51
3. ใบงาน เรอ่ื ง การจำแนกสารตามลักษณะเน้อื สาร
4. ใบความรู้ เรอื่ ง สารและการจำแนกสาร
5. แบบฝึกหัด
7. การวัดผลประเมินผล
ส่ิงทต่ี ้องการประเมนิ วิธีการวัดผล เคร่อื งมือท่ีใช้ เกณฑก์ ารผ่าน
ในการวัดผล การประเมนิ ผล
ความรู้ การตรวจผลงาน แบบประเมนิ การตรวจ ไดค้ ะแนนเฉลี่ย ร้อยละ
1.บอกความหมายของ ผลงาน 60 ขึ้นไป
สสาร สาร สมบตั ขิ อง - การนำเสนอผลงาน
สาร และการจำแนกสาร - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบประเมนิ การ ไดค้ ะแนนเฉล่ีย ร้อยละ
ได้ ทำงานกลุม่ นำเสนอผลงาน 60 ข้ึนไป
2.อธบิ ายสมบัติทาง สังเกตพฤติกรรม - แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
กายภาพของสารได้ รายบคุ คล การทำงานกล่มุ
3.จำแนกสารตาม
ลักษณะของเน้ือสารได้ แบบประเมินพฤติกรรม ได้คะแนนเฉลยี่ 2 (ด)ี
ทักษะ
กระบวนการสบื เสาะ รายบุคคล ข้นึ ไป
หาความรู้
คณุ ลักษณะอันพงึ
ประสงค์
ความสนใจใฝ่รู้ ความ
มงุ่ มัน่ อดทน
8. บนั ทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้ 52
8.1 ผลการจดั การเรยี นรู้
ผเู้ รียนท่ีผา่ นตัวช้ีวดั /ผลการเรยี นรู้ จำนวน...............คน คิดเป็นร้อยละ.................
ผ้เู รยี นทไี่ มผ่ า่ นตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ จำนวน...............คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ.................
เลขที่ของนกั เรียนท่สี อบไม่ผ่านตัวช้ีวัด..................................................................................................
............................................................................................................................................................................
สาเหตุที่ไมผ่ า่ น .....................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปัญหา..................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผ้เู รยี นที่มคี วามสามารถพเิ ศษ ได้แก่ ....................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางการพัฒนา/สง่ เสริม..................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผเู้ รยี นได้รับความรู้ (K) ในเรือ่ ง ............................................................................................................
ผู้เรยี นเกดิ ทกั ษะกระบวนการ (P) ในเรอ่ื ง............................................................................................
ผเู้ รียนมีคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม (A) ในเร่อื ง.................................................................................
8.2 ปัญหาอปุ สรรค
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
8.3 ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงช่อื .......................................................ครูผู้สอน
(นายดเิ รกฤทธิ์ ยเุ หลก็ )
ตำแหนง่ ครู คศ.1
วันที.่ ...........เดือน..........................พ.ศ. ................
53
9. ความคิดเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา/ผทู้ ีไ่ ด้รบั มอบหมาย
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ......................................หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
(นางสาวพสั ราภรณ์ พลู แจง้ )
วันที.่ ...........เดอื น..........................พ.ศ. ................
รบั ทราบผลการจดั การเรยี นรู้
ลงชื่อ....................................................... ลงชอื่ ......................................................
(..................................................) (นายวริ ัชต์ จำปาทอง)
ตำแหนง่ รองผอู้ ำนวยการสถานศึกษา ฝ่ายบรหิ ารวิชาการ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา
วนั ท.่ี ...........เดือน..........................พ.ศ. ........... วนั ที่............เดอื น..........................พ.ศ. ..........
54
ใบงาน
เร่ือง การจำแนกสารตามลักษณะเนือ้ สาร
จุดประสงค์
1. อธบิ ายความหมายของสารเนื้อเดียวและสารเนอ้ื ผสมได้
2. จำแนกสารโดยใช้ลกั ษณะเนอื้ สารเป็นเกณฑ์ได้
อุปกรณ์ 100 กรัม
1. ลอดช่องนำ้ กะทิ 100 กรมั
2. ส้มตำ 2 กรัม
3. เมล็ดข้าวสุก 2 กรมั
4. น้ำพริก 2 ลบ.ซม.
5. น้ำหวาน 2 ลบ.ซม.
6. นำ้ ส้มสายชู 2 กรัม
7. ดิน 2 กรัม
8. ถ่านไม้ 2 กรัม
9. แป้งมัน 2 กรัม
10. น้ำตาลทราย 1 แผน่
11. กระดาษขาว 2 ลบ.ซม.
12. น้ำเกลอื 2 กรมั
13. โซเดยี มคลอไรด์ (เกลอื แกง)
วธิ ีการทดลอง
1. นำวสั ดุต่าง ๆ ท่ีเราต้องการจำแนกประเภทลกั ษณะของเนอื้ สาร ได้แก่ ลอดช่องน้ำกะทิ สม้ ตำ
เมลด็ ข้าวสกุ นำ้ พริก น้ำหวาน นำ้ สม้ สายชู ดนิ ถ่านไม้ แปง้ มนั น้ำตาลทราย กระดาษขาว นำ้ เกลอื และ
โซเดียมคลอไรด์ มาสงั เกตลกั ษณะของเน้ือสารแต่ละชนดิ
2. บนั ทึกผลท่ีสงั เกตได้ ถา้ สารบางชนิดไม่อาจตดั สนิ ได้ทันทีแล้ว อาจใช้อปุ กรณอ์ ื่น ๆ ช่วย
เชน่ แทง่ แกว้ สำหรบั คน
55
บันทกึ ใบงาน
กลุ่มท่.ี ........................สมาชิก 1............................................... 2.............................................
3............................................... 4.............................................
5............................................... 6.............................................
ตารางบนั ทึกผลการทดลอง
สถานะ ผลการสงั เกตลักษณะของสาร
สาร ของแข็ง ของเหลว กา๊ ซ เนอื้ สาร เนื้อสาร
กลมกลืนกนั ไม่กลมกลนื กนั
56
คำถาม
1. จากตารางนักเรยี นสามารถจำแนกประเภทของสารเป็นกี่ประเภท และใช้อะไรเป็นเกณฑใ์ นการ
จำแนก
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………….
2. สารใดบา้ งที่มีลักษณะเน้ือสารกลมกลืนกนั และสารใดบ้างที่เนื้อสารไมก่ ลมกลืนกัน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………..……………………………………………………….
3. สารที่เน้อื สารกลมกลนื กันมสี ถานะใดไดบ้ ้าง
……………………………………………………………………………………………………...……………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………….………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………….…………………………………….
4. จงสรปุ ผลการทำกิจกรรม
……………………………………………………………………………………………………………….…………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………….………………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….…………………………….
……………………………………………………………………………………………………………………….…………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….
57
ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง เฉลยใบงาน ผลการสังเกตลกั ษณะของสาร
สาร ของแขง็
สถานะ เนื้อสาร เน้อื สาร
ของเหลว กา๊ ซ
กลมกลนื กัน ไม่กลมกลืนกัน
1. ลอดชอ่ งนำ้ กะทิ
2. สม้ ตำ
3. เมล็ดข้าวสกุ
4. นำ้ พริก
5. นำ้ หวาน
6. น้ำสม้ สายชู
7. ดนิ
8. ถ่านไม้
9. แป้งมนั
10. น้ำตาลทราย
11. กระดาษขาว
12. นำ้ เกลือ
13. โซเดียมคลอไรด์
(เกลอื แกง)
คำถาม
1. จากตารางนักเรียนสามารถจำแนกประเภทของสารเปน็ ก่ปี ระเภท และใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการ
จำแนก
ตอบ 2 ประเภท ใช้เนื้อสารเปน็ เกณฑ์ ได้สารเน้ือสารกลมกลืนกันและเนอ้ื สารไมก่ ลมกลืนกัน
2. สารใดบ้างท่ีมีลักษณะเน้ือสารกลมกลืนกนั และสารใดบ้างที่เนื้อสารไม่กลมกลนื กนั
ตอบ เนื้อสารกลมกลืนกัน ได้แก่ เมลด็ ข้าวสุก น้ำหวานน้ำส้มสายชถู ่านไม้น้ำตาลทราย
58
ดิน แปง้ มัน กระดาษขาว นำ้ เกลือ และโซเดียมคลอไรด์
เนือ้ สารไมก่ ลมกลนื กัน เนอ้ื สารไมก่ ลมกลนื กนั ลอดชอ่ งน้ำกะทิ ส้มตำ น้ำพริก
3. สารทเี่ น้ือสารกลมกลืนกนั มีสถานะใดได้บ้าง
ตอบ ของแข็ง และของเหลว
4. จงสรุปผลการทำกิจกรรม
ตอบ สารเนื้อเดียวมองเหน็ เปน็ เนอื้ เดียว อาจจะประกอบด้วยสารอย่างเดียวหรือหลายอยา่ งกไ็ ด้
สารเนื้อผสมมองเหน็ ไมเ่ ปน็ เนอ้ื เดียวประกอบด้วยสารมากกวา่ หนึ่งอย่าง
59
ใบความรู้
เร่ือง สารและการจำแนกสาร
สาร (Substance) หมายถึง สิ่งทมี่ ีตวั ตน มีมวลหรือนำ้ หนัก ตอ้ งการที่อยู่และสามารถสัมผัสได้ เชน่
ดิน หิน นำ้ อากาศ พืช และสัตว์ ทุกสิง่ ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา จัดเปน็ สารทั้งส้ิน สารแต่ละชนิดมีสมบตั ิ
แตกตา่ งกัน แตส่ ามารถเปลย่ี นแปลงสถานะได้ เช่น เหลก็ สังกะสี กรดเกลือการที่สารมีสมบตั ิแตกต่างกัน
และมคี วามสามารถในการเปลีย่ นแปลงสถานะได้แตกต่างกนั น้ี ถอื วา่ เปน็ ลักษณะเฉพาะ
ของสารแต่ละชนดิ ดังน้นั จงึ มกี ารใช้เกณฑก์ ารพิจารณาและอธิบายสมบัติของสารมาจัดจำแนกสารและ
มีการทดสอบสมบตั ิของสารเพ่ือพิสูจน์ว่าสารน้นั เป็นสารชนิดใด เพราะหากอาศยั แตก่ ารสังเกตหรือมองเหน็
เพยี งอย่างเดยี วนัน้ ในบางครั้งกไ็ ม่สามารถจะตัดสินไดแ้ นน่ อน
ส่ิงท่ีควรทราบเกีย่ วกับสสาร คือ อนุภาคทีเ่ ปน็ องคป์ ระกอบของสสาร ซงึ่ มี 3 ชนิด คอื อะตอม
โมเลกลุ และไอออน อะตอมเป็นอนุภาคที่เลก็ ท่ีสุดของธาตุ ประกอบด้วยโปรตอนซ่งึ เป็นประจบุ วก
อเิ ลก็ ตรอนมีประจลุ บ และนิวตรอนซ่งึ เป็นกลาง เม่ืออะตอมเสยี อเิ ลก็ ตรอนจะเปลย่ี นไปเปน็ ไอออนบวก และ
เม่ืออะตอมรบั อิเล็กตรอนเขา้ มาจะเปลีย่ นไปเปน็ ไอออนลบ สว่ นโมเลกลุ เป็นกลางทางไฟฟา้ เกดิ จากอะตอมมา
รวมกัน โมเลกลุ ของธาตปุ ระกอบดว้ ยอะตอมชนดิ เดียวกัน โมเลกลุ ของสารประกอบนนั้ ประกอบดว้ ยอะตอม
ของธาตตุ ่างชนดิ กัน
สมบตั ขิ องสาร (Properties of matter) หมายถึงลกั ษณะเฉพาะของสารแตล่ ะชนิด เช่น
สถานะ
สี กลนิ่ รส การละลาย จดุ เดือด การนำไฟฟ้า การเกดิ สนมิ การเผาไหม้ เป็นต้น เนอ่ื งจากสารแตล่ ะชนิด
มีสมบตั ิแตกตา่ งกัน การทดสอบสมบตั ิของสารจงึ เปน็ การพิสจู นแ์ ละจำแนกสารแต่ละชนิดได้
สมบัตขิ องสาร แบ่งเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
1. สมบัตทิ างกายภาพ (Physical properties) หมายถึง สมบตั ิของสารทีส่ ามารถสงั เกตได้
จากลักษณะภายนอก หรือจากการทดลองทไ่ี มเ่ ก่ียวข้องกบั ปฏิกิริยาเคมี เขน่ สถานะ เน้ือสาร สี กล่นิ รส
ความหนาแน่น จดุ เดือด จุดหลอมเหลว การนำไฟฟ้า การละลายน้ำ ความแข็ง ความเหนียว เป็นตน้
2. สมบตั ทิ างเคมี (Chemical properties) สมบตั ิเฉพาะตัวของสารท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การ
เกิดปฏิกิริยาเคมี ตวั อย่างของการเปลย่ี นแปลงทางเคมี ได้แกโ่ ลหะโซเดียมทำปฏิกริ ยิ ากับน้ำ ไดส้ ารใหม่ คือ
โซเดียมไฮดรอกไซด์ และก๊าซไฮโดรเจนการเผาไหม้ของลกู เหมน็ ไดส้ ารใหม่ คอื ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ
นำ้ การเกดิ สนมิ เหลก็ ได้สารใหม่ คอื ออกไซดข์ องเหล็กการเผาไหม้ของไม้ ได้สารใหม่ คือ นำ้ และ
คาร์บอนไดออกไซด์ โดยท่ัวๆ ไป การเปลี่ยนแปลงของสารสามารถมีทัง้ การเปล่ยี นแปลงทางกายภาพและการ
เปลี่ยนแปลงทางเคมีควบคู่กนั ไป
การจำแนกสาร (Classification of matter) คือ การจัดสารออกเป็นหมวดหมู่อยา่ งมีระบบ
เพ่อื สะดวกตอ่ การจำและการนำไปใช้โดยใช้สมบตั ิของสารเป็นเกณฑ์ในการจำแนก นกั เคมีจำแนกสาร
ขนั้ พื้นฐานโดยใช้สมบัติสารเปน็ เกณฑ์ ดงั น้ี
60
1. ใชส้ ถานะเปน็ เกณฑ์ สามารถจำแนกสารไดเ้ ป็น 3 สถานะ ดงั นี้
ของแข็ง รปู ร่างไมเ่ ปล่ียนแปลง อนภุ าคของแข็งไม่มีการเคลอ่ื นที่ และอดั ให้เลก็ ลงอีกไมไ่ ด้
ของเหลว รูปร่างเปล่ียนตามภาชนะที่บรรจุ โดยมีปรมิ าตรคงท่ี ไหลได้ อกั ให้เล็กลงไดย้ าก
แก๊ส รปู ร่างและปรมิ าตรเปล่ียนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ ฟงุ้ กระจายได้ อัดให้เลก็ ลงไดง้ า่ ย
3. ใชเ้ น้อื สารเปน็ เกณฑ์ เน้ือสารจัดเป็นสมบัติทางกายภาพของสารทสี่ ามารถมองเหน็ ได้ดว้ ย
ตาเปล่า สามารถใช้ประสาทสัมผัสในการจำแนก และยงั เป็นวิธที ่ีนยิ มใช้กันมาก เพราะบอก
รายละเอยี ด
ของสารไดม้ ากกว่าการใชเ้ กณฑอ์ น่ื โดยจะจำแนกสารได้ ดังแผนภาพ
การจำแนกสารโดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ
61
แบบฝกึ หดั
1. ถา้ ใช้สถานะเปน็ เกณฑใ์ นการจำแนก สารในข้อใดจดั อยู่ในกล่มุ เดียวกนั
ก. นำ้ ตาลทราย นำ้ คลอง ดินน้ำมัน
ข. อากาศ ฟิวส์ กำมะถัน
ค. ถา่ น, แม่เหล็ก, ทองเหลือง
ง. คอนกรีต, กระดาษ, ก๊าซหงุ ต้ม
2. สารใดต่อไปนน้ี ำไฟฟ้าได้
ก. ทองแดง
ข. แทง่ ไม้
ค. ทอ่ พลาสตกิ
ง. กำมะถัน
3. ปรากฏการณ์ใดไม่เปน็ สมบัติทางกายภาพของสาร
ก. เกลอื แกงมีรสเค็ม
ข. เหล็กทำปฏกิ ริ ิยากบั ออกซิเจนเป็นสนิมเหล็ก
ค. ฟตุ บอลมรี ปู ร่างเปน็ ทรงกลม
ง. นำ้ บรสิ ุทธมิ์ ลี ักษณะใสไมม่ สี ี
4. สารใดตอ่ ไปน้ีเปน็ สารเนอ้ื ผสมทัง้ หมด
ก. ลอดชอ่ งน้ำกะทิ น้ำอดั ลม ส้มตำ
ข. ยำสลดั , วุ้น, เฉาก๊วยในน้ำเชือ่ ม
ค. นมสด, นำ้ เกลือ, แปง้ มัน
ง. ขา้ วสาร, แกงจดื วุน้ เส้น, นำ้ ปลา
5. สารใดต่อไปน้จี ดั เปน็ สารเน้อื เดยี วทงั้ หมด
ก. หมอก ทองเหลอื ง น้ำสม้ สายชู
ข. โคลน นำ้ เช่ือม สีทาบ้าน
ค. อากาศ นำ้ ตาลทราย เกลือแกง
ง. น้ำส้มคนั้ ยำวนุ้ เส้น นำ้ มนั พชื
62
เฉลย แบบฝกึ หดั
1. ง.
2. ก.
3. ค.
4. ข.
5. ค.
63
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 6
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 สารบรสิ ุทธ์ิ เรื่อง การจดั กลุ่มสารโดยใช้ขนาดของอนภุ าคสารเป็นเกณฑ์
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว 21101 รายวิชา วิทยาศาสตร์ 1 ชัน้ ม.1 เวลาเรยี น 2 ชว่ั โมง
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ครูผสู้ อน นายดเิ รกฤทธิ์ ยุเหลก็ ตำแหน่ง ครู คศ.1
ใชส้ อนวนั ....................... ท่ี............ เดือน.................................... พ.ศ. .........................
*************************************
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชี้วัด
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสารองค์ประกอบของสสารความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบัติของสสารกับโครงสร้าง
และแรงยึดเหน่ยี วระหว่างอนภุ าคหลักและธรรมชาติของการเปล่ยี นแปลงสถานะของสสารการเกดิ สารละลายและ
การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ตวั ชีว้ ัด
ว 2.1 ม.1/7 อธบิ ายเก่ียวกับความสมั พันธร์ ะหวา่ งอะตอมธาตแุ ละสารประกอบโดยใช้แบบจำลอง
และสารสนเทศ
ว 2.1 ม.1/9 อธบิ ายและเปรยี บเทียบการจัดเรยี งอนภุ าคแรงยึดเหน่ียวระหวา่ งอนภุ าคและการเคล่อื น
ทขี องอนุภาคของสสารชนดิ เดยี วกันในสถานะของแข็งของเหลวและแก๊สโดยใช้แบบจำลอง
2. สาระสำคัญ
การจดั กลมุ่ สารโดยใช้ขนาดของอนภุ าคสารเปน็ เกณฑ์ จะจัดกลุ่มของเหลวได้เปน็ สารแขวนลอย
คอลลอยด์ และสารละลาย สารแต่ละกลุม่ มีสมบตั ิและองคป์ ระกอบตา่ งกนั สารแขวนลอยประกอบดว้ ย
อนุภาคท่ีมีขนาดใหญม่ องเห็นไดด้ ้วยตาเปล่าเม่อื ต้ังไวอ้ นภุ าคที่เป็นของแข็งจะตกตะกอน คอลลอยด์
ประกอบดว้ ยอนภุ าคขนาดใกล้เคียงกบั ความยาวคล่ืนแสง เมอ่ื ฉายแสงผ่านจะทำใหเ้ กิดการกระเจงิ แสง
สารละลายเป็นของผสมเนอ้ื เดยี วทีป่ ระกอบดว้ ยตัวทำละลายและตวั ละลายซ่งึ มอี นภุ าคขนาดเล็กกว่าอนุภาค
ในสารแขวนลอยและคอลลอยด์
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ด้านความรู้ (K)
จดั กลุ่มสารโดยใช้ขนาดของอนภุ าคสารเปน็ เกณฑ์ได้
64
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
กระบวนการสืบเสาะ หาความรู้
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
ความสนใจใฝ่รู้ ความมงุ่ ม่ัน อดทน
4. สาระการเรยี นรู้
การจดั กลุ่มสารโดยใช้ขนาดของอนุภาคสารเปน็ เกณฑ์
5. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (กระบวนการทดลอง)
ชัว่ โมงที่ 1
ขั้นปญั หา/สมมติฐาน
1. นักเรยี นและครรู ว่ มอภปิ ราย วธิ ีการแยกของผสมที่มีขนาดใหญส่ ามารถแยกได้ดว้ ยการ
หยิบออก หรอื ใชต้ ะแกรงร่อนแยกสารท่ีทมี่ ีขนาดต่างกนั และใหญ่กวา่ รขู องตะแกรง แล้วตงั้ คำถามถาม
นกั เรียนว่า ถา้ สารทผ่ี สมกนั อย่เู ปน็ ของเหลวและมขี นาดเล็กมาก จะใชว้ ธิ ีการแยกโดยการใชต้ ะแกรงรอ่ นแยก
สารไดห้ รอื ไม่
2. ใหน้ ักเรียนทำใบงาน เรอื่ ง การตรวจสอบขนาดของเนือ้ สาร รว่ มกันวางแผนการทำ
กจิ กรรม
ข้นั ทดลอง
3. ให้นกั เรยี นลงมอื ปฏบิ ตั ิกิจกรรมโดยแนะนำนกั เรยี นดังน้ี
- การใช้แท่งแกว้ คนน้ำโคลนหรอื นำ้ แปง้ ดิบทกุ คร้ังกอ่ นท่ีจะนำไปทดลอง เพราะ
นำ้ โคลนหรือนำ้ แปง้ ดิบตกตะกอนได้ง่าย
- สังเกตนำ้ ในบีกเกอรท์ ั้งก่อนและหลงั แช่ถุงเซลโลเฟน วา่ มีลกั ษณะแตกตา่ งกันหรือไม่
อยา่ งไร
4. นกั เรยี นลงมือปฏบิ ตั กิ จิ กรรมขณะปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ครูคอยใหค้ ำแนะนำในส่วนท่ีบกพร่อง และ
สงั เกตพฤตกิ รรมนักเรยี น หลังเสร็จการปฏิบตั ิกจิ กรรมใหต้ วั แทนนักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ออกมานำเสนอผลทำ
กิจกรรมหนา้ ชนั้ เรียน
ขนั้ อภิปรายผล
ชั่วโมงที่ 2
5. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั วเิ คราะห์และอภิปรายผลโดยใช้แนวคำถาม ดังน้ี
- สารใดที่แยกออกจากกนั ได้โดยใชก้ ระดาษกรอง
- สารใดทผี่ ่านถุงเซลโลเฟนได้
- ของเหลวชนิดเดียวกนั เมือ่ กรองด้วยกระดาษกรองกับถงุ เซลโลเฟนไดผ้ ลต่างกนั
อยา่ งไร
65
- สารทัง้ 3 ตวั อยา่ งจัดกล่มุ ไดก้ ี่กลมุ่ ใช้อะไรเป็นเกณฑ์
ขั้นสรุป
6. ใหน้ กั เรยี นศกึ ษาใบความรู้ เรอื่ ง การจัดกลุ่มสารตามขนาดของอนุภาค ประกอบการอภิปราย
สรุป ดงั น้ี
- สมบัติท่ีต่างกันของสารตัวอย่างทง้ั 3 เมื่อแบง่ ตามลักษณะสาร จะแบง่ ได้ 3 กล่มุ คือ
กลุม่ ที่ 1 มลี ักษณะขนุ่ หรือทึบแสง เมอ่ื ต้งั ไว้จะตกตะกอน ไดแ้ ก่ นำ้ โคลน หรอื นำ้ แปง้ ดบิ
กลุ่มที่ 2 มีลักษณะขนุ่ ทึบแสงหรือโปร่งแสง ตั้งไวไ้ ม่ตกตะกอน ไดแ้ ก่ นมสด หรอื น้ำแปง้ สกุ
กลุ่มท่ี 3 มลี ักษณะใส ต้ังไวไ้ ม่ตกตะกอน ได้แก่ น้ำหวานสีแดงหรอื นำ้ สี
- นำ้ โคลนหรอื น้ำแป้งดิบไม่สามารถผ่านท้งั กระดาษกรองและถงุ เซลโลเฟน แสดงว่า
อนภุ าคของสารในนำ้ โคลนหรือน้ำแป้งดิบมีขนาดใหญ่กว่ารพู รนุ ของกระดาษทง้ั สองชนดิ เมือ่ ตง้ั ทง้ิ ไว้จะ
ตกตะกอน สารกลุม่ นจ้ี ดั เป็นสารแขวนลอย
- นมสดหรอื น้ำแป้งสกุ สามารถผ่านกระดาษกรองได้ แต่ไม่ผ่านถงุ เซลโลเฟน แสดงวา่ อนภุ าค
ของสารในนมสดและนำ้ แป้งสกุ มขี นาดเลก็ กวา่ รพู รุนของกระดาษกรอง แต่ใหญก่ วา่ รูพรุนของถุงเซล
โลเฟน เมื่อตงั้ ท้งิ ไว้ไมต่ กตะกอน สารกล่มุ นี้จัดเป็นคอลลอยด์
- นำ้ หวานทม่ี สี ีหรือนำ้ สามารถผ่านได้ทั้งกระดาษกรองและถุงเซลโลเฟน แสดงว่าอนภุ าค
ของสารที่มสี ใี นน้ำหวานหรือนำ้ สีเล็กกวา่ รูพรุนของกระดาษท้ังสองชนดิ เมื่อตง้ั ท้งิ ไว้ ไม่ตกตะกอน สารกลมุ่ นี้
จดั เปน็ สารละลาย
- การจัดกลุ่มสารโดยใช้ขนาดของอนุภาคสารเป็นเกณฑ์ จะจดั ได้เป็นสารแขวนลอย
คอลลอยด์ สารละลาย
6. สือ่ / แหล่งการเรียนรู้
1. ใบงาน เรอื่ ง การตรวจสอบขนาดของเนื้อสาร
2. ใบความรู้ เร่อื ง การจัดกลมุ่ สารตามขนาดของอนภุ าค
66
7. การวัดผลประเมนิ ผล
ส่งิ ทตี่ ้องการประเมิน วิธกี ารวัดผล เครอ่ื งมือท่ใี ช้ เกณฑก์ ารผ่าน
ในการวัดผล การประเมนิ ผล
ความรู้ การตรวจผลงาน แบบประเมนิ การตรวจ ได้คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ
จดั กลุม่ สารโดยใชข้ นาด ผลงาน 60 ขึ้นไป
ของอนุภาคสารเป็น - การนำเสนอผลงาน
เกณฑไ์ ด้ - สงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบประเมนิ การ ไดค้ ะแนนเฉล่ีย ร้อยละ
ทักษะ ทำงานกลุ่ม นำเสนอผลงาน 60 ข้ึนไป
กระบวนการสบื เสาะ - แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
หาความรู้ สงั เกตพฤติกรรม การทำงานกลมุ่
รายบคุ คล
คุณลกั ษณะอนั พงึ แบบประเมนิ พฤติกรรม ไดค้ ะแนนเฉลยี่ 2 (ด)ี
ประสงค์
ความสนใจใฝร่ ู้ ความ รายบคุ คล ข้ึนไป
มุง่ มัน่ อดทน
8. บันทกึ หลังการจัดการเรยี นรู้ 67
8.1 ผลการจัดการเรยี นรู้
ผู้เรยี นทผี่ ่านตัวช้ีวดั /ผลการเรยี นรู้ จำนวน...............คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................
ผู้เรยี นทไ่ี มผ่ า่ นตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ จำนวน...............คน คิดเป็นร้อยละ.................
เลขที่ของนักเรียนทส่ี อบไมผ่ ่านตวั ช้ีวดั ..................................................................................................
............................................................................................................................................................................
สาเหตุที่ไมผ่ า่ น .....................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ัญหา..................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผเู้ รยี นท่ีมคี วามสามารถพเิ ศษ ไดแ้ ก่ ....................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางการพฒั นา/สง่ เสรมิ ..................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผู้เรยี นไดร้ ับความรู้ (K) ในเรอ่ื ง ............................................................................................................
ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการ (P) ในเร่ือง............................................................................................
ผเู้ รยี นมีคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม (A) ในเรอ่ื ง.................................................................................
8.2 ปญั หาอปุ สรรค
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
8.3 ขอ้ เสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงช่อื .......................................................ครูผู้สอน
(นายดิเรกฤทธิ์ ยุเหลก็ )
ตำแหนง่ ครู คศ.1
วันที.่ ...........เดอื น..........................พ.ศ. ................
68
9. ความคิดเห็นของผบู้ ริหารสถานศกึ ษา/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงช่ือ......................................หวั หน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
(นางสาวพัสราภรณ์ พลู แจ้ง)
วนั ท.่ี ...........เดือน..........................พ.ศ. ................
รับทราบผลการจดั การเรยี นรู้
ลงชือ่ ....................................................... ลงชอ่ื ......................................................
(..............................................) (นายวริ ชั ต์ จำปาทอง)
ตำแหน่ง รองผอู้ ำนวยการสถานศกึ ษา ฝ่ายบริหารวชิ าการ ตำแหนง่ ผอู้ ำนวยการสถานศึกษา
วนั ท่ี............เดือน..........................พ.ศ. ........... วันที่............เดอื น..........................พ.ศ. ..........
69
ใบงาน
เร่ือง การตรวจสอบขนาดของเนื้อสาร
จดุ ประสงค์
ตรวจสอบและเปรยี บเทียบขนาดของอนภุ าคสารในนำ้ โคลน นมสด และน้ำหวานสแี ดง
โดยใชก้ ระดาษกรองและเซลโลเฟนได้
1. ใชข้ นาดของอนภุ าคสารเปน็ เกณฑ์ในการจัดกลุ่มสารได้เป็นสารแขวนลอยคอลลอยด์
และสารละลายได้
วสั ดุอปุ กรณแ์ ละสารเคมี
รายการ ปริมาณตอ่ 1 กลุ่ม
1. น้ำโคลน (หรือนำ้ แป้งดิบ ) 20 cm3
2. นมสด (หรอื นำ้ แป้งสุก ) 20 cm3
3. น้ำหวานทใ่ี ส่สี (หรือน้ำสีผสมอาหาร ) 20 cm3
4. บีกเกอรข์ นาด 50 cm3 6 ใบ
5. บีกเกอรข์ นาด 250 cm3 3 ใบ
6. กระดาษกรองขนาด 11 cm3 3 แผน่
7. กระดาษเซลโลเฟนขนาด 10 cm x 10 cm 3 แผน่
8. กรวยพลาสตกิ 1 อัน
9. ขวดรูปกรวย ขนาด 250 cm3 1 ใบ
10. แทง่ แกว้ คนสาร 1 อัน
11. ขาตง้ั พรอ้ มทจ่ี ับ 1 ชุด
12. ยางรัดของ 1 เสน้
13. ชอ้ นตักสารเบอร์ 2 1 อัน
วธิ ที ำ
1. สงั เกตและบนั ทึกลักษณะของของเหลวชนิดตา่ ง ๆ เชน่ น้ำโคลน นมสดและนำ้ หวาน
สแี ดงผสมนำ้ บนั ทึกผลการสงั เกต
2. แบ่งของเหลวแต่ละชนิดออกเปน็ 2 สว่ น สว่ นหนึ่งนำไปกรองด้วยกระดาษกรองอีกส่วน
หนึ่งใสล่ งในบกี เกอรท์ ีบ่ เุ ซลโลเฟนไว้ดา้ นใน รวบชายของเซลโลเฟนผูกให้เปน็ ถุง ผกู ปากถงุ ให้แน่น เชด็ ดา้ น
นอกถงุ ให้สะอาด เติมนำ้ ลงในบกี เกอร์ แช่ถงุ เซลโลเฟนไว้ 10 นาที สงั เกตและบนั ทกึ ผล
70
บันทกึ ใบงาน
กล่มุ ท่ี.........................สมาชิก 1............................................... 2.............................................
3............................................... 4.............................................
5............................................... 6.............................................
บันทกึ ผล
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………..……………………………………………………………
คำถาม
- ของเหลวชนิดเดียวกันเมอื่ กรองด้วยกระดาษกรองกบั ถุงเซลโลเฟนไดผ้ ล
ต่างกนั อยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
สรปุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………..…………………………
71
บันทกึ ใบงาน
บนั ทกึ ผล
น้ำโคลน ไม่ผ่านกระดาษกรอง นมสด และสีผสมอาหารผ่านกระดาษกรอง
แชถ่ ุง เซลโลเฟนทมี่ ีนมสด และโคลน ไม่เปลี่ยนแปลง สว่ นถงุ สผี สมอาหารลอดผ่านกระดาษเซลลโลเฟนได้
คำถาม
- ของเหลวชนิดเดียวกนั เมื่อกรองดว้ ยกระดาษกรองกับถุงเซลโลเฟนได้ผล
ต่างกันอย่างไร
ถุง เซลโลเฟนท่มี ีนมสด และโคลน ไมเ่ ปล่ียนแปลง สว่ นถงุ สีผสมอาหารลอดผ่านกระดาษเซลลโลเฟนได้
สรุป
นำ้ โคลน ไมผ่ า่ นกระดาษกรอง นมสด และสีผสมอาหารผ่านกระดาษกรอง
แสดงว่าน้ำโคลนมอี นภุ าคใหญก่ วา่ กระดาษกรอง สว่ นสีผสมอาหาร และนมสด มีขนาดอนุภาคเล็กกว่ารขู อง
กระดาษกรอง
เมอื่ แช่ถงุ เซลโลเฟนท่มี ีนมสด และโคลน ไม่เปล่ียนแปลง ส่วนถุงสีผสมอาหารลอดผา่ น
กระดาษเซลลโลเฟนได้ วา่ สีผสมอาหารมีขนาดเล็กวา่ รขู องกระดาษเซลโลเฟน
สรปุ ไดว้ า่ น้ำโคลนมขี นาดอนุภาคใหญร่ องลงมาคือนมสด และสีผสมอาหารตามลำดับ
72
ใบความรู้
เรือ่ ง จำแนกสารโดยใช้ขนาดของอนุภาคสารเป็นเกณฑ์
ถ้าจำแนกสารโดยใช้ขนาดของอนภุ าคสารเปน็ เกณฑ์จะแบ่งสารออกเป็น3 กลุ่ม คือ
1. สารแขวนลอย
2. คอลลอยด์
3. สารละลาย
การเปรยี บเทียบ สารละลาย คอลลอยด์ และสารแขวนลอย
การเปรียบเทียบ สารละลาย คอลลอยด์ สาร
แขวนลอย
ตวั อย่างสาร สารละลาย นมสด นมสดผสม
CuSO4
ลกั ษณะเนือ้ สาร เนอ้ื เดยี ว เน้ือเดียว กรด
ขนาดของเสน้ ผ่าศูนยก์ ลาง นอ้ ยกว่า 10-7 10-7 – 10-4 เน้ือผสม
cm มากกว่า 10-4
ของอนุภาค cm
การลอดผ่านกระดาษกรอง ได้ ได้ cm
การลอดผา่ นถุงเซลโลเฟน ได้ ไม่ได้ ไม่ได้
ไมเ่ กดิ เกิด ไม่ได้
ปรากฏการณ์ทินดอลล์ เกิด
สารแขวนลอย หมายถงึ สารทมี่ ีขนาดของอนุภาคใหญก่ วา่ 0.0001 เซน-ติเมตร หรือจะสังเกตโดย
สายตากไ็ ด้ เพราะสารแขวนลอย เปน็ สารท่ไี มล่ ะลายน้ำ ซ่งึ โดยปกติจะทำใหส้ ารละลายขุน่ และเม่ือตัง้ ทง้ิ ไว้
จะนอนกน้ เช่น น้ำโคลน เปน็ ตน้
คอลลอยด์ หมายถงึ สารละลายที่มีอนุภาคท่มี ีขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลางประมาณ 0.0000001 -
0.0001 เซนตเิ มตร เช่น น้ำสบู่ น้ำนม ควนั บหุ รี่สารละลาย หมายถึง สารทีม่ ลี กั ษณะเป็นเน้ือเดียวกัน
มอี งค์ประกอบตัง้ แต่ 2 สารขึ้นไปและมีขนาดอนภุ าคเลก็ กว่า 0.0000001 เซนตเิ มตร เชน่ น้ำเกลอื นำ้ อัดลม
อากาศ เปน็ ตน้
73
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 สารบริสุทธ์ิ เรือ่ ง สารแขวนลอย
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รหัสวชิ า ว 21101 รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ 1 ชั้น ม.1 เวลาเรียน 2 ชว่ั โมง
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ครูผู้สอน นายดิเรกฤทธิ์ ยเุ หลก็ ตำแหน่ง ครู คศ.1
ใช้สอนวัน....................... ท่ี............ เดอื น.................................... พ.ศ. .........................
*************************************
1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัตขิ องสสารองคป์ ระกอบของสสารความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมบตั ิของสสารกบั โครงสรา้ ง
และแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปลย่ี นแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลายและ
การเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
ตวั ชีว้ ัด
ว 2.1 ม.1/8 อธบิ ายโครงสร้างอะตอมทป่ี ระกอบด้วยโปรตอนนิวตรอนและอเิ ลก็ ตรอนโดยใช้แบบ
จำลอง
ว 2.1 ม.1/9 อธบิ ายและเปรียบเทียบการจดั เรียงอนภุ าคแรงยดึ เหน่ยี วระหว่างอนุภาคและการเคล่ือน
ทีของอนุภาคของสสารชนิดเดยี วกนั ในสถานะของแข็งของเหลวและแก๊สโดยใชแ้ บบจำลอง
2. สาระสำคัญ
สารแขวนลอย (suspension) หมายถงึ สารท่ปี ระกอบด้วยอนภุ าคทมี่ ขี นาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางขนาด
ใหญ่กว่า10 - 4 เซนติเมตรแพรอ่ ย่ใู นของเหลวยงิ่ ถ้ามขี นาดใหญ่มากกจ็ ะมองเหน็ ไดช้ ัดเจนและตกตะกอนได้
คอลลอยด์ (Colloid) เปน็ สารเน้อื เดียวที่เกิดจากการรวมตัวกันทางกายภาพของสารตง้ั แต่ 2 ชนิดขนึ้
ไป มีลักษณะมัวหรือข่นุ ไมต่ กตะกอน ขนาดของอนุภาคมเี สน้ ผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 10 - 7 ถึง 10 - 4
เซนติเมตร สามารถลอดผา่ นกระดาษกรองได้ แตไ่ มส่ ารลอดผา่ นกระดาษเซลโลเฟนเมอ่ื ฉายแสงผ่านจะเหน็
ลำแสงเกิดขึ้น
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K)
อธิบายสมบตั ิบางประการของสารแขวนลอย และคอลลอยดไ์ ด้
74
ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
กระบวนการสบื เสาะ หาความรู้
ด้านคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งมนั่ อดทน
4. สาระการเรยี นรู้
สารแขวนลอย
5. กระบวนการัดการเรยี นรู้ (กระบวนการสบื เสาะหาความร้)ู
ชว่ั โมงท่ี 1
ขน้ั สรา้ งความสนใจ
1. ครูนำอธิบายโดยทบทวนความรเู้ ดมิ จากการปฏิบัติกิจกรรม ว่าการใส่การบูรไวใ้ นขวดที่ปิดฝา
แนน่ แล้วนำไปตั้งไวก้ ลางแดด จะพบว่าการบรู จะค่อย ๆ หายไป ขนาดของกอ้ นการบูรจะเลก็ ลง และสงั เกตท่ี
ขวดดา้ นบนจะมีผงสีขาวขุ่นเกาะอยู่ แสดงว่าการบรู ทีห่ ายไปนนั้ ระเหิดเปน็ ผงการบรู เกาะอยู่ดา้ นบน แล้ว
อธบิ ายตอ่ วา่ นอกจากสารเน้ือผสมทีเ่ รารจู้ กั และใชใ้ นการทดลองแลว้ ยงั มสี ารเนอื้ ผสมที่เราควรรจู้ ักอีก
ประเภทหนงึ่ คอื สารแขวนลอย
2 .ครูยกตวั อยา่ งสารแขวนลอย เชน่ น้ำโคลน น้ำแป้ง เป็นต้น และยกตัวอย่างสารคอลลอยด์
เชน่ หมอก น้ำนม เปน็ ต้น แล้วให้นักเรียนรว่ มกันอภปิ รายสมบัตหิ รือลักษณะทีม่ องเหน็ ภายนอกของสารท้ัง 2
ประเภท
3. ใหน้ กั เรยี นศึกษาสารแขวนลอยและคอลลอยดใ์ นใบความรู้
ข้ันสำรวจและคน้ หา
1. แบ่งนักเรียนออกเปน็ กลุ่ม กลุม่ ละ 4-5 คน ศึกษาการทดลองตามใบงานเรื่องสมบตั บิ าง
ประการของคอลลอยด์
2. ใหแ้ ต่ละกลุ่มปฏิบตั ิกิจกรรม พรอ้ มทั้งสงั เกตผลทเ่ี กิดขึน้ เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลและบันทกึ ผล
แล้วช่วยกนั เขียนรายงานการทดลอง
ชว่ั โมงที่ 2
ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ
1. นักเรียนแตล่ ะกลุม่ ส่งตวั แทนมานำเสนอผลการทดลองหน้าชนั้ เรียน
2. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายผลจากการทดลองโดยใช้แนวคำถาม
- ถา้ นกั เรยี นไมม่ ีอุปกรณ์กลอ่ งกำเนดิ แสง นกั เรียนจะสามารถใชอ้ ะไรแทนได้
- การผ่านแสงไปยังสารทั้ง 4 ชนิด ได้ผลการทดลองอย่างไรบ้าง
- เพราะเหตุใดในการทดลองจึงได้ผลทแ่ี ตกต่างกันออกไป
3. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปผลจากการทดลอง โดยให้ไดข้ ้อสรุปดังน้ี
75
- สมบตั ิการทำใหเ้ กิดการกระเจงิ ของแสงของสารน้ัน สามารถนำมาใช้จำแนกชนดิ
ของสารได้ เช่น ในการทดลองน้ีเราสามารถบอกไดว้ า่ น้ำนมและน้ำแป้งจัดเป็นสารชนดิ เดียวกัน คอื คลลอยด์
สว่ นสารละลายคอปเปอร์ (II) ซลั เฟต และสารละลายโซเดยี มคลอไรดจ์ ัดเปน็ สารละลาย
ขัน้ ขยายความรู้
1. ครใู ห้ความรเู้ พิม่ เติมเก่ียวกับสารแขวนลอย คอลลอยด์ และปรากฏการณ์ทนิ ดอลล์
2. ใหน้ ักเรยี นศึกษาตารางแสดงการจัดจำแนกประเภทของสารตามสมบตั ิพ้ืนฐาน
3 . ครูและนักเรียนรว่ มกันสรปุ สาระสำคัญเรือ่ ง สารแขวนลอย คอลลอยด์ และปรากฏการณ์
ทนิ ดอลล์ จากการเรียนและการปฏิบัตกิ ิจกรรม
ขัน้ ประเมนิ
นกั เรยี น ทำแบบฝกึ หัด
6. สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้
1. สอื่ ส่ิงพิมพ์ และเว็บไซต์ตา่ ง ๆ ทางอินเทอร์เนต็ ท่ีเก่ียวข้อง
2. อปุ กรณก์ ารทดลองของแต่ละกิจกรรมในการจัดการเรยี นรู้แต่ละครัง้
3. ใบงานเรือ่ ง คอลลอยด์
4. ใบความรู้ เรอ่ื ง สารแขวนลอยและคอลลอยด์
5. แบบฝึกหดั
76
7. การวดั ผลประเมินผล
ส่งิ ทต่ี ้องการประเมนิ วธิ กี ารวดั ผล เคร่อื งมือทใี่ ช้ เกณฑก์ ารผ่าน
ในการวัดผล การประเมนิ ผล
ความรู้ การตรวจผลงาน แบบประเมินการตรวจ ได้คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ
อธิบายสมบัติบาง ผลงาน 60 ขึ้นไป
ประการของสาร - การนำเสนอผลงาน
แขวนลอย และ - สังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบประเมนิ การ ได้คะแนนเฉล่ีย ร้อยละ
คอลลอยดไ์ ด้ ทำงานกลุ่ม นำเสนอผลงาน 60 ข้ึนไป
ทกั ษะ - แบบประเมนิ พฤติกรรม
กระบวนการสบื เสาะ สงั เกตพฤตกิ รรม การทำงานกลุ่ม
หาความรู้ รายบคุ คล
แบบประเมินพฤตกิ รรม ได้คะแนนเฉลยี่ 2 (ด)ี
คณุ ลักษณะอันพงึ
ประสงค์ รายบุคคล ขน้ึ ไป
ความสนใจใฝ่รู้ ความ
ม่งุ ม่นั อดทน
8. บันทึกหลงั การจดั การเรยี นรู้ 77
8.1 ผลการจดั การเรียนรู้
ผ้เู รียนที่ผ่านตัวชวี้ ดั /ผลการเรียนรู้ จำนวน...............คน คดิ เปน็ ร้อยละ.................
ผูเ้ รยี นทไ่ี มผ่ ่านตวั ชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ จำนวน...............คน คดิ เป็นร้อยละ.................
เลขท่ีของนกั เรยี นทสี่ อบไมผ่ า่ นตวั ชวี้ ัด..................................................................................................
............................................................................................................................................................................
สาเหตุท่ีไม่ผา่ น .....................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางแกป้ ญั หา..................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผเู้ รียนท่ีมคี วามสามารถพเิ ศษ ได้แก่ ....................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางการพัฒนา/สง่ เสรมิ ..................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผู้เรียนได้รับความรู้ (K) ในเร่ือง ............................................................................................................
ผเู้ รียนเกดิ ทกั ษะกระบวนการ (P) ในเรือ่ ง............................................................................................
ผ้เู รียนมีคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม (A) ในเรอ่ื ง.................................................................................
8.2 ปญั หาอปุ สรรค
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
8.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงชือ่ .......................................................ครูผู้สอน
(นายดเิ รกฤทธ์ิ ยุเหล็ก)
ตำแหน่ง ครู คศ.1
วันท.ี่ ...........เดือน..........................พ.ศ. ................
78
9. ความคิดเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา/ผทู้ ่ีได้รบั มอบหมาย
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ......................................หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
(นางสาวพสั ราภรณ์ พูลแจง้ )
วันท่ี............เดอื น..........................พ.ศ. ................
รับทราบผลการจดั การเรยี นรู้
ลงชือ่ ....................................................... ลงชื่อ......................................................
(..................................................) (นายวริ ัชต์ จำปาทอง)
ตำแหนง่ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ฝ่ายบรหิ ารวชิ าการ ตำแหน่ง ผอู้ ำนวยการสถานศึกษา
วนั ท.ี่ ...........เดือน..........................พ.ศ. ........... วนั ที่............เดอื น..........................พ.ศ. ..........
79
ใบงาน
เร่ือง สมบัติบางประการของคอลลอยด์
จุดประสงค์
อธิบายหลกั การเกิดปรากฏการณท์ นิ ดอลล์ และจำแนกชนดิ ของสารโดยอาศัยหลกั การนไ้ี ด้
อุปกรณ์ 50 ลบ.ซม.
1. สารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต 50 ลบ.ซม.
2. น้ำนม 2 ใบ
3. บกี เกอรข์ นาด 100 ลบ.ซม. 1 กล่อง
4. กลอ่ งกำเนิดแสง 50 ลบ.ซม.
5. น้ำแปง้ 50 ลบ.ซม.
6. สารละลายโซเดียมคลอไรด์
วธิ ีการทดลอง
1. ใสส่ ารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต และนำ้ นมปริมาตร 50 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในบกี เกอร์
อยา่ งละใบ
2. ฉายแสงจากกล่องกำเนิดแสงผา่ นไปยงั บีกเกอรใ์ นข้อ 1
3. สงั เกตแสงทีผ่ ่านของเหลวโดยมองจากด้านบน
4. เปลี่ยนสารท่ีทำการทดลองเปน็ นำ้ แปง้ และสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ แล้วทำการทดลอง
ซำ้ ข้อ 2
80
บนั ทกึ ผลปฏิบตั ิกิจกรรม
กลุ่มท.่ี ........................สมาชกิ 1............................................... 2.............................................
3............................................... 4.............................................
5............................................... 6.............................................
บันทึกผล ผลการสงั เกต
สาร
สารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต
นำ้ นม
น้ำแป้ง
สารละลายโซเดียมคลอไรด์
คำถาม
1. ถ้านักเรยี นไมม่ ีอปุ กรณก์ ล่องกำเนิดแสง นกั เรียนจะสามารถใชอ้ ะไรแทนได้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. การผ่านแสงไปยังสารทงั้ 4 ชนิด ไดผ้ ลการทดลองอยา่ งไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. เพราะเหตุใดในการทดลองจงึ ได้ผลที่แตกต่างกนั ออกไป
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
สรุป
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………….………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………….…………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………….……………………………….
81
เฉลยบันทกึ ผลปฏิบัติกจิ กรรม
บนั ทึกผล ผลการสังเกต
สาร แสงกระจายทั่วบีกเกอร์
มองเหน็ เป็นลำแสง
สารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต มองเหน็ เปน็ ลำแสง
น้ำนม แสงกระจายทว่ั บกี เกอร์
นำ้ แปง้
สารละลายโซเดียมคลอไรด์
คำถาม
1. ถ้านกั เรียนไม่มอี ุปกรณก์ ลอ่ งกำเนิดแสง นักเรียนจะสามารถใช้อะไรแทนได้
ไฟฉาย
2. การผ่านแสงไปยงั สารท้งั 4 ชนดิ ได้ผลการทดลองอยา่ งไรบา้ ง
สารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต สารละลายโซเดยี มคลอไรด์แสงกระจายทั่วบกี เกอร์
นำ้ นม และแป้งมองเหน็ เปน็ ลำแสง
3. เพราะเหตใุ ดในการทดลองจึงได้ผลท่ีแตกต่างกันออกไป
สารมขี นาดอนุภาคไม่เทา่ กัน
สรุป
น้ำนมและน้ำแปง้ จัดเปน็ สารชนิดเดียวกัน คือ คลลอยด์ เนื่องจากอนุภาคเกิดการกระเจิงของแสง
วนสารละลายคอปเปอร์ (II) ซัลเฟต และสารละลายโซเดยี มคลอไรดจ์ ัดเป็นสารละลาย
82
ใบความรู้
เรือ่ ง สารแขวนลอยและคอลลอยด์
สารแขวนลอย
สารแขวนลอย (suspension) หมายถึง สารที่ประกอบด้วยอนภุ าคทม่ี ขี นาดเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางขนาด
ใหญก่ วา่ 10 - 4 เซนติเมตรแพร่อยู่ในของเหลวย่งิ ถา้ มีขนาดใหญ่มากก็จะมองเห็นได้ชดั เจนและตกตะกอนได้
แต่ถา้ สารท่เี ป็นองคป์ ระกอบมีขนาดเลก็ กจ็ ะกระจายอย่ใู นของเหลวทำใหข้ องเหลวขนุ่ เมื่อฉายแสงผ่านจะทบึ
แสงอนภุ าคของสารแขวนลอยไม่สามารถผ่านกระดาษกรองและกระดาษเซลโลเฟนเชน่ น้ำโคลน ยาลดกรด
ชนดิ น้ำ
ภาพ แปง้ ท่แี ขวนลอยอยใู่ นนำ้
คอลลอยด์
คอลลอยด์ ( Colloid ) เป็นสารเนอื้ เดยี วท่เี กดิ จากการรวมตัวกนั ทางกายภาพของสารตั้งแต่ 2
ชนิดขนึ้ ไป มีลักษณะมัวหรือขุน่ ไม่ตกตะกอน ขนาดของอนุภาคมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 - 7 ถึง 10
- 4 เซนติเมตร สามารถลอดผ่านกระดาษกรองได้ แต่ไม่สารลอดผ่านกระดาษเซลโลเฟนเม่ือฉายแสงผ่านจะ
เห็นลำแสงเกดิ ข้ึน อนภุ าคของสารทก่ี ระจายในตัวกลางจะผา่ นกระดาษกรองได้ แต่ไม่ผ่านกระดาษเซลโลเฟน
เช่น นำ้ นมเปรี้ยว น้ำนมสด น้ำแปง้ สุก
เมอ่ื ผ่านลำแสงเข้าไปในคอลลอยด์ จะเกดิ การกระเจิงของแสง ทำให้มองเห็นลำแสงได้อย่างชดั เจน
เรยี กวา่ ปรากฏการณท์ ินดอลล์ (Tyndall Effect) ซ่ึงค้นพบโดยนักวทิ ยาศาสตรช์ าวไอรแ์ ลนด์ ชื่อจอนห์
ทนิ ดอลล์ เม่ือปี พ.ศ. 2412
83
ปรากฏการณ์ทนิ ดอลล์ท่ีพบเหน็ ในชวี ติ ประจำวนั ไดแ้ ก่ลำแสงทเ่ี กิดจากแสงอาทิตย์ส่องผา่ นรูเลก็ ๆ
หรือรอยแตกของฝาผนงั บ้านผ่านฝนุ่ ละอองในอากาศลำแสงทีเ่ กดิ จากไฟฉาย ไฟรถยนต์หรือสปอตไลต์ส่อง
ผ่านกลุ่มหมอก ควนั หรอื ฝุนละอองในอากาศ
รปู แสดงคอลลอยด์
คอลลอยด์มีไดท้ ัง้ 3 สถานะ คอื ของแข็ง ของเหลว และแกส๊
นมเป็นคอลลอยดช์ นดิ หน่ึง
ตารางแสดงคอลลอยด์ที่พบในชวี ติ ประจำวัน
สบู่ก็เป็นคอลลอยดท์ เี่ ราใช้ในชวี ิตประจำวัน
84
เม่ือฉายแสงผ่านของเหลวท่มี สี มบตั เิ ปน็ คอลลอยดจ์ ะมองเห็นลำแสงอย่างชดั เจน เน่ืองจากเกดิ การ
กระเจิงของแสงซงึ่ เรยี กวา่ ปรากฏการณท์ นิ ดอลล์ (tyndall effect) ส่วนสารแขวนลอยจะทึบแสง แสงไม่
สามารถผา่ นได้ และสารละลายแสงผา่ นได้ตลอด จงึ ไมเ่ ห็นลำแสงในของเหลว
ปรากฏการณ์ทินดอลล์ (tyndall effect)
ตัวอยา่ งปรากฏการณ์ทนิ ดอลลใ์ นชวี ติ ประจำวนั เช่น การกระเจงิ ของแสงไฟหนา้ รถยนตใ์ นอากาศท่ี
มฝี ่นุ ละอองบ้างหรอื มหี มอกบาง ทำให้แสงไฟจากรถยนตม์ ีความสวา่ งมากขนึ้
รปู แสดงการกระเจิงของแสงไฟหน้ารถยนต์
ปรากฏการณท์ นิ ดอลล์ (tyndall effect)
85
ถา้ เราฉายไฟจากแหล่งกำเนิดแสง เช่น จากกระบอกไฟฉายในเวลากลางคนื หลงั จากฝนตกใหม่ ๆ จะ
พบว่าไฟสว่างน้อยกวา่ ปกติ เน่ืองจากอากาศในขณะน้นั มฝี นุ่ ละอองน้อยมาก แสงเดนิ ทางจากแหลง่ กำเนิด
แสงออกไปเป็นเสน้ ตรงโดยไม่เกิดการกระเจงิ คอลลอยดม์ อี งคป์ ระกอบอยู่ 2 สว่ น
1. ตัวกลาง
2. ส่วนแพร่ในตวั กลาง
ตัวอย่างเช่น นมสด เกิดจากการรวมของไขมนั โปรตีน และน้ำ โดยมีน้ำเป็นตัวกลาง ไขมนั สัตว์
กระจายในตวั กลาง ส่วนโปรตีนทำหน้าที่ช่วยให้ไขมันและน้ำรวมตวั กันได้ นอกจากนมสดแลว้ ยังมี
สารอืน่ ๆ อีก
สว่ นเนื้อ กา๊ ซ กา๊ ซ อนุภาคคอลลอยด์ ของแข็ง
เดยี ว ของเหลว ไม่มี (เพราะก๊าซ ของเหลว ละอองแข็งลอยตัวอย่าง
ของแข็ง ละลายก๊าซได)้
ละอองเหลวลอย : ควัน
โฟม ตัวอยา่ ง : หมอก โซลตวั อยา่ ง : นม สี น้ำ
ตัวอย่าง : วิปครีม
อิมลั ชัน หมกึ เลือด
โฟม ตัวอย่าง : มายองเนส โซล
ตัวอย่าง : ฟองนำ้
โฟม ตัวอย่าง : ruby glass
ตวั อย่าง : เนย เจลลาตนิ
ตารางแสดงคอลลอยดท์ ี่พบในชีวิตประจำวัน
ตัวอยา่ ง สถานะของสารในตัวกลาง สถานะของตวั กลาง
ของเหลว
กาวลาเท็กซ์ น้ำสลัด ของเหลว แก๊ส
ของแขง็
หมอก ของเหลว ของเหลว
ของเหลว
เยลลี่ เนยแขง็ ของเหลว ของเหลว
แก๊ส
ไข่ขาวทต่ี จี นข้นึ ฟู แก๊ส
โฟม แกส๊
น้ำหมกึ สที าบ้าน ของเหลว
ควนั ฝ่นุ ละอองในอากาศ ของแขง็
86
ชนิดของคอลลอยด์
คอลลอยดม์ ีหลายชนดิ มีชอื่ เรยี กตา่ งๆกัน ขึ้นอยกู่ ับสถานะอนภุ าคกบั สถานะของตวั กลาง
1. แอโรซอล เปน็ คอลลอยด์ท่มี ีสถานะอนุภาคเป็นของแขง็ หรือของเหลวในสถานะของตวั กลางท่ี
เปน็ ก๊าซ ตัวอย่างเชน่ เมฆ หมอก ฝุน่ ละอองในอากาศ
2. เจล เป็นคอลลอยด์ที่มีสถานะอนุภาคเปน็ ของแข็งในสถานะตวั กลางท่เี ปน็ ของเหลวตวั อย่างเช่น
เยลล่ี วุ้น ยาสีฟนั แยม
เจล เยลลี่
3. โฟม เป็นคอลลอยดท์ ม่ี ีสถานะของอนุภาคเป็นก๊าซ ในสถานะตวั กลางทเ่ี ปน็ ทง้ั ของแข็งและ
ของเหลว ตัวอยา่ งเชน่ ฟองสบู่ ครีมโกนหนวด
ครมี โกนหนวด
87
4. อมิ ัลชน่ั เปน็ คอลลอยด์ทม่ี อี นภุ าคเปน็ ของเหลวแขวนลอยอยใู่ นตวั กลางทเ่ี ปน็ ของเหลว ซึง่ ไม่
ละลายเข้าดว้ ยกนั จึงตอ้ งอาศยั สารอีกชนดิ หนงึ่ มาเป็นตวั กลางเช่ือมประสานของเหลวน้นั จนละลายเท่ากนั
เป็นคอลลอยด์ ตัวเช่อื มน้ีเรียกวา่ อมิ ัลซิฟาย-เออร์ ตวั อย่าง อิมลั ชัน่ เช่น นำ้ กับนำ้ มนั โดยมีสบู่เป็นตัวเปน็
ตวั เชอื่ ม
อิมลั ซิฟายเออร์ หมายถงึ สารที่เตมิ ลงไปเพื่อทำหนา้ ท่ีเป็นตัวเชอ่ื ม หรอื ประสานของเหลวนั้นตง้ั แต่
สองชนดิ ข้ึนไป ใหอ้ นุภาคกระจายไปท่ัวได้ เปน็ คอลลอยด์ชนิดอมิ ลั ชั่น
ตัวอยา่ งอมิ ัลซฟิ ายเออร์
สบู่ ผงซกั ฟอก เปน็ อิมลั ซิฟายเออร์ ระหวา่ งไขมันกับน้ำเพราะทำให้เกิดคอลลอยด์ระหวา่ งน้ำและ
ไขมนั ได้
ไขแ่ ดง เปน็ อิมลั ซิฟายเออรท์ ่ีทำใหเ้ กิดคอลลอยด์น้ำสลัด
นำ้ สลัด
นำ้ ดี เป็นอิมลั ซฟิ ายเออร์ในรา่ งกาย ช่วยใหไ้ ขมัน
88
แบบฝึกหดั
คำชแี้ จง ใหน้ ักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
1. สารละลาย สารแขวนลอย และคอลลอยดต์ ่างกันอยา่ งไร
…………………………………………………………………….……………………………………………………………………………
2. คอลลอยดท์ เี่ กีย่ วข้องกบั ชวี ติ ประจำวนั ที่นำมาใช้สว่ นใหญเ่ ป็นคอลลอยด์ชนดิ ใด
และให้ยกตวั อย่างประกอบ
……………………………………………………………………..……………………………….…………………………………………
3. สารที่ชว่ ยให้คอลลอยด์สามารถรวมเป็นเน้อื เดยี วกันได้ เรียกว่าอะไร และ
ได้แกอ่ ะไรบ้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ปรากฏการณท์ นิ ดอลล์คืออะไร
………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
89
เฉลยแบบฝกึ หัด
คำชแ้ี จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
1. สารละลาย สารแขวนลอย และคอลลอยด์ต่างกนั อยา่ งไร
ตอบ ตา่ งกันที่ลักษณะเน้อื สาร และขนาดอนุภาคของสาร ขนาดอนุภาคของสาร
เรียงตามลำดับดังนี้ สารแขวนลอย >คอลลอยด>์ สารละลาย
2. คอลลอยด์ท่ีเกี่ยวข้องกบั ชวี ิตประจำวนั ทีน่ ำมาใช้ส่วนใหญ่เปน็ คอลลอยด์ชนดิ ใด
และใหย้ กตัวอยา่ งประกอบ
ตอบ อิมัลชนั เช่น นมสด นำ้ สลดั สีทาบ้าน เป็นต้น เจล เช่น วนุ้ เยลลี่ แป้งเปียก
3. สารที่ช่วยให้คอลลอยด์สามารถรวมเปน็ เนอื้ เดียวกนั ได้ เรยี กว่าอะไร และ
ได้แกอ่ ะไรบา้ ง
ตอบ อิมลั ซไิ ฟเออร์ เช่น สบู่ แชมพู ผงซกั ฟอก เป็นตน้ ซ่ึงชว่ ยทำให้ไขมัน และนำ้
รวมกนั จึงมีสมบตั ิในการกำจัดสิง่ สกปรกจากร่างกาย และเสื้อผ้านอกจากนยี้ งั มี
เคซนี ในนมสด และไขแ่ ดงในนำ้ สลัด ซ่ึงทำหนา้ ทเ่ี ปน็ อมิ ลั ซไิ ฟเออร์
4. ปรากฏกการณ์ทินดอลล์คืออะไร
ตอบ แสงเดินทางมากระทบอนุภาคเหล่านจี้ ะเกิดการเปลีย่ นทิศทางหรอื เกดิ การกระเจงิ ปรากฏการณ์
ทมี่ องเหน็ ลำแสงในคอลลอยด์
90
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 สารบรสิ ุทธ์ิ เรื่อง สารเนือ้ เดียว
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว 21101 รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ 1 ชนั้ ม.1 เวลาเรยี น 2 ช่วั โมง
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ครูผู้สอน นายดิเรกฤทธิ์ ยเุ หล็ก ตำแหน่ง ครู คศ.1
ใช้สอนวนั ....................... ท่.ี ........... เดือน.................................... พ.ศ. .........................
*************************************
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ ตัวช้วี ัด
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสารองคป์ ระกอบของสสารความสัมพันธร์ ะหว่างสมบตั ขิ องสสารกับโครงสร้าง
และแรงยึดเหน่ยี วระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารการเกดิ สารละลายและ
การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
ตวั ชวี้ ัด
ว 2.1 ม.1/4 เปรียบเทียบจุดเดอื ดจดุ หลอมเหลวของสารบรสิ ุทธแ์ิ ละสารผสมโดยการวัดอุณหภมู เิ ขยี น
กราฟแปลความหมายขอ้ มูลจากกราฟหรอื สารสนเทศ
ว 2.1 ม.1/5 อธบิ ายและเปรยี บเทียบความหนาแน่นของสารบริสทุ ธิแ์ ละสารผสม
ว 2.1 ม.1/6 ใช้เครื่องมอื เพอ่ื วดั มวลและปริมาตรของสารบรสิ ุทธแ์ิ ละสารผสม
2. สาระสำคัญ
สารเนอ้ื เดียว หมายถึง สารทอี่ าจมีเพยี งชนดิ เดียว หรืออาจมมี ากกว่า 2 ชนดิ ขน้ึ ไปผสมกันอยู่
อยา่ งกลมกลืน มองเห็นเป็นเนอื้ เดียวกันตลอด อาจมีหลายสถานะและจะแสดงสมบัติเหมือนกนั ทุกประการ
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
ดา้ นความรู้ (K)
1.บอกวธิ แี ยกองค์ประกอบของสารเนอื้ เดยี วได้
2.สรปุ เก่ียวกับสมบัติบางประการขององค์ประกอบของสารเนื้อเดยี วได้
ด้านทักษะกระบวนการ (P)
กระบวนการสบื เสาะ หาความรู้
91
ดา้ นคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ (A)
ความสนใจใฝร่ ู้ ความมงุ่ ม่ัน อดทน
4. สาระการเรยี นรู้
สารเนื้อเดยี ว
5. กระบวนการจัดการเรยี นรู้
ช่วั โมงที่ 1
ข้ันกำหนดปญั หาและสมมติฐาน
ครูนำสนทนากับนกั เรียนว่า สารเนือ้ เดยี วเป็นสารที่มองเห็นเปน็ เนือ้ เดียว อาจประกอบด้วยสาร
เพียงอยา่ งเดยี วหรอื หลายอย่างกไ็ ด้ แล้วถามนักเรียนตอ่ ไปว่าในการพิจารณาสารเนอ้ื เดยี วจากการสังเกต เรา
จะบอกได้หรือไมว่ ่าสารน้นั มีอะไรเปน็ องคป์ ระกอบบา้ ง จะทราบไดอ้ ย่างไร นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็น
ครูยังไม่สรุปแตแ่ นะนำให้คน้ หาคำตอบด้วยการทดลอง
ขนั้ การทดลอง
1. แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุม่ ละเทา่ ๆ กนั กำหนดบทบาทและหนา้ ที่ของสมาชิกในกลุ่ม
2. ให้แต่ละกลมุ่ ศกึ ษาข้ันตอนวธิ ีการทดลองตามเรื่ององค์ประกอบของสารเนอ้ื เดียว
3. ครูอภิปรายกอ่ นทำการทดลอง ดังน้ี
- ควรเตรียมสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ โดยใช้โซเดยี มคลอไรด์ 5 กรัม ละลายในนำ้
ทำเป็นสารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร แลว้ กรองเอาแต่ส่วนทใ่ี สไว้
- ควรเตรยี มสารละลายแอมโมเนยี โดยใช้สารละลายแอมโมเนยี 50 เปอรเ์ ซ็นต์
จำนวน 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร ละลายในนำ้ ทำเป็นสารละลาย 100 ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร
ขน้ั ปฏิบัตกิ ารทดลอง
1. แต่ละกลมุ่ ทำการทดลอง พร้อมทั้งสงั เกตผลท่ีเกิดข้ึน เกบ็ รวบรวมข้อมลู และบันทึกผลการ
ทดลอง
2. เมือ่ แตล่ ะกลุม่ ทำการทดลองเสรจ็ แลว้ ชว่ ยกนั เขยี นรายงานการทดลอง
ชั่วโมงที่ 2
ขัน้ วเิ คราะหแ์ ละสรปุ ผลการทดลอง
1. แต่ละกลมุ่ สง่ ตวั แทนออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าช้ันเรียน
2. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันสรปุ ผลการทดลอง โดยให้ได้ขอ้ สรปุ ดังนี้
- สารเนอื้ เดียวทน่ี ำมาทดลอง ได้แก่ สารละลายโซเดียมคลอไรด์ (เกลอื แกง) นำ้ กลน่ั
และสารละลายแอมโมเนยี ก่อนตม้ จะสังเกตเหน็ เป็นของเหลวใส ไม่มีสี เฉพาะสารละลายแอมโมเนียเท่านน้ั ที่
มีกล่ินฉนุ เมอื่ นำสารทง้ั 3 ไปตม้ จนแหง้ พบว่า หลังตม้ สารละลายโซเดยี มคลอไรด์ เมอื่ น้ำระเหยไปจะเหลอื แต่
92
ของแข็งสีขาว สำหรับนำ้ กล่นั หลังต้มไมเ่ หลืออะไรเลย ส่วนสารละลายแอมโมเนยี ขณะต้ม
มีกลิ่นฉนุ และหลงั ตม้ ไม่เหลือส่ิงใดเลย
ขนั้ อภปิ รายผลการทดลอง และสรุปการเรยี นรู้
1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันอภิปรายผลการทดลองโดยใชแ้ นวคำถาม เชน่
- จากการท่ีนักเรยี นต้มสารละลายแลว้ ไดต้ ะกอนติดอยู่บนภาชนะ แสดงวา่ สารเนอ้ื เดยี ว
น้ันมีอะไรเปน็ ส่วนประกอบบ้าง
- สารชนิดใดทีก่ ารต้มสามารถแยกได้ ซึง่ เรามองไมเ่ ห็นแตส่ มั ผสั ได้จากการดม
- จากกิจกรรมนสี้ ารละลายประกอบด้วยสถานะใดผสมกันบา้ ง
2. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ผลการเรียนรู้ โดยให้ไดข้ ้อสรุปดังน้ี
- สารเนอ้ื เดยี วอาจมีสารหน่งึ อย่างหรอื หลายอย่างปนกนั ซ่งึ อาจมสี ถานะต่างกัน
การแยกสารเนือ้ เดยี วท่ีเป็นของแขง็ ละลายในของเหลวอาจใช้วิธีตม้ จนแหง้
3. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรุปสาระสำคญั เกี่ยวกับสารเนือ้ เดียว ทไี่ ดจ้ ากการเรยี นและการ
ปฏิบัติกจิ กรรมการทดลอง
6. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้
1. สอื่ ส่ิงพมิ พ์ และเว็บไซตต์ ่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ตที่เก่ียวข้อง
2. อุปกรณ์การทดลองของแตล่ ะกจิ กรรมในการจดั การเรยี นร้แู ต่ละครั้ง
3. ใบงาน เรือ่ ง องคป์ ระกอบของสารเน้อื เดยี ว
4. ใบความรู้ เรือ่ ง สารเน้ือเดยี ว
5. แบบฝึกหดั
93
7. การวดั ผลประเมนิ ผล
สง่ิ ทีต่ อ้ งการประเมนิ วธิ กี ารวดั ผล เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ เกณฑ์การผ่าน
ในการวดั ผล การประเมนิ ผล
ความรู้
1.บอกวธิ แี ยก การตรวจผลงาน แบบประเมินการตรวจ ไดค้ ะแนนเฉลี่ย ร้อยละ
ผลงาน 60 ขน้ึ ไป
องค์ประกอบของสารเนอ้ื
เดยี วได้
2.สรุปเกย่ี วกบั สมบัติบาง
ประการของ
องคป์ ระกอบของสารเนอื้
เดียวได้
ทักษะ
กระบวนการสืบเสาะ - การนำเสนอผลงาน - แบบประเมนิ การ ไดค้ ะแนนเฉลีย่ รอ้ ยละ
นำเสนอผลงาน 60 ข้ึนไป
หาความรู้ - แบบประเมนิ พฤตกิ รรม
การทำงานกลุ่ม
- สงั เกตพฤติกรรมการ
ทำงานกลุ่ม
คุณลกั ษณะอันพงึ
ประสงค์
ความสนใจใฝร่ ู้ ความ สงั เกตพฤติกรรม แบบประเมนิ พฤติกรรม ไดค้ ะแนนเฉลี่ย 2 (ด)ี
มุ่งมัน่ อดทน รายบคุ คล รายบคุ คล ขึ้นไป
8. บนั ทกึ หลังการจดั การเรียนรู้ 94
8.1 ผลการจัดการเรียนรู้
ผเู้ รยี นท่ผี ่านตวั ช้ีวดั /ผลการเรยี นรู้ จำนวน...............คน คิดเป็นร้อยละ.................
ผเู้ รียนท่ีไมผ่ า่ นตวั ชี้วดั /ผลการเรยี นรู้ จำนวน...............คน คดิ เป็นรอ้ ยละ.................
เลขที่ของนกั เรยี นท่ีสอบไม่ผา่ นตวั ชวี้ ัด..................................................................................................
............................................................................................................................................................................
สาเหตุทไ่ี ม่ผ่าน .....................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางแก้ปญั หา..................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผเู้ รยี นท่มี ีความสามารถพเิ ศษ ได้แก่ ....................................................................................................
............................................................................................................................................................................
แนวทางการพฒั นา/สง่ เสรมิ ..................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ผู้เรยี นได้รับความรู้ (K) ในเร่ือง ............................................................................................................
ผเู้ รยี นเกิดทักษะกระบวนการ (P) ในเร่ือง............................................................................................
ผู้เรยี นมีคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม (A) ในเรื่อง.................................................................................
8.2 ปญั หาอปุ สรรค
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
8.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ปัญหา
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื .......................................................ครูผ้สู อน
(นายดเิ รกฤทธิ์ ยเุ หล็ก)
ตำแหนง่ ครู คศ.1
วนั ท.่ี ...........เดือน..........................พ.ศ. ................
95
9. ความคิดเหน็ ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา/ผทู้ ีไ่ ด้รบั มอบหมาย
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ......................................หวั หน้ากลุ่มสาระการเรยี นรู้
(นางสาวพสั ราภรณ์ พลู แจง้ )
วันท่ี............เดอื น..........................พ.ศ. ................
รบั ทราบผลการจดั การเรยี นรู้
ลงชื่อ....................................................... ลงชอื่ ......................................................
(..................................................) (นายวริ ัชต์ จำปาทอง)
ตำแหนง่ รองผอู้ ำนวยการสถานศึกษา ฝ่ายบรหิ ารวิชาการ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา
วนั ท.่ี ...........เดือน..........................พ.ศ. ........... วนั ที่............เดอื น..........................พ.ศ. ..........
96
ใบงาน
เรอ่ื ง องคป์ ระกอบของสารเน้ือเดยี ว
จุดประสงค์
1. ทดลองและสรปุ วธิ กี ารแยกองคป์ ระกอบของสารเนอื้ เดียวโดยการระเหยได้
2. สรปุ เกยี่ วกบั สมบัตบิ างประการขององค์ประกอบของสารเนอื้ เดยี วได้
อปุ กรณ์
1. ไม้ขดี ไฟ 1 กลัก
2. หลอดทดลองขนาดกลาง 3 หลอด
3. หลอดหยด 3 หลอด
4. จานหลุมโลหะ 1 ใบ
5. ตะเกยี งแอลกอฮอล์พรอ้ มท่ีก้นั ลมและตะแกรงลวด 1 ชุด
6. ท่ตี ัง้ หลอดทดลอง 1 อัน
7. สารละลายแอมโมเนีย 1 ลบ.ซม.
8. สารละลายโซเดียมคลอไรด์ 1 ลบ.ซม.
9. น้ำกลนั่ 1 ลบ.ซม.
วธิ ีการทดลอง
1. นำสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ นำ้ กล่นั และสารละลายแอมโมเนียทีเ่ ตรยี มไว้มาสงั เกตลักษณะ
ของเนอื้ สารและสมบัติของสาร พร้อมบนั ทกึ ผลที่สังเกตได้
2. ใชห้ ลอดหยดดูดสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ แล้วหยดลงในจานหลุมโลหะ ตอ่ จากนนั้ นำไปต้ม
ดว้ ยอปุ กรณท์ เ่ี ตรยี มไว้ โดยตม้ จนแห้ง แล้วสังเกตการเปลย่ี นแปลงท่ีเกิดข้นึ พรอ้ มบนั ทึกผล
3. ดำเนินการทดลองซ้ำเชน่ เดียวกับข้อ 2โดยใช้นำ้ กลัน่ และสารละลายแอมโมเนยี ทเี่ ตรียมไว้
ตามลำดบั
หมายเหตุ
1. ควรเตรยี มสารละลายโซเดยี มคลอไรด์ โดยใชโ้ ซเดียมคลอไรด์ 5 กรมั ละลายในน้ำ ทำเป็น
สารละลาย 100 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร แล้วกรองเอาแตส่ ่วนท่ใี สไว้
2. ควรเตรียมสารละลายแอมโมเนีย โดยใช้สารละลายแอมโมเนยี 50 เปอรเ์ ซ็นต์ จำนวน 20
ลกู บาศก์เซนติเมตร ละลายน้ำใน ทำเปน็ สารละลาย 100 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร
97
บันทึกใบงาน
กลมุ่ ท่.ี ........................สมาชิก 1............................................... 2.............................................
3............................................... 4.............................................
5............................................... 6.............................................
สารทใ่ี ชท้ ดลอง ผลการสังเกต
สรุปผลการทดลอง
สารเนื้อเดียว หมายถึง .........................................................................................................
สารบรสิ ทุ ธ์ิ หมายถึง .........................................................................................................
สารละลาย หมายถึง .........................................................................................................
98
เฉลยบันทกึ ใบงาน
ตารางบันทึกผล
สารท่ใี ชท้ ดลอง ผลการสงั เกต
1. เกลอื แกง (โซเดยี มคลอไรด์) ผลึกสีขาว เน้ือเดยี ว เปน็ ของแข็ง
2. น้ำกลัน่ ใสไมม่ สี ี ไม่มกี ล่ิน เน้ือเดียว ของเหลว
3. น้ำกล่นั + เกลอื แกง เขยา่ ใสไมม่ ีสี ไมม่ ีกลิน่
4. สารหมายเลข 3 (น้ำเกลอื ) ตม้ ในจาน ของแข็งสขี าวติดอยู่จานหลุมโลหะขณะตม้ เห็น
หลุม โลหะจนแหง้ ไอนำ้ ระเหยไป
สรปุ ผลการทดลอง
สารเน้ือเดยี ว หมายถึง มลี กั ษณะเป็นเน้ือเดียวกลมกลนื กนั ทกุ สว่ นอาจมีสารเพยี งชนิดเดียวหรอื
มากกวา่ รวมกันอยู่
สารบริสทุ ธ์ิ หมายถงึ สารเนือ้ เดียวทม่ี สี ารเพียงเนอ้ื เดยี วเช่น นำ้ , เกลอื
สารละลาย หมายถึง สารเนอื้ เดยี วที่มสี ารบริสุทธเิ์ ป็นองค์ประกอบรวมกนั มากกว่าหนง่ึ ชนิด เช่น
นำ้ เกลอื มีเกลอื กับน้ำเป็นองค์ประกอบรวมกันเป็นเน้ือเดยี ว
99
ใบความรู้
เร่อื ง สารเนอื้ เดยี ว
สารเน้ือเดียว (Homogeneous substance) หมายถึง สารทมี่ ีลักษณะเน้อื สารผสมกลมกลนื เป็น
เนอื้ เดียวกันและมีสมบัตเิ หมอื นกันตลอดทุกส่วน ซงึ่ อาจมอี ยู่ได้หลายสถานะท้งั ทเ่ี ป็นของแขง็ ของเหลว
และแก๊ส สารเนอื้ เดียวอาจประกอบดว้ ยสารเพียงอย่างเดียว หรอื มากกว่าหน่ึงอยา่ งกไ็ ด้ สารเนอื้ เดียวท่ี
ประกอบดว้ ยสารเพยี งอย่างเดียวเรียกวา่ สารบรสิ ุทธ์ิ (pure substance) ส่วนสารเน้ือเดียวทป่ี ระกอบด้วย
สารหลายชนิดผสมกนั อย่างกลมกลืนเรียกวา่ สารละลาย (solution)
สารบริสุทธิ์ (Pure substance) คือสารที่มีเนื้อสารชนิดเดียว มีสมบตั เิ หมอื นกนั ทกุ ส่วนและมี
สมบัตเิ ฉพาะตวั เช่น จดุ เดอื ด จดุ หลอมเหลว ความหนาแนน่ และความสามารถในการละลายคงท่ี ณ
ความดันบรรยากาศแห่งหนึ่ง
สารบริสุทธิ์แบง่ เปน็ 2 ประเภท คอื ธาตุและสารประกอบ
1. ธาตุ (Elements) เป็นสารเนอื้ เดยี วประเภทสารบริสทุ ธิ์ ประกอบด้วยอะตอมเพยี งชนดิ เดียว
จงึ ไม่สามารถทำให้แยกสลายกลายเปน็ สารอ่ืนได้ เราไมส่ ามารถทำใหธ้ าตุชนดิ หน่ึงเปลีย่ นแปลงไปเป็นธาตุอ่นื
ได้ด้วยกระบวนการทางเคมี แต่ธาตุชนิดหน่ึงสามารถทำปฏกิ ิริยาเคมี
กบั ธาตุชนดิ อนื่ เกดิ เป็นสารประกอบได้
ประเภทของธาตุ มี 3 ประเภท ได้แก่
ธาตุ
(element)
โลหะ โลหะก่ึงอโลหะ อโลหะ
(metal) (metalloid) (non - metal)
100
1. โลหะ ธาตุส่วนใหญม่ สี ถานะเปน็ ของแข็งยกเว้นปรอท เป็นของเหลวสมบัตขิ องธาตุทเ่ี ปน็
โลหะ คอื เปน็ ตวั นำไฟฟ้าที่ดี เป็นตัวนำความรอ้ นทด่ี ี ความหนาแน่นสูง จดุ หลอมเหลวสูง ตเี ปน็ แผ่นได้ ดงึ
เป็นเสน้ ได้ และส่งประกายแวววาว ตัวอยา่ งธาตทุ ่ีเป็นโลหะ ได้แก่ ปรอท ตะกัว่ เหลก็ เงิน ทองแดง สงั กะสี
ดีบุก
2. อโลหะ มที งั้ ธาตทุ ่ีเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สมบัตขิ องอโลหะ คอื มจี ุดหลอมเหลว
ต่ำ เป็นตวั นำไฟฟ้าทไี่ ม่ดี ยกเว้นแกรไฟต์ เปน็ ตัวนำความรอ้ นทไ่ี ม่ดี ไม่สอ่ งประกายแวววาว และเปราะ
ตวั อย่างธาตุทีเ่ ปน็ อโลหะจำแนกตามสถานะ มีดังน้ี
1. ของแขง็ เชน่ แกรไฟต์ ( คารบ์ อน ) กำมะถนั ไอโอดีน
2. ของเหลว เช่นโบรมนี
3. แกส๊ เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน คลอรนี ฟลอู อรนี ไนโตรเจน
3. กึง่ โลหะ เป็นธาตุทมี่ ีสมบัติบางประการคลา้ ยโลหะ เช่น มปี ระกายแวววาว จดุ เดอื ด
จดุ หลอมเหลวสูงแต่เปราะเหมือนอโลหะ ทอี่ ุณหภูมิหอ้ งธาตุเหล่านจี้ ะนำไฟฟา้ ได้ไม่ดีแตถ่ ้าอณุ หภูมสิ ูงข้นึ จะ
นำไฟฟ้าไดด้ ี ตวั อย่าง เชน่ ซลิ ิคอน พลวง สารหนู เจอรเ์ มเนียม
ตาราง เปรยี บเทยี บสมบัตขิ องโลหะกบั อโลหะ
โลหะ อโลหะ
1. สถานะเปน็ ของแข็ง ยกเวน้ ปรอท 1. มที ้ัง 3 สถานะ
ของแข็ง : คารบ์ อน ไอโอดีน กำมะถัน
ฟอสฟอรัส
ของเหลว : โบรมีน
แก๊ส : ไฮโดรเจน ออกซเิ จน ไนโตรเจน
คลอรนี ฟลอู อรนี แกส๊ เฉือ่ ย
2. จดุ เดอื ดและจดุ หลอมเหลวสงู ยกเว้นปรอท 2. จดุ เดือดและจุดหลอมเหลวตำ่ ยกเวน้
มจี ุดหลอมเหลวตำ่ คารบ์ อน
3. ชว่ งหา่ งระหว่างจุดหลอมเหลวกบั จุดเดอื ด 3. ช่วงหา่ งระหว่างจุดหลอมเหลวกบั จุดเดอื ด
กว้าง แคบ
4. นำไฟฟ้าและนำความรอ้ นได้ดี โดยเฉพาะ 4. ไม่นำไฟฟา้ ไมน่ ำความรอ้ นยกเว้นแกรไฟต์
เงินและทองแดง
5. เป็นมนั วาว 5. ไม่เป็นมันวาว
6. เหนยี ว 6. เปราะ