9 - 12 15.0 - 30.0 0.53 2.10
13 - 18 30.0 - 60.0 0.70 2.60
19 - 15 60.0 - 90.0 0.60 3.50
26 - 30 90.0 - 105.0 0.50 4.00
มำกกวำ่ 30 มำกกวำ่ 105 นอ้ ยกว่ำ 0.50 มำกกว่ำ 4.00
หมายเหตุ : ADG : กำรเพ่มิ น้ำหนกั ตวั ตอ่ วนั FCR : อตั รำกำรแลกน้ำหนกั
ช่วงสุกร น้ำหนกั 15 - 30 กิโลกรมั เป็นช่วงพฒั นำกำรของกระดูก
ช่วงสุกร น้ำหนกั 30 - 60 กิโลกรัม เป็นช่วงพฒั นำกำรของกลำ้ มเน้ือ
ช่วงสุกร น้ำหนกั ต้งั แต่ 60 กิโลกรมั ข้นึ ไป เป็นช่วงพฒั นำกำรของไขมนั
ทม่ี ำ : บริษทั เจริญโภคภณั ฑอ์ ตุ สำหกรรม จำกดั (2547)
ประเภทของผ้เู ลยี้ งสุกรขุน
ศรีสุวรรณ (2542) กลำ่ ววำ่ สำมำรถแบง่ ประเภทผเู้ ล้ยี งสุกรขุนออกได้ 2 ประเภท ดงั น้ี
1. ผลิตลกู สุกรขนุ เอง โดยกำรเล้ียงสุกรพ่อ - แมพ่ นั ธุไ์ วเ้ อง แลว้ ผลติ ลกู สุกรนำมำขนุ เอง ผผู้ ลิตจะ
ทรำบถึงคุณภำพของสุกรเหล่ำน้นั ไดด้ ี สำมำรถตรวจสอบคุณภำพ และควบคุมสภำพ และโรคพยำธิต่ำง ๆ
ไดง้ ่ำย ลดควำมเส่ียงตอ่ โรคระบำดไดม้ ำก
2. ซื้อลูกสุกรจากแหล่งอ่ืนมาเลยี้ ง โดยกำรซ้ือลูกสุกรหลงั สิ้นสุดระยะอนุบำลมำเล้ียง ซ่ึงอำจจะ
ซ้ือมำจำกแหลง่ เดียวกนั หรือจำกหลำย ๆ แหลง่ มำเล้ยี งรวมกนั ซ่ึงไม่วำ่ กรณีใด ยอ่ มพบปัญหำดำ้ นลูกสุกร
เครียดจำกกำรขนยำ้ ยในระยะทำงไกล ๆ และมีควำมเสี่ยงต่อกำรนำโรคระบำดจำกแหล่งอ่ืนเขำ้ มำสู่ฟำร์ม
ของเรำ ดงั น้นั จะตอ้ งเขม้ งวดในกำรซ้ือลูกสุกร เช่นซ้ือจำกจำกแหลง่ ที่เชื่อถอื ได้ ท้งั ดำ้ นมำตรฐำนของพนั ธุ์
สุกร กำรจดั กำรฟำร์ม และกำรควบคมุ โรค
พนั ธ์ุสุกรขนุ
สัมฤทธ์ิ และคณะ (2534) กล่ำวถึง ลกั ษณะของสุกรขนุ ทตี่ ลำดตอ้ งกำรคอื มลี ำตวั ยำว สะโพกใหญ่
หลงั เป็นร่อง เห็นกลำ้ มเน้ือสันชดั เจน หัว และคอบำง เจริญเติบโตเร็ว คณุ ภำพซำกดี คือมเี น้ือแดงมำก ไขมนั
นอ้ ย ผิวบำง กระดูกเลก็ ไม่หนำ กำรนำสุกรพนั ธุ์แทม้ ำผสมขำ้ ม เพอ่ื ทำให้ลกู สุกรทเี่ กิดข้ึนมลี กั ษณะของเฮท
เทอโรซีส (Heterosis) ทำให้มีสมรรถภำพกำรให้ผลผลิตดีข้ึน เช่น กำรเจริญเติบโต อตั รำแลกน้ำหนกั
ปริมำณเน้ือแดง และควำมแข็งแรงดีกว่ำคำ่ เฉลีย่ ของผลผลิตใน พ่อ - แม่พนั ธุ์ ดงั น้นั จึงนิยมใชส้ ุกรลูกผสม
มำผลิตเป็ นสุกรขุน โดยเฉพำะลูกผสมสำมสำยพนั ธุ์ ท่ีไดจ้ ำกแม่สุกรลูกผสมสองสำยพนั ธุ์ (แลนด์เรซ -
ลำร์จไวท)์ ผสมกบั พ่อพนั ธุด์ ูร็อค ซ่ึงแมส่ ุกรสองสำยพนั ธุ์ (แลนดเ์ รซ - ลำร์จไวท)์ น้ี ถอื ว่ำเป็นสุกรสำยแม่
พนั ธุ์ทม่ี ีคณุ สมบตั กิ ำรผลิตลูกที่ดีทีส่ ุด ส่วนสำยพอ่ พนั ธุ์สุดทำ้ ยจะนิยมใช้ พนั ธุด์ รู ็อค เป็นส่วนมำก สำหรับ
สุกรลูกผสมสองสำยพนั ธุ์น้ี สำมำรถใช้เป็ นสุกรขุนได้ ซ่ึงข้ึนอยู่กบั สำยพ่อพนั ธุ์สุดทำ้ ยที่ใช้ผสม ถำ้ เป็ น
พนั ธุ์ดูร็อค จะไดล้ ูกท่ีแข็งแรงกว่ำ และรูปร่ำงมีกลำ้ มเน้ือดี อย่ำงไรก็ตำมกำรผลิตสุกรขุนสองสำยพนั ธุ์น้ี
จะทำให้ตน้ ทุนกำรผลติ สูงกวำ่ กำรผลิตสุกรขุนสำมสำยพนั ธุ์ เนื่องจำกใชแ้ มส่ ุกรพนั ธุแ์ ท้ ซ่ึงมีรำคำแพงกว่ำ
และมกั จะออ่ นแอกว่ำแมส่ ุกรลกู ผสมสองสำยพนั ธุ์ ดงั ในตำรำงท่ี 8.3
ลกู สุกรทนี่ ำมำขนุ มอี ำยุ 8 - 10 สปั ดำหน์ ้ำหนกั ต้งั แต่ 15 - 20 กิโลกรัม โดยสุกรแตล่ ะตวั ในแต่ละชุด
ควรมีอำยุห่ำงกนั ไม่เกิน 1 สัปดำห์ และควรมีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกัน เมื่ออำยุเท่ำกัน มีร่ำงกำยสมบูรณ์
แขง็ แรงเป็นปกติ ผำ่ นกำรทำวคั ซีนครบตำมกำหนด
ตารางที่ 8.3 แสดงลกั ษณะทำงเศรษฐกิจของสุกรลกู ผสม (ม.ิ ย. - ก.ย. พ.ศ. 2533)
คูผ่ สมพนั ธุ์ ลกั ษณะทำงเศรษฐกิจ
กำรเจริญเตบิ โต อตั รำกำรแลก เน้ือแดง ไขมนั สนั หลงั
(พอ่ x แม)่ (กรมั / วนั ) น้ำหนกั (%) (นิ้ว)
ดูร็อค x แลนดเ์ รซ - ลำร์จไวท์ 678 2.72 31.83 1.18
ดรู ็อค x ลำร์จไวท์ - แลนดเ์ รซ 672 2.79 32.44 1.28
แลนดเ์ รซ x ดูร็อค - ลำร์จไวท์ 643 2.93 30.40 1.33
ลำร์จไวท์ x ดูร็อค - แลนดเ์ รซ 695 2.79 32.35 1.16
ดรู ็อค x ลำร์จไวท์ 692 2.74 33.91 1.20
ดูร็อค x แลนดเ์ รซ 647 2.97 33.15 1.16
หมายเหตุ เริ่มทดลองเมือ่ น้ำหนกั เฉลย่ี 20.50 กิโลกรัม เล้ยี งจนถึงน้ำหนกั เฉล่ยี 99.70 กิโลกรมั
ท่ีมำ : สมั ฤทธ์ิและคณะ (2534)
ระบบการผลิตสุกรขุน
บริษทั เจริญโภคภณั ฑอ์ ุตสำหกรรม จำกดั (2547) ไดแ้ บ่งกำรผลิตสุกรขุนเป็น 2 ระบบ ดงั น้ี
1. ระบบเข้าหมด - ออกหมด (All in - All out) หมำยถึงกำรจัดกำรให้สุกรเข้ำเล้ียง และ
ออกจำหน่ำยพร้อมกันในคอก หรือโรงเรือนท้ังหลัง ซ่ึงจะเป็ นประโยชน์ท้ังในดำ้ นกำรจดั กำร กำรให้
อำหำร และกำรควบคมุ ป้องกนั โรค
2. ระบบการผลติ เป็ นรายสัปดาห์ (Weekly System basis) เป็นระบบกำรผลติ และควบคุมกำรผลติ
เป็นรำยสปั ดำห์ หมำยควำมว่ำ ถำ้ เริ่มเล้ยี งสุกรขุนทนี่ ้ำหนกั 15 กิโลกรัมไปจนถงึ ขำยได้ (น้ำหนกั 90 - 120
กิโลกรัม) จะต้องใช้เวลำกำรเล้ียงโดยเฉลี่ยประมำณ 22 สัปดำห์ หรือไม่ว่ำจะเร่ิมตน้ เล้ียงสุกรท่ีน้ำหนกั
เท่ำใดก็ตำม จะตอ้ งส่งขำยที่น้ำหนกั เฉลี่ย 100 กิโลกรัมข้ึนไป ซ่ึงอำยุเฉลี่ยของสุกรขุนไม่ควรสูงเกิน 30
สัปดำห์
สำหรับหรับฟำร์มขนำดใหญ่ สำมำรถจดั ระบบกำรผลิตไดอ้ ย่ำงต่อเนื่องกนั ทุกสัปดำห์ สำมำรถท่ี
จะควบคมุ กำรผลิต โดยใชว้ ิธีกำรจำก 2 ระบบขำ้ งตน้ เขำ้ ดว้ ยกนั
การดาเนินการผลิตสุกรขุน
ศรีสุวรรณ (2542) และ บริษทั เจริญโภคภณั ฑ์อุตสำหกรรม จำกดั (2547) ได้กล่ำวถึงหลกั กำร
ดำเนินกำรผลติ สุกรขนุ และให้สอดคลอ้ งกบั ระเบียบมำตรฐำนฟำร์มสุกรที่เล้ยี งในประเทศไทย พ.ศ. 2542
(กรมปศสุ ตั ว,์ 2546) มีดงั น้ี
1. โรงเรือน คอก และอปุ กรณ์สาหรับสุกรขุน
1.1 ขนำดโรงเรือน ข้นึ อยกู่ บั จำนวนสุกรทจ่ี ะรับเขำ้ เล้ียง ซ่ึงขนำดสุกรควรมอี ำยตุ ่ำงกนั ไม่เกิน
2 สัปดำห์ และระบบของโรงเรือน ถ้ำเป็ นโรงเรือนแบบปิ ด เช่นโรงเรือนอีแวป (Evaporative cooling
system)จะเล้ียงสุกรไดจ้ ำนวนมำกกว่ำโรงเรือนแบบเปิ ด ในพ้ืนที่เทำ่ ๆ กนั
1.2 ขนำดคอก ควรมีพ้ืนที่ต่อตวั เหมำะสม และเล้ยี งไมค่ วรมำกเกินไป เช่นคอกขนำดกวำ้ ง 4
เมตร ยำว 6 เมตร สำมำรถเล้ยี งสุกรขนุ ได้ 20 - 24 ตวั ทนี่ ้ำหนกั จบั ออก 100 กิโลกรัม
1.3 พ้ืนคอกลำดเอียงประมำณ 3 เปอร์เซน็ ต์ เพื่อไมม่ นี ้ำขงั และทำควำมสะอำดไดง้ ำ่ ย
1.4 ที่ใหอ้ ำหำร อำจเป็นรำงยำว หรือถงั อำหำรอตั โนมตั ิ
1.5 ท่ีกินน้ำ ควรมจี บุ๊ น้ำ (Nipple) จำนวน 1 หัว ต่อสุกร 10 ตวั
1.6 อ่ำงน้ำ หรือสว้ มสุกร สำหรับไวฝ้ ึกให้สุกรถ่ำยเป็นที่ และช่วยลดควำมร้อนตวั สุกร ทำให้
ตวั สุกร และคอกสะอำดโดยไม่ตอ้ งอำบน้ำให้สุกร และลำ้ งคอกกนั บ่อย ๆ ช่วยให้ประหยดั น้ำ และช่วยให้
กำรเกิดน้ำเสีย (Waste Water) ลดนอ้ ยลง สว้ มสุกรทำดว้ ยวสั ดุต่ำง ๆ เช่นเหลก็ เสน้ ไม้ คอนกรีต ขนำดกวำ้ ง
80 เซนติเมตร ยำว 120 เซนติเมตร สูง 10 เซนตเิ มตร วำงไวด้ ำ้ นหลงั คอก หรือตรงมุมคอกดำ้ นใน ดงั ภำพที่
8.3
ภาพท่ี 8.3 แสดงสว้ มน้ำในคอกสุกรขนุ
(ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ีใช้เป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
2. การเตรียมโรงเรือน กอ่ นนำสุกรเขำ้ เล้ียง จะตอ้ งทำควำมสะอำดโรงเรือน คอก และอุปกรณ์ทใ่ี ช้
เล้ียง โดยใช้น้ำยำฆ่ำเช้ือโรค แลว้ ลำ้ งออกให้สะอำด พกั คอกทิ้งไว้ 1 สัปดำห์ โดยมีจุดประสงค์เพ่ือ จดั
สภำพแวดลอ้ มใหเ้ หมำะสมต่อกำรเล้ียงสุกร และลดเช้ือโรคที่จะทำให้สุขภำพลูกสุกรเสื่อมโทรม
3. การรับลูกสุกรเข้าเลยี้ ง ลกู สุกรท่เี ขำ้ คอกเล้ยี งวนั แรก ๆ จะมภี ำวะเครียดจำกกำรขนยำ้ ย และกำร
กดั กนั เม่ือรวมสุกรมำจำกหลำย ๆ คอก จำกที่อ่ืน ๆ เขำ้ ดว้ ยกนั ดงั น้ันจึงจำเป็ นท่จี ะตอ้ งลดภำวะเครียดลง
หรือจดั กำรใหล้ ูกสุกรเกิดควำมเครียดนอ้ ยทส่ี ุด ดงั น้ี
3.1 เลือกวิธีขนยำ้ ยท่ีเหมำะสม ท่ีจะทำให้สุกรมีควำมเครียดน้อยที่สุด เช่นขนยำ้ ยในช่วงท่ีมี
อำกำศเยน็
3.2 ก่อนกำรย้ำยสุกร ให้งดอำหำรอย่ำงน้อย 10 ชั่วโมง แต่ให้กินน้ ำเต็มที่ เพ่ือให้
กระทบกระเทอื นต่อระบบทำงเดินอำหำรนอ้ ยทส่ี ุดในขณะขนยำ้ ย
3.3 เตรียมน้ำใหค้ วำมเยน็ แก่ลูกสุกร เพอ่ื ลดควำมเครียด และละลำยไวตำมิน หรือยำลดเครียด
ให้กินอยำ่ งนอ้ ย 3 วนั ต้งั แตว่ นั รับเขำ้ เล้ียง
3.4 จดั ให้ลูกสุกรที่มีขนำด หรือน้ำหนกั ใกลเ้ คียงกนั อย่ใู นคอกเดียวกนั เพื่อให้สุกรมีควำม
สม่ำเสมอมำกท่สี ุด
3.5 จดั จำนวนสุกรตอ่ คอก ใหเ้ หมำะสมกบั พ้ืนที่
3.6 แยกสุกรที่มปี ัญหำ เร่ืองสุขภำพออกไวต้ ่ำงหำก ไม่ควรนำเขำ้ มำปะปนกบั สุกรปกติ
3.7 หลงั จำกลูกสุกรกินน้ำแลว้ ประมำณ 3 ชวั่ โมง จึงเริ่มใหก้ ินอำหำรทลี ะนอ้ ยๆ โดยให้เพียง
50 - 80 เปอร์เซ็นต์ ของควำมตอ้ งกำร แลว้ คอ่ ยเพิม่ ข้นึ ในวนั ตอ่ มำ และควรเป็นสูตรอำหำรเดียวกบั ท่ีใช้เล้ียง
ระยะอนุบำลมำกอ่ น 3 - 5 วนั
3.8 ควรเฝ้ำดแู ลหลงั จำกจดั ขนำดลูกสุกรแลว้ เพ่ือป้องกนั กำรกดั กนั จนบำงตวั ถึงตำย
3.9 กรณีที่ซ้ือลูกสุกรเขำ้ มำ ให้แยกเล้ียงไวค้ อกอื่น และห่ำงจำกคอกอ่ืน ๆ ในฟำร์ม โดย
เด็ดขำด นำนประมำณ 7 - 14 วนั
3.10 ลูกสุกรท่ีมีอำกำรป่ วย ที่เห็นว่ำไม่อำจรักษำให้หำยไดอ้ ย่ำงแน่นอน ให้รีบดำเนินกำรคดั
ทง้ิ โดยดว่ น เพอื่ กำรลดพำหะนำเช้ือโรค ขณะทส่ี ุกรน้ียงั พอขำยไดร้ ำคำที่เหมำะสม ซ่ึงถำ้ ปล่อยทิง้ ไวจ้ นลูก
สุกรตำย จะทำใหเ้ สียคำ่ ใชจ้ ่ำยดำ้ นกำรรกั ษำ และขำยไดร้ ำคำต่ำ หรืออำจจะขำยไม่ไดเ้ ลยกไ็ ด้
4. การปรับสภาพโรงเรือน กำรปรบั สภำพแวดลอ้ มในโรงเรือนให้เหมำะสมกบั สุกรน้นั แตกตำ่ งกนั
ไปตำมขนำดของสุกร เม่อื อณุ หภมู ขิ องสภำพแวดลอ้ มสูงข้นึ มีผลทำให้สุกรไดร้ ับพลงั งำนต่ำกวำ่ ท่รี ่ำงกำย
ตอ้ งกำร ทำให้อตั รำกำรเจริญเติบโต และกำรสร้ำงผลผลิตลดลง ดงั น้นั กำรปรับปรุงสภำพแวดลอ้ มให้เยน็
ลง เช่นใชพ้ ดั ลม กำรพน่ น้ำ กำรอำบน้ำ กำรใหก้ ินน้ำ และกำรจดั กำรให้เหมำะสม จะช่วยเพม่ิ สมรรถภำพ
กำรผลิตให้ดีข้ึน ควรมีเทอร์โมมิเตอร์ ชนิดวดั อุณหภูมิต่ำสุด - สูงสุด ไวใ้ นคอก และหมนั่ ทำควำมสะอำด
ในโรงเรือนเป็นประจำ กรณีโรงเรือนแบบปิ ด ควรไดป้ รับควำมเร็วลมในโรงเรือนให้ไดป้ ระมำณ 0.8 - 1.0
เมตรต่อวนิ ำที
สุกรน้ำหนกั 20 - 40 กิโลกรัม อุณหภูมทิ ่ีเหมำะสม คอื 29 - 32 องศำเซลเซียส
สุกรน้ำหนกั 40 - 100 กิโลกรัม อณุ หภูมิทเี่ หมำะสม คอื 28 - 30 องศำเซลเซียส
5. การให้อาหารสุกรขุน อำหำรเป็นตน้ ทุนที่สูงที่สุด ในกระบวนกำรผลิตสุกรขุน (ประมำณ 75
เปอร์เซน็ ต)์ ซ่ึงสุกรขุนตวั หน่ึง ๆ จะกินอำหำรประมำณ 200 - 250 กิโลกรมั ซ่ึงสุกรควรไดร้ บั อำหำรตลอด
ช่วงอำยอุ ยำ่ งถูกตอ้ ง และครบถว้ นท้งั ปริมำณ และคุณภำพ เพ่ือกำรเจริญเติบโต และคณุ ภำพซำกทดี่ ี ดงั น้ี
5.1 ชนิดของอำหำรสุกรขุน แบ่งตำมระยะกำรเจริญเตบิ โตของสุกร ได้ 3 ชนิด ดงั น้ี
5.1.1 อำหำรสุกรเล็ก จะมีระดบั โปรตนี ประมำณ18เปอร์เซ็นตใ์ ชเ้ ล้ยี งสุกรท่ีมีขนำด15-30กิโลกรมั
5.1.2 อำหำรสุกรรุ่น จะมีระดบั โปรตนี ประมำณ16เปอร์เซ็นต์ ใชเ้ ล้ยี งสุกรทม่ี ีขนำด30-60กิโลกรัม
5.1.3 อำหำรสุกรขุน จะมีระดบั โปรตีนประมำณ 13 - 14 เปอร์เซน็ ต์ ใชเ้ ล้ยี งสุกรท่ีมขี นำด
60 กิโลกรัม ข้นึ ไปจนถงึ ส่งตลำด
ตารางท่ี 8.4 แสดงปริมำณกำรกินอำหำรของสุกรขุน 1 ตวั
อำยุ ระยะเวลำเล้ยี ง น้ำหนกั สุกร อำหำร / ตวั / วนั ปริมำณอำหำร /
(สปั ดำห)์ (สัปดำห)์ (กก.) (กก.) สัปดำห์ (กก.)
8 0 15 0.60 4.20
9 1 17 0.93 6.51
10 2 21 1.07 7.49
11 3 25 1.24 8.68
12 4 29 1.34 9.38
13 5 34 1.52 10.64
14 6 39 1.74 12.18
15 7 44 1.76 12.32
16 8 49 1.95 13.65
17 9 54 2.00 14.00
18 10 59 2.07 14.49
19 11 64 2.10 14.70
20 12 69 2.13 14.91
21 13 74 2.16 15.12
22 14 79 2.19 15.33
23 15 84 2.22 15.54
24 16 89 2.25 15.75
25 17 94 2.28 15.96
26 18 100 2.34 16.38
27 19 105 2.34 16.38
28 20 110 2.37 16.59
ทม่ี ำ : ศรีสุวรรณ (2542)
กำรให้อำหำรต้งั แต่ระยะหย่ำนมจนถึงขำยน้นั ตอ้ งมีกำรเปลี่ยนสูตรอำหำรไปตำมช่วงระยะ ของ
กำรเจริญเติบโต ในระยะสุกรเลก็ อำหำรจะมรี ะดบั โปรตีนสูง และระดบั โปรตีนจะลดลงเมอ่ื สุกรมอี ำยมุ ำก
ข้ึน กำรเปลี่ยนสูตรอำหำรแต่ละคร้ัง ตอ้ งระมดั ระวงั ให้มำกเน่ืองจำกสุกรจะมคี วำมไวต่อกำรเปล่ยี นแปลง
โดยถำ้ มกี ำรเปลยี่ นสูตรอำหำรให้สุกรกินอยำ่ งกระทนั หนั สุกรบำงตวั อำจจะไม่กินอำหำรในวนั น้นั หรือกิน
นอ้ ยกว่ำปกติ ซ่ึงไม่เป็นผลดีต่อร่ำงกำย ดงั น้นั ตอ้ งทำให้สุกรกินอำหำรใหไ้ ดม้ ำกทส่ี ุด ซ่ึงวธิ ีกำรเปล่ียนสูตร
อำหำร สำมำรถปฏิบตั ิไดด้ งั น้ี
วนั แรก ให้อำหำรเก่ำ ผสมอำหำรใหม่อยำ่ งละคร่ึง
วนั ที่ 2 ให้อำหำรทผี่ สมในวนั แรก กินต่อไปอกี 1 วนั
วนั ท่ี 3 ใหอ้ ำหำรเก่ำ : อำหำรใหม่ เป็น 1 : 2
วนั ท่ี 4 ให้ใชส้ ูตรอำหำรใหม่ท้งั หมด
5.2 วิธีกำรใหอ้ ำหำรสุกรขุน แบ่งได้ 2 วิธีดงั น้ี
5.2.1. แบบจำกัด (Restricted feeding) เป็นกำรให้อำหำรสุกรกิน แบบจำกดั อำหำรใหก้ ิน
อำจจะใหก้ ินเพียงวนั ละ 1 เวลำ หรือ 2 เวลำ หรือ 3 เวลำ สุดแลว้ แตผ่ เู้ ล้ียงจะกำหนดให้ ปกติจะใหก้ ินวนั ละ
2 เวลำ (เช้ำ และเยน็ ) จำนวนอำหำรท่ีให้ ข้ึนอยู่กบั น้ำหนักตัว สุกรระยะหย่ำนม ถึง 30 กิโลกรัมให้กิน
อำหำรเฉลี่ย วนั ละ 1.0 - 1.5 กิโลกรัม ขนำด 30 - 60 กิโลกรัม ควรให้อำหำรเฉล่ียวนั ละ 1.5 - 2.0 กิโลกรัม
และขนำด 60 - 90 กิโลกรัม ควรใหอ้ ำหำรเฉลี่ยวนั ละ 2.0 - 2.2 กิโลกรัม กำรใหอ้ ำหำรแบบจำกดั น้ี นิยมใช้
กบั สุกรขุนในระยะใกลส้ ่งตลำด ท้งั น้ีเพ่ือควบคุมกำรกินอำหำร ไม่ให้มกี ำรสร้ำงไขมนั มำกเกินไป
5.2.2. แบบเต็มที่ (Full feeding) เป็นกำรให้อำหำรแบบไม่จำกดั จำนวน มีอำหำรให้สุกร
กินไดต้ ลอดเวลำ จำกถงั อำหำรอตั โนมตั ิ (Self feeder) กำรให้อำหำรแบบน้ีนิยมให้กบั สุกรระยะเล็ก จนถึง
น้ำหนักประมำณ 60 กิโลกรัม หลงั จำกน้นั จึงจำกดั อำหำร กำรให้สุกรกินอำหำรเต็มที่ จะทำให้สุกรเติบโต
เร็ว แต่จะทำใหเ้ ปลืองอำหำร แสดงผลกำรเปรียบเทยี บในตำรำงท่ี 8.5
ตารางท่ี 8.5 แสดงผลของกำรจำกดั อำหำรและกนิ เต็มที่
ระดบั ของอำหำรท่ใี ห้กินแตล่ ะวนั
ลกั ษณะ กินเต็มท่ี กินแบบจำกดั จำนวน
100 85 70
ปริมำณอำหำรทีก่ ินแต่ละวนั (กก.) 3.28 2.61 2.11 1.8
อตั รำกำรเจริญเตบิ โต (กก.) 0.83 0.70 0.55 0.45
อตั รำแลกน้ำหนกั 3.95 3.73 3.84 3.28
ควำมหนำไขมนั สนั หลงั (กก.) 3.71 3.73 3.61 3.28
แฮม และสนั (% ของซำก) 38.0 37.1 38.6 39.4
ทม่ี ำ : ศรีสุวรรณ (2542)
6. การควบคมุ สุขภาพสุกรขนุ
6.1 หมัน่ ตรวจสุขภำพสุกรทุกวนั และในช่วงเวลำเดียวกนั และบันทึกขอ้ มูลในแบบตรวจ
สุขภำพของสุกรสม่ำเสมอ
6.2 ทำควำมสะอำดคอก และโรงเรือนเป็นประจำ แต่ไม่จำเป็ นตอ้ งใช้น้ำทำควำมสะอำดคอก
ทุกวนั ไม่ควรอำบน้ำให้สุกรขุนบ่อย ๆ โดยเฉพำะช่วงอำยุนอ้ ย ๆ เนื่องจำกคอกจะมีควำมช้ืนสูง พ้ืนคอก
แฉะ ลืน่ งำ่ ย และจะทำให้สุกรขนำดใหญม่ กี ำรสะสมไขมนั มำกข้นึ
6.3 มีโปรแกรมกำรกำจดั พยำธิภำยนอก และภำยใน ตลอดจนกำรป้องกนั โรคระบำดสำหรบั
สุกรขนุ ใหถ้ กู ตอ้ งเหมำะสม
6.4 เมอ่ื พบสุกรตวั ใดป่ วย หรือผิดปกติใหร้ ีบแยกออก และทำกำรรกั ษำโดยเร็ว ให้พจิ ำรณำกำร
ใชย้ ำท่มี ีคณุ ภำพ ไมห่ มดอำยุ และใชต้ ำมคำแนะนำของสัตวแพทย์
6.5 ไม่เล้ียงสุกรให้หนำแน่นเกินไป คอกหน่ึง ๆ ควรเล้ียงประมำณ 20 ตวั เพื่อไม่ให้สุกรเกิด
ควำมเครียดง่ำย และสะดวกในกำรจดั กำรดแู ล
6.6 ให้สุกรไดร้ ับอำหำรคุณภำพดี และถูกตอ้ งตำมระยะกำรเจริญเติบโต มีน้ำสะอำดให้กิน
ตลอดเวลำ
การประเมินคุณภาพซาก
ปัจจุบนั ตลำดเน้ือสุกรให้ควำมสำคัญกับคุณภำพซำกสุกรกนั มำก สุกรท่ีมีคุณภำพซำกดี จะมี
ปริมำณเน้ือแดงมำก ไขมันน้อย กระดูกเล็ก ก็จำหน่ำยได้รำคำสูง ดงั น้ันผูผ้ ลิตสุกรขุนจึงได้พัฒนำ
ปรบั ปรุงคณุ ภำพซำกของสุกรให้ดีข้นึ เพอื่ ผลดีต่อกำรคำ้ ตลอดเวลำ
1. หลักการประเมินคุณภาพซาก ชัยณรงค์ (2525) และศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวว่ำ กำรประเมิน
คณุ ภำพซำกสุกรน้นั สำมำรถประเมินสุกรขณะมชี ีวิต หรือตำยแลว้ ก็ได้ มีหลกั กำรประเมนิ ได้ 3 แบบ ดงั น้ี
1.1 ดูลกั ษณะภำยนอก สุกรที่มีคุณภำพซำกดีน้ัน ส่วนกลำ้ มเน้ือท่ีหลงั และสะโพกเป็ นมัด
กลมนูน มองเห็นไดเ้ ด่นชดั ไม่ว่ำจะมองดำ้ นบน ดำ้ นขำ้ ง และดำ้ นหลงั หัวเรียวเล็ก คำงเรียบ ทอ้ งเรียบ
ขนำนกบั หลงั สันหลงั หนำแน่นรับกบั ไหล่ และสะโพก ส่วนสุกรท่ีมีคุณภำพซำกต่ำ จะดูอว้ น คำงอูมโต
และพุงหอ้ ย เป็นตน้
1.2 ดคู วำมหนำของไขมนั สนั หลงั ควำมหนำของไขมนั สนั หลงั ซ่ึงมีคำ่ สหสัมพนั ธ์เป็นลบกบั
พ้ืนท่ีหนำ้ ตดั เน้ือสัน และพ้ืนท่ีหนำ้ ตดั เน้ือสันมีคำ่ สหสัมพนั ธ์เป็นบวกกบั ปริมำณเน้ือแดง หมำยควำมว่ำ
ถำ้ ไขมนั สนั หลงั หนำมำก สุกรตวั น้นั จะมปี ริมำณเน้ือแดงนอ้ ย สุกรทนี่ ำมำวดั ควำมหนำไขมนั สันหลงั ควร
มีน้ำหนกั มำกกว่ำ 70 กิโลกรมั ข้ึนไป มีวธิ ีปฏิบตั ิ 2 วธิ ีดงั น้ี
1.2.1 ใช้โพรบ (back fat probe) โดยใช้บรรทดั โลหะเรียกว่ำโพรบ ทำกำรวดั ซ่ึงเป็นวิธีที่ง่ำย
ลงทนุ นอ้ ย นิยมกนั ทวั่ ไป
1.2.2 ใชเ้ คร่ืองอลั ตร้ำโซนิค (ultrasonic) เป็นวิธีทแ่ี มน่ ยำกว่ำ แตล่ งทนุ สูง และผใู้ ชต้ อ้ งมคี วำม
ชำนำญในกำรแปลผล
1.3 ดูซำกสุกรท่ีชำแหละ ดูปริมำณเน้ือแดง ไขมัน กระดูก และส่วนต่ำง ๆ ของซำกมำพิจำรณำ
สุกรท่มี ีส่วนของเน้ือแดงมำก มนั นอ้ ย ยอ่ มเป็นที่พอใจของผบู้ ริโภคและขำยไดร้ ำคำสูง
2. การวัดความหนาไขมันสันหลงั ด้วยโพรบ (Probe)
2.1 ตำแหน่งที่วดั ทำกำรวดั 3 จุด คือที่บริเวณไหล่แนวเดียวกบั ซอกขำหน้ำ ที่หลัง (loin)
ตรงขำ้ มกบั กระดกู ซ่ีโครงซ่ีสุดทำ้ ย และทีส่ ะโพก (ham) ตรงขำ้ มกระดูกสันหลงั ขอ้ สุดทำ้ ยตอ่ กบั กระดกู หำง
(แนวเดียวกบั ซอกขำหลงั )
2.2 วธิ ีกำรวดั โดยกำรผูกมดั สุกรไว้ แลว้ ใชใ้ บมีดโกนขนบริเวณตำแหน่งท้งั 3 จุด โดยให้ห่ำง
จำกแนวก่ึงกลำงหลงั ประมำณ 1.5 - 2.0 นิ้ว ใช้ทิงเจอร์ทำควำมสะอำดบริเวณที่โกนขน แลว้ ใชใ้ บมีดเจำะ
ผวิ หนงั ใหท้ ะลุ เพอื่ จะไดส้ อดโพรบเขำ้ ไปได้ ค่อย ๆ ดนั โพรบให้ทะลุผ่ำนช้นั ไขมนั ไปจนถึงช้นั เน้ือสนั จะ
ดนั ไม่ลง (ถำ้ ไม่มีกำรฉีดยำชำให้ สุกรจะร้อง และดิ้นเพรำะเจ็บ) จึงเล่ือนท่ีอ่ำนลงไปให้สัมผสั กบั ผิวหนัง
สุกร ดึงข้นึ มำอำ่ นคำ่ ท้งั 3 ค่ำ หำรเฉลยี่ ออกมำ
ภาพที่ 8.4 แสดงตำแหน่งวดั ไขมนั สันหลงั สุกร (ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ ง ทใ่ี ชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
3. การคานวณต้นทุนการผลติ สุกรขุนทน่ี ้าหนัก 100 กิโลกรัม
หลกั เกณฑก์ ำรคำนวณตน้ ทนุ กำรผลติ สุกรขนุ ไดด้ งั น้ี
1. ตน้ ทนุ ลกู สุกร ทนี่ ้ำหนกั 15 กิโลกรมั กรณีผลิตลูกสุกรเอง รำคำ = 1,200 บำท
กรณีซ้ือลูกสุกร = 1,300 + (3 x 50) = 1,450 บำท
2. คำ่ อำหำร แบง่ เป็น 3 ระยะ (รำคำอำหำรของบริษทั สำมเหล่ียม ณ วนั ท่ี 1 ธนั วำคม พ.ศ. 2561)
ระยะสุกร น้ำหนกั เพม่ิ FCR จำนวนอำหำร รำคำอำหำร เป็ นเงิน
(กก.) (บำท) (บำท)
สุกรเลก็ (15 - 30 กก.) 15 2.00 30 กก. 12.50 375.00
สุกรรุ่น (30 - 60 กก.) 30 2.80 84 กก. 12.00 1,008.00
สุกรขุน (60 - 100 กก.) 40 3.30 132 กก. 11.30 1,491.60
รวม 85 246 2,874.60
ตน้ ทนุ คำ่ อำหำรรวม = 2,874.60 บำท.
3. คำ่ ยำและวคั ซีน
คำ่ วคั ซีนอหิวำตส์ ุกร จำนวน 2 คร้งั ๆ ละ 3 บำท เป็นเงิน 6 บำท
ค่ำวคั ซีนปำกและเทำ้ เป่ื อย จำนวน 2 คร้ัง ๆ ละ 15 บำท เป็นเงิน 30 บำท
คำ่ วคั ซีนพษิ สุนขั บำ้ เทียม จำนวน 1 คร้งั เป็นเงิน 25 บำท
คำ่ ยำอืน่ ๆ ที่ใชร้ ะหว่ำงกำรเล้ยี งประมำณ 30 บำท / ตวั
รวมคำ่ ยำและวคั ซีน = 91 บำท
4. ค่ำแรงงำน
ใชแ้ รงงำน 1 คนต่อสุกรขุน 500 ตวั ค่ำจำ้ งเดือนละประมำณ 6,000 บำท. ( 12 บำท / 1 ตวั / 1 เดือน )
ช่วงเล้ยี งสุกรน้ำหนกั 15 - 100 กก. ใชเ้ วลำ 4 เดือน คำ่ แรง = 24,000 บำท
คำ่ แรงงำนตอ่ กำรผลิตสุกรขนุ 1 ตวั = 24,000 / 500 = 48 บำท / ตวั
5. ค่ำเส่ือมโรงเรือน
สมมตุ ใิ หส้ ร้ำงโรงเรือนสุกรขุนควำมจุสุกร 500 ตวั ต่อรุ่น เล้ียงปี ละ 2.5 รุ่น
สิ้นค่ำกอ่ สร้ำง 500,000 บำท โรงเรือนสำมำรถใชง้ ำนได้ 20 ปี .
โดยทว่ั ไปจะประมำณรำคำเมื่อหมดอำยกุ ำรใชง้ ำนที่ 10 เปอร์เซน็ ต์ ของรำคำเร่ิมตน้
คำ่ เสื่อมรำคำ = (รำคำเร่ิมตน้ - รำคำเมอ่ื หมดอำยใุ ชง้ ำน) ÷ อำยกุ ำรใชง้ ำน
ดงั น้นั ค่ำเส่ือมโรงเรือนต่อสุกรขุน 1 ตวั = 500,000 − 50,000 = 18 บำท
20x(2.5x500)
6. ค่ำใชจ้ ่ำยอนื่ ๆ เช่นค่ำน้ำ คำ่ ไฟฟ้ำ ค่ำขนส่ง และ ค่ำซ่อมแซมอุปกรณ์โรงเรือน เป็นตน้
คดิ เฉล่ียเหมำจ่ำยตวั ละ 30 บำท
7. สรุปตน้ ทนุ ผลติ สุกรขุน ท่นี ้ำหนกั 100 กิโลกรมั จำนวน 1 ตวั
7.1 ค่ำลูกสุกร (กรณีผลิตลกู สุกรเอง) = 1,200 บำท
7.2 ค่ำอำหำร = 2,874.60 บำท
7.3 ค่ำยำและวคั ซีน = 91 บำท
7.4 ค่ำแรงงำน = 48 บำท
7.5 ค่ำเสื่อมโรงเรือน = 18 บำท
7.6 คำ่ ใชจ้ ำ่ ยอน่ื ๆ = 30 บำท
รวมตน้ ทนุ (3,057.60 + 1,200) = 4,257.60 บำท
กรณีซ้ือลูกสุกรจะมีตน้ ทนุ (3,057.60 + 1,450) = 4,507.60 บำท
4. การคานวณหาอตั ราการเจริญเตบิ โต
ศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวว่ำ อตั รำกำรเจริญเติบโต (Average daily gain : ADG หรือ Growth rate)
หมำยถึงน้ำหนกั ของสุกรทเี่ พม่ิ ข้นึ ต่อวนั โดยเฉลี่ย ตลอดช่วงระยะเวลำทเ่ี ล้ียงดู คำนวณไดจ้ ำกสูตรดงั น้ี
อตั รำกำรเจริญเติบโต = น้ำหนกั ตวั ชง่ั คร้ังสุดทำ้ ย – น้ำหนกั ตวั ชงั่ คร้งั แรก
จำนวนวนั ท่ีเล้ียงดู
ตวั อย่าง ในกำรเล้ียงสุกรขุนตวั หน่ึงน้ำหนกั เมอ่ื เร่ิมเล้ยี ง = 12 กิโลกรมั .
น้ำหนกั เมื่อจบั ขำย = 105 กิโลกรมั
รวมเวลำในกำรเล้ยี ง = 125 วนั
จงคำนวณหำอตั รำกำรเจริญเตบิ โตของสุกรตวั น้ี.
วธิ ที า อตั รำกำรเจริญเติบโต = 105 −12 = 93 กิโลกรมั / วนั
125 125
= 0.744 กิโลกรัม / วนั
หรือ = 744 กรัม / วนั .
ดงั น้นั สุกรตวั น้ีมอี ตั รำกำรเจริญเติบโต = 744 กรมั ตอ่ วนั
5. การคานวณหาอัตราแลกน้าหนัก
ศรีสุวรรณ (2542) กลำ่ ววำ่ อตั รำแลกน้ำหนกั หรืออตั รำแลกเน้ือ (Feed conversion rate : FCR)
หมำยถึง ปริมำณอำหำรที่สุกรใช้ในกำรเพิ่มน้ำหนกั หน่ึงหน่วย กล่ำวคือ สุกรกินอำหำรไปกี่กิโลกรัม เพื่อ
เปลี่ยนเป็นน้ำหนกั ตวั 1 กิโลกรัม คำนวณไดจ้ ำกสูตรดงั น้ี
อตั รำแลกน้ำหนกั = จำนวนอำหำรท่ีกินท้งั หมด
น้ำหนกั ทีเ่ พ่ิมข้นึ
ดงั น้นั จะเห็นวำ่ ค่ำของอตั รำแลกน้ำหนกั ไมม่ ีหน่วย
ตัวอย่าง จำกตวั อยำ่ งท่ีหำ ADG ถำ้ กำรเล้ียงสุกรขุนดงั กล่ำวใชอ้ ำหำรท้งั หมด 300 กิโลกรัม
จงคำนวณหำอตั รำแลกน้ำหนกั ของสุกรขนุ ตวั น้ี
วธิ ที า
อตั รำแลกน้ำหนกั = 300 = 300
93
105 −12
= 3.23
ดงั น้นั สุกรขนุ ตวั น้ีมีอตั รำกำรแลกน้ำหนกั = 3.23
(หมำยควำมว่ำ สุกรขุนกินอำหำร 3.23 กิโลกรมั จึงจะเพ่ิมน้ำหนกั ได้ 1 กิโลกรมั นนั่ เอง)
แบบฝึ กหดั บทท่ี 5
จงตอบคำถำมต่อไปน้ี
1. กำรเจริญเตบิ โตของร่ำงกำยสุกร มอี ยำ่ งไรบำ้ ง
2. ประเภทของผูเ้ ล้ียงสุกรขนุ มีก่ีประเภท
3. พนั ธุ์สุกรขนุ ทนี่ ิยมเล้ยี ง มีคณุ ลกั ษณะอยำ่ งไรบำ้ ง
4. ระบบกำรผลติ สุกรขุน มกี ี่ระบบ
5. กำรดำเนินกำรผลติ สุกรขนุ ประกอบดว้ ยข้นั ตอนอยำ่ งไรบำ้ ง
แนวตอบแบบฝึ กหัด บทที่ 5
1. กำรเจริญเตบิ โตของร่ำงกำยสุกร ประกอบดว้ ย 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
1.1 ดำ้ นโครงกระดกู พบมำกในช่วงอำยนุ อ้ ย ๆ (แรกเกิด - 30 กิโลกรมั )
1.2 ดำ้ นกลำ้ มเน้ือ พบมำกเมื่อน้ำหนกั ตวั 30 - 60 กิโลกรมั
1.3 ดำ้ นไขมนั พบมำกในช่วงน้ำหนกั ตวั 60 กิโลกรมั ข้นึ ไป
2. ประเภทของผูเ้ ล้ียงสุกรขุน มี 2 ประเภทคือ
2.1 ผลติ ลกู สุกรขนุ เอง
2.2 ซ้ือลูกสุกรขุนมำจำกแหล่งอ่นื
3. พันธุ์สุกรขุนท่ีนิยมนำมำเล้ียงเป็ นพันธุ์ลูกผสมสำมสำยพันธุ์ ที่ได้จำกกำรผสมพันธุ์
ระหวำ่ ง พนั ธุ์ดรู ็อค แลนดเ์ รซ และลำร์จไวท์ เขำ้ ดว้ ยกนั จะไดส้ ุกรขุนทแ่ี ข็งแรง รูปร่ำงมกี ลำ้ มเน้ือมำก
เจริญเติบโตเร็ว อตั รำแลกน้ำหนกั ดี คณุ ภำพซำกดี เน้ือแดงมำก ไขมนั นอ้ ย ตลำดตอ้ งกำร
4. ระบบกำรผลิตสุกรขนุ มี 2 ระบบดงั น้ี
4.1 ระบบเขำ้ หมด - ออกหมด
4.2 ระบบกำรผลติ เป็นรำยสัปดำห์
5. กำรดำเนินกำรผลติ สุกรขนุ มขี ้นั ตอนดงั น้ี
5.1 กำรเตรียมโรงเรือน
5.2 กำรรับลกู สุกรเขำ้ เล้ยี ง
5.3 กำรปรบั สภำพโรงเรือน
5.4 กำรใหอ้ ำหำรสุกร
5.5 กำรควบคมุ สุขภำพสุกรขนุ
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 6
รหัสวชิ า 20501-2304 วิชา การเลยี้ งสุกร
ชื่อหน่วย โรคและการสุขาภบิ าล สัปดาห์ที่ 12-13
สาระสาคญั
กำรเล้ียงสุกรให้ประสบควำมสำเร็จไดน้ ้ัน ปัจจยั หน่ึงที่ตอ้ งเอำใจใส่ให้มำกคือ สุขภำพของสุกรทุก
ระยะกำรเล้ียงดู หำกสุกรเจ็บป่ วยหรือลม้ ตำยลง ย่อมนำควำมเสียหำยตอ่ วงจรกำรผลติ วิธีที่ดีที่สุดคือ กำร
ควบคมุ ป้องกนั ไม่ใหเ้ กิดโรค ลดควำมรุนแรงของโรค และไมใ่ หม้ กี ำรแพร่ระบำดต่อไป
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบำยสำเหตขุ องกำรตดิ เช้ือโรคได้
2. อธิบำยหลกั กำรควบคุมป้องกนั และกำจดั โรคในฟำร์มได้
3. อธิบำยหลกั กำรสังเกตอำกำรป่ วยของสุกรได้
4. อธิบำยหลกั ปฏบิ ตั เิ ม่ือสุกรเกิดโรคระบำดในฟำร์มได้
5. อธิบำยหลกั กำรใชย้ ำตำ้ นจลุ ชีพได้
6. ใหย้ ำ และวคั ซีนแก่สุกรได้
7. อธิบำยโรคระบำดทสี่ ำคญั ในสุกรได้
สาระการเรยี นรู้
1. สำเหตขุ องกำรตดิ เช้ือโรค
2. หลกั กำรควบคมุ ป้องกนั โรค และกำจดั โรคในฟำร์มสุกร
3. หลกั กำรสงั เกตอำกำรป่ วยของสุกร
4. หลกั ปฏิบตั ิเมอื่ สุกรเกิดโรคระบำดในฟำร์ม
5. กำรทำวคั ซีนใหส้ ุกร
6. กำรใชย้ ำตำ้ นจุลชีพ
7. โรคสุกรทีส่ ำคญั
8. กจิ กรรมการเรียนการสอน
7. อำจำรยใ์ หน้ กั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน
8. อำจำรยอ์ ธิปรำยถึงควำมสำคญั ของโรคสุกร
9. ให้นกั เรียนทำรำยงำนเกี่ยวกบั โรคสุกรที่สำคญั พร้อมยกตวั อยำ่ ง
10. ให้นกั เรียนยกตวั อยำ่ งฉลำกยำท่ีใชใ้ นสุกร
11. รำยงำนหนำ้ ช้นั เรียนเกี่ยวกบั โรคสุกร
12. ใหน้ กั เรียนทำวตั ซินอหิวำตส์ ุกร
9. สื่อกำรเรียนการสอน
10. ใบควำมรู้
11. รูปภำพสุกรท่เี ป็นโรค
12. เขม็ ฉีดยำและวคั ซีนอหิวำต์
10. การวดั ผลและประเมินผล
9. สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแตง่ กำย กำรตรงตอ่ เวลำ
10. แบบทดสอบ
บทท่ี 6
โรคสุกรและการสุขาภิบาล
กิจจำ และคณะ (2537) กล่ำวว่ำ ปัจจุบันโรคสุกรได้ ก่อปัญหำ และสร้ำงควำมเสียหำยต่อ
อุตสำหกรรมกำรเล้ียงสุกรของประเทศไทยอย่ำงมำก โดยเฉพำะด้ำนกำรวินิจฉัยโรค และแนวทำงกำร
ควบคุม ป้องกนั โรค ซ่ึงมีผลมำจำกลกั ษณะกำรติดเช้ือเป็นแบบแฝง และผสมหลำยชนิดร่วมกนั (latent and
mixed infection) ตลอดจนกำรใชย้ ำตำ้ นจุลชีพ และวคั ซีนกนั มำกข้นึ อย่ำงเกินควำมจำเป็ น บำงโรคจึงด้ือยำ
หรือเกิดกำรติดเช้ือแทรกซ้อน ซ่ึงผูเ้ ล้ียงสุกรควรไดท้ ำควำมเขำ้ ใจ และหำควำมรู้ใหม่ ๆ ถึงสำเหตุ และกำร
ควบคุม ป้องกนั และกำจดั โรคสุกรที่ก่อปัญหำต่อกำรผลติ แลว้ นำมำประยุกต์ใชใ้ ห้เหมำะสมกบั ฟำร์มของ
ตนเองตอ่ ไป เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด ดงั น้ี
โรค (Disease) คอื ส่ิงทีเ่ มือ่ เกิดแก่สตั วแ์ ลว้ มผี ลใหส้ ูญเสียสมดลุ ภำยในร่ำงกำย และทำใหเ้ กิดอำกำร
ผิดปกตขิ ้นึ แตกตำ่ งกนั ไปตำมกำรเปลี่ยนแปลงทีเ่ กิดข้ึนในระบบตำ่ ง ๆ ภำยในร่ำงกำย
การควบคมุ (Control) คอื กำรกระทำสิ่งใดส่ิงหน่ึงเพ่อื ทำให้กำรเกิดโรค หรือควำมรุนแรงของโรคลดลง
การป้องกัน (Prevention) คือกำรกระทำหรือมำตรกำรที่กระทำก่อนท่ีจะเกิดโรค เพ่ือให้มีโอกำส
เกิดโรคไดน้ อ้ ยทีส่ ุด
การกาจัด (Eradication) คือมำตรกำรหรือกำรกระทำทม่ี ุง่ หวงั เพื่อทจ่ี ะทำลำยสำเหตแุ ละปัจจยั ต่ำง
ๆ ต่อกำรเกิดโรค ใหห้ มดสิ้นไปจำกฟำร์มหรือพ้นื ทีน่ ้นั ๆ
สาเหตุของการติดเชื้อโรค
เช้ือโรคสำมำรถเขำ้ สู่ร่ำงกำยสัตวไ์ ดท้ ้งั ทำงตรง และทำงออ้ ม ดงั น้ี
1. กำรสมั ผสั โดยตรงกบั สตั วป์ ่ วยดว้ ยโรคตดิ เช้ือ
2. กำรสมั ผสั กบั วสั ดุหรืออุปกรณ์ตำ่ ง ๆ ภำยในฟำร์มท่มี ีเช้ือโรคปะปนอยู่
3. กำรสมั ผสั กบั สุกรท่ีเป็นตวั พำโรค (Carrier) หรืออมโรค (Reservoir) สุกรท่ตี ิดโรคบำงคร้ังจะไม่
แสดงอำกำรให้เห็น หรือแสดงอำกำรป่ วยเล็กน้อยแลว้ กลบั เป็ นปกติ แต่จะมีเช้ือโรคอยู่ในร่ำงกำย เม่ือ
ร่ำงกำยมคี วำมอ่อนแอ หรือมีควำมเครียดสูง จะแพร่เช้ือออกมำ ทำให้สุกรทเี่ ล้ยี งร่วมกนั หรืออยใู่ กลเ้ คียงกนั
เกิดกำรติดเช้ือ และแสดงอำกำรป่ วยตำมมำ ปัจจุบนั เป็นปัญหำอย่ำงมำก เน่ืองจำกในฟำร์มสุกรหลำยแห่ง
จะพบโรคสุกรใหม่ ๆ เกิดข้ึนเสมอ จำกกำรนำเขำ้ สุกรพนั ธุ์จำกต่ำงประเทศ หรือจำกฟำร์มอ่ืน ๆ โดยไม่มี
มำตรกำรในกำรควบคุม และป้องกนั ไวก้ ่อน
4. กำรติดเช้ือจำกดิน โดยเฉพำะเช้ือโรคบำดทะยกั เช้ือโรคจะเขำ้ ทำงบำดแผล
5. กำรติดเช้ือจำกอำหำรและน้ำท่ีมีเช้ือโรคปะปน โดยสุกรที่ป่ วยหรือท่ีเป็ นตัวอมโรคขับถ่ำย
ปัสสำวะ และอุจจำระลงไปในอำหำร น้ำ หรือแหล่งน้ำท่ใี ชเ้ ล้ียงสัตว์
6. กำรติดเช้ือที่แพร่มำในอำกำศ จำกกำรที่สุกรป่ วย ไอ หรือจำกกำรแพร่เช้ือออกมำปะปนใน
อำกำศ ทำให้สุกรขำ้ งเคยี ง หรือในฟำร์มทอี่ ยตู่ ดิ กนั ติดเช้ือ และป่ วยตำมมำ
7. กำรติดเช้ือจำกแมลงดูดเลือด สุกรป่ วยเป็ นโรคอีเพอร์รีโทรซูโนซีส ซ่ึงเกิดจำกปรสิตในเลือด
(blood parasite) มยี งุ หรือเหำสุกรเป็นแมลงพำหะ
8. กำรตดิ เช้ือจำกเช้ือโรคทมี่ อี ยแู่ ลว้ ในร่ำงกำย เม่ือร่ำงกำยเกิดภำวะเครียดสุขภำพออ่ นแอ เช้ือโรค
ทอี่ ยใู่ นร่ำงกำยถูกขบั ออกทำงลมหำยใจ น้ำมูกน้ำลำย และอุจจำระ ทำใหส้ ุกรท่ีอยรู่ ่วมกนั หรือใกลเ้ คียงติด
เช้ือ และป่ วยเป็ นโรคได้ เช่น แม่สุกรท่ีมีเช้ือสเตรปโตคอคคสั (Streptococcus suis) อำศัยอยู่ตำมทำงเดิน
หำยใจส่วนตน้ และต่อมทอนซิล จะแพร่เช้ือออกทำงน้ำมูก น้ำลำย และลมหำยใจ เมื่อเกิดควำมเครียด ทำ
ใหล้ ูกสุกรดูดนม หรือหลงั หยำ่ นมไดร้ บั เช้ือโรคเขำ้ ไป แสดงอำกำรเป็นโรคไขส้ มองอกั เสบ เป็นตน้
หลักในการควบคุมป้องกัน และกาจัดโรค
1. การกกั โรค เป็นมำตรกำรท่ีสำคญั ที่ควรถือปฏิบตั ิ โดยเฉพำะฟำร์มท่จี ำเป็นตอ้ งนำสุกรจำกแหล่ง
อื่น ๆ เขำ้ มำเป็นประจำ เป็ นกำรแยกสุกรที่สงสัยว่ำอำจมโี รค หรือเป็ นโรคออกมำเล้ียงแยกต่ำงหำกในช่วง
ระยะเวลำหน่ึง ข้ึนอยกู่ บั ระยะเวลำฟักตวั ของโรค และวตั ถปุ ระสงคข์ องกำรดำเนินกำร เพื่อดูอำกำรผดิ ปกติ
และตรวจสอบตวั อย่ำงเลือดทำงซีร่ัมวิทยำว่ำมีโรคสำคญั ๆ หรือโรคใหม่ ๆ ติดมำดว้ ยหรือไม่ นอกจำกน้ี
อำจมกี ำรวำงมำตรกำรในกำรป้องกนั โรคไปพร้อม ๆ กนั เช่น ทำกำรถำ่ ยพยำธิ และฉีดวคั ซีนป้องกนั โรค
2. การทาลายสัตว์ เพ่ือกำจดั โรคไม่ให้แพร่ระบำดออกไป ตอ้ งรีบทำลำยสุกรท่ีสงสัย หรือกำลงั
ป่ วยเป็นโรคน้นั ทนั ทีท่ีตรวจพบ เช่น โรคอหิวำตส์ ุกร และโรคพิษสุนขั บำ้ เทียม เป็นตน้
3. การฉีดวคั ซีนป้องกนั โรค เป็นโปรแกรมเพอื่ เพิ่มภมู คิ ุม้ กนั โรคใหแ้ ก่สุกรซ่ึงข้ึนอยกู่ บั สภำพกำร
จดั กำร ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจเกี่ยวกบั โรคน้นั ชนิด และควำมรุนแรงของโรคที่เป็นปัญหำในแตล่ ะฟำร์ม และ
แต่ละทอ้ งท่ี ซ่ึงแตกต่ำงกนั ไป
4. การใช้ยาเพ่อื บาบัดและป้องกนั เป็นกำรใชย้ ำปฏชิ ีวนะและยำถ่ำยพยำธิในกำรรักษำหรือควบคุม
ป้องกนั โรค ท่เี ป็นปัญหำอยแู่ ลว้ ในฟำร์ม
5. การหลีกเลีย่ งการเลยี้ งสัตว์ในพน้ื ทที่ ่ีมีความเสี่ยงต่อการเกดิ โรค เช่น ตดิ ถนนใหญ่ หรือใกลโ้ รง
ฆ่ำสัตว์ เป็นตน้
6. ปรับระบบการเลี้ยงเป็ นแบบเข้า - ออกหมด เพื่อป้องกนั กำรติดเช้ือระหว่ำงกลุ่มสุกรต่ำงอำยุ
ปัจจบุ นั ฟำร์มสุกรท่ไี ดม้ ำตรฐำน มีกำรแยกโรงเรือน และเล้ียงสุกรตำมช่วงอำยุ เพอ่ื ลดกำรถำ่ ยทอดเช้ือโรค
จำกสุกรที่มีอำยมุ ำกกว่ำไปยงั สุกรท่ีมีอำยุนอ้ ยกว่ำ (สุกรที่มีอำยนุ ้อย ๆ จะไม่มี หรือมีภูมิคุม้ กนั โรคไม่สูง
นกั ) โดยเฉพำะโรคระบบทำงเดินหำยใจ และโรคระบบทำงเดินอำหำร
7. การควบคุมสัตว์ที่เป็ นพาหะของโรค เป็นกำรกำจดั สัตวท์ ี่เป็นพำหะของโรค ท่ีทำให้เกิดโรค
ระบำดจำกกำรติดเช้ือซ้ำซอ้ นตลอดเวลำ เช่น แมลงวนั คอก นก หนู เป็นตน้
8. การเข้มงวดในการเข้า - ออกฟาร์ม โดยใชม้ ำตรกำรรักษำควำมสะอำด และฆ่ำเช้ืออยำ่ งเคร่งครดั
ต่อคน สัตว์ และยำนพำหนะที่เขำ้ ไปในฟำร์ม นอกจำกน้ีฟำร์มควรมรี ้ัวทส่ี ำมำรถป้องกนั ไมใ่ ห้สัตวอ์ น่ื เขำ้
ไปได้
9. การควบคุม และรักษาความสะอาดในฟาร์ม โรงเรือน และอุปกรณ์ทีใ่ ช้ในฟำร์มตอ้ งไดร้ ับกำร
ทำควำมสะอำดสม่ำเสมอ และควรใชเ้ ฉพำะในแตล่ ะโรงเรือน เพ่ือป้องกนั กำรแพร่กระจำยของโรคออกไป
10. การปรับปรุงสภาพแวดล้อม และการให้อาหาร เพื่อลดโอกำสอยู่รอดของเช้ือโรคใน
สภำพแวดลอ้ มท่ีพร้อมจะเขำ้ สู่ร่ำงกำย และก่อให้เกิดโรค เช่น กำรให้อำหำรเม็ดแทนอำหำรผง กำรเพิ่ม
ปริมำณของโภชนะท่ีจำเป็ นในอำหำรสุกรท่ีมีกำรเจริญเติบโตเร็ว กำรปรับลดอุณหภูมิของโรงเรือนให้
เหมำะสมกบั สุกร เป็นตน้
11. การปรับปรุงด้านพนั ธุกรรม เพื่อใหไ้ ดพ้ นั ธุส์ ุกรทม่ี ีผลผลติ สูง และตำ้ นทำนโรค
การสังเกตอาการป่ วยของสุกร
คมั ภีร์ (2541) กล่ำวถึง ลกั ษณะอำกำรของสุกรท่ีปกติจะมีขนเรียบเป็นมนั ผิวหนงั ตึงเรียบ ดวงตำ
แจ่มใสร่ำเริง จมูกช้ืนอยูเ่ สมอไมม่ ีน้ำมูก และข้ีตำ อุจจำระเป็ นปลอ้ งไม่แข็งหรือเหลวจนเกินไป ปัสสำวะ
เป็ นสีชำอ่อน ๆ กระตือรือร้นในกำรกินอำหำร ร่ำงกำยแข็งแรงกระปร้ีกระเปร่ำอยู่เสมอ อุณหภูมิร่ำงกำย
ปกติ (102 องศำฟำเรนไฮท)์ สำมำรถสงั เกตอำกำรป่ วยของสุกรได้ ดงั น้ี
1. อำกำรป่ วยโดยทวั่ ๆ ไปเม่ือเริ่มเป็น จะพบอำกำรดงั น้ี แอบซุกตำมมุมคอก แยกตวั ออกจำกฝูง
ซึม นอนหมอบ หำยใจหอบ ตำปิ ด ขบั ถ่ำยนอ้ ยลง ไมก่ ินอำหำร และ ตวั ร้อน
2. อำกำรป่ วยทำงระบบทำงเดินอำหำร พบอุจจำระเหลวเปรอะเป้ื อนตำมรูกน้ แกม้ กน้ หำง รูกน้
อกั เสบแดงบวม บำงตวั มีอำกำรอำเจียน เวลำยืนส่วนทอ้ งแฟบกิ่ว อ่อนเพลยี ตำบวม อจุ จำระอำจพ่งุ เป็ นน้ำ
สีเหลอื ง สีน้ำตำล หรือพบมูกเลือด
3. อำกำรป่ วยทำงระบบทำงเดินหำยใจ สุกรจะนอนหมอบคุดคูใ้ ช้ 2 ขำหนำ้ ซุกไวใ้ ตอ้ กหนังตำ
บวม เย่อื ตำแดง มีน้ำมกู หำยใจแรงทม่ี เี สียงดงั มไี ข้ อำจพบบำงตวั อำ้ ปำกช่วยหำยใจ
4. อำกำรป่ วยจำกปอดอกั เสบ จะยนื โก่งตวั กม้ หนำ้ อำ้ ปำก ไอแหง้ ๆ ติดต่อกนั นำน ทอ้ งแขมว่ ใช้
กลำ้ มเน้ือทอ้ งในกำรไอ หำกเป็นลำคอ หลอดลมอกั เสบ จะไอส้ัน ๆ หนกั ๆ
5. อำกำรป่ วยจำกปอดบวม รูปร่ำงผอม ขนหยำบกร้ำนแหง้ มีไขส้ ูง หำยใจแรง หอบ น้ำมูกเกรอะ
กรัง ข้ตี ำแฉะ ตำบวม ไม่มแี รงขยบั ตวั ลกุ เดิน หำยใจไม่ทนั
6. อำกำรป่ วยทำงระบบประสำท มีอำกำรเดินโซซดั โซเซ ไม่กินอำหำร กำรเคล่ือนไหวของขำท้งั 4
ไม่สัมพนั ธ์กนั ทำให้เดินไปขำ้ งหน้ำไม่ได้ ลม้ ลงนอนชกั มีไขส้ ูง คอเหยียดแหงนตึง ลูกตำกลง้ิ กลอกไป
มำ ม่ำนตำขยำย ลืมตำโพลง อำจพบน้ำลำยฟูมปำก สำหรับอำกำรทำงประสำทแบบกระแตเวียน จะไม่
ค่อยกินน้ำ และอำหำร มีไขป้ ำนกลำง กม้ หัวเดินเป็นวงกลม หรือไม่มีทิศทำง ไม่นอน ไม่น่ัง ตำสลึมสลือ
คลำ้ ยพยำยำมควบคมุ ควำมรู้สึก
7. พบวิกำรจุดเลอื ดออกหรือรอยจ้ำสีม่วงแดงตำมผิวหนัง สุกรจะมไี ข้ ไม่กินอำหำร ส่วน ปลำยใบ
หู พ้ืนทอ้ ง และขำหนีบมสี ีมว่ งแดง เป็ นจ้ำ ๆ อำจจะเป็นโรคไขห้ นงั แดง หรือระยะสุดทำ้ ยของโรคอหิวำต์
สุกร หรือกำรติดเช้ือหนอนพยำธิในเลือด หรือไดร้ บั สำรพษิ เป็นตน้
หลักปฏิบตั ทิ วั่ ไปเมื่อสุกรเกิดโรคระบาดภายในฟาร์ม
ภำวิณี (2535) และบริษทั เจริญโภคภณั ฑอ์ ุตสำหกรรมจำกดั (2547) แนะนำหลกั ปฏิบตั ิทวั่ ไปเม่ือ
สุกรเกิดโรคระบำดภำยในฟำร์ม ดงั น้ี
1. ทำลำยสุกรทีแ่ สดงอำกำร ทนั ทีทีพ่ บ
2. ห้ำมกกั สุกรป่ วยไวด้ ูอำกำร หรือเพ่ือรักษำ ใหร้ ีบทำลำยโดยเร็ว
3. งดกำรเคล่ือนยำ้ ยสุกรป่ วย และอุปกรณ์กำรเล้ียงจำกเลำ้ หน่ึงไปอกี เลำ้ หน่ึง
4. ถ้ำสุกรตำย ควรทำกำรเผำ หรือฝังซำก อย่ำทำกำรชำแหละซำก เพรำะอำจจะทำให้เช้ือโรค
แพร่กระจำยไปได้
5. กรณีสงสัยวำ่ เป็นโรคระบำดร้ำยแรง ควรตำมสตั วแพทยม์ ำทำกำรตรวจทุกคร้ัง
6. ตอ้ งจดั ใหม้ นี ้ำยำฆำ่ เช้ือ สำหรับจมุ่ เทำ้ กอ่ นเขำ้ ปฏบิ ตั งิ ำนในทุกโรงเรือน
7. ยำนพำหนะทเ่ี ขำ้ - ออกฟำร์ม ตอ้ งไดร้ ับกำรพ่นน้ำยำฆ่ำเช้ือทกุ คร้งั
8. ลำ้ งทำควำมสะอำดคอก อปุ กรณท์ เ่ี ก่ียวกบั กำรเล้ียง พ่นน้ำยำฆำ่ เช้ือโรค และพกั คอกอยำ่ งนอ้ ย 7
วนั ก่อนนำสุกรชุดใหม่มำเล้ียง
9. เพิ่มควำมคุม้ กนั โรคให้โดยกำรปฏิบตั ิตำมระบบกำรสุขำภิบำล และกำรจดั กำรที่ดี เช่น กำรทำ
วคั ซีนดว้ ยโปรแกรมท่เี หมำะสม ดงั ในตำรำงที่ 9.1
10. ป้องกันกำรเกิดโรคซ้ำซ้อนภำยในฟำร์ม โดยกำรทดแทนสุกรพันธุ์จำกแหล่งท่ีเช่ือถือได้
ตลอดจนจดั ระบบกำรจดั กำรควบคุม และป้องกนั โรคท่ถี ูกตอ้ ง
ตารางท่ี 9.1 แสดงโปรแกรมวคั ซีนในสุกร
ชนิดสุกร ช่วงอำยุ ชนิดวคั ซีน
หลงั คลอด 2 สัปดำห์ อหิวำตส์ ุกร
สุกรแมพ่ นั ธุ์ ก่อนคลอด 3 สปั ดำห์ โพรงจมูกอกั เสบ / ปำกและเทำ้ เป่ื อย 3 ไทป์
ปี ละ 3 คร้ัง พิษสุนขั บำ้ เทยี ม ชนิดเช้ือเป็น (สื่อน้ำมนั )
ปี ละ 1 คร้ัง อหิวำตส์ ุกร
สุกรพอ่ พนั ธุ์ ปี ละ 2 คร้ัง โพรงจมูกอกั เสบ
ปี ละ 3 คร้งั ปำกและเทำ้ เป่ื อย 3 ไทป์
พษิ สุนขั บำ้ เทียม ชนิดเช้ือเป็น (สื่อน้ำมนั )
อำยุ 5 สัปดำห์ อหิวำตส์ ุกร
ลูกสุกร อำยุ 8 สัปดำห์ ปำกและเทำ้ เป่ื อย 3 ไทป์ / พิษสุนขั บำ้ เทียม
อำยุ 12 สปั ดำห์ ปำกและเทำ้ เป่ื อย 3 ไทป์ / พษิ สุนขั บำ้ เทยี ม
หมายเหตุ โปรแกรมวคั ซีนน้ีเป็นเพยี งโปรแกรมหลกั ท่ีฟำร์มควรปฏบิ ตั ิ โปรแกรมอำจมีกำร
เปลี่ยนแปลงข้นึ อยกู่ บั สภำวะโรคของฟำร์มน้นั ๆ และชนิดของวคั ซีนท่ใี ช้
ทม่ี ำ : บริษทั เจริญโภคภณั ฑอ์ ตุ สำหกรรมจำกดั (2547)
การทาวัคซีนในสุกร
วคั ซีน (Vaccine) หมำยถึงสำรที่เมื่อให้เขำ้ ร่ำงกำยแลว้ สำมำรถกระตุน้ ให้ร่ำงกำยสร้ำงภูมิคุม้ กนั
โรค ทีจ่ ำเพำะตอ่ สำรน้นั ซ่ึงจะช่วยป้องกนั กำรเกิดโรคน้นั ดว้ ย สำรทก่ี ระตุน้ อำจเตรียมมำจำกตวั จลุ ชีพ หรือ
ส่วนประกอบของจุลชีพท่ีไดร้ ับกำรดดั แปลงคุณสมบตั ิ หรือเป็ นสำรท่ีสังเครำะห์ข้ึนมำ(สำนักงำนเทคโนโลยีชีวภณั ฑ์
สตั ว,์ 2548)
1. ประเภทของวคั ซีน วคั ซีนท่ใี ชใ้ นอตุ สำหกรรมกำรเล้ียงสุกรมี 2 ประเภท ดงั น้ี
1.1 วคั ซีนเช้ือเป็น เป็นวคั ซีนท่ีเตรียมมำจำกเช้ือทถี่ ูกทำใหล้ ดควำมรุนแรง จนไม่ทำใหเ้ กิดโรคในผูร้ ับ
แต่สำมำรถกระตุน้ ให้ร่ำงกำยขอองสัตวส์ ร้ำงภูมิคุม้ กนั โรคได้ โดยปกติแลว้ วคั ซีนเช้ือเป็นจะทำในรูปผง
แห้ง (lyophilized) และมีตวั ละลำยวคั ซีนเฉพำะตดิ มำดว้ ย
1.1.1 ขอ้ ดีของวคั ซีนเช้ือเป็น ให้ภูมคิ มุ้ โรคไดน้ ำนกวำ่ และเร็วกวำ่ วคั ซีนเช้ือตำย
1.1.2 ขอ้ เสียของวคั ซีนเช้ือเป็น
1) ตอ้ งเก็บรกั ษำในทีเ่ ยน็ เสมอ อณุ หภูมิ 2 - 8. องศำเซลเซียส
2) ภำยหลงั กำรละลำยวคั ซีนใชแ้ ลว้ ตอ้ งใชใ้ หห้ มดเร็วท่ีสุดภำยใน 2 ชว่ั โมง
3) มโี อกำสทำใหก้ ่อเกิดโรคได้ ถำ้ ใชว้ คั ซีนไมถ่ กู ตอ้ ง
1.2 วคั ซีนเช้ือตำย เป็ นวคั ซีนท่ีเตรียมจำกเช้ือท่ีมีควำมรุนแรง หรือรุนแรงน้อยแลว้ ถูกทำให้ตำย
(inactivated) หมดควำมสำมำรถในกำรกอ่ ใหเ้ กิดโรคได้ แต่สำมำรถกระตนุ้ ใหร้ ่ำงกำยสร้ำงภูมิคมุ้ กนั โรคได้
วคั ซีนชนิดน้ีตอ้ งมีสื่อ (adjuvant) เพอื่ ช่วยใหว้ คั ซีนคงอยู่ในร่ำงกำยไดน้ ำน และช่วยกระตนุ้ ให้ร่ำงกำยสร้ำง
ภูมิคุ้มกันโรคไดด้ ีข้ึนด้วย สำรที่นิยมใช้เป็ นสื่อ เช่น น้ำมัน(oil) และอลูมินัมไฮดร็อคไซด์ (aluminum
hydroxide) เป็นตน้
1.2.1 ขอ้ ดีของวคั ซีนเช้ือตำย
1) สำมำรถเก็บรักษำไดใ้ นอณุ หภูมิไมส่ ูงเกิน 50. องศำเซลเซียส
2) ไมม่ ผี ลทำใหส้ ัตวเ์ กิดโรค หรือขบั เอำเช้ือโรคที่ใชท้ ำวคั ซีนออกมำ
3) สำมำรถใชก้ บั สตั วก์ ำลงั อมุ้ ทอ้ ง สตั วท์ ี่ขำดอำหำรหรือมีภำวกำรณถ์ ูกกดภมู คิ ุม้ กนั โรคได้
1.2.2 ขอ้ เสียของวคั ซีนเช้ือตำย
1) ใหภ้ ูมิคุม้ กนั โรคอยไู่ ดใ้ นระยะเวลำส้นั และชำ้ กวำ่ วคั ซีนแบบอื่น
2) ส่ือท่ใี ชอ้ ำจกอ่ ใหเ้ กิดกำรระคำยเคืองได้
2. หลักในการทาวคั ซีน
2.1 ให้วคั ซีนกบั สุกรท่มี สี ุขภำพดีแขง็ แรง ซ่ึงร่ำงกำยจะเกิดภมู ิคุม้ กนั โรคหลงั จำกไดร้ บั วคั ซีน
ประมำณ 15 วนั สุกรที่มสี ุขภำพไม่ดี ไม่สบำยร่ำงกำยอยใู่ นภำวะเครียด ออ่ นแอ เมอ่ื ไดร้ บั วคั ซีนท่มี ีควำม
รุนแรงมำก อำจเจบ็ ป่ วยเป็นโรคได้ หรือแสดงอำกำรแพว้ คั ซีนไดง้ ่ำย
2.2 ใชว้ คั ซีนตำมคำแนะนำอยำ่ งเคร่งครดั เช่น ขนำดทใี่ ห้ วธิ ีกำรให้ และวิธีกำรเกบ็ รกั ษำ เป็นตน้
2.3 ไม่ควรให้วคั ซีนหลำยชนิดพร้อม ๆ กนั เน่ืองจำกจะทำให้สุกรสร้ำงภูมิคุ้มกันโรค ไดไ้ ม่ดี
เท่ำที่ควร
2.4 วคั ซีนท่ผี สมแลว้ ตอ้ งแช่อยู่ในภำชนะท่ีเก็บควำมเยน็ และมีน้ำแข็งแช่อยู่ และไมค่ วรท้งิ ไว้
ที่อณุ หภูมหิ อ้ ง หลงั ผสมแลว้ ตอ้ งรีบใชภ้ ำยในไม่เกิน 2 ชวั่ โมง
2.5 วคั ซีนท่ใี ชห้ มดแลว้ หรือใชไ้ ม่หมด ใหท้ ำลำยทง้ิ โดยกำรเผำไฟ หรือฝังดินลกึ ๆ
2.6 งดอำบน้ำให้สุกรที่ใหว้ คั ซีนแลว้ ประมำณ 3 - 5 วนั เนื่องจำกระยะ 2 - 3 วนั แรกสุกรอำจจะมไี ข้
2.7 ถำ้ สุกรมอี ำกำรแพว้ คั ซีน ใหร้ ีบฉีดยำแกแ้ พร้ กั ษำโดยเร็ว
2.8 สุกรจะมีควำมพร้อมในกำรสร้ำงภูมิคุม้ กนั โรค เมือ่ อำยุ 5 สปั ดำหข์ ้นึ ไป
2.9 เก็บวคั ซีนไวใ้ นตเู้ยน็ ท่สี ำมำรถควบคมุ อณุ หภมู ไิ ดส้ ม่ำเสมอตลอดเวลำประมำณ 2-8องศำเซลเซียส
3. การรักษาเม่ือสุกรมอี าการแพ้วัคซีน
บริษทั เจริญโภคภณั ฑ์อุตสำหกรรม จำกดั (2547) กล่ำวว่ำ สุกรที่เกิดอำกำรแพว้ คั ซีน จะแสดง
อำกำรกระวนกระวำย น้ำมูก น้ำลำยไหล หอบ ไอ ล้มลงชัก และตำยในที่สุด อำกำรแพน้ ้ี จะเกิดข้ึน
หลงั จำกฉีดวคั ซีน ต้งั แต่ 5 นำทีจนถงึ 1 ชวั่ โมง มขี อ้ ปฏบิ ตั ิเพื่อแกไ้ ขกำรแพว้ คั ซีน ดงั น้ี
3.1 ฉีด adrenaline จำนวน 4 - 8 มิลลิลิตร หรือ 0.5 - 1.0 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนกั ตวั 50 กิโลกรมั
เขำ้ กลำ้ มเน้ือ หรือเส้นเลือดทนั ที เพ่ือช่วยกระตุน้ หัวใจ และขยำยหลอดลม ทำให้สุกรหำยใจสะดวก และ
อำจใหย้ ำซ้ำไดภ้ ำยใน 20 - 30 นำที
3.2 ฉีด antihistamine ขนำด 0.5 - 1.0 มิลลิกรมั ต่อน้ำหนกั ตวั 1 กิโลกรัม เขำ้ กลำ้ มเน้ือหรือเขำ้
เสน้ เลอื ด เพือ่ ลดกำรสร้ำงสำร histamine ในร่ำงกำยใหน้ อ้ ยลง
ยาต้านจลุ ชีพ (Antimicrobial drugs)
หมำยถงึ กลมุ่ ยำทีอ่ อกฤทธ์ิตอ่ เช้ือโรค หรือจลุ ชีพท่ีก่อใหเ้ กิดโรคในร่ำงกำย โดยมีฤทธ์ิในกำรยบั ย้งั
กำรเจริญเตบิ โต หรือทำลำยเช้ือจุลชีพ ยำตำ้ นจุลชีพ จะหมำยรวมถงึ ยำปฏชิ ีวนะ (antibiotic) และกลุ่มยำอน่ื
ๆ ท่ีไดจ้ ำกขบวนกำรสังเครำะห์ทำงเคมี ซ่ึงใชก้ นั ในรูป กำรฉีด (injection) ผสมในอำหำร (feed medication)
และละลำยน้ำ (water medication) เช่น penicillin, gentamycin , neomycin, erythromycin, tetracycline,
tylosin และ amoxycillin เป็ นตน้ ปัญหำสำคัญในกำรใช้ยำต้ำนจุลชีพในสัตว์ ก็คือปัญหำสำรตกคำ้ งใน
เน้ือสัตว์ (drug residue) ซ่ึงส่งผลเสียต่อสุขภำพของคนโดยตรง และอำจเกิดกำรด้ือยำในคน (กิจจำ และ
คณะ, 2541)
1. หลักการใช้ยาต้านจุลชีพทวั่ ไป
1.1 ควรแน่ใจว่ำโรคท่ีเป็ นปัญหำน้ัน มีสำเหตุจำกเช้ือแบคทีเรีย เพรำะยำต้ำนจุลชีพจะไม่
ใหผ้ ลในกำรรักษำโรคตดิ เช้ือไวรัส
1.2 เลือกใชย้ ำตำ้ นจุลชีพทีม่ ปี ระสิทธิภำพในกำรรกั ษำโรคใหถ้ กู กบั ชนิดของแบคทเี รีย วำ่ เป็น
ชนิดแกรมบวก หรือแกรมลบ
1.3 ควรใช้ยำตำ้ นจุลชีพชนิดเดียวในกำรรักษำโรค เนื่องจำกกำรใช้ยำหลำยชนิดร่วมกนั อำจ
เกิดกำรหกั ลำ้ งฤทธ์ิยำกนั เอง
1.4 ใชข้ นำดยำ และวิธีกำรใหย้ ำทีถ่ กู ตอ้ งเหมำะสม เพอ่ื เพ่มิ ประสิทธิภำพในกำรรักษำ เช่นจะ
ใหใ้ นขนำดรักษำ หรือป้องกนั โรค (ขนำดป้องกนั จะใหย้ ำประมำณคร่ึงหน่ึงของขนำดรักษำ)
1.5 กำหนดระยะเวลำหรือควำมถ่ีในกำรให้ยำ ท่ถี ูกตอ้ งเหมำะสม เพอ่ื เป็นกำรรักษำระดบั ของ
ตวั ยำในร่ำงกำยให้คงอยูใ่ นระดบั ท่ีให้ผลต่อกำรรักษำโรคไดต้ ลอดเวลำ โดยปกติกำรรักษำโรคติดเช้ือควร
ใหย้ ำตอ่ เนื่องกนั 3 - 5 วนั
โรคที่สาคัญในสุกร
กิจจำ และคณะ (2537) กลำ่ วถงึ โรคระบำดท่สี ำคญั ในสุกร มีดงั น้ี
1. โรคอหิวาต์สุกร เป็นโรคระบำดท่รี ุนแรง เกิดจำกเช้ือไวรัส พบวำ่ เป็นไดก้ บั สุกรทกุ อำยุ เม่อื เช้ือโรคเขำ้ สู่
ร่ำงกำย โดยกำรกินอำหำร น้ำ หำยใจ หรือโดยทำงบำดแผลที่ผิวหนัง เช้ือโรคใชเ้ วลำฟักโรคประมำณ 3 วนั
ถึง 3 สปั ดำห์ แตโ่ ดยทวั่ ไปประมำณ 7 วนั
อำกำร ที่พบคือมีไข้สูง 105 - 108 องศำฟำเรนไฮต์ สุกรจะเบ่ืออำหำร ซึม เย่ือตำอักเสบ (มีข้ีตำ)
ทอ้ งผกู (ข้ีเป็นเมด็ ) และทอ้ งร่วง (ข้ีเป็นน้ำ) อำจพบอำกำรอำเจียนร่วมดว้ ย ผิวหนงั บริเวณหู คอ ทอ้ ง และ
ดำ้ นในของขำหนีบ จะพบจดุ เลอื ดออกเลก็ ๆ ทำใหผ้ ิวหนงั มสี ีแดง และตอ่ มำจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ในแม่สุกร
ทอ้ งอำจจะเกิดอำกำรแทง้ ลูกติดต่อจำกสุกรตวั หน่ึงไปยงั ตวั อ่นื ไดร้ วดเร็วมำก ภำยใน 7 วนั อำจเกิดโรคอหิ
วำตไ์ ดท้ ้งั ฟำร์ม เม่ือสุกรเป็นโรคอหิวำตแ์ ลว้ อตั รำกำรตำยสูงถึง 90 เปอร์เซน็ ต์ และไม่มีทำงรักษำ
กำรป้องกนั ทำวคั ซีนเม่ือลกู สุกรอำยุประมำณ 6 สัปดำห์ และสำหรับสุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์ ควรทำวคั ซีน
ทกุ 6 เดือน หำ้ มทำวคั ซีนให้กบั สุกรทอี่ อ่ นแอ หรือป่ วย หรือทอ้ งแก่ใกลค้ ลอด
2. โรคปากและเท้าเป่ื อย เป็นโรคระบำดที่รุนแรง ตดิ ต่อไดอ้ ยำ่ งรวดเร็วในสตั วก์ ีบคู่ (โค กระบือ แพะ แกะ
สุกร) โรคน้ีเป็ นได้กับสุกรทุกอำยุ อัตรำกำรเกิดโรคสูง แต่อตั รำกำรตำยต่ำ เกิดจำกเช้ือไวรัส ซ่ึงใน
เมอื งไทยขณะน้ีพบอยู่ 3 ชนิด คือ โอ เอ และเอเชียวนั (ชนิดโอ รุนแรงทส่ี ุด) เมื่อเช้ือโรคเขำ้ สู่ร่ำงกำยสุกร
แลว้ จะใชเ้ วลำในกำรฟักโรคประมำณ 3 - 6 วนั สุกรจะเริ่มแสดงอำกำรป่ วยออกมำใหเ้ ห็น
อำกำร ที่พบไดค้ ือ มีตุ่มน้ำใสที่บริเวณปลำยจมูก ปำก ล้ิน ริมฝี ปำก เหงือก และผิวหนงั บริเวณกีบ
ต่อมำตุ่มน้ำใสจะแตก นอกจำกน้ีพบอำกำรไขส้ ูง เบื่ออำหำร น้ำลำยยืด ขำเจ็บ กีบลอกหลุด และน้ำหนกั
ลด
กำรป้องกนั ทำวคั ซีนเม่ือลกู สุกรอำยปุ ระมำณ 7 สปั ดำห์ และทำซ้ำในอกี 2 สปั ดำหต์ อ่ มำ และสำหรับ
สุกรพ่อ - แม่ พนั ธุ์ ทำวคั ซีนทุก ๆ 4 - 6 เดือน
นอกจำกน้ีก็มโี รคติดต่อชนิดอน่ื ๆ ในสุกร ซ่ึงมีควำมสำคญั ตอ้ งอำศยั วิธีป้องกนั โรค เช่น โรคพิษสุนัขบำ้
โพรงจมูกอกั เสบ ที จี อี (โรคกระเพำะอำหำรและลำไส้อกั เสบติดตอ่ ) ไขห้ วดั ใหญ่ และโรคไฟลำมทุ่ง เป็น
ตน้ โรคตำ่ ง ๆ ท่ีสำคญั ในสุกร ดงั สรุปในตำรำงท่ี 9.2 (สุเจตน,์ 2542)
ตารางท่ี 9.2 แสดงโรค และอำกำรผดิ ปกติของสุกรในไทยที่ควรทรำบ
ที่ ช่ือโรค / อำกำร สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของ ลกั ษณะ / อำกำรท่ปี รำกฏ
สุกรที่พบ
1 กำรแทง้ กำรจดั กำรไมด่ ,ี มีไขส้ ูง, แมส่ ุกร อำจจะเหน็ หรือไม่เหน็ อำกำร
(Abortion) ตดิ เช้ือทำงระบบสืบพนั ธุ์ ป่ วยของแมพ่ นั ธุ์
ไดร้ ับสำรพษิ
2 ไมม่ นี ้ำนม ลกู สุกรไมด่ ูดนม แม่สุกร ไม่มีน้ำนมหลงั กำรคลอด ลกู
(Agalactia) กำรจดั กำรไม่ดี ตำยแรกคลอด แมส่ ุกรอำจไม่
ควำมเครียด แสดงอำกำรป่ วย
3 ขอ้ อกั เสบ เกิดจำกกำรตดิ เช้ือ สุกรทกุ ระยะ ขอ้ อกั เสบ บวม รอ้ น
(Arthritis) แบคทเี รีย หรือ ไมโคร ขำเจบ็ ไมอ่ ยำกเคลอ่ื นที่
พลำสมำ ซ่ึงเขำ้ ทำง
บำดแผล
กำรสุขำภิบำลไมด่ ี
4 โรคโพรงจมูกอกั เสบ แบคทเี รีย Pasteurella สุกรเลก็ กอ่ น จำม หำยใจมเี สียงดงั
(Atrophic rhinitis) multocida หยำ่ นม และ
กำรระบำยอำกำศไมด่ ี หลงั หยำ่ นม มนี ้ำมกู น้ำตำไหล
เล้ียงหนำแน่นเกินไป จมูกดำ้ นบนหดส้นั
กำรเจริญเติบโตลดลง
5 โรคพิษสุนขั บำ้ เทียม เช้ือไวรสั สุกรทกุ ระยะ อำกำรทำงระบบหำยใจ กำร
(Pseudorabies) แทง้ ลกู ตำยแรกคลอด มมั ม่ี
พ่อ - แมพ่ นั ธุ์ ลูกตำยก่อนหยำ่ นมดว้ ยอำกำร
6 กำรขำดไบโอตนิ เนื่องจำกอำหำร และ ทำงระบบประสำท
(Biotin deficiency) พ้ืนคอกไม่ดี สุกรรุ่น - ขุน ขำเจบ็ กีบแตก กำรเจริญเตบิ โต
ลดลง ทอ้ งเสีย ขนร่วง
ผวิ หนงั ตกสะเกด็
แม่พนั ธุ์ไม่เป็นสัด
ขนำดครอกเลก็
ตารางท่ี 9.2 (ต่อ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของ ลกั ษณะ / อำกำรทปี่ รำกฏ
ที่ ชื่อโรค / อำกำร สุกรทพี่ บ
ขำเจบ็ , ขำอ่อนแอ, แมพ่ นั ธุ์กลบั สดั
7 ควำมไมส่ มบูรณ์พนั ธุ์ กำรจดั กำรไม่ดี พอ่ พนั ธุ์ ที่ 3 สัปดำห์ หลงั ผสม
ของพอ่ พนั ธุ์
(Boar infertility)
8 โรคบดิ โปรโตซวั Isospora, สุกรเล็กกอ่ น ทอ้ งเสียถ่ำยเป็นน้ำ
(Cocidiosis)
Crytosporidium และ และหลงั หรือมกู
9 ควำมผิดปกตแิ ตก่ ำเนิด
(Congenital defects) Eimeria; หยำ่ นม แคระแกรนลกู หมเู ลก็ มกั จะ
10 กำรถูกทบั กำรสุขำภบิ ำลไม่ดี ตำย
(overlying)
อบุ ตั ิเหตขุ ณะต้งั ทอ้ ง, กำร ลูกสุกรแรก ไสเ้ ล่ือนทีส่ ะดือหรือถุง
11 กำรเป็นสำวชำ้
(Delayed puberty) ตดิ เช้ือ กำรขำดอำหำร คลอด อณั ฑะ, กระเทย,ทองแดงไม่มี
12 ทอ้ งเสีย (Diarrhoea- พนั ธุกรรม ทวำรหนกั เน้ืองอก
neonatal)
ลกู ออ่ นแอเน่ืองจำกขำด ลูกสุกรแรก ลูกไดร้ ับบำดเจ็บทำใหพ้ ิกำร
13 ไม่เป็นสัด
(Anoestrus) อำหำรหรือมอี ำกำรหนำว คลอดและกอ่ น หรือตำยได้
14 ทอ้ งเสียก่อนหยำ่ นม หรือเน่ืองจำกแม่มอี ำกำร หย่ำนม
(Diarrhoea - pre-
weaning ) ป่ วยหรือขำเจ็บ
กำรจดั กำรไม่ดี ขำดอำหำร สุกรสำว ไม่เป็นสดั เมื่อมอี ำยุ
พนั ธุกรรม 180 วนั
เกิดจำกเช้ืออโี คไล ลูกสุกรแรก ทอ้ งเสียถำ่ ยเป็นน้ำภำยใน 48
ตดิ เช้ือ คลอสตเิ ดยี ม คลอด ชวั่ โมงหลงั คลอด
เช้ือ TGE ทำใหแ้ คระแกรน
หรือเช้ือไวรัส อำจถงึ ตำยได้
ขำดสำรอำหำร แมส่ ุกร กำรเป็นสดั ลม้ เหลว
กำรจดั กำรไมด่ ี ไม่แสดงอำกำรเป็ นสัดภำยใน
กำรอมุ้ ทอ้ ง 10 วนั หลงั หย่ำนม
จำกกำรเปลี่ยนอำหำร จำก ลกู สุกรแรก อุจจำระเหลวสีขำว, เทำหรือ
เช้ืออีโคไล สุขำภบิ ำลไมด่ ี คลอด น้ำตำล ทำให้แคระ แกรน
และอำจถึงตำยได้
ตารางท่ี 9.2 (ต่อ) สำเหตุ / สำเหตุโนม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรทปี่ รำกฏ
ท่ี ชื่อโรค / อำกำร ทีพ่ บ
เกิดจำกเช้ือไมโคร พลำสมำ ไอเร้ือรัง
15 โรคปอดอกั เสบติดตอ่ (Mycoplasma สุกรทกุ ระยะ กำรเจริญเติบโตลดลง
(Enzootic pneumonia) hyopneumoniac) และอำจถึงตำยได้
16 โรคอีเพอร์รีโทรซูโนซิส เกิดจำกเช้ือEperythrozoon สุกรแรกคลอด ผวิ หนงั ซีด, มไี ข,้ ดีซ่ำน,กำร
(Eperythrozoonosis) suis, โดยไดร้ ับมำจำกแมลง สุกรเล็กกอ่ น เจริญเตบิ โตลดลง
ที่มเี ช้ือมำดดู เลอื ด หรือจำก และหลงั หยำ่ ไมส่ มบรู ณ์พนั ธุ์
เขม็ ฉีดยำท่ไี มส่ ะอำด นม
17 โรคไขห้ นงั แดง เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรทุกระยะ มไี ขส้ ำมำรถตำยโดย
(Erysipelas) Erysipelothrix เฉียบพลนั ผวิ หนงั มผี ่ืนแดง
rhusiopathiae สุกรพ่อ - แม่ รูปสี่เหล่ยี มขนมเปียกปนู ใบ
18 เทำ้ เจบ็ (Food rot) พนั ธุ์ หูสีคล้ำ ขำเจบ็
เกิดบำดแผลท่ีเทำ้ ขำเจบ็ เทำ้ บวม เป็นฝี
ตดิ เช้ือแบคทเี รีย มีหนองท่ีกีบ
พ้นื คอกไม่ดี
19 โรคปำกและเทำ้ เปื่อย เกิดจำกเช้ือไวรสั FMD สุกรทกุ ระยะ ขำเจบ็ มแี ผลท่ีลิน้ จมกู และ
(Food and mouth เทำ้
disease)
20 แผลในกระเพำะ เน่ืองจำกอำหำร, สุกรเลก็ หย่ำ ตวั ซีด, น้ำหนกั ลด,
(Gastric ulcers) ควำมเครียด นม และสุกร อำจตำยเฉียบพลนั ได้
รุ่น - ขนุ กดั ฟัน, อำเจียน,
อุจจำระสีคล้ำ
21 โรคแกรสเซอร์ เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรเลก็ กอ่ น มไี ข,้ เบอื่ อำหำร, ขอ้ อกั เสบ,
(Glassers disease) Haemophillus parasuis และหลงั หำยใจลำบำก, ไอ อำกำรทำง
หย่ำนม ประสำท
และอำจถงึ ตำยได้
ตารางท่ี 9.2 ( ต่อ) สำเหตุ / สำเหตุโนม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรทปี่ รำกฏ
ท่ี ชื่อโรค / อำกำร ท่ีพบ
22 ควำมไมส่ มบูรณ์พนั ธุ์ เกิดจำกสภำพแวดลอ้ ม หรือ สุกรแม่พนั ธุ์ เป็นสำวชำ้ ไม่เป็นสดั ไม่
(Infertility) กำรจดั กำรไม่ดรี วมท้งั ขำด สมบูรณ์พนั ธุ์
อำหำร กลบั สัดไมส่ มำ่ เสมอ
23 โรคผิวหนงั อกั เสบ เกิดจำกเช้ือแบคทเี รีย สุกรทุกระยะ ผิวหนงั มสี ีน้ำตำล
(Greasy pig) Staphylococcus hyicus อนั แตพ่ บเกิดข้ึน และหนำข้นึ
เน่ืองจำกมบี ำดแผล ที่ มำกกบั สุกร เกิดแผลเป็น (ไม่คนั )
ผิวหนงั กำรจดั กำรไมด่ ี เล็กกอ่ นและ
ควำมเครียด หลงั หย่ำนม น้ำหนกั ลด
และอำจถงึ ตำยได้
24 โรคไขส้ มองอกั เสบ เกิดจำกเช้ือไวรัส Japanese สุกรทกุ ระยะ อำจตำยเฉียบพลนั ได้
(Japanese encephalitis) encephalitis มไี ข้ อำกำรทำงประสำทแทง้
มมั ม่ี ลกู ตำยแรกคลอด ลกู
ออ่ นแอ
พ่อไมส่ มบรู ณพ์ นั ธุ์
25 ขำเจ็บ (Lameness) ไดร้ ับบำดเจบ็ ซ่ึงอำจเกิด พ่อและแม่ ไมอ่ ยำกยืนหรือเดนิ อตั รำ
จำกสภำพโรงเรือนและกำร พนั ธุ์ กำรคดั ทง้ิ สูง
จดั กำรไม่ดี สุขำภิบำลไม่ดี
ตดิ เช้ือหรือกีบยำวกว่ำปกติ
26 โรค Leptospirosis เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรทุกระยะ กำรแทง้
27 เหำ (Lice) Leptospira interrogans สุกรทกุ ระยะ ไมส่ มบูรณ์พนั ธุ์
มมั มี่ ตำยคลอด
เกิดจำกเหำสุกร โลหิตจำง
Haematopinus suis พำหะแพร่โรค
ตารางท่ี 9.2 (ตอ่ ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรทีป่ รำกฏ
ที่ ช่ือโรค / อำกำร ทพี่ บ
เกิดจำกไร Sarcoptes scabei คนั สุกรจะใชต้ วั ถูกบั คอก จุด
28 ข้ีเร้ือน (Mange) var. suis สุกรทกุ ระยะ สีแดงและมีแผลเป็ นบน
ผวิ หนงั ทห่ี นำข้ึน ใบหู
สกปรก
และมรี อยครำบเลือด
กำรเจริญเตบิ โตลดลง
29 โรคเตำ้ นมอกั เสบ เกิดจำกหวั นมไดร้ บั บำดเจ็บ แม่สุกร เตำ้ นมจะรอ้ น บวม แข็ง
(Mastitis) อนั เนื่องจำกสภำพของพ้นื อำจจะทำให้แม่สุกรป่ วยซ่ึงจะ
คอกหรือถกู ลกู หมกู ดั มี มีผลทำใหม้ ีอตั รำกำรตำยของ
กำรอกั เสบอนั เน่ืองจำก ลกู สูง
ติดเช้ือแบคทเี รีย สุขำภิบำล
ไมด่ ี
30 โรคเยื่อหุม้ สมองอกั เสบ เกิดจำกเช้ือแบคทเี รีย สุกรทุกระยะ ไม่กินอำหำร ตวั สนั่
ตำกรอกไปมำ
(Meningitis) Streptococcus suis หรือเช้ือ ชกั และอำจถึงตำยได้
Haemophilus parasuis
หรือเช้ือ Salmonella
choleraesuis.
กำรระบำยอำกำศไมด่ ี
กำรเล้ียงหนำแน่น
31 โรคเตำ้ นม และมดลูก กำรจดั กำรไม่ดี แมส่ ุกรหลงั เกิดภำยใน 48 ชว่ั โมง
อกั เสบ กำรติดเช้ือ คลอด หลงั คลอด
(MMA : Mastitis, แมส่ ุกรไมก่ ินอำหำร
Metritis, Agalactia) มไี ข้ เตำ้ นมแข็ง
ลกู สุกรแสดงอำกำรหิวนม
ตารางที่ 9.2 (ตอ่ ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรท่ปี รำกฏ
ท่ี ชื่อโรค / อำกำร ทีพ่ บ
32 โรค Mulberry heart ขำดไวตำมินอี และ ลกู สุกรหลงั ไมก่ ินอำหำร อ่อนแอ ตำย
ซีลเี นียม หย่ำนมและ เฉียบพลนั
อำหำรมีไขมนั สูง สุกรระยะ
รุ่น - ขุน
33 มมั มี่ (Mummified ลกู ตำยขณะแมส่ ุกร ลูกสุกรแรก ถำ้ มีมำกกวำ่ 1 % แสดงวำ่ มี
foetuses) อมุ้ ทอ้ งได้ 35วนั คลอด ปัญหำ
โดยไมแ่ ทง้
34 โรคไมโครพลำสมำ เกิดจำกกกำรติดเช้ือ สุกรทุกระยะ ขอ้ อกั เสบ ขำเจ็บ
(Mycoplasma arthritis) แบคทีเรีย Mycoplasma ไมก่ ินอำหำร
hyosynoviae หรือ แคระแกรน
Mycoplasma hyorhinis
35 สำรพษิ จำกเช้ือรำ สำรพิษจำกเช้ือรำในอำหำร สุกรทกุ ระยะ ไม่กินอำหำรอำจถึงตำยได้
(Mycotoxicosis) สตั ว์ ไม่สมบรู ณ์พนั ธุ์
จำนวนลูกตอ่ ครอกต่ำ
36 อตั รำตำยแรกคลอด กำรจดั กำรไมด่ ี ตดิ เช้ือ กำร ลูกสุกรแรก ถำ้ มีมำกกวำ่ 3 %
(Neonatal mortality) ภำยใน24 ชวั่ โมง
ถกู แม่สุกรทบั คลอด แสดงว่ำมปี ัญหำ
37 โรคพำร์โวไวรัส เกิดจำกเช้ือไวรสั สุกรทกุ ระยะ กลบั สัดชำ้
(Parvovirus) ตระกลู พำร์โวไวรีดี แตอ่ ำกำรจะ ลกู มมั มี่
(Parvoviridae) แสดงชดั เจนถำ้ ลกู ตำยแรกคลอด
เกิดโรคน้ี
ในช่วงกำรอมุ้
ทอ้ ง
ตารางที่ 9.2 (ต่อ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรท่ปี รำกฏ
ท่ี ช่ือโรค / อำกำร ทพ่ี บ
เยื่อหุม้ ปอดอกั เสบ
38 โรคปอดและเย่ือหุม้ ปอด เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรเล็กหลงั ปอดอกั เสบ ไอ
อกั เสบ Actinobacillus หยำ่ นม หำยใจลำบำก
(Pleuropneumonia) pleuropneumoniae กำร สุกรระยะรุ่น - โตชำ้
ระบำยอำกำศไม่ดี อำกำศ ขนุ อำจตำยเฉียบพลนั ได้
หนำวเยน็ ควำมเครียด
39 ปอดอกั เสบ กำรระบำยอำกำศไม่ดี ควำม สุกรเล็กหลงั ไมก่ ินอำหำร มีไข้
(Pneumonia) ไอ หำยใจลำบำก
หนำวเยน็ หย่ำนม ผวิ หนงั สีคล้ำ
40 โรคพไี อเอ
(Porcine intestinal ติดเช้ือแบคทเี รีย สุกรระยะ ทอ้ งเสีย
adenopathy) อุจจำระมกี ล่นิ เหม็น
ไมโครพลำสมำ รุ่น - ขุน สีคล้ำ
หรือไวรัส
เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรเล็กหลงั
Lawsania intracellularis หย่ำนม
กำรสุขำภิบำลไมด่ ี สุกรระยะ
รุ่น - ขุน
41 ควำมเครียด กรรมพนั ธุ์ ควำมเครียด สุกรทกุ ระยะ ส่ัน ขนลกุ
(Porcine stress กำรขนส่ง ควำมรอ้ น อำจตำยเฉียบพลนั ได้
Syndrome) ลกู สุกรเลก็ เน้ือเหลวฉ่ำแฉะและซีด
กำรติดเช้ือ กอ่ นหย่ำนม ถำ้ มำกกวำ่ 10 %
42 อตั รำตำยกอ่ นหยำ่ กำรจดั กำรไมด่ ี สุกรทกุ ระยะ ของสุกรท่คี ลอด
นม (Pre-weaning แสดงวำ่ มีปัญหำ
mortality) สำรพิษจำกเช้ือรำ ทอ้ งผกู ส่วนของลำไสใ้ หญโ่ ผลย่ น่ื
ปัญหำจำกอำหำร ออกมำนอกทวำรหนกั
43 ทวำรหนกั ทะลกั
(Prolapsed rectum)
ตารางท่ี 9.2 ( ต่อ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรทปี่ รำกฏ
ท่ี ช่ือโรค / อำกำร ทพี่ บ
44 กำรคลอดท่ีใชเ้ วลำนำน มดลกู ไม่บีบตวั ไมม่ ีลกู คลอดหลงั จำกกำรเจบ็
(Prolonged ลูกตวั ใหญ่ แมต่ วั เลก็ แม่สุกร ทอ้ ง 1 ชวั่ โมง
Farrowing) กำรจดั กำรขณะคลอด ใชเ้ วลำนำนกว่ำ 30 นำที
ไมด่ ี ในกำรคลอดลกู แตล่ ะตวั
45 โรคบลเู อยี (PRRS) ลูกตำยแรกคลอด
เกิดจำกเช้ือไวรัส PRRS อนั สุกรทุกระยะ ทำใหเ้ กิดโรคเตำ้ นม
46 กำรกลบั สัด เนื่องจำก กำรจดั กำรไม่ดี และมดลกู อกั เสบ
(Returns to service) ติดเช้ือแทรกซอ้ น แมส่ ุกร สุกรป่ วย ตำอกั เสบ ไมก่ ิน
ปัญหำจำกน้ำเช้ือ กำร อำหำร ลกู ตำยแรกคลอด
47 โรค Rotavirus จดั กำรผสมพนั ธุ์ไม่ดี ติด สุกรเลก็ มมั มี่ กำรแทง้
เช้ือทำงระบบสืบพนั ธุ์ กอ่ นและ ถำ้ พบแมส่ ุกรมำกกวำ่ 15 %
เครียดจำกควำมร้อน หลงั หย่ำนม มีกำรกลบั สดั แสดงว่ำมีปัญหำ
เกิดจำกเช้ือไวรสั โรตำ้ ไมก่ ินอำหำร ทอ้ งเสีย
ไวรัส อำเจยี น แคระแกรน
กำรสุขำภิบำลไมด่ ี
48 โรคซลั โมเนลลำ เกิดจำกเช้ือแบคทเี รีย ซลั สุกรทกุ ระยะ มีไข้ ทอ้ งเสีย
(Salmonellosis) โมเนลลำ่ (Salmonella) อำกำรทำงประสำท
ควำมเครียด ลกู สุกร และตำยได้
49 ลูกแรกคลอดตำ่ สุขำภิบำลไม่ดี แรกคลอด
(Small litters) กำรผสมพนั ธุ์ไมด่ ี ขำด ลูกตอ่ ครอกนอ้ ยกวำ่ 10 ใน
อำหำร พนั ธุกรรม สำรพิษ หมูสำว หรือนอ้ ยกว่ำ 11 ใน
จำกเช้ือรำ ติดเช้ือไวรสั หมนู ำง แสดงวำ่ มปี ัญหำ
ตารางที่ 9.2 ( ตอ่ ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรทีป่ รำกฏ
ที่ ช่ือโรค / อำกำร
ทพ่ี บ กลำ้ มเน้ือออ่ นแอ
50 ขำผิดปกติ ยนื ลำบำก
(Splay leg) กรรมพนั ธุ์ สุกรทุกระยะ ถำ้ มีสุกรตำยแรกคลอด
มำกกวำ่ 7 % แสดงว่ำมีปัญหำ
51 กำรตำยแรกคลอด สำรพษิ จำกเช้ือรำ
(Stillbirths) ขอ้ อกั เสบ
ใชเ้ วลำคลอดนำน สุกรเล็ก อำกำรทำงประสำท
52 โรคตดิ เช้ือสเตรปโต แคระแกรน
คอคคสั (Streptococcus ติดเช้ือ กำรจดั กำรไม่ดี ขำด แรกคลอด มไี ข้ อำจถงึ ตำยได้
suis infection)
อำหำร สำรพษิ ทอ้ งเสียเป็นมกู
53 โรคบิดมกู เลือด บำงคร้งั ปนเลอื ด
(Swine dysentery) เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรเลก็ ก่อน น้ำหนกั ลด
กินอำหำรลดลง
54 โรคอหิวำตส์ ุกร (Swine Streptococcus suis และหลงั อำจถึงตำยได้
fever) มไี ข้ ไม่กินอำหำร ตำย
กำรสุขำภบิ ำลไมด่ ี หย่ำนม บำงคร้งั อำจมอี ำกำรทำง
55 โรคฝีดำษ ประสำท
(Swine pox) โรงเรือนและกำรระบำย สุกร ทอ้ งเสีย กำรแทง้ มมั ม่ี
รอยแผลเป็นสีดำ หรือแดง
56 กำรกดั หำง อำกำศไมด่ ี มีบำดแผล รุ่น - ขนุ บนผิวหนงั ตำอกั เสบ แคระ
(Tail biting) แกรน
เกิดจำกเช้ือแบคทีเรีย สุกรหยำ่ นม หำงมีเลอื ดออกและไดร้ บั
บำดเจ็บอำจทำให้เป็นอมั พำต
Serpulina hyodysenteriae สุกรรุ่น - ขุน หรือเป็นฝีทไ่ี ขสันหลงั ได้
กำรสุขำภบิ ำลไมด่ ี
ควำมเครียด
เกิดจำกเช้ือไวรัส สุกรทกุ ระยะ
Swine fever
เกิดจำกเช้ือไวรัส สุกรเล็กก่อน
Swine pox และหลงั
หยำ่ นม
เกิดจำกสภำพโรงเรือนและ สุกรเลก็ หลงั
กำรระบำยอำกำศไม่ดี กำร หย่ำนม
เล้ยี งหนำแน่น ควำมเครียด สุกรรุ่น - ขนุ
ขำดอำหำร โรคทีท่ ำใหค้ นั
ตารางที่ 9.2 ( ตอ่ ) สำเหตุ / สำเหตโุ นม้ นำ ระยะของสุกร ลกั ษณะ / อำกำรทป่ี รำกฏ
ท่ี ชื่อโรค / อำกำร ท่พี บ
สุกรป่ วย ถำ่ ยเหลวเป็นน้ำ
57 โรคกระเพำะอำหำรและ เกิดจำกเช้ือไวรัส สุกรทุกระยะ อตั รำกำรตำยลูกกอ่ น
หย่ำนมสูง
ลำไส้อกั เสบตดิ ต่อ กลุ่ม Coronavirus
(Transmissible
gastroenteritis :TGE)
58 โรคทริคิโนซีส พยำธิ Trichinella spiralis สุกรทกุ ระยะ ไมท่ ำใหส้ ุกรตำย แต่ถำ้
มนุษยก์ ินเน้ือสุกรจะทำให้
(Trichinosis) สุกรระยะ ทอ้ งเสีย อำเจยี น บำงคร้งั
รุ่น - ขนุ ตำย
59 โรควณั โรค จำกเช้ือแบคทีเรีย พ่อ - แมพ่ นั ธุ์
(Tuberculosis) Mycobacterium โรคสัตวส์ ู่มนุษยท์ ี่รำ้ ยแรง
tuberculosis
ทม่ี ำ : สุเจตน์ (2542)
แบบฝึ กหดั บทท่ี 6
จงตอบคำถำมตอ่ ไปน้ี
1. สำเหตโุ ดยตรงของกำรติดเช้ือโรคในสัตว์ มีอยำ่ งไรบำ้ ง
2. กำรกกั โรคเป็นกำรควบคมุ ป้องกนั โรคสัตวอ์ ยำ่ งไรบำ้ ง
3. สุกรทม่ี อี ำกำรป่ วยเก่ียวกบั ระบบทำงเดินอำหำร มอี ยำ่ งไรบำ้ ง
4. หลกั ปฏบิ ตั ทิ ่ีสำคญั เม่อื พบว่ำสุกรเป็นโรคระบำด มีอยำ่ งไรบำ้ ง
5. เพรำะเหตใุ ดจึงควรใชย้ ำตำ้ นจลุ ชีพชนิดเดียวในกำรรกั ษำโรคแตล่ ะคร้งั
6. หลกั ในกำรปฏบิ ตั ิในกำรให้วคั ซีนมอี ยำ่ งไรบำ้ ง
7. หลกั กำรควบคุมป้องกนั โรคอหิวำตส์ ุกร มอี ยำ่ งไรบำ้ ง
แนวตอบแบบฝึ กหัดบทท่ี 6
1. สำเหตโุ ดยตรงของกำรติดเช้ือโรคในสัตวม์ ีดงั น้ี
1.1 จำกกำรสัมผสั กนั โดยตรงกบั สัตวป์ ่ วยดว้ ยโรคตดิ เช้ือ
1.2 กำรสัมผสั กบั วสั ดุอุปกรณต์ ่ำง ๆ ภำยในฟำร์มท่ีมีเช้ือโรคปะปนอยู่
1.3 ตดิ เช้ือจำกอำหำร และน้ำทม่ี เี ช้ือโรคปะปน
1.4 ตดิ เช้ือท่ีแพร่มำในอำกำศ
1.5 ตดิ เช้ือจำกดิน โดยเขำ้ ทำงบำดแผล
1.6 ตดิ เช้ือจำกพวกแมลงดูดเลือด
2. กำรกกั โรคเป็นมำตรกำรท่ีสำคญั ในกำรควบคมุ ป้องกนั โรคสตั ว์ เป็นกำรแยกสุกรที่
สงสัยว่ำอำจมีโรค หรือเป็นโรคออกไปเล้ยี งต่ำงหำกในช่วงระยะเวลำหน่ึง ข้ึนอยกู่ บั ระยะเวลำฟักตวั ของ
โรค เพอื่ ดูอำกำรผิดปกติและตรวจสอบวำ่ มีโรคติดมำดว้ ยหรือไม่
3. สุกรที่มีอำกำรป่ วยเกี่ยวกบั ระบบทำงเดินอำหำร จะพบอุจจำระเหลว อำจพ่งุ เป็นน้ำสี
เหลือง สีน้ำตำล เปรอะเป้ื อนบริเวณกน้ หำง และรูกน้ อกั เสบบวมแดง ตำบวมอ่อนเพลี ยืนไม่มนั่ คง ทอ้ ง
แฟบกิ่ว บำงตวั มีอำกำรอำเจียน
4. หลกั ปฏิบตั ิเมื่อพบสุกรป่ วยเป็นโรคระบำด มดี งั น้ี
4.1 ทำลำยสุกรที่ป่ วยทนั ทีที่พบ หำ้ มกกั ไวด้ อู ำกำรหรือเพอื่ รักษำ
4.2 ทำลำยสุกรทต่ี ำยดว้ ยกำรเผำไฟ หรือฝังซำกลึก ๆ ห้ำมชำแหละซำกเพรำะอำจทำ
ให้เช้ือโรคแพร่กระจำยได้
4.3 เขม้ งวดกำรเขำ้ - ออกฟำร์ม ท้งั บุคลำกร และยำนพำหนะ จะตอ้ งผำ่ นน้ำยำฆำ่ เช้ือ
โรคทุกคร้ ัง
4.4 ลำ้ งทำควำมสะอำดคอก และอุปกรณท์ เ่ี ก่ียวขอ้ งกบั กำรเล้ยี ง พร้อมพ่นน้ำยำฆ่ำเช้ือ
และพกั คอกอยำ่ งนอ้ ย 7 วนั ก่อนนำสุกรเขำ้ มำเล้ียงใหม่
5. ควรใชย้ ำตำ้ นจุลชีพเพยี งชนิดเดียวในกำรรักษำโรคสตั วแ์ ต่ละคร้งั เน่ืองจำกกำรใชย้ ำ
ตำ้ นจุลชีพหลำยชนิดร่วมกนั อำจจะเกิดกำรหักลำ้ งฤทธ์ิยำกนั เอง
6. หลกั ในกำรทำวคั ซีนแก่สุกรมีดงั น้ี
6.1 ให้วคั ซีนกบั สุกรทีม่ ีสุขภำพแขง็ แรง
6.2 ใชว้ คั ซีนตำมขอ้ กำหนด กำรใชว้ คั ซีนน้นั ๆ ใหแ้ น่นอน
6.3 ไม่ควรให้วคั ซีนหลำยชนิดพร้อม ๆ กนั
6.4 วคั ซีนท่ผี สมแลว้ ควรใชใ้ ห้หมดภำยใน 2 ชวั่ โมง
6.5 ถำ้ สุกรมีอำกำรแพว้ คั ซีนใหร้ ีบรักษำโดยเร็ว
7. หลกั ในควบคุมกำรป้องกนั โรคอหิวำตส์ ุกร
7.1 เขม้ งวดกำรรกั ษำควำมสะอำดในโรงเรือนและใชน้ ้ำยำฆำ่ เช้ือโรคทม่ี ปี ระสิทธิภำพ
7.2 ไมเ่ ล้ยี งสุกรหนำแน่นเกินไป
7.3 หมนั่ ทำวคั ซีนให้สม่ำเสมอ เช่น สุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์ ตอ้ งฉีดวคั ซีนป้องกนั โรค
ทุก 6 เดือนP
7.4 ตรวจสอบฝูงสุกรทน่ี ำเขำ้ ฟำร์มวำ่ ปลอดโรค
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7
รหสั วิชา 20501-2304 วิชา การเลยี้ งสุกร
ช่ือหน่วย การจัดการผลผลติ และการจาหน่าย สัปดาห์ที่ 14-15-16
สาระสาคญั
สุกรเป็นผลผลิตจำกงำนฟำร์ม ท่ีสำมำรถจำหน่ำยไดท้ ุกระยะของวงจรกำรผลิต ต้งั แต่ระยะดูดนมไป
จนถึงสุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์ปลดระวำง กำรจัดกำรผลผลิต และกำรจำหน่ำย เป็ นข้ันตอนสุดท้ำยที่จะทำให้
ผลผลิตมีมูลค่ำสร้ำงรำยไดข้ ้นึ มำ
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบำยตลำดสุกรในประเทศไทยได้
2. อธิบำยปัจจยั ทีม่ ผี ลต่อกำรผลติ สุกรได้
3. อธิบำยกำรจำหน่ำยผลผลติ งำนฟำร์มสุกรได้
4. ชำแหละสุกรขนุ เพ่อื จำหน่ำยได้
5. คำนวณรำคำจำหน่ำยลกู สุกรได้
สาระการเรียนรู้
1. ตลำดสุกรในประเทศไทย
2. ปัจจยั ทมี่ ผี ลตอ่ ปริมำณกำรผลติ สุกร
3. กำรจำหน่ำยผลผลิต
4. กำรชำแหละสุกรขนุ
11. กจิ กรรมการเรียนการสอน
13. อำจำรยใ์ ห้นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
14. อำจำรยอ์ ธิปรำยถึงควำมสำคญั ของกำรจดั กำรผลผลติ และกำรจำหน่ำยสุกร
15. ให้นกั เรียนดกู ำรชำหละสุกนขุนจำก วีดีโอ
16. ใหน้ กั เรียนอธิบำยช้ินส่วนตำ่ ง ๆ ของสุกรจำกภำพวำด
12. ส่ือกำรเรียนการสอน
13. ใบควำมรู้
14. สุกรเตรียมชำแหละ
15. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
16.
13. การวดั ผลและประเมนิ ผล
11. สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแตง่ กำย กำรตรงตอ่ เวลำ
12. แบบทดสอบ
บทท่ี 7
การจดั การผลผลติ และการจัดจาหน่าย
ตลาดสุกรในประเทศไทย
วิพิชญ์ (2534) กล่ำวว่ำ ตลำดกำรค้ำสุกรของประเทศไทย มีควำมผนั แปรไม่แน่นอนอยู่เสมอ
เกษตรกรส่วนใหญต่ อ้ งพ่งึ พำตนเองในดำ้ นกำรวำงแผนกำรผลิต และจดั กำรผลผลิตของตนใหส้ อดคลอ้ งกบั
ภำวะทำงตลำดสุกร ตลำดสุกรไทยเรำมีกำรจำหน่ำยท้ังสุกรมีชีวิต และซำกสุกรขุนชำแหละ (สุกญั ญำ,
2539) ซ่ึงสำมำรถแบ่งออกไดต้ ำมชนิดของผลิตผลจำกฟำร์มดงั น้ี
1. ตลาดลูกสุกร เป็นตลำดท่มี ีกำรซ้ือขำยลูกสุกรระยะดูดนม น้ำหนัก 2 - 3 กิโลกรัม เพื่อนำไปทำ
หมูหัน และลูกสุกรหลงั หยำ่ นมไปผลติ เป็นสุกรขุน กำรซ้ือขำยส่วนใหญ่ ซ้ือขำยกนั โดยตรงระหว่ำงผูผ้ ลติ
กบั ผูซ้ ้ือโดยทไ่ี ม่มสี ถำนที่ ที่เป็นตลำดเฉพำะในกำรซ้ือขำยเหมือนกบั ตลำดสินคำ้ ทว่ั ไป และตกลงกนั เองว่ำ
ฟำร์มเป็นผูน้ ำลูกสุกรไปส่งให้ หรือผูซ้ ้ือไปรบั เองที่ฟำร์ม กำรซ้ือขำยลูกสุกรนมน้นั ส่วนใหญ่เป็นลกู สุกรท่ี
ถกู คดั ทง้ิ หรือไมก่ เ็ ป็นลูกสุกรท่มี พี ่อคำ้ คนกลำงไปตระเวนรับซ้ือจำกเกษตรกรรำยยอ่ ยอีกทีหน่ึง ในรำคำไม่
แพงนกั เพียงค่ลู ะ 300 - 500 บำท สำหรบั ลกู สุกรหยำ่ นม ทนี่ ำไปเล้ียงเป็นสุกรขุนจะมกี ำรกำหนดรำคำ โดย
เร่ิมที่น้ำหนกั 12 กิโลกรัมข้ึนไป (บวก - ลบ น้ำหนักส่วนต่ำงตำมรำคำสุกรขุน) เช่น ปี พ.ศ. 2547 รำคำลูก
สุกร 1,200 บำทต่อตวั และรำคำส่วนต่ำงคือ 44 บำทต่อกิโลกรัม (ต้งั แต่ พฤศจิกำยน พ.ศ. 2549 บริษทั รำย
ใหญป่ รับเปล่ยี นขำยลกู สุกรหยำ่ นมที่น้ำหนกั ประมำณ 16 กิโลกรัม) ดงั ตำรำงท่ี 10.1 และ 10.2
ตารางที่ 10.1 แสดงรำคำลกู สุกร ระหว่ำงปี พ.ศ. 2545 - 2547
รำยกำร ปี 2545 ปี 2546 ปี 2547
เงื่อนไขรำคำ
- รำคำลกู สุกรทนี่ ้ำหนกั 12 กิโลกรัม (บำท) 1,000 700 1,200
- รำคำลกู สุกรส่วนตำ่ งจำก 12 กิโลกรัม (บำท) 40.00 35.00 44.00
- รำคำสุกรเน้ือต่อกิโลกรัม (บำท) 39.50 33.50 45.00
- ตน้ ทุนลูกสุกร / ตวั ท่ีน้ำหนกั 20 กิโลกรมั (บำท) 1,125 1158 1,264
- รำคำขำย / ตวั (บำท) 1,320 980 1,552
- กำไร / ขำดทุน / ตวั (บำท) 194.94 - 178.39 287
ทมี่ ำ : ดดั แปลงจำก สถำนกำรณ์รำคำสุกร (2548)
2. ตลาดสุกรขุน เป็นตลำดท่ีมกี ำรซ้ือขำยสุกรขุนท้งั ในลกั ษณะสุกรมชี ีวิต และสุกรชำแหละ จดั ไดว้ ่ำเป็น
ตลำดหลกั ของกำรผลิตสุกร ซ่ึงมีอิทธิพลต่อรำคำของสุกรระยะอื่น ๆ และผลิตภณั ฑจ์ ำกเน้ือสุกรดว้ ย (สุ
กญั ญำ, 2539) แบง่ ออกดงั น้ี
2.1 วถิ ีกำรตลำดสุกรขนุ เป็นลกั ษณะกำรเคลอ่ื นยำ้ ยสุกรขนุ ออกจำกแหล่งผลติ ถึงมือผบู้ ริโภค
โดยผ่ำนพ่อคำ้ คนกลำงระดบั ต่ำง ๆ และขบวนกำรดำ้ นกำรตลำด (วิพิชญ์, 2534) ดงั ภำพที่10.1 จะเห็นว่ำ
ช่องทำงตลำดสุกรขุนน้ัน มีหลำยช่องทำงที่เน้ือสุกรจะไปถึงผูบ้ ริโภค ตลำดใหญ่ท่ีสุดคือตลำดกรุงเทพ ฯ
เน่ืองจำกมีประชำกรอยู่อย่ำงหนำแน่น และมีกำลังซ้ือสูง สุกรขุนที่จับส่งโรงฆ่ำจะมีน้ำหนัก 95 - 110
กิโลกรัมโดยเฉล่ยี ถำ้ มีน้ำหนกั ต่ำกว่ำ 80 กิโลกรมั จะจำหน่ำยไดใ้ นรำคำต่ำกว่ำปกติ เนื่องจำกชำแหละแลว้
จะมีเปอร์เซ็นตซ์ ำกต่ำ ขณะท่ีสุกรขุนที่มีน้ำหนกั มำกกว่ำ 110 กิโลกรัมข้ึนไป ก็จำหน่ำยไดใ้ นรำคำต่ำกว่ำ
ปกติเช่นเดียวกนั เพรำะคุณภำพซำกมีไขมนั มำก และมีเน้ือสีแดงเขม้ ไมเ่ ป็ นที่นิยมของผูบ้ ริโภค รำคำสุกร
ขุนมีกำรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลำเช่นเดียวกบั สินคำ้ เกษตรชนิดอ่ืน ๆ เกษตรกรผูเ้ ล้ียงไม่สำมำรถกำหนด
รำคำจำหน่ำยผลผลิตของตนเองได้ โดยมีบริษทั หรือฟำร์มขนำดใหญ่ เป็ นผูก้ ำหนดรำคำทุกวนั พระ ดัง
ตำรำงท่ี 10.2
ผเู้ ลยี้ งสกุ ร
พ่อคำ้ รวบรวมทอ้ งท่ี พอ่ คำ้ รวบรวมทอ้ งถ่นิ พอ่ คำ้ รวบรวมกรุงเทพฯ
พ่อคำ้ ปลกี ชำแหละทอ้ งถ่นิ พ่อคำ้ ส่งชำแหละกรุงเทพฯ
พอ่ คำ้ สง่ ชำแหละ พอ่ คำ้ ปลกี ชำแหละกรุงเทพฯ
ทอ้ งถิ่น
ผบู้ ริโภค
ภาพท่ี 10.1 แสดงแผนภำพวิถีกำรตลำดสุกร
ทม่ี ำ : วพิ ิชญ์ (2534)
ตารางท่ี 10.2 แสดงรำคำสุกร และแนวโนม้ สำรวจ ณ วนั ท่ี 4 พฤศจิกำยน พ.ศ. 2547
จงั หวดั รำคำขำยจริง รำคำประกำศ รำคำขำยจริง แนวโนม้
พระที่ 28 ต.ค. พระที่ 5 พ.ย. ณ.วนั ท่ี 5 พ.ย.
นครปฐม 42 44 42 - 43 ทรงตวั
รำชบุรี 42 44 41 - 43 ทรงตวั
ฉะเชิงเทรำ 42 44 44 - 45 ทรงตวั
ชลบุรี 42 44 44 ทรงตวั
นครรำชสีมำ 42 44 42 - 43 ทรงตวั
เชียงใหม่ 45 45 43 - 45 ทรงตวั
สระบุรี 42 44 42 - 43 ทรงตวั
สงขลำ 46 46 46 ทรงตวั
ลูกสุกร 1100 ± 42 1200 ± 42 1200 - 1300 ทรงตวั
ท่มี ำ : รำคำสุกร (2547)
2.2 กลมุ่ ผบู้ ริโภคสุกรขุน แบ่งได้ 2 กลมุ่ ดงั น้ี
2.2.1 กลุ่มบริโภคเน้ือชำแหละสด เป็นตลำดใหญ่ของสุกรขุน เนื่องจำกผูบ้ ริโภคส่วนใหญ่
นิยมนำเน้ือสุกรสด (hot meat) ไปประกอบอำหำรไม่ต่ำกว่ำ 70 เปอร์เซ็นต(์ วิพิชญ์, 2534)ของปริมำณสุกร
ขนุ ทผี่ ลิตไดใ้ นประเทศ ส่วนทีเ่ หลอื จะเกบ็ ไวใ้ นตเู้ ยน็ เพือ่ บริโภคในม้อื ต่อไป
2.2.2 กลุ่มทำผลิตภณั ฑแ์ ปรรูป เช่น กุนเชียง ไส้กรอก แหนม และแฮม เป็นตน้ ปัจจุบนั มี
กำรส่งผลติ ภณั ฑแ์ ปรรูปจำกเน้ือสุกรไปจำหน่ำยตำ่ งประเทศมำกข้ึน และคนไทยนิยมบริโภคผลติ ภณั ฑ์จำก
เน้ือสุกรกนั มำกข้นึ ทำใหป้ ริมำณกำรผลิตสุกรสูงข้นึ นอกจำกน้ียงั เป็นกำรเพม่ิ มลู ค่ำของสินคำ้ เกษตรอีกทำง
หน่ึง
3. ตลาดสุกรพันธ์ุ เป็ นกำรซ้ือขำยสุกร ไปผลิตเป็ นสุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์ กำรซ้ือขำยสุกรระยะน้ีมี
หลำยขนำด ข้ึนอยูก่ บั ควำมตอ้ งกำรของท้งั สองฝ่ ำย ตลำดสุกรพนั ธุ์เป็ นตลำดเดียวท่ีผูผ้ ลิตสำมำรถกำหนด
รำคำให้กบั ผูซ้ ้ือได้ และบวกค่ำสำยพนั ธุ์อีกต่ำงหำก แต่ไม่มีกำรกำหนดรำคำกลำง หรือรำคำมำตรฐำน
โดยทวั่ ไปตลำดสุกรพนั ธุ์ เป็นตลำดท่ีซ้ือขำยกนั โดยตรงระหวำ่ ง ผซู้ ้ือกบั ผูข้ ำย รำคำจะสูง หรือต่ำข้นึ อยกู่ บั
คุณภำพของสำยพันธุ์ โดยปกติแล้วฟำร์มพ่อ - แม่พนั ธุ์ จะมีกำรคัดท้ิงพ่อแม่พันธุ์ ออกประมำณ 35
เปอร์เซ็นตข์ องสุกรท้งั หมดต่อปี เน้ือสุกรจำกสุกรพ่อ - แม่พนั ธุ์คดั ทิ้ง น้นั นิยมส่งเขำ้ โรงงำนแปรรูปเน้ือ
สุกรผลิต แหนม หมูยอ และกุนเชียง เป็นตน้ เนื่องจำกลกั ษณะเน้ือจะเหนียว มีสีแดงเขม้ คุณภำพต่ำกว่ำ ไม่
เป็นท่ีนิยมของผูบ้ ริโภคที่จะนำไปปรุงอำหำร จึงจำหน่ำยไดใ้ นรำคำต่ำกว่ำรำคำสุกรขุน ประมำณ 10 - 20
บำทต่อ กิโลกรัม และพ่อสุกรพนั ธุ์คดั ท้ิงจะมรี ำคำถกู มำก สำเหตุจำกเน้ือจะมีกลน่ิ เหม็นเขียว จึงควรตอน
พอ่ สุกรก่อนทจี่ ะคดั ทง้ิ เป็นกำรเพมิ่ รำคำขำยใหก้ บั พอ่ สุกรดว้ ย ดงั ตำรำงท่ี 10.3
4. ตลาดน้าเชื้อสุกรพันธ์ุ เป็นกำรซ้ือขำยน้ำเช้ือสุกรพนั ธุ์ เพื่อกำรผสมเทียมสุกร โดยกำรซ้ือจำก
บริษทั หรือหน่วยงำนที่ผลิตน้ำเช้ือพ่อสุกรขำย รำคำจะแตกต่ำงกันไปตำมคุณภำพของพนั ธุ์ และผูผ้ ลิต
ปัจจบุ นั มีแนวโนม้ กำรซ้ือขำยกนั มำกข้ึน ดงั ตำรำงที่ 10.3
ตารางท่ี 10.3 แสดงรำคำจำหน่ำยสุกรพนั ธุ์ และน้ำเช้ือสุกร
บริษทั แมส่ องสำย อำยุ รำคำ พอ่ พนั ธุ์ รำคำ
น้ำหนกั (บำท) (บำท)
ไทย - 90 กก. ข้ึนไป 25 สัปดำห์ 5,800 ลำร์จไวท์ 18,000
เดนมำร์ก แลนดเ์ รซ 15,000
มิตรภำพ 85 กก. ข้นึ ไป 23 สัปดำห์ 5,000 - 5,500 MP ดรู ็อค
MP ลำร์จไวท์
MP แลนดเ์ รซ 15,000
ซีเกอร์ GP ลำร์จไวท,์ GP แลนดเ์ รซ 15,000 ลำร์จไวท,์ 40,000
แลนดเ์ รซ, 40,000
23 ไฮบริด 25,000
ซี พี ซี พี 31 12,000
ซี พี 73 17,000
สำมพรำน แม่สองสำยรำคำพนั ธุ์ 2,500 + รำคำสุกรขุน
ฟินนอร์ จำหน่ำยน้ำเช้ือพนั ธุ์แท้ โด๊สละ 1,500 บำท, โอเมกำ้ โด๊สละ 150 บำท
ศูนยผ์ สม จำหน่ำยน้ำเช้ือพ่อพนั ธุต์ ่ำงประเทศ โด๊สละ 200บำท พอ่ พนั ธุ์ในประเทศ โดส๊ ละ
เทยี มรำชบุรี 100 บำท
ศนู ยว์ จิ ยั ฯ น้ำเช้ือพอ่ พนั ธุ์สุกรคณุ ภำพดี โดส๊ ละ 100 บำท
สุกรแห่งชำติ
ท่ีมำ : รำคำสุกร (2547)
ปัจจัยทม่ี ผี ลต่อปริมาณการผลิตสุกร
สุกญั ญำ (2539) กลำ่ วถงึ ปัจจยั ท่มี ีผลตอ่ ปริมำณกำรผลิตสุกร มีดงั น้ี
1. ราคาสุกร เป็นปัจจยั สำคญั ที่จะจูงใจให้เกษตรกรเล้ียงสุกรมำกข้นึ หรือนอ้ ยลง ทำใหเ้ กิดเป็ นวฏั
จกั รสุกรข้ึนมำได้ เมือ่ ผูเ้ ล้ียงมกี ำไรมำกข้นึ กจ็ ะเพ่มิ กำรผลิต หรือขยำยกิจกำรฟำร์มออกไป ทำใหม้ ีปริมำณ
สุกรในตลำดมำกข้ึน (ตำรำงที่ 10.4)
2. ราคาอาหารสัตว์ เป็นตน้ ทุนกำรผลิตท่ีสำคญั มำก โดยเฉพำะกำรผลิตสุกรขุน ปริมำณสุกรใน
ตลำดท่เี พิ่มข้นึ ทำใหค้ วำมตอ้ งกำรอำหำรสตั วส์ ูงข้ึนตำม มผี ลให้รำคำอำหำรสตั วส์ ูงข้นึ เมื่อผูเ้ ล้ียงเห็นว่ำไม่
คุม้ ทุนก็เลิกเล้ียง หรือลดปริมำณกำรเล้ียงลง เมื่อรำคำอำหำรสัตวต์ ่ำลง รำคำสุกรขุนสูงข้ึนคุม้ ค่ำกบั กำร
ลงทนุ ผูเ้ ล้ยี งกจ็ ะกลบั มำเล้ียงสุกรกนั ใหม่ ปริมำณสุกรก็เพ่มิ สูงข้ึน
3. ปัญหาโรคระบาด เป็นตวั แปรสำคญั ที่จะตดั วงจรกำรผลิตสุกรใหม้ ีปริมำณนอ้ ยลง
4. ปัจจัยทางธรรมชาติ สภำพอำกำศ ฤดูกำลที่ไม่เหมำะสม ตลอดจนภยั ทำงธรรมชำติ มีผลทำให้
สุกรโตชำ้ กำรใหผ้ ลผลติ ลดลง ป่ วยเป็นโรคหรือบำดเจบ็ ลม้ ตำยไป ทำให้ปริมำณสุกรลดลง
5. ความต้องการบริโภคเนื้อสุกร จำนวนประชำกรที่เพิ่มข้ึน และควำมตอ้ งกำรบริโภคเน้ือและผลิตภณั ฑ์
จำกสุกรมำกข้นึ และผูบ้ ริโภคมกี ำลงั ซ้ือสูงข้ึน มีผลใหผ้ ลติ สุกรเพิ่มมำกข้นึ สนองต่อควำมตอ้ งของผบู้ ริโภค
(ตำรำงที่ 10.5)
ตารางท่ี 10.4 แสดงค่ำเฉลย่ี ตน้ ทุนกำรผลติ สุกรขนุ ,รำคำสุกรขุน และรำคำลกู สุกร ปี 2545 - 2549
รำยกำร 2545 2546 2547 2548 2549
ตน้ ทนุ กำรผลิตสุกรขุน (บำท / กก.) 34.98 33.42 39.13 43.45 45.33
รำคำสุกรขุนทีเ่ กษตรกรขำยได้ (บำท / กก.) 37.83 33.03 44.74 49.55 47.07
รำคำลกู สุกรขุน ( 12 กก. ) (บำท / กก.) 1041.67 718.75 1017.92 1306.25 1227.25
ที่มำ : ศิริพร (2550)
ตารางที่ 10.5 แสดงปริมำณกำรผลิต และบริโภคสุกรของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2547 - 2550
ปี ประชำกร จำนวนสุกร ปริมำณกำรบริโภค รำคำ
(ลำ้ นคน) (ลำ้ นตวั ) (กก. / คน / ปี) (บำท / กก.)
2547 61.97 17.795 10.18 44.74
2548 62.42 18.289 10.50 49.55
2549 62.83 19.492 11.20 47.07
2550 63.04 20.584 11.44 38.35
ทมี ำ : ศิริพร (2550)
รำคำสุกรไดป้ รับตวั สูงข้ึนมำกต้งั แต่ ปี พ.ศ. 2547 เป็นตน้ มำ เป็นผลจำกกำรระบำดของไขห้ วดั นก
ทำให้ควำมตอ้ งกำรบริโภคเน้ือสุกรเพิ่มข้ึน จึงขยำยกำรผลิตสุกรเพ่ิมสูงข้ึน ปี พ.ศ. 2548 ผลิตสุกรเพ่ิมข้ึน
9.75 เปอร์เซน็ ต์ ปี พ.ศ. 2549ปริมำณควำมตอ้ งกำรบริโภคเน้ือสุกร เพ่ิมสูงกวำ่ ปี พ.ศ. 2548 ประมำณ 6.67
เปอร์เซ็นต์ แต่ปริมำณกำรบริโภคเพ่ิมข้ึนเพียง 2.10 เปอร์เซ็นต์ ใน ปี พ.ศ. 2550 เน่ืองจำกกำลังซ้ือของ
ผบู้ ริโภคลดลง ทำใหป้ ริมำณสุกรลน้ ตลำด ประกอบกบั รำคำอำหำรทส่ี ูงข้ึนมำก ไมค่ ุม้ ทนุ ต่อกำรเล้ียงตอ่ ไป
ผูเ้ ล้ียงสุกรเร่งระบำยสุกรออก โดยเฉพำะสุกรที่มีน้ำหนักเกินขนำดส่งตลำด ทำให้รำคำสุกรปรับลดลง
(ตำรำงที่ 10.4 และ 10.5)
การจาหน่ายผลผลิต
ในกำรจำหน่ำยผลผลิตจำกฟำร์มน้ัน ปัจจุบนั ฟำร์มขนำดกลำง และขนำดใหญ่จะมีตลำดจำหน่ำย
สุกรทแ่ี น่นอน มกี ระบวนกำรผลติ ท่ีเป็นระบบ ตรวจสอบประสิทธิภำพกำรผลติ ได้ และมีกำรรวมกล่มุ ผูเ้ ล้ียง
มำกข้ึน เพ่ือสร้ำงอำนำจต่อรองด้ำนกำรตลำด หรือร่วมแก้ปัญหำยำมสุกรมีรำคำตกต่ำ หรือล้นตลำด
บริษทั ผผู้ ลิตรำยใหญจ่ ะมอี ิทธิพลต่อรำคำสุกรในประเทศมำก
1. ชนิดของผลติ ผลจากฟาร์มสุกร สำมำรถจำหน่ำยในรูปแบบต่ำง ๆ ดงั น้ี
1.1 จำหน่ำยเป็นสุกรมีชีวิต จะซ้ือขำยกนั ตำมรำคำประกำศของบริษทั ผูผ้ ลติ รำยใหญเ่ ป็นหลกั
และพจิ ำรณำคณุ ภำพของสุกรดว้ ย
1.2 จำหน่ำยเป็นสุกรชำแหละ จะมีรำยไดส้ ูงกว่ำแบบแรก เหมำะกบั ฟำร์มทม่ี ีเขียงเองหรือใช้
แกป้ ัญหำกรณีรำคำสุกรตกต่ำ (ภำพท่ี 10.2)
1.3 แปรรูปเป็นผลิตภณั ฑจ์ ำกเน้ือสุกร เป็นวิธีกำรท่ีทำให้เพิ่มมลู ค่ำของสินคำ้ ให้สูงข้นึ ไดอ้ ีก
2 - 3 เท่ำตวั สำมำรถเก็บสินค้ำไวไ้ ด้นำน แกป้ ัญหำสุกรลน้ ตลำด ซ่ึงแนวโน้มปัจจุบนั โรงงำนแปรรูป
ผลิตภณั ฑจ์ ำกเน้ือสุกร กำลงั ขยำยตวั อย่ำงมำกควำมตอ้ งกำรบริโภคมีสูงข้ึนท้งั ตลำดภำยในประเทศและ
ต่ำงประเทศ (ตำรำงท่ี 10.7)
ภาพที่ 10.2 แสดงกำรจำหน่ำยเน้ือสุกรรำคำถกู ช่วยแกป้ ัญหำรำคำสุกรตกต่ำ
(ถำ่ ยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ที่ใชเ้ ป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
ณฎั ยำพร (2544) ไดศ้ กึ ษำถึงรำยไดจ้ ำกกำรขำยสุกรมีชีวติ เน้ือสุกรชำแหละ และผลติ ภณั ฑแ์ ปรรูป
จำกเน้ือสุกร แสดงผลไวใ้ นตำรำงท่ี 10.6, 10.7 และ 10.8
ตารางท่ี 10.6 แสดงรำยไดแ้ มส่ ุกรปลดระวำงที่น้ำหนกั 168 กิโลกรัม ๆ ละ 25 บำท
(เป็นเงนิ 4,200 บำท) มีรำยไดด้ งั น้ี
ส่วนประกอบของซำกสุกร น้ำหนกั (กิโลกรมั ) รำคำ (บำท / กิโลกรัม) เป็นเงิน (บำท)
เน้ือสัน 8.0 70 560
เน้ือแดง 28.0 65 1,820
มนั แขง็ 2.5 25 60
สำมช้นั 11.0 40 440
เศษเน้ือ 18.0 30 540
ซี่โครง 8.5 35 300
กระดกู 18.0 25 450
เคร่ืองใน 8.0 - 150
หวั ขอ้ ขำ หำง 20.0 - 150
รวม 4,470 บำท
สรุป กำรจำหน่ำยเน้ือสุกรชำแหละท้งั ตวั ไดก้ ำไร ดงั น้ี 4,470 - 4,200 = 270 บำท
ตารางท่ี 10.7 แสดงรำยไดเ้ ม่ือแปรรูปเป็นหมหู ยอง เฉพำะเน้ือแดงมีรำยไดเ้ พ่มิ ข้ึน ดงั น้ี
ส่วนประกอบของซำกสุกร น้ำหนกั (กิโลกรมั ) รำคำ (บำท / กิโลกรมั ) เป็นเงนิ (บำท)
เน้ือสนั - เน้ือแดง 36.0(ไดห้ มหู ยอง13.5) 230 3,105
มนั แข็ง 2.5 25 60
สำมช้นั 11.0 40 440
เศษเน้ือ 18.0 30 540
ซี่โครง 8.5 35 300
กระดูก 18.0 25 450
เครื่องใน 8.0 - 150
หวั ขอ้ ขำ หำง 20.0 - 150
รวม 5,195 บำท
สรุป เมอ่ื นำเน้ือสุกรมำแปรรูปเป็นผลติ ภณั ฑห์ มหู ยอง มกี ำไร = 5,195 - 4,200 = 995 บำท
ตารางท่ี 10.8 แสดงรำยไดเ้ มื่อจำหน่ำยสุกรขนุ น้ำหนกั 97 กิโลกรมั ๆ ละ 35 บำท
(เป็นเงนิ 3,395 บำท) ดงั น้ี
ส่วนประกอบของซำกสุกร น้ำหนกั (กิโลกรมั ) รำคำ (บำท / กิโลกรัม) เป็นเงนิ (บำท)
เน้ือสันนอก เน้ือสนั ใน 5.7 80 456.0
เน้ือแดง 24.0 80 1,920.0
มนั แข็ง 9.7 25 242.5
สำมช้นั 13.0 70 910.0
ซ่ีโครง 8.5 40 340.0
กระดกู 9.5 25 237.5
เครื่องใน 10.0 - 200.0
หัว ขอ้ ขำ หำง 10.6 - 200.0
รวม 4,506.0 บำท
สรุป เม่ือนำเน้ือสุกรและส่วนอืน่ ๆ มำจำหน่ำย ไดก้ ำไร 4,506 - 3,395 = 1,111 บำท
2. คุณภาพของสุกรขุนที่ออกตลาด สุกรขุนที่ส่งออกตลำดมำจำกหลำยแหล่ง ท้งั จำกผูเ้ ล้ียงรำยย่อย และ
ระดบั ฟำร์ม ชนิดของสุกรขุนก็มีหลำกหลำย เช่น สุกรสำว สุกรเพศผูต้ อน แม่สุกร และพ่อสุกรปลดระวำง
เป็นตน้ ซ่ึงแต่ละชนิดจะมีคณุ ภำพซำก และเน้ือแตกตำ่ งกนั จึงมกี ำรจำแนกคณุ ภำพของสุกรขนุ ดงั น้ี
2.1 จำแนกตำมคณุ ภำพซำกสุกร (ประยงค,์ 2534) ได้ 3 ประเภท ดงั น้ี
2.1.1 หมนู ้ำ เป็นสุกรมคี ณุ ภำพซำกต่ำ เน้ือนอ้ ย มนั หนำมำก มีรูปร่ำงอว้ น ไม่เนน้ ดำ้ นพนั ธุ์
และอำหำร ส่วนใหญ่เล้ียงดว้ ยอำหำรคุณภำพต่ำ เล้ยี งเป็นอำชีพเสริม
2.1.2 หมูเกรด เป็นสุกรมีคุณภำพซำกปำนกลำงแต่ดีกว่ำประเภทแรกอย่มู ำก เกิดจำกกำร
จดั กำรดำ้ นพนั ธุ์ หรืออำหำรไม่ดีพอ เป็นกลุ่มผเู้ ล้ยี งรำยยอ่ ย
2.1.3 หมูฟำร์ม เป็ นสุกรมีคุณภำพซำกดีที่สุด รูปร่ำงดี ไม่อ้วน เน้ือมำก มนั น้อย มีกำร
บริหำรจดั กำรดำ้ นพนั ธุ์ และอำหำรท่ดี ี เป็นกล่มุ ผูเ้ ล้ียงรำยใหญ่
2.2 จำแนกตำมชนิดของสุกร (ดำรงคเ์ ดช, 2530) ได้ 5 ประเภท ดงั น้ี
2.2.1 Barrow เป็ นสุกรเพศผูท้ ่ีทำกำรตอนเมื่ออำยุได้ 2 - 3 สัปดำห์ สุกรประเภทน้ีจะมี
รูปร่ำงดีกว่ำสุกรที่ตอนเม่ือขนำดใหญ่ หรือพ่อสุกร หรือแม่สุกร เพรำะจะมีเน้ือ หรือกลำ้ มเน้ือคอไหลส่ ัน
หลงั และสะโพก เป็นจำนวนมำก และไดส้ ัดส่วน
2.2.2 Gilt เป็ นสุกรเพศเมียท่ียงั สำว และยงั ไม่เคยมีลูก หรือแสดงว่ำเคยท้องมำก่อน
ลกั ษณะทว่ั ไปเกือบเหมือนกบั Barrow แตม่ ีน้ำหนกั นอ้ ยกว่ำ และที่ไหลเ่ ล็กกว่ำสุกรเพศผูต้ อนพอ่ คำ้ จะชอบ
สุกรขุนเพศเมยี มำกกว่ำ เนื่องจำกไมค่ ่อยอว้ น และมไี สต้ นั ดว้ ย
2.2.3 Sow หมำยถึงสุกรเพศเมียที่แสดงว่ำเคยให้ลูกมำแลว้ หรือแสดงว่ำกำลงั ท้องอยู่
ลกั ษณะของแม่สุกรคือ มีกำรเจริญของกลำ้ มเน้ือทว่ั ไปไม่สม่ำเสมอ และไม่ค่อยไดส้ ดั ส่วน รูปร่ำงจึงไม่ค่อย
ดี ท่ไี หล่ไมค่ ่อยมีกลำ้ มเน้ือมำก และแคบไปทำงส่วนหนำ้ ของร่ำงกำยเมอื่ อำยมุ ำกข้นึ และน้ำหนกั ตวั เพ่มิ ข้ึน
ที่ส่วน bacon ของแม่สุกร มกั จะตอ้ งถูกตดั ออกมำกกว่ำสุกรประเภทอ่ืน กำรมีทอ้ งจะทำให้รำคำของซำก
สุกรต่ำลง
2.2.4 Stag เป็นสุกรเพศผูท้ ท่ี ำกำรตอนเมือ่ โตแลว้ สุกรประเภทน้ียงั แสดงลกั ษณะทำงเพศ
ของเพศผู้ ซ่ึงมลี กั ษณะตำ่ งจำกสุกรเพศผูท้ ี่ยงั ไมต่ อน มกี ำรเจริญเติบโตของกลำ้ มเน้ือทคี่ อ และไหล่จะใหญ่
ไมไ่ ดส้ ัดส่วนกบั ร่ำงกำย รูปร่ำงจึงไมค่ อ่ ยดี หนงั หนำ ขนหยำบ กระดูกใหญ่
2.2.5 Boar หมำยถงึ สุกรเพศผทู้ ย่ี งั ไม่ไดต้ อน จะมกี ลำ้ มเน้ือเจริญเช่นเดียวกบั Stag คอื คอ
ไหล่ และกระดูกใหญ่ รูปร่ำงไม่ค่อยไดส้ ัดส่วน มกั จะมีมนั หนำนอ้ ยกว่ำสุกรประเภทอ่ืน ๆ แต่มีหนังหนำ
มำก ขนหยำบ จดั เป็นสุกรทรี่ ำคำต่ำสุดในทอ้ งตลำด ดงั น้นั ผูเ้ ล้ียงจึงมกั ตอนสุกร และขุนต่ออกี ประมำณ 1 -
2 เดือน ก่อนทจี่ ะส่งตลำด เน้ือสุกรน้ีจะเหนียว สีเขม้ มกี ล่นิ เหมน็ ไม่เหมำะทจี่ ะใชป้ ระกอบอำหำรแบบสด
ๆ จึงนิยมนำไปแปรรูป เป็นผลติ ภณั ฑอ์ ื่น ๆ เช่นแหนม หมยู อ เป็นตน้
ตารางที่ 10.9 แสดงกำรเปรียบเทยี บคุณภำพซำกของสุกรขนำดน้ำหนกั ต่ำง ๆ กนั
ลกั ษณะ นน.76 - 90 กก. นน. 91 - 110 กก. นน. 111 - 125 กก.
น้ำหนกั % ของซำก น้ำหนกั % ของซำก น้ำหนกั % ของซำก
นน. เมือ่ มีชีวติ (กก.) 80 - 99.4 - 118.15 -
นน. ซำกอนุ่ (กก.) 72 - 85.55 - 102.44 -
นน. ซำกเยน็ (กก.) 62.06 - 77.60 - 93.22 -
เปอร์เซ็นตซ์ ำก (%) - 76.73 - 77.33 - 79.70
นน. หวั (กก.) 6.07 9.79 7.06 9.02 7.67 8.23
นน. ท่ีหำยไป (กก.) 1.88 2.64 2.29 2.67 1.55 1.66
เน้ือแดง (กก.) 19.65 31.61 24.63 32.17 27.53 24.56
สำมช้นั (กก.) 12.41 20.01 16.13 21.05 20.36 21.84
มนั (กก.) 14.63 23.50 17.79 23.21 25.82 27.66
ซี่โครง (กก.) 4.16 6.17 5.18 6.77 5.23 5.59
ขำ (กก.) 4.54 7.35 5.12 6.08 5.54 5.95
กระดูก (กก.) 2.88 4.65 3.37 4.08 3.57 3.87
เศษเหลือ (กก.) 0.82 1.32 1.36 1.72 1.47 1.57
หนงั (กก.) 2.75 4.48 3.05 3.96 3.53 3.80
นน.สูญเสีย (กก.) 0.22 0.35 0.22 0.28 0.24 2.25
B.F. เฉลี่ย (นิ้ว) 1.76 - 1.73 - 2.24 -
พ้ืนท่ีหนำ้ ตดั เน้ือสนั 3.37 - 3.52 - 4.36 -
(ตร.นิ้ว)
ทมี่ ำ : นำม ( 2546)
จำกตำรำงท่ี 10.9 จะเห็นไดว้ ่ำ สุกรขนุ ที่น้ำหนกั 91 - 110 กิโลกรัม เหมำะสมในกำรฆ่ำชำแหละมำก
ทีส่ ุด เนื่องจำกมปี ริมำณเน้ือแดงมำกและมนั นอ้ ย ขณะทส่ี ุกรทมี่ ีน้ำหนกั กว่ำ 110 กิโลกรัม แมจ้ ะมีเปอร์เซน็ ต์
ซำกสูงกวำ่ แต่จะมปี ริมำณเน้ือแดงนอ้ ยลงและมนั มำกข้ึน ทำใหข้ ำยไดร้ ำคำต่ำกว่ำรำคำทว่ั ไป
การชาแหละสุกรขุน
ชัยณรงค์ (2525) กล่ำวว่ำ กำรแปรสภำพสัตวท์ ่ีมีชีวิตมำเป็ นเน้ือสัตว์ เป็ นกำรดำเนินกำรท่ีต้อง
คำนึงถึงกระบวนกำรผลิตท่ีมีประสิทธิภำพตำมมำตรฐำนของกระบวนกำรฆ่ำในปศุสัตวข์ องกรมปศุสัตว์
(กฤษฎำ และอลงกลด, 2543) เพอื่ ใหไ้ ดค้ ณุ ภำพของซำกสุกรที่ดี มขี ้นั ตอนดงั น้ี
1. การเตรียมสุกร
1.1 ก่อนฆ่ำสุกร ควรได้มีกำรกักขังสุกรไวใ้ นคอก โดยงดให้อำหำรเป็ นเวลำไม่ต่ำกว่ำ24
ช่ัวโมง แต่ให้มีน้ำสะอำดไวต้ ลอดเวลำ เพื่อให้อวยั วะระบบยอ่ ยอำหำรของสุกรไดม้ ีกำรย่อยอำหำรที่ยงั คง
คำ้ งอยู่ และขบั ถ่ำยของเสียออกจำกร่ำงกำยไดใ้ นปริมำณที่สูงพอสมควร
1.2 หลีกเลย่ี งกำรทุบตสี ุกร เพรำะเน้ือจะเกิดกำรหอ้ เลือดและสุกรมคี วำมเครียด
2. เครื่องมืออปุ กรณ์
2.1 เครื่องยงิ สตั วใ์ หส้ ลบ (Captive bolt stunner)
2.2 ชุดมีดฆำ่ ประกอบดว้ ย มดี แทงคอ มีดเลำะกระดูก มดี ขดู ขนหรือเลำะหนงั และเหล็กแต่งคมมดี
3. การเคลอ่ื นย้าย และขนส่งสุกร
3.1 ระยะเวลำในกำรอดอำหำร ควรตอ้ งอดอำหำรก่อนฆำ่ ประมำณ 24 ชว่ั โมง เพอ่ื ให้สุกรได้
ย่อยอำหำรที่กินเขำ้ ไป และขบั ถ่ำยออกมำ จนมีอำหำรตกคำ้ งอยู่ในลำไส้นอ้ ยที่สุด นอกจำกน้ียงั ช่วยลด
ปัญหำสุกรตำยในระหว่ำงขนส่งไดม้ ำก เพื่อให้สอดคลอ้ งกบั ระยะเวลำอดอำหำรก่อนฆ่ำ จึงควรอดอำหำร
สุกร กอ่ นจบั ข้ึนรถขนส่งประมำณ 8 - 15 ชว่ั โมง
3.2 ช่วงเวลำเหมำะสมในกำรจบั สุกรเพื่อขนส่ง ควรอยูใ่ นช่วงเวลำ 6.00 - 10.00 นำฬิกำ และ
15.00 - 19.00 นำฬกิ ำ ถำ้ จบั สุกรในช่วงอำกำศร้อนจดั จะทำใหส้ ุกรเครียด ออ่ นเพลยี เป็นผลใหค้ ุณภำพซำก
เปลยี่ นไป
3.3 กำรนำสุกรข้ึนรถขนส่ง ในระบบกำรขนส่งสุกรเน้ือไปยงั โรงฆ่ำ ปัจจุบนั นิยมขงั รวมบน
รถขนส่ง แทนกำรจบั ใส่กระทอ ท้งั น้ีเพ่ือควำมสะดวกรวดเร็วและลดค่ำใช้จำ่ ย สุกรท่ีเพลยี และหอบจดั ไม่
ควรจะส่งข้ึนรถ เพรำะอำจจะไปเบียดกบั ตวั อ่นื และช็อกตำยได้ ให้พกั ท่ีคอกจนอำกำรหำยดี จึงค่อยจบั ส่ง
ในชุดต่อไป และตอ้ งบรรทกุ ไมแ่ น่นหรือหลวมเกินไป ไมค่ วรใชย้ ำซึมฉีด เพือ่ ใหส้ ุกรหลบั ขณะเดินทำง จะ
ทำให้สุกรเสียหำย และตำยมำกเน่ืองจำกนอนสุมทบั กนั
3.4 กำรดแู ลสุกรระหวำ่ งขนส่ง
3.4.1 กอ่ นออกเดินทำงให้ฉีดน้ำใหส้ ุกรจนเยน็ ชุ่ม
3.4.2 ตรวจสภำพของรถ
3.4.3 ใชค้ วำมเร็วรถพอเหมำะกบั สภำพถนน
3.5 กำรนำสุกรลงจำกรถ
3.5.1 รีบขนยำ้ ยสุกรลงจำกรถโดยเร็ว
3.5.2 ให้สุกรลงอยำ่ งนิ่มนวล อยำ่ ให้สุกรเครียด จะมผี ลถึงคุณภำพซำก
3.5.3 ตอ้ งใหแ้ ม่สุกรไดต้ ำกแดด พกั หำยเหนื่อย หำยเครียด หรือไดย้ ืนสกั ครู่ (กรณีจบั ใส่
กระทอ) จึงคอ่ ยตอ้ นเขำ้ ในโรงฆำ่
3.6 กำรดแู ลสุกรระหวำ่ งรอกำรฆำ่
3.6.1 จะตอ้ งใหส้ ุกรไดพ้ กั กอ่ นฆ่ำอยำ่ งนอ้ ย 6 ชว่ั โมง ไม่ตอ้ งให้อำหำร ใหเ้ พียงน้ำและฉีด
น้ำใหส้ ุกรเยน็ สบำยหำยเครียด
3.6.2 รวมสุกรไวใ้ นคอกพกั ตอ้ งระวงั ไมใ่ ห้สุกรกดั หรือข่ีกนั
3.6.3 กำรรวมสุกรในคอกพกั ตอ้ งไมห่ นำแน่นเกินไป
4. ข้นั ตอนในการฆ่าสุกร ตำมมำตรฐำนของกรมปศสุ ัตว์ มดี งั น้ี
4.1 กำรอดอำหำร (Fasting) หมำยถึงกำรงดใหอ้ ำหำรแกส่ ุกรกอ่ นท่ีจะถกู ฆำ่ จดุ ประสงคเ์ พื่อใหเ้ ลือดใน
ตวั สัตวอ์ ยใู่ นเส้นเลือดเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้เม่ือไดแ้ ทงคอสัตวจ์ ะทำให้เลือดมีกำรไหลออกมำมำก โดย
ปกตจิ ะอดอำหำรไมน่ อ้ ยกว่ำ 12 ชวั่ โมงกอ่ นทจี่ ะถูกฆ่ำ
4.2 กำรทำให้สลบ (Stunning) หมำยถงึ กำรทำใหส้ ุกรหมดสติ หรือไมร่ ู้สึกตวั มี 3 วธิ ีดว้ ยกนั คือ
4.2.1 ใชว้ ิธีกล (mechanical) เป็นวธิ ีกำรใช้ ไม้ คอ้ น ทบุ ตี หรือใชป้ ื นยิงบริเวณหนำ้ ผำก หรือรอย
ตดั ของเส้นทีล่ ำกจำกตำไปยงั โคนหูดำ้ นตรงขำ้ ม
4.2.2 ใชก้ ระแสไฟฟ้ำ (electrical) เป็นวิธีกำรใชก้ ระแสไฟฟ้ำ ว่งิ ผ่ำนร่ำงกำยใหส้ ลบ ในสุกรมกั ใช้
กระแสไฟฟ้ำแรงสูง ชอ็ ตบริเวณกกหู
4.2.3 ใชส้ ำรเคมี (chemical) เช่นใชแ้ กส๊ คำร์บอนไดออกไซด์ รมให้สตั วส์ ูดดมเขำ้ ไป ทำใหส้ ลบ
4.3 กำรทำให้เลอื ดออก (bleeding) เป็นกำรใชม้ ดี แทงบริเวณลำคอใตอ้ ก เพือ่ ให้คมมดี ตดั เส้น
เลือดดำ (jugular vein) และเส้นเลือดแดง (carotid artery) จะต้องทำให้เลือดออกจำกร่ำงกำยให้มำกที่สุด
เพรำะเลือดจะเป็นแหล่งอำหำรของจุลนิ ทรีย์ หำกในซำกมเี ลอื ดตกคำ้ งอยมู่ ำกจะทำให้เก็บรกั ษำซำกไวไ้ ม่ได้
นำน
4.4 กำรลวกน้ำร้อน (scalding) หมำยถงึ กำรนำซำกสุกรจมุ่ ลงในอำ่ งน้ำร้อนท่ีอณุ หภมู ิ 65 - 75
องศำเซลเซียส นำน 3 - 7 นำที
4.5 กำรขูดขน (dehairing) หมำยถึงกำรขูดขนที่ปกคลุมร่ำงกำยออก ซ่ึงอำจใชม้ ีดขดู หรือใช้
เครื่องอตั โนมตั ิ
4.6 กำรตดั ศีรษะ (heading) หมำยถงึ กำรตดั ส่วนหัวออกจำกลำตวั ใชม้ ีดตดั รอยต่อของหัวกบั
ลำตวั ตรงกระดูกขอ้ ที่ 1 ที่เรียกว่ำ Atlas joint
4.7 กำรนำเครื่องในออก (evisceration) หมำยถึงกำรผำ่ ซำกต้งั แต่บริเวณอก (sternum)ไปจนถงึ
บริเวณกระดูกเชิงกรำน (pubis) เม่ือทอ้ งเปิ ดแลว้ จึงดึงหรือควกั เครื่องในออก ตอ้ งระวงั อย่ำให้มีดบำดโดน
ลำไส้ หรืออวยั วะภำยในอืน่ ๆ
4.8 กำรแบง่ ซำก (splitting or cutting) หมำยถึงกำรผ่ำซำกออกเป็น 2 ซีกเท่ำ ๆ กนั โดยผ่ำตำม
แนวยำว ตำมแนวก่ึงกลำงของลำตวั
4.9 กำรตดั แต่งซำก (dressing) หมำยถึงกำรตดั ชิ้นเน้ือช้ำ เน้ือเสีย หรือเศษช้ินเน้ือท่ีฉีกขำด
ออกจำกซำกส่วนใหญ่
4.10 กำรตรวจวินิจฉัยซำก (inspection) หมำยถึงกำรตรวจสอบพยำธิสภำพ หรือร่องรอยวิกำร
ของโรค ตำมบริเวณต่อมน้ำเหลือง ไต ปอด ตบั หรือตรวจดูเน้ือเยอ่ื เพื่อหำควำมผิดปกติ โดยสัตวแพทย์ หรือ
ผเู้ ชี่ยวชำญ เพอ่ื ระบวุ ำ่ ซำกสมควรที่จะนำมำบริโภคหรือไม่
4.11 กำรแช่เยน็ (chilling) หมำยถงึ กำรนำซำกสุกรท่ีผำ่ นข้นั ตอนต่ำง ๆ ไปเกบ็ รกั ษำไวใ้ นห้องเยน็ ทีม่ ี
อุณหภูมติ ่ำกวำ่ 0 องศำเซลเซียส เป็นเวลำนำน 24 ชว่ั โมง เพอื่ ใหก้ ลำ้ มเน้ือในซำกไดผ้ ำ่ นกระบวนกำรแข็ง
เกร็ง หลงั กำรตำย ส่งผลทำให้กลำ้ มเน้ือของซำกมกี ำรคลำยตวั
5. การตัดแต่งซากสุกร ชยั ณรงค์ (2525) กล่ำวว่ำ กำรตดั แตง่ ซำกสุกร คือกำรแบง่ แยกส่วนตำ่ ง ๆ จำกซำก
ให้เป็นช้ินส่วนใหญ่ หรือชิ้นส่วนยอ่ ย ซ่ึงสะดวกต่อกำรนำไปประกอบอำหำร หรือแปรรูป เป็นผลิตภณั ฑ์
ตำ่ ง ๆ ท่ีเหมำะสมตอ่ ไป แบ่งออกได้ 2 วิธี ดงั น้ี
5.1 กำรตดั แตง่ ซำกแบบอเมริกำ เป็นกำรตดั แต่งซำกสุกร โดยแยกซำกออกเป็นช้ินส่วนใหญ่ได้ 5 ส่วน
ดว้ ยกนั คือ ขำหลงั (ham) สัน (loin) ไหล่ (boston shoulder) ขำหนำ้ (picnic shoulder) และสำมช้นั (belly)
โดย 4 ส่วนแรกน้ันเป็นชิ้นส่วนใหญ่ที่สำคญั เพรำะมีปริมำณเน้ือแดงสูง จึงมกั เรียกกนั ว่ำเป็ น Four Lean
cuts ส่วนสำมช้ันถือว่ำเป็นชิ้นส่วนไม่สำคญั (minor cuts) เพรำะมีเน้ือแดงน้อย และรำคำถูกกว่ำ หลงั จำก
น้ันจึงนำมำตดั แต่ง ระดับช้ินส่วนย่อย (retail cuts) ให้เป็ นช้ินส่วนเล็กลง เหมำะสมกบั กำรนำไปบริโภค
หรือปรุงอำหำรไดเ้ ลย
5.2 กำรตัดแต่งซำกสุกรแบบไทย เป็ นไปอย่ำงง่ำย ๆ โดยกำรเลำะแยกออกเป็ นช้ิน เน้ือแดง ไขมนั
กระดูก เศษเน้ือ และเอ็นพังพืดเท่ำน้ัน กำรใช้เน้ือเป็ นเพียงส่วนประกอบรองของอำหำร ไม่มีควำม
จำเป็นตอ้ งแบง่ แยกเน้ือตำมคณุ ภำพ มีข้นั ตอนดงั น้ี
5.2.1 เลำะเอำมนั เปลวออกให้หมด แลว้ เลำะเอำกลำ้ มเน้ือสนั ในออก
5.2.2 ตดั แยกส่วนขำ ไหล่ ออกจำกลำตวั ส่วนหน้ำ ทีร่ ะหว่ำงกระดูกสนั หลงั lumbar vertebrate ขอ้ ที่ 3 และ
ขอ้ ที่ 4 โดยตดั ใหเ้ ป็นเสน้ ต้งั ฉำกกบั แนวหลงั ของซำก
5.2.3 ตดั แยกแขง้ หลงั ออกจำกส่วนขำ สะโพกท่ีบริเวณขอ้ เข่ำ (hock joint) แลว้ แยกแขง้
หลงั ไวต้ ่ำงหำก
5.2.4 ตดั แยกขำหนำ้ ออกจำกลำตวั ส่วนหนำ้
5.2.5 ตดั แยกคำงออกมำ โดยตดั ตำมรอยพบั ต่อของคำงกบั อก
5.2.6 เลำะกระดูกซ่ีโครง และสันหลงั ออกจำกลำตวั ส่วนหน้ำ โดยยกออกมำท้งั แผง แลว้
แยกส่วนไหลอ่ อกจำกอก ตำมรอยระหว่ำงซี่โครงท่ี 5 และที่ 6
5.2.7 ตดั แยกสำมช้นั ออกจำกส่วนอก โดยตดั แบง่ คร่ึงซีก ใหแ้ นวตดั น้นั ขนำนกบั แนวยำว
ของซำก แลว้ จึงเลำะเอำกระดูกไหลอ่ อก
5.2.8 ส่วนขำและสะโพก เลำะเอำกระดูกสนั หลงั ช่วงทอ้ ง และช่วงสะโพกออกก่อน แลว้
เลำะเอำกระดูกสะโพก (pelvis) กบั กระดูกโคนขำหลงั (femur) ออก ตำมมำดว้ ยกำรเลำะเอำกระดูกขำหลงั
ล่ำง (tibia) ออก เสร็จแลว้ จึงแยกส่วนออกเป็นเน้ือแดง มนั และหนงั ตอ่ ไป
ภาพที่ 10.3 แสดงกำรฆำ่ และชำแหละเป็นหมูซีกส่งลูกคำ้ ของโรงฆำ่ สัตวเ์ ทศบำลพษิ ณุโลก
(ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ที่ใช้เป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
ภาพที่ 10.4 แสดงกำรชำแหละสุกรแบบชำวบำ้ น และกำรตดั แตง่ ซำกสุกรแบบไทย
(ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ที่ใช้เป็นส่ือกำรเรียนกำรสอน)
การเรียกชื่อส่วนต่าง ๆ ชยั ณรงค์ (2525) กล่ำวถึงช้ินส่วนจำกกำรชำแหละสุกร มดี งั น้ี
1. เน้ือแดง คอื เน้ือสนั และเน้ือแดง รวมจำกทุกส่วนของซำกที่เลำะออกมำแลว้
2. สำมช้นั คือเน้ือสำมช้นั จำกส่วนทอ้ ง และรวมเน้ือส่วนคำงดว้ ย
3. มนั คือส่วนไขมนั ทุกส่วนของซำก ที่ตดั แยกออกมำได้ ส่วนไขมนั ที่หุ้มไต หัวใจ และใน
ช่อง
ทอ้ งรวมกนั เรียกว่ำ มนั เปลว
4. หนงั คือส่วนหนงั ท่ีเลำะไดจ้ ำกทกุ ส่วนของซำก
5. ซี่โครง คือส่วนกระดูกซ่ีโครงติดกบั กระดกู สันหลงั ช่วงอกทตี่ ดิ กนั อยเู่ ป็นแผง
6. กระดกู หลงั ส่วนหำง คือกระดกู เฉพำะส่วนสนั หลงั ช่วงทอ้ งกบั ช่วงสะโพก
7. กระดูกหมู คือกระดกู จำกขำหลงั ไหล่ และคอทีเ่ หลือ