The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanokwansom2540, 2022-02-18 06:23:59

วิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา

วิจัยการพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์เรื่องวัสดุรอบตัวเรา

การพฒั นาชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร เรือ่ ง วัสดรุ อบตวั เรา
สาํ หรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 1 โรงเรียนอนุบาลวดั ปตลุ าธิราชรงั สฤษฎ์ิ

โดย
นางสาวกนกวรรณ สมสมยั
คณะครุศาสตร สาขาการสอนวิทยาศาสตรทว่ั ไป
รหสั ประจาํ ตวั 59003161003 รหสั กลมุ 5900316101

วจิ ัยเลมนเ้ี ปนสวนหน่ึงของวชิ าการปฏิบัตกิ ารสอนในสถานศึกษา 2
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราชนครนิ ทร
พ.ศ.2563

ช่อื เรอ่ื ง การพฒั นาชุดกจิ กรรมการเรียนรูวทิ ยาศาสตร เร่ือง วสั ดรุ อบตัวเรา
สําหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎิ์
ผูว จิ ัย นางสาวกนกวรรณ สมสมัย
ป 2563

บทคดั ยอ

การวิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตวั
เรา ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 1 ใหมีคุณภาพระดับดีข้ึนไป เพ่ือนําชุดกิจกรรมการเรียนรู
วทิ ยาศาสตร เร่ือง วสั ดุรอบตัวเรา ไปทดลองสอนกบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที่ 1 โดยศึกษาผลการ
เรียนรูของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ โดยศึกษากับ
นักเรียนจํานวน 37 คน เคร่ืองมือท่ีใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเปนแบบทดสอบวัดความรู แบบ
ประเมินทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร และแบบประเมินระดับเจตคติตอ ชุดกิจกรรมการเรยี นรู
วทิ ยาศาสตร วิเคราะหขอ มูลโดยใชคา เฉลย่ี และ t-test

ผลการศึกษาพบวา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 ดวยชุด
กิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา ดานความรู หลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมี
นยั สาํ คัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05

คาํ สาํ คญั : ชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร, และผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน

กติ ติกรรมประกาศ

ผูวิจัยขอขอบคุณโรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ท่ีไดสนับสนุนสถานท่ี ตลอดจน
สนบั สนุนอุปกรณก ารทําวิจยั ในครงั้ น้ี จึงทาํ ใหร ายงานวิจยั สําเร็จลลุ ว งดว ยดี

ขอขอบคุณ อาจารย ธานินทร ปญญาวัฒนากุล สาขาการสอนวิทยาศาสตรทั่วไป
มหาวิทยาลยั ราชภัฏราชนครนิ ทร ท่ีไดใหแนวทางการดําเนินวจิ ัยและคําแนะนําจนประสบความสําเร็จ
ในการวิจยั ครงั้ นี้

ขอขอบคุณ คุณครู อารดา วงษยีเมาะ ครูประจําระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 ของโรงเรียน
อนุบาลวัดปต ลุ าธิราชรงั สฤษฎิ์ ที่ไดใหแ นวทางการดําเนินวจิ ยั และคําแนะนําจนประสบความสําเร็จใน
การวิจัยคร้งั นี้

ดวยความดีหรือประโยชนอันใดเนื่องจากงานวิจัยน้ี ขอมอบแดผูที่มีสวนเก่ียวของที่คอย
สง เสริมและสนับสนนุ แกผ วู ิจยั มาโดยตลอด

กนกวรรณ สมสมยั
มนี าคม 2563

สารบญั หนา
(1)
บทคัดยอ (2)
กติ ติกรรมประกาศ (3)
สารบญั 1
บทท่ี 1 บทนาํ
1
ภมู หิ ลงั 3
ความมงุ หมายของการวิจัย 3
ความสาํ คญั ของการวจิ ยั 4
ขอบเขตการวิจัย 5
นิยามศพั ทเฉพาะ
สมมตฐิ านการวจิ ัย 6
กรอบแนวความคดิ
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ ง 7
เอกสารที่เกี่ยวกบั หลักสตู รสถานศกึ ษา 8
ชดุ กิจกรรม 9
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู 11
เจตคตติ อชุดกิจกรรมการเรยี นรูว ิทยาศาสตร 19
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 21
งานวจิ ัยที่เกย่ี วของ 28
บทท่ี 3 วิธดี าํ เนินการวจิ ยั 35
การพฒั นาชุดกจิ กรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร 37
การทดลองสอน 37
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข อมลู 38
ผลการพัฒนาชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร 41
ผลการทดลองสอน 41
บทที่ 5 สรปุ อภิปราย และขอเสนอแนะ 42
ผลการวจิ ัย 43
การอภปิ รายผล 44
ขอเสนอแนะ 44
เอกสารอางองิ 45
46

สารบัญ (ตอ) 47
48
ภาคผนวก 129
ภาคผนวก ก ชดุ กจิ กรรมการเรียนรูวทิ ยาศาสตร เรอื่ งวัสดรุ อบตวั เรา 131
และแผนการจดั การเรยี นรู 136
ภาคผนวก ข รายชอื่ และขอมูลสังเขปของผูเชี่ยวชาญ 139
ภาคผนวก ค ตวั อยา งเครือ่ งมือ 142
ภาคผนวก ง ผลการพจิ ารณาของผูเชยี่ วชาญ และขอ สรุปการหาคุณภาพเคร่อื งมือ
ภาคผนวก จ สถิตทิ ่ีทใ่ี ชใ นการวิเคราะหขอ มูลและสูตร

ประวัตผิ วู จิ ยั

สารบัญตาราง

ตารางที่ แบบแผนการทดลอง หนา
3.1 แสดงเนอ้ื หาและเวลาทีใ่ ชส อนโดยใชชุดกจิ กรรมวชิ าวทิ ยาศาสตร 39
3.2 แสดงคาสถติ ผิ ลการประเมนิ คุณภาพของผเู ช่ยี วชาญ 40
4.1 แสดงคา สถิตผิ ลการประเมินคุณภาพของผูเชยี่ วชาญ 41
138
ภาคผนวกที่
4.1

1

บทที่ 1
บทนาํ

ภูมิหลัง

วทิ ยาศาสตรม บี ทบาทสําคัญย่ิงในสังคมโลกปจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตรเกย่ี วของ
กับชีวิตของทุกคนท้ังในการดํารงชีวิตประจําวันและในงานอาชีพตางๆ เครื่องมือเครื่องใช ตลอดจน
ผลผลิตตางๆ เพื่อใชอํานวยความสะดวกในชีวิตและการทํางาน ลวนเปนผลของความรูวิทยาศาสตร
ผสมผสานกบั ความคิดสรา งสรรคแ ละศาสตรอืน่ ๆ ความรูว ิทยาศาสตรช ว ยใหเ กิดการพฒั นาเทคโนโลยี
อยางมาก พรอมกันน้ันเทคโนโลยีก็มีสวนสําคัญมากท่ีจะใหการศึกษาคนควาความรูทางวิทยาศาสตร
เพม่ิ ขึน้ อยางไมหยุดยัง้ วิทยาศาสตรทาํ ใหคนไดพัฒนาวธิ ีคิด ทัง้ ความคดิ เปน เหตุเปน ผล คดิ สรางสรรค
คิดวิเคราะห มีทักษะสําคัญในการคนควาหาความรู มีความสามารถในการแกปญหาอยางเปนระบบ
สามารถตัดสินใจโดยใชขอมูลหลากหลายและประจักษพยานที่ตรวจสอบได วิทยาศาสตรเปน
วัฒนธรรมของโลกสมยั ใหม ซง่ึ เปน สังคมแหง ความรู (Knowledge based) ทกุ คนจึงจาํ เปนตองไดรับ
การพัฒนาใหรูวิทยาศาสตร เพ่ือที่จะมีความรูความเขาใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย
สรา งสรรคข ้ึน และนําความรไู ปใชอยางมเี หตุผลสรางสรรค มคี ุณธรรม ความรวู ทิ ยาศาสตรไ มเ พียงแต
นํามาใชในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แตยังชวยใหคนมีความรูความเขาใจท่ีถูกตองเก่ียวกับการใช
ประโยชน การดูแลรักษา ตลอดจนการพัฒนาส่ิงแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติอยางสมดุลและ
ย่ังยืน และท่ีสําคัญยิ่งคือ ความรูวิทยาศาสตรชวยเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจ
สามารถแขงขันกับนานาประเทศและดําเนินชีวิตรวมกันในสังคมโลกไดอยางมีความสุข (สถาบัน
สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลย,ี 2546, น. 1)

สําหรับการสอนวิทยาศาสตรนั้น หนวยศึกษานิเทศกสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แหงชาติ(กระทรวงศึกษาธิการ, 2539, น. 60) พบวาครูผูสอนวิทยาศาสตรมักจะเนนเนื้อหาวิชา
มากกวาที่จะสอนใหนกั เรยี นไดรูจักแสวงหาความรู รูปแบบการเรียนการสอนไมดึงดูดความสนใจของ
ผูเรียน ขาดความตอเนื่องของเนื้อหาและไมเชอ่ื ยมโยงกับชวี ติ จรงิ และเครื่องมือวัดผลการเรียนรูขาด
มาตรฐาน และไมมีความหลากหลาย ซึ่งจะสงผลใหผูเรียนไมมีความสนใจตอการเรียน ไมยอมคิด จน
ทําใหผูเรียนคิดไมเปน ขาดความเขาใจ และเกิดความเบ่ือหนายตอการเรียนวิทยาศาสตร การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตรจึงจําเปนอยางย่ิงท่ีผูสอนตองดึงดูดใหผูเรียนมีความสนใจ ใฝ
รู ใฝเรยี น มีเจตคติเชงิ วทิ ยาศาสตร มีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร รวมถึงการจัดกระบวนการ
การเรียนรูท่ีหลากหลาย เรียนรูแนวทางแกไขปญหาอยางมีระบบ ถูกข้ันตอน สามารถสนองความ
แตกตางของผูเรียนใหมีลักษณะการเรียนรูหลายแบบ โดยทําใหผูเรียนเรียนรูอยางมีความสุข ตาม

2

ความถนัดของตนเอง และสามารถพฒั นาศักยภาพอยางเต็มความสามารถเหมาะสมกบั วัย (สาํ นักงาน
คณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ, 2545, น. 33)

จากประเมินผลการเรียนรูดานความรูของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 รายวิชา
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี พบวาผลการเรียนรูดานความรูยังไมถึงเกณฑท่ีพึงประสงค อาจมีสาเหตุ
มาจากสติปญญา สถานการณดังกลาวเปนปญหาท่ีตองไดรับการแกไข ตามทฤษฎีการพัฒนาการทาง
สติปญ ญาของเพยี เจต (Piaget) เนนถงึ ความสําคัญของความเปนมนุษย อยูที่มนษุ ยมคี วามสามารถใน
การสรางความรูผานการปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอม ซึ่งปรากฏอยูในตัวเด็กตั้งแตแรกเกิด (สน
สุวรรณ. 2556) รวมทั้งปญหาการขาดส่ือการเรียนการสอน ทําใหครูไมสามารถจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนเพื่อใหนักเรียนเกิดการเรียนรูตามความจุดมุงหมายของหลักสูตรได จึงทําใหครูผูสอน
จําเปนตองอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเขามาชวยไดแก ชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เปนตน ชุดกิจกรรมการเรียนรูเปน นวัตกรรมทางการศกึ ษาที่มีลักษณะเปน ส่ือประสม ที่
จัดขึ้นสําหรับหนวยการเรียนตามหัวขอเน้ือหาที่ตองการจะใหนักเรียนไดรับความรูอยางมี
ประสิทธิภาพ ในสวนของครูการสอนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูจะทําใหครูสามารถถายทอดวิชา
เน้ือหาที่สลับซับซอนและเปนนามธรรมใหนักเรียนเขาใจงายข้ึน ดานนักเรียนไดเรยี นรูไปทีละข้ันตาม
ความสามารถ ความสนใจของนักเรียนเอง และชวยใหนักเรียนกับผูสอนมีโอกาสปฏิบัติกิจกรรม
รวมกัน เปนกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกตางระหวางบุคคล โดยมีครูคอยแนะนาํ
ชว ยเหลือใหกระบวนการเรยี นรมู ปี ระสิทธิภาพ (กศุ ยา แสงเดช, 2545 : 10-11)

ชุดกิจกรรมการเรียนรูเปน นวตั กรรมทางการศกึ ษาที่มีลักษณะเปน สื่อประสม ทจ่ี ัดขน้ึ สําหรับ
หนวยการเรียนตามหัวขอเนื้อหาที่ตองการจะใหนักเรียนไดรับ ชวยใหนักเรียนไดรับความรู อยางมี
ประสิทธิภาพในสวนของครู การสอนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูจะทําใหครูสามารถถายทอดวิชา
เนื้อหาที่สลับซับซอนและเปนนามธรรมใหนักเรียนเขาใจงายข้ึน ดานนักเรียนไดเรยี นรูไปทีละข้ันตาม
ความสามารถความสนใจของนกั เรยี นเองทําใหเ กิดการเรียนรทู ี่มปี ระสิทธิภาพ และชว ยใหน ักเรียนกับ
ผูสอนมีโอกาสปฏิบัติกิจกรรมรวมกัน เปนกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีตอบสนองความแตกตาง
ระหวางบคุ คล ซึง่ เปดโอกาสใหน กั เรียนมอี ิสระในการเรยี นตามความสามารถความสนใจ โดยมคี รคู อย
แนะนําชวยเหลือ ชวยใหกระบวนการเรียนรูมีประสิทธิภาพ (กุศยา แสงเดช, 2545 : 10-11)
นอกจากนีช้ ุดกิจกรรมการเรยี นรชู วยสงเสริมการเรยี นรูเปน รายบุคคล โดยผูเรียนสามารถเรียนไดตาม
ความสามารถ ความสนใจ ตามเวลาและโอกาสท่ีเหมาะสมของแตละคน แกปญหาการขาดแคลน
ครูผสู อน เพราะชดุ กจิ กรรมชว ยใหผ ูเรียนสามารถเรยี นไดดว ยตนเอง และตอ งการความชวยเหลือจาก
ครผู สู อนไมม ากสรางความมั่นใจและชวยลดภาระของผสู อน (สวุ ทิ ย มูลคาํ และ อรทัย มูลคํา, 2545
: 57-58) นอกจากน้ี ชุดกจิ กรรมจะชว ยเพิม่ ประสิทธิภาพในการสอนของครู และสง เสริมการเรียนของ
นักเรียนใหเกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูโดยเปดโอกาสใหผูเรียนไดศึกษาและปฏิบัติ

3

กิจกรรมจากชุดกิจกรรมดวยตนเอง ซึ่งเปนการเรียนโดยยึดผูเรียนเปนสําคัญผูเรียนมีสวนรวมในการ
ปฏิบัติกิจกรรมตางๆตามความสามารถของแตละบุคคล ทําใหนักเรียนไมเบื่อหนายที่จะเรียน แตมี
ความกระตือรือรนท่ีจะคนควาหาคําตอบดวยตนเอง ทําใหนักเรียนมีโอกาสในการฝกทักษะปฏิบัติใน
ดา นตา งๆไดดว ย (อภิญญา เคนบปุ ผา, 2546 : 26)

จากสภาพปญหาดังกลาวมา ผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา เพื่อใชเปนวัตกรรมในการพัฒนาผลการเรียนรูดานผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นกอนและหลงั เรียน สําหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวดั ปต ุลาธริ าช
รังสฤษฎ์ิ เพื่อเปนแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยี ของโรงเรยี นอนื่ ๆ ท่ีคลายคลงึ กบั โรงเรียนอนุบาลวดั ปต ลุ าธริ าชรังสฤษฎต์ิ อ ไป

ความมุง หมายของการวิจยั

1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ของนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที่ 1 ใหมคี ุณภาพระดับดขี น้ึ ไป

2. เพื่อนาํ ชดุ กิจกรรมการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร เร่ือง วัสดรุ อบตัวเรา ไปทดลองสอนกบั นกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปที่ 1 โดยศกึ ษาผลการเรียนรูดงั น้ี

2.1 เพือ่ เปรยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดานความรูก อ นเรียนและหลังเรยี น
2.2 เพอื่ ศกึ ษาทักษะกระบวนการเรยี นรูทางวทิ ยาศาสตร
2.3 เพอ่ื ศึกษาระดบั เจตคติตอ ชดุ กจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร

ความสําคญั ของการวิจยั

การวิจัยในครั้งน้ีได พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ใหมี
คุณภาพในระดบั ดขี ้ึนไปและมีศักยภาพในการพัฒนาผลการเรียนรูดานความรูก อนเรียนและหลังเรียน
ดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรและดานระดับเจตคติตอชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร
สาํ หรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 1

ขอบเขตของการวิจัย

1. การพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร มีขอบเขตดังนี้
1.1 ชุดกิจกรรมการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรท่ีจะพฒั นามี 1 หนว ยการเรียนรู 7 หนว ยยอ ย คือ
เรื่อง วสั ดุรอบตวั เรา
1) ของเลนและของใชใ กลต วั

4

2) วัตถแุ ละวัสดุ
3) ชนดิ ของวัสดุ
4) สมบัติของวัสดุ
5) วสั ดใุ นชวี ิตประจําวัน
6) วัตถุทําจากวสั ดุหลายชนิด
7) ประโยชนข องวสั ดุ
1.2 แตละหนวยยอ ยมอี งคประกอบดังนี้
ใบความรูประกอบดว ย
1) ชอื่ ชดุ กจิ กรรม
2) เนอื้ หา
แบบฝก ทักษะประกอบดวย
1) จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
2) วัสด/ุ อปุ กรณ
3) ขัน้ ตอนการปฏิบตั กิ ิจกรรม
4) บนั ทึกผลการทดลอง
5) คําถามทา ยกจิ กรรม
2. การทดลองสอน
2.1 ประชากร ไดแก
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนอนุบาลวดั ปตุลาธิราชรงั สฤษฎ์ิ อําเภอเมือง
ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ท่ีกําลังศึกษาอยูใน
ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา 2563 ซ่ึงมจี าํ นวน 11 หองเรยี น จํานวนทัง้ สิน้ 316 คน
กลุมตัวอยา ง ไดแ ก
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1/2 โรงเรียนอนุบาลวัดปตุลาธิราชรังสฤษฎ์ิ อําเภอ
เมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา สาํ นักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาเขต 1 ทกี่ ําลังศึกษาอยู
ในภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2563 จํานวน 37 คน ซึง่ ไดมาจากการสมุ แบบเจาะจง
2.2 ตัวแปรตน ไดแก การเรียนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตวั
เรา
2.3 ตัวแปรตาม ไดแ ก
2.3.1 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นดา นความรู
2.3.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต ทักษะ
การลงความเหน็ จากขอมลู ทกั ษะการจาํ แนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและขอสรุป
2.3.3 เจตคติตอชุดกิจกรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร

5

นิยามศพั ทเฉพาะ

ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร หมายถึง นวัตกรรมการเรียนการสอนซึ่งสรางขึ้นตาม
ทฤษฎีวาดวย การพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจต (Piaget) เนนถึงความสําคัญของความเปน
มนุษย อยูที่มนุษยมีความสามารถในการสรางความรูผานการปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอ ม ซ่ึงปรากฏ
อยูในตัวเด็กตั้งแตแรกเกิด มีองคประกอบ 2 ดาน ไดแก 1.ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตรที่จะ
พัฒนามีทง้ั หมด 7 หนว ยยอ ย และ 2.แตล ะหนวยยอยมอี งคป ระกอบดังนี้

ใบความรูป ระกอบดวย
1) ชอื่ ชุดกิจกรรม
2) เน้ือหา
แบบฝก ทกั ษะประกอบดว ย
1) จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
2) วัสด/ุ อปุ กรณ
3) ขน้ั ตอนการปฏิบตั ิกิจกรรม
4) บนั ทึกผลการทดลอง
5) คําถามทา ยกิจกรรม

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ที่เรียนดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร ในการวิจัยในคร้ังนี้
ผูวิจัยใชแบบทดสอบวัดความรทู ่ีมีลักษณะเปนแบบปรนัย 3 ตัวเลือกที่ผูวิจัยสรางข้ึนเปนเครื่องมือใน
การเก็บรวบรวมขอ มลู

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานทาง
วิทยาศาสตรที่เกิดข้ึนระหวางการปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรยี นรู ประกอบดวย 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการ
สังเกต ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมาย
ขอมูลและขอสรุป ในการวิจัยคร้ังนี้ผูวิจัยใชแบบประเมินพฤติกรรมของณัฏฐพงษ เจริญทิพย (2546
น. 176-178) เปนเครื่องมอื เกบ็ รวบรวมขอมลู

เจตคติตอชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร หมายถึง ความเชื่อ ความคิด ความรูสึกของ
นักเรียนท่ีมีตอชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร มี 2 ดาน ไดแก ดานเน้ือหา ดานความคิด
สรางสรรค ในการวิจัยครั้งน้ีใชแบบประเมินพฤติกรรมของณัฏฐพงษ เจริญทิพย (2546 น. 176-178)
เปนเคร่ืองมอื เกบ็ รวบรวมขอมลู

6

นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1/2 หมายถึง นักเรียนโรงเรียนอนุบาลวดั ปต ุลาธิราชรังสฤษฎ์ิ
ท่กี าํ ลังเรยี นในช้นั ประถมศึกษาปท่ี 1 ปการศกึ ษา 2563

สมมติฐานการวจิ ยั

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 1 มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นหลังเรียนสงู กวา กอ นเรยี น

7

กรอบแนวความคิด

ชอื่ งานวิจยั : การพฒั นาชุดกจิ กรรมการเรยี นรูว ิทยาศาสตร เร่อื ง วสั ดุรอบตวั เรา
สําหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1 โรงเรียนอนบุ าลวัดปตุลาธิราชรงั สฤษฎ์ิ

ขัน้ ที่ 1 : การพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรยี นรูวิทยาศาสตร เร่อื ง วสั ดรุ อบตัวเรา สําหรบั นักเรียนชัน้
ประถมศึกษาปที่ 1
- ประกอบดวย 7 หนว ยยอย
- ประเมินคณุ ภาพนวัตกรรม

ขนั้ ท่ี 2 : การทดลองสอน
ตัวแปรตน : การเรียนดว ยชุดกจิ กรรมการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร เรือ่ ง วสั ดุรอบตวั เรา
ตวั แปรตาม

1) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นดานความรู
2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต ทักษะการลง
ความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและลง
ขอ สรุป
3) เจตคตติ อ ชุดกจิ กรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร

8

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วของ

การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 1 ผูวิจัยไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ เพ่ือความเขาใจในหลักการและ
ทฤษฎตี ลอดจนผลการวิจยั ตา งๆ และนาํ เสนอเปนประเดน็ สําคัญดังน้ี

1. เอกสารเกย่ี วกับหลักสตู รสถานศกึ ษา
1.1 หลักสตู รสถานศกึ ษา
1.2 กลุม สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

2. ชดุ กจิ กรรม
2.1 ความหมายของชุดกจิ กรรม
2.2 ประเภทของชุดกิจกรรม
2.3 องคป ระกอบของชุดกจิ กรรม
2.4 ประโยชนของชดุ กิจกรรม
2.5 ขนั้ ตอนการสรางชุดกจิ กรรม

3. การสอนแบบสบื เสาะหาความรู
3.1 ความหมายของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู
3.2 รปู แบบกระบวนการสบื เสาะหาความรู

4. เจตคตติ อชุดกจิ กรรมการเรยี นรูวทิ ยาศาสตร
4.1 ความหมายของเจตคติ
4.2 องคป ระกอบของเจตคติ
4.3 ลักษณะของเจตคติ
4.4 ประโยชนข องเจตคติ
4.5 การวดั เจตคติ

5. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
5.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
5.3 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
5.4 การสรางแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน

6. งานวิจยั ท่เี ก่ยี วขอ ง

9

หลกั สตู รสถานศึกษา

1. ลกั ษณะของหลกั สูตรสถานศึกษา
วิชัย วงษใหญ. (2550) หลักสูตรสถานศึกษาประกอบดวย 1) วิสัยทัศน 2) พันธกิจ 3)
คุณลักษณะอันพึงประสงค 4) จุดหมาย 5) โครงสราง 6) คาอธิบายรายวิชา 7) หนวยการเรียนรู 8)
กิจกรรมพัฒนาผูเรียน 9) ระเบียบการวัดและประเมินผล 10) คณะกรรมการบริหารหลักสูตร
สถานศึกษา เอกสารสวนน้ีเรียกวาหลักสูตรฉบับโรงเรียน (Curriculum) ซ่ึงเปนส่ิงที่สถานศึกษา
คาดหวังเกี่ยวกับคุณภาพการศึกษา สวนท่ีจะทาใหคุณภาพการศึกษาเปนไปตามที่สถานศึกษา
คาดหวังคือ หลักสูตรฉบบั ครผู ูส อนหรือการเรยี นการสอน (Instruction) ซ่ึงประกอบดว ย 1) วสิ ัยทศั น
2) พันธกิจ 3) คุณลักษณะอันพึงประสงค 4) จุดหมาย 5) โครงสราง 6) คาอธิบายรายวิชา (เฉพาะที่
ผสู อนรบั ผิดชอบในการจัดการเรียนร)ู 7) หนว ยการเรียนรู (ทสี่ มบูรณพ รอมทีจ่ ะนําไปสอนจริงรวมท้ัง
เครือ่ งมือการวัดและประเมินผลแตล ะหนวย) 8) คณะกรรมการบริหารหลักสตู รสถานศึกษา
หนวยการเรียนรู หมายถึง ความรูที่ครบวงจรในเร่ืองหน่ึง ซ่ึงเกิดจากการจําแนกสาระ การ
เรียนรูออกเปนเรื่อง การออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรูที่สอดคลองกับผลการเรียนรูท่ีกําหนด
และตรงกับความตองการความสนใจหรือปญหาที่ผูเรียนตองการทราบ โดยผูสอนเปนผูเอ้ืออํานวย
ความสะดวกในการเรียนรู โดยบูรณการการคิดกับกระบวนการเรียนรูแตละข้ัน ขณะดําเนินกิจกรรม
การเรียนรูโดยผูสอน กระตุนความสนใจ การสํารวจตรวจสอบ การอธิบาย การขยายความรูและการ
ประเมิน เปนการสรางความสมดุลระหวางผูเรียนกับหลักสูตร และผูเรียนไดทราบขอบเขตของสาระ
ที่จะเรียนลวงหนาและเตรียมตัววางแผนหาความรูเพิ่มเติมดวยตนเอง องคประกอบของหนวย การ
เรียนรู ประกอบดวย 1) สาระ ระดับช้ัน ภาคเรียนท่ี หนวยเรื่อง เวลา 2) ผลการเรียนรู 3) ความคิด
รวบยอดหลัก 4) หัวขอของสาระ 5) คุณลักษณะอันพึงประสงคท่ีสอดคลองกับหนวยการเรียนรู 6)
จุดประสงคการเรียนรู 7) การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู 8) สื่อการเรียนรู 9) การประเมินผล
ประกอบดวยวธิ กี ารและเคร่ืองมอื วัด 10) บันทึกหลงั การสอน ประโยชนของการบันทึกหลังการสอน
จะทําใหผูสอนมีสารสนเทศนําไปพัฒนาผูเรียนหรือปรับปรุงการจัดการเรียนรูและการทาวิจัย ในชั้น
เรียนท่สี อดคลองกับวถิ ีชีวิตการทํางานของผสู อน
ความเช่ือมโยง (Alignment) คุณลักษณะอันพึงประสงคกับมาตรฐานสาระการเรียนรู สาระ
การเรียนรูชวงช้ัน สาระการเรียนรูรายป คําอธิบายรายวิชาและหนวยการเรียนรู จะสะทอนใหเห็น
การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาจากจุดเนนของพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ มาตรา 27 ท่ี
คณะกรรมการศึกษาข้นั พ้ืนฐานกําหนดหลักสตู รแกนกลาง และสถานศึกษาจัดทาสาระของหลักสูตรที่
สอดคลองกับสภาพปญหาในชุมชน ภูมิปญญาทองถ่ิน คุณลักษณะอันพึงประสงคเพื่อเปนสมาชิก ที่ดี
ของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งสถานศึกษาตั้งอยูในทองถ่ิน ความงดงาม ของ
หลักสูตรท่ีมีความหลากหลายตามสภาพและบริบทของทองถิ่นที่แตกตางกัน แตก็มีความเชื่อมโยงกบั
สาระการเรียนรจู ากหลกั สูตรแกนกลาง

10

สรปุ ไดวา หลักสูตรสถานศึกษาเปนหวั ใจสําคัญสําหรบั การจัดการศึกษาใหมีคุณภาพ ผเู รียน
มีคุณลักษณะอันพึงประสงค การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตองใชค วามรว มมือ รวมใจของบุคคล ที่
เกี่ยวของทุกฝาย ท้ังผูบริหาร ครู ผูปกครอง ชุมชน ตลอดจนตัวผูเรียน สวนการใชหลักสูตร
สถานศึกษาก็จะตองมีระบบการควบคุมคุณภาพในดานการจัดการเรียนรูและกระบวนการวัดและ
ประเมินผลผเู รียนใหเปน ไปตามทห่ี ลักสตู รสถานศกึ ษากาํ หนดไว

2. กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยาี สตร
2.1เปาหมายของวทิ ยาศาสตร

ในการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรมุงเนนใหผูเรยี นไดคน พบความรดู วยตนเองมากท่ีสดุ
เพือ่ ใหไดทั้งกระบวนการและความรู จากวิธกี ารสังเกต การสาํ รวจตรวจสอบ การทดลอง แลวนําผลที่
ไดมาจัดระบบเปนหลักการ แนวคิด และองคความรูการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตรจึงมี
เปาหมายทส่ี ําคัญ ดังน้ี

1. เพอ่ื ใหเขาใจหลกั การ ทฤษฎี และกฎที่เปน พืน้ ฐานในวชิ าวิทยาศาสตร
2. เพื่อใหเขาใจขอบเขตของธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตรและขอจํากัดใน
การศกึ ษาวิชาวิทยาศาสตร
3. เพื่อใหม ที กั ษะทีส่ าํ คัญในการศึกษาคนควาและคดิ คนทางเทคโนโลยี
4. เพ่อื ใหต ระหนกั ถึงความสมั พนั ธระหวางวิชาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี มวลมนุษย
และสภาพแวดลอมในเชิงทีม่ อี ิทธิพลและผลกระทบซ่ึงกนั และกนั
5. เพ่ือนําความรู ความเขาใจ ในวิชาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีไปใชใหเกิด
ประโยชนต อ สงั คมและการดาํ รงชวี ิต
6. เพ่ือพฒั นากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการแกปญหา และ
การจัดการ ทกั ษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
7. เพอื่ ใหเ ปน ผทู ี่มจี ิตวทิ ยาศาสตร มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคา นยิ มในการใช
วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยอี ยา งสรางสรรคเ รียนรอู ะไรในวทิ ยาศาสตร
2.2 ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรียนรแู กนกลาง (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐)
1. วิทยาศาสตรชีวภาพ เรียนรูเกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดลอม องคประกอบของ
ส่ิงมีชีวิตการดํารงชีวิตของมนุษยและสัตว การดํารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทาง
ชวี ภาพและววิ ัฒนาการของสิ่งมชี ีวติ
2. วิทยาศาสตรกายภาพ เรียนรูเกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของ
สารการเคลือ่ นท่ี พลังงาน และคลน่ื
3. วิทยาศาสตรโลก และอวกาศ เรียนรูเกี่ยวกับ องคประกอบของเอกภพ
ปฏิสัมพันธภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา
กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟา อากาศ และผลตอสิง่ มชี วี ิตและส่งิ แวดลอ ม
4. เทคโนโลยี

4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรูเก่ียวกับ เทคโนโลยีเพื่อการ
ดํารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ใชความรูและทักษะทางดานวิทยาศาสตร

11

คณิตศาสตรและศาสตรอ่ืน ๆ เพ่ือแกปญหาหรือพัฒนางานอยางมีความคิดสรางสรรคดวย
กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใชเทคโนโลยีอยางเหมาะสมโดยคํานึงถึงผลกระทบตอชีวิต
สังคม และส่ิงแวดลอ ม

4.2 วิทยาการคํานวณ เรียนรูเก่ียวกับ การคิดเชิงคํานวณ การคิดวิเคราะห
แกปญหาเปนข้ันตอนและเปนระบบ ประยุกตใชความรูดานวิทยาการคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร ในการแกปญ หาท่ีพบในชีวิตจรงิ ไดอ ยางมปี ระสทิ ธภิ าพ

ในการวิจยั ครั้งผวู จิ ยั ใชส าระและมาตรฐานการเรียนรูด ังนี้ สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา ใจสมบตั ิของสสาร องคประกอบของสสาร ความสัมพันธระหวา งสมบัติ
ของสสารกับโครงสรางและแรงยึดเหน่ียวระหวางอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี

ชดุ กจิ กรรม

1. ความหมายของชุดกิจกรรม
ชุดกจิ กรรม (Instructional package) ไดมนี ักการศึกษาหลายทานไดใ หความหมายของชุด
กิจกรรมวาเปนสวนประสมท่ีสอดคลองกับเนื้อหา จุดประสงคเชิงพฤติกรรมและประสบการณตาง ๆ
ในแตละหนวย ท้ังนี้เพ่ือทําใหผูเรียนไดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูใหมีประสิทธิภาพ โดยให
ผูเรียนไดเรียนรูตามความสนใจและความสามารถของตนเอง ชุดกิจกรรมประกอบดวยคูมือครู คูมือ
นักเรียน เนื้อหากิจกรรม ส่ือประสม และเคร่ืองมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยครูจัดไวเปนกลอง
หรือซองทีค่ รูสามารถนําไปใชไดทันที
ชนาธิป พรกุล (2543 , น. 48) กลาววา ชุดกิจกรรมและชุดการสอนจะมีลักษณะเหมือนกัน
เพราะในชุดกิจกรรมจะเปนการนําเอาส่ือท่ีสอดคลองกับเนื้อหาวิชาของแตละหนวยมาชวยในการ
เรยี นใหมปี ระสิทธภิ าพ
ชยั ยงค พรมวงศ (2543, น. 118) ไดใ หความหมายของชดุ กิจกรรมวา เปนสือ่ ประสมทไี่ ด
จากระบบการผลิตและการนําสื่อการสอนท่ีสอดคลองกับ หนว ย หัวเรื่อง และวัตถปุ ระสงคเ พื่อชวยให
เกดิ การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมการเรยี นอยา งมปี ระสิทธิภาพ
บญุ เกือ้ ควรหาเวช (2545, น. 91) กลา ววา ชุดการสอน ชุดการเรียนหรือชดุ กิจกรรมมา
จากคําวา Instructional package หรือ Learning package เดิมทีเดียวจะใชคําวา ชุดการสอน
เพราะเปนส่อื ที่ครูนํามาใชป ระกอบการสอน แตตอ มาแนวความคิดในการยดึ เด็กเปนศนู ยกลางในการ
เรียนไดเขามามีอิทธิพลมากข้ึน การเรียนรูทดี่ ีควรจะใหผูเ รยี นไดเรยี นเอง จึงมีผูนิยมเรียกชุดการสอน
เปนชุดการเรียน บางคนอาจจะเรียกรวมกันไปเลยวาชุดการเรียนการสอน และถือวาเปนนวัตกรรม
การศึกษาท่ีไดรับความสนใจมาก ดังนั้นชุดการสอนหมายถึง การใชสื่อการสอนต้ังแตสองชนิดข้ึนไป
รวมกัน เพอ่ื ใหผูเรยี นไดรบั ความรูต ามทีต่ อ งการ สือ่ ที่นํามาใชรวมกันจะชวยเสรมิ ประสบการณ ซึ่งกัน
และกันตามลําดับข้นั ท่จี ดั เอาไวโ ดยจัดเปนหนว ยการเรียนตามหัวขอเนื้อหาและจดั เปนชุด ๆ บรรจอุ ยู
ในซองหรอื กระเปา
สวุ ิทย มลู คํา และอรทยั มลู คาํ (2545, น. 51) กลาววา การจัดการเรยี นรโู ดยใชชุดการสอน

12
เปนกระบวนการเรียนจากชุดการสอน เปนสื่อการสอนชนิดหนึ่งท่ีเปนลักษณะของส่ือประสม
(Multimadia )เปนการใชส่ือสองชนิดข้ึนไปรว มกันเพื่อใหผเู รียนไดรับความรูท่ีตองการโดยอาจจัดข้ึน
สําหรบั หนวยงานการเรียนตามหวั ขอเนื้อหาและประสบการณของแตล ะหนว ยที่ตองการ จะใหผเู รียน
ไดเรียนรู อาจจัดเอาไวเปนชุด ๆ บรรจุในกลอง ซอง หรือกระเปา ชุดการสอนแตละชุดประกอบดวย
เนือ้ หาสาระ บตั รคําส่ัง/ใบงานในการทํากิจกรรม วัสดุอุปกรณ เอกสาร ใบความรู เคร่อื งมือหรือ สงิ่ ที่
จาํ เปนสําหรบั กจิ กรรมตา ง ๆ รวมท้งั แบบวัดประเมนิ ผลการเรียนรู

ปยะพงษ สรุ ิยะพรหม (2546, น. 63-64) กลาววา ชดุ กิจกรรม หมายถึง รปู แบบการเรยี น
การสอนที่ใชส่ือตาง ๆ หลายชนิดเปนองคประกอบเพื่อกอใหเกิดความสมบูรณในตัวเอง ลักษณะของ
ชุดฝกหรือชุดการสอนก็จะแตกตางกันไปตามวัตถุประสงคของการสรางเพื่อใหผูใชบรรลุเป าหมาย
ของการเรียนทวี่ างไวอ ยางมปี ระสิทธิภาพ

ธัญสินี ฐานา (2546, น. 9) กลาววา ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนที่ใชเปนส่ือ
การสอนที่มีการนํานวัตกรรมและกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตาง ๆ มาบูรณาการโดย
ครูเปนผูสรางขึ้นมีลักษณะเปนชุด ในแตละชุดประกอบดวยสื่อ อุปกรณ กิจกรรมการเรียนการสอนที่
หลากหลายและแบบฝกทกั ษะที่นา หลักการทางจิตวิทยาศาสตรมาใชประกอบ ทั้งนเ้ี พือ่ ใหผ ูเรียนเกิด
การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพจากความหมายชุดกิจกรรม ท่ีนักการ
ศึกษาหลายทา นไดใหไว สรปุ ไดวา ชดุ กิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนท่ีมีระบบ ข้ันตอน และ
สื่อประสมทสี่ รางข้ึนมาเพื่อใหผ ูเรียนไดม ีความรู ความเขา ใจในเนอ้ื หาทีเ่ รยี นมากขึ้น เพราะชุกิจกรรม
จะสอดคลองกับจุดประสงคและเน้ือหาของบทเรียน สามารถนําไปสูผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีดีและ
สงู ข้นึ ตอไปได

จากความหมายชุดกิจกรรม สรุปไดวา ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการเรียนการสอนท่ีมีระบบ
ขั้นตอน และส่ือประสมท่ีสรางข้ึนมาเพื่อใหผูเรียนไดมีความรู ความเขาใจในเน้ือหาที่เรียนมากข้ึน
เพราะชุดกิจกรรมจะสอดคลองกับจุดประสงคและเนื้อหาของบทเรียน สามารถนําไปสูผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนทดี่ ีและสงู ข้นึ ตอไปได

2. ประเภทของชุดกจิ กรรม
ชดุ กจิ กรรมแบง ประเภทได ดงั น้ี
บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2545, น. 94-95) ไดแบง ชดุ การสอนหรือชดุ กิจกรรมออกเปน 3
ประเภท ใหญ ๆ คอื

1. ชุดการสอนประกอบคําบรรยาย เปนชุดการสอนสาํ หรบั ผสู อนจะใชสอนผเู รยี น
เปน กลุมใหญห รือเปนการสนทนาท่ตี องการปูพน้ื ฐานใหผเู รียนสว นใหญร ูและเขาใจในเวลาเดยี วกันมุง
การขยายเน้ือหาสาระใหชัดเจนย่ิงขน้ึ ชุดการสอนแบบน้จี ะชวยใหผสู อนลดการพูดใหนอยลงและใช
สื่อการสอนที่มีพรอมอยูใ นชุดการสอน ในการเสนอเนื้อหามากข้ึน ส่อื ที่ใชอาจไดแก รูปภาพ แผนภูมิ
สไลด ฟลม สคริป ภาพยนตร เทปบันทกึ เสยี ง หรอื กิจกรรมทกี่ ําหนดไว เปนตน ขอสําคัญกค็ ือส่ือทจี่ ะ
นาํ มาใชนี้จะตองใหผ ูเรยี นไดเหน็ อยา งชัดเจนทุกคน ชดุ การสอนชนิดนบ้ี างคนอาจจะเรยี กวา ชุดการ
สอนสาํ หรบั ครู

2. ชดุ การสอนแบบกลุมกจิ กรรม เปน ชดุ การสอนสาํ หรับใหผูเรยี นเรยี นรวมกัน

13
เปน กลุมเล็กๆ ประมาณ 5-7 คน โดยใชสอื่ การสอนท่บี รรจไุ วใ นชดุ การสอนแตละชดุ มงุ ที่จะฝกฝน
ทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรยี นและใหผ ูเรยี นมีโอกาสทํางานรวมกนั ชุดการสอนชนดิ นีม้ ักจะใชการสอน
แบบกจิ กรรมกลมุ เชน การสอนแบบศูนยการเรยี นการสอนแบบกลุมสมั พันธ เปนตน

3. ชดุ การสอนแบบรายบุคคลหรือชุดการสอนตามเอกตั ภาพ เปน ชดุ การสอสาํ หรับ
เรยี นดว ยตนเองเปนรายบุคคล คือ ผเู รยี นจะตองศึกษาหาความรตู ามความสามารถและความสนใจ
ของตนเองอาจจะเรียนทีโ่ รงเรียนหรอื ท่ีบานก็ได สวนมากมกั จะมุง ใหผ เู รยี นไดทําความเขาใจใน
เนอ้ื หาวชิ าท่ีเรยี นเพิ่มเตมิ ผเู รียนสามารถจะประเมนิ ผลการเรยี นดวยตนเองไดดว ยชดุ การสอนชนดิ น้ี
อาจจะจดั ในลักษณะของหนวยการสอนยอยหรอื โมดูลก็ได

วิชัย วงษใ หญ (2525, น. 185-186) ไดแบงชุดการสอนตามลักษณะของการใชเ ปน 3
ประเภท คือ

1. ชุดกิจกรรมสาํ หรับประกอบคาํ บรรยายหรือทเี่ รยี กอีกอยางหนึง่ วา ชุดการ
สอนสําหรับครูใช คือเปนชุดการสอนสําหรับกําหนดกิจกรรมและสื่อการเรียนใหกับครูไดใชประกอบ
คาํ บรรยายเพื่อแลกเปลีย่ นบทบาทการพูดของครูใหน อยลงและเปด โอกาสใหนักเรียนรวมกิจกรรมการ
เรียนใหมากย่งิ ข้นึ ชุดกจิ กรรมน้นั จะมเี นอ้ื หาเพยี งหนว ยเดยี วและใชก ับนักเรียนทั้งช้ัน

2. ชุดกิจกรรมสําหรับกิจกรรมแบบกลุม ชุดกิจกรรมนี้มงุ เนน ที่ตวั นักเรียนได
ประกอบกจิ กรรมรว มกันและอาจจดั การเรยี นรใู นรูปของศนู ยก ารเรยี น ชุดกจิ กรรมแบบกิจกรรมกลมุ
ประกอบดวยชุดการสอนยอยๆ ท่ีมีจํานวนเทากับศูนยท่ีแบงไวในแตละหนวย แตละศูนยมีส่ือการ
เรียนหรือบทเรียนครบชุดตามจํานวนผูเรียนในศูนยกิจกรรมน้ัน สื่อการเรียนอาจจะจัดไดในรูปของ
การเรียนรายบุคคลหรือนักเรียนท้ังศูนยใชรวมกันได นักเรียนจากชุดกิจกรรมอาจตองการความ
ชว ยเหลอื จากครูเพียงเล็กนอ ยในระยะเริ่มตน เทานั้น หลังจากเคยชนิ ตอ วธิ ีการใชแ ลวนกั เรยี นสามารถ
ชวยเหลือซ่ึงกันและกันไดเอง ในขณะทํากิจกรรมการเรียน หากมีปญหานักเรียนสามารถถามครูได
เสมอ เม่ือจบการเรียนแตละศูนยแลวนักเรียนอาจจะสนใจเรียนเสริมเพื่อเจาะลึกถึงท่ีเรียนไดอีกจาก
ศูนยสาํ รองที่ครจู ัดเตรียมไวเ พอ่ื เปน การไมเ สยี เวลาท่ีจะตอ งรอคอยบุคคลอืน่

3. ชุดกิจกรรมรายบคุ คล เปน ชดุ กิจกรรมที่จัดระบบข้ันตอนเพอ่ื ใหน กั เรยี นใช
เรียนดวยตนเอง ตามลําดับขั้นตอนความสามารถแตละบุคคลเม่ือจบจะสามารถทําแบบทดสอบ
ประเมินผลความกาวหนาและทําการศึกษาชุดอื่นตอไปตามลําดับ เมื่อมีปญหานักเรียนสามารถจะ
ปรึกษากันไดระหวางนักเรียน กับครูผูสอนพรอมท่ีจะใหความชวยเหลือทันทีในฐานะผูประสานงาน
หรือผูช้ีแนะแนวทางการเรียน ชุดกิจกรรมแบบนี้จัดขึ้นเพ่ือสงเสริมศักยภาพการเรียนรูของแตละ
บุคคลใหพัฒนาการเรียนรูของตนเองไปจนสุดความสามารถโดยไมตองเสียเวลารอคอยผูอ่ืน ชุด
กจิ กรรมนีบ้ างคร้ังเรยี กวา บทเรยี นโมดูล(Instruction module)

สุวิทย มูลคาํ และอรทัย มูลคํา (2545, น. 51) ไดแบงชุดการสอนหรือชดุ กิจกรรมทีใ่ ชกันอยู
ไดเ ปน 3 ประเภทใหญค ือ

1. ชดุ การสอนประกอบการบรรยายของครู เปนชุดการสอนสําหรบั ผเู รียนกลุม
ใหญห รือเปนการสอนท่ีมุงเนนการปูพน้ื ฐานให ทกุ คนรับรูและเขาใจในเวลาเดยี วกนั มุง ในการขยาย
เนอื้ หาสาระใหชดั เจนยงิ่ ข้นึ ชดุ การสอนแบบน้ีลดเวลาในการอธิบายของผสู อน ใหผูพ ูดนอยลง เพ่มิ

14
เวลาใหผ ูเรยี นไดป ฏบิ ัตมิ ากข้ึน โดยใชส่ือท่มี ีอยูพรอ มในชุดการสอน ในการนาํ เสนอเนื้อหาตาง ๆ ส่งิ
สาํ คัญคือ ส่งิ ท่ีนาํ มาใชจะตองใหผเู รยี นไดเ หน็ ชัดเจนทกุ คนและมีโอกาสไดใชค รบทกุ คนหรอื ทกุ กลุม

2. ชดุ การสอนแบบกลมุ กิจกรรมหรอื ชดุ การสอนสาหรบั การเรยี นเปน กลมุ ยอ ย
เปน ชดุ การสอนสาํ หรบั ใหผ เู รียนเรียนรว มกนั เปน กลุม ยอยประมาณกลมุ ละ 4-8 คน โดยใชส ่ือการ
สอนตา งๆ ท่บี รรจุไวในชดุ การสอน แตล ะชดุ มงุ ท่จี ะฝก ทักษะในเน้ือหาวชิ าท่เี รยี นโดยใหผูเรยี นมี
โอกาสทํางานรว มกนั ชดุ การสอนชนิดน้ีมกั ใชใ นการสอนแบบกิจกรรมกลุม เชน การสอนแบบศูนย
การเรียน การสอนแบบกลุมสัมพนั ธ เปน ตน

3. ชุดการสอนรายบคุ คลหรือชดุ การสอนตามเอกัตภาพ เปน ชดุ การสอนสําหรบั
เรียนดวยตนเองเปนรายบุคคล คือ ผูเรียนจะตองศึกษาหาความรูตามความตองการและความสนใจ
ของตนเองอาจจะเรียนท่ีโรงเรียนหรือท่ีบานก็ได จุดประสงคหลัก คือ มุงใหทําความเขาใจกับ
เนื้อหาวิชาเพ่ิมเติมผูเรียนสามารถประเมินผลการเรียนดวยตนเองได ชุดการสอนนี้สวนใหญจัดใน
ลักษณะหนว ยการสอนยอยหรอื โมเดลตวั อยาง เชน ชุดวิชาตางๆของมหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช

จากการศึกษาเอกสาร ผูวิจัยสรุปไดวา ประเภทของชุดกิจกรรมหรอื ชุดการเรียนรูแบงออกได
หลายประเภท ไดแก การแบงตามลักษณะของการใชงาน เชน ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยาย ชุด
กิจกรรมสา หรับกลุมยอยและรายบุคคล ซ่ึงทั้งน้ีผูวิจัยไดสรางชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร
เรื่อง สิ่งตางๆรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1 ประเภทชุดกิจกรรมแบบรายบุคคล
เนือ่ งจากมงุ ที่จะฝก ฝนทกั ษะในเน้ือหาวิชาและใหผูเรียนมโี อกาสฝก ฝนดว ยตนเอง

3. องคประกอบของชุดกจิ กรรม
ไดมผี ูนาํ เสนอองคประกอบของชุดกจิ กรรมไว ดังน้ี
ทิศนา แขมมณี (2543, น. 10-12) กลา ววา ชุดกจิ กรรมประกอบดว ยสวนตา งๆ ดังน้ี

1). ชอ่ื กิจกรรม ประกอบดว ย หมายเลขกจิ กรรม ชื่อของกิจกรรมและเน้ือหาของ
กิจกรรมเทา น้นั

2). คําชี้แจง เปนสวนท่ีอธิบายความมุงหมายหลักของกิจกรรมและลักษณะของการ
จดั กิจกรรมเพือ่ ใหบรรลจุ ุดมุง หมายนั้น

3). จดุ มุง หมาย เปนสว นทรี่ ะบุจดุ มุงหมายที่สําคญั ของกิจกรรมนน้ั
4). ความคดิ รวบยอด เปนสว นที่ระบุเน้อื หาหรอื มโนทัศนของกิจกรรมนน้ั สวนนค้ี วร
ไดรับการยา้ํ และเนนเปนพเิ ศษ
5). สื่อ เปนสวนท่ีระบุถึงวัสดุอุปกรณที่จําเปนในการดําเนินกิจกรรมเพื่อชวยใหครู
ทราบวาตองเตรยี มอะไรบา ง
6). เวลาทใ่ี ชเ ปนสว นที่ระบุเวลาโดยประมาณวากิจกรรมน้นั ควรใชเวลาเพียงใด
7). ขั้นตอนในการดําเนินกิจกรรม เปนสวนท่ีระบุในการจัดกิจกรรมอยางเปน
ขนั้ ตอนเพ่ือใหบรรลุตามวัตถุประสงคทตี่ ้ังไว นอกจากจะสอดคลองกับหลักวชิ าแลวยังเปนการอํานวย
ความสะดวกแกครูในการดาํ เนนิ การ ข้ันตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นรูป ระกอบ 6 ขนั้ ตอนดังนี้

7.1 ข้นั นําเปนการเตรียมความพรอ มของผเู รยี น
7.2 ข้ันกิจกรรม เปน สว นทชี่ วยใหผเู รียนไดมสี ว นรว มในกจิ กรรมการเรียนรู
ทําใหเกดิ ประสบการณน าํ ไปสูการเรียนรูต ามเปาหมาย

15
7.3 ขน้ั อภปิ ราย เปน สว นท่ีผูเรียนมีโอกาสนําประสบการณจ ากขั้นกจิ กรรม
มาวิเคราะห เพอื่ ใหเกดิ ความเขาใจและอภิปรายเพ่ือใหเกิดการเรยี นรูท ี่กวา งขวาง
7.4 ข้ันสรุป เปนสวนที่ครูและผูเรียนประมวลขอความรูที่ไดจากกิจกรรม
และขน้ั อภิปรายมาสรุปหาสาระสาํ คญั ที่สามารถนําไปใชต อไป
7.5 ขนั้ ฝกปฏิบัติ เปนสวนทช่ี ว ยใหผ ูเ รียนไดน าํ ความรูท ไ่ี ดจ ากการเรยี นใน
กจิ กรรมไปฝกปฏบิ ตั ิเพิม่
7.6 ขั้นประเมินผล เปนสวนที่วัดความรู ความเขาใจ ของผูเรียนหลังจาก
ฝก ปฏิบัติกิจกรรมครบถว นทกุ ขน้ั ตอนแลว โดยใหทําแบบฝก กิจกรรมทบทวน
บญุ ชม ศรสี ะอาด (2545, น. 95-96) ไดก ลา วถึงชดุ กจิ กรรมวามอี งคป ระกอบทสี่ าํ คัญ 4 ดา น
คือ
1). คูมือการใชชุดกิจกรรม เปนคูมือท่ีจัดทําขึ้นเพ่ือใหผูใชชุดกิจกรรมศึกษาและ
ปฏิบัตติ ามเพ่ือใหบรรลผุ ลอยา งมีประสทิ ธิภาพ
2). บัตรงาน เปนบัตรที่มีคําส่ังวาจะใหผูเรียนปฏิบัติอะไรบาง โดยระบุกิจกรรม
ตามลาํ ดับขน้ั ตอนของการเรยี น
3). แบบทดสอบวัดผลความกาวหนาของผูเรียน เปนแบบทดสอบที่ใชสําหรับ
ตรวจสอบวา หลังจากเรยี นชดุ กิจกรรมจบแลว ผเู รียนเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมตามจดุ ประสงคการเรียนรู
ท่ีกําหนดไวห รอื ไม
4). สื่อการเรียนตาง ๆ เปนสื่อสําหรับใหผูเรียนศึกษามีหลายชนิดประกอบกันอาจ
เปนประเภทสิง่ พมิ พ ประเภทโสตทศั นปู กรณ
สวุ ทิ ย มลู คํา (2546, น. 52) กลา วถึงชดุ กิจกรรมวามอี งคป ระกอบสําคญั 4 ประการคอื
1). คูม ือการใชชุดกจิ กรรม เปนคมู ือหรือแผนการสอนหรับผูสอนใหศ กึ ษาและปฏิบตั ิ
ตามข้ันตอนตาง ๆ ซงึ่ มรี ายละเอยี ดชี้แจงไวอ ยางชัดเจน
2). บัตรคําสง่ั หรอื บตั รงาน เปน เอกสารทบี่ อกใหผูเรียนประกอบกิจกรรมแตล ะอยาง
ตามขั้นตอนที่กําหนดไว บรรจุในชุดการเรียนรู บัตรคําส่ังหรือบัตรงานจะมีครบตามจํานวนกลุมหรือ
จาํ นวนผเู รยี นซ่งึ ประกอบดวย คาํ อธบิ ายเรอ่ื งที่จะศึกษา คําสงั่ ใหผ ูเรยี นประกอบกจิ กรรม
3). สาระและสื่อการเรียนประเภทตาง ๆ จัดไวในรูปของสื่อการสอนที่หลากหลาย
แบงเปน 2 ประเภท ดังนี้
3.1 ประเภทเอกสารสงิ่ พมิ พ เชน หนงั สือ วารสาร บทความ ใบความรู
3.2 ประเภทโสตทัศนปู กรณ เชน รปู ภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สไลด
4). แบบประเมนิ ผล เปน แบบทดสอบทีใ่ ชวัดและประเมนิ ความรดู ว ยตนเองทง้ั กอน
และหลังเรียนจากการศึกษาองคประกอบของชุดกิจกรรม ผูวิจัยสรุปไดวา องคประกอบของชุด
กจิ กรรมมี ดงั นี้
1. คมู อื การใชชุดกจิ กรรม เปน คมู อื หรือแผนการสอนหรับผสู อน
2. บตั รคําสง่ั หรอื บัตรงาน เปน เอกสารท่ีบอกใหผ เู รยี นประกอบกจิ กรรมแต
ละอยา งตามขัน้ ตอนที่กําหนดไว บรรจใุ นชุดกจิ กรรม

16
3. สาระและส่อื การเรียนประเภทตา ง ๆ จดั ไวในรูปของสือ่ การสอน
แบงเปน 2 ประเภท คอื ประเภทเอกสารสง่ิ พมิ พ ประเภทโสตทศั นูปกรณ
4. แบบประเมินผล เปนแบบทดสอบที่ใชว ดั และประเมนิ ความรูทัง้ กอนและ
หลงั เรยี น
4. ประโยชนของชุดกจิ กรรม
มีผูกลาวถงึ ประโยชนของชุดกิจกรรมไวด ังน้ี เชน
สวุ ทิ ย มูลคาํ (2546, น. 50) ไดกลา วถึง ประโยชนของชดุ กิจกรรมวา
1. ชว ยใหผสู อนถายทอดเน้ือหาวชิ าท่ีสลบั ซับซอ น และมีลักษณะเปนนามธรรม
ไดดี
2. เพอ่ื เรา ความสนใจของผเู รียนใหส นใจเรียนดีขน้ึ และสง เสริมประสบการณ
ของผเู รียนใหกวา งขวางยง่ิ ข้ึน
3. เปด โอกาสใหผูเรียน มีสวนรวมในการเรียน แสดงความคิดเหน็ ฝกการ
ตดั สินใจดวยการวิเคราะหเ หตุผลมาประกอบแสวงหาความรดู วยตนเอง และมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ
ตนเองและสังคม
4. ชวยใหผูสอนมคี วามมน่ั ใจในการสอน เพราะชุดฝก กิจกรรมผลติ ไวเปน หมวดหมู
สามารถหยบิ ไปใชไ ดทันที
5. ชวยใหผูเรยี นมคี วามคิดรวบยอดหรอื มโนมติอยา งเดียวกัน
6. เพื่อชวยสง เสรมิ การคิดวเิ คราะหแ ละการแกปญหาในการเรยี นได
7. เพอื่ ชวยใหผ ูเ รยี นทเี่ รียนชาสามารถเรียนไดเรว็
บญุ เก้ือ ควรหาเวช (2545, น. 10) กลาวถงึ ประโยชนของชุดกิจกรรมวาเปน การนําชดุ
กิจกรรมมาใชใ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนกับผเู รยี นใหเกดิ ทักษะทางวทิ ยาศาสตรและมี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทดี่ ขี ้ึน มีดงั ตอ ไปน้ี
1. สง เสริมการเรยี นแบบรายบุคคล ผเู รียนไดตามความสามารถ ความสนใจตาม
เวลาและโอกาสที่เหมาะสมของแตละคน
2. ชว ยขจดั ปญหาการขาดแคลนครู เพราะชุดกจิ กรรมชว ยใหผูเรียนไดดวยตนเอง
หรอื ตอ งการความชวยเหลือจากผสู อนเพียงเล็กนอย
3. ชวยในการศึกษานอกระบบโรงเรยี น เพราะผเู รียนสามารถนา เอาชุดกจิ กรรมไป
ใชไดท ุกสถานทีแ่ ละทุกเวลา
4. ชวยลดภาระและชวยสรา งความพรอมและความมั่นใจใหแกค รเู พราะชดุ กิจกรรม
ผลิตไวเปนหมวดหมู สามารถนาํ ไปใชไดทันที
5. เปน ประโยชนใ นการสอนแบบศนู ยการเรยี น
6. ชว ยใหครูวดั ผลผเู รียนไดต รงตามความมุง หมาย
7. เปด โอกาสใหผเู รียนไดแสดงความคิดเหน็ ฝกการตดั สินใจ แสวงหาความรูดว ย
ตนเองและมีความรบั ผิดชอบตอ ตนเองและสงั คม
8. ชว ยใหผูเ รียนจํานวนมากไดร บั ความรูแ นวเดียวกันอยา งมีประสิทธิภาพ
9. ชว ยฝกผเู รยี นใหรจู กั เคารพนบั ถอื ความคดิ เหน็ ของผอู ่นื

17
จากการศึกษาประโยชนและความสําคัญของชุดกิจกรรมการเรียนรู ผูวิจัยสรุปไดวาชุด
กิจกรรมชว ยเพมิ่ ประสิทธิภาพในการสอนของผวู ิจยั ลดบทบาทของครู ชว ยใหผเู รียนมปี ระสิทธิภาพใน
การเรียนรู เปดโอกาสใหผูเรียนศึกษาดวยตนเองทําใหมีทักษะในการแสวงหาความรู ฝกความ
รับผิดชอบและการตัดสินใจ นอกจากนั้นยังชวยใหผูสอนถายทอดเนื้อหาวิชาที่สลับซับซอนเปน
นามธรรมไดดี เราความสนใจ เสริมประสบการณน กั เรยี นใหกวาง เปด โอกาสใหน กั เรียนมีสว นรว มใน
การแสดงความคิดเห็น
5. ข้ันตอนการสรา งชดุ กจิ กรรม
มผี ูเสนอแนวคดิ ในการสรา งชุดการเรยี นรู ดงั นี้
สวุ ิทย มูลคํา และอรทัย มูลคาํ (2545, น. 53-54) มีข้นั ตอนในการสรา งชุดกิจกรรมดังนี้

1. กาํ หนดเร่ืองเพื่อทา ชุดการสอน อาจกําหนดตามเรื่องในหลกั สูตรหรือกําหนด
เร่ืองใหมข้ึนมาได การจัดแบงเร่ืองยอยจะเกิดขึ้นอยูกับลักษณะของเน้ือหาและลักษณะการใชชุดการ
สอนน้นั ๆ การแบงเน้อื เรอื่ งเพื่อทาํ ชุดการสอนในแตล ะระดับยอมไมเ หมือนกัน

2. กําหนดหมวดหมูเน้ือหาและประสบการณ อาจกําหนดเปนหมวดวิชาหรือบูรณา
การแบบสหวทิ ยาการไดต ามความเหมาะสม

3. จัดเปนหนวยการสอน จะแบงเปนก่ีหนวย หนวยหนึ่งๆจะใชเวลานานเทาใดนั้น
ควรพิจารณาใหเ หมาะสมกับวยั และระดับชน้ั ผเู รยี นควรพิจารณา

4. กําหนดหวั เรอ่ื ง จดั แบง หนว ยการสอนเปน หวั ขอยอย ๆ เพอื่ สะดวกแกก ารเรียนรู
แตละหนวยควรประกอบดว ย หัวขอ ยอ ยหรอื ประสบการณในการเรยี นรูประมาณ 4-6 หัวขอ

5. กําหนดความคิดรวบยอดหรือหลักการ ตองกําหนดใหชัดเจนวาจะใหผูเรียนเกิด
ความคดิ รวบยอดหรือสามารถสรุปหลักการได

6. กําหนดจุดประสงคการสอน หมายถึง จุดประสงคท่ัวไปและจุดประสงคเชิง
พฤติกรรมรวมท้งั การกําหนดเกณฑก ารตดั สนิ ผลสัมฤทธ์กิ ารเรยี นรูใ หช ัดเจน

7. กาํ หนดกจิ กรรมการเรยี น ตองกาํ หนดใหสอดคลองกับวตั ถปุ ระสงคเชิงพฤติกรรม
ซ่ึงจะเปนแนวทางในการเลือกและผลิตสื่อการสอน กิจกรรมการเรียน หมายถึง กิจกรรมทุกอยางที่
ผูเรยี นปฏบิ ัติ เชน การอาน การทํากิจกรรมตามบตั รคําส่งั การตอบคําถาม การเขยี นภาพ การทดลอง
การเลน เกม การแสดงความคิดเหน็ การทดสอบ เปน ตน

8. กําหนดแบบประเมินผล ตองออกแบบประเมนิ ผลใหต รงกับวัตถปุ ระสงคเ ชงิ
พฤติกรรมโดยใชสอบแบบอิงเกณฑ (การวัดผลท่ียึดเกณฑหรือเงื่อนไขที่กําหนดไวในวัตถุประสงคโดย
มีการนําไปเปรียบเทียบกับคนอ่ืน) เพื่อใหผูเรียนทราบวาหลังจากผานกิจกรรม มาเรียบรอยแลว
ผเู รยี นไดเปลย่ี นพฤติกรรมการเรียนรูตามวัตถปุ ระสงคท ีต่ ัง้ ไวม ากนอยเพยี งใด

9. เลือกและผลิตสื่อการสอน วัสดุอุปกรณและวิธีการที่ผูสอนใชถือเปนสื่อการสอน
ทั้งสิ้นเม่ือผลิตสื่อการสอนในแตละหัวเรื่องเรียบรอยแลว ควรจัดสื่อการสอนเหลาน้ันแยกออกเปน
หมวดหมู แฟมท่ีเตรียมไว กอนนําไปหาประสิทธิภาพเพ่ือหาความตรง ความเท่ียงตอการนําไปใชเรา
เรียกสื่อการสอนแบบน้ีวา ชุดการสอน โดยปกติรูปแบบของชุดการสอนท่ีดีควรมีขนาดมาตรฐานเพื่อ
ความสะดวกในการใชและความเปน ระเบียบเรียบรอยในการเก็บรักษาโดยพิจารณาในดานตาง ๆ เชน

18
การใชประโยชน ความประหยัดความคงทนถาวร ความนาสนใจ ความทันสมัยทันเหตุการณ ความ
สวยงาม เปน ตน

10. สรางขอทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนพรอมทั้งเฉลย การสรางขอสอบเพื่อ
ทดสอบกอนและหลังเรียนควรสรางใหครอบคลุมเนื้อหาและกิจกรรมท่ีกําหนดใหเกิดการเรียนรูโดย
พิจารณาจากจดุ ประสงคการเรียนรูเ ปนสําคัญ ขอ สอบไมค วรมากเกนิ ไปแตควรเนน กรอบความรู
สําคัญในประเด็นหลักมากกวารายละเอียดปลีกยอยหรือถามเพื่อความจําเพียงอยางเดียวและเม่ือ
สรางเสรจ็ แลวควรเฉลยไวใหพ รอ มกอนสง ไปหาประสิทธภิ าพของชุดการสอน

11. หาคณุ ภาพของชุดกิจกรรม เม่อื สรา งชดุ กจิ กรรมเสรจ็ เรยี บรอ ยแลว
ตองนําชุดกจิ กรรมน้ัน ไปทดสอบโดยวิธีการตา ง ๆ กอ นนําไปใชจ ริง เชน ทดลองใชเ พือ่ ปรบั ปรุงแกไข
ใหผ ูเชย่ี วชาญตรวจสอบความถูกตอ ง ความครอบคลุมและความตรงของเนอ้ื หา เปน ตน

อญั ชนา โพธพิ ลากร (2545, น. 79) ไดเสนอขั้นตอนในการสรา งชดุ การเรยี นรไู วด ังตอไปน้ี
ขน้ั ที่ 1 วเิ คราะหเ นอื้ หา ไดแ ก การกําหนดหนว ย หัวเรอื่ ง และมโนมติ
ขัน้ ที่ 2 การวางแผน เปนการวางแผนไวลวงหนา โดยกําหนดรายละเอยี ดไว
ขัน้ ท่ี 3 การผลติ สอ่ื การเรียน เปน การผลติ สื่อประเภทตา ง ๆ ที่กาํ หนดไวใ นแผน
ขั้นที่ 4 หาคุณภาพชุดกิจกรรม เปนการประเมินคุณภาพของชุดการเรียนการสอน

โดยนาํ ไปทดลองใช ปรับปรุงใหมีคุณภาพตามเกณฑที่กําหนดไว
พรทิพย แกวใจดี (2545, น. 19) ไดเสนอขั้นตอนสําคัญสําหรับครูในการสรางชุดการเรียนรู

ดวยตนเอง ดังตอไปนี้
1. ศึกษาหลกั สตู ร ตัดสินใจเลอื กส่ิงที่จะใหผูเ รยี นไดศึกษาแลว จดั ลําดับข้ันเนื้อหาให

ตอเนื่องจากงา ยไปหายาก
2. ประเมินความรพู ืน้ ฐานประสบการณเดมิ ของผูเ รยี น
3. เลอื กกิจกรรมการเรยี นวิธีสอนและส่ือการเรียนใหเ หมาะสมกบั ผเู รยี นโดยตอง

คํานงึ ถงึ ความพรอ มและความตอ งการของผเู รียน
4. กําหนดรูปแบบของการเรยี น
5. กําหนดหนา ท่ขี องผูป ระสานงาน หรอื อาํ นวยความสะดวกในการเรียน
6. สรางแบบประเมนิ ผลสมั ฤทธ์ิของผเู รยี นวา บรรลเุ ปาประสงคใ นการเรยี นหรอื ไม

ผุสดี มีระหงษ (2545, น. 46-49) ไดเสนอวาในการผลติ ชุดการเรยี นรู มีขัน้ ตอนที่ตอง
ดาํ เนนิ การ 4 ขนั้ ตอน ไดแก

1. วเิ คราะหเนอื้ หา
2. วางแผนการสอน
3. ผลติ ส่อื การสอน
4. ทดสอบประสทิ ธภิ าพของชดุ การเรียนรู

19

การสอนแบบสืบเสาะหาความรู

1. ความหมายของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู (Inquiry teaching method) มผี ูเ รยี กช่ือแตกตา งกัน
ไป เชน การสืบเสาะ การสืบสอบ การสืบสวนสอบสวน การสืบเสาะหาความรู ซึ่งทุกช่ือมีความหมาย
ในทํานองเดียวกัน ในการวิจัยครั้งน้ีผูวิจัยใชคําวา การสืบเสาะหาความรู สําหรับความหมายของการ
สบื เสาะหาความรู ไดม ผี ูใ หค วามหมายไวห ลายทา นดังน้ี
Good (1973, p. 303) ไดอธบิ ายเกี่ยวกับการสอนวทิ ยาศาสตรแ บบสืบเสาะหา
ความรวู า มคี วามหมายดงั น้ีคอื

1. การสอนวิทยาศาสตรใ นฐานะทเี่ ปนแบบสบื เสาะหาความรูเปนเน้ือหาสวน
หนึ่งที่รวมอยูในวิทยาศาสตร ในการจัดการใหเกิดการเรียนรูเนื้อหาบางอยาง โดยการกระตุนให
นกั เรียนมคี วามอยากรูอยากเห็น และเสาะแสวงหาความรโู ดยการถาม และพยายามคน หาคา ตอบให
พบโดยตนเอง

2. การสอนวทิ ยาศาสตรโ ดยใชเ ทคนคิ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู เปน
วิธีการเรียนโดยการแกปญ หาในกิจกรรมการเรียนท่ีจัดขึน้ ซงึ่ ปรากฏการณใหมๆ ที่นกั เรยี นเผชิญในแต
ละคร้ังจะเปนตัวกระตุน การคิดดวยการสังเกตอยางถี่ถวนเปนระบบ ออกแบบการวัดท่ีตองการ
แยกแยะสิ่งท่ีสังเกตกับส่ิงท่ีสรุปพาดพิงอยางชัดเจน ประดิษฐคิดคน ตีความหมายภายใตสถานการณ
แวดลอ มทเ่ี หมาะสมทสี่ ดุ การใชวธิ ีการอยา งฉลาด สามารถทดสอบไดแ ละสรปุ อยางมีเหตุผล

สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (2546, น. 219) ไดใหความหมายของ
การสืบเสาะหาความรูวา การสืบเสาะหาความรูไววา เปนการสอนที่มุงใหนักเรียนเกิดการเรียนรูดวย
ตนเองและการเรียนรูเร่ืองใหมจะมีพื้นฐานมาจากความรูเดิม โดยอาศัยกระบวนการที่นักเรียนตอง
สืบคน เสาะหาสํารวจ ตรวจสอบ และคนหาวิธีการตางๆ เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจและเกิดการ
รับรคู วามรนู ัน้ อยา งมคี วามหมาย และสามารถสรา งเปนองคค วามรขู องนกั เรยี นเอง

ภพ เลาหไพบูลย (2542, น. 123) กลาววา การสอนแบบสืบเสาะหาความรู เปนการสอนที่
เนนกระบวนการแสวงหาความรูที่จะชว ยใหนกั เรียนไดคนพบความจรงิ ตางๆดว ยตนเอง ใหนักเรียนมี
ประสบการณต รงโดยครทู าํ หนาท่คี ลายผูชว ย

2. รปู แบบกระบวนการสบื เสาะหาความรู
ในการจัดการเรยี นการสอน ครูสามารถเลือกจัดใหนักเรยี นไดเ รยี นรูว ทิ ยาศาสตรผาน
กระบวนการตางๆ ในการสืบเสาะหาความรูตามบริบทของครูผูสอน ผูเรียน โรงเรียน และแหลงการ
เรียนรูท่ีมีอยูตามความเหมะสม โดยครูเปนผูสนับสนุนใหนักเรียนไดสํารวจปรากฏการณตางๆและ
กระตุนใหนักเรียนไดสรางความเขาใจทางวิทยาศาสตรไดอยางถูกตอง ( Hogan, and Berkowiz,
2000) เปลี่ยนการสอนท่ีเนนใหนักเรียนอธิบายจากในหนังสือเปนการสํารวจคําถามและหัวขอท่ี
นา สนใจตางๆ โดยการยดึ นักเรียนเปน ศูนยกลาง (Keys, and Kennedy, 1999) กลา วคอื ใหนกั เรยี น
ไดเรียนรูผานกระบวนการสืบเสาะหาความรู กระตุนความอยากรูอยากเห็น ต้ังคําถามจากความรูท่ีมี
อยู ใหคําอธิบาย ตั้งสมมติฐาน วางแผนการสํารวจ คนควาอยางงายๆ รวบรวมขอมูลจากการสังเกต
อธบิ ายความรโู ดยมีหลักฐานอา งอิง การพจิ ารณาคําอธิบายอ่นื ๆ ท่ีเกี่ยวของกับการอธบิ ายของตนเอง

20
การส่ือสารคําอธิบาย การตรวจสอบคําอธิบาย (NationalResearch Council, 2000) โดยมี
นักวิชาการและนักการศึกษาไดเสนอรูปแบบกระบวนการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรูไว
หลากหลาย ดังน้ี

กระทรวงศึกษาธิการ (2543, น. 11-12) ไดเสนอข้ันตอนของกระบวนการสืบเสาะหาความรู
ดังน้ี

1. กาํ หนดปญ หา โดยจดั สถานการณเ ร่ืองราวท่ีนา สนใจ เพอ่ื กระตุน ใหผูเรียนสังเกต
และสงสยั ในเหตกุ ารณหรอื เร่ืองราว

2. กําหนดสมมติฐาน ต้ังคําถามใหผูเรียนชวยกันระดมความคิดและสรุปส่ิงที่คาดวา
จะเปนคาํ ตอบของปญหาน้นั

3. รวบรวมขอมูล ใหผูเรียนคนควาหาขอมูลจากแหลงตางๆ หรือเอกสาร วิเคราะห
และประเมินวามีความเกี่ยวของกบั ปญหาหรอื ไม มคี วามถกู ตองนาเชอ่ื ถอื เพียงไร

4. ทดสอบสมมตฐิ าน นําขอ มูลมาอภิปรายรวมกัน เพ่ือสนบั สนุนสมมติฐาน
5. สรา งขอ สรุป วา ปญหานน้ั มคี าํ ตอบหรือขอ สรุปอยางไร
สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี (2546, น. 219-220) ไดกลา วถงึ ขนั้ ตอน
การสอนแบบสืบเสาะหาความรูไ วดังน้ี
1. ข้ันการสรางความสนใจ (Engagement) เปนการนําเขาสูบทเรียนหรือเรื่องที่
สนใจซ่ึงอาจเกดิ ขน้ึ เองจากความสงสัยความสนใจของตนเอง การอภปิ รายภายในกลุม เร่อื งที่นา สนใจ
อาจมาจากความรูเดิมที่เรียนรูมาแลวเปนตัวกระตุนใหนักเรียนสรางคําถาม กําหนดประเด็นท่ีจะ
ศึกษา ในกรณีที่ยังไมมีประเด็นใดที่นาสนใจครูอาจใหศึกษาจากส่ือตางๆ หรือเปนผูกระตุนดวยการ
เสนอประเด็นข้ึนมากอน แตไมควรบังคับใหนักเรียนยอมรับประเด็นหรือคําถามท่ีครูกําลังสนใจเปน
เร่อื งทจ่ี ะใชศ กึ ษา เม่ือมีคําถามทนี่ า สนใจและนักเรยี นสว นใหญยอมรับใหเ ปน ประเดน็ ทีต่ องการศึกษา
จึงรวมกันกําหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเร่ืองที่จะศึกษาใหมีความชัดเจนยิ่งข้ึนอาจ
รวมท้ังการรวบรวมความรปู ระสบการณเ ดิมหรือความรูจากแหลง ตา งๆ ทจ่ี ะชวยใหน ําไปสคู วามเขาใจ
เรอ่ื งหรือประเดน็ ทจี่ ะศกึ ษามากข้นึ และมแี นวทางท่ีใชใ นการสํารวจตรวจสอบอยางหลากหลาย
2. ข้ันสํารวจและคน หา (Exploration) เม่ือทา ความเขา ใจในประเดน็ หรือคําถามที่
สนใจศึกษาอยางถองแทแลว ก็มีการวางแผนกําหนดแนวทางการสํารวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน
กําหนดแนวทางที่เปนไปได ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมขอมูล ขอสนเทศ หรือปรากฏการณตาง ๆ
วิธีการตรวจสอบอาจทําไดหลายวิธี เชน การทดลอง ทํากิจกรรมภาคสนาม การใชคอมพิวเตอรเพ่ือ
ชวยสรางสถานการณจําลองการศึกษาหาขอมูลจากเอกสารอางอิงหรือจากแหลงขอมูลตาง ๆ เพ่ือให
ไดม าซง่ึ ขอ มลู อยา งเพียงพอท่ีจะใชใ นขน้ั ตอไป
3. ขัน้ อธบิ ายและลงสรุป (Explanation) เม่อื ไดข อมูลอยางเพยี งพอจากการสาํ รวจ
ตรวจสอบแลวจึงนําขอมูลขอสนเทศที่ไดมาวิเคราะห แปลผลและนาเสนอผลท่ีไดในรูปตาง ๆ เชน
บรรยายสรุปสรางแบบจําลองทางคณิตศาสตร หรือวาดรูป สรางตาราง ฯลฯ การคนพบในขั้นนี้อาจ
เปนไปไดหลายทางเชน สนับสนุนสมมติฐานท่ีตั้งไว ขัดแยงกับสมมติฐานที่ตั้งไวหรือไมเก่ียวของกับ
ประเด็นท่ีกําหนดไว แตผลทไ่ี ดจะอยใู นรปู ใดกส็ ามารถสรางความรูและชวยใหเกิดการเรยี นรไู ด

21

4. ขั้นขยายความรู (Elaboration) เปนการนําความรูที่สรางข้ึนไปเชื่อมโยงกับ
ความรูเดิมหรือแนวคิดท่ีไดคนควาเพิ่มเติมหรือนําแบบจําลองหรือขอสรุปท่ีไดไปอธิบายสถานการณ
หรือเหตุการณอ่ืนๆ ถาใชอธิบายเรื่องตางๆไดมากก็แสดงวาขอจํากัดนอยซึ่งก็ชวยใหเช่ือมโยงเรื่อง
ตางๆ และทําใหเกิดความรูก วา งขวางขน้ึ

5. ขัน้ ประเมิน (Evaluation) เปน การประเมนิ การเรยี นรูดวยกระบวนการตางๆวา
นักเรียนมีความรูอะไรบาง อยางไร และมากนอยเพียงใด จากขั้นนี้จะนําไปสูการนําความรูไป
ประยกุ ตใ ชในเรอื่ งอื่น ๆ

สมบตั ิ กาญจนารักษพงศ และคณะ (2549, น. 7-8) กลา วถึงการจัดกิจกรรมเรียนรแู บบ
วัฏจักรการสืบเสาะหาความรูเพิ่มเติมวา กิจกรรมการเรียนรูแบบน้ีแมยังดา เนินข้ันตอนไปยังไม
ครบวัฏจักรก็สามารถขึ้นตนวัฏจักรใหมเพื่อสืบเสาะเร่ืองใหมซอนอยูในวัฏจักรเดิมไดอีก เชน เม่ือครู
จดั กิจกรรมอยูในข้ันขยายความรู ครไู มใ ชวธิ ีการบรรยาย แตครูตอ งการจดั กิจกรรมอ่ืนแทน ดังนั้น ครู
อาจสรางความสนใจเพือ่ ใหนกั เรยี นสงสัยตอแลว สาํ รวจและคน หาเพม่ิ เติม ดังนี้

1. ขัน้ สรางความสนใจ
2. ขัน้ สาํ รวจและคน หา
3. ขัน้ อธิบายและลงขอสรุป
4. ขน้ั ขยายความรู

4.1 ขนั้ สรา งความสนใจ
4.2 ขนั้ สํารวจและคนหา
4.3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ สรปุ
4.4 ข้นั ขยายความรู
4.5 ขนั้ ประเมิน
5. ขน้ั ประเมนิ
การวิจยั คร้ังนผี้ ูวจิ ยั ไดเลือกศกึ ษาวธิ สี อนแบบสืบเสาะหาความรู ท่ีมีขน้ั ตอนการจดั การเรียนรู
ที่ประกอบดวย ข้ันการสรางความสนใจ (Engagement) ขั้นสํารวจและคนหา (Exploration) ข้ัน
อธบิ ายและลงสรปุ (Explanation) ขั้นขยายความรู (Elaboration) และขัน้ ประเมิน (Evaluation)

เจตคตติ อชุดกจิ กรรมการเรียนรูวทิ ยาศาสตร

1. ความหมายของเจตคติ
เจตคติเปนคําที่บัญญัติไวในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 (ราชบัณฑิตยสถาน,
2539)อานวา เจตะคติ เปนคํามาจากภาษาอังกฤษวา Attitude มาจากรากศัพทภาษาละตินวา
Aptus ซึ่งมีความหมายวา โนมเอียง เหมาะสม (รวีวรรณ อังคนุรักษพันธ, 2533, น. 9) โดยมีผูให
ความหมายไวหลากหลาย ดงั นี้
อังคณา สายยศ (2540, น. 2) กลาววา เจตคติ มาจากภาษาอังกฤษวา แอททิจูด (Attitude)
ซึ่งแตเดิมใชคําวาทัศนคติ แตปจจุบันนิยมใชคําวาเจตคติ ซ่ึงหมายถึงอารมณหรือความรูสึกอันบังเกดิ

22
จากการรับรูตอส่ิงน้ันๆ โดยแสดงพฤติกรรมโนมเอียงอยางใดอยางหนึ่งในรูปแบบการประเมิน เชน
ชอบ-ไมชอบ เปน ตน

จิตฐพิ ร ศิรติ านนท (2542, น. 14) กลาววา เจตคติ หมายถึง การแสดงความรูสึกท่ีดีและไมดี
ตอ สิง่ นั้น ซึ่ง อาจสงั เกตไดหรือสงั เกตจากการตอบสนองตอสิ่งเรานั้นของบุคคลก็สามารถจะทราบได

ภพ เลาหไพบูลย (2542, น. 86) กลาววา เจตคติ หมายถึง เรื่องท่ีซับซอน และมีความรูสึก
ดานอารมณท่ีเกี่ยวของ ซึ่งมองไมเห็น เปนตัวกําหนดใหบุคคลมีการกระทําตางๆกันแลวแตความเชื่อ
คานยิ มและความรสู กึ ของเขาในการจดั การเรียนการสอน

สุรางค โควตระกูล (2542, น. 86) กลาววา เจตคติ หมายถึง อัชฌาสัย หรือ แนวโนมที่มี
อิทธิพลตอพฤติกรรมตอบตอสิ่งแวดลอมหรือสิ่งเรา ซ่ึงอาจเปนไดทั้งคน วัตถุสิ่งของหรือความคิด
อาจจะเปนทางบวกหรือทางลบก็ได ถาบุคคลมีเจตคติทางบวกตอส่ิงใดก็จะมีพฤติกรรมท่ีจะเผชิญกับ
สงิ่ นั้น ถา มเี จตคตทิ างลบตอ สงิ่ ใดก็จะหลีกเลยี่ ง

Robbin (1993) กลาววา เจตคติ หมายถึง การประเมินสิ่งท่ีชอบหรือไมชอบเก่ียวกับวัตถุ
บุคคลหรือเหตุการณซ่งึ สะทอนถงึ ความรสู ึกเกย่ี วกับบางสง่ิ บางอยา ง

Hergenhahn (1997, p. 614) กลาววา เจตคติ หมายถึง รูปแบบของความรูสึก ความโนม
เอยี งทีเ่ กดิ จากการเรยี นรูของบุคคลในการตอบสนองตอวัตถุ หรอื สถานการณต างๆ ในทางใดทางหนึ่ง
เจตคตเิ ปนสงิ่ ทเี่ ปน ผลมาจากความรู

Lefton (1997, p. 614) กลา ววา เจตคติ หมายถึง รปู แบบของความรูส กึ ความโนม เอยี งของ
พฤตกิ รรมตอ บุคคลอ่ืน ความคดิ หรอื วตั ถุ

สรุปไดวา เจตคติหมายถึง ความรูสึก ความเชื่อของบุคคลท่ีมีตอส่ิงตางๆ ซ่ึงจะแสดงออกมา
ในลักษณะชอบหรือไมชอบ พอใจหรือไมพอใจ เห็นดวยหรือไมเห็นดวย หรืออาจจะแสดงออกใน
ลักษณะเปนกลาง เชน รูสึกเฉยๆ เปนตน เจตคติเปนนามธรรมที่มีพฤติกรรมทางจิตใจท่ีไมสามารถ
สังเกตไดโดยตรง

2. องคป ระกอบของเจตคติ
ในการสรางแบบวัดเจตคตนิ นั้ ควรจะพิจารณาองคประกอบของเจตคติ ดังตอ ไปนี้
สุชา จันทนเอม (2539, น. 242-243) กลาววา เจตคติประกอบดวยองคประกอบสําคัญ 3
ประการคอื

1. องคประกอบทางดานความรู เปนเรื่องราวของการรับรูบุคคลในเร่ืองใดเร่ืองหนงึ่
อาจเปนการเรียนรูเกี่ยวกับวัตถุ ส่ิงของ หรือเหตุการณตางๆ วารูสิ่งตางๆน้ันไดอยางไร รูในทางดี
หรือไม บวกหรือลบ ซึ่งกอใหเจตคติขึ้นถารูสิ่งใดส่ิงหน่ึงในทางดี เราก็จะมีเจตคติตอสิ่งน้ันในทางดี
และรูส ิ่งใดส่งิ หนึง่ ในทางไมด ี เราก็จะมีเจตคตทิ ไ่ี มด ีตอสงิ่ นั้นดวย

2. องคประกอบดานความรูสึก เปนองคประกอบทางดานอารมณ ความรูสึก ซ่ึงถูก
เราจากการรูน้ัน เม่ือเราเกิดรูส่ิงใดสิ่งหน่ึงและจะทําใหเราเกิดความรูสึกที่ดีหรือไมดี ถาเรารูสึกตอสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่งไมดีเราก็จะไมชอบหรือไมพอใจในสิ่งน้ัน ซึ่งในความรูสึกนี้จะทําใหเกิดเจตคติในทางใดทาง
หน่ึง คือ ชอบหรือไมค วามรูสกึ นเี้ ม่อื เกดิ ข้นึ แลวจะเปลยี่ นแปลงไดยาก

23
3. องคประกอบทางดานพฤติกรรม เปนความพรอมที่จะตอบสนองตอสิ่งน้ันในทาง
หนึ่ง คือพรอมที่จะสนับสนุน สงเสริมหรือชวยเหลือ หรือทําลาย ขัดขวาง ตอสู เปนตน พฤติกรรมที่
แสดงออกมาน้ันเกิดจากความรู และความรูสึกทีม่ ีเกี่ยวกับวตั ถุ เหตกุ ารณห รือบคุ คลนน้ั ๆ
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543, น. 59-60) กลาววา ในปจจุบันนักจิตวิทยามี
แนวความคิดเหน็ แตกตางกนั อยู 3 กลุม คือ
1. เจตคติมีองคประกอบเดียวตามความคิดหรือแนวความเช่ือน้ี พิจารณาไดจาก
นิยามเจตคตินั้นเอง โดยจะมองเจตคติเกิดจากการประเมินเปาเจตคติวารูสึกชอบหรือไมชอบ กลุมนี้
ไดแ ก Thurstoneและ Allport เปนตน
2. เจตคติมีสององคประกอบ มีแนวความเช่ือวาเจตคติมี 2 องคประกอบ คือ
องคประกอบดานสติปญญา (Cognitive) และองคประกอบดานความรูสึก (Affective) นักจิตวิทยาท่ี
สนับสนนุ การแบงเจตคติเปน 2 องคป ระกอบ ไดแ ก Katz เปนตน
3. เจตคติมีสามองคประกอบ แนวความคิดน้ีเชื่อวาเจตคติมี 3 องคประกอบ
นักจิตวิทยากลมุ นี้ไดแก Rosenberg และ Hovland เปนตน ซึง่ ประกอบดวย

1) ดานสติปญญา (Cognitive component) ประกอบไปดวย ความรู
ความคดิ และความเชื่อที่ผูน้ันมเี ปาเจตคติ

2) ดานความรูสึก (Affective component) หมายถึง ความรูสึกหรือ
อารมณของคนใดคนหนึ่งท่ีมีตอเปาเจตคตวิ ารสู ึกชอบหรือไมช อบสิง่ น้ัน พอใจหรือไมพ อใจสิง่ นน้ั หรอื
ประเมนิ ส่งิ นนั้ วาดหี รือไมดี

3) ดานพฤติกรรม (Behavior component ) หรือบางทีเรียกวา Action
component เปนแนวโนมของการจะกระทําหรือจะแสดงพฤติกรรม เจตคติเปนพฤติกรรมซอนเรน
ในช้นั นเ้ี ปนการแสดงแนวโนม ของการกระทําตอเปาเจตคติเทานน้ั ยงั ไมแสดงจรงิ

ธรี วุฒิ เอกะกลุ (2550, น. 8-11) ไดก ลา วถงึ องคป ระกอบของเจตคตไิ ววาองคประกอบที่
สาํ คญั ท่ีจะทาํ ใหค นเราเกิดเจตคตขิ นึ้ ไดน นั้ มีอยู 3 องคป ระกอบ ดงั นี้

1. ความรู (Cognitive component) บุคคลใดจะมีเจตคติตอส่ิงใดไดบุคคล น้ัน
จะตอ งมคี วามรูความเขา ใจในส่งิ น้ันกอน เพอื่ ใชเ ปน รายละเอียดสาํ หรับใหเหตุผลในการที่ จะสรุปเปน
ความเชอ่ื ตอ ไป

2. ความรูสึก (Feeling component) เปนองคประกอบท่ีเกี่ยวกับความรูสึกหรือ
อารมณข องบุคคลที่มีตอ ส่ิงหนึ่งส่ิงใดหลงั จากรแู ละเขาใจสง่ิ นั้นแลว กลาวคอื เม่อื บุคคลใด รแู ละเขาใจ
เร่ืองใด จะสรุปเปนความเห็นในรูปการประเมินผลวาส่ิงนั้นเปนส่ิงท่ีพอใจหรือไม สําคัญหรือไมดีหรือ
เลว ซ่งึ เทากบั เกิดอารมณ หรอื ความรสู กึ ตอ ส่ิงน้ัน

3. ความโนมเอียงท่ีจะปฏิบัติ (Action tendency component) เปนองคประกอบ
สุดทายที่รวมตัวมาจากความรูและความรูสึกท่ีมีตอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนทําใหเกิด ความโนมเอียงท่ีจะ
ปฏิบัติ หรือตอบสนองตอสิ่งน้ัน ในทิศทางท่ีสนับสนุน คลอยตาม หรือ ขัดแยงตามความรูและ
ความรสู กึ ท่เี ปน พน้ื ฐานนัน้

สรุปวา เจตคติประกอบไปดวย องคประกอบดานความรูท่ีกอใหเกิดเจตคติขึ้น ถารูสิ่งใดส่ิง
หนึ่งในทางดีเราก็จะมีเจตคติตอสิ่งน้ันดี และถารูสิ่งใดส่ิงหนึ่งในทางไมดีเราก็จะมีเจตคติที่ไมดีตอส่ิง

24
นน้ั ดวยองคประกอบทางดานความรูสึกทําใหเจตคติในทางใดทางหน่งึ คือ ชอบหรือไมชอบ ความรสู ึก
นีเ้ มอื่ เกดิ ข้ึนแลวจะเปล่ยี นแปลงไดยากไมเหมือนกับความจริงตางๆ ซึ่งจะเปลย่ี นแปลงไดง ายกวาถามี
เหตผุ ลเพียงพอ

3. ลักษณะของเจตคติ
ลักษณะของเจตคตมิ นี กั การศึกษาและนกั จิตวทิ ยา กลา วถึงลกั ษณะของเจตคตไิ ว ดังน้ี
รวีวรรณ อังคนรุ ักษพันธ (2533, น. 14-16) ไดก ลาวถงึ ลักษณะของเจตคตไิ วว า เจตคติเปน
ความรูสึกท่ีชี้บงบอกลักษณะทางจิตใจ อารมณ ของบุคคล ซ่ึงอาจเปนลักษณะท่ีไม แสดงออกมา
ภายนอกใหบุคคลอ่ืน เห็นหรือเขา ใจก็ได ซ่งึ มลี กั ษณะท่ัวไปทีส่ ําคัญ 5 ประการ ดังนี้

1. เจตคติเปนเร่ืองของอารมณ (Feeling) อาจเปลี่ยนแปลงไดตามเงื่อนไข หรือ
สถานการณตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง บุคคลจะมีการกระทําที่เสแสรงโดยแสดงออกไมให ตรงกับ
ความรสู กึ ของตนเองเมอ่ื เขารูตวั หรือรูวามีคนสังเกต

2. เจตคติเปนเรื่องเฉพาะตัว (Typical) ความรูสึกบุคคลอาจเหมือนกันแตรูปแบบ
การแสดงออกแตกตา งกันไป หรอื อาจมีการแสดงออกที่เหมอื นกนั แตความรสู ึกตางกัน

3. เจตคติมีทิศทาง (Direction) การแสดงออกของความรูสึกสามารถ แสดงออกได
สองทิศทางเชน ทิศทางบวกเปนทิศทางท่ีสังคมปรารถนา และทิศทางลบเปน ทิศทางที่สังคมไม
ปรารถนา ไดแ กซ ่ือสตั ย-คดโกง รกั -เกลยี ด ชอบ-ไมชอบ ขยนั -ข้ีเกียจ เปน ตน

4. เจตคตมิ คี วามเขม (Intensity) ความรสู ึกของบุคคลอาจเหมือนกนในสถานการณ
เดียวกันแตอาจแตกตางกันในเรื่องความเขมที่บุคคลรูสึกมากนอยตางกัน เชน รักมาก รักนอย ขยัน
มาก ขยันนอย เปนตน

5. เจตคตติ องมีเปา (Target) ความรูสึกจะเกดิ ขนึ้ ลอยๆไมไ ด เชน รกั พอ แม ขยนั เขา
ชนั้ เรียน ขี้เกยี จทําการบา น เปนตน

ปรียาพร วงศอ นุตรโรจน (2548, น. 249-250) ไดกลาวถึงลกั ษณะของเจตคติไวว า เจตคติมี
ลักษณะสําคญั ดังนี้

1. เจตคติเกิดจากประสบการณส่ิงเราตาง ๆ รอบตัว บุคคล การอบรม เล้ียงดู การ
เรียนรูขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมเปนสิ่งท่ีกอใหเกิดเจตคติ แมวามีประสบการณที่
เหมือนกันกอ็ าจมเี จตคตทิ ่แี ตกตางกนไดด ว ยสาเหตหุ ลายประการ เชน สตปิ ญญา อายุ เปน ตน

2. เจตคติเปนการเตรียมความพรอมในการตอบสนองตอส่ิงเราภายในของ จิตใจ
มากกวาภายนอกท่ีสังเกตได สภาวะความพรอมท่ีจะตอบสนองมลี กั ษณะที่ซบั ซอน

3. เจตคติมีทิศทางของการประเมิน คือ ลักษณะความรูสกึ หรืออารมณ ท่ีเกิดข้ึน ถา
ประเมินวาชอบ พอใจ หรือเห็นดวยก็คือ เปนไปในทิศทางท่ีดี ถาประเมินออกมา ในทางที่ไมชอบไม
พอใจกค็ ือเปน ไปในทิศทางท่ีไมดี

4. เจตคติมีความเขม คือ ปริมาณนอยในความรูสึก ถาชอบมากหรือไมเห็น ดวย
อยางมากก็คือความเขม สูง ถาไมชอบหรือเกลยี ดที่สดุ แสดงวามคี วามเขม สงู ในทิศทางหนึ่ง

5. เจตคติมีความคงทนที่บุคคลยึดมันถือม่ัน และมีสวนในการกําหนด กิจกรรมของ
คนน้นั ในการยดึ ม่นั ในเจตคติตอสิ่งใด ทาํ ใหก ารเปลี่ยนแปลงเจตคตเิ กดิ ขน้ึ ไดยาก

25
6. เจตคติมีทั้งพฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอก พฤติกรรมทางจิตใจ ถาไม
แสดงออกก็ไมสามารถรูไดว า บุคคลน้นั มีเจตคตอิ ยางไรในเร่ืองนนั้ เจตคตทิ ี่เปน พฤตกิ รรมภายนอกจะ
แสดงออกเมอ่ื ถกู กระตนุ
7. เจตคติมีสิ่งเราจึงจะมีการตอบสนองข้ึน ไมจําเปนวาเจตคติที่แสดงออกจาก
พฤติกรรมภายในและพฤติกรรมภายนอกจะตรงกัน เพราะกอนแสดงออกนั้นก็จะปรับปรุง ใหเหมาะ
กบั สภาพของสังคมแลวจงึ แสดงออกเปนพฤติกรรมภายนอก
สงวน สุทธิเลิศอรุณ (2549, น. 97) ไดกลาวถึงลักษณะของเจตคติไววาลักษณะ ของเจตคติ
เปน 2 มิติ คลา ยๆ กับวัตถุซ่งึ เปนมิติความกวา ง และมิตคิ วามยาว เจตคติ ประกอบดวยมติ ิ ดังตอ ไปน้ี
1. ทิศทาง (Direction) มีอยู 2 ทิศทาง คือ ทางบวกและทางลบ ไดแก ความรูสึก
ทา ทใี นทางดชี อบพงึ พอใจ สวนทางลบจะเปนไปในทางตรงขา ม ไดแ ก ความรูส ึก หรือทา ทีในทางไมด ี
2. ความเขม (Magnitude) มีอยู 2 ขนาด คือ ความเขมมากเขมนอย ถาบุคคล มี
เจตคติที่มีความเขม มาก จะเปนอุปสรรคตอ การเปลย่ี นแปลงเจตคติ
สรุปไดวา เจตคติน้ันเกิดจากการเรียนรูและประสบการณของแตละบุคคล ซ่ึงมีอิทธิพลตอ
ความคิดและการกระทาํ ของบุคคลน้ันๆ รวมทงั้ เปน ตัวกระตุน ท่ที ําใหบุคคลแสดงพฤตกิ รรมออกมาใน
ลักษณะของความชอบหรือไมชอบ ซงึ่ เจตคติที่เกดิ ข้ึนกับบคุ คลน้ันสามารถเปลีย่ นแปลงได
4. ประโยชนข องเจตคติ
ลวน สายยศ และองั คณา สายยศ (2543, น. 54-55) ไดก ลา วถงึ ประโยชนข องเจตคติ ดงั นี้
1. การทราบเจตคติของบุคคลยอมชวยใหการทํานายการกระทําของบุคคลได
ความสามารถในการทํานายพฤติกรรมของบุคคลเปนความตองการของมนุษย และสังคม เพราะจะ
เปนแนวทางใหผ ูอื่นสามารถควบคุมพฤติกรรมของบุคคลนั้นไดด ว ย
2. เจตคติใชพิจารณาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลที่มีตอส่ิงอื่นหรือมีตอเปาเจตคติ
ของคน คนนน้ั ได นน่ั คือรเู จตคตขิ องคนสามารถสง เสริมหรือยบั ยง้ั ส่งิ ท่เี ขาจะแสดงออกได
3. การวัดเจตคติเพื่อหาทางปองกันในสังคมนั้น การท่ีบุคคลจะมีเจตคติตอสิ่งใดส่ิง
หนึ่งอยางไรนั้นเปนสิทธิของแตละบุคคล แตการที่อยูรวมกันอยางสงบสุขในสังคมยอมเปนไดเม่ือ
ประชาชนมีเจตคตติ อสิ่งเดียวกันคลา ยคลงึ กัน ซ่ึงจะเปนแนวทางใหเกิดความรว มมือรวมใจกันและไม
เกดิ ความแตกแยกขน้ึ ในสังคม
4. การวัดเจตคติเพื่อหาทางแกไข ในสังคมประชาธิปไตยบุคคลสามารถจะมีเจตคติ
เร่ืองใดเรื่องหน่ึงแตกตางกันไปไดมาก แตบางเรื่องจําเปนที่จะตองไดรับความคิดเห็นและเจตคติท่ี
สอดคลองกันเพ่ือท่ีประชาชนจะไดกระทําท่ีพรอมเพรียงกัน การวัดเจตคติจึงอาจแสดงใหทราบวา
บุคคลมีลักษณะที่เหมาะสมหรือไมเพียงไร เพื่อใหประโยชนในการหาทางแกไข เจตคติท่ีไมถูกตอง
และปลูกฝง เจตคติที่ดตี อ ไป
อัจนา มุกดาสนิท (2545, น. 18-19) ไดกลาววา เจตคติ เปนสิ่งสําคัญในการทําใหคนแสดง
พฤตกิ รรมออกมา ซง่ึ เจตคตมิ ีประโยชนดงั น้ี
1. เจตคติ ชวยใหเกิดความรู คือคนเราจะแสวงหาระดับความสามารถ ความม่ันคง
เพื่อท่ีจะรบั รหู รอื ไดม าตามจดุ หมาย

26
2. เจตคติ ชวยในการปรับตัว เจตคติ จะเปนแรงจูงใจใหบุคคลปรับตัว เพ่ือใหไดรับ
ความสําเรจ็ และไปสูจุดหมายทพ่ี ึงพอใจ
3. เจตคติ ชวยในการแสดงออกถึงคา นยิ ม ซ่ึงเปนการแสดงออกในเรือ่ งความคดิ เห็น
ของบคุ คลใหมีความสอดคลอ งกับคานยิ มของสงั คม
4. เจตคติ ชวยในการปองกันตนเอง คือสิ่งแวดลอมหรือขอเท็จจริงตา ง ๆ อาจทําให
เกิด ความไมสบายใจข้ึน ดังน้ัน บุคคลปองกันโดยสรางเจตคติ ตอส่ิงน้ันในทางลบ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งท่ี
ไมพ ึงปรารถนา
สรุปวา การรูเจตคติของคนสามารถใชเพ่ือทํานายพฤติกรรมท่ีเขาจะแสดงออกเปนการรูไว
กอนเพ่ือหาแนวทางปองกันและแกไข คนในสังคมท่ีมีเจตคติที่ดีงามตามสงั คมมักเปนทีต่ องการ ซ่ึงใน
วงการศึกษาถือวามีความจําเปนอยางมาก ทางโรงเรียนหรือสถานศึกษาตางๆควรศึกษาเจตคติของ
นักเรียนหรือตอครูผูสอนเพ่ือใชในการปรับปรุงแกไขวิธีการเรียนการสอนใหผูเรียนมีเจตคติที่ดี การมี
เจตคตทิ ่ดี ีตอวชิ าที่เรยี นจะทําใหการเรยี นวิชานน้ั ๆดขี ้ึนตามมา
5. การวดั เจตคติ
การวัดเจตคติเปนเร่ืองละเอียดออนและซับซอน ตองอาศัยการตอบสนองออกมาเปนถอยคาํ
ภาษา หรอื พฤติกรรมภายนอก เจตคตเิ ปน กริ ิยาทา ทรี วมๆ ของบุคคลท่ีเกดิ จากความพรอมหรือความ
โนมเอียงของจิตใจ ซึ่งแสดงออกตอส่ิงเราหนึ่งๆ การวัดเจตคติจึงตองพิจารณาจากหลายดานรวมกัน
ดังท่ีนักการศกึ ษาไดก ลาวไว ดงั น้ี
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธ (2540, น. 241) กลาวไววา การวัดเจตคติมีหลักเบ้ืองตนที่ตอ งทาํ
ความเขา ใจ 3 ประการ คือ
1. เน้ือหา (Content) เน้ือหาหรือสิ่งเรา เปนสิ่งท่ีตองทําความเขาใจเปนอันดับแรก
ในการวัดเจตคติ สิ่งเราที่จะใชไปกระตุนใหแสดงกิริยาทาทีออกมาน้ัน จะตองมีโครงสรางกําหนด
แนน อน เปน ตัวแทนของเจตคติท่ีตองการวัด
2. ทิศทาง (Direction) การวัดเจตคติท่ัวไปกําหนดใหเจตคติมีทิศทางเปนเสนตรง
และตอเน่ืองกันในลักษณะเปนซาย-ขวา หรือบวก-ลบ กลาวคือ จะมีกริยาทาทีเห็นดวยอยางย่ิง และ
ลดความเห็นดวยลงเรื่อยๆ จนไมเห็นดวยอยางย่ิง ลักษณะเห็นดวยหรือไมเห็นดวยนี้ ถือวาเปน
เสนตรงเดียวกนั และตอ เน่ืองกนั
3. ความเขม (Intensity) กิรยิ าทา ทหี รอื ความรสู กึ ทีแ่ สดงออกตอ สงิ่ เรานน้ั ถือวามี
ปริมาณนอ ยแตกตางกัน ถาความเขมสูงไมวาจะไปในทศิ ทางใดก็ตาม จะมีความรูสึกหรือกิริยาทาทาง
ท่ีรนุ แรงมากกวา
ลวน สายยศและองั คณา สายยศ (2543, น. 61) ไดกลาวถึงเครือ่ งมอื การวดั เจตคติ ไววาท่ี
นิยมใชก นั มีอยู 6 ชนิด คอื
1. การสังเกต (Observation) เปนวิธีท่ีใชตรวจสอบบุคคลอื่น โดยการเฝามองและ
จดบันทึกพฤติกรรมของบุคคลอยางมีแบบแผน ท้ังนี้เพ่ือจะไดทราบวา บุคคลที่เราสังเกตมีเจตคติ
ความเช่ือ อุปนิสัยเปนอยางไร การสังเกตเปนวิธีการศึกษาที่เกาแกและใชกันมากจนถึงปจจบุ ัน ซึ่งวิธี
นเ้ี ปน ทีน่ ิยมและใชแพรหลายอยูในทุกๆ สาขาวิชา โดยเฉพาะการศึกษาที่เก่ียวกบั พฤติกรรมเพราะจะ
ทําใหผูศึกษาไดมองเห็นพฤติกรรมของบุคคลดวยตนเองอันจะกอใหเกิดการสรุปผลจากการศึกษาได

27
ตรงกับความเปนจริงมากยิ่งขึ้น ขอมูลท่ีไดจากวิธีการสังเกตจะตองถูกตองใกลเคียงกับความเปนจริง
หรือเปน ที่เชือ่ ถือไดน น้ั มีขอ ควรคํานึงหลายประการ กลาวคอื ควรจะมกี ารศกึ ษาหลายๆ สาเหตุ ทง้ั นี้
เพราะเจตคติของบุคคลมาจากหลายๆสาเหตุนอกจากนี้ตัวผูสังเกตเองจะตองทําตัวใหเปนกลาง ไมมี
ความลาํ เอยี ง และการสังเกตควรไปสังเกตหลายๆ ชว งเวลา ไมใชส ังเกต เฉพาะเวลาใดเวลาหนึ่ง

2. การสัมภาษณ (Interview) หมายถึง วิธีการถามใหตอบดวยปากเปลา ผูเก็บ
ขอมูลอาจจะจดบันทึกคําตอบหรืออัดเสียงตอบเอาไวก็ได แลวนํามาวิเคราะหคําตอบในภายหลัง
วิธีการสัมภาษณใหขอมูลที่ครอบคลุม ท้ังอดีตปจจุบันและอนาคตและส่ิงอ่ืนที่เกี่ยวของแตมีขอจํากัด
เพราะวิธีการสัมภาษณเปนการตอบหรือเลาเรื่องราวเก่ียวกับพฤติกรรมของตนเอง หรือของผูอื่นซ่ึง
เปดโอกาสใหผูศึกษาเลาแตพฤติกรรมที่ตนเองเห็นสมควรจะนํามาเปดเผยหรือเลาพฤติกรรมท่ีสังคม
ยอมรับ

3. แบบสอบถาม (Questionnaire) วิธีการน้ีสามารถใชกับผูมีการศึกษาพอสมควร
สามารถอา นและเขียนได ซ่งึ แบบสอบถามนั้นจะมขี อคําถามและคําตอบตา งๆ ไวใหเ ลอื กคาํ ตอบซึ่งทํา
เปนมาตรฐานไว แบบแผนเดียวสําหรับผูตอบทุกคน การใชแบบสอบถามเปนวิธีการที่ใชมากท่ีสุด ใน
การศกึ ษาเกยี่ วกับเจตคติ เพราะใชเ วลานอย และไดข อ เทจ็ จรงิ มากกวา วิธีอนื่ ๆ

4. การรายงานตนเอง (Self-report) เครื่องมือแบบน้ีตองการใหผูถูกสอบแสดง
ความรูส กึ ของตนเองตอส่ิงเราท่เี ขาไดส มั ผสั คอื สิ่งเรา ที่เปนขอความ ขอ คําถามหรือภาพ เพ่ือใหผ ูสอบ
แสดงความรูสึกออกมาอยางตรงไปตรงมา แบบทดสอบหรือมาตราวัดท่ีถือวาเปนแบบมาตรฐาน
(Standard form) เปนแนวการสรางของ Thurstone Guttman Likert และ Osgood สวนการวัด
เจตคติแบบรายงานตนเองมีวิธีออกแบบอ่ืนๆอีกมากแตไมถือวาเปนรูปแบบมาตรฐานซึ่งสรางแลวแต
จุดมงุ หมายของการสรา งหรือการวดั เปนคราวๆ ไป

5. การสรางจินตนาการ (Projective techniques) เปนวิธีการสรา งจนิ ตนาการโดย
ใชภาพเพ่ือใชวัดเจตคติบุคลิกภาพของบุคคล โดยท่ีภาพจะเปนตัวกระตุนใหบุคคลแสดงความคิดเห็น
ออกมาและสามารถสังเกตไดวาบุคคลน้ันมีความรูสึกอยางไร วิธีการวัดเจตคติโดยการสราง
จินตนาการนี้ ผูทําการศกึ ษาตองมีประสบการณแ ละความสามารถเพยี งพอในการแปลความหมายของ
ขอ มลู ทไี่ ดม า

6. การวัดทางสรีรภาพ (Physiological measurement) คือ การใชเคร่ืองมือไฟฟา
หรือเครื่องมืออ่ืนๆ ในการสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางดานรางกาย เนื่องดวยเจตคติตอสิ่งหน่ึงมี
องคประกอบท่ีสําคัญคือ มีความรูสึกในทางชอบหรือไมชอบและความรูสึกนี้อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็
ขนึ้ อยูกับเรอ่ื งราวของบุคคล เม่ือถูกกระตุนดวยส่งิ ท่ีเขาเคยชอบจะทาํ ใหระดบั อารมณใ นขณะนั้นของ
เขาเปลี่ยนไป ถาใชเคร่ืองมือวัดทางสรีระที่ละเอียดก็สามารถตรวจพบความเปล่ียนแปลงทางอารมณ
ไดและเนื่องดวยเครื่องมือวัดทางสรีระน้ันคลายเคร่ืองมือทางการแพทย มีราคาสูงและผูใชตองมี
ความรูทางสรีรศาสตรเปนอยางดี ดังนั้นวิธีการนี้ยังไมแพรหลายในการวิจัยทางเจตคติในจิตวิทยา
สังคม

ลว น สายยศ และองั คณา สายยศ (2538, น. 179-191) วิธีการวัดเจตคตสิ ามารถวัดดว ยการ
สังเกตหรือการทดสอบหรือดว ยแบบทดสอบการวัดเจตคตทิ ี่นยิ มกันมอี ยูหลายวธิ ีคอื

28

1. วิธีของเทอรสโตน (Thurstone scaling methods) เปนวิธีที่เรยี กวา ไพออริแอพ็
โพรช (Priori Approach) วิธีน้ีจะหาคาของแตละมาตราของขอความทางเจตคติกอนที่จะนําไปใชใน
การวจิ ยั และกาํ หนดคามาตรามตี งั้ แต 0 ถึง 11 มาตรา

2. วธิ ขี องลเิ คริ ท (Likert scaling methods) วธิ ีนีก้ าํ หนดมาตราเปน 5 ขนั้ แตล ะ
ขัน้ จะกาํ หนดคาไวหลงั จากไปรวบรวมขอมูลในการวิจัยมาแลว จึงมชี อ่ื วา Posteriori approach

3. วิธีของออสกดู (Osgood scaling methods) เปน วิธวี ัดเจตคตโิ ดยใชความหมาย
ของภาษา (Semantic differential scales)

สรปุ ไดว า การวัดเจตคตินั้นจะตองทําความเขา ใจในหลักเบอ้ื งตน ศกึ ษาเครอื่ งมือที่ใชวดั
และเลือกวิธีการวัดเจตคตใิ หเ หมาะสม

ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น

1. ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
มณฑารัตน ชูพินิจ (2540, น. 12) ไดใหความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ความสาํ เรจ็ ในการพยายามเขาถึงความรู ซง่ึ เกดิ จากการทาํ งานทตี่ องอาศัยความพยายามอยา งมากท้ัง
องคป ระกอบท่ีเก่ยี วของกับสตปิ ญญาและองคป ระกอบท่ีไมใ ชส ติปญญา แสดงออกในรูปของ คะแนน
หรอื เกรดเฉลีย่ สะสม ซึง่ สามารถสังเกตไดจ ากการวัดหรือการทดสอบทวั่ ไป
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2540, น. 15-24) ไดใหความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นวาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเปนตวั ชคี้ วามสําเรจ็ ในการจัดการศกึ ษา ตามจดุ มงุ หมายทกี่ าํ หนดไว
บุญชม ศรีสะอาด (2541, น. 150) ไดกลาวไววาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมหรือผล
การเรียนรูของผูเรียน อันเนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนของครูวาผูเรียนมีความสามารถหรือ
สมั ฤทธผิ์ ลในแตล ะรายวชิ ามากนอ ยเพียงใด ผลการสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ จะเปน ประโยชนต อการพัฒนา
ผูเรียนหรือตามมาตรฐานผลการเรียนรูท่ีกําหนดไว และเปนประโยชนตอการปรับปรุงและการ
พัฒนาการเรียนการสอนของครูใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งข้ึน การที่จะทําใหผลการทดสอบมี
ความถูกตองเที่ยงตรงเชื่อถือไดน้ันจะตองใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิท่ีมีคุณภาพซ่ึงผานการสราง
อยางถกู ตองตามหลกั วิชา
ภพ เลาหไพบูลย (2542, น. 389) ไดกลาววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร
หมายถึงความสามารถในการเรียนรูวิชาวิทยาศาสตร ซ่ึงวัดไดจากการใชเคร่ืองมือในการวัด โดยเนน
การวัดพฤติกรรมที่พงึ ประสงค ไดแ ก พฤติกรรมดา นความรู ความจาํ ความเขาใจ ทกั ษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร และการนาความรูไปใช
สุดา มากบุญ (2542, น. 13) ไดใหความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา คือ ความรู
ความสามารถที่บุคคลจะพัฒนาใหดีข้ึน อันเกิดจากกระบวนการแสวงหาความรู โดยวิธีการสอนและ
อบรม ซ่ึงประกอบดวยความสามารถทางสมอง ความรู ทกั ษะ ความรูสกึ คานิยมตา งๆ
อารีย วชิรวราการ (2542, น. 143) ไดใหความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา หมายถึง ผล
ท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนการสอน การฝกฝนหรือ ประสบการณตางๆ ทั้งในโรงเรียน ท่ีบานและ
ส่ิงแวดลอมอ่ืนๆแตคนสวนมากเขาใจวา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเกิดจากการเรียนการสอนแตภายใน

29
โรงเรียน และมองแตในแงความรูความเขาใจเทานั้น แตในทางที่เปนจริงแลว ความรสู ึก คานยิ มก็เปน
ผลจากการฝก สอนและอบรมซึ่งนบั เปน ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดวย

รังสรรค นกสกุล (2543, น. 58) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา คือ
ความสามารถความรู ทกั ษะหรือคุณลกั ษณะของบคุ คลอันเกิดจากการเรยี นการสอน การฝก อบรม วัด
ไดโดยเครื่องมอื วัดผล

กระทรวงศึกษาธกิ าร (2545, น. 13) ไดใ หความหมายวา ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ
ความสําเร็จหรือความสามารถในการกระทําใดๆ ที่ตองอาศัยทักษะหรือมิฉะน้ันก็ตองอาศัยความรูใน
วิชาหน่งึ วิชาใดไดโดยเฉพาะ

พรรณี ชูทัย เจนจิต (2545, น. 58) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวาเปน
คุณลักษณะและความสามารถของบุคคลที่พัฒนาการดีขน้ึ อันเกิดจากการเรียนการสอน การฝกอบรม
ซึ่งประกอบดว ยความสามารถทางสมอง ความรู ทกั ษะ ความรสู ึก และคา นยิ มตา ง ๆ

อาภาพร สิงหราช (2545, น. 6) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา
ความสามารถในการเรียนรู โดยพิจารณาจากคะแนนที่ไดจากการทา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น

สุภาพร รัตนนอย (2546, น. 4) ไดกลาววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร
หมายถึงความสามารถในการเรียนรูวิชาวิทยาศาสตร ซึ่งวัดดวยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นวชิ าวิทยาศาสตร

อัญชัน เพ็งสุข (2546, น. 8) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา คะแนนท่ีได
จากการทดสอบดวยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการการเรียน

ทิพวรรณ กองสุทธใจ (2547, น. 8) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวา คือ
คะแนนท่ไี ดจ ากการทดสอบหลงั เรียน

ศุภพงศ คลายคลึง (2548, น. 27) ไดกลาวไววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึงผลสําเร็จ
ท่ีเกิดจากพฤติกรรมการกระทํากิจกรรมของแตละบุคคล ที่ตองอาศัยความพยายามอยางมาก ทั้ง
องคประกอบที่เก่ียวของกับสติปญญาและองคประกอบท่ีไมใชสติปญญา ซึ่งสามารถสังเกตและวัด ได
ดวยเคร่อื งมอื ทางจิตวทิ ยา หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธดิ์ า นตางๆ

ชวลติ ชูกาแพง (2551, น.91) ไดก ลาวไวว า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถ
ในการเรยี นรู โดยพจิ ารณาจากคะแนนผลการเรยี นรทู ่ีวดั โดยใชแ บบทดสอบ

พฒั นาพงษ สกี า (2551, น. 32) ไดใ หค วามหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ ผลที่
เกิดจากการกระทําของบคุ คล ซ่งึ เปน การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมเนื่องจากการไดร ับ ประสบการณโดย
การเรียนรูด วยตนเอง หรือจากการเรยี นการสอนในชั้นเรยี น และสามารถประเมนิ หรอื วดั ประมาณคา
ไดจ ากการทดสอบ หรอื การสงั เกตพฤติกรรมทเ่ี ปลย่ี นแปลง

ขนิษฐา บุญภักดี (2552, น. 10) ไดกลาววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ
และความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน อาจไดมาจากกระบวนการที่ไมตองอาศัย
การทดสอบเชน การสงั เกต และจากการใชแบบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นทวั่ ไป

พิมพประภา อรัญมิตร (2552, น. 18) ไดใหค วามหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ
คณุ ลกั ษณะและความรคู วามสามารถท่แี สดงถงึ ความสําเรจ็ ทไี่ ดจ ากการเรียนการสอนในวชิ าตา งๆ ซ่ึง

30
สามารถวัดเปนคะแนนไดจ ากแบบทดสอบทางภาคทฤษฎหี รือภาคปฏิบตั หิ รอื ทง้ั สองอยา ง

เยาวดี รางชัยกุลวิบูลยศรี (2552, น. 16) ไดกลาวไววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
คุณลักษณะและประสบการณเรียนรูที่เกิดขึ้นจากการฝกอบรมหรือการสอนจึงเปนการตรวจสอบ
ความสามารถหรอื ความสมั ฤทธ์ิผลของบคุ คลวาเรียนรแู ลวเทาไร มคี วามสามารถชนดิ ใด

วุฒิชัย ดานะ (2553, น. 32) ไดกลาววาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ระดับ ความรู
ความสามารถและทักษะท่ีไดรับและพัฒนามาจากการเรยี นการสอนวิชาตางๆ โดยอาศัย เครื่องมือใน
การวัดผลหลงั จากการเรยี นหรอื จากการฝก อบรม

ลดั ดาวลั ย ใจภกั ด์ดิ ี (2555, น. 16) ไดก ลา ไววา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความรู
ความสามารถในการเรียนโดยการวัดพฤติกรรมดานพุทธิพิสัย 6 ดาน ของบลูม (Bloom) ไดแก ดาน
ความรูความจํา ดานความเขาใจ ดานการนําไปใช ดานการวิเคราะหดานการสงั เคราะหและ ดานการ
ประเมินคา ที่วัดไดจากคะแนนในการตอบแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

สรปุ ไดวาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถงึ ความสามารถในการเรยี นรู ซึง่ เปน ความสามารถ
ทางสติปญญา ดานความรู ดานความจํา ความเขาใจ ซึ่งวัดไดจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี น

2. ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ (2538, น. 21) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน คือแบบทดสอบท่ีมุงวัดเนื้อหาวชิ าเรียนที่ผา นมาแลว วานักเรียนมีความรคู วามสามารถ
เพยี งใด
สําเริง บุญเรืองรัตน และคนอื่นๆ (2544, น. 44) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน (Achievement test) เปนแบบทดสอบท่ีวัดความรู ทักษะและสมรรถภาพทางสมอง
ดานตางๆท่ีเด็กไดรับจากประสบการณทั้งปวงจากโรงเรียนและทางบาน ยกเวนการวัดทางรางกาย
ความถนดั และทางบคุ คลกับสังคม
บุญชม ศรสี ะอาด (2545, น. 53) ไดกลา ววา แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ หมายถงึ แบบทดสอบ
ที่ใชวัดความรูความสามารถของบุคคลในดานวิชาการซึ่งเปนผลจากการเรียนรู เน้ือหาสาระและตาม
จุดประสงคของวิชาหรือเนื้อหาที่สอบนั้น โดยท่ัวไปจะวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาตางๆที่เรียนในโรงเรียน
วิทยาลยั มหาวทิ ยาลัย หรือสถาบันการศกึ ษาตางๆ
พิชิต ฤทธ์ิจรญู (2545, น. 96) ไดกลา ววา แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถึง
แบบทดสอบที่ใชวัดความรู ทักษะ และความสามารถทางวิชาการท่ีนักเรียนไดเรียนรูมาแลววา
บรรลุผลสําเรจ็ ตามจุดประสงคทกี่ าํ หนดไวเพยี งใด
สิรพิ ร ทิพยค ง (2545, น. 193) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
ชุดคา ถามท่ีมุงวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนวามีความรู ทักษะ และสมรรถภาพดานสมองดาน
ตา งๆ ในเร่อื งที่เรียนรูไ ปแลว มากนอยเพยี งใด
สมพร เชอื้ พันธ (2547, น. 59) ไดก ลาววา แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ
แบบทดสอบหรือชุดของขอสอบท่ีใชวัดความสําเร็จหรือความสามารถในการทํากิจกรรมการเรียนรู
ของนักเรียนที่เปนผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผูสอนวาผานจุดประสงคการ
เรยี นรทู ต่ี ้ังไวเ พยี งใด

31
สมนึก ภัททิยธนี (2546, น. 73) ไดกลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือ
แบบทดสอบท่ีวัดสมรรถภาพสมองดานตางๆท่ีนักเรียนไดรับการเรียนรูผานมาแลวจากความหมายที่
กลาวมาสรปุ ไดวา แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น คือ แบบทดสอบทใ่ี ชวัดความรู ความเขา ใจ
ความสามารถทางการเรียนที่เกดิ จากการเรียนการสอน ซ่ึงเปน การวัดผลสัมฤทธท์ิ างวิชาการ
จากความหมายท่กี ลาวมาสรุปไดว า แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน คอื แบบทดสอบ
ที่ใชวัดความรู ความเขาใจ ความสามารถทางการเรียนท่ีเกิดจากการเรียนการสอน ซึ่งเปนการวัดผล
สัมฤทธทิ์ างวิชาการ
3. ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนสามารถแบงออกไดหลายประเภท แลวแตเกณฑท่ใี ช
แบง ในท่ีน้ีจะกลาวถงึ การแบง ตามสมรรถภาพท่ีจะวดั
บุญชม ศรีสะอาด (2545, น. 53) ไดแบงประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได
2 ประเภท คือ

1. แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ (Criterion referenced test) หมายถึง แบบทดสอบ
ที่สรางข้ึนตามจุดประสงคเชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑสําหรับใชต ัดสินวา ผูส อบมี
ความรูตามเกณฑท่ีกําหนดไวหรือไม การวัดตรงตามจุดประสงคเปนหัวใจสําคัญของขอสอบใน
แบบทดสอบประเภทน้ี

2. แบบทดสอบแบบอิงกลุม (Norm referenced test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุง
สรางเพื่อใหครอบคลุมหลักสูตร จึงสรางตามตารางวิเคราะหหลักสูตรความสามารถในการจําแนก
ผูสอบตามความเกงออนไดดี เปนหัวใจสําคัญของขอสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผล
การสอบอาศัยคะแนนมาตรฐาน ซ่ึงเปนคะแนนท่ีสามารถใหความหมายแสดงถึงสถานภาพ
ความสามารถของบคุ คลนน้ั เมื่อเปรียบเทียบกบั บุคคลอ่ืนๆ ท่ใี ชเปน กลมุ เปรียบเทยี บ

พมิ พพนั ธ เตชะคุปต (2545, น. 114–115) ไดเสนอชนิดของแบบทดสอบ ไวดังนี้
1. แบบถูกผิด เปนแบบทดสอบที่กําหนดใหผูตอบช้ีวา ขอความที่กําหนดใหน้ันถูก

หรือผิดแบบทดสอบแบบนี้มักไมนิยมใช เพราะถูกตอบมีทางเลือกได 2 ทางเทานั้น คือ ถูกกับผิด
นอกจากน้ีแบบทดสอบแบบนี้ยังยากแกการปรับปรุงใหมีคุณภาพสูงขึ้นและการวัดสมรรถภาพสมอง
ไดไมล ึกซ้งึ ตามท่หี ลักสูตรตอ งการ

2. แบบจับคู เปนแบบทดสอบทกี่ าํ หนดขน้ึ ความไว 2 ตอน ใหม คี วามสมั พันธก นั แลว
ใหผูตอบจับคูในความสมั พันธนัน้ ๆ แบบทดสอบแบบน้ียังนับวาพอใชได เพราะมีตัวเลือกหลายตัวเดา
ถูกไดยาก

3. แบบเติมคําหรือขอความใหสมบูรณ แบบทดสอบแบบน้ีจะเวนขอความที่สําคัญ
ของประโยคนนั้ ไว แลวใหผตู อบหาขอ ความมาเตมิ ใหส มบรู ณ

4. แบบเลือกตอบ เปนแบบทดสอบท่มี ีคําถามและมีคําตอบใหเ ลือก 4–5 ตัว โดยให
เลือกคําตอบตัวที่ถูกตองท่ีสุดเพียงคําตอบเดียว สวนที่เหลือ 3–4 ตัวนั้นก็เปนตัวลวง แบบทดสอบนี้
ปจจุบันถือวาเปนแบบทดสอบท่ีเหมาะสมท่ีสุด เพราะออกสอบวัดไดครอบคลุมหลักสูตร และยัง
สามารถนํามาคํานวณหาคาความเท่ียง คาความตรง และคาความยากงายเพื่อหาทางปรับปรุงใหดี
ย่งิ ขนึ้ ได

32
สมนึก ภัทธิยธนี (2546, น. 73) ไดแบงประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสรางข้ึน
เปน 6 ประเภท ดงั น้ี

1. ขอสอบแบบอัตนัย หรือความเรียง (Subjective or essay test) เปนขอสอบที่มี
เฉพาะคาํ ถามแลว ใหน ักเรียนเขยี นคาํ ตอบอยา งเสรี เขยี นบรรยายตามความรูและขอคิดเห็นของแตละ
คน

2. ขอสอบแบบถูก – ผิด (True–false test) เปนขอสอบแบบถูก – ผิด ที่มี 2
ตัวเลือก แตตัวเลือกดังกลาวเปนแบบคงท่ี และมีความหมายตรงกันขาม เชน ถูก–ผิด ใช–ไมใช จริง–
ไมจริง เหมือนกัน–ตางกัน เปน ตน

3. ขอสอบแบบเติมคํา (Completion test) เปน ขอสอบท่ีประกอบดว ยประโยคหรือ
ขอความ ท่ียังไมสมบูรณแลวใหผูตอบเติมคํา หรือประโยค หรือขอความลงในชองวางท่ีเวนไวน้ัน
เพื่อใหมีใจความสมบูรณแ ละถกู ตอง

4. แบบทดสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) ขอสอบประเภทนี้คลายกับ
ขอสอบแบบเติมคํา แตแตกตางกันที่ขอสอบแบบตอบส้ันๆ เขียนเปนประโยคคํา ถามสมบูรณ
(ขอสอบเติมคํา เปนประโยคหรือขอความที่ยังไมสมบูรณ) แลวใหผูตอบเปนผูเขียนคํา ตอบคํา ตอบท่ี
ตอ งการจะส้ันและกะทัดรัดวดั ไดใ จความไมใ ชเ ปน การบรรยายแบบขอสอบอตั นัยหรือความเรยี ง

5. ขอสอบแบบจับคู (Matching test) เปนขอสอบเลือกตอบชนิดหน่ึง โดยมีคํา
หรือขอความแยกออกจากกันเปน 2 ชุด แลวใหผูตอบเลือกจับคูวา แตละขอความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน)
จะคูกับคํา หรือขอความใดในอีกชุดหน่ึง (ตัวเลือก) ซ่ึงมีความสัมพันธกันอยางใดอยางหน่ึงตามที่ผู
ออกขอ สอบกาํ หนดไว

6. ขอสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) ลักษณะทั่วไปของคําถามแบบ
เลือกตอบโดยทั่วไปจะประกอบดวย 2 ตอน คือ ตอนนําหรือคําถาม (Stem) กับตัวเลือก (Choice)
ในตอนน้ีจะประกอบดวยตัวเลือกที่เปนคําตอบที่ถูกตองมากท่ีสุดเพียงตัวเลือกตัวเดียวจากตัวเลือก
อ่ืนๆ และคําถามเลือกตอบที่ดีนิยมใชตัวเลือกท่ีใกลเคียงกัน ดูเผินๆจะเห็นวาทุกตัวเลือกถูกหมดแต
ความจริงมีนา้ํ หนักถกู มากนอยตา งกัน

พชิ ิต ฤทธจิ์ รูญ (2548, น. 96) ไดเ สนอชนิดของแบบทดสอบไว ดงั น้ี
1. แบบทดสอบท่ีครสู รางขน้ึ เอง หมายถึง แบบทดสอบท่ีมุงวดั ผลสมั ฤทธ์ิของผูเรียน

เฉพาะกลุมที่ครูสอน เปนแบบทดสอบท่ีครูสรางข้ึนใชกันโดยท่ัวไปในสถานศึกษา มีลักษณะเปน
แบบทดสอบขอ เขยี น (Paper and pencil test) ซึง่ แบงออกไดอ กี 2 ชนดิ คอื

1.1 แบบทดสอบแบบอัตนัย (Subjective or essay test) เปน แบบทดสอบ
ทีก่ ําหนดคําถามหรอื ปญ หาใหแลวผตู อบเขียนโดยแสดงความรู ความคดิ เจตคติ ไดอ ยา งเตม็ ที่

1.2 แ บ บ ท ด ส อ บ ป ร นั ย (Objective test or short answer) เ ป น
แบบทดสอบที่กําหนดใหผูสอบเปนตอบแบบสั้นๆ หรือมีคําตอบใหเลือกแบบจํา กับคําตอบ แบงเปน
4 แบบคือ แบบทดสอบ ถูก–ผดิ แบบทดสอบเติมคาํ แบบทดสอบจบั คู และแบบทดสอบเลือกตอบ

2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุงวัดผลสัมฤทธิ์ของผเู รียนทวั่ ๆไป
ซึ่งสรางโดยผูเชี่ยวชาญ มีการวิเคราะหและปรับปรุงอยางดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กลาวคือ
มาตรฐานในการดําเนินการสอบ วิธีการใหคะแนนและแปรความหมายของการใหคะแนนสําหรับการ

33
วจิ ยั ครงั้ นี้ผวู ิจัยไดส รางแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตรเ ปนแบบทดสอบแบบ
ปรนยั เลือกตอบชนิด 4 ตัวเลอื ก เพื่อใชว ัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรยี น

สาํ หรบั การวจิ ัยคร้งั น้ผี ูวจิ ยั ไดส รา งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนกอนเรียนและหลัง
เรียนเปนแบบทดสอบแบบปรนัยเลือกตอบชนิด 3 ตัวเลือก เพื่อใชวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของ
นกั เรยี น

4. การสรา งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
บุญชม ศรีสะอาด (2545, น. 59-60) อธิบายถึงการสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรยี น โดยดาํ เนินการตามขัน้ ตอนตอไปนี้

1. วิเคราะหจุดประสงค เนื้อหาวิชา และทําตารางกําหนดลักษณะขอสอบ ข้ันแรก
สุดจะตองทําการวิเคราะหวาวิชา หรือหัวขอท่ีจะสรางขอสอบนั้นมีจุดประสงคของการสอนหรือมี
จุดประสงคการเรียนรูอะไรบาง ทําการวิเคราะหเนื้อหาวิชาวามีโครงสรางอยางไรจะเขียนหัวขอใหญ
หัวขอยอยทุกหัวขอ พิจารณาความเกี่ยวโยง ความสัมพันธระหวางเน้ือหา จากน้ันก็จัดทา ตาราง
กําหนดลักษณะขอสอบหรือที่เรียกวา ตารางวิเคราะหหลักสูตร ตารางน้ีมี 2 มิติ คือ ดานเน้ือหา กับ
ดานสมรรถภาพท่ีตองการวัดและพิจารณาวาจะออกขอสอบทั้งหมดก่ีขอ เขียนจํานวนขอลงในชอง
รวมชองสดุ ทา ยจากน้นั พิจารณาวา หวั ขอเรื่องใดสาํ คญั มากนอ ยเขยี นลาํ ดับความสาํ คัญลงไป

2. กาํ หนดรปู แบบของขอ คําถาม และศกึ ษาวธิ ีเขียนขอ สอบ หลักการเขยี นขอสอบ
ทําการพิจารณาตัดสินใจวาจะใชคําถามรูปแบบใด ศึกษาวิธีการเขียนขอสอบ หลักการเขียนขอสอบ
สมรรถภาพตางๆ ศึกษาเทคโนโลยจี ากการเขียนขอ สอบเพ่ือนามาใชเปนหลักการในการเขยี นขอสอบ

3. เขียนขอสอบ ลงมอื เขียนขอ สอบ ใชตารางกําหนดลักษณะของขอสอบทจี่ ัดทําไว
ขน้ั ท่ี 1 เปนกรอบ ซึง่ จะทําใหส ามารถออกขอสอบวดั ไดครอบคลุมทุกหัวขอ เน้ือหาและทุกสมรรถภาพ
รูปแบบ เทคนิคในการเขยี นขอสอบยึดตามศึกษาในขนั้ ท่ี 2

4. ตรวจทานขอสอบ นาํ ขอสอบท่ไี ดเ ขียนในขนั้ ที่ 3 มาพจิ ารณาทบทวนอีกคร้ังหนึ่ง
โดยพิจารณาความถูกตองตามหลักวิชา พิจารณาวาแตละขอวัดในเนื้อหาและสมรรถภาพตามตาราง
กําหนดลกั ษณะขอ สอบหรือไม ภาษาทใ่ี ชเ ขยี นมคี วามชัดเจน เขา ใจงา ย เหมาะสมดแี ลว หรือไม ตัวถกู
ตัวลวงเหมาะสมเขา หลกั เกณฑหรอื ไม หลังพจิ ารณาทบทวนเองแลวนําไปใหผ ูเช่ยี วชาญดานการวัดผล
และดา นเนอ้ื หาสาระ พิจารณาขอ บกพรองแลว นําเอาขอวิจารณเ หลาน้ันมาพจิ ารณาปรบั ปรุงแกไขให
เหมาะสมยง่ิ ข้ึน

5. พิมพแบบทดสอบฉบับทดลอง นําขอสอบทั้งหมดมาพิมพเปนแบบขอสอบ โดย
จัดพิมพคํา ชี้แจงหรือคําอธิบายวิธีการทําแบบทดสอบไวที่ปกของแบบทดสอบอยางละเอียดและ
ชดั เจน การจัดพมิ พค วรวางรูปแบบใหเหมาะสม

6. ทดลองใชวเิ คราะหคุณภาพและปรับปรุง นาํ แบบทดสอบไปทดสอบกบั นักเรียนท่ี
คลายกันกับกลุมตัวอยางที่จะสอบจริง ซ่ึงไดเรียนในวิชาหรือเน้ือหาท่ีจะสอบแลว นําผลการสอบมา
ตรวจใหค ะแนน ทําการวเิ คราะหค ณุ ภาพ คัดเลอื กเอาขอท่ีมคี ุณภาพเขาเกณฑต ามจํานวนท่ีตอ งการ

7. พิมพแบบทดสอบฉบับจริง นําขอสอบที่มีอาจจําแนก และระดับความยาก
เขา เกณฑต ามจํานวนท่ตี อ งการในขน้ั ตอนที่ 6 มาพมิ พเ ปนแบบทดสอบฉบบั ทจ่ี ะใชจริง ซ่งึ จะตอ งมีคํา

34

ชี้แจงวิธีทําดวยและในการพิมพนอกจากใชรูปแบบที่เหมาะสมแลว ควรคํานึงถึงความประณีตความ
ถกู ตองซึ่งจะตอ งตรวจทานใหดี

สมนกึ ภัททิยธนี (2546, น. 67-71) กลาวถึง คณุ ลักษณะของแบบทดสอบทีด่ ีไว ดงั นี้
1. ความเทีย่ งตรง (Validity) คือ สามารถวดั ไดต รงกับจุดมงุ หมายทต่ี อ งการหรือวดั

ในส่ิงท่ีตองการวัดไดอยางถูกตองแมนยําลักษณะความเท่ียงตรงของแบบทดสอบ แบงเปน 4 ชนิด
ดังนี้

1.1 ความเท่ียงตรงตามเน้ือหา (Content validity) คือ ความสามารถของ
แบบทดสอบท่วี ดั ไดตรงกบั เนอื้ หาทก่ี ําหนดไวใ นหลกั สตู ร คือ ตรงกับเนอื้ หาที่ไดทาํ การสอน

1.2 ความเทีย่ งตรงตามโครงสรา ง (Contracion validity) คอื ความสามารถ
ของแบบทดสอบที่วัดไดตรงกับจุดมุงหมายที่กําหนดไวในหลักสูตร หรือวัดไดตรงกับพฤติกรรมที่
ตองการใหเกิดกบั นักเรยี น

1.3 ความเท่ียงตรงตามสภาพ (Concurrent validity) คือ ความสามารถ
ของแบบทดสอบที่วดั ไดตรงกับสภาพความเปนจริงในชีวติ ประจาํ วนั หรอื ปจ จบุ นั ของนักเรียน

1.4 ความเที่ยงตรงตามพยากรณ (Predictive validity) คือ ความสามารถ
ของแบบทดสอบท่ีวัดตรงตามสภาพจรงิ ของนกั เรียนท่จี ะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต

2. ความเชอ่ื มน่ั (Reliability) คือ สามารถวดั ไดคงที่คงวาไมเปลย่ี นแปลงไมว า จะทํา
ขอสอบใหมก่ีครั้งก็ตาม

3. ความยตุ ิธรรม (Fair) คอื ไมเปด โอกาสใหมีความไดเ ปรียบเสียเปรียบในกลุมผูเขา
สอบดวยกัน ไมเปด โอกาสใหนกั เรยี นทาํ ขอ สอบได

4. ความลึกของคําถาม (Searching) คือ ขอสอบแตละขอน้ันจะตองไมถามผิวเผิน
ตอ งถามใหน กั เรยี นนาความรคู วามเขา ใจไปคดิ ดดั แปลงแกป ญหาแลว จงึ ตอบได

5. ความย่ัวยุ (Examplary) คือ นกั เรยี นทําขอสอบดว ยความสนุกเพลิดเพลนิ ไมควร
ใชค า ถามซ้ําซาก นา เบอ่ื หนา ย ทําไดโ ดยการเรยี งขอ งายไปหายาก

6. ความจําเพาะเจาะจง (Definition) คือ ขอ สอบทีม่ ีแนวทาง หรอื ทิศทางการถาม
การตอบชดั เจน ไมถามคลุมเครอื ไมแผงกลเมด็ ใหนักเรียนงง

7. ตองเปนปรนยั (Objectivity) หมายถึง คณุ สมบัติ 3 ประการ คือ
7.1 ตั้งคาํ ถามใหช ัดเจน
7.2 ตรวจใหค ะแนนไดตรงกนั
7.3 แปลความหมายของคะแนนไดเหมือนกนั

8. ประสิทธิภาพ (Efficiency) คอื จาํ นวนขอมากพอประมาณ ใชเ วลาสอบเหมาะสม
ประหยัดคาใชจาย จัดทําขอสอบดวยความประณีต ตรวจใหคะแนนไดรวดเร็วรวมถึงสถานการณใน
การสอบท่ดี ี

9. อํานาจจาํ แนก (Discrimination) คือ ความสามารถของขอสอบในการจาํ แนก
ผูสอบท่มี ีคณุ ลักษณะ หรอื ความสามารถแตกตางกันออกจากกัน ขอ สอบทด่ี ีตอ งมีอาํ นาจจาํ แนกสงู

35

10. ความยาก (Difficulty) ขอสอบทด่ี ไี มยากหรอื งายเกนิ ไป เรยี กวา มีความยาก
พอเหมาะ

จากการศึกษาเอกสารและงานผูวิจัยสรุปไดวา การสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนน้ันควรจะสรางตามลําดับขั้นตอน เร่ิมจากการวิเคราะหจุดประสงคเนื้อหาวิชาและทําตาราง
วิเคราะหขอสอบที่กําหนดรูปแบบของขอคําถามและศึกษาวิธีการเขียนขอสอบ ตรวจทานขอสอบ
พิมพแบบทดสอบแบบฉบับทดลอง ทดลองใช วิเคราะหคุณภาพและปรับปรุงและพิมพแบบทดสอบ
ฉบับจริง

งานวจิ ัยทเี่ ก่ียวชอ ง

ผลการใชชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง พืชใกลตัว สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปท่ี 4

(ปานลดา เอกนวพุฒิพันธุวิ, 2560) ศึกษาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เรื่อง
พืชใกลตัวสําหรับนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาป ที่ 4 ท่มี ปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ 80 /80 เพ่อื ศึกษาดัชนี
ประสิทธิผลของชุดกิจกรรม เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน กอนเรียน กับหลังเรียน จาก
การใชชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เร่ือง พืชใกลตัว และเพื่อศึกษาเจตคติตอวิชาวิทยาศาสตร ของ
นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปท ี่ 4 หลังจากไดเรียนโดยชุดกจิ กรรม

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห เรื่อง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก ของนักเรียนชันประถมศึกษาปท่ี 6 โดยใชวิธีสอนแบบสืบ
เสาะหาความรูรว มกบั ชุดกิจกรรม

(มูรชีดาฮ สาหลัง, ดร.สธน เสนาสวัสดิ์ และ ดร.ปรีดา เบ็ญคาร, 2561) ศึกษาการ
เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตรเร่ืองกระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก ของนกั เรียน
ช้ันประถมศึกษาปท่ี 6 ระหวางกอนเรียนและหลังเรียน โดยใชวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรูรวมกับ
ชุดกิจกรรม จํานวน 30 คน ไดม าโดยใชว ิธีการสมุ แบบกลมุ

ผลการใชชุดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา โดยใชวัฏจักรการเรียนรูแบบ
4MAT สําหรับนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3

(ภิระษา เสรีวรยศ, 2561) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู เรื่อง วัสดุรอบตัว
เรา โดยใชว ัฏจักรการเรยี นรแู บบ 4MAT สําหรับนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปท่ี 3 ตามเกณฑ 80/80

36
ผลการใชชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรที่มีตอผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร เรอ่ื งสารและสมบัตขิ องสารและทกั ษะกระบวนการทาวิทยาศาสตร
ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที่ 1 โรงเรียนจอมสรุ างคอ ปุ ถัมภ จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา
(นฤมล วัฒนวิกกิจ, 2559) ศึกษาการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร เรื่อง
สารและสมบัติของสารของนักเรียนท่ีเรียนโดยใชชุดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรกับนักเรียนท่ีเรียนดวยการสอนปกติ เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรของนักเรียนท่ีเรียนโดยใชชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรกับ
นักเรยี นท่ีเรยี นดว ยการสอนปกติ

37

บทที่ 3
วธิ ีดําเนนิ การวจิ ัย

การวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับ
นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 1 ผูวจิ ยั ไดด าํ เนนิ การวจิ ัยตามลาํ ดบั ข้นั ตอน ดังนี้

1. การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตวั เรา
2. การทดลองสอน
ตอนท่ี 1 : การพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วัสดรุ อบตัวเรา
ขนั้ ตอนยอ ย
1.1 ศึกษาแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม เชน ความหมายของชุดกิจกรรม, ประเภทของชุด
กิจกรรม บุญเก้ือ ควรหาเวช (2545, น. 94-95) และองคประกอบของชุดกิจกรรม ทิศนา แขมมณี
(2543, น. 10-12)
1.2 ศึกษาการพัฒนานวัตกรรมตามรปู แบบ ADDIE Model
1.3 วเิ คราะหสภาพปญหาและประเดน็ ท่ีเกี่ยวขอ ง ไดแก

- ลกั ษณะของผเู รียน
- ผลสมั ฤทธิ์ของผเู รยี น
- ตัวชว้ี ดั และสาระการเรียนรูแกนกลาง
- เลือกนวัตกรรมที่ตอ งการพฒั นา
1.4 ยกรางนวตั กรรม
- กําหนดโครงสรา ง/ องคป ระกอบ
- วธิ ใี ชนวัตกรรม

1) นักเรยี นควรศกึ ษาและปฏิบัตดิ งั นี้
2) ศึกษาจุดประสงคการเรียนรู
3) ศึกษาและทําความเขาใจเก่ียวกับใบความรูอยางละเอียด กอนทําแบบฝกทักษะ
ทกุ คร้ัง
4) ทาํ แบบฝก ทักษะดวยตนเองอยางรอบคอบ ซือ่ สตั ย มีวินยั
- กาํ หนดเนื้อหา/สาระ
วัตถุทําจากวัสดุ โดยวัสดุแตละชนิดมีสมบัติบางอยางเหมือนกันและบางอยาง
แตกตางกนั ซงึ่ สามารถนํามาใชจ ัดกลุมวัสดไุ ด วัตถแุ ตละช้ินอาจทําจากวสั ดุชนิดเดยี วหรอื ประกอบ
จากวสั ดุหลายชนดิ
- กาํ หนดวัตถุประสงคของการใชนวัตกรรม

38

1) เพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นดา นความรู
2) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต
ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและ
ขอสรปุ
3) เพอ่ื ศึกษาระดับเจตคติตอชุดกจิ กรรมการเรยี นรูว ิทยาศาสตร
- กาํ หนดรปู แบบกจิ กรรม รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู
1.5 เสนอผูเชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาความสอดคลองของนวัตกรรมระหวางจุดประสงคการ
เรยี นรูกบั เนอ้ื หาสาระ และปรบั ปรงุ แกไขตามคําแนะนําของผูเชีย่ วชาญ
นําผลการตรวจสอบมาวิเคราะหหาคาเฉลี่ยระดับความเหมาะสมของชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ซ่ึงกําหนดเกณฑความ
เหมาะสม ดังน้ี และผลการประเมนิ ไดดงั ตารางที่ 4.1
คาเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง ดเี ย่ียม
คา เฉลยี่ 3.51 – 4.50 หมายถึง ดีมาก
คาเฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถึง ดี
คาเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถึง พอใช
คาเฉลีย่ 1.00 – 1.50 หมายถงึ ปรบั ปรุง
1.6 ทดลองใชน วัตกรรม 3 ระดบั
- ระดับแรก ทดลองกับนักเรียน 3 คน ที่มีลักษณะตางกัน นําผลการทดลองมาปรับปรุง
ใหเหมาะสมกบั นกั เรยี นท้งั 3 คน
- ระดับทีส่ องทดลองกบั นกั เรยี น 9 คน นําผลการทดลองมาปรบั ปรงุ ใหดีข้นึ
- ระดับที่สามทดลองกับนักเรียนกลุมใหญจํานวน 1 หองเรียน เก็บขอมูลตาม
วตั ถุประสงคท ีก่ ําหนดไว
1.7 นาํ นวตั กรรมไปใชส อนจริงกับกลุมเปา หมายท่ีกาํ หนด
ตอนที่ 2 การทดลองสอน
ขน้ั ตอนยอ ย
2.1 แหลงขอมลู นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที่ 1/2
2.2 ตัวแปรทใ่ี ชในการศึกษา
2.2.1 ตัวแปรตน ไดแก ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา
สําหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 1
2.2.2 ตัวแปรตาม ประกอบดว ย

1) ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นดา นความรู

39

2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต
ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและ
ขอ สรปุ

3) เจตคตติ อชุดกิจกรรมการเรยี นรูวิทยาศาสตร จํานวน 2 ดาน ไดแ ก
- ดา นเนอ้ื หา
- ดานความคิดสรา งสรรค

2.3 การสรางเครื่องมือวัดผล
การพฒั นาชุดกิจกรรมการเรียนรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วสั ดรุ อบตวั เรา สําหรบั นกั เรียน

ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ 1 ดาํ เนนิ การวดั ตัวแปรตามจํานวน 3 ตัวแปร แตละตวั แปรใชเ ครอื่ งมอื ดงั นี้
2.3.1 ดานความรู ใชวิธีการทดสอบโดยใชแบบทดสอบเปนเคร่ืองมือในการเก็บ

รวบรวมขอ มูล มีลกั ษณะเปนแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ
2.3.2 ดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต

ทกั ษะการลงความเหน็ จากขอ มลู ทกั ษะการจําแนกประเภท และทักษะการตีความหมายขอมูลและลง
ขอสรปุ ใชแ บบประเมินพฤติกรรมของณัฏฐพงษ เจริญทิพย (2546 น. 176-178)

2.3.2 ดานระดับเจตคติตอชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร ใชวิธีการประเมินโดยใช
แบบสอบถามความพึงพอใจเปนเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอมูล เคร่ืองมือดังกลาวมีลักษณะเปน
แบบประเมนิ ที่มรี ปู แบบเปน แบบ Rubric Score

2.4 กําหนดแบบแผนการทดลอง
ผูวจิ ัยไดด ําเนินการเก็บรวบรวมขอมูลตามขน้ั ตอนดงั นี้

2.4.1. ดําเนินการทดลองตามแบบแผนการทดลอง 1 หองเรียน สอบกอนเรียนและ
หลังเรียน ดงั ตารางท่ี 3.1
ตารางท่ี 3.1 แบบแผนการทดลอง 1 หองเรียน สอบกอนเรียนและหลังเรียนกับนกั เรียนกลุมตัวอยา ง
จาํ นวน 37 คน โดยใชแ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นดานความรู เรอ่ื ง วสั ดุรอบตวั เรา

ตวั แปรตาม แบบแผนการทดลอง การทดลอง หมายเหตุ

กอนเรยี น หลังเรยี น

1. ผลสมั ฤทธ์ิทางการ T1 T2
เรยี นดานความรู การสอนโดยใชช ุดกิจกรรม

40

2.4.2 ผูวิจัยดําเนินการสอนกับกลุมตัวอยางโดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรู
วิทยาศาสตร เรอ่ื ง วสั ดรุ อบตัวเรา ท่พี ัฒนาขนึ้ จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใชเ วลา 4 สปั ดาห จาํ นวน
20 ชัว่ โมง มีรายละเอียดดังตารางท่ี 3.2
ตารางที่ 3.2 แสดงเน้ือหาและเวลาที่ใชสอนโดยใชชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา
สําหรบั นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที่ 1

ชุดท่ี ช่ือเรอ่ื ง เวลา(ช่ัวโมง)
1 ของเลนและของใชใกลต ัว 3
2 วัตถุและวสั ดุ 3
3 ชนดิ ของวัสดุ 3
4 สมบตั ขิ องวสั ดุ 3
5 วสั ดใุ นชีวิตประจาํ วัน 3
6 วัตถุทําจากวสั ดุหลายชนิด 3
7 ประโยชนข องวัสดุ 2
20
รวม

2.4.3. หลังจากการทดลองสอน ผูวิจัยไดทําการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ดวย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดานความรู เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท่ี 1 ฉบับเดียวกับที่ใชทดสอบกอนเรียน และทําการวัดทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร และวัดระดบั เจตคตติ อ ชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตรกบั กลมุ ตัวอยาง

4. รวบรวมขอมูลแลว นําคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นท่ีไดจากการทดสอบ
กอ นเรยี นและหลังเรยี น มาวเิ คราะหขอ มลู โดยใชส ถติ ิอา งอิง

41

บทที่ 4
ผลการวิเคราะหขอมลู

ผลการวิจัยเรอื่ ง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา สําหรบั
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 1 ครั้งน้ี ผูวิจัยจะนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลเปน 2 ตอน ตาม
จุดมงุ หมายของการวจิ ยั ดงั น้ี

ตอนที่ 1 ผลการพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร เรื่อง วสั ดรุ อบตวั เรา
ตอนท่ี 2 ผลการทดลองสอน

1. การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรยี นรูว ทิ ยาศาสตร เรอ่ื ง วัสดรุ อบตัวเรา
1.1 การประเมนิ คณุ ภาพนวตั กรรม

องคประกอบ คณุ สมบัติ ผูเ ช่ยี วชาญ รวม สรุป ระดับ
ดมี าก
กข ค ดีมาก
1. ดานเนื้อหา 1) เนือ้ หาครบถวนสมบูรณ 4 4 5 13 4.30 ดเี ยย่ี ม
2) เนือ้ หาสอดคลองกบั ตวั ชี้วัด 4 4 4 13 4.00 ดีเยี่ยม
3) เน้อื หาไมซบั ซอน 5 5 5 15 5.00 ดีมาก
2. ดานความคดิ 1) สีสนั สวยงาม 5 5 5 15 5.00 ดมี าก
สรา งสรรค 2) ตวั หนงั สือและภาษาสละสลวย 4 4 4 12 4.00
3) สะอาดและเรยี บรอย 4 4 4 12 4.00

ตารางที่ 4.1 แสดงคาสถติ ิผลการประเมินคณุ ภาพของผูเชย่ี วชาญ คาสถติ ิ
ดานที่ รายการประเมนิ คา เฉลย่ี ระดับ
4.43 ดมี าก
1 ดา นเนอ้ื หา 4.30 ดมี าก
1.1 เน้อื หาครบถวนสมบรู ณ 4.00 ดมี าก
1.2 เนอ้ื หาสอดคลอ งกับตัวชวี้ ัด 5.00 ดีเย่ยี ม
1.3 เนื้อหาไมซ ับซอน 4.33 ดีมาก
5.00 ดีเยี่ยม
2 ดา นความคิดสรางสรรค 4.00 ดีมาก
2.1 สีสนั สวยงาม 4.00 ดมี าก
2.2 ตัวหนงั สือและภาษาสละสลวย 4.38 ดีมาก
2.3 สะอาดและเรยี บรอย
ภาพรวม

42

จากการประเมินคุณสมบัตขิ องนวตั กรรม โดยผูเ ช่ยี วชาญ 3 ทาน สรปุ ไดว า
องคประกอบดานเนอ้ื หา มคี ุณสมบตั อิ ยใู นระดบั ดมี าก
องคป ระกอบดานความคดิ สรา งสรรค มีคณุ สมบตั อิ ยใู นระดับ ดมี าก

2. การทดลองสอน

ตวั แปรตาม กอ น หลัง ความแตกตาง *
-13.213 .000
ดานความรู 10.46 2.842 13.46 2.795 2.703 1.244
P < .05

จากการทดลองสอนสรุปไดวา ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 1
ดวยชุดกิจกรรมการเรยี นรวู ิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ดานความรู พบวาหลังเรียนสูงกวากอน
เรียนอยางมีนยั สําคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05

43

บทที่ 5
สรปุ อภิปราย และขอ เสนอแนะ

การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปท ่ี 1 ครงั้ นี้ ผวู ิจยั นาํ เสนอผลการสรปุ อภปิ ราย และขอ เสนอแนะดงั นี้

1. ความมงุ หมายของการวิจัย

1.1 เพ่ือพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปท ี่ 1 ใหม ีคณุ ภาพระดับดขี นึ้ ไป

1.2 เพื่อนําชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ไปทดลองสอนกับนักเรียน
ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 1 โดยศกึ ษาผลการเรียนรดู ังนี้

1.2.1 เพ่อื เปรยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นดานความรกู อนเรียนและหลังเรยี น
1.2.2 เพื่อศกึ ษาทักษะกระบวนการเรยี นรทู างวิทยาศาสตร
1.2.3 เพอื่ ศึกษาระดับเจตคตติ อ ชุดกิจกรรมการเรียนรูว ิทยาศาสตร

2. สมมตฐิ านการวจิ ัย

นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 1 มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี นสงู กวา กอนเรียน

3. วิธีดาํ เนินการ

3.1 ขนั้ การพฒั นา
ศึกษาแนวคิดการพัฒนานวัตกรรม ตามรูปแบบของ ADDIE model วิเคราะหสภาพปญหา

ของผูเรียน เชน ผลสัมฤทธิ์ของผูเรียน ลักษณะของผูเรียน ดําเนินการยกรางนวัตกรรม กําหนด
แผนการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับตัวชี้วัด ตลอดจนนําเสนอผูเชี่ยวชาญเพ่ือพิจารณาความ
สอดคลอ งของนวัตกรรม และนาํ ผลมาตรวจสอบหาคาเฉลี่ย ดําเนินการทดลองใชนวัตกรรมกับผูเรียน
โดยแบงออกเปน 3 ระดับ ไดแก ทดลองกับนักเรียน 3 คน ทดลองกับนักเรียน 9 คน และทดลองกับ
นกั เรียน 1 หองเรยี น จากน้ันใชนวตั กรรมจรงิ กบั กลุมตัวอยา ง

3.2 ขั้นการทดลองสอน
แหลงขอมูลในการวิจัยครั้งน้ี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 1/2 ดําเนินการทดลองสอนตาม

ตัวแปรที่กําหนด ขั้นที่1 ดําเนินการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานความรูโดยใชวิธีการทดสอบท่ีมี
ลักษณะเปนแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จํานวน 20 ขอ ข้ันท่ี 2 ดําเนินการวัดดานทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร 4 ทักษะ ไดแก ทักษะการสังเกต ทักษะการลงความเห็นจากขอมูล ทักษะการจําแนก

44

ประเภท และทกั ษะการตคี วามหมายขอ มลู และลงขอสรปุ และขั้นท่ี 3 ดําเนินการวัดดา นระดบั เจตคติ
ตอชุดกจิ กรรมวิทยาศาสตร โดยใชแ บบสอบถามความพึงพอใจ ผูวิจยั ดําเนนิ การสอนกับกลุมตัวอยาง
โดยใชชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา ใชระยะเวลา 4 สัปดาห จํานวน 20
ชว่ั โมง

4. ผลการวจิ ัย

4.1 การพัฒนา
4.1.1 ดานคุณภาพนวัตกรรม พบวา จากการประเมินคุณสมบัติของนวัตกรรม โดย

ผูเช่ียวชาญ 3 ทาน องคประกอบดานเนื้อหา มีคุณสมบัติอยูในระดับดีมาก และองคประกอบดาน
ความคดิ สรางสรรค มคี ุณสมบตั ิอยูในระดบั ดมี าก

4.2 การทดลองสอน
4.2.1 ผลตามตัวแปรท่ี 1 พบวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี

1 ดว ยชดุ กจิ กรรมการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตวั เรา ดา นความรู หลงั เรียนสูงกวากอนเรยี น
อยางมนี ัยสําคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ .05

5. การอภปิ รายผล

5.1 อภิปรายผลการพัฒนา
5.1.1 ดา นคุณภาพนวตั กรรม
ประเด็นการนําเสนอ : พบวา คณุ ภาพนวัตกรรมสอดคลองกับความมุงหมายของการ

วิจัย เปนเพราะจากการประเมินคุณสมบัติของนวัตกรรม โดยผูเชี่ยวชาญ องคประกอบทั้ง 2 ดาน
คุณภาพอยใู นระดบั ดขี น้ึ ไป

5.2 อภิปรายผลการทดลองสอน
5.2.1 ผลตามตวั แปรท่ี 1
ประเด็นการนําเสนอ : พบวาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาป

ที่ 1 ดวยชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เร่ือง วัสดุรอบตัวเรา ดานความรูหลังเรียนสูงกวากอน
เรียน เปนเพราะคาเฉลี่ยหลังเรียน( = 13.46) สูงกวา คาเฉลี่ยกอนเรียน ( = 10.46) เมื่อนํา
คะแนนเฉล่ียมาทดสอบความแตกตางโดยใชสถิติการทดสอบไดคา (-13.213) อยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติที่ระดับ .05 ซึ่งแสดงใหเห็นวาชุดกิจกรรมการเรียนรูวิทยาศาสตร เรื่อง วัสดุรอบตัวเรา สําหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 1 ท่ีผูวิจัยสรางขึ้นมีคุณภาพในการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน โดย
สามารถกระตุนผูเรียนใหนักเรียนไดปฏิบัติกิจกรรมดวยตนเอง และมีความสนใจในการเรียนมากขึ้น
ทัง้ น้ีผวู ิจัยไดศ ึกษา หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวของ มกี ารเลือกชดุ กจิ รรมที่เหมาะสม


Click to View FlipBook Version