40 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2551 ได้จัดตั้ง “สถาบันการจัดการเงินทุนชุมชนต าบลห้างสูง” โดยมีนายสมคิด อเนกวศินชัย เป็นประธาน กลุ่มจึงได้แต่งตั้ง นายสมคิด อเนกวศินชัย เป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์ฯ ไปในคราวเดียวกัน ปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2564) มีสมาชิกรวม 4,583 ราย (2) การด าเนินงาน มีการบริหารงานโดยจัดแบ่งงานของคณะกรรมการ เป็น 4 ฝ่าย ประกอบด้วย (1) ฝ่ายอ านวยการ (2) ฝ่ายเงินกู้ (3) ฝ่ายส่งเสริม และ (4) ฝ่ายตรวจสอบ โดยยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ คือ (1) ความซื่อสัตย์ ต่อกัน (2) มีความเสียสละเพื่อส่วนร่วม (3) มีความรับผิดชอบร่วมกัน (4) มีความเห็นอกเห็นใจกัน และ (5) มี ความไว้วางใจในการบริหารงานซึ่งเน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการรายงานผลการด าเนินงานให้สมาชิก ได้รับทราบเป็นรายเดือนหลังจากปิดยอดการด าเนินงานในแต่ละเดือน มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่นคงของ กลุ่ม จ านวน 3 กองทุน ประกอบด้วย (1) กองทุนออมทรัพย์เพื่อการผลิต (2) กองทุนเพื่อการพัฒนากลุ่ม ออมทรัพย์เพื่อการผลิต และ (3) กองทุนสวัสดิการสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต การบริการทางการเงินด้านเงินฝากของกลุ่ม ประกอบไปด้วย (1) เงินสัจจะสะสม โดยให้สมาชิกส่งเงิน ทุกวันที่ 5 ของเดือน เดือนละ 100 บาท ไม่เกิน 1,000 บาท (2) เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ (เฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิก เดิม) ให้คงเงินฝากไว้ไม่รับเพิ่ม สะสมพิเศษสถาบันไม่จ ากัดจ านวนนับฝากทุกวัน อัตราดอกเบี้ย 2 เดือนแรก ของปี ร้อยละ 5.0 ต่อปี (3) เงินฝากในนามกลุ่ม (เครือข่าย) ฝากในนามกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มอื่น ๆ เพื่อเป็น เครือข่ายออมทรัพย์และการกู้เงิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการด าเนินกิจกรรมของกลุ่มนั้น ๆ การบริการทางการเงินด้านสินเชื่อหรือการกู้เงินสัจจะ มีการก าหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 2 อัตรา คือ ร้อยละ 9.0 และร้อยละ 12.0 ต่อปี โดยแบ่งการกู้ออกเป็น 8 ประเภท ได้แก่ กู้ปกติ, กู้พิเศษ (ใช้หลักทรัพย์ค้ า ประกัน), กู้ฉุกเฉิน, เช่าซื้อรถจักรยานยนต์, กู้เพื่อกลุ่มอาชีพ, กู้ในนามกลุ่มและเครือข่าย, การกู้เงินด้วยเอทีเอ็ม และกู้เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ โดยที่การกู้เงินในแต่ละกรณี จะมีการก าหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขการ ด าเนินงานอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดความสัมพันธ์ระหว่างวงเงินกู้กับระยะเวลาของการเป็นสมาชิก (เป็น สมาชิก 7 เดือน จะกู้ได้วงเงิน 20 เท่าของเงินสัจจะรวมกับเงินฝากสะสมในบัญชี เป็นสมาชิก 5 ปี กู้ได้วงเงิน 30 เท่าของเงินสัจจะรวมกับเงินฝากสะสมในบัญชี เป็นสมาชิก 8 ปี กู้ได้วงเงิน 40 เท่าของเงินสัจจะรวมกับเงิน ฝากสะสมในบัญชี เป็นสมาชิก 10 ปีขึ้นไป กู้ได้วงเงิน 50 เท่าของเงินสัจจะรวมกับเงินฝากสะสมในบัญชี) ส าหรับ การกู้กรณีพิเศษ ต้องเป็นสมาชิกเกิน 1 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12.0 ต่อปี กู้วงเงิน 300,000 บาทขึ้นไป อัตรา ดอกเบี้ยร้อยละ 9.0 ต่อปี ระยะเวลาช าระคืนตามความเหมาะสม โดยต้องมีหลักทรัพย์ค้ าประกันวงเงินที่ขอกู้ การประกอบการวิสาหกิจกิจ เช่น ร้านค้าชุมชน จ าหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่จากเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิต จังหวัดชัยนาทและสิงห์บุรี ร่วมหุ้นปั๊มน้ ามันชุมชน จ าหน่ายน้ ามันเชื้อเพลิง จัดสรรที่ดินให้แก่ สมาชิกที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จุดเด่นของกลุ่ม คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญศูนย์สาธิต การตลาดบ้านป่าแดง ที่มีปั๊มน้ ามันชุมชน และได้รับการสนับสนุนจาก บจก.บางจาก (มหาชน) หรือกิจการของ ร้านค้าชุมชน ที่จ าหน่ายสินค้าธงฟ้าประชารัฐ สินค้าจากเครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต สินค้า OTOP จากชุมชน ทั้ง 2 กิจการนี้ได้ท าให้เป็นกิจการที่สร้างเงินทุนหมุนเวียนให้กับกิจการและกลุ่ม
41 การจัดสวัสดิการ กลุ่มจัดให้มีการช่วยเหลือเป็นสวัสดิการสังคมต่อสมาชิกในรายการต่าง ๆ เช่น กรณี เสียชีวิตสะสม ปีละ 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาท เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล พักคืนละ 500 บาท คืนต่อไป คืนละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 1,500 บาทต่อปี คลอดบุตร รับขวัญเด็ก 1,500 บาท ผู้สูงอายุ รับเงินขวัญถุง เป็น สมาชิก 5 ปีรับปีละ 500 บาท, เป็นสมาชิก 10 ปีขึ้นไป รับเงินขวัญถุง ปีละ 1,000 บาท ทุนการศึกษา ทุนละ 1,000 บาท ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา-ปริญญาตรี นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนสาธารณะประโยชน์ สนับสนุนทุนการศึกษาแก่สถานศึกษา สนับสนุน ถุงยังชีพแก่ผู้ทุพพลภาพทั้งต าบล สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนผู้ที่ท าประโยชน์เพื่อสังคม สนับสนุน กิจกรรมต้านยาเสพติด สนับสนุนการจัดกิจกรรมสร้างเสริมครอบครัวอบอุ่น สนับสนุนการจัดกิจกรรมกองทุน แม่ของแผ่นดิน (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินงานในรอบปี พ.ศ. 2563 มีเงินฝากสะสมทั้งสิ้น 372,995,826.93 บาท และปล่อยกู้ให้กับ สมาชิก 216,670,507 บาท โดยกลุ่มมีแผนการด าเนินงาน ปี พ.ศ. 2565-2567 ที่จะพัฒนาศักยภาพกลุ่มแม่บ้านสตรี พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พัฒนาความรู้และสร้างจิตส านึกที่ดีให้กลุ่มเยาวชน จัดสร้างสถานที่ออกก าลังกาย พร้อมทั้งเครื่องออกก าลังกาย จัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย การศึกษาดูงานของคณะกรรมการและสมาชิก การรวม หนี้สมาชิกให้เป็นหนึ่งสัญญาหนึ่งครัวเรือน จัดสวัสดิการเพื่อสังคม-ผู้ยากไร้-ผู้ป่วยติดเตียง ตรวจสอบภายใน จัดตั้งโครงการ "สมุดบันทึกความดี" โครงการจัดสร้างอาคารห้องพัก 1-3 ชั้น และโครงการตลาดนัดชุมชน (มูลนิธิ สัมมาชีพ, 2564) 4.5 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านห้วยทราย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (1) ความเป็นมา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านห้วยทราย เป็นกลุ่มจัดตั้งของชุมชนหมู่ที่ 3 ต าบลทรัพย์ทวี อ าเภอ บ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดตั้งเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2541 เริ่มจากสมาชิก 11 คน เงินสัจจะ ออมทรัพย์ 1,400 บาท ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2563 มีสมาชิก 439 คน มีเงินสัจจะออมทรัพย์ 12,220,800 บาท รวมระยะเวลาตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน 23 ปี (2) การด าเนินงาน การบริการทางการเงินทั้งด้านฝากเงินออมของสมาชิก การบริการเงินกู้ทั้งบุคคลและกลุ่ม โดยเน้นการ ส่งเสริมให้สมาชิกกู้เพื่อประกอบอาชีพ มีบริการด้านสวัสดิการต่าง ๆ จากการจัดสรรผลก าไร เพื่อจัดเป็นสวัสดิการ ให้แก่สมาชิก และชุมชน เช่น การมอบน้ าดื่มแก่สมาชิกกรณีมีการจัดงาน มอบไข่ไก่สดให้กับสมาชิกที่ร่วมขาย น้ ายางสดให้กลุ่ม เป็นต้น การพัฒนาธุรกิจและสร้างอาชีพ รายได้ของชุมชน โรงสีข้าวชุมชน โรงน้ าดื่มชุมชน กลุ่มเลี้ยงไก่ไข่ สมุนไพร กลุ่มเครื่องแกง และแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร กลุ่มเพาะเห็ด และแปรรูปเห็ด กลุ่มรับซื้อน้ายาง สด กลุ่มเพาะเลี้ยงปลาเม็ง กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพลง กลุ่มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ า กลุ่มปุ๋ยสั่งตัด กลุ่ม ได้มีการวางแผนลงทุน
42 สร้างกลุ่มอาชีพ เพื่อให้สมาชิกได้มีรายได้ตลอดทั้งปี ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (1) รายวัน ได้แก่ กลุ่มน้ ายางสด กลุ่มเลี้ยงไก่ไข่ กลุ่มเพาะเห็ด และกลุ่มสมุนไพร (2) รายเดือน ได้แก่ กลุ่มเลี้ยงสัตว์น้ า ปลาดุก ปลาหมอ กบ (3) ราย 6 เดือน ได้แก่ กลุ่มเพาะเลี้ยงปลาเม็ง และ (4) รายปี ได้แก่ กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพลง การจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก/ชุมชน ได้แก่ ผู้ด้อยโอกาส/คนยากจน การเยี่ยมไข้ผู้ป่วยติดเตียง มอบ ของขวัญ มอบทุนสงเคราะห์ การสมทบกองทุนแม่ของแผ่นดิน สนับสนุน กิจกรรมต่าง ๆ ของหมู่บ้านและองค์กร มอบเงินซื้อชุด ช.ร.บ. ของหมู่บ้าน กีฬาต้านยาเสพติด สมทบทุนสร้างศาลาคู่เมรุวัดควนท่าแร่ สวัสดิการผู้สูงอายุ/ ผู้ด้อยโอกาส/คนยากจน/คนพิการ ถือหุ้นบริษัทประชารัฐจ ากัด มีกิจกรรมดูแลทรัพยากรธรรมชาติ และปล่อย ปลาในสระน้ าหมู่บ้าน และร่วมปรับปรุงภูมิทัศน์ในหมู่บ้าน รวมทั้งการด าเนินกิจการช่วงการแพร่ระบาดสถานการณ์ โควิด-19 ได้แก่ (1) การพักช าระดอกเบี้ยและเงินต้น รวมถึงการประเมินการงดช าระเงินสัจจะ ตามสถานการณ์ ความรุนแรง และผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระของสมาชิก (2) จัดหาช่องทางการตลาด โดยการจัดพื้นที่ให้น าสินค้าทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป เป็นต้น มาจัดจ าหน่ายที่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตฯ (3) จัดสวัสดิการช่วยเหลือสมาชิก เช่น การสนับสนุนข้าวสาร 1 กิโลกรัม เพื่อเป็นการให้ก าลังใจและช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของสมาชิก (3) ผลความส าเร็จ ผลประกอบการของปี พ.ศ. 2563 กลุ่มฯ มีเงินสัจจะออมทรัพย์ จ านวน 12,096,800 บาท มีการให้บริการ สินทรัพย์ส าหรับสมาชิกไปทั้งสิ้น 3,021,638 บาท มีรายได้จากการประกอบการแบบวิสาหกิจ 7,547,903 บาท มีก าไรจากการด าเนินงาน 440,175 บาท (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) 4.6 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาเกาะสัก จังหวัดตรัง (1) ความเป็นมา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาเกาะสัก เป็นกลุ่มจัดตั้งของชุมชนหมู่ที่ 4 ต าบลห้าหวี อ าเภอ หาดส าราญ จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีทั้งคนไทยพุทธและไทยมุสลิมอยู่ร่วมกัน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านนาเกาะสัก เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2523 โดยพัฒนากรประจ าต าบล คือ นายประพันธ์ พรหมสมบูรณ์ ได้น าเสนอ แนวคิดเรื่องการจัดตั้งกลุ่มขึ้น ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2525 ชุมชน ได้เริ่มรวมกลุ่มกันขึ้นอีกครั้ง จ านวน 45 คน เงินสัจจะสะสมเดือนแรก จ านวน 850 บาท มีนายชม ชุมสกุล เป็นประธาน และใช้ศาลาริมทางเป็นที่ ท าการกลุ่ม ต่อมาได้ย้ายไปใช้ศูนย์เยาวชน ต่อมา กลุ่มได้รับการบริจาคที่ดินจากอดีตก านัน และได้รับเงินสนับสนุน จากกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเงินจ านวน 300,000 บาท จึงสร้างเป็นที่ท าการกลุ่ม ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิกสามัญ จ านวน 601 คน สมาชิกวิสามัญ จ านวน 34 กลุ่ม และมีว่าที่ร้อยตรีโชติรัตน์ ชุมสกุล เป็นประธาน (2) การด าเนินงาน การบริหารงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาเกาะสัก มีความแตกต่างกับกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิตโดยทั่วไปในเรื่องดอกเบี้ย เพราะมีสมาชิกเป็นมุสลิม ซึ่งมีข้อห้ามคิดดอกเบี้ยและห้ามรับดอกเบี้ย ท าให้กลุ่มไม่สามารถคิดดอกเบี้ยเงินฝากสมาชิกได้ กลุ่มจึงได้จัดการด้วยการคิดก าไรจากการด าเนินงาน แล้ว
43 จัดสรรเป็นเงินปันผลคืนให้กับสมาชิก ส าหรับการฝากธนาคารของกลุ่ม ก็ต้องฝากในรูปแบบของเงินฝากแบบ ธนาคารอิสลาม จึงจะน าผลตอบแทนนั้นมาใช้ในกิจการของกลุ่มได้ ส าหรับการกู้เงิน ก็มีการหารือกันและก าหนด เป็นค่าบริการในการกู้ยืมเงิน โดยการประชุมสมาชิกและให้สมาชิกก าหนดขึ้นมาว่า การกู้เงินแต่ละครั้งจะให้ สมาชิกก าหนดขึ้นมา สมควรคิดเป็นค่าบริการเท่าไหร เช่น กู้เงิน 100 บาท ค่าบริการ 1 บาท โดยกลุ่มจะน าเอา ค่าบริการดังกล่าวไปใช้จ่ายต่าง ๆ ส าหรับการด าเนินงาน ถ้าเหลือก็คิดเป็นปันผลคืนให้กับสมาชิก แต่ก่อนจะ ปันผลจะต้องจ่ายซะกาต ร้อยละ 2.5 ของก าไร เพื่อน าไปช่วยเหลือให้กับคนยากจน (บุคคล 8 ประเภทที่ก าหนด ไว้) หลังจากจ่ายกะซาตแล้ว ก็สามารถน ามาจัดสรรเป็นทุนต่าง ๆ และปันผลคืนให้กับสมาชิก การส่งเสริมให้สมาชิกออมเงิน เป็นการส่งเสริมให้สมาชิกได้ออมเงินไว้เป็นทุน และเป็นกองทุนในชุมชน มีเงินฝากสัจจะ และเงินฝากสัจจะพิเศษ โดยเงินฝากสัจจะ ไม่สามารถที่จะถอนออกได้ ซึ่งถ้าจะถอนออกได้มี กรณีเดียวคือลาออก เงินฝากสัจจะพิเศษ เป็นเหมือนเงินฝากออมทรัพย์โดยทั่วไป จะฝากก็ได้ ไม่ฝากก็ได้ จะถอนออกมาใช้เมื่อไรก็ได้ การกู้ยืมเงินมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ (1) การกู้ยืมเงินโดยใช้สมุดค้ าประกัน ไม่ได้ก าหนดเพดานยอดไว้ (2) ไม่มีค่าบริการ (3) มีค่าบริการและใช้หลักทรัพย์มาค้ าประกัน แบบที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินปกติ วิธีการ คือ ใช้ สมุดเงินฝากของสมาชิกมาค้ าประกัน มีเงินเท่าไรกู้ได้เท่านั้น แต่ถ้าสมาชิกมีเงินอยู่ 10,000 บาท ต้องการกู้ 50,000 บาท ก็ต้องไปหาสมุดเงินฝากของสมาชิกอื่น ๆ มาค้ าประกันให้ครบตามจ านวน และมีค่าบริการกู้เงิน 100 ค่าบริการ 1 บาท แบบที่ 2 ไม่มีค่าบริการ กู้เท่าไรคืนเท่านั้น หลักทรัพย์ใช้สมุดเงินฝากมาค้ าประกัน ไม่ต้องจ่ายค่าบริการเลย แต่มีข้อก าหนด คือ จะต้องผ่อนช าระ ร้อยละ 10.0 ของยอดที่ได้กู้ไป เป็นงวด ๆ ราย เดือน โดยมีเงื่อนไขว่า สมาชิกคนที่กู้เงินและค้ าประกัน จะไม่ได้เงินปันผลในช่วงสิ้นปี แบบที่ 3 ใช้หลักทรัพย์ มาค้ าประกัน การประกอบการวิสาหกิจของกลุ่มและการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสมาชิกและชุมชน 1) ศูนย์สาธิตการตลาด น าทุนที่มีของกลุ่มไปลงทุนซื้อและจ าหน่ายสินค้าเครื่องอุปโภคและบริโภค ให้กับสมาชิก โดยให้สมาชิกสามารถใช้เครดิตในการซื้อสินค้าได้ สิ้นเดือนมาเคลียร์หนึ่งครั้งและสามารถใช้ เครดิตต่อได้ ร้านศูนย์สาธิตการตลาด สามารถใช้บัตรสวัสดิการของรัฐ หรือคนละครึ่งได้ หรือถ้าสินค้าไหนไม่มี ที่ร้าน ก็สามารถที่จะจัดหาและสั่งซื้อได้ตามใบสั่งหรือสินค้าลอยฟ้า สิ้นปีจะมีการเก็บยอดการซื้อสินค้าของ สมาชิก จะมีเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกกลับไป 2) การจ าหน่ายปุ๋ย กลุ่มฯ เป็นจุดกระจายปุ๋ยของอ าเภอหาดส าราญ โดยจ าหน่ายให้กับสมาชิกร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทย ต าบลเกาะสุกร อ าเภอปะเหลียน ให้กับสมาชิกกองทุนสงเคราะห์การท าสวนยาง เพราะกลุ่มมีจุดแข็งในการประสานงาน ประชาสัมพันธ์ และการจัดการที่ดี โดยมีราคาขายตามท้องตลาด สมาชิกจะไม่ต้องเสียเวลาออกไปซื้อสินค้าในท้องตลาด ซึ่งประมาณปุ๋ยที่จ่ายให้กับเกษตรกร 700ตัน มูลค่า กว่า 7 ล้านบาท และในสิ้นปีมีการเฉลี่ยคืนเหมือนศูนย์สาธิตการตลาด
44 3) สวนยางพาราและปาล์มน้ ามัน คณะกรรมการได้ประชุมหารือกันว่า มีสมาชิกเดือดร้อนต้องการ ขายที่ดินมาเสนอให้กลุ่ม ซื้อที่ดินไว้ กลุ่มจึงได้ซื้อและท าการปลูกเป็นสวนปาล์มน้ ามันและสวนยางพารา ช่วย สร้างรายได้ให้กับกลุ่มและสร้างงานให้กับสมาชิกที่ไปท าการกรีด ตัดปาล์มน้ ามัน เป็นรายได้อีกทางหนึ่ง การจัดสวัสดิการ โดยปกติกลุ่มจะจัดสรรผลก าไรมาจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกทุกปี ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติ โดยทั่วไปของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต แต่เมื่อมีการตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน (งานของสถาบันพัฒนาองค์กร ชุมชน) ที่ให้สมาชิกสมทบ 1 บาท รัฐบาลจะสมทบมา 1 บาท เป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน กลุ่มฯ จึงได้เอาเงิน ของสมาชิกมาร่วมตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน (แทนที่สมาชิกแต่ละรายจะจ่ายกันใหม่) โดย สวัสดิการที่จะ ได้รับ คือ เกิด นอนโรงพยาบาล เสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ ทุนการศึกษา และอื่น ๆ ในปีที่ผ่านมา มีสมาชิก ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนสวัสดิการทั้งหมด 82 ราย เป็นเงิน 96,300 บาท สะสมแล้วมีสมาชิกกองทุนที่ ได้รับประโยชน์ 800 กว่ารายเป็นเงิน 7 แสนกว่าบาท (3) ผลความส าเร็จ ผลการด าเนินงานในรอบปี พ.ศ. 2563 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาเกาะสัก มีเงินทุนหมุนเวียน ทั้งหมด 31,802,676.75 บาท มีสมาชิกกู้เงิน 226 คน เป็นเงิน 10,054,185 บาท มีเงินฝากธนาคาร เป็นเงิน 6,342,780.02 บาท และน าเงินไปลงทุนในกิจกรรมกลุ่ม 15,405,711 บาท (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) 4.7 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรี จังหวัดปัตตานี (1) ความเป็นมา กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรี เป็นกลุ่มจัดตั้งของชุมชนหมู่ที่ 3 ต าบลตะโละ อ าเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โดยเริ่มแรกมีสมาชิกจ านวน 25 ราย และจัดตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรีขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2525 มีเงินหุ้นครั้งแรก 2,500 บาท เพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นในการบริหารจัดการกลุ่ม ในปี พ.ศ. 2549 เกษตรอ าเภอยะหริ่ง ได้เข้ามาส่งเสริมการด าเนินงานกลุ่มและให้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการ ผลิตบ้านป่าศรี จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ระยะเวลาด าเนินงาน 39 ปี ปัจจุบัน กลุ่มมีสมาชิก จ านวน 344 คน 159 ครัวเรือน มีสินทรัพย์รวม 34,147,827 บาท ต่อมา จัดตั้งสถาบัน การจัดการเงินทุนชุมชน ในปี พ.ศ.2560 เปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์จัดการกองทุนชุมชน” เพื่อท าหน้าที่บริหารจัดการ หนี้ของสมาชิก โดยเชื่อมโยงบูรณาการการบริหารจัดการกลุ่มกองทุนชุมชนต่าง ๆ (2) การด าเนินงาน การบริหารงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตแห่งนี้ มีคณะกรรมการ 17 คน ประกอบด้วยฝ่ายต่าง ๆ ได้แก่ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายเงินกู้-เงินฝาก-เงินถอน ฝ่ายการเงิน/บัญชี ฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายเร่งรัดหนี้สิน และฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีการประชุมทุกเดือน และมีการประชุมวิสามัญปีละ 2 ครั้ง การประชุมสามัญประจ าปี ๆ ละ 1 ครั้ง การบริการของกลุ่ม ประกอบด้วย บริการหลัก คือ การบริการเงินฝากสมาชิก ซึ่งมี 2 รูปแบบ คือ รายบุคคลและรายกลุ่ม และการบริการเงินกู้ รายบุคคล และรายกลุ่ม (กลุ่มอาชีพ) เช่น กลุ่มผลิตน้ าดื่ม กลุ่มท านา/เลี้ยงสัตว์ กลุ่มผลิตพืชและสมุนไพรปลอดภัย เป็นต้น
45 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรี ได้เข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาหนี้สินให้สมาชิกตามการส่งเสริม โครงการ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา เพื่อลดภาระหนี้สินจากหลายที่ของสมาชิกให้มาเป็นหนี้กลุ่มและจ่ายดอกเบี้ย ถูกลง กลุ่มช่วยเหลือการปลดหนี้ให้สมาชิกโดยมีครัวเรือนที่สามารถลดหนี้ได้ จ านวน 69 ครัวเรือน และมี ครัวเรือนที่ปลอดหนี้ จ านวน 21 ครัวเรือน การบริการรอง คือ ร้านค้าจ าหน่ายวัสดุอุปกรณ์การเกษตร และการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก ด้วยการ จัดการผลก าไรขององค์กรเป็นไปตามระเบียบและข้อบังคับ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้าน ป่าศรี” สมาชิกจะได้รับสวัสดิการและผลประโยชน์ ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย ค่ารักษาพยาบาล ตาย ค่าฌาปนกิจศพ มีโบนัสให้พนักงาน การช่วยเหลือชุมชน กลุ่มฯ ได้จัดให้มีทุนการศึกษาส าหรับนักเรียนในพื้นที่ 5 ทุน ๆ ละ 500 บาท มีการ ส่งเสริมศาสนา และด้านประเพณี วัฒนธรรมในชุมชน สนับสนุนและลงเยี่ยมครัวเรือนผู้ด้อยโอกาส ในช่วง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีการพักช าระหนี้ให้แก่สมาชิก เป็นระยะเวลา 3 เดือนและมีการปรับลด ดอกเบี้ยเงินกู้ (3) ผลความส าเร็จ ในปี พ.ศ. 2563 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าศรี (วิสาหกิจชุมชนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านป่าศรี) มีสมาชิกขององค์กร 344 ราย มียอดเงินสัจจะออมทรัพย์ 34,147,872 บาท ให้บริการกู้ยืมไป 27,414,584 บาท มีก าไรจากการประกอบการ 1,884,767 บาท เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัล/มาตรฐานที่ได้รับ ปี พ.ศ. 2554 กลุ่มออมทรัพย์ดีเด่นของจังหวัดปัตตานี และปี พ.ศ. 2563 รางวัลชนะเลิศการประกวดวิสาหกิจ ชุมชนดีเด่นระดับประเทศ (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) 4.8 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียง เป็นวิสาหกิจชุมชนที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาชิก/ประชาชนของหมู่ที่ 13 ต าบลบ้านเชียง อ าเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ก่อตั้งเป็น “กลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียง” เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2547 ปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2561) มีสมาชิก 40 ราย เพื่อบริการที่พักแบบโฮมสเตย์ที่อาศัย และจดทะเบียน เป็นวิสาหกิจชุมชนเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559 (2) การด าเนินงาน วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียง ให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการอิง ความมีเสน่ห์/ความเป็นทุนทางสังคม และทุนวัฒนธรรม/ประวัติศาสตร์ของอารยธรรมบ้านเชียง-อารยธรรม ก่อนประวัติศาสตร์ การเรียนรู้ความเป็นมาของอารยธรรมผ่านโบราณคดีบ้านเชียง การสาธิตอาหารสูตรไทยพวน (อาหารท้องถิ่นของชุมชนที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน) DIY ปั้นหม้อ เขียนสี ตีกลองยาว งานจักสานไม้ไผ่ ผ้ามัดย้อม ขึ้นลายมัดหมี่ การประดิษฐ์ของที่ระลึกจากเศษผ้า การฟ้อนไทยพวน มีการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
46 เช่น งานมรดกโลกบ้านเชียง บ้านเชียงมาราธอน บ้านเชียงสตรีทอาร์ท ที่เน้นนักท่องเที่ยวแบบนิยมดูงานและ ร่วมกิจกรรม ร้อยละ 70.0 แบบ Walk-in ร้อยละ 30.0 การบริการโฮมสเตย์ของกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียง ได้รับการรับรองมาตรฐานโฮมสเตย์ไทย Amazing Thailand Safety & Health Administration: SHA และรางวัลกินรี (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561 กลุ่มมีรายได้จากการประกอบการ 1.9 ล้านบาท/ปี มีการจ้างงาน/ สร้างงานกับสมาชิกในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมและบริการต่าง ๆ เช่น การฟ้อนร า การร่วมกิจกรรมปั้นหม้อเขียนไห จ านวน 429 คน (หรือ 429 ครัวเรือนโดยประมาณ) รายได้ต่อปีข้างต้น คิดเปรียบเทียบเป็นรายได้ของ สมาชิกต่อราย คิดเป็น 40,440 บาท รายได้ดังกล่าวคิดเป็น ร้อยละ 50.4 ของรายได้ประชากรจังหวัดอุดรธานีที่มี รายการอยู่ที่ 80,294.51 บาทต่อคนต่อปี กิจการบริการแบบโฮมสเตย์ดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นรายได้เพิ่ม ที่เพิ่มจากแขนงอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่จาก การสร้างสรรค์การบริการของกลุ่ม เป็นแขนงอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชนบท ที่ต่างไปจากกิจกรรมทางการ เกษตรแบบนา ไร่ สวน และปศุสัตว์ ที่มีรอบรายได้ตามฤดูกาล เป็นแขนงอาชีพงานบริการ-สร้างสรรค์ ที่มีรายได้ เกิดขึ้นตามห้วงระยะเวลาที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับฤดูการทางการผลิต และเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนในพื้นที่ของ ชุมชน (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2565) 4.9 วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย (1) ความเป็นมา เดิมวิสาหกิจชุมชนนี้ จัดตั้งองค์กรแบบกลุ่มที่พัฒนางานมาจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ชื่อว่า กลุ่มทอผ้า บ้านนาต้นจั่น เมื่อปี พ.ศ. 2534 ต่อมากลุ่มได้รับการส่งเสริมการรวมกลุ่มจากกรมการพัฒนาชุมชน และการพัฒนา ความรู้เรื่องสี การย้อม การตลาด และท่องเที่ยว พร้อมงบประมาณสร้างศูนย์แสดงสินค้าชุมชน และการไปดูงาน OVOP ของเมืองโออิตะ ที่ญี่ปุ่นจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยในที่สุด กลุ่มได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549 (2) การด าเนินงาน วิสาหกิจชุมชนนี้ แบ่งงานออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) งานจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอ (2) งานบริการโฮมสเตย์ และบริการท่องเที่ยว (3) งานบริการนวดสปาและผลิตภัณฑ์ทอผ้า การบริการที่พักแบบโฮมสเตย์และบริการ ท่องเที่ยว ผู้ร่วมบริการได้สร้างกติกาการร่วมให้บริการที่จะไม่สร้างการรบกวนเพื่อนบ้าน และสร้างความร่วมมือ กับนักท่องเที่ยวที่จะไม่เล่นการพนัน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ อันเป็นการรบกวนเพื่อนบ้านคนอื่น มีการสร้างความ ร่วมมือกับส านักงานอุทยานแห่งชาติ ที่จะไม่ท าลายสิ่งแวดล้อมและกระท าการอื่นเป็นการฝ่าฝืนระเบียบของ อุทยานแห่งชาติ ในการชมวิวทิวทัศน์ -พระอาทิตย์ขึ้น (ตามแนวทางของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ) ได้รับการรับรองมาตรฐานและงานรางวัลต่าง ๆ เช่น มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย Amazing Thailand Safety &
47 Health Administration: SHA มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย หมู่บ้าน CIV ชุมชนน าร่อง รางวัลอุตสาหกรรม ชนบทเพื่อการท่องเที่ยวกินรีทองค า PATA GOLD AWARDS ระดับอาเซียน ส าหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าทอ ก็มีการน าเอาวัสดุพื้นบ้านและทุนปัญญาท้องถิ่นเรื่องโคลน-ผ้าหมัก โคลน เพื่อท าผ้าให้นุ่ม ท าสี จากใบไม้และเปลือกไม้ธรรมชาติ รวมทั้งการออกแบบดีไซน์ ตามความรู้ที่ได้รับการ ส่งเสริมจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีบริการจ าหน่ายอาหารพื้นเมือง-ข้าวเปิ๊บ กาแฟสด ของฝาก ของที่ระลึก ฯลฯ ทั้งที่เป็นกิจการของวิสาหกิจ และกิจการของครัวเรือนในชุมชน มีการบริการอ านวยความ สะดวกนักท่องเที่ยวด้วยระบบการช าระเงินผ่านระบบการเงินของธนาคารออมสิน การจองที่พักและบริการ ผ่านช่องทาง Social Media และ ระบบคิวอาร์โค้ด (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 วิสาหกิจนี้มีรายได้จากการประกอบการ 13.8 ล้านบาท/ปี สมาชิกของ วิสาหกิจชุมชนร่วมงานบริการนวดสปา จ านวน 6 ราย (6 ครัวเรือน) ร่วมงานบริการโฮมสเตย์ 19 ราย (หรือ 19 ครัวเรือน) ร่วมงานนวดสปา โฮมสเตย์และผลิตภัณฑ์ทอผ้า จ านวน 308 ราย (264 ครัวเรือน) รายได้เฉลี่ย ปีละ 13.8 ล้านบาท/ปี ข้างต้น คิดเป็นรายได้ต่อคนต่อปี ได้ 44,747 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 59.5 ของรายได้ ต่อหัวของประขากรจังหวัดสุโขทัย ที่มีรายการอยู่ที่ 75,184.80 บาทต่อคนต่อปีจ านวนสมาชิกของวิสาหกิจ 308 ราย (หรือ 264 ครัวเรือน) ที่ได้ประโยชน์จากกิจกรรมทางตรงของวิสาหกิจนี้ คิดเป็นร้อยละ 71.4 ของ ประชากรหมู่ที่ 5 (บ้านนาต้นจั่น ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 370 ครัวเรือน) รายได้ของผลิตภัณฑ์ ผ้าทอ การบริการที่พัก โฮมสเตย์ การแสดง และอื่น ๆ ถือได้ว่า เป็นรายได้เพิ่ม ที่เพิ่มจากแขนงอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่จากการสร้างสรรค์การบริการของกลุ่ม เป็นการสร้างสรรค์ที่น าเอาทุนทาง สังคมที่มีอยู่เดิมมาร่วมสร้างเป็นบริการใหม่ และสร้างรายได้ใหม่ทางเศรษฐกิจ (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) 4.10 วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาตีน จังหวัดกระบี่ (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาตีน ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มเพื่อพัฒนาวิชาชีพตามการส่งเสริมของ หน่วยงานภาครัฐทั้งด้านผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยว ที่เริ่มจากกลุ่มผ้าบาติก เมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยน าเอา ทุนทางสังคมทุนปัญญาท้องถิ่น และวิถีวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมมาปรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จ าหน่าย ส าหรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการหมู่บ้าน CIV-Creative Industry Village ของกรมส่งเสริม อุตสาหกรรม ในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2560) มีสมาชิก 208 คน/119 ครัวเรือน และจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562 (2) การด าเนินงาน กิจกรรมสนับสนุนการท่องเที่ยวของวิสาหกิจชุมชนนี้ มีด้วยกันหลายอย่าง เช่น ศูนย์ชุมชนบ้านนาตีน และเส้นทางท่องเที่ยวบนบกและเชื่อมโยงกับกิจกรรมอาชีพ-ทางทะเล (เลี้ยงแพะ ประมง ท าอาหาร และขนม) การกรีดยาง การหุงข้าวด้วยฟืน การเย็บจากมุงหลังคา บริการรถตุ๊กตุ๊ก เรือน าเที่ยว ของที่ระลึกจากกะลามะพร้าว
48 ผ้าบาติก บ้านพัก โฮมสเตย์ 15 หลัง มีการประสานการสนับสนุนจากองค์กรสนับสนุนภายนอก เช่น สมาคม ท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดกระบี่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) (องค์การมหาชน) ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว SHA-Safety & Health Administration) ซึ่งเป็น มาตรการภาคสมัครใจส าหรับผู้ประกอบการ รวมทั้งประสานกับโรงแรม และบริษัททัวร์ เช่น บริษัท ทัวร์อีสท์ จ ากัด, บริษัท ซีแลนด์แอนเท็ก จ ากัด และบริษัท ปกาไสทัวร์ จ ากัด ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP ได้รับรางวัลหมู่บ้านสีเขียว และหมู่บ้านนวัตวิถีจากกรมการพัฒนาชุมชน (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2559-2560 วิสาหกิจนี้มีรายได้จากการประกอบการ 9.5 ล้านบาท/ปี ซึ่งคิดเป็น รายได้ต่อคนต่อปี ได้ 46,110 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 59.7 ของรายได้ต่อหัวของประขากรจังหวัดกระบี่ ที่มี รายการอยู่ที่ 78,566 บาท/คน/ปี จ านวนสมาชิกของวิสาหกิจ 208 ราย (หรือ 119 ครัวเรือน) ที่ได้ประโยชน์ จากกิจกรรมทางตรงของวิสาหกิจนี้ คิดเป็นร้อยละ 9.7 ของประชากรหมู่ที่ 4 หรือคิดเป็นร้อยละ 7.3 ของ ครัวเรือน หมู่ที่ 4 ต าบลอ่าวนาง (ประชากรหมู่ที่ 4 มีจ านวน 2,137 คน หรือ 1,623 ครัวเรือน) รายได้ของ วิสาหกิจชุมชนข้างต้น เป็นรายได้จากแขนงอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่และจากการสร้างสรรค์การบริการของกลุ่ม อันเป็นการรวมเอาทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม มารวมกับความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้รับการอบรมและสนับสนุนจากองค์กร ภายนอก เป็นตัวอย่างของ “การสร้างความสามารถทางสังคมขึ้นใหม่” (New Social Capability) ที่ต่างไปจาก วิถีของการพึ่งพาการเกษตรและการประมงแบบดั้งเดิม รวมทั้งการประสานเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนให้เป็น ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัด หรือกล่าวได้ว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการให้เกิดการ กระจายรายได้ไปสู่ชุมชน (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2561) (เอกสารจากเว็บไซต์) 4.11 วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนต าบลบ้านแหลม จังหวัดสุพรรณบุรี (1) ความเป็นมา ด้วยลักษณะของการตั้งบ้านเรือนของชุมชนต าบลบ้านแหลม ตั้งไปตามแนวยาวของแม่น้ าสุพรรณบุรี หรือแม่น้ าท่าจีน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความเป็นประวัติศาสตร์ชุมชน ซึ่งเป็นจุดแลกเปลี่ยนค้าขายผลิตทางการ เกษตร ปู-ปลา-อาหาร ปัจจุบัน ยังมีตลาดริมน้ าหลายแห่งที่หลงเหลือร่องรอย เช่น ตลาดเก้าห้อง ตลาดคอวัง ชุมชนจึงน าเอาคุณลักษณะทางกายภาพและทุนทางสังคมที่มีอยู่มาริเริ่มจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว โดยจดทะเบียน เป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อปี พ.ศ. 2561 ปัจจุบัน มีสมาชิก 57 คน (2) การด าเนินงาน มีการออกแบบกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยว เป็นจุด/ฐานเรียนรู้ จ านวน 15 จุด เพื่อเป็นโปรแกรมบริการ นักท่องเที่ยว พร้อมจัดที่พักแบบโฮมสเตย์รองรับ จ านวน 13 หลัง (ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ลดพื้นที่ให้บริการได้ 6 หลัง) เชื่อมโยงการเดินทางจุดท่องเที่ยวแต่ละจุดด้วยบริการรถน าเที่ยวในชุมชน-รถอีต๊อก พร้อมบริการของมัคคุเทศก์ชุมชน และกิจกรรมวัฒนธรรมการแสดงของชาวสุพรรณบุรี-เพลงพื้นบ้านให้ชุมชน
49 มีส่วนร่วมตั้งแต่หมู่ที่ 1-5 จัดบริการท่องเที่ยว/กิจกรรมแบบวันเดียว, แบบ 2 วัน และรับนักท่องเที่ยวได้ 250 คน/ วัน พร้อมประสานจัดที่พักแรมได้ถึง 120 คนต่อคืน มีบริการห้องประชุม และสัมมนาที่รับบริการที่ประชุม 50 คน เป็นวิสาหกิจชุมชนต้นแบบของ OTOP นวัตวิถี หมู่บ้าน CIV ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ งานท่องเที่ยว เช่น SHA มาตรฐานเรือจ้างน าเที่ยว มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย, มาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน, มาตรฐาน ท่องเที่ยวโดยชุมชน หรือ CBT Thailand พร้อมทั้งรางวัล SME Provincial Champions และ Thailand Village Academy (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 วิสาหกิจนี้มีรายได้จากการประกอบการ 1.2 ล้านบาท/ปี ซึ่งคิดเป็น รายได้ต่อคนต่อปี ได้ 21,112 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.8 ของรายได้ต่อหัวของประขากรจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีรายการอยู่ที่ 85,129 บาท/คน/ปี รายได้ของวิสาหกิจชุมชนนี้ เป็นตัวอย่างของการริเริ่มรายได้และแขนง อาชีพใหม่ที่ต่างไปจากวิถีการเกษตรกรรม เป็นสู่การบริการ และการสนับสนุนแขนงเศรษฐกิจ-ธุรกิจแบบบริการ (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) 4.12 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ าสิงห์ จังหวัดชุมพร (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ าสิงห์ เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ริเริ่มขึ้นจากการพัฒนางานของคณะกรรมการ ของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านถ้ าสิงห์ เพื่อสร้างรายได้และหาทางปลดหนี้สินของสมาชิกจากการต่อยอด การผลิต-แปรรูป-การตลาดกาแฟ โดยจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปัจจุบัน มีสมาชิก 610 คน โดยสมาชิกจะต้องลงทุนถือหุ้นในกิจการหุ้นละ 10,000 บาท ในขณะเดียวกัน ก็สร้างเครือข่าย เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ จ านวน 125 คน (2) การด าเนินงาน การด าเนินงานของวิสาหกิจ มุ่งไปยังการพัฒนาคุณภาพกาแฟ ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ การปลูก การดูแลการเก็บเกี่ยว แปรรูป การตลาด/การสร้างแบรนด์ และการเปิดร้านกาแฟและเครื่องดื่ม โดยครอบคลุม การด าเนินธุรกิจไปตลอดห่วงโซ่ธุรกิจกาแฟ มีพื้นที่ปลูกกาแฟของสมาชิกเครือข่ายผู้ปลูกกาแฟที่ร่วมโครงการ รวมทั้งสิ้น 2,500 ไร่ มีการผลิตกาแฟสาร แบบ Dry Process และ Wash Process กาแฟคั่ว กาแฟคั่วบด กาแฟปรุงส าเร็จแบบ 3 in 1 และ 4 in 1 กาแฟแคปซูล มีระบบอบแห้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ ของบ้านถ้ าสิงห์ได้รับการรับรองจากมาตรฐานอาหารและยา มาตรฐานฮาลาล มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน Good Manufacturing Practice มีการจ้างงานประจ าวิสาหกิจ 10 อัตรา มีร้านในจังหวัดชุมพร 5 สาขา มีการ จัดตั้งศูนย์ OTOP และศูนย์กระจายผลิตภัณฑ์ เพื่อจ าหน่ายให้กับผู้บริโภคทั่วไป และเป็นศูนย์กระจายผลิตภัณฑ์ ไปตามแฟรนไชส์ร้านกาแฟสดถ้ าสิงห์ ที่จัดตั้งขึ้นตามแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดชุมพร รวมทั้งยังพัฒนาระบบ การขายแบบ Online
50 (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 มีผลประกอบการ 32.7 ล้านบาท/ปี มีก าไรเฉลี่ย 3.4 แสนบาท/ปี รายได้ข้างต้น คิดเปรียบเทียบเป็นความสามารถของสมาชิกที่มาร่วมลงทุนจ านวน 610 คน ก็จะเท่ากับว่า แต่ละคน สร้างรายได้ต่อปี ได้ 53,045 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 56.0 ของรายได้ต่อหัวของประขากรจังหวัดชุมพร (ที่มี รายการอยู่ที่ 94,723 บาท/คน/ปี) ในขณะเดียวกัน ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงและเป็นโซ่ธุรกิจร่วมกับเครือข่าย ผู้ปลูกกาแฟ 125 คน (หรือกล่าวได้ว่า 125 ครัวเรือน) ลูกจ้างอีก 10 คน (10 ครัวเรือน) รวมทั้งการสร้างอื่น ๆ ตามระบบงานของแฟรนไชส์ร้านกาแฟ และศูนย์ OTOP ไปพร้อมกันด้วย (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) 4.13 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤๅษี จังหวัดสุรินทร์ (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ต.บุฤาษี เกิดขึ้นจากการเริ่มต้นของเกษตรกร 8 คน ที่ไปศึกษาความรู้ เกษตรอินทรีย์มาจากศูนย์เรียนรู้ของศรีษะอโศก และจัดตั้งกลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2547 ต่อมา ริเริ่มการพัฒนางานแบบวิสาหกิจจากสมาชิก 24 คน โดยระดมทุนตั้งต้น 47,000 บาท จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤาษี เมื่อปี พ.ศ. 2556 ปัจจุบันมีสมาชิก 420 คน ท ากิจกรรมหลักด้วยการรับซื้อ ข้าวเปลือกจากเครือข่ายแล้วไปสีบรรจุถุงขายส่งในเครือข่ายของชาวอโศก ซึ่งมีเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ โดยให้ความส าคัญต่อผลิตภัณฑ์/ข้าวอินทรีย์ (2) การด าเนินงาน การด าเนินงานของวิสาหกิจได้ให้ความส าคัญเรื่องของข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย การปลูก การแปรรูป และการขาย การรวมข้าวจากเครือข่าย การส่งมอบและจ าหน่ายทั้งในประเทศ ร้อยละ 70.0 และต่างประเทศ ร้อยละ 30.0 ของปริมาณผลผลิตที่รวบรวมได้ ให้ความส าคัญต่อการจัดการที่ดินพื้นที่ เพาะปลูกของเครือข่ายด้วยการปลูกพืชหลังนา เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า ถั่วเหลือง และแตงโม ด้วยการไถกลบซังข้าว มีการลงทุนโรงสี โรงปรับปรุงคุณภาพข้าว โรงบรรจุ ฯลฯ ปัจจุบัน ข้าวของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ต าบล บุฤาษี ได้รับการรับรอง GI ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ มาตรฐาน Organic Thailand และ USDA ซึ่งเป็นมาตรฐาน ที่แสดงความพร้อมที่จะพัฒนางานในด้านการผลิตและการตลาด นอกจากนี้ ยังรับซื้อข้าวเปลือกจากเครือข่าย ด้วยการก าหนดราคาตามระยะของการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ วิถีอินทรีย์ ปีที่ 1 กิโลกรัมละ 18 บาท ปีที่ 2 กิโลกรัมละ 19 บาท และปีที่ 3 กิโลกรัมละ 20 บาท โดยปีล่าสุด (พ.ศ. 2564) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ต าบลบุฤาษี สามารถขายข้าวได้มากถึง 1,200 ตัน (ขยายตัวจากปี พ.ศ. 2561 มากถึง 3 เท่าตัว) (3) ผลความส าเร็จ ปี พ.ศ. 2564 มีรายได้จากผลประกอบการเฉลี่ย 36ล้านบาท (เพิ่มขึ้นเป็น 6เท่าตัว หากเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2561) รายได้ข้างต้น คิดเป็นความสามารถในการสร้างรายได้ต่อคนต่อปีของสมาชิก 420คน ได้ 85,714 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 130.0 ของรายได้ต่อหัวของประชากรจังหวัดสุรินทร์ (ที่มีรายการอยู่ที่ 65,919 บาท/คน/ปี)
51 ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย อนึ่ง การริเริ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มของชุมชนในต าบลบุฤาษี เป็นการ ขยายกิจกรรมจากการผลิตไปสู่การริเริ่มกิจกรรมทางการตลาด ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวจากเดิมที่ไม่ใช่งาน อินทรีย์ไปสู่การผลิตข้าวอินทรีย์ตามระบบมาตรฐานของขาวอินทรีย์ อันเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตการตลาดของการจัดการผลผลิตทางการเกษตรและการผลิตแบบเพิ่มมูลค่าด้วยความสามารถของชุมชน (มูลนิธิ สัมมาชีพ, 2565) 4.14 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา จังหวัดบุรีรัมย์ (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา เป็นองค์กรที่เกิดจากพัฒนาการของการรวมตัวกันของเกษตรกร ชาวสวนยางพาราในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เป็น “กลุ่มพันธมิตรผลิตยาง” ขึ้นก่อน แล้วพัฒนากลุ่ม/องค์กรมา จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน เมื่อปี พ.ศ. 2554 เพื่อร่วมกันผลิต จ าหน่ายยางพารา แปรรูปน้ ายางสดเป็นยาง แผ่นรมควัน จัดการทางการตลาด ต่อรองกับผู้ซื้อและพ่อค้าคนกลาง ปัจจุบัน มีสมาชิก 220 คน โดยที่สมาชิก จะต้องร่วมลงทุนเป็นหุ้น ๆ ละ 100 บาท (2) การด าเนินงาน กิจการของวิสาหกิจ มีการให้บริการส่งเสริมคุณภาพยางพารา รับซื้อน้ ายาง จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ อบยางแผ่นในยุ้งข้าว ตู้อบรมควันยางพาราไฮเทค แปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันชั้นพิเศษ แปรรูปยางก้นถ้วยเป็น ยางเครปบางสีน้ าตาลชั้นพิเศษที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Good Agricultural Practice: GAP รหัสรับรอง CPR 1 พร้อมจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ยางรวมควันชั้นพิเศษ ได้รับการรับรองมาตรฐาน Good Manufacturing Practice: GMP จากการยางแห่งประเทศไทย รหัสรับรอง RSH 9 ผลิตภัณฑ์ร้อยละ 70.0 จ าหน่ายให้กับโรงงานในประเทศ และร้อยละ 30.0 ส่งออกไปยังจีนและอินเดีย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ แบบยางเครปสีน้ าตาลชั้นพิเศษที่ได้รับการรับรอง) การด าเนินงานของวิสาหกิจ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการผลิตแผ่นยางมาตรฐาน GMP ซึ่งมีกลุ่มเกษตรกร ยางพาราใน 20 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ามาศึกษาดูงานไปแล้ว 40 กลุ่ม (ประมาณ 500 คน) มีการน าก าไรสุทธิ ร้อยละ 60.0 ไปใช้เพื่อการขยายกิจการของวิสาหกิจ และ ร้อยละ 40.0 ไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการ เพื่อการต่าง ๆ ส าหรับสมาชิก เช่น ทุนการศึกษา และสวัสดิการทั่วไป รวมทั้งใช้จ่ายเพื่อสาธารณประโยชน์ (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561 วิสาหกิจนี้ มีรายได้จากผลประกอบการ 25.1ล้านบาท/ปี โดยการสร้าง รายได้เฉลี่ยข้างต้นต่อปีของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา คิดเปรียบเทียบเป็นความสามารถของสมาชิก ที่มาร่วมลงทุนจ านวน 220 คน ก็จะเท่ากับว่าแต่ละคนสร้างรายได้ต่อปี ได้ 113,970 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 167.0 ของรายได้ต่อหัวของประขากรจังหวัดบุรีรัมย์ (ที่มีรายการอยู่ที่ 68,213 บาท/คน/ปี) ในขณะเดียวกัน ผลการด าเนินงานของวิสาหกิจยังเป็น “แหล่งเรียนรู้” เรื่องการผลิตแผ่นยางมาตรฐาน GMP ของชาวสวนยาง
52 และเป็น “สวัสดิการ” เพื่อการต่าง ๆ ของสมาชิก โดยที่ทั้ง 2 เรื่อง ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสถาบัน ทางสังคมขึ้นใหม่ให้กับชุมชนและท้องถิ่น (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2565) 4.15 วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ต าบลน้ าเกี๋ยน จังหวัดน่าน (1) ความเป็นมา กลุ่มชุมชนชีววิถี พัฒนาความเป็นกลุ่ม/องค์กรมาจากการรวมตัวเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด การท าลายป่า การปลูกข้าวโพดบนที่สูง และผลพวงของการสร้างกลุ่มชุมชนตามแนวคิดว่าด้วย บวรส. (บ้าน วัด โรงเรียน และ สถานีอนามัย) ที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 มีการจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ในปี พ.ศ. 2550 โดยสมาชิกเริ่ม ก่อตั้ง 79 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 700 คน จาก 200 ครัวเรือน เพื่อน าเอาวัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติมาผลิต เป็นน้ ายาอเนกประสงค์ เวชส าอางสมุนไพร และเครื่องดื่มสมุนไพร (2) การด าเนินงาน วิสาหกิจได้รับงบประมาณพัฒนาจังหวัด เมื่อปี พ.ศ. 2558 เพื่อสนับสนุนงานก่อสร้างอาคาร เพื่อให้ การด าเนินงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้รับการรับรองมาตรฐานกระบวนการผลิต หรือที่เรียกว่า Good Manufacturing Practice: GMP รวมทั้งมาตรฐานอาหารและยา รวมทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์อื่น ๆ (เช่น มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน มาตรฐานรางวัล OTOP 5 ดาว และมาตรฐาน Bio Economy จากส านักงานพัฒนาเศรษฐกิจ จากฐานชีวภาพ) ซึ่งเป็นต้นทุนส าคัญของการได้รับรองมาตรฐานดังกล่าวในเวลาต่อมา การมีมาตรฐานได้ท าให้ การแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากวัตถุดิบพื้นบ้านของต าบลน้ าเกี๋ยน เช่น ผักเชียงดา มะกรูด ดอกอัญชัน ข่า ใบหมี่ ฯลฯ ได้ผลิตและขยายออกไปสู่ระบบตลาด เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องส าอาง เครื่องดื่ม และของใช้ ในครัวเรือน มากถึง 35 รายการ เช่น แชมพู ครีมนวดผม โลชั่นบ ารุงผิว สบู่เหลว ชา และน้ ายาล้างจาน ฯลฯ รวมทั้งได้ท าให้วิสาหกิจได้มีโอกาสบริหารงานการตลาดได้ในหลายรูปแบบ เช่น การรับจ้างผลิตแบบ OEM ตลาดโมเดิร์นเทรด ตลาดแบบดั้งเดิมที่วางจ าหน่ายตามร้านค้าและงานแสดงสินค้า และตลาดออนไลน์ โดย ตลาดแบบ OEM มีสัดส่วน ร้อยละ 50.0 ของรายได้จากการขายในปีล่าสุด (ปี พ.ศ. 2564) การด าเนินงานของวิสาหกิจได้สร้างเครือข่ายและรวมกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพร มีการจ้างงานมาท างานประจ า ในการผลิตของวิสาหกิจ เมื่อชุมชนได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และมีการศึกษาดูงานมากขึ้น ชุมชนจึงมีการขยายกิจการ สร้างรายได้จากการให้บริการที่พักโฮมสเตย์เพิ่มขึ้น โดยมีสมาชิกร่วมบริการนี้ จ านวน 8 ราย มีการจัดตั้งกลุ่ม ทอผ้า กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน กลุ่มบริการรถราง ที่ร่วมงานไปกับกลุ่มบริการโฮมสเตย์ (3) ผลความส าเร็จ รายได้จากการประกอบการของวิสาหกิจชุมชน ในระหว่างปี พ.ศ. 2563-2564 เฉลี่ย 26 ล้านบาท รายได้ปี พ.ศ. 2563 จ านวน 25 ล้านบาท, รายได้ปี พ.ศ. 2564 จ านวน 27 ล้านบาท ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลา ของการประสบวิกฤติถดถอยจากโควิด-19 และรายได้ปีล่าสุด (พ.ศ. 2564) แล้วขยายตัวเป็น 7 เท่าตัว หาก เปรียบเทียบจากปี พ.ศ. 2559 รายได้จากการประกอบการต่อปีข้างต้น คิดเป็นความสามารถในการสร้างรายได้
53 ของสมาชิก/ประชากรของชุมชน (จ านวน 700 ราย) เป็นเงิน 37,142.80 บาท/คน/ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 54.2 ของรายได้ประชากรจังหวัดน่าน (ที่มีอยู่ 68,469.82 บาท/คน/ปี) นอกจากนี้ ยังเป็นรายได้ที่ได้เกิดขึ้นจากการแปรรูปสมุนไพรเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เวชส าอาง เครื่องดื่ม และ Consumer Product ฯลฯ ด้านหนึ่ง เป็นการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ทุนทางสังคม และภูมิปัญญา พื้นบ้านแบบสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการบวกรวมเข้ากับเทคโนโลยี ความรู้ และมาตรฐานการผลิต และมาตรฐาน การตลาด อีกด้านหนึ่ง เป็นการสร้างเศรษฐกิจแขนงใหม่แบบการผลิตและการประกอบการขึ้นในชุมชน เพิ่มเติม จากงานแบบไร่-นา-สวน เป็นตัวอย่างของ “การสร้างความสามารถทางสังคมขึ้นใหม่” (New Social Capability) ที่เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของชุมชน-ชนบท-เกษตร เข้ากับเมืองและผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจการตลาด (มูลนิธิ สัมมาชีพ, 2565) 4.16 วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง จังหวัดศรีสะเกษ (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง (เกษตรทิพย์) ตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ต าบลดู่ อ าเภอราศีไศล จังหวัด ศรีสะเกษ เริ่มก่อตั้งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์-เปลี่ยนระบบการท านาเป็นนาอินทรีย์ และมุ่ง พึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 แล้วพัฒนากลุ่ม/องค์กรเป็นวิสาหกิจชุมชน ขึ้นในปี พ.ศ. 2549 โดยมีสมาชิกแรกตั้ง 74 คน ระดมเงินทุนตั้งต้นเป็นกองทุนได้ 608,000 บาท ปัจจุบัน (พ.ศ. 2565) มีสมาชิก 735 ราย และทั้งหมดเป็นสมาชิกร่วมเครือข่ายการท านาอินทรีย์ โดยมีพื้นที่รวมกัน 15,564 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 22 หมู่บ้าน 5 ต าบล ในอ าเภอราศีไศล และอ าเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษ เป็นการ รวมกลุ่มเกษตรกรท านาแบบอินทรีย์ให้เป็นไปตามมาตรฐานความต้องการทางการตลาด พร้อมกับท าความเข้าใจ ต่อกลุ่มเพื่อสร้างระบบการท างาน และการก ากับดูแลงานมาตรฐานการท านาที่ผสมผสานกันไปทั้งการด าเนินงาน ตามเงื่อนไขของระบบการผลิตแบบมาตรฐานและการน าเอาความสัมพันธ์ของการดูแลกันและกันของความเป็น ญาติ พี่ น้อง และเพื่อนบ้านในชุมชน (2) การด าเนินงาน การบริหารจัดการองค์กรของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง นอกจากจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ตามโครงสร้างทั่วไปแล้ว ยังมีการจัดโครงสร้างตามกระบวนการของการท านาอินทรีย์ ตามเงื่อนไขความเป็นมาตรฐาน เช่น มีหัวหน้าหน่วย 1 คน ท าหน้าที่ดูแลงานมาตรฐานของสมาชิกจ านวน 10- 12 ราย มีการประสานข้อมูล ความรู้ และความร่วมมือกับสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย และบริษัท ไบโออะกริ เสิร์ช (ไทยแลนด์) จ ากัด เพื่อเพิ่มทักษะการผลิตและการค้าขายข้าวหอมมะลิอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการได้รับการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ที่ท าให้ได้รับการยอมรับทางการตลาด ทั้งในและต่างประเทศ เช่น GI, Organic Thailand, IFOAM, USDA-FLO ID 27806 ของ FAIRETRADE, EU-NOP, มาตรฐานข้าวหอม มะลิไทย, มาตรฐาน OTOP
54 วิสาหกิจชุมชนนี้ ท าหน้าที่รับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกและสีเป็นข้าวสาร ส่งมอบเป็นผลิตภัณฑ์ตาม มาตรฐานให้กับคู่ค้าในระบบเศรษฐกิจการตลาด โดยแบ่งเป็นตลาดในประเทศ ร้อยละ 20.0 และตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 80.0 (ของปริมาณข้าวที่รวบรวมได้จากสมาชิก) การสีข้าวของวิสาหกิจ จะท างานโดยโรงสีของวิสาหกิจ และเครือข่ายโรงสีที่ได้รับมาตรฐานอินทรีย์ เหมือนกัน มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจโรงสีข้าวอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีการท างานแบบกลุ่มในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันในพื้นที่ชุมชนและสนับสนุนการท านาอินทรีย์และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมในระดับชุมชน เช่น กลุ่มวิสาหกิจพืชหลังนา กลุ่มวิสาหกิจเครื่องจักรกล การรวมกลุ่มเพื่อจัดสวัสดิการและการประกันความเสี่ยง จากผลิตผลทางการเกษตร การจัดท ากองทุนเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย การผลิตน้ าดื่มชุมชน ฯลฯ (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 วิสาหกิจนี้มีรายได้จากการประกอบการ 124 ล้านบาท/ปี รายได้จาก การด าเนินงานนี้ เปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2558 ที่มีรายได้เพียง 55 ล้านบาท ก็นับได้ว่ามีการขยายตัวมากถึง ร้อยละ 125.0 รายได้เฉลี่ยต่อปีข้างต้นของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง คิดเปรียบเทียบเป็นความ สามารถในการสร้างรายได้ของสมาชิก 735 คน ได้ 168,707.50 บาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 275.0 ของรายได้ ต่อหัวของประขากรจังหวัดศรีสะเกษ (ที่มีรายการอยู่ที่ 61,205.98 บาท/คน/ปี) (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2565) ผลงานและความส าเร็จของวิสาหกิจชุมขนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง เป็นตัวอย่างความส าเร็จส าหรับ การประกอบการขององค์กรชุมชน อันเป็น “ทุนทางสังคมก้อนใหม่ของชุมชน” ที่แก้ปัญหาภาระของรัฐบาล ในการพยุงราคาข้าวเปลือกของเกษตรกร 4.17 วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ จังหวัดแพร่ (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ เป็นองค์กรชุมชนที่จดทะเบียน เมื่อปี พ.ศ. 2548 ปัจจุบัน มีสมาชิก 76 คน เป็นองค์กรที่มีการเชื่อมโยงวิสาหกิจเข้ากับการผลิตวัตถุดิบของชุมชน ซึ่งมีความเกี่ยวข้อง กับการผลิตในระบบเศรษฐกิจของประชาชนในชุมชนมากกว่า 300 ครัวเรือน ให้ความส าคัญต่อการจัดการ สิ่งแวดล้อมของชุมชนด้วยการปลูกต้นห้อมในพื้นที่ร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรต้นน้ า เพื่อใช้เป็นทรัพยากรของ งานวัตถุดิบของวิสาหกิจ (2) การด าเนินงาน การจัดการวิสาหกิจขององค์กร ได้แบ่งงานคณะกรรมการ เป็น 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมคุณภาพ การผลิต ฝ่ายจัดซื้อวัตถุ และฝ่ายการตลาด โดยที่งานการผลิตของกลุ่ม จะเริ่มจากการย้อมสีผ้าจากห้อม แล้วไป ผลิตเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม กระเป๋า ผ้าพันคอ และของที่ระลึก ฯลฯ ภายใต้แบรนด์ของวิสาหกิจชุมชน การท างานในกระบวนการผลิต จะแบ่งงานเป็นงานย้อม งานออกแบบ ตัดเย็บ และงานส่งเสริมการปลูกห้อม ซึ่งเป็นทุนปัญญาท้องถิ่น-ทุนทางสังคมของคนไทยพวน มีการจัดการงานการตลาดผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน
55 ไปวางจ าหน่าย ณ ศูนย์ฯ ออกบูธตามงานแสดงสินค้า และช่องทางออนไลน์ (ทั้งแบบร่วมจ าหน่ายผ่านช่องทาง Online Marketing และ Facebook ของวิสาหกิจชุมชน) ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications) หรือ GI มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ส าหรับงานประดิษฐ์ผ้า ผลิตภัณฑ์จากเศษผ้า และมาตรฐาน Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) ในขณะเดียวกัน ก็พัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้หม้อห้อม เพื่อรองรับการศึกษาดูงาน และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีคนเข้ามาศึกษาดูงานปีละ 20,000 คนโดยประมาณ พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องส าอางจากห้อม เป็นเซรั่มบ ารุงผิว ภายใต้แบรนด์ HOM อีกด้วย (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 วิสาหกิจนี้มีรายได้จากการประกอบการ 0.9 ล้านบาท/ปี และมีก าไร เฉลี่ย 0.24 ล้านบาท/ปี รายได้ข้างต้น คิดเป็นความสามารถในการสร้างรายได้ต่อคนต่อปีของสมาชิก 76 คน ได้ 11,842 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15.5 ของรายได้ต่อหัวของประขากรจังหวัดแพร่ (ที่มีรายการอยู่ที่ 76,000 บาท/คน/ปี) เป็นรายได้ใหม่ที่เกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในส่วนที่เพิ่มจากการงานเกษตรแบบเดิม แบบไร่- นา-สวน ในพื้นที่ชนบท แม้ว่า รายได้จากการประกอบการของวิสาหกิจนี้ มีเพียง 0.9 ล้านบาท แต่เป็นรายได้ที่ เกิดจากการริเริ่ม และแสดงนัยของความส าเร็จจากการน าเอาทุนทางสังคม-ทุนปัญญาท้องถิ่น คือ การจัดการห้อม มาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างผลิตภัณฑ์เสื้อผ้า-เครื่องนุ่งห่ม และของที่ระลึก อันจะเป็นทุนส าคัญส าหรับ การพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวของชุมชน (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2565) 4.18 วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืช ผัก สมุนไพร และผลไม้ จังหวัดล าพูน (1) ความเป็นมา วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืช ผัก สมุนไพร และผลไม้ จังหวัดล าพูน จดทะเบียนก่อตั้งเป็นวิสาหกิจ เมื่อ ปี พ.ศ. 2548 เพื่อแก้ปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ า และพัฒนาการผลิตด้วยการปรับเปลี่ยน โครงสร้างเกษตรแบบเดิมเป็นเกษตรอินทรีย์ มีสมาชิกวิสาหกิจชุมชน 30 ราย และมีเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิต จ านวน 132 ราย (2) การด าเนินงาน การจัดการของวิสาหกิจ จัดให้มีการพัฒนาพื้นที่การเกษตรแบบมาตรฐาน Good Agricultural Practice: GAP จ านวน 300 ไร่ โดยเครือข่ายสมาชิก 120 ราย และการผลิตตามมาตรฐานออร์แกนิค 80 ไร่ โดยเครือข่าย 12 ราย มีการแปรรูปผลผลิตการเกษตรแบบอบแห้ง/Freeze Drying ทั้งล าไย มะม่วง สตอร์เบอรี่ กล้วยน้ าว้า กระเทียมด า ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในระบบตลาดและมีราคาที่ดีมากกว่าการจ าหน่ายแบบ ผลผลิตแบบสด ส าหรับช่องทางการตลาด ก็จัดจ าหน่ายให้กับคู่ค้าผู้รับซื้อ เช่น บริษัท ตะวันพืชผล จ ากัด, บริษัท โกออร์แกนิคส์ จ ากัด, บริษัท อโกรไทยยูเนียน จ ากัด และบริษัท เซ็นทรัลฯ จ าหน่ายไปตามช่องทางร้านค้าแบบ ออร์แกนิคแบบออนไลน์ และการตลาดแบบเดิม คือ ออกบูธตามงานแสดงสินค้า มีการจ้างงานในชุมชนเพื่อ สนับสนุนงานของวิสาหกิจ จ านวน 12 ราย ในจ านวนนี้มีทั้งผู้พิการและผู้สูงอายุ มีการท าความร่วมมือกับสถาบัน
56 การศึกษา 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่องบรรจุภัณฑ์ (3) ผลความส าเร็จ ในปี พ.ศ. 2564 วิสาหกิจนี้ มีรายได้ 6.5 ล้านบาท ซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 27.5 จากปี พ.ศ. 2560 รายได้จากยอดขายของวิสาหกิจข้างต้น คิดเปรียบเทียบเป็นความสามารถในการสร้างรายได้ของสมาชิกจ านวน 30 ราย ได้เป็น 216,667 บาท/คน/ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 261.0 ของรายได้ต่อหัวของประชากรจังหวัดล าพูน (ที่มีระดับรายได้อยู่ที่ 82,906 บาท/คน/ปี) ในขณะเดียวกัน ยังสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรในเครือข่ายทั้ง เครือข่าย GAP จ านวน 120 ราย (หรือครัวเรือน) และเครือข่ายออร์แกนิค จ านวน 12 ราย (หรือ 12 ครัวเรือน) รวมทั้งจ้างงานใหม่ในพื้นที่ชุมชน จ านวน 12 ราย (หรือครัวเรือน) พร้อมกันอีกด้วย (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) ผลงานตามความส าเร็จของวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืช ผัก สมุนไพร และผลไม้ จังหวัดล าพูน ถือได้ว่า เป็นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่ เป็นกลไกที่ส าคัญที่จะพัฒนาการจัดการงานการผลิตทางการเกษตร จากการขายวัตถุดิบไปสู่การแปรรูปและการจัดการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบการตลาด เป็นตัวอย่างของการ จัดการเศรษฐกิจธุรกิจไปตามห่วงโซ่ของลักษณะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นฐานความรู้ใหม่ที่มีพลังต่อการเปลี่ยนแปลง ของเกษตรกรและภาคชนบท 4.19 วิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน (PGS) จังหวัดสมุทรสาคร (1) ความเป็นมา วิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน PGS เป็นองค์กรชุมชนที่จัดตั้งเป็นวิสาหกิจ เมื่อปี พ.ศ. 2560 เป็นการรวมกลุ่มชุมชนชาวคลองตัน ซึ่งเป็นชุมชนในระดับต าบลของอ าเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อ ริเริ่มสร้างพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยในระดับพื้นที่จังหวัด ทั้งนี้ เพราะแกนน าชุมชน ได้น า ความรู้และประสบการณ์จากการศึกษาปริญญาตรีที่สถาบันอาศรมศิลป์ แล้วมาพัฒนาและทดสอบการปฏิบัติการ จริงด้วยการท าเกษตรอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม ชุมชนคลองตันมีประสบการณ์ของการเรียนรู้เรื่องการท างานแบบ รวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อย มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549 และมีประสบการณ์การเกษตรแบบ Participatory Guarantee Systems: PGS เพื่อปลูกผัก ส่งขายให้กับแผงค้าในตลาด อตก. มาก่อน ด้วยการพัฒนาการเพาะปลูกบนพื้นที่ 9 แปลง จ านวน 45 ไร่ ที่ท าให้เข้าถึงผู้บริโภคและการจัดการตลาดแบบอินทรีย์ พร้อมกับมีองค์กรสนับสนุน และเป็นเครือข่ายความร่วมมือของสถาบันสวนเงินมีมา และสถาบันอาศรมศิลป์ ปัจจุบัน วิสาหกิจนี้ มีสมาชิก ร่วมทุนและเครือข่ายอยู่ 30 คน (2) การด าเนินงาน การจัดการธุรกิจของกลุ่ม จัดให้มีการปลูกผักและผลไม้แบบเกษตรอินทรีย์ ตามมาตรฐาน GAP และ มาตรฐาน PGS ด้วยจัดการอบรมให้ความรู้ การตลาดสมัยใหม่ และพัฒนางานการจัดการด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ การผลิตด้วยคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์มาตรฐานของผักปลอดภัย พร้อมทั้ง รับซื้อผลผลิตจากสมาชิก แล้วจัดการส่งมอบให้กับลูกค้า/คู่ค้าตามกรอบเวลาของการค้าในระบบการตลาด ซึ่ง
57 มีอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ (1) กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลจังหวัดสมุทรสาคร โรงพยาบาลบ้านแพ้ว โรงพยาบาลกระทุ่มแบน โรงพยาบาลวิชัยเวช (2) ผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรด เช่น TOP เซ็นทรัล มหาชัย และ (3) จ าหน่าย/จัดส่งตรงให้กับผู้บริโภครายย่อยผ่านเครือข่ายออนไลน์ที่จัดการด้วยตนเอง-Facebook พร้อมกันนี้ ยังจัดหาพื้นที่ในสถานที่ของโรงพยาบาลจังหวัดสมุทรสาคร ให้สมาชิกน าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรไปจ าหน่าย ภายใต้การตรวจสอบคุณภาพของโรงพยาบาล ซึ่งสามารถจัดหาพื้นที่ให้สมาชิกได้ 11 แห่ง และจัดเป็นตลาดนัด แบบประจ าทุกวันศุกร์ นอกจากนี้ ก็ยังจัดอบรมความรู้ส าหรับผู้สนใจประกอบการเกษตรแบบ GAP & PGS โดยจัดเป็นหลักสูตรอบรมขนาดเล็ก ส าหรับ 10-20 คน (3) ผลความส าเร็จ ในระหว่างปี พ.ศ. 2562-2563 วิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน PGS มีรายได้เฉลี่ย 2.95 ล้านบาท มีก าไร 1.3 แสนบาท/ปี รายได้ของวิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน PGS ข้างต้น คิดเปรียบเทียบ เป็นความสามารถในการสร้างรายได้ต่อคนต่อปีของสมาชิก 30 คน ก็จะคิดเป็นรายได้ 98,334 บาท/คน/ปี หรือ คิดเป็นร้อยละ 89.0 ของรายได้ต่อหัวของประชากรจังหวัดสมุทรสาคร (ที่มีรายการอยู่ที่ 110,000 บาท/คน/ปี) ซึ่งเป็นนัยของรายได้ใหม่ที่พอ ๆ กับค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อหัวของประชากรจังหวัด (มูลนิธิสัมมาชีพ, 2564) ผลงานและความส าเร็จของวิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน PGS ข้างต้น ถือได้ว่า เป็นการ ประกอบการวิสาหกิจแบบเกษตรก้าวหน้า กล่าวคือ เป็นเกษตรอินทรีย์ที่เป็นระบบการผลิตที่ตลาดและผู้บริโภค ให้ความส าคัญ เป็นการเกษตรอินทรีย์ที่มีการรับรองมาตรฐานที่เป็นยอมรับโดยทั่วไป ซึ่งเป็นการสร้างโอกาส ในการเข้าสู่ระบบตลาดที่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับการประกอบการได้ดีกว่าการตลาดทั่วไป เจาะตลาด ที่มีความความมั่นคงในโครงสร้างของธุรกิจ คือ การสร้างตลาดจากกลุ่มโรงพยาบาลและโมเดิร์นเทรด เป็นการ จัดการธุรกิจเกษตรกรรมที่สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจการผลิตของการเกษตรกับธุรกิจการค้าสมัยใหม่ (และ สอดคล้องกับกระแสของผู้บริโภค) อันเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ส าคัญขององค์กรชุมชนที่ประกอบการธุรกิจ และเป็นทุนก้อนใหม่ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
4.20 สรุปผลการศึกษาเบื้องต้นของกลุ่มจัดตั้งของชุมชนภายใต้การสนับสนุนของห ตารางที่ 4 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ ภาครัฐ ล าดับ องค์กร จังหวัด 1 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา นครศรีธรรมราช 2 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านสระยายชี พิจิตร 3 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านชากไทย จันทบุรี 4 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านป่าแดง ชลบุรี 5 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านห้วยทราย สุราษฎร์ธานี 6 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาเกาะสัก ตรัง 7 กลุ่มออมทรัพย์บ้านป่าศรี ปัตตานี 8 วิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์บ้านเชียง อุดรธานี 9 วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านนาต้นจั่น สุโขทัย 10 วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาตีน กระบี่ 11 วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนต าบลบ้านแหลม สุพรรณบุรี 12 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ าสิงห์ ชุมพร 13 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤาษี สุรินทร์ 14 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา บุรีรัมย์ 15 วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ต าบลน้ าเกี๋ยน น่าน
58 หน่วยงานภาครัฐ อการผลิตและวิสาหกิจชุมชน-กลุ่มจัดตั้งของชุมชนภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงาน ปีก่อตั้ง ผลประกอบการ (รายได้) สมาชิก (คน) หน่วยงานสนับสนุน (และ/หรือ หน่วยงานรับจดแจ้งทะเบียน) 2526 243 ล้านบาท 14,000 กรมการพัฒนาชุมชน 2525 55 ล้านบาท 1,425 กรมการพัฒนาชุมชน 2541 9.1 ล้านบาท 533 กรมการพัฒนาชุมชน 2541 372 ล้านบาท 4,583 กรมการพัฒนาชุมชน 2541 12.2 ล้านบาท 439 กรมการพัฒนาชุมชน 2523 10 ล้านบาท 601 กรมการพัฒนาชุมชน 2525 34.1 ล้านบาท 344 กรมการพัฒนาชุมชน 2547 1.9 ล้านบาท 40 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2534 13.8 ล้านบาท 308 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2531 9.5 ล้านบาท 208 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2561 1.2 ล้านบาท 57 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2551 32.7 ล้านบาท 610 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2556 36 ล้านบาท 420 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2554 25.1 ล้านบาท 220 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2550 26 ล้านบาท 700 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน
ล าดับ องค์กร จังหวัด 16 วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมขนบ้านอุ่มแสง ศรีสะเกษ 17 วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ แพร่ 18 วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืช ผัก และผลไม้ ล าพูน 19 วิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน สมุทรสาคร หมายเหตุ: ตัวเลขของผลการประกอบการ และจ านวนสมาชิก เป็นตัวเลขของปีล่าสุด เป็นข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2563 โดยมีเพียงกรณีของวิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาตี สรุปผลการศึกษาเบื้องต้น กลุ่มจัดตั้งของชุมชนที่มุ่งเน้นการประกอบการภาย (1) ข้อมูลกลุ่มและวิสาหกิจชุมชนที่น ามาศึกษา 19 กรณีข้างต้น เป็นองค์กร จ านวนตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่แล้ว จึงเป็นองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤติเศรษฐกิ จากการประกอบการของ “หน่วยเศรษฐกิจ/ธุรกิจของกระแสรองในระบบเศรษฐกิจ” ผลิตและการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ มีความสัมพันธ์ตามห่วงโซ่ของระบบเศรษฐกิจระห (2) การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นการด าเนินงานตามการส่งเสริ สามารถในการประกอบอาชีพ สร้างงาน และสร้างรายได้ส าหรับครัวเรือน ด้านหนึ่ง สนับสนุน โดยจัดท าเป็นแผนงานและการด าเนินงานใช้จ่ายตามกฎหมายงบประมาณข วิถีการด าเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต จึงเป็นองค์กรที่เริ่มต้นจาก สมาชิกในกลุ่มกลายเป็น “ความสามารถ” (Capability) ส าหรับการท างานขององค์ เงินกู้ และการมุ่งไปสู่การสร้างความส าเร็จของการแก้ปัญหาของสมาชิก (สมาชิกของ กิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือบริการรอง ขึ้นเพื่อบริการ/แก้ปัญหาของสมาชิก ด้วยการด
59 ปีก่อตั้ง ผลประกอบการ (รายได้) สมาชิก (คน) หน่วยงานสนับสนุน (และ/หรือ หน่วยงานรับจดแจ้งทะเบียน) 2549 124 ล้านบาท 735 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2548 0.9 ล้านบาท 76 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2548 6.5 ล้านบาท 30 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน 2549 2.95 ล้านบาท 30 กรมส่งเสริมการเกษตร/ทะเบียน ดที่นักวิจัยมีตัวเลข (ปี ไม่เท่ากัน กระจายระหว่างปี พ.ศ. 2560-2565) โดยส่วนใหญ่ ตีน ที่เป็นตัวเลขของปี พ.ศ. 2560) ยใต้การสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ รที่จัดตั้งขึ้นในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ 2540 เพียง 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.3 ของ กิจดังกล่าว และกลุ่มและวิสาหกิจชุมชนที่ศึกษานี้ ถือได้ว่า เป็นความส าเร็จที่เกิดขึ้น ที่เปลี่ยนสถานภาพจากเดิมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องไปสู่การเป็นผู้ผลิตหรือผู้เล่นกับการ หว่างภาคเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมและการค้า ระหว่างชนบทกับเมืองและเมืองใหญ่ ริมและสนับสนุนของกรมการพัฒนาชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีการพัฒนาทักษะและความ สนับสนุนให้ชุมชนจัดการงานด้วยตนเอง อีกด้านหนึ่ง พัฒนากรก็ท าหน้าที่เป็นกลไก ของรัฐ กการเล็งเห็นความส าคัญของการท างานเป็นกลุ่ม พัฒนาให้กลุ่มและความสัมพันธ์ของ กรและการประกอบการ จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1) การระดมเงินฝาก การให้บริการ งชุมชน) เป็นบริการเบื้องต้นหรือที่บางครั้งเรียกว่าบริการหลัก 2) การสร้างสาขาของ ด าเนินงานตามโครงการตลาดสาธิต แผงค้า ร้านค้าชุมชน และการด าเนินงานแบบรวม
60 ซื้อ/รวมขาย (รวมซื้อ-จัดหาปุ๋ย เครื่องจักร น้ ามัน ฯลฯ ส าหรับการเกษตร รวมขาย-การรวมผลผลิตทางการเกษตร ไปสู่ระบบตลาด แทนพ่อค้าคนกลาง) และ 3) การจัดบริการสวัสดิการสังคมส าหรับสมาชิก และชุมชน ความส าเร็จของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตทั้ง 7 แห่ง ที่ศึกษานี้ กล่าวได้ว่า ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการ ด าเนินงานสร้างบริการ 3ส่วนข้างต้น โดยมุ่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจครัวเรือนของสมาชิก โดยมีข้อสังเกตต่อการ ริเริ่มงานที่ท าให้ก่อเกิดผลเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อชุมชน เช่น การน าเอาก าไรไปลงทุนในวิสาหกิจชุมชนของกลุ่ม ออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอาชีพของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้าน สระยายชี การจัดการหนี้ของสมาชิกตามโครงการ 1 ครัวเรือน 1 สัญญาที่เกิดผลส าเร็จของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อ การผลิตบ้านชากไทย การผนวกรวมบทบาทของกลุ่มออมทรัพย์ฯ เข้าไปท าหน้าที่แทนสมาชิกในการจัดการ กองทุนสวัสดิการชุมชนของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านนาเกาะสัก ฯลฯ โดยที่การริเริ่มเหล่านี้ ล้วนแต่เป็น การแสดงออกถึง การสร้างสรรค์ การน า และความสามารถของฝ่ายชุมชน (หรือมาจากการประชุมปรึกษาหารือ แบบหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งตกผลึก) อันเป็นการตอกย้ าถึงการท างานของทุนทางสังคม (และทุนมนุษย์) ไม่ใช่ มาจากการท างานแบบสั่งการ (และการท างานไปตามหน้าที่) จากหน่วยงานภาครัฐ (3) วิสาหกิจชุมชน จ านวน 12 กรณีที่ศึกษานี้ เป็นผลงานของการมอบรางวัลวิสาหกิจชุมชนสัมมาชีพ ต้นแบบของมูลนิธิสัมมาชีพ (รางวัลนี้ยังมอบให้กับกลุ่มออมทรัพย์ฯ 3 แห่ง คือ ดอนคา สระยายชี และบ้านชากไทย และสถาบันการเงินชุมชนบ้านคลองป่าไม้อีก 1 แห่ง) คุณลักษณะส าคัญขององค์กรแบบวิสาหกิจชุมชน คือ การมุ่งประกอบการแบบธุรกิจแล้วสร้างรายได้จากการค้าขายเป็นแหล่งรายได้ขององค์กร และ/หรือสมาชิก โดยจะขอรับหรือไม่รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และองค์ภาคประชาสังคมก็ได้ขึ้นอยู่กับ ความพร้อมของวิสาหกิจชุมชนเป็นหลัก ข้อมูลจากการศึกษา พบว่า วิสาหกิจชุมชน มีการสร้างรายได้จากธุรกิจตั้งแต่ 1ล้านบาทต่อปี ไปจนถึง 124 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์และการประกอบการ และเป็นหน่วยขับเคลื่อน สร้างการไหลเวียนทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ทั้งชุมชน ท้องถิ่น และห่วงโซ่ของธุรกิจ ปัจจัยที่น าไปสู่ความส าเร็จ ดังกล่าว มาจากการที่วิสาหกิจได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการและน าเข้าสู่การยอมรับในเศรษฐกิจแบบตลาด (ที่มีการแข่งขัน) โดยการสร้างแบรนด์ และการรับรองความเป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และบริการทั้งมาตรฐาน ในประเทศและมาตรฐานสากล จะเห็นได้ชัดเจนจากกรณีที่วิสาหกิจชุมชนชีววิถีต าบลน้ าเกี๋ยน ซึ่งได้รับการรับรอง จากองค์การอาหารและยา และมาตรฐาน GMP จึงท าให้ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจได้รับความเชื่อถือจากผู้ซื้อทั้ง ในและต่างประเทศ และได้รับโอกาสท าสัญญาเป็นรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer: OEM) จากแบรนด์ชั้นน า รวมทั้งการคัดสรรของตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาด eCommerce โอกาสทางการตลาดที่วิสาหกิจชุมชนได้ใช้การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์และกระบวนการ เป็นเครื่องมือ น าทางเข้าสู่ระบบตลาด ยังจะเห็นได้จากความส าเร็จของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง วิสาหกิจ กลุ่มฐานเกษตรยางพารา วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ าสิงห์ และวิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน (4) องค์ประกอบของความส าเร็จของวิสาหกิจชุมชนที่เกิดจากการใช้ประโยชน์จากทางสังคม ทุนทาง
61 อัตลักษณ์ และทุนทางวัฒนธรรม รวมทั้งที่ตั้งที่มีความเป็นธรรมชาติ วิว ทิวทัศน์ที่สวยงาน สะอาด และการบ่งบอก ถึงคุณค่าที่ไม่มีในที่อื่นทั่วไป ไปผนวกรวมด้วยการสร้างสรรค์ (รวมทั้งการขึ้นทะเบียนระบุถึงแหล่งก าเนิด เช่น GI) เป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ก็เป็นปัจจัยส าคัญของ “การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) ในระบบเศรษฐกิจการตลาด กรณีเหล่านี้ จะเห็นได้จากความส าเร็จของผลิตภัณฑ์และบริการของ วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นนาต้นจั่น นาตีน บ้านเชียง และบ้านแหลม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูป ผลิตภัณฑ์การเกษตร เช่น วิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ และวิสาหกิจชุมชนชีววิถีต าบลน้ าเกี๋ยน (5) การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดรับการจัดการความยั่งยืนและความใส่ใจในสุขภาพของ ผู้บริโภค เป็นปัจจัยที่น าไปสู่การสร้างความส าเร็จในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์ ข้าวอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤาษี และ วิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน (6) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ เช่น การพัฒนายางก้นถ้วยของวิสาหกิจชุมชนฐาน เกษตรกลุ่มยางพารา วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืช ผัก และผลไม้จังหวัดล าพูน และวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม กาแฟบ้านถ้ าสิงห์ (7) การท างานแบบประสานงานการสนับสนุนจากองค์กรภาครัฐ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส าคัญที่น าไปสู่การ จัดการและการสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ จากแหล่งภายนอก ที่ไปช่วยท างานการท างานขององค์กรชุมชนทั้ง กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และวิสาหกิจชุมชนประสบความส าเร็จ จะเห็นได้จากการสนับสนุนงบประมาณ ของจังหวัดน่านส าหรับการก่อสร้างอาคารโรงงานของวิสาหกิจชุมชนชีววิถีต าบลน้ าเกี๋ยน การพัฒนาความรู้ เรื่องการตลาดและการค้าต่างประเทศจาก Trader ที่เป็นคู่ค้าของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้างชุมชนบ้านอุ่มแสง การประสานข้อมูล ความรู้ และงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา รวมทั้งการจัดการตลาดร่วมกับคู่ค้าแบบพันธมิตรของวิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน
62 บทที่ 5 องค์กรชุมชนที่เป็นกลไกร่วมรัฐ การจัดหมวดหมู่ขององค์กรชุมชนว่าด้วย “องค์กรชุมชนที่เป็นกลไกร่วมรัฐ” ในที่นี้หมายถึง กลุ่มหรือ องค์กรชุมชน ที่จัดตั้งด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและเห็นพ้องของสมาชิก (ชุมชน) ที่จะเข้าไปร่วมเป็นส่วนประกอบ การท างานร่วมกับกลไกรัฐ เป็นกลไกแบบชุมชนร่วมรัฐ โดยในที่นี้ หมายถึง กองทุนสวัสดิการชุมชน (กลไกของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) และกองทุนหมู่บ้าน (กลไกของ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ส านักนายกรัฐมนตรี) 5.1 กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลห้วยงู จังหวัดชัยนาท (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลห้วยงู อ าเภอหันคา จังหวัดชัยนาท จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 มีสมาชิก 1,388 คน คิดเป็นร้อยละ 23.6 ของจ านวนประชากรในต าบลที่มีอยู่จ านวน 5,665 คน เป็นกองทุนที่จัดบริการสวัสดิการชุมชนต่อสมาชิกในเรื่องเกิด แก่ เจ็บ และเสียชีวิต ด้วยพื้นที่ต าบลห้วยงู มี ประชากรซึ่งเป็นผู้สูงอายุมีจ านวนเพิ่มมากขึ้นตามแนวโน้มของสังคมไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีจ านวน ผู้สูงอายุ 1,296 คน คิดเป็นร้อยละ 22.9 ของประชากรรวม ในที่นี้เป็นสมาชิกกองทุนฯ จ านวน 359 คน คิดเป็น ร้อยละ 27.7 ของจ านวนผู้สูงอายุ (2) การด าเนินกิจการ ในปี พ.ศ. 2560 องค์กรชุมชนในพื้นที่ 9 เครือข่ายในพื้นที่ของเทศบาล ได้แก่ กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสุขภาพ วัด อาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) ชมรมผู้สูงอายุก านัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงเรียน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจ าต าบล (รพ.สต.) ได้ร่วมมือกันท างานเพื่อจัดการสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุ โดยจัดตั้ง “บริษัทสร้างสุขต าบลห้วยงู” มีการประสานกับสภาองค์กรชุมชน และสถานีต ารวจ และเครือข่ายอื่น ทั้งในและนอกต าบล มีการจัดประชุมทุกเดือน กิจกรรมตามความร่วมมือของเครือข่ายดังกล่าว ได้ด าเนินงานมา อย่างต่อเนื่อง โดยมียุทธศาสตร์ 5 ด้าน คือ 1) ด้านสุขภาพ โดยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลสุขภาพตนเองและคน ในครอบครัวและแนะน าคนในชุมชนได้ 2) ด้านสังคม มีการส่งเสริมกิจกรรมในชมรมผู้สูงอายุหรือศูนย์บริการ และในโรงเรียนผู้สูงอายุ 3) ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีการปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เช่น ห้องน้ า แสงสว่าง และความสะอาด 4) ด้านเศรษฐกิจ มีการส่งเสริมอาชีพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ควบคู่ไปกับ การส่งเสริมการออม และ 5) ด้านสวัสดิการ โดยจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุนอกเหนือจากสวัสดิการของรัฐ โดยที่ กองทุนสวัสดิการชุมชน ได้ให้ความส าคัญต่อการวางแผนการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วม ของคนในชุมชน ด้วยการมีแนวทางการด าเนินงานที่เน้นให้สมาชิกและคนในชุมชนทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน และสามารถมีส่วนร่วมได้ในทุกขั้นตอน
63 ในปี พ.ศ. 2562 การด าเนินงานตามยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ ได้มีการใช้เทคโนโลยี “หุ่นยนต์ดินสอ” เพื่อรองรับต่อการให้บริการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นงานตามกรอบบริการของกองทุนระบบการดูแลระยะยาว ด้านสาธารณสุขส าหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long Term Care: LTC) ภายใต้การสนับสนุนของส านักงาน หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รูปที่ 7 เทคโนโลยี “หุ่นยนต์ดินสอ” เทศบาลต าบลห้วยงู มีการน าหุ่นยนต์ดินสอ มาให้บริการกับผู้ป่วยติดเตียง จ านวน 5 ราย ซึ่งเป็นสมาชิก ของกองทุนฯ โดยมีหุ่นยนต์ดินสอ (ตัวแม่) อยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลห้วยงู ระบบการท างาน/การ ส่งข้อมูลต่าง ๆ ของตัวแม่และตัวลูกจะท างานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถตั้งโปรแกรมการท างานแต่ละวัน ได้ เช่น การวัดความดัน การแจ้งเตือนยา หรือโปรแกรมสันทนาการ เช่น ฟังธรรมะ นอกจากนี้หุ่นยนต์ดินสอ ยังช่วยเฝ้าระวัง หากผู้ป่วยไม่อยู่ในรัศมี การท างานของหุ่นยนต์ดินสอก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือนไปยังโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพต าบล (รพ.สต.) การน าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์ดินสอมาใช้ท าให้ช่วยแบ่งเบาการท างานของบุคลากร ทางการแพทย์ของ รพ.สต. เช่น การท าความสะอาดแผลกดทับให้ผู้ป่วยทุก ๆ วัน ก็เปลี่ยนเป็นการสั่งการผ่าน แอปพลิเคชันโดยมองผ่านจอและให้ญาติท าความสะอาดแทน หรือญาติสามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพของผู้ป่วย ได้โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ รพ.สต. ต่อมา เทศบาลต าบลห้วยงู ได้รับอนุมัติงบประมาณในปี พ.ศ. 2564 ให้จัดซื้อ หุ่นยนต์ดินสอเพื่อน ามาใช้งานเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 6 ตัวเป็น 62 ตัว เป็นหุ่นยนต์ตัวใหญ่ 1 ตัว สามารถ เคลื่อนที่ได้ จะใช้ส าหรับดูแลผู้ป่วยที่อยู่กันเป็นกลุ่ม ในโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อบริการเสิร์ฟน้ า เสิร์ฟยา ฯลฯ ส่วนตัวเล็ก 61 ตัว (หุ่นยนต์ดินสอแบบเดิมจ านวน 50 ตัว และหุ่นยนต์ดินสอที่เพิ่มระบบวัดไข้ จ านวน 11 ตัว) ส าหรับผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่ที่บ้าน (3) ผลความส าเร็จ ความส าเร็จเป็นเบื้องต้นในกรณีนี้ เป็นผลของการริเริ่มน าเอาหุ่นยนต์ดินสอ ซึ่งเป็นทั้งความก้าวหน้า ของเทคโนโลยี การจัดการข้อมูล และการติดต่อสื่อสาร เข้ามาร่วมให้บริการสนับสนุนเป็นบริการในการดูแลงาน ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยติดเตียงขององค์กรชุมชนในพื้นที่ 9 เครือข่ายในพื้นที่ของเทศบาลต าบลห้วยงู
64 ซึ่งส่งผลให้สมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนได้รับบริการดังกล่าวตามไปด้วย และโอกาสของการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อการดังกล่าวของกองทุนสวัสดิการชุมชนลดลง นั่นหมายความว่า กองทุนสวัสดิการชุมชน สามารถน าเงิน เพื่อการนี้ไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์อื่นได้มากขึ้นกว่าเดิม (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 94-103) 5.2 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลท่างาม จังหวัดสิงห์บุรี (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลท่างาม อ าเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 มีสมาชิกครอบคลุมทั้ง 11 หมู่บ้าน (ปี พ.ศ. 2563) มีสมาชิก 1,524 คน คิดเป็นร้อยละ 36.0 ของ ประชากรต าบลซึ่งมีอยู่จริงจ านวน 4,230 คน มีเงินกองทุนสะสมรวมทั้งสิ้น 11,252,304.57 บาท กองทุนสวัสดิการ ชุมชนต าบลท่างาม จัดบริการสวัสดิการต่อสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับการเกิด แก่ เจ็บ และการเสียชีวิต มีการระดมเงิน จากสมาชิก มีการสมทบจากองค์การบริหารส่วนต าบลท่างาม และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) รวมทั้ง ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน เป็นกองทุนที่มีการริเริ่มขยายกรอบการด าเนินงานจากสวัสดิการสังคมไปสู่ การจัดการงานด้านเศรษฐกิจชุมชนในกิจการต่าง ๆ เช่น การเกษตรกรรม การท าธุรกิจน้ าดื่ม ธุรกิจร้านกาแฟ (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลท่างาม นอกจากการระดมเงินออมเพื่อจัดเป็นสวัสดิการ ต่าง ๆ อันเป็นบริการเบื้องต้นแล้ว ยังมีการด าเนินงานที่ขยายออกไปอีกเพื่อเป็นบริการต่อสมาชิกของกองทุน เช่น การบริการกู้ยืมเพื่อการเกษตรกรรม การร่วมลงทุนในกิจการน้ าดื่ม การประสานรายได้สมทบจากร้านกาแฟ ขององค์การบริหารส่วนต าบลท่างาม การบริการกู้ยืมทางเกษตรกรรม เป็นกองทุนที่ริเริ่มด้วยเงิน 250,000 บาท กับกองทุนใบหยกเพี่อฟื้นฟู ผู้ประสบภัยพิบัติต าบลท่างาม ซึ่งเป็นธุรกิจภาคเอกชนในวงเงิน 1,300,000 บาท จัดตั้งเป็นกองทุนหมุนเวียน เพื่อฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติจากเหตุกาณ์น้ าท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ในต าบลท่างาม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็น สมาชิกกองทุนฯ ตั้งแต่จัดหาเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย และยาก าจัดศัตรูพืชในราคาถูก ให้สมาชิกได้กู้ยืมรายละไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 บาทต่อเดือน และส่งเสริมอาชีพตามโครงการ “เกษตรกรรมยุค ใหม่” ด้วยการปลูกมะนาว กล้วย พืชผักสวนครัว เป็นเงินกู้ยืมเพื่อการนี้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ต่อ เดือน (ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือน) บริการให้กู้ยืมเงินเพื่อเจาะบ่อบาดาล จัดซื้อเครื่องสีข้าวชุมชน และประสาน ความร่วมมือกับกลุ่มใบหยก ร้านค้า ร้านอาหารในพื้นที่ต าบลท่างาม ท าหน้าที่เป็นกลไกทางการตลาดเพื่อรับซื้อ ผลผลิตทางการเกษตร (กล้วย มะนาว ผักสวนครัว ฯลฯ) ของสมาชิก กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลท่างาม ลงทุนในการผลิตน้ าดื่ม ในวงเงิน 750,000 บาท โดยองค์การบริหาร ส่วนต าบลท่างาม สนับสนุนในเรื่องของสถานที่และค่าสาธารณูปโภค ภายใต้ชื่อ “น้ าดื่มท่างาม” มีการจ้าง แรงงานผู้สูงอายุ จ านวน 4 คน ในค่าจ้างวันละ 300 บาท/คน/วัน ก าไรจากการประกอบการของธุรกิจน้ าดื่ม จะสมทบเป็นรายได้ของกองทุนสวัสดิการชุมชน
65 นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในร้านกาแฟขององค์การบริหารส่วนต าบลท่างาม เป็นบริการขายกาแฟ เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนต าบลท่างาม มีการจ้างงาน 2 อัตราจากส่วนแบ่งของรายได้จากการขาย ร้อยละ 20.0 และก าไรจากการประกอบการ จะสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลท่างาม (3) ผลความส าเร็จ การบริการกู้ยืมทางเกษตรกรรม ได้ให้สมาชิกกู้ยืมไปจ านวน 1,200,000 บาท เพื่อเจาะบ่อบาดาล มี จ านวน 17 ครัวเรือน ธุรกิจน้ าดื่ม สมทบเป็นรายได้ให้กองทุน 20,000 บาท/ปีโดยเฉลี่ย เช่นเดียวกับร้านกาแฟ สมทบรายได้ 12,500 บาท/ปีโดยเฉลี่ย (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), และ มูลนิธิสร้างสุข ชุมชน, 2562, น. 48) 5.3 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง จัดตั้งขึ้นเมื่อ 20 เมษายน พ.ศ. 2550 ขึ้นทะเบียนไว้กับสถาบัน พัฒนาองค์กรเอกชน (พอช.) ปัจจุบัน (สิงหาคม พ.ศ. 2563) มีสมาชิกจ านวน 2,521 คน คิดเป็นร้อยละ 36.8 ของประชากรต าบล ซึ่งมีอยู่จ านวน 6,844 คน สมาชิกที่มีอยู่แบ่งเป็นบุคคลทั่วไป 1,009 คน, เด็ก/เยาวชน อายุไม่เกิน 25 ปี 291 คน, ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 972 คน, ผู้ด้อยโอกาส 86 คน, ผู้พิการ 60 คน และอื่น ๆ 3 คน มีกองทุนสะสมจนถึงปัจจุบัน 14,030,650.77 บาท เป็นกองทุนที่จัดบริการทุกประเภท ทั้ง 14 ประเภท คือ 1) เกิด 2) เจ็บ 3) เสียชีวิต 4) ผู้ด้อยโอกาส 5) การพัฒนาอาชีพ 6) การจัดสวัสดิการ 7) อปพร. 8) การสนับสนุน ด้านการศึกษา 9) การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 10) การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน 11) การส่งเสริมเกษตร ทฤษฎีใหม่ 12) การส่งเสริมสุขภาพ 13) การสนับสนุนการท าเกษตร และ 14) การสนับสนุนประเพณีวัฒนธรรม ประเด็นปัญหาส าคัญของสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง คือ เรื่องการจัดการที่ดินท ากิน และที่อยู่ อาศัย จ านวน 800 ครัวเรือน ที่ไปท ากินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จ านวน 707 ราย ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวน แห่งชาติ 74 ครัวเรือน อาศัยที่ราชพัสดุ 13 ครัวเรือน และอาศัยที่สาธารณะ 6 ครัวเรือน โดยที่สาธารณะแต่ละ ประเภท ก็มีกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่ท าให้สมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนมีความต้องการที่จะ ได้รับการจัดการช่วยเหลือแก้ไข (2) การด าเนินกิจการ การแก้ปัญหาที่ดินท ากินของสมาชิก เริ่มแรกจากการที่กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง ได้ประสาน ความร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนแล้วจัดตั้งองค์ เป็น “สภาผู้น าต าบลจัดการตนเอง” ในปี พ.ศ. 2553 ต่อมา ได้เพิ่มองค์กรภาครัฐโดยอ าเภอกุดรัง เข้ามาร่วมงานอีกภาคส่วนหนึ่งแล้วปรับองค์กรเป็น “สภากุดรัง” เป็น พื้นที่กลางในการแสวงหาความร่วมมือ แลกเปลี่ยน ปรึกษาหารือ และก าหนดทิศทางร่วมของภาคีความร่วมมือ พร้อมกันนั้น ก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการพัฒนางานบัญชีและการเงินของกองทุน สวัสดิการ ซึ่งท าหน้าที่รองรับทั้งการบริการสวัสดิการ และการแก้ปัญหาที่ดินท ากิน
66 ปัญหาที่ดินท ากินของสมาชิก กรณีแรกเป็นเรื่องของการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตามหนังสือส าคัญส าหรับ ที่หลวง (น.ส.ล.) จ านวน 2,525 ไร่ เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ แทน การขับไล่/ยึดที่ท ากินที่ท าอยู่ ในขณะที่ทางราชการก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อการใด (และไม่มีโครงการที่จะใช้งาน เพื่อการใด) กองทุนสวัสดิการกองทุนชุมชนต าบลกุดรัง ได้ประสานงานภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าราชการ จังหวัดมหาสารคาม ตามยุทธศาสตร์นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน ให้มีการจัดการใช้ประโยชน์ ส าหรับครัวเรือนของสมาชิกที่ไม่มีที่ท ากินจ านวน 184 ครัวเรือน ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ แต่ก็ไม่น้อยกว่า 5 ไร่ โดยจัดสรรเป็นขนาดต่าง ๆ จ านวน 227 แปลง กรณีที่สอง เป็นการจัดการแบบสิทธิท ากิน 53 ไร่ เป็นเรื่องของพื้นที่อีกประเภทหนึ่งที่สร้างปัญหาให้กับ ชุมชนจ านวน 43 ราย เป็นที่ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะประเภทป่าสงวนแห่งชาติ แต่เป็นประกาศที่ไป ทับซ้อนกับพื้นที่ที่ชุมชนใช้เป็นที่ท ามาหากินมาก่อน จ านวน 53 ไร่ องค์การบริหารส่วนต าบลกุดรัง ได้อาศัย แนวปฏิบัติว่าด้วยที่ดินตามสิทธิท ากิน (สทก.) ชุมชน หรือ สทก. ชุมชน ตามนโยบายจัดสรรที่ดินท ากินให้กับ ราษฎรที่ไม่มีที่ดินท ากินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ร่วมกันหาทางออก ในเรื่องดังกล่าวในระหว่างปี พ.ศ. 2556-2558 แล้วเห็นชอบร่วมกันว่า ในระหว่างด าเนินงานนี้ พื้นที่แปลงใด สามารถพิสูจน์สิทธิ์ได้ ก็ให้มีการออกเอกสารสิทธิ์ไปตามระบบของการจัดการที่ดิน พื้นที่ส่วนที่อยู่ในความ ขัดแย้ง ก็จะเป็นไปตามกระบวนการจัดการแบบสิทธิท ากินโดยการจัดการก ากับดูแลขององค์การบริหารส่วน ต าบลกุดรัง กรณีที่สาม เป็นเรื่องของป่าปิด/ป่าเปิด 70 ไร่ ปี พ.ศ. 2556 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง ร่วมกับ ส านักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม จัดท าโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นศูนย์ฮักกุดรัง จ านวน 70 ไร่ แบ่งเป็นป่าปิด 40 ไร่ ป่าเปิด 10 ไร่ และอีกจ านวน 20 ไร่ เป็นศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์ พันธุกรรมพืช ในพื้นที่จ านวนเหล่านี้ โครงการจะพัฒนาเป็นป่าปิด 40 ไร่ ปลูกป่าให้เป็นป่าต้นน้ า ป่าเปิด 10 ไร่ ให้เป็นป่าที่ชุมชนสามารถปลูกไม้ผล เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว มะนาว และเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ พื้นที่ส่วนที่เหลือ 20 ไร่ เป็นแปลงพันธุกรรมพืช ที่สร้างความมั่นคงเรื่องพันธุกรรมพืชผักให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน มีการจัดแบ่งเป็น 80-90 แปลง พร้อมจัดระบบน้ า ให้ชุมชนเข้ามาร่วมงานผลิตและใช้ประโยชน์จากการจ าหน่าย พันธุ์พืช ต่อมาปี พ.ศ. 2558 ก็มีการจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนแปรรูปและเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรอ าเภอกุดรัง” มีสมาชิก จ านวน 107 คน มาท าการต่าง ๆ ในการสร้างอาชีพโดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่บางส่วนของป่าเปิดใน โครงการพัฒนาพื้นที่ฮักกุดรัง คือ 1) เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ (ตามโครงการ 1 ต าบล, 1000 ครัวเรือน เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่) 2) ปลูกพืชสวนครัว เช่น ผักบุ้ง มะเขือ ถั่วลิสง แตงกวา ข้าวโพด ตะไคร้ กล้วย อ้อย มะพร้าว และมะนาว 3) น้ าดื่มฮักกุดรัง และ 4) น้ ายาล้างจาน (3) ผลความส าเร็จ การจัดการแก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าทั้ง 3 กรณี เป็นตัวอย่างของการท างานความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน เป็นการด าเนินงานที่ขยายกรอบไปจากการบริการสนับสนุนทางการเงินด้วย การระดมเงินออกและสนับสนุนการใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย การแก้ปัญหาที่ดินท ากินข้างต้น
67 เป็นเรื่องเดียวกับการส่งเสริมอาชีพของสมาชิกในการพึ่งพาตนเอง (ลดความจ าเป็นในการพึ่งพาสวัสดิการชุมชน) จะเห็นได้จากการที่ชุมชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าเปิดโดยการด าเนินงานของวิสาหกิจชุมชนฯ ที่มี สมาชิกร่วมงานจ านวน 107คน ไปใช้ประโยชน์ปลูกผักชนิดเพื่อขายส่งตลาด และสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิก เฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน/ครัวเรือน พร้อม ๆ กับลดรายจ่ายในการซื้อผักเหล่านี้เป็นอาหาร 500 บาท/เดือน/ ครัวเรือน (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 46) 5.4 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลห้วยเตย จังหวัดมหาสารคาม (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลห้วยเตย อ าเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2549 มีสมาชิก 1,325 คน (ประชากรในต าบล 4,658 คน) มีเงินกองทุนสะสมจนถึงปัจจุบัน 2,042,162 บาท เป็นกองทุนที่จัดบริการสวัสดิการ 9 ประเภท ได้แก่ 1) สวัสดิการเกี่ยวกับเด็กแรกเกิด/คลอดบุตร 2) สวัสดิการ เกี่ยวกับการเจ็บป่วย/รักษาพยาบาล 3) สวัสดิการผู้สูงอายุ 4) สวัสดิการกรณีเสียชีวิต 5) สวัสดิการเพื่อการศึกษา 6) สวัสดิการคนด้อยโอกาส/คนพิการ 7) สวัสดิการเพื่อพัฒนาอาชีพ 8) สวัสดิการประเพณีวัฒนธรรม และ 9) สวัสดิการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ประเด็นปัญหาการท างานของผู้น าชุมชน ผู้น าท้องที่ และผู้น าท้องถิ่น ที่มักจะพบจากการจัดข้อมูล การช่วยเหลือคนจน หรือบุคคลเป้าหมายที่ภาครัฐจะมุ่งแก้ไขช่วยเหลือ เพราะมักจะมีประชาชนจ านวนหนึ่ง ที่แม้จะมีชื่ออยู่ทะเบียนราษฎร์อยู่ในพื้นที่ของต าบล แต่ตัวจริงจะย้ายไปท างานในเมือง ต่างจังหวัด บางราย จากไปมากกว่า 10 ปี จึงท าให้ข้อมูลการส ารวจมักจะมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป และมีบ่อยครั้งเมื่อผู้น าส่ง ทะเบียนการส ารวจไปแล้ว คนเหล่านั้นมักจะกลับบ้าน และมาขอรับการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามสิทธิ โดยส่วนใหญ่ จะไม่สามารถเพิ่มข้อมูลการส ารวจเข้าไปได้อีก จึงท าให้ผู้คนเหล่านี้เข้าไม่ถึงซึ่งโอกาสและสิทธิรับการช่วยเหลือ (2) การด าเนินกิจการ กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลห้วยเตย จึงริเริ่มส ารวจและจัดท าโครงการเพื่อคนเหล่านี้โดยตรง ทั้ง เพื่อให้คงสภาพสิทธิ โอกาส และการด ารงอยู่เชิงประจักษ์ ด้วยการประสานความร่วมมือให้มีการจ้างงานใน พื้นที่ ดังนี้ (2.1) ประสานความร่วมมือไปยังผู้น าท้องที่ (ผู้ใหญ่บ้าน, ก านัน) ขอส ารวจขึ้นทะเบียนคนว่างงาน คนตกงาน ที่ตกหล่นจากการส ารวจ และย้ายถิ่นไปท ามาหาเลี้ยงชีพในต่างถิ่น แต่ยังมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ และมีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการท างานในชุมชนและเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน ผลของการ ส ารวจพบว่า มีผู้ประสงค์จะเข้าร่วมงานตามโครงการนี้ 12 ราย/ครัวเรือน (2.2) ประสานความร่วมมือในการจัดหางานกับวิสาหกิจชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอื่น ๆ ที่มีต าแหน่งงานที่เหมาะสมและสามารถจ้างแรงงาน (คนใดคนคนหนึ่งในครัวเรือน 12 ครัวเรือน) นี้ ได้ท างานในองค์กรเหล่านั้น โดยในเบื้องต้นได้รับความร่วมมือจาก 1) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจร ต าบลห้วยเตย 2) โรงงานผลิตน้ าดื่มห้วยเตย 3) โครงการร้านค้าประชารัฐ 4) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตมันส าปะหลัง
68 บ้านวังทอง 5) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรต าบลห้วยเตย เพื่อจ้างงานคนในครัวเรือนเหล่านี้ให้ท างานในพื้นที่ สร้างรายได้พอที่จะอาศัยบ้านและที่ท ากินต่อไปได้ ในขณะเดียวกันก็ประสานกับหน่วยงานผู้ว่าจ้างหักเงินจาก ค่าจ้างเดือนละ 30 บาท สมทบเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อให้มีสิทธิรับการช่วยเหลือจากสวัสดิการและ งานอื่น ๆ เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นของชุมชน (3) ผลความส าเร็จ ผลการด าเนินงานใน ปี พ.ศ. 2561 มีการจ้างงานไปแล้วจ านวน 12 คน ในองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ วิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มผลิตข้าวพันธุ์ดีครบวงจรต าบลห้วยเตย จ านวน 4 คน, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตมันส าปะหลัง บ้าน วังทอง จ านวน 5 คน, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรต าบลห้วยเตย จ านวน 1 คน, โรงงานน้ าดื่ม จ านวน 1 คน และ โครงการร้านค้าประชารัฐ จ านวน 1 คน มีค่าจ้างเฉลี่ยคนละ 7,500 บาท/เดือน และทุกรายเป็นสมาชิก ของกองทุนสวัสดิการชุมชนห้วยเตย (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), และ มูลนิธิสร้างสุขชุมชน, 2562, น. 31) 5.5 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลโพนทอง จังหวัดหนองคาย (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลโพนทอง อ าเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552 ขึ้นทะเบียนไว้กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) รหัส 100178765 มีสมาชิก 1,978 คน (คิดเป็นร้อยละ 30.5 ของประชากรในต าบลที่มีอยู่ 6,483 คน) แบ่งเป็นบุคคลทั่วไป 1,330 คน, เด็ก/เยาวชน (อายุไม่เกิน 25 ปี) 329 คน, ผู้สูงอายุ 625 คน, ผู้ด้อยโอกาส 170 คน และผู้พิการ 25 คน เป็นกองทุนที่ให้บริการ สวัสดิการสังคม (เด็กแรกเกิด, คลอดบุตร, เจ็บป่วย, ค่ารักษาพยาบาล, คนด้อยโอกาส, คนพิการ, ผู้สูงอายุ, การศึกษา และเสียชีวิต) ด้านเศรษฐกิจ (การพัฒนาอาชีพ) ด้านสนับสนุนชุมชน (สาธารณประโยชน์ ประเพณี/ วัฒนธรรม) และด้านอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร การส ารวจข้อมูลปี พ.ศ. 2558 พบว่า ประชาชนในชุมชนต าบลโพนทอง มีภาระหนี้สินจากการกู้เงิน นอกระบบ จ านวน 293 ครัวเรือน (คิดเป็นร้อยละ 19.8 ของจ านวนครัวเรือนในพื้นที่ต าบล ซึ่งมีอยู่จ านวน 1,480 ครัวเรือน) ตัวเลขหนี้รวม 29,300,000 บาท หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เพื่อการบริโภค สนับสนุนการประกอบอาชีพ ค่าเล่าเรียนหนังสือของบุตร และการใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจ าวัน รวมไปถึงการใช่จ่ายตามอิทธิพลของสังคม บริโภคนิยม ในจ านวนนี้ร้อยละ 30.0 ในจ านวนนี้มีสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลโพนทองอยู่ 76 ครัวเรือน เป็นหนี้อยู่จ านวน 17,500,000 บาท (คิดเป็นร้อยละ 59.7 ของหนี้ที่ส ารวจ) (2) การด าเนินกิจการ กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลโพนทอง จึงได้หารือร่วมกับสภาองค์กรชุมชนต าบลโพนทอง เพื่อสร้าง ความร่วมมือในการจัดการหนี้นอกระบบ โดยยึดหลักเร่งรัดจัดการผู้ที่มีความเดือดร้อนมาก่อนเป็นล าดับแรก ภายใต้การจัดท าข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกกับองค์กรการเงินชุมชน (และเจ้าหนี้) โดยมีองค์กรการเงินชุมชน ที่ร่วมในโครงการ ประกอบด้วย 1) สถาบันการเงินชุมชนบ้านโพนทอง 2) สถาบันการเงินชุมชนบ้านไร่ (หมู่ที่ 5)
69 3) สถาบันการเงินชุมชน (หมู่ที่ 4) 4) สถาบันการเงินชุมชน (หมู่ที่6) 5) ธนาคารหมู่บ้าน (หมู่ที่5) และ 6) ธนาคาร หมู่บ้าน (หมู่ที่6) แล้วประสานความร่วมมือและขอรับการสนับสนุนจากธนาคารออมสินสาขาศรีเชียงใหม่ เพื่อ ซื้อหนี้และไถ่ถอนโฉนดที่ดินจ านวน 76 ใบ ในวงเงินที่เป็นหนี้ 17,500,000 บาท มาไว้ที่องค์กรการเงินชุมชน แล้วให้สมาชิกที่เป็นหนี้ผ่อนช าระต่อองค์กรการเงินชุมชน (ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15.0 ต่อปี) อีกล าดับหนึ่ง นอกจากการจัดการหนี้ข้างต้นแล้ว ยังมีการน าเอาปัญหาหนี้นอกระบบ และหนี้รายย่อยของสมาชิก ที่มีวงเงิน ไม่เกิน 10,000 บาท เข้ามาร่วมโครงการ ปรากฏว่า มีสมาชิกที่ร่วมในการจัดการ 126 ราย คิดเป็น หนี้ร่วมจัดการทั้งสิ้น 4,500,000 บาท แล้วให้องค์กรทางการเงินชุมชน เข้ามาแบกรับภาระเป็นเจ้าหนี้แทน นายทุนเงินกู้นอกระบบ โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกรายนั้น ๆ จะต้องมีผู้ค้ าประกัน 3 คน ในขณะเดียวกัน ก็จัดให้มีการส่งเสริมอาชีพส าหรับสมาชิกที่ร่วมโครงการหนี้ข้างต้น เพื่อกระตุ้นให้ สร้างรายได้เพิ่มเติม ด้วยการประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนต าบล, เกษตรอ าเภอ, เกษตรจังหวัด, พัฒนาที่ดิน, ประมง, กรมการข้าว, ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ส านักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) (พอช.) ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนงานพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนของภาครัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ให้เข้ามาร่วมสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้วยกัน (3) ผลความส าเร็จ กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลโพนทอง สามารถไถ่ถอนหนี้จากแหล่งเงินกู้ของนายทุนนอกระบบมาเป็น องค์กรทางการเงินของชุมชน ได้ทั้ง 76 ราย (ไถ่ถอนโฉนดมาได้ทั้ง 76 ใบ) ในจ านวนนี้นับจนถึงปัจจุบัน สมาชิก ที่เป็นหนี้สามารถไถ่ถอนโฉนดไปจากองค์กรการเงินชุมชนแล้ว 53 ราย คิดเป็นมูลหนี้ที่จัดการได้แล้ว 12,500,000 บาท เหลือที่อยู่ในระหว่างผ่อนช าระ 23 ราย ขณะเดียวกัน ผลจากการส่งเสริมการริเริ่มอาชีพเพื่อสร้างรายได้ ทางเศรษฐกิจ ปรากฏว่าประชาชนในชุมชน (รวมทั้งสมาชิกของกองทุนฯ) ได้สร้างกิจกรรมอาชีพแบบรายย่อย และแบบรวมกลุ่ม เป็นแขนงอาชีพที่เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างหลากหลาย เช่น กลุ่มเลี้ยงปลา กลุ่มเลี้ยงกบ กลุ่มเลี้ยงไก่ พื้นเมือง กลุ่มปลูกข้าวอินทรีย์ กลุ่มปลูกผักอินทรีย์ (ปลอดสารเคมี) รวมทั้งการแปรรูปผลผลิต เช่น ปล้าส้ม ปลาแดดเดียว ข้าวกล้องอินทรีย์ และการริเริ่มสร้างรายได้เพิ่มรวมทั้งริเริ่มการจัดการตลาดแบบเครือข่าย (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2560) (เอกสารจากเว็บไซต์) 5.6 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลคลองหินปูน จังหวัดสระแก้ว (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลคลองหินปูน จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551 มีสมาชิก 3,500 คน คิดเป็นร้อยละ 52.1 ของประชากรที่มีอยู่จ านวน 6,717 คน และครอบคลุมจ านวนหมู่บ้าน 16 หมู่บ้าน ประเด็น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมโดยพื้นฐานประการส าคัญของต าบลคลองหินปูน ที่กองทุนสวัสดิการชุมชนได้น าเอา ความเป็นองค์กรชุมชนเข้าไปช่วยแก้ไข คือ ความเป็นผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดินท ากิน 731 ครอบครัว และที่อยู่อาศัย 202 ครอบครัว รวม 920 ครอบครัว
70 (2) การด าเนินกิจการ ก่อนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ในปี พ.ศ. 2547 ชาวบ้านหมู่ที่6 ของต าบลคลองหินปูน ได้รวมตัว กันจัดท าข้อมูลชุมชน (ศูนย์ข้อมูลชุมชน) จึงท าให้รู้ว่ามีประชาชนจ านวน 48 ครัวเรือนที่มีความเดือดร้อนเรื่อง ที่ท ากิน จึงได้จัดตั้งกองทุนแก้ปัญหาที่ดินต าบลคลองหินปูนขึ้น โดยขอเจรจาต่อรองเช่าที่ดินกับนายทุน แล้วมี การจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน (หน่อไม้ฝรั่ง) เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพของตนเอง ในปี พ.ศ. 2549-2550 มีการพัฒนาพื้นที่แก้ไขปัญหาที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการระดมการออมทรัพย์เพื่อจัดตั้งเป็นองค์กรทางการเงิน ชุมชน และพัฒนาเป็นสถาบันการเงินของชุมชนในปัจจุบัน ซึ่งงมีสมาชิกกว่า 800 คน มีเงินทุนสะสมมากกว่า 6 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาเจ้าของที่ดินที่ครอบครองสิทธิ์ที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01ก เพื่อขอ ซื้อที่ดินกลับคืนมาสู่เกษตรกร ปี พ.ศ. 2551 ได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบล โดยเริ่มแรก 9 หมู่บ้าน จ านวน 385 คน พร้อมกันนั้น ก็มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ซึ่งท าให้มีการรวมกลุ่มองค์กรของชุมชนเข้าร่วม 44 กลุ่ม 16 หมู่บ้าน สภาองค์กร ชุมชนจึงเป็นกลไกเชื่อมโยงชุมชนหมู่บ้าน โดยมีกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกลไกในงานด้านสวัสดิการ จึงท าให้ การจัดการปัญหาที่ดินท ากินทั้งต าบล 16 หมู่บ้าน มีการเชื่อมโยงกับปัญหาในที่อื่น ๆ รวมเป็นภาพรวมของปัญหา จังหวัด มีการแก้ไขปัญหาที่ดินในทางปฏิบัติ อีก 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 2, 4, 11 รวมกับพื้นที่เดิมคือ หมู่ที่ 6 รวมเป็น 4 หมู่บ้าน และเริ่มน าระบบ GIS (Geographic Information System) มาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ได้ร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยท าหนังสือขอใช้ที่ดินกับ สปก. และเจรจากับหัวหน้าปฏิรูปที่ดิน จัดตั้งคณะท างาน แก้ไขปัญหาที่ดินต าบล จัดตั้ง “กองทุนที่ดิน” เป็นทุนภายในในการจัดการแก้ไขปัญหาที่ดินของตนเอง แล้วจัดตั้ง “สหกรณ์การเกษตร” เพื่อเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน มีแผนการรังวัดแปลงที่ดินทุกหมู่บ้าน และลงระบบ GIS (3) ผลความส าเร็จ ผลการด าเนินงานของการรวมตัวกันเป็นองค์กรของชุมชนบ้านคลองหินปูน เป็นการจัดตั้งองค์กร/รวมกลุ่ม เพื่อร่วมจัดการปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ดินท ากิน การขอใช้ และการเช่าที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ท ากิน (กองทุนที่ดิน) การจัดตั้งองค์กรเพื่อการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ (สหกรณ์การเกษตร) การบริการสวัสดิการ (กองทุนสวัสดิการ ชุมชน) และสภาองค์กรชุมชน ท าให้มีการแก้ปัญหาที่ดินท ากินและการอยู่อาศัยโดย 1) แบ่งปันที่ดินขององค์การ อุตสาหกรรมป่าไม้มาให้ชุมชนใช้ประโยชน์จ านวนกว่า 300 ไร่ จากที่ดิน 800 ไร่ 2) เช่าที่ดินธนารักษ์ จ านวน 22 ไร่ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ท ากินให้กับสมาชิกจ านวน 28 ครัวเรือน และพัฒนาที่อยู่อาศัย 60 ครัวเรือน ความส าเร็จข้างต้น ได้ท าให้เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ที่ได้รับการยอมรับส่วนราชการทั้งจังหวัด ที่ดิน และป่าไม้ (การจัดสรรที่ดิน สปก.) ท าให้มีความตื่นตัวจากประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง และน าไปสู่ขยายพื้นที่ไปอีก 23 ต าบล ในจังหวัดสระแก้ว (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 44) 5.7 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลหนองม่วง จังหวัดสระแก้ว (1) ความเป็นมา
71 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลหนองม่วง ต าบลหนองม่วง อ าเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2551 ปัจจุบันมีสมาชิก 6,020 คน จาก 14 หมู่บ้าน ด้วยสภาพทางภูมินิเวศของต าบล หนองม่วงมีสภาพเป็นที่ราบลาดเทไปทางทิศตะวันออกสู่ประเทศกัมพูชา สภาพพื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย ไม่อุ้มน้ า มีปริมาณน้ าฝนน้อย ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ (2) การด าเนินกิจการ ปี พ.ศ. 2558 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลหนองม่วง ได้ริเริ่มงานการพัฒนากลุ่มอาชีพ เพื่อสร้าง รายได้เพิ่มให้ครัวเรือนของสมาชิก ด้วยการลงทุน “ร้านค้าชุมชน” เพื่อให้สมาชิกน าผลิตผลต่าง ๆ ทั้งผลผลิต ทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน และอาหารส าเร็จรูป ฯลฯ มาวางจ าหน่าย โดยคิดค่าเช่าในราคาถูก การลงทุน สร้างร้านค้าชุมชนดังกล่าวใช้เงินไป 200,000 บาท แบ่งเป็น “แผงค้า” จ านวน 15 แผง โดยคิดค่าเช่าวันละ 10 บาท/แผง เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร (กองทุนฯ น ารายได้นี้เป็นรายได้สมทบของกองทุนฯ เพื่อ น าไปใช้ปรับปรุงซ่อมแซมแผง และใช้จ่ายในงานพัฒนาด้านอื่น ๆ) ต่อมาสภาองค์กรชุมชนได้สนับสนุนงบประมาณ เพื่อการจัดท าซุ้มขายสินค้าอีกเป็นเงิน 80,000 บาท จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) ร้านค้าชุมชนของกองทุน สวัสดิการชุมชนต าบลหนองม่วง มีสมาชิกมาเช่าขายของจ านวน 40 ราย (ครัวเรือน) จากการประเมินเบื้องต้น แต่ละแผงสามารถขายสินค้าได้ประมาณ 500 บาทต่อแผง และคิดเป็นยอดขายของร้านค้าชุมชนโดยรวมประมาณ 520,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่น าไปสู่การสร้างเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ขึ้นในชุมชน พร้อมกันนั้น ร้านค้าชุมชนนี้ ยังเป็นช่องทางจ าหน่ายผลผลิตของเกษตรกรเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีก จึงได้ส่งเสริมเรื่องการสร้างอาชีพให้กับสมาชิกจ านวน 20 ครัวเรือน ในเรื่องการเลี้ยงสุกร ไก่ ปลา และจิ้งหรีด โดยมีเงินกองทุนสนับสนุนกู้ยืมไปสร้างอาชีพในวงเงิน 3,000-30,000 บาทต่อราย ซึ่งมีสมาชิกได้รับการสนับสนุน เพื่องานในการสร้างอาชีพนี้ไปแล้วจ านวน 128 ราย คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 380,000 บาท (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินงานด้านเศรษฐกิจและการสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบล หนองม่วงตามโครงการร้านค้าชุมชน และการส่งเสริมอาชีพข้างต้น เป็นตัวอย่างของความส าเร็จของกิจกรรม ที่ขยายตัวออกไปจากการการระดมเงินออมและการจัดสรรบริการสวัสดิการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผลงานร้านค้าชุมชนทั้ง 40 แผงข้างต้น ได้ท าให้เกิดการไหลเวียนของการใช้จ่ายและวงจรเศรษฐกิจในชุมชน โดยร้านค้าชุมชนมียอดขายประมาณ 520,000 บาท/เดือน (หรือ 6,240,000 บาท/ปี)ขณะเดียวกัน ก็เป็นช่องทาง ขายผลผลิตของเกษตรกร นอกจากนั้น กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลหนองม่วง ก็มีรายได้จากการเช่าแผงค้า จ านวน 40 ร้านในราคาวันละ 10 บาท คิดเป็นรายได้ 10,400 บาท/เดือน (124,800 บาท/ปี) (สถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 24)
72 5.8 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลดงดินแดง จังหวัดลพบุรี (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลดงดินแดง อ าเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี รหัสกองทุนที่ขึ้นทะเบียนไว้ กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) คือ 100154400 จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 (ณ วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563) มีสมาชิกจ านวน 608 คน คิดเป็นร้อยละ 13.1 ของจ านวนประชากรต าบล (ที่มีอยู่จ านวน 4,653 คน) แบ่งเป็นบุคคลทั่วไป 271 คน, เด็ก/เยาวชน (อายุไม่เกิน 25 ปี) 136 คน, ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 190 คน, ผู้ด้อยโอกาส 3 คน, ผู้พิการ 5 คน และอื่น ๆ 3 คน เป็นกองทุนที่บริการงานสวัสดิการชุมชนทุกประเภท ยกเว้น หมวดที่อยู่อาศัย มีตัวเลขของเงินกองทุนสะสม จ านวน 2,776,329.89 บาท ด้วยลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ของต าบลดงดินแดอยู่ห่างจากตัวอ าเภอ 15-30 กิโลเมตร และการสัญจรยังล าบากเนื่องจากถนนส่วนใหญ่ยังเป็น ถนนลูกรัง เป็นพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ าตามธรรมชาติ ซึ่งสมาชิกท าอาชีพเกษตร ประกอบกับไม่มีเงินทุนในการ ลงทุนทางการเกษตร ผลผลิตทางเกษตรได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงท าให้ชุมชนมีปัญหาเรื่องหนี้สินภาคครัวเรือนและ หนี้นอกระบบ (จากการกู้เงินเอกชนจากแหล่งภายนอกชุมชน และเป็นที่มาของการริเริ่มงานสร้างอาชีพ สร้าง รายได้ ลดรายจ่าย และพัฒนาแหล่งน้ าเพื่อการเกษตร) (2) การด าเนินกิจการ กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลดงดินแดง จึงได้เอางานการส่งเสริมอาชีพทางเศรษฐกิจ เป็นภารกิจคู่ขนาน ไปกับการระดมเงินออมและจัดสรรเป็นสวัสดิการชุมชน โดยได้ประสานงานกับกลุ่มองค์กรในชุมชนเพื่อสร้าง ความร่วมมือแก้ปัญหาของชุมชนร่วมกัน เช่น การน าเงินของกองทุนฯ ไปฝากกับ “วิสาหกิจธนาคารหมู่บ้าน หน่วยประคอง” (น าเอาธนาคารหมู่บ้านไปจดทะเบียนวิสาหกิจ) และด าเนินตามแนวพระราชด าริบ้านหน่วย ประคองโดยให้วิสาหกิจชุมชน ธนาคารหมู่บ้าน ท าหน้าที่ขับเคลื่อนการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก เป็นโครงการ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 มาจนถึง พ.ศ. 2563 การด าเนินงานขององค์กรชุมชนข้างต้น ได้ท าให้มีการเจาะบ่อบาดาลเพื่อท าการเกษตร การเกษตร แบบระบบน้ าหยดเพื่อเป็นการประหยัดน้ า การใช้พลังแสงอาทิตย์ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์และฮอร์โมน การบริการ เงินกู้ยืมเพื่อไปจัดการงานเศรษฐกิจ-อาชีพต่าง ๆ ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.0ต่อปี โดยมีผลของการประกอบการ ของสมาชิกในรายการต่าง ๆ ประกอบด้วย 1) ลงทุนสร้างระบบน้ าด้วยการเจาะบ่อบาดาล 56 ราย 87 บ่อ เป็นเงิน 4,350,000 บาท 2) ลงทุนในการประกอบอาชีพ เช่น ปลูกอ้อย, มันส าปะหลัง 54 ราย เป็นเงิน 4,960,000 บาท ค้าขาย 15 ราย เป็นเงิน 450,000 บาท ปลูกพืชระยะสั้น 11 ราย เป็นเงิน 290,000 บาท เลี้ยงสัตว์ (หมู, ไก่, จิ้งหรีด) 4 ราย เป็นเงิน 60,000 บาท อู่ซ่อมรถ 1 ราย เป็นเงิน 500,000 บาท เฟอร์นิเจอร์ไม้ 1ราย เป็นเงิน 50,000 บาท 3) การกู้เพื่อการศึกษา 1 ราย เป็นเงิน 50,000 บาท และ 4) การกู้ยืมเพื่ออยู่อาศัย-สร้างบ้าน 28 ราย เป็นเงิน 2,055,000 บาท การส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกสามารถใช้หนี้นอกระบบ (เป็นส่วนใหญ่) ได้ ในการนี้สมาชิกจะต้องสมทบเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นรายปี ปีละ 365 บาท (กองทุนฯ น าไปฝากยังวิสาหกิจ และ/หรือ ธนาคารหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนส าหรับกู้ยืมต่อ) พร้อมกันนั้น สมาชิกผู้กู้ยืมในการลงทุน
73 ด้านเศรษฐกิจ จะต้องเข้าโครงการออมเงินวันละ 10 บาทกับธนาคารหมู่บ้าน (เดือนละ 300 บาท) เพื่อสร้าง เป็นหลักประกันในการช าระคืนเงินกู้ (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินงานบริการสินเชื่อและการสนับสนุนตามโครงการต่าง ๆ ข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ เจาะบาดาล/ระบบน้ า ได้ท าให้ผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกในโครงการดีขึ้นกว่าเดิม ท าให้สมาชิกจ านวน 53 ครัวเรือน (ที่มีการจัดเก็บข้อมูล) มีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรดีขึ้นกว่าเดิม มีรายได้โดยเฉลี่ย 20,000 บาท/ครัวเรือนโดยประมาณ ในจ านวนนี้ เป็นสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชน จ านวน 14 ราย และสามารถ ปลดหนี้จากการกู้เงินเอกชนนอกพื้นที่ (เงินกู้นอกระบบ) เป็นเงิน 1,412,500 บาท (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 39) 5.9 กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลบ้านส้อง จังหวัดสุราษฎร์ธานี (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลบ้านส้อง อ าเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 มีสมาชิก 4,118 คน (ประชากรในต าบล 17,539 คน) มีเงินกองทุนสะสมจนถึงปัจจุบัน 14,328,280.76 บาท เป็นกองทุนที่จัดบริการสวัสดิการ 9 ประเภท ได้แก่ 1) สวัสดิการเกี่ยวกับเด็กแรกเกิด/ คลอดบุตร 2) สวัสดิการเกี่ยวกับการเจ็บป่วย/รักษาพยาบาล 3) สวัสดิการผู้สูงอายุ 4) สวัสดิการกรณีเสียชีวิต 5) สวัสดิการเพื่อการศึกษา 6) สวัสดิการคนด้อยโอกาส/คนพิการ 7) สวัสดิการเพื่อพัฒนาอาชีพ 8) สวัสดิการ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และ 9) สวัสดิการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ความเป็นมาของการก่อตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลบ้านส้อง ด้านหนึ่ง เป็นผลมาจากการ ริเริ่มของแกนน าอาสาสมัครต่อต้านยาเสพติดบ้านส้องที่มีผลงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยรวบรวมอาสาสมัคร ในชุมชน จ านวน 150 คน เป็นจิตอาสาไปท างานร่วมกับคณะกรรมการหมู่บ้าน ก านัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อเฝ้า ระวังการแพร่ระบาดของยาเสพติด ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 เมื่อส านักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสมาคมกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รณรงค์ให้มีการจัดตั้งกองทุน สวัสดิการชุมชน แกนน าอาสาสมัครต่อต้านยาเสพติดบ้านส้อง และกองทุนเกษตรต าบลบ้านส้อง จึงได้ร่วมกัน จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลบ้านส้อง พร้อมกับได้รับการสมทบเงิน จ านวน 54,750 บาท จาก การระดมของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลต่าง ๆ โดยการประสานงานของสมาคมกองทุนสวัสดิการชุมชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี พ.ศ. 2554 (2) การด าเนินกิจการ การริเริ่มการก่อตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลบ้านส้อง มาจากการรวมทุนของกลุ่มที่มีอยู่แล้วเข้า ด้วยกัน เช่น แกนน าอาสาสมัครต่อต้านยาเสพติด กองทุนการเกษตร และการสนับสนุนจากองค์กรชุมชนจาก ภายนอกพื้นที่ต าบลบ้านส้อง จึงท าให้แหล่งรายได้ของกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลบ้านส้อง มีลักษณะที่ โดดเด่นด้วยองค์ประกอบการสมทบ ประกอบด้วย การสมทบจากสมาชิก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบัน
74 พัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) องค์กรและเครือข่าย เช่น บริษัท ร้านค้า องค์กรพัฒนาเอกชน หน่วยงานทั้งในและ นอกพื้นที่ต าบลบ้านส้อง ซึ่งมีมากถึง 137 ราย โดยที่รายการสมทบของขาที่ 4 นี้ยังคงด ารงอยู่ จนถึงปัจจุบัน การน าเอาทุนจากภาคส่วนอื่นทั้งในและนอกพื้นที่ชุมชนของเทศบาลต าบลเข้ามาร่วมเป็นทุนส าหรับ การจัดการสวัสดิการข้างต้น จึงมีการเรียกขานการระดมทุนของกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลบ้านส้อง ว่าเป็น “ทฤษฎีขากิ้งกือ” ประกอบด้วย ขากิ้งกือขาที่ 1 การเก็บออมจากสมาชิก ขาที่ 2 เป็นการสมทบของ เทศบาลบ้านส้อง ขาที่ 3 เป็นการสมทบของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (รวมความถึงการประสานช่วยเหลือ สนับสนุนการสมทบจากภาครัฐอื่น ๆ) ขาที่ 4 การสมทบของบริษัท ห้างร้าน และเครือข่ายภาคประชาชน และ ขาที่ 5 การเปิดรับการบริจาคทั้งจากในพื้นที่และทั่วไป ปีละ 1 ครั้ง (3) ผลความส าเร็จ การระดมรายได้แบบสร้างช่องทางรายได้จาก 5 แหล่งของกองทุนสวัสดิการชุมชนบ้านส้องที่ต่างไปจาก กรณีทั่วไป จึงเป็นความส าเร็จในเชิงคุณภาพที่น าไปสู่ความมั่นคงในแหล่งรายได้ที่จะน าไปใช้จ่ายบริการสวัสดิการ อันเป็นการสะท้อนถึงการพัฒนากระบวนการของการท างานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกชุมชน เพื่อน าไปสู่ การพัฒนาความสามารถการจัดการเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการจัดการด้านสวัสดิการ (สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 29) 5.10 กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช (1) ความเป็นมา กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลฉวาง อ าเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 (ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563) มีสมาชิก 1,859 คน มีเงินกองทุนสะสม 5,687,822.40 บาท จัดบริการสวัสดิการสังคมในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย ฉุกเฉิน/ภัยพิบัติ สนับสนุนชุมชน และการบริหารจัดการ โดยมีรายการต่าง ๆ 13 ประเภท ได้แก่ สวัสดิการคลอดบุตร, สวัสดิการเจ็บป่วย, สวัสดิการ เสียชีวิต, สวัสดิการผู้สูงอายุ, สวัสดิการการศึกษา, สวัสดิการผู้ด้อยโอกาส, สวัสดิการพัฒนาอาชีพ, สวัสดิการ ประเพณีวัฒนธรรม, สวัสดิการสาธารณประโยชน์, สวัสดิการภัยพิบัติ, สวัสดิการที่อยู่อาศัย, สวัสดิการคนท างาน, และสวัสดิการฝากเงินออมครบ 5 ปี ประเด็นปัญหาที่กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลฉวาง ได้น ามาพิจารณาร่วมในการจัดการสวัสดิการ คือ ประชากรส่วนใหญ่ (และสมาชิกของกองทุนฯ) มีอาชีพค้าขายและรับจ้างทั่วไป มีรายได้น้อยและไม่มั่นคง ไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการของรัฐ และหลักประกันอื่น ๆ ได้ครบถ้วน ประกอบกับในพื้นที่ของเทศบาล ต าบลฉวาง มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านวังม่วง เพื่อจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกได้อีกส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถจัดสวัสดิการได้ครอบคลุมให้กับประชากรในชุมชนได้ครบถ้วน จึงพัฒนางานร่วมกันเป็นความ ร่วมมือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านวังม่วง เพื่อให้กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลฉวาง ขยายงาน บริการให้กว้างออกไป
75 (2) การด าเนินกิจการ การบริหารงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลต าบลฉวาง ได้สร้างความร่วมมือเพื่อระดมรายได้ ทรัพยากร และบริการสวัสดิการกับกองทุนสวัสดิการชุมชนของเทศบาลต าบลฉวาง (เพิ่มเติมจากการออมวันละ บาทของสมาชิก) โดยปี พ.ศ. 2554 ได้รับสมทบจากเทศบาลต าบลฉวาง จ านวน 63,145 บาท และได้รับการ สนับสนุนเป็นงบประมาณสมทบจากเทศบาลต าบลฉวาง ทุกปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ปีละ 100,000 บาท จนถึง พ.ศ. 2562 มีงบประมาณสมทบรวม 663,145 บาท ปี พ.ศ.2556 ได้รับการสมทบจากสถาบันพัฒนาองค์กร ชุมชน (พอช.) รอบที่ 5 เป็นเงิน 1,219,831 บาท ปี พ.ศ. 2559 ได้สร้างความร่วมมือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านวังม่วง เพื่อรับผิดชอบดูแลสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ฯ ที่เป็นสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งมี จ านวน 520 ราย โดยกลุ่มออมทรัพย์ฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบในเงินออมวันละบาทของสมาชิกจ านวนนี้ (เป็นงาน ตามความร่วมมือส่วนที่ 1) การจัดสวัสดิการด้านเจ็บป่วยของสมาชิกจ านวนนี้ กลุ่มออมทรัพย์ฯ ก็ยังจะร่วม รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสวัสดิการเพื่อการนั้น ร้อยละ 50.0 ของวงเงินที่กองทุนสวัสดิการต้องรับผิดชอบ (เป็นงานตามความร่วมมือส่วนที่ 2) การด าเนินงานความร่วมมือระหว่างกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตกับกองทุน สวัสดิการชุมชนข้างต้น ได้ด าเนินงานมาจนจนถึงปัจจุบัน การผนวกรวมงานเข้าด้วยกันข้างต้น ยังน าไปสู่การสมทบจาก “กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม” เป็นเงิน 106,500 บาท (ปี พ.ศ. 2560) และการอนุเคราะห์จากวัดวังม่วง ให้ใช้อาคารอเนกประสงค์ เป็นที่ท างาน (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินงานที่สร้างความส าเร็จต่อการให้บริการสมาชิกของกองทุนสวัสดิการต าบลฉวางข้างต้น เป็นตัวอย่างของการผนวกรวม-ประสานกรสนับสนุนจากหน่วยงาน/องค์กรชุมชนในพื้นที่ 1) กองทุนสวัสดิการ ชุมชนเทศบาลต าบลฉวาง 2) กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านวังม่วง 3) วัดวังม่วง 4) การสนับสนุนสมทบจาก หน่วยงานนอกพื้นที่ ในที่นี้ คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (สถาบัน พัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), 2563, น. 19) 5.11 กองทุนหมู่บ้านน าด า จังหวัดพิษณุโลก (1) ความเป็นมา กองทุนหมู่บ้านน้ าด า ที่จัดตั้งตามนโยบายรัฐบาลของหมู่ที่ 10 ต าบลดอนทอง อ าเภอเมือง จังหวัด พิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่เป็นสังคมเกษตรกรรม ประชากรในหมู่บ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพท านา ท าไร่ ปัจจุบัน มีจ านวนสมาชิกทั้งหมด 246คน แบ่งเป็นผู้หญิง 150คน ผู้ชาย 96 คน ได้รับงบประมาณในโครงการเพิ่มความ เข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ปี พ.ศ. 2559 มีกิจกรรมร้านค้าชุมชนประชารัฐ โดยกองทุน หมู่บ้านน้ าด า ได้รับการพัฒนาศักยภาพตามหลักสูตรสถาบันการเงินชุมชนต้นแบบตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ในปี พ.ศ. 2562 ของส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)
76 (2) การด าเนินกิจการ (ปี พ.ศ. 2564) (2.1) การบริการหลัก การให้บริการทางการเงินจากการจัดสรรจากรัฐบาล ได้บริการสมาชิกกู้ยืม จ านวน 70 ราย เป็นเงิน 2,300,000 บาท การบริการนี้ มีก าไร 169,098.19 บาท การให้บริการทางการเงินจากเงินอุดหนุน ได้ให้บริการสมาชิกกู้ยืม แบบทั่วไป จ านวน 32 ราย เป็นเงิน 1,205,000 บาท แบบฉุกเฉิน 20 ราย เป็นเงิน 200,000 บาท การบริการนี้ มีก าไร 113,966.62 บาท นอกจากการให้บริการทางการเงินข้างต้นแล้ว กองทุนหมู่บ้านน้ าด า ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ คือ 1) ร้านค้า ชุมชนในโครงการตามแนวทางประชารัฐ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุน 1,200,000 บาท โดยมีสมาชิกร้านค้า ชุมชนจ านวน 180 คน 2) การจัดบริการสวัสดิการ เช่น คลอดบุตร การรักษาพยาบาล ตาย การเจ็บป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็ง และการประสบอุบัติเหตุ รวมเป็นเงิน 192,800 บาท (ปี พ.ศ. 2564) (2.2) การบริการสนับสนุน การประกอบการของสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งเป็นกิจการที่รับฝากและให้บริการกู้ยืม โดยมีการรับ ฝากเงิน 5,971,669 บาท ให้บริการสมาชิกกู้ยืม 110 ราย เป็นเงิน 4,568,232 บาท บริการนี้มีก าไร 493,206.27 บาท การด าเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดในการจ าหน่ายสินค้าธงฟ้า ให้บริการ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) การสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือหมู่บ้านเกี่ยวกับการจัดการด้าน การป้องกันโรค แจกอาหารและปัจจัยที่จ าเป็นส าหรับผู้ประสบภัยจากโรคไวรัสโควิด-19 และเป็นผู้สนับสนุน หลักของชุมชนในการท ากิจกรรมสาธารณประโยชน์ (3) ผลความส าเร็จ สถานะทางการเงินตามการรายงานข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ได้แสดงฐานะของเงินทุน หมุนเวียนรวมทุกบัญชี 11,183,762.68 บาท มีรายละเอียดแบ่งเป็น 1) เงินจากการจัดสรรจากรัฐบาล 2,819,790.74 บาท 2) เงินจากการอุดหนุนและบริจาค 1,919,096.62 บาท และ 3) การประกอบการของ สถาบันการเงินชุมชน ซึ่งเป็นกิจการที่รับฝากและให้บริการกู้ยืม 6,544,875.27 บาท โดยสมาชิกไม่มีปัญหา ด้านการช าระหนี้(ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, 2565, น. 1) 5.12 กองทุนหมู่บ้านดงป่ายูง จังหวัดนครพนม (1) ความเป็นมา กองทุนหมู่บ้านดงป่ายูง หมู่ที่ 9 ต าบลนาถ่อน อ าเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เลขที่ 0469 มีสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมด 183 ราย แยกเป็นผู้หญิง 134 ราย ผู้ชาย 49 ราย (จ านวนราษฎรในหมู่บ้านทั้งหมด 673 ราย)
77 (2) การด าเนินกิจการ (ปี พ.ศ. 2564) (2.1) การบริการหลัก การให้บริการทางการเงินจากการจัดสรร และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล (รวมโครงการ SML) รวม 2,800,000 บาท บริการให้สินเชื่อต่อผู้กู้ 72 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 2,652,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.0โดยมีระยะเวลา ช าระคืน 1 ปี การส่งเสริมการออมแบบสัจจะออมทรัพย์ (ไม่น าเงินนี้มาให้บริการกู้ยืม) มีสมาชิก จ านวน 183 ราย เก็บออมแบบรายเดือน 10 บาท/เดือน เป็นอัตราการออมแบบสัจจะขั้นต่ า ณ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 มีเงิน ในรายการนี้ 357,160 บาท (2.2) การบริการสนับสนุน การประกอบการของสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งเป็นกิจการที่รับฝาก (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.0) และ ให้บริการกู้ยืม (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ15.0) ณ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ได้ให้บริการกู้ยืมส าหรับสมาชิกไป 88 ราย เป็นเงิน 2,338,860 บาท การให้บริการสนับสนุนนี้ ยังรวมความถึงการรับฝากเงินของกลุ่มชุมชนอื่น ๆ เช่น กลุ่มจักสานกระติกข้าว กลุ่มผู้ใช้เครื่องสูบน้ า กลุ่มอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง กลุ่มธนาคารโค-กระบือ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ฯลฯ และกิจกรรมตามโครงการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์/สินค้าตามโครงการร้านค้า ประชารัฐเพื่อการเกษตรครบวงจร รวมทั้งเป็นหน่วยประสานงานความร่วมมือกับภาครัฐ เช่น พัฒนาชุมชน อบต. เกษตรอ าเภอ-จังหวัด ป่าไม้จังหวัด การท่องเที่ยวจังหวัด และกรมการปกครองฯลฯ (3) ผลความส าเร็จ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563) มีก าไรสุทธิตามบริการหลัก จ านวน 159,120 บาท น ามาจัดสรรผลตามระเบียบฯ ดังนี้ เงินสมทบบัญชี กองทุนหมู่บ้าน ร้อยละ 15.0 จ านวน 23,868 บาท, เงินประกันความเสี่ยง ร้อยละ 5.0 จ านวน 7,956 บาท, เงินเฉลี่ยคืนสมาชิกผู้กู้ ร้อยละ 20.0 จ านวน 31,824 บาท, เงินค่าตอบแทนกรรมการ ร้อยละ 30.0 จ านวน 47,736 บาท, เงินสาธารณประโยชน์ ร้อยละ 10.0 จ านวน 15,912 บาท และเงินวัสดุส านักงาน/สวัสดิการ สมาชิก ร้อยละ 20.0 จ านวน 31,824 บาท ก าไรสุทธิจากโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (SML) "ร้านค้าชุมชน" จ านวน 542,602.23 บาท น าก าไรสุทธิมาจัดสรรตามระเบียบฯ ดังนี้ เฉลี่ยคืน ร้อยละ 27.74 จ านวน 117,949.75 บาท, พัฒนา ร้อยละ 4.05 จ านวน 22,000 บาท, ผู้ขาย/พนักงาน ร้อยละ 22.42 จ านวน 121,660 บาท, กรรมการบริหาร ร้อยละ 11.05 จ านวน 60,000 บาท, ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ร้อยละ 24.80 จ านวน 134,603.12 บาท และ สมทบ ร้อยละ 15.92 จ านวน 86,389.36 บาท ก าไรสุทธิจากการด าเนินงาน-โครงการตามแนวทางประชารัฐ "ร้านค้าประชารัฐเพื่อการเกษตรครบวงจร" จ านวน 177,544.23 บาท น าก าไรสุทธิมาจัดสรรตามระเบียบฯ ดังนี้ หุ้น (165) ร้อยละ 4.99 จ านวน 8,877.22 บาท, ประกันความเสี่ยง ร้อยละ 11.26 จ านวน 20,000 บาท, สมทบบัญชีประชารัฐ ร้อยละ 6.40 จ านวน 11,367.27 บาท, ผู้ขาย/พนักงาน ร้อยละ 20.28 จ านวน 36,000 บาท, กรรมการบริหาร ร้อยละ 11.26 จ านวน
78 20,000 บาท และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ร้อยละ 45.79 จ านวน 81,299.73 บาท (ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองแห่งชาติ, 2565, น. 1) 5.13 กองทุนหมู่บ้านโนนพัฒนา จังหวัดอุดรธานี (1) ความเป็นมา กองทุนหมู่บ้านโนนพัฒนา ต าบลโสมเอี่ยม อ าเภอน้ าโสม จังหวัดอุดรธานี จัดตั้งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 มีสมาชิกเริ่มแรก 97 คน มีเงินหุ้นและเงินสัจจะสะสม 4,570 บาท ได้รับเงินจัดสรร 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2544 ปัจจุบันมีสมาชิก 333 คน จากจ านวนประชากรบ้านโนนพัฒนา 736 คน จ านวนครัวเรือน 288 ครัวเรือน (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2565) ฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชนบ้านโนนพัฒนา อยู่ในระดับปานกลางถึงยากจน ประกอบอาชีพการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และอาศัยน้ าฝนเป็นส่วนใหญ่ พื้นที่ปลูก เป็นพืชไร่ ได้แก่ ข้าวโพด มันส าปะหลัง ข้าว และยางพารา การท างานของกองทุนหมู่บ้าน ประสานงานกับส านักงานพัฒนาชุมชนอ าเภอน้ าโสม เครือข่ายกองทุน หมู่บ้าน อ าเภอน้ าโสม เพื่ออบรมให้ความรู้การบริหารจัดการท าบัญชี และได้ให้ความช่วยเหลือในการด าเนินงาน การประกวดเป็นอย่างดี รวมทั้งประสานงานกับธนาคารออมสินให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จ านวน 1 ชุด เพื่อด าเนินการในด้านเอกสาร (2) การด าเนินกิจการ (2.1) การบริการหลัก การให้บริการทางการเงินจากการจัดสรร และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 3,207,233.28 บาท และให้บริการ กู้ยืมส าหรับสมาชิก การให้บริการสวัสดิการส าหรับสมาชิก ประกอบด้วย การคลอดบุตร ผู้สูงอายุการช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วยช่วยค่ารักษาพยาบาล ช่วยฌาปนกิจฯ (2.2) การบริการสนับสนุน การประกอบการของสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งเป็นกิจการที่รับฝาก (อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5.0) และ ให้บริการกู้ยืม ณ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 บัญชีนี้มีเงินทั้งสิ้น 1,986,470.41 บาท ในจ านวนนี้เป็นเงินออม สัจจะ 1,378,363 บาท ให้บริการกู้ยืมส าหรับสมาชิก 163 ราย เป็นเงิน 1,939,887.99 บาท (3) ผลความส าเร็จ ก าไรจากผลการประกอบการ ณ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย 1) ก าไรจากการบริการหลัก (บัญชี 1) 171,060 บาท 2) ก าไรจากการบริการสนับสนุน (บัญชี 2) 276,019.97 บาท การให้บริการกู้ยืมของสมาชิก ได้ท าให้สมาชิกกองทุนหมูบ้านมีสภาพคล่องและเพิ่มประสิทธิภาพ/ ความสามารถในการประกอบการ สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีตัวอย่างของผู้กู้ยืมบางรายที่ได้รับประโยชน์ ตามกรณีข้างต้น เช่น นางอรทัย พิทักษ์พงษ์ ท าอาชีพเย็บผ้า รับเย็บผ้าส่งขายต่อ และรับตัดเสื้อผ้าภายในชุมชน, นางสิฎธิฌา มูลทา ใช้เงินกู้ไปท างานกลุ่มอาชีพ ผลิตธูปขาย ท าขายตามการสั่งซื้อโดยเครื่องผลิตธูปส าเร็จรูป,
79 นายแก้ว ไชยศรีฮาด ท าอาชีพหลักเกษตรกร กรีดยางพารา ท ายางก้อนถ้วยขาย, นางลเบียง ในโนน มีอาชีพ รับจ้างกรีดยางพารา ปลูกอ้อย ปลูกมันส าปะหลัง และปัจจุบันก าลังลงทุนปลูกทุเรียนเป็นอาชีพเสริมในอนาคต, นางค าพัน บุญเลิศ ใช้เป็นเงินลงทุนค้าขายเปิดร้านขายของช าและขายกับข้าว, นางเรียบ กองทอง ท าอาชีพท า ไร่-ท านา อาชีพเสริม คือ เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือนและขายและได้เปลี่ยนเป็นเลี้ยงหมูไว้เพื่อ รับประทานและขายให้คนในชุมชน และ นายชุน ขนุนทอง ใช้เงินกู้ไปเลี้ยงกบและเลี้ยงหนูไว้เพื่อรับประทาน และขาย (ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, 2565, น. 1) 5.14 กองทุนหมู่บ้านโนนสุวรรณพัฒนา จังหวัดนครราชสีมา (1) ความเป็นมา กองทุนหมู่บ้านโนนสุวรรณพัฒนา ต าบลโนนตาเถร อ าเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา เริ่มก่อตั้งเมื่อ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2544 มีสมาชิก 50คน กับ 1กลุ่ม ได้รับอนุมัติเงินจัดสรรจากรัฐบาล เมื่อวันที่ 24ตุลาคม พ.ศ. 2544 จ านวน 1,000,000 บาท และได้รับเงินเพิ่มทุนระยะที่ 2 จ านวน 200,000 บาท เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553ได้รับเงินเพิ่มทุนระยะที่ 3จ านวน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 26ตุลาคม พ.ศ. 2555 ปัจจุบัน มีสมาชิก 86 คน กับ 1 กลุ่ม การบริหารจัดการกองทุน มีคณะกรรมการที่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยผ่านการประชุมแบบประชาคม ให้สมาชิกเสนอชื่อผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นคณะกรรมการจ านวน 11 คน สัดส่วน ชาย-หญิง ใกล้เคียงกัน จ านวน 11 คน เมื่อครบ 1 ปี ให้คณะกรรมการจับฉลากออกกึ่งหนึ่งแล้วให้สมาชิกเลือก คณะกรรมการแทนต าแหน่งที่ว่าง คณะกรรมการที่เหลือจะรวมวาระเมื่อครบ 2 ปี โดยคณะกรรมการมีการ แบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบตามความรู้-ความสามารถ (2) การด าเนินกิจการ (ปี พ.ศ. 2564) (2.1) การบริการหลัก เงินทุนบัญชีที่ 1 ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับจัดสรรจากรัฐบาล 3 ระยะ จ านวน 2,493,144.76 บาท เป็นบริการ ที่น าไปให้สมาชิกกู้ยืม โดยในรอบปี พ.ศ. 2564 ได้ให้กู้ไปทั้งสิ้น 2,040,000 บาท โดยมีระเบียบว่าวงเงินกู้ แต่ละราย ไม่เกิน 75,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 6.0 โดยวงเงิน 30,000 บาท เป็นอ านาจอนุมัติโดยคณะกรรมการ แต่หากเกิน 30,000 บาท ต้องเป็นมติของที่ประชุมสมาชิก และต้องมีผู้ค าประกัน 3 คน ในรอบปี พ.ศ. 2564 มีสมาชิกขอกู้ 35 ราย (โดยทุกรายเป็นการกู้ยืมมากกว่า 1 ครั้ง) (2.2) บริการสนับสนุน มีเงินฝากออมบัญชี 2 ซึ่งเป็นเงินฝากสัจจะรายเดือนและเงินหุ้นจ านวน 553,315.02 บาท เงินจ านวนนี้ เป็นเครื่องมือกระตุ้นการออม ในอัตรา 20-100 บาท/เดือน ไม่น าใช้บริการกู้ยืม ฝากเป็นบัญชีเงินฝากไว้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาโนนแดง
80 (3) ผลความส าเร็จ ก าไรจากผลการประกอบการ ณ 31ธันวาคม พ.ศ. 2564 ประกอบด้วย ก าไรจากการบริการหลัก (บัญชี 1) 115,691.84 บาท การด าเนินงานของกองทุนหมู่บ้านโนนสุวรรณพัฒนา ได้รับรางวัล มาโดยตลอด เช่น 1) พ.ศ. 2546 ได้รับคัดเลือกให้เป็นกองทุนหมู่บ้านดีเด่นระดับอ าเภอ 2) พ.ศ. 2553 ได้รับคัดเลือกให้เป็นกองทุนหมู่บ้านที่มี การบริหารจัดการดี ระดับอ าเภอ 3) พ.ศ. 2554 ได้รับรางวัลเกียรติยศดีเด่น ระดับต าบล ในการด าเนินงาน โครงการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก 4) พ.ศ. 2556 ได้รับเกียรติบัตรจากการสนับสนุนงบประมาณ ในการบริหารการจัดเก็บข้อมูลความจ าเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) 5) พ.ศ. 2557 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับอ าเภอ ในการด าเนินงานโครงการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก 6) พ.ศ. 2557 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากการ ประกวดตามโครงการประกวดผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ที่มีผลงานโดเด่น (บ้านฉัน มีดี) 7) พ.ศ. 2557 ได้รับคัดเลือกให้เป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดีเด่นระดับต าบล อ าเภอโนนแดง 8) พ.ศ. 2558 ได้รับคัดเลือกให้เป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดีเด่นระดับต าบล อ าเภอโนนแดง 9) พ.ศ. 2559 ได้รับ คัดเลือกให้เป็นกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองดีเด่นระดับอ าเภอ และ 10) พ.ศ. 2559 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ระดับ อ าเภอ โครงการคัดเลือกหมู่บ้านดีเด่น “บ้านสวย เมืองสุข” (ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, 2565, น. 1) 5.15 กองทุนหมู่บ้านทองสวัสดิ์ จังหวัดอุบลราชธานี (1) ความเป็นมา กองทุนหมู่บ้านบ้านทองสวัสดิ์ หมู่ที่ 9 ต าบลหนองอ้ม อ าเภอทุ่งศรีอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มก่อตั้ง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ได้รับการจัดสรรเงินกองทุนหมู่บ้านจ านวน 1,000,000 บาท และได้รับการ จัดสรรเพิ่มทุนฯ ระยะที่ 1 จ านวน 100,000 บาท, เพิ่มทุนฯ ระยะที่ 2 จ านวน 200,000 บาท และเพิ่มทุนฯ ระยะที่ 3 จ านวน 1,000,000 บาท รวมเงินทุนรัฐบาลที่จัดสรร (บัญชีที่ 1) ทั้งสิ้น 2,300,000 บาท (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินงานของกองทุนหมู่บ้านทองสวัสดิ์ ได้พัฒนาตนเองไปรวมกับองค์กรชุมชนที่มีบริการและ กิจกรรมทางการเงิน จัดตั้งเป็น “สถาบันการเงินชุมชนต้นแบบทองสวัสดิ์สดใสร่วมใจ” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551 มีทุนด าเนินการ จ านวนเงิน 3,624,068 บาท โดยการบูรณาการของกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในหมู่บ้าน บริหารงานร่วมกัน ประกอบด้วย เงินหุ้นสัจจะสะสม กองทุนหมู่บ้าน (โดยรวมทุนจากการจัดสรรของรัฐบาล จ านวน 2,300,000 บาท ไปรวมจัดการร่วมกันด้วย) เงินกู้ ธกส. กลุ่มแก้ไขความยากจน (กขคจ) กลุ่มสงเคราะห์ หมู่บ้าน กลุ่มเลี้ยงโค กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต กลุ่มโรงสีชุมชน ร้านค้าประชารัฐ กลุ่มผู้ใช้น้ าประปา และกองทุนแม่ของแผ่นดิน สถานะทางการเงิน ณ 30 กันยายน พ.ศ. 2564 - เงินทุนจากกองทุนหมู่บ้าน 2,300,000 บาท
81 - เงินฝากธนาคาร 181,198.22 บาท - ให้บริการกู้ยืม ส าหรับสมาชิก 73 ราย เป็นเงิน 2,289,000 บาท (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินงานของกองทุนหมู่บ้านทองสวัสดิ์ ที่ได้ริเริ่มพัฒนาความร่วมมือเชิงบูรณาการองค์กร ทางการเงินในระดับชุมชนให้ท างานร่วมกัน โดยการจัดตั้งเป็นสถาบันการเงินชุมชนต้นแบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และยังคงด าเนินงานมาจนกระทั่งปัจจุบัน อย่างน้อยก็ได้ท าหน้าที่เป็นแหล่งทุนส าหรับชุมชน/สมาชิกที่ต้องการ กู้ยืม 73 ราย (ตัวเลข ปี พ.ศ. 2564) เป็นเงิน 2,289,000 บาท บริการดังกล่าวได้ท าให้กองทุนนี้ได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น 1) ชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านพอเพียงสู่ต าบลพอเพียงระดับอ าเภอประจ าปี พ.ศ. 2553 2) กลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิตดีเด่นระดับจังหวัด ประจ าปี พ.ศ. 2554 และ 3) รองชนะเลิศการประกวดวิสาหกิจชุมชน ประจ า จังหวัด ปี พ.ศ. 2563 (ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, 2565, น. 1) 5.16 กองทุนหมู่บ้านวังไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช (1) ความเป็นมา ในปี พ.ศ. 2548 มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน (กทบ.) โดยได้รับเงินทุนจากรัฐบาล 1 ล้านบาท และได้มี การรวมเอากิจการของกลุ่มเกษตรเงินทุนหมุนเวียนบ้านวังไทร ที่มีการด าเนินงานมาก่อนนี้แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 แล้วยกฐานะเป็นสถาบันการเงินชุมชนบ้านวังไทร เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2550 ทะเบียนเลขที่ 0101 พร้อมกับ จดทะเบียนรับรองการเป็นนิติบุคคล พร้อมกับท าการก่อสร้างอาคารที่ท างานอย่างเป็นทางการ และเปิดให้บริการ เป็นกองทุนขนาดใหญ่ มีการบริหารงานด้วยคณะกรรมการ 15 คน ที่ปรึกษา 8 คน และทนายความ 1 คน มีอาคารที่ท างาน อาคารจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ และมีโรงงานยางอัดแท่ง STR 5 L เพื่อแปรรูปยางพารา บน พื้นที่ 35 ไร่ (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินงานของกองทุนหมู่บ้านวังไทร เป็นการให้บริการเป็นแหล่งทุนส าหรับชุมชนและสนับสนุน การพัฒนาชุมชนแบบอเนกประสงค์ประกอบด้วย การบริการรับฝาก ถอน และให้กู้ยืม การท างานเป็น Banking Agent & Counter Services โรงงานแปรรูปยางพารา (งบลงทุน 150 ล้านบาท) โรงผลิตน้ าดื่ม ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม ศูนย์เรียนรู้และการให้บริการอบรม บริการหอประชุม และสนับสนุนงานโครงการประชารัฐ ฯลฯ โดยมีการท างานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, ธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารแห่งประเทศไทยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์, กองทุนการออม แห่งชาติ, กระทรวงการคลัง, อุตสาหกรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช, อ าเภอทุ่งสง, พัฒนาชุมชนทุ่งสง, สถานี ต ารวจกะปาง, องค์การบริหารส่วนต าบลเขาโร, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตหาดใหญ่, มหาวิทยาลัย ทักษิณ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้
82 (2.1) การบริการหลัก การให้บริการทางการเงินจากการจัดสรรจากรัฐบาล 2,978,179.13 บาท โดยให้บริการกู้ยืมไป 2,577,000 บาท มีรายได้จากการด าเนินงาน 166,701.09 บาท การระดมเงินออม 139,319.17 บาท มีรายได้ 7,670.04 บาท มีรายได้จากการฝากเงินของกลุ่ม (จ านวน 1,161,426.27) 99,267.06 บาท (2.2) การบริการสนับสนุน การด าเนินงานของสถาบันการเงินชุมชน ให้บริการส าหรับสมาชิก 8,553 คน มีเงินฝากทั้งสิ้น 237,654,146.69 บาท โดยจ านวนนี้เป็นผู้กู้ จ านวน 946คน มีรายได้จากการประกอบการตามรายการงบก าไร ขาดทุน ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 จ านวน 27,072,202.49 บาท มีค่าใช้จ่าย 13,986,199.00 บาท และมี ก าไร 13,086,003.49 บาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณสนับสนุนโครงการประชารัฐ 1,200,000 บาท (3) ผลความส าเร็จ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 - สินทรัพย์ตามสถานะทางการเงินกองทุนหมู่บ้าน บ/ช 1 = 2,948,179.13 บาท - สินทรัพย์ตามสถานะทางการเงินกองทุนหมู่บ้าน บ/ช 2 = 139,319.17 บาท - สินทรัพย์ตามสถานะทางการเงินกองทุนหมู่บ้าน บ/ช 3 = 1,161,426.27 บาท - สินทรัพย์ตามสถานะทางการเงินกองทุนหมู่บ้าน ตามโครงการประชารัฐ 1,224,387.91 บาท - สถานะทางการเงินของสถาบันการเงินชุมชน มีเงินทุนหมุนเวียน 418,743,309.40 บาท (ส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ, 2565, น. 1)
5.17 สรุปผลการศึกษาเบื องต้นขององค์กรชุมชนที่เป็นกลไกร่วมรัฐ ตารางที่5 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงานกองทุนสวัสดิการชุ ล าดับ องค์กร/จังหวัด ปีก่อตั ง วงเงินสะสม ทรัพย์ (บาท) ส 1 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลห้วยงู จังหวัดชัยนาท 2554 N/A 2 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลท่างาม จังหวัดสิงห์บุรี 2551 11,252,304.57 3 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม 2550 14,030,650.77 4 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลห้วยเตย จังหวัดมหาสารคาม 2549 2,042,162
83 ชมชน-องค์กรชุมชนที่เป็นกลไกร่วมรัฐ สมาชิก % ต าบล ผลงานเด่น-ความส าเร็จ 1,388 23.6 การน าเอาเทคโนโลยี-หุ่นยนต์ดินสอ เข้ามาร่วมบริการงาน ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดติดเตียง-เพิ่มความสามารถในการ เข้าถึงบริการของสมาชิก ในขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวอย่าง ความส าเร็จของการท างานเชิงบูรณาการขององค์กรชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่ต าบล 1,524 36.0 การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน การส่งเสริม อาชีพ/สร้างรายได้ของสมาชิก (เกษตรกรรม-การตลาด) และการสร้างช่องทางของรายได้กองทุนสวัสดิการจาก % ของวิสาหกิจชุมชนที่ริเริ่มโดยองค์การบริหารส่วนต าบล 2,521 36.8 การน าเอาองค์กรชุมชนไปสร้างความร่วมมือกับจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาที่ดินท ากิน (การส่งเสริมอาชีพ/เศรษฐกิจ) ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีมาก่อนให้เป็นที่ยุติลง และ สร้างสรรค์กระบวนการท างานที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับองค์กรสมาชิก (วิสาหกิจชุมชน) 1,325 28.4 การแก้ปัญหาคนจนในพื้นที่ด้วยการประสานความร่วมมือ กับองค์กร/โครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ให้คัดเลือกคนใน ครอบครัวของคนจนจากการส ารวจข้อมูลในระดับต าบล
ล าดับ องค์กร/จังหวัด ปีก่อตั ง วงเงินสะสม ทรัพย์ (บาท) ส 5 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลโพนทอง จังหวัดหนองคาย 2552 N/A 6 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบล คลองหินปูน จังหวัดสระแก้ว 2551 N/A
84 สมาชิก % ต าบล ผลงานเด่น-ความส าเร็จ (12 ครัวเรือน-ปี พ.ศ.2561) สามารถจัดการให้มีการว่าจ้าง คนเหล่านั้นในอัตรา 7,500 บาท/เดือน พร้อมกันนั้น ก็ให้ สมัครเป็นสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชน (โดยการ ประสานงานและหักเงินเป็นเงินออมโดยองค์กรที่ว่าจ้าง) 1,978 30.5 บูรณาการองค์กรชุมชนที่ท างานในด้านการเงินเข้าด้วยกัน แล้วไปซื้อหนี้จากธนาคารออมสินมาบริหารจัดการด้วย วิธีการขององค์กรชุมชน-สามารถไถ่ถอนโฉนดที่ดินของ สมาชิกจ านวน 76 ราย จากธนาคาร (วงเงินเป็นหนี้ 17.5 ล้านบาท) ในจ านวนนี้ มีการจัดการหนี้เรียบร้อยแล้ว 53 ราย (วงเงินเป็นหนี้ 12.5 ล้านบาท) 3,500 52.1 ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ก็มีการ รวมตัวของสมาชิกในชุมชนนี้เป็นกองทุนแก้ปัญหาที่ดิน และมีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนมาก่อนแล้ว การท างานของ องค์กรในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการจัดตั้งสหกรณ์ การเกษตร ได้มีการใช้เป็นเครื่องมือ/กระบวนการในการ แก้ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่ดินท ากิน การส่งเสริม ความรู้และทักษะการประกอบอาชีพ การประสานเพื่อใช้ ประโยชน์ในที่ดินขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และเช่า
ล าดับ องค์กร/จังหวัด ปีก่อตั ง วงเงินสะสม ทรัพย์ (บาท) ส 7 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบล หนองม่วง จังหวัดสระแก้ว 2551 N/A ( หม 8 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลดงดิน แดง จังหวัดลพบุรี 2551 2,776,329.89