129 รหัสผลิตภัณฑ์) เป็นการพัฒนาชุมชน 30 แห่ง (มีชุมชนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการมากกว่า 350 ครัวเรือน) ครอบคลุมพื้นที่29 จังหวัด กระจายไปทุกภาคของประเทศ สร้างนักพัฒนาชุมชน 9 คน สร้างการเรียนรู้เพื่อ สังคม 500 คน สร้างรายได้สู่ชุมชน 27 ล้านบาท (ตัวเลขปี พ.ศ. 2564) (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวง พาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 9.2 บริษัท เทใจ ดอทคอม จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท เทใจดอทคอม จ ากัด ได้จดทะเบียนบริษัทวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 เป็นการด าเนินธุรกิจ แบบแพลตฟอร์มระดมทุนเพื่อสังคม เพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้บริจาคกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือกิจการ/ วิสาหกิจชุมชน/เพื่อสังคม ทั้งที่เป็นองค์กรไม่แสวงก าไร NGOs กลุ่มและวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยมีChangeFusion ซึ่งเป็นสถาบันภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ ริเริ่มและสร้างความร่วมมือกับเครือข่าย ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการสร้างแหล่งทุนและการสนับสนุนให้มีการด าเนินกิจการ เพื่อสังคมให้เกิดผลลัพธ์เป็นการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมที่เป็นจริง (2) การด าเนินกิจการ ChangeFusion และเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิเพื่อคนไทย, TYPN (Thai Young Philanthropists Network), OpenDreamได้สร้างพื้นที่เว็บไซต์ www.taejai.comเพื่อให้สมาชิกในเครือข่ายได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร เรื่องของการพัฒนา และการบริจาคของโครงการต่าง ๆ ที่มีการตรวจสอบแล้ว รวมทั้งมีการติดตามผลการ ด าเนินงานและมีการรายงานความก้าวหน้าให้กับผู้บริจาค/ผู้ที่มีความเกี่ยวข้อง (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินโครงการเทใจ.คอม ปี พ.ศ. 2564 มียอดบริจาค 77,063,513 บาท, มีผู้บริจาค 37,177 คน มีอาสาสมัคร 9 คน, ผู้ร่วมกิจกรรม 539 คน และผู้รับประโยชน์ 77 องค์กร 174,066 คน มีโครงการที่ส าเร็จ 124 โครงการ แบ่งตามกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ได้ 8 ประเภท ได้แก่ เด็กและเยาวชน 53 โครงการ (9,291 คน) ผู้สูงอายุ 11โครงการ (398คน), สิ่งแวดล้อม 11โครงการ (พื้นที่ป่า 126แห่ง, ผู้พิทักษ์ป่า 3 คน), สัตว์ 6 โครงการ (ช้าง 232 เชือก), กลุ่มคนเปราะบาง 29 โครงการ (146,661 คน, คนไร้บ้าน 5 คน), ผู้พิการและผู้ป่วย 22 โครงการ (14,997 คน), โควิด-19 56 โครงการ (ครู 8 คน, บุคลากรทางการแพทย์ 229 คน, นักวิจัย 20 คน, นักดนตรี 6 วง) และภัยพิบัติ 10 โครงการ (อาสาสมัคร 2 คน) (เทใจดอทคอม ชุมชนการให้เพื่อคนไทย, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 9.3 ร้านกาแฟ Café Amazon for Chance (1) ความเป็นมา โครงการร้านกาแฟ Café Amazon for Chance ถือก าเนิดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 โดยความ ร่วมมือระหว่างวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยามหิดล, บริษัท ปตท. จ ากัด (มหาชน) และบริษัท ปตท. น้ ามันและ
130 การค้าปลีก จ ากัด (มหาชน) เป็นกิจการร้านกาแฟที่มอบโอกาสให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้ามาท างานในต าแหน่ง บาริสต้าอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อมาได้พัฒนาความสามารถให้ท างานได้ในทุกต าแหน่งเหมือนพนักงานปกติ ทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ าในการท างานและการจ้างงาน ต่อมาได้มีการขยายผลให้ครอบคลุมผู้พิการ ด้านสติปัญญาอีกด้วย ถือเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ลงทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน แก้ไขปัญหาและพัฒนา สังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน (2) การด าเนินกิจการ Café Amazon for Chance ได้อบรมและฝึกฝนผู้พิการทางการได้ยิน ให้สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ การเป็นบาริสต้าตามมาตรฐานของร้านคาเฟ่อเมซอน โดยมีการปรับเปลี่ยนกรรมวิธีการท างาน และการสั่งซื้อ ของลูกค้า รวมทั้งใช้นวัตกรรมใหม่อย่างเครื่องบดอัตโนมัติ (Hybrid Machine) และระบบงานแบบ 2 หน้าจอ (Duo Screen) เพื่ออ านวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการท างาน มีการขยายโอกาสให้ผู้ที่ด้อยโอกาส ผู้พิการทหารผ่านศึกและครอบครัว ผู้พิการทางเรียนรู้(กลุ่มออทิสติก) คนไร้ที่พึ่ง หรือผู้ถูกกระท าด้วย ได้มา เป็นส่วนร่วมของงาน โดยมีวัตถุประสงค์ในการให้ใช้สถานที่เป็นที่ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพและจ้างงาน (3) ผลความส าเร็จ ปัจจุบัน Café Amazon for Chance เปิดให้บริการแล้ว 40 สาขา สร้างอาชีพให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ในสังคมกลุ่มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องแล้วกว่า 83 คน ประกอบด้วย ผู้พิการทางการได้ยิน 24 คน, ผู้พิการทางการ เรียนรู้ 2 คน, ผู้สูงวัย 60 คน, ทหารผ่านศึกที่พิการและครอบครัว 2 คน และคนไร้ที่พึ่ง 2 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 14กรกฎาคม พ.ศ. 2565) เป็นกิจการที่ได้รับรางวัลโครงการส่งเสริมอารยสถาปัตย์ แห่งปี 2561 ด้วยการด าเนิน กิจกรรมอันเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ(บริษัท ปตท. น้ ามันและการค้าปลีก จ ากัด (มหาชน) (โออาร์), 2564, น. 23) 9.4 บริษัท โลเคิล อไลค์ จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท โลเคิล อไลค์ จ ากัด ได้ด าเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 เป็นกิจการแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่พัฒนาชุมชนควบคู่ไป โดยให้ความส าคัญต่อการเป็นกิจการท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และสังคม (Sustainable Tourism) ให้ความรู้กับคนในชุมชน จัดการทรัพยากร ธรรมชาติให้มีศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวเป็นตัวกลางเชื่อมโยงตลาดท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจัดท าเว็บไซต์ www.localalike.com ให้เป็นช่องทางในการสื่อสารประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงชุมชนกับ นักท่องเที่ยวให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันอย่างแท้จริง มีการออกแบบและจัดกิจกรรมท่องเที่ยว ร่วมกับชุมชนให้กับสถานศึกษา องค์กรภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชนในรูปแบบพิเศษเฉพาะกลุ่ม ตั้งแต่ 20- 200 คน พร้อมกับสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยว อาทิ กิจกรรมท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร การเดินทาง และของที่ระลึก ฯลฯ
131 (2) การด าเนินกิจการ (2.1) การท าหน้าที่ที่ปรึกษา เป็นการให้ค าปรึกษาด้านการออกแบบและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและน าเที่ยวกับนักท่องเที่ยว รายบุคคลและองค์กร ในขณะเดียวกันก็ให้ค าปรึกษาด้านงานพัฒนาชุมชนและการท่องเที่ยวยั่งยืนแก่ชุมชน องค์กรภาครัฐ และเอกชนที่สนับสนุน (2.2) การท าหน้าที่การตลาด ให้บริการด้านการประชาสัมพันธ์และการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ให้บริการ จองโปรแกรมท่องเที่ยวของชุมชน www.localalike.com ให้บริการ 3 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรมการท่องเที่ยว แบบค้างคืนโดยชุมชน (Village Tours) โปรแกรมการท่องเที่ยวแบบ 1 วัน (Day Tours) และโปรแกรมการ ท่องเที่ยวแบบครึ่งวัน (Activity-Based Tourism) (2.3) ธุรกิจบริการ 3 Business Unit ได้แก่ (2.3.1) Local Alike Tour เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่ก าหนดโดยชุมชน จัดการโดยชุมชนเพื่อชุมชน และชุมชนมีบทบาทเป็นเจ้าของมีสิทธิในการจัดการดูแล เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้มาเยือน (Community Based Tourism: CBT) (2.3.2) Local Aroi เป็นอาหารที่ส่งตรงความอร่อยจากท้องถิ่น เชื่อมต่อผู้คนผ่านอาหารท้องถิ่น เป็น การร่วมงานกันระหว่าง โลเคิล อไลค์ กับ เชฟบุ๊ค-บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต และเชฟชื่อดัง มาช่วยรังสรรค์ ประสบการณ์มื้ออาหารมิติใหม่ ผ่านการน าเสนอเรื่องราวอาหารท้องถิ่นของชุมชนทั่วเมืองไทย โดยเน้นวัตถุดิบ ท้องถิ่น ปรุงตามแบบฉบับดั้งเดิม คงไว้ซึ่งรสชาติแห่งวิถีชีวิตชุมชนอย่างแท้จริง (2.3.3) Local Alot เป็นการยกระดับและจัดจ าหน่ายสินค้าชุมชนผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ E-commerce สร้างคอนเทนต์เล่าที่มาและความน่าสนใจของสินค้านั้น ๆ เพื่อให้ลูกค้าซึมซับถึงเรื่องราวและความตั้งใจในการ สร้างสรรค์สินค้าแต่ละชิ้น มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ของฝาก ของที่ระลึกให้ได้มาตรฐาน ผ่านกระบวนการ ผลิตที่ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มอายุการใช้งานและการเก็บรักษาของสินค้า เติมอัตลักษณ์ความสวยงามบน บรรจุภัณฑ์ เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าชุมชน และเติมเรื่องราว ความเป็นมา ภูมิปัญญาของชุมชน เพื่อ ยกระดับคุณค่าของสินค้าชุมชน (2.4) การจัดตั้งกองทุนท่องเที่ยวโดยชุมชน บริษัทด าเนินการให้มีการจัดตั้งกองทุนท่องเที่ยวโดยชุมชนให้กับ 2 หมู่บ้านน าร่อง ได้แก่ หมู่บ้านสวนป่า หมู่ที่ 14 ต าบลแม่ฟ้าหลวง และหมู่บ้านหล่อโย หมู่ที่ 1 ต าบลแม่สลอง อ าเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อต่อยอดการท่องเที่ยวและพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน โดยหักรายได้ร้อยละ 5.0 จากการประกอบธุรกิจของ วิสาหกิจต่างๆ ในกิจการท่องเที่ยวตามโครงการ และจากก าไร ร้อยละ5.0ในส่วนที่เป็นของบริษัทโลเคิล อไลค์ (3) ผลความส าเร็จ ผลประกอบการของ บริษัท โลเคิล อไลค์ จ ากัด มีรายได้ในช่วงเวลา 3 ปี มีการเติบโตแบบขึ้น-ลง ปี พ.ศ. 2561 มีรายได้ 64,311,739.32 บาท, พ.ศ. 2562 มีรายได้ 18,688,711.10 บาท และ พ.ศ. 2563 มีรายได้ 54,357,082.25 บาท เป็นกิจการที่ท าให้ชุมชนมีรายได้จากการท่องเที่ยวมีชุมชนมากกว่า 200 ชุมชน ใน 51
132 จังหวัดในประเทศไทย ยังรวมความถึงชุมชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 2,000 ชุมชน (กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 9.5 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด จัดตั้งบริษัทฯ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นตามนโยบายและแนวทางการด าเนินงาน สานพลังประชารัฐของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐในระดับพื้นที่ ภายใต้ หลักการ ภาครัฐ (สนับสนุน) ภาคเอกชน (ขับเคลื่อน) ภาควิชาการ (ให้องค์ความรู้) ภาคประชาสังคม (สร้างความ เข้มแข็ง) และภาคประชาชน (ลงมือท า) ท าหน้าที่เชื่อมโยงความต้องการที่แท้จริงของหมู่บ้าน/ชุมชน ด าเนิน กิจกรรม 3 กลุ่ม คือ การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผ่านกระบวนการพัฒนาและสร้าง ประสิทธิภาพการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการไปตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง 5 กระบวนงาน (ปัจจัยการผลิต, การสร้างองค์ความรู้ในการผลิตหรือการประกอบอาชีพ, การช่วยเหลือด้านการตลาด, และ การสื่อสารสร้างการรับรู้ และการบริหารจัดการ) (2) การด าเนินกิจการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด มีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมขับเคลื่อน การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากกับกลุ่มชุมชนต่าง ๆ รวม 47 กลุ่ม แยกเป็นด้านการเกษตร จ านวน 8 กลุ่ม, ด้าน การแปรรูป จ านวน 27 กลุ่ม และด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ านวน 12 หมู่บ้าน โดยมีกิจการที่โดดเด่น คือ “โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย” เป็นโครงการอาหารเพื่อตอบสนองนโยบายโครงการอาหารปลอดภัย ของกระทรวงสาธารณสุข MOU ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน น าสินค้าที่มีคุณภาพที่มีความปลอดภัยสู่โรงพยาบาล (เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559) ด้านหนึ่ง เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชน อีกด้านหนึ่ง สนับสนุนวัตถุดิบที่ปลอดภัย ในการปรุงอาหารของโรงพยาบาลในจังหวัดพิษณุโลก (3) ผลความส าเร็จ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2559 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 บริษัทมียอดขายสินค้ารวมจ านวน 41,868,404 บาท มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแบบทางตรง จ านวน 11 กลุ่ม 56 ราย และแบบร่วมด าเนินงานตามสัญญา จ านวน 126 ราย และสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเกษตรกร รวมจ านวนทั้งสิ้น 39,681,565 บาท ส าหรับรายได้สุทธิ ของบริษัท ในปี พ.ศ. 2561 มีรายได้ 4,383,172.05 บาท, พ.ศ. 2562 มีรายได้ 14,761,931.68 บาท, พ.ศ. 2563 มีรายได้ 16,308,202.66 บาท (กรมการพัฒนาชุมชน, 2564)
133 9.6 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีมหาสารคาม (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีมหาสารคาม (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 4,065,000 บาท ได้ช าระหุ้นเต็มตามจ านวน มีผู้ถือหุ้น จ านวน 40 ราย มีคณะกรรมการบริหารฯ จ านวน 15 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559-2564 ได้มีประธานกรรมการบริษัทฯ จ านวน 3 คน ปัจจุบัน มีนายโฆษิต เหล่าสุวรรณ เป็นประธาน และบริษัทได้จ้างพนักงานของบริษัท ต าแหน่ง คือ นักพัฒนาธุรกิจบริษัท จ านวน 1 คน ไม่มีผู้จัดการ (MD) ของบริษัท ใช้กลไกคณะกรรมการบริหารเป็นหลัก ในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งล้วนเป็นผู้มีจิตอาสาท าให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นและการด าเนินงานยังสามารถ ขับเคลื่อนได้ดี (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินธุรกิจของบริษัทได้พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กับกลุ่มชุมชนต่าง ๆ รวมจ านวน 73 กลุ่ม/ชุมชน ได้แก่ ด้านเกษตร จ านวน 28 กลุ่ม, ด้านแปรรูป จ านวน 39 กลุ่ม และด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ านวน 7 ชุมชน มีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP และการตลาด (พัฒนาศักยภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน) ซึ่ง กลุ่มที่ประกอบการแบบวิสาหกิจเข้าร่วมงาน จ านวน 6 กลุ่ม เป็นการฝึกอบรมในกระบวนการสร้างองค์ความรู้ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมตามรอยศาสตร์พระราชา เพื่อชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน “บวร on Tour จังหวัดมหาสารคาม โดยมีหมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ร่วมงาน 2 ชุมชน คือ ชุมชนคุณธรรมบ้านหัวขัว หมู่ที่ 4ต าบลแกด า อ าเภอแกด า และชุมชนคุณธรรมวัดชัยประสิทธิ์บ้านแพง หมู่ที่ 1ต าบลแพง อ าเภอโกสุมพิสัย โดยการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน การยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นงานประจ าปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมีกลุ่มเป้าหมายร่วมด าเนินงาน จ านวน 8 กลุ่ม และได้อนุมัติแล้วจ านวน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ไร่สดใสสมุนไพรไทยวาปี ต าบลแคน อ าเภอวาปีปทุม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรต าบลหนองคู อ าเภอนาดูน การสนับสนุนการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกสมุนไพร สนับสนุนการก่อสร้างโรงเรือนการผลิตและ ตากสมุนไพร การอบรมแพทย์แผนไทยเพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม มีกลุ่มชุมชนร่วมงาน จ านวน 2กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนไร่สดใสสมุนไพรไทยวาปี ต าบลแคน อ าเภอวาปีปทุม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรต าบลหนองคู อ าเภอนาดูน การขอรับมาตรฐานการประเมินโฮมสเตย์ไทย มีหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ผ่านการประเมินแล้วจ านวน 2 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านดงน้อย หมู่ที่ 4 ต าบลพระธาตุ อ าเภอนาดูน และบ้านหนองหิน หมู่ที่ 4 ต าบลโคกก่อ อ าเภอเมือง การส่งเสริมการปลูกมะระขี้นก เพื่อส่งแปรรูปและจ าหน่ายให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร มีเกษตรกร เข้าร่วมงาน จ านวน 35 ราย พื้นที่เพราะปลูก 25 ไร่
134 การยกระดับผ้าทออีสานสู่สากล เป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มทอผ้าไหมผ้าฝ้ายบ้านงัวบา ให้มีความสามารถในการทอ และย้อมสี (3) ผลความส าเร็จ นอกจากผลการด าเนินงานในการด าเนินงานภาคการส่งเสริมและสนับสนุนข้างต้นแล้ว บริษัทยังมีผลการ ด าเนินงานตามการพัฒนาศักยภาพและการตลาดส าหรับปลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น (1) จ าหน่ายข้าวให้กับโรงพยาบาล จ านวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย, โรงพยาบาลนาเชือก และโรงพยาบาลบรบือ ของกลุ่มวิสาหกิจเข้าร่วมจ านวน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายโคกผักกูด โป่งแดง และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ บ้านโนนแคน ปริมาณข้าวที่ส่งจ าหน่าย 900 กิโลกรัม/เดือน ท าให้ วิสาหกิจ 2 กลุ่มนี้ มีรายได้ 432,000 บาท/ปี (2) การจัดระบบตลาดไข่ไอโอดีนของกลุ่มเลี้ยงไก่ไข่ IQ บ้านป่าโพธิ์เพื่อจ าหน่ายให้กับโรงพยาบาล จ านวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลยางสีสุราชและโรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จ านวน 5 แห่ง และร้านค้าทั่วไป จ านวน 5 แห่ง รวมทั้งสิ้นจ านวน 400 แผง/เดือน อันเป็นการสร้างรายได้ของกลุ่ม 40,000 บาท/เดือน หรือคิดเป็น 480,000 บาท/ปี (3) การรับซื้อมะม่วงเพื่อช่วยกระจายสินค้า เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ไม่สามารถ ส่งออกต่างประเทศได้ ท าให้กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผู้ปลูกมะม่วงมหาชนกบ้านเหล่าค้อใหม่ หมู่ที่ 12 ต าบล ปอพาน อ าเภอนาเชือก ได้รับผลกระทบ จ านวน 36 คน ในระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564-วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564 บริษัทจึงได้สร้างร่วมมือและช่วยเหลือจากเครือข่ายประชารัฐฯ ข้ามจังหวัดภาคใต้ เช่น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีตรัง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) และภาคเครือข่ายภาครัฐ เอกชนภายในและต่างจังหวัด สามารถสร้างยอดขายมะม่วงได้273,260 บาท ในขณะเดียวกัน ก็ขายผ่านระบบออนไลน์ สามารถสร้างรายได้ จ านวน 113,700 บาท (กรมการพัฒนาชุมชน, 2564) 9.7 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 4,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท มีผู้ถือหุ้นจ านวน 23 ราย จาก 4 ภาคส่วน คือ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคประชาชน บริษัทประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด มีเป้าหมาย “สร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อประชาชน มีความสุข” ด าเนินการ 3 เรื่อง ประกอบด้วย การเกษตร การแปรรูป (SMEs/OTOP) และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ในรูปแบบประชารัฐ เป็นบริษัทภายใต้แนวคิด Social Enterprise (SE) ไม่มีการปันผลให้ผู้ถือหุ้น มีการบริหาร จัดการตามหลักธรรมาภิบาล (2) การด าเนินกิจการ
135 การด าเนินธุรกิจของบริษัทได้ด าเนินงานร่วมกับกลุ่มชุมชน จ านวน 62 กลุ่ม โดยเน้นหนักไปที่กลุ่มงาน ด้านอาหารปลอดภัย จ านวน 10 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้แปรรูปต าบลเนินพระ จ านวนสมาชิก 25คน, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงพื้นบ้านแหลมสงวน จ านวนสมาชิก 20คน, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสละลอยแก้ว สองสลึง จ านวนสมาชิก 7 คน, กลุ่ม สัมมาชีพบ้านคลองป่าไม้ จ านวนสมาชิก 25 คน, กลุ่มสัมมาชีพชุมชนบ้าน ตรอกสัตบัน จ านวนสมาชิก 20 คน, กลุ่มสวนผึ้งปลวกแดง จ านวนสมาชิก 3 คน, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพ ลาสามัคคีผู้ใช้น้ า จ านวนสมาชิก 12 คน, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่ต าบลวังจันทร์ จ านวนสมาชิก 20 คน, กลุ่มสัมมาชีพชุมชนบ้านเขาช่องลม จ านวนสมาชิก 20 คน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาวิถีชีวิต ชุมชน จ านวนสมาชิก 15 คน โดยที่โครงการอาหารปลอดภัย ได้มีการประสานงานกับโรงพยาบาล, โรงเรียน, โรงแรม และร้านอาหาร ในการหาแหล่งพื้นที่ผลิตวัตถุดิบที่ปลอดภัยภายในจังหวัดระยองร่วมกับส านักงาน พัฒนาชุมชนจังหวัดระยอง รวมกลุ่มเกษตรกร รวบรวมวัตถุดิบ บริการจัดการขนส่งไปยังโรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม และร้านอาหาร การปัญหาผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ า ผลไม้ไม่สามารถส่งออกขายต่างประเทศได้และมียอดจ าหน่าย ภายในประเทศที่ลดลง บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด จึงได้ริเริ่มโครงการคาราวาน ผลไม้ โดยเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกันช่วยเหลือเกษตรกร โดยอุดหนุนผลไม้จากจังหวัดระยอง เช่น สับปะรด เงาะ ลองกอง เป็นคันรถ เพื่อส่งต่อให้แก่บุคลากร เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพื่อเป็นก าลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นตัวกลางเชื่อมประสานให้ผู้ผลิตและผู้ซื้อได้มาเจอกันภายใต้ New Normal จากวิกฤตการณ์โควิด-19 ด้วยกิจกรรม Rayong Influencer Challenge 2021 ในโครงการ Rayong Space ร่วมกับส านักงานจังหวัดระยอง, ส านักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดระยอง, ส านักงานพาณิชย์จังหวัดระยอง และ ภาคีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ Online Platform สร้างพื้นที่ตลาดออนไลน์โดยใช้ Line Official Account และ Facebook Fanpage: Rayong Space เป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างกัน เชิญเหล่าผู้มีชื่อเสียงจากหน่วยงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน ช่วยโปรโมตสินค้า ผลิตภัณฑ์ของจังหวัดระยองที่ประสบปัญหาดังกล่าว กระตุ้นยอดขาย รายได้ให้เพิ่มขึ้น (3) ผลความส าเร็จ การด าเนินงานของบริษัท ได้พัฒนาความสามารถในการประกอบการให้กับกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ที่มาร่วม โครงการ ในขณะเดียวกัน ก็สร้างรายได้จากกิจการต่าง ๆ ให้กับชุมชน เช่น (1) จากการด าเนินงานตลาดส าหรับ กลุ่มอาหารปลอดภัย จ านวน 2,333,837 บาท (ปี พ.ศ. 2563) (2) การตลาดในการแก้ปัญหาราคาพืชผล ที่สร้าง รายได้ให้แก่เกษตรกรกว่า 700,000 บาท และ (3) รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ในสถานการณ์โควิด-19 จ านวน 1.7 ล้านบาท (กรมการพัฒนาชุมชน, 2564)
136 9.8 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกาญจนบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกาญจนบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559 มีกรรมการบริษัท จ านวน 10 คน ด้วยทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท เพื่อประกอบธุรกิจ ค้าปลีกและส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินกิจการของบริษัท ด าเนินไปเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดกาญจนบุรีด้วยกระบวนการ ท างานแบบประชารัฐ โดยมีกลุ่มชุมชนเป้าหมายที่ร่วมพัฒนา จ านวน 107 กลุ่ม ได้แก่ ด้านการเกษตร จ านวน 16 กลุ่ม, ด้านการแปรรูป จ านวน 40 กลุ่ม, ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จ านวน 41 กลุ่ม และด้านร้านค้าชุมชน จ านวน 10 กลุ่ม มีการด าเนินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอินทรีย์และพืชปลอดภัย, โครงการส่งเสริมและพัฒนา ผลิตภัณฑ์แปรรูปในท้องถิ่นและชุมชน, โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยให้การสนับสนุนและ ขับเคลื่อนด้านปัจจัยการผลิต โดยระดมทุนจากภาคเอกชน การปลูกผักอินทรีย์ มีการควบคุมการผลิต และจัดให้มีการรับซื้อวัตถุดิบจากสมาชิก ก าหนดพื้นที่ เพาะปลูกให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต, การตรวจรับรองคุณภาพ/การรับรองแบบมีส่วนร่วม, การพัฒนา กลุ่มเกษตรอินทรีย์ให้เข้มแข็ง และการสร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์มีการอบรมให้ความรู้ และส่งเสริม ให้มีการใช้ปุ๋ยและชีวภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อเกษตร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ด าเนินงานการตลาด ด้วยเชื่อมโยง กับโรงแรม รีสอร์ต ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างค้าปลีก/ค้าส่ง ทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง และการสื่อสารและ สร้างความรับรู้ (ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ บริษัทได้จัดท าสัญญาส่งผักอินทรีย์และผักปลอดภัยให้กับ โรงพยาบาล 8 แห่ง โดยมีเครือข่ายเกษตรกรร่วมโครงการผลิต มากกว่า 100 ราย ตัวอย่างของการขับเคลื่อนการด าเนินงานของบริษัทที่ครอบคลุมทั้ง 3กลุ่มงาน ตามแนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ คือ ด้านเกษตร ด้านแปรรูป และด้านท่องเที่ยวโดยชุมชน ในพื้นที่ชุมชนเดียวกัน คือ ที่ต าบลนาสวน อ าเภอศรีสวัสดิ์ โดยด้านเกษตร มีการปลูกผักอินทรีย์และผักปลอดภัย เช่น ข้าว ฟักทอง งา และพริกกะเหรี่ยง เพื่อส่งจ าหน่ายให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยด้านแปรรูป มีการน าผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การน างามาสกัดเป็นน้ ามันงา ซึ่งมีราคา สูงมาก ขายส่งราคาลิตรละ 500 บาท ขายปลีกราคาลิตรละ 1,000 บาท การน าพริกกะเหรี่ยงมาท าเป็นพริก กะเหรี่ยงคั่วป่น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบ้านปลายนาสวน เป็นที่ต้องการของตลาดเป็น อย่างมากและการท่องเที่ยวโดยชุมชน เนื่องจากบ้านปลายนาสวนพื้นที่เป็นที่ราบสูงเชิงเขาอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ า เขื่อนศรีนครินทร์ และมีธรรมชาติที่สวยงาม จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว แต่ละปีมีทักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่ บ้านปลายนาสวนเป็นจ านวนมาก (3) ผลความส าเร็จ บริษัทสร้างรายได้จากการส่งผักอินทรีย์และผักปลอดภัยให้กับโรงพยาบาล 8แห่ง เป็นรายได้ใหม่ของ ครัวเรือนเกษตรกร 8,000-15,000 บาท/ราย การพัฒนาทั้ง 3 ด้านไปพร้อม ๆ กันของบ้านปลายนาสวน ท าให้
137 สมาชิกในชุมชน จ านวนกว่า 1,200 ครัวเรือน ได้รับประโยชน์ทางตรงจากการพัฒนาความสามารถและการสร้าง รายได้(กรมการพัฒนาชุมชน, 2564) 9.9 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจ ากัด เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 4,000,000 บาท และได้รับรองการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมจากคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ ตามทะเบียนเลขที่ 67 ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2561 (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินกิจการของบริษัท ด าเนินไปเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเพชรบุรี ด้วยกระบวน ท างานแบบประชารัฐ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559-2564 มีกลุ่มชุมชนเป้าหมายร่วมพัฒนาตามโครงการทั้งสิ้น จ านวน 80 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มงานเกษตร จ านวน 23 กลุ่ม, กลุ่มงานแปรรูป จ านวน 35 กลุ่ม และกลุ่มงานท่องเที่ยวโดย ชุมชน จ านวน 22 กลุ่ม มีการด าเนินการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ ฐานรากและประชารัฐ ภายใต้ 5 กระบวนงาน ได้แก่ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต, การส่งเสริมการบริหารจัดการ กลุ่ม, การพัฒนาองค์ความรู้, การส่งเสริมช่องทางการตลาด และการสื่อสารสร้างการรับรู้เพื่อความยั่งยืน บริษัทได้ด าเนินงานโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย โดยจัดส่งผักและผลไม้ปลอดสารพิษ (เกษตร อินทรีย์) ให้กับ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าจังหวัดเพชรบุรี โดยมีการต่อสัญญาทุก 4 เดือน โดยมีวงเงินสัญญา ครั้งละ 500,000 บาท (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบกิจการส่งผักและผลไม้ให้กับโรงพยาบาล เป็นเงิน 2,147,316.78 บาท โดยเป็นรายการที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ผลิตชุมชน เป็นเงิน 2,082,897.26 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564) (กรมการพัฒนาชุมชน, 2564) 9.10 บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกระบี่ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกระบี่ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ทะเบียนเลขที่ 0815559001891 ด้วยเงินทุน จดทะเบียน 4,000,000 บาท เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ได้ มาตรฐาน เพิ่มศักยภาพและช่องทางการตลาดของสินค้า ด้วยกิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนตามวิถีประชารัฐ ด้วยการตลาด 4.0
138 (2) การด าเนินกิจการ (2.1) กิจการด้านการเกษตร มีการด าเนินงานในโครงการต่าง ๆ เช่น 1) โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย 2) การส่งเสริมด้าน การตลาดสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยสู่เกษตรอุตสาหกรรม ที่จัดตั้งขึ้นโดยสภาเกษตรกรจังหวัดกระบี่ และส านักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ เพื่อร่วมกันหาแนวทางส่งเสริมช่องทางการขยายตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนเกษตรปลอดสารพิษด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์ ในพื้นที่บ้านคลองโตบ หมู่ที่ 8ต าบลเกาะลันตาใหญ่ อ าเภอ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 3) การจัดท าแปลงผักของเกษตรกร ต าบลเขาใหญ่ อ าเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ เพื่อ ทบทวนเน้นย้ าเรื่องคุณภาพและปริมาณของวัตถุดิบที่ส่งให้กับโรงพยาบาลกระบี่ 4) การบูรณาการ โครงการ อาหารปลอดภัย ร่วมกับ สมาคมร้านอาหารจังหวัดกระบี่ 5) การเชื่อมโยงกับบริษัทประชารัฐรักสามัคคีตรัง ภูเก็ต พังงา กระบี่ เพื่อจ าหน่ายสินค้าจากปลิงทะเลให้กับชุมชน เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เพื่อ เพิ่มช่องทางในการพัฒนาสินค้าของชุมชน 2 แบบ คือ ปลิงทะเลสดและปลิงทะเลแห้ง (2.2) ด้านการแปรรูป มีการด าเนินโครงการวิจัยมะระขี้นกและใบบัวบก (ปลอดสารพิษ) และผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ OTOP 5 ดาว ที่มีอยู่ ได้แก่ กลุ่มกาแฟกระบี่ กลุ่มกะปิกุ้งตัก กลุ่มน้ าผึ้งไหนหนัง และเวชสาอางจากสาหร่ายพวง โดยมีหน่วยงาน ในคณะท างานประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจ าจังหวัดกระบี่ (คสป.) ลงพื้นที่พัฒนา เช่น กลุ่มแปรรูปกาแฟสดสตรีคลองท่อมเหนือ หมู่ที่ 2 บ้านบางเตียว ต าบลคลองท่อมเหนือ อ าเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกะปิกุ้งตักอ่าวน้ า หมู่ที่ 2ต าบลคลองแหลมสัก อ าเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ (2.3) ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน บริษัทร่วมกับส านักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ (สทกจ.) และ ส านักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด กระบี่ ด าเนินกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดกระบี่ ได้เลือกพื้นที่เพื่อการพัฒนาทั้งหมด6 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านอ่าวลึกน้อย, ชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองทะเล, ชุมชนท่องเที่ยวบ้านไหนหนัง, ชุมชนท่องเที่ยวบ้านคลองท่อมเหนือ, ชุมชนท่องเที่ยวบ้านเกาะปู และชุมชนท่องเที่ยวบ้านแหลมกรวด (3) ผลความส าเร็จ การส่งเสริมการด าเนินงานด้านการเกษตรและการแปรรูป ท าให้ชุมชนได้รับผลตอบรับทางการตลาด และท าให้สมาชิกที่ร่วมโครงการ 221 ครัวเรือน มีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม (ก่อนหน้านี้ 48 ครัวเรือน) เพิ่มขึ้น 173 ครัวเรือน และผลของริเริ่มการเชื่อมโยงการตลาดปลิงทะเล ท าให้ชุมชนในต าบลเกาะ ยาวน้อย มีการจ าหน่ายปลิงสดเพิ่มขึ้นจากเดิม (กรมการพัฒนาชุมชน, 2564)
139 9.11 สรุปผลการศึกษาเบื้องต้นของการประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneurship) ตารางที่8 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงาน-การประกอบการเพื่อสังคม ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ 1 ดีมีสุข (ไม่) จ ากัด การเป็นที่ปรึกษาและร่วม พัฒนาผลิตภัณฑ์/แบรนด์ การตลาด และการพัฒนา ชุมชน การออกแบบเครื่องมือการ ส่งเสริมเพื่อให้มีความเหมาะสม ส าหรับการตลาด, การพัฒนา ผลิตภัณฑ์และการรับรอง มาตรฐาน การท างานสนับสนุนการตลาด ที่ครอบคลุมทั้งการจัดการ ตลาดส าหรับสินค้าชุมชน และ การพัฒนาความสามารถของ ผู้ประกอบการชุมชน 2 เทใจ ดอทคอม การสร้างเครื่องมือที่เหมาะสม ในการระดมทุน การน าเอาระบบแพลตฟอร์ม การจัดการข้อมูล และการ สื่อสารที่ลงตัว การท างานร่วมกับพันธมิตร 3 Café’ Amazon for Chance การพัฒนาอาชีพส าหรับ ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม การพัฒนาความสามารถพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ (ที่มีอยู่ของ ผู้ด้อยโอกาส) ให้มีความ สามารถใช้งาน การท างานร่วมกับองค์กรและ ภาคส่วนทางสังคมที่มีความ เกี่ยวข้องกับผู้ด้อยโอกาส และ การพัฒนาความสามารถ 4 โลเคิล อไลค์ การเป็นที่ปรึกษาและร่วม พัฒนาชุมชนในการท่องเที่ยว และการประกอบการ การคิดสร้างสรรค์และการ ออกแบบการท างานแบบมี ส่วนร่วมกับชุมชน การท างานความร่วมมือกับ หน่วยสนับสนุน และการ สื่อสารการตลาดที่ตรงกับ กลุ่มเป้าหมาย 5 ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก การจัดการการตลาด (ผักโรงพยาบาล) ตามโครงการ อาหารปลอดภัย ของกระทรวง สาธารณสุข การพัฒนาความเข้าใจใน มาตรฐานสินค้า เงื่อนไข และ การพัฒนา 6 ประชารัฐรักสามัคคี มหาสารคาม การจัดการการตลาด (ข้าวโรงพยาบาล) ตามโครงการ อาหารปลอดภัย ของกระทรวง สาธารณสุข การพัฒนาความร่วมมือเพื่อ สร้างฐาน/ช่องทางการตลาด 7 ประชารัฐรักสามัคคีระยอง การจัดการการตลาด (อาหาร ปลอดภัย) ตามโครงการอาหาร ปลอดภัย ของกระทรวง สาธารณสุข การพัฒนาความร่วมมือเพื่อ สร้างฐาน/ช่องทางการตลาด ไปยังตลาดออนไลน์
140 ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ 8 ประชารัฐรักสามัคคีกาญจบุรี การจัดการการตลาด (ผักโรงพยาบาล) ตามโครงการ อาหารปลอดภัย ของกระทรวง สาธารณสุข การทดลองงานพัฒนาในพื้นที่ บ้านปลายนาสวน 9 ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี การจัดการการตลาด (ผัก ผลไม้-โรงพยาบาล) ตาม โครงการอาหารปลอดภัย ของ กระทรวงสาธารณสุข 10 ประชารัฐรักสามัคคีกระบี่ การใช้ประโยชน์จากทุนทาง สังคมในชุมชนไปร่วม สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตาม โครงการอาหารปลอดภัย ของ กระทรวงสาธารณสุข การเชื่อมโยงระหว่างโอกาส จากนักท่องเที่ยวกับการ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชุมชน จากกรณีศึกษาจากการประกอบการเพื่อสังคม 10 กรณีข้างต้น ผลการศึกษาเรื่อง ปัจจัย กลไกการ สร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม และภาพโดยรวม ดังนี้ (1) ข้อมูลการศึกษาเรื่องการประกอบการเพื่อสังคมข้างต้น มีทั้งกิจการที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 และเป็นการประกอบการ เพื่อสังคม ที่เกิดขึ้นทั้งตามนโยบายการส่งเสริมของรัฐ คือ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม จ ากัด จ านวน 6 องค์กร (บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพิษณุโลก (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด, บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี มหาสารคาม (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด, บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีระยอง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด, บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกาญจนบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด, บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบุรี (วิสาหกิจเพื่อ สังคม) จ ากัด และ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกระบี่ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด) และการริเริ่มของผู้ประกอบการ เอกชน 4 องค์กร เป็นกิจการขนาดเล็ก 3 องค์กร และเป็นกิจการของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ 1 กิจการ (คือ Café’ Amazon for Chance ของกลุ่ม ปตท.) การประกอบการเพื่อสังคมที่ศึกษาเกือบทุกรายการมุ่งสู่การ สร้างรายได้จากการประกอบการด้วยการส่งเสริมการผลิตและการตลาดเป็นส าคัญแล้ว ยังท าหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาความสามารถในการด าเนินงานของกลุ่มและ/หรือวิสาหกิจชุมชนไปพร้อมกันด้วย (กรณี ของ Café’ Amazon for Chance ได้พัฒนาความสามารถของผู้พิการในการได้ยิน ให้เป็นบาริสต้าและเป็น พนักงานบริการ) ยกเว้นกรณีของเทใจ ดอทคอม ที่เป็นการสร้างแพลตฟอร์มระดมทุน เพื่อน าเอาทุนที่ได้จาก การบริจาคไปสนับสนุนการประกอบการเพื่อสังคมของผู้รับทุนอีกล าดับหนึ่ง ซึ่งมีทั้งกิจการที่มุ่งสร้างรายได้ ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน และกิจการที่เป็นบริการทางสังคมของชุมชนโดยตรง-การประกอบการเพื่อสังคม
141 (2) Café Amazon for Chance เป็นตัวอย่างของการประกอบการเพื่อสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ขนาดใหญ่ กล่าวคือ กิจการธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ด าเนินธุรกิจด้านพลังงานเป็น Core Business และมีสาขา ธุรกิจร้าน Café Amazon เป็นบริการสนับสนุน โดยที่การประกอบการเพื่อสังคมในกรณีนี้ เป็นการเปิดบริการ ร้านแบบใหม่ขึ้นเป็นการพัฒนาความสามารถของผู้พิการให้เข้ามาร่วมเป็นบาริสต้าและพนักงานบริการของร้าน เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนการประกอบการเพื่อสังคม ที่ริเริ่มด้วยการมาจากการปรับเพิ่ม/นับรวมประเด็น ทางสังคมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจการองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นลักษณะของการจัดกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม แบบ Mission-driven Business Approach (ตามแนวคิดของ Jacques Defourny & Marthe Nyssens) โดยที่กลุ่ม ปตท. ระดมทุนจากบริษัทในเครือมาร่วมกันลงทุนเพื่อการนี้โดยตรง (3) ปัจจัยความส าเร็จของการด าเนินธุรกิจของกิจการแบบการประกอบการเพื่อสังคมที่มุ่งสร้างรายได้ ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการด าเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม จ ากัด ทั้ง 6 องค์กร และกิจการขนาดเล็กทั้งดีมีสุข (ไม่) จ ากัด ต่างมุ่งเน้นที่จะน าเอามาตรฐานผลิตภัณฑ์ บริการ และกระบวนการ มาร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสนองตอบความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ก็เพราะการได้รับการรับรอง มาตรฐาน เป็นบันไดขั้นต้นที่จะน าไปสู่การยอมรับของผู้บริโภค และระบบการซื้อขายในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตลาดโมเดิร์นเทรด และตลาดออนไลน์ (รวมทั้งเป็นองค์ประกอบส าคัญของการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัล) (4) ความส าเร็จของการจัดการตลาดส าหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจ เพื่อสังคม จ ากัด ทั้ง 6 องค์กร เป็นการจัดการส่วนผสมทางการตลาดของการขายผัก และผลไม้แบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นไปตามคุณสมบัติอาหารปลอดภัยให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัด (พื้นที่ใกล้เคียง) (เป็นความต้องการ พื้นฐานของโรงพยาบาล) ในขณะเดียวกัน ก็ได้รับการสนับสนุนเป็นนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุน การจัดหาวัตถุดิบเพื่อรองรับอาหารปลอดภัยส าหรับดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาล (เป็นการเพิ่มและสร้างความมั่นคง ในการจัดการตลาด) (5) ความส าเร็จของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมขนเพื่อเข้าสู่ระบบตลาดโมเดิร์นเทรดของดีมีสุข (ไม่) จ ากัด ก็เป็นการสร้างส่วนผสมทางการตลาดในท านองเดียวกับการด าเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจ เพื่อสังคม จ ากัดโดยสร้างส่วนผสมระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แบรนด์ และมาตรฐาน ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ และเงื่อนไขของห้างสรรพสินค้า หรือพื้นที่เช่าจัดจ าหน่ายสินค้าของโมเดิร์นเทรด (6) กระบวนการที่น าไปสู่การสร้างความส าเร็จในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวชุมชน (ผลิตภัณฑ์ บริการ และของฝาก ของที่ระลึก) รวมทั้งการพัฒนาองค์กรชุมชนของโลเคิล อไลค์ (ซึ่งเป็นการท างานเป็นหน่วยสนับสนุน การพัฒนาเอกชนเช่นเดียวกับดีมีสุข (ไม่) จ ากัด และเป็นการด าเนินงานแบบพัฒนาชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับ ตัวเองไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับการด าเนินงานของบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม จ ากัด) คือ การริเริ่มสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการส าหรับการท่องเที่ยวของชุมชนด้วยทุนทางสังคม พร้อมกับการออกแบบ กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงความใหม่ (พื้นที่ใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ บริการใหม่ และความเต็มอิ่ม) ของการท่องเที่ยวชุมชนที่มีการสร้างสรรค์
142 (7) ปัจจัยที่สร้างความส าเร็จในการด าเนินงานของเทใจดอทคอม คือ การน าเอาระบบแพลตฟอร์ม ของการสื่อสารของโลกดิจิทัล เข้ามาเป็นกลไกพื้นฐานของการสร้างช่องทางการระดมทุนจากผู้บริจาค สื่อสาร เรื่องของความจ าเป็นและ/หรือความเหมาะสมที่จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร และการเป็น ช่องทางติดตามความก้าวหน้าและความแล้วเสร็จของการด าเนินงานนั้น ๆ การสร้างพื้นที่การระดมทุนและติดตาม ความก้าวหน้าของการท างาน (บนพื้นที่เปิด-พื้นที่สาธารณะ-ผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์) ของเทใจ ดอทคอม ด้วยระบบแพลตฟอร์ม ถือได้ว่า เป็นปัจจัยความส าเร็จที่มีการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ เป็นปัจจัยของความ ส าเร็จที่มีบุคลิกลักษณะของกลไกหรือกระบวนการท างานรูปร่างใหม่ของการพัฒนาชุมชน (และการเปลี่ยนแปลง ที่ฐานราก)
143 บทที่ 10 กิจการสตาร์ทอัพ (Start Up) กิจการสตาร์ทอัพ หมายถึง บริษัทที่เกิดขึ้นใหม่จากการเริ่มต้นจากกิจการขนาดเล็กและเติบโตอย่าง รวดเร็ว ด้วยการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และ/หรือบริหารจัดการด้วยตัวแบบธุรกิจ (Business Model) ใหม่ ๆ โดยมีความเกี่ยวข้องกับ ICT และการเชื่อมโยงกับระบบสาธารณูปโภคของ ICT และการพัฒนา Application เพื่อประกอบใช้งานเป็นเครื่องมือ โดยการศึกษานี้ ให้ความส าคัญไปยังกลุ่มกิจการแบบสตาร์ทอัพที่สร้างผล การเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่ระดับชุมชนทั้งในเมืองและชนบท 10.1 บริษัท คลาวด์คอมเมิร์ซ จ ากัด (CloudCommerce) (1) ความเป็นมา บริษัท คลาวด์คอมเมิร์ซ จ ากัด เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2559 เป็นธุรกิจแบบแพลตฟอร์มที่ให้บริการระบบ จัดการร้านค้าออนไลน์ส าหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าสู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพจาก โครงการ Dtac Accelerate Batch 4 เพื่อด าเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซครบวงจร โดยก่อนที่จะเปิดตัวแพลตฟอร์ม อย่างเต็มรูปแบบ ได้ให้บริการแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ในนาม FastShip.co มาก่อนหน้านี้ จึงท าให้การสนับสนุน ให้กิจการของบริษัทเป็น SMEs ที่ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างดี (2) การด าเนินกิจการ แพลตฟอร์มของ CloudCommerce ประกอบไปด้วยส่วนงานที่ท าหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง SMEs กับกลุ่ม Marketplace เช่น eBay, Lazada, Alibaba, Amazon และในส่วนของ FastShip ที่ท าหน้าที่เป็น บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ (กิจการนี้บริการทั้งผู้ประกอบการออนไลน์และบุคคลทั่วไป) รวมทั้งมีพันธมิตร ด้านโลจิสติกส์ในระดับสากลเช่น DHL, UPS, FedEx การด าเนินธุรกิจระหว่าง แพลตฟอร์มของ CloudCommerce กับการบริการของ FastShip เป็นส่วน ประกอบแบบ Ecosystem ของกันและกัน ที่มีส่วนสร้างความสามารถในการให้บริการสนับสนุนกันและกันและ สร้างยอดขายที่เติบโตไปด้วยกัน โดยที่โลจิสติกส์ FastShip มีผู้ใช้บริการกว่า 5,000 ราย ในขณะที่ บริษัท CloudCommerce ก็ช่วยท าให้ธุรกิจในเครือข่ายของสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่ม อุตสาหกรรมเครื่องส าอาง, กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอะไหล่ยนต์ และกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สามารถขยายช่องทางติดต่อกับต่างประเทศได้มากขึ้นกว่าเดิม (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ มีรายได้ 2,438,243.00 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 72,954,275.92 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจาก เว็บไซต์)
144 10.2 บริษัท ซีคสเตอร์ จ ากัด (Seekster) (1) ความเป็นมา บริษัท ซีคสเตอร์ จ ากัด เป็นจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 โดย คุณชัชนาท จรัญวัฒนากิจ, คุณซาฮิบ อนันต์ทรงวิทย์ และคุณแดเนียล ดายย์ โดยร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชันในชื่อ Seekster ส าหรับการบริการท าความสะอาด (งานแม่บ้าน) และซ่อมแซมที่อยู่อาศัย (งานช่าง) ของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยใน คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม รวมถึงส านักงานของธุรกิจขนาดเล็ก เปิดให้บริการในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 (2) การด าเนินกิจการ Seekster เป็นแพลตฟอร์มโดยแอปพลิเคชันที่รวบรวมผู้ให้บริการ (Supply Side) โดยรวมข้อมูลและ ขึ้นทะเบียนแม่บ้านท าความสะอาด และช่างซ่อมแซม แบบที่ไม่ต้องจ้างประจ า โดยมีการจัดระบบ/ระเบียบ มาตรฐาน ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และผ่านการฝึกอบรม เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีมีคุณภาพและ ติดตามผลงานได้ในขณะเดียวกัน ก็สื่อสารและรวบรวมความต้องการ (Demand Side) ของลูกค้าที่ต้องการ ใช้บริการ เช่น เจ้าของบ้าน คอนโด อาคารส านักงาน ที่มีมาตรฐาน ผ่านการฝึกอบรม ข้อมูลการให้บริการแม่บ้านของบริษัท ในปี พ.ศ. 2564 บริษัทมีจ านวนแม่บ้านที่สามารถให้บริการ จ านวน 3,000 คน เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น (เพื่อควบคุมคุณภาพของแม่บ้าน) โดยแม่บ้านเหล่านี้ ต้องมี การรักษามาตรฐานการให้บริการ ไม่ต่ ากว่าระดับ 4.2 (คะแนนเต็ม 5) หากต่ ากว่านี้จะต้องอบรมเพิ่มเติม และ หากต่ ากว่า 3.8 จะถูกพักงานชั่วคราว โดยที่แม่บ้านเหล่านี้จะมีงานท าความสะอาด 3 งาน/วัน งานละ 2 ชั่วโมง จะมีรายได้เฉลี่ย 700-900 บาท/วัน การบริการดังกล่าว ได้ขยายพื้นที่ให้บริการจากไปยังจังหวัดชลบุรี, เมือง พัทยา และเชียงใหม่ (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ 29,839,205.67 บาท ในปี พ.ศ. 2561เพิ่มขึ้นเป็น 62,297,475.72 บาท ในปี พ.ศ. 2563 และได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น ได้รับรางวัล Best Performing Startup จากโครงการ dtac Accelerate batch 5 ในปี พ.ศ. 2560 และได้รับรางวัลลงทุน 150,000 เหรียญจากโครงการ Digital Ventures batch 0 ในฐานะ แพลทฟอร์มให้บริการด้านความสะอาดและการซ่อมแซมส าหรับบ้าน คอนโด และส านักงาน เป็นบริษัทที่สร้างงาน เฉลี่ยต่อวัน 150-200 งาน หรือ 5,000-6,000 งานต่อเดือน (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 10.3 บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ซีที เอเซีย โรโบติกส์ จ ากัด จดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552 โดยคุณเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นผู้พัฒนาหุ่นยนต์บริการตัวแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อว่า "ดินสอ" ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองเห็นว่าอนาคตอันใกล้หุ่นยนต์จะมาช่วยอ านวยความสะดวกให้มนุษย์โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์บริการด้านการดูแลสุขภาพ และริเริ่มกิจการแบบ Project
145 Start-up ที่น าเอาความรู้และเทคโนโลยีด้าน Computational Intelligence (CI) มาใช้งานช่วยเหลือการสื่อสาร ส าหรับผู้พิการทางการได้ยิน ต่อมา ในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ส าหรับการบริการในร้านอาหาร และในปี พ.ศ. 2558 ได้พัฒนาหุ่นยนต์ดินสอ ส าหรับให้บริการดูแลผู้สูงวัยโดยเริ่มใช้งานทั้งในไทยและญี่ปุ่น เป็น AI ที่ท าหน้าที่สนับสนุนการท างาน (2) การด าเนินกิจการ การบริการสุขภาพในพื้นที่ชุมชน มีการทดลองใช้งานที่จังหวัดชัยนาท (เทศบาลต าบลห้วยงู) (และ อ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่) ตามการสนับสนุนโครงการของ ส านักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อช่วยเหลือเป็นเครื่องมือที่ช่วยงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจ าหมู่บ้าน (อสม.) บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบล(รพ.สต.) และระบบการส่งต่อของสาธารณสุขอ าเภอ ท า หน้าที่เป็นสัญญาณคอยเตือน/สั่งการให้ดูแลตัวเอง ทานยา ทานอาหารตามช่วงเวลาต่าง ๆ รวมทั้งท าหน้าที่ ดูแล สอดส่อง ดูแลติดตามผู้ป่วยหรือผู้ที่อยู่ในความดูแลผ่านกล้องวงจรปิด เรียกขอความช่วยเหลือแบบฉุกเฉิน ให้รถพยาบาลไปรับถึงบ้าน ฯลฯ ปัจจุบัน บริการของหุ่นยนต์ดินสอมีให้บริการในสถานพยาบาล มหาวิทยาลัยการแพทย์ของรัฐ และ การใช้งานในโรงพยาบาลเอกชนมากกว่า 50 แห่ง และหุ่นยนต์ดินสอในรุ่นปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นรุ่นที่ 3 ที่มี บริการเสริมเพื่อการต่าง ๆ และมีการโต้ตอบที่หลากหลายมากกว่าการให้บริการทางการแพทย์ เช่น การบริการ รายการบันเทิง รายการธรรมะ เกมฝึกสมอง การวัดความดัน รวมทั้งการให้บริการแบบวีดีโอคอล เพื่อเป็นบริการ ส าหรับการใช้งานที่หลากหลายมากกว่าการพยาบาล ในปี พ.ศ. 2560 บริษัทได้ท าการวิจัยและสร้างนวัตกรรม AI ให้หุ่นยนต์ดมกลิ่นจากลมหายใจของคน และสามารถบอกได้ว่าคนนั้นเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ โดยหุ่นยนต์ดินสอ สามารถวิเคราะห์กลิ่นของลมหายใจได้ ภายใน 20 นาที โดยสามารถวิเคราะห์ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งใน 2 โรค คือ มะเร็งปอดและมะเร็งเต้านม คาดว่าจะ ได้รับการรับรองจากส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายในปี พ.ศ. 2565 ขั้นต่อไป บริษัทจะพัฒนา ให้หุ่นยนต์สามารถวินิจฉัยโรคมะเร็งได้อีก 4 ชนิด คือ มะเร็งตับ มะเร็งล าไส้ มะเร็งโพรงจมูก และมะเร็งถุงน้ าดี พร้อมกันนี้ ยังร่วมร่างหลักสูตรการเรียนการสอน การใช้นวัตกรรม AI สนับสนุนงานด้านการแพทย์ ให้กับนักศึกษา แพทย์ในมหาวิทยาลัยมหิดลและวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปัจจุบันก าลังขยายผลไปที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว (3) ผลความส าเร็จ บริษัทได้ส่งออกหุ่นยนต์ไปดูแลผู้สูงอายุที่ประเทศญี่ปุ่น และผลจากการทดลองใช้งานในประเทศไทย ที่จังหวัดชัยนาทและอ าเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ท าให้บริษัทผลิตหุ่นยนต์เพื่อการดังกล่าวนี้สนองตอบต่อ ความต้องการทางการตลาด และก าหนดราคาขายตัวละ 85,000 บาท (เฉลิมพล ปุณโณทก, การสื่อสารส่วน บุคคล, 9 มิถุนายน 2565)
146 10.4 บริษัท โพลาร์ แบร์ มิชชั่น จ ากัด (Freshket) (1) ความเป็นมา เฟรชเก็ต (Freshket) เป็น Startup ด้านเทคโนโลยีการเกษตรสัญชาติไทยที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 โดยคุณพงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ และคุณตวงพลอย จิวาลักษณางกูร โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการระบบซัพพลาย เชนด้านสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส ท าให้เกษตรกร และผู้ผลิตอาหารสามารถเข้าถึงข้อมูล รวมถึงมีการตกลงราคาซื้อขายสินค้าได้ในราคาที่ดีขึ้น ท าให้ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ผลิตอาหารสามารถซื้อ วัตถุดิบคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยเฟรชเก็ต จะพัฒนาเทคโนโลยีซัพพลายเชนแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้นน้ าจนถึง ปลายน้ า ผ่านเครือข่ายระบบออนไลน์ หรือตลาดซื้อขายวัตถุดิบออนไลน์ (E-Marketplace) www.freshket.co (2) การด าเนินกิจการ เฟรชเก็ตให้บริการตลาดสดออนไลน์ มีสินค้ารองรับวัตถุดิบที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรและประมง อันเป็นความต้องการของลูกค้าร้านอาหารและลูกค้าทั่วไป (Supply Side) มากกว่า 5,000 รายการ ใน 22 หมวด สินค้า เช่น ผัก, ผลไม้, เนื้อสัตว์, ปลา, อาหารทะเล, ไข่, ส่วนผสมปรุงอาหาร, กลุ่มเส้นและพาสต้า, ข้าว, เบเกอรี่, เครื่องดื่ม, อาหารส าเร็จรูป, ของดอง, ขนมทานเล่น, ของใช้ในครัวเรือน, ผลิตภัณฑ์ท าความสะอาด, เครื่องเขียน, ดอกไม้และพวงมาลัย เป็นต้น ขณะเดียวกัน ก็มีฐานลูกค้าร้านอาหารประมาณ 4,000 ราย อันเป็นฐานข้อมูล ด้าน Demand Side โดยสามารถเข้าไปท ารายการเพียง 3 ขั้นตอน คือ สั่งสินค้า-รับสินค้า-ช าระเงิน นอกจากนั้น ยังมีให้บริการ Freshket Insight เพื่อช่วยให้เจ้าของกิจการร้านอาหาร สามารถดูยอดการสั่งซื้อวัตถุดิบรายสัปดาห์ รายเดือนได้ทันที, ดูรายการสินค้าที่มียอดการสั่งซื้อสูงสุด, ดูการเปลี่ยนแปลงของราคาแต่ละรอบและดาวน์โหลด ข้อมูลการสั่งซื้อวัตถุดิบทั้งหมดได้อีกด้วย (3) ผลความส าเร็จ พ.ศ. 2560 มีร้านอาหาร (Demand Side) เข้ามาใช้บริการในชุมชนเฟรชเก็ตไม่ถึง 10ร้าน ในปี พ.ศ. 2562 มีร้านอาหารรายเล็กเข้ามาใช้บริการมากกว่า 1,600ร้าน (กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 80.0และปริมณฑล ร้อยละ 20.0) โดยเริ่มมีร้านอาหารขนาดกลางเข้ามาใช้บริการ 30 สาขา ล่าสุดในปี พ.ศ. 2564 ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ร้านอาหารที่เป็นลูกค้าหลักของบริษัทได้รับผลกระทบและชะลอตัวลง บริษัทจึงได้เปิดแพลตฟอร์มของฟู้ด ซัพพลายเชนรองรับลูกค้าทั่วไป หรือกลุ่มคอนซูเมอร์ ท าให้มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 ราย โดยที่ปริมาณ การสั่งซื้อ (กิจกรรมทางธุรกิจของแพลตฟอร์ม) ได้เปลี่ยนไปเป็นค าสั่งซื้อจากลูกค้าร้านอาหาร ประมาณ 10,000 ออเดอร์ต่อเดือน ในขณะที่ลูกค้าทั่วไป มีการสั่งสินค้าประมาณ 40,000 ออเดอร์ต่อเดือน โดยที่มีการพัฒนา งานในด้านบริษัทซัพพลายเออร์ขึ้นจากผู้ด าเนินงานรวบรวม/จัดการที่เข้มแข็ง ประมาณ 100 ราย (ผู้จัดการ ออนไลน์, 2562) (เอกสารจากเว็บไซต์)
147 10.5 บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) (1) ความเป็นมา จุดเริ่มต้นของ แฟลช เอ็กซ์เพรส ในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นปี พ.ศ. 2560 โดยนายคมสันต์ แซ่ลี ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร โดยในช่วงปี พ.ศ. 2560 เป็นยุคทองของบริษัทสตาร์ตอัพ ที่สามารถระดมทุนจนเติบโตได้อย่าง รวดเร็วจากการสนับสนุนของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติทั้ง Alibaba และ Tencent ที่ต่างมีความต้องการพัฒนา บริการและยกระดับการลงทุนในธุรกิจ e-Commerce ในประเทศไทย นายคมสันต์ แซ่ลี มองเห็นโอกาสดังกล่าว จากประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนทั้งในและต่างประเทศ จึงเริ่มวางแผนก่อตั้งแฟลช เอ็กซ์เพรสขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2560 และเปิดตัวพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 (2) การด าเนินกิจการ ข้อมูลการด าเนินงานของบริษัทในปีพ.ศ. 2564 บริษัทให้บริการครอบคลุมครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ มีสาขาให้บริการกว่า 10,000สาขา มียอดจัดส่งพัสดุเฉลี่ย 1.7 ล้านชิ้นต่อวัน โดยเป็นผู้ให้บริการเจ้าแรกที่มี นโยบายเข้ารับพัสดุฟรีถึงที่ตั้งแต่ชิ้นแรก พร้อมเปิดให้บริการ 365 วัน ไม่มีวันหยุด ปัจจุบันตัวเลขการส่งพัสดุ ของบริษัทมีมากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน โดยในช่วงเทศกาล 11.11 และ 12.12 แฟลช เอ็กซ์เพรส มียอดจัดส่งสินค้า มากกว่าวันละ 1,300,000 ชิ้น ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย มีโปรแกรมการคุ้มครองสินค้าเพื่อสร้างความ มั่นใจให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการทั้งในกรณีพัสดุเกิดความเสียหายและสูญหาย ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงถึง 50,000 บาท (ภายใต้เงื่อนไขของบริษัท) เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางใจในการใช้บริการ มีพนักงานกว่า 27,000 คน มีการลงทุน ด้านไอทีสูงมากมีพนักงานด้านไอทีมากกว่า 200 คนจากบริษัทชั้นน าทั่วโลก คิดเป็นรายจ่ายต่อเดือนมากกว่า 60 ล้านบาท (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ 45,650,041.61 บาท ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นปีที่ขาดทุน 183 ล้านบาท และมีรายได้ กระโดดขึ้นเป็น 17,473,982,233.00 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 10.6 บริษัท วงในมีเดีย จ ากัด (Lineman Wongnai) (1) ความเป็นมา Wongnai ก่อตั้งโดยคุณยอด ชินสุภัคกุล เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่น าเสนอเนื้อหา และข้อมูลรีวิว (สถิติ-ความนิยม) จากผู้ใช้จริงแบบครบวงจร ทั้งร้านอาหาร สูตรอาหาร ความสวยความงาม และท่องเที่ยว ผ่าน เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Wongnai พร้อมทั้งคิดค้นและให้บริการด้าน O2O (Online-to-Offline) เพื่อเชื่อมต่อ บริการต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวันของผู้บริโภคอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงให้บริการระบบการจัดการร้านอาหาร (Wongnai POS) ส าหรับเจ้าของธุรกิจ โดยที่บริษัทหัก % จากร้านค้า (ด้าน Supplier) เป็นช่องทางท ารายได้ของบริษัท (2) การด าเนินกิจการ
148 บริการของ Wongnai ประกอบด้วย (1) Wongnai Food ค้นหาร้านอาหารและรีวิวจากผู้ใช้จริง (2) Wongnai Cooking ค้นหาและแบ่งปันสูตรอาหารและวิธีท าอาหาร, Food Delivery สั่งอาหารเดลิเวอรี ออนไลน์ผ่าน LINE MAN จากร้านอาหารแนะน าทั่วประเทศ (3) Wongnai POS ระบบจัดการร้านอาหารส าหรับ เจ้าของธุรกิจที่มีฟีเจอร์ครบครันในการดูแลร้าน (4) Wongnai Beauty ค้นหาร้านเสริมสวยและสปาและรีวิว จากผู้ใช้จริง และ (5) Wongnai Travel ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว จองที่พัก และรีวิวทริปการเดินทาง ในปี พ.ศ. 2560 บริษัทมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจประมาณร้อยละ 70.0 มีผู้เข้าใช้งานมากกว่า 8ล้านคน/ เดือน โดยผู้บริโภคเข้ามาใช้งานเพื่อดูข้อมูลรีวิวร้านอาหารมากที่สุด ร้อยละ 60.0 รองลงมาเป็นวงในบิวตี้ ร้อยละ 15.0 และที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องคือวงในคุกกิ้ง ผู้บริโภคเข้ามาค้นหาสูตรอาหาร วัตถุดิบ วิธีการท า ซึ่งขณะนี้มีทราฟฟิกการเข้าใช้งานจ านวนใกล้เคียงกับวงในบิวตี้ ในปี พ.ศ. 2563 มียอดออร์เดอร์จากผู้ใช้ LINE MAN และ Wongnai มากกว่า 21 ล้านคน มีฐานข้อมูล ร้านอาหารกว่า 790,000 ร้านใน 77 จังหวัดทั่วไทย ตั้งแต่ร้านอาหารริมทาง ร้านอาหาร Fine Dining รวมไปถึง ร้านอาหารเดลิเวอรีโดยต่อมาได้ควบรวมกิจการกับ LINE MAN ในชื่อ "LINE MAN Wongnai" เพื่อมุ่งสู่การเป็น E-commerce Platform for Services (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ 152,130,184.72 บาท ในปี พ.ศ. 2560 และเพิ่มขึ้นเป็น 5,291,959,596.00 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจาก เว็บไซต์) 10.7 บริษัท วัลแคน โคอะลิชั่น จ ากัด (1) ความเป็นมา วัลแคน โคอะลิชั่น (Vulcan Coalition) ก่อตั้งโดยคุณเมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ และคุณนิรันดร์ ประวิทย์ธนา ในปี พ.ศ. 2563 เป็นสตาร์ทอัพเพื่อสังคมที่ท างานเกี่ยวกับการพัฒนา AI โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังสตาร์ทอัพแห่งนี้ เป็นผู้พิการ 100% เป็นธุรกิจที่สร้างอาชีพ (มาตรา 35 ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ) ด้วยการดึงศักยภาพคนพิการ และออกแบบระบบการท างานส าหรับคนพิการโดยเฉพาะการเป็น “AI Trainer” มืออาชีพ อันเป็นการแก้ปัญหาการพึ่งพาเงินสนับสนุนจากรัฐในระยะยาว พร้อมกับสร้างทรัพย์สินทาง ปัญญาให้กับคนพิการที่สร้างรายได้ได้ตลอดชีวิตด้วยการพึ่งตนเอง ประเทศไทยมีผู้พิการในช่วงวัยท างาน (อายุ 15-59 ปี) ที่มีข้อมูลในระบบราว 845,000 คน ในจ านวนนี้ มีเพียง 260,000 คนเท่านั้นที่ประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่เป็นด้านเกษตรกรรมและรับจ้างทั่วไป ส่วนอีกราว 200,000 คนประกอบอาชีพไหว แต่ยังไม่มีงานท า และอีก 320,000 คน ไม่ระบุข้อมูลเรื่องอาชีพ (ข้อมูลปี พ.ศ. 2563) (2) การด าเนินกิจการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ส าหรับคนพิการเพื่อมุ่งสู่การ AI Trainer และ Software Developer ของ บริษัท เป็นการรองรับต่อการท างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดเรียงข้อมูล (Data-Labeling) และบริการปัญญาประดิษฐ์
149 (Artificial Intelligence: Ai) ทั้งผู้พิการทางสายตา ทางการได้ยิน ทางการเคลื่อนไหว และทางสติปัญญา ซึ่ง ท าหน้าที่พัฒนาโมเดล AI และแอปพลิเคชันต่าง ๆ จ านวน 200 คน พร้อมกันนี้ ยังมีองค์กรพันธมิตรเพื่อการ พัฒนางานนี้อีก 60 แห่ง มีผู้พิการเข้าร่วมโครงการ 600 คน (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ 1,042,191.82 บาท ในปี พ.ศ. 2563 และเพิ่มเป็น 3,973,968.76 บาท ในปี พ.ศ. 2564 การพัฒนางานของบริษัทได้ท าให้คนพิการมีรายได้ 9,250 บาทต่อเดือนต่อคน (ท างาน 4 ชั่วโมงต่อวัน) (กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 10.8 บริษัท อินสครู จ ากัด (Inskru) (1) ความเป็นมา อินสครู (insKru) มาจากค าว่า Inspire+Kru เป็นสตาร์ทอัพ ก่อตั้งโดยคุณสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร และ คุณชลิพา ดุลยากร ในปี พ.ศ. 2561 เป็นแพลตฟอร์มหรือคอมมูนิตี้ที่มีคุณครูกว่า 100,000 คน จากทั่วประเทศไทย มารวมตัวกันเพื่อแบ่งปันไอเดียและเครื่องมือการสอน เป้าหมายหลัก คือ อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบ การสอนให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพราะเชื่อว่าครูเป็นอาชีพที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ทั้งนี้ ก็เพราะว่า รูปแบบวิธีการสอนแบบเดิม ๆ ที่เน้นบรรยาย จนท าให้เด็กเบื่อและไม่สนุก อินสครูเล็งเห็นในจุดนี้ เลยอยากที่จะสร้างพื้นที่ที่เอาไว้แชร์วิธีการสอน ประสบการณ์ รวมทั้งการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในห้องเรียน เอาไว้ เป็นคลังเก็บไอเดียส าหรับครูที่เข้ามาแล้วต้องได้ไอเดียกลับไปต่อยอดการสอนในแบบของตัวเอง แชร์ออกไป จนเกิดเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ไม่จบที่คน ๆ เดียว แต่กระจายต่อไปได้ทั่วประเทศ โดยมีหน่วยงานทั้งเอกชนและ ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและท างานเป็นพาร์ทเนอร์กว่า 20 แห่ง ทั้งการจัดเวิร์คช็อป, จัดแคมเปญสื่อสารความคิด, เป็นสปอนเซอร์ เพื่อช่วยให้บริษัทกลายเป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่มีรายได้เพียงพอต่อการขับเคลื่อน (เป็นรูปแบบหนึ่ง ของ Social Entrepreneurship) (2) การด าเนินกิจการ บริษัทเปิดพื้นที่บนพื้นที่เว็บไซต์ Connect โดยการเชิญชวนครูกว่า 5 แสนคนทั่วประเทศ มาร่วม สร้างสรรค์ไอเดียการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการศึกษาไทย, แลกเปลี่ยนไอเดียการสอน, การสร้าง Inspire เพื่อเปิดมุมมองในการสอน และ Spread ขยายไอเดียการสอนดี ๆ สู่ห้องเรียนทั้งประเทศในทุกภาคเรียน insKru จะออกเกียรติบัตรให้ผู้ใช้งานที่เข้ามาลงไอเดีย เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกความคิดมีคุณค่า และช่วยให้คุณครูน าไปใช้ ประกอบในเอกสารตามระบบได้อีกด้วย บริษัทมีพนักงานประจ า 10 คน และมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยเหลือใน โปรเจกต์ต่าง ๆ (3) ผลงานความส าเร็จ ผลการด าเนินงานของพื้นที่ร่วมสร้างสรรค์งานดังกล่าวของบริษัท ได้ท าให้มีการแบ่งปันไอเดีย 6,657 รายการ ถูกน าไปใช้ใน 93,400 ห้องเรียน มีนักเรียนได้เรียนรู้กว่า 2.8 ล้านคนทั่วประเทศ (อินสครู, ม.ป.ป.) (เอกสารจากเว็บไซต์)
150 10.9 บริษัท ฮอร์แกไนซ์ จ ากัด (Horganice) (1) ความเป็นมา บริษัท ฮอร์แกไนซ์ จ ากัด ก่อตั้งปี พ.ศ. 2560โดยคุณธนวิชญ์ ต้นกันยา เพื่อให้บริการระบบบริหารจัดการ หอพักรูปแบบออนไลน์และท าหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่างผู้ประกอบการหอพักและผู้เช่าหอพัก (2) การด าเนินกิจการ Horganice เป็นโปรแกรมบริหารจัดการหอพัก อพาร์ทเมนท์ ในรูปแบบออนไลน์ ที่ใช้ได้ทั้งบนเว็บไซต์ และแอพพลิเคชันบนมือถือ ได้แก่ HorganiceOwner (ส าหรับเจ้าของหอ) และ Horganice (ส าหรับผู้เช่า) โดยมีการให้บริการ 3ส่วน ได้แก่ (1) Smart Management ระบบบริหารจัดการหอพักในรูปแบบออนไลน์ ตั้งแต่การท าเอกสารการจอง การออกสัญญาเช่า จดมิเตอร์ค่าน้ า ค่าไฟ ให้เจ้าของหอพัก โดยสามารถท างาน ได้จากทุกที่ทั้งในเว็บไซต์และมือถือ (2) Smart Internet of Things (loT) เป็นการต่อยอดการน าเอาเทคโนโลยี มาช่วยบริหารงานให้ดีขึ้น เช่น การพัฒนา Digital Meter เช็กค่าน้ า ค่าไฟ ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อแก้ปัญหา พนักงานจดค่าน้ าผิดพลาด หรือสามารถสั่งตัดไฟผ่านโทรศัพท์มือถือได้เช่นเดียวกัน (Smart Service เป็นบริการ เสริม หาช่างซ่อมแอร์, ไฟ หาแม่บ้าน นักบัญชี โดยบริษัทได้ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ปัจจุบัน Horganice มีหอพักเครือข่ายอยู่ประมาณ 5,000 โครงการ 1,070,000 ห้องทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564) มีการเปลี่ยนจากการวางบิลในรูปแบบกระดาษมาเป็นผ่านออนไลน์ สามารถลดการใช้ กระดาษไปได้ถึง 1 ล้านแผ่น หรือเทียบเป็นต้นไม้ 1,500 ต้น (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ เป็นเงิน 884,554.96 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 10,754,172.13 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจาก เว็บไซต์) 10.10 บริษัท แฮปปี้ กราวด์ จ ากัด (Happy Grocers) (1) ความเป็นมา บริษัท แฮปปี้ กราวด์ จ ากัด ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2563 โดยคุณสุธาสินี สุดประเสิรฐ และคุณปัทมาภรณ์ ด านุ้ย เป็นธุรกิจแบบแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ส่งตรงจากเกษตรกร ก่อตั้งขึ้นในช่วงการระบาด โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบอาหารของประเทศไทย ตั้งแต่การที่เกษตรกรรายย่อยและขนาดกลางถูกละทิ้ง จากห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากการเข้าถึงตลาดมีจ ากัด ไปจนถึงการใช้พลาสติกอย่างมากเกินไปในบริการจัดส่งอาหาร โดยเรียกขานตัวเองในการให้บริการนี้ว่า Happy Grocers เป็นร้านขายของช าแบบยั่งยืนแห่งแรกของประเทศไทย ที่รับประกันความยั่งยืนตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การท าฟาร์ม การแปรรูป ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการจัดส่งถึงหน้าบ้านผู้ซื้อ (2) การด าเนินกิจการ (2.1) บริการ Home Delivery, Grocery Truck Home Delivery ผ่านสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ happygrocers.co จัดส่งวันถัดไป มีผลิตภัณฑ์จ าหน่ายประมาณ 173 รายการ ทั้งผัก, ผลไม้, ชา, กาแฟ, ชีส,
151 โยเกิร์ต, เบเกอรี่ และเนื้อสัตว์ นอกจากสั่งผ่านเว็บไซต์แล้วยังสามารถสั่งใน Grab Mart มีบริการจัดส่งภายใน 1 ชั่วโมง (2.2) บริการ Happy Grocers Truck ตลาดอินทรีย์เคลื่อนที่ที่น าสินค้าออร์แกนิกและ GAP ไปส่งถึง คอนโดของลูกค้าทุกสัปดาห์ ๆ ละครั้ง โดยลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเพื่อรับและตรวจสอบรายการราย เดือนจากตารางฟาร์มติดล้อได้ หากมีผู้สนใจซื้อสินค้าจากฟาร์มติดล้ออย่างน้อย 10คนในคอนโด ทาง Happy Grocers มีการร้องขอให้ลูกค้าช่วยแจ้งให้ส านักงานนิติบุคคลจัดหาที่จอดรถให้ด้วย (2.3) Field Trip กิจกรรมสอนท าอาหารพื้นบ้านของแต่ละภาค โดยมีค่าบริการคอร์สละ 1,200 บาท/คน และจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปของโรงเรียน เวิร์คช็อปสาธารณะ การทัศนศึกษา การให้ความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ความยั่งยืน การศึกษาสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการเพื่อสังคม และการออกแบบความคิด (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ 119,120.00 บาท ในปี พ.ศ. 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 10,110,043.12 บาท ในปี พ.ศ. 2564 มีลูกค้าประจ ากว่า 1,200 คน โดยร้อยละ 95.0 เป็นชาวต่างชาติเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลจากเวที Startup Thailand League 2020 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 10.11 บริษัท อี๊ตแล็บ จ ากัด (EATLAB) (1) ความเป็นมา บริษัท อี๊ตแล็บ จ ากัด จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 18,731,500 บาท โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิกานต์ ว่องวิริยะวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.ชนิกานต์ จบระดับปริญญาเอกด้าน Artificial Intelligence จาก Massachusetts Institute of Technology ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของโลก และมีประสบการณ์การท างานกับ Millennium Partners ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเฮดจ์ฟันอันดับต้น ๆ ของโลก ที่ใช้ AI วางแผนการลงทุน ดร.ชนิกานต์ เห็นว่า AI ลดความ ไม่เท่าเทียมกันของโอกาสในสังคมได้และ เทคโนโลยีมีพลังที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการท าธุรกิจให้สามารถ สร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ EATLAB จึงได้พัฒนาโซลูชั่นมาให้ค าแนะน าในการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหาร จัดการธุรกิจร้านอาหาร (2) การด าเนินกิจการ EATLAB ถือเป็น Virtual Data Scientist ที่ดึงความสามารถของ AI มาวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์ แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของธุรกิจอาหาร เพื่อต่อยอดเป็นบริการฐานข้อมูลส าหรับผู้ประกอบธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่ม ท าให้ผู้ประกอบการสามารถก าหนดกลยุทธ์ทางการตลาดล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งออก เมนูช่วงไหน ควรจัดโปรโมชันแบบใด ที่ท าให้วอลุ่มเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องกังวลกับข้อมูลพร้อมกับดูแลร้านให้ตลอด 24 ชั่วโมง EATLAB ให้บริการต่าง ๆ ดังนี้ (1) ให้ค าปรึกษาด้านข้อมูลการตลาดอาหาร โดยใช้ AI และ Big DATA (2) วิเคราะห์ข้อมูลด้านการตลาดของสินค้าอาหาร (3) ใช้ High Technology ในการตรวจจับคนทานอาหาร
152 เพื่อบอกความชอบของผู้ทาน (4) ระบบ AI ที่ EATLAB พัฒนาขึ้นมาการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อน าไปสู่การพัฒนา ธุรกิจผ่านการให้บริการ 3 โซลูชั่น ได้แก่ (1) ระบบสังเกตการณ์อัจฉริยะ ผู้ช่วยเฝ้าร้านตลอด 24 ชั่วโมง ประมวลผล ให้เจ้าของร้านรู้ว่าลูกค้าที่เข้าร้านเป็นหรือหญิง อายุเท่าไหร่ รวมทั้งการดูประสิทธิภาพการท างานของพนักงาน ในร้าน (2) โซลูชั่นคู่คิดร้านอาหาร ตัวช่วยร้านอาหารคิดโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย เพิ่มความถี่การเข้ามาใช้บริการ และผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้น และ (3) คาดการณ์ยอดขาย โดย AI จะวางแผนการซื้อวัตถุดิบใหม่เข้าร้านได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ลดการเกิดต้นทุนที่เป็นสต็อกและท าให้วัตถุดิบสดใหม่ รวมทั้งประหยัดพื้นที่จัดเก็บ และไม่สูญเสีย โอกาสทางการขาย จากการศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์อย่างละเอียด ปรากฏว่าการคาดการณ์มีความแม่นย ามากกกว่าร้อยละ 90.0 และล่วงหน้าได้ถึง 1 ปี จึงน าเอาความสามารถตรงนี้มาพัฒนาและปรับเป็นโมเดลธุรกิจ ช่วยผู้ประกอบการ วิเคราะห์และคาดการณ์ทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมช่วยวางแผนการวางจ าหน่ายสินค้า หรือการจัดโปรโมชัน ต่าง ๆ แม้กระทั่งช่วยให้ฝ่ายการตลาดของบริษัทลูกค้าสร้างสรรค์กลยุทธ์ เพื่อแข่งขันในตลาดอย่างเต็มที่โดยไม่ ต้องกังวลกับข้อมูล นอกจากนั้นยังช่วยลดต้นทุน และค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย (3) ผลความส าเร็จ ในปี พ.ศ. 2564 EATLAB ได้รับการตอบรับในระดับที่น่าพอใจทั้งที่ได้เปิดตัวบริการ โดยในช่วงโควิด-19 พบว่า สามารถช่วยให้ร้านค้าเพิ่มยอดขายเฉลี่ยได้ร้อยละ45.0 และร้านอาหาร ที่ใช้บริการแพลตฟอร์มมีอัตรา การอยู่รอดเกือบ 100% เนื่องจากสามารถปรับตัวได้ทันความเปลี่ยนแปลงและวางแผนจัดโปรโมชั่นกระตุ้น ยอดขายได้ในช่วงที่ธุรกิจมีความท้าทาย ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าหลักเป็นธุรกิจร้านอาหาร 85 ราย บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ 675,379.92 บาท ในปี พ.ศ. 2561 และเพิ่มขึ้นเป็น 5,519,532.92 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 10.12 สรุปผลการศึกษาเบื้องต้นของกิจการสตาร์ทอัพ (Start Up) ตารางที่ 9 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงาน-กิจการสตาร์ทอัพ ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ 1 คลาวด์คอมเมิร์ซ (พื้นที่ส าหรับการ กระจายผลิตภัณฑ์และ บริการของ SMEs) การ Matching ข้อมูล ความต้องการกับสินค้าที่มี การพัฒนาการท างานควบคู่กัน ระหว่าง CloudCommerce กับ FastShip และเครือข่ายพันธมิตร ธุรกิจด้านโลจิสติกส์ 2 ซีคสเตอร์ (บริการแม่บ้าน/ช่าง) การอบรม พัฒนา และสร้าง มาตรฐานระบบก ากับพนักงาน ท าความสะอาด ซึ่งเป็นปรุง คุณภาพ/ประสิทธิภาพด้าน Supply Side ระบบ Raking
153 ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ 3 ซีที เอเชีย โรโบติกส์ (หุ่นยนต์ดินสอดูแล ผู้ป่วย/คนสูงวัย) การใช้ประโยชน์ข้อมูลในการ บริการสาธารณสุข (การ Push Technology เข้าสู่ระบบบริการ) การท างานความร่วมมือกับงาน ด้านสาธารณสุข 4 โพลาร์ แบร์ มิชชั่น (พื้นที่ส าหรับการ รวบรวมวัตถุดิบ/การ จัดหาของร้านอาหาร) การรวบรวมฐานข้อมูลด้าน Supply Side ดึงดูดความสนใจ ของ Demand Side) การพัฒนาการตลาดลูกค้า ร้านอาหาร (Business) และ การตลาดแบบ C2B ในช่วง Covid-19 5 แฟลช เอ็กซ์เพรส (สนับสนุนกิจการ e-Commerce) การกระจายพื้นที่บริการและ การประกันความเสียหาย ประสานงานกับธุรกิจประกันภัย 6 วงในมีเดีย (Traffic & Ranking การบริโภค) การรวบรวมฐานข้อมูลด้าน Supply Side ที่มีความพร้อม (จึงสามารถพัฒนาการดึงดูดความ สนใจของ Demand Side) การท างานความร่วมมือกับ Partners เช่น LINE MAN 7 วัลแคน โคอะลิชั่น (การพัฒนาความ สามารถของทรัพยากร มนุษย์) AI กับการพัฒนาส่วนที่เป็น ความสามารถด้านออกแบบ สร้างสรรค์ของผู้พิการให้เป็น ความสามารถ (Capability) (การจัดการ Supply Side) การท างานร่วมกับพันธมิตร 60 แห่ง 8 อินสครู (การระดมผู้เชี่ยวชาญ) การแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ การสร้างสรรค์ให้เป็นความ สามารถของการศึกษา-การสอน (การจัดการ Supply Side) การท างานความร่วมมือบนพื้นที่ ดิจิทัล 9 ฮอร์แกไนซ์ (พื้นที่ส าหรับการ จัดการพื้นที่เช่า หอพัก และการหาที่พัก) การจัดบริการรองรับด้วยบริการ ของระบบทั่วไป และระบบบริการ ที่มีการใช้งานก ากับ-แก้ไขโดยทันที Application บนมือถือส าหรับผู้ที่ ต้องการเช่า และท างานความ ร่วมมือกับพันธมิตร 10 แฮปปี้ กราวด์ (บริการผลิตภัณฑ์ อาหารคุณภาพ/ รวมการบริการผลิตภัณฑ์ส าหรับ อาหารและวัตถุดิบ และจัด ประเภทตามดีกรี-กลุ่มทั่วไป/ตาม การผสมผสานระหว่างงาน ออนไลน์กับแคมเปญ/อีเวนท์
154 ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ อินทรีย์ที่สนองตอบ ต่อตลาด) มาตรฐานควบคุม กลุ่มอาหาร ปลอดภัย และกลุ่มอินทรีย์ 11 อี๊ตแล็บ (การจัดการข้อมูล ผู้บริโภค (Demand Side) เพื่อปรับปรุง การจัดการร้านอาหาร) การรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ พฤติกรรมเพื่อตรวจสอบ เมนูอาหารและบริการ รวมทั้ง ใช้เป็นฐานการจัดการร้านอาหาร การศึกษาจากกรณีศึกษาประสบการณ์และความส าเร็จของกิจการสตาร์ทอัพ 11 กรณีข้างต้น สรุปผล การศึกษาเรื่อง ปัจจัยและกลไกการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม และภาพโดยรวม ดังนี้ (1) กิจการธุรกิจข้างต้น เป็นการริเริ่มธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ตามบริบทที่ก้าวหน้าของสังคม ในยุคดิจิทัล โดยอาศัยการประมวลผลข้อมูล จากข้อมูลเบื้องต้นทั่วไปให้เป็นข้อมูลส าหรับการประกอบการส าหรับ ธุรกิจหนึ่ง ๆ ที่มุ่งเน้นไปยังข้อมูลด้าน Supply และ/หรือ Demand ด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านแบบควบคู่ กัน เช่น การรวมรวมข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ของบ้านเช่า หอพัก และการจัดระดับการให้บริการพร้อมราคาของ ฮอร์แกนไนซ์เพื่อน าเสนอต่อผู้บริโภค (ซึ่งเป็นการรวมข้อมูลในส่วนที่เป็น Supply เพื่อไปสนองตอบต่อความ ต้องการของตลาดพร้อมบริการอื่น ๆ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ และสื่อสังคมออนไลน์) หรือการรวบรวมข้อมูล พฤติกรรมของผู้บริโภคจากการการสั่งอาหารเพื่อน ามาจัดระบบเป็นเมนูและบริการของอี๊ตแล็บ (ซึ่งเป็นการ รวมข้อมูลในส่วนที่เป็น Demand จากช่องทางของค าสั่งซื้อผ่านแอปพลิชัน เพื่อน าเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ แล้วไปปรับปรุงบริการของร้านอาหาร) ธุรกิจการดังกล่าวจะประกอบรูปร่างเป็นผลิตภัณฑ์/บริการด้วยการเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ 1) ด้านการสนองตอบของผลิตภัณฑ์และบริการ 2) ด้านความต้องการ และ 3) ด้านการจัดการสนับสนุน เป็นรูปร่างของการจัดการธุรกิจแบบใหม่ที่ต่างไปจากการสร้างส่วนผสมของธุรกิจแบบเดิมที่มีทุน-เงินทุน/ที่ดิน แรงงาน เทคโนโลยี(เครื่องจักร/ความเชี่ยวชาญแบบการผลิต และการบริหารแบบเน้นประสิทธิภาพ โดยเพิ่มเติม เรื่องของการจัดการข้อมูล (Data Management) ที่สามารถน าไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจ และการคิด สร้างสรรค์ให้มีผลิตภัณฑ์และบริการขึ้นใหม่ (Creative for Products & Services Initiative) (2) กรณีศึกษาทั้ง 11 องค์กรของกิจการสตาร์อัพ เป็นกิจการที่เริ่มต้นขึ้นด้วยกิจการขนาดเล็ก แล้วค่อย ขยายตัวไปตามปริมาณธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากขึ้นตามล าดับ และโดยส่วนใหญ่เป็นบริการที่จัดการ ข้อมูลในด้าน Supply Side ไว้เพื่อการรองรับความต้องการของผู้บริโภค เช่น ซีคสเตอร์ ฮอร์แกนไนซ์ และ แฮปปี้กราวด์ปัจจัยที่น าไปสู่การสร้างความส าเร็จของการประกอบการ (ที่เพิ่มเติมไปจากการความสามารถ ของระบบ ICT) คือ การแสดงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการจะเห็นได้จาก (1) การอบรมแม่บ้านและช่าง
155 รวมทั้งมีระบบการจัดท า Ranking ของซีคสเตอร์และการจัดกลุ่มเป็นหมวดหมู่ตามคุณภาพผลิตภัณฑ์วัตถุดิบ อาหาร (และความสามารถในการรับรอง) ของแฮปปี้กราวด์ (3) ปัจจัยที่น าไปสู่การสร้างความส าเร็จของการประกอบการของกิจการที่บริการรวบรวมข้อมูลด้าน Demand Side เพื่อใช้เป็น Indicator ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ คือ การได้มาซึ่งข้อมูล ความถูกต้อง ความหลากหลาย และระยะเวลาจัดเก็บ ฯลฯ จะเห็นได้จากการเข้าใช้ตัวเลขรีวิวของวงในมีเดีย ซึ่งจะเป็นการ เข้าถึงข้อมูลแล้วไปทดสอบการใช้งานจริงแล้วย้อนกลับมาเป็นฐานข้อมูลรีวิวอีกรอบหนึ่ง และการใช้ข้อมูลจาก การวิจัยของร้านอาหารนั้น ๆ โดยตรงของ อี๊ตแล็บ (4) มีกรณีศึกษาที่เป็นพื้นที่กลางของการ Matching คือ คลาวด์คอมเมิร์ซ และโพลาร์แบร์มิชชั่น โดยมี ข้อสังเกตถึงการพัฒนาบริการจากการท าหน้าที่เป็นพื้นที่ตัวกลางของการตลาด (การสนองตอบความต้องการ ทางการตลาด ระหว่างเจ้าของผลิตภัณฑ์กับผู้ประกอบการ) ของโพลาร์แบร์มิชชั่น ที่ขยายตัวออกไปเป็นการ ท าหน้าที่เป็นผู้รวบรวมความต้องการของผู้บริโภคให้กับผู้ประกอบการของโพลาร์แบร์มิชชั่น ปัจจัยที่น าไปสู่การ ด าเนินงานดังกล่าวเป็นผลมาจาก 1) ความสามารถการใช้งานของ ICT (เป็นการจัดการข้อมูลเรื่อง Demand Side และ 2) ฐานข้อมูลเดิมในเรื่องความสามารถของผู้ประกอบการที่โพลาร์แบร์มิชชั่นมีฐานข้อมูลอยู่ (เป็น ข้อมูลด้าน Supply Side) (5) การระดมความสามารถและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งเป็นงานด้าน Supply Side เพื่อรองรับความต้องการทางการตลาดเพื่อแก้ปัญหาสังคม เช่น วัลแคน และอินสครู ปัจจัยความส าเร็จของเรื่อง ดังกล่าวมาจาก 1) การท าหน้าที่รวบรวมความร่วมมือผู้ที่มีความสามารถที่จะไปร่วมแก้ปัญหาสังคม 2) ผลของ การด าเนินงานหรือความสามารถที่แก้ไขปัญหาได้จริง ซึ่งจะย้อนกลับมาเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นความร่วมมือ อีกรอบหนึ่ง เป็นกระบวนการในลักษณะเดียวกันกับเรื่องรีวิวทัศนะผู้บริโภค (6) การจัดการสนับสนุนทางกายภาพของแฟลชเอ็กเพรสและ FastShip เป็นตัวอย่างเชิงประจักษ์ของ การด าเนินธุรกิจที่ขยายตัวของ e-Commerce และการขยายฐานกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปจากเดิม ปัจจัย ความส าเร็จของการด าเนินธุรกิจนี้ ก็คือ การสร้างกลไกที่รองรับปริมาณธุรกรรมที่ขยายตัวมากขึ้นตามการสั่งซื้อ ของผู้บริโภค หรือกล่าวได้ว่าเป็นผลมาจากการขยายตัวที่เป็นจริงของ Demand Side ในระบบตลาดนั่นเอง
156 บทที่ 11 การประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) กิจการธุรกิจ SMEs ในการศึกษานี้ หมายถึง กิจการที่จัดตั้งองค์กรเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เพื่อการ ประกอบการธุรกิจที่มีลักษณะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ Small and Medium Enterprises: SMEs โดยอ้างอิงตามคุณลักษณะตามกฎกระทรวงก าหนดลักษณะของ SMEs พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562 (ที่ก าหนดความเป็นธุรกิจขนาดกลาง (Medium Enterprises) ไว้ไม่เกินไปจากการธุรกิจที่มีการ จ้างงาน ไม่เกิน 200 คน และมีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทส าหรับธุรกิจการผลิต หรือมีการจ้างงานไม่เกิน 100 คน และมีรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทส าหรับธุรกิจบริการ พร้อมกับนับรวมเอาวิสาหกิจรายย่อย หรือ Micro SMEs รวมไว้ในกรอบของการศึกษา SMEs นี้ด้วย รวมทั้งยังให้ความหมายเป็นเรื่องเดียวกับค าอื่น ที่มีการใช้กัน โดยทั่วไป เช่น วิสาหกิจขนาย่อม (Small Enterprise) และธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business) 11.1 บริษัท แกรนด์ ออแกนิค จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท แกรนด์ ออแกนิค จ ากัด ด าเนินธุรกิจฟาร์มแกรนด์ออแกนิคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ในพื้นที่ต าบล ตาคลี อ าเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ในพื้นที่5ไร่ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2554ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท จุดเริ่มต้นของฟาร์มแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเป็นแม่ที่อยากให้ลูก ๆ และคนภายในครอบครัวได้ ทานผักและผลไม้อินทรีย์ กิจการได้รับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFORM ของส านักงานมาตรฐานเกษตร อินทรีย์ (มกท.) ในช่วงแรกได้ท าการปลูกเมลอนอินทรีย์ แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศและดินของต าบลตาคลีไม่เอื้อ ต่อการเติบโต จึงได้ขอรับค าแนะน าจากส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้หันมาทดลองปลูกผักที่ได้รับความ นิยมทางการตลาด ได้แก่ ผักโขม ผักบุ้ง กวางตุ้งใบ บ๊อกฉ่อย กวางตุ้งไต้หวัน คะน้า กะหล่ าดอก บล็อกโคลี่ มะเขือเทศ แครอท ผักสลัด ซึ่งผักส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตดีในช่วงปลายปี (ปลูกได้ในช่วงอากาศร้อนน้อย) พบว่า ผักโขมเติบโตได้ดี ทนอากาศร้อนได้ และสามารถปลูกได้ทั้งปี จึงได้ปลูกผักโขมอินทรีย์เพื่อจ าหน่าย โดยขายส่ง หน้าฟาร์มได้สัปดาห์ละ 600กิโลกรัม และวางจ าหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า แต่มีสินค้าที่มีขนาดความสูงเกินมาตรฐาน ที่ไม่เป็นไปตามขนาดที่ห้างก าหนด บริษัทจึงได้ขอทุนจาก NIA และขอรับค าแนะน าจากมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อแปรรูปผักโขมเป็นขนมทานเล่นเพื่อสุขภาพ จนพัฒนาเป็นแบรนด์ Crispy GO (2) การด าเนินกิจการ ผักโขมอบกรอบ Crispy GO เป็นขนมเพื่อสุขภาพ เป็นอาหารทานเล่นรสชาติอร่อยที่เด็กและผู้ใหญ่ ทานได้ เหมาะส าหรับคนรักสุขภาพ ผักโขมอบกรอบเป็นสแน็คที่มีไฟเบอร์สูง นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม ธาตุเหล็ก ปัจจุบันมีการจ าหน่ายสินค้าใน Modern Trade ที่ Tops Market-เซ็นทรัล และ Gourmet Marketเดอะมอลล์ และขายออนไลน์ บริษัทก าลังขยายพื้นที่ปลูกผักโขมเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอีกจ านวน 18 ไร่ และมีแผน ขยายการปลูกโดยส่งเสริมให้ชาวบ้านในต าบลตาคลีปลูกผักโขมส่งให้บริษัท
157 การจัดการวัตถุดิบ ปลูกเองในพื้นที่ของโรงงาน มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า เช่น ใบผักโขม ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ก้านและรากผักโขมน าไปหมักท าเป็นปุ๋ย แปรรูปเป็นเจลลี่ และอยู่ในระหว่างร่วมกับ บริษัท ไออาร์พีซี จ ากัด (มหาชน) (IRPC) เพื่อผลิตเทคโนโลยีเครื่องจักรเพื่อมาใช้ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่ม ก าลังการผลิตให้ได้ปริมาณเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีก าลังการผลิตประมาณ 270ซอง/วัน (เครื่องจักรใหม่ที่ก าลังพัฒนา จะผลิตได้ประมาณ 750 ซอง/วัน) (3) ผลความส าเร็จ ผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานรับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.), มาตรฐานอาหารฮาลาล, มาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ IFOAM (และก าลังพัฒนาระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ได้มีส่วนส าคัญท าให้กิจการของบริษัทสร้างรายได้ขยายตัวจาก 446,615.65 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 933,000.00 บาท ในปี พ.ศ. 2564 มีการจ้างงานคนในชุมชน จ านวน 6 คน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เฉลี่ยคนละ 10,000 บาท/คน/เดือน (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.2 บริษัท ด.เด็กกินผัก จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ด.เด็กกินผัก จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอเมือง จังหวัดราชบุรี จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท เกิดจากความตั้งใจของเจ้าของที่ฝันอยากเห็นคนไทยมีทางเลือกในการใช้ ผงปรุงรสที่ปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงได้พัฒนาผงปรุงรสอาหารที่ผลิตจากผักปลอดสาร ไม่ใส่ผงชูรส ไม่ใส่วัตถุกันเสียและสารเคมีโดยการน าผักสดที่ตกค้างในโรงงาน/ตกหล่นจากกระบวนการคัด ตัดแต่ง เพื่อส่ง ผักเกรดพรีเมียมเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ในขณะที่ผักเหล่านี้ยังมีความสด แต่มีรูปร่าง ขนาด ที่อาจจะ ไม่ได้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของโรงงาน บริษัทใช้เวลาพัฒนางานดังกล่าวมากกว่า 3 ปี จึงได้ผงปรุงรสจากผัก ที่ตอบโจทย์ความต้องการในการปรุงอาหารให้อร่อยส าหรับทุกคนในครอบครัว เป็นผงปรุงรสจากผักเพื่อสุขภาพ แบรนด์แคร์ช้อยส์ (CARECHOICE) (2) การด าเนินกิจการ บริษัทเป็นผู้น าและคิดค้นผงปรุงรสเพื่อสุขภาพท าจากผักเป็นเจ้าแรกของประเทศ และรับจ้างผลิตแบบ OEM โดยวิธีการอบแข็งโดยใช้ลมร้อนในช่วงแรก น ามาเข้าตู้อบ LPG (ธรรมดา) ต่อมาได้สั่งซื้อเครื่องจักรเป็น ตู้อบจากประเทศจีน เป็นเครื่องอบที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ดึงน้ าออกจากผัก ใช้เวลาประมาณ 5 นาที แล้วน าไปบด แล้วผสมกับน้ าตาลเชิงเดี่ยว เกลือโลว์โซเดียม (สูตรของบริษัทเอง ซึ่งบริษัทมีทีมวิจัยและ พัฒนาผลิตภัณฑ์) โดยทีมวิจัยท าเรื่องพัฒนารสชาติ มีกระบวนการผลิตที่เร็วขึ้น และท าให้สูญเสียในการผลิต น้อยที่สุด เน้นการปลอดสาร ตั้งแต่กรรมวิธีการล้าง ไม่ใส่สารเคมี ไม่มีการใช้สารแต่งสี กลิ่นหรือรสชาติ เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคอเลสเตอรอล เป็นผักที่ทุกเพศทุกวัยทานได้ ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสแคร์ช้อยส์ มี 9 สูตร วางขายที่ Big C, Lotus's, Makro, Tops Supermarket, The Mall, CP Freshmart, Villa Market, ร้านเลม่อน ฟาร์ม, ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านตัวแทนจ าหน่าย
158 ทั่วประเทศ และวางจ าหน่ายในตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศลาว, กัมพูชา, เมียนมาร์, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, อาฟริกา และเนเธอแลนด์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานรับรอง ได้แก่ การปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และมาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมในการผลิตอาหาร (HACCP) ให้ความส าคัญ ต่อการจ้างงานคนในชุมชน และน าผักในชุมชนมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผงปรุงรส (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมียอดขายจากผงปรุงรสแคร์ช้อยส์ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด นับตั้งแต่ 1,365,462.88 บาท ในปี พ.ศ. 2558 มาเป็น 12,624,400.02 บาท ในปี พ.ศ. 2562 ได้รับรางวัล Inventor Award จากโครงการ Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทย 2019 ได้รับการคัดเลือกสู่โครงการ Food Accelerate ต่อเนื่อง2 ปีซ้อน จากส านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์บ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี (BIC)และ ได้รับการรับรองสินค้านวัตกรรมจากส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.3 บริษัท มูนวิสเปอร์ฟาร์ม จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท มูนวิสเปอร์ฟาร์ม จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2553 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท เป็นกิจการอาหารที่แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร คือ น าเอามะพร้าวไปแปรรูปเป็นไอศกรีม เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปไอศกรีมสมุนไพร ปรับเปลี่ยนสินค้าเกษตรด้วยการ ผลิตไอศกรีมออแกนิคเพื่อสุขภาพโดยใช้มะพร้าวน้ าหอมออแกนิคเป็นวัตถุดิบในแบรนด์“ซันเบิร์ด”วางจ าหน่าย ในห้างเลมอนฟาร์มทุกสาขา เดิม “มูนวิสเปอร์” จะมีผลิตภัณฑ์น ้ามันมะพร้าวสกัดเย็น มาท าเป็นเครื่องส าอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและผิว ครีมหมักผม น ้ามันมะพร้าวธรรมชาติ 100% เกษตรอินทรีย์, สบู่, แชมพูสระผม และเซรั่มบ ารุงผม เป็นต้น มีแผนงานที่จะขยายกิจการไปสู่ธุรกิจผักอินทรีย์และอาหารเพื่อสุขภาพ และขยายช่องทางการจัดจ าหน่าย ผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายทางการตลาดที่จะไปให้ถึง 60 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2563 โดยการ ท าตลาดจะมุ่งเน้นการท าตลาดในประเทศเป็นหลัก (2) การด าเนินกิจการ การผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท เป็นกระบวนการผลิตที่ท าให้เกิดของเสียน้อยที่สุด (Eco-design & Zero-Waste) มีการน ากากมะพร้าว (ของเสียในกระบวนการผลิต) ไปอบแห้งท าเป็นสินค้าอื่น เช่น น้ าพริกนรก, เกล็ดมะพร้าวส าหรับชุบกรอบ ออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบ Smart Packaging ถ้วยและฝาท าจากกระดาษ เพื่อ ลดขยะพลาสติก เป็นไอศกรีมที่ไม่ใช้นมวัว เนื่องจากนมวัวมีสารก่อภูมิแพ้ ก่อให้เกิดโรคแพ้ ปรับสูตรให้มีความหวาน น้อยลงกว่าท้องตลาด และมีการยกระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้าปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานออแกนิค สากล ได้แก่ ตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกา (USDA), การรับรองผ่านโปรแกรม
159 การรับรองระบบเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU), มาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์แคนาดา (Canada Organic Regime: COR), มาตรฐานสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร (Good Hygiene Practice: GHP) และ ส านักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) วัตถุดิบทุกชนิดได้รับการ Certified Organic เพื่อมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมี รับประทานได้ทุกเพศทุกวัย (3) ผลความส าเร็จ เป็นกิจการในพื้นที่ชุมชนที่มีการจ้างงานคนในชุมชน ซื้อวัตถุดิบจากชุมชนซึ่งเป็นมะพร้าวอินทรีย์ คุณภาพของจังหวัดสมุทรสาคร มีผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นจาก 6,589,671.11 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 8,697,282.79 บาท ในปี พ.ศ. 2563 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.4 บริษัท สวนทวีทรัพย์ ฟู้ด จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท สวนทวีทรัพย์ ฟู้ด จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2505 เป็นสวน ทุเรียนสวนแรก ๆ ในจังหวัดชุมพร มีเนื้อที่สวนมากกว่า 100 ไร่ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2559 ด้วย ทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท เป็นกิจการที่การจัดการสินค้าเกษตรเบื้องต้นโดยเทคโนโลยีส าหรับทุเรียนด้วย การท าแห้งเยือกแข็งแบบสุญญากาศหรือฟรีซดราย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพ และ ส่งจ าหน่ายยังต่างประเทศได้ โดยที่ตั้งของโรงงาน ตั้งอยู่ในแหล่งผลิตทุเรียน มีความประสงค์จะเป็นการต่อ ยอดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรโดยตรง เป็นธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์พืชผล ทางการเกษตรด้วยเทคโนโลยี ในขณะเดียวกันก็ยังพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วยการอบแห้งผลไม้อื่น ๆ เช่น มังคุด, มะม่วง, สับปะรด และเงาะสอดไส้สับปะรด อีกสายการผลิตหนึ่งด้วย (2) การด าเนินกิจการ การท าแห้งเยือกแข็งแบบสุญญากาศหรือฟรีซดราย เป็นการท าให้ผลผลิตทางการเกษตรแห้ง (Dehydration) โดยความเป็นสารอาหารและรสชาติยังคงสภาพ ด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freezing) ท าให้น้ าเปลี่ยนสถานะเป็น ผลึกน้ าแข็งก่อนแล้วจึงลดความดันเพื่อให้ผลึกน้ าแข็งระเหิด (Sublimation) เป็นไอ ด้วยการลดความดันให้ ต่ ากว่าบรรยากาศปกติ ขั้นตอนการท าแห้งแบบแช่เยือกแข็ง เริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เช่น การล้าง การปอกเปลือก การลดขนาดจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการหลักซึ่งประกอบด้วย การแช่เยือกแข็ง (Freezing) การท าแห้งขั้นต้น (Primary Drying) และการท าแห้งขั้นที่สอง (Secondary Drying) การอบแห้งผลไม้ ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ คือ (1) ส่วนรับผลไม้ (2) คัดผล บ่ม แกะเปลือก (3) ห้อง แช่แข็งลมเย็นจัด (-40 องศาเซลเซียส) (4) ห้องพักผลผลิตแช่แข็ง (5) ห้องเย็นเก็บผลผลิต (-20 องศาเซลเซียส) (6) ห้องหั่นผลผลิต (7) มีการใช้เครื่องอบแห้งเยือกแข็งแบบสุญญากาศ (8) ห้องบรรจุผลิตภัณฑ์ และ (9) ห้อง ล้างอุปกรณ์
160 มีการแบ่งเกรดของผลไม้/วัตถุดิบ เช่น ทุเรียน จะจัดแบ่งเป็นไปตามระดับ Premium A B C เพื่อ Supply ไปตามช่องทางการตลาด คือ Modern Trade และ Online Market รวมทั้งพ่อค้า-แม่ค้ารายย่อยที่เจาะจง ส่วนผลไม้/วัตถุดิบที่ไม่ผ่านการคัดเกรดหรือมีต าหนิ ก็จะน ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น แช่แข็ง ท าเป็น ไอศกรีมทุเรียน ฟรีซดราย ทอด และกวน กิจการของบริษัท ได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากโปรแกรม ITAP ของส านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีการลงพื้นที่แปลงเพื่อพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน ThaiGAP โดยศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ลักษณะกิจการ ของบริษัท มีความเกี่ยวข้องกับ BCG ตามเกณฑ์มาตรฐานทางการตลาดที่ยึดโยงกับความยั่งยืน (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 1,591,276.75 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 8,948,534.02 บาท ในปี พ.ศ. 2564 และมีการจ้างงานคนในชุมชน มีการส่งเสริมให้มีการรวมตัวกันของเกษตรกร เพื่อเพิ่มศักยภาพ ในการด าเนินธุรกิจ (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.5 บริษัท บวรเวชสมุนไพร ไทย จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท บวรเวชสมุนไพร ไทย จ ากัด จัดตั้งในปี พ.ศ. 2552 โดย นพ.บวร จันทร์โภคาไพบูลย์ ซึ่งเป็น ชาวพัทลุง ตั้งอยู่ในอ าเภอเมือง จังหวัดพัทลุง บริษัทเปิดตัวสินค้าครั้งแรก ที่งาน OTOP City ที่เมืองทองธานี ปี พ.ศ. 2553 ด้วยผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่รักษากรดไหลย้อน เป็นกิจการผลิตและจ าหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร สินค้าจากสมุนไพรพื้นบ้านทั้งแบบขายปลีกและขายส่ง เช่น ขมิ้นจันทร์, กระชายด า-ขาว, ราก 5 ฤดู เป็นต้น เป็นการน าทรัพยากรธรรมชาติมา “ผลิตให้คุ้มค่าที่สุด” บริษัทเชื่อว่า ศักยภาพของสมุนไพรของไทยสามารถ ที่จะใช้เป็นส่วนประกอบส าคัญของแพทย์ทางเลือก ส าหรับรักษาและบ าบัดโรคภัยต่าง ๆ ให้บรรเทาลงได้ โดย ไม่มีผลกระทบเหมือนยาปฏิชีวนะทางวิทยาศาสตร์ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เป็นผลิตภัณฑ์โอทอปด้านสมุนไพร ที่มี มาตรฐานรองรับ-มาตรฐาน GMP PICs โดยบางรายการในจ านวนโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน GMP PICs ข้างต้น มีความสามารถผลิตยา 5 รากฤดู มีไม่ถึง 10 โรงงาน (2) การด าเนินกิจการ มีการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการผลิตแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรธรรมชาติในท้องถิ่น (มีการน าเอา ทุนปัญญาท้องถิ่นว่าด้วยการผลิตยาสมุนไพรท้องถิ่นจากวัดเขาอ้อมาร่วมพัฒนาด้วย) ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์อากงอาม่า “AgongAma” ที่พัฒนาโดยรุ่นหลาน เป็นผลิตภัณฑ์ครีมบ ารุงผิวและครีมอาบน้ า โดยการน าเอาความรู้ที่เรียนจบเภสัชศาสตร์กับทรัพยากรที่ครอบครัวมีมาสร้างผลิตภัณฑ์ มีการคัดสรรวัตถุดิบ สมุนไพรมาใช้ผลิตครีม โดยเลือกน้ ามันเมล็ดองุ่น, ชาเขียว, ขึ้นฉ่าย, ชะเอม และน้ ามันร าข้าวที่อุดมไปด้วยเซราไมด์ จากธรรมชาติ เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิวหนัง กักเก็บน้ าในผิว จึงสามารถลดอาการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวหนัง ลดอาการคัน เหมาะกับสภาพผิวผู้สูงอายุที่มีความบอบบาง มีการจ าหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และ
161 มีเป้าหมายที่จะขยายช่องทางไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุและร้านขายยา และยังมีแผนจะขยายกลุ่มเป้าหมายไป ยังผู้บอบบางแพ้ง่ายอีกด้วย บวรเวชสมุนไพรได้รับการรับรองคุณภาพและมาตรฐานด้วยรางวัลและใบรับรอง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ สมุนไพรคุณภาพ ปี พ.ศ. 2563 จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, รางวัลผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว จังหวัดพัทลุง ปี พ.ศ. 2562, หนังสือรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิต (PIC/s GMP) โดยส านักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ ใบรับรองการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 2 จากกระทรวงอุตสาหกรรม (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 4,280,785.46 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 12,352,211.35 บาท ในปี พ.ศ. 2562 และมีการจัดสร้างโรงงานและการจ้างงานในชุมชน รวมทั้งจัดซื้อวัสดุสมุนไพรจากชุมชน (กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.6 บริษัท ไบโอไบรท์ (ประเทศไทย) จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ไบโอไบรท์ (ประเทศไทย) จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอภูเรือ จังหวัดเลย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ใน ปี พ.ศ. 2551 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,500,000 บาท ประกอบธุรกิจการผลิตและจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ท าความสะอาด ครบวงจรจากธรรมชาติ เป็นผลงานของ ดร.ปัณณพัทธ์ ปภาพงศ์พศุตม์ ประธานบริหารบริษัทและเจ้าของ ที่เคย มีปัญหาสุขภาพเป็นภูมิแพ้และต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่ท ามาจากสารเคมีที่วางขายกันอยู่ทั่วไปท าให้ร่างกายเกิดอาการ แพ้มากขึ้น จึงเกิดความสนใจในผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ และเริ่มคิดค้นสูตรจากภูมิปัญญาไทย โดยน าผลผลิต ทางการเกษตรมาสกัดด้วยขั้นตอนและกระบวนการที่ได้มาตรฐานสากล บริษัทมีสัดส่วนลูกค้าเดิม ร้อยละ 80.0 และลูกค้าใหม่ ร้อยละ 20.0 (2) การด าเนินกิจการ การผลิตของบริษัทใช้วัตถุดิบจากชุมชนเป็นหลัก เช่น สัปปะรด, มะนาว, มะเขือเทศ และพืชผักอินทรีย์ ยกเว้น มะกูดอินทรีย์จากจังหวัดสุพรรณบุรี, สับปะรดอินทรีย์จากจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย พัฒนาต่อยอด จากวัตถุดิบในชุมชนที่ล้นตลาดเอามาแปรรูป ยึดโยงกับเป็นวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ และความสามารถย่อยสลาย ได้ทางชีวภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่ท าลายสิ่งแวดล้อม ระบบน้ า และอากาศ บริษัทได้ท าความร่วมมือกับ บริษัท โซกู๊ด วิสาหกิจเพื่อสังคม จ ากัด จังหวัดชลบุรี สนับสนุนให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนและยกระดับการเพาะปลูกมาเป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของโลก ผู้บริโภค และตัวเกษตรกร เอง พร้อมทั้งยังประกันราคารับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่าย ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมให้ปลูกสมุนไพรเพิ่มเติมเพื่อให้มีรายได้เพิ่มอีกช่องทาง กิจการของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้า และมีรางวัลต่าง ๆ รองรับความส าเร็จ เช่น เครื่องหมาย ฉลากเขียวจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, โรงงานสีเขียวระดับดีเยี่ยม ปี 2562, ผลิตภัณฑ์สมุนไพร OTOP ดีเด่น ระดับชาติ ปี พ.ศ. 2562 และปี พ.ศ. 2563, เอสเอ็มอีต้นแบบสัมมาชีพ, รางวัล Reader's Vote สาขา Natural
162 Products จากชีวจิต Awards 2019, การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ปี พ.ศ. 2563 และรางวัลผู้บริหาร การจัดการดีเด่น และองค์กรดีเด่น ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ปี พ.ศ. 2563 และมาตรฐานโรงงาน (CODEX GMP) (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 6,297,534.86 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 13,108,969.64 ในปี พ.ศ. 2564 และมีการจัดสร้างโรงงานและการจ้างงานในชุมชน รวมทั้งจัดซื้อวัสดุสมุนไพรจากชุมชน (กรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.7 บริษัท วิโนน่า เฟมินิน จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท วิโนน่า เฟมินิน จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ด าเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์เวชส าอางเพื่อสุขภาพสตรี Feminine Care Products ผลิตภัณฑ์ของบริษัท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มท าความสะอาดจุดซ่อนเร้น เช่น สบู่ สเปรย์ ทิชชู่เปียก, กลุ่มรักษาจุดซ่อนเร้นที่เป็นยา และ กลุ่มเสริมสวยงาม เช่น เจลหล่อลื่น ก าจัดขน เป็นกิจการที่ผลิต โดยใช้วัตถุดิบที่ท าจากหญ้ารีแพร์ และจุลินทรีย์มีชีวิตสายพันธุ์ไทย (Probiotics) ที่บริษัทผลิตขึ้นในไทยเป็น สายพันธุ์แรก เป็น Probiotics Lactibasilus Paracasei Msmc 39-1 เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากคณะ แพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครรินทรวิโรฒ เพื่อมาท าอาหารเสริมแก้ปัญหาผู้หญิงในวัยช่องคลอดแห้งที่อาจ ส่งผลต่อปัญหาครอบครัว บริษัทยังสร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพต าบลในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและสุพรรณบุรี เพื่อไปให้ความรู้กับผู้หญิงในระดับชุมชน ที่มีปัญหาเชื้อราในช่องคลอด เพื่อให้ดูแลช่องคลอดอย่างถูกวิธี ใช้ยา ที่ถูกต้อง และทราบถึงอาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น (2) การด าเนินกิจการ เป็นธุรกิจที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี Probiotics คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และได้รับทุนจาก NIA ในการผลิต Probiotics Wet Wipe (ทิชชู่เปียก Probiotics ส าหรับเช็ดช่องคลอด) การ จัดหาวัตถุดิบ ก็มีการรับซื้อหญ้ารีแพร์จากชุมชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ประมาณ 5 แสนกิโลกรัม/ปีโดยประมาณ (หญ้ารีแพร์สด กิโลกรัมละ 100 บาท, อบแห้ง กิโลกรัมละ 300 บาท) แล้วน ามาสกัดเอง เพื่อเป็นส่วนผสมใน ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน จากชุมชนทั้งในรูปแบบรายย่อยและวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่จังหวัดนครนายก ในหลาย ๆ ต าบล เช่น ต าบลบ้านใหญ่, ต าบลหินตั้ง, ต าบลบ้านนา อ าเภอเมือง และ จากชุมชนในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ได้รับมาตรฐานและรางวัล ได้แก่ มาตรฐานอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข, มาตรฐานเครื่องส าอางจาก Lab ต่าง ๆ เพื่อการส่งออก เช่น DSMC ILLA SGS DERMSCAN, อนุสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญาครอบคลุมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กระชับช่องคลอด ที่ท าจากหญ้ารีแพร์ เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียว
163 ในประเทศไทย, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เครื่องส าอางไทย โดยกระทรวงอุตสาหกรรม, รางวัลสมุนไพรไทย พรีเมี่ยม โดยกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก และ รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศของ SMEs ที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยส านักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสถาบันระหว่างประเทศ เพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 3,367,261.38 บาท ในปี พ.ศ. 2562 เป็น 17,319,337.80 ในปี พ.ศ. 2564 และมีการจัดสร้างโรงงานและการจ้างงานในชุมชน รวมทั้งจัดซื้อวัสดุสมุนไพรจากชุมชน (กรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.8 บริษัท สุราษฎร์อินเตอร์ทัวร์ จ ากัด (แพ 500 ไร่) (1) ความเป็นมา บริษัท สุราษฎร์อินเตอร์ทัวร์ จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จดทะเบียนเป็นนิติ บุคคล ในปี พ.ศ. 2552 ด้วยทุนจดทะเบียน 15,000,000 บาท จ ากัด เป็นเจ้าของกิจการ “แพ 500 ไร่” ที่ได้ท า ให้ท่องเที่ยวในพื้นที่เขื่อนเชี่ยวหลาน ปรับเปลี่ยนไปเป็นแหล่งพื้นที่ธรรมชาติส าหรับการพักผ่อน เงียบสงบ และอยู่ร่วมใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต (2) การด าเนินกิจการ รีสอร์ต แพ 500 ไร่ เป็นที่พักลอยน้ าในเขื่อนรัชชประภา (ทะเลสาบเชี่ยวหลาน) อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีจ านวน 11 หลัง 18 ห้อง รองรับลูกค้าได้ประมาณ 100 คน ลูกค้าหลักมากกว่าร้อยละ 90.0 คือ ชาวไทย ประเภทครอบครัว คนรักธรรมชาติ คู่รัก และกลุ่มเพื่อน ส่วนอีกร้อยละ 10.0 เป็นชาวต่างชาติ กิจการแพ 500 ไร่ ได้สร้างความตื่นตัวให้การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อตลาดบน (High-end market) แล้วดึงให้ ผู้ประกอบธุรกิจแพท่องเที่ยวรายอื่น ๆ ในพื้นที่ได้รับประโยชน์ตามไปด้วย วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ใน รีสอร์ต จะรับซื้อจากชุมชน และท างานร่วมกับชาวบ้านรอบเขื่อนเชี่ยวหลาน ไปจนถึงวัตถุดิบอาหารก็ส่งตรงจาก ชาวประมงและชาวสวนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อช่วยกันส่งเสริมธุรกิจระดับชุมชนไปพร้อม ๆ กัน เป็นการ กระจายประโยชน์สู่ท้องถิ่น รวมทั้งจ้างงาน/สร้างงาน พนักงานกว่าร้อยละ 80.0 เป็นคนท้องถิ่น มีการออกแบบที่พักและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีระบบการจัดการน้ าเสียและขยะที่ได้มาตรฐาน มีการรับรองและตรวจสอบสม่ าเสมอ (3) ผลความส าเร็จ ในปี พ.ศ. 2560 มีรายได้ 46,097,345.89 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 48,759,826.83 บาท ในปี พ.ศ. 2564 ได้รางวัลการันตีชนะเลิศในเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ รางวัลจากโครงการ Thailand Boutique Award สาขา อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ประจ าปี 2014-2015), Hotel with Best Location by Lonely Planet (2016), รางวัลจากโครงการ Thailand Boutique Award (2016-2017), รางวัลการให้บริการ ยอดเยี่ยมประจ าปี 2016, THAILAND TOP SME AWARD: Social Enterprise of the Year (2017) และ
164 Award of Best Promote & Support National Park Work for Sustainability รางวัลส่งเสริมและพัฒนา อุทยานแห่งชาติสู่ความยั่งยืน (2018) (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.9 บริษัท ดีคิดส์ จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ดีคิดส์ จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2538 ด้วยทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท ด าเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริการรับเก็บขยะและน ามาคัดแยกเพื่อส่งจ าหน่าย รีไซเคิล ซึ่งจะมีทั้งขยะสดและขยะย่อยสลายยาก โดยได้รับสัมปทานในการเก็บขยะจากเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต บริษัทให้บริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขยะ 3 แขนง คือ (1) Garbage Collection Services บริการรถเก็บขนขยะกว่า 30 คัน โดยมีรถหลากหลายขนาดให้บริการเพื่อความเหมาะสมในการจัดเก็บแต่ละ พื้นที่ ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดภูเก็ต 9 องค์กรใช้บริการ (2) Cleaning/Recycling มี บริการกวาดแล้วล้างถนนหลังจากการจัดเก็บขนขยะ เพื่อความสะอาดเรียบร้อย (3) Incinerator เป็นบริการ ออกแบบและวางระบบเตาเผาขยะไร้มลพิษ เทคโนโลยีใหม่ที่มีตั้งแต่ขนาดเตาเผาขยะชุมชน 2-100 ตัน/วัน โดยมีวิศวกรและช่างเทคนิคดูแลตลอดการบริการ (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินธุรกิจที่จังหวัดภูเก็ต บริษัทได้น าระบบการจัดเก็บขยะมีการน าดิจิทัลแพลตฟอร์มรีไซเคิล ขยะมาใช้โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คือ (1) ถังขยะอัจฉริยะที่ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ เพื่อ ตรวจสอบการวัดปริมาณขยะและสิ่งแวดล้อมทั้งอุณหภูมิและความชื้น (2) แอปพลิเคชันมือถือ “Patong Report” เพื่อเป็นช่องทางรายงาน/รับแจ้งจุดขยะ เพื่อเป็นข้อมูลให้เจ้าหน้าที่มาเก็บขยะได้ทันที (3) รถเก็บขยะอัจฉริยะ ติดตั้ง GNSS หรือ GPS ความละเอียดสูงสามารถเช็กตรวจสอบต าแหน่งพฤติกรรมการขับขี่ การท างานและ การบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (4) ระบบบริหารจัดการขยะ (Dashboard) ซึ่งเป็น Web Application เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการขยะ บริหารเส้นทางการจัดเก็บขยะ ตั้งแต่การรวบรวม น าเสนอข้อมูล ปริมาณขยะทั้งจากเซ็นเซอร์ และ PRMA การบริการขยะ ด้วยขยะในพื้นที่เทศบาลป่าตอง เป็นขยะที่เป็นเศษอาหารจ านวนมาก จึงมีการแยกขยะที่เป็น Food Waste ไปผลิตเป็นปุ๋ยหมักเพื่อจัดจ าหน่ายเป็นการทั่วไป และจัดท า “โครงการผักปลอดสารพิษ” โดยเช่าพื้นที่กว่า 11 ไร่ เพื่อปลูกผักปลอดสารเช่น ผักคะน้า ใบกระเพรา กระหล่ าปลี กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือเทศ มะระ โหระพา แตงกวา บวบ ถั่วพู ใบแมงลัก เสาวรส พริกขี้หนู และผักสลัดออร์แกนิค เป็นต้น พร้อมกับให้ประชาชนเข้ามา เก็บผักเหล่านี้ไปเป็นอาหารได้โดยแลกกับขวดพลาสติก ส าหรับขยะที่ย่อยสลายยาก เช่น กระป๋อง ขวดพลาสติก กระดาษ จะคัดแยกและส่งจ าหน่ายรีไซเคิล
165 (3) ผลความส าเร็จ ในปี พ.ศ. 2560 บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ 44,911,119.88 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 66,196,007.42 บาท ในปี พ.ศ. 2564 เป็นกิจการที่มีการการจ้างงาน/การสร้างงาน มีการจ้างแรงงานในชุมชน ทั้งการจัดการขยะ การจัดท าปุ๋ยหมัก และแปลงผัก (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.10 บริษัท วงษ์พาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท วงษ์พาณิชย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จ ากัด ตั้งอยู่ในอ าเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จดทะเบียนเป็น นิติบุคคล ในปี พ.ศ. 2560 ด้วยทุนจดทะเบียน 50,000,000 บาท เป็นธุรกิจค้ารีไซเคิลที่ด าเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 โดยเริ่มกิจการนี้จากพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกก่อนแล้วขยายไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2532 จึงได้มีการสร้างโรงงานคัดแยกขยะครบวงจรบนบนเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน นับเป็นโรงงานคัดแยกขยะรีไซเคิลที่ทันสมัยที่สุดแห่งประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนกว่า 50 ล้านบาท สามารถ รองรับปริมาณขยะได้ถึง 800,000-1,000,000 กิโลกรัม/วัน ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 12 ไร่ มีพนักงานกว่า 150 คน รับซื้อวัสดุเหลือใช้และวัสดุที่ต้องการก าจัดประเภทพลาสติก กระดาษ โลหะ ขวดแก้ว อุปกรณ์ส านักงาน หรือ แม้แต่ขยะเศษอาหารและขยะที่ไม่สามารถน ากลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งขยะอุตสาหกรรมเพื่อคัดแยกสิ่งที่น ามาใช้ ประโยชน์ได้และฝังกลบสิ่งปฏิกูลที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ (2) การด าเนินกิจการ วงษ์พาณิชย์ รับซื้อขยะรีไซเคิลจากครัวเรือน, ชุมชน, ร้านค้าปลีก, ร้านค้าส่ง, ร้านสะดวกซื้อ, ห้าง สรรพสินค้า, โรงงานอุตสาหกรรม และบริการรวบรวมขนย้ายขยะ ทั้งอันตรายและไม่เป็นอันตราย มีการอบรม ให้ความรู้ศึกษาดูงาน รวมทั้งฝึกงาน ฝึกอาชีพให้กับผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสคนไร้บ้าน ขอทาน คนเร่ร่อน ให้ สามารถน าไปประกอบอาชีพได้จริงช่วยเหลือตัวเองได้ ธุรกิจการจัดการประมูลรับซื้อรับจ้างขยะที่ไม่เป็นอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม กากของเสีย วัสดุ เหลือใช้เพื่อการคัดแยกรีไซเคิล หรือฝังกลบสิ่งปฏิกูล หรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ที่มีลักษณะและคุณสมบัติตามที่ ก าหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 2(2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 หรือของเสียจาก โรงงานตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานที่ 20650300125398 โรงงานล าดับที่ 105, 53(5), 53(9), 40(1), 64(12), 72, 106 เพื่อประกอบกิจการ เก็บรวบรวมขยะ คัดแยกขยะ แปรรูปขยะ วัตถุดิบแร่พื้นฐานคุณภาพสูง คัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ด้วยการบดย่อยพลาสติกเก่า อัดกระดาษเป็นก้อน ตัดเศษโลหะ และดัดแปลง ซ่อม ประกอบ ปรับปรุง เปลี่ยนสภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการใช้งานแล้วหรือ เสื่อมสภาพเพื่อน ากลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ น าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ ใหม่ โดยค านึงถึงความปลอดภัยในการขนย้าย จัดการท าตามระเบียบข้อกฎหมายโดยเคร่งครัด รวมทั้งการค านึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นส าคัญตามมาตรฐาน ISO14001
166 (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้ ในปีพ.ศ. 2560 เป็นเงิน 7,145,707.50 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 375,398,371.21 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.11 บริษัท กรีนไดมอนด์ จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท กรีนไดมอนด์ จ ากัด ตั้งขึ้นเมื่อวันที่13 กรกฎาคม พ.ศ.2532 เป็นกิจการที่เกิดขึ้นจากการน า ผลการวิจัยการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง (Spirulina) ของ คุณเจียมจิตต์ บุญสม มาเริ่มพัฒนาเป็นกิจกรรม ธุรกิจ โดยเริ่มสร้างบ่อเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทองบ่อแรกขนาด 100 ตารางเมตรขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี และได้ ขยายฟาร์มและโรงงานทั้งหมดมาที่อ าเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ.2535 มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยง การแปรรูป และขยายพื้นที่การเพาะเลี้ยงบนพื้นที่ 30 ไร่สภาพพื้นที่และภูมิอากาศของอ าเภอแม่วาง จังหวัด เชียงใหม่ เป็นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 30 องศาเซลเซียส มีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงสาหร่ายสายพันธุ์นี้ เป็นงานต่อยอดจากงานวิจัยของคุณเจียมจิตต์ บุญสม ซึ่งเป็นผู้ส าเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะประมง และส าเร็จปริญญาโท สาขาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ท างานวิจัยเรื่องสาหร่ายน้ าจืดชนิดหนึ่ง ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก แต่มีขนาดเล็ก มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น โดยขอรับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), องค์การยูเอสเอไอดี ของสหรัฐอเมริกา (USAID) และ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (2) การด าเนินกิจการ การเพาะเลี้ยงสาหร่าย มีการ Reuse น าน้ ากลับมาใช้ซ้ า ส่วนของธาตุอาหารหลักที่ใช้เป็นวัตถุดิบมีการ น ากลับเข้ามาในกระบวนการใช้ใหม่ไม่ให้มีการทิ้ง การผลิต/การแปรรูปเป็นอาหารเสริม ก็เป็นไปตามกระบวนการ ผลิตได้มาตรฐานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะเลี้ยง (จัดท าฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายขึ้นเป็นส่วนงานภายในของบริษัท) การเก็บเกี่ยวท าโดยการกรองน้ าออก ท าให้แห้งด้วยการอบที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส บดเป็นผง อัดเม็ด หรือบรรจุแคปซูลภายในห้องปลอดเชื้อ วิเคราะห์คุณค่าทางอาหาร และตรวจหาโลหะหนักอย่างสม่ าเสมอภายใต้ การรับรองของส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมทั้งได้มาตรฐานระบบการจัดการความปลอดภัยของ อาหาร (ISO 22000) Version 2005-GMP HACCP จากฟาร์มที่อยู่ในแหล่งธรรมชาติ มีการจ้างงานในชุมชน และมีค่าใช้จ่ายด้านแรงงานอยู่ที่ 2 ล้านบาท/เดือน นอกจากนี้ยังมีการจ้างงาน ด้านการขนส่งจากพื้นที่ประมาณร้อยละ 20.0 ของปริมาณงานการขนส่งของบริษัท (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ 38,514,881.48 บาท ในปี พ.ศ. 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 41,194,106.64 บาท ในปี พ.ศ. 2563 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์)
167 11.12 บริษัท ซิมพลิ เด็กคอร์ จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท ซิมพลิ เด็คคอร์ จ ากัด ตั้งอยู่ที่อ าเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ จดทะเบียน พ.ศ. 2545 ทุนจด ทะเบียน 3,000,000 บาท เป็นกิจการที่มีการเริ่มมาก่อนหน้านี้ 30 ปี โดยเป็นโรงงานผลิตกระดาษสาในรูปแบบ ที่เป็นแผ่นประดับไม้ใบและดอกไม้เพื่อส่งต่อให้กับผู้ผลิตร่มและพัดบ้านบ่อสร้าง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและ เป็นเศรษฐกิจชุมชนของอ าเภอสันก าแพงมาก่อนหน้านี้ จนท าให้กระดาษสาบ้านต้นเปากลายเป็นที่รู้จักไป ทั่วประเทศ ต่อมา คุณธนากร สุภาษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิมพลิ เด็คคอร์ จ ากัด ทายาทรุ่น 2 ของโรงงานผลิตกระดาษสาบ้านต้นเปา ได้สร้างแบรนด์ PAPA PAPER CRAFT® เพื่อเป็นผู้ผลิตกระดาษธรรมชาติ รูปแบบแปลกใหม่ และมุ่งท าตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยมุ่งต่อยอดกระดาษสาที่เป็นแผ่น มาท าผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ เช่น กลุ่มของตกแต่งบ้าน บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก และของขวัญของที่ระลึก วัสดุตกแต่งภายในอาคาร โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงิน เพื่อช่วยกันผลักดันและสนับสนุนด้าน เทคโนโลยี นวัตกรรม การตลาด และการลงทุน ผลิตภัณฑ์จากกระดาษสาแบรนด์ PAPA PAPER CRAFT® มีทั้งกระดาษที่ไม่ลามไฟเพื่อใช้ท าวอลเปเปอร์ กระดาษดูดซับกลิ่นได้ กระดาษกันน้ า สะท้อนน้ า กระดาษส าหรับท ากากอนามัยป้องกันไวรัสโควิด-19 กระทั่ง แผ่นกรองฝุ่น PM 2.5 ที่ก าลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เจาะกลุ่มของตกแต่งบ้าน บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ของขวัญ ของที่ระลึก และวัสดุตกแต่งภายในอาคาร (2) การด าเนินกิจการ บริษัทได้วางแผนปฏิบัติงานโดยให้ความส าคัญต่อการผลิตและคุณภาพเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างความได้เปรียบทางการการแข่งขัน โดยเน้นไปที่การมีคุณลักษณะพิเศษ และ การควบคุมความสูญเสีย (Waste) ตามหลักการ Zero Waste มองเห็นคุณค่าของวัสดุการเกษตรเหลือทิ้ง และ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงน าเส้นใยวัสดุจากธรรมชาติชนิดใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม เช่น เส้นใยจากธรรมชาติ (ข้าวโพด กล้วย หมาก มะพร้าว กากชากาแฟ ตะไคร้ หญ้าแฝก ฟางข้าว เปลือกกระเทียม) โดยเส้นใยแต่ละชนิดจะมี คุณสมบัติให้ผิวสัมผัสที่รู้สึกแตกต่างกัน และส่งผลต่องานดีไซน์ที่แตกต่างกัน พร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทจากเป็น โรงงานผลิตกระดาษสา มาเป็นโรงงานนวัตกรรมผลิตเส้นใยพืชแทน นอกจากนวัตกรรมด้านตัวสินค้า และพัฒนา แอปพลิเคชัน ชื่อ Simply Decor มาใช้ควบคุมต้นทุนการผลิต และบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอีกด้วย วัตถุดิบในการผลิตกระดาษเน้นปอสาในชุมชนบ้านต้นเปา อ าเภอสันก าแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหลัก และใช้วัสดุพืชที่เหลือใช้จากธรรมชาติ เช่น ใยมะพร้าว ต้นกล้วย ใบไผ่ เปลือกตะไคร้ เปลือกข้าวโพด กากกาแฟ เป็นต้น มาเป็นส่วนผสมในเนื้อกระดาษ โดยมีปริมาณการซื้อวัตถุดิบ และยอดซื้อในชุมชนต้นเปา ปีละ 3-4 ล้านบาท (ตัวเลขปี พ.ศ. 2561-2562) ให้ความส าคัญต่อการด าเนินธุรกิจที่เป็นไปตามมิติของ SMEs BCG Model เป็นกิจการที่สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนที่ประกอบอาชีพท ากระดาษสา ที่มีอยู่กว่า 300 ครอบครัว โดยในปี พ.ศ. 2561 สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน 5.4 ล้านบาท/ปี และปี พ.ศ. 2562 สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน 5.8 ล้านบาท/ปี
168 (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการด าเนินธุรกิจ จ านวน 5,867,154.30 บาท ในปี พ.ศ. 2561 เพิ่มเป็น 7,586,199.53 บาท ในปี พ.ศ. 2562 เป็นธุรกิจที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัล SMEs ดีเด่น 2017 รางวัลเอสเอ็มอีต้นแบบ สัมมาชีพ ประจ าปี 2561 และรางวัล THAILAND TOP SME AWARDS 2020 เป็น SMEs ที่มีความเกี่ยวข้อง กับรายได้ของชุมชนจ านวน 300 ครัวเรือน คิดเป็นเงินรวม 5.4ล้านบาท/ปี (พ.ศ. 2561)และ 5.8 ล้านบาท (ปี พ.ศ. 2562) (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.13 บริษัท มอร์ลูป จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท มอร์ลูป จ ากัด จดทะเบียนเป็นบริษัทเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท โดยมีนายอมรพล หุวะนันทน์ ซึ่งจบการศึกษาสาขาการเงิน มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ปริญญาโท M.Sc. Banking and International Finance Cass Business School ประเทศอังกฤษ เป็น CEO และ Co-Founder ร่วมกับคุณธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าส าเร็จรูป ธุรกิจ ของบริษัท เป็นกิจการเพื่อสังคมที่สอดคล้องกับแนวคิดว่าด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษผ้าที่เหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ใหม่ (แทนที่จะถูกทิ้ง และเป็นขยะ) (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินธุรกิจของบริษัทเริ่มขึ้นจากการจัดท าแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อรวบรวมเศษผ้าหรือผ้าคงค้าง ในสต็อก (Dead Stock) ของโรงงานการ์เมนต์ และโรงงานรับผลิตเสื้อผ้า ให้มีการน าไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อผลิต เสื้อผ้าใหม่ โดยที่การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือการใช้งานใหม่ นักออกแบบของบริษัทและลูกค้า จะพูดคุยกันบน พื้นฐานของการตอบสนองความต้องการกับความสอดคล้องกับวัตถุดิบสิ่งมีอยู่ การพิจารณาร่วมกันระหว่างนักออกแบบกับลูกค้าดังกล่าว จะเกิดขึ้นตามการสนับสนุนของ Database (ฐานข้อมูล) ของทรัพยากร (เศษผ้า) ซึ่งเป็นงานที่บริษัทต้องรวบรวมขึ้นมาก่อน (ต้องไปติดต่อโรงงานผ้าหลายแห่ง เพื่อที่จะน าข้อมูลผ้าคงค้างในสต็อกเข้ามาใน Database และท าความเข้าใจต่อผลประโยชน์และเงื่อนไข) ส าหรับ การตลาดของเศษผ้าที่รวบรวมได้ สามารถจัดช่องทางการตลาดได้ในหลายรูปแบบ คือ (1) ขายเป็น Material (วัตถุดิบ) ให้กับลูกค้าที่เป็น Designer (นักออกแบบ) สามารถที่จะเข้ามาซื้อวัตถุดิบของบริษัทไปท าต่อได้ หรือ ร่วมสร้างแบรนด์ Collection ใหม่ จากผ้าที่บริษัทรวบรวมมาได้(2) ขายเป็นวัตถุดิบให้กับบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้า ส าหรับงานองค์กร เป็นการตลาดแบบ B2B (3) การตลาดแบบ B2C (Business-to-Customer) คือ เสื้อผ้า ส าหรับผู้บริโภคทั่วไป เช่น เสื้อยืด หน้ากากอนามัย (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบการในปี พ.ศ. 2562 จ านวน 5,513,771.65 บาท เพิ่มเป็น 8,359,740.05 บาท ในปี พ.ศ. 2564 เป็นการช่วยระบายผ้าสต็อกให้กับโรงงานผ้าไป 20 ตันโดยประมาณ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง
169 ได้ว่าได้ช่วยลดการผลิตผ้าใหม่ในจ านวนเท่า ๆ กัน อันเป็นการลดการใช้ทรัพยากรโดยรวมลงไป (กรมพัฒนา ธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์) 11.14 ห้างหุ้นส่วนจ ากัด น่านดูโอ คอฟฟี่ (1) ความเป็นมา ห้างหุ้นส่วนจ ากัด น่านดูโอ คอฟฟี่ จดทะเบียนนิติบุคคลปี พ.ศ. 2557 เป็นธุรกิจที่ผลิตและจ าหน่าย กาแฟแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ าถึงปลายน้ ารายใหญ่ในจังหวัดน่าน เป็นกิจการที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหลายราย ในอ าเภอปัว ท่าวังผา เวียงสา แม่จริม ทุ่งช้าง ปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า โดย หจก. มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 1,000 ไร่ และมีเครือข่ายเกษตรกรที่ร่วมธุรกิจแบบ Contract Farming อีก 2,100ไร่ ธุรกิจเริ่มต้นจากคุณวัชรี พรมทอง หุ้นส่วนจัดการของ หจก. และเป็นประธานกลุ่มคลัสเตอร์กาแฟน่าน เคยท างานอยู่ในโรงคั่วกาแฟแห่งหนึ่งใน กรุงเทพมหานคร เป็นเวลานาน 8 ปี ได้น าประสบการณ์และความรู้จากโรงคั่วกาแฟ และได้ทดลองน าเมล็ด กาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าจากจังหวัดชุมพรมาคั่ว ปรากฎว่าตลาดให้ตอบรับเป็นอย่างดี ในปี พ.ศ. 2554 จึงได้ริเริ่ม กิจการกาแฟที่จังหวัดน่าน และได้น าต้นกล้ากาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากทางใต้ ขึ้นมาทดลองปลูกในภาคเหนือที่ จังหวัดน่าน จึงกลายเป็น “โรบัสต้าน่าน” โดยมีรสชาติจะเบาบางกว่าโรบัสต้าจากทางใต้ (2) การด าเนินกิจการ ห้างหุ้นส่วนจ ากัดน่านดูโอ คอฟฟี่ สร้างแบรนด์เพื่อเจาะตลาดบน-ล่าง คือ สินค้าในแบรนด์ “ภูคอฟฟี” และ “ดูโอ คอฟฟี่” เจาะตลาดล่าง ส่วนตลาดบนผลิตสินค้าในแบรนด์ “ภูมิใจ๋ คอฟฟี่” เป็นกาแฟออร์แกนิค ในรูปแบบของกาแฟ 3 in 1 รวม 3 สูตร ได้แก่ (1) กาแฟทรีอินวัน มีกาแฟ ครีมเทียม และน้ าตาล (2) กาแฟ 4 in 1 เพิ่มส่วนผสมของงาด า และ (3) เพิ่มส่วนผสมของงาขี้ม่อน เพื่อขยายกลุ่มตลาดคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ ส าหรับการเพาะปลูกก็มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า น าเศษหญ้า กิ่งกาแฟ มาหมักท าปุ๋ย มีตารางการ ท างานตามแผน ท าให้ก าหนดวันเข้าแปลงปลูกได้ ไม่ท างานซับซ้อน การปลูกกาแฟแบบอาศัยธรรมชาติ และ ไม่มีการเผาท าลายวัสดุเหลือใช้ในแปลงปลูกจะมาท าปุ๋ยหมัก ไม่มีการใช้สารเคมี ควบคุมโดยมาตรฐาน ThaiGAP มีบันทึกการควบคุมรายละเอียดทั้งในระดับโรงงานและแปลงปลูก สามารถตรวจสอบได้ ส่งเสริมชาวบ้านในพื้นที่ จังหวัดน่าน ปลูกกาแฟ และเป็นเจ้าของกิจการสวนเอง ปัจจุบันมี 1,400 ครัวเรือน ในอ าเภอปัว ท่าวังผา เวียงสา แม่จริม ทุ่งช้าง การผลิตในระดับโรงงาน ก็ใช้ทรัพยากรทุกอย่างคุ้มค่า เน้นการใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยใน โรงงาน เศษกาแฟน ามาท าปุ๋ย เมล็ดกาแฟขนาดเล็กน ามาท าสบู่กาแฟ เป็นกิจการที่มีการรับรองมาตรฐาน เช่น ThaiGAP, GMP, HACCP, Halal, GAP และส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) (3) ผลความส าเร็จ หจก. มีรายได้จากการประกอบการ เป็นเงิน 1,708,790.00 บาท ในปี พ.ศ. 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 7,794,079.29 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์)
170 11.15 บริษัท โพสเฮลท์แคร์ จ ากัด (1) ความเป็นมา บริษัท โพสเฮลท์แคร์ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2530โดยวัตถุประสงค์หลักเป็นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัย โดยเฉพาะด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เวชภัณฑ์ทาง การแพทย์ รวมทั้งกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพทัดเทียมกับต่างประเทศ ด้วยการพัฒนาศักยภาพให้สามารถ แข่งขันในระดับนานาชาติ บริษัทได้รับการรับรอง GMP ในปี พ.ศ. 2546 มาตรฐานสากล ISO 13485:2003 และ ISO 9001:2008 ในปี พ.ศ. 2558 โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักในตลาดโรงพยาบาล เช่น น้ ายาท าความ สะอาด และน้ ายาฆ่าเชื้อเครื่องมือแพทย์(ถือเป็นบริษัทของคนไทยเจ้าแรกและรายเดียวที่เป็นผู้ผลิตและจ าหน่าย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่ได้รับมาตรฐาน) การควบคุมเชื้อโรค จะช่วยลดปัญหาการปนเปื้อน การติดเชื้อ และการ แพร่กระจายของเชื้อโรค ทั้งในและนอกโรงพยาบาล (2) การด าเนินกิจการ บริษัทให้ความส าคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยยึดถือเป็น Core ของธุรกิจ พัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล แล้วเสนอผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ในงานประชุมวิชาการระหว่างประเทศ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานของการสร้างการยอมรับในตัวผลิตภัณฑ์ และภาพลักษณ์ ให้กับบริษัท มีการจัดหาแบรนด์แอมบาสเดอร์ของผลิตภัณฑ์ โดยเป็นกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์/เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ประสานความร่วมมือและรับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ส านักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และส านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จากผลของการศึกษาวิจัยเรื่องการติดเชื้อดังกล่าว เป็นผลให้บริษัทได้ขยายกิจการไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิง ป้องกันในคน เป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไป เช่น NOSE GARD SPRAY สเปรย์พ่นจมูก ลดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย, NOSE GARD GEL เจลทาภายในจมูกส าหรับเด็กเล็ก ลดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย และ PENLOL MOUTH SPRAY สเปรย์พ่นช่องปากและล าคอ ลดเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย พร้อมกันนั้น ก็ได้น าเอาความรู้ดังกล่าวไปพัฒนาแบบ การก้าวข้ามศาสตร์ ไปเป็นผลิตภัณฑ์แก้ปัญหาให้กับเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ที่มาจาก Pain Point ของเกษตรกร เลี้ยงกุ้ง คือ มีการใช้สารเคมีมากเกินไป เกิดเป็นสารปนเปื้อนในอาหาร การพัฒนาธุรกิจจากตลาดโรงพยาบาลแบบกิจการสาธารณสุขไปสู่ตลาดการเกษตรตามผลของการพัฒนา ผลิตภัณฑ์แบบข้ามศาสตร์ข้างต้น จึงท าให้บริษัทได้พัฒนาตัวแบบธุรกิจขึ้นใหม่โดยพึ่งพาระบบและการจัดการ ธุรกิจแบบแพลตฟอร์มเพื่อรองรับทั้งความเหมาะสมของ Business Model ของบริษัท และสมาร์ทฟาร์มของ เกษตรกร โดยแพลตฟอร์มสามารถเก็บข้อมูลเป็น Big Data เกี่ยวกับการใช้น้ ายาฆ่าเชื้อของเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ใช้ยาน้อยสุด มีประสิทธิภาพมากสุด ไม่มีการตกค้างทางอาหาร และเกษตรกรสามารถปรึกษากับนักวิชาการ ทางแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้เกิด Brand Royalty ต่อธุรกิจของบริษัทอีกทางหนึ่งด้วย (3) ผลความส าเร็จ บริษัทมีรายได้จากการประกอบการ เป็นเงิน 237,430,554.53 บาท ในปี พ.ศ. 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 237,430,554.53 บาท ในปี พ.ศ. 2564 (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, 2565) (เอกสารจากเว็บไซต์)
171 11.16 สรุปผลการศึกษาเบื้องต้นของการประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises) ตารางที่ 10 ปัจจัยและกลไกที่น าไปสู่ความส าเร็จของการด าเนินงาน-การประกอบการขนาดกลางและขนาด ย่อม (Small and Medium Enterprises) ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ 1 แกรนด์ ออแกนิค (ผลิตภัณฑ์อาหาร อินทรีย์) การรับรองมาตรฐานทั้งของไทยและ ต่างประเทศ ทั้งอาหาร, อย.และ กระบวนการผลิต การท างานพัฒนาผลิตภัณฑ์ ร่วมกับบริษัทเอกชน และ ระบบของโมเดิร์นเทรด 2 ด.เด็กกินผัก (การสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์จากแปรรูปสารอาหารในตัวผัก) การให้ความส าคัญต่อสุขภาพ, การรับรองมาตรฐานกระบวนการผลิต การพัฒนากระบวนการไปตาม คู่สัญญาทางการค้าทั้ง OEM และโมเดิร์นเทรด 3 มูนวิสเปอร์ฟาร์ม (อาหาร) การให้ความส าคัญต่อผลิตภัณฑ์เพื่อ สุขภาพ, การรับรองมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ทั้งของไทยและต่างประเทศ การท างานร่วมกับชุมชนมะพร้าวอินทรีย์ 4 สวนทวีทรัพย์ (การจัดการเกษตร) การจัดเกรดทุเรียน, การน าเอา เทคโนโลยีเข้ามาร่วมจัดการยืดอายุ การใช้งานผลิตภัณฑ์, การรับรอง มาตรฐาน การท างานร่วมกับเกษตรกร 5 บวรเวชสมุนไพร (ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและ ยาสมุนไพร) การรับรองมาตรฐาน การท างานร่วมกับส่วนราชการ ด้านสาธารณสุข 6 ไบโอไบรท์ (ผลิตภัณฑ์อินทรีย์) การให้ความส าคัญต่อวัตถุดิบจาก ชุมชน/อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ การท างานร่วมกับเกษตรกร 7 วิโนน่า เฟมินิน (การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสุขภาพ) กิจการถ่ายทอดความรู้จาก มหาวิทยาลัย, การให้ความส าคัญ ต่อการรับรองมาตรฐาน การท างานร่วมกับเกษตรกร อสม. และ รพ.สต. 8 สุราษฎร์อินเตอร์ทัวร์ การให้ความส าคัญต่อความเป็น ธรรมชาติของพื้นที่ประกอบการ, การประสานความร่วมมือกับ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและ
172 ล าดับ บริษัท/ห้างหุ้นส่วน ปัจจัย กลไกการท างานที่สร้างสรรค์ (การพัฒนาธุรกิจ ท่องเที่ยวชุมชน) การก าหนดต าแหน่งลูกค้าที่เป็น ตลาดบน, การพัฒนางานแบบ เครือข่ายผู้ประกอบการ สนับสนุนการท่องเที่ยว ทั้งใน ส่วนกลาง และพื้นที่ 9 ดีคิดส์ (ธุรกิจจัดการขยะ) การน าเอาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม มาร่วมพัฒนาการจัดเก็บขยะ, การรีไซเคิล การท างานร่วมกับเทศบาล, ผู้ประกอบการ และชุมชน 10 วงษ์พาณิชย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ธุรกิจ จัดการขยะ) การจัดการรีไซเคิลครบวงจร และ ครอบคลุมประเภทของที่มาของขยะ, การให้ความส าคัญต่อมาตรฐานการ ท างาน ISO 11 กรีนไดมอนด์ (ธุรกิจอาหารเสริม เพื่อสุขภาพ) ผลิตภัณฑ์อินทรีย์/เพื่อสุขภาพ, การรับรองมาตรฐาน 12 ซิมพลิเด็คคอร์ (ธุรกิจเส้นใย-ผ้า) การให้ความส าคัญต่อการใช้ทรัพยากร อย่างคุ้มค่า, การออกแบบผลิตภัณฑ์, การเพิ่มมูลค่า 13 มอร์ลูป (ธุรกิจแบบเศรษฐกิจ หมุนเวียน) การน าเอาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม มาร่วมพัฒนา, การให้ความส าคัญ ต่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า, การออกแบบผลิตภัณฑ์, การเพิ่ม มูลค่า การประสานกับโรงงานที่มี เศษผ้า และนักออกแบบ ฯลฯ 14 น่านดูโอคอฟฟี่ (ธุรกิจการเกษตร) การใช้ประสบการณ์ตรงของ ผู้ประกอบการ, การสร้างแบรนด์ ท้องถิ่น, การให้ความส าคัญต่อการ รับรองมาตรฐาน การท างานร่วมกับเกษตรกร แบบเครือข่าย 15 โพสเฮลท์แคร์ (ธุรกิจบริการและ สนับสนุนการเกษตร) การให้ความส าคัญต่อการวิจัยความรู้, การรับรองมาตรฐาน, การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่/ตลาดใหม่, การน าเอา ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มมาร่วมพัฒนา หน่วยสนับสนุนแหล่งทุน
173 การศึกษาประสบการณ์และความส าเร็จของกิจการ SMEs จ านวน 15 กรณีข้างต้น สรุปผลการศึกษา เรื่อง ปัจจัยและกลไกการสร้างสรรค์นวัตกรรมสังคม และภาพโดยรวม ดังนี้ (1) SMEs ที่ศึกษาข้างต้น เป็นธุรกิจที่การรับรองมาตรฐาน 10 องค์กร คิดเป็นร้อยละ 67.0 หรือ 2 ใน 3 ของจ านวนรายการที่ศึกษา เป็นธุรกิจด้านอาหาร 6 ราย, ด้านสาธารณสุข 3 ราย และด้านการจัดการรีไซเคิล 1 ราย เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิต บริการ และกระบวนการ ทั้งการรับรองจากสถาบันในและ/หรือ ต่างประเทศ จึงถือได้ว่า การรับรองมาตรฐาน เป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้ผลิตภัณฑ์และบริการของ SMEs ได้มี โอกาสเข้าสู่ระบบตลาดในการน าพาผลิตภัณฑ์และบริการของ SMEs ได้มีโอกาสเข้าสู่ระบบตลาด และน าพา ธุรกิจไปสู่ความส าเร็จ (ได้รับโอกาสให้มีการวางขาย/จัดจ าหน่ายในระบบตลาดแบบโมเดิร์นเทรด) รวมทั้งความ มั่นคงในการท าสัญญาทางธุรกิจ (การรับรองมาตรฐานดังกล่าว นอกจากจะเป็นเครื่องมือที่น าไปไปสู่การสร้าง งานสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจแล้ว มาตรการต่าง ๆ ยังมีนัยต่อการให้ความส าคัญต่อความยั่งยืนในการด าเนินธุรกิจ ไปพร้อมกันด้วย) (2) ปัจจัยที่น าไปสู่การสร้างความส าเร็จในการประกอบการของ SMEs ข้างต้น มี3 องค์กรที่น าเอาระบบ ดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้งานเป็นส่วนประกอบที่ส าคัญของการด าเนินธุรกิจ คือ มิติของความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ และบริการ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการให้บริการใหม่ในธุรกิจเกษตรของโพสเฮลท์แคร์ที่ขยายกิจการ มาจากการบริการสนับสนุนโรงพยาบาล มาเป็นธุรกิจเกษตร (ซึ่งเป็นกิจการที่ไม่มีความเกี่ยวข้องมาก่อน เป็น พื้นที่ตลาดใหม่/ผลิตภัณฑ์ใหม่) (3) ปัจจัยที่น าไปสู่การสร้างความส าเร็จในการประกอบการของ SMEs ข้างต้น มี 3 องค์กรที่สร้างธุรกิจ ขึ้นโดยให้ความส าคัญต่อการวิจัยทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เช่น กรีนไดมอนด์, วิโนน่า เฟมินิน และโพสเฮลท์แคร์ (4) กิจการของ SMEs ที่ศึกษา มีการท างานความร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนของรัฐ และการจัดการ ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนข้อมูลความรู้ การพัฒนาวัตถุดิบ และการบริการอื่น ๆ กับชุมชน กลุ่มชุมชน และ วิสาหกิจชุมชน ฯลฯ ตามความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ของธุรกิจ ตัวอย่างของกรณีการท างานร่วมกับชุมชน จะเห็น ได้จากกรณีการท างานร่วมกับ อสม. และ รพ.สต. เพื่อแนะน าสุขภาพและผลิตภัณฑ์ของวิโนน่า เฟมินิน หรือ น่าน ดูโอ คอฟฟี่ ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟของชาวสวนกาแฟ 1,400 ครัวเรือน
174 บทที่ 12 โครงการเพื่อสังคม (CSR Project) โครงการเพื่อสังคม (CSR Project) ในการศึกษานี้ หมายถึง กิจกรรม/โครงการที่กิจการเอกชนทั้ง ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ได้ด าเนินการขึ้นเพื่อร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในพื้นที่ตั้งของกิจการ หรือชุมชนที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ธุรกิจ และเป็นกิจกรรม/โครงการที่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ด าเนินงานตามห่วงโซ่ธุรกิจกับกิจกรรม/โครงการที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ธุรกิจ (หรือจะอธิบายตามกรอบ ของ CSR in Process กับ CSR After Process) โดยการศึกษานี้จะน าเอากิจกรรม/โครงการของกิจการเอกชน ที่มีความเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาของชุมชนเพียงโครงการใดโครงการหนึ่งหรือหลายโครงการรวมกัน ก็เป็นไปตาม ความเหมาะสมของกรณี 12.1 โครงการตลาดจริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต (1) ความเป็นมา โครงการตลาดจริงใจ ฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ตของกลุ่มเซ็นทรัล เป็นตลาดรูปแบบใหม่ที่กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ เซ็นทรัล รีเทล เปิดด าเนินการครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2561 ที่ท็อปส์ มาร์เก็ต เซ็นทรัล พลาซา สาขาอุดรธานี โดยตั้งใจสร้างให้เป็นแหล่งรวมผัก-ผลไม้ปลอดภัย ปลอดสารพิษ และของดีประจ าจังหวัด จากการประสานงานและ รวบรวมผลผลิตคุณภาพดีจากเกษตรกรในท้องถิ่น โดยมีขั้นตอนการตรวจสอบมาตรฐานและคุณภาพสินค้า ก่อนที่ให้มีการจ าหน่ายให้ประชาชนผู้บริโภคได้เลือกซื้อ (2) การด าเนินกิจการ ในปี พ.ศ. 2564 มีทั้งหมด 26 สาขา ครอบคลุม 24 จังหวัด ใน 4 ภาค (3) ผลความส าเร็จ มีผลิตภัณฑ์กว่า 7,138 รายการ ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว 624 ชุมชน, 359 อ าเภอ, 6,632 ครัวเรือน ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3 เท่า และสร้างรายได้ให้เกษตรกรต่อปีมากกว่า 200 ล้านบาท (ผู้จัดการออนไลน์, 2564) (เอกสารจากเว็บไซต์) 12.2 การพัฒนา SMEs ของซีพีออลล์ (1) ความเป็นมา บริษัท ซีพี ออลล์ จ ากัด เดิมชื่อ บริษัท ซี.พี. เซเว่นอีเลฟเว่น จ ากัด ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2531 เป็นบริษัท หลักในกลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจ าหน่ายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกอบธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจค้าปลีก ประเภทร้านค้าสะดวกซื้อภายใต้เครื่องหมายการค้า เซเว่น อีเลฟเว่น ในปี พ.ศ. 2564 บริษัทมุ่งส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs: Small and Medium Enterprises) ผ่านกิจกรรม/โครงการที่พัฒนาอย่าง รอบด้านและหลากหลาย เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกับ SMEs และสร้าง SMEs ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ
175 ของประเทศ ภายใต้กรอบด าเนินงาน 3 ให้ คือ 1) ให้ช่องทาง 2) ให้ความรู้ และ 3) ให้การสนับสนุน เป็นการ ก าหนดต าแหน่งทางธุรกิจของซีพีออลล์ที่เคียงข้างการสนับสนุนไปตลอดเส้นทางของการเป็นเอสเอ็มอี (SMEs Journey Line) (2) การด าเนินกิจการ (2.1) ให้ช่องทางจ าหน่าย เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อจ าหน่ายผลิตภัณฑ์/สินค้าเอสเอ็มอี เพิ่ม ขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจและสร้างแบรนด์ของ SMEs ผ่านร้าน 7-Eleven, เซเว่น เดลิเวอรี่ (7 Delivery), ช่องทางออนไลน์ เช่น ออลล์ ออนไลน์ (ALL ONline) และพื้นที่หน้าร้าน 7-Eleven CP ALL Market โดยมี การด าเนินงานผ่านกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ เช่น (2.1.1) โครงการ SME Shelf & Logo เป็นกิจกรรม/โครงการที่สนับสนุน SMEs ยกระดับการตลาด และผลิตภัณฑ์ ผ่าน SME Shelf ในร้าน 7-Eleven (สาขาขนาดใหญ่) จ านวน 5,926 สาขาทั่วประเทศ ที่มีการ ติดป้าย “ร่วมอุดหนุนสินค้า SMEs” ภายใต้กลยุทธ์ “3 ส” ได้แก่ สะดวกในการมองเห็น (Easy to see), สะดวก ในการเข้าถึง (Easy to Reach) และสะดวกในการไว้วางใจ (Easy to Trust) (2.1.2) การช่วยประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการกระจายสินค้าผ่านช่องทางการจัดจ าหน่ายภายในของ บริษัท ภายใต้โครงการตลาดนัดสวัสดิการ (CP ALL Market) (2.1.3) การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย “กล้วยหอมทอง” ซึ่งโครงการสนับสนุนสินค้า จากผู้ประกอบการ SMEs ด้วยการเพิ่มช่องทางกระจายสินค้ากล้วยหอมทองสู่ผ่านร้าน 7-Eleven ส่งเสริมให้มี การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยวให้มีมาตรฐาน การด าเนินการให้สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ และมีการ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและลดการเน่าเสีย (2.2) ให้ความรู้ เป็นการจัดอบรมและถ่ายทอดความรู้ที่จ าเป็นส าหรับ SMEs ทั้งเรื่องคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์/สินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การจัดการต้นทุน การผลิต ตลอดจนความรู้เฉพาะทาง ตามประเภทธุรกิจ โดยมีการด าเนินงานผ่านกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ เช่น (2.2.1) การสร้างเถ้าแก่ SME ยั่งยืน ซึ่งร่วมมือกับสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ให้ความรู้ เกี่ยวกับมาตรฐานผลิตสินค้าในตลาดโมเดิร์นเทรดให้กับผู้ประกอบการ ผ่านสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น “มาตรฐานสินค้าเกษตรกับระบบ GMP โรงคัดบรรจุผัก ผลไม้สดบางชนิด (ป.สธ. ฉบับที่ 386)” และหัวข้อ “เจาะลึกกฎหมาย GMP และ อย. ฉบับใหม่ (ป.สธ. ฉบับที่ 420)” โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (2.2.2) โครงการ SME Consult & Clinic ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับ กระบวนการผลิตสินค้าตามมาตรฐาน ตั้งแต่กระบวนการแรกจนถึงการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด แบบ 1 ต่อ 1 กับผู้เชี่ยวชาญของซีพี ออลล์ (2.2.3) การส่งเสริมทักษะและอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย บริษัท ซีพีแรม จ ากัด (ขอนแก่น) และเครือเจริญโภคภัณฑ์ จัดอบรมให้ความรู้ด้าน GMP และการจัดการวัตถุดิบ ทางการเกษตรก่อนส่งมอบ เช่น พริกขี้หนูแดง หอมแดง กระเทียมไทย และต้นหอม ให้ได้มาตรฐาน GMP โดยมี กลุ่มเกษตรกรและผู้พิการเข้าร่วม 94 ครัวเรือน ซึ่งวัตถุดิบทางการเกษตรและถูกน าไปใช้ต่อในกระบวนการผลิต
176 ข้าวกล่อง เช่น ข้าวกะเพราหมู ข้าวกะเพราะไก่ไข่ดาว ข้าวเหนียวลาบหมู ปลาผัดพริกสด และเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมู เป็นต้น ที่จ าหน่ายในร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (2.3) ให้การสนับสนุน โดยการท าหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสร้างความร่วมมือระหว่าง SMEs กับหน่วยงานรัฐ เอกชน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาแหล่งวัตถุดิบส าคัญ, การเข้าถึงแหล่งเงินทุน, การส่งเสริม ศักยภาพไปสู่ตลาดโลก เช่น (2.3.1) การสรรหา SMEs และวิสาหกิจชุมชน ที่มีศักยภาพเข้าสู่ช่องทางจ าหน่ายแบบออฟไลน์และ ออนไลน์ โดยร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ผ่านกิจกรรมการจับคู่ค้าธุรกิจ พร้อมกับสัมมนาออนไลน์ ด้านการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ (2.3.2) โครงการ Business Accelerator เป็นโครงการความร่วมมือกับหอการค้าและสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การประเมินผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ ผู้ประกอบการได้รับทราบจุดแข็งและจุดอ่อน รวมถึงการขยายโอกาสในการน าเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับโมเดิร์นเทรด (2.3.3) โครงการ Big Brother Season 5 เป็นโครงการที่ร่วมเป็นพี่เลี้ยงทางธุรกิจ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1) การดูแลแบบรวม (50-60 ราย) เช่น การประชุมกับผู้บริหารเยี่ยมพื้นที่ปฏิบัติงาน ห้องเรียนด้านการเงิน และ การสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ธุรกิจ เป็นต้น และ 2) การดูแลแบบเข้มข้น ซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะผู้ประกอบการ ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกเข้าดูแลครั้งละ 2-3 ราย โดยการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงเพื่อประเมินและหาโอกาส ในการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ (2.3.4) การพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าชุมชนตามโครงการความร่วมมือกับกรมธุรกิจการค้า เพื่อส่งเสริม สินค้าชุมชนให้มีตลาดรองรับ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น OTOP Select และเป็นผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านการจัดสัมมนา การให้ค าปรึกษา ได้รับการคัดเลือกผู้ประกอบการ สินค้าโอทอปตลอดจนสนับสนุนให้จ าหน่ายสินค้าผ่านร้านในกลุ่มซีพีตามการประเมินศักยภาพ (Product Health Check) เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) (3) ผลความส าเร็จ ผลการด าเนินงานตามโครงการเพื่อสังคมของบริษัทในรอบปี พ.ศ. 2564 มีตัวอย่างของความส าเร็จ ในการด าเนินงาน ดังนี้ (3.1) การพัฒนาช่องทางการจ าหน่าย โครงการ SME Shelf & Logo มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 64 ราย มีจ านวนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการ ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมช่องทางจ าหน่าย 320 รายการ และโครงการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วย “กล้วยหอมทอง” ได้สร้างเกษตรกรรายย่อยในจังหวัดปทุมธานีและเพชรบุรี1,845รายและมีพื้นที่เพาะปลูก 22,236 ไร่ (ก่อนเริ่มโครงการมีเกษตรกรรายย่อย 479 ราย และมีพื้นที่เพาะปลูก 3,868 ไร่) ขยายโรงคัดบรรจุ จาก 3 เป็น 17 โรงงาน ครอบคลุมทุกภูมิภาค และส่งกล้วยหอมทองให้ร้าน 7-Eleven กว่า 10,000 สาขาทั่ว ประเทศ คิดเป็นมูลค่าที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร 775 ล้านบาท
177 (3.2) การพัฒนาความรู้ โครงการสร้างเถ้าแก่ SMEsยั่งยืน ได้สร้างความรู้ให้ผู้ประกอบการผ่านสัมมนา 134ราย และโครงการ ส่งเสริมทักษะและอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบาง (สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย) ได้พัฒนาเกษตรกรและ ผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการจ านวน 94 ราย และได้สร้างรายได้จากการร่วมโครงการนี้โดยรวม 8.84 ล้านบาท (3.3) การสนับสนุน โครงการ SMEs และวิสาหกิจชุมชน มีผู้เข้าร่วมโครงการ 608 ราย มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเข้าสู่การ จ าหน่ายผ่านช่องทางของ CP ALL ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์จ านวน 4,145 รายการ คิดเป็นรายได้ส าหรับ SMEs และวิสาหกิจชุมชน 10,162 ล้านบาท (บริษัท ซีพี ออลล์ จ ากัด (มหาชน), 2564, น. 31-80) 12.3 โครงการคอนเน็กซ์อีดี (1) ความเป็นมา กลุ่มทรู เป็นหนึ่งในองค์กรผู้ร่วมก่อตั้งโครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนา ผู้น า (E5) ที่เป็นโครงการนโยบายแบบร่วมรัฐและเอกชนของรัฐบาล และมีการก่อตั้ง “โครงการผู้น าเพื่อการ พัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน หรือ CONNEXT ED” ในปี พ.ศ. 2560เพื่อยกระดับการศึกษาและการพัฒนาผู้น ารุ่นใหม่ (School Partner) โดยน าเอาความต้องการของภาคเอกชนไปลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงเพื่อจัดท าแผนพัฒนา โรงเรียนร่วมกับโรงเรียนและชุมชน ได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED” ในปี พ.ศ. 2562 และขยายความร่วมมือสู่องค์กรเอกชนอีกมากมาย พร้อมกับจัดตั้ง “มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี หรือ CONNEXT ED Foundation” ในปี พ.ศ. 2563 (2) การด าเนินกิจการ การด าเนินโครงการ เริ่มตั้งแต่การมอบอุปกรณ์และสื่อ ICT ให้กับโรงเรียนในโครงการคอนเน็กซ์อีดี รวมทั้งคัดเลือกพนักงานที่มีจิตอาสา ร่วมเป็น School Partner กว่า 400 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดท า แผนพัฒนาโรงเรียน พร้อมสนับสนุนงบประมาณ และอบรมบุคลาการทางการศึกษา และริเริ่มโครงการ ICT Talent คัดเลือกผู้น ารุ่นใหม่ด้านเทคโนโลยี ลงปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่ง เผยแพร่ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนและชุมชน ผลักดันครูและนักเรียนให้สามารถใช้สื่อและอุปกรณ์ ICT น าไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส าหรับการด าเนินงานของกลุ่มทรู ยังได้มีโครงการเพื่อการนี้เป็นการเฉพาะ เรียกว่า Connext ED Crowdfunding โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรับบริจาคทุน และทรัพยากรในระบบออนไลน์ผ่านช่องทาง CONNEXTEDORG เพื่อน าไปพัฒนาตามบริบทของโรงเรียน (3) ผลความส าเร็จ CONNEXT ED Foundation(ซึ่งมีทรูร่วมอยู่ด้วยและเป็นหัวเรือใหญ่ของการด าเนินงาน) ได้ร่วมพัฒนา สื่อและอุปกรณ์ ICT ให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่ร่วมโครงการ จนถึงปี พ.ศ. 2564 จ านวน 3,351 โรงเรียน ท าให้ ครูและนักเรียนในโรงเรียนในสังกัดส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 5,567 โรงเรียน ได้
178 เข้าถึงสื่อและพัฒนาการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและความรู้ โดยมีทั้งเรียน ครู และครอบครัว ที่ได้รับการพัฒนา ตนเองตามโครงการทั้งสิ้น 5,717,666 คน และในปี พ.ศ. 2564 แพลตฟอร์ม CONNEXTEDORG ก็ได้รับบริจาคคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตามกิจกรรม/ โครงการโน้ตบุ๊คเพื่อการศึกษา คิดเป็นทั้งสิ้น 15 ล้านบาท โดยได้มอบให้กับ โรงเรียนในโครงการไป 237 โรงเรียน (กลุ่มทรู, 2564, น. 198) 12.4 การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนต าบลนาสวน (1) ความเป็นมา เมื่อปี พ.ศ. 2560โครงการพัฒนาชุมชนของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จ ากัด (มหาชน) และบริษัท ประชารัฐ รักสามัคคีกาญจนบุรี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จ ากัด ได้สนับสนุนให้ชุมชนต าบลนาสวน อ าเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัด กาญจนบุรีจัดตั้ง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนนาสวน” เพื่อพัฒนาศักยภาพและเศรษฐกิจของชุมชนใน 3 กลุ่มงาน คือ การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพแต่เดิมที่เป็น เกษตรกรและรับจ้างทั่วไป โดยมีนางประภา ยั้งประยุทธ์ เป็นประธานกลุ่ม โดยกลุ่มได้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2561 เพื่อปรับเปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นอินทรีย์ เริ่มต้นจากการปลูกงา และพริกกะเหรี่ยง แล้วแปรรูปเป็นน้ ามันงา และพริกกะเหรี่ยง มีสมาชิกทั้งหมด 22 ราย ในขณะเดียวกันก็ประสานความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อร่วมโครงการพัฒนา (2) การด าเนินกิจการ (2.1) ด้านการเกษตร ด้วยการเกษตรในพื้นที่เป็นเกษตรเคมี ไม่มีพื้นที่หรือเกษตรกรยังไม่กล้าเปลี่ยน วิถีไปจากการท าการเกษตรแบบใช้เคมี ดังนั้น โครงการจึงได้จัดท าพื้นที่ทดลองเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ในพื้นที่ ขนาด 6 ไร่ โดยสมาชิกจะหมุนเวียนมาดูแลบริหารจัดการต้นทุนและน าก าไรส่วนหนึ่งจัดสรรเข้ากลุ่มตามที่ได้ ตกลง โครงการนี้ มีเกษตรกรร่วมเรียนรู้และรับผิดชอบ 5 ราย (2.2) ด้านการแปรรูปสินค้า บริษัทร่วมกับส านักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดให้มีการด าเนินงานการแปรรูปสินค้าจากวัตถุดิบในท้องถิ่น ให้ความรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การคิดต้นทุน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และตราสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าและราคา เช่น ปลา พริกกะเหรี่ยง และงา โดยมีสินค้า แปรรูปที่ขึ้นทะเบียนโอทอป (OTOP) แล้ว จ านวน 10 รายการ โดยมีตราสินค้าของชุมชนและของไทยเบฟ ปรากฏอยู่บนสินค้านั้น ๆ ด้วย (2.3) ด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ส่งเสริมการบริหารจัดการพื้นที่ในชุมชนโดยเน้นการรักษาวัฒนธรรม ประเพณีและการอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มีการยกระดับการท าบ้านพักเป็นโฮมสเตย์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว มีโฮมสเตย์จ านวน 3 หลัง สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 20 คน รวมถึงมีแพที่พักจ านวน 1 หลัง รองรับนักท่องเที่ยว ได้มากกว่า 50 คน