนึ่งอุ่นๆ ใช้ไม้พายคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี แล้ววางทิ้งไว้สักครู่
หนง่ึ กใ็ ห้คนข้าวเหนยี วแบบเดิมอีก สังเกตวา่ ตอนแรกน้ำกะทิจะดเู ยอะกวา่ ข้าวเหนียว แต่เม่ือคนและ
วางทง้ิ ไว้ขา้ วเหนยี วจะดูดน้ำกะทิ ก็จะไดข้ า้ วเหนียวมูน แล้วนำใบละปา้ งมาหอ่ ใหส้ วยงาม

๑๗๐

ภาพที่ 112 ภาพข้าวเหนียวมลู ห่อใบละป้าง
การหงุ ขา้ วแบบโบราณ ดว้ ยกระทะ
วตั ถดุ บิ /อปุ กรณ์
- ขา้ วสาร น้ำ กระทะ
วธิ ีการทำ
การหุงข้าวด้วยกระทะ มีเคล็ดลับเรื่องการซาวขา้ วว่า ซาวอยา่ งรวดเรว็ เพ่ือไม่ใหส้ าร
เคลือบเม็ดหลุดออก ใส่น้ำน้อย การใส่ไฟต้องสม่ำเสมอ ไม่งั้นข้าวอาจจะดิบ หรือ ไหม้ได้ เมื่อน้ำเริ่ม
แห้งก็ “ซา” ไฟ หรอื ลดไฟลง รอจนขา้ วสุก ก็จะได้ขา้ วทีน่ ม่ิ

ภาพท่ี 113 ภาพการหงุ ขา้ วแบบโบราณด้วยกระทะ
ยำเห็ดจมูกม้า เปน็ อาหารตามฤดูกาล ทจ่ี ะได้รับประทานในชว่ งตน้ ฝน เดอื น 5 เดือน 6
วัตถุดบิ
- เหด็ จมกู มา้ น้ำปลา/มะนาว/พรกิ /หอม/ผกั ชี นำ้ ตาล
วิธีการทำ
ลา้ งทำความสะอาดเห็ดจมูกม้า นำไปลวกนำ้ รอ้ น ปรงุ รสดว้ ยเคร่อื งยำ ชิมรสชาติให้
ออกอมเปรี้ยวอมหวาน

ภาพที่ 114 ภาพเหด็ จมูกม้า

๑๗๑

แกงไก่กล้วยพระ เป็นเมนอู าหารท้องถน่ิ ของชาวไทยเช้ือสายชอง อำเภอบอ่ ไร่ จังหวัดตราด
เปน็ การนำวฒั นธรรมวถิ ีชวี ิตดัง้ เดมิ ของบรรพบุรุษมาเป็นอาหารพ้ืนบา้ นทีม่ ีรสชาตอิ รอ่ ย

วตั ถุดิบ
- กาบกล้วยพระ ไก่บา้ นสับ เครื่องแกง
วธิ ีการทำ
นำวัตถุดิบอย่าง “กล้วยพระ” มาหั่นบาง ๆ แช่น้ำเกลือ ตั้งกระทะใส่นำ้ มันใหร้ อ้ น
ใส่เครื่องแกงลงไปคั่วให้หอม ใส่กะทิจนได้ที่ก็นำไก่ที่สับแล้วลงไปคลุกเคล้าจนให้ได้กลิ่นหอม
รับประทานพรอ้ มกับขา้ วห่อใบละม้าง

ภาพที่ 115 ภาพแกงไกก่ ล้วยพระ

ดอกออบตม้ กินคู่น้ำพรกิ ระกำ
วัตถุดิบ/เคร่ืองปรงุ
- ดอกออบ ระกำ กะปิ กระเทยี ม พริกสด น้ำปลา
วิธีการทำ
ตำกระเทียม พริกขี้หนู กุ้งแห้ง ให้แหลกเข้ากัน ใส่กะปิ สละ และมะอึก ตำพอหยาบๆ
ให้เขา้ กัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและนำ้ มะนาว ชิมรส รับประทานพร้อม ดอกออบต้ม และผกั สด

ภาพที่ 116 ภาพดอกออบตม้ กนิ ค่นู ้ำพรกิ ระกำ

ข้าวสม้ อ่นุ
วตั ถุดบิ
- ข้าวสวย กระเทยี มเจยี ว ใบคล้มุ เน้อื หมูสับ
วธิ ีการทำ
เตรียมกระเทียม โขลกให้ละเอยี ด นำกระเทยี มลงไปเจยี วในน้ำมันรอ้ น ทอดพริกแหง้
นำขา้ วสวยร้อนๆ มาคลกุ ใสห่ มูสบั ดบิ คนใหเ้ ข้ากัน นำมาป้นั วางเคียงด้วยพรกิ แหง้ ทอด คนโบราณจะ
รับประทานแบบนเ้ี ลย หากเป็นเดก็ จะหอ่ ดว้ ยใบคลุม้ นำไปย่างไฟออ่ น

๑๗๒

ภาพท่ี 117 ภาพข้าวสม้ อนุ่
แกงมันเทศปลาดกุ
วัตถุดบิ
- ปลาดุก มันเทศ เครอ่ื งแกง กะทิหรือหวั กะทิ น้ำปลา
วิธกี ารทำ
ใส่หัวกะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟกลาง รอจนเดือด ใส่น้ำพริกแกงลงไป รอเดือดอีกครั้ง
ปรงุ รสด้วยน้ำตาลปบ๊ี น้ำปลา ชิมรสตามชอบ ใสม่ ันเทศลงไป ใสป่ ลาดกุ ลงไป (ไมต่ ้องคน) รอให้เดือด
อีกครัง้ ประมาณ 5-7 นาที คนให้เขา้ กัน ปิดไฟ ตกั ใสถ่ ้วย พร้อมรับประทาน

ภาพท่ี 118 ภาพแกงมันเทศปลาดกุ
ขนมป้าย ขนมหวานพื้นบ้าน มักจะทำในช่วงงานมงคล ตัวขนมทำจากแป้งขนมเทียน
นวดจนเปน็ เน้ือเดียวกนั ใสไ่ ส้มะพร้าวกวนผสมกบั น้ำตาลออ้ ยให้เป็นเน้อื เดยี วกนั ห่อด้วยใบคลมุ้

ภาพที่ 119 ภาพขนมปา้ ย
ที่มา : รายการเทย่ี วไทยไม่ตกยคุ

สขุ แบบชาวชอง...บ้านช้างทนู

ขนมตุม้ เปล
เป็นขนมทีท่ ำมาจากข้าวเหนียว มาคลุกผสมกับเกลอื เพื่อไว้ยัดใสใ่ นตุม้ เปล การทำ
ตุ้มเปล คือ นำใบมะพร้าวอ่อนมาสานเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ปลาตะเพียน นก ตั๊กแตน ตะกร้อ หรือ
รูปทรงอ่ืนๆ สำหรับกรอกข้าวเหนียวลงไป เมื่อนึ่งข้าวจนสุก หน้าตาก็จะคล้ายๆ ข้าวเหนียวน่ึง เวลา
กินให้จิม้ กบั น้ำตาลออ้ ย มีรสชาติหวานๆ เค็มๆ

๑๗๓

ภาพท่ี 120 ภาพขนมตมุ้ เปล
ภูมิปัญญาสมนุ ไพร
ชาวชองเปน็ กลมุ่ ชาติพันธุ์ทีอ่ ยู่กบั ป่ากบั ธรรมชาติ จงึ มีภมู ิปญั ญาท่ีเรียนรู้กับธรรมชาติ
การจักสานที่มาจากต้นคล้มุ
ต้นคลุ้ม เป็นพืชยืนต้น ไม้เนื้ออ่อนเจริญเติบโตขึ้นเป็นพุ่มหรือเป็นกอ และมีอายุยืน
หลายปี มีถิ่นกำเนดิ ตามธรรมชาตใิ นท่ีเปน็ น้ำหรอื เป็นโคลนตามรมิ คลอง ริมสระหรือตามลำธารตาม
หุบเขา ลำต้นมีทั้งแบบตั้งตรงและเป็นแบบเลื้อย มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดินสามารถแตกหน่อได้ ลำต้น
กลมเป็นสีเขียวเข้มออกเป็นข้อๆ และมีข้อปล้องยาวหากรวมทั้งก้านและใบจะมีความสูงประมาณ
1 – 2 เมตร บ้างว่าสูงประมาณ 2 - 4 เมตร ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแตกหน่อ ต้นคลุ้มสามารถนำมา
จักสานได้หลายอย่าง เช่น ตะกร้า กระบุง ตะแกรง ตลอดจนการสานเสื่อ หรือทำเชือกมัดสิ่งของใน
ชีวติ ประจำวนั เพราะเน้ือเหนียวและแขง็ แรง ดัดง่ายรูปทรงสวยงามและคงทนมากกว่าพืชท่ีใช้จักสาน
ชนิดอน่ื

ภาพที่ 121 ภาพงานหัตถกรรมจักสานจากต้นคลุ้ม
ที่มาภาพ : รายการเทยี่ วไทยไมต่ กยุค ตอน สขุ แบบชาวชอง...บ้านช้างทูน จังหวัดตราด

ชาซัมเร ผลติ จากใบของต้นเทพทาโรและใบวา่ นสาวหลง
ใบเทพทาโร มาซอย นำไปคั่ว ไฟอ่อนๆ ไม่ร้อนมาก แค่พอแห้ง สรรพคุณสดชื่น
ผอ่ นคลาย ระบายลมในทอ้ ง
ชาซัมเร เป็นชาพื้นบ้านที่ทำมาจากใบเทพทาโร ซึ่งเป็นไม้หอมชนิดหนึ่งอยู่ในตระกูล
เดียวกันกบั อบเชย มักพบกระจายพนั ธุ์ในแถบเอเชียเขตร้อน ส่วนในประเทศไทยนน้ั จะพบตน้ เทพทาโรตาม
เขาในปา่ ดงดิบ

๑๗๔

วิธีการทำ คือนำใบเทพทาโรมาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วไปคั่วไฟอ่อนๆ แล้วใส่ ลงใน
ชะลอมจิ๋วที่ทำมาจากต้นคลุ้ม จากนั้นก็ชงเหมือนชาร้อนทั่วไป ชาซัมเรจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็น
กลิน่ เฉพาะของตน้ เทพทาโร

ภาพท่ี 122 ภาพชาซมั เร
ทม่ี าภาพ : รายการเทยี่ วไทยไมต่ กยุค ตอน สุขแบบชาวชอง...บา้ นชา้ งทนู จังหวดั ตราด

การร่อนพลอยแบบโบราณของชาวชอง
แหล่งรอ่ นพลอยของเมอื งตราด เมื่อก่อนจะมีหลายที่แต่ตอนนท้ี อี่ นรุ ักษเ์ อาไว้เป็นบ่อ
ตรงบา้ นช้างทนู ผ้รู อ่ นพลอยจะนำวสั ดอุ ย่างไม้ไผ่หรือหวายมาทำเป็นตะแกรง การรอ่ นพลอยของชาว
ชอง ถา้ จะรูว้ ่าแม่น้ำตรงไหนจะมพี ลอยแดง ให้ดจู ากการร่อนในคร้ังแรก ถ้ามเี ศษขี้พลอยติดขึ้นมากับ
กรวด หิน ดิน ทราย แสดงว่าบริเวณนั้นๆ มีพลอยแดง การร่อนพลอยของชาวชองแบบดั้งเดิม คือ
ชาวบา้ นจะขุดดนิ ด้วยชะแลง และนำตะแกรงมาตกั เศษหิน เศษทรายในน้ำแลว้ นำขน้ึ มาร่อนบนผิวน้ำ
ถ้าเปน็ พลอยจะมีความระยบิ ระยับ เป็นสแี ดง สีชมพู สมี ว่ ง ถา้ เจอพลอยแลว้ ชาวบ้านจะอมใส่ปากไว้
กอ่ นแลว้ หลังจากน้ันจะนำไปใสข่ วดเก็บไว้

ภาพที่ 123 ภาพการร่อนพลอยของชาวชองบ้านช้างทนู
สปาสุ่มไก่
การอบสมุนไพรแบบดั้งเดิม “สปาสุ่มไก่ หรือ สปา เดอ ชอง” ภูมิปัญญาชาวบา้ นท่ี
ใช้วัสดุจากท้องถิน่ คือ สุ่มไก่ มาเพิ่มมูลค่า สร้างเอกลกั ษณ์ของบา้ นช้างทูนดว้ ยตำรบั แพทย์แผนชอง
โบราณ ซึ่งลักษณะการอบ สปาสุ่มไก่ ภายในสุ่มจะมีหม้อต้มสมุนไพรและไมห้ อมนานาชนดิ เช่น ใบ
มะขาม ขมิ้น ใบเทพทาโร เกลือ น้ำมันกฤษณา โดยบริเวณรอบในสุ่มไก่มีผ้ากันน้ำอยู่ข้างในรอบสมุ่
วธิ ีการอบสปาสุม่ ไกต่ อ้ งเอาตวั เข้าไปในสุม่ และจะมีรูตรงกลางข้างบนเพื่อใหส้ อดหัวขึ้นมา จะทำการอบตัว
ในสุ่มไก่ประมาณ 10 – 15 นาที จะทำให้ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้
เลอื ดหมุนเวียนดี ผวิ พรรณเปล่งปล่งั ฟืน้ ฟูสภาพอวยั วะภายในให้แขง็ แรง รักษาอาการหลังคลอดได้ดี

๑๗๕

ภาพที่ 124 ภาพภมู ปิ ัญญาสปาสุ่มไกช่ าวชองบา้ นชา้ งทนู
ท่มี าภาพ : รายการเทีย่ วไทยไมต่ กยคุ ตอน สุขแบบชาวชอง...บา้ นชา้ งทนู จังหวดั ตราด

จากการศึกษาวิจัยและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ได้แก่
ชาวจีน ชาวแขก ชาวมอญ ชาวญวน ชาวชอง และชาวเขมร จังหวัดตราดของคณะผู้จัดทำโครงการฯ
พบว่า กลุ่มชาติพันธ์ุส่วนใหญ่มักจะอนุรักษอ์ ตั ลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเองได้จากการยึดโยงอัตลกั ษณ์
เข้ากับความเชื่อ ความศรัทธา พิธีกรรมทางศาสนา และสิ่งเหนือธรรมชาติ นอกจากนี้การมีอุปสรรค
ด้านการสอื่ สารและการรวมกล่มุ ของชาตพิ ันธ์แุ บบปิด ยงั ชว่ ยรักษาอตั ลักษณ์ด้านภาษา การแต่งกาย
ของกลุ่มชาติพันธ์ุนั้นๆ ไว้ได้ เช่น ชาติพันธุ์มอญ เป็นต้น แต่ทั้งน้ี อัตลักษณ์เหล่านั้นก็จะมิได้รับการ
เผยแพรอ่ อกไปให้ผอู้ ืน่ ได้รับรู้ และอาจมแี นวโนม้ สญู หายไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสงั คม

คณะผู้จัดทำโครงการจึงได้จดั ทำแนวทางการสืบสานมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลมุ่
ชาตพิ ันธ์ใุ นจงั หวัดตราด เพือ่ สบื ทอดองค์ความรูแ้ ละต่อยอดเพือ่ สร้างมูลค่าเพ่ิมทางเศรษฐกิจและการ
ท่องเที่ยวของจงั หวดั ตราดต่อไป

๑๗๖

4.2 แนวทางการสบื สานมรดกภมู ปิ ญั ญาของกล่มุ ชาติพนั ธ์จุ ังหวัดตราด
จากการค้นคว้าข้อมูลชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด ในโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา

ร่วมรักษาอตั ลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดยได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นทางวัฒนธรรมของกลุ่ม

ชาติพันธุ์ สามารถนำไปสู่แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดย
คณะผวู้ ิจัยไดจ้ ัดการประชุมหารือแนวทางร่วมกบั กลุ่มชาติพนั ธผ์ุ ู้เป็นเจ้าของอตั ลกั ษณข์ องตนเอง และ

ไดจ้ ดั ทำแผนการดำเนินการสบื สานมรดกภูมปิ ัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวดั ตราด ดังนี้

ตารางแสดงแผนการดำเนินงานการสบื สานมรดกภมู ิปัญญาของกลมุ่ ชาติพันธ์ุจังหวดั ตราด

ท่ี โครงการ กิจกรรมหลัก ช่วงเวลา/ งบประมาณ หน่วยงานที่

สถานทjี รับผิดชอบ

๑ ถ่ายทอดองค์ความรู้ - จัดอบรมเด็กและเยาวชน ประจำปี ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม

มรดกภมู ิปญั ญา ประชาชนและผู้ทสี่ นใจ ถา่ ยทอด งบประมาณ จังหวดั ตราด

ทางวฒั นธรรมวัฒนธรรม องคค์ วามรมู้ รดกภูมิปญั ญาท พ.ศ. ๒๕๖๖

ของกล่มุ ชาติพันธ์ุ วฒั นธรรมของกลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ

๒ ประชาสัมพันธป์ ระเพณี - เผยแพรป่ ระชาสัมพันธ์ผา่ น ประจำปี ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม
ประจำปีของ ๒๐,๐๐๐ จงั หวัดตราด
กลุ่มชาตพิ ันธ์ุ ชอ่ งทางโซเซยี ลมีเดียอย่าง งบประมาณ
สภาวัฒนธรรม
๓ สง่ เสรมิ การพัฒนา ตอ่ เน่ือง พ.ศ. ๒๕๖๖ จงั หวดั ตราด
เผยแพร่
องคค์ วามรูม้ รดกภูมิ - จัดทำแผ่นพบั ประชาสมั พันธ์
ปญั ญาทางวัฒนธรรม
ของกลุ่มชาติพันธ์ุ องคค์ วามรู้มรดกภมู ปิ ัญญาทาง

วัฒนธรรมของกลุม่ ชาติพันธ์ุ

- จัดทำปฏทิ ินประเพณีประจำปี

เพ่ือสง่ เสรมิ การทอ่ งเที่ยว และ

สร้างการรบั รูน้ อกห้องเรียนใหก้ บั

เยาวชนในพื้นท่ี

- จัดกจิ กรรมถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ ประจำปี

แกเ่ ดก็ และเยาวชนประชาสัมพนั ธ์ งบประมาณ

โดยการสาธิต พ.ศ. ๒๕๖๖

จัดแสดง เอกสาร ฯลฯ

- มหกรรมถา่ ยถอดองค์ความรู้มรดก

ภูมิปัญญาชาติพันธุ์จังหวัดตราด

ทำ E-Book

๑๗๗

4.3 แนวทางการพฒั นาต่อยอดมรดกภูมปิ ัญญาของกลมุ่ ชาตพิ ันธจ์ุ งั หวัดตราดเพ่อื สรา้ งมูลค่าเพ่ิม
ทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการทอ่ งเทยี่ ว

จากการค้นคว้าข้อมูลชาติพันธุ์ในจังหวัดตราด ในโครงการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญา

ร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดยได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นทางวัฒนธรรมของกลมุ่
ชาติพันธุ์ สามารถนำไปสู่แนวทางการสืบสานมรดกภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด โดย

คณะผ้วู จิ ัยได้จดั การประชุมหารือแนวทางรว่ มกบั กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุผู้เปน็ เจ้าของอตั ลักษณ์ของตนเอง และ
ไดจ้ ัดทำแผนการพฒั นาตอ่ ยอดมรดกภูมิปญั ญาของกล่มุ ชาตพิ นั ธ์ุจงั หวัดตราดเพื่อสร้างมูลค่าเพ่ิมทาง
เศรษฐกิจ และสง่ เสรมิ การทอ่ งเท่ียว จงั หวัดตราด ดังน้ี

ตารางแสดงแผนการพฒั นาตอ่ ยอดมรดกภูมิปัญญาของกลมุ่ ชาตพิ ันธุ์จังหวดั ตราดเพื่อสรา้ งมลู ค่าเพ่มิ
ทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเทย่ี ว

ท่ี โครงการ กิจกรรมหลัก ช่วงเวลา/ งบประมาณ หน่วยงานท่ี

สถานที่ รับผดิ ชอบ

๑ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชอง - อบรมเชงิ ปฏบิ ัติการเพอื่ ประจำปี ๒๐,๐๐๐ สภาวัฒนธรรม

ขมุ ชนโดยนำมรดกภมู ปิ ัญญา/ พฒั นาต่อยอดผลติ ภณั ฑ์ งบประมาณ จังหวดั ตราด

ทนุ ทางวัฒนธรรมของกล่มุ ชาติ มรดกภูมิปญั ญาทาง พ.ศ. ๒๕๖๖

พนั ธุ์มาตอ่ ยอดใหเ้ กิดมูลคา่ เพมิ่ วัฒนธรรม

ทางเศรษฐกจิ และสง่ เสรมิ การ - จดั กิจกรรมค้นหา

ทอ่ งเทย่ี ว เส้นทางการทอ่ งเทยี่ ววถิ ี

ชีวิตกลมุ่ ชาตพิ นั ธ์ุ

- จดั ทำเส้นทางเชือ่ มโยง

กบั แหล่งท่องเทยี่ วของ

จงั หวดั

๑๗๘

บทที่ 5
สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

5.1 สรุป
การศึกษาวิจัยเรื่องการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์

จังหวัดตราด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมา บริบทชุมชน อัตลักษณ์และการดำรง
อตั ลกั ษณ์ของกลุ่มชาติพนั ธ์ุ การจดั เกบ็ ขอ้ มูลเบ้ืองต้นของกลมุ่ ชาติพันธ์ุจังหวดั ตราด พร้อมทงั้ สามารถ
สืบสานมรดกภูมปิ ัญญาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงสามารถสร้างมูลคา่ เพิ่มทางเศรษฐกจิ ใหก้ ับภูมิปญั ญา
ของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด โดยมีการจัดเก็บข้อมูล
ทง้ั หมด 8 ดา้ น สามารถสรุปผลการวจิ ัยไดด้ งั น้ี

ด้านที่ 1 ด้านทอ่ี ยู่อาศัย
กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่อาศัยไปตามบริบทของพื้นที่
สภาพภูมศิ าสตร์ ค่านยิ ม และกาลเวลา สงิ่ ที่ยังคงปรากฏหลักฐานด้านทอ่ี ยู่อาศัยจะเก่ียวเน่ืองกับการ
ประกอบอาชพี เช่น การปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ตดิ ริมนำ้ ของชาวแขก (มสุ ลมิ ) บา้ นนำ้ เชี่ยว เช่นที่เคย
เป็นมาแต่ดั้งเดิมตามประวัติศาสตร์การอพยพ เนื่องจากประกอบอาชีพประมงชายฝั่งเป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีย่านที่อยู่อาศัยโดดเด่นอีกแห่งของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวจีนที่สรา้ งตลากการค้าขาย มีการ
สรา้ งบ้านเรอื นแบบอาคารพานิชย์ ตึกแถวไม้สองชนั้ ประต้บู านเฟยี้ มแบบสามารถเปิดเป็นร้านค้าขาย
ของได้ในชุมชนรกั ษค์ ลองบางพระและยา่ นตลาดเทศบาลเมืองตราด

ด้านที่ 2 ด้านอาชีพ
อาชีพที่ยังหลงเหลือจากประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราดเปลี่ยนแปลงไปตาม
กาลเวลาและทรัพยากรในการประกอบอาชีพนั้นๆ แต่ยังคงมีอาชีพที่หล่อเลี้ยงให้กลุ่มชาติพันธุ์ใน
จังหวัดตราดได้ทำมาหากินถึงทุกวนั นี้ คือ อาชพี ประมง และประมงชายฝ่ัง การทำไร่ ทำสวน กรดี ยาง
รับจ้าง ค้าขาย ส่วนอาชีพที่สูญหายไปคือ อาชีพขุดพลอย ยังคงมีการทำกนั บ้างเล็กน้อยยามว่าง แต่
มใิ ชอ่ าชีพหลกั อีกต่อไป เนือ่ งจากทรพั ยากรดา้ นนี้มนี อ้ ยและกำลังจะหมดไป

ด้านที่ 3 ด้านความเช่อื
ความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม
ยังคงมีความสมบรู ณ์ และมัน่ คง มีความยึดโยงเชือ่ มต่อกับวฒั นธรรม ประเพณี เทศกาลต่างๆ รวมถึง
วถิ ชี ีวติ ทสี่ ่งผลถงึ การแสดงออกใหเ้ หน็ ภมู ปิ ญั ญาและมรดกทางวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ตอ่ ไป

ด้านที่ 4 ดา้ นเทศกาลและประเพณปี ระจำปี
เทศกาลประเพณีประจำปีที่น่าสนใจของกลุ่มชาติพันธุ์จังหวัดตราด ที่สามารถเชื่อมโยงการ
ท่องเที่ยวได้ มดี ังนี้
มกราคม พิธีอัญเชญิ แมโ่ พสพของชาวชอง
กุมภาพนั ธ์ ประเพณวี ันชาติของชาวมอญ ประเพณีเซน่ ผชี าวชอง ประเพณที รงผหี ิ้งชาวชอง
มนี าคม ไมม่ ปี ระเพณีหรือพธิ ีกรรม

๑๗๙

เมษายน ประเพณีเทกระจาดตรุษสงกรานต์ศาลเจ้าพ่อเสือ ของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน
อำเภอเขาสมงิ ประเพณีตรษุ สงกรานตข์ องชาวกมั พูชา ตำบลหาดเลก็ ประเพณีเซน่ ศาลชาวชอง

พฤษภาคม งาน “วันเกดิ เจา้ พอ่ หลกั เมอื ง” หรือ “งานวนั พลเี มอื ง”
มิถนุ ายน ไมม่ ปี ระเพณีหรือพธิ ีกรรม
กรกฎาคม เทศน์มหาชาติภาษามอญ ณ วัดฉางเกลือ งานวันตรุษอีดิ้ลอัฎฮา ชาวมุสลิม
บ้านน้ำเชี่ยว พธิ ีหล่อเทยี นพรรษาชาวชอง
สงิ หาคม ประเพณลี อยเรือตะโก และลอยเรอื สะเดาะเคราะหช์ าวชอง
กันยายน วันขน้ึ ศักราชใหม่ของชาวมสุ ลมิ ประเพณีตักบาตรนำ้ มนั พืชของชาวมอญ ณ วัดฉาง
เกลอื ประเพณผี ชมุ บิณฑเ์ ป็นประเพณีเซ่นไหวบ้ รรพบุรุษของชาวกัมพชู า
ตลุ าคม เทศกาลกินเจ จังหวดั ตราด ประเพณที ำบญุ ตกั บาตรเทโว
พฤศจิกายน ประเพณแี ขง่ เรอื พายลำไม้ไผ่ ณ ชุมชนบา้ นน้ำเชย่ี ว พิธีเสกสุสานของชาวญวนท่ี
นับถอื ศาสนาคริสต์ ประเพณีแข่งเรือพาย ปากคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก
ธันวาคม วนั คริสต์มาสของชาวญวนทน่ี ับถอื ศาสนาคริสต์

ดา้ นที่ 5 ดา้ นศลิ ปะพน้ื บ้าน
ภูมิปัญญาด้านงานศิลปะพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดมีปรากฏให้เห็นค่อนข้าง
นอ้ ย เนอื่ งจากชาติพันธ์ทุ เี่ ขา้ มาอาศัยอยู่ต่างก็มาเพือ่ ทำมาหากนิ หวังที่จะมคี ณุ ภาพชีวิตท่ีดีขึ้น จึงไม่มี
ทักษะทางการสร้างสรรค์งานศิลปะมากนัก เว้นแต่ร่องรอยงานจิตรกรรม ประติมากรรม ที่หลงเหลือ
จากประวตั ิศาสตร์ เชน่ งานจิตรกรรมจนี บนฝาผนังวัดบุปผาราม งานประดับเครือ่ งถว้ ยชามสังคโลกที่
ผนังโบสถ์วัดบุปผาราม เป็นต้น ในด้านงานหัตกรรมที่เป็นภูมิปัญญายังคงมีให้เห็นบ้าง เช่น งาน
หัตถกรรมจักสานคุ้มโดยชาวชอง การปักผ้าของชาวมอญ เป็นต้น ทั้งนี้มีสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกถึง
ความเป็นชาตพิ ันธุ์ชัดเจนโดดเดน่ 2 ชาตพิ ันธุ์ ได้แก่ ศาลเจ้าของชาวจนี มีหลายแห่ง โดยเฉพาะศาล
เจ้าพ่อหลักเมืองตราดที่มีความสวยงามตามแบบสถาปัตยกรรมจีน และเจดีย์สานสัมพันธ์ไทย-มอญ
ท่ถี อดแบบเจดีย์แบบชาวมอญ โดยมีเจดยี ์ชเวดากองจากพม่าเป็นต้นแบบ ท้ังน้ียงั มีพระธาตุอินแขวน
จำลอง ณ สำนกั สงฆเ์ ขาคณุ ธรรม หรือสำนักสงฆเ์ ขามอญ ทช่ี าวมอญรว่ มกันสรา้ งขึ้นเพ่ือรำลึกถึงบ้าน
เกิดเมอื งนอนของตนอกี ดว้ ย

ดา้ นท่ี 6 ภาษาและวรรณกรรม
ชาติพันธุ์ทย่ี งั คงรกั ษาภาษาของตนไดเ้ ปน็ อย่างดีท่ีสุด และยงั คงใชภ้ าษาของตนในการสื่อสาร
คือ ชาติพันธุ์มอญ จากการวิเคราะห์ พบว่า สาเหตุของการคงอยู่ของภาษามอญในกลุ่มคนมอญ
เนือ่ งจาก ชาวมอญมีการสร้างสังคมระบบปดิ มกี ารสนทนา และความสมั พนั ธก์ นั เพียงในกลมุ่ ชาติพนั ธุ์
ของตนเท่านน้ั ไมว่ ่าจะเปน็ การรวมกลมุ่ กันเพอ่ื ประกอบอาชพี การแต่งงานสรา้ งครอบครัว การจัดงาน
หรอื กิจกรรมประเพณี ทำใหช้ าวมอญยงั คงพูดภาษามอญไดแ้ ละยังคงถ่ายทอดภาษาของชาตพิ นั ธุ์มอญ
ส่รู ุน่ ลูกหลานไดอ้ ย่างเขม้ แขง็ และเหนยี วแน่น

ดา้ นท่ี 7 การแตง่ กาย
การดำรงอัตลักษณ์ด้านการแต่งกายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดตราดมีบริบทคล้ายกับการ
คงอัตลักษณ์ด้านการใช้ภาษาและการถ่ายทอดการใช้ภาษาในการสื่อสาร ชาวมอญยังคงมอี ัตลักษณ์

๑๘๐

ด้านการแต่งกายท่ีชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ และสังเกตได้ว่ากลุ่มชาติพันธุม์ อญมคี วามภาคภูมิใจในการ
แต่งกายของตนเองอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีชาวมุสลิมที่สามารถดำรงไว้ซึ่งการแต่งกายที่ถูกต้อง
งดงามตามคำสอนและความเชื่อทางศาสนา ซึง่ สามารถเปน็ จุดดงึ ดูดนกั ท่องเท่ียวให้สมั ผัสวิถีชีวิตและ
อาภรณข์ องชาวมุสลิม

ด้านที่ 8 ด้านอาหาร
อตั ลกั ษณ์ด้านอาหารของกลมุ่ ชาตพิ นั ธใุ์ นจงั หวัดตราด เป็นมรดกภมู ิปัญญาที่คงความสมบูรณ์
ไว้ได้มากที่สุดจากอัตลักษณ์ทั้งหมด 8 ด้าน จากการวิเคราะห์พบว่า อาหารเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต
ต้องทำกินอยู่เป็นนิจ ทั้งยังแฝงไปด้วยเรื่องของการดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ของผู้ที่ทำอาหาร
และผู้รับประทานอาหารนั้นๆ นอกจากนี้ อาหารยังมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับเทศกาลประเพณี
พิธีกรรม ความเชื่อ และภูมิปัญญาทางด้านสมุนไพรอีกด้วย ทำให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์มีรายการอาหาร
ที่น่าสนใจและน่าลิ้มลอง ดังข้อมูลที่ได้กล่าวมาในบทข้างต้น สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว
การเรียนรวู้ ฒั นธรรมดา้ นอาหาร ประวตั ศิ าสตร์และวิถีชวี ิตของกลุ่มชาตพิ ันธแ์ุ ตล่ ะกลมุ่ ได้

5.2 อภปิ รายผล
การศึกษาวิจัยเรื่องการอนุรักษ์สืบสานมรดกภูมิปัญญาร่วมรักษาอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์

จงั หวดั ตราดในครง้ั นี้ มีประเดน็ ทีน่ ่าสนใจหลายประการ ในการศกึ ษาตามวตั ถุประสงค์ กรอบคิด และ
ขอบเขตเนื้อหาของการวิจัยที่ได้รายงานและสรุปผลการวิจัยในบทที่ 4 และ บทที่ 5 ที่ผ่านมา ได้มี
ขอ้ สงั เกตในประเด็นต่างๆ เพมิ่ เตมิ พอสรปุ ไดด้ งั นี้

5.2.1 ลูกหลานของกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ต่างๆ ในจงั หวัดตราดจบการศึกษาที่สูงข้ึนไปเร่ือยๆ ทำให้
เมื่อจบมาก็มีการไปประกอบอาชีพตามที่ได้ศึกษามา ทำให้ไม่มีเวลาและโอกาสในการสืบสานอาชีพ
ดั้งเดิมของบรรพบุรษุ เชน่ อาชีพตีเหลก็ ทอผ้า จักสาน ขายยาแผนโบราณ ทำประมงชายฝั่ง เป็นต้น
และด้วยเศรษฐกิจและทรพั ยากรท่ีเปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้อาชีพที่ต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ลดน้อยถอย
ลงจนสญู หายไปในท่ีสุด หรือการแต่งกายในแบบด้งั เดิมของกลุ่มชาตพิ นั ธ์ุตนในชวี ิตประจำวนั ปัจจุบัน
ก็แทบแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นชาวไทยหรือมีเชื้อสายของชาติพันธุ์อืน่ นอกจากนี้แน้วโน้มในเรื่องของ
การใชภ้ าษาในการพูด และการสอื่ สารกเ็ รมิ่ นอ้ ยลงเนอ่ื งจากการสอ่ื สารรว่ มกับคนไทยในโรงเรียน หรอื
การที่ต้องไปทำงานท่ีอ่ืนซึ่งต้องใช้ภาษาไทยกลางเป็นส่วนมาก ทำให้พดู ภาษาของตนน้อยลง สำเนียง
การออกเสยี งเริ่มเพ้ียนไป

จากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิถีชีวิต อาชีพ การทำมาหากินเปลีย่ นแปลง
ไปดว้ ย ส่งผลถึงประเพณี หรอื พธิ กี รรมต่างๆ ทเ่ี ก่ียวข้องกับการทำมาหากนิ หายไปดว้ ย เชน่ พธิ สี ่ขู วัญ
นา พิธบี ชู าแม่โพสพ การละเล่นหลังฤดเู กบ็ เกย่ี ว การเข้าวดั ทำบุญหรอื การประกอบพิธีกรรมตามความ
เชื่อของตน กท็ ำเท่าท่ีความสะดวกจะเออื้ อำนวย หรอื ดูเหมอื นเป็นการจัดขึ้นเพือ่ จำลองวิถีชีวิตดั้งเดิม
เช่น การละเลน่ สะบ้าล้อของชาวมอญที่จะนิยมเล่นกันชว่ งตรุษสงกรานต์ แตป่ จั จุบนั วัยรุน่ ชาวมอญไป
เท่ียวในงานสงกรานต์กนั เทา่ นัน้ ไม่มีการรวมตวั เลน่ สะบ้าลอ้ แล้ว มีเพยี งการจัดการแข่งขนั เพ่ืออนุรักษ์
กฬี าพืน้ บ้านจังหวัดตราดเท่าน้นั ความเชอ่ื เร่ืองผบี ้าน เสาบา้ นของชาวมอญก็ลดน้อยลง เนอื่ งจากการ
สร้างที่อยู่อาศัยไม่เอื้ออำนวย แต่ทั้งนี้ การรับทราบข้อมูลด้านความศรัทธาที่มีต่อบรรพบุรุษ การ
ลงโทษ และความศรัทธาทม่ี ีตอ่ พระพุทธศาสนา รวมถงึ เร่ืองบาปกรรม และความเชือ่ ในพระเจ้าหรอื สิ่ง
เหนือธรรมชาติ ยังคงมีส่วนให้กลุ่มชาตพิ ันธุ์ดำรงอัตลักษณ์และส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา

๑๘๑

ของตนไว้ต่อไปได้ เช่น พิธีเสกสุสาน การเซ่นผีชาวชอง การเล่นผีหิ้ง ประเพณีการแต่งงาน การตัก
บาตรน้ำมันพืช การร่วมพิธีกรรมต่างๆ ของชาวมุสลิม รวมทั้งการแต่งกายของพี่น้องมุสลิมตาม
บทบัญญตั ิเปน็ ต้น

5.2.2 ผู้นำชุมชนทัง้ ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ต้องให้ความสนใจอย่างจรงิ จังในการ
ช่วยเหลือกัน สืบทอดอัตลักษณ์ต่างๆของกลุ่มชาติพันธุ์เอาไว้ ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน
พพิ ิธภณั ฑ์ในพื้นที่ มกี ารพูดคุยกนั และทำงานร่วมกัน มากกวา่ การสนับสนนุ เพียงแค่กิจกรรมประจำปี
ในครั้งหนึง่ ๆ เท่านั้นหากมีการสร้างศูนย์เรียนรู้ร่วมกับการสร้างพิพิธภัณฑ์จะทำให้สามารถนำข้อมลู
ออกมาเผยแพร่ได้อย่างเปน็ รูปธรรม สร้างความภาคภมู ิใจใช้รุ่นลูกหลานในกลุ่มชาติพันธุ์นัน้ ๆ ต่อไป
และสร้างมูลค่าเพ่ิมให้แก่มรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมเพื่อกระตุน้ เศรษฐกิจของชุมชนก็เป็นอีกหนึง่
ทางเลือกที่ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนได้หันมาสนใจการสืบสานต่อยอดภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์
ของตนเองอีกด้วย

5.3 ข้อเสนอแนะ
5.3.1 การนำผลการวิจยั ไปใช้ การวิจยั น้พี บว่า การดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพนั ธจ์ุ ังหวัดตราด

เป็นการปลูกฝัง และความเคยชิน เป็นการขัดเกลาทางสังคมระดับครอบครัว ซึ่งมีแนวโน้มในการ
เข้มงวดลดลง หรืออาจเพราะไม่สามารถต้านทางกระแสสังคม และภาวะทางเศรษฐกิจได้ โดยอัตลักษณ์
ในบางเรื่องไม่ไดม้ กี ารบังคับให้ลกู หลานตอ้ งทำต่อไป ต้องอาศัยจิตสำนึก ความเชื่อ จึงอาจทำให้การ
ดำรงอัตลักษณ์นี้ถดถอยน้อยลงตามไปด้วย ทั้งนี้คณะผู้วิจัยยังมองเห็นกลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ของกลุ่ม
ชาติพันธุ์ที่ต้องการอนุรักษณ์ เผยแพร่วัฒนธรรมของตนให้เป็นรูปธรรม อาจเป็นในรูปแบบของ
พิพิธภัณฑ์ สื่อเคลื่อนไหว โซเชียลมีเดีย น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้มีอำนาจสนับสนุนทั้งภาครัฐและ
เอกชนได้ช่วยกันให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มรดกภูมิปัญญาทาง
วฒั นธรรมเพอื่ กระตุ้นเศรษฐกจิ ของชุมชนกเ็ ปน็ อีกหนึ่งทางเลอื กท่ีควรสง่ เสริมให้เด็ก เยาวชนได้หันมา
สนใจการสบื สานต่อยอดภูมปิ ญั ญากล่มุ ชาตพิ นั ธข์ุ องตนเองอีกดว้ ย

5.3.2 การวิจยั ครัง้ น้เี ป็นการวิจยั เชิงคุณภาพ ศกึ ษาการอนุรักษ์สบื สานมรดกภูมิปัญญาร่วม
รกั ษาอตั ลกั ษณ์กลุ่มชาตพิ นั ธุ์จงั หวัดตราด การวิจัยครง้ั ตอ่ ไปผ้สู นใจอาจยกแงม่ ุมอ่นื มาพิจารณาศึกษา
เพม่ิ เติม เช่น การจัดต้ังพิพิธภณั ฑก์ ลุ่มชาตพิ นั ธ์ุ การสรา้ งมูลค่าเพ่ิมให้แก่ภมู ิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์
จังหวัดตราด การสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น
ซ่งึ อาจผสมผสานการวิจยั ในเชิงปรมิ าณเข้ามาเพ่อื ใหง้ านวจิ ัยมขี ้อมลู ทม่ี คี วามหลากหลายมากข้นึ

๑๘๒

บรรณนานกุ รม

หนังสือ

กรรณิการ์ เกนิกานนท.์ ชอง. กรงุ เทพฯ : บรรณกิจ, 2522.

กระทรวงมหาดไทย. ประวัตศิ าสตรท์ อ้ งถ่นิ : ความเป็นมาของอำเภอสำคญั ในประวตั ศิ าสตร์ภาคกลอง.
กรงุ เทพฯ : กระทรวงมหาดไทย, 2542.

การท่องเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย. เข้าใจถ่นิ เข้าใจเทยี่ ว ตราด. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท แปลน พริน้ ตง้ิ จำกดั ,
2541.

กิตต์ นริ ันตพ์ านชิ . เลา่ เรื่องเก่าคลองบางพระ. กรงุ เทพฯ : สำนักพมิ พ์แต่งฟา้ สวรรค์บญั ชา, 2550.
กิตติ วรกุลกติ ติ. มอญเสยี เมือง. กรุงเทพฯ : เท็คโปรโมชัน่ แอนด์ แอดเวอรไ์ ทซง่ิ , 2533.
เกศสริ นิ ทร์ แพทอง. การปรับเปลี่ยนอัตลกั ษณ์และวธิ ีการดำรงรกั ษาอตั ลักษณ์สำคัญของชาวมอญ

อำเภอพระประแดง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพฒั นาสังคม คณะ
พฒั นาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2546.
คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลมิ พระ
เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัว. วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ เอกลักษณ์
และภูมปิ ญั ญา จงั หวดั ตราด. กรุงเทพฯ : คุรสุ ภาลาดพร้าว, 2542.
คณะกรรมการศาลเจ้าพอ่ หลักเมอื งตราด. ศาลเจ้าพอ่ หลกั เมอื งตราด. ม.ป.ท., 2543.
จวน เครอื วิชฌยาจารย.์ วิถีชีวิตชาวมอญ. กรุงเทพฯ : ดา่ นสุมธาการพมิ พ,์ 2537.
จี. วลิ เลียม สกนิ เนอร.์ สงั คมจีนในประเทศไทย : ประวัตศิ าสตร์เชิงวเิ คราะห์. แปลโดยพรรณี ฉตั รพล
รกั ษ์ ช่นื จิตต์ อำไพพรรณ ม.ร.ว.ประกายทอง สริ ิสุข ภรณี กาญจนษั ฐิติ ปรียา บญุ ญะศริ ิ
และ ศรสี ขุ ทวิชาประสทิ ธ.ิ กรงุ เทพฯ : มูลนิธโิ ครงการตำราสงั คมศาสตรแ์ ละมนยุ ษศาสตร์,
2529.
เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี . อานามสยามยทุ ธ ว่าดว้ ยการสงครามระหว่างไทยกับลาว
เขมร และญวน. กรุงเทพฯ : แพรพ่ ทิ ยา, 2514.
จำลอง ทองดี. แผน่ ดนิ ประเทศมอญ. กรงุ เทพฯ : เรอื นแกว้ วัฒนธรรม, 2529.
ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ. แนวคิดในการศึกษาสงั คมและวัฒนธรรม. นนทบุรี :
มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, 2532.
ชนิ อยู่ด.ี ไทยเผ่าชองที่จันทบรุ ี. ฉบบั ที่ 3 พ.ศ. 2518, 2518.
เชษฐ์ ตงิ สัญชลี. เจดญี ์ในศิลปะพมา่ -มอญ : พฒั นาการด้านรูปแบบตัง้ แต่ศิลปะศรีเกษตรถงึ ศิลปะ
มัณฑะเล. กรงุ เทพฯ : เมอื งโบราณ, 2555.

๑๘๓

ดำรงพล อนิ ทรจ์ นั ทร์. วทิ ยากรบรรยาย “การเซ่นผใี นวฒั นธรรมกะซอง จากอดีตสู่สงั คมสมยั ใหม”่
จดั โดย ศนู ยม์ านุษยวทิ ยาสิรนิ ธร (องค์การมหาชน), 2559.

ถนอม อานามวัฒน์. ความสัมพันระหว่างไทย เขมร และญวน ในสมัยรตั นโกสินตอนต้น. ปรญิ ญา
นพิ นธ์หลกั สูตรปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑติ วทิ ยาลัยการศกึ ษา, 2514.

เทศบาลเมอื งตราด. ทร่ี ะลึก พธิ ีเปิดตลาดสดและศูนย์การค้าเทศบาลเมืองตราด 25 ธันวาคม 2531. ม.
ป.ท., 2531.

นติ ยสาร อสท. พฤษภาคม 2542. บนเส้นทางตา่ งสายในเมอื งจนั ท์ พฤษภาคม 2542 หนา้ 64.

ประโยชน์ โยธาภริ มย์. ปจั จันตคีรีเขตร์ เกาะกง นครแหง่ ความหลัง. (พมิ พค์ ร้ังท่ี 2). อยุธยา:
สถาบันราชภฏั พระนครศรีอยุธยา, 2540.

ปิน่ แก้ว เหลอื งอรา่ มศรี, บรรณาธกิ าร. อัตลกั ษณ์ ชาตพิ นั ธ์ุ และความเปน็ ชายขอบ. กรุงเทพฯ :
ศูนย์มานุษยวทิ ยาสริ ินธร (องคก์ ารมหาชน), 2546.

ผ่องพันธ์ุ มณรี ตั น์. การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมและวฒั นธรรม. กรงุ เทพฯ : โครงการสง่ เสรมิ การสร้าง
ตำรา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ 2521.

ผสุ ดี จันทวมิ ล. เวยี ดนามในเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทนุ สนับสนนุ การวิจยั และมลู นิธิ
โครงการตำราสงั คมศาสตร์และมนษุ ยศาสตร,์ 2541.

พระบรหิ ารเทพธาน.ี พงศาวดารชาตไิ ทย เล่ม 3. พระนคร : โรงพิมพ์ ส.ธรรมภกั ด,ี 2496.

พงศาวดารกรุงรัตนโกสนิ ทร์รชั กาลที่ 1 ฉบบั เจา้ พระยาธภิ ากรวงศ์ ฉบบั ตัวเขยี น. กรุงเทพฯ :
อมรินทรพ์ ร้ินตง้ิ แอนดพ์ ับลิชชง่ิ , 2539.

มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. โครงการรักษาเอกลักษณข์ องสถาปัตยกรรมท้องถิน่ และสง่ิ แวดล้อมเพอ่ื ดึงดูด
นักทอ่ งเทย่ี ว จังหวัดตราด. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั ศิลปากร, ม.ป.ป.

วรรณทนี รุ่งเรอื ง สภากลุ และภิญโญ วรี ะสขุ สวสั ดิ์. สถานะบคุ คลตามกฎหมายไทยของคนเชอ้ื ชาติ
ไทยจากเกาะกง. วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญานิตศิ าสตรม์ หาบณั ฑติ คณะนิติศาสตร์ บณั ฑิต
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2545.

วรรณิภา ณ สงขลา. วัดบปุ ผาราม. กรงุ เทพฯ : ฝ่ายอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนงั และประตมิ ากรรมติดที่
กองโบราณคดกี รมศลิ ปากร, 2535.

วดั แม่พระรับสาร จ.ตราด. พธิ เี ปิดเสก วัดแม่พระรบั สาร จ.ตราด.,2561.

วฒั นา บรุ กสิกร. รายงานการวจิ ัยเร่อื งลักษณะคำท่มี าจากภาษามอญ. กรุงเทพฯ :
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 2541.

ศศิธร โตวินัส. “การศกึ ษาเพือ่ จดั ทำแผนทีม่ รดกทางสถาปัตยกรรมชุมชนรกั ษค์ ลองบางพระ จงั หวดั
ตราด.” วิทยานพิ นธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรวัฒนธรรม
บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลยั ศิลปากร, 2554.

๑๘๔

ศภุ วดี มนตเ์ นรมติ . ชีวิตและการต่อสู้ของเขมรพลัดถ่นิ . สาขาสังคมวทิ ยา คณะสงั คมวทิ ยาและ
มานษุ ยวิทยา บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551.

ส่งศรี ประพฒั น์ทอง, บรรณาธิการ. จังหวัดตราดและวดั บปุ ผาราม. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทอมรินทร์ พร้นิ ตง้ิ กรพุ๊
จำกัด, 2535.

สภาวฒั นธรรมแหง่ ชาติ สำนกั วัฒนธรรมทางวรรณกรรม. จังหวดั ตราด. พระนคร : โรงพมิ พ์อดุ ม,
2500. (พิมพใ์ นงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ).

สุนิสา ม่ันคง. กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล (วังหน้า) ในสมยั รัตนโกสินทร์. กรงุ เทพฯ : อาทิตย์ โพรดกั ส์ กรปุ๊
จำกดั , ม.ป.ป.

สุเรขา สพุ รรณไพบลู ย์. “ระบบเสยี งในภาษาชองหมูบ่ า้ นตะเคยี น ตำบลตะเคยี นทอง อำเภอมะขาม
จงั หวดั จันทบุร”ี วิทยานพิ นธ์ปริญญานพิ นธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑติ สาขาภาษาไทย
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทร วิโรฒ ประสานมติ ร, ๒๕๒๕.

สุวรรณี เครือปาน. “การศกึ ษาเพอ่ื อนุรักษอ์ าคารที่พักอาศัยบริเวณถนนสขุ าภบิ าล อำเภอเมอื ง
จังหวัดจันทบรุ .ี ” วทิ ยานพิ นธ์ศิลปะศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าประวตั ิศาสตร์
สถาปัตยกรรม บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, 2534.

สำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวัดตราด. ภาพเก่าเลา่ เร่อื งเมืองตราด. ตราด : สำนักพมิ พ์ ซ.ี เอน็ .คอมพิวเตอร์
, 2552.

สำนักผงั เมือง กระทรวงมหาดไทย. ผังเมอื งรวมเมอื งตราด. กรงุ เทพฯ ม.ป.ท., 2529.

เสาวนยี ์ จิตต์หมวด. กลุ่มชาตพิ ันธ์ุ: ชาวไทยมุสลิม. กรุงเทพฯ : กองทนุ สง่า รุจริ ะอัมพร, 2531.

รุ่งมณี เมฆโสภณ. คนสองแผ่นดิน. กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทติ ย์, 2551.

หมอ่ มราชวงศศ์ ภุ วัตร เกษมศรี. พระประวตั กิ รมหมนื่ ทวิ ากรวงษ์ประวัติ. พระนคร : โรงพมิ พม์ ติ ร
สยาม, 2510.

อภลิ กั ษณ์ เกษมผลกุล. โครงการวจิ ยั เชิงประวตั ิศาสตรเ์ ฉลิมพระเกียรตฯิ “ตามรอยเสด็จฯ เกาะชา้ ง
จงั หวดั ตราด”. กรงุ เทพฯ : สำนักงานวฒั นธรรมจงั หวัดตราด กระทรวงวฒั นธรรม รว่ มกบั
องค์การบรหิ ารการพฒั นาพ้ืนท่ีพิเศษเพอื่ การทอ่ งเท่ียวอยา่ งยง่ั ยืน, 2548.

อภลิ กั ษณ์ เกษมผลกูล. ภาษาถิน่ ภาคตะวนั ออก. พิมพค์ รั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : สำนกั งานวฒั นธรรม
จงั หวดั ตราด, 2550.

อภิลักษณ์ เกษมผลกูล. การสืบทอดอัตลักษณ์กลุ่มชาติพนั ธ์ุ “ชอง” ผ่านพิธี “ส่งในบา้ น”
ของชาวชอง บ้านทงุ่ ไก่ดัก อ.เมอื ง จ.ตราด. ปรับปรงุ จากบทความเร่อื ง “สงครามกบั ความรัก:
ความขดั แย้งในการปฏิบัติตนตอ่ ผบี รรพบุรุษในประเพณสี ่งในบ้านของชาวไทยเช้ือสายชอง
บา้ นทุง่ ไกด่ ัก จังหวัดตราด” นำเสนอในการประชมุ ประจำปที างมานษุ ยวทิ ยา คร้ังท่ี 4

๑๘๕

ประจำปี 2548 เรื่อง วัฒนธรรมไรอ้ คติ ชวี ิตไรค้ วามรนุ แรง จดั โดย ศูนย์มานุษยวทิ ยา
สิรนิ ธร กรุงเทพฯ, 2550.
Webber, Karl E., Ethnographic notes on the Chong (ชอง) Population in
Chanthaburi Province, Southeast Thailand. Bangkok : Office of the Senior
Research
Fellow of the South Asia Institute of Heidelberg University at the German
Cultural Institute, 1976.
Huffiman, F.E. “The Phonology of Chong, a Mon-Khmer Language of Thailand.” In
Suriya Ratanakul et at. Eds, Southeast Asian Linguistic Study Presented to
Andre G. Haudricourt, pp. 355-388, Bangkok : Mahidol University, 1976.

การสัมภาษณ์
เกยี รตชิ ยั โภคพิบูลย์. ชาวไทยเชือ้ สายจีน ตำบลบางพระ. สัมภาษณ์, 17 กนั ยายน 2565.
เค ทวย. ชาวมอญ ตำบลห้วยแรง้ . สัมภาษณ,์ 8 กรกฎาคม 2565.
จนิ หนิ ขาว. ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก. สมั ภาษณ์, 5 กนั ยายน 2565.
จิระภา สุขสถิตย์. ชาวไทยเช้ือสายจีน ตำบลบางพระ. สมั ภาษณ์, 17 กนั ยายน 2565.
ฉลอง บุญรอด. ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเลก็ . สมั ภาษณ,์ 5 กนั ยายน 2565.
เฉวยี ง อินทรประเสรฐิ . ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชมุ พล. สัมภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
ชมอ้ ย เปรอ่ื งเวช. ชาวชอง บ้านคลองขวาง ตำบลช้างทนู . สัมภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565
ณัฐวฒุ ิ ลอยเล่อื น. ชาวบ้านตำบลหาดเล็ก. สมั ภาษณ,์ 5 กันยายน 2565.
ตถยิ า โพธแ์ิ ดง. ชาวไทยเช้ือสายจีน ตำบลบางพระ. สัมภาษณ,์ 17 กันยายน 2565.
เต็ง แซอ่ ้งึ . ชาวไทยเช้อื สายญวน ตำบลวังกระแจะ. สมั ภาษณ,์ 19 กันยายน 2565.
ทักสิน สำรวน. ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเลก็ . สมั ภาษณ,์ 5 กันยายน 2565.
ทิพวรรณ เอีย่ มบุญญฤทธิ์. ชาวมสุ ลมิ ตำบลนำ้ เช่ียว. สมั ภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565.
ทวรี ัฐ ทองมี. ชาวไทยเช้ือสายญวน ตำบลวงั กระแจะ. สมั ภาษณ,์ 19 กันยายน 2565.
นราทร ถนอมวงษ์. ชาวมสุ ลมิ ตำบลนำ้ เชย่ี ว. สัมภาษณ,์ 10 กรกฎาคม 2565.
นรินทร์ มุกมณี.ชาวไทย ตำบลบ่อพลอย. สมั ภาษณ,์ 8 กรกฎาคม 2565.
เนือ่ ง เสาวพนั ธ.์ ชาวชอง บา้ นคลองขวาง ตำบลช้างทนู . สมั ภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
บรรทม สมหมาย. ชาวบ้านคลองมะขาม ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ,์ 5 กนั ยายน 2565.

๑๘๖

พัชรนิ ทร์ พรรณมณลี ักษณ์. ชาวไทยเชื้อสายจีน ตำบลบางพระ. สมั ภาษณ,์ 17 กันยายน 2565.
ไพศาล เจริญศรี. ราษฎรชาวไทย ตำบลไมร้ ดู . สมั ภาษณ,์ 19 กนั ยายน 2565.
มนิ คนิ ซู. ชาวมอญ ตำบลห้วยแรง้ . สมั ภาษณ,์ 8 กรกฎาคม 2565.
มอญ องั ตาน. ชาวมอญ ตำบลห้วยแร้ง. สมั ภาษณ,์ 8 กรกฎาคม 2565.
ยุทธนา โทเกษม. ราษฎรชาวไทย ตำบลนำ้ เช่ยี ว. สัมภาษณ์, 10 กรกฎาคม 2565.
ย้มิ โฉมเฉลา. ชาวชอง บา้ นคลองขวาง ตำบลชา้ งทนู . สัมภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
รสรนิ วริ ัญโท. ชาวมสุ ลมิ ตำบลน้ำเชีย่ ว. สัมภาษณ,์ 10 กรกฎาคม 2565.
สมควร คุม้ ปลี. ชาวบ้านคลองสน ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ,์ 5 กนั ยายน 2565.
สมชาย เปร่อื งเวช. ชาวชอง บ้านหนองไมห้ อม ตำบลช้างทูน. สมั ภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
สมศรี เกตุถกึ . ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชมุ พล. สัมภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
สร้อยสวุ รรณ อยู่ถนอม. ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลดา่ นชุมพล. สัมภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
สุวลี คลา้ ยมี. ชาวไทยเช้ือสายญวน ตำบลวังกระแจะ. สมั ภาษณ,์ 19 กนั ยายน 2565.
เสวย เอกนกิ ร. ชาวชอง บ้านคลองแสง ตำบลด่านชมุ พล. สมั ภาษณ์, 19 กรกฎาคม 2565
สำเนา ตุงคะเทพี. ชาวชอง บ้านหนองมาตร ตำบลชา้ งทนู . สัมภาษณ,์ 19 กรกฎาคม 2565
อำรา สมพร. ชาวบา้ นคลองสน ตำบลหาดเล็ก. สัมภาษณ์, 5 กันยายน 2565.

๑๘๗


Click to View FlipBook Version