The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลงานวิชาการ เขตสุขภาพที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phc_07857 Nongklangna, 2020-08-31 23:08:34

ผลงานวิชาการ เขตสุขภาพที่ 5

ผลงานวิชาการ เขตสุขภาพที่ 5

ผลการดำเนินงาน 44
ทีเ่ ก็บ Set พน่ ยาจากขวดน้ำเกลือ

เลอื กขวดน้ำเกลือ ตดั ขวดน้ำเกลือ ตกแตง่ ให้สวยงาม ใส่ set
ล้างทำความสะอาด แบบตา่ งๆท่ีตอ้ งการ พ่นยาแขวนไวท้ า้ ยเตียง

ที่รองมือสำหรับให้ IV

ตัดลังกระดาษ กล่องยา นำกระดาษห่อ Set มาห่อลงั นำไปรองมือเดก็ ที่ให้ IV
ขนาดพอเหมาะกับมือเดก็ กระดาษ กลอ่ งยา

ลา้ งจมกู ดว้ ยจุกถงุ อาหาร BD

ตดั จกุ ถงุ อาหารBD ทำให้ปราศจากเชื้อก่อนนำมาใช้ ใชล้ ้างจมกู เดก็ โต
แล้วล้างใหส้ ะอาด ถุงเก็บอุปกรณ์ แทน Finger tip

ตดั กระดาษหอ่ set เยบ็ เปน็ ถุง ใช้เก็บ Ambu bag พน่ ยา (Spacer)
ขนาดตามต้องการ ขนาด ตา่ งๆ แขวนไวท้ ี่ท้ายเตียง

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

45
อภิปรายผล

จากการทดลองใช้นวัตกรรมต่างๆท่ีประดิษฐ์ข้ึน พบว่ามีการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สามารถ
ลดปริมาณขยะจากเศษวัสดุเหลือใช้และยังสามารถเพิ่มมูลค่าโดยทำให้มีความสวยงาม เป็นการนำทรัพยากร
ท่ีใช้แล้วมา Recycle ให้ใช้งานได้อีก ทำให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจและภูมิใจ
ในการใชน้ วตั กรรมที่สร้างข้นึ
ความภาคภมู ใิ จ

1. นำทรัพยากรทเี่ หลือใช้ นำกลบั มาใช้ใหม่และคุม้ คา่ เพ่ือลดภาวะโลกรอ้ น
2. ลดตน้ ทุนในการเบกิ จา่ ยอุปกรณ์มาใชก้ บั ผูป้ ว่ ย
3. เจ้าหน้าที่มีความภาคภูมิใจในนวัตกรรมท่สี รา้ งขึน้ และใช้นวตั กรรมอยา่ งต่อเน่อื ง

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

46

เร่อื ง การปอ้ งกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในแรงงานตา่ งดา้ ว

นายอานันท์ สทุ ธคณุ
นักวิชาการสาธารณสขุ โรงพยาบาลสมทุ รสาคร
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
จังหวัดสมุทรสาครเป็นเมืองแห่งเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทั้งทางด้านการอุตสาหกรรม การประมง
และการเกษตรกรรม จากข้อมูลสถิติผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด (GPP) ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จังหวัดสมุทรสาครมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว เท่ากับ 351,516 บาท
เป็นอันดับท่ี 8 ของประเทศ จึงเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาในจังหวัดสมุทรสาครทั้งคนไทยและต่างด้าว
เป็นจำนวนมาก โดยมีประชากรคนไทย จำนวน 577,964 คน แรงงานต่างด้าว จำนวน 233,174 คน มากเป็น
อันดับ 2 ของประเทศ (ข้อมูลจากศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 7 สาขาจังหวัดสมุทรสาคร และสำนักบริหาร
แรงงานต่างด้าว ณ พฤษภาคม 2563) โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา แต่สิ่งท่ีตามกับ
แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ ที่พบส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาด้านสุขภาพและโรคติดต่อ เน่ืองจากคุณภาพชีวิตและ
ความเป็นอยู่ท่ีแออัด พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสมทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ รวมถึงการอยู่
รวมกันจำนวนมาก และเป็นจุดหมายปลายทางของแรงงานต่างด้าวท่ีจำเข้ามาทำงาน ซึ่งจะย่ิงแพร่กระจาย
โรคไปได้ง่ายประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันนี้ การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
มีความรนุ แรงมากยิ่งขึน้ โดยจังหวัดสมุทรสาครมีผตู้ ิดเชือ้ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แลว้ จำนวน 18 ราย
แบ่งเป็นคนไทยท้ัง 18 ราย และยังไม่มีแรงงานต่างด้าวท่ีติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (ข้อมูลจาก
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563) แต่แรงงานต่างด้าวจึงเป็นกลุ่มเส่ียง
ท่ีอาจเกิดการแพร่ระบาดได้ และอาจมีการแพร่ระบาดได้เร็วกว่าคนไทยจึงได้ดำเนินการการป้องกันการแพร่
ระบาดของโรคโควดิ -19 ในแรงงานตา่ งด้าวขนึ้

วัตถุประสงค์
1. เพ่อื พฒั นาระบบการดแู ลแรงงานต่างดา้ วเชงิ รุกในการป้องกนั ตนเองจากโรคโควิด-19
2. เพ่อื เป็นการประชาสัมพันธ์ให้แรงงานตา่ งด้าวเขา้ ถึงความรู้ ขอ้ มูลข่าวสาร เร่อื งโรคโควิด-19
3. เพอื่ สรา้ งตน้ แบบ (Model) ในการดแู ลสุขภาพและการจัดการปญั หาเรื่องโรคโควิด-19 ในแรงงานตา่ งดา้ ว

วิธีดำเนนิ การ
1. วางแผนการดำเนนิ งานตามแนวทางที่ถกู ต้องใหเ้ หมาะสมกบั พ้ืนท่ี และบรบิ ทของชุมชน
2. จดั ทำมาตรการในการป้องกันโรคโควิด-19 ในแรงงานตา่ งดา้ ว
1.1 มาตรการการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขตา่ งด้าว (อสต.)
1.2 มาตรการให้ความรู้การป้องการโรคโควดิ -19 แก่แรงงานตา่ งด้าว
1.3 มาตรการปฏบิ ัตติ วั และการดแู ลตนเองในหอพกั ในสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด
1.4 มาตรการการจัดทำพ้นื ที่ /หอพักนำร่องในการป้องการโรคโควดิ -19
1.5 มาตรการกระตุ้นเพื่อสร้างความตระหนัก และให้ความรโู้ รคโควิด-19 ผ่าน Social Media
3. ดำเนินกิจกรรมในแรงงานตา่ งดา้ วตามมาตรการทว่ี างไว้

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

47

4. ประเมินผล และสรุปผลการดำเนนิ งาน
ผลการดำเนินการ

1. มาตรการการอบรมอาสาสมคั รสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.)
ได้ดำเนินการจัดอบรมแก่อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว (อสต.) จำนวน 80 คน โดยมี

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานและยังได้มอบมาตรการ 5 ข้อให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขแรงงาน
ต่างด้าวและแรงงานตา่ งดา้ วในชมุ ชน

2. มาตรการใหค้ วามรู้การป้องการโรคโควิด-19 แก่แรงงานตา่ งดา้ ว
2.1 การให้ความรแู้ กแ่ รงงานต่างด้าวในชุมชน จำนวน 54 หอพัก 955 คน
2.2 การใหค้ วามรู้แกแ่ รงงานตา่ งดา้ วในสถานประกอบการจำนวน 20 สถานประกอบการ

ประมาณ 3,000 คน
2.3 การให้ความรู้แก่พระในวัดท่แี รงงานตา่ งด้าวเขา้ มาทำบุญ นำรอ่ งในวดั วดั ศรีบูรณาวาส

(วัดโคก) ทงั้ น้ีไดม้ ีพระเขา้ อบรม จำนวน 8 รูป และจะดำเนินการขยายพ้นื ท่ตี ่อไป
2.4 การใหค้ วามรู้แกเ่ ด็กตา่ งดา้ วในศนู ย์เดก็ เล็กตา่ งดา้ ว (ดำเนินการก่อนการประกาศปิด

สถานศกึ ษา) ศูนย์เด็กเล็กต่างดา้ ว จำนวน 8 ศูนย์ 1,548 คน และครใู นศนู ยเ์ ด็กเล็ก จำนวน 25 คน
3. มาตรการปฏบิ ตั ติ ัวและการดูแลตนเองในหอพกั ในสถานการณ์โรคโควิด 19 ระบาด
ติดประกาศคำแนะนำการปฏิบัติตัวและการดูแลตนเองในหอพัก 10 ข้อ รวมไปถึงสื่อความรู้

Covid-19 ในรูปแบบ 2 ภาษา ในหอพักที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ จำนวน 184 หอพัก และสร้างแกนนำ
หอพักอย่างน้อย 1 คน/หอพัก เพ่ือแจ้งข่าวสารเม่ือคนในหอพักมีอาการหรือสงสัยเป็นโควิด-19 หรือแจ้ง
ขา่ วสารด้านสุขภาพจากเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขให้กับแรงงานต่างด้าวในหอพักของตนเอง ทัง้ นี้มีการให้สุขศึกษา
แก่แรงงานต่างด้าวในหอพักน้ันๆ และเน้นย้ำให้หยุดรวมตัวกันทำกิจกรรมด้วยกัน การสวมหน้ากากอนามัย
ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ทำความสะอาดในห้องพักด้วยน้ำผสมผงซักฟอก ไม่บ้วนน้ำหมาก น้ำมูกหรือน้ำลาย
ท่พี ้ืนหรือลงมาจากท่สี งู นอกจากนแี้ ล้วยังไดเ้ น้นย้ำใหอ้ ยหู่ ่างจากบุคคลอ่นื อย่างน้อย 2 เมตร เป็นตน้

4. มาตรการการจดั ทำพน้ื ที่ /หอพักนำรอ่ งในการป้องการโรคโควิด-19
4.1 มาตรการด้านสุขภาพในการทำหอพักป้องกนั COVID-19
- เพม่ิ การเข้าถงึ ส่ือความรู้และชอ่ งทางการส่ือสารด้านสขุ ภาพ
- การสร้างการมสี ่วนรว่ มของแรงงานตา่ งดา้ วในการดแู ลสขุ ภาพ
- สรา้ งขอ้ ตกลงด้านสุขภาพในชมุ ชน
4.2 กจิ กรรมที่ดำเนินการในพื้นท่ี (นำรอ่ ง : บา้ นเอื้ออาทร ตำบลท่าจนี )
- มชี อ่ งทางการสื่อสารระหว่างเจ้าหนา้ ทสี่ าธารณสขุ กับแรงงานตา่ งด้าวในพน้ื ท่แี ละ
สอื่ ความรูใ้ นรูปแบบ 2 ภาษา ในชุมชน /หอพกั
- มุม Hygiene corner (เช่น เจลลา้ งมือ เครื่องวดั ไข้ หน้ากากอนามยั ) อย่างน้อย 1 จดุ
- การทำกจิ กรรม 5 ส. ใหห้ อพกั สะอาดนา่ อยู่อาศัย
- สรา้ งอาสาสมคั รสาธารณสุขตา่ งดา้ วด้านโควดิ จำนวน 25 คน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

48
- สร้างข้อตกลงการอยู่อาศัยในพ้ืนที่ร่วมกัน เชน่ สวมหน้ากากอนามัยทุกคร้ังท่ีออก
จากท่ีพักอยู่ระหว่างขยายพื้นท่ีอีก 2 แห่ง : หอพักนมตรี ตำบลโกรกกราก และหอพักป้าจู
ตำบลทา่ ฉลอม
5. มาตรการกระตุน้ เพอื่ สรา้ งความตระหนักและให้ความรโู้ รคโรคโควิด-19 ผา่ น Social Media
- เป็นชอ่ งทางในการติดต่อประสานงานระหวา่ ง จนท.กับ อสต.
- สามารถแจง้ ข่าวสารหรือสง่ ภาพการทำกิจกรรมในชุมชน
- อสต. สามารถสอบถามและปรึกษาปัญหาสุขภาพเพอ่ื ใช้ในการให้ความรู้ในชุมชนได้
- สามารถใหค้ วามรูผ้ ่านSocial Media ในหลายรปู แบบได้ เชน่ VDO สือ่ หลายภาษาเป็นต้น
- ผลติ สือ่ ความรูห้ ลายภาษาเพื่อใชใ้ น Social Media และในชุมชน
อภปิ รายผล
1. แรงงานต่างดา้ วได้รับการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพเชิงรกุ ในการป้องกนั ตนเองจากโรคโควดิ -19
อยา่ งครบวงจร ทัง้ ในชมุ ชน วัด สถานศึกษา และสถานประกอบการ ทว่ั พ้นื ท่ีอำเภอเมืองสมุทรสาคร
2. แรงงานต่างดา้ วเข้าถงึ ความรู้ ข้อมลู ขา่ วสาร เรือ่ งโรคโควิด-19 โดยเฉพาะการเนน้ Social Media
ซงึ่ เปน็ สอื่ ทส่ี ำคญั ในยุคปจั จุบัน รวมไปถงึ รูปแบบ 2 ภาษา ทีส่ ามารถเข้าถงึ ได้ง่าย
3. มอี าสาสมคั รสาธารณสุขต่างดา้ วหรือแกนนำในชุมชนในการชว่ ยงานสาธารณสขุ เพื่อสามารถเข้าถงึ
แรงงานตา่ งดา้ วและส่ือสารได้งา่ ย
ความภาคภูมิใจ
เป็นกิจกรรมท่ีสามารถสร้างการเขา้ ถงึ การดูแลสุขภาพของแรงงานต่างด้าวซ่ึงเป็นการดูแลโดยไม่เลือก
เชื้อชาติ ทำให้แรงงานต่างด้าวมีความรู้ในการป้องกันตนเอง มีเจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือและยังถ่ายทอด
ให้กับคนในครอบครัว ชมุ ชนและสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

49

เร่อื ง ปัจจัยท่มี ีสมั พันธ์ต่อความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชพี ในการใชโ้ ปรแกรม Thai COC เพ่ือพัฒนา
รปู แบบการดแู ลตอ่ เน่อื งจากโรงพยาบาลนครปฐม ส่หู น่วยบรกิ ารปฐมภมู ิ จังหวดั นครปฐม

นางสาวเตอื นใจ เทยี นทอง และคณะ

พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ

งานการพยาบาลที่บ้านและชุมชน กลุ่มการพยาบาลชมุ ชน โรงพยาบาลนครปฐม

บทคัดยอ่

การวิจัยครงั้ นีเ้ ปน็ การวิจัยเชงิ พรรณนา มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื ศกึ ษาระดบั ความพึงพอใจ และศึกษาปัจจัย
ท่ีมีความสัมพันธ์ต่อความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการใช้โปรแกรม Thai COC หน่วยบริการปฐมภูมิ
จังหวัดนครปฐม จำแนกตามปัจจัยด้านอายุ, ระดับการศึกษา, พ้ืนที่ปฏิบัติงาน, ระยะเวลาการปฏิบัติงาน,
ระยะเวลาการใช้โปรแกรม Thai COC และการเรียนรู้การใช้โปรแกรม Thai COC กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่
พยาบาลวิชาชีพผรู้ ับผิดชอบงานดูแลต่อเนอื่ งของหนว่ ยบริการปฐมภูมิ จังหวัดนครปฐม จำนวน 127 คน ไดม้ า
โดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน ส่งผ่าน
ระบบ Google form เก็บข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน 2563 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน และสถิตไิ คสแควร์

ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลวิชาชีพมีความพงึ พอใจโดยรวมต่อการใช้โปรแกรม Thai COC ด้านปัจจัย
นำเขา้ ดา้ นกระบวนการดำเนินงาน และด้านผลลัพธ์การดำเนินงาน อย่ใู นระดับมาก ( X = 3.87, SD. = 0.745)
โดยพื้นท่ีปฏิบัติงาน และระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กบั ระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้
โปรแกรม Thai COC โดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.001, 0.040) เมื่อพิจารณา
ความพึงพอใจจำแนกรายด้าน พบว่าด้านกระบวนการดำเนินงาน ตัวแปรพื้นที่ปฏิบัติงาน และการเรียนรู้การใช้
โปรแกรม Thai COC มีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 (p-value = 0.001, 0.018) และด้านผลลัพธ์การดำเนินงาน ตัวแปรพ้ืนท่ีปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับระดับ
ความพงึ พอใจของพยาบาลวชิ าชีพ อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ 0.05 (p-value = 0.016)

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาพยาบาลท่ีโรงพยาบาลนครปฐมจำนวนเพ่ิมมากข้ึน ทำให้มีอัตรา

การครองเตียงสูง ส่งผลให้เกิดความแออัดใน รพ. ดังน้ันเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีข้ึนทาง รพ. จะทำการส่งต่อข้อมูล
เพ่ือการดูแลต่อเนื่องไปยังหน่วยบริการใกล้บ้าน แต่พบปัญหา คือ ความล่าช้าของการส่งต่อข้อมูล ข้อมูลท่ีส่ง
ด้วยกระดาษ เขียนอ่านไม่ชัดเจน ข้อมูลไม่ครบถ้วน ทำให้ในปี 2550 - 2560 มีผู้ป่วยร้อยละ 60 - 70 ไม่สามารถ
เข้าถึงการดูแลต่อเน่ืองท่ีบ้าน หรือไดร้ บั การดูแลลา่ ช้าส่งผลใหผ้ ู้ปว่ ยเกดิ ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และถงึ ขน้ั เสียชวี ิตได้

งานการพยาบาลที่บ้านและชุมชน รพ.นครปฐม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาน้ี จึงร่วมมือ
กับ สสจ.นครปฐม นำโปรแกรม Thai COC มาใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เพ่ือส่งต่อข้อมูลและตอบกลับ
ผลการดูแลต่อเน่ือง โดยเช่ือมโยงเป็นเครือข่ายอย่างไร้รอยต่อ (Seamless) (ชูหงส์ มหรรทัศนพงศ์, 2561)
เริ่มต้ังแต่พยาบาลวิชาชีพท่ีหอผ้ปู ่วยวางแผนจำหน่าย และส่งต่อข้อมูลมายังงานการพยาบาลที่บ้านและชุมชน

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

50

เพ่ือร่วมกันวางแผนจำหน่ายท่ีหอผปู้ ่วย เมื่อผู้ปว่ ยจำหน่ายข้อมูลจะถูกบันทึกในโปรแกรม Thai COC ส่งมายัง
งานการพยาบาลท่ีบ้านและชุมชน เพ่ือทำการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลครอบครัว
แผนท่ีบ้าน ฯลฯ และส่งออกข้อมูลแบบ Real time พร้อมแจ้งเตือนทาง Application Line ไปยังพยาบาลวิชาชีพ
ใน รพ.สต. การใช้โปรแกรม Thai COC ในช่วงเดือนตุลาคม - ธันวาคม 2562 พบประเด็นพยาบาลวิชาชีพ รพ.สต.
ยังขาดทักษะการบันทึกข้อมูลทำให้อัตราการตอบกลับผลการดูแลต่อเนื่องต่ำ = 45% งานการพยาบาลท่ีบ้านและ
ชุมชนร่วมกับ สสจ.นครปฐม จึงพัฒนาระบบการดูแลต่อเน่ืองด้วยการใช้โปรแกรม Thai COC ดังนี้ 1) ประกาศ
ยทุ ธศาสตร์ สสจ.นครปฐม ปี 2562 เรอื่ ง Digital Transformation เน้นการใช้โปรแกรม Thai COC 2) สอนหน้างาน
ให้แก่พยาบาลวิชาชีพโดยการสัญจรไปทุกอำเภอ 3) ติดตามการดำเนินงานในท่ีประชุม กวป. ทุกเดือน 4) มีช่องทาง
ขอคำปรึกษาผา่ น Application Line สง่ ผลให้อตั ราการตอบกลับผลการดูแลต่อเน่ืองเพิ่มขึ้นเป็น 93%

ด้วยเหตุน้ีงานการพยาบาลท่ีบ้านและชุมชน รพ.นครปฐม จึงได้ทำการศึกษาเรื่อง“ปัจจัยท่ีมีความสัมพันธ์
ต่อความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการใช้โปรแกรม Thai COC เพ่ือพัฒนารูปแบบการดูแลต่อเน่ืองจาก
โรงพยาบาลนครปฐมสู่หน่วยบริการปฐมภูมิจังหวัดนครปฐม” จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นำไปใช้ใน
การพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาลการดูแลต่อเน่ืองในภาพรวมของจังหวัดนครปฐมและประเทศต่อไป

วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่อื ศึกษาระดบั ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพในการใช้โปรแกรม Thai COC ของหนว่ ยบริการ

ปฐมภูมิ จงั หวดั นครปฐม
2. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอายุ, ระดับการศึกษา, พ้ืนที่ปฏิบัติงาน, ระยะเวลาการ

ปฏิบัติงาน, ระยะเวลาการใช้โปรแกรม Thai COC และการเรียนรู้การใช้โปรแกรม Thai COC กับความพึงพอใจ
ของพยาบาลวิชาชพี ในการใช้โปรแกรม Thai COC ของหนว่ ยบริการปฐมภูมิ จังหวดั นครปฐม

วธิ ดี ำเนนิ การ
การวจิ ัยครั้งนี้ เป็นการวิจยั เชิงพรรณนา (Descriptive research)
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพผู้รับผิดชอบงานดูแลต่อเน่ืองของหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัด

นครปฐม จำนวน 127 คน ไดม้ าโดยด้วยวธิ ีการสุม่ ตัวอย่างอยา่ งง่าย (Simple random sampling)
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยประยุกต์ใช้จากแนวคิด

ทฤษฎีระบบ (System Theory) สง่ ผ่านระบบ Google form โดยแบบสอบถามมีค่า Reliability = 0.85

ผลการดำเนนิ งาน
พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้โปรแกรม Thai COC ด้านปัจจยั นำเข้า ด้านกระบวนการ

ดำเนินงาน และด้านผลลัพธ์การดำเนินงาน อยู่ในระดับมาก ( X =3.87, SD.=0.745) โดยพื้นท่ีปฏิบัติงาน
และระดบั การศึกษา มีความสัมพนั ธ์กับระดับความพึงพอใจของพยาบาลวชิ าชีพต่อการใช้โปรแกรม Thai COC
โดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.001, 0.040) เมื่อพิจารณาความพึงพอใจ
จำแนกรายด้าน พบว่าด้านกระบวนการดำเนินงาน ตัวแปรพื้นท่ีปฏิบัติงาน และการเรียนรู้การใช้โปรแกรม
Thai COC มีความสัมพันธ์กับระดบั ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดบั 0.05

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

51

(p-value = 0.001, 0.018) และด้านผลลัพธ์การดำเนินงาน ตัวแปรพื้นที่ปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับระดับ
ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั 0.05 (p-value = 0.016)
อภปิ รายผล

1. พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจโดยรวมต่อการใช้โปรแกรม Thai COC อยู่ในระดับมาก (X = 3.87, SD.
= 0.745) ซ่ึงสอดคล้องกับงานวิจัยของ ภสินีย์ นากดี และคณะ (2560) พบว่าผู้ให้บริการในจังหวัดสุรินทร์มีความ
พึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม Thai COC ระดับดี (81.25%) ทั้งน้ีเนื่องจากข้อมูลผู้ป่วยได้รับการส่งต่อจากโปรแกรม
Thai COC ถึง รพ.สต. ได้รวดเร็ว ทำให้เห็นเป้าหมายร่วมกันในการดูแลผู้ป่วย ช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ลงได้ (จติ ติมา เอกวิโรจนสกลุ , 2562)

2. ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้โปรแกรม
Thai COC โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 (p-value = 0.040) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ
ธนวัต เจริญงาน (2554) พบว่า ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจในการใช้โปรแกรม
ระบบฐานข้อมูล (JHCIS) ของเจา้ หน้าท่ีสาธารณสุข รพ.สต. ในจงั หวัดพังงา ท้ังน้ีอาจเนื่องจากพยาบาลวชิ าชีพ
ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดบั ปริญญาตรี (89.0%) ซงึ่ เป็นกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่รบั ผิดชอบงานดูแลต่อเน่ืองโดยตรง
และใช้งานโปรแกรม Thai COC เปน็ ประจำ

3. พื้นที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้โปรแกรม
Thai COC โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.001) หากพิจารณาในแต่ละอำเภอ
พบว่ากลุ่มพยาบาลวิชาชีพท่ีปฏิบัติงานอยู่ในอำเภอเมืองมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม Thai COC อยู่ใน
ระดับมากถึงมากที่สุด (84.2%) สูงกว่ากลุ่มอื่น ทั้งนี้เน่ืองจากอำเภอเมืองเป็นพ้ืนที่ท่ี รพ.นครปฐม ให้การดูแล
โดยตรงในระบบการดูแลต่อเนื่อง จัดเครือข่ายการดูแลต่อเนื่องโดยมีพยาบาล COC เยี่ยมบ้านร่วมกับ
รพ.สต. ในกลุ่มผู้ป่วยท่ีมีความยุ่งยากซับซ้อน, มี Group Line เป็นช่องทางให้คำปรึกษา, มีการติดตามและ
สะทอ้ นข้อมูลการตอบกลบั ให้กับ รพ.สต. ซ่ึงประเด็นเหล่านีช้ ่วยสนับสนุนทำใหเ้ กิดการเย่ียมบา้ นอย่างมีคุณภาพ

4. การเรียนรู้การใช้โปรแกรม Thai COC มีความสัมพันธ์กับระดับความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ
ด้านกระบวนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value = 0.018) หากพิจารณาในแต่ละกลุ่ม
พบว่ากลุ่มพยาบาลวิชาชีพท่ีได้รับการสอนหน้างานจาก COC สัญจรมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม
Thai COC อยู่ในระดับมากถึงมากท่ีสุด (91.8%) สูงกว่ากลุ่มอื่น ทั้งนี้อาจเนื่องจากสอนหน้างานทำให้ผู้เรียน
ได้ลงมือฝึกปฏิบตั ิจริง ประกอบกบั มีช่องทางการขอรับคำปรึกษาจากทีม COC รพ.นครปฐม ผา่ น Group Line
ของแต่ละอำเภอ ซึง่ ประเดน็ นีเ้ ปน็ เหตุให้พยาบาลวชิ าชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม Thai COC มากขึน้
ความภาคภมู ใิ จ

จากการวิจัยครั้งน้ี ทำให้เกิดรูปแบบการดูแลต่อเนื่อง (Model) โดยใช้โปรแกรม Thai COC และ
สามารถผลักดันการใช้โปรแกรม Thai COC ครอบคลุมทุกหอผู้ป่วยใน รพ.นครปฐม รวมทั้ง รพช., รพ.สต.
ทุกแหง่ ในจงั หวัดนครปฐม (100%)

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

52

เรือ่ ง กล่องรักษ์ปอด

นายจักรพันธ์ นลิ ดี
เจา้ พนักงานสาธารณสขุ ชำนาญงาน
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลมะขามล้ม
อำเภอบางปลาม้า จังหวดั สพุ รรณบุรี

ความเปน็ มาและความสำคัญ
เน่อื งจากสภาพอากาศในปัจจบุ ัน ฝ่นุ ละอองในอากาศในพ้ืนท่ีประเทศไทย มปี ริมาณเพ่ิมข้นึ ในทกุ พน้ื ท่ี

ซ่ึงมีสาเหตุเกิดจากมลพิษทางอากาศได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องยนต์ และภาคเกษตรกรรม
(เผานา เผาอ้อย) ซึ่งมลพิษเหล่าน้ันก่อตัวในชั้นบรรยากาศและอากาศที่เราหายใจ ซึ่งมีอนุภาคขนาดเล็กมาก
ขนาด 25 ไมครอน เรียกว่า PM 2.5 ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่ถ้ามีปริมาณสะสมในอากาศ
สูงจะดูคล้ายกับหมอกหรือควัน ซ่ึงก่อให้ผลกระทบต่อร่างกายเมื่ออยู่ในพื้นที่เส่ียงมีปริมาณ PM 2.5 เกินค่า
มาตรฐาน ซ่ึงฝุ่นละออง PM 2.5 มีขนาดเล็กมากสามารถซึมผ่านผิวหนังได้ และเม่ือหายใจเข้าจะมีอาการแสบ
ตา แสบจมูก เจ็บคอ และมีผลกระทบมากในระบบทางเดินหายใจ กลุ่มท่ีมีผลกระทบมากท่ีสุดคือกลุ่มผู้ป่วย
ระบบทางเดินหายใจ หอบหืด ถุงลมโป่งฟอง ภูมิแพ้ และผู้ป่วยท่ีมีภูมิคุ้มกันต่ำ ซ่ึงระยะยาวอาจก่อให้เกิด
โรคมะเร็งปอด และระบบหลอดเลือดหัวใจได้

ทั้งนี้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะขามล้ม จึงเล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพและคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน จึงได้คิดค้นนวัตกรรม กล่องรักษ์ปอด เพื่อแก้ไขปัญหาทางฝุ่นละอองอากาศ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน
ในอาคารบ้านเรอื น
วตั ถปุ ระสงค์

เพ่อื กรองอากาศแก้ไขปญั หาฝ่นุ ละอองเกนิ ค่ามาตรฐาน PM 2.5
วธิ กี ารพัฒนา

การพัฒนานวัตกรรมได้แนวคิดมาจากพัดลมท่ีเราใช้ในบ้าน ซึ่งพัดลมมีวัตถุประสงค์เพ่ือทำให้อากาศ
ถ่ายเท แต่นวัตกรรมกล่องรักษ์ปอดจะมีการพัฒนาระบบกรองฝุ่นละอองในอากาศ PM 2.5 และฆ่าเช้ือแบคทีเรีย
ในอากาศดว้ ยแสงไฟ UV เพอื่ ทำให้อากาศท่ผี า่ นกล่องรกั ษ์ปอดเปน็ อากาศทส่ี ะอาดและบริสทุ ธ์ิ
การทดสอบประสิทธภิ าพ

จากการทดสอบใช้นวัตกรรม กล่องรักษ์ปอด สามารถกรองฝุ่นละออง PM 2.5 ในอาคารให้ลดลง
ไดจ้ ากการทดสอบพบวา่

- เมื่อวดั ค่าฝุน่ ละอองในอากาศในห้องทำงาน พบปริมาณฝ่นุ ละอองในอากาศสะสมที่ 51 µg./m3
- เมื่อเปดิ ใหเ้ คร่ืองทำงาน 20 นาที ในห้องทำงาน สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้ 22 µg./m3
- เมื่อเปดิ ใหเ้ ครื่องทำงาน 30 นาที ในหอ้ งทำงาน สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้ 10 µg./m3
- เมื่อเปดิ ให้เคร่ืองทำงาน 60 นาที ในหอ้ งทำงาน สามารถลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้ 5 µg./m3
- เมือ่ เปิดใหเ้ คร่ืองทำงาน 24 ช่ัวโมง ในห้องทำงาน สามารถลดปรมิ าณฝ่นุ ละอองในอากาศได้ 2 µg./m3

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

53

ประโยชน/์ การนำไปใช้
ปัจจุบันโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะขามล้ม ได้นำนวัตกรรมกล่องรักษ์ปอดไปติดต้ังในห้อง

ทำงานเจ้าหน้าท่ี ห้องตรวจรกั ษาผู้ปว่ ย รวมท้ังบ้านผู้ปว่ ยที่เป็นผปู้ ่วยติดเตียง ซึ่งห้องต่างๆ เหล่าน้ีมีกิจกรรมท่ี
ต้องอยู่ในห้องเป็นระยะเวลานาน อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ก่องให้เกิด pm 2.5 และเช้ือแบคทีเรียนในอากาศ
สะสมอยู่ ดังนั้นการนำนวัตกรรมกล่องรักษ์ปอดมาใช้จะสามารถกรองและลดจำนวนฝุ่นกลองขนาดเล็ก PM 2.5
และฆา่ เชื้อแบบทเี รยี ในอากาศดว้ ยแสงไฟ UV เพื่อใหอ้ ากาศใหส้ ะอาด และบรสิ ุทธิไ์ ด้

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

54

เรือ่ ง โปรแกรมการดแู ลส่งเสรมิ สขุ ภาพสขุ ภาพช่องปากของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาตอนปลายในเขตตำบลบางปลามา้

นางสาวธดิ ารตั น์ ยกยอ่ ง

เจ้าพนักงานทนั ตสาธารณสขุ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางปลาม้า

อำเภอบางปลามา้ จังหวัดสุพรรณบุรี

บทคดั ย่อ
การศึกษากิจกรรมโปรแกรมการดูแลส่งเสริมสุขภาพสุขภาพช่องปากของนักเรียนช้ันประถมศึกษา

ตอนปลายในเขตตำบลบางปลาม้า คร้ังน้มี ีวัตถุประสงค์เพ่ือศกึ ษาปจั จัยท่ีมีอิทธิพลต่อการดแู ลสขุ ภาพช่องปาก
ของเด็ก โดยใช้ทฤษฎี “กฎบัตรออตตาวา” และการติดตามกลุ่มเป้าหมายเด็กนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี
4 – 6 ในเขตรับผิดชอบของตำบลบางปลาม้า จำนวน 149 คน ผลจากการสังเกต พบว่าเด็กนักเรียนช้ันประถม
ศึกษาปที ่ี 4 – 6 ไดร้ บั ประโยชน์จากกจิ กรรมร้อยละ 100

ความสำเร็จของโครงการที่สำคัญคือ ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชุมชน
ผลท่ีได้จากการดำเนินงานสามารถสร้างเครือข่ายในการดูแลสุขภาพช่องปากบุตรหลานอย่างเป็นรูปธรรม
รวมทัง้ การขับเคลอื่ นโปรแกรมการดูแลส่งเสรมิ สุขภาพสุขภาพช่องปากของนักเรียนช้ันประถมศึกษาตอนปลาย
ในเขตตำบลบางปลาม้า

บทนำ
โรคฟันผุเป็นโรคท่ีพบเห็นได้ทั่วไปในทุกๆ กลุ่มวัย เป็นโรคท่ีเกิดจากเช้ือแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดการ

สูญเสียแร่ธาตุของฟัน ซึ่งโรคฟันผุมีหลายปัจจัยท่ีทำให้การดำเนินโรคมีกระบวนการที่ต่างกันจากพฤติกรรม
ดา้ นสุขภาพ และสภาวะร่างกายของแต่ละคน โดยปัญหาฟันผยุ ังคงเป็นปญั หาทางด้านทันตสาธารณสุขในทุกๆ
ระดบั ตั้งแต่ระดับโลกไปจนถึงช่องปากโดยบุคลากรที่เก่ียวข้อง และพยายามแก้ปญั หาในหลายๆ รูปแบบ แต่ก็ได้ผล
เพียงบางส่วน โดยจากการสำรวจภาวะทันตสุขภาพคร้ังท่ี 8 ในปี พ.ศ. 2560 แสดงให้เห็นว่า ในระดับประเทศ
เด็กนักเรียนอายุ 12 ปี มีสภาวการณ์เกิดฟันผุสูงถึงร้อยละ 52.0 และมีค่าเฉล่ียฟันผุ ถอน อุด 1.4 ซี่ต่อคน
โรคฟันผุเป็นปัญหาหลักท่ีเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟัน ฟันผุมีหลายระยะ มีตั้งแต่ระยะเริ่มต้นท่ีเป็นเพียง
จุดสีขาวบนตัวฟัน ไปจนถึงผุเป็นโพรงขนาดใหญ่ท่ีมีการติดเชื้อเข้าไปในโพรงประสาทฟัน ซ่ึงหากปล่อยทิ้งไว้
ไม่รักษาตั้งแต่ฟันผุระยะเร่ิมต้น ฟันผุก็จะติดเช้ือเข้าไปในโพรงประสาทฟันและกระดูกรอบรากฟัน หรืออาจจะ
ลุกลามไปจนถึงการติดเช้ือในช่องว่างบริเวณขากรรไกรและใบหน้าได้ อาจจะเกิดอาการปวด บวม มีไข้ตัวร้อน
ซึ่งหากยังปล่อยไว้ไม่รีบรักษา อาจจะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด หรือสภาวะช็อค (shock)
จากพิษไข้ได้เช่นกัน นอกจากเชื้อจากโรคฟันผุจะลุกลามบริเวณขากรรไกรและใบหน้าแล้ว ยังพบว่า เช้ือแบคทีเรีย
สาเหตุของโรคฟันผุเพิ่มความเสี่ยงให้กับการเกิดโรคหัวใจติดเชื้อจากแบคทีเรีย (bacterial infective endocarditis)
ได้อกี ด้วย

พ้ืนที่ในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัด
สุพรรณบุรี พบว่าในปี 2560 มีจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 – 6 พบว่าเด็กอายุ 12 ปี มีโรคฟันผุ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

55

ร้อยละ 58.87 สาเหตุการเกิดโรคฟันผุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมซึ่งสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชว่ ยเก็บฟนั ให้มีสขุ ภาพดี และใช้งานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

จากผลการดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชนภายใต้โครงการ “โปรแกรมการดูแลส่งเสริมสุขภาพสุขภาพ
ช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายในเขตตำบลบางปลาม้า” โดยมีวัตถุประสงค์วัตถุเพ่ือศึกษา
ปัจจยั ทีม่ อี ทิ ธิพลต่อการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปากของเด็ก โดยใชท้ ฤษฎี “กฎบตั รออตตาวา”
วตั ถปุ ระสงค์

เพ่ือศึกษาปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก โดยใช้ทฤษฎี “กฎบัตรออตตาวา”
และการติดตามกลุ่มเป้าหมายเด็กชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 – 6 ในเขตรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบล
บางปลาม้า จำนวน 132 คน
วธิ กี ารพัฒนา

จัดทำโครงการเสนอผู้บริหารเพ่ือขออนุมัติโครงการ ติดต่อประสานงานกับองค์กรปกครองท้องถ่ิน
ครูอนามัย ทันตบุคลากร และจัดกิจกรรมให้ทันตสุขศึกษากับผู้ปกครองและนักเรียน สร้างนโยบายร่วมกัน
ระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และชุมชน ห้ามสนับสนุนและจำหน่ายขนมกรุบกรอบ ลูกอม และน้ำอัดลมให้แก่
เด็ก ส่งเสริมให้มีการแปรงฟันอย่างถูกวิธี มีการจัดอุปกรณ์การแปรงฟันและจัดสถานที่เอ้ือต่อการแปรงฟั น
และคนื ขอ้ มลู ให้กับผู้เก่ียวข้อง
ผลการศกึ ษา

พบว่าอัตราการเกิดโรคฟันผุมีแนวโน้มลดลงจากปี พ.ศ.2560 ร้อยละ 45.22 ปี พ.ศ.2561 ร้อยละ 34.76
ปี พ.ศ.2562 ร้อยละ 20.41 เด็กมกี ารแปรงฟันที่ถูกวิธีโรงเรยี น ครอบครัว และชุมชน ให้ความร่วมมือในการส่งเสริม
สขุ ภาพช่องปากของนักเรียน
ประโยชน์และการนำไปใช้

1. เดก็ นกั เรยี นชั้นประศกึ ษาตอนปลาย มอี ัตราฟนั ผลุ ดลงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโนม้ ว่าอัตราฟันผใุ น
เดก็ นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาตอนปลายจะลดลงเป็น 0

2. เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องในการดูแลสุขภาพช่องปากนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ตอนปลาย ไดแ้ ก่ อปท. ผปู้ กครอง ครอู นามัย

3. นกั เรียนได้รับการปลูกฝงั พฤติกรรมการดแู ลสุขภาพทด่ี ี
เอกสารอา้ อิง
กิติศักด์ิ วาทโยธา, ศิวิไลซ์ วนรัตน์วิจิตร, 2561 ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรม
การดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอายุ 12 ปี เขตพื้นที่อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร รายงานผลการ
สำรวจ สภาวะสขุ ภาพช่องปากแห่งชาติ ครง้ั ท่ี 8 ประเทศไทย พ.ศ. 2560, สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

56

เรอื่ ง ระบบการดแู ลสุขภาพช่องปากผูส้ ูงอายตุ ดิ เตยี งแบบ New Normal

นางสาวบษุ ราคมั ลีกา
เจ้าพนกั งานทนั ตสาธารณสขุ
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลศาลาขาว
อำเภอเมือง จงั หวัดสุพรรณบุรี

บทคัดย่อ

จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา 2019 ที่ระบาดในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อระบบการจัดบริการสุขภาพ
รวมถึงระบบการดูแลสขุ ภาพชอ่ งปาก เพราะชอ่ งปากนับว่าเปน็ ช่องทางหนึ่งท่ีมคี วามเสยี่ งต่อการติดเช้ือได้งา่ ย

และกลุ่มเสี่ยงท่ีมีโอกาสติดเช้ือมากท่ีสุดคือกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กเล็ก จากการดำเนินงานการดูแลสุขภาพ

ผู้สูงอายุระยะยาว Long Term Care ในเขต รพ.สต.ศาลาขาว พบผู้สูงอายุติดเตียงจำนวน 2 ราย จากการ
ตรวจสุขภาพช่องปากพบมีคราบข้ีฟันสะสม ลักษณะเป็นคราบสีเหลืองเกาะติดแน่นอยู่ตามบริเวณคอฟันมี

เหงือกอักเสบ บวมแดง ซึ่งปัญหาเหล่าน้ีเกิดจากผู้แลขาดความความรู้ ความตระหนัก และขาดทักษะการดูแล

สขุ ภาพชอ่ งปากให้กับผ้สู ูงอายุ สง่ ผลให้ผสู้ งู อายุไม่ได้รบั การแปรงฟันหรือแปรงฟันไม่ถูกวิธี เกิดปญั หากล่ินปาก
เหงือกอักเสบ และเส่ียงต่อการติดเชื้ออื่นๆ ตามมา จากสภาวะแวดล้อมท่ีมีโรคระบาด COVID-19 เกิดข้ึน

จึงมีความจำเป็นต้องสร้างเกราะป้องกันให้กับผู้สูงอายุในการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพช่องปากควบคู่กัน

เพราะ “ชอ่ งปาก” เป็นประตูด่านแรกท่ีต้องมีการดแู ลมากทีส่ ุด
เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุติดเตียงให้ดีขึ้น จึงมีความสำคัญมากที่ต้องมีระบบ

การดูแลสุขภาพช่องปากแบบ New normal เพื่อเป็นการป้องกันเช้ือโรคจากเราสู่ผู้ป่วยและป้องกันเชื้อโรค
จากผู้ป่วยสู่เรา โดยเน้นให้ผู้สูงอายุได้รับการแปรงฟันเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพช่องปากได้อย่างตรงจุด
ยึดหลักการปอ้ งกันและควบคุมโรค ลดการฟงุ้ กระจาย รักษาระยะหา่ งในการสมั ผัสแบบ New normal

วัตถุประสงค์
1. เพ่อื ใหม้ รี ะบบบริการด้านทนั ตสุขภาพผสู้ ูงอายแุ นวใหม่แบบ New normal
2. เพอ่ื สง่ เสริมให้ผู้สูงอายุได้รบั การแปรงฟันเปน็ ประจำทกุ วนั

3. เพอ่ื ป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากภายนอกขณะแปรงฟัน

วิธีการดำเนินการ **ระบบการดูแลสขุ ภาพช่องปากผ้สู งู อายตุ ิดเตยี งแบบ New normal (ทมี งาน)
1. ทีมเครือข่ายสุขภาพพยาบาลวิชาชีพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. Care giver และเจ้าพนักงาน

ทนั ตสาธารณสขุ เพื่อประเมนิ สุขภาพผปู้ ่วยและร่วมกนั แก้ไขปญั หาสุขภาพแบบบูรณาการ
(กระบวนการ)

1) ตรวจประเมินสุขภาพ วัดอุณหภูมิร่างกาย วัดระดับความดันโลหิต และประเมินสุขภาพด้านการ
รบั รู้ดา้ นรา่ งกายและประเมนิ ความเครยี ด

2) ตรวจประเมินสุขภาพชอ่ งปาก สาธิตการดูแลสุขภาพช่องปากผสู้ ูงอายุ

3) ให้สขุ ศึกษาการลา้ งมอื 7 ข้ันตอน และฝกึ ทักษะการแปรงฟันให้กับผูด้ ูแลผูส้ งู อายุ

4) การเตรียมอปุ กรณส์ ำหรับการแปรงฟนั

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

57

4.1) แปรงสีฟัน (ก่ึงประดิษฐ์) : เพ่ิมความยาวของด้ามแปรงด้วยวัสดุเหลือใช้ เพื่อรักษา
ระยะห่าง ลดโอกาสในการสมั ผสั และลดการตดิ เช้อื

4.2) ถงุ สวมแปรง (ประดิษฐ์) : นำผ้าอ้อมเด็กมาตัดขนาด 2 x 6 น้ิว มาเย็บเป็นถงุ ขนาดพอดี
กับหัวแปรง เพ่ือลดการฟุ้งกระจายขณะแปรงฟัน และเพื่อลดการบาดเจบ็ ขณะแปรงฟัน

4.3) ยาสีฟัน : ยาสีฟนั ทีม่ สี ว่ นผสมของฟลอู อไรด์ไม่ต่ำกว่า 1,000 PPM
4.4) ท่ีกันกัดฟองน้ำ (ประดิษฐ์) : นำฟองน้ำมาตัด ขนาด 1 x 6 cm พับรอบหัวแปรงสีฟัน
แลว้ รดั ด้วยยางวง ใช้สำหรบั เปน็ ตวั ชว่ ยให้ผู้ป่วยอา้ ปากและฟองนำ้ ชว่ ยซบั ฟองหรอื น้ำลายขณะแปรงฟัน
*หมายเหตุ อุปกรณ์ทกุ ชิ้นสามารถทำความสะอาดและนำกลับมาใชใ้ หม่ได้อีก
(การนำไปใช้)
1. ลา้ งมือดว้ ยเจลแอลกอฮอลห์ รือล้างนำ้ สบู่ก่อนสัมผัสผปู้ ว่ ย
2. สวมอุปกรณป์ ้องกนั ชุดกนั ฝน, Surgical Mask, หมวกคลุมผม, ถุงมือ, Face shield
3. ใช้สำลชี บุ น้ำเชด็ ปากผู้ปว่ ยเพื่อให้ความชุ่มชน่ื และเพือ่ เป็นสญั ญาณก่อนการทำความสะอาดช่องปาก
4. ใส่ทก่ี นั กดั ฟองนำ้ ช่วยให้ผูป้ ่วยอ้าปาก และซับน้ำลายขณะแปรงฟนั แปรง
5. สวมถุงแปรงบบี ยาสฟี ันใสถ่ งุ
6. แปรงฟัน (วิธกี ารแปรงแห้ง) ใหก้ ับผปู้ ว่ ยใหค้ รบทุกซี่ ทำทีละด้าน รวมถึงแรงล้นิ เอาฝา้ ขาวออก
7. ใช้ฟองน้ำซับฟองในชอ่ งปาก (ไมใ่ ห้ผู้ปว่ ยบว้ นปาก)
8. เก็บอุปกรณท์ ใี่ ช้แลว้ ไปทำความสะอาดและพ่งึ แดด
9. ถอดอุปกรณป์ อ้ งกัน Face shield, ถงุ มอื , หมวกคลุมผม, ชดุ กันฝน, Surgical Mask
10. ลา้ งมือด้วยเจลแอลกอฮอลห์ รอื ล้างนำ้ สบู่หลงั สมั ผัสผู้ปว่ ย
อภิปรายผลลัพธ์
1. ผู้ดูแลผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระบบบริการในการดูแลสุขภาพช่องปากให้กับผู้ป่วยติดเตียง
แบบ New Normal ในระดับดีมากร้อยละ 100
2. ขณะแปรงฟัน ผดู้ ูแลมตี วั ชว่ ยใหผ้ ู้ปว่ ยอ้าปาก ทำใหส้ ามารถแปรงฟันให้ผูป้ ว่ ยได้ง่ายข้ึน
3. สามารถนำไปใช้กบั กลุ่มเด็กเล็กทไ่ี มย่ ินยอมใหแ้ ปรงฟัน
4. ขยายตอ่ ไปยังโรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลในพน้ื ทีต่ ำบลศาลาขาว
5. ผู้สงู อายุตดิ เตยี งมสี ุขภาพเหงือกและฟันทีด่ ขี นึ้
6. ไม่มกี ารติดเช้อื ระบบทางเดินอาหารของผูป้ ่วยตดิ เตยี ง
ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางการพัฒนานวตั กรรม
1. ควรเพม่ิ สายลอ็ กนว้ิ สำหรบั ยึดถุงสวมแปรงไมใ่ หห้ ลุดขณะแปรงฟัน
2. ควรมีการพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเผยแพร่นวัตกรรมสู่ชุมชนหรือ รพ.สต.ข้างเคียง และนำไปใช้ใน
กลุ่มเป้าหมายอ่นื ทม่ี ีปัญหาสุขภาพชอ่ งปาก
3. การเย่ียมบ้านควรมีเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขออกเยย่ี มร่วมกับทีมสขุ ภาพทุกคร้ัง เพ่ือประเมินสภาพ
ปัญหาและการคัดกรองรอยโรคอื่นๆ ในช่องปาก และหาแนวทางแก้ไขปัญหาสขุ ภาพร่วมกนั กับครอบครัวต่อไป

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

58

เรอ่ื ง นวัตกรรมสเปรย์สมุนไพรกำจดั เหาตัวเตม็ วัย
นางสาวลลิดา สนุ ทรโภคนิ นกั วิชาการสาธารณสุข

สถานอี นามัยเฉลิมพระเกยี รติ 60 พรรษา นวมนิ ทราชนิ ี ตำบลบ่อสุพรรณ
อำเภอสองพน่ี ้อง จงั หวัดสุพรรณบุรี

ท่ีมาและความสำคัญของปญั หา
โรคเหาท่ีศีรษะ (Pediculosis capitis, Head lice) เป็นปัญหาท่ีพบได้บ่อยในหลายๆประเทศท่ัวโลก

โรคเหาสามารถติดต่อได้ง่ายจากการใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเด็กวัยเรียน (ช่วงอายุระหว่าง 3 – 11 ปี) แม้ว่า
โรคเหาจะไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงแต่ส่งผลกระทบให้เกิดความรำคาญ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้
จากการทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องสมุนไพรเป็นอีกหน่ึงทางเลือกในการกำจัดเหาท่ีมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำมาจาก
สมุนไพรหลายชนิด เช่น ใบน้อยหน่า ใบยาสูบ ย่านาง ขิง ข่า ลูกมะระขี้นก ลูกมะกรูด เป็นต้น ผลการดำเนินงาน
สำรวจเหาในเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาในเขตรับผิดชอบ จำนวน 284 คน พบว่าใน ปี 2561 – 2562 มีอัตรา
การมีเหาทั้ง 2 ปีร้อยละ 59.04 และ 55.35 ตามลำดับ ดังน้ันสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลบ่อสุพรรณ
จึงได้พัฒนานวัตกรรมสเปรย์สมุนไพรกำจัดเหาตัวเต็มวัย เพ่ือเป็นแนวทางป้องกันและกำจัดเหาโดยไม่ใช้สารเคมี
ซ่ึงสอดคล้องกบั การก้าวสู่สังคมยุคแห่งนวตั กรรม
วตั ถุประสงค์

1. เพือ่ ศกึ ษาประสทิ ธิผลนวตั กรรมสเปรยส์ มนุ ไพรกำจัดเหาตวั เตม็ วัยต่ออัตราการตายของเหาตวั เตม็ วัย
2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังการใช้นวัตกรรมสเปรย์สมุนไพรกำจัดเหาตัวเต็มวัยของนักเรียน
ช้นั ประถมศึกษา (ป.1 - 6)
วธิ ีดำเนินการ
1. สำรวจเหาในเดก็ นักเรยี นระดบั ประถมศกึ ษา (ป.1 - 6) โรงเรียนในเขตท่ีรับผดิ ชอบ 4 โรงเรยี น
2. ทดลองการใช้สมุนไพรได้แก่ ใบนอ้ ยหน่า ผลมะกรดู และผลมะระขน้ี ก นำมาสกดั ด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ 95%
3. บนั ทึกผลการทดลอง และทดสอบประสทิ ธภิ าพ
4. ประเมินแบบสอบถามความพงึ พอใจหลังการใช้
5. พฒั นาและนำไปใช้ประโยชน์
ผลการดำเนนิ การ
การนำนวัตกรรมสเปรย์สมุนไพรกำจัดเหาตัวเต็มวัยในการกำจัดเหานักเรียนหญิงระดับประถมศึกษา
(ป.1- 6) จำนวน 114 คน โดยใช้นวัตกรรม 1 สัปดาห์ติดต่อกัน พบว่านักเรียนไม่พบเหาจำนวน 114 คน
คดิ เป็น 100% และจากการเก็บขอ้ มูลความพึงพอใจส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากร้อยละ 95.54 โดยความพึงพอใจ
ส่วนใหญ่ในเรื่องความสะดวกในการใช้งาน ไม่ยุ่งยาก และคะแนนความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ สเปรย์มี
กลิ่นออ่ นไม่รสู้ ึกฉุนหรือแสบจมูก ตอ่ มาผู้บริหารโรงเรียนทับกระดานได้เห็นถึงความสำคัญของการใชน้ วตั กรรม
สเปรย์สมุนไพรกำจัดเหาตัวเต็มวัยในโรงเรียน ส่งเสริมให้โรงเรียนอีก 3 แห่งดำเนินการนำนวัตกรรมไปใช้โดย
ต้ังเป้าหมายนักเรียนตำบลบอ่ สุพรรณปลอดเหา 100% ภายในปี 2563

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

59
อภิปรายผล

จากการนำสมุนไพรได้แก่ ใบน้อยหน่า ผลมะกรูด และผลมะระข้ีนก มาสกัดด้วยเอทิลแอลกอฮอล์ 95%
นำมาทดลองที่ความเข้มข้นต่าง พบว่าที่ความเข้มข้น 30% ของสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดให้ผลดีท่ีสุด คือ เหาตาย
100% ภายในเวลา 8 ช่ัวโมง จึงนำสารสกัดสมุนไพรที่ความเข้มข้น 30% ท้ังสามชนิดมาผสมกันได้สารสกัด
จำนวน 4 สูตร เปรยี บเทียบกับสารเคมีตามท้องตลาดซ่ึงสารเคมีให้ผลดีท่ีสดุ คือ เหาตาย 100% ในเวลา 1 ช่ัวโมง
แต่ก่อให้เกิดผลเสียต่อรา่ งกาย ซึ่งสูตรสมุนไพรที่ดที ่ีสุดคือ สูตรที่ 4 คือสารสกัดใบนอ้ ยหน่า+สารสกัดผลมะกรูด+
สารสกัดผลมะระขี้นก โดยมีผลให้เหาตัวเต็มวัยตาย 100% ภายในเวลา 2 ช่ัวโมง จึงได้จัดทำนวัตกรรมสเปรย์
สมุนไพรกำจัดเหาตัวเต็มวัยข้ึน แล้วนำไปใช้กับเด็กนักเรียนหญิงระดับประถมศึกษา (ป.1 - 6) ที่มีผลบันทึก
การตรวจศีรษะ 2 ปีย้อนหลัง และพบเหาท้ัง 2 ปี รวมไปถึงไม่มีประวัติการแพ้สมุนไพรหรือแอลกอฮอล์ทุกชนิด
จำนวน 30 คน โดยทดลองใช้นวัตกรรมด้วยการฉีดสเปรย์สมุนไพรลงบนผมให้ทั่ว แล้วหมักเป็นเวลา 2 ช่ัวโมง
ทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่านวัตกรรมสเปรย์สมุนไพรกำจัดเหาตัวเต็มวัยสามารถลดจำนวน
เหาตัวเต็มวัยได้ 100% เม่ือใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน และผลความพึงพอใจหลังการใช้นวัตกรรมของนักเรียน
ส่วนใหญ่มีคะแนนอยู่ในระดับมาก ต่อมาผู้บริหารโรงเรียนได้เห็นถึงความสำคัญของการใช้นวัตกรรมสเปรย์
สมุนไพรกำจัดเหาตวั เต็มวัยในโรงเรยี น จึงดำเนินการนำนวัตกรรมไปใช้ โดยตั้งเป้าหมายนักเรียนตำบลบ่อสพุ รรณ
ปลอดเหา 100% ภายในปี 2563
ประโยชน์ทไ่ี ด้รับ

1. การลดคา่ ใชจ้ า่ ยดา้ นการรักษาพยาบาลผู้ท่ีมปี ัญหาในเร่อื งเหา ด้วยการนำสมนุ ไพรธรรมชาติมาใช้
2. ลดการใช้สารเคมีท่ีมีกำจัดเหา ซึ่งมผี ลกระทบตอ่ รา่ งกายท้ังแบบเฉียบพลันและระยะยาว
ข้อเสนอแนะ
1. พฒั นานวตั กรรมเปน็ แชมพูท่ชี ว่ ยใหห้ นังศีรษะชมุ่ ช้ืน ลดปญั หาหนังศีรษะแหง้
2. พัฒนานวัตกรรมใหม้ ีกลิ่นหอมหรือสสี ันสวยงามน่าใช้ เพื่อดงึ ดดู ความสนใจของเด็กนกั เรียน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

60

เร่อื ง Herb For Fun D : ไข่มกุ ป๊อป..ย้อมสี (สมุนไพร) ฟนั

นายภาณุรกั ษ์ แก้วน้อย เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลหนองสะเดา

ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชกุ จังหวัดสพุ รรณบุรี
นางสาวธรี าพร กอ้ งแดนไพร แพทย์แผนไทยปฏบิ ตั ิการ

สถานีอนามัยเฉลิมพระเกยี รติฯ บ้านดอนไร่
ตำบลหนองสะเดา อำเภอสามชกุ จงั หวัดสุพรรณบรุ ี
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
จากผลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ.2560 พบว่าสภาวะโรคฟันผุและ
การสูญเสียฟันนำ้ นมจากสาเหตุของฟันผขุ องเด็กอายุ 3 ปี และ 5 ปี มีอัตราการการสูญเสียฟันสงู ถึง 2.3 ซี่/คน
และ 6.5 ซี่/คน ตามลำดับ ซึ่งการสูญเสียฟันน้ันสามารถป้องกันได้ โดยโรคในช่องปากส่วนใหญ่ อาทิเช่น โรค
ฟันผุ โรคเหงือกอักเสบ และการมีหินน้ำลาย เป็นสภาวะท่ีเกิดจากการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ถูกต้อง
ซึง่ ปญั หาดังกล่าวที่พบ สามารถป้องกันได้ด้วยวธิ ีการแปรงฟนั ท่ีถกู ต้อง เพราะการแปรงฟันเป็นวิธกี ารทำความ
สะอาดที่ช่วยกำจัดแผ่นคราบจุลินทรยี ์ท่ียึดเกาะภายในช่องปาก และลดการสะสมของเช้ือโรค ซ่ึงเด็กแต่ละคน
มีความสามารถในการกำจัดแผ่นคราบจุลินทรีย์ โดยการแปรงฟันท่ีแตกต่างกัน การใช้เม็ดสีย้อมฟันจึงเป็น
วธิ กี ารหน่ึงท่ีชว่ ยให้ตรวจสอบความสะอาดบรเิ วณทีย่ ังมสี ีย้อมฟันตกค้างอยู่หลงั จากการแปรงฟัน แต่ในปัจจบุ ัน
เม็ดสีย้อมฟันน้ันมีราคาแพง หาซ้ือได้ยาก ถึงจะมีการพัฒนาออกมาในรูปแบบเม็ดสีย้อมฟันท่ีใช้แป้งมันมาทำผสม
กบั สีธรรมชาตอิ ื่นๆ กต็ าม แตก่ ระบวนการผลติ นน้ั ค่อนข้างมีวิธที ่หี ลายข้ันตอน และการติดสีทีต่ ัวฟันไมด่ ีเท่าท่ีควร
คณะผู้จัดทำจึงศึกษาและพัฒนาเม็ดสีย้อมฟันให้เป็นท่ีดึงดูดความสนใจของเด็กนั้น คือ “ไข่มุกป๊อป”
ซึ่งมีลักษณะเป็นวุ้นกลมใส ข้างในมีลักษณะเป็นน้ำของเหลว โดยมีการพัฒนาใช้สีจากสมุนไพรแก้วมังกรแดง
และสมุนไพรไทยท่ีใช้ในช่องปาก คือ กานพลู ข่อย อบเชย มีสรรพคุณรักษาแผลร้อนใน มีฤทธิ์ครอบคลุม
ในการลดอาการปวดอักเสบ กระตุ้นการสมานแผลและต้านแบคทีเรีย มีความปลอดภัย และประสิทธิภาพ
ในการดูแลสขุ ภาพช่องปากได้ดี
วตั ถปุ ระสงค์
1. ประยุกต์การใช้สจี ากสมนุ ไพรไทย และสรรพคณุ ของสมุนไพรที่ใช้ในช่องปาก
2. เพ่อื ให้เด็กสามารถแปรงฟันได้ถูกวธิ ี สามารถทำความสะอาดช่องปากไดด้ ีและสะอาดข้นึ
3. เพ่ือใหผ้ ู้ปกครอง ครู และเจา้ หนา้ ที่ มสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการดูแลสขุ ภาพช่องปากของนกั เรยี น
4. เพอื่ สรา้ งกระแสการดแู ลสุขภาพช่องปาก โดยใชไ้ ข่มุกป๊อปเปน็ ตวั กระตนุ้ ความสนใจ
วิธีการพัฒนานวตั กรรม
ข้นั เตรียมการ
1. ประชุมช้ีแจงคณะเจ้าหน้าท่ีทันตสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครูอนามัยโรงเรียน ผู้ปกครอง
และอาสาสมัครสาธารณสุข เพ่ือวางแผนหาแนวทางแก้ไขปัญหาทนั ตสขุ ภาพ
2. สรุปประเดน็ ปัญหา ความตอ้ งการ และความสนใจในสงิ่ ทต่ี ้องการพัฒนารว่ มกนั

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

61

ข้ันดำเนินการ
1. จดั เตรยี มวัสดุอุปกรณท์ ำ “ไขม่ กุ ปอ๊ ปยอ้ มสี (สมุนไพร) ฟนั ” ประกอบด้วย
- แกว้ มงั กรแดง 500 กรมั
- สมุนไพรที่ใช้ในชอ่ งปาก ประกอบด้วย ข่อย 1 บาท (15 กรัม), กานพลู 1 บาท (15 กรัม), อบเชย

1 บาท ( 15 กรัม ), เกลอื 1 ชอ้ นชา ( 5 กรัม )
- ไข่มกุ ป๊อปสำเร็จรูป 100 กรัม

2. วธิ ีทำ “ไข่มกุ ปอ๊ ปยอ้ มสี (สมุนไพร) ฟัน”
1) นำเนอ้ื แก้วมังกรแดงมาค้ันเอาแตน่ ้ำ และกรองดว้ ยผ้าขาวบาง
2) ใช้สมุนไพรท่ีใช้ในช่องปาก (ข่อย,กานพลู,อบเชย) ใส่ภาชนะต้มพร้อมกับน้ำแก้วมังกรแดง

ดว้ ยไฟอ่อน ในอตั ราสว่ นน้ำแกว้ มังกรแดง 3 ส่วนต้มจนน้ำเหลือ 1 สว่ น (ตม้ 3 เอา 1) พักทงิ้ ไวใ้ หเ้ ยน็
3) นำไข่มุกป๊อป 100 กรัม ใส่ภาชนะผสมกับน้ำแก้วมังกรแดงตามสูตร แล้วคนผสมสีให้ละลายทั่ว

ภาชนะพักทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง เพ่ือให้สีซึมผ่านชั้นเปลือกของไข่มุกป๊อป เข้าสู่เนื้อเจลด้านใน เม่ือครบเวลาดังกล่าว
นำไขม่ ุกปอ๊ ปท่ีไดไ้ ปล้างน้ำเปลา่ แล้วใสภ่ าชนะพร้อมใชง้ าน

3. เปรยี บเทียบการใช้ ไข่มกุ ป๊อปยอ้ มสี (สมุนไพร) ฟนั กับ สยี ้อมฟนั ขององค์การเภสชั กรรม
4. ทดลองใชน้ วตั กรรรมในพนื้ ท่ีตำบลหนองสะเดา บนั ทึกข้อมูลและวเิ คราะหผ์ ล
ผลการดำเนินการ
นวัตกรรม “Herb For Fun D : ไข่มุกป๊อป..ย้อมสี (สมุนไพร) ฟัน” โดยติดตามผลการแปรงฟัน
โดยโรงเรียนได้จัดให้มีนักเรียนแกนนำทันตสุขภาพ ในการควบคุมและดูแลการแปรงฟันของนักเรียนทุกคน จึงทำ
ใหผ้ ลการดำเนินงานการใชน้ วตั กรรม และประสิทธผิ ลในการแปรงฟันดยี ิ่งข้ึน โดยพบวา่ นกั เรยี นมีอตั ราการแปรงฟัน
ที่ถูกวิธี และไม่ติดสีย้อมฟันเพิ่มข้ึนจากร้อยละ 52.12 เพิ่มข้ึนเป็นร้อยละ 96.36 สภาพเหงือกจากโรคปริทันต์
อักเสบ ลดลงจากร้อยละ 10.90 เป็นร้อยละ 3.64 และจากการใช้นวัตกรรม “ไข่มุกป๊อป..ย้อมสี (สมุนไพร) ฟัน”
ยังสร้างความสนใจ และกระตือรือร้น ในการแปรงฟัน มากข้ึนกว่าการใช้เม็ดสีย้อมสีฟัน และสีย้อมฟันในรูปแบบเก่า
โดยสังเกตจากการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจ ตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ในการผลิตนวัตกรรม และความอยากใช้
ตัวนวัตกรรม นักเรียนมีความสุข ตื่นเต้น และสนุกสนานกับการใช้ “Herb For Fun D : ไข่มุกป๊อปย้อมสี
(สมุนไพร) ฟัน” ในระดับมากที่สุด และยังเป็นการประยุกต์ใช้สมุนไพรไทยที่ใช้ในช่องปาก คือ กานพลู ข่อย
อบเชย มีสรรพคุณรักษาแผลร้อนใน มีฤทธ์ิครอบคลุมในการลดอาการปวดอักเสบ กระตุ้นการสมานแผลและ
ต้านแบคทเี รยี มีความปลอดภัย และประสทิ ธภิ าพในการดูแลสุขภาพช่องปากอีกด้วย

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

62

เรือ่ ง “ปลอกแขนวัดความดัน”
นางธนาภรณ์ วงษา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

นางสาวมิถนุ า จันทร์สะคราญ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัตกิ าร
โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำบลจระเข้สามพนั อำเภออู่ทอง จังหวดั สพุ รรณบุรี

ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
โรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด 19 เกิดจากเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ติดต่อโดยการหายใจ

เอาเชื้อโรคท่ีปะปนกับละอองน้ำมูกน้ำลาย (droplets) เข้าไปทางจมูก เยื่อบุตา หรือการสัมผัสมือ ร่างกาย
ใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้มีเช้ือ และไปสัมผัสบริเวณใบหน้า ดวงตา ก็มีโอกาสติดเช้ือได้เช่นกัน เมื่อโควิด 19
ได้แพร่กระจายมาประเทศไทยอย่างรวดเร็ว จากชาวต่างชาติและคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ
ได้สัมผัสกับผู้ท่ีเข้ามาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน อาจเป็นคนในครอบครัว เพ่ือน หรือคนท่ีไม่รู้จักกันที่มาอยู่
ในสถานที่ๆมคี นรวมกนั เปน็ จำนวนมาก จงึ มีผ้ตู ิดเช้ือโควิด 19 เพ่ิมขน้ึ ในวงกว้างและเริ่มมีการกระจายตัวของ
ผู้ติดเช้ือในเขตกรุงเทพและปริมณฑลออกสู่ต่างจังหวัด จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 น้ีทำให้เกิด
ความเสยี่ งต่อการแพรก่ ระจายเช้ือโรคมายงั พื้นที่ ตำบลจระเขส้ ามพัน ซึ่งมีผู้เดินทางไปต่างประเทศ กรงุ เทพมหานคร
และปรมิ ณฑล และกลบั มาอยใู่ นพ้ืนที่ อาจไปสัมผัสเช้อื โรคและนำเช้อื โรคมาแพร่กระจายในชุมชนได้

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจระเข้สามพัน ซ่ึงมีผู้ป่วยมาใช้บริการในหน่วยบริการเฉล่ียวันละ
25 คน ทั้งในเขตและนอกเขตรับผิดชอบ ตลอดจนมีการติดตามดูแลผู้ป่วยที่บ้าน โดยเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุข
อสม. และผู้ดูแลผู้สูงอายุ จึงทำให้เจ้าหน้าท่ี อสม.และผู้ดูแลผู้สูงอายุ ซ่ึงเป็นผู้ให้บริการ ตลอดจนผู้รับบริการ
ทั่วไป หรือผู้รับบริการกลุ่มเปราะบางได้แก่เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเร้ือรัง ผู้สูงอายุติดบ้าน ติดเตียงท่ีได้รับ
การเย่ียมบ้าน ซงึ่ เปน็ กลุ่มท่ีมีความเสี่ยงตอ่ การโรคตดิ เช้ือโควิด 19 ไดง้ ่าย จากการการซักประวัติ การสัมผัสตัว
เพือ่ ตรวจรา่ งกายผรู้ ับบรกิ าร การตรวจวัดสญั ญาณชพี การทำหัตถการ และการจ่ายยา

การวัดความดันโลหิตเพื่อตรวจสัญญาณชีพในหน่วยบริการ โดยใช้เคร่ืองวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ
ชนิดอุโมงค์สอดแขน ส่วนการคัดกรองโรคเรือ้ รัง การเยี่ยมบ้านผู้ป่วยโรคเรอื้ รัง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ใช้เครื่องวัด
ความดนั โลหิตอัตโนมตั ิแบบพกพา ซึ่งทั้ง 2 แบบมีผ้าพันแขน (Cuff) ซ่ึงตัดเย็บจากผ้าฝ้าย หรอื ผ้าใยสงั เคราะห์
เมื่อมีผู้ใช้บริการวัดความดันจะท้ิงคราบเหง่ือไคล และเชื้อโรคต่างๆที่สามารถสะสมตามเนื้อผ้าได้ เม่ือผู้รับบริการ
ใช้ซ้ำๆกันโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาจมีการแพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ได้ จำเป็นต้องฆ่าเชื้อ หรอื เปล่ียนช้ินใหม่
กอ่ นให้ผู้รับบริการรายใหมใ่ ช้ต่อไป แต่ผา้ พันแขน (Cuff) เคร่ืองวัดความดันโลหิตอัตโนมัติชนิดอุโมงค์สอดแขน
และเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติแบบพกพามีการติดต้ังที่ถอดผ้าออกยาก แต่ละเครื่องมีผ้าพันแขนเพียง
ชิ้นเดียว จึงไม่สามารถเปล่ียนหรือซัก ได้ทุกคร้ังหลังจากผู้รับบริการใช้แล้ว ส่วนการใช้วิธีการฉีดพ่นด้วยน้ำยา
ฆ่าเช้ือโรค นอกจากจะทำให้เปียกช้ืนแล้ว ยังอาจฆ่าเชื้อได้ไม่หมดเน่ืองจากฝังในเส้นใยผ้าและมีซอกมุมมาก
ดงั นนั้ การปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเช้ือโรคโควดิ 19 จากการวดั ความดัน ด้วยการเปลี่ยนผา้ พันแขน (Cuff) หรือ
ฉดี พ่นด้วยนำ้ ยาฆ่าเช้ือโรคจึงไม่สะดวกและไมเ่ หมาะสม

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจรเข้สามพัน จึงได้หาวิธีการที่จะทำให้ผู้รับบริการ ผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ความดันโลหิตสูง และผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้วัดความดันโลหิตได้ทุกคน แต่ไม่ท้ิงเช้ือโรคไว้ที่เคร่ืองวัดความ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

63

ดันโลหิตทั้ง 2 แบบ โดยคำนึงถึงการป้องกันการติดเช้ือระหว่างกันของผู้ป่วย ใช้ง่าย สะดวก ประหยัด ซ่ึงได้แนวคิด
มาจากปลอกแขนกันแดด และถุงพลาสติกใส่อาหาร เมื่อนำถุงพลาสติกมาสวมแขนก่อนวัดความดัน พบว่ามีขนาด
สัน้ และกว้างเกินไป ไม่สะดวกในการใช้งาน และบางชนดิ มีขนาดบางมากเกดิ รอยรว่ั ได้ง่าย ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่
(reused) ได้ ทั้งยังเพ่ิมปริมาณขยะติดเช้ือเป็นภาระในการกำจัดและส้ินเปลือง จึงได้จัดทำนวัตกรรม “ปลอกแขน
วัดความดัน” ข้ึนเพ่ือใช้สวมแขนผู้รับบริการก่อนวัดความดันโลหิต ช่วยป้องกันการสัมผัสระหว่างแขนของ
ผู้รับบริการและเคร่ืองวัดความดันโลหิตซึ่งใช้วัสดุที่หาได้ง่ายมีราคาถูก และยังสามารถทำความสะอาดแล้ว
นำกลบั มาใช้ใหม่ได้ เพอ่ื ลดปรมิ าณขยะติดเชื้อ และมคี วามคงทนระดับหน่ึงสามารถใช้ได้จนกว่าจะมีการชำรุดจึงท้ิง
วัตถปุ ระสงค์

เพื่อใช้ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 จากแขนของผู้รับบริการผ่านเครื่องวัดความดัน
โลหิตสู่ผรู้ ับบรกิ ารในหนว่ ยบรกิ าร และชุมชน
ขนั้ ตอนการดำเนินงาน

มีการดำเนินงาน 3 ข้ันตอน คือข้ันเตรียมการ ข้ันดำเนินการ และขั้นประเมินผลโดยมีรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ขน้ั เตรยี มการ
1.1 ศกึ ษาขอ้ มูลเก่ียวกับวัสดุท่ใี ช้ในการป้องกันการแพรก่ ระจายเชอื้
1.2 วิเคราะห์รูปแบบทเี่ หมาะสมในการสร้างนวัตกรรม
1.3 ทดลองสร้างนวตั กรรมและนำไปทดสอบการร่ัวซึม

2. ขน้ั ดำเนินการ
2.1 จดั ทำนวัตกรรมปลอกแขนวัดความดัน 2 แบบ คือแบบส้ันใช้กับเครื่องวัดความดนั ชนิดพกพา

และแบบยาวใช้กับเคร่อื งวดั ความดนั อตั โนมตั ิแบบอโุ มงค์สอดแขน
2.2 ช้แี จงผปู้ ว่ ยเกี่ยวกบั ประโยชน์ และวธิ ีการใช้ ปลอกแขนวัดความดนั
2.3 ชี้แจงเจ้าหน้าที่ใน รพ.สต.ทุกคน และมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบการทำความสะอาดอุปกรณ์

เครอื่ งมอื แพทย์นำปลอกแขนวัดความดนั ท่ีใช้แล้วไปทำความสะอาดฆ่าเช้ือโรค แล้วนำกลับมาจัดให้พร้อมใชง้ าน
3. ขัน้ ประเมนิ ผลการการใชน้ วตั กรรม
3.1 ประเมนิ ผลการใช้นวัตกรรม โดยให้ผปู้ ว่ ยทดลองใช้ นวตั กรรมทัง้ 2 แบบ จำนวน 50 คน
3.2 ประเมนิ ความพึงพอใจการใชน้ วตั กรรม
หลกั เกณฑใ์ นการคัดเลอื กผปู้ ว่ ยท่ีจะใชน้ วัตกรรม และเครอื่ งวัดความดนั มีดงั น้ี
1. ผ้ทู ม่ี ารบั การรกั ษาพยาบาล มารบั ยาโรคเรอื้ รงั ต่างๆ หรอื บรกิ ารอนื่ ทีต่ อ้ งวดั ความดัน
2. ผู้ป่วยโรคเรอ้ื รงั ไตวายเร้ือรังล้างไตทางชอ่ งทอ้ งที่ จนท.ออกเยยี่ มบ้าน
3. เปน็ ผทู้ ี่รับการคดั กรองโรคความดนั โลหติ สูงจาก อสม.
4. ผู้สูงอายตุ ดิ บา้ น ติดเตียงท่ไี ดร้ บั การเย่ยี มบ้านจากผชู้ ว่ ยเหลือดแู ลผูส้ ูงอายุ

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

64

วิธที ำ
แบบท่ี 1 ใช้กับเครื่องวัดความดันแบบอุโมงค์สอดแขนจัดทำ 2 ขนาดเพ่ือให้เหมาะสมกับความยาว
แขนของผรู้ ับบรกิ าร และขนาดของต้นแขน

1) นำพลาสติกใสท่ีมีความหนาตามกำหนดมาพับทบ วัดความยาวแขนตามสันทบ ขนาด L 70 ซม.
ขนาด M 60 ซม. วัดความกว้างต้นแขนแบบพับทบแล้วขนาด L 20 ซม. ขนาด M 17 ซม. วัดความกว้างปลายแขน
แบบผับทบแลว้ ขนาด L และ M 12 ซม. เท่ากนั

2) ใช้ปากกาเมจกิ ตเี สน้ ตามเสน้ ประดัง
3) ใชก้ รรไกรตัดพลาสติกหา่ งจากเสน้ ประ 1 ซม.
4) นำพลาสติกท่ีตัดแล้วเข้าเครื่องผนึกด้วยความร้อนพลาสติกเปิดระดับความร้อนปานกลาง
ผนึกดว้ ยความรอ้ นบริเวณตะเข็บปลายแขนและท้องแขนให้ติดกัน จะได้รูปแบบสมบรู ณ์ของนวัตกรรม
แบบท่ี 2 ใช้กบั เครื่องวดั ความดนั แบบพกพา
1) นำพลาสติกใสท่ีมีความหนาตามกำหนดมาพับทบ วัดความยาวแขน 30 ซม.วัดความกว้าง
ปลายแขนและตน้ แขนเทา่ กนั แบบพับทบแล้ว 20 ซม.ใช้ปากกาเมจกิ ตีเสน้ ประ
2) ใชก้ รรไกรตดั พลาสตกิ แยกชิน้ นวตั กรรม ห่างจากเสน้ ประ 1 ซม.
3) นำพลาสติกที่ตัดแล้วเข้าเคร่ืองผนึกพลาสติกด้วยความร้อน ตามเส้นประ เปิดระดับความร้อน
ปานกลาง ผนกึ ดว้ ยความรอ้ นบรเิ วณตะเขบ็ ท้องแขนให้ตดิ กัน จะได้รูปแบบสมบูรณ์ของนวัตกรรม
วิธีการใช้ นวัตกรรม “ปลอกแขนวดั ความดัน” แบบท่ี 1
1. เจ้าหน้าที่ใช้มือท่ีฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์ 70% แล้วหรือใช้ปากคีบ (Forceps) หยิบปลอกแขน
วัดความดัน บริเวณมุมหนึ่งของขอบด้านนอกของต้นแขน ที่ถูกพับเป็น 3 พับ โดยด้านต้นแขนอยู่ด้านนอกส่ง
ใหผ้ รู้ บั บริการโดยไม่สัมผัสมือ สว่ นปลายปลอกแขนจะคลี่ตกลง
2. ให้ผู้รับบริการรับโดยหยิบมุมด้านตรงข้ามกับผู้ส่ง สอดมือลงไปในปลอกแขนแบบยาวให้เลยพ้นบริเวณ
ท่สี ัมผสั ผา้ พนั แขนวดั ความดัน (cuff) ถงึ รักแร้
3. น่งั เกา้ อี้ สอดแขนท่ีสวมปลอกแขนแล้วเข้าเคร่อื งวัดความดนั
4. กดป่มุ สตารท์ รอจนเคร่อื งทำงาน
5. เสร็จแลว้ ผา้ จะคลายชักแขนออกจากเครอื่ ง ดงึ ปลอกแขนวัดความดันด้านปลายแขนออก มว้ นใส่ลง
ในถังขยะติดเช้ือ กดเจลลา้ งมอื ฆา่ เชอ้ื
6. นำปลอกแขนวัดความดันไปแช่น้ำยา sodium hypochlorite อัตรา 1: 100 นาน 5 นาที แล้วล้างออก
ด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง ผ่ึงให้แห้ง หรือแช่น้ำethyl alcohol 70 % นาน 5 - 10 นาที ผ่ึงให้แห้ง พับ 3 ทบพร้อมท่ีจะ
นำมาใช้ใหม่

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

65

วิธกี ารใช้ นวตั กรรม “ปลอกแขนวดั ความดัน” แบบท่ี 2
1. เจ้าหน้าท่ี อสม. ใช้มือที่ฆ่าเช้ือด้วยแอลกอฮอล์ 70% แล้ว หรือใช้ปากคีบ (Forceps) หยิบปลอกแขน
วดั ความดัน บริเวณมมุ หน่ึงของขอบดา้ นนอกของต้นแขน
2. ผู้รับบริการรับปลอกแขนโดยหยิบขอบบนด้านนอก แหวกปลอกแขนออกแล้วสอดมือเข้าไปใน
ปลอกแขนสว่ นบนถงึ รักแร้
3. ผู้ให้บริการพันผ้าพันแขน (cuff) ทับปลอกแขนวัดความดัน ไม่ให้สัมผัสเส้ือผ้าหรือตัวของผู้รับบริการ
4. กดปุ่มสตารท์ วดั ความดนั โลหติ
5. เครื่องแจ้งค่าความดันโลหิต ปล่อยลมออกแล้วจึงแกะผ้าพันแขน (cuff) ออก
6. ผู้รบั บริการดึงปลอกแขนใสล่ งในกลอ่ งสำหรับปลอกแขนวดั ความดันใช้แล้วมฝี าปดิ สนิท
7. นำปลอกแขนวัดความดันไปแช่น้ำยา sodium hypochlorite อัตรา 1: 100 นาน 5 - 10 นาท่ี แล้วล้างออก
ดว้ ยนำ้ สะอาด 2 ครงั้ ผงึ่ ใหแ้ หง้ หรือแชน่ ำ้ ethyl alcohol 70% ผึง่ ใหแ้ หง้ พรอ้ มท่จี ะนำมาใชใ้ หม่
การทดสอบ นวตั กรรม “ปลอกแขนวัดความดนั ” กอ่ นการใช้งาน
1. ตรวจสอบแนวตะเขบ็ ท่ีผนกึ ดว้ ยความร้อน มคี วามต่อเนื่องไม่ขาดตอนหรือเว้นชว่ ง
2. ทดสอบความแขง็ แรง โดยดงึ แยกชิ้นตรงแนวตะเข็บ
3. ทดสอบความสามารถในการป้องกันการติดเช้ือ การรั่วซึม โดยใส่น้ำเต็มถุง สังเกตการรั่วซึมของน้ำ
(เฉพาะแบบท่ี 1)
ขอ้ เสนอแนะจากแบบประเมินความพึงพอใจ
1. การสวมปลอกแขนวัดความดันไม่ยาก แต่ถอดยากบางครั้งมีไฟฟ้าสถิต หรือหากมีเหงื่อย่ิงติดแขน
ทำให้ถอดยาก ควรโรยแปง้ ด้านในปลอกแขน
2. อยากให้มสี สี นั สวยงาม แยกตามขนาดเพ่ือความสวยงาม และสะดวกในการเลือกขนาดใหเ้ หมาะกบั แขน
อภปิ รายผล
ผู้รับบริการกลุ่มท่ีใช้นวัตกรรมปลอกแขนวัดความดัน ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมระดับดี
ถึงดีเย่ียมทุกด้าน และพบว่ามีความพึงพอใจในรายด้านมากท่ีสุด คือ ด้านสามารถป้องกันการแพร่กระจาย
เช้ือโรคได้ รองลงมา คือ ความปลอดภัยในการใช้นวัตกรรม ด้านรูปแบบความเหมาะสม และสวยงามของ
นวัตกรรม ด้านความสะดวกในการใช้งาน และพึงพอใจน้อยที่สุด คือ ด้านความแข็งแรง คงทน เนื่องมาจาก
วัสดุที่ใช้ในการทำปลอกแขน เป็นพลาสติกมีโอกาสชำรุดเส่ือมสภาพได้ แต่ยังสามารถนำมาทำความสะอาด
ฆา่ เชื้อแล้วใช้ซำ้ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลอื กขนาดใหเ้ หมาะสมกับแขนของผู้รับบรกิ ารได้ เปรียบเทียบกับการ
ใช้ถุงพลาสติกหรือถุงหูหิ้วท่ีใช้ใส่ของ ซึ่งสามารถหาความยาวพอเหมาะได้ยาก แม้หาซื้อได้ก็มักมีความกว้าง
มากเกินไป ไม่เหมาะสมกับแขนของผู้รับบริการ อีกทง้ั ถุงหูหิ้วมีความบางมาก ฉกี ขาดงา่ ยไม่สามารถนำกลับมา
ใชใ้ หมไ่ ด้ จึงเป็นการสน้ิ เปลือง และเพ่ิมภาระในการกำจดั ขยะติดเช้อื อีกดว้ ย
จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความช่ืนชอบนวัตกรรม “ปลอกแขนวัดความดัน” เพราะม่ันใจ
ในความสะอาด เช่ือว่าช่วยลดความเส่ียงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ได้ ใช้งานง่าย สามารถใช้ได้ทุกคน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

66
เจ้าหน้าท่ี หรือ อสม. สามารถนำปลอกแขนวัดความดันใส่กล่องสะอาด ไปใช้ในการวัดความดันท่ีบ้านผู้ป่วย
โรคเรือ้ รงั ผ้สู ูงอายุตดิ บ้าน ตดิ เตยี งได้
ข้อเสนอแนะ

1. ไมค่ วรทำความสะอาดด้วยการแช่น้ำยาฆ่าเชือ้ นานเกินไป จะทำใหน้ วัตกรรมปลอกแขนวดั ความดัน
ซง่ึ ทำดว้ ยพลาสตกิ มีอายุการใช้งานสน้ั ลงเร็วขน้ึ

2. ขยายผลการใช้สู่ อสม.ทุกหมู่บ้าน ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง รพ.สต.อ่ืน เพ่ือใช้ในการป้องกันการ
แพร่กระจายเชอื้ โควดิ 19

3. นวัตกรรมปลอกแขนวัดความดันทำด้วยพลาสติก หนาระหว่าง 0.08 ม.ม.- 0.15 ม.ม. ผนึกด้วย
ความร้อน เมื่อผ่านการใช้งานมีการทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่อีกหลายครั้ง ตะเข็บอาจจะกรอบ
ร่ัวซมึ หรือพลาสติกเสื่อมสภาพได้

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

67

เรอ่ื ง Best Practice Service Plan (สาขาระบบบรกิ ารปฐมภูมิและสุขภาพอำเภอ)

นางจินตนา นาคงาม พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการพเิ ศษ
งานเวชปฏิบตั คิ รอบครัวและชุมชน และศนู ยส์ ุขภาพชุมชนเมอื งโพธาราม

โรงพยาบาลโพธาราม

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
ปี 2560 จังหวัดราชบุรีมีผู้สูงอายุร้อยละ 19.72 ของประชากรทั้งหมด อำเภอโพธารามมีประชากร

สูงอายุร้อยละ 20.87 ตำบลโพธารามมีประชากรสูงอายุร้อยละ 21.80 จากปัญหาการเพิ่มข้ึนของประชากรสูงอายุ
เข้าสู่สังคมสูงวัย รัฐบาลได้กำหนดเป็นประเด็นท่ีสำคัญ และให้หน่วยงานต่างๆเตรียมการรองรับเพ่ือให้ผู้สูงอายุ
สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักด์ิศรี (Dignity) การมีส่วนร่วมในการจัดการ (Participation) และมีระบบการดูแล
ท่ีมีประสิทธิภาพ (Care) จากการศึกษารูปแบบการจัดบริการแบบไปกลับ (Day Care Clinic) เป็นรูปแบบบริการ
สำหรับผู้สูงอายุท่ีมีปัญหาสุขภาพ ซ่ึงผู้สูงอายุมีความต้องการให้มีสถานบริการสำหรับผู้สูงอายุแบบไปกลับใน
ชุมชน และมีความสนใจไปใช้บริการในสถานบริการแบบไปกลับ และคิดว่าถ้ามีสถานบริการแบบไปกลับในชุมชน
มีประโยชน์มากต่อผู้สูงอายุ วตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษารูปแบบการจัดบริการที่เป็นเลิศ เพื่อพัฒนาพฤฒิพลังของผูส้ ูงวัย
ของศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม และผลของรูปแบบการจัดบริการที่เป็นเลิศ เพ่ือพัฒนาพฤฒิพลังของ
ผู้สูงวัยของศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม ได้แก่ ความพึงพอใจของผู้สูงวัยต่อรูปแบบการจัดบริการ
พฤฒิพลังของผู้สูงวัยของศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม และเปรียบเทียบพฤฒิพลังของผู้สูงวัยของ
ศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธารามก่อนและหลังการได้รับการจัดบริการท่ีพัฒนาพฤฒิพลังของผู้สูงวัยของ
ศูนยฟ์ ืน้ ฟูผสู้ งู อายุและผพู้ ิการโพธาราม

วิธีดำเนินการการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) โดยศึกษาใน
ลักษณะกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนหลังการพัฒนา (One group pre-post test design) เพื่อศึกษารูปแบบการ
จัดบริการที่เป็นเลิศ เพ่ือพัฒนาพฤฒิพลังของผู้สูงวัยของศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม และผลของ
รูปแบบการจัดบริการที่เปน็ เลิศ เพ่ือพฒั นาพฤฒิพลังของผู้สูงวยั ของศนู ย์ฟนื้ ฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม ได้แก่
ความพึงพอใจของผู้สูงวัยต่อรูปแบบการจัดบริการพฤฒิพลังของผู้สูงวัยของศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม
และเปรียบเทียบพฤฒิพลังของผู้สูงวัยของศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม ก่อนและหลังการได้รับการ
จัดบริการท่ีพัฒนาพฤฒิพลังของผู้สูงวัยของศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธารามกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุ
ที่เข้ามารับบริการในศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม ตำบลโพธาราม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
จำนวน 30 ราย โดยผู้สูงอายุที่เข้าร่วมการศึกษาเป็นผู้ท่ีเข้ารับบริการมีการดูแลรูปแบบของ Photaram Day Care
ในศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธารามรูปแบบการดูแล ดังน้ี 1) การดูแลแต่แรกโดยทีมงานหมอครอบครัว
2) การบริการแบบองค์รวมโดยเน้นบทบาทครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมสร้างเสริมสุขภาพกายและจิต
การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ 3) การติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง 4) มีระบบการให้
คำปรึกษาและการส่งต่อ และ 5)การประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
1) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรปู แบบการจดั บริการ 2) แบบสอบถามประเมินพฤฒิพลังของผู้สงู อายุ
ก่อนและหลังการเข้ารับบริการในศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม วัดผลพฤติพลังเปรียบเทียบก่อนและ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

68
หลังการศึกษา ด้วยสถิติทดสอบ paired t-test ผลการศึกษา พบว่า ดัชนีพฤฒิพลังผู้สูงอายุ (Active ageing index:
AAI) ของศูนย์ฟ้ืนฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธารามมีผลการประเมิน ด้านสุขภาพ ด้านการมีส่วนร่วม ด้านความม่ันคง
ด้านสภาพท่ีเอื้อต่อการมีพฤติพลังดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ p.000 ในภาพรวมเปรียบเทียบก่อนและ
หลังเข้ารับบริการผู้สูงอายุของศูนย์ฟื้นฟูผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม มีภาวะพฤฒิพลังอยู่ในระดับที่ดีขึ้น และ
การจัดบริการในรูปแบบน้ีสามารถเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ป่วยและครอบครัว ลดอัตราความพิการ และการกลับ
เป็นซ้ำ และความพึงพอใจในด้านการต้อนรับด้วยอัธยาศัยท่ีดี อ่อนน้อม มีมนุษย์สัมพันธ์ การบริการด้วยความ
เอาใจใส่ กระตือรือร้น เต็มใจบริการ ความสะดวกในการเข้าถึงบริการหรือช่องทางการให้บรกิ ารมีค่าเฉลี่ย เพิ่มขึ้น
การมารับบริการทำให้คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุดีข้ึน ภาพรวมของระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.66)
ดังน้ัน จึงควรนำกิจกรรมรูปแบบ Photaram Day Care ไปพัฒนาใช้เป็นรูปแบบการดูแล ผู้สูงอายุในชุมชนอ่ืน
เพ่อื ให้คณุ ภาพชีวิตของผสู้ ูงอายดุ ีขึน้
ความภาคภมู ใิ จ

จากการพัฒนารูปแบบการจัดบริการท่ีเป็นเลิศเพื่อพัฒนาพฤฒิพลังของผู้สูงอายแุ ละมีการวัดประสิทธิผล
ของการจัดบริการชัดเจน ทำให้ผู้สูงอายุและครอบครัว มีแรงกระตุ้นในการดูแลตนเองต่อเน่ืองส่งผลให้ผู้สูงอายุ
ในศูนย์ฟ้ืนฟูโพธารามมีคุณภาพชีวิตที่ดีข้ึน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เห็นเป็นรูปธรรมในการดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ฟื้นฟู
ผู้สูงอายุและผู้พิการโพธาราม จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ในการดูแลผู้สูงอายุ แบบ Photaram Day Care หน่วยงาน
หลายๆพืน้ ที่ ในจงั หวดั และตา่ งจังหวัดมาศึกษาดูงานและนำรปู แบบไปใช้

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

69

เรอื่ ง “นำ้ หมักชีวภาพจากขยะเปียกในครวั เรือน พชิ ติ โรคไขเ้ ลอื ดออก”
โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบลทา่ คา อำเภออัมพวา จงั หวดั สมุทรสงคราม

นายนิพนธ์ เงนิ คงพันธ์ นกั วชิ าการสาธารณสุขชำนาญการ
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลบ้านคลองเหมืองใหม่ จังหวัดสมทุ รสงคราม
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ปัญหาเร่ืองโรคไข้เลือดออก เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขลำดับแรกของตำบลท่าคา ซึ่งในปี 2556 พบผู้ป่วย
โรคไข้เลือดออกจำนวน 8 ราย คิดเป็น 164.20 ต่อแสนประชากร ปี 2557 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวน 10 ราย
คิดเป็น 182.45 ต่อแสนประชากร และปี 2558 พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวน 19 ราย คิดเป็น 346.65 ต่อแสน
จากการสำรวจลูกน้ำยุงลายในตำบลท่าคา ปี 2556 - 2558 พบค่า HI = 31.68, 29.76 และ 24.35 ตามลำดับ โดย
แหล่งท่ีพบลูกน้ำยุงลาย ส่วนใหญ่เป็นแหล่งและภาชนะท่ีอยู่ภายนอกอาคารร้อยละ 62.20 ทั้งนี้ทีมงาน อสม. จึงมี
แนวคิดในการจัดทำนวัตกรรม“น้ำหมักชวี ภาพจากขยะเปียก พิชิตโรคไขเ้ ลือดออก”จากครัวเรอื น โดยมีส่วนผสม ดังนี้
เศษอาหาร 40 กิโลกรัม, กากน้ำตาล 10 - 20 กิโลกรัม, น้ำ 10 ลิตร และ (พด.6) 25 กรัม ทั้งนี้เพ่ือช่วยกำจัดลูกน้ำ
ตามแหลง่ น้ำขังเป็นการแก้ไขปัญหาตง้ั แต่ตน้ เหตุในปี 2559 จนถงึ ปัจจุบัน
วตั ถุประสงค์
เพื่อลดการใช้สารเคมีในการกำจัดลูกน้ำ, ลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อสารเคมี และสร้างการมีส่วนร่วมใน
การปอ้ งกนั โรคไข้เลือดออกโดยการใช้ขยะเปียก/เศษอาหารในแต่ละครัวเรือน
วิธดี ำเนนิ การ
จากวเิ คราะห์ จุดแข็ง/จุดอ่อน/อุปสรรคในการดำเนินงานเพื่อการค้นหาวิธีหรอื นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา
ดำเนินการเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทพื้นท่ีตำบลท่าคา ดังนี้ จุดแข็ง คือทีมงานในการดำเนินงานเข้มแข็ง,
งบประมาณสนับสนุนเพียงพอ จุดอ่อน คือ การส้ินเปลืองงบประมาณภาครัฐ, การมีส่วนร่วมคิด ร่วมป้องกัน
โรคไข้เลือดออกของประชาชน, และขาดนวัตกรรม การดำเนินงานควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์โรคซึ่งเป็นการป้องกันจาก
ต้นเหตุ อุปสรรคในการดำเนินงาน คือ บริบทพ้ืนที่ตำบลท่าคาเป็นสวนมะพร้าว มีแหล่งน้ำขัง เป็นพื้นที่ที่
เหมาะแกก่ ารเพาะลูกน้ำยุงลาย และประชาชนขาดการดแู ลสง่ิ แวดลอ้ ม ท่ีอยู่อาศัย เปน็ ต้น ทีมงานจงึ มีแนวคิด
ในการพัฒนานวัตกรรม “น้ำหมักชีวภาพจากขยะเปียก พิชิตโรคไข้เลือดออก” เป็นการประสานความร่วมมือ
กับกรมพัฒนาท่ีดินอำเภออัมพวา ในการสนับสนุนหัวเชื้อ ผด.6 พร้อมท้ังให้ความรู้ในการพัฒนานวัตกรรม
แก่ทีมงานและประชาชนในพ้ืนท่ีตำบลท่าคา เพ่ือนำใช้ในการทำน้ำหมักชีวิภาพจากขยะเปียกกำจัดลูกน้ำยุงลาย
และบำบัดน้ำเสียต้นเหตุของโรคไข้เลือดออก รวมท้ังการแก้ไขจุดอ่อนของการดำเนินงานควบคุม ป้องกันและ
เฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกในปีท่ีผ่านๆมา คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับครัวเรือน ให้ตระหนัก
ถึงการกำจัดแหล่งเพาะพนั ธล์ กู นำ้ ยงุ ลาย นน่ั เอง

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

70

การทานา้ หมกั จาก นาไปใสแ่ หล่งนา้ ขงั ส่นู โยบายการแก้ไขปัญหา เผยแพร่แก่ชมุ ชน
ขยะเปียกในครัวเรือน ในชมุ ชน ในระดบั อาเภอ ข้างเคยี ง/ผ้สู นใจ

ผลการดำเนินงาน

แผนภมู แิ สดงค่าดชั นีลกู นา้ ยุงลาย ม.1-12 ตาบลท่าคา อาเภออมั พวา
จงั หวดั สมุทรสงคราม จาแนกรายปี

40 31.9 29.3

30 24.4

20
10 9 6.9 5.6 3.1

0
2556 2557 2558 2559 2560 2561 2562

จากแผนภมู ิ จากการสำรวจคา่ ดัชนลี กู นำ้ ยุงลาย ตำบลทา่ คา พบวา่ มีแนวโน้มลดลงในทกุ ปี

ตารางแสดงผลการดำเนนิ งานควบคุม ป้องกัน และเฝ้าระวงั โรคไขเ้ ลือดออก ต.ท่าคา

ปงี บประมาณ จำนวนผู้ป่วยโรคไขเ้ ลอื ดออก อตั ราสว่ น/แสนประชากร

2556 9 164.20

2557 10 182.45

2558 19 346.65

2559 4 72.97

2560 1 18.25

2561 1 18.25

2562 1 18.25

อภิปราย
น้ำหมักชีวภาพจากขยะเปียกในครัวเรือน พิชิตโรคไข้เลือดออก เป็นนวัตกรรมที่เกิดการศึกษาบริบท

พื้นที่ และวิถีชีวิตของประชาชนการดำเนินงานต่างเกิดจากการประชาคมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
ในพื้นที่ สู่การจัดลำดับความสำคัญ และได้มาซึ่งแผนงานโครงการ ดังนั้นในกระบวนการจัดการกับผลกระทบ
และลดความขัดแย้งของผู้มสี ่วนได้สว่ นเสีย จึงได้มีการรับฟังความคดิ เหน็ ในการประชาคม ลงมติการดำเนินงาน
และแนวทางป้องกันความขัดแย้งท่ีสำคัญคือการจัดทำตู้รับความคิดเห็นขอร้องเรียนต่างๆ ตลอดจนคลินิก
ให้คำปรึกษานอกสถานที่ เช่น ในตลาดนัด เป็นต้น มีการเผยแพร่นวัตกรรมชุมชนใกล้เคียง ทั้งในและนอกตำบล

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

71
ในเขตอำเภออัมพวา สู่ระดับอำเภอ อีก 2 อำเภอ คือ อำเภอเมืองและอำเภอบางคนที และระดับจังหวัด ทั้งน้ีได้รับ
การการสนบั สนุนในการเผยแพร่จากท่านนายอำเภออัมพวา และทา่ นปลัดอาวโุ สจังหวัดสมุทรสงคราม
ความภาคภมู ใิ จ

เป็นแหล่งศึกษาดูงานในเรื่องการดำเนินงานแก้ไขปัญหา พชอ. ในเรื่องส่ิงแวดล้อมและไข้เลือดออก
ผลงานของทีมงานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลท่าคานี้ ส่งผลให้นางสาวรตี เจริญพล อาสาสมัคร
สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หมู่ 4 ตำบลท่าคาได้รับรางวัล อสม.ดีเด่นระดับภาคกลาง สาขาการควบคุม ป้องกัน
และเฝา้ ระวังโรคตดิ ต่อ ปี 2562 ทั้งนเ้ี ปน็ การสรา้ งขวญั กำลงั ใจใน ทีมงาน อสม. ไดพ้ ฒั นานวตั กรรมต่อไปให้ยั้งยนื

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

72

เรอื่ ง รปู แบบการดแู ลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรบั ผสู้ งู อายุท่ีมีภาวะพ่งึ พิงในชุมชน
ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

นางสาวศวิ ิไล บรรเทาทุกข์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
กล่มุ งานปฐมภูมิและองคร์ วม โรงพยาบาลอัมพวา

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ตำบลแควอ้อมเป็นพื้นท่ีที่เป็นท่ีต้ังของโรงพยาบาลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อยู่ใน

ความรับผิดชอบของกลุ่มงานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลอัมพวา มีจำนวนประชากร 2,261 คน มีผู้สูงอายุ
547 คน (ร้อยละ24.28) ถือเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ และมีผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิง 26 คน (ร้อยละ 4.75 )
กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเหล่านี้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน เป็นผู้สูงอายุ
หรือผู้ป่วยท่ีนอนติดเตียงหรือติดบ้าน จำเป็นต้องได้รับการดูแลฟ้ืนฟูสมรรถภาพการให้การพยาบาล บริการ
ดา้ นสังคม รวมถึงการช่วยเหลือในชีวิตประจำวันต่างๆ จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง พบว่าระบบการ
ดูแลระยะยาว (LongTerm Care: LTC) เป็นการจัดบริการสาธารณสุขและบริการสังคม เพ่ือมุ่งเน้นในด้านการฟ้ืนฟู
บำบัด รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง (อัญชิษฐฐา ศิริคำเพ็ง และภักดี โพธิ์สิงห์, 2560)
ดังน้ันผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนารปู แบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผสู้ ูงอายทุ ี่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน
เพือ่ ใหผ้ ้สู ูงอายุทม่ี ภี าวะพงึ่ พิง ได้รับการดูแล มีคณุ ภาพชีวิตท่ดี ีสามารถดำเนนิ ชีวิตไดอ้ ยา่ งเปน็ สขุ ต่อไป

วตั ถุประสงค์
1. เพอื่ พฒั นารูปแบบการดูแลระยะยาวสำหรบั ผูส้ งู อายุท่ีมภี าวะพึ่งพิงในชุมชน
2. เพือ่ ศกึ ษาผลของการพัฒนารปู แบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุทม่ี ภี าวะพง่ึ พงิ ในชุมชน

วิธดี ำเนินการ
เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีภาวะ

พ่ึงพิงในตำบลแควอ้อม จำนวน 26 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (CG) จำนวน 6 คน ญาติหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 26 คน
คณะอนกุ รรมการดูแลระยะยาวสำหรับผสู้ ูงอายทุ ี่มีภาวะพึ่งพงิ จำนวน 8 คน การศกึ ษาแบง่ ออกเป็น 3 ระยะ คือ

ระยะท่ี 1 ศึกษาสภาพปัญหาการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนโดยใช้
แบบประเมินความสามารถในชีวิตประจำวัน (ADL) ประเมินผู้สูงอายุในเขตตำบลแควอ้อม จำนวน 547 คน
เพอื่ คัดกรองหากลุ่มผูส้ งู อายุทม่ี ภี าวะพึง่ พิง เก็บขอ้ มลู โดยผู้วจิ ยั

ระยะท่ี 2 พัฒนารูปแบบในการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง โดยพัฒนาร่วมกัน
ระหว่างทีมวิจัย แกนนำผู้สูงอายุ เจ้าหน้าท่ีกลุ่มงานปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลอัมพวา และ อสม.
ทุกหมบู่ ้านในพน้ื ทรี่ ับผดิ ชอบ

ระยะที่ 3 ศึกษาผลของการดแู ลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สงู อายทุ ่ีมภี าวะพงึ่ พงิ ในชุมชน โดย
ประเมินความสามารถในชีวิตประจำวัน (ADL) หลังจากดูแลครบ 9 เดือน และ 1 ปี เพ่ือดูการเปล่ียนแปลง
และประเมินความพึงพอใจต่อการจัดบริการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิง เก็บข้อมูลโดยผู้วิจัย
วเิ คราะหข์ อ้ มลู เชิงปริมาณ โดยหาค่า ความถ่ี ร้อยละ ค่าเฉลยี่ ข้อมลู เชิงคุณภาพใชว้ ธิ ีวเิ คราะห์เชงิ เนือ้ หา

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

73

ผลการดำเนนิ งาน
ผลการดำเนนิ งาน แบ่งเป็น 3 ระยะ ดงั น้ี
ระยะท่ี 1 ผลการศกึ ษาสภาพปัญหาการดูแลระยะยาวสำหรบั ผู้สูงอายุที่มภี าวะพึ่งพงิ ในชุมชน
ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ตำบลแควอ้อม จำนวนประชากร 2,261 คน

มีผู้สูงอายุ 547 คน คิดเป็นร้อยละ 24.28 จากการประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ
(ADL) แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังน้ี กลุ่มติดสังคมจำนวน 521 คน คิดเป็นร้อยละ 95.24 กลุ่มติดบ้านจำนวน 22 คน
คิดเป็นร้อยละ 4.02 กลุ่มติดเตียง จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 0.73 ในจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด พบว่ามีผู้สูงอายุ
ท่ีอายุ 90 ปี ขึ้นไป จำนวน 20 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 3.65 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด ซึ่งเม่ือเทียบกบั ร้อยละผู้สูงอายุ
ทอ่ี ายุ 90 ปี ของจงั หวัดสมทุ รสงคราม อย่ทู ่ีร้อยละ 3.09 และของอำเภออัมพวา อยทู่ ่รี อ้ ยละ 3.31

ระยะที่ 2 การพัฒนารปู แบบในการดูแลระยะยาวสำหรบั ผ้สู งู อายุทม่ี ภี าวะพึง่ พงิ
1. จัดตั้งคณะทำงานระดับตำบลเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ได้แก่ คณะอนุกรรมการดูแลระยะยาว
สำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิง โดยมีองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการมาจากภาคส่วนต่างๆในชุมชน ได้แก่
ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจา้ หน้าท่ีสาธารณสุ อสม. ผูด้ ูแลผสู้ งู อายุ (care giver : CG)
2. พัฒนาศักยภาพทีมดูแลผู้สูงอายุ ได้แก่ ผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care manager) ซ่ึงเป็น
พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 1 คน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (care giver : CG) จำนวน 6 คน และพัฒนาความรู้และทักษะ
แกญ่ าตผิ ดู้ ูแลในรูปแบบของอาสาสมคั รประจำครอบครัว (อสค.) ครบทุกบา้ นทมี่ ผี ู้สูงอายุทม่ี ีภาวะพ่ึงพิง
3. จัดทำแผนการดูแลผสู้ ูงอายุที่มภี าวะพึ่งพิงรายบคุ คล (social careplan) ครอบคลุมผู้สูงอายทุ ี่มี
ภาวะพึ่งพิงทัง้ 26 คน
4. การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยผู้จัดการการดูแลผู้สูงอายุ (Care manager) ผู้ดูแลผู้สูงอายุ
(care giver : CG) โดยการเย่ียมดูแลท่บี า้ น สปั ดาหล์ ะ 1 คร้ัง
5. การเย่ียมบ้านเสริมพลังผู้สูงอายุ 90 ปียังแจ๋วทุกราย ร่วมกับคณะอนุกรรมการดูแลระยะยาว
สำหรับผู้สงู อายทุ ่มี ีภาวะพ่งึ พิง
6. จัดต้ังกองทุนช่วยเหลอื ผู้ป่วยติดเตียง จากเงนิ บริจาค เพ่ือเป็นค่าใช้จา่ ยอื่นๆ เช่น ค่าเดินทางไป
โรงพยาบาล คา่ วัสดุอปุ กรณท์ างการแพทยท์ ส่ี น้ิ เปลอื ง โดยมีคณะกรรมการพิจารณาให้เป็นรายๆไป
7. ศูนย์อุปกรณ์สำหรับผู้สงู อายุตดิ บ้านตดิ เตยี ง
ระยะที่ 3 ผลของการดูแลระยะยาวดา้ นสาธารณสขุ สำหรับผู้สงู อายทุ ม่ี ีภาวะพง่ึ พิงในชมุ ชน
ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิงจำนวน 26 คน ที่ได้รับการดูแล มีคะแนน ADL เพิ่มข้ึน
จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 50 คะแนน ADL เฉลี่ยเปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินงานเพ่ิมข้ึน จาก 8.96
เป็น 10.36 ผลการประเมินความพึงพอใจของคณะอนุกรรมการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิง
ญาติหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (CG) พบว่ามีความพึงพอใจต่อการจัดบริการระดับดีมาก 100 %
จากผลการศึกษาจะเห็นว่ารูปแบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงในชุมชน
ทำให้เกิดความพึงพอใจท้ังผู้รับบริการและดูแลอย่างชัดเจน ซ่ึงจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และการ
ดแู ลท่ีต่อเนื่องต่อไป

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

74
อภิปรายผล

1. จากการศึกษาสภาพปัญหาของพื้นที่ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ตำบล
แควอ้อม มีจำนวนประชากร 2,261 คน มีผู้สูงอายุ 547 คน คิดเป็นร้อยละ 24.28 ซึ่งถือว่าเป็นสังคมผู้สูงอายุ
อย่างเต็มรูปแบบโดยสมบูรณ์แล้ว ซึ่งตรงกับแนวโน้มและทิศทางสภาพปัญหาในระดับประเทศ จากการ
ประเมินความสามารถในการดำเนินชวี ติ ประจำวนั ของผู้สงู อายุ (ADL) แบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ ดังน้ี กลุ่มติดสังคม
จำนวน 521 คน คิดเป็นร้อยละ 95.24 กลุ่มติดบ้าน จำนวน 22 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 4.02 กล่มุ ติดเตียง จำนวน
4 คน คิดเป็นร้อยละ 0.73 โดยกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงไดแ้ ก่กลุ่มที่ติดบ้านและติดเตียง รวม 26 ราย ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ี
ต้องจัดการดูแลในระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ โดยใช้รูปแบบการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข
สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ในการดูแลผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิงอย่างต่อเน่ือง และขยาย
กล่มุ เป้าหมายในการดูแลไปสกู่ ลมุ่ อ่นื ๆ ได้แก่ กลุ่มผูพ้ กิ าร และผูป้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย

2. ผลของการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง ซ่ึงประเมินจากคะแนน ADL พบว่า
มีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 50 ในกลุ่มท่ีมีคะแนน ADL เพิ่มข้ึน ยังพบว่ามีคะแนนดีขึ้นจนพ้นจากกลุ่มท่ีมี
ภาวะพ่งึ พิง แสดงให้เห็นผลสำเร็จในการดแู ล ซ่ึงมีเป้าหมายให้ผสู้ ูงอายุที่มภี าวะพึ่งพิงสามารถช่วยเหลือตนเอง
ในชีวติ ประจำวนั ได้
ความภาคภมู ใิ จ

การที่ได้เห็นผู้สงู อายุท่ีเราดูแลจากผู้ป่วยติดเตียงกลบั มาเดินได้อีกคร้ัง คือความภาคภูมิใจของพวกเรา
กรณีตัวอย่าง “ยายซิน” หญิงชรา อายุ 80 ปี สาวโสด อยู่บ้านคนเดียวใช้ชีวิตตามลำพัง ได้รับการส่งต่อจาก
โรงพยาบาลให้กลับมาดูแลท่ีบ้าน ซึ่งกลับมาพรอ้ มสายให้อาหารทางสายยาง และสายสวนปัสสาวะ ช่วยเหลือ
ตัวเองไม่ได้ ทันทีที่กลับถึงบ้าน ยายซินดึงสายให้อาหารออก ตอนอยู่โรงพยาบาลแกถูกมัดมือมัดขาตลอด
เพราะว่างเม่ือไรแกเป็นต้องดึงสายออกทันที บ้านยายซินอยู่ใกล้กับบ้านของ CG ทันทีที่แกดึงสายออก CG
ก็โทรแจ้งเราทันที หลังจากที่คุยกับยายซินแล้วว่าถ้ายายสามารถกินได้เอง ก็จะไม่ใส่สายให้ แต่ถ้ากินไม่ได้
พรุ่งนี้จะกลับมาใส่สายให้ใหม่ สดุ ท้ายยายซินก็กนิ ได้เองโดยไม่ต้องใสส่ าย ทีมเราเข้าไปดูแลท้ังหาขา้ ว หาน้ำให้
กิน ตัดกล้วยแขวนไว้ให้ ตัดเล็บตัดผมให้ กวาดบ้านถูบ้าน จัดยาเป็นชุดๆไว้ให้ สิ่งสำคัญคือกำลังใจที่พวกเรา
มีให้ตลอด อาการยายซินดีขึ้นเรอ่ื ยๆ จากติดเตียง เรม่ิ ลุกได้ และลุกเดินได้ช่วยเหลือตัวเองได้ในท่ีสุด ราวปาฏิหารย์
วันที่เราไปเย่ียมแลว้ เหน็ ยายซินลกุ ข้ึนมานง่ั รอเราอยู่หน้าประตู วันน้ันคอื วันทีพ่ วกเราภมู ิใจทส่ี ดุ ..

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

75

เรอ่ื ง ประสิทธิผลการใช้ สเปรย์ Normal saline ลดอาการเจบ็ ปวดจากผา้ ก๊อซตดิ แผลของผปู้ ่วย
โรงพยาบาลส่งเสริมตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวดั สมุทรสงคราม

นายนพิ นธ์ เงินคงพนั ธ์ นักวชิ าการสาธารณสขุ ชำนาญการ
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลบ้านคลองเหมอื งใหม่

ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
งานรักษาพยาบาล คือหนึ่งในภารกิจที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าคาได้ดำเนินการ เพื่อดูแลรักษา

บรรเทาอาการเจ็บป่วยของประชาชนในปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีผู้ป่วยเข้ารับบริการ จำนวน 2,512 ราย หรือ
จำนวน 10,317 คร้ัง มีค่าใช้จ่ายในบริการรักษาพยาบาลท้ังหมด 290,822.70 บาท โดยจำแนกเป็นผู้ป่วย
รับการรักษาพยาบาลทำแผลต่อเน่ืองจากอุบัติเหตุต่างๆ จำนวน 290 ราย คิดเป็นร้อยละ 11.54 ของผู้ป่วย
ท้ังหมด ซ่ึงมีค่าใช้จ่ายจากการทำหัตถการท้ังส้ิน 75,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 25.79 ของค่าใช้จ่ายในบริการ
รักษาพยาบาลทั้งหมด ท้ังน้ีความเจบ็ ปวดบาดแผลของผ้ปู ่วย เป็นส่ิงหน่ึงเจา้ หน้าท่ีตระหนักถงึ ในการให้บริการ
จึงมีการคิดค้นนวัตกรรม/กลวิธี และมีการศึกษาผลการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ลดการปนเปื้อนเชื้อโรค
จากผ้าก๊อซ ตลอดจนลดค่าใช้จ่ายในการทำแผล โดยการใช้ สเปรย์ Normal saline ลดอาการเจ็บปวดจาก
ผ้าก๊อซติดแผลของผู้ป่วย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ข้ันและ
ศึกษาวิจัยประสทิ ธผิ ลในการใชน้ วตั กรรมดงั กล่าวตอ่ ไป
วตั ถปุ ระสงค์

เพ่ือศึกษาวิธีในการทำแผลผู้ป่วยที่มารับบริการ โรงพยาบาล
สง่ เสริมสุขภาพตำบลท่าคา และเพ่ือศึกษาเปรยี บเทียบผลการทำแผล
แบบวิธีเดิม กับการทำแผลโดยใช้ สเปรย์ Normal saline ลดอาการ
เจ็บปวดจากผ้าก๊อซติดแผลของผูป้ ่วย
วิธดี ำเนินการ

การศกึ ษาครั้งนเี้ ป็นการศกึ ษาผลการเปรียบเทียบระดับความเจ็บปวดขณะทำแผลระหว่างการทำแผล
โดยการใช้สเปรย์ Normal saline และการทำแผลแบบท่ัวไปในผู้ป่วยท่ีมีอายุต้ังแต่ 15 - 60 ปี กลุ่มเป้าหมาย
ในการศึกษาเชิงปริมาณ คือ ผู้ป่วยท่ีมารับบริการทำแผลของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าคา ในเดือน
ตุลาคม 2562 จำนวน 90 คน เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Reseach) และศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-
experimental study) กลุ่มเดียววัด 4 ครั้ง (One-Group Pre-Post Design) เปรียบเทียบก่อน-หลัง การใช้
สเปรย์ Normal saline ลดอาการเจบ็ ปวดจากผ้ากอ๊ ซตดิ แผลของผูป้ ว่ ย

ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม - รูปแบบการทำแผลใหม่
- วีธีการทำแผล โดยการใช้ สเปรย์ - ระดบั ความเจ็บปวด - ความพึงพอใจของ
Normal saline ในขณะทำแผลของผู้ป่วย ผู้รบั บรกิ าร
- วีธีการทำแผลแบบเดมิ

ผล

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

76

การดำเนนิ งาน ตารางแสดงจำนวนและรอ้ ยละของผ้ปู ว่ ยที่มารับบรกิ ารทำแผล ที่โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพ
ตำบลทา่ คา จำแนกตาม พฤติกรรมของผ้ปู ว่ ยภายหลงั การทำแผลแบบเดิมและทำแผลโดยใช้สเปรย์ฯ

พฤตกิ รรมของผู้ป่วย ครั้งท่ี 1 (แบบเดมิ ) คร้ังที่ 2 (ใชส้ เปรย์) ครั้งที่ 3(แบบเดมิ ) คร้ังที่ 4(ใชส้ เปรย์)
จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ จำนวน รอ้ ยละ จำนวน ร้อยละ
สหี นา้ บูบ้ ้ี
หนา้ นว่ิ ค้ิวขมวด 69 76.7 57 63.3 60 66.7 52 57.8
การสะดุ้ง 54 60.0 44 48.9 47 52.2 40 44.4
การนอนนิง่ ๆไม่ขยับเขย้ือน 33 36.7 20 22.2 28 31.1 17 18.9
บิดลำตวั 59 65.6 46 51.1 55 61.1 43 47.8
นำ้ ตาไหล 44 48.9 27 30.0 37 41.1 25 27.8
การกดั ฟัน/การกำมือ 39 43.3 27 30.0 32 35.8 27 30.0
อย่างรนุ แรง 25 27.8 21 23.3 22 24.4 22 24.4
มีเสียงร้องแสดงความ
เจบ็ ปวด 60 66.7 40 44.4 50 55.6 34 37.8

อภปิ รายผล

การศึกษาในคร้ังน้ีได้มีการประเมินความเจ็บปวดของผู้ป่วยจากการทำแผล ประเมินโดย Visual

Analogue Scale (VAS) ใช้เส้นตรงท่ีมีความยาว 10 เซนติเมตร โดยที่ปลายด้านหนึ่งเป็น 0 คือไม่ปวด และปลาย

อีกข้าง 10 คือปวดมากสุด ให้ลำดับความปวดจาก 0 – 10 จากนั้นให้ผู้ป่วยชี้การเจ็บปวดตรงเส้นน้ันแทนความ

รุนแรงของอาการปวด (LaMontagne, Hepworth, Cohen & Salisbury, 2003 /level 2) พบว่ามีค่าเฉล่ียความ
เจ็บปวดจากการทำแผลแบบเดิมทั้งสองคร้ัง 8.99 และ 8.84 มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน .720 และ 1.06
ตามลำดับ ส่วนค่าเฉล่ียความเจ็บปวดจากการทำแผลโดยการใช้สเปรย์ Normal saline 7.28 และ 7.20 มีส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน .983 และ .820 ตามลำดับจะเห็นได้ว่า ภายหลังการใช้ NSS ในกระบวนการลดการติดของ
ผ้าก๊อซกับบาดแผล ผู้ป่วยมีความเจ็บจากการทำแผลน้อยลง เม่ือทดสอบความแตกต่างของความเจ็บปวดของ

ผู้ป่วยที่ได้รับการทำแผลทั้งสองแบบพบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 น่ันคือผู้ป่วยที่ได้รับ

การทำแผลโดยใช้ สเปรย์ Normal saline มีความเจ็บปวดน้อยกว่าผู้ป่วยท่ีได้รับการทำแผลแบบเดิม ภายหลังมา

รับบริการทำแผลโดยการใช้สเปรย์ ผู้ป่วยมีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 75.6 จึงเป็นแนวทางในการหา

วธิ ีเพือ่ บรรเทาความเจบ็ ปวดท่ีเกิดจากการทำแผลท่ีมปี ระสิทธภิ าพ และลดต้นทุนการรักษา

ความภาคภมู ใิ จ

สามารถคิดนวัตกรรมในการทำแผลผู้ป่วยและลดความ
เจ็บปวดจากการทำแผลทำให้ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการทำ
แผลของเจ้าหน้าท่ีเพิ่มข้ึน ลดค่าใช้จ่ายในการทำแผลของ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าคา และสามารถนำผลที่ได้

จากการศึกษาวิจยั ไปขยายผลให้แกห่ นว่ ยงานทส่ี นใจ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

77

เรอื่ ง พัฒนาการสมวัยออนไลน์
นางวาสนา พุ่มพฤกษา เจา้ พนกั งานสาธารณสขุ อาวโุ ส
โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตำบลไร่ส้ม
อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

ความเป็นมาและความสำคัญ
ปี 2563 ตำบลไร่สม้ มีประชากรทั้งหมด 5,506 คน มีเด็กอายุ 9, 18, 30, 42, 60 เดือน ตลอดปี จำนวน 165 คน

เปน็ กลมุ่ เป้าหมายท่ตี ้องตรวจพฒั นาการสมวัยในชว่ งเดอื น ตุลาคม 2562 – มิถุนายน 2563 จำนวน 120 คน
วตั ถปุ ระสงค์

1. เพื่อพฒั นาคณุ ภาพชีวิตเดก็ อายุ 9, 18, 30, 42, 60 เดอื น
2. เพ่อื ให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง เป็นผู้เฝ้าระวัง ส่งเสริมพฒั นาการประเมนิ และคัดกรองพัฒนาการของลูก
ดว้ ยตนเอง
3. เพือ่ แก้ไขเดก็ ท่ีมพี ฒั นาการล่าช้า ให้มีพฒั นาการสมวัย
4. เพ่อื ลดความเสีย่ งในการตดิ เชื้อโรคโควิด-19
วธิ กี ารดำเนินงาน
1. สำรวจขอ้ มูล และจัดทำทะเบยี นเด็กอายุ 9, 18, 30, 42, 60 เดือน
2. ประชมุ ทมี รพ.สต.ไร่สม้ เพ่อื ให้ทราบวธิ ดี ำเนินการ และแจง้ กลมุ่ เปา้ หมาย
3. ประสานงานอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจำหม่บู ้าน (อสม.) กรณีผู้ปกครองไม่อา่ นไลน์ หรือไมร่ บั โทรศัพท์
4. ประสานพอ่ แม่ ผปู้ กครอง เพือ่ สอนวธิ กี ารตรวจพัฒนาการ และขอเป็นเพอื่ นทางไลน์
5. สอนวิธีการตรวจพัฒนาการให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ล่วงหน้า เช่น เด็กมาตรวจพัฒนาช่วงอายุ 9 เดือน
เมอ่ื ตรวจเสรจ็ จะสอนการตรวจฯ ชว่ งอายุ 18 เดือน ใหก้ บั พอ่ แม่ ผปู้ กครอง กลบั ไปตรวจเองท่บี ้าน
6. ส่งคลิปวดิ โี อใน youtube ให้กบั พ่อแม่ ผปู้ กครอง ได้ศกึ ษาทบทวนขณะอยู่บ้าน
7. สอนวธิ กี ารจัดหาอุปกรณ์ในการตรวจพัฒนาการสมวยั
8. แจ้งเตอื นพ่อแม่ ผู้ปกครองทางไลน์ เมอื่ ได้ระยะเวลาตรวจประเมินพฒั นาการ
9. พอ่ แม่ ผูป้ กครอง ตรวจประเมนิ พัฒนาการ และส่งภาพหรอื คลิปให้ เจ้าหนา้ ท่ที างไลน์
10. เจ้าหน้าท่ตี รวจประเมินซ้ำ และแจ้งผลให้พอ่ แม่ ผ้ปู กครอง ทราบทางไลน์
11. ในรายท่ีมีพัฒนาการล่าช้า จะดำเนินการกระตุ้นซ้ำ หรือส่งต่อโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัด
เพชรบรุ ี ทนั ทีในรายทีเ่ ขา้ เกณฑ์ต้องสง่ ตอ่
12. บันทึกข้อมลู ผลการตรวจพัฒนาการลงในโปรแกรม JHCIS และส่ง 43 แฟ้มขึน้ HDC
13. นำคลิปวิดโี อเก็บใน google drive
14. จัดทำ QR code เผยแพร่ในกล่มุ ไลนง์ านพัฒนาการสมวยั ของอำเภอเมืองเพชรบุรี
15. ประเมนิ ผลการดำเนินงานจาก HDC

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

78
ผลการดำเนินงาน

ปงี บประมาณ 2563 (ตลุ าคม 2562 – มถิ ุนายน 2563) ทม่ี า : จาก HDC วันที่ 15 กรกฎาคม 2563
1. เปา้ หมาย จำนวน 120 คน คัดกรอง จำนวน 120 คน คิดเปน็ ร้อยละ 100
2. สมวยั ครัง้ แรก จำนวน 81 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 67.50
3. สงสยั ล่าชา้ ทงั้ หมด จำนวน 39 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 32.50 ดงั น้ี

- สงสัยล่าช้ารอกระตุ้น 30 วัน จำนวน 36 คน ดำเนินการแล้ว 33 คน คิดเป็นร้อยละ 91.67 อยู่
ระหวา่ งดำเนินการ 3 คน (ประเมนิ พัฒนาการเมื่อเดือนมถิ นุ ายน 63)

- สงสัยลา่ ชา้ สง่ ต่อทนั ที จำนวน 3 คน
4. ตรวจพัฒนาการสมวัยออนไลน์

เปา้ หมายทัง้ หมด จำนวน 120 คน ตรวจพัฒนาการออนไลน์ ทั้งหมดจำนวน 35 คน ดังนี้
4.1 สง่ รูปภาพ จำนวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ 28.57 ปกติ จำนวน 10 คน คิดเปน็ ร้อยละ 100
4.2 ส่งคลิปวิดีโอ จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 71.43 ปกติ จำนวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 92
สงสยั ล่าชา้ สง่ ต่อทันที จำนวน 2 คน คดิ เป็นร้อยละ 8
อภิปรายผล
จากผลการดำเนินงานจะเห็นได้ว่า การตรวจพัฒนาการออนไลน์ สามารถช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง
สามารถตรวจพัฒนาการไดเ้ อง มีความผูกพันกบั เด็กมากขนึ้ ไมต่ ้องเดินทางเสีย่ งอุบตั ิเหตุทางถนน ลดคา่ ใชจ้ า่ ย
ในการเดนิ ทาง และไมต่ อ้ งเสีย่ งโรคโควดิ – 19 ในการรวมกล่มุ กบั บุคคลอื่นๆ ทสี่ ถานบรกิ าร
ความภาคภมู ิใจ
พ่อแม่ ผปู้ กครอง สามารถตรวจพฒั นาการได้เอง และมีความผกู พันกบั เด็กมากขนึ้

ตรวจพัฒนาการสมวัยออนไลน์

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

79

เรือ่ ง “โครงการนักรบโควดิ แห่งลุ่มน้ำเพชรบุรี”

นางศริ ินทร์ กรุงศรีเมือง นักวชิ าการสาธารณสุขชำนาญการพเิ ศษ

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองขานาง ม.5 ตำบลท่าคอย

อำเภอท่ายาง จังหวดั เพชรบุรี

ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
เมื่อได้ทราบว่ามีการระบาดของไวรัสโคโรน่าหรือไวรัสโควิด 19 คร้ังแรกที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน

เม่ือเดือนพฤศจิกายน 2562 จึงเรียกว่าไวรัสอู่ฮั่น ต่อมา WHO ได้เปลยี่ นชื่อเป็นโควิด 19 ซ่ึงในขณะนั้นยังไม่มี
การระบาดเกิดข้ึนในประเทศไทย จึงคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวคงไม่มีผลกระทบมาถึงประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่
13 มกราคม 2563 รัฐบาลได้แถลงข่าวว่าพบผู้ป่วยไวรัสอู่ฮ่ันรายแรกในประเทศไทย เดินทางกลับมาจาก
ประเทศจีน จากนั้นก็มีรายงานเคสผู้ป่วย ผู้เสียชีวิตเป็นรายวัน เป็นช่วงท่ีมีการระบาดหนักที่สุด ทำให้เรา
ชาวสาธารณสขุ เรม่ิ ตระหนักแลว้ ว่า โควดิ 19 อยู่ใกลๆ้ เรานเ่ี อง

วันท่ี 21 มีนาคม 2563 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองขานาง ได้รับแจ้งว่าพบผู้ป่วย
สงสัยติดเชื้อโควิด 19 จำนวน 1 ราย อยูใ่ นพื้นที่ ม.5 ตำบลท่าคอย อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี จึงได้ทำการ
สอบสวนโรคในวันนั้นเลย พบว่าตัวผู้ป่วยอาศัยอยู่ ตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในช่วง 2-3 ปี
ท่ีผ่านมาไม่ได้กลับมาอยู่บ้านเลย แต่พ่อและแม่ของผู้ป่วยได้กลับมาเย่ียม ย่าและยายที่ตำบลท่าคอย เป็นประจำ
ในวันรุ่งข้ึน ผลการตรวจพบว่าผู้ป่วยติดเช้ือโควดิ 19 จากภรรยาที่เดินทางกลับจากกมั พูชา เป็นผปู้ ่วยรายแรก
ของจังหวัดเพชรบุรี หลังจากนั้นจึงได้เกิดกระบวนการเพื่อป้องกันโรคในชุมชนขึ้น คือโครงการนักรบโควิด
แหง่ ลุ่มนำ้ เพชรบุรี

วัตถุประสงค์
1. เพื่อรณรงค์ควบคุมป้องกนั โรคโควิด 19
2. เพือ่ รณรงคค์ ้นหาผ้ปู ่วยผู้สมั ผสั เชิงรกุ
3. เพอ่ื ส่งเสรมิ ให้ครอบครัว ชุมชนเกดิ การรับรูแ้ ละตระหนกั ถงึ ความสำคัญของโรคโควิด 19
4. เพื่อใหป้ ระชาชนรู้จักการใชช้ วี ิตวิถใี หม่ (New Normal)

วธิ ดี ำเนินการ
1. ประสานงานกับผู้นำชุมชน, เทศบาลตำบลท่ายาง, องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคอย (เนื่องจากเรา

มี 2 เขตการปกครอง), อสม. เพ่ือวางแผนรณรงค์พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อท่ีบ้านย่า และยายของผู้ป่วย รวมท้ังรณรงค์
พน่ ท้ังหมบู่ ้าน

2. ให้ความรู้กับญาติและกลุ่มเสี่ยงทำการกักตัว 14 วัน พร้อมทั้งจัดเวรเจ้าหน้าที่ และ อสม. ไปคัดกรอง
ตรวจวดั ไข้ เชา้ - เยน็ และจากผลการตรวจเช้อื ของพอ่ - แม่ ผูป้ ว่ ยพบวา่ ผลปกติ

3. ประชุม อสม. ทุกหมู่บ้าน จำนวน 220 คน เพ่ือให้ความรู้และรับนโยบายในการควบคุมป้องกัน
โรคโควดิ 19 เพ่ือให้ อสม. เป็นแกนนำ ในการเคาะประตูบา้ นใหค้ วามรู้ และค้นหากลุม่ เสย่ี ง เชงิ รุก

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

80

4. อสม.รณรงค์ค้นหา และติดตามวัดไข้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดในพื้นที่เส่ียง เพ่ือกลับภูมิลำเนา
สง่ รายงาน ให้ รพ.สต. ทุกวนั

5. เกิดโครงการท่าคอยปันสุข โดยเทศบาลตำบลท่ายาง และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคอย
ได้ประสานกับ กศน. ตำบลท่าคอย จัดอบรมการเย็บแมสผ้า เพื่อแจกให้ประชาชนในพ้ืนท่ี มีการกำหนด
มาตรการให้ทุกคนต้องสวมแมสเวลาออกนอกบ้านทุกคร้ัง ถ้าไม่สวมต้องเสียค่าปรับ 20,000 บาท สนับสนุน
เคร่ืองยิงวัดไข้ เจลแอลกอฮอร์ เฟสชิล นอกจากนั้น ประชาชนในพ้ืนท่ียังได้มีการสนับสนุนอุปกรณ์
ทางการแพทย์เพื่อให้ รพ.สต. ไว้ใช้ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ เช่น อุปกรณ์ใส่เจลล้างมือโดยใช้เท้าเหยียบ
ท่กี นั้ อะคลิริกสำหรับซกั ประวตั ิ จดั ทำอาหารมามอบให้ รพ.สต.

6. ทีมนักรบโควิดเข้มแข็ง อสม. มีการจัดทีมเพื่อรณรงค์คัดกรองประชาชนท่ีมาร่วมงานศพ ท้ังที่วัด
และท่ีบ้าน จำนวน 11 ทีม รวมทั้งจัดเตรียมสถานท่ีเพื่อให้ประชาชนเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1 เมตร ทุกคน
ท่ีมาร่วมงานต้องสวมแมส จัดเตรียมเจลล้างมือแอลกอฮอร์ให้ผู้มาร่วมงานล้างมือก่อนเข้างานทุกคน ลงบัญชี
รายชือ่ ทีอ่ ยู่ เบอรโ์ ทรศัพท์ ไวท้ ุกครง้ั

7. อสม.Grap Drug จากการที่รณรงค์ให้ประชาชนอยู่บ้านเพื่อหยุดเชื้อ แต่ยังมีผู้ป่วยโรคเร้ือรังที่ต้อง
ได้รับยาและการดูแล ดังน้ัน จึงได้จัดทีม อสม.Grap Drug เพื่อส่งยาโรคเร้ือรังให้ผู้ป่วยท่ีบ้าน และนำแมสไป
มอบให้กลมุ่ ผปู้ ว่ ยและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผ้สู งู อายุ เด็ก ผู้พกิ าร ผู้ปว่ ยตดิ เตียง

8. โครงการวัดปันสุข ซ่ึงเจ้าคณะอำเภอท่ายาง ได้จัดทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยโควิด และได้มอบ
ขา้ วสาร อาหารแห้ง ใหป้ ระชาชนทีเ่ ดอื ดรอ้ น

9. โครงการสวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ (ปลูกผักปลอดสารพิษต้านภัยโควิด 19) โดยพระครู
วัชรชลธรรม เจ้าคณะอำเภอท่ายาง เจ้าอาวาสวัดชลธราราม (ท่าซิก) เกิดจากความร่วมมือของชาวบ้าน
เพ่ือเป็นแหล่งอาหารให้ประชาชนสามารถมาเก็บไปทำอาหารรับประทานได้ และเม่ือเก็บไปแล้วก็มีการปลูก
ทดแทนไว้เพ่ือใหม้ ผี ักปลอดสารพษิ ไว้รับประทานได้ตลอดไป

10. ผู้นำชุมชนเข้มแข็ง มีการจัดเวรเพื่อตั้งด่านตรวจในช่วงที่รัฐบาลมีการประกาศเคอร์ฟิวส์ เพื่อให้
บา้ นเมอื งเกดิ ความสงบเรยี บรอ้ ย ลดการแพรก่ ระจายเช้อื
ผลการดำเนนิ งาน

1. รณรงคพ์ ่นนำ้ ยาฆา่ เชอ้ื ในหม่บู ้าน ครอบคลุมท้ังตำบล 11 หม่บู ้าน เดือนละ 1 ครงั้
2. แจกแมสผ้า ใหป้ ระชาชนในพืน้ ที่ จำนวน 10,000 ชนิ้
3. ทมี นกั รบโควิด จำนวน 11 ทีม
4. มีการจดั ตง้ั ตู้ปันสขุ จำนวน 4 แหง่ สวนเกษตรปลอดสารพิษ 2 แหง่
5. คัดกรองกลุ่มเสี่ยงทเี่ ดนิ ทางมาจากตา่ งจังหวัดและตา่ งประเทศ จำนวน 259 คน ไม่พบผปู้ ว่ ยโควดิ
6. จดั ตง้ั จดุ ตรวจคดั กรองบรเิ วณตลาดนดั จำนวน 4 แหง่
7. รณรงคต์ รวจร้านอาหาร 8 แห่ง รา้ นเสรมิ สวย 8 แหง่ มีการปฏบิ ตั ิตามกฏระเบยี บทกุ ร้าน

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

81
อภปิ รายผล

จากผลการดำเนินงานถงึ แม้ว่าโควิด 19 จะเป็นโรคติดตอ่ อนั ตราย แตจ่ ากผลการดำเนินงานของนักรบ
โควิด ท่ีได้ทำงานด่านหน้าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เป็นการทำงานท่ีเสียสละไม่มีการเรียกร้องผลตอบแทนทำให้
ประชาชนเกิดการตื่นตัวในการป้องกันโรค ทุกคนในหมู่บ้าน มีการสวมแมสก่อนออกจากบ้านทุกคร้ัง ทุกบ้าน
ทุกสถานท่ี เชน่ ร้านเสริมสวย ร้านอาหาร ตลาดสด รา้ นค้าโชวหว่ ย มีการจัดตั้งเจลแอลกอฮอร์ไว้ให้ประชาชน
เข้าถึงทุกจุด เกิดความรักใคร่ช่วยเหลือกันในชุมชน ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีแฝงอยู่ เกิดส่ิงดีๆขนึ้ โดยท่ี
ไม่คาดคิด เช่น ธารนำ้ ใจจากชาวบ้านทห่ี ลัง่ ไหลเข้ามาช่วยงานสาธารณสขุ การทำงานของทุกภาคสว่ นท่ีร่วมมือ
กันอย่างมีเอกภาพ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกจะขาดเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ ในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
แต่เมื่อมีภาคเอกชนย่ืนมือเข้ามาช่วยเหลือ ก็สามารถทำให้ปัญหาดังกล่าวผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ใน
ขณะเดียวกัน เมื่อระยะเวลาผ่านไปได้ระยะหน่ึง การระบาดของโรคเร่ิมลดลง มาตรการต่างๆที่เข้มงวด
เรมิ่ ผ่อนคลายลง พบว่าประชาชนบางส่วนเริ่มตระหนักถึงการแพรร่ ะบาดของโรคลดลง เชน่ เร่ืองการสวมแมส
กอ่ นออกจากบา้ น การล้างมือ ซ่ึงถา้ เราไมม่ ีการใช้ชวี ติ แล New Normal การระบาดรอบ 2 อาจกลบั มาอกี ได้
ความภาคภูมใิ จ

1. ถึงแม้ว่าตำบลท่าคอย จะเป็นพื้นที่เส่ยี งในลำดบั แรกๆ แตก่ ารการทำงานท่ีเข้มแข็งของทุกภาคส่วน
ทำใหไ้ ม่พบผู้ปว่ ยโควิด

2. การทำงานด่านหนา้ เสียสละ ไม่เรยี กร้องส่งิ ตอบแทนใดๆ ทำให้ทุกคนเหน็ คุณคา่ เหน็ ความตั้งใจใน
การทำงานอย่างจริงจัง จน ทำให้ระบบการดูแลของสาธารณสุขไทยได้รับการยกย่องจาก WHO และประเทศ
ตา่ งๆทวั่ โลกต่างชนื่ ชมประเทศไทยวา่ มีระบบสาธารณสขุ ท่ดี ที ่สี ุดในโลก

3. การไดร้ ับการบรรจเุ ขา้ รับเป็นขา้ ราชการของลกู จ้างชวั่ คราวและพนักงานกระทรวง

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

82

เร่ือง การพฒั นารปู แบบบริการกลมุ่ โรคต้อกระจกครบวงจร

นางกชพรรณ อัญฤาชัย
พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ

โรงพยาบาลนครปฐม
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา

การพัฒนาบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan)
ใช้รูปแบบเครือข่ายการให้บริการแทนการขยายโรงพยาบาลเป็นรายแห่ง จัดบริการแบบแบ่งเขตสุขภาพเพื่อดูแล
ประชาชนให้เข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง โดยใช้หลักการ "เครือข่ายบริการท่ีไร้รอยต่อ" (Seamless)
เชื่อมโยงบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิเข้าด้วยกัน ทั้งน้ีเนื่องจากปัญหาที่ผ่านมา ประชาชน
เมื่อเกิดการเจ็บป่วย เมื่อไปเข้ารับการบริการทางการแพทย์จะพบกับความแออัดในโรงพยาบาล ซ่ึงแต่ละ
โรงพยาบาลต่างพยายามให้การรักษาอย่างเต็มท่ีภายใต้มาตรฐานท่ีเท่าเทียม แต่ก็ยังพบปัญหาอยู่ตลอดเวลา
จนบางครั้งเกิดความล่าช้า เพื่อลดความแออัด และลดการรอคอยน้ัน ทำให้เกิดการรักษาแบบไร้รอยต่อ รวมถึงมี
การใช้ทรัพยากรร่วมกันและการจับมือกันของทุกกระทรวงท่ีเก่ียวข้อง ท้ังจากภาครัฐและเอกชน จึงถือเป็นอีกหน่ึง
ก้าว ที่สำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาระบบบริการและความแออัดในโรงพยาบาล ทำให้ประชาชนได้รับการบรกิ าร
อย่างเท่าเทียม โรงพยาบาลนครปฐมเองก็มีนโยบายท่ีจะพัฒนารูปแบบบริการให้เป็น Smart hospital พัฒนา
ประสิทธิภาพระบบบริการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือเพ่ิมการเข้าถึงบริการลดข้อจำกัดท้ังด้านบุคลากร
ทางการแพทย์/อุปกรณ์ และสถานที่ โดยมีแนวคิดวิธีการเพื่อพัฒนางาน /ปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพมากข้ึน
ด้วยการพัฒนารูปแบบบริการกลุ่มโรคต้อกระจกครบวงจรของศูนย์ต้อกระจกโรงพยาบาลนครปฐม เป็นบริการ
เชิงรุกเพ่ือป้องกันภาวะตาบอดจากต้อกระจก ซึ่งเป็นภาวะตาบอดที่ป้องกันได้ (Preventable Blindness)
โดยการเชื่อมโยงบริการท้ังเครือข่าย และประสานความร่วมมือกับองค์กรส่วนท้องถ่ินในการอำนวยความสะดวก
แก่ผู้ป่วย ให้เข้าถึงบริการได้โดยง่าย รวดเร็ว และลดภาวะพ่ึงพิงญาติ สร้างความพึงพอใจต่อผู้รับบริการ รวมท้ัง
นำข้อมูลจากระบบสารสนเทศที่มีอยมู่ าใช้เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลสามารถวางแผนกำหนดการใช้ทรพั ยากรต่างๆได้
อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากน้ียังเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายบริการสุขภาพ
กับองค์กรส่วนท้องถ่ิน เสริมพลังให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของคนในพ้ืนที่รับผิดชอบของตนเอง
เปน็ การสรา้ งความสามัคคีและความเขม้ แข็งให้ชุมชน

วัตถุประสงค์
เพอื่ พฒั นารูปแบบบริการกลุ่มโรคตอ้ กระจกครบวงจร

วธิ ีดำเนนิ การ
1. ทบทวนแนวคิดท่ีเก่ียวข้องกับโรคและการคัดกรองโรค ภาคีความร่วมมือเพ่ือสุขภาพ ระบบบริการ

แบบเขตสขุ ภาพ การบรกิ ารไรร้ อยต่อ และรปู แบบการคัดกรองโรคต้อกระจก
2. เสนอแนวคิดในการดำเนินงานต่อที่ประชุมสาขาตา รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล สถิติ

บริการตา่ งๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ งดา้ นสถิตกิ ารมารับบริการ การคดั กรองสายตา การบริการรักษาผา่ ตัดตอ้ กระจก

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

83

3. เสนอแนวคิดการบริการจักษเุ ชิงรกุ กลุ่มโรคต้อกระจกในรูปแบบบรกิ ารกลมุ่ โรคต้อกระจกครบวงจร
โดยศนู ยต์ ้อกระจกโรงพยาบาลนครปฐมแกท่ ีป่ ระชมุ service plan สาขาตา และเครอื ขา่ ย

4. นำเสนอข้อมูล แนวทางการดำเนินงานต่อที่ประชุมหน่วยบริการต่างๆในภาคีเครือข่ายท่ีเกี่ยวข้อง
ตามผังกระบวนการไหลของงาน

5. เตรียมความพรอ้ ม /พัฒนาสมรรถนะของบุคลากรทุกระดับเรื่องการตรวจคัดกรองสายตา จดั อบรม
บุคลากร อสม. /อปท. /เจ้าหน้าท่ีหน่วยบริการปฐมภูมิ เรื่องตรวจคัดกรองสายตาเบ้ืองต้น จัดหาอุปกรณ์
เครือ่ งมอื ในการตรวจคดั กรองสายตาสำหรับ อสม. แผ่นป้ายวัดสายตา Snellen chart

6. ออกตรวจผู้ป่วยในพ้ืนท่ี บริหารกระบวนการคัดกรอง ตรวจประเมินผู้ป่วยพื้นท่ีเดียวกัน ในวันเดียวกัน
เพอื่ ตรวจค้นหาและนำผ้ปู ่วยต้อกระจกเขา้ สกู่ ระบวนการรกั ษาผา่ ตัด

7. จัดทำ รวบรวมเอกสารข้อมูลผู้ป่วยต้อกระจกที่แพทย์นัดผ่าตัด เพื่อนัดหมายสถานที่ วัน เวลา กับ
เจ้าหน้าท่ขี อง อปท. /หน่วยบรกิ ารปฐมภูมิ เพื่อนำผูป้ ่วยเปน็ หม่คู ณะมารบั บริการแบบ 1-stop service

8. การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของผู้ป่วยทุกรายท่ีแพทย์นัดผ่าตัดในวันเดียว กัน
โดยประสานความร่วมมอื กับองค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ จัดรถรบั -ส่งผปู้ ่วย ทัง้ 3 ครง้ั
ผลการดำเนินงาน

1. ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น ลดอัตราการเกิดตาบอดจากโรคต้อกระจก ส่งผลให้ผู้ป่วย
มคี ุณภาพชีวติ ที่ดี

2. ชุมชนมีส่วนรว่ มในการดูแลสุขภาพของประชาชน
3. เกิดความรว่ มมือของเครือข่ายบริการสขุ ภาพทุกระดับ
อภิปรายผล
1. อัตราผู้สูงอายไุ ดร้ ับการตรวจคดั กรองสายตามากกวา่ หรอื เท่ากับร้อยละ 80
2. อัตราต้อกระจกชนิดบอดและต้อกระจกชนิดสายตาเลอื นรางระดับรุนแรง ได้รบั การผ่าตัดภายใน 30 วัน
มากกวา่ หรือเทา่ กบั ร้อยละ 85
3. จำนวนครั้งของการมาโรงพยาบาลเพ่อื ตรวจกอ่ นผ่าตดั ตอ้ กระจก น้อยกว่าหรอื เท่ากับ 1 visit /operation
4. อัตราความพึงพอใจของผู้ให้บริการผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกในโรงพยาบาล /อปท. /อสม. /หน่วยบริการ
ปฐมภูมิ มากกวา่ หรอื เท่ากบั ร้อยละ 85
5. อตั ราความพึงพอใจของผปู้ ว่ ยตอ้ กระจก มากกว่าหรือเทา่ กับร้อยละ 85
ความภาคภมู ใิ จ
การพัฒนารปู แบบบริการกลุ่มโรคต้อกระจกครบวงจร เป็นการบริการเชิงรุกเพื่อป้องกันภาวะตาบอด
จากต้อกระจก ซึ่งเป็นภาวะตาบอดท่ีป้องกันได้ โดยการเชื่อมโยงบริการท้ังเครอื ข่ายและประสานความร่วมมือ
กับองค์กรส่วนท้องถิ่นในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย ให้เข้าถึงบริการได้โดยง่าย รวดเร็ว และลดภาระ
พึ่งพงิ ญาติ สร้างความพ่งึ พอใจแก่ผูบ้ รกิ าร

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

84

เรอื่ ง Best Practice Service Plan (สาขาโรคไมต่ ิดต่อเรื้อรัง)

นางชุติกาญจน์ บรรเลงจิต
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ

โรงพยาบาลสมุทรสาคร
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา

ในสถานการณ์การเกิดโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มสูงขึ้นเร่ือยๆ เร่ิมมีความชุก
คอ่ นข้างสงู และนำไปสกู่ ารเกดิ โรคแทรกซอ้ นทเ่ี ร้ือรังและรุนแรงได้ ซ่ึงเปน็ สาเหตุที่สำคัญทีท่ ำใหเ้ กิดความพกิ าร
หลายประการได้แก่ตาบอด หรือถูกตัดขาซึ่งปัญหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา เช่น ทางด้านร่างกายจิตใจ
อารมณ์สงั คมรวมท้ังปัญหาเศรษฐกจิ ของครอบครัวทำใหญ้ าติผู้เกีย่ วขอ้ งต้องแบกภาระในการติดตามดแู ลผู้ปว่ ย
ท่ีมีภาวะแทรกซ้อนอย่างต่อเน่ืองและตลอดชีวิตของผู้ป่วยทำให้เกิดการขาดรายได้ในการประกอบอาชีพ
เพื่อหาเล้ียงครอบครัว หากผู้ป่วยและครอบครัวไม่มีความเข้าใจในโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
ที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ร่วมกับให้การดูแลผู้ป่วยไม่ถูกต้องปัญหาต่างๆดังกล่าวรวมถึงภาวะแทรกซ้อนก็อาจ
เกิดข้นึ ไดซ้ งึ่ หากไม่สามารถควบคมุ ภาวะแทรกให้อยใู่ นภาวะปกตไิ ดก้ ส็ ่งผลให้เกิดปญั หาทเี่ ร้ือรังต่อไป

โรงพยาบาลสมุทรสาครจึงได้ดำเนนิ กิจกรรม BP DTX at home โดยให้ผู้ป่วยยืมอุปกรณ์เจาะน้ำตาล
เคร่ืองวัดความดันโลหิตไปใช้ท่ีบ้าน ในผู้ที่ป่วยรายที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล และความดันโลหิตได้
แตย่ งั พบปญั หาว่า

1. ผ้ปู ว่ ยเมือ่ เจาะนำ้ ตาล วัดความดนั โลหติ แลว้ จำคา่ นำ้ ตาล /ความดันโลหติ หลงั เจาะไมไ่ ด้
2. ญาตไิ มท่ ราบคา่ น้ำตาล ความดนั โลหติ ของผ้ปู ่วย
3. ผูป้ ว่ ย /ผดู้ แู ลจำเกณฑค์ ่าความดนั โลหิต นำ้ ตาลในเลอื ดไมไ่ ด้
4. ผูป้ ว่ ยท่ีสงู อายจุ ำวนั นัดพบแพทยไ์ มไ่ ด้

วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื ผูป้ ว่ ย /ญาติสามารถจำค่านำ้ ตาล ความดันโลหติ ได้
2. เพื่อให้ญาติผู้ป่วยและบุคคลใกล้ชิดทราบถึงค่าน้ำตาล ความดันโลหิตของผู้ป่วย และสามารถช่วย

กระต้นุ เตอื นผูป้ ว่ ย หรอื ชว่ ยผ้ปู ว่ ยควบคุมอาหาร
3. เพอื่ ให้ผปู้ ่วยและญาติสามารถจำวันนัดพบแพทย์ได้

วิธกี ารดำเนนิ งาน
1. ผู้ป่วยท่ีไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิตได้ จะได้รับการติดตามค่าน้ำตาล ความดันโลหิต

BP DTX at home โดยตอ้ งเจาะนำ้ ตาล, วดั ความดันโลหิตตามเกณฑ์ (แล้วแต่ความเหมาะสมในแต่บุคคล เช่น
ทุกวัน, ทกุ 3 วัน, ทกุ 5 วัน หรือทุกอาทติ ย)์

2. เมื่อตรวจน้ำตาลวัดความดันโลหิตแล้ว นำสต๊ิกเกอร์สี (เขียว ,เหลือง ,แดง) ตามเกณฑ์ (ดูตามค่าเกณฑ์
ดา้ นลา่ ง) ตดิ ตามวนั ทเี่ จาะน้ำตาล และวดั ความดนั โลหิต

3. ตดิ สติกเกอร์กาชาดในวนั ทแ่ี พทยน์ ัด

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

85

ผลการดำเนินงาน
1. ร้อยละ 50 ผู้ปว่ ยท่ีไม่สามารถควบคมุ ระดบั ความดันโลหติ ได้ สามารถควบคุมระดับความดันโลหติ ได้ดขี ้ึน
2. ร้อยละ 60 ผู้ป่วยท่ไี ม่สามารถควบคมุ ระดบั น้ำตาลได้ สามารถควบคมุ ระดับนำ้ ตาลได้ดขี ้นึ

อภปิ รายผล
1. ผปู้ ว่ ยโรคเรือ้ รังเบาหวาน ความดันโลหิตสงู สามารถควบคมุ ระดับน้ำตาล และความดนั โลหิตสภาวะปกติได้
2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเบาหวาน ความดันโลหิตสูงสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน

ทีเ่ ร้อื รังและรุนแรงได้
3. ญาติและบุคคลใกลช้ ดิ มีส่วนรว่ มในการดูแลผ้ปู ่วย สง่ ผลให้สถาบนั ครอบครวั เขม้ แขง็ ขึน้

ความภาคภูมใิ จ
ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิตได้ และสามารถลด ความเสี่ยงต่อการเกิด

ภาวะแทรกซ้อนที่เรื้อรังและรุนแรง ญาติและบุคคลใกล้ชิดมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ส่งผลให้สถาบัน
ครอบครวั เขม้ แขง็ ขนึ้

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

86

เรอ่ื ง หมอนผา้ ย้อมครามประคบสมุนไพร
นายนพพร ชายหอมรส

แพทยแ์ ผนไทยชำนาญการ
กลุม่ งานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก โรงพยาบาลนครปฐม

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
ปัจจุบันการดูแลรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย พบว่ามีผู้ป่วยท่ีมีอาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่

ปวดหลงั เพ่ิมมากขน้ึ เรื่อยๆ ส่วนใหญ่สาเหตุมาจากการทำงานเปน็ เวลานาน ภาวะเครียดจากการทำงาน ดงั นั้น
การรักษาผู้ป่วยตามกรรมวิธีทางการแพทย์แผนไทย มีหลายวิธี การรักษาด้วยการประคบสมุนไพร ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
ส่วนใหญ่จะใช้ลูกประคบสมุนไพรสด ทำให้เสื้อผ้าสวมใส่เปื้อน ไม่เหมาะในการใช้ในที่ทำงานและไม่สะดวก
ในการพกพา จึงได้เล็งเห็นความสำคัญของการประคบเพื่อให้สะดวกในการนำไปใช้ มีการนำผ้าย้อมคราม
ซึ่งมีประโยชน์มาใช้ในการทำหมอนประคบสมุนไพร ดังนั้นจึงคิดที่จะประดิษฐ์ผลงานชื่อ “หมอนผ้าย้อมคราม
ประคบสมุนไพร” ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ทางภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์
ในการดูแลผปู้ ว่ ยและชว่ ยเสริมการรักษาผปู้ ่วยอาการปวดบา่ ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลงั

วัตถปุ ระสงค์
1. เพ่ือลดอาการปวดของอาการปวดบ่า ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง
2. เพ่อื ลดอาการเกร็งกล้ามเนือ้ ของผปู้ ่วย
3. เพ่ือใหส้ รา้ งความพึงพอใจในการใชห้ มอนผา้ ย้อมครามประคบสมุนไพร
4. เพือ่ ใหม้ คี วามสะดวกตอ่ การใชง้ านหมอนผ้าย้อมครามประคบสมนุ ไพร
5. เพ่อื ลดความเสยี่ งการกระทบความร้อนจากการใชอ้ ปุ กรณใ์ นการประคบสมนุ ไพร

วธิ ดี ำเนนิ การ
1. ออกแบบและตัดเย็บหมอนใชเ้ ป็นผ้าใส่สมนุ ไพรแหง้ ปลอกเปน็ ผ้าย้อมครามสามารถถอดซักได้
2. บรรจุสมุนไพร ดงั นี้ ไพลแหง้ ผิวมะกรดู แหง้ ขมน้ิ แหง้ ว่านนางคำแหง้ และตัวยาอน่ื ๆ
3. ก่อนการใชง้ านให้นาํ หมอนผา้ ย้อมครามประคบสมนุ ไพรไปอบในเตาไมโครเวฟ หรือหม้อน่งึ ไฟฟา้
4. ทดสอบอุณหภูมิที่เหมาะสม และพอเหมาะในการประคบ ทดสอบโดยการแตะที่ท้องแขนอุณหภูมิ

ในการประคบ คือ 42 องศาเซลเซยี ส
5. นำหมอนผ้าย้อมครามประคบสมุนไพรไปประคบบริเวณที่บ่า คอ ไหล่ หลัง นำไปใช้กลุ่มตัวอย่าง

30 คน และประเมนิ ผล
6. ประเมินระดับความเจ็บปวดบริเวณคอ บ่า ไหล่ และหลัง ประเมินก่อน และหลังการใช้หมอนผ้า

ย้อมครามประคบสมุนไพร
7. ประเมินของการเกรง็ กลา้ มเนือ้ ของผปู้ ว่ ยประเมนิ ก่อน และหลงั การใชห้ มอนผ้าย้อมครามประคบสมุนไพร
8. ประเมินความพึงพอใจในการใช้ การประเมินของความสะดวกในการนำไปใช้และประเมินใน

ดา้ นความเสยี่ งในกระทบความร้อนจากการใช้อุปกรณ์ในการประคบสมนุ ไพร

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

87

ผลการดำเนินงาน

40 แผนภมู ิ แสดงขอ้ มลู การตรวจการประเมิน แผนภูมิ แสดงความพึงพอใจของหมอนผ้า

กอ่ น -หลัง อาการปวดและการเกร็งของกล้ามเนอ้ื ยอ้ มครามประคบสมนุ ไพร

20 20

10

0 หลงั (ปวด) ก่อน(เกรง็ กลา้ มเน้อื )หลงั (เกรง็ กลา้ มเนือ้ ) 0
กอ่ น(ปวด)
หมอนผา้ ยอ้ มคราม ความสะดวกในการ ลดความเสีย่ ง

นาไปใช้ กระทบรอ้ น

ปวดเลก็ นอ้ ย ปวดปานกลาง ปวดพอทน ปวดจนตอ้ งพกั พอใจมากทีส่ ดุ พอใจมาก พอใจปานกลาง

1. สามารถลดอาการปวด โดยมีระดับความเจ็บปวดลดลง และสามารถลดอาการเกร็งกล้ามเน้ือ
ของผู้ปว่ ยโดยมรี ะดบั การเกร็งกลา้ มเน้อื ลดลงอยทู่ รี่ อ้ ยละ 80

2. มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับของความพึงพอใจมาก และความสะดวกต่อการใช้งานได้ดีย่ิงขึ้นอยู่
ในระดบั ความพงึ พอใจ ระดับมากขน้ึ ไป

3. สามารถลดความเส่ียงการกระทบความร้อนจากการใช้อุปกรณ์ในการประคบสมุนไพรอยู่ในระดับ
ความพึงพอใจ ระดับมากขน้ึ ไป

อภปิ รายผล
ในการนำหมอนผ้าย้อมครามประคบสมุนไพรมาปรับใช้ สามารถช่วยลดอาการปวดและลดการเกร็ง

ของกล้ามเน้ืออยู่ที่ร้อยละ 80 โดยมีระดับความเจ็บปวดลดลงร้อยละ 80 ในด้านความพึงพอใจในการใช้
อยู่ในระดับพึงพอใจมาก สะดวกต่อการใช้งานอยู่ในระดับพึงพอใจมาก และการลดความเส่ียงการกระทบความร้อน
จากการใชอ้ ุปกรณ์อืน่ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี อยู่ในระดับพงึ พอใจมาก

ความภาคภมู ใิ จ
ในการทำผลงานหมอนผ้าย้อมครามประคบสมุนไพร จะเห็นได้ว่าการใช้ผ้าย้อมครามมาใช้นั้น

เป็นภมู ิปญั ญาการแพทย์แผนไทย ดงั นน้ั ในการทำหมอนประคบสมุนไพรเปน็ การเพิ่มประสิทธิผลของการรกั ษา
ซึ่งผ้าย้อมครามน้นั มสี รรพคุณสามารถชว่ ยลดอาการปวด ลดการเกร็งกล้ามเน้ือ และสมุนไพรท่มี ีความหอมก็ทำ
ให้รู้สึกผ่อนคลายจากกล่ินสมุนไพร ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน ในการนำไปใช้งานก็สะดวกสามารถ
นำไปใช้ในที่ทำงานได้ ไม่ทำให้เป้ือนเสื้อผ้าท่ีสวมใส เม่ือเปรียบเทียบกับลูกประคบสมุนไพรสด ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก
ซับซ้อน ในการใช้งานการเก็บรักษาได้ระยะเวลา 1 ปี สามารถลดการซ้ืออุปกรณ์ต่างในการประคบลงได้
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประคบส่วนอื่นๆของร่างกายได้ตามความเหมาะสม และมีความ
ภาคภูมิใจในรักษาด้วยการนำองค์ความรู้ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับการดูแล
สุขภาพของประชาชน

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

88

เรื่อง ผลการพอกเข่าด้วยแผ่นพอกสมุนไพรร่วมกับการนวดไทยแบบราชสำนักต่อการรักษาโรคจับโปงน้ำเข่า
ในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือม โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม (The Effect of Herbal
Knee Mask with The Royal Thai Massage in The Treatment Jubpong Nam Khao of Osteoartitris
Patients Somdetphraphutthaloetla Hospital,Samut Songkhram Province)

นางสาวอังสนาภรณ์ พาณิชอนุเคราะห์กลุ แพทย์แผนไทยปฏิบตั กิ าร
นางสาวกญั ญาณฐั อาทยะกุล แพทย์แผนไทย
นางสนุ ีย์ หงสท์ อง ผูช้ ่วยเหลือคนไข้ ส.2

กล่มุ งานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะเร้ือรังอย่างหน่ึงในทางการแพทย์แผนไทยจัดอยู่ในโรคลมชนิดหนึ่ง คือโรคลม

จับโปงเข่า หมายถึงเป็นโรคลมที่ทำให้ข้อต่อหลวม มีน้ำในข้อ ขัดในข้อ จากสถิติผู้ท่ีมารับบริการกลุ่มงาน
การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า พบว่าผู้ป่วยโรคลมจับโปงน้ำเข่า
ที่มอี าการอักเสบรนุ แรงของขอ้ เข่าทำให้มอี าการปวด บวม แดง ร้อน และอาจมไี ข้รว่ มดว้ ย (คูม่ ือแนวทางเวชปฏบิ ัติฯ
,2559) ที่มารับบริการรักษาในปี พ.ศ. 2560 จำนวน 1,474 ราย และปี พ.ศ. 2561 จำนวน 2,609 ราย สูงข้ึน
ถงึ รอ้ ยละ 70 (กลมุ่ งานการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลือก โรงพยาบาลสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้า, 2561)

การพอกยาเป็นหัตถการทางการแพทย์แผนไทยที่ใช้ลดปิตตะ (ความร้อน) ในร่างกาย เช่น พอก
ลดอาการผื่น พอกลดอาการบวมของข้อหรือกล้ามเน้ือ (เหมราช ราชป้องขันธ์,2560) แต่พบว่ามีรูปแบบ หรือ
วธิ ีใช้ที่ยุ่งยาก ไม่สะดวก ในการบริหารจัดการยา จึงมีการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์สมุนไพรพอกเข่าในรูปแบบ
แผ่นยาพอกเข่า การนวดไทยแบบราชสำนักสูตรการนวดจับโปงน้ำ เป็นหัตถการทางการแพทย์แผนไทย
ช่วยแกอ้ าการของโรคทีเ่ ก่ียวกับเขา่ คลายกลา้ มเนื้อและเส้นเอ็นบรเิ วณหวั เข่าและต้นขา

ผู้วิจัยในฐานะแพทย์แผนไทยประยุกต์ผู้ให้บริการจึงได้ทำการศึกษาผลของการพอกเข่าด้วยแผ่นพอก
สมุนไพรร่วมกบั การนวดไทยแบบราชสำนักต่อการรักษาโรคจับโปงน้ำเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาล
สมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้า จังหวัดสมทุ รสงคราม

วัตถุประสงค์
เพ่ือศึกษาผลของการใช้แผ่นยาพอกเข่าสมุนไพรร่วมกับการนวดไทยแบบราชสำนักต่อการรักษา

โรคจับโปงน้ำเขา่ ในผปู้ ว่ ยโรคขอ้ เขา่ เสื่อม

วธิ ีดำเนินการ
การศึกษาวิจัยคร้ังน้ีเป็นการศึกษาแบบก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental Research) ด้วยวิธีศึกษา

แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง และเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จำนวน 30 ราย ที่มารับการรักษาท่ีกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและ
การแพทย์ทางเลือก โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จังหวัดสมุทรสงคราม ระหว่างเดือน ตุลาคม พ.ศ.2562
ถึง มกราคม พ.ศ.2563 ผู้ป่วยจะได้รับการพอกยาโดยใช้แผ่นยาบรรจุสำเร็จพอกบริเวณข้อเข่าที่มีอาการปวด 30
นาที ร่วมกับการนวดแผนไทยแบบราชสำนักเป็นเวลา 60 นาที ทำการประเมินอาการปวดข้อ ข้อฝืดข้อยึด

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

89

ความสามารถในการใช้งานข้อ และใช้ Goniometer วัดองศาการเคล่ือนไหวของข้อต่อ ทำการบันทึกข้อมูล
และวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics), ค่าร้อยละ (Percentage),

คา่ เฉลยี่ ( ̅), สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และ paired t-test

ผลการดำเนินงาน
1. ผลการประเมินระดับอาการปวดข้อ (pain dimension) พบว่าก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย 20.55± 7.54

หลังการทดลองมีค่าเฉล่ีย 15.50±7.18 และทุกข้อคำถามมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองน้อยกว่าก่อนการทดลอง
แตกต่างอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถิติ (p < 0.05)

2. ผลการประเมินระดับอาการข้อฝืดข้อยึด (stiffness dimension) พบว่าก่อนการทดลองมีค่าเฉล่ีย
7.50±4.47หลังการทดลองมคี ่าเฉลีย่ 5.50±4.11และทุกขอ้ คำถามมคี า่ เฉลยี่ หลงั การทดลองน้อยกว่าก่อนการทดลอง
แตกต่างอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ (p < 0.05)

3. ผลการประเมนิ ระดับความสามารถในการใช้งานข้อ (function dimension) พบว่ากอ่ นการทดลอง
มีค่าเฉลี่ย 38.00±15.53 หลงั การทดลองมคี า่ เฉล่ีย 27.75±14.85 และทกุ ข้อคำถามมีคา่ เฉลีย่ หลังการทดลอง
น้อยกว่าก่อนการทดลองแตกตา่ งอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ (p < 0.05)

4. ผลการประเมินระดับอาการปวดข้อ ข้อฝืดข้อยึด และความสามารถในการใช้งานข้อโดยภาพรวม
พบว่าก่อนการทดลองมีค่าเฉล่ีย 66.05±25.46 หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ย 48.75±24.06 จัดเป็นระดับ
ไมร่ นุ แรงซงึ่ ค่าเฉลยี่ หลังการทดลองน้อยกว่าก่อนการทดลองแตกตา่ งอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติ (p < 0.05)

อาการปวดข้อ ข้อฝืดข้อยดึ และ กอ่ น หลัง t-value df p-value
ความสามารถในการใชง้ านขอ้ Mean SD Mean SD
ระดบั อาการโดยภาพรวม 66.05 25.46 48.75 24.06 11.86 19 .000
(คะแนนเต็ม 170 คะแนน)

5. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉล่ียของมุมการเคล่ือนไหวของข้อต่อ พบว่าค่าเฉลี่ยการงอเข่า (Knee Flexion)
แบบ Passive เท่ากับ 147.85±23.32 หลังการทดลองมีค่าเฉล่ีย 165.75±10.68 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ีย
พบวา่ ภายหลังการทดลองมีคะแนนเฉล่ียมากกว่าก่อนการทดลองแตกต่างอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิ (p < 0.05)
และแบบ Active เท่ากับ 146.40±15.34 หลังการทดลองมีค่าเฉล่ีย 156.70±11.26 เมือ่ เปรยี บเทยี บคะแนน
เฉล่ีย พบว่าภายหลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการทดลองแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p < 0.05) และค่าเฉล่ียการยืดเข่า (Knee extension) แบบ Passiveเท่ากับ 172.75±10.57 หลังการทดลอง
มคี ่าเฉลี่ย 177.25±4.72 เม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย พบว่าภายหลังการทดลองมีคะแนนเฉล่ยี มากกว่าก่อน
การทดลองแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และแบบ Active เท่ากับ 167.10±5.83 หลังการ
ทดลองมีค่าเฉล่ีย 172.25±6.78 เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ีย พบว่าภายหลังการทดลอง มีคะแนนเฉล่ียมากกว่า
กอ่ นการทดลองแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ (p < 0.05)

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

90
อภปิ รายผล

การพอกเข่าด้วยแผ่นพอกสมุนไพรร่วมกับการนวดไทยแบบราชสำนักในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเส่ือมให้ผล
ในการลดอาการปวดข้อ ข้อฝืดข้อยดึ เพ่มิ ความสามารถในการใชง้ านข้อ และมมุ การเคลื่อนไหวของข้อต่อเพ่ิมข้ึน
ความภาคภมู ิใจ

เป็นข้อมูลสนับสนุนการประยุกต์ใช้การแพทย์แผนไทยในระบบสุขภาพอย่างย่ังยืน อันนำไปสู่การพัฒนา
รูปแบบยาสมุนไพรไทย และการนวดไทยร่วมกับการบูรณาการทางการแพทย์กระแสหลกั (Conventional Medicine)
อยา่ งเป็นระบบตอ่ ไป

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563

91
เรือ่ ง กกั น้ำมันเพิ่มความยืดหยนุ่ กล้ามเนื้อ

นางสาวสธุ ดิ า จนั ทรเ์ ลขา แพทย์แผนไทย
โรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลมิ พระเกยี รติ ๘๐ พรรษา
บทคดั ย่อ
กลุ่มงานการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ได้เพิ่มหัตถการ
กักน้ำมันโดยนำศาสตร์ของอายุรเวทอินเดียมาประยุกต์ร่วมกับการรักษาทางการแพทย์แผนไทยเพื่อมาใช้
ในการรกั ษาอาการปวดกล้ามเนื้อหลงั ส่วนลา่ ง
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
อาการปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และพบได้บ่อยท่ีสุดในกลุ่มโรคระบบกระดูก
และกล้ามเนื้อ โดยส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทำให้ผู้ป่วยมีความลำบากในการประกอบกจิ วัตรประจำวัน ต้องลด
การเคล่ือนไหว การปฏิบัติกิจกรรมบางอย่างถูกจำกัด หากไม่รีบเข้ารับการรักษาอาจทำให้เกิดโรคเร้ือรั้งอื่นๆ
ตามมา จากข้อมูลยอดผู้รับบริการแผนกการแพทย์แผนไทยท่ีมาด้วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง
ในปีงบประมาณ 2560 มีผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวน 577 คร้ัง ปีงบประมาณ 2561 มีผู้ป่วยเข้ารับบริการ
จำนวน 759 คร้ัง ปีงบประมาณ 2562 (1 ต.ค. 61 – 30 มิ.ย. 62) มีผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวน 402 คร้ัง ซึ่งมี
แนวโน้มเพิ่มขึ้นทกุ ปี
ในทางการแพทย์แผนไทยมีวิธีการรักษาอาการปวดกล้ามเน้ือหลังและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ
กล้ามเน้ือหลัง โดยวิธีการกักน้ำมัน (Kati basti) ได้นำความรู้ทางการแพทย์แผนไทยไปประยุกต์ใช้ร่วมกัน
กับการรักษาของอายุรเวทอินเดียทำให้ได้หัตถการที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยท่ี มีอาการปวดกล้ามเน้ือหลัง
สว่ นล่างได้
งานการแพทย์แผนไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาน้ี จึงนำนวัตกรรมการกักน้ำมันมาปรับใช้
ในกล่มุ ผู้ปว่ ยปวดกลา้ มเนอ้ื หลังสว่ นลา่ ง
วัตถปุ ระสงค์
1. เพือ่ เพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนอ้ื หลังสว่ นล่าง
2. เพอื่ ลดอาการปวดของกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง
วิธดี ำเนินการ
1. วัดความยืดหยุ่น : ให้ผู้ทดสอบน่ังเหยียดขาตรง ฝ่าเท้าชิดกับเครื่องวัด แล้วเหยียดแขนตรงขนานกับพ้ืน
ค่อยๆโน้มตวั ไปข้างหนา้ โดยใหป้ ลายนิ้วมือเสมอกัน ห้ามโยกตวั หรอื ก้มตัวเร็วๆ เครื่องมอื จะปรากฏเลขอัตโนมตั ิ

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

92
2. วิธกี ารกักนำ้ มนั

- นำสำลวี างบนบรเิ วณหลงั สว่ นลา่ ง
- นำนำ้ มนั ไพลไปอุ่น โดยใสใ่ นถ้วย แลว้ นำไปวางในนำ้ รอ้ น
- หลงั จากน้ันเทน้ำมันไพลทีอ่ นุ่ ลงบนสำลีใหช้ มุ่
- นำไดร์เป่าเพ่ือให้เกิดความร้อน เมื่อรู้สึกร้อนลึกถึงกล้ามเนื้อภายในให้ทำการหยุดเป่าความร้อน
และรอใหค้ วามรอ้ นลดลง สลับไปเร่ือยๆ จนครบ 15 นาที

ผลการดำเนนิ การ
1. ความยืดหยนุ่ กลา้ มเนือ้ หลังเพิ่มขึ้น
2. ระดับความเจบ็ ปวดกลา้ มเน้อื หลงั สว่ นล่างลดลง

อภปิ รายผล
นวัตกรรมการกักน้ำมันได้นำความรู้ทางการแพทย์แผนไทยไปประยุกต์ใช้ร่วมกันการรักษาของ

อายุรเวทอินเดียทำให้ได้หัตถการท่ีนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยท่ีมีอาการปวดกล้ามเนื้อห ลังส่วนล่างได้
และผปู้ ่วยท่ีมอี าการปวดกลา้ มเนื้อหลงั ส่วนล่างซ่ึงมีข้อหา้ มในการนวดกดจดุ เช่น อาการกระดูกสันหลังทับเส้น
กระดกู สนั หลงั คด ทรุด แตกหัก ก็สามารถเลอื กทำหตั ถการกักน้ำมนั แทนการนวดกดจุดบริเวณหลัง ซึง่ ส่งผลให้
ผปู้ ่วยมอี าการปวดหลงั ลดลงและยังมคี วามยืดหย่นุ กล้ามเนอื้ หลังเพิม่ ขึ้นอีกด้วย
ความภาคภมู ิใจ

นวัตกรรมการกักน้ำมันสามารถนำไปใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างได้จริง โดยนอกจาก
จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังให้กบั ผ้ปู ่วยได้แล้ว ยังช่วยในการยืดเหยยี ดกล้ามเน้ือหลังส่วนล่างให้กับผปู้ ่วยได้
อกี ดว้ ย ซ่ึงการยืดเหยียดกลา้ มเน้อื หลังเปน็ สว่ นหนึง่ ในการปอ้ งกันไม่ใหผ้ ปู้ ่วยกลับมามีอาการปวดตึงหลังอีก

Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563

93

เร่อื ง นวตั กรรมการบรกิ ารผู้ป่วยประคับประคอง
ทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์ผสมผสาน โรงพยาบาลราชบรุ ี

นายสันทัด ชมพูพงษ์ แพทย์แผนไทย
โรงพยาบาลราชบุรี

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
ในปัจจุบันการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care นับว่ามีบทบาทสำคัญในระบบ

บริการสาธารณสุขของรัฐ ดังเห็นได้จากการกำหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ
สาขาประคับประคอง (Palliative Care) แม้ว่ากระบวนการด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยอ้ื ความตายออกไปได้ และแม้ว่าความตายจะเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ
ทเี่ กดิ ข้นึ ในทกุ ชีวติ กย็ ังมีประชาชนอกี เป็นจำนวนมากท่ีไม่สามารถเผชญิ หนา้ กับความตายไดส้ งบ

อีกทั้งปัญหาด้านอัตรากำลังที่ขาดแคลนและภาระงานท่ีเพ่ิมขึ้นของผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
สาธารณสุข อาทิ แพทย์ พยาบาล ฯลฯ ส่งผลใหผ้ ู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางด้าน Palliative Care ไม่สามารถ
จัดบริการได้ครอบคลุม เมื่อศึกษาในศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้มีการกล่าวถึงการเดินทางสู่ความตายไว้ใน
“คัมภีร์มรณญาณสูตร” และหากพจิ ารณาถึงบทบาทของแพทยแ์ ผนไทยในการดแู ลผูป้ ่วยแบบประคับประคอง
จะพบว่ามีความสอดคล้องกับหลัก ธรรมานามัย (ชีวิตานามัย, จิตตานามัย, กายานามัย) ซึ่งหากมีการผสาน
ความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วยประคับประคองได้ จะเป็นผลดีต่อประชาชนท่ีจำเป็นต้องได้รับการบริการ
ดา้ นประคบั ประคอง (Palliative Care) ต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์

1. เพอ่ื ผสานความร่วมมือในการดแู ลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้วยศาสตร์การแพทยแ์ ผนไทย
2. เพ่อื ให้ผูร้ ับบรกิ ารและญาตไิ ด้รับการดูแลแบบประคบั ประคองดว้ ยศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนไทย
วิธีดำเนินการ
1. ส่งแพทย์แผนไทยเข้าอบรมการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย
จัดโดยกลุ่มงานเวชกรรมไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสขุ
2. ผสานบริการรว่ มกับแพทย์ และพยาบาล
3. ดำเนินการตามการผสานระบบท่ไี ด้จดั สรา้ ง ตดิ ตามผลและปรับปรุงการใหบ้ รกิ าร

ผลการดำเนินการ
1. มีการให้บริการผู้ป่วยแบบประคับประคองด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลราชบุรี

ครอบคลุมแผนกอายุรกรรม แผนกศลั ยกรรมทัว่ ไปและแผนกศลั ยกรรมระบบสมอง
2. ผรู้ บั บริการและญาติไดร้ บั การบริการดูแลประคับประคองครบวงจร

Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563


Click to View FlipBook Version