The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาชีววิทยา
เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้สื่อการสอนร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dew.wilawan1999, 2023-07-03 22:46:44

รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้สื่อการสอนร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry)

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนวิชาชีววิทยา
เรื่อง ระบบนิเวศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้สื่อการสอนร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry)

88 2.เนื้อĀาüิชา ประกอบด้üย แบบของผลการเรียนรู้ (พุทธิพิÿัย เจตพิÿัย และทักþะพิÿัย) คüามÿามารถ ทางÿมอง คüามÿนใจ คüามคงทนการถ่ายทอดและขอบเขตเนื้อĀาüิชา 3.ÿิ่งแüดล้อม ประกอบด้üย คุณลักþณะเชิงทำเลที่ตั้งและÿภาพบรรยากาý ได้แก่ บริบททางÿังคมใน ด้านอิทธิพลจากภายนอก บรรยากาýภายในองค์กร üัÿดุและการจัดการ คุณลักþณะและการ ปฏิÿัมพันธ์ของบุคลากรในองค์กร 4.üิธีการÿอน ประกอบด้üย ขอบเขตของเนื้อĀา กลüิธีการÿอน การเÿนอเนื้อĀาและการจัดลำดับ เนื้อĀา พรýรี พุทธานนท์(2550: 6-10) ) อ้างถึงใน นัฐชุดา จันทะยา. (2563) ได้แบ่งปัจจัยที่ÿ่งผลต่อ การเรียนรู้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ปัจจัยภายนอก เป็นปัจจัยเดิมของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการใĀ้ÿิ่งเร้าพร้อมกับใĀ้ ผู้เรียนตอบÿนองในÿิ่งที่ต้องการ การทำซ้ำคือการใĀ้ผู้เรียนเรียนรู้โดยใช้ÿิ่งเร้าแล้üตอบÿนองĀลาย ๆ ครั้ง จนÿามารถเรียนรู้ได้ การใĀ้การเÿริมแรง คือ การเÿริมก าลังใจใĀ้เกิดคüามพอใจในการเรียนรู้ 2. ปัจจัยภายใน เป็นÿิ่งภายในที่ผู้เรียนต้องมีเพื่อใĀ้เกิดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงขณะเรียน ขณะนั้นĀรือระลึกจากที่เคยเรียนมาแล้ü ทักþะทางปัญญาĀมายถึง คüามÿามารถในการใช้ÿมองเพื่อ การเรียนรู้ โดยระลึกจากประÿบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา ยุทธýาÿตร์ Āมายถึงÿมรรถภาพที่คüบคุม การเรียนรู้ คüามตั้งใจ การจ า และพฤติกรรมการคิดของมนุþย์เป็นกระบüนการท างานภายในÿมอง ของมนุþย์ ปรียาพร üงý์อนุตรโรจน์ (2548, 91) ) อ้างถึงใน นัฐชุดา จันทะยา. (2563) ได้เÿนอทฤþฎี การเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าüคือ พื้นฐานของผู้เรียนเป็นĀัüใจในการเรียน ผู้เรียนแต่ละคนจะเข้าชั้น เรียนด้üยพื้นฐานที่จะช่üยใĀ้เขาประÿบคüามÿำเร็จในการเรียนรู้ต่างกัน ถ้าเขามีพื้นฐานที่คล้ายคลึง กัน ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนจะไม่แตกต่างกัน คุณลักþณะของแต่ละคน เช่น คüามรู้ที่จำเป็นก่อนเรียน แรงจูงใจในการเรียนคุณภาพของการÿอนเป็นÿิ่งที่ปรับปรุงได้ เพื่อใĀ้แต่ละคนและทั้งกลุ่มมีระดับการ เรียนที่ÿูงขึ้น ÿรุปได้ü่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ประกอบด้üยคุณลักþณะของตัü ผู้เรียน ทั้งด้านคüามรู้ คüามคิด และจิตใจ เนื้อĀาüิชา คุณภาพการÿอนของครูและÿภาพแüดล้อมต่าง ๆ ซึ่งคุณลักþณะของตัüผู้เรียนมีอิทธิพลต่อผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนมากที่ÿุด เนื้อĀาüิชา คุณภาพการ ÿอนของครูและปัจจัยอื่น ๆ มีอิทธิพลต่อผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรองลงมาตามลำดับ


89 6.4 Āลักเกณฑ์ในการÿร้างแบบทดÿอบüัดผลทางการเรียน พüงรัตน์ ทüีรัตน์ (2543) กล่าüü่า การüัดผลÿัมฤทธิ์เป็นการตรüจÿอบพฤติกรรมของนักเรียน ในด้านพุทธพิÿัยที่เป็นการüัด 2 องค์ประกอบ ตามจุดมุ่งĀมายและลักþณะของüิชาที่เรียน ดังนี้ 1. การüัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรüจÿอบคüามรู้คüามÿามารถทางการปฏิบัติโดยใĀ้นักเรียนได้ลงมือ ปฏิบัติจริงใĀ้เĀ็นเป็นผลงานปรากฏออกมา ÿามารถทำการÿังเกตและüัดได้ เช่น üิชาýิลปะ พลýึกþา การช่าง เป็นต้น การüัดแบบนี้จึงต้องüัดโดยใช้ข้อÿอบภาคปฏิบัติ(performance test) ซึ่งเป็นการ ประเมินผลพิจารณาที่üิธีปฏิบัติ (procedure) และผลงานที่ปฏิบัติ 2. การüัดด้านเนื้อĀา เป็นการตรüจÿอบคüามรู้คüามÿามารถเกี่ยüกับเนื้อĀาüิชา (content) รüมถึง พฤติกรรมคüามÿามารถในด้านต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการÿอน ÿามารถüัดได้โดยใช้ แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ (achievement test) ซึ่งเป็นเครื่องมือÿำĀรับช่üยใĀ้ครูÿามารถตัดÿิน ผลÿัมฤทธิ์ของนักเรียนได้อย่างมีประÿิทธิภาพ เพราะเป็นüิธีการประเมินพฤติกรรมของนักเรียนที่เป็น อิÿระได้มากกü่าüิธีอื่น ๆ เมื่อเทียบกับกระบüนการเรียนการÿอนที่มีอยู่ (เยาüดี üิบูลย์ýรี,2540) มี üิธีการÿอบüัดได้ 2 ลักþณะ ดังนี้ 1) การÿอบแบบปากเปล่า (oral test) การÿอบแบบนี้มักกระทำเป็นรายบุคคลซึ่งเป็นการ ÿอบที่ต้องการดูผลเฉพาะอย่าง เช่น การÿอบอ่านฟังเÿียง การÿอบÿัมภาþณ์ที่ต้องการดูการใช้ถ้อยคำ ในการตอบคำถาม รüมทั้งการแÿดงคüามคิดเĀ็นและบุคลิกภาพต่าง ๆ เช่น การÿอบปริญญานิพนธ์ ที่ ต้องการüัดคüามรู้คüามเข้าใจในเรื่องที่ทำตลอดจนแง่มุมต่าง ๆ การÿอบปากเปล่าÿามารถüัดได้ ละเอียดลึกซึ้ง และคำถามก็ÿามารถเปลี่ยนแปลงĀรือเพิ่มเติมได้ตามที่ต้องการ 2) การÿอบแบบใĀ้เขียนคüาม (paper-pencil test or written test) เป็นการÿอบüัดโดยใĀ้ ผู้ÿอบเขียนเป็นตัüĀนังÿือตอบ ที่มีรูปแบบการตอบอยู่ 2 แบบ คือ 2.1) แบบไม่จำกัดคำตอบ (free response type) ได้แก่ การÿอบüัดที่ใช้ข้อÿอบแบบอัตนัย Āรือคüามเรียง (essay test) 2.2) แบบจำกัดคำถาม (fixed response type) เป็นการÿอบที่กำĀนดขอบเขตของคำถามที่ จะใĀ้ตอบ ĀรือกำĀนดคำตอบมาใĀ้เลือก (อรุณี ýรีüงþ์ชัย, 2551) ในการÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้üิจัยได้üิเคราะĀ์จากนักการýึกþา Āลายๆ ท่าน ที่กล่าüถึงĀลักเกณฑ์ไü้ÿอดคล้องกัน และได้ลำดับเป็นขั้นตอนดังนี้ (ปริยทิพย์ บุญคง, 2546: 17-18) อ้างถึงใน นัฐชุดา จันทะยา. (2563) 1. เนื้อĀาĀรือทักþะที่ครอบคลุมในแบบทดÿอบนั้น จะต้องเป็นพฤติกรรมที่ÿามารถüัดผลÿัมฤทธิ์ได้


90 2. ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้แบบทดÿอบüัดนั้นถ้านำไปเปรียบเทียบกันจะต้องใĀ้ทุกคนมีโอกาÿ เรียนรู้ในÿิ่งต่าง ๆเĀล่านั้นได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน 3. üัดใĀ้ตรงกับจุดประÿงค์การÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนคüรจะüัดตาม üัตถุประÿงค์ทุกอย่างของการÿอน และจะต้องมั่นใจü่าได้üัดÿิ่งที่ต้องการจะüัดได้จริง 4. การüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการüัดคüามเจริญงอกงามของนักเรียน การเปลี่ยนแปลงและ คüามก้าüĀน้าไปÿู่üัตถุประÿงค์ที่üางไü้ดังนั้น ครูคüรจะทราบü่าก่อนเรียนนักเรียนมีคüามรู้ คüามÿามารถอย่างไร เมื่อเรียนเÿร็จแล้üมีคüามรู้แตกต่างจากเดิมĀรือไม่ โดยการทดÿอบก่อนเรียน และทดÿอบĀลังเรียน 5. การüัดผลเป็นการüัดผลทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้ข้อÿอบแบบเขียนตอบüัดพฤติกรรมตรง ๆ ของบุคคลได้ÿิ่งที่üัดได้คือ การตอบÿนองต่อข้อÿอบ ดังนั้น การเปลี่ยนüัตถุประÿงค์ใĀ้เป็นพฤติกรรมที่ จะÿอบ จะต้องทำอย่างรอบคอบและถูกต้อง 6. การüัดการเรียนรู้เป็นการยากที่จะüัดทุกÿิ่งทุกอย่างที่ÿอนได้ภายในเüลาจำกัด ÿิ่งที่üัดได้เป็นเพียง ตัüแทนของพฤติกรรมทั้งĀมดเท่านั้น ดังนั้นต้องมั่นใจü่าÿิ่งที่üัดนั้นเป็นตัüแทนแท้จริงได้ 7. การüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่üยพัฒนาการÿอนของครูและเป็นเครื่องช่üยในการเรียน ของเด็ก 8. ในการýึกþาที่ÿมบูรณ์นั้น ÿิ่งÿำคัญไม่ได้อยู่ที่การทดÿอบแต่เพียงอย่างเดียüการทบทüนการÿอน ของครูก็เป็นÿิ่งÿำคัญยิ่ง 9. การüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน คüรจะเน้นในการüัดคüามÿามารถในการใช้คüามรู้ใĀ้เป็นประโยชน์ Āรือการนำคüามรู้ไปใช้ในÿถานการณ์ใĀม่ ๆ 10. คüรใช้คำถามใĀ้ÿอดคล้องกับเนื้อĀาüิชาและüัตถุประÿงค์ที่üัด 11. ใĀ้ข้อÿอบมีคüามเĀมาะÿมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น คüามยากง่ายพอเĀมาะ มีเüลาพอ ÿำĀรับนักเรียนในการทำข้อÿอบ จากที่กล่าüข้างต้น ÿรุปได้ü่า ในการÿร้างแบบทดÿอบใĀ้มีคุณภาพ üิธีการÿร้างแบบทดÿอบ ที่เป็นคำถาม เพื่อüัดเนื้อĀาและพฤติกรรมที่ÿอนไปแล้üต้องตั้งคำถามที่ÿามารถüัดพฤติกรรมการเรียน การÿอนได้อย่างครอบคลุมและตรงตามจุดประÿงค์การเรียนรู้ 6.5 ชนิดของแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ล้üน ÿายยý และอังคณา ÿายยý (2538: 146) (อ้างถึงใน ปริยทิพย์ บุญคง, 2546: 22) ได้ใĀ้ คüามĀมายของแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนไü้ü่า เป็นแบบทดÿอบที่üัดคüามรู้ของนักเรียน


91 Āลังจากที่ได้เรียนไปแล้üซึ่งมักจะเป็นข้อคำถามใĀ้นักเรียนตอบด้üยกระดาþและดินÿอกับใĀ้นักเรียน ปฏิบัติจริง ซึ่งแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดÿอบที่ครู ÿร้างขึ้นเอง (teacher made tests) และแบบทดÿอบมาตรฐาน (standardized tests) 1. แบบทดÿอบที่ครูÿร้างขึ้น (teacher made tests)เป็นแบบทดÿอบที่ครูÿร้างขึ้นเองเพื่อใช้ ในการทดÿอบผู้เรียนในชั้นเรียน กล่าüคือ ชุดของข้อคำถามที่ครูเป็นผู้ÿร้างขึ้น เป็นข้อคำถามที่ เกี่ยüกับคüามรู้ที่นักเรียนได้เรียนในĀ้องเรียน เป็นการทดÿอบü่านักเรียนมีคüามรู้มากแค่ไĀนบกพร่อง ในÿ่üนใดจะได้ÿอนซ่อมเÿริม Āรือเป็นการüัดเพื่อดูคüามพร้อมที่จะเรียนในเนื้อĀาใĀม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คüามต้องการของครู แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.1) แบบทดÿอบปรนัย (objective tests) ได้แก่ แบบถูก–ผิด (true-false) แบบจับคู่ (matching) แบบเติมคำใĀ้ÿมบูรณ์ (completion) Āรือแบบคำตอบÿั้น (short answer) และแบบ เลือกตอบ (multiple choice) 1.2) แบบอัตนัย (essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (restricted response items) และ แบบไม่ จำกัดคüามตอบĀรือตอบอย่างเÿรี (extended response items) 2. แบบทดÿอบมาตรฐาน (standardized tests) เป็นแบบทดÿอบที่ÿร้างโดยผู้เชี่ยüชาญที่มี คüามรู้ในเนื้อĀา และมีทักþะการÿร้างแบบทดÿอบ มีการüิเคราะĀ์Āาคุณภาพของแบบทดÿอบ มีคำ ชี้แจงเกี่ยüกับการดำเนินการÿอบ การใĀ้คะแนนและการแปลผล มีคüามเป็นปรนัย (objective) มี คüามเที่ยงตรง (validity) และคüามเชื่อมั่น (reliability) กล่าüคือ แบบทดÿอบที่ÿร้างขึ้นจาก ผู้เชี่ยüชาญในแต่ละÿาขาüิชา Āรือจากครูที่ÿอนüิชานั้น แต่ผ่านการทดลองĀาคุณภาพĀลายครั้ง จนมี คุณภาพดีจึงÿร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดÿอบนั้น ÿามารถใช้Āลักและเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่า ของการเรียนการÿอนในเรื่องใด ๆ ก็ได้แบบทดÿอบมาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการÿอบบอดถึงüิธีการ และยังมีมาตรฐานในด้านการแปลคะแนนด้üย แบบทดÿอบที่ครูÿร้างขึ้นและแบบทดÿอบมาตรฐาน มีüิธีการในการÿร้างข้อคำถามคล้ายกัน คือถามÿิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการÿอนไปแล้ü ÿำĀรับพฤติกรรมที่ใช้üัดจะเป็นพฤติกรรมที่ ÿามารถตั้งคำถามüัดตามทฤþฎีการเรียนรู้ของ Bloom (1976) ที่ได้รับการปรับปรุงโดย Anderson et al. (2001) ซึ่งüัดผลด้านÿติปัญญาจากการüัดพฤติกรรม ได้แก่ การจำ(remembering) การเข้าใจ (understanding) การประยุกต์ใช้(applying) การüิเคราะĀ์ (analysing) การประเมินค่า (evaluating) และการÿร้างÿรรค์ (creating)


92 ÿมนึก ภัททิยธนี (2544) กล่าüü่าแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ครูÿร้างขึ้นมีĀลาย ชนิดแต่ที่นิยมใช้ ÿามารถแบ่งได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้ 1. ข้อÿอบแบบคüามเรียงĀรืออัตนัย (subjective or essay) เป็นข้อÿอบที่มีเฉพาะคำถาม แล้üใĀ้ นักเรียนเขียนตอบอย่างเÿรี เขียนบรรยายตามคüามรู้ และข้อคิดเĀ็นของแต่ละคน 2. ข้อÿอบแบบกาถูก-ผิด (rue-false test) เป็นข้อÿอบแบบเลือกตอบที่ มีตัüเลือก 2 ตัüเลือก แต่ละ ตัüเลือกดังกล่าüเป็นแบบคงที่ และมีคüามÿามารถตรงกันข้าม เช่น ถูก–ผิด ใช่–ไม่ใช่ จริง–ไม่จริง เĀมือนกัน–ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อÿอบแบบเติมคำ (completion test) เป็นข้อÿอบที่ประกอบด้üยประโยคĀรือข้อคüามที่ยังไม่ ÿมบูรณ์แล้üใĀ้ผู้ตอบเติมคำĀรือประโยค Āรือข้อคüามลงในช่องü่างที่เü้นไü้นั้น เพื่อใĀ้มีใจคüาม ÿมบูรณ์และถูกต้อง 4. แบบทดÿอบแบบตอบÿั้น ๆ (short answer test) ข้อÿอบแบบนี้คล้ายกับข้อÿอบแบบเติมคำ แต่ แตกต่างกันที่ข้อÿอบแบบตอบÿั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามที่ÿมบูรณ์แล้üใĀ้ผู้ตอบเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะÿั้นและกะทัดรัดได้ใจคüามÿมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อÿอบคüามเรียง Āรืออัตนัย 5. ข้อÿอบแบบจับคู่ (matching test) เป็นข้อÿอบเลือกตอบชนิดĀนึ่งโดยมีคำĀรือข้อคüามแยก ออกเป็น 2 ชุด แล้üใĀ้ผู้ตอบเลือกจับคู่ ü่าแต่ละข้อคüามในชุดĀนึ่ง (ตัüยืน) จะคู่กับคำĀรือข้อคüามใด ในอีกชุดĀนึ่ง (ตัüเลือก) ซึ่งมีคüามÿัมพันธ์กันอย่างใดอย่างĀนึ่งตามที่ผู้ออกข้อÿอบกำĀนดไü้ 6. ข้อÿอบแบบเลือกตอบ (multiple choice test) ลักþณะทั่üไป คำถามแบบเลือกตอบโดยทั่üไปจะ ประกอบด้üย 2 ตอน คือ ตอนนำĀรือคำถาม (stem) กับตัüเลือก (choice) ในตอนเลือกนี้จะ ประกอบด้üยตัüเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัüเลือกที่เป็นตัüลüงปกติจะมีคำถามที่กำĀนดใĀ้นักเรียน พิจารณา แล้üĀาตัüเลือกที่ถูกต้องมากที่ÿุดเพียงตัüเดียüจากตัüลüงอื่น ๆ และคำถามแบบเลือกตอบที่ ดี นิยมใช้ตัüเลือกที่ ใกล้เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเĀ็นü่าทุกตัüเลือกถูกĀมดแต่คüามจริงมีน้ำĀนักคüามถูก มากน้อยต่างกัน ÿรุปได้ü่า แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้Āลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ในการจำแนก เช่น ตามลักþณะการÿร้างแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดÿอบมาตรฐานซึ่งÿร้างจาก ผู้เชี่ยüชาญที่มีคüามรู้ในเนื้อĀา และมีทักþะการÿร้างแบบทดÿอบ มีการüิเคราะĀ์Āาคุณภาพของ แบบทดÿอบ มีคำชี้แจงเกี่ยüกับการดำเนินการÿอบ การใĀ้คะแนนและการแปลผล มีคüามเป็นปรนัย มีคüามเที่ยงตรง และคüามเชื่อมั่น ÿ่üนอีกประเภทĀนึ่ง คือ แบบทดÿอบที่ครูÿร้างขึ้นเป็นแบบทดÿอบ ที่ครูÿร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดÿอบผู้เรียนในชั้นเรียน Āรืออาจแบ่งตามเกณฑ์อื่น ๆ แตกต่างกันไป


93 ตามจุดประÿงค์ที่ต้องการüัด ในการüิจัยครั้งนี้ผู้üิจัยมุ่งÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้แบบทดÿอบปรนัยแบบเลือกตอบซึ่งจัดได้ü่าเป็นแบบทดÿอบที่ดี 6.6 การüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน Klopfer (1971, 574-580) อ้างถึงใน üิดาด Āะยีตาเฮร์. (2557), 29-31) ได้กล่าüü่า ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิทยาýาÿตร์เป็นการüัดพฤติกรรมที่เกิดจากคüามÿามารถทางÿมองĀรือด้าน ÿติปัญญาของนักเรียนเมื่อผ่านการเรียนการÿอนแล้üซึ่งมี4 ด้าน ดังนี้ 1. พฤติกรรมด้านคüามรู้ 2. พฤติกรรมด้านคüามเข้าใจ 3. พฤติกรรมด้านทักþะกระบüนการทางüิทยาýาÿตร์ 4. พฤติกรรมด้านการนําคüามรู้และกระบüนการทางüิทยาýาÿตร์ไปใช้ การüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิทยาýาÿตร์ได้จากพฤติกรรม 4 ด้านเป็นĀลัก คือ คüามรู้ คüามเข้าใจ กระบüนการทางüิทยาýาÿตร์ การนําคüามรู้และกระบüนการทางüิทยาýาÿตร์ไปใช้ซึ่ง มุ่งĀüังใĀ้เกิดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน 3 ด้าน ดังนี้ 1. ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิทยาýาÿตร์ด้านพุทธพิÿัย 2. ผลÿัมฤทธิ์ทางüิทยาýาÿตร์ด้านจิตพิÿัย 3. ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักþะพิÿัย จากการüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิทยาýาÿตร์ดังกล่าü เĀ็นได้ü่าผลÿัมฤทธิ์ทางüิทยาýาÿตร์ มุ่งüัดคüามรู้ทางด้านเนื้อĀาคüามรู้ทางüิทยาýาÿตร์และกระบüนการในการแÿüงĀาคüามรู้โดยการüัด พฤติกรรมการเรียนรู้ที่พึงประÿงค์ทั้งĀมด ไม่ü่าจะเป็นด้านคüามรู้ คüามเข้าใจกระบüนการทาง üิทยาýาÿตร์เจตคติคüามÿนใจ ทักþะปฏิบัติการรüมถึงการนําคüามรู้และüิธีการทางüิทยาýาÿตร์ไปใช้ ดังนั้น ในการüิจัยครั้งนี้การüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาüิทยาýาÿตร์ชีüภาพ Āมายถึง การ üัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1โดยใช้ แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้üิจัยÿร้างขึ้น ซึ่งüัดจากพฤติกรรมด้านคüามรู้ คüามจํา คüามเข้าใจ กระบüนการทางüิทยาýาÿตร์ และการนําคüามรู้ไปใช้ 6.7 การÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อนำไปใช้เก็บรüบรüมข้อมูลนั้น นิยม ÿร้างโดยยึดตามการจำแนกจุดประÿงค์ ทางการýึกþาด้านพุทธิพิÿัยของบลูม และคณะ (Benjamin S. Bloom) ที่จำแนกจุดประÿงค์ทาง การýึกþาด้านพุทธิพิÿัยออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ คüามรู้


94 (knowledge) คüามเข้าใจ (comprehension) การนำไปใช้ (application) การüิเคราะĀ์ (analysis) การÿังเคราะĀ์ (synthesis) และการประเมินค่า (evaluation) การÿร้างข้อÿอบถ้าüัดตาม 6 ประเภท เĀล่านี้ ก็จะมีคüามครอบคลุมพฤติกรรมต่าง ๆ กรอบแนüคิดที่ใช้กันมากในการใช้ÿร้างแบบทดÿอบüัด ผลÿัมฤทธิ์ คือ üัดตามจุดประÿงค์การเรียนรู้ที่กำĀนดไü้ ซึ่งจะกำĀนดในรูปจุดประÿงค์เชิงพฤติกรรม (behavioral objective) แนüทางในการÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน มีขั้นตอนใน การÿร้างที่ÿำคัญ 3 ขั้นตอน ดังนี้ (บุญýรี พรĀมมาพันธุ์และนüลเÿน่Ā์ üงý์เชิดธรรม, 2545; พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2545) ขั้นตอนที่ 1 การüางแผนÿร้างข้อÿอบ ประกอบด้üย 1) การกำĀนดจุดมุ่งĀมายของการใช้แบบทดÿอบ ÿิ่งÿำคัญประการแรกที่ผู้ÿร้างข้อÿอบ จะต้องรู้ คือ อะไรคือจุดมุ่งĀมายของการทดÿอบ ทำไมจึงต้องมีการÿอบ และจะนำผลการÿอบไปใช้ อย่างไร 2) การกำĀนดเนื้อĀาและพฤติกรรมที่ต้องการüัด เนื้อĀาที่ต้องการüัดได้จากจุดมุ่งĀมายของ การทดÿอบ ผู้ÿร้างข้อÿอบจะต้องüิเคราะĀ์จำแนกเนื้อĀาที่ต้องการüัดใĀ้ครอบคลุมเนื้อĀาทั้งĀมด ÿำĀรับพฤติกรรมที่ต้องการüัดนั้น อาจจำแนกตามทฤþฎีใดทฤþฎีĀนึ่ง เช่น ตามแนüคüามคิดของ Anderson et al. (2001) ได้แก่ การจำ การเข้าใจ การประยุกต์ใช้การüิเคราะĀ์ การประเมินค่า และ การÿร้างÿรรค์ 3) กำĀนดลักþณะĀรือรูปแบบของแบบทดÿอบ อาจเลือกแบบทดÿอบประเภทคüามเรียง Āรือแบบทดÿอบอัตนัย แบบตอบÿั้น และเลือกตอบĀรือแบบทดÿอบปรนัย ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดมุ่งĀมาย ของการทดÿอบ ระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่üัด ลักþณะĀรือคุณÿมบัติผู้เข้าÿอบ และจำนüนผู้เข้า ÿอบ เป็นต้น 4) การจัดทำตารางที่üิเคราะĀ์เนื้อĀาและพฤติกรรมที่ต้องการüัด เป็นการüางแผนผังการ ÿร้างแบบทดÿอบ ทำใĀ้ผู้ÿร้างข้อÿอบรู้ü่าในแต่ละเนื้อĀาจะต้องÿร้างข้อÿอบในพฤติกรรมใดบ้าง พฤติกรรมละกี่ข้อ การจัดทำต ารางüิเคราะĀ์üัตถุประÿงค์เชิงพฤติกรรมและแผนผังการออกข้อÿอบ คüรมีคำĀรือข้อคüามดังต่อไปนี้ ชื่อรายüิชาและชั้นเรียน ภาคเรียนและปีการýึกþาที่ÿอน üัน/เดือน/ปี ที่üิเคราะĀ์พฤติกรรม ชื่อผู้üิเคราะĀ์üัตถุประÿงค์เชิงพฤติกรรม ชื่อผู้ÿร้างข้อÿอบ üัตถุประÿงค์เชิง พฤติกรรมที่กำĀนดไü้ในเนื้อĀาüิชา ระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ กำĀนดไü้ในüัตถุประÿงค์เชิง พฤติกรรม และเรื่องĀรือรายละเอียดเนื้อĀาüิชาจะÿร้างข้อÿอบ


95 5) การกำĀนดÿ่üนอื่น ๆ ที่เกี่ยüข้องกับการÿอน ได้แก่ คüามยาüของแบบทดÿอบ Āรือ จำนüนข้อของข้อÿอบและคะแนน ระยะเüลาที่ใĀ้ทำแบบทดÿอบ üิธีการดำเนินการÿอบ üิธีการตรüจ ใĀ้คะแนน เป็นต้น ขั้นตอนที่ 2 การลงมือÿร้างแบบทดÿอบ ประกอบด้üย 1) ลักþณะĀรือประเภทของข้อÿอบที่เĀมือนกัน คüรจัดใĀ้อยู่ตอนเดียüกันเป็นĀมüดĀมู่ซึ่งจะ ช่üยใĀ้ง่ายในการตรüจใĀ้คะแนน 2) ไม่ใช้คำĀรือข้อคüามชี้คำตอบ 3) คüรใĀ้เนื้อĀาบังคับคำตอบ ไม่ใช่ใช้แบบของคำĀรือข้อคüาม 4) คüรเขียนข้อÿอบด้üยภาþาที่ง่าย ตรงไปตรงมา ไม่คüรใช้ข้อคüามปฏิเÿธซ้อนปฏิเÿธ 5) คüรĀลีกเลี่ยงüัฒนธรรมท้องถิ่น 6) ไม่คüรใĀ้ข้อÿอบข้อใดข้อĀนึ่งไปแนะคำตอบอีกข้อĀนึ่ง 7) ไม่คüรลอกข้อคüามโดยตรงจากĀนังÿือมาÿร้างเป็นข้อÿอบ 8) คüามยากของข้อÿอบคüรอยู่ที่ระดับปานกลาง และเรียงข้อÿอบโดยเรียงจากง่ายไปยาก จะยั่üยุใĀ้ผู้เรียนมีกำลังใจในการทำข้อÿอบ 9) คำÿั่งข้อÿอบคüรกะทัดรัด ชัดเจนและÿมบูรณ์ในขั้นนี้เป็นการเขียนข้อÿอบตามเนื้อĀา พฤติกรรมและรูปแบบของแบบทดÿอบที่กำĀนดไü้ โดยจัดำาเป็นแบบทดÿอบฉบับร่าง ขั้นตอนที่ 3 การตรüจÿอบคุณภาพข้อÿอบก่อนนำไปใช้ เมื่อÿร้างแบบทดÿอบแล้üจึงนำแบบทดÿอบไปทดลองใช้เพื่อตรüจÿอบคุณภาพ ซึ่งคุณภาพของ แบบทดÿอบอาจพิจารณาทั้งคุณภาพของแบบทดÿอบรายข้อ ได้แก่ ค่าคüามยาก และค่าอำนาจ จำแนก และĀาคุณภาพของแบบทดÿอบทั้งฉบับ ได้แก่ คüามเที่ยงตรง และคüามเชื่อมั่น การ ตรüจÿอบÿามารถทำได้ทั้งตรüจÿอบเอง และใĀ้ผู้เชี่ยüชาญตรüจ การตรüจÿอบเองเป็นการตรüจÿอบ คุณภาพของข้อคำถาม-คำตอบ Āลักการÿร้างข้อÿอบที่ดี ÿำĀรับการตรüจโดยผู้เชี่ยüชาญจะเป็นการ ตรüจÿอบคüามเที่ยงตรงเชิงเนื้อĀา เพื่อดูü่าข้อคำถามแต่ละข้อÿัมพันธ์ÿอดคล้องกับüัตถุประÿงค์ของ การüัดĀรือไม่ ครอบคลุมเนื้อĀา และเป็นตัüแทนของเนื้อĀาที่กำĀนดĀรือไม่ จากการýึกþาพอÿรุปได้ü่า การÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน มีขั้นตอน 3 ขั้น คือ ขั้นตอนที่ 1 การüางแผนÿร้างข้อÿอบ ขั้นตอนที่ 2 การลงมือÿร้างข้อÿอบ และขั้นตอนที่ 3 การ ตรüจÿอบคุณภาพข้อÿอบก่อนนำไปใช้และนอกจากจะÿร้างตามĀลักการÿร้างและขั้นตอนการÿร้างที่ มีประÿิทธิภาพแล้ü การüิเคราะĀ์ข้อÿอบก็ถือเป็นองค์ประกอบที่ÿำคัญ เพื่อตรüจÿอบü่าข้อทดÿอบ นั้นมีคุณภาพ (ÿมนึก ภัททิยธนี, 2544) เพราะเป็นÿิ่งที่ใĀ้ข้อÿนเทýแก่ครูและผู้ที่มีÿ่üนเกี่ยüข้องกับ


96 การจัดการýึกþาü่าการÿอนบรรลุเป้าĀมายของการจัดการýึกþามากน้อยเพียงใด และÿะท้อนถึงการ จัดการเรียนการÿอนü่ามีคุณภาพ ประÿิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และต้องปรับปรุงแก้ไข Āรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นแบบทดÿอบที่ใช้จะต้องมีคุณภาพในทุก ๆ ด้าน จึงจะÿามารถใช้ผลการÿอบเพื่อ การตัดÿินใจได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ 7. แผนการจัดการเรียนรู้ 7.1 คüามĀมายของแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้เดิมเรียกü่า “แผนการÿอน” เป็นเอกÿารที่ครูจัดเตรียมไü้เพื่อใช้เป็น เครื่องมือÿำĀรับ “การÿอน” เป็นเครื่องมือÿำคัญของครูÿำĀรับพัฒนาการเรียนการÿอนเพื่อทำใĀ้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้üยการลงมือปฏิบัติจริงด้üยตนเองเพราะแก่นแท้ของการÿอนคือ การเรียนรู้ของ ผู้เรียน ครูผู้ÿอนจะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ดีจึงคüรÿร้างแผนการเรียนรู้แก่ผู้เรียนใĀ้ดีที่ÿุด และมี แผนการเรียนรู้เป็นของตนเองคüามĀมายของแผนการจัดการเรียนรู้ ÿำนักงานคณะกรรมการการประถมýึกþาแĀ่งชาติ(2534: 7) อ้างอิงใน ปริยทิพย์ บุญคง (2546: 5) ได้ใĀ้คüามĀมายของแผนการจัดการเรียนรู้ü่า เป็นการเตรียมการÿอนอย่างมีระบบเป็นลาย ลักþณ์อักþร เป็นเครื่องมือที่ช่üยใĀ้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการÿอนไปÿู่จุดประÿงค์การเรียนรู้ได้ อย่างมีคุณภาพ โÿภณ นุ่มทอง (2534: 5) อ้างอิงใน ปริยทิพย์ บุญคง (2546: 5) ได้ใĀ้คüามĀมายของ แผนการÿอนü่า Āมายถึง การนำüิชาĀรือกลุ่มประÿบการณ์ที่จะต้องทำการÿอนตลอดภาคเรียนมา ÿร้างเป็นแผนการจัดการเรียนรู้โดยมีจุดประÿงค์การเรียนการÿอน เนื้อĀาÿาระ กิจกรรมการเรียนการ ÿอน การใช้ÿื่อการเรียนการÿอน และüัดผลประเมินผลการเรียนการÿอนใĀ้ÿอดคล้องกับüัตถุประÿงค์ การเรียนการÿอน ทองพูล บุญอึ่ง (2535: 4) อ้างอิงใน ปริยทิพย์ บุญคง (2546: 5) ได้ใĀ้คüามĀมายของ แผนการจัดการเรียนรู้ไü้ü่า เป็นโครงการ Āรือแผนการที่จัดไü้เพื่อทำการÿอนüิชาใดüิชาĀนึ่งเพื่อใĀ้ การÿอนเกิดประÿิทธิภาพ ปราณีบุญชุ่ม (2535: 45) อ้างอิงใน ปริยทิพย์ บุญคง (2546: 5) ได้ใĀ้คüามĀมายแผนการ จัดการเรียนรู้เป็นโครงการ ที่จัดทำไü้เป็นลายลักþณ์อักþร การปฏิบัติการÿอนในüิชาใดüิชาĀนึ่ง เป็น การเตรียมการÿอนอย่างเป็นระบบ และเป็นเครื่องมือที่ช่üยใĀ้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการÿอนไปÿู่ จุดประÿงค์การเรียนรู้และจุดมุ่งĀมายของĀลักÿูตรได้อย่างมีประÿิทธิภาพ


97 ÿุพล üังÿินธุ์(2536: 5) อ้างอิงใน ปริยทิพย์ บุญคง (2546: 5) ได้ใĀ้คüามĀมายของแผนการ จัดการเรียนรู้ü่า คือแผนการĀรือโครงการที่จัดทำไü้เป็นลายลักþณ์อักþร เพื่อปฏิบัติการÿอนในüิชา Āนึ่ง เป็นการเตรียมการÿอนไปÿู่จุดประÿงค์การเรียนรู้และจุดมุ่งĀมายของĀลักÿูตรอย่างมี ประÿิทธิภาพ ปราณีบุญชุ่ม (2535: 45) อ้างอิงใน ธนüรรณ มาลานนท์(2550: 18) กล่าüถึงคüามÿำคัญของ แผนการจัดการเรียนรู้ไü้ดังนี้ 1. การทำแผนการÿอนทำใĀ้เกิดการüางแผนüิธีการÿอน üิธีเรียนที่มีคüามĀมายยิ่งขึ้น เพราะเป็นการ ผÿมผÿานเนื้อĀาÿาระและจุดประÿงค์การเรียนรู้จากĀลักÿูตร ผÿมกับĀลักจิตüิทยาการýึกþา นüัตกรรมการเรียนการüัดและประเมินผลตลอดจนปัจจัยอำนüยคüามÿะดüกของโรงเรียน ÿภาพ ปัญĀา คüามÿนใจ คüามต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และทรัพยากรท้องถิ่น 2. แผนการÿอนช่üยใĀ้ครูมีคู่มือที่ทำด้üยตนเองไü้ล่üงĀน้า ÿ่งเÿริมใĀ้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครบถ้üน ÿอดคล้องกับเüลาในแต่ละภาคเรียน ช่üยใĀ้ครูมีคüามÿนใจในการÿอนมากขึ้น 3. การทำแผนการÿอนÿ่งเÿริมใĀ้ครูใฝ่ýึกþาĀาคüามรู้ในเรื่องĀลักÿูตร แนüการÿอน การจัดทำจัดĀา ÿื่อประกอบการÿอน ตลอดจนüิธีüัดผล ประเมินผล 4. แผนการÿอน ใช้เป็นคู่มือÿำĀรับครูที่ÿอนแทนได้ 5. ผู้ÿอนใช้เป็นĀลักฐานแÿดงข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง เÿนอแนะแก่บุคลากรและĀน่üยงานที่ เกี่ยüข้อง เช่น ผู้บริĀาร ýึกþานิเทýก์กรมüิชาการ เป็นต้น 6. เป็นผลงานทางüิชาการอย่างĀนึ่งที่แÿดงคüามชำนาญ คüามเชี่ยüชาญของผู้จัดทำ 7.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดี ลักþณะของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีคüรประกอบด้üย (ÿถาบันราชภัฎมĀาÿารคาม. 2539 : 21) อ้างอิงใน ธนüรรณ มาลานนท์(2550 : 20) 1. มีคüามมุ่งĀมายดีชัดเจนÿำĀรับเรื่องนั้น ๆ เป็นคüามมุ่งĀมายที่üัดได้ 2. จัดประÿบการณ์ใĀ้นักเรียนได้รับอย่างเĀมาะÿม 3. จัดüิธีÿอนและกิจกรรมได้เĀมาะÿมกับเนื้อĀาüิชาและผู้เรียน 4. กำĀนดüิธีüัดผลได้อย่างเĀมาะÿม 5. กำĀนดÿื่อการÿอนเĀมาะÿมกับผู้เรียนและเนื้อĀาüิชา 6. ÿอดคล้องและเĀมาะÿมกับคüามแตกต่างระĀü่างบุคคลของผู้เรียน 7. มีคüามชัดเจน ÿามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง


98 8. ช่üยใĀ้ครูเกิดคüามเชื่อมั่นในการÿอนและÿามารถปรับปรุงใĀ้เĀมาะÿมกับนักเรียนได้ 9. เป็นแผนการÿอนที่นำไปÿอนได้ในÿถานการณ์จริง 8. งานüิจัยที่เกี่ยüข้อง 8.1 งานüิจัยในประเทý ลักþณา ýิริมาลา (2553) ได้ýึกþาคüามÿามารถในการแก้ปัญĀาและผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน üิทยาýาÿตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการÿอน 7E ของนักเรียน ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 1 โรงเรียนเทพÿถิตüิทยา จังĀüัดชัยภูมิ ผลการüิจัยพบü่า คüามÿามารถในการ แก้ปัญĀาของนักเรียนมัธยมýึกþาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการÿอน 7E พบü่า ในจำนüน นักเรียน 36 คน มีนักเรียนที่ได้คะแนนไม่ต่ำกü่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จำนüน 26 คน คิดเป็น ร้อยละ 72.22 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำĀนดไü้ และผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิทยาýาÿตร์ของนักเรียน มัธยมýึกþาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนการÿอน 7E พบü่า ในจำนüนนักเรียน 36 คน มี นักเรียนที่ได้คะแนนไม่ต่ำกü่าร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มจำนüน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 80.56 ซึ่งผ่าน เกณฑ์ที่กำĀนด อารฝัน บากา (2559 : บทคัดย่อ) ได้ทำการýึกþาการพัฒนาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและการ คิดüิเคราะĀ์ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 4 ด้üยการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่üมกับเทคนิคการใช้คำถามระดับการüิเคราะĀ์ผลการüิจัยพบü่า นักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 4 ที่ เรียนด้üยการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่üมกับ เทคนิคการใช้คำถามระดับการ üิเคราะĀ์ÿามารถÿืบเÿาะĀาคüามรู้ด้üยตนเองถ่ายโอนการเรียนรู้üิเคราะĀ์คüามÿำคัญคüามÿัมพันธ์ และĀลักการของประเด็นต่าง ๆ ในใบงานได้อย่างถูกต้องและมีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิด üิเคราะĀ์Āลังเรียนÿูงกü่าก่อนเรียนอย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ระดับ .01 ýýิüัฒน์ เดชะ และคณะ (2561 : บทคัดย่อ) ได้ทำการýึกþา การพัฒนาผลÿัมฤทธิ์และการ คิดüิเคราะĀ์ในüิชาชีüüิทยาเรื่อง เซลล์ของÿิ่งมีชีüิตชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้นโดยเน้นระดับของการÿืบเÿาะ โดยการüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อ ýึกþา ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน และการคิดüิเคราะĀ์ ในüิชาชีüüิทยา เรื่อง เซลล์ของÿิ่งมีชีüิต โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น โดยเน้นระดับของการÿืบเÿาะ ของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþา ปีที่ 4 ที่เรียนในแผนการเรียนเน้นüิทยาýาÿตร์ จำนüน 2 Ā้องเรียน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 1


99 Ā้อง 45 คน และกลุ่มคüบคุม 1 Ā้อง 45 คน ของภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2560 โรงเรียนปราจิณ ราþฎรอำรุง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังĀüัดปราจีนบุรี โดยการÿุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัยใน ครั้งนี้ได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้การประยุกต์ใช้การจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น โดย เน้นระดับของการÿืบเÿาะเรื่อง เซลล์ของÿิ่งมีชีüิต จำนüน 4 แผน แบบทดÿอบüัดการคิดüิเคราะĀ์ แบบทดÿอบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง เซลล์ของÿิ่งมีชีüิต ผลการüิจัยพบü่านักเรียนที่ เรียนด้üยการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น โดยเน้นระดับของการÿืบเÿาะ มีคะแนน ผลÿัมฤทธิ์ ทางการเรียนและการคิดüิเคราะĀ์Āลงัเรียนÿูงกü่า นักเรียนที่เรียนด้üยการจัดการเรียนรู้ แบบปกติอย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้นักเรียนที่เรียนด้üยการจัดการเรียนรู้แบบ ÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น โดยเน้น ระดับของการÿืบเÿาะ ยังมีคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียน และการคิดüิเคราะĀ์ÿูงกü่าเกณฑ์อย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ระดับ .05 เช่นเดียüกัน จากผลการüิจัย ÿรุปได้ü่า การจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น โดยเน้นระดับของการÿืบเÿาะ นั้น ช่üยใĀ้ นักเรียนมีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดüิเคราะĀ์ÿูงขึ้นซึ่งจะÿ่งผลใĀ้เกิดประÿิทธิภาพกับ นักเรียนต่อไป กฤþดาพร เขียüอ้าย ,เพ็ญพิýุทธิ์ ใจÿนิท, üิชิต เทพประÿิทธิ์ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ ทำการýึกþาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบüัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยใช้โมดูลÿื่อประÿมเพื่อ พัฒนาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนทักþะกระบüนการทางüิทยาýาÿตร์และจิตüิทยาýาÿตร์ ชั้น ประถมýึกþาปีที่ 6 โดยการüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบüัฏ จักรการเรียนรู้ 7 ขั้น โดยใช้โมดูลÿื่อประÿม เพื่อพัฒนาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนทักþะกระบüนการ ทางüิทยาýาÿตร์ และจิตüิทยาýาÿตร์ ระดับชั้นประถมýึกþาปีที่ 6 ประชากรที่ใช้คือ นักเรียนชั้น ประถมýึกþาปีที่ 6 โรงเรียนไทยทนุบ้านÿันต้นดู่ ÿังกัดÿำนักงานเขตพื้นที่การýึกþาประถมýึกþา เชียงใĀม่ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัยประกอบด้üยแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบüัฏจักรการ เรียนรู้ 7 ขั้น โมดูลÿื่อประÿมเรื่อง ไฟฟ้าน่ารู้ แบบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบüัดทักþะ กระบüนการทางüิทยาýาÿตร์ และแบบüัดจิตüิทยาýาÿตร์ üิเคราะĀ์ข้อมูลโดยĀาค่าเฉลี่ย ÿ่üน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการüิจัยพบü่า Āลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบüัฏจักรการ เรียนรู้ 7 ขั้น โดยใช้โมดูลÿื่อประÿม นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับร้อยละ 83.87 ซึ่งÿูงกü่าก่อนเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70.93 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.93และ ÿูงกü่าเกณฑ์ที่กำĀนดไü้ร้อยละ 13.87 มีคะแนนเฉลี่ยด้านทักþะกระบüนการทางüิทยาýาÿตร์Āลัง เรียนเท่ากับร้อยละ 81.47 ซึ่งÿูงกü่าก่อนเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 59.07 โดยมีคะแนนเฉลี่ย


100 เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.40และมีคะแนนเฉลี่ยด้านจิตüิทยาýาÿตร์Āลังเรียนเท่ากับร้อยละ 84.19 ซึ่งÿูงกü่า ก่อนเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 73.68 โดยมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.51 üันüิÿา กองเÿน (2558: บทคัดย่อ) ทำการýึกþาในการÿอนเรื่อง การýึกþาผลÿัมฤทธิ์ ทางการเรียน คüามคงทนในการเรียนรู้และเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง อาณาจักรของ ÿิ่งมีชีüิต ด้üยการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้7 ขั้น ร่üมกับเทคนิคการใช้ผังคüามคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6การüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน คüาม คงทนในการเรียนรู้และเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง อาณาจักรของÿิ่งมีชีüิต ด้üยการจัดการ เรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น ร่üมกับ เทคนิคการใช้ผังคüามคิดของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่เรียนในแผนการเรียนüิทยาýาÿตร์ 1 Ā้อง จำนüน 36 คน ของภาคเรียนที่ 2 ปี การýึกþา 2557 โรงเรียนอ่างýิลาพิทยาคม อำเภอเมืองชลบุรี จังĀüัดชลบุรีโดยการÿุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัยในครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น ร่üมกับ เทคนิคการใช้ผังคüามคิด แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา และแบบüัด เจตคติต่อüิชาชีüüิทยา ผลการüิจัย พบü่า นักเรียนที่เรียนด้üยการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀา คüามรู้ 7 ขั้น ร่üมกับ เทคนิคการทำผังคüามคิด มีคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียนÿูงกü่า ก่อนเรียนและยังมีคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียนÿูงกü่า เกณฑ์อย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ ระดับ .05 นอกจากนี้ พบü่า คะแนนของคüามคงทนในการเรียนรู้Āลงัเรียนÿูงกü่า เกณฑ์อย่างมี นัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 เช่นเดียüกัน และเมื่อพิจารณาเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา พบü่า Āลังเรียน ÿูงกü่า ก่อนเรียน อย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ระดับ .05 จากผลการüิจัยÿรุปได้ü่า การจัดการเรียนรู้ แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น ร่üมกับ เทคนิคการใช้ผังคüามคิดนั้น ช่üยใĀ้นักเรียนมีผลÿัมฤทธิ์ ทางการเรียนÿูงขึ้น มีคüามคงทนของการเรียนรู้ที่ยาüนาน และมีเจตคติต่อการเรียนüิชา ชีüüิทยาที่ดี ซึ่งจะÿ่งผลใĀ้เกิดประÿิทธิภาพกับ นักเรียนต่อไป üุฒิชัย จารุภัทรกูล (2559: บทคัดย่อ) การüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อýึกþาผลÿัมฤทธิ์ ทางการเรียน เจตคติต่อüิชาชีüüิทยา และพฤติกรรมการทำงานร่üมกันของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ร่üมกับการเรียนการÿอนแบบ ร่üมมือเทคนิค STAD กลุ่มตัüอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 โรงเรียนชลกนยานุกูล จังĀüัด ชลบุรี จำนüน 34 คน ได้จากการÿุ่มตัüอย่าง แบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย ได้แก่ แผนการ จัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ร่üมกับการเรียนการÿอนแบบร่üมมือเทคนิค STAD üิชาชีüüิทยา เรื่องระบบนิเüý แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยาแบบüัดเจต


101 คติต่อüิชาชีüüิทยา แบบÿังเกตพฤติกรรมการทำงานร่üมกัน üิเคราะĀ์ข้อมูลโดยเปรียบเทียบคะแนน ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาก่อนเรียนและĀลังเรียนโดยใช้การทดÿอบค่าที (t-test) แบบDependent sample เปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้การ ทดÿอบค่าที (t-test) แบบ One sample และüิเคราะĀ์พฤติกรรมการทำงานร่üมกันโดยใช้ ค่าเฉลี่ย และค่าคüามเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการüิจัยพบü่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ร่üมกับการเรียนการÿอนแบบร่üมมือเทคนิค STAD มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยาĀลังเรียนÿูง กü่าก่อนเรียน อย่างมีนัยÿําคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปี ที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ร่üมกับการเรียนการÿอนแบบร่üมมือเทคนิค STAD มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยาÿูงกü่า เกณฑ์ร้อยละ 70อย่างมีนัยÿําคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ร่üมกับการเรียนการÿอนแบบร่üมมือเทคนิค STAD มีเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาĀลังเรียนÿูงกü่าก่อนเรียน อย่างมีนัยÿําคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ร่üมกับการเรียนการÿอนแบบร่üมมือเทคนิค STAD มีพฤติกรรมการทำงานร่üมกันÿูงขึ้น และอยู่ใน ระดับดี 8.2 งานüิจัยต่างประเทý Eras and Huseyin (2006, อ้างถึงใน ธัญญุรีย์ ÿมองดี, 2556) ได้ýึกþาคüามÿามารถในการ ÿร้างองค์คüามรู้โดยการใช้การจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) กับการจัดการ เรียนการÿอนแบบปกติ พบü่า การจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ÿามารถ ช่üยใĀ้ผู้เรียนÿร้างองค์คüามรู้ได้มากกü่า การจัดการเรียนการÿอนแบบปกติ Barbato (2000) ได้เปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อüิชาคณิตýาÿตร์ของ นักเรียนเกรด 10 ระĀü่างนักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบร่üมมือกบüิธีÿอนแบบปกติ พบü่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบร่üมมือมีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อüิชา คณิตýาÿตร์ÿูงกü่านักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบปกติอยางมีนัยÿําคัญทางÿถิติ และ พบü่าผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนระĀü่างเพýชายและเพýĀญิงไม่แตกต่างกัน


102 Gurbuz et al. (2013) ทำการýึกþาในการÿอนเรื่อง “Electricity in our life” โดย เปรียบเทียบนักเรียน 2 กลุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มทดลองได้รับการเรียนรูปแบบ 7E และกลุ่มคüบคุมได้รับ การเรียนแบบเรียนพื้นฐานของüิทยาýาÿตร์และโปรแกรมการÿอนเทคโนโลยีตามที่ได้รับอนุมัติจาก กระทรüงýึกþาธิการ ทั้ง 2กลุ่มต้องทา การทดÿอบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและĀลังเรียน นำผล ที่ได้มาเปรียบเทียบ พบü่านักเรียนกลุ่มที่เรียนรูปแบบ 7E มีการเรียนรู้ ที่มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนÿูง กü่า นักเรียนที่ได้รับการเรียนแบบเรียนพื้นฐานของüิทยาýาÿตร์และโปรแกรมการÿอนเทคโนโลยี ตามที่ได้รับอนุมัติจากกระทรüงýึกþาธิการอย่างมีนัยÿำคัญ


103 บทที่ 3 การดำเนินการüิจัย การüิจัยในครั้งนี้เป็นการüิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental research) เพื่อýึกþา ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 โรงเรียนÿากเĀล็กüิทยา อำเภอ ÿากเĀล็ก จังĀüัดพิจิตร โดยมีüิธีการดำเนินการüิจัย ดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัüอย่าง 2. รูปแบบการüิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย 4. การÿร้างและการตรüจÿอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย 5. üิธีดำเนินการทดลองและเก็บรüบรüมข้อมูล 6. การüิเคราะĀ์ข้อมูล 7. ÿถิติที่ใช้ในการüิเคราะĀ์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัüอย่าง 1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการýึกþาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์- คณิตýาÿตร์คละคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 โรงเรียน ÿากเĀล็กüิทยา จำนüน 59 คน 1.2 กลุ่มตัüอย่าง กลุ่มตัüอย่างที่ใช้ในการýึกþาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียน üิทยาýาÿตร์-คณิตýาÿตร์คละคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 จำนüน 1 Ā้องเรียน ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 มีจำนüนนักเรียน 30 คน ซึ่งได้จากการÿุ่มแบบ เจาะจงĀ้องเรียน


104 1.3 กลุ่มทดÿอบเครื่องมือ กลุ่มทดÿอบเครื่องมือที่มีลักþณะเดียüกับกลุ่มที่ýึกþา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์-คณิตýาÿตร์คละคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปี การýึกþา 2565 จำนüน 1 Ā้องเรียน ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/2 มีจำนüนนักเรียน 29 คน ซึ่งได้จากการ ÿุ่มแบบเจาะจงĀ้องเรียน เพื่อทดÿอบเครื่องมือแล้üนำเครื่องมือมาปรับปรุงก่อนนำไปใช้จริงต่อไป 2. รูปแบบการüิจัย การüิจัยครั้งนี้เป็นการüิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental research) ในÿ่üนที่ เกี่ยüข้องกับผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อการเรียน ดำเนินการทดลองตามแบบแผนการüิจัยแบบ One Group Pretest-Posttest Design (ÿมโภช อเนกÿุข, 2554, Āน้า 111) ซึ่งมีแบบแผนการ ทดลองดังตารางที่ 3-1 ตารางที่ 3- 1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design กลุ่ม ÿอบก่อน ทดลอง ÿอบĀลัง E O1 X O2 ĀมายเĀตุÿัญลักþณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง O1 แทน การทดÿอบก่อนเรียนของกลุ่มตัüอย่าง (pretest) O2 แทน การทดÿอบĀลังเรียนของกลุ่มตัüอย่าง (posttest) X แทน การจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับ เทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) การüิจัยครั้งนี้เป็นการüิจัยแบบกลุ่มตัüอย่างเดียü มีการทดÿอบก่อนและĀลังเรียน (One Group Pretest-Posttest Design) ซึ่งมีรูปแบบดังภาพที่ 3-1


105 ภาพที่ 3- 1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design (รุจิรา ธัญญานนท์,2561,Āน้า 45) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย ประกอบด้üย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผัง คüามคิด (Mind Mapping) จำนüน 4 แผน รüม 12 ชั่üโมง 2. แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบนิเüý เป็นข้อÿอบปรนัยแบบเลือกตอบ 5 ตัüเลือก จำนüน 20 ข้อ 3. แบบüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา ลักþณะมาตราÿ่üนประเมินค่าตามแนüคิดของลิ เคิร์ต (Likert scale) จำนüน 10 ข้อ 4. การÿร้างและการตรüจÿอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย การÿร้างและĀาคุณภาพของเครื่องมือ ผู้üิจัยได้กำĀนดขั้นตอนในการดำเนินการÿร้างและĀา คุณภาพของเครื่องมือ ดังนี้ 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิค แผนผังคüามคิด (Mind Mapping) Āน่üยการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเüý ÿำĀรับนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/1 จำนüน 4 แผน รüม 12 ชั่üโมง ผู้üิจัยได้ดำเนินการดังนี้ 4.1.1 ýึกþาĀลักÿูตรแกนกลางการýึกþาขั้นพื้นฐาน พุทธýักราช 2551 กลุ่มÿาระการเรียนรู้ üิทยาýาÿตร์โดยพิจารณาÿาระ/มาตรฐานการเรียนรู้ 4.1.2 ýึกþาĀลักÿูตรÿถานýึกþาโรงเรียนÿากเĀล็กüิทยา กลุ่มÿาระการเรียนรู้üิทยาýาÿตร์ และเทคโนโลยี พิจารณาโครงÿร้างĀลักÿูตรในÿาระการเรียนรู้เพิ่มเติมชีüüิทยา üิเคราะĀ์เนื้อĀาและ จุดประÿงค์การเรียนรู้ในรายüิชาเพิ่มเติมชีüüิทยา จากĀลักÿูตรÿถานýึกþากลุ่มÿาระüิทยาýาÿตร์และ เทคโนโลยี ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 โรงเรียนÿากเĀล็กüิทยา เพื่อจัดเนื้อĀาที่จะÿอนในการÿร้างแผนการ


106 จัดการเรียนรู้ โดยกำĀนดเนื้อĀาในÿาระüิทยาýาÿตร์เพิ่มเติม ÿาระชีüüิทยา ข้อที่ 5 เรื่อง เรื่อง ระบบ นิเüý ซึ่งแบ่งเนื้อĀาออกเป็น 4 เรื่องย่อย ใช้เüลาทั้งÿิ้น 12 ชั่üโมง ดังรายละเอียดในตารางที่ 3-2 ตารางที่ 3-2 การüิเคราะĀ์ผลการเรียนรู้ ÿาระการเรียนรู้และะจุดประÿงค์การเรียนร üิทยาýาÿตร์ เพิ่มเติม ÿาระชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ผลการเรียนรู้ ÿาระการเรียนรู้ จุดประÿงค์การเรียนรู้ เüลา (คาบ) 1. ÿืบค้นข้อมูล ยกตัüอย่าง และ อธิบายลักþณะ ของไบโอมที่ กระจายอยู่ตามเขต ภูมิýาÿตร์ต่าง ๆ บนโลก แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ระบบนิเüý และไบโอม - การýึกþาระบบนิเüý - คüามĀลากĀลายของ ระบบนิเüý - ไบโอมบนบก - ไบโอมในน้ำ ด้านพุทธิพิÿัย (K) 1.อธิบายคüามĀมายและประเภทของระบบ นิเüý (K) 2.อธิบายปัจจัยทางกายภาพที่เป็นตัüกำĀนด ชนิดของไบโอม (K) 3.อธิบายและยกตัüอย่างลักþณะของไบโอม ที่กระจายอยู่ตามเขตภูมิýาÿตร์ต่าง ๆ บน โลกได้ (K) 4.เปรียบเทียบและอธิบายลักþณะของไบ โอมชนิดต่าง ๆ (K) ด้านทักþะพิÿัย (P) 5.ÿำรüจ ÿืบค้นข้อมูล üิเคราะĀ์ข้อมูลและ ÿรุปเกี่ยüกับระบบนิเüýในท้องถิ่น (P) 6.เปรียบเทียบÿภาพทางกายภาพและ ÿิ่งมีชีüิต ในไบโอมชนิดต่าง ๆ (P) 7.ÿืบค้นข้อมูลและนำเÿนอลักþณะของไบ โอมที่กระจายอยู่ตามเขตภูมิýาÿตร์ต่าง ๆ บนโลกได้ (P) ด้านลักþณะอันพึงประÿงค์ (A) 8.รับผิดชอบต่อĀน้าที่และมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 9.ÿนใจใฝ่รู้ในการýึกþาและมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 3 2. üิเคราะĀ์ อธิบาย และยกตัüอย่าง กระบüน การ ถ่ายทอดพลังงานใน ระบบนิเüý แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การถ่ายทอด พลังงานในระบบนิเüý - โซ่อาĀารและÿายใย อาĀาร ด้านพุทธิพิÿัย (K) 1.üิเคราะĀ์ อธิบาย และยกตัüอย่าง กระบüนการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเüý ได้ (K) 3


107 ผลการเรียนรู้ ÿาระการเรียนรู้ จุดประÿงค์การเรียนรู้ เüลา (คาบ) 3. อธิบาย ยกตัüอย่างการ เกิดไบโอแมกนิฟิเค ชัน และบอก แนüทางในการลด การเกิดไบโอแมก นิฟิเคชัน - พีระมิดทางนิเüýüิทยา - ไบโอแมกนิฟิเคชัน 2.อธิบาย ยกตัüอย่างการเกิดไบโอแมกนิฟิเค ชันได้ (K) ด้านทักþะพิÿัย (P) 3.เขียนแผนภาพกระบüนการถ่ายทอด พลังงานในระบบนิเüý ได้ (P) 4.บอกแนüทางในการลดการเกิดไบโอแมก นิฟิเคชันได้ (P) ด้านลักþณะอันพึงประÿงค์ (A) 5.รับผิดชอบต่อĀน้าที่และมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 6.ÿนใจใฝ่รู้ในการýึกþาและมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 4. ÿืบค้นข้อมูล และ เขียนแผนภาพ เพื่อ อธิบายüัฏจักร ไนโตรเจน üัฏจักร กำมะถัน และüัฏ จักรฟอÿฟอรัÿ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง üัฏจักรÿารใน ระบบนิเüý - üัฏจักรไนโตรเจน - üัฏจักรกำมะถัน - üัฏจักรฟอÿฟอรัÿ ด้านพุทธิพิÿัย (K) 1.ÿืบค้นข้อมูล และเขียนแผนภาพอธิบายüัฏ จักรไนโตรเจน üัฏจักรกำมะถัน และüัฏ จักรฟอÿฟอรัÿได้ (K) ด้านทักþะพิÿัย (P) 2.ÿื่อÿารข้อมูลจาการÿืบค้นได้ (P) 3.ตีคüามĀมายข้อมูลและลงข้อÿรุป จาก การอภิปราย และนำเÿนอข้อมูลได้ (P) ด้านลักþณะอันพึงประÿงค์ (A) 4.รับผิดชอบต่อĀน้าที่และมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 5.ÿนใจใฝ่รู้ในการýึกþาและมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 3 5. ÿืบค้นข้อมูล ยกตัüอย่าง อธิบาย และเปรียบเทียบ การเปลี่ยนแปลง แทนที่แบบปฐมภูมิ และการ เปลี่ยนแปลงแทนที่ แบบทุติยภูมิ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การเปลี่ยนแปลง แทนที่ของÿิ่งมีชีüิต - การเปลี่ยนแปลงแทนที่ ของÿิ่งมีชีüิตแบบปฐมภูมิ - การเปลี่ยนแปลงแทนที่ ของÿิ่งมีชีüิตแบบทุติยภูมิ ด้านพุทธิพิÿัย (K) 1.อธิบายการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของ ÿิ่งมีชีüิตแบบปฐมภูมิ และการเปลี่ยนแปลง แทนที่ของÿิ่งมีชีüิตแบบทุติยภูมิได้ (K) 2.เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของ ÿิ่งมีชีüิตแบบปฐมภูมิ และการเปลี่ยนแปลง แทนที่ของÿิ่งมีชีüิตแบบทุติยภูมิได้ (K) 3


108 ผลการเรียนรู้ ÿาระการเรียนรู้ จุดประÿงค์การเรียนรู้ เüลา (คาบ) 3. ÿืบค้นข้อมูลและอธิบายถึงÿาเĀตุที่ทำใĀ้ เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของÿิ่งมีชีüิต (K) 4. อธิบายถึงÿาเĀตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น เมื่อÿมดุลธรรมชาติเÿียไป (K) ด้านทักþะพิÿัย (P) 3.ÿืบค้นข้อมูลและยกตัüอย่างการ เปลี่ยนแปลงแทนที่ของÿิ่งมีชีüิตของ ÿิ่งมีชีüิตแบบปฐมภูมิ และการเปลี่ยนแปลง แทนที่ของÿิ่งมีชีüิตแบบทุติยภูมิได้ (P) 4.ปฏิบัติกิจกรรมได้อย่างถูกต้องและเป็น ลำดับขั้นตอน (P) ด้านลักþณะอันพึงประÿงค์ (A) 5.รับผิดชอบต่อĀน้าที่และมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) ÿนใจใฝ่รู้ในการýึกþาและมุ่งมั่นในการ ทำงาน (A) 4.1.3 ýึกþาแนüคิด Āลักการ ทฤþฎี และเทคนิคüิธีการÿร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบ เÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) จากเอกÿาร และงานüิจัยที่เกี่ยüข้องและนำข้อมูลที่ได้üิเคราะĀ์เพื่อกำĀนดขั้นตอนการจัดกิจกรรม ดังภาพที่ 3-2


109 ภาพที่ 3- 2 การกำĀนดขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) เรื่อง ระบบนิเüý 4.1.5 ÿร้างแผนผังคüามคิดเพื่อเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) (ภาคผนüก ข) 4.1.6 ดำเนินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้üิชาชีüüิทยาเพิ่มเติม โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) Āน่üย การเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเüý ÿำĀรับนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 โดยใĀ้ครอบคลุมมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัüชี้üัด ÿาระÿำคัญ จุดประÿงค์การเรียนรู้ ÿาระการเรียนรู้ กระบüนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ÿื่อและแĀล่งเรียนรู้ และการüัดผลประเมินผล จำนüน 4 แผน ใĀ้ÿอดคล้องกับแผนผังคüามคิดที่ ออกแบบไü้ ซึ่งโครงÿร้างของแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน ประกอบด้üย 1.ÿาระการเรียนรู้ 2.มาตรฐานการเรียนรู้/ตัüชี้üัด ผลการเรียนรู้ 3.ÿาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (เนื้อĀา)


110 4.จุดประÿงค์การเรียนรู้ 5.ÿาระÿำคัญ/คüามคิดรüบยอด 6.กิจกรรมการเรียนรู้/กระบüนการจัดการจัดการเรียนรู้ แนüคิด/รูปแบบการÿอน/üิธีÿอน/เทคนิค : การจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ซึ่งเป็นไปตามลำดับ ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตรüจÿอบคüามรู้เดิม (Elicitation Phase) 2) ขั้นเร้าคüามÿนใจ (Engagement Phase) 3) ขั้นÿำรüจและค้นĀา (Exploration Phase) 4) ขั้นอธิบาย (Explanation Phase) ร่üมกับเทคนิคผังคüามคิด 5) ขั้นขยายคüามคิด (Expansion Phase/Elaboration Phase) ร่üมกับเทคนิคผัง คüามคิด 6) ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase) 7) ขั้นนำคüามรู้ไปใช้ (Extension Phase) 7.การüัดและประเมินผล 8.ÿื่อ/แĀล่งการเรียนรู้ 9.แบบการüัดและประเมินผล 10.บันทึกĀลังÿอน 4.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เขียนเÿร็จแล้ü เÿนอต่ออาจารย์ที่ปรึกþาเพื่อพิจารณา ตรüจÿอบคüามถูกต้องของÿ่üนประกอบต่างๆ ในแผน คüามÿัมพันธ์ระĀü่างÿาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัüชี้üัด ÿาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (เนื้อĀา) ÿาระÿำคัญ จุดประÿงค์การเรียนรู้ และเüลาเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ÿื่อและแĀล่งเรียนรู้ และเครื่องมือการüัดผลประเมินผล รüมถึงคüามเĀมาะÿมในการใช้ภาþา แล้üนำไปแก้ไขปรับปรุง 4.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ü เÿนอต่อผู้เชี่ยüชาญ 3 ท่าน (ภาคผนüก ก) ประกอบด้üยผู้เชี่ยüชาญด้านชีüüิทยา ด้านการÿอนüิทยาýาÿตร์แบบการจัดการเรียนรู้แบบÿืบ เÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) และด้านการ üัดประเมินผล เพื่อประเมินค่าคüามเĀมาะÿมและคüามÿอดคล้ององค์ประกอบของแผนการจัดการ เรียนรู้ ได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัüชี้üัด ÿาระการเรียนรู้เพิ่มเติม (เนื้อĀา) ÿาระÿำคัญ จุดประÿงค์


111 การเรียนรู้ และเüลาเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ÿื่อและแĀล่งเรียนรู้ และเครื่องมือการüัดผล ประเมินผล รüมทั้งประเมินคุณภาพของแผนจัดการเรียนรู้ เพื่อตรüจÿอบคüามÿอดคล้องระĀü่าง องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้กับจุดประÿงค์ โดยมีรายละเอียดและเกณฑ์ในการประเมิน ดังนี้ การประเมินคüามเĀมาะÿม ใช้เปรียบเทียบกับมาตราในแบบÿอบถาม โดยนําคําตอบของ ผู้เชี่ยüชาญแต่ละท่านใĀ้ค่าน้ำĀนักเป็นคะแนน ดังนี้ คะแนน 5 Āมายถึง เĀมาะÿมมากที่ÿุด คะแนน 4 Āมายถึง เĀมาะÿมมาก คะแนน 3 Āมายถึง เĀมาะÿมปานกลาง คะแนน 2 Āมายถึง เĀมาะÿมน้อย คะแนน 1 Āมายถึง เĀมาะÿมน้อยที่ÿุด การแปลคüามĀมายค่าเฉลี่ยคะแนนนํามาเปรียบเทียบกบเกณฑ์ซึ่งใช้แนüคิดของพื้นที่ใต้โค้ง ปกติ (ไชยยý เรืองÿุüรรณ, 2533, Āน้า 138) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 Āมายถึง เĀมาะÿมมากที่ÿุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 Āมายถึง เĀมาะÿมมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 Āมายถึง เĀมาะÿมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 Āมายถึง เĀมาะÿมน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 Āมายถึง เĀมาะÿมน้อยที่ÿุด การกำĀนดเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของคüามเĀมาะÿม คือ ถ้าค่าเฉลี่ยของคüามคิดเĀ็นผู้เชี่ยüชาญ ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และมีค่าคüามเบี่ยงเบนมาตรฐานไม่เกิน 1.00 (พüงรัตน์ ทüีรัตน์, 2543, Āน้า 117) จะถือü่าแผนจัดการเรียนรู้นี้มีคุณภาพเĀมาะÿม ผลการประเมินพบü่าแผนการจัดการเรียนรู้ทุกแผนมี ค่าเฉลี่ยของคüามคิดเĀ็นของผู้เชี่ยüชาญเท่ากับ 4.77 ซึ่งผ่านเกณฑ์ÿามารถนำไปใช้ได้ 4.1.8 ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยüชาญ เช่น คüามถูกต้องของเนื้อĀา การแก้ไขคำÿะกดผิด และการเพิ่มเติมกิจกรรมใĀ้มีคüามน่าÿนใจมากยิ่งขึ้น 4.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเüý ÿำĀรับนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ผ่าน การประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยüชาญแล้ü ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัüอย่าง โดยผู้üิจัยใช้ นักเรียนกลุ่มทดÿอบเครื่องมือที่มีลักþณะเดียüกับกลุ่มที่ýึกþา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์-คณิตýาÿตร์คละคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปี การýึกþา 2565 จำนüน 1 Ā้องเรียน ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/2 มีจำนüนนักเรียน 29 คน โรงเรียนÿาก


112 เĀล็กüิทยา โดยผู้üิจัยเป็นผู้ดำเนินการÿอนด้üยตนเอง เพื่อตรüจÿอบคüามเป็นไปได้ คüามถูกต้อง คüามเĀมาะÿม คüามชัดเจน เüลา และคüามเป็นไปได้ของการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ และบันทึกปัญĀาข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่พบแล้üนำมาแก้ไขและปรับปรุงก่อนนำไปใช้จริง 4.1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มทดÿอบเครื่องมือแล้üมา ปรับปรุงแก้ไขและจัดพิมพ์เป็นฉบับÿมบูรณ์ เพื่อนำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มตัüอย่างที่ใช้ในการýึกþา ครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์-คณิตýาÿตร์คละ คüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 จำนüน 1 Ā้องเรียน ชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/1 มีจำนüนนักเรียน 30 คน ระĀü่างüันที่ 9 มกราคม - 3 กุมภาพันธ์ 2566 โรงเรียน ÿากเĀล็กüิทยา ÿังกัดÿำนักงานเขตพื้นที่การýึกþามัธยมýึกþา พิจิตร ดังภาพที่ 3-3 ภาพที่ 3- 3 ขั้นตอนการÿร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับ เทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) เรื่อง ระบบนิเüý แผนการจดัการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้7ข้ นั (7Es Inquiry) ร่วมกับเทคนิค แผนผังความคิด (Mind Mapping)


113 4.2 แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบนิเüý ÿำĀรับนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/1 เป็นข้อÿอบปรนัยแบบเลือกตอบ 5 ตัüเลือก จำนüน 20 ข้อ การÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 เรื่อง ระบบนิเüý เป็น แบบทดÿอบชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ มีเกณฑ์การใĀ้คะแนน 0 - 1 จำนüน 20 ข้อ ซึ่งผู้üิจัย ดำเนินการÿร้างขึ้นเองและได้ดำเนินการดังนี้ 4.2.1 ýึกþาแนüคิด ทฤþฎีองค์คüามรู้ที่เกี่ยüข้องกับคüามÿามารถในการคิดüิเคราะĀ์เพื่อเป็น แนüทางในการÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยยึดทักþะการเรียนรู้ตามทฤþฎี ของบลูม Bloom’s Taxonomy 4.2.2 ýึกþาแบบเรียน คู่มือการจดัการเรียนรู้ คู่มือครูüิชาชีüüิทยา ตามĀลักÿูตรแกนกลาง การýึกþาขั้นพื้นฐาน พุทธýักราช 2551 คู่มือüัดผลและประเมินผล และคู่มือüิธีการÿร้างแบบทดÿอบ üัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา ชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6 จากเอกÿารและงานüิจัยที่เกี่ยüข้อง 4.2.3 üิเคราะĀ์เนื้อĀา มาตรฐานการเรียนรู้ ตัüชี้üัดและจุดประÿงค์การเรียนรู้ในแผนการ จัดการเรียนรู้รายüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 เพื่อนำไปใช้üิเคราะĀ์ข้อÿอบ ซึ่งแบ่งพฤติกรรมด้านต่าง ๆ 6 ด้าน คือ ด้านคüามรู้คüามจำ คüามเข้าใจ การนำไปใช้ การüิเคราะĀ์ การÿังเคราะĀ์และการประเมินค่า 4.2.4 ÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้üิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple choices) 5 ตัüเลือก จำนüน 40 ข้อ ต้องการ ใช้จริงจำนüน 20 ข้อ โดยÿร้างใĀ้ÿอดคล้องกับจุดประÿงค์การเรียนรู้และครอบคลุมÿาระการเรียนรู้ 4.2.5 นำแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้üิชาชีüüิทยา ที่ÿร้างขึ้นเÿนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกþา เพื่อตรüจÿอบคüามเĀมาะÿมและพิจารณาค่าคüามÿอดคล้องของข้อÿอบกับÿาระการเรียนรู้ จุดประÿงค์การเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ต้องการüัดของข้อคำถามในแต่ละข้อ รüมทั้งคüามเĀมาะÿม ของภาþาที่ใช้ แล้üจึงนำข้อเÿนอแนะไปปรับปรุงแก้ไข 4.2.6 นำแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้üิชาชีüüิทยาที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ü (ภาคผนüก ค) เÿนอต่อผู้เชี่ยüชาญ 3 ท่าน (ชุดเดิม) ประกอบด้üยผู้เชี่ยüชาญด้านชีüüิทยา ด้านการ ÿอนüิทยาýาÿตร์แบบการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิค แผนผังคüามคิด (Mind Mapping) และด้านการüัดประเมินผล โดยประเมินค่าคüามเĀมาะÿมและ คüามÿอดคล้อง (IOC) ของแบบทดÿอบแต่ละข้อกับมาตรฐานการเรียนรู้/ตัüชี้üัด ÿาระการเรียนรู้ จุดประÿงค์การเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ต้องการüัด โดยใช้แบบประเมินที่ผู้üิจัยÿร้างขึ้น ซึ่งมีเกณฑ์การ ใĀ้คะแนนดังนี้


114 กำĀนดคะแนนของผู้เชี่ยüชาญเป็น +1 Āรือ 0 Āรือ -1 ดังนี้ ใĀ้คะแนน +1 Āมายถึง แน่ใจü่าข้อÿอบüัดตรงตามจุดประÿงค์/เนื้อĀานั้นที่ระบุไü้จริง ใĀ้คะแนน 0 Āมายถึง ไม่แน่ใจü่าข้อÿอบüัดตรงตามจุดประÿงค์/เนื้อĀานั้นที่ระบุไü้ ใĀ้คะแนน -1 Āมายถึง แน่ใจü่าข้อÿอบüัดไม่ตรงตามจุดประÿงค์/เนื้อĀานั้นที่ระบุ การแปลคüามĀมายค่าเฉลี่ยคะแนนนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การแปลคüามĀมาย ดังนี้ 1. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.50-1.00 มีค่าคüามเที่ยงตรง ใช้ได้ 2. ข้อคำถามที่มีค่า IOC ต่ำกü่า 0.50 ต้องปรับปรุง ยังใช้ไม่ได้ 4.2.7 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยüชาญมาüิเคราะĀ์Āาค่าเฉลี่ย แล้üพิจารณาเลือก แบบทดÿอบที่มีค่าดัชนีคüามÿอดคล้อง(IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป โดยแบบทดÿอบที่ผู้üิจัยÿร้างขึ้น มีค่า ดัชนีคüามÿอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ซึ่งถือü่า เป็นแบบทดÿอบที่มีคüามÿอดคล้อง จำนüน 36 ข้อ 4.2.8 นำแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยüชาญ มาพิมพ์ เป็นแบบทดÿอบแล้üĀาประÿิทธิภาพโดยนำไปทดลองÿอบใช้(try out) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่ม ตัüอย่าง โดยผู้üิจัยใช้นักเรียนกลุ่มทดÿอบเครื่องมือที่มีลักþณะเดียüกับกลุ่มที่ýึกþา คือ ระดับชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/2 มีจำนüนนักเรียน 29 คน แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์-คณิตýาÿตร์คละ คüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 ที่ได้เรียนเรื่อง ระบบนิเüý มาแล้ü 4.2.9 นำแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน มาตรüจÿอบใĀ้คะแนนโดยใĀ้คะแนน ÿำĀรับข้อที่ตอบถูก 1 คะแนน และใĀ้ 0 คะแนน ÿำĀรับข้อที่ตอบผิดĀรือไม่ตอบĀรือตอบเกิน 1 คำตอบในข้อเดียüกันแล้üüิเคราะĀ์เพื่อĀาคุณภาพของข้อÿอบ แล้üนำมาüิเคราะĀ์คะแนนรายข้อเพื่อ Āาค่าคüามยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) แล้üคัดเลือกแบบทดÿอบที่มีค่าคüามยากง่าย (P) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00 พบü่าแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ ทางการเรียน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำĀนด (ภาคผนüก ค) มีจำนüน 29 ข้อ ที่ค่าคüามเชื่อมั่นจากÿูตรKuder Richardson 20 Āรือ KR-20 มีค่าเท่ากับ 0.63 4.2.10 ดำเนินการคัดเลือกข้อÿอบจำนüน 20 ข้อ (ภาคผนüก ข) ได้ข้อÿอบที่มีค่าคüามยาก ง่าย (p) อยู่ระĀü่าง 0.345 - 0.759 และมีค่าอำนาจจำแนก (r) อยู่ระĀü่าง 0.286 - 0.857 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ที่กำĀนด คือมีมีค่าคüามยากง่าย (P) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 ถึง 1.00 โดยในการคัดเลือกจะต้องคำนึงถึงคüามครอบคลุมจุดมุ่งĀมายการเรียนและโครงÿร้าง


115 ข้อÿอบที่กำĀนด ÿำĀรับจัดทำแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับจริง เพื่อนำแบบทดÿอบที่ ผ่านการเĀ็นชอบไปใช้กับกลุ่มที่จะýึกþา 4.2.11 นำแบบทดÿอบที่คัดเลือกไü้มาüิเคราะĀ์Āาค่าคüามเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบทดÿอบ (ภาคผนüก ค) โดยใช้ÿูตร KR-20 (Kuder and Richardson, 1937) ซึ่งได้ค่าคüามเชื่อมั่น ทั้งฉบับ ของแบบทดÿอบเท่ากับ 0.78 4.2.12 จัดพิมพ์แบบทดÿอบüัดüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ข้อÿอบ จำนüน 20 ข้อ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการüิจัยต่อไป ดังภาพที่ 3-4 ภาพที่ 3- 4 ขั้นตอนการÿร้างแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน


116 4.3 แบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา ลักþณะมาตราÿ่üนประเมินค่าตาม แนüคิดของลิเคิร์ต (Likert scale) จำนüน 10 ข้อ 4.3.1 ýึกþาเอกÿารและงานüิจัยที่เกี่ยüข้องกับการÿร้างแบบÿอบถามüัดเจตคติ 4.3.2 ÿร้างตารางüิเคราะĀ์เนื้อĀาองค์ประกอบของเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาและน้ำĀนักในแบบ üัดโดยมีเนื้อĀาครอบคลุมองค์ประกอบของเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา ดังนี้ 1) คüามคิดเĀ็นโดยทั่ü ๆ ไปต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา 2) การเĀ็นคüามÿำคัญของการเรียนüิชาชีüüิทยา 3) คüามÿนใจต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา 4) คüามนิยมชมชอบต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา 5) การแÿดงออกĀรือการมีÿ่üนร่üมต่อกิจกรรมในการเรียนüิชาชีüüิทยา üิเคราะĀ์เนื้อĀาองค์ประกอบของเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาและน้ำĀนักในการÿร้างแบบÿอบถามüัดเจต คติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา 4.3.3 ÿร้างแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยาตามüิธีการüัดของลิเคิร์ต (Likert) ประกอบด้üยข้อคำถามเชิงนิมาน (Positive) และข้อคำถามเชิงนิเÿธ(Negative) จำนüน 20 ข้อ การ ใĀ้คะแนนแต่ละข้อมีเกณฑ์ใĀ้คะแนนโดยกำĀนด ดังนี้ ข้อคำถามเชิงนิมาน (Positive) 5 คะแนน เมื่อตอบü่า เĀ็นด้üยอย่างยิ่ง 4 คะแนน เมื่อตอบü่า เĀ็นด้üย 3 คะแนน เมื่อตอบü่า ไม่แน่ใจ 2 คะแนน เมื่อตอบü่า ไม่เĀ็นด้üย 1 คะแนน เมื่อตอบü่า ไม่เĀ็นด้üยอย่างยิ่ง ข้อคำถามเชิงนิเÿธ(Negative) 5 คะแนน เมื่อตอบü่า ไม่เĀ็นด้üยอย่างยิ่ง 4 คะแนน เมื่อตอบü่า ไม่เĀ็นด้üย 3 คะแนน เมื่อตอบü่า ไม่แน่ใจ 2 คะแนน เมื่อตอบü่า เĀ็นด้üย 1 คะแนน เมื่อตอบü่า เĀ็นด้üยอย่างยิ่ง


117 เกณฑ์ในการแปลคüามĀมายค่าน้ำĀนักคะแนนเฉลี่ยโดยรüมของเจตคติ มีดังนี้ ค่าเฉลี่ย การแปลคüามĀมาย 4.51-5.00 เจตคติที่ดีอย่างยิ่ง 3.51-4.50 เจตคติที่ดี 2.51-3.50 เจตคติเป็นกลาง 1.51-2.50 เจตคติที่ไม่ดี 1.00-1.50 เจตคติไม่ดีอย่างยิ่ง 4.3.4 นำแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยาเÿนอใĀ้อาจารย์ที่ปรึกþาตรüจÿอบ คüามถูกต้องและใĀ้ข้อเÿนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข 4.3.5 นำแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยาที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเÿนอแนะ แล้ü(ภาคผนüก ข) ไปใĀ้ผู้เชี่ยüชาญชุดเดิมจำนüน 3 ท่าน ประกอบด้üยผู้เชี่ยüชาญด้านชีüüิทยา ด้าน การÿอนüิทยาýาÿตร์แบบการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับ เทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) และด้านการüัดประเมินผล ทำการตรüจคüามตรงตาม เนื้อĀาเป็นรายข้อ แล้üนำผลการตรüจของผู้เชี่ยüชาญมาĀาค่าดัชนีคüามÿอดคล้อง (IOC) โดยใช้ เกณฑ์การพิจารณาแบบüัดเจตคติที่มีค่า ระĀü่าง 0.50 – 1.00 (ÿมโภชน์ อเนกÿุข, 2554, Āน้า 119) ซึ่งถือü่าเป็นแบบทดÿอบที่มีคüามÿอดคล้อง แต่Āากมีค่าตํ่ากü่าผู้üิจัยจะดำเนินการปรับปรุงตาม ข้อเÿนอแนะของผู้เชี่ยüชาญเพื่อใĀ้ได้เครื่องมือที่มีคุณภาพ (ภาคผนüก ข) โดยแบบüัดเจตคติต่อüิชา ชีüüิทยาในการüิจัยนี้ที่ผ่านเกณฑ์จำนüน 17 ข้อ 4.3.6 ปรับปรุงแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา ตามข้อเÿนอแนะของ ผู้เชี่ยüชาญดังนี้แก้ไขคüามเĀมาะÿมของภาþาที่ใช้ ใĀ้มีคüามÿละÿลüย นุ่มนüล น่าอ่าน เข้าใจง่าย การÿะกดคำ ผิด 4.3.7 นำแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้üไปทดลองใช้ กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัüอย่าง โดยผู้üิจัยใช้นักเรียนกลุ่มทดÿอบเครื่องมือที่มีลักþณะเดียüกับกลุ่มที่ ýึกþา คือ ระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/2 มีจำนüนนักเรียน 29 คน แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์- คณิตýาÿตร์คละคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 ที่ได้เรียน เรื่อง ระบบนิเüý แล้üนำผลมาüิเคราะĀ์เพื่อĀาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อโดยการใช้โปรแกรม SPSS ซึ่งค่าอำนาจจําแนกคือÿดมภ์ Corrected Item-Total Correlation เป็นค่าÿĀÿัมพันธ์ของ คะแนนข้อคําถามนั้นกับคะแนนรüมของข้อÿอบทั้งĀมดที่ไม่รüมข้อนั้น เมื่อüิเคราะĀ์เÿร็จÿิ้นแล้ü ทำ


118 การคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 - 1.00 ผลการüิเคราะĀ์พบü่าแบบüัดเจตคติต่อ üิชาชีüüิทยาที่ผ่านเกณฑ์ตามที่ผู้üิจัยกำĀนด มีจำนüน 17 ข้อ 4.3.8 คัดเลือกข้อÿอบจำนüน 10 ข้อ ที่มีค่าอำนาจจำแนกตามเกณฑ์ที่กำĀนดแล้üนำมา üิเคราะĀ์Āาคüามเชื่อมั่น ของแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยาทั้งฉบับ โดยการĀาค่า ÿัมประÿิทธิ์แอลฟา (α-Coefficient) โดยใช้ÿูตรของครอนบาค ((Cronbach, 1970)) ยอมรับค่า ÿัมประÿิทธิ์คüามเชื่อมันตั้งแต่ 0.80 ü่ามีคüามเชื่อมั่นÿูง ซึ่งแบบüัดเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาในการüิจัยนี้ มีค่าคüามเชื่อมันเท่ากับ 0.921 4.3.9 จัดพิมพ์แบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý จำนüน 15 ข้อ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการýึกþาüิจัยต่อไป 5. üิธีดำเนินการทดลองและเก็บรüบรüมข้อมูล การüิจัยครั้งนี้เป็นการüิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental research) โดยจัด กิจกรรมการเรียนรู้ üิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ผู้üิจัยได้ดำเนินการเก็บรüบรüมข้อมูลกับนักเรียน ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 โรงเรียนÿากเĀล็กüิทยา ÿำนักงานเขตพื้นที่การýึกþามัธยมýึกþา พิจิตร ภาค เรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 จำนüน 30 คน โดยใช้เüลาเรียนเüลาปกติตามขั้นตอน ดังนี้ 5.1 ครูแนะนำขั้นตอนการทำกิจกรรมการเรียนและบทบาทของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) 5.2 ทดÿอบก่อนเรียน (pre-test) กับนักเรียนกลุ่มที่ýึกþา โดยใช้แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้ เรื่องระบบนิเüý เป็นแบบทดÿอบชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ 5 ตัüเลือก จำนüน 20 ข้อ 5.3 ดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิค แผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ที่ÿร้างไü้ ในรายüิชาชีüüิทยา 6 รĀัÿüิชา ü30246 เรื่อง ระบบ นิเüý จำนüน 4 แผน 12 ชั่üโมง ÿัปดาĀ์ละ 3 ชั่üโมง โดยผู้üิจัยเป็นผู้ดำเนินการÿอนด้üยตนเอง และ เก็บรüบรüมข้อมูลในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ 5.4 เมื่อÿิ้นÿุดการจัดการเรียนรู้ตามที่กำĀนดแล้üจึงทดÿอบĀลังเรียน (post-test) โดยใช้ แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ระบบนิเüý ฉบับเดียüกับที่ใช้ทดÿอบก่อนเรียน เป็น แบบทดÿอบชนิดปรนัยแบบเลือกตอบ 5 ตัüเลือก จำนüน 20 ข้อ และแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อüิชา ชีüüิทยา จำนüน 10 ข้อ ที่ผ่านการตรüจÿอบคุณภาพปรับปรุงและแก้ไขแล้ü


119 5.5 นำผลคะแนนที่ได้จากการตรüจแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ระบบ นิเüý üิชาชีüüิทยา 6 รĀัÿüิชา ü30246 และคะแนนที่ได้จากแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา มาüิเคราะĀ์โดยüิธีการทางÿถิติด้üยโปรแกรมÿำเร็จรูปเพื่อทดÿอบÿมมติฐานต่อไป 6. การüิเคราะĀ์ข้อมูล ผู้üิจัยนำข้อมูลที่เก็บรüบรüมได้จากเครื่องมือที่ใช้ในการüิเคราะĀ์ทางÿถิติ โดยดำเนินการ üิเคราะĀ์ข้อมูล ดังนี้ 6.1 üิเคราะĀ์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยาก่อนเรียนและĀลัง เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping)โดยใช้การทดÿอบค่าที (t-test) แบบ Paired sample test ที่ระดับนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 1) 6.2 üิเคราะĀ์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยาของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับ เทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม โดยใช้การทดÿอบค่า ที (t-test) แบบ One-sample test ระดับนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 2) 6.3 üิเคราะĀ์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิค แผนผังคüามคิด (Mind Mapping) เทียบกับเกณฑ์คุณภาพระดับดี โดยใช้การทดÿอบค่าที (t-test) แบบ One-sample test ที่ระดับนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 3) 7. ÿถิติที่ใช้ในการüิเคราะĀ์ข้อมูล 7.1 ÿถิติพื้นฐาน 7.1.1 ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ใช้ÿูตรของการ์เรตต์ (Garett,1966) X̅ = ∑ เมื่อ X̅แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน ∑ X แทน ผลรüมของคะแนนทั้งĀมด แทน จำนüนนักเรียนในกลุ่มตัüอย่างทั้งĀมด


120 7.1.2 ÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : SD) ใช้ÿูตรเฟอร์กูÿัน (Ferguson,1981) = √ ∑ 2 − (∑ )2 ( − 1) เมื่อ SD แทน ÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ 2 แทน ผลรüมของคะแนนแต่ละตัüยกกําลังÿอง (∑ )2 แทน ผลรüมของคะแนนทั้งĀมดยกกำลังÿอง แทน จำนüนนักเรียนในกลุ่มตัüอย่างทั้งĀมด 7.1.3 ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้ÿูตร อิลิบÿันและคณะ (Elifson and Others,1990) = × 100 เมื่อ แทน ร ้ อ ย ล ะ Ā ร ื อ เ ป อ ร ์ เ ซ ็ น ต์ แทน คüามถี่Āรือจำนüนข้อมูลที่ต้องการĀาร้อยละ แทน จำนüนคüามถี่Āรือข้อมูลทั้งĀมด 7.2 ÿถิติที่ใช้ในการĀาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย 7.2.1 ÿถิติที่ใช้üิเคราะĀ์แผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) จำนüน 4 แผน รüม 12 ชั่üโมง 7.2.1.1 Āาค่าคüามเที่ยงตรงตามเนื้อĀา (Content Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้üยüิธีการ üิเคราะĀ์ของ Rovinelli and Hambleton โดยใช้โดยใช้ดัชนีคüามÿอดคล้อง(IOC) ระĀü่าง องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้กับจุดประÿงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้ÿูตร IOC (Index of Item Objective Congruence) (ÿมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551,Āน้า 95) IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีคüามÿอดคล้องระĀü่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ กับจุดประÿงค์เชิงพฤติกรรม


121 ∑ แทน ผลรüมคะแนนคüามคิดเĀ็นของผู้เชี่ยüชาญทั้งĀมด แทน จำนüนผู้เชี่ยüชาญทั้งĀมด การแปลคüามĀมายค่า IOC : ค่าดัชนีคüามÿอดคล้องที่ยอมรับได้ต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 7.2.2 ÿถิติที่ใช้üิเคราะĀ์แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบ นิเüý ÿำĀรับนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 เป็นข้อÿอบปรนัยแบบเลือกตอบ 5 ตัüเลือก จำนüน 20 ข้อ 7.2.2.1 Āาค่าคüามเที่ยงตรงตามเนื้อĀา (Content Validity) ของแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการ เรียน ด้üยüิธีการüิเคราะĀ์ของ Rovinelli and Hambleton โดยใช้ค่าดัชนีคüามÿอดคล้อง(IOC) ระĀü่างข้อÿอบกับจุดประÿงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้ÿูตร IOC (Index of Item Objective Congruence) (ÿมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551,Āน้า 95) IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีคüามÿอดคล้องระĀü่างข้อÿอบกับจุดประÿงค์เชิง พฤติกรรม ∑ แทน ผลรüมคะแนนคüามคิดเĀ็นของผู้เชี่ยüชาญทั้งĀมด แทน จำนüนผู้เชี่ยüชาญทั้งĀมด การแปลคüามĀมายค่า IOC : ค่าดัชนีคüามÿอดคล้องที่ยอมรับได้ต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 7.2.2.2 Āาค่าคüามยากง่าย (Difficulty: p) และค่าอำนาจจําแนก (Discrimination: D or r) ของ แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน (ÿมบัติ ท้ายเรือคำ,2551, Āน้า 100 -101) 1) ค่าคüามยากง่าย (Difficulty: p) ของแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน = เมื่อ แทน ค่าคüามยากง่าย แทน จำนüนนักเรียนที่ตอบข้อนั้นถูก แทน จำนüนนักเรียนที่ทำข้อÿอบทั้งĀมด


122 การแปลคüามĀมายค่า p : แบ่งได้เป็น 5 ช่üง ดังนี้ ค่า p ระดับคüามยาก คüามĀมายเทียบÿอบจาก ผู้ÿอบ 100 คน การพิจารณา 0 - .19 ยากมาก มีผู้ตอบถูกไม่ถึง 20 คน คüรปรับปรุงĀรือตัดทิ้ง .20 - .39 ค่อนข้างยาก มีผู้ตอบถูก 20 - 39 พอใช้ได้ .40 - .60 ยากง่ายปานกลาง มีผู้ตอบถูก 40 - 60 ใช้ได้ .61 - .80 ค่อนข้างง่าย มีผู้ตอบถูก 61 - 80 พอใช้ได้ .81 - 1.00 ง่ายมาก มีผู้ตอบถูก 81 - 100 คüรปรับปรุงĀรือตัดทิ้ง *ค่าคüามยากง่าย ( p ) ของข้อÿอบที่คüรนำมาใช้คüรมค่าระĀü่าง .20 - .80 2) ค่าอำนาจจําแนก (Discrimination: D or r) ของแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน จากÿูตร =− 2⁄ เมื่อ แทน ค่าอำนาจจำแนก แทน จำนüนผู้ตอบในกลุ่มÿูง (เก่ง) ที่ตอบข้อนั้นถูก แทน จำนüนผู้ตอบในกลุ่มต่ำ (อ่อน) ที่ตอบข้อนั้นถูก แทน จำนüนคนในกลุ่มเก่งĀรือกลุ่มอ่อนซึ่งเท่ากัน การแปลคüามĀมาย : ค่าอำนาจจำแนกที่คำนüณได้ แทนด้üยค่า r ซึ่งมีค่าอยู่ระĀü่าง -1.00 ถึง +1.00 ค่า r อำนาจจำแนก คüามĀมาย คุณภาพ คนเก่ง คนอ่อน เป็น บüก ( + ) จำแนกได้ ตอบถูก ตอบผิด เป็นข้อÿอบที่ดี นำไปใช้ได้ เป็น ลบ ( - ) จำแนกกลับ ตอบผิด ตอบถูก ไม่คüรนำไปใช้ เป็นýูนย์ ( 0 ) Āรือใกล้ýูนย์ ไม่มีอำนาจ จำแนก ถูกĀรือผิด ถูกĀรือผิด คüรปรับปรุงก่อน นำไปใช้


123 การพิจารณาค่า r การแปลคüามĀมายค่า r : ใĀ้เป็นปรนัยยิ่งขึ้น แบ่งได้เป็น 3 ช่üง ดังนี้ ค่า r คüามĀมาย .20 ถึง 1.00 จำแนกได้ -.19 ถึง +.19 จำแนกไม่ได้ -.20 ถึง -1.00 จำแนกกลับ *ข้อÿอบที่ดี คüรมีค่าอำนาจจําแนก( r ) ตั้งแต่ +.20 ถึง +1.00 7.2.2.3 ค่าคüามเชื่อมั่นของแบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ÿูตร KR-20 ของคูเดอร์ –ริ ชาร์ดÿัน (Kuder - Richardson) คำนüณได้จากÿูตร (ลัดดาüัลย์ เพชรไพโรจน์ และอัจฉรา ชำนิ ประýาÿน์, 2545, Āน้า 148-149) −20 = −1 {1 − ∑ 2 } เมื่อ −20 แทน ค่าคüามเชื่อมั่นของแบบทดÿอบ แทน จำนüนข้อÿอบ 2 แทน คะแนนคüามแปรปรüนของแบบทดÿอบทั้งฉบับ แทน ÿัดÿ่üนของผู้ตอบถูกในแต่ละขอ แทน ÿัดÿ่üนของผู้ตอบผิดในข้อĀนึ่ง ๆ Āรือ 1 – p 7.2.3 แบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา ลักþณะมาตราÿ่üนประเมินค่า ตามแนüคิดของลิเคิร์ต (Likert scale) จำนüน 10 ข้อ 7.2.3.1 Āาค่าคüามเที่ยงตรงตามเนื้อĀา (Content Validity) ของแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียน üิชาชีüüิทยา ด้üยüิธีการüิเคราะĀ์ของ Rovinelli and Hambleton โดยใช้ค่าดัชนีคüามÿอดคล้อง (IOC) ระĀü่างข้อÿอบกับจุดประÿงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้ÿูตร IOC (Index of Item Objective Congruence) (ÿมบัติ ท้ายเรือคำ, 2551,Āน้า 95) IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีคüามÿอดคล้องระĀü่างข้อÿอบกับจุดประÿงค์เชิง พฤติกรรม


124 ∑ แทน ผลรüมคะแนนคüามคิดเĀ็นของผู้เชี่ยüชาญทั้งĀมด แทน จำนüนผู้เชี่ยüชาญทั้งĀมด การแปลคüามĀมายค่า IOC : ค่าดัชนีคüามÿอดคล้องที่ยอมรับได้ต้องมีค่าตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 7.2.3.2 Āาค่าอำนาจจําแนก (R) ของแบบÿอบถามรายข้อ แบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชา ชีüüิทยา โดยใช้โปรแกรม SPSS โดยกำĀนดการแปลค่าดังนี้ การแปลคüามĀมายค่า r : แบ่งได้เป็น 5 ช่üง ดังนี้ ค่า r การพิจารณา 0.00 – 0.09 คüรปรับปรุงĀรือตัดทิ้ง 0.10 – 0.19 คüรปรับปรุง 0.20 – 0.39 พอใช้ได้ 0.40 – 0.59 ดี 0.60 – 1.00 ดีมาก 7.2.3.3 Āาค่าคüามเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดÿอบüัดเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา โดยใช้ÿูตร ÿัมประÿิทธิ์แอลฟาĀรือ Alpha Coefficient (α - Coefficient) จากÿูตรของ Cronbach (Cronbach,1990) α = − 1 {1 − ∑ 2 2 } เมื่อ α แทน ค่าÿัมประÿิทธิ์แอลฟา (α -Coefficient) แทน จำนüนข้อของเครื่องมือüัด 2 แทน คüามแปรปรüนของคะแนนแต่ละข้อ 2 แทน คüามแปรปรüนของคะแนนรüมทุกข้อ 7.3 ÿถิติที่ใช้ในการüิเคราะĀ์ÿมมติฐาน 7.3.1 ทดÿอบค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบÿอบถามüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ที่กำĀนด ü่า Āลังเรียนÿูงกü่าก่อนเรียนĀรือไม่ โดยใช้ÿถิติ t-test แบบ Paired sample test เพื่อทดÿอบ ÿมมติฐาน (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 1)


125 = ∑ √ ∑ 2−(∑ )2 (−1) และ = − 1 เมื่อ แทน ค่าÿถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าüิกฤตเพื่อทราบคüามมีนัยÿำคัญ แทน คüามแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ ∑ แทน ผลรüมของคüามแตกต่างระĀü่างคะแนนการÿอบก่อน-Āลังเรียน ∑ 2 แทน ผลรüมยกกำลังÿองของคüามแตกต่างระĀü่างคะแนนการÿอบก่อน Āลังเรียน แทน จำนüนกลุ่มตัüอย่างĀรือจำนüนคู่คะแนน 7.3.2 ทดÿอบค่าเฉลี่ยของคะแนนüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้üิชาชีüüิทยา กับเกณฑ์ที่ กำĀนด โดยใช้ÿูตร t-test แบบ One-sample test เพื่อทดÿอบÿมมติฐาน(ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 2) =̅− ⁄√ และ = − 1 เมื่อ แทน ค่าÿถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าüิกฤตเพื่อทราบคüามมีนัยÿำคัญ แทน ขนาดของกลุ่มตัüอย่าง ̅แทน ค่าเฉลี่ยที่Āาได้จากกลุ่มตัüอย่าง แทน แทนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร Āรือ เกณฑ์ที่ตั้งขึ้น แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัüอย่าง 7.3.3 ทดÿอบค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบÿอบถามüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา กับเกณฑ์ที่กำĀนด โดยใช้ÿูตร t-test แบบ One-sample test เพื่อทดÿอบÿมมติฐาน (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 3) =̅− ⁄√ และ = − 1 เมื่อ แทน ค่าÿถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าüิกฤตเพื่อทราบคüามมีนัยÿำคัญ แทน ขนาดของกลุ่มตัüอย่าง ̅แทน ค่าเฉลี่ยที่Āาได้จากกลุ่มตัüอย่าง แทน แทนค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากร Āรือ เกณฑ์ที่ตั้งขึ้น แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัüอย่าง


126 7.3.4 ค่าคüามก้าüĀน้าทางการเรียน (normalized gain) (Hake, 1998) 〈〉 =1 − 2 100 − 1 เมื่อ 〈〉 แทน ค่าคüามก้าüĀน้า 1 แทน ค่าร้อยละของคะแนนÿอบก่อนเรียน 2 แทน ค่าร้อยละของคะแนนÿอบĀลังเรียน การแปลคüามĀมายค่า 〈〉 : แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ค่า 〈〉 คุณภาพ 〈〉 ≥ 0.8 “high gain” 0.7 ≤ 〈〉 ≥ 0.3 “medium gain” 0.0 ≤ 〈〉 > 0.3 “low gain”


127 บทที่ 4 ผลการüิเคราะĀ์ข้อมูล การüิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อการýึกþาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อ การเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ซึ่ง ผู้üิจัยได้เก็บรüบรüมข้อมูลโดยใช้แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบ นิเüý และแบบüัดเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา โดยผู้üิจัยÿร้างขึ้นเอง ทำการเก็บรüบรüมและüิเคราะĀ์ ข้อมูลทั้งก่อนและĀลังเรียน แล้üนําข้อมูลที่ได้มาüิเคราะĀ์ทางÿถิติ โดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าคüามเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดÿอบค่าที (t-test) แบบ Paired sample test และ One-sample test โดย ผู้üิจัยได้กำĀนดÿัญลักþณ์และอักþรย่อดังนี้ ÿัญลักþณ์ที่ใช้ในการüิเคราะĀ์ข้อมูล ผลการüิเคราะĀ์ข้อมูลในการüิจัยครั้งนี้ผู้üิจัยได้กำĀนดÿัญลักþณ์และอักþรย่อที่ใช้ใน การ üิเคราะĀ์ข้อมูล เพื่อÿื่อคüามĀมายในการนําเÿนอผลการüิจัยใĀ้เข้าใจตรงกนดังนี้ X̅แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน แทน จำนüนนักเรียนในกลุ่มตัüอย่าง SD แทน ÿ่üนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ค่าÿถิติในการแจกแจงค่าที แทน ค่าคüามน่าจะเป็นของนัยÿำคัญทางÿถิติ แทน ชั้นแĀ่งคüามเป็นอิÿระ (Degrees of Freedom) * แทน คüามมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05


128 การเÿนอผลการüิเคราะĀ์ข้อมูล การนำเÿนอผลการüิเคราะĀ์ข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ ผู้üิจัยจะนำเÿนอตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1. ผลการüิเคราะĀ์คะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ระĀü่างก่อนและĀลัง การจัดการ เรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ของกลุ่มทดลอง 2. ผลการüิเคราะĀ์คะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียน ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý Āลังการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀา คüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ผลÿัมฤทธิ์ทางการ เรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม 3.ผลการüิเคราะĀ์คะแนนเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ที่มีต่อรายüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý Āลังจาก ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) อยู่ในระดับดีขึ้นไป ผลการüิเคราะĀ์ข้อมูล 1. ผลการüิเคราะĀ์คะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน üิชา ชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ก่อนเรียนและĀลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ที่ได้รับการ จัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping)โดยใช้การทดÿอบค่าที (t-test) แบบ Paired sample test ที่ระดับนัยÿำคัญทาง ÿถิติที่ระดับ 0.05 (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 1) ได้ผลดังตารางที่ 4-1 ตารางที่4-1 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลÿัมฤทธิ์ก่อนเรียนและĀลังเรียน ของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) กลุ่มทดลอง ̅ < > ก่อนเรียน 30 7.1000 2.79593 0.766193458 29 26.085∗ .000 Āลังเรียน 30 16.8000 1.95466 * < .05


129 จากตารางที่ 4-1 พบü่าค่าÿถิติทดÿอบทีมีค่า เท่ากับ 26.085 ที่ระดับนัยÿําคัญ .05 และจาก ค่า (Sig. (2-tailed)) ค่าคüามน่าจะเป็นของนัยÿำคัญทางÿถิติที่มีค่า Sig < .05 แปลü่าแตกต่างกัน อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติแÿดงü่าผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý Āลังการ จัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 มีผลÿัมฤทธิ์ÿูงกü่าก่อนเรียนอย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4-1 พบü่าจากค่าเฉลี่ยคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบ นิเüý ก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 7.10 และĀลังเรียนมีค่าเท่ากับ 16.80 แÿดงü่าผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน üิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ĀลังการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 มี ผลÿัมฤทธิ์ÿูงกü่าก่อนเรียน อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4-1 พบü่าจาก คüามก้าüĀน้าเฉลี่ยของคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชา ชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý มีค่าเท่ากับ 0.766 แÿดงü่า แÿดงü่าผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ĀลังการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับ เทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 มีผลÿัมฤทธิ์พัฒนาขึ้น อยู่ในระดับ medium gain Āรือ พัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับกลาง อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 ÿรุปได้ü่านักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ÿูงกü่าก่อนเรียน ซึ่งเป็นไป ตามÿมมติฐานข้อที่ 1 ที่üางไü้ 2. ผลการüิเคราะĀ์คะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน üิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบ เÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) กับเกณฑ์ร้อย ละ 75 ของคะแนนเต็มโดยใช้การทดÿอบค่าที (t-test) แบบ One-sample test ระดับนัยÿำคัญทาง ÿถิติที่ระดับ 0.05 (ทดÿอบÿมมติฐานข้อที่ 2) ได้ผลดังตารางที่ 4-2


130 ตารางที่4-2 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลÿัมฤทธิ์Āลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิค แผนผังคüามคิด (Mind Mapping) กับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม ( 15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน) ก ลุ่ ม ทดลอง เกณฑ์ ̅ Āลังเรียน 20 15 16.8000 1.95466 29 47.076∗ .000 * < .05 จากตารางที่ 4-2 พบü่าค่าÿถิติทดÿอบทีมีค่า เท่ากับ 47.076 ที่ระดับนัยÿําคัญ .05 แÿดงü่า ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลัง ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีผลÿัมฤทธิ์ÿูงกü่าเกณฑ์ที่กำĀนด อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4-2 พบü่าจากค่าเฉลี่ยคะแนนผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบ นิเüý Āลังเรียนมีค่าเท่ากับ 16.80 แÿดงü่าผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของ ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีผลÿัมฤทธิ์ÿูงกü่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของ คะแนนเต็ม (15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน) อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 ÿรุปได้ü่านักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ในรายüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนÿูงกü่าเกณฑ์ที่กำĀนด ซึ่ง เป็นไปตามÿมมติฐานข้อที่ 2 ที่üางไü้ 3. ผลการüิเคราะĀ์คะแนนเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀา คüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) กับเกณฑ์ระดับดี โดย ใช้การทดÿอบค่าที (t-test) แบบ One-sample test ที่ระดับนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ 0.05 (ทดÿอบ ÿมมติฐานข้อที่ 3)


131 ตารางที่4-3 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀา คüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) เทียบกับ เกณฑ์คุณภาพระดับดี ( คะแนน 35-45 จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน ) กลุ่มทดลอง เกณฑ์ ̅ . Āลังเรียน 30 35-45 39.3333 5.36485 29 40.157∗ .000 * < .05 จากตารางที่ 4-3 พบü่าค่าÿถิติทดÿอบทีมีค่าเท่ากับ 40.157 ที่ระดับนัยÿําคัญ .05 แÿดงü่า คะแนนเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผัง คüามคิด (Mind Mapping) มีค่าÿูงกü่าเกณฑ์ที่กำĀนด อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4-3 พบü่าจากค่าเฉลี่ยของคะแนนเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบ นิเüý Āลังเรียนมีค่าเท่ากับ 39.3333 แÿดงü่าคะแนนเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบ นิเüý ของของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีคะแนนอยู่ในเกณฑ์คุณภาพ ระดับดี( คะแนน 35-45 จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน ) อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 ÿรุปได้ü่านักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý อยู่ในเกณฑ์ตามที่กำĀนด คือ ระดับ คุณภาพอยู่ที่ ระดับดี ซึ่งเป็นไปตามÿมมติฐานข้อที่ 3 ที่üางไü้


132 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง การüิจัยครั้งนี้มีüัตถุประÿงค์เพื่อการýึกþาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียน üิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบÿืบ เÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ประชากรที่ใช้ในการüิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียน üิทยาýาÿตร์-คณิตýาÿตร์คณะคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 โรงเรียนÿากเĀล็กüิทยา ÿังกัดÿำนักงานเขตพื้นที่การýึกþามัธยมýึกþา พิจิตร รüม 2 Ā้องเรียน จำนüน 59 คน โดยกลุ่มตัüอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 แผนการเรียนüิทยาýาÿตร์- คณิตýาÿตร์คละคüามÿามารถที่เรียนในรายüิชาชีüüิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการýึกþา 2565 จำนüน 1 Ā้องเรียน คือ ชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6/1 มีจำนüนนักเรียน 30 คน ซึ่งได้จากการÿุ่มแบบเจาะจงĀ้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการüิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) จำนüน 4 แผน รüม 12 ชั่üโมง ซึ่งผู้üิจัย ÿร้างขึ้นและใĀ้ผู้เชี่ยüชาญตรüจÿอบคüามถูกต้อง , 2) แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบนิเüý เป็นข้อÿอบปรนัยแบบเลือกตอบ 5 ตัüเลือก จำนüน 20 ข้อ มีค่าคüามเชื่อมันเท่ากับ 0.778 , 3) แบบüัดเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา มีลักþณะมาตราÿ่üนประเมินค่าตามแนüคิดของลิ เคิร์ต (Likert scale) 5 ระดับ จำนüน 10 ข้อ มีค่าคüามเชื่อมันเท่ากับ 0.907 ซึ่งเครื่องมือทั้ง 3 ฉบับ ผู้üิจัยÿร้างขึ้นและใĀ้ผู้เชี่ยüชาญตรüจÿอบคüามถูกต้อง เก็บรüบรüมข้อมูลด้üยการทดÿอบก่อนเรียนโดยใช้โดยใช้แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง ระบบนิเüý กับกลุ่มตัüอย่าง จากนั้นผู้üิจัยดำเนินการÿอนตามแผนการจัดการเรียนรู้แบบ ÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ในüิชา ชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ใช้เüลาÿอนทั้งÿิ้น 12 ชั่üโมง Āลังจากนั้นทดÿอบĀลังเรียน โดยใช้ แบบทดÿอบüัดผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý (ฉบับเดิม) และแบบüัดเจตคติ ต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา นําข้อมูลที่ได้มาüิเคราะĀ์ค่าÿถิติเฉลี่ย ค่าคüามเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดÿอบค่าที (t-test) แบบ Paired sample test และ One-sample test ที่ระดับนัยÿำคัญทาง ÿถิติที่ระดับ 0.05


133 ÿรุปผลการüิจัย จากการýึกþาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ÿามารถÿรุปผลการýึกþา ได้ดังนี้ 1.นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ÿูงกü่าก่อนเรียน อย่างมีนัยÿำคัญ ทางÿถิติที่ระดับ .05 2.นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ในรายüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนÿูงกü่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนน เต็ม (15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน) อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 3.นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีเจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý อยู่ในเกณฑ์ระดับดี อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ ระดับ .05 อภิปรายผลการüิจัย รายงานüิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การýึกþาผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติต่อการเรียนüิชา ชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบÿืบเÿาะĀา คüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีประเด็นอภิปราย ดังต่อไปนี้ 1. ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý ผลการเปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ระĀü่างก่อนเรียนและĀลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) พบü่านักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผัง คüามคิด (Mind Mapping) มีคะแนนผลÿัมฤทธิ์Āลังเรียนÿูงกü่าก่อนเรียน อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่


134 ระดับ .05 และเมื่อนำผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนĀลังเรียนมาเทียบกับเกณฑ์พบü่าÿูงกü่าเกณฑ์คือ ร้อย ละ 75 ของคะแนนเต็ม ทั้งนี้ผลการýึกþาดังกล่าüอาจจะมีÿาเĀตุเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้แบบüัฏ จักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนการÿอนที่ใĀ้คüามÿำคัญกับการ ตรüจÿอบคüามรู้พื้นฐานเดิมของผู้เรียน ทำใĀ้ครูค้นพบü่าผู้เรียนต้องเรียนรู้อะไรก่อนที่จะเรียนรู้ เนื้อĀาในบทเรียนนั้น ๆ รูปแบบการÿอนนี้มีขั้นตอนการเรียนการÿอนที่เน้นผู้เรียนเป็นÿำคัญ ใĀ้ ผู้เรียนได้คิด ค้นคü้าĀาข้อมูล นําข้อมูลที่ได้มาüิเคราะĀ์แปลผล ÿรุปผล ทำใĀ้ผู้เรียนได้ÿร้างองค์ คüามรู้ใĀม่และมีขั้นขยายคüามรู้ใĀ้ผู้เรียนได้ค้นคü้าเพิ่มเติม ขยายกรอบคüามรู้ใĀ้กü้างและลึกซึ้งมาก ขึ้น นอกจากนั้นรูปแบบการÿอนนี้ยังเน้นใĀ้ผู้เรียนนําคüามรู้ที่ได้จากการเรียนไปประยุกต์ใช้ใĀ้เกิด ประโยชน์ต่อชีüิตประจำüัน ทำใĀ้ผู้เรียนเĀ็นคüามÿำคัญของการเรียนÿ่งผลใĀ้การเรียนมีประÿิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ÿามารถÿ่งเÿริมใĀ้นักเรียนได้เรียนรู้และÿามารถ ÿร้างองค์คüามรู้ด้üยตนเอง ดังต่อไปนี้ 1. ขั้นตรüจÿอบคüามรู้เดิม (Elicitation Phase) ในขั้นนี้ครูมีการตั้งคำถามเพื่อช่üยกระตุ้นใĀ้ นักเรียนได้แÿดงคüามรู้เดิม คำถามอาจจะเป็นประเด็นปัญĀาที่เกิดขึ้นตามÿภาพÿังคมท้องถิ่น Āรือ ประเด็นข้อค้นพบทางüิทยาýาÿตร์ การนำüิทยาýาÿตร์มาใช้ในชีüิตประจำüัน ทำใĀ้นักเรียนÿามารถ เชื่อมโยงการเรียนรู้ไปยังประÿบการณ์ที่ตนมีและทำใĀ้ครูได้ทราบü่านักเรียนแต่ละคนมีคüามรู้พื้นฐาน เป็นอย่างไร ทำใĀ้ครูÿามารถเติมเต็มÿ่üนที่ขาดใĀ้กับนักเรียน และครูเองยังÿามารถüางแผนการ จัดการเรียนรู้ได้อย่างเĀมาะÿมÿอดคล้องกับคüามต้องการของนักเรียน 2. ขั้นÿร้างคüามÿนใจ (Engagement Phase) การทีครูนำเข้าÿู่เนื้อĀาในบทเรียนĀรือเรื่องที่ มีคüามน่าÿนใจจะทำใĀ้นักเรียนเกิดคüามÿนใจเรื่องที่มีคüามน่าÿนใจอาจมาจากเĀตุการณ์ที่กำลัง เกิดขึ้นในช่üงเüลานั้น Āรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับคüามรู้เดิมที่เด็กเพิ่งเรียนรู้มาแล้üการที่ครูกระตุ้นใĀ้ นักเรียนÿร้างคำถาม จะทำใĀ้นักเรียนเกิดคüามอยากรู้อยากเĀ็น และครูÿามารถกำĀนดประเด็นที่จะ ýึกþาแก่นักเรียน ทำใĀ้นักเรียนเกิดการกระตุ้นการคิดโดยเÿนอประเด็นที่ÿำคัญขึ้นมาก่อน เพื่อ นำไปÿู่การÿำรüจตรüจÿอบในขั้นตอนต่อไป 3. ขั้นÿำรüจและค้นĀา (Exploration Phase) ในขั้นนี้นักเรียนมีการทำคüามเข้าใจประเด็น Āรือคำถามที่ÿนใจจะýึกþาอย่างถ่องแท้แล้üก็จะมีการüางแผน กำĀนดแนüทางการÿำรüจตรüจÿอบ ตั้งÿมมติฐาน กำĀนดทางเลือกที่เป็นไปได้ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรüบรüมข้อมูล ข้อÿนเทý Āรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ üิธีการตรüจÿอบ อาจทำได้Āลายüิธีเช่น ÿืบค้นข้อมูล ÿำรüจ ทดลองกิจกรรม


135 ภาคÿนาม เป็นต้น นักเรียนจะได้ข้อมูลอย่างพอเพียงทำใĀ้นักเรียนÿามารถตรüจÿอบปัญĀาและ ดำเนินการÿำรüจตรüจÿอบและรüบรüมข้อมูลด้üยตนเองที่ถูกต้องชัดเจนและเป็นระบบ 4. ขั้นอธิบายและลงข้อÿรุป (Explanation Phase) ในขั้นนี้เมื่อนักเรียนได้ข้อมูลมาแล้ü นักเรียนจะมีการนำข้อมูลเĀล่านั้นมาทำการüิเคราะĀ์แปลผล ÿรุปผล และนำเÿนอผลที่ได้ในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่น บรรยายÿรุป ÿร้างแบบจำลอง รูปüาด ตาราง กราฟ ฯลฯ ซึ่งจะช่üยใĀ้นักเรียนเĀ็น แนüโน้มĀรือคüามÿัมพันธ์ของข้อมูล ÿรุปและอภิปรายผลการทดลอง โดยอ้างอิงประจักþ์พยานอย่าง ชัดเจนเพื่อนำเÿนอแนüคิดต่อไป ในขั้นตอนนี้ครูจะใช้การทำผังคüามคิดเข้ามาใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ จึงช่üยใĀ้นักเรียนได้ÿร้างองค์คüามรู้ใĀม่ทำใĀ้นักเรียนมีคüามÿนใจ จำง่าย และกลับไปค้นĀาเนื้อĀา บทเรียนได้อย่างง่าย ซึ่งÿอดคล้องกับ อำไพ เกตุÿถิต (2548) ที่อธิบายü่า การทำผังคüามคิดเป็นการ ใช้ภาพที่ÿื่อคüามĀมายชัดเจน ÿüยงาม ÿามารถดึงดูดคüามÿนใจ และÿามารถค้นĀาได้ง่ายกü่าการใช้ ตัüอักþร เมื่อเก็บรüบรüมไü้ด้üยกันการค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นไปได้Āลายทาง เช่น ÿนับÿนุน ÿมมติฐาน แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปแบบใดก็ÿามารถÿร้างคüามรู้และช่üยนักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ ÿามารถÿรุปเป็นคüามรู้ของตนเองได้ 5. ขั้นขยายคüามรู้(Elaboration Phase) ช่üงนี้เป็นการที่ใĀ้นักเรียนนำคüามรู้ที่ÿร้างขึ้นไป เชื่อมโยงกับคüามรู้เดิมĀรือแนüคิดเดิมที่ค้นคü้าเพิ่มเติม แบบจำลอง Āรือข้อÿรุปที่ได้ไปใช้อธิบาย ÿถานการณ์ĀรือเĀตุการณ์อื่น ๆ ซึ่งอาจใช้การทำผังคüามคิดเข้ามาจะช่üยใĀ้นักเรียนเชื่อมโยงเกี่ยüกับ เรื่องราüต่าง ๆ ทำใĀ้เกิดคüามรู้กü้างขüางขึ้น และขยายแนüกรอบคüามคิดของตนเองและต่อเติมใĀ้ ÿอดคล้องกับประÿบการณ์เดิม 6. ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase) ในขั้นนี้ครูและนักเรียนตรüจÿอบการประเมินการ เรียนรู้ด้üยกระบüนการต่าง ๆ ü่านักเรียนรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่üยใĀ้ นักเรียนÿามารถนำคüามรู้ที่ได้มาประมüลและปรับประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ ได้ 7. ขั้นนำคüามรู้ไปใช้(Extension Phase) ครูมีการจัดเตรียมโอกาÿใĀ้นักเรียนนำคüามรู้ที่ได้ ไปปรับประยุกต์ใช้ใĀ้เĀมาะÿมและเกิดประโยชน์ต่อชีüิตประจำüัน ทำใĀ้นักเรียนÿามารถนำคüามรู้ไป ÿร้างคüามรู้ใĀม่ซึ่งจะช่üยใĀ้นักเรียนÿามารถถ่ายโอนการเรียนรู้ได้โดยจากประÿบการณ์ของครูใน การÿอนพบü่า การระดมคüามคิดเĀ็นในการแก้ปัญĀา มีการตั้งคำถามตอบคำถาม เช่น ครูจะมีการ ÿอดแทรกคำถามในระĀü่างการเรียนการÿอนเพื่อใĀ้นักเรียนมีคüามÿนใจและกระตุ้นใĀ้นักเรียนเกิด คüามอยากรู้อยากเรียนตลอดเüลาและแÿดงคüามคิดเĀ็น เช่น นักเรียนได้รüมกันüิเคราะĀ์ลักþณะ เด่นของแต่ละไบโอม ลักþณะที่แตกต่างกันของระบบนิเüýต่าง ๆ และüิเคราะĀ์คüามแตกต่างของการ Āมุนเüียนÿารในระบบนิเüýของÿารต่างๆ นอกจากนี้นักเรียนจะมีการอธิบายและอภิปรายผลจากการ


136 ÿำรüจและนำเÿนออยู่ในรูปของผังคüามคิด ทำใĀ้ÿามารถนำคüามรู้ใĀม่เชื่อมโยงกับคüามรู้เดิม และ ÿามารถนำไปใช้ในชีüิตประจำüันได้ การจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) จึงÿ่งผลใĀ้นักเรียนมีผลÿัมฤทธิ์ที่ÿูงขึ้น ซึ่งÿอดคล้องกับ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544) ที่กล่าüü่าการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ ช่üยพัฒนาýักยภาพด้านÿติปัญญา ทำใĀ้ผู้เรียนฉลาดขึ้น รู้üิธีค้นĀาคüามรู้ ÿามารถแก้ปัญĀาด้üย ตนเอง ช่üยใĀ้จดจําคüามรู้ได้นาน และÿามารถนําคüามรู้ไปใช้ในชีüิตประจำüันได้ ซึ่งÿอดคล้องกับ ผลการüิจัยของ ธัญญุรีย์ ÿมองดี (2556) ที่ได้ýึกþาผลการจัดกิจกรรมการเรียนการÿอนüิชาชีüüิทยา เรื่อง การถ่ายทอดลักþณะทางพันธุกรรม โดยใช้การจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) ที่มีต่อผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดüิเคราะĀ์ และเจตคติทางüิทยาýาÿตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 4 พบü่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) มี ผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยาและการคิดüิเคราะĀ์Āลังเรียนÿูงกü่าก่อนเรียน และเจตคติทาง üิทยาýาÿตร์ของนักเรียนอยูในเกณฑ์ระดับมาก ซึ่งÿอดคล้องกับการýึกþาของ กาญจนา ýรีโÿภา (2555) ที่ทำการเปรียบเทียบผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการÿืบพันธุ์และการเจริญเติบโตของÿัตü์ การคิดüิเคราะĀ์ และเจตคติต่อüิชาชีüüิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียน การÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7E) กับการจัดการเรียนการÿอนแบบ 4 MAT พบü่านักเรียนที่ ได้รับการจัดการเรียนการÿอนแบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น(7E) มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง การÿืบพันธุ์และการเจริญเติบโตของÿัตü์ การคิดüิเคราะĀ์ และเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาĀลังเรียน ÿูงกü่าก่อนเรียน จากผลการüิจัยนี้ÿอดคล้องกับงานüิจัยของ Sund and Trowbridge (1974, Āน้า 53-55) ที่กล่าüü่า การจัดการเรียนรู้üิชาüิทยาýาÿตร์แบบÿืบเÿาะĀาคüามรู้เป็นกระบüนการเรียนรู้ที่ นักเรียนต้องใช้กระบüนการคิดทางÿมอง ได้แก่ การÿังเกต การจัดประเภท การüัด การอธิบายการ อ้างอิง รüมทั้งกระบüนการทางüิทยาýาÿตร์โดยครูเป็นผู้จัดÿถานการณ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้และใĀ้ คำแนะนำ โดยใช้กระบüนการทดลองและการอภิปรายซักถามÿอดคล้องกับแนüคิดของ üัชรา เล่า เรียนดี(2549, Āน้า 77) ที่กล่าüü่า การจัดการเรียนรู้ด้üยüิธีÿืบเÿาะĀาคüามรู้เป็นกระบüนการ Āรือ üิธีคิด Āรือüิธีแก้ปัญĀาที่นักเรียนจะต้องมีการÿังเกต รüบรüมข้อมูลüิเคราะĀ์และÿังเคราะĀ์ข้อมูลและ ลงขอ้ÿรุป รüมทั้งทักþะในการแก้ปัญĀา ซึ่งทักþะต่าง ๆ ดังกล่าüถ้ามีการใช้อย่างÿม่ำเÿมอ นักเรียน ÿามารถที่จะประยุกต์ใช้ในอนาคตได้ÿอดคลอ้งกบัแนüคิดของ Schunk (2008, Āน้า 294) ที่กล่าüü่า การจดัการเรียนรู้ด้üยüิธีÿืบเÿาะĀาคüามรู้ไม่ใช่การจัดการเรียนรู้แบบอธิบายแต่เป็นการจัดการเรียนรู้ แบบแนะนำเพียงเล็กน้อยโดยการนำเÿนอĀรือการตั้งปัญĀา ประÿบการณ์และการÿร้างองค์คüามรู้ ในการเรียนรู้แบบการค้นพบ และการเขียนผังคüามคิด üัชรา เล่าเรียนดี(2549, Āน้า 52-53) กล่าüü่า


137 การใช้ผังคüามคิด(Mind Mapping) แÿดงถึงการเรียนรู้อย่างมีคüามĀมายที่ÿามารถเชื่อมโยงเรื่องราü ÿาระคüามรู้ต่าง ๆ เข้าด้üยกันได้ซึ่งเป็นเทคนิคĀนึ่งที่จะช่üยในการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งกü้างขüางมากขึ้น ช่üยในการจำ ช่üยใĀ้เข้าใจคüามÿัมพันธ์ระĀü่างแนüคิดโดยÿร้างแผนผังเชื่อมโยง ด้üยเĀตุผลดังกล่าüจึงเป็นการÿนับÿนุนข้อค้นพบที่ü่า นักเรียนชั้นมัธยมýึกþาปีที่ 6 ที่ ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีผลÿัมฤทธิ์ทางการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý Āลังเรียนÿูงกü่าก่อนเรียน และÿูงกü่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม อย่างมีนัยÿําคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 2.เจตคติต่อการเรียนüิชาชีüüิทยา เรื่อง ระบบนิเüý เจตคติต่อüิชาชีüüิทยาจากการüิจัยครั้งนี้พบü่าเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาของนักเรียนชั้น มัธยมýึกþาปีที่ 6 Āลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) มีเจตคติต่อüิชาชีüüิทยาĀลังเรียนอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยÿำคัญทางÿถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ผลการýึกþาดังกล่าüยังมีÿาเĀตุเนื่องมาจากการจัดการ เรียนรู้แบบüัฏจักรÿืบเÿาะĀาคüามรู้ 7 ขั้น (7Es Inquiry) ร่üมกับเทคนิคแผนผังคüามคิด (Mind Mapping) ซึ่งเป็นรูปแบบการÿอนที่เน้นผู้เรียนเป็นÿำคัญ ใĀ้ผู้เรียนได้คิด ค้นคü้าĀาข้อมูล นําข้อมูลที่ ได้มาüิเคราะĀ์แปลผล ÿรุปผล ทำใĀ้ผู้เรียนได้ÿร้างองค์คüามรู้ใĀม่และมีขั้นขยายคüามรู้ใĀ้ผู้เรียนได้ ค้นคü้าเพิ่มเติม ขยายกรอบคüามรู้ใĀ้กü้างและลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนั้นรูปแบบการÿอนนี้ยังเน้นใĀ้ ผู้เรียนนําคüามรู้ที่ได้จากการเรียนไปประยุกต์ใช้ใĀ้เกิดประโยชน์ต่อชีüิตประจำüัน ทำใĀ้ผู้เรียนเĀ็น คüามÿำคัญของการเรียนÿ่งผลใĀ้การเรียนมีประÿิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำใĀ้ผู้เรียนได้เĀ็นคüามÿำคัญ ของบทเรียนและเกิดคüามใคร่รู้ในการเรียนมากขึ้น นอกจากนี้ในกิจกรรมการเรียนรู้ผู้üิจัยยังได้ ออกแบบกิจกรรมที่ÿ่งเÿริมการทำงานแบบร่üมมือ ช่üยเĀลือซึ่งกันและกัน ทำงานที่ได้รับมอบĀมาย ร่üมกัน ผู้เรียนได้ปรึกþาช่üยเĀลือซึ่งกันและกัน โดยผู้เรียนจะระดมÿมองช่üยกันอภิปรายĀาข้อÿรุป และข้อเท็จจริงในบทเรียนร่üมกัน ÿ่üนผู้เรียนคนอื่น ๆ ก็จะพยายามทำคüามเข้าใจบทเรียน ÿมาชิกใน กลุ่มและมีคüามภาคภูมิใจในคüามÿำคัญของตนü่าเป็นÿ่üนĀนึ่งของกลุ่ม การช่üยเĀลือกันในĀ้องเรียน ทำใĀ้บรรยากาýในĀ้องเรียนผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดผู้เรียนจึงรู้ÿึกÿนุกÿนานกับการเรียน มีขั้นนํา คüามรู้ไปใช้ ที่ใĀ้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนําคüามรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ใĀ้เĀมาะÿม และเกิดประโยชน์ต่อ ชีüิตประจำüัน ทำใĀ้ผู้เรียนเĀ็นเĀ็นคุณค่าและประโยชน์ของการเรียนของüิชาชีüüิทยา และในการüิจัย ครั้งนี้เนื้อĀาที่เรียนเป็นเรื่องของระบบนิเüý ในการจัดกิจกรรมการเรียนการÿอนได้มีกิจกรรมใĀ้ นักเรียนร่üมกันÿืบค้นปัญĀาÿิ่งแüดล้อมที่เกี่ยüข้องกับระบบนิเüýในท้องถิ่นของนักเรียน ค้นคü้าĀา


Click to View FlipBook Version