แบบฝึ กหัดบทท่ี 7
จงตอบคำถำมต่อไปน้ี
1. ตลำดสุกรพนั ธุ์ของไทย มีลกั ษณะอยำ่ งไรบำ้ ง
2. ควำมตอ้ งกำรบริโภคเน้ือสุกรข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั ใดบำ้ ง
3. สุกรขนุ มีกำรจำหน่ำยในรูปแบบใดบำ้ ง
4. กำรเตรียมสุกรกอ่ นกำรฆำ่ มขี ้นั ตอนอยำ่ งไรบำ้ ง
5. ลกั ษณะทวั่ ไปของกำรตดั แต่งซำกแบบไทย เป็นอยำ่ งไรบำ้ ง
แนวตอบแบบฝึ กหัดบทที่ 7
1. ตลำดสุกรพันธุ์ของไทย เป็ นตลำดซ้ือขำยพันธุ์สุกรไปทำเป็ นพ่อ - แม่พันธุ์ มีด้วยกัน
หลำยประเภทข้ึนอยู่กับควำมต้องกำรของท้ัง 2 ฝ่ ำยและเป็ นตลำดซ้ื อขำยที่ผู้ผลิต
สำมำรถกำหนดรำคำสินคำ้ เองได้
2. ปัจจยั ทม่ี ผี ลตอ่ ควำมตอ้ งกำรบริโภคเน้ือสุกรมีดงั น้ี
2.1 กำรเพิ่มข้ึนของประชำกร
2.2 ควำมนิยมในกำรบริโภค
2.3 รำยไดข้ องผบู้ ริโภค
3. รูปแบบกำรจำหน่ำยสุกรขุนมดี งั น้ี
3.1 จำหน่ำยเป็นสุกรมชี ีวติ
3.2 จำหน่ำยเป็นซำกสุกรชำแหละ
3.3 แปรรูปเป็นผลิตภณั ฑจ์ ำกเน้ือสุกร
4. กำรเตรียมตัวสุกรก่อนฆ่ำชำแหละ ให้งดอำหำรแก่สุกรเป็ นเวลำ 24 ช่ัวโมง มีน้ำให้กิน
ตลอดเวลำ และไมท่ ำใหส้ ุกรมคี วำมเครียด หรือไดร้ บั บำดเจ็บกอ่ นถูกฆ่ำชำแหละ
5. ลักษณะกำรตัดแต่งซำกสุ กรแบบไ ทยจะ เป็ น แบบง่ำ ย ๆ โดยกำรเลำะแยก ซำ ก
ออกเป็ นส่ วนเน้ือแดง มัน กระดูก เศษเน้ื อและเอ็น เนื่ องจำกควำมนิ ยมนำส่ วน
เน้ือสดไป ประกอบเป็นอำหำรเป็นส่วนใหญ่
รหัสวิชา 20501-2304 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8
ชื่อหน่วย การจดบนั ทึกฟาร์ม วิชา การเลยี้ งสุกร
สัปดาห์ท่ี 17
สาระสาคญั
กำรจดบนั ทึกขอ้ มูลฟำร์มที่เกิดข้ึนจำกผลกำรปฏิบตั ิงำนในฟำร์มสุกรแต่ละวนั นับ เป็ นส่ิงจำเป็ นมำก
โดยเฉพำะในฟำร์มสุกรพนั ธุ์ เนื่องจำกบนั ทกึ ขอ้ มูลฟำร์มท่ีเกบ็ รวบรวมมำน้นั จะทำใหท้ รำบถึงกำรบริหำร
จดั กำรฟำร์ม ประสิทธิภำพกำรผลิตของฟำร์ม สำเหตุของปัญหำกำรผลิตของฟำร์ม กำรแกป้ ัญหำ และกำร
วำงแผนกำรผลติ ให้บรรลเุ ป้ำหมำยของฟำร์ม ซ่ึงขอ้ มูลที่บนั ทึกควรเป็นขอ้ มูลที่สำมำรถนำมำใช้ประโยชน์
และแปลควำมหมำยไดง้ ่ำย
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบำยประโยชนข์ องกำรจดบนั ทกึ ขอ้ มลู ฟำร์มได้
2. อธิบำยลกั ษณะของขอ้ มูลฟำร์มท่ีจดบนั ทึกได้
3. อธิบำยขอ้ มลู ฟำร์มที่ควรจดบนั ทกึ ได้
4. จดบนั ทึกขอ้ มูลฟำร์มได้
สาระการเรียนรู้
1. ประโยชนข์ องกำรจดบนั ทกึ ขอ้ มูลฟำร์ม
2. ลกั ษณะของขอ้ มูลฟำร์มทจ่ี ดบนั ทกึ
3. บนั ทึกขอ้ มูลฟำร์มสุกรทีส่ ำคญั
14. กิจกรรมการเรียนการสอน
17. อำจำรยใ์ ห้นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
18. อำจำรยอ์ ธิปรำยถงึ ควำมสำคญั ของกำรจดบนั มกึ ฟำร์ม
19. อำจำรยใ์ ห้นกั เรียนหกั เขียนบนั ทกึ ฟำร์มจำกแบบฟอร์มกำรจดบนั ทึกฟำร์ม
15. สื่อกำรเรียนการสอน
17. ใบควำมรู้
18. แบบทดสอบก่อนเรียนแลหลงั เรียน
19. แบบฟอร์มกำรจดบนั ทึกฟำร์ม
16. การวดั ผลและประเมนิ ผล
13. สังเกตพฤติกรรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแตง่ กำย กำรตรงตอ่ เวลำ
14. แบบทดสอบ
บทท่ี 8
การจดบันทกึ ข้อมูลฟาร์ม
ประโยชน์ของการจดบนั ทกึ ข้อมูล
ภำวิณี (2535) กล่ำววำ่ ในกำรผลิตสุกรน้นั มปี ัจจยั หลำยอยำ่ ง ท่ีเป็นสำเหตุทำให้กำรผลิตสุกรไม่ได้
ตำมเป้ำหมำยของฟำร์ม เช่น อำหำรสัตว์ หรือควำมสมบรู ณพ์ นั ธุ์ของสุกร เป็นตน้ ซ่ึงสำเหตุเหลำ่ น้ีน้นั เรำจะ
ไม่สำมำรถทรำบไดเ้ ลย ถำ้ ไมไ่ ดม้ ีกำรจดบนั ทกึ ขอ้ มลู ไว้ ดงั น้นั กำรจดบนั ทึกและรวบรวมขอ้ มูลงำนฟำร์มท่ี
ไดจ้ ำกกำรปฏบิ ตั ิงำนในแตล่ ะวนั จะเป็นประโยชนต์ อ่ งำนฟำร์มสุกร ดงั น้ี
1. สำมำรถประเมินประสิทธิภำพของสุกรในฟำร์ม เช่น ขอ้ มูลในกำรผสมพนั ธุ์ อตั รำกำรผสมติด
จะบ่งบอกถงึ ปัญหำดำ้ นคุณภำพของสุกรพอ่ - แม่พนั ธุ์ ช่วยในกำรตดั สินใจจดั กำรเร่ืองสุกรพ่อ - แมพ่ นั ธุไ์ ดถ้ ูกตอ้ ง
2. สำมำรถประเมินประสิทธิภำพกำรบริหำรจดั กำรฟำร์ม เช่น จำนวนวนั ผสมพนั ธุ์ของแม่สุกร
หลงั หยำ่ นม จำนวนกำรคดั ทิ้งแม่สุกร และจำนวนแม่สุกรทดแทน จะบ่งบอกให้ทรำบถึงปัญหำดำ้ นกำร
จดั กำรฟำร์ม ผปู้ ระกอบกำรจะไดพ้ ฒั นำปรับปรุงใหม้ ปี ระสิทธิภำพดีข้ึน
3. สำมำรถใชว้ ิเครำะห์หำสำเหตุของปัญหำ เพ่อื หำแนวทำงแกป้ ัญหำ และนำไปสู่กำรปฏิบตั ิปรับปรุงให้ดี
ข้ึน
ลักษณะของข้อมลู ท่ีจดบนั ทกึ
1. เป็นขอ้ มูลท่ีสำมำรถบนั ทึกไดง้ ่ำย สะดวก เช่น ประวตั ิ วนั ผสม วนั คลอดและจำนวนลูกแรกคลอดเป็น
ตน้
2. เป็นขอ้ มลู ที่ถกู ตอ้ ง และเป็นปัจจุบนั
3. เป็นขอ้ มูลทเี่ ป็นประโยชน์โดยตรงตอ่ ประสิทธิภำพกำรผลิตของฟำร์ม เช่น ขอ้ มลู
กำรผสมพนั ธุ์ และขอ้ มูลกำรคลอดลกู เป็นตน้
4. เป็นขอ้ มูลที่เป็นระบบ และมีมำกเพียงพอ
5. เป็นขอ้ มลู ทส่ี ำมำรถแปลควำมหมำยไดง้ ำ่ ย
ข้อมูลฟาร์มที่ควรจดบนั ทกึ
ภำวิณี (2535) และสุชีพ (2537) กล่ำวว่ำ แต่ละฟำร์มจะมีกำรเก็บข้อมูลฟำร์มท่ีแตกต่ำงกัน ท้งั
แบบฟอร์ม และรำยกำรขอ้ มูล แลว้ แต่ควำมตอ้ งกำรของผปู้ ระกอบกำร ท้งั น้ีขอ้ มูลฟำร์มทีจ่ ะบนั ทกึ น้นั ตอ้ ง
สำมำรถนำมำใช้ประโยชน์ และมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภำพกำรผลิตของฟำร์ม และผลกำรบริหำรงำน
ฟำร์ม (สุกญั ญำ, 2539) ประกอบดว้ ยขอ้ มูล ดงั น้ี
1. จานวนสุกร เป็นบนั ทึกดำ้ นกำรผลิตโดยเฉพำะ (แบบฟอร์มท่ี 1) ควรจดบนั ทึก และสรุปผลทุก
สัปดำห์ จะมขี อ้ ดีดงั น้ี
1.1 สำมำรถติดตำมผลผลิตของฟำร์มไดอ้ ยำ่ งรวดเร็วในแต่ละสปั ดำห์
1.2 สำมำรถใช้ตวั เลขน้ีคำดคะเนผลผลติ ของฟำร์มเป็นไปตำมเป้ำหมำยหรือไม่ จะต่ำหรือสูง
กวำ่ ท่ีกำหนดไวเ้ ทำ่ ใด
2. บันทกึ การผสมพันธ์ุ เป็นบนั ทกึ ขอ้ มูลที่บ่งช้ีถึงประสิทธิภำพกำรผสมพนั ธุข์ องแม่พนั ธุก์ ำรผสม
ตดิ และ กำรเป็นสดั ของแม่สุกรภำยหลงั หยำ่ นม เป็นตน้ (แบบฟอร์มที่ 3)
2.1 ครอกที่ บ่งบอกว่ำแม่สุกรคลอดลูกมำแลว้ กี่ครอก ซ่ึงเป็นขอ้ มูลท่ีสำคญั มำกเนื่องจำกแม่
สุกรที่คลอดลูกครอกที่ 1 และครอกท่ี 2 เป็นแม่สุกรท่ีกำลงั เจริญเติบโต ถำ้ หำกมีกำรจดั กำรท่ผี ิดพลำดกบั แม่
สุกรในระยะน้ี จะทำให้เกิดปัญหำท่รี ุนแรง และเห็นไดช้ ดั กวำ่ ในแม่สุกรนำงที่ให้ลกู มำกกวำ่ 2 ครอกข้นึ ไป
เช่นกำรไม่รักษำสภำพร่ำงกำยของแม่สุกรให้อยู่ในระดบั 3 ทำให้แม่สุกรมีระยะกำรเป็ นสัดหลังหยำ่ นม
ยำวนำนออกไปอีก มีผลไปลดกำรผลิตของแมส่ ุกร หรือจำนวนลกู ตอ่ แม่ต่อปี เป็นตน้
2.2 วนั ท่หี ยำ่ นม เป็นวนั ทแี่ ยกแม่สุกรออกจำกลูกสุกร และเมอ่ื รวมพิจำรณำถึงวนั ที่ผสมพนั ธุ์
ดว้ ย จะบ่งบอกถงึ ประสิทธิภำพของระบบสืบพนั ธุ์ของแม่สุกร
2.3 วนั ทผ่ี สมพนั ธุ์ หมำยถงึ วนั ที่ผสมแมส่ ุกรภำยหลงั กำรหยำ่ นมลูกแลว้ ซ่ึงเป็นตวั บ่งบอกให้
รู้ถึงประสิทธิภำพของแมส่ ุกรภำยหลงั หยำ่ นมว่ำแสดงอำกำรเป็นสัดเร็วหรือชำ้ เช่น 2.3.1
แม่สุกรท่ีถูกผสมพนั ธุ์ภำยหลงั จำกวนั หย่ำนมไปแลว้ 15 วนั ข้ึนไป ถำ้ มีจำนวนมำกแสดงว่ำประสิทธิภำพ
ของกำรผลติ ไมด่ ี ตอ้ งแกไ้ ข และปรบั ปรุงใหไ้ ดต้ ำมเกณฑท์ ี่ต้งั ไว้ 2.3.2 แม่สุ กรแสดง
อำกำรกลบั สดั ภำยใน 30 วนั แสดงถึงกำรผสมไม่ติด ซ่ึงอำจเกิดจำกปัญหำน้ำเช้ือพ่อสุกรมีปัญหำ หรือมีโรค
แฝงในฝงู สุกรพนั ธุ์
2.3.3 แม่สุกรแสดงอำกำรกลบั สัดภำยหลงั กำรผสมพนั ธุ์คร้ังแรกไปแลว้ 30 วนั ข้ึนไป
แสดงวำ่ อำจมีกำรตำยของตวั ออ่ นเกิดข้ึน
ขอ้ มลู ท้งั หมดดงั กล่ำวน้ี ควรไดบ้ นั ทึก และวิเครำะห์ทุกเดือน
3. บนั ทกึ การคลอด เป็นขอ้ มลู ที่บ่งบอกถึงประสิทธิภำพกำรผลติ ของแมพ่ นั ธุ์ ไดแ้ ก่ จำนวนครอก
ที่คลอดต่อเดือนต่อปี จำนวนลูกสุกรเฉล่ียต่อครอก เปอร์เซ็นตก์ ำรตำยของลูกสุกรก่อนคลอดเปอร์เซ็นต์
กำรตำยของลกู สุกรก่อนหยำ่ นม (แบบฟอร์มที่ 4) ขอ้ มูลท่ีบนั ทกึ มีดงั น้ี
3.1 เบอร์แมพ่ นั ธุ์ เพื่อทรำบวำ่ ใหล้ ูกครอกทีเ่ ทำ่ ไร
3.2 วันที่ผสมพันธุ์ เพ่ือทรำบกำหนดเวลำต้ังแต่ผสมพนั ธุ์ - คลอด และถูกผสมโดยวิธี
ธรรมชำตหิ รือใชผ้ สมเทยี ม
3.3 เบอร์พอ่ พนั ธุ์ เพื่อศึกษำถงึ ประสิทธิภำพของพอ่ พนั ธุ์
3.4 ครอกท่ี จำนวนลูกสุกรในครอกที่ 1 หรือครอกที่ 2 จะมีลกู สุกรนอ้ ยกวำ่ ลูกสุกรครอกที่ 3,
4 และครอกท่ี 5 เป็นตน้
3.5 กำหนดวนั คลอด เพอื่ กำรเตรียมพร้อมสำหรับกำรช่วยคลอดและกำรจดั กำรเล้ียงดู
3.6 วนั คลอดจริง เพ่อื ดวู ่ำคลอดเร็วหรือชำ้ กว่ำกำหนดมำตรฐำน หรือคลอดผิดปกติ
3.7 จำนวนลูกคลอด เพื่อบ่งบอกถึงปัญหำกำรจดั กำรฟำร์ม หรือปัญหำของโรคที่แฝงอย่ใู น
ฟำร์ม ท้งั ดำ้ นจำนวนลกู คลอดมชี ีวติ และจำนวนลูกทตี่ ำยช่วงคลอด
3.8 น้ำหนกั ลกู สุกรตอ่ ครอก เพอ่ื บง่ บอกถึงควำมแข็งแรงของลูกสุกร
4. บันทึกแม่พันธ์ุ เป็นบนั ทึกขอ้ มลู ทีบ่ ่งช้ีถึงประสิทธิภำพกำรผลติ ของฟำร์ม หรือจำนวนลูกสุกร
หยำ่ นมต่อแมต่ ่อปี (แบบฟอร์มท่ี 5) ซ่ึงเป็นดชั นีหลกั ท่ีสมั พนั ธ์มำกกบั ผลประกอบกำรของฟำร์มในแต่ละปี
ดงั น้นั ขอ้ มูลที่บง่ บอกถึงประสิทธิภำพกำรผลิตของสุกรพนั ธุ์ เช่นจำนวนครอกตอ่ ปี หรือจำนวนลูกสุกรหยำ่
นมต่อแม่ต่อปี และเปอร์เซ็นตก์ ำรตำยของลูกสุกร มดี งั น้ี
4.1 ประวตั แิ มพ่ นั ธุ์
4.2 ประวตั ิกำรใหล้ กู
4.3 ประวตั กิ ำรคดั ทิ้ง
5. บันทึกพ่อพันธ์ุ และการใช้พ่อพันธ์ุ เพ่ือวดั ประสิทธิภำพของพ่อพนั ธุ์ และควบคุมกำรใช้พ่อ
พนั ธุ์ให้มีประสิทธิภำพ ช่วยให้กำรจดั กำร หรือกำรแกป้ ัญหำของพ่อพนั ธุ์ ซ่ึงจะมีผลไปถึงแม่พันธุ์ด้วย
(แบบฟอร์มที่ 2) ขอ้ มลู ที่บนั ทึกมีดงั น้ี
5.1 ประวตั พิ ่อพนั ธุ์
5.2 ประวตั ิกำรผสมพนั ธุ์ เช่น จำนวนคร้ังท่ีผสม จำนวนแม่พนั ธุ์ท่ีถูกผสม จำนวนท่ีผสมติด
และจำนวนลูกเม่ือคลอด เป็นตน้
6. บนั ทกึ การขาย เพื่อทรำบขอ้ มลู ของสุกรท่ีจำหน่ำย และผลกำรประกอบกำรของฟำร์ม ซ่ึงรำยได้
ของฟำร์มจะข้นึ อยกู่ บั รำคำสุกร จำนวนสุกร และคุณภำพของสุกรทผ่ี ลติ ออกมำ
7. บนั ทกึ การรักษาสุกรทป่ี ่ วย เป็นบนั ทกึ ถงึ สุขภำพของสุกร กำรจดั กำรป้องกนั โรค และกำรรกั ษำ
สุกรป่ วย (แบบฟอร์มที่ 6 และ 7) ซ่ึงควรสรุปผลทุกเดือน และมีขอ้ ดีดงั น้ี
7.1 ทรำบประสิทธิภำพของยำตอ่ โรคน้นั ๆ
7.2 ทรำบสำเหตโุ นม้ นำท่ที ำให้เกิดโรคน้นั ๆ
7.3 สำมำรถวำงแผนป้องกนั โรคไดถ้ ูกตอ้ ง และมปี ระสิทธิภำพ
บนั ทกึ น้ีควรมกี ำรสรุปผลทุกเดือน เพ่อื กำรวำงแผนกำรแกไ้ ข และป้องกนั ไดถ้ กู ตอ้ งในเดือนถดั ไป
8. บันทึกการตายของสุกร เป็นบนั ทึกรำยงำนกำรตำยของสุกรประจำวนั สำเหตุกำรตำยตอ้ งจด
บนั ทกึ ให้ละเอยี ด เพอื่ กำรวเิ ครำะห์หำสำเหตุกำรตำยทถี่ ูกตอ้ ง เปอร์เซน็ ตก์ ำรตำยของสุกรในฝูงบง่ ช้ีให้เห็น
สุขภำพของสุกร และสภำพแวดลอ้ มท่ีเปล่ียนแปลง ทำให้มีผลต่อควำมตำ้ นทำนโรคและกำรมีโรคแทรก
ซ้อนไดง้ ่ำยในสุกร (แบบฟอร์มท่ี 8)
9. บันทึกข้อมูลอื่น ๆ เป็ นบนั ทึกขอ้ มูลกำรผลิตท่ีควรบันทึกเก็บไวใ้ นฟำร์ม เม่ือมีควำมจำเป็น
จะตอ้ งใชข้ ้นึ มำ เช่นอำหำร และกำรกินอำหำรของสุกร สภำพโรงเรือน และกำรสุขำภบิ ำลโรงเรือน เป็นตน้
(แบบฟอร์มท่ี 9, 10 และ 11)
เพื่อให้กำรบนั ทึกขอ้ มูลไดป้ ระโยชน์มำกที่สุด เพ่ือกำรวิเครำะห์ขอ้ มูลท่ีถูกตอ้ งจึงควรไดส้ รุปผล
ขอ้ มูลทุกสิ้นสัปดำห์ สิ้นเดือน และสรุปเป็ นปี จะไดท้ รำบผลกำรเปลี่ยนแปลงของผลผลิตในฟำร์มของตน
และนำไปเปรียบเทยี บกบั มำตรฐำนสำกลของกำรผลิตไดว้ ำ่ อยรู่ ะดบั ใด สำหรบั กำหนดค่ำมำตรฐำนกำรผลิต
ในแต่ละฟำร์มอำจจะแตกต่ำงกนั ไป แลว้ แต่ควำมเหมำะสมของแต่ละฟำร์ม ดงั ในตำรำงท่ี 11.1 แสดงค่ำ
มำตรฐำนกำรผลิตสุกร ในระดบั ที่ยอมรับได้ (ลือชยั , 2538)
ตารางท่ี 11.1 แสดงคำ่ มำตรฐำนกำรผลติ และระดบั ท่ียอมรับได้
ลกั ษณะ เป้ำหมำย ระดบั ที่พอยอมรับได้
อำยแุ ม่สุกรสำวเริ่มใช้งำน (วนั ) 220 นอ้ ยกวำ่ 210 หรือมำกกวำ่ 240
ช่วงหยำ่ นมถงึ ผสม (วนั ) 6 มำกกว่ำ 7
กำรผสมซ้ำ
- กลบั สัดปกติตรงรอบ (18 - 22วนั ) (ตวั )* 6 10
- กลบั สดั ไม่ตรงรอบ ( > 23 วนั ) (ตวั )* 3 5
กำรผสมมำกกว่ำ 1 คร้ัง (%) 90 นอ้ ยกว่ำ 80
ตรวจไมพ่ บกำรต้งั ทอ้ งใน 35 วนั (ตวั )* 5 มำกกว่ำ 10
แม่สุกรแทง้ (ตวั )* นอ้ ยกวำ่ 1 มำกกวำ่ 1.5
แมส่ ุกรตำย (ตวั )* นอ้ ยกวำ่ 3 มำกกวำ่ 5
อตั รำกำรคลอด (%) 85 80
อตั รำกำรคดั ทิ้งแมพ่ นั ธุแ์ ละทดแทนแม่สำว (%) 38 45
จำนวนลกู แรกคลอดมีชีวติ / ครอก (ตวั ) 10.9 10.5
อตั รำตำยแรกคลอด (%) 57
ลกู มมั มี่ (%) 1.5 2
จำนวนลูกสุกรหยำ่ นม / ครอก (ตวั ) 10 9.6
จำนวนครอก / แม่ / ปี (ตวั ) 1.35 2.25
จำนวนลูกหยำ่ นม / แม่ / ปี (ตวั ) 23.5 21.5
หมายเหตุ* จำนวนตวั ต่อแม่สุกรผสม 100 แม่ (หยำ่ นมท่ี 28 วนั )
ทม่ี ำ : ลอื ชยั (2538)
แบบฟอร์มที่ 1
แบบสรุปจานวนสุกร
ฟำร์ม.......................................
รำยกำรจำนวนสุกร สปั ดำหท์ ่ี.........ระหวำ่ งวนั ท่ี..........................ถงึ วนั ท่ี...............
ประเภทสุกร จำนวนสปั ดำห์ สัปดำห์น้ี % เพิ่ม (+) หมำยเหตุ
ทแี่ ลว้ ลด (-)
ยอดคงเหลอื ยกมำ
1. สุกรแมพ่ นั ธุ์
- แม่สุกรอมุ้ ทอ้ ง
- แม่สุกรเล้ียงลกู
- แมส่ ุกรหย่ำนม
- แม่สุกรทอ้ งว่ำง
- แมส่ ุกรคดั ทง้ิ
- แมส่ ุกรสำวทดแทน
- แมส่ ุกรรุ่นเตรียมทดแทน
2. พอ่ สุกร
- พ่อสุกรหนุ่มทดแทน
- พ่อสุกรมีอำยุ
3. ลกู สุกร
- ลูกสุกรดูดนม
- ลูกสุกรหย่ำนม
4. สุกรขนุ
- สุกรเลก็
- สุกรรุ่น
5. จำนวนทเ่ี พ่มิ ข้นึ
- ลกู สุกรคลอดเพมิ่
- สุกรซ้ือจำกฟำร์มอื่น
6. จำนวนที่ลดลง
- จำหน่ำย
- ตำย
แสดงตวั อยำ่ งแบบสรุปจำนวนสุกร
ทมี่ ำ : สุชีพ (2537)
แบบฟอร์มท่ี 2
บนั ทึกพ่อพนั ธ์ปุ ระจาฟาร์ม...................
เบอร์หู.....................พนั ธุ์................ วนั ทคี่ ดั เลือกเขำ้ .........................ทีม่ ำ.....................
พ่อ..............ป่ ู...............ยำ่ ............... วนั เกิด..................น้ำหนกั .............เตำ้ นม..............
แม.่ ............ตำ...............ยำย............ ADG................. FCR.................. BF.......................
ผสม ว.ด.ป. เบอร์แม่ ผลหลงั จำก ว.ด.ป. ขนำดครอกเมอ่ื คลอด หมำย
คร้งั พนั ธุ์ท่ี ผสม 30 วนั คลอดจริง เหตุ
ที่ ผสม ติด ไมต่ ิด มชี ีวติ ต / ค ล / ก มมั มี่
หมายเหตุ - ต / ค หมำยถงึ ตำยแรกคลอด
- ล / ก หมำยถึง ลกู กรอก
- บนั ทกึ ลกั ษณะผดิ ปกตทิ ำงกรรมพนั ธุ์ของลูกในช่องหมำยเหตุ
วนั เดือน ปี และเหตุผลทีค่ ดั ทง้ิ
แสดงตวั อยำ่ งแบบบนั ทึกพอ่ พนั ธุ์
ท่ีมำ : ภำวิณี (2535)
แบบฟอร์มท่ี 3
แบบสรุปบันทกึ การผสมพนั ธ์ปุ ระจาฟาร์ม.....................
ประจำสัปดำห์ท่.ี .................ระหวำ่ งวนั ที่......................ถงึ วนั ท่ี...........................
ลำดบั เบอร์ ครอกที่ วนั ที่ วนั ทผ่ี สม เบอร์ กำหนด หมำยเหตุ
คลอด
ที่ แม่พนั ธุ์ หยำ่ นม พ่อพนั ธุ์
หมายเหตุ - ขอ้ มูลอ่นื ๆ ที่ควรบนั ทึก เช่น กำรแทง้ , กำรกลบั สดั , กำรตำย หรือกำรคดั ทง้ิ
ในช่องหมำยเหตุ
แสดงตวั อยำ่ ง แบบสรุปบนั ทึกกำรผสมพนั ธุ์
ทม่ี ำ : ภำวณิ ี (2535)
แบบฟอร์มท่ี 4
แบบสรุปบันทกึ การคลอด ประจาฟาร์ม...................
ประจำสัปดำหท์ .ี่ .................ระหวำ่ งวนั ที่......................ถึงวนั ที่...........................
ลำดบั วนั ท่ี ครอก เบอร์ เบอร์ จำนวนลกู คลอด หมำย
ที่ คลอด ที่ แม่ พอ่ แรก มี ต / ค ล / ก มมั มี่ ลกู เหตุ
พนั ธุ์ พนั ธุ์ เกิด ชีวิต ฝำก
รวม
เฉลีย่
หมายเหตุ - ต / ค หมำยถงึ ตำยกอ่ นคลอด
- ล / ก หมำยถึง ลูกกรอก
แสดงตวั อยำ่ งแบบสรุปบนั ทึกกำรคลอด
ท่ีมำ : ภำวิณี (2535)
แบบฟอร์มท่ี 5
แบบสรุปบนั ทึกการหย่านมลกู สุกร
ประจำสัปดำห์ที่..................ระหว่ำงวนั ที่......................ถงึ วนั ที.่ ..........................
ลำดบั ว.ด.ป. แม่ พ่อ จำนวน จำนวนลกู จำนวนลูก หมำยเหตุ
ที่ หยำ่ นม พนั ธุ์ พนั ธุ์ ลูกแรก หยำ่ นม สูญเสีย
เกิด
รวม
เฉล่ีย
แสดงตวั อยำ่ งแบบสรุปบนั ทกึ กำรหยำ่ นมลกู สุกร
ท่ีมำ : สุกญั ญำ (2539)
แบบฟอร์มที่ 6
บัตรควบคมุ สุขภาพสุกร
เบอร์หู..................พนั ธุ์ / เพศ......................วนั เกิด...........................
คร้งั ที่ ว.ด.ป. กำรควบคมุ สุขภำพ หมำยเหตุ กำรใชย้ ำ และอ่นื ๆ
ถ่ำย แทง้ FMD SF PV AD EP/AR
พยำธิ ติดต่อ
คดั ทิง้ สำเหตุ
ตำย
หมายเหตุ FMD : โรคปำกและเทำ้ เปื่ อย
SF : โรคอหิวำตส์ ุกร
PV : โรคพำร์โวไวรสั
AD : โรคพิษสุนขั บำ้ เทยี ม
EP/AR : โรคจำกเช้ือไมโคพลำสมำและโรคโพรงจมกู อกั เสบ
แสดงตวั อยำ่ งบตั รควบคุมสุขภำพสุกร
ท่มี ำ : สุกญั ญำ (2539)
แบบฟอร์มท่ี 7
บนั ทกึ การรกั ษาสุกรป่ วย
ประจำเดือน...................................................................
วนั ทีเ่ ริ่มป่ วย เบอร์หู ประวตั กิ ำรป่ วย อำกำรท่ี ผลกำรรักษำในแต่ละวนั
พนั ธุ์ และ กำรใชย้ ำ ตรวจพบ
แสดงตวั อยำ่ งแบบบนั ทึกกำรรกั ษำสุกรป่ วย
ที่มำ : ภำวิณี (2535)
แบบฟอร์มท่ี 8
สรุปรายงานการตายของสุกร
ประจำเดือน...................................พ.ศ...........................
วนั ที่ ดดู นม หยำ่ รุ่น ขนุ พนั ธุ์ อนื่ ๆ กำรตำย หมำย
เหตุ
นม ประจำวนั สะสม
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
หมายเหตุ อธิบำยสำเหตกุ ำรตำยอยำ่ งละเอยี ดในช่องหมำยเหตุ
แสดงตวั อยำ่ งแบบสรุปรำยงำนกำรตำยของสุกร
ทม่ี ำ : สุกญั ญำ (2539)
แบบฟอร์มที่ 9
แบบสรุปผลการจดั การฟาร์ม ประจาปี ..................
ช่ือฟำร์ม......................................
สัปดำห์ที่ 12345 51 52 หมำยเหตุ
รำยกำร
จำนวนแมส่ ุกรท้งั หมด (ตวั )
จำนวนพ่อสุกรท้งั หมด (ตวั )
จำนวนแม่สุกรผสม (ตวั )
จำนวนแม่สุกรกลบั สัด (ตวั )
อตั รำกำรกลบั สัด (%)
จำนวนแม่สุกรแทง้ (ตวั )
อตั รำกำรแทง้ (%)
จำนวนแมส่ ุกรเขำ้ คลอด (ตวั )
อตั รำกำรคลอด (%)
จำนวนลกู แรกเกิดมีชีวติ (ตวั )
จำนวนลกู แรกเกิดมีชีวติ เฉลยี่ /ครอก (ตวั )
จำนวนลูกหยำ่ นม (ตวั )
จำนวนลูกหยำ่ นมเฉลี่ย / ครอก (ตวั )
จำนวนลกู ท่ีสูญเสีย (ตวั )
อตั รำกำรสูญเสีย (%)
แสดงตวั อยำ่ งแบบสรุปผลกำรจดั กำรฟำร์มประจำปี
ท่มี ำ : สุกญั ญำ (2539)
แบบฟอร์มท่ี 10
รายงานผลผลิตคงเหลอื ประจาวนั ที.่ ..........เดือน............................พ.ศ......................
งำนฟำร์มสุกร แผนกวิชำ สตั วศำสตร์ วทิ ยำลยั เกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร
ชนิดสุกร จำนวน มูลคำ่ / หน่วย หมำยเหตุ
(บำท)
(ตวั )
พ่อพนั ธุ์
แม่พนั ธุ์อมุ้ ทอ้ ง
ลูกสุกรดดู นม
ลูกสุกรหยำ่ นม (7 - 15 กก.)
สุกรขุน (60 - 100 กก.)
รวม
ชนิดอำหำรสุกร จำนวน มูลคำ่ / หน่วย หมำยเหตุ
หวั อำหำรสุกรพนั ธุ์ (กระสอบ / ถุง) (บำท)
หวั อำหำรสุกรอมุ้ ทอ้ ง
หัวอำหำรสุกรรวม
อำหำรเมด็ สุกรอ่อน (นมเทียม)
อำหำรผสมสุกรพนั ธุ์
รำละเอยี ด
ปลำยขำ้ ว
รวม
แสดงตวั อยำ่ งแบบรำยงำนผลผลิตคงเหลือ
ท่ีมำ : งำนฟำร์มสุกร วทิ ยำลยั เกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร
แบบฟอร์มที่ 11
บัญชีรายรับ - รายจ่าย ประจาเดือน............................พ.ศ......................
งำนฟำร์มสุกร แผนกวชิ ำ สัตวศำสตร์ วิทยำลยั เกษตรและเทคโนโลยีพิจิตร
รำยรบั รำยจำ่ ย
วนั ที่ รำยละเอียด จำนวน รวมเงิน วนั ท่ี รำยละเอียด จำนวน รวมเงนิ
(หน่วย) (บำท) (หน่วย) (บำท)
รวมรำยรับ รวมรำยจ่ำย
สุทธิประจำเดือน กำไร เป็นเงิน..................................บำท
ขำดทุน เป็นเงนิ ...................................บำท
แสดงตวั อยำ่ ง แบบบญั ชีรำยรับ - รำยจ่ำย
ทม่ี ำ : งำนฟำร์มสุกร วทิ ยำลยั เกษตรและเทคโนโลยพี จิ ิตร
แบบฝึ กหัดบทท่ี 8
จงตอบคำถำมต่อไปน้ี
1. ประโยชนข์ องกำรจดบนั ทกึ ขอ้ มลู ฟำร์ม มอี ยำ่ งไรบำ้ ง
2. ลกั ษณะของขอ้ มูลฟำร์มทจ่ี ดบนั ทกึ ควรเป็นอยำ่ งไร
3. ขอ้ มลู ฟำร์มทคี่ วรทรำบในกรณีเล้ยี งแม่สุกร มขี อ้ มลู ใดบำ้ ง
4. ขอ้ มูลฟำร์มทบ่ี ง่ ช้ีวำ่ มปี ัญหำดำ้ นผลติ ผล มีอะไรบำ้ ง
แนวตอบแบบฝึ กหดั บทท่ี 8
1. ประโยชนข์ องกำรจดบนั ทกึ ขอ้ มูลฟำร์มมดี งั น้ี
1.1 ใชป้ ระเมนิ ประสิทธิภำพของสุกรในฟำร์ม
1.2 ใชป้ ระเมินประสิทธิภำพกำรบริหำรจดั กำรฟำร์ม
1.3 ใชว้ เิ ครำะห์สำเหตขุ องปัญหำในกำรผลิตสุกร
2. ลกั ษณะของขอ้ มูลฟำร์มที่จดบนั ทึก ควรมดี งั น้ี
2.1 เป็นขอ้ มลู ทบี่ นั ทกึ ง่ำย สะดวก เช่น ประวตั ิ วนั ผสม และวนั คลอด เป็นตน้
2.2 เป็นขอ้ มูลที่ถูกตอ้ ง และเป็นปัจจุบนั
2.3 เป็นขอ้ มลู ทเ่ี ป็นประโยชนโ์ ดยตรงต่อประสิทธิภำพกำรผลติ ของฟำร์ม
2.4 เป็นขอ้ มูลทีเ่ ป็นระบบ และมีมำกเพียงพอ
2.5 เป็นขอ้ มูลที่สำมำรถแปลควำมหมำยไดง้ ำ่ ย
3. ขอ้ มลู ฟำร์มทีเ่ กี่ยวกบั แม่สุกรมีดงั น้ี
3.1 จำนวนลกู ต่อครอก
3.2 จำนวนครอก ตอ่ แมต่ ่อปี
3.3 อตั รำทดแทนแมส่ ุกร
4. ขอ้ มลู ฟำร์มที่บ่งช้ีวำ่ มปี ัญหำดำ้ นผลิตผล มีดงั น้ี
4.1 เลำ้ คลอดวำ่ ง
4.2 เลำ้ อมุ้ ทอ้ งว่ำง
4.3 เลำ้ อนุบำล หรือสุกรขนุ ว่ำง
4.4 สุขภำพสุกรพอ่ - แม่พนั ธุ์ไม่สมบูรณ์
4.5 กำรคดั ทิ้งแม่สุกรมำกผิดปกติ
4.6 ฝูงสุกรสำวทดแทนไม่เพียงพอ
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9 วชิ า การเลยี้ งสุกร
รหสั วิชา 20501-2304 สัปดาห์ท่ี 19
ช่ือหน่วย การจัดการสิ่งแวดล้อมในงานผลิตสุกร
สาระสาคญั
น้ำทง้ิ จำกฟำร์มสุกรทขี่ ำดกำรจดั กำรท่ีดี โดยเฉพำะเมอ่ื ถกู ปลอ่ ยสู่แหล่งน้ำสำธำรณะส่งผลเสียหำย
ต่อคุณภำพน้ำ ส่ิงมีชีวิตในน้ำ และกำรใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ภำครัฐ และผูป้ ระกอบกำรต้องร่วมกนั
ดำเนินกำรในกำรแกไ้ ขปัญหำเพ่ือลดมลพิษท่ีเกิดจำกของเสียในฟำร์มสุกร ซ่ึงของเสียจำกฟำร์มสุกรน้ี
สำมำรถนำกลบั มำทำใหเ้ กิดประโยชน์ และสร้ำงมลู คำ่ ไดท้ ้งั ทำงตรง และทำงออ้ ม
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบำยพฒั นำกำรของกำรเล้ยี งสุกรได้
2. อธิบำยควำมสำคญั ของกำรผลติ สุกรของประเทศไทยได้
3. อธิบำยควำมเหมำะสมในกำรเล้ียงสุกรเป็นอำชีพในประเทศไทยได้
4. อธิบำยประเภทของฟำร์มสุกรในประเทศไทยได้
5. อธิบำยตลำดสุกรของประเทศไทยได้
6. อธิบำยแนวทำงกำรผลิตสุกรของประเทศไทยได้
สาระการเรยี นรู้
1. อธิบำยควำมสำคญั ของกำรจดั กำรสิ่งแวดลอ้ มในงำนผลิตสุกรได้
2. อธิบำยมลพษิ ท่ีเกิดจำกของเสียในฟำร์มสุกรได้
3. อธิบำยผลของแก๊สพษิ ในฟำร์มสุกร
4. อธิบำยกำรจดั กำรฟำร์มเพื่อแกป้ ัญหำส่ิงแวดลอ้ มในงำนผลติ สุกรได้
กจิ กรรมการเรียนการสอน
20. อำจำรยใ์ ห้นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
21. อำจำรยอ์ ธิปรำยถงึ ควำมสำคญั ของกำรจดั กำรส่ิงแวดลอ้ มในงำนผลติ สุกร
สื่อกำรเรียนการสอน
20. ใบควำมรู้ ควำมสำคญั ของกำรจดั กำรสิ่งแวดลอ้ มในงำนผลิตสุกร
21. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน
การวดั ผลและประเมินผล
15. สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแตง่ กำย กำรตรงตอ่ เวลำ
16. แบบทดสอบ
บทที่ 9
การจดั การส่ิงแวดล้อมในงานผลติ สุกร
ความสาคัญของการจัดการส่ิงแวดล้อมในงานผลติ สุกร
ปัจจบุ นั กำรเล้ยี งสุกรในประเทศไทยไดม้ ีกำรผลิตเชิงอตุ สำหกรรมมำกข้นึ เน่ืองจำกสภำพแวดลอ้ ม
ที่เหมำะสมต่อกำรเล้ียง อีกท้งั ดำ้ นคุณภำพ และผลิตผลท่ีไดก้ ็สูง สำมำรถแข่งขนั กบั ผูผ้ ลติ จำกต่ำงประเทศ
ได้ ทำใหม้ กี ำรเพิม่ จำนวน และขยำยฟำร์มใหม้ ีขนำดใหญข่ ้นึ อยำ่ งรวดเร็ว เพื่อตอบสนองควำมตอ้ งกำรของ
ตลำด แต่กำรขยำยตวั ของกิจกำรดงั กล่ำวทำให้เกิดปัญหำตำมมำคือ มลพษิ ทีม่ ีผลกระทบต่อสภำพแวดลอ้ ม
อนั เน่ืองมำจำกมูลสตั ว์ และของเสียตำ่ ง ๆ ท่ไี ดจ้ ำกระบบฟำร์ม ซ่ึงพบว่ำฟำร์มส่วนใหญย่ งั ไมส่ ำมำรถหำวิธี
กำจดั ของเสียจำกฟำร์มซ่ึงมีปริมำณมำก ๆ เหล่ำน้ันไดอ้ ยำ่ งถูกตอ้ ง และเหมำะสม โดยเฉพำะกำรปล่อยสู่
แหล่งน้ำสำธำรณะ ทำให้เกิดมลภำวะท้งั ภำยในฟำร์ม สภำพแวดลอ้ มใกลเ้ คียง และชุมชนในเรื่องของกลิ่น
แมลงวนั น้ำเสีย และโรคภยั ต่ำง ๆ ส่งผลกระทบต่อคุณภำพน้ำ ส่ิงมีชีวิตในน้ำ และกำรใชป้ ระโยชน์ของ
มนุษย์ จึงควรไดม้ ีกำรแกไ้ ขปัญหำ และลดผลกระทบดงั กล่ำว อย่ำงไรก็ตำมของเสียจำกฟำร์มปศุสัตว์ ถำ้
ไดร้ บั กำรจดั กำรฟำร์มทดี่ ี ก็สำมำรถทำใหเ้ กิดมูลค่ำเป็นรำยไดท้ ้งั ทำงตรง และทำงออ้ ม (วิวฒั น,์ 2543)
จำกปัญหำส่ิงแวดล้อมท่ีนับวันจะรุนแรงมำกข้ึนน่ีเอง กระทรวงวิทยำศำสตร์เทคโนโลยีและ
ส่ิงแวดลอ้ ม ไดก้ ำหนดมำตรฐำนน้ำท้ิงจำกฟำร์มสุกร(กรมปศุสัตว,์ 2545) โดยอำศยั อำนำจตำมควำมใน
มำตรำ 55 และ 69 แห่งพระรำชบญั ญตั ิส่งเสริมและรักษำคุณภำพส่ิงแวดลอ้ มแห่งชำติ ปี พ.ศ.2535 ออก
ประกำศกฎกระทรวงวิทยำศำสตร์ เทคโนโลยแี ละส่ิงแวดลอ้ ม จำนวน 2 ฉบบั ดงั น้ี
1. เร่ืองกำหนดมำตรฐำนควบคุมกำรระบำยน้ำทิ้งจำกแหล่งกำเนิดมลพิษประเภทกำรเล้ียงสุกร
(ตำรำงท่ี 12.1)
2. เรื่องกำหนดให้กำรเล้ยี งสุกรเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทตี่ อ้ งถูกควบคมุ กำรปลอ่ ยน้ำเสียลงสู่แหล่ง
น้ำสำธำรณะ หรือออกสู่ส่ิงแวดลอ้ ม
โดยให้มีผลบงั คบั ใช้ต้งั แตว่ นั ที่ 24 กุมภำพนั ธ์ พ.ศ. 2545 ในฟำร์มสุกรขนำดใหญ่ และขนำดกลำง
ตำมประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ ฉบบั ประกำศทวั่ ไป เลม่ 118 ตอนพิเศษ 18 ง ลงวนั ที่ 23 กุมภำพนั ธ์ พ.ศ. 2544
ตารางท่ี 12.1 แสดงมำตรฐำนควบคุมกำรระบำยน้ำท้ิงจำกฟำร์มสุกร
พำรำมิเตอร์ หน่วย เกณฑม์ ำตรฐำนสูงสุด
ประเภท ก ประเภท ข
ควำมเป็นกรดและดำ่ ง (pH) 5.5 - 9 5.5 - 9
BOD (Biochemical Oxygen Demand) มก./ ลติ ร 60 100
COD (Chemical Oxygen Demand) มก./ ลิตร 300 400
สำรแขวนลอย (Suspended Solid, SS) มก./ ลติ ร 150 200
TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) มก./ ลติ ร 120 200
ท่ีมำ : กรมปศุสัตว์ (2545)
กฎหมำยสิ่งแวดลอ้ มน้ีกำหนดบงั คบั เป็น 2 ระดบั คือประเภท ก ใชก้ บั ฟำร์มสุกรขนำดใหญ่
(สุกรมำกกว่ำ 5,000 ตวั ) และประเภท ข ใช้กบั ฟำร์มสุกรขนำดกลำง (สุกร 500 - 5,000 ตวั ) สำหรับฟำร์ม
สุกรขนำดเล็ก (สุกร 50 - นอ้ ยกว่ำ 500 ตวั ) จะไดม้ ีกำรสนบั สนุน และส่งเสริมใหม้ ีกำรจดั กำรฟำร์มท่ถี กู ตอ้ ง
กอ่ นที่จะมกี ำรใชบ้ งั คบั ในระยะตอ่ ไป
ผกำวรรณ (2549) กล่ำวว่ำ มูล และปัสสำวะเป็นของเสียที่สัตวข์ บั ถำ่ ยออกจำกร่ำงกำยในแตล่ ะวนั
ปริมำณของเสีย และองคป์ ระกอบของแร่ธำตุท่ีผลติ ข้นึ จะผนั แปรไปตำมชนิดของสตั ว์ อำยุ ระยะกำรให้ผล
ผลติ และชนิดของอำหำรท่ีกิน ขณะท่สี ุกรเป็นสตั วท์ ่กี ินอำหำรมำก และขบั ถ่ำยอุจจำระ และปัสสำวะออกมำ
มำกเช่นเดียวกนั ในตำรำงที่ 12.2 และ 12.3 ซ่ึงจะเห็นวำ่ ในมูลสตั วจ์ ะมไี นโตรเจน และฟอสฟอรัส อยมู่ ำก
แร่ธำตุน้ีเป็นตวั ที่ก่อปัญหำมลภำวะในฟำร์ม และต่อสภำพแวดลอ้ มอย่ำงมำก ทำให้ฟำร์มขนำดใหญ่ตอ้ ง
ดำเนินกำรจดั กำรกบั ของเสียเหลำ่ น้ีอยำ่ งเป็นรูปธรรม (ภำพท่ี 12.1)
ตารางท่ี 12.2 แสดงส่วนประกอบของน้ำ ธำตุไนโตรเจน และฟอสฟอรสั ท้งั หมดในมลู สัตว์
รำยกำร คิดต่อน้ำหนกั 1,000 กิโลกรัม / วนั
โคเน้ือ โคนม สุกร ไก่ไข่ ไกเ่ น้ือ
มูล - สด (กก.) 86 58 84 64 85
- แหง้ (กก.) 12 8.5 11 16 22
ควำมช้ืน (น้ำ) ในมลู (%) 86 85 87 75 74
ไนโตรเจนท้งั หมด (กก.) 0.45 0.34 0.52 0.84 1.10
ฟอสฟอรัสท้งั หมด (กก.) 0.09 0.18 0.34 0.61 2.80
ที่มำ : ผกำวรรณ (2549)
ตารางที่ 12.3 แสดงปริมำณสิ่งขบั ถ่ำยของสุกรในแต่ละวนั
น้ำหนกั ตวั อจุ จำระ ปัสสำวะ % ของน้ำหนกั ตวั
ปัสสำวะ อุจจำระ+ปัสสำวะ
(กก.) (กก.) (กก.) อจุ จำระ
6.2 8.6
40 1.02 2.60 2.4 4.3 6.8
2.8 4.9
60 1.51 2.57 2.5 2.1 3.8
3.0 5.0
90 1.90 2.55 2.1
130 2.15 2.74 1.7
เฉล่ีย (87) 1.73 2.62 2.0
ทมี่ ำ : อโณชำ (2531)
เกษตรกร อำชีพอ่ืน
ฟำร์มสุกร ผลผลิต
มูลแหง้ ของเสีย มลู เหลว
ใชใ้ นฟำร์ม (มลู ปัสสำวะ มลู เหลว น้ำลำ้ งคอก) ปัสสำวะ
น้ำลำ้ งคอก
ส่วนเกิน ทสี่ ำธำรณะ
บ่อบำบดั
ขำย ถมท่ี บอ่ พกั บ่อก๊ำซชีวภำพ
กองไว้
ใส่ป๋ ยุ ฝนชะลำ้ ง แปลงพืช คูคลอง ของเหลว
พืชสวนผลไม้ ท่สี ำธำรณะ แปลงหญำ้ สำธำรณะ หลงั ทำแกส๊
บอ่ ปลำ มลภำวะ
เล้ ียงเป็ ด
ภาพที่ 12.1 แสดงกำรจดั กำร และกำจดั ของเสียในฟำร์มสุกรขนำดใหญ่
ทมี่ ำ : ผกำพรรณ (2549)
มลพษิ จากของเสียในฟาร์มสุกร
อโณชำ (2531) และผกำพรรณ (2549) กล่ำวว่ำ ของเสียจำกฟำร์มสุกรประกอบด้วยมูลแห้ง (มี
ควำมช้ืนแต่ไม่เหลว) และมูลเหลว (มูลผสมน้ำ) ปัสสำวะ และน้ำลำ้ งคอก ของเสียในฟำร์มสุกรเหล่ำน้ีจะ
สร้ำงมลพษิ ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. มลู และปัสสาวะ ในกำรขบั ถ่ำยของเสียออกจำกร่ำงกำยจะอยู่ในรูปแกส๊ ของแขง็ และของเหลว
ซ่ึงจะมีองคป์ ระกอบแตกต่ำงกนั ไป ในส่วนที่เป็นของแข็ง หรืออุจจำระประกอบดว้ ยอำหำรที่ไม่ถูกย่อย
หรือยอ่ ยไดแ้ ต่ไม่ถูกดูดซึม เช่น เยื่อใย เซลลูโลส ขนสัตว์ เน้ือเยื่อของผนงั ลำไส้ แบคทีเรีย และส่ิงขบั ถ่ำย
ของแบคทีเรียเป็นตน้ ในส่วนของเหลวคือ ปัสสำวะ เป็นของเสียที่เกิดจำกกำรยอ่ ยอำหำรที่ดูดซึมแลว้ ไม่
สำมำรถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เป็นส่วนท่ีมีมำกเกินไปของร่ำงกำยและอำจเป็นสำรพิษท่ีถูกร่ำงกำยกำจดั
ออกโดยไต ปริมำณของปัสสำวะจะแตกต่ำงกนั ตำมชนิดอำหำรท่ีกิน วิธีกำรเล้ียงดู และขนำดของสุกร ดงั
ตำรำงท่ี 12.3
ธำตุไนโตรเจน และฟอสฟอรัสท่ีเป็ นส่วนประกอบอยู่ในมูล และปัสสำวะน้ันเป็ นตวั ก่อให้เกิด
มลภำวะต่อสภำพแวดลอ้ ม ถำ้ น้ำลำ้ งคอก หรือของเหลวท่ีมีมูล และปัสสำวะปะปนออกไปเป็นจำนวนมำก
สู่แหล่งน้ำธรรมชำติ ยอ่ มทำให้เกิดผลเสียตอ่ ผูน้ ำน้ำน้นั ไปใชใ้ นกำรผลิตพืช เช่น น้ำเสียจำกฟำร์มสุกรไหล
ท่วมนำขำ้ วทำให้ตน้ ขำ้ วเฝื อใบ นอกจำกน้ำแลว้ ยงั ช่วยให้พืชน้ำเจริญเติบโตเร็ว ตอ้ งสูญเสียงบประมำณใน
กำรกำจดั พืชน้ำเพ่มิ ข้นึ กำรกองมูลสัตวไ์ วบ้ นพ้ืนดินเป็นเวลำนำนนบั ปี โดยไม่มกี ำรถมดินใหม่ พบว่ำทำให้
ธำตุโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส ไนเตรท ไนโตรเจน มปี ริมำณสูงข้ึนกว่ำดินทไี่ ม่เคยใส่ป๋ ุยใด ๆ มำกอ่ นเลยถึง
15 - 20 เท่ำ โดยเฉพำะธำตุไนโตรเจนสำมำรถซึมลงไปในดิน และมีผลต่อน้ำใตด้ ิน โดยเฉพำะช่วงฤดูฝน
พบว่ำส่วนของน้ำใต้ดินจะมีปริมำณไนโตรเจนในรูปของไนเตรท - ไนโตรเจน (NO3- N) สูงกว่ำ 10
มิลลิกรมั ต่อลิตร ทำใหม้ ีผลต่อร่ำงกำยของคนท่ีนำไปใชโ้ ดยเฉพำะในเดก็ แรกเกิด
มูลสัตวท์ ่ีตำกแห้งก่อให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจำยไปในอำกำศมีผลกระทบต่อคนในชุมชน และหลงั กำร
สะสมของมูลเหลว 85 วนั พบว่ำไขข่ องพยำธิต่ำง ๆ เช่น พยำธิปำกขอ สำมำรถมชี ีวติ รอด 70 เปอร์เซน็ ต์ ถำ้
เกิน 15 วนั ไขฟ่ ักออก 100 เปอร์เซน็ ต์ โดยเฉพำะในฤดูหนำวพยำธิสำมำรถมชี ีวิตอยู่ไดน้ ำน ดงั น้นั ควรมกี ำร
กำจดั มลู และปัสสำวะ หมน่ั ทำควำมสะอำดคอก และรำงระบำยมลู สม่ำเสมอประมำณสปั ดำหล์ ะ 2 - 3 คร้งั
2. กล่ินและแก๊ส ควำมสกปรกในโรงเรือนเล้ียงสัตวเ์ ป็นบ่อเกิดของเช้ือโรค กลิ่นเหม็น และแก๊ส
พิษต่ำง ๆ เป็นผลเสียต่อกำรเติบโตของสัตว์ และควำมเป็นอยู่ของคนในชุมชน กำรเกิดแก๊สและกล่ินส่วน
ใหญ่น้นั เน่ืองจำกกำรหมกั ยอ่ ยของจุลนิ ทรีย์ แต่ถำ้ มอี อกซิเจนอยใู่ นน้นั แลว้ โอกำสเกิดแก๊สจะมนี อ้ ยลง กำร
จดั เก็บของเสียจำกสตั วใ์ นสภำพเป็นของเหลวจะมีปัญหำเรื่องกลน่ิ มำกกว่ำกำรจดั กำรในสภำพของแข็ง และ
มีปัญหำในฤดูร้อนมำกกวำ่ ฤดูหนำว
ผลของแก๊สพิษในฟาร์มสุกร
ศรีสุวรรณ (2535) กล่ำวว่ำโดยปกติสุกรแต่ละตัวจะถ่ำยมูลออกมำเฉลี่ยวนั ละประมำณ 5 - 6
เปอร์เซ็นตข์ องน้ำหนกั ตวั มูลสุกรมีกลิ่นเหม็น และถำ้ มีกำรสะสมมำก ๆ จะเป็ นแหล่งสะสมของเช้ือโรค
ต่ำง ๆ อีกดว้ ย มีกำรศึกษำพบว่ำ คนทำงำนในฟำร์มสุกรจะมีโอกำสเป็ นโรคเก่ียวกบั ทำงเดินหำยใจเร้ือรัง
มำกกว่ำคนธรรมดำทวั่ ๆ ไป ดงั แสดงในตำรำงที่ 12.4 ดงั น้ันถำ้ ไม่มีกำรวำงแผน และจดั กำรกบั ของเสียที่
เกิดในฟำร์มสุกรให้ดีแลว้ ย่อมเกิดผลเสียต่อคนเล้ียง และตวั สุกร โดยเฉพำะแก๊สต่ำง ๆ ท่ีเกิดจำกกำร
หมกั หมมของมูลสุกรในโรงเรือน และบริเวณรอบ ๆ ฟำร์ม แก๊สพิษที่เกิดจำกกำรย่อยสลำยมูลสุกร และ
ก่อให้เกิดปั ญหำกับคนเล้ียง และสุ กรน้ัน ส่ วนใหญ่ได้แก่ แก๊สแอมโมเนี ย (Ammonia : NH3)
ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulphide : H2S) มีเทน (Methane : CH4) และแก๊สคำร์บอนไดออกไซด์
(Carbondioxide : CO2) ซ่ึงกอ่ ใหเ้ กิดผลดงั น้ี
ตารางที่ 12.4 แสดงอำกำรบำงอยำ่ งในคนทีท่ ำงำนในฟำร์มสุกร
อำกำร เปอร์เซน็ ตท์ ี่สำรวจพบ
ไอ 67
มเี สลด หรือเสมหะ 56
เจบ็ คอ 54
น้ำมูกไหล 45
น้ำตำไหล 39
ปวดหัว 37
แน่นหนำ้ อก 36
หำยใจต้ืน 30
หำยใจขดั มเี สียง 27
ปวดเมอ่ื ยกลำ้ มเน้ือ 25
ท่ีมำ : ศรีสุวรรณ (2535)
1. แก๊สแอมโมเนยี เป็นแกส๊ พษิ ท่ที ำใหอ้ ำกำศเสีย เกิดควำมระคำยเคอื ง คณุ สมบตั ิคือไม่มีสีเบำกว่ำ
อำกำศ ละลำยน้ำไดด้ ี มีกล่ินฉุน รับรู้กลิ่นไดใ้ นระดบั ควำมเขม้ ขน้ 5 ส่วนในลำ้ นส่วน(ppm.) เป็นแก๊สท่ี
ส่วนมำกเกิดจำกมูลสด พ้ืนคอกที่เป็นพ้ืนสแลท และมีกำรระบำยอำกำศดี จะมีระดบั ของแก๊สแอมโมเนีย
ประมำณ 10 - 20 ppm. โรงเรือนที่มีพ้ืนคอนกรีตทบึ มมี ลู และปัสสำวะสะสมอยบู่ นพ้ืนจะมีค่ำประมำณ 50
ppm. ถำ้ กำรระบำยอำกำศไม่ดี จะมคี วำมเขม้ ขน้ มำกกว่ำ 50 - 200 ppm. ควำมเขม้ ขน้ ที่ระดบั 7 ppm. สำมำรถ
ทำให้คนทำงำนในฟำร์มสุกรมีควำมเส่ียงต่ออนั ตรำยที่จะเกิดข้ึนกบั สุขภำพแลว้ ควำมเขม้ ขน้ ของแก๊ส
แอมโมเนีย ทร่ี ะดบั สูงสุดสำหรบั คนทำงำนในโรงเรือนสุกรเป็นเวลำ 8 ชว่ั โมงน้นั ควรมีไม่เกิน 25 ppm.
(ตำรำงที่ 12.5)
ตารางที่ 12.5 แสดงผลของแก๊สแอมโมเนียต่อคน และสุกร
ระดบั ท่ีไดร้ ับ อำกำร
ในคน
6 - 20 ppm. ตำระคำยเคือง มีปัญหำเร่ืองหำยใจ
100 ppm. ใน 1 ช่ัวโมง ระคำยเคืองพ้นื ผวิ ของเยื่อเมือก
400 ppm. ใน 1 ชว่ั โมง ทำใหต้ ำ จมูก และคอระคำยเคอื ง
700 ppm. ทำใหต้ ำ จมกู และคอระคำยเคืองทนั ทีทนั ใดที่ไดร้ ับ
5,000 ppm. ใน 40 นำที ทำให้กำรหำยใจชกั กระตกุ หำยใจไม่ออกอยำ่ งรวดเร็ว
10,000 ppm. ตำย
ในสุกร
50 ppm. ทำใหก้ ำรเจริญเติบโตลดลง สุขภำพไม่ดี หำกไดร้ ับแกส๊ น้ีเป็น
เวลำนำน ๆ จะทำให้มีโอกำสเป็นปอดบวมมำกข้นึ และโรค
ทำงเดินหำยใจอ่ืน ๆ มำกข้ึน
100 ppm. ทำใหส้ ุกรจำม น้ำลำยไหล และเบื่ออำหำร
300 ppm. ทำให้จมูก และปำกระคำยเคอื งทนั ทีหำกไดร้ บั
ท่ีมำ : ศรีสุวรรณ (2535)
2. แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นแก๊สพษิ ท่ีมอี ยูม่ ำกชนิดหน่ึง ท่ีเกิดจำกกำรย่อยสลำยของมลู สุกรใน
สภำพไม่มีอำกำศ เป็นแกส๊ ท่ีไมม่ ีสี หนกั กวำ่ อำกำศ ละลำยน้ำไดด้ ี มีกลน่ิ เหมน็ คลำ้ ยไขเ่ น่ำ จะรับรู้กล่นิ ไดท้ ี่
ระดบั ควำมเขม้ ขน้ ต่ำกว่ำ 1 ppm. โดยทวั่ ไปแลว้ ในโรงเรือนท่ีสำมำรถควบคุมสภำพแวดลอ้ มไดด้ ีจะอยู่ท่ี
ระดบั ประมำณ 5 ppm. เมอื่ ควำมเขม้ ขน้ ของแก๊สไฮโดรเจนซลั ไฟดเ์ พ่ิมข้ึน อำกำรเป็นพิษอยำ่ งเฉียบพลนั จะ
ปรำกฏให้เห็น ซ่ึงระดบั ควำมปลอดภยั ของแกส๊ ไฮโดรเจนซลั ไฟดใ์ นฟำร์มสุกรสำหรับคนทำงำน 5 วนั ต่อ
สปั ดำห์และวนั ละ 8 ชว่ั โมง คอื 10 ppm. ถำ้ มรี ะดบั ควำมเขม้ ขน้ ของแกส๊ สูงกวำ่ 50 ppm. จะตอ้ งหำ้ มคนเขำ้
ไปทำงำน (ตำรำงท่ี 12.6)
ตารางที่ 12.6 แสดงผลของแก๊สไฮโดรเจนซลั ไฟดต์ อ่ คน และสุกร
ระดบั ท่ีไดร้ ับ อำกำร
ในคน
10 ppm. ทำให้ตำระคำยเคอื ง
20 ppm. มำกกว่ำ 20 เท่ำ ทำใหต้ ำ จมูก และคอระคำยเคอื ง
50 - 100 ppm. ทำใหอ้ ำเจียน คลนื่ ไส้ ทอ้ งเสีย
200 ppm. ในเวลำ 1 ชวั่ โมง ทำใหห้ นำ้ มืด ตำลำย ระบบประสำทถกู กดเป็นปอดบวมเพม่ิ ข้นึ
ทำใหค้ ลนื่ ไส้ ตื่นเตน้ ควบคุมสติไม่ได้
500 ppm. ในเวลำ 30 นำที ทำใหต้ ำยอยำ่ งรวดเร็ว
ในสุกร
20 ppm. ไดร้ บั ติดต่อกนั อยำ่ ง กลวั แสงสวำ่ ง ไมก่ ินอำหำร เป็นโรคประสำท
ตอ่ เน่ือง
200 ppm. มนี ้ำในปอด ทำให้หำยใจยำก ควบคมุ สติไม่ได้ และตำย
ที่มำ : ศรีสุวรรณ (2535)
3. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นแก๊สท่เี กิดจำกกำรหำยใจของสตั ว์ เป็นแก๊สไมม่ กี ลน่ิ และไม่มีรส
หนกั กวำ่ อำกำศ ละลำยน้ำได้ เป็นแกส๊ ท่ีใชท้ ำให้สลบ ปกตใิ นอำกำศมีประมำณ 0.03 เปอร์เซน็ ต์ (300 ppm.)
โดยทวั่ ไปโรงเรือนท่มี ีกำรระบำยอำกำศดีจะมีควำมเขม้ ขน้ ของแกส๊ น้ี ในระดบั 1,000 - 10,000 ppm. และถำ้
ควำมเข้มข้นอยู่ที่ระดบั 40,000 ppm. จะทำให้สัตวห์ ำยใจเร็ว และลึกกว่ำปกติ ถ้ำหำกมีมำกเกินระดบั
400,000 ppm. จะทำให้สัตวต์ ื่นตกใจ ต่อมำจะเดินโซเซ โคม่ำและตำยในท่ีสุด ระดบั ควำมเขม้ ขน้ สูงสุดที่
ปลอดภยั สำหรับคนงำนคอื 5,000 ppm. (ตำรำงที่ 12.7)
4. แก๊สมีเทน เกิดข้ึนตำมธรรมชำติระหว่ำงกำรย่อยสลำยของมูลสุกร โดยทว่ั ไปจะมีอยปู่ ระมำณ
50 - 70 เปอร์เซน็ ต์ ตำมสภำวะของสภำพแวดลอ้ ม เป็นแก๊สไมม่ สี ี และกล่ิน ละลำยน้ำไดเ้ ล็กนอ้ ย เป็นแก๊สท่ี
ติดไฟเมื่อรวมกบั อำกำศ และที่ควำมเขม้ ขน้ 5 - 15 เปอร์เซ็นตก์ ็จะระเบิดได้ โดยปกติแลว้ แก๊สมีเทนจะไม่
เป็นพิษ เมื่อมคี วำมเขม้ ขน้ สูงจะทำให้ปวดหวั และหำยใจไม่ออก เนื่องจำกมนั จะไปลดออกซิเจนในอำกำศ
ใหต้ ่ำกวำ่ ระดบั ทีจ่ ะใชใ้ นกำรดำรงชีพของสตั ว์ ทำใหส้ ลบได้
ตารางท่ี 12.7 แสดงผลของแก๊สคำร์บอนไดออกไซดต์ อ่ คนและสุกร ทม่ี ำ : ศรีสุวรรณ (2535)
ระดบั ที่ไดร้ ับ อำกำร
ในคน
60,000 ppm. เป็นเวลำ 30 นำที หำยใจหนกั เซ่ืองซึม ปวดหวั
100,000 ppm. (10 %) และสูงกวำ่ น้ี ทำใหห้ ลบั หรือซึม ตำลำย คุมสติไม่ได้
250,000 ppm. (25 %) และสูงกวำ่ น้ี ทำใหต้ ำย
ในสุกร
40,000 ppm. ต่อเน่ือง เพิ่มอตั รำกำรหำยใจ
90,000 ppm. อยอู่ ยำ่ งไมส่ ุขสบำย
200,000 ppm. (20 %) สุกรขนุ ไม่สำมำรถทจ่ี ะทำไดม้ ำกกว่ำ 1 ชวั่ โมง
การจัดการฟาร์มเพอ่ื แก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อม
สมชยั (2544) กล่ำวว่ำ ถำ้ ผูเ้ ล้ียงไม่สำมำรถที่จะกำจดั ของเสียจำกฟำร์มสุกรได้ จะทำให้เกิดปัญหำ
ต่ำง ๆ ข้ึนมำ ดงั น้ันกำรนำระบบกำรจดั กำร หรือกำรบำบดั มลพิษเพ่ือกำรป้องกนั ไม่ให้เกิดปัญหำน้นั เป็ น
วธิ ีกำรหน่ึงท่ีมีประสิทธิภำพ โดยมีแนวกำรปฏิบตั ิดงั น้ี
1. การลดของเสียให้น้อยท่ีสุด เป็ นวิธีกำรกำจดั มลพิษไดด้ ีท่ีสุดวิธีหน่ึง โดยผูเ้ ล้ียงไม่ตอ้ งเข้ำมำ
ลงทุนหำมำตรกำรแกป้ ัญหำทหี ลงั สำมำรถทำได้ 2 วธิ ี ดงั น้ี
1.1 กำรลดของเสียที่แหล่งกำเนิด โดยกำรเปลีย่ นแปลงผลิตผล และควบคมุ วิธีกำรผลติ ดงั น้ี
1.1.1 กำรเปลี่ยนแปลงผลิตผล เช่น กำรเลือกสำยพันธุ์สุกรท่ีมีกำรเติบโตเร็ว มี
ประสิทธิภำพกำรใช้อำหำรดี ให้เน้ือแดงมำก ไขมนั ต่ำ เปลี่ยนแปลงใช้สูตรอำหำรที่เหมำะสมกบั สำยพนั ธุ์
สุกรที่เล้ียง ลดระดบั โปรตีนในอำหำรให้ต่ำลง เพ่ิมส่วนประกอบของคำร์โบไฮเดรทท่ีไม่ใช่แป้งจะช่วยลด
กำรขบั ถำ่ ยโภชนะ เช่น ธำตุไนโตรเจนท่ีเป็นตวั สร้ำงปัญหำกบั สิ่งแวดลอ้ มลง
1.1.2 กำรควบคมุ กำรผลิต ทำไดด้ งั น้ีคอื
- การควบคุมวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเลือกใช้วตั ถุดิบอำหำรสัตว์ที่มีคุณภำพมีกำร
ตรวจสอบกำรปลอมปนของวตั ถุดิบอำหำรสัตว์ และมีผลในกำรลดควำมเขม้ ของสำรพิษ มีกำรใช้น้ำที่มี
คณุ ภำพใหส้ ุกรด่ืม
- การปรับปรุงเทคโนโลยกี ารผลิต เช่น ปรับปรุงโรงเรือนเล้ยี งสุกรให้มคี วำม
เหมำะสม อำกำศถ่ำยเทดี กำรให้อำหำรท่มี รี ะดบั โปรตนี เหมำะสมกบั ขนำด และพนั ธุส์ ุกรท่ีเล้ยี ง มีกำรใช้
สำรเสริมทเ่ี ป็นประโยชน์ตอ่ กำรเจริญเตบิ โต และช่วยลดควำมเขม้ ขน้ ของสำรพิ และของเสีย เช่น โปรไบโอ
ตกิ ส์
- กำรปรับปรุงกระบวนกำรดำเนินกำร ไดแ้ ก่ กำรมีระบบตรวจสอบกำรรั่วไหล
ของน้ำ มีระบบซ่อมบำรุง ระบบกำรเก็บ และขนส่งอำหำรทลี่ ดกำรสูญเสียอำหำรจำกกำร
ตกหลน่ และมกี ำรใชน้ ้ำทำควำมสะอำดโรงเรือนอยำ่ งมปี ระสิทธิภำพ ใชท้ รัพยำกรอยำ่ งประหยดั
1.2 กำรใชซ้ ้ำ หรือกำรหมนุ เวยี นกลบั มำใชใ้ หม่ ของเสียจำกฟำร์มท่นี ำไปใชป้ ระโยชนโ์ ดยไม่
มีกำรเปลีย่ นแปลงรูป หรือผ่ำนกำรบำบดั เรำจดั เป็นกำรใชซ้ ้ำ เช่น กำรใชม้ ลู สุกรเล้ียงปลำ หรือเป็นป๋ ุย เป็น
ตน้ แต่ถำ้ มีกำรเปล่ียนแปลงรูปในกำรนำไปใชป้ ระโยชน์จะถือเป็นกำรใชห้ มุนเวียน เช่น กำรนำมูลสุกรท่ี
ผ่ำนกำรหมกั จำกจำกบอ่ แก๊สชีวภำพไปเป็นวตั ถุดิบอำหำรสตั ว์
ของเสียจำกฟำร์มเล้ียงสุกรสำมำรถนำกลบั มำใช้ใหม่ได้ เช่น มูลสุกร และน้ำเสียจำกฟำร์ม
สำมำรถใชเ้ ป็นสำรปรับปรุงดิน หรือใชเ้ ล้ียงปลำโดยไมต่ อ้ งบำบดั กอ่ น เช่นเดียวกบั อำหำรเก่ำหรืออำหำรตก
หล่นสำมำรถนำไปใชเ้ ล้ียงสตั วไ์ ด้
โดยหลกั กำรของกำรป้องกนั มลพิษแลว้ กำรนำของเสียจำกฟำร์มไปใชป้ ระโยชนโ์ ดยกำรใชซ้ ้ำ
หรือใชห้ มุนเวยี นจดั วำ่ เป็นแนวทำงกำรจดั กำรของเสียทม่ี ปี ระสิทธิภำพสูงสุด เนื่องจำกเป็นวธิ ีกำรกำจดั ของ
เสีย โดยไมต่ อ้ งบำบดั หรือเป็นกำรลดปริมำณของของเสียให้นอ้ ยทีส่ ุดช่วยประหยดั คำ่ ใชจ้ ำ่ ยในกำรบำบดั
กำรลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด มีประโยชน์อยำ่ งมำกโดยช่วยลดปัญหำมลพิษ ช่วยอนุรักษ์
ส่ิงแวดลอ้ ม ประหยดั ทรัพยำกร ประหยดั ตน้ ทุนในกำรบำบดั ของเสีย เพิ่มคุณภำพ และประสิทธิภำพกำร
ผลิต ช่วยสร้ำงภำพพจน์ท่ีดีต่อสำธำรณชน สำมำรถอย่รู ่วมกบั ชุมชนได้ ตลอดจนเป็นทำงหน่ึงในกำรสร้ำง
ควำมมนั่ คงใหก้ บั ธุรกิจในระยะยำว (นิรนำม, 2545)
2. การบาบัดของเสีย เป็นกำรบำบดั น้ำเสียจำกฟำร์มสุกรก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสำธำรณะ
หรือออกสู่ส่ิงแวดลอ้ ม กำรบำบดั น้ำเสียมีอยหู่ ลำยวิธี ท้งั น้ีจะเลือกวิธีใดน้นั ให้พิจำรณำควำมพร้อมของ
ฟำร์ม ท้งั ดำ้ นเงินทุน พ้ืนที่ บุคลำกร และค่ำใชจ้ ่ำยอ่ืน ๆ เพื่อท่ีจะสำมำรถถึงจุดคุม้ ทุนไดใ้ นระยะเวลำอนั
ใกล้ วธิ ีกำรบำบดั น้ำเสียจำกฟำร์มสุกร มดี งั น้ี
2.1 ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย เป็ นระบบกำรบำบัดของเสียจำกฟำร์มสุกรทำงชีวภำพ อำศัย
หลกั กำรยอ่ ยสลำยสำรอินทรียวตั ถุในน้ำเสียโดยจุลินทรียต์ ำมธรรมชำติ ซ่ึงปกติฟำร์มสุกรจะมีบ่อน้ำท้งิ ที่
สำมำรถพฒั นำเป็นระบบบอ่ บำบดั น้ำเสียท่มี ีประสิทธิภำพได้ น้ำเสียทอี่ อกจำกกำรบำบดั แลว้ นำไปเป็นป๋ ุย
น้ำในแปลงเพำะปลูกได้ หรือนำกลบั มำใช้ใหม่ในฟำร์มได้ เช่น ระบบบ่อบำบดั น้ำเสียของกรมปศุสัตว์
(2545) ซ่ึงดำเนินงำนตำมโครงกำรพฒั นำระบบกำรจดั กำรฟำร์มสุกรที่เหมำะสม เพ่ือแกไ้ ขมลภำวะจำก
ฟำร์มปศุสตั ว์ สำหรบั ฟำร์มสุกรขนำดกลำง และขนำดเล็กทีป่ รับระบบให้มีประสิทธิภำพ โดยเนน้ ทน่ี ้ำท้ิงท่ี
ออกมำจำกระบบตอ้ งอยใู่ นเกณฑม์ ำตรฐำนของน้ำทิ้งจำกฟำร์ม ของกระทรวงวิทยำศำสตร์เทคโนโลยีและ
สิ่งแวดลอ้ ม มีท้งั หมด 4 แบบ ดงั น้ี
แบบท่ี 1 สำหรับสุกรขนุ ไมเ่ กิน 250 ตวั ใชพ้ ้ืนท่ี 50 ตำรำงเมตร (0.03 ไร่) ประกอบดว้ ย
บอ่ ตกตะกอน บอ่ เกรอะ ถงั กรองไร้อำกำศ และบ่อบม่
แบบท่ี 2 สำหรบั สุกรขุนไม่เกิน 500 ตวั ใชพ้ ้ืนท่ี 1,000 ตำรำงเมตร (0.62 ไร่)
ประกอบดว้ ย บอ่ หมกั บ่อก่ึงหมกั และบอ่ บ่ม
แบบที่ 3 สำหรับสุกรขุนไม่เกิน 500 ตวั ใชพ้ ้ืนที่ 100 ตำรำงเมตร (0.06 ไร่) ประกอบดว้ ย
บอ่ ตกตะกอน บอ่ เกรอะ ถงั กรองไร้อำกำศ และบอ่ บ่ม
แบบที่ 4 สำหรบั สุกรขนุ ไม่เกิน 2,000 ตวั ใชพ้ ้ืนท่ี 2,200 ตำรำงเมตร (1.38 ไร่)
ประกอบดว้ ย บอ่ หมกั บอ่ ก่ึงหมกั และบอ่ บ่ม
ระบบดงั กล่ำวน้ีดูแลง่ำย เกษตรกรที่มีบ่อน้ำท้ิงอยู่แลว้ สำมำรถสร้ำงเพ่ิมเติมใชไ้ ด้ แต่มี
ขอ้ จำกดั เร่ืองพ้ืนท่ี เพรำะบำงแบบใชพ้ ้นื ทีม่ ำก ดงั ในภำพที่ 12.2
2.2 ระบบแกส๊ ชีวภำพ (Biogas digester) สมชยั (2543) กล่ำววำ่ เป็นระบบท่นี ำมำใชบ้ ำบดั ของ
เสียจำกฟำร์มปศุสัตวน์ ำนกว่ำ 100 ปี แลว้ ประเทศไทยไดน้ ำระบบแก๊สชีวภำพเขำ้ มำใช้ประโยชน์ปี พ.ศ.
2500 ระบบแกส๊ ชีวภำพอำศยั หลกั กำรยอ่ ยสลำยอนิ ทรียวตั ถุ ในสภำพไร้ออกซิเจน (Anaerobic digester) วิธี
น้ีนำไปใชป้ ระโยชน์กนั ทว่ั โลก โดยเฉพำะกบั ประเทศเขตร้อนซ่ึงจะมอี ณุ หภูมิท่ีเหมำะสมตอ่ กำรเจริญของ
จุลินทรียช์ ่วยหมกั และระบบแก๊สชีวภำพช่วยแกป้ ัญหำเร่ืองกล่ินไดด้ ว้ ย แก๊สชีวภำพเป็ นแก๊สที่เกิดข้นึ ตำม
ธรรมชำติ จำกกำรย่อยสลำยสำรอินทรียวตั ถภุ ำยใตส้ ภำวะที่ปรำศจำกออกซิเจน แก๊สชีวภำพประกอบดว้ ย
แก๊สหลำยชนิดส่วนใหญ่เป็นแก๊สมเี ทน (CH4) 50 - 70 เปอร์เซ็นต์ แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 30 - 50
เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็ นแก๊สอนื่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน (H2) ออกซิเจน (O2) ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ (H2S) และ
ไนโตรเจน (N2) รวมกนั ประมำณ 1 เปอร์เซน็ ต์
2.2.1 ปัจจยั ท่เี ก่ียวขอ้ งกบั กำรเกิดแกส๊ ชีวภำพ
1) ปริมำณสำรอำหำรตอ้ งมเี พียงพอ
2) ปริมำณมูลสตั วต์ ่อวนั ตอ้ งเหมำะสม หำกเติมมำกเกินไป ผลผลติ แกส๊ จะลดลง หรือ
อำจจะไมเ่ กิดเลยเน่ืองจำกแบคทเี รียตอ้ งกำรเวลำในกำรยอ่ ยสลำย มูลของสตั วแ์ ตล่ ะชนิดจะใหผ้ ลผลิตแก๊สท่ี
แตกต่ำงกนั ดงั ในตำรำงที่ 12.8
3) เวลำในกำรยอ่ ยสลำยทเ่ี หมำะสมที่สุดอยรู่ ะหวำ่ ง 60 - 80 วนั
4) ควำมเป็นกรด - ด่ำงทีเ่ หมำะสม ควรอยรู่ ะหวำ่ ง 7 - 8.5 ถำ้ ต่ำกว่ำน้ีแบคทีเรียจะหยดุ
ทำงำน (ไม่เกิดแก๊ส)
แบบที่1 1
แบบที่ 2
และ 4
แบบที่ 3
ภาพท่ี 12.2 แสดงแบบแปลนระบบบำบดั น้ำเสียของกรมปศุสัตวท์ มี่ ำ : กรมปศุสัตว์ (2545)
ตารางที่ 12.8 แสดงปริมำณแกส๊ ชีวภำพท่ีผลติ ไดจ้ ำกมลู สตั วช์ นิดต่ำง ๆ
มลู สด ผลผลิตแกส๊ ผลผลติ แก๊ส
(ลติ ร / กก. (ลติ ร / กก.
ชนิดสัตว์ / จำนวน % TS % VS มูลสด)
(Total Solids) (Volatile ของ
Solids) สำรอนิ ทรียใ์ น
มูลสัตว)์
โคนม (350 กก.) 1 ตวั 16 13 250 32
สุกร (100 กก.) 2 - 3 ตวั 16 12 450 54
แพะ, แกะ (60 กก.) 11 - 12 ตวั 30 20 200 40
ไกไ่ ข่ (2 กก.) 97 - 98 ตวั 25 17 460 78
ทม่ี ำ : สมชยั (2543)
2.2.2 บอ่ แก๊สชีวภำพ หมำยถงึ บอ่ สำหรับหมกั อนิ ทรียสำรต่ำง ๆ เช่น มูลสตั ว์ เศษพืช เศษ
ซำกสัตวฯ์ ลฯ ในสภำพท่ีไม่มีอำกำศ มีส่วนประกอบทเ่ี ช่ือมถึงกนั 3 ส่วน คือ
1) บ่อเติมมูลสัตว์ (Mixing chamber) ทำหนำ้ ที่ในกำรผสมมูลสัตวก์ บั น้ำกอ่ นที่จะเตมิ
ลงไปในบอ่ หมกั
2) บ่อหมกั (Digester chamber) ทำหน้ำท่ีรับมูลสัตว์กบั น้ำจำกบ่อเติมมำหมกั ให้เกิด
แก๊สมีเทน และอื่น ๆ แก๊สท่ีเกิดข้ึนจะผลกั ดนั ให้มูลสัตว์ และน้ำท่ีอย่ดู ำ้ นลำ่ งของบ่อหมกั ไหลไปอย่ใู นบ่อ
ลน้
3) บ่อลน้ (Expansion chamber) ทำหนำ้ ท่ีในกำรรับมูลสัตว์ และน้ำที่ถูกแก๊สดนั จำก
บ่อหมกั มำเก็บไวท้ ่ีบอ่ ลน้ ซ่ึงมูลสัตว์ และน้ำทีบ่ อ่ ลน้ น้ีจะยอ้ นกลบั เขำ้ ไปในบ่อหมกั อกี เพอื่ ผลกั ดนั ให้แก๊ส
ไหลออกไปได้ เม่ือมีกำรเปิ ดนำแก๊สไปใช้ และเม่ือมูลสัตวม์ ีปริมำณมำกเกินกว่ำปริมำตรของบ่อลน้ ก็จะ
ระบำยมูลสตั วอ์ อกไป
ลกั ษณะกำรทำงำนเม่ือเกิดแก๊สข้ึนมำแลว้ แก๊สจะผลกั ดนั ให้มูลสัตว์ และน้ำท่ีดำ้ นล่ำงของบอ่
หมกั ทะลกั ข้นึ ไปเก็บไวท้ ี่บอ่ ลน้ เม่ือเปิ ดแกส๊ ไปใช้ น้ำในบอ่ ลน้ ก็จะไหลยอ้ นกลบั เขำ้ บ่อหมกั อีก และจะไป
ผลกั ดนั แกส๊ ให้ออกไปใชไ้ ดอ้ ีก เรียกว่ำ ระบบไดนำมิค
สถำนท่ีสร้ำงบ่อเติมมูลสัตว์ ควรอยู่ห่ำงจำกคอกสัตว์ไม่เกิน 5 เมตร และบ่อหมกั ตอ้ งอยู่
กลำงแจง้ ไมค่ วรอยตู่ ดิ กบั บ่อน้ำดื่มน้ำใช้ หรือแหลง่ น้ำสำธำรณะ เพรำะกำกมูลสัตวท์ ร่ี ะบำยออกจำกบ่อลน้
บำงส่วน อำจจะซึมลงไปในแหล่งน้ำได้ พ้ืนท่ที จ่ี ะทำกำรกอ่ สร้ำงบอ่ แก๊สชีวภำพควรมีควำมลำดเท ไม่ควร
อยใู่ นทีล่ ุม่ ทน่ี ้ำท่วมถึง
กรมส่งเสริมกำรเกษตร (2536) ไดแ้ นะนำชนิด และจำนวนสัตวท์ ่ีเหมำะสมกบั ขนำดของบ่อ
แกส๊ ชีวภำพ ดงั ตำรำงท่ี 12.9
ตารางท่ี 12.9 แสดงชนิด และจำนวนสตั วท์ ีเ่ หมำะสมกบั ขนำดของบอ่ แกส๊ ชีวภำพ
ขนำดบอ่ (ลบ.ม.) 8 12 16 30 50 100
ชนิดสัตว์ (ตวั ) (32 ตร. (57 ตร. (200 ตร. (556 ตร.
(1,150 ตร.
ม.) ม.) ม.) ม.) ม.)
โคนม 3 5 7 17 28 56
โคเน้ือ, กระบือ 6 12 18 31 52 104
สุกรแมพ่ นั ธุ์ 15 25 38 83 139 278
สุกรขนุ - 55 74 140 230 460
เป็ด, ไก่ - 2,200 2,960 5,600 9,200 18,400
ที่มำ : กรมส่งเสริมกำรเกษตร (2536)
2.2.3 แบบของระบบแก๊สชีวภำพท่เี หมำะสมในประเทศไทย
กรมส่งเสริมกำรเกษตร (2536) และสมชยั (2543) กล่ำวถึงแบบของระบบแก๊สชีวภำพที่
เหมำะสมในประเทศไทย มีดงั น้ี
1) แบบยอดโดม (Fixed dome digester) เหมำะสำหรับฟำร์มสุกรขนำดเล็ก และขนำด
กลำง ใชพ้ ้ืนทีน่ อ้ ย ลงทนุ ไม่สูงนกั มีขนำดเลก็ ให้ผลผลิตแก๊สชีวภำพในปริมำณทีเ่ พยี งพอสำหรบั กำรหุงตม้
ให้แสงสว่ำง และให้ป๋ ยุ อินทรียส์ ำหรบั ใชใ้ นครัวเรือน ท่นี ิยมมีอย2ู่ แบบ คอื แบบยอดโดมของจีน (Chinese
Fixed dome digester) และแบบยอดโดมคำร์มำเทค (Camartec Fixed dome digester) ซ่ึงแบบน้ีทำงกรม
ส่งเสริมกำรเกษตร ไดส้ ่งเสริมให้เกษตรกรจดั สร้ำงมีอยหู่ ลำยขนำดต้งั แต่ 8 - 100 คิว (ลูกบำศกเ์ มตร) และ
แบบยอดโดมคำร์มำเทคน้ี สำมำรถนำไปใชก้ บั ฟำร์มขนำดใหญ่ท่ไี มไ่ ดม้ กี ำรวำงแผนระบำยของเสียไว้ หรือ
ลกั ษณะของพ้ืนท่ีไม่เหมำะสมต่อกำรนำของเสียไปรวมกนั เขำ้ สู่ระบบบำบดั ร่วมกนั น้ำเสียทอ่ี อกจำกระบบ
น้ีไม่อยใู่ นเกณฑม์ ำตรฐำน (ผ่ำนกำรบำบดั แลว้ ดีข้ึน 60 เปอร์เซ็นต)์ แต่สำมำรถปรับคณุ ภำพน้ำเสียดงั กล่ำว
ใหอ้ ยใู่ นเกณฑม์ ำตรฐำนน้ำทง้ิ ได้ ใชก้ ำรบำบดั ข้นั หลงั โดยผำ่ นบอ่ พกั น้ำ 2 บ่อ ใชอ้ เี อ็ม หรือติดต้งั ลำนตำก
กำกซ่ึงจะเป็นส่วนท่ีรองรับมูล และน้ำเสียจำกบอ่ ลน้ ซ่ึงมูลจะนำไปเป็ นป๋ ุย ส่วนของเหลว หรือน้ำเสียจะมี
คุณภำพดีข้นึ (ภำพท่ี 12.4 ก และ 12.4 ข)
2) แบบถุงพลำสติก (Flexible bag digester) ลกั ษณะเป็นถุงพลำสติกรูปทรงกลมยำว
วำงในบ่อดิน (นิยมใช้พลำสติกท่ีเรียกว่ำ red mud plastic และพลำสติกพีวีซี) ถุงพลำสติกยืดหยุน่ ได้ จะทำ
หนำ้ ที่เป็นท้งั บ่อหมกั และทเี่ กบ็ แกส๊ ตน้ ทนุ ก่อสร้ำงต่ำ และเคลื่อนยำ้ ยได้ แตข่ อ้ เสียคือ กำกตะกอนท่สี ะสม
ภำยในถงุ พลำสตกิ ทำใหพ้ ้ืนที่ในกำรหมกั ลดนอ้ ยลง (ภำพที่ 12.4 ค)
3) แบบพลำสตกิ คลมุ บ่อเก็บมลู (Covered lagoon) เป็นกำรใชพ้ ลำสติกคลมุ บ่อเก็บมูล
เพ่ือรวบรวมแก๊ส ระบบน้ีมีควำมเหมำะสมกบั ฟำร์มทีม่ ีบ่อเก็บมูลอยู่แลว้ ใชเ้ วลำในกำรกกั เก็บท่ีเหมำะสม
อยรู่ ะหว่ำง 40 - 60 วนั
4) แบบปลก๊ั โฟล์ (Plug flow) ใชบ้ ่อดินเป็นบอ่ หมกั เพอื่ ลดตน้ ทุนกำรผลิตและสร้ำงคู
คอนกรีตรอบบ่อ เพ่ือใชย้ ดึ พลำสตกิ เก็บแก๊ส เหมำะสมกบั ฟำร์มที่มพี ้ืนดินทย่ี ึดตวั กนั ดี นิยมใชก้ บั ฟำร์มปศุ
สตั วท์ ว่ั ไป (ภำพที่ 12.3)
ภาพที่ 12.3 แสดงแบบแปลนระบบแกส๊ ชีวภำพแบบปลกั๊ โฟลบ์ อ่ ดิน
ทีม่ ำ : สมชยั (2543)
(ก)
(ข)
(ค)
ภาพท่ี 12.4 แสดงแบบแปลนระบบแก๊สชีวภำพ แบบต่ำง ๆ ทีม่ ำ : สมชยั (2543)
(ก) = แบบยอดโดมของจีน
(ข) = แบบยอดโดมคำมำร์เทค
(ค) = แบบถงุ พลำสติก
2.2.4 กำรใชป้ ระโยชน์จำกผลผลติ ของระบบแก๊สชีวภำพ (ภำพท่ี 12.5)
1) แก๊สชีวภำพ นำมำใชป้ ระโยชน์ได้หลำกหลำย เช่น หุงตม้ ให้แสงสว่ำง ใชก้ บั เครื่องทำ
ควำมเยน็ เครื่องกกลูกสุกร เคร่ืองบดอำหำรสตั ว์ เคร่ืองผสมอำหำรสตั ว์ ฉุดเครื่องป๊ัมน้ำและฉุดไดนำโมผลิต
กระแสไฟฟ้ำ เป็ นตน้ แก๊สชีวภำพ 1 คิว เทียบเท่ำ หรือทดแทนพลังงำนของแก๊สหุงต้ม LPG ได้ 0.46
กิโลกรมั น้ำมนั เบนซินได้ 0.60 ลติ ร น้ำมนั เตำเกรด A ได้ 0.55 ลิตร และพลงั งำนไฟฟ้ำได้ 1.2 กิโลวตั ต์ ต่อ
ชวั่ โมง
2) ป๋ ุยชีวภำพ (Biofertilizer) กำกมูลหมกั สำมำรถนำไปใช้เป็นป๋ ุยชีวภำพ ซ่ึงเป็นท้งั แหล่งของ
สำรอำหำรสำหรับพืช และเป็นสำรปรับปรุงดิน (soil conditioner) กำกมูลหมกั มีคณุ สมบตั ิเป็นป๋ ุยไดด้ ีกว่ำ
มูลสัตว์ท่ีไม่ไดผ้ ่ำนกำรหมกั ดว้ ยระบบแก๊สชีวภำพ เนื่องจำกในขบวนกำรย่อยสลำยอินทรียวัตถุของ
จุลินทรีย์ (anaerobic digestion) น้นั ธำตุคำร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนจะถูกนำไปใช้ผลิตแก๊สมีเทน
(CH4) ขณะที่ธำตุอำหำรหลกั ของพืช N, P และ K ยงั คงอยู่ในปริมำณเดิม นอกจำกน้ีผลผลิตของจุลินทรีย์
เช่น ไวตำมิน ฮอร์โมนพืช และอินทรียวตั ถุท่ีถกู ย่อยสลำยแลว้ จะเป็นประโยชน์กบั พืชโดยตรง ควำมร้อน
จำกกำรหมกั ของจลุ นิ ทรีย์ ในบ่อหมกั ยงั ช่วยทำลำยจุลนิ ทรียท์ เี่ ป็นเช้ือโรค และไขพ่ ยำธิ รวมท้งั ทำลำยวชั พืช
บำงส่วน และกำรยอ่ ยสลำยอินทรียวตั ถทุ ี่สมบูรณ์ ทำให้กำกมูลหมกั ไม่มีกลนิ่ เหม็น และไม่ดึงดูดแมลงวนั
ใหไ้ ปวำงไข่
3) ป๋ ุยน้ำ (Liquid manure) ไดแ้ ก่ ส่วนของน้ำมูลหมกั (digested slurry) และน้ำหมกั ส่วนข้น
(concentrated liquid) ประกอบดว้ ย อินทรียวตั ถุที่ถูกย่อยสลำยแล้ว เซลล์และผลผลิตของจุลินทรีย์ และ
อนิ ทรียวตั ถุ (เถำ้ ) กำรใชป้ ระโยชน์โดยกำรนำไปพน่ ลงในแปลงปลกู พชื แลว้ ไถกลบ
4) Bio-fertigation เป็นวธิ ีกำรใหส้ ำรอำหำรชีวภำพในปริมำณนอ้ ย ๆ ไปพร้อมกบั กำรให้น้ำแก่
พชื พืชจะไดร้ บั สำรอำหำรตลอดเวลำ ผลิตผลทน่ี ำมำใชค้ ือ น้ำหมกั ส่วนใส (diluted liquid) ซ่ึงเป็นส่วนท่ีมี
อินทรียวตั ถุท่ถี กู ยอ่ ยสลำยแลว้ ในปริมำณนอ้ ย มคี ำ่ BOD ไดไ้ มเ่ กิน 100 มลิ ลกิ รมั ตอ่ ลิตร (ทำงปฏิบตั ิใช้พืช
น้ำ เช่น จอก แหน ปลำหำงนกยงู เป็นตวั บ่งช้ีว่ำสำมำรถเจริญเติบโตในน้ำได้ แสดงว่ำน้ำน้ันสำมำรถใช้
เป็นไบโอเฟอติเกชนั่ ได)้
5) อำหำรสัตว์ มีกำรทดลองวิจยั ใช้มูลสุกรที่ผ่ำนขบวนกำรหมกั ระบบไบโอแก๊สมำใช้เป็ น
วตั ถุดิบผสมอำหำรเล้ียงสัตวเ์ พื่อลดต้นทุนกำรผลิต เน่ืองจำกในมูลหมกั น้ียงั มีโปรตีนประมำณ 11 - 31
เปอร์เซ็นต์ และมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่จำเป็ นอยู่ครบ จำกผลกำรทดลองของศูนย์วิจัยและ
ฝึ กอบรมกำรเล้ียงสุกรแห่งชำติ มหำวิทยำลยั เกษตรศำสตร์ (พ.ศ. 2538) พบว่ำสำมำรถนำกำกมลู สุกรหมกั
มำใช้เป็ นส่วนผสมในอำหำรสุกรรุ่น (น้ำหนัก 20 - 60 กิโลกรัม) ไดส้ ูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และสุกรขุน
(น้ำหนกั 61 - 90 กิโลกรมั ) ไดส้ ูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์
6) กำรเล้ียงปลำ กำรใชม้ ูลสุกรเล้ยี งปลำ เป็นวิธีกำรท่ีไดป้ ฏบิ ตั ิกนั ในประเทศไทยมำนำน
แลว้ ผลิตผลจำกระบบไบโอแกส๊ ท่ีนำไปใชเ้ ล้ียงปลำ ไดแ้ ก่ น้ำมูลหมกั (Digester slurry) และกำกมลู หมกั
(Digester sludge) ใช้เป็นอำหำรปลำโดยตรง หรือทำให้แพลงตอนสัตว์ และแพลงตอนพืชเจริญเติบโตเป็น
อำหำรปลำ
ไบโอแกส๊ ผลติ กระแสไฟฟ้ำ
หุงตม้
Biogas แสงสวำ่ ง
ระบบไบโอแก๊ส
Biogas Digester
ป๋ ยุ น้ำ น้ำมูลหมกั กำกมูลหมกั ป๋ ยุ ชีวภำพ
เล้ยี งปลำ วตั ถดุ บิ อำหำรสัตว์
Digested Slurry Digested Sludge เล้ยี งปลำ
ป๋ ุยน้ำ น้ำหมกั น้ำหมกั ส่วนขน้ ป๋ ยุ น้ำ
เล้ยี งปลำ เล้ยี งปลำ
Digested Liquid Concentrated Liquid
น้ำหมกั ส่วนใส ไบโอเฟอตเิ กชน่ั
Diluted Liquid
ภาพท่ี 12.5 แสดงผลติ ผลจำกระบบแกส๊ ชีวภำพทีส่ ำมำรถนำไปใชป้ ระโยชน์ท่มี ำ : สมชยั (2543)
แบบฝึ กหดั บทท่ี 9
จงตอบคำถำมตอ่ ไปน้ีใหถ้ ูกตอ้ ง
1. ปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กำรเกิดแก๊สชีวภำพ มีปัจจยั ใดบำ้ ง
2. แก๊สพษิ ทเ่ี กิดจำกกำรเล้ียงปศุสตั ว์ มแี ก๊สใดบำ้ ง
3. ของเสียจำกฟำร์มสุกร มคี วำมสำคญั อยำ่ งไรบำ้ งต่อสภำพแวดลอ้ ม และชุมชน
4. กำรแกไ้ ขปัญหำของเสียในฟำร์มสุกร มีหลกั กำรหรือข้นั ตอนทีส่ ำคญั อยำ่ งไร
5. ระบบแก๊สชีวภำพ มีผลดำ้ นพลงั งำนอยำ่ งไรบำ้ ง
แนวตอบแบบฝึ กหัดบทที่ 9
1. ปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กำรเกิดแก๊สชีวภำพ มดี งั น้ี
1.1 ปริมำณสำรอำหำร
1.2 ปริมำณมลู สัตวท์ ่เี ติมตอ่ วนั
1.3 เวลำในกำรยอ่ ยสลำย
1.4 ควำมเป็นกรด - ด่ำง
2. แกส๊ พษิ ท่เี กิดจำกกำรเล้ียงปศสุ ตั ว์ มีดงั น้ี
แก๊สแอมโมเนีย ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ คำร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สมีเทน
3. ของเสียจำกฟำร์มสุกรมีธำตุไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เมื่อลงสู่แหล่งน้ำธรรมชำติย่อม
ส่งผลเสียหำยต่อผู้นำน้ำน้ันไปใช้ในกำรผลิตพืช หรือทำให้แม่น้ ำลำคลองเกิดน้ ำเน่ำ
เสีย ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ และกำรใช้ประโยชน์ของมนุษย์นอกจำกน้ียังมีปัญหำ
ดำ้ นกลิน่ และเป็นแหลง่ เพำะพนั ธุข์ องแมลงส่งผลกระทบต่อสุขอนำมยั ของชุมชน
4. หลกั กำรแกไ้ ขปัญหำของเสียในฟำร์มสุกรมีข้นั ตอนสำคญั ดงั น้ี
4.1 กำรลดของเสียในฟำร์มให้น้อยที่สุด เพื่อกำรประหยดั ต้นทุนกำรผลิต ประหยดั
ทรพั ยำกร
4.2 กำรบำบดั ของเสียจำกฟำร์ม เพอ่ื แกป้ ัญหำ และลดมลภำวะท่จี ะเกิดข้ึน
5. ระบบแก๊สชีวภำพผลิตแก๊สชีวภำพที่สำมำรถเป็ นพลังงำนทดแทนนำไปใช้ประโยชน์
ท้ังด้ำนหุงต้ม กำรให้แสงสว่ำง และกำรผลิตกระแสไฟฟ้ำ เป็ นต้น ช่วยประหยัด
พลังงำนจำกทรัพยำกรธรรมชำติ และยงั ช่วยลดกำรปลดปล่อยแก๊สมีเทนที่เป็ นส่วน
หน่ึงของกำรเกิดภำวะโลกร้อน