85 สมาชิก % ต าบล ผลงานเด่น-ความส าเร็จ ที่ดินจากกรมธนารักษ์ รวม 322 ไร่ ส าหรับสมาชิกใช้เป็นที่ ท ากิน 28 ครัวเรือน และใช้เป็นที่อยู่อาศัย 60 ครัวเรือน 6,020 (จาก 14 มู่บ้านใน หลาย ต าบล) - การลงทุนสร้างร้านค้าชุมชนและจัดท าแผงค้าส าหรับให้เช่า ค้าขาย จ านวน 40 แผง และเป็นรายได้ส าหรับกองทุน สวัสดิการชุมชน ในขณะเดียวกัน ก็ส่งเสริมให้สมาชิกของ กองทุนฯ ใช้เป็นช่องทางขายผลผลิตทางการเกษตร และ สร้างอาชีพรายย่อยเพื่อสนองตอบต่อตลาด เช่น การเลี้ยงปลา และจิ้งหรีด ฯลฯ 608 13.1 ประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรชุมชน 2 รูปแบบ คือ กองทุนสวัสดิการชุมชน (ระดมเงินออม/บริการสวัสดิการ) กับวิสาหกิจชุมชน (บริการส่งเสริม และบริการรับฝากและ กู้ยืมเพื่อการต่าง ๆ ในการประกอบอาชีพ-วิสาหกิจธนาคาร หมู่บ้านหน่วยประคอง) ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อให้สมาชิก เจาะบาดาลและจัดระบบน้ าเพื่อการเกษตร จ านวน 87 บ่อ ท าให้สมาชิกมีผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น (เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 20,000 กว่าบาทต่อรายต่อปี) ในจ านวนนี้ มีสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่สามารถปลดหนี้ จากการกู้ยืมแบบหนี้นอกระบบ เป็นเงิน 1.4 ล้านบาท
ล าดับ องค์กร/จังหวัด ปีก่อตั ง วงเงินสะสม ทรัพย์ (บาท) ส 9 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลบ้านส้อง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2553 14,328,280.76 10 กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2554 5,687,822.40 ตารางที่ 6 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงานกองทุนหมู่บ้าน-อง ล าดับ กองทุนหมู่บ้าน ปีก่อตั ง เงินจัดสรร/อุดหนุน จากรัฐบาล (บาท) 1 กองทุนหมู่บ้านน้ าด า จังหวัดพิษณุโลก 2544 ปี 2564 4,738,887.36
86 สมาชิก % ต าบล ผลงานเด่น-ความส าเร็จ 4,118 23.5 การระดมรายได้เป็นทุนส าหรับกองทุนสวัสดิการนี้มี 5 ช่องทางด้วยกัน คือ (1) การเก็บออมจากสมาชิก (2) การสมทบของเทศบาลบ้านส้อง (3) การสมทบของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (4) การสมทบของบริษัท ห้างร้าน และเครือข่ายภาคประชาชน และ (5) การเปิดรับ การบริจาคทั้งจากในพื้นที่และทั่วไป 1,859 67.0 การท างานบูรณาการกับองค์กรชุมชน/องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในระดับพื้นที่เพื่อสนับสนุนงานบริการ สวัสดิการสังคมให้กับสมาชิก (คนเดียวกัน) ค์กรชุมชนที่เป็นกลไกร่วมรัฐ บทบาทของสถาบัน การเงินชุมชน (บาท) ผลงานเด่น-ความส าเร็จ ปี 2564 6,544,875.27 เป็นแหล่งทุนส าหรับสมาชิกชุมชน จ านวน 246 ราย ที่แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร ชุมชนและได้รับการสมทบจากภาครัฐในรายการต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ พร้อมกันนั้น ผลการประกอบการยังบ่งบอก ถึงการระดมเงินฝากจากสมาชิกเพื่อใช้เป็นทุนส าหรับการ บริการกู้ยืมเพื่อการต่าง ๆ ได้ และเป็นจ านวนเงินที่น ามา
ล าดับ กองทุนหมู่บ้าน ปีก่อตั ง เงินจัดสรร/อุดหนุน จากรัฐบาล (บาท) 2 กองทุนหมู่บ้านดงป่ายูง จังหวัดนครพนม 2544 ปี 2563 3,700,000 (จ านวนเงินที่ยังไม่ รวมดอกเบี้ย) 3 กองทุนหมู่บ้านโนนพัฒนา จังหวัดอุดรธานี 2544 ปี 2564 3,207,233.28 4 กองทุนหมู่บ้านโนนสุวรรณพัฒนา จังหวัดนครราชสีมา 2544 ปี 2564 2,493,144.76
87 บทบาทของสถาบัน การเงินชุมชน (บาท) ผลงานเด่น-ความส าเร็จ บริหารจัดการที่มากกว่าเงินที่สมทบโดยรัฐบาล (6.5 : 4.7) ปี 2563 (ไม่ทราบจ านวน) เป็นแหล่งทุนส าหรับสมาชิกชุมชน จ านวน 134 ราย การน าเอาเงินกองทุนจากเงินจัดสรร/อุดหนุนจากภาครัฐ ไปบริการให้สมาชิกกู้ยืม (บัญชี) ส าหรับผู้กู้ 72 ราย วงเงิน 2,652,000 บาท ในขณะที่เงินจากการด าเนินงาน จากการระดมทุนของชุมชนตามบทบาทของสถาบัน การเงินชุมชน ให้การผู้กู้ยืม 88 ราย ในวงเงิน 2,338,860 บาท ปี 2564 1,986,470.41 จากผลประกอบการ พบว่า ก าไรจากการด าเนินงานจาก การบริการของสถาบันการเงินชุมชน 276,019.97 บาท ในขณะที่การบริการโดยเงินจัดสรร/อุดหนุนจากรัฐบาล มีก าไรเพียง 171,060 บาท ประเด็นที่โดดเด่นของ กองทุนนี้ คือ การรายงานผลการแสดงจุดเปลี่ยน/โอกาส เรียนรู้/การเข้าถึงแหล่งทุนของสมาชิกเป็นตัวอย่าง เป็นรายกรณี ๆ ไป ปี 2564 553,315.02 เป็นแหล่งทุนส าหรับสมาชิกชุมชน จ านวน 86 ราย
ล าดับ กองทุนหมู่บ้าน ปีก่อตั ง เงินจัดสรร/อุดหนุน จากรัฐบาล (บาท) 5 กองทุนหมู่บ้านทองสวัสดิ์ จังหวัดอุบลราชธานี 2544 ปี 2564 เงินทุนหมุนเวียน (ลูกหนี้รวมเงินฝาก ธนาคาร) 2,470,198.22 6 กองทุนหมู่บ้านวังไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช 2548 ปี 2564 รวมสินทรัพย์ตาม บ/ช 1-3 5,473,312.48
88 บทบาทของสถาบัน การเงินชุมชน (บาท) ผลงานเด่น-ความส าเร็จ (เป็นเงินฝากสัจจะของ กองทุน-ไม่น ามา บริการ) เป็นการบริการเงินกู้ตามวงเงินบัญชี 1 เงินจัดสรรและ อุดหนุนจากรัฐบาล เป็นบริการส าหรับสมาชิก จ านวน 35 ราย และแต่ละรายกู้มากกว่า 1 ครั้ง ปี 2564 - การจัดความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างองค์กรชุมชน ที่ให้บริการทางการเงิน อีกจ านวน 12 แห่ง เป็นสถาบัน การเงินชุมชนต้นแบบทองสวัสดิ์สดใสร่วมใจ ในปี พ.ศ. 2551 เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิการ ในการรับบริการเงินทุนของสมาชิก ส าหรับบริการ ให้กู้ยืมสมาชิกในปี พ.ศ. 2564 จ านวน 73 ราย เป็นเงิน 2,289,000 บาท ปี 2564 การระดมเงินฝาก/ ลงทุนของชุมชน 418,743,309.40 เป็นแหล่งทุนส าหรับสมาชิกชุมชน จ านวน 8,553 ราย เป็นกรณีศึกษาของกองทุนขนาดใหญ่ ที่มีรายการ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นการลงทุนในโรงงานแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตร อันเป็นผลมาจากความสามารถ จากการระดมเงินฝาก/การสร้างความน่าเชื่อถือประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ ที่เป็นผลงานส าคัญ ของ “องค์กรชุมชน”
89 (1) ด้วยคุณลักษณะของการจัดตั้งองค์กรชุมชนของกองทุนสวัสดิการชุมชน มีส่วนผสมระหว่าง 1) กลุ่ม จัดตั้งของชุมชนที่รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นโดยมีการเลือกตัวแทนขึ้นมาท าหน้าที่บริหารจัดการงานต่าง ๆ ให้ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ 2) บทบาทของรัฐตามการสมทบงบประมาณ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นประเด็นส าคัญที่การศึกษานี้ได้นิยามคุณลักษณะขององค์กรของกองทุน สวัสดิการชุมชนนี้ว่า “องค์กรชุมชนที่เป็นกลไกร่วมรัฐ” การสร้างผลงานตามส าเร็จของกองทุนสวัสดิการชุมชน 10 กรณีศึกษา ได้สะท้อนถึงความเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่ต้องการบริหารการท างานของส่วนผสมดังกล่าวให้เป็นไป ด้วยความมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การระดมเงินเป็นรายได้ของกองทุน ประสิทธิผลของการจัดการสวัสดิการแต่ละ ประเภท รวมทั้งการขยายกรอบงานของกองทุนจากการบริการสวัสดิการไปยังเรื่องการประกอบอาชีพ และ คุณภาพของการใช้ชีวิตทางสังคม (2) ผลของความส าเร็จของการด าเนินงานกองทุนสวัสดิการชุมชนหลายแห่งจากการศึกษานี้ เป็นผล มาจากการท างานความร่วมมือเชิงบูรณาการ ทั้งกรอบและการปฏิบัติการที่มุ่งต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นต่อการ แก้ปัญหาของสมาชิก ซึ่งก็คือประชากรคนเดียวกันขององค์กรชุมชน เช่น 1) การผนวกรวมการบริการสวัสดิการ เข้าด้วยกันของกองทุนสวัสดิการชุมชน งานบริการของเทศบาล และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตของเทศบาล ต าบลฉวาง 2) การท างานร่วมกันของเครือข่ายองค์กรชุมชน 9 องค์กรในการร่วมบริการด้วยหุ่นยนต์ดินสอ และการบริการด้านสุขภาพของต าบลห้วยงู 3) การรวมทรัพยากรและความร่วมมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เรื่องที่ท ากินที่กุดรังและคลองหินปูน รวมทั้งการแก้ปัญหาคนจนแบบเจาะจงของห้วยเตย 4) การริเริ่มสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ของท่างามและหนองม่วง และ 5) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้นอกระบบ ของโพนทองและดงดินแดง (6) การสร้างส่วนผสมของกองทุนที่มากกว่าภาคชุมชนกับรัฐ เป็น 5 สาขาของบ้านส้อง (3) การท างานความร่วมมือเชิงบูรณาการของการด าเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน ตามการสรุป ข้อที่สองข้างต้น มีทั้งการบูรณาการระหว่างองค์กรชุมชนด้วยกันเอง (การบูรณาการตามแนวนอน) และการ ประสานความร่วมมือและทรัพยากร ตลอดจนการผ่อนปรนเงื่อนไข (ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมาย) อันเป็นการ จัดการความร่วมมือระหว่างประชาชนกับรัฐ หรือเอกชน (การบูรณาการตามแนวตั้ง) ยิ่งไปกว่านั้น การบูรณาการ ดังกล่าว เป็นการท างานไปตามวาระของการเผชิญต่อกรณีต่าง ๆ และเป็นไปตามสภาวะเงื่อนไขของคู่กรณีนั้น เป็นเรื่อง ๆ ไป (4) กองทุนสวัสดิการชุมชน และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง มีความเหมือนกัน 2 ประการ คือ 1) เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นของชุมชนตามกระบวนการรวมกลุ่ม แล้วน าเอากลุ่มนั้นมาท างานร่วมเป็นกลไกร่วม พัฒนากับหน่วยงานของรัฐ ในที่นี้ คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (ส าหรับกองทุนสวัสดิการชุมชน) และส านักงาน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (ส าหรับกองทุนหมู่บ้าน) ไม่ใช่การจัดตั้งองค์กรขึ้นแล้วเลือกที่จะก าหนด ยุทธศาสตร์การด าเนินงานได้ตามล าพัง หรือเป็นฝ่ายที่จะตัดสินใจเลือกการพึ่งพากับหน่วยงานสนับสนุนของรัฐ ด้วยตนเอง (เช่นกรณีของวิสาหกิจชุมชน) และการศึกษานี้ ได้สะท้อนสภาวะของการขึ้นตรงต่อกันและกันหรือ เป็นองค์กรร่วมรัฐโดยการเชื่อมโยงผ่านการสมทบงบประมาณของรัฐ (ทั้งจากรัฐบาลกลาง และองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น)
90 (5) กรณีศึกษาข้อมูลจากกองทุนหมู่บ้านในบทนี้ มีทั้งกองทุนขนาดเล็กที่อาศัยทุนสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นทุนและเครื่องมือในการแก้ปัญหาสภาพคล่องของการใช้จ่ายในชีวิตประจ าวัน การสนับสนุนอาชีพ และการ ลงทุนในกิจการ เช่น กรณีของกองทุนหมู่บ้านโนนสุวรรณพัฒนา ในขณะที่กองทุนอื่นจะมีการระดมเงินออม/ฝาก เพื่อน ามาใช้เป็นทุนให้บริการกู้ยืม เป็นการเพิ่มเติม ตามบทบาทของสถาบันการเงินชุมชน และจากการศึกษา จะพบว่า มีบางกองทุนที่บทบาทของสถาบันการเงินชุมชนนี้มีมากกว่าเงินตามการสนับสนุนของภาครัฐ เช่น กองทุนหมู่บ้านน้ าด าและกองทุนหมู่บ้านวังไทร (6) กรณีของกองทุนหมู่บ้านวังไทร เป็นกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ที่พบว่า เงินทุนหมุนเวียนจากการระดม เงินฝากและบริการกู้ยืมของสถาบันการเงินชุมชนนั้น มีขนาดใหญ่กว่าเงินจาการสนับสนุนของภาครัฐมากถึง 76 เท่าตัว หรือกล่าวในทางกลับกันได้ว่า ความส าเร็จจากการด าเนินงานของกองทุนหมู่บ้านวังไทร ที่มีการระดม เงินฝากได้มากถึง 237 ล้านบาท และมีกิจการลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปผลผลิตยางพาราที่มีมูลค่า 150 ล้านบาท เป็นตัวอย่างของความส าเร็จในการด าเนินงานขององค์กรชุมชน และเป็นการประกอบการลงทุนแบบธุรกิจเพื่อ สังคมควบคู่กัน พร้อมกันนั้น ข้อมูลจากการศึกษายังพบว่ามีการท างานที่ประสานการสนับสนุนจากหน่วยงาน ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานความร่วมมือกับภาครัฐทั้งในส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น ซึ่งเป็นการ ยืนยันในความส าเร็จขององค์กรชุมชนแบบกลไกร่วมรัฐ
91 บทที่ 6 องค์กรชุมชนที่มีกฎหมายรับรองความเป็นคณะบุคคล การจัดหมวดหมู่ขององค์กรชุมชนว่าด้วย “องค์กรชุมชนที่กฎหมายรับรองความเป็นคณะบุคคล” ในที่นี้หมายถึง สหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป็นองค์กรที่มีสมาชิกเป็นเกษตรกร และรวมตัวกันเป็นองค์กร โดยมี กฎหมายรองรับสถานภาพไว้โดยตรง 6.1 สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จ ากัด จังหวัดน่าน (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จ ากัด ตั้งอยู่เลขที่ 416 หมู่ที่ 7 ถนนน่าน-ทุ่งช้าง ต าบลท่าวังผา อ าเภอท่า วังผา จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวจังหวัดน่าน 41 กิโลเมตรไปทางทิศเหนือ เป็นองค์กรที่จดทะเบียนตาม พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เป็นประเภทสหกรณ์ “การธนกิจ” เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 เลข หมายทะเบียน กสก. 8/2516 มีสมาชิกแรกตั้ง 9 กลุ่ม จ านวน 242 คน มีทุนด าเนินงานครั้งแรก 12,100 บาท ต่อมา ได้จัดประเภทสหกรณ์ใหม่ตามกฎกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สหกรณ์การเกษตร" เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มีสมาชิกทั้งสิ้น 6,321 คน แยกเป็นสมาชิกสามัญ 4,215 คน และสมาชิกสมทบ 2,106 คน กระจาย อยู่ทุกอ าเภอในจังหวัดน่าน โดยสมาชิกสามัญแบ่งออกเป็น 39 กลุ่ม สังกัด 59 หมู่บ้าน ในท้องที่ 9 ต าบล วัตถุประสงค์ของสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคมของบรรดาสมาชิก โดย วิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักสหกรณ์การให้สินเชื่อเพื่อการเกษตรแก่สมาชิก การรับฝากเงิน การจัดหาสินค้า ปัจจัยการผลิตหรือสิ่งของที่จ าเป็นมาจ าหน่ายให้กับสมาชิก การส่งเสริมและให้บริการแก่สมาชิก การรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเพื่อจัดการขาย การแปรรูปผลผลิตออกจ าหน่ายและการให้สวัสดิการและการ สงเคราะห์แก่สมาชิก และกระท าการต่าง ๆ ตามที่ก าหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ฯลฯ มีนโยบายขยาย การรับสมาชิกใหม่ ทั้งสามัญและสมทบทั้งในอ าเภอท่าวังผาและทุกอ าเภอในจังหวัดน่าน ขยายธุรกิจบริการ การตลาด และแปรรูปผลิตผล เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ส่งเสริมอาชีพในหมู่สมาชิก และพัฒนาอาชีพเสริม โดย จัดตั้งกลุ่มอาชีพ และกลุ่มสตรีสหกรณ์รวมทั้งให้การช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้แก่สมาชิก น าระบบการบริหาร การติดตามประเมินผล การบริหารความเสี่ยงตามแนวทาง COSO Enterprise Risk Management (COSO ERM) เข้ามาพัฒนางานองค์กร มีคณะกรรมการด าเนินการ จ านวน 15 คน มีฝ่ายจัดการ มีเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง จ านวน 41 คน (2) การด าเนินงาน ให้บริการแก่สมาชิกสามัญ และสมาชิก-สมทบ (ผู้สมัครใช้บริการ) แบ่งออกเป็น 6 ธุรกิจ กับ 1 แผนก ดังนี้ธุรกิจสินเชื่อ 6 ประเภท คือ 1) เงินกู้ระยะสั้นเพื่อการอื่น ก าหนดช าระคืนเสร็จภายในระยะเวลา 12 เดือน 2) เงินกู้ระยะสั้นเพื่อผลิตผลหลัก ก าหนดช าระคืนเสร็จภายในฤดูกาลผลิต 3) เงินกู้ระยะปานกลาง ก าหนด
92 ช าระคืนเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี4) เงินกู้ระยะปานกลางพิเศษ ก าหนดช าระคืนเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี 5) เงินกู้โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฯ ก าหนดช าระคืนเสร็จภายในระยะเวลา 10 ปีและ 6) เงินกู้ระยะยาว ก าหนดช าระคืนเสร็จภายในระยะเวลา 15 ปี สหกรณ์บริการรับฝากเงินจากสมาชิกอยู่ 3 ประเภท คือ 1) เงินฝากออมทรัพย์ 2) เงินฝากออมทรัพย์ พิเศษ และ 3) เงินฝากสัจจะออมทรัพย์ ธุรกิจการซื้อ เป็นการจัดหาสินค้าตามความต้องการมาจ าหน่ายให้กับสมาชิก ได้แก่ วัสดุการเกษตร เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จ าเป็นในชีวิตประจ าวัน ธุรกิจสถานีบริการน้ ามันเชื้อเพลิง สหกรณ์ฯ เริ่มเปิดสถานีบริการน้ ามันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2537 เป็นสถานีบริการขนาด 4 ตู้ (8 มือจ่าย) และเปิดสถานีบริการน้ ามันระดับต าบล ที่สาขาบ้านดอนตัน เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555 เป็นสถานีขนาดกลาง ขนาด 2 ตู้ (4 มือจ่าย) และยังมีปั๊มหลอดซึ่งอยู่ตาม สาขาหมู่บ้านของสมาชิก จ านวน 27 สาขา ธุรกิจการขาย เป็นการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิกเพื่อจัดการขาย เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นธรรม ป้องกัน การถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง ทั้งพืชไร่ และพืชสวนตามแผนงาน ตามฤดูกาล หรือโครงการที่ทาง สหกรณ์ส่งเสริมแบบครบวงจร เช่น ผักกาดเขียวปลีปาล์มน้ ามัน ล าไย มะม่วง และข้าวเปลือก ธุรกิจแปรรูป-โรงงาน เป็นการก่อสร้างโรงดองแปรรูปผลิตผลการเกษตร จ านวน 60 บ่อดอง เพื่อแปรรูป ออกจ าหน่าย คือ ผักกาดเขียวปลี และอื่น ๆ (ทั้งแบบผักแช่เขียวและผักดองสุก) โดยมีก าลังการผลิตในการดอง ได้ครั้งละ 1,500,000 กิโลกรัม ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมาได้ส่งต่อให้กับบริษัทเอกชน คือ บริษัท สันติภาพฮั่วเพ้ง จ ากัด (ตรานกพิราบ) นอกจากนี้ยังมีโรงอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ส าหรับข้าว และข้าวโพด ได้ครั้งละ 8 ตัน หรือวันละ 30 ตัน โรงผสมอาหารสัตว์ ผสมครั้งละ 1 ตัน โรงงานผลิตปุ๋ยหมัก ขนาด 2 ตัน 1 โรง และโรงผลิต ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ จ านวน 1 โรง การบริการสวัสดิการสังคม สหกรณ์ฯ ได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการสังคม ไว้ให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิก และคู่สมรสเจ้าหน้าที่สหกรณ์และคู่สมรส ที่ประสบภัยธรรมชาติ คลอดบุตร เจ็บป่วยสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล และเสียชีวิต มีกิจกรรมดูแลสมาชิกผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป จ านวน 39 กลุ่ม ๆ ละ 2 คน สหกรณ์ยังมี การจัดท าประกันชีวิตส่วนบุคคล ประกันชีวิตกลุ่ม ประกันคุ้มครองสินเชื่อ กับบริษัท สหประกันชีวิต จ ากัด และ บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จ ากัด (มหาชน) ให้กับสมาชิกและคู่สมรสด้วย (3) ผลความส าเร็จ ผลประกอบการของสหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จ ากัด ในปี พ.ศ. 2565 (31 มีนาคม พ.ศ. 2565) รวมทั้งสิ้น 524.5 ล้านบาท โดยมีบริการที่ไม่ใช่กิจกรรมทางการเงิน 399.9 ล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจการ ซื้อจัดจ าหน่ายสร้างรายได้จากยอดขาย 15.7 ล้านบาท ธุรกิจสถานีบริการน้ ามันเชื้อเพลิง สร้างยอดขาย 115.6 ล้านบาท ธุรกิจการขาย (รวบรวมผลผลิตการเกษตร) 44.6 ล้านบาท ธุรกิจแปรรูป 224 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 42.7 ของกิจกรรมรวม) ในขณะเดียวกัน ยังมีบริการกองทุนสวัสดิการสังคม เป็นกิจกรรมอีกเรื่องหนึ่งด้วย (สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จ ากัด, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์)
93 6.2 สหกรณ์การเกษตรสามชุก จ ากัด จังหวัดสุพรรณบุรี (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรสามชุก จ ากัด ต าบลสามชุก อ าเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีจดทะเบียนตาม พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 โดยการควบรวม 4 สหกรณ์เข้าด้วยกัน ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรสามชุก จ ากัด, สหกรณ์ขายข้าวสามชุก จ ากัด, สหกรณ์ที่ดินหนองผักนากพัฒนา จ ากัด และสหกรณ์กระเสียว หนองสะเดา จ ากัด โดยใช้ชื่อว่า “สหกรณ์การเกษตรสามชุก จ ากัด” เลขทะเบียนที่ กสก.45/2518 ประเภทสหกรณ์การเกษตร การบริหารงานของสหกรณ์การเกษตรสามชุก จ ากัด มีเจ้าหน้าที่สนับสนุนงานเป็นผู้จัดการและพนักงาน ในระดับต่าง ๆ จ านวน 15 คน อยู่ภายใต้การด าเนินงานของคณะกรรมการ 11 คน และผู้ตรวจสอบกิจการ 2 คน มีการก าหนดจรรยาบรรณว่าด้วยการท างานไว้ 10 ประการ คือ 1) มุ่งมั่นและอุทิศ เพื่อพัฒนาการบริหารงาน ของสหกรณ์ให้ก้าวหน้า ด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์ และสุจริตโดยยึดมั่นอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ 2) พึงรักษา ปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกโดยรวม และตัดสินใจบนพื้นฐานประโยชน์สมาชิกอย่างเป็นธรรม 3) พึงปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบของสหกรณ์อย่างเคร่งครัด รวมถึงยึดหลักจริยธรรมวัฒนธรรม อันดีงาม 4) มุ่งพัฒนาความรู้ ศักยภาพของตนและบุคลากรของสหกรณ์อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ปฏิบัติงานในสหกรณ์5) ก ากับ ดูแลการจัดการสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยไม่แทรกแซง สายการบังคับบัญชา แต่จะสร้างความยุติธรรมแก่เจ้าหน้าที่สหกรณ์ในการปฏิบัติงาน 6) พึงใช้ ดูแล และรักษา ทรัพย์สิน อุปกรณ์ของสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม 7) ไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยต าแหน่ง หน้าที่ ในสหกรณ์เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน ญาติ และพวกพ้อง (8) หลีกเลี่ยงการท าธุรกิจส่วนตนที่มีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับสหกรณ์ และเปิดเผยผลประโยชน์ส่วนตนที่มีในองค์กรหรือธุรกรรมใดที่ขัดกับประโยชน์ของสหกรณ์ 9) ละเว้นการให้สัญญาต่างตอบแทนแก่บุคคล องค์กร เพื่อให้ได้มาซึ่งต าแหน่ง ผลประโยชน์ของตน 10) ไม่น าเอา ทรัพย์สิน อุปกรณ์ บุคลากรของสหกรณ์ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง และไม่กระท าการใดอันเป็น ปฏิปักษ์ และเป็นคู่แข่งขันต่อการด าเนินงานของสหกรณ์ (2) การด าเนินงาน ธุรกิจหลักของสหกรณ์ ประกอบด้วย 1) ธุรกิจสินเชื่อ ให้เงินกู้สมาชิก วงเงินกู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 2,500,000 บาท โดยมีหลักทรัพย์จ านองไม่เกิน ร้อยละ 80.0 หรือมีเงินฝากค้ าประกันไม่เกินร้อยละ 70.0 หรือเงินหุ้นค้ าประกันไม่เกินร้อยละ 60.0กรณีบุคคล ค้ าประกัน ใช้ได้ในวงเงินไม่เกิน 250,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 8.50 บาท/ปี 2) ธุรกิจรับฝากเงิน 2 ประเภท ได้แก่ รับเงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย 1.50 บาท/ปี และเงินรับฝาก ออมทรัพย์พิเศษ อัตราดอกเบี้ย 2.50 บาท/ปี โดยบัญชีเงินรับฝากออมทรัพย์พิเศษมีค่าเปิดบัญชีขั้นต่ า 500 บาท 3) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่ายตามความต้องการของสมาชิกโดยการส ารวจและสอบถาม ในกรณีเป็น ปัจจัยการผลิต ให้ผ่อนช าระแบบปลอดดอกเบี้ย ในระยะเวลา 1 ฤดูกาลผลิต มีบริการส่งสินค้าถึงบ้านสมาชิก
94 ใช้ระบบ Q Shop มีบัตรสินเชื่อ มีบริการให้ค าปรึกษาแนะน าการใช้ปัจจัยจากตัวแทนบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ นั้น ๆ มีเงินเฉลี่ยคืน สินค้าที่น ามาจ าหน่าย ได้แก่ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช น้ ามันดีเซล สินค้าทั่วไป และข้าวสาร 4) ธุรกิจรวบรวมผลิตผล มีการประชาสัมพันธ์ ประชุมกลุ่มที่อยู่ในเขตกรมชลประทานก่อนการเก็บเกี่ยว พร้อมกับมีกองทุนพยุงราคาผลผลิต เพื่อเป็นแรงจูงใจ ให้บริการรับซื้อทุกวัน มีเงินเฉลี่ยคืน 5) ธุรกิจแปรรูป ได้แก่ ธุรกิจแปรรูปข้าวเปลือกหอมมะลิ ธุรกิจแปรรูปผสมปุ๋ยโดยเครื่องผสมอัตโนมัติ และจ าหน่ายปุ๋ยราคาถูกกว่าท้องตลาด 6) ธุรกิจบริการ ได้แก่ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์, สหประกันชีวิต, การรับท าประกันภัยรถยนต์, การ ให้บริการรับช าระค่าสาธารณูปโภค และการให้บริการส่งสินค้าแก่สมาชิก ยังมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ เพื่อจัดบริการส าหรับสมาชิก 9 ประเภท ได้แก่ 1) ทุนรับขวัญบุตร สมาชิกแรกเกิด 2) ทุนสะสมเพื่อการสงเคราะห์3) ทุนช่วยเหลือการศึกษาบุตรสมาชิก 4) ทุนประกันชีวิต 5) ทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลสมาชิก 6) ทุนบริจาคร่วมงานอุปสมบทบุตรสมาชิก 7) ทุนสงเคราะห์สมาชิก ผู้สูงอายุ8) ทุนบริจาคร่วมงานศพสมาชิกและคู่สมรส และ 9) ทุนพยุงราคาผลิตผลสมาชิก (3) ผลความส าเร็จ การประกอบการ ปี พ.ศ. 2559 ประกอบด้วย 1) บริการรับฝากเงินสมาชิกทุกรายการวมกัน 277 ล้านบาท ให้บริการเป็นเงินกู้ระยะสั้น และปานกลาง มีรายได้จากกิจการทางการเงินนี้ 75.4 ล้านบาท (ร้อยละ 33.3 ของ รายได้รวม) 2) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่าย มีรายได้จากยอดขายได้ 45 ล้านบาท 3) ธุรกิจรวบรวมผลิตผล มีรายได้ 109 ล้านบาท (ร้อยละ 68.9 ของรายได้รวม) และ 4) ธุรกิจแปรรูป 4 ล้านบาท รวมปริมาณธุรกรรม ทั้งสิ้น 233.4 ล้านบาท มีก าไรรวม 68.5 ล้านบาท ส าหรับการจ่ายเงินกองทุนสวัสดิการสังคมส าหรับสมาชิก รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,817,693 บาท (สหกรณ์การเกษตรสามชุก จ ากัด, 2562) (เอกสารจากเว็บไซต์) 6.3 สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด จังหวัดร้อยเอ็ด (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด ต าบลเกษตรวิสัย อ าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เกิดจากการ รวมกลุ่มกันของสมาชิกเกษตรกรในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดี สร้างแบรนด์ สินค้าขึ้น เพื่อจ าหน่ายข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2520 สมาชิก แรกตั้ง 170 ครอบครัว มีส านักงาน 3 แห่ง ได้แก่ ส านักงานใหญ่ ส านักงานสาขานกเหาะและส านักงานสาขา กู่กาสิงห์ มีคณะกรรมการ 15 คน ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกทั้งสิ้น 8,934 ราย สังกัดตามหมู่บ้านต่าง ๆ จ านวน 13 ต าบล จ านวน 141 กลุ่ม อีกทั้งสหกรณ์มีอุปกรณ์ที่คอยให้บริการอย่างครบครันไว้คอยบริการสมาชิกและ เกษตรกรทั่วไป
95 (2) การด าเนินงาน ด าเนินธุรกิจด้านสหกรณ์การเกษตรอย่างครบวงจร เช่น ธุรกิจสินเชื่อ, ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่าย, ธุรกิจรวบรวมผลิตผล, ธุรกิจแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรและการผลิตสินค้า, ธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว, ธุรกิจ ศูนย์กระจายสินค้าอุปโภค-บริโภค, ธุรกิจให้บริการและส่งเสริมการเกษตร และธุรกิจให้บริการรับ/ฝากเงิน สหกรณ์ฯ ได้ขยายกิจการก่อสร้างโรงสี ณ บ้านนกเหาะ ต าบลดงครั่งใหญ่ อ าเภอเกษตรวิสัย จังหวัด ร้อยเอ็ด มีโรงปรับปรุงคุณภาพข้าวสาร มีห้องบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO HACCP ซึ่งท าให้สามารถแปรรูป ข้าวหอมมะลิเป็นข้าวเกรด พรีเมี่ยม 4 แบรนด์ คือ ตราทุ่งกุลา 101 ถุงสีทอง, ตราข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฟาร์ม และ ตราข้าวเกิดบุญ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด มีเนื้อที่ 6 ไร่ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ 206 หมู่ที่ 2 ต าบลเกษตรวิสัย อ าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีโกดัง 3โกดัง เก็บสินค้าได้ 6,000ตัน มีลานตากข้าวขนาด 3,200ตารางเมตร โรงสีสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด (สาขาบ้านนกเหาะ) มีเนื้อที่ 50 ไร่ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ 215 หมู่ที่ 11 ต าบลดงครั่งใหญ่ อ าเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มีโรงสี ก าลังการผลิต 120 ตัน/วัน, โกดัง 5 โกดัง เก็บข้าวได้ 5,500 ตัน, ไซโลขนาด 500 ตัน, ลานตากข้าวขนาด 16,200 ตารางเมตร, อุปกรณ์ทางการตลาด, รถบรรทุก ขนาด 6 ล้อ 4 คัน, รถบรรทุกล้อพ่วง 1 คัน, กระบะ 3 คัน ไว้ส าหรับให้บริการกับสมาชิก, รถส่งสินค้า 1 คัน, รถตักข้าวเพื่อท าธุรกิจ 5 คัน, รถจักรยานยนต์ 5 คัน ซึ่งตลาดกลางมีอุปกรณ์ครบชุดไว้บริการสมาชิก และ เกษตรกรทั่วไป สหกรณ์รับซื้อข้าวเปลือกและให้บริการด้านอื่น ๆ ตั้งแต่เวลา 7.00-17.30 น. ไม่เว้นวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ (3) ผลความส าเร็จ ปี พ.ศ. 2564 มีรายได้จากการประกอบการ 1,047 ล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ 51.6 ล้านบาท ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่าย 75.8 ล้านบาท ธุรกิจรวบรวมผลผลิต 40.5 ล้านบาท ธุรกิจแปรรูปผลผลิตทาง การเกษตรฯ 835.4 ล้านบาท (ร้อยละ 79.7 ของรายได้จากการประกอบการของสหกรณ์) ธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ ข้าว 2.4 ล้านบาท ธุรกิจศูนย์กระจายสินค้า 38.2 ล้านบาท และธุรกิจบริการส่งเสริมการเกษตร 3.1 ล้านบาท (สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด, 2563) (เอกสารจากเว็บไซต์) 6.4 สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัด จังหวัดนครราชสีมา (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัดต าบลเมืองปัก อ าเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2520 ประเภทสหกรณ์การเกษตร ช่วงแรก ของการจัดตั้ง สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัด มีสมาชิกเริ่มต้น 194คน ทุนเรือนหุ้น 9,700 บาท ปัจจุบันมี สมาชิกสามัญ 1,783 คน และสมาชิกสมทบ 623 คน ทุนเรือนหุ้น 152,753,180.00 บาท และมีเงินทุนส ารอง 17,041,647.48 บาท บริหารงานภายใต้การน าของประธานกรรมการคือคุณนงลักษณ์ ลาแก้ว วัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีพื้นที่ท าการเกษตรอยู่ในเขตชลประทานล าพระเพลิง ให้ได้รับ
96 ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สหกรณ์มีพื้นที่ด าเนินงานตามโซนส่งน้ าล าพระเพลิงในเขต 3 อ าเภอ คือ อ าเภอปักธงชัย อ าเภอโชคชัย และอ าเภอเมือง ในอดีต สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัด เคยประสบ ปัญหาการด าเนินธุรกิจจนประสบภาวะขาดทุนเกือบต้องยุบเลิกสหกรณ์ แต่ด้วยความอดทนและร่วมมือร่วมใจ กันของสมาชิกสหกรณ์ทุกคนน าความผิดพลาดและล้มเหลวมาเป็นบทเรียน เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วม ในการด าเนินกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ท าให้สหกรณ์สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ และได้รับรางวัลอันน่าภาคภูมิใจ คือ รางวัลสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจ าปี พ.ศ. 2563 ประเภทสหกรณ์การเกษตร การด าเนินงานของคณะกรรมการด าเนินการ ฝ่ายจัดการ และผู้ตรวจสอบกิจการ มุ่งสร้างให้สมาชิก มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ โดยตลอด 3 ปี (ปี พ.ศ. 2560-2562) มีดังนี้ สมาชิกเข้าร่วมประชุมใหญ่ เฉลี่ยร้อยละ 95.8 สมาชิกเข้าประชุมกลุ่ม เฉลี่ยร้อยละ 87.0 กรรมการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการ เฉลี่ยร้อยละ 96.5 คณะอนุกรรมการ/คณะท างานอื่นเข้าร่วมประชุม เฉลี่ยร้อยละ 97.0 สมาชิกร่วมท าธุรกิจกับสหกรณ์ เฉลี่ยร้อยละ 100.0 และสมาชิกเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสหกรณ์ เฉลี่ยร้อยละ 55.1 (2) การด าเนินงาน สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัด มุ่งด าเนินงานตามแนวทางของการพัฒนาด้วยหลักธรรมาภิบาล จัดท าแผนงานหลักและแผนกลยุทธ์ประจ าปี มีการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้สมาชิกอย่างสม่ าเสมอด้วยอุดมการณ์ หลักการ วิธีการสหกรณ์ และการประกอบอาชีพแก่สมาชิกให้การสนับสนุนในเรื่องความรู้ อุปกรณ์ และเงินทุนใน การผลิตผลผลิตเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่าของผลิตผล และสหกรณ์สร้างตลาดสินค้าเกษตร Farmer Market จ าหน่ายผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัย สินค้าโอทอป ผลผลิตต่าง ๆ ของสมาชิก ประสานความร่วมมือและ การสนับสนุนจากส านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนโรงเรือนปลูกผัก, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สนับสนุนทั้งในด้านวิชาการ การลดต้นทุน การพัฒนาผลผลิต, มหาวิทยาลัยสุรนารี ให้ความรู้และขยายเครือข่ายด้านตลาด น าผลผลิตไปวางขายที่ “ร้านต้นข้าวต้นน้ าล าพระเพลิง” และวางจ าหน่ายที่ตลาดจริงใจ ภายในซูเปอร์มาเก็ตของห้างเซ็นทรัล จังหวัดนครราชสีมา ส่วนข้าวไรซ์เบอร์รี่ ส่งไปจ าหน่ายที่ห้างแมคโครและร้านเลมอนฟาร์ม การด าเนินธุรกิจบริการทางการเงิน สหกรณ์ไม่พึ่งพาเงินกู้จากแหล่งทุนภายนอก แต่จะใช้การระดมทุน ของสหกรณ์จากการส่งเสริมการออมเงินและการถือหุ้นของสมาชิก พร้อมกับส่งเสริมอาชีพท าการเกษตรให้กับ สมาชิกฯ น าหลักทฤษฎีใหม่ ที่เน้นการปลูกพืชผสมผสานและริเริ่มโครงการส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพื่อลด ละ เลิกการใช้สารเคมีที่ท าลายสุขภาพทั้งคนและดิน และสามารถลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ในการ ท าการเกษตรมาแนะน าถ่ายทอดสู่สมาชิกได้ทดลองท าตาม จนเกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่มั่นคง การส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกปลูกพืชผักปลอดสารเคมีและปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่จ าหน่ายเป็นรายได้ เสริมโดยสหกรณ์ท าหน้าที่ช่วยหาตลาดให้ มีสมาชิกร่วมโครงการประมาณ 200 ราย โดยพื้นที่ท าการเกษตร ของสมาชิกประมาณร้อยละ 10.0 ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ขณะนี้สหกรณ์ฯ ก าลังผลักดันให้ยกระดับ เป็นพื้นที่ปลูกพืชผักอินทรีย์ มียอดขายของพืชผักปลอดสารพิษ เดือนละ 50,000-60,000 บาท โดยได้ขยาย
97 ช่องทางตลาดในพื้นที่ไปยังสหกรณ์ร้านค้าในเครือข่ายโรงพยาบาลมหาราชในจังหวัดนครราชสีมา และโรงเรียน นานาชาติ ฯลฯ สหกรณ์ฯ ยังพัฒนาสูตรการผลิตเส้นหมี่โคราช โดยเข้าร่วมโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของ อุตสาหกรรมไทย (ITAP) ด้วยการน าเอาผลิตภัณฑ์เส้นหมี่โคราชจากข้าวเจ้าหลากหลายพันธุ์และข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีสูตรเพื่อการผลิตเส้นหมี่โคราชที่มีคุณภาพและมาตรฐานรับรอง จ านวน 3 สูตร คือ สูตรที่ผลิตจากข้าวไรซ์ เบอร์รี่ สูตรที่ผลิตจากข้าวเจ้า และสูตรเส้นหมี่โคราชพร้อมรับประทาน (3) ผลความส าเร็จ ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัด มีรายได้จากการประกอบการ 345.5 ล้านบาท มีก าสุทธิ 17.1 ล้านบาท มีทุนด าเนินการ 446.4 ล้านบาท มีเงินฝากของสมาชิก 199.4 ล้านบาท การด าเนินงานของคณะกรรมการด าเนินการ ฝ่ายจัดการ และผู้ตรวจสอบกิจการ มุ่งสร้างให้สมาชิก มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ โดยตลอด 3 ปี (ปี พ.ศ. 2560-2562) มีดังนี้ สมาชิกเข้าร่วมประชุมใหญ่ เฉลี่ยร้อยละ 95.8 สมาชิกเข้าประชุมกลุ่ม เฉลี่ยร้อยละ 87.0 กรรมการเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการ เฉลี่ยร้อยละ 96.5 คณะอนุกรรมการ/คณะท างานอื่นเข้าร่วมประชุม เฉลี่ยร้อยละ 97.0 สมาชิกร่วมท าธุรกิจกับสหกรณ์ เฉลี่ยร้อยละ 100.0 และสมาชิกเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของสหกรณ์ เฉลี่ยร้อยละ 55.1 (เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์, 2563) (เอกสารจากเว็บไซต์) 6.5 สหกรณ์โคนมวังน าเย็น จ ากัด จังหวัดสระแก้ว (1) ความเป็นมา สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด ต าบลวังใหม่ อ าเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว ก่อตั้งขึ้นเพื่อด าเนิน กิจกรรมส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยการน าของนายอ านวย ทงก๊ก รวบรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชไร่ ซึ่งประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ ามากและยังถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางให้หันมาประกอบอาชีพ การเลี้ยงโคนมทดแทนการปลูกพืชไร่ และได้รับจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นเมื่อวันที่ 22กรกฎาคม พ.ศ. 2530 โดยใช้ชื่อว่า สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด มีสมาชิกแรกเริ่ม 200 ราย โคนม 1,000 ตัว ทุนเรือนหุ้น 60,000 บาท มีสมาชิก 762 คน กลุ่มสมาชิก 14 กลุ่ม ทุนเรือนหุ้น 142,005,539 บาท (31 สิงหาคม พ.ศ. 2563-รายงาน ประจ าปี พ.ศ. 2563) (2) การด าเนินงาน การด าเนินกิจการของโคนมวังน้ าเย็น จ ากัด มีการจัดท าสัญญาซื้อขายน้ านมดิบกับบริษัท โฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย) จ ากัด พร้อมกับนายอ านวย ทงก๊ก ได้สละที่ดินส่วนตัวจ านวน 15 ไร่ 61 ตารางวา ให้กับสหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด เพื่อจัดตั้งส านักงานและศูนย์รับน้ านมดิบจากสมาชิก มีการประสานงาน ในเชิงบูรณาการทั้งระบบ นับตั้งแต่ทุน คน หลักทรัพย์ แหล่งความรู้ในด้านต่าง ๆ จึงได้ขอความร่วมมือไปยัง หน่วยงานราชการและเอกชน ประกอบด้วย 1) ธนาคารเพื่อการเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร ได้สนับสนุน เงินกู้ติดตามก ากับแนะน าตรวจสอบการใช้เงินกู้และการมีระเบียบวินัยในการใช้เงินของเกษตรกร รับโอนค่า
98 น้ านมดิบจากบริษัทให้สหกรณ์ 2) กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนช่วยเหลือให้ความรู้ แนะน า รับข้อเสนอแนะ เพื่อหาแนวทางแก้ไข ร่วมมือประชาสัมพันธ์และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) กรมปศุสัตว์ วางแผน ก าหนดพื้นที่พิจารณาให้ความเห็นชอบเกษตรกรผู้สนใจการเลี้ยงโคนม ให้ความรู้ด้านปศุสัตว์จัดระบบมาตรฐาน ฟาร์มโคนม ดูแล ตรวจสอบคุณภาพน้ านมดิบและอาหารสัตว์ให้ได้มาตรฐาน ร่วมมือประชาสัมพันธ์และประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4) ส านักงานเศรษฐกิจการเกษตร ส ารวจข้อมูลพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ 5) กรมตรวจ บัญชีสหกรณ์ ตรวจสอบบัญชีและให้ค าแนะน าในการด าเนินกิจการของสหกรณ์ 6) ส านักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม ออกเอกสารสิทธิ์การถือครอง จัดท าแหล่งน้ าในรายที่ขาดแคลนและต้องการ 7) องค์การส่งเสริม กิจการโคนมแห่งประเทศไทย ฝึกอบรมให้ความรู้ทางด้านการเลี้ยงโคนม และ 8) บริษัทโฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย) จ ากัด รับซื้อน้ านมดิบ ให้ความรู้และช่วยเหลือทางด้านวิชาการในเรื่องการเก็บรักษาน้ านมดิบ ให้มีคุณภาพตลอดจนการด าเนินงานของศูนย์รับนมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมถ่ายทอดความรู้ทางด้าน วิชาการ ให้ความร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กิจการธุรกิจของสหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด ประกอบด้วย 1) ธุรกิจสินเชื่อ 2) กิจการโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์นมผง ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อลดการน าเข้านมผง จากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับน้ านมดิบ อีกทางหนึ่งมีระบบการผลิตที่ทันสมัย มาตรฐาน GMP กระบวนการผลิตควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์และตรวจสอบคุณภาพทุกขั้นตอน 3) โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์นม เพื่อเป็นการลดปัญหาน้ านมดิบล้นตลาดและเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับ น้ านมดิบที่ผลิตได้ให้กับสหกรณ์ฯ จึงได้ก่อสร้างโรงงานผลิตภัณฑ์นมขึ้นเมื่อวันที่ 29ตุลาคม พ.ศ. 2541 (มูลค่า การก่อสร้าง จ านวน 342 ล้านบาท) จ าหน่ายนมพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ "นมวังน้ าเย็น" และ "คิวไลฟ์" ซึ่งผลิต จากน้ านมดิบแท้ 100% ผลิตและจัดจ าหน่ายผลิตภัณฑ์นมแปรรูป ยู.เอช.ที. และ พาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งถือเป็นการ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบด้วยการแปรรูปน้ านมดิบที่รับซื้อจากสมาชิก เป็นผลิตภัณฑ์ส าเร็จรูปสู่ตลาด มาตรฐาน และการผลิตระดับสากล สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด ได้ให้ความส าคัญกับการผลิตทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การ คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูง ผ่านการตรวจสอบให้ได้มาตรฐานสากลก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และทุกขั้นตอนของการผลิตจะถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อรักษามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ นมพร้อมดื่ม “ตราวังน้ าเย็น” 4) ศูนย์รวบรวมน้ านมดิบ สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จึงจัดสรรงบประมาณบางส่วนจัดสร้างศูนย์รับน้ านมดิบ เพิ่มเติมในพื้นที่ห่างไกลและมีเกษตรกร เลี้ยงโคนมหนาแน่น ตลอดจนการให้บริการสมาชิกในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ จัดตั้งหน่วยบริการทางด้านโคนมขึ้น จ านวน 14 หน่วย เพื่อให้บริการที่ทั่วถึงในทุกพื้นที่ ได้แก่ หน่วยพื้นที่อ าเภอ วังน้ าเย็น (วังน้ าเย็น, คลองสารพา, หนองปรือ และ วังจ าปี-วังแดง) พื้นที่อ าเภอคลองหาด (ซับมะกรูด-ทรัพย์ ตะเคียน) พื้นที่อ าเภอเขาฉกรรจ์ (คลองหินปูน, เขาสามสิบ, ไทรทอง และ พระเพลิง) พื้นที่อ าเภอเมืองและ อ าเภอวัฒนานคร (ท่ากระบาก-คลองทราย) พื้นที่อ าเภอวังสมบูรณ์ (วังใหม่, วังน้ าฝน, คลองหวาย, สี่แยกไพรจิตร, วังทอง-คลองยาอินทร์ และ โพธิ์เงิน-ทับทิมสยาม 05) ควบคุมดูแลโดยฝ่ายส่งเสริมโคนม โดยให้บริการทางด้าน
99 ผสมเทียม การดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาลโคนม การจัดการฟาร์ม และให้ค าปรึกษาทางด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปัจจุบันมีศูนย์รับน้ านมดิบทั้งหมด จ านวน 4 ศูนย์ ได้แก่ 1) ศูนย์รับน้ านมดิบวังใหม่ 2) ศูนย์ รับน้ านมดิบคลองหินปูน 3) ศูนย์รับน้ านมดิบสี่แยกไพรจิตร และ 4) ศูนย์รับน้ านมดิบท่ากระบาก 5) โรงงานผลิตอาหารสัตว์ เมื่อจ านวนโคนมเพิ่มมากขึ้นความต้องการอาหารข้นส าหรับโคนมก็เพิ่มขึ้น ท าให้การผลิตอาหารแบบผสมเองเพื่อจ าหน่ายให้แก่สมาชิกไม่เพียงพอต่อความต้องการ ตลอดจนคุณภาพก็ไม่ดี เท่าที่ควร ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและปริมาณการผลิตน้ านม สหกรณ์ให้ด าเนินการจัดสร้างโรงงาน ผลิตอาหารโคนมขึ้นในปี พ.ศ. 2540 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2541 วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตส่วนใหญ่ จัดหา ได้ในท้องถิ่นซึ่งมีราคาถูกช่วยลดต้นทุนในการผลิต สามารถจัดจ าหน่ายให้กับสมาชิกอย่างเพียงพอ โดยให้สมาชิก สหกรณ์เป็นผู้ถือหุ้น 6) โรงสีข้าว ปัจจุบันโรงสีข้าวสหกรณ์ฯ มีก าลังการผลิต 200 ตัน/วัน ผลิตข้าวสารหอมมะลิแท้ 100% โดยมีห้องแลปในการตรวจดีเอ็นเอข้าวทุกเมล็ดทุกถุงจึงมีคุณภาพไม่มีการปลอมปน ภายใต้ตราวังน้ าเย็น และ ตราคิวไลฟ์ 7) สถานีบริการน้ ามัน เปิดให้บริการแก่สมาชิกและลูกค้าทั่วไป 8) ฟาร์มเลี้ยงโคนม ก่อตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมให้กับสมาชิกและผู้สนใจทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เพื่อน าไปปรับปรุง พัฒนาฟาร์ม เพื่อยกระดับการเลี้ยงให้ดีมีมาตรฐาน 9) ธุรกิจฝ่ายโภชนาการ (Coffee Shop) บริการอาหารไทยและต่างประเทศ สะอาดถูกหลักอนามัย บริการจัดอาหารนอกสถานที่ จัดเลี้ยง ประชุมสัมมนา กาแฟ สเต็ก เปิดบริการทุกวัน 10) ร้านค้าสวัสดิการพนักงาน สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด จัดตั้งร้านค้าสวัสดิการสมาชิกและพนักงาน ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางการจ าหน่ายสินค้า อุปโภค บริโภค เวชภัณฑ์ส าหรับโคนม (3) ผลความส าเร็จ สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์นม คิว-ไลฟ์, นมจืดยูเอชที, นมปรุงแต่ง รสหวามยูเอชที, นมปรุงแต่ง นมรสช็อกโกแลต, ข้าวหอมมะลิ บรรจุ 15กิโลกรัม, ข้าวหอมมะลิ บรรจุ 5กิโลกรัม และ ข้าวหอมมะลิ คัดพิเศษ บรรจุ 50 กิโลกรัม, อาหารสัตว์, อาหารโคนม ส.017 บรรจุ 50 กิโลกรัม, อาหาร โคนม ส.016 บรรจุ 30 กิโลกรัม และ อาหารโคนม ส.014 บรรจุ 30 กิโลกรัม ผลประกอบการจากการด าเนินกิจการ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563) มีปริมาณธุรกิจรวม 3,093.4 ล้านบาท โดยมีรายการต่าง ๆ ประกอบไปด้วย ผลิตภัณฑ์นมผง 228.2 ล้านบาท, ผลิตภัณฑ์นม 2,522.5 ล้านบาท (ร้อยละ 81.5ของรายได้รวมของสหกรณ์), น้ านมดิบ 120.8 ล้านบาท, อาหารสัตว์ 122.2 ล้านบาท, ร้านสวัสดิการ พนักงาน 12.1 ล้านบาท, ร้านเวชภัณฑ์ 24.5 ล้านบาท, ข้าว 3.6 ล้านบาท, สถานีบริการน้ ามัน 46.7 ล้านบาท, ฟาร์มเลี้ยงโคนม 2.9 ล้านบาท, ร้านกาแฟ 7.9 ล้านบาท และธุรกิจสินเชื่อ 2.0 ล้านบาท
100 6.6 สหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จ ากัด จังหวัดชลบุรี (1) ความเป็นมา สหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จ ากัด ต าบลบ่อทอง อ าเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี จดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ประเภทสหกรณ์การเกษตรเลขทะเบียนสหกรณ์ที่ ก 007442 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ า ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และเพื่อเป็นพลังในการต่อรองกับโรงงานอุตสาหกรรมและพ่อค้าคนกลาง มีคณะกรรมการ จ านวน 11 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ, รองประธานกรรมการ, กรรมการ เลขานุการ, กรรมการเหรัญญิก และกรรมการ 7 คน (2) การด าเนินงาน ระยะแรก สหกรณ์ด าเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย 1) ธุรกิจจัดสินค้ามาจ าหน่าย 2) ธุรกิจสินเชื่อ และ 3) ธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ, ธุรกิจรวบรวมน้ ายาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อน ามาแปรรูปเป็นยางแผ่น อัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน ส่วนตลาดภายในประเทศ ได้ผลิตยางป้อนให้บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นน าของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จ ากัด (มหาชน), บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จ ากัด, บริษัท สยามมิชลิน จ ากัด บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จ ากัด, บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จ ากัด เพื่อน าไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ในส่วนประกอบของรถยนต์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 ได้เข้าร่วมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพาราในสถาบัน เกษตรกร เป็น 1 ใน 20 โครงการภายใต้การขับเคลื่อน โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับการ จัดสรรวงเงินงบประมาณเพื่อเพิ่มปริมาณการรวบรวมยางพาราและเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางพาราขั้นต้น และขั้นกลางของสถาบันเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล และในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการชะลอ ผลผลิตออกสู่ตลาดจากการจัดเก็บยางพารา พัฒนาการแปรรูปผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่ายางพาราของสถาบัน เกษตรกร สหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จ ากัด จังหวัดชลบุรี เป็นหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เข้าร่วมโครงการ ดังกล่าว โดยขอโครงการก่อสร้างโรงเรือนอเนกประสงค์ สนับสนุนการผลิตยางแท่ง STR 20 และโครงการก่อสร้าง โกดังเก็บยางก้อนถ้วยพร้อมชุดสายพานล าเลียงยางก้อนถ้วย จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านส านักงานสหกรณ์ จังหวัดชลบุรี เพื่อเพิ่มก าลังการผลิตจากเดิม 80 ตัน/วันเป็น 160 ตัน/วัน รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการ รวบรวมผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 28,000 ตัน/ปี และเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคายางพารา สามารถขยายโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ยางพารา ปัจจุบันยางแท่ง STR20 กลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักของสหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จังหวัด ชลบุรี ที่ประสบความส าเร็จสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยจนได้ชื่อว่าเป็นผู้น าในการผลิตยางแท่ง STR20 หรือ ยางคอมปาวด์ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก ถือเป็นสถาบันเกษตรกรต้นแบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลผลิตยางพารา เพื่อช่วยหลือเกษตรกรบรรเทาปัญหาราคายางตกต่ า สร้างรายได้มากกว่า 135 ล้านบาท/เดือน
101 ขณะเดียวกันก็ยังขยายโรงงานผลิตยางแท่ง STR20 ใหม่ เพื่อดันก าลังการผลิตเพิ่มอีก 6,000 ตัน/เดือน ให้ เพียงพอกับความต้องการของตลาด ยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ทางภาคตะวันออก ที่น ามาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อน ส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน คุณภาพที่ผลิตได้ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับ ในระดับมาตรฐานสากล และมีตลาดส่งออกชัดเจน (3) ผลความส าเร็จ สหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จ ากัด มีผลประกอบการจากรายได้จากการขายและบริการ ในปี พ.ศ. 2564 (28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564) 1,362 ล้านบาท เป็นรายได้จาก 1) ธุรกิจจัดจ าหน่าย 0.7 ล้านบาท 2) ธุรกิจรวบรวมผลผลิต 208.5 ล้านบาท 3) ธุรกิจแปรรูป 1,171.7 ล้านบาท (ร้อยละ 86.0 ของรายได้รวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ยางพารา STR 20) และ 4) ธุรกิจอื่น ๆ 1.1 ล้านบาท (สหกรณ์กองทุนสวนยาง อ าเภอบ่อทอง จ ากัด จังหวัดชลบุรี, ม.ป.ป) (เอกสารจากเว็บไซต์) 6.7 สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จ ากัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) จังหวัดราชบุรี (1) ความเป็นมา สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จ ากัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ต าบลหนองโพ อ าเภอโพธาราม จังหวัด ราชบุรี จัดตั้งขึ้นจากสถานการณ์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม จังหวัดราชบุรีในปี พ.ศ. 2511 ได้ประสบปัญหา สถานที่จ าหน่ายน้ านมดิบ ท าให้เกิดความเสียหายแก่น้ านมดิบและประสบภาวการณ์ขาดทุนในการประกอบอาชีพ บรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม น าโดย ผู้ใหญ่ใช้ จันทร์ภิวัฒน์ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และถวายฎีกาปัญหา เกี่ยวกับความเดือดร้อนที่ไม่มีตลาดจ าหน่ายน้ านมดิบ เมื่อความได้ทราบถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง โรงงานเพื่อแปรรูปน้ านมดิบขึ้นที่บริเวณภายในสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ต่อมาจึงมีพระราชด าริให้มีการ สร้างโรงงานเพื่อแปรรูปน้ านมดิบที่ต าบลหนองโพ พ.ศ. 2513 นายทวิช กลิ่นประทุม (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้น) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อ เตรียมด าเนินการจัดตั้งโรงงานนมหนองโพ และจัดซื้อที่ดินบริเวณต าบลหนองโพจ านวน 50 ไร่ เพื่อเป็นที่ตั้ง โรงงานนมหนองโพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดตั้งคณะกรรมการการสร้างโรงงานขึ้น โดยพระราชทาน พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพิ่มจากเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายและได้ด าเนินการยื่นค าร้องขอจดทะเบียนเป็นสหกรณ์โคนม เมื่อวันที่ 5เมษายน พ.ศ. 2514 โดยใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมราชบุรี จ ากัด” เป็นสหกรณ์ประเภทบริการ ต่อมา วันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้เสด็จพระราช ด าเนินเปิดโรงงานนมหนองโพ และทรงก าหนดให้ด าเนินการบริหารโรงงานในรูปของบริษัทจ ากัด ใช้ชื่อ บริษัท ผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จ ากัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) โดยมี ม.ล.เดช สนิทวงศ์ เป็นประธานกรรมการด าเนินการ
102 และ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงถือหุ้นใหญ่ โดยได้ พระราชทานเงื่อนไขไว้ด้วยว่าบรรดาเงินก าไรสุทธิที่บริษัทหาได้จากการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์นมนั้น ไม่มีการแบ่ง ก าไรให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่ให้บริษัทน าก าไรสุทธิส่วนหนึ่งเข้ากองทุนสะสมเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของบุตรหลาน สมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม และสมาชิกสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้ส่งนมสดให้แก่โรงงานประจ า เมื่องานของสหกรณ์โคนมฯ เจริญก้าวหน้าตามวัตถุประสงค์สมาชิกสหกรณ์ต่างมีความเข้าใจในหลักสหกรณ์และมีหลักฐานมั่นคง จะทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนทรัพย์สินทั้งหมดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์ และด าเนินกิจการในรูปของสหกรณ์ ต่อไป พ.ศ. 2523 สหกรณ์โคนมหนองโพฯ ได้ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ โดยติดตั้งเครื่องจักรผลิตนมระบบ ยู.เอช.ที (ULTRA HIGH TREATMENT MILK) การด าเนินกิจการของสหกรณ์โคนมหนองโพฯ เป็นไปด้วยความ เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว (2) การด าเนินงาน ธุรกิจของสหกรณ์โคนมหนองโพธิ์ ประกอบไปด้วย 1) ธุรกิจรวบรวมน้ านมดิบและแปรรูบผลิตภัณฑ์นม 2) ธุรกิจการอาหารสัตว์ 3) ธุรกิจงานบริการส่งเสริม (ผสมเทียม) 4) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่าย โดยมีบริการ/กิจกรรมต่าง ๆ เช่น สถานีบริการน้ ามันเชื้อเพลิง, ร้านค้า สหกรณ์, ร้านค้าโครงการหลวง, ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคนม, ร้านแดรี่ฮัทหนองโพ และ ร้านหนองโพคาเฟ่ สหกรณ์ฯ ด าเนินกิจการผลิตและจ าหน่ายผลิตภัณฑ์นม และได้มีการคิดค้น “เมนูมิลค์เชคนมสด” ซึ่งมี ความเป็นเอกลักษณ์ด้วยรสชาติจาก” นมโคสดแท้แท้ 100%” ที่ขายดีมากว่า 30 ปีนอกจากนี้ ก็ยังให้บริการ ธุรกิจสินเชื่อและออมทรัพย์ (3) ผลความส าเร็จ ผลประกอบการของสหกรณ์โคนมหนองโพ ณ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 มีรายได้จากการประกอบการ ทั้งสิ้น 3,145.5 บาท แบ่งเป็น ธุรกิจรวบรวมน้ านมดิบและแปรรูบผลิตภัณฑ์นม 2,296.7 ล้านบาท (ร้อยละ 73.0 ของรายได้รวม), ธุรกิจการอาหารสัตว์ 287.1 ล้านบาท, ธุรกิจงานบริการส่งเสริม (ผสมเทียม) 5.8 ล้านบาท, ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่าย176.5 ล้านบาท และธุรกิจสินเชื่อ 379.4 ล้านบาท (สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จ ากัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์), ม.ป.ป.) (เอกสารจากเว็บไซต์) 6.8 สหกรณ์การเกษตรหัวหิน จ ากัด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรหัวหิน จ ากัด ต าบลหัวหิน อ าเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยในปี พ.ศ. 2521 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงเสด็จประพาสเยี่ยมเยียนราษฎรที่บ้านเขาเต่า อ าเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ทรงด าริให้เกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาการท ากิน
103 ในพื้นที่ เนื่องจากท้องที่อ าเภอหัวหินยังไม่มีการจัดตั้งสหกรณ์ ต่อจากนั้นเกษตรกรในท้องที่อ าเภอหัวหินจัดรวมตัว กันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ โดยได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ประเภทสหกรณ์การเกษตร จากนายทะเบียน สหกรณ์ ตามใบส าคัญรับจดทะเบียนเลขที่ กสก.58/2521 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2521 มีสมาชิกเมื่อแรก ตั้ง 9 กลุ่ม จ านวน 176 คน มีทุนด าเนินงานแรกตั้งเป็นทุนเรือนหุ้น จ านวน 1,460 หุ้นเป็นเงิน 146,000 บาท (2) การด าเนินงาน เมื่อตั้งเป็นสหกรณ์แล้ว ก็ด าเนินธุรกิจทางด้านสินเชื่อ โดยเปิดวงเงินกู้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 มีวงเงินกู้ยืมเครดิตเงินสด 1,800,000 บาท ปล่อยให้สมาชิกกู้ 130 ราย เป็นเงิน 1,400,000 บาท โดยให้ใช้หลักประกันเป็นบุคคลค้ าประกันเองภายในกลุ่ม ด าเนินธุรกิจมา 5 ปี ไม่ประสบผลส าเร็จเท่าที่ควร ในปี พ.ศ. 2526 สหกรณ์จึงเข้าโครงการเสริมสร้างสหกรณ์ โดยได้รับความช่วยเหลือ จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ จ่ายเงินอุดหนุนให้สหกรณ์จัดจ้างฝ่ายจัดการประกอบด้วย ผู้จัดการ, พนักงานสินเชื่อ, พนักงานการตลาด และพนักงานบัญชีรวม 4ต าแหน่ง ได้สอบคัดเลือกตามวุฒิการศึกษา มีความรู้ความสามารถ ตามต าแหน่ง โดยให้เป็นเงินอุดหนุนจ่ายเป็นเงินเดือน 8 ปี จ่ายคงที่ 3 ปี อีก 5 ปี จ่ายลดลงปีละ 20% หลังจาก ได้รับการช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายประกอบด้วยสหกรณ์อ าเภอ เจ้าหน้าที่ ส่งเสริมสหกรณ์จังหวัด หัวหน้าส านักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นคณะกรรมการในการปรับปรุงโครงสร้างสหกรณ์ แก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง ปรับปรุงและพัฒนางานสหกรณ์ทุกด้าน ทั้งสมาชิก คณะกรรมการการบริหารงานและธุรกิจของสหกรณ์ ใช้เวลา 2 ปี ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทุกด้านแล้วก็ประสบความส าเร็จในระยะหนึ่ง สหกรณ์มีก าไร ขยายปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้น ทุกด้าน บริการสมาชิกได้มากขึ้น ในปี พ.ศ. 2529 ได้ซื้อที่ดินและอาคารส านักงานเป็นของตนเอง เป็นอาคาร 2 ชั้น กว้าง 4 เมตร ยาว 7 เมตร เนื้อที่ 34 ตารางวา เป็นเงิน 350,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 81/10 ถนนชมสินธุ์ ต าบลหัวหิน อ าเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นส านักงานในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2540 สหกรณ์ได้ซื้อที่ดินอีก 2 แปลง ติดกันอยู่ที่ปากทางวัดนิโครธาราม บ้านหนองขอน ต าบลหินเหล็กไฟ อ าเภอหัวหิน เนื้อที่รวม 2 ไร่ 17 ตารางวา เป็นเงิน 1,850,000 บาท เพื่อสร้างส านักงาน และโกดังเก็บสินค้า ปัจจุบัน ท าเป็นตลาดนัดวันอาทิตย์ให้สมาชิกและเกษตรกรมาจ าหน่ายพืชผลผลิตของตนเอง ในปี พ.ศ. 2549 สหกรณ์ได้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารส านักงานของสหกรณ์ชาวไร่สับปะรดหัวหินจ ากัด จ านวนเนื้อที่ 4 ไร่ 19 ตารางวาเป็นวงเงิน 3,000,000บาท เพื่อขยายเป็นสาขาสหกรณ์และเป็นตลาดกลางพืชผลทางการเกษตร รวบรวมสับปะรดส่งโรงงานและรวบรวมยางพาราจากสมาชิก สหกรณ์การเกษตรหัวหิน จ ากัด ได้ด าเนินการให้บริการแก่สมาชิก 4ด้าน ประกอบด้วย 1) การให้บริการ ด้านสินเชื่อ โดยการให้เงินกู้แก่สมาชิกสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์จะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ ามาให้สมาชิกกู้เพื่อลงทุน ท าการเกษตร ทั้งนี้สหกรณ์มีสินเชื่อ 3 ประเภท คือ เงินกู้ระยะสั้น, เงินกู้ระยะกลาง และเงินกู้ระยะยาว การ พิจารณาเงินกู้จะใช้เวลาด าเนินการไม่เกิน 7 วัน เพื่อให้ทันต่อความต้องการของสมาชิก 2) การให้บริการด้าน เงินฝาก เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกรู้คุณค่าและประโยชน์ของการออมทรัพย์ สหกรณ์มีการให้สมาชิกฝากเงิน 2 ประเภท คือ ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ประเภทเงินฝากออมทรัพย์ชนิดพิเศษ 3) การให้บริการด้านการซื้อ สหกรณ์จะจัดหา
104 วัสดุการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์และสิ่งของจ าเป็นมาจ าหน่ายกับ สมาชิก และ 4) การให้บริการด้านธุรกิจการขาย การรวบรวมผลผลิตของสมาชิกท าให้เกิดอ านาจต่อรอง ผลผลิต จะขายได้ในราคาที่สูงขึ้น สมาชิกไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ปัจจุบัน สหกรณ์การเกษตรหัวหินเป็นที่พึ่งที่สมาชิกต่างให้ความไว้วางใจ นอกจากจะให้ความมั่นคง ด้านอาชีพแล้ว สหกรณ์แห่งนี้ยังมีสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับสมาชิก อีกทั้งสหกรณ์ได้น าเอาโปรแกรมของกรมตรวจ บัญชีสหกรณ์ เข้ามาใช้ในการบริหารงาน ท าให้เจ้าหน้าที่สามารถท างานได้รวดเร็วและมีความถูกต้อง อีกทั้งมี โครงการน าร่องในการน าเอาโปรแกรม ค็อป ฮับ (Coop Hub) เพื่อให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปเข้าตรวจสอบ ดูข้อมูลเกี่ยวกับการเงินหรือข้อมูลทั่วไปของสหกรณ์ (3) ผลความส าเร็จ ผลประกอบการจากการด าเนินกิจการ ปี พ.ศ. 2560 ของสหกรณ์การเกษตรหัวหิน จ ากัด มีก าไรสุทธิ ประจ าปี 13,054,570 บาท และเป็นสหกรณ์ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น พ.ศ. 2560 ได้รับการจัดระดับมาตรฐาน เกรด A (ระดับดีเลิศ) จากส านักงานสหกรณ์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รับการคัดเลือกสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ระดับจังหวัด ประจ าปี พ.ศ. 2560/2561 และได้รับรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 การสนับสนุนให้สมาชิกมีวินัย ทางการเงินดีเด่นระดับประเทศ ประจ าปี พ.ศ. 2560 (สหกรณ์การเกษตรหัวหิน จ ากัด, ม.ป.ป.) (เอกสารจาก เว็บไซต์) 6.9 สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตรัง จ ากัด จังหวัดตรัง (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตรัง จ ากัด ต าบลทับเที่ยง อ าเภอเมือง จังหวัดตรัง ได้ ก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวของเกษตรลูกค้า ธ.ก.ส. ในจังหวัดตรัง จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์พุทธศักราช 2511 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2534 และได้ด าเนินงานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มีเขตพื้นที่ด าเนินงานครอบคลุม ทุกอ าเภอในจังหวัดตรัง การด าเนินงานอยู่ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการด าเนินการ 15 คน มีขอบเขตงาน 8 สาขา ครอบคลุมทั้งจังหวัดตรัง ได้แก่ สาขาเมือง, สาขาห้วยยอด, สาขาย่านตาขาว, สาขาวังวิเศษ, สาขาสิเกา, สาขา เขาวิเศษ, สาขากันตัง และ สาขาปะเหลียน ทุกสาขาเปิดท าการ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 7.30-18.30 น. วันเสาร์ เวลา 8.00-17.00 น.หยุดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ (2) การด าเนินงาน การให้บริการของสหกรณ์ ประกอบด้วย 1) การรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร 2) ร้านค้าสหกรณ์ สกต. ตรัง เป็นร้านค้าสหกรณ์ส าหรับสมาชิกและบุคคลทั่วไป จัดจ าหน่ายสินค้า อุปโภคบริโภคหลากหลายชนิด มีทั้งสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ของสหกรณ์เองหรือผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสมาชิก รวมทั้ง สินค้าทั่วไปตามท้องตลาด วางจ าหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป
105 3) ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสมาชิก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทางสหกรณ์สนับสนุนส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกได้รวมกลุ่มกัน ผลิตเพื่อขายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป เป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคต่าง ๆ โดยมีร้านค้าสหกรณ์เป็นจุดวาง จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวหอมมะลิชนิดต่าง ๆ ข้าวสารเพื่อสุขภาพ น้ ายาอเนกประสงค์ เช่น ชุดน้ ายาล้างจาน ชุดน้ ายาซักผ้า ผงซักฟอก ชุดน้ ายาปรับผ้านุ่ม น้ ายาสระผม หมอนยางพารา ผ้าบาติก ผ้าทอนาหมื่นศรีข้าวสาร ปุ๋ยยางพารา ปุ๋ยปาล์ม ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์เคมี น้ าผึ้ง และ น้ าปลา 4) ร้านชูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ สาขาปะเหลียน เป็นการพัฒนาร้านสหกรณ์ ให้เป็นจุดจ าหน่ายสินค้า ของสหกรณ์ที่มีคุณภาพ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน พัฒนาเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ เพิ่ม โอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าสหกรณ์ โดยใช้หลักการตลาดน าการผลิต ทั้งกลุ่มสินค้าด้านพืช ด้านปศุสัตว์ และสินค้าเกษตรแปรรูปต่าง ๆ เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น เป็นศูนย์รวบรวม และจ าหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เป็นกลไกในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจกิจและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิก ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภคและ ประชาชนทั่วไป จากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้ามีคุณภาพมาตรฐาน ราคายุติธรรม รวมถึงเพิ่มบทบาทของสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของชุมชนสินค้าที่น ามาจ าหน่ายภายในร้าน ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ แปรรูปของสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มอาชีพ และเกษตรกรตามโครงการน าลูกหลาน เกษตรกรกลับบ้านฯ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูป ข้าวหอมมะลิ น้ าปลา และสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด จากส านักงาน พาณิชย์จังหวัดตรัง และสินค้าอุปโภค บริโภค ของใช้ที่จ าเป็นต่อชีวิตประจ าวัน ร้านชูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ สาขาปะเหลียน เป็นสาขาน าร่อง โดยมีเป้าหมายในการขยายสาขาเพิ่มอีก 6 แห่ง รวมทั้งจังหวัด 7 แห่ง ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตรนาโยง จ ากัด, สหกรณ์การเกษตรเมืองตรัง จ ากัด, สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จ ากัด, สหกรณ์การเกษตรห้วยยอด จ ากัด, สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตรัง จ ากัด และ สหกรณ์ การเกษตรหาดส าราญ จ ากัด (3) ผลความส าเร็จ ผลการประกอบการของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตรัง จ ากัด ณ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564 มีรายได้จากการด าเนินงานทั้งสิ้น 2,486.4 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจรวบรวมผลผลิตการเกษตร (ยางพารา) 2,435.5 ล้านบาท (ร้อยละ 97.9 ของรายได้รวม) ธุรกิจจัดจ าหน่ายสินค้า 50.9 ล้านบาท (สหกรณ์การเกษตร เพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตรัง จ ากัด, ม.ป.ป) (เอกสารจากเว็บไซต์) 6.10 สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สงขลา จ ากัด จังหวัดสงขลา (1) ความเป็นมา สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สงขลา จ ากัด (สกต.สงขลา) ต าบลหาดใหญ่ อ าเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นองค์กรของเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ซึ่งมีแนวคิดที่จะให้เกษตรกร มีองค์กรในรูปแบบของ “สหกรณ์การเกษตร” ที่เข้ามาท าหน้าที่แก้ปัญหา ความเดือดร้อนของเกษตรกรในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหาด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ า
106 และเพิ่มอ านาจต่อรอง เพื่อเป็นประโยชน์ส าหรับสมาชิก หากผลการด าเนินงานมีก าไรจะมีเงินปันผลเฉลี่ยคืน ตามหลักการสหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สกต.สงขลา จดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ก าหนดให้สมาชิกถือหุ้นคนละ 10 หุ้นๆละ 10 บาท และเพิ่มหุ้นประจ าปีขั้นต่ าอย่างน้อย ปีละ 120 บาท มีค่าธรรมเนียมคนละ 50 บาท รวม 250 บาท เพื่อเป็นเงินทุนในการด าเนินงานของ สกต.สงขลา การจัดตั้ง สกต.สงขลา เป็นเชื่อมต่อที่เข้ามาต่อเติม ในสิ่งที่ขาดหายไปของเกษตรกรเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิก เพื่อให้สมาชิกได้รับผลประโยชน์สูงสุด จากการใช้บริการด้านต่าง (2) การด าเนินงาน การด าเนินงานของ สกต. สงขลา มี 6 ธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจการขาย/บริการ 2) ธุรกิจสินเชื่อ 3) ธุรกิจ จัดหาสินค้ามาจ าหน่าย 4) ธุรกิจรวบรวมผลิตผล 5) ธุรกิจแปรรูปผลิตผลการเกษตรและการผลิตสินค้า และ 6) ธุรกิจอื่น ๆ มีการสร้างศูนย์รวบรวมและกระจายผลผลิตทางการเกษตร โดยให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรสงขลา จ ากัด ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรด่านสะเดา จ ากัด ท าหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสหกรณ์ต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา โดยเชื่อมโยงกันในรูปของเครือข่าย เพื่อจัดระบบและลดต้นทุนการบริหารจัดการ ขนส่งและ จัดจัดหน่ายสินค้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีหอการค้าจังหวัดสงขลาเข้ามาช่วยสนับสนุนการเปิดตลาด ต่างประเทศ ประสานกับศูนย์การค้าเมืองปีนัง พ่อค้าน าเข้าสินค้าเกษตรและบริษัทน าเข้าข้าวตามโควต้าของ รัฐบาลมาเลเซีย มาร่วมเป็นคู่ค้าและเพิ่มช่องทางในการรองรับสินค้าการเกษตรของสหกรณ์ ส าหรับกระบวนการ ด้านศุลกากร ได้มีการเตรียมความพร้อมของสหกรณ์ในการประกอบธุรกิจกับต่างประเทศ และประสานงานกับ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมเอกสารการน าเข้าส่งออกสินค้า และปรับระบบพิธีการน าเข้า ส่งออกสินค้าให้มีความรวดเร็ว เพื่อลดขั้นตอนและอ านวยความสะดวกเรื่องการด าเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มี ประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส.สงขลา จ ากัด (สกต. สงขลา) ร่วมกับส านักงานธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดสงขลา และโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ เปิดพื้นที่ออกบูธจัด โครงการ “ร่วมใจขายข้าวช่วยชาวนา” ที่บริเวณลาน ชั้น G โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ อ าเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เพื่อเป็นการกระจายข้าวคุณภาพดีจากชาวนาทั่วประเทศ มาขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงในราคาที่เป็นธรรม ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และร่วมสนับสนุนนโยบายขายข้าวช่วย ชาวนาตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้มีการจัดเตรียมข้าวคุณภาพดีจากชาวนา ทั้งจากจังหวัดสงขลาและทุ่ง กุลาร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวคุณภาพดี จ านวนมากมาขายให้กับประชาชนและผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งมีทั้ง ข้าวเอไรซ์ ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม ราคา 160 บาท และข้าวกล้อง ข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนาดถุง ละ 1กิโลกรัม ราคา 45-80 บาท แล้วแต่สายพันธุ์ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งแพทย์ พยาบาล รวมทั้งประชาชนมา เลือกซื้อหากันอย่างเนืองแน่น
107 (3) ผลความส าเร็จ ผลประกอบการจากการด าเนินกิจการ (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564) ของ สกต.สงขลา มีรายได้ จากการขายทั้งสิ้น 2,500.3 ล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจการขายและบริการ 1,290.4 ล้านบาท (ร้อยละ 51.2 ของรายได้รวม) ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจ าหน่าย 6.9 ล้านบาท ธุรกิจรวบรวมผลผลิต 1,201.2 ล้านบาท (ร้อยละ 48.0 ของรายได้รวม) ธุรกิจแปรรูป 1.6 ล้านบาท และอื่น ๆ 0.16 ล้านบาท (กรมตรวจบัญชีสหกรณ์, ม.ป.ป.) (เอกสารจากเว็บไซต์)
6.11 สรุปผลการศึกษาเบื องต้นของสหกรณ์การเกษตร-องค์กรชุมชนที่กฎหมายรับ ตารางที่7 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงานสหกรณ์การเกษตร ล าดับ สหกรณ์/จังหวัด ปีก่อตั ง ปัญหาชุมชน 1 สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา/น่าน 2516 ยกระดับการผลิต การ รูป และการตลาด 2 สหกรณ์การเกษตรสามชุก/สุพรรณบุรี 2518 จุดอ่อนการบริหารองค โดยรวมสหกณ์การเกษ แห่งเข้าด้วยกัน 3 สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย/ร้อยเอ็ด 2520 ยกระดับการผลิต การ รูป และการตลาดส าห ข้าวหอมมะลิ 4 สหกรณ์การเกษตรล าพระเพลิง/ นครราชสีมา 2520 พัฒนาธุรกิจและการจั สหกรณ์
108 รองความเป็นคณะบุคคล ร-องค์กรชุมชนที่กฎหมายรับรองความเป็นคณะบุคคล ผลประกอบการ-ผลงานที่โดดเด่น รแปร ปี พ.ศ. 2565 (31 มีนาคม พ.ศ. 2565) มีรายได้รวมทั้งสิ้น 524.5 ล้านบาท โดยร้อยละ 42.7 เป็นรายได้จาก กิจการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (มีข้อสังเกตจากการเป็น Supplier กับบริษัท สันติภาพฮั่วเพ้ง จ ากัด (ตรานกพิราบ) ค์กร ษตร 4 ปีพ.ศ.2559 มีรายได้รวม 233.4 ล้านบาท โดยมีรายได้หลักมาจากการรวบรวมผลผลิต ทางการเกษตร ร้อยละ 68.9 ของรายได้รวม และธุรกิจการบริการทาง การเงิน ร้อยละ 32.3 เป็นรายการที่สอง รแปร หรับ ปีพ.ศ. 2564 มีรายได้รวม 1,047 ล้านบาท โดยมีรายได้หลักมาจากการแปรรูปผลผลิต ทางการเกษตร ร้อยละ 79.7 ของรายได้รวม และธุรกิจจัดหาสินค้าฯ ร้อยละ 7.2 เป็นรายการที่สอง การแปรรูปดังกล่าว เป็นความส าเร็จจาก บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO และ HACCP ในการแปรรูป ข้าวหอมมะลิเกรดพรีเมียม ตราทุ่งกุลา และตราข้าวเกิดบุญ ัดการ ปี พ.ศ. 2563 มีรายได้จากการประกอบการในบริการต่าง ๆ 345.5 ล้านบาท มีก าไร 17.1 ล้านบาท โดยมีกิจกรรมริเริ่มทางเศรษฐกิจในการปลูกพืชผัก ปลอดสารเคมีและข้าวไรซ์เบอรี เพื่อน าส่งตลาดโมเดิร์นเทรด เช่น
ล าดับ สหกรณ์/จังหวัด ปีก่อตั ง ปัญหาชุมชน 5 สหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น/สระแก้ว 2530 แก้ปัญหาการพึ่งพาพืช ไปสู่การปศุสัตว์และกา แปรรูปผลิตภัณฑ์ 6 สหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง/ ชลบุรี 2542 ราคายางตกต่ าและกา พึ่งพาราคายาง – พัฒ ไปสู่การแปรรูป/การต 7 สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี/ราชบุรี 2514 ตลาดน้ านมดิบ/การแป ผลิตภัณฑ์
109 ผลประกอบการ-ผลงานที่โดดเด่น เซ็นทรัล-ตามโครงการตลาดจริงใจ และลูกค้าในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งประสานหน่วยงานสนับสนุนเพื่อพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ อันเป็น การเชื่อมโยงภาคการผลิตของเกษตรกรรมเข้ากับเศรษฐกิจบริโภคของเมือง ที่ให้ความส าคัญต่อสุขภาพและความยั่งยืน ชไร่ าร ปี พ.ศ. 2563 มีรายได้จากการประกอบการ/ปริมาณธุรกรรมทางเศรษฐกิจ 3,093.4 ล้านบาท โดยร้อยละ 81.5 เป็นรายได้จากการแปรรูปน้ าดิบเป็นผลิตภัณฑ์ นม ในขณะเดียวกัน การประกอบการนี้ เป็นตัวอย่างของการปรับเปลี่ยน อาชีพของเกษตรกรจากพืชไรมาเป็นปศุสัตว์ จากการท างานแบบรายย่อย มาเป็นกิจการแบบรวมกลุ่ม/สหกรณ์ และจากการท างานตามล าพัง มาเป็น การท างานเชิงคลัสเตอร์ตลอดห่วงโซ่ของธุรกิจ รวมทั้งการสนับสนุนจาก ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ร นา ตลาด ปี พ.ศ. 2564 มีรายได้รวม 1,362 ล้านบาท โดยร้อยละ 86.0 เป็นรายได้จากการแปรรูป น้ ายางเป็นผลิตภัณฑ์ยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในการผลิตยางแท่ง STR 20 ปรรูป ปี พ.ศ. 2563 มีรายได้รวม 3,145.5 ล้านบาท โดยร้อยละ 73.0 มาจากธุรกิจรวบรวม น้ านมดิบและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม และเมนูมิลค์เชคนมสด-นมสดโค แท้100% ที่มียอดขายดีต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
ล าดับ สหกรณ์/จังหวัด ปีก่อตั ง ปัญหาชุมชน 8 สหกรณ์การเกษตรหัวหิน/ ประจวบคีรีขันธ์ 2521 การพัฒนาอาชีพ-การผ การตลาด 9 สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส.ตรัง/ตรัง 2534 การตลาดน้ ายางพารา 10 สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส.สงขลา/สงขลา 2534 การตลาดน้ ายางพารา การแสวงหาเศรษฐกิจใ
110 ผลประกอบการ-ผลงานที่โดดเด่น ผลิต ปี พ.ศ. 2560 มีผลก าไรจากการประกอบการ 13.05 ล้านบาท กรณีของสหกรณ์ การเกษตรหัวหิน เป็นตัวอย่างความส าเร็จของการท างานร่วมกับภาครัฐ ที่เข้าไปร่วมจัดระบบงานและปรับปรุงกิจการ จากองค์กรที่ประสบปัญหา การท างาน มีการเพิ่มความมั่นคงในรายได้ (จากโกดังสินค้า และตลาดนัด) และมีก าไรจากการประกอบการ ปี พ.ศ. 2564 มีผลประกอบการ 2,486.4 ล้านบาท โดยร้อยละ 98.0 เป็นรายได้จากการ รวบรวมน้ ายางและแปรรูปยางพารา และ ใหม่ ปี พ.ศ. 2564 มีผลประกอบการรวม 2,500.3 ล้านบาท โดยมีธุรกิจการขายและบริการ 1,290.4 ล้านบาท (ร้อยละ 51.2 ของรายได้รวม) และ ธุรกิจรวบรวม ผลผลิต 1,201.2 ล้านบาท (ร้อยละ 48.0 ของรายได้รวม) โดยธุรกิจแรก เป็นการบุกเบิกธุรกิจใหม่จากการจัดตั้งศูนย์รวบรวมและกระจายชายแดน ระหว่างไทยกับมาเลเซีย และธุรกิจที่สอง เป็นกิจการแปรรูปและจัดการ งานตามห่วงโซ่กาผลิตยางพารา
111 สรุปผลการศึกษาเบื้องต้นของสหกรณ์การเกษตร-องค์กรชุมชนที่กฎหมายรับรองความเป็นคณะบุคคล (1) กิจการที่น าไปสู่ความส าเร็จของสหกรณ์การเกษตร (รวมสหกรณ์โคนม, สหกรณ์กองทุนสวนยาง) ต่างพบว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น าไปสู่ความส าเร็จของการประกอบการ ล้วนแต่เป็นกิจการที่มาจากการ แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและการจัดการรูปแบบการผลิตและการตลาดที่เหมาะสม จะเห็นได้จากการแปรรูป ผักของสหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จ ากัด ข้าวหอมมะลิตราของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด การแปรรูป ผลผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด และสหกรณ์โคนมหนองโพจ ากัด การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ยางพาราของสหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จ ากัด สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส.ตรัง จ ากัด และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส.สงขลา (2) มีสหกรณ์ 2 แห่ง ที่น าเอาความได้เปรียบของพื้นที่ตั้ง (Location) เข้ามาร่วมสร้างความได้เปรียบ ทางการแข่งขันของธุรกิจ (Competitive Advantage) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ คือ 1) ข้าวหอมมะลิ ของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย 2) ศูนย์รวมและกระจายสินค้าระหว่างประเทศของสหกรณ์การเกษตรเพื่อ การตลาดลูกค้า ธกส.ตรัง (3) ปัจจัยส าคัญของการประกอบการธุรกิจด้วยการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน ISO และ HACCP ของสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด และการริเริ่มปลูกผักอินทรีย์เพื่อรองรับผู้บริโภคของสหกรณ์ การเกษตรล าพระเพลิง จ ากัด เป็นตัวอย่างของการสร้างความมั่นคงให้ทั้งด้านการผลิตและการตลาดควบคู่กัน (4) สัดส่วนของรายได้จากการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นรายได้ในล าดับที่หนึ่ง (ร้อยละ 68.9) ของสหกรณ์การเกษตรสามชุก ซึ่งมากกว่ารายได้จากบริการสินเชื่อ ย่อมเป็นกรณีเชิงประจักษ์ถึงความ ต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ และเป็นบทบาทที่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์เบื้องต้นของกิจการแบบสหกรณ์ ที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาของสมาชิกและมีก าไรที่เหมาะสมจากการประกอบการ (5) การด าเนินงานของสหกรณ์โคนมหนองโพ จ ากัด (แก้ปัญหาการเชื่อมโยงกับตลาด) และสหกรณ์โคนม วังน้ าเย็น จ ากัด (แก้ปัญหาราคาพืชไร่) ทั้ง 2 นี้ ต่างแสดงถึงกระบวนการท างานที่เป็นบทบาทความร่วมมือเชิง คลัสเตอร์ของการพัฒนาธุรกิจให้ครบวงจรห่วงโซ่ และเป็นบทบาทของการท างานระหว่างหน่วยงานสนับสนุน ของภาครัฐและการรวมตัวของภาคประชาชน (รวมทั้งบทบาทของผู้น าชุมชน) และทั้ง 2 สหกรณ์นี้ มีปริมาณ ธุรกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่า 3,000 ล้านบาท (6) บทบาทการท างานแบบกลไกร่วมรัฐกับองค์กรชุมชน (สหกรณ์การเกษตร) ในการศึกษานี้ จะเห็น ได้จากการเข้าไปให้ค าแนะน า ปรับปรุงการด าเนินงาน สร้างกิจกรรมและรายได้ที่มั่นคงต่อกิจการของสหกรณ์ การเกษตรหัวหิน จ ากัด (7) ปริมาณธุรกรรมของสหกรณ์การเกษตร(รวมสหกรณ์โคนม, สหกรณ์กองทุนสวนยาง) มีรายได้ระดับ 200-500 ล้านบาท (ต่ ากว่า 1,000 ล้านบาท) 3 แห่ง ระดับ 1-2,000 ล้านบาท 2 แห่ง และระดับ 2-3,000 ล้านบาท 2 แห่ง และมากกว่า 3,000 ล้านบาท 2 แห่ง ซึ่งถือได้ว่า เป็นองค์กรชุมชนที่มีปริมาณธุรกรรมทาง เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากกว่ากลุ่มจัดตั้งของชุมชนและ/หรือองค์กรชุมชนทุกประเภทที่ศึกษาในครั้งนี้
112 (กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ สถาบันการเงินชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต วิสาหกิจชุมชน กองทุนสวัสดิการ ชุมชน และกองทุนหมู่บ้าน)
113 บทที่ 7 การจัดประชุม Focus Group Discussion 7.1 ครั้งที่ 1 กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวโดยชุมชน วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ณ อาคาร D ชั้น 3 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร 7.1.1 บันทึกสาระส าคัญโดยสรุป (ข้อเสนอและการแลกเปลี่ยนจากที่ประชุม) (1) การเสนอให้เห็นถึงการใช้วัตกรรมของชุมชน รวมไปถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่วิสาหกิจใช้เพื่อให้การ ท างานมีคุณภาพมากขึ้น หรือลดต้นทุนการผลิตได้ (2) สิ่งที่นักท่องเที่ยวคืนให้กับชุมชน หรือสิ่งที่ชุมชนได้รับจากนักท่องเที่ยวจากกระบวนการจัดการ ท่องเที่ยวโดยชุมชน (3) การจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบการท าการตลาดโดยเดินร่วมกับการท่องเที่ยวกระแสหลัก และเพิ่ม ความเป็นชุมชนซึ่งเป็นจุดที่มีความแตกต่างของการท่องเที่ยวกระแสหลักมาเป็นจุดขาย เช่น วิสาหกิจชุมชน บ้านนาตีน (การเพิ่มรายได้ร่วมกับการท่องเที่ยวกระแสหลัก โดยชุมชนร่วมมือกับสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ ออกเป็นข้อตกลงในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาตีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ทั้งธรรมชาติของทะเลอันดามันและวิถีชีวิตผู้คนในชุมชน (4) ประเด็นของผู้น าน่าจะเป็นปัจจัยความส าเร็จส าคัญอย่างหนึ่งที่น่าจะมีในกระบวนการถอดบทเรียน นอกจากนี้ยังพบว่า ความเข้าใจและพื้นฐานความรู้ ด้านการท่องเที่ยวของชุมชนที่อยู่ในจังหวัดที่มีการท่องเที่ยว กระแสหลัก อย่างอันดามัน จะมีความเข้าใจและแนวคิดการผนวกตลาดการท่องเที่ยวกระแสหลักกับการจัดการ ท่องเที่ยวชุมชนน่าจะเป็นการขยายการจัดการท่องเที่ยวชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันได้ดี (5) ชุมชนท่องเที่ยวกับการประสานงานหน่วยงานมีความจ าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเอกชน ธุรกิจโรงแรม และทัวร์เข้ามาร่วมการท่องเที่ยวชุมชนน่าจะโตได้เร็วมากขึ้น (6) การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน บางเรื่องยังมีความต้องการการเติมความรู้บางอย่างเพื่อให้สามารถ ด าเนินการไปได้ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องเรือน าเที่ยว การใช้พื้นที่ท ากิจกรรมบางอย่าง เช่น การด าน้ า หรือ แม้แต่ในระบบการท าบัญชีและภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรมีการจัดเวทีเติมความรู้เฉพาะเพิ่มเติมให้ชุมชน ท่องเที่ยว
114 7.1.2 ภาพประกอบของกิจกรรมการประชุม 7.2 ครั้งที่ 2 กลุ่มธุรกิจเกษตร และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ณ อาคาร D ชั้น 3 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร 7.2.1 บันทึกสาระส าคัญโดยสรุป (ข้อเสนอและการแลกเปลี่ยนจากที่ประชุม) (1) การจัดการองค์กรของวิสาหกิจที่ส าคัญ คือ มีการแบ่งการท างานตามความเชี่ยวชาญ มีกระบวนการ จัดท ามาตรฐาน แบ่งการดูแลควบคุมจัดระบบโซน และมีคณะกรรมการคอยก ากับ ติดตาม เช่น กรณีอุ่มแสง ซึ่งมีความชัดเจนมาก
115 (2) การจัดการกิจการ การตลาดมีความส าคัญต่อการวางแผนการผลิต และการพัฒนาคุณภาพสินค้า เช่น วิสาหกิจที่มีการส่งออกจะถูกก าหนดด้วยมาตรฐานส่งออกของประเทศนั้นๆ ซึ่งกลุ่มต้องมีการพัฒนา คุณภาพเพื่อไปสู่ตลาดต่างประเทศให้ได้ (3) การท างานของวิสาหกิจเมื่อมีความเติบโตขึ้น จ าเป็นต้องไปสู่การจดทะเบียนในลักษณะอื่นที่เป็น นิติบุคคลเพื่อการค้าขายที่เป็นทางการมากขึ้น เช่น รูปแบบบริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคม สหกรณ์ เป็นต้น (4) การท างานของแต่ละวิสาหกิจต้องเกิดประโยชน์ต่อสมาชิก เช่น สมาชิกต้องขายสินค้าได้ราคาสูง กว่าท้องตลาด หรือ รูปแบบสวัสดิการอื่น ๆ จากวิสาหกิจ (5) การเติบโตและแข็งแรงจะมีการขยายตัวในลักษณะการเชื่อมร้อยเครือข่ายการผลิต และการสร้าง Supply Chain ร่วมกันกับกลุ่มหรือวิสาหกิจอื่น ๆ เช่น อุ่มแสงขยายเครือข่ายไป 8 จังหวัดในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ (6) ปัจจัยส าคัญอย่างหนึ่งที่เจอการประกอบการด้านเกษตร คือ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิต และ กระบวนการท างานอย่างปราณีต เช่น กาแฟบ้านถ้ าสิงห์ (7) การใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อลดดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสินค้า โดยการผนวก ความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความจ าเป็น เช่น กลุ่มเกษตรฐานยางพารา ที่คิดค้นระบบการท ายางแผ่นที่บาง และไม่มีกลิ่น หรือ กลุ่มหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติ คิดค้นรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ (8) กระบวนการพัฒนากลุ่มโดยการท างานหลากหลายรูปแบบนอกจากการผลิตสินค้าแบรนด์กลุ่มเองแล้ว การเพิ่มรายได้จากการรับจ้างท า OEM ท าให้กลุ่มเติบโตและมีรายได้ที่สูงขึ้น เช่น วิสาหกิจชุมชนชีววิถี เป็นต้น (9) ถ้าจะก้าวเดินต่อจากนี้ไปเราจะค้นพบความจริงแล้วว่า มันจะต้องเดินจากชุดความรู้ที่เกิดจากการ สะสมประสบการณ์ และไม่ใช่ความรู้จากข้างนอกแต่เป็นความรู้ที่มาจากกระบวนการผลิตของเราเอง (10) การขยายการท างานจาก 16 ให้มีความเติบโตในวงกว้าง เช่น จากวันนี้มี 16 ต้นแบบ หากขยาย 1 แห่ง ไปสู่ 10 แห่ง และจาก 10 แห่ง ไปสู่ 100 แห่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและการแก้ปัญหาบางอย่างได้ แน่นอน 7.2.2 ภาพประกอบของกิจกรรมการประชุม
116 7.3 ครั้งที่ 3 กลุ่มการเงินและสวัสดิการสังคม วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2565 ณ อาคาร D ชั้น 3 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่ง ประเทศไทย ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร 7.3.1 บันทึกสาระส าคัญโดยสรุป (ข้อเสนอและการแลกเปลี่ยนจากที่ประชุม) (1) การจัดการองค์กรของกลุ่มการเงินและสวัสดิการชุมชน ผู้น าและคณะกรรมการมีความส าคัญต่อ กระบวนการท างานที่เข้มแข็งของกลุ่มมาก เนื่องจากการประกอบกิจการด้านกลุ่มการเงิน จะมีหลักของความ ศรัทธา และความเชื่อถือในตัวผู้น าและคณะกรรมการกลุ่มสูงมาก (2) ระบบการบริหารการท างานที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ นับเป็นประเด็นส าคัญด้านการ จัดการองค์กรการเงินและสวัสดิการชุมชน เมื่อกลุ่มมีความเติบโตมากขึ้น การจ้างบริษัทตรวจสอบบัญชีท าให้ กระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เช่น กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา เป็นต้น (3) การบริการในรูปแบบที่หลากหลาย สอดคล้องกับบริบทชุมชน และน าไปสู่การแก้ไขปัญหาสมาชิก มีความส าคัญ เช่น การปล่อยเงินกู้รูปแบบต่าง ๆ การจัดสวัสดิการที่หลากหลาย เป็นต้น (4) กฎระเบียบ และกติกาทางสังคมมีความส าคัญ โดยเฉพาะการตรวจสอบกันเองของสมาชิกและ ชุมชนที่ช่วยกลุ่มในการพิจารณาคุณสมบัติและการช่วยเหลือสมาชิก การปล่อยเงินกู้ หรือการรับสมาชิกใหม่ เช่น สถาบันการเงินบ้านคลองป่าไม้ ที่มีการรับสมาชิกใหม่โดยให้สมาชิกเก่าช่วยกันพิจารณาประกอบด้วย
117 (5) การจัดการกิจการต่อยอดจากการเงิน เช่น การท ากิจการ/ธุรกิจ ท าให้กลุ่มและสมาชิกมีรายได้เพิ่ม ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนที่ดีจากกลุ่ม (6) การแก้ไขปัญหาให้สมาชิก เช่น การส่งเสริมอาชีพ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ าเพื่อการลงทุนประกอบ อาชีพ และการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้สมาชิก เช่น รูปแบบการรวมหนี้ของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านชากไทย (7) การท างานบูรณาการและเชื่อมร้อยองค์กรชุมชนอื่น ๆ ในพื้นที่ ท าให้กลุ่มองค์กรการเงินหรือ สวัสดิการชุมชนมีพลังและส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของชุมชนได้ดี เช่น บ้านชากไทย จัดการร่วมกับ องค์กรชุมชน จ านวน 13 องค์กร เพื่อจัดการเรื่องการแก้หนี้ให้สมาชิก 7.3.2 ภาพประกอบของกิจกรรมการประชุม 7.4 ครั้งที่ 4 วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม อาคาร 1 ชั้น 5 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร 7.4.1 บันทึกสาระส าคัญโดยสรุป (ข้อเสนอและการแลกเปลี่ยนจากที่ประชุม) (1) ห้องย่อยที่1 กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต/กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ และสถาบันการเงินชุมชน โดย ดร.ธัชกร ธิติลักษณ์: จุดเด่นของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตได้น าเงินไปบริหารจัดการและพัฒนา คุณภาพชีวิตของสมาชิกได้ตรงจุด ส่วนเรื่องที่ส าคัญก็คือเรื่องของจิตอาสา ความซื่อสัตย์สุจริต ระบบการบริหาร จัดการ และแน่นอนที่สุดเรื่องพัฒนาการของแต่ละกลุ่มในการจัดการปัญหาที่สม่ าเสมอของคนในชุมชนและ
118 คณะกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการกู้และการคืนเงินของกลุ่ม แต่ภายในกลุ่มก็จะมีการปรึกษาหารือ หรือ มีการเจรจาต่อรองกันของสมาชิกกับคณะกรรมการในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ภายในกลุ่ม การมีส่วนร่วมในทุก ๆ ด้านของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ปัญหาที่กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ซึ่งเป็นปัญหา ใหญ่และอุปสรรคส าคัญของกลุ่ม นั่นก็คือ ปัญหาด้านบุคลากร สืบเนื่องมาจากคณะกรรมการมีอายุมากยิ่งขึ้น มีปัญหาทางด้านสุขภาพ ผนวกกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ค่อยมีความสนใจมากนักที่จะเข้ามามีบทบาทกับทางกลุ่ม รวมถึงค่าตอบแทนที่น้อยหากเปรียบกับการท างานที่เป็นกิจจะลักษณะ แต่ก็จะมีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่คนรุ่น ใหม่ให้ความสนใจและมีการน าไปศึกษาการท างานและการพยายามดึงคนใหม่จากรุ่นสู่รุ่น เข้ามาท างานในองค์กร ความต้องการของกลุ่มสิ่งแรกที่ทุกกลุ่มมีความต้องการเหมือนกันนั่นก็คือ การมีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่ยังคงมี การท างานที่เป็นกลุ่มออมทรัพย์ทั้งนี้เพื่อให้มีการยืดหยุ่นในการด าเนินกิจกรรม ซึ่งปัญหาเหล่าได้เกิดขึ้นเมื่อ จ านวนเงินของกลุ่มมีจ านวนมากยิ่งขึ้น และจ านวนสมาชิกเองก็มีมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ซึ่งกฎระเบียบบางอย่าง ได้ขัดกับการท างานของกลุ่ม ท าให้การด าเนินการของกลุ่มต้องมีอุปสรรคและด าเนินการไม่ได้ในบางส่วน ซึ่ง สวนทางกับการเติบโตของกลุ่มเป็นอย่างมาก เช่น การวางหลักทรัพย์ การค้ าประกันในการกู้ในแต่ละครั้ง การมีแนวทางที่ชัดเจนจากภาครัฐก็จะเป็นเรื่องที่ดี และท าให้กลุ่มออมทรัพย์สามารถด าเนินกิจกรรมต่อไปได้ และสามารถเติบโตมากขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจุบัน ในส่วนของการพัฒนาเครือข่าย เนื่องด้วยแต่ละกลุ่มมีศักยภาพ ที่ไม่เท่ากัน ซึ่งจะมีบางกลุ่มที่ยังต้องพึ่งพาหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยเหลือกลุ่ม และอีกหลายกลุ่มที่ต้อง แบ่งการท างานตามศักยภาพของตนเอง โดยสรุปได้ดังนี้ - เกิดจากการมีจิตอาสา การมีส่วนร่วมกันของคนในชุมชนและความมีภาวะผู้น าของชุมชนแต่ละชุมชนใน การแก้ปัญหาในด้านความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการเสริมสร้างอาชีพการผลิต ฯลฯ - จุดเด่น ได้แก่ ความสะดวก และความคล่องตัวของกลุ่ม - ปัจจัยความส าเร็จ (key) ได้แก่ การเห็นประโยชน์ร่วมกัน ระบบการบริหาร กิจกรรมต่อเนื่อง ความ เข้มแข็งชุมชน ความโปร่งใส สมาชิก และจิตอาสา - กลไก เป็นการบริหารงานของคณะกรรมการ การพัฒนาระบบบริหารงาน เช่น ระเบียบการกู้แบบ ขั้นบันได คุณภาพของคณะกรรมการและสมาชิก - ความส าเร็จของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นกลไกของการพัฒนาชุมชนจากฐานรากจริง ๆ เป็น ฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน -การปรับปรุงและพัฒนา พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ แก้ปัญหาความต่อเนื่องของกรรมการรุ่นเก่า พัฒนา การช่วยสมาชิกให้ครอบคลุมมากขึ้น - ความต้องการ ได้แก่ การแก้ปัญหาเรื่องการจดทะเบียนนิติบุคคลของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เนื่องจากมีปัญหาหลักทรัพย์ที่เอามาค้ าประกันของผู้กู้ไม่สามารถเอามาค้ าได้หากไม่ใช่นิติบุคคล ในกรณีนี้ กรมการพัฒนาชุมชนไม่มีความชัดเจน จึงอยากได้ความชัดเจนในส่วนนี้
119 (2) ห้องย่อยที่ 2 กองทุนสวัสดิการชุมชน/กองทุนหมู่บ้าน โดย ผศ.ดร.ฉัตรวรัญช์ องคสิงห: ในส่วนของห้องย่อยที่ 2 เป็นกลุ่มที่ดูแลสวัสดิการชุมชนและกองทุน หมู่บ้าน มีผู้เข้าร่วม 8 ท่านเป็นบุคคลจากหน่วยงานของ Thai PBS และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การ มหาชน) (พอช.) โดยสรุปประเด็นได้ ดังนี้ การมีอยู่ของกองทุนหมู่บ้านที่มีไว้ส าหรับการกู้ยืมเงินของสมาชิก ซึ่งไม่ใช่การพัฒนาแต่เป็นการกู้เงิน และในครั้งแรกที่ท าการกู้เงิน สมาชิกก็จะได้เงินตามที่ได้ท าในสัญญาแต่ในส่วนที่เหลือคือเงินที่ได้จากการหมุนเวียน เงินทุนภายในกลุ่มออมทรัพย์ ทางภาครัฐเองก็จะมีการให้ประชาชนได้มีการกู้ยืมในหลายรูปแบบทั้งกองทุนหมู่บ้าน ที่ในช่วงแรกที่รัฐได้จัดสรรวงเงินมา 1 ล้านบาทแต่ต่อมาได้เพิ่งวงเงินเป็น 2 ล้านบาท แต่หากหมู่บ้านใดที่มีการ จัดการที่ดีเป็นระบบ รัฐก็ได้เพิ่มวงเงินมาอีก 2 แสนบาท นอกจากนี้ทางภาครัฐก็จะมีการปล่อยกู้ เช่น กองทุน ปลอดดอกเบี้ย 7 ปี แต่ในส่วนของกองทุนนี้จะกลายเป็นภาระของชุมชน สืบเนื่องมาจากต้องท าการกู้เพื่อน าไป ช าระให้ภาครัฐภายใน 7 ปี ในการกู้เงินก็สามารถมองได้ 2 มิติ มิติของชุมชนดงยูงที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ก็มีการใช้ทรัพยากรในชุมชนมาท านวัตกรรมไม้ไผ่มาท าประโยชน์ในเชิงอนุรักษ์และประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้ เช่น กระเป๋า และน าผลก าไรที่ได้จากการปล่อยกู้เพื่อให้สมาชิกมาท าการกู้เพื่อการประกอบอาชีพ เนื่องด้วยสภาพ เศรษฐกิจปัจจุบันท าให้ผู้กู้เกิดสภาวะหมุนเงินไม่ทัน ท าให้ต้องมีการกู้ยืมจากนอกระบบเพื่อมาช าระหนี้หรือ เงินกู้ที่ท าการกู้จากกองทุน แต่ในทางกลับกันในส่วนของสวัสดิการชุมชนนั้นที่ถือ Concept ที่ว่า “ให้อย่างมี คุณค่าและรับอย่างมีศักดิ์ศรี” ซึ่งลักษณะการบริหารจัดการของสวัสดิการชุมนั้นจะมีการให้สมาชิกชุมชนออม วันละ 1 บาท ซึ่งจะแบ่งการเก็บเงินเป็นไตรมาส คนที่จัดเก็บเงินออมไว้นั้นก็จะเป็นจิตอาสาในชุมชน ไม่ได้มี ค่าตอบแทน และรูปแบบในการจ่ายนั้นสมาชิกภายในชุมชนก็สามารถเข้ามามีบทบาทในการวางกฎระเบียบ ร่วมกัน ซึ่งในการให้สวัสดิการสมาชิกนั้นต้องแพร่กระจายเป็นวงกว้างนับตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต ซึ่งรูปแบบ การให้สวัสดิการนั้นมีหลากหลาย เช่น เมื่อมีการเกิดก็จะให้สวัสดิการ 200 บาท การให้เงินสวัสดิการในการรักษา พยาบาล300 บาท ปัจจัยขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนนั่นก็คือทุนชุมชน ท าให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการกันเองได้ และถึงแม้ว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนจะอยู่ใน พ.ร.บ. มาตรา 3(4) และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามา สนับสนุน แต่ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของเงินในกองทุนที่ยังน้อยท าให้สมาชิกที่สามารถกู้เงินได้แต่ภายใต้วงเงินที่จ ากัด ถ้าจะเปรียบเทียบกับกองทุนหมู่บ้าน แต่ก็มีบางชุมชนที่น าหน่วยงานที่เป็นเอกชนเข้ามาช่วยเหลือ เช่น ระยอง ที่ได้น า IRPC เข้ามาร่วม ได้เข้ามาช่วยเหลือสวัสดิการชุมชน และในวงการประชุมในครั้งนี้ก็ได้เกิดค าถามที่น่าสนใจ นั่นก็คือ ปัจจัยแห่งความส าเร็จนั้นคืออะไร ทางชุมชนก็ได้ตอบมาว่า ความส าเร็จนั้นวัดได้จากที่สมาชิกได้หลุด พ้นจากสภาวะของความทุกข์ และการช่วยเหลือที่รวดเร็วที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน และทางกองทุน หมู่บ้านปัจจัยของความส าเร็จนั้นก็คือ การได้กู้ และในการพัฒนาทางกลุ่มสวัสดิการชุมชนเองก็มีความต้องการ การอุดหนุนจากภาครัฐ และกองทุนหมู่บ้านมีความต้องการที่จะให้ความรู้กับกลุ่มและสมาชิกของกองทุน
120 (3) ห้องย่อยที่ 3 สหกรณ์การเกษตร/วิสาหกิจชุมชน โดย ดร.นัชชา เทียมพิทักษ์ สรุปประเด็นจากการแบ่งห้องย่อยกลุ่มที่ 3 วิสาหกิจชุมชน จะโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นอุ่มแสง กลุ่มผักปลอดภัยของสมุทรสาคร วิสาหกิจชุมชนบ้านนาตีน ยางพาราบุรีรัมย์ รวมทั้งทาง สหกรณ์การเกษตรด้วยที่เป็นประเด็นหลักมีดังนี้ - ความเข้มแข็ง หรือจุดแข็ง - ความท้าทาย - ข้อเสนอแนะเพื่อการเดินหน้าต่อ โดยน าวงจรของธุรกิจเข้ามาจับระดับของวิสาหกิจชุมชนแต่ละกลุ่ม ว่าอยู่ในระดับใด ระยะเริ่มต้น ระยะ เติบโต หรือระยะโตเต็มวัย ซึ่งพบว่า วิสาหกิจชุมชนอุ่มแสงกับบ้านนาตีนอยู่ในระยะเต็มวัยพร้อมที่จะเติบโต พร้อมที่จะช่วยผู้อื่น ส่วนวิสาหกิจฐานเกษตรยางพาราบุรีรัมย์อยู่ในระยะเติบโต เพราะฉะนั้น ยางพาราบุรีรัมย์ กับกลุ่มผักปลอดภัยของสมุทรสาครจึงอยู่ในระยะเติบโตหรือว่า Growth พอน าเอาวงจรธุรกิจเข้ามาเป็นตัวจับ เพื่อดูจุดแข็งของแต่ละกลุ่ม/องค์กรโดยใช้ 7s ซึ่งสามารถสรุปออกมาเป็น s แต่ละตัวได้ดังนี้ รูปที่ 8 McKinsey 7S Framework - จุดแข็งที่มีในทุกกลุ่มวิสาหกิจมีร่วมกันคือ Shared Values และ Shared Vision คือมีวิสัยทัศน์ร่วม การมีส่วนร่วม มีค่านิยมร่วม มีการรวมกลุ่มสามัคคีกันโดยมีหลักธรรมาภิบาล มีจิตใจที่ดีงามตรงกัน อันนี้จะ เรียกว่าเป็น Core Competency เลยก็ได้ ซึ่งก็เหมือนกับนักวิจัยอีก 2 ท่านที่จะเห็นความดีงามของชุมชน และ องค์กรของอีกทั้ง 2 กลุ่ม - System แต่ละที่มีระบบการบริหารจัดการ มีระบบมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น GMP ไม่ว่าจะเป็นระบบ มาตรฐานอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น ISO9000 ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการ มาตรฐานคุณภาพ
121 - Style โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ Leadership Style รูปแบบของการเป็นผู้น าและวุฒิภาวะในการ น าองค์กร เนื่องจากเราอยู่ในยุค Baby Boom ท าให้เรามีความเหนียวแน่น มีความหนักแน่นในเรื่องนี้ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น 3 ตัวคือ Shared Values Shared Vision อันนี้เป็นจุดแข็งและเรื่องของ System ที่เป็น ตัวมาตรฐานต่าง ๆ จุดแข็งสุดท้ายคือเป็นเรื่องของ Style-Leadership style คือ จุดแข็งขององค์กร ส่วนจุดที่เป็นส่วนปรับปรุงและท้าทาย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มาจากคนละธุรกิจ ถึงแม้จะมี System อยู่แล้ว แต่รายละเอียดปลีกย่อยใน System นั้น เช่น - กลุ่มฐานเกษตรยางพาราบุรีรัมย์ มีมาตรฐาน ISO9000 แล้วก็จริง แต่จ าเป็นต้องมีเรื่องของ QC เข้ามา ในแต่ละกระบวนการ ในแต่ละไลน์การผลิต เป็นต้น การดูแลต้นทุนการผลิต การดูแล YEW ของการผลิต และ Zero Defect เรื่องเสียง เป็นต้น - กลุ่มผักปลอดภัย ความท้าทายคือการท า Segmentation คือการเจาะที่ลูกค้าที่ลึกลงไปมากกว่าเดิม เพื่อเพิ่มความสามารถในการส่งสินค้าและมีบริการใหม่ๆ เช่น Delivery Service เป็นต้น - นาตีน สิ่งที่ส าคัญคือ New Generation จะคล้ายกับกลุ่มของอาจารย์ธัชกร คือการผสมผสานระหว่าง คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ที่มีความต่าง GEN ก็ถือเป็นความท้าทาย ความท้าทายที่เห็นเด่นชัดและเป็นแผนร่วมกัน ในทุก ๆ กลุ่มวิสาหกิจก็คือเรื่องของ Structure การจัดองค์กร จะปรับเปลี่ยนองค์กรจากวิสาหกิจชุมชนไปอยู่ ในรูปของอะไร สหกรณ์ชุมชน หรือ เป็นบริษัทเพื่อให้เป็นนิติบุคคลและมีตัวตน 7.4.2 ภาพประกอบของกิจกรรมการประชุม
122 บทที่ 8 ปัจจัยและกลไกการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคมของกลุ่มจัดตั้งของชุมขน/องค์กรชุมชน 8.1 สรุปผลการศึกษา การศึกษาความส าเร็จของกลุ่มจัดตั้ง/องค์กรชุมชน จ านวน 55 องค์กร ที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 3-6 ประกอบด้วย (1) กลุ่มจัดตั้งของชุมชน (กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ และสถาบันการเงินชุมชน) จ านวน 10 องค์กร (2) กลุ่มจัดตั้งของชุมชนที่มุ่งเน้นการประกอบการภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ (กลุ่มออมทรัพย์ เพื่อการผลิต และวิสาหกิจชุมชน) จ านวน 19 องค์กร (3) องค์กรชุมชนที่เป็นกลไกของหน่วยงานภาครัฐ (กองทุน สวัสดิการชุมชน และกองทุนหมู่บ้าน) จ านวน 16 องค์กร และ (4) สหกรณ์การเกษตร-องค์กรชุมชนที่กฎหมาย รับรองความเป็นคณะบุคคล จ านวน 10 องค์กร การศึกษานี้ พบว่า ประการแรก องค์กรที่ศึกษาทั้ง 55 องค์กร เป็นความส าเร็จเชิงประจักษ์ของกิจการที่มีการสร้างสรรค์ กิจการและการผนวกรวมตนเองเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของผู้เล่นหน้าใหม่ของระบบเศรษฐกิจ (New Players) เป็นความใหม่ทั้งในมิติธุรกิจในพื้นที่ และการเชื่อมโยงเข้ากับห่วงโซ่ของการประกอบการ (การน าเอาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่ระบบตลาดทั้งตลาดแบบดั้งเดิม ตลาดแบบโมเดิร์นเทรด และตลาดออนไลน์) ความใหม่ในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการจัดการด้านธุรกิจเท่านั้น การจัดการด้านสวัสดิการสังคม (เช่น กองทุนทุนสวัสดิการชุมชน) ก็เป็นความใหม่ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ เป็นการสร้างกระบวนการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ของสมาชิกชุมชนที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มจัดตั้งหรือเป็นองค์กรชุมชนขึ้นเป็นเบื้องต้นก่อน แล้วจึงไปผนวกรวม กิจกรรมดังกล่าวร่วมกับการจัดการงบประมาณของภาครัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น รวมทั้งประสานการสนับสนุน เพื่อการจัดสวัสดิการสังคม (รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ) กับภาคเอกชน (ดูรายละเอียดเรื่องของกองทุนสวัสดิการ ชุมชนได้ในการศึกษาบทที่ 5) กล่าวได้ว่า ความส าเร็จเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นไปด้วยการสร้างสรรค์ตามวิถีของการ พึ่งตนเองของกลุ่มจัดตั้งของชุมชนหรือองค์กรชุมชน ไม่ใช่กลไกที่ขยายตัวออกไปจากกรอบการด าเนินงานของ ภาครัฐและบริษัทเอกชน) ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 55 กรณีที่ศึกษาข้างต้นกลับสะท้อนถึงการริเริ่ม และการเรียนรู้จาก การปฏิบัติจริงภาคสนามแบบเรียนผิดเรียนถูกด้วยตนเองของชุมชน แต่ก็มีบางกรณีที่ได้รับประสานการแนะน า จากหน่วยงานของภาครัฐที่มีบทบาทในงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชน ซึ่งมักจะเป็นหน่วยงาน ของภาครัฐจากส่วนกลางมากกว่าส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น อนึ่ง บทบาทของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง และกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลคลองหินปูน ที่ต่างก็มีผู้ริเริ่ม ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง และค้นหาแนวทางออกให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อ ท ากินโดยที่รัฐไม่สูญเสียไปซึ่งหลักว่าด้วยกฎหมายและความชอบธรรม ก็เป็นไปตามวิถีของการพึ่งตนเองตาม ข้อสรุปข้างต้น ประการที่สองการจัดตั้งองค์กรของชุมชนตามวิถีการพึ่งพาตนเอง จะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการระดม เงินออมเพื่อการจัดสวัสดิการชุมชนของกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดตราด และจันทบุรี ที่ระดมทุนต่อปีได้ มากถึง 33 ล้านบาท และ 73 ล้านบาท และบริการส าหรับสมาชิกในระดับจังหวัด จ านวน 62,542 คน และ
123 106,021 คน ตามล าดับ ซึ่งเป็นวิธีการจัดสวัสดิการที่ไม่ได้พึ่งพาการสมทบจากงบประมาณของภาครัฐเหมือนกับ การด าเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน (ดูรายละเอียดตามบทที่ 5) เช่นเดียวกับการระดมเงินเป็นทุน หมุนเวียนของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านดอนคา จ านวน 243 ล้านบาท และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านป่าแดง จ านวน 372 ล้านบาท ก็ยืนยันในความสามารถของการจัดการของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น ผลประกอบการของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ที่มีรายได้จากการประกอบการ 124 ล้านบาทต่อปี และสถาบันการเงินชุมชนบ้านวังไทร (กองทุนหมู่บ้านวังไทร) ที่มีกิจการลงทุนโรงงานผลิต ยางแท่งและมีเงินทุนหมุนเวียน 418 ล้านบาท ก็เป็นการยืนยันในความส าเร็จทั้งการะดมทุนจากสมาชิก และ แข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดของการประกอบการธุรกิจ กรณีดังกล่าวนี้ ยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากผลการ ด าเนินงานที่ประสบความส าเร็จของสหกรณ์การเกษตรที่มีรายได้จากการประกอบการมากกว่า 500 ล้านบาท ต่อปีที่มีมากถึง 7 ราย (หากจัดแบ่งระดับกิจการของส านักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็ถือ ได้ว่า เป็นกิจการขนาดใหญ่) ประการที่สาม ความส าเร็จของกลุ่มจัดตั้งของชุมชนและองค์กรชุมชนที่ศึกษานี้ แม้จะเป็นผลมาจาก การริเริ่ม และการด าเนินงานของฝ่ายชุมชนก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วความส าเร็จเหล่านั้น ก็มีความเกี่ยวข้องกับ การท าหน้าที่ประสาน และสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และวิสาหกิจชุมชน กับบทบาทของกรมการพัฒนาชุมชน การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนกับการส่งเสริมของสถาบันพัฒนาองค์กร ชุมชน และการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านกับบทบาทการท างานร่วมกับส านักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง แห่งชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่า บทบาทของภาคเอกชนก็เข้ามามีส่วนท าให้ธุรกิจขององค์ชุมชนมีความคืบหน้า ไปได้ตามการซื้อขายแบบธุรกิจ เช่น บริษัทโฟร์โมสต์ ฟรีสแลนด์ (ประเทศไทย) จ ากัด กับการรับซื้อน้ านมดิบ และการร่วมพัฒนาวิชาการด้านการรักษาคุณภาพน้ านมดิบให้กับสหกรณ์โคนมหนองโพ การร่วมรับซื้อผลิตภัณฑ์ ยางของบริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จ ากัด (มหาชน), บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จ ากัด, บริษัท สยามมิชลิน จ ากัด, บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ (ไทยแลนด์) จ ากัด และ บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟค เจอริ่ง (ประเทศไทย) จ ากัด กับสหกรณ์กองทุนสวนยางอ าเภอบ่อทอง จ ากัด 8.2 ปัจจัยความส าเร็จและกลไกการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม ปัจจัยที่ได้สร้างความสามารถการด าเนินงานและสร้างความส าเร็จขององค์กรชุมชนในการประกอบ กิจการทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ประกอบด้วย 8.2.1 การขับเคลื่อนทุนทางสังคมเพื่อไปสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ และบริการ การจัดตั้งกลุ่มของชุมชนหรือองค์กรชุมชนตามการศึกษานี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นเองโดยการริเริ่ม ของผู้น าชุมชน หรือตามการกระตุ้นของหน่วยงานที่ส่งเสริมการพัฒนาชุมชนของภาครัฐ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมาย (Goals) เพื่อรองรับต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนเป็นด้านหลัก เป็นไปตาม แบบแผนของการประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship) เป็นตัวตั้ง มิใช่มุ่งสร้างก าไรแล้วน ามา
124 แบ่งปันต่อผู้ร่วมลงทุนเหมือนกับกิจการบริษัท (Corporation) อันเป็นวิถีของการรวมกลุ่มแบบพึ่งตนเอง (SelfHelp Group) ตัวอย่างของการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งองค์กรของชุมชนที่ยึดมั่นในเรื่องดังกล่าวโดยการริเริ่มของ ผู้น าชุมชน ก็คือ กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดตราด กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จันทบุรี และกลุ่มเกษตรกรเงินทุน หมุนเวียนบ้านวังไทร โดยที่สองกลุ่มแรกเป็นการจัดการองค์กรด้วยการสร้างเครือข่ายเพื่อระดมการออมและ ด าเนินงานตามบทบาทของกองทุนสวัสดิการที่สามารถให้บริการครอบคลุมได้ทั้งจังหวัด ในขณะที่กลุ่มที่สาม ได้เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเงินชุมชนบ้านวังไทร ซึ่งเป็นกิจการกองทุนหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนหมุนเวียน มากถึง 418 ล้านบาท ความส าเร็จของการประกอบการขององค์กรชุมชนที่ศึกษาข้างต้น จึงเป็นความส าเร็จ ทั้งการประกอบการธุรกิจ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน เป็นความส าเร็จที่มีการน าเอา “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ไปเป็นส่วนประกอบที่ส าคัญของการด าเนินงาน เช่น หลักของการเกื้อกูล และการพึ่งตนเองของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ สถาบันการเงินชุมชน กองทุนชุมชน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และกองทุนสวัสดิการชุมชน (รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน) ล้วนแต่ให้ความส าคัญต่อหลักการนี้เป็นเบื้องต้น โดยความ ส าเร็จของการน าเอาหลักนี้ไปใช้งาน/ขับเคลื่อน จะขึ้นอยู่กับความเป็นผู้น า (บารมีและความเชื่อถือ) และการ ปฏิบัติที่เกิดผลขึ้นจริงในการประกอบการของการรวมกลุ่ม (รายละเอียดตามบทสรุปของการศึกษาในบทที่ 3) การขับเคลื่อนทุนทางสังคมนี้ ยังจะเห็นได้จากความส าเร็จของการน าไปใช้เป็นส่วนประกอบของ ผลิตภัณฑ์และบริการของวิสาหกิจชุมชน เช่น ผ้าทอและกิจกรรมสนับสนุนการท่องเที่ยวของวิสาหกิจทอผ้า บ้านนาต้นจั่น ผ้าบาติก อาหาร วิถีชาวเล และกิจกรรมอีเวนท์ของวิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านนาตีน การร้องเพลงฉ่อย ส ารับกับข้าวอร่อย และโปรแกรมมท่องเที่ยวของวิสาหกิจท่องเที่ยววิถีชุมชนต าบลบ้านแหลม รวมทั้งการอิงและการเชื่อมโยงพื้นที่และอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมชาวไทยพวนของวิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านเชียง การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตภัณฑ์เวชส าอาง และ เครื่องดื่มของวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ต.น้ าเกี๋ยน การน าเอาคุณลักษณะของการจัดการความสัมพันธ์ชุมชนแบบ เพื่อนบ้าน และญาติพี่น้อง ไปร่วมเป็นวิธีการก ากับการสื่อสารเพื่อจัดการงานมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ ของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง การใช้ประโยชน์จากความเป็น GI ของห้อมของวิสาหกิจชุมชน หม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ ก็เป็นเรื่องของการน าเอาทุนทางสังคมไปใช้เป็นองค์ประกอบร่วมสร้างสรรค์ เป็นผลิตภัณฑ์และบริการ และเป็นการสร้างความสามารถขึ้นใหม่ทั้งสิ้น 8.2.2 การเชื่อมโยงเศรษฐกิจแบบตลาดด้วยการรับรองระบบมาตรฐาน การด าเนินงานขององค์กรชุมชนที่ศึกษา ต่างให้ความส าคัญต่อการจัดการเชิงประสิทธิภาพโดยเฉพาะ อย่างยิ่งการรับรองมาตรฐานกระบวนการผลิต มาตรฐานผลิตภัณฑ์และการบริการทั้งมาตรฐานในระดับประเทศ และสากล การรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการได้รับรางวัลต่าง ๆ โดยใช้เป็นเครื่องมือและกลไกการเชื่อมโยง ผลิตภัณฑ์และบริการเข้าระบบเศรษฐกิจการตลาดขององค์กรชุมชน เช่น การเป็นคู่ค้าในระบบ OEM และ การวางจ าหน่ายสินค้าในตลาดแบบโมเดิร์นเทรดของวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ต.น้ าเกี๋ยน การท าสัญญาค้าขายกับ กลุ่มโรงพยาบาลของวิสาหกิจเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์คลองตัน (PGS) การท าตลาดข้าวอินทรีย์ของวิสาหกิจชุม
125 ขนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอ่มแสง วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ต.บุฤาษี และสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ ากัด (ดูรายละเอียดจากเรื่องของวิสาหกิจชุมชนในบทที่ 4 และสหกรณ์การเกษตรในบทที่ 6) มาตรฐานที่ส าคัญ ๆ ที่น าไปสู่การยอมรับของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดและเป็นผลให้องค์กรชุมชน ประสบความส าเร็จในการประกอบการธุรกิจ เช่น การรับรองมาตรฐาน GMP, มาตรฐานอาหารและยา, มาตรฐาน ISO 9000 Version 2015 (ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา), มาตรฐาน GAP, มาตรฐานข้าวอินทรีย์ ทั้งในและต่างประเทศ, มาตรฐาน SHA, มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย และมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน 8.2.3 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขององค์กรชุมชนที่ศึกษา มีการน าเอาเทคโนโลยี ความรู้ และการจัดการที่เข้าไป ร่วมบริหารจัดการ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงการด าเนินงานแต่เดิมให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่จนได้รับการยอมรับจากคู่ค้า และระบบของเศรษฐกิจแบบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการด าเนินงานขั้นตอนต่างๆ ของมาตรฐาน GAP, IFOAM และ USDA การน าเอาระบบ Freeze Dry เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชนพัฒนาพืช ผัก สมุนไพร และผลไม้ จังหวัดล าพูน และการผลิตกาแฟสารแบบต่าง ๆ การผลิตกาแฟผสมแบบ 3 in 1 และ 4 in 1 ของ วิสาหกิจกลุ่มกาแฟบ้านถ้ าสิงห์ และการแปรรูปยางแผ่นรวมควันชั้นพิเศษ และการแปรรูปยางก้นถ้วยเป็นยาง เครปสีน้ าตาลชั้นพิเศษของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา ฯลฯ ก็เป็นที่สะท้อนให้เห็นได้ว่าความส าเร็จ ขององค์กรเหล่านี้ มาจากการจัดการความรู้ และความก้าวหน้าของการด าเนินงานเชิงระบบของการจัดต่าง ๆ กล่าวโดยสรุปในทางกลับกันได้ว่า หากไม่มีการน าเอาเทคโนโลยี ความรู้ และการจัดการเหล่านี้เข้ามาใช้ในการ จัดการ ผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กรชุมชน ก็จะไม่ได้รับการตอบสนองจากระบบตลาด และการประกอบการ ก็จะไม่ประสบความส าเร็จ การบริหารจัดการข้างต้น เป็นการจัดการต่อเรื่องการจัดหาวัตถุดิบที่มีความจ าเป็นจะต้องสร้างความ มั่นคงในระบบการผลิตและระบบห่วงโซ่ธุรกิจ (Supply Chain Management) ซึ่งเป็นวิถีของการบริหารจัดการที่ ไม่ใช่แบบเกษตรกร ที่คุ้นเคยต่อการเป็นผู้เพาะปลูกและส่งมอบผลผลิตนั้นไปยังโรงงาน แต่การบริหารจัดการ ข้างต้นเป็นวิถีตรงกันข้าม และยังมีความเกี่ยวกับรายละเอียดตามเงื่อนไข ปริมาณ คุณภาพ และกรอบระยะเวลา ของการส่งมอบผลิตภัณฑ์ต่อคู่ค้า ซึ่งรวมไปถึงการขนส่ง โลจิสติกส์ การประกันภัย และการช าระเงิน ซึ่งเป็น ระบบที่เกษตรกรไม่มีเคยมีความรู้มาก่อนในระบบจัดการเกษตรแบบเดิม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความรู้ข้างต้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง องค์ประกอบ ที่ส าคัญที่น าไปสู่การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และบริการ (Value-added of Products & Services) และ ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive Advantage) ที่น าไปสร้างการยอมรับของคู่ค้า อันเป็นปัจจัย ส าคัญต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภาคเกษตรเข้าสู่ระบบตลาด 8.2.4 การท างานเชิงบูรณาการท่ามกลางงานภาคสนาม ประสบการณ์ความส าเร็จตามโครงการศูนย์จัดการกองทุนชุมชนซึ่งเป็นการจัดการปรับปรุงหนี้ของ ครัวเรือนสมาชิกไปสู่ 1 ครัวเรือน 1 สัญญา ของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านชากไทย ที่ร่วมกับองค์กรชุมชน อีก 12 องค์กรที่ด าเนินงานในพื้นที่เดียวกัน การประสานความร่วมมือในการจัดสวัสดิการต่อสมาชิกคนเดียวกัน
126 ระหว่างกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลฉวาง เทศบาลต าบลฉวาง และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตฉวาง การระดมทุน จากภาคเอกชนและการจัดงานระดมทุนบริจาคประจ าปีของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลบ้านส้อง การด าเนินงาน ที่ประสบความส าเร็จขององค์กรชุมชนที่ชากไทย ฉวาง และบ้านส้อง ต่างเป็นประจักษ์พยานของความร่วมมือ เชิงบูรณาการของการปฏิบัติภาคสนาม ระหว่างองค์กรชุมชนด้วยกันเอง และระหว่างองค์กรชุมชนกับภาคส่วน อื่นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชน (ระดับหมู่บ้าน และต าบล) อันเป็นการจัดการงานบูรณาการองค์กรที่เป็นไปตาม เครือข่ายแนวนอน (Horizontal Collaboration) การท างานเชิงบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรชุมชนกับภาคส่วนต่าง ๆ ที่น าไปสู่การสร้างผล ความส าเร็จของการด าเนินงานนั้น การศึกษานี้ พบว่า มีกรณีศึกษาของกองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลกุดรัง และ กองทุนสวัสดิการชุมชนต าบลคลองหินปูน (แก้ปัญหาที่ท ากิน) ร่วมกับส่วนราชการในระดับจังหวัด ก็ถือได้ว่า เป็นการบูรณาการองค์กรที่เป็นไปตามสัมพันธ์แนวตั้ง (Vertical Collaboration) นอกจากนั้น ยังมีการบริหาร จัดการเชิงคลัสเตอร์หรือจัดการระบบแวดล้อมสนับสนุน (Cluster Management or Ecosystem Building) ของสหกรณ์โคนมวังน้ าเย็น จ ากัด ที่มีทั้งการเพิ่มพูนความรู้ด้านปศุสัตว์ การรับซื้อน้ านมดิบ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การจัดบริการศูนย์ความรู้ และบริการสนับสนุนทั้งด้านธุรกิจ ความรู้การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตความ เป็นอยู่ของสมาชิก และสามารถสร้างเป็นการประกอบการขนาดใหญ่ที่มียอดขายรวมต่อปีมากกว่า 3 พันล้านบาท การจัดการเชิงบูรณาการข้างต้นที่เป็นปัจจัยน าไปสู่ความส าเร็จขององค์กรชุมชนนี้ ถือได้ว่าเป็นแบบแผน ของการบริหารจัดการแบบใหม่ (New Pattern of Work) ด้านหนึ่ง เป็น New Means ของกระบวนการบริหาร จัดการ อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเครื่องมือที่น าไปแก้ปัญหาต่อชุมชนอันเป็นคุณลักษณะส าคัญของ “นวัตกรรมสังคม” (Social Innovation)
127 ส่วนที่ 3
128 บทที่ 9 การประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship) การประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship) ในการศึกษานี้ หมายถึง การประกอบการ ธุรกิจที่มุ่งไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเป็นวัตถุประสงค์เบื้องต้น โดยพึ่งพารายได้จากการประกอบธุรกิจ ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเป็นหลัก อันเป็นนิยามที่กรอบมีความหมายที่กว้างกว่าค าว่า วิสาหกิจเพื่อสังคม ตามนิยามที่ก าหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 โดยการศึกษานี้ จะมีทั้งกรณี ศึกษาที่เป็นบริษัทจดทะเบียนและไม่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมาย 9.1 บริษัท ดี มี สุข (ไม่) จ ากัด ธุรกิจเพื่อสังคม (1) ความเป็นมา บริษัท ดี มี สุข (ไม่) จ ากัด ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นกิจการธุรกิจที่มุ่งหวังช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนด้วยทุน จดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 และได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2562 ธุรกิจของบริษัทเป็นการให้ค าแนะน า ให้ค าปรึกษา และร่วมพัฒนาให้ชุมชนมีรายได้ อาชีพ รักชุมชน เพิ่มพูนความสามัคคีในชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เพาะต้นกล้าการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบ “กิจการ เพื่อสังคม” เป็นกิจการที่ได้รับการอบรมและพัฒนาการด าเนินธุรกิจเพื่อสังคมอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการสนับสนุน หลักจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โครง SET Social Impact 2018 (2) การด าเนินกิจการ บริษัทฯ ได้ออกแบบการท าธุรกิจในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนใน แต่ละชุมชน ประกอบด้วย (1) Co-partner ร่วมลงทุน ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ ร่วมท าการตลาด แผนระยะยาวให้กับชุมชนและผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น (2) Co-brand ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างแบรนด์ภายใต้ แบรนด์อื่นที่เข้มแข็ง ร่วมท าการตลาดแผนระยะยาวให้กับชุมชนและผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น (3) Sole Distributor คัดสรรสินค้าเพื่อจ าหน่ายผ่านช่องทางการตลาดที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง สินค้าโดดเด่น และ (4) Consult เป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์สินค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน และกลุ่ม SMEs รายได้ของบริษัทมาจาก ส่วนแบ่งก าไรการลงทุน, จ าหน่ายสินค้าและบริการ และงานที่ปรึกษา และค่าธรรมเนียม บริษัทได้พัฒนาบริการทางการตลาดเพื่อรองรับวิสาหกิจของชุมชน ตามช่องทางการตลาด และที่ผ่านมา ได้จัดให้มีบริการ 4 ช่องทาง ได้แก่ (1) Event Marketing ร้อยละ 50.0 (2) Tele Sales ร้อยละ 20.0 (3) Marketing Online ร้อยละ 20.0 และ (4) Consignment (ฝากขาย) ร้อยละ 10.0 (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ พ.ศ. 2562 จ านวน 10.50 ล้านบาท, พ.ศ. 2563 ยอดขาย 19.56 ล้านบาท และ พ.ศ. 2564 ยอดขาย 33 ล้านบาท ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน 20 แบรนด์ (มากกว่า 75