94
อภปิ รายผล
ผู้รับบริการเข้าเกณฑ์ Palliative Care (4 กลุ่มโรค 2 กลุ่มอายุ) ได้รับการบริการการดูแลแบบ
ประคับประคองแบบบูรณาการด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยแพทย์เจ้าของไข้เขียน Consultation Record
ระบุ Consult Service เป็น TTM.PC. หรือ Palliative Care แผนไทย จากนั้นพยาบาลประจำหอผู้ป่วยโทรประสาน
หมายเลข 1681 โดยแจ้งช่ือ, นามสกุล, Hospital Number, หอผู้ป่วย, เตียงหรือห้องผู้ป่วย, ชื่อแพทย์เจ้าของไข้
และการวินิจฉัย ให้ทราบ จากนั้นแพทย์แผนไทยจะข้ึนไปทำการประเมิน PPS Score, ESAS, ซักประวัติเพิ่มเติม
ในส่วนการให้บริการเป็นการจัดการอาการร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน โดยการใช้ยาและไม่ใช้ยา มีการผสานการ
ทำงานร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน นอกจากน้ียังมีการดูแลในส่วนของ Psychosocial/Spiritual issues ตามแนวทาง
ธรรมานามัยและ Mindfulness Based Therapeutic and Counselling โดยมีผู้รับบริการตลอดระยะเวลา
ดำเนินการมากกว่า 100 ราย
ความภาคภูมิใจ
นวัตกรรมการบริการผู้ป่วยประคับประคองทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์ผสมผสาน โรงพยาบาล
ราชบุรี เป็นการผสมผสานการจัดการอาการโดยแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยได้อย่างกลมกลืน
จนได้รับการพิจารณาจากสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
ในการศึกษาดูงานเพ่ือเป็นพ้ืนท่ีต้นแบบด้านการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแบบบูรณาการด้วยศาสตร์
การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อีกทั้งเพ่ือขยายรูปแบบการให้บริการดังกล่าว ให้เป็นต้นแบบของ
การบรกิ ารผูป้ ว่ ยประคบั ประคองทางการแพทยแ์ ผนไทยและแพทยผ์ สมผสานในระดบั ประเทศต่อไป
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
95
เร่อื ง การพัฒนาสง่ เสริมการใชย้ าอย่างสมเหตผุ ลในอำเภอจอมบึง
(Rational Drug Use in Chombeung district)
นายพสธร เจนตระกูลโรจน์
เภสชั กรปฏิบัตกิ าร
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบงึ
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
แม้ที่ผ่านมาจะมีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอย่างต่อเนื่อง แต่โรงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราชจอมบึงยังพบว่ามีแนวโน้มการใช้ยาปฏิชีวนะท่ีสูงข้ึน โดยในปี 2560 มีการใช้ยาปฏิชีวนะใน
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (URI) ร้อยละ 51.69 โรคอุจจาระร่วง
เฉียบพลัน (AD) ร้อยละ 34.97 และแผลสดจากอุบัติเหตุ (FTW) ร้อยละ 72.09 ซึ่งเป็น 3 โรคท่ีมักพบการใช้ยา
อยา่ งไมส่ มเหตผุ ลมากทีส่ ดุ เมื่อเทียบกับเกณฑ์การดำเนนิ งานดา้ น RDU
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะในโรค URI, AD และ FTW ของอำเภอจอมบึง และส่งเสริมให้เกิด
การใช้ยาอย่างสมเหตผุ ลตามเกณฑ์การดำเนินงานด้าน RDU
วิธกี ารดำเนินการ
1. จัดต้ังคณะกรรมการ RDU และกำหนดนโยบายการใชย้ าอยา่ งสมเหตุผล ติดตาม ตรวจสอบกระตุ้น
ผลกั ดันนโยบายเรอ่ื งนีใ้ หเ้ ขา้ ไปในทกุ พืน้ ที่ทง้ั ในและนอกโรงพยาบาล
2. ส่งผู้ท่ีมีศักยภาพท้ังจากโรงพยาบาลและ รพ.สต. เข้าไปร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนา
ศักยภาพบุคลากรในการพัฒนาระบบ RDU Primary care โดยนำความรู้ท่ีได้รับมาผสมผสานกับบริบทของ
พนื้ ทถี่ า่ ยทอดใหผ้ ้นู ำ ตวั แทน รพ.สต. ทุกแห่งในอำเภอ และแกนนำในเครือขา่ ยชมุ ชน
3. เช่ือมโยงงานเร่ือง RDU เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบสำคัญต่างๆของโรงพยาบาล เช่น งานระบบ
สารสนเทศ การทำ POP UP ช่วยเตือนแพทย์กรณีจะมีการสั่งใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับโรค, ระบบงาน PCT การกำหนด
CPG ในโรคติดเชอื้ หรอื โรคอ่ืนๆให้มีการใช้ยาอย่าสมเหตผุ ล
4. เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในอำเภอจอมบึงโดยมีการบรรจุเรื่องการดำเนินการด้านการใช้
ยาอย่างสมเหตุผล (RDU) ให้เป็นส่วนหน่ึงของการประชุม พชอ. และให้มีการลงนามร่วมกันในการแก้ปัญหา
RDU ระหว่างภาคีต่างๆในอำเภอ มีการประสานงานให้กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยในการส่ือสารข้อมูลผ่าน
วทิ ยุกระจายเสยี ง และประสานงานกับตำรวจในการตรวจตดิ ตามการใช้ยาทผ่ี ดิ กฎหมาย
5. สร้างนวตั กรรมต่างๆ เพือ่ เปน็ สื่อในการรณรงคเ์ ร่อื งการใช้ยาสมเหตุผล
6. บูรณาการงานแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกโดยการสร้างองค์ความรู้เร่ืองการใช้ยาสมุนไพร
และจัดทำแผนผังการใช้ยาสมนุ ไพรทดแทนการใชย้ าแผนปัจจบุ นั
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
96
ผลการดำเนนิ การ
จากตัวชี้วัดด้านการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU) ท้ังหมด 21 ตัว พบว่ามี 14 ตัว ได้แก่
ร้อยละของรายการยาท่ีสั่งใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ, ร้อยละผู้ป่วยความดันเลือดสูงท่ัวไปที่ใช้ RAS blockade
2 ชนิดร่วมกัน, ร้อยละของผู้ป่วยที่ใช้ glibenclamide ในผู้ป่วยที่มีอายุ ≥ 65 ปี หรือมี eGFR น้อยกว่า
60 มล./นาที/1.73 ตรม., ร้อยละของผู้ป่วย DM ที่ใช้ metformin เป็นยาชนิดเดียว หรือยาร่วมเพื่อควบคุม
ระดับนำ้ ตาลโดยไม่มขี ้อหา้ มใช้, ร้อยละของผูป้ ่วยนอกที่มกี ารใช้ยา NSAIDs ซ้ำซ้อน, ร้อยละผูป้ ่วยโรคไตเร้ือรัง
ระดับ 3 ขึ้นไปท่ีได้รับยา NSAIDs, ร้อยละผู้ป่วยโรคหืดเร้ือรังที่ได้รับยา inhaled corticosteroid, ร้อยละ
ผู้ป่วยนอกสูงอายุท่ีใช้ยากลุ่ม long-acting benzodiazepine ได้แก่ chlordiazepoxide ,diazepam dipotassium
chlorazepate, จำนวนสตรีต้ังครรภ์ที่ได้รับยาที่ห้ามใช้ ได้แก่ ยา Warfarin/statins/ergot เม่ือรู้ว่าต้ังครรภ์แล้ว,
ร้อยละของผู้ปว่ ยเดก็ โรค RI และได้ยา non-sedating Antihistamine, ประสิทธิผลการดำเนินงานของ PTC ใน
การช้ีนำและส่งเสริม RDU, การดำเนินงานในการจัดทำฉลากยามาตรฐาน ฉลากยาเสริม, รายการยาที่ควรพิจารณาตัด
ออก 8 รายการ ซ่ึงยังคงมีอยู่ใน รพ. และการดำเนินการส่งเสริมจริยธรรมฯ โดยมีตัวช้ีวัดตามตารางท่ี 1 เร่ือง
การใช้ยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลและ รพ.สต.ท่ียงั มีแนวโน้มสูงอยู่
ตารางที่ 1 แสดงผลการตดิ ตามร้อยละการใช้ยาปฏิชีวนะในโรงพยาบาลและ รพ.สต.
ตวั ชว้ี ดั เกณฑ์ 2560 2561 2562 2563
(Q1-Q2)
ร้อยละการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคตดิ เชื้อ ≤ 20 % 51.69 29.42 15.03 15.41
14.23
ทางเดินหายใจ (RI) 36.04
รอ้ ยละการใช้ยาปฏชิ วี นะในโรคอุจาระรว่ ง ≤ 20 % 34.97 36.79 17.58
เฉยี บพลัน (AD)
ร้อยละการใช้ยาปฏชิ วี นะในแผลสะอาด (FTW) ≤ 40 % 72.09 61.75 42.67
ร้อยละการใช้ยาปฏิชวี นะในหญิงคลอดปกตคิ รบ ≤ 10 % 47.85 32.59 10.27 5.66
กำหนดทางชอ่ งคลอด (APL) 100
ร้อยละของรพ.สต. /หนว่ ยบริการปฐมภมู ิใน ≥ 60 % 6.67 80 100 100
เครอื ขา่ ยท่ีมอี ัตราการใช้ยาปฏชิ วี นะใน 100
RI <= ร้อยละ 20
ร้อยละของรพ.สต./ หนว่ ยบรกิ ารปฐมภมู ใิ น ≥ 60 % 33.33 86.67 100
เครือขา่ ย ทมี่ ีการใชย้ าปฏิชีวนะใน AD
<= รอ้ ยละ 20
สรปุ ข้อ 19 และ 20 ร้อยละจำนวน รพ.สต./ ≥ 60 % 6.67 73.33 100
หนว่ ยบรกิ ารปฐมภมู ทิ ีใ่ ช้ ATB ทั้งสองโรค
≤ รอ้ ยละ 20
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
97
อภปิ รายผล
โรงพยาบาลสามารถผ่านข้ันตอนการดำเนินงานข้ันท่ี 1 ตั้งแต่ปี 2560 จากนั้นระยะที่ 2 พบปัญหา
การใช้ยาปฏิชีวนะท่ีสูงท้ังในโรงพยาบาลและชุมชน จึงดำเนินการเชิงรุกอย่างต่อเน่ืองโดยการสร้างความ
ตระหนักรู้ต่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในบุคลากรทางการแพทย์ การเข้าถึงและทำความเข้าใจกับชาวบ้าน
ในชุมชน จนแนวโน้มการใช้เริ่มลดลงแต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ เลยอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพ
/ภาคเี ครอื ข่าย สร้างเสริมใหช้ มุ ชนมคี วามเข้มแข็งและเกดิ ความยั่งยืน
ความภาคภูมใิ จ
เป็นหนงึ่ ในสองโรงพยาบาลจงั หวดั ราชบุรีที่สามารถผ่านขั้นตอนการดำเนนิ งานขัน้ ท่ี 3 ไดใ้ นปัจจบุ ัน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
98
เรื่อง “การพฒั นาระบบการเขา้ ถงึ บรกิ ารสำหรับผปู้ ว่ ยที่ตอ้ งการการดูแลแบบประคับประคอง
โดยทีมหมอครอบครวั โรงพยาบาลเขาย้อย จงั หวดั เพชรบุรี (Development of Service Access for
Palliative Care Patients by Family Care Team, Khaoyoi Hospital ,Petchaburi)
นางสาวนภิ าวรรณ ธาตุทอง นายแพทยช์ ำนาญการ
นางสาวสกลวรรณ ผอ่ งอารมณ์ พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
งานบรกิ ารดา้ นปฐมภมู ิและองค์รวม โรงพยาบาลเขาย้อย
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพ่ิมข้ึน ซึ่งผู้สูงอายุจะมีภาวะเสื่อมถอยของร่างกาย
รว่ มกบั โรคประจำตวั เรอื้ รัง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหวั ใจ โรคไตวาย เป็นต้น ทำให้ผสู้ งู อายุมีภาวะพ่ึงพิง
มากข้ึน ร่วมกับการเพ่ิมขึ้นของอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะท้ายส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยท่ีต้องการ
การดูแลแบบประคบั ประคองสงู ข้นึ
จากข้อมูลอำเภอเขาย้อยปี พ.ศ. 2562 พบว่า อำเภอเขาย้อยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
(จำนวนผู้สูงอายุร้อยละ 20.04) โดยมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพ่ึงพิงและผู้ป่วยระยะท้ายท่ีต้องการดูแล
แบบประคบั ประคองเพ่มิ ข้ึนเชน่ กัน ซ่งึ ผู้ปว่ ยที่รับการวนิ ิจฉัยโรคในกล่มุ ที่ตอ้ งการการดแู ลแบบประคบั ประคอง
(Palliative Care) คิดเป็นร้อยละ 51 ของผู้ป่วยที่ได้รับการเยี่ยมบ้านทั้งหมดของโรงพยาบาลเขาย้อย โดยมี
ผู้ปว่ ยรายใหม่เพ่ิมข้ึนร้อยละ 23 แตย่ ังพบว่าผูป้ ่วยบางสว่ นยังไม่สามารถเขา้ ถึงบริการการดูแลแบบประคับประคอง
การพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคอง (Service plan palliative care) โดยทีมหมอครอบครัว
และสหสาขาวิชาชีพ สำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่ให้การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) ที่สามารถ
ทำได้ท้ังในสถานพยาบาล และในชุมชน มุ่งเน้นการดูแลโดยยึดผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง การจัดการ
อาการต่างๆ ในระยะท้ายของชีวิตอย่างครอบคลุม ท้ังวิธีการรักษาที่ไม่ใช้ยา การใช้ยาระงับปวดกลุ่ม Strong
opioids และการบรรเทาความทุกข์ทรมานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักด์ิศรี
ความเปน็ มนษุ ยจ์ นวาระท้ายของชีวติ
วตั ถุประสงค์
1. เพื่อการพัฒนาระบบการดูแลแบบประคบั ประคองที่ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเข้าถึงบริการ และ
มสี ว่ นรว่ มในการวางแผนการรักษาตนเองล่วงหน้า (Advance care plan)
2. เพ่ือให้ผู้ป่วยระยะท้ายได้รับการจัดการอาการปวดและอาการรบกวนในระยะท้ายของชีวิตด้วย
Strong opioids อย่างมคี ณุ ภาพ
3. เพอ่ื ให้ผู้ป่วยระยะทา้ ยไดร้ บั การดูแลต่อเนอื่ งทบ่ี า้ นและชมุ ชน
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
99
วธิ ดี ำเนินการ
การพัฒนาระบบการให้บริการสุขภาพการดูแลแบบประคับประคอง (service plan palliative care)
โดยทีมหมอครอบครัว จัดทำขึ้นระหว่างสิงหาคม 2562 - มีนาคม 2563 โดยมีการดำเนินการ 3 ข้ัน
ประกอบดว้ ย
1) ขั้นตอนเตรียมการ วิเคราะห์ผลลัพธ์ ปัญหาและข้อจำกัดของระบบการให้บริการสุขภาพ
การดแู ลแบบประคบั ประคองในปีงบประมาณ 2561 และ 2562
2) ข้นั ตอนการพฒั นาระบบการให้บริการสุขภาพให้มีความครอบคลุมผปู้ ่วยระยะท้ายและผู้ป่วย 5
กลมุ่ โรคทีต่ อ้ งการการดแู ลแบบประคบั ประคองตามแนวทางของกรมการแพทย์ โดยทีมหมอครอบครัว
3) ข้ันตอนการนำแผนไปสู่การปฏิบัติทีมหมอครอบครัวให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยระยะท้าย
ตามแนวทาง และบันทึกข้อมูลลงในใบตอบรับปรึกษาการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลเขาย้อย
จังหวัดเพชรบุรี ซ่ึงเป็นเคร่ืองมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นการสื่อสารระหว่างทีมผู้ให้บริการและผู้รับบริการ (ผู้ป่วย
และครอบครัว) และใช้ในการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวอย่างต่อเนื่องท่ีบ้าน และชุมชน การเก็บข้อมูล
จะรวบรวมข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยระยะท้ายทุกราย ระหวา่ งกันยายน 2562 - มนี าคม 2563 (ระยะเวลา 7 เดือน)
การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบกับข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยระยะท้าย
ในชว่ งกมุ ภาพันธ์ 2562 - สงิ หาคม 2562 (ระยะเวลา 7 เดือน) สถติ ทิ ี่ใชว้ เิ คราะห์ คือ จำนวน (คน) และรอ้ ยละ
ผลการดำเนนิ การ
ผลจากการให้บริการผู้ป่วยระยะท้ายด้วย service plan palliative care โดยทีมหมอครอบครัว
เป็นระยะเวลา 7 เดือน เปรียบเทียบกับระยะเวลา 7 เดือนกอ่ นหนา้ พบว่ามีผปู้ ว่ ยระยะท้าย และผปู้ ่วย 5 กลุ่ม
โรคท่ีต้องการการดูแลแบบประคับประคอง สามารถเข้าถึงบริการจำนวนท้ังหมด 91 ราย เพ่ิมข้ึน 49 ราย
คิดเป็นร้อยละ 116.67 โดยผู้ป่วย 5 กลุ่มโรคที่เข้าถึงบริการได้เพ่ิมข้ึน ได้แก่ ผู้ป่วย CA ระยะลุกลาม (COO-C96)
เพ่ิมข้ึน 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 135.71 ผู้ป่วยกลุ่ม Stroke (I60-I69) เพ่ิมข้ึน 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 63.94
และผู้ป่วยบำบัดทดแทนไต ฟอกไต ล้างไต (N18.5) เพ่ิมข้ึน 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 600 ผู้ป่วยกลุ่มผู้สูงอายุ
ในภาวะพ่ึงพิง (R54) เพ่ิมขึ้น 7 ราย คิดเป็นร้อยละ 70 ตลอดจนเร่ิมมีการให้บริการแบบประคับประคอง
ครอบคลุมสำหรับผู้ป่วยกลุ่ม COPD (J44) และผู้ป่วยกลุ่มอายุ 0 ถึง 15 ปี ที่มีความต้องการการดูแล
แบบประคับประคอง จำนวนผู้ป่วยและครอบครัวมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษาตนเองล่วงหน้า
(Advance care plan) มากขึ้น คิดเป็นรอ้ ยละ 64.84 ของผูป้ ว่ ยทเ่ี ข้ารบั การบรกิ าร ผปู้ ่วยระยะท้ายได้รบั การบรรเทา
อาการปวด และอาการรบกวนต่างๆด้วย Strong opioids คิดเป็นร้อยละ 24.17 สำหรับผู้ป่วย CA ระยะลุกลาม
(COO-C96) ได้รับการบรรเทาอาการปวดและอาการรบกวนต่างๆด้วย Strong opioids คิดเป็นร้อยละ 48.49
จำนวนผปู้ ว่ ยระยะท้ายท่ีไดร้ บั การดแู ลต่อเนื่องที่บ้าน และชุมชน จำนวนทัง้ หมด 63 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 69.23
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
100
อภิปรายผล
การพัฒนาระบบการเข้าถึงบริการสำหรับผู้ป่วยท่ีต้องการการดูแลแบบประคับประคองทำให้ผู้ป่วย
ระยะท้าย และผู้ป่วย 5 กลุ่มโรคสามารถเข้าถึงบริการได้มากข้ึน การดูแลโดยทีมหมอครอบครัวทำให้การดูแล
อาการปวด และอาการรบกวนในระยะทา้ ยมปี ระสิทธภิ าพดขี ึ้น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการวางแผนการรักษา
ล่วงหน้า (ACP) และดูแลผู้ป่วยครอบคลุมมากข้ึนท้ังที่บ้านและชุมชน ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน จึงควร
ส่งเสริมให้ทีมหมอครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของการให้บริการสุขภาพการดูแล
แบบประคบั ประคอง (Service plan palliative care)
ความภาคภมู ิใจ
ระบบการให้บริการ (service plan palliative care) และเครื่องมือท่ีพัฒนาข้ึน สามารถนำมาปฏิบัติ
ได้จรงิ ในการคดั กรองผู้ป่วยทีต่ ้องการการดแู ลแบบประคบั ประคอง และมคี วามครอบคลุมมากขึน้
ได้รับความร่วมมืออย่างมากจากสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาล และภาคีเครือข่ายในชุมชน สำหรับ
การดูแลผู้ปว่ ยประคบั ประคองอยา่ งตอ่ เนื่องท่โี รงพยาบาล บ้าน และชมุ ชน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
101
เรอื่ ง พฒั นาระบบการติดตามผปู้ ่วย Palliative care ท่ีมา Admit ของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก
นางสาวดรุณี เตม็ นอง พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ
นางสาวสพุ ชิ า เงียบรอด พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
โรงพยาบาลดำเนนิ สะดวก
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
ในยุคปัจจุบันทางการแพทย์มีความรู้ ความชำนาญในการรักษามากข้ึน และเทคโนโลยีทางการแพทย์
มีความก้าวหน้ามาก ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มเสียชีวิตจากภาวะวิกฤตลดลง ส่งผลให้การดูแลผู้ป่วย
แบบประคับประคองเพิ่มมากข้ึน การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) เป็นการดูแลแบบต่อเนื่องต้ังแต่
เร่ิมวินิจฉัย ตลอดจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต เพ่ือสร้างความม่ันใจให้กับผู้ป่วยและญาติท่ีกำลังเผชิญปัญหา
ความเจ็บป่วยที่คุกคามถึงชีวิต ได้รับการดูแลรักษาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน และสามารถเผชิญความตายได้
อย่างสมศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะประคับประคอง ซ่ึงเป็นช่วงเวลาท่ีผู้ป่วยอาจต้องเข้ามารับ
การรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บป่วย และอาการรบกวนต่างๆ ซ้ำๆ บ่อยข้ึน ดังนั้น กระบวนการติดตามดูแล
ผู้ปว่ ยอยา่ งต่อเน่ืองในโรงพยาบาลจึงมีความสำคญั มาก
โรงพยาบาลดำเนินสะดวกเป็นโรงพยาบาลระดับ M1 ไม่มีพยาบาล PCN (Palliative Care Nurse)
อยู่เวรประจำทุกวัน เริ่มดำเนินการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเดิมพบว่าผู้ป่วยระยะ
ประคบั ประคองรายเก่าได้รับการติดตามเยย่ี มดูแลในช่วงเวลาท่ีมา Admit ในรอบใหมน่ ้อยกว่าร้อยละ 50 จึงมี
การพัฒนากระบวนการตดิ ตามดแู ลผู้ปว่ ยระยะประคบั ประคองอยา่ งต่อเนื่องทกุ รายที่มา Admit ซำ้
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพือ่ ตดิ ตามผ้ปู ่วย Palliative care ท่ีขึน้ ทะเบียนแล้วไดท้ กุ ราย และทกุ คร้ังทก่ี ลบั มา Admit ซำ้
2. เพอ่ื ลดระยะเวลาในการตดิ ตามหาผปู้ ว่ ย Palliative care รายเก่าทม่ี า Admit ซำ้
วิธดี ำเนนิ การ
พัฒนากระบวนการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลดำเนินสะดวก โดยมีการกำหนด
แนวทางการดำเนินงานติดตามผ้ปู ว่ ยทกุ รายในทะเบยี นท่มี า Admit
1. ติดต่อประสานงานศูนย์ IT โรงพยาบาลดำเนินสะดวก บอกถึงความต้องการในรูปแบบการติดตาม
ผูป้ ่วยระยะประคับประคองในทะเบียนทุกรายทมี่ า Admit
2. ลงบันทึกผู้ป่วยทุกรายในทะเบียน หลังจากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็น Palliative care จากการ
Diagnosis ของแพทย์
3. ทำ pop-up ในผู้ป่วยที่ไดร้ ับการวินิจฉัย Palliative care ทุกรายที่ข้ึนทะเบียน ในระบบ HOS-XP
โดยใชส้ ัญญาลกั ษณ์ของสี แยกตาม Palliative Performance Scale (PPS) ดังน้ี
สีแดง คือ ผู้ปว่ ย PPS ≤ 30 %
สีชมพู คือ ผู้ปว่ ย PPS 40 – 60 %
สีเขียว คอื ผปู้ ว่ ย PPS > 60 %
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
102
3. บันทึกรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Palliative care ที่ Admit ประจำวัน โดยเช่ือมโยง
ขอ้ มูลผู้ปว่ ย จากระบบ HOS-XP ซ่งึ สามารถเชค็ ดไู ด้วา่
- ผู้ป่วยในแต่ละวันนั้นมกี ่รี าย และ Admit อยตู่ ึกไหนบา้ ง ลดระยะเวลาในการตดิ ตามหาผปู้ ว่ ย
ว่า Admit อยตู่ ึกไหนบ้าง ซึง่ สะดวกตอ่ การติดตามเยย่ี มได้ทุกราย
- ผู้ป่วยรายเก่าที่มา Admit ใหม่อยู่ตึกไหนบ้าง หรือผู้ป่วยจำหน่าย ในแต่ละวันมีกี่ราย และ
จำหน่ายแบบไหน
4. มีการทำบันทึกรายงานประจำเดือน ที่เชื่อมโยงระบบ HOS-XP เพื่อแสดงจำนวนยอดผู้ป่วย
ในแต่ละเดือน และผู้ป่วยรายเกา่ Re-admit กี่ครัง้ ในเดอื น
5. มแี บบฟอรม์ บนั ทกึ การตดิ ตามเยีย่ มผ้ปู ่วยเปน็ ราย case ต่งั แต่รบั เขา้ ในทะเบยี นจนผปู้ ่วยเสยี ชวี ติ
ผลการดำเนนิ การ
การพัฒนาระบบการติดตามผู้ป่วย Palliative care ท่ีมา Admit ของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก
ได้ปฏิบัติตามวิธีการดำเนินการต้ังแต่ไตรมาสท่ี 3 ของปีงบประมาณ 2561 เป็นต้นมา ทำให้เห็นยอดผู้ป่วย
รายเก่ามกี ารเปล่ียนแปลงเพิ่มขน้ึ ในการตดิ ตามผ้ปู ่วย ดงั น้ี
ตารางยอดผปู้ ่วย Palliative care
เดือน ปี 2561 ปี 2562
ตุลาคม รายเก่า รายใหม่ รายเก่า รายใหม่
พฤศจกิ ายน
ธนั วาคม 0 21 10 25
มกราคม
กมุ ภาพันธ์ 0 16 15 21
มีนาคม
เมษายน 0 21 20 17
พฤษภาคม
มิถุนายน 1 14 24 37
กรกฎาคม
สิงหาคม 4 24 16 27
กนั ยายน
4 15 23 20
รวม
11 14 30 34
12 30 17 23
13 23 32 15
14 28 89
14 22 12 11
12 21 19 35
80 249 226 274
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
103
แสดงการเปรียบเทยี บยอดผู้ป่ วย Palliative care รายเก่า
35 32
30
30
25 24 23
20 19
20
16 17
15
15 13 14 14
12 12
10 11 12
10
8
5 44
0001
0
ต.ค พ.ย. ธ.ค ม.ค ก.พ มี.ค เม.ย พ.ค ม.ิ ย ก.ค ส.ค ก.ย
ปี 2561 ปี 2562
อภิปรายผล
จากผลการพัฒนาระบบการติดตามผู้ป่วย Palliative care ท่ีมา Admit ของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก
ได้แสดงให้เห็นปริมาณยอดการติดตามผู้ป่วย Palliative care รายเก่าท่ีมา Admit เพิ่มขึ้น บรรลุตาม
วัตถุประสงค์ ท่ีสามารถตดิ ตามผ้ปู ่วย Palliative care ได้ทุกรายทก่ี ลบั มา Admit ซำ้
ส่ิงที่ได้จากการพัฒนาระบบการติดตามผู้ป่วย Palliative care ที่มา Admit ของโรงพยาบาลดำเนินสะดวก
ทำให้สามารถติดตามผู้ป่วย Palliative care ได้ทุกราย และสามารถลดระยะเวลาในการติดตามหาผู้ป่วย
รายเก่าท่มี า Admit ในแตล่ ะตึกได้อีกด้วย
ความภาคภูมใิ จ
เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรได้รับการดูแลอย่างต่อเน่ืองท้ังใน
โรงพยาบาลและชุมชน เพื่อช่วยลดความความทุกข์ทรมาน และเพ่ิมคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ สามารถเผชิญ
ความตายได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และได้นำผลการพัฒนาระบบการติดตามผู้ป่วย Palliative care
ท่ีมา Admit ไปเผยแพร่ในเครือข่ายโรงพยาบาลในเขต มีบางโรงพยาบาลให้ความสนใจ ได้นำกลับไปพัฒนา
ระบบการตดิ ตามดแู ลผู้ปว่ ย Palliative care ของโรงพยาบาลตนเอง
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
104
เรอ่ื ง (สาขาการดแู ลระยะเปลย่ี นผา่ นผปู้ ว่ ยกง่ึ เฉยี บพลัน (Intermediate Care))
เพมิ่ ประสิทธิภาพการดูแลผปู้ ว่ ยระยะเปลยี่ นผา่ น (Intermediate care; IMC)
นางกัลยา สังข์ปา่ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
โรงพยาบาลบ่อพลอย
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
จากการทบทวนผู้ป่วย Intermediate Care อำเภอบ่อพลอย มีแนวโน้มสูงข้ึน ปี 2559-2561 จำนวน
66, 60, 80 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วย Stroke ในปี 2561 มีการรับ Refer back จำนวน 12 ราย ผ่านระบบการดูแล
Intermediate Care 8 ราย ไม่ผ่านระบบการดูแล Intermediate Care 4 ราย ทำให้ผู้ป่วยขาดการประเมิน
โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟ้ืนฟู ในการประเมิน Rehabilitation Problem ต้ังเป้าหมายการดูแล (Goal Setting) และ
วางแผนโปรแกรมการฟื้นฟูสภาพ (Physical therapy program) ทีมผู้ดูแลขาดทักษะในการพยาบาลฟื้นฟู และไม่มี
การกำหนด Care Protocol ที่ชัดเจนในทีมสหสาขาวิชาชีพ ตลอดจนการวางแผนจำหน่ายต่อเนื่องเชื่อมประสาน
กบั รพ.สต. และเครือขา่ ยมกี ารประเมินปญั หาไมค่ รอบคลุม ผปู้ ว่ ยแตล่ ะรายมีปญั หาแตกต่างกนั ตามพยาธิสภาพของโรค
วัตถุประสงค์
1. เพ่ือให้ผู้ปว่ ยได้รับการบริบาลฟื้นฟสู ภาพและติดตามตอ่ เนื่องถึงชมุ ชน
2. เพือ่ พฒั นาระบบบริการฟ้นื ฟูสมรรถภาพผู้ปว่ ย IMC ตามเกณฑ์การฟน้ื ฟูตอ่ เนอ่ื งถึงชมุ ชน
3. เพอ่ื ให้คุณภาพชวี ติ ของผู้ป่วยดขี ึ้น ลดความพกิ าร ภาวะแทรกซอ้ น
วิธดี ำเนนิ การ
1. ประชุมร่วมกับทีมสหวชิ าชีพ
- ช้ีแจงนโยบายการดูแล Intermediate Care แพทย์ใช้ทุนทุกรุ่น เรื่องการเข้ารับการรักษาเป็น
ผู้ป่วยในโรงพยาบาลและการ Admit > 4 วัน เพื่อให้ผูป้ ่วยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน
- แจ้งทีมสหวิชาชีพ เร่ืองความสำคัญของการประเมินผู้ป่วยและการแปรผล แบบประเมินตาม
มาตรฐาน IMC
- พยาบาลเฉพาะทางฟน้ื ฟูสภาพเปน็ Project Manager
2. Care Assessment ซักประวัติ ประเมินปัญหา การวินิจฉัยโรค และ Goal Physical Therapy
Program ของแพทย์เวชศาสตร์ฟ้ืนฟู (ตามใบส่งต่อ IMC) ประเมินผู้ป่วยมีพยาธิสภาพท่ีสมองส่วนใด
และสามารถฟน้ื ฟไู ด้มากสดุ เพียงใด เพ่อื จัดโปรแกรมการฟืน้ ฟใู ห้ได้เต็มตามศักยภาพ
3. ประเมิน Barthel ADL Index (ความสามารถในการดำเนนิ ชีวิตประจำวัน), ประเมินการกลืน, ประเมิน
ความเสีย่ งต่อการพลดั ตกหกล้ม โดยปรบั ปรงุ แบบประเมนิ ร่วมกับแพทยเ์ วชศาสตร์ฟื้นฟู รพ.พหลพลพยหุ เสนา
4. ใหก้ ารดแู ลตาม Care Protocol รว่ มกบั ทีมสหสาขาวชิ าชพี
- Problem List & Plan of management for Intermediate Care
- Standing Order for Intermediate Care
5. ระบบการ Consult กลุม่ Line Intermediate Care โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูให้คำปรึกษา
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
105
6. ระบบ Case Manager โดยพยาบาลฟน้ื ฟสู ภาพ
- Intermediate Care Bed ผูป้ ว่ ยไดร้ ับการฟืน้ ฟู อยา่ งน้อยวนั ละ 1 ชม. สปั ดาหล์ ะ 3 วนั
- OPD Based Program ผปู้ ่วยไดร้ บั การฟนื้ ฟู อย่างนอ้ ย 45 นาที ตอ่ คร้งั
อยา่ งน้อย 24 คร้ัง ภายใน 6 เดอื น
7. ค้นหา Care Giver ตัวจริง ประเมินความสามารถ ฝึกทักษะท่ีจำเป็น เพ่ิม ADL /Hand Function
การจดั ท่านอน ท่านงั่ การเคลือ่ นยา้ ยตัวอยา่ งถกู ตอ้ ง เสรมิ พลัง (Empowerment) สรา้ งความมั่นใจวา่ สามารถปฏบิ ตั ไิ ด้
8. การเตรยี มความพร้อมก่อนจำหนา่ ย
- ฝึกทักษะผู้ป่วยให้สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันให้มากท่ีสุด และให้ Care Giver ช่วยเหลือ
กิจวัตรประจำวัน ที่ไม่สามารถทำได้เทา่ ทีจ่ ำเป็น
- คลิปวิดโี อส่อื การสอนการบรหิ ารกลา้ มเนอื้ ดา้ นการกลืน การพูด ผ่านระบบ QR Code
- นวตั กรรม ชอ้ นตกั อาหาร เพ่มิ Hand Function
- ชดุ ออกกำลังกายเพมิ่ องศาการเหยียดขอ้ ศอก-ข้อมือ เพมิ่ ทักษะสายตาและสมาธิ
- มกี ารประเมนิ ทักษะชองผปู้ ว่ ยและ Care giver กอ่ นกลบั บา้ นทุกราย
การดูแลตอ่ เน่ือง
9. การวางแผน วิเคราะห์ ประเมินปัญหาผู้ป่วยรายกรณี โดยทีมสหสาขาวิชาชีพติดตามเย่ียม 2 คร้ัง/เดือน
ในชว่ ง 6 เดือน
10. มรี ะบบชว่ ยเหลือและใหค้ ำปรกึ ษาแกผ่ ปู้ ่วยรายกรณี ผา่ นทางโทรศัพทแ์ ละกล่มุ Line HHC
11. Mapping Case เป้าหมาย ด้วย App GPS Co-ordinates ค้นหาเส้นทางพิกัดตำแหน่งบ้านผู้ป่วย
Latitude Longitude ลงในโปรแกรม Hos xp
12. จัดสภาพแวดล้อมบา้ นผูป้ ว่ ย โดยเน้นความปลอดภัยใหเ้ หมาะสมกับสภาพผู้ปว่ ย
13. ติดตามการดูแลต่อเนื่อง โดยประสานผู้ป่วย/ญาติโดยตรงทางโทรศัพท์หรือประสานกับ รพ.สต.
ที่ส่งต่อทีม HHC สรุปประเมินผลการติดตามเยี่ยม แลกเปล่ียนเรียนรู้และนำผลมาพัฒนาออกแบบการเยี่ยม
ผปู้ ่วยคร้ังตอ่ ไป
ผลการดำเนินการ
ตวั ชี้วดั เป้าหมาย 2561 2562
1. อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน < 20% 12.50 (1ราย) 0
2. ผปู้ ว่ ยมี Barthel ADL เพิ่มข้ึน > 70% 25 85.71
3. อัตราผู้ป่วยได้รับการฟ้นื ฟสู ภาพผปู้ ่วยในตามเกณฑ์ > 60% 62.50 100
4. วันนอนเฉลยี่ ≥ 4 วัน 2 4.62
5. อัตราผู้ป่วยและญาติมีความรู้และทักษะในการปฏิบัติตนหลัง > 80% 86.69
จำหน่าย 62.50
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
106
อภปิ รายผล
ทีม Service Plan สาขา IMC ได้เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยระยะเปลี่ยนผ่าน (Intermediate care; IMC)
โดยมีการวางแผนตั้งแต่โรงพยาบาลทั่วไปสู่โรงพยาบาลชุมชน โดยการวิเคราะห์ ประเมินปัญหาวางแผน
รายกรณี ให้การดูแลตาม Care Protocol ร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ ระบบ Consult ผ่านกลุ่ม Line IMC, ให้การ
ดูแลโดยพยาบาลฟ้ืนฟูสภาพเป็นระบบ Case Manager มีการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและ Care giver
กอ่ นจำหน่าย สง่ ผลให้คณุ ภาพชวี ิตของผู้ป่วยและครอบครัวดขี ้ึน
ความภาคภูมิใจ
1. พัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน เกิดการเรียนรู้เข้าใจ การพยาบาลฟื้นฟูสภาพและให้การดูแล
ตามพยาธิสภาพโรคผ้ปู ่วยเฉพาะราย สง่ ผลให้ผู้ปว่ ยไมเ่ กิดภาวะแทรกซอ้ น
2. การวางแผนติดตาม วิเคราะห์ ประเมินปัญหาผู้ป่วยรายกรณี โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ทำให้เห็น
สภาพความเป็นอยู่ของผู้ป่วย วิถีชีวิต เศรษฐกิจ สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจ็บป่วยแท้จริงของผู้ป่วยแต่ละ
ราย นำมาสู่การเขา้ ใจผ้ปู ว่ ยและแกไ้ ขปญั หาไดเ้ หมาะสม
3. ระบบการจัดการทด่ี จี ะช่วยวางแผนในการติดตามผูป้ ว่ ยตอ่ เนือ่ ง มีประสิทธภิ าพ
4. การมีส่วนร่วมของผู้ป่วย ครอบครัว และภาคีเครือข่าย ทำให้การดูแลต่อเนื่องประสบความสำเร็จ
ผปู้ ่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวติ ทีด่ ีขนึ้
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
107
เรือ่ ง “การพัฒนาระบบการตดิ ตามและสร้างเครอื ขา่ ยในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง
ระยะก่ึงเฉียบพลัน (Intermediate care) ของโรงพยาบาลปากท่อ จงั หวัดราชบรุ ี ประจำปี 2562”
นายณัฐพล บญุ เสนนั ท์ นักกายภาพบำบัด
นายสิรวชิ ญ์ บุญเสนนั ท์ นักกายภาพบำบัด
โรงพยาบาลปากทอ่ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบรุ ี
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease or Stroke) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ
ของคนไทย ในประเทศไทยซง่ึ มแี นวโนม้ ของจำนวนผปู้ ่วยโรคหลอดเลือดสมองเพ่ิมขน้ึ ทุกปี พบวา่ จำนวนผปู้ ่วย
โรคหลอดเลือดสมองเพิ่มข้ึนจาก 304,807 คน ในปี 2560 เป็น 331,086 คน ในปี 2561 (สถิติสำนักโรค
ไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค, 2562) โรคหลอดเลือดสมองแบ่งประเภทตามระยะเวลา ได้แก่ 1.ระยะเฉียบพลัน
(Acute) ระยะเวลาใน 1 เดือนหลังจากเกิดโรค 2.ระยะกึ่งเฉียบพลัน (Subacute) : ระยะเวลา 1 - 6 เดือน
หลังจากเกิดโรค 3.ระยะเรื้อรัง (Chronic) : ระยะเวลา มากกว่า 6 เดือน (Garcia – Rudolph et.al, 2019)
ซ่งึ ส่งผลใหเ้ กดิ ความพกิ ารอย่างเร้ือรังและรุนแรงโดยหนึ่งในสามของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเสียชีวิตภายใน
หนึ่งเดือนหลังป่วยและสองในสามท่ีเหลือเกิดความพิการอย่างถาวรและช่ัวคราว (นิพนธ์, 2544) โดยเฉพาะ
ความพิการที่มีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว, การทรงตัวและความยากลำบากในการทำกิจวัตรประจำวัน
ซ่ึงถ้าไม่ได้รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพหลัง 6 เดือนไปแล้ว ส่วนใหญ่มักมีความพิการอย่างถาวร ดังนั้นผู้ป่วย
จึงควรได้รับการฟื้นฟูภายใน 6 เดือนแรกหลังจากที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน
ความพกิ าร ให้สามารถกลับมาใชช้ วี ิตประจำวันได้ สง่ ผลต่อคุณภาพชีวติ ท่ดี ีของผปู้ ่วยและครอบครัว
การดูแลผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลัน (Intermediate care) เป็นการดูแลผู้ป่วยที่ผ่านพ้นวิกฤติและ
มีอาการคงท่ี แต่ยังคงมีความผิดปกติของร่างกายบางส่วนและมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบรกิ ารฟ้ืนฟูสมรรถภาพอย่างต่อเน่ืองจนครบ 6 เดือน เพ่ือเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย
จิตใจในการทำกิจวัตรประจำวัน ลดความพิการหรือภาวะทุพพลภาพกลับสู่สังคมได้ โดยให้บริการผู้ป่วยระยะ
ก่ึงเฉียบพลัน ตั้งแต่อยู่ในโรงพยาบาลจนไปถึงการติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยร่วมกับทีมในชุมชน ซึ่ง
นักกายภาพบำบัดมีบทบาทหน้าท่ีในการฟื้นฟู, ให้คำแนะนำแก่ญาติในการดูแลผู้ป่วย และให้โปรแกรม
การฟ้ืนฟูทางกายภาพบำบัดแต่ในบางคร้ังการส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยนั้นยังไม่ครอบคลุมทั้งพ้ืนที่รับผิดชอบ ดังนั้น
คณะผู้จดั ทำสร้างโปรแกรมเก็บข้อมูลและเครือขา่ ยในการติดตามผปู้ ่วยโรคหลอดเลือดสมอง เพอ่ื ใหก้ ารตดิ ตาม
และฟืน้ ฟูผปู้ ว่ ยให้มีประสิทธิภาพมากย่งิ ขึ้น
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ปว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง
2. เพ่ือสรา้ งเครอื ขา่ ยในการตดิ ตามผู้ปว่ ยโรคหลอดเลือดสมอง ตง้ั แตอ่ ยู่โรงพยาบาลจนถึงชุมชน
3. เพ่ือให้ผู้ปว่ ยเขา้ ถงึ บรกิ ารฟน้ื ฟูดแู ลตอ่ เนื่อง ลดภาวะทพุ พลภาพ สามารถกลับเขา้ สสู่ ังคมได้
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
108
วิธกี ารดำเนินงาน
ระยะท่ี 1 ระยะกอ่ นดำเนินงาน
1. รวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลภายในโรงพยาบาลปากท่อ, ข้อมูลจากโรงพยาบาลศูนยร์ าชบุรี และ
ขอ้ มูลจากโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบล (รพ.สต.) ที่รบั ผิดชอบ
2. จัดทำโปรแกรมการจดั เกบ็ ขอ้ มลู ด้วยโปรแกรม Microsoft excel
3. จัดทำกลมุ่ สง่ ตอ่ ขอ้ มูลผา่ นทาง Application line
ระยะท่ี 2 ระยะดำเนนิ งาน
1. ประสานงานกับ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อในการติดตาม
เยีย่ มบา้ นผปู้ ว่ ย
2. ตดิ ตามเย่ียมบ้านผูป้ ่วยภายในชุมชนอยา่ งน้อยเดอื นละ 1 ครั้ง
3. เก็บขอ้ มลู และประเมนิ ผ้ปู ว่ ยด้วยแบบประเมนิ กิจวตั รประจำวนั อยา่ งน้อยเดือนละ 1 คร้ัง
ระยะที่ 3 สรปุ ผลการดำเนินงาน
1. นำข้อมลู ท่ีได้ลงในโปรแกรมที่จดั ทำไว้
2. วเิ คราะหผ์ ลการดำเนนิ งาน
3. สรุปผลและอภิปรายผลการดำเนนิ งาน
ระยะเวลาในการดำเนินงาน: ตง้ั แต่ 1 ตุลาคม 2561 - 30 กันยายน 2562
พ้นื ท่ใี นการเกบ็ ข้อมลู : พนื้ ท่ีภายในเขตอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบรุ ี
ผลการดำเนินงาน
1. โปรแกรมการเก็บข้อมูล โดยใช้ โปรแกรม Microsoft excel ซ่ึงโปรแกรมจะประกอบด้วย
รพ. ท่ี Admit, ช่ือ – นามสกุล, ท่ีอยู่, วันเวลาที่เป็น, อาการของผู้ป่วย และคะแนนการประเมิน
กิจวตั รประจำวนั (Barthel Index : BI) เปน็ ตน้
(ตวั อยา่ ง: https://drive.google.com/open?id=1qvrLKElaLMGb5YF0OX8DAaXzPvM3vVc3)
รปู ภาพที่ 1 แสดง โปรแกรมการจดั เก็บขอ้ มลู ดว้ ย Microsoft excel
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
109
2. สรา้ งกลุม่ Application Line เครอื ข่ายในการตดิ ตามผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง
รูปภาพท่ี 2 แสดง กลุม่ Application Line เครือขา่ ยในการติดตามผปู้ ่วยโรคหลอดเลอื ดสมอง
1. ผลลพั ธข์ องการติดตามเยีย่ มบ้าน
ในปี 2560 จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ท้ังหมด 138 คน สามารถติดตามเย่ียมบ้านและ
ได้รบั กายภาพบำบดั จำนวน 46 คน คดิ เป็น 33.33 %
ในปี 2561 จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งหมด 205 คน สามารถติดตามเย่ียมบ้านและ
ได้รับกายภาพบำบัด จำนวน 55 คน คิดเปน็ 26.85 %
ในปี 2562 จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ทั้งหมด 118 คน สามารถติดตามเย่ียมบ้านและ
ไดร้ บั กายภาพบำบัด จำนวน 83 คน คิดเป็น 70.34 %
ผลการตดิ ตามเย่ียมบ้าน
100 55 83
26.85 70.34
80
ปี 61 ปี 62
60 46
40
20 33.33
0
ปี 60
ตดิ ตามได้ (คน) ตดิ ตามได้(ร้อยละ)
กราฟท่ี 1 แสดงผลการติดตามเย่ยี มบา้ น
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
110
1. ผลลัพธ์ของการฟน้ื ฟูทางกายภาพบำบดั
จากการวิเคราะหผ์ ลของขอ้ มูล คะแนนประเมนิ กจิ วตั รประจำวนั (Barthel Index : BI) พบวา่
ปี 2560 จำนวนผูป้ ว่ ยที่มีคะแนน BI ดขี ้นึ หรอื BI = 20 เท่ากับ 20 คน คดิ เป็นร้อยละ 43.48
ปี 2561 จำนวนผู้ปว่ ยที่มคี ะแนน BI ดีขน้ึ หรือ BI = 20 เท่ากบั 25 คน คิดเปน็ ร้อยละ 45.45
ปี 2562 จำนวนผ้ปู ่วยท่มี คี ะแนน BI ดขี นึ้ หรือ BI = 20 เท่ากบั 48 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 57.83
สรุปผลและอภปิ รายผล
1. โปรแกรมการเก็บขอ้ มลู ผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง ด้วยโปรแกรม Microsoft excel
2. กลุ่ม Application Line เครือข่ายในการติดตามผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล
จนถึงชมุ ชน มสี มาชกิ เป็นเจ้าท่ีหนา้ ทป่ี ระจำโรงพยาบาลสง่ เสริมตำบล (รพ.สต.) ในพน้ื ท่ีความรบั ผดิ ชอบ
3. ผู้ป่วยได้รับการติดตามเย่ียมบ้านจากในปี 2561 ท่ีติดตามเย่ียมบ้านได้ 55 คน เพ่ิมขึ้นเป็น 83 คน
ในปี 2562 และผู้ป่วยมีคะแนน BI จากปี 2561 มีจำนวนผู้ป่วยที่มีคะแนน BI ดีขึ้น หรือ BI = 20 เท่ากับ
25 คน คิดเป็นร้อยละ 45.45 เพ่ิมข้ึนเป็นร้อยละ 57.83 (จำนวนผู้ป่วยท่ีมีคะแนน BI ดีข้ึน หรือ BI = 20
เท่ากบั 48 คน)
ปญั หาและอปุ สรรคท่พี บ
1. ขอ้ มูลผูป้ ่วยบางสว่ นยังไมส่ ามารถตดิ ตามได้และบางส่วนยงั ไม่ไดส้ ง่ ตอ่ ข้อมูล
2. แบบประเมนิ ยังไม่ครอบคลมุ กับพยาธิสภาพของผปู้ ว่ ย
แนวทางการพฒั นา
1. พฒั นาระบบการตดิ ตามใหค้ รอบคลุมทกุ พื้นที่รับผดิ ชอบ
2. เพ่ิมเตมิ แบบประเมนิ ท่เี หมาะสมกบั พยาธิสภาพของผู้ป่วย
ความภมู ใิ จ
1. โปรแกรมการเกบ็ ขอ้ มลู ผปู้ ว่ ยโรคหลอดเลอื ดสมอง ทสี่ ะดวกในการใชข้ ้อมลู หรือวเิ คราะห์ข้อมูล
2. ความรวดเร็วในการประสานงานโดยใช้กลุ่ม Application Line เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการบริการ
ฟืน้ ฟูทางการแพทยเ์ พ่ิมมากข้ึน
3. ติดตามเยย่ี มบ้านผปู้ ่วยได้อยา่ งต่อเน่อื งและครอบคลมุ มากข้ึน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
111
เรอ่ื ง “กำลังใจจาก PC มอบส่งิ ดีๆใหเ้ ธอ”
พญ.บุษรา เทพาวฒั นาสขุ นายแพทย์เชย่ี วชาญ
นางสาวคมคาย รกั ษส์ งิ ห์ทอง พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ความสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรักสร้างความทุกข์ใจอย่างย่ิง ท้ิงความเศร้าความอาลัยรักให้กับบุคคล
ข้างหลัง บางชีวิตจากไปอย่างโดดเดี่ยวเน่ืองจากการจำกัดด้านการบริการของการดูแลรักษาท่ีไม่ให้ญาติเฝ้า
เช่น หอผู้ป่วยหนัก ICU บางครอบครัวที่แจ้งว่าพอจะทำใจยอมรับการสูญเสียได้ แต่เอาเข้าจริงเมื่อถึงเวลา
ท่ตี ้องพลัดพราก ก็เกิดความรู้สกึ เศร้าใจเช่นกัน การดูแลก่อนการสูญเสียและหลงั การสูญเสีย (Bereavement care)
เป็นส่วนหน่ึงของการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative care) ทางทีมงานดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง
เห็นความสำคัญของการเยียวยาจิตใจครอบครัวของผู้ป่วย จึงมีความคิดสร้างสรรค์ท่ีจะนำความสดชื่นมายัง
ผู้ป่วยและครอบครัว ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง โดยใช้ดอกกล้วยไม้เป็นตัวส่ือกลาง และ
ยังเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการจึงจัดทำสวนดอกไม้เยี่ยมคนไข้ Palliative care
หลังการสูญเสียพบว่าครอบครัวผู้สูญเสีย มีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก ทางทีมงานดูแลแบบ
ประคับประคองจึงมีความคิดสร้างสรรค์ ในการจัดทำการ์ดแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต
โดยกิจกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นบนพื้นฐานของส่ิง ที่เรียกว่าการดูแลอย่างสมศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ กิจกรรม
ทั้ง 2 อย่างอาศัยการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของชุมชนในการบริจาคส่ิงของ เช่น ต้นกล้วยไม้ และบริจาคเงิน
เพอื่ นำมาจดั ทำการด์ แสดงความเสยี ใจดงั กลา่ ว
วตั ถปุ ระสงค์ ของการจัดทำนวัตกรรมและส่ิงประดิษฐ์
1. เพอื่ สรา้ งสัมพันธภาพทด่ี รี ะหวา่ งผู้ใหแ้ ละผรู้ บั บริการ
2. เพื่อคุณภาพการดูแลผูป้ ว่ ยแบบประคับประคอง
3. เพื่อลดความเศรา้ โศกของครอบครัวผูส้ ญู เสยี
4. เพอ่ื ใหเ้ กิดการดูแลอย่างสมศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์
5. เพอ่ื ส่งเสรมิ การมสี ่วนรว่ มของชุมชนและองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน
วิธดี ำเนินการ
1. จัดประชุมทีมงานเพ่ือร่วมขอความคิดเห็นในการจัดกิจกรรมสวนดอกไม้เย่ียมคนไข้ Palliative care
และการ์ดแสดงความเสยี ใจ
2. ประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่จะทำให้ทีมจิตอาสา องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และประชาชนทราบ
เพอ่ื ขอความรว่ มมือในการจดั กิจกรรมสร้างสวนดอกไม้เยย่ี มคนไข้ Palliative care และการ์ดแสดงความเสยี ใจ
3. เจ้าหน้าท่ีสนามเป็นผู้รับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาสวนกล้วยไม้เพื่อให้เกิดการดูแลอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการ์ดแสดงความเสียใจเป็นหน้าท่ีของทีม Palliative care และเจ้าหน้าท่ีโสตน์ทัศนูปกรณ์ร่วมกันพัฒนา
จดั ทำให้ดยี ิง่ ขนึ้
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
112
4. ไดร้ บั ความรว่ มมือจากผู้บริหารโรงพยาบาลในการจดั ทำสวนกล้วยไม้ข้ึนบรเิ วณบ่อบำบดั นำ้ เสียของ
โรงพยาบาล โดยใช้ประตูร้ัวเหล็กที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาสร้างสวนกล้วยไม้ ส่วนต้นกล้วยไม้ในระยะแรก ได้จาก
การบริจาค ส่วนการด์ แสดงความเสยี ใจได้พัฒนารูปแบบที่ประกอบด้วยรูปภาพและคำกล่าวแสดงความเสยี ใจ
5. วิธีจัดการในการนำการ์ดแสดงความเสียใจ และนำดอกกล้วยไม้ไปเยี่ยมผู้ป่วย โดยกิจกรรมการนำ
ดอกกล้วยไม้ไปเย่ียมผู้ป่วยจะควบคู่กับกิจกรรม Grand round ของทีม Palliative care โดยแกนนำของ
พญ.บุษรา เทพาวฒั นาสุข ซ่ึงเปน็ ประธานของทมี ร่วมกับทีม Palliative care จัดกิจกรรมประมาณเดือนละ 1-2 คร้ัง
สว่ นการด์ แสดงความเสียใจจะนำไปมอบให้กบั ครอบครัวผสู้ ญู เสยี หลงั ผปู้ ่วยเสียชีวิตโดยทีม Palliative care
6. เสนอผลงานให้ผเู้ ก่ยี วข้อง และประชาสัมพันธ์ใหป้ ระชาชนรับรู้ เพือ่ สง่ เสรมิ การมีสว่ นรว่ มของชุมชนมากขนึ้
7. จดั หาต้นกล้วยไม้เพ่ิมเติมและมกี ารบำรุงรักษาอย่างต่อเนอื่ ง
8. มกี ารพัฒนารูปแบบการ์ดแสดงความเสยี ใจเพ่ือใหเ้ หมาะสมย่ิงขึ้น
ผลการดำเนินงาน
การดำเนินงานจัดทำสวนกล้วยไม้ขึ้นที่บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสีย ต้ังแต่เดือน ก.พ. พ.ศ.2562 โดย
คร้ังแรกได้รับบริจาคกล้วยไม้มาจำนวน 200 ต้น ปัจจุบันมีต้นกล้วยไม้ประมาณ 500 ต้น เจ้าหน้าท่ีสนาม
เป็นผู้รับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาสวนกล้วยไม้ เพื่อให้เกิดการดูแลอย่างต่อเนื่องเมื่อกล้วยไม้ออกดอกเพียงพอ
ที่จะนำไปเย่ียมผู้ป่วยได้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสวนกล้วยไม้จะแจ้งให้ทีม Palliative care ทราบเพ่ือนำดอกกล้วยไม้
ไปเย่ียมผู้ป่วยควบคู่กับการทำ Grand Round ของทีม Palliative care ในวันอังคาร เดือนละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 3
ถึง 8 ช่อ การมอบการ์ดแสดงความเสียใจ เริ่มทดลองทำเมื่อเดือน เม.ย.พ.ศ.2562 และปี พ.ศ. 2563 เร่ิมใช้
อย่างจริงจังโดยทีม Palliative care ทำหน้าท่ีมอบการ์ดแสดงความเสียใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย
อภิปรายผล
การดำเนินงานท่ีผ่านมาจากการท่ีนำดอกกล้วยไม้ไปเยี่ยมผู้ป่วย พบว่าทั้งผู้ป่วยและญาติ
มีสีหน้าแสดงถึงความสุขใจที่ได้รับดอกกล้วยไม้ ใบหน้าของผู้ป่วยและญาติมีรอยย้ิมเกิดข้ึน บรรยากาศรอบๆ
เต็มไปด้วยความสดช่ืน ดอกไม้จะถูกนำไปประดับไว้ท่ีตู้ข้างเตียงผู้ป่วย ขณะที่ทีมนำดอกไม้ไปเย่ียมบางคร้ัง
พบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการไม่สุขสบายลดลงอย่างชัดเจน เพราะเป็นการเบ่ียงเบนจิตใจผู้ป่วยให้ออกมาจาก
ความเจ็บปวด ส่งผลทำให้ความไม่สุขสบายของผู้ป่วยลดลง และดอกไม้จะสดช่ืนอยู่ได้ 2-3 วนั บางรายท่ีผู้ป่วย
เสียชีวิตในช่วง 2-3 วันหลังจากทีมลงเยี่ยม ดอกกล้วยไม้ช่อน้ันจะถูกนำไปไว้ในมือผู้ป่วยที่เสียชีวิต ช่วงท่ีมี
การระบาดของ โรค covid 19 บรรยากาศในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความหดหู่ ทีม Palliative care ได้จัดกิจกรรม
นำดอกกล้วยไม้ไปมอบเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าท่ีท่ีดูแลผู้ป่วย และผู้ป่วยcovid19ท่ีถูกจำหน่ายกับบ้าน
สร้างความสดช่ืนให้กับผู้รับและผู้ให้บริการเป็นอย่างมากท่ีได้มีส่วนช่วยเยียวยาหัวใจของผู้รับบริการ และ
ให้บรกิ าร การนำการ์ดแสดงความเสียใจไปมอบให้กับครอบครัวผู้สญู เสีย เป็นการแสดงให้เห็นว่าทีม Palliative care
ให้ความสำคัญกับ การดูแลหลังการสูญเสีย (Bereavement care) โดยเฉพาะครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่ต้องสูญเสีย
บคุ คลอันเปน็ ที่รกั เป็นการแสดงถงึ การดแู ลทต่ี ่อเนอื่ งแม้วา่ การรักษาพยาบาลจะจบลง
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
113
ความภาคภูมิใจ
สถานการณ์ช่วงท่ีมีการระบาดของ โรค covid 19 บั่นทอนสุขภาพจิตของทุกคนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ
การจำกัดการเยี่ยมของญาติ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนรู้สึกว้าเหว่ เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตลง ก็ต้องเร่งรีบในการจัดงาน
อย่างรวดเร็วและเรียบงา่ ยที่สุดเพื่อลดการระบาดของโรค การนำดอกกล้วยไม้ไปเย่ียมผู้ป่วยหลายครั้งจะเหน็ รอยยิ้ม
ของผู้ป่วยและญาติ สร้างบรรยากาศแห่งความสดชื่นก่อเกิดความสุข และกลายเป็นพลังที่ช่วยให้เติมเต็มหัวใจของ
ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ สวนดอกไม้เยี่ยมคนไข้ Palliative care เป็นที่ศึกษาดูงาน และถูกคัดเลือก
เป็นผลงานเด่นของงานด้านจริยธรรมของโรงพยาบาล การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จึงสร้างความประทับใจ
ให้กับครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอย่างมาก คะแนนแบบประเมินความพึงพอใจหลังการดูแลส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก
บางครั้งนำไปสู่การบริจาคอุปกรณ์และเงินให้กับโรงพยาบาล ท่ีสำคัญคือช่วยลดความเส่ียงเร่ืองความขัดแย้ง
และการรอ้ งเรยี นต่อพฤติกรรมการบริการของเจ้าหน้าท่ีลง
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
114
เรือ่ ง การฟน้ื ฟผู ปู้ ่วยระยะก่ึงเฉยี บพลนั ด้วยศาสตร์การแพทยผ์ สมผสาน
รปู แบบนครชัยศรีโมเดล โรงพยาบาลหลวงพอ่ เป่ิน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
นางวจิ ันทรา ตลุ าวงษ์ นักกายภาพบำบัดชำนาญการ
โรงพยาบาลหลวงพ่อเปนิ่
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่พบบ่อยและมีอัตราความพิการสูง ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
1.88 รายต่อ 100 ราย ในประชากรอายุ 45–80 ปี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะเสียชีวิตประมาณร้อยละ 5
และพิการร้อยละ 70 ข้อมูลด้านสุขภาพ (HDC) ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ปี 2562 พบว่า
อัตราการป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ จำนวน 913 ราย มีผู้ป่วยท่ีรอดชีวิตและพ้นระยะวิกฤติ
และมีความจำเป็นต้องได้รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพจำนวน 595 ราย เข้าสู่กระบวนการฟ้ืนฟูสมรรถภาพจำนวน
494 ราย ทัง้ นี้ผปู้ ่วยกวา่ ร้อยละ 80 จะไดร้ บั การสง่ กลับมาฟนื้ ฟูสมรรถภาพท่โี รงพยาบาลในเขตพนื้ ที่ของผ้ปู ่วย
อำเภอนครชัยศรีมีโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่งในพื้นท่ี คือ โรงพยาบาลนครชัยศรี โรงพยาบาลห้วยพลู
และโรงพยาบาลหลวงพ่อเป่นิ โดยทั้ง 3 รพ.ให้บรกิ ารทางการแพทย์ในลักษณะใกล้เคียงกันส่งผลให้การพัฒนา
โรงพยาบาลท้ัง 3 แห่ง มีขอ้ จำกัดในการจดั สรรทรัพยากร เนื่องจากไม่มบี ริการเดน่ และขาดการบริหารจัดการ
ทรัพยากรร่วมกัน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากรตามจำนวนประชากรรายหัวทำให้โรงพยาบาลขนาดเล็กที่มี
ประชากรน้อย เช่น โรงพยาบาลหลวงพอ่ เป่นิ ประสบปัญหาวกิ ฤตทางการเงนิ การคลงั มาโดยตลอด
วัตถุประสงค์
1. เพือ่ พัฒนาระบบการฟน้ื ฟผู ู้ป่วยระยะก่งึ เฉยี บพลันดว้ ยศาสตร์การแพทยผ์ สมผสานทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ
และสามารถวัดประสทิ ธผิ ลของการฟน้ื ฟูได้
2. เพ่ือพัฒนาระบบสุขภาพ และยกระดับการจัดบริการประชาชนในพ้ืนที่อำเภอนครชัยศรี ด้วยการบูรณา
การทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลชุมชนเพ่ือให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรท้ังบุคลากร
งบประมาณ และเครือ่ งมอื ของใช้
วธิ ีดำเนินการ
1. จัดตั้งคณะทำงานจากทีมสหวิชาชีพในการฟ้ืนฟูโดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจากโรงพยาบาล
นครปฐมเป็นท่ีปรึกษาและจัดทำแนวปฏิบัติกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันด้วยศาสตร์การแพทย์
ผสมผสาน เกณฑ์ในการคัดกรองและแนวทางการส่งตอ่ ผู้ปว่ ยในการประชุมทีมเจา้ หน้าท่ีผเู้ ก่ียวข้องในการดูแล
ผูป้ ว่ ยโรงพยาบาลนครปฐม
2. ให้การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะก่ึงเฉียบพลันด้วยศาสตร์การแพทย์ผสมผสานระยะเวลา 2 – 4
สัปดาห์ ด้วยโปรแกรมการฟื้นฟูแบบเข้ม ตามแผนปฏิบัติการดูแลและทุก 2 สัปดาห์ผู้ป่วยจะได้รับการติดตาม
เยี่ยมจากแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูพร้อมทั้งวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยร่วมกับทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลหลวงพ่อเป่ิน
และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) พื้นท่ีที่ผู้ป่วยนั้นอาศัยอยู่รวมถึงการเติมเต็ม
คุณภาพชีวิตคนพิการด้วยบริการศูนย์ให้คำปรึกษาการดำรงชีวิตอิสระโดยทีมคนพิการจากองค์กรคนพิการ
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
115
การดำรงชีวิตอิสระพุทธมณฑล ให้บริการด้านการฝึกกิจวัตรประจำวันในบ้านฝึกทักษะการดำรงชีวิตอิสระ
และการเข้าสู่สังคมโดยมีคนพิการต้นแบบจากองค์กรคนพกิ ารการดำรงชวี ิตอสิ ระเป็นพีเ่ ล้ยี ง
3. ตดิ ตามเยีย่ มบ้านผ้ปู ่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ร่วมกบั เจา้ หนา้ ที่จาก รพ.สต. และอาสาสมคั รชมุ ชน
เดอื นละ 1-2 ครัง้ ภายใน 6 เดอื น หรอื จนกวา่ คา่ คะแนนความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวนั เทา่ กบั 20
ผลการดำเนนิ การ
ตั้งแต่ปี 59 - ปัจจุบัน มีผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันท่ีเข้ารับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพแบบเข้มด้วยศาสตร์
การแพทย์แบบผสมผสานจำนวน 346 คน ได้รับการติดตามเย่ียมและฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่องภายใน
6 เดือน จำนวน 284 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 82 ผลลพั ธ์การดำเนินงานท่ีสำคัญดังตาราง
ชว่ งคะแนน จำนวน ค่าคะแนนดชั นีบารเ์ ทล (BI) Effectiveness คณุ ภาพชวี ติ
BI ผู้ปว่ ย เฉล่ยี (%) (EQ 5D 5L)*
(%) n=98
กลมุ่ โรค แรกรับ (คน)
แรกรบั จำหนา่ ย 3 6 ก่อน ฟื้นฟู
จาก รพ. เดือน เดือน ฟน้ื ฟู ครบ
โรคหลอด- 0 - 4 27 2 6 99 39 6
เดอื น
เลอื ดสมอง 5 - 9 136 8 15 18 18 83 15 50
20 80
(จำนวน 272 คน) 10 - 15 109 12 18 20 20 100 50 100
10 60
บาดเจบ็ 0 - 4 15 2 10 12 15 72 30 80
ทางสมอง 5 - 9 5 8 15 17 17 75 15 50
30 100
(จำนวน 20 คน)
บาดเจ็บทาง 0 - 4 31 4 6 12 12 50
ไขสันหลงั 5 - 9 8 8 13 15 20 100
(จำนวน 39 คน)
*แบบประเมินคุณภาพชวี ติ EuroQol Group 5 Dimension 5 Level (EQ 5D 5L)
ความพึงพอใจของผู้ป่วยหรือญาติ ในการเข้ารับบริการในการฟ้ืนฟูสมรรถภาพด้วยศาสตร์การแพทย์
ผสมผสานจากการเก็บข้อมูลในปี 60 ถึงปัจจุบัน ของผู้ป่วยจำนวน 314 ราย พบว่าผู้ป่วยและญาติมีความพึงพอใจ
มากกวา่ ร้อยละ 90 ต่อบรกิ ารที่ได้รบั
อภปิ รายผล
การฟืน้ ฟูผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันด้วยศาสตร์การแพทย์ผสมผสาน รูปแบบนครชัยศรโี มเดลเป็นการใช้
ทรัพยากรร่วมกันบนพื้นฐานความเช่ียวชาญที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน อกี ทั้งยังเพิ่มคุณภาพชวี ิต
ใหก้ ับผูร้ ับบรกิ ารฟ้นื ฟสู มรรถภาพอยา่ งเตม็ ศักยภาพ
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
116
ความภาคภูมใิ จ
1. แนวปฏิบัติกระบวนการดูแลผู้ป่วยระยะก่ึงเฉียบพลันด้วยศาสตรก์ ารแพทย์ผสมผสาน ได้รับรางวัล
ชนะเลิศ งานพัฒนาคณุ ภาพ กลมุ่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในการประชมุ HACC FORUM คร้ังที่ 12 ประจำปี 2561
2. รูปแบบการฟื้นฟูผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันด้วยศาสตร์การแพทย์ผสมผสาน เป็นที่ยอมรับ และเป็น
สถานทศี่ ึกษาดูงานจากโรงพยาบาลและหนว่ ยงานในประเทศและตา่ งประเทศจำนวนกว่า 21 หนว่ ยงาน
3. ผลการดำเนินงานการฟ้ืนฟูผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันด้วยศาสตร์การแพทย์ผสมผสาน รูปแบบนครชัยศรี
โมเดล โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น ผ่านการประเมิน รางวัลเลิศรัฐ ปี 63 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทการพัฒนา
การบรกิ าร “ระดบั ด”ี
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
117
เร่อื ง Best Practice Service Plan สาขาศัลยกรรม
นางสาววาสนา เสียงไพเราะ
พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
หอผู้ป่วยพิเศษ โรงพยาบาลกระท่มุ แบน
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
การส่องกล้องตรวจทางลำไส้และทวารหนัก (Colonoscopy) เป็นหัตถการท่ีใช้ในการตรวจวินิจฉัย
โรคท่ีมีความผิดปกติของลำไส้และทวารหนัก และเป็นอีกทางเลือกหน่ึงของการคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้
ซง่ึ ความยุ่งยากในข้ันตอนของการเตรยี มลำไส้เพ่ือเข้ารับการตรวจและมีค่าใชจ้ ่ายค่อนข้างสูง ดงั น้ัน การเตรยี ม
ความสะอาดลำไส้ท่ีสะอาดเพียงพอถือเป็นปัจจัยสำคัญท่ีจะทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้แม่นยำ สำหรับ
รพ.กระทุ่มแบน ผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ จะได้รับคำแนะนำจากพยาบาลให้รับประทานอาหารอ่อน
กากน้อย เป็นเวลา 3 วัน ก่อนนอน รพ. และรับประทานอาหารเหลวใส 1 วันก่อนส่องกล้อง ท่ีผ่านมาพบว่า
ผู้ป่วยยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเหลวใส ไม่ม่ันใจว่าตนเองสามารถรับประทาน
อาหารชนิดใดได้บ้าง ทำให้มีการมาสอบถามเจ้าหน้าท่ีพยาบาลซ้ำหลายๆครั้ง และพบว่าผู้ป่วยบางราย
รับประทานอาหารผดิ ชนิด อีกทั้งจำนวนผปู้ ่วยทเ่ี ขา้ รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญใ่ นโรงพยาบาลกระทุ่มแบน
มีแนวโน้มมากขึน้ ถึง 1.43 เทา่ (ข้อมลู ผู้ป่วยท่ีเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ โรงพยาบาลกระทมุ่ แบน, 2560)
ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจท่ีจะศึกษาผลของรูปแบบการให้ความรู้เรื่องการบริโภคอาหารเหลวใสในผู้ป่วยท่ีได้รับ
การส่องกล้องตรวจลำไส้โดยใช้ภาพแผ่นพลิก เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้อง
ตรวจลำไส้ตอ่ ไป
วตั ถุประสงค์
1) เพ่ือสร้างรูปแบบการให้ความรู้เร่ืองการบริโภคอาหารเหลวใสในผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องตรวจ
ลำไสโ้ ดยใช้ภาพแผ่นพลิก
2) เพ่ือศึกษาผลของรูปแบบการให้ความรเู้ ร่ืองการบรโิ ภคอาหารเหลวใสในผู้ป่วยท่ีได้รบั การส่องกล้อง
ตรวจลำไสโ้ ดยใชภ้ าพแผน่ พลิก
วธิ ดี ำเนินการ
การวิจัยครั้งนี้เป็นรูปแบบการวิจัยแบบก่ึงทดลอง (Quasi - experimental group) ชนิดศึกษา
แบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (Two – group pretest – posttest design) กลุ่มตัวอย่าง คือ
ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการส่องกล้องตรวจในหอผู้ป่วยพิเศษอาคาร 5 ช้ัน 3 และอาคาร 6 ช้ัน 3
รพ.กระทุ่มแบน จำนวน 40 ราย ที่ได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงท่ีมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด
แบ่งเป็นกล่มุ ควบคมุ 20 ราย และกลุ่มทดลอง 20 ราย เครื่องมือทใี่ ช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ 1) ภาพแผ่นพลิก
เร่ืองอาหารเหลวใส ในผปู้ ่วยที่ได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ 2) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถาม
ความรใู้ นการเลอื กรับประทานอาหารเหลวใส 4) แบบสอบถามความสามารถในการรับประทานอาหารเหลวใส
ได้ค่า Validity เท่ากบั 0.801 Reliability เทา่ กับ 0.70 และ ค่า IOC เท่ากบั .83
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
118
ผลการดำเนินงาน
1. ข้อมูลท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่ากลุ่มควบคุมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60 มีอายุมากกว่า
60 ปี ร้อยละ 50 ค่าต่ำสุด – สูงสุด ระหว่าง 44 – 88 ปี เฉลี่ย 60.90 ปี (SD = 11.09) จบชั้นประถมศึกษา
ร้อยละ 35 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 55 เป็นโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 35 ส่วนกลุ่มทดลอง ส่วนใหญ่เป็น
เพศหญิงร้อยละ 75 มีอายุมากกว่า 60 ปี ร้อยละ 65 ค่าต่ำสุด – สูงสุด ระหว่าง 25 – 82 ปี เฉลี่ย 63.43 ปี
(SD = 12.42) จบชัน้ ประถมศกึ ษา ร้อยละ 75 มีโรคประจำตัว ร้อยละ 75 เป็นโรคความดนั โลหิตสงู รอ้ ยละ 55
2. เปรียบเทียบความรู้เรื่องอาหารเหลวใสในกลุ่มทดลอง พบวา่ ระดับความรู้ของกลุ่มทดลองก่อนการ
ทดลองในระดับน้อย 1 คน คิดเป็นร้อยละ 5 ระดับปานกลาง 14 คน คิดเป็นร้อยละ 70 และในระดับมาก 5 คน
คิดเป็นร้อยละ25 สำหรับหลังทดลองพบว่ามีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง 3 คน คิดเป็นร้อยละ 15 และใน
ระดับมาก 17 คนคิดเปน็ รอ้ ยละ 85
3. เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียความรู้ก่อนและหลังการให้ความรู้เรื่องอาหารเหลวใส ระหว่างกลุ่มทดลอง
และกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เร่ืองอาหารเหลวใสไม่แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -.266, p=.792) และในระยะหลังทดลองพบว่ามีค่าเฉล่ียความรู้เรื่องอาหาร
เหลวใสแตกตา่ งกนั อย่างนัยสำคญั ทางสถิติ (t = 4.24, p=.00)
4. เปรียบเทียบความสามารถในการเลือกรับประทานอาหารของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า
กลุ่มทดลองสามารถเลือกรับประทานอาหารเหลวใสได้อย่างถูกต้อง จำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 100
ส่วนกลุ่มควบคุมสามารถเลือกรบั ประทานอาหารเหลวได้อย่างถูกต้อง จำนวน 18 คน คิดเป็น ร้อยละ 90 และ
รับประทานอาหารเหลวใสไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 10 เม่ือเปรียบเทียบความสามารถในการรับประทานอาหาร
เหลวใสระหว่างกลุ่มทดลอง และกลมุ่ ควบคุมพบว่าแตกต่างกนั อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถติ ิ (t = 1.453, p=.150)
อภปิ รายผล
การนำภาพพลิกมาให้ความรู้เร่ืองการบริโภคอาหารเหลวใสในผู้ป่วยท่ีได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้
ท่ปี ระกอบด้วยภาพสี และลักษณะตัวอกั ษรพร้อมเนือ้ หาเป็นภาพ สามารถเพิ่มความดึงดูดใจและช่วยกระต้นุ ให้
ผู้ป่วยเกิดความสนใจทำให้ผู้ป่วยสามารถเรียนรู้เรื่องการเลือกรับประทานอาหารเหลวใส และสามารถจดจำ
ในส่ิงที่เรียนรู้ได้ดี เป็นไปตามหลักการสอน 9 ขั้นตอนในทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่ (Robert Gange,2002
อ้างอิงใน ไชยยศ เรืองสุวรรณ,2534) ซึ่งแตกต่างจากของเดิมที่ใช้วิธีการบอกเล่าเป็นคำพูดไม่มีภาพประกอบ
ทท่ี ำให้ผู้ป่วยไม่เข้าใจ ขาดความมั่นใจว่าตนเองสามารถรับประทานอาหารชนิดใดได้บ้าง และกลับมาสอบถาม
เจ้าหน้าท่ีพยาบาลซ้ำหลายๆคร้ัง ถึงกระน้ันก็ยังพบว่าผู้ป่วยบางรายรับประทานอาหารผิดชนิด จึงส่งผลให้
หลังทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความรู้เรื่องอาหารเหลวใสแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญ
ทางสถิติ (t = 4.24, p=.00) และเป็นไปตามสมมติฐานที่ต้ังไว้ แต่เมื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเลือก
รับประทานอาหารระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(t = 1.453, p=.150) ซึ่งอธิบายได้ว่า เนื่องจากอาหารเหลวใสที่ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้น้ัน
เป็นอาหารที่ทางโรงพยาบาลเป็นผู้เตรียมทำให้บางชนิดไม่ใช่อาหารสำหรับผู้ป่วยกลุ่มน้ีจริงๆ จึงไม่เป็นไปตาม
สมมตฐิ านท่ีตงั้ ไว้
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
119
ความภาคภูมใิ จ
ผลท่ีได้จากการศึกษานำมาใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
ในโรงพยาบาลกระทุ่มแบน นอกจากน้ียังช่วยให้เจ้าหน้าท่ีพยาบาลสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับการรับประทาน
อาหารเหลวใสแก่ผู้ป่วยได้รวดเร็วและชัดเจนมากข้ึน ซึ่งจะส่งผลให้ไม่ต้องเลื่อนนัดผู้ป่วยท่ีได้รับการส่องกล้อง
ตรวจลำไส้จากการเตรยี มลำไส้ไม่สะอาด
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
120
เรือ่ ง Safety Sponge gauze for TR (Tubal resection)
นางนงคน์ ชุ เชย่ี วศลิ ป์
พยาบาลวิชาชพี ชำนาญการ
โรงพยาบาลดอนเจดยี ์ จงั หวัดสุพรรณบรุ ี
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
โรงพยาบาลดอนเจดีย์เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียงระดับ F2 ไม่มีแพทย์เฉพาะทางมีแพทย์
ใช้ทุนหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติงานทุก 1 - 2 ปี รวมท้ังมีแพทย์เพ่ิมพูนทักษะมาปฏิบัติงานทุก 2 - 3 เดือน ปัจจุบัน
มีวิสัญญีพยาบาลจำนวน 1 คน การทำหัตถการผ่าตัดทำหมันหญิง ทีมผ่าตัดเลือกใช้วิธีระงับความรู้สึกแบบ
Local Anesthesia ประเมินระดับ Pain score วางแผนการให้ยา Pethidine เพื่อบรรเทาอาการปวด ร่วมกับ
มีการให้ยา IVA (Ketamine, diazepam) ในผู้ป่วยบางราย ซึ่งวิธีระงับความรู้สึกแบบ local aesthesia ทำให้
ผ้ปู ่วยฟื้นตัวภายหลังผ่าตัดได้รวดเรว็ มีภาวะแทรกซ้อนนอ้ ยมาก แต่จะมีผลระหว่าง ทำหัตถการท่ีต้องใช้เวลานาน
ในการค้นหาท่อนำรังไข่จากการรบกวนของ Bowel และในผู้ป่วยท่ีมีน้ำหนัก ตัวเกนิ 90 กก. หรอื ที่มผี นังหน้าท้อง
หนา ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการทำหัตถการท่ีนานข้ึน ในปี 2559 พบรายงานอุบัติการณ์ sponge gauze
พลัดหลุดในระหว่างการทำผ่าตัด 1 ราย ต้องส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลแม่ข่าย เพ่ือทำผ่าตัดเปิดหน้าท้อง
(Explored lab Remove gauze ) ผลลัพธ์ที่เกิดทำให้มารดาหลังคลอดมีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่เพ่ิมข้ึน ต้องนอน
รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนานกว่าทำหมันปกติ มีการสูญเสียทรัพยากรเพ่ิมขึ้น แพทย์ผู้ทำหัตถการเกิดผลกระทบ
ทางจิตใจ ขาดความมั่นใจในการทำงาน เกิดความวิตกกังวลในการทำผ่าตัดว่าอาจเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
ดังกล่าวซ้ำ ทีมผ่าตัดจึงได้คิดผลิตนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ Safety Sponge gauze เพ่ือใช้ในการทำผ่าตัด ต้ังแต่
ปี 2560 - 2563 จำนวน 32 ราย จากการนำนวัตกรรมมาใช้ไม่พบอุบัติการณ์การพลัดตกของสิ่งของระหว่างและ
ภายหลังการทำผ่าตัด รวมทั้งสร้างความม่ันใจให้ทีมผ่าตัด ถึงแม้จะมีแพทย์หมุนเวียนมาปฏิบัติงานอย่างต่อเน่ือง
หรอื มีเจา้ หนา้ ที่ใหม่มาปฏิบตั ิงาน
วตั ถปุ ระสงค์
1. ปอ้ งกันการพลัดหลดุ ของ Sponge gauze ระหว่างและภายหลงั ทำผ่าตัด
2. ลดความวิตกกงั วลของทมี ผา่ ตดั ในกรณที ี่ผปู้ ว่ ยมขี ั้นตอนการทำทีย่ ากและต้องใช้เวลานาน
วธิ ีดำเนนิ การ
1. ประชมุ การทบทวนปัญหาในทีมผ่าตัด และวางแผนจดั ทำสงิ่ ประดิษฐ์เพื่อแก้ไขปญั หาจากการปฏบิ ตั งิ าน
2. ประดิษฐ์นวัตกรรมชื่อ Safety sponge gauze มาทดลองใช้และวิเคราะห์ปัญหาเพ่ือปรับปรุง
และพฒั นาผลงานให้เกิดความปลอดภัยกับผรู้ ับบริการและมีความสะดวกต่อการปฏิบตั งิ านอยา่ งต่อเนื่อง
3. ประเมินความพึงพอใจของทีมผ่าตัดในการนำส่ิงประดิษฐ์มาใช้ และนำเสนอผลงานระหว่าง
หนว่ ยงานและเผยแพรผ่ ลงานใน รพ. ภายในจงั หวดั
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
121
ขั้นตอนการนำมาทดลองใช้และปรบั ปรงุ พัฒนาผลงาน
ครั้งท่ี 1. นำเชอื กความยาว 30 เซนติเมตร มาผูกตดิ กับสว่ น
ปลายของ Sponge stickขนาด 2.5X4 ซม. ที่ผลิตใช้เอง
และพันไวก้ บั Sponge Forceps ซ่งึ พบวา่ ไมส่ ะดวกในการ
ใช้งานจากตำแหน่งทยี่ ึดเชือกกบั เครื่องมือ
คร้ังที่ 2.พฒั นาลดความยาวของเชือกเหลือ 23 ซม.และผูกยึด
ส่วนปลายของ Sponge gauze ให้มีความยาว 8-9 ซม. นำมา
คล้องติดกับ Sponge Forceps พบวา่ ทำให้การทำงานสะดวก
ขนึ้ แต่อาจเกิดการบาดเจ็บของอวัยวะภายในช่องท้องได้
ครั้งที่ 3. พฒั นาโดยนำรบิ บิ้นทม่ี ีความนุ่มมาแทนเชอื กโดย
ขนาดความยาวเท่ากับเชือกเย็บตดิ ใหม้ คี วามยาว 8-9 ซม.
นำมาคล้องติดกบั Sponge Forceps พบว่าสามารถใช้งาน
ไดส้ ะดวกแต่อาจเกดิ การบาดเจบ็ ของอวัยวะภายในชอ่ งทอ้ ง
จากขอบริบบิ้นได้
ครงั้ ท่ี 4. พัฒนานำ Gauze Drain ซึ่งมคี วามนุ่ม ซับ
ของเหลวได้ดี มาเป็นวัสดุใช้แทนเชอื กหรือริบบ้ิน และเย็บ
ติดแน่นกับ sponge gauzeขนาดความยาว 8 - 9 ซม.
นำมาคล้องติดกบั Sponge Forceps ทำให้สามารถใช้งาน
ได้สะดวกคล่องตัวมากขึ้นและไม่ทำใหเ้ กดิ การบาดเจ็บของ
อวยั วะในช่องทอ้ ง
ก่อนผา่ ตดั หลงั การผ่าตดั
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
122
ผลการดำเนินการ
1. ไม่พบอุบัติการณ์การพลัดหลุดของ Sponge gauze ระหว่างการทำหัตถการและภายหลังทำผ่าตัด
ตง้ั แต่ปี 2560 - 2563
2. ระดับความพงึ พอใจจากการลดความความวติ กกงั วลของทีมผา่ ตัดคิดเปน็ ร้อยละ 96.36
อภิปรายผล
ผลจากการนำนวัตกรรมส่ิงประดิษฐ์มาใช้พบว่าสามารถทำได้ง่ายต้นทุนต่ำช้ินละ 90 สตางค์ การทำ
หัตถการผ่าตัดทำหมันหญิง 1 ราย ใช้ Safety sponge gauze จำนวน 3 - 5 ช้ิน ซ่ึงมีต้นทุนผลิตเพ่ิมข้ึนจาก
Sponge gauze แบบเดิมเพียง 3 - 5 บาท และสามารถแก้ไขปัญหาการปฏิบัตงิ านได้อย่างแท้จริง ผรู้ ับบริการ
มีความปลอดภัย และลดความเครียดวิตกกังวลของทีมผ่าตัดได้อย่างสูง เหมาะสมสำหรับโรงพยาบาลท่ีมีการ
ผา่ ตัดเลือกวธิ ีการระงับความรู้สกึ แบบ Local Anesthesia มีบคุ ลากรหมุนเวียนมาปฏบิ ัติงานใหม่ในทีมผ่าตัด
ไม่มแี พทย์เฉพาะทาง อย่หู ่างไกลในการส่งต่อ และยงั สามารถพฒั นานำไปใชใ้ นการทำหตั การผา่ ตัดชนิดอืน่ ได้
ความภาคภูมิใจ
เป็นผลงานท่ีส่งผลให้ผู้รับบริการมีความปลอดภัย ดีต่อใจของทีมผ่าตัด และสามารถนำมาใช้ใน
การแกไ้ ขการปฏบิ ัตงิ านไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
123
เรื่อง การรกั ษาผูป้ ่วยปลายนิ้วขาดดว้ ยวธิ ีการปลูกถ่ายเนอ้ื เยือ่ ร่วมกับการปรับรูปรา่ งของเล็บ
(Combined Reconstruction of The Fingertip amputation)
นายเทพรักษา เหมพรหมราช
นายแพทย์ชำนาญการ
แผนกศัลยกรรมกระดกู โรงพยาบาลสมทุ รสาคร จงั หวัดสมุทรสาคร
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
การบาดเจ็บบริเวณปลายนิ้วเป็นปัญหาท่ีพบมากจากอุบัติเหตุขณะทำงานและจากอุบัติเหตุจราจร
บาดแผลมีตั้งแต่แผลฉีกขาด กดทับ (crush injury) จนกระทั่งปลายนิ้วขาด การักษาปลายน้ิวขาดมีหลายวิธี
ต้ังแต่ตัดนิ้วให้ส้ันลงแล้วเย็บปิดแผล เป็นวิธีที่ง่ายแต่จะได้นิ้วที่สั้น ไม่สวยงามและอาจมีปัญหาในการใช้งาน
การผ่าตัดต่อปลายน้ิว (Replantation) ให้ผลการรักษาท่ีดี แต่มีข้อจำกัดคือจะทำได้ในกรณีที่เส้นเลือด
ไม่บอบช้ำมาก และมีขนาดใหญ่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง การปลูกถ่ายเน้ือเย่ือมาปิดปลายนิ้วเป็น
อีกแนวทางเลือกหน่ึงในการรักษาท่ีให้ผลดี โดยส่วนมากผู้ป่วยจะได้รับการปลูกถ่ายเนื้อเย่ือเพียงอย่างเดียว
บริเวณเลบ็ ซงึ่ เป็นสว่ นที่ให้ความสวยงามและความมั่นคงในการหยิบจบั มักถกู ละเลยไป การผ่าตดั รักษาโดยการ
ปลูกถ่ายเน้ือเย่ือร่วมกับการปรับแต่งเล็บน่าจะทำให้ผลการรักษาดีข้ึนผู้ป่วยมปี ลายน้ิวที่สวยงามเป็นธรรมชาติ
มากขนึ้ และใช้งานไดด้ ีขน้ึ
วัตถุประสงค์
ศึกษาผลการผ่าตัดรักษาด้วยวิธีผ่าตัดปลูกถ่ายเนื้อเย่ือ ร่วมกับปรับโครงสร้างเล็บในครั้งเดียวกัน
ในการรกั ษาปลายน้วิ มือขาด
วิธกี ารดำเนนิ การ
ผู้ป่วยปลายน้ิวขาดร่วมกับปลายเล็บขาดจำนวน 30 ราย ที่มารักษาที่โรงพยาบาลสมุทรสาครตั้งแต่
มกราคม 2561 - กุมภาพันธ์ 2562 โดยได้รับการผ่าตัดรักษาด้วยวิธี Combined Reconstruction บริเวณ
ด้านหน้าน้ิว (volar side) รักษาโดยย้ายเนื้อเย่ือส่วนอื่นมาปิดแผล (Local Flap) ส่วนบริเวณด้านหลัง (dorsal side)
ผ่าตดั โดยการเพม่ิ ความยาวและพื้นทีบ่ ริเวณฐานเล็บให้มากข้ึนโดยการร่นผวิ หนงั ทห่ี ้มุ โคนเลบ็ (Nailfold Recession)
เก็บข้อมูลความยาวของเล็บก่อนและหลังการผ่าตัดรักษา ลักษณะรูปร่างของเล็บ การใช้งานของนิ้วที่บาดเจ็บ
เทยี บกบั ข้างปกติ โดยใชค้ ่าสถติ ิ paired t test เปน็ ตัววดั ค่าความแตกตา่ งท่ี P<0.05 เปน็ ค่านยั สำคญั ทางสถิติ
อภปิ รายผลการศึกษา
ผ้ปู ่วยจำนวน 25 ราย มี 5 รายท่ีบาดเจ็บ 2 นิ้ว อายุเฉล่ีย 35 ปี (18 - 65ปี) ระยะเวลาตัง่ แต่บาดเจ็บ
ถึงการผ่าตัดรักษาเฉลี่ย 6 ช่ัวโมง (3-10 ชั่วโมง) ไม่มีการสูญเสียเน้ือเยื่อที่ย้ายมาปลูกถ่ายและเน้ือเยื่อบริเวณ
ฐานเล็บ ความยาวของเล็บเพิ่มข้ึน 0.3-0.5 ซม. พื้นที่เล็บเพ่ิมขึ้น 35-80% พิสัยการเคล่ือนไหวข้อปลายน้ิว
ที่บาดเจ็บ (Range of Motion Distal interphangeal joint) และแรงบริเวณปลายนิ้ว (Pinching Force)
ไม่ต่างกับข้างปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ป่วยปลายนิ้วขาดมักมีเล็บขาดร่วมด้วยส่วนมากการรักษามักให้
ความสำคัญกับเนื้อเย่ือบริเวณปลายนิ้วด้านหน้าเท่านั้น ส่วนของเล็บมักจะถูกละเลยข้ามไป ก่อนหน้านี้ผู้ป่วย
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
124
ท่ีเล็บเหลือน้อยกว่า 0.5 ซม. แนะนำให้นำเล็บออกแล้วเย็บปิด (Closed stump) โครงสร้างบริเวณโคนเล็บ
จะมีผิวหนังปกคลมุ อยู่ (Eponychium) การผ่าตัดโดยรั้งให้ผิวหนงั ส่วนนี้ลง (Nailfold Recession) จะทำให้ได้
เล็บท่ีดูยาวขึ้นกว่าเดิมมีรูปร่างสัดส่วนปลายน้ิวท่ีสวยงามข้ึน จากการศึกษาน้ีผู้ป่วยท่ีบาดเจ็บโดยเหลือ
ปลายเล็บตง้ั แต่ 0.2 ซม. กส็ ามารถผา่ ตัดรกั ษาใหไ้ ด้น้ิวท่สี วยงามและใชง้ านได้ดี
ความภาคภูมใิ จ
ปัญหาปลายน้ิวขาดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยส่วนมากอยู่ในวัยทำงานอายุยังน้อย หลายๆคร้ัง
มักจะถูกละเลยมองข้ามไปว่าเป็นเร่ืองเล็กน้อยการตัดน้ิวให้ส้ันลงแล้วเย็บปิดผู้ป่วยก็ยังสามารถใช้งานได้
ใกล้เคียงปกติ แต่ทุกครั้งทีล้างมือล้างหน้า หรือใช้มือปิดป้องใบหน้า ความรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ ไม่สวยงาม
ยอ่ มจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยงิ่ ในสภุ าพสตรี ที่ต้องสวมแหวนแต่งงานถ่ายรูป ปลายนิ้วท่ีขาดหายหรือไม่เล็บ
เลย อาจเป็นเร่ืองท่ีมีผลทางจิตใจอย่างยิ่ง การพยายามรักษาให้ได้ปลายนิ้วที่สวยงาม ใช้งานได้ดีใกล้เคียงเดิม
จงึ มีผลอย่างยงิ่ ตอ่ คุณภาพชีวิตในระยะยาวของผูป้ ่วย
รปู ท่ี 1. ผู้ปว่ ยปลายนิว้ มอื ขาดและปลายเล็บขาด
รปู ท่ี 2. รกั ษาโดยยา้ ยเน้ือเย่อื ส่วนทเี่ หลือมาปิดแผล (Closed stump)
รปู ที่ 3.1-3.2 การผ่าตัดรัง้ ผวิ หนังทปี กคลุมโคนเล็บ (Eponychium) เพอ่ื ใหเ้ ล็บดยู าวข้ึนและมีพ้นื ภายนอกมาก
ข้นึ เสมือนหนงึ่ การนำเล็บท่ีซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังออกมาใช้งานอีกครง้ั
รูปท่ี 3.3 การย้ายเนื้อเยื่อจากโคนนิ้วมาปลูกถ่าย (Oblique Flap)
รูปท่ี 3.4 ปลายน้ิวขาดท่ีได้รับการักษาด้วยวิธี ปรับรูปร่างเล็บร่วมกับการปลูกถ่ายเนื้อเย่ือ (Combined
Reconstruction)
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
125
เร่ือง การเปรียบเทียบผลต่างของระดับฮีโมโกลบินก่อนและ 24 ช่ัวโมงหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมใน
ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่ได้รับการเปิดสายระบายเลือดท่ี 2 ชั่วโมงและที่ 6 ช่ัวโมงหลังผ่าตัด (A Comparison
of Preoperative and 24-hour Postoperative Hemoglobin Level between 2-hour and 6-hour
PostoperativeDrainage in Osteoarthritis Patients undergoing Total Knee Arthroplasty)
นายวโรดม ลมิ้ ศรเี จรญิ
นายแพทยช์ ำนาญการ
แผนกออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเจา้ พระยายมราช จงั หวดั สุพรรณบุรี
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
โรคข้อเขา่ เสื่อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญพบมากในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ ซ่งึ มีแนวโน้มเพ่ิมข้ึน
อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยมากกว่า 6 ล้านคนโดยร้อยละ 50 ของผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุที่อายุ
มากกว่า 65 ปี (วิโรจน์กวินวงศ์โกวิทและคณะ, 2554) ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อจะมีการเสียเลือด
หลังการผ่าตัดเป็นจำนวนมากทำให้ผู้ป่วยอ่อนเพลีย ซีด อาจต้องได้รับเลือดทดแทน ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน
จากการไดร้ บั เลอื ดได้ มกี ารฟน้ื ตวั ไดช้ า้ หลังการผา่ ตัด เพม่ิ วนั นอนโรงพยาบาลและเพิ่มค่าใช้จา่ ยในการรกั ษา
โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชมีผู้ป่วยท่ีเข้ารับการผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียมท้ังข้อ 350-400 รายต่อปี
และเพ่ิมขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางกลุ่มงานศัลยกรรมกระดูกและข้อ มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถท้ังทีม
แพทย์และพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเพ่ือให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว และมี
ประสิทธิภาพ การศึกษาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชที่ผ่านมาพบว่าการเปิดสายระบายเลือดให้ช้าลงท่ี 4 - 6
ช่วั โมง สามารถลดการเสยี เลือดในระยะแรกหลังผ่าตัดได้ แตย่ ังไมม่ ีการควบคุมปจั จยั ที่เกย่ี วข้อง การศึกษาของ
Yildiz,C.et al, ในปี 2011 ได้มีการศึกษาผลของการชะลอการเปิดสายระบายเลือดท่ี 6 ช่ัวโมงในผู้ป่วย
หลังผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียม สามารถลดปริมาณเลือดท่ีออกในขวดระบายเลือดและลดการลดลงของระดับ
ฮีโมโกลบินหลังผ่าตัด ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีข้อจำกัดในเรื่องกลุ่มประชากรที่มีขนาดเล็ก (53ราย)
และมีการใช้ยาอีน้อกซ่าพาริน (enoxaparin) ระหว่างการรักษา มีการประคบเย็น (cold compression)
หลังการผ่าตัด นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยอีกหลายเร่ืองท่ีใช้วิธีการอ่ืนๆ ร่วมด้วย เช่น เปิดปิดสายระบายเลือด
3 ชัว่ โมงเวน้ 3ช่ัวโมง (Chaturong 2012) การให้ยาทรานซามนี (tranxamine) ก่อนและหลงั การผ่าตดั (Pichet 2013)
แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงผลการเปิดสายระบายเลือดท่ีเวลาต่างๆหลังผ่าตัดโดยมีการควบคุมตัวแปรกวนอ่ืนๆ
อย่างชัดเจน
ดังน้ันผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเปรียบเทียบผลของการเปิดสายระบายเลือด (Radivac drain) ที่เวลา
ต่างกัน โดยควบคุมตัวแปรอื่นๆ ว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณการเสียเลือดในระยะแรกหลังการผ่าตัดเปลี่ยน
ขอ้ เข่าเทยี มของผูป้ ่วยขอ้ เขา่ เสื่อมได้
วตั ถุประสงค์
1. เปรยี บเทียบผลต่างของระดบั ฮีโมโกลบนิ ก่อนและ 24 ช่วั โมงหลังผ่าตัด เปล่ียนข้อเข่าเทียมในผปู้ ่วย
ขอ้ เขา่ เสอื่ มท่ีได้รับการเปิดสายระบายเลือดท่ี 2 ช่ัวโมงและท่ี 6 ช่วั โมงหลังผา่ ตัด
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
126
2. เปรียบเทียบปริมาณเลอื ดในขวดระบายเลือด ปริมาณการให้เลอื ดทดแทนท่ี 24 และ 48 ชั่วโมงหลัง
ผา่ ตัดเปลี่ยนขอ้ เข่าเทียมในผู้ปว่ ยข้อเข่าเส่ือมที่ไดร้ ับการเปิดสายระบายเลือดที่ 2 ชัว่ โมงและท่ี 6 ชว่ั โมงหลังผ่าตัด
วิธีการดำเนินการ
การศึกษาเชิงทดลอง แบบสุ่ม เปรียบเทียบ 2 กลุ่ม อำพรางฝ่ายเดียว (Randomised single blind study)
การเลือกกลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบสุ่มโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Research Randomizer) คำนวณขนาด
ตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม n4Studies ได้กลุ่มตัวอย่าง 100 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 ได้รับการเปิด
สายระบายเลือดท่ี 2 ช่ัวโมงหลังผ่าตัด และกลุ่มที่ 2 ได้รับการเปิดสายระบายเลือดที่ 6 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
เก็บข้อมูล ท่ีหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกและข้อชาย/หญิงและหอผู้ป่วยบรรหารแจ่มใส 1 โรงพยาบาล
เจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ต้ังแต่เดือนเมษายน–กันยายน พ.ศ. 2560 เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัย
เป็นแบบบันทึกข้อมูล ท่ีผู้วิจยั สร้างข้ึน นำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรปู ทางสถิติ SPSS version
16 สถิติที่ใช้ได้แก่ จำนวน ร้อยละค่าเฉลี่ย และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง
2 กล่มุ ดว้ ย unpaired t-test และ chi square test กำหนดการมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ี p-value < 0.05
ผลการดำเนนิ การ
ผู้ป่วยข้อเข่าเส่ือมหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจำนวน 100 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 98
อายเุ ฉล่ีย 67.35 ปี น้ำหนักเฉล่ีย 64.64 กิโลกรัม ระดับฮีโมโกลบนิ ก่อนผ่าตัดเฉลย่ี 11.90 gm% เปรยี บเทียบ
ผลต่างของระดับฮีโมโกลบินก่อนและ 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในผู้ป่วยข้อเข่าเส่ือมท่ีได้รับ
การเปิดสายระบายเลือดที่ 2 และ 6 ชั่วโมงหลงั ผ่าตดั รวมทัง้ ปริมาณการให้เลอื ดทดแทนท่ี 24 และ 48 ช่ัวโมง
ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ.05 ส่วนการเปรียบเทียบปริมาณเลือดในขวดระบาย
เลอื ดท่ี 24 ชวั่ โมง มคี วามแตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
อภิปรายผลการศึกษา
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการผ่าตัดใหญ่ท่ีมีเลือดออกบริเวณแผลผ่าตัดปริมาณมาก มีความ
จำเป็นในการใส่สายระบายเลือดไว้เพื่อป้องกันการคั่งของเลือดในข้อเข่า จากการศึกษางานวิจัยท่ีได้มาตรฐาน
มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ พบว่ามีการหนีบสายระบายเลือดเป็นระยะเวลาต้ังแต่
1 ชั่วโมง ถึง 6 ช่ัวโมงหลังการผ่าตัด หรือกลุ่มท่ีไม่ใส่สายระบายเลือดหลังการผ่าตัดเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใส่
สายระบายเลอื ด พบว่าไม่มีความแตกต่างในผลลพั ธ์เก่ียวกบั การเสียเลอื ดหลังการผ่าตัด สอดคล้องกับการศึกษา
นี้ที่ พบว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณเลือดท่ีเสียหลังผ่าตัดท่ี 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดบั .05 อย่างไรก็ดีจากการท่ีสามารถลดปริมาณการสูญเสยี เลือดใน 24 ช่ัวโมงแรกของการผ่าตัด
ทำให้ ปริมาณการสูญเสียเลอื ดโดยรวมในกลุ่มที่มกี ารเปิดสายระบายเลอื ดท่ี 6 ชัว่ โมงหลังผ่าตัด มีปริมาณน้อย
กวา่ กล่มุ ที่การปล่อยสายระบายเลอื ด 2 ชัว่ โมงเนอ่ื งจาก Temponade effect
ความภาคภูมิใจ
การศกึ ษานีเ้ ปน็ การศึกษาตามระเบยี บวธิ วี จิ ยั มกี ารสุ่มตวั อยา่ งและมหี ลักฐานเชงิ ประจักษท์ ่สี ามารถ
นำไปอ้างอิง และเป็นข้อมูลในการพฒั นาการผา่ ตดั เปลย่ี นขอ้ เข่าเทยี มให้มีประสิทธภิ าพยิง่ ข้นึ
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
127
เร่ือง นวัตกรรมผ้าพลิกชีวติ
นางอัจฉา สุพรรณ พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ
นางชื่นจิตต์ ประสมสขุ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
หอผปู้ ว่ ยออรโ์ ธปิดิกส์ชาย โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
แผลกดทับเป็นปัญหา Top5 ของตึก ติดต่อต่อเน่ืองมา 2 ปี มักพบในผู้ป่วยหลังผ่าตัด วันที่ 1 - 2
หลังผ่าตัด เน่ืองจากผู้ป่วยปวดแผล ไม่ยอมให้พลิกตะแคงตัว เวลาพลิกตะแคงตัวจะเจ็บมากทำให้ผู้ป่วย
ไม่ร่วมมือ นอกจากน้ีเราจะพบแผลกดทับในผู้ป่วยสูงอายุ กระดูกสะโพกหัก On Skin traction นอนติดเตียง
ไม่ยอม พลิกตะแคงตัว เนื่องจากปวดบรเิ วณที่กระดกู หัก เราจงึ ออกแบบนวัตกรรม ทช่ี ว่ ยในการพลิกตะแคงตัว
ผ่อนแรงและให้ผปู้ ่วยเจบ็ น้อยท่สี ุด
วตั ถปุ ระสงค์
1. ลดอัตราการเกดิ แผลกดทบั
2. ผูป้ ว่ ยและญาติพงึ พอใจ ไมเ่ จบ็ เวลาพลกิ ตะแคงตัว ผ่อนแรงผ้ดู แู ล
วิธีการดำเนินการ
1. ประเมินผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกดิ แผลกดทบั โดยใช้ Barden scale score
2. มีคะแนน < 15 คะแนนให้เฝ้าระวังพลิกตะแคงตัวทุก 2 ช่ัวโมง โดยใช้ผ้าพลิกชีวิตปูเตียงกับผู้ป่วย
ที่มีความเสีย่ ง
3. ตดิ ตามเฝา้ ระวังประเมินผิวหนงั เวรละ 1 ครงั้ บนั ทกึ ใน Kardex และส่งเวรตอ่
4. ตดิ ตามอตั ราการเกดิ แผลกดทบั หลังนำนวัตกรรมมาใช้
ผลการดำเนนิ การ
เดอื นมีนาคม พ.ศ.2562 – เดือนกนั ยายน พ.ศ.2562 พบ 15 ราย คดิ เป็นอัตรา 3.5:1000 วันนอน
เดอื นตลุ าคม พ.ศ.2562 – เดอื นมนี าคม พ.ศ.2563 พบ 4 ราย คดิ เปน็ อตั รา 1.43:1000 วนั นอน
อภปิ รายผลการศึกษา
ผู้ปว่ ยทีเ่ ส่ยี งตอ่ การเกดิ แผลกดทับ Case Barden scale score ท่ีมีคะแนน <15 คะแนน ผ้ปู ว่ ยผา่ ตัด
กระดูกสันหลัง ผ่าตัดกระดูกสะโพก และผู้ป่วยผ่าตัดเปล่ียนข้อเข่าเทียม ข้อสะโพกเทียม เราจะใช้
ผา้ พลกิ ชีวติ ปูท่นี อนทกุ ราย เพอ่ื ใชเ้ ป็นตวั ช่วยผ่อนแรงในการพลิกตะแคงตัวผ้ปู ่วย
เจ้าหน้าท่ีและผู้ดูแลสะดวกง่ายต่อการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยไม่เจ็บขณะ
พลิกตะแคงตัว ทำให้ผู้ป่วยและญาติเกิดความตระหนักให้ความร่วมมือในการพลิกตะแคงตัวมากขึ้น
อตั ราการเกดิ แผลกดทับจงึ ลดลงอย่างชัดเจน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
128
ความภาคภูมใิ จ
แผลกดทับแสดงถึงคุณภาพการให้บริการทางการพยาบาล การจัดการป้องกันการเกิดแผลกดทับเป็น
ปัญหาที่ท้าทายสำหรับพยาบาล เมื่อปัญหาการเกิดแผลกดทับลดลง ลดวันนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วย
เห็นผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เราสามารถป้องกันได้ จึงเป็นความภาคภูมิใจของพยาบาล
ความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่ง คือ การเห็นเจ้าหน้าท่ีของตึกออร์โธปิดิกส์ชายทุกคนปฏิบัติตามแนวทาง
การป้องกันการเกดิ แผลกดทบั เกดิ เป็นวัฒนธรรมของตกึ ออรโ์ ธปดิ ิกสช์ ายจนถึงปจั จบุ ัน
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
129
เรื่อง ผา้ รดั สะโพก (Smart sheet wrap - Version 3)
นางสาวจรี ภา เปยี้ วนอ้ ย พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
นายวสนั ต์ นุชนอ้ ย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นายนพดล อำพนั ธุ์ พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ
นางสาวสพุ รรณวดี ภญิ โญ พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการพเิ ศษ
งานอบุ ตั ิเหตุฉกุ เฉนิ โรงพยาบาลพระจอมเกลา้ จงั หวดั เพชรบุรี
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานหักแบบไม่มั่นคง (Unstable fracture pelvis) เสี่ยงต่อภาวะเสียเลือดภายใน
ซ่ึงเกิดจากการบาดเจ็บของเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาท ทำให้เกิดภาวะช็อคและอันตรายถึงชีวิต สถิติ
ผู้รบั บรกิ ารตัง้ แตป่ งี บประมาณ 2558 - 2562 พบวา่ มผี ู้บาดเจบ็ จำนวน 24, 27, 24, 23, และ 9 รายตามลำดับ
การรัดสะโพกให้อยู่นิ่งเป็นหัตถการท่ีสำคัญในการดูแลผู้ป่วยกระดูกเชิงกรานหัก ซึ่งในอดีตงาน
อุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ทำหัตการนี้โดยการใช้ผ้าขวางหรือผู้ปูเตียง
ผกู มัดบรเิ วณสะโพกและใช้ Towel clip หรอื Clamp หนีบผ้าให้แน่น แตพ่ บว่ามีปญั หาดังนคี้ อื
1. ผ้าขวางหรือผปู้ ูเตยี งไม่เพียงพอ
2. การเตรียมผู้ปว่ ยกอ่ นทำหัตการต้องใช้เวลานาน
3. ผู้ป่วยไมส่ ขุ สบายจากปมผ้า
4. ภาพเอกซเรย์ติดรปู Towel clip
จากปัญหาดังกล่าวงานอุบัติเหตุฉุกเฉินจึงจัดทำนวัตกรรม “Smart sheet wrap” ซึ่งท้ัง 2 Version
ที่ผ่านมาปรับขนาดของผ้ารัดสะโพกให้ไม่เหมาะสมกับรูปร่างของผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถทำหัตการ FAST
Abdominal ได้สะดวกเพิ่มมากข้ึน อีกทั้งยังสามารถสังเกต Signs ของ Internal bleeding บริเวณหน้าท้อง
และอัณฑะไดง้ า่ ยขึ้น
การพัฒนา “Smart sheet wrap” ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเหตุเพราะเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงาน
ในลำดับถัดมา คือ วัสดุท่ีใช้ไม่สามารถกันน้ำได้ งานอุบัติเหตุฉุกเฉินจึงดำเนินการพัฒนาอีกครั้ง ภายใต้
วตั ถปุ ระสงค์และหลักในการทำงาน ดังนี้
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอื่ ยึดตรึงกระดกู เชิงกรานของผู้ปว่ ยไม่ใหม้ ีการเคลื่อนออกไปจากแนวเดิม
2. เพอื่ พัฒนาประสทิ ธิภาพของนวัตกรรมอย่างต่อเน่ืองไม่หยุดยั้ง
วิธดี ำเนนิ งานใชห้ ลักการ Plan – Do – Check – Act
1. วิเคราะห์ปญั หาเพื่อปรับปรงุ คุณภาพของนวัตกรรม “Smart sheet wrap version 3”
2. ออกแบบนวัตกรรม โดยเปล่ียนวัสดทุ ่ใี ชต้ ดั เยบ็ เปน็ ผา้ PVC, สายเขม็ ขดั และหัวลอ็ ค
3. ดำเนินการตดั เยบ็ โดยชา่ งตัดเยบ็
4. ประชมุ ช้ีแจงวธิ ีการใช้งานใหก้ บั เจ้าหน้าท่ที กุ คนในหน่วยงาน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
130
4.1 Smart sheet wrap (Version 3) 1 ชุดประกอบด้วย ผ้ารัดสะโพก และผ้ารัดขา ซ่ึงมี 4
ขนาด ดงั นี้
size ขนาดของผา้ รดั สะโพก ขนาดของผา้ รัดขา การเทยี บขนาดด้วยฝ่ามือ
S กว้าง 27 ซม. ยาว 80 ซม. กวา้ ง 15 ซม. ยาว 80 ซม. 2 ฝา่ มือ
M กวา้ ง 29 ซม. ยาว 100 ซม. กว้าง 15 ซม. ยาว 100 ซม. 2.5 ฝา่ มือ
L กว้าง 33 ซม. ยาว 150 ซม. กวา้ ง 15 ซม. ยาว 120 ซม. 3 ฝา่ มือ
XL กว้าง 35 ซม. ยาว 200 ซม. กว้าง 15 ซม. ยาว 120 ซม. 4.2 – 4 ฝ่ามอื
4.2 ใช้ฝ่ามอื วัดขนาดของสะโพกผูป้ ว่ ยเพอื่ เลือก size ของผา้ รดั สะโพกทเี่ หมาะสม
4.3 เม่ือได้ขนาดท่ีเหมาะสมกับผู้ป่วยแล้วให้ใช้ผ้ารัดสะโพกรัดให้คลุมบริเวณ greater
trochanters แต่ต่ำกว่า iliac crests ท้ังนีเ้ พื่อให้ pelvic ring คงตัวไม่ขยับไปมา ชว่ ยลด
ปรมิ าณเลอื ดท่ีออกจากผวิ กระดูกท่หี ัก จากนั้นใชผ้ ้ารัดขารัดท่ีเหนือเข่าเพื่อให้ fix มากย่ิงขน้ึ
5. ทดลองใช้นวัตกรรมท่ีงานอุบัติเหตุฉุกเฉิน โดยทีมกู้ชีพ PHET นำนวัตกรรมไปใช้รับผู้ป่วย
Pre hospital และเจ้าหน้าที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินนำไปใช้สำหรับผู้ป่วย Trauma ท่ีเข้ามารับบริการท่ีห้อง
อุบัติเหตฉุ กุ เฉินทุกราย
6. ประเมนิ ภายหลงั จากการทดลองใชน้ วตั กรรม
7. ขยายผล โดยแจกและอธิบายวิธีการใช้ให้กับห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินในโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่ง
ภายในจังหวดั เพชรบุรีเพ่ือทดลองใชแ้ ละปรบั เปลยี่ น
ตัวชี้วดั ผลสำเรจ็ ในการดำเนินงาน
การเปรยี บเทยี บการพฒั นา
ลำดับที่ รายการประเมนิ เปา้ หมาย ครั้งท่ี 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3
1 การเลอื่ นหลุดเม่อื ใช้ Smart sheet wrap 0 (2560) (2561) (2562)
2 ระยะเวลาในการทำหตั ถการ ≤ 2 นาที
3 ความเจ็บปวดของผู้ปว่ ยลดลงจากเดิม 2 คะแนน 00 0
4 ความพงึ พอใจของผใู้ ช้ ≥ 80%
≤2 นาที ≤2 นาที ≤2 นาที
NA 2 คะแนน 2-3 คะแนน
83-90 89.69 90
อภิปรายผล
ภายหลังการทดลองใช้ พบว่า ระยะเวลาในการรัดสะโพกด้วย Smart sheet wrap ไม่แตกต่าง
จากเดิมกล่าวคือ ไม่เกิน 2 นาทีแต่เมื่อเปรยี บเทยี บความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติในการใชผ้ ้ารัดสะโพกจำแนกตาม
รายการประเมินมีแนวโน้มดีข้ึน จากการติดตามผลการใช้กับผู้ป่วยพบว่าระดับความปวดลดลงมากกว่า
2-3 คะแนน กระดูกเชิงกรานท่ีแยกจากกัน หลังใช้แล้วเข้าหากันเป็นแนวปกติ ลดภาวะแทรกซ้อนได้ ผู้ป่วย
มคี วามปลอดภยั ลดความเจบ็ ปวด
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
131
ความภาคภูมใิ จ
ผู้ป่วยปลอดภัย ลดความเจ็บปวด ลดปริมาณเลือดท่ีออกจากผิวกระดูกที่หักตามหลักการยึดตรึง
กระดูก (immobilization) เจ้าหน้าท่ีมีความพึงพอใจจากการท่ีสามารถปฏิบัติงานได้สะดวกรวดเร็วข้ึนเข้ากับ
บริบทของงานอุบัติเหตุฉกุ เฉิน โรงพยาบาลชุมชนในเครือข่ายมีความพึงพอใจในการใช้นวัตกรรมทเ่ี กดิ จากการ
การเสนอแนะแล้วนำมาปรับเปล่ียน ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพระบบบริการสาขาออร์โธปิดิกส์ จังหวั ด
เพชรบรุ ี มคี วามเขม้ แข็งมากข้นึ
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
132
เรอื่ ง Passive exercise by restraint and shoe
นางอุบล ทรัพยส์ ุข พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
นางสาวเยาวลกั ษณ์ สงวนพานชิ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
หอผปู้ ว่ ยออรโ์ ธปิดกิ ส์ โรงพยาบาลนครปฐม
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับการผ่าตัดกระดูกและกล้ามเนื้อบริเวณ Lower limb จะมีอาการปวด
และเกิดข้อจำกัดการเคลื่อนไหว บริเวณท่ีบาดเจ็บ เมื่อไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเกิดภาวะ
กล้ามเน้ืออ่อนแรง ซ่ึงอาจส่งผลให้เกิดข้อติดแข็งตามมาได้ หากเกิดปัญหาข้อติดแข็งในท่าปลายเท้าตก จะทำ
ใหก้ ารเดินของผ้ปู ่วยผิดปกติ อาจไม่สามารถลงน้ำหนักขาขา้ งน้นั ได้
การเคล่ือนไหวข้อเท้า ช่วยลดอาการบวม และปวด ของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับการผ่าตัด
กระดูกและกล้ามเน้ือบริเวณ Lower limb ได้ จากการศึกษาของ นากายา และคณะ (2015) พบว่าการทำ
Passive ankle movement เพิ่มออกซิเจนในเลือด และการไหลเวียนเลือดในสมอง แต่ไม่มีผลต่อการทำ
หนา้ ทข่ี องระบบไหลเวยี นเลอื ด การศกึ ษาของ ไฮ-จิน เบ และ โจ ฮนุ คิม (2014) พบวา่ การออกกำลังกายที่ข้อ
เท้าช่วยลดอาการบวมท่ีขา และบรรเทาความเจ็บปวดของพยาบาลในห้องผ่าตัดได้ ส่วนการศึกษาของ
แดเนียลเทอร์ร่ี (2005) พบว่า ส่ิงประดิษฐ์ของเขามีกลไกการจัดการให้เท้าเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ช่วยเพ่ิม
การไหลเวียนของเลือดดำในขา เพ่ือป้องกันการอุดตันหลอดเลือดดำลึก (DVT) เส้นเลือดอุดตันท่ีปอด (PE)
อาการบวมนำ้ ท่ีขาสว่ นลา่ งได้
พยาบาลเป็นบุคคลท่ีดูแลผู้ป่วย และให้การฟ้ืนฟูสภาพร่างกาย ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และภาวะข้อติดแข็งได้ดีท่ีสุด เน่ืองจากพยาบาลอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยตลอด 24 ช่ัวโมง
จึงต้องดูแลและกระตุ้นให้ผู้ป่วยเคล่ือนไหวร่างกายโดยเร็ว อย่างสม่ำเสมอและต่อเน่ือง แต่การฟ้ืนฟูสภาพ
ร่างกายจะขึ้นอยู่กับผู้ป่วยด้วยว่าจะสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ หรือบ่อยเท่าใด จากการปฏิบัติงานในหอ
ผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ พบว่าผู้ป่วยท่ีได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับการผ่าตัด บริเวณ lower limb มักมีอาการบวม
ปวด จึงต้องแนะนำและฝึกให้ Exercise บริเวณข้อเท้า โดยการทำ ankle pump เพื่อช่วยให้การไหลเวียน
โลหติ ดีขึ้น และป้องกนั การเกิดภาวะแทรกซ้อนตา่ งๆ โดยเฉพาะ Deep vein thrombosis
ในการดูแลผูป้ ว่ ยออรโ์ ธปิดกิ ส์ ท่บี าดเจบ็ หรือผา่ ตัดบริเวณ lower limb ทนี่ อนพักรกั ษาตวั ภายในหอ
ผู้ป่วย พบว่าภายหลังได้รับการผ่าตัดบริเวณ lower limb ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถทำ ankle pump ได้เอง
มีภาวะปลายเท้าตก ซึ่งมีสาเหตุจากผู้ป่วยปวด และ หรือ มีเส้นประสาทได้รับบาดเจ็บ ทำให้ต้อง Passive exercise
เพ่ือป้องกันการเกดิ ภาวะแทรกซ้อน ดงั นน้ั การให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหว ออกกำลังข้อเท้าเป็นส่ิงจำเปน็ แต่พยาบาล
มีเวลาไมเ่ พียงพอ ต่อทำการทำ Passive exercise ให้ผู้ปว่ ย จึงต้องแนะนำญาติ /ผู้ดแู ลให้มสี ่วนร่วมในการทำ
Passive exercise แก่ผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยบางรายไม่มีญาติ นอกจากนี้ เวลาทำ Passive exercise โดยผู้อ่ืน
ผู้ป่วยจะปวดมากข้ึน และจะไม่ยินยอมปฏิบัติ ดังน้ันจึงคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ ช่วยให้ผู้ป่วยทำ Passive exercise
ดว้ ยตนเอง และคดิ พฒั นา ปรบั ปรุง ดดั แปลงอุปกรณต์ า่ งๆ มาเปน็ ลำดบั
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
133
วตั ถุประสงค์
เพื่อให้ผูป้ ่วยออกกำลงั เคลือ่ นไหวขอ้ เท้า ภายหลงั ขาไดร้ บั บาดเจ็บ และหรือ ผ่าตัด
วธิ ีการดำเนนิ การ
- เร่ิมแรกใช้ top รองฝ่าเท้าและ gauze bandage ผูกดึงปลายเท้าขึ้น-ลง ซ่ึงไม่สะดวกต่อการใช้งาน
และอปุ กรณ์ไมค่ งทน เพราะถา้ ผกู หลวม top จะหลดุ จากเท้า ทำให้ผู้ป่วยไมค่ ่อยปฏบิ ัติ
- ใช้ skin traction ท่ีใช้แล้วแทน top แต่ไม่เหมาะสม เน่ืองจากไม่สามารถทำความสะอาดก่อน
นำมาใชก้ บั ผปู้ ว่ ยอกี คนได้ และแผ่นพลาสตกิ ท่ใี ชร้ องฝ่าเทา้ รองไดไ้ ม่เตม็ ฝ่าเทา้
- ต่อมาทำให้คงทนมากขึ้น โดยใชฟ้ ิวเจอร์บอรด์ ตดั เป็นแผ่นรองฝ่าเท้า และดา้ นข้างเท้า 2 ดา้ นพร้อม
ผกู เชอื กให้ยาวพอท่ีผปู้ ว่ ยจะจับดงึ ได้ แตไ่ มส่ ะดวกในการหาและจัดทำอปุ กรณ์
- พัฒนาประยกุ ตร์ องเท้ามาใช้แทนฟิวเตอร์บอร์ด ซ่ึงสะดวกกวา่ ไม่ต้องมาตดั ใช้เพียงรองเทา้ ยาง หรือ
รองเทา้ แตะ ชนิดที่ส่วนดา้ นหนา้ มีชอ่ งว่างให้ร้อยเชอื กได้ ขนาดตามเทา้ ผปู้ ่วย ใช้ปลายเชอื กด้านหน่ึงรอ้ ยที่ช่อง
ด้านหนา้ ของรองเท้า 2 ตำแหน่ง แล้วนำปลายท้ัง 2 ขา้ งมาผูกกนั ใหผ้ ปู้ ่วยดงึ
- จากการปฏิบัติงานจริง ยังพบข้อจำกัด ของการหารองเท้า เน่ืองจากรองเท้าที่ผู้ป่วยใช้บางราย
ไม่สามารถร้อยเชือกได้ การแนะนำญาติหารองเท้าชนิดดังกล่าวมาให้ ซ่ึงญาติส่วนใหญ่ไม่จัดหามา ดังนั้น
จึงพัฒนาใช้สิ่งท่ีมีในหน่วยงานมาประยุกต์ใช้แทน ได้แก่ ผ้า restraint ผู้ป่วย นำมาผูกปลายเท้า และให้ผู้ป่วย
ดึงปลายเท้าขนึ้ -ลง แทน
ขั้นตอนการดำเนินงาน
เตรยี มอุปกรณ์
- ผา้ ช้นิ ท่ี 1 ขนาด 20x15 cm. จำนวน 2 ชิ้น โดยตัดกลางผ้าดา้ นใดดา้ นหนึ่ง เปน็ ช่อง ไวส้ อดผ้าช้ินท่ี
2 เวลาใชง้ าน
- ผ้าช้ินท่ี 2 ขนาด 3 x 100 cm จำนวน 4 ชนิ้
วธิ กี ารทำผา้ Restraint
1. นำผ้าแต่ละขนาด 2 ช้ิน มาเย็บประกบกัน ผ้าชิ้นท่ี 1 สำหรับใช้พันฝ่าเท้า ผ้าช้ินที่ 2 เย็บประกบ
เป็นเส้นยาว 2 สาย สำหรับเปน็ สายใหผ้ ปู้ ่วยดงึ (สายผกู restraint)
2. หลงั จากเย็บประกบผา้ แต่ละชิน้ แลว้ นำผ้าช้ินที่ 2 เย็บตดิ ตรงกลางผ้าชน้ิ ที่ 1 ท้ังสองด้าน (ดังภาพ)
ช้นิ ที่ 2 ชน้ิ ที่ 1
3. การใช้งาน นำผ้าที่เย็บดังรูป พันผ้าชื้นท่ี 1 พันปลายเท้าข้างที่ให้เคล่ือนไหว สอดปลายผ้าช้ินที่ 2
ไปในช่องที่เจาะไว้ แล้วผูกผ้ากับเท้าให้พอดี ไม่แน่น ไม่หลวมเกินไป แล้วให้ผ้าชิ้นที่ 2 ทั้ง 2 สายให้ผู้ป่วย
ดงึ ปลายเท้าข้นึ ลง โดยให้ดงึ ปลายเทา้ ข้ึน ค้างไว้ครง้ั ละประมาณ 3-5 วนิ าที
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
134
ผลการดำเนนิ งาน
ผลการใช้งานกับผู้ป่วย จำนวน 20 ราย ผู้ป่วยทุกรายสามารถ ใช้อุปกรณ์ช่วยเคลื่อนไหวข้อเท้า
ทำ ankle pump ได้ด้วยตนเอง และเคล่ือนไหวข้อเท้าในองศาที่ผู้ป่วยจะทนต่ออาการปวดได้ อีกทั้งยังเป็น
การออกกำลังของกล้ามเน้ือแขนที่ใช้ดึงปลายเท้าอีกด้วย สามารถใช้กับผู้ป่วยที่ On skin traction และผู้ป่วย
paralysis ได้
ผู้ปว่ ยเกดิ ความพึงพอใจ ต่อการใช้อปุ กรณ์ ทง้ั ผา้ restraint และรองเทา้
อภปิ รายผล
การจะให้ผู้ป่วยเคล่ือนไหวข้ออย่างต่อเน่ือง สม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดอาการบวม และปวด บางแห่ง
อาจจะใช้อุปกรณ์ช่วยคือเคร่ือง CPM (Continuous passive motion) ซึ่งเป็นเคร่ืองท่ีมีราคาแพง และเครื่อง
จะทำงานได้ต้องใช้ไฟฟ้า การใช้งานจะยุ่งยากซับซ้อน ต้องจัดท่าให้เหมาะสมกับเครื่อง และต้องกำหนดองศา
การงอเหยียด แต่การใชอ้ ุปกรณ์ ใหผ้ ู้ปว่ ยชว่ ยเคล่ือนไหวข้อด้วยตนเอง ผู้ปว่ ยจะทำได้ตามความทนตอ่ การปวด
ของตนเอง ไม่ทำให้ปวดมากขึ้น อีกทัง้ ไมท่ ำให้มีคา่ ใชจ้ า่ ยเพ่ิมข้ึน ไมต่ อ้ งมคี ่าไฟฟ้า คา่ บำรุงรักษาเครือ่ งมือ
ความภาคภมู ใิ จ
การใช้ผา้ restraint มาประยุกต์ใช้ช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวข้อเท้าได้ ซ่ึงเป็นการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่มีอยู่
ภายในหน่วยงานอย่างคุ้มค่า คุ้มทุน หาง่าย ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ราคาไม่แพง แต่สามารถช่วยป้องกัน
การเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
135
เร่ือง หมอนป้องกนั ข้อสะโพกหลุดหลังผา่ ตดั เปลี่ยนขอ้ สะโพกเทียม (Abduction pillow)
นางอรนติ สวุ นิ ทรากร พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญ
หอผู้ปว่ ยออร์โธปิดิกสห์ ญิง โรงพยาบาลเจา้ พระยายมราช
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
การผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียมเป็นหัตถการท่ีสำคัญของออร์โธปิดิกส์ เป็นการผ่าตัดที่มีความยุ่งยาก
ซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายสูงต้องการการพยาบาลท่ีเฉพาะเจาะจง เพ่ือป้องกันภาวะแทรกซ้อนท่ีอาจเกิดข้ึนได้
โดยเฉพาะข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียมมักจะเกิดในช่วงหลังผ่าตัดใหม่ๆ จนถึง ๓ เดือน
ผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียม มีโอกาสข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัด จากการเคล่ือนย้ายผู้ป่วย
ไม่ถูกต้อง ขาดความระมัดระวัง เช่น การอุ้มผู้ป่วยในท่าข้อสะโพกงอ ข้อสะโพกหุบเข้าด้านใน หรือเกิดจาก
ผู้ป่วย และผู้ดูแลขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติตัว โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือทำกิจกรรม
ที่เป็นข้อจำกัด คือ นั่งงอสะโพก หรือก้มเก็บของในท่าท่ีข้อสะโพกงอเกิน 90 องศา นอนหุบข้อสะโพก น่ังไขว้
เป็นต้น จากสถิติของแผนกออรโ์ ธปิดกิ ส์ โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช มกี ารผ่าตดั เปลย่ี นข้อสะโพกเทยี มแบบ
posterior approach ทั้งหมด 89, 116 และ 114 ราย (สถิติ รพ.เจ้าพระยายมราช 2560 - 2562) ไม่มีอุบัติการณ์
ผู้ปว่ ยข้อสะโพกเทยี มหลุดขณะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
วตั ถปุ ระสงค์
เพ่ือป้องกันข้อสะโพกเทียมหลุดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม และมีความปลอดภัยในการ
เคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ว่ ย
วิธีการดำเนินการ
1. วเิ คราะห์ปัญหา สาเหตุของการเกดิ ข้อสะโพกเทยี มหลดุ หลังผ่าตดั เปล่ียนข้อสะโพกเทยี ม
2. ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางและนวัตกรรมการป้องกันการเกิดข้อสะโพก
เทยี มหลดุ หลงั ผา่ ตดั เปลี่ยนข้อสะโพกเทยี ม
3. ประดิษฐอ์ ุปกรณช์ ่วยในการเคลอ่ื นยา้ ยผปู้ ่วย : Abduction pillow
4. นำ Abduction pillow มาทดลองใชท้ ห่ี อผปู้ ว่ ยออรโ์ ธปิดิกสห์ ญิง-เด็ก
5. ประเมินผลการใช้ Abduction pillow ปรบั เปลีย่ นวัสดใุ หม้ ีความมั่นคง สะดวกในการนำมาใช้
6. สรปุ ผลการใช้ Abduction pillow
งบประมาณในการประดิษฐ์ ประมาณ 500 บาท/ชิน้ โดยมอี ุปกรณ์ ดงั น้ี
1. โฟม 2. ฟองน้ำสำหรับหุ้มโฟม 3. หนังหมุ้ เบาะรถยนต์
4. กาว 5. สายสำหรบั คาด 6. ตวั ลอ็ คพลาสตกิ
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
รนุ่ ที่ 1 หมอนสามเหล่ียมผลิตจากไม้ 136
รุ่นท่ี 2 หมอนสามเหล่ยี มผลิตจากฟองน้ำ
รุ่นที่ 3 Abduction pillow ผลติ จากฟองน้ำ ร่นุ ท่ี 4 Abduction pillow ผลติ จากโฟมหมุ้ ดว้ ยฟองน้ำ
ผลการดำเนินการ
หลังจากนำ Abduction pillow มาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียม ต้ังแต่
เดือนมิถุนายน 2562 – เมษายน 2563 ไม่เกิดอุบัติการณ์ผู้ป่วยข้อสะโพกเทียมหลุดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อ
สะโพกเทียม ขณะเคลื่อนย้ายและพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยปลอดภัย ผู้ป่วยและญาติ รวมถึง
เจา้ หน้าทท่ี างการพยาบาลมคี วามพงึ พอใจในการใช้ Abduction pillow ระดับมาก ถึงมากที่สดุ ร้อยละ 92
อภิปรายผล
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม หลังผ่าตัดในระยะแรกผู้ป่วยต้องนอนพักบนเตียงเป็นส่วนใหญ่
เดิมทีอุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันข้อสะโพกหลุด คือ หมอนสามเหลี่ยมวางระหวา่ งขา โดยทำขนึ้ จากไม้ พบปญั หาว่า
วัสดุแข็ง ไม่สุขสบาย ปรับเปล่ียนมาเป็นฟองน้ำ ยังพบปัญหาหมอนสามเหลี่ยมไม่พอดีกับขาผู้ป่วย เมื่อพลิก
ตะแคงตัวจะหลุดจากตำแหน่งท่ีเหมาะสม ต่อมาปรับขนาดและรูปร่างให้เหมาะสมในการให้พยาบาลผู้ป่วย
เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ใช้งานง่าย สะดวก ราคาไม่แพง โดยทำจากโฟมหุ้มด้วยฟองน้ำ รูปทรงของหมอน
ด้านบนจะแคบ ด้านล่างจะบานออกตามสรีระของผู้ป่วย เป็นอุปกรณ์ท่ีจะช่วยให้ข้อสะโพกเหยียดตรง จำกัด
การเคล่ือนไหวของข้อสะโพก ทำให้ข้อสะโพกไม่บิดเข้าด้านใน (internal rotation) ซ่ึงเป็นสาเหตุในการเกิด
ข้อสะโพกหลุด และยังช่วยไม่ให้กล้ามเน้ือบริเวณข้อสะโพกได้รับการบาดเจ็บอีกด้วย ข้อดีของ Abduction
pillow ที่พัฒนาข้ึนน้ี ช่วยให้ขาของผู้ป่วยอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม มีความมั่นคง ช่วยในเรื่องความสุขสบาย
ไม่แข็งจนเกินไป สายรัดสามารถปรับขนาดได้ ไม่ต้องกังวลว่าหมอนจะหลุดขณะนอนหลับ ผู้ป่วยสามารถใส่ไว้
ขณะอยู่โรงพยาบาล
ความภาคภูมใิ จ
ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติการณ์ข้อสะโพกหลุดหลังผ่าตัดเปล่ียนข้อสะโพกเทียม เป็นต้นแบบ
ให้หน่วยงานในแผนกออรโ์ ธปดิ ิกส์นำ Abduction pillow ไปใชใ้ นการดูแลผู้ป่วยหลงั ผ่าตดั เปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
137
เรอ่ื ง ปจั จัยท่มี คี วามสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมของประชาชนในการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
กรพนิ ท์ุ ปานวเิ ชยี ร, พ.ย.บ., วทม., ปร.ด.ราชาโยคะ
กลุ่มงานวจิ ยั และพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลเจา้ พระยายมราช
ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายเร่งรัดเรื่องการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ดังน้ันจึงได้บรรจุ
ในแผนพัฒนาระบบบรกิ าร (Service Plan) สาขาที่ 20 เพ่ือนำมาใช้ในการบรกิ ารอย่างเป็นระบบ ให้ประชาชน
เข้าถึงการใช้นำ้ มันกญั ชาอย่างถูกต้องและมีมาตรฐาน กัญชาทางการแพทย์ได้พัฒนาท้ังด้านการแพทยแ์ ผนไทย
และการแพทย์แผนปจั จุบนั พบว่าจงั หวดั สพุ รรณบุรี มีประชาชนจากท่ัวประเทศ มารับแจกน้ำมันกญั ชาจากวัด
แตก่ ารแจกและการมีกญั ชาครอบครองหรอื ซอื้ เองใตด้ นิ ยังเป็นสิ่งทผ่ี ิดกฎหมายทั้งผูแ้ จกผู้ขายและผ้ซู อ้ื อย่างไร
ก็ตามก็ยังมีประชาชนจำนวนมาก ทั้งเจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะท้าย และอีกหลายอาการหรือโรค ยังต้องการ
กัญชาจึงมีประเด็นที่น่าสนใจว่ามีปัจจัยอะไรท่ีทำให้ประชาชนมีพฤติกรรมต้องการใช้กัญชา ประกอบกับ
โรงพยาบาลเจา้ พระยายมราช ปฏิบตั ิตามข้อส่ังการการดำเนินงานการใช้กญั ชาทางการแพทย์ เป็นโรงพยาบาล
นำรอ่ ง โดยมกี ารจดั ตัง้ คลินิกกัญชา (รอบท่ี 3) ซึ่งการเปิดให้บริการคลนิ ิกนนั้ ต้องพร้อมให้บริการไดจ้ ริง ผ้วู ิจัย
ซ่ึงเป็นพยาบาลมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยการพยาบาล จำเป็นต้องค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของ
ประชาชนในการใช้กัญชาเพื่อนำข้อมูลมาประกอบการเตรียมความพร้อม ในการจัดรูปแบบการบริการ
ให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด มีความปลอดภัยได้มาตรฐานและมีคุณภาพชีวิตดีข้ึน
ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์
วัตถปุ ระสงค์
เพ่ือศึกษาปัจจัย ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะการใช้กัญชาและการรับรู้ข้อดีข้อเสียของกัญชา
ในทางการแพทย์ ท่ีมีความสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมของประชาชนในการใช้กัญชาทางการแพทย์ และ
วเิ คราะห์การทำนายอิทธิพลด้านขอ้ มูลส่วนบุคคล และการรับรู้ขอ้ ดขี ้อเสียของกัญชาตอ่ พฤติกรรมการใชก้ ัญชา
วธิ ีดำเนินการ
การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 350 คน
ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2562 – มีนาคม 2563 เคร่ืองมือท่ีใช้เป็นแบบสอบถาม ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล
ลักษณะการใช้กัญชา การรับรู้ข้อดีข้อเสียของกัญชาทางการแพทย์และพฤติกรรมการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์
ทางการแพทย์ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ สถติ ิเชิงอนุมานโดยใช้ Chi-Square Tests และ
วเิ คราะห์ถดถอยเชงิ พหุแบบขน้ั ตอน
ผลการดำเนนิ การ
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะการใช้กัญชา การรับรู้ข้อดีข้อเสียของกัญชาในทาง
การแพทย์กับระดับพฤติกรรมของประชาชนในการใช้กัญชาทางการแพทย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 ด้านขอ้ มูลสว่ นบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา รายได้เฉล่ีย อาชีพ และโรคประจำตัว ด้านลักษณะการ
ใช้กัญชา ได้แก่ วตั ถุประสงคก์ ารใช้กญั ชารักษาโรค ใชล้ ดอาการปวดขอ้ ปวดหลงั ปวดกระดูก รักษาโรคมะเร็ง,
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
138
เหตุผลที่ไม่ใช้กัญชา ได้แก่ ไม่เชื่อในประสิทธิผลของกัญชา กลัวได้รับอันตรายจากกัญชา มีความยุ่งยาก
ในการใช้ เข้าถึงบริการยากถ้าต้องรับจากโรงพยาบาล, รูปแบบลักษณะการใช้กัญชา ได้แก่ ใช้คู่กับการออก
กำลังกาย ใช้คู่กับการพักผ่อนหรอื นันทนาการ ใช้กัญชาคู่กับยาแผนปัจจุบัน, แหล่งที่มาของกัญชา ได้แก่วัดปลูกเอง
และหมอพ้ืนบ้าน, เหตุผลท่ีเลือกใช้ยากัญชา ได้แก่ เชื่อในประสิทธิผลของยาและความปลอดภัย หมอพื้นบ้าน
แนะนำ และระยะเวลาที่ใช้กัญชา, อาการผิดปกติหลังใช้กัญชารักษาโรค ได้แก่ ผ่ืนข้ึนตามผิวหนัง มึน เวียน
ศีรษะ ใจส่ัน ใจเต้นเร็วกว่าปกติ และเสียความสมดุล การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ พบว่ามีปัจจัยท่ีสามารถ
พยากรณ์อิทธิพลต่อระดับพฤติกรรมของประชาชนในการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ท่ีระดับน้อยกว่า 0.05 ซึ่งเป็นตามสมมุติฐาน มีจำนวน 10 ปัจจัย (ทั้งหมด 17 ปัจจัย) 3 ลำดับแรก คือ สารสกัด
กัญชาที่ได้มาจากส่วนของต้นกัญชามากท่ีสุด (adj.R2= 0.138) รองลงมา คือ ขนาดของยาควรพิจารณาตาม
ผลการรักษาที่ได้รบั เป็นหลัก (X2, beta = 0.327, adj.R2= 0.105) และยากัญชาใช้ได้กับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม
และอารมณ์ (X3, beta = 0.319, adj.R2= 0.099) สรุป ข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะการใช้ และการรับรู้ข้อดี
ขอ้ เสียของกญั ชาทางการแพทยม์ ีความสัมพันธก์ ับระดับพฤติกรรมของประชาชนในการใช้กัญชาทางการแพทย์
อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ
อภิปรายผล
ลักษณะการใช้กัญชาแบ่งตามระดับพฤติกรรมการใช้ ได้แก่ วัตถุประสงค์การใช้กัญชารักษาโรค
ลดอาการปวดข้อ ปวดหลัง ปวดกระดูก รักษาโรคมะเร็ง, เหตุผลท่ีไม่ใช้กัญชา ได้แก่ ไม่เช่ือในประสิทธิผลของ
กัญชา กลัวได้รับอันตรายจากกัญชา เชื่อในประสิทธิผลของยาและความปลอดภัย ทั้งนี้อาจเน่ืองจาก ข้ันตอน
การรักษากรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย ตามช่องทางพิเศษ (Special Access Scheme) (ประพนธ์
ตั้งศรีเกียรติกุล, 2562) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ Abuhasiraa และคณะ (2018) ท่ีพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับ
กัญชาทางการแพทย์ ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษาโรค อาการปวด และมะเร็ง และการศึกษาของ Sexton และ
คณะ (2016) ที่พบว่าส่วนใหญ่ใช้กัญชาแก้อาการปวด ความวิตกกังวล ความเครียด อาการปวดศีรษะ ปวดไมเกรน
และปวดกล้ามเนอ้ื สว่ นการศึกษาของ วรี ยา ภาอปุ ชิต และคณะ (2560) ยงั พบว่าข้อบ่งใช้กัญชาทางการแพทย์
หลักคือ แก้ปวด เจริญอาหาร ช่วยให้นอนหลับ เป็นต้น จากผลการวิจัยที่พบว่า มีปัจจัยที่สามารถพยากรณ์
อทิ ธิพลต่อระดับพฤติกรรมของประชาชนในการใช้กญั ชาทางการแพทย์ได้อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติ ซง่ึ เป็นตาม
สมมุติฐาน มีจำนวน 10 ปัจจัยจาก 17 ปัจจัยทั้งนี้ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์กับระดับพฤติกรรมของประชาชน
มากท่ีสุด คือ สารสกัดกัญชาท่ีได้มาจากส่วนของต้นกัญชา ขนาดของยาควรพิจารณาตามผลการรักษาท่ีได้รับ
เป็นหลัก ยากัญชาใช้ได้กับผู้ป่วยโรคสมองเส่ือม และอารมณ์ อาการข้างเคียงของกัญชาคือ เดินเซ กัญชาห้าม
ใช้ในคนต้ังครรภ์/ให้นมบุตร สามารถเพิม่ ขนาดได้เองอยา่ งชา้ ๆ ยากัญชาที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ทำให้
ผปู้ ว่ ยสั่งเสยี ครอบครัวไดแ้ ละไม่ทรมาน ตามลำดับ ซง่ึ ปัจจยั โดยรวมมีความสัมพนั ธ์กับพฤติกรรมของประชาชน
ในการใช้กัญชาทางการแพทย์ในทางบวก อธิบายได้ว่า หากประชาชนมีการรับรู้ข้อดีข้อเสียของกัญชามากขึ้น
จะทำให้ประชาชนมีพฤติกรรมการใช้กัญชาทางการแพทย์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ
Volkow, et al (2016: 1-6) ที่พบว่าปรากฏการณ์ในการใช้ยากัญชาเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยท่ีมีปฏิสัมพันธ์ต่อ
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
139
การทำงานของสมอง การใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตรเ์ ป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ไม่มีการรับรู้ ขอ้ ดีข้อเสยี กับ
พฤติกรรมการใช้กัญชาทางการแพทย์ถอื ว่าเปน็ ความเสย่ี งสงู ต่อการพฒั นาการใชก้ ัญชา
ความภาคภูมิใจ
1. เป็นผลสำเร็จของงานผ่านประสบการณ์ตรง เกิดจากการปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ความ
รับผิดชอบของตนเองซ่ึงปฏิบัตงิ านกล่มุ งานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล เลขา service plan สาขากัญชา และ
พยาบาลผ้จู ัดการรายกรณีผปู้ ่วยทใ่ี ชก้ ัญชา ทำให้งานพยาบาลเกิดคุณค่า ได้แก่ 1) คุณค่าจากการดูแลทง้ั ผปู้ ่วย
และครอบครวั แบบองคร์ วม 2) คุณค่าจากการให้ท่ตี รงตามความต้องการของผูร้ บั 3) คณุ คา่ จากความปีติในใจ
2. ผลสำเร็จของงาน แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล กระทรวงและจังหวัด
ท่ีมีความเป็นไปไดใ้ นการนำไปใชป้ ระโยชน์ ได้แก่ โรงพยาบาล มีข้อมลู พืน้ ฐานการเตรียมความพรอ้ มในการเปิด
ใหบ้ รกิ ารคลนิ ิกกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสานทตี่ อบสนองความตอ้ งการของผู้รับและผูใ้ ห้บริการ คุณภาพ
การบริการดีขึน้ และลดเวลาการปฏบิ ัตงิ าน
3. ผลที่เกิดจากงานวิจัย ได้แสดงถึงการใช้หลักการวิจัยและองค์ความรู้ทางการพยาบาลนำไปสู่คุณค่า
ในงาน ได้แก่ การใช้ความรู้เพื่อแสดงถึงบทบาทวิชาชีพพยาบาลและการใช้ความรู้ในการช่วยเหลือดูแลเพื่อนมนุษย์
การได้เรียนรู้ชีวิตจากการทำงาน ได้แก่ เรียนรู้ท่ีจะเข้าใจผู้อื่นและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตโดยสามารถนำผลงานไปใช้
เพื่อแก้ไขปัญหาในงานท่ีปฏิบัติหรือของหน่วยงานคลินิกกัญชาทางการแพทย์เป็นการเสริมยุทธศาสตร์หน่วยงาน
เพื่อพัฒนาระบบปรบั ปรุงงานแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขนึ้ ก่อประโยชนต์ ่อประชาชนและองค์กร
4. การนำไปใช้ประโยชน์ 1) ปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานและรูปแบบกระบวนการทำงานให้เหมาะสม
และเกิดการบูรณาการโดยมีรูปแบบกระบวนการทำงานเป็นลายลักษณ์อักษรและสื่อสารในทีมผู้ดูแล ทำให้สามารถ
ทำงานได้สะดวกคล่องตัวสบายใจในการทำงาน ภายใต้มาตรฐาน ข้อกำหนด มีช่องทางการส่ือสารโดยนำเทคโนโลยี
เข้ามาใช้ 2) สามารถนำผลงานไปใช้ในการพัฒนาต่อยอดปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานในวงกว้างขึ้นจากเดิม
ที่ให้บริการผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มอาการโรค/เฉพาะผู้ป่วยนอก นำข้อมูลที่ได้จากผลวิจัย มาประยุกต์ใช้ในแก้ปัญหา
ท่ีเกิดขึ้น พัฒนาแนวทางในการให้บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน พัฒนาระบบติดตามกำกับ
เพอื่ ประเมินรปู แบบท่ีเหมาะสมนำไปสู่การขยายผลการให้บริการแก่ประชาชน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
140
เรื่อง นวตั กรรมการจัดรปู แบบคลินกิ กญั ชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน โรงพยาบาลราชบรุ ี
นายสนั ทดั ชมพูพงษ์
แพทยแ์ ผนไทย
โรงพยาบาลราชบรุ ี
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
จากการท่ีกระทรวงสาธารณสุข ไดก้ ำหนดนโยบายในการขับเคล่ือนการให้บรกิ ารกัญชาทางการแพทย์
กับประชาชน โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และถูกต้องตามมาตรฐาน นับได้
ว่าเป็นอีกหน่ึงนโยบายสำคัญท่ีส่งผลต่อการจัดบริการในหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐ ทั้งน้ีคณะกรรมการ
พัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขากัญชาทางการแพทย์ มีการกำหนดให้ดำเนินการคลินิกกัญชาทางการแพทย์
ในรูปแบบผสมผสาน คือ กัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันผสมผสานกัญชาทางการแพทย์แผนไทย ซึ่งหน่วยบริการ
สาธารณสุขภาครัฐมักพบปัญหาของการผสมผสานการแพทย์ท้ังสองแผนเข้าด้วยกัน ท้ังนี้ โรงพยาบาลราชบุรี
ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยบริการสาธารณสุขนำร่องของเขตบริการสุขภาพที่ 5 จัดต้ังคลินิกกัญชาทางการแพทย์
แบบผสมผสานในเดือนสงิ หาคม 2562 และพฒั นาใหเ้ ป็นต้นแบบการให้บริการ (Model Development)
ดังน้ัน จึงได้ดำเนินการจัดรูปแบบการบริการให้เป็น “คลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน
โรงพยาบาลราชบรุ ี” เพื่อเปน็ ตน้ แบบการให้บรกิ ารต่อไป
วัตถุประสงค์
1. เพ่ือเป็นต้นแบบคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน ให้กับหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐ
ในเขตบรกิ ารสุขภาพท่ี 5
2. เพื่อใหป้ ระชาชนเขา้ ถงึ บรกิ ารกญั ชาทางการแพทย์ไดส้ ะดวก ปลอดภยั เปน็ ไปตามมาตรฐานวิชาชีพ
วธิ ีดำเนินการ
1. ดำเนนิ การจดั การประชุมคณะกรรมการคลินิกกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน โรงพยาบาลราชบุรี
2. จดั ทำ Standard Operation Process การใหบ้ ริการฯ ตามมตคิ ณะกรรมการ
3. ดำเนินการตามระบบท่ีได้จัดสร้าง ตดิ ตามผลและปรบั ปรุงการใหบ้ ริการ
4. ขยายการให้บรกิ ารไปยังหน่วยบรกิ ารสาธารณสุขของรัฐที่ได้รบั อนุญาตให้ครอบครองและจำหน่าย
กญั ชาทางการแพทย์ ผา่ นคณะตรวจราชการและนเิ ทศงานประเดน็ กญั ชาทางการแพทย์ เขตบริการสุขภาพท่ี 5
ผลการดำเนนิ การ
1. มีเภสัชกรแผนปัจจุบันที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ประเภทเภสัชกรรมไทย
ทำหนา้ ทคี่ ดั กรองและซกั ประวตั ใิ นคลนิ กิ ให้คำปรกึ ษาการใชก้ ญั ชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน
2. เกิดการตกลงบริการให้แพทย์แผนไทยร้องขอการเจาะเลือด โดยใช้วิธีการรับคำส่ัง (รคส.) จากแพทย์
แผนปัจจุบัน ตามมาตรฐานคมู่ ือการให้บริการคลินกิ กญั ชาทางการแพทย์แผนไทย
3. มีการขยายบริการครอบคลุมถึงผู้ป่วยในท่ีมีข้อบ่งช้ีตรงตามมาตรฐานการใช้กัญชาทางการแพทย์
แบบผสมผสาน
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
141
4. เกดิ การทำงานร่วมกนั อยา่ งไรร้ อยต่อระหวา่ งการแพทยแ์ ผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย
5. ประชาชนไดร้ บั บริการทสี่ ะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยและเปน็ ไปตามมาตรฐานวชิ าชพี
อภปิ รายผล
ผู้รับบริการท่ีมีข้อบ่งช้ีในการใช้กัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน ท้ังประเภทผู้ป่วยนอกและ
ประเภทผู้ป่วยใน สามารถเข้าถึงการบริการทั้งรูปแบบการแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยได้สะดวก
รวดเร็ว ปลอดภยั และเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ
ความภาคภมู ิใจ
นวัตกรรมการจัดรปู แบบคลนิ ิกกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน โรงพยาบาลราชบุรี เป็นการผสมผสาน
การรักษาระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยได้อย่างไร้รอยต่อ และเพิ่มความปลอดภัย
ให้กับผู้รับบริการด้วยการผสานความร่วมมือท้ังสองศาสตร์ โดยมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ นับได้ว่าเป็น
การผสานการให้บริการในแบบท่ีไม่เคยมีมาก่อน และนับได้ว่าเป็นรูปแบบการให้บริการที่ประสบความสำเร็จ
แม้การดำเนินการในช่วงแรกจะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ด้วยความร่วมมือ ร่วมใจของแพทย์ แพทย์แผนไทย
เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ ที่มองถึงประโยชน์และความปลอดภัยของ
ผ้รู ับบริการกัญชาทางการแพทย์แบบผสมผสาน ทำให้สามารถส่งต่อไปยังคณะผูต้ รวจราชการและนิเทศงานประเด็น
กัญชาทางการแพทย์ เขตบริการสุขภาพที่ 5 เพ่ือขยายรูปแบบการให้บริการดังกล่าว ให้เป็นต้นแบบของการบริการ
คลนิ ิกกญั ชาทางการแพทยแ์ บบผสมผสาน เขตบริการสุขภาพท่ี 5 ต่อไป
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
142
เรอ่ื ง การพฒั นาระบบบรกิ ารโดยการจัดการความรูก้ ารดแู ลพฤตกิ รรมและจติ สังคม
(Behavior and Psychosocial Care /BPSC)
นางสาวจิตตมิ า ทรงมัจฉา
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชจอมบึง
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึงได้ต้องการพัฒนาระบบการให้บริการเรื่องการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมจากเดิมที่เน้นการสอน อบรม และให้ความรู้เป็นหลัก มาเป็นการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปล่ียน
พฤติกรรม (MI) และระบบรับรองผู้บำบัดสติบำบัด (MBTC) รวมทั้งการจัดระบบข้อมูลในการสร้างองค์ความรู้
ในการปรับเปล่ียนพฤติกรรม ดังนั้นโรงพยาบาลจึงเข้าร่วมโครงการศูนย์การจัดการความรู้การดูแลพฤติกรรม
และจิตสังคม ในระบบสาธารณสุข (BPSC) ในปี 2561 และได้ดำเนินการตามรูปแบบของโครงการ และนำมา
ปรับระบบการบริหารจัดการในหน่วยงานบริการต่างๆ ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลต้ังแต่ปี 2561
ถงึ ปจั จบุ ัน
วัตถุประสงค์
1. เพ่ือตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมและจิตสังคม
ดว้ ยนวัตกรรมทีม่ ปี ระสิทธภิ าพและหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ตามบริบทของโรงพยาบาล
2. เพอ่ื พฒั นาบคุ ลากรสาธารณสุขใหส้ ามารถจัดบริการทมี่ คี ุณภาพ
วิธีการดำเนินงาน
1. กำหนดนโยบาย แต่งตั้งคณะกรรมการพร้อมทั้งประชุมคณะกรรมการและกำหนดแผนกลยุทธ์
2. ส่ือสารและประกาศนโยบายการพัฒนาระบบบริการตามโครงการ BPSC ในบุคคลากรของ
โรงพยาบาลท้งั แบบเปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ
3. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับบุคลากร และจัดทำแนวทางพร้อมออกแบบการจัดระบบบริการ
ในหนว่ ยงาน รวมถงึ มกี ารแลกเปลีย่ นเรียนรู้ ปญั หา และสิง่ ทีเ่ กิดข้ึนระหว่างการปฏิบัติตามโครงการ
4. เกบ็ ขอ้ มูลและประเมินผลการปฏบิ ัติเป็นระยะ 3 - 6 เดือน
5. นำข้อเสนอแนะจากการเย่ียมเสริมพลงั ของอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการมาพัฒนางานให้ดีย่งิ ขน้ึ
ผลการดำเนนิ งาน
หลังจากนำ BPSC มาใช้ในหนว่ ยงานบริการตา่ งๆ ไดผ้ ลลัพธ์ดงั ตาราง
หนว่ ยงาน ตวั ช้ีวดั ผลลพั ธ์ ผลลพั ธ์
ปี 2561 ปี 2562
งานผูป้ ่วยนอก : คลินิกโรคเรือ้ รงั ผ้ปู ว่ ยDMทีม่ ี HbA1C 7.0 - 7.5
อัตราการควบคมุ โรคได้ 39.23% 41.12%
ผปู้ ่วยDMทม่ี ี HbA1C > 12
อตั ราการควบคุมโรคได้ 73.08% 74.27%
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
143
หน่วยงาน ตวั ชว้ี ัด ผลลัพธ์ ผลลพั ธ์
ปี 2561 ปี 2562
งานอบุ ัติเหตุ – ฉุกเฉนิ อัตราการ Re-visit ของผู้ป่วยCOPD 21.43% 15.59%
ใน 48 ชว่ั โมง
ผปู้ ่วยในชาย อั ต รา ก า ร Re-admit ข อ งผู้ ป่ ว ย 10.42% 5.24%
COPD
งานผปู้ ่วยในหญิงและห้องคลอด อัตราการคุมกำเนิดของ Teenage 46.15 24
pregnancy - ฉดี ยาคุม 53.85 70
คลนิ ิกยาเสพติด 10.42% 5.24%
คลนิ กิ สุขภาพจิต/จติ เวช และ - ฝังยาคมุ 0% 0%
คลนิ กิ ฟา้ ใส อัตราการเขา้ บำบดั ซ้ำ
อั ต ร า ก า ร ฆ่ า ตั ว ต า ย ใ น case 11.6% 17.9%
depression และ anxiety 19.72% 21.6%
อตั ราการเลกิ สรุ าไดส้ ำเร็จ
อัตราการเลกิ บุหร่ไี ด้สำเร็จ
ในปี 2562 ไดข้ ยายการดำเนนิ การไปในหนว่ ยงานบริการอนื่ ๆ ได้ผลลัพธด์ ังตาราง
หนว่ ยงาน กลุ่มเปา้ หมาย ตวั ช้ีวัด ผลลพั ธ์
ผ้ปู ว่ ยStroke CVA ผล BI ดขี ้ึนจากเดมิ 98%
กายภาพ ผูส้ งู อายุทเ่ี ขา่ เสอื่ ม ความถี่ในการนัดรกั ษาลดลง 32%
แพทย์แผนไทย ผู้ปว่ ยทม่ี ีภาวะไตเสอ่ื มสูง อตั ราการชะลอความเส่อื มของไต 78.45%
เภสชั กรรม กลุม่ ผ้สู ูงวัยติดบา้ น อตั ราพ่ึงพงิ รนุ แรงลดลง 65%
งานเวชศาสตรค์ รอบครวั
และชมุ ชน
จากการสอบถามผู้รับบริการหลังทำกระบวนการในคลินิกต่างๆ ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจและรู้สึกดี
และจากการอบรมเชิงปฏิบัติการในบุคคลากรทั้งหมด 120 คน พบว่า ผู้เข้าร่วมอบรมมีความพึงพอใจ 80%
และมีความพึงพอใจมาก 20% นอกจากนี้ยังได้นำแนวทาง BPSC มาใช้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในบุคลากร
กลุ่มเส่ียงของโรงพยาบาล พบว่าเจ้าหน้าท่ีท่ีค่า BMI เกินกว่าปกติ หลังเข้าโปรแกรมมีค่า BMI ลดลงจากเดิม
33.33% มีน้ำหนกั ตัวลดลง 63.33% และจากการเจาะเลอื ดตรวจระดบั ไขมันมคี า่ ลดลง 36.67%
การอภปิ รายผล
จากผลการดำเนินงาน โดยการใช้แนวทาง BPSC พบว่าผลลัพธ์มีแนวโน้มท่ีดีขึ้น ผู้รับบริการสามารถ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้ด้วยตนเองมากข้ึนจากการใช้รูปแบบการปรับพฤติกรรมแบบใหม่ และ
ผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อการเข้าระบบบริการปรับเปล่ียนพฤติกรรมในรูปแบบของ BPSC นอกจากน้ี
ยังสามารถขยายผลการดำเนินการไปยังหน่วยงานอ่ืนๆ เนื่องจากบุคลากรที่ได้รับการอบรมสามารถนำวิธีการ
ตามโปรแกรมไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รวมถงึ บคุ ลากรสามารถนำไปปรบั ใช้ในชีวิตประจำวันได้
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563