แผนการจัดการเรยี นรู้
รหัสวิชา 20501-2304
วิชาการเล้ยี งสกุ ร หนว่ ยกิต 3–1-6
ผจู้ ัดทำ
นายณรงคเ์ ดช ณ พโิ รจน์
ตำแหนง่ ครู ค.ศ.1 แผนกวิชาสตั วศาสตร์
วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยีตาก
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร
รหัสวชิ า 20501-2304 รายวชิ าการเลีย้ งสุกร
หน่วยกติ 3 บรรยาย/ทฤษฎี 1 ปฏิบัติ 6 ศึกษาค้นควา้ ด้วยตวั เอง 0
ปีหลักสูตร2562
ประเภทวชิ า รายวิชาส่วนกลาง
จดุ ประสงค์รายวชิ า
เพ่อื ให้
1.เข้าใจหลกั การเบอ้ื งต้นเกยี่ วกบั สกุ ร การตลาด สภาวการณ์ และกระบวนการเล้ียงสุกร
2.สามารถวางแผน เตรยี มการและดำเนนิ การเล้ยี งสกุ รตามหลกั การและกระบวนการโดยคำนึงถงึ การ
ใชท้ รัพยากรธรรมชาตอิ ยา่ งคมุ้ ค่าและผลกระทบต่อระบบนิเวศ
3.มีเจตคตแิ ละกจิ นสิ ยั ท่ีดีต่อการเล้ียงสุกร ทำงานดว้ ยความรับผิดชอบ รอบคอบ ขยัน อดทนและ
สามารถทำงาน รว่ มกับผู้อืน่
สมรรถนะรายวิชา
1.แสดงความรเู้ บ้ืองตน้ เก่ียวกับความสำคญั ตลาดและสภาวการณข์ องการเลีย้ งสุกร มาตรฐานฟาร์ม
สุกร ประเภทและพนั ธ์ุสกุ ร หลกั การและกระบวนการเลย้ี งสกุ ร
2.วางแผนการเลี้ยงสุกรตามความต้องการของตลาดและสภาพพนื้ ที่
3.เตรยี มพนั ธุ์ และอาหารสำหรบั การเลี้ยงสกุ รตามหลกั การและกระบวนการ
4.เตรยี มโรงเรอื น อปุ กรณ์ ตามมาตรฐานฟารม์ สุกร
5.เลีย้ งสุกร จดั การระบบสุขาภบิ าลสุกร ตามหลกั การและกระบวนการ
6.จดั การผลผลิตสุกรตามหลกั การและกระบวนการ
7.จำหน่าย ทำบญั ชีรายรบั -รายจ่าย และวเิ คราะห์ผลการดำเนนิ งาน
คำอธิบายรายวชิ า
ศกึ ษาและปฏิบัตเิ ก่ยี วกบั ความสำคัญ การตลาดและสภาวการณ์ของการเลี้ยงสุกรมาตรฐานฟาร์ม
สกุ ร ประเภทและพันธุส์ ุกร ปัจจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การเลี้ยงสกุ รโรงเรอื นและอปุ กรณ์ อาหารและการใหอ้ าหาร การ
วางแผนการเลยี้ งสกุ ร การจัดการเลี้ยงดูสกุ รระยะต่าง ๆ การจัดการสขุ าภิบาลและของเสยี ในฟาร์ม โรคและการ
ป้องกัน การบนั ทึกขอ้ มลู งานฟาร์ม การใชเ้ ทคโนโลยี และสารสนเทศในการจดั การผลผลติ บันทกึ ข้อมลู การจัด
จำหน่ายและทำบญั ชรี ายรบั -รายจ่าย และวเิ คราะหผ์ ลการดำเนนิ งานฟาร์มสกุ ร
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1
รหัสวิชา 20501-2304 วชิ า การเลย้ี งสุกร
ชื่อหน่วย การผลิตสกุ รของประเทศไทย สปั ดาห์ท่ี 1-2
สาระสำคญั
การผลติ สกุ รไดร้ บั ความนิยมและแพรห่ ลายไปท่ัวโลก ความต้องการของตลาดมีแนวโน้มสูงข้นึ ทุก ๆ ปมี ี
การพัฒนาเพมิ่ ประสิทธภิ าพการผลติ สกุ รตลอดมา จนทำให้หลายประเทศมกี ารผลิตสุกรเปน็
อุตสาหกรรม รวมทง้ั ประเทศไทยด้วย การผลติ สุกรจึงมีส่วนสำคัญต่อภาคเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ
ไทยอยา่ งมาก
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายพัฒนาการของการเล้ยี งสุกรได้
2. อธิบายความสำคญั ของการผลิตสุกรของประเทศไทยได้
3. อธิบายความเหมาะสมในการเลีย้ งสุกรเปน็ อาชีพในประเทศไทยได้
4. อธิบายประเภทของฟารม์ สุกรในประเทศไทยได้
5. อธิบายตลาดสกุ รของประเทศไทยได้
6. อธิบายแนวทางการผลิตสกุ รของประเทศไทยได้
สาระการเรยี นรู้
1. พัฒนาการของการเล้ียงสกุ ร
2. ความสำคญั ของการผลิตสุกร
3. การผลิตสุกรของประเทศไทย
4. ประเภทของฟารม์ สุกร
5. ตลาดสุกรของประเทศไทย
6. แนวทางการผลิตสกุ รของประเทศไทย
1. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. อาจารย์ใหน้ ักเรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2. อาจารยอ์ ธปิ รายถงึ ความสำคญั ของการผลิตสุกรของประเทศไทย
2. สือ่ การเรียนการสอน
1. ใบความรู้ เรอ่ื งความสำคัญของการผลิตสุกรของประเทศไทย
2. แผ่นใสเฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน
3.
3. การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี น การตั้งใจเรียน การแต่งกาย การตรงตอ่ เวลา
2. แบบทดสอบ
บทท่ี 1
การผลิตสกุ รของประเทศไทย
พฒั นาการของการเลี้ยงสุกร
สุกร เปน็ สัตวเ์ ศรษฐกิจทสี่ ำคัญของประเทศไทย และร้จู ักกันดี มชี ่อื เรยี กกันท่วั ไปว่า หมกู ารเล้ยี ง
สุกร มีมานานต้ังแต่ 2,000 ปี กอ่ นครสิ ตศกั ราช โดยประเทศจีนเป็นชาติแรกที่เรมิ่ เล้ียงสกุ รต่อมาไดแ้ ก่
ประเทศอังกฤษ และแพรห่ ลายไปท่ัวโลก ท้งั แถบเอเชีย ยุโรป และสหรฐั อเมรกิ า ดว้ ยเหตุทีเ่ นือ้ สุกรและ
ผลติ ภัณฑจ์ ากสุกร เป็นทนี่ ิยมบริโภคไม่นอ้ ยกว่า 50 เปอร์เซน็ ต์ของเนื้อทั้งหมดขณะทจี่ ำนวนประชากรของ
โลกเพมิ่ ข้นึ ตลอดเวลา ความต้องการบริโภคมสี งู ขึ้น ดังนั้นการเล้ยี งสุกรจงึ มีการพฒั นาด้านพนั ธุส์ กุ ร และ
วิทยาการการเลย้ี งดู เพื่อการผลติ สกุ รให้ได้ทัง้ ปริมาณและคุณภาพตอบสนองตอ่ ผบู้ ริโภค ทำให้ปจั จบุ นั การ
เล้ียงสกุ รเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม และยงั ทำให้เกดิ อตุ สาหกรรมหรอื อาชพี อืน่ ๆ ท่ีเกี่ยวข้องเกิดขึ้นอกี
มากมาย
การเลย้ี งสุกร กอ่ ใหเ้ กดิ มลภาวะท่เี ปน็ พิษตอ่ ชุมชนและสิง่ แวดลอ้ มในบรเิ วณน้ัน และใชน้ ้ำในปรมิ าณ
มาก ดังนน้ั ในบางประเทศ เช่น สิงคโปรไ์ ด้มีกฎหมายห้ามเล้ยี งสกุ ร ตัง้ แตป่ ี พ.ศ. 2536 (สงิ คโปร์นำเข้าน้ำ
ด่มื นำ้ ใช้จากประเทศมาเลเซีย)
การผลิตสกุ รเพื่อการค้า สว่ นใหญ่จะเลี้ยงกนั อยู่ในแถบที่มกี ารปลกู ธัญพืช และวัตถุดบิ อาหารสัตว์ท่ีมี
พลังงานสูงจำนวนมาก หาไดง้ า่ ยและราคาถูก โดยเฉพาะในกลมุ่ ประเทศทพ่ี ฒั นาแลว้ เช่น
สหรฐั อเมรกิ า แคนาดา และสหภาพยโุ รป เปน็ ต้น ประเทศจนี ผลติ สุกรได้มากที่สดุ ในโลก และประเทศ
เดนมารก์ มีจำนวนสุกรมากท่สี ุด เมือ่ เทยี บกับจำนวนประชากรของประเทศ
สถานการณก์ ารผลิตสุกรของโลกในปี พ.ศ. 2549 มีปรมิ าณการผลิตเนือ้ สกุ รของโลกปรมิ าณรวม
ประมาณ 99.78 ล้านตนั เพ่มิ ข้ึนจากปี พ.ศ. 2548 คดิ เปน็ 3.69 เปอร์เซ็นต์ ประเทศจนี ผลิตเน้อื สกุ รมาก
ทสี่ ุด มีสัดส่วนการผลิตถึง 53 เปอรเ์ ซ็นต์ของผลผลิตรวม รองลงมาคอื กล่มุ สหภาพยุโรป (25 ประเทศ) ผลติ
21 เปอร์เซน็ ต์ สหรัฐอเมรกิ าผลติ 10 เปอรเ์ ซ็นต์ ในปี พ.ศ. 2550 คาดว่าการผลิตเนือ้ สกุ รของโลกจะมี
ปรมิ าณเพมิ่ ขน้ึ เป็น 103.39 ล้านตนั เพม่ิ ขนึ้ จากปี พ.ศ. 2549 ประมาณ 3.62 เปอร์เซน็ ต์ (ตารางท่ี 1.1)
ประเทศจีนมกี ารบริโภคเนอ้ื สกุ รมากท่ีสดุ มสี ัดส่วนการบริโภคประมาณ 53 เปอรเ์ ซน็ ต์ของปรมิ าณ
การบรโิ ภครวม รองลงมาไดแ้ กส่ หภาพยุโรป (20เปอรเ์ ซ็นต)์ สหรัฐอเมริกา (9เปอรเ์ ซน็ ต์) รสั เซียและญีป่ ุน่
(3 เปอรเ์ ซน็ ต)์ คาดวา่ ในปี พ.ศ. 2550 จะมกี ารบริโภคเนือ้ สกุ รเพิ่มขึน้ จากปี พ.ศ. 2549 ประมาณ 3.5
เปอรเ์ ซ็นต์ (ตารางที่ 1.2 )
ตารางที่ 1.1 แสดงปริมาณการผลติ เน้อื สกุ รของประเทศที่สำคญั ปี 2546 - 2550
ประเทศ 2546 2547 2548 2549* 2550**
จนี 45,186 47,016 50,106 50,300 55,800
สหภาพยุโรป 25 21,150 21,192 21,450 21,450 21,500
สหรัฐอเมรกิ า 9,056 9,312 9,543 9,543 9,809
บราซลิ 2,560 2,600 2,800 2,745 2,875
แคนาดา 1,882 1,936 1,914 1,885 1,860
รัสเซีย 1,710 1,725 1,735 1,800 1,910
เวียดนาม 1,257 1,408 1,602 1,713 1,832
ญ่ปี ุ่น 1,260 1,272 1,245 1,240 1,235
เมก็ ซโิ ก 1,100 1,150 1,195 1,200 1,250
ฟิลิปปนิ ส์ 1,145 1,145 1,175 1,215 1,245
เกาหลใี ต้ 1,149 1,100 1,036 1,039 1,077
ประเทศอ่นื ๆ 3,033 2,945 2,925 2,946 2,993
รวม 90,488 92,801 96,726 97,076 103,386
หมายเหตุ : * ข้อมูลเบื้องตน้ , ** ขอ้ มูลคาดคะเน หน่วย : พันตันน้ำหนกั ซาก
ทมี่ า : ศิริพร (2550)
ดา้ นการสง่ ออกเนอื้ สกุ รนนั้ ประเทศในกลุ่มสหภาพยโุ รปมีการส่งออกมากท่สี ุด โดยเฉพาะประเทศเดนมาร์ก
เปน็ ผูส้ ่งออกรายใหญ่ มสี ัดส่วนการสง่ ออกรวม 27 เปอร์เซน็ ตข์ องปรมิ าณการส่งออกทง้ั หมด รองลงมา
ได้แก่ สหรฐั อเมรกิ า (26 เปอรเ์ ซน็ ต)์ แคนาดา (21 เปอรเ์ ซ็นต์) บราซิลและจีน (10 เปอรเ์ ซน็ ต)์ ในปี พ.ศ.
2550 คาดว่าจะมีการสง่ ออกเพมิ่ ขึน้ จากปี พ.ศ. 2549 ประมาณ 2.63 เปอร์เซน็ ต์
ญี่ปุน่ เปน็ ประเทศผู้นำเขา้ เนื้อสกุ รรายใหญ่ แมว้ ่าในปี พ.ศ. 2549 จะนำเข้าเน้อื สุกรลดลง จากปี พ.ศ.
2548 ซึง่ ในปี พ.ศ. 2550 คาดการณ์ว่าปรมิ าณการนำเขา้ จะเพ่มิ ข้ึนจากปี พ.ศ.
2549 ประมาณ 0.07 เปอรเ์ ซ็นตโ์ ดยเฉพาะฮอ่ งกง จะนำเข้าเน้อื สุกรเพ่ิมข้นึ จากปี พ.ศ. 2549 ประมาณ
2.26 เปอร์เซ็นต์ และประเทศผูส้ ่งออกรายใหญ่ที่ส่งเนอ้ื สกุ รไปยงั ฮอ่ งกง ไดแ้ ก่ จนี บราซิล และสหภาพยุโรป
ตารางที่ 1.2 แสดงปรมิ าณการบริโภคเนื้อสกุ รของประเทศทีส่ ำคัญ 2546 - 2550
ประเทศ 2546 2547 2548 2549* 2550**
จีน 45,054 46,648 49,652 52,536 55,324
สหภาพยุโรป 20,043 19,773 19,766 20,072 20,122
สหรัฐอเมริกา 8,816 8,817 8,671 8,657 8,874
บราซิล 2,420 2,337 2,476 2,580 2,715
แคนาดา 2,373 2,562 2,507 2,530 2,501
รสั เซยี 1,957 1,979 2,039 2,205 2,305
เวียดนาม 1,244 1,386 1,583 1,698 1,815
ญี่ปนุ่ 1,423 1,556 1,556 1,585 1,640
เม็กซิโก 1,294 1,331 1,305 1,314 1,310
ฟลิ ิปปนิ ส์ 1,167 1,169 1,198 1,240 1,272
เกาหลใี ต้ 947 959 950 968 956
ประเทศอืน่ ๆ 3,359 3,622 3,533 3,529 3,540
รวม 90,297 92,139 95,236 98,914 102,374
หมายเหตุ : * ขอ้ มลู เบ้อื งตน้ , ** ข้อมลู คาดคะเน หน่วย : พนั ตันน้ำหนกั ซาก
ทีม่ า : ศิรพิ ร (2550)
ความสำคัญของการผลิตสกุ ร
1. สกุ รเป็นแหลง่ อาหารโปรตนี ทส่ี ำคญั และมผี ูน้ ิยมบริโภคมากกวา่ เนอื้ สตั วป์ ระเภทอน่ื ความต้องการ
บรโิ ภคเนอื้ และผลติ ภัณฑ์จากสกุ รกม็ ีสงู ขึ้นตามจำนวนทเ่ี พม่ิ ขนึ้ ของประชากร
2. สามารถประกอบเปน็ อาชพี เสริม หรืออาชพี หลัก เพม่ิ รายไดแ้ กเ่ กษตรกรได้ดี
3. อุตสาหกรรมการเล้ียงสุกร ก่อให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมอนื่ ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
มากมาย เชน่ โรงงานผลติ อาหารสัตว์ โรงงานผลติ วตั ถุดิบอาหารสัตว์ และโรงงานแปรรปู เน้ือสตั ว์ เป็น
ต้น ทำใหป้ ระชาชนมงี านทำมากข้นึ เศรษฐกิจของประเทศดขี ้ึน
4. สุกรมีชีวติ เนื้อสุกรหรอื ผลิตภัณฑ์จากเนอ้ื สุกร สามารถนำส่งออกสูต่ ลาดตา่ งประเทศสรา้ งรายได้
ให้กบั ประเทศไดอ้ ยา่ งมาก
5. การเลีย้ งสกุ รจะช่วยให้สามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากพืน้ ที่ ท่รี กรา้ งวา่ งเปล่า ซงึ่ ไม่สามารถใชเ้ พาะปลูก
ได้
6. สุกรเปน็ สัตว์เศรษฐกิจทีม่ ีวงจรการผลิตส้นั เลีย้ งงา่ ย สร้างรายได้ดี มีความเหมาะสม ท่ีจะ
นำมาใช้ในการพฒั นาอตุ สาหกรรม การเลี้ยงสัตวข์ องประเทศไดอ้ ยา่ งดี
1. ขอ้ ดีของการเลี้ยงสุกรเปน็ อาชพี
1.1 สุกรเป็นสัตว์โตเร็วเล้ยี งงา่ ย วงจรผลติ สั้น ไดร้ ับการคืนทนุ เรว็
1.2 สกุ รให้ลูกเป็นครอก ขยายพันธไุ์ ดร้ วดเรว็ สามารถขายไดท้ กุ ระยะของการเลยี้ งดู
1.3 ความต้องการเนอ้ื สกุ รของตลาดมมี ากและสม่ำเสมอตลอดเวลา
1.4 สกุ รมีส่วนซากท่ีใช้บรโิ ภคได้ถงึ กวา่ 75 เปอรเ์ ซน็ ตข์ องน้ำหนักมีชวี ติ
1.5 ใช้แรงงานในครอบครัวได้ดี ลดปญั หาสงั คมจากการวา่ งงาน
1.6 สกุ รชว่ ยเพม่ิ มูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรโดยอ้อม ช่วยเปล่ยี นอาหารหรือผลผลิตทีไ่ ม่
เป็นประโยชน์ ใหม้ ีประโยชน์แก่มนษุ ย์มากขน้ึ
1.7 ใช้พน้ื ท่ใี นการเล้ยี งน้อย ไม่ส้นิ เปลืองแรงงานในการเลีย้ งดู ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชนไ์ ด้
มากขึ้น
1.8 มูลสกุ ร ใช้เปน็ ปุ๋ยแก่ดินและพืช หรอื ใช้เป็นอาหารปลา หรอื นำไปหมักผลติ แก๊สชวี ภาพ
(Biogas) ใช้ในการหงุ ต้ม หรอื ผลติ กระแสไฟฟา้ ได้
2. ข้อจำกัดของการเลีย้ งสุกรเป็นอาชพี
2.1 ราคาของผลผลิตสุกรไม่แนน่ อน เนอื่ งจากไมม่ ีการควบคมุ การผลิตให้สอดคลอ้ งกับความ
ต้องการของตลาด ทำให้ผเู้ ลี้ยงมีอัตราเสี่ยงตอ่ การขาดทุนสูง โดยเฉพาะในกลุม่ ผู้เลี้ยงรายยอ่ ยจะเสยี เปรยี บ
ขาดทนุ ก่อนเสมอ
2.2 นำ้ เสีย และส่ิงปฏิกูลต่าง ๆ จากฟาร์มสกุ ร มีกลน่ิ รุนแรงรบกวนเพ่ือนบา้ นและชมุ ชน
ก่อให้เกิดมลภาวะเปน็ พษิ กับส่งิ แวดลอ้ ม อาจก่อปัญหากับชมุ ชนได้
2.3 สุกรกินอาหารขน้ เป็นหลกั ซึง่ มีราคาสงู ทำให้ตน้ ทุนการผลติ สกุ รเป็นค่าอาหารสูงถึง 60 -
70 เปอรเ์ ซ็นต์
2.4 มีโรคระบาดสกุ รท่สี ำคญั ท่ีทำความเสียหายแก่การผลิตสกุ รอยา่ งมาก เชน่ โรคทอ้ งรว่ ง, อหิ
วาต์สกุ ร, ปากและเท้าเปอ่ื ย และโรคปอดและเยอื่ หมุ้ ปอดอกั เสบ เปน็ ตน้
2.5 ปรมิ าณการใชน้ ำ้ เปน็ จำนวนมาก
การผลติ สกุ รในประเทศไทย
ประเทศไทยมีการเลีย้ งสุกรมานานแล้ว กระจายไปทั่วทุกภูมภิ าค โดยเริม่ จากการเล้ียงจำนวนน้อย
ไมไ่ ดย้ ดึ เปน็ อาชีพอย่างจรงิ จงั ลักษณะการเลย้ี งเปน็ แบบทีเ่ รยี กว่า เลีย้ งแบบหลงั บา้ น หรอื ท่ีเกษตรกร
เรยี กว่า แบบหมูออมสนิ ไม่ดแู ลมากนกั เลี้ยงดว้ ยอาหารงา่ ย ๆ ไมเ่ นน้ รายได้ สกุ รที่เลี้ยงเป็นพันธ์ุ
พ้ืนเมอื ง ซง่ึ มกี ารเจรญิ เติบโตช้า ประมาณ 180 - 350 กรัม ตอ่ วนั ใชอ้ าหาร 5 - 7 กิโลกรัมตอ่ การเพ่มิ นำ้ หนัก
ตัว 1 กโิ ลกรัม ใหค้ ุณภาพซากไม่ดี มเี นื้อแดงนอ้ ย มนั มาก แต่เลยี้ งงา่ ยทนทานตอ่ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้
ดี กินอาหารไม่เลือกชนิด แมแ้ ต่เศษอาหาร (สุชีพ, 2520)
เม่ือมกี ารผลิตสุกรเชิงพาณิชย์มากขึน้ จงึ มีการนำสุกรพันธจุ์ ากตา่ งประเทศเข้ามาเลีย้ ง โดยปี พ.ศ.
2461 มกี ารนำเข้าสกุ รพนั ธ์ลุ าร์จแบล็ค และพนั ธ์เุ อสเสก็ ซ์ มาจากประเทศองั กฤษ ต่อมาปี พ.ศ. 2482 และ
พ.ศ. 2492 ไดน้ ำพนั ธสุ์ ุกรจากประเทศออสเตรเลีย คือพันธุ์เบอรก์ เชียร์ ลารจ์ ไวท์ มิดเดิลไวท์ และพนั ธแ์ุ ท
มเวริ ์ท ซึง่ สุกรพันธุเ์ หลา่ น้ี บางพนั ธไุ์ ด้สญู พนั ธไ์ุ ปจากเมืองไทย ในชว่ งสงครามโลกครง้ั ท่ี 2 จนกระทั่ง ปี พ.ศ.
2500 - 2506 กรมปศุสตั วไ์ ด้นำพนั ธล์ุ ารจ์ ไวท์ และดรู อ็ คจากประเทศองั กฤษเขา้ มาปรบั ปรุงและบำรงุ พันธุ์
อย่างไดผ้ ล ปี พ.ศ. 2506 มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้นำพันธุแ์ ลนด์เรซ จากประเทศเดนมาร์กเข้ามา ซึ่ง
สกุ รพนั ธ์ุต่างประเทศเหลา่ น้ัน มกี ารเจริญเตบิ โตเรว็ ให้คุณภาพซากดี เน้ือแดงมาก มนั นอ้ ย เป็นทตี่ ้องการ
ของตลาด จึงไดร้ บั ความนิยมเล้ยี งเชงิ พาณชิ ย์กนั มากขึน้ ท้ังพันธ์ดุ รู ็อค ลารจ์ ไวท์ และพันธ์ุแลนด์
เรซ จากนนั้ มาไดม้ กี ารส่งั สกุ รพนั ธจ์ุ ากตา่ งประเทศเข้ามาเพือ่ ปรับปรงุ พันธุ์ และเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการ
ผลิต และมีการพัฒนาระบบการจดั การฟาร์มใหท้ ันสมยั มากข้นึ และตลอดเวลา ทำให้การผลติ สุกรของ
ประเทศไทยขยายตัวอยา่ งรวดเรว็ ประกอบกบั มีการขยายตวั ดา้ นอตุ สาหกรรมการเกษตรเพ่ิมสูงขึ้น ทำใหน้ ับ
แตป่ ี พ.ศ. 2529 เปน็ ต้นมา ธุรกิจการผลติ สกุ รของไทย ไดพ้ ัฒนาจนเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสกุ ร ท่ีมีบทบาท
ยิ่งในระบบเศรษฐกจิ และสังคมของประเทศไทย (ถวัลย์, 2526 และศรสี วุ รรณ, 2542)
1. แหล่งผลติ สุกรของไทย
ประเทศไทยเปน็ ประเทศเกษตรกรรม มีวตั ถุดิบอาหารสัตวท์ เ่ี ปน็ อาหารสกุ รได้อย่างดมี ีภมู ิ
ประเทศเหมาะสม ทำให้มกี ารเล้ยี งสุกรกระจายไปทว่ั ทุกภูมภิ าคของไทย และความนยิ มบริโภคสุกรมีอยู่สงู
ด้วย จากข้อมูลของกรมปศสุ ัตว์ ปี พ.ศ. 2550 ระบวุ ่า แหลง่ ผลิตสุกรใหญ่ที่สุดของประเทศไทยจะอยู่เขตภาค
กลาง รองลงมาเป็นเขตภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดบั ดังตารางท่ี 1.3 และใน ปี พ.ศ.
2549 จงั หวดั ราชบุรี และนครปฐม สามารถผลิตสุกรรวมกนั เป็นจำนวน 2.74 ล้านตัว คิดเป็น 38 เปอรเ์ ซ็นต์
ของปรมิ าณสุกรทั้งประเทศ (7.15 ลา้ นตวั ) ดังในตารางท่ี 1.4
ตารางท่ี 1.3 แสดงจำนวนเกษตรกร (ครัวเรือน) และจำนวนสุกรในประเทศไทยปี
2548
จำนวนเกษตรกร สกุ ร
ภาค ทัง้ หมด จำนวนสกุ ร เกษตรกรผู้เลย้ี ง
(ครวั เรือน) (ตัว) (ครวั เรอื น)
รวม 4,003,629 8,174,526 251,569
เหนอื 916,688 1,249,358 103,366
อีสาน 2,074,131 1,505,338 94,674
กลาง 551,623 4,836,277 24,559
ใต้ 461,187 583,553 28,970
จำนวนเกษตรกร สกุ ร
จงั หวดั และอำเภอ ท้ังหมด จำนวนสุกร เกษตรกรผ้เู ล้ยี ง
(ครัวเรือน) (ตัว) (ครวั เรือน)
พิจิตร 39,152 38,711 2,536
เมือง 7,586 9,314 1,369
บางมูลนาก 3,449 3,570 84
วชริ บารมี 3,291 3,694 182
ทบั คล้อ 3,954 4,060 30
ตะพานหนิ 2,965 5,962 192
วงั ทรายพนู 1,540 857 42
สามงา่ ม 2,450 620 20
โพทะเล 2,745 2,305 87
โพธป์ิ ระทบั ชา้ ง 2,762 3,137 162
สากเหลก็ 2,896 1,677 123
บึงนาราง 2,689 1,785 153
ดงเจรญิ 2,825 1,730 92
ที่มา : กรมปศุสตั ว์ (2550)
2. กลุม่ ผูเ้ ล้ียงสุกรในประเทศไทย
ศรีสวุ รรณ (2542) กล่าวว่า การเลีย้ งสกุ รของเกษตรกรไทยข้นึ อยกู่ ับปัจจัยหลาย ๆ ดา้ น เช่น
ความร้คู วามสามารถ ความพร้อมด้านเงินทนุ ราคาและการตลาดเป็นตน้ สามารถจำแนกเกษตรกรผู้เลี้ยงสกุ ร
ออกไดเ้ ป็น 2 กลุ่ม ดงั นี้
2.1 ผ้เู ล้ยี งรายยอ่ ย เป็นกลุ่มที่เล้ียงสุกรเป็นอาชพี เสรมิ เล้ยี งในปรมิ าณนอ้ ยกวา่ 50 ตัว ผเู้ ลี้ยง
จะขาดความรู้และหลกั วชิ าการเลีย้ งทถ่ี ูกต้อง การผลิตสุกรไม่สมำ่ เสมอขนึ้ อยกู่ ับราคาสกุ รขุน ในตลาด ถ้า
ราคาสกุ รขุนตกตำ่ เกิดการขาดทุนกจ็ ะเลกิ เลย้ี งไป เมือ่ ราคาสกุ รดีข้ึนก็จะกลับมาเลย้ี งกนั ใหม่ ตลาดมีจำกัดไม่
ถนดั ในเชงิ พาณิชย์ ทำใหไ้ ดร้ ับผลตอบแทนต่ำ
2.2 ผ้เู ลี้ยงรายใหญ่ (ระดับเชงิ พาณิชย์) เปน็ กลมุ่ ผู้เลยี้ งสกุ รเปน็ อาชีพหลกั ผลติ สกุ รเชิง
พาณชิ ย์ เลย้ี งในปรมิ าณมาก ผู้เลยี้ งจะมีประสบการณ์ และความรู้ทีด่ ี เล้ียงในรปู แบบฟารม์ สุกร มีการลงทนุ
คอ่ นขา้ งสูง เมอ่ื เทียบกบั กลมุ่ รายย่อย สุกรที่ผลิตออกสู่ตลาดมีความสมำ่ เสมอท้งั ด้านอายุ ขนาด และคณุ ภาพ
ซาก มแี บบแผนการผลิตทีเ่ ป็นระบบ มกี ารพฒั นาและปรบั ปรุงการผลิตสกุ รอยเู่ สมอ มีตลาดสกุ รทแ่ี นน่ อน
กวา่ และมอี ิทธพิ ลอย่างมากตอ่ การขึ้นลงของราคาสกุ รในตลาด ซึ่งปจั จุบันปริมาณสกุ รท่ีออกสู่ตลาด มาจาก
กลมุ่ นป้ี ระมาณ 80 เปอรเ์ ซ็นตข์ องปริมาณสุกรทงั้ ประเทศ และมีแนวโนม้ จะสงู ขึ้นทกุ ปี
ตารางท่ี 1.4 แสดงลำดับจงั หวดั ทีม่ กี ารเลี้ยงสุกรมาก ในปี พ.ศ. 2549
ลำดับที่ จังหวดั จำนวน (ตวั ) % ของประเทศ
ยอดรวมทั้งประเทศ 7,153,784 100.00
1 ราชบุรี 1,608,296 22.482
2. นครปฐม 1,135,155 15.868
3 นครราชสมี า 407,390 5.695
4 ชลบุรี 257,715 3.602
5 สุพรรณบรุ ี 221,193 3.092
6 ฉะเชิงเทรา 217,756 3.044
7 เชียงราย 185,954 2.599
8 ลพบรุ ี 179,386 2.508
9 พัทลงุ 143,263 2.003
10 ชยั ภูมิ 137,303 1.919
16 กำแพงเพชร 78,193 1.093
28 พษิ ณโุ ลก 56,044 0.783
34 พิจติ ร 47,740 0.667
76 กรุงเทพมหานคร 26 0.000
ทีม่ า : กรมปศุสัตว์ (2550)
ประเภทของฟาร์มสกุ รในประเทศไทย
สุกญั ญา (2539) และศรสี ุวรรณ (2542) กล่าวถึง ประเภทของฟารม์ สกุ รในประเทศไทยน้ัน สามารถ
แบง่ ออกตามวตั ถุประสงคข์ องการผลิตสกุ รได้ 3 ประเภท ดงั น้ี
1. ฟารม์ สกุ รขนุ เปน็ ฟารม์ ทีผ่ ลิตสกุ รขุน (สกุ รเนือ้ ) เท่านัน้ ผู้เล้ยี งมีความรทู้ างวิชาการพอสมควร
คืนทุนได้เร็ว เนื่องจากใช้เวลาเล้ียงประมาณ 4 - 5 เดือน จะไดน้ ้ำหนัก 90 - 110 กิโลกรัม ก็จำหนา่ ยสู่
ตลาด วธิ ีการผลิตโดยการนำลกู สกุ รหย่านมนำ้ หนักประมาณ 15 - 20 กโิ ลกรัม เขา้ มาเล้ียงขุน จนได้น้ำหนัก
ที่ต้องการ ซึ่งลกู สกุ รอาจจะผลิตเองในฟารม์ หรือซอื้ เข้ามาจากแหล่งอ่ืน หรือรบั จา้ งเลยี้ งกบั บริษัท เรียกว่า
เป็นลกู เล้าของบริษัท (มีแนวโนม้ เพิ่มขึน้ )
2. ฟารม์ สุกรพนั ธ์ุ เป็นฟารม์ ทผี่ ลติ สุกรไว้เพ่ือจำหน่ายเปน็ พอ่ - แม่พนั ธหุ์ รือผลติ พันธส์ุ ุกร
ขนุ ฟารม์ ประเภทน้ี ต้องลงทุนสงู ขนึ้ ใช้ความรูว้ ิชาการและเทคโนโลยีสูง มคี วามละเอียดรอบคอบและหมนั่
พัฒนาคุณภาพพันธุ์สกุ ร ให้ตรงตามความตอ้ งการของตลาดอย่เู สมอ
3. ฟาร์มสุกรแบบครบวงจร เปน็ ฟารม์ ท่ีผลติ สุกรพันธ์ุและสุกรขนุ ไปด้วยกัน ทำใหฟ้ าร์มประเภทน้ี
มตี น้ ทนุ การผลติ สุกรขุนต่ำกว่าฟาร์มแบบอ่ืน ๆ มีตลาดรองรบั แนน่ อน มกี ารพฒั นาประสทิ ธภิ าพการผลติ อยู่
เสมอ และจ้างผู้เช่ียวชาญเฉพาะดา้ นในการดแู ลการจดั การฟาร์มสุกรโดยเฉพาะ มีระบบการผลติ ที่
ทันสมัย บรหิ ารงานและดำเนินงานในรปู แบบธุรกิจชัดเจน มกี ารผลติ อาหารสัตว์ใช้เอง มีการแปรรูป
ผลิตภัณฑ์จากสุกรออกจำหน่าย เป็นการผลติ สกุ รแบบครบวงจร ทำให้มีอิทธพิ ลอยา่ งมากต่อปรมิ าณการผลติ
และราคาสกุ รในตลาด ไดแ้ กก่ ลมุ่ บรษิ ทั ใหญ่ ๆ เช่น บริษทั เจรญิ โภคภัณฑจ์ ำกัด บรษิ ัทเบทาโกรจำกัด และ
บริษทั มิตรภาพจำกัด เปน็ ตน้
ตลาดสกุ รของประเทศไทย
ผลผลติ สกุ รในประเทศไทยประมาณไม่ตำ่ กวา่ 95 เปอรเ์ ซ็นต์ เพ่ือการบริโภคภายใน และนยิ มบริโภค
โดยใช้เนื้อสดประกอบเปน็ อาหารประมาณ 70 เปอร์เซน็ ต์และ 30 เปอรเ์ ซ็นต์ของปริมาณสุกรท่ีผลิตได้ถกู นำไป
แปรรปู มที ั้งจำหนา่ ยในประเทศ และสง่ ออกต่างประเทศ
1. ตลาดสุกรในประเทศ ประกอบด้วยตลาดสุกรขุนเปน็ สว่ นใหญจ่ ำหน่ายทั้งสุกรมชี วี ิต หรือ
ชำแหละซากแลว้ นอกจากน้ยี งั มีตลาดลกู สุกรนำมาทำหมหู ัน หรือลูกสุกรหย่านมท่ีนำมาผลติ เปน็ สุกร
ขนุ และยังมีตลาดสุกรพ่อ - แมพ่ นั ธ์ุ หรอื ตลาดสุกรคัดทิง้ ซ่ึงมีประมาณ 30 เปอรเ์ ซ็นตข์ องสุกรทั้งหมด
2. ตลาดตา่ งประเทศ จากขอ้ มลู ของสมาคมผ้ผู ลติ และแปรรูปสกุ รเนอื้ เพอ่ื การส่งออกแสดงว่า
ประเทศไทยสง่ ออกสุกรและผลิตภณั ฑ์ไปต่างประเทศ เป็นปรมิ าณ และมลู ค่าทเี่ พิม่ ข้ึน เช่นในปี พ.ศ. 2548
เป็นมลู คา่ 2,056 ล้านบาท และปี พ.ศ. 2549 เป็นมูลค่า 2,568 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการสง่ ออก ต่อปริมาณ
การผลติ คอื 1.73 และ 1.91 เปอรเ์ ซน็ ต์ ตามลำดับ (สถานการณ์ราคาสกุ ร, 2548) ซึ่งตลาดหลัก คอื
ฮอ่ งกง ญปี่ นุ่ สงิ คโปร์ กมั พูชา และลาวเปน็ ต้น ส่วนใหญเ่ ปน็ ผลิตภณั ฑจ์ ากเน้อื สุกร เนือ้ สกุ รแช่แข็ง และสุกร
มชี วี ิตตามลำดบั (ตารางท่ี 1.5 และ 1.6)
ตารางที่ 1.5 แสดงปริมาณการผลติ และการบริโภคสกุ ร ปี 2545 - 2550 หนว่ ย : ล้านตัว
ปี สุกรต้นปี ปริมาณการผลติ ระหว่างปี รวมสุกรท้ังปี ปรมิ าณการบริโภค
2545 6.879 9.925 16.804 9.58
2546 7.064 10.300 17.364 9.97
2547 7.254 10.541 17.795 10.18
2548 7.534 10.755 18.289 10.50
2549* 7.688 11.804 19.492 11.20
อัตราการเพิ่มรอ้ ยละ 2.91 3.98 3.55 3.71
2550** 8.204 12.380 20.584 11.44
หมายเหตุ : * ข้อมูลเบื้องต้น , ** ขอ้ มูลคาดคะเน
ท่มี า : ศริ พิ ร (2550)
ตารางที่ 1.6 แสดงอุตสาหกรรมการผลิตเน้ือสกุ รของไทย
รายการ 2546 2547 2548* 2549**
การผลิต
จำนวน (ล้านตัว) 9.10 9.94 9.83 10.40
ปรมิ าณการผลติ (พันตนั ) 688.87 752.46 744.13 787.28
การนำเขา้ พันธ์ุ (ตัว) 1243.00 480.00 792.00 N/A
การบรโิ ภคภายในประเทศ (พนั ตัน) 674.56 741.48 731.29 772.28
การบริโภคต่อคนตอ่ ปี (กโิ ลกรมั ) 10.58 11.54 11.35 11.94
การสง่ ออกเน้อื สกุ รและผลิตภัณฑ์
ปริมาณ (พนั ตนั ) 14.31 10.98 12.84 15.00
มูลค่า (ลา้ นบาท) 1450.00 1670.00 2056.00 2568.00
สัดสว่ นการส่งออกต่อการผลิต (%) 2.08 1.46 1.73 1.91
หมายเหตุ : * ขอ้ มูลเบ้ืองต้น , ** ข้อมูลคาดคะเน
ท่มี า : สถานการณ์ราคาสุกร (2548)
3. วฎั จกั รสุกร หมายถึงสภาวะราคาของสุกรขนุ ในรอบปี ท่มี ีความผันแปรในตลาดสกุ รของไทย
เกดิ ข้ึนเนอ่ื งจาก การผลติ สกุ รของไทยเปน็ แบบเสรี และขาดการวางแผนบรหิ ารงานให้สอดคล้องกับภาวะ
ความตอ้ งการของตลาด กล่าวคอื เม่อื มสี กุ รขุนออกสู่ตลาดในปรมิ าณมากเกินความตอ้ งการ ราคาจะต่ำลงทำ
ให้ ผเู้ ลยี้ งขาดทนุ ก็เลิกเลย้ี งกันหรือลดปริมาณการเลี้ยงให้นอ้ ยลง เป็นผล ใหป้ ริมาณสุกรขุนเขา้ ส่ตู ลาด
นอ้ ยลง ราคาจะสงู ขนึ้ ตามความต้องการบริโภค ทำให้เกิดแรงจูงใจใหเ้ กษตรกรกลับมาเลยี้ งสกุ รกันมากขึ้นอกี
เปน็ แบบน้ีสลับกนั ไปในแตล่ ะปี จงึ เรียกว่าเป็นวฎั จกั รสุกร และยงั มีปจั จยั อืน่ ๆ ท่มี ีผลต่อวัฎจกั รสุกรด้วย เช่น
ราคาอาหารสตั ว์ โรคระบาด และภยั ธรรมชาติ เป็นต้น (สากล, 2527 และศรีสวุ รรณ, 2542)
ภาพที่ 1.1 แสดงวัฏจักรการเลี้ยงสกุ ร
4. ปัญหาการผลติ สกุ รของประเทศไทย
อุทยั (2548) ,ศิริพร (2550) และนาม (2550) กลา่ วถึงปัญหา และแนวทางการแก้ไขปัญหาการผลิต
สกุ รของประเทศไทย ดังน้ี
4.1 ด้านการผลิต แบ่งออกได้ดงั นี้
4.1.1 พันธ์ุ และการคดั เลอื กพันธ์ุ แมว้ ่าประเทศไทยเราจะสั่งนำเข้าสุกรพันธุ์ดี จาก
ต่างประเทศเข้ามาเปน็ จำนวนมาก แตไ่ มค่ ่อยได้รบั การปรบั ปรุงหรอื คัดเลอื กพันธใ์ุ หไ้ ดค้ ุณลักษณะที่เหมาะสม
ตอ่ การผลิตเทา่ ท่คี วร ทำให้สกุ รพนั ธ์ุที่มีคณุ ภาพดี มรี าคาแพง เกนิ กว่าท่ีเกษตรรายย่อยจะหาซอ้ื ได้
4.1.2 อาหารสุกร พบวา่ วตั ถดุ บิ และอาหารสกุ รมรี าคาเพม่ิ สงู ขึ้นตลอดทำให้ตน้ ทนุ การผลติ
สุกรสงู ตามไปดว้ ย โดยเฉพาะวตั ถุดบิ อาหารพลังงาน เชน่ รำ ปลายขา้ ว หรือขา้ วโพด จะถูกบรษิ ัทผลติ อาหาร
รายใหญแ่ ยง่ ซอ้ื ไปหมด ทำให้กระทบตอ่ ผ้เู ลยี้ งรายย่อยเป็นอยา่ งมาก
4.1.3 การป้องกนั และควบคุมโรค ปญั หาดา้ นสขุ ภาพของสุกร ถ้าขาดระบบการปอ้ งกัน
และควบคมุ โรคที่ดี ย่อมทำใหป้ ระสิทธภิ าพของการผลติ สกุ รลดลง สกุ รเจ็บปว่ ยหรือตายจากโรค และพยาธิท่ี
รบกวน
4.1.4 การจดั การฟารม์ การจดั การฟาร์มที่ไม่ดีจะสง่ ผลใหก้ ารผลิตสกุ รลดลงหรือไม่ได้
คุณภาพความต้องการ ผ้เู ลี้ยงตอ้ งหมั่นศึกษาหาความรู้ และวิทยาการใหม่ ๆ เพอ่ื เพ่มิ ประสิทธภิ าพการ
ผลิต ตลอดจนการเอาใจใสต่ อ่ ระเบียบฟาร์มใหม้ ากขึ้น
4.2 ดา้ นการตลาด ผู้ผลิตสกุ รตอ้ งการผลติ สกุ รที่มคี ุณภาพดี และมีต้นทนุ การผลิตตำ่ เพือ่ ขาย
ใหม้ กี ำไรมากทส่ี ดุ แต่ปญั หาด้านตลาดยังมอี ยู่หลายด้าน เชน่
4.2.1 ราคาไมแ่ นน่ อน และประมาณการผลิตไมส่ ม่ำเสมอ ขาดการควบคมุ ราคาและปรมิ าณ
การผลติ จากหนว่ ยงานทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง ส่งผลกระทบต่อการจำหนา่ ยผลผลิตของเกษตรกรรายยอ่ ยอยา่ งมาก
4.2.2 คู่แข่งทางการค้า ประเทศไทยเรามีคู่แข่งทางการคา้ ด้านสกุ รและผลิตภัณฑท์ ่ีสง่ ออก
ต่างประเทศมากข้ึน เช่น จนี เวียดนาม สหรัฐอเมรกิ า และสหภาพยโุ รป เป็นตน้ ดงั นัน้ จงึ ตอ้ งเร่งพฒั นา
คณุ ภาพของสนิ คา้ และตน้ ทนุ การผลิตให้สเู้ ขาได้ นอกจากนีบ้ างประเทศ ออกระเบียบ หรอื กฎหมายมากีดกัน
สนิ ค้าจากประเทศคู่แข่งอืน่ ๆ อีก
4.2.3 โรคระบาดในสกุ ร โรคระบาดในสุกรบางโรค สรา้ งความเสยี หายต่อการผลิตสกุ รแล้ว
ยงั อาจไปมผี ลทำใหค้ นติดโรค เกิดบาดเจ็บ หรอื เสียชีวิตได้ เชน่ โรคนปิ ารไ์ วรสั โรคปากและเท้าเปอ่ื ยใน
สุกร ทำใหเ้ ปน็ อุปสรรคต่อการส่งออกสกุ ร และผลติ ภณั ฑจ์ ากสกุ รไปสู่ตลาดตา่ งประเทศ มีการเข้มงวดของ
ประเทศผู้นำเข้า เช่น ญ่ีป่นุ อนุญาตให้นำเขา้ เน้ือสุกรจากประเทศไทยท่ีตอ้ งผ่านขบวนการความร้อน หรอื
มาตรฐานอนื่ ท่กี ระทรวงเกษตรของญ่ปี ุน่ กำหนดไว้ เสียก่อน
4.2.4 ขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล ปัจจุบันเกษตรกรบางส่วน ไมไ่ ดร้ บั การช่วยเหลือจาก
ภาครฐั ในการที่จะดแู ลปัจจยั การผลิต, ผลิตผล และการจำหน่ายผลิตผลใหเ้ กษตรกร ตลอดจนการละเลยต่อ
การจัดการกับสุกรเถ่ือน
4.2.5 ผลการเปดิ ตลาดการค้าเสรกี ับต่างประเทศ จะต้องลดภาษนี ำเข้าสนิ คา้ เนอื้ สุกรทำให้
มผี ลกระทบกับผู้เล้ียงภายในประเทศ เชน่ สัญญากับ AFTA ในปี พ.ศ. 2546 ต้องลดภาษี
จาก 5 - 15 เปอรเ์ ซน็ ต์ ลงเหลือ 0 - 5 เปอร์เซ็นต์ และสญั ญากับ WTO ในปี พ.ศ. 2547 ต้องลดภาษีจาก
39 - 46 เปอร์เซ็นต์ ลงเหลอื 30 - 40 เปอรเ์ ซน็ ต์ เปน็ ต้น
4.3. แนวทางการแก้ไขปญั หาการผลิตสกุ รของไทย
4.3.1 เพม่ิ ความรู้ และทกั ษะแกเ่ กษตรกรผู้เล้ียง ทง้ั ด้านวชิ าการ และเทคโนโลยี
4.3.2 ส่งเสริม และจดั ตั้งสหกรณ์เกย่ี วกบั สุกรข้ึนทุกจังหวัด
4.3.3 มีมาตรการที่ชัดเจนในการควบคมุ และป้องกนั โรคระบาดในสกุ ร
4.3.4 ใหก้ ารสนับสนนุ และส่งเสริมด้านการตลาดแกผ่ ู้เลยี้ งอย่างเป็นรูปธรรม
4.3.5 ให้การสนับสนุน หรือชว่ ยเหลือด้านเงนิ ทุนดำเนินงาน
4.3.6 ปลอ่ ยใหร้ าคาสกุ รเปน็ ไปตามกลไกการตลาด
4.3.7 การปรบั ปรงุ ด้านการส่งออก ดงั นี้
1) พฒั นาการเล้ยี งสกุ รใหม้ คี ุณภาพ และตน้ ทุนต่ำ
2) พฒั นาอุตสาหกรรมเพ่อื การส่งออก
3) พฒั นาโรงฆา่ สัตว์ให้ได้มาตรฐาน
4) พฒั นาสายพันธุ์สุกรให้มคี ณุ ภาพตามตลาดต้องการ
5) มาตรการควบคมุ และป้องกนั โรคท่ีมีประสทิ ธิภาพและสรา้ งความมน่ั ใจได้
6) เข้มงวดการใชส้ ารเคมีและยาสตั ว์ ทม่ี ผี ลกระทบตอ่ คณุ ภาพเน้ือสกุ ร
แนวทางการผลิตสกุ รของประเทศไทย
สมาคมผู้เลี้ยงสกุ รแห่งชาติ (2544), ยคุ ล (2546) และ วิวัฒน์ (2548) กลา่ วถึงแนวทางการผลิตสุกร
ของประเทศไทย ไวด้ งั น้ี
1. เนน้ ต้นทนุ การผลิตทเ่ี หมาะสม (เพมิ่ ประสิทธิภาพการผลติ ลดการสญู เสีย และคา่ ใช้จ่ายท่ี
ฟ่มุ เฟือย)
2. ปรับปรงุ พนั ธุส์ ุกรอยา่ งมรี ะบบ และสามารถพึ่งตนเองได้
3. คำนงึ ถงึ การอนรุ กั ษพ์ ลังงาน และสิ่งแวดลอ้ มจากการทำฟาร์มสกุ ร
4. ดแู ลระบบการผลิต การจดั การฟารม์ ใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
5. ต้นทุนการใช้ทรพั ยากรธรรมชาติ มีแนวโน้มสูงข้นึ เชน่ ค่าน้ำ คา่ ไฟฟ้า และคา่ น้ำมนั เชือ้ เพลิง
เป็นตน้
6. จำนวนฟารม์ จะลดลง แต่ขนาดฟารม์ จะใหญ่ข้นึ
7. ระบบจา้ งเล้ยี งจะเพ่มิ จำนวน และกระจายออกไปมากขนึ้
8. การผลิตสุกร มงุ่ เนน้ ด้านความปลอดภัย และสขุ ภาพของผบู้ รโิ ภคมากข้ึน
9. ปรับระบบการผลิตเป็นแบบเข้าหมด - ออกหมด มากขนึ้
10. เขม้ งวดในการจัดการแกไ้ ขปญั หาไวรัสท่สี ร้างความสูญเสยี ในระบบการผลิต
แบบฝกึ หดั บทที่ 1
จงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี
1. การเลี้ยงสกุ รมีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง
2. ประเภทของฟาร์มสุกรในประเทศไทยมกี ป่ี ระเภท อะไรบ้าง
3. แนวทางแกไ้ ขปญั หาการผลติ สุกรของประเทศไทยมอี ย่างไรบา้ ง
4. แนวทางการผลติ สกุ รของประเทศไทยมีอยา่ งไรบา้ ง
แนวตอบแบบฝกึ หดั บทท่ี 1
1. การเลยี้ งสกุ รมคี วามสำคญั ต่อประเทศไทย ดงั นี้
1.1 สุกรเป็นแหลง่ อาหารโปรตนี ท่ีสำคญั มผี ู้นยิ มบริโภคมากกว่าเนื้อสัตวป์ ระเภทอ่นื
1.2 สามารถประกอบเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลกั เพิม่ รายได้แกเ่ กษตรกรไดด้ ี
1.3 อุตสาหกรรมการเลีย้ งสกุ รกอ่ ใหเ้ กิดการลงทุนอตุ สาหกรรมอน่ื ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
มากมาย ทำให้ประชาชนมงี านทำมากขน้ึ เศรษฐกจิ ของประเทศดีขน้ึ
1.4 สามารถสง่ ออกต่างประเทศสรา้ งรายไดใ้ หก้ ับประเทศไดอ้ ย่างมาก
1.5 สกุ รเป็นสตั วเ์ ศรษฐกจิ ท่ีมีวงจรการผลิตสน้ั เลย้ี งงา่ ย สรา้ งรายไดด้ ี จึงเหมาะสม
ทีจ่ ะนำมาใช้ในการพัฒนาอตุ สาหกรรม การเลย้ี งสตั ว์ของประเทศได้อย่างดี
2. ฟาร์มสุกรในประเทศไทยมี 3 ประเภท ดังนี้
2.1 ฟารม์ สุกรขนุ
2.2 ฟารม์ สุกรพันธ์ุ
2.3 ฟารม์ สุกรแบบครบวงจร
3. แนวทางการแก้ไขปัญหาการผลติ สุกรของไทย มีดังนี้
3.1 เพ่มิ ความรแู้ ละทกั ษะแก่เกษตรกรผู้เลี้ยง ทง้ั ด้านวิชาการและเทคโนโลยี
3.2 สง่ เสริม และจดั ตงั้ สหกรณ์เกยี่ วกับสุกรข้นึ ทกุ จงั หวัด
3.3 มมี าตรการท่ชี ัดเจนในการควบคุมและปอ้ งกันโรคระบาดในสกุ ร
3.4 ให้การสนบั สนุนและสง่ เสริมดา้ นการตลาดแก่ผู้เลีย้ งอย่างเปน็ รปู ธรรม
3.5 ให้การสนับสนุนหรือชว่ ยเหลือด้านเงินทุนดำเนนิ งาน
3.6 ปล่อยให้ราคาสกุ รเปน็ ไปตามกลไกการตลาด
4. แนวทางการผลติ สุกรของไทยมีดงั นี้
4.1 เน้นตน้ ทนุ การผลติ ที่เหมาะสม
4.2 ปรับปรงุ พนั ธสุ์ กุ รอย่างมรี ะบบ และสามารถพ่ึงตนเองได้
4.3 คำนึงถงึ การอนุรกั ษพ์ ลังงาน และส่งิ แวดล้อมจากการทำฟาร์มสุกร
4.4 ดแู ลระบบการผลิต การจัดการฟาร์มใหเ้ ปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
4.5 ต้นทนุ การใช้ทรพั ยากรธรรมชาติ มแี นวโนม้ สงู ข้ึน
4.6 จำนวนฟาร์มจะลดลง แต่ขนาดฟาร์มจะใหญ่ขึ้น
4.7 ระบบจา้ งเล้ยี งจะเพ่มิ จำนวน และกระจายออกไปมากข้นึ
4.8 การผลิตเนอ้ื สกุ รมุ่งเนน้ ดา้ นความปลอดภยั ของสุขภาพของผ้บู ริโภคมากขน้ึ
4.9 ปรับระบบการผลิตเป็นแบบเขา้ หมด - ออกหมดมากขน้ึ
4.10 เขม้ งวดในการจัดการแกไ้ ขปญั หาท่ีสร้างความสูญเสียในระบบการผลิต
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2 วชิ า การเลยี้ งสุกร
รหสั วิชา 20501-2304 สัปดาห์ที่ 3 - 4
ชื่อหน่วย พนั ธ์ุสุกรและการคัดเลือกพันธ์ุ
สาระสาคญั
พนั ธุ์สุกรทด่ี ียอ่ มเป็นปัจจยั สำคญั ในกำรเพ่มิ ประสิทธิภำพกำรผลติ ของฟำร์ม ซ่ึงพนั ธุ์สุกรทใ่ี ห้ผล
ผลติ ดี ตรงตำมควำมตอ้ งกำรของตลำดตำมคณุ ภำพซำกของสุกรประเภทเน้ือ และเบคอนน้นั มอี ยหู่ ลำย
พนั ธุด์ ว้ ยกนั โดยแตล่ ะพนั ธุ์จะมคี ณุ ลกั ษณะประจำพนั ธุ์แตกต่ำงกนั ไป ผเู้ ล้ียงสุกรควรมีควำมรู้ ควำม
เขำ้ ใจในเรื่องพนั ธุ์ และลกั ษณะมำตรฐำนของสุกรท่จี ะนำมำเป็นพอ่ - แมพ่ นั ธุ์ ทำให้สำมำรถคดั เลือก
และตดั สินสุกรพนั ธุ์ที่ดีมปี ระสิทธิภำพในกำรผลิตสูง เหมำะสมกบั กำรผลิตสุกรเชิงพำณิชย์
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. จำแนกประเภทของสุกรได้
2. อธิบำยพนั ธุ์ และลกั ษณะประจำพนั ธุ์สุกรที่นิยมเล้ียงในประเทศไทยได้
3. อธิบำยควำมสำคญั ของกำรคดั เลือกสุกรได้
4. อธิบำยหลกั เกณฑใ์ นกำรคดั เลอื กสุกรได้
5. อธิบำยลกั ษณะมำตรฐำนของสุกรพอ่ - แมพ่ นั ธุไ์ ด้
6. คดั เลือกสุกรพนั ธุท์ ดี่ ีได้
สาระการเรยี นรู้
1. ประเภทของสุกร
2. พนั ธุ์ และลกั ษณะประจำพนั ธุข์ องสุกร
3. กำรคดั เลือกพนั ธุ์
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. .ให้นกั เรียนทารายงานเก่ียวกับพนั ธ์สุกรและรายงานหน้าช้ันเรียน
2. ให้นักเรียนดพู ันธ์สุ ุกร
1. ส่ือกำรเรียนการสอน
1. ใบควำมรู้
2. รูปภำพสุกร
2. การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแต่งกำย กำรตรงตอ่ เวลำ
2. แบบทดสอบ
บทท่ี 2
พันธ์ุสุกรและการคดั เลอื กพนั ธ์ุ
ประเภทของสุกร
พนั ธุ์สุกร เป็นปัจจยั ที่สำคญั อีกปัจจยั หน่ึง ต่อกำรผลติ สุกรให้ประสบผลสำเร็จ ซ่ึงปัจจุบนั มีพนั ธุ์
สุกรที่เล้ียงกนั อยู่ทวั่ โลกไม่นอ้ ยกวำ่ 80 พนั ธุม์ ที ้งั พนั ธุ์ด้งั เดิม และพนั ธุ์ทปี่ รบั ปรุงข้ึนมำใหม่ (ถวลั ย,์ 2526)
ไดม้ ีกำรพฒั นำพนั ธุ์สุกรให้มีสมรรถภำพกำรให้ผลิตผลท่ีดี มีเน้ือแดงมำก มนั น้อย เพ่ือสนองต่อควำม
ตอ้ งกำรของผูบ้ ริโภค สำมำรถจำแนกประเภทของสุกรตำมลกั ษณะคณุ ภำพซำก ได้ 3 ประเภท (สุกญั ญำ,
2539 และศรีสุวรรณ, 2542 ) ดงั น้ี
1. ประเภทมัน (Lard Type) เป็ นสุกรพนั ธุ์ด้ังเดิม มีลักษณะลำตวั ส้ันอว้ นกลม ขำค่อนขำ้ งส้ัน
ไขมนั มำก โตชำ้ สะโพกเลก็ คำงยอ้ ย ไมน่ ิยมเล้ียงเชิงพำณิชย์ และปัจจบุ นั นิยมบริโภคน้ำมนั พืชกนั มำก
ข้ึน ทำใหก้ ำรเล้ยี งสุกรประเภทน้ีเร่ิมลดนอ้ ยลง จนบำงพนั ธุ์คอ่ ย ๆ สูญพนั ธุ์ไปไดแ้ ก่ สุกรพนั ธุ์พ้นื เมืองของ
ไทย และจีน เช่นพนั ธุไ์ หหลำ, รำด, เหมยซำน และจินหวั เป็นตน้
2. ประเภทเนื้อ (Meat Type) เป็นสุกรพนั ธุด์ ้งั เดิมของยโุ รปและอเมริกำ ท่ไี ดร้ บั กำรปรบั ปรุงพนั ธุ์
ข้ึนมำใหม่ ให้มีเน้ือแดงมำกข้ึน ไขมนั น้อยลง จึงมีรูปร่ำงสันทดั แผ่นหลงั กวำ้ ง สะโพกใหญ่ไหล่หนำ ลำ
ตวั หนำลึก หลงั ค่อนขำ้ งโคง้ คณุ ภำพซำกดีใหล้ กู ดก เติบโตเร็ว มีอตั รำกำรแลกน้ำหนกั ดีพอสมควร เช่น
พนั ธุ์ดูร็อค แฮมเชียร์ เบิร์กเชียร์ และโปแลนดไ์ ชน่ำ เป็นตน้
3. ประเภทเบคอน (Bacon Type) เป็ นสุกรพนั ธุ์ที่ไดร้ ับกำรปรับปรุงจำกสุกรประเภทเน้ือ ให้มี
ลำตวั ยำว มีไขมนั บำงที่สุด เพอ่ื จะไดส้ ่วนของเน้ือสำมช้นั ที่มีคณุ ภำพดีมำทำเป็นผลิตภณั ฑท์ เ่ี รียกวำ่ เบคอน
สุกรประเภทน้ีจะมลี ำตวั ยำวลกึ หัวเล็ก ลำตวั ตรงแคบ ทอ้ งรัด สะโพกใหญ่ ให้เน้ือมำก ไขมนั สันหลงั บำง
คุณภำพซำกดี ใหล้ ูกดก อตั รำแลกน้ำหนกั ดีมำก ไดแ้ ก่พนั ธุแ์ ลนดเ์ รซ และพนั ธุล์ ำร์จไวท์ เป็นตน้
สุกรประเภทมนั (ด้งั เดิม) สุกรประเภทเน้ือ (ปรับปรุง)
ภาพที่ 2.1 แสดงลกั ษณะสุกรประเภทมนั และประเภทเน้ือ
ทมี่ ำ : Krider and Carroll (1971)
พันธ์ุและลักษณะประจาพันธ์ุสุกรทเี่ ลยี้ งในประเทศไทย
1. พันธ์ุพ้ืนเมือง (Native breeds) ศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวว่ำนับวนั สุกรพนั ธุ์ เหล่ำน้ีจะหมด
ควำมสำคญั ลงไป ทุกขณะ ไม่นิยมเล้ียงเชิงพำณิชย์ เป็นสุกรมีขนำดตวั เล็ก หลงั แอ่น พุงหย่อน หนงั หนำ
สะโพกเล็ก โตชำ้ อตั รำกำรเจริญเตบิ โตต่ำ ประมำณ 180 - 350 กรัมตอ่ วนั ใชเ้ วลำเล้ียงนำน 12 - 15 เดือน จึง
จะไดน้ ้ำหนกั ประมำณ 90 กิโลกรัม ตอ้ งใช้อำหำร 5 - 7 กิโลกรัม ในกำรสร้ำงน้ำหนักตวั 1 กิโลกรัม แต่มี
ควำมอดทนตอ่ สภำพแวดลอ้ มท่ไี มเ่ หมำะสมไดด้ ี แมจ้ ะเล้ยี งแบบปล่อยปละละเลย (อลงกลด และเรืองวิทย,์
2543) ไดแ้ ก่พนั ธุส์ ุกร ดงั น้ี
1.1 พนั ธุ์ไหหลำ สันนิษฐำนว่ำถูกนำมำจำกทำงตอนใต้ของประเทศจีน คนจีนเรียกว่ำ ไห
หนาน (Hainan) เล้ียงกนั มำกในหมู่ชำวจีนแถบภำคกลำง ตะวนั ออก ตะวนั ตกและภำคใตข้ องไทย เป็ น
สุกรที่มีลกั ษณะลำตวั สีดำทอ้ งขำว หรือดำปนขำว หัวไม่โตเกินไป จมูกยำวแอ่นเล็กน้อย หูต้งั หลงั แอ่น
ทอ้ งยำน คำงยอ้ ย ไหลก่ วำ้ ง สะโพกเลก็ ขอ้ ขำท้งั 4 อ่อนเหมอื นตีนเป็ด ให้ลูกดก เล้ยี งลูกเก่ง โตชำ้ มคี วำม
อดทนดี ขนุ ใหอ้ ว้ นไดง้ ำ่ ย จดั เป็นสุกรพ้ืนเมืองที่มีลกั ษณะทำงเศรษฐกิจดีทส่ี ุด เม่ือโตเต็มท่ี ตวั ผหู้ นกั 125
- 150 กิโลกรมั ตวั เมยี หนกั 90 - 110 กิโลกรัม (ภำพที่ 2.2)
ภาพท่ี 2.2 แสดงสุกรพนั ธุไ์ หหลำ ทม่ี ำ : Eusebio (1984)
1.2 พนั ธุค์ วำย เล้ียงกนั มำกแถบภำคเหนือของไทย มขี นำดใหญ่ท่ีสุดในสุกรพ้ืนเมอื งด้วยกนั
ลกั ษณะคลำ้ ยพนั ธุไ์ หหลำ แต่จะมีสีดำเขม้ กว่ำ อำจมีสีขำวทีพ่ ้ืนทอ้ งและท่ีขำบำ้ ง ลำตวั คอ่ นขำ้ งใหญ่ โครง
กระดูกใหญ่ จมูกตรงและส้ัน ลำตวั ส้ันกว่ำพนั ธุ์ไหหลำ ใบหูใหญ่ปรกเล็กนอ้ ย คำงยอ้ ย ผิวหนงั ย่น พุง
หยอ่ น หลงั แอ่น สะโพกเล็ก ขอ้ ขำอ่อน อว้ นยำก ที่ขอบตำ มีขนสีขำวรอบ ๆ ตำชัดเจน บำงคร้ังจึงเรียกว่ำ
หมูตาขาว เมอื่ โตเต็มท่ตี วั ผหู้ นกั 160 - 180 กิโลกรัม และ ตวั เมียหนกั 90 - 120 กิโลกรัม
ภาพท่ี 2.3 แสดงสุกรพนั ธุพ์ ้ืนเมอื งของไทย (ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ีใชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำร
สอน)
1.3 พนั ธุ์รำด หรือกระโดน เล้ียงกันมำกทำงภำคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่ำงของไทย
(บรุ ีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ) ลกั ษณะลำตวั สีดำ มสี ีขำว 6 แห่ง คอื ปลำยจมกู ปลำยหำง และเทำ้ ท้งั ส่ี ตวั เล็ก
และส้นั ป้อม (มซี ่ีโครง 8 - 9 คู)่ หูเล็กต้งั หนำ้ แหลม ปรำดเปรียว กระดกู เลก็ เน้ือแน่น โตชำ้ เมอื่ โตเตม็ ท่ีตวั
ผหู้ นกั 90 - 110 กิโลกรมั ตวั เมยี หนกั 80 - 90 กิโลกรัม
1.4 พนั ธุพ์ วง เล้ยี งกนั มำกทำงภำคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย ลำตวั มีขนำดเล็ก สี
ดำ ผิวหนงั หยำบ และหนำ คำงใหญ่ไหล่กวำ้ ง หลงั แอ่น สะโพกเล็ก เมื่อโตเตม็ ท่ีผิวหนงั จะหยำบย่นมำก
ตวั ผหู้ นกั 90 - 110 กิโลกรมั ตวั เมียหนกั 80 - 90 กิโลกรมั
ภาพที่ 2.4 แสดงสุกรพนั ธุเ์ หมยซำน
(ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ีใช้เป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
1.5 พนั ธุ์เหมยซำน (Meishan) เป็นพนั ธุ์พ้ืนเมืองของสำธำรณรัฐประชำชนจีน และ เป็นสำย
พันธุ์หน่ึงของพันธุ์ไท้หู รัฐบำลจีนได้น้อมเกล้ำถวำยแด่สมเด็จพระเทพรัตนรำชสุดำ ฯ เมื่อวันท่ี 19
มิถุนำยน พ.ศ. 2524 จำนวน 4 คู่ เพื่อขยำยพนั ธุ์ และเผยแพร่แก่เกษตรกรรำยย่อย ลกั ษณะทว่ั ไป มีสีดำ
ปลอด หนำ้ ผำกยน่ หลงั แอ่น ทอ้ งยำนเกือบถึงพ้ืน ใบหูใหญป่ รกลง ตวั เลก็ ลำตวั อว้ นกลม หนงั หนำเหมอื น
หมูป่ ำ หำกินเก่งสำมำรถใช้อำหำรหยำบต่ำง ๆ ได้ดี มีคุณภำพซำกต่ำ โตช้ำ จึงไม่เหมำะที่จะเล้ียงเชิง
พำณิชย์ มีเตำ้ นม 16 - 18 เตำ้ ใหน้ ้ำนมมำก เล้ยี งลูกเกง่ เป็นพนั ธุ์สุกรท่ี ยอมรับกนั วำ่ ให้ลูกดกท่ีสุด (18 - 24
ตวั ตอ่ ครอก) เป็นหนุ่มเป็นสำวเร็ว เมื่อโตเต็มท่หี นกั ประมำณ 170 - 190 กิโลกรมั (ภำพท่ี 2.4)
ภาพที่ 2.5 แสดงสุกรพนั ธุ์จินหัว (ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ทใี่ ชเ้ ป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
1.6 พนั ธุ์จินหวั (Jinhua) เป็นพนั ธุพ์ ้นื เมอื งของสำธำรณรฐั ประชำชนจีน ท่รี ัฐบำลจีนนอ้ มเกลำ้
ถวำยแดส่ มเดจ็ พระบรมรำชินีนำถ เม่อื วนั ท่ี 23 พฤษภำคม พ.ศ. 2542 เพ่อื กำรส่งเสริมอำชีพแก่เกษตรกร
ในพ้ืนที่สูง ตำมโครงกำรตำมพระรำชดำริ ลกั ษณะทวั่ ไป ลำตวั สีขำว แต่ที่ส่วนหัว และบ้นั ทำ้ ย มีสีดำ จึง
เรียกวำ่ Two end black ใบหูปรก ตวั เลก็ ผวิ หนงั บำง ให้ลกู ดก จำนวนเตำ้ นมเฉล่ยี 16 เตำ้ เน้ือละเอยี ด จดั
ว่ำเป็นสุกรทีน่ ำมำผลติ แฮม ไดด้ ีท่ีสุดพนั ธุห์ น่ึง โตเต็มทหี่ นกั ประมำณ 110 - 140 กิโลกรัม (ภำพท่ี 2.5)
ภาพท่ี 2. 6 แสดงพนั ธุ์สุกรป่ ำ (ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ใี ชเ้ ป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
1.7 สุกรป่ ำ เป็นสุกรป่ ำเดิมแถบเอเชีย (East indica pig) เล้ียงกนั ตำมภำคต่ำง ๆ ของประเทศ
ไทย ตวั เลก็ กลม ผวิ หนงั หนำ ขนหยำบแขง็ มีสีน้ำตำลเขม้ หรือสีดำเขม้ หรือมสี ีดอกเลำ หนำ้ แหลมยำวกว่ำ
สุกรพ้นื เมืองพนั ธุ์อ่ืน ๆ ขำมขี นำดเลก็ เรียว ดูปรำดเปรียว เติบโตชำ้ ให้ลูกไม่ดก ทนทำนสภำพแวดลอ้ มดี
นิยมเล้ียงกนั อยู่ 2 พนั ธุ์ คอื พนั ธุห์ นำ้ ยำว และพนั ธุห์ นำ้ ส้นั เม่อื โตเตม็ ท่ีหนกั ประมำณ 80 กิโลกรมั (ภำพท่ี
2.6)
2. พันธ์ุต่างประเทศ (Exotic breeds) นำม (2537) และศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวว่ำ สุกรพนั ธุ์จำก
ต่ำงประเทศ ส่วนใหญ่จะนำเขำ้ มำจำกยโุ รป แคนำดำ และสหรฐั อเมริกำ โดยภำครัฐและเอกชน เพื่อผลทำง
กำรคำ้ และกำรปรับปรุงพนั ธุ์สุกรในประเทศให้มคี ณุ ภำพดีข้ึน สุกรพนั ธุ์เหลำ่ น้ีไดร้ ับกำรปรบั ปรุงพนั ธุ์ ให้
ตรงกบั ควำมตอ้ งกำรของตลำด เช่นคุณภำพซำกดี เติบโตเร็ว อตั รำกำรแลกน้ำหนกั ดีมำก ซ่ึงปัจจุบนั สุกร
พนั ธุท์ ่ไี ดร้ บั ควำมนิยมเล้ยี งในประเทศไทย มีดงั น้ี
ภาพท่ี 2.7 แสดงสุกรพนั ธุ์ลำร์จไวท์
(ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ที่ใชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
2.1 พนั ธุ์ลำร์จไวท์ (Large White) ถ่ินกำเนิดอยปู่ ระเทศองั กฤษ ลกั ษณะประจำพนั ธุ์ คือ ผิว
และขนสีขำวตลอดตวั ใบหูต้งั ลำตวั ยำว หวั ขนำดปำนกลำง ไหลห่ นำ หลงั ค่อนขำ้ งตรง ขำแข็งแรง ให้ลกู
ดก เล้ียงลกู เกง่ เตบิ โตเร็ว คณุ ภำพซำกดีใหผ้ ลผลติ เบคอน และเน้ือแดงคณุ ภำพดี อตั รำแลกน้ำหนกั ดี เมอื่
โตเต็มที่หนัก 250 - 360 กิโลกรัม นิยมนำไปผสมขำ้ มพนั ธุ์ผลิตแม่สองสำยที่มีคุณภำพดี เหมำะสมที่จะใช้
เป็นท้งั สำยพ่อพนั ธุ์ และแมพ่ นั ธุ์
ภาพที่ 2.8 แสดงสุกรพนั ธุ์แลนดเ์ รซ
(ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ทใ่ี ชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
2.2 พนั ธุ์แลนดเ์ รซ (Landrace) ถ่ินกำเนิดอยปู่ ระเทศเดนมำร์ก ลกั ษณะประจำพนั ธุ์คือผวิ และ
ขนสีขำวตลอดตวั หูใหญ่ปรกไปขำ้ งหน้ำ หลงั ตรง ลำตวั ยำวลึก มีซ่ีโครงมำกถึง 16 - 17 คู่ (สุกรปกติมี
ซี่โครง 15 - 16 คู่) หวั เล็กเรียว สะโพกใหญเ่ ด่นชดั ให้ลูกดก เป็นแม่ทดี่ ี เล้ียงลูกเกง่ โตเร็ว คณุ ภำพซำกดี
มำก ไขมนั สันหลงั บำง นำมำผลติ เบคอนคุณภำพดีมำก ขำและขอ้ เทำ้ เลก็ ยำว ทำใหม้ ีปัญหำดำ้ นขำอ่อน ไม่
คอ่ ยแขง็ แรง แต่มคี วำมสมบรู ณ์พนั ธุ์สูง และนิยมใชเ้ ป็นสำยแมพ่ นั ธุ์ ในกำรผลติ แม่พนั ธุส์ องสำยเลอื ด โต
เต็มทห่ี นกั 250 - 360 กิโลกรัม (ภำพท่ี 2.8)
ภาพท่ี 2.9 แสดงสุกรพนั ธุ์ดูร็อค (ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ทีใ่ ชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
2.3 พนั ธุด์ ูร็อค (Duroc) มถี ่ินกำเนิดอยปู่ ระเทศสหรฐั อเมริกำ ลกั ษณะประจำพนั ธุ์คอื ผิวหนงั และขนมี
สีแดง ควำมเขม้ ของสีขนจะแตกต่ำงกนั ไปต้งั แต่สีเหลืองทองไปจนถึงสีแดงเขม้ หรือน้ำตำลแก่ โคนหูต้งั
ปลำยหูปรกลง ลำตวั ส้ันหนำ หลงั โคง้ หนำ้ ส้ัน หัวใหญ่ สะโพกใหญ่ ไหล่หนำ ขำใหญ่แข็งแรง ให้ลกู ดก
ปำนกลำง เล้ียงลกู ไม่เก่ง คุณภำพซำกดี อว้ นง่ำยมไี ขมนั หนำกว่ำพนั ธุล์ ำร์จไวทแ์ ละแลนดเ์ รซ เตบิ โตเร็ว
มำกในระยะ 90 กิโลกรัมแรก หลงั จำกน้ันจะมีกำรสะสมไขมนั มำกกว่ำสุกรพนั ธุ์อ่ืน แข็งแรงทนทำนต่อ
สภำพแวดลอ้ มไดด้ ี นิยมใช้เป็นสำยพ่อพนั ธุ์เพื่อผลติ สุกรขุนลูกผสมสำมสำยเลือด โตเต็มท่ีหนัก 250 - 390
กิโลกรัม (ภำพท่ี 2.9)
ภาพที่ 2.10 แสดงสุกรพนั ธุ์เปี ยแตรงหรือเพียเทรน (ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ที่ใช้เป็นส่ือกำรเรียน
กำรสอน)
2.4 พนั ธุ์เปี ยแตรง หรือเพียเทรน (Pietrain) มีถิ่นกำเนิดอยปู่ ระเทศเบลเย่ียม ลกั ษณะประจำ
พนั ธุ์ คือ มีสีดำปนขำว และสีเหลืองสลบั ดำ ใบหูต้งั หัวเรียวเล็ก ไหล่กวำ้ ง หลงั กวำ้ ง สะโพกกลมใหญ่
เห็นกลำ้ มเน้ือเป็นมดั ๆ มีเปอร์เซ็นตเ์ น้ือแดงมำกที่สุด ให้ลูกดกพอสมควร เล้ียงลูกไม่เก่ง อตั รำกำรแลก
น้ำหนกั ดี แต่โตชำ้ ต่ืนตกใจง่ำย ไม่ทนร้อนจะช็อคตำยง่ำย และเน้ือมีลกั ษณะสีซีดและฉ่ำน้ำ (Pale Soft
Exudative : PSE) นิยมนำมำผสมข้ำมพนั ธุ์เพื่อกำรผลิตสุกรขุนสำมสำยเลือด โตเต็มท่ีหนัก 180 - 220
กิโลกรมั (ภำพท่ี 2.10)
ศูนยว์ จิ ยั และฝึกอบรม กำรเล้ียงสุกรแห่งชำติ มหำวิทยำลยั เกษตรศำสตร์ วิทยำเขตกำแพงแสน ไดม้ ี
กำรปรับปรุงสมรรถภำพกำรผลติ ของสุกรพนั ธุ์จำกตำ่ งประเทศท้งั 4 สำยพนั ธุ์ ทีเ่ ล้ียงในประเทศไทย ต้งั แต่
พ.ศ. 2537 - 2544 ไดผ้ ล ดงั ในตำรำงท่ี 2.1
นอกจำกน้ี มีสุกรอีกหลำยพนั ธุ์ท่ีมีเล้ียงกนั อยู่ ท้งั ที่เป็นพนั ธุ์แท้ และพนั ธุ์ลูกผสมที่ปรับปรุงพนั ธุ์
ข้ึนมำ เช่น พนั ธุแ์ ฮมเชียร์ (Hampshire), พนั ธุ์เชียงใหม่ 2 (สำยพนั ธุด์ ูร็อค), พนั ธุป์ ำกช่อง 3 (ลกู ผสมพนั ธุ์
ลำร์จไวท์ กบั เปี ยแตรง), พนั ธุ์เบ 91, เบ 22 (บริษทั เบทำโกรฯ), พนั ธุ์.ซี.พี. 21 และพนั ธุ์ ซี.พี. 73 (บริษทั
เจริญโภคภณั ฑอ์ ุตสำหกรรม จำกดั ) เป็นตน้ เพ่อื กำรผลติ สุกรขนุ เป็นหลกั
ตารางที่ 2.1 แสดงสมรรถภำพกำรผลิตของสุกรจำกกำรทดสอบพนั ธุข์ องศนู ยว์ ิจยั และฝึกอบรม
กำรเล้ียงสุกรแห่งชำติ
ลกั ษณะ พนั ธุส์ ุกร
แลนดเ์ รซ ลำร์จไวท์ ดรู ็อค เปี ยแตรง
อตั รำกำรเจริญเตบิ โต (กรมั / วนั ) 824 825 795 797
อตั รำกำรแลกน้ำหนกั 2.27 2.20 2.30 2.42
ควำมหนำไขมนั สนั หลงั (ม.ม.) 13.47 13.70 14.00 10.19
พ้นื ท่ีหนำ้ ตดั เน้ือสัน (ตร.ซม.) 33.21 34.71 33.07 43.51
เปอร์เซ็นตเ์ น้ือแดง (%) 53.67 54.05 53.36 58.50
ท่มี ำ : นำม (2546)
การคัดเลือกพนั ธ์ุ หมำยถงึ กำรคดั เลือกสุกรท่ีมีคณุ สมบตั ิในกำรผลติ ดีกว่ำค่ำเฉลี่ยของฝูง นำไปทำ
พนั ธุ์หรือผลติ สุกรไดอ้ ยำ่ งมปี ระสิทธิภำพต่อไป (ถวลั ย,์ 2526 และ ศรีสุวรรณ, 2542)
1. ความสาคัญของการคัดเลือกพันธ์ุ กำรทำฟำร์มสุกรให้ประสบควำมสำเร็จไดน้ ้นั ตอ้ งมีพนั ธุ์สุกรทดี่ ี ซ่ึง
เป็ นปัจจัยที่สำคัญอย่ำงหน่ึงท่ีทำให้ผลิตสุกรได้อย่ำงมีประสิทธิภำพตำมเป้ำหมำยของฟำร์ม และกำร
คดั เลอื กพนั ธุ์เป็นเคร่ืองมือที่สำคญั ในกำรปรบั ปรุงพนั ธุ์ให้สมั ฤทธ์ิผลตำมตอ้ งกำร นอกจำกน้ีสุกรพนั ธุ์ท่ีมี
คุณลกั ษณะทดี่ ี จะช่วยทำใหก้ ำรคดั ทิ้ง หรือควำมตอ้ งกำรสุกรพนั ธุ์ทดแทนลดลง ดงั น้นั ในกำรคดั เลือกสุกร
พนั ธุจ์ ึงตอ้ งละเอียด รอบคอบ และพถิ พี ถิ นั เป็นอยำ่ งมำก
2. หลกั เกณฑ์ในการคัดเลอื กสุกรพันธ์ุ
ภรณี (2528), สุกญั ญำ (2539) และศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวถึงหลกั เกณฑใ์ นกำรคดั เลือกสุกรพนั ธุ์ ดงั น้ี
2.1 พิจำรณำจำกรูปร่ำงลกั ษณะภำยนอก(Conformation)เป็นวิธีกำรประเมนิ ควำมสำมำรถของ
สุกร ซ่ึงมองเห็นดว้ ยสำยตำ โดยพิจำรณำจำกรูปร่ำงลกั ษณะภำยนอก โครงร่ำงของร่ำงกำย ถูกตอ้ งตำมสำย
พนั ธุ์ ลกั ษณะท่ีแสดงถงึ ควำมสำมำรถในกำรใช้ทำพนั ธุ์ไดด้ ี เช่นลกั ษณะเตำ้ นม ควำมแข็งแรงของขำและ
ขอ้ เทำ้ เป็นตน้
2.2 พิจำรณำจำกพนั ธุ์ประวตั ิ (Pedigree) เป็ นวิธีกำรคัดเลือกสุกรพนั ธุ์โดยใช้บันทึกพันธุ์
ประวตั ิของตวั สุกรเอง และของบรรพบรุ ุษ ต้งั แต่รุ่นพ่อแม่ (parent : P) ยอ้ นข้ึนไปรุ่นป่ ู ย่ำ ตำ ยำย (grand
parent : GP) และรุ่นทวด (great grand parent : GGP) มำร่วมพจิ ำรณำ กำรทีจ่ ะทำให้กำรคดั เลือกพนั ธุไ์ ดเ้ ร็ว
และแม่นยำ น้ัน ตอ้ งอำศยั บนั ทึกพนั ธุ์ประวตั ิที่สมบูรณ์ ท่ีมีขอ้ มลู ดำ้ นกำรให้ผลิตผล (production record)
โดยเฉพำะเก่ียวกบั ลกั ษณะทสี่ ำคญั ทำงเศรษฐกิจในสุกร เช่น
2.2.1 อตั รำกำรเจริญเติบโต (Growth Rate) หรือน้ำหนกั เพ่ิมต่อวนั (Average Daily Gain :
ADG) สุกรที่มีอตั รำกำรเจริญเตบิ โตเร็ว กม็ แี นวโนม้ วำ่ จะมีประสิทธิภำพกำรให้ผลผลิตสูง เช่น ให้ปริมำณ
เน้ือแดงไดม้ ำกกว่ำ สุกรในวยั เดียวกนั ท่เี จริญเติบโตชำ้ กวำ่ และสำมำรถใชป้ ระเมินถึงควำมสำมำรถในควำม
เป็นแมส่ ุกรท่ีดีได้
2.2.2 อัตรำแลกน้ำหนัก หรืออัตรำแลกเน้ือ (Feed Conversion Rate : FCR)หมำยถึง
ควำมสำมำรถของสุกรในกำรเปล่ียนอำหำรทก่ี ินกลบั มำเป็ นน้ำหนกั ตวั ดงั น้นั สุกรทก่ี ินอำหำรนอ้ ย แตเ่ พิ่ม
น้ำหนักตัวได้มำก จึงเป็ นที่ต้องกำรของผู้เล้ียง และลักษณะน้ีจะมีสหสัมพันธ์ทำงบวก กับอัตรำกำร
เจริญเติบโตดว้ ย
2.2.3 ลกั ษณะซำก (Carcass Traits) เป็ นกำรพิจำรณำถึงปริมำณเน้ือแดง ไขมันกระดูก
และส่วนอื่น ๆ ท่ีบริโภคได้ จึงควรทำกำรคดั เลอื กพนั ธุ์เพื่อให้ไดส้ ่วนของกลำ้ มเน้ือมำกที่สุด โดยเฉพำะ
ส่วนของเน้ือสันและสะโพก กำรประเมินลกั ษณะซำกนิยมใชว้ ิธีวดั ควำมหนำไขมนั สันหลงั ดว้ ยบรรทดั วดั
ไขมนั สนั หลงั (Back fat probe) หรือวดั ดว้ ยเคร่ืองอลั ตร้ำโซนิค (Real time Ultrasonic) ซ่ึงควำมหนำไขมนั
สันหลังของสุกร จะมีค่ำสหสัมพนั ธ์ทำงลบกับพ้ืนท่ีหน้ำตัดเน้ือสัน และพ้ืนท่ีหน้ำตดั เน้ือสัน จะมีค่ำ
สหสมั พนั ธท์ ำงบวกกบั เปอร์เซน็ ตเ์ น้ือแดง
2.2.4 สมรรถภำพทำงกำรสืบพนั ธุ์ สุกรทีม่ สี มรรถภำพทำงกำรสืบพนั ธุ์ดี มคี วำมสมบูรณ์
พนั ธุส์ ูง ยอ่ มจะมโี อกำสให้ลูก - หลำนไวส้ ืบพนั ธุต์ อ่ ไปไดม้ ำกกว่ำ สุกรทม่ี คี วำมสมบูรณพ์ นั ธุต์ ่ำ ซ่ึงจะถูก
คดั ทิ้งออกไปโดยอตั โนมตั ิ ควำมสำมำรถในกำรถำ่ ยทอดลกั ษณะตำ่ ง ๆ ไปสู่ลกู หลำนจะแตกตำ่ งกนั ไปตำม
ค่ำของอตั รำพนั ธุกรรม (Heritability : h2 ) โดยลักษณะที่มีค่ำอัตรำพนั ธุกรรมสูง ๆ จะสำมำรถถ่ำยทอด
ลกั ษณะไดด้ ีกว่ำ ลกั ษณะท่ีมีค่ำอตั รำพนั ธุกรรมต่ำ ๆ นอกจำกน้ีควรไดพ้ ิจำรณำถึงลกั ษณะที่ผิดปกติทำง
กรรมพนั ธุ์ ซ่ึงสำมำรถถ่ำยทอดไปสู่ลูกหลำนไดแ้ ละมีผลกระทบต่อประสิทธิภำพกำรผลิตสุกร เกิดควำม
สูญเสีย ดงั น้นั ในกำรคดั เลอื กพนั ธุ์ให้เกิดประสิทธิผล จึงตอ้ งคำนึงถงึ ค่ำอตั รำพนั ธุกรรม และพยำยำมกำจดั
ลกั ษณะผิดปกติเหลำ่ น้นั ออกไปจำกฝงู สุกร (ตำรำงท่ี 2.2 และ 2.3)
ตารางท่ี 2.2 แสดงค่ำอตั รำพนั ธุกรรมของลกั ษณะตำ่ ง ๆ ในสุกร
ลกั ษณะ ค่ำอตั รำพนั ธุกรรม
ควำมยำวลำตวั 0.50 - 0.60
ควำมยำวของซำก 0.50 - 0.60
พ้ืนทหี่ นำ้ ตดั เน้ือสัน 0.45 - 0.55
ควำมหนำของไขมนั สนั หลงั 0.40 - 0.50
ควำมหนำของสำมช้นั 0.40 - 0.50
เปอร์เซน็ ตไ์ ขมนั 0.40 - 0.50
เปอร์เซน็ ตเ์ น้ือแดง 0.35 - 0.45
คุณภำพของเน้ือ 0.30 - 0.40
จำนวนเตำ้ นม 0.30 - 0.40
จำนวนลูกเมื่อคลอด 0.05 - 0.10
จำนวนลกู เมื่อหยำ่ นม 0.05 - 0.10
อตั รำกำรเจริญเติบโต 0.25 - 0.30
อตั รำกำรแลกน้ำหนกั 0.25 - 0.30
ควำมสำมำรถในกำรใหน้ ม 0.20 - 0.30
ควำมสมบูรณ์พนั ธุ์ 0.00 - 0.15
ควำมคึก ( Libido ) 0.00 - 0.15
ทมี่ ำ : ศรีสุวรรณ (2542)
ตารางที่ 2.3 แสดงลกั ษณะผิดปกตทิ ำงพนั ธุกรรมของสุกร
ลกั ษณะทผ่ี ดิ ปกติ อำกำรผดิ ปกติ ยีน ที่ถ่ำยทอด
อณั ฑะทองแดง ลกู อณั ฑะลกู ใดลกู หน่ึง หรือท้งั 2 ลูกยงั คง ลกั ษณะดอ้ ย
อยใู่ นช่องทอ้ ง
เลือดไม่แขง็ ตวั เมือ่ มบี ำดแผล เลือดไหลไมห่ ยดุ ลกั ษณะดอ้ ย
ไม่มีขน ลูกสุกรที่คลอดมำ ไม่มีขนบนลำตวั หรือมี ลกั ษณะดอ้ ย
ขนเพียงเล็กนอ้ ย
หัวนมบอด หรือหวั นมกลบั หวั นมไม่ยื่นออกมำจำกเตำ้ นม ไม่สำมำรถ ยนี ดอ้ ยหลำยคู่
เขำ้ ขำ้ งใน ทำหนำ้ ทไี่ ด้
ไส้เลือ่ นท่ีถงุ อณั ฑะ ลำไส้ไหลผำ่ นช่องโคนขำ ตกลงมำอยใู่ น ยีนดอ้ ย 2 คู่
ถุงหุ้มอณั ฑะ
ไส้เลือ่ นท่สี ะดือ ลำไสต้ กลงมำในช่องสะดือ เนื่องจำก ลกั ษณะดอ้ ยและ
กลำ้ มเน้ือบริเวณสะดืออ่อนแอ สภำพแวดลอ้ ม
ขำถำ่ ง ขำถำ่ งหรือเป็นอมั พำตโดยเฉพำะขำหลงั ทำ ลกั ษณะดอ้ ยและ
ใหเ้ ดินไม่ได้ พบมำกในพนั ธุแ์ ลนดเ์ รซ สภำพแวดลอ้ ม
เพดำนโหว่ เพดำนในช่องปำกโหว่ ทำให้หำยใจและ ลกั ษณะดอ้ ย
กินอำหำรลำบำก
ไม่มรี ูทวำร ในสุกรเพศเมียช่องคลอดทะลุ ทำให้มี ยนี ดอ้ ยหลำยคู่
อุจจำระออกทำงอวยั วะเพศได้ ส่วนเพศผู้
จะตำยหลงั คลอด
Porcine Stress Syndrome สุกรเหนื่อยหอบงำ่ ย อำจตำยเม่ืออยใู่ น ยนี ดอ้ ย 1 คู่
(PSS) ภำวะเครียด
ที่มำ : ดดั แปลงจำก ภรณี (2528) และ เกศินี (2550)
กรณีที่บำงลักษณะไม่สำมำรถตรวจวดั ได้โดยตรงจำกตัวสัตวน์ ้ัน จะตอ้ งใช้วิธีตรวจวดั ในรุ่น
ลูกหลำนแทน เรียกวิธีกำรน้ีว่ำ Progeny testing ซ่ึงจะนิยมใชท้ ดสอบพ่อพนั ธุ์ท่ีไม่สำมำรถวดั คุณค่ำของ
ลกั ษณะน้นั ไดโ้ ดยตรง จำกพ่อพนั ธุ์ที่คดั เลอื กไว้
3. ระยะในการคัดเลือกสุกรพันธ์ุ สุกัญญำ (2539) กล่ำวถึงกำรคัดเลือกพนั ธุ์ส่วนมำกเป็ นกำร
คำดคะเนถึงโอกำสที่สัตว์จะได้รับกำรถ่ำยทอดลักษณะทำงพนั ธุกรรมที่พึงประสงค์จำกบรรพบุรุษ
โดยเฉพำะกำรคดั เลือกพนั ธุ์ทีพ่ ิจำรณำจำกควำมสำมำรถเฉพำะตวั ซ่ึงตอ้ งอำศัยลกั ษณะปรำกฏท่ีเด่นชดั มำ
จำกพนั ธุกรรมอยำ่ งแทจ้ ริง ดงั น้นั กำรคดั เลือกสุกรพนั ธุ์ สำมำรถคดั เลอื กตำมช่วงอำยขุ องสุกรไดด้ งั น้ี
3.1 ช่วงอำยุ 28 - 35 วนั คดั เลือกโดยพิจำรณำลกั ษณะของรูปร่ำงสมบูรณ์แข็งแรง ลกั ษณะ
ประจำพนั ธุ์ ควำมสมบูรณข์ องเตำ้ นม ควำมแข็งแรงของขำและขอ้ เทำ้ และไมม่ ีลกั ษณะทำงพนั ธุกรรมท่ีไม่
พงึ ประสงค์ เช่น ไสเ้ ลอื่ น ไม่มีรูทวำร และอณั ฑะทองแดงเป็นตน้
3.2 ช่วงอำยุ 56 - 70 วนั คัดเลือกจำกอตั รำกำรเจริญเติบโต โดยพิจำรณำน้ำหนักที่เพิ่มข้ึน
หลงั จำกหยำ่ นมมำจนถึงอำยุ 56 วนั ซ่ึงถำ้ มีกำรเพิ่มน้ำหนกั ไดม้ ำกยอ่ มแสดงถึงกำรเพิ่มน้ำหนกั ในระยะต่อ
ๆ ไปก็จะดีดว้ ย
3.3 ช่วงอำยุ 150 - 170 วนั ระยะน้ีสุกรจะแสดงลกั ษณะต่ำง ๆ ออกมำให้เห็นชัดเจน ท้งั ดำ้ น
รูปร่ำงลกั ษณะควำมสมบูรณ์พนั ธุ์ อตั รำกำรเจริญเติบโต และอตั รำกำรแลกน้ำหนกั เป็ นตน้ นอกจำกน้ียงั
สำมำรถวดั ควำมหนำของไขมนั สันหลงั เพื่อประเมินคุณภำพซำกได้ ดงั น้นั ผูค้ ดั เลือกตอ้ งพิจำรณำอย่ำง
ละเอียดรอบคอบ ใช้ควำมรู้ ควำมชำนำญ และประสบกำรณอ์ ยำ่ งเต็มท่ี เพ่ือท่ีจะคดั เลือกและตดั สินว่ำสุกร
ตวั น้นั ๆ สมควรท่จี ะใชเ้ ป็นพ่อ - แม่พนั ธุ์หรือไม่
4. การคัดเลือกสุกรพ่อพันธ์ุ (Boar selection) กำรคดั เลือกสุกรพอ่ พนั ธุ์ มีควำมสำคญั มำกในกำร
ผลติ สุกรใหเ้ กิดประสิทธิภำพและประสิทธิผลมำกทส่ี ุด โดยทพ่ี ่อพนั ธุเ์ พยี งตวั เดียว สำมำรถทจี่ ะผสมพนั ธุ์
กบั แม่พนั ธุ์ไดห้ ลำยตวั หรือกระจำยพนั ธุกรรมไปไดห้ ลำยครอกในแต่ละปี อยำ่ งรวดเร็ว สุกรพ่อพนั ธุ์ที่มี
คุณลักษณะไม่ดี ย่อมส่งผลเสียต่อประสิทธิภำพกำรผลิตอย่ำงมำก โดยเฉพำะฟำร์มท่ีใช้กำรผสมเทียม
ดงั น้นั จึงควรคดั เลือกสุกรพ่อพนั ธุ์ ตำมลกั ษณะมำตรฐำนของสุกรพ่อพนั ธุท์ ด่ี ี (ถวลั ย,์ 2526 ; สุกญั ญำ, 2539
และ ศรีสุวรรณ, 2542) ดงั น้ี
4.1 ลกั ษณะตรงตำมสำยพนั ธุ์
4.2 รูปร่ำงสมส่วน สุขภำพดี ร่ำเริงแจ่มใสและมคี วำมคกึ (Libido) ดี
4.3 โครงสร้ำงร่ำงกำยแข็งแรง ขำแขง็ แรง ลำตวั ยำว ลกึ และสูง กลำ้ มเน้ือมำก
4.4 อวยั วะสืบพนั ธุ์สมบูรณป์ กติ ลึงคส์ ำมำรถยนื่ ออกมำและแขง็ ตวั ปกติ
4.5 เตำ้ นมสมบรู ณ์ใชง้ ำนไดไ้ มต่ ่ำกว่ำ 12 เตำ้ ระยะห่ำงสม่ำเสมอเป็นระเบียบและควรมเี ตำ้ นม
เหนือสะดือไม่นอ้ ยกว่ำ 3 คู่
4.6 มำจำกครอกเมื่อคลอดไม่ต่ำกวำ่ 10 ตวั และเม่อื หยำ่ นมไมต่ ่ำกวำ่ 8 ตวั
4.7 อตั รำกำรเจริญเติบโตไม่ต่ำกว่ำ 800 กรัมต่อวนั ในช่วงน้ำหนัก 30 - 90 กิโลกรัม หรือมี
น้ำหนกั 80 - 90 กิโลกรัม เมือ่ อำยุ 5 เดือน
4.8 อตั รำแลกน้ำหนกั ไม่มำกกว่ำ 2.5 ในช่วงน้ำหนกั 30 - 90 กิโลกรมั
4.9 คุณภำพซำกดี มีปริมำณเน้ือแดง (lean cut) ไม่น้อยกว่ำ 60 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนกั ซำก
ท้ังหมด ควำมยำวซำกไม่น้อยกว่ำ 29.50 นิ้ว และควำมหนำของไขมนั สันหลัง ไม่เกิน 1.00 นิ้วในสุกร
ประเภทเบคอน และไมเ่ กิน 1.20 นิ้วในสุกรประเภทเน้ือ
4.10 ไมม่ ลี กั ษณะพิกำรมำแต่กำเนิด
5. การคัดเลือกสุกรแม่พนั ธ์ุ (Gilt selection) กำรคดั เลือกสุกรแมพ่ นั ธุ์เขำ้ มำเล้ียง หรือนำมำทดแทน
แม่สุกรทถ่ี กู คดั ทงิ้ ออกไป เพอ่ื กำรรักษำเป้ำหมำยกำรผลิตของฟำร์มไว้ กำรคดั เลือกแมส่ ุกรสำวท่ีเขำ้ มำจะมี
ส่วนสำคญั มำกในกำรผลิต โดยเฉพำะฟำร์มสุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์ ซ่ึงลกั ษณะมำตรฐำนของสุกรแม่พนั ธุ์ที่ดี
(ถวลั ย,์ 2526 ; สุกญั ญำ, 2539 และ ศรีสุวรรณ, 2542) มดี งั น้ี
5.1 ลกั ษณะตรงตำมสำยพนั ธุ์
5.2 รูปร่ำงสมส่วน มไี หลแ่ ละสะโพกพอสมควรตำมสำยพนั ธุ์ สุขภำพดี แจ่มใส
5.3 โครงสร้ำงใหญแ่ ขง็ แรง ลำตวั ยำว ลกึ สันหลงั หนำ ขำและขอ้ เทำ้ แข็งแรง ตรง ลกั ษณะ
กำรเดิน ยืน มน่ั คง
5.4 มำจำกครอกเมื่อคลอดไม่ต่ำกวำ่ 10 ตวั และเมอ่ื หยำ่ นมไม่ต่ำกว่ำ 8 ตวั
5.5 เตำ้ นมสมบูรณด์ ี ไม่ต่ำกวำ่ 14 เตำ้ วำงเรียงเป็นระเบียบสม่ำเสมอและควรมีเตำ้ นมอยเู่ หนือ
สะดือ จำนวน 4 คู่
5.6 ควำมสมบูรณพ์ นั ธุด์ ี อวยั วะเพศไมเ่ ลก็ จนเกินไป
5.7 อตั รำกำรเจริญเติบโตไม่ต่ำกว่ำ 750 กรัมต่อวนั ในช่วงน้ำหนกั 30 - 90 กิโลกรัม หรือ มี
น้ำหนกั 100 กิโลกรัม เม่ืออำยุ 6 เดือน
5.8 อตั รำกำรแลกน้ำหนกั ไมเ่ กิน 2.6 ในช่วงน้ำหนกั 30 - 90 กิโลกรัม
5.9 คณุ ภำพซำกดี มปี ริมำณเน้ือแดงไม่นอ้ ยกว่ำ 65 เปอร์เซ็นตข์ องน้ำหนกั ซำกท้งั หมด ควำม
ยำวซำกไม่นอ้ ยกว่ำ 29.50 นิ้ว และควำมหนำของไขมนั สันหลงั ไม่เกิน 1.20 นิ้ว
5.10 ไมม่ ลี กั ษณะพกิ ำรทำงพนั ธุกรรมแฝงอยู่
การประกวด และตัดสินสุกร
เป็นกำรประเมินควำมสำมำรถของสุกรดว้ ยสำยตำ โดยพิจำรณำจำกรูปร่ำงลกั ษณะภำยนอกซ่ึงจะ
สัมพนั ธ์กบั กำรให้ผลิตผล และกำหนดขอบเขตคะแนนของลกั ษณะต่ำง ๆ ออกเป็นส่วน ๆ แน่นอน (กรม
อำชีวศึกษำ, 2528 และจีรสิทธ์ิ, 2550)โดยยึดลกั ษณะท่ีสำคัญทำงเศรษฐกิจ และลักษณะมำตรฐำนของ
ประเภทสุกรน้นั ๆ เป็นหลกั ท้งั น้ีตอ้ งเป็นกำรประกวด และตดั สินสุกรประเภทเดียวกนั มีขนำด และอำยรุ ุ่น
เดียวกนั หรือไล่เลีย่ กนั เพื่อควำมยตุ ธิ รรม (สุกญั ญำ, 2539 และศรีสุวรรณ, 2542) มดี งั น้ี
1. คุณสมบตั ิทด่ี ีของผ้ตู ัดสินสุกร
1.1 มคี วำมรู้ในเร่ืองพนั ธุ์ และคุณลกั ษณะประจำพนั ธุ์ของสุกรแต่ละพนั ธุ์
1.2 มคี วำมรู้ถงึ รูปร่ำงลกั ษณะ และส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำยโดยละเอียด สำมำรถ
บอกไดว้ ำ่ รูปร่ำงหรือลกั ษณะส่วนใดของสุกรน้นั ดีหรือไม่ดีอยำ่ งไร
1.3 เป็นผมู้ ไี หวพริบ ฉลำดในกำรสังเกต และกำรตรวจสอบ
1.4 เป็นผูย้ ึดมนั่ ในหลกั กำร และกลำ้ ตดั สินใจ
1.5 มคี วำมสำมำรถในกำรใหเ้ หตุผลท่ีดี
ผคู้ ดั เลือก และตดั สินสุกรที่ยงั ไม่ชำนำญ ควรฝึกหัดคดั เลือก และตดั สินดว้ ยตนเอง ควรหมน่ั ฝึกฝน
กำรคดั พนั ธุ์สุกรกบั ผูม้ ีประสบกำรณ์มำกอ่ นให้มำก ๆ จะทำให้สำมำรถคดั เลือก และตดั สินสุกรไดแ้ มน่ ยำ
และมีประสิทธิภำพ
2. หลักปฏิบตั ิในการคัดเลือก และตัดสินสุกร
2.1 ให้ยืนสังเกตลกั ษณะต่ำง ๆ ของสุกรให้ห่ำงพอสมควรเพ่ือให้ไดภ้ ำพชัดเจน กรณีมีสุกร
หลำยตวั ก็ควรยืนใหส้ ำมำรถเห็นสุกรเหลำ่ น้นั ไดใ้ นระยะ และลกั ษณะเดียวกนั
2.2 ยืนสังเกตใกล้ ๆ เพ่อื ตรวจดูลกั ษณะทเี่ ห็นว่ำมคี วำมสำคญั ให้ชดั เจน และแน่ใจ
2.3 ให้สุกรเคล่อื นไหว เพอื่ ดลู กั ษณะท่ำทำง ท้งั ดำ้ นขำ้ ง ดำ้ นหลงั และดำ้ นหนำ้ หรือตอ้ งเดิน
เวียนดู รอบตวั สุกร
3. การพจิ ารณาลักษณะต่าง ๆ ของสุกร
3.1 พิจำรณำดำ้ นขำ้ ง (Side view) ตรวจดูลกั ษณะดำ้ นขำ้ งของสุกรว่ำมีควำมสมส่วนดีหรือไม่
เช่นขนำดของศีรษะ คอและไหล่ โตกลมกลืนกนั ดี พิจำรณำควำมยำว และลึกของลำตัว ลกั ษณะของ
สะโพก ขอ้ เทำ้ แข็งแรงต้งั ตรง ทำ่ ทำงกำรเคลือ่ นที่
3.2 พิจำรณำดำ้ นหลงั (Rear view) พิจำรณำดูกำรต้งั ตรงของขำหลงั ท้งั คู่ควำมลึกของสะโพก
สันหลงั และลำตวั กวำ้ ง
3.3 พิจำรณำดำ้ นหนำ้ (Front view) พิจำรณำศีรษะเล็กสมส่วนกบั ไหล่ขำหนำ้ ต้งั ตรงและหลงั
กวำ้ ง
3.4 พจิ ำรณำดำ้ นบน (Top view) เมื่อมองจำกดำ้ นบนจะพจิ ำรณำดคู วำมยำวของลำตวั ไดช้ ดั เจน
ข้นึ และเห็นถงึ ควำมมีเน้ือแดง และไขมนั
1. จมูก (snout) 13. กีบเทำ้ (toes)
2. หนำ้ (face) 14. หลงั (back)
3. ตำ (eye) 15. สะเอว(loin)
4. หู (ear) 16. ดำ้ นขำ้ ง (side)
5. แกม้ (cheek) 17. ทอ้ ง (belly)
6. คำง (jowl) 18. ซอกขำหนำ้ (fore flank)
7. หนำ้ ผำก (poll) 19. ซอกขำหลงั (rear flank)
8. คอ (neck) 20. บ้นั ทำ้ ย (rump)
9. ไหล่ (shoulder) 21. สะโพก (ham)
10. ขำหนำ้ (fore leg) 22. ขำหลงั (rear leg)
11. นิ้วกอ้ ย (dew claw) 23. หำง (tail)
12. ขอ้ เทำ้ (pastern) 24. อณั ฑะ (testis)
ภาพที่ 2.11 แสดงกำยวิภำคภำยนอก ของร่ำงกำยสุกร
ภาพท่ี 2.12 แสดงกำรพิจำรณำลกั ษณะของสุกรจำกดำ้ นต่ำงๆ
ท่มี ำ : จีรสิทธ์ิ (2550)
ลักษณะท่ีดี ประเภทเบคอน (Bacon type) หลงั โคง้ พองำมรับกบั สะเอวและไหล่
ลักษณะทดี่ ี ประเภทเนื้อ (Meat type)
ลกั ษณะทไี่ ม่ดี
ภาพท่ี 2.13 แสดงลกั ษณะของสุกรท่ดี ี - ไม่ดี
4. หลักเกณฑ์ และวธิ ีการให้คะแนน
กำรประกวด และตดั สินสุกรพนั ธุ์ (กรมอำชีวศกึ ษำ, 2528) กำหนดให้ คะแนนท้งั หมด
100 คะแนน โดยแบง่ คะแนน (ภำพท่ี 2.16) ไดด้ งั น้ี
4.1 ขนำด น้ำหนกั ตำมอำยุ (คะแนนเต็ม 8 คะแนน) สุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์ อำยุ 5 - 6 เดือนควรมี
น้ำหนกั 80 - 90 กิโลกรมั และอำยุ 12 เดือน มนี ้ำหนกั 150 - 170 กิโลกรมั
4.2 รูปร่ำงลกั ษณะทวั่ ไป (คะแนนเตม็ 52 คะแนน) แบง่ ออกไดด้ งั น้ี
4.2.1 รูปร่ำงทว่ั ไป (8 คะแนน) มรี ูปร่ำงสมส่วนแขง็ แรง สังเกตจำกดำ้ นขำ้ ง ดำ้ นหลงั และ
ดำ้ นหนำ้ จำกบริเวณหวั คอ ไหล่ โตกลมกลนื ควำมยำว ควำมลึก ควำมสูงของร่ำงกำย รวมท้งั ส่วนโคง้
ของหลงั ไดต้ ำมลกั ษณะพนั ธุ์
4.2.2 หัว และหนำ้ (4 คะแนน) ขนำดและรูปร่ำง ควรตำมลกั ษณะพนั ธุ์และเพศ เช่นพนั ธุ์
ลำร์จไวท์ มีหัวขนำดกลำง หนำ้ ส้นั กวำ่ พนั ธุแ์ ลนดเ์ รซ
4.2.3 หัวไหล่ (8 คะแนน) ไหลน่ ูนเดน่ แขง็ แรง มมี ดั กลำ้ มเน้ือแน่นเต็มบริเวณไหล่ และ
มคี วำมกวำ้ ง ลกึ รับกบั คอและส่วนโคง้ ของหลงั
4.2.4 หนำ้ อก (4 คะแนน) ลึกและกวำ้ ง มีเน้ือเตม็ กลมกลนื กบั ดำ้ นขำ้ งและทอ้ ง
4.2.5 บริเวณหลงั สะเอวและบ้นั ทำ้ ย (8 คะแนน) เมื่อมองจำกดำ้ นขำ้ ง ส่วนบริเวณหลงั
สะเอวและบ้นั ทำ้ ย มคี วำมโคง้ เล็กนอ้ ยแต่พองำม สำหรับสุกรประเภทเบคอน แต่สำหรับสุกรประเภทเน้ือ
จะโคง้ มำกคลำ้ ยคนั ธนู
4.2.6 บริเวณดำ้ นขำ้ ง (8 คะแนน) มีควำมสำคญั มำกสำหรับสุกรประเภทเบคอน ส่วนน้ีมี
ควำมลึกและกวำ้ ง รับกบั บริเวณพ้ืนท้อง ซ่ึงเป็ นแนวขนำนกบั ระดับพ้ืน และรับกบั บริเวณกลำงหลงั
สะเอวทีโ่ คง้ กลมตำมควำมยำวของลำตวั
4.2.7 บริเวณทอ้ งและขำพบั (4 คะแนน) พ้ืนทอ้ ง โต กลมรับกบั บริเวณดำ้ นขำ้ ง และยำว
ขนำนเป็นเส้นตรงกบั ระดบั พ้ืน ส่วนบริเวณขำพบั อยตู่ ่ำและมเี น้ือเต็มรับกบั บริเวณทอ้ ง
4.2.8 บริเวณสะโพกและบ้ันทำ้ ย (8 คะแนน) บริเวณสะโพกนูน กวำ้ งและลึก มองเห็น
เด่นชดั ถึงลกั ษณะของกลำ้ มเน้ือขนำดใหญ่ ซ่ึงโคง้ รบั กบั บริเวณบ้นั ทำ้ ย และสะเอว ส่วนลึกจะจรดกบั แขง้
ขำหลงั ส่วนบริเวณบ้ันท้ำยจะมีควำมกวำ้ งและลำดเอียงโคง้ จรดโคนหำงแต่พองำม ไม่สมควรลำดชนั
ดงั น้นั โคนหำงจะไมอ่ ยตู่ ่ำเกินไป
4.3 คุณภำพทว่ั ไป (คะแนนเตม็ 12 คะแนน) แบ่งออกไดด้ งั น้ี
4.3.1 ขน (3 คะแนน) ขนไม่หยำบ เป็นเส้นยำวเรียบกบั ผิวหนงั ไปตำมลำตวั ไม่หนำ ไม่มี
ขวญั ตำมบริเวณลำตวั กลำงหลงั และบ้นั ทำ้ ย
4.3.2 ผิวหนงั (3 คะแนน) เรียบ ไม่ตกกระ เป็นสะเก็ด ไมม่ ีรอยยน่ หรือหยอ่ นยำน
4.3.3 ใบหนำ้ หู และคำง (3 คะแนน) ใบหนำ้ เรียบไม่ยน่ ตรงตำมลกั ษณะพนั ธุ์ ตำแจม่ ใส
ไมบ่ ่งว่ำมอี ำกำรของโรค ใบหูตำมลกั ษณะพนั ธุ์ คำงเล็กไม่อมู โต
4.3.4 โครงร่ำง (3 คะแนน ) โครงกระดูกโตขนำดกลำง แข็งแรงดูเรียบไมโ่ ก่งงอและบดิ
ตำมบริเวณขำหรือส่วนต่ำง ๆ และไม่ควรมีสนั ท่ีบริเวณคอและหลงั
4.4 ลกั ษณะพนั ธุ์ (คะแนนเต็ม 4 คะแนน) ถกู ตอ้ งตำมลกั ษณะของแตล่ ะพนั ธุ์ ต้งั แตบ่ ริเวณหัว
หนำ้ ลำตวั ควำมสูง และสีของขน เป็นตน้
4.5 ลกั ษณะทำงเพศ (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) เตำ้ นมควรมีค่ตู รงกนั เรียงเป็นแนวไดร้ ะเบียบ
มรี ะยะห่ำงระหวำ่ งเตำ้ นมสม่ำเสมอ ไม่มเี ตำ้ นมบอด หรือผิดปกติ เช่นเตำ้ นมเล็กเกินไป สุกรประเภทเน้ือ
ควรมีจำนวนเตำ้ นมไม่ต่ำกวำ่ 12 เตำ้ และประเภทเบคอนควรมีจำนวนเตำ้ นมไม่ต่ำกว่ำ 14 เตำ้ กรณีตวั ผไู้ ม่
ค ว ร มี ข น ำ ด ข อ ง อั ณ ฑ ะ เ ล็ ก ห รื อ ใ ห ญ่ เ กิ น ไ ป โ ด ย ท้ั ง 2 ข้ ำ ง ค ว ร มี ข น ำ ด
เท่ำกนั หอ้ ยยำนอยดู่ ำ้ นหลงั ของขำหลงั ท้งั สอง ไม่สูงหรือต่ำเกินไป
4.6 ขำและเทำ้ (คะแนนเต็ม 6 คะแนน) ขำขนำดกลำงไม่ส้ันหรือยำว ขำเหยียดตรง แมจ้ ะ
มองจำกทุกดำ้ น เมือ่ สุกรยืนตรง ๆ แลว้ ลำกเสน้ บนพ้ืน จำกขำหน่ึงไปยงั อกี ขำหน่ึง จะไดร้ ูปส่ีเหลี่ยมผืนผำ้
ขอ้ เทำ้ ตรงไม่วำงนอนรำบกบั พ้นื แบบเทำ้ เป็ด กีบเทำ้ ไม่ถ่ำงหรือบิด เวลำเดินจะสังเกตเห็นมลี กั ษณะคลำ้ ย
คนใส่รองเทำ้ ส้นสูง (ภำพท่ี 2.15 และ 2.16)
4.7 สุขภำพควำมสมบูรณ์และท่ำทำง (คะแนนเต็ม 8 คะแนน) แสดงถึงสุขภำพร่ำงกำยที่
สมบูรณ์แข็งแรง ดูสะอำดตำ ร่ำเริง ไม่ต่ืนตกใจง่ำย ไม่ด้ือ ท่ำทำงกำรเดินขำตรง ทุกส่วนของร่ำงกำยสม
ส่วน
ภาพท่ี 2.14 แสดงทำ่ ยืนทีป่ กติ และไมป่ กติ (ดำ้ นขำ้ ง)
ทมี่ ำ : เนรมิต (2535)
ภาพท่ี 2.15 แสดงท่ำยืนทป่ี กติ และไม่ปกติของสุกร (ดำ้ นหนำ้ - หลงั )
ที่มำ : เนรมิต (2535)
บตั รใหค้ ะแนนกำรประกวด และตดั สินสุกรพนั ธุ์
ลกั ษณะทพ่ี จิ ำรณำใหค้ ะแนน คะแนน หมำยเลขสุกร/คะแนนทไี่ ด้ หมำยเหตุ
เต็ม 1 2 3 4
1. ขนำด น้ำหนกั ตำมอำยุ 8
2. ลกั ษณะทวั่ ไป (52 คะแนน)
2.1 รูปร่ำง 8
2.2 หวั และหนำ้ 4
2.3 บริเวณไหล่ 8
2.4 บริเวณหนำ้ อก 4
2.5 บริเวณหลงั เอวและบ้นั ทำ้ ย 8
2.6 บริเวณดำ้ นขำ้ ง 8
2.7 บริเวณทอ้ ง ขำพบั 4
2.8 บริเวณสะโพกและบ้นั ทำ้ ย 8
3. คณุ ภำพทว่ั ไป (12 คะแนน)
3.1 ขน 3
3.2 ผวิ หนงั 3
3.3 ใบหนำ้ หู คำง 3
3.4 โครงร่ำง 3
4. ลกั ษณะพนั ธุ์ 4
5. ลกั ษณะทำงเพศ 10
6. ขำและเทำ้ 6
7. สุขภำพและท่ำทำง 8
คะแนนรวม 100
ลำดบั ที่
ภาพที่ 2.16 แสดงตวั อยำ่ งบตั รให้คะแนนกำรประกวด และตดั สินสุกรพนั ธุ์
ท่มี ำ : กรมอำชีวศึกษำ (2528)
แบบฝึ กหดั บทท่ี 2
ก. จงตอบคำถำมต่อไปน้ี
1. จงบอกถงึ สำเหตุท่ีนิยมเล้ียงสุกรประเภทเน้ือและประเภทเบคอนในเชิงพำณิชย์
2. จงบอกลกั ษณะกำรใหผ้ ลผลติ ของสุกรพ่อพนั ธุ์ทด่ี ี มำอยำ่ งนอ้ ย 3 ขอ้
3. จงบอกคณุ ลกั ษณะเด่นและดอ้ ย ของสุกรประเภทเน้ือทน่ี ิยมเล้ยี งกนั มำ 2 พนั ธุ์
4. คณุ สมบตั ิทด่ี ีของผคู้ ดั เลือกและตดั สินสุกร มีอยำ่ งไรบำ้ ง
ข. จงเลอื กคำตอบท่ถี กู ตอ้ งทส่ี ุด
1. ขอ้ ใดเป็นพนั ธุ์สุกรทไี่ ดร้ ับกำรยอมรบั วำ่ ใหล้ กู ดกท่ีสุด
ก. แลนดเ์ รซ ค. ไหหลำ
ข. ดรู ็อค ง. เหมยซำน
2. ขอ้ ใดไม่ใช่ลกั ษณะผดิ ปกตทิ ำงพนั ธุกรรมในสุกร
ก. ไส้เล่ือน ค. โลหิตเป็นพษิ
ข. ไม่มีรูทวำร ง. อณั ฑะทองแดง
3. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ลกั ษณะสำคญั ทำงเศรษฐกิจของสุกรในดำ้ นกำรใหผ้ ลผลติ
ก. อตั รำแลกน้ำหนกั ค. อตั รำกำรเจริญเตบิ โต
ข. ควำมคึก ง. ขนำดครอก
4. Belly คอื ส่วนใดของสุกร
ก. พ้นื ทอ้ ง ค. บ้นั ทำ้ ย
ข. สะโพก ง. ขำหลงั
5. ลกั ษณะของแมส่ ุกรพนั ธุท์ ดี่ ี ควรมเี ตำ้ นมโดยเฉล่ียกี่เตำ้
ก. 8 ค. 12
ข. 10 ง. 14
6. ขอ้ ใดเป็นสุกรพนั ธุ์ท่ีไมท่ นร้อน จะเหน่ือยหอบ และชอ็ คตำยไดง้ ำ่ ย
ก. แลนดเ์ รซ ค. ลำร์จไวท์
ข. ดูร็อค ง. เปี ยแตรง
7. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะภำยนอกของสุกรที่ใชพ้ ิจำรณำจำกดำ้ นขำ้ ง (side view) ของสุกร
ก. ควำมกวำ้ งของบ้นั ทำ้ ย ค. ควำมกวำ้ งของลำตวั
ข. ควำมสมส่วนของร่ำงกำย ง. ขำหนำ้ ต้งั ตรง
8. ขอ้ ใดเป็นกำรคดั เลือกสุกรทง่ี ่ำยและเป็นท่ีนิยมมำกท่ีสุด
ก. conformation ค. carcass quality
ข. FCR ง. ADG
9. ขอ้ ใดเป็นลกั ษณะประจำพนั ธุข์ องสุกรพนั ธุแ์ ลนดเ์ รซ
ก. ลำตวั หนำ ลกึ สีแดง หูปรก ค. ลำตวั ยำว สีขำว สะโพกใหญ่ หูปรก
ข. ลำตวั ยำว สีขำว ไหลใ่ หญ่ หูต้งั ง. ลำตวั หนำ ลกึ สีแดง หูต้งั
10. ขอ้ ใดเป็นสุกรพนั ธุ์พ้ืนเมอื งท่นี ำมำผลติ แฮมไดค้ ุณภำพดีที่สุด
ก. ไหหลำ ค. เหมยซำน
ข. ไทห้ ู ง. จินหวั
แนวตอบแบบฝึ กหดั บทที่ 2 (ก)
1. เน่ืองจำกสุกรประเภทเน้ือและประเภทเบคอน เป็ นพันธุ์สุกรที่กินอำหำรน้อยแต่เติบโต
เร็วมำก ให้เน้ือแดงมำก ไขมันน้อย คุณภำพซำกเป็ นที่ต้องกำรของตลำด และคุ้มค่ำ
ตอ่ กำรลงทุน
2. ลกั ษณะกำรให้ผลผลิตท่ดี ีของสุกรพอ่ พนั ธุ์ที่ดี ไดแ้ ก่
2.1 อตั รำกำรเจริญเตบิ โต
2.2 อตั รำแลกน้ำหนกั
2.3 คณุ ภำพซำก
3. พันธุ์ดูร็อค จะเติบโตเร็ว แข็งแรง ทนทำนต่อสภำพแวดล้อมและกำรเกิด PSS ได้ดี
มำกแต่ให้ลูกไม่ดก สะสมไขมันเร็ว ทำให้มีไขมันหนำช่วงน้ำหนัก 90 กิโลกรัมข้ึนไป
พันธุ์เปี ยแตรง มีเปอร์เซ็นต์เน้ือแดงมำกท่ีสุด แต่โตช้ำ เกิด PSS ง่ำย ทำให้เหนื่อยหอบ
และเครียดจำกสภำพอำกำศร้อนจน ชอ็ คตำยไดง้ ำ่ ย และเน้ือมลี กั ษณะสีซีดและฉ่ำน้ำ
4. คณุ สมบตั ิท่ีดีของผคู้ ดั เลือกและตดั สินสุกร ไดแ้ ก่
4.1 มีควำมรอบรู้เรื่องส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำยและคุณลกั ษณะทีด่ ีของสุกรพนั ธุ์ต่ำง ๆ
4.2 มีควำมฉลำด รอบคอบ และไหวพริบดี
4.3 มีควำมซื่อสตั ย์ ยดึ มน่ั ในหลกั กำรและกลำ้ ตดั สินใจ
4.4 มีควำมสำมำรถในกำรใหเ้ หตผุ ลทดี่ ี
เฉลยแบบฝึ กหดั บทที่ 2 (ข)
1. ง 2. ค 3. ข 4. ก 5. ง 6. ง 7. ข 8. ก 9. ค 10. ง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3
รหัสวชิ า 20501-2304 วชิ า การเลยี้ งสุกร
ช่ือหน่วย โรงเรือนสุกร สัปดาห์ที่ 5 - 6
สาระสาคญั
สถำนที่สร้ำงฟำร์มสุกรท่ีเหมำะสม และกำรวำงแผนผงั ฟำร์มที่ดี ตลอดจนกำรสร้ำงโรงเรือนและ
อุปกรณใ์ นฟำร์มสุกรให้ถกู ตอ้ งตำมหลกั กำรสุขำภิบำล สอดคลอ้ งกบั มำตรฐำนฟำร์มสุกรในยคุ ปัจจุบนั จะ
ช่วยให้กำรวำงแผนกำรผลิตสุกรได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ลดตน้ ทุนกำรผลิตผลิตสุกรท่ีถูกสุขลกั ษณะ มี
คณุ ภำพ เป็นท่ียอมรับของตลำด
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบำยควำมสำคญั ของโรงเรือน และอุปกรณก์ ำรเล้ียงสุกรได้
2. อธิบำยหลกั กำรเลอื กสถำนทส่ี ร้ำงฟำร์มสุกรได้
3. วำงแผนผงั ฟำร์มสุกรได้
4. อธิบำยหลกั กำรสร้ำงโรงเรือนเล้ยี งสุกรได้
5. วำงแผนกำรผลติ สุกรได้
สาระการเรยี นรู้
1. กำรเลอื กสถำนท่สี ร้ำงฟำร์มสุกร
2. กำรวำงแผนผงั ฟำร์ม
3. กำรสร้ำงโรงเรือน
4. กำรวำงแผนกำรผลิต
สื่อกำรเรียนการสอน
3. ใบควำมรู้
4. ดฟู ำร์มสุกรวิทยำลยั เกษตรและเทคโนโลยีเพชรบรู ณ์
5. แผนผงั ฟำร์มสุกร
กิจกรรมการเรียนรู้
1. นกั เรียนฟังครูอธิบำย
2. สนทนำ ซกั ถำมควำมเขำ้ ใจของนกั ศกึ ษำ
3. นกั เรียนทำแบบทดสอบหลงั
การวดั ผลและประเมินผล
3. สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแตง่ กำย กำรตรงตอ่ เวลำ
4. แบบทดสอบ
บทท่ี 3
การสร้างฟาร์มสุกร
สถานทใี่ นการสร้างฟาร์มสุกร
สถำนที่ในกำรสร้ำงฟำร์มสุกร จะมผี ลต่อกำรผลิตสุกรและกำรบริหำรฟำร์มใหเ้ กิดประสิทธิภำพ ซ่ึง
ศรีสุวรรณ (2542) และบริษทั เจริญโภคภณั ฑ์อุตสำหกรรมจำกดั (2547) กล่ำวถึงหลกั ในกำรพิจำรณำเลือก
สถำนท่ี ทเ่ี หมำะสมในกำรสร้ำงฟำร์มสุกร ดงั น้ี
1. อยใู่ นบริเวณทม่ี กี ำรคมนำคมสะดวกและไฟฟ้ำเขำ้ ถงึ
2. อยหู่ ่ำงไกลจำกแหลง่ ชุมชน และแหล่งน้ำสำธำรณะ โดยเฉพำะห่ำงจำกโรงฆำ่ สัตว์ และ
ตลำดนดั คำ้ สตั วไ์ ม่นอ้ ยกวำ่ 5 กิโลเมตร
3. เป็นบริเวณทดี่ อน รำบเรียบ น้ำไม่ท่วม อำกำศถำ่ ยเทดี และระบำยน้ำไดง้ ่ำย
4. อยใู่ นทำเลท่มี ีแหลง่ น้ำสะอำด และเพยี งพอตลอดปี
5. สำมำรถป้องกนั และควบคมุ กำรแพร่ระบำดของโรคจำกภำยนอกเขำ้ สู่ฟำร์มได้
6. เป็นทำเลท่ไี ม่เคยมีโรคระบำดสตั ว์ หรือเคยเล้ียงสัตวม์ ำกอ่ น
7. อยใู่ กลแ้ หล่งวตั ถดุ ิบอำหำรสัตว์
8. ไมม่ ปี ัญหำกบั สงั คมในทอ้ งถ่นิ และไดร้ บั อนุญำตจำกองคก์ ำรบริหำรส่วนทอ้ งถิน่
การวางแผนผังฟาร์ม
หมำยถึงกำรกำหนดตำแหน่งของโรงเรื อน บ้ำนพัก หรื อส่ิ งปลูกสร้ำงต่ำง ๆ และระบบ
สำธำรณูปโภคท่จี ำเป็น ลงในพ้ืนท่ีที่สร้ำงฟำร์มให้ถูกตอ้ งตำมหลกั กำรสุขำภิบำล และก่อให้เกิดประโยชน์
สูงสุดจำกกำรลงทุนในพ้ืนท่ีน้นั ๆ (สุกญั ญำ, 2539 และศรีสุวรรณ, 2542) และควรใหส้ อดคลอ้ งกบั ระเบียบ
มำตรฐำนฟำร์มเล้ยี งสุกรของประเทศไทย พ.ศ. 2542 (กรมปศุสัตว,์ 2546) โดยกำรวำงแผนผงั ฟำร์มจะแบง่
พ้ืนท่ีออกเป็น 3 ส่วน (ภำพท่ี 3.1) ดงั น้ี
1. บริเวณบำ้ นพกั สำนกั งำน และสิ่งปลูกสร้ำงอื่น ๆ ตอ้ งแยกออกห่ำงจำกบริเวณเล้ยี งสัตว์ มรี ้ัวก้นั
แยกออกจำกกนั อยำ่ งเด่นชดั ซ่ึงจะอยบู่ ริเวณส่วนหนำ้ ของพ้นื ทฟี่ ำร์ม เป็นส่วนทเี่ ส่ียงตอ่ กำรติดเช้ือโรคได้
งำ่ ยมำก กลุม่ อำคำรตำ่ ง ๆ เช่น บำ้ นพกั อำศยั สำนกั งำนฟำร์ม โกดงั เกบ็ อำหำร โรงผสมอำหำร โรงกกั สุกร
พนั ธุ์ หรือโรงพกั สุกรก่อนขำย เป็นตน้ ควรมีโรงฆ่ำเช้ือก่อนเขำ้ ฟำร์มรวมท้งั มีบ่อน้ำยำฆ่ำเช้ือ ก่อนเขำ้ สู่
บริเวณโรงเรือนเล้ียงสุกรทกุ หลงั
2. บริเวณโรงเรือนเล้ียงสุกร ควรมีร้ัวลอ้ มรอบแข็งแรง เพ่ือป้องกนั บุคคล สัตวเ์ ล้ียง และสัตว์
พำหะนำโรคติดเช้ือต่ำง ๆ เขำ้ สู่ฟำร์ม โรงเรือนควรอยู่ห่ำงจำกร้ัวฟำร์มพอสมควร และควรมีระยะห่ำง
ระหว่ำงโรงเรือน ไม่น้อยกว่ำ 25 เมตร เพ่ือประโยชน์ และควำมเป็ นระเบียบดำ้ นกำรป้องกนั โรค กำร
เคล่ือนยำ้ ยสตั ว์ และกำรจดั กำรฟำร์ม
3. บริเวณกำจดั ของเสีย จะอยพู่ ้ืนที่ส่วนหลงั ของฟำร์มโดยขุดเป็นบ่อใหญ่ไวส้ ำหรับเก็บมูลสุกร
และน้ำลำ้ งคอก เพือ่ กำรบำบดั น้ำเสียตอ่ ไป และถำ้ มบี อ่ สำหรับทงิ้ ซำกสุกรควรมีฝำปิ ดมิดชิด
ประโยชน์ของการวางแผนผงั ฟาร์มทีด่ ี
1. ช่วยประหยดั เงินทนุ ในกำรสร้ำงฟำร์มและกำรดำเนินกำรท่ีไมค่ ุม้ คำ่ หรือไมจ่ ำเป็นต่อ
กำรลงทนุ ในระยะยำว
2. ทำให้สุกรอยสู่ ุขสบำย ใหผ้ ลผลติ ไดต้ ำมเป้ำหมำย
3. ทำให้กำรปฏบิ ตั งิ ำนเป็นไปไดง้ ่ำยสะดวกและมปี ระสิทธิภำพ
4. ทำให้กำรบริหำรจดั กำรฟำร์มเป็นระบบและมปี ระสิทธิภำพมำกข้นึ
บริเวณท่อี ย่อู าศัย
โรงพกั ทีท่ ำงำน โรงเกบ็ อปุ กรณแ์ ละเครือ่ งมือ
สตั ว์
บ่อ
นำ้ โรงเกบ็ และผสมอำหำร
ยำ
บริเวณโรงเรือนสุกร
ท่ีบาบดั น้าเสีย
ภาพท่ี 3.1 แสดงกำรวำงแผนผงั ของฟำร์มเล้ียงสุกร
การสร้างโรงเรือนสุกร
ไมม่ ีขอ้ จำกดั ตำยตวั ว่ำจะตอ้ งสร้ำงแบบใด แตค่ วรออกแบบโรงเรือนและจดั แบ่งตำมวตั ถุประสงค์
ของกำรใชง้ ำนเพื่อควำมสะดวกในกำรปฏิบตั ิงำน และเหมำะสมต่อกำรเล้ียงสุกรระยะต่ำงๆ (ศรีสุวรรณ,
2542 ; กรมปศุสัตว,์ 2546 และ บริษทั เจริญโภคภณั ฑ์อุตสำหกรรมจำกดั , 2547) ซ่ึงมีปัจจยั หลกั ที่ควรได้
พิจำรณำ ดงั น้ี
1. เป็นโรงเรือนที่สุกรอยไู่ ดอ้ ยำ่ งสบำย มีระบบกำรกำจดั ของเสีย และกำรระบำยอำกำศดี ไมม่ ีกลนิ่
เหมน็ อบั พ้นื คอกแห้งไมช่ ้ืนแฉะ
2. สำมำรถใชเ้ น้ือที่ภำยในโรงเรือนใหเ้ ป็นประโยชน์ไดม้ ำกทีส่ ุด
3. แบบโรงเรือนเรียบงำ่ ย สำมำรถขยบั ขยำยหรือเปลี่ยนแปลงสภำพภำยใน มำใชเ้ ล้ียงสุกรได้ตำม
ขนำด และประเภทของสุกรไดต้ ำมท่ีตอ้ งกำร โดยไม่จำเป็นตอ้ งเปล่ียนโครงสร้ำงใหญ่ ๆ ของโรงเรือน
หรือทำใหเ้ กิดเสียเน้ือทีภ่ ำยในไปโดยเปลำ่ ประโยชน์
4. ถกู หลกั เศรษฐกิจ สัมพนั ธก์ บั แผนกำรเล้ียงโดยคำนึงถงึ อำยกุ ำรใช้งำน ควำมคงทนถำวรของส่ิง
ปลูกสร้ำง และงบกำรลงทุน
5. ออกแบบ และจดั แบ่งคอกตำมประเภท และขนำดของสุกรให้เหมำะสม มีควำมคล่องตวั ในกำร
ปฏิบตั ิงำน ทำให้เกิดควำมรวดเร็ว และประหยดั แรงงำน
6. มีระบบกำรสุขำภบิ ำล และป้องกนั โรคท่ีดี
7. มีกำรติดต้งั อปุ กรณก์ ำรเล้ยี งให้อยใู่ นตำแหน่งทเ่ี หมำะสม
8. สร้ำงโรงเรือนควรวำงควำมยำว ตำมแนวทิศตะวนั ออก - ตะวนั ตก เพ่ือไม่ให้แสงแดดส่องเขำ้
ไปในโรงเรือนไดท้ ้งั เวลำเชำ้ และบำ่ ย
9. มีควำมกวำ้ ง และควำมยำวของโรงเรือนใหเ้ หมำะสม โดยทว่ั ไปใชอ้ ตั รำไมเ่ กิน 1 : 4
1. ระบบของโรงเรือนสุกร
โรงเรือนเล้ยี งสุกร เป็นปัจจยั หน่ึงทีม่ ีควำมสำคญั มำกต่อวงจรกำรผลิต เน่ืองจำกโรงเรือนจะเป็ นท่ี
อยอู่ ำศยั ทีก่ ินอำหำรและทห่ี ลบั นอนของสุกร ดงั น้นั กำรสร้ำงโรงเรือนที่เหมำะสม มีสุขลกั ษณะท่ดี ีต่อสุกร
ตำมมำตรฐำนฟำร์มเล้ียงสุกรของประเทศไทย พ.ศ. 2542 (กรมปศุสัตว,์ 2546) ยอ่ มทำให้สุกรไม่เครียด อยู่
สุขสบำย กินอำหำรไดด้ ี ใหผ้ ลิตผลไดอ้ ยำ่ งมปี ระสิทธิภำพ สำมำรถแบง่ ได้ 2 ระบบ ดงั น้ี
1.1 โรงเรือนระบบเปิ ด หมำยถึงโรงเรือนทีม่ ีสภำวะแวดลอ้ มตำมธรรมชำติ และอณุ หภูมจิ ะแปร
ไปตำมสภำพของอำกำศรอบโรงเรือน
เป็นแบบโรงเรือนเล้ียงสุกร ทนี่ ิยมสร้ำงกนั มำต้งั แต่ในอดีต มลี กั ษณะเปิ ดโล่งมีผนงั ก้นั เป็ น
บำงส่วน จึงยำกต่อกำรป้องกนั กำรผ่ำนเข้ำออกของสัตวพ์ ำหะนำโรค เช่น นก หนู ยุง แมลงวนั เป็ นตน้
ตลอดจนฝ่ ุนละออง ก่อสร้ำงได้ง่ำย ไม่มีอุปกรณ์มำกมำย ข้อเสีย คือสุกรต้องปรับตัวให้เข้ำกับกำร
เปลี่ยนแปลงของสภำพแวดลอ้ มตลอดเวลำ ทำใหส้ ุกรเกิดควำมเครียด ประสิทธิภำพกำรผลติ ลดลง มสี ุขภำพ
ไม่ดี เจ็บป่ วย และมีโอกำสเส่ียงต่อกำรติดโรคระบำดไดส้ ูง (ภำพที่ 3.2 )
ภาพท่ี 3.2 แสดงโรงเรือนระบบเปิ ด (ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริงทใ่ี ชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
1.2 โรงเรือนระบบปิ ด หมำยถึงโรงเรือนท่ีสำมำรถควบคุมสภำวะแวดล้อมให้เหมำะสมกบั
สภำพควำมเป็ นอยขู่ องสุกร ไดแ้ ก่อุณหภูมิ ควำมช้ืน กำรระบำยอำกำศ แสงสว่ำง และสำมำรถป้องกนั
พำหะนำโรคหรือศตั รูมำรบกวนได้
ปัจจบุ นั ฟำร์มเล้ียงสัตวข์ นำดใหญ่ และฟำร์มมำตรฐำน นิยมสร้ำงโรงเรือนระบบปิ ดแบบกำร
ระเหยไอน้ำ (Evaporative Cooling System) กนั มำกข้ึน เรียกกนั ทวั่ ไปวำ่ โรงเรือนอีแวป (EVAP) (ประเทือง,
2545) เป็นโรงเรือนทพี่ ฒั นำข้นึ โดยนำเอำหลกั กำรระเหยน้ำ ควำมเร็วของลม และลกั ษณะกำรไหลของลม
ผ่ำนอุโมงค์ (Tunnel effect) มำใชร้ ่วมกนั เพื่อลดอุณหภูมิภำยในโรงเรือน และกำรระบำยอำกำศออกนอก
โรงเรือน (ศิขณั ฑ,์ 2549)
โรงเรือนอแี วป มีลกั ษณะยำวตรง มผี นงั ปิ ดก้นั รอบโรงเรือนอยำ่ งมิดชิด เพื่อสำมำรถบงั คบั ทิศทำง
ลม และกำรถ่ำยเทอำกำศได้ดี ที่ดำ้ นทำ้ ยของโรงเรือนติดต้งั พดั ลมดูดอำกำศ และท่ีดำ้ นหนำ้ โรงเรือนจะ
ติดต้ังแผ่นคูลลิ่งแพด (Cooling pad) เรียกว่ำ แผ่นรังผ้ึง หรือแผ่นระเหยน้ำ เป็ นตน้ เม่ือพดั ลมทำงำน ดูด
อำกำศภำยในโรงเรือนออกไป ทำให้ภำยในโรงเรือนมีอำกำศอยู่น้อยกว่ำภำยนอกโรงเรือน เกิดลกั ษณะ
Negative pressure ทำให้อำกำศภำยนอกโรงเรือนถกู กดดนั ให้ไหลเขำ้ มำในโรงเรือนผ่ำนทำงแผ่นรังผ้ึง ที่มี
น้ำไหลผ่ำนจนเปี ยกชุ่ม เกิดกำรระเหยเป็ นไอน้ำ ดดู ซบั ควำมร้อนแฝงของอำกำศไปเปล่ียนเป็ นควำมช้ืน ทำ
ใหอ้ ณุ หภูมขิ องอำกำศลดลง แลว้ ไหลผำ่ นไปอยำ่ งต่อเน่ือง และใกลเ้ คยี งกนั ตลอดท้งั โรงเรือน ไปออกทำง
พดั ลมดูดอำกำศท่ีทำ้ ยโรงเรือน ดงั น้ันกำรระบำยอำกำศของโรงเรือนอแี วป จึงเป็นกำรนำพำสภำวะอำกำศ
เช่นควำมร้อน ควำมช้ืน ท่ีเกิดข้ึนภำยในโรงเรือน ออกไปสู่บรรยำกำศภำยนอก และนำอำกำศที่ดีเขำ้ มำ
แทนที่นนั่ เอง (ภำพท่ี 3.3)
ดำ้ นหลงั โรงเรือน ดำ้ นหนำ้ โรงเรือน
ภาพที่ 3.3 แสดงลกั ษณะโรงเรือน และรูปแบบกำรระบำยอำกำศของโรงเรือนแบบปิ ด
(ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ใี ชเ้ ป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
ศิขัณฑ์ (2549) กล่ำวว่ำโดยท่ัวไปน้ำจะสำมำรถระเหยได้ดีที่อุณหภูมิไม่น้อยกว่ำ 29.4 องศำ
เซลเซียส และมคี วำมช้ืนสัมพทั ธ์ไมเ่ กิน 75 เปอร์เซน็ ต์ เน่ืองจำกประเทศไทยอยใู่ นเขตร้อนช้ืน จะมอี ุณหภมู ิ
และควำมช้ืนสูงทำให้ประสิทธิภำพในกำรระเหยน้ำต่ำ ซ่ึงในปัจจุบนั สภำพภูมิอำกำศมีแนวโน้มที่ระดับ
ค่ำเฉลี่ยของอุณหภูมิจะสูงข้ึน ทำให้กำรจดั กำรเพ่ือควบคุมสภำวะแวดลอ้ มในโรงเรือนเป็ นไปไดย้ ำกข้ึน
ฉะน้ัน กำรนำโรงเรือนอีแวปมำใช้ให้ไดผ้ ลดีน้ันควรออกแบบให้ระบบอีแวปสำมำรถระเหยน้ำได้ มำก
สำมำรถทำควำมช้ืนสัมพทั ธ์ ไดถ้ ึง 80 - 85เปอร์เซ็นต์โดยมีควำมเร็วลมในโรงเรือนไม่น้อยกว่ำ 2.5 - 2.8
เมตรตอ่ วินำที พร้อมท้งั จดั กำรใหก้ ระแสลมมีควำมสม่ำเสมอทว่ั ถงึ กนั ท้งั โรงเรือน ไม่มีจดุ อบั ลม มีควำมเร็ว
ลมพอเหมำะที่จะระบำยอำกำศ (ควำมร้อน ควำมช้ืน และแก๊สเสีย) ออกให้หมดภำยใน 1 นำที และช่วยให้
สัตวเ์ กิดควำมเยน็ สบำย เรียกว่ำปฏิกิริยำควำมเยน็ ท่ีเกิดจำกกระแสลม (Wind chilled effect) (บริษทั เอ.ไอ.
เทค. ฯ จำกดั , ม.ป.ป.) มีดงั น้ี
ควำมเร็วลม 30 ฟตุ ต่อนำที (0.15 เมตรต่อวนิ ำที) ทำให้สุกรรู้สึกเยน็ ลง 5 องศำเซลเซียส
ควำมเร็วลม 90 ฟุตตอ่ นำที (0.45 เมตรตอ่ วินำที) ทำให้สุกรรู้สึกเยน็ ลง 7 องศำเซลเซียส
ควำมเร็วลม 300 ฟุตตอ่ นำที (1.50 เมตรตอ่ วินำที) ทำให้สุกรรู้สึกเยน็ ลง 10 องศำเซลเซียส
มำตรฐำนฟำร์มเล้ียงสุกรของประเทศไทย พ.ศ. 2542 ไดก้ ำหนดอตั รำกำรแลกเปลี่ยนอำกำศและ
อุณหภูมิที่เหมำะสมกบั สุกรระยะตำ่ ง ๆ ในโรงเรือนระบบปิ ด ดงั ในตำรำงที่ 3.1
ตารางท่ี 3.1 แสดงอตั รำกำรแลกเปลีย่ นอำกำศและอณุ หภูมิทีเ่ หมำะสมกบั สุกรระยะต่ำง ๆ
ในโรงเรือนระบบปิ ด
อตั รำกำรแลกเปล่ยี นอำกำศภำยในโรงเรือน
ชนิดสุกร (ลกู บำศก์ฟตุ / นำที / ตวั ) อุณหภมู ิเหมำะสม
น้ำหนกั อำกำศหนำว อำกำศร้อน (องศำเซลเซียส)
(กิโลกรัม) (cfm / ตวั ) (cfm / ตวั )
แม่สุกรเล้ยี งลกู 200 80 500 24 - 30
แม่สุกรอมุ้ ทอ้ ง 160 40 150 24 - 30
สุกรพอ่ - แม่พนั ธุ์ 200 50 300 24 - 30
แรกเกิด - 3 สปั ดำห์ 6 – 15 10 25 32 - 35
สุกรอนุบำล 16 – 37 15 35 29 - 34
สุกรรุ่น 38 – 75 24 75 26 - 30
สุกรขนุ 76 – 110 35 110 - 120 26 - 30
ท่มี ำ : กรมปศุสัตว์ (2546)
1.2.1 อุปกรณ์ และเคร่ืองมือทสี่ ำคญั ในโรงเรือนระบบอีแวป
ศิขณั ฑ์ (2549) และบริษทั เอ.ไอ.เทค.ฯ จำกดั (ม.ป.ป.) กล่ำวถึงอุปกรณ์ และเครื่องมือท่ี
สำคญั ในระบบอีแวป ท่ีควบคุมระดบั อณุ หภูมิ ควำมช้ืนสัมพทั ธ์ และแรงลมให้อำกำศภำยในโรงเรือนไมม่ ี
ควำมแตกตำ่ งกนั มำกนกั ระหว่ำงกลำงวนั และกลำงคืน (ภำพท่ี 3.4) มีดงั น้ี
1) พดั ลมดูดอำกำศ (Exhaust Fan) ทำหน้ำท่ีนำอำกำศออกจำกโรงเรือน มีลกั ษณะ
แตกต่ำงจำกพดั ลมเป่ ำลมทว่ั ไป ออกแบบใหง้ ำ่ ยต่อกำรดูแลรกั ษำ มอเตอร์แข็งแรง ควรมีชตั เตอร์ (Shutter)
สำมำรถเปิ ด - ปิ ด ป้องกนั อำกำศเขำ้ - ออกโรงเรือน ช่วยควบคมุ อณุ หภูมิ และควำมช้ืนในโรงเรือน พจิ ำรณำ
ใชพ้ ดั ลมดูดอำกำศตำมขนำด และประสิทธิภำพกำรทำงำนของพดั ลม ให้เหมำะสมกบั ควำมดนั ของอำกำศ
ภำยในโรงเรือนดว้ ย เน่ืองจำกควำมดนั อำกำศภำยในโรงเรือนท่ีเพิ่มข้นึ มำ จะทำใหป้ ระสิทธิภำพกำรทำงำน
ของพดั ลมลดลง ค่ำควำมดันอำกำศควรอยู่ท่ี 30 - 40 ปำสคำล ขนำดท่ีต่ำงกนั ของพดั ลมดูดอำกำศ จะมี
ควำมสำมำรถในกำรดดู อำกำศตำ่ งกนั เช่น
พดั ลมขนำด 24 นิ้ว สำมำรถดดู อำกำศได้ 4,000 - 5,000 ลกู บำศก์ฟุตต่อนำที (CFM)
พดั ลมขนำด 36 นิ้ว สำมำรถดดู อำกำศได้ 8,000 - 10,000 ลูกบำศกฟ์ ุตตอ่ นำที (CFM)
พดั ลมขนำด 48 - 50 นิ้ว สำมำรถดดู อำกำศได้ 18,000 - 24,000 ลกู บำศก์ฟตุ ต่อนำที (CFM)
2) แผ่นรังผ้ึง (Cooling pad) ทำหน้ำท่ีสำคญั ในกำรลดอุณหภูมิในโรงเรือนโดยเป็น
พ้ืนที่ผิวสัมผสั ให้น้ำไดส้ ัมผสั กบั อำกำศท่ีเข้ำมำภำยในโรงเรือน ไอน้ำจะดึงควำมร้อนจำกอำกำศทำให้
อุณหภูมิลดลง ทำดว้ ยเยื่อกระดำษสังเครำะห์พิเศษ ทนทำน รูปแบบคลำ้ ยรังผ้ึง มีช่องทำงผ่ำนของอำกำศ
และของน้ำตดั กนั สำหรับเขตร้อนช้ืน ควรใชแ้ ผ่นรังผ้ึงท่ีมีช่องน้ำ ท่ีมีองศำชันกว่ำช่องอำกำศ เพ่ือให้น้ำ
ไหลผ่ำนอย่ำงรวดเร็ว ลดกำรอุดตนั ช่วยระเหยน้ำดีข้ึน เช่น แผ่นรังผ้ึงขนำดหนำ 4 นิ้ว (10 เซนติเมตร)
กวำ้ ง 1 ฟุต สูง 6 ฟุต มีอตั รำไหลผำ่ นของน้ำ 6 ลติ ร ต่อนำที ต่อพ้ืนที่ 1 ตำรำงเมตร จะเหมำะสมกบั พ้ืนท่ี
ทอ่ี ำกำศมคี วำมช้ืนสูง และขนำดหนำ 6 นิ้ว (15 เซนติเมตร) กวำ้ ง 1 ฟุต สูง 6 ฟุต มอี ตั รำไหลผำ่ นของน้ำ
9 ลิตร ตอ่ นำที ต่อพ้นื ที่ 1 ตำรำงเมตร จะเหมำะสมกบั พ้ืนที่ ทอ่ี ำกำศมีควำมช้ืนต่ำ
3) ถงั หรือบ่อพกั น้ำ ใช้สำหรับระบบกำรไหลเวียนของน้ำที่ผ่ำนแผ่นรังผ้ึงและสำคญั
ต่ออำยกุ ำรใช้งำนของแผ่นรังผ้ึง บ่อพกั น้ำควรมีปริมำตร 30 เปอร์เซ็นต์ ของปริมำตรแผ่นรังผ้ึงท่ีใช้งำน
มกั จะสร้ำงเป็นบ่อซีเมนต์ 2 บ่อ ฝังอยใู่ นระดบั ดิน เชื่อมต่อกนั ดว้ ยท่อบริเวณใกลป้ ำกบ่อพกั น้ำ ในบ่อใบ
แรกจะเป็นที่รบั น้ำจำกทอ่ ประปำเก็บไว้ และมปี ๊ัมดูดน้ำจำกบ่อน้ีข้นึ ไปฉีดพน่ ผำ่ นแผ่นรังผ้งึ ส่วนบ่อใบที่ 2
จะเป็นท่ีรองรับน้ำท่ีไหลกลบั มำจำกแผ่นรังผ้ึง ซ่ึงเมื่อน้ำจำกบอ่ ที่ 2 มีปริมำณมำกจนลน้ ถึงระดบั ท่อเชื่อม
กนั น้ำกจ็ ะลน้ ไหลกลบั ไปสู่บอ่ ใบแรกเป็นวงจรหมุนเวียนไป
4) ป๊ัมน้ำ ควรมีควำมทนทำน มแี รงดนั ปำนกลำงเพรำะไม่ตอ้ งจ่ำยน้ำข้นึ สูงนกั มีระบบควบคมุ กำรทำงำน
ให้สัมพนั ธ์กบั ชุดควบคุมอุณหภูมิ เลือกขนำดปั๊มน้ำให้เหมำะสมกบั ขนำดและจำนวนของแผ่นรังผ้ึงท่ีใช้
เช่นแผ่นรังผ้ึงหนำ 4 นิ้ว กวำ้ ง 1 ฟุต สูง 6 ฟุต ให้ใช้ปั๊มน้ำที่มีอตั รำกำรไหล 3 ลิตรต่อนำที ต่อแผ่นรังผ้ึง 1
แผน่ และควรเป็นปั๊มชนิดจมุ่ (ไดโว่) ที่มีลกู ลอยสวทิ ช์ควบคุมเพื่อควำมสะดวก และช่วยป้องกนั กำรรวั่ ท่ีทำ
ให้มอเตอร์ไหม้
5) ชุดควบคุมอุณหภูมิและควำมช้ืน เป็ นส่วนสำคัญต่อระบบระบำยอำกำศ และลด
อุณหภูมิในโรงเรือนโดยมี Sensor เป็ นตัวรับค่ำ เพ่ือส่ังกำรควบคุมกำรทำงำนของพดั ลม และปั๊มน้ำ ให้
สมั พนั ธก์ บั ควำมตอ้ งกำรระบำยอำกำศภำยในโรงเรือน เช่นเวลำกลำงคนื อุณหภมู ิภำยนอกลดต่ำกว่ำท่ีต้ังไว้
พดั ลมดดู อำกำศบำงตวั จะหยดุ ทำงำนโดยอตั โนมตั ิ ชตั เตอร์จะปิ ดเพ่ือป้องกนั อำกำศผ่ำนเขำ้ ออกในโรงเรือน
และเมือ่ อุณหภมู เิ ริ่มสูงข้นึ ชตั เตอร์ก็จะเปิ ด พดั ลมจะทำงำนอกี คร้ัง พจิ ำรณำใชเ้ ครื่องควบคมุ อุณหภูมิ และ
ควำมช้ืน ที่มีช่องสื่อสัญญำณในกำรสั่งงำนให้เพียงพอกับกำรใช้งำน กำรกำหนดต้ังค่ำอุณหภูมิ และ
ควำมช้ืนเพ่อื ควบคุมกำรทำงำนของพดั ลม และปั๊มน้ำ มีดงั น้ี 5.1) ให้พดั ลมทำงำนครบ
ทุกตวั ท่ีอุณหภูมิไม่เกิน 28 - 30 องศำเซลเซียส โดยให้พดั ลมแต่ละชุดมีค่ำอุณหภูมติ ่ำงกนั 1.0 - 1.5 องศำ
เซลเซียส กำรเปิ ด - ปิ ดพดั ลมแต่ละตวั ให้มคี ำ่ อณุ หภมู ติ ่ำงกนั 0.5 องศำเซลเซียส
5.2) ให้ต้ังค่ำอุณหภูมิเพื่อปิ ดพดั ลมทุกตวั เม่ืออุณหภูมิของอำกำศต่ำกว่ำ 18 องศำ
เซลเซียส และกรณีท่ีอณุ หภูมขิ องอำกำศภำยนอกโรงเรือนต่ำมำก ให้ควบคุมกำรทำงำนของ พดั ลม ดว้ ยกำร
ต้งั เวลำเปิ ด - ปิ ด (Timer) โดยให้ควำมเร็วลมในโรงเรือนไมเ่ กิน 0.3 เมตร ตอ่ วนิ ำทีหรือ 60 ฟุต ต่อนำที
5.3) ต้งั ให้เคร่ืองป๊ัมน้ำ เร่ิมทำงำนท่อี ุณหภมู ไิ มเ่ กิน 27 - 30 องศำเซลเซียส
5.4) ต้ังค่ำควำมช้ืนสัมพัทธ์สูงสุดที่ 80 - 85 เปอร์เซ็นต์ เพ่ือปิ ดปั๊มน้ำ และต้ังค่ำ
ควำมช้ืนสมั พทั ธต์ ่ำสุดท่ี 75 - 80 เปอร์เซน็ ต์ เพื่อเปิ ดป๊ัมน้ำ (ต้งั ค่ำควำมช้ืนสัมพทั ธ์สูงสุด - ต่ำสุดให้ต่ำงกนั
5 เปอร์เซ็นต์) ควำมช้ืนสัมพทั ธ์ ต้องไม่เกิน 85 เปอร์เซ็นต์ สัตวจ์ ึงจะอยู่ได้อย่ำงปกติ และสัตว์สำมำรถ
ระบำยควำมร้อนของร่ำงกำยได้
6) ตูค้ วบคุมระบบไฟฟ้ำ และสัญญำณฉุกเฉิน กรณีเกิดกระแสไฟฟ้ำขดั ขอ้ ง เช่นไฟฟ้ำ
ดบั หรือไฟตก มผี ลทำให้มอเตอร์พดั ลม และป๊ัมน้ำเกิดควำมเสียหำย ชุดตดั ไฟในตูค้ วบคุมระบบไฟฟ้ำ และ
สัญญำณฉุกเฉิน จะทำงำนส่งสัญญำณเตือนให้สำมำรถแกไ้ ขไดท้ นั เวลำก่อนท่ีจะเกิดควำมเสียหำย และ
ควำมสูญเสีย
7) ระบบมำ่ นเปิ ด - ปิ ด ตอ้ งให้ปิ ดไดส้ นิท สำมำรถป้องกนั อำกำศจำกภำยนอกพดั ผ่ำน
เขำ้ ไปในโรงเรือนได้ และเลื่อนข้ึนลงไดโ้ ดยสะดวกดว้ ยกวำ้ นมือหมุน หรือระบบอตั โนมตั ิ
1.2.2 ขอ้ ควรพิจำรณำในกำรออกแบบโรงเรือนอแี วปสำหรับสุกร
ประเทือง (2545) และศิขณั ฑ์ (2549) ไดส้ รุปขอ้ ควรพจิ ำรณำกำรออกแบบโรงเรือนอแี วปสำหรับสุกร ดงั น้ี
1) ไม่ควรติดต้ังแผ่นรังผ้ึงเป็ นรูปตัวยู (U) เนื่องจำกทำให้เกิดพ้ืนท่ีอับลมที่บริเวณ
ดำ้ นหน้ำโรงเรือน ทำให้เกิดควำมร้อน ควำมช้ืนและควำมเร็วลมต่ำ เป็ นผลให้สุกรเกิดควำมเครียด อำจ
เจ็บป่ วย ซ่ึงต่ำงจำกไก่ที่สำมำรถเคล่ือนยำ้ ยตัวเองไปยงั จุดใหม่ที่สบำยกว่ำได้ง่ำย แต่สุกรไม่สำมำรถ
เคล่ือนยำ้ ยไปไหนได้ ดงั น้นั ควรติดต้งั แผ่นรังผ้ึงเฉพำะพ้ืนทีห่ นำ้ ตดั โรงเรือนเท่ำน้นั เพื่อลดจุดอบั ลม
2) ใชจ้ ำนวนพดั ลม และแผ่นรงั ผ้งึ ท่เี หมำะสม กบั ควำมเร็วลมที่ตอ้ งกำร
3) โรงเรือนสุกรรุ่น - ขุน ให้ผนังดำ้ นทำ้ ยคอกมลี กั ษณะโปร่งให้ลมพดั ผ่ำนสะดวก และทำส้วม
น้ำไวด้ ว้ ย จะช่วยลดอณุ หภมู ทิ ำใหส้ ุกรรู้สึกสบำย
4) รูท่อระบำยน้ำควรปิ ดให้มิดชิด หรือให้เล็กท่ีสุด มิฉะน้ันจะไปทำให้ลมลดั วงจรเข้ำมำใน
โรงเรือน โดยไมผ่ ่ำนแผ่นรงั ผ้ึง
5) ควรติดต้งั พดั ลมดดู อำกำศและแผ่นรงั ผ้ึงใหก้ ระแสลมเดินเป็นเส้นตรงมำกที่สุดเท่ำทีจ่ ะทำได้
เพ่อื ใหอ้ ำกำศไหลเวียนต่อเน่ือง ตลอดท้งั โรงเรือน
6) ติดต้งั พดั ลมให้ถกู ทิศทำงอยำ่ ให้สวนทำงกบั กระแสลมธรรมชำติ เพื่อป้องกนั กระแสลมตำม
ธรรมชำตไิ มใ่ ห้พดั อดั เขำ้ มำทห่ี นำ้ พดั ลม
7) ควรติดต้ังตำข่ำยแสลน หรือมุง้ ไนลอน โดยห่ำงจำกหน้ำแผ่นรังผ้ึงประมำณ 1 เมตร เพื่อ
ป้องกนั แมลง เศษใบไม้ ดอกหญำ้ และฝุ่นผง ตลอดจนแสงแดดทีจ่ ะทำให้เกิดตะไคร่น้ำ ไมใ่ หเ้ ขำ้ ไปอุดตนั
ตำมช่องอำกำศของแผ่นรังผ้ึง
1.2.3 กำรตรวจสอบ และบำรุงรักษำระบบอแี วป
ประเทือง (2545) และ ศิขณั ฑ์ (2549) กล่ำวถึงกำรตรวจสอบ และบำรุงรักษำโรงเรือน
อแี วปสำหรบั สุกร ดงั น้ี
1) ตรวจสภำพโรงเรือนทว่ั ๆ ไป เช่นพ้ืนคอก หลงั คำ ผนงั ดำ้ นขำ้ ง และส่วนต่ำง ๆ ท่ีประกอบ
เป็นโรงเรือนว่ำมีพ้นื ที่ช้ืนแฉะ มกี ลนิ่ เหม็นอบั หรือมจี ุดอบั ลม กใ็ หร้ ีบแกไ้ ข