144
ความภาคภูมิใจ
การปรับเปล่ียนพฤติกรรมเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ แต่เม่ือนำวิธีการของ BPSC มาปรับใช้ทำให้
สามารถปรับเปล่ยี นพฤติกรรมไดง้ ่ายข้ึนโดยใชว้ ธิ ีการมสี ว่ นร่วมของทุกภาคสว่ นไดค้ ิดและร่วมวางแผนในการปฏิบัติ
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
145
เรื่อง ดแู ลสขุ ภาพใจ ใหค้ ุณตำรวจ สภ.ต.ทงุ่ หลวง อ.ปากทอ่ จ.ราชบุรี
นางสาวนภาวรรณ นว่ มด้วง
พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ
โรงพยาบาลปากท่อ
ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา
จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 - 2562 พบข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตาย
จำนวน 396 นาย โดยเฉลี่ย 18.2 นายต่อแสนนายต่อปี และเม่ือเปรียบเทียบกับอัตราการฆ่าตัวตายของ
ประชากรไทย พบว่าตำรวจมีมากกว่าประชากรทั่วไปถึง 2.32 เท่า พฤติกรรมการฆ่าตัวตายของตำรวจส่วนใหญ่
คือ ยงิ ตัวตาย สาเหตุมาจากปัญหาครอบครัว รองลงมาเป็นปัญหาสุขภาพ สาเหตุเกิดจากภาวะซึมเศรา้ เคยคิด
หรือพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน มีบุคลิกเก็บตัว วิตกกังวลง่าย หุนหันพลันแล่น มีความรับผิดชอบสูง และไม่
ยืดหยุ่น มักดื่มเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์เป็นประจำ พบว่าสาเหตุที่แท้จริงของการฆ่าตัวตาย เพราะป่วยเป็น
โรคซึมเศร้า จากปัจจัยส่ิงแวดล้อม ปัญหาเร่ืองเงิน และปัญหาครอบครัว (ท่ีมา : รายงานผลการศึกษาสาเหตุ
การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าท่ีตำรวจ, กองวิจัย สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด
โรงพยาบาลตำรวจ, 2551 – 2562)
ในการน้ี ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรตำบลทุ่งหลวงได้รับนโยบายการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในตำรวจ
มาจากสำนักงานตำรวจแหง่ ชาติ และไดต้ ระหนักถึงความสำคญั ของการดแู ลป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในตำรวจ
จึงได้ประสานงานกับหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง ได้แก่ งานสุขภาพจิต โรงพยาบาลปากท่อ ให้ดำเนินกิจกรรม
สง่ เสรมิ สขุ ภาพจิตตำรวจ สภ ต.ทุ่งหลวงอ.ปากท่อ จ.ราชบุรี เพื่อปอ้ งกันปญั หาการฆ่าตัวตายข้ึน เพ่ือให้ความรู้
และทักษะแก่ตำรวจท่ีเข้ารับการอบรมเรื่องโรคซึมเศร้า และแนวทางการป้องกันการฆ่าตัวตาย โดยใช้ทักษะ
ทางสุขภาพจิต เพ่ือสำรวจปัญหาสุขภาพจิตของตนเอง สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการคัดกรอง
ชว่ ยเหลือ ปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาสขุ ภาพจิตของตนเอง และเพื่อนร่วมงานไดอ้ ยา่ งต่อเนอื่ งและยงั่ ยืนต่อไป
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพือ่ จัดทำกจิ กรรมส่งเสริมสุขภาพจิตตำรวจตามการมอบหมายของผ้กู ำกับสถานีตำรวจภธู รตำบลทุ่งหลวง
2. เพอ่ื ใหผ้ เู้ ขา้ อบรมไดต้ ระหนักถึงปัญหาสุขภาพจิตด้านโรคซึมเศร้าและปัญหาการฆ่าตัวตายของบุคลากร
3. เพ่ือให้ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้เรื่องโรคซึมเศร้า แนวทางการคัดกรองภาวะซึมเศร้า และแนวทาง
การป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย
4. เพ่ือให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ และทักษะที่ได้รับไปใช้ในการดูแลช่วยเหลือเบื้องต้นด้านปัญหา
สุขภาพจติ ของตนเอง และเพอ่ื นร่วมงานไดอ้ ยา่ งต่อเนื่องและย่งั ยนื
5. เพื่อปอ้ งกันปัญหาสขุ ภาพจติ และการฆา่ ตัวตายในตำรวจกล่มุ เปา้ หมาย
วธิ ดี ำเนินการ
อบรมให้ความรู้และทักษะการคัดกรอง ดูแล ช่วยเหลือ ส่งต่อแก่ตำรวจ สภ.ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ
จ.ราชบรุ ี จำนวน 30 นายใชเ้ วลา 2 ชวั่ โมง
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
146
กิจกรรม 5 sections ประกอบดว้ ย
1. introduction 15 นาที
2. Health Education 30 นาที
3. Psycho-Education 30 นาที
- การออกกำลังกายต้านภาวะซมึ เศร้า โดยใชโ้ ปรแกรม T-26
4. ประเมินภาวะเครยี ด ภาวะซึมเศรา้ ๑๕ นาที
5. สง่ ตอ่ พบแพทย์ รบั คำปรกึ ษา ๓๐ นาที
ผลการดำเนนิ การ
1. พบตำรวจมีภาวะเครียดปานกลาง 1 ราย พบมีภาวะซึมเศร้าระดับน้อย 1 ราย ไมพ่ บปัญหาการฆ่า
ตัวตายในตำรวจกลมุ่ เป้าหมาย
2. ความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม พึงพอใจมากคิดเป็นร้อยละ 93.33 พึงพอใจปานกลางคิดเป็น
ร้อยละ 6.67 ไมพ่ งึ พอใจคิดเปน็ ร้อยละ 0
อภปิ รายผล
จากการประเมินกิจกรรม พบว่าเจ้าหน้าท่ีตำรวจให้ความสนใจ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกข้ันตอน
โดยมีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้นำ กล่าวโอวาทให้ความสำคัญต่อการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในตำรวจ กล่าวช่ืนชม
กิจกรรมท่ที ำให้เจ้าหนา้ ท่ีตำรวจตระหนกั ในปัญหาสขุ ภาพจติ และนำความรทู้ กั ษะไปใชป้ ระโยชน์ต่อไป
ความภาคภูมใิ จ
1. ไม่เกิดการทำร้ายตนเอง และการฆ่าตัวตายของตำรวจ สภ ต.ทุง่ หลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ทุกนาย
ทีเ่ ข้ารับการอบรม
2. ได้รับการเผยแพร่ผลงานลงช่องทีวี ช่องLine TV เน้นความสำคัญของกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต
ในตำรวจเป็นโครงการนำรอ่ งของภาคีเครอื ข่ายกลมุ่ วิชาชีพตำรวจ
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
147
เร่อื ง การจดั การระบบดแู ลผู้ปว่ ยจติ เวชฉุกเฉนิ ในชมุ ชน
นางสาวณัชชา โพระดก พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ
นางสาวเจรญิ สมพงษ์ พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
คลนิ กิ จิตเวชและยาเสพตดิ โรงพยาบาลมะการักษ์
ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
จากสถานการณ์ของอำเภอท่ามะกาใน พ.ศ. 2561 พบมีผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน จำนวน 27 ราย ได้รับ
การส่งต่อไปโรงพยาบาลจิตเวช ร้อยละ 33.33 โดยพบว่าปัจจยั ที่ทำให้ผู้ป่วยมอี าการจิตเวชฉกุ เฉิน คอื จากการ
ขาดยา ร้อยละ 40.74 จากการใช้สารเสพติด ร้อยละ 22.22 จากการขาดยาร่วมกับใช้สารเสพติด ร้อยละ
14.81 จากอาการกำเริบเอง ร้อยละ 11.11 และจากภาวะเครียด /บุคลิกภาพและจากสุรา ร้อยละ 3.7
โดยปัญหาสำคัญที่พบ คือไม่มีบุคลากรในการจับนำส่งสถานบำบัดรักษา สาเหตุเน่ืองมาจากหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องไม่ทราบบทบาทหน้าท่ีของตนเองตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 และบุคลากรมีความรู้
และทักษะไม่เพียงพอต่อการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน ในด้านสถานบริการพบว่าระบบการรับส่งต่อ
ผ้ปู ่วยจิตเวชฉุกเฉนิ ในชุมชนย่งุ ยากซบั ซ้อนและลา่ ช้า จดุ รบั ผปู้ ่วยจิตเวชฉกุ เฉินไม่ชัดเจน
วัตถุประสงค์ของโครงการ
1. เกิดระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน
2. เครอื ขา่ ยในชุมชนทราบและปฏบิ ตั หิ น้าทีข่ องตนเองตาม พรบ.สุขภาพจิต พ.ศ.2551
3. ลดทัศนะคตเิ ชงิ ลบต่อผปู้ ่วยจติ เวช
วิธดี ำเนินงาน
กจิ กรรมการพฒั นา :
1. ช้ีแจงแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินกับผู้อำนวย
โรงพยาบาลรบั ทราบ และรว่ มกนั พจิ ารณาสภาพปัญหาในพื้นที่ และหาแนวทางแกไ้ ข
2. การหาเครือข่ายในการดูแล และนำส่งผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินจากหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในชุมชน
โดยยดึ ตาม พรบ.สขุ ภาพจิต ปี 2551 ซ่งึ จะประกอบไปด้วยผู้นำชุมชนท้งั จากหน่วยงานสาธารณสุข, มหาดไทย,
อบต. และเทศบาล
3. ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และทีมงานสุขภาพจิตเป็นแกนนำประสานกับนายอำเภอ เพื่อ
วิเคราะห์ปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินในพ้ืนท่ีอำเภอท่ามะกาดำเนินการแต่งต้ังคณะกรรมการการป้องกัน
และเฝ้าระวังการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต ซ่ึงประกอบไปด้วยหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ ในอำเภอท่า
มะกา พร้อมทั้งแต่งตั้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว นำผู้ป่วยท่ีมีอาการทางจิตเข้ารับการรักษาโดยแต่งตั้งเป็นทีม
เคลือ่ นทเี่ ร็วระดับตำบล รวมทัง้ หมด 17 ตำบล ในอำเภอทา่ มะกา
4. ทีมดำเนินงานสุขภาพจิตโรงพยาบาลมะการักษ์เป็นแกนนำลงพ้ืนท่ีในแต่ละตำบลเพ่ือชี้แจง
บทบาทหน้าท่ีแก่คณะกรรมการ การป้องกัน และเฝ้าระวังการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต และ
ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในแต่ละตำบลทั้ง 17 ตำบล พร้อมท้ังกำหนดระบบการนำส่งผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
148
ที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ มีการประสานแกนนำชุมชน ประสานโรงพยาบาล นำผู้ป่วยส่งที่ ER และกำหนดระบบ
การจำกดั จบั ควบคมุ ตวั ผูป้ ่วยจติ เวชฉุกเฉนิ อยา่ งถกู วธิ ี
5. จัดอบรมให้ความรู้แก่คณะกรรมการ การป้องกัน และเฝ้าระวงั การแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการ
ทางจิต และทีมเคลอื่ นทีเ่ รว็ โดยโปรแกรมความรู้ที่ให้คอื เร่ืองพระราชบัญญัติ สุขภาพจิต 2551 โรคทางจิตเวช
และจิตเวชฉุกเฉิน และการเสริมสร้างทักษะในการฝึกจับตัวผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน พร้อมท้ังมีการประเมินความรู้
ก่อนและหลังการอบรม และประเมินขั้นตอนการจำกัด จับผู้ป่วยมายังโรงพยาบาล ว่าทำได้ถูกต้องตามท่ี
กำหนดหรอื ไม่
ผลการดำเนินงาน
การประเมินผลการเปลยี่ นแปลง:
1. มีคณะกรรมการ การป้องกัน และเฝ้าระวงั การแก้ไขปญั หาผู้ปว่ ยทมี่ ีอาการทางจติ โดยมีคำสั่งแตง่ ต้ัง
ชัดเจนจากนายอำเภอเป็นทีมใหญ่ระดับอำเภอ และมีทีมเคล่ือนท่ีเร็ว นำผู้มีอาการทางจิตเข้ารับการรักษา
ทุกตำบลในอำเภอท่ามะกา
2. คณะกรรมการ การป้องกัน และเฝ้าระวังการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต และทีมเคล่ือนที่เร็ว
มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินมากข้ึนหลังได้รับการให้ความรู้ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่
มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 46.9 มีความรู้อยู่ในระดับต่ำ รอ้ ยละ 40.6 แต่หลังจากเข้ารับโปรแกรม
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 43.8 มีความรู้อยู่ในระดับดี ร้อยละ 40.6 โดย
กล่มุ ตัวอย่างมีความรเู้ พ่ิมขึน้ หลงั จากได้รบั โปรแกรมอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติ (P<.01)
ตารางแสดงจำนวนและร้อยละของกลมุ่ ตวั อย่าง จำแนกตามระดบั ความรู้ก่อนและหลังได้รบั โปรแกรม
ระดับความรู้ ก่อน หลงั
จำนวน (คน) รอ้ ยละ จำนวน (คน) ร้อยละ
มีความรรู้ ะดับตำ่ (0-8คะแนน)
มีความรรู้ ะดับปานกลาง (9-1คะแนน) 13 40.6 5 15.6
มคี วามรรู้ ะดับด(ี 12-15คะแนน) 15 46.9 14 43.8
รวม 4 12.5 13 40.6
32 100 32 100
̅ = 8.59 S.D. = 2.792 Min 1 Max 13 ̅ = 10.81 S.D. = 2.147 Min 5 Max 14
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
149
ตารางแสดงจำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามคะแนนความสามารถในการจัดการผู้ป่วย
จติ เวชฉกุ เฉิน หลงั ไดร้ บั ความรู้
ความสามารถในการจัดการผ้ปู ่วยจิตเวชฉกุ เฉนิ หลงั
จำนวน (คน) ร้อยละ
มีความสามารถในการจัดการผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินระดับปานกลาง(6- 4 33.3
7คะแนน)
มีความสามารถในการจัดการผปู้ ่วยจิตเวชฉกุ เฉินระดบั ดี 8 66.7
(8-10 คะแนน)
รวม 12 100
̅ = 8.6667 S.D. = 1.969 Min 6 Max 10
จากตาราง พบว่าหลังได้รับโปรแกรมการให้ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน กลุ่มตัวอย่าง
จำนวน 12 คน ท่ีได้ปฏิบัติกับผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินจริงมีความสามารถในการจัดการผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินระดับดี
ร้อยละ 66.7 และอยใู่ นระดบั ปานกลาง รอ้ ยละ 33.3
อภิปรายผล
บทเรยี นท่ีไดร้ บั
1. บางตำบลทีมเคลือ่ นทเี่ รว็ ไมพ่ ร้อม ต้องอาศยั ทีมส่วนกลางของอำเภอเข้าช่วยดว้ ย
2. ข้อกำหนดเร่ืองการจับตัวผู้ป่วยจติ เวชฉกุ เฉินบางครง้ั ทีมไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดคือการ restraint
ผู้ปว่ ย แนวทางแกไ้ ขคือทำอปุ กรณ์ restraint ไว้ใหแ้ ต่ละทีมเลย
3. บางรายท่มี ีอาวธุ ทีมยังไม่มคี วามมนั่ ใจในการจับ แนะนำให้เจา้ หนา้ ทีต่ ำรวจเข้าร่วมทีมทกุ ครั้ง
ความภาคภูมใิ จ
เมื่อทำโครงการนี้สำเร็จกันยายน 2562 เกิดมีการบูรณาการของชุมชนท่ีช่วยเหลืองชุมชนกันเอง โดย
สรา้ งทมี ช่วยเหลือผูป้ ่วยและคนในชุมชนดว้ ยชมุ ชนเอง โดยมีเราเป็นท่ปี รึกษา โดยช่องทาง Lineและโทรศัพท์
1. เกิดระบบการจัดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินในชุมชน ทั้งท่ีใช้สารเสพติด และไม่ได้ใช้สารเสพติด
เป็นรูปธรรม
2. มชี ่องทางเชอื่ มโยงระหว่าง โรงพยาบาล ชุมชน และฝ่ายปกครอง รวดเรว็ และสะดวกขึ้น
3. ชุมชนตระหนักและใหค้ วามสำคัญกับการดกู ารดแู ลผู้ป่วยจิตเวชฉกุ เฉิน
4. เช่อื มั่นไว้ใจ และช่วยเหลอื ทมี สาธารณสขุ ในการดูแลผู้ป่วยจติ เวชฉกุ เฉิน
5. มีเวทีแลกเปล่ยี นเรียนรู้ เกยี่ วกับการจดั การดแู ล ผู้ปว่ ยจติ เวชฉุกเฉิน ทเี่ กิดปัญหาขึน้ ในชมุ ชน
6. ลดความกลวั และเพิ่มความตระหนักในปัญหาของชุมชน เกย่ี วกับผปู้ ่วยจิตเวชฉกุ เฉิน
7. ส่วนของ รพ. มคี วามพยายามปรับปรงุ บริการรบั ผ้ปู ว่ ยจติ เวชฉุกเฉินชดั เจนมากขึ้น
8. มรี ะบบรองรับผปู้ ่วยจิตเวชฉุกเฉนิ ตลอด 24 ชม.
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
150
9. เจ้าหน้าท่ีมีความชำนาญและเข้าใจรูปแบบการจัดการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินท่ี Admit ใน
โรงพยาบาลดีขน้ึ ลดความหวาดกลวั ลง มที มี จิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาล คอยเป็นพ่ีเลยี้ ง
10. มที ีม รปภ. และเจา้ หนา้ ทต่ี ำรวจช่วยเหลือเมอ่ื ตอ้ งการ
11. กรณีผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินหนีออกจากโรงพยาบาลเกินศักยภาพของเจ้าหน้าท่ีจะตามแจ้งเจ้าหน้าที่
สถานตี ำรวจท่ามะกาได้ตลอดเวลา เจ้าหนา้ ที่ตำรวจจะชว่ ยตดิ ตามสง่ ตอ่ ให้
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
151
เรอ่ื ง การบำบัดรักษาโดยมีส่วนรว่ มของชมุ ชนสำหรับผู้ใช้ยาและสารเสพตดิ (Community Based Treatment)
โครงการโรงงานสขี าว “บริษทั รดี เย็นไทย จำกดั มหาชน”
นางสมศรี บุญเหลือ
พยาบาลวชิ าชพี ชำนาญการ
โรงพยาบาลบางสะพาน
ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา
สืบเนื่องจากงานยาเสพติดโรงพยาบาลบางสะพานได้ดำเนินงานเชิงชุกในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
ยาเสพติดในพื้นท่ี ในชุมชน สถานศกึ ษา และสถานประกอบการ
ในการนี้มีบริษัทรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในเครือสหวิริยา ได้เข้ามาประสานกับ
โรงพยาบาลบางสะพานจัดทำโครงการโรงงานสีขาว มีการดำเนินงานและมาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหายาเสพติด
ในโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวทางปฏิบัติเพื่อใช้เป็นมาตรการป้องปรามและป้องกันยาเสพติด
ในโรงงานอยา่ งต่อเนือ่ ง
บริษัทฯ มีความตระหนักและรับรู้ถึงความรุนแรงของปัญหายาเสพติดซึ่งสร้างผลกระทบร้ายแรง
ต่อสังคมส่วนรวมในทุกๆ ด้าน นับตั้งแต่สุขภาพกาย สุขภาพจิต ครอบครัว เศรษฐกิจและสังคม บริษัทฯ
จึงมุ่งหวังที่จะรักษาทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าของบริษัทฯ ให้รอดพ้นจากพิษภัยยาเสพติ ดและส่งเสริม
ให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง อยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดจากสารเสพติด
จึงถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาและพนักงานทุกคน ที่ต้องร่วมมือกันสอดส่องดูแล
และปอ้ งกันการแพรร่ ะบาดของยาเสพติดในเขตพน้ื ทข่ี องบริษัทฯ
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพ่ือใหบ้ ริษัทฯ เป็นสถานประกอบการทม่ี ีสภาพแวดลอ้ มการทำงานที่ปลอดจากสารเสพติด
2. เพื่อใหพ้ นักงานมคี วามรู้ความเข้าใจ และมพี ฤตกิ รรมไมย่ ุง่ เก่ียวกบั สารเสพติด
3. เพอ่ื ให้พนักงานได้รับการบำบัดรักษาทเี่ หมาะสมกลับมาใช้ชีวติ และทำงานในบรษิ ัทฯไดต้ ามปกติ
วิธีดำเนนิ การ
โครงการโรงงานสีขาว เป็นการดำเนินงานและมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถาน
ประกอบการของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมตามมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ มาตรการป้องกัน มาตรการค้นหา
มาตรการรักษาและมาตรการเฝ้าระวัง /ติดตาม เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ให้เข้ามาระบาด
ในบรเิ วณบรษิ ัทฯ ดงั นี้
มาตรการปอ้ งกนั
1. บริษัทฯดำเนินการส่งเสรมิ ให้ความรู้เก่ียวกบั สารเสพติดทกุ ชนิด เพื่อให้พนักงานได้รับทราบและ
เข้าใจถงึ พิษภยั โทษของยาเสพติดอยา่ งถูกต้อง
2. บริษัทฯมอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาโดยตรงทุกระดับชั้นร่วมกันสอดส่องดูแลตักเตือนมิให้
พนกั งานเขา้ ไปเกย่ี วของกับการใชส้ ารเสพติดทกุ ชนดิ
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
152
3. จัดกิจกรรมต่างๆ ท่เี ป็นมติ รกบั ชุมชน เพื่อรณรงค์ต่อตา้ นและป้องกันปัญหายาเสพติดในบริษัทฯ
อย่างตอ่ เนอื่ ง ไดแ้ ก่
- กจิ กรรม FUN RUN – EGG EGG EGG - กจิ กรรม Sport Day 2019
- กิจกรรม 2 ล้อรักษ์บางสะพาน - กิจกรรมปลูกตน้ ไม้เพือ่ เพม่ิ พืน้ ที่สีเขียว
- กิจกรรมบริจาคโลหิต - กิจกรรมตรวจสุขภาพประจำปี
มาตรการค้นหา
การคน้ หาและเฝ้าระวงั กลุ่มเสี่ยง
1. บริษัทฯแตง่ ต้ังคณะกรรมการดำเนินงานปอ้ งกัน และแกไ้ ขปญั หายาเสพติดในสถานประกอบการ
2. บรษิ ัทฯจัดทำรายช่ือพนักงานทีต่ ้องตรวจสารเสพตดิ ในปสั สาวะ โดยเลอื กพนกั งานกลุ่มเส่ียงจาก
แตล่ ะทมี หรอื แต่ละแผนก
3. ประสานเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรฐั ไดแ้ ก่ ตำรวจ ทหาร ปกครอง สาธารณสุข มาดำเนินการ
ตรวจสารเสพติดในปสั สาวะของพนักงานร่วมกับคณะกรรมการของบริษทั ฯ
4. แจ้งหัวหน้างานจัดพนกั งานกล่มุ เสีย่ งทม่ี ีรายชือ่ เขา้ รบั การตรวจปสั สาวะ
5. ส่มุ ตรวจปัสสาวะพนักงานตามจำนวนทก่ี ำหนดไวใ้ นแตล่ ะคร้งั
6. พนักงานเข้ารบั การตรวจโดยเจา้ หนา้ ทจ่ี ากหน่วยงานของรฐั โดยไมม่ ีการแจง้ ใหท้ ราบลว่ งหนา้
มาตรการบำบดั รักษา
1. พนักงานสมัครใจเข้าโครงการโรงงานสีขาวด้วยตนเองและพนักงานที่ตรวจพบสารเสพติด
ในปัสสาวะ ส่งเข้ารับการบำบดั รกั ษาทโ่ี รงพยาบาลบางสะพาน
2. แจ้งบดิ า มารดา หรอื ญาตขิ องพนักงานผู้นั้นทราบ
3. บรษิ ัทฯประสานกับโรงพยาบาลบางสะพานสง่ พนกั งานเข้าบำบดั รักษาต่อไป
รปู แบบการบำบัดและตดิ ตาม
ผ้ใู ช้ - การใหค้ ำปรกึ ษา แนะนำ (BA) 1 - 2 ครงั้ ระยะเวลา 2 สัปดาห์
- ติดตาม 4 ครั้ง ใน 1 ปี (1, 3, 6 เดอื น 1 ปี)
ผเู้ สพ, ผู้ตดิ - จิตสังคมบำบดั อย่างยอ่ (Modified matrix Program) ระยะเวลา 2 - 3 เดอื น
- ติดตาม 4 ครั้ง ใน 1 ปี (1, 3, 6 เดอื น 1 ปี)
มาตรการเฝ้าระวงั และติดตาม
1. ตดิ ตามหลงั บำบดั ครบกำหนดนัดตดิ ตามทโี่ รงพยาบาล 4 ครัง้ ใน 1 ปี
2. พนักงานที่ผ่านการบำบัดครบกำหนดบริษัทฯจะเฝ้าระวังติดตามดูพฤติกรรม และสุ่มตรวจ
ปัสสาวะเป็นระยะๆ ตามท่บี รษิ ทั ฯกำหนด
ผลการดำเนนิ งานและอภปิ รายผล
ปี 2561 บริษทั ฯ ส่งพนักงานตรวจสารเสพตดิ ต่อเน่ือง ทง้ั หมด 149 ราย พบสารเสพตดิ 7 ราย สง่ เข้า
รับการบำบัดที่โรงพยาบาลบางสะพาน จำนวน 7 คน บำบัดครบ 6 ราย ขาดบำบัด 1 รายคิดเป็น ร้อยละ
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
153
85.71 ตดิ ตามหลังบำบัดครบไม่กลบั ไปเสพซำ้ ต่อเน่ือง 3 เดือน รอ้ ยละ 100 และตดิ ตามหลงั บำบัดครบ 7 คร้ัง
ใน 1 ปี ร้อยละ 100
ปี 2562 บริษัทฯ ส่งพนักงานตรวจสารเสพติด ทั้งหมด 128 ราย พบสารเสพติด 5 ราย ส่งเข้ารับ
การบำบัดที่โรงพยาบาลบางสะพาน จำนวน 5 ราย บำบัดครบตามเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ 100 ติดตาม
หลังบำบัดครบ และไม่กลับไปเสพซ้ำต่อเนื่อง 3 เดือน คิดเป็นร้อยละ 100 และติดตามหลังบำบัดครบ 7 คร้ัง
ใน 1 ปี รอ้ ยละ 100 พนักงานกลบั ไปทำงานในสถานประกอบการ และใช้ชวี ิตอยู่ร่วมในสงั คมไดต้ ามปกติสขุ
ปี 2563 บริษัทฯยังดำเนินโครงการฯจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และมีเพิ่มกิจกรรม เช่น จัดอบรม
ใหค้ วามรู้เร่อื งโรคในวยั ทำงาน ปัญหาสุขภาพจิตจากการทำงาน
ความภาคภมู ใิ จ
โครงการฯนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดีเกิดจากปัจจัยหลายอย่างโดยเฉพาะผู้บริหารของสถาน
ประกอบการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังให้ความเชื่อถือและไว้วางใจต่อ
ผูป้ ฏิบัติงานของสถานพยาบาลในการบำบดั รกั ษาตลอดจนพนักงานใหค้ วามร่วมมือในการบำบัดรักษาอย่างดี
ภาคผนวก
รูปภาพกิจกรรมการดำเนนิ งาน โครงการโรงงานสขี าว “บริษทั รีดเยน็ ไทย จำกดั มหาชน”
1. กิจกรรม FUN RUN – EGG EGG EGG
2. กิจกรรม Sport Day 2019 3. กจิ กรรม 2 ล้อรกั ษ์บางสะพาน
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
4. ปลูกต้นไมเ้ พื่อเพิ่มพน้ื ทส่ี ีเขียว 154
5. กิจกรรมบริจาคโลหติ ,ตรวจสขุ ภาพประจำปี
6. การฝกึ อบรมหลักสูตร "มาตรฐานป้องกันยาเสพตดิ ในสถานประกอบกจิ การและโครงการโรงงานสขี าว"
7. การสมุ่ ตรวจสารเสพติด
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
155
เรอ่ื ง การจัดการผ้ปู ่วยรายกรณโี ดยการมสี ่วนรว่ มของชุมชนในการดแู ลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดกลุ่มเสี่ยง
ก่อความรุนแรง Case management by community participation in the care of substance
- Patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence.
นางสาววราภรณ์ บุญประเสรฐิ
พยาบาลวชิ าชีพชำนาญการ
งานสขุ ภาพจิต กลุม่ งานการพยาบาล โรงพยาบาลเดิมบางนางบวช
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
นอกจากข่าวสารที่ปรากฏว่ามีผู้เสพยาเสพติดก่อความรุนแรงบ่อยครั้ง ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา
โรงพยาบาลเดมิ บางนางบวช พบวา่ สถิติในระบบบำบัดรกั ษา ผเู้ ขา้ รับการบำบดั รักษายาเสพติดที่เป็นกลุ่มเส่ียง
ก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence : SMI-V) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่าง
ต่อเนื่องรวมทั้งมีผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดที่ใช้ยารักษาโรคจิตเวชร่วม จำนวน 3 - 5 คนต่อเดือน
(https://spb.hdc.moph.go.th/hdc/reports/) นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้ยาและสารเสพติดเป็นปัจจัยร่วม
สำคัญของการฆา่ ตัวตายในพน้ื ทอี่ ีกด้วย (https://suicide.dmh.go.th/)
ทางที่ดีที่สุดของการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มตั้งแต่การปอ้ งกันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความรนุ แรง ซึ่งผู้ใกล้ชิด
ครอบครัว ผู้นำชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังได้ เช่น หากพบผู้ใช้ยาเสพติดที่มีอาการทางจิต หรือมี
ความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ให้รีบนำตัวเข้ารับการบำบัดรักษาโดยด่วน โดยเป้าหมายของการแก้ไขปัญหา
ไม่ใช่เพียงแค่การบำบัดรักษาผู้เสพผู้ติดยาเสพติดเท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดคือการลดความรุนแรงและผลกระทบ
ทางสังคม และปัญหาในเชงิ สุขภาพ รวมท้งั การใหโ้ อกาสผ้ทู ่ีหลงผดิ ได้กลับคนื สสู่ ังคมอย่างปกตสิ ุข
วัตถปุ ระสงค์
1. เพื่อกำหนดแนวทางในการป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจากการใช้
ยาเสพตดิ โดยประยกุ ต์ใชก้ ารจัดการผปู้ ่วยรายกรณี และการมสี ่วนรว่ มของชุมชน
2. เพื่อคุ้มครองสังคมจากอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต และคุ้มครองสิทธิผู้ป่วย
ใหไ้ ดร้ ับการรกั ษาตามมาตรฐานทางการแพทย์
3. เพอื่ ลดผลกระทบของผูป้ ่วยจิตเวชที่มาจากการใช้ยาเสพติด
วิธีดำเนินการ
1. ผู้จัดการรายกรณีคัดเลือกผู้ป่วยเข้าระบบการดูแลแบบการจัดการรายกรณีตามเกณฑ์ คือ ผู้ป่วย
จติ เวชจากสุรา /ยา /สารเสพตดิ ทไี่ ด้รับการวินิจฉยั ว่าเปน็ ผเู้ สพ (Abuse) หรอื ผ้ตู ิด (Dependence) ท่มี ีอาการ
ทางจิตจากโรคแทรก หรอื โรคร่วมทางจิตเวชสุรา /ยา /สารเสพตดิ
2. ผู้จัดการรายกรณีประเมินสภาพ วิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของผู้ป่วยและญาติ ค้นหา
ประเด็นความเสี่ยงการรักษาไม่ต่อเนื่องทำให้มีอาการกำเริบซ้ำ ก่อเหตุทำร้ายผู้อื่น ญาติมีความหวาดกลัว
ชุมชนรังเกียจ โดยมีการจัดทำแผนการดูแลผู้ป่วยล่วงหน้า (Care Map) กำหนดเป้าหมาย กิจกรรม ผลลัพธ์
ทคี่ าดหวังใหเ้ กดิ มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างสหวชิ าชีพในชมุ ชน
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
156
3. ผู้จัดการรายกรณีวางแผนการปฏิบัติการ โดยติดต่อประสานงานกับทีมสหวิชาชีพในชุมชน
ซึ่งประกอบด้วย รพ.สต. อสม. ท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ปกครอง และตำรวจ เพื่อให้การดูแลผู้ป่วย
ตามแบบแผนการจัดการรายกรณีผู้ป่วยโรคจิตที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงจากโรงพยาบาลจิตเวช
สู่ชุมชน (Care map) โดยผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงสาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ซึ่งเป็นผู้จัดการ
รายกรณี ดแู ลทง้ั ในโรงพยาบาลและในชุมชนเพือ่ ใหผ้ ู้ปว่ ยได้รับการดูแล ตดิ ตาม เฝ้าระวังอย่างต่อเน่ือง ไม่ให้มี
อาการกำเริบซ้ำ ไม่ก่อความรนุ แรงทั้งตอ่ ตนเองและผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมในชุมชนและสังคมได้
4. ผู้จัดการรายกรณีเสริมพลังอำนาจให้เกิดระบบเครือข่ายชุมชนร่วมดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัญหา
จากการใช้ยาเสพติดต่อเนื่อง โดยทีมสุขภาพ อสม. และจิตอาสา (1) ช่วยกันดูแล ติดตามให้ผู้ป่วยกินยา
อยา่ งตอ่ เนอื่ ง (2) ร่วมพิทกั ษ์สทิ ธผิ์ ้ปู ว่ ยจากการถูกเอาเปรียบจากสังคม (3) เฝา้ ระวังสังเกตอาการ หากผิดปกติ
หรือมีอาการกำเริบให้รีบแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตามระดับขั้นความรุนแรง (4) ท้องถิ่นส่งเสริมอาชีพ หางานอดิเรก
ให้ทำเพื่อฝึกลดความว้าวุ่นใจและให้ผู้ป่วยมีรายได้ (5) ครอบครัวให้กำลังใจผู้ป่วยและสนับสนุนให้ผู้ป่วย
สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนได้ และ (6) ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง และตำรวจร่วมประชาคม
หมบู่ ้านขอฉันทามติจดั ส่งิ แวดลอ้ มในชุมชนใหเ้ อ้อื ต่อการเลกิ ยาเสพติด
5. ผู้จัดการรายกรณีประเมินผลการปฏิบัติการดูแลทั้งด้านผู้ป่วย ด้านผู้ให้บริการ และทีมสหวิชาชีพ
ในชุมชน พร้อมรายงานผลการติดตามดูแลต่อเนื่องในชุมชนตามโปรแกรมรายงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง
ที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน (SMI-V CARETRANSITION) และระบบข้อมูลการบำบัดรักษา
และฟืน้ ฟผู ตู้ ิดยาเสพติดของประเทศ (บสต.)
ผลการดำเนนิ การ
1. ได้รูปแบบการจัดการผู้ป่วยรายกรณีโดยการมีส่วนร่วมของชมุ ชนในการดูแลผูป้ ่วยจิตเวชยาเสพติด
กลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรง ที่สอดคล้องกับแนวทางการเฝ้าระวัง ส่งต่อ และดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการ
ทางจติ ในพืน้ ที่ ในขน้ั ตอน Pre Hospital และ Post Hospital (กองบรหิ ารการสาธารณสุข, 2563)
2. ผลลัพธ์ตามตัวชี้วัด : ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยเสพติดกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงได้รับการประเมิน
บำบัดรักษาและติดตามช่วยเหลือตามระดับความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปี 2561-2562 คิดเป็นร้อยละ 100
(3คน), 50 (1ราย) ตามลำดบั โดยหลังพัฒนาแนวทางการดแู ลรายกรณีโดยการมีส่วนร่วมของชมุ ชนในปี 2563
พบผูป้ ว่ ย SMI-V เข้าถงึ การดูแลเพิม่ และตอ่ เนือ่ งขึน้ จนผ่านเกณฑช์ ี้วัดคดิ เปน็ ร้อยละ 72.73 (8 ราย)
ความภาคภูมิใจ
ในฐานะผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงสาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ที่ได้ใช้บทบาทผู้จัดการ
รายกรณี(Case Manager) ในการเชื่อมโยงกับระบบงานเดิมที่เอื้อต่อการจัดบริการ ประสานสั่งการเพื่อการมี
ส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดกลุ่มเสี่ยงก่อความรุนแรงให้ได้รับการดูแลต่อเนื่องตลอด
ช่วงวิกฤติการเจ็บป่วย (ไม่ถูกทอดทิ้ง) สามารถอยู่ร่วมในชุมชน มีคุณภาพชีวิตที่ดี (ไม่ถูกผลักดันออกนอก
ครอบครัว) ผูป้ ว่ ยไม่กลบั มาป่วยหรอื กำเริบซำ้ รวมท้ังไมก่ ่อความรนุ แรงทัง้ ต่อตนเองและผู้อน่ื อีกด้วย
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
157
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563
158
เร่ือง การประเมินผลการดำเนนิ โครงการส่งเสรมิ สุขภาพช่องปากเด็กปฐมวัย
ในอำเภอสามชกุ จังหวดั สุพรรณบรุ ี
นางสาวมณกี าญจน์ คงสมจติ ต์
ทันตแพทย์ชำนาญการ
โรงพยาบาลสามชกุ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
การรักษาฟันผใุ นเดก็ ปฐมวัยมีความยุ่งยากเนื่องจากเด็กไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาและปัญหาฟันผุ
มีจำนวนมาก จากผลสำรวจปี 2561 เด็ก 3 ปีอำเภอสามชุกได้รับการรักษาจนไม่มีฟันผุเพียง 0.4% และยังมี
ฟันผุ 32.9% การเกิดฟันผุในเด็กปฐมวัยเก่ียวข้องพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการทำความสะอาด
ชอ่ งปาก การส่งเสริมสุขภาพช่องปากในโรงพยาบาลจะทำหลังจากเด็กได้รับวัคซีน และการส่งเสริมพัฒนาการ
ในคลินิกสุขภาพเด็กดีคุณภาพ (Well Child care :WCC) หรือนัดเด็กมารับบริการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก
นอกรอบวัคซีน ส่วนเด็กที่รับวัคซีนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจำนวน 8 แห่งท่ีไม่มีทันตาภิบาล
หรือกลุ่มท่ีรับวัคซีนในคลินิกเอกชน กลุ่มงานทันตกรรม โรงพยาบาลสามชุกได้จัดบริการหมุนเวียน
ทันตบุคลากรออกไปให้บริการทุก 3 เดือน แต่ให้บริการส่งเสริมสุขภาพช่องปากทั้งในโรงพยาบาลและ
ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ผ่านมายังไม่มีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง
กับสุขภาพชอ่ งปากของผู้เข้าร่วมโครงการเพ่ือวางแผนการดำเนนิ โครงการในอนาคตอย่างชัดเจน
วตั ถุประสงค์
เพ่ือเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีผลต่อสุขภาพช่องปากในเด็กปฐมวัยที่เข้ารับบริการส่งเสริม
สขุ ภาพชอ่ งปากในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบลในเขตอำเภอสามชุก จังหวดั สุพรรณบรุ ี
วิธกี ารดำเนนิ การ
จั ด ค ลิ นิ ก ส่ ง เส ริ ม สุ ข ภ า พ ช่ อ งป า ก ใน เด็ ก ท่ี ได้ รั บ วั ค ซี น ใน ค ลิ นิ ก เด็ ก ดี คุ ณ ภ า พ ใน โร ง พ ย า บ า ล
และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในที่ไม่มีทันตาภิบาล 8 แห่งทุก 3 เดือน ระยะเวลาการศึกษา 16 เดือน
(ก.ค.2561 - พ.ย.2562) โดยสัมภาษณ์ผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมการเล้ียงดู ได้แก่การรับประทานอาหาร
และการทำความสะอาดช่องปาก จากนั้นทันตบุคลากรตรวจสุขภาพช่องปาก และให้ทันตสุขศึกษาโดยฝึก
ผ้ปู กครองแปรงฟันให้เดก็ แบบลงมือปฏิบตั ิจริง (Hand on) และทาฟลูออไรด์วานชิ
ผลการดำเนินการ
เด็กท่ีรับบริการท้ังหมด 915 คน มีเด็กท่ีเข้าโครงการครบ 4 ครั้งจำนวน 203 คน (ชาย 101 คน
(49.8%) หญิง 102 คน (50.2%)) อายุเฉลี่ยของเด็กที่เข้าร่วมโครงการคร้ังแรก 1.0±0.9 ปี พฤติกรรม
ท่ีเปล่ียนแปลงได้แก่ดื่มนมแม่ลดลง (p<0.001) ใส่เคร่ืองด่ืมชนิดอ่ืนในขวดนมนอกจากน้ำ และนมเพ่ิมขึ้น
(p=0.007) ด่ืมนมมื้อดึกลดลง (p=0.028) ดื่มน้ำหวานมากข้ึน (p<0.001) รับประทานขนม ≥ 2 คร้ังต่อวันมากขึ้น
(p<0.001) ใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์มากขึ้น (p<0.001) ผู้ปกครองแปรงให้ก่อนนอนมากข้ึน (p<0.001) และ
จำนวนครง้ั การแปรงฟันตอ่ วนั เพม่ิ ขึ้น (p<0.001) ผิวฟนั มรี อยขาวขนุ่ เพิ่มข้นึ (p=0.005)
Best Practice เขตสขุ ภาพที่ 5 ประจำปงี บประมาณ 2563
159
อภิปรายผล
ผดู้ ูแลเด็กมีการทำความสะอาดชอ่ งปากเด็กดว้ ยยาสีฟันฟลูออไรดโ์ ดยแปรงฟันกอ่ นนอน และมจี ำนวน
ครั้งการแปรงฟันต่อวันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเม่ือเด็กมีอายุมากข้ึนพฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภท
แป้งและนำ้ ตาล และความถใ่ี นการบริโภคขนมต่างๆ เพิ่มข้นึ เนื่องจากเด็กจะเร่ิมเลือกรับประทานอาหารที่ชอบ
ซ่ึงอาหารหวานเป็นตัวแทนความรักของผู้ปกครองที่มีการโฆษณาสูง และสามารถเข้าถึงได้ง่าย การห้ามเด็ก
รับประทานขนมหวานอย่างเด็ดขาดเป็นส่ิงท่ีปฏิบัติได้ยาก ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการป้องกันไม่ให้เด็ก
ติดหวานต้ังแต่แรกเกิดเป็นสิ่งท่ีสำคัญต่อสุขภาพกายและสุขภาพช่องปากสอดคล้องกับคำแนะนำของ
American Heart Association ท่ีการเตมิ น้ำตาลในเด็กจะส่งผลให้อนาคตเดก็ มีความเส่ยี งในการเกดิ โรคหวั ใจ
และหลอดเลือด ภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงและหลีกเล่ียงการเติมน้ำตาลในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี นอกจากน้ีควร
เน้นย้ำความสำคัญของการป้องฟันผุโดยการแปรงฟันเพ่ือกำจัดคราบจุลินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ฟันซี่
แรกข้ึนด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 1000 ส่วนในล้านส่วนซึ่งการจัดบริการท่ีผู้ปกครองได้เห็นตัวอย่างจากบ้าน
อื่นๆ จะทำให้ผู้ปกครองเข้าใจและยอมรับการร้องไห้ระหว่างแปรงฟันเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กปฐมวัย
และเป็นส่ิงท่ีผู้ปกครองต้องสร้างวินัยให้กับเด็กเช่นเดียวกับด้านอ่ืนๆ การเก็บข้อมูลเก่ียวกับพฤติกรรมท่ีส่งผล
ต่อสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องจะทำให้สามารถให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพช่องปากรายบุคคล
อย่างเหมาะสมในแต่ละชว่ งวยั ได้อยา่ งตอ่ เนื่อง
ความภาคภมู ใิ จ
ได้ดูแลเด็กปฐมวัย 915 คนและผู้ปกครองซ่ึงเข้ารับบริการท้ังในโรงพยาบาล และออกให้บริการ
ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท้ังหมด 1,139 ครั้ง คืนอำนาจการดูแลสุขภาพให้เป็นของประชาชน
เสริมพลังและให้กำลังใจผู้ปกครองให้สามารถดูแลบุตรหลานให้เป็นหมอฟันคนแรก และหมอฟันท่ีดีที่สุดของลูก
ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ต้นทุนชีวิตของเด็ก สร้างคนให้คนกลับมาสร้างบ้าน สร้างสังคม สร้างประเทศ
ให้กา้ วหน้าอยา่ งสนั ตสิ ขุ ตอ่ ไป
Best Practice เขตสขุ ภาพท่ี 5 ประจำปีงบประมาณ 2563