The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานวิชาการ เขตสุขภาพที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phc_07857 Nongklangna, 2020-08-31 23:08:34

ผลงานวิชาการ เขตสุขภาพที่ 5

ผลงานวิชาการ เขตสุขภาพที่ 5

ผลงำนวิชำกำร เขตสขุ ภำพท่ี 5

Service Plan Sharing

ประจำปี งบประมำณ 2563

สำนกั งำนเขตสขุ ภำพที่ 5

สำนกั งำนปลดั กระทรวงสำธำรณสขุ

ชอื่ หนังสือ ผลงานวชิ าการ เขตสุขภาพท่ี 5 Service Plan Sharing ประจำปีงบประมาณ 2563

ทีป่ รึกษา นางอมั พร เบญจพลพิทักษ์ ผ้ตู รวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5
นายกติ ติ กรรภริ มย์ สาธารณสขุ นิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5
นายสินชัย ตนั ติรัตนานนท์ ผอู้ ำนวยการสำนกั งานเขตสขุ ภาพท่ี 5
นางจารภุ า จำนงศกั ด์ิ ผูช้ ว่ ยผ้ตู รวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 5
นายรักษ์พงศ์ เวียงเจริญ ประธานคณะกรรมการพฒั นาระบบบริการสขุ ภาพ
เขตสุขภาพที่ 5

กองบรรณาธิการ 1. นายนิคม มะลิทอง 12. นางสมพศิ จำปาเงนิ
2. นางรุจริ า เข็มเพช็ ร 13. นายยุทธกรานต์ ชนิ โสตร
3. นายชวนนท์ อม่ิ อาบ 14. นางศรี ะษา แซ่เนีย้ ว
4. นายอภิวัฒน์ บณั ฑติ ย์ชาติ 15. นายมานัส รตั นโชคธรณี
5. นางสาวมนญั ญา วรรณไพสฐิ กลุ 16. นายพรชัย พงศป์ ระภากร
6. นายจิตตรัตน์ เตชวุฒิพร 17. นายณรงค์ เห็นประเสริฐแท้
7. นายจิรภัทร กัลยาณพจน์พร 18. นายวิบลู ย์ ภัณฑบดีกรณ์
8. นางกิตติยา มหามงคล 19. นายเอกโชติ พรี ธรรมานนท์
9. นายธนพัฒน์ พวงเพชร 20. นายมารตุ วัฒนวงศว์ บิ ูลย์
10. นางมนิธี ต่อเศวตพงศ์ 21. นายอนุชา วรหาญ
11. นายณฐั พงศ์ กาญจนะโกมล

ผู้ประสานงาน นางพรระวี วังเวงจติ ต์
นางสาวสุภคั สังข์ทอง
นางสาววิชดุ า เมฆกกตาล
นางสาวรรสิ า แสงแดง

จดั พิมพแ์ ละเผยแพร่โดย สำนักงานเขตสุขภาพที่ 5 อาคารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี
ตำบลหนา้ เมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบรุ ี 70000
โทร 0 3232 3014 โทรสาร 0 3232 3015

จำนวนพิมพ์ 120 เล่ม

คำนำ

“การทำงานใหญ่ๆ ทุกอย่าง ต้องการเวลามาก กว่าจะทำสำเร็จ ผู้เร่ิมโครงการอาจไม่ทันทำให้สำเร็จ
โดยตลอดด้วยตนเองก็ได้ ต้องมีผู้อ่ืนรับทำต่อไป ดังนั้น ไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้ริเริ่มงาน ใครเป็นผู้รับ
ช่วงงาน ขึ้นเป็นข้อสำคัญนัก จะต้องถือผลสำเร็จที่จะเกิดจากงาน เป็นใหญ่ย่ิงกว่าส่ิงอ่ืน” พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรนี ฤบดินทร สยามินทราธิราช-
บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วันท่ี 14 ตุลาคม 2514 แนวปฏิบัติท่ีดี
“Best Practice” คือ วิธีปฏิบัติ หรือข้ันตอนการปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ หรือนำไปสู่ความ
เป็นเลิศตามเป้าหมาย และเป็นท่ียอมรับทางวิชาการ มีหลักฐานของความสำเร็จปรากฏชัดเจน โดยมีการสรุป
วิธีปฏิบัติ หรือข้ันตอนการปฏิบัติ ตลอดจนความรู้และประสบการณ์ ท่ีได้บันทึกเป็นเอกสาร รวมทั้งสามารถ
จัดเก็บเป็นคลงั ความรู้ ไม่ใหค้ วามรนู้ ้ัน สูญหายไปกับตัวบุคคล จึงเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงาน บุคลากรสามารถ
เข้าถึงความรู้นำไปใช้ในการพัฒนาต่อยอด ท้ังยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้แลกเปล่ียน เรียนรู้ และพัฒนา
ศักยภาพด้านวชิ าการ กลายเป็นการพัฒนาองค์กร พัฒนางานให้ก้าวหน้าอยา่ งไมม่ ที ่ีส้นิ สุด และสงิ่ ที่สำคัญทสี่ ุด
แนวปฏิบัติที่ดี “Best Practice” เป็นเครื่องมือสำคัญย่ิงในการนำมาพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การดูแล
ประชาชน เพ่ือให้บรรลุตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุข “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข
ระบบสุขภาพย่ังยืน” คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ เขตสขุ ภาพท่ี 5 และสำนักงานเขตสุขภาพท่ี 5
ได้มีการสนับสนุนให้บุคลากรด้านสาธารณสุขภายในเขต พัฒนาการปฏิบัติงานด้วยการจัดการความรู้
ในรูปแบบผลงานวิชาการ และนวัตกรรมอย่างตอ่ เน่ือง และในปีงบประมาณ 2563 สถานบริการสุขภาพ ไดเ้ กิด
การพฒั นา Best Practice จำนวน 60 เรอ่ื ง 16 สาขา

คณะผู้จดั ทำหวังเป็นอย่างยงิ่ วา่ ทุกทา่ นจะได้รบั ประโยชน์สามารถนำ Best Practice ไปประยกุ ต์ใช้ใน
การพัฒนางานการให้บรกิ ารประชาชนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพตามบรบิ ทของแต่ละพื้นที่ ตอ่ ไป

คณะผูจ้ ดั ทำ
คณะกรรมการพัฒนาระบบบรกิ ารสขุ ภาพ เขตสุขภาพท่ี 5
และกล่มุ งานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สำนกั งานเขตสขุ ภาพท่ี 5

สารบญั 1
4
สาขาโรคหัวใจ 7
• เพิม่ ความไวในการใหย้ าละลายลิ่มเลอื ดในผปู้ ่วย STEMI ในโรงพยาบาลนภาลยั
• "SMART WARFARIN IN BOPHLOI" 9
• คมู่ อื การเตรียมยาและอุปกรณใ์ นการให้ยาระงับความร้สู ึกผูป้ ่วยโรคหัวใจและทรวงอก 11
ในผู้ใหญท่ ่ไี ดร้ ับการผ่าตัดโรคหัวใจและทรวงอก 13
17
สาขาอบุ ัตเิ หตแุ ละฉุกเฉิน
• ความคุ้มคา่ ในการปรบั เปลี่ยนการฉีดอิมมโู นโกลบูลนิ โรคพิษสนุ ัขบ้า ปี 2561 20
• Stroke Fast Track in Emergency Department 23
• "ทางลอด สามร้อยยอดโมเดล " 26
• Best Practice Service Plan สาขาอบุ ัติเหตุฉุกเฉนิ
29
สาขาทารกแรกเกิด
• โครงการ Smart TPN (smart total parenteral nutrition) 31
• โปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรูปบรหิ ารยาในทารกแรกเกดิ (NNDAP)
• การพัฒนาระบบการดูแลทารก Sepsis ในโรงพยาบาลสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ 33
35
สาขาแมแ่ ละเด็ก 37
• Best Practice Service Plan สาขาสูติกรรม 40
43
• “Bed Guard for Breast feeding”
46
• “Body Suit Protect Body Temperature” 49
• “Pillow of Success หมอนแหง่ ความสำเรจ็ ”
• “กระดองเต่าสายใยรกั ” 52
• “การพฒั นาระบบการดูแลเพื่อปอ้ งกนั การคลอดก่อนกำหนดทง้ั เครือข่าย”
• Save Life …Save The World
สาขาระบบบริการสุขภาพปฐมภมู ิ และสุขภาพอำเภอ
• การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควดิ -19 ในแรงงานตา่ งด้าว
• ปจั จยั ท่ีมีสมั พันธต์ ่อความพึงพอใจของพยาบาลวชิ าชพี ในการใชโ้ ปรแกรม Thai COC

เพอ่ื พฒั นารูปแบบการดแู ลต่อเนือ่ งจากโรงพยาบาลนครปฐม ส่หู น่วยบริการปฐมภมู ิ
จงั หวัดนครปฐม
• กลอ่ งรักษ์ปอด

• โปรแกรมการดูแลสง่ เสริมสุขภาพสขุ ภาพช่องปากของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาตอนปลาย 54
ในเขตตำบลบางปลามา้
56
• ระบบการดูแลสุขภาพช่องปากผูส้ ูงอายุตดิ เตียงแบบ New Normal 58
• นวัตกรรมสเปรยส์ มนุ ไพรกำจัดเหาตวั เต็มวัย 60
• Herb For Fun D : ไขม่ ุกปอ๊ ป..ยอ้ มสี (สมุนไพร) ฟนั 62
67
• “ปลอกแขนวดั ความดนั ” 69
• Best Practice Service Plan (สาขาระบบบริการปฐมภมู ิและสุขภาพอำเภอ)
• “น้ำหมกั ชวี ภาพจากขยะเปียกในครวั เรอื น พิชิตโรคไข้เลือดออก” โรงพยาบาล 72

สง่ เสรมิ สุขภาพตำบลท่าคา อำเภออมั พวา จังหวัดสมุทรสงคราม 75
• รปู แบบการดแู ลระยะยาวด้านสาธารณสขุ สำหรบั ผูส้ ูงอายุที่มภี าวะพ่ึงพงิ ในชุมชน
77
ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จงั หวัดสมุทรสงคราม 79
• ประสิทธิผลการใช้ สเปรย์ Normal saline ลดอาการเจ็บปวดจากผา้ ก๊อซตดิ แผลของผปู้ ่วย
82
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ ตำบลทา่ คา อำเภออมั พวา จงั หวัดสมุทรสงคราม
• พัฒนาการสมวัยออนไลน์ 84
• “โครงการนักรบโควิดแห่งลุม่ น้ำเพชรบุร”ี
สาขาตา 86
88
• การพัฒนารปู แบบบริการกล่มุ โรคต้อกระจกครบวงจร
สาขาโรคไมต่ ิดตอ่ 91
93
• Best Practice Service Plan (สาขาโรคไม่ติดตอ่ เร้ือรงั )
สาขาการแพทยแ์ ผนไทย และการแพทยท์ างเลือก

• หมอนผา้ ย้อมครามประคบสมนุ ไพร

• ผลการพอกเข่าดว้ ยแผ่นพอกสมุนไพรรว่ มกบั การนวดไทยแบบราชสำนกั ตอ่ การรกั ษาโรค

จบั โปงน้ำเข่าในผ้ปู ว่ ยโรคข้อเข่าเส่ือม โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวดั สมุทรสงคราม

(The Effect of Herbal Knee Mask with The Royal Thai Massage in The Treatment

Jubpong Nam Khao of Osteoartitris Patients Somdetphraphutthaloetla Hospital,

Samut Songkhram Province)

• กกั นำ้ มันเพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนอื้

• นวัตกรรมการบริการผู้ปว่ ยประคับประคองทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์ผสมผสาน
โรงพยาบาลราชบรุ ี

สาขาการใชย้ าอย่างสมเหตผุ ลและการจดั การการดอื้ ยาตา้ นจลุ ชพี (RDU – AMR)

• การพัฒนาสง่ เสรมิ การใช้ยาอยา่ งสมเหตุผลในอำเภอจอมบึง 95
(Rational Drug Use in Chombeung district)

สาขาการดแู ลระยะเปลี่ยนผ่านผปู้ ว่ ยกึ่งเฉยี บพลนั (Intermediate Care) และการดูแลแบบ

ประคบั ประคอง (Palliative Care)

• “การพฒั นาระบบการเข้าถงึ บรกิ ารสำหรับผู้ป่วยที่ตอ้ งการการดูแลแบบประคับประคอง 98

โดยทีม หมอครอบครวั โรงพยาบาลเขายอ้ ย จังหวัดเพชรบรุ ี (Development of Service

Access for Palliative Care Patients by Family Care Team, Khaoyoi Hospital ,Petchaburi)

• พฒั นาระบบการตดิ ตามผู้ป่วย Palliative care ทมี่ าAdmit ของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก 101
• (สาขาการดูแลระยะเปล่ยี นผ่านผูป้ ว่ ยกึง่ เฉียบพลัน (Intermediate Care)) 104
107
เพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการดแู ลผ้ปู ว่ ยระยะเปลยี่ นผ่าน (Intermediate care; IMC)
• “การพฒั นาระบบการตดิ ตามและสรา้ งเครือขา่ ยในการดูแลผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง 111
114
ระยะกึง่ เฉียบพลัน (Intermediate care) ของโรงพยาบาลปากท่อ จังหวดั ราชบุรี
ประจำปี 2562” 117
• “กำลังใจจาก PC มอบสง่ิ ดๆี ใหเ้ ธอ” 120
• การฟน้ื ฟูผปู้ ่วยระยะกึ่งเฉยี บพลันด้วยศาสตรก์ ารแพทยผ์ สมผสาน
รปู แบบนครชัยศรโี มเดล โรงพยาบาลหลวงพ่อเป่นิ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
สาขาศลั ยกรรม
• Best Practice Service Plan สาขาศลั ยกรรม
• Safety Sponge gauze for TR (Tubal resection)
สาขาออร์โธปิดกิ ส์

• การรักษาผปู้ ว่ ยปลายน้วิ ขาดด้วยวิธกี ารปลกู ถา่ ยเนื้อเยอ่ื ร่วมกบั การปรับรูปรา่ งของเล็บ 123

(Combined Reconstruction of The Fingertip amputation)

• การเปรียบเทียบผลตา่ งของระดบั ฮีโมโกลบนิ กอ่ นและ 24 ชั่วโมงหลงั ผา่ ตดั เปลีย่ นข้อเข่าเทยี ม 125

ในผูป้ ว่ ยข้อเข่าเสื่อมทีไ่ ด้รบั การเปิดสายระบายเลือดท่ี2 ชั่วโมงและที่6 ช่วั โมงหลงั ผา่ ตัด

(A Comparison of Preoperative and 24-hour Postoperative Hemoglobin Level

between 2-hour and 6-hour PostoperativeDrainage in Osteoarthritis Patients

undergoing Total Knee Arthroplasty)

• นวตั กรรมผา้ พลิกชวี ิต 127

• ผ้ารัดสะโพก (Smart sheet wrap - Version 3) 129

• Passive exercise by restraint and shoe 132

• หมอนป้องกนั ขอ้ สะโพกหลุดหลังผ่าตัดเปลีย่ นขอ้ สะโพกเทียม (Abduction pillow) 135

สาขากัญชาทางการแพทย์ 137
140
• ปัจจยั ทีม่ คี วามสมั พันธ์กับระดับพฤตกิ รรมของประชาชนในการใชก้ ัญชาเพอื่ ประโยชน์ 142
ทางการแพทย์ 145
147
• นวตั กรรมการจดั รปู แบบคลินิกกญั ชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน โรงพยาบาลราชบุรี 151
สาขาสุขภาพจิต และจิตเวช
155
• การพัฒนาระบบบริการโดยการจัดการความรู้การดแู ลพฤติกรรมและจิตสงั คม
(Behavior and Psychosocial Care /BPSC) 158

• ดแู ลสขุ ภาพใจ ใหค้ ุณตำรวจ สภ.ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี
• การจดั การระบบดแู ลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉนิ ในชมุ ชน
สาขายาเสพติด
• การบำบดั รักษาโดยมสี ว่ นร่วมของชมุ ชนสำหรับผู้ใช้ยาและสารเสพตดิ

(Community Based Treatment) โครงการโรงงานสีขาว
“บรษิ ัทรดี เยน็ ไทย จำกัด มหาชน
• การจดั การผปู้ ว่ ยรายกรณ๊โดยการมสี ่วนร่วมของชมุ ชนในการดูแล
ผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดกลุ่มเสีย่ งกอ่ ความรนุ แรง Case management
by community participation in the care of substance-Patients
with Serious Mental Illness with High Risk to Violence.
สาขาสขุ ภาพชอ่ งปาก
• การประเมินผลการดำเนินโครงการสง่ เสรมิ สขุ ภาพช่องปากเด็กปฐมวัย
ในอำเภอสามชกุ จงั หวัดสุพรรณบรุ ี

1

เรอ่ื ง เพ่มิ ความไวในการใหย้ าละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วย STEMI ในโรงพยาบาลนภาลัย
นางลักขณา ผ่องพุทธ

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
กลุม่ การพยาบาล และทมี งาน โรงพยาบาลนภาลยั
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Coronary Syndrome : ACS) ถือว่าเป็นการเจ็บป่วยวิกฤต
และฉุกเฉินจากการอุดตันเฉียบพลันของหลอดเลือดแดงท่ีมาเล้ียงหัวใจ เป็นภาวะท่ีต้องได้รับการรักษา
อย่างถูกต้องและรวดเร็วเพ่ือลดอัตราตาย และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น การรักษาจะได้ผลลดลง
ตามระยะเวลาที่ผา่ นไป โดยพบว่า อตั ราการรอดชวี ิตเพิ่มขึ้น 50% หากผู้ป่วยได้รับยาละลายลิม่ เลือดภายหลัง
การเกิดอาการ 1 ช่ัวโมง และอัตราการรอดชีวิต ลดลงเหลือ 23% เมื่อเวลาผ่านไป 3 ชั่วโมง ประสิทธิภาพ
การบีบตัวของหัวใจลดลง ขนาดของการเกิดกล้ามเน้ือหัวใจตายเพ่ิมขึ้น การเกิดภาวะกล้ามเน้ือหัวใจตายซ้ำ
การเกดิ อมั พาต อตั ราการเจ็บป่วยและอัตราการตาย ตลอดจนระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล และค่าใช้จา่ ย
ในการรักษาพยาบาลเพ่มิ ขึน้ (Mckinley, Moser and Dracup, 2000 ; 237)
ด้วยโรงพยาบาลนภาลัยมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
(Acute Myocardial Infraction) มาอย่างต่อเน่ืองต้ังแต่ปี 2556 เนื่องจากโรคกล้ามเน้ือหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลันเป็นโรคท่ีมีสถิติการเสียชีวิตในโรงพยาบาล และการส่งต่ออยู่ใน 5 ลำดับแรก สถิติการรับบริการ
ปี 2557 – 2559 จำนวนผปู้ ว่ ย 26 ราย (NSTEMI 13 /STEMI 13 ราย), 30 ราย (NSTEMI 21 ราย /STEMI 9 ราย), 38 ราย
(NSTEMI 31 ราย /STEMI 7 ราย) ตามลำดับ และพบว่าร้อยละการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วย STEMI = 15.38, 0, 14.28
ร้อยละการส่งต่อผู้ป่วย STEMI = 84.6, 88.9, 85.7 ตามลำดบั
ปี 2560 โรงพยาบาลนภาลยั ได้มีการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพในการดแู ลผปู้ ่วย STEMI โดยการเพิ่มศักยภาพ
ในการให้ยาละลายลิ่มเลือดก่อนการส่งต่อ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่รวดเร็ว ปลอดภัย ได้มาตรฐาน
ดว้ ยความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพทั้งภายในโรงพยาบาล และเครอื ข่ายสาขาหัวใจจังหวัดสมุทรสงคราม โดยมี
การเตรยี มความพร้อมท้งั ด้านบุคลากร ยา และอุปกรณ์ตา่ งๆ ในการดูแลระบบการส่งต่อด้วยระบบ fast track
ซ่ึงปี 2560 พบว่า จำนวนผู้ป่วย STEMI ทั้งหมด 8 ราย จำนวนผู้ป่วย STEMI ที่ได้รับยาภายใน 30 นาที เพียง
4 ราย (ร้อยละ 50) ระยะเวลาเฉลี่ย 47 นาที ร้อยละการเสยี ชีวิตในกลุม่ ผู้ป่วย STEMI = 18.18 ทีมงานยงั คงมี
ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ผู้ป่วย STEMI ได้รับการดูแลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มข้ึน เพื่อผู้ป่วยได้รับการดูแลท่ีมี
ประสิทธภิ าพ และปลอดภยั ยิง่ ข้ึน

วัตถุประสงค์
เพ่ือให้ผ้ปู ว่ ย STEMI ได้รับยาละลายลิม่ เลือดท่รี วดเร็ว และลดการเสียชวี ติ

วิธดี ำเนินการ
1. จัดทำ โครงการ “streptokinase เมอ่ื ใด ใครๆก็รู้วา่ ต้องไว” โดย
1.1 ทบทวนและปรับแนวทางการดูแลผ้ปู ่วย STEMI โดยทมี สหวิชาชพี และส่อื สารบคุ ลากร

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

2

1.2 กำหนดให้มีการตรวจ EKG กำหนดให้ทำ EKG ภายใน 5 นาทีตั้งแต่ที่ผู้ป่วยมาถึง หรือเร่ิมมี
อาการ (ขณะadmit)
1.3 ทำข้อความ “ผู้ป่วย STEMI ต้องได้รับยา SK < 30 นาที” ที่เอกสารทุกใบท่ีใช้ในการดูแล
ผู้ป่วย STEMI ไดแ้ ก่ Flow, ใบเฝ้าระวงั อาการกล่มุ เสย่ี ง AMI ฯลฯ
1.4 เพิ่มความไวในการให้ยาละลายลิ่มเลือด โดยกำหนดให้สามารถให้ยาละลายล่ิมเลือด
(Streptokinase) ได้ต้ังแตท่ ง่ี านอบุ ัตเิ หตุ-ฉกุ เฉิน และทุกหอผูป้ ่วยท่พี บผปู้ ่วย STEMI
1.5 มีการประกันเวลาแตล่ ะขัน้ ตอน และแตล่ ะงานกำหนดวธิ ีปฏบิ ัติ
2. จดั ทำโครงการ “เพิ่มความเชอ่ื ม่ันในการใหย้ าละลายลิ่มเลือด (Streptokinase)” แก่บุคลากร โดย
2.1 พฒั นาศักยภาพบุคลากรในการใหย้ าละลายลิ่มเลือด (Streptokinase) โดย

1) จัดหาสื่อ VDO เรื่องการให้ยาละลายล่ิมเลือด (Streptokinase) และการดูแลขณะให้
ยาละลายลมิ่ เลอื ด (Streptokinase)

2) จัดทำสื่อป้ายแสดงขั้นตอนการผสมยาละลายลิ่มเลือด (Streptokinase) ติดไว้บริเวณ
เคาน์เตอรจ์ ัดยาฉดี ของพยาบาลทุกหน่วยงาน

3) มีการ role-play ขั้นตอนปฏิบัติเม่ือพบผู้ป่วย STEMI และการให้ยาละลายลิ่มเลือด
(Streptokinase)

2.2 จัดทีมช่วยเหลือ มีระบบเรียกทีมโดยใช้ประกาศเสียงตามสายในโรงพยาบาล เม่ือมีผู้ป่วย
STEMI จากหอผู้ป่วยท่ีครอบคลุมทั้งในและนอกเวลาราชการและกำหนดหน้าที่ของ
ทีมช่วยเหลอื แต่ละตำแหน่ง

3. เพ่ิมความปลอดภัยขณะได้รับยาละลายล่ิมเลือด (Streptokinase) โดยมีการกำหนดการเตรียม
ความพร้อม CPR ทุกครั้งเม่อื มผี ู้ป่วย STEMI

4. จัดเอกสารท่ีต้องใช้ในการดูแลผู้ป่วย STEMI ไว้เป็นชุดพร้อมใช้งาน ได้แก่ แบบตรวจสอบการให้
ยาละลายล่ิมเลือด (Streptokinase), หนังสือแสดงความยินยอมการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Streptokinase),
ใบเฝา้ ระวงั ขณะให้ยา

5. จัดทำ Flow การให้ยาละลายล่ิมเลือดเปน็ แบบ one page เพอ่ื ให้เจ้าหน้าทีส่ ะดวกต่อการใช้งาน

ผลการดำเนนิ การ เป้าหมาย ผลการปฏิบัติ
ขอ้ มลู /ตวั ช้วี ดั

ปี ปี ปี ปี 2563

2560 2561 2562 (ตค62-มีค63)

รอ้ ยละผู้ป่วย STEMI เสยี ชวี ิต < 7% 18.18 11.11 0 0

รอ้ ยละผปู้ ว่ ยทีไ่ ด้รบั ยาละลายลิ่มเลอื ด > 60 50 60 66.66 80
< 30 นาทีตัง้ แตม่ าถงึ รพ.

ระยะเวลาเฉล่ยี ในการไดร้ บั ยาละลายลิม่ เลือด < 30นาที 47 40.8 37 25

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

3
อภปิ รายผล

จากการเพิ่มความไวในการให้ยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วย STEMI ในโรงพยาบาลนภาลัย โดยการ
มรี ะบบท่ีทำให้บุคลากรในโรงพยาบาลทกุ ระดับรับทราบ และเห็นความสำคัญในการที่ผปู้ ่วย STEMI ต้องได้รับ
ยาละลายลิ่มเลือดท่ีรวดเร็ว และระบบการช่วยสร้างความม่ันใจในการให้ยาละลายล่ิมเลือด (Streptokinase)
แก่บุคลากร พบว่าระยะเวลาในการได้รับยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วย STEMI มีแนวโน้มที่เร็วข้ึน จากเฉลี่ย 47
นาที (ปี 2560) เป็น 37 นาที (ปี2562) และ 25 นาที ในปี 2563 (ต.ค. 62 – มี.ค. 63) (ระยะเวลาในการได้รับ
ยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วย STEMI ในปี 2562 ดังน้ี ระยะเวลา 25 นาที คิดเป็นร้อยละ 20, ใช้เวลา 30 นาที
คิดเป็น ร้อยละ 40 และใช้เวลา 50 นาที คิดเป็น ร้อยละ 40 ส่วนในปี 2563 ( ต.ค. 62 – มี.ค. 63) ระยะเวลาในการ
ไดร้ ับยาละลายล่มิ เลือดในผูป้ ่วย STEMI 12 นาที คดิ เป็นรอ้ ยละ 40, เวลา 30 นาที คดิ เปน็ ร้อยละ 40 และใช้
เวลา 40 นาที คิดเป็น ร้อยละ 20) ซึ่งส่งผลทำให้การเสียชีวิตของผู้ป่วย STEMI มีแนวโน้มที่ลดลงเช่นกัน คือ
รอ้ ยละการเสียชีวิตของผู้ป่วย STEMI จากปี 18.18, 11.11 จากปี 2560-2561 ลดลง เป็น 0 ในปี 2562 และ
6 เดือนแรกของปี 2563 ซ่ึงสอดคล้องกับ นายแพทย์เกรียงไกร เฮงรัศมี (มาตรฐานการรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อ
หัวใจขาดเลือดเฉยี บพลัน สถาบันโรคทรวงอก, 2555) กล่าววา่ การที่ผ้ปู ่วยสามารถได้รับการเปิดหลอดเลือดได้
สำเร็จไม่ว่าด้วยยาหรือบอลลูนในเวลาท่ีรวดเร็วจะช่วยรักษากล้ามเนื้อหัวใจไม่ให้ตาย หรือขาดเลือดเป็นบริเวณ
กว้าง ทำใหล้ ดอัตราตายและผลแทรกซอ้ นได้
ความภาคภมู ิใจ

สามารถช่วยให้ผู้ป่วย STEMI ได้รับการดูแลท่ีรวดเร็ว และปลอดภัย ลดการสูญเสียส่ิงที่มีค่า
ของครอบครวั ในแตล่ ะครอบครัว และสง่ ผลให้ผู้รบั บรกิ าร ประชาชนในชมุ ชนเกิดความไว้วางใจต่อโรงพยาบาล
และส่งเสริมการทำงานเป็นทมี ร่วมกับเครอื ข่าย

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

4

เร่ือง "SMART WARFARIN IN BOPHLOI"

นางสาวกัญญช์ ิตา ปิน่ แก้ว
เภสัชกรปฏิบัติการ โรงพยาบาลบ่อพลอย
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
โรงพยาบาลบ่อพลอย จัดตั้งคลินิกวาร์ฟารินข้ึนในปี 2557 จากการดำเนินงานพบปัญหาผู้ป่วยได้รับ
ขนาดยาที่ต่ำหรือสูงกว่าการรักษา ทำให้ค่า INR ไม่อยู่ในช่วงการรักษา ซ่ึงส่งผลข้างเคียงร้ายแรงต่อผู้ป่วย
จากการทบทวนข้อมูลปี 2559 - 2561 พบว่าผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในคลินิกวาร์ฟาริน 365 399 และ 403
ครั้งต่อปีตามลำดับ แต่มีผู้ป่วยมีค่า INR อยู่ในช่วงการรักษาเพียงร้อยละ 29.31 32.08 และ 30.52 ตามลำดับ
ซ่ึงนำไปสู่การเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาเพิ่มข้ึนด้วย จากการทบทวนสาเหตุพบว่า ด้านผู้ป่วย ผู้ป่วย
ไม่ให้ความสำคัญในการกินยาและปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีจนเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ผู้ป่วย
สว่ นใหญ่เป็นผู้สูงอายุมีปัญหาด้านสายตา ด้านบุคลากร มีแพทย์ใช้ทุนหมุนเวียนสว่ นใหญ่ไม่มั่นใจในการส่ังใช้
ยาวาร์ฟาริน ไม่แน่ใจในการปรับเพิ่มหรือลดขนาดยา การปรับขนาดยาของเภสัชกรไม่เป็นไปในทางเดียวกัน
การปรับวธิ ีการรับประทานยาบอ่ ยครั้งทำให้ผู้ป่วยสับสน นำไปส่กู ารรับประทานยาไมถ่ ูกต้อง พยาบาลไม่ทราบ
ขอ้ ควรระวังและความจำเป็นในการตดิ ตามคา่ INR ในการใช้ยาวารฟ์ าริน

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ ใหผ้ ปู้ ว่ ยมคี ่า INR อยใู่ นช่วงการรักษา
2. เพื่อให้ผู้ป่วยมีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติตนในการใช้ยาอย่างถูกต้อง ป้องกันเหตุการณ์ไม่พึง

ประสงค์รา้ ยแรงจากการใชย้ าวาร์ฟารนิ
3. เพื่อให้มแี นวทางการคำนวณขนาดยาและจำนวนยาวาร์ฟารนิ อย่างถูกต้อง เหมาะสม

วธิ ดี ำเนินการ
1. ปรบั ปรุงขน้ั ตอนการทำงาน (flow) ร่วมกับทีมสหวชิ าชพี
1.1 ผปู้ ว่ ยย่นื บัตรนดั ท่ีหอ้ งแลปเพ่ือเจาะค่า INR นำผล INR เข้าพบเภสชั กรที่คลนิ กิ วารฟ์ ารนิ
1.2 เภสัชกรค้นหาปัญหาการใช้ยา ดูค่า INR อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เน้นย้ำการกินยา

และการปฏบิ ัตติ วั ทีถ่ กู ตอ้ ง พจิ ารณาปรบั ขนาดยาบนั ทึกลงในแบบฟอร์ม แลว้ ส่งต่อให้แพทย์
1.3 แพทยต์ รวจและพจิ ารณาการใชย้ าวารฟ์ ารนิ ของผปู้ ว่ ยแตล่ ะราย
1.4 เภสัชกรท่ีห้องจา่ ยยาผ้ปู ่วยนอก ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมในการสัง่ ใช้ยาอีกคร้งั

2. อบรมใหค้ วามรูแ้ ก่ทมี สหวิชาชีพ
2.1 แพทย์ : องคก์ รแพทย์ ปฐมนเิ ทศแพทยใ์ ชท้ นุ หมนุ เวยี น เพมิ่ ความรูก้ ารใชย้ าวารฟ์ าริน
2.2 พยาบาล /พยาบาล รพ.สต. /นักเทคนิคการแพทย์ : อบรมให้ความรู้ในการประชุมประจำเดือน

โดยเภสัชกรประจำคลินกิ วารฟ์ าริน
2.3 เภสัชกร : แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ KM กำหนดแนวทางการปรบั ขนาดยาวารฟ์ ารนิ ใหเ้ ปน็ แนวทางเดียวกนั

3. การพัฒนาเครือ่ งมอื การใช้ยาและช่วยคำนวณยาวาร์ฟารนิ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

5

3.1 ออกแบบโปรแกรมช่วยในการคำนวณการปรับขนาดของยาวาร์ฟารินช่ือโปรแกรม Warfarin
Dosing Calculator (แหล่งที่มา : https://tr.gusarea.com/) ซึ่งโปรแกรมสามารถคำนวณขนาดยาออกมาได้
อย่างรวดเร็ว โดยใส่ข้อมูลขนาดยาปัจจุบัน ช่วงเวลานัดติดตามและเปอร์เซ็นการปรับขนาดยา จากรูปที่ 1
โปรแกรมจะคำนวณขนาดยาที่ผู้ป่วยควรได้รับตอ่ สัปดาห์ คำนวณจำนวนเม็ดยาที่ต้องจ่าย รวมถงึ มีแผนภาพวธิ ี
รับประทานยาซึง่ สามารถปรน้ิ ออกมาเป็นรปู ภาพ (ดงั รปู ท่ี 1)

3.2 พิมพ์รูปแบบวิธีการรับประทานยาในแต่ละวันเพื่อให้รับประทานยาได้ถูกต้อง ต้ังชื่อนวัตกรรมว่า
“ปฏทิ ินกินยา”จากนนั้ ระบายสี ในปฏิทินกนิ ยาเพอ่ื ให้ผ้ปู ว่ ยแยกความแตกต่างไดช้ ดั เจนว่าวันไหนกินยาเม็ดสีอะไร (ดังรปู ที่ 2)

3.3 ปรับปรุงแบบบันทึกการใช้ยาและคำแนะนำการปรับขนาดยาในผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินเป็นตัว
ส่อื สารและประสานส่งต่อข้อมลู กับทมี สหวิชาชีพ (ดงั รูปที่ 3)

ผลการดำเนนิ การ

การวดั ผล เป้าหมาย ก่อนใช้โปรแกรม หลงั ใชโ้ ปรแกรม
2561 2562
จำนวนผู้ป่วยท่ีมารับยาวาร์ฟาริน มากกว่าร้อยละ 403 ครงั้ 425 ครง้ั
1. อตั ราผ้ปู ่วยท่ีไดร้ ับยาวาร์ฟารินมีคา่ 60
INR อยูใ่ นช่วงการรกั ษา ร้อยละ 31.81 ร้อยละ 71.57
2. ร้อยละผ้ปู ่วยท่ใี ช้ยาวารฟ์ ารนิ รอ้ ยละ 80
มีความร้คู วามเข้าใจและปฏิบตั ิตนใน ร้อยละ 71.59 รอ้ ยละ 91.48
การใช้ยาอยา่ งถูกต้อง 0 ราย
3. จำนวนผู้ป่วยท่ีเกดิ เหตุการณไ์ ม่พึง 2 ราย 0 ราย
ประสงคร์ า้ ยแรงจากการใชย้ าวารฟ์ าริน ต่ำกวา่ 3 นาที
4. ระยะเวลาคำนวณขนาดยาวารฟ์ าริน ตอ่ ราย เฉลย่ี 6.43 นาที เฉลี่ย 1.85 นาที
รอ้ ยละ 80 ตอ่ ราย ตอ่ ราย
5. อัตราความพึงพอใจตอ่ การใหบ้ ริการ
ของคลนิ ิกวารฟ์ าริน ร้อยละ 71.14 รอ้ ยละ 93.51

อภิปรายผล
คลินิกวาร์ฟารินได้นำโปรแกรมคำนวณขนาดยาวาร์ฟารินมาใช้ หลังใช้โปรแกรมพบว่าช่วย

ลดระยะเวลาคำนวณปรับขนาดยาและคำนวณจำนวนเม็ดยาให้ตรงตาม วันนัดของแพทย์และเภสัชกร
ลดระยะเวลารอคอยยา ทำให้ได้รับยารวดเร็วขึ้นและผู้ป่วยได้รับการปรับขนาดยาถูกต้อง การมีตัวอย่าง
การรับประทานยาหรือปฏิทินกินยาช่วยให้รับประทานยาได้ถูกต้อง ส่งผลให้ผู้ ป่วยมีค่า INR อยู่ในช่วง
การรักษาเพิ่มขึ้น ลดอาการข้างเคียงจากยาได้ ผูป้ ่วยมีความพงึ พอใจเพ่ิมข้ึน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

6
ความภาคภมู ิใจ

1. การใช้โปรแกรมช่วยคำนวณการปรับขนาดยาในผู้ป่วยวาร์ฟารินผู้ป่วยได้รับบริการรวดเร็ว
ลดระยะเวลาการรอคอย ผู้ป่วยได้รับยาท่ีถูกขนาดถูกวิธีรับประทานส่งผลให้ INR อยู่ในช่วงการรักษา
ลดผลขา้ งเคยี งจากการใชย้ าของผู้ปว่ ย

2. ยาวาร์ฟารินมีปัจจัยหลายอย่างท่ีส่งผลถึงอาการไม่พึงประสงค์ของผู้ป่วย จึงมีการประสานงานกับ
รพ.สต. และทีมเย่ียมบา้ นตดิ ตามปญั หาผู้ปว่ ยเพ่ือคน้ หาปัญหา และร่วมกนั แกไ้ ขเฉพาะราย
ภาคผนวก

รปู ท่ี 1 แสดงลักษณะโปรแกรม Warfarin Dosing Calculator (แหลง่ ทม่ี า : https://tr.gusarea.com/)

รูปท่ี 2 แสดงแผนภาพวธิ กี ารกินยาของผู้ป่วยโดยเรียกนวัตกรรมนวี้ ่า “ปฏิทนิ กนิ ยา”

รปู ที่ 3 แสดงแบบบันทึกการใชย้ าและคำแนะนำการปรบั ขนาดยาในผู้ป่วยทีใ่ ช้ยาวาร์ฟารนิ

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

7

เรือ่ ง คมู่ ือการเตรยี มยาและอุปกรณ์ในการให้ยาระงับความร้สู กึ ผปู้ ่วยโรคหวั ใจและทรวงอก
ในผใู้ หญ่ทไี่ ดร้ บั การผ่าตดั โรคหวั ใจและทรวงอก
นางสาวอารีย์ เส็งสาย
พยาบาลวชิ าชพี (ดา้ นการพยาบาลวสิ ัญญี)
งานวสิ ัญญีพยาบาล กล่มุ การพยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
เนื่องจากการผ่าตัดหัวใจและทรวงอกนั้น มีความยุ่งยากซับซ้อน มีความเฉพาะเจาะจง การจัดวาง

เครื่องมือและอุปกรณ์แตกต่างจากห้องผ่าตัดท่ัวไป พยาบาลวิสัญญีจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสรีระ
วิทยาของหัวใจและทรวงอก ลำดับข้ันตอนการผ่าตัด การให้ยาระงับความรู้สึกผู้ป่วยในการผ่าตัดหัวใจและ
ทรวงอก และการจัดเตรียมอุปกรณ์อย่างเป็นลำดับขั้นตอน ซ่ึงพยาบาลวิสัญญีท่ีให้การพยาบาลในการให้ยา
ระงับความรู้สึกท่ัวไปอาจจะยังไม่สามารถให้การพยาบาลการระงับความรู้สึกผู้ป่วยท่ีผ่าตัดหัวใจและทรวงอก
ในผู้ใหญ่ได้ เน่ืองจากยังไม่ได้ผ่านการเข้าฝึกอบรมศึกษาดูงานให้การพยาบาลการระงับความรู้สึกผู้ป่วยผ่าตัด
หวั ใจและทรวงอกในผู้ใหญ่ การจัดเตรยี มยา อปุ กรณใ์ นการให้ยาระงับความรู้สกึ ผ้ปู ว่ ย และการใหก้ ารพยาบาล
แก่ผู้ป่วยท่ีผ่าตัดหัวใจและทรวงอกขณะให้ยาระงับความรู้สึกเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะไม่มีคู่มือ
การจดั เตรยี มยา อปุ กรณ์และขน้ั ตอนในการใหย้ าระงับความรสู้ ึกผปู้ ่วยท่ผี ่าตดั หัวใจและทรวงอก

วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อให้พยาบาลวิสัญญีท่ีให้การพยาบาลในการให้ยาระงับความรู้สึกทั่วไป ท่ีมาเข้าฝึกอบรมการ

พยาบาลการระงับความรู้สึกผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจและทรวงอกในผู้ใหญ่ สามารถเตรียมยา อุปกรณ์และให้การ
พยาบาลให้ยาระงับความรสู้ ึกผู้ป่วยทผี่ ่าตดั หัวใจและทรวงอกไดถ้ ูกต้อง

วธิ ีการดำเนินงาน
1. รวบรวมลำดับข้ันตอนการทำงานในการจัดเตรียม อุปกรณ์ ยา การพยาบาลการระงับความรู้สึกในผู้ป่วย

ท่ีผา่ ตัดหวั ใจและทรวงอกเพื่อจัดทำคู่มือการพยาบาลการระงับความรสู้ ึกในผปู้ ว่ ยที่ผ่าตัดหัวใจและทรวงอก
2. นำเสนอคู่มือการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่ผ่าตัดหัวใจและทรวงอกต่อทีมบุคลากรท่ีให้การระงับ

ความรู้สกึ ในผู้ปว่ ยท่ีผา่ ตัดหัวใจและทรวงอกเพ่อื ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิม่ เติมหรอื แก้ไขปรับปรงุ
3. นำคมู่ อื การพยาบาลการระงบั ความรสู้ กึ ในผปู้ ่วยทผ่ี า่ ตัดหัวใจและทรวงอกมาใช้กับพยาบาลทเ่ี ขา้ มา

ศกึ ษาดูงานเพอ่ื นำไปใชต้ ่อไป

ผลการดำเนินการ
พยาบาลที่เข้ามาฝึกอบรมดูงานการพยาบาลการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยท่ีผ่าตัดหัวใจและทรวงอก

สามารถให้การพยาบาลตามลำดับขั้นตอนของการทำงานในการจัดเตรียม อุปกรณ์ ยา การพยาบาลการระงับ
ความรู้สึกในผปู้ ่วยทีผ่ า่ ตดั หวั ใจและทรวงอกได้ 100%

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

8
อภิปรายผล

นำคูม่ ือการพยาบาลการระงับความรสู้ ึกในผู้ป่วยที่ผ่าตัดหัวใจและทรวงอกนำมาใช้ ไดจ้ ริงเหมาะสมกับงาน
ความภาคภมู ิใจ

นำคู่มือการพยาบาลการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่ผ่าตัดหัวใจและทรวงอกนำมาใช้ ได้จริงเหมาะสม
กบั งาน ทำใหท้ ำงานไดส้ ะดวกมากขนึ้

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

9

เร่อื ง ความคุ้มค่าในการปรบั เปลย่ี นการฉีดอมิ มโู นโกลบลู ินโรคพิษสุนัขบ้า ปี 2561

นายบดีภทั ร วรฐิตอิ นันต์ นายแพทย์ชำนาญการ
กลมุ่ งานเวชศาสตร์ฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครปฐม

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคร้ายแรงท่ีเม่ือติดเช้ือและมีอาการของโรคแล้วจะเสียชีวิตแน่นอน 100%

อย่างไรก็ตามโรคน้ีสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน และอิมมูโนโกลบูลินโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งอิมมูโนโกลบูลิน
เป็นยาที่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีอัตราการใช้ค่อนข้างมาก โดยผู้ป่วยท่ีได้รับยาส่วนใหญ่รักษาแบบผู้ป่วยนอก
(OPD case) ทำให้โรงพยาบาลมีคา่ ใชจ้ า่ ยคอ่ นข้างสงู และมคี วามจำเปน็ ต้องรักษาอย่างมมี าตรฐาน อยา่ งไรก็ดี
แนวทางเวชปฏิบัติโรคพิษสุนัขบ้าได้มีการประกาศปรับเปลี่ยนจากองค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุขไทย
รวมท้ังสภากาชาดไทยในปี 2561 ซ่ึงช่วยให้สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดความคุ้มค่า
ประหยัดยา ค่ายา และเวลา ดงั นั้นจึงได้มกี ารปรับเปล่ียนแนวทางเวชปฏบิ ัติในโรงพยาบาลนครปฐม และก่อให้เกิด
ผลลพั ธท์ ่ดี ี

วัตถปุ ระสงค์
เพื่อปรับเปล่ียนแนวทางเวชปฏิบัติการให้ยาอิมมูโนโกลบูลินให้เป็นตามมาตรฐานสากล ก่อให้เกิด

ประสทิ ธภิ าพในการปอ้ งกันโรค ความคุ้มค่าในการประหยัดยา ค่ายา และเวลา ทั้งต่อบุคลากรและผปู้ ว่ ย

วธิ ดี ำเนนิ การ
• ทำการทบทวนองค์ความรู้ใหม่
• จัดทำนโยบาย และประกาศแก่ผ้เู กีย่ วขอ้ งท้ังหมด ไดแ้ ก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร
• ปรับเปลี่ยนแนวทางเวชปฏบิ ัตใิ หมใ่ นเดอื นสงิ หาคม 2561 และเกบ็ ขอ้ มลู เพอื่ วเิ คราะหผ์ ลลัพธ์

ผลการดำเนินงาน

3000 2,408 2,308 2,251
2500
2000 2,233 2,009 1,843
1,820

1500 404 916 866 870 779 879
1000 160 354 280 266 232 237 260 171 177 228

500 198
0

จำนวนผ้ปู ่ วย ค่ำยำRIGเฉล่ยี /รำย

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

10
ปี 2561 โรงพยาบาลนครปฐมมีจำนวนประชากรในเขตอำเภอเมือง จำนวน 195,843 ราย มีผู้ป่วยสัมผัส
โรคพิษสุนัขบ้ารับการรักษา 4,805 ราย ได้รับการฉีดอิมมูโนโกลบูลินโรคพิษสุนัขบ้า 2,967 ราย คิดเป็น
จำนวนเฉล่ีย 247 ราย/เดือน ก่อนการปรับเปลี่ยนแนวทางเวชปฏิบัติมีการใช้อิมมูโนโกลบูลิน โรคพิษสุนัขบ้า
เฉลี่ย 2.6 vials/ราย ค่ายาเฉลี่ย 2,121 บาท/ราย ใช้เวลารักษาเฉลี่ย 79.0 นาที/ราย ภายหลังการปรับเปล่ียน
แนวทางเวชปฏิบัติ พบว่ามีการใช้อิมมูโนโกลบูลินเฉล่ียลดลงเป็น 1.1 vials/ราย ค่ายาเฉลี่ย 866 บาท/ราย และใช้
เวลารกั ษาเฉล่ีย 50.7 นาท/ี ราย
ในช่วงระยะเวลา 5 เดือน สามารถลดการใช้อิมมูโนโกลบูลิน โรคพิษสุนัขบ้าประมาณ (1.5 vials/ราย
× 1,073 ราย) 1,600 vials ประหยัดค่ายาประมาณ (1,255 บาท/ราย × 1,073 ราย) 1,300,000 บาท
ประหยัดเวลาในการรักษาเฉลี่ย 28.3 นาที/ราย โดยไม่พบภาวะแพ้ยาอย่างรุนแรงชนิด anaphylaxis และจากการ
ติดตามจนกระทั่งพ้นช่วงเวลาฟักตัว (incubation period) ของโรคพิษสุนัขบ้าพบว่าไม่มีรายงานการติดเชื้อ
โรคพษิ สุนัขบา้ ในคนในจังหวัดนครปฐม

อภิปรายผล
การปรับเปลี่ยนแนวทางการฉีดอิมมูโนโกลบูลินโรคพิษสุนัขบ้าปี 2561 มีความปลอดภัย ก่อให้เกิด

ความคุ้มค่า สามารถลดการใช้ยาอิมมูโนโกลบูลินและประหยัดค่ายาได้ประมาณร้อยละ 60 และประหยัดเวลา
ในการรกั ษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิ

นอกจากน้ันทำให้บุคลากรมีความพึงพอใจในการลดขั้นตอนและลดการฉีดยาท่ีไม่จำเป็น และผู้ป่วย
ลดความเจบ็ ปวดจากการไมต่ อ้ งถกู ฉดี ยาที่เหลอื เขา้ กล้ามเนือ้
ความภาคภมู ใิ จ

ความท้าทายในการปรับเปลยี่ นแนวเวชปฏิบัติใหม่ ซงึ่ ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ และความร้เู ดิมของบุคลากร
ท่ีปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน โดยอาศัยการประกาศเป็นนโยบาย และใช้ปฏิบัติจริงโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่
แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดความ
คุ้มคา่ ประหยัดยา ค่ายา และเวลา

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

11

เรื่อง Stroke Fast Track in Emergency Department
นายบดีภัทร วรฐติ อิ นันต์ นายแพทยช์ ำนาญการพเิ ศษ
กลมุ่ งานเวชศาสตรฉ์ ุกเฉนิ โรงพยาบาลนครปฐม

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประชากรไทย และเป็นโรคที่มีการสูญเสีย

ปีสุขภาวะ (DALYs) สูงที่สุดในประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไป ขณะที่โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลัน
สามารถให้การรักษาได้โดยยาละลายล่ิมเลอื ด แตต่ ้องมาให้ทันภายในเวลา 270 นาทีหลังเร่ิมมอี าการ และเป็น
โรคที่ผลลัพธ์ของการรักษาข้ึนกับระยะเวลา (time dependent) “ย่ิงให้ยาเร็วย่ิงดี” อย่างไรก็ตามแม้ผู้ป่วย
จะมาถึงโรงพยาบาล ได้เร็วมากพอ แต่ระบบช่องทางด่วน (stroke fast track) ของโรงพยาบาลอาจยังไม่มี
ประสิทธิภาพที่ดีพอในการดูแลผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับยาละลายล่ิมเลือดได้จำนวนน้อย และได้รับยา
ในเวลาช้า สง่ ผลโดยตรงต่อผลการรักษา ไดแ้ ก่ อัตราทุพพลภาพและเสียชีวิต อกี ทงั้ ดา้ นความคุ้มค่าของตน้ ทุน
ประสิทธิผล (cost effectiveness) ในระบบสาธารณสุข เช่น อัตราครองเตียง การกายภาพบำบัด การดูแล
บำบัดในระยะยาว และคุณภาพชีวติ ของผปู้ ่วย
วัตถปุ ระสงค์

เพื่อพัฒนาระบบช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง (stroke fast track) ทำให้สามารถให้ยาละลาย
ล่ิมเลือดผู้ป่วยจำนวนมากข้ึน ให้ยาได้เร็วขึ้น และภาวะแทรกซ้อนสำคัญเลือดออกในสมองหลังได้รับยาละลาย
ลมิ่ เลอื ดลดลง ภายหลงั เร่ิมต้นให้ยาละลายล่ิมเลอื ดท่ีแผนกฉุกเฉนิ โรงพยาบาลนครปฐม ในเดอื นเมษายน 2559
วิธดี ำเนนิ การ

ทำการ lean ข้ันตอนต่างๆ และ CQI ในการพัฒนากลยทุ ธ์ตอ่ เน่อื งเพื่อใหผ้ ปู้ ่วยไดย้ าเร็วขนึ้
• ทบทวนองคค์ วามรู้ และปรบั ปรุงแนวทางให้ทนั ยุค
• ทำการปรบั ลดขนั้ ตอนทีซ่ บั ซ้อน
• มีเอกสารพรอ้ มใช้ เช่น standing order, check lists, consent form
• เพิม่ จำนวนบุคลากรแพทย์ และพยาบาลเมือ่ มีผปู้ ่วยมาทีแ่ ผนกฉุกเฉนิ
• เพ่มิ การตดั สินใจให้ยาโดยแพทย์เวชศาสตรฉ์ ุกเฉนิ
• ใหย้ าละลายลิม่ เลอื ด ณ แผนกฉุกเฉิน
• ทบทวน และพฒั นากลยุทธ์ต่อเนอื่ ง
• ทำงานเป็นทีม

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

12

ผลการดำเนนิ งาน

จำนวน / จำนวนผ้ปู ว่ ย เม.ย.58-ม.ี ค.59 เม.ย.59-ม.ี ค.60 เม.ย.60-ม.ี ค.61 เม.ย.61-มี.ค.62

Ischemic stroke 1382 1385 1471 1474

Administrated rtPA 15 88 145 195

rtPA rate 1.1% 6.4% 9.9% 13.2%

DTN within 60 min 2 (13.3%) 68 (77.3%) 128 (88.3%) 177 (90.8%)

DTN within 45 min 0 47 (53.4%) 104 (71.7%) 164 (84.1%)

Mean DTN time 102.0 min 49.0 min 39.9 min 36.0 min

Mean OTT time 176.3 min 144.9 min 162.1 min 149.2 min

ICH after rtPA administration 4 (26.7%) 10 (11.4%) 7 (5.5%) * 6 (3.4%) **

Refer for thrombectomy N/A N/A 17 20

N/A; not available, rtPA; recombinant tissue plasminogen activator, ICH; intracranial hemorrhage

DTN; door to needle, OTT; onset to treatment, *จากผปู้ ่วย 128 รายที่ไม่ได้ refer, **จากผปู้ ว่ ย 175 รายทไี่ มไ่ ด้ refer

จากเดิมกอ่ นเริ่มให้ยาละลายลิ่มเลือดทีแ่ ผนกฉุกเฉิน มีผู้ป่วยไดร้ ับยา 15 ราย/ปี คิดเปน็ จำนวน 1.1%
ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดทั้งหมด ภายหลังพัฒนาระบบช่องทางด่วน และการให้ยาท่ีแผนก
ฉกุ เฉินสามารถให้ยาในช่วงปี 2562 เพ่ิมจำนวนเป็น 195 ราย/ปี คิดเปน็ 13.2% ผู้ป่วยได้รับยาเร็วข้ึนจากเดิม
ผู้ปว่ ยเมื่อมาถึงโรงพยาบาลจนกระทั่งได้รบั ยาเฉลี่ย 102 นาที ลดเหลอื เพียง 36 นาทีในช่วงปี 2562 และมีเคส
ท่ีได้รับยาเร็วที่สุดเป็นสถิติในเดือนพฤศจิกายน 2562 ในเวลาเพียง 6 นาที !!! หลังมาถึงโรงพยาบาล โดยมี
ตัวชี้วัดสำคัญท่ีสะท้อนคุณภาพของระบบช่องทางด่วน คือ ระยะเวลาต้ังแต่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนกระทั่ง
ได้รับยาละลายล่ิมเลือด (door-to-needle, DTN time) พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยได้รับยาภายใน 60 นาที
เพ่ิมจาก 13.3% เป็น 90.8% ขณะที่ตัวช้ีวัดข้ันพัฒนาต่อยอดท้าทายให้สามารถใหย้ าละลายล่ิมเลอื ดได้ภายใน
45 นาที จากเดิม 0% เพิ่มเป็น 84.1% ในปี 2562 ในส่วนภาวะแทรกซ้อนเลือดออกในสมองหลังได้รับยา
มีจำนวนลดลงจาก 26.7% เปน็ 3.4% ในปี 2562 ซ่ึงไม่เกินค่าเกณฑม์ าตรฐาน

อภปิ รายผล
การพัฒนาระบบช่องทางด่วนโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke fast track) ในบริบทประเทศไทย

สามารถพัฒนาให้ได้ผลลัพธ์ท่ีดีตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับยาละลายล่ิมเลือดจำนวนเพิ่มขึ้น
และรวดเร็วยิ่งข้ึน ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันซี่งเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินท่ีมีปัจจัยด้านเวลา
ส่งผลโดยตรงต่อผลการรักษาได้รับการรักษาท่ีมีประสิทธิภาพเพ่ือให้ลดอัตราเสียชีวิต ลดภาวะทุพพลภาพ
หายปว่ ย และเกิดความคมุ้ ค่าของตน้ ทนุ ประสทิ ธผิ ล (cost effectiveness) ในระบบสาธารณสขุ
ความภาคภูมิใจ

การพัฒนาแผนกฉุกเฉิน เพ่ือให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการรักษาท่ีเป็นมาตรฐานภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด
เกิดผลลัพธ์ท่ีดตี อ่ ผู้ป่วย ส่งผลให้เกดิ ความค้มุ ค่าในระบบสาธารณสขุ ----- Keep ER for Emergency -----

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

13

เรอ่ื ง "ทางลอด สามรอ้ ยยอดโมเดล "

นางศรไี พร ทพั พะรังสี
พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ
งานอบุ ตั ิเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลประจวบครี ขี ันธ์

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นจังหวัดท่ียาวที่สุดในประเทศไทย และเป็นเส้นทางสายเดียวที่ผ่านลงสู่

ภาคใต้ ถนนเพชรเกษม ระยะทาง 212 กิโลเมตร แม้จะมีหลายหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องได้ใช้ความพยายาม
อย่างยิ่งที่จะให้ความรู้ ความเข้าใจ ท้ังทางด้านการบังคับใช้กฎหมาย การฝึกอบรมให้ความรู้ในการป้องกัน
อุบัติเหตุทางถนนการสร้างความตระหนัก และสร้างจิตสำนึกด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยโดยการ
ประชาสัมพันธ์ตามส่ือต่างๆ อย่างเต็มท่ี และเต็มกำลังความสามารถแล้วก็ตาม แต่สถิติการเกิดอุบัติเหตุ
จากการใช้รถใช้ถนน ก็ไม่ได้ลดลงอย่างท่ีได้ตั้งใจไว้ องค์ประกอบของอุบัติเหตุเกิดจาก 3 ปัจจัย คน รถ ถนน
แตม่ แี นวโน้มว่า คน เปน็ สาเหตุหลักท่ีก่อให้เกดิ อบุ ัตเิ หตุซ่งึ ผูเ้ สยี หายมีแนวโนม้ ทจี่ ะเกิดข้นึ กับประชาชนในพืน้ ท่ี
ตา่ งๆ เพ่ิมมากข้ึน ปัญหาอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนน บริเวณที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คอื จุดกลับรถมีสถติ ิเพ่ิมขึ้น
ทุกวัน กลุ่มชาวบ้านอำเภอสามร้อยยอดกลุ่มหน่ึง มีการรวมกลุ่มชื่อกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากจราจร
สามร้อยยอด ช่วยแก้ไขปัญหาแบบชาวบ้าน รอไม่ได้ จึงจัดต้ังกลุ่มแกนนำที่มีเป้าหมายเดียวกัน ทำทางลอด
ถนนน่ันคือหนทางท่ีปลอดภัยที่สุดสำหรับชาวบ้าน โดยทำทางลอดจากสะพาน หรือท่อระบายน้ำที่มีอยู่เดิม
แก้ไขตอ่ เติมใหใ้ ช้งานเป็นเสน้ ทางปลอดภยั เป็นต้นแบบให้นำไปทำในพนื้ ที่อ่ืนๆ

วตั ถปุ ระสงค์
เพอื่ ลดจำนวนการสญั จรผา่ นจุดกลบั รถ ท่เี ป็นจุดเสี่ยงเส้นทางหลัก ลดจำนวนการเกิดอุบตั ิเหตุจราจร

ในพื้นท่ี ประชาชนทง้ั สองฟากฝงั่ เดนิ ทางไปมาหาสู่กนั ได้อยา่ งปลอดภัย

วิธีการดำเนินการ
1. การสร้างกลุ่มดำเนินงานภาคประชาชน กลุ่มชาวบ้านเป็นผู้นำเสนอเองทั้งหมด ไม่มีนักการเมือง

มีภาครฐั และองคก์ รท้องถนิ่ มสี ่วนร่วม หน่วยงานภาครัฐที่เก่ยี วข้อง จะคอยสนบั สนุน ไมต่ ้องระวงั จะถกู สอบยอ้ นหลัง
2. แต่งตั้งคณะกรรมการ จัดต้ังประธานกลุ่ม รองประธานคนที่ 1 รองประธานคนที่ 2 เหรัญญิก

ฝ่ายประชาสมั พันธแ์ ละขอ้ มลู เหรัญญกิ เลขานุการกล่มุ
3. ต้งั ชอ่ื กลุ่ม “กล่มุ ผู้ได้รบั ผลกระทบจากการจราจรสามร้อยยอด”
4. จัดต้ังกองทุน โดยเร่ิมบริจาคในกลุ่ม ตั้งกลุ่มไลน์ มีหน่วยงานหลักอยู่ในกลุ่ม เช่น แขวงทางหลวง

การประปา ตำรวจภูธร นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกเทศบาล มูลนิธิ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ชาวบ้าน
นัดแกนนำประชุมบ่อยๆ เพื่อหาทางออก พบปัญหา มีทุกข้ันตอน แต่ผ่านมาได้ จากการรวมกลุ่มพูดคุย
ให้กำลงั ใจ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

14

5. ประชุมกำหนดจุดพื้นที่มองหาท่อสะพาน ที่สามารถทำทางลอดได้ และลงพ้ืนที่ ร่วมกับผู้เก่ียวข้อง
แขวงทางหลวง เพื่อเสนอแนะแนวทาง

6. ทีมทีไ่ ด้รับการแต่งตง้ั เข้าไปเจรจาเรื่องพ้นื ท่ีดา้ นข้างทางลอด ขอความเมตตาจากเจ้าของที่ดินท่ตี ิด
กับแนวทางถนนขึ้นลง (หา้ มใชน้ ักการเมือง และผ้นู ำทอ้ งถ่ินผู้มีอำนาจเข้าไปเจรจาจะเกิดแรงต้าน)

7. ทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอกสารแผนท่ี สถิติอุบัติเหตุ ภาพถ่าย, หนังสือยินยอมจาก
เจา้ ของพืน้ ทที่ เ่ี กย่ี วขอ้ ง

8. มกี ารเกิดรวมกลุ่มใหมเ่ พิม่ พน้ื ที่ สรา้ งทางลอดเพมิ่ ขนึ้ ต่อยอด สง่ิ ดๆี พนื้ ทอี่ ่ืน ในจงั หวัด และตา่ งจังหวดั
ผลการดำเนนิ การ

การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตำรวจ ทหารมีบทบาทรักษาความปลอดภัย ร่วมลงสำรวจพื้นที่ ประสาน
ความขัดแย้งการพิพาทต่างๆ, ผู้นำท้องถิ่น นัดชาวบ้านประชุมร่วมลงสำรวจพ้ืนที่ ประสานความร่วมมือ แก้ไข
ความขัดแย้ง, เจ้าของที่ดินใกล้เคียงมีบทบาทหน้าท่ีสำคัญมาก บริจาคท่ีดินให้กับการสร้างทางลอดด้วยความเต็มใจ
และร่วมบริจาคเงินเข้ากองทุนกลุ่ม, แกนนำกลุ่มร่วมจัดต้ังแกนนำแก้ไขปัญหาพ้ืนท่ีพิพาท ทำงานจริงจัง ทีมงาน
ต้องมีศักยภาพ มีอาชีพมั่นคง ไม่ยุ่งเก่ียวการเมือง ประสานงานเก่ง, สาธารณสุขให้ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุ, เจ้าหน้าท่ี
กู้ภัยร่วมลงสำรวจพื้นท่ี รักษาความปลอดภัย ดูแลความเรียบร้อย, ผู้บริจาคเงินสนับสนุนมีบทบาทหน้าที่
ประชาสัมพันธ์ปากต่อปากให้เกิดแรงศรัทธาร่วมบริจาค, ทีมส่ือ สอจร. และทีมพี่เลี้ยงมีบทบาทหน้าท่ี
ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลสถติ ิอุบตั ิเหตุ ประชมุ ร่วมแก้ไขปญั หา เกิดทางลอดท่ีเกิดจากกลุ่มใหม่ อกี 2 จุด อำเภออ่ืนๆ
ในจังหวัด อีก 5 จุด ศูนย์ความปลอดภัยทางถนนจังหวัดประจวบเห็นความสำคัญให้หมวดทางหลวงจังหวัดสำรวจ
พื้นท่ี สะพาน ท่อระบายน้ำ และก่อสร้างเพิ่มอีก 7 จุด กลุ่มผู้รับผลกระทบจากจราจรสามร้อยยอด ได้รับรางวัล
Prime Minister Road Safety Awards งานสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง ความปลอดภัยทางถนน คร้ังท่ี ๑๔
วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร แกนนำจังหวัด
อ่ืนๆ ให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีอยู่แล้ว มาทำให้เกิดการใช้งานมีประโยชน์ งบประมาณน้อยและ
ชาวประชาชนปลอดภยั
อภิปรายผล

จังหวัดให้ความสำคัญ โดยมอบให้หมวดทางหลวงร่วมกับเครือข่ายสำรวจพ้ืนที่ท่ีมีสะพานหรือท่อที่มี
อยู่เดิม และดำเนินการก่อสร้างด่วน ใช้งบประมาณน้อย ใช้งานได้จริง เกิดทางลอด 7 จุด มีการขยายกลุ่ม
ต่อยอดอีกหลายกลุ่มในระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีการเปิดทางลอดท่ีเกิดข้ึนจากการต่อยยอด โดยมี
นายแพทย์วทิ ยา ชาติบัญชาชยั ประธาน สอจร. ใหเ้ กยี รตลิ งพ้นื ท่ี และเปน็ ประธานเปิดงานและรว่ มบริจาคเงิน

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

15
ความภาคภูมใิ จ

จากกลมุ่ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากจราจรสามร้อยยอด การสร้างทีมงานท่ีมีจติ สาธารณะ พร้อมที่
จะสละเวลาในการรว่ มกัน สรา้ งความรูส้ ึกดีๆ ให้กับประชาชนทกุ ภาคสว่ น เพ่มิ ความปลอดภัยในชีวติ ทรพั ยส์ ิน
อันมีค่า โดยเฉพาะชีวิตของผู้คนที่สัญจรไปมา เป็นอุโมงค์ทางลอดต้นแบบ คือ รูปแบบการแก้ไขอุบัติเหตุ
บนถนนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนสามร้อยยอด ซ่ึงถือเป็นชุมชนต้นแบบท่ีสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุบนถนน
ลงได้อย่างชัดเจน รัฐให้ความสำคัญ เป็นชุมชนต้นแบบที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการจราจรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ซ่ึงอุโมงค์ทางลอดท่ีเกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชน มาช่วยเสริมการทำงานของอุโมงค์ทางลอด ท่ีสร้าง
จากงบประมาณรฐั บาล โดยศูนยค์ วามปลอดภัยทางถนนจังหวัดประจวบคีรขี ันธ์ สั่งการหัวหนา้ หมวดทางหลวง
สำรวจพ้ืนท่เี สย่ี งบนถนนเพชรเกษมในแต่ละอำเภอ เพ่ือวางแผนในการเข้าดำเนนิ การแก้ไขปัญหาจราจร อย่าง
เป็นระบบ โดยมีจุดทางลอดเพ่มิ ขึ้น นายแพทยว์ ิทยา ชาติบัญชาชยั ประธาน สอจร. ให้เกียรตลิ งพ้ืนท่ีและเป็น
ประธานเปิดทางลอด ลมหายใจแห่งความรักของชาวสามร้อยยอด มีการทำข่าวประชาสัมพันธ์ ได้นำแนวคิด
วิธีการทำงานของทางกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจราจรสามร้อยยอด หรือ “สามร้อยยอดโมเดล” ไปปรับใช้เพื่อ
แก้ไขปัญหาอบุ ัตเิ หตทุ างถนนตอ่ ไป

z
ต่อยอดงานทางลอดสามร้อยยอดโมเดล ทมี ส่ือ สอจร.สว่ นกลาง และสอจร.ประจวบครี ีขันธ์ ลงพ้ืนที่

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

16
ต่อยอดเกิดกลุ่มใหม่ในตำบลไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยยอด มแี กนนำกลุ่มเปน็ พ่เี ลีย้ ง มติที่ประชมุ รวมเป็นกลมุ่
เดียวกัน กลมุ่ ผ้ทู รี่ ับผลกระทบจราจรสามร้อยยอด ร่วมคิดทำทางลอดเพ่ิม 3 จดุ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

17

เร่ือง Best Practice Service Plan สาขาอบุ ัติเหตุฉกุ เฉิน

นางฉันทนา อาศาสตร์
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
หนว่ ยงานอบุ ัติเหตุฉุกเฉนิ โรงพยาบาลกระทุ่มแบน

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
การดูแลผู้ป่วยท่ีได้รับบาดเจ็บ เมื่อแรกรับที่ห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉินมีความสำคัญมากจึงทำให้ต้องมีการ

พัฒนาระบบการดูแลผู้บาดเจ็บช่องทางด่วนพิเศษอย่างต่อเน่ือง สำหรับการสร้างระบบการดูแลผู้บาดเจ็บท่ีมี
อัตราการเสียชวี ิตสงู ของโรงพยาบาลกระทุ่มแบนไดม้ ีการนำกรณีศึกษาทเี่ ป็นผู้บาดเจ็บวกิ ฤตฉิ กุ เฉนิ (สีแดง) คือ
ผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตราการเสียชีวิตสูง นำมาทบทวนในทีมสหวิชาชีพ และพัฒนาปรับปรุงเป็นแนวทางการดูแล
ผู้บาดเจ็บที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง และถือปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากการประชุม
เดือนละคร้ังของทีมท่ีดูแลและพัฒนากระบวนการดูแลผู้ป่วยศลั ยกรรมในโรงพยาบาล (PCT ศัลยกรรม) ยังพบ
อุบัติการณ์การเสียชีวิตของผู้บาดเจ็บที่มีค่ารอดชีวิต > 0.75 ซึ่งในปี พ.ศ. 2560 พบจำนวน 2 รายและ ปี พ.ศ. 2561
พบจำนวน 1 ราย จากการติดตาม และทบทวนการใช้แนวทางการดแู ลผ้บู าดเจ็บที่มอี ตั ราการเสียชีวิตสูง ทำให้
ทราบว่าปัญหาอาจเกิดจากกระบวนการในการประเมินของผู้ปฏิบัติอาจไม่ครบถ้วนและครอบคลุม ดังน้ัน
ผวู้ ิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาคุณภาพการใช้แนวทางการดูแลผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตราการเสียชีวิตสูง เพื่อสะท้อน
ถึงคุณภาพของการบริการที่เกิดข้ึน และนำผลมาปรับปรุงการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตรา
การเสียชวี ติ สงู ให้มีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ ตอ่ ไป

วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ศึกษาคุณภาพดา้ นกระบวนการของการจดั การดแู ลผู้บาดเจบ็ ท่มี ีอตั ราการเสียชีวิตสงู
2. เพอื่ ศึกษาคุณภาพดา้ นผลลัพธ์ของการจัดการดูแลผบู้ าดเจบ็ ที่มีอัตราการเสยี ชีวติ สูง

วิธีดำเนินการ
การวิจัยครั้งน้ีเปน็ การวิจยั เชงิ บรรยาย (descriptive research) แบบการศึกษายอ้ นกลบั (retrospective study)

กลุ่มตัวอย่าง เลือกจากประชากรเข้าถึงแบบเฉพาะเจาะจงโดยมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ท่ีกำหนด (inclusion
criteria) คือ เป็นเวชระเบียนของผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตราการเสียชีวิตสูง และเข้ามารับการรักษาที่แผนกอุบัติเหตุ
และฉุกเฉิน ตั้งแต่ตุลาคม 2560 จนถึงกันยายน 2561 เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน
ได้แก่ 1) ข้อมูลด้านผู้รบั บริการ 2) แบบบนั ทกึ การจัดการดแู ลด้านกระบวนการตามแนวทางการดูแลผบู้ าดเจ็บ
ท่ีมีอัตราการเสียชีวิตสูง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ภายหลังโครงร่างวิจัยได้รับอนุมัติให้ดำเนินการวิจัยจาก
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย และได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว ผู้วิจัยดำเนินการเก็บ
รวบรวมข้อมูลโดยการเก็บข้อมลู จากเวชระเบียน โดยทำการสบื ค้นขอ้ มูลผู้ปว่ ยจากเวชระเบียนของโรงพยาบาล
กระทุ่มแบน บันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกข้อมูลตรวจสอบความครบถ้วน ความถูกต้องของข้อมูล
และวเิ คราะห์ทางสถิติ

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

18

ผลการดำเนนิ งาน
ส่วนท่ี 1 ข้อมูลท่ัวไปของผู้บาดเจ็บที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 85.7

และเพศหญิง ร้อยละ 14.3 ส่วนใหญม่ อี ายุเฉลย่ี 34.56 (SD = 15.58 ) โดยมีชว่ งอายุ 25 – 59 ปี รอ้ ยละ 88.9
ข้อมูลด้านสุขภาพของผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตราการเสียชีวิตสูงพบว่า ประเภทการบาดเจ็บเป็นบาดเจ็บที่ศีรษะ

(head injury) มากท่ีสุด รอ้ ยละ 41.3 รองลงมาเป็นบาดเจ็บหลายระบบ (multiple injury) ร้อยละ 36.5 และบาดเจ็บจาก
การท่ิมแทง (penetrating injury) ร้อยละ 17.5 มีคะแนน glasgow coma scale อยู่ระหว่าง 3 - 8 มากที่สุด ร้อยละ
50.8 พบว่ากลุ่มผู้บาดเจ็บที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 96.8 และมีโรคประจำตัว คือ
ความดันโลหิตสูง ร้อยละ 3.2 ได้รับการวินิจฉัยเป็นบาดเจ็บอวัยวะในช่องท้อง (blunt abdominal injury) ร้อยละ 4.8
,บาดเจ็บจากการทิ่มแทง (penetrating injury) ร้อยละ 17.5, บาดเจ็บท่ีศีรษะ (head injury) ร้อยละ 41.3 และบาดเจ็บ
หลายระบบ (multiple injury) ร้อยละ 36.5

สว่ นที่ 2 แนวทางการจดั การดแู ลผ้บู าดเจ็บทมี่ ีอตั ราการเสียชวี ิตสูง
บทบาทอิสระ พบว่าการประเมินการซักประวัติอาการสำคัญท่ีมาโรงพยาบาลมีการบันทึกครบถ้วน
ชัดเจน ร้อยละ 98.4, การประเมินระดับการรู้สึกตัว ร้อยละ 100, การประเมินสัญญาณชีพครบถ้วนทั้งอุณหภูมิ,
ชพี จร, การหายใจและความดนั โลหิต ร้อยละ 66.7 และการประเมนิ บาดแผลครบถว้ น รอ้ ยละ 85.7
บทบาทร่วมกับแพทย์ พบว่าการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดบันทึกครบถ้วนและลงช่ือผู้ทำ ร้อยละ 49.2
การเจาะเลือดตามการรักษาที่บันทึกครบถ้วนท้ังเวลาและชื่อผู้ทำ ร้อยละ 28.6 การบันทึกการเอกซเรย์มีการ
บันทึกครบถ้วน ร้อยละ 49.2 การให้ออกซิเจนหากออกซิเจนปลายนิ้วมีค่าน้อยกว่า 95% มีการบันทึกเวลา
ในการใหอ้ อกซเิ จนครบถว้ น รอ้ ยละ 77.8 การประเมินบาดแผลและบนั ทกึ ชอ่ื ผู้ทำครบถว้ น รอ้ ยละ 47.6
บทบาทร่วมกับบุคลากรทีมสุขภาพอื่นๆ พบว่าผลลัพธ์ของการจัดการดูแลผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตราการ
เสียชีวิตสงู การรกั ษาภายใน 4 นาที สามารถปฏิบัติได้ทง้ั หมดร้อยละ 100 และผ้บู าดเจบ็ ท่มี ีอัตราการเสียชวี ิตสูง
มคี ่ารอดชวี ติ มากกวา่ 0.75 เสียชวี ิต รอ้ ยละ 1.58
การจัดการดูแลผู้บาดเจ็บที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง พบว่าการรายงานศัลยแพทย์บันทึกครบถ้วน
ร้อยละ 55.6 การติดต่อประสานงานโรงพยาบาลปลายทางเพ่ือการส่งตัวลงบันทึกเวลาและช่ือผู้ทำครบถ้วน
ร้อยละ 68.3

อภิปรายผล
คุณภาพการจัดการดูแลผู้บาดเจ็บท่ีมีอัตราการเสียชีวิตสูง ที่เข้ารับการรักษาในห้องอุบัติเหตุและ

ฉุกเฉิน ด้านกระบวนการในด้านบทบาทอิสระ พบว่าการบันทึกส่วนใหญ่ไม่พบการบันทึกอุณหภูมิของร่างกาย
ซ่ึงภาวะไข้เป็นปัญหาท่ีพบได้บ่อยในผู้ท่ีได้รับบาดเจ็บท่ีศีรษะ เป็นผลมาจากไฮโปทาลามัส (hypophalamus)
ถูกกระทบกระเทือนทำให้สูญเสียการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติได้
ด้านบทบาทร่วมกับแพทย์ พบว่าการบันทึกการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดควรบันทึกให้ครบถ้วนทั้งช่ือและเวลา
ของผู้ปฏิบัติ แต่การบันทึกการเอกซเรย์และการให้ออกซิเจนหากบันทึกเพียงเวลาเพียงพอในการบันทึกข้อมูล
การขาดการบันทึกผู้ปฏิบัติไม่ส่งผลต่อกระบวนการในการดูแลรักษา แต่การบันทึกข้อมูลทางการพยาบาล
ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้านบทบาทร่วมกับบุคลากรทมี สุขภาพอื่นๆ พบว่ามีปัญหาอยู่ จึงไดน้ ำมาทบทวนเพื่อการ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

19
บันทึกท่ีครบถ้วนสมบูรณ์มากย่ิงข้ึน และยังสามารถส่ือสารให้ทีมเข้าใจถึงการปฏิบัติงาน ด้านผลลัพธ์ของการ
จัดการดูแลผู้บาดเจ็บที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง พบว่าได้รับการผ่าตัดภายใน 60 นาทีทันตามเวลาเป็น จำนวน
10 ราย คิดเปน็ ร้อยละ 58.82 ไม่พบการเสียชีวิต
ความภาคภมู ิใจ

นำข้อมูลประเมินคุณภาพการจดั การดูแลผู้บาดเจ็บที่มีอตั ราการเสียชีวิตสูงมาวางแผนยทุ ธศาสตร์ของ
โรงพยาบาลกระทุ่มแบน

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

20

เรือ่ ง โครงการ Smart TPN (smart total parenteral nutrition)

นางสุธญั ญา บรรจงภาค นายแพทยเ์ ช่ยี วชาญ
กลมุ่ งานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนครปฐม

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
โรงพยาบาลนครปฐมดูแลรักษาทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย โดยน้ำหนักตัวน้อยกว่า 2,500 กรัม

เป็นจำนวนมากในปี พ.ศ. 2560 มี 524 คน, ปี พ.ศ. 2561 มี 422 คน, ปี พ.ศ. 2562 มี 437 คน และน้ำหนักตัว
น้อยกว่า 1,500 กรัม ในปี พ.ศ. 2560 มี 57 คน, ปี พ.ศ. 2561 มี 40 คน, ปี พ.ศ. 2562 มี 89 คน เป็นกลุ่มท่ีมี
ปัญหาทางการหายใจ ปัญหาทางการดูดกลืน และระบบทางเดินอาหารยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องให้
สารอาหารทางหลอดเลือดดำ เพื่อเพิ่มพลังงานและสารอาหารครบถ้วนให้ทารกเจริญเติบโตตามวัย เมื่อมีการสั่งใช้
สารอาหารทางหลอดเลือดดำมากขึ้น มีความเส่ียงในการเกิดความผิดพลาดในการส่ังขนาด ชนิดของสารอาหาร
และสารละลาย เกิดปัญหาตกตะกอน ความล่าช้าการส่งแบบฟอร์มการส่ังใช้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ
แก่เภสัชกรล่าช้า เกิดปัญหาการติดเชื้อจึงมีการพัฒนาสูตรและแบบฟอร์มท่ีเหมาะสม สะดวก รวดเร็ว ชัดเจน
ลดความผิดพลาด และให้เกิดความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อน การติดเช้ือ ความผิดสมดุล กรด ด่าง เกลือแร่
ลดภาวะกระดูกบาง PCT กุมาร จึงพัฒนาสูตรสารอาหารทางหลอดเลือดดำท่ีเหมาะสม และพัฒนาแบบฟอร์ม
ในคอมพิวเตอร์ โปรแกรม excel เพื่อลดระยะเวลาการคำนวณ และลดความผิดพลาดจากการเขียน และคำนวณ
ขนาดสารละลาย ผลลัพธ์ เกิดความพึงพอใจแก่บุคลากรท่ีใช้รวดเร็ว ชัดเจน ลดความผิดพลาด ของขนาด
สารอาหารและสารละลาย ลดภาวะตกตะกอนของสารละลาย

วัตถปุ ระสงค์
1. จัดทำสตู รอาหารทางหลอดเลือดดำท่ีมพี ลงั งานและสารอาหารครบถว้ น และปลอดภยั กับผปู้ ว่ ย
2. จัดทำแบบฟอร์มส่งั ใช้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ หรอื โปรแกรมสัง่ ใช้ท่ีสะดวก รวดเร็ว ลดความ

ผิดพลาดของขนาดสารอาหารและสารละลาย สามารถสื่อสารระหวา่ งสหวชิ าชีพทเ่ี กี่ยวขอ้ งไดช้ ดั เจน

วธิ ดี ำเนินการ
1. ศึกษาสตู รอาหารทางหลอดเลือดดำจากโรงพยาบาลศิรริ าช /โรงพยาบาลอ่ืนๆ
2. พฒั นาแบบฟอรม์ การสง่ั ใช้เพือ่ ให้งา่ ย รวดเร็ว ลดความคลาดเคลอื่ น
3. ศึกษาวิทยาการใหมๆ่ และผลติ ภณั ฑ์ใหมท่ ีผ่ า่ นงานวิจยั และผ่านการรับรองจาก อย.
4. ปรับปรุงสูตรอาหารทางหลอดเลือดที่ลดภาวะแทรกซ้อน การติดเชื้อ การตกตะกอนของสารละลาย

ลดความผิดสมดุลกรด - ด่าง - เกลือแร่ โดยเปลี่ยนจาก K2HPO4 เป็น Glycophos (organic source : sodium
glycerophosphate) และเปลีย่ นจาก intra lipid เป็น SMOF Lipid

5. พัฒนาแบบฟอรม์ การสั่งใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ excel

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

21
ผลการดำเนินการ

1. มสี ูตรอาหารทางหลอดเลอื ดที่มีสารอาหารครบถ้วน
1) โดยเปล่ียนจาก intralipid เป็น SMOF lipid เพ่ิมพลังงาน และลดภาวะติดเชื้อ (Smof lipid

ประกอบดว้ ย S - Soybean oil (w-6), M - MCT medicine chain triglyceride, O - Olive oil (W-9), F - Fish oil (W3))
2) เปล่ียน K2HPO4 เป็น Glycophos (organic source คือ sodium glycerophosphate)

เพอื่ ป้องกนั ภาวะตกตะกอน
2. มีแบบฟอร์มการสัง่ ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ excel ในการสั่งใช้ TPN (total parenteral nutrition)

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

22
อภปิ รายผล

1. การยอมรบั ของแพทย์ในการใช้แบบฟอร์มใหม่ โดยโปรแกรม excel เดมิ 50% เป็น 100%
2. การตกตะกอนของสารละลายกอ่ นใช้ Glycophos เดมิ 20% ลดลงเปน็ 0%
3. การใช้ SMOF Lipid แทน intra lipid เดิม อาจวัดผลได้ไม่ชัดเจน เพราะมีหลายปัจจัย แนวโน้ม
อัตราตายจาก Sepsis ลดลง ปี 2560 2.95% (11/368) ปี 2561 0.7% (3/430) ปี 2562 1.56% (6/385)
ความภาคภมู ใิ จ
1. ร่วมมือในการนำวิทยาการใหม่ๆ มาพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสม และนำมาพัฒนาแบบฟอร์ม
โดยใช้เทคโนโลยี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยบุคลากรในทีมที่มีความสามารถในการจัดทำโปรแกรม
คอมพิวเตอร์
2. สหวชิ าชีพรว่ มทบทวนความผิดพลาดนำมาปรับปรงุ แก้ไข
3. เป็นเคร่ืองมือสื่อสารระหว่างสหวิชาชีพท่ีชัดเจน เพ่ิมความสะดวก รวดเร็ว ลดปัญหา ความผิดพลาด
และภาวะแทรกซ้อน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

23

เร่ือง โปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูปบริหารยาในทารกแรกเกดิ (NNDAP)

นางสาวธญั ลักษณ์ ฐาปนพงษ์ไพบูลย์
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ

หอผปู้ ่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลนครปฐม

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทยข์ องตะวนั ตกจัดใหเ้ ด็กทอี่ ายเุ กิน 12 ปีข้ึนไป ถือว่าร่างกายทำงานไดด้ ี

เท่าผ้ใู หญ่ สามารถใชย้ าตา่ งๆ เหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ สำหรบั รา่ งกายของทารกและเด็กที่มอี ายุ ตำ่ กว่า 12 ปี
โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด หรือเดก็ เล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี อวัยวะต่างๆ ท่จี ะกำจัดยาออกจากร่างกายยังเจริญเติบโต
ไม่เต็มท่ี เม่ือให้ยาแก่เด็กแล้ว เด็กจะตอบสนองต่อยาเร็วกว่าผู้ใหญ่มาก ดังนั้น การใช้ยาในเด็กจึงต้อง
ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการใช้ยาในเด็กมีแตกต่างจากผู้ใหญ่ กล่าวคือในแง่ 1) การดูดซึมยาเข้าร่างกาย
2) การเผาผลาญทำลายยาและการขับถ่ายออก 3) น้ำหนักตัว ส่วนสูง พื้นที่ผิวของร่างกายเด็กจะมีน้อยกว่า
ผใู้ หญ่ ฉะนั้นขนาดยาของเด็กจึงน้อยกว่าของผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมักคิดขนาดยาของเด็กจากพ้ืนที่ผิวหรือน้ำหนัก
ของร่างกาย แล้วนำมาเทียบส่วนกับร่างกายผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามขนาดยาท่ีคิดได้ก็ต้องคำนึงถึง อายุ ความสมบูรณ์
ของอวัยวะ ของเหลวและเกลือแร่ในร่างกาย ผลทางสรีรวิทยาของยานั้นรวมท้ังภาวะของโรคน้ันๆ ด้วย
(นันทพงศ์ บุญฤทธ์ิ, 2561) ดังนน้ั การบริหารยาในเดก็ จึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในทารกแรกเกิด

จากการศึกษาของ Joint Commission Resources ของสหรัฐอเมริกาพบว่า ความคลาดเคลื่อน
ในการบริหารยาเป็นอุบัติการณ์ท่ีไม่พึงประสงค์ท่ีพบมากในโรงพยาบาลเป็นอันดับ 4 (Robert, 2007) และ
ในประเทศไทย พบเป็นอันดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 22.5 โดยประมาณร้อยละ 10 ของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
ที่เกิดจากความผิดพลาดในการให้ยาซ่ึงมีระดับความรุนแรงมาก โดยอุบัติการณ์การบริหารยาผู้ป่วยใน
ส่วนใหญ่พบเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดข้ึนกับเทคนิคการบริหารยา 6 R ได้แก่ ให้ยาผิดขนาด ผิดคน ผิดทาง
ผิดชนิดยา ผิดเวลา ผิดเทคนิค และเม่ือเกิดอุบัติการณ์ครั้งหนึ่ง อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายถึงกับชีวิตได้
(ธดิ า นงิ สานนท์ และคณะ)

สำหรับอุบัติการณ์ที่เก่ียวข้องกับความคลาดเคล่ือนทางยาของหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาล
นครปฐม จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังต้ังแต่ปี 2557-2559 พบอุบัติการณ์ความคลาดเคล่ือนมีแนวโน้ม
เพิ่มสูงขึ้นจาก 27 คร้ังเป็น 47 ครั้ง และความรุนแรงระดับ E เพ่ิมขึ้นแม้จะมีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
จากโดยเฉพาะด้านการให้ยาผิดชนิด ผิดขนาด และผิดเวลา ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก Human error
ถึงร้อยละ 97.2 และเป็นสิ่งท่ีสามารถแก้ไขได้ถึงร้อยละ 90.24 หอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลนครปฐม
ได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาระบบการบริหารยาในทารกแรกเกิด จึงสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำเรจ็ รปู บริหารยาในทารกแรกเกดิ ขึน้ โดยมีการวางระบบฐานขอ้ มลู และสตู รคำนวณทจ่ี ำเป็นในการบริหารยา
สำหรับทารกแรกเกิด เพ่ือใช้ในการบริหารยาสำหรับทารกแรกเกิด เพื่อความปลอดภัยจากการบริหารยาและ
ลดความคลาดเคลอ่ื นอาจเกิดข้นึ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

24

วตั ถุประสงค์
1. เพ่อื ใหท้ ารกปลอดภยั ไมเ่ กิดภาวะแทรกซ้อนจากการไดร้ บั ยา
2. เพ่ือให้พยาบาลหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด มีระบบและแนวทางการบริหารยาในทารกแรกเกิดท่ีมี

ประสทิ ธภิ าพ
3. ลดอบุ ัตกิ ารณ์ และป้องกนั การเกดิ ความคลาดเคลือ่ นทางยาในทารกแรกเกดิ

วิธดี ำเนนิ การ
วิธกี ารพฒั นาโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเรจ็ รูปบริหารยาในทารกแรกเกดิ (NNDAP)
1. ทบทวนขอ้ มลู ความคลาดเคลือ่ นจากการบรหิ ารยาของหอผู้ปว่ ยทารกแรกเกดิ
2. ทบทวนรายการยาทจ่ี ำเปน็ ตอ้ งใชแ้ ละยาทม่ี ีความเสยี่ งสงู ต่อทารกแรกเกิดของโรงพยาบาล
3. ทบทวนข้อมูลจำเป็นเกี่ยวกับการบริหารยาในทารกแรกเกิดที่นำมาเป็นฐานข้อมูลของโปรแกรม

คอมพวิ เตอร์สำเรจ็ รปู บรหิ ารยาในทารกแรกเกิด
4. สร้างโปรแกรมคอมพวิ เตอรส์ ำเร็จรปู บรหิ ารยาในทารกแรกเกิด
5. ดำเนนิ การทดลองใช้โปรแกรมและปรับปรงุ โปรแกรม
6. ประเมนิ ผลการใชโ้ ปรแกรม

ผลการดำเนนิ งาน
1. ผลการเปรียบเทียบอุบัติการณ์ความคลาดเคลอ่ื นทางยา ระหว่างก่อนและหลังการใช้โปรแกรม NNDAP

administration error

30 ผิดเวลา ผิดขนาด ผดิ ชนดิ ผดิ ช่องทาง ผิดเทคนิค
25
20 17 24 5 0 1
15 7 22 0 0 1
10 3 3 2 0 1
8 0 2 2 0
5
0 ผดิ คน
59 0
60 0
61 0
62 0

2. ความพึงพอใจของพยาบาลตอ่ โปรแกรม NNPAD รอ้ ยละ 96.7

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

25
อภปิ รายผล

จากการทบทวนสาเหตกุ ารเกดิ ความคลาดเคลื่อนรว่ มกับการทบทวนงานวิจัย พบว่ามสี าเหตุ เป็นไปใน
แนวทางเดียวกัน ได้แก่ ทักษะในการคำนวณ การคัดลอก อ่านลายมือไม่ออก และช่ือยาท่ีคล้ายกัน
ซ่ึงโปรแกรม NNPAD สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ทำให้ความคลาดเคล่ือนลดลงจาก 47 คร้ังเหลือ 12 คร้ัง
คิดเป็นร้อยละ 74.5

ขอ้ เสนอแนะในการพัฒนาโปรแกรม : การแจ้งเตือนแพทย์วนั ครบกำหนดในการปรับยาตามอายุครรภ์
ความภาคภมู ใิ จ ทำใหเ้ กิด patient and personal safety

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

26

เรอ่ื ง การพัฒนาระบบการดแู ลทารก Sepsis ในโรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้

นางกณั ชะพนษิ ฐ์ จงสมจิตต์
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
Sepsis ในทารกแรกเกิดเป็นภาวะวิกฤตที่มีความสำคัญ เน่ืองจากพบได้บ่อย ถ้าวินิจฉัยได้เร็วให้

การรักษาเร็ว อัตราการรอดชีวิตของทารกจะสูง และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน จากการวิเคราะห์ปัญหาพบว่า ไม่มี
แนวทางในการดูแลทารกกลุ่มน้ี ไม่ทราบว่าทารก Sepsis ไม่ได้รับการวินิจฉัยต้ังแต่ระยะเริ่มแรก จนนำมาซ่ึง
Severe Sepsis การดูแลรักษายังไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่มกี ารเกบ็ สถิติทารกกลุ่มน้ี จากการ Review chart
ทารกป่วยด้วย Sepsis ในปีงบ 2562 จำนวน 24 chart เป็น Early sepsis 11 ราย Late sepsis 13 ราย มีเสียชีวิต
3 ราย จาก Severe sepsis และการมโี รคร่วม

ในปีงบ 2563 พบว่าทารกแรกเกดิ ที่อยูก่ บั มารดามี Sepsis อาการรุนแรง ตอ่ มา Meningitis PCT กุมารเวช
ได้ทำ RCA ร่วมกันกับ PCT สูติกรรมและหน่วยงานอ่ืนๆ ท่ีดูแลทารกแรกเกิด พบว่ามารดาป่วย ญาติที่มาช่วยดูแล
ป่วยทารกติดเช้ือ พยาบาลมีประสบการณ์ในการดูแลน้อยไม่เข้าใจลักษณะความผิดปกติของทารก เช่น ชัก จึงได้ไป
ให้ความรู้แก่พยาบาลตึกต่างๆ ที่ต้องดูแลทารก ได้วางแนวทางการให้ญาติเยี่ยม แนวทางการรายงานแพทย์ จัดทำ
EWS และ CPG การดแู ลทารก Sepsis แผน่ พับคำแนะนำการดูแลทารกเมื่อกลบั บ้าน

วัตถุประสงค์
เพือ่ สรา้ งแนวทางการดแู ลทารก Sepsis อย่างเป็นระบบในโรงพยาบาล

วิธดี ำเนินการ
1. จัดตงั้ คณะทำงาน Sepsis
2. ประชุมทบทวนปญั หา และสร้างแนวปฏิบตั ิ
3. เผยแพร่ ทำความเข้าใจ ปฏบิ ตั ติ ามแนวทางการดแู ลทารก Sepsis
4. ให้ความรูท้ กุ ตกึ ที่ดแู ลทารก
5. ติดตามผลลพั ธ์ นำมาแกไ้ ขปรับปรงุ

ผลการดำเนินการ เป้าหมาย ปงี บ 2562 ปีงบ 2563
(ต.ค.62 - มี.ค.63)
ข้อมูล 100 % 7.34 วัน
80 % 3,010 กรัม 5.7 วนั
อายเุ ฉล่ยี 6.46 วัน 2,668 กรมั
BW เฉล่ยี 83.34 % 15.84 วนั
ระยะเวลาการอยู่ รพ. เฉล่ยี
1. วินจิ ฉัยถูกตอ้ งตามเกณฑ์ 85 % 100%
2. H/C ภายใน 45 นาที ก่อนให้ ATB 100 %

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

27

ขอ้ มูล เปา้ หมาย ปงี บ 2562 ปีงบ 2563
(ต.ค.62 - ม.ี ค.63)
3. ได้ ATB ภายใน 1 ชม. หลงั วินจิ ฉัย 100 % 83.34 %
4. ได้ ATB เหมาะสมตามเกณฑ์ 100 % NA 100 %
5. อตั ราตาย <30% 94.4 %
13.63 % 0%

ตารางการแสดงผลการดำเนนิ การ ในปีงบ 2562

120%
100%

80%
60%
40%
20%

0%

เปา้ หมาย ปีงบ 62

ตารางการแสดงผลการดำเนนิ การ ในปงี บ 2563

120%
100%

80%
60%
40%
20%

0%

เปา้ หมาย ปีงบ 63

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

28
อภปิ รายผล

จากการที่มี EWS และ CPG การดูแลทารก Sepsis ใช้ ทำให้แพทย์ พยาบาลใช้แนวทางเดียวกัน
พยาบาลในหอผปู้ ่วยตา่ งๆทต่ี ้องดูแลทารก เช่น หอผ้ปู ่วยพิเศษ พบวา่ สังเกตความผิดปกตไิ ด้เร็ว รายงานแพทย์
ได้รับการรกั ษารวดเร็ว มีการวินิจฉัยและให้การรกั ษา Sepsis ใน Preterm ทำให้ระยะเวลาการอย่โู รงพยาบาล
นานข้ึน แตก่ ลบั พบว่าปงี บ 2563 (6 เดอื น) อัตราการรกั ษาหาย 100% ไม่มี Severe Sepsis ไมม่ กี ารเสยี ชีวติ
ความภาคภูมิใจ

การพัฒนาระบบการดูแลทารก Sepsis เป็นเคร่ืองมือท่ีทำให้ผู้ปฏิบัติงาน ทำงานได้ง่ายข้ึน ช่วยให้
ทารกได้รบั การดูแลตามมาตรฐาน ปลอดภัย ลดอตั ราตาย
แผนพัฒนาตอ่ เน่ือง

1. เผยแพร่การใช้ CPG การดแู ลทารก Sepsis ในโรงพยาบาลชมุ ชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ
ตำบล (รพ.สต.) ในจงั หวัดสมทุ รสงคราม

2. เชื่อมต่อเครือข่ายปฐมภูมิในเชิงรุก ให้สามารถดูแลทารกกลุ่มสี่ยงในชุมชน และการส่งต่อท่ีมี
ประสทิ ธิภาพ

3. พฒั นาระบบ IT ในการเกบ็ ข้อมูลและเชอื่ มโยงข้อมูล

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

29

เรือ่ ง Best Practice Service Plan สาขาสูตกิ รรม

นางสาวดวงดี ศรีสุขวัน
พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ
หอผู้ปว่ ยพิเศษ 4 อาคาร 5 โรงพยาบาลกระทุ่มแบน

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ระยะหลังคลอดเป็นระยะที่มารดามีการปรับตัวให้เข้าสู่ภาวะปกติ ที่มารดาต้องเผชิญกับการ

เปลี่ยนแปลงท้ังด้านร่างกายและจิตใจที่ก่อให้เกิดความสับสน และวิตกกังวลในจิตใจได้ โดยเฉพาะมารดา
หลังคลอดครรภ์แรก ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการดูแลตนเอง และทารกมาก่อน การขาดความรู้ ความม่ันใจ
และประสบการณ์ในการดูแลตนเองและทารกที่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลรวมถึงภาวะแทรกซ้อน
ต่อสุขภาพของตนเอง และทารกได้ (นภาพร นพพัฒนกุล, 2556; กมลวรรณ ลีนะธรรม และธนิดา จุลย์วณิชพงษ์,
2557; Fahey & Shenassa, 2013) หอผู้ป่วยพิเศษอาคาร 5 ช้ัน 4 เป็นหอผู้ป่วยที่ให้บริการดูแลมารดาและ
ทารกหลังคลอด จากอุบัติการณ์ท่ีผ่านมาพบว่ามีมารดาหลังคลอดครรภ์กลับมาด้วยอาการติดเช้ือที่แผลฝีเย็บ และ
แผลผ่าตัดคลอด จากการทบทวนพบว่าสาเหตุเกิดจากมารดาขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลตนเอง และ
ทารกหลังคลอด ดังน้ันผู้วิจัยจึงได้คิดโปรแกรมการให้ความรู้แก่มารดาหลังคลอดครรภ์แรกขณะนอนที่
โรงพยาบาลจนถึงก่อนการจำหน่ายกลับบ้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา และปรับปรุงโปรแกรม
การใหค้ วามร้แู ก่มารดา และทารกในระยะหลงั คลอดต่อไป

วัตถุประสงค์
เพ่ือเปรียบเทียบความรู้ และความสามารถของมารดาหลังคลอดก่อนและหลังได้รับโปรแกรม

การให้ความรู้ในการปฏบิ ตั ติ วั หลังคลอด

วธิ ีดำเนินการ
การศึกษาครั้งน้ีเป็นการวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi-experimental research design) แบบกลุ่มเดียว

วัดผล ก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่าง คือมารดาหลังคลอด
ครรภ์แรกที่มารับบริการในหอผู้ป่วยพิเศษอาคาร 5 ชั้น 4 โรงพยาบาลกระทุ่มแบน ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน
ถึงเดือนมิถุนายน 2562 โดยการคดั เลอื กกลุ่มตวั อยา่ งใชว้ ิธกี ารเลอื กแบบเจาะจงโดยกำหนดเกณฑ์การคัดเลือก

เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) โปรแกรมการให้ความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังคลอด 2) แบบวัดความรู้
ของมารดาหลังคลอด ผ่านการตรวจสอบ ได้ค่า CVI เท่ากับ 1 และทดสอบค่าความเท่ียงเท่ากับ .80 และ
3) แบบวดั พฤติกรรมของมารดาหลังคลอดในเรื่องการอาบนำ้ บุตร และการใหน้ มบุตร ผา่ นการตรวจสอบ ไดค้ ่า
CVI เทา่ กับ .95 และทดสอบค่าความเที่ยงเทา่ กับ .80
ผลการดำเนินงาน

กลุ่มทดลองส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 20 – 34 ปี มีจำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 60 การศึกษาระดับ
มัธยมศึกษามีจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.7 มีอาชีพรับจ้างจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 66.6 ลักษณะ
เป็นครอบครัวเด่ียวจำนวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 56.6 มีรายได้ต่อเดือน 5,000 – 10,000 บาท จำนวน 16 คน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

30

คิดร้อยละ 53.3 อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลจำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 40 และเป็นมารดาท่ีคลอดปกติ
จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 60

คะแนนความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังคลอดและการดูแลทารกของมารดาหลังคลอด พบว่าจำนวน
ร้อยละของมารดาจำแนกตามระดับความรู้ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้
ความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังคลอด พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 16.7 และระดับสูง
ร้อยละ 83.3 เมื่อเปรียบเทียบระดับความรู้ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้
ความรู้ในการปฏิบัติตัวหลังคลอด กลุ่มทดลองมีความสามารถในการอาบน้ำบุตรอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็น
ร้อยละ 13.3 และระดับสูงร้อยละ 86.7 และเมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการปฏิบัติตัวหลังคลอดและ
การดูแลทารกของมารดาหลังคลอด ก่อนและหลังการทดลองพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมการให้ความรู้
ในการปฏิบัติตัวหลังคลอด พบว่า กลุ่มทดลองมีความสามารถในการให้นมบุตรอยู่ในระดับปานกลางคิดเป็น
รอ้ ยละ 73.3 และระดบั สงู ร้อยละ 26.67 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้กอ่ นและหลังการได้รับโปรแกรม
ความรใู้ นการปฏิบัติตัวหลังคลอด พบว่า แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

อภปิ รายผล
ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มทดลอง พบว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มีการเปลี่ยนแปลงทางสติปัญญา

มีประสิทธิภาพการพัฒนาสมองเต็มที่ และมีระดับการศึกษาค่อนข้างดี เป็นมารดาคลอดปกติ ซึ่งส่งผลให้
สามารถรบั ร้ขู อ้ มูลตา่ งๆ ไดด้ ี

จากสมมติฐานการวิจัยท่ีตั้งไว้พบว่า หลังการทดลอง กลมุ่ ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรม
ในการปฏิบัติตนหลังคลอดเพ่ิมข้ึนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ทั้งน้ีเนื่องจาก
ผู้วิจัยได้ใช้คู่มือ และวีซีดีในการให้ความรู้ในการปฏิบัติตนหลังคลอด ประกอบกับการสาธิต และให้มารดา
ฝึกปฏิบัติจริง ซ่ึงเป็นวิธีที่ทำให้มารดาหลังคลอดสามารถเข้าใจได้ง่าย และเกิดทักษะในการปฏิบัติได้จริง
เม่ือกลับบ้าน นอกจากน้ีผู้วิจัยยังใช้แบบประเมินความรู้ในการปฏิบัติตนหลังคลอด และการดูแลทารก
เพ่ือประเมินความรู้ความเข้าใจ และให้ความรู้เพ่ิมเติมในส่วนที่มารดายังขาดความรู้อยู่ ซ่ึงส่งผลให้มารดา
มคี วามรู้และความสามารถในการปฏิบัติตนหลังคลอด และดูแลทารกแรกเกิด ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าถ้ามีการเรียนรู้
และการฝึกปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้มารดาหลังคลอดมีความรู้เพิ่มข้ึน มีความสามารถที่จะนำไป
ปฏบิ ตั แิ ละดแู ลตนเองและทารกไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

ความภาคภมู ใิ จ
นำไปใช้เป็นแนวปฏิบัติในการจัดโปรแกรมและกิจกรรมการสอน การให้ความรู้ท่ีเหมาะสมต่อมารดา

หลังคลอด และเป็นแนวทางให้ผู้บรหิ ารได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดโปรแกรมการให้ความรูแ้ ก่มารดา
ในระยะหลังคลอด โดยให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมสถานท่ี อุปกรณ์ และบุคลากรให้มีความพร้อมในการ
ใหก้ ารบรกิ ารผู้ปว่ ยอย่างมีประสิทธิภาพ

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

31

เรือ่ ง “Bed Guard for Breast feeding”

นางสาวศริ ิวรรณ สมใจจริง
พยาบาลวิชาชพี ชำนาญการ
หอ้ งคลอด โรงพยาบาลนครปฐม
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
การเล้ียงดูบุตรด้วยนมมารดามีความสำคัญ ในการช่วยลดภาวะสุขภาพของทารกแรกเกิด เช่น ภาวะ
ขาดสารอาหาร ภาวะน้ำหนักตัวน้อย เป็นต้น จากสถิติที่ผ่านมาของกรมอนามัยพบอัตราการเล้ียงลูก
ด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนต่ำกว่าเกณฑ์ ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรจัดการแก้ไข โดยกำหนดเกณฑ์
ความสำเร็จ ในการเลี้ยงบุตรด้วยนมมารดา 6 เดือนแรก มากกว่าร้อยละ 30 องค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่า
ควรกระตุ้นส่งเสริม และสนบั สนุนให้มี skin-to-skin contact ในระยะ 1 ช่ัวโมงหลังคลอด จะช่วยทำให้ทารก
stabilization of heart rate, respiratory effort นอกจากน้ียงั ชว่ ยการให้นมแมค่ รั้งแรกประสบความสำเร็จ
มารดามีความพึงพอใจและต้องการเล้ียงบุตรด้วยนมมารดาในบุตรคนต่อไป ทั้งน้ีในระยะ 40 นาทีหลังคลอด
เป็นระยะทม่ี ีความสำคัญมาก (sensitive period) ทารกจะอยู่ในระยะตื่นและสงบ (quiet alert stage) ทารก
มีแรงดูดนมที่แรงมาก ทารกจะลืมตาและมองจ้อง ทำให้เกิดการสัมผัสทางตา (eye to eye contact)
ทส่ี ง่ เสริมให้มกี ารสรา้ งสายสัมพนั ธ์
โรงพยาบาลนครปฐมเป็นโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัวระดับทองในปี 2554 จากสถิติของ
โรงพยาบาลนครปฐมในปี 2556 - 2558 มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาอย่างเดียว 6 เดือน ร้อยละ 51.21
52.69 และ 53.28 ตามลำดับ จากการวิเคราะห์อุปสรรคพบว่า เป็นกลุ่มมารดาที่ผ่าตัดคลอดบุตร หน่วยงาน
ห้องคลอดเป็นหน่วยงานสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ ตามบันไดขั้นท่ี 4 โดยส่งเสริม
ให้ทารกดูดนมทันทีภายในคร่ึงช่ัวโมงแรกหลังคลอด จากการปฏิบตั ิงานท่ีผ่านมาสามารถปฏิบัติได้ร้อยละ 100
ในกลุ่มมารดาที่คลอดทางช่องคลอด แต่พบอุปสรรคในกลุ่มมารดาท่ีผ่าตัดคลอดบุตร เน่ืองจากมารดาอยู่ใน
ระยะพักฟืน้ และนอนสังเกตอาการบนเตียงในห้องพักฟืน้ การนำทารกใหม้ ารดาโอบกอดและสนับสนุนให้ทารก
ดูดนมมารดาหลังคลอดทันทีนั้น อาจทำให้ทารกเกิดการพลัดตกเตียงได้ ดังกล่าวส่งผลให้การเลี้ยงบุตร
ด้วยนมมารดาในกล่มุ ทีผ่ ่าตัดคลอดบตุ รไมป่ ระสบความสำเรจ็ ได้จากภาวะน้ำนมมารดาไม่เพยี งพอหลงั คลอด
ดังนั้น ผู้ศึกษาได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงคิดนวัตกรรมเพ่ือช่วยสนับสนุนให้ทารกในกลุ่มมารดา
ทีผ่ า่ ตัดคลอดบุตรได้โอบกอด และดูดนมมารดาหลังผา่ ตัดคลอดบตุ รภายใน 40 นาที
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพือ่ สนบั สนุนให้ลกู ดูดนมมารดาภายใน 40 นาทีแรกหลงั ผ่าตดั คลอดบตุ ร
2. ปอ้ งกันการพลัดตกของทารกขณะดูดนมแม่
วิธดี ำเนินการ
1. ศกึ ษาขอ้ มูลจากผูค้ ลอดโดยการสอบถาม สงั เกต วิเคราะหป์ ัญหาและอุปสรรค
2. วางแผนการดำเนนิ การผลิต

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

32
2.1. คัดเลือกวัสดุเป็น Material วัสดุโครงสร้างทำจากท่อ stainless steel Grades SUS304

ขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลาง 3/8 น้ิว ความหนา 0.8 มิลลเิ มตร
2.2 ประสานงานกับวศิ วกรเครือ่ งกลเพอื่ วาดแบบ และประกอบชน้ิ งาน ดงั ภาพ

2.3 นำผ้าหมุ้ ใยสังเคราะห์มาตัดเย็บเป็นปลอกหมุ้ โครงเหล็ก และหมอนขา้ ง 1 ใบ

ผลการดำเนนิ งาน เปา้ หมาย (Target) ผลลัพธท์ ี่ปฏบิ ตั ไิ ด้
100 % 100 %
ตวั ชวี้ ัด (KPI) (324 ราย)
1. ทารกไดด้ ูดนมแมใ่ นห้องพักฟืน้ หลังผ่าตดั 0% 0%
(ในมารดาท่ไี ม่มีขอ้ บง่ ชี้) 80% 100%
2. ทารกพลัดตกเตียง
3. ความพงึ พอใจของมารดาและเจา้ หน้าท่ี

อภปิ รายผล
1. มารดาที่ผ่าตดั คลอดทุกรายได้โอบกอดทารก และดดู นมภายใน 40 – 60 นาที
2. ผู้นำนวตั กรรมไปใช้มคี วามพงึ พอใจร้อยละ 80

ความภาคภมู ใิ จ
เป็นแหล่งศึกษาดูงานของหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของ

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล เรอ่ื งการส่งเสริมบนั ไดขน้ั ที่ 4 ของการเลียงลูกดว้ ยนมแม่

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

33

เร่อื ง “Body Suit Protect Body Temperature”
นางประคอง ทองน้อย

พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
ห้องคลอด โรงพยาบาลนครปฐม
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
ทารกแรกเกิดที่มีภาวะอุณหภูมิกายต่ำ (Hypothermia) เป็นปัญหาที่พบบ่อยในห้องคลอด พบว่า
สาเหตุเกิดจากระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายของทารกประสิทธิภาพไม่เทียบเท่ากับผู้ใหญ่ส่งผลให้ทารกแรก
เกิดสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายในปริมาณมากโดยใช้กระบวนการระเหยความร้อนจากผิวกาย การนำ
การพา และการแผ่รังสีความร้อน ทารกแรกเกิดจึงมีอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีอาการ
เจ็บปว่ ยรุนแรงเพิม่ ข้ึน แม้วา่ ทารกทแ่ี ข็งแรงก็อาจปว่ ยได้
จากผลการสำรวจข้อมูลจากหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่โรงพยาบาลนครปฐม ระหว่างปี 2559 - 2561
พบว่า มีภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำจำนวน 61, 60, และ 66 ราย ตามลำดับ และเกิดในช่วงระหว่างการเคลื่อนย้าย
และนำส่งทารกไปยังตึกทารกแรกเกิด ห้องคลอดโรงพยาบาลนครปฐมมีแนวปฏิบัติการดูแลทารกแรกเกิด
เพือ่ ป้องกนั ภาวะอุณหภมู ิกายต่ำในช่วงห้องคลอด และ 2 ชั่วโมงหลังคลอดทชี่ ัดเจนแล้ว แต่แนวปฏิบตั ิในการดูแล
เคล่ือนย้ายไปตึกหลังคลอดยังไม่ชัดเจน เพ่ือให้เกิดแนวปฏิบัติที่ดีในทีมผู้ให้การดูแล ได้แก่ แพทย์ พยาบาลประจำ
ห้องคลอด โรงพยาบาลนครปฐมจึงมีความสนใจท่ีจะพัฒนานวัตกรรม Body suit protected body temperature
มาใช้ในการดูแลทารกแรกเกิดในระหว่างเคลื่อนย้าย เพ่ือป้องกันภาวะอุณหภมู ิกายต่ำในทารกแรกเกิดได้
นวัตกรรม Body suit protected body temperature มีแนวคิดมาจากเสื้อกันฝนของผู้ใหญ่ โดยมี
ลักษณะเป็นถุง มีหมวก และสามารถห่อตัวทารกไว้ได้ท้ังตัว โดยนำไปใช้ขณะเคล่ือนย้ายทารกไปส่งหอผู้ป่วย
หลังคลอด โดยวัสดุที่นำมาใช้ในการตัดเย็บนั้นประกอบไปด้วยผ้าสำลีที่ให้ความอบอุ่นบุอยู่ด้านใน ส่วนด้านนอก
จะใช้ผ้าพีวีซี ซึ่งมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนจากด้านในแผ่ออกมาด้านนอก อีกทั้งวัสดุท่ีนำมาน้ัน
มีราคาถูก วัสดุหาได้ง่าย และตัวนวัตกรรมนั้นก็ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ง่ายต่อการใช้งาน เพ่ือป้องกัน
การสญู เสยี ความร้อนของทารกขณะเคล่ือนยา้ ยได้
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื จัดทำนวัตกรรมในการดูแลทารกแรกเกิดเพ่ือป้องกนั การเกดิ ภาวะอณุ หภมู ิกายตำ่
2. เพอ่ื ลดอัตราการเกิดภาวะอณุ หภูมิกายต่ำในทารกแรกเกดิ ในขณะเคล่ือนย้าย
3. เพอ่ื ใหบ้ คุ ลากรเกดิ ความพงึ พอใจในการนำนวัตกรรมไปใช้
วธิ ีดำเนินการ
1. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง และศึกษาข้อมูลการรายงานภาวะอุณหภูมิกายต่ำในทารก
แรกเกดิ ทรี่ บั ย้ายไปจากหอ้ งคลอดทนั ทีท่ถี งึ ตึก เพือ่ ใชเ้ ป็นขอ้ มลู ในการจัดทำ
2. ตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือในการลดการเกิดอุณหภูมิร่างกายต่ำในทารกแรกคลอด โดยสูติแพทย์
1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ 1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะ
ทางด้านการผดงุ ครรภ์ 1 ทา่ น

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

34
3. ออกแบบนวตั กรรม และนำไปใชใ้ นการเคล่ือนย้ายทารกแรกเกิด

ผลการดำเนินงาน
1. อณุ หภมู กิ ายเฉล่ีย (N=100)

หอผ้ปู ่วย อุณหภูมิก่อนยา้ ย อณุ หภมู หิ ลงั ยา้ ย

จำนวน (คน) องศา จำนวน (คน) องศา

สตู ิกรรม 73 37.2 73 37.2

ทารกแรกเกดิ 19 37.2 73 37.2

VIP 18 37.2 73 37.3

2. ความพึงพอใจและความเปน็ ไปได้ต่อการนำนวัตกรรมไปใช้ (N=20)

ตวั ชวี้ ัด KPI เปา้ หมาย (Target) ผลลพั ธ์
1. นวัตกรรมมีความสะดวกใชง้ านง่าย 80% 82.5%
2. นวตั กรรมมีความสวยงามน่าใช้ 80% 98.7%
3. นวตั กรรมสามารถนำมาใชง้ านได้จริง 80% 95%
4. ความพึงพอใจโดยรวมของการใชน้ วตั กรรม 80% 92.5%

อภิปรายผล
จากผลการดำเนินการพบว่าอุณหภูมิกายเฉลี่ยก่อนย้าย 37.2 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิกายเฉล่ีย

เม่ือย้ายไปถึงหอผู้ป่วยเฉล่ีย 37.2 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นว่านวัตกรรม Body suit protected body
temperature สามารถรักษาระดับอุณหภูมิกายทารกให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ และไม่เกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำ
ในระหว่างการส่งต่อ และผนู้ ำนวัตกรรมไปใชม้ คี วามพึงพอใจโดยรวมรอ้ ยละ 92.5
ความภาคภมู ิใจ

มีนวตั กรรมไวใ้ ชง้ านไดจ้ ริง และมคี วามคิดรเิ ริ่มทีจ่ ะแกป้ ญั หาอยา่ งเปน็ ระบบ

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

35

เร่ือง “Pillow of Success หมอนแห่งความสำเรจ็ ”
นางสาวทิวา ศรีสัณ

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
ห้องคลอด โรงพยาบาลนครปฐม

ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด เป็นปัญหาระดับประเทศและถือเป็นตัวช้ีวัดที่สำคัญใน Service plan

โดยได้กำหนดตัวชวี้ ัดอตั ราการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกดิ ไว้ไม่เกิน 25 ตอ่ 1,000 การเกิดมชี ีพ แต่จากสถติ ิ
ห้องคลอดโรงพยาบาลนครปฐม ในปี พ.ศ. 2556 - 2558 พบอัตราการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดต่อพันการเกิดมีชีพ
43.03, 41.40 และ 41.03 ตามลำดับ ซ่ึงจะเห็นได้ว่ามีอัตราที่เกินเกณฑ์ตัวชี้วัดและเพิ่มสูงข้ึนในแต่ละปี
จากการวิเคราะห์พบสาเหตุหลักมาจากการคลอดก่อนกำหนด ภาวะคับขนั ของทารกในครรภ์ (fetal distress)
และการคลอดยาวนาน ตามลำดับ

จากการศึกษาท่ีผ่านมา พบว่าการจัดท่านอนของหญิงตั้งครรภ์ที่เข้าสู่ระยะคลอดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำ
ให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิดได้ เน่ืองจากมีการกดทับเส้นเลือด descending aorta และ
inferior vena caval จากแรงโน้มถ่วงของน้ำหนักมดลูกในครรภ์ที่ครบกำหนด ซ่ึงจะพบในท่านอนหงายถึง
90% เรยี กภาวะน้วี ่าภาวะ aortocaval compression syndrome จากการศกึ ษาของ Maharas ได้แนะนำว่า
หญิงต้ังครรภ์ที่ได้รับการผ่าตัดคลอดบุตรควรสนับสนุนให้อยู่ในท่ากึ่งตะแคง 12.5 - 15 องศา และในหญิงตั้งครรภ์
ท่ีเข้าสู่ระยะคลอดควรสนับสนุนให้อยู่ในท่าก่ึงตะแคง 30 องศา ดังกล่าวสามารถแก้ไขความผิดปกติของอัตรา
การเต้นของหัวใจทารกที่ผิดปกติได้ และถือเป็นการปฏิบัติอันดับแรกในขั้นตอนการทำ intra uterine
resuscitation นอกจากนี้พบว่าท่านอนหงายเพ่ิม FSpO2 ได้เพียงร้อยละ 37.5 ท่านอนตะแคงสามารถเพ่ิม
FSpO2 ได้ถึงร้อยละ 47 - 48 โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างท่าตะแคงซ้ายและขวา ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยง
การนอนหงาย และสนบั สนนุ ให้หญิงตัง้ ครรภใ์ นครรภค์ รบกำหนดนอนก่งึ ตะแคงแทน

นวัตกรรม Pillow of success (หมอนแห่งความสำเร็จ) ช่วยทำให้มารดาสามารถนอนในท่ากึ่งตะแคงได้
15 องศา ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีได้แนะนำไว้ โดยนำไปใช้ขณะท่ีติดเคร่ืองประเมินสุขภาพทารกในครรภ์
หรือในขณะท่ีมารดาเบ่งคลอดในระยะท่ีสองของการคลอด เพ่ือลดการกดทับเส้นเลือด descending aorta และ
inferior vena cava จากแรงโน้มถ่วงของน้ำหนักมดลูกในครรภ์ที่ครบกำหนด อีกท้ังมีราคาถูก ทำความสะอาดง่าย
บุคลากรเกิดความคล่องตัวในการดูแล และทำใหห้ ญงิ ตั้งครรภ์มีความสุขสบายเม่ือมีการปรับเปลยี่ นท่า
วัตถปุ ระสงค์

1. เพ่ือจัดทำนวัตกรรมสนบั สนนุ การจดั ท่าหญงิ ต้งั ครรภ์ในระยะคลอด
2. เพื่อสนบั สนนุ การทำ Intra uterine resuscitation
3. เพอื่ ลดอตั ราการขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด
4. เพือ่ ใหบ้ คุ ลากรเกิดความพึงพอใจในการปรับเปล่ยี นท่านอนให้มารดา
5. เพ่อื ให้หญิงต้ังครรภ์มคี วามสุขสบายในการปรับเปล่ียนท่านอน

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

36

วธิ ดี ำเนนิ การ
1. ศึกษาเอกสาร และงานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ ง เพื่อใช้เปน็ ข้อมลู ในการจดั ทำ
2. ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือประเมินความสำเร็จในการปรับเปล่ียนท่านอน โดยสูติแพทย์ 1 ท่าน

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ 1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ พยาบาลปฏิบัติการผดุงครรภ์ขั้นสูง
(APN) 1 ท่าน โดยหมอนมีขนาด กวา้ ง x ยาว x สงู = 30 x 30 x 7 เซนตเิ มตร

3. นำไปทดลองใช้กับหญิงตั้งครรภ์แรก ครบกำหนดท่เี ข้าสู่ระยะ Active phase (ปากมดลกู เปิด 4 - 9 cm.)
จำนวน 100 คน

4. เก็บขอ้ มูลจากผู้คลอดและพยาบาลวิชาชีพผู้ใชน้ วัตกรรมโดยการตอบแบบสอบถามและซักถามเพ่ิมเตมิ

ผลการดำเนินงาน

ตัวช้ีวัด (KPI) เป้าหมาย (Target) ผลลัพธ์ทปี่ ฏบิ ตั ไิ ด้
1. ลักษณะกราฟ EFM มีความตอ่ เนอ่ื ง 100 % 100 %
100% 100%
2. มารดานอนในทา่ semi lateral ทีถ่ กู ต้อง
(15-30 องศา) 80% 100%
3. มารดามีความพึงพอใจขณะการทำ Reposition 80% 100%
4. ผปู้ ฏิบัติมคี วามพึงพอใจในการจดั ทา่ Reposition 100% 100%
5. ใช้งานงา่ ย สะดวก ปลอดภยั <25:1000 41.02 : 1000
6. อัตราการเกดิ ภาวะขาดออกซเิ จนแรกเกิด

อภปิ รายผล
มารดาสามารถปรับเปล่ียนท่านอนได้ถูกต้องร้อยละ 100 และมีความพึงพอใจ ร้อยละ 100 ลักษณะ

ของกราฟมคี วามต่อเน่ือง ผใู้ ช้นวตั กรรมและเจา้ หนา้ ท่ีมีความพึงพอใจรอ้ ยละ 100
ความภาคภมู ใิ จ

1. เกิดความคิดรเิ รม่ิ สร้างสรรค์ในกระบวนการพัฒนาคณุ ภาพงานโดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
2. ไดม้ นี วัตกรรมในการปรับเปลยี่ นท่านอนไว้ใช้จริง และเกิดประโยชน์สงู สุดกับผู้ให้บริการและผรู้ ับบริการ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

37

เรื่อง “กระดองเตา่ สายใยรกั ”

นางลักขณา บวั สมบรู ณ์
พยาบาลวิชาชพี ชำนาญการพิเศษ หวั หน้าห้องคลอด

ห้องคลอด โรงพยาบาลนครปฐม
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา

การเล้ียงลูกด้วยนมแม่มีประโยชน์หลายประการทั้งต่อทารกและมารดา น้ำนมแม่มีสารอาหารสำคัญ
มากกว่า 200 ชนิด ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติมโตของร่างกายและสมองของทารก มีภูมิคุ้มกันในการต้านทาน
ต่อโรคติดเช้ือต่างๆ นอกจากน้ียังพบว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทำให้มารดาและทารกมีความใกล้ชิดกัน มีการ
เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดความรักความผูกพันกันมากข้ึน ส่งผลต่อพัฒนาการที่ดีสมวัยทำให้มีความฉลาด
ทางปญั ญาและอารมณ์ เตบิ โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศ

จุดเริ่มต้นในการให้ทารกดูดนมคร้ังแรกอยู่ในห้องคลอด ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเล้ียงลูกด้วยนมแม่
ตามบันไดข้ันท่ี 4 ของการเล้ียงลูกด้วยนมแม่ ท่ีจะต้องช่วยเร่ิมให้ลูกดูดนมแม่ภายในคร่ึงช่ัวโมง ซ่ึงเป็นช่วงสำคัญ
ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จ เพราะภายใน 20 - 30 นาทีแรกหลังคลอด จะเป็นช่วงที่ปฏิกิริยาการดูด
จะมีการดูดแรงเป็นระยะท่เี หมาะสมท่ีสุดที่จะหัดทารกให้ดูดนมแม่ (สุอารีย์, 2553) และการให้ลูกดูดนมแม่เร็ว
ภายในครงึ่ ชั่วโมงจะพบอตั ราความสำเร็จของการเลย้ี งลกู ดว้ ยนมแม่อยา่ งเดียว 6 เดือนเพ่มิ มากข้ึนอีกด้วย

ห้องคลอดโรงพยาบาลนครปฐมส่งเสริมบันไดขั้นที่ 4 ของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่โดยการสนับสนุน
ให้โอบกอดทันท่ีหลังคลอด และให้ลูกได้ดูดนมแม่ภายใน 1 ชม.หลังคลอด โดยจากการศึกษาพบว่า โอกาสให้
นมแม่สำเร็จจะสูงมาก หากลูกได้เริ่มดูดนมแม่ภายใน 1 ชม. โดยให้ลูกได้ดูดนมแม่เน้ือแนบเนื้ออย่างเร็วท่ีสุด
จะช่วยให้แม่เข้าใจความต้องการของลูกได้เร็วขึ้น และได้เรียนรู้วิธีตอบสนองเวลาท่ีลูกร้องไห้ได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม ด้วยเหตุน้ีห้องคลอดโรงพยาบาลนครปฐมจึงจัดทำนวัตกรรมกระดองเต่าสายใยรักเพื่อให้แม่
ได้โอบกอดทารกทันทีภายหลังคลอด โดยวัสดุท่ีใช้เป็นผ้าสำลีเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ทารก ลักษณะคล้ายเต่า
ท่ีอยู่ในกระดอง แขน ขา ของทารกสามารถเคล่ือนไหวได้อย่างอิสระ เพื่อให้มารดาได้โอดกอดทารกทันที
หลงั คลอดแบบเนอื้ แนบเน้อื
วตั ถุประสงค์

1. เพอ่ื ชว่ ยใหม้ ารดามีการโอบกอดทารกในระยะหลังคลอดทนั ที
2. เพ่ือปอ้ งกนั ทารกจะพลัดตกจากเตยี ง ในขณะท่ีไดร้ บั การโอบกอดทนั ทจี ากมารดา
3. เพอ่ื ปอ้ งกันทารกแรกเกิดมภี าวะอุณหภมู กิ ายต่ำ ในขณะท่ีไดร้ บั การโอบกอดทนั ทจี ากมารดา
วิธดี ำเนินการ
1. เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ปัญหาการโอบกอดทารกในระยะหลังคลอดทันที จากนั้นจึงคิดประดิษฐ์
อุปกรณ์ “กระดองเต่าสายใยรัก” โดยการออกแบบต้องไม่ขัดขวางการสัมผัสแบบเน้ือแนบเนื้อระหว่างมารดา
และทารกและขณะโอบกอดทารกสามารถคืบคลานและเคล่ือนไหวได้ปกติ วัสดุที่ใช้สามารถป้องกันภาวะ
อุณหภูมิกายต่ำและป้องการตกเตยี งได้ ไม่เกิดการระคายเคืองกบั ผิวทารก ทำความสะอาดง่าย มีความทนทาน
และตน้ ทนุ ต่ำ โดยนำผ้าสำลีทมี่ อี ย่แู ล้วมาตัดเยบ็

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

38

2. นำอปุ กรณ์มาใชใ้ นการปฏิบัตกิ ารพยาบาล
3. เก็บข้อมูลหลังทดลองใช้เพ่ือประเมินความเป็นไปได้ในการใช้และปรับให้มีความเหมาะสม
อย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน ประเมนิ ผล

ตัวชว้ี ัดผลสำเร็จ จำนวน หมายเหตุ
(ร้อยละ)
1. อัตราการโอบกอดทารกจากมารดาในระยะหลังคลอดทนั ที
จนกระทั่งสิ้นสดุ การเยบ็ ซ่อมแซมแผลฝีเย็บ ยกเวน้ ในรายท่ี 1,797
มารดาและทารกไม่มคี วามพร้อม (ภาวะ early PPH, Early
PPH c shock,Severe PIH,Birth Asphyxia) (ร้อยละ 100) (100)

2. อัตราการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำของทารกแรกเกิด หลงั 0 (0) ประเมิน 1 ชวั่ โมง
ได้รับการโอบกอดในระยะหลงั คลอดทันที (ร้อยละ 0) หลังคลอด
3. อัตราการเกิดการพลัดตกจากเตยี งของทารก ในขณะท่ไี ดร้ บั
การโอบกอดในระยะหลังคลอดทนั ที (ร้อยละ 0) 0 (0) -
4. อัตราความพึงพอใจของมารดาต่อการใช้อปุ กรณเ์ พือ่ ช่วย
โอบกอดในระยะหลังคลอดทันที (ร้อยละ 80) 1,797 ลกั ษณะเปน็ ถามตอบ
(100) พอใจ /ไม่พงึ พอใจ
5. อัตราความสำเร็จในการดดู นมของทารกในระยะ 2 ช่ัวโมง
หลังคลอด (ร้อยละ 100) 1,797 ประเมินในระยะ 2 ชม.
(100) หลงั คลอด

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

39
อภิปรายผล

ทารกที่คลอดปกติทกุ รายไดร้ ับการโอบกอดจากมารดาในระยะหลังคลอดทันทีรอ้ ยละ 100 และทารก
แรกคลอดไม่เกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำ มารดามีความพึงพอใจต่อการใช้อุปกรณ์ร้อยละ 100 และความสำเร็จ
ในการดดู นมของทารกในระยะ 2 ช่วั โมงหลงั คลอดร้อยละ 100
ความภาคภมู ิใจ

1. เป็นแหล่งศึกษาดูงานของหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคณะ
พยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล เรอื่ งการสง่ เสริมบนั ไดขั้นที่ 4 ของการเล้ียงลกู ด้วยนมแม่

2. บคุ ลากรตระหนักและให้ความสำคัญเกีย่ วกบั การส่งเสริมบันไดขัน้ ที่ 4 ของการเล่ยี งลูกดว้ ยนมแม่

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

40

เรื่อง “การพฒั นาระบบการดูแลเพอื่ ป้องกนั การคลอดก่อนกำหนดท้งั เครือขา่ ย”

นางจิราภรณ์ จาตุรัส

พยาบาลวิชาชพี ชำนาญการ

ห้องฝากครรภ์ โรงพยาบาลนครปฐม

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
การคลอดก่อนกําหนดเป็นสาเหตุทําให้ทารกเสียชีวิตอันดับ 2 รองจากภาวะพิการแต่กําเนิด ร้อยละ 70

ของทารกคลอดก่อนกําหนดจะมีนํ้าหนักน้อยกว่า 2500 กรัม ส่งผลให้ทารกเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย
โดยเฉพาะอาการหายใจลาํ บากในทารกแรกเกิด ภาวะติดเชื้อและความพิการทางระบบประสาท จึงเป็นสาเหตุ
สําคัญทําให้ทารกเสียชีวิต (mortality) และมีภาวะทุพพลภาพ (mobility) ได้ ทารกคลอดก่อนกําหนด
จําเป็นต้องให้การอภิบาลรักษาในหออภิบาลทารกแรกเกิด ซ่ึงต้องใช้เคร่ืองมือท่ีทันสมัย และมีค่าใช้จ่ายสูง
ประมาณ 170,000 บาท ต่อราย รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล สําหรับการดูแลรักษาทารก
ท่ีคลอดก่อนกําหนดท่ัวประเทศ 15,000 ราย ประมาณ 2,300,000,000 บาท ท้ังน้ีไม่รวมค่าใช้จ่ายในการดูแล
รกั ษาต่อเนื่องหากทารกมีความพิการหรอื พัฒนาการผิดปกติ

การป้องกันทารกคลอดก่อกำหนดสามารถแบ่ง ออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) การป้องกันระดับปฐมภูมิ
โดยมีจุดประสงค์เพ่ือป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดในสตรีต้ังครรภ์
ทุกรายทั้งก่อนและระหว่างต้ังครรภ์ 2) การป้องกันระดับทุติยภูมิ จะมุ่งเน้นที่การรักษาหรือลดความเสี่ยง
ในสตรีที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และ 3) การป้องกันระดับตติยภูมิ เป็นการ
ดูแลรักษาเม่ือมีการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด การป้องกันเป็นส่ิงสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาการคลอด
กอ่ นกำหนด โดยการคัดกรองปจั จัยเส่ียง ตอ่ การเกิดการคลอดก่อนกำหนดในสตรีตั้งครรภ์ทกุ ราย และส่งเสริม
ให้มีการปรับเปล่ียนและแก้ไขปัจจัยเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการให้ยา การเฝ้าระวังอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อน
กำหนด เพื่อสามารถยบั ย้ังการคลอดกอ่ นกำหนดได้ทันท่วงที และเป็นหญิงต้ังครรภส์ ามารถดำเนินการตั้งครรภ์
ต่อไป จนมอี ายุครรภเ์ พิ่มขึ้นหรือจนกระทง่ั ครบกำหนดคลอดได้

โรงพยาบาลนครปฐมเปน็ โรงพยาบาลระดบั จังหวดั และเปน็ โรงพยาบาลแห่งจตรุ ทิศ และมโี รงพยาบาล
ชุมชนภายในจงั หวัดถึง 8 โรงพยาบาล ได้เลง็ เห็นความสำคัญของการปอ้ งกันการคลอดก่อนกำหนด จึงไดม้ ีการ
จัดทำแนวทางในการคัดกรองเพ่ือหากลุ่มเสี่ยงเพ่ือให้ได้รับยาในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด และนำ
แนวปฏิบัติลงสู่โรงพยาบาลชุมชนเพ่ือให้สามารถคัดกรอง และให้ยาในการป้องกันการคลอดก่อนกำหนดได้
โดยท่ีหญิงต้ังครรภ์ไม่ต้องเดินทางเข้ามาที่โรงพยาบาลนครปฐม เป็นการลดความแออัดภายในโรงพยาบาล
และหญงิ ต้งั ครรภไ์ ด้รบั การคัดกรองอยา่ งทั่วถึง เพ่ือลดการคลอดก่อนกำหนด
วัตถุประสงค์

1. เพอ่ื ให้กลมุ่ เสี่ยงไดร้ ับการคดั กรองรอ้ ยละ 100
2. เพอ่ื ใหก้ ล่มุ เสย่ี งไดร้ ับยาป้องกันการคลอดก่อนกำหนดร้อยละ 100
3. โรงพยาบาลชุมชนภายในจงั หวดั สามารถคดั กรอง และให้ยาป้องกนั การคลอดกอ่ นกำหนดได้
4. รพ.สต. สามารถใหย้ าปอ้ งกันการคลอดกอ่ นกำหนดได้

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

41

5. เพื่อลดอตั ราการคลอดก่อนกำหนด
6. เพ่อื ลดการแออดั ในโรงพยาบาลนครปฐม
วิธีดำเนินการ
1. ปี 2560 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการป้องกันการคลอดก่อนกำหนด และเริ่ม
คดั กรองค้นหากลุ่มเสี่ยง และใหก้ ลุ่มเสีย่ งไดร้ บั ยาร้อยละ 100 ในโรงพยาบาลนครปฐม
2. ปี 2561 สร้าง CPG ในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง และการใช้ยาป้องกันการคลอดก่อนกำหนดลงสู่
โรงพยาบาลชุมชนเกิดปัญหาและอุปสรรค คือ โรงพยาบาลชุมชนทำได้เพียง 1 แห่ง (โรงพยาบาลกำแพงแสน)
ส่วนโรงพยาบาลทีไ่ มม่ ีสูตแิ พทย์ไม่สามารถให้ยาได้ และมีอุปสรรคในเร่อื งของการเบกิ จา่ ยยา
3. ปี 2562 พัฒนาระบบ PREVENT PRETERM BIRTH โดยสูติแพทย์ของโรงพยาบาลนครปฐม
ลงนเิ ทศเร่ืองการใช้ยา + พฒั นาระบบการจา่ ยยา มี GROUP LINE สำหรบั ปรึกษาเรอ่ื งการให้ยา
ผลการดำเนินงาน

ตวั ช้ีวัด (KPI) เป้าหมาย ผลลพั ธ์ทีป่ ฏิบตั ไิ ด้ หมายเหตุ
1. กลุ่มเสี่ยงไดร้ ับการคัดกรอง (Target) 2560 2561 2562
100% 100% 100% 100% -ปี 2560 เริ่มต้นที่
2. กลุม่ เสี่ยงได้รบั ยา โรงพยาบาลนครปฐม
100% 100% 100% 100% -ปี 2561 มีโรงพยาบาลชุมชน
3. อตั ราการคลอดกอ่ นกำหนด คัดกรองได้ 1 แหง่
4. ลดความแออดั ในโรงพยาบาล - 6.25% 20.00% 6.90% (โรงพยาบาลกำแพงแสน)
5. ความพงึ ใจของผู้รบั บริการ - NA NA 118 -ปี 2562 โรงพยาบาลชุมชน
80% 80% 80% 92% คดั กรองไดท้ ั้งเครือขา่ ย
-ปี 2560 เร่ิมตน้ ท่ี
โรงพยาบาลนครปฐม
-ปี 2561 มโี รงพยาบาลชุมชน
ใหย้ าได้ 1 แหง่ (โรงพยาบาล
กำแพงแสน)
-ปี 2562 โรงพยาบาลชุมชน
ให้ยาได้ทง้ั เครือข่าย

-ลดลง 2,006 visit

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

42
อภปิ รายผล

CPG ในการป้องกนั การคลอดกอ่ นกำหนดโรงพยาบาลในเครือข่ายสามารถทำได้ทุกโรงพยาบาล
ความภาคภูมิใจ

1. เปน็ โรงพยาบาลตน้ แบบในการดูแลเพื่อปอ้ งกนั การคลอดก่อนกำหนดของเขตสุขภาพที่ 5
2. เป็นโรงพยาบาลนำร่องจากกรมอนามัย เพ่ือพัฒนาระบบการดแู ลเพื่อป้องกันการคลอดกอ่ นกำหนด

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

43
เรอื่ ง Save Life …Save The World

นางสาวกัญญาพร ชัยมาลา
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
หอผูป้ ่วยกมุ ารเวชกรรม โรงพยาบาลนครปฐม
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาท่ีท่ัวโลกได้รับและมีผลกระทบต่อมนุษย์ สาเหตุของปัญหานี้มาจากการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การลดปัญหาเหล่าน้ีจำเป็นที่ทุกคน
ต้องช่วยกันใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้ทรพั ยากรให้น้อยลง และมีการนำทรพั ยากร
ทีใ่ ชแ้ ล้วนำกลบั ใช้ใหม่ หรือนำมาแปรสภาพเพอื่ การใช้งานต่อไป
หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลนครปฐม ได้สำรวจทรัพยากรภายในหน่วยงาน พบว่ายังมี
ทรัพยากรหลังใช้งานที่ถูกท้ิงเป็นขยะจำนวนมาก เช่น ขวดน้ำเกลือ กล่องยา กระดาษห่อ Set หัตถการ
ลังกระดาษ ถุงอาหารเหลว จึงมีแนวคิดที่จะนำทรัพยากรดังกล่าวมาจัดทำนวัตกรรมข้ึน เพ่ือนำมาใช้ให้
เป็นประโยชน์ในกิจกรรมการพยาบาลของหนว่ ยงาน
วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื นำวัสดทุ ่เี หลอื ใช้มาประดษิ ฐ์อุปกรณใ์ ช้กบั ผปู้ ว่ ย เพือ่ ป้องกนั การแพรก่ ระจายเช้ือ
2. เพือ่ ลดตน้ ทนุ ในการเบกิ จา่ ยอุปกรณ์ในหนว่ ยงาน
3. เพ่ือลดการทง้ิ ขยะทเ่ี ป็นสาเหตุใหเ้ กิดภาวะโลกรอ้ น
4. เพือ่ ให้เกิดความพงึ พอใจแก่เจา้ หนา้ ที่และผู้ใชบ้ ริการ
5. เพื่อส่งเสริมและสนบั สนนุ ให้เจ้าหน้าร่วมกนั สร้างสรรค์นวัตกรรม
วิธีดำเนนิ การ
1. สำรวจทรพั ยากรที่เหลือใช้ในหอผู้ป่วย
2. ระดมความคดิ เห็นของเจา้ หน้าท่เี พ่ือหาข้อสรุปในการทำนวัตกรรม
3. เจ้าหนา้ ที่รว่ มกันประดิษฐอ์ ปุ กรณ์
4. ทดลองใช้ /ปรับปรงุ

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563


Click to View FlipBook Version