การพฒั นาชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร เรือ่ ง วัสดรุ อบตวั เรา
สาํ หรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 1 โรงเรียนอนุบาลวดั ปตลุ าธิราชรงั สฤษฎ์ิ
โดย
นางสาวกนกวรรณ สมสมยั
คณะครุศาสตร สาขาการสอนวิทยาศาสตรทว่ั ไป
รหสั ประจาํ ตวั 59003161003 รหสั กลมุ 5900316101
วจิ ัยเลมนเ้ี ปนสวนหน่ึงของวชิ าการปฏิบัตกิ ารสอนในสถานศึกษา 2
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราชนครนิ ทร
พ.ศ.2563
ช่อื เรอ่ื ง การพฒั นาชุดกจิ กรรมการเรียนรูวทิ ยาศาสตร เร่ือง วสั ดรุ อบตัวเรา
สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎิ์
ผูว จิ ัย นางสาวกนกวรรณ สมสมัย
ป 2563
บทคดั ยอ
การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตวั
เรา ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 1 ใหมีคุณภาพระดับดีข้ึนไป เพ่ือนําชุดกิจกรรมการเรียนรู
วทิ ยาศาสตร เร่ือง วสั ดุรอบตัวเรา ไปทดลองสอนกบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที่ 1 โดยศึกษาผลการ
เรียนรูของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ โดยศึกษากับ
นักเรียนจํานวน 37 คน เคร่ืองมือท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเปนแบบทดสอบวัดความรู แบบ
ประเมินทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และแบบประเมินระดับเจตคติตอ ชุดกิจกรรมการเรยี นรู
วทิ ยาศาสตร วิเคราะหขอ มูลโดยใชคา เฉลย่ี และ t-test
ผลการศึกษาพบวา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 ดวยชุด
กิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา ดานความรู หลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมี
นยั สาํ คัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05
คาํ สาํ คญั : ชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร, และผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
กติ ติกรรมประกาศ
ผูวิจัยขอขอบคุณโรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ท่ีไดสนับสนุนสถานท่ี ตลอดจน
สนบั สนุนอุปกรณก ารทําวิจยั ในครงั้ น้ี จึงทาํ ใหร ายงานวิจยั สําเร็จลลุ ว งดว ยดี
ขอขอบคุณ อาจารย ธานินทร ปญญาวัฒนากุล สาขาการสอนวิทยาศาสตรทั่วไป
มหาวิทยาลยั ราชภัฏราชนครนิ ทร ท่ีไดใหแนวทางการดําเนินวจิ ัยและคําแนะนําจนประสบความสําเร็จ
ในการวิจยั ครงั้ นี้
ขอขอบคุณ คุณครู อารดา วงษยีเมาะ ครูประจําระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 ของโรงเรียน
อนุบาลวัดปต ลุ าธิราชรงั สฤษฎิ์ ที่ไดใหแ นวทางการดําเนินวจิ ยั และคําแนะนําจนประสบความสําเร็จใน
การวิจัยคร้งั นี้
ดวยความดีหรือประโยชนอันใดเนื่องจากงานวิจัยน้ี ขอมอบแดผูที่มีสวนเก่ียวของที่คอย
สง เสริมและสนับสนนุ แกผ วู ิจยั มาโดยตลอด
กนกวรรณ สมสมยั
มนี าคม 2563
สารบญั หนา
(1)
บทคัดยอ (2)
กติ ติกรรมประกาศ (3)
สารบญั 1
บทท่ี 1 บทนาํ
1
ภมู หิ ลงั 3
ความมงุ หมายของการวิจัย 3
ความสาํ คญั ของการวจิ ยั 4
ขอบเขตการวิจัย 5
นิยามศพั ทเฉพาะ
สมมตฐิ านการวจิ ัย 6
กรอบแนวความคดิ
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ ง 7
เอกสารที่เกี่ยวกบั หลักสตู รสถานศกึ ษา 8
ชดุ กิจกรรม 9
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู 11
เจตคตติ อชุดกิจกรรมการเรยี นรูว ิทยาศาสตร 19
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 21
งานวจิ ัยที่เกย่ี วของ 28
บทท่ี 3 วิธดี าํ เนินการวจิ ยั 35
การพฒั นาชุดกจิ กรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร 37
การทดลองสอน 37
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข อมลู 38
ผลการพัฒนาชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร 41
ผลการทดลองสอน 41
บทที่ 5 สรปุ อภิปราย และขอเสนอแนะ 42
ผลการวจิ ัย 43
การอภปิ รายผล 44
ขอเสนอแนะ 44
เอกสารอางองิ 45
46
สารบัญ (ตอ) 47
48
ภาคผนวก 129
ภาคผนวก ก ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูวทิ ยาศาสตร เรอื่ งวัสดรุ อบตวั เรา 131
และแผนการจดั การเรยี นรู 136
ภาคผนวก ข รายชอื่ และขอมูลสังเขปของผูเชี่ยวชาญ 139
ภาคผนวก ค ตวั อยา งเครือ่ งมือ 142
ภาคผนวก ง ผลการพจิ ารณาของผูเชยี่ วชาญ และขอ สรุปการหาคุณภาพเคร่อื งมือ
ภาคผนวก จ สถิตทิ ่ีทใ่ี ชใ นการวิเคราะหขอ มูลและสูตร
ประวัตผิ วู จิ ยั
สารบัญตาราง
ตารางที่ แบบแผนการทดลอง หนา
3.1 แสดงเนอ้ื หาและเวลาทีใ่ ชส อนโดยใชชุดกจิ กรรมวชิ าวทิ ยาศาสตร 39
3.2 แสดงคาสถติ ผิ ลการประเมนิ คุณภาพของผเู ช่ยี วชาญ 40
4.1 แสดงคา สถิตผิ ลการประเมินคุณภาพของผูเชยี่ วชาญ 41
138
ภาคผนวกที่
4.1
1
บทที่ 1
บทนาํ
ภูมิหลัง
วทิ ยาศาสตรม บี ทบาทสําคัญย่ิงในสังคมโลกปจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตรเกย่ี วของ
กับชีวิตของทุกคนท้ังในการดํารงชีวิตประจําวันและในงานอาชีพตางๆ เครื่องมือเครื่องใช ตลอดจน
ผลผลิตตางๆ เพื่อใชอํานวยความสะดวกในชีวิตและการทํางาน ลวนเปนผลของความรูวิทยาศาสตร
ผสมผสานกบั ความคิดสรา งสรรคแ ละศาสตรอืน่ ๆ ความรูว ิทยาศาสตรช ว ยใหเ กิดการพฒั นาเทคโนโลยี
อยางมาก พรอมกันน้ันเทคโนโลยีก็มีสวนสําคัญมากท่ีจะใหการศึกษาคนควาความรูทางวิทยาศาสตร
เพม่ิ ขึน้ อยางไมหยุดยัง้ วิทยาศาสตรทาํ ใหคนไดพัฒนาวธิ ีคิด ทัง้ ความคดิ เปน เหตุเปน ผล คดิ สรางสรรค
คิดวิเคราะห มีทักษะสําคัญในการคนควาหาความรู มีความสามารถในการแกปญหาอยางเปนระบบ
สามารถตัดสินใจโดยใชขอมูลหลากหลายและประจักษพยานที่ตรวจสอบได วิทยาศาสตรเปน
วัฒนธรรมของโลกสมยั ใหม ซง่ึ เปน สังคมแหง ความรู (Knowledge based) ทกุ คนจึงจาํ เปนตองไดรับ
การพัฒนาใหรูวิทยาศาสตร เพ่ือที่จะมีความรูความเขาใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย
สรา งสรรคข ้ึน และนําความรไู ปใชอยางมเี หตุผลสรางสรรค มคี ุณธรรม ความรวู ทิ ยาศาสตรไ มเ พียงแต
นํามาใชในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แตยังชวยใหคนมีความรูความเขาใจท่ีถูกตองเก่ียวกับการใช
ประโยชน การดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาส่ิงแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางสมดุลและ
ย่ังยืน และท่ีสําคัญยิ่งคือ ความรูวิทยาศาสตรชวยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ
สามารถแขงขันกับนานาประเทศและดําเนินชีวิตรวมกันในสังคมโลกไดอยางมีความสุข (สถาบัน
สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลย,ี 2546, น. 1)
สําหรับการสอนวิทยาศาสตรนั้น หนวยศึกษานิเทศกสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แหงชาติ(กระทรวงศึกษาธิการ, 2539, น. 60) พบวาครูผูสอนวิทยาศาสตรมักจะเนนเนื้อหาวิชา
มากกวาที่จะสอนใหนกั เรยี นไดรูจักแสวงหาความรู รูปแบบการเรียนการสอนไมดึงดูดความสนใจของ
ผูเรียน ขาดความตอเนื่องของเนื้อหาและไมเชอ่ื ยมโยงกับชวี ติ จรงิ และเครื่องมือวัดผลการเรียนรูขาด
มาตรฐาน และไมมีความหลากหลาย ซึ่งจะสงผลใหผูเรียนไมมีความสนใจตอการเรียน ไมยอมคิด จน
ทําใหผูเรียนคิดไมเปน ขาดความเขาใจ และเกิดความเบ่ือหนายตอการเรียนวิทยาศาสตร การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตรจึงจําเปนอยางย่ิงท่ีผูสอนตองดึงดูดใหผูเรียนมีความสนใจ ใฝ
รู ใฝเรยี น มีเจตคติเชงิ วทิ ยาศาสตร มีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร รวมถึงการจัดกระบวนการ
การเรียนรูท่ีหลากหลาย เรียนรูแนวทางแกไขปญหาอยางมีระบบ ถูกข้ันตอน สามารถสนองความ
แตกตางของผูเรียนใหมีลักษณะการเรียนรูหลายแบบ โดยทําใหผูเรียนเรียนรูอยางมีความสุข ตาม
2
ความถนัดของตนเอง และสามารถพฒั นาศักยภาพอยางเต็มความสามารถเหมาะสมกบั วัย (สาํ นักงาน
คณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ, 2545, น. 33)
จากประเมินผลการเรียนรูดานความรูของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 รายวิชา
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี พบวาผลการเรียนรูดานความรูยังไมถึงเกณฑท่ีพึงประสงค อาจมีสาเหตุ
มาจากสติปญญา สถานการณดังกลาวเปนปญหาท่ีตองไดรับการแกไข ตามทฤษฎีการพัฒนาการทาง
สติปญ ญาของเพยี เจต (Piaget) เนนถงึ ความสําคัญของความเปนมนุษย อยูที่มนษุ ยมคี วามสามารถใน
การสรางความรูผานการปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอม ซึ่งปรากฏอยูในตัวเด็กตั้งแตแรกเกิด (สน
สุวรรณ. 2556) รวมทั้งปญหาการขาดส่ือการเรียนการสอน ทําใหครูไมสามารถจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนเพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามความจุดมุงหมายของหลักสูตรได จึงทําใหครูผูสอน
จําเปนตองอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเขามาชวยไดแก ชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เปนตน ชุดกิจกรรมการเรียนรูเปน นวัตกรรมทางการศกึ ษาที่มีลักษณะเปน ส่ือประสม ที่
จัดขึ้นสําหรับหนวยการเรียนตามหัวขอเน้ือหาที่ตองการจะใหนักเรียนไดรับความรูอยางมี
ประสิทธิภาพ ในสวนของครูการสอนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูจะทําใหครูสามารถถายทอดวิชา
เน้ือหาที่สลับซับซอนและเปนนามธรรมใหนักเรียนเขาใจงายข้ึน ดานนักเรียนไดเรยี นรูไปทีละข้ันตาม
ความสามารถ ความสนใจของนักเรียนเอง และชวยใหนักเรียนกับผูสอนมีโอกาสปฏิบัติกิจกรรม
รวมกัน เปนกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล โดยมีครูคอยแนะนาํ
ชว ยเหลือใหกระบวนการเรยี นรมู ปี ระสิทธิภาพ (กศุ ยา แสงเดช, 2545 : 10-11)
ชุดกิจกรรมการเรียนรูเปน นวตั กรรมทางการศกึ ษาที่มีลักษณะเปน สื่อประสม ทจ่ี ัดขน้ึ สําหรับ
หนวยการเรียนตามหัวขอเนื้อหาที่ตองการจะใหนักเรียนไดรับ ชวยใหนักเรียนไดรับความรู อยางมี
ประสิทธิภาพในสวนของครู การสอนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูจะทําใหครูสามารถถายทอดวิชา
เนื้อหาที่สลับซับซอนและเปนนามธรรมใหนักเรียนเขาใจงายข้ึน ดานนักเรียนไดเรยี นรูไปทีละข้ันตาม
ความสามารถความสนใจของนกั เรยี นเองทําใหเ กิดการเรียนรทู ี่มปี ระสิทธิภาพ และชว ยใหน ักเรียนกับ
ผูสอนมีโอกาสปฏิบัติกิจกรรมรวมกัน เปนกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีตอบสนองความแตกตาง
ระหวางบคุ คล ซึง่ เปดโอกาสใหน กั เรียนมอี ิสระในการเรยี นตามความสามารถความสนใจ โดยมคี รคู อย
แนะนําชวยเหลือ ชวยใหกระบวนการเรียนรูมีประสิทธิภาพ (กุศยา แสงเดช, 2545 : 10-11)
นอกจากนีช้ ุดกิจกรรมการเรยี นรชู วยสงเสริมการเรยี นรูเปน รายบุคคล โดยผูเรียนสามารถเรียนไดตาม
ความสามารถ ความสนใจ ตามเวลาและโอกาสท่ีเหมาะสมของแตละคน แกปญหาการขาดแคลน
ครูผสู อน เพราะชดุ กจิ กรรมชว ยใหผ ูเรียนสามารถเรยี นไดดว ยตนเอง และตอ งการความชวยเหลือจาก
ครผู สู อนไมม ากสรางความมั่นใจและชวยลดภาระของผสู อน (สวุ ทิ ย มูลคาํ และ อรทัย มูลคํา, 2545
: 57-58) นอกจากน้ี ชุดกจิ กรรมจะชว ยเพิม่ ประสิทธิภาพในการสอนของครู และสง เสริมการเรียนของ
นักเรียนใหเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูโดยเปดโอกาสใหผูเรียนไดศึกษาและปฏิบัติ
3
กิจกรรมจากชุดกิจกรรมดวยตนเอง ซึ่งเปนการเรียนโดยยึดผูเรียนเปนสําคัญผูเรียนมีสวนรวมในการ
ปฏิบัติกิจกรรมตางๆตามความสามารถของแตละบุคคล ทําใหนักเรียนไมเบื่อหนายที่จะเรียน แตมี
ความกระตือรือรนท่ีจะคนควาหาคําตอบดวยตนเอง ทําใหนักเรียนมีโอกาสในการฝกทักษะปฏิบัติใน
ดา นตา งๆไดดว ย (อภิญญา เคนบปุ ผา, 2546 : 26)
จากสภาพปญหาดังกลาวมา ผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา เพื่อใชเปนวัตกรรมในการพัฒนาผลการเรียนรูดานผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นกอนและหลงั เรียน สําหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวดั ปต ุลาธริ าช
รังสฤษฎ์ิ เพื่อเปนแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยี ของโรงเรยี นอนื่ ๆ ท่ีคลายคลงึ กบั โรงเรียนอนุบาลวดั ปต ลุ าธริ าชรังสฤษฎต์ิ อ ไป
ความมุง หมายของการวิจยั
1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที่ 1 ใหมคี ุณภาพระดับดขี น้ึ ไป
2. เพื่อนาํ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร เร่ือง วัสดรุ อบตัวเรา ไปทดลองสอนกบั นกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โดยศกึ ษาผลการเรียนรูดงั น้ี
2.1 เพือ่ เปรยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดานความรูก อ นเรียนและหลังเรยี น
2.2 เพอื่ ศกึ ษาทักษะกระบวนการเรยี นรูทางวทิ ยาศาสตร
2.3 เพอ่ื ศึกษาระดบั เจตคติตอ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร
ความสําคญั ของการวิจยั
การวิจัยในครั้งน้ีได พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ใหมี
คุณภาพในระดบั ดขี ้ึนไปและมีศักยภาพในการพัฒนาผลการเรียนรูดานความรูก อนเรียนและหลังเรียน
ดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและดานระดับเจตคติตอชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร
สาํ หรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 1
ขอบเขตของการวิจัย
1. การพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร มีขอบเขตดังนี้
1.1 ชุดกิจกรรมการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรท่ีจะพฒั นามี 1 หนว ยการเรียนรู 7 หนว ยยอ ย คือ
เรื่อง วสั ดุรอบตวั เรา
1) ของเลนและของใชใ กลต วั
4
2) วัตถแุ ละวัสดุ
3) ชนดิ ของวัสดุ
4) สมบัติของวัสดุ
5) วสั ดใุ นชวี ิตประจําวัน
6) วัตถุทําจากวสั ดุหลายชนิด
7) ประโยชนข องวสั ดุ
1.2 แตละหนวยยอ ยมอี งคประกอบดังนี้
ใบความรูประกอบดว ย
1) ชอื่ ชดุ กจิ กรรม
2) เนอื้ หา
แบบฝก ทักษะประกอบดวย
1) จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
2) วัสด/ุ อปุ กรณ
3) ขัน้ ตอนการปฏิบตั กิ ิจกรรม
4) บนั ทึกผลการทดลอง
5) คําถามทา ยกจิ กรรม
2. การทดลองสอน
2.1 ประชากร ไดแก
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวดั ปตุลาธิราชรงั สฤษฎ์ิ อําเภอเมือง
ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ท่ีกําลังศึกษาอยูใน
ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา 2563 ซ่ึงมจี าํ นวน 11 หองเรยี น จํานวนทัง้ สิน้ 316 คน
กลุมตัวอยา ง ไดแ ก
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎ์ิ อําเภอ
เมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สาํ นักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาเขต 1 ทกี่ ําลังศึกษาอยู
ในภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2563 จํานวน 37 คน ซึง่ ไดมาจากการสมุ แบบเจาะจง
2.2 ตัวแปรตน ไดแก การเรียนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตวั
เรา
2.3 ตัวแปรตาม ไดแ ก
2.3.1 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นดา นความรู
2.3.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต ทักษะ
การลงความเหน็ จากขอมลู ทกั ษะการจาํ แนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและขอสรุป
2.3.3 เจตคติตอชุดกิจกรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร
5
นิยามศพั ทเฉพาะ
ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร หมายถึง นวัตกรรมการเรียนการสอนซึ่งสรางขึ้นตาม
ทฤษฎีวาดวย การพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจต (Piaget) เนนถึงความสําคัญของความเปน
มนุษย อยูที่มนุษยมีความสามารถในการสรางความรูผานการปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอ ม ซ่ึงปรากฏ
อยูในตัวเด็กตั้งแตแรกเกิด มีองคประกอบ 2 ดาน ไดแก 1.ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตรที่จะ
พัฒนามีทง้ั หมด 7 หนว ยยอ ย และ 2.แตล ะหนวยยอยมอี งคป ระกอบดังนี้
ใบความรูป ระกอบดวย
1) ชอื่ ชุดกิจกรรม
2) เน้ือหา
แบบฝก ทกั ษะประกอบดว ย
1) จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
2) วัสด/ุ อปุ กรณ
3) ขน้ั ตอนการปฏิบตั ิกิจกรรม
4) บนั ทึกผลการทดลอง
5) คําถามทา ยกิจกรรม
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ที่เรียนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร ในการวิจัยในคร้ังนี้
ผูวิจัยใชแบบทดสอบวัดความรทู ่ีมีลักษณะเปนแบบปรนัย 3 ตัวเลือกที่ผูวิจัยสรางข้ึนเปนเครื่องมือใน
การเก็บรวบรวมขอ มลู
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานทาง
วิทยาศาสตรที่เกิดข้ึนระหวางการปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรยี นรู ประกอบดวย 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการ
สังเกต ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมาย
ขอมูลและขอสรุป ในการวิจัยคร้ังนี้ผูวิจัยใชแบบประเมินพฤติกรรมของณัฏฐพงษ เจริญทิพย (2546
น. 176-178) เปนเครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอมลู
เจตคติตอชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร หมายถึง ความเชื่อ ความคิด ความรูสึกของ
นักเรียนท่ีมีตอชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร มี 2 ดาน ไดแก ดานเน้ือหา ดานความคิด
สรางสรรค ในการวิจัยครั้งน้ีใชแบบประเมินพฤติกรรมของณัฏฐพงษ เจริญทิพย (2546 น. 176-178)
เปนเคร่ืองมอื เกบ็ รวบรวมขอมลู
6
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1/2 หมายถึง นักเรียนโรงเรียนอนุบาลวดั ปต ุลาธิราชรังสฤษฎ์ิ
ท่กี าํ ลังเรยี นในช้นั ประถมศึกษาปท่ี 1 ปการศกึ ษา 2563
สมมติฐานการวจิ ยั
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 1 มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรียนสงู กวา กอ นเรยี น
7
กรอบแนวความคิด
ชอื่ งานวิจยั : การพฒั นาชุดกจิ กรรมการเรยี นรูว ิทยาศาสตร เร่อื ง วสั ดุรอบตวั เรา
สําหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1 โรงเรียนอนบุ าลวัดปตุลาธิราชรงั สฤษฎ์ิ
ขัน้ ที่ 1 : การพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรยี นรูวิทยาศาสตร เร่อื ง วสั ดรุ อบตัวเรา สําหรบั นักเรียนชัน้
ประถมศึกษาปที่ 1
- ประกอบดวย 7 หนว ยยอย
- ประเมินคณุ ภาพนวัตกรรม
ขนั้ ท่ี 2 : การทดลองสอน
ตัวแปรตน : การเรียนดว ยชุดกจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร เรือ่ ง วสั ดุรอบตวั เรา
ตวั แปรตาม
1) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นดานความรู
2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต ทักษะการลง
ความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและลง
ขอ สรุป
3) เจตคตติ อ ชุดกจิ กรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร
8
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วของ
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 1 ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ เพ่ือความเขาใจในหลักการและ
ทฤษฎตี ลอดจนผลการวิจยั ตา งๆ และนาํ เสนอเปนประเดน็ สําคัญดังน้ี
1. เอกสารเกย่ี วกับหลักสตู รสถานศกึ ษา
1.1 หลักสตู รสถานศกึ ษา
1.2 กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
2. ชดุ กจิ กรรม
2.1 ความหมายของชุดกจิ กรรม
2.2 ประเภทของชุดกิจกรรม
2.3 องคป ระกอบของชุดกจิ กรรม
2.4 ประโยชนของชดุ กิจกรรม
2.5 ขนั้ ตอนการสรางชุดกจิ กรรม
3. การสอนแบบสบื เสาะหาความรู
3.1 ความหมายของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู
3.2 รปู แบบกระบวนการสบื เสาะหาความรู
4. เจตคตติ อชุดกจิ กรรมการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร
4.1 ความหมายของเจตคติ
4.2 องคป ระกอบของเจตคติ
4.3 ลักษณะของเจตคติ
4.4 ประโยชนข องเจตคติ
4.5 การวดั เจตคติ
5. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
5.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
5.3 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
5.4 การสรางแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
6. งานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ ง
9
หลกั สตู รสถานศึกษา
1. ลกั ษณะของหลกั สูตรสถานศึกษา
วิชัย วงษใหญ. (2550) หลักสูตรสถานศึกษาประกอบดวย 1) วิสัยทัศน 2) พันธกิจ 3)
คุณลักษณะอันพึงประสงค 4) จุดหมาย 5) โครงสราง 6) คาอธิบายรายวิชา 7) หนวยการเรียนรู 8)
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน 9) ระเบียบการวัดและประเมินผล 10) คณะกรรมการบริหารหลักสูตร
สถานศึกษา เอกสารสวนน้ีเรียกวาหลักสูตรฉบับโรงเรียน (Curriculum) ซ่ึงเปนส่ิงที่สถานศึกษา
คาดหวังเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา สวนท่ีจะทาใหคุณภาพการศึกษาเปนไปตามที่สถานศึกษา
คาดหวังคือ หลักสูตรฉบบั ครผู ูส อนหรือการเรยี นการสอน (Instruction) ซ่ึงประกอบดว ย 1) วสิ ัยทศั น
2) พันธกิจ 3) คุณลักษณะอันพึงประสงค 4) จุดหมาย 5) โครงสราง 6) คาอธิบายรายวิชา (เฉพาะที่
ผสู อนรบั ผิดชอบในการจัดการเรียนร)ู 7) หนว ยการเรียนรู (ทสี่ มบูรณพ รอมทีจ่ ะนําไปสอนจริงรวมท้ัง
เครือ่ งมือการวัดและประเมินผลแตล ะหนวย) 8) คณะกรรมการบริหารหลักสตู รสถานศึกษา
หนวยการเรียนรู หมายถึง ความรูที่ครบวงจรในเร่ืองหน่ึง ซ่ึงเกิดจากการจําแนกสาระ การ
เรียนรูออกเปนเรื่อง การออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรูที่สอดคลองกับผลการเรียนรูท่ีกําหนด
และตรงกับความตองการความสนใจหรือปญหาที่ผูเรียนตองการทราบ โดยผูสอนเปนผูเอ้ืออํานวย
ความสะดวกในการเรียนรู โดยบูรณการการคิดกับกระบวนการเรียนรูแตละข้ัน ขณะดําเนินกิจกรรม
การเรียนรูโดยผูสอน กระตุนความสนใจ การสํารวจตรวจสอบ การอธิบาย การขยายความรูและการ
ประเมิน เปนการสรางความสมดุลระหวางผูเรียนกับหลักสูตร และผูเรียนไดทราบขอบเขตของสาระ
ที่จะเรียนลวงหนาและเตรียมตัววางแผนหาความรูเพิ่มเติมดวยตนเอง องคประกอบของหนวย การ
เรียนรู ประกอบดวย 1) สาระ ระดับช้ัน ภาคเรียนท่ี หนวยเรื่อง เวลา 2) ผลการเรียนรู 3) ความคิด
รวบยอดหลัก 4) หัวขอของสาระ 5) คุณลักษณะอันพึงประสงคท่ีสอดคลองกับหนวยการเรียนรู 6)
จุดประสงคการเรียนรู 7) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู 8) สื่อการเรียนรู 9) การประเมินผล
ประกอบดวยวธิ กี ารและเคร่ืองมอื วัด 10) บันทึกหลงั การสอน ประโยชนของการบันทึกหลังการสอน
จะทําใหผูสอนมีสารสนเทศนําไปพัฒนาผูเรียนหรือปรับปรุงการจัดการเรียนรูและการทาวิจัย ในชั้น
เรียนท่สี อดคลองกับวถิ ีชีวิตการทํางานของผสู อน
ความเช่ือมโยง (Alignment) คุณลักษณะอันพึงประสงคกับมาตรฐานสาระการเรียนรู สาระ
การเรียนรูชวงช้ัน สาระการเรียนรูรายป คําอธิบายรายวิชาและหนวยการเรียนรู จะสะทอนใหเห็น
การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาจากจุดเนนของพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ มาตรา 27 ท่ี
คณะกรรมการศึกษาข้นั พ้ืนฐานกําหนดหลักสตู รแกนกลาง และสถานศึกษาจัดทาสาระของหลักสูตรที่
สอดคลองกับสภาพปญหาในชุมชน ภูมิปญญาทองถ่ิน คุณลักษณะอันพึงประสงคเพื่อเปนสมาชิก ที่ดี
ของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งสถานศึกษาตั้งอยูในทองถ่ิน ความงดงาม ของ
หลักสูตรท่ีมีความหลากหลายตามสภาพและบริบทของทองถิ่นที่แตกตางกัน แตก็มีความเชื่อมโยงกบั
สาระการเรียนรจู ากหลกั สูตรแกนกลาง
10
สรปุ ไดวา หลักสูตรสถานศึกษาเปนหวั ใจสําคัญสําหรบั การจัดการศึกษาใหมีคุณภาพ ผเู รียน
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตองใชค วามรว มมือ รวมใจของบุคคล ที่
เกี่ยวของทุกฝาย ท้ังผูบริหาร ครู ผูปกครอง ชุมชน ตลอดจนตัวผูเรียน สวนการใชหลักสูตร
สถานศึกษาก็จะตองมีระบบการควบคุมคุณภาพในดานการจัดการเรียนรูและกระบวนการวัดและ
ประเมินผลผเู รียนใหเปน ไปตามทห่ี ลักสตู รสถานศกึ ษากาํ หนดไว
2. กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยาี สตร
2.1เปาหมายของวทิ ยาศาสตร
ในการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรมุงเนนใหผูเรยี นไดคน พบความรดู วยตนเองมากท่ีสดุ
เพือ่ ใหไดทั้งกระบวนการและความรู จากวิธกี ารสังเกต การสาํ รวจตรวจสอบ การทดลอง แลวนําผลที่
ไดมาจัดระบบเปนหลักการ แนวคิด และองคความรูการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตรจึงมี
เปาหมายทส่ี ําคัญ ดังน้ี
1. เพอ่ื ใหเขาใจหลกั การ ทฤษฎี และกฎที่เปน พืน้ ฐานในวชิ าวิทยาศาสตร
2. เพื่อใหเขาใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตรและขอจํากัดใน
การศกึ ษาวิชาวิทยาศาสตร
3. เพื่อใหม ที กั ษะทีส่ าํ คัญในการศึกษาคนควาและคดิ คนทางเทคโนโลยี
4. เพ่อื ใหต ระหนกั ถึงความสมั พนั ธระหวางวิชาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี มวลมนุษย
และสภาพแวดลอมในเชิงทีม่ อี ิทธิพลและผลกระทบซ่ึงกนั และกนั
5. เพ่ือนําความรู ความเขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิด
ประโยชนต อ สงั คมและการดาํ รงชวี ิต
6. เพ่ือพฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแกปญหา และ
การจัดการ ทกั ษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
7. เพอื่ ใหเ ปน ผทู ี่มจี ิตวทิ ยาศาสตร มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นยิ มในการใช
วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยอี ยา งสรางสรรคเ รียนรอู ะไรในวทิ ยาศาสตร
2.2 ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรียนรแู กนกลาง (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
1. วิทยาศาสตรชีวภาพ เรียนรูเกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดลอม องคประกอบของ
ส่ิงมีชีวิตการดํารงชีวิตของมนุษยและสัตว การดํารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพและววิ ัฒนาการของสิ่งมชี ีวติ
2. วิทยาศาสตรกายภาพ เรียนรูเกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของ
สารการเคลือ่ นท่ี พลังงาน และคลน่ื
3. วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ เรียนรูเกี่ยวกับ องคประกอบของเอกภพ
ปฏิสัมพันธภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา
กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟา อากาศ และผลตอสิง่ มชี วี ิตและส่งิ แวดลอ ม
4. เทคโนโลยี
4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรูเก่ียวกับ เทคโนโลยีเพื่อการ
ดํารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ใชความรูและทักษะทางดานวิทยาศาสตร
11
คณิตศาสตรและศาสตรอ่ืน ๆ เพ่ือแกปญหาหรือพัฒนางานอยางมีความคิดสรางสรรคดวย
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมโดยคํานึงถึงผลกระทบตอชีวิต
สังคม และส่ิงแวดลอ ม
4.2 วิทยาการคํานวณ เรียนรูเก่ียวกับ การคิดเชิงคํานวณ การคิดวิเคราะห
แกปญหาเปนข้ันตอนและเปนระบบ ประยุกตใชความรูดานวิทยาการคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ในการแกปญ หาท่ีพบในชีวิตจรงิ ไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ
ในการวิจยั ครั้งผวู จิ ยั ใชส าระและมาตรฐานการเรียนรูด ังนี้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา ใจสมบตั ิของสสาร องคประกอบของสสาร ความสัมพันธระหวา งสมบัติ
ของสสารกับโครงสรางและแรงยึดเหน่ียวระหวางอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
ชดุ กจิ กรรม
1. ความหมายของชุดกิจกรรม
ชุดกจิ กรรม (Instructional package) ไดมนี ักการศึกษาหลายทานไดใ หความหมายของชุด
กิจกรรมวาเปนสวนประสมท่ีสอดคลองกับเนื้อหา จุดประสงคเชิงพฤติกรรมและประสบการณตาง ๆ
ในแตละหนวย ท้ังนี้เพ่ือทําใหผูเรียนไดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูใหมีประสิทธิภาพ โดยให
ผูเรียนไดเรียนรูตามความสนใจและความสามารถของตนเอง ชุดกิจกรรมประกอบดวยคูมือครู คูมือ
นักเรียน เนื้อหากิจกรรม ส่ือประสม และเคร่ืองมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยครูจัดไวเปนกลอง
หรือซองทีค่ รูสามารถนําไปใชไดทันที
ชนาธิป พรกุล (2543 , น. 48) กลาววา ชุดกิจกรรมและชุดการสอนจะมีลักษณะเหมือนกัน
เพราะในชุดกิจกรรมจะเปนการนําเอาส่ือท่ีสอดคลองกับเนื้อหาวิชาของแตละหนวยมาชวยในการ
เรยี นใหมปี ระสิทธภิ าพ
ชยั ยงค พรมวงศ (2543, น. 118) ไดใ หความหมายของชดุ กิจกรรมวา เปนสือ่ ประสมทไี่ ด
จากระบบการผลิตและการนําสื่อการสอนท่ีสอดคลองกับ หนว ย หัวเรื่อง และวัตถปุ ระสงคเ พื่อชวยให
เกดิ การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมการเรยี นอยา งมปี ระสิทธิภาพ
บญุ เกือ้ ควรหาเวช (2545, น. 91) กลา ววา ชุดการสอน ชุดการเรียนหรือชดุ กิจกรรมมา
จากคําวา Instructional package หรือ Learning package เดิมทีเดียวจะใชคําวา ชุดการสอน
เพราะเปนส่อื ที่ครูนํามาใชป ระกอบการสอน แตตอ มาแนวความคิดในการยดึ เด็กเปนศนู ยกลางในการ
เรียนไดเขามามีอิทธิพลมากข้ึน การเรียนรูทดี่ ีควรจะใหผูเ รยี นไดเรยี นเอง จึงมีผูนิยมเรียกชุดการสอน
เปนชุดการเรียน บางคนอาจจะเรียกรวมกันไปเลยวาชุดการเรียนการสอน และถือวาเปนนวัตกรรม
การศึกษาท่ีไดรับความสนใจมาก ดังนั้นชุดการสอนหมายถึง การใชสื่อการสอนต้ังแตสองชนิดข้ึนไป
รวมกัน เพอ่ื ใหผูเรยี นไดรบั ความรูต ามทีต่ อ งการ สือ่ ที่นํามาใชรวมกันจะชวยเสรมิ ประสบการณ ซึ่งกัน
และกันตามลําดับข้นั ท่จี ดั เอาไวโ ดยจัดเปนหนว ยการเรียนตามหัวขอเนื้อหาและจดั เปนชุด ๆ บรรจอุ ยู
ในซองหรอื กระเปา
สวุ ิทย มลู คํา และอรทยั มลู คาํ (2545, น. 51) กลาววา การจัดการเรยี นรโู ดยใชชุดการสอน
12
เปนกระบวนการเรียนจากชุดการสอน เปนสื่อการสอนชนิดหนึ่งท่ีเปนลักษณะของส่ือประสม
(Multimadia )เปนการใชส่ือสองชนิดข้ึนไปรว มกันเพื่อใหผเู รียนไดรับความรูท่ีตองการโดยอาจจัดข้ึน
สําหรบั หนวยงานการเรียนตามหวั ขอเนื้อหาและประสบการณของแตล ะหนว ยที่ตองการ จะใหผเู รียน
ไดเรียนรู อาจจัดเอาไวเปนชุด ๆ บรรจุในกลอง ซอง หรือกระเปา ชุดการสอนแตละชุดประกอบดวย
เนือ้ หาสาระ บตั รคําส่ัง/ใบงานในการทํากิจกรรม วัสดุอุปกรณ เอกสาร ใบความรู เคร่อื งมือหรือ สงิ่ ที่
จาํ เปนสําหรบั กจิ กรรมตา ง ๆ รวมท้งั แบบวัดประเมนิ ผลการเรียนรู
ปยะพงษ สรุ ิยะพรหม (2546, น. 63-64) กลาววา ชดุ กิจกรรม หมายถึง รปู แบบการเรยี น
การสอนที่ใชส่ือตาง ๆ หลายชนิดเปนองคประกอบเพื่อกอใหเกิดความสมบูรณในตัวเอง ลักษณะของ
ชุดฝกหรือชุดการสอนก็จะแตกตางกันไปตามวัตถุประสงคของการสรางเพื่อใหผูใชบรรลุเป าหมาย
ของการเรียนทวี่ างไวอ ยางมปี ระสิทธิภาพ
ธัญสินี ฐานา (2546, น. 9) กลาววา ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนที่ใชเปนส่ือ
การสอนที่มีการนํานวัตกรรมและกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาง ๆ มาบูรณาการโดย
ครูเปนผูสรางขึ้นมีลักษณะเปนชุด ในแตละชุดประกอบดวยสื่อ อุปกรณ กิจกรรมการเรียนการสอนที่
หลากหลายและแบบฝกทกั ษะที่นา หลักการทางจิตวิทยาศาสตรมาใชประกอบ ทั้งนเ้ี พือ่ ใหผ ูเรียนเกิด
การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพจากความหมายชุดกิจกรรม ท่ีนักการ
ศึกษาหลายทา นไดใหไว สรปุ ไดวา ชดุ กิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนท่ีมีระบบ ข้ันตอน และ
สื่อประสมทสี่ รางข้ึนมาเพื่อใหผ ูเรียนไดม ีความรู ความเขา ใจในเนอ้ื หาทีเ่ รยี นมากขึ้น เพราะชุกิจกรรม
จะสอดคลองกับจุดประสงคและเน้ือหาของบทเรียน สามารถนําไปสูผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีดีและ
สงู ข้นึ ตอไปได
จากความหมายชุดกิจกรรม สรุปไดวา ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนท่ีมีระบบ
ขั้นตอน และส่ือประสมท่ีสรางข้ึนมาเพื่อใหผูเรียนไดมีความรู ความเขาใจในเน้ือหาที่เรียนมากข้ึน
เพราะชุดกิจกรรมจะสอดคลองกับจุดประสงคและเนื้อหาของบทเรียน สามารถนําไปสูผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนทดี่ ีและสงู ข้นึ ตอไปได
2. ประเภทของชุดกจิ กรรม
ชดุ กจิ กรรมแบง ประเภทได ดงั น้ี
บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2545, น. 94-95) ไดแบง ชดุ การสอนหรือชดุ กิจกรรมออกเปน 3
ประเภท ใหญ ๆ คอื
1. ชุดการสอนประกอบคําบรรยาย เปนชุดการสอนสาํ หรบั ผสู อนจะใชสอนผเู รยี น
เปน กลุมใหญห รือเปนการสนทนาท่ตี องการปูพน้ื ฐานใหผเู รียนสว นใหญร ูและเขาใจในเวลาเดยี วกันมุง
การขยายเน้ือหาสาระใหชัดเจนย่ิงขน้ึ ชุดการสอนแบบน้จี ะชวยใหผสู อนลดการพูดใหนอยลงและใช
สื่อการสอนที่มีพรอมอยูใ นชุดการสอน ในการเสนอเนื้อหามากข้ึน ส่อื ที่ใชอาจไดแก รูปภาพ แผนภูมิ
สไลด ฟลม สคริป ภาพยนตร เทปบันทกึ เสยี ง หรอื กิจกรรมทกี่ ําหนดไว เปนตน ขอสําคัญกค็ ือส่ือทจี่ ะ
นาํ มาใชนี้จะตองใหผ ูเรยี นไดเหน็ อยา งชัดเจนทุกคน ชดุ การสอนชนิดนบ้ี างคนอาจจะเรยี กวา ชุดการ
สอนสาํ หรบั ครู
2. ชดุ การสอนแบบกลุมกจิ กรรม เปน ชดุ การสอนสาํ หรับใหผูเรยี นเรยี นรวมกัน
13
เปน กลุมเล็กๆ ประมาณ 5-7 คน โดยใชสอื่ การสอนท่บี รรจไุ วใ นชดุ การสอนแตละชดุ มงุ ที่จะฝกฝน
ทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรยี นและใหผ ูเรยี นมีโอกาสทํางานรวมกนั ชุดการสอนชนดิ นีม้ ักจะใชการสอน
แบบกจิ กรรมกลมุ เชน การสอนแบบศูนยการเรยี นการสอนแบบกลุมสมั พันธ เปนตน
3. ชดุ การสอนแบบรายบุคคลหรือชุดการสอนตามเอกตั ภาพ เปน ชดุ การสอสาํ หรับ
เรยี นดว ยตนเองเปนรายบุคคล คือ ผเู รยี นจะตองศึกษาหาความรตู ามความสามารถและความสนใจ
ของตนเองอาจจะเรียนทีโ่ รงเรียนหรอื ท่ีบานก็ได สวนมากมกั จะมุง ใหผ เู รยี นไดทําความเขาใจใน
เนอ้ื หาวชิ าท่ีเรยี นเพิ่มเตมิ ผเู รียนสามารถจะประเมนิ ผลการเรยี นดวยตนเองไดดว ยชดุ การสอนชนดิ น้ี
อาจจะจดั ในลักษณะของหนวยการสอนยอยหรอื โมดูลก็ได
วิชัย วงษใ หญ (2525, น. 185-186) ไดแบงชุดการสอนตามลักษณะของการใชเ ปน 3
ประเภท คือ
1. ชุดกิจกรรมสาํ หรับประกอบคาํ บรรยายหรือทเี่ รยี กอีกอยางหนึง่ วา ชุดการ
สอนสําหรับครูใช คือเปนชุดการสอนสําหรับกําหนดกิจกรรมและสื่อการเรียนใหกับครูไดใชประกอบ
คาํ บรรยายเพื่อแลกเปลีย่ นบทบาทการพูดของครูใหน อยลงและเปด โอกาสใหนักเรียนรวมกิจกรรมการ
เรียนใหมากย่งิ ข้นึ ชุดกจิ กรรมน้นั จะมเี นอ้ื หาเพยี งหนว ยเดยี วและใชก ับนักเรียนทั้งช้ัน
2. ชุดกิจกรรมสําหรับกิจกรรมแบบกลุม ชุดกิจกรรมนี้มงุ เนน ที่ตวั นักเรียนได
ประกอบกจิ กรรมรว มกันและอาจจดั การเรยี นรใู นรูปของศนู ยก ารเรยี น ชุดกจิ กรรมแบบกิจกรรมกลมุ
ประกอบดวยชุดการสอนยอยๆ ท่ีมีจํานวนเทากับศูนยท่ีแบงไวในแตละหนวย แตละศูนยมีส่ือการ
เรียนหรือบทเรียนครบชุดตามจํานวนผูเรียนในศูนยกิจกรรมน้ัน สื่อการเรียนอาจจะจัดไดในรูปของ
การเรียนรายบุคคลหรือนักเรียนท้ังศูนยใชรวมกันได นักเรียนจากชุดกิจกรรมอาจตองการความ
ชว ยเหลอื จากครูเพียงเล็กนอ ยในระยะเริ่มตน เทานั้น หลังจากเคยชนิ ตอ วธิ ีการใชแ ลวนกั เรยี นสามารถ
ชวยเหลือซ่ึงกันและกันไดเอง ในขณะทํากิจกรรมการเรียน หากมีปญหานักเรียนสามารถถามครูได
เสมอ เม่ือจบการเรียนแตละศูนยแลวนักเรียนอาจจะสนใจเรียนเสริมเพื่อเจาะลึกถึงท่ีเรียนไดอีกจาก
ศูนยสาํ รองที่ครจู ัดเตรียมไวเ พอ่ื เปน การไมเ สยี เวลาท่ีจะตอ งรอคอยบุคคลอืน่
3. ชุดกิจกรรมรายบคุ คล เปน ชดุ กิจกรรมที่จัดระบบข้ันตอนเพอ่ื ใหน กั เรยี นใช
เรียนดวยตนเอง ตามลําดับขั้นตอนความสามารถแตละบุคคลเม่ือจบจะสามารถทําแบบทดสอบ
ประเมินผลความกาวหนาและทําการศึกษาชุดอื่นตอไปตามลําดับ เมื่อมีปญหานักเรียนสามารถจะ
ปรึกษากันไดระหวางนักเรียน กับครูผูสอนพรอมท่ีจะใหความชวยเหลือทันทีในฐานะผูประสานงาน
หรือผูช้ีแนะแนวทางการเรียน ชุดกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นเพ่ือสงเสริมศักยภาพการเรียนรูของแตละ
บุคคลใหพัฒนาการเรียนรูของตนเองไปจนสุดความสามารถโดยไมตองเสียเวลารอคอยผูอ่ืน ชุด
กจิ กรรมนีบ้ างคร้ังเรยี กวา บทเรยี นโมดูล(Instruction module)
สุวิทย มูลคาํ และอรทัย มูลคํา (2545, น. 51) ไดแบงชุดการสอนหรือชดุ กิจกรรมทีใ่ ชกันอยู
ไดเ ปน 3 ประเภทใหญค ือ
1. ชดุ การสอนประกอบการบรรยายของครู เปนชุดการสอนสําหรบั ผเู รียนกลุม
ใหญห รือเปนการสอนท่ีมุงเนนการปูพน้ื ฐานให ทกุ คนรับรูและเขาใจในเวลาเดยี วกนั มุง ในการขยาย
เนอื้ หาสาระใหชดั เจนยงิ่ ข้นึ ชดุ การสอนแบบน้ีลดเวลาในการอธิบายของผสู อน ใหผูพ ูดนอยลง เพ่มิ
14
เวลาใหผ ูเรยี นไดป ฏบิ ัตมิ ากข้ึน โดยใชส่ือท่มี ีอยูพรอ มในชุดการสอน ในการนาํ เสนอเนื้อหาตาง ๆ ส่งิ
สาํ คัญคือ ส่งิ ท่ีนาํ มาใชจะตองใหผเู รยี นไดเ หน็ ชัดเจนทกุ คนและมีโอกาสไดใชค รบทกุ คนหรอื ทกุ กลุม
2. ชดุ การสอนแบบกลมุ กิจกรรมหรอื ชดุ การสอนสาหรบั การเรยี นเปน กลมุ ยอ ย
เปน ชดุ การสอนสาํ หรบั ใหผ เู รียนเรียนรว มกนั เปน กลุม ยอยประมาณกลมุ ละ 4-8 คน โดยใชส ่ือการ
สอนตา งๆ ท่บี รรจุไวในชดุ การสอน แตล ะชดุ มงุ ท่จี ะฝก ทักษะในเน้ือหาวชิ าท่เี รยี นโดยใหผูเรยี นมี
โอกาสทํางานรว มกนั ชดุ การสอนชนิดน้ีมกั ใชใ นการสอนแบบกิจกรรมกลุม เชน การสอนแบบศูนย
การเรียน การสอนแบบกลุมสัมพนั ธ เปน ตน
3. ชุดการสอนรายบคุ คลหรือชดุ การสอนตามเอกัตภาพ เปน ชดุ การสอนสําหรบั
เรียนดวยตนเองเปนรายบุคคล คือ ผูเรียนจะตองศึกษาหาความรูตามความตองการและความสนใจ
ของตนเองอาจจะเรียนท่ีโรงเรียนหรือท่ีบานก็ได จุดประสงคหลัก คือ มุงใหทําความเขาใจกับ
เนื้อหาวิชาเพ่ิมเติมผูเรียนสามารถประเมินผลการเรียนดวยตนเองได ชุดการสอนนี้สวนใหญจัดใน
ลักษณะหนว ยการสอนยอยหรอื โมเดลตวั อยาง เชน ชุดวิชาตางๆของมหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช
จากการศึกษาเอกสาร ผูวิจัยสรุปไดวา ประเภทของชุดกิจกรรมหรอื ชุดการเรียนรูแบงออกได
หลายประเภท ไดแก การแบงตามลักษณะของการใชงาน เชน ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยาย ชุด
กิจกรรมสา หรับกลุมยอยและรายบุคคล ซ่ึงทั้งน้ีผูวิจัยไดสรางชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร
เรื่อง สิ่งตางๆรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 ประเภทชุดกิจกรรมแบบรายบุคคล
เนือ่ งจากมงุ ที่จะฝก ฝนทกั ษะในเน้ือหาวิชาและใหผูเรียนมโี อกาสฝก ฝนดว ยตนเอง
3. องคประกอบของชุดกจิ กรรม
ไดมผี ูนาํ เสนอองคประกอบของชุดกจิ กรรมไว ดังน้ี
ทิศนา แขมมณี (2543, น. 10-12) กลา ววา ชุดกจิ กรรมประกอบดว ยสวนตา งๆ ดังน้ี
1). ชอ่ื กิจกรรม ประกอบดว ย หมายเลขกจิ กรรม ชื่อของกิจกรรมและเน้ือหาของ
กิจกรรมเทา น้นั
2). คําชี้แจง เปนสวนท่ีอธิบายความมุงหมายหลักของกิจกรรมและลักษณะของการ
จดั กิจกรรมเพือ่ ใหบรรลจุ ุดมุง หมายนั้น
3). จดุ มุง หมาย เปนสว นทรี่ ะบุจดุ มุงหมายที่สําคญั ของกิจกรรมนน้ั
4). ความคดิ รวบยอด เปนสว นที่ระบุเน้อื หาหรอื มโนทัศนของกิจกรรมนน้ั สวนนค้ี วร
ไดรับการยา้ํ และเนนเปนพเิ ศษ
5). สื่อ เปนสวนท่ีระบุถึงวัสดุอุปกรณที่จําเปนในการดําเนินกิจกรรมเพื่อชวยใหครู
ทราบวาตองเตรยี มอะไรบา ง
6). เวลาทใ่ี ชเ ปนสว นที่ระบุเวลาโดยประมาณวากิจกรรมน้นั ควรใชเวลาเพียงใด
7). ขั้นตอนในการดําเนินกิจกรรม เปนสวนท่ีระบุในการจัดกิจกรรมอยางเปน
ขนั้ ตอนเพ่ือใหบรรลุตามวัตถุประสงคทตี่ ้ังไว นอกจากจะสอดคลองกับหลักวชิ าแลวยังเปนการอํานวย
ความสะดวกแกครูในการดาํ เนนิ การ ข้ันตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นรูป ระกอบ 6 ขนั้ ตอนดังนี้
7.1 ข้นั นําเปนการเตรียมความพรอ มของผเู รยี น
7.2 ข้ันกิจกรรม เปน สว นทชี่ วยใหผเู รียนไดมสี ว นรว มในกจิ กรรมการเรียนรู
ทําใหเกดิ ประสบการณน าํ ไปสูการเรียนรูต ามเปาหมาย
15
7.3 ขน้ั อภปิ ราย เปน สว นท่ีผูเรียนมีโอกาสนําประสบการณจ ากขั้นกจิ กรรม
มาวิเคราะห เพอื่ ใหเกดิ ความเขาใจและอภิปรายเพ่ือใหเกิดการเรยี นรูท ี่กวา งขวาง
7.4 ข้ันสรุป เปนสวนที่ครูและผูเรียนประมวลขอความรูที่ไดจากกิจกรรม
และขน้ั อภิปรายมาสรุปหาสาระสาํ คญั ที่สามารถนําไปใชต อไป
7.5 ขนั้ ฝกปฏิบัติ เปนสวนทช่ี ว ยใหผ ูเ รียนไดน าํ ความรูท ไ่ี ดจ ากการเรยี นใน
กจิ กรรมไปฝกปฏบิ ตั ิเพิม่
7.6 ขั้นประเมินผล เปนสวนที่วัดความรู ความเขาใจ ของผูเรียนหลังจาก
ฝก ปฏิบัติกิจกรรมครบถว นทกุ ขน้ั ตอนแลว โดยใหทําแบบฝก กิจกรรมทบทวน
บญุ ชม ศรสี ะอาด (2545, น. 95-96) ไดก ลา วถึงชดุ กจิ กรรมวามอี งคป ระกอบทสี่ าํ คัญ 4 ดา น
คือ
1). คูมือการใชชุดกิจกรรม เปนคูมือท่ีจัดทําขึ้นเพ่ือใหผูใชชุดกิจกรรมศึกษาและ
ปฏิบัตติ ามเพ่ือใหบรรลผุ ลอยา งมีประสทิ ธิภาพ
2). บัตรงาน เปนบัตรที่มีคําส่ังวาจะใหผูเรียนปฏิบัติอะไรบาง โดยระบุกิจกรรม
ตามลาํ ดับขน้ั ตอนของการเรยี น
3). แบบทดสอบวัดผลความกาวหนาของผูเรียน เปนแบบทดสอบที่ใชสําหรับ
ตรวจสอบวา หลังจากเรยี นชดุ กิจกรรมจบแลว ผเู รียนเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมตามจดุ ประสงคการเรียนรู
ท่ีกําหนดไวห รอื ไม
4). สื่อการเรียนตาง ๆ เปนสื่อสําหรับใหผูเรียนศึกษามีหลายชนิดประกอบกันอาจ
เปนประเภทสิง่ พมิ พ ประเภทโสตทศั นปู กรณ
สวุ ทิ ย มลู คํา (2546, น. 52) กลา วถึงชดุ กิจกรรมวามอี งคป ระกอบสําคญั 4 ประการคอื
1). คูม ือการใชชุดกจิ กรรม เปนคมู ือหรือแผนการสอนหรับผูสอนใหศ กึ ษาและปฏิบตั ิ
ตามข้ันตอนตาง ๆ ซงึ่ มรี ายละเอยี ดชี้แจงไวอ ยางชัดเจน
2). บัตรคําสง่ั หรอื บตั รงาน เปน เอกสารทบี่ อกใหผูเรียนประกอบกิจกรรมแตล ะอยาง
ตามขั้นตอนที่กําหนดไว บรรจุในชุดการเรียนรู บัตรคําส่ังหรือบัตรงานจะมีครบตามจํานวนกลุมหรือ
จาํ นวนผเู รยี นซ่งึ ประกอบดวย คาํ อธบิ ายเรอ่ื งที่จะศึกษา คําสงั่ ใหผ ูเรยี นประกอบกจิ กรรม
3). สาระและสื่อการเรียนประเภทตาง ๆ จัดไวในรูปของสื่อการสอนที่หลากหลาย
แบงเปน 2 ประเภท ดังนี้
3.1 ประเภทเอกสารสงิ่ พมิ พ เชน หนงั สือ วารสาร บทความ ใบความรู
3.2 ประเภทโสตทัศนปู กรณ เชน รปู ภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สไลด
4). แบบประเมนิ ผล เปน แบบทดสอบทีใ่ ชวัดและประเมนิ ความรดู ว ยตนเองทง้ั กอน
และหลังเรียนจากการศึกษาองคประกอบของชุดกิจกรรม ผูวิจัยสรุปไดวา องคประกอบของชุด
กจิ กรรมมี ดงั นี้
1. คมู อื การใชชุดกจิ กรรม เปน คมู อื หรือแผนการสอนหรับผสู อน
2. บตั รคําสง่ั หรอื บัตรงาน เปน เอกสารท่ีบอกใหผ เู รยี นประกอบกจิ กรรมแต
ละอยา งตามขัน้ ตอนที่กําหนดไว บรรจใุ นชุดกจิ กรรม
16
3. สาระและส่อื การเรียนประเภทตา ง ๆ จดั ไวในรูปของสือ่ การสอน
แบงเปน 2 ประเภท คอื ประเภทเอกสารสง่ิ พมิ พ ประเภทโสตทศั นูปกรณ
4. แบบประเมินผล เปนแบบทดสอบที่ใชว ดั และประเมนิ ความรูทัง้ กอนและ
หลงั เรยี น
4. ประโยชนของชุดกจิ กรรม
มีผูกลาวถงึ ประโยชนของชุดกิจกรรมไวด ังน้ี เชน
สวุ ทิ ย มูลคาํ (2546, น. 50) ไดกลา วถึง ประโยชนของชดุ กิจกรรมวา
1. ชว ยใหผสู อนถายทอดเน้ือหาวชิ าท่ีสลบั ซับซอ น และมีลักษณะเปนนามธรรม
ไดดี
2. เพอ่ื เรา ความสนใจของผเู รียนใหส นใจเรียนดีขน้ึ และสง เสริมประสบการณ
ของผเู รียนใหกวา งขวางยง่ิ ข้ึน
3. เปด โอกาสใหผูเรียน มีสวนรวมในการเรียน แสดงความคิดเหน็ ฝกการ
ตดั สินใจดวยการวิเคราะหเ หตุผลมาประกอบแสวงหาความรดู วยตนเอง และมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ
ตนเองและสังคม
4. ชวยใหผูสอนมคี วามมน่ั ใจในการสอน เพราะชุดฝก กิจกรรมผลติ ไวเปน หมวดหมู
สามารถหยบิ ไปใชไ ดทันที
5. ชวยใหผูเรยี นมคี วามคิดรวบยอดหรอื มโนมติอยา งเดียวกัน
6. เพื่อชวยสง เสรมิ การคิดวเิ คราะหแ ละการแกปญหาในการเรยี นได
7. เพอื่ ชวยใหผ ูเ รยี นทเี่ รียนชาสามารถเรียนไดเรว็
บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2545, น. 10) กลาวถงึ ประโยชนของชุดกิจกรรมวาเปน การนําชดุ
กิจกรรมมาใชใ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนกับผเู รยี นใหเกดิ ทักษะทางวทิ ยาศาสตรและมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทดี่ ขี ้ึน มีดงั ตอ ไปน้ี
1. สง เสริมการเรยี นแบบรายบุคคล ผเู รียนไดตามความสามารถ ความสนใจตาม
เวลาและโอกาสที่เหมาะสมของแตละคน
2. ชว ยขจดั ปญหาการขาดแคลนครู เพราะชุดกจิ กรรมชว ยใหผูเรียนไดดวยตนเอง
หรอื ตอ งการความชวยเหลือจากผสู อนเพียงเล็กนอย
3. ชวยในการศึกษานอกระบบโรงเรยี น เพราะผเู รียนสามารถนา เอาชุดกจิ กรรมไป
ใชไดท ุกสถานทีแ่ ละทุกเวลา
4. ชวยลดภาระและชวยสรา งความพรอมและความมั่นใจใหแกค รเู พราะชดุ กิจกรรม
ผลิตไวเปนหมวดหมู สามารถนาํ ไปใชไดทันที
5. เปน ประโยชนใ นการสอนแบบศนู ยการเรยี น
6. ชว ยใหครูวดั ผลผเู รียนไดต รงตามความมุง หมาย
7. เปด โอกาสใหผเู รียนไดแสดงความคิดเหน็ ฝกการตดั สินใจ แสวงหาความรูดว ย
ตนเองและมีความรบั ผิดชอบตอ ตนเองและสงั คม
8. ชว ยใหผูเ รียนจํานวนมากไดร บั ความรูแ นวเดียวกันอยา งมีประสิทธิภาพ
9. ชว ยฝกผเู รยี นใหรจู กั เคารพนบั ถอื ความคดิ เหน็ ของผอู ่นื
17
จากการศึกษาประโยชนและความสําคัญของชุดกิจกรรมการเรียนรู ผูวิจัยสรุปไดวาชุด
กิจกรรมชว ยเพมิ่ ประสิทธิภาพในการสอนของผวู ิจยั ลดบทบาทของครู ชว ยใหผเู รียนมปี ระสิทธิภาพใน
การเรียนรู เปดโอกาสใหผูเรียนศึกษาดวยตนเองทําใหมีทักษะในการแสวงหาความรู ฝกความ
รับผิดชอบและการตัดสินใจ นอกจากนั้นยังชวยใหผูสอนถายทอดเนื้อหาวิชาที่สลับซับซอนเปน
นามธรรมไดดี เราความสนใจ เสริมประสบการณน กั เรยี นใหกวาง เปด โอกาสใหน กั เรียนมีสว นรว มใน
การแสดงความคิดเห็น
5. ข้ันตอนการสรา งชดุ กจิ กรรม
มผี ูเสนอแนวคดิ ในการสรา งชุดการเรยี นรู ดงั นี้
สวุ ิทย มูลคํา และอรทัย มูลคาํ (2545, น. 53-54) มีข้นั ตอนในการสรา งชุดกิจกรรมดังนี้
1. กาํ หนดเร่ืองเพื่อทา ชุดการสอน อาจกําหนดตามเรื่องในหลกั สูตรหรือกําหนด
เร่ืองใหมข้ึนมาได การจัดแบงเร่ืองยอยจะเกิดขึ้นอยูกับลักษณะของเน้ือหาและลักษณะการใชชุดการ
สอนน้นั ๆ การแบงเน้อื เรอื่ งเพื่อทาํ ชุดการสอนในแตล ะระดับยอมไมเ หมือนกัน
2. กําหนดหมวดหมูเน้ือหาและประสบการณ อาจกําหนดเปนหมวดวิชาหรือบูรณา
การแบบสหวทิ ยาการไดต ามความเหมาะสม
3. จัดเปนหนวยการสอน จะแบงเปนก่ีหนวย หนวยหนึ่งๆจะใชเวลานานเทาใดนั้น
ควรพิจารณาใหเ หมาะสมกับวยั และระดับชน้ั ผเู รยี นควรพิจารณา
4. กําหนดหวั เรอ่ื ง จดั แบง หนว ยการสอนเปน หวั ขอยอย ๆ เพอื่ สะดวกแกก ารเรียนรู
แตละหนวยควรประกอบดว ย หัวขอ ยอ ยหรอื ประสบการณในการเรยี นรูประมาณ 4-6 หัวขอ
5. กําหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ตองกําหนดใหชัดเจนวาจะใหผูเรียนเกิด
ความคดิ รวบยอดหรือสามารถสรุปหลักการได
6. กําหนดจุดประสงคการสอน หมายถึง จุดประสงคท่ัวไปและจุดประสงคเชิง
พฤติกรรมรวมท้งั การกําหนดเกณฑก ารตดั สนิ ผลสัมฤทธ์กิ ารเรยี นรูใ หช ัดเจน
7. กาํ หนดกจิ กรรมการเรยี น ตองกาํ หนดใหสอดคลองกับวตั ถปุ ระสงคเชิงพฤติกรรม
ซ่ึงจะเปนแนวทางในการเลือกและผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียน หมายถึง กิจกรรมทุกอยางที่
ผูเรยี นปฏบิ ัติ เชน การอาน การทํากิจกรรมตามบตั รคําส่งั การตอบคําถาม การเขยี นภาพ การทดลอง
การเลน เกม การแสดงความคิดเหน็ การทดสอบ เปน ตน
8. กําหนดแบบประเมินผล ตองออกแบบประเมนิ ผลใหต รงกับวัตถปุ ระสงคเ ชงิ
พฤติกรรมโดยใชสอบแบบอิงเกณฑ (การวัดผลท่ียึดเกณฑหรือเงื่อนไขที่กําหนดไวในวัตถุประสงคโดย
มีการนําไปเปรียบเทียบกับคนอ่ืน) เพื่อใหผูเรียนทราบวาหลังจากผานกิจกรรม มาเรียบรอยแลว
ผเู รยี นไดเปลย่ี นพฤติกรรมการเรียนรูตามวัตถปุ ระสงคท ีต่ ัง้ ไวม ากนอยเพยี งใด
9. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณและวิธีการที่ผูสอนใชถือเปนสื่อการสอน
ทั้งสิ้นเม่ือผลิตสื่อการสอนในแตละหัวเรื่องเรียบรอยแลว ควรจัดสื่อการสอนเหลาน้ันแยกออกเปน
หมวดหมู แฟมท่ีเตรียมไว กอนนําไปหาประสิทธิภาพเพ่ือหาความตรง ความเท่ียงตอการนําไปใชเรา
เรียกสื่อการสอนแบบน้ีวา ชุดการสอน โดยปกติรูปแบบของชุดการสอนท่ีดีควรมีขนาดมาตรฐานเพื่อ
ความสะดวกในการใชและความเปน ระเบียบเรียบรอยในการเก็บรักษาโดยพิจารณาในดานตาง ๆ เชน
18
การใชประโยชน ความประหยัดความคงทนถาวร ความนาสนใจ ความทันสมัยทันเหตุการณ ความ
สวยงาม เปน ตน
10. สรางขอทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนพรอมทั้งเฉลย การสรางขอสอบเพื่อ
ทดสอบกอนและหลังเรียนควรสรางใหครอบคลุมเนื้อหาและกิจกรรมท่ีกําหนดใหเกิดการเรียนรูโดย
พิจารณาจากจดุ ประสงคการเรียนรูเ ปนสําคัญ ขอ สอบไมค วรมากเกนิ ไปแตควรเนน กรอบความรู
สําคัญในประเด็นหลักมากกวารายละเอียดปลีกยอยหรือถามเพื่อความจําเพียงอยางเดียวและเม่ือ
สรางเสรจ็ แลวควรเฉลยไวใหพ รอ มกอนสง ไปหาประสิทธภิ าพของชุดการสอน
11. หาคณุ ภาพของชุดกิจกรรม เม่อื สรา งชดุ กจิ กรรมเสรจ็ เรยี บรอ ยแลว
ตองนําชุดกจิ กรรมน้ัน ไปทดสอบโดยวิธีการตา ง ๆ กอ นนําไปใชจ ริง เชน ทดลองใชเ พือ่ ปรบั ปรุงแกไข
ใหผ ูเชย่ี วชาญตรวจสอบความถูกตอ ง ความครอบคลุมและความตรงของเนอ้ื หา เปน ตน
อญั ชนา โพธพิ ลากร (2545, น. 79) ไดเสนอขั้นตอนในการสรา งชดุ การเรยี นรไู วด ังตอไปน้ี
ขน้ั ที่ 1 วเิ คราะหเ นอื้ หา ไดแ ก การกําหนดหนว ย หัวเรอื่ ง และมโนมติ
ขัน้ ที่ 2 การวางแผน เปนการวางแผนไวลวงหนา โดยกําหนดรายละเอยี ดไว
ขัน้ ท่ี 3 การผลติ สอ่ื การเรียน เปน การผลติ สื่อประเภทตา ง ๆ ที่กาํ หนดไวใ นแผน
ขั้นที่ 4 หาคุณภาพชุดกิจกรรม เปนการประเมินคุณภาพของชุดการเรียนการสอน
โดยนาํ ไปทดลองใช ปรับปรุงใหมีคุณภาพตามเกณฑที่กําหนดไว
พรทิพย แกวใจดี (2545, น. 19) ไดเสนอขั้นตอนสําคัญสําหรับครูในการสรางชุดการเรียนรู
ดวยตนเอง ดังตอไปนี้
1. ศึกษาหลกั สตู ร ตัดสินใจเลอื กส่ิงที่จะใหผูเ รยี นไดศึกษาแลว จดั ลําดับข้ันเนื้อหาให
ตอเนื่องจากงา ยไปหายาก
2. ประเมินความรพู ืน้ ฐานประสบการณเดมิ ของผูเ รยี น
3. เลอื กกิจกรรมการเรยี นวิธีสอนและส่ือการเรียนใหเ หมาะสมกบั ผเู รยี นโดยตอง
คํานงึ ถงึ ความพรอ มและความตอ งการของผเู รียน
4. กําหนดรูปแบบของการเรยี น
5. กําหนดหนา ท่ขี องผูป ระสานงาน หรอื อาํ นวยความสะดวกในการเรียน
6. สรางแบบประเมนิ ผลสมั ฤทธ์ิของผเู รยี นวา บรรลเุ ปาประสงคใ นการเรยี นหรอื ไม
ผุสดี มีระหงษ (2545, น. 46-49) ไดเสนอวาในการผลติ ชุดการเรยี นรู มีขัน้ ตอนที่ตอง
ดาํ เนนิ การ 4 ขนั้ ตอน ไดแก
1. วเิ คราะหเนอื้ หา
2. วางแผนการสอน
3. ผลติ ส่อื การสอน
4. ทดสอบประสทิ ธภิ าพของชดุ การเรียนรู
19
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู
1. ความหมายของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู (Inquiry teaching method) มผี ูเ รยี กช่ือแตกตา งกัน
ไป เชน การสืบเสาะ การสืบสอบ การสืบสวนสอบสวน การสืบเสาะหาความรู ซึ่งทุกช่ือมีความหมาย
ในทํานองเดียวกัน ในการวิจัยครั้งน้ีผูวิจัยใชคําวา การสืบเสาะหาความรู สําหรับความหมายของการ
สบื เสาะหาความรู ไดม ผี ูใ หค วามหมายไวห ลายทา นดังน้ี
Good (1973, p. 303) ไดอธบิ ายเกี่ยวกับการสอนวทิ ยาศาสตรแ บบสืบเสาะหา
ความรวู า มคี วามหมายดงั น้ีคอื
1. การสอนวิทยาศาสตรใ นฐานะทเี่ ปนแบบสบื เสาะหาความรูเปนเน้ือหาสวน
หนึ่งที่รวมอยูในวิทยาศาสตร ในการจัดการใหเกิดการเรียนรูเนื้อหาบางอยาง โดยการกระตุนให
นกั เรียนมคี วามอยากรูอยากเห็น และเสาะแสวงหาความรโู ดยการถาม และพยายามคน หาคา ตอบให
พบโดยตนเอง
2. การสอนวทิ ยาศาสตรโ ดยใชเ ทคนคิ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู เปน
วิธีการเรียนโดยการแกปญ หาในกิจกรรมการเรียนท่ีจัดขึน้ ซงึ่ ปรากฏการณใหมๆ ที่นกั เรยี นเผชิญในแต
ละคร้ังจะเปนตัวกระตุน การคิดดวยการสังเกตอยางถี่ถวนเปนระบบ ออกแบบการวัดท่ีตองการ
แยกแยะสิ่งท่ีสังเกตกับส่ิงท่ีสรุปพาดพิงอยางชัดเจน ประดิษฐคิดคน ตีความหมายภายใตสถานการณ
แวดลอ มทเ่ี หมาะสมทสี่ ดุ การใชวธิ ีการอยา งฉลาด สามารถทดสอบไดแ ละสรปุ อยางมีเหตุผล
สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (2546, น. 219) ไดใหความหมายของ
การสืบเสาะหาความรูวา การสืบเสาะหาความรูไววา เปนการสอนที่มุงใหนักเรียนเกิดการเรียนรูดวย
ตนเองและการเรียนรูเร่ืองใหมจะมีพื้นฐานมาจากความรูเดิม โดยอาศัยกระบวนการที่นักเรียนตอง
สืบคน เสาะหาสํารวจ ตรวจสอบ และคนหาวิธีการตางๆ เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจและเกิดการ
รับรคู วามรนู ัน้ อยา งมคี วามหมาย และสามารถสรา งเปนองคค วามรขู องนกั เรยี นเอง
ภพ เลาหไพบูลย (2542, น. 123) กลาววา การสอนแบบสืบเสาะหาความรู เปนการสอนที่
เนนกระบวนการแสวงหาความรูที่จะชว ยใหนกั เรียนไดคนพบความจรงิ ตางๆดว ยตนเอง ใหนักเรียนมี
ประสบการณต รงโดยครทู าํ หนาท่คี ลายผูชว ย
2. รปู แบบกระบวนการสบื เสาะหาความรู
ในการจัดการเรยี นการสอน ครูสามารถเลือกจัดใหนักเรยี นไดเ รยี นรูว ทิ ยาศาสตรผาน
กระบวนการตางๆ ในการสืบเสาะหาความรูตามบริบทของครูผูสอน ผูเรียน โรงเรียน และแหลงการ
เรียนรูท่ีมีอยูตามความเหมะสม โดยครูเปนผูสนับสนุนใหนักเรียนไดสํารวจปรากฏการณตางๆและ
กระตุนใหนักเรียนไดสรางความเขาใจทางวิทยาศาสตรไดอยางถูกตอง ( Hogan, and Berkowiz,
2000) เปลี่ยนการสอนท่ีเนนใหนักเรียนอธิบายจากในหนังสือเปนการสํารวจคําถามและหัวขอท่ี
นา สนใจตางๆ โดยการยดึ นักเรียนเปน ศูนยกลาง (Keys, and Kennedy, 1999) กลา วคอื ใหนกั เรยี น
ไดเรียนรูผานกระบวนการสืบเสาะหาความรู กระตุนความอยากรูอยากเห็น ต้ังคําถามจากความรูท่ีมี
อยู ใหคําอธิบาย ตั้งสมมติฐาน วางแผนการสํารวจ คนควาอยางงายๆ รวบรวมขอมูลจากการสังเกต
อธบิ ายความรโู ดยมีหลักฐานอา งอิง การพจิ ารณาคําอธิบายอ่นื ๆ ท่ีเกี่ยวของกับการอธบิ ายของตนเอง
20
การส่ือสารคําอธิบาย การตรวจสอบคําอธิบาย (NationalResearch Council, 2000) โดยมี
นักวิชาการและนักการศึกษาไดเสนอรูปแบบกระบวนการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรูไว
หลากหลาย ดังน้ี
กระทรวงศึกษาธิการ (2543, น. 11-12) ไดเสนอข้ันตอนของกระบวนการสืบเสาะหาความรู
ดังน้ี
1. กาํ หนดปญ หา โดยจดั สถานการณเ ร่ืองราวท่ีนา สนใจ เพอ่ื กระตุน ใหผูเรียนสังเกต
และสงสยั ในเหตกุ ารณหรอื เร่ืองราว
2. กําหนดสมมติฐาน ต้ังคําถามใหผูเรียนชวยกันระดมความคิดและสรุปส่ิงที่คาดวา
จะเปนคาํ ตอบของปญหาน้นั
3. รวบรวมขอมูล ใหผูเรียนคนควาหาขอมูลจากแหลงตางๆ หรือเอกสาร วิเคราะห
และประเมินวามีความเกี่ยวของกบั ปญหาหรอื ไม มคี วามถกู ตองนาเชอ่ื ถอื เพียงไร
4. ทดสอบสมมตฐิ าน นําขอ มูลมาอภิปรายรวมกัน เพ่ือสนบั สนุนสมมติฐาน
5. สรา งขอ สรุป วา ปญหานน้ั มคี าํ ตอบหรือขอ สรุปอยางไร
สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (2546, น. 219-220) ไดกลา วถงึ ขนั้ ตอน
การสอนแบบสืบเสาะหาความรูไ วดังน้ี
1. ข้ันการสรางความสนใจ (Engagement) เปนการนําเขาสูบทเรียนหรือเรื่องที่
สนใจซ่ึงอาจเกดิ ขน้ึ เองจากความสงสัยความสนใจของตนเอง การอภปิ รายภายในกลุม เร่อื งที่นา สนใจ
อาจมาจากความรูเดิมที่เรียนรูมาแลวเปนตัวกระตุนใหนักเรียนสรางคําถาม กําหนดประเด็นท่ีจะ
ศึกษา ในกรณีที่ยังไมมีประเด็นใดที่นาสนใจครูอาจใหศึกษาจากส่ือตางๆ หรือเปนผูกระตุนดวยการ
เสนอประเด็นข้ึนมากอน แตไมควรบังคับใหนักเรียนยอมรับประเด็นหรือคําถามท่ีครูกําลังสนใจเปน
เร่อื งทจ่ี ะใชศ กึ ษา เม่ือมีคําถามทนี่ า สนใจและนักเรยี นสว นใหญยอมรับใหเ ปน ประเดน็ ทีต่ องการศึกษา
จึงรวมกันกําหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเร่ืองที่จะศึกษาใหมีความชัดเจนยิ่งข้ึนอาจ
รวมท้ังการรวบรวมความรปู ระสบการณเ ดิมหรือความรูจากแหลง ตา งๆ ทจ่ี ะชวยใหน ําไปสคู วามเขาใจ
เรอ่ื งหรือประเดน็ ทจี่ ะศกึ ษามากข้นึ และมแี นวทางท่ีใชใ นการสํารวจตรวจสอบอยางหลากหลาย
2. ข้ันสํารวจและคน หา (Exploration) เม่ือทา ความเขา ใจในประเดน็ หรือคําถามที่
สนใจศึกษาอยางถองแทแลว ก็มีการวางแผนกําหนดแนวทางการสํารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน
กําหนดแนวทางที่เปนไปได ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมขอมูล ขอสนเทศ หรือปรากฏการณตาง ๆ
วิธีการตรวจสอบอาจทําไดหลายวิธี เชน การทดลอง ทํากิจกรรมภาคสนาม การใชคอมพิวเตอรเพ่ือ
ชวยสรางสถานการณจําลองการศึกษาหาขอมูลจากเอกสารอางอิงหรือจากแหลงขอมูลตาง ๆ เพ่ือให
ไดม าซง่ึ ขอ มลู อยา งเพียงพอท่ีจะใชใ นขน้ั ตอไป
3. ขัน้ อธบิ ายและลงสรุป (Explanation) เม่อื ไดข อมูลอยางเพยี งพอจากการสาํ รวจ
ตรวจสอบแลวจึงนําขอมูลขอสนเทศที่ไดมาวิเคราะห แปลผลและนาเสนอผลท่ีไดในรูปตาง ๆ เชน
บรรยายสรุปสรางแบบจําลองทางคณิตศาสตร หรือวาดรูป สรางตาราง ฯลฯ การคนพบในขั้นนี้อาจ
เปนไปไดหลายทางเชน สนับสนุนสมมติฐานท่ีตั้งไว ขัดแยงกับสมมติฐานที่ตั้งไวหรือไมเก่ียวของกับ
ประเด็นท่ีกําหนดไว แตผลทไ่ี ดจะอยใู นรปู ใดกส็ ามารถสรางความรูและชวยใหเกิดการเรยี นรไู ด
21
4. ขั้นขยายความรู (Elaboration) เปนการนําความรูที่สรางข้ึนไปเชื่อมโยงกับ
ความรูเดิมหรือแนวคิดท่ีไดคนควาเพิ่มเติมหรือนําแบบจําลองหรือขอสรุปท่ีไดไปอธิบายสถานการณ
หรือเหตุการณอ่ืนๆ ถาใชอธิบายเรื่องตางๆไดมากก็แสดงวาขอจํากัดนอยซึ่งก็ชวยใหเช่ือมโยงเรื่อง
ตางๆ และทําใหเกิดความรูก วา งขวางขน้ึ
5. ขัน้ ประเมิน (Evaluation) เปน การประเมนิ การเรยี นรูดวยกระบวนการตางๆวา
นักเรียนมีความรูอะไรบาง อยางไร และมากนอยเพียงใด จากขั้นนี้จะนําไปสูการนําความรูไป
ประยกุ ตใ ชในเรอื่ งอื่น ๆ
สมบตั ิ กาญจนารักษพงศ และคณะ (2549, น. 7-8) กลา วถึงการจัดกิจกรรมเรียนรแู บบ
วัฏจักรการสืบเสาะหาความรูเพิ่มเติมวา กิจกรรมการเรียนรูแบบน้ีแมยังดา เนินข้ันตอนไปยังไม
ครบวัฏจักรก็สามารถขึ้นตนวัฏจักรใหมเพื่อสืบเสาะเร่ืองใหมซอนอยูในวัฏจักรเดิมไดอีก เชน เม่ือครู
จดั กิจกรรมอยูในข้ันขยายความรู ครไู มใ ชวธิ ีการบรรยาย แตครูตอ งการจดั กิจกรรมอ่ืนแทน ดังนั้น ครู
อาจสรางความสนใจเพือ่ ใหนกั เรยี นสงสัยตอแลว สาํ รวจและคน หาเพม่ิ เติม ดังนี้
1. ขัน้ สรางความสนใจ
2. ขัน้ สาํ รวจและคน หา
3. ขัน้ อธิบายและลงขอสรุป
4. ขน้ั ขยายความรู
4.1 ขนั้ สรา งความสนใจ
4.2 ขนั้ สํารวจและคนหา
4.3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ สรปุ
4.4 ข้นั ขยายความรู
4.5 ขนั้ ประเมิน
5. ขน้ั ประเมนิ
การวิจยั คร้ังนผี้ ูวจิ ยั ไดเลือกศกึ ษาวธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู ท่ีมีขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู
ที่ประกอบดวย ข้ันการสรางความสนใจ (Engagement) ขั้นสํารวจและคนหา (Exploration) ข้ัน
อธบิ ายและลงสรปุ (Explanation) ขั้นขยายความรู (Elaboration) และขัน้ ประเมิน (Evaluation)
เจตคตติ อชุดกจิ กรรมการเรียนรูวทิ ยาศาสตร
1. ความหมายของเจตคติ
เจตคติเปนคําที่บัญญัติไวในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 (ราชบัณฑิตยสถาน,
2539)อานวา เจตะคติ เปนคํามาจากภาษาอังกฤษวา Attitude มาจากรากศัพทภาษาละตินวา
Aptus ซึ่งมีความหมายวา โนมเอียง เหมาะสม (รวีวรรณ อังคนุรักษพันธ, 2533, น. 9) โดยมีผูให
ความหมายไวหลากหลาย ดงั นี้
อังคณา สายยศ (2540, น. 2) กลาววา เจตคติ มาจากภาษาอังกฤษวา แอททิจูด (Attitude)
ซึ่งแตเดิมใชคําวาทัศนคติ แตปจจุบันนิยมใชคําวาเจตคติ ซ่ึงหมายถึงอารมณหรือความรูสึกอันบังเกดิ
22
จากการรับรูตอส่ิงน้ันๆ โดยแสดงพฤติกรรมโนมเอียงอยางใดอยางหนึ่งในรูปแบบการประเมิน เชน
ชอบ-ไมชอบ เปน ตน
จิตฐพิ ร ศิรติ านนท (2542, น. 14) กลาววา เจตคติ หมายถึง การแสดงความรูสึกท่ีดีและไมดี
ตอ สิง่ นั้น ซึ่ง อาจสงั เกตไดหรือสงั เกตจากการตอบสนองตอสิ่งเรานั้นของบุคคลก็สามารถจะทราบได
ภพ เลาหไพบูลย (2542, น. 86) กลาววา เจตคติ หมายถึง เรื่องท่ีซับซอน และมีความรูสึก
ดานอารมณท่ีเกี่ยวของ ซึ่งมองไมเห็น เปนตัวกําหนดใหบุคคลมีการกระทําตางๆกันแลวแตความเชื่อ
คานยิ มและความรสู กึ ของเขาในการจดั การเรียนการสอน
สุรางค โควตระกูล (2542, น. 86) กลาววา เจตคติ หมายถึง อัชฌาสัย หรือ แนวโนมที่มี
อิทธิพลตอพฤติกรรมตอบตอสิ่งแวดลอมหรือสิ่งเรา ซ่ึงอาจเปนไดทั้งคน วัตถุสิ่งของหรือความคิด
อาจจะเปนทางบวกหรือทางลบก็ได ถาบุคคลมีเจตคติทางบวกตอส่ิงใดก็จะมีพฤติกรรมท่ีจะเผชิญกับ
สงิ่ นั้น ถา มเี จตคตทิ างลบตอ สงิ่ ใดก็จะหลีกเลยี่ ง
Robbin (1993) กลาววา เจตคติ หมายถึง การประเมินสิ่งท่ีชอบหรือไมชอบเก่ียวกับวัตถุ
บุคคลหรือเหตุการณซ่งึ สะทอนถงึ ความรสู ึกเกย่ี วกับบางสง่ิ บางอยา ง
Hergenhahn (1997, p. 614) กลาววา เจตคติ หมายถึง รูปแบบของความรูสึก ความโนม
เอยี งทีเ่ กดิ จากการเรยี นรูของบุคคลในการตอบสนองตอวัตถุ หรอื สถานการณต างๆ ในทางใดทางหนึ่ง
เจตคตเิ ปนสงิ่ ทเี่ ปน ผลมาจากความรู
Lefton (1997, p. 614) กลา ววา เจตคติ หมายถึง รปู แบบของความรูส กึ ความโนม เอยี งของ
พฤตกิ รรมตอ บุคคลอ่ืน ความคดิ หรอื วตั ถุ
สรุปไดวา เจตคติหมายถึง ความรูสึก ความเชื่อของบุคคลท่ีมีตอส่ิงตางๆ ซ่ึงจะแสดงออกมา
ในลักษณะชอบหรือไมชอบ พอใจหรือไมพอใจ เห็นดวยหรือไมเห็นดวย หรืออาจจะแสดงออกใน
ลักษณะเปนกลาง เชน รูสึกเฉยๆ เปนตน เจตคติเปนนามธรรมที่มีพฤติกรรมทางจิตใจท่ีไมสามารถ
สังเกตไดโดยตรง
2. องคป ระกอบของเจตคติ
ในการสรางแบบวัดเจตคตนิ นั้ ควรจะพิจารณาองคประกอบของเจตคติ ดังตอ ไปนี้
สุชา จันทนเอม (2539, น. 242-243) กลาววา เจตคติประกอบดวยองคประกอบสําคัญ 3
ประการคอื
1. องคประกอบทางดานความรู เปนเรื่องราวของการรับรูบุคคลในเร่ืองใดเร่ืองหนงึ่
อาจเปนการเรียนรูเกี่ยวกับวัตถุ ส่ิงของ หรือเหตุการณตางๆ วารูสิ่งตางๆน้ันไดอยางไร รูในทางดี
หรือไม บวกหรือลบ ซึ่งกอใหเจตคติขึ้นถารูสิ่งใดส่ิงหน่ึงในทางดี เราก็จะมีเจตคติตอสิ่งน้ันในทางดี
และรูส ิ่งใดส่งิ หนึง่ ในทางไมด ี เราก็จะมีเจตคตทิ ไ่ี มด ีตอสงิ่ นั้นดวย
2. องคประกอบดานความรูสึก เปนองคประกอบทางดานอารมณ ความรูสึก ซ่ึงถูก
เราจากการรูน้ัน เม่ือเราเกิดรูส่ิงใดสิ่งหน่ึงและจะทําใหเราเกิดความรูสึกที่ดีหรือไมดี ถาเรารูสึกตอสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่งไมดีเราก็จะไมชอบหรือไมพอใจในสิ่งน้ัน ซึ่งในความรูสึกนี้จะทําใหเกิดเจตคติในทางใดทาง
หน่ึง คือ ชอบหรือไมค วามรูสกึ นเี้ ม่อื เกดิ ข้นึ แลวจะเปลยี่ นแปลงไดยาก
23
3. องคประกอบทางดานพฤติกรรม เปนความพรอมที่จะตอบสนองตอสิ่งน้ันในทาง
หนึ่ง คือพรอมที่จะสนับสนุน สงเสริมหรือชวยเหลือ หรือทําลาย ขัดขวาง ตอสู เปนตน พฤติกรรมที่
แสดงออกมาน้ันเกิดจากความรู และความรูสึกทีม่ ีเกี่ยวกับวตั ถุ เหตกุ ารณห รือบคุ คลนน้ั ๆ
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543, น. 59-60) กลาววา ในปจจุบันนักจิตวิทยามี
แนวความคิดเหน็ แตกตางกนั อยู 3 กลุม คือ
1. เจตคติมีองคประกอบเดียวตามความคิดหรือแนวความเช่ือน้ี พิจารณาไดจาก
นิยามเจตคตินั้นเอง โดยจะมองเจตคติเกิดจากการประเมินเปาเจตคติวารูสึกชอบหรือไมชอบ กลุมนี้
ไดแ ก Thurstoneและ Allport เปนตน
2. เจตคติมีสององคประกอบ มีแนวความเช่ือวาเจตคติมี 2 องคประกอบ คือ
องคประกอบดานสติปญญา (Cognitive) และองคประกอบดานความรูสึก (Affective) นักจิตวิทยาท่ี
สนับสนนุ การแบงเจตคติเปน 2 องคป ระกอบ ไดแ ก Katz เปนตน
3. เจตคติมีสามองคประกอบ แนวความคิดน้ีเชื่อวาเจตคติมี 3 องคประกอบ
นักจิตวิทยากลมุ นี้ไดแก Rosenberg และ Hovland เปนตน ซึง่ ประกอบดวย
1) ดานสติปญญา (Cognitive component) ประกอบไปดวย ความรู
ความคดิ และความเชื่อที่ผูน้ันมเี ปาเจตคติ
2) ดานความรูสึก (Affective component) หมายถึง ความรูสึกหรือ
อารมณของคนใดคนหนึ่งท่ีมีตอเปาเจตคตวิ ารสู ึกชอบหรือไมช อบสิง่ น้ัน พอใจหรือไมพ อใจสิง่ นน้ั หรอื
ประเมนิ ส่งิ นนั้ วาดหี รือไมดี
3) ดานพฤติกรรม (Behavior component ) หรือบางทีเรียกวา Action
component เปนแนวโนมของการจะกระทําหรือจะแสดงพฤติกรรม เจตคติเปนพฤติกรรมซอนเรน
ในช้นั นเ้ี ปนการแสดงแนวโนม ของการกระทําตอเปาเจตคติเทานน้ั ยงั ไมแสดงจรงิ
ธรี วุฒิ เอกะกลุ (2550, น. 8-11) ไดก ลา วถงึ องคป ระกอบของเจตคตไิ ววาองคประกอบที่
สาํ คญั ท่ีจะทาํ ใหค นเราเกิดเจตคตขิ นึ้ ไดน นั้ มีอยู 3 องคป ระกอบ ดงั นี้
1. ความรู (Cognitive component) บุคคลใดจะมีเจตคติตอส่ิงใดไดบุคคล น้ัน
จะตอ งมคี วามรูความเขา ใจในส่งิ น้ันกอน เพอื่ ใชเ ปน รายละเอียดสาํ หรับใหเหตุผลในการที่ จะสรุปเปน
ความเชอ่ื ตอ ไป
2. ความรูสึก (Feeling component) เปนองคประกอบท่ีเกี่ยวกับความรูสึกหรือ
อารมณข องบุคคลที่มีตอ ส่ิงหนึ่งส่ิงใดหลงั จากรแู ละเขาใจสง่ิ นั้นแลว กลาวคอื เม่อื บุคคลใด รแู ละเขาใจ
เร่ืองใด จะสรุปเปนความเห็นในรูปการประเมินผลวาส่ิงนั้นเปนส่ิงท่ีพอใจหรือไม สําคัญหรือไมดีหรือ
เลว ซ่งึ เทากบั เกิดอารมณ หรอื ความรสู กึ ตอ ส่ิงน้ัน
3. ความโนมเอียงท่ีจะปฏิบัติ (Action tendency component) เปนองคประกอบ
สุดทายที่รวมตัวมาจากความรูและความรูสึกท่ีมีตอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนทําใหเกิด ความโนมเอียงท่ีจะ
ปฏิบัติ หรือตอบสนองตอสิ่งน้ัน ในทิศทางท่ีสนับสนุน คลอยตาม หรือ ขัดแยงตามความรูและ
ความรสู กึ ท่เี ปน พน้ื ฐานนัน้
สรุปวา เจตคติประกอบไปดวย องคประกอบดานความรูท่ีกอใหเกิดเจตคติขึ้น ถารูสิ่งใดส่ิง
หนึ่งในทางดีเราก็จะมีเจตคติตอสิ่งน้ันดี และถารูสิ่งใดส่ิงหนึ่งในทางไมดีเราก็จะมีเจตคติที่ไมดีตอส่ิง
24
นน้ั ดวยองคประกอบทางดานความรูสึกทําใหเจตคติในทางใดทางหน่งึ คือ ชอบหรือไมชอบ ความรสู ึก
นีเ้ มอื่ เกดิ ข้ึนแลวจะเปล่ยี นแปลงไดยากไมเหมือนกับความจริงตางๆ ซึ่งจะเปลย่ี นแปลงไดง ายกวาถามี
เหตผุ ลเพียงพอ
3. ลักษณะของเจตคติ
ลักษณะของเจตคตมิ นี กั การศึกษาและนกั จิตวทิ ยา กลา วถึงลกั ษณะของเจตคตไิ ว ดังน้ี
รวีวรรณ อังคนรุ ักษพันธ (2533, น. 14-16) ไดก ลาวถงึ ลักษณะของเจตคตไิ วว า เจตคติเปน
ความรูสึกท่ีชี้บงบอกลักษณะทางจิตใจ อารมณ ของบุคคล ซ่ึงอาจเปนลักษณะท่ีไม แสดงออกมา
ภายนอกใหบุคคลอ่ืน เห็นหรือเขา ใจก็ได ซ่งึ มลี กั ษณะท่ัวไปทีส่ ําคัญ 5 ประการ ดังนี้
1. เจตคติเปนเร่ืองของอารมณ (Feeling) อาจเปลี่ยนแปลงไดตามเงื่อนไข หรือ
สถานการณตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง บุคคลจะมีการกระทําที่เสแสรงโดยแสดงออกไมให ตรงกับ
ความรสู กึ ของตนเองเมอ่ื เขารูตวั หรือรูวามีคนสังเกต
2. เจตคติเปนเรื่องเฉพาะตัว (Typical) ความรูสึกบุคคลอาจเหมือนกันแตรูปแบบ
การแสดงออกแตกตา งกันไป หรอื อาจมีการแสดงออกที่เหมอื นกนั แตความรสู ึกตางกัน
3. เจตคติมีทิศทาง (Direction) การแสดงออกของความรูสึกสามารถ แสดงออกได
สองทิศทางเชน ทิศทางบวกเปนทิศทางท่ีสังคมปรารถนา และทิศทางลบเปน ทิศทางที่สังคมไม
ปรารถนา ไดแ กซ ่ือสตั ย-คดโกง รกั -เกลยี ด ชอบ-ไมชอบ ขยนั -ข้ีเกียจ เปน ตน
4. เจตคตมิ คี วามเขม (Intensity) ความรสู ึกของบุคคลอาจเหมือนกนในสถานการณ
เดียวกันแตอาจแตกตางกันในเรื่องความเขมที่บุคคลรูสึกมากนอยตางกัน เชน รักมาก รักนอย ขยัน
มาก ขยันนอย เปนตน
5. เจตคตติ องมีเปา (Target) ความรูสึกจะเกดิ ขนึ้ ลอยๆไมไ ด เชน รกั พอ แม ขยนั เขา
ชนั้ เรียน ขี้เกยี จทําการบา น เปนตน
ปรียาพร วงศอ นุตรโรจน (2548, น. 249-250) ไดกลาวถึงลกั ษณะของเจตคติไวว า เจตคติมี
ลักษณะสําคญั ดังนี้
1. เจตคติเกิดจากประสบการณส่ิงเราตาง ๆ รอบตัว บุคคล การอบรม เล้ียงดู การ
เรียนรูขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเปนสิ่งท่ีกอใหเกิดเจตคติ แมวามีประสบการณที่
เหมือนกันกอ็ าจมเี จตคตทิ ่แี ตกตางกนไดด ว ยสาเหตหุ ลายประการ เชน สตปิ ญญา อายุ เปน ตน
2. เจตคติเปนการเตรียมความพรอมในการตอบสนองตอส่ิงเราภายในของ จิตใจ
มากกวาภายนอกท่ีสังเกตได สภาวะความพรอมท่ีจะตอบสนองมลี กั ษณะที่ซบั ซอน
3. เจตคติมีทิศทางของการประเมิน คือ ลักษณะความรูสกึ หรืออารมณ ท่ีเกิดข้ึน ถา
ประเมินวาชอบ พอใจ หรือเห็นดวยก็คือ เปนไปในทิศทางท่ีดี ถาประเมินออกมา ในทางที่ไมชอบไม
พอใจกค็ ือเปน ไปในทิศทางท่ีไมดี
4. เจตคติมีความเขม คือ ปริมาณนอยในความรูสึก ถาชอบมากหรือไมเห็น ดวย
อยางมากก็คือความเขม สูง ถาไมชอบหรือเกลยี ดที่สดุ แสดงวามคี วามเขม สงู ในทิศทางหนึ่ง
5. เจตคติมีความคงทนที่บุคคลยึดมันถือม่ัน และมีสวนในการกําหนด กิจกรรมของ
คนน้นั ในการยดึ ม่นั ในเจตคติตอสิ่งใด ทาํ ใหก ารเปลี่ยนแปลงเจตคตเิ กดิ ขน้ึ ไดยาก
25
6. เจตคติมีทั้งพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอก พฤติกรรมทางจิตใจ ถาไม
แสดงออกก็ไมสามารถรูไดว า บุคคลน้นั มีเจตคตอิ ยางไรในเร่ืองนนั้ เจตคตทิ ี่เปน พฤตกิ รรมภายนอกจะ
แสดงออกเมอ่ื ถกู กระตนุ
7. เจตคติมีสิ่งเราจึงจะมีการตอบสนองข้ึน ไมจําเปนวาเจตคติที่แสดงออกจาก
พฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอกจะตรงกัน เพราะกอนแสดงออกนั้นก็จะปรับปรุง ใหเหมาะ
กบั สภาพของสังคมแลวจงึ แสดงออกเปนพฤติกรรมภายนอก
สงวน สุทธิเลิศอรุณ (2549, น. 97) ไดกลาวถึงลักษณะของเจตคติไววาลักษณะ ของเจตคติ
เปน 2 มิติ คลา ยๆ กับวัตถุซ่งึ เปนมิติความกวา ง และมิตคิ วามยาว เจตคติ ประกอบดวยมติ ิ ดังตอ ไปน้ี
1. ทิศทาง (Direction) มีอยู 2 ทิศทาง คือ ทางบวกและทางลบ ไดแก ความรูสึก
ทา ทใี นทางดชี อบพงึ พอใจ สวนทางลบจะเปนไปในทางตรงขา ม ไดแ ก ความรูส ึก หรือทา ทีในทางไมด ี
2. ความเขม (Magnitude) มีอยู 2 ขนาด คือ ความเขมมากเขมนอย ถาบุคคล มี
เจตคติที่มีความเขม มาก จะเปนอุปสรรคตอ การเปลย่ี นแปลงเจตคติ
สรุปไดวา เจตคติน้ันเกิดจากการเรียนรูและประสบการณของแตละบุคคล ซ่ึงมีอิทธิพลตอ
ความคิดและการกระทาํ ของบุคคลน้ันๆ รวมทงั้ เปน ตัวกระตุน ท่ที ําใหบุคคลแสดงพฤตกิ รรมออกมาใน
ลักษณะของความชอบหรือไมชอบ ซงึ่ เจตคติที่เกดิ ข้ึนกับบคุ คลน้ันสามารถเปลีย่ นแปลงได
4. ประโยชนข องเจตคติ
ลวน สายยศ และองั คณา สายยศ (2543, น. 54-55) ไดก ลา วถงึ ประโยชนข องเจตคติ ดงั นี้
1. การทราบเจตคติของบุคคลยอมชวยใหการทํานายการกระทําของบุคคลได
ความสามารถในการทํานายพฤติกรรมของบุคคลเปนความตองการของมนุษย และสังคม เพราะจะ
เปนแนวทางใหผ ูอื่นสามารถควบคุมพฤติกรรมของบุคคลนั้นไดด ว ย
2. เจตคติใชพิจารณาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลที่มีตอส่ิงอื่นหรือมีตอเปาเจตคติ
ของคน คนนน้ั ได นน่ั คือรเู จตคตขิ องคนสามารถสง เสริมหรือยบั ยง้ั ส่งิ ท่เี ขาจะแสดงออกได
3. การวัดเจตคติเพื่อหาทางปองกันในสังคมนั้น การท่ีบุคคลจะมีเจตคติตอสิ่งใดส่ิง
หนึ่งอยางไรนั้นเปนสิทธิของแตละบุคคล แตการที่อยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมยอมเปนไดเม่ือ
ประชาชนมีเจตคตติ อสิ่งเดียวกันคลา ยคลงึ กัน ซ่ึงจะเปนแนวทางใหเกิดความรว มมือรวมใจกันและไม
เกดิ ความแตกแยกขน้ึ ในสังคม
4. การวัดเจตคติเพื่อหาทางแกไข ในสังคมประชาธิปไตยบุคคลสามารถจะมีเจตคติ
เร่ืองใดเรื่องหน่ึงแตกตางกันไปไดมาก แตบางเรื่องจําเปนที่จะตองไดรับความคิดเห็นและเจตคติท่ี
สอดคลองกันเพ่ือท่ีประชาชนจะไดกระทําท่ีพรอมเพรียงกัน การวัดเจตคติจึงอาจแสดงใหทราบวา
บุคคลมีลักษณะที่เหมาะสมหรือไมเพียงไร เพื่อใหประโยชนในการหาทางแกไข เจตคติท่ีไมถูกตอง
และปลูกฝง เจตคติที่ดตี อ ไป
อัจนา มุกดาสนิท (2545, น. 18-19) ไดกลาววา เจตคติ เปนสิ่งสําคัญในการทําใหคนแสดง
พฤตกิ รรมออกมา ซง่ึ เจตคตมิ ีประโยชนดงั น้ี
1. เจตคติ ชวยใหเกิดความรู คือคนเราจะแสวงหาระดับความสามารถ ความม่ันคง
เพื่อท่ีจะรบั รหู รอื ไดม าตามจดุ หมาย
26
2. เจตคติ ชวยในการปรับตัว เจตคติ จะเปนแรงจูงใจใหบุคคลปรับตัว เพ่ือใหไดรับ
ความสําเรจ็ และไปสูจุดหมายทพ่ี ึงพอใจ
3. เจตคติ ชวยในการแสดงออกถึงคา นยิ ม ซ่ึงเปนการแสดงออกในเรือ่ งความคดิ เห็น
ของบคุ คลใหมีความสอดคลอ งกับคานยิ มของสงั คม
4. เจตคติ ชวยในการปองกันตนเอง คือสิ่งแวดลอมหรือขอเท็จจริงตา ง ๆ อาจทําให
เกิด ความไมสบายใจข้ึน ดังน้ัน บุคคลปองกันโดยสรางเจตคติ ตอส่ิงน้ันในทางลบ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งท่ี
ไมพ ึงปรารถนา
สรุปวา การรูเจตคติของคนสามารถใชเพ่ือทํานายพฤติกรรมท่ีเขาจะแสดงออกเปนการรูไว
กอนเพ่ือหาแนวทางปองกันและแกไข คนในสังคมท่ีมีเจตคติที่ดีงามตามสงั คมมักเปนทีต่ องการ ซ่ึงใน
วงการศึกษาถือวามีความจําเปนอยางมาก ทางโรงเรียนหรือสถานศึกษาตางๆควรศึกษาเจตคติของ
นักเรียนหรือตอครูผูสอนเพ่ือใชในการปรับปรุงแกไขวิธีการเรียนการสอนใหผูเรียนมีเจตคติที่ดี การมี
เจตคตทิ ่ดี ีตอวชิ าที่เรยี นจะทําใหการเรยี นวิชานน้ั ๆดขี ้ึนตามมา
5. การวดั เจตคติ
การวัดเจตคติเปนเร่ืองละเอียดออนและซับซอน ตองอาศัยการตอบสนองออกมาเปนถอยคาํ
ภาษา หรอื พฤติกรรมภายนอก เจตคตเิ ปน กริ ิยาทา ทรี วมๆ ของบุคคลท่ีเกดิ จากความพรอมหรือความ
โนมเอียงของจิตใจ ซึ่งแสดงออกตอส่ิงเราหนึ่งๆ การวัดเจตคติจึงตองพิจารณาจากหลายดานรวมกัน
ดังท่ีนักการศกึ ษาไดก ลาวไว ดงั น้ี
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ (2540, น. 241) กลาวไววา การวัดเจตคติมีหลักเบ้ืองตนที่ตอ งทาํ
ความเขา ใจ 3 ประการ คือ
1. เน้ือหา (Content) เน้ือหาหรือสิ่งเรา เปนสิ่งท่ีตองทําความเขาใจเปนอันดับแรก
ในการวัดเจตคติ สิ่งเราที่จะใชไปกระตุนใหแสดงกิริยาทาทีออกมาน้ัน จะตองมีโครงสรางกําหนด
แนน อน เปน ตัวแทนของเจตคติท่ีตองการวัด
2. ทิศทาง (Direction) การวัดเจตคติท่ัวไปกําหนดใหเจตคติมีทิศทางเปนเสนตรง
และตอเน่ืองกันในลักษณะเปนซาย-ขวา หรือบวก-ลบ กลาวคือ จะมีกริยาทาทีเห็นดวยอยางย่ิง และ
ลดความเห็นดวยลงเรื่อยๆ จนไมเห็นดวยอยางย่ิง ลักษณะเห็นดวยหรือไมเห็นดวยนี้ ถือวาเปน
เสนตรงเดียวกนั และตอ เน่ืองกนั
3. ความเขม (Intensity) กิรยิ าทา ทหี รอื ความรสู กึ ทีแ่ สดงออกตอ สงิ่ เรานน้ั ถือวามี
ปริมาณนอ ยแตกตางกัน ถาความเขมสูงไมวาจะไปในทศิ ทางใดก็ตาม จะมีความรูสึกหรือกิริยาทาทาง
ท่ีรนุ แรงมากกวา
ลวน สายยศและองั คณา สายยศ (2543, น. 61) ไดกลาวถึงเครือ่ งมอื การวดั เจตคติ ไววาท่ี
นิยมใชก นั มีอยู 6 ชนิด คอื
1. การสังเกต (Observation) เปนวิธีท่ีใชตรวจสอบบุคคลอื่น โดยการเฝามองและ
จดบันทึกพฤติกรรมของบุคคลอยางมีแบบแผน ท้ังนี้เพ่ือจะไดทราบวา บุคคลที่เราสังเกตมีเจตคติ
ความเช่ือ อุปนิสัยเปนอยางไร การสังเกตเปนวิธีการศึกษาที่เกาแกและใชกันมากจนถึงปจจบุ ัน ซึ่งวิธี
นเ้ี ปน ทีน่ ิยมและใชแพรหลายอยูในทุกๆ สาขาวิชา โดยเฉพาะการศึกษาที่เก่ียวกบั พฤติกรรมเพราะจะ
ทําใหผูศึกษาไดมองเห็นพฤติกรรมของบุคคลดวยตนเองอันจะกอใหเกิดการสรุปผลจากการศึกษาได
27
ตรงกับความเปนจริงมากยิ่งขึ้น ขอมูลท่ีไดจากวิธีการสังเกตจะตองถูกตองใกลเคียงกับความเปนจริง
หรือเปน ที่เชือ่ ถือไดน น้ั มีขอ ควรคํานึงหลายประการ กลาวคอื ควรจะมกี ารศกึ ษาหลายๆ สาเหตุ ทง้ั นี้
เพราะเจตคติของบุคคลมาจากหลายๆสาเหตุนอกจากนี้ตัวผูสังเกตเองจะตองทําตัวใหเปนกลาง ไมมี
ความลาํ เอยี ง และการสังเกตควรไปสังเกตหลายๆ ชว งเวลา ไมใชส ังเกต เฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่ง
2. การสัมภาษณ (Interview) หมายถึง วิธีการถามใหตอบดวยปากเปลา ผูเก็บ
ขอมูลอาจจะจดบันทึกคําตอบหรืออัดเสียงตอบเอาไวก็ได แลวนํามาวิเคราะหคําตอบในภายหลัง
วิธีการสัมภาษณใหขอมูลที่ครอบคลุม ท้ังอดีตปจจุบันและอนาคตและส่ิงอ่ืนที่เกี่ยวของแตมีขอจํากัด
เพราะวิธีการสัมภาษณเปนการตอบหรือเลาเรื่องราวเก่ียวกับพฤติกรรมของตนเอง หรือของผูอื่นซ่ึง
เปดโอกาสใหผูศึกษาเลาแตพฤติกรรมที่ตนเองเห็นสมควรจะนํามาเปดเผยหรือเลาพฤติกรรมท่ีสังคม
ยอมรับ
3. แบบสอบถาม (Questionnaire) วิธีการน้ีสามารถใชกับผูมีการศึกษาพอสมควร
สามารถอา นและเขียนได ซ่งึ แบบสอบถามนั้นจะมขี อคําถามและคําตอบตา งๆ ไวใหเ ลอื กคาํ ตอบซึ่งทํา
เปนมาตรฐานไว แบบแผนเดียวสําหรับผูตอบทุกคน การใชแบบสอบถามเปนวิธีการที่ใชมากท่ีสุด ใน
การศกึ ษาเกยี่ วกับเจตคติ เพราะใชเ วลานอย และไดข อ เทจ็ จรงิ มากกวา วิธีอนื่ ๆ
4. การรายงานตนเอง (Self-report) เครื่องมือแบบน้ีตองการใหผูถูกสอบแสดง
ความรูส กึ ของตนเองตอส่ิงเราท่เี ขาไดส มั ผสั คอื สิ่งเรา ที่เปนขอความ ขอ คําถามหรือภาพ เพ่ือใหผ ูสอบ
แสดงความรูสึกออกมาอยางตรงไปตรงมา แบบทดสอบหรือมาตราวัดท่ีถือวาเปนแบบมาตรฐาน
(Standard form) เปนแนวการสรางของ Thurstone Guttman Likert และ Osgood สวนการวัด
เจตคติแบบรายงานตนเองมีวิธีออกแบบอ่ืนๆอีกมากแตไมถือวาเปนรูปแบบมาตรฐานซึ่งสรางแลวแต
จุดมงุ หมายของการสรา งหรือการวดั เปนคราวๆ ไป
5. การสรางจินตนาการ (Projective techniques) เปนวิธีการสรา งจนิ ตนาการโดย
ใชภาพเพ่ือใชวัดเจตคติบุคลิกภาพของบุคคล โดยท่ีภาพจะเปนตัวกระตุนใหบุคคลแสดงความคิดเห็น
ออกมาและสามารถสังเกตไดวาบุคคลน้ันมีความรูสึกอยางไร วิธีการวัดเจตคติโดยการสราง
จินตนาการนี้ ผูทําการศกึ ษาตองมีประสบการณแ ละความสามารถเพยี งพอในการแปลความหมายของ
ขอ มลู ทไี่ ดม า
6. การวัดทางสรีรภาพ (Physiological measurement) คือ การใชเคร่ืองมือไฟฟา
หรือเครื่องมืออ่ืนๆ ในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางดานรางกาย เนื่องดวยเจตคติตอสิ่งหน่ึงมี
องคประกอบท่ีสําคัญคือ มีความรูสึกในทางชอบหรือไมชอบและความรูสึกนี้อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็
ขนึ้ อยูกับเรอ่ื งราวของบุคคล เม่ือถูกกระตุนดวยส่งิ ท่ีเขาเคยชอบจะทาํ ใหระดบั อารมณใ นขณะนั้นของ
เขาเปลี่ยนไป ถาใชเคร่ืองมือวัดทางสรีระที่ละเอียดก็สามารถตรวจพบความเปล่ียนแปลงทางอารมณ
ไดและเนื่องดวยเครื่องมือวัดทางสรีระน้ันคลายเคร่ืองมือทางการแพทย มีราคาสูงและผูใชตองมี
ความรูทางสรีรศาสตรเปนอยางดี ดังนั้นวิธีการนี้ยังไมแพรหลายในการวิจัยทางเจตคติในจิตวิทยา
สังคม
ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ (2538, น. 179-191) วิธีการวัดเจตคตสิ ามารถวัดดว ยการ
สังเกตหรือการทดสอบหรือดว ยแบบทดสอบการวัดเจตคตทิ ี่นยิ มกันมอี ยูหลายวธิ ีคอื
28
1. วิธีของเทอรสโตน (Thurstone scaling methods) เปนวิธีที่เรยี กวา ไพออริแอพ็
โพรช (Priori Approach) วิธีน้ีจะหาคาของแตละมาตราของขอความทางเจตคติกอนที่จะนําไปใชใน
การวจิ ยั และกาํ หนดคามาตรามตี งั้ แต 0 ถึง 11 มาตรา
2. วธิ ขี องลเิ คริ ท (Likert scaling methods) วธิ ีนีก้ าํ หนดมาตราเปน 5 ขนั้ แตล ะ
ขัน้ จะกาํ หนดคาไวหลงั จากไปรวบรวมขอมูลในการวิจัยมาแลว จึงมชี อ่ื วา Posteriori approach
3. วิธีของออสกดู (Osgood scaling methods) เปน วิธวี ัดเจตคตโิ ดยใชความหมาย
ของภาษา (Semantic differential scales)
สรปุ ไดว า การวัดเจตคตินั้นจะตองทําความเขา ใจในหลักเบอ้ื งตน ศกึ ษาเครอื่ งมือที่ใชวดั
และเลือกวิธีการวัดเจตคตใิ หเ หมาะสม
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
1. ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
มณฑารัตน ชูพินิจ (2540, น. 12) ไดใหความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ความสาํ เรจ็ ในการพยายามเขาถึงความรู ซง่ึ เกดิ จากการทาํ งานทตี่ องอาศัยความพยายามอยา งมากท้ัง
องคป ระกอบท่ีเก่ยี วของกับสตปิ ญญาและองคป ระกอบท่ีไมใ ชส ติปญญา แสดงออกในรูปของ คะแนน
หรอื เกรดเฉลีย่ สะสม ซึง่ สามารถสังเกตไดจ ากการวัดหรือการทดสอบทวั่ ไป
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2540, น. 15-24) ไดใหความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นวาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเปนตวั ชคี้ วามสําเรจ็ ในการจัดการศกึ ษา ตามจดุ มงุ หมายทกี่ าํ หนดไว
บุญชม ศรีสะอาด (2541, น. 150) ไดกลาวไววาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมหรือผล
การเรียนรูของผูเรียน อันเนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนของครูวาผูเรียนมีความสามารถหรือ
สมั ฤทธผิ์ ลในแตล ะรายวชิ ามากนอ ยเพียงใด ผลการสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ จะเปน ประโยชนต อการพัฒนา
ผูเรียนหรือตามมาตรฐานผลการเรียนรูท่ีกําหนดไว และเปนประโยชนตอการปรับปรุงและการ
พัฒนาการเรียนการสอนของครูใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งข้ึน การที่จะทําใหผลการทดสอบมี
ความถูกตองเที่ยงตรงเชื่อถือไดน้ันจะตองใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิท่ีมีคุณภาพซ่ึงผานการสราง
อยางถกู ตองตามหลกั วิชา
ภพ เลาหไพบูลย (2542, น. 389) ไดกลาววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร
หมายถึงความสามารถในการเรียนรูวิชาวิทยาศาสตร ซ่ึงวัดไดจากการใชเคร่ืองมือในการวัด โดยเนน
การวัดพฤติกรรมที่พงึ ประสงค ไดแ ก พฤติกรรมดา นความรู ความจาํ ความเขาใจ ทกั ษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร และการนาความรูไปใช
สุดา มากบุญ (2542, น. 13) ไดใหความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา คือ ความรู
ความสามารถที่บุคคลจะพัฒนาใหดีข้ึน อันเกิดจากกระบวนการแสวงหาความรู โดยวิธีการสอนและ
อบรม ซ่ึงประกอบดวยความสามารถทางสมอง ความรู ทกั ษะ ความรูสกึ คานิยมตา งๆ
อารีย วชิรวราการ (2542, น. 143) ไดใหความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา หมายถึง ผล
ท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนการสอน การฝกฝนหรือ ประสบการณตางๆ ทั้งในโรงเรียน ท่ีบานและ
ส่ิงแวดลอมอ่ืนๆแตคนสวนมากเขาใจวา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเกิดจากการเรียนการสอนแตภายใน
29
โรงเรียน และมองแตในแงความรูความเขาใจเทานั้น แตในทางที่เปนจริงแลว ความรสู ึก คานยิ มก็เปน
ผลจากการฝก สอนและอบรมซึ่งนบั เปน ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดวย
รังสรรค นกสกุล (2543, น. 58) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา คือ
ความสามารถความรู ทกั ษะหรือคุณลกั ษณะของบคุ คลอันเกิดจากการเรยี นการสอน การฝก อบรม วัด
ไดโดยเครื่องมอื วัดผล
กระทรวงศึกษาธกิ าร (2545, น. 13) ไดใ หความหมายวา ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ
ความสําเร็จหรือความสามารถในการกระทําใดๆ ที่ตองอาศัยทักษะหรือมิฉะน้ันก็ตองอาศัยความรูใน
วิชาหน่งึ วิชาใดไดโดยเฉพาะ
พรรณี ชูทัย เจนจิต (2545, น. 58) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวาเปน
คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลที่พัฒนาการดีขน้ึ อันเกิดจากการเรียนการสอน การฝกอบรม
ซึ่งประกอบดว ยความสามารถทางสมอง ความรู ทกั ษะ ความรสู ึก และคา นยิ มตา ง ๆ
อาภาพร สิงหราช (2545, น. 6) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา
ความสามารถในการเรียนรู โดยพิจารณาจากคะแนนที่ไดจากการทา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น
สุภาพร รัตนนอย (2546, น. 4) ไดกลาววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร
หมายถึงความสามารถในการเรียนรูวิชาวิทยาศาสตร ซึ่งวัดดวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นวชิ าวิทยาศาสตร
อัญชัน เพ็งสุข (2546, น. 8) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา คะแนนท่ีได
จากการทดสอบดวยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการการเรียน
ทิพวรรณ กองสุทธใจ (2547, น. 8) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา คือ
คะแนนท่ไี ดจ ากการทดสอบหลงั เรียน
ศุภพงศ คลายคลึง (2548, น. 27) ไดกลาวไววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึงผลสําเร็จ
ท่ีเกิดจากพฤติกรรมการกระทํากิจกรรมของแตละบุคคล ที่ตองอาศัยความพยายามอยางมาก ทั้ง
องคประกอบที่เก่ียวของกับสติปญญาและองคประกอบท่ีไมใชสติปญญา ซึ่งสามารถสังเกตและวัด ได
ดวยเคร่อื งมอื ทางจิตวทิ ยา หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธดิ์ า นตางๆ
ชวลติ ชูกาแพง (2551, น.91) ไดก ลาวไวว า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถ
ในการเรยี นรู โดยพจิ ารณาจากคะแนนผลการเรยี นรทู ่ีวดั โดยใชแ บบทดสอบ
พฒั นาพงษ สกี า (2551, น. 32) ไดใ หค วามหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ ผลที่
เกิดจากการกระทําของบคุ คล ซ่งึ เปน การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมเนื่องจากการไดร ับ ประสบการณโดย
การเรียนรูด วยตนเอง หรือจากการเรยี นการสอนในชั้นเรยี น และสามารถประเมนิ หรอื วดั ประมาณคา
ไดจ ากการทดสอบ หรอื การสงั เกตพฤติกรรมทเ่ี ปลย่ี นแปลง
ขนิษฐา บุญภักดี (2552, น. 10) ไดกลาววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ
และความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน อาจไดมาจากกระบวนการที่ไมตองอาศัย
การทดสอบเชน การสงั เกต และจากการใชแบบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นทวั่ ไป
พิมพประภา อรัญมิตร (2552, น. 18) ไดใหค วามหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ
คณุ ลกั ษณะและความรคู วามสามารถท่แี สดงถงึ ความสําเรจ็ ทไี่ ดจ ากการเรียนการสอนในวชิ าตา งๆ ซ่ึง
30
สามารถวัดเปนคะแนนไดจ ากแบบทดสอบทางภาคทฤษฎหี รือภาคปฏิบตั หิ รอื ทง้ั สองอยา ง
เยาวดี รางชัยกุลวิบูลยศรี (2552, น. 16) ไดกลาวไววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
คุณลักษณะและประสบการณเรียนรูที่เกิดขึ้นจากการฝกอบรมหรือการสอนจึงเปนการตรวจสอบ
ความสามารถหรอื ความสมั ฤทธ์ิผลของบคุ คลวาเรียนรแู ลวเทาไร มคี วามสามารถชนดิ ใด
วุฒิชัย ดานะ (2553, น. 32) ไดกลาววาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ระดับ ความรู
ความสามารถและทักษะท่ีไดรับและพัฒนามาจากการเรยี นการสอนวิชาตางๆ โดยอาศัย เครื่องมือใน
การวัดผลหลงั จากการเรยี นหรอื จากการฝก อบรม
ลดั ดาวลั ย ใจภกั ด์ดิ ี (2555, น. 16) ไดก ลา ไววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความรู
ความสามารถในการเรียนโดยการวัดพฤติกรรมดานพุทธิพิสัย 6 ดาน ของบลูม (Bloom) ไดแก ดาน
ความรูความจํา ดานความเขาใจ ดานการนําไปใช ดานการวิเคราะหดานการสงั เคราะหและ ดานการ
ประเมินคา ที่วัดไดจากคะแนนในการตอบแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
สรปุ ไดวาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถงึ ความสามารถในการเรยี นรู ซึง่ เปน ความสามารถ
ทางสติปญญา ดานความรู ดานความจํา ความเขาใจ ซึ่งวัดไดจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี น
2. ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538, น. 21) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน คือแบบทดสอบท่ีมุงวัดเนื้อหาวชิ าเรียนที่ผา นมาแลว วานักเรียนมีความรคู วามสามารถ
เพยี งใด
สําเริง บุญเรืองรัตน และคนอื่นๆ (2544, น. 44) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน (Achievement test) เปนแบบทดสอบท่ีวัดความรู ทักษะและสมรรถภาพทางสมอง
ดานตางๆท่ีเด็กไดรับจากประสบการณทั้งปวงจากโรงเรียนและทางบาน ยกเวนการวัดทางรางกาย
ความถนดั และทางบคุ คลกับสังคม
บุญชม ศรสี ะอาด (2545, น. 53) ไดกลา ววา แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ หมายถงึ แบบทดสอบ
ที่ใชวัดความรูความสามารถของบุคคลในดานวิชาการซึ่งเปนผลจากการเรียนรู เน้ือหาสาระและตาม
จุดประสงคของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้น โดยท่ัวไปจะวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาตางๆที่เรียนในโรงเรียน
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัย หรือสถาบันการศกึ ษาตางๆ
พิชิต ฤทธ์ิจรญู (2545, น. 96) ไดกลา ววา แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึง
แบบทดสอบที่ใชวัดความรู ทักษะ และความสามารถทางวิชาการท่ีนักเรียนไดเรียนรูมาแลววา
บรรลุผลสําเรจ็ ตามจุดประสงคทกี่ าํ หนดไวเพยี งใด
สิรพิ ร ทิพยค ง (2545, น. 193) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ชุดคา ถามท่ีมุงวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนวามีความรู ทักษะ และสมรรถภาพดานสมองดาน
ตา งๆ ในเร่อื งที่เรียนรูไ ปแลว มากนอยเพยี งใด
สมพร เชอื้ พันธ (2547, น. 59) ไดก ลาววา แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ
แบบทดสอบหรือชุดของขอสอบท่ีใชวัดความสําเร็จหรือความสามารถในการทํากิจกรรมการเรียนรู
ของนักเรียนที่เปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผูสอนวาผานจุดประสงคการ
เรยี นรทู ต่ี ้ังไวเ พยี งใด
31
สมนึก ภัททิยธนี (2546, น. 73) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือ
แบบทดสอบท่ีวัดสมรรถภาพสมองดานตางๆท่ีนักเรียนไดรับการเรียนรูผานมาแลวจากความหมายที่
กลาวมาสรปุ ไดวา แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น คือ แบบทดสอบทใ่ี ชวัดความรู ความเขา ใจ
ความสามารถทางการเรียนที่เกดิ จากการเรียนการสอน ซ่ึงเปน การวัดผลสัมฤทธท์ิ างวิชาการ
จากความหมายท่กี ลาวมาสรุปไดว า แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน คอื แบบทดสอบ
ที่ใชวัดความรู ความเขาใจ ความสามารถทางการเรียนท่ีเกิดจากการเรียนการสอน ซึ่งเปนการวัดผล
สัมฤทธทิ์ างวิชาการ
3. ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนสามารถแบงออกไดหลายประเภท แลวแตเกณฑท่ใี ช
แบง ในท่ีน้ีจะกลาวถงึ การแบง ตามสมรรถภาพท่ีจะวดั
บุญชม ศรีสะอาด (2545, น. 53) ไดแบงประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได
2 ประเภท คือ
1. แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ (Criterion referenced test) หมายถึง แบบทดสอบ
ที่สรางข้ึนตามจุดประสงคเชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑสําหรับใชต ัดสินวา ผูส อบมี
ความรูตามเกณฑท่ีกําหนดไวหรือไม การวัดตรงตามจุดประสงคเปนหัวใจสําคัญของขอสอบใน
แบบทดสอบประเภทน้ี
2. แบบทดสอบแบบอิงกลุม (Norm referenced test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุง
สรางเพื่อใหครอบคลุมหลักสูตร จึงสรางตามตารางวิเคราะหหลักสูตรความสามารถในการจําแนก
ผูสอบตามความเกงออนไดดี เปนหัวใจสําคัญของขอสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผล
การสอบอาศัยคะแนนมาตรฐาน ซ่ึงเปนคะแนนท่ีสามารถใหความหมายแสดงถึงสถานภาพ
ความสามารถของบคุ คลนน้ั เมื่อเปรียบเทียบกบั บุคคลอ่ืนๆ ท่ใี ชเปน กลมุ เปรียบเทยี บ
พมิ พพนั ธ เตชะคุปต (2545, น. 114–115) ไดเสนอชนิดของแบบทดสอบ ไวดังนี้
1. แบบถูกผิด เปนแบบทดสอบที่กําหนดใหผูตอบช้ีวา ขอความที่กําหนดใหน้ันถูก
หรือผิดแบบทดสอบแบบนี้มักไมนิยมใช เพราะถูกตอบมีทางเลือกได 2 ทางเทานั้น คือ ถูกกับผิด
นอกจากน้ีแบบทดสอบแบบนี้ยังยากแกการปรับปรุงใหมีคุณภาพสูงขึ้นและการวัดสมรรถภาพสมอง
ไดไมล ึกซ้งึ ตามท่หี ลักสูตรตอ งการ
2. แบบจับคู เปนแบบทดสอบทกี่ าํ หนดขน้ึ ความไว 2 ตอน ใหม คี วามสมั พันธก นั แลว
ใหผูตอบจับคูในความสมั พันธนัน้ ๆ แบบทดสอบแบบน้ียังนับวาพอใชได เพราะมีตัวเลือกหลายตัวเดา
ถูกไดยาก
3. แบบเติมคําหรือขอความใหสมบูรณ แบบทดสอบแบบน้ีจะเวนขอความที่สําคัญ
ของประโยคนนั้ ไว แลวใหผตู อบหาขอ ความมาเตมิ ใหส มบรู ณ
4. แบบเลือกตอบ เปนแบบทดสอบท่มี ีคําถามและมีคําตอบใหเ ลือก 4–5 ตัว โดยให
เลือกคําตอบตัวที่ถูกตองท่ีสุดเพียงคําตอบเดียว สวนที่เหลือ 3–4 ตัวนั้นก็เปนตัวลวง แบบทดสอบนี้
ปจจุบันถือวาเปนแบบทดสอบท่ีเหมาะสมท่ีสุด เพราะออกสอบวัดไดครอบคลุมหลักสูตร และยัง
สามารถนํามาคํานวณหาคาความเท่ียง คาความตรง และคาความยากงายเพื่อหาทางปรับปรุงใหดี
ย่งิ ขนึ้ ได
32
สมนึก ภัทธิยธนี (2546, น. 73) ไดแบงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสรางข้ึน
เปน 6 ประเภท ดงั น้ี
1. ขอสอบแบบอัตนัย หรือความเรียง (Subjective or essay test) เปนขอสอบที่มี
เฉพาะคาํ ถามแลว ใหน ักเรียนเขยี นคาํ ตอบอยา งเสรี เขยี นบรรยายตามความรูและขอคิดเห็นของแตละ
คน
2. ขอสอบแบบถูก – ผิด (True–false test) เปนขอสอบแบบถูก – ผิด ที่มี 2
ตัวเลือก แตตัวเลือกดังกลาวเปนแบบคงท่ี และมีความหมายตรงกันขาม เชน ถูก–ผิด ใช–ไมใช จริง–
ไมจริง เหมือนกัน–ตางกัน เปน ตน
3. ขอสอบแบบเติมคํา (Completion test) เปน ขอสอบท่ีประกอบดว ยประโยคหรือ
ขอความ ท่ียังไมสมบูรณแลวใหผูตอบเติมคํา หรือประโยค หรือขอความลงในชองวางท่ีเวนไวน้ัน
เพื่อใหมีใจความสมบูรณแ ละถกู ตอง
4. แบบทดสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) ขอสอบประเภทนี้คลายกับ
ขอสอบแบบเติมคํา แตแตกตางกันที่ขอสอบแบบตอบส้ันๆ เขียนเปนประโยคคํา ถามสมบูรณ
(ขอสอบเติมคํา เปนประโยคหรือขอความที่ยังไมสมบูรณ) แลวใหผูตอบเปนผูเขียนคํา ตอบคํา ตอบท่ี
ตอ งการจะส้ันและกะทัดรัดวดั ไดใ จความไมใ ชเ ปน การบรรยายแบบขอสอบอตั นัยหรือความเรยี ง
5. ขอสอบแบบจับคู (Matching test) เปนขอสอบเลือกตอบชนิดหน่ึง โดยมีคํา
หรือขอความแยกออกจากกันเปน 2 ชุด แลวใหผูตอบเลือกจับคูวา แตละขอความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน)
จะคูกับคํา หรือขอความใดในอีกชุดหน่ึง (ตัวเลือก) ซ่ึงมีความสัมพันธกันอยางใดอยางหน่ึงตามที่ผู
ออกขอ สอบกาํ หนดไว
6. ขอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) ลักษณะทั่วไปของคําถามแบบ
เลือกตอบโดยทั่วไปจะประกอบดวย 2 ตอน คือ ตอนนําหรือคําถาม (Stem) กับตัวเลือก (Choice)
ในตอนน้ีจะประกอบดวยตัวเลือกที่เปนคําตอบที่ถูกตองมากท่ีสุดเพียงตัวเลือกตัวเดียวจากตัวเลือก
อ่ืนๆ และคําถามเลือกตอบที่ดีนิยมใชตัวเลือกท่ีใกลเคียงกัน ดูเผินๆจะเห็นวาทุกตัวเลือกถูกหมดแต
ความจริงมีนา้ํ หนักถกู มากนอยตา งกัน
พชิ ิต ฤทธจิ์ รูญ (2548, น. 96) ไดเ สนอชนิดของแบบทดสอบไว ดงั น้ี
1. แบบทดสอบท่ีครสู รางขน้ึ เอง หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุงวดั ผลสมั ฤทธ์ิของผูเรียน
เฉพาะกลุมที่ครูสอน เปนแบบทดสอบท่ีครูสรางข้ึนใชกันโดยท่ัวไปในสถานศึกษา มีลักษณะเปน
แบบทดสอบขอ เขยี น (Paper and pencil test) ซึง่ แบงออกไดอ กี 2 ชนดิ คอื
1.1 แบบทดสอบแบบอัตนัย (Subjective or essay test) เปน แบบทดสอบ
ทีก่ ําหนดคําถามหรอื ปญ หาใหแลวผตู อบเขียนโดยแสดงความรู ความคดิ เจตคติ ไดอ ยา งเตม็ ที่
1.2 แ บ บ ท ด ส อ บ ป ร นั ย (Objective test or short answer) เ ป น
แบบทดสอบที่กําหนดใหผูสอบเปนตอบแบบสั้นๆ หรือมีคําตอบใหเลือกแบบจํา กับคําตอบ แบงเปน
4 แบบคือ แบบทดสอบ ถูก–ผดิ แบบทดสอบเติมคาํ แบบทดสอบจบั คู และแบบทดสอบเลือกตอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุงวัดผลสัมฤทธิ์ของผเู รียนทวั่ ๆไป
ซึ่งสรางโดยผูเชี่ยวชาญ มีการวิเคราะหและปรับปรุงอยางดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กลาวคือ
มาตรฐานในการดําเนินการสอบ วิธีการใหคะแนนและแปรความหมายของการใหคะแนนสําหรับการ
33
วจิ ยั ครงั้ นี้ผวู ิจัยไดส รางแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตรเ ปนแบบทดสอบแบบ
ปรนยั เลือกตอบชนิด 4 ตัวเลอื ก เพื่อใชว ัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรยี น
สาํ หรบั การวจิ ัยคร้งั น้ผี ูวจิ ยั ไดส รา งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนกอนเรียนและหลัง
เรียนเปนแบบทดสอบแบบปรนัยเลือกตอบชนิด 3 ตัวเลือก เพื่อใชวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นกั เรยี น
4. การสรา งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
บุญชม ศรีสะอาด (2545, น. 59-60) อธิบายถึงการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี น โดยดาํ เนินการตามขัน้ ตอนตอไปนี้
1. วิเคราะหจุดประสงค เนื้อหาวิชา และทําตารางกําหนดลักษณะขอสอบ ข้ันแรก
สุดจะตองทําการวิเคราะหวาวิชา หรือหัวขอท่ีจะสรางขอสอบนั้นมีจุดประสงคของการสอนหรือมี
จุดประสงคการเรียนรูอะไรบาง ทําการวิเคราะหเนื้อหาวิชาวามีโครงสรางอยางไรจะเขียนหัวขอใหญ
หัวขอยอยทุกหัวขอ พิจารณาความเกี่ยวโยง ความสัมพันธระหวางเน้ือหา จากน้ันก็จัดทา ตาราง
กําหนดลักษณะขอสอบหรือที่เรียกวา ตารางวิเคราะหหลักสูตร ตารางน้ีมี 2 มิติ คือ ดานเน้ือหา กับ
ดานสมรรถภาพท่ีตองการวัดและพิจารณาวาจะออกขอสอบทั้งหมดก่ีขอ เขียนจํานวนขอลงในชอง
รวมชองสดุ ทา ยจากน้นั พิจารณาวา หวั ขอเรื่องใดสาํ คญั มากนอ ยเขยี นลาํ ดับความสาํ คัญลงไป
2. กาํ หนดรปู แบบของขอ คําถาม และศกึ ษาวธิ ีเขียนขอ สอบ หลักการเขยี นขอสอบ
ทําการพิจารณาตัดสินใจวาจะใชคําถามรูปแบบใด ศึกษาวิธีการเขียนขอสอบ หลักการเขียนขอสอบ
สมรรถภาพตางๆ ศึกษาเทคโนโลยจี ากการเขียนขอ สอบเพ่ือนามาใชเปนหลักการในการเขยี นขอสอบ
3. เขียนขอสอบ ลงมอื เขียนขอ สอบ ใชตารางกําหนดลักษณะของขอสอบทจี่ ัดทําไว
ขน้ั ท่ี 1 เปนกรอบ ซึง่ จะทําใหส ามารถออกขอสอบวดั ไดครอบคลุมทุกหัวขอ เน้ือหาและทุกสมรรถภาพ
รูปแบบ เทคนิคในการเขยี นขอสอบยึดตามศึกษาในขนั้ ท่ี 2
4. ตรวจทานขอสอบ นาํ ขอสอบท่ไี ดเ ขียนในขนั้ ที่ 3 มาพจิ ารณาทบทวนอีกคร้ังหนึ่ง
โดยพิจารณาความถูกตองตามหลักวิชา พิจารณาวาแตละขอวัดในเนื้อหาและสมรรถภาพตามตาราง
กําหนดลกั ษณะขอ สอบหรือไม ภาษาทใ่ี ชเ ขยี นมคี วามชัดเจน เขา ใจงา ย เหมาะสมดแี ลว หรือไม ตัวถกู
ตัวลวงเหมาะสมเขา หลกั เกณฑหรอื ไม หลังพจิ ารณาทบทวนเองแลวนําไปใหผ ูเช่ยี วชาญดานการวัดผล
และดา นเนอ้ื หาสาระ พิจารณาขอ บกพรองแลว นําเอาขอวิจารณเ หลาน้ันมาพจิ ารณาปรบั ปรุงแกไขให
เหมาะสมยง่ิ ข้ึน
5. พิมพแบบทดสอบฉบับทดลอง นําขอสอบทั้งหมดมาพิมพเปนแบบขอสอบ โดย
จัดพิมพคํา ชี้แจงหรือคําอธิบายวิธีการทําแบบทดสอบไวที่ปกของแบบทดสอบอยางละเอียดและ
ชดั เจน การจัดพมิ พค วรวางรูปแบบใหเหมาะสม
6. ทดลองใชวเิ คราะหคุณภาพและปรับปรุง นาํ แบบทดสอบไปทดสอบกบั นักเรียนท่ี
คลายกันกับกลุมตัวอยางที่จะสอบจริง ซ่ึงไดเรียนในวิชาหรือเน้ือหาท่ีจะสอบแลว นําผลการสอบมา
ตรวจใหค ะแนน ทําการวเิ คราะหค ณุ ภาพ คัดเลอื กเอาขอท่ีมคี ุณภาพเขาเกณฑต ามจํานวนท่ีตอ งการ
7. พิมพแบบทดสอบฉบับจริง นําขอสอบที่มีอาจจําแนก และระดับความยาก
เขา เกณฑต ามจํานวนท่ตี อ งการในขน้ั ตอนที่ 6 มาพมิ พเ ปนแบบทดสอบฉบบั ทจ่ี ะใชจริง ซ่งึ จะตอ งมีคํา
34
ชี้แจงวิธีทําดวยและในการพิมพนอกจากใชรูปแบบที่เหมาะสมแลว ควรคํานึงถึงความประณีตความ
ถกู ตองซึ่งจะตอ งตรวจทานใหดี
สมนกึ ภัททิยธนี (2546, น. 67-71) กลาวถึง คณุ ลักษณะของแบบทดสอบทีด่ ีไว ดงั นี้
1. ความเทีย่ งตรง (Validity) คือ สามารถวดั ไดต รงกับจุดมงุ หมายทต่ี อ งการหรือวดั
ในส่ิงท่ีตองการวัดไดอยางถูกตองแมนยําลักษณะความเท่ียงตรงของแบบทดสอบ แบงเปน 4 ชนิด
ดังนี้
1.1 ความเท่ียงตรงตามเน้ือหา (Content validity) คือ ความสามารถของ
แบบทดสอบท่วี ดั ไดตรงกบั เนอื้ หาทก่ี ําหนดไวใ นหลกั สตู ร คือ ตรงกับเนอื้ หาที่ไดทาํ การสอน
1.2 ความเทีย่ งตรงตามโครงสรา ง (Contracion validity) คอื ความสามารถ
ของแบบทดสอบที่วัดไดตรงกับจุดมุงหมายที่กําหนดไวในหลักสูตร หรือวัดไดตรงกับพฤติกรรมที่
ตองการใหเกิดกบั นักเรยี น
1.3 ความเท่ียงตรงตามสภาพ (Concurrent validity) คือ ความสามารถ
ของแบบทดสอบที่วดั ไดตรงกับสภาพความเปนจริงในชีวติ ประจาํ วนั หรอื ปจ จบุ นั ของนักเรียน
1.4 ความเที่ยงตรงตามพยากรณ (Predictive validity) คือ ความสามารถ
ของแบบทดสอบท่ีวัดตรงตามสภาพจรงิ ของนกั เรียนท่จี ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต
2. ความเชอ่ื มน่ั (Reliability) คือ สามารถวดั ไดคงที่คงวาไมเปลย่ี นแปลงไมว า จะทํา
ขอสอบใหมก่ีครั้งก็ตาม
3. ความยตุ ิธรรม (Fair) คอื ไมเปด โอกาสใหมีความไดเ ปรียบเสียเปรียบในกลุมผูเขา
สอบดวยกัน ไมเปด โอกาสใหนกั เรยี นทาํ ขอ สอบได
4. ความลึกของคําถาม (Searching) คือ ขอสอบแตละขอน้ันจะตองไมถามผิวเผิน
ตอ งถามใหน กั เรยี นนาความรคู วามเขา ใจไปคดิ ดดั แปลงแกป ญหาแลว จงึ ตอบได
5. ความย่ัวยุ (Examplary) คือ นกั เรยี นทําขอสอบดว ยความสนุกเพลิดเพลนิ ไมควร
ใชค า ถามซ้ําซาก นา เบอ่ื หนา ย ทําไดโ ดยการเรยี งขอ งายไปหายาก
6. ความจําเพาะเจาะจง (Definition) คือ ขอ สอบทีม่ ีแนวทาง หรอื ทิศทางการถาม
การตอบชดั เจน ไมถามคลุมเครอื ไมแผงกลเมด็ ใหนักเรียนงง
7. ตองเปนปรนยั (Objectivity) หมายถึง คณุ สมบัติ 3 ประการ คือ
7.1 ตั้งคาํ ถามใหช ัดเจน
7.2 ตรวจใหค ะแนนไดตรงกนั
7.3 แปลความหมายของคะแนนไดเหมือนกนั
8. ประสิทธิภาพ (Efficiency) คอื จาํ นวนขอมากพอประมาณ ใชเ วลาสอบเหมาะสม
ประหยัดคาใชจาย จัดทําขอสอบดวยความประณีต ตรวจใหคะแนนไดรวดเร็วรวมถึงสถานการณใน
การสอบท่ดี ี
9. อํานาจจาํ แนก (Discrimination) คือ ความสามารถของขอสอบในการจาํ แนก
ผูสอบท่มี ีคณุ ลักษณะ หรอื ความสามารถแตกตางกันออกจากกัน ขอ สอบทด่ี ีตอ งมีอาํ นาจจาํ แนกสงู
35
10. ความยาก (Difficulty) ขอสอบทด่ี ไี มยากหรอื งายเกนิ ไป เรยี กวา มีความยาก
พอเหมาะ
จากการศึกษาเอกสารและงานผูวิจัยสรุปไดวา การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนน้ันควรจะสรางตามลําดับขั้นตอน เร่ิมจากการวิเคราะหจุดประสงคเนื้อหาวิชาและทําตาราง
วิเคราะหขอสอบที่กําหนดรูปแบบของขอคําถามและศึกษาวิธีการเขียนขอสอบ ตรวจทานขอสอบ
พิมพแบบทดสอบแบบฉบับทดลอง ทดลองใช วิเคราะหคุณภาพและปรับปรุงและพิมพแบบทดสอบ
ฉบับจริง
งานวจิ ัยทเี่ ก่ียวชอ ง
ผลการใชชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง พืชใกลตัว สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปท่ี 4
(ปานลดา เอกนวพุฒิพันธุวิ, 2560) ศึกษาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง
พืชใกลตัวสําหรับนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาป ที่ 4 ท่มี ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ 80 /80 เพ่อื ศึกษาดัชนี
ประสิทธิผลของชุดกิจกรรม เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กอนเรียน กับหลังเรียน จาก
การใชชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เร่ือง พืชใกลตัว และเพื่อศึกษาเจตคติตอวิชาวิทยาศาสตร ของ
นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 4 หลังจากไดเรียนโดยชุดกจิ กรรม
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห เรื่อง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก ของนักเรียนชันประถมศึกษาปท่ี 6 โดยใชวิธีสอนแบบสืบ
เสาะหาความรูรว มกบั ชุดกิจกรรม
(มูรชีดาฮ สาหลัง, ดร.สธน เสนาสวัสดิ์ และ ดร.ปรีดา เบ็ญคาร, 2561) ศึกษาการ
เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตรเร่ืองกระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก ของนกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน โดยใชวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรูรวมกับ
ชุดกิจกรรม จํานวน 30 คน ไดม าโดยใชว ิธีการสมุ แบบกลมุ
ผลการใชชุดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา โดยใชวัฏจักรการเรียนรูแบบ
4MAT สําหรับนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3
(ภิระษา เสรีวรยศ, 2561) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง วัสดุรอบตัว
เรา โดยใชว ัฏจักรการเรยี นรแู บบ 4MAT สําหรับนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 3 ตามเกณฑ 80/80
36
ผลการใชชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรที่มีตอผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร เรอ่ื งสารและสมบัตขิ องสารและทกั ษะกระบวนการทาวิทยาศาสตร
ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 1 โรงเรียนจอมสรุ างคอ ปุ ถัมภ จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา
(นฤมล วัฒนวิกกิจ, 2559) ศึกษาการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร เรื่อง
สารและสมบัติของสารของนักเรียนท่ีเรียนโดยใชชุดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรกับนักเรียนท่ีเรียนดวยการสอนปกติ เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรของนักเรียนท่ีเรียนโดยใชชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรกับ
นักเรยี นท่ีเรยี นดว ยการสอนปกติ
37
บทที่ 3
วธิ ีดําเนนิ การวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับ
นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 1 ผูวจิ ยั ไดด าํ เนนิ การวจิ ัยตามลาํ ดบั ข้นั ตอน ดังนี้
1. การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตวั เรา
2. การทดลองสอน
ตอนท่ี 1 : การพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วัสดรุ อบตัวเรา
ขนั้ ตอนยอ ย
1.1 ศึกษาแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม เชน ความหมายของชุดกิจกรรม, ประเภทของชุด
กิจกรรม บุญเก้ือ ควรหาเวช (2545, น. 94-95) และองคประกอบของชุดกิจกรรม ทิศนา แขมมณี
(2543, น. 10-12)
1.2 ศึกษาการพัฒนานวัตกรรมตามรปู แบบ ADDIE Model
1.3 วเิ คราะหสภาพปญหาและประเดน็ ท่ีเกี่ยวขอ ง ไดแก
- ลกั ษณะของผเู รียน
- ผลสมั ฤทธิ์ของผเู รยี น
- ตัวชว้ี ดั และสาระการเรียนรูแกนกลาง
- เลือกนวัตกรรมที่ตอ งการพฒั นา
1.4 ยกรางนวตั กรรม
- กําหนดโครงสรา ง/ องคป ระกอบ
- วธิ ใี ชนวัตกรรม
1) นักเรยี นควรศกึ ษาและปฏิบัตดิ งั นี้
2) ศึกษาจุดประสงคการเรียนรู
3) ศึกษาและทําความเขาใจเก่ียวกับใบความรูอยางละเอียด กอนทําแบบฝกทักษะ
ทกุ คร้ัง
4) ทาํ แบบฝก ทักษะดวยตนเองอยางรอบคอบ ซือ่ สตั ย มีวินยั
- กาํ หนดเนื้อหา/สาระ
วัตถุทําจากวัสดุ โดยวัสดุแตละชนิดมีสมบัติบางอยางเหมือนกันและบางอยาง
แตกตางกนั ซงึ่ สามารถนํามาใชจ ัดกลุมวัสดไุ ด วัตถแุ ตละช้ินอาจทําจากวสั ดุชนิดเดยี วหรอื ประกอบ
จากวสั ดุหลายชนดิ
- กาํ หนดวัตถุประสงคของการใชนวัตกรรม
38
1) เพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นดา นความรู
2) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต
ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและ
ขอสรปุ
3) เพอ่ื ศึกษาระดับเจตคติตอชุดกจิ กรรมการเรยี นรูว ิทยาศาสตร
- กาํ หนดรปู แบบกจิ กรรม รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู
1.5 เสนอผูเชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาความสอดคลองของนวัตกรรมระหวางจุดประสงคการ
เรยี นรูกบั เนอ้ื หาสาระ และปรบั ปรงุ แกไขตามคําแนะนําของผูเชีย่ วชาญ
นําผลการตรวจสอบมาวิเคราะหหาคาเฉลี่ยระดับความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ซ่ึงกําหนดเกณฑความ
เหมาะสม ดังน้ี และผลการประเมนิ ไดดงั ตารางที่ 4.1
คาเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ดเี ย่ียม
คา เฉลยี่ 3.51 – 4.50 หมายถึง ดีมาก
คาเฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถึง ดี
คาเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถึง พอใช
คาเฉลีย่ 1.00 – 1.50 หมายถงึ ปรบั ปรุง
1.6 ทดลองใชน วัตกรรม 3 ระดบั
- ระดับแรก ทดลองกับนักเรียน 3 คน ที่มีลักษณะตางกัน นําผลการทดลองมาปรับปรุง
ใหเหมาะสมกบั นกั เรยี นท้งั 3 คน
- ระดับทีส่ องทดลองกบั นกั เรยี น 9 คน นําผลการทดลองมาปรบั ปรงุ ใหดีข้นึ
- ระดับที่สามทดลองกับนักเรียนกลุมใหญจํานวน 1 หองเรียน เก็บขอมูลตาม
วตั ถุประสงคท ีก่ ําหนดไว
1.7 นาํ นวตั กรรมไปใชส อนจริงกับกลุมเปา หมายท่ีกาํ หนด
ตอนที่ 2 การทดลองสอน
ขน้ั ตอนยอ ย
2.1 แหลงขอมลู นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที่ 1/2
2.2 ตัวแปรทใ่ี ชในการศึกษา
2.2.1 ตัวแปรตน ไดแก ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา
สําหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 1
2.2.2 ตัวแปรตาม ประกอบดว ย
1) ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นดา นความรู
39
2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต
ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและ
ขอ สรปุ
3) เจตคตติ อชุดกิจกรรมการเรยี นรูวิทยาศาสตร จํานวน 2 ดาน ไดแ ก
- ดา นเนอ้ื หา
- ดานความคิดสรา งสรรค
2.3 การสรางเครื่องมือวัดผล
การพฒั นาชุดกิจกรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วสั ดรุ อบตวั เรา สําหรบั นกั เรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 1 ดาํ เนนิ การวดั ตัวแปรตามจํานวน 3 ตัวแปร แตละตวั แปรใชเ ครอื่ งมอื ดงั นี้
2.3.1 ดานความรู ใชวิธีการทดสอบโดยใชแบบทดสอบเปนเคร่ืองมือในการเก็บ
รวบรวมขอ มูล มีลกั ษณะเปนแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ
2.3.2 ดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต
ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ มลู ทกั ษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและลง
ขอสรปุ ใชแ บบประเมินพฤติกรรมของณัฏฐพงษ เจริญทิพย (2546 น. 176-178)
2.3.2 ดานระดับเจตคติตอชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร ใชวิธีการประเมินโดยใช
แบบสอบถามความพึงพอใจเปนเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอมูล เคร่ืองมือดังกลาวมีลักษณะเปน
แบบประเมนิ ที่มรี ปู แบบเปน แบบ Rubric Score
2.4 กําหนดแบบแผนการทดลอง
ผูวจิ ัยไดด ําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลตามขน้ั ตอนดงั นี้
2.4.1. ดําเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลอง 1 หองเรียน สอบกอนเรียนและ
หลังเรียน ดงั ตารางท่ี 3.1
ตารางท่ี 3.1 แบบแผนการทดลอง 1 หองเรียน สอบกอนเรียนและหลังเรียนกับนกั เรียนกลุมตัวอยา ง
จาํ นวน 37 คน โดยใชแ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นดานความรู เรอ่ื ง วสั ดุรอบตวั เรา
ตวั แปรตาม แบบแผนการทดลอง การทดลอง หมายเหตุ
กอนเรยี น หลังเรยี น
1. ผลสมั ฤทธ์ิทางการ T1 T2
เรยี นดานความรู การสอนโดยใชช ุดกิจกรรม
40
2.4.2 ผูวิจัยดําเนินการสอนกับกลุมตัวอยางโดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เรอ่ื ง วสั ดรุ อบตัวเรา ท่พี ัฒนาขนึ้ จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใชเ วลา 4 สปั ดาห จาํ นวน
20 ชัว่ โมง มีรายละเอียดดังตารางท่ี 3.2
ตารางที่ 3.2 แสดงเน้ือหาและเวลาที่ใชสอนโดยใชชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา
สําหรบั นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 1
ชุดท่ี ช่ือเรอ่ื ง เวลา(ช่ัวโมง)
1 ของเลนและของใชใกลต ัว 3
2 วัตถุและวสั ดุ 3
3 ชนดิ ของวัสดุ 3
4 สมบตั ขิ องวสั ดุ 3
5 วสั ดใุ นชีวิตประจาํ วัน 3
6 วัตถุทําจากวสั ดุหลายชนิด 3
7 ประโยชนข องวัสดุ 2
20
รวม
2.4.3. หลังจากการทดลองสอน ผูวิจัยไดทําการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ดวย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดานความรู เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 1 ฉบับเดียวกับที่ใชทดสอบกอนเรียน และทําการวัดทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร และวัดระดบั เจตคตติ อ ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตรกบั กลมุ ตัวอยาง
4. รวบรวมขอมูลแลว นําคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นท่ีไดจากการทดสอบ
กอ นเรยี นและหลังเรยี น มาวเิ คราะหขอ มลู โดยใชส ถติ ิอา งอิง
41
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหขอมลู
ผลการวิจัยเรอื่ ง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา สําหรบั
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 1 ครั้งน้ี ผูวิจัยจะนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลเปน 2 ตอน ตาม
จุดมงุ หมายของการวจิ ยั ดงั น้ี
ตอนที่ 1 ผลการพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร เรื่อง วสั ดรุ อบตวั เรา
ตอนท่ี 2 ผลการทดลองสอน
1. การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร เรอ่ื ง วัสดรุ อบตัวเรา
1.1 การประเมนิ คณุ ภาพนวตั กรรม
องคประกอบ คณุ สมบัติ ผูเ ช่ยี วชาญ รวม สรุป ระดับ
ดมี าก
กข ค ดีมาก
1. ดานเนื้อหา 1) เนือ้ หาครบถวนสมบูรณ 4 4 5 13 4.30 ดเี ยย่ี ม
2) เนือ้ หาสอดคลองกบั ตวั ชี้วัด 4 4 4 13 4.00 ดีเยี่ยม
3) เน้อื หาไมซบั ซอน 5 5 5 15 5.00 ดีมาก
2. ดานความคดิ 1) สีสนั สวยงาม 5 5 5 15 5.00 ดมี าก
สรา งสรรค 2) ตวั หนงั สือและภาษาสละสลวย 4 4 4 12 4.00
3) สะอาดและเรยี บรอย 4 4 4 12 4.00
ตารางที่ 4.1 แสดงคาสถติ ิผลการประเมินคณุ ภาพของผูเชย่ี วชาญ คาสถติ ิ
ดานที่ รายการประเมนิ คา เฉลย่ี ระดับ
4.43 ดมี าก
1 ดา นเนอ้ื หา 4.30 ดมี าก
1.1 เน้อื หาครบถวนสมบรู ณ 4.00 ดมี าก
1.2 เนอ้ื หาสอดคลอ งกับตัวชวี้ ัด 5.00 ดีเย่ยี ม
1.3 เนื้อหาไมซ ับซอน 4.33 ดีมาก
5.00 ดีเยี่ยม
2 ดา นความคิดสรางสรรค 4.00 ดีมาก
2.1 สีสนั สวยงาม 4.00 ดมี าก
2.2 ตัวหนงั สือและภาษาสละสลวย 4.38 ดีมาก
2.3 สะอาดและเรยี บรอย
ภาพรวม
42
จากการประเมินคุณสมบัตขิ องนวตั กรรม โดยผูเ ช่ยี วชาญ 3 ทาน สรปุ ไดว า
องคประกอบดานเนอ้ื หา มคี ุณสมบตั อิ ยใู นระดบั ดมี าก
องคป ระกอบดานความคดิ สรา งสรรค มีคณุ สมบตั อิ ยใู นระดับ ดมี าก
2. การทดลองสอน
ตวั แปรตาม กอ น หลัง ความแตกตาง *
-13.213 .000
ดานความรู 10.46 2.842 13.46 2.795 2.703 1.244
P < .05
จากการทดลองสอนสรุปไดวา ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1
ดวยชุดกิจกรรมการเรยี นรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ดานความรู พบวาหลังเรียนสูงกวากอน
เรียนอยางมีนยั สําคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
43
บทที่ 5
สรปุ อภิปราย และขอ เสนอแนะ
การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปท ่ี 1 ครงั้ นี้ ผวู ิจยั นาํ เสนอผลการสรปุ อภปิ ราย และขอ เสนอแนะดงั นี้
1. ความมงุ หมายของการวิจัย
1.1 เพ่ือพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท ี่ 1 ใหม ีคณุ ภาพระดับดขี นึ้ ไป
1.2 เพื่อนําชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ไปทดลองสอนกับนักเรียน
ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 1 โดยศกึ ษาผลการเรียนรดู ังนี้
1.2.1 เพ่อื เปรยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นดานความรกู อนเรียนและหลังเรยี น
1.2.2 เพื่อศกึ ษาทักษะกระบวนการเรยี นรทู างวิทยาศาสตร
1.2.3 เพอื่ ศึกษาระดับเจตคตติ อ ชุดกิจกรรมการเรียนรูว ิทยาศาสตร
2. สมมตฐิ านการวจิ ัย
นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 1 มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี นสงู กวา กอนเรียน
3. วิธีดาํ เนินการ
3.1 ขนั้ การพฒั นา
ศึกษาแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม ตามรูปแบบของ ADDIE model วิเคราะหสภาพปญหา
ของผูเรียน เชน ผลสัมฤทธิ์ของผูเรียน ลักษณะของผูเรียน ดําเนินการยกรางนวัตกรรม กําหนด
แผนการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับตัวชี้วัด ตลอดจนนําเสนอผูเชี่ยวชาญเพ่ือพิจารณาความ
สอดคลอ งของนวัตกรรม และนาํ ผลมาตรวจสอบหาคาเฉลี่ย ดําเนินการทดลองใชนวัตกรรมกับผูเรียน
โดยแบงออกเปน 3 ระดับ ไดแก ทดลองกับนักเรียน 3 คน ทดลองกับนักเรียน 9 คน และทดลองกับ
นกั เรียน 1 หองเรยี น จากน้ันใชนวตั กรรมจรงิ กบั กลุมตัวอยา ง
3.2 ขั้นการทดลองสอน
แหลงขอมูลในการวิจัยครั้งน้ี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1/2 ดําเนินการทดลองสอนตาม
ตัวแปรที่กําหนด ขั้นที่1 ดําเนินการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานความรูโดยใชวิธีการทดสอบท่ีมี
ลักษณะเปนแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ ข้ันท่ี 2 ดําเนินการวัดดานทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนก
44
ประเภท และทกั ษะการตคี วามหมายขอ มลู และลงขอสรปุ และขั้นท่ี 3 ดําเนินการวัดดา นระดบั เจตคติ
ตอชุดกจิ กรรมวิทยาศาสตร โดยใชแ บบสอบถามความพึงพอใจ ผูวิจยั ดําเนนิ การสอนกับกลุมตัวอยาง
โดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ใชระยะเวลา 4 สัปดาห จํานวน 20
ชว่ั โมง
4. ผลการวจิ ัย
4.1 การพัฒนา
4.1.1 ดานคุณภาพนวัตกรรม พบวา จากการประเมินคุณสมบัติของนวัตกรรม โดย
ผูเช่ียวชาญ 3 ทาน องคประกอบดานเนื้อหา มีคุณสมบัติอยูในระดับดีมาก และองคประกอบดาน
ความคดิ สรางสรรค มคี ุณสมบตั ิอยูในระดบั ดมี าก
4.2 การทดลองสอน
4.2.1 ผลตามตัวแปรท่ี 1 พบวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี
1 ดว ยชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตวั เรา ดา นความรู หลงั เรียนสูงกวากอนเรยี น
อยางมนี ัยสําคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05
5. การอภปิ รายผล
5.1 อภิปรายผลการพัฒนา
5.1.1 ดา นคุณภาพนวตั กรรม
ประเด็นการนําเสนอ : พบวา คณุ ภาพนวัตกรรมสอดคลองกับความมุงหมายของการ
วิจัย เปนเพราะจากการประเมินคุณสมบัติของนวัตกรรม โดยผูเชี่ยวชาญ องคประกอบทั้ง 2 ดาน
คุณภาพอยใู นระดบั ดขี น้ึ ไป
5.2 อภิปรายผลการทดลองสอน
5.2.1 ผลตามตวั แปรท่ี 1
ประเด็นการนําเสนอ : พบวาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป
ที่ 1 ดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา ดานความรูหลังเรียนสูงกวากอน
เรียน เปนเพราะคาเฉลี่ยหลังเรียน( = 13.46) สูงกวา คาเฉลี่ยกอนเรียน ( = 10.46) เมื่อนํา
คะแนนเฉล่ียมาทดสอบความแตกตางโดยใชสถิติการทดสอบไดคา (-13.213) อยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงใหเห็นวาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ท่ีผูวิจัยสรางขึ้นมีคุณภาพในการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดย
สามารถกระตุนผูเรียนใหนักเรียนไดปฏิบัติกิจกรรมดวยตนเอง และมีความสนใจในการเรียนมากขึ้น
ทัง้ น้ีผวู ิจัยไดศ ึกษา หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวของ มกี ารเลือกชดุ กจิ รรมที่เหมาะสม