2) ตรวจวดั อุณหภูมิ ควำมช้ืน และควำมเร็วลม เป็ นคร้ังครำว โดยกำหนดตำแหน่งกำรตรวจวดั
ในตำแหน่งเดิม นำไปเปรียบเทยี บกบั ขอ้ มลู คร้งั ก่อน
3) ตรวจวดั คำ่ ควำมดนั ภำยในโรงเรือน เป็นคร้ังครำว ถำ้ ค่ำควำมดนั สูงข้นึ แสดงว่ำแผ่นรังผ้ึงอุด
ตนั ลมผ่ำนเขำ้ มำไม่สะดวก และถำ้ ค่ำควำมดนั ลดต่ำลง แสดงว่ำภำยในโรงเรือนมีรูรั่ว ให้ลมผ่ำนเขำ้ มำ
ไดม้ ำกข้นึ
4) ตรวจวดั คุณภำพของน้ำในบ่อพกั น้ำเป็ นประจำ โดยน้ำที่ไหลผ่ำนแผ่นรังผ้ึงกลบั สู่บ่อพกั น้ำ
ควรมี pH 6 - 8 ถำ้ ค่ำ pH สูงกว่ำ 8 ให้เพ่ิมปริมำณกำรถ่ำยน้ำท้ิง (Bleed - off) ให้มำกข้ึน เพ่ือยืดอำยุกำรใช้
งำนของแผ่นรังผ้ึง เน่ืองจำกน้ำที่ไหลผ่ำนแผ่นของรังผ้ึงกลบั มำน้ันจะมีควำมเข้มขน้ ของสำรละลำยสูง
กว่ำเดิม มสี ภำพเป็นดำ่ งสูง ซ่ึงจะทำให้เกิดตะกรันหินปูน ทำลำยแผ่นรังผ้ึงใหม้ อี ำยใุ ชง้ ำนส้นั ลง จึงตอ้ งถ่ำย
น้ำทง้ิ ไปบำงส่วนให้น้ำใหม่เตมิ เขำ้ บ่อน้ำไดม้ ำกข้ึน
ควรมฝี ำปิ ดบ่อพกั น้ำไว้ ไมใ่ หม้ ีแสงแดดส่องผ่ำนไปถึงน้ำได้ เพ่อื ป้องกนั กำรเกิดข้ึนของสำหร่ำยและตะไคร่
น้ำ หมน่ั ลำ้ งทำควำมสะอำดบ่อพกั น้ำสัปดำหล์ ะคร้ัง และห้ำมใชส้ ำรประกอบทองแดง เช่นจุนสี กำจดั เช้ือรำ
ตะไคร่น้ำ หรือสำหร่ำยในบ่อพกั น้ำ เน่ืองจำกสำรประกอบน้ีสำมำรถทำลำยเยื่อกระดำษ โลหะพวกเหล็ก
สแตนเลส และอลมู เิ นียม
5) ตรวจแผน่ รังผ้ึง และทำควำมสะอำดเป็นประจำ ไม่ให้ครำบหินปูนอดุ ตนั ตรวจดกู ำรกระจำย
ของน้ำทแ่ี ผน่ รังผ้ึง ถำ้ พบวำ่ บำงจุดไม่เปี ยกน้ำ แสดงวำ่ มกี ำรอุดตนั ทชี่ ่องทำงออกของน้ำ และควรจะปิ ดน้ำ
เพอื่ ปลอ่ ยให้แผ่นรังผ้ึงแห้งสนิทไม่นอ้ ยกวำ่ 2 - 3 ชวั่ โมง ทุกวนั เพอื่ ตดั วงจรของสิ่งมีชีวติ ในน้ำ เช่น พวก
แบคทีเรีย เช้ือรำ และสำหร่ำย เป็นตน้
6) ทำควำมสะอำด และตรวจสอบกำรทำงำนของพดั ลมดูดอำกำศเป็ นประจำ ท้งั สภำพของ
สำยพำน มอเตอร์พดั ลม และกำรเปิ ด - ปิ ดของ ชตั เตอร์ของพดั ลมเป็นตน้ ถำ้ ชำรุดใหซ้ ่อมแกไ้ ขโดยด่วน
7) ตรวจสอบระบบจ่ำยน้ำ เช่น ปั๊มน้ำ อุปกรณ์ ควำมสะอำดของน้ำในบ่อพกั น้ำ และกำร
กระจำยน้ำของท่อจ่ำยน้ำตำ่ ง ๆ ให้อยใู่ นสภำพท่สี ำมำรถใชง้ ำนไดอ้ ยเู่ สมอ
8) ตรวจสอบอุปกรณ์ระบบสั่งกำรทำงำนของตู้ควบคุมป๊ัมน้ำ พดั ลม และระบบส่งสัญญำณ
ฉุกเฉิน โดยระบบตอ้ งสำมำรถทำงำนได้ ท้งั แบบ Manual และแบบ Auto
9) ตรวจสอบระบบส่ังกำรทำงำนของชุดควบคมุ อณุ หภมู ิ สภำพสมบูรณ์ของอุปกรณ์ และควำม
สะอำดของเซน็ เซอร์
พดั ลมดดู อำกำศ แผ่นรังผ้งึ
เครื่องวดั ควำมเร็วลม เครื่องควบคุมอณุ หภูมแิ ละควำมช้ืน หวั เซ็นเซอร์
ภาพท่ี 3.4 แสดงอุปกรณ์ท่สี ำคญั บำงชนิดในโรงเรือนระบบปิ ด
(ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ที่ใชเ้ ป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
1.2.4 ขอ้ ดี และขอ้ จำกดั ของโรงเรือนระบบปิ ด
สุพล (2543) และศิขณั ฑ์ (2549) ไดส้ รุปขอ้ ดี - ขอ้ จำกดั ของโรงเรือนระบบปิ ด (อีแวป) ดงั น้ี
ข้อดขี องโรงเรือนระบบปิ ด
1) สำมำรถควบคุมอุณหภูมิ ควำมช้ืน และกำรระบำยอำกำศให้เหมำะสมต่อสตั วเ์ ล้ยี ง แต่ละระยะ
ไดอ้ ยำ่ งไมแ่ ตกตำ่ งกนั มำกนกั ระหว่ำงกลำงวนั และกลำงคืน
2) ช่วยลดควำมเครียดท่เี กิดจำกควำมร้อน ทำให้สัตวม์ ีสุขภำพดีข้ึน
3) เพ่ิมประสิทธิภำพกำรผลิต เช่น สุกรมีกำรเจริญเติบโตเร็ว ประสิทธิภำพกำรเปล่ียนอำหำรดี
สุกรขุนใช้อำหำรนอ้ ยลง 10 - 30 กิโลกรัมต่อตวั ในรอบกำรผลิต พ่อพนั ธุ์มีคุณภำพน้ำเช้ือดีข้ึน แม่สุกรมี
อตั รำกำรผสมติดสูง อำกำรหอบ เครียด และกำรแทง้ ลูกลดน้อยลง และลูกสุกรมีชีวิตแรกคลอดสูงข้ึน เป็ น
ตน้
4) ลดกำรเส่ียงตอ่ กำรตดิ โรค โดยเฉพำะเช้ือก่อโรคจำกแมลงดูดเลือด
5) ลดคำ่ ใชจ้ ่ำยดำ้ นยำสัตว์ และควำมสูญเสียจำกสัตวต์ ำยหรือเจบ็ ป่ วย
6) เล้ียงสุกรไดจ้ ำนวนมำกข้ึน เช่น สุกรขุน ใช้พ้ืนที่ 0.75 - 1.00 ตำรำงเมตรต่อตวั ทำให้เล้ียง
เพม่ิ ข้ึนอกี 8 - 12 เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลำเล้ยี งลดลง 10 - 30 วนั ต่อรอบกำรผลิต
ข้อจากดั ของโรงเรือนระบบปิ ด
1) มกี ำรลงทนุ สูงท้งั ดำ้ นกำรกอ่ สร้ำง และอปุ กรณ์
2) ตอ้ งอยใู่ นสถำนทท่ี มี่ ีไฟฟ้ำ หรือแหล่งพลงั งำน ทใ่ี ชข้ บั เคล่อื นพดั ลมไดต้ ลอด 24 ชวั่ โมง และ
ตอ้ งมเี ครื่องกำเนิดไฟฟ้ำสำรองกรณีไฟฟ้ำดบั หรือไฟตก
3) ตอ้ งมีเคร่ืองมอื ตรวจสอบหลำยอยำ่ ง เช่น เคร่ืองควบคมุ อุณหภูมิ ควำมช้ืน ควำมเร็วลม ระบบ
กำรจำ่ ยน้ำ และ กำรปิ ด - เปิ ดโดยอตั โนมตั ิของผำ้ มำ่ น เป็นตน้
4) เกษตรกรตอ้ งเอำใจใส่หมน่ั ดแู ล และให้ควำมสำคญั กบั ทกุ ระบบกำรผลิต
5) ตอ้ งหมน่ั ตรวจสอบ และทำควำมสะอำดเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่ำง ๆ เป็ นประจำ ให้ทำงำน
อยำ่ งเต็มประสิทธิภำพ
6) มตี น้ ทนุ คำ่ ไฟฟ้ำสูง
7) ตอ้ งให้ควำมสนใจ และดูแลจดั กำรคุณภำพน้ำอย่ำงถูกตอ้ ง เน่ืองจำกมีผลต่ออำยกุ ำรใช้งำน
ของแผ่นรงั ผ้ึง และกำรลดอุณหภมู ิในโรงเรือน
8) ไม่เหมำะกบั พ้ืนท่ี ท่ีมีควำมช้ืนสัมพทั ธ์ค่อนขำ้ งสูง เน่ืองจำกประสิทธิภำพกำรระเหยต่ำ ทำ
ใหล้ ดอุณหภมู ลิ งไดใ้ นระดบั หน่ึงเทำ่ น้นั
2. ชนิดของโรงเรือน
ศรีสุวรรณ (2542) และบริษทั เจริญโภคภณั ฑ์อุตสำหกรรม จำกดั (2547) กล่ำวถึงกำรแบ่งชนิดของ
โรงเรือนสุกร ตำมวงจรกำรผลติ และกำรเจริญเตบิ โตของสุกร ไดด้ งั น้ี
2.1 โรงเรือนสุกรพนั ธุ์ ประกอบดว้ ย คอกสุกร ดงั ต่อไปน้ี
2.1.1 คอกพ่อพนั ธุ์ ขนำดกวำ้ ง 2.0 เมตร ยำว 2.2 เมตร สูง 1.2 เมตร
2.1.2 คอกแม่พนั ธุ์ทอ้ งวำ่ ง ขนำดกวำ้ ง 0.6 เมตร ยำว2.2 เมตร สูง 1.0 เมตร
2.1.3 คอกแมพ่ นั ธุอ์ มุ้ ทอ้ ง ขนำดกวำ้ ง 1.2 เมตร ยำว 2.2 เมตร สูง 1.0 เมตร
2.1.4 คอกคลอด ขนำดกวำ้ ง 2.0 เมตร ยำว 2.2 เมตร สูง 1.0 เมตร (ซองคลอด กวำ้ ง 0.6
เมตร ยำว 2.2 เมตร สูง 1.0 เมตร ที่เหลอื จะเป็นบริเวณสำหรบั ลกู สุกร)
สำหรับเกษตรกรรำยยอ่ ย ให้ใชค้ อกแม่พนั ธุ์ ทมี่ ขี นำด กวำ้ ง 1.5 เมตร ยำว 2.0 เมตร ใชเ้ ป็นคอกเล้ียงขงั
เด่ียว และเป็นคอกคลอดไดด้ ว้ ย ถำ้ ใชเ้ ป็นคอกคลอด ให้ทำซองคลอด กวำ้ ง 60 เซนติเมตร ยำว 2.0 เมตร ให้
แมส่ ุกร ส่วนลูกสุกรปล่อยอยรู่ อบ ๆ ซองคลอด (ภำยในคอกคลอด)
2.2 โรงเรือนสุกรเล็ก และสุกรรุ่น ประกอบดว้ ย คอกสุกร ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.2.1 คอกสุกรเล็ก (น้ำหนกั 6 - 20 กิโลกรมั ) ขนำดกวำ้ ง 1.5 เมตร ยำว 2.0 เมตร สูง0.80 เมตร
2.2.2 คอกสุกรรุ่น (น้ำหนกั 20 - 35 กิโลกรมั ) ขนำดกวำ้ ง 2.0 เมตร ยำว 3.0 เมตร สูง 1.0 เมตร
2.3 โรงเรือนสุกรขุน นิยมสร้ำงคอกเป็ น 2 แถว มีทำงเดินอยู่ตรงกลำง มีรำงอำหำรอยู่
ดำ้ นหนำ้ ที่ให้น้ำอตั โนมตั อิ ยดู่ ำ้ นหลงั คอก ทใ่ี ห้น้ำสูงจำกพ้นื คอกประมำณ 50 เซนติเมตร ขนำดคอกกวำ้ ง
4.0 เมตร ยำว 3.5 เมตร สูง 1.0 เมตร ใช้เล้ียงสุกรขุนขนำด 60 - 100 กิโลกรัมไดป้ ระมำณ 8 - 10 ตวั ส่วน
ควำมยำวของโรงเรือนข้ึนอยู่กบั จำนวนของสุกรขุนท่ีเล้ียง ถำ้ เล้ียงบนพ้ืนคอนกรีต จะใชพ้ ้ืนท่ีประมำณ
1.20 - 1.80 ตำรำงเมตร ต่อตวั
3. แบบของโรงเรือน
สุกญั ญำ (2539) และศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวถงึ แบบของโรงเรือนสุกรในประเทศไทย จำเป็นตอ้ งสร้ำง
ให้เหมำะสมกบั สภำพภูมิอำกำศ และสภำพแวดลอ้ มของประเทศดว้ ย ซ่ึงแบบของโรงเรือนสุกร สำมำรถ
จำแนกตำมรูปแบบของหลงั คำโรงเรือนได้ 5 แบบ (ภำพที่ 3.5) ดงั น้ี
แบบเพิงหมาแหงน แบบจ่วั สองช้ันกลาย แบบเพงิ หมาแหงนกลาย
แบบหน้าจวั่ แบบจ่วั สองช้ัน
ภาพท่ี 3.5 แสดงแบบหลงั คำโรงเรือนแบบตำ่ ง
3.1 แบบเพิงหมำแหงน เป็นแบบท่ีสร้ำงไดง้ ่ำยไม่ซับซ้อน อำกำศถ่ำยเทดี มีขอ้ เสีย คือไม่ค่อยจะคุม้
แดด และฝน ทำใหอ้ ุณหภมู ภิ ำยในโรงเรือนสูง หรือพ้ืนช้ืนแฉะ เป็นตน้
3.2 แบบเพิงหมำแหงนกลำย แบบน้ีเสียค่ำใช้จ่ำยเพิ่มข้ึน โดยเพ่ิมกนั สำดตรงดำ้ นหนำ้ เขำ้ ไป จะช่วย
ป้องกนั แสงแดดส่อง และกนั ฝนสำดไดด้ ีข้ึน
3.3 แบบหน้ำจัว่ ช้ันเดียว แบบน้ีมีค่ำก่อสร้ำงสูงกว่ำสองแบบแรก แต่มีประสิทธิภำพในกำรป้องกนั
แสงแดด และฝนสำดไดด้ ีกว่ำ กำรสร้ำงหนำ้ จวั่ สูง ๆ จะดีมำก เนื่องจำกอำกำศภำยในโรงเรือนจะเยน็ และ
ถ่ำยเทดี แต่ถำ้ สร้ำงต่ำเกินไป ทำให้อำกำศภำยในโรงเรือน โดยเฉพำะช่วงบ่ำย จะร้อน อำกำศถ่ำยเทได้
นอ้ ย
3.4 แบบหนำ้ จว่ั สองช้นั เป็นแบบทีน่ ิยมสร้ำงกนั ทวั่ ไป เนื่องจำกมีควำมปลอดภยั จำกแสงแดด และฝน
สำด อำกำศภำยในโรงเรือนมีกำรถำ่ ยเทไดด้ ีมำก เหมำะสมกบั สภำพภูมอิ ำกำศของประเทศไทยเรำ แมว้ ่ำ
รำคำค่ำก่อสร้ำงจะสูงไปบำ้ งกค็ ุม้ ค่ำกบั กำรลงทุน แตใ่ หร้ ะวงั ป้องกนั ฝนสำดเขำ้ ในช่องจวั่ บนสุดดว้ ย
3.5 แบบหน้ำจว่ั สองช้นั กลำย มีคุณสมบตั ิคลำ้ ย ๆ กบั แบบหนำ้ จวั่ สองช้นั มีจุดประสงคเ์ พื่อขยำยเน้ือที่
ในโรงเรือนให้กวำ้ งข้ึน และสำมำรถป้องกนั ฝนสำดเขำ้ ในช่องจวั่ ของโรงเรือนไดด้ ี
4. ส่วนประกอบของโรงเรือน
4.1 พ้ืนคอก มีควำมสำคญั มำก ถำ้ หำกสุกรอำศยั อยู่บนพ้ืนคอกท่ีไม่เหมำะสมแลว้ จะมีผลกระทบถึง
ประสิทธิภำพกำรผลิต ชนิดของพ้นื คอกโรงเรือนสุกร มดี งั น้ี
4.1.1 พ้ืนคอนกรีต ลกั ษณะพ้นื ไม่ลนื่ หรือหยำบเกินไป มีควำมแข็งแรงทนทำนใชง้ ำนไดน้ ำน
4.1.2 พ้ืนสแลท (Slat) เป็นพ้นื สำเร็จรูป ท่มี รี ่องเพอื่ ให้น้ำไหลลอดลงไปได้ ทำดว้ ยวสั ดหุ ลำยชนิด
เช่น คอนกรีตเสริมเหล็ก พลำสติก และเหล็กเป็ นต้น มีรำคำสูงกว่ำพ้ืนคอนกรีต แต่พ้ืนคอกจะแห้ง
ประหยดั แรงงำนในกำรทำควำมสะอำดพ้ืน แต่ควรคำนึงถึงกำรระบำยของเสีย ใตพ้ ้ืนสแลทให้ดีด้วย
มฉิ ะน้นั จะเกิดปัญหำเร่ืองแก๊สข้นึ มำรบกวนสุขภำพของสุกรทำใหป้ ระสิทธิภำพกำรผลติ ลดลง (ภำพที่ 3.6)
4.1.3 พ้ืนก่ึงคอนกรีตก่ึงสแลท พ้ืนผสมแบบน้ี จะใช้พ้ืนคอกที่เป็ นสแลท 25 - 50 เปอร์เซ็นตข์ อง
พ้นื คอก และจะวำงอยดู่ ำ้ นหลงั คอก ส่วนพ้ืนทีก่ ินอำหำรน้นั จะเป็นพ้นื คอนกรีต
ภาพที่ 3.6 แสดงโรงเรือนสุกรพ้นื สแลทตอ้ งยกสูงจำกระดบั พ้นื ดิน
(ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ีใช้เป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
4.2 ผนงั ก้นั คอก โดยทวั่ ไปใชอ้ ฐิ บล็อก และแป๊ บน้ำประปำ ควำมสูงของผนงั คอกประมำณ 1.00 - 1.20 เมตร
4.3 เสำ เป็ นส่วนรับน้ำหนักท้งั หมดของหลงั คำ จึงตอ้ งเลือกใชเ้ สำที่แข็งแรง เช่นเสำคอนกรีตเสริม
เหลก็ เสำไมเ้ น้ือแขง็ หรือเสำเหลก็ เป็นตน้
4.4 โครงหลงั คำ สร้ำงดว้ ยวสั ดุหลำยชนิด เช่น
4.4.1 ไมไ้ ผ่ และไมเ้ น้ืออ่อน เหมำะสำหรับกำรกอ่ สร้ำงโรงเรือนง่ำย ๆ ไม่ตอ้ งลงทุนสูง อำยุ
กำรใชง้ ำนส้นั
4.4.2 ไมเ้ น้ือแขง็ มีควำมแข็งแรง และอำยกุ ำรใชง้ ำนนำนข้นึ ลงทนุ สูงข้นึ
4.4.3 เหล็ก มีควำมแข็งแรง อำยกุ ำรใชง้ ำนยำวนำน คุม้ คำ่ ตอ่ กำรลงทุนระยะยำว
4.5 วสั ดุมุงหลงั คำ
4. 5.1 ใบจำก หรือหญำ้ แฝก เป็นฉนวนก้นั ควำมร้อนไดด้ ี แตอ่ ำยกุ ำรใชง้ ำนส้ัน ไมค่ งทน
ถำวร และติดไฟงำ่ ย
4.5.2 สังกะสี เป็นโลหะ มีน้ำหนักเบำ อำยใุ ชง้ ำนปำนกลำง เป็ นสื่อควำมร้อนท่ีดี ทำให้
อณุ หภมู ิในโรงเรือนสูง และถำ้ กำรระบำยอำกำศไมด่ ี ยอ่ มเกิดผลเสียตอ่ ประสิทธิภำพกำรผลิต
4.5.3 กระเบ้อื ง เป็นฉนวนกนั ควำมร้อนไดด้ ีกวำ่ สังกะสี แตม่ นี ้ำหนกั มำกทำให้เพ่ิมค่ำใช่
จำ่ ยดำ้ นโครงสร้ำงโรงเรือน
ศรีสุวรรณ (2542) กล่ำวถงึ ขนำดพ้ืนท่ีท่เี หมำะสมสำหรับสุกรระยะต่ำง ๆ ในตำรำงท่ี 3.2
ตารางที่ 3.2 แสดงขนำดพ้ืนทีส่ ำหรบั สุกรระยะต่ำง ๆ
ระยะสุกร ขนำดพ้นื ที่ (ตำรำงเมตร / ตวั )
พ่อพนั ธุ์ 6.00 - 7.50
แม่พนั ธุ์ 1.30 - 1.50
แมอ่ มุ้ ทอ้ ง 1.30 - 1.50
แม่คลอดและเล้ยี งลกู 3.50 - 4.00
ลูกสุกรอนุบำล (5 - 20 กก.) 0.40 - 0.60
สุกรรุ่น (20 - 40 กก.) 0.60 - 1.20
สุกรขุน (40 - 100 กก.) 1.20 - 1.50
ทมี่ ำ : ศรีสุวรรณ (2542)
5. อปุ กรณ์ในการเลยี้ งสุกร
5.1 ท่ใี ห้อำหำร โดยทว่ั ไปนิยมใชก้ นั อยู่ 3 แบบ ดงั น้ี
5.1.1 รำงให้อำหำร ทำดว้ ยคอนกรีตมีขนำดกวำ้ ง 0.30 เมตร สูง 0.15 - 0.20 เมตรควำม
ยำวตำมตอ้ งกำร ซ่ึงควรสัมพนั ธก์ บั ขนำด และจำนวนสุกรทเ่ี ล้ียง เป็นรำงอำหำรแบบถำวร มีควำมทนทำน
ใชง้ ำนไดน้ ำน ขอ้ เสีย คืออำหำรตกหล่นเสียหำยได้ง่ำย ทำควำมสะอำดยำก สุกรอำจเขำ้ ไปนอนในรำง
อำหำรได้ เคล่ือนย้ำยยำก หรือเคล่ือนย้ำยไม่ได้ โดยทั่วไปจะใช้ควำมยำวรำงอำหำร ประมำณ 20
เซนติเมตร ตอ่ สุกร 1 ตวั ปัจจบุ นั ฟำร์มสุกรเชิงพำณิชยน์ ิยมใชร้ ำงอำหำรท่ีทำด้วยโลหะสแตนเลส สำมำรถ
เคลื่อนยำ้ ย และปลดออกมำทำควำมสะอำดไดง้ ่ำย แต่มีรำคำค่อนขำ้ งแพง ถำ้ ใช้อย่ำง ไม่ระมดั ระวงั อำยุ
กำรใชง้ ำนอำจจะไมน่ ำน
5.1.2 ถงั อำหำรอตั โนมตั ิ เป็นท่ีนิยมกนั มำกในปัจจุบนั มีหลำยขนำดใชไ้ ดก้ บั สุกรเล็ก
และสุกรใหญ่ เคลื่อนยำ้ ยได้ ตวั ถงั ทำดว้ ยสแตนเลส หรือสังกะสีหนำ พ้ืนถงั เป็ นคอนกรีตหรือเหล็ก ถงั
หมุนไดร้ อบ และจะมีอำหำรไหลออกมำมำก - น้อยตำมระดบั ทตี่ ้งั ไว้ เป็ นกำรป้องกนั อำหำรตกหล่น สุกร
เขำ้ กินอำหำรไดร้ อบทิศ ประหยดั แรงงำน ขอ้ เสีย คือ จำกดั อำหำรไม่ได้ มีเศษอำหำรติดคำ้ งตำมมุมถงั ได้
อำยใุ ชง้ ำน 3 - 5 ปี กจ็ ะผพุ งั ตอ้ งเปลี่ยนใหม่
5.1.3 ท่ีให้อำหำรอตั โนมตั ิ ฟำร์มขนำดใหญ่ท่ีเล้ียงสุกรจำนวนมำก นิยมใช้ ที่ให้อำหำร
อตั โนมตั ิ ซ่ึงสะดวกต่อกำรปฏิบตั ิงำน ประหยดั แรงงำน สำมำรถควบคุมปริมำณอำหำรที่ให้สุกรกินได้
แตล่ งทุนสูงข้ึน
5.2 อุปกรณ์ให้น้ำ ปัจจุบันกำรเล้ียงสุกรนิยมที่ให้น้ำแบบจุ๊บน้ำ (Nipple) หรือถว้ ยให้น้ ำ
(Nipple cup) ซ่ึงเป็นกำรประหยดั น้ำไดม้ ำก และไดน้ ้ำสะอำดสำหรับสุกร เมื่อสุกรตอ้ งกำรกินน้ำก็ใช้ปำก
กดั หรือดนั ท่จี ุ๊บน้ำให้น้ำไหลออกมำ สำหรบั เลำ้ อนุบำล ใชท้ ่ีใหน้ ้ำ 1 อนั ต่อสุกร 10 - 15 ตวั และสุกรรุ่น -
ขนุ ใชท้ ใ่ี หน้ ้ำ 1 อนั ต่อสุกร 10 ตวั ระดบั ควำมสูงของทใ่ี ห้น้ำ ติดต้งั ให้เหมำะสมตำมขนำดของสุกร เช่นลูก
สุกรหยำ่ นมติดที่ควำมสูง 0.15 เมตร สุกรรุ่นติดที่ควำมสูง 0.30 เมตร และ สุกรใหญ่ ติดที่ควำมสูง 0.60
เมตร เป็นตน้
5.3 อุปกรณอ์ ่นื ๆ ท่ีจำเป็นสำหรบั ฟำร์มเล้ยี งสุกร
5.3.1 อปุ กรณท์ ำควำมสะอำด
5.3.2 อปุ กรณผ์ สมอำหำรและให้อำหำร
5.3.3 อุปกรณก์ ำรแพทย์
5.3.4 อุปกรณ์กกลูกสุกร
5.3.5 ยำและเวชภณั ฑต์ ่ำง ๆ
5.3.6 อปุ กรณ์ทำเครื่องหมำย
ซองตบั แม่สุกร
คีมติดเบอร์หู คมี ตดั เบอร์หู คมี ตดั เข้ียว
ทใ่ี ห้น้ำสุกร PROBE วดั ไขมนั สันหลงั ถงั อำหำร
ภาพที่ 3.7 แสดงอปุ กรณท์ ี่สำคญั บำงชนิดในฟำร์มสุกร
(ถ่ำยภำพจำกตวั อยำ่ งของจริง ท่ีใช้เป็นสื่อกำรเรียนกำรสอน)
การวางแผนการผลิตสุกร
วิวธั น์ (2536) กล่ำววำ่ กำรผลติ สุกรท่ีมีประสิทธิภำพ จะตอ้ งสำมำรถทำกำรผลิตใหม้ ีผลผลติ ออกสู่
ตลำดไดอ้ ย่ำงสม่ำเสมอ ตลอดจนกำรจดั สร้ำงโรงเรือน และกำรจดั แบ่งคอกไดอ้ ย่ำงถูกตอ้ ง สอดรับกับ
เป้ำหมำยของฟำร์มตำมศกั ยภำพท่มี ี ซ่ึงผูเ้ ล้ียงสุกรสำมำรถกำหนดวตั ถุประสงค์ และนโยบำยของฟำร์มได้
(บริษทั เจริญโภคภณั ฑอ์ ตุ สำหกรรม จำกดั , 2547) ดงั น้ี
1. วตั ถุประสงคข์ องกำรผลิต เช่น ผลิตลูกสุกรขำยเพียงอย่ำงเดียว หรือจะผลิตสุกรเอง แลว้ เล้ียง
เป็นสุกรขนุ ส่งตลำด
2. ปริมำณกำรผลิต ซ่ึงสัมพนั ธ์กบั วตั ถุประสงค์ของกำรผลิต และระยะเวลำในกำรเล้ียงเพ่ือให้
สอดคลอ้ งกบั ภำวะตลำด
3. จำนวนพอ่ - แม่พนั ธุ์ทจ่ี ะเล้ยี ง
เมอื่ ผูเ้ ล้ียงไดก้ ำหนดเป้ำหมำย และนโยบำยของฟำร์มแลว้ ก็ดำเนินกำรปฏบิ ตั ิ ซ่ึงผเู้ ล้ยี งสำมำรถจะ
คำนวณปริมำณสุกรท่ผี ลิตไดใ้ นทุกระยะ จะรู้ปริมำณผลผลิตตอ่ ปี ตลอดจนกำรคำนวณกำรใชพ้ ้ืนที่คอก แต่
ละชนิด ไดส้ อดคลอ้ งกนั อยำ่ งมีประสิทธิภำพ
กำรหำปริมำณของสุกรหรือจำนวนคอก ตำมแผนกำรผลิตสุกร ไดด้ งั น้ี
1. จานวนแม่สุกรคลอดลกู ต่อสัปดาห์
ในกำรวำงเป้ำหมำยกำรผลิตลกู สุกร นิยมคำนวณจำกจำนวน แมส่ ุกรท่ีจะคลอดลกู ในแต่ละสัปดำห์เป็น
หลกั โดยนำระยะเวลำในกำรเล้ียงแม่สุกร แต่ละระยะเป็นจำนวนสัปดำห์ ต้งั แต่ผสมพนั ธุ์ จนถงึ หยำ่ นม เพอื่
รอผสมพนั ธุใ์ หม่ มำคำนวณ ดงั น้ี
วงจรกำรให้ลูก แตล่ ะครอกของแมส่ ุกร
-. แม่สุกรผสมพนั ธุแ์ ลว้ รอกำรตรวจวำ่ ผสมติด 3 สัปดำห์
- แม่สุกรอมุ้ ทอ้ ง (หลงั 3 สัปดำห)์ 14 สปั ดำห์
- ระยะเวลำเล้ยี งลกู สุกร 4 สปั ดำห์
- ทอ้ งว่ำงหลงั หยำ่ นม (รอผสมพนั ธุใ์ หม่) 1 สัปดำห์
รวม วงจรกำรใหล้ ูกแตล่ ะครอกของแมส่ ุกร = 22 สัปดำห์
ดงั น้นั หำกตอ้ งกำรผลิตแมส่ ุกร โดยให้แม่คลอดทุกสปั ดำห์ ๆ ละ 1 แม่ จะตอ้ งเล้ยี งแมส่ ุกร จำนวน
22 แม่ โดยแต่ละแม่แบ่งเป็น 1 ชุด (รวม 22 ชุด) เม่ือตอ้ งกำรให้แมส่ ุกรคลอดสัปดำห์ละ กี่แม่ ก็นำจำนวน
แมส่ ุกรท่ีตอ้ งกำรให้คลอดในแตล่ ะสปั ดำห์ คูณกบั 22 ชุด จะไดจ้ ำนวนแม่สุกรท่ีจะตอ้ งเล้ียงท้งั หมด เช่น
ตอ้ งกำรใหม้ แี ม่สุกรคลอดลูก สัปดำห์ละ10 แม่ กต็ อ้ งเล้ยี งแม่สุกรท้งั หมด 220 แม่ เป็นตน้ (ววิ ฒั น์, 2546)
สำหรับฟำร์มที่เล้ียงแม่สุกรอยแู่ ลว้ ตอ้ งกำรจะปรับระบบกำรเล้ียงแมส่ ุกรในฟำร์ม ให้เป็ นระบบ
กำรผลิตลูกสุกรเป็นชุดดงั กล่ำว สำมำรถดำเนินกำรไดโ้ ดย หำจำนวนแม่สุกรที่จะคลอดในแต่ละสัปดำห์
ดว้ ยกำรนำจำนวนแม่ที่เล้ียงท้งั หมดมำหำรดว้ ย 22 ก็จะได้จำนวนแม่สุกรที่ตอ้ งจดั ให้คลอดใน แต่ละ
สัปดำห์ เช่น มีแม่สุกรอยู่ 300 แม่
ดงั น้นั จำนวนแม่สุกรคลอดลกู แตล่ ะสปั ดำห์ = 300 = 13.64 = 14 แม่
22
ผูเ้ ล้ียงสำมำรถจดั ชุดแม่สุกรดงั กล่ำว โดยปรับระยะของแม่สุกรให้เขำ้ กบั ชุดท่ีตอ้ งกำร ซ่ึงนิยมใช้
กำรหยำ่ นมของลูกสุกรเป็นตวั ปรับ ดว้ ยกำรดึงระยะเวลำกำรหย่ำนมของลูกสุกรให้ชำ้ ออกไปอีก ให้ยึด
หลกั ที่วำ่ แมส่ ุกรจะเป็นสดั ภำยหลงั จำกกำรหยำ่ นมลูก ประมำณ 3 - 5 วนั
2. จานวนลกู สุกรต่อปี
กำรคำนวณหำจำนวนลูกสุกรต่อปี น้ัน จะบ่งบอกถึงประสิทธิภำพกำรจดั กำรฟำร์ม จำกเกณฑ์
กำรใหล้ ูก 2.2 - 2.4 ครอก ต่อแม่ตอ่ ปี สำมำรถคำนวณหำจำนวนลูกสุกรไดด้ งั น้ี
สมมตุ ิให้ จำนวนครอก ตอ่ แม่ต่อปี = 2.2 ครอก / ปี
จำนวนแมส่ ุกรทีเ่ ล้ยี ง = 120 แม่
ดงั น้นั จำนวนแมส่ ุกร 120 แม่ ผลิตลูกได้ = 120 × 2.2 = 264 ครอก / ปี
หรือ = 264 ÷ 12 = 22 ครอก/เดือน
จำนวนลูกสุกรหลงั หยำ่ นม = 8.5 ตวั (ค่ำเฉล่ยี )
ดงั น้นั จะไดล้ ูกสุกรหยำ่ นม = 264 × 8.5 = 2244 ตวั / ปี
หรือ = 2,244 ÷ 12 = 187 ตวั / เดือน
ดงั น้นั แม่สุกร 1 แมใ่ น 1 ปี ให้ลกู สุกรได้ = 2,244 ÷ 120 = 18.7 ตวั / แม่ / ปี
ผลผลติ สุกรขุน จำกลกู สุกร = 2,244 ตวั สำมำรถกำหนดเป้ำหมำยกำรผลติ ดงั น้ี
กำหนดใหส้ ุกรมกี ำรสูญเสียขณะขนุ 2 เปอร์เซน็ ต์
ดงั น้นั จำนวนสุกรขนุ ทีส่ ูญเสีย = 2,244 × 0.02 = 45 ตวั / ปี
เหลอื สุกรขุนมีชีวติ = 2,244 – 45 = 2 ,199 ตวั / ปี
หรือ = 2,199 ÷ 12 = 183 ตวั / เดือน
3. การคานวณจานวนคอกพ่อ - แม่พนั ธ์ุสุกร (วิวธั น์, 2536)
3.1 เกณฑใ์ นกำรคำนวณพิจำรณำองคป์ ระกอบดงั น้ี
วงจรกำรให้ลูกต่อครอก = 16+4+2 = 22 สปั ดำห์
อตั รำกำรผสมติด = 80 เปอร์เซน็ ต์
จำนวนลกู คลอดมชี ีวติ = 9 ตวั / ครอก
อตั รำกำรตำยก่อนหยำ่ นม = 8 - 10 เปอร์เซ็นต์
ระยะเวลำจำกเกิด - หยำ่ นม = 4 สปั ดำห์
หลงั หยำ่ นมให้ลกู อยใู่ นคอกคลอด = 1 สัปดำห์
ลกู สุกรอยใู่ นคอกคลอดอนุบำล = 2 สัปดำห์
3.2 ผลผลิตทไ่ี ดจ้ ำกกำรเล้ยี งแมส่ ุกร 300 แม่
ตอ้ งผสมพนั ธุ์ = 300 ÷ 22 = 14 แม่ / สปั ดำห์
จะมีแม่สุกรคลอดลูก = 14 × 0.08 = 11 แม่ / สัปดำห์
จะไดล้ กู คลอดมีชีวิต = 11 × 9 = 99 ตวั / สัปดำห์
จะไดล้ ูกหยำ่ นม = 99 × 0.9 = 89 ตวั / สัปดำห์
หรือ = 89 × 4 = 356 ตวั / เดือน = 356 × 12 = 4,272 ตวั / ปี
3.3 จำนวนคอกชนิดตำ่ ง ๆ สำหรับแมส่ ุกร 300 แม่ ใชเ้ กณฑป์ ระกอบกำรคำนวณดงั น้ี
อตั รำส่วนพ่อพนั ธุ์ : แม่พนั ธุ์ = 1 : 15 (ผสมจริง) หรือ 1 : 50 (ผสมเทยี ม)
แม่สุกรอมุ้ ทอ้ งอยใู่ นซองเดี่ยว = 16 สปั ดำห์
แมส่ ุกรอยใู่ นคอกคลอด = 4 + 1 = 5 สัปดำห์
ลกู สุกรอยใู่ นคอกคลอดหลงั หยำ่ นม = 2 สัปดำห์
ลูกสุกรอยใู่ นคอกอนุบำล = 4 สปั ดำห์
ช่วงพกั คอก (คอกคลอด, คอกอนุบำล) = 1 สัปดำห์
นำมำคำนวณหำจำนวนคอกพอ่ แมพ่ นั ธุ์ไดด้ งั น้ี
คอกพอ่ พนั ธุ์ กรณีใชผ้ สมจริง = 300 ÷ 15 = 20 คอก
กรณีใชผ้ สมเทียม = 300 ÷ 50 = 6 คอก
ซองเด่ียวสำหรับแม่สุกรอมุ้ ทอ้ ง = 14 ×16 = 224 ซอง
คอกคลอด = 11 × 8 = 88 คอก
คอกอนุบำลทเี่ ล้ียงลกู สุกรท้งั หมด = 99 × 5 = 495 ตวั
หรือแบ่งเป็นคอก ๆ ละ 25 ตวั = 495 ÷ 25 = 20 คอก
หมำยเหตุ อำจเพ่มิ จำนวนเพือ่ สำรองไว้ ประมำณ 10 เปอร์เซน็ ต์ กไ็ ด้
แบบฝึ กหดั บทท่ี 3
จงตอบคำถำมตอ่ ไปน้ี
1. สถำนท่ีเหมำะสมในกำรสร้ำงฟำร์มสุกร มีอยำ่ งไรบำ้ ง
2. กำรวำงแผนผงั ฟำร์ม ประกอบดว้ ยอะไรบำ้ ง
3. ลกั ษณะของโรงเรือนทีดี มีอะไรบำ้ ง
4. ระบบโรงเรือนแบบปิ ด และแบบเปิ ด มลี กั ษณะอยำ่ งไรบำ้ ง
5. เล้ยี งแมส่ ุกรอยู่ 220 แม่ จะกำหนดแผนกำรผลิตอยำ่ งไรในแต่ละสัปดำห์ โดยใชเ้ กณฑว์ งจรกำร
ผลติ ลูก แตล่ ะครอกของแมค่ อื 22 สัปดำห์ และมอี ตั รำกำรผสมติด 80 เปอร์เซ็นต์
แนวตอบแบบฝึ กหดั บทท่ี 3
1. สถำนท่ีเหมำะสมในกำรสร้ำงฟำร์มสุกรมดี งั น้ี
1.1 อยใู่ นบริเวณทีม่ ีกำรคมนำคมสะดวก และไฟฟ้ำเขำ้ ถึง
1.2 อยหู่ ่ำงจำกแหลง่ ชุมชน โรงฆำ่ สตั ว์ ตลำดนดั คำ้ สตั ว์
1.3 เป็นบริเวณที่ดอน รำบเรียบ น้ำไมท่ ว่ ม อำกำศถ่ำยเทดี และระบำยน้ำไดง้ ำ่ ย
1.4 อยใู่ นทำเลท่มี แี หล่งน้ำสะอำด และเพยี งพอตลอดปี
1.5 สำมำรถป้องกนั และควบคมุ กำรแพร่ระบำดของโรคจำกภำยนอกเขำ้ สู่ฟำร์มได้
1.6 เป็นทำเลท่ไี ม่เคยมีโรคระบำดสตั ว์ หรือเคยเล้ยี งสตั วม์ ำกอ่ น
1.7 อยใู่ กลแ้ หล่งวตั ถดุ ิบอำหำรสัตว์
1.8 ไม่มปี ัญหำกบั สงั คมในทอ้ งถน่ิ และไดร้ ับอนุญำตจำกองคก์ ำรบริหำรส่วนทอ้ งถนิ่
2. กำรวำงแผนผงั ฟำร์มจะแบ่งพ้ืนทอี่ อกเป็น 3 ส่วนดงั น้ี
2.1 บริเวณบำ้ นพกั สำนกั งำน และส่ิงปลกู สร้ำงอ่นื ๆ
2.2 บริเวณโรงเรือนเล้ยี งสุกร
2.3 บริเวณกำจดั ของเสีย
3. ลกั ษณะของโรงเรือนทีดี มดี งั น้ี
3.1 เป็ นโรงเรือนที่สุกรอยู่ได้อย่ำงสบำย มีระบบกำรกำจัดของเสีย และกำรระบำย
อำกำศดี ไม่มีกลิ่นเหมน็ อบั พ้นื คอกแหง้ ไมช่ ้ืนแฉะ
3.2 สำมำรถใชเ้ น้ือท่ีภำยในโรงเรือนใหเ้ ป็นประโยชนไ์ ดม้ ำกทสี่ ุด
3.3 แบบโรงเรือนเรียบง่ำย สำมำรถขยบั ขยำยหรือเปลี่ยนแปลงสภำพภำยในมำใชเ้ ล้ยี ง
สุกรไดต้ ำมขนำด และประเภทของสุกรตำมท่ีตอ้ งกำรโดยไม่จำเป็นตอ้ งเปลย่ี น โ ค ร ง ส ร้ ำ ง
ใหญ่ ๆ ของโรงเรือน
3.4 ถูกหลกั เศรษฐกิจสัมพนั ธ์กบั แผนกำรเล้ยี ง โดยคำนึงถงึ อำยกุ ำรใชง้ ำนควำมคงทน
ถำวรของส่ิงปลูกสร้ำง และงบกำรลงทนุ
3.5 ออกแบบ และจดั แบง่ คอกตำมประเภทและขนำดของสุกร ให้เหมำะสมมีควำม
คลอ่ งตวั ในกำรปฏิบตั ิงำน ทำให้เกิดควำมรวดเร็ว และประหยดั แรงงำน
3.6 มีระบบกำรสุขำภิบำล และป้องกนั โรคทด่ี ี
3.7 มีกำรติดต้งั อปุ กรณ์กำรเล้ยี งให้อยใู่ นตำแหน่งทเ่ี หมำะสม
3.3 สร้ำงโรงเรือนควรวำงควำมยำว ตำมแนวทศิ ตะวนั ออก - ตะวนั ตก เพือ่ ไมใ่ ห้
แสงแดดส่องเขำ้ ไปในโรงเรือนไดท้ ้งั เวลำเชำ้ และบ่ำย
3.9 มคี วำมกวำ้ ง และควำมยำวของโรงเรือนเหมำะสมโดยทวั่ ไปใชอ้ ตั รำไมเ่ กิน 1 : 4 4.
ระบบโรงเรือนแบบปิ ด และแบบเปิ ด มีลกั ษณะดงั น้ี
4.1 โรงเรือนระบบเปิ ด หมำยถงึ โรงเรือนที่ควบคมุ สภำวะแวดลอ้ มตำมธรรมชำติ และ
อุณหภูมิจะแปรไปตำมสภำพของอำกำศรอบโรงเรือน
4.2 โรงเรือนระบบปิ ด หมำยถงึ โรงเรือนทีส่ ำมำรถควบคมุ สิ่งแวดลอ้ มใหเ้ หมำะสม
กบั ควำมเป็นอยขู่ องสุกร ไดแ้ ก่ อุณหภูมิ ควำมช้ืน กำรระบำยอำกำศ และแสงสว่ำง
ป้องกนั พำหะนำโรคได้ เช่น โรงเรือนอีแวป (Evaporative Cooling System) กำร
ลงทนุ คร้ังแรกค่อนขำ้ งสูง แตส่ ุกรจะอยสู่ ุขสบำย และโตเร็ว
5. เล้ียงแม่สุกรอยู่ 220 แม่ จะกำหนดแผนกำรผลิตอย่ำงไรในแต่ละสัปดำห์ โดยใช้เกณฑ์
วงจรผลติ ลกู แตล่ ะครอกของแม่ คอื 22 สปั ดำห์ และมอี ตั รำกำรผสมตดิ 80 เปอร์เซน็ ต์
วธิ ีทำ วำงแผนให้แมส่ ุกรคลอดลูก = 220 = 10 แม่ / สัปดำห์
22
ดงั น้นั จำนวนแมผ่ สมตดิ = 10 × 0.8 = 8 แม่ / สปั ดำห์
ใชพ้ อ่ พนั ธุ์ ต่อแม่พนั ธุ์ = 1 : 15 ดงั น้นั ตอ้ งเล้ยี งพอ่ พนั ธุ์ = 220 ตวั
15
= 14.67 ตวั
= 15 ตวั
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 วิชา การเลยี้ งสุกร
รหัสวิชา 20501-2304 สัปดาห์ที่ 7- 8 - 9
ชื่อหน่วย อาหารและการให้อาหารสุกร
สาระสาคญั
สุกรนำอำหำรไปใชป้ ระโยชน์ในกำรดำรงชีพ กำรเตบิ โต กำรสืบพนั ธุ์ และกำรให้ผลผลติ อำหำรสุกร
เหล่ำน้ีไดจ้ ำกพืช สัตว์ และผลพลอยไดจ้ ำกกำรแปรรูปสินคำ้ เกษตร ต้นทุนกำรผลิตสุกรไม่น้อยกว่ำ 60
เปอร์เซ็นต์ เป็นค่ำอำหำร จึงตอ้ งเลือกใชอ้ ำหำรท่ีมีคุณภำพ และคุม้ ค่ำต่อผลผลิตท่ีไดร้ ับ ผูเ้ ล้ียงสุกรตอ้ ง
เรียนรู้วิธีกำรให้อำหำรที่ถกู ตอ้ ง ตำมควำมตอ้ งกำรของสัตว์ และกำรประกอบสูตรอำหำรให้เกิดประโยชน์
กบั กำรผลิตสุกรอยำ่ งสูงสุด
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบำยพฒั นำกำรของกำรเล้ียงสุกรได้
2. อธิบำยควำมสำคญั ของกำรผลิตสุกรของประเทศไทยได้
3. อธิบำยควำมเหมำะสมในกำรเล้ียงสุกรเป็นอำชีพในประเทศไทยได้
4. อธิบำยประเภทของฟำร์มสุกรในประเทศไทยได้
5. อธิบำยตลำดสุกรของประเทศไทยได้
6. อธิบำยแนวทำงกำรผลติ สุกรของประเทศไทยได้
สาระการเรยี นรู้
1. อธิบำยควำมสำคญั ของอำหำรสุกรได้
2. อธิบำยคุณสมบตั ขิ องอำหำรสุกรได้
3. จำแนกประเภทของอำหำรสุกรได้
4. อธิบำยหลกั กำรใหอ้ ำหำรสุกรได้
5. บอก และอธิบำยปัจจยั ที่มผี ลตอ่ ควำมตอ้ งกำรของอำหำรสุกรได้
6. อธิบำยหลกั กำรประกอบสูตรอำหำรสุกรได้
7. คำนวณสูตรอำหำรสุกรได้
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. อำจำรยใ์ ห้นกั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน
2. อำจำรยอ์ ธิปรำยบทเรียนเก่ียวกบั อำหำรและกำรใหอ้ ำหำรสุกร
3. ใหน้ กั เรียนผสมอำหำรทโ่ี รงอำหำรสัตวศำสตร์ วิทยำลยั เกษตรและเทคโนโลยีเพชรบรู ณ์
3. ส่ือกำรเรียนการสอน
6. แบบทดสอบกอ่ นเรียน
7. ใบควำมรู้ เกี่ยวกบั อำหำรและกำรให้อำหำรสุกร
8. แบบทดสอบหลงเรียน
4. การวดั ผลและประเมนิ ผล
5. สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแตง่ กำย กำรตรงตอ่ เวลำ
6. แบบทดสอบ
บทท่ี 4
อาหาร และการให้อาหารสุกร
ความสาคญั ของอาหารสัตว์
อำหำรสัตว์ หมำยถึงวัสดุท่ีเมื่อสัตว์กินเข้ำไปแล้วสำมำรถจะถูกย่อย (digested) ถูกดูดซึม
(absorbed) และถูกนำไปใชป้ ระโยชน์ (utilized) ในร่ำงกำยของสตั วไ์ ด้ (เสำวคนธ์, 2546)
Feed หรือ animal food หมำยถึง อำหำรสำหรับสัตว์ หรืออำหำรสัตว์ (ส่วนคำว่ำ food มัก
หมำยถึงอำหำรคน)
Feed stuff, feeding stuff หรือ raw material หมำยถงึ วตั ถุดิบอำหำรสัตว์
Balance diet หรือ balance ration คอื อำหำรสมดุล ซ่ึงหมำยถึงอำหำรผสมท่ีมโี ภชนะต่ำง ๆ ทีจ่ ำ
เป็นอยคู่ รบในปริมำณ และสัดส่วนทเี่ หมำะสมกบั ควำมตอ้ งกำรของสตั วเ์ ล้ยี ง อำหำรสมดุลน้ีแตกต่ำงกนั ไป
ตำมชนิด และระยะกำรให้ผลผลติ ของสตั วเ์ ล้ยี ง (อทุ ยั , 2529)
สุกญั ญำ (2539) กล่ำวว่ำอำหำรเป็นปัจจยั สำคญั มำกอนั ดบั หน่ึงในกำรเล้ียงสัตว์ เน่ืองจำกตน้ ทุน
กำรผลิตประมำณไม่นอ้ ยกวำ่ 60 เปอร์เซ็นตเ์ ป็นค่ำอำหำรสัตว์ กำรท่ีอำหำรจะมีผลต่อสมรรถนะกำรให้ผล
ผลติ ของสตั วด์ ำ้ นกำรเจริญเตบิ โต ประสิทธิภำพกำรใชอ้ ำหำร คุณภำพซำก ประสิทธิภำพกำรสืบพนั ธุ์และ
กำรสร้ำงภูมิคุม้ กนั โรค เป็ นต้น สัตวจ์ ะต้องนำอำหำรไปใช้เพื่อกำรดำรงชีวิตก่อน ที่เหลือจำกน้นั จึงจะ
นำไปใชเ้ พ่ือกำรเจริญเติบโต และกำรให้ผลผลิตต่ำง ๆ ถำ้ สัตวไ์ ดร้ ับอำหำรนอ้ ยกว่ำควำมตอ้ งกำรเพื่อกำร
ดำรงชีวิตแลว้ สัตวจ์ ะมีน้ำหนักตวั ลดลงเร่ือย ๆ ในที่สุดก็ตำย ดงั น้ันเรำจำเป็ นตอ้ งให้อำหำรแก่สัตว์ใน
ปริมำณท่ีมำกเพียงพอต่อกำรเจริญเติบโต และกำรให้ผลผลิต สิ่งที่มีอย่ใู นอำหำรก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ
ร่ำงกำยน้ัน เรียกว่ำโภชนะ หรือสำรอำหำร(เสำวคนธ์, 2546) ซ่ึงเป็ นส่วนประกอบทำงเคมีในอำหำร จะมี
หน้ำที่เฉพำะอย่ำงในกำรดำรงชีวิตของสัตวต์ ลอดจนกำรดำเนินกิจกรรมตำมปกติของร่ำงกำย มีอยู่ 6 ชนิด
ดงั น้ี
1. น้า (Water) เป็นโภชนะทสี่ ำคญั มำก ต่อกำรดำรงชีวิตของสตั ว์ ถำ้ หำกสุกรสูญเสียน้ำในร่ำงกำยเพยี ง 10
เปอร์เซ็นต์ ก็อำจทำให้สุกรตำยได้ สุกรจึงตอ้ งไดด้ ่ืมกินน้ำตลอดเวลำท่ีตอ้ งกำรโดยปกติ สุกรตอ้ งกำรน้ำ
เฉลย่ี วนั ละ 2.0 - 2.5 ลติ ร หรือประมำณ 2 เทำ่ ของน้ำหนกั อำหำรที่กิน แต่ถำ้ อำกำศร้อนอบอำ้ ว สุกรกจ็ ะกิน
น้ำเพม่ิ ข้ึนเป็น 4 - 5 ลติ รก็อำจเป็นได้ หนำ้ ที่ของน้ำมีดงั น้ี
1.1 เป็นส่วนประกอบของเซลล์ และเน้ือเยื่อ
1.2 ช่วยหลอ่ ล่นื กนั กำรกระทบกระเทอื น
1.3 ช่วยควบคุมอณุ หภมู ิร่ำงกำยใหเ้ ป็นปกติ
1.4 เป็นส่วนประกอบของน้ำเลือด และน้ำเหลอื ง
1.5 ช่วยในกระบวนกำรยอ่ ยอำหำร และขบั ถ่ำยของเสีย
1.6 ช่วยในกำรขนถ่ำยโภชนะอื่น ๆ
2. คาร์โบไฮเดรท (Carbohydrates) เป็นส่วนประกอบสำคญั ของพืชทุกชนิด แต่จะมีอยูใ่ นร่ำงกำยสัตว์
นอ้ ยมำก โภชนะกลุ่มน้ีประกอบดว้ ย แป้ง และน้ำตำล ซ่ึงย่อยง่ำย และพวกเยื่อใย(fiber) ซ่ึงย่อยยำก คำร์
โบไฮเดรทเป็นองคป์ ระกอบสำคญั ของอำหำรสัตวท์ กุ ชนิด มีหนำ้ ท่ดี งั น้ี
2.1 ใหพ้ ลงั งำน และควำมร้อนแกร่ ่ำงกำย
2.2 เป็นโครงสร้ำงทำงเคมีท่สี ำคญั ในกำรสร้ำงโภชนะอื่น ๆ
2.3 เป็นส่วนประกอบของเน้ือเยอื่ ประสำท
2.4 เป็นพลงั สำรองในร่ำงกำย เช่น ไกลโคเจนที่ตบั และไขมนั ตำมส่วนตำ่ ง ๆ ของร่ำงกำย
3. โปรตนี (Proteins) เป็นโภชนะท่ีมีควำมจำเป็นตอ่ กำรเจริญเติบโตของร่ำงกำย ประกอบดว้ ย กรดอะมโิ น
(amino acid) หลำย ๆ ชนิด ซ่ึงปริมำณ และสัดส่วนของกรดอะมิโนที่จำเป็ นในโปรตีน จะเป็ นตวั บ่งช้ี
คณุ ภำพของโปรตีน หนำ้ ที่ของโปรตนี มดี งั น้ี
3.1 สร้ำงเน้ือเยือ่ ใหม่ เพ่อื กำรเจริญเตบิ โต กำรสืบพนั ธุ์ และใหผ้ ลผลติ
3.2 ช่วยซ่อมแซมส่วนทสี่ ึกหรอ
3.3 เป็นแหลง่ พลงั งำน
3.4 สร้ำงภมู คิ ุม้ กนั โรค
3.5 เป็นส่วนประกอบสำคญั ในกำรดำรงชีวติ เช่น ฮอร์โมน และน้ำยอ่ ยต่ำง ๆ
4. ไขมัน (Fats) เป็นโภชนะท่ีให้พลงั งำนสูงกว่ำคำร์โบไฮเดรท 2.25 เทำ่ มีหนำ้ ท่ดี งั น้ี
4.1 ใหพ้ ลงั งำน และควำมร้อน
4.2 เป็นส่วนประกอบของเซลล์ และเน้ือเย่อื ตำ่ ง ๆ
4.3 เป็นตวั ละลำยไวตำมนิ บำงชนิด
4.4 ป้องกนั กำรกระทบกระเทือนของอวยั วะภำยใน
4.5 สะสมในร่ำงกำยให้สตั วไ์ วใ้ ชใ้ นกรณีขำดอำหำร และในระยะสืบพนั ธุ์
4.6 ทำใหร้ ่ำงกำยอบอนุ่
5. แร่ธาตุ (Minerals) เป็นโภชนะท่ีประกอบดว้ ย อนินทรียสำรท่ีมีควำมจำเป็นต่อกำรเจริญเติบโตของ
กระดูก กำรดำรงชีวิต และกำรสืบพนั ธุ์ของสัตว์ ซ่ึงในอำหำรสุกรจะมแี ร่ธำตุท่จี ำเป็นต่อร่ำงกำยของสุกร
เพียงเล็กนอ้ ย ดงั น้นั จึงตอ้ งเติมแร่ธำตุเหลำ่ น้นั ลงในอำหำรใหพ้ อกบั ควำมตอ้ งกำรของร่ำงกำย หนำ้ ที่ของ
แร่ธำตุ มดี งั น้ี
5.1 เป็นส่วนประกอบของโครงสร้ำงของร่ำงกำยสตั ว์
5.2 เป็นส่วนประกอบของเลือด และของเหลวในร่ำงกำย
5.3 ช่วยในกำรทำปฏกิ ิริยำของน้ำยอ่ ยบำงชนิด
5.4 ช่วยรักษำควำมสมดลุ ของกรด และด่ำงในร่ำงกำย
6. ไวตามิน (Vitamins ) เป็นโภชนะที่มีองค์ประกอบทำงเคมซี ับชอ้ น และสัตวต์ อ้ งกำรเป็นจำนวนไม่มำก
นกั แต่จำเป็นอยำ่ งยิ่งสำหรับปฏกิ ิริยำทำงเคมีในร่ำงกำย โดยไวตำมินไมไ่ ดม้ ีกำรเปลี่ยนแปลง หรือเขำ้ ร่วม
เป็นองคป์ ระกอบใด ๆ ของร่ำงกำย หนำ้ ทขี่ องไวตำมนิ มีดงั น้ี
6.1 ช่วยในกำรสร้ำงกระดกู
6.2 ช่วยในกำรแข็งตวั ของเลือด
6.3 ส่งเสริม และพฒั นำกำรทำงำนของระบบสืบพนั ธุ์
6.4 ช่วยในกำรสงั เครำะห์โปรตีน
6.5 ช่วยในกำรเจริญเติบโตของตวั อ่อน
6.6 ช่วยในกระบวนกำรผลิตฮอร์โมน
หน้าท่ีหลักของโภชนะในร่างกาย จำแนกได้ 4 ประกำรดงั น้ี
1. เป็นแหล่งของพลงั งำน ร่ำงกำยนำไปใชเ้ พ่ือกิจกรรมทจ่ี ำเป็นตำ่ ง ๆ เช่น เป็นแหลง่ ใหค้ วำมร้อน
ควบคุมอุณหภมู ใิ นร่ำงกำย โภชนะกลมุ่ น้ี ไดแ้ ก่ คำร์โบไฮเดรท ไขมนั และโปรตนี
2. เป็นโครงสร้ำง และบำรุงรักษำซ่อมแซมเน้ือเย่ือส่วนสึกหรอของร่ำงกำย เช่น กำรสร้ำงกระดูก
กลำ้ มเน้ือ อวยั วะ และเน้ือเย่ือต่ำง ๆ เพ่ือกำรเจริญเติบโต และทดแทนส่วนที่ขำดหำย หรือสลำยตวั ไป
โภชนะเหล่ำน้ี ไดแ้ ก่ น้ำ โปรตนี แร่ธำตุ และไขมนั
3. ทำหน้ำท่ีควบคุมและบงั คบั กระบวนกำรต่ำง ๆ ในร่ำงกำยให้เป็นไปตำมปกติ เช่น ช่วยควบคุม
ควำมเป็นกรด - ด่ำง กำรสังเครำะห์ และพำโภชนะต่ำง ๆ ไปเล้ียงเซลล์ของร่ำงกำย และกำรทำงำนของ
เอ็นไซมต์ ่ำง ๆ เป็นตน้ โภชนะเหลำ่ น้ี ไดแ้ ก่ น้ำ โปรตนี ไขมนั แร่ธำตุ และ ไวตำมิน
4. สร้ำงผลผลิต เช่นน้ำนม และไขเ่ ป็นตน้ ซ่ึงจำเป็นตอ้ งใชโ้ ภชนะท้งั 6 ประเภท
ความต้องการโภชนะของสัตว์
เสำวคนธ์ (2546) กล่ำวว่ำ สัตวจ์ ำเป็นตอ้ งไดร้ ับโภชนะครบท้งั 6 ชนิด เพื่อทำหน้ำที่ตำมควำมตอ้ งกำรใช้
โภชนะ ดงั น้ี
1. ควำมตอ้ งกำรเพื่อดำรงชีพ หมำยถึงปริมำณของโภชนะต่ำง ๆ ท่ีร่ำงกำยสัตว์ต้องกำรเพื่อ
นำไปใช้ในกำรดำรงชีพ ให้เป็ นไปอย่ำงปกติสุข ไดแ้ ก่ กำรให้ควำมอบอุ่นแก่ร่ำงกำย กำรเคล่ือนไหวท่ี
จำเป็น และกำรซ่อมแซมส่วนท่ีสึกหรอต่ำง ๆ ของร่ำงกำย เช่น กำรหลุดร่วงของขนกำรหลุดลอกของเย่อื บุ
ภำยในอวยั วะ เป็นตน้ กำรดำรงชีพเป็นควำมตอ้ งกำรโภชนะในข้นั พ้ืนฐำน หรือข้นั ต่ำสุดของสตั ว์ ท่ีจะทำ
ให้ร่ำงกำยคงอยู่ในสภำพปกติได้ โดยปริมำณที่สัตว์ไดร้ ับจะเท่ำกบั ปริมำณโภชนะที่สัตว์ตอ้ งใช้ ภำวะ
เช่นน้ีเรียกว่ำ อย่ใู นสภาวะสมดุล สัตวไ์ ม่มกี ำรเพมิ่ หรือลดน้ำหนกั ดงั น้นั เมือ่ ใดก็ตำมทสี่ ัตวไ์ ดร้ ับโภชนะ
ต่ำกว่ำท่ีตอ้ งกำร ร่ำงกำยของสัตวจ์ ำเป็นตอ้ งนำโภชนะที่ร่ำงกำยสะสมไว้ หรือมีกำรสลำยตวั ของเน้ือเยื่อ
บำงส่วนมำใช้ เพ่ือกำรดำรงชีพ ทำให้สัตวส์ ูญเสียน้ำหนักตวั อำจเกิดอนั ตรำยถึงแก่ชีวิตของสัตว์ ในทำง
ตรงกนั ขำ้ มถำ้ สัตวไ์ ดร้ ับโภชนะมำกกวำ่ ควำมตอ้ งกำรเพือ่ ดำรงชีพ โภชนะส่วนทเี่ กินจะถูกนำไปใชใ้ นกำร
สร้ำงผลผลติ หรือสะสมไวใ้ นร่ำงกำย สตั วจ์ ึงเตบิ โต และใหผ้ ลผลติ ได้ เป็นตน้
2. ควำมตอ้ งกำรเพ่ือสร้ำงผลผลิต หมำยถึงปริมำณของโภชนะประเภทต่ำง ๆ ท่ีร่ำงกำยตอ้ งกำร
นอกเหนือจำกปริมำณโภชนะท่ีใช้เพื่อกำรดำรงชีพ โดยกำรนำไปใช้ในกำรเพ่ิมน้ำหนักตัวหรือกำร
เจริญเติบโต กำรสืบพนั ธุ์ และกำรให้นม เป็นตน้ ดงั น้ันควำมตอ้ งกำรโภชนะต่ำง ๆ เพ่ือสร้ำงผลผลิตใน
สตั วช์ นิดต่ำง ๆ จึงแตกต่ำงกนั ไป ข้นึ อยกู่ บั ลกั ษณะของผลผลติ ท่ใี ห้
3. ควำมตอ้ งกำรโภชนะเพ่ือกำรขุนให้อว้ น คือกำรทำให้สัตวเ์ พ่ิมน้ำหนัก และทำให้เน้ืออ่อนนุ่ม
และมีรสชำติดีข้ึน กำรขุนสัตว์ให้อ้วนเป็ นกำรสะสมพลงั งำนไว้ในรูปของไขมัน และร่ำงกำยสัตว์มี
ควำมสำมำรถในกำรสะสมไขมนั ไดด้ ีกว่ำโภชนะอ่นื ๆ ซ่ึงเม่ือสัตวใ์ กลโ้ ตเตม็ วยั อตั รำกำรเติบโตจะลดลง
และเร่ิมมีกำรสะสมไขมนั เพ่ือเป็นแหล่งพลงั งำนสำรองไวใ้ ชใ้ นยำมตอ้ งกำร แต่กำรปล่อยให้สัตวส์ ะสม
ไขมนั มำกไปจะทำใหร้ ำคำจำหน่ำยสัตวล์ ดต่ำลงดว้ ย ดงั น้นั กำรขนุ ใหส้ ตั วอ์ ว้ น จึงมกั กระทำในระยะท่ีสัตว์
ใกลโ้ ตเต็มวยั
4. ควำมตอ้ งกำรโภชนะเพ่ือกำรใช้งำน กำรทำงำนของสัตว์ หรือกำรใช้กำลงั ทำงำนเป็ นกำร
เคล่ือนไหวของกล้ำมเน้ือ ซ่ึงตอ้ งใช้พลังงำนโดยเฉพำะจำกคำร์โบไฮเดรท และไขมนั เป็ นสำคัญ และ
ตอ้ งกำรโปรตีน แร่ธำตุ และไวตำมนิ ใหเ้ พียงพอตอ่ กำรทำงำนของเซลลก์ ลำ้ มเน้ือ เพ่อื ซ่อมแซมส่วนที่สึก
หรอของเน้ือเยอ่ื บำงส่วนในร่ำงกำย
ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อความต้องการอาหารของสุกร
อุทยั (2529) และ เสำวคนธ์ (2546) กล่ำวถึงปัจจยั ท่ีมีผลต่อควำมตอ้ งกำรอำหำรของสุกร ดงั น้ี
1 . อำยุ สุกรอำยนุ อ้ ย ๆ ตอ้ งกำรอำหำรท่ีมีคุณค่ำอำหำรสูงกว่ำ และย่อยไดง้ ่ำยกว่ำ เมื่อเทียบกบั
สุกรอำยมุ ำก (ขนำดใหญ่กวำ่ ) และกินอำหำรเป็นปริมำณนอ้ ยกวำ่
2. เพศ สุกรเพศผู้ จะมีอัตรำกำรเจริญเติบโต และกำรสะสมเน้ือแดง ได้ดีกว่ำสุกรเพศเมีย จึง
ตอ้ งกำรปริมำณโภชนะบำงชนิดสูงกว่ำ โดยเฉพำะโปรตีน และกรดอะมโิ นไลซีน
3. สำยพนั ธุ์ สุกรพนั ธุ์จำกต่ำงประเทศ ท่ีนำเขำ้ มำมีกำรให้ผลผลิตสูงกว่ำสุกรพนั ธุ์พ้ืนเมือง จึง
ตอ้ งกำรปริมำณโภชนะต่ำง ๆ สูงกว่ำมำก แมแ้ ต่ในสุกรพนั ธุ์ประเภทเดียวกนั เช่น พนั ธุเ์ ปี ยแตรง จะสะสม
เน้ือแดงสูงกว่ำพนั ธุ์อน่ื ๆ จึงตอ้ งกำรปริมำณโปรตีน และกรดอะมิโนไลซีนทสี่ ูงข้นึ
4. สมรรถภำพในกำรให้ผลผลิต สุกรท่ีมีสมรรถภำพกำรให้ผลผลิตสูง ๆ เช่นเติบโตเร็วคุณภำพ
ซำกสูง อยใู่ นระยะอุม้ ทอ้ ง ระยะเล้ยี งลูก หรือให้ลกู ดก ยอ่ มตอ้ งกำรปริมำณ และคณุ ภำพอำหำรทีส่ ูงข้ึน
5. สภำพกำรเล้ียงดู และกำรจดั กำร ในสภำพกำรเล้ียงดู และกำรจดั กำรฟำร์มท่ีไม่ดีย่อมส่งผล
กระทบให้สุกรเกิดควำมเครียด ร่ำงกำยอ่อนแอ เจ็บป่ วยง่ำย ทำให้ร่ำงกำยสัตว์ ตอ้ งได้รับโภชนะต่ำง ๆ
มำกกว่ำปกติ โดยเฉพำะโปรตีน ไวตำมิน และแร่ธำตุ เพ่ือกำรสร้ำงภูมิคุม้ กนั หรือชดเชยส่วนท่ีสึกหรอ
ของร่ำงกำย
6. สภำพอำกำศ ในสภำพอำกำศหนำวเยน็ สัตวต์ อ้ งกำรพลงั งำนสูงข้ึน เพ่ือทำให้ร่ำงกำยอบอุ่น
จึงตอ้ งกินอำกำรเพม่ิ ข้ึน เป็นผลใหส้ ัตวไ์ ดร้ บั โปรตนี และโภชนะอืน่ ๆ มำกกว่ำท่รี ่ำงกำยตอ้ งกำร เป็นกำร
สูญเสียโภชนะบำงอย่ำงไปโดยเปล่ำประโยชน์ ดงั น้ันในฤดูหนำวจึงอำจจะปรับลดระดบั โปรตีนในสูตร
อำหำรลงไดบ้ ำ้ ง ในทำนองเดียวกนั ในสภำพอำกำศร้อน สัตวจ์ ะกินอำหำรไดน้ อ้ ยลง ทำใหต้ อ้ งปรับสูตร
อำหำร ใหม้ ปี ริมำณโภชนะสูงข้นึ กว่ำปกติ
7. คุณภำพของวตั ถุดิบอำหำรสัตว์ วตั ถุดิบอำหำรสัตวท์ ่ีมีคุณภำพต่ำ เย่ือใยสูง จึงย่อยไดน้ ้อย มี
กำรปลอมปนมำก ทำให้ร่ำงกำยสัตวน์ ำไปใช้ประโยชน์ไดน้ ้อย และไดร้ ับปริมำณโภชนะไม่เพียงพอต่อ
ควำมตอ้ งกำรของร่ำงกำย
8. ระดบั ของสำรพิษในอำหำรสตั ว์ ในวตั ถุดิบอำหำรสตั วบ์ ำงชนิดมีสำรพิษท่ีเป็นอนั ตรำยต่อสัตว์
เล้ียง ทำใหก้ ำรยอ่ ยไดข้ องโปรตนี ลดลง เช่น สำรอะฟลำท็อกซินในขำ้ วโพด กอสซีปอลในกำกฝำ้ ย กรด
ไฮโดรไซยำนิคในมนั สำปะหลงั ไมโมซีนในใบกระถิน สำรยบั ย้งั ทริปซินในถว่ั เหลือง และแทนนินในขำ้ ว
ฟ่ ำง เป็นตน้ ดงั น้นั เมือ่ สัตวก์ ินอำหำรเหลำ่ น้ีเขำ้ ไป ทำให้ร่ำงกำยตอ้ งกำรอำหำรโปรตีนสูงข้นึ เพ่อื ใหเ้ ขำ้ ไป
ทำลำย และขบั ถ่ำยสำรพษิ เหลำ่ น้ีออกจำกร่ำงกำย
9. ระดบั พลงั งำน และไขมนั ในสูตรอำหำร อำหำรที่มีพลงั งำนสูง ทำให้สัตวก์ ินอำหำรลดลง จึงตอ้ งเพิ่ม
ควำมเขม้ ขน้ ของโภชนะในอำหำรใหส้ ูงข้ึน และอำหำรท่ีมพี ลงั งำนต่ำ ทำให้สัตวต์ อ้ งกินอำหำรเพม่ิ มำกข้ึน
จึงตอ้ งลดควำมเข็มขน้ ของโภชนะในอำหำรลง แต่อำหำรที่มีไขมนั สูง จะเหม็นหืนง่ำย เก็บไวไ้ ดไ้ ม่นำน
และทำให้สูญเสียโภชนะบำงชนิดในอำหำร เช่น ไวตำมินอี
กายวิภาคของทางเดินอาหารของสุกร
ภรณี (2546) กล่ำวถึงส่วนประกอบของระบบทำงเดินอำหำรสุกร (ภำพท่ี 4.1) ดงั น้ี
1. ปำก และคอหอย สุกรมปี ำกกวำ้ ง ริมฝีปำกบนจะหนำ และส้นั ริมฝีปำกล่ำงจะเล็ก และช้ีแหลม
ข้ึนขำ้ งบน ภำยในปำกมีล้ิน ฟัน และต่อมน้ำลำย 3 คู่ ทำหน้ำที่สร้ำงน้ำลำย ซ่ึงจะมีประโยชน์ ช่วยเพ่ิม
ควำมช้ืนให้กบั อำหำรท่ีกินเขำ้ ไป และเมือกช่วยหล่อลื่นทำให้กลนื อำหำรง่ำย นอกจำกน้ียงั มี เอนไซมอ์ ะ
ไมเลส (amylase) ช่วยยอ่ ยคำร์โบไฮเดรทในเบ้ืองตน้ ดว้ ย
2. หลอดอำหำร มีขนำดส้ัน และเกือบเป็ นเส้นตรง เป็นทำงผ่ำนของอำหำรท่ีเค้ียวแลว้ ไม่มีกำร
ยอ่ ยในบริเวณน้ี
3. กระเพำะอำหำร มีลกั ษณะคลำ้ ยลูกแพร์ ขนำดคอ่ นขำ้ งใหญ่ เมอ่ื เปรียบเทียบกบั สัตวก์ ระเพำะ
เด่ียวอ่ืน คือ เมื่อสุกรโตเต็มท่ี จะมีควำมจุถึง 6 - 8 ลิตร มีน้ำหนักซ่ึงรวมสิ่งท่ีบรรจุภำยใน ประมำณ 4
เปอร์เซ็นตข์ องน้ำหนกั ตวั หรือประมำณ 14 เปอร์เซ็นตข์ องน้ำหนกั ทำงเดินอำหำรท้งั หมด ภำยในกระเพำะ
มคี ่ำ pH ประมำณ 2 กระเพำะอำหำรสุกรเป็นทพี่ กั อำหำรท่กี ินเขำ้ ไป ช่วยทำใหช้ ิ้นส่วนของอำหำรท่กี ินเขำ้
ไปแตกตวั เลก็ ลง และมีกำรหลงั่ กรดเกลอื (hydrochloric acid ) และเอนไซมเ์ ปปซิน ( pepsin )
4. ลำไสเ้ ลก็ และไสต้ ง่ิ ลำไส้เล็กมีลกั ษณะคอ่ นขำ้ งยำว ประมำณ 15 - 20 เมตร มคี วำมจุ 9 ลติ ร มี
pH ประมำณ 6 - 7 บริเวณลำไสเ้ ล็กส่วนตน้ เป็นบริเวณท่มี กี ำรยอ่ ยอำหำรมำกที่สุด โดยไดร้ บั น้ำยอ่ ยมำจำก
ผนงั ลำไสเ้ ล็ก ตบั อ่อน และตบั ท้งั น้ีน้ำยอ่ ยจำกตบั ที่สร้ำงข้ึนน้นั จะถกู ส่งไปเกบ็ ไวท้ ีถ่ ุงน้ำดี กอ่ นที่จะถูก
ส่งผ่ำนท่อน้ำดีมำยงั ลำไส้เล็กส่วนตน้ ส่วนลำไส้เล็กส่วนกลำง และส่วนปลำยน้นั จะมีกำรดูดซึมโภชนะ
ต่ำง ๆ
5. ลำไส้ใหญ่และทวำรหนัก ลำไส้ใหญ่ของสุกรท่ีโตเต็มท่ีอำจยำวถึง 4.8 เมตร และมีควำมจุ
ประมำณ 9 ลิตร ลำไส้ใหญ่ส่วนตน้ คอ่ นขำ้ งยำว ใหญ่ และเปิ ดตอ่ เนื่องโดยตรงกบั ไสต้ ิ่ง ปลำยลำไส้ใหญ่
ต่อกบั ทวำรหนัก ลำไส้ใหญ่จะทำหน้ำท่ีดูดซึมน้ำออกจำกอำหำร เป็ นที่สะสมกำกอำหำรท่ีย่อยไม่ได้
นอกจำกน้ียงั มแี บคทเี รียช่วยหมกั และย่อยอำหำรเยื่อใย ตลอดจนสังเครำะห์โปรตีนและไวตำมินบำงชนิด
เช่นไวตำมนิ เค และไวตำมนิ ทลี่ ะลำยน้ำได้
ทวำรหนกั
ลำไส้ใหญ่
ภาพที่ 4.1 แสดงระบบทำงเดินอำหำรของสุกร
วตั ถุดิบอาหารสัตว์ (Feed stuffs)
หมำยถึง วตั ถุท่ีเกิดจำกธรรมชำติ หรือสังเครำะห์ข้ึนมำแลว้ มีคุณค่ำทำงอำหำรต่อสัตวว์ ตั ถุดิบ
อำหำรสตั วจ์ ะมีปริมำณโภชนะชนิดต่ำง ๆ ไมเ่ ท่ำกนั จึงแบ่งวตั ถดุ ิบอำหำรสัตวต์ ำมชนิดและระดบั โภชนะ
หลกั ที่มีอยู่ ได้ 4 ประเภท (อทุ ยั , 2529 และ เสำวคนธ์, 2546) ดงั น้ี
1. ประเภทเป็ นแหล่งของพลงั งาน เป็นวตั ถุดิบอำหำรที่เป็นส่วนประกอบในอำหำรสัตวม์ ำกทส่ี ุด
ประมำณ 70 - 75 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่ำ อาหารหลัก (Basal feed) สุกรอำยนุ อ้ ยตอ้ งกำรพลงั งำนมำกกวำ่ สุกรท่ี
มีอำยุมำกกว่ำ วตั ถุดิบอำหำรประเภทน้ีเป็ น แป้ง หรือน้ำตำลเป็นส่วนใหญ่ (กว่ำ 70 -80 เปอร์เซ็นต)์ จะมี
โปรตีนในระดบั ต่ำ ไม่เกิน 12 เปอร์เซ็นต์ และเป็ นโปรตีนคุณภำพต่ำมีปริมำณกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อ
ร่ำงกำย อยู่น้อย ส่วนใหญ่เป็นวตั ถุดิบอำหำรสัตวท์ ่ีไดจ้ ำกพืช และ ผลพลอยไดจ้ ำกธัญพืช และพืชต่ำง ๆ
แบ่งเป็นกลุ่มยอ่ ย ๆ ดงั น้ี
1.1 ธญั พชื เช่น ขำ้ วโพด ขำ้ งฟ่ ำง ปลำยขำ้ ว และรำละเอยี ด
1.2 พืชหัว เช่น มนั สำปะหลงั และมนั เทศ
1.3 ผลพลอยได้ เช่น กำกน้ำตำล เศษอำหำร
1.4 น้ำมนั พชื และไขมนั สัตว์ เช่น น้ำมนั ถวั่ เหลือง น้ำมนั ปำลม์ และไขววั
ปลำยขำ้ ว ถือเป็นแหล่งพลงั งำนของอำหำรสุกร เนื่องจำกมีแป้งเป็นส่วนประกอบถงึ 90
เปอร์เซน็ ต์ และยอ่ ยไดง้ ำ่ ย มโี ปรตนี 8 เปอร์เซ็นต์ มีไขมนั และเย่อื ใยในระดบั ต่ำ เก็บไวไ้ ดน้ ำน ตรวจสอบ
กำรปลอมปนง่ำย สำหรับสุกรควรใชป้ ลำยขำ้ วขนำดเล็ก
รำละเอียด เป็นผลิตผลพลอยไดจ้ ำกกำรสีขำ้ ว เป็นแหล่งของพลงั งำน ที่มีโปรตีนสูงกว่ำ
ธญั พืชทวั่ ไป (12 เปอร์เซ็นต)์ มีไขมนั ในระดบั คอ่ นขำ้ งสูง ในสภำพอำกำศร้อนจะเหม็นหืนงำ่ ย ทำให้เก็บ
ไดไ้ ม่นำน (ไม่ควรเกิน 60 วนั ) มีกำรปลอมปนดว้ ยแกลบป่ น ละอองขำ้ ว หรือดินขำวป่ น และควรระวงั
เร่ืองยำฆ่ำแมลงที่ปะปนมำดว้ ย โดยเฉพำะรำขำ้ วจำกนำปรัง ใชเ้ ป็นวตั ถุดิบหลกั ในกำรประกอบอำหำรสัตว์
หลำยชนิด โดยเฉพำะอำหำรสุกรเนื่องจำกมีควำมน่ำกินสูง มีรสชำติเฉพำะตวั ท่ีสุกรชอบ และยงั เป็นตวั
ช่วยทำให้อำหำรคลุกเคล้ำเขำ้ กนั ไดด้ ี มีกำรกระจำยสม่ำเสมอ รำละเอียดที่ดี จะมีควำมช้ืนไม่เกิน 14.5
เปอร์เซ็นต์ เน้ือมีควำมละเอียดมำก เมื่อจบั ดูจะรู้สึกเนียน และนุ่มมือ มีกล่ินสด และหอมอย่เู สมอ ชนิดที่
ใหม่สุด เม่ือชิมดูจะมีรสหวำนเล็กน้อย มีน้ำหนักเบำ มีเย่ือใยอยู่ในระดบั สูง ทำให้มีลกั ษณะฟ่ ำม (Bulky)
ไม่ควรใชเ้ กิน 30 เปอร์เซน็ ตใ์ นสูตรอำหำร เพรำะมีไขมนั สูง จะทำให้ซำกสุกรมีลกั ษณะเน้ือแฉะ เนื่องจำก
ไขมนั ไม่แข็งตวั และมคี ุณสมบตั ิ เป็นยำระบำย ลดอำกำรทอ้ งผกู ในแม่สุกรอุม้ ทอ้ ง และแมเ่ ล้ียงลกู ไดด้ ี
ข้ำวโพด เป็ นแหล่งพลังงำนที่ดีมำกเช่นกนั มีคุณค่ำอำหำรใกลเ้ คียงกับปลำยข้ำว มี
พลงั งำนนอ้ ยกว่ำปลำยขำ้ วเล็กนอ้ ย มโี ปรตีน 8 เปอร์เซ็นต์ มีเย่อื ใยในระดบั ต่ำ มขี อ้ จำกดั บำงประกำร เช่น
มเี ช้ือรำที่ผลติ สำรพิษ อะฟลำทอ็ กซิน (Aflatoxin) มยี ำฆ่ำแมลง และส่ิงเจือปนมำกกว่ำปลำยขำ้ ว ยอ่ ยไดย้ ำก
มีกำรสูญเสียน้ำหนกั จำกกำรระเหยของน้ำในเมลด็ และตอ้ งนำมำบดให้ละเอยี ดกอ่ นนำไปประกอบอำหำร
สัตว์
ขำ้ วฟ่ ำง มีโปรตีนประมำณ 11 เปอร์เซน็ ตม์ รี สฝำด เน่ืองจำกมสี ำรแทนนิน (Tannin) อยใู่ น
ระดบั สูง และทำให้กำรยอ่ ยไดข้ องโปรตีน และพลงั งำนลดลงซ่ึงเป็นขอ้ จำกดั ในกำรใชข้ ำ้ วฟ่ ำงเล้ียงสัตว์
มนั เส้น เป็นมนั สำปะหลงั ท่ีสับเป็ นชิ้นเล็ก ๆ แลว้ นำไปตำกแห้ง มีโปรตีนต่ำประมำณ 2
เปอร์เซ็นต์ มีแป้งมำก มีเยื่อใยระดบั ต่ำ มีคุณค่ำอำหำรต่ำกว่ำปลำยขำ้ ว เมื่อใช้เป็ นอำหำรสัตว์ จึงตอ้ งเพม่ิ
โภชนะบำงชนิด มนั เส้นคุณภำพดี สำมำรถใชท้ ดแทนปลำยขำ้ วไดใ้ นกรณีทีป่ ลำยขำ้ วรำคำแพง และมนั เสน้
รำคำถูก (ปลำยขำ้ ว 1 กิโลกรัม เท่ำกบั มนั เส้น 0.85 กิโลกรัม ผสมกบั กำกถวั่ เหลอื ง 0.15 กิโลกรัม) หัวมนั
สำปะหลงั สดไมค่ วรนำมำเป็นอำหำรสัตว์ เนื่องจำกมีสำรพษิ คือ กรดไฮโดรไซยำนิค (Hydrocyanic) ซ่ึงใน
ระดบั สูงเป็นอนั ตรำยต่อสัตว์ นอกจำกน้ีขอ้ เสียของกำรใชม้ นั เสน้ คือ มี ส่วนลำตน้ เหงำ้ และดินทรำย ปน
มำดว้ ย จึงควรเลือกใชม้ นั เส้นคุณภำพดีเป็นเกรดเหมำะสมใชเ้ ล้ียงสุกร
ไขมันชนิดต่ำง ๆ เป็ นวตั ถุดิบท่ีมีระดับพลังงำนสูงกว่ำ วตั ถุดิบอำหำรประเภทแป้ง
ประมำณ 2.25 เท่ำตวั กำรใชใ้ นสูตรอำหำรจะช่วยทำให้ระดบั พลงั งำนในสูตรอำหำรสูงข้ึน จนเพียงพอต่อ
ควำมต้องกำรของสัตว์ ช่วยลดกำรเป็ นฝุ่นของอำหำรและสัตว์ชอบกินมำกข้ึน ควรใช้ไม่เกิน 5 - 7
เปอร์เซ็นต์ เพรำะถำ้ ใชม้ ำกกวำ่ น้ีอำหำรจะเป็นมนั มำก สัตวไ์ ม่ชอบกิน และเหม็นหืนไดง้ ำ่ ย เกบ็ ไมไ่ ดน้ ำน
2. ประเภทเป็ นแหล่งของโปรตีน เป็นวตั ถุดิบทีเ่ ป็นส่วนประกอบในอำหำรสัตวป์ ระมำณ 20 - 25
เปอร์เซน็ ต์ มีโปรตีนอยใู่ นระดบั สูงมำกกวำ่ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยทว่ั ไปวตั ถุดิบท่ใี ห้พลงั งำนเกือบทกุ ประเภท
มีโปรตีนเป็ นองค์ประกอบอยู่แลว้ แต่วตั ถุดิบเหล่ำน้ันไม่สำมำรถให้โปรตีนเพียงพอกบั ควำมตอ้ งกำรของ
ร่ำงกำยได้ จึงจำเป็นตอ้ งมีวตั ถุดิบประเภทโปรตีนสูงเป็นโภชนะหลกั เขำ้ มำประกอบดว้ ย ซ่ึงไดม้ ำจำก 3
แหล่งดว้ ยกนั คอื
2.1 โปรตีนจำกพชื เช่นกำกถวั่ เหลือง กำกถว่ั ลสิ ง กำกเมล็ดฝำ้ ย
2.2 โปรตนี จำกสัตว์ เช่นปลำป่ น นมผง เน้ือและกระดูกป่ น
2.3 โปรตนี สังเครำะห์ เช่นยเู รีย กรดอะมิโนสังเครำะห์
กำกถว่ั เหลือง เป็ นอำหำรโปรตีนจำกพืชท่ีดีท่ีสุด ไดม้ ำจำกกำรนำเมล็ดถวั่ เหลืองมำบีบสกดั แยก
เอำน้ำมนั ออก มีโปรตีนอย่ปู ระมำณ 40 - 44 เปอร์เซ็นต์ มีกรดอะมิโนท่ีจำเป็นอยูส่ มดุลเหมำะสมต่อกำร
เล้ียงสัตวท์ ุกระยะกำรเจริญเตบิ โต ห้ำมใช้เมล็ดถวั่ เหลืองดิบเล้ียงสัตว์ เนื่องจำกมสี ำรพษิ ท่ีเรียกว่ำ ทริปซิน
อนิ ฮิบิเตอร์ (Trypsin inhibitor) ซ่ึงสำรพิษน้ีจะไปมผี ลขดั ขวำงกำรยอ่ ยโปรตีนในทำงเดินอำหำร ในอำหำร
ลูกสุกรนม (Creep feed) ควรใช้ถวั่ เหลืองอบไขมนั สูง(ถว่ั เหลืองท่ีผ่ำนขบวนกำรให้สุกโดยไม่สกดั น้ำมนั
ออก มีโปรตนี 38 เปอร์เซ็นต)์
กำกถว่ั ลิสง เป็นผลิตผลพลอยไดจ้ ำกกำรสกดั น้ำมนั มีโปรตีน 40 - 45 เปอร์เซ็นต์ เป็นโปรตีนทีม่ ี
คุณภำพต่ำกวำ่ กำกถวั่ เหลือง ในทำงปฏิบตั ิมกั ใชผ้ สมกบั กำกถว่ั เหลอื งในอตั รำ 1:1 หรือผสมกบั ปลำป่ นไม่
เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ไดผ้ ลดี มีขอ้ เสีย คือเก็บไวไ้ ดไ้ ม่นำนจะเกิดกำรเหม็นหืน และมกั มีเช้ือรำ โดยเฉพำะ
เช้ือรำที่ผลิตอะฟลำทอ็ กซิน ที่เป็นอนั ตรำยต่อสัตว์ โดยเฉพำะถำ้ เป็ นกำกถวั่ ท่ีเก่ำเก็บ และร้อนช้ืน มกั เจอ
ปัญหำน้ีมำกท่ีสุด
กำกเมล็ดฝ้ำย เป็ นผลิตผลพลอยได้จำกกำรสกัดน้ำมัน มีโปรตีนประมำณ 40 - 45
เปอร์เซ็นต์ มีสำรพิษช่ือว่ำ กอสซิปอล (Gossypol) ทำให้เจริญเติบโตชำ้ ลง และมีกรดอะมิโนไลซีนระดบั
ต่ำ ทำใหเ้ ป็นขอ้ จำกดั ในกำรใช้
กำกมะพร้ำว เป็นผลิตผลพลอยได้ จำกโรงงำนสกดั น้ำมนั มะพร้ำว เมื่อผลติ ใหม่ ๆ มีกลิ่น
หอมน่ำกิน มีโปรตีนประมำณ 20 เปอร์เซ็นต์ มีระดบั กรดอะมโิ นไลซีน และฮิสติดีนต่ำมำก มีระดบั เย่ือใย
ค่อนขำ้ งสูง ทำให้อำหำรมีลกั ษณะฟ่ ำมมำก สัตวก์ ินอำหำรไดน้ ้อยลง และเป็ นไขมนั ชนิดอิ่มตวั จึงควร
ใชไ้ ดป้ ระมำณ 10 - 15 เปอร์เซน็ ตใ์ นสูตรอำหำร
ปลำป่ น เป็นอำหำรโปรตีนจำกสัตวท์ ด่ี ีทสี่ ุด มีโปรตนี อยปู่ ระมำณ 50 - 60 เปอร์เซน็ ต์ ได้
จำกกำรนำปลำเป็ด หรือปลำอ่ืน ๆ ท่ีเหลือจำกกำรบริโภค ไปทำให้สุก แลว้ ผ่ำนเคร่ืองบีบเอำน้ำ และไขมนั
ออก ปลำป่ นจึงเป็ นส่วนเน้ือปลำรวมกำ้ ง คุณภำพของปลำป่ นข้ึนอย่กู บั ชนิดของปลำ กรรมวิธีกำรผลิต
และส่ิงปลอมปนมำกนอ้ ยแคไ่ หน ปลำป่ นมคี ุณคำ่ ทำงอำหำรสูงมำก เมอ่ื เทยี บกบั โปรตีนจำกพืช เนื่องจำก
มกี รดอะมโิ นทคี่ รบถว้ นใกลเ้ คียงกบั ควำมตอ้ งกำรของสัตว์ ตลอดจนไวตำมินแร่ธำตุ และใชป้ ระโยชน์ได้
ดีกว่ำโปรตีนจำกพืช แต่กำรใช้ในปริมำณสูง จะทำให้เน้ือมีกลิ่นคำวจัด และต้นทุนค่ำอำหำรสูงข้ึน
นอกจำกน้ียงั มีเกลืออยู่ระดับสูง มีผลทำให้ลูกสุกรท้องเสียได้ง่ำย ดังน้ัน จึงควรใช้ประมำณ 3 - 15
เปอร์เซ็นตใ์ นสูตรอำหำร
หำงนมผง มโี ปรตีนประมำณ30 - 40 เปอร์เซน็ ต์ เป็นโปรตีนทีม่ ีคุณภำพดีมำก เพรำะมีกำร
ย่อยไดส้ ูง (ถือว่ำมีกำรยอ่ ยได้ 100 เปอร์เซ็นต์) และมีสมดุลของกรดอะมิโนใกลเ้ คียงกบั ควำมตอ้ งกำรของ
สตั ว์ แต่มรี ำคำแพง กำรใชเ้ ป็นอำหำรสัตวจ์ ึงนิยมใชเ้ ป็นอำหำรลกู สุกรนมเท่ำน้นั
เลือดป่ น ไดจ้ ำกกำรนำเลอื ดจำกโรงงำนฆำ่ สตั ว์ มำน่ึงใหต้ กตะกอน จำกน้นั อบให้แห้งแลว้ ป่ นให้
ละเอียด มีระดบั โปรตีนสูงมำก ประมำณ 85 - 90 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นโปรตีนคุณภำพต่ำ มีปริมำณกรดอะมิ
โนเมทไธโอนีน และไอโซลูซีนต่ำมำก และโปรตีนยอ่ ยยำก ควรใช้ร่วมกบั อำหำรโปรตีนชนิดอ่นื ๆ และ
ใชไ้ ดไ้ ม่เกิน 5 เปอร์เซน็ ตใ์ นสูตรอำหำร
3. ประเภทเป็ นแหล่งของแร่ธาตุ แร่ธำตุ เป็นส่วนประกอบจำนวนนอ้ ยมำกในอำหำรผสม แตเ่ ป็น
โภชนะที่จำเป็ นต่อควำมตอ้ งกำรของสัตว์ จะขำดไปจำกอำหำรไม่ได้ แร่ธำตุท่ีสัตว์ตอ้ งกำร จะมีอยู่ใน
อำหำรพลงั งำน และโปรตีนเกือบทุกชนิด แต่มักจะมใี นปริมำณไมพ่ อกบั ควำมตอ้ งกำรของสัตว์ หรือมีอยู่
ในรูปที่ สัตวไ์ ม่สำมำรถใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ยำ่ งเต็มท่ี ดงั น้นั จำเป็ นตอ้ งเสริมอำหำรแร่ธำตุลงในอำหำรสัตว์
โดยตรง วตั ถุดิบอำหำรท่เี ป็นแหล่งของแร่ธำตุ เช่น
กระดกู ป่ น เป็นแหล่งของธำตุแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ดีมำก
ไดแคลเซียมฟอสเฟต ผลิตจำกกระดูกสตั วห์ รือจำกหินฟอสเฟต ใหธ้ ำตุแคลเซียม และฟอสฟอรสั
เปลือกหอยบด ให้ธำตุแคลเซียมอยำ่ งเดียว
ธำตุโซเดียม และคลอไรด์ วตั ถุดิบอำหำรบำงชนิด เช่นปลำป่ น แกลบกุง้ มกั จะมีเกลอื ปนอยู่
ในระดบั สูง จึงสำมำรถลดปริมำณเกลอื ทตี่ อ้ งเสริมลงในอำหำรให้นอ้ ยลงได้
หินปูนบด ให้ธำตุแคลเซียมอย่ำงเดียว แต่ถูกย่อยสลำย และดูดซึมเขำ้ ร่ำงกำยไดเ้ ร็วกว่ำ
แคลเซียมจำกเปลือกหอยบด
หัวไวตำมิน - แร่ธำตุ หรือพรีมิกซ์ (Premix) เป็นส่วนผสมของไวตำมินและแร่ธำตุปลีกย่อย
ทกุ ชนิด ในปริมำณท่ีครบตำมควำมตอ้ งกำรของสัตว์ และสำมำรถนำไปผสมกบั วตั ถุดิบอำหำรสตั วไ์ ดท้ นั ที
ทำให้กำรคำนวณสูตรอำหำรหรือกำรผสมอำหำรทำไดง้ ่ำย และสะดวกมำกข้ึน
4. ประเภทเป็ นแหล่งของไวตามิน ไวตำมินเป็ นโภชนะที่มีปริมำณน้อยมำกในอำหำรสัตว์แต่
จำเป็นต่อร่ำงกำยจะขำดไม่ได้ ไวตำมินอำจติดมำกบั อำหำรทว่ั ๆ ไป จำกแหล่งธรรมชำติ เช่นผลิตภณั ฑ์
จำกเน้ือ ปลำป่ น พืชสด พืชหมกั และกำกน้ำมนั พืชทุกชนิด เป็นตน้ หำกตอ้ งเติมลงในอำหำร จะเสริมใน
รูปของไวตำมนิ สังเครำะห์ ซ่ึงมกี ำรใชป้ ระโยชนไ์ ดเ้ กือบ 100 เปอร์เซ็นต์
วตั ถทุ ีเ่ ตมิ ในอำหำรสตั ว์ (Feed Additives) เป็นสำรเคมีท่ไี มใ่ ช่โภชนะ แต่จะมีคณุ สมบตั ชิ ่วยให้สัตวน์ ้ันได้
ประโยชน์จำกอำหำรสัตวไ์ ดม้ ำกข้ึน เช่น สำรเร่งกำรเจริญเติบโต สำรช่วยยอ่ ย ยำปฏิชีวนะ สำรกนั หืน
สำรเพม่ิ กล่นิ และรส สำรให้สี และสำรประสำนเม็ด เป็นตน้ (อุทยั , 2529)
คุณสมบัตทิ ด่ี ีของวตั ถุดิบอาหารสัตว์
สุกญั ญำ (2546) กล่ำวถึงคุณสมบตั ิทด่ี ีของวตั ถดุ ิบอำหำรสัตว์ ควรมีลกั ษณะดงั น้ี
1. มีคุณค่ำทำงอำหำร (มโี ภชนะเป็นองคป์ ระกอบ) ไดแ้ ก่ โปรตีน แป้ง ไขมนั ไวตำมนิ แร่ธำตุ
และน้ำ (ควำมช้ืน) เป็นองคป์ ระกอบทกุ ชนิด หรือชนิดใดชนิดหน่ึง
2. สัตวก์ ินแลว้ ยอ่ ยได้ เกิดประโยชนต์ ่อตวั สัตว์
3. ไม่มีสำรพิษ หรือมอี ยใู่ นปริมำณที่ไม่เป็นอนั ตรำยต่อสตั ว์
4. ไมม่ ีกลน่ิ หรือรสชำตทิ ี่สัตวไ์ ม่ชอบกิน
กรมปศุสัตว์ ไดก้ ำหนดมำตรฐำนยำ และสำรเคมีตกคำ้ ง แต่ละชนิด ในเน้ือสุกร ตำมโครงกำรเน้ือ
หมอู นำมยั โดยกำหนดหำ้ มใชย้ ำสตั ว์ หรือสำรเคมี ในสัตวเ์ พอ่ื กำรบริโภค ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. สำรเคมภี ณั ฑก์ ลุ่มเบตำ้ - อะโกนิสท์ เช่น เคลนบูเทอรอล, ซลั บทู ำมอล และยำอื่น ๆ ในกลมุ่ น้ี
2. สำรเคมภี ณั ฑ์ ชนิด คลอแรมฟินิคอล, ไทแอมฟินิคอล
3. สำรเคมภี ณั ฑ์ ชนิดไนโตรฟแู รนส์ เช่น ไนโตรฟูรำโซน, ฟูรำโซลโิ ดน และอะโวพำซิน
4. สำรเคมภี ณั ฑ์ ชนิดคำบำดอกซ์ และโอลำควินดอกซ์
5. สำรเคมภี ณั ฑ์ ชนิดไดมไี ตรดำโซล และโรนิดำโซล
6. ฮอร์โมนเอสตรำไดออล และไดเอสธิลสติลเบสตรอล
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไดก้ ำหนดคุณภำพ หรือมำตรฐำนของอำหำรสัตวป์ ระเภทวตั ถุดิบ
อำหำรสตั ว์ ปี พ.ศ. 2545 ดงั ในตำรำงท่ี 4.1
ตารางท่ี 4.1 แสดงคณุ ภำพหรือมำตรฐำนของวตั ถดุ ิบอำหำรสัตวท์ คี่ วบคุมตำมประกำศของ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545
คุณภำพหรือมำตรฐำนของอำหำรสตั วท์ ีต่ ำมอตั รำส่วนร้อยของ
น้ำหนกั
ชนิดของวตั ถุดิบ โปรตนี ไขมนั กำกไม่ ควำมช้ืน เถำ้ ไม่ เกลอื
ไม่นอ้ ย ไมม่ ำก มำก ไมม่ ำก มำก ไม่มำก
กว่ำ กวำ่ กวำ่ กวำ่ กวำ่ กว่ำ
ร้อยละ ร้อยละ ร้อยละ ร้อยละ ร้อยละ ร้อยละ
กำกถว่ั เหลอื ง 42 7 8 13 8 -
กำกถวั่ ลิสง 42 10 8 12 13 -
ปลำป่ นช้นั คุณภำพที่ 1 60 - 2 10 26 3
ปลำป่ นช้นั คุณภำพที่ 2 55 - 2 10 28 3
ปลำป่ นช้นั คุณภำพท่ี 3 50 - 2 10 30 3
รำละเอยี ด 12 *15 8 11 10 -
รำหยำบ 5 *1 28 11 18 -
รำสกดั น้ำมนั 14.5 *3 15 13 14 -
ขำ้ วโพดป่ น เกรด 1, 2 8/7.5 *2 3 13 2 -
ขำ้ วโพดเมล็ด เกรด 1, 2 8/7.5 *2 3 14.5 2 -
ปลำ และกระดกู ปลำป่ น 40 18 2 10 33 3
ถว่ั เหลืองอบ 36 *15 7 11 6 -
ขนสตั วป์ ี กป่ น **80 4 1.5 11 4 -
เน้ือป่ น ***54 15 4 10 29 -
เน้ือป่ นสกดั ไขมนั ***60 5 4 10 29 -
เน้ือกระดูกป่ น (50 %) ***50 15 4 10 32 -
เน้ือกระดกู ป่ น (45 %) ***45 15 4 10 35 -
ประเภทของอาหารสุกร
สุกญั ญำ (2539) และ เสำวคนธ์ (2546) กล่ำวว่ำในปัจจบุ นั ตน้ ทนุ ค่ำอำหำรในกำรผลติ สุกร ประมำณ
ไม่ต่ำกว่ำ 60 เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงจำกปริมำณสุกร และควำมตอ้ งกำรบริโภคที่เพิ่มข้ึน ตลอดจนกำรขำดแคลน
วตั ถุดิบอำหำรสัตว์ ทำให้รำคำอำหำรสัตวม์ ีแนวโน้มสูงข้ึนตลอดเวลำ จึงตอ้ งพิจำรณำเลือกใชอ้ ำหำรให้
เหมำะสม มีคณุ ภำพดี เพมิ่ ประสิทธิภำพในกำรผลติ และมีตน้ ทุนกำรผลิตต่ำสุด เพิ่มกำไรแก่ผูผ้ ลิตไดม้ ำก
จำแนกประเภทของอำหำรสุกร ได้ 2 วิธีดงั น้ี
1. จาแนกตามชนิดของอาหารสุกร จำแนกได้ 3 ประเภท ดงั น้ี
1.1 อำหำรสำเร็จรูป ชนิดเม็ดเป็ นที่นิยมมำกที่สุด โดยเฉพำะใชเ้ ล้ียงลูกสุกร เป็ นอำหำรท่ี ผลิตให้มี
คุณคำ่ ทำงอำหำร ครบตำมควำมตอ้ งกำรของสุกรทกุ ระยะกำรเจริญเติบโต และกำรใหผ้ ลผลติ ตลอดจนกำร
ใส่ยำปฏชิ ีวนะ และสำรเสริมต่ำง ๆ ในอำหำรไวค้ รบถว้ น ซ่ึงสำมำรถนำไปใชเ้ ล้ยี งสุกรไดท้ นั ที โดยไมต่ อ้ ง
ผสมกบั อำหำรหรือวตั ถุดิบอืน่ ๆ เป็นกำรประหยดั เวลำ และแรงงำนของผูเ้ ล้ียง แต่มีรำคำสูง ทำใหต้ น้ ทุน
กำรผลิตสูงข้ึน
1.2 หวั อำหำร หรืออำหำรเขม้ ขน้ เป็นอำหำรที่ประกอบดว้ ยโปรตนี ไวตำมิน แร่ธำตุ และยำปฏชิ ีวนะ
ในปริมำณเข้มข้น สูงกว่ำควำมตอ้ งกำรปกติของสัตว์ จะตอ้ งนำไปผสมเจือจำงกบั วตั ถุดิบที่เป็ นแหล่ง
พลงั งำนก่อน จึงจะนำไปใชเ้ ล้ยี งสัตวไ์ ด้ ดงั น้นั กำรใชห้ ัวอำหำรทำใหผ้ ูผ้ ลิตสุกร สำมำรถหำวตั ถุดิบอำหำร
ทีห่ ำไดง้ ำ่ ย และรำคำถกู เช่น รำ ปลำยขำ้ ว และขำ้ วโพด มำผสมกบั หัวอำหำรตำมอตั รำที่กำหนดไว้ ซ่ึงจะ
ช่วยลดตน้ ทนุ กำรผลิตลง
1.3 อำหำรผสม ฟำร์มสุกร ขนำดปำนกลำง และขนำดใหญ่จะนิยมผสมอำหำรใช้เอง โดยใช้
วตั ถุดิบอำหำรสัตว์ ชนิดต่ำง ๆ เช่น ปลำยขำ้ ว ขำ้ วโพด รำละเอยี ด กำกถวั่ เหลือง ปลำป่ น ไดแคลเซียม
ฟอสเฟต เกลอื ป่ น พรีมกิ ซ์ และ ยำปฏชิ ีวนะ เป็นตน้ ในสดั ส่วนตำ่ ง ๆ กนั มำประกอบเป็นสูตรอำหำรท่ีมี
คุณค่ำทำงอำหำรตำมควำมตอ้ งกำรของสุกรระยะตำ่ งๆ ทำใหร้ ำคำอำหำรถกู ลง แต่จะทำใหส้ ิ้นเปลอื งเวลำ
และแรงงำนในกำรจดั หำวตั ถดุ ิบอำหำรสัตว์ และกำรประกอบสูตรอำหำร ตลอดจนวตั ถุดิบอำหำรสัตวท์ ่ีได้
ก็อำจมคี ณุ ภำพไมส่ ม่ำเสมอ มผี ลกระทบต่อคุณภำพอำหำรท่ีผลติ ข้นึ มำ โดยเฉพำะกบั ฟำร์มสุกรขนำดปำน
กลำงลงมำ
2. จาแนกตามลักษณะทางกายภาพของอาหารสุกร จำแนกได้ 2 ประเภท ดงั น้ี
2.1 อำหำรเปี ยก (Wet Feeds) เป็นกำรให้อำหำรท่ีมนี ้ำผสมลงไปดว้ ย ช่วยลดควำมเป็นฝ่นุ ของ
อำหำร และทำใหส้ ุกรกินอำหำรไดง้ ำ่ ยข้ึน แต่สุกรตอ้ งกินอำหำรแตล่ ะคร้ังให้หมด เน่ืองจำกอำหำรท่เี หลือ
หรือตกคำ้ งอยู่ จะบูดเน่ำง่ำย เป็นแหล่งเพำะพนั ธุ์แมลงวนั และตอ้ งเสียเวลำในกำรเตรียมทุกคร้ังก่อนให้
อำหำร แบง่ ได้ 2 ชนิดดงั น้ี
2.1.1 แบบเหลว (Liquid Feeding) เป็นลกั ษณะอำหำรทผี่ สมละลำยอยใู่ นน้ำ หรือมีลกั ษณะ
เป็นของเหลว โดยใชอ้ ำหำรผสมกบั น้ำในอตั รำส่วน 1 ต่อ 1 หรือ 1 ตอ่ 2
2.1.2 แบบก่ึงเหลว (Paste Feeding) เป็นลกั ษณะอำหำรขน้ มนี ้ำเป็นส่วนผสมเลก็ นอ้ ย ช่วย
ลดควำมเป็นฝ่ ุน เพมิ่ ควำมน่ำกิน ลดควำมสูญเสียของอำหำร
2.2 แบบอำหำรแห้ง (Dry Feeds) ส่วนใหญ่ใช้อำหำรแห้งเล้ียงสุกร แบ่งออกเป็ นอำหำรผง
(Mash Feeding) กบั อำหำรอดั เมด็ (Pellet Feeding)
2.2.1 ขอ้ ดีของอำหำรอดั เม็ด
1) เพิม่ ควำมน่ำกิน สัตวก์ ินอำหำรไดม้ ำกข้ึน เพรำะควำมหนำแน่นของอำหำรสูงข้ึน
และช่วยลดควำมฟ่ ำมของอำหำรลง
2) ลดกำรสูญเสียอำหำรจำกกำรตกหลน่ หรือฟ้งุ กระจำย
3) สัตวไ์ มม่ ีโอกำสเลือกกินเพรำะอำหำรรวมเป็นเน้ือเดียวกนั
4) อำหำรไมเ่ สียงำ่ ย เก็บไวไ้ ดน้ ำนข้ึน
5) คุณสมบตั ใิ นกำรไหลของอำหำรผสมดีข้นึ
6) ปฏิบตั ิกำรให้อำหำรสะดวกข้ึน
7) สะดวกตอ่ กำรบรรจุขนส่ง และประหยดั พ้ืนท่ใี นกำรเก็บ
2.2.2 ขอ้ เสียของอำหำรอดั เมด็
1) เพ่มิ ตน้ ทุนกำรผลิตอำหำร และคำ่ ใชจ้ ่ำยในกำรบำรุงรกั ษำเคร่ืองจกั ร
2) หำกอบไมแ่ ห้งอำหำรจะข้นึ รำง่ำย
3) กระบวนกำรผลิตจะทำลำยไวตำมนิ และยำปฏิชีวนะบำงชนิดในอำหำร
2.2.3 ขอ้ ดีของอำหำรผง
1) สำมำรถประยกุ ตส์ ูตรอำหำรให้เหมำะสมกบั ฤดูกำล และชนิดของวตั ถุดิบอำหำร
สตั วไ์ ดง้ ำ่ ยข้ึน
2) ไดอ้ ำหำรรำคำถกู
3) สำมำรถเปล่ียนแปลงคณุ คำ่ ทำงอำหำรในสูตรอำหำรไดง้ ำ่ ย
2.2.4 ขอ้ เสียของอำหำรผง
1) ปัญหำกำรฟ้งุ กระจำย และตกหล่นเสียหำยง่ำย
2) อำยกุ ำรเกบ็ รกั ษำไม่นำน
3) สตั วก์ ินไมส่ ะดวก และมีโอกำสเลอื กกินไดง้ ่ำย
การให้อาหารสุกร
สุกญั ญำ (2539) และศรีสุวรรณ (2542) กล่ำววำ่ กำรใหอ้ ำหำรสุกรใหถ้ ูกตอ้ งตำม ประเภทและระยะ
ของสุกร เพื่อทำใหส้ ุกรมีสุขภำพดี ประสิทธิภำพกำรผลิตสูง และช่วยลดตน้ ทุนกำรผลิต (ศิริลกั ษณ์ และสุร
ศกั ด์ิ, 2544) มดี งั น้ี
1. ระบบการให้อาหารสุกร แบ่งออกได้ 2 ระบบ ใหญ่ ๆ ตำมปริมำณอำหำรท่ใี ห้ ดงั น้ี
1.1 ให้กินเต็มท่ี (Full Feeding หรือ Ad Lib) หมำยถึงกำรให้อำหำรสุกรในปริมำณที่มำกเกินพอต่อ
ควำมตอ้ งกำร โดยจะมอี ำหำรพร้อมทีจ่ ะให้สุกรกินไดต้ ลอดเวลำ ทำใหส้ ุกรเตบิ โตเต็มที่ นิยมใชก้ บั สุกรขนุ
หรือสุกรที่ตอ้ งกำรให้เจริญเติบโตเต็มที่ ทำให้สุกรขุนมีน้ำหนกั ถึงส่งตลำด ไดเ้ ร็ว สุกรจะค่อนขำ้ งอว้ น
ซำกมไี ขมนั มำก
1.2 ให้กินแบบจำกัด (Limited Feeding หรือ Restricted Feeding) หมำยถึงกำรให้สุกรกิน
อำหำรในปริมำณ ท่ีต่ำกว่ำควำมตอ้ งกำรตำมปกติ เพ่ือจุดประสงค์บำงประกำรของผูผ้ ลติ เช่นกำรควบคุม
น้ำหนกั ตวั กำรลดอตั รำกำรเจริญเติบโต หรือลดควำมรุนแรงของอำกำรทอ้ งเสียในลูกสุกร หรือทำให้
คุณภำพซำกสุกรขุนดีข้ึนเป็ นตน้ ซ่ึงอตั รำกำรจำกดั อำหำรข้นึ อยู่กบั วิธีกำรจดั กำร เช่น จำกดั อำหำรให้กิน
เพียง 60 - 90 เปอร์เซ็นตข์ องกำรให้กินเต็มท่ี เพื่อควบคุมน้ำหนกั ตวั หรือชะลอกำรขำยสุกรขุน ออกไปอีก
10 - 30 วนั เป็นตน้
2. วธิ กี ารให้อาหารสุกร หลกั ปฏบิ ตั ิเวลำให้อำหำรสุกร นิยมกนั อยู่ 3 แบบ ดงั น้ี
2.1 Self Feeding เป็นกำรใส่อำหำรลงไปในถงั อำหำรอตั โนมตั ิ (อำหำรจะไหลลงมำแทนที่
ส่วนท่ีถูกกินไป) แลว้ ปล่อยให้สุกรกินอำหำรเองไดต้ ลอดเวลำ โดยให้มีอำหำรพอกินไปได้ 2 - 3 วนั ต่อ 1
คร้ัง เมอื่ อำหำรใกลห้ มดก็ใส่เพิม่ ลงไปใหม่ สุกรทกุ ตวั มีโอกำสเขำ้ กินไดต้ ลอดเวลำ ไมแ่ ยง่ อำหำรกนั ช่วย
ประหยดั เวลำ และแรงงำนในกำรใหอ้ ำหำร สุกรมนี ้ำหนกั เพ่ิมตอ่ วนั สูง โตเร็ว
2.2 Hand feeding เป็นกำรให้อำหำรเป็ นเวลำ โดยผูเ้ ล้ียงเป็ นผูใ้ ห้อำหำรลงไปในรำงอำหำร
ซ่ึงอำจจะเป็ นกำรให้กินแบบเต็มท่ี หรือเป็ นกำรจำกัดอำหำรก็ได้ ควบคุมกำรให้อำหำรสุกรตำมควำม
ตอ้ งกำรของผูเ้ ล้ยี ง ทำให้เสียเวลำ และแรงงำนมำกข้นึ โดยเฉพำะกำรเล้ียงสุกรเป็นจำนวนมำก และพบว่ำ
มีควำมแตกตำ่ ง ของน้ำหนกั สุกรในคอกเดียวกนั สูง กำรเจริญเตบิ โตค่อนขำ้ งต่ำ
2.3 Automatic feeding เป็นกำรให้อำหำรสุกรโดยใช้เคร่ืองจกั รเป็นตวั จ่ำยอำหำรให้แก่สุกร
ในแต่ละคอก ตำมจำนวน และเวลำที่ต้งั ไว้ โดยเครื่องต้งั เวลำเป็ นตวั บงั คบั ให้เครื่องจกั รทำงำนจ่ำยอำหำร
จำกถงั เก็บอำหำรไปตำมท่อส่งอำหำรไปสู่คอกสุกรตำมตอ้ งกำร ปัจจุบนั ใชก้ บั อำหำรแห้ง และอำหำรเหลว
เป็ นกำรประหยดั เวลำ และแรงงำน แต่เครื่องมือมีรำคำแพง จึงใช้อยู่ในฟำร์มขนำดใหญ่ หรือฟำร์ม
มำตรฐำน
3. การจดั การให้อาหารสุกรระยะต่าง ๆ สุกรระยะตำ่ ง ๆ จะมรี ะดบั ควำมตอ้ งกำรอำหำรแตกต่ำงกนั
ไป ดงั น้นั กำรจดั กำรให้อำหำรแก่สุกรให้ไดผ้ ลผลติ ดีทส่ี ุดตำมเป้ำหมำย ไดด้ งั น้ี
3.1 กำรให้อำหำรลูกสุกรระยะกินนม เมื่อลูกสุกรอำยุ 7 - 10 วนั ให้อำหำรครีฟฟี ด (Creep
feed) มีโปรตีน 22 เปอร์เซ็นต์ หรืออำหำรสุกรอ่อน (นมเทียม) มีโปรตีน 20เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงมีกลิ่น และ
รสชำตจิ งู ใจใหล้ กู สุกรกินงำ่ ยข้นึ เพ่อื ฝึกใหล้ กู สุกรกินอำหำรเมด็ เป็น และยงั ช่วยชดเชยอำหำรใหล้ กู สุกรตัว
ทีก่ ินนมแม่ไดน้ อ้ ยไปอีกดว้ ย วิธีกำรให้กิน เริ่มตน้ ดว้ ยกำรให้อำหำรจำนวนนอ้ ย ๆ ก่อน (นอ้ ยกว่ำ 1 กำมือ)
โรยบำง ๆ ในรำงอำหำรประมำณ 2 - 3 วนั จึงค่อยเพ่ิมอำหำรให้กินพอใน 1 วนั โดยให้นอ้ ย ๆ แต่บ่อยคร้ัง
(5 - 6 ม้อื ต่อวนั ) และควรเป็นอำหำรสะอำด ใหมส่ ดเสมอให้ลกู สุกรกินจนถึงหยำ่ นม (อำยุ 28 - 30 วนั ) และ
ใหก้ ินตอ่ ไปอกี ประมำณ 3 วนั หลงั จำกหยำ่ นมแลว้
3.2 กำรให้อำหำรลกู สุกรระยะหยำ่ นม (น้ำหนกั ประมำณ 6 กิโลกรัม) ใหอ้ ำหำรสุกรอ่อนกินเต็มท่ี เพอ่ื
เร่งกำรเจริญเติบโต โดยให้คร้ังละนอ้ ย ๆ แต่บ่อยคร้ัง จะทำให้อำหำรใหม่อยเู่ สมอ เป็ นกำรกระตุน้ ให้ลูก
สุกรกินอำหำรไดม้ ำกข้นึ เล้ียงจนถึงอำยุ 2 เดือน (น้ำหนกั 12 - 20 กิโลกรมั )
3.3 กำรให้อำหำรระยะสุกรเล็ก เป็ นสุกรระยะน้ำหนัก 20 - 35 กิโลกรัม ให้อำหำรมีโปรตีน 18
เปอร์เซ็นต์ กินแบบเตม็ ท่ี เพื่อเร่งกำรเจริญเติบโต และกระตนุ้ กำรกินอำหำร โดยใหอ้ ำหำร 2 - 3 ม้อื ตอ่ วนั
โดยเฉลี่ยสุกรจะกินอำหำรวนั ละ 1 - 2 กิโลกรัม
3.4 กำรให้อำหำรระยะสุกรรุ่น เป็ นสุกรระยะน้ำหนัก 35 - 60 กิโลกรัม ให้อำหำรมีโปรตีน 16
เปอร์เซ็นต์ กินแบบเตม็ ท่ี เร่งกำรเจริญเตบิ โต ใหอ้ ำหำรวนั ละ 2 - 3 ม้อื จะช่วยกระตุน้ กำรกินอำหำร สุกร
จะกินอำหำรวนั ละ 2.0 - 2.5 กิโลกรัม สำหรับสุกรรุ่นที่จะใช้ทำพนั ธุ์ ควรค่อย ๆ เพ่ิมอำหำรตำมขนำด
น้ำหนักตวั และอำยุ ซ่ึงจะทำให้สุกรโตข้ึน เป็ นสุกรหนุ่ม - สำวที่มีควำมสมบูรณ์พนั ธุ์ท่ีดี จึงเร่ิมจำกดั
อำหำรเม่ือสุกรน้ำหนกั 60 - 70 กิโลกรัม และอยำ่ เล้ียงสุกรหนุ่ม - สำวให้อว้ นเกินไป จะทำให้ไม่เหมำะต่อ
กำรใชท้ ำพนั ธุ์
3.5 กำรใหอ้ ำหำรสุกรขนุ สุกรขุนระยะน้ำหนกั 60 กิโลกรมั ถึงส่งขำย (90 - 120 กิโลกรมั ) ใหอ้ ำหำรมี
โปรตีน 14 - 15 เปอร์เซ็นต์ ให้กินแบบเต็มที่ หรือกินแบบจำกัด ก็ข้ึนอยู่กบั จุดประสงค์ของผูเ้ ล้ียง เช่น
ตอ้ งกำรใหส้ ุกรเตบิ โตไดน้ ้ำหนกั ส่งขำยเร็ว และตลำดไมเ่ ขม้ งวดเรื่องคณุ ภำพซำก ก็ให้สุกรกินอำหำรเต็มที่
(ทำให้ไขมนั สนั หลงั หนำ) ถำ้ ตอ้ งกำรควบคุมคุณภำพซำก ลดกำรสะสมไขมนั (กำรสะสมเน้ือแดงของสุกร
จะสูงสุด เม่ือน้ำหนกั ประมำณ 60 - 70 กิโลกรัม) ก็ให้อำหำรแบบจำกดั นอกจำกน้ีในภำวะรำคำสุกรขุน
ตกต่ำ กส็ ำมำรถใชก้ ำรจำกดั อำหำร เพื่อชะลอกำรขำยสุกรขุนออกไปไดอ้ กี 10 - 30 วนั
3.6 กำรให้อำหำรสุกรพ่อพนั ธุ์ ให้อำหำรมีโปรตีน 15 - 16 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้พ่อพนั ธุ์มีสุขภำพดี
แขง็ แรง ผลติ น้ำเช้ือท่มี ีคณุ ภำพดี โดยเฉลย่ี ให้กินวนั ละ 2.0 - 2.5 กิโลกรัม ตอ่ ตวั ซ่ึงจะให้กินมำกหรือนอ้ ย
ข้ึนอยู่กบั ขนำดของพ่อสุกร และควำมถี่ของกำรใช้งำน เช่นถำ้ พ่อสุกรมีขนำดใหญ่ 150 กิโลกรัม ข้ึนไป
และใช้งำนมำก ก็ให้อำหำรมำกข้ึน อำจเป็นวนั ละ 2.5 กิโลกรัม ซ่ึงกำรจำกดั อำหำรให้กิน เพื่อไม่ให้พ่อ
สุกรอว้ น มิฉะน้นั จะเกิดผลเสีย เช่นขำดควำมกระตือรือร้นในกำรผสมพนั ธุ์ และแม่พนั ธุ์ท่ีจะผสมพนั ธุ์
ดว้ ย อำจรบั น้ำหนกั ไมไ่ หว เป็นตน้
3.7 กำรให้อำหำรสุกรพนั ธุ์ทดแทน สุกรตวั ที่คดั เลือกไวท้ ำพนั ธุ์ ตอ้ งจำกดั อำหำร เพื่อควบคุมสภำพ
ร่ำงกำยสุกรไมใ่ ห้อว้ นเกินไป จะเริ่มจำกดั อำหำรเมอื่ น้ำหนักประมำณ 60 - 70กิโลกรัม ให้อำหำรมีโปรตีน
15 - 16 เปอร์เซน็ ต์ เฉลีย่ กินอำหำรวนั ละ 2.0 - 2.5 กิโลกรมั
3.8 กำรให้อำหำรสุกรสำว และแม่สุกรทอ้ งว่ำง กำรให้อำหำรเพ่ือกระตุน้ ให้สุกรมคี วำมสมบูรณ์ทำง
เพศที่ดี ให้มีผลผลิตดี และทนนำน อยำ่ เล้ียงสุกรให้อว้ นเกินไป ซ่ึงจะไปทำให้อตั รำกำรผสมติดต่ำ และ
คลอดยำก ดงั น้ันจึงให้อำหำรแบบจำกดั โดยเฉล่ียประมำณวนั ละ 1.5 - 2.0 กิโลกรัม อำหำรมีโปรตีน 15 -
16 เปอร์เซ็นต์ ก่อนกำรผสมพนั ธุ์แมส่ ุกร 5 - 7 วนั จะเพิ่มอำหำรให้มำกข้ึนอกี เท่ำตวั เพ่ือเพ่ิมกำรตกไข่ให้
มำกข้ึน และมีผลดีตอ่ ขนำดครอกลูกสุกรทจ่ี ะเกิด หลงั จำกผสมพนั ธุแ์ ลว้ จึงลดอำหำรลงเหลอื ในอตั รำปกติ
ดงั ในตำรำงที่ 4.2
3.9 กำรใหอ้ ำหำรแมส่ ุกร สำคญั มำก ใหอ้ ำหำรมีโปรตนี 15 - 16 เปอร์เซ็นต์ แบ่งกำรใหอ้ ำหำร
เป็นระยะ ๆ ตำมคำแนะนำของ สมชยั (2532) และ ศรีสุวรรณ (2542) ดงั น้ี (ตำรำงท่ี 4.2)
3.9.1 ระยะอุม้ ทอ้ ง เพื่อลดกำรสูญเสียตวั อ่อนในระยะแรก และควบคุมกำรเจริญเติบโต
ของลูกสุกรในทอ้ ง หลงั จำกผสมพนั ธุ์แลว้ จะให้อำหำรแกแ่ ม่สุกรเฉลย่ี วนั ละ 1.5-2.0 กิโลกรัม ไปจนถึงอมุ้
ทอ้ งได้ 84 วนั (12 สัปดำห)์ หลงั จำกน้ีจึงเพ่มิ อำหำรใหแ้ มส่ ุกร (ช่วงอมุ้ ทอ้ ง 84 -105 วนั ) เพรำะวำ่ ในช่วง 1
เดือนก่อนคลอดลูกน้นั ลูกสุกรในทอ้ งแม่จะมีกำรเจริญเตบิ โตเร็วมำก จึงตอ้ งเพมิ่ อำหำรมำกข้นึ (ปกติจะให้
อำหำรประมำณวนั ละ 2.5 - 3.0 กิโลกรัม ข้ึนอยูก่ บั สภำพของแม่สุกรอว้ น หรือผอมดว้ ย) เพ่ือใชใ้ นกำร
เจริญเติบโตของลูก ซ่ึงระยะน้ีตอ้ งระวงั อย่ำให้แม่สุกรเกิดกำรทอ้ งผูก และระยะก่อนคลอด (ช่วงอุม้ ทอ้ ง
105 - 114 วนั ) จะให้อำหำรลดลงเป็นวนั ละ 1.0 - 1.5 กิโลกรัม กำรระวงั ป้องกนั อำกำรทอ้ งผูกในแม่สุกร
ส่วนมำกนิยมลดอำหำรขน้ ลง แลว้ เพิ่มอำหำรหยำบมำกข้นึ และในวนั คลอดลูกจะงดใหอ้ ำหำรแก่แม่สุกร
3.9.2 ระยะเล้ียงลูก ควำมต้องกำรอำหำรของแม่สุกรระยะน้ี เพื่อกำรสร้ำงน้ ำนมอย่ำงมี
ประสิทธิภำพ ท้งั ดำ้ นปริมำณ และคุณภำพ โดยจะมีผลต่อน้ำหนกั ลูกสุกรเม่อื หยำ่ นม นอกจำกน้ีจำนวนลูก
สุกรยงั มีผลต่อกำรไดร้ ับอำหำรของแม่ ปกติจะให้อำหำรแม่สุกรประมำณ 1.80 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนกั ตวั
แม่ และเพมิ่ อีก 250 กรมั ตอ่ ลกู สุกร 1 ตวั โดยทว่ั ไปแลว้ แม่สุกรทเี่ พงิ่ คลอดลูก อำจไมก่ ินอำหำร ดงั น้นั จึง
ควรค่อย ๆ เพิ่มอำหำรให้ประมำณ 1 สัปดำห์ (วนั ละ 0.5 - 1.5 กิโลกรัม ซ่ึงในสัปดำห์แรก ลูกสุกรยงั
ตอ้ งกำรน้ำนมนอ้ ยอย)ู่ แลว้ คอ่ ยใหก้ ินเต็มที่ เทำ่ ทแ่ี มส่ ุกรจะกินได้ หรือประมำณวนั ละ 4 - 6 กิโลกรมั ท้งั น้ี
ให้ดูสภำพของแม่สุกรดว้ ย อย่ำให้ผอม ก่อนหยำ่ นมประมำณ 3 วนั ควรค่อย ๆ ลดอำหำรแม่สุกรลง เพ่ือ
ช่วยให้ปริมำณน้ำนมลดลง และจะช่วยเร่งกำรเป็นสดั ของแมส่ ุกรดว้ ย
3.9.3 ระยะหลงั หย่ำนม ถึงผสมพนั ธุ์ใหม่ ให้อำหำรวนั ละ 1.0 - 1.5 กิโลกรัมในวนั แรก
ของ กำรหยำ่ นมลูก หลงั จำกน้นั จนถงึ วนั ผสมพนั ธุ์ (ประมำณ 3 - 10 วนั หลงั หยำ่ นม) จึงใหอ้ ำหำรวนั ละ 3
- 4 กิโลกรัม เพ่ือให้แม่สุกรมีควำมสมบูรณ์พนั ธุ์เร็วข้ึน และเพิ่มกำรตกไข่ หลงั จำกผสมพนั ธุ์แลว้ จึงลด
อำหำรลง เหลือวนั ละ 1.5 - 2.0 กิโลกรมั
ตารางที่ 4.2 แสดงกำรใหอ้ ำหำรแมส่ ุกรระยะตำ่ ง ๆ
ระยะเวลำของแม่สุกร จำนวนอำหำร (กก. / วนั ) หมำยเหตุ
สุกรสาว เพอ่ื กำรเจริญเติบโตของแม่ แต่
น้ำหนกั 80 กิโลกรัม 2.2 ไม่ใหอ้ ว้ น
ก่อนผสม 14 วนั 3.0 เพื่อกระตนุ้ ให้มกี ำรตกไข่มำก
อ้มุ ท้อง
1 - 84 วนั ของกำรอมุ้ ทอ้ ง 2.0 จำกดั อำหำรไม่ให้อว้ น
84 - 110 วนั ของกำรอมุ้ ทอ้ ง 3.0 เพมิ่ อำหำรสำหรับลูกในทอ้ ง
ซ่ึงกำลงั เตบิ โตอยำ่ งรวดเร็ว
110 - 114 วนั ของกำรอมุ้ ทอ้ ง 0.5 - 2.0 ค่อย ๆ ลดปริมำณอำหำรจนถึง
วนั คลอด งดกำรใหอ้ ำหำร แต่
ให้มนี ้ำสะอำดกินอยตู่ ลอดเวลำ
เลยี้ งลกู 2.5 + 0.25จำนวนลกู ให้อำหำรเผอ่ื ลกู ตวั ละ 0.25 กก.
แม่สุกรสำว 2.5 + 0.25จำนวนลกู ให้อำหำรเผือ่ ลกู ตวั ละ 0.25 กก.
แมส่ ุกรนำง งดใหอ้ ำหำร
- กระตนุ้ กำรตกไข่และเร่งเป็นสัด
วนั หลงั หยำ่ นม 3.0
ทอ้ งว่ำงหลงั หยำ่ นม 1 - 5 วนั 2.0
หลงั ผสม
ท่มี ำ : สมชยั (2532)
ตารางที่ 4.3 แสดงควำมตอ้ งกำรโภชนะของสุกรท่มี ีสมรรถภำพกำรผลติ สูง และคณุ ภำพซำกดี
ที่เล้ียงในประเทศไทย
ระยะสุกร
ปริมำณโภชนะ (%) 6 - 15 15 - 25 25 - 50 50 - 100 อมุ้ ทอ้ ง เล้ยี งลกู
กก. กก. กก. กก.
โปรตนี 22 20 18 16 15 17
ไลซีน 1.40 1.20 1.00 0.90 0.70 0.85
เมทไธโอนีน+ซีสตีน 0.84 0.72 0.60 0.54 0.42 0.51
ทริปโตเฟน 0.26 0.23 0.19 0.17 0.13 0.16
ทรีโอนีน 0.84 0.72 0.62 0.54 0.42 0.51
ไอโซลซู ีน 0.84 0.72 0.60 0.54 0.42 0.51
ลซู ีน 1.57 1.34 1.12 1.00 0.78 0.95
เฟนิลอะลำนีน+ไทโรซีน 1.68 1.44 1.20 1.08 0.84 1.02
เวลนี 1.05 0.90 0.75 0.67 0.56 0.64
พลงั งำนใชป้ ระโยชนไ์ ด้ 3,300 3,300 3,150 3,150 3,050 3,150
(กิโลแคลอรี่ / กก.)
แคลเซี่ยม 1.10 1.10 1.00 0.80 0.80 1.00
ฟอสฟอรัส 0.80 0.80 0.75 0.60 0.60 0.80
เกลอื 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35 0.35
เยื่อใย (ไมเ่ กิน) 4.00 4.00 5.00 7.00 10.00 7.00
ที่มำ : ศนู ยค์ น้ ควำ้ และพฒั นำวิชำกำรอำหำรสัตว์ (2546)
ตารางท่ี 4.4 ส่วนประกอบทำงเคมีทว่ั ไป และวตั ถดุ ิบธรรมชำตทิ ใี่ ชเ้ ป็นแหลง่ เสริมแร่ธำตุหลกั
แร่ธำตุ แหล่งของสำรใช้เสริมแร่ธำตุ แร่ธำตุเฉลี่ย (%) หมำยเหตุ
แคลเซียม กระดูกป่ น 29.8 มีฟอสฟอรัส 12.50 %
เปลอื กหอยป่ น 37
แคลเซียมคำร์บอเนต 38.5
ฟอสฟอรัส ไดแคลเซียมฟอสเฟต (ไร้น้ำ) 18 - 20.5 มีแคลเซียม 25 - 27 %
ไดแคลเซียมฟอสเฟตไดไฮเดรท 17 - 18.6 มแี คลเซียม 23 - 25 %
โมโนแคลเซียมฟอสเฟต 22 - 22.7 มีแคลเซียม 15 - 17 %
โมโนแอมโมเนียฟอสเฟต 26 มไี นโตรเจน 11 %
โมโนโซเดียมฟอสเฟต 24 มโี ซเดียม 20 %
โซเดียม เกลือแกง หรือเกลือทะเล 39.2 มคี ลอรีน 59 %
โซเดียมไบคำร์บอเนต 27
โซเดียมซลั เฟต (ไร้น้ำ) 32 มกี ำมะถนั 22 %
โพแทสเซียม โพแทสเซียมคลอไรด์ 51.37 มีคลอรีน 46.93 %
แร่ธำตุ แหลง่ ของสำรใชเ้ สริมแร่ธำตุ แร่ธำตุเฉลีย่ (%) หมำยเหตุ
โพแทสเซียมซลั เฟต 43.04 มีกำมะถนั
แมกนีเซียม แมกนีเซียมออกไซด์ 50.5 - 52
แมกนีเซียมซลั เฟต 10 มีกำมะถนั 13 %
แมกนีเซียมคลอไรด์ 12 มคี ลอรีน 35 %
แมกนีเซียมไฮดร็อกไซด์ 36 - 38
แมกนีเซียมฟอสเฟต 24 - 28 มีฟอสฟอรัส 13 - 15 %
ทีม่ ำ : กษดิ ิศ (2546)
การประกอบสูตรอาหารสัตว์
อุทยั (2529) กล่ำวว่ำ วตั ถุดิบอำหำรสัตวแ์ ต่ละชนิดมีปริมำณโภชนะแตกต่ำงกนั บำงชนิดมีสูงกวำ่
ควำมตอ้ งกำรของสัตว์ เช่น ปลำป่ น กำกถว่ั เหลือง หรือกำกถวั่ ลิสง ซ่ึงจะมีโปรตีนสูง 35 - 70 เปอร์เซ็นต์
เกินควำมตอ้ งกำรของสัตว์ แต่มีปริมำณพลงั งำน ไวตำมิน และแร่ธำตุต่ำไม่เพียงพอกบั ควำมตอ้ งกำรของ
สัตว์ ดังน้ันกำรประกอบสูตรอำหำรสัตว์จึงตอ้ งใช้วตั ถุดิบอำหำรประเภทต่ำง ๆ มำผสมเขำ้ ด้วยกันใน
สัดส่วนที่เหมำะสม เพื่อให้ไดส้ ูตรอำหำรผสมท่ีดี มีโภชนะต่ำง ๆ ครบเพียงพอกบั ควำมตอ้ งกำรของสตั ว์
(พรศรี และอุทยั , 2546) มดี งั น้ี
1. สูตรอาหารสัตว์ทด่ี ี ควรมลี กั ษณะตำ่ ง ๆ ดงั น้ี
1.1 มีคุณค่ำทำงอำหำรเพียงพอกบั ควำมตอ้ งกำรของสตั ว์ เพ่ือกำรเจริญเติบโต และให้ผลิตผล
อยำ่ งเตม็ ประสิทธิภำพ
1.2 สัตวส์ ำมำรถยอ่ ย และดูดซึมอำหำรน้นั ไดด้ ี ทำให้มีกำรใช้ประโยชน์โภชนะในอำหำรได้
อยำ่ งเต็มท่ี อำหำรท่ีมีระดบั เยอื่ ใยสูง จะทำให้อำหำรยอ่ ยไดต้ ่ำ และมีควำมฟ่ ำมมำกดว้ ย
1.3 ไม่มสี ำรพษิ ชนิดต่ำง ๆ ในสูตรอำหำร หรืออำจมีไดอ้ ยใู่ นระดบั ต่ำ ท่ไี ม่ก่อใหเ้ กิดอนั ตรำย
ต่อสตั ว์ หรือไมม่ ผี ลเสียต่อสมรรถภำพกำรให้ผลผลติ และภมู ติ ำ้ นทำนโรคของสตั ว์
1.4 อำหำรมคี วำมน่ำกิน หรือมีคุณสมบตั ทิ ่ีสตั วส์ ำมำรถยอมรับ หรือกินเขำ้ ไปได้
2. ข้อมูลพนื้ ฐานในการประกอบสูตรอาหารสัตว์ มีดงั น้ี
2.1 ขอ้ มูลควำมตอ้ งกำรโภชนะของสัตวช์ นิดตำ่ ง ๆ ท่ีตอ้ งกำร สตั วต์ ่ำงชนิดกนั และ ต่ำงระยะ
กำรให้ผลผลติ จะมีควำมตอ้ งกำรโภชนะต่ำง ๆ ในอำหำรไมเ่ ท่ำกนั และปริมำณโภชนะท่ตี อ้ งกำรในอำหำร
ยงั ข้ึนอยกู่ บั ปริมำณอำหำรท่ีสตั วก์ ินดว้ ย ดงั ในตำรำงท่ี 4.3
2.2 ขอ้ มูลองคป์ ระกอบของโภชนะ ที่มีในวตั ถุดิบอำหำรท่ีตอ้ งกำรใชเ้ ล้ียงสัตว์ ปริมำณโภชนะ
ในวตั ถดุ ิบอำหำร จะไม่พอดีกบั ควำมตอ้ งกำรของสัตว์ ผปู้ ระกอบสูตรอำหำรสัตวจ์ ึงจำเป็นตอ้ งทรำบ ขอ้ มลู
โภชนะท่แี ทจ้ ริงของวตั ถุดิบอำหำรแต่ละชนิดทน่ี ำมำใช้ (ตำรำงที่ 4.1)
ขอ้ มูลท้งั 2 ส่วน สำมำรถหำไดจ้ ำกเอกสำรวชิ ำกำร และตำรำท่เี ก่ียวขอ้ งกบั กำรผลติ สตั ว์
3. หลักเกณฑ์การเลอื กวตั ถดุ บิ อาหารในการประกอบสูตรอาหาร มีดงั น้ี
3.1 จดั สัดส่วนของวตั ถดุ ิบอำหำรในสูตรอำหำรให้เหมำะสม คอื ให้มีอำหำรประเภทคำร์โบไฮ
เดรท ประมำณ 75 - 80 เปอร์เซ็นต์ อำหำรประเภทโปรตีน ประมำณ 20 เปอร์เซน็ ต์ เกลอื แร่ธำตุ ไวตำมนิ
ต่ำง ๆ ประมำณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์
3.2 ในสูตรอำหำรควรมีพลงั งำนสูง เพรำะจะทำใหป้ ระสิทธิภำพกำรใชอ้ ำหำรดีข้นั
3.3 ในสูตรอำหำรจะตอ้ งมี กรดอะมโิ น แร่ธำตุ และไวตำมินครบถว้ น หรือเพยี งพอ
4. ข้อจากัดในการใช้วัตถดุ บิ อาหารสัตว์บางชนิด
เน่ืองจำกโภชนะในวตั ถุดิบอำหำรสัตวบ์ ำงชนิดน้นั สัตวไ์ ม่สำมำรถใช้ประโยชน์ไดม้ ำกนัก
หรืออำจจะใช้ไม่ไดเ้ ลย ดงั น้ันจึงตอ้ งพิจำรณำขีดจำกัดในกำรใช้วตั ถุดิบอำหำรสัตว์บำงชนิด เพื่อควำม
เหมำะสมในกำรประกอบสูตรอำหำร ตำมคำแนะนำของ ศนู ยค์ น้ ควำ้ และพฒั นำวชิ ำกำรอำหำรสัตว์ (2546)
มีดงั น้ี
4.1 กำก หรือเย่อื ใย (crude fiber) เป็นส่วนท่ไี มม่ คี ุณคำ่ ทำงอำหำร วตั ถดุ ิบอำหำรท่ีมีเย่ือใยสูง
(10 - 20 เปอร์เซน็ ต)์ สำมำรถใชใ้ นอำหำรสุกรไดไ้ มเ่ กิน 15 - 30 เปอร์เซน็ ต์ เช่น
- รำละเอยี ด มเี ย่อื ใย 12 เปอร์เซน็ ต์ ใชไ้ ม่เกิน 30 เปอร์เซ็นตใ์ นอำหำร -
กำกเน้ือในปำลม์ มีเยือ่ ใย 14 เปอร์เซ็นต์ ใชไ้ มเ่ กิน 20 เปอร์เซน็ ตใ์ นอำหำร
- กำกถวั่ เขยี ว มีเยือ่ ใย 14 เปอร์เซ็นต์ ใชไ้ ม่เกิน 20 เปอร์เซ็นตใ์ นอำหำร
- ส่ำเหลำ้ มเี ย่ือใย 15 เปอร์เซ็นต์ ใชไ้ มเ่ กิน 20 เปอร์เซ็นตใ์ นอำหำร
- ใบมนั สำปะหลงั มเี ย่ือใย 15 เปอร์เซน็ ต์ ใชไ้ มเ่ กิน 20 เปอร์เซ็นตใ์ นอำหำร
- กำกนมถว่ั เหลอื ง มีเยือ่ ใย 20 เปอร์เซ็นต์ ใชไ้ ม่เกิน 15 เปอร์เซน็ ตใ์ นอำหำร
- กำกเมลด็ ทำนตะวนั มเี ยอื่ ใย 18 เปอร์เซน็ ต์ ใชไ้ ม่เกิน 15 เปอร์เซน็ ตใ์ นอำหำร
4.2 สำรพิษ (toxics) หรือสำรขดั ขวำงโภชนะ (anti-nutritional factors) วตั ถุดิบอำหำรท่ีมีสำรพิษ
สูง สำมำรถใช้ในสูตรอำหำรไดไ้ ม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อจำเป็นกใ็ ชไ้ ดใ้ นปริมำณท่ีไมเ่ ป็นอนั ตรำยตอ่ สตั ว์
และสตั วส์ ำมำรถจะขบั พิษ (detoxic) ได้ เช่น
- กำกเมล็ดฝ้ำย มสี ำรพษิ กอสซิปอล (gossypol)
- กำกเมล็ดนุ่น มสี ำรพิษ ไซโคลโปรปิ นอยด์ (cyclopropenoid)
- กำกเรปซีด มีสำรพษิ กลูโคซิโนเลต (glucocinolate)
- ใบกระถนิ ป่ น มสี ำรพิษ ไมโมซีน (mimosine)
5. การเลือกวตั ถุดบิ อาหารเป็ นส่วนผสมของอาหาร พจิ ำรณำดงั น้ี
5.1 หำไดง้ ่ำย มอี ยสู่ ม่ำเสมอตลอดปี
5.2 เป็นอำหำรทใ่ี หม่ ไม่มเี ช้ือรำ และสิ่งเจือปนอ่นื ๆ
5.3 มีรำคำต่อหน่วยถกู เมือ่ เทียบกบั อำหำรชนิดอน่ื ท่ีใหโ้ ภชนะเทำ่ กนั
5.4 ไมม่ ีสำรพิษ หรือสำรขดั ขวำงโภชนะ
5.5 ควรเป็นอำหำรท่ผี สมแลว้ ทำใหเ้ กิดควำมน่ำกิน
5.6 ควรเป็นอำหำรท่ีใชไ้ ดท้ นั ที ไมต่ อ้ งเสียเวลำในกำรเตรียม หรือแปรรูป
5.7 ควรเลือกใชว้ ตั ถดุ ิบอำหำรหลำย ๆ อยำ่ ง เพอ่ื ช่วยใหส้ ตั วไ์ ดร้ ับโภชนะครบถว้ น
6. การคานวณสูตรอาหารสัตว์
พรศรี และอุทยั (2546) กล่ำวถึง กำรคำนวณสูตรอำหำรสัตว์ เป็นกำรคำนวณหำสัดส่วนผสม
ของวตั ถดุ ิบอำหำรชนิดต่ำง ๆ ทีเ่ หมำะสม เพอ่ื ใหอ้ ำหำรผสมมีคณุ คำ่ ทำงอำหำร หรือมปี ริมำณโภชนะต่ำง
ๆ ครบ ตำมควำมตอ้ งกำร ซ่ึงกำรคำนวณสูตรอำหำรมีหลำยวิธี ดงั น้ี
6.1 วิธีเพียร์สันสแควร์ (Pearson’s square Method) เป็ นกำรคำนวณหำส่วนผสมของ
วตั ถดุ ิบอำหำรประเภทแป้ง กบั วตั ถุดิบอำหำรโปรตีนสูง หรือวตั ถุดิบอำหำรเสริมโปรตีน ให้ไดอ้ ำหำรผสม
มโี ปรตนี เพียงพอกบั ควำมตอ้ งกำรของสัตว์
ตัวอย่าง ตอ้ งกำรคำนวณสูตรอำหำรสุกร ระยะรุ่นน้ำหนกั 25 - 50 กิโลกรัม โดยใชว้ ตั ถดุ ิบอำหำร
2 ชนิด คอื ปลำยขำ้ วกบั กำกถว่ั เหลอื ง
วิธีทา ข้นั ที่ 1 หำควำมตอ้ งกำรอำหำรของสุกรระยะรุ่น (25 - 50 กิโลกรัม) พบว่ำสุกรรุ่นน้ำหนกั 25 - 50
กิโลกรัม ตอ้ งกำรอำหำรมโี ปรตีน 18 เปอร์เซน็ ต์
ข้นั ท่ี 2 หำข้อมูลส่วนประกอบทำงโภชนะของวตั ถุดิบอำหำรที่ใช้ พบว่ำปลำยขำ้ วและกำกถว่ั
เหลอื ง มโี ปรตนี 8 เปอร์เซ็นต์ และ 44 เปอร์เซน็ ต์ ตำมลำดบั
ข้นั ที่ 3 เขียนรูปส่ีเหล่ียม ขนำดพอสมควรที่จะเขียนตวั เลขลงไปเพ่ือจะหำสัดส่วนผสมระหว่ำง
ปลำยขำ้ วกบั กำกถว่ั เหลอื ง
ข้นั ที่ 4 ใส่เปอร์เซ็นต์โปรตีนของสูตรอำหำรท่ีตอ้ งกำรผสมไวต้ รงกลำงของรูปส่ีเหล่ียม และ
เปอร์เซน็ ตโ์ ปรตีนของปลำยขำ้ วและกำกถว่ั เหลืองไวค้ นละมมุ ดำ้ นซำ้ ยมือ (ดงั ภำพ)
โปรตีนของปลำยขำ้ ว 8 26 สว่ นของปลำยขำ้ ว
18
โปรตนี ของกำกถ่วั เหลือง 44 10 สว่ นของกำกถ่วั เหลอื ง
ข้นั ท่ี 5 หำผลตำ่ งโดยกำรลบทแยงออกมำ ไดค้ ่ำดงั น้ี 18 - 836= ส10ว่ นและ 44 - 18 = 26
แลว้ รวม 26 + 10 = 36 หมำยควำมว่ำ เมอื่ ตอ้ งกำรประกอบสูตรอำหำรสุกรรุ่น
ใหไ้ ดโ้ ปรตนี 18 เปอร์เซ็นต์ จำกจำนวนอำหำรผสมท้งั หมด 36 ส่วน
จะตอ้ งใช้ ปลำยขำ้ ว 26 ส่วนผสมกบั กำกถวั่ เหลอื ง 10 ส่วน
ข้นั ที่ 6 โดยทว่ั ไปในกำรคำนวณสูตรอำหำรจะคำนวณจำกอำหำรผสมใหม้ ีน้ำหนกั 100 กิโลกรมั
เพื่อควำมสะดวกในกำรคิดปริมำณโภชนะในสูตรอำหำรเป็นเปอร์เซน็ ต์ ดงั น้นั จึงตอ้ งปรบั ส่วนผสมอำหำร
36 ส่วนน้นั ให้เป็นน้ำหนกั 100 กิโลกรมั โดยกำรเทยี บบญั ญตั ไิ ตรยำงค์ ดงั น้ี
อำหำรผสม 36 ส่วน ใชป้ ลำยขำ้ ว = 26 ส่วน (หรือกิโลกรมั )
อำหำรผสม 1 ส่วน ใชป้ ลำยขำ้ ว = 26 ส่วน
36
อำหำรผสม 100 ส่วน ใชป้ ลำยขำ้ ว = 26 100 = 72.22 กิโลกรัม
36
ดงั น้นั ใชก้ ำกถวั่ เหลอื ง = 100 - 72.22 = 27.78 กิโลกรมั
หมายเหตุ จะคำนวณหำคำ่ ของกำกถว่ั เหลอื งก่อนก็ทำได้
ข้นั ที่ 7 ตรวจสอบควำมถกู ตอ้ งของปริมำณโปรตนี ในอำหำรผสม
วัตถุดบิ จานวนทใ่ี ช้ (กิโลกรัม) ปริมาณโปรตนี (%)
ปลำยขำ้ ว (8 %) 72.22
8 72.22 = 5.78
กำกถวั่ เหลือง (44 %) 27.78 100
รวม 100
44 27.78 = 12.22
100
18.00
ดงั น้ัน ได้ อำหำรผสมมโี ปรตีน 18 เปอร์เซ็นต์ ตำมตอ้ งกำร ซ่ึงประกอบดว้ ยปลำยขำ้ ว 72.22
กิโลกรัม กบั กำกถวั่ เหลือง 27.78 กิโลกรัม (รวมน้ำหนกั ท้งั หมด 100 กิโลกรัม)
กรณี คำนวณสูตรอำหำรทีใ่ ชว้ ตั ถดุ ิบอำหำรจำนวน 3 ชนิด เช่น ตอ้ งกำรคำนวณสูตรอำหำรสุกรแม่
พนั ธุ์ โดยใชป้ ลำยขำ้ ว รำละเอียด และหวั อำหำรสุกร มีข้นั ตอนดงั น้ี
ข้นั ที่ 1 หำควำมตอ้ งกำรของสุกรแม่พนั ธุ์ พบว่ำตอ้ งกำรโปรตีน 15 เปอร์เซน็ ต์
ข้นั ที่ 2 หำขอ้ มูลปริมำณโภชนะของวตั ถุดิบอำหำรที่ใช้ผสม พบว่ำปลำยขำ้ ว รำละเอียด และ
หวั อำหำรสุกรรุ่น มโี ปรตีน 8, 12 และ 35 เปอร์เซ็นต์ ตำมลำดบั
ข้นั ที่ 3 แบง่ วตั ถดุ ิบอำหำรออกเป็น 2 กลมุ่ คอื กลมุ่ อำหำรโปรตนี ไดแ้ ก่ หัวอำหำรสุกรพนั ธุ์ และ
กลุ่มอำหำรพลงั งำน ไดแ้ ก่ รำละเอียด กบั ปลำยขำ้ ว
ข้นั ท่ี 4 กำหนดสดั ส่วนกำรใชผ้ สมอำหำรสำหรับวตั ถุดิบอำหำรทม่ี ีมำกกว่ำ 1 ชนิดข้ึนไป แลว้ หำ
ปริมำณโปรตีนรวม
ถำ้ กำหนดใหใ้ ช้ รำละเอยี ด : ปลำยขำ้ ว = 1 : 2 (รวมท้งั หมด 1 + 2 = 3 ส่วน)
ข้นั ที่ 5 คำนวณหำระดบั โปรตีนของรำละเอียด + ปลำยขำ้ ว
โปรตีนรวม (รำละเอยี ด + ปลำยขำ้ ว) = โปรตีนรำละเอยี ด+โปรตนี ปลำยขำ้ ว
สัดส่วนวตั ถุดิบอำหำรทีใ่ ช้
= 1 12 + 2 9 = 10 %
3 3
ดงั น้นั ใชห้ ัวอำหำรสุกรมโี ปรตีน 35 % และรำละเอยี ดรวมปลำยขำ้ วมโี ปรตนี รวม 10 %
ข้นั ท่ี 6 นำมำคำนวณดว้ ยวธิ ีเพียร์สัน ต่อไป
โปรตนี ของหวั อำหำร 35 5 สว่ นของหวั อำหำร
15 20 ส่วนของรำละเอียด+ปลำย
โปรตีนรำละเอียด + ปลำยขำ้ ว 10
ขำ้ ว
25 ส่วน
ข้นั ที่ 7 อำหำรผสม 25 ส่วน ใชห้ วั อำหำร = 5 ส่วน
อำหำรผสม 1 ส่วน ใชห้ วั อำหำร = 5 ส่วน
25
อำหำรผสม 100 ส่วน ใชห้ วั อำหำร = 5 100 = 20 กิโลกรมั
25
ดงั น้นั ใชร้ ำละเอยี ด+ปลำยขำ้ ว = 100 – 20 = 80 กิโลกรมั
ดงั น้นั ใชร้ ำละเอียด = 1 80 = 26.67 กิโลกรัม
3
ใชป้ ลำยขำ้ ว = 80 - 26.67 = 53.33 กิโลกรัม
ข้นั ท่ี 8 ตรวจสอบควำมถกู ตอ้ ง
วัตถดุ ิบ จานวนทใ่ี ช้ (กิโลกรัม) ปริมาณโปรตีน (%)
หัวอำหำร (35 %) 20.00 = 20 35 = 7
รำละเอยี ด (12 %)
ปลำยขำ้ ว (8 %) 100
รวม 26.67 = 26.67 12 = 3.20
100
53.33 = 53.33 8 = 4.80
100
100 15.00
ดงั น้ัน จะไดอ้ ำหำรผสม จำนวน 100 กิโลกรัม ที่มีโปรตีน 15 เปอร์เซ็นต์ ตำมต้องกำร ซ่ึง
ประกอบดว้ ยหัวอำหำร 20 กิโลกรัม รำละเอยี ด 26.67 กิโลกรัม และปลำยขำ้ ว 53.33 กิโลกรมั
6.2 วิธีลองผิดลองถูกและการทดแทน เป็นกำรหำสดั ส่วนผสมระหว่ำงวตั ถดุ ิบอำหำรประเภท
แป้ง (พลงั งำน) กบั วตั ถดุ ิบอำหำรท่ีมีโปรตนี สูง
ตวั อย่าง ตอ้ งกำรคำนวณสูตรอำหำรสุกรระยะรุ่นขนำด 25 - 50 กิโลกรมั โดยใชว้ ตั ถุดิบ 2
ชนิด คือ ปลำยขำ้ วและกำกถว่ั เหลือง
วิธที า ข้นั ท่ี 1 หำขอ้ มูลควำมตอ้ งกำรโปรตีนของสุกรระยะดงั กลำ่ วไดเ้ ท่ำกบั 18 เปอร์เซน็ ต์
ข้นั ท่ี 2 หำขอ้ มูลปริมำณโปรตีนในปลำยขำ้ วและกำกถ่วั เหลืองได้เท่ำกบั 8 เปอร์เซ็นต์ และ 44
เปอร์เซ็นต์ ตำมลำดบั
ข้นั ท่ี 3 กำหนดสัดส่วนของวตั ถดุ ิบอำหำรทีใ่ ช้จำกอำหำรผสม 100 กิโลกรัมเพ่ือให้ มีโปรตีน ให้
ได้ 18 เปอร์เซ็นต์ ดงั น้ี
วตั ถุดบิ จานวนท่ีใช้ (กโิ ลกรัม) ปริมาณโปรตนี (%)
ปลำยขำ้ ว (8 %) 65 65 8 = 5.2
กำกถวั่ เหลอื ง (44 %) 35 100
100 35 44 = 15.4
รวม 100
20.60
จะเห็นไดว้ ่ำอำหำรผสมท่ไี ด้ 100 กิโลกรัม มีเน้ือโปรตนี รวมเท่ำกบั 20.60 เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงเกินกว่ำ
ควำมตอ้ งกำรไปเท่ำกบั 20.60 - 18.00 = 2.60 เปอร์เซน็ ต์
แสดงว่ำ ใชก้ ำกถวั่ เหลืองในส่วนอำหำรผสมมำกเกินไป โปรตีนจึงเกินควำมตอ้ งกำร ดงั น้ัน จึง
ตอ้ งลดกำกถว่ั เหลืองลง ทำให้น้ำหนักของสูตรอำหำรลดลงด้วย จึงตอ้ งเพ่ิมปลำยขำ้ วในสูตรอำหำรใน
ปริมำณเท่ำกนั เพ่ือทำใหน้ ้ำหนกั รวมของสูตรอำหำรเทำ่ กบั 100 กิโลกรัม
- กำรลดกำกถวั่ เหลืองลง 1 กิโลกรมั ทำให้ปริมำณโปรตนี ลดลง = 44 = 0.44 %
100
- กำรเพมิ่ ปลำยขำ้ ว 1 กิโลกรัม ทำใหป้ ริมำณโปรตีนเพิ่มข้ึน = 8 = 0.08 %
100
ดงั น้นั กำรลดกำกถว่ั เหลอื งลง 1 กิโลกรัมแลว้ แทนทด่ี ว้ ยปลำยขำ้ วจำนวน 1 กิโลกรมั เทำ่ กนั จะมี
ผลทำให้โปรตีนในอำหำรผสมลดลง = 0.44 - 0.08 = 0.36 เปอร์เซ็นต์ หมำยควำมว่ำ กำรลดโปรตีนลง
0.36 เปอร์เซน็ ต์ ตอ้ งลดกำกถวั่ เหลือง 1 กิโลกรมั แต่ตอ้ งกำรลดโปรตนี ลง 2.60 เปอร์เซ็นต์ จะตอ้ งลด
กำกถวั่ เหลืองลง = 2.6 = 7.22 กิโลกรัม ขณะเดียวกนั ตอ้ งเพ่ิมปลำยขำ้ ว 7.22 กิโลกรมั ดว้ ย
0.36
ข้นั ที่ 4 ปรบั สูตรอำหำรใหม่
วัตถดุ ิบ จานวนทีใ่ ช้ (กโิ ลกรัม) ปริมาณโปรตนี (%)
ปลำยขำ้ ว (8%) 65 + 7.22 = 72.22
72.22 8 = 5.78
กำกถว่ั เหลอื ง (44%) 35 - 7.22 = 27.78 100
รวม 100
27.78 44 = 12.22
100
18.00
จะไดอ้ ำหำรผสมจำนวน 100 กิโลกรัม มีโปรตีน 18 เปอร์เซ็นต์ ตำมตอ้ งกำร โดยใช้ ปลำยขำ้ ว
5.78 กิโลกรมั และ กำกถวั่ เหลอื ง 12.22 กิโลกรมั
6.3 วิธีลิเนียร์โปรแกรมมิ่ง (Linear programming) เป็ นกำรคำนวณหำสูตรอำหำรรำคำถูก
โดยใชเ้ ครื่องคอมพิวเตอร์ ซ่ึงอำศยั หลกั กำร ดงั น้ี
6.3.1 กำรคำนวณสูตรจะใชว้ ธิ ีกำรทำงพชี คณิตเป็นหลกั
6.3.2 เงอื่ นไขในกำรคำนวณสูตรอำหำรจะใชก้ ำหนดเป็นสมกำรรูปแบบต่ำง ๆ
6.3.3 กำรแกส้ มกำรจะใชว้ ิธีกำรเมทริกซ์ (matrix) เขำ้ ช่วย
สำมำรถหำปริมำณกำรใช้วตั ถุดิบอำหำรแต่ละชนิดออกมำได้ ซ่ึงสัดส่วนกำรผสมของ
วตั ถุดิบอำหำรต่ำง ๆ น้ัน จะให้องคป์ ระกอบทำงโภชนะครบถว้ นตำมควำมตอ้ งกำรของสัตว์ และเป็ น
ส่วนผสมท่ีมรี ำคำต่อหน่วยต่ำที่สุด วธิ ีกำรคำนวณตวั เลขต่ำง ๆ ค่อนขำ้ งซบั ซ้อน ตอ้ งใชค้ อมพิวเตอร์เป็น
อปุ กรณ์ช่วยในกำรคำนวณเป็นหลกั จึงเหมำะกบั ฟำร์มท่มี ศี กั ยภำพในกำรใชเ้ ครื่องคอมพิวเตอร์
สูตรอำหำรสตั วท์ ค่ี ำนวณโดยวธิ ีลิเนียร์โปรแกรมมิ่ง มีขอ้ ควรระวงั ในกำรใชง้ ำน เก่ียวกบั
คุณภำพของวตั ถุดิบอำหำรให้มำก เนื่องจำกสูตรอำหำรจะถูกคำนวณ หรือประกอบสูตรโดยกำรคิดเชิง
คณิตศำสตร์เป็นหลกั และโปรแกรมจะคำนวณด้ำนรำคำของวตั ถุดิบอำหำรเท่ำน้ัน ไม่สำมำรถเลือกใช้
ควำมน่ำกินของวตั ถดุ ิบอำหำร หรือรู้วำ่ มีสำรพษิ ติดมำมำกนอ้ ยเท่ำใด ซ่ึงลกั ษณะต่ำง ๆ เหล่ำน้ีจะมีผลเสีย
ต่อกำรกิน และกำรยอมรับอำหำรของสัตว์ ดงั น้ัน หำกเลือกใชว้ ตั ถุดิบอำหำรคุณภำพต่ำ ในปริมำณมำก
เกินไป จะมีผลทำให้คุณภำพอำหำรลดลงต่ำมำก จนทำให้สมรรถภำพกำรผลิตของสัตวล์ ดลง นอกจำกน้ี
โปรแกรมจะใช้วิธีคำนวณให้อำหำรมีคณุ ค่ำทำงโภชนะใกลเ้ คียงกบั ควำมตอ้ งกำรของสัตวม์ ำกทส่ี ุด ซ่ึงถำ้
หำกใชว้ ตั ถุดิบอำหำรคุณภำพต่ำกว่ำมำตรฐำนที่กำหนดไวใ้ นคอมพิวเตอร์ อำหำรสัตวท์ ี่ไดจ้ ะมคี ุณค่ำทำง
อำหำรไม่เพียงพอกบั ควำมตอ้ งกำรทนั ที มีผลเสียต่อกำรผลิตสัตว์ ดงั น้นั ตอ้ งระมดั ระวงั เร่ืองคุณภำพของ
วตั ถุดิบอำหำรใหม้ ำก
7. การผสมอาหารสัตว์
พรศรี และอุทยั (2546) กล่ำวว่ำ วตั ถุดิบอำหำรสัตวท์ ี่นำมำผสมประกอบเป็ นสูตรอำหำรข้นึ มำ
น้นั ไม่ว่ำจะใชใ้ นปริมำณมำก เช่นวตั ถดุ ิบอำหำรพลงั งำน และวตั ถดุ ิบอำหำรโปรตนี หรือวตั ถดุ ิบอำหำร
ที่มีปริมำณนอ้ ย เช่น ไวตำมิน แร่ธำตุ สำรเสริม เป็ นต้น จะตอ้ งมีกำรกระจำยตัวในสูตรอำหำรอย่ำง
สม่ำเสมอ เขำ้ เป็นเน้ือเดียวกนั ซ่ึงเมอื่ นำไปเล้ียงสตั วแ์ ลว้ ตวั สตั วส์ ำมำรถจะไดร้ บั อำหำรท่ีมสี ัดส่วนท่ผี สม
ของวตั ถุดิบอำหำรทุกชนิดเท่ำ ๆ กนั หำกอำหำรเกิดกำรแยกตวั อำหำรน้นั ไม่เหมำะที่จะใช้เล้ยี งสัตวต์ อ่ ไป
วธิ ีกำรผสมอำหำรมี 2 วธิ ี ดงั น้ี
7.1 กำรผสมอำหำรดว้ ยมือ เป็นกำรผสมอำหำรดว้ ยแรงงำนคนเป็นหลกั เป็นวิธีกำรผสมท่ี
ลงทนุ นอ้ ยทสี่ ุด โดยมพี ลว่ั ตกั ผสม กบั ผูผ้ สม 1 คน กส็ ำมำรถทำงำนไดแ้ ลว้ แตใ่ นทำงปฏบิ ตั ิเป็นกำรผสม
อำหำรที่ตอ้ งใชแ้ รงมำก เพรำะตอ้ งผสมกลบั อำหำรไปมำหลำยคร้ัง ทำให้ผผู้ สมอำหำรใชเ้ วลำนอ้ ย ในกำร
ผสมอำหำร เพรำะรีบเร่ง และขำดควำมพิถีพิถนั ทำให้วตั ถุดิบอำหำรผสมไม่ค่อยเขำ้ กนั มีผลให้ตัวสัตว์
ไม่ไดร้ ับอำหำรตำมสูตรท่ีคำนวณไว้ ไปมีผลกระทบต่อสมรรถภำพกำรผลิตได้ ซ่ึงวิธีกำรผสมอำหำรดว้ ย
มอื ปฏบิ ตั ิไดด้ งั น้ี
ให้ชง่ั น้ำหนกั วตั ถุดิบอำหำรท่ใี ชท้ กุ ชนิด และนำมำเทเรียงเป็นช้นั ๆ วตั ถุดิบอำหำรท่ีใชจ้ ำนวน
มำกจะอยชู่ ้นั ลำ่ ง สำหรบั วตั ถุดิบอำหำรท่ีใชจ้ ำนวนนอ้ ยมำก เช่น หัวไวตำมิน หัวแร่ธำตุ และสำรเสริมใน
อำหำรสัตว์ เป็นตน้ จะนำมำผสมดว้ ยวตั ถดุ ิบชนิดอ่ืนใหม้ ปี ริมำณมำกข้ึนกอ่ น แลว้ จึงเทเรียงเป็นช้นั ในกอง
วตั ถุดิบ หลงั จำกน้ันผูผ้ สมจะทำกำรตกั และผสมวตั ถุดิบให้เขำ้ กนั โดยกำรยำ้ ยกองใหม่จนหมดกองเดิม
แลว้ ยำ้ ยกลบั มำต้งั เป็นกองใหม่อีก ทำอยำ่ งน้ีอย่ำงน้อย 2-3 คร้ัง จนแน่ใจว่ำวตั ถุดิบอำหำรในสูตรอำหำร
ผสมเขำ้ กนั ดีแลว้ จึงนำไปเล้ยี งสตั วต์ ่อไป ดงั ภำพที่ 4.2
ภาพที่ 4.2 แสดงกำรผสมอำหำรดว้ ยมอื
ทม่ี ำ : อทุ ยั (2529)
7.2 กำรผสมอำหำรดว้ ยเคร่ืองผสมอำหำร (mixer) มอี ยหู่ ลำยแบบ ดงั น้ี
7.2.1 เคร่ืองผสมอำหำรแบบถงั ต้งั (Vertical mixer) เป็นท่ีนิยมใชก้ นั แพร่หลำยตำมฟำร์ม
เล้ยี งสตั ว์ โดยเฉพำะกบั ฟำร์มเล้ียงสัตวท์ ่ีมีขนำดไม่ใหญน่ กั มกี ำรผลิตอำหำรต่อวนั ไม่มำกนกั เนื่องจำกมี
รำคำถูก และเหมำะสมกบั ระบบกระแสไฟฟ้ำตำมบำ้ นทวั่ ไป (220 V) แต่มีประสิทธิภำพกำรผลติ ค่อนขำ้ ง
ต่ำ กำรทำงำนค่อนขำ้ งช้ำ ใชเ้ วลำในกำรผสมอำหำรนำน 15 - 20 นำที (ชนิดเกลียวคู่) และ 25 - 30 นำที
(ชนิดเกลียวเดียว) และกำรผสมวตั ถุดิบอำหำรที่เป็ นของเหลว พวกกำกน้ำตำล และไขมนั จะตอ้ งมีวิธีกำร
ปฏิบตั ิท่ีซับซ้อนมำกข้ึน มิฉะน้ันอำหำรอำจผสมไม่ค่อยเขำ้ กันดี เกิดปัญหำเม่ือนำไปใช้เล้ียงสัตว์ และ
ก่อให้เกิดปัญหำเศษอำหำรติด เกลียวผสม อำหำรดูดไมข่ ้ึน หรือเม่ือปล่อยอำหำรออกจำกเคร่ืองผสมแลว้
จะยงั มีอำหำรตกคำ้ งในเครื่องผสมอยมู่ ำก มกี ำลงั ผลติ ต้งั แต่ 500 กิโลกรัม ถึง 5 ตนั แลว้ แตข่ นำดของเครื่อง
(ภำพที่ 4.3)
7.2.2 เคร่ืองผสมอำหำรแบบถังนอน (horizontal mixer) เป็ นเคร่ืองผสมอำหำรท่ีมี
ประสิทธิภำพกำรทำงำนสูง สำมำรถผสมอำหำรไดจ้ ำนวนมำกในแตล่ ะวนั แต่มีรำคำสูงเหมำะกบั กำรผลติ
อำหำรเป็นกำรคำ้ หรือกบั ฟำร์มขนำดใหญ่ท่ีตอ้ งกำรผลิตอำหำรปริมำณมำกในแต่ละวนั ใช้เวลำในกำร
ผสมอำหำรให้เขำ้ กนั ดีภำยในระยะเวลำประมำณ 6 นำทเี ทำ่ น้นั ดงั น้นั ใน 1 ชวั่ โมง สำมำรถผลติ อำหำรได้
ประมำณ 10 ชุด อำหำรจะถูกผสมให้เขำ้ กนั เป็นอยำ่ งดี แมจ้ ะมกี ำรเติมวตั ถุดิบอำหำรทเ่ี ป็นของเหลวเขำ้ ไป
ดว้ ย และเมอ่ื ปลอ่ ยอำหำรออกจำกเคร่ืองแลว้ มีอำหำรเหลือตกคำ้ งในเครื่องผสมนอ้ ยมำก แตม่ รี ำคำสูงมำก
และตอ้ งกำรกระแสไฟฟ้ำ 3 เฟส หรือไฟฟ้ำอตุ สำหกรรมขนำด 380 V มีกำลงั ผลติ ต้งั แต่ 1 - 20 ตนั แลว้ แต่
ขนำดของเคร่ือง (ภำพท่ี 4.3)
7.2.3 เคร่ืองผสมอำหำรแบบถังหมุน (rotating drum mixer) หรือเครื่องผสมคอนกรีต
(concrete mixer) สำมำรถนำมำใช้ผสมอำหำรได้ ดว้ ยหลกั กำรเดียวกบั กำรผสมคอนกรีตซ่ึงถงั หมุนรอบ
ตวั เองได้ ภำยในถงั มีใบกวน อำหำรจะผสมเขำ้ กนั ในเวลำ 4 - 5 นำที และสำมำรถผสมอำหำรทมี่ ีควำมช้ืน
สูง หรืออำหำรท่มี ขี องเหลวผสม เช่น น้ำ กำกน้ำตำล และไขมนั ไดด้ ี เกษตรกรหำซ้ือไดง้ ่ำยทวั่ ไป หลกั กำร
ทำงำนง่ำย สำมำรถเขำ้ ใจหลกั กำรทำงำน และสำมำรถใชง้ ำนไดเ้ ลย แต่ถงั ผสมมขี นำดเล็ก ผสมอำหำรได้
นอ้ ย เพียงคร้ังละ 100 - 150 กิโลกรัมเทำ่ น้นั
เครื่องผสมอำหำรแบบถงั นอน
เคร่ืองผสมอำหำรแบบถงั ต้งั
ภาพท4่ี .3 แสดงเครื่องผสมอำหำรแบบถงั นอน และถงั ต้งั
ทม่ี ำ : อุทยั (2529)
หลักการผสมอาหารด้วยเคร่ืองผสม
1. กอ่ นใส่อำหำร ควรเปิ ดให้เคร่ืองเดินกอ่ น แลว้ จึงคอ่ ยใส่วตั ถดุ ิบลงไป
2. ชง่ั น้ำหนกั วตั ถุดิบทกุ ชนิดตำมควำมตอ้ งกำรของแตล่ ะสูตรอำหำรกอ่ นนำเขำ้ เคร่ือง
3. กำรใส่วตั ถุดิบควรใส่ตำมลำดบั จำกมำกไปหำนอ้ ย เร่ิมจำกกลุ่มอำหำรแหลง่ พลงั งำนที่มีควำม
หนำแน่นจะถูกใส่ก่อน เช่นปลำยขำ้ ว ส่วนท่ีน้ำหนักเบำ หรือละเอียดมำกให้ใส่ภำยหลงั เช่นรำละเอียด
หลกั กำรใส่วตั ถุดิบอำหำรควรแบ่งออกเป็น 3 - 5 ส่วน ทุกส่วนจะมีวตั ถุดิบทกุ ชนิด แลว้ จึงใส่วตั ถดุ ิบแต่ละ
ชนิดลงไปทลี ะส่วน จะทำใหว้ ตั ถุดิบคลุกเคลำ้ กนั ดีทส่ี ุด
4. อำหำรท่ีมปี ริมำณนอ้ ย เช่นไวตำมนิ แร่ธำตุ ควรผสมกบั สื่อก่อนใส่เขำ้ เคร่ือง เพ่ือขยำยปริมำณ
ใหม้ ำกพอทีจ่ ะกระจำยตวั ไดท้ วั่ ถงึ แลว้ ใส่ไปในเครื่องพร้อมกบั วตั ถุดิบชุดแรก
5. สังเกตว่ำอำหำรผสมเข้ำกันดีหรือไม่ ให้ดูจำกช่องกระจกขำ้ งถัง อำหำรจะไหลผ่ำนเคร่ือง
สม่ำเสมอ และเป็นสีเน้ือเดียวกนั ไม่แยกแถบหรือเป็นช้นั
6. กำรผสมอำหำรตอ้ งดำเนินกำรตำมเวลำที่กำหนด โดยเร่ิมนับต้งั แต่วตั ถุดิบชุดสุดทำ้ ยใส่ลงไป
ในเคร่ืองผสม เมอ่ื ครบกำหนดเวลำ ตอ้ งรีบนำอำหำรออกจำกเครื่องผสมอำหำรทนั ที ถำ้ หำกผสมเกินเวลำ
ทีก่ ำหนด จะทำใหว้ ตั ถดุ ิบแตล่ ะชนิด แยกช้นั ออกจำกกนั ตำมน้ำหนกั
7. วตั ถุดิบท่ีช้ืน หรือเหลว เช่นไขมนั กำกน้ำตำล ต้องเพ่ิมเวลำอีก 3 - 5 นำทีเพ่ือให้อำหำร
คลกุ เคลำ้ กนั ไดด้ ีย่งิ ข้นึ
การบารุงรักษาเครื่องผสมอาหาร
1. เริ่มเดินเครื่องไวก้ ่อน 1-3 นำที เพื่อให้กำรหมุนคงท่ี ไดจ้ ำนวนรอบตำมตอ้ งกำร
2. หำ้ มเดินเคร่ืองเม่ือไฟฟ้ำตกหรือแรงเคลื่อนไฟฟ้ำไม่ครบตำมมำตรฐำน
3. ไม่ควรใส่วตั ถุดิบท่ีเปี ยกช้ืน หรือของแข็งลงไปในเครื่อง
4. หมน่ั ปัดกวำดทำควำมสะอำดภำยในเครื่อง อยำ่ งนอ้ ยเดือนละคร้งั (หำ้ มใชน้ ้ำลำ้ ง)
5. ควรระวงั อยำ่ ใหม้ ีเชือกตกลงไปตดิ เกลียวเคร่ืองผสม ซ่ึงจะทำใหร้ อบกำรหมนุ ชำ้ ลง
6. หมนั่ ตรวจเช็คระบบหล่อลื่นเป็นประจำ 1 - 3 เดือนต่อคร้ัง ตรวจรอยรั่ว และจุดบกพร่องต่ำง ๆ
แลว้ จดั กำรแกไ้ ขป้องกนั กอ่ นที่จะก่อใหเ้ กิดควำมเสียหำย
แบบฝึ กหดั บทที่ 4
จงตอบคำถำมต่อไปน้ี
1. ทำงเดินอำหำรสุกรประกอบดว้ ยอวยั วะใดบำ้ ง
2. หนำ้ ที่หลกั ของโภชนะหลกั มีอยำ่ งไรบำ้ ง
3. คุณสมบตั ิของวตั ถุดิบอำหำรที่ดีมอี ยำ่ งไรบำ้ ง
4. บอกช่ือวตั ถดุ ิบอำหำรสุกรทใี่ ชเ้ ป็นแหลง่ พลงั งำนโปรตีนจำกพืชมำอยำ่ งละ 5 ชื่อ
5. วิธีกำรให้อำหำรมกี ี่แบบ อะไรบำ้ ง
6. ระบบกำรให้อำหำรแบบ Self feeding มีอยำ่ งไรบำ้ ง
7. วธิ ีกำรให้อำหำรลกู สุกรหยำ่ นมมีอยำ่ งไรบำ้ ง
8. จงคำนวณสูตรอำหำรสำเร็จให้มโี ปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 100 กิโลกรมั โดยใช้
กำกถว่ั เหลือง และ ปลำยขำ้ ว
แนวทางตอบแบบฝึ กหัดบทท่ี 4
1. ทำงเดินอำหำรของสุกรประกอบดว้ ยส่วนตำ่ ง ๆ ดงั น้ี
1.1 ปำก และคอหอย
1.2 หลอดอำหำร
1.3 .กระเพำะอำหำร
1.4 ลำไส้เลก็ และไสต้ ิ่ง
1.5 ลำไส้ใหญ่ และทวำรหนกั
2. หนำ้ ที่หลกั ของโภชนะ มดี งั น้ี
2.1 เป็นแหล่งของพลงั งำน
2.2 เป็นโครงสร้ำง และบำรุงรกั ษำ ซ่อมแซมเน้ือเยอ่ื ส่วนสึกหรอของร่ำงกำย
2.3 ทำหนำ้ ทีค่ วบคมุ และบงั คบั กระบวนกำรต่ำง ๆ ในร่ำงกำยให้เป็นไปตำมปกติ
2.4 สร้ำงผลผลิต เน้ือ นม ไข่
3. คุณสมบตั ิของวตั ถดุ ิบอำหำรสัตวท์ ีด่ ี มีดงั น้ี
3.1 มคี ณุ คำ่ ทำงอำหำร
3.2 สตั วก์ ินแลว้ ยอ่ ยได้ เกิดประโยชนต์ ่อตวั สัตว์
3.3 ไม่มสี ำรพิษ หรือมีอยใู่ นปริมำณท่ไี ม่เป็นอนั ตรำยตอ่ สตั ว์
3.4 ไม่มีกลนิ่ หรือรสชำตทิ ่ีสตั วไ์ ม่ชอบกิน
4. วตั ถุดิบอำหำรแหลง่ พลงั งำน ไดแ้ ก่ ขำ้ วโพด ขำ้ วฟ่ ำง มนั เทศ ปลำยขำ้ ว รำละเอียด
วตั ถดุ ิบอำหำรแหลง่ โปรตีน ไดแ้ ก่ กำกถว่ั เหลอื ง กำกถว่ั ลสิ ง กำกปำลม์ ใบกระถนิ ป่ น
กำกเมลด็ ฝ้ำย
5. วิธีกำรใหอ้ ำหำรสุกรมี 2 แบบคือ
1. แบบจำกดั อำหำร
2. แบบใหก้ ินเตม็ ที่
6. ระบบกำรใหอ้ ำหำร Self feeding คือวธิ ีกำรใหอ้ ำหำรแบบใหส้ ุกรมีอำหำรกินเองได้
ตลอดเวลำ โดยเทอำหำรลงในถงั อำหำรกล สุกรทุกตวั มีโอกำสเขำ้ กินไดต้ ลอดเวลำ
7. วธิ ีกำรใหอ้ ำหำรลูกสุกรระยะหยำ่ นม ใหใ้ ชอ้ ำหำรสุกรออ่ นโปรตนี 20 เปอร์เซ็นต์
ให้กินเตม็ ทีแ่ ต่ ใหแ้ บบนอ้ ย ๆ แตบ่ ่อยคร้ังจะทำใหล้ ูกสุกรไดร้ ับอำหำรใหมอ่ ยเู่ สมอ
และช่วยกระตุน้ ให้ลูกสุกรกินอำหำรไดม้ ำกข้นึ
8. คำนวณสูตรอำหำร
วิธีทา คำนวณโดยวธิ ีเพยี ร์สนั สแควร์
กำกถวั่ เหลอื งมีโปรตนี 44 เปอร์เซน็ ต์ และปลำยขำ้ ว มโี ปรตนี 8 เปอร์เซน็ ต์
โปรตีนของปลำยขำ้ ว 8 28 ส่วน 28 × 100 = 77.78 กก.
36
โปรตีนของกำกถว่ั เหลือง 44 16 100 - 77.78 = 22.22 กก.
8 ส่วน
36 ส่วน
ตรวจสอบ
วัตถุดบิ จานวน (กก.) จานวนโปรตนี (%)
ปลำยขำ้ ว 77.78 77.78 × 0.08 = 6.22
กำกถวั่ เหลอื ง 22.22 22.22 × 0.44 = 9.78
รวม 100 16
อำหำรผสม 100 กิโลกรัม มีโปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์ ประกอบดว้ ย ปลำยขำ้ ว 77.78 กิโลกรัม และกำกถว่ั
เหลือง 22.22 กิโลกรมั
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5
รหัสวชิ า 20501-2304 วชิ า การเลยี้ งสุกร
ช่ือหน่วย การจัดการสุกรขุน สัปดาห์ท่ี 10 -11
สาระสาคญั
กำรทำฟำร์มสุกรน้ัน กำรผลิตสุกรขุนเป็ นเป้ำหมำยหลักของกำรผลิตสุกร ผู้ผลิตสุกรขุน
ประกอบดว้ ยฟำร์มท่ีผลิตลกู สุกรขุนเอง และซ้ือลูกสุกรขนุ จำกแหล่งอ่ืนเขำ้ มำเล้ยี ง ซ่ึงพนั ธุส์ ุกรขนุ ท่นี ิยม
กนั เป็นลูกผสมสำมสำยพนั ธุ์ ระหว่ำงพนั ธุ์ดูร็อค แลนด์เรซ และลำร์จไวท์ เน่ืองจำกเติบโตเร็ว กินอำหำร
นอ้ ย เน้ือแดงมำก ไขมนั บำง คุณภำพซำกท่ีเป็นที่ตอ้ งกำรของตลำด กำรผลิตสุกรขุนจะใช้ระบบกำรผลิต
แบบเขำ้ หมด - ออกหมด เนื่องจำกทำให้ง่ำยตอ่ กำรจดั กำร และกำรควบคมุ ป้องกนั โรค กำรดำเนินกำรผลิต
จะตอ้ งไมท่ ำให้สุกรเกิดควำมเครียด มสี ุขภำพท่ีสมบรู ณ์ และกินอำหำรถูกตอ้ งตำมระยะกำรเจริญเตบิ โตของ
สุกร มคี ณุ ภำพซำกท่ีดี
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบำยกำรเจริญเตบิ โตของร่ำงกำยสุกรได้
2. อธิบำยประเภทของผูเ้ ล้ียงสุกรได้
3. อธิบำยพนั ธุส์ ุกรขนุ ได้
4. อธิบำยระบบกำรผลิตสุกรขุนได้
5. อธิบำยกำรดำเนินกำรผลิตสุกรขุนได้
6. วดั ควำมหนำไขมนั สันหลงั สุกรได้
7. ประเมนิ คณุ ภำพซำกได้
สาระการเรียนรู้
1. กำรเจริญเตบิ โตของร่ำงกำยสุกร
2. ประเภทของผเู้ ล้ียงสุกรขนุ
3. พนั ธุส์ ุกรขุน
4. ระบบกำรผลิตสุกรขนุ
5. กำรดำเนินกำรผลิตสุกรขนุ
6. กำรประเมินคณุ ภำพซำก
5. กจิ กรรมการเรียนการสอน
4. อำจำรยใ์ หน้ กั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
5. อำจำรยอ์ ธิปรำยกำรจดั กำรสุกรขุน
6. ใหน้ กั เรียนรบั ผิดชอบใหอ้ ำกำรสุกรขุนทวี่ ิทยำลยั เกษตรและเทคโนโลยีเพชรบูรณ์
6. ส่ือกำรเรียนการสอน
9. ใบควำมรู้
7. การวดั ผลและประเมนิ ผล
7. สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียน กำรต้งั ใจเรียน กำรแต่งกำย กำรตรงต่อเวลำ
8. แบบทดสอบ
บทท่ี 5
การจัดการสุกรขุน
สุกรขนุ เป็นเป้ำหมำยหลกั ของกำรผลติ สุกร ซ่ึงกำรเล้ียงสุกรขนุ ให้ประสบควำมสำเร็จน้นั ผูเ้ ล้ียง
จะตอ้ งอำศยั ท้งั ศำสตร์ และศิลป์ ตอ้ งมีควำมรู้ควำมเขำ้ ใจถึงปัจจยั ต่ำง ๆ ท่ีจะมีผลกระทบต่อกำรผลิต ต้งั แต่
ระยะสุกรเล็ก (15 - 20 กิโลกรัม) จนถึงน้ำหนักส่งตลำด (90 - 120 กิโลกรัม) ใชเ้ วลำเล้ียงนำน 4 - 5 เดือน
และตอ้ งใชเ้ งินทุนหมุนเวียนคอ่ นขำ้ งสูง เช่น ปี พ.ศ. 2548 ตวั ละ 4,600 บำท (ผลิตลูกสุกรเอง) และ ขำยได้
ตวั ละ 5,000 บำท (สถำนกำรณ์รำคำสุกร, 2548) ดงั น้นั ตอ้ งคำนึงถึงระบบกำรผลิตให้มีประสิทธิภำพสูง
เพ่ือให้สุกรขุนมีกำรเจริญเติบโตดี กินอำหำรประหยดั และมีคุณภำพซำกดี เป็นท่ีตอ้ งกำรของตลำด หำก
เกิดอปุ สรรค ลม้ เหลว ยอ่ มจะนำผลเสียหำยมำสู่กิจกำรอยำ่ งมำก
การเจริญเติบโตของสุกร
สมชัย (2532) และสัญชัย (2551) กล่ำวว่ำ กำรเจริญเติบโตของสุกร วดั กนั ดว้ ยน้ำหนกั ตวั ที่เพ่มิ ข้ึน
จะเพิม่ มำกข้ึนเมอ่ื มอี ำยมุ ำกข้นึ เป็นผลจำกกำรสะสมเน้ือแดง ไขมนั และกระดูก กำรเจริญเติบโตของสุกร
โดยทว่ั ไปจะมลี กั ษณะแบบตวั เอส (S - shaped) กลำ่ วคอื ในระยะอำยนุ อ้ ย ๆ มีกำรเพม่ิ น้ำหนกั ตวั นอ้ ย จนถงึ
น้ำหนักตวั ประมำณ 30 กิโลกรัม จะมีอตั รำเพ่ิมน้ำหนักตวั ต่อวนั สูงข้ึนข้ึนไปเร่ือย ๆ จนถึงระยะโตเต็มที่
(mature) น้ำหนกั ประมำณ 90 - 100 กิโลกรมั อตั รำกำรเพ่มิ น้ำหนกั ตวั ตอ่ วนั จะเริ่มต่ำลง ดงั ภำพท่ี 8.1
ภาพที่ 8.1 แสดงกำรเจริญเตบิ โตของสุกรตำมอำยุ
ทีม่ ำ : ดดั แปลงจำก Whittemore (1980)
ลูกสุกรเม่ือคลอดใหม่ ๆ หัวคอ่ นขำ้ งโต ขำยำว ร่ำงเลก็ แต่เมอื่ โตเตม็ ทแ่ี ลว้ สัดส่วนของหวั จะเล็กลง
ขำจะส้ัน และร่ำงกำยจะโตข้นึ เมือ่ เทยี บกบั สดั ส่วนของร่ำงกำย กำรเตบิ โตของส่วนตำ่ ง ๆ ของร่ำงกำย เป็น
สดั ส่วนไม่เทำ่ กนั ในระยะแรก และระยะหลงั เช่นส่วนหัวและขำ (โครงกระดูก) เจริญเติบโตเปลี่ยนแปลง
ก่อน ขณะที่ส่วนสะเอว (Loin) และสะโพก จะเป็นส่วนสุดทำ้ ยที่มีกำรเปลีย่ นแปลง เม่ือสุกรใกลร้ ะยะเป็น
หนุ่ม - สำว ในลูกสุกรประกอบดว้ ยสัดส่วนของกระดูกมำกท่ีสุด รองมำเป็นกลำ้ มเน้ือ และมีไขมนั นอ้ ย
ที่สุด ซ่ึงตรงกนั ขำ้ มกบั สุกรที่เตบิ โตเป็น หนุ่ม - สำว ทีจ่ ะเร่ิมมกี ำรสะสมไขมนั มำกท่สี ุด
ระยะสุกรโตเต็มที่ กำรสะสมเน้ือแดง ลดต่ำลง อำหำรทีก่ ินจะถูกนำไปสร้ำงไขมนั มำกข้นึ และเกบ็
สะสมไวใ้ ตผ้ วิ หนงั เป็นส่วนใหญ่ (ประมำณ 2/3) แทรกภำยในกลำ้ มเน้ือ และอยรู่ ะหวำ่ งกลำ้ มเน้ือ ไขมนั ที่
สุกรสะสมไวน้ ้ี จะทำหนำ้ ที่เป็นพลงั งำนสำรองไว้ โดยร่ำงกำยจะดึงพลงั งำนสำรองน้ีมำใชป้ ระโยชน์ไดใ้ น
ยำมขำดแคลน หรือเมื่อร่ำงกำยต้องกำร เช่นในระยะลูกสุกรหย่ำนม หรือแม่สุกรระยะเล้ียงลูก เป็ นต้น
ส่วนประกอบทำงเคมีของเน้ือแดงจะประกอบด้วย น้ำ 60 - 75 เปอร์เซ็นต์ ไขมนั 5 - 15 เปอร์เซ็นต์ และ
โปรตีน 20 - 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ไขมนั จะมีโปรตีนประมำณ 2 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำประกอบเพียง 8 - 12
เปอร์เซ็นต์ ท้งั น้ีส่วนประกอบทำงเคมีของเน้ือแดง จะมีควำมผนั แปรไปตำมปัจจยั ต่ำง ๆ เช่น เน้ือจำกส่วน
ต่ำงๆของร่ำงกำย อำยแุ ละสภำพของสุกร (ศรีสุวรรณ, 2542) ดงั ภำพที่ 8.2 และตำรำงที่ 8.2
ภาพที่ 8.2 แสดงส่วนประกอบของตวั สุกรตำมอำยุ
ท่ีมำ : ดดั แปลงจำก Whittemore (1980)
1. การเจริญเติบโตของเนื้อแดง มีควำมสำคัญมำก เน่ืองจำกเน้ือแดงเป็ นส่วนของผลผลิตที่
ผบู้ ริโภคตอ้ งกำรมำกกว่ำส่วนไขมนั และกำรสร้ำงเน้ือแดง 1 กิโลกรัมน้นั ตอ้ งกำรอำหำรเพยี ง 1/3 เมอื่ เทียบ
กบั สุกรท่ีกินอำหำรเพื่อไปสร้ำงไขมนั 1 กิโลกรัมเท่ำกนั กำรเจริญเติบโตของเน้ือแดงข้ึนอยู่กบั เพศ และ
พนั ธุกรรมของสุกร สุกรเพศเมียจะมีกำรเจริญเติบโตของเน้ือแดงเร็วกว่ำสุกรเพศผูต้ อน และสุกรเพศผูไ้ ม่
ตอนจะมกี ำรเจริญเติบโตของเน้ือแดงเร็วกว่ำท้งั เพศผูต้ อนและเพศเมยี กำรเจริญเติบโตของเน้ือแดงจะสูงสุด
เมอ่ื สุกรมีน้ำหนกั ประมำณ 60 - 70 กิโลกรัม (ศรีสุวรรณ,2542 และสญั ชยั , 2551) ดงั ในตำรำงที่ 8.1
2. การเจริญเติบโตของไขมัน ในลกู สุกรแรกคลอด จะมไี ขมนั อยปู่ ระมำณ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ลกู สุกร
จะสะสมไขมนั เพ่ิมจำกกำรกินน้ำนมแม่ ซ่ึงมีไขมนั อยู่ 8 เปอร์เซ็นต์ ใน 1 เดือนแรก จะมีไขมนั ในร่ำงกำย
สูงข้ึนประมำณ 15 เปอร์เซ็นต์ ทำใหล้ ูกสุกรจะอยไู่ ดส้ บำยกบั สภำพแวดลอ้ มรอบตวั มนั เมอื่ หยำ่ นม ลูกสุกร
จะมคี วำมเครียดเกิดข้ึน กินอำหำรนอ้ ยลง ร่ำงกำยจะนำไขมนั ทสี่ ะสมในร่ำงกำยออกมำใชเ้ ป็นพลงั งำน กำร
สูญเสียไขมนั มำกยอ่ มมผี ลเสียต่อร่ำงกำยของสุกร เม่ือลูกสุกรสำมำรถกินอำหำรไดด้ ี ร่ำงกำยจะปรับตวั เพิม่
ระดบั ไขมนั ข้ึนมำ ตำมปริมำณอำหำรท่ีไดร้ ับ ในระยะสุกรเล็กตอ้ งให้อำหำรคุณภำพดีเพ่ือลูกสุกรจะได้
นำไปสะสมเป็นไขมนั ได้ และตอ้ งลดกำรสูญเสียไขมันให้นอ้ ยท่ีสุดในระยะหยำ่ นมลูกสุกร ขณะที่สุกร
ขนำดใหญ่ ถำ้ ใหอ้ ำหำรมำก จะมกี ำรสะสมไขมนั มำก ประสิทธิภำพกำรใชอ้ ำหำรจะเลวลง และมกี ำรสร้ำง
ไขมนั มำกกวำ่ สร้ำงเน้ือแดง สุกรจะอว้ น และมคี ุณภำพซำกดอ้ ยลง (ศรีสุวรรณ, 2542)
ตารางท่ี 8.1 แสดงลกั ษณะคณุ ภำพซำกสุกรประเภทต่ำงๆ
รำยกำร สุกรเพศผตู้ อน สุกรเพศผู้ สุกรเพศเมีย
น้ำหนกั มชี ีวติ (กก.) 111 110 110
เปอร์เซ็นตซ์ ำก 75.10 74.00 75.70
ควำมหนำไขมนั สนั หลงั (ซม.) 2.96 2.27 2.73
ควำมยำวซำก (ซม.) 79.30 80.60 79.60
พ้ืนท่หี นำ้ ตดั เน้ือสนั (ตร.ซม.) 47.20 48.50 52.70
เปอร์เซ็นตเ์ น้ือแดง 59.30 61.80 61.70
ท่มี ำ : สัญชยั (2551)
จำกตำรำงที่ 8.1 จะเห็นว่ำ สุกรเพศผมู้ เี ปอร์เซ็นตซ์ ำกต่ำกว่ำสุกรเพศเมีย และเพศผตู้ อน เน่ืองจำกท่ี
น้ำหนกั เท่ำกนั สุกรเพศผูจ้ ะมีสัดส่วนของเศษเหลือจำกกำรตดั แต่งซำกอยู่มำกกว่ำ ขณะท่ีสุกรเพศผูต้ อนจะ
กินอำหำรมำกกว่ำ เพมิ่ น้ำหนกั ไดเ้ ร็วกว่ำ แต่ส่วนซำกมไี ขมนั มำกกวำ่ เช่นเดียวกนั
ตารางที่ 8.2 แสดงกำรเจริญเตบิ โตของสุกรอำยุต่ำง ๆ
อำยุ (สัปดำห์) น้ำหนกั (กก.) ADG (กก.) FCR
0 - 4 1.2 - 6.0 - -
5 - 8 6.0 - 15.0 0.32 1.70