The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prungton, 2022-11-23 22:08:43

237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา

สารบัญ

หน้า

1 สุนัขจิ้งจอกจอมตะกละ 1
2 หมาป่ากับลูกแกะ 1

3 ค้างคาวเลือกพวก 1
4 หมาป่าอกตัญญู 2

5 หนูเมืองและหนูชนบท 2
6 สุนัขจิ้งจอกกับผลองุ่น 3

7 สุนัขจิ้งจอกกับเงา 3
8 หมาป่ากับหมาจิ้งจอกเพื่อนรัก 3

9 หมาในรางหญ้า 4
10 หมาป่ากับแกะ 4

11 สุนัขจิ้งจอกกับแมว 4

12 ฝูงนกกับแรดใจร้าย 4
13 สิงโตกับหมูป่า 5

14 สิงโตกับยุง 5
15 สิงโตกับกระต่ายป่า 6

16 เม่นกับงู 6
17 แมวกับหนู 6

18 หมาป่าคลุมด้วยหนังแกะ 6
19 หมาจิ้งจอกกับหน้ากาก 7

20 หมาจิ้งจอกกับกา 7
21 เฮอร์คิวลิสกับคนขับรถเข็น 7

22 ลิงกับชาวประมง 7

23 ตัวตุ่นและแม่ตุ่น 8
24 ลากับหมา 8
25 กระต่ายกับกบ 8

26 นางพยาบาลกับหมาปา 9

27 หนูและกบเจ้าเล่ห์ 9
28 ฝูงนกกับแรดใจร้าย 9

29 แม่ไก่แดงตัวน้อย 10
30 หญิงรีดนมวัวผู้เพ้อฝัน 10

31 ลากับตั๊กแตน 11
32 พ่อไก่กับเม็ดพลอย 11

33 หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น 11
34 สามพี่น้องกับกิ่งไม้ 11

หน้า

35 เศรษฐีเจ้าเล่ห์กับลูกสาวชาวนา 12

36 แมวกับคนใจคด 12
37 กล้วยสองปล ี 13

38 เณรน้อย 13
39 เศรษฐีกับยาจก 14

40 ลูกเนรคุณ 14
41 ลูกกตัญญู 15

42 คนคดดีหรือคนซื่อดี 15
43 หมาป่ากับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ 16

44 นางหมาขาว 16
45 ฤๅษีลวงตะกวด 17

46 ทรัพย์ในดิน 17

47 ตาม่องล่าย 18
48 พญาคันคาก 19

49 พระนางจามเทวี 20
50 พระยากง พระยาพาน 21

51 ตำนานพระร่วง 21
52 ขายปัญญา 23

53 ปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน) 24
54 โคนันทวิศาล 25

55 ตาอินกับตานา 25
56 ท้องกับอวัยวะอื่น ๆ 26

57 มดกับตั๊กแตน 26

58 กระต่ายกับเต่า 26
59 กระต่ายตื่นตูม 27
60 ประโยชน์ของการคบมิตร (กุสนาฬิชาดก) 27

61 ผลของคนอกตัญญู (อกตัญญูชาดก) 28

62 ปลุกมันขึ้นมาฆ่า (สัญชีวชาดก) 28
63 สุนัขจิ้งจอกอยากเป็นผู้นำ (วิโรจนชาดก) 29

64 ไก่ขันไม่เป็นเวลา (อกาลราวิชาดก) 29
65 ตายเพราะปาก (ติตติรชาดก) 30

66 ดีแต่สอนคนอื่น (อนุสาสิกชาดก) 30
67 ปลาเจ้าปัญญา (มิตจินตีชาดก) 30

68 คนมีศิลปะ (สาลิตตกชาดก) 31
69 ชื่อนั้นสำคัญไฉน (นามสิทธิชาดก) 31

หน้า

70 การไว้วางใจ (วิสสาสโภชนชาดก) 32

71 คนที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ (มหาสารชาดก) 32
72 ลูกสกาอาบยาพิษ (ลิตตชาดก) 34

73 ดาบสขี้โกง (กุหกชาดก) 34
74 หนูกัดผ้า (มงคลชาดก) 35

75 ประตูแห่งประโยชน์ (อัตถัสสทวารชาดก) 35
76 เหตุห้ามภิกษุมิให้ดื่มสุรา (สุราปานชาดก) 36

77 ปลาขอฝน (มัจฉชาดก) 36
78 ธรรมสำหรับต้นไม้ (รุกขธัมมชาดก) 37

79 คนอกตัญญู (สัจจังกิรชาดก) 38
80 พญาช้างสีลวะ (สีลวนาคชาดก) 38

81 การทำไม่ถูกขั้นตอน (วรุณชาดก) 39

82 คนระลึกชาติได้ (สาเกตชาดก) 39
83 หญิงเจ้าปัญญา (อุจฉังคชาดก) 40

84 อำนาจแห่งความงาม (มุทุลักขณชาดก) 40
85 ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก (ทุรานชาดก) 41

86 ลักษณะของหญิง (ตักกชาดก) 41
87 มนต์มายาหญิง (อสาตมันตชาดก) 42

88 การทำเกินประมาณ (เภริวาทชาดก) 43
89 ลิงเจ้าปัญญา (วานรินทชาดก) 44

90 ประโยชน์ของฤกษ์ (นักขัตตชาดก) 44
91 อาจารย์ขมังเวทย์ (เวทัพพชาดก) 45

92 ลิงโง่ (อารามทูสกชาดก) 45

93 ฆ่ายุง (มกสชาดก) 46
94 นกกระยางเจ้าเล่ห์ (พกชาดก) 46
95 ลำดับอาวุโส (ติตติรชาดก). 47

96 นกคุ่มโพธิสัตว์ (วัฏฏกชาดก) 48

97 นกกระจาบ (สัมโมทมานชาดก) 48
98 หมูมุณิกะ (มุณิกชาดก) 48

99 การเสี้ยมสอน (มหิลามุขชาดก) 49

100 กวางเจาปัญญา (กุรุงคมิคชาดก) 49
101 การเปลื้องตน (อายาจิตภัตตชาดก) 50
102 แพะรับบาป (มตกภัตตชาดก) 50

103 เล่ห์กลลวงนายพราน (ติปัลลัตถมิคชาดก) 51
104 ตายเพราะไม่เรียน (ขราทิยชาดก) 52

หน้า

105 อำนาจของรส (วาตมิคชาดก) 52

106 บวชเพราะผมหงอก (มฆเทวชาดก) 53
107 ราคาข้าวสาร (ตัณฑุลนาฬิชาดก) 53

108 วาทศิลป์ (มังสชาดก) 54
109 นกหัวขวานกับราชสห์ (ชวสกุณชาดก) 54

110 กากินน้ำทะเล (สมุททชาดก) 55
111 คนชั่วสรรเสริญกันเอง (อันตชาดก) 55

112 บุญที่ให้ทานแก่ปลา (มัจฉทานชาดก) 56
113 การหลอกลวง (ลาภครหิกชาดก) 57

114 ประโยชน์ของสัตว์ป่า (พยัคฆชาดก) 57
115 กากับนกเค้า (อุลูกชาดก) 58

116 สะใภ้เศรษฐี (สุชาตาชาดก) 58

117 ปูทอง (สุวรรณกักกฏกชาดก) 59
118 ชายจมูกแหว่ง (ปทุมชาดก) 60

119 พระราชกุมารผู้อัจฉริยะ (คามณิจันทชาดก) 61
120 ขอในสิ่งที่ไม่ควรขอ (มณีกัณฐชาดก) 63

121 กบเขียว (หริตมาตชาดก) 64
122 วัยรุ่นวุ่นรัก (วีณาถูณชาดก) 65

123 ลิงสองพี่น้อง (จุลลนันทิยชาดก) 65
124 ลิงติเตียนมนุษย์ 66

125 คดีหนูกินผาลเหล็ก (กูฏวาณิชชาดก) 67
126 เต่าตายเพราะปาก (กัจฉปชาดก) 68

127 นกหัวขวานตายเพราะไม้แก่น (กันทคลกชาดก) 68

128 การร่วมมือกัน (กรุงคมิคชาดก) 69
129 เต่าชอบโอ้อวด (คังเคยยชาดก) 69
130 พระปริตป้องกันสัตว์ร้าย (ขันธปริตตชาดก) 70

131 เรือนจำที่แท้จริง (พันธนาคารชาดก) 70

132 ตำราเลือกลูกเขย (สาธุศีลชาดก) 71
133 ผู้ใหญ่บ้านทวงหนี้ไม่ถูกเวลา (คหปติชาดก) 71

134 ความจริงที่ไม่ควรพูด (ราชชาดก) 72
135 อภัยโทษ (ปัพพตูปัตถรชาดก) 73

136 อาจารย์รุหกะ (รุหกชาดก) 73
137 อานิสงส์ของศีล (สีลานิสังสชาดก) 74

138 ลาปลอมตัวเป็นราชสห์ (สีหจัมมชาดก) 74

139 หงส์ทองคำ (สุวัณณหังสชาดก) 75

หน้า

140 ม้าขาเป (คิริทัตตชาดก) 75

141 อาหารไม่บริสุทธิ์ (สตธรรมชาดก) 76
142 อุบายหนีตาย (ตินทุกชาดก) 76

143 ลิงโลภมาก (กฬายมุฏฐิชาดก) 77
144 ลิงไหว้พระอาทิตย์ (อาทิจจุปัฏฐานชาดก) 78

145 นิสัยของลิงชั่ว (ทุพภิยมักกฏชาดก) 78
146 บวชเพราะแม่ยาย (กัลยาณธรรมชาดก) 79

147 อานิสงส์การแผ่เมตตา (อรกชาดก) 79
148 เหยี่ยวนกเขา (สกุณคฆิชาดก) 80

149 ไม่รู้เวลาตาย (สมิทธิชาดก) 80
150 หาที่ตาย (อุปสาฬหกชาดก) 81

151 พังพอนกับงู (นกุลชาดก) 81

152 พญาแร้ง (คิชฌชาดก) 82

153 กาเทียมหงส (วินีลกชาดก) 82
154 ราชสีห์ตกหล่ม (คุณชาดก) 83
155 หมูท้าชนราชสีห์ (สูกรชาดก) 84

156 ราชสีห์ 8 พี่น้อง (สิคาลชาดก) 85
157 ลูกศิษย์สอนอาจารย์ (การันทิยชาดก) 85

158 ลูกสอนพ่อ (สุชาตกุมารชาดก) 86
159 ความลับไม่มีในโลก (สีลวิมังสชาดก) 87

160 หนอนท้าสู้กับช้าง (คูถปาณกชาดก) 87
161 พ่อลองใจลูกสาว (ปัณณิกชาดก) 87

162 พ่อค้าโกง (กูฏวาณิชชาดก) 88

163 พระมหาสุบิน 16 ข้อ (พระสุบินชาดก) 88

164 นาคกับพญาครฑ (ปัณฑรกาชาดก) 91
165 พญาช้างฉัททันต์ (ฉัททันตชาดก) 92

166 กำเนิดสุรา (กุมภชาดก) 93

167 พี่น้องยังต่างใจกัน (สัตติคุมพชาดก) 95
168 พญานกยูงทอง (มหาโมรชาดก) 96


169 สัตว์ 4 สหาย (มหาอกกุสชาดก) 98
170 พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู (สาลิเกทารชาดก) 99

171 ตายเพราะปาก (ตักการิยชาดก) 100
172 ความเร็วของพญาหงส์ (ชวนหังสชาดก) 102

173 หมีกับไม้ตะคร้อ (ผันทนชาดก) 103
174 พญาช้างยอดกตัญญู (มาตุโปสกชาดก) 104

หน้า

175 ดาบสฌานเสื่อม (หริตจชาดก) 105

176 ตระกูลที่ไม่ตายวัยหนุ่ม (มหธัมมปาลชาดก) 106
177 มองในเวลาที่ไม่ควรมอง (มูติสาชาดก) 107

178 พญานกแขกเต้าผู้สันโดษ (มหาสุวราชชาดก) 107
179 แพะกับเสือเหลือง (ทิปิชาดก) 108

180 เสียงสัตว์ 8 ชนิด (อัฏฐสัททชาดก) 109
181 คุณธรรมของหัวหน้า (มหากปิชาดก) 110

182 แบ่งกันไม่ลงตัว (ทัพพปุบผาชาดก) 111
183 ชายหนุ่มปราบยักษ์ (สุตนชาดก) 112

184 ปูทองผู้ฉลาด (สุวรรณกักกฏกชาดก) 113
185 พระราชาผรู้เสียงสัตว์ (ขุรปุตตชาดก) 114
ู้
186 พญาไก่ป่า (กุกกุฏชาดก) 116

187 ค่าจ้างเรือ (อาวาริยชาดก) 116
188 หมอผู้โชคร้าย (สาลิยชาดก) 117

189 พญาเนื้อทอง (สุวรรณมิคชาดก) 117
190 นางนกไส้ (ลฏูกิกชาดก) 118

191 คุณสมบัติของผู้นำ (ราโชวาทชาดก) 119
192 นางกากี (กากาติชาดก) 120

193 การขอ (พรหมทัตตชาดก) 120
194 บาปเกิดจากความจงใจ (ติติรชาดก) 121

195 กระต่ายผู้สละชีวิต (สสปัณฑิตชาดก) 122
196 ธรรมชาติอาณาจักรสวรรค ์ 123

197 ผู้หว่าน (มธ 13:1-9; 18-23 เทียบ มก 4:3-9 และ 8:5-8) 123

198 เมล็ดมัสตาร์ด (มธ 13:31-32 เทียบ มก 4:30-32, ลก 8:5-8) 124
199 เชื้อแป้ง (มธ 13:33 เทียบ ลก 13:20-21) 125
200 ขุมทรัพย์และไข่มุก (มธ 13:44-46) 125

201 พืชที่งอกงามขึ้นเอง (มก 4:26-29) 126

202 ทำไมคนดีจึงปะปนอยู่กับคนเลว 127
203 ข้าวละมาน (มธ 13:24-30) 127

204 อวน (มธ 13:47-50) 129
205 ใครเป็นประชากรในอาณาจักรสวรรค์ของพระคริสตเจ้า 130


206 งานวิวาหมงคล (มธ 22:2-14 เทียบ ลก 14:16-24) 131
207 บุตรสองคน (มธ 21:28-32) 134

208 คนเช่าสวนชั่วร้าย (มธ 21:33-45 เทียบ มก 12:1-2, ลก 20:9-19, ยน 8:37) 135
209 ความเฉลียวฉลาดทางโลกและความปรีชาฉลาดฝ่ายสวรรค์ 137

หน้า

210 การสะสมทรัพย์สมบัติ (ลก 12:16-21) 137

211 เศรษฐีกับลาซารัส (ลก 16:19-31) 139
212 ความฉลาดของผู้จัดการ (ลก 16:1-8) 142

213 การตื่นเฝ้าอย่างระมัดระวังในการปรนนิบัติพระเป็นเจ้า 143
214 การเตรียมพร้อมเมื่อนายกลับมา (ลก 12:35-38) 144

215 จงมีความระมัดระวังและเตรียมพร้อม (ลก 12:39-40 เทียบ มธ 24:43-44, มก 13:35) 145
216 ผู้จัดการที่ซื่อสัตย์ (ลก 12:42-46, มธ 24:45-51) 145

217 หญิงสาวสิบคน (มธ 25:1-13, ลก 12:35-38) 146
218 พระทัยเมตตาอันปราศจากขอบเขตของพระเป็นเจ้าต่อมนุษย์ทุกคน 147

219 แกะที่พลัดหลงและเงินเหรียญที่หายไป (ลก 15:3-10 เทียบ มธ 18:12-14) 148
220 ลูกล้างผลาญและลูกที่คิดว่าตนทำดีแล้ว (ลก 15:11-32). 150

221 หญิงคนบาป (ลก 7:36-50) 152

222 เอกลักษณ์ของคริสต์ศาสนา 154
223 การเลือกเชิญแขก (ลก 14:12-14) 155

224 ลูกหนี้ไร้เมตตา (มธ 18:23-35) 156
225 ชาวสะมาเรียใจดี (ลก 10:30-37 เทียบ ยน 4:9) 157

226 ความสุภาพแบบครสตัง 158

227 การเลือกที่นั่งในงานเลี้ยง (ลก 14:7-11 เทียบ มธ 23:6) 159

228 ชาวฟาริสีและคนเก็บภาษี (ลก 18:9-14 เทียบ มธ 6:1; 21:31; 23:28) 160
229 คุณลักษณะของการภาวนาที่แท้จริง 162

230 คำอธิษฐานภาวนาที่ได้ผล (ลก 11:11-13 เทียบ มธ 7:7-11, ยน 14:13-14) 162
231 เพื่อนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ (ลก 11:5-8 เทียบ มธ 15:23) 163

232 ผู้พิพากษาที่ไร้มโนธรรมและหญิงม่ายผู้รบเร้า (ลก 18:1-8) 164

233 ต้นมะเดื่อเทศไร้ผล (ลก 13:6-9, เทียบ มธ 21:19-20) 166
234 สวรรค์ : พระคุณอันประเสริฐของพระเป็นเจ้า 166

235 ผู้รับใช้สบคนที่รับเงินไปทำทุน (ลก 19:11-27 เทียบ มธ 25:14-30) 167
236 คนงานในสวนองุ่น (มธ 20:1-16) 169

237 การถ่อมตนรับใช้ (ลก 17:7-10 เทียบ ยน 13:4-5) 171
8 ปัญหาเชาว์เมื่อ 300 ปีก่อน ที่คนยุคใหม่ยังตอบไม่ได้ 172

1

สุนัขจิ้งจอกจอมตะกละ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ….มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งซึ่งกำลังหิวมาก มันเห็นขนมปังและชิ้นเนื้อที่คน


เลี้ยงแกะทิ้งไว้ในโพรงต้นโอ๊ก มันจึงย่องเข้าไปในโพรง และกินอาหารอยางเอร็ดอร่อยจนอิ่มหนำสำราญ
เมื่อมันกินเสร็จและอิ่มมากเต็มพุง จนมันไม่สามารถออกไปจากโพรงได้ มันเริ่มร้องครวญครางเพราะ

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

เจ้าสุนัขจิ้งจอกอีกตัวหนึ่งซึ่งเดินผ่านมาและได้ยินเสียงร้องครวญครางของมัน เลยเข้าไปดูใกล้ๆ
และสอบถามถึงสาเหตุที่มันร้องครวญครางเมื่อเจ้าหมาจิ้งจอกตัวที่เดินผ่านมาได้รู้ถึงสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้น
มันจึงพูดต่อเจ้าหมาจิ้งจอกตัวที่ติดอยู่ในโพรงต้นโอ๊กว่า” เจ้าคงต้องอยู่ตรงนั้นแหล่ะเพื่อนเอ๋ย จนกระทั่ง

ร่างกายเจ้าจะกลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนตอนที่เจ้าคลานเข้าไป แล้วเจ้าจึงจะคลานออกมาได้โดยง่าย”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:
ู้
1. ความละโมบโลภมาก ยอมนำทุกข์มาให้ 2. จงรจักอดทนอดกลั้น แล้วเราผ่านพ้นปัญหาไปได้


หมาป่ากับลูกแกะ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมาป่าตัวหนึ่ง มันเดินผ่านหนองน้ำเล็กๆ ใกล้ที่อยู่อาศัยของมัน มัน

เหลือบไปเห็นเจ้าลูกแกะตัวหนึ่งกำลังกินน้ำอย่างมีความสุข ในขณะนั้นมันรู้สึกหิวพอดี จึงคิดวางแผนจับ

ลูกแกะกินเป็นอาหารแต่ว่ามันไม่อยากจะถูกตราหน้าว่าเป็นหมาป่าที่อันธพาล ดุร้าย จึงยังไม่ฆ่าลูกแกะตัว
นั้นทันที เจ้าหมาป่าเดินเข้าไปหาลูกแกะที่กำลังกินน้ำอยู่ แล้วพูดว่า” อะไรกันนี่ เจ้าลูกแกะเกเร เจ้ากล้าดี

อย่างไร จึงทำให้น้ำขุ่นเป็นโคลนจนข้ากินไม่ได้” ลูกแกะตอบกลับมาอย่างใสซื่อว่า” ฉันเสียใจ แต่ฉันคิดว่า
ฉันไม่สามารถทำให้น้ำนั้นขุ่นจนท่านกินไม่ได้ เพราะฉันอยู่ปลายน้ำ จะไปทำให้น้ำขุ่นจนถึงที่ที่ท่านยืนอยู่

ได้อย่างไร” หมาป่าตั้งใจจะหาเรื่องกับลูกแกะให้ได้จึงพูดว่า” บางทีมันก็อาจจะเป็นได้ แต่เมื่อหกเดือน
ก่อน เจ้าคนพาล เจ้าได้ด่าข้าลับหลัง” ลูกแกะตอบ” มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อตอนนั้นฉันยังไม่เกิด”

หมาป่าพูดอย่างโมโห” อะไรกัน เจ้าช่างไม่มีความละอาย ครอบครัวของ เจ้าเกลียดครอบครัวของข้า ถ้า
ไม่ใช่เจ้าเป็นคนด่า ก็คงเป็นพ่อของเจ้า” พอสิ้นคำพูดของหมาป่า มันก็กระโจนเข้าใส่ลูกแกะ แล้วฉีกเนื้อ

กินโดยทันที
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:

คนพาลมักมีเหตุผลนานาประการที่จะทำชั่ว…โดยไม่ให้ผู้อื่นกล่าวหาว่าตนเองชั่ว ผู้ที่มีนิสัยพาล…

ย่อมหาเหตุที่จะพาลผู้ไม่มีความผิดให้จงได้

ค้างคาวเลือกพวก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีค้างคาวตัวหนึ่งมันถือว่าตนมีปีกเหมือนนกและก็มีหูเหมือนสัตว์อื่นทั่ว ๆ
ไป ดังนั้นเมื่อนกยกพวกไปต่อสู่กับสัตว์อื่นๆ ค้างคาวก็ขอตัว…ไม่เข้าข้างฝ่ายใดโดยทำตัวเป็นกลาง เเต่พอ

เมื่อพวกนกนั้นมีท่าทีว่าจะชนะ…ค้างคาวก็จะประกาศตัว แล้วไปเข้าข้างกับฝ่ายนกทันที ต่อมาพวกนก
กำลังพลาดท่าเสียทีแก่สัตว์อื่น ๆ…ค้างคาวก็ผละจากฝ่ายนกไปเข้าพวกกับสัตว์อื่น ๆ ต่อมาพวกนกต่อสู้

จนใกล้จะได้รับชัยชนะ… ค้างคาวก็กลับมาอยู่กับพวกนกอีก เมื่อนกกับสัตว์อื่นๆ ทำสัญญาสงบศึกและเป็น
มิตรต่อกัน สัตว์ทั้งหลายต่างก็พากันขับไล่ค้างคาว ไม่ยอมให้เข้าพวกด้วย ค้างคาวอับอายจึงต้องไปซ่อนตัว

อยู่ในถ้ำ…และจะออกจากถ้ำไปหา อาหาร ในตอนกลางคืนเท่านั้น

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้ที่ขาดความจริงใจ…ไม่มีใครอยากคบหาด้วย

2

หมาป่าอกตัญญู
ในตอนเย็นใกล้พลบค่ำ เด็กเลี้ยงแกะเมื่อเสร็จจากการดูแลฝูงแกะเรียบร้อยแล้ว จึงต้อนฝูงแกะของ

ตนกลับลงมาจากภูเขา “เฮ้…ใครก็ได้ช่วยที…ช่วยด้วย” เสียงนั้นดังออกมาจากหลุมลึกหลุมหนึ่ง เมื่อเด็ก
เลี้ยงแกะมองลงไปในหลุม เขาก็พบว่ามีหมาป่าตัวหนึ่ง กำลังพยายามกระโดดขึ้นมาจากหลุมหลายต่อ

หลายครั้ง พร้อมๆไปกับร้องขอความช่วยเหลือไปด้วย “นั่นหมาป่านี่…ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ!” เด็ก

เลี้ยงแกะตะโกนถาม “เจ้าเด็กเลี้ยงแกะนี่, มาพอดีเลย ได้โปรดช่วยเหลือข้าหน่อยส” “ไม่เอาหล่ะ, เดี๋ยว

ถ้าเราช่วยท่านแล้ว ท่านก็คงจะมาจับพวกแกะของเรากินเสียน่ะสิ” “ไม่หรอก ถ้าเจ้าช่วยข้า ข้าสัญญาว่า

จะไม่จับแกะของเจ้ากินอย่างแน่นอน” เด็กเลี้ยงแกะจึงไปที่ขอบหลุมแล้วเอาเชอกผูกที่ขาหน้าของเจ้าหมา
ป่า จากนั้นเขาก็พยายามดึงมันขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ แต่เชือกนั้นเกิดขาดจากกัน “ปึ๋งงง…โอ๊ะ…

โอ้ย ๆ” หมาป่าก็เลยเป็นอันต้องตกลงไปกระทบเข้ากับพื้นด้านล่างหลุมอีก ต่อมาเด็กเลี้ยงแกะได้ไปยืนที่
ขอบหลุมแล้วใช้มือของเขาจับขาหน้าของหมาป่าเอาไว้ แล้วดึงมันขึ้นมา จึงสามารถดึงหมาป่าให้ขึ้นมาจาก

หลุมได้ และเมื่อหมาป่าขึ้นมาจากหลุมได้แล้ว มันก็เปลี่ยนไปในทันทีคือไม่สำนึกถึงบุญคุณของเด็กเลี้ยง
แกะเลยสักนิด แถมยังอ้าปากอันใหญ่ของมัน ที่มีเขี้ยวอันน่ากลัว” เจ้าผูกขาของข้าด้วยเชือกแล้วยังไม่พอ

ยังพยายามที่จะฆ่าข้าด้วยการแกล้งทำให้เชือกขาด ทำให้ข้าต้องตกลงไปกระแทกกับพื้นในหลุมอีกด้วย”
พูดไม่พูดเปล่า มันยังทำท่าจะกระโจนเข้าใส่เด็กเลี้ยงแกะอีกด้วย” อ้ายเด็กเลวคนนี้มันเป็นคนที่ทำให้ข้า

ต้องตกลงไปกระแทกกับพื้นหลุม ด้วยการตัดเชือกที่ผูกขาหน้าของข้าเอาไว้” หลังจากนั้น ลิงจึงเอ๋ยขึ้นว่า”

ไหนลองทำเหมือน ๆ กับสถานการณ์ตอนนั้นอยางที่เจ้าพูดให้ดูอีกครั้งได้ไหม?…เพื่อจะได้เป็นการยืนยัน
ตามข้อเท็จจริงยังไง” “ได้เลย จะได้รู้กันว่าข้านั้นเปนผู้ที่ถูกต้อง” ว่าแล้วเจ้าหมาป่า…ก็กระโดดลงไปใน

หลุมทันที หมาป่าก็พูดว่า “นี่…แล้วเอาเชือกนั่นมามัดขาหน้าของข้าด้วยสิ เดี๋ยวนี้เลย” หลังจากที่ได้มัดขา

หน้าของหมาป่าเอาไว้ และได้ทำท่าเป็นดึงมันขึ้นมา เด็กเลี้ยงแกะก็ปล่อยมือที่ถือเชือกนั้นในทันที “โอ๊ย

เจ็บ…เห็นหรือยังล่ะเจ้าลิง…ว่าข้าต้องได้รับกับสิ่งที่ย่ำแย่มากอย่างที่เจ้าได้เห็นนี่แหละ” หมาป่ากล่าว “เรา
เข้าใจแล้วล่ะ อ้ายหมาป่าเนรคุณ เชิญเจ้าอยู่ที่นั่น ไปตลอดกาลเลยล่ะกัน ลาก่อน…” ลิงกล่าว ว่าแล้วเด็ก

เลี้ยงแกะกับลิงก็เดินร้องเพลงออกจากที่นั้นกันไปในที่สุด…
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากใครแล้ว…หากลืมความเมตตานั้นไปเสีย…ก็คงไม่มีใครที่

จะคิดช่วยเหลือท่านอีกครั้งอย่างแน่นอน

หนูเมืองและหนูชนบท
หนูนาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบท มันชอบกินผลไม้ มันอยู่อย่างมีความสุข วันหนึ่งญาติของหนูนามา
เยี่ยมจากในเมือง หนูนารวบรวมผลไม้มากมายไว้ให้หนูบ้านกิน แต่หนูบ้านไม่ชอบกินผลไม้ หนูบ้านบอกว่า

“อาหารพวกนี้น่าเบื่อเหลือเกิน” “เธอเข้าไปในเมืองกับฉันเถอะ…ชีวิตในเมืองสนุกสนานกว่าที่นี่มากนัก”

ดังนั้นหนูนาจึงติดตามญาติของมันเข้าไปในเมือง พวกมันเดินทางมาถึงบ้านใหญ่หลังหนึ่ง พวกมันมุดลอด
ใต้ประตูหลังบ้านเข้าไปในบ้าน หนูบ้านพาหนูนาเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร บนโต๊ะอาหารมีอาหาร

วางอยู่มากมาย พวกมันเริ่มกินอาหารเป็นการใหญ่ หนูนารู้สึกมีความสุข มันพูดว่า “อาหารพวกนี้ช่าง
อร่อยเหลือเกิน!” ทันใดนั้นมีเสียงบางอย่างดังแว่วเข้ามา หนูทั้งสองวงไปหลบซ่อน อยู่หลังกองอาหาร หนู
ิ่
บ้านบอกหนูนาว่า “อยู่เฉย ๆ ไว้น่ะ” หนูนารู้สึกกลัวมาก แมวตัวหนึ่งเดินเข้ามาในห้องอาหาร มันหันไป
มองรอบ ๆ ห้องแมวตัวนั้นกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะอาหาร หนูบ้านร้องว่า “วิ่งหนีเร็ว!” หนูทั้งสองวิ่งเข้าไปใน

รูหนู หนูนาพูดกับหนูบ้านว่า “ลาก่อนน่ะ ญาติที่รัก” เจ้าหนูนาเอ่ย” เฮ้ย ทำไมรีบกลับนักล่ะ” “อืมม์”

3

เจ้าหนูนาตอบ…“ข้าขอยอมกินถั่วในความสงบ…ดีกว่ากินเค้กในความหวาดกลัวแบบนี้…ข้าขอกลับไปใช้
ชีวิตที่ท้องทุ่งอย่างเดิมดีกว่า “

นิทานเรื่องสอนให้รู้ว่า มีชีวิตสงบสุขปลอดภัย…ดีกว่าสุขสบาย…แต่ต้องหวาดหวั่น…เต็มไปด้วยอันตราย


สุนัขจิ้งจอกกับผลองุ่น

วันหนึ่งในช่วงฤดูร้อน ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังเดินเล่น…ผ่านเข้าไปยังสวนผลไม้ จนกระทั่งมาถึง
พวงองุ่นช่อหนึ่งเพิ่งสุกเต็มที่ ซึ่งอยู่สูงตระง่าน” มันจะช่วยดับกระหายของข้าได้” สุนัขจิ้งจอกกล่าว มัน
ถอยหลังไป 2 - 3 ก้าวแล้ววิ่งกลับมา…และกระโดด แต่มันก็พลาด ไม่สามารถเก็บองุ่นช่อนั้นได้ มันทำ

เช่นเดิมอีกแต่ก็ยังไม่สำเร็จ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันพยายามอยู่เช่นนั้นหลังจากที่ได้เห็นอาหารล่อใจชิ้นนั้น

แต่สุดท้ายมันก็ต้องยอมแพ้ และเดินกลับออกมา พร้อมเอ๋ยออกมาวา “ฉันมั่นใจว่า…มันต้องเป็นองุ่น

เปรี้ยวแน่ ๆ”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:” คนที่ทำสิ่งใดไม่สำเร็จ…มักหาเรื่องตำหนิว่าสิ่งนั้นด้อยค่า “

สุนัขจิ้งจอกกับเงา

เย็นวันหนึ่งเวลาใกล้พลบค่ำ ดวงอาทิตย์เป็นสีแดงเลือดหมูกำลังจะลับขอบฟ้า ได้มีสุนัขจิ้งจอกตัว

หนึ่ง…เดินมาตามถนน ซึ่งมันเดินหันหลังให้กับดวงตะวันที่กำลังจะตกดิน ทันใดนั้นเมื่อมันรู้สึกประหลาดใจ
มาก เมื่อเห็นเงาของตัวเองบนพื้น… เงาดำทึบ ยาวและใหญ่ อันเนื่องจากแสงอาทิตย์ปรากฏบนถนน และ

เคลื่อนที่ไปพร้อมกับตัวของสุนัขจิ้งจอก มันแปลกใจกับเงาของตัวมันเองเป็นอย่างมาก และเงานั้นก็ดู
เหมือนกับว่าได้เดินนำหน้ามันไปตลอดเสียด้วยสิ” ว้าว…มันชั่งเป็นเงาที่ใหญ่โตมากเลยนะเนี่ย” “หากเงา

ของข้าใหญ่ขนาดนี้ ก็หมายความว่า ตัวของข้าเองนั้น ก็จะต้องใหญ่เหมือนกันด้วยน่ะสิ” มันเกิดความคิดที่
หยิ่งผยองขึ้นมา และเริ่มออกเดินต่อไปเรื่อย ๆ ต่อมามีเสือตัวใหญ่มากตัวหนึ่ง ออกมาปรากฏตัวขึ้นที่

ตรงหน้าของสุนัขจิ้งจอก และได้หยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตรงเงามันพอดี เจ้าสุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นเช่นนั้นจึง
เปรียบเทียบขนาดของเงาตัวเองกับเสือตัวนั้นพร้อมเอ๋ยขึ้นว่า “จากที่ข้าดูแล้วนะ..เจ้าตัวเล็กกว่าข้ามาก

ฉะนั้นข้าจึงไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น” สุนัขจิ้งจอกยังพูดแบบหยิ่งยโสต่ออีกด้วยว่า “เฮ้…เจ้าเสือ
น้อย…คุกเข่าลงต้อนรับข้าเดี๋ยวนี้นะ…จนกว่าข้าจะเดินผ่านไป” “ก้าววว! อายสุนัขจิ้งจอกผอมแห้ง

ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนี้ ข้าจะเคยคิดว่าหากกินเอ็งเข้าไปคงจะไม่อร่อย แต่ตอนนี้ข้าไม่อาจที่จะยกโทษให้เอ็งได้

เสียแล้วสิ ก้าววว” สุนัขจิ้งจอกจึงต้องพบกับจุดจบคือถูกเสือกินเป็นอาหาร ที่เกิดจากมันสำคัญผิด…คิด
หลงไปกับเงาของตัวมันเอง
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การหลงตัวเองคิดว่ายิ่งใหญ่เหนือใคร ๆ นั้นอาจนำมาซึ่งความล้มเหลวในภายหลังได้


หมาป่ากับหมาจิ้งจอกเพื่อนรัก


กาลครั้งหนึ่ง มีหมาป่ากับหมาจิ้งจอกได้สาบานตัวเป็นเพื่อนตายวา…จะไม่ทำอันตรายต่อกัน และ

จะช่วยกันทำมาหากิน โดยหมาจิ้งจอกมีหน้าที่ไล่ต้อนสัตว์ป่าที่จะมาเป็นอาหาร ส่วนหมาป่ารางใหญ่ ก็
คอยจับสัตว์ป่าเหล่านั้น แล้วแบ่งอาหารกันกินอย่างอิ่มหนำสำราญทุกวันไป…สมเป็นเพื่อนกันโดยแท้ แต่
อยู่มาไม่นาน ได้บังเกิดความแห้งแล้งกันดาร ทั่วทุกย่อมหญ้าในปานั้น บรรดาสัตว์ป่าน้อยใหญ่ต่าง

เดือดร้อนเหลือประมาณ เพราะอาหารหายากยิ่งขึ้นทุกวัน หมาป่ากับหมาจิ้งจอก ถึงกับอดอาหาร

ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน อยู่เสมอ จนในที่สุด หมาป่าไม่สามารถทนหิวได้อีกต่อไป จึงกระโจนเข้ากัด
หมาจิ้งจอกเพื่อนตายของมัน เพื่อหวังกินเป็นอาหารจะได้พ้นจากความตาย เพราะไม่มีอะไรจะกิน หมา

4

จิ้งจอกก็ดิ้นร้องขึ้น ก่อนจะกลายเป็นอาหารของหมาป่าวา…” เจ้าเพื่อนตายของข้า…คำสาบานของเจ้าเอา


ไปทิ้งเสียที่ไหนเล่า?” “เจาหน้าโง่ เจ้าเคยเห็นคำสาบานหรือไฉน…ใครบอกเจาว่าโลกนี้มีคำสาบาน คำ


สาบานเป็นเพยงคำพูดเท่านั้น…ครั้นพูดออกไปแล้วก็ไม่มีตัวตน…หรือแม้แต่เงาก็ไม่มี” ว่าแล้วหมาป่า…ก็
กินหมาจิ้งจอกเป็นอาหาร…แก้หิวในมื้อนั้นเอง

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:” ไม่มีคำมั่นสัญญา…ในหมู่โจร”

หมาในรางหญ้า
หมาตัวหนึ่ง มันชอบแอบเข้าไปงีบหลับอยู่ในรางหญ้าของโรงนาอยู่เสมอ มันได้กระโดดเข้าไปใน

รางหญ้าของวัวแล้วก็ขดตัวลงบนฟางในรางนั้น แต่ไม่นานเท่าไหร่วัวก็กลับมาจากการทำงานในตอนบ่าย ก็

ได้เข้ามาที่รางหญ้าเพื่อต้องการกินฟางข้าว เจาหมาสะดุ้งตื่น มันรู้สึกโกรธเดือดดาลเป็นอย่างมาก มันยืน
เห่าวัว และเมื่อวัวเข้าใกล้มันก็ทำท่าจะกัด ลุกขึ้นแยกเขี้ยวเห่าไล่วัว ไม่ให้กินหญ้า วัวจึงพูดด้วยความอด
กลั้นว่า “เจาหมาเกเร แม้แต่หญ้าที่เจ้าไม่กิน เจ้าก็ยังขัดขวางไม่ให้ข้ากินอีกรึ” สุดท้ายวัวจึงเดินออกไป

จากที่ตรงนั้น แล้วไปกินฟางข้าวในรางอื่นรอบ ๆ โรงนาแทน
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คนนิสัยพาล…มักขัดขวางให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสมอ


หมาป่ากับแกะ

วันหนึ่ง มีหมาป่าถูกสุนัขหลายตัวรุมกัด มันล้มป่วยและนอนบาดเจ็บสาหัส อยในถ้ำของมัน หมา
ู่
ป่ารู้สึกหิวและกระหายมาก ทันใดนั้น มีแกะตัวหนึ่งกำลังเดินผ่านมาหมาปาพดกับแกะว่า…ให้ช่วยเอาน้ำ


จากลำธารมาให้ตน” หากเจ้านำน้ำมาให้ข้า “หมาปาพูด” ข้าจะบอกวิธีหาอาหารให้กับเจา ““งั้นเหรอ”


แกะตอบ “หากฉันนำน้ำมาให้ท่านดื่ม…ท่านคงจะกินฉันเป็นอาหารอย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะซิ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:” คำพูดของคนเจ้าเล่ห์…เชื่อถือไม่ได้”

สุนัขจิ้งจอกกับแมว

สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งคุยอวดตัวเองกับแมวตัวหนึ่ง ถึงวิธีที่จะหลบหลีกจากศัตรูของมันว่า “ฉันมี

กลวิธีทุกอย่างอยู่ในหัวแล้ว” สุนัขจิ้งจอกกล่าว” ฉันมีเป็นร้อยร้อยวิธี…ที่จะหลบหนีจากศัตรูของฉัน” “ฉัน

มีอยู่วิธีเดียว” แมวกล่าว” แต่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ” ต่อมาอีกชั่วครหนึ่งแมวได้ยินเสียงหมาล่า
ู่
กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางมัน และแมวก็รีบวิ่งขึ้นต้นไม้และซ่อนตัวภายใต้กิ่งไม้ทันที” นี่คือแผนการของฉัน”
แมวกล่าว” แล้วเธอละจะทำอะไรต่อไป” สุนัขจิ้งจอกคิดถึงวิธีการแรก และวิธีอื่น ๆ…และในขณะนี้เขา

กำลังคิดวิธีต่อไป…กลุ่มคนก็ได้ใกล้เข้ามาทุกที สุนัขจิ้งจอกสับสนในความคิดของตน จึงถูกหมาล่าจับและ
ถูกฆ่าโดยนายพรานกลุ่มดังกล่าว” และนี่คือความผิดพลาดของเธอ” แมวผู้เฝาดูเหตุการณ์อยู่กล่าว

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: “หนึ่งทางรออด…ย่อมดีกว่าร้อยทางเสี่ยง”

ฝูงนกกับแรดใจร้าย

กาลครั้งหนึ่งในปาแห่งหนึ่ง มีนกจำนวนมากมาอาศัยสร้างรังอยู่บนต้นไม้ นกหลายชนิดที่อาศัย ณ

ที่นี้มักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ ในวันหนึ่งมีแรดตัวหนึ่งเดินเข้ามาในปาแถบนั้น มันเห็นว่ามีนก

มากมายอาศัยอยู่บนต้นไม้ แรดผู้กำลังหิวจึงเอานอของมันกระแทกไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง จนรังของนกสีเขียว

ที่อยู่บนต้นไม้นั้นตกลงมา จากนั้นมันจึงกินลูกนกตัวเล็ก ๆ …ที่อยู่ในรังนั้น แม่นกสีเขียวโกรธมาก…แต่มัน
ไม่สามารถทำอะไรแรดตัวนั้นได้ เมื่ออิ่มจากการกินลูกนกแล้ว…แรดก็เดินจากไป บรรดานกทั้งหมดจึง

พร้อมใจกันมาประชุม…หารือกัน นกสีแดงออกความเห็นว่า “แรดตัวนี้จะต้องหวนกลับมาอีกแน่นอน…

5

พวกเราต้องร่วมมือกันขับไล่มันไป” แต่นกสีเขียวแย้งว่า “ไม่เอาหรอก…แรดตัวนั้นใหญ่โตและแข็งแรงนัก”
“ใช่ๆ พวกเราคงทำอะไรมันไม่ได้หรอก” นกสีเหลืองเห็นด้วย ด้วยเหตุที่นกเหล่านี้…ชอบขัดแย้งกันอยู่เป็น

ประจำ พวกมันจึงไม่เห็นด้วย…กับข้อเสนอของนกสีแดง ทำให้ไม่มีใครเตรียมรับมือกับแรดตัวนั้นเลย…เมื่อ
ไม่มีใครเห็นด้วย…นกสีแดงสามีภรรยาจึงปรึกษากันว่า “เราคงต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะทีนี้” ว่าแล้วทั้งสองก็

ช่วยกันย้ายรังของมัน…ไปอยู่บนต้นไม้ที่สูงขึ้นไปบนหน้าผา ซึ่งแรดไม่มีทางไปถึงได้เลย…วันรุ่งขึ้น แรดตัว

ู่
เดิมก็กลับมาอีก คราวนี้มันเอานอของมันชนกระแทกไปยังต้นไม้…ที่นกสีเหลืองอาศัยอย ทำให้รังของนกสี
เหลืองตกลงมา…จากนั้นมันจึงวิ่งชนต้นไม้อื่นๆ…อีกหลายต้น ลูกนกและไข่ในรังที่ร่วงหล่นลงมา…ล้วนตก
เป็นอาหารของแรดจนหมดสิ้น บรรดาพ่อแม่นกต่างพากันเสียใจ…ที่ไม่คิดหาทางรับมือกับแรดตัวนี้ไว้เสีย

แต่แรก ในขณะเดียวกันครอบครัวของนกสีแดงที่เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วกลับมีชีวิตอยู่อย่าง

ปลอดภัย…
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: “ผู้ที่ระมัดระวังตัวจะปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ”


สิงโตกับหมูป่า
อากาศที่ร้อนจัดของวันหนึ่งในฤดูร้อน ทำให้สัตว์ทั้งหลายรู้สึกกระหายน้ำไปตาม ๆ กัน สิงโตตัวนี้ก็

เช่นกัน มันกำลังเดินออกไปหาน้ำดื่ม สิงโตเดินตรงไปยังบ่อน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก เวลานั้นมีหมู

ป่าที่กำลังหิวน้ำตัวหนึ่งเดินตรงมาที่บ่อน้ำแห่งนี้ด้วยเช่นกัน สิงโตและหมูป่าจึงประจันหน้ากันที่ข้างบ่อน้ำ
นั้น ทั้งคู่ต่างต้องการที่จะเป็นผู้ที่ได้ดื่มน้ำก่อน จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น สัตว์ตัวอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ต่างพากันวิ่ง

หนีอย่างอลหม่าน สิงโตและหมูป่า ต่างก็ต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ จนหมดเรี่ยวแรงด้วยกันทั้งคู่ ก่อนที่พวกมัน
จะลงมือต่อสู้กันอีกครั้ง…ทั้งสองก็เหลือบไปเห็นนกแร้งกลุ่มหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ และพากันจ้องมอง


ู่
มายังพวกมันอย สิงโตจึงหันมาพูดกับหมูป่าวา “ข้าว่าเราเลิกต่อสู้กันเถอะ” “เพราะไม่เช่นนั้น เราทั้งสอง
อาจกลายเป็นอาหารของเจ้าแร้งพวกนั้นได้” หมูป่าเห็นด้วยจึงตอบตกลงในทันที จากนั้นสิงโตก็บอกให้หมู
ป่าดื่มน้ำก่อน และเมื่อทั้งคู่ดื่มน้ำจนพอใจแล้ว จึงเดินแยกจากกันไปด้วยดี
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การประนีประนอม…ช่วยให้ปลอดภัยจากอันตราย


สิงโตกับยุง

กาลครั้งหนึ่ง มียุงน้อยตัวหนึ่งกำลังบินไปรอบ ๆ ตัวสิงโต เจ้าป่าที่กำลังหลับใหลอยู่ สิงโตรู้สึก
รำคาญจึงตียุงน้อยตัวนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ยุงจึงบินพุ่งเข้าไปกัดที่แก้มของสิงโต ต่อมายุงน้อยก็ไปบินสร้าง

ความรำคาญที่รอบ ๆ จมูกของสิงโตอีก สิงโตพยายามตียุงอีกแต่ก็ไม่สำเร็จตามเคย ยุงน้อยจึงกัดเข้าที่จมูก
ของสิงโต ยุงภูมิใจในผลงานของตัวเองมากที่สามารถสร้างความรำคาญและกัดสิงโตได้ จึงเอ๋ยกับสิงโตว่า


“ท่านเป็นถึงเจ้าป่า…แต่ใยท่านจึงถูกยุงตัวเล็ก ๆ อยางข้ากัดได้” ยุงน้อยจึงบินตามสิงโตเข้าไปในป่าที่เต็ม
ไปด้วยใยแมงมุม และในที่สุดยุงน้อยก็บินไปติดกับใยแมงมุมเข้า และไม่สามารถที่จะแกะตัวเองออกจากใย

แมงมุมนั้นได้ “เหนียวนุ่มจริงๆ” แมงมุมกล่าวเนื่องจากมันได้กินยุงน้อยเข้าไปแล้ว ยุงน้อยที่สามารถกัด
สิงโตได้…แต่มันก็ไม่สามารถที่จะกัดแมงมุมได้

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ทุก ๆ คนมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง…เราจะต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้
มาทำลายตัวเราได้ รู้จักประมาณตนและอย่าประมาท…ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

6

สิงโตกับกระต่ายป่า
เย็นวันหนึ่ง มีสิงโตตัวหนึ่งตื่นจากการหลับใหลด้วยความหิวโหย มันเดินเข้าไปในป่าเพื่อหาอาหาร

และเพราะมันหิวมาก มันจึงพร้อมที่จะจับทุกอย่างกินเป็นอาหาร ทันใดนั้น สิงโตตัวนั้นก็เห็นกระต่ายป่าตัว
หนึ่งกำลังวิ่งอยู่บริเวณนั้น สิงโตวิ่งไปด้านหลังกระต่ายป่า และมันก็จับกระต่ายน้อยตัวนั้นได้ ในเวลาต่อมา

ในขณะที่มันกำลังจะกินกระต่ายป่า มันก็เหลือบไปเหนกวางตัวหนึ่ง และเพราะความตะกละของมัน สิงโต

จึงคิดว่า…มันควรกินกวางตัวใหญ่มากกว่าที่จะกินกระต่ายป่าตัวนี้ เมื่อคิดเช่นนั้น เจ้าสิงโตจึงทิ้งกระต่ายป่า
ที่จับได้…แล้วหันกลับไปจับกวาง แต่กวางวิ่งหนีสุดชีวิตเท่าที่มันจะวิ่งได้ และสิงโตก็ไม่สามารถวิ่งไล่จับมัน
ทัน ในที่สุด สิงโตก็ต้องหยุดวิ่ง เพราะความเหนื่อยอ่อน มันพูดกับตัวเองว่า “ข้ากลับไปกินกระต่ายป่า

ดีกว่า “มันรีบกลับไปยังกระต่ายป่า…แต่เมื่อไปถึง…กระต่ายป่าตัวนั้นก็…ได้หายไปแล้ว สิงโตรู้สกเสียใจ

มาก เพราะความตะกละของตัวมันเองแท้ ๆ ถึงตอนนี้มันไม่เหลืออะไรให้กินเปนอาหารอีก…แม้กระทั่ง

กระต่ายป่าตัวน้อยก็ตาม!

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:” จงพอใจ…ในสิ่งที่ตนเองมีอย”
ู่

เม่นกับงู

กาลครั้งหนึ่ง มีเม่นอยู่ตัวหนึ่ง กำลังเดินหาที่พักที่อยู่อาศัย มันเดินไปจนพบที่อยู่ของงู จึงของูเข้า


ไปพักอาศัยอยู่ด้วย ฝูงงูก็ยอมให้เม่นเข้าไปอาศัยร่วมอยู่ได้ แต่ไม่นานหลังจากนั้น พวกงูก็พบว่า…เม่นสราง
ความลำบากให้กับมันเป็นอย่างมาก เพราะขนเม่นอันแหลมคม…ต้องทำให้มันได้รับความเจ็บปวดยาม

เลอยคลานไปบนพื้นอยู่เนือง ๆ ในที่สุด พวกงูก็เอ่ยกับเม่นว่า “พอกันที…ข้าทนไม่ไหวแล้ว ขอให้ท่าน
ื้
ออกไปจากรังของเรา ให้พวกเราได้อยู่กันอย่างมีความสุขเสียที” “เป็นไปไม่ได้หรอก” เม่นกล่าวแย้ง” ใน

เมื่อข้าอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ถ้าใครในพวกเจ้าไม่พอใจที่จะอยู่กับข้า ก็ให้ออกไปเสียสิ!”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:

1. การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ใด ควรพิจารณาลักษณะนิสัยของผู้นั้นให้ถ่องแท้เสียก่อน
2. ควรหลีกหนีคนที่มีนิสัยพาลหรือคนเห็นแก่ตัว ที่มักไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น


แมวกับหนู

บ้านหลังหนึ่งมีหนูชุกชุมมาก เจาของบ้านจึงนำแมวมาเลี้ยงไว้ เจาแมวขยันไล่จับหนูกินทุกวันจน


ลดจำนวนลงไปทีละตัว ๆ ด้วยความกลัววาจะถูกกินเป็นรายต่อไป…พวกหนูจึงพากันเก็บตัวเงยบไม่ออกมา


จากรูที่พวกมันอาศัยอยู่ แมวเฝ้ารอจับหนูอยู่หลายวันแต่ไม่เห็นหนูวิ่งเพ่นพ่านก็แปลกใจ จึงวางแผนแกล้ง
นอนนิ่ง ๆ ซ่อนเล็บแหลมคมไว้มิดชิด ทำทีว่าตายเป็นซากไร้วิญญาณให้พวกหนูตายใจจะได้ออกจากที่ซ่อน

แล้วจับกิน หนูตัวหนึ่งเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงร้องออกมาวา “เฮ้อ…คุณผู้หญิงผู้แสนดี…แม้ว่าท่านจะมี

ความสามารถพิเศษ…นอนนิ่งได้นานแสนนาน…พวกเราก็จะไม่มีวันเข้าไปใกล้…ตัวเจ้าเด็ดขาด”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1) คนฉลาดย่อมไม่ประมาทหลงกลอุบาย
2) จงหลีกเลี่ยงสภาวะที่เป็นอันตรายทั้งปวง


หมาป่าคลุมด้วยหนังแกะ

หมาป่าตัวหนึ่ง มันพบว่าการจเข้าถึงตัวแกะนั้นมันช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก เนื่องจากมีคนเลี้ยงแกะ
ู่
และหมาของเขาคอยเฝ้ายามระวังอย แต่มาวันหนึ่ง หมาป่าได้พบหนังของแกะตัวหนึ่งซึ่งถูกลอกทิ้งไว้
ดังนั้นมันจึงเอาหนังของแกะมาคลุมตัว แล้วเดินปะปนเข้าไปท่ามกลางฝูงแกะทั้งหลาย หมาป่าได้พาลูก

7

แกะตัวน้อยออกนอกฝูง แล้วก็กัดกินเป็นอาหารโดยไม่ชักช้า ซึ่งเป็นเวลานานทีเดียวที่มันสามารถตบตา
พวกแกะได้สำเร็จ และทำให้มันมีอาหารที่อร่อยถูกใจกิน

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1. สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น
2. รูปร่างที่ดีอาจมีใจชั่วร้ายแฝงอยู่ก็ได้… จะไว้ใจใครต้องดูนิสัยให้นานพอ


หมาจิ้งจอกกับหน้ากาก

หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินเข้าไปในห้องเก็บของของโรงละครแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์อะไร
บางอย่าง ทันใดนั้น มันได้สังเกตเห็นว่ามีใบหน้าของคนผู้หนึ่งจ้องเขม็งลงมายังมัน, มันเริ่มรู้สึกตกใจกลัว

เป็นอย่างมาก, แต่เมื่อมันเข้าไปดูใกล้ๆ มันก็พบว่าเป็นเพียงหน้ากากอันหนึ่ง, เหมือนกับที่นักแสดงใช้ใส่ปิด
หน้าของพวกเขา “โธ่” หมาจิ้งจอกพูด” หน้าตาแกก็ดูดีนะ แต่น่าสงสารที่แกไม่มีสมองที่จะคิด”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” … เป็นสำนวนสุภาษิตไทย ที่หมายถึง…สิ่งที่ดู
ภายนอกดูสวยงามหรือดูดี แต่แท้จริงแล้วภายในนั้นแย่มากๆ หรือใช้การไม่ได้ไร้สมอง…ที่มาของสํานวน

นี้…เปรียบเทียบกับผลไม้ที่ภายนอกผลสวยงาม แต่ภายในนั้นเป็นโพรงเนื่องจากมีแมลงกินหมดแล้ว อีก
สำนวนหนึ่งที่มีความหมายคล้ายกันก็คือ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม”


หมาจิ้งจอกกับกา

ครั้งหนึ่ง หมาจงจอกเห็นอีกาตัวหนึ่ง คาบก้อนเนื้อบินมาเกาะอยู่บนกิ่งไม้ “ก้อนเนื้อนั่นมันของข้า
ิ้
นี่หว่า เพราะว่าข้าคือหมาจิ้งจอก” มันจึงเดินไปที่โคนต้นไม้นั้น “สวัสดีจ๊ะ… คุณนายกา” หมาจิ้งจอกกล่าว

“วันนี้คุณดูสวยจังเลยนะ ขนก็มันเลื่อม ดวงตาก็เป็นประกาย ผมรสึกมั่นใจวาเสียงของคุณจะต้องไพเราะ

ู้
ยิ่งกว่าเสียงของนกอื่น ๆ อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับรูปร่างอันสวยงามของคุณนั่นแหละ ขอให้ผมได้ฟังคุณ
ร้องเพลงสักเพลงเดียวก็พอ เพื่อที่ว่าผมอาจต้อนรับคุณในฐานะเป็นราชินีแห่งนก” “ก็ได้” อีกาก็ชูหัวสูงขึ้น
แล้วก็เริ่มร้อง กา-กา ด้วยเสียงที่คิดว่าดีที่สุด, แต่ขณะที่เธออ้าปากร้อง ก้อนเนื้อก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน,

เพียงเพื่อหล่นลงไปให้หมาจิ้งจอกงับเข้าปากเท่านั้น “สำเร็จแล้ว” มันพูด “ข้าก็ต้องการเพียงเท่านี้แหละ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1. อย่าไว้ใจคนขี้ประจบสอพลอ

2. ถ้อยคำเยินยอ(ที่เกินจริง) มักมาจากผู้ที่หวังผลประโยชน์เสมอ


เฮอร์คิวลิสกับคนขับรถเข็น
คนขับเกวียนคนหนึ่งกำลังเข็นรถบรรทุกของไปตามทุ่งนา ล้อของรถเข็นตกลงไปในร่องนาลึก

คนขับรถชาวบ้านผู้นี้งุนงงและตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขายืนมองรถเข็นโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่กลับ
ร้องไห้เสียงดังเพื่อขอให้เทพเจ้าเฮอร์คิวลิสมาช่วยเขา เทพเจ้าเฮอร์คิวลิสปรากฎกายขึ้นและบอกกับขนขับ


เกวียนผู้นั้นวา, เอาไหล่ทั้งสองของเจ้าดันล้อรถสิ บังคับวัวให้เดินไปข้างหน้า แล้วไม่ต้องร้องอ้อนวอนขอให้
ข้ามาช่วยเจ้าอีก, จนกว่าเจ้าจะช่วยเหลือตัวเองจนถึงที่สุดแล้ว, หรือว่าเจ้าจะพึ่งเพียงแค่การสวดวิงวอนที่

ไร้ประโยชน์
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน


ลิงกับชาวประมง


เจ้าลิงตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูงของต้นไม้ มันเห็นชาวประมงคนหนึ่งกำลงเหวี่ยงแหลงไปในแม่น้ำ
มันเลยขยับเข้ามาใกล้เพื่อดูวิธีการจับปลาของชาวประมง เมื่อชาวประมงหยุดทำการจับปลาช่วงขณะหนึ่ง

และกลับบ้านไปทานมื้อเยน แต่ได้ทิ้งแหไว้ที่ริมตลิ่ง เจ้าลิง ซึ่งเป็นสัตว์ที่ชอบเลียนแบบคนมากที่สุดชนิด


8

หนึ่ง มันรีบลงมาจากยอดไม้และพยายามทำเหมือนชาวประมง มันจับแหและเหวี่ยงลงไปในแม่น้ำ แต่แห
ได้พัลวันห่อหุ้มตัวมันและลากเอามันตกน้ำไปด้วย ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเจ้าลิงจะหมดลง มันได้พูด

กับตัวเองว่า “มันก็สมควรแล้วละ สำหรับข้าที่ธุระก็ไม่ใช่ที่จะต้องมาเหวี่ยงแหหาจับปลา “
ข้อคิดจากเรื่อง: คนที่พยายามทำในสิ่งที่ตนเองไม่มีความถนัด ในไม่ช้าก็จะได้รับผลของความล้มเหลว


ตัวตุ่นและแม่ตุ่น

เจ้าตัวตุ่นตัวหนึ่งซึ่งตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด วันหนึ่งมันได้เอ่ยกับผู้เป็นแม่ว่า “แม่! ทำไมแม่จึงบอก
ว่า ข้าตาบอด! แต่ข้าแน่ใจว่า ข้ามองเห็นนะแม่” เพื่อหาข้อพิสูจน์ แม่ตัวตุ่นจึงได้วางกิ่งไม้สนซึ่งมียางหอม

จำนวนหนึ่งตรงหน้าเจ้าตัวตุ่น แล้วก็ถามเจ้าตัวตุ่นว่า “มันคืออะไร” เจ้าตัวตุ่นน้อยตอบว่า “ก้อนกรวดจ๊ะ

แม่” แม่ตัวตุ่นจึงอุทานออกมาวา “โอ้ลูกชายข้า น่ากลัวว่าเจาจะไม่ได้ตาบอดเพียงอย่างเดียวซะแล้ว แต่

ู้
เจ้าได้สูญเสียประสาทรับรกลิ่นด้วยอีกต่างหาก.”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่มีใครจะเห็นข้อบกพร่องของตนเอง หากคนอื่นไม่ช่วยชี้ให้เห็น.


ลากับหมา

ลาแก่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างสุขสบายในโรงนาอันอบอุ่น มันมีข้าวโอ๊ตและหญ้าแห้งกินอย่างอุดม
สมบูรณ์อยู่เสมอ ชาวนาผู้เป็นเจ้าของเป็นคนใจดีและไม่เคยให้มันต้องทำงานหนักเลย แต่ลาก็ยังคงไม่

พอใจกับสภาพที่ตนเป็นอยู่ ดูสิ ชาวนามีหมาขนปุกปุยอีกตัวหนึ่งด้วย เจ้าหมาตัวนี้มักแสดงท่าทางตลก ๆ
และกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ ขาของชาวนา ชาวนาเลี้ยงมันไว้และให้มันอยู่ในบ้านแถมยังให้มันนอนบน

ตักเขา “มันไม่ยุติธรรมเลย” ลาบอกตนเองเช่นนั้น “เจ้าหมานั่นเป็นที่รักของชาวนาก็เพราะมันกระโดดท่า
ตลก ๆ ไร้สาระ ในขณะที่ฉันต้องลากเกวียนหนักๆ ไปมาในฟาร์มทั้งวัน เอาล่ะ ฉันก็สามารถทำเรื่องตลก

ขบขันได้เหมือนกัน” ลาจึงเดินงุ่มง่ามเข้าไปในบ้านของชาวนา และเริ่มหมุนตัวอย่างตัวอย่างรวดเร็ว เคย
เห็นลาตัวใหญ่ งุ่มง่ามพยายามที่จะเต้นรำด้วยขาสองข้างบ้างไหมล่ะ? มันไม่น่าดูเอาซ่ะเลย โคมไฟและจาน

กำลังปลิวว่อนกระจัดกระจาย เก้าอี้รวมถึงโต๊ะล้มโครมคราม รูปภาพหล่นจากฝาผนัง หลังจากนั้นลาจึงเริ่ม
หมุนตัวบนพรมและทำท่าตลกอื่น ๆ เหมือนอย่างที่เขาเห็นเจ้าหมาน้อยทำ ชาวนารู้สึกโกรธมาก จึงหยิบ

เชือกเหวี่ยงไปคล้องคอลา แล้วลากเจ้าสัตว์ประหลาดออกไปยังโรงนา เขามัดเจ้าลาตัวนั้นไว้กับคอกของ

มัน” ไม่มีข้าวโอ๊ตให้แกกินอีกต่อไปแล้ว” ชาวนากล่าว” และจากนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องทำงานหนักเป็น

สองเท่า ไม่แน่น่ะเวลาที่เจาเหนื่อยมากเจ้าจะได้ไม่ต้องมาสร้างปัญหาก่อกวนขึ้นอีก!”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าพยายามเป็นอย่างใครที่คุณไม่ใช่ …แต่ควรหันกลับมาพอใจในสิ่งที่ตนเป็นอยู่

กระต่ายกับกบ

กระต่ายป่าฝูงหนึ่งถูกเหล่าสัตว์ป่ากลั่นแกล้ง และมีความหวาดกลัวต่อสิ่งต่างๆ อย่างมาก แม้แต่
เห็นเงาของพวกตัวเองก็ยังกลัว, พวกมันได้ปรึกษาหารือกันว่าควรทำอย่างไร ที่ประชุมลงมติว่าพวกมันควร

ตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างทุกข์ทรมานใจเช่นนี้ เมื่อคิดเช่นนั้นฝูงกระต่ายเหล่านั้นจึงไปยังสระน้ำ เพื่อ

กระโดดน้ำตาย แต่เมื่อพวกมันกระโดดลงไปในน้ำ ฝงกบที่กำลังนั่งอยู่บนดอกบัวพากันตกใจกับเสียงดัง
จากการกระโดดน้ำของเหล่ากระต่าย พวกมันรีบกระโดดหนีลงไปในน้ำเพื่อความปลอดภัย” ดูนั่นสิ”

กระต่ายตัวหนึ่งร้องออกมา “กบพวกนั้นกลัวพวกเราด้วย ทั้ง ๆ ที่ ไม่เห็นมีอะไรน่าตกใจเลย พวกเราเลิก
คิดที่จะตายกันเถอะ”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ยังมีคนที่ทุกข์ยากลำบากมากกว่าเราอยู่เสมอ
จงมองผู้ที่อยู่ต่ำกว่าเราเมื่อเกิดความท้อแท้สิ้นหวังในชีวิต

9

นางพยาบาลกับหมาป่า
“เงียบเดี๋ยวนี้น่ะ” พยาบาลสูงวยผู้หนึ่งพูดกับเด็กคนหนึ่งที่กำลังอยู่บนตักของเธอ” ถ้าขืนเจ้ายังสง


เสียงดังแบบนั้นอีก ฉันจะโยนเจ้าให้หมาป่ากิน” บังเอิญ ณ ตอนนั้นหมาป่าตัวหนึ่งกำลังเดินผ่านเข้ามาใกล้
ๆ และมาหยุดอยู่ตรงบริเวณใต้หน้าต่างที่พยาบาลผู้นั้นนั่งอยู่ ดังนั้นมันจึงหมอบลงอยู่บริเวณบ้านและตั้ง

หน้ารอ” วันนี้ ข้าช่างโชคดีเสียจริง” หมาป่าคิด” อีกประเดี๋ยว เด็กต้องร้องขึ้นแน่ ๆ และอาหารอันโอชะ

ที่ข้าไม่ได้ลิ้มรสมาหลายวัน” ดังนั้นมันจึงเฝ้ารอ รอ และรอ จนในที่สุดเด็กก็เริ่มร้องให้ หมาป่าจึงเดินมาที่
หน้าต่าง และจ้องมองไปที่พยาบาล พร้อมกับกระดิกหางของมันไปมา แต่พยาบาลก็มิได้โยนสิ่งใดลงมาที่
หน้าต่าง พยาบาลเมื่อเห็นหมาป่าจึงร้องขอความช่วยเหลือ ทำให้หมาเฝ้าบ้านวิ่งพรวดพราดออกมา “ฮ้า”

หมาป่าร้องออกมาและรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: “อย่าเชื่อทุกสิ่ง …ที่คุณได้ยิน”

หนูและกบเจ้าเล่ห์

วันหนึ่งหนูที่อาศัยอยู่ในชนบทตัวหนึ่งคิดอยากจะเข้าไปเที่ยวในเมือง มันจึงจัดเตรียมข้าวของแล้ว
เริ่มต้นออกเดินทางเข้าเมือง ระหว่างทางอากาศค่อยๆ ร้อนขึ้นทำให้เจ้าหนูรู้สกอ่อนเพลียและกระหายน้ำ

มันจึงแวะหยุดพักที่ริมบึงใหญ่แห่งหนึ่งเพื่อหาน้ำดื่มให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และหาผลไม้กินให้อิ่มท้อง ใกล้ ๆ

บึงใหญ่แห่งนั้นเป็นที่อาศัยของกบตัวหนึ่ง เมื่อหนูเห็นกบมันจึงเดินรี่เข้าไปหาแล้วขู่บังคับให้กบพามันข้าม
ไปยังอีกฟากหนึ่ง แต่กบปฏิเสธเจาหนูจึงใช้กำลังเข้าทำร้ายกบจนกบต้องยอมแพ้ และตกลงที่จะพาหนูข้าม

ฟากไป เจ้าหนูกลัวกบจะปล่อยมันทิ้งไว้กลางทางจึงเอาเชือกมาผูกขาของมันและขาของกบไว้ด้วยกัน เมื่อ
กบพาหนูไปถึงกลางบึง มันก็หยุดว่ายน้ำ เพื่อแกล้งให้หนูจมน้ำตาย หนูตะเกียกตะกายเพื่อช่วยไม่ให้ตัวเอง

จมน้ำโดยมีเจ้ากบมองด้วยความสะใจ ขณะนั้นเองมีเหยี่ยวตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็นเข้า มันจึงตรงเข้าโฉบเอา
สัตว์ทั้งสองไปกินเป็นอาหาร

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1. ผู้ที่คิดร้ายต่อผู้อื่น…ย่อมได้รับภัยร้ายเป็นการตอบแทนด้วยเช่นกัน
2. การบังคับขู่เข็ญผู้อื่น…บาปกรรมจะตกแก่ตนเอง

3. คิดประโยชน์จากผู้ที่ไม่สามารถให้ได้ ย่อมมีเเต่เสียหาย

ฝูงนกกับแรดใจร้าย
นานมาแล้วในปาแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนกจำนวนมากมาอาศัยสร้างรังกันอยู่บนต้นไม้ นกหลายชนิดที่

อาศัย ณ ที่นี้มักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นประจำ จนในวันหนึ่ง มีแรดตัวหนึ่งเดินเข้ามาในป่าแถบนั้น มัน
เห็นว่ามีนกมากมายอาศัยอยู่บนต้นไม้ แรดผู้กำลังหิวจึงเอานอของมันกระแทกไปยังต้นไม้ต้นหนึ่ง จนรัง

ของนกสีเขียวที่อยู่บนต้นไม้นั้นตกลงมา จากนั้นมันจึงกินลูกนกตัวเล็กๆ ที่อยู่ในรังนั้น แม่นกสีเขียวโกรธ
มาก แต่มันไม่สามารถทำอะไรแรดตัวนั้นได้ เมื่ออิ่มจากการกินลูกนกแล้ว แรดก็เดินจากไป บรรดานก

ทั้งหมดจึงพร้อมใจกันมาประชุมหารือกัน นกสีแดงออกความเห็นว่า “แรดตัวนี้จะต้องหวนกลับมาอีก
แน่นอน พวกเราต้องร่วมมือกันขับไล่มันไป” แต่นกสีเขียวแย้งว่า “ไม่เอาหรอก แรดตัวนั้นใหญ่โตและ

แข็งแรงนัก” “ใช่ๆ พวกเราคงทำอะไรมันไม่ได้หรอก” นกสีเหลืองเห็นด้วย ด้วยเหตุที่นกเหล่านี้ชอบ
ขัดแย้งกันอยู่เป็นประจำ พวกมันจึงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของนกสีแดง ทำให้ไม่มีใครเตรียมรับมือกับแรด

ตัวนั้นเลย เมื่อไม่มีใครเห็นด้วย นกสีแดงผัวเมียจึงปรึกษากันว่า “เราคงต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะทีนี้” ว่าแล้ว


ทั้งสองก็ช่วยกันย้ายรงของมันไปอยู่บนต้นไม้ที่สูงขึ้นไปบนหน้าผา ซึ่งแรดไม่มีทางไปถึงได้เลย วันรุ่งขึ้น
แรดตัวเดิมก็กลับมาอีก คราวนี้มันเอานอของมันชนกระแทกไปยังต้นไม้ที่นกสีเหลืองอาศัยอย ทำให้รังของ
ู่

10

นกสีเหลืองตกลงมา จากนั้นมันจึงวิ่งชนต้นไม้อื่นๆ อีกหลายต้น ลูกนกและไข่ในรังที่ร่วงหล่นลงมาล้วนตก
เป็นอาหารของแรดจนหมดสิ้น บรรดาพ่อแม่นกต่างพากันเสียใจที่ไม่คิดหาทางรับมือกับแรดตัวนี้ไว้เสียแต่


แรก ในขณะเดียวกันครอบครัวของนกสีแดงที่เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้วกลับมีชีวิตอยู่อยาง
ปลอดภัย

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่บนความไม่ประมาท …ย่อมรอดพ้นจากภัยพิบัติ

แม่ไก่แดงตัวน้อย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแม่ไก่น้อยตัวสีแดงตัวหนึ่ง มันเป็นแม่ไก่ที่ขยันมาก ๆ มันตื่นแต่เช้าและ

ยังทำงานหนักทุกๆวันอีกด้วย” ฉันต้องรีบทำงานบ้านและเตรียมอาหารเช้าให้เสร็จแล้วล่ะ” แต่เพื่อน ๆ
ของมัน ทั้งเจ้าสุนัข เจ้าแมว และเจ้าห่านต่างขี้เกียจกันไปหมด พวกมันแค่ชอบเล่นสนุกทุกๆวันเท่านั้น

วันหนึ่ง แม่ไก่แดงตัวน้อยอยากจะปลูกเมล็ดข้าวสาลี” ใครจะช่วยฉันปลูกข้าวสาลีบ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!”
“ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะปลูกมันเอง” ไม่ช้า ต้นข้าวสาลีทั้งหมดก็เติบโตสูงขึ้น เมื่อข้าวสาล ี

เปลี่ยนสีจากสีเขียวไปเปนสีทอง แม่ไก่แดงตัวน้อยก็ถามเพื่อน ๆ ว่า ใครจะช่วยฉันเก็บเกี่ยวข้าวสาลีนี่

บ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะตัดมันเอง” ไม่ช้า ข้าวสาลีทั้งหมดก็ถูกตัดจน

หมด แม่ไก่แดงตัวน้อยก็ตักข้าวสาลีใส่ในรถเข็นแล้วถามว่า “ใครจะช่วยฉันบดข้าวสาลีพวกนี้บ้าง” “ไม่

เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะบดมันเอง” ไม่ช้า ข้าวสาลีทั้งหมดก็ถูกบดเป็นผงหมดแล้ว
แม่ไก่แดงตัวน้อยอยากจะเก็บแอปเปิ้ลเลยถามว่า “ใครจะช่วยฉันเก็บแอปเปิ้ลบ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่

เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะเก็บมันเอง” ไม่ช้า แอปเปิ้ลทั้งหมดก็โดนเก็บ แม่ไก่แดงตัวน้อยพร้อมที่

จะล้างทำความสะอาดแอปเปิ้ลเลยถามวา “ใครจะช่วยฉันล้างแอปเปิ้ลบ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!”
“ไม่เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะล้างมันเอง” ไม่ช้า แอปเปิ้ลทั้งหมดก็ถูกล้างจนสะอาดหมด แม่ไก่แดงตัวน้อย
พร้อมที่จะตัดแอปเปิ้ลแล้วเลยถามว่า “ใครจะช่วยฉันตัดแอปเปิ้ลบ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่

เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะตัดมันเอง” ไม่ช้า แอปเปิ้ลทั้งหมดก็ถูกตัดจนหมด แม่ไก่แดงตัวน้อยพร้อมที่จะทำแอป
เปิ้ลพายแล้ว เลยถามว่า “ใครจะช่วยฉันทำแอปเปิ้ลพายบ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!”

“งั้น ฉันจะทำเอง” ไม่ช้า แอปเปิ้ลพายก็ทำเสร็จ แม่ไก่แดงตัวน้อยพร้อมที่จะจัดโต๊ะแล้ว เลยถามว่า “ใคร
จะช่วยฉันจัดโต๊ะบ้าง” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “ไม่เอาอ่ะ!” “งั้น ฉันจะทำเอง” ไม่ช้า โต๊ะก็ถูกจัดจน

เสร็จ แม่ไก่แดงตัวน้อยพร้อมที่จะกินแอปเปิ้ลพายแล้ว เลยถามว่า “ใครจะช่วยฉันกินแอปเปิ้ลพายนี่บ้าง”

“ฉันเอง!” “ฉันเอง!” “ฉันเอง!” “ไม่ให้เธอหรอก! ไม่ให้เธอหรอก! ไม่ให้เธอหรอก! เพราะว่าพวกเธอไม่
ช่วยฉันเลย ฉันก็จะกินมันเองทั้งหมดเนี่ยแหละ” และเธอก็ทำเช่นนั้น” อื้มมมม….รสดีจังเลย! อร่อยจัง
อร่อยจัง!”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การไม่ยอมช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมไม่ได้รับการช่วยเหลือตอบ


หญิงรีดนมวัวผู้เพ้อฝัน
แพทตี้ หญิงรีดนมวัว เธอทูนถังนมวัวไว้บนศีรษะและกำลังจะนำมันไปตลาด ขณะที่เธอเดินไป เธอ

ก็เริ่มคำนวณว่าจะทำอะไรกับเงินที่ได้จากนมถังนี้” ฉันจะซื้อเป็ด-ไก่จากชาวไร่ที่ชื่อบราวน์” เธอกล่าว”
และไก่พวกนั้นจะออกไข่ทุกเช้า ฉันจะขายไข่พวกนั้นให้กับเหล่าแม่บ้าน” “เงินที่ได้จาการขายไข่ฉันจะซื้อ

ชุดผ้าฝ้ายสักชุดกับหมวกสักใบ และเมื่อฉันไปถึงตลาด พวกหนุ่มๆทั้งหลายก็จะเข้ามาพูดคุยกับฉัน พอลลี่

ชอว์จะต้องอิจฉาฉัน แต่ฉันจะไม่สนใจ ฉันจะมองหล่อนแล้วเชิดอย่างนี้” ขณะที่เธอกำลังพูดเธอก็สะบัดหัว

11

ของเธอตาม ทำให้ถังนมบนหัวของเธอตกลงมาและทำให้นมทั้งหมดหก ดังนั้นเธอจึงกลับบ้านแล้วเล่าสิ่งที่
ได้เกิดขึ้นให้แม่ของเธอฟัง” โอ้! ลูกรัก” แม่เธอพูด” อย่านับจำนวนไก่ของลูก…ก่อนที่มันจะถูกฟักเป็นตัว”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การสร้างวิมานในอากาศ (แต่ไม่ลงมือทำ) …ไม่มีทางเป็นจริงได้

ลากับตั๊กแตน
ลาตัวหนึ่งได้ยินเสียงอันไพเราะของ ตั๊กแตนก็รู้สึกหลงใหลในเสียงของตั๊กแตนมาก และปรารถนาที่


จะเป็นเจ้าของทำนองที่มีเสน่ห์เช่นนั้นบ้าง มันจึงต้องการรู้วาอาหารชนิดใดที่ตั๊กแตนกินเป็นประจำ และ

ทำให้ตั๊กแตนมีเสียงร้องที่ไพเราะเช่นนั้น ตั๊กแตนตอบวา “น้ำค้าง” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าลาจึงตัดสินใจที่
จะดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกิน น้ำค้างเพียงอยางเดียว และในไม่ช้า…ลาก็ตายไปเพราะความหิวโหย

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1.” สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่น…อาจเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับเรา “

2.อย่าหลงงมงาย…กับสิ่งยั่วยวนต่างๆมากเกินไป
3.บางสิ่งบางอย่าง…ไม่สามารถเลียนแบบกันได้

4.ต้องยอมรับความสามารถของผู้อื่นว่า …มีความสามารถไม่เหมือนใคร

พ่อไก่กับเม็ดพลอย
พ่อไก่ตัวหนึ่งกำลังเดินวางมาดไปมาอยู่ในไร่นา อยู่ท่ามกลางหมู่ไก่ตัวเมีย ทันใดนั้นมันเห็นว่ามี

อะไรบางอย่าง วาววับ อยู่ในกองฟาง” โก๊ก, โก๊ก” มันเอ่ยปาก” นั่นมันลาภของข้านี่หว่า “ว่าแล้วมันก็ดึง
(จิก) ขึ้นมาจากใต้กองฟาง พ่อไก่ได้เม็ดพลอยมานั่นเอง ที่มีใครบังเอิญทำตกไว้ในบริเวณนั้น?” แกอาจเปน

ทรัพย์สมบัติอันมีค่า “พ่อไก่พูด” สำหรับมนุษย์ที่ตีราคาให้แก, แต่สำหรับข้าแล้วได้ข้าวเปลือกเพียงเม็ด
เดียว ยังจะดีกว่าได้พลอยตั้งกอง”


ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1. สิ่งไร้ค่าของคนๆหนึ่ง อาจเป็นขุมทรัพยสำหรับอีกคนหนึ่ง
2. คนที่รู้ความต้องการของตนจะมีความสุข คนฉลาดชอบสิ่งที่จำเป็น มากกว่า

เครื่องประดับอันระยิบระยับ ซึ่งไม่มีค่าอันใด นอกจาก ก่อให้เกิดความเย่อหยิ่งและความฟุ้งเฟ้อ

หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น
วันหนึ่งในฤดูร้อนอันอบอ้าว หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ในสวนผลไม้ จนกระทั่งมาถึงพวงองุ่น

พวกหนึ่งซึ่งเพิ่งสุก อยู่บนเถาองุ่นซึ่งพันระโยงระยางอยู่บนกิ่งไม้สูง” ไอ้นี่แหละ มันแก้คอแห้งได้” มันพูด
นิทานอีสปภาษาอังกฤษ หมาจิ้งจอกกับพวงองุ่น (ว่าแล้ว) มันก็ถอยหลังไปสองสามก้าว, ออกวิ่งแล้ว

กระโดดขึ้นไป, แต่มันพลาดพวงองุ่นไปนิดเดียว มันหมุนวนกลับ (ตั้งท่ามาที่พวงองุ่น) อีกครั้ง พร้อมกับพูด
หนึ่ง, สอง, ซ้ำ, แล้วก็กระโดดขึ้นไป, แต่ก็ไม่ได้ผลดีไปกว่าเดิม มันพยายามแล้วพยายามอีก, แต่ในที่สุดก็

ต้องเลิกล้มความคิด, และเดินจากไปเสีย โดยแหงนหน้าสูดกลิ่น และพูดว่า “องุ่นนี้มันเปรี้ยว แหงๆ เลย”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: 1.รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง” หมายถึง การกระทำใดๆของตนที่ได้ผลออกมาไม่ดีหรือทำ

ผิด แต่กลับไม่รับผิดแล้วโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่น แทนที่จะโทษตัวเอง…โบราณท่านจึงเปรียบไว้เหมือนกับการ
ร่ายรำที่ออกมาไม่ดีแทนที่จะโทษตัวเอง แต่กลับไปโทษปี่กลองผู้ให้จังหวะ

2. คนที่ทำสิ่งใดไม่สำเร็จ… มักหาเรื่องตำหนิว่าสิ่งนั้นด้อยค่า


สามพี่น้องกับกิ่งไม้
ชายแก่คนหนึ่งมีลูกชาย 3 คน ลูกชายทั้งสามคนของเขาเป็นคนที่ขยันขันแข็งมาก แต่พวกเขามัก

ู้

ทะเลาะเบาะแวงกันอยู่เปนประจำ ผเป็นพ่อพยายามตักเตือนให้พวกเขารักสามัคคีกัน แต่แล้วก็ต้อง

12


ล้มเหลวไปทุกครั้ง…ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจจะแสดงตัวอย่างใหเห็นถึงผลร้ายของความไม่สามัคคี …วันหนึ่ง
เขาบอกให้ลูกๆ ไปหากิ่งไม้มาหลายๆ กิ่ง เมื่อลูกๆ นำมาให้แล้ว เขาได้มัดกิ่งไม้รวมกันเป็นมัดใหญ่ แล้ว

บอกให้ลูกชายแต่ละคนลองหักไม้ออกเป็น 2 ท่อน ทุกคนพยายามหักกิ่งไม้จนสุดแรงแต่ก็ไม่สำเร็จ …
ต่อจากนั้น ผู้เป็นพ่อได้แก้มัดกิ่งไม้ออก แล้ววางกิ่งไม้ลงบนมือของลูกชายทุกคน คนละ 1 กิ่ง แล้วบอกให้

ลูกๆ ลองหักกิ่งไม้ดู ลูกๆ ทุกคนก็หักกิ่งไม้ออกเป็นสองท่อนได้อย่างง่ายดาย …ผู้เป็นพ่อ จึงพูดว่า “นี่

แหละลูก ถ้าพวกเจ้ารู้รักสามัคคีและช่วยเหลือกัน พวกเจ้าจะเป็นเหมือนกิ่งไม้มัดนี้ ที่ศัตรูไม่อาจทำร้ายได้
แต่ถ้าพวกเจ้าแบ่งแยกทะเลาะกันเอง ศัตรูจะสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้อย่างง่ายดาย เหมือนกิ่งไม้ที่แยก
ออกจากกันเหล่านี้แล” …หลังจากนั้นเป็นต้นมา ลูกชายทั้งสามคนก็เข้าใจถึงพลังของความสามัคคี และให้


สัญญากับพ่อไปวา “ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราก็จะรักและสามัคคีกันตลอดไปครับ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: สามัคคี คือ พลัง , รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย

เศรษฐีเจ้าเล่ห์กับลูกสาวชาวนา

นานมาแล้ว …มีเศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวน
ในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว เศรษฐีบอกชาวนาวา “ท่านเป็น

หนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า ข้าจะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้” แต่ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกวา “ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้

ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะ

ยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และ
แน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย” ชาวนาตอบตกลง เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบ

ไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ เธอจะทำอย่างไร? หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับ
เศรษฐีขี้โกง …หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้าและยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ยังคงเป็น

หนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อย
กรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยวา “ขออภัยที่ข้า

พลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้
ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร” ปรากฎ

ว่าที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ …” ดังนั้น กรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว” หญิงสาวกล่าว…ชาวนาจึงพ้น

จากสภาพลูกหนี้ และลูกสาวก็ไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: จงตั้งสติ…และใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา หากเราพยายามมากพอที่จะแก้ไขปัญหา…เรา
จะพบว่าทุกปัญหาย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ


แมวกับคนใจคด


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีหญิงชราคนหนึ่งไม่มีลูกหลาน อาศัยอยู่ในบานเพียงลำพัง บ้านของเธอ
นั้นใหญ่โตกว้างขวางมาก จนหญิงชราไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง กระทั่งพวกหนูมากัดทำลายข้าวของ

จนเสียหายทุกวัน หญิงชราทนความรำคาญไม่ไหว จึงไปขอร้องแมวตัวหนึ่งให้มาอยู่ด้วย และสัญญากับ
แมวว่าถ้าแมวช่วยจับหนู ให้หมดบ้าน นางจะให้แมวอยู่ด้วยจนชั่วชีวิต แมวนั้นดีใจมาก มันจึงออกจับหนู

ทุกวันไม่ได้หยุด จนกระทั่งหนูออกไปจากบ้านหญิงชราจนหมด วันหนึ่ง…ขณะที่แมวกำลังนอนหลับอย่าง

สบายอารมณ์อยู่นั้น มันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะหญิงชรา ได้หวดไม้เรียวลงมาบนตัวของมันอย่างแรง
“เจ้าจับหนูหมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์กับข้าอีกต่อไป…ออกไปจากบ้านของข้าได้แล้วเจ้าแมวขี้เกียจ”

13


หญิงชราตวาดแมว…แมวจำใจออกจากบ้านของหญิงชรา ด้วยความเจ็บแค้น เมื่อพวกหนูรู้ข่าววาบ้านของ
หญิงชราไม่มีแมวแล้ว ก็พากันอพยพกลับมาใหม่ หญิงชราจึงออกไปหาแมวและพูดอ้อนวอนให้แมวกลับมา

อยู่อีก” พอที!!!…นางใจร้าย…ข้าจะไม่ยอมช่วยเหลือ…คนที่ไม่มีสัจจะอย่างเจ้าอีกแล้ว”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้ที่ไร้สัจจะ…แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังไม่อยากเป็นมิตรด้วย


กล้วยสองปลี

นานมาแล้วมีไชชายยาจก…ไปชอบรักลูกสาวเศรษฐี จึงอยากได้มาเป็นคู่ครองของตน คิดว่าถ้าไม่ได้
ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไชชายยาจกจึงออกเดินทางไปสืบหาหมอเสน่ห์ เดินทางไปหนึ่งวันเต็มๆ…พบ

กระท่อมหลังหนึ่ง จึงได้เข้าไปขอน้ำดื่มจากหญิงชราเจ้าของกระท่อม ยายแก่ได้ถามไชชายว่าเดินทางไป
ไหนมา ไชชายจึงเล่าความประสงค์ของ ตนให้ฟังโดยไม่ปิดบังแต่อย่างใด ยายแกได้บอกว่าตนนี่แหละเป็น

หมอเสน่ห์และช่วยไชชายได้ หากว่าไชชายสามารถหากล้วยสองปลีมาให้เป็นเครื่องยาในการทำเสน่ห์ ไช
ชายดีใจมากที่ยายแก่รับปากจะช่วยเหลือ รีบออกเดินทางไปเสาะหากล้วยสองปลีเป็นเวลานานหลายเดือน

ก็ยังไม่พบ ไชชายจึงได้เริ่มปลูกกล้วยเสียเองจำนวนมากหลายชนิด และดูแลไร่กล้วยเป็นอย่างดี ใส่ปุ๋ยเอา
ใจใจใส่ดูแลต้นกล้วยเป็นพิเศษ เพื่อให้ต้นกล้วยออกสองปลีให้ได้ ไชชายทำไร่กล้วยอยู่นาน…ก็ยังไม่ได้

กล้วยสองปลีแต่อย่างใด แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม ได้ปลูกกล้วยเพิ่มขึ้นอีกขยายไร่กล้วยออกไป

กว้างขวางขึ้นมากกว่าเดิมเรื่อย ๆ เพิ่มที่จะค้นหากล้วยสองปลีให้ได้…ปีแล้วปีเล่าที่ทำไร่กล้วยได้นำผลผลิต

จากไร่ไปขายอยู่เป็นเวลานานถึง 7 ปี…มีเงินทองเก็บไว้จากการขายกล้วยเป็นจำนวนมาก…จนมีฐานะเปน
เศรษฐีในเวลาต่อมา เมื่อมีฐานะร่ำรวยก็ไปสู่ขอลูกสาว…เศรษฐีคนที่ไชชายหมายปองไว้ จนได้แต่งเป็นสามี
ภรรยาสมความปรารถนา…แต่ต้นกล้วยทั้งหมดที่ไชชายปลูกไว้ก็ไม่เคยออกสองปลีเลย ทำให้ไชชายคิดว่า

“กล้วยสองปลีที่ยายแก่บอกให้หามาทำยาเสน่ห์นั้น คงไม่มีในโลกนี้แน่นอน แต่การที่ยายแก่สั่งให้หากล้วย
สองปลีให้ได้ คงเป็นอุบายเพื่อยุให้ไชชายมีความมานะ จนสามารถเป็นเศรษฐีได้ในเวลาต่อมานั่นเอง”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:
1. ความมานะพยายาม จะทำให้พบความสำเร็จตามที่ปรารถนาได้ทุกเรื่อง

2. หากคนใดมีความขยันหมั่นเพียรในการประกอบกิจการงาน ก็สามารถจะหาเงินทางเป็นเศรษฐี
มั่งมีได้


เณรน้อย

มีหลวงพ่อองค์หนึ่งจำพรรษาอยู่กับเณรน้อย….นาน ๆ จะมีพระต่างถิ่นมาเยี่ยมสักครั้งหนึ่ง วันนี้มี
พระต่างถิ่นมาเยี่ยมหลวงพ่อ…เณรน้อยนึกสนุกขึ้นมา…คิดหาวิธีที่จะให้ตัวเองสนุกและมีความสุขที่สุด พอ

คิดได้แล้วก็วิ่งไปรับสิ่งของที่พระต่างถิ่นหิ้วมาฝาก เณรรับย่ามและสิ่งของแล้วจึงพูดกับพระต่างถิ่นว่า
“หลวงพี่ครับ หลวงพี่ต้องทำใจหน่อยนะครับ” “มีอะไรหรือเณร” พระต่างถิ่นถาม เณรน้อยได้พูดว่า

“หลวงพ่อผมหูตึงแบบสุด พูดแทบจะไม่ได้ยิน ต้องตระโกนคุย” “ไม่เป็นไรเณร คนแก่ก็งี้แหละ” พระต่าง
ถิ่นกล่าว เสร็จตามแผนเณรน้อยแล้ววิ่งสุดๆ ไปหาหลวงพ่อที่กุฏิ หลวงพ่อกล่าวว่า “เณรน่าจะสำรวมบ้าง

นะ วิ่งได้ไงเป็นเณร” เณรน้อยกล่าว” หลวงพ่อครับ ของอย่างนี้ต้องรีบรายงาน” “อะไรกัน” หลวงพ่อ
กล่าว เณรน้อย “คือว่ามีพระต่างถิ่นมาเยี่ยมหลวงพ่อ” หลวงพ่อ “ก็ธรรมดา” เณรน้อย “เปล่าครับ องค์

ที่มานี่หูแก่ตึง หลวงพ่อต้องตระโกนคุยนะหลวงพ่อ” หลวงพ่อ “ไม่เป็นไร ดีแล้วที่บอกไว้ก่อน” เสร็จ


เรียบร้อยเณรน้อยเข้าไปแอบดูผลงานของตัวเอง…. พระต่างถิ่นพอมาถึงก็ตระโกนด้วยเสียงอันดังแบบสด
ๆ พระต่างถิ่น “เป็นไงหลวงพ่อ สบายดีหรือเปล่า?” หลวงพ่อได้ยินก็ให้นึกสงสารวา อายุยังน้อยไม่น่าจะ


14

เป็นคนหูตึง นี่แสดงว่าต้องหูตึงแบบสุดๆ จึงตระโกนกลับไปด้วยเสียงอันดัง หลวงพ่อ “สบายดี แล้วท่าน
เป็นอย่างไรบ้าง?” …พระต่างถิ่นกล่าว “สบายดี” หลวงพ่อ “งั้นก็ดีแล้ว ขอให้เจริญในธรรม” หลวงพ่อคุย


นานเข้าหลวงพ่อชักเหนื่อย จึงพูดขึ้นเบาๆว่า “น่าเสยดายความรู้ก็ดี พรรษาก็มาก แต่กลับหูตึง” พระต่าง
ถิ่นได้ยิน “ผมไม่ได้หูตึง ท่านนั้นแหละหูตึง” หลวงพ่อรู้ทันทีว่าโดนเณรแกล้งเข้าแล้วจึงพูดว่า “ช่างเถอะ”

…พระต่างถิ่นก็เลยงง!!

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การที่เราทำอะไรแล้ว เราชอบเราสนุก…แต่คนอื่นเดือดร้อน ไม่ควรทำเป็นอยางยิ่ง


เศรษฐีกับยาจก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนกัน ชายคนแรกมีชีวิตอยู่เพียงลำพังไม่มีครอบครัว
หรือญาติพี่น้อง แต่เขามีทรัพย์สมบัติ มีฐานะร่ำรวย… แต่ชายคนที่สองมีครอบครัวแต่ฐานะยากจน อยู่มา

วันหนึ่งชายคนแรกบอกกับชายคนที่สองว่า “ถึงเจ้าจะมีภรรยามีลูกแล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยนึกอิจฉาเจ้าเลย
เพราะว่าเจ้ายากจน ข้าแม้จะอยู่เพียงลำพังแต่ฐานะร่ำรวยกว่าเจ้า “ชายคนที่สองกลับบอกว่า “แม้เจ้าจะมี

ฐานะร่ำรวย มีทรัพยสินเงินทองมาก แต่ข้าก็ไม่นึกอิจฉาเจ้าเหมือนกัน เพราะข้ามีภรรยา มีลูก ข้ามีข้าวกิน

มีลูกหลานคอยปรนนิบัติดูแลข้าอย่างใกล้ชิด… แต่เจ้าต้องอยู่โดดเดี่ยวและทำงานเองทุกอย่าง ไม่มีคน


ช่วย” ชายคนแรกก็แงอีกว่า “แต่บ้านข้ามีทุกอย่างที่บ้านเจ้าไม่มี” ดังนั้นเมื่อต่างคนต่างก็เห็นวาตัวเองมี

ชีวิตที่สุขสบายกว่า ชายคนที่สองจึงออกความเห็นว่าให้เปลี่ยนกันไปกินข้าวบานละมื้อ โดยไปกินข้าวที่
บ้านของคนแรกก่อน พอไปถึงบ้านของชายคนแรกพบว่าภายในบ้านมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างครบถ้วน แต่

เขาไม่มีคนช่วยงานบ้านเลย ต้องทำงานทำอาหารเองทุกอย่าง เขาจึงต้องเหนื่อยเพียงคนเดียว ต่อมา
วันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนไปกิน ข้าวที่บ้านของชายคนที่สองต่อ ชายคนแรกจึงพบว่าชายคนที่สองแทบจะไม่ได้ทำ

อะไรเลย เขาเพียงแต่นั่งอยู่เฉยๆพูดเคยกับเขาบ้าง พูดกับลูกหลานบ้างอย่างมีความสุข ลูกๆของเขาเป็น
คนจัดการทุกอย่าง กวาดบ้าน เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร พอถึงเวลากินข้าว ลูกๆก็เข้ามาอุ้มชายคนที่สองและ

ภรรยาไปกินข้าว พอกินได้สักช่วงชายคนที่สองก็บ่นว่าหนาว อยากไปกินข้าวข้างนอก ลูกๆจึงยกสำรับ
กับข้าวไปไว้หน้าบ้าน และอุ้มพ่อแม่ไปด้วยต่างคนต่างช่วยกัน โดยไม่เกี่ยงกันแต่พอกินได้สักพักก็บ่นว่า

ร้อนอีกลูกๆก็ช่วยกันเคลื่อนย้าย เข้าไปในบานอีก… หลังจากกินข้าวเสร็จชายคนที่สองจึงถามชายคนแรก

ว่า “เจ้ารู้หรือยังว่าใครสุขสบายที่สุด เพราะข้าไม่ต้องทำอะไรเลย…มีคนช่วยเหลือข้าทุกอย่างไม่ว่าข้าจะ



เคลื่อนไหวไปทางใดข้าเปรยบเสมือน… กษัตริย์ที่มีบรวารให้รับใช้มากมาย… ในขณะที่เจ้ามีเงินทองแต่ไม่มี
ความสุขเลย เพราะเจ้าต้องเหนื่อยไม่มีบริวารให้รับใช้เหมือนข้า ข้าจึงไม่อิจฉาเจ้าเลย”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การอยู่เพียงลำพังไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้อง ทำให้ลำบาก เหนื่อยต้องทำเอง ถ้า
ไม่ทำก็ไม่มีกิน แต่ถ้ามีครอบครัวดีก็เหมือนกษัตริย์ มีลูกหลานคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแทบไม่ต้องทำอะไรเลย


ลูกเนรคุณ

มียายแก่ คนหนึ่งอยู่กินกับลูกชายและลูกสะใภ้..แก่มากแล้วทำอะไรก็ไม่ค่อยได้…ลูกสะใภ้จึงไม่
ชอบเที่ยวด่าว่าแม่ยายอย่างนั้นอย่างนี้…ในตอนที่รับประทานข้าวก็จะเอาน้ำที่อยู่ในบ่อใส่น้ำแกง ทำให้น้ำ

แกงจืดรับประทานไม่ได้ บางครั้งแกงเผ็ดจนเกินไป…แต่ตอนที่ทำให้สามีรับประทานก็จะทำอาหารดี ๆ พอ
ถึงเวลาลูกชายกลับมาบ้าน…แม่ก็บอกลูกชายว่าสะใภ้ทำแกงรับประทานไม่ได้…บางครั้งเผ็ด บางครั้งเค็ม

บางครั้งจืด …ข้างฝ่ายลูกเห็นว่าแม่พูดเรื่อย ๆ ก็หาว่าแม่แก่ปากเปียก เพราะแกงที่เมียทำไว้ให้สามีนั้น

อร่อยดี…ลูกชายก็โกรธจึงชวนกันสองคนสามีภรรยา เอาแม่ห่อเสื่อไว้ว่าจะพาไปเผาในป่าช้า พอถึงป่าช้าก็
ลืมไม้ขีดไฟและก็ใกล้ค่ำแล้วด้วย…ฝ่ายสามีก็ใช้ภรรยาไปเอาไม้ขีดที่บ้าน ภรรยาก็ไม่กล้าไป สามีจะมาเอา

15

เองภรรยาก็ไม่กล้าอยู่คนเดียว…ก็เลยชวนกันกลับบ้านทั้งสองคน ปล่อยให้แม่อยู่ในป่าช้า… ฝ่ายแม่เมื่อลูก

กลับไปบ้านแล้วก็คลานออกจากเสื่อไปในปา…พอดีในป่านั้นก็มีโจรไปปล้นบ้านเขามา และนั่งแบ่งเงินกัน
อยู่…แต่ยายแก่ไม่รู้เรื่องว่าโจรปล้นเงินมา…พอคลานไปถึงก็พูดขึ้นว่า “ไอ้คนเนรคุณ” …โจรได้ยินก็ตกใจ
หนีหมด ทิ้งเงินไว้มากมาย…ยายแก่ก็เก็บเงินนั้นแล้วก็พาไปบ้าน ฝ่ายลูกเห็นแม่พาเงินมามากก็พูดว่า “เรา


ทิ้งแม่ไว้ในป่าช้า แม่ได้เงินมากมายแต่แม่ก็ไม่ให้ใช้” ฝ่ายแม่ได้ยินก็บอกว่า “เงนนั้นแม่ให้ทั้งหมด…แต่ให้
เอาเงินนั้นไปซื้อแม่มาให้คนหนึ่ง…ซื้อแม่ของใครก็ได้ที่เขาขาย” ลูกชายก็พาเงินนั้นเดินไปทั่วทุกเมืองก็หา
ซื้อแม่ไม่ได้ก็เลยต้องกลับบ้าน… แต่พอมาถึงบ้านแม่ก็บอกให้ลองไปหาซื้อเมียดูบ้าง…พอให้ไปหาซื้อเมีย
ปรากฎว่าซื้อได้ นี่แหละเขาว่าซื้ออื่นซื้อได้แต่ซื้อแม่ซื้อไม่ได้ ฝ่ายเมียเมื่อเห็นว่าตนเองและสามีพาแม่ไป


ปล่อยในปาช้าได้เงินมามากมาย ก็ใช้สามีพาตนเองไปเผามั่ง…สามีก็เอาเสื่อม้วนพาไปในป่าช้าและก็จุดไฟ
เผาภรรยา ภรรยาก็ถูกไฟคลอกตาย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: สอนให้ลูกรู้จักบุญคุณของพ่อแม่…และชี้ให้เห็นถึงผลการเนรคุณพ่อแม่


ลูกกตัญญู
มีพี่น้องสองคน…คนพี่มีภรรยาเป็นลูกสาวเศรษฐี…คนน้องมีภรรยาเป็นลูกสาวคนจน อยู่มาวันหนึ่ง

พ่อเดินทางมาหาลูกคนโต ถามว่า “ไอ้ทิดอยู่ไหน” ลูกคนโตอายภรรยาที่มีพ่อจน จึงทำเป็นไม่รู้จักพ่อ …

พ่อจึงไปหาลูกคนเล็กบอกว่า “หิวข้าว” ถึงแม้ลูกคนนี้จน มีข้าวเหลือเพียงเล็กน้อยแต่ก็นำมาให้พ่อกิน
ต่อมาพ่อบอกวา “พ่อจะตายอยู่แล้ว ให้หามไปป่าช้า ถ้ามีสัตว์อะไรมาเกาะฝาโลง ก็ให้จับสัตว์นั้น” ต่อมา


เมื่อพ่อตาย…ก็ปรากฏว่ามีนกเขาไปเกาะที่ฝาโลง แต่พอจะจับ มันก็บินมาเกาะไหล่…พอนกร้องทีหนึ่ง เงน
ก็ร่วงออกมา น้องก็เอานกไปเลี้ยงไว้จนร่ำรวย ส่วนพี่นั้นยากจนลง เห็นว่า น้องร่ำรวย จึงมาขอยืมนกไป

เลี้ยงบาง แต่พอนกร้อง จั่วบ้านก็พังลงมา และต่อมาหลังคาพังลงมา พี่โมโหจึงฆ่านกตาย เมื่อน้องทราบ

ข่าว…ก็ตามไปเก็บกระดูกแล้วเอากระดูกมาทำหวี…เมื่อหวีผม ผมก็ร่วงเป็นทอง พี่จึงมาขอยืมหวี แต่หวี

แล้วผมร่วงหมด พี่ก็โมโหเอาหวีไปทิ้ง เมื่อน้องทราบข่าว…ก็ตามไปขุดเอามาได้…ก็เอามาทำเป็นไม้แคะฟัน
พี่มาขอยืมอีก แต่แคะไปแคะมาฟันหลุดหมด นี่แหละคนที่ไม่สำนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ บ้านก็ไม่มีอยู่ หัวก็

ล้าน ฟันก็หัก
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ใครไม่คิดถึงบุญคุณของพ่อแม่ บ้านก็จะพัง หัวก็จะล้าน

ฟันก็จะหักเช่นลูกชายคนโตนี้แล

คนคดดีหรือคนซื่อดี
มีชายสามคนซึ่งเป็นเพื่อนกัน… อยู่มาวันหนึ่งก็ได้ชวนกันไปเที่ยวหมู่บ้านอื่น พอไปได้ครึ่งทางเก็บ

เงินได้ …ชายอีกสองคนนั้นคิดไม่ซื่อกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง โดยการออกเสียงว่า คนคดกับคนซื่ออย่างไหนจะ
ดีกว่า เพื่อนอีกคนบอกว่า คนซื่อดีกว่า แต่อีกสองคนที่ได้วางแผนกันไว้ก็บอกว่า คนคดดีกว่า… สรุปแล้ว

สองคนนี้จึงชนะ เลยไม่แบ่งเงินให้เพื่อนคนที่บอกว่าคนซื่อดีกว่า ในระหว่างการเดินทางพวกเขาก็ได้เข้าพัก

หมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง คนที่ถูกรังแกฝันว่าเห็นเทพองค์นาง และเทพบอกกับเขาวาในเมืองนี้มีพระธิดาทรง
ป่วย ไม่มีใครรักษาได้ ให้เจ้าเอาฟืน 3 มัด ไปเผาก้อนหินก้อนใหญ่ๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เมือง พอก้อนหินไหม้ก็จะ
กลายเป็นแม่น้ำ ชาวบ้านก็ได้ทำนาอาการของพระธิดาก็จะหายจากการป่วย พอรุ่งขึ้นมาเขาได้ทำตามที่

เทพบอกและทุกอย่างก็เป็นจริง พระราชาทรงพระราชทานรางวัลให้ชายคนนี้ พอเพื่อนอีกสองคนเห็นก็มา


หา แล้วถามว่า เจาทำอยางไรถึงได้ดีขนาดนี้ ชายคนนี้ก็บอกว่า “ข้าเป็นคนซื่อข้าก็ได้ดี เจ้าสองคนละเปน



16

อย่างไรบ้าง ไหนว่าคนคดดีกว่าไม่ใช่หรือทำไมถึงมีสภาพอย่างนี้” และเขาก็หัวเราะดังๆออกมาอย่างมี
ความสุข

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ซื่อกินไม่หมด…คดกินไม่นาน

หมาป่ากับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์

นานมาแล้ว มีหมาป่าผอมโซตัวหนึ่ง… ไปบนบานกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ว่า ขอเป็นววบ้านตัวอ้วนพี เมื่อ
กลายร่างเป็นวัวถูกชาวบ้านใช้ไถนา เกิดความเหนื่อยเมื่อยลา จึงไปบนบานกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ว่า ขอเป็นม้า

แต่กลับถูกพระราชาผู้ครองนครสั่งให้ทหารจับตัวไปเป็นพาหนะ เกิดความเบื่อหน่ายอีก จึงไปบนบานกับ

ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ว่า ขอเป็นพระราชาเสียเอง เมื่อได้เปนพระราชาสมใจแล้ว เขายังมีความต้องการเรือเดิน

ทะเลขนาดใหญ่ จึงสั่งทหารให้ไปตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่อเรือ …ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์โกรธมากที่ทำคุณไม่ขึ้น จึง

บอกให้ทหารไปตามพระราชามาตัดเอง เมื่อพระราชามาถึง…ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ได้กล่าวตำหนิในความไม่รู้จัก
พอ และสาปให้กลายร่างกลับเป็นหมาป่าผอมโซเช่นเดิม

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ความโลภไม่รู้จักพอของมนุษย์ และในที่สุดก็ไม่ได้อะไรเลย

นางหมาขาว

มีสองผัวเมียอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจันทคาม ซึ่งฝ่ายเปนเมียนั้นได้ท้องแก่จวนคลอดแล้ว…แต่ในตอน
นั้นเกิดโรคระบาด ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก สองผัวเมียจึงชวนกันอพยพหนีจากหมู่บ้านมาอยู่กลางป่า แล้ว
ต่อมาเมียก็คลอดลูกออกมาเป็นลูกแฝดเป็นผู้หญิงสองคน…แล้วนางก็สิ้นใจตายไป ส่วนสามีอยู่มาไม่นานก็

ตรอมใจตายตามไป…ปล่อยให้เด็กทารกเกิดใหม่ทั้งสองร้องไห้อยู่ในป่าเช่นนั้น…ต่อมามีหมาขาวตัวหนึ่งเป็น
ตัวเมียออกมาหากิน…มาเห็นเด็กทั้งสองก็เกิดสงสารจึงเอาไปเลี้ยงเป็นลูกกลายเป็น” แม่หมาขาว” …ให้กิน

นมของตัวเองและหาอาหารให้กินเลี้ยงจนเติบโตมาเป็นสาว…ทุกวันนางหมาขาวตัวนี้จะพาลูกสาวทั้งสอง
ออกไปหากินในป่าด้วย ในวันหนึ่งเกิดพายุพัดให้นางหมาขาวต้องพลัดพรากจากลูกไป…ลูกสาวทั้งสองก็

โดนลมพัดไปถึงเขตบ้านนายพราน เมื่อนายพรานเห็นหญิงสาวทั้งสองงดงามมาก…อยากได้รางวัลจึงนำ
หญิงสาวทั้งสองขึ้นถวายแก่พระราชาซึ่งยังโสดอยู่…พระราชามีพระอนุชาซึ่งยังโสดเหมือนกัน ฝ่าย

พระราชาก็ได้ผู้พี่เป็นมเหสี ฝ่ายอนุชาก็รับผู้น้องเป็นชายา ขณะนั้นแม่นางหมาขาวซึ่งพลัดพรากจากลูกมา

เป็นเวลานาน…ก็ได้แต่ร่ำไห้คิดถึงลูกและออกติดตามหาลูก จนได้ยินข่าวว่านายพรานเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู
ลูกสาวต่อจากตน…จึงมาหานายพรานเพื่อถามหาลูกสาวและได้เล่าว่าเหตุการณ์เป็นมาอย่างไร… เมื่อ

นายพรานทราบก็เกิดความสงสาร บอกบอกความจริงและพานางมาขาวไปหาลูกสาวที่ในวัง …เมื่อพามาถึง
พระราชวังนายพรานก็ทูลพระราชาตามความจริง…แต่พระมเหสีนั้นอับอายขายหน้า…เกรงว่าคนจะรู้วาตน

เป็นลูกของหมาขาว…จึงทูลเท็จต่อพระสวามีไปว่า “ไม่เป็นความจริง” … พร้อมทั้งขับไล่นายพรานและ
หมาขาวออกไป แต่นางหมาขาวไม่ยอมไปพร้อมทั้งอธิบายว่าตนคือแม่ของมเหสี ส่วนมเหสีหรือลูกสาวคน

โตของนางหมาขาว…นางก็ปฏิเสธไม่ยอมรับพร้อมทั้งด่า เตะถีบ ใช้ไม้ทุบตีแม่นางหมาขาวจนนางหมาขาว

นอนล้มลง…แล้วก็เอาน้ำรอนๆที่ต้มเดือดสาดใส่แม่นางหมาขาวที่นอนเจ็บอยู่ นางหมาขาวได้รับความ
เจ็บปวดแสนสาหัส…นายพรานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบนำหมาขาวไปที่วังของลูกสาวคนเล็ก เมื่อลูกสาวคนเล็ก
เห็นหมาขาวก็จำได้ทันทีว่าเป็นแม่หมาขาวของตน จงรีบมากอดและอุ้มแม่หมาขาวทันทีและรีบพาไปรักษา

แต่นางทนพิษบาดแผลไม่ไหวจึงสิ้นใจตาย ก่อนตายนางบอกว่าหามเผาหรือฝัง ให้เก็บกระดูกแม่ไว้บูชาใน

วัง ลูกสาวคนเล็กก็ทำตามเก็บกระดูกแม่ใส่ไหเอาไว้บนหิ้งบูชาเป็นประจำในวันพระวันสำคัญมิได้ขาดแล้วก็
ทำบุญสุนทานอุทิศส่วนบุญให้แม่เป็นประจำ …อยู่ต่อมาเกิดอัศจรรย์กระดูกของแม่กลายเป็นทองคำ ข่าวนี้

17

เลื่องลือไปถึงผู้เป็นพี่สาว…พี่สาวก็มาขอส่วนแบ่งทองคำ…แต่น้องไม่ยินยอมให้จึงเกิดโต้เถียงกันจนรู้ไปถึงหู
พระราชา…พระราชาจึงได้เรียกทั้งสองเข้ามาถามความจริง… ในที่สุดความจริงก็ปรากฎ… พระราชาโกรธที่

พระมเหสีของพระองค์ทูลเท็จและเป็นคนอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ…จึงตัดสินให้ประหารชีวิตเสีย!!…ส่วน
น้องสาวได้อยู่ในพระราชวังดังเดิมและมีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:

1. ผู้ใดมีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ มีความเมตตากรุณา…จะส่งเสริมให้บุคคลนั้นพบเจอแต่
ความสุขความเจริญรุ่งเรืองทั้งในปัจจุบันและอนาคต
2. ส่วนใครที่เป็นคนอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ มีใจโหดเหี้ยมอำมหิต หรือไม่มีใจเมตตาสงสาร…ก็จะ

ได้รับกรรมในภายภาคหน้าเช่นกัน


ฤๅษีลวงตะกวด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีฤๅษีผู้มีตบะกล้าตนหนึ่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านมาก จึงได้

สร้างศาลาไว้ให้ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง และที่บริเวณนั้นมีตะกวดตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ที่จอมปลวกใหญ่ ใกล้ที่อยู่
ของฤๅษีนั้น ตะกวดตัวนี้มักจะไปหาฤๅษีเป็นประจำทุกวัน เพื่อไปทานอาหารที่ฤๅษีให้ เมื่อทานเสร็จแล้วจึง


กลับไปอยู่ที่อยู่ของตน ต่อมาไม่นาน ท่านฤๅษีได้อำลาชาวบานไปที่อื่น ต่อมาได้มีฤๅษีเจ้าเล่ห์ตนหนึ่ง เข้า
มาอาศัยอยู่แทน ตะกวดก็คิดว่า แม้ท่านผู้นี้ก็คงทรงศีลเหมือนกัน จึงไปหาฤๅษีนั้นเช่นเดิม อยู่มาวันหนึ่ง
ชาวบ้านแถวนั้นได้นำอาหาร มาถวายฤๅษี พอท่านได้ทานอาหารซึ่งมีเนื้อปรุงรสแล้วเกิดติดใจในรสนั้น

และอยากจะทานอีก จึงแกล้งถามชาวบานว่า เนื้ออะไร? ชาวบ้านตอบว่า “เนื้อตะกวด” เมื่อทราบว่าเป็น

เนื้อตะกวด จึงคิดได้ว่า “มีตะกวดใหญ่ตัวหนึ่งมาหาเราเป็นประจำ ดีละเราจะฆ่ามันเพื่อกินเนื้อซะ ลาภ

ปากมาหาถึงที่” คิดแล้ว จึงให้ชาวบ้านเอาเครื่องปรุงมาเตรียมไว้ ส่วนตัวฤๅษีนั่งถือไม้ขนาดพอเหมาะซ่อน
อยู่ข้างหลัง เย็นวันนั้น ตะกวดได้ไปหาฤๅษีตามปกติ ได้เห็นท่านั่งที่แปลกๆของฤๅษี จึงคิดว่า “วันนี้ฤๅษี

ท่านนั่งหลับๆลืมๆ ชอบกลอยู่ นั่งท่าที่ไม่เหมือนวันก่อน ชำเลืองเราเป็นประจำ” ตะกวดจึงคลานไปอยู่ใต้
ทิศทางลม และได้กลิ่นเนื้อตะกวด จึงทราบทันที่ว่า ดาบสเจ้าเล่ห์นี้ คงกินเนื้อตะกวดแล้วเกิด ความติดใจ

คราวนี้ หวังจะตีเรา เอาเนื้อไปทำเป็นอาหารแน่ ๆ เมื่อคิดได้เช่นนั้น จึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ ถอยกลับแล้ววิ่ง
หนีไป ฝ่ายฤๅษีเจ้าเล่ห์ทราบว่าตะกวดรู้ตัวแล้วไม่ยอมมาเข้าใกล จึงลุกขึ้นขว้างท่อนไม้ตามหลังไป ท่อนไม้

ได้ถูกเพียงส่วนหางของตะกวดเท่านั้น ตะกวดตกใจรีบหลบเข้าไปในจอมปลวกอย่างรวดเร็ว โผล่เพียง

ศีรษะออกมาเท่านั้น และกล่าวติเตียนฤๅษีว่า “นี่เจ้าฤๅษีผู้ไร้ยางอาย จะมีประโยชน์อะไรแก่เจ้า ด้วยการ

แต่งตัวเป็นผู้ทรงศีล แต่จิตใจกลับชั่วรายหลอกลวงไม่มีความเมตตา ดีแต่ข้างนอกแต่ข้างในกลวง
หลอกลวงได้แต่เฉพาะพวกรู้ไม่ทันเท่านั้น” ว่าแล้วตะกวดก็มุดลงรู และไม่เคยมาหาฤๅษีอีกเลย

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:” อำนาจของความอยาก ทำให้คนหลงลืมตัวและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว”


ทรัพย์ในดิน
ชาวนาผู้หนึ่งมีลูกชายอยสามคน ลูกชายของเขาทุกคนล้วนเป็นคนเกียจคร้าน จึงไม่มีใครไปช่วยพ่อ
ู่
ของเขาทำงานในท้องนาเลย ทุกคนเอาแต่กินกับนอนเท่านั้น ชาวนารู้สึกเสียใจมากที่ลูก ๆ ของเขาเป็น
เช่นนี้ วันหนึ่งชาวนาเกิดล้มป่วยลงอยางกะทันหัน เขาจึงเรียกลูกชายทั้งสามคนเข้ามาสั่งความ” พ่อฝัง

สมบัติทั้งหมดที่จะยกให้พวกเจ้าไว้ในท้องนา เมื่อพ่อตายไปแล้ว…พวกเจ้าจงไปขุดหากันเอาเองเถิด” บอก

แล้วชาวนาก็สิ้นใจตาย ลูกชายทั้งสามของชาวนาจึงพากันไปขุดหาสมบัติในท้องนาตามที่พ่อบอก พวกเขา
ช่วยกันขุดหาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่ก็ไม่พบสมบัติที่มีค่าอะไรเลย วันรุ่งขึ้น พวกเขาก็พากันออกไปขุดหา

18

สมบัติอีก แต่ยังคงไม่พบอะไรเลยเช่นเดิม ลูกชายทั้งสามของชาวนา ต่างช่วยกันขุดหาอยู่เช่นนี้ต่อไปอีก
หลายวัน แต่ก็ปรากฏว่าไม่พบสมบัติอะไรเลย ในที่สุดพี่ชายคนโตจึงพูดปรึกษากับน้อง ๆ ของเขาว่า

“พี่ว่าเราเลิกขุดหาสมบัติกันแล้วหันมาปลูกข้าวโพดกันดีกว่า “พวกเขาจึงนำเอาเมล็ดข้าวโพดมาหว่านลง
ในผืนดินที่ถูกขุดคุ้ยไว้แล้วนั้น หนึ่งเดือนต่อมา เมล็ดข้าวโพดก็เริ่มงอกงามเป็นต้นกล้าเล็ก ๆ ถัดมาอีกสาม

เดือน ข้าวโพดก็เริ่มออกฝักแลดูเหลืองอร่ามไปทั่วท้องนา “นี่เอง คือ สมบัติที่พ่อยกให้แก่พวกเรา “พวก

เขากล่าวอย่างมีความสุข
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่มีอะไรที่จะได้มาง่ายๆ…โดยไม่ต้องใช้ความพยายามเลย

ตาม่องล่าย
ณ หมู่บ้านอ่าวน้อย มีบ้านหลังหนึ่ง หัวหน้าครอบครวชื่อ “ม่องล่าย” เมียชื่อ “รำพึง” และลูกสาว

ชื่อ “ยม” โดยความงามและความดีของนาง เลื่องลือ อยู่ในหมู่ชาวประมงแลพ่อค้าวานิช ที่เคยเข้ามา
ค้าขายในอ่าวน้อย ขณะเดียวกันหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตเมืองเพชรบุรี มีเจ้าเมืองปกครองด้วยความร่มเย็น

มีลูกชายรูปงามชื่อ เจ้าลาย. ได้ยินกิตติศัพท์ความงามของหญิงยม จึงคิดอุบายเพื่อชมความงามของนาง จึง
ได้ปลอมตัวเป็นชาวประมงล่องเรือขายปลา มาถึงหมู่บ้านอ่าวน้อย และได้ทำความรู้จักนางรำพึง ด้วย


ความขยันขันแข็งสุภาพอ่อนน้อมของเจ้าลาย ทำให้นางรำพึงยินดีให้เจ้าลายสนิทสนมกับสาวยม สวนตาม่
องล่ายกลับไม่พอใจจึงขัดขวางทุกวิถีทาง ความรักของคนทั้งสองเริ่มมีอุปสรรคมากขึ้น เมื่อมีเรือสำเภาจีน

เข้ามาค้าขาย และได้จอดทอดสมอเรือที่บริเวณหน้าบ้านตาม่องล่ายในอ่าวน้อย เจาของเรือคือ “เจ้ากรุง
จีน” ซึ่งได้ยินกิตติศัพท์ความงามของสาวยม จึงตีสนิทกับตาม่องล่ายได้สำเร็จ แต่นางรำพึงไม่พอใจ ยาย
รำพึงกับตาม่องล่ายมักมีปากเสียงกันด้วยเรื่องนี้อยู่เสมอ ต่อมาเมื่อเจ้าลายส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอนางยมจากยาย


ู้
รำพึง ยายรำพึงได้รับขันหมากเจ้าลาย โดยไม่ให้ตาม่องล่ายร และเมื่อเจ้ากรุงจนมาสู่ขอนางยมจากตาม่อง
ล่าย ตาม่องล่ายก็ไม่ให้ยายรำพึงรู้ เมื่อถึงวันนัดหมายขบวนขันหมากของทั้งสองฝ่ายก็ยกเข้ามา โดยที่ทาง
เจ้ากรุงจีนยกเข้ามาทางด้านใต้ของอ่าวน้อย ส่วนขบวนขันหมากของเจ้าลายยกเข้ามาทางด้านเหนือของ
อ่าวน้อย สร้างความตกตะลึงของทุกฝ่าย สองผัวเมียต่างทุ่มเถียงกันอย่างรุนแรง และต่างก็ใช้ข้าวของปา

เข้าใส่กัน จนกลายเป็นตำนานของสถานที่ต่าง ๆ สืบมาดังนี้ ยายรำพึงฉวยหมวกใบหนึ่งขว้างไปยังตาม่อง
ล่าย แต่ตาม่องลายหลบทันหมวกจึงลอยไปตกบริเวณอ่าวเกาะหลัก หรืออ่าวประจวบ ฯ กลายเป็น “เขา

ล้อมหมวก” ฝ่ายตาม่องล่ายคว้ากระบุงขว้างไปที่ยายรำพึงแต่ไม่ถูก กระบุงเลยตกทะเลลอยไปทางทิศ

ตะวันออก กลายเป็น “เกาะกระบุง” ในจังหวัดตราด ยายรำพึงเอางอบขว้างไป งอบลอยไปตกกลายเป็น
“แหลมงอบ” ในจังหวัดจันทบุรี ตาม่องล่ายคว้าสากตำข้าวขว้างยายรำพึง สากลอยไปถูกเขาทะลุ

กลายเป็น “เกาะทะลุ” ในอำเภอบางสะพานน้อย สวนสากลอยไปตกกลางทะเลกลายเป็น “เกาะสาก” ใน
จ.ตราด บรรดาข้าวของในขบวนขันหมากที่ตาม่องล่ายขว้างไปกระจัดกระจายไปตกในที่ต่าง ๆ ได้

กลายเป็น “เขาขันหมาก” หรือเขาสามร้อยยอด ในกิ่งอำเภอสามร้อยยอด โดยพลูไปตกกลายเป็นหอยพลู
มวน หมากตกไปกลายเปน “เกาะหมาก” ขนมจีนตกไปกลายเป็น “สาหร่ายทะเล” ปูทอดตกลงไปเป็น

“ปูหิน” กระจกส่องหน้าของสาวยมลอยไปติดที่เขาลูกหนึ่ง เรียกกันว่า “เขาช่องกระจก” ในเวลาต่อมา
ส่วนตะเกียบไปตกกลายเป็น “เขาตะเกียบ” ที่อำเภอหัวหิน จานก็ตกเป็น “เกาะจาน” อยู่หน้าอ่าวคลอง

วาฬ เครื่องเพชรเครื่องทองทั้งหลายตกลงไปเป็น หอยดาว หอยทับทิม ด้วยความเสียใจ ยายรำพึงเดินซม
ซานไปนอนรำพึง ถึงเคราะห์กรรมของครอบครัวตน จนกลายเป็น “เขาแม่รำพึง” ในอำเภอบางสะพาน

ส่วนตาม่องล่ายหันมาเห็นสาวยมที่คิดว่าเป็นต้นเหตุ จึงจับลูกสาวฉีกออกเป็นสองซีก ซีกหนึ่งขว้างไปทาง

19


บ้านเจาลายทางเหนือ ตกลงกลายเป็น “เขานมสาว” อยู่บริเวณชายทะเลบ้านบางปู กิ่งอำเภอสามร้อย
ยอด อีกซีกหนึ่งขว้างไปทางเมืองเจ้ากรุงจีน ทางด้านทิศตะวันออกกลายเป็น “เกาะนมสาว” ในจังหวัด

จันทบุรี ส่วนเจ้าลายนั้นเดินทางกลับบ้านรู้สึกเศร้าเสยใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นและตรอมใจตาย กลายเป็น


“เขาเจ้าลาย” ในอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สวนตาม่องลายนั้นก็เสียใจอยางมากไปนั่งดื่มเหล้าจนเมา


มายอยู่ที่เชิงเขา ริมทะเล สุดท้ายก็เสียชีวิตกลายเปนภูเขาชื่อ “เขาตาม่องลาย” มาจนปัจจุบัน อยู่ที่
หมู่บ้านอ่าวน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์
การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เราไม่ควรบังคับใครให้ทำตามใจเรา ควรให้เขาตัดสินใจและทำในสิ่งที่ เขา
ื่
ถนัดหรือชอบ เช่น เราชอบรับประทานข้าวผัด ถ้าเพอนไม่ชอบ ก็ไม่ควรบังคับให้เขารับประทานเหมือนกับ
เรา เพราะถ้าเรา บังคับเขาบ่อย ๆ เพื่อนอาจอึดอัดใจ หรือเกิดความรำคาญจนเลิกคบเราก็ได้


พญาคันคาก
คันคากเป็นราชา พญา คันคาก เป็นราชาครองเมืองชมพู บรรดาบ้านเมืองบริวารใหญ่น้อย พร้อมใจกัน

บังคมก้มให้พญาคันคากถ้วนทั่วทุกหัวระแหง จนลืมส่งสการไหว้สาฟ้าแถนเหมือนแต่ก่อน …ผีฟ้า “พญา
แถน” เป็นใหญ่อยู่เมืองแมนแดนสวรรค์ ครั้นเมื่อฝูงคนทั้งหลายไปภักดีต่อ พญาคันคากหมดสิ้น ผีฟ้าพญา

แถนเลยโกรธ ก็ไม่ส่งน้ำฟ้าน้ำฝนหล่นลงมาให้บ้านเมืองแว่นแคว้นใหญ่น้อย จนเกิดความแห้งแล้งทุกหย่อม

หญ้าสาหัส พญาคันคากเห็นความทุกข์ยากของไพร่บ้านพลเมือง ก็มุดลงไปเมืองบาดาลนาค แล้วไต่ถาม
ความนัยวาเหตุไฉนถึงเกิดภัยแล้ งแห้งน้ำมานานป …พญานาคจอมบาดาล จึงบอกเหตุว่าเพราะผีฟ้าพญา


แถนไม่ให้นาคทั้งหลายขึ้นไปเล่นน้ำบนสวรรค์เหมือนแต่ก่อน น้ำเลยไม่แตก ฉานซ่านกระเซ็นกระเด็น
ี้
กระดอนเป็นฝนฝอยหล่นลงมาเลยงโลกมนุษย์ เมืองชมพูและบริวารเลยยากแค้นแสนกันดาร ด้วยแถนฟ้า
เคืองรำคาญผู้คนที่ไม่บัตรพลีดีไหว้ มัวแต่ไปบังคมพญาคันคากนั้นแล …พญาคันคากรู้ความตามจริงก็ยิ่ง

โกรธพิโรธนัก สั่งให้พญานาคผู้เป็นเมืองบรวารทำทางถนนจากเมืองชมพูขึ้นไปเมืองแถนแดนสวรรค์
คางคกยกรบ พญานาคพรอมนาคบริวาร พากันแผ่พังพานพวนขนดแล้วขดขนขุนภูเขาทุกเขตแคว้นแดน

มนุษย์เอามาต่อเข้าด้วยกัน บรรดาปลวกระดมขนดินมาถมพอกภูเขา ให้เป็นทางถนนด้นดั้นถึงเมืองแถน

ในทันที …ฝูงพญานาคครุฑยุดพญานาคมาพร้อมกัน ทั้งฝูงต่อ ฝูงแตน และมิ้ม ผึ้ง มอด มด ทั้งหมดทั้งนั้น
มาพร้อมเพรียงกันด้วยสรรพสัตว์สารพัด เสือสิงห์ กระทิง แรด ในปัถพี เมื่อสารพัดสัตว์มาชุมนุมสามัคคี

พร้อมกันแล้ว พญาคันคากก็สั่งให้เคลื่อนขบวน ล้วนไพร่พลโยธาไปตามทางถนนหนเหินเดินเป็นหมวดหมู่

แถวแนว ตรงแน่วขึ้นไปเมืองแถนแดนสวรรค์ชั้นฟ้าพู้นแล พญานาคกับพญาแถนรบรากันสนั่นหวั่นไหว
คล้ายเสียงฟ้าร้อง จนกระทั่ง พญาแถนยกมือขึ้นบังคมพนมไหว้ยอมแพ้ ขอเป็นเมืองส่วยสุจริตแต่งน้ำฟ้า
หาฝนหล่นลงเมืองมนุษย์ทุกปี แล้วร้องเชิญพญาคันคากเข้าเมืองแถน

คันคากอบรมแถน ในคุ้มหลวงเมืองแถน บรรดาบริวารพญาแถนทั้งลูก เมียและนางท้าว ร้องขอต่อพญา

คันคากที่นั่งเมืองแถนว่า อย่าพิฆาตฟาดฟัน บั่นเกลาชาวแถนเลย จะยอมเป็นข้าช่วงใช้ไปนิรันดร พญาคัน

คากมีใจเมตตา แล้วเจรจาว่ากล่าวอบรมบ่มนิสัยพญาแถนให้ประพฤติธรรม ต้องเอาใจใส่ดูแลทั้งชาวแถน

และชาวมนุษย์จนสุดใจดินใจฟ้า ด้วยโลกนี้มีทั้ง ดิน หญ้าและฟ้าแถน ต้องพึ่งพาอาศัยกันมั่นคงถึงจะดำรง

อยู่ได้ชั่วฟ้าดิน ถึงฤดูเดือนปีที่นาคต้องขึ้นมาเล่นน้ำบนฟ้าก็อย่าหามปราม เพราะนาคจะได้พ่นน้ำกระแทก
คลื่น ดื่นดกตกเป็นฝอยฝนหล่นไปชุบเลี้ยงเอี้ยงดูหมู่มนุษย์ ทำไร่ไถนา ได้พืชพันธุ์ว่านยาอาหารอุดม
สมบูรณ์ ถ้าไม่มีน้ำฟ้าน้ำฝน คนในเมืองมนุษย์สุดลำบาก จะได้ยากโหยหิวชิวหาดังราไฟ เมื่อไม่มีพืชพันธุ์

ว่านยาอาหารเลี้ยงชีวังสังขาร แล้วจะเอาอะไรส่งสักการสังเวยให้แถนกินบนฟ้า แถนฟ้าก็ต้องเงือดงดอด

20

ตายไม่เป็นสุข นอกจากคนทั้งหลายแล้ว ในเมืองมนุษย์ยังมีพืชและสัตว์ ต้องอาศัยน้ำฝนน้ำฟ้าจากเมือง
แถน ถ้าอนาถขาดแคลนเสียแล้วก็ต้องเดือดร้อนสารพัด ทั้งสัตว์และพืชเป็นล้นพ้น เราเองพญาคันคาก คือ

คางคกสัตว์ไม่มีขน ยังต้องดูแลเผื่อแผ่เกื้อหนุนฝูงมนุษย์ พี่น้องเราทั้งหมดก็ล้วนสัตว์บริสุทธิ์ที่พิทักษ์รักษา

ผู้คนให้มีความสุขอุดมสมบูรณ์เสมอกัน ท่านซึ่งเป็นพญาแถนควรจดจำเป็นเยี่ยง อย่าง อยาเบียดเบียนผู้อื่น

ให้เดือดร้อน แถนฟ้าต้องรกษาหน้าที่ปล่อยน้ำฟ้าน้ำฝนให้ตกต้องตามฤดู ไม่อย่างนั้นจะขึ้นมาลงโทษอีกให้
สาสม พญาแถนถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเมืองมนุษย์ต้องการน้ำตอนไหน เมื่อไร พญาคันคากตอบว่าจะส่ง
สัญญาณให้ พญานาคขี่บั้งไฟ ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงแล้วมองเห็นบั้งไฟมีหัวพญานาค ก็ให้ไขน้ำ
ั่
ทำฝนหล่นลงเมืองมนุษย์ทันที พญาแถนน้อมรับคำสงสอนของพญาคันคากทุกอย่าง แล้วสั่งให้ไพร่พลลูก
เมียเตรียมสำรับกับข้าวเลี้ยงดูกองทัพ พญาคันคากไม่รู้จักข้าว เลยถามวามันคืออะไร …พญาแถนบอกว่า

เมืองฟ้าเมืองแถนมีข้าวปลูกไว้กินเป็นข้าวหอมอร่อยมาก แล้วอธิบายสรรพคุณยืดยาว พญาคันคากเลยสั่ง
ให้พญาแถนเอาข้าวลงไปปลูกในเมืองมนุษย์ รวงข้างให้ยาวแค่วา เมล็ดข้าวเท่ามะพร้าว ต้นข้าวเท่าลำตาล

ก็พอแล้ว …พญาแถนรับคำ แล้วบอกเพิ่มเติมว่า ข้าวพวกนี้เมื่อโตเต็มที่เมล็ดข้าวจะหล่นจากรวงเอง แล้ว
จะแล่นไปเข้ายุ้งฉางข้าวเอง ขอให้มนุษย์ทำ ยุ้งฉางเยยข้าว คอยไว้เท่านั้น …เมื่อสำเร็จเสร็จสรรพแล้ว

พญาคันคากก็พาสารพัดสัตว์ ไพร่พลทั้งหลาย ลงจากเมืองแถนแดนฟ้า กลับสู่แดนดินเมืองชมพูตาม
เส้นทางเดิมที่ปลวกทำไว้

คนทำลายโลกมนุษย์ ครั้นพญาคันคากละร่างคางคกรูปคนสิ้นอายุขัยแล้วสวรรคต เมื่อช้านานกาลกำหนด
ความอุดมสมบูรณ์ก็เริ่มประหลาด ผู้คนในชม พูทวีปต่างประมาทขาดสำรวมจนเรรวนแล้วเกียจคร้าน เหตุ

เพราะความสะดวกสบายที่พญาแถนบันดาล ผู้คนลืมทำ ยุ้งเลียเล้าข้าวให้พร้อมเสร็จตามเวลากำหนด เมื่อ
เมล็ดข้าวสุก จึงหล่นเรี่ยราดตามนาไร่ เมื่อไม่มีที่อยู่ก็บินหาที่พำนักในเรือนนอนของผู้คน เขาก็พากันเอา

พร้า มีดขวานโขกสับเมล็ดข้าวจนปี้ปนแตกตัดกระจัดกระจาย เหลือเมล็ดเท่ากรวดทรายกระจิริดตั้งแต่นั้น

มา ทางถนนที่ปลวกทำไว้ให้พญาคันคากขึ้นไปหาฟ้าแถนแต่ก่อน มีเครือเขากาดเกี่ยวพันแน่นหนาไม่
สั่นคลอน ถาวรเป็นนิรันดรให้ ผู้คนสัญจรไปมา พญาแถนพิจารณาว่า มนุษย์ไม่ซื่อตรง ล้วนลุ่มหลงแต่

ความสบายบริโภคซึ่งพิษภัย เบียดเบียนกันเองไม่เกรงใค รเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็กทุกบริเวณ ผีฟ้า
ู่
พญาแถนก็ก่งศรร่อนธนูสทางถนนเครือเขากาด หนทางปลวกของพญาคันคากก็ขาดสะบั้นถล่มทลาย
กระจาย เป็นภูดอยน้อยใหญ่ในชมพูทวีปแต่นั้นมา ผีฟ้าพญาแถนแดนสวางสวงสังเวียนบนสวรรค์ ก็ลงโทษ
ทัณฑ์มนุษย์ทั้งหลายที่มักเกียจคร้าน จึงไม่ปลุกพันธุ์ข้าวทิพย์ให้มนุษย์เหมือนแต่ก่อน มนุษย์ต้องหักร้าง

ถางพงในดงดอน แล้วถางไถปลูกข้าวกินเองอย่างทุกข์ทรมานแต่นั้นมา พญาคันคากจากไป พญาแถนก็ไม่
กลับมา ฤดูเดือนเคลื่อนที่ไม่คงทน น้ำฟ้าน้ำฝนขาดตกบกพร่อง แม่น้ำลำคลองเ น่าเหม็นเป็นอันตราย

สุมทุมพุ่มไม้ป่าดงพงไพรพินาศ ล้วนมีเหตุจากความประมาทของมนุษย์ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้

พระนางจามเทวี
มีพระมเหสีของเจ้าเมืองอโยธยาองค์หนึ่ง ชื่อ” พระนางจามเทวี” เป็นราชธิดาของกษัตริย์กรุงละโว้

ซึ่งได้ยกพระธิดาให้เจ้าเมืองอโยธยา พระนางก็ได้มาอยู่ที่กรุงอโยธยาจนกระทั่งกษัตริย์กรุงอโยธยาเสด็จ
สวรรคต พระนางจามเทวีจึงได้ปกครองกรุงอโยธยา เมื่อปกครองแล้วข้าราชบรพาร ทหาร เสนา อำมาตย์

ต่างๆ ไม่พอใจในพระนาง ก็เลยคิดการจับพระนางจามเทวี และสถาปนาราชวงศ์ลูกหลานของพระเจ้า
แผ่นดินองค์เดิมขึ้นครองกรุงอโยธยาแทน ส่วนพระนางจามเทวีนี้ก็ถูกเนรเทศให้ไปครองเมืองที่ไกล พระ

นางได้ไปอยู่ที่เมืองลำพูน แต่เรียก” หริภุญชัย” พระนางได้ประสูติพระโอรสเป็นฝาแฝด 2 คนด้วยกัน เมื่อ

21

ประสูติพระโอรสแล้ว พระนางจามเทวีก็คิดจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์ ก็เลยสร้าง

เจดีย์ใหญ่ขึ้นที่เมืองหริภุญชัย (ปัจจุบันเรยกว่าเจดีย์หริภุญชัย) เจดีย์นี้เป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของเมืองหริ
ภุญชัย (ปัจจุบันคือ เมืองลำพูน) ส่วนพระโอรส 2 พระองค์เมื่อเจริญวัยขึ้นมา พระนางส่งโอรสขึ้นทางทิศ
ตะวันออก และสร้างเมืองขึ้นคือ” เมืองเขลางนคร (ปัจจุบันคือ ลำปาง)”


พระยากง พระยาพาน

เมื่อพญากงได้ครองเมืองศรีวิชัย คือ” เมืองนครปฐม” ในปัจจุบันนี้ สืบต่อจากพระเจ้าสิการาชผู้
เป็นพระราชบิดาแล้ว ต่อมาได้มีพระราชบุตรที่ประสูติจากพระมเหสีองค์หนึ่ง โหรได้ถวายคำพยากรณ์


พระราชกุมาร ว่าจะเป็นผู้มีบุญญาธิการมากจะได้ครองราชสมบัติ เป็นกษัตริยต่อไปในภายหน้า แต่ว่าพระ
ราชกุมารนี้จะกระทำปิตุฆาต คือฆ่าพ่อ เมื่อพญากงได้ทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ราชบุรุษพา พระราชกุมารไป

ฆ่าทิ้งเสียในป่า ราชบุรุษจึงนำไปทิ้งไว้ที่ป่าไผ่…ที่ไร่ของยายหอม…ยายพรมไปพบพระราชกุมารจึงเก็บมา
เลี้ยงไว้ แต่ยายพรมมีลูกหลานมาก จึงยกพระราชกุมารให้ยายหอมไปเลี้ยงไว้…ยายหอมได้เลี้ยงพระราช

กุมาร แล้วนำไปให้เจ้าเมืองราชบุรเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม แต่เมืองราชบุรีเป็นเมืองขึ้นของเมืองศรีวิชัย อย ู่

ภายหลังพระราชกุมารเติบโตขึ้น ได้แข็งเมืองไม่ยอมส่งบรรณาการ และได้ท้ารบกับพระยากงจนได้ชนช้าง

กัน… เมื่อฆ่าพญากงสำเร็จแล้วได้เข้าเมืองศรีวิชัย…เวลานั้นพระมเหสีของพญากงซึ่งเป็นพระชนนีของพญา

พานยังมีพระชนม์อยู่ กล่าวกันว่ารูปโฉมสวยงาม…พญาพานคิดอยากได้เป็นมเหสี ได้เสด็จเข้าไปที่
ตำหนัก… เทพยดาได้แปลงเป็นแพะบ้าง บ้างก็แปลงเป็นแมวแม่ลูกอ่อน นอนขวางบันไดปราสาทอยู่…เมื่อ

พญาพานข้ามสัตว์ทั้งสองนั้นไป… สัตว์จึงพูดกับแม่ว่า “ท่านเห็นพวกเราเป็นเดรัจฉานจึงข้ามไป” … แม่
ตอบลูกว่า “นับประสาอะไรกับเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน แม้แต่มารดาของท่าน ท่านยังจะเอาเป็นเมีย” พญา

พานได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนัก… จึงทรงตั้งอธิษฐานว่า “ถ้าพระมเหสีของพระยากงเป็นพระมารดา
ของเราจริงแล้ว ขอให้น้ำนมหลั่งออกจากถันทั้งสองข้างให้ปรากฏ ถ้าไม่ใช่พระมารดาของเราก็ขออย่าให้

น้ำนมไหลออกมาเลย” พญาพานตั้งอธิษฐานแล้ว…น้ำนมได้หลั่งออกมาจากถันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา…
พญาพานจึงได้ไต่ถามได้ความว่าเป็นพระมารดาจริง แล้วก็ทรงดื่มกินน้ำนม และทรงทราบว่าพญากงเป็น

พระราชบิดา…จึงโกรธยายหอมว่ามิได้บอกให้ตนทราบว่าเป็นบุตรใคร จนได้ทำบาปถึงฆ่าพ่อ…แล้วได้ไป
เรียกยายหอมมา แล้วจับยายหอมฆ่าเสีย คนทั้งปวงจึงเรียกพระราชกุมารว่า “พญาพาล” เพราะไม่รู้จัก

บุญคุณคน และบ้างก็เรียก” พญาพาน” เพราะเมื่อเวลาเกิดนั้น พระพักตร์กระทบพานทองเป็นแผล เมื่อ

พญาพานฆ่ายายหอมแล้ว รู้สึกเสียพระทัย ว่าฆ่าผู้มีพระคุณเสียแล้วอีกคนหนึ่ง… จึงได้ถามสมณพราหมณา
จารย์ว่าจะทำอย่างไร…จึงจะล้างบาปในการฆ่าพระราชบิดา และฆ่ายายหอมผมีพระคุณ ผู้ที่เลี้ยงตนมาแต่
ู้

เยาววัย… พระสงฆ์ก็ได้ถวายพระพรวา “ให้สร้างเจดีย์สูงแค่นกเขาเหิน” … จึงได้สร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่

สูงชั่วนกเขาเหิน คือองค์พระปฐมเจดีย์ เพอเป็นการล้างบาปที่ฆ่าพระราชบิดาให้บรรเทาลงบ้าง… และ
ื่
สร้างพระประโทนเจดีย์ เพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอม

ตำนานพระร่วง

พระยาอภัยคามณเจ้าเมืองหริภุญชัย (เมืองลำพูนปัจจุบัน) ได้ไปจำศิลบนเขาหลวงในขณะเดียวกัน

ก็ได้มีนางนาคตนหนึ่งซึ่งจำแลงตัวเป็นมนุษย์ ได้มาเที่ยวเล่นบนเขาหลวง (ปัจจุบันมีปล่องนางนาคอยู่) เกิด

สมัครรักใคร ได้อภิรมย์สมรสอยู่ด้วยกันนานถึง 7 วัน จึงได้แยกจากกัน นางนาคได้กลับไปเมืองบาดาลและ

เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา เมื่อจวนจะคลอดลูกเห็นว่า ถ้าคลอดลูกในเมืองบาดาลทารกต้องตาย เพราะมีเชื้อ
มนุษย์ปนอยู่ จึงได้ขึ้นมายังเขาหลวงอีกครั้ง แล้วคลอดลูกเป็นชายทิ้งไว้ในถ้ำใหญ่บนเขาหลวง พร้อมด้วย

22

แหวนและผ้าห่มของที่พระยาอภัยคามณีประทานให้นางนาคไว้ ต่อมามีตายายคู่หนึ่งซึ่งเป็นพรานป่า ได้ไป
พบทารกนั้นและได้พามาเลี้ยงไว้ โดยตายายได้ตั้งชื่อทารกนั้นว่า “พระร่วง” เกิดอัศจรรย์ที่ตัวเด็กอย่างมา

มาย โดยเฉพาะในด้านวาจาสิทธิ์ พูดคำไหนจะเป็นดังเช่นคำพูดนั้น ตายายกลัวเด็กจะเหงาจึงได้นำเอาไม้
ทองหลางมาแกะสลักเป็นตุ๊กตา ตั้งชื่อว่า “พระลือ” ให้เล่นเป็นเพื่อนพระร่วง และด้วยวาจาสิทธิ์ของพระ

ร่วง ตุ๊กตาก็เกิดมีชีวิต ตายายเลยเลี้ยงไว้ทั้งคู่เป็นเพื่อนเล่นกัน จากการที่เกิดอัศจรรย์ต่าง ๆ ปรากฏที่ตัว

เด็กชายร่วงอย่างผู้มีบุญ ความทราบถึงพระยาอภัยคามณี จึงตรัสเรียกไปทอดพระเนตร เมื่อทราบเรื่องจาก
สองตายายที่ไปพบและทอดพระเนตรเห็นชองที่อยู่กับตัวเด็ก ก็ทราบว่าเป็นราชบุตรที่เกิดด้วยนางนาค จึง
ประทานนามว่า “อรุณกุมาร” ส่วนกระลือให้ชื่อว่า “ฤทธิ์กุมาร” ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันและเมื่องเข้าวัย


หนุ่มพระยาอภัยคามณีจึงสู่ขอราชธิดาเจ้าเมืองศรีสชนาลัยให้อภิเษกสมรสกับอรุณกุมาร และได้ครองเมือง

ศรีสัชนาลัยและกรุงสุโขทัยในเวลาต่อมา สวนพระลือก็ได้สมรสกับราชธิดาพระยาเชียงใหม่และได้ครอง
เมืองเชียงใหม่เช่นเดียวกันกับพระร่วง ทั้งสองอาณาเขตมีเจ้าเมืองเป็นพี่น้องกัน บ้านเมืองก็เป็นพันธมิตร

สืบต่อกันมา กล่าวกันว่าอรุณกุมารหรือพระร่วงเป็นเชื้อมนุษย์กับพญานาคระคนกัน จึงมี อิทธิฤทธิ์กล่าว
เป็นตำนานต่าง ๆ มากมาย

ตำนานพระร่วงเล่นว่าว
พวกเราได้เดินเข้าไปตามเส้นทางถนนพระร่วงได้พบปะกับชาวบ้านหลาย ๆ ท่านได้เล่าถึงพระร่วง

ซึ่งเป็นผู้สร้างถนนสายนี้ว่า พระร่วงได้ใช้เท้าเกลี่ยดินเพียงสามครั้งเท่านั้นก็ได้ถนนสายนี้ขึ้นมา พระร่วง
เป็นกษัตริย์ที่ทรงโปรดการเล่นว่าวมาก ตลอดเส้นทางบนถนนสายนี้ชาวบ้านได้เล่าถึงการเล่นว่าวของพระ

ร่วงคล้าย ๆ กันในหลาย ๆ หมู่บ้านที่คณะสำรวจเดินผ่าน จะต่างกันก็เพียงสถานที่ที่พระองค์เลนว่าว

เท่านั้น ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างที่อำเภอพรานกระต่ายก็แล้วกัน ในช่วงที่พระร่วงได้ครองราชอยู่ที่กรุง

สุโขทัยวันหนึ่งพระองค์คิดถึง นางทองผู้เป็นมเหสีอยที่เมืองพาน จึงได้เสด็จมาหาซึ่งในตอนนั้นนางทองเรม
ู่
ิ่
ตั้งครรภ์อ่อน ๆ อยากทานมะดัน (ผลไม้ชนิดหนึ่ง) พระร่วงจึงเสด็จไปหามะดันเพื่อนำมาให้ มเหสี
รับประทานในระหว่างทางนึกสนุกอยากเล่นว่าวขึ้นมาขณะนั้นเดินทางมาถึงวัดโพธิ์ (วัดเก่าอยู่ใกล้ ๆ วัด

ไตรภูมิในปัจจุบัน) จึงได้ไปเอาเชือกเพื่อมาเล่นว่าวและได้แช่ปอที่หนองกะโพ (โผล่) พอปอเหนียวดีแล้วจง

ได้ออกวิ่งเล่นว่าววิ่งไปสะดุดเขาสว่างล้มลงบริเวณใกล้ ๆ โรงพยาบาลพรานกระต่ายในปัจจุบันบริเวณที่ล้ม

กลายเป็นหนองน้ำ 2 แห่ง จากนั้นได้เก็บดอกโสนที่หนองโสนเข็ม รู้สึกเหนียวตัว เลยวักน้ำล้างที่หนองกระ

หำขึ้นไปเก็บดอกซ่าเหล้ากลายเป็นหนองซ่าเหล้าแล้ววิ่งว่าวเรื่อยมาหยุดนั่งเล่นว่าวที่หนองหินบรเวณนั้น
ยังมีรอยหินที่พระร่วงนั่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “หัวหินกอง” และจากการที่พระร่วงวิ่งมาไกลพอสมควรจึง
เหนื่อยได้เข้าไปขอน้ำชาวบ้านแถว ๆ หนองหัววัวบรเวณนั้นกันดาลน้ำมากประกอบกับไม่รู้ว่าเป็นพระร่วง

จึงไม่ยอมให้น้ำ แต่ให้โยนน้ำในบ่อเอง พระร่วงจึงเอาปอเชือกว่าวมาโพงน้ำแต่ไม่ได้จึงโกรธมากกระทืบเท้า

สามทีบริเวณตาน้ำจนตาน้ำตันไปหมดและสาปไม่ใช้มีน้ำ ชาวบ้านบริเวณนั้นจงหาน้ำได้ยากมาก ต้องขุด
บ่อลงไปลึกมากจึงจะมีโอกาสได้น้ำ (ในปัจจุบันนี้ทางรัฐบาลได้สร้างห้วยแม่บงกักเก็บน้ำไว้และน้ำระบบ

ชลประทานมาช่วยจึงแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำลงไปได้) และในที่สุดพระร่วงก็ได้วิ่งว่าวมาถึงคลองแห่ง
หนึ่งซึ่งมีลูกมะดันมากจึงได้เก็บเอามาเพื่อจะให้นางทองกิน ชาวบ้านเรียกคลองนั้นว่า “คลองมะดัน” ใน

เวลาต่อมา และในที่สุดพระร่วงก็ได้วิ่งว่าวมาถึงคลองแห่งหนึ่งซึ่งมีลูกมะดันมากจึงได้เก็บเอามาเพื่อจะให้

นางทองกิน ชาวบ้านเรียกคลองนั้นวา “คลองมะดัน” ในเวลาต่อมา หลังจากที่คณะสำรวจเส้นทางถนน
พระร่วง บรรลุจุดมุ่งหมายแล้วคือ เดินทางถึงเมืองเก่าจังหวัดสุโขทัยโดยเดินทางเข้าทางทิศตะวันออก

23

เหมือนสมัยพระมหาสามีสังฆราช ต่อมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์ประทีป สุดโสภา จึงได้ทราบ
ตำนานขึ้นมาอีก 1 เรื่องคือ

ตำนานพระร่วงส่วยน้ำ
เรื่องพระร่วงในพงศาวดารเหนืออีกเรื่องหนึ่งนั้น เรียกว่า “เรื่องพระร่วงส่วยน้ำ” ว่ามีชายชาวเมือง

ละโว้คนหนึ่งชื่อ” คงเครา “เป็นนายกองคุมคนส่วยน้ำสำหรับตักน้ำในทะเลชุบศร ส่งไปถวายพระเจ้าปทุม

สุริยวงศ์เสวย ณ เมืองขอม อยู่มานายคงเครามีลูกชายคนหนึ่งให้ชื่อว่า “ร่วง” เด็กร่วงนั้นเกิดเป็นผู้มีบุญ

ด้วย” วาจาสิทธิ์” คือถ้าว่าให้อะไร เป็นอย่างไร ก็เปนอย่างนั้นตั้งแต่เกิด แต่ไม่รู้ตัวว่ามีฤทธิ์เช่นนั้นมาจน
ได้อายุ 11 ปี วันหนึ่งพายเรือไปในทะเลชุบศร เรือทวนน้ำ เด็กร่วงพายเรือจนเหนื่อยจึงอกปากว่า “นี่ทำไม

น้ำไม่ไหลไปทางโน่นมั่ง” พอขาดคำลงน้ำก็ไหลกลับไปอย่างว่า เด็กร่วงก็รู้ตัวว่ามีวาจาสิทธิ์แต่ปิดความไว้มิ

ให้ผู้อื่นรู้ ครั้งนายคงเคราตาย พวกไพร่พร้อมใจกันยกนายร่วง ขึ้นเป็นนายกองส่วยน้ำแทนพ่อ พอประจวบ
เวลานักคุ้มข้าหลวงขอม คุมเกวียนบรรทุกกล่องสานสำหรับใส่น้ำเสวยมาถึงเมืองละโว้ สั่งให้นายร่วงเกณฑ์

ไพร่ตักน้ำเสวยส่วยตามเคย นายร่วงเห็นว่า กล่องน้ำที่ทำมานั้นหนักนัก จึงสั่งให้ไพร่สายชะลอม ก็เป็นเช่น

ว่า นักคุ้มข้าหลวงเห็นเช่นนั้นก็กลัวฤทธิ์นายร่วง รีบรบชะลอมกลับไปเมืองขอม ทูลพระเจ้าปทุมสุริยวงค์วา

มีผู้วิเศษเกิดขึ้นที่เมืองละโว้ ก็ทรงพระวิตกกลัวว่าจะเป็นขบถ จึงแต่งกองทหารให้มาจับตัวนายร่วง แต่นาย

ร่วงได้ยินข่าวรู้ตัวก่อน จึงหนีออกจากเมืองละโว้ขึ้นไปยังเมืองเหนือ ไปบวชเปนภิกษุอยู่ ณ วัดแห่งหนึ่งใน
เมืองสุโขทัย คนจึงเรียกกันว่า “พระร่วง” เพราะเหตุที่บวชเป็นพระ ฝ่ายทหารขอมมาถึงเมืองละโว้ รู้ว่า
นายร่วงรู้ตัวหนีขึ้นไปอยู่เมืองสุโขทัย มิรู้ว่าไปบวชเป็นพระ จึงดำดินลอดปราการเข้าไปในเมือง เผอิญไป

โผล่ขึ้นในลานวัดที่พระร่วงบวชอยู่ เวลานั้นพระร่วงกำลังลงกวาดลานวัด เห็นเข้าก็รู้ว่าขอม แต่ขอมไม่รู้จัก
พระร่วง ถามว่ารู้หรือไม่ว่า นายรวงที่มาจากเมืองละโว้อยู่ที่ไหน พระร่วงก็ลั่นวาจาสิทธิ์สาปวา “สู่อยู่ที่นั้น


เถิด รูปจะไปบอกนายร่วง” พอว่าขาดคำ ขอมก็กลายเป็นหินติดคาแผ่นดินอยู่ตรงนั้น ด้วยอำนาจวาจา

สิทธิ์ของพระร่วง ชาวเมืองสุโขทัยรู้ว่าพระร่วงเป็นผู้มีบุญ เมื่อพระเจ้ากรุงสุโขทัยสิ้นพระชนม์ พวกเสนา
อำมาตย์จึงพร้อมใจกันเชิญพระร่วงขึ้นเป็นพระเจาแผ่นดิน ทรงพระนามวา “พระเจ้าศรีจันทราธิบดี”



ขายปัญญา
ในกาลก่อนนั้น… สติปัญญาความร ความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องนั้น มีการนำเอามาขายดังสินค้า
ู้
ต่าง ๆ เช่นปัจจุบันนี้ ดังนั้น ตลอดเวลาจะมีผู้นำเอาความรู้หรือเอาตัวปัญญานี้มาขายเสมอ วันหนึ่งในเวลา

บ่าย แดดร้อนจัดจนเป็นเปลว มีชายคนหนึ่งนำเอาปัญญามาขาย โดยบรรจุตัวปัญญาลงในกระทอจนเต็ม
แล้ว หาบผ่านเปลวแดดมาจนถึงประตูเมือง ครั้นจะเข้าไปทันทีก็เกรงว่าอากาศร้อน ๆ เช่นนี้จะทำให้
อารมณ์ของตนเสยไปได้… เขาจึงสอดส่ายสายตาดูร่มไม้ใหญ่บริเวณรอบๆ ในที่สุดก็มองเห็นร่มหว้าใหญ่ใบ

ตก มีร่มแผ่กว้างน่าพัก เขาจึงแวะเข้าไปแล้ววางหาบตัวปัญญาที่นำมาขายลง แล้วเอนหลังหลับไปด้วย

ความเหนื่อยอ่อน… จวบจนตะวันบ่ายคล้อยลง ความร้อนจึงค่อยบรรเทา ชายนั้นตื่นขึ้นแล้วไปล้างหน้าใน
สระน้ำใกล้กำแพงเมือง ตั้งใจว่าพอเสร็จธระแล้วนำเอาตัวปัญญาเข้าไปเสนอขายในเมืองทันที ขณะที่เขา

เตรียมจัดหาบเพื่อจะเข้าไปในเมืองอยู่นั้น พอดีมีหมู่คนประมาณ 4 – 5 คนออกจากประตูเมืองมา เมื่อ
มาถึงใต้ร่มหว้า ชายที่นำเอาตัวปัญญามาขายจึงร้องถามออกไปว่า “พี่น้องทั้งหลาย ในพวกท่านมีใครบ้าง

ไหมที่ต้องการซื้อเอาปัญญาไปไว้ใช้บ้าง” ชาวบ้านเหล่านั้นหันหน้ามามองกัน คนหนึ่งในพรรคพวกจึงถาม
ว่า “ท่านเอ๋ย ปัญญานั้นมันเป็นเสมอแก้วสารพัดนึก ซึ่งจะลดบันดาลให้ท่านล่วงรู้และสามารถประดิษฐ์

คิดค้นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลก ๆ ใหม่ได้อีกมากมายโดยไม่รู้จักจบสิ้น ปัญญาจะช่วยให้บ้านเมืองที่ล้าหลัง

24

เจริญก้าวหน้า “คนหนึ่งในพวกนั้นอุทานออกมาด้วยความพอใจ” โอโฮ… ยังงั้นปัญญาก็เป็นแก้วสารพัดนึก
ละซิที่จะสามารถดลบันดาลสิ่งที่ต้องการได้ ทุกอย่าง นอกจากนั้นปัญญายังช่วยให้เราล่วงรู้สิ่งที่เรายังไม่รู้



ด้วยใช่ไหม” ชายผู้นั้นพยกหน้าและรับปากว่า “จริงทีเดียว พวกท่านเข้าใจอยางถูกต้อง ปัญญาเปรียบ

เหมือนดวงแก้วที่จะส่องสว่างขจัดความโง่เขลาให้หายไปอย่างไรล่ะ พวกท่านมีใครต้องการบางไหมเล่า เรา
กำลังนำมาเสนอขายจนถึงบ้านของท่านล่ะ” … ชายคนหนึ่งในหมู่คนนั้นอยากจะลองดูว่า ผู้เอาปัญญามา


ขายนั้นจะฉลาดและล่วงรู้ทุกสิ่งจริงดังที่เขากล่าวหรอไม่ เขาจึงก้มดูรอบๆ ต้นหว้าใหญ่นั้นอยางพินิจ

พิเคราะห์แล้วเอ๋ยปากถามว่า “เอาละ เมื่อท่านกล่าวว่า ปัญญาจะสามารถช่วยให้เราล่วงรู้ทุกอย่าง
ข้าพเจ้าขอเรียนถามท่านว่า ท่านรู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ใต้ดินตรงที่ท่านยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าหากท่านมีปัญญาจริง

หวังว่าท่านคงจะตอบได้” ชายนั้นยืนเพ่งพินิจพิจารณาเป็นเวลานาน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าใต้หาบและใต้

บริเวณที่ตนยืนอยู่นั้นมีอะไรอยู่ เขาจึงย้อนถามไปวา “และท่านสามารถบอกได้รึว่าอะไรอยู่ใต้เท้าที่เรายืน

อยู่นี้” … ชายที่ถามพยักหน้าและตอบออกไปทันทีว่า “แม้เราจะไม่มีตัวปัญญามาขายแต่เรากล้าบอกว่าใต้

หาบตัวปัญญานี้มีไข่มดแดง (ดิน) รังใหญ่ หากท่านไม่เชื่อก็ช่วยเราขุดซิ หากไม่พบดังเราว่ายอมให้ท่าน
ปรับเราก็แล้วกัน” ชายคนนั้นตกลง ต่อจากนั้นคนทั้งหมดต่างช่วยกันขุดลงไปจนลึกเกือบท่วมศีรษะ จึงพบ

ไข่มดพร้อมทั้งแม่มันจำนวนมากมายในโพรงนั้นจริง ๆ ซึ่งการกระทำครั้งนี้ ทำให้ชายผู้เอาปัญญามาขาย
รู้สึกอับอายยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้เขาจึงยกเอาหาบปัญญาเดินหมุนกลับไปทางเดิม ไม่ยอมเอาตัวปัญญามาขาย

ให้แก่ชาวเมืองนั้นเพราะเจบใจที่ถูกสบประมาทต่อหน้า เขาออกเดินทางไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานาน

จนกระทั่งไปพบคนผิวขาวได้แก่พวกฝรั่งนั่นเอง เขาจึงเอาตัวปัญญานี้นำออกไปขาย และด้วยเหตุนี้เองจึง

ทำให้ชาวยุโรปเจริญรวดเรว สามารถคิดและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้โดยไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนั้นยังมี


การศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนวิธีค้นคว้าซึ่งดีกว่าพวกเราเสยอีก
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คนอวดรู้เมื่อไปพบคนที่รู้จริง สู้เขาไม่ได้ย่อมขายหน้า… หรือปัญญาเป็นเรื่องของ

นามธรรมจะชื้อจะขายกันเหมือนวัตถุหาได้ไม่ ผู้รู้แจ้งในปัญญาคือผู้ศึกษาค้นควาด้วยตนเอง… นั่นคือ


ประสบการณหรือการศึกษาด้วยการกระทำจริงนั่นเอง … เหมือนชายที่รู้ได้ว่าพื้นดินตรงนั้นมีไข่แมงมัน
เพราะใช้ความสังเกตและเคยหากินทางนี้มาแล้ว

ปู่ตั๋วหลาน (ปู่โกหกหลาน)

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …ขณะที่กุดจี่สองตัวผัวเมียกำลังช่วยกันกลิ้งเบ้า (ลูกดินกลมๆที่ห่อหุ้มไข่กุดจี่)


ไปตามทางผ่านหน้าหมาตัวหนึ่ง …หมาสงสัยก็ถามวา “จะพากันไปไหน” กุดจี่ตอบว่า “จะไปเมืองลังกา


“(กรุงลงกา ในเรื่องรามเกียรติ์) หมาก็ยิ่งสงสยวา “ไปทำอะไรหรือ” กุดจี่ตอบว่า “ได้ข่าวว่าเมืองลงกาถูก
หนุมานเผาเมืองไหม้วอดวายหมด รวมทั้งครกที่ตำอาหารก็ไหม้ จะเอาเบ้าไปทำครกถวายพระเจ้าเมือง

ลังกา “หมายิ่งงงและถามไปอีกอย่างดูถูกดูแคลน” ว่าจะไปถึงเร้อ?…แล้วเบาแค่นี้จะทำครกได้อย่างไรกัน”
กุดจี่ตอบทันควันว่า “นี่กะว่าจะไปกินงายเมืองลังกาโน่นแหละวันนี้ (หมายถึง จะไปให้ทันกินข้าวเช้า) แล้ว
ก้อนดินนี้จะปาดออกให้เป็นครก 3 ใบก็ได้” …หมาได้ฟังก็งึดมาก (งึดนี้ แปลว่า งงหรือแปลกใจอย่างสุดๆ

เลย) …ตั้งแต่นั้นมาหมาไม่กินกุดจี่เลย โดยถือว่ากุดจี่มีความสามารถมากกว่าตัวเอง ซึ่งในความเป็นจริง
แล้ว…หมาทุกตัวจะเมินไม่ยอมกินกุดจี่ ไม่ว่าจะตัวสด หรือคั่ว ทอดจนสุกแล้วก็ตาม …ยังเป็นที่ถกเถียงกัน

อยู่ว่า…จริงๆแล้วจะเป็นเพราะหมาไม่ถูกกับกลิ่นขี้ควายหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

25

โคนันทวิศาล
พราหมณ์คนหนึ่งมีโคชื่อนันทวิศาล เป็นโคหนุ่มที่แข็งแรง มีกำลังมาก สามารถลากเกวียนได้เป็น

ร้อยเล่ม อยู่มาวันหนึ่งเศรษฐีในหมู่บ้าน ประกาศท้าพนันลากเกวียนจำนวนหนึ่งร้อยเล่มเกวียนด้วยเงินห้า
ร้อยชั่ง พราหมณ์จงนำโคนันวิศาลไปพนันลากเกวียนด้วย เมื่อพราหมณ์นำโคนันทวิศาลมาเทียมเกวียน

เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงพูดกับโคนันทวิศาลด้วยเสียงอันดังว่า “นี่เจ้าโคขี้เกียจ เจ้าจงลากเกวียนทั้งหมดไป

ให้ได้นะ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเจ็บตัว” โคนันทวิศาลได้ยินพราหมณ์พูดเช่นนั้น จึงยืนนิ่งไม่ยอมลากเกวียนไป
แม้ว่าพราหมณ์จะเฆียนตีอย่างไร ในที่สุดพราหมณ์ก็แพ้พนันต้องจ่ายเงินใหเศรษฐี ทำให้พราหมณ์เสียใจ

มาก ไม่ยอมกินไม่ยอมนอน ไม่เป็นอันทำอะไรทั้งสิ้นเสียดายเงินที่เสียไป โคนันทวิศาลเห็นดังนั้นจึงเกิด


ความสงสารพราหมณ์ผู้เปนเจ้าของมาก จึงพูดกับพราหมณ์วาให้ไปท้าพนันลากเกวียนกับเศรษฐีใหม่ด้วย

เงินหนึ่งพันชั่งแล้วให้พราหมณ์พูดกับตนด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ พราหมณ์ได้ยินดีใจมาก รีบไปท้าพนันลาก
เกวียนกับเศรษฐีใหม่ พราหมณ์นำโคนันทวิศาลมาเทียมเกวียนหนึ่งร้อยเลม เมื่อพราหมณเทียมเกวียนเสร็จ


แล้ว จึงพูดกับโคนันทวิศาลด้วยถ้อยคำที่ไพเราะอ่อนหวานว่า “พ่อมหาจำเรญ พ่อจงลากเกวียนทั้งหนึ่ง

ร้อยเล่มเกวียนนี้ไปให้ข้าหน่อยนะพ่อนะ” โคนันทวิศาลได้ยินพราหมณ์พูดไพเราะเช่นนั้นก็ลากเกวยนไปถึง

ที่หมายได้สำเร็จ พราหมณ์ดีใจมากได้เงินพนันหนึ่งพันชั่ง ตั้งแต่นั้นมาพราหมณ์ก็พูดจาไพเราะกับโคนันทวิ
ศาลและคนอื่น ๆ

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: - การพูดจาไพเราะอ่อนหวาน ย่อมเป็นที่รักของคนทั่วไป

ตาอินกับตานา
ตาอินกับตานา บ้านแกอยู่ริมทะเล แกเป็นเพื่อนกัน แกเคยไปหาปลาตามชายทะเลด้วยกันเสมอ แต่หา

ปลาได้น้อยไม่พอกิน ถ้าวันไหนใครหาได้มาก คนนั้นก็ได้กินอิ่ม ถ้าได้น้อยก็กินไม่อิ่ม อยู่มาวันหนึ่งเมื่อถึง

เวลาจะไปหาปลา ตานาจึงพูดกับตาอินว่า “เพื่อนเอยเพื่อน ธรรมเนียมที่เคยนั้นเราเลกเสยเถิด เรามา


สัญญากันเสียใหม่จะดีกว่า คือถึงเวลาจะไปหาปลาเมื่อไรก็ให้กะแยกทางกันเสีย ว่าใครชอบจะไปทางเหนือ
ทางใต้ หรือทางน้ำลึกน้ำตื้นอย่างไรก็ตามใจ แล้วแต่จะตกลงกันเมื่อเวลาที่จะไป ถ้าได้ปลามาแล้วก็มา

แบ่งปันกัน” ตาอินก็เห็นชอบด้วยจึงว่า “ดีแล้วที่แกว่านี้เป็นอย่างชอบใจเราที่สุด” เมื่อตาอินกับตานาพูด
กันตกลงแล้ว ตาอินชอบไปหาทางน้ำตื้นแกก็ไปหาตามชายหาดทรายแลในคลอง ตานาแกก็ไปเที่ยวหาที่

ทะเลน้ำลึก ๆ หาไป ๆ แกก็เอาสวิงช้อนได้ปลาฉลามใหญ่ตัวหนึ่งแล้วแกก็พามาบ้าน ฝ่ายตาอินไปหาวันยัง

ค่ำไม่ได้ปลาเลยสักตัวเดียว พอเวลาเย็นก็กลับมาบ้าน ตานานั่งคอยอยู่พอเห็นตาอินกลับมามือเปล่า จึง


แกล้งถามวา “เพื่อนได้ปลากี่ตัว?” ตาอินจึงวา “เราไปวันนี้ไม่ได้ปลาเลย” ตานาหัวเราะแล้วจึงว่า “แกเต็ม
ทีนัก ไปทั้งวันจะเอาปลาสักตัวเดียวก็ไม่ได้ เราไปครู่เดียวได้ปลาฉลามมาตัวหนึ่งใหญ่สะนัด ปลาตัวนี้เรา
จะให้แกครึ่งหนึ่ง แต่เราจะเอาข้างหัว แกต้องเอาข้างหาง พอตานาว่าเท่านั้น ตาอินก็โกรธจึงว่า “เราจะ

เอาข้างหัว แกจะเอาข้างหางบ้างเป็นไร?” ตานาจึงว่า “เราเป็นผู้หามาได้ เราจึงจะเอาข้างหัว แกหาไม่ได้
เราจะให้ข้างหาง ว่าอย่างนี้จะถูกหรือผิด?” ตาอินจึงวา “แกว่าอย่างนั้นก็จริงอยู่ แต่เดีมทำไมแกจึงไม่พูด

อย่างนี้ เป็นแต่สัญญากันว่าหามาได้แล้วก็กินด้วยกันเท่านั้น ทีเมื่อได้ปลามาแล้วจะมาว่าคนนั้นได้ข้างหัว
คนนี้ได้ข้างหาง อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ยอม” ตานากับตาอินโต้เถียงกันไปมาก็ไม่ตกลงกัน ฝ่ายตาอยู่แขนคอก

ไปซื้อกระดาษมาจะปิดว่าวขาย แกเดินมาทางนั้น. ตานากับตาอินกำลังเถียงกันวุ่นวาย พอเห็นตาอยู่ถือ


กระดาษเดินมา นึกว่าเปนตุลาการก็ดีใจ เชญตาอยู่ขึ้นมาบนเรือนแล้ว ก็บอกเรื่องที่โต้เถียงกันนั้นให้ตาอย ู่
ช่วยตัดสิน ตาอยู่ก็ทำอุบายว่า “อืออือ! เหนื่อยจริงๆ เขาเชิญเราไปชำระความพึ่งกลับมาเดี๋ยวนี้ ดูดู๋

26


กระดาษเขียนเรื่องราวเป็นหอบสองหอบชำระเสียออกแย่แล้ว เราวาจะกลับไปบ้านอาบน้ำเสียให้สบายสัก
หน่อย ความเล็กน้อยเท่านี้ก็ต้องมากวนเราด้วย” ตานากับตาอินก็อ้อนวอนไปอ้อนวอนมา ตาอยู่ทำทีเป็น

เสียไม่ได้จึงว่า “ถ้าจะให้เราชำระจริงๆ แล้ว ต้องเชื่อฟังคำเราทุกอย่างจึงจะชำระให้ได้” ตานากับตาอินดี
ื่
ใจก็รับว่าจะเชอฟังคำทุกอย่าง ตาอยู่เห็นสมคะเนก็เอามีดตัดปลานั้นออก 3 ท่อน, แล้วแกจึงบอกว่า ปลา
3 ท่อนนี้; ให้ตานาได้ข้างหัว เพราะเขาเป็นผู้หามาได้. ส่วนตาอินนั้นให้แกได้ข้างหาง, เราเป็นผู้ตัดสินได้

ข้างกลาง” พอตาอยู่ว่าอย่างนั้น ตานากับตาอินจะไม่ยอมก็ไม่ได้ เพราะได้พูดไว้เสียแล้วว่าจะเชื่อฟังคำของ
ตาอยู่ทุกอย่าง ก็จะเป็นต้องให้ตาอยู่ได้ข้างกลาง แล้วจึงคิดเห็นวา “เราไม่พอที่เลย เมื่อก่อนจะแบ่งปันให้

กันกินเสียแต่ดี ๆ ก็จะแล้วกัน นี่ตาอยู่มาเอาไปกินเสียเปล่าๆ แล้วเอาที่ตรงพุงมันไปกินด้วย ไม่เป็นเรื่อง

การอะไรเราตกลงกันเสียแต่ลำพัง คงดีกว่าหาผู้มาตัดสินเป็นแน่” ตั้งแต่นั้นมาตานากับตาอินไปหาปลามา

ได้ก็แบ่งสู่กันกินเป็นปรกติ ไม่โต้เถียงกันอย่างแต่ก่อนอีกเลย.

ท้องกับอวัยวะอื่น ๆ

วันหนึ่งบรรดาอวัยวะต่างๆของร่างกายอันได้แก่ มือ ขา ปาก และฟันเป็นต้น เห็นว่าพวกตนทำงาน
กันด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ท้องนั้นอยู่เฉยๆ ก็ได้รับอาหารโดยไม่ต้องออกแรงอะไรเป็นการเอาเปรียบ

ผู้อื่น อวัยวะทั้งหลายจึงพากันประท้วง โดยขาไม่ยอมเดินไปหาอาหาร มือไม่ยอมหยิบอาหาร ปากไม่ยอม

อ้าและฟันไม่ยอมเคี้ยวอาหารด้วยเหตุนี้ในเวลาไม่นานมัก ท้องจึงรู้สึกหิวโหย แต่เมื่อไม่มีอาหารจึงไม่อาจ
ย่อยและส่งไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆได้ มือ ขา ปากและฟัน ต่างก็รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง และเริ่มเข้าใจว่า

แท้ที่จริงท้องนั้นก็ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน ไม่ได้อยู่เฉยๆ อย่างที่พวกตนคิดแต่แรก หลังจากที่อวัยวะทุก

ส่วนของร่างกายร่วมแรงรวมใจกันทำงานอีกครั้งร่างกายก็กลับแข็งแรงสมบูรณ์เหมือน
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: : ทุกคนต้องทำงานไปตามหน้าที่ของตนเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ซึ่งต่างก็มี
บทบาทและความสำคัญเช่นเดียวกัน


มดกับตั๊กแตน
มดเป็นเพื่อนกับตั๊กแตน พวกเขาพบกันแล้วร้องรำทำเพลงกันทุกวัน วันหนึ่งในฤดูร้อน มดพูดกับ


ตั๊กแตนว่า “ฤดูฝนจะมาถึงแล้ว เรามาตระเตรียมที่อยู่และอาหารกันเถอะ” ตั๊กแตนตอบวา “เรายังมีเวลา
อีกเยอะ เราร้องเพลงและเต้นรำกันเถอะ” แต่มดบอกว่า “เราไม่มีเวลาทำอย่างนั้นหรอก” ระหว่างฤดูร้อน
มดทำงานทั้งวัน สร้างรังและกักตุนอาหาร แต่ตั๊กแตนเอาแต่ร้องเพลงเที่ยวเล่น เช้าวันหนึ่งฤดูฝนก็เริ่มขึ้น

ฝนตกหนักแทบทุกวัน เจ้าตั๊กแตนไม่มีที่อยู่และอาหารกิน มันตัดสินใจไปหามด ขออาหารจากมด แต่มด
บอกเสียใจ ฉันไม่มีอะไรให้คนเกียจคร้าน เจ้าตั๊กแตนจึงเดินกลับด้วยความเศร้า

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: : จงเตรียมพร้อมและตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท สำหรับเหตุการณในอนาคต


กระต่ายกับเต่า

ณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่ง มีกระต่ายตัวหนึ่งมั่นใจในความเร็วของฝีเท้าตัวเองมาก และมักพูดโม้โอ้อวดว่า
ไม่มีใครเทียบเทียมได้ จนวันหนึ่ง เจ้ากระต่ายได้พบกับเต่าที่กำลังเดินต้วมเตี้ยมผ่านมา เมื่อเห็นดังนั้น เจ้า



กระต่ายก็หัวเราะเยาะและพูดล้อเลียนวา “นี่เจาเต่า มัวแต่เดินอืดอาดอย่างนี้ แล้วเมื่อไรจะถึงบ้านกันล่ะ

เนี่ย ต่อให้เจ้าเดินนำหน้าไปก่อนครึ่งวัน ข้ายังตามเจ้าทันเลย” เจาเต่าได้ยินดังนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจ เลย
พูดตอบกลับไปว่า “ถึงข้าจะเดินช้า แต่ข้าก็กลับถึงบ้านทุกวัน ถ้าอย่างงั้นเรามาลองวิ่งแข่งกันมั้ยล่ะ แล้ว


ข้าจะเอาชนะเจ้าให้ดู” กระต่ายเห็นว่าเจ้าเต่าท้าแข่งอย่างนั้นก็ตอบตกลง พร้อมกับพูดไปอย่างขำ ๆ วา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โถ... เจ้าเต่า เชื่องช้าอย่างเจ้าน่ะเหรอ จะมาชนะกระต่ายที่รวดเร็วอย่างข้าได้ ไม่มีทางหรอก”

27


เมื่อถึงวันแข่งขัน เจ้ากระต่ายได้วิ่งออกจากจุดเริ่มต้นไปด้วยความเรวเต็มฝีเท้า แซงหน้าเจ้าเต่าไปไกล และ

เมื่อหันหลังกลับไปดูก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าเต่า เลยคิดว่าคงอีกนานกวาเจ้าเต่าจะเดินมาถึง จึงนึกในใจ
ว่า “งั้นข้าของีบเอาแรงสักหน่อยดีกว่า ยังไงก็ชนะอยู่แล้ว” แล้วไม่นานเจ้ากระต่ายก็เผลอหลับไป ส่วนเจา

เต่าก็ยังคงเดินต้วมเตี้ยม ๆ อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยย่อท้อ เดินมาเรื่อย ๆ จนเกือบจะถึงเส้นชัย ด้านกระต่าย

ที่นอนอยู่แถวนั้นก็สะดุ้งตื่นขึ้น เห็นรอยเท้าเต่าที่พื้นก็รีบวิ่งตามไป แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเมื่อเจ้า

กระต่ายวิ่งมาถึงเส้นชัยก็พบว่าเจ้าเต่าที่ตัวเองเคยสบประมาทไว้นั้นได้เดินเข้าเส้นชัย เป็นผู้ชนะในการ
แข่งขันครั้งนี้ เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้ากระต่ายรู้สึกเสียใจมากที่ต้องมาพ่ายแพ้ให้กับเจ้าเต่า เพียงเพราะความ
ประมาทของตัวเองนั่นเอง...


กระต่ายตื่นตูม

กาลครั้งหนึ่ง กระต่ายตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ใต้ต้นตาล ขณะที่นอนหลับอยู่นั้น เกิดพายุใหญ่ ทำให้ลูก
ตาลหล่นลงที่พื้นดิน เกือบถูกกระต่าย กระต่ายตกใจตื่นขึ้น คิดว่าฟ้าถล่ม ไม่ทันได้ไตร่ตรอง ลุกขึ้นได้ก็วิ่ง



ไปอย่างสุดกำลัง เพราะกลัวความตาย สัตว์อื่น ๆ เหนกระต่ายวิ่งมาจนเต็มกำลงดังนั้น จึงถามกระต่ายวา

“นี่ท่านวิ่งหนีอะไรมา “กระต่ายวิ่งพลางบอกพลางว่า “ฟ้าถล่ม” สัตว์เหล่านั้นได้ฟังกระต่ายบอก ไม่ทันคิด
สำคัญว่าฟ้าถล่มจริง ก็พากันวิ่งตามกระต่ายไป หกล้ม ขาหัก แข้งหัก โดนต้นไม้ ตกเหวตายบ้างก็มี ส่วนที่

ยังเหลือก็พากันวิ่งหนีต่อไปอีก จนกระทั่ง มาพบพญาราชสีห์ตัวหนึ่ง เป็นสัตว์มีปัญญา เห็นสัตว์ทั้งหลาย

พากันวิ่งมาไม่หยุดไม่หย่อน จึงร้องถามวา…” พวกท่านวิ่งหนีอะไรมา “กระต่ายจึงเล่าเรื่องให้ราชสีห์ฟัง
ราชสีห์ก็เข้าใจทันที จึงถามต่อไปวา “ฟ้าถล่มที่ตรงไหน จงพาเราไปดูสักที” พอไปถึงใต้ต้นตาลที่กระต่าย

นอน พญาราชสีห์พิเคราะห์ดู เห็นลูกตาลตกอยู่ที่โคนต้น ก็เข้าใจวาที่แท้เป็นลูกมะตูมตกลงบนใบตาล

แห้ง…จึงเกิดเสียงดัง จนเจ้ากระต่ายคิดว่าแผ่นดินถล่ม สัตว์ทั้งหลายเกือบต้องเสียชีวิต เพราะเชื่อตามเสียง
ผู้อื่นโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน เมื่อรู้สาเหตุแล้ว…จึงประกาศให้สัตว์ทั้งหลายทราบตามความเป็น

จริง…ด้วยความสุขุมรอบคอบรู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรอง…พญาราชสีห์จึงสามารถรักษาชีวิตสัตว์ทั้งหลายไว้
ได้ และนำความสงบสุขมาสู่ป่าใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง:
1). ควรมีสติอย่าผลีผลามด่วนตัดสินใจ…เพราะอาจเกิดผลเสียได้

ื่
2). อย่าตื่นตกใจโวยวายเชอข่าวลือจากผู้อื่น…โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน
3). ผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญาคิดพิจารณาอย่างรอบคอบจะสามารถค้นพบ…สาเหตุของปัญหาได้

ประโยชน์ของการคบมิตร (กุสนาฬิชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภมิตรของท่านอนาถบิณฑิก
เศรษฐี จึงตรัสว่า “ธรรมดามิตร จะเป็นคนเล็กน้อยไม่มี ผู้สามารถรักษามิตรไว้ได้เป็นสิ่งประเสริฐ มิตรผู้

เสมอกัน ต่ำกวากัน หรือสงกว่ากันควรคบไว้ เพราะมิตรเหล่านั้น ย่อมช่วยแบ่งเบาภาระของเราได้ทั้งนั้น”


แล้วนำอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดาอยู่ที่กอหญ้าคาในพระราชอุทยาน เป็นมิตร
กับเทวราชผู้ศักดิ์ใหญ่ตนหนึ่ง ผู้อาศัยที่ต้นไม้มงคลของพระราชาอยู่ในพระราชอุทยานนั้นด้วย ครั้งนั้น

พระราชาประทับอยู่ในปราสาทเสาเดียว เสาของปราสาทนั้นสั่นไหวขึ้น พระองค์จึงรับสั่งให้พวกช่างไม้หา

ไม้แก่น มาเปลี่ยนเสาปราสาทใหม่ พวกช่างไม้เสาะแสวงหาไม้แก่นในพระราชอุทยาน ตกลงกันจะเอา
ต้นไม้มงคลนั้นทำเป็นเสาปราสาท จึงกราบทูลพระราชา พระองค์จึงอนุญาตให้ตัดได้ วันนั้น พวกนายช่าง

28

ได้ไปทำพลีกรรมต้นไม้มงคล และกำหนดตัดในวันพรุ่งนี้ ฝ่ายเทวราช พอทราบว่าต้นไม้ที่อยู่อาศัยจะถูกตัด
ไม่เห็นที่จะไป จึงกอดคอลูกน้อยร้องไห้อยู่ หมู่รุกขเทวดาทราบเรื่องแล้ว ก็ไม่มีใครจะช่วยแก้ปัญหาได้


ู้
เทวดาพระโพธิสัตว์ทราบเรื่อง จึงพูดปลอบเทวราชผสหายนั้นวา “พรุ่งนี้เราจะไม่ให้ตัดต้นไม้นั้น พวกเรา
คอยดูเราเถิด” ครั้นรุ่งขึ้น พอพวกช่างไม้มาถึง ท่านก็แปลงตัวเป็นกิ้งก่าวิ่งนำหน้าพวกช่างไม้ไป มุดเข้าที่

โคนต้นไม้มงคลไปโผล่ออกทางยอดไม้นอนผงกหัวอยู่ ทำประหนึ่งว่าต้นไม้นั้นเปนโพรง นายช่างไม้เห็น
เช่นนั้นแล้ว ก็เอามือตบต้นไม้นั้นแล้วตำหนิว่า “ต้นไม้นี้ มีโพรง ไร้แก่น เมื่อวานไม่ทันได้ตรวจดูถ้วนถี่ หลง
ทำพลีกรรมกันเสียแล้ว” ก็พากันหนีกลับไป เทวราชพอเห็นวิมานของตนไม่ถูกทำลาย ก็ยกย่องพระ
โพธิสัตว์ ท่ามกลางหมู่รุกขเทวดา ด้วยคาถาว่า “บุคคลผู้เสมอกัน ประเสริฐกวากันหรือเลวกว่ากัน ก็ควร

คบกันไว้ เพราะมิตรเหล่านั้น เมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น ก็พึงทำประโยชน์อันอุดมให้ได้ เหมือนเราผู้เป็นเทวดา

สถิตอยู่ที่ต้นรุจา กับเทวดาผู้สถิตที่กอหญ้าคาคบกัน”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้คนควรมีมิตรทุกชั้นวรรณะ เมื่อคราวลำบากจะมีผู้ช่วยเหลือ


ผลของคนอกตัญญู (อกตัญญูชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภอนาถบิณฑิกเศรษฐี เรื่องมีอยู่วา
... มีเศรษฐีชาวบ้านนอกคนหนึ่ง เป็นสหายผู้ไม่เคยเห็นกันของอนาถบิณฑิกเศรษฐี วันหนึ่ง ได้บรรทุก

สิ่งของมาขายเมืองสาวัตถี ด้วยขบวนเกวียนสินค้า 500 เล่ม มอบให้คนงานนำมาขาย พร้อมฝากคำมาหา
อนาถบิณฑิกเศรษฐีด้วย ฝ่ายท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ทำการต้อนรับด้วยความยินดี สั่งให้หาที่พักและ



เสบียงแก่คนเหลานั้น ไต่ถามถึงความสุขของเศรษฐผู้สหาย รับซื้อแลกเปลี่ยนสินค้าทั้งหมดแล้วส่งกลับบ้าน
พวกคนงานแจ้งเนื้อความนั้นแก่เศรษฐีเจ้านายของตน ต่อมาอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้ส่งเกวียนบรรทุกสินค้า
จำนวน 500 เล่ม พร้อมนำเครื่องบรรณาการไปเยี่ยมเยือนเศรษฐีผู้สหายนั้น ฝ่ายเศรษฐีนั้นรับเครื่อง
บรรณาการแล้ว บอกว่าไม่รู้จักอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่จัดที่พักและเสบียงให้คนงานเหล่านั้นเลย ไม่รับซื้อ

สินค้าอีกด้วย คนเหล่านั้นต้องขายสินค้ากันเองแล้วกลับคืนเมืองสาวัตถี เล่าเรื่องนั้นแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี
ฟัง อยู่ต่อมา เศรษฐีนั้น ได้บรรทุกสินค้ามาขายที่เมืองสาวัตถีซ้ำอีก นำบรรณาการมอบให้อนาถบิณฑิก

เศรษฐีแล้ว พวกคนงานของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเห็นพวกนั้นแล้ว ขออาสาต้อนรับเอง ให้ปลดเกวียนไว้นอก
เมือง พอถึงเวลากลางคืนได้นำพวกเข้าปล้นสินค้าแย่งเอาแม้กระทั่งผ้านุ่ง พวกบ้านนอกไม่เหลือแม้กระทั่ง

ผ้านุ่งต่างกลัวตาย พากันหนีไปสู่บ้านของตน ฝ่ายคนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีพากันบอกเรื่องนั้นแก่เศรษฐี


ท่านเศรษฐีจึงนำความนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสพระคาถาวา “ผู้ใด ไม่รู้จักคุณความดีและ
ประโยชน์ให้ที่ผู้อื่นกระทำไว้ก่อน ผู้นั้น เมื่อมีกิจการเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมไม่ได้ผู้ช่วยเหลือ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: บุญคุณคนต้องทดแทน ๛


ปลุกมันขึ้นมาฆ่า (สัญชีวชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ปรารภการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้า
อชาตศัตรู ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศา

ปาโมกข์ มีลูกศิษย์ประมาณ 500 คน ในนั้นมีมานพคนหนึ่งชื่อ สัญชีวะ ได้เรียนมนต์ทำคนตายให้ฟื้นคืนมา

ได้แต่ไม่ได้เรียนมนต์สำหรบป้องกัน วันหนึ่ง เขาเข้าไปหาฟืนกับเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่งนอนตายอยู่ ก็

พูดกับเพื่อน ๆ วา “เราจะทำเสือตายตัวนี้ ให้ฟื้นคืนมา พวกท่านจะเชื่อเราหรือไม่” พวกเพื่อนๆไม่เชื่อ

และท้าวา “ถ้าท่านมีความสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นมาเถิด” แล้วก็ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ไป ส่วนนายสัญ
ชีวะ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสอตายด้วยก้อนหิน ทันใดนั้นเอง เสือได้ลุกขึ้น กระโดดกัดที่ก้านคอของเขา ทำให้


29

เขาเสียชีวิตล้มลงตรงนั้นเอง ทั้งคนและสัตว์นอนตายในที่เดียวกัน พวกมานพขนฟืนไปแล้ว บอกเรื่องนั้น

แก่อาจารย์ อาจารย์จึงกล่าวคาถาวา “ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว คนชั่วย่อมกระทำผู้นั้นแหละ ให้เป็น
เหยื่อ เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำให้ฟื้นขึ้น แล้วทำเขานั้นแล ให้เป็นเหยื่อ”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การที่นิยมยกย่องคนไม่ดี ย่อมประสบความเดือดร้อน ๛


สุนัขจิ้งจอกอยากเป็นผู้นำ (วิโรจนชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้แสดงท่าทาง
อย่างพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ อาศัย

อยู่ในถ้ำทองในป่าหิมพานต์ วันหนึ่ง ออกจากถ้ำทองไปหาอาหารได้กระบือใหญ่ตัวหนึ่ง กินเนื้อแล้วไปดื่ม
น้ำที่สระแห่งหนึ่ง ในขณะที่เดินกลับถ้ำ ได้พบสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งในระหว่างทาง สุนัขจิ้งจอกจึงขออาสา


เป็นผู้รับใช้ราชสห์ด้วยความกลัวตาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสุนัขจิ้งจอกก็ได้กินเนื้อเดนราชสีห์อย่างอิ่มหนำ

สำราญ มันมีหน้าที่ขึ้นยอดเขาไปดูสัตว์ที่จะเป็นอาหาร แล้วกลับลงมาบอกพระยาราชสีห์ว่า “ข้าพเจา
อยากกินเนื้ออยางโน้น นายท่าน จงแผดเสียงเถิด” พระยาราชสีห์ก็จะไปจับสัตว์ตัวนั้นมาเป็นอาหาร ไม่ว่า

จะเป็นเนื้อนานาชนิดหรือแม้กระทั่งช้าง ครั้นเวลาผ่านไปหลายปี สุนัขจิ้งจอก ชักกำเริบเกิดความคิดว่า

“แม้ตัวเรา ก็เป็นสัตว์ มี 4 เท้าเหมือนกัน เหตุใด จะให้ผู้อื่นเลี้ยงอยู่ทุกวันเล่า นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะฆ่า

ช้างเป็นอาหารกินเนื้อเอง แม้แต่ ราชสีห์ก็เพราะอาศัยเราบอกว่านายขอรับ เชิญท่านแผดเสียงเถิด เท่านั้น
ก็จึงฆ่าสัตว์ต่างๆได้ ต่อแต่นี้ เราจะให้ราชสีห์พูดกับเราบ้าง” ได้เข้าไปหาราชสีห์แล้วบอกเรื่องนั้น แม้ถูก

พระยาราชสีห์พูดเยาะเย้ยว่า “เป็นไปไม่ได้” ก็ตามคงเซ้าซี้อยู่นั่นเอง พระราชสีห์เมื่อไม่อาจห้ามมันได้ ก็
รับคำให้สุนัขจิ้งจอกนอนในที่นอนของตน แล้วไปคอยดูช้างตกมันที่เชิงเขาพบแล้ว ก็กลับเข้ามาบอกสุนัข

จิ้งจอกว่า “จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด” สุนัขจิ้งจอก ออกจากถ้ำทอง สลัดกาย มองทิศทั้ง 4 หอนขึ้น
สามคาบ วิ่งกระโดดเข้างับช้างหวังที่ก้านคอช้าง กลับพลาดไปตกที่ใกล้เท้าช้าง ช้างจึงยกเท้าขวาขึ้นไป

เหยียบหัวจิ้งจอก จนหัวกะโหลกแตกเป็นจุน แล้วเอาเท้าคลึงร่างของมันทำเป็นกองไว้แล้วเยี่ยวรดข้างบน
ร้องกัมปนาทเข้าป่าไป พญาราชสีห์เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า “มันสมองของเจ้าทะลักออกมา

กระหม่อมของเจ้าก็ถูกทำลาย ซี่โครงของเจ้า ก็หักหมดแล้ว วันนี้ เจาช่างรุ่งโรจน์เหลือเกิน”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าคิดทำอะไร เกินกำลังความสามารถของตัวเอง


ไก่ขันไม่เป็นเวลา (อกาลราวิชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูป
หนึ่ง สร้างความรำคาญและความเดือดร้อนแก่หมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนาน

มาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่มานพประมาณ 500 คน พวกมานพอาศัย

ไก่ขันยามตัวหนึ่ง ในการลกขึ้นศึกษาศิลปะ ต่อมามันได้ตายไป พวกเขาจึงแสวงหาไก่ตัวอื่นแทนมัน
ี้
วันหนึ่ง มีมานพคนหนึ่งเข้าไปหักฟืนในป่า ได้ไก่ป่าตัวหนึ่งมาเลยงไว้ ไก่ตัวนี้ไม่รู้จักเวลาขัน เพราะเติบโต
ขึ้นในป่า บางวันก็ขันดึกเกินไป บางวันก็ขันอรุณขึ้น พวกมานพพากันตื่นมาศึกษาศิลปะในเวลาดึกเกินไป

ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น ก็พากันนอนหลับไป ในเวลาสว่างแล้วก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย พวกเขาจึงพากันพูดว่า
“เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวมันขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงศึกษาศิลปะไม่สำเร็จหรอก” จึงนำมันไป

แกงเป็นอาหารแล้วบอกเรื่องนั้นแก่อาจารย อาจารยจึงกล่าวคาถาว่า “ไก่ตัวนี้ ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่


ไม่ได้อยู่ศึกษาในสำนักอาจารย จึงไม่รู้เวลาที่ควรขันและไม่ควรขัน”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เกิดเป็นคนต้องรู้จักเวลาที่เหมาะสมว่า อะไรควรไม่ควร ๛

30

ตายเพราะปาก (ติตติรชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ได้ตรัสอดีต

นิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในตระกูลอุทิจจพราหมณ์ เมื่อ
เรียนจบศิลปะทุกอย่างจากเมืองตักกสิลา แล้วบวชเป็นฤๅษี ได้เป็นอาจารย์ผู้ให้โอวาทแก่ฤๅษี 500 ตน ในที่

นั้น มีฤๅษีขี้โรคผอมเหลืองผู้หนึ่ง วันหนึ่ง ท่านกำลังนั่งฝ่าฝืนอย ได้มีฤๅษีปากมากผู้หนึ่งเข้ามานั่งใกล้ๆ แล้ว
ู่

พูดว่า “ท่านจงฟันอย่างนี้ จงฟันตรงนี้” ทำให้ฤๅษีขี้โรคโกรธแล้วกล่าววา “ท่านไม่ใช่อาจารยสอนศิลปะ

การฝ่าฟืนของผมนะ” จึงฟันดาบสนั้นเสียชีวิตด้วยมีดฝ่าฟืนนั่นเอง และในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของฤๅษี มีนก
กระทาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ที่จอมปลวก ทุกเช้าเย็นมันจะขึ้นไปยืนขันเสียงดังลั่นอยู่บนจอมปลวกนั้นเป็น

ประจำทุกวัน เป็นเหตุให้พรานผู้หนึ่งมาจับมันไปเป็นอาหาร ฤๅษีพระโพธิสัตว์ไม่ได้ยินเสียงมันขันจึงถาม

หมู่ฤๅษี เมื่อทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ท่ามกลางหมู่ฤๅษีว่า “คำพูดที่ดังเกินไป รุนแรงเกินไป

และพูดเกินเวลา ย่อมฆ่าคนผู้มีปัญญาทรามเสย เหมือนเสียงฆ่านกกระทา ที่ขันดังเกินไป”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การพูดมากไม่ดี ควรพูดตามกาลเทศะ และพูดแต่ที่ดี ๛

ดีแต่สอนคนอื่น (อนุสาสิกชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุณีผู้พร่ำสอนรูปหนึ่งมักห้าม

ภิกษุณีรูปอื่นๆ ไปในที่หวงห้ามแต่ตนเองกลับไป เป็นเหตุให้ประสบเหตุร้าย ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกป่า จ่าฝูงของนกนับร้อยตัว อาศัยอยู่ในปาหิมพานต์ วัน


หนึ่ง มีนางนกจัณฑาลตัวหนึ่ง แตกฝูงไปหากินไกลถิ่น ที่ทางใหญ่กลางดง ได้เมลดข้าวเปลือกและถั่วที่ตก
หล่นจากเกวียนชาวบ้านเป็นอาหาร เกิดความโลภอยากเก็บไว้กินผู้เดียว เมื่อกลับมาหาฝูงจึงให้โอวาทแก่

ฝูงนกว่า “ธรรมดาทางใหญ่ในดงลึก มีภัยเฉพาะหน้ามาก ทั้งจากฝูงช้าง ม้าและยวดยานที่เทียมโค ถ้าไม่โผ
บินขึ้นได้เร็ว ก็อย่าไปที่นั้นนะ” ฝูงนกจึงตั้งชื่อให้นางนกนี้ว่า แม่อนุสาสิกา ต่อมาวันหนึ่ง นางกำลังหากิน

อยู่ ได้ยินเสียงยานแล่นมาด้วยความเร็ว ก็เหลียวดูนึกว่า ยังอยู่ไกลตัว ทันใดนั่นเอง ยานพลันถึงตัวนาง
ด้วยความเร็วปานลมพัด นางไม่อาจโผบินขึ้นได้ทัน จึงถูกล้อยานทับตัวขาดเปนสองท่อน นอนตายอยู่ตรง

นั้น นกจ่าฝูง เมื่อไม่เห็นนางกลับมาเข้าฝูง จึงเรียกประชุมนกและให้ออกติดตามหา ไปพบนางในที่นั้น จึง
กล่าวคาถาว่า “นางนกป่าชื่ออนุสาลิกา พร่ำสอนนกตัวอื่นอยู่เนืองนิตย์ แต่ตัวเองกลับโลภจัด จึงถูกล้อรถ

บดขยี้ขาดเป็น 2 ท่อน นอนอยู่ที่หนทางใหญ่”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: กินคนเดียวไม่อร่อย และกินได้ไม่นาน ๛

ปลาเจ้าปัญญา (มิตจินตีชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้เฒ่า 2 รูป ที่
ผัดวันประกันพรุ่ง เป็นผู้เกียจคร้าน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลา 3 ตัว

เป็นสหายกันชื่อว่า พหุจินตี อัปปจินตี และมิตจินตี ตามลำดับ พากันว่ายออกจากป่าลึกเข้ามาใกล้ถิ่น
มนุษย์หากิน ปลามิตจินตีบอกกับเพื่อนๆว่า “ถิ่นมนุษย์เต็มไปด้วยภัย พวกชาวประมงพากันดักข่ายและไซ

พวกเรา เข้าป่าลึกตามเดิมเถอะเพื่อน” ปลาอีก 2 ตัว พูดว่า “วันพรุ่งนี้ พวกเราค่อยไปเถิด” เพราะความ
เกียจคร้านและติดใจในเหยื่อจนเวลาล่วงไปถึง 3 เดือน ชาวประมง ได้เริ่มวางข่ายดักปลาในแม่น้ำ ปลาพหุ

จินตีและอัปปจินตี เมื่อออกหาอาหารพากันว่ายไปข้างหน้าอย่างไม่ระวัง ก็ว่ายเข้าไปในท้องข่ายทันที ส่วน

ปลามิตจินตี มาทีหลังได้กลิ่นข่ายก็ทราบว่าเพื่อนอีก 2 ตัว ติดข่ายแล้ว จึงช่วยเพื่อนด้วยการแสดงลวงให้
ชาวประมงเข้าใจว่าข่ายขาดปลาหนีไปได้ ด้วยการกระโดดข้ามข่ายไปมา พวกชาวประมงจึงยกข่ายขึ้นด้วย

31


เข้าใจวาข่ายขาด ปลาอีก 2 ตัว จึงรอดออกมาได้ ด้วยการช่วยเหลือของปลามิตจินตี พระพุทธองค์ เมื่อ
ตรัสเล่าอดีตนิทานแล้ว ได้ตรัสพระคาถาวา “ปลาชื่อพหุจินตีและปลาชื่ออัปปจินตี ทั้ง 2 ตัวติดอยู่ในข่าย

ปลาชื่อมิตจินตีได้ช่วย ให้หลุดพ้นจากข่าย ปลาทั้ง 2 ตัว จึงได้มาพร้อมกันกับปลามิตจินตี ในแม่น้ำนั้น”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลร้ายมากกว่าผลดี ๛


คนมีศิลปะ (สาลิตตกชาดก)


๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์รปหนึ่ง ได้ตรัส
อดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ในเมืองพาราณสี มี

พราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากคนหนึ่งประจำราชสำนัก ถ้าเขาได้พูดแล้วคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้พูดเลย สร้าง

ความรำคาญให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งพระราชา พระองค์จึงคิดหาวิธสกัดคำพูดของปุโรหิตนั้น
วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปพระอุทยานด้วยพระราชรถ ถึงต้นไทรทอดพระเนตรเห็นพวกเด็กกลุ่มหนึ่งกำลัง
ู้
ยืนมุงดูชายง่อยเปลี้ยผหนึ่ง ดีดก้อนกรวดซัดใส่ใบไม้เจาะรูเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ จึงเสด็จเข้าไป
ทอดพระเนตรดู ทรงคิดได้วิธีสกัดคำพูดของปุโรหิต รบสั่งให้ชายง่อยเปลี้ยเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า

“ในราชสำนักของเรา มีคนพูดมากอยู่คนหนึ่ง เจา สามารถทำให้เขาหยุดพูดได้ไหม ?” เขากราบทูลว่า

“ถ้าได้ขี้แพะถังหนึ่ง อาจทำให้เขาหยุดพูดได้ พระเจ้าค่ะ” จึงรับสั่งให้นำชายง่อยเปลี้ยเข้าวังด้วย ให้เขานั่ง

ภายในม่านเจาะรูตรงข้ามกับที่นั่งของพราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากนั้น พร้อมให้วางขี้แพะแห้งไว้ใกล้ ๆชาย
ง่อยเปลี้ยนั้น พอได้เวลาพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้า เขาก็เริ่มกราบทูลพูดโดยไม่เปดโอกาสให้ผู้อื่น เมื่อเขาอ้า

ปากพูดคำไหน บุรุษง่อยเปลี้ยก็ดีดขี้แพะที่ทำเป็นก้อนเล็กๆ ผ่านม่านเข้าปากเขาทุกคำพูด พราหมณ์

ปุโรหิตจึงได้กลืนกินขี้แพะโดยไม่รู้ตัว พระราชาทรงทราบว่าขี้แพะหมดแล้ว จึงตรัสวา “ท่านอาจารย์ ท่าน
กลืนกินขี้แพะไปตั้งถังหนึ่งแล้ว ยังไม่รู้อีกหรือ ? ท่าน จงไปถ่ายท้องก่อนที่จะตายเสียเถิด” ตั้งแต่นั้นเป็น
ต้นมา พราหมณ์ปุโรหิตปิดปากสนิท แม้ใครจะพูดด้วย ก็ไม่ค่อยจะพูด พระราชาทรงสบายพระทัยแล้ว

รับสั่งให้พระราชทานบ้าน 4 หลัง อยู่ในทิศทั้ง 4 ทิศ พร้อมทรัพย์สินแก่ชายง่อยเปลี้ยนั้น ฝ่ายอำมาตย์ ได้
เข้าเฝาพระราชาแล้วกราบทูลว่า “ธรรมดาศิลปะในโลก บัณฑิตทั้งหลาย พึงเรียน แม้เพียงดีดก้อนกรวด ก็

ยังช่วยให้ชายง่อยได้สมบัตินี้” แล้วกล่าวคาถานี้ว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็สามารถให้
สำเร็จประโยชน์ได้โดยแท้ ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรบุรุษง่อย ได้บ้านทั้ง 4 ทิศ ก็ด้วยการดีดขี้แพะ”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ศิลปะเป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิต และไม่ควรเป็นคนพูดมาก๛

ชื่อนั้นสำคัญไฉน (นามสิทธิชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระภิกษุผู้หวังความสำเร็จโดย

ชื่อรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอาจารย์ทิศา
ปาโมกข์ อยู่ในเมืองตักกสิลา มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อว่า ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่าชื่อของเขาไม่เป็นมงคล


จึงเข้าไปหาอาจารย์ และขอให้อาจารย์ตั้งชื่อให้ใหม่ อาจารยจึงบอกให้ไปเที่ยวแสวงหาชื่อที่ตนเองชอบใจ
มาแล้วจะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้ เขาได้ออกเดินทางไปแสวงหาชื่อใหม่ จนถึงเมืองหนึ่ง เดินผ่านขบวนญาติ

หามศพไปป่าช้า จึงถามถึงชื่อคนตาย พวกญาติจึงบอกชื่อว่า ชีวกะ(นายบุญรอด) เขาถามว่า “ชื่อชีวกะก็


ตายหรือ ?” พวกญาติจึงกล่าววา “จะชื่ออะไร ๆ ก็ตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรยกกันเท่านั้น”
พอเดินเข้าไปในเมือง พบเห็นพวกนายทุนกำลังจับนางทาสีเฆี่ยนด้วยเชือกอยู่ จึงถามความนั้นทราบว่านาง


ไม่ยอมให้ดอกเบี้ยจึงถูกลงโทษแทน ถามถึงชื่อนางทาสีนั้น ทราบว่าชื่อนางธนปาลี (นางรวย) จึงถามวา

“ชื่อรวย ยังไม่มีเงินดอกเบี้ยหรือ ?” พวกนายทุนจึงตอบวา “จะชื่อรวยหรือจน เป็นคนยากจนได้ทั้งนั้น

32

ชื่อเป็นเพียงบัญญัติเรียกกันเท่านั้น” เขาเริ่มรู้สึกเฉยๆ ในเรื่องชื่อยิ่งขึ้น เขาได้เดินทางออกจากเมืองไป ใน

ระหว่างทางพบคนหลงทางคนหนึ่ง จึงถามชื่อ ทราบว่าชื่อ ปันถกะ(นายชำนาญทาง) จึงถามวา “ขนาดชื่อ
ชำนาญทางยังหลงทางอยู่หรือ ?” คนหลงทางจึงตอบว่า “จะชื่อชำนาญทางหรือไม่ชำนาญทาง ก็มีโอกาส
หลงทางได้เท่ากัน เพราะชื่อเป็นบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น” เขาจึงวางเฉยในเรื่องชื่อ เดินทางกลับไป

พบอาจารย์ แล้วเล่าเรื่องที่ตนพบเห็นมาให้ฟัง และขอให้ชื่อนายบาปเช่นเดิม อาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า

“เพระเห็นคนชื่อเป็นได้ตายไป หญิงชื่อรวยกลับตกยาก และคนชื่อว่านักเดินทางแต่กลับหลงทางอยู่ในป่า
นายปาปกะจึงได้กลับมา”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ชื่อนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ ๛


การไว้วางใจ (วิสสาสโภชนชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการบริโภคปัจจัย 4 ที่หมู่ญาติ
ถวาย ด้วยความไว้วางใจ โดยไม่พิจารณาของหมู่ภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนาน

มาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเศรษฐีคนหนึ่ง มีสมบัติมาก ในเมืองพาราณสี เขามีโคอยู่ฝูงหนึ่ง ในฤดูทำนา
ได้มอบให้คนเลยงโคคนหนึ่ง ต้อนฝูงโคไปตั้งคอกเลี้ยงโคอยู่ในป่า และให้นำน้ำนมโคมามอบให้ตนตามเวลา
ี้
ก็แลในที่ไม่ไกลจากคอกโคนั้น มีราชสีห์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ด้วยความกลัวราชสีห์ ฝูงโคจึงซูบผอม น้ำนมก็ไม่

เข้มข้นเหมือนเดิม วันหนึ่ง คนเลี้ยงโค นำน้ำนมโคมามอบให้เศรษฐี ๆ เห็นแล้วจึงถามว่า “ทำไม น้ำนมโค
ถึงใส” เขาจึงเล่าเรื่องนั้นให้เศรษฐีฟังว่า “มีราชสีห์ตัวนั้น ติดพันแม่เนื้อตัวหนึ่งจึงไม่หนีไปไหน” เศรษฐีจึง


แนะนำวา “เจ้า จงจับแม่เนื้อนั้น ให้จงได้ ทายาพิษที่ขนของมัน ตั้งแต่หน้าขนผากมันขึ้นไปหลาย ๆ ครั้ง
กักไว้ สัก 2-3 วัน แล้วค่อยปล่อยมันไป” เขาได้ทำเช่นนั้น ราชสีห์เห็นแม่เนื้อนั้น ก็เลียตามตัวด้วยความ

สิเนหา ได้ถึงความสิ้นชีวิตไป คนเลี้ยงโค ได้นำหนังของราชสีห์ไปมอบใหเศรษฐีๆ จึงกล่าวว่าขึ้นชื่อว่าความ

เสน่หาในพวกอื่นไม่ควรกระทำ ราชสีห์เพราะอาศัยความติดพันด้วยอำนาจกิเลส เลีียสรีระของแม่เนื้อ

สิ้นชีวิตแล้วกล่าวคาถานี้ว่า “บุคคล ไม่ควรไว้วางใจ ในผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกัน แม้ผู้ที่คุ้นเคยกันแล้ว ก็ไม่ควร
ไว้วางใจ ภัย ย่อมมีมาจากผู้ที่คุ้นเคยกัน เหมือนภัยของราชสีห์เกิดจากแม่เนื้อ”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน ๛

คนที่เหมาะสมกับเหตุการณ์ (มหาสารชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอานนทเถระ เรื่องมีอยู่ว่า

ครั้งนั้น พระสนมของพระเจ้าโกศล มีความประสงค์จะศึกษาธรรมะ จึงขอโอกาสพระราชา นิมนต์พระสงฆ์
รูปหนึ่งเข้ามาสอนธรรมะในพระราชวัง พระราชาทรงเห็นดีด้วย จึงกราบทูลแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์

จึงจัดส่งพระอานนทเถระเข้าไปแสดงธรรมในพระราชวัง ต่อมาวันหนึ่ง พระจุฬามณีของพระราชาเกิดสูญ
หาย พระราชาจึงรับสั่งให้อำมาตย์ตรวจค้นผู้คนในพระราชวังทั้งหมด แต่ก็ไม่พบ ทำให้ผู้คนเกิดความ

เดือดร้อน วันนั้น พระเถระเข้าไปพระราชวัง พบเห็นความผิดปกติของพระสนม ซึ่งทุกวันพอเห็นพระเถระ
มา จะพากันร่าเริงยินดี ตั้งใจเรียนธรรม แต่วันนั้น กลับดูเหงาหงอย ซึมเซา จึงถามดู เมื่อทราบความแล้ว


จึงขอเข้าเฝ้าพระราชา และให้คำแนะนำวา “อุบายที่จะไม่ทำให้มหาชนลำบาก แล้วให้เขานำพระจุฬามณ ี
มาคืน พอมีอยู่ โดยใช้บิณฑทาน กล่าวคือ พระองค์สงสัยคนเท่าใด ก็จับคนเท่านั้น แล้วให้ฟ่อนฟางหรือ

ก้อนดินไปคนละก้อน บอกให้นำมาโยนทิ้งไว้ที่ห้องหนึ่ง คนที่ถือเอาพระจุฬามณีไป ก็จักซุกมากับฟ่อนฟาง

หรือก้อนดินนั้นนำมาโยนไว้ แล้วให้อำมาตย์ตรวจค้นดู วันแรกถ้ายังไม่พบ ก็พึงให้ทำเช่นนี้สัก 3 วัน ผู้คน
ส่วนใหญ่ก็จะไม่พลอยลำบากด้วย” พระราชารับสั่งให้ทำเช่นนั้นตลอด 3 วัน ไม่มีใครนำแก้วจุฬามณีมาคืน

33


เลย พระเถระถวายพระพรอีกวา “ถ้าเช่นนั้น โปรดรับสั่งให้ตั้งตุ่มใหญ่บรรจุน้ำเต็มไว้ในท้องพระโรง ทำ
ม่านกั้นบังไว้แล้วให้ผู้คนทุกคนในพระราชวัง ห่มผ้าแล้วเข้าไปในม่านล้างมือที่ตุ่มทีละคนแล้วออกมา “


พระราชารบสั่งให้ทำเช่นนั้นปรากฏว่า ได้แก้วจุฬามณีกลับคืนมา ทรงดีพระทัยยิ่งนัก ผู้คนอาศัยพระเถระ
จึงพ้นจากทุกข์ได้ เรื่องนี้ทราบไปถึงพระพุทธองค์ พระองค์จึงได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่ง

นานมาแล้ว พระโพธิสัตว์ เกิดเป็นอำมาตย์ในเมืองพาราณสี วันหนึ่ง พระราชา เสด็จประภาสอุทยาน เมื่อ

จะทรงอุทกกีฬา รับสั่งให้พวกสตรีเปลื้องอาภรณ์เครื่องประดับไว้กับหญิงรับใช้ แล้วลงสู่สระน้ำ ขณะนั้น มี
นางลิงขาวตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในอุทยานนั้น ขณะหญิงรับใช้หลับ ได้ลักเอาสร้อยมุกดาแล้วกระโดดขึ้นต้นไม้
นำไปซุกซ่อนไว้ในโพรงไม้แห่งหนึ่ง ครั้นนางหญิงรับใช้ตื่นขึ้นมาไม่เห็นสร้อยมุกดา ก็ตัวสั่นจึงร้องตะโกนว่า

“มีคนแย่งสร้อยมุกดาของพระเทวีหนีไปแล้ว” พวกทหารจึงรีบวิ่งตามจับโจร ขณะนั้น มีชายบ้านนอกคน

หนึ่งเดินผ่านมา พอได้ยินเสียงนั้นก็ตกใจวิ่งหนี พวกทหารเห็นเขาหนีจึงวิ่งตามจับมาได้ ด้วยความกลัวตาย
ชายคนนั้น จึงยอมรับว่า ได้ขโมยไปจริง เมื่อถูกถามหาว่านำไปไว้ไหน ก็บอกว่า มอบให้เศรษฐีไปแล้ว

พระราชารบสั่งให้เศรษฐีมาเฝ้า เศรษฐีก็กราบทูลว่าได้มอบให้ปุโรหิตไปแล้ว ฝ่ายปุโรหิตก็กราบทูลว่าได้

มอบให้คนธรรพ์ไปแล้ว คนธรรพ์ก็กราบทูลว่าได้มอบให้นางวัณณทาสีไปแล้ว ส่วนนางวัณณทาสีกราบทูล

ว่า มิได้รับไว้ เมื่อสอบสวนคนทั้ง 5 คนกว่าจะทั่วทุกคน พระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว พระราชาจึงรับสั่ง
ว่า “ต้องรู้เรื่องในวัน พรุ่งนี้” จึงมอบคนทั้ง 5 ให้อำมาตย์แล้วเสด็จกลับเข้าสู่พระนคร ฝ่ายอำมาตย์คิดว่า

“เครื่องประดับหายภายในสวน ส่วนคนเหล่านี้เป็นคนภายนอก การอารักขาก็เข้มแข็ง โอกาสที่คนข้างนอก
หรือคนรับใช้ในสวนจะลักไม่มีวี่เเววเลย คำยอมรับของพวกเหล่านี้ ก็เพื่อปลดเปลื้องตนจากความผิด

เท่านั้น สวนนี้มีลิงอาศัยอยู่มาก เครื่องประดับคงตกอยู่ในมือของลิงตัวหนึ่งเป็นแน่” จึงขอให้มอบโจรทั้ง 5
คนแก่ตน แล้วนำไปขังไว้ในห้องเดียวกัน สั่งให้ทหารแอบฟังดูว่า “พวกโจรนี้จะปรึกษาอะไรกันบ้าง” พอ

ตกดึก เศรษฐีจึงถามชายบ้านนอกว่า “มึงเคยพบกูที่ไหน มึงเคยให้เครื่องประดับกูตั้งแต่เมื่อไร ?” ส่วนชาย

บ้านนอกรีบขอโทษแล้วกล่าววา “ผมก็ไม่รู้จักสร้อยมุกดาด้วยซ้ำไป ที่อ้างท่านก็เพราะจะอาศัยท่านรอด

พ้นจากอันตราย” ฝ่ายปุโรหิตก็ถามเศรษฐีวา “เมื่อชายคนนั้นไม่ได้มอบเครื่องประดับแก่ท่าน แล้วท่านเอา

มามอบให้ข้าพเจ้าตั้งแต่เมื่อใด” เศรษฐีจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากล่าวไปก็เพราะเราทั้งสองเป็นคนใหญ่คนโต

ช่วยกันพูดการงานก็จะสำเร็จด้วยดี” ปุโรหิตก็พูดกับคนธรรพ์วาที่ข้าพเจ้ากล่าวตู่ท่าน ก็เพื่อที่จะอาศัยท่าน
อยู่เป็นสุขในห้องขัง ส่วนคนธรรพ์ก็กล่าวกับนางวัณณทาสีว่า ที่ข้าพเจ้ากลาวตู่ท่านก็เพื่อที่จะอาศัยท่านใน

เรื่องเพศสัมพันธ์ พวกเราจักไม่ต้องหงอยเหงาอยู่รวมกันอย่างสบาย อำมาตย์ ฟังคำรายงานนั้นจากทหาร

แล้ว ก็ทราบแน่ชัดว่าคนทั้ง 5 นั้นไม่ใช่โจร จึงสั่งให้ทำเครื่องประดับยางไม้ เสรจแล้วให้จับลิงมาประดับ

หลายตัวแล้วปล่อยไป สั่งให้ทหารสังเกตดู พวกลิงที่ได้เครื่องประดับไปแล้วก็อวดเครื่องประดับกันเกรียว

กราว นางลิงนั้น พอเห็นเพื่อนมีเครื่องประดับก็ทนไม่ได้ จึงไปนำสร้อยมุกดามาประดับอวดตน พวกทหาร
เห็นเช่นนั้น จึงนำกลับมามอบให้แก่อำมาตย์ อำมาตย์ ได้นำสร้อยมุกดาเข้ากราบทูลแด่พระราชาและกราบ

ทูลความจริงให้ทรงทราบ พระราชาทรงดีพระทัย เมื่อจะชมเชยอำมาตย์จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า “ยามคับขัน

ประชาชนต้องการผกล้าหาญ ยามปรึกษาการงาน ต้องการคนไม่พูดพล่าม ยามมีข้าวน้ำ ต้องการคนเป็นที่
ู้
รักของตน ยามเกิดปัญหา ต้องการบัณฑิต”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ใช้คนให้ถูกกับสถานการณ์ ๛

34

ลูกสกาอาบยาพิษ (ลิตตชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการบริโภคปัจจัยที่มิได้พิจารณา

เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยนั้น พวกภิกษุได้ปัจจัย 4 มีจีวรเป็นต้น ไม่ได้พิจารณาก่อนแล้วบริโภค ภิกษุเหล่านั้น
โดยมากจะไม่พ้นจากนรกและกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน พระพุทธองค์ จึงตรัสถึงโทษในการไม่พิจารณาปัจจัย


4 แล้วใช้สอนวา “ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุ ได้รับปัจจัย 4 แล้ว ไม่พิจารณาบริโภคไม่ควรเลย
เพราะฉะนั้น จำเดิมแต่นี้ พวกเธอ ต้องพิจารณาแล้วจึงค่อยบริโภค” เมื่อทรงแสดงวิธีพิจารณาปัจจัย 4
ทรงวางแบบแผนไว้โดยนัยมีอาทิว่า “ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึง
ใช้สอยจีวร ฯลฯ เมื่อต้องการปกปิดอวัยวะที่น่าละอาย” แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย การพิจารณาปัจจัย 4

อย่างนี้แล้วบริโภคย่อมสมควร ขึ้นชื่อว่า การไม่พิจารณาแล้วบริโภค เป็นเช่นกับบริโภคยาพิษที่ร้ายแรง

ยิ่งใหญ่ ด้วยว่า คนในครั้งก่อน ไม่พิจารณา ไม่รู้โทษ บริโภคยาพิษ ผลที่สุดต้องเสวยทุกข์ใหญ่หลวง” แล้ว
ทรงนำอดีตนิทานมาสาธกดังนี้ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนักเลงสกา ในกรุง

พาราณสี วันหนึ่ง ได้เล่นสกากับชายโกงคนหนึ่ง เมื่อเวลาตนชนะก็จะไม่ทำลายสนามเล่น พอเวลาแพ้จะ
เอาลูกสกาใส่ปากแล้วบอกว่า ลูกสกาหาย แล้วก็เลิกเล่นหนีไปเป็นประจำ พระโพธิสัตว์ จึงคิดหาวิธีแก้เผ็ด


ด้วยการเอาลูกสกายอมยาพิษแล้วตากให้แห้ง นำไปเล่นกับเขา พอเวลาแพ้เขาก็ทำเช่นนั้นอีก พระโพธิสัตว์
เห็นเช่นนั้น จึงกล่าวคาถาว่า “บุรุษ กลืนลูกสกา อันเคลือบด้วยยาพิษอย่างแรง ยังไม่รู้ตัว เฮ้ย เจ้านักเลง

ชั่ว เจาจงกลืนเข้าไป พิษร้ายแรงจักออกฤทธิ์แก่เจ้าในภายหลัง” ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังพูดอยู่นั่นแหละ

เขาได้ล้มลงสลบไปด้วยฤทธิ์ยาพิษ พระโพธิสัตว์จึงปรุงยาเพื่อให้เขาสำรอกออกมา ให้รอดพ้นจากความ

ตาย แล้วสั่งสอนเขาไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: จะกินจะใช้อะไร ควรพิจารณาก่อนกินก่อนใช้เสมอ ๛


ดาบสขี้โกง (กุหกชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้มักหลอกลวงรูปหนึ่ง ได้
ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีชฎิลโกงผู้หนึ่งเป็นดาบส

หลอกลวง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ภายใต้การอุปถัมภ์ของพ่อค้าคนหนึ่ง เขาสร้างศาลาให้ดาบสและ

ปรนนิบัติด้วยอาหารอันประณีต ด้วยเชื่อว่าดาบสเปนผู้ทรงศีล จึงนำทองคำร้อยแท่งไปฝังไว้ใกล้ๆ ศาลา
ของดาบสนั้น เพื่อให้ดาบสช่วยดูแลรักษา ดาบสพูดให้เขาเกิดความสบายใจวา “ขึ้นชื่อว่าความโลภใน

สิ่งของผู้อื่น บรรพชิตไม่มีเลย” เวลาผ่านไปสองสามวัน ดาบสได้นำทองคำไปฝังไว้เสียที่แห่งอื่น แล้ว

ย้อนกลับมา ในวันรุ่งขึ้นฉันอาหารในบ้านของพ่อค้าแล้วกล่าวอำลาวา “อาตมาอาศัยท่านอยู่นานแล้ว
ความพัวพันกับกับพวกมนุษย์ย่อมมี ธรรมดาการพัวพันเป็นมลทินของบรรพชิต เพราะฉะนั้น อาตมาจะขอ

ลาไป” แม้พ่อค้าจะอ้อนวอนอย่างไร ก็จะไม่อยู่ท่าเดียว เมื่อพ่อค้าบอกว่า “ไปเถิดพระคุณเจ้า “ตามไปส่ง

จนถึงประตูบ้านแล้วกลับเข้าบ้านไป ดาบสนั้น เดินไปได้หน่อยหนึ่งแล้วก็เดินกลับมา พร้อมกับยื่นหญ้าเสน

หนึ่งให้แก่พ่อค้าพร้อมกล่าววา “มันติดชฎาของอาตมาไป จากชายคาเรือนของท่าน ขึ้นชื่อว่า อทินนาทาน

ไม่สมควรแก่บรรพชิต” พ่อค้ายิ่งเลื่อมใสเข้าใจวา “ดาบสนี้ไม่ถือเอาสิ่งของผู้อื่น แม้เพียงเส้นหญ้า โอ!

พระคุณเจ้าช่างเครงคัดจริง ๆ” ก็พอดีมีชายบัณฑิตคนหนึ่งไปชนบทเพื่อต้องการสิ่งของ ได้พักแรมอยู่ใน

บ้านพ่อค้านั้นด้วย เห็นเหตุการณ์นั้นแล้วฉุกคิดว่า “ต้องมีอะไรสักอย่างแน่ ๆ ที่ดาบสนี้ถือไป” จึงถาม
พ่อค้าว่า “ท่านได้ฝากอะไรไว้กับดาบสไหม ?” พ่อค้าจึงเล่าเรื่องฝากให้ดาบสดูแลหลุมฝังทองคำ 100 แท่ง

เขาจึงบอกให้พ่อค้ารีบไปตรวจเช็คดูว่าหายหรือไม่ เมื่อพ่อค้าไปตรวจดูแล้วปรากฏว่าไม่เห็นทองคำ จึงรบ


35

กลับมาบอกชายบัณฑิตนั้น แล้วพากันรีบติดตามดาบสจับมาทุบบ้าง เตะบ้าง ให้นำทองคำมาคืน เมื่อพบ
ทองคำแล้ว ชายผู้เป็นบัณฑิตจึงพูดว่า “ดาบสนี้ขโมยทองคำ 100 แท่ง ยังไม่ข้องใจ กลับมาข้องใจในเรื่อง

เพียงเส้นหญ้า “แล้วกล่าวคาถาว่า “ถ้อยคำของท่านช่างไพเราะอ่อนหวานเสียนี่กระไร ท่านรังเกียจกระทั่ง
หญ้าเส้นเดียว แต่เมื่อขโมยทองคำไปตั้ง 100 แท่ง กลับไม่รังเกียจเลยนะ”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน ๛

หนูกัดผ้า (มงคลชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน กรงราชคฤห์ ทรงปรารภพราหมณ์ชาวเมืองผู้หนึ่ง ซึ่ง
ื่
เป็นผู้ถือมงคลตื่นข่าว ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เปนมิจฉาทิฎฐิ มีโภคทรัพย์มาก เรองมีอยู่ว่า...วันหนึ่ง

หนูได้กัดผ้านุ่งคู่หนึ่งของพราหมณ์ ที่เก็บไว้ในหีบ เขาคิดว่า “ความพินาศอย่างใหญ่หลวง จักมีแก่

ครอบครัวของเราและผู้ที่นุ่งผ้าคู่นี้” จึงให้ลูกชายใช้ท่อนไม้คอนผ้าไปทิ้งที่ป่าช้าผีดิบ เชาตรู่ของวันนั้น พระ
พุทธองค์ได้ตรวจดูเวไนยสัตว์ เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของพราหมณ์พ่อลูกคู่นี้ จึงได้เสด็จไปเหมือน

นายพรานตามรอยเนื้อ ได้ประทับยืนอยู่ที่ประตูป่าช้าผีดิบ ทรงเปล่งพระพุทธรงษี 6 ประการอยู่ ฝายลูก


ชายของพราหมณ์ เดินคอนผ้าเข้าประตูป่าช้าผีดิบมา เมื่อพระพุทธองค์ตรัสถาม จึงเล่าเรื่องนั้นให้ฟัง พระ
พุทธองค์จึงตรัสให้ทิ้งผ้านั้นเสีย พอมานพนั้นทิ้งผ้าแล้ว พระองค์ก็ทรงถือเอาผ้านั้นต่อหน้ามานพนั่นเอง ทั้ง

ๆ ที่ถูกมานพนั้นห้ามอยู่วา “อย่าจับ อย่าจับ ผ้านั้นเป็นอวมงคล” ก็ทรงถือผ้านั้นเสด็จกลับวัดเวฬุวันไป

มานพรีบกลับไปบ้านบอกเรื่องนั้นแก่บิดา พราหมณ์พอได้ฟังลูกชายเล่าเรื่องจบ ก็ตกใจด้วยเกรงว่า “ความ


พินาศจักมีแก่พระพุทธเจ้าและพระวิหาร ผู้คนก็จะครหานินทาได้ เราต้องหาผาผืนใหม่ไปถวายแลกผ้าคู่นั้น
นำกลับไปทิ้งเสีย” จึงชวนลูกชายและคนรับใช้นำผ้าใหม่ไปวัดเวฬุวัน ขอถวายผ้าใหม่แลกกับผ้าคู่นั้นคืนมา

พระพุทธองค์ตรัสว่า “พราหมณ์ พวกเรามีนามว่าบรรพชิต ผ้าเก่าๆที่เขาทิ้งแล้วหรือตกอยู่ในที่เช่นนั้น
ย่อมควรแก่พวกเรา ท่านเองมิใช่แต่จะเพิ่งเป็นคนมีความเชื่ออย่างนี้ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็เคยมี

ความเชื่ออย่างนี้เหมือนกัน” ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว ตรัสพระคาถาว่า “ผู้ใดถอนทิฏฐิเรื่องมงคล อุ
บาต ความฝันและลักษณะได้แล้ว ผู้นั้น ล่วงพ้น สิ่งอันเป็นมงคลและโทษทั้งปวง ครอบงำกิเลสเป็นคู่ ๆ 1

และโยคะทั้ง 2 ประการได้แล้ว ไม่กลับมาเกิดอีก”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เป็นชาวพุทธไม่ควรเชื่อในโชคลางสังหรณ์ใด ๆ ๛


ประตูแห่งประโยชน์ (อัตถัสสทวารชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์คนหนึ่ง
ความว่า ...วันหนึ่ง ได้มีเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากคนหนึ่งพา บุตรอายุ 7 ขวบ ไปเข้าเฝ้าและถามปัญหาว่า

“ลูกชายได้ถามถึงประตูแห่งประโยชน์ว่าคืออะไร” เพราะเป็นเด็กมีปัญญาฉลาด พระพุทธองค์จึงตรัสว่า

“ในอดีตเด็กนี้ ก็เคยถามเราครั้งหนึ่งแล้ว” ได้ตรัสแก้ปัญหานี้ เป็นพระคาถาวา “บุคคลควรปรารถนาลาภ
อย่างยิ่ง คือ ความไม่มีโรค 1 ศีล 1 การคล้อยตามผู้ร 1 การสดับตรัสฟัง 1 การประพฤติตามธรรม 1 ความ
ู้
ที่จิตไม่หดหู่ 1 คุณธรรม 6 ประการนี้ เป็นประตูด่านแรกแห่งประโยชน์”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ประตูแห่งประโยชน์ (ความสำเร็จ) มีอยู่ 6 ประการ ใครทำได้ตามนี้
ชีวิตรุ่งโรจน์แน่ ๆ ๛

36

เหตุห้ามภิกษุมิให้ดื่มสุรา (สุราปานชาดก)
๏ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี ทรงปรารภพระสาคตเถระเรื่องดื่มสุรา เรื่อง

มีอยู่ว่า หลังจำพรรษาที่เมืองสาวัตถีแล้ว พระพุทธองค์พร้อมพระภิกษุสงฆ์ มีพระสาคตเถระเป็นพระ
อุปัฏฐาก ได้จาริกไปจนถึงภัททวติกานิคม ถึงแม้พวกชาวบ้านที่เห็นแล้วพากันมา กราบทูลไม่ให้เสด็จไปท่า

อัมพะ เพราะอัมพติฏฐกนาค มีพิษร้ายจะทำอันตรายก็ตาม ก็ทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินถ้อยคำของคน

เหล่านั้น เสด็จเข้าไปปูลาดหญ้านั่งขัดสมาธิอยู่ในที่อยู่ของนาคนั้น ส่วนพระสาคตเถระเข้าไปใกล้อาศรม
นาคแล้วปูลาดหญ้านั่งขัดสมาธิอยู่ใกล้ๆนาคนั้น นาคได้แสดงฤทธิ์ บังหวลควันและทำให้ไฟลุกไหม้ขึ้น พระ
เถระก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน ได้ปราบนาคให้หมดฤทธิ์ตั้งอยู่ในศีล ในเวลาชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น รุ่งเช้า พระ

พุทธองค์และพระสงฆ์สาวกได้เข้าไปในเมืองโกสัมพี เรื่องราวที่พระสาคตเถระปราบนาคได้แพร่กระจายไป

ทั่วเมือง ฝูงชนชาวเมืองโกสัมพี ทำการต้อนรับพระพุทธองค์แล้วไปไหว้พระสาคตเถระ พร้อมกับปวารณา
ว่า “ถ้าพระเถระต้องการอะไรที่หาได้ยาก จงบอก จะจัดถวาย” พระเถระกลับนั่งนิ่งเสียไม่พูดว่าอะไร แต่

พวกภิกษุหัวดื้อฉัพพัคคีย์ พากันบอกฝูงชนวา “โยม สุราสีแดงดุจเท้านกพิราบสิ บรรพชิตหาได้ยาก และ

เป็นของชอบใจของพระเถระด้วย” ชาวเมืองได้นิมนต์พระพุทธองค์พร้อมพระสงฆ์สาวกฉันในวันพรุ่งนี้

ในตอนเช้า ชาวเมืองต่างก็พากันจัดเตรียมสุราสีแดงดุจเท้านกพิราบไว้ถวายพระเถระทุกเรือน พระเถระดื่ม
สุราแล้วเมา เดินไปล้มลงที่ประตูเมืองนอนบ่นพร่ำเพออยู่ เมื่อพระพุทธองค์ฉันเสร็จได้เสด็จกลับ พบพระ

เถระนอนอยู่เช่นนั้น จงรับสั่งให้ประคองพระเถระนอนหันศีรษะไปทางพระบาทของพระองค์ พระเถระ

กลับนอนเหยียดเท้าไปทางพระพักตร์ของพระพุทธองค์ พระองค์จึงทรงตรัสโทษของการดื่มสุราว่า “พระ

สาคตะเคยเคารพในเรา บัดนี้ไม่มีแล้ว เคยเป็นผู้มีความสามารถปราบพญานาคได้ บัดนี้ไม่มีแรงที่จะปราบ
แม้กระทั่งงูปลา ภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่ดื่มแล้ว ปราศจากความจำได้หมายรู้ สิ่งนั้นภิกษุไม่ควรดื่ม” แล้วทรง

บัญญัติสิกขาบทว่า เป็นปาจิตตีย์ในเพราะดื่มสุราเมรัย ในตอนเย็น พวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภาพูดถึง

โทษของการดื่มสุรา พระพุทธองค์ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในกรุงพาราณสี
ู่
แคว้นกาสี มีฤๅษีอยู่ประมาณ 500 รูป ได้อภิญญาและสมาบัติ อาศัยอยในป่าหมวันตะ ครั้นถึงฤดูฝนจึง


อำลาอาจารยเพื่อเข้าเมืองถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ ทำให้ประชาชนและพระราชาเลื่อมใสแล้ว พักอยู่ในพระราช
อุทยาน ต่อมาวันหนึ่งในเมืองพาราณสีมีเทศกาลดื่มสุรา พระราชาดำริว่า พวกบรรพชิต หาสุราได้ยาก จึง

รับสั่งให้ถวายสุราอย่างดี เป็นอันมากแก่ฤๅษี พวกฤๅษีดื่มสุราแล้วเมา บางพวกลุกขึ้นฟ้อนรำ บางพวกขับ
ร้องจนหลับไป พอสร่างเมาพากันตื่นขึ้นมาเห็นอาการอันแปลกของพวกตน ก็เสียใจว่าไม่ควรทำ จึงพากัน

กลับไปหาอาจารย์ เล่าเรื่องนั้นให้แก่อาจารย์ฟังว่า “พวกกระผมได้พากันดื่ม ได้พากันฟ้อนรำ พากันขับ
ร้องแล้ว ก็พากันร้องไห้ เพราะดื่มสุราที่ทำให้สัญญาวปริต เห็นดีแต่ที่มิได้กลายเป็นลิงไปเสียเลย”

อาจารย์ได้สอนวา “ธรรมดานรชนที่เหินห่างจากการอยู่ร่วมกับครู ย่อมเป็นเชนนี้ได้ทั้งนั้น”


ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: โทษของการดื่มสุรา เป็นเหตุให้คนทำในสิ่งที่ไม่กล้าทำได้้ ๛

ปลาขอฝน (มัจฉชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ทรงปรารภการบันดาลให้ฝน
ตกทั่วเมือง เรื่องมีอยู่ว่า ...ในสมัยนั้น ทั่วทั้งแคว้นโกศลเกิดภัยแล้งฝนไม่ตกหลายเดือน ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง

สระน้ำแห้งขอดเหลือแต่โคลนตม ปลาตายเกลื่อนกลาด ฝูงนก ฝูงกาบินว่อน ชาวเมืองสาวัตถีและฝูงสัตว์
เกิดเดือดร้อนกันไปทั่ว แม้น้ำในสระวัดเชตวันก็เหือดแห้งเช่นกัน ปลากระเสือกระสนหนีตายเข้าไปใน

เปลือกตม รุ่งเช้า พระพุทธองค์ ได้ทรงตรวจดูสรรพสัตว์ ทรงเห็นความเดือดร้อนนั้นแล้ว ทรงมีพระมหา

37

กรุณาธิคุณต่อสรรพสัตว์ หลังจากเสด็จกลับมาจากบิณฑบาตแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ที่บันไดสระในวัดเชตวัน
ตรัสเรียกพระอานนท์ให้นำผ้าอาบน้ำมาถวายพระองค์ ด้วยมีพระประสงค์จะสรงน้ำในสระ แม้พระอานนท์

จะทูลว่าน้ำในสระมีแต่ตม ไม่มีน้ำมิใช้หรือ ก็ทรงตรัสว่า “อานนท์ ธรรมดากำลังของพระพุทธเจ้าใหญ่
หลวงนัก เธอจงนำเอาผ้าอาบน้ำมาเถิด” พระเถระได้นำผ้ามาถวายแล้ว พระพุทธองค์ทรงนุ่งผ้าด้วยชาย

ข้างหนึ่ง ทรงคลุมพระสรีระด้วยชายข้างหนึ่ง ประทับยืนที่บันไดตั้งพระทัยว่า เราจักสรงน้ำในสระ ทันใด

นั้นเอง แท่นศิลาอาสน์ของท้าวสักกะก็แสดงอาการร้อน ท้าวเธอทราบเรื่องนั้นแล้วจึงบัญชาให้วลาหก
เทวราชเจ้าแห่งฝน บันดาลฝนให้ตกทั่วแคว้นโกศลโดยไม่ขาดสายครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็เต็มสระ ท้วมถึง
บันไดสระ พระพุทธองค์ทรงลงสรงน้ำในสระแล้ว ทรงครองผ้าสองชั้นสีแดง คาดรัดประคต ทรงครองสุคต

จีวร เฉวียงพระอังสะ เสด็จประทับในพระคันธกุฎี ในเวลาเย็น พวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภายกเรื่อง

พระพุทธองค์ทรงบันดาลให้ฝนตก ด้วยพระกรุณาในชาวเมืองและสรรพสัตว์ขึ้นมาสนทนากัน พระพุทธ
องค์จึงได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกดังนี้ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ห้วยแห่งหนึ่ง มีเถาวัลย์รกรุงรัง พระ

ู่
โพธิสัตว์เกิดเป็นปลาช่อนตัวหนึ่ง อาศัยอยในห้วยนั้น สมัยนั้น เกิดภัยแล้งฝนไม่ตกเช่นเดียวกัน ฝูงปลาต่าง
ดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยเปลือกตม ฝูงนกการุมจิกกินหมู่ปลา ปลาช่อนนั้นเห็นความพินาศของหมู่ญาติ จึงทำ

สัจกิริยาให้ฝนตกด้วยการแหวกออกจากเปลือกตม มองดูอากาศแล้วบันลือเสียงแก่เทวราชปัชชุนนะว่า
“หมู่ปลาเดือดร้อนมาก ข้าพเจ้ารักษาศีลไม่เคยกินปลาด้วยกันตลอดชีวิต ด้วยความสัตย์นี้ขอท่านจงให้ฝน

ตกลงมาเถิด” แล้วกล่าวคาถาว่า “ปัชชุนนเทพ ท่านจงคำรณคำรามให้ฝนตกมา ทำลายขุมทรัพย์ของฝูงกา

ทำฝูงกาให้ได้รับความเศราโศก และช่วยปลดเปลื้องข้าพเจ้าและหมู่ญาติ ให้พ้นจากความเศร้าโศกเถิด”
ฝนห่าใหญ่จึงตกลงมาช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดพ้นจากความตายได้
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คุณของศีลสามารถช่วยเหลือชีวิตของผู้อื่นให้รอดพ้นจากความตายได้ ๛



ธรรมสำหรับต้นไม้ (รุกขธัมมชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึงความพินาศใหญ่ที่กำลังจะ

เกิดแก่พระประยูรญาติของพระองค์ เพราะทะเลาะกันเรื่องน้ำ ขอให้สมานสามัคคีร่วมใจกัน ได้ตรัสอดีต
นิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท้าวเวสวรรณมหาราชถึงคราวจุติ จึงส่งข่าวไปยังเทพยดาให้

จับจองต้นไม้ กอไผ่ พุ่มไม้และเครือไม้ทำเป็นวิมานสถานที่อยู่ รุกขเทวดาตนหนึ่ง จึงประกาศในท่ามกลาง
หมู่ญาติ ให้จับจองต้นไม้ทำเป็นวิมานสถานที่อยู่ อย่าไปอยู่บนเนิน ให้อยู่รวมกันที่ป่ารัง พวกเทพยดาที่เปน

บัณฑิตต่างก็ทำตามคำสั่งของรุกขเทวดานั้น ส่วนพวกเทพยดาผู้ไม่ใช่บัณฑิตไม่เชื่อคำ จึงพากันไปจับจอง
วิมานอยู่ตามประตูบ้าน ประตูเมือง ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ด้วยหวังในลาภยศอันเลิศ ได้เลือกต้นไม้ใหญ่บนเนิน


เป็นวิมานที่อยู่อาศัย อยู่มาวันหนึ่ง เกิดลมพายุฝนหาใหญ่ถอนรากโคนต้นไม้ใหญ่ล้มลงหมด เหลือไว้แต่ป่า
รังซึ่งอยู่ติดชิดกันหนาแน่น พวกเทพยดาที่อยู่ต้นไม้ใหญ่ต่างจูงลูกไปหาพวกรุกขเทวดาที่ป่ารัง ขออาศัยอยู่

ด้วย รุกขเทวดาที่ป่ารังจึงกล่าววา “ชื่อว่า ผู้ไม่เชื่อถือคำของหมู่บัณฑิต แล้วพากันไปสู่สถานที่อันหาปัจจัย

มิได้ ย่อมเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น” แล้วกล่าวคาถาวา “ญาติยิ่งมีมากยิ่งดี แม้ต้นไม้เกิดในป่า ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี

(เพราะ) ต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่โดดเดี่ยว ถึงจะใหญ่โต ลมย่อมพัดให้หักโค่นได้”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ทุกคนควรมีญาติพี่น้องเป็นที่พึ่งพิง ๛

38

คนอกตัญญู (สัจจังกิรชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้พยายาม

ตะเกียกตะกายเพื่อปลงพระชนม์ของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า... กาลครั้งหนึ่งนานามาแล้ว

ในเมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัต มีพระราชโอรสผู้มีสันดานกักขฬะ หยาบคายอยู่พระองค์หนึ่งนามวา
ทุฏฐกุมาร พระกุมารไม่ได้ทุบตีใครแล้วจะไม่ยอมตรัสกับใคร จึงไม่เป็นที่ชอบใจทั้งคนภายในและภายนอก

พระราชวัง วันหนึ่ง ท้าวเธอปรารถนาจะเล่นน้ำในแม่น้ำ จึงไปที่แม่น้ำด้วยขบวนบริวารหมู่ใหญ่ ปรากฏว่า

วันนั้น มีพายฝนตกอย่างหนัก พวกทาสจึงพากันทิ้งพระองค์ให้ลอยไปตามลำน้ำ หนีกลับเข้าเมือง กราบทูล
พระราชาวาไม่พบพระกุมาร พระราชารับสั่งให้ทหารออกติดตามค้นดูให้ทั่วบริเวณก็ไม่พบ ฝ่ายพระกุมาร

ได้เกาะขอนไม้ลอยไปตามแม่น้ำ ไม่นานก็มีงู หนูและนกแขกเต้าหนีตายมาอาศัยเกาะขอนไม้นั้นตามลำดับ

สัตว์ทั้ง 4 ชนิดได้อาศัยขอนไม้ลอยไปตามแม่น้ำนั้น ที่ใกล้ฝงแม่น้ำนั้น มีอาศรมของฤๅษีอยู่ตนหนึ่ง ท่าน
ั่
กำลังเดินจงกรมในเวลาเที่ยงคืน ได้ยินเสียงพระกุมารร้องไห้ จึงไปที่ฝั่งน้ำ พบเห็นสัตว์ทั้ง 4 ชนิดนั้นจึงได้

ช่วยขึ้นฝั่งมา ก่อไฟให้สัตว์ที่อ่อนแอกว่าผิงไฟก่อน ให้พระกุมารผิงทีหลัง เมื่อจะให้อาหารก็ให้สัตว์ทั้ง 3
ชนิดก่อน ให้พระกุมารทีหลัง พระกุมารผูกโกรธในฤๅษีหาว่าไม่ให้เกียรติตน พอผ่านไปสองสามวัน น้ำเหือด

แห้งแล้ว สัตว์ทั้งสามก็ร่ำลาฤๅษี พร้อมบอกที่อยู่ของตน หากฤๅษีเดือดร้อนอะไรจงบอก ส่วนพระกุมารก็
ร่ำลาฤๅษีเช่นกัน กลับไปถึงเมืองไม่นานก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ ฝ่ายฤๅษี ต้องการจะทดสอบสัตว์ทั้ง 4 ชนิด

จึงไปที่อยู่ของงู หนูและนกแขกเต้าตามลำดับ สัตว์เหล่านั้นต่างก็ยินดีให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แล้วเข้า
เมืองพักอยู่ที่สวนหลวง เพื่อทดสอบพระราชา รุ่งเช้าจึงออกเที่ยวภิกขาจาร ฝ่ายพระราชา ในขณะนั้น

กำลังประทับบนหลังช้างออกตรวจเมือง ทอดพระเนตรไปเห็นฤๅษีแต่ไกลก็จำได้ รับสั่งให้ทหารจับฤๅษีไป
เฆี่ยนตีทุก 4 แยกเมือง แล้วน้ำไปตัดศีรษะเสีย พวกทหารได้ทำเช่นนั้น ฤๅษีไม่สะทกสะท้านอ้อนวอนอะไร


เมื่อถูกเฆี่ยนตีทุก 4 แยกเมือง กลับกล่าวคาถาวา “ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ ได้กล่าวความจริงไว้อย่าง


นี้ว่า ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า สวนคนบางคนที่ประทุษร้ายมิตรไม่ดีเลย” พวกราชบณฑิตได้ฟังคำนั้นทุก 4 แยก
จึงถามเหตุนั้น พอฤๅษีเล่าความจริงให้ฟังแล้ว เกิดความสลด จึงพากันกบฏจับพระราชาสำเร็จโทษเสียบ
นคอช้างนั้นเอง ทำการยกฤๅษีขึ้นเป็นพระราชาแทน ฤๅษีครั้นขึ้นครองราชย์แล้วต้องการทดสอบสัตว์อีก จึง
ไปที่อยู่ของงูและหนู สัตว์ทั้งสองได้มอบสมบัติจำนวน 70 โกฏิให้พระราชา ส่วนนกแขกเต้าก็จะนำข้าวสาล ี

ี้
มาให้ในฤดู พระราชานำสัตว์ทั้งสามเข้าเมืองบำรุงเลยงอย่างดี ครองราชโดยธรรม ประสบความร่มเย็นเป็น
สุขตลอดอายุขัย

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เกิดเป็นคนต้องรู้จักบุญคุณของคน ๛

พญาช้างสีลวะ (สีลวนาคชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัต ผู้ไม่รู้คุณคน ได้


ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสตว์เกิดเป็นพญาช้างขาวปลอดเชือกหนึ่ง
ชื่อ สีลวนาคราช เป็นสัตว์มีศีล เที่ยวหากินอยู่ที่ป่าหิมวันตะ วันหนึ่งมีพรานป่า ชาวเมืองพาราณสีผู้หนึ่ง

พลัดหลงป่า กลัวตายจึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างได้ยินเสียงคนร้องไห้ จึงเข้าไปช่วยนำเขาขึ้นขี่คอไปยังที่อยู่
ของตน นำผลไม้มาเลี้ยง ให้เขาพักอยู่สองสามวัน จงนำไปส่งปากทาง ในขณะที่อยู่บนคอช้าง นายพราน

คิดวางแผนร้าย ได้กำหนดต้นไม้ไว้แล้ว พอถึงปากทางพญาช้างบอกให้นายพรานอย่าได้บอกเรื่องนี้แก่ใคร
วันนั้น นายพรานได้เดินทางไปที่ถนนช่างสลักงา สอบถามถึงความต้องการงาช้าง เมื่อพวกนายช่างแจ้งให้

ทราบว่า งาช้างที่เป็นอยู่มีราคาแพงกว่างาช้างที่ตายแล้ว ในวันรุ่งขึ้นนายพรานจึงถือเอาเลื่อยไปสู่ที่อยู่ของ

39


พญาช้าง เพื่อของาช้างนำไปขายเลี้ยงชีพ พญาช้างก็มอบปลายงาทั้งคู่ให้ไปตามความประสงค์ พอหมดเงน
เขาก็เดินทางไปของากับพญาช้างอีกเป็นครั้งที่ 2 พญาช้างก็ให้ส่วนกลางของงา จนถึงครั้งที่ 3 เหลือแต่โคน


งา ก็ขอพญาช้างอีก พญาช้างก็มอบให้ด้วยความกรณา นายพรานได้ขึ้นเหยียบกระทืบปลายงาทั้งสอง ฉีก
ื่
เนื้อตรงสนับงาแล้วเอาเลอยตัดโคนงา สร้างความเจ็บปวดเวทนาแก่พญาช้างอย่างมาก พอนายพรานเดิน
ไปลับจักษุพญาช้างเท่านั้น แผ่นดินก็แยกออกสูบเขาจมธรณีตาย ณ ที่นั้น รุกขเทวดา ผู้สิงสถิตอยู่ในป่านั้น

ได้กล่าวคาถาว่า “คนอกตัญญูคอยจับผิดอยู่เป็นนิตย์ ถึงจะให้แผ่นดินทั้งหมด ก็ทำให้เขาพึงพอใจไม่ได้”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้อกตัญญูไม่รู้คุณคนแม้ฟ้าดินก็ลงโทษ ๛

การทำไม่ถูกขั้นตอน (วรุณชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระติสสเถระ บุตรพ่อค้าเมือง

สาวัตถี ผู้เกียจคร้าน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองตักกศิลา แคว้นคันธา
ระ มีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ท่านหนึ่ง มีลูกศิษย์อยู่ประมาณ 500 คน วันหนึ่งพวกลูกศิษย์พากันเข้าป่าไปหา

ฟืน ในจำนวนนั้นมีมานพผเกียจคร้าน อยู่คนหนึ่ง ถือโอกาสที่เพื่อนเขาหักฟืน ไปปูผ้านอนหลับใต้ต้นกุ่ม
ู้
พอเพื่อนเขามัดฟืนได้แล้ว ก็หาบฟืนเดินผ่านไปใช้เท้าเตะปลุกเขาให้ตื่นขึ้น เขารีบขยี่ตา ปีนขึ้นต้นกุ่มจับได้

กิ่งไม้สดกิ่งหนึ่งก็เหนี่ยวลงมาหักเพราะนึกว่าเป็นกิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้สดนั้นก็ดีดตาข้างหนึ่งของเขาบอด เขารีบ

รวบรวมได้ฟืนหน่อยหนึ่งแล้วก็ตามเพื่อนกลับสำนัก เย็นวันนั้น ชาวบ้านนอกมาเชิญพราหมณ์ไปประกอบ
พิธีในวันพรุ่งนี้ ขอให้พราหมณ์รับประทานข้าวเช้าก่อนไปเพราะบ้านอยู่ไกล อาจารย์จึงกำชับให้หญิงรับใช้

ตื่นต้มข้าวต้มตั้งแต่เช้าตรู่ พอถึงเวลาใกล้รุ่งหญิงรับใช้ ไปนำฟืนไม้กุ่มสดที่มานพนั้นนำมาเป็นฟืนก่อไฟ จน
ตะวันขึ้นไฟก็ไม่ติด ทำให้พวกมานพไม่ได้ทานข้าวต้ม จึงไปเล่าเรื่องต่างๆให้อาจารย์ฟัง อาจารย์จึงกล่าว

คาถาวา “งานซึ่งควรทำก่อน เขาทำทีหลัง เขาจะเดือดร้อนในภายหลัง เหมือนมานพหักไม้กุ่มเดือดร้อน

อยู่”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ควรทำการงานตามลำดับความสำคัญรีบด่วน ๛

คนระลึกชาติได้ (สาเกตชาดก)


๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดอัญชนวัน เมืองสาเกต ทรงปรารภพราหมณ์ผู้หนึ่ง เรื่องมีอยู่วา
...เช้าตรู่วันหนึ่ง พระพุทธองค์ พร้อมหมู่ภิกษุสงฆ์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาเกตพบพราหมณ์ผู้หนึ่งเดิน
สวนไปนอกเมือง แล้วกรูเข้ามาหมอบแทบเท้าจับข้อเท้าไว้แน่นแล้วพลางกล่าวว่า “ลูก ธรรมดาบุตร ต้อง

ปรนนิบัติมารดาบิดา ในยามแก่ชรามิใช่หรือ ทำไม ลูกจึงไม่มาเยี่ยมเราเลย ไป พ่อจะพาไปพบแม่เจ้า “
แล้วจึงนำไปเรือนของตน พระพุทธองค์ประทับนั่งเหนืออาสนะพร้อมภิกษุสงฆ์ นางพราหมณีมาหมอบแทบ

เท้าแล้วร่ำไห้คร่ำครวญเช่นกันกับพราหมณ์แล้วแนะนำให้บุตรธิดาไหว้พี่ชาย วันนั้น ครอบครัวของ
พราหมณ์ได้ถวายมหาทานแก่พระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์ได้ตรัสชราสูตรทำให้พราหมณ์

ทั้งสองเป็นอนาคามีแล้วเสด็จกลับวัด ตอนเย็นพวกภิกษุตั้งความสงสัยว่า “ทำไม พราหมณ์ทั้งสองจึงเรียก

ตนเองว่า เป็นพ่อเป็นแม่ของพระตถาคต” พระพุทธองค์จึงตรัสวา “พราหมณ์เคยเป็นพ่อของเรา 500 ชาติ
เป็นอา 500 ชาติ เป็นปู่ 500 ชาติ นางพราหมณีเคยเป็นมารดาของเรา 500 ชาติ เป็นน้า 500 ชาติ เป็น
ย่า 500 ชาติติดต่อกันไม่ขาดสาย” แล้วได้ตรัสพระคาถาวา “บุคคลมีจิตใจจดจ่อและเลื่อมใสอยู่ในผู้ใด

บุคคลพึงคุ้นเคยสนิทสนมในผู้นั้น แม้ทั้ง ๆ ที่ ไม่เคยเห็นกันมาก่อนเลย”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คนจะเป็นญาติมิตรสหายกันเป็นเรื่องอดีตชาติแต่ปางก่อน ๛

40

หญิงเจ้าปัญญา (อุจฉังคชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ทรงปรารภหญิงชนบทคนหนึ่ง

...เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง พวกโจรป่าได้ปล้นชาวบ้านแล้วนำทรัพย์สินหนีไป พวกทหารตามจับทั้งคืนจนรุ่ง
แจ้ง ในที่ไม่ไกลจากดงมีชายอยู่ 3 คน กำลังไถนาอยู่ ทหารตามจับโจรมาถึงที่นั้น จึงจับชายทั้ง 3 คนไป


ด้วยคิดว่า “พวกโจรปล้นแล้วมาทำทีเป็นไถนาอยู่” นำไปถวายพระเจาโกศล ลำดับนั้น มีหญิงชาวบ้านคน

หนึ่ง ร่ำไห้มาหาพระราชา ขอพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแก่นาง เดินวนเวยนตามพระราชวังไปมา พระราชา

จึงรับสั่งให้พระราชทานผ้าห่มแก่นาง ทหารได้นำผ้าห่มไปให้นาง นางกลับบอกว่านางไม่ต้องการผานี้ นาง
ต้องการผ้าห่มคือสามี พระราชาจึงรับสั่งให้นางเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามถึงเรื่องนั้น นางจึงกราบทูลว่า “สามีชื่อ

ว่าเป็นผ้าห่มของสตรีโดยแท้ เพราะเมื่อไม่มีสามี แม้สตรีจะนุ่งผ้าราคาเป็นแสน ก็ยังชื่อว่าเป็นหญิงเปลือย

อยู่นั้นเอง พระเจ้าค่ะ” บัณฑิตจึงกล่าวว่า “แม่น้ำที่ไม่มีน้ำชื่อว่าเปลือย แว่นแคว้นที่ปราศจากพระราชาชื่อ

ว่าเปลือย หญิงปราศจากผวถึงจะมีพี่น้องตั้ง 10 คน ก็ชื่อว่าเปลือย” พระราชาทรงเลื่อมใสนาง จึงตรัสถาม
ว่า “ชาย 3 คนนี้เป็นอะไรกับเจ้า “นางกราบทูลว่า “คนหนึ่งเป็นสามี คนหนึ่งเป็นพี่ชาย และคนหนึ่งเป็น
ลูกชาย พระเจ้าค่ะ” พระราชาตรัสว่า “ในชาย 3 คนนี้ ให้เจ้าเลือกเอาหนึ่งคน เจ้าจะเอาใคร” นางกราบ

ทูลว่า “เมื่อหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่ สามีและบุตรต้องหาได้ แต่เพราะมารดาและบิดาของหม่อมฉันเสียชีวิต
แล้ว พี่ชายคนเดียวหาได้ยาก ขอพระองค์พระราชทานพี่ชายแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าค่ะ”

พระราชาทรงพอพระทัย มีความยินดียิ่ง จึงทรงปล่อยคนทั้ง 3 ไป เพราะอาศัยหญิงนั้นคนเดียว
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: หญิงฉลาดย่อมเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ ๛


อำนาจแห่งความงาม (มุทุลักขณชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภสภาวะธรรมที่ทำให้คนเศร้า
หมอง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤๅษีตนหนึ่งได้อภิญญา

บำเพ็ญเพียรอยู่ที่ป่าหิมพานต์ วันหนึ่งได้เดินทางเข้าไปพำนักในสวนหลวง ในเมองพารณสี รุ่งเช้าครองผ้า


เปลือกไม้ ห่มหนังเสือ เกลาผมทรงบริขาร เที่ยวภิกขาจารไปถึงประตูพระราชวัง พระราชาทรงเลื่อมใสจึง
นิมนต์ให้เข้าไปฉันในพระราชวัง และนิมนต์ให้อยู่ในสวนหลวง ฤๅษีรับคำนิมนต์อยู่เป็นเวลา 16 ปี อยู่มาวัน

หนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบกบฎแถบชายแดน จึงมอบหน้าที่ถวายภัตตาหารแก่พระมเหสีนามวามุทุ
ลักขณา ฤๅษีมักเข้าพระราชวังตามเวลาที่ตนพอใจเป็นประจำ วันหนึ่งพระนางได้เตรียมอาหารเสร็จแล้ว


เข้าใจวาฤๅษีจะมาช้าจึงเอนพระกายรอที่ท้องพระโรง ขณะนั้น ฤๅษีได้เหาะมาถึงพอดี พระนางเมื่อได้ยิน
เสียงเปลือกไม้ก็รีบเสด็จลุกขึ้น ทำให้ผ้าที่ทรงอยู่ซึ่งเป็นผ้าเนื้อเกลี้ยงหลุดลง เป็นเวลาที่พระฤๅษีเหาะเข้า
ทางช่องพระแกลพอดีทำให้เห็นรูปกายของพระนาง อำนาจแห่งความงามเป็นเหตุให้กิเลสภายในฤๅษี

กำเริบขึ้น ทันใดนั้น ฌานของท่านเสื่อมลงทันที หลังจากรับอาหารแล้วท่านบริโภคไม่ได้ เดินลงจาก

ปราสาทเข้าไปสวนหลวงนอนซมไม่แตะอาหารปล่อยให้ร่างกายซูบผอมถึง 7 วัน ในวันที่ 7 พระราชาเสด็จ
กลับมาถึงเมืองทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จตรงไปหาฤๅษีทันที เห็นอาการเช่นนั้นแล้วทรงตกพระทัย

จึงตรัสถามถึงสาเหตุ ฤๅษีได้ตอบว่าเป็นเพราะมีจิตกำหนัดในพระนางมุทุลักขณาเป็นเหตุ พระองค์ทรงยินดี
ถวายพระนางให้แก่ฤๅษี ก่อนถึงเวลาได้สัญญาลับกับพระนางมุทุลักขณาว่า ขอให้พระนางพยายามรักษา

ตนด้วยกำลัง พระนางได้บอกฤๅษีว่าต้องมีเรือนหลังหนึ่ง ฤๅษีขอพระราชทานจากพระราชา พระองค์มอบ
เรือนวัจจกุฏี(ส้วม)ให้หลังหนึ่ง พระนางไม่เข้าไปด้วยความสกปรก ดาบสจึงไปนำตะกร้ามาจาก

พระราชสำนักมาโกยสิ่งสกปรกและขยะไปทิ้ง พระนางให้ดาบสทำความสะอาดห้องแล้วไปนำเตียงมาและ

41


เก้าอี้มาทีละอย่าง และใช้ตักน้ำให้เต็มตุ่ม เมื่อกำลงนั่งอยู่บนเตียงด้วยกัน พระเทวีจับสีข้างดาบสฉุดให้ก้ม
ลงตรงหน้าพลางตรัสว่า “ท่านไม่รู้ตัวว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์เลยหรือ” ดาบสกลับได้สติคืนมาในเวลา

นั้นเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านไม่รู้ตัวเอาเสียเลย เพราะอำนาจกิเลส จึงนำพระเทวีไปถวายพระราชาแล้ว
กล่าวคาถาว่า “ครั้งก่อน เรายังไม่ได้ประสบพระนางมุทุลักขณา ความปรารถนามีอยู่อย่างเดียว ครั้นได้พบ


พระนาง ผู้มีเนตรแวววาวเข้าแล้ว ความปรารถนาช่วยให้เกิดความต้องการ ขึ้นหลายอยาง” ฤๅษี ได้อำลา
พระราชากลับเข้าป่าหิมวันตะด้วยการบำเพ็ญฌานใหม่ เหาะขึ้นสู่อากาศทันที ไม่หวนกลับมาถิ่นของ
มนุษย์อีกเลย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อำนาจแห่งความงามกิเลสตัณหาทำให้คนตาบอด ๛


ภาวะของหญิงรู้ได้ยาก (ทุรานชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภอุบาสกผู้มีภรรยาคบชู้ คนหนึ่ง ได้
ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี ที่สำนักเรียนของอาจารย์ทิศา

ปาโมกข์อยู่แห่งหนึ่ง มีลูกศิษย์ประมาณ 500 คน ลกศิษย์คนหนึ่งอยู่ต่างเมืองได้ภรรยาชาวเมืองพาราณสี

ภรรยาของเขามีนิสัยชั่วใฝ่ต่ำ ในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้จะสดชื่นร่าเริง ในวันที่ประพฤติไม่ได้จะดุร้าย

หยาบคาย เขาไม่ทราบความประพฤติของนาง จึงเกิดเอือมระอาขุ่นข้องหมองใจ ไม่ได้ไปบำรุงอาจารย์เป็น

เวลาหลายวัน ครั้นเวลาผ่านไป 7-8 วัน เขาจึงได้ไปที่สำนักเรียน เมื่อถูกอาจารย์ถามก็ได้เล่าสาเหตุให้
อาจารยฟัง อาจารย์จึงกลาสอนว่า “ก็ธรรมดาผู้หญิงที่มีนิสัยชั่วช้า ถ้าวันใดประพฤตินอกใจสามีได้ จะดูสด


ชื่นแจ่มใสร่าเริง โอนอ่อนผ่อนตามสามี วันใดประพฤตินอกใจสามีไม่ได้ จะดูกระด้าง ดุร้าย หยาบคาย ไม่

ยอมรับนับวาเป็นสามี สภาพของหญิงรู้ได้ยาก นางจะต้องการหรือไม่ก็ตาม พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้” แล้ว
ให้โอวาทว่า “อย่ายินดีเลยว่า นางปรารถนาเรา อยาเสียใจเลยว่า นางไม่ปรารถนาเรา สภาวะของหญิงรู้ได้

ยาก เหมือนรอยของปลาในน้ำ” อาจารย์ได้สั่งสอนเขาต่อไปอีกว่า “ผู้หญิงเป็นของทั่วไปแก่ผู้คน บัณฑิต

จะไม่ทำความขุ่นเคืองในหญิงเลย” แล้วกล่าวเป็นคาถาวา “ขึ้นชื่อว่า หญิงทั้งหลายในโลก มีอุปมาเหมือน

แม่น้ำ หนทาง โรงน้ำดื่ม ที่ประชุม และบ่อน้ำ บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ถือโกรธหญิงเหล่านั้น”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าตามใจเมียจะเสยการณ์งาน พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้ ๛


ลักษณะของหญิง (ตักกชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึกเพราะหญิง

รูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีฤๅษีอยู่ตนหนึ่งสร้าง
อาศรมอยู่ริมฝงแม่น้ำคงคา มีลูกสาวของเศรษฐีตระกูลหนึ่งชื่อทุษฐกุมารี เป็นหญิงดุร้าย หยาบช้า มักด่า
ั่
มักทุบตีพวกทาสคนรับใช้เสมอ วันหนึ่ง ลูกสาวของเศรษฐีและบริวารพากันไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคาจน
ตะวันตกดิน ขณะนั้นได้มีลมฝนตั้งเค้าขึ้น ผู้คนพากันวิ่งหนีกลับบ้านหมด เหลือแต่ลูกสาวเศรษฐีและผู้รับ

ใช้เท่านั้น พวกทาสรับใช้ด้วยความชิงชังในตัวลูกสาวเศรษฐีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพากันปล่อยให้นางอยู่คน
เดียวหนีกลับไปบ้านหมด พอถึงบ้าน เศรษฐีถามหาลูกสาว ก็ตอบว่า “นางมาก่อนพวกตนแล้ว ไม่รู้ว่านาง

ไปไหน” พวกญาติๆ พากันออกติดตามค้นหาก็ไม่พบ ฝ่ายลูกสาวเศรษฐีถูกลมฝนพัดลอยไปตามน้ำ ร้องไห้
เสียงดังไปทางอาศรมของฤๅษี ฤๅษีได้ยินเสียงคนร้องไห้ จึงออกไปช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ ให้ผิงไฟ หาผลไม้

ให้กิน และถามถึงสาเหตุที่ตกน้ำ นางจึงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง เนื่องจากมีอาศรมอยู่หลังเดียว ฤๅษีจึงให้

นางพักในอาศรม ส่วนตนเองออกไปอยู่กลางแจ้ง เวลาผ่านไปสองสามวัน ฤๅษีจึงบอกให้นางกลับบ้าน ฝ่าย
ลูกสาวเศรษฐีกลับคิดจะทำลายศีลของฤๅษี และพากลับไปบ้านด้วยจึงไม่ยอมกลับบ้าน ตั้งแต่วันนั้นมานาง

42

ู่
จึงแสดงมายาหญิงยั่วยวนจนฤๅษีเสียศีลเสื่อมฌานในอีกสองวันต่อมา ดาบสได้ชวนเธออยในป่า นางไม่ยอม
จะไปอยู่ในหมู่บ้าน จึงชวนกันไปอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทำการค้าขายเลี้ยงชีพ เพราะดาบสขายเปรียง

(น้ำมันชนิดหนึ่ง)เลี้ยงชีพ ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า ตักกบัณฑิต วันหนึ่ง มีโจรป่ากลุ่มหนึ่ง ลงจากเขามาปล้น
หมู่บ้านได้จับเอาตัวลูกสาวเศรษฐีขึ้นเขาไปด้วย หัวหน้าโจรพอใจในตัวนางจึงแต่งนางเป็นภรรยา ฝ่ายตักก

บัณฑิตด้วยความรักในภรรยาจึงคอยนางอยู่ที่บ้าน หวังว่าวันหนึ่งโจรจะปล่อยนางลงมา ส่วนลูกสาวเศรษฐี

มีความสุขอยู่กับโจรกลัววาตักกบัณฑิตจะมานำนางกลับไปจึงวางแผนฆ่าเขา ด้วยการส่งคนไปบอกตักก

บัณฑิตขึ้นมารับนางกลับบ้าน ในขณะที่พวกโจรไม่อยู่บ้าน พอตักกบัณฑิตมารับนางก็เหนี่ยวรั้งเอาไว้ให้ถึง
กลางคืนแล้วค่อยหนีไปด้วยกัน จึงให้ตักกบัณฑิตขึ้นไปซ่อนตัวอยู่ในยุ้งข้าว พอตกเย็นหัวหน้าโจรกลับมาถึง

บ้านด้วยอาการเมา นางจึงบอกเขาว่า “พี่ ศัตรูของพี่ แอบซ่อนตัวอยู่ในยุ้งข้าวนี้เอง” หัวหน้าโจรจึงถือเอา

ดาบเดินไปที่ยุ้งข้าว ชกตักกบัณฑิตล้มลงเตะต่อยจนหนำใจ ส่วนตักกบัณฑิตขณะที่ถูกเตะถูกต่อยได้แต่พูด
ว่า “ขี้โกรธ อกตัญญู ชอบส่อเสียดประทุษร้ายมิตร” อย่างเดียวเท่านั้น มิได้พูดอย่างอื่น โจรจับเขามัดไว้

แล้วกินข้าวเย็นเสร็จก็เข้านอน ตื่นเช้าขึ้นมาสร่างเมา ก็เริ่มเตะ ต่อยและโบยตักกบัณฑิตอีก เขาก็กล่าว

เพียง 4 คำนั้น โจรแปลกใจจึงถามวา “ท่านพูดอะไร ไม่เห็นพูดอย่างอื่น” ตักกบัณฑิต จึงเล่าเรื่องราวต่างๆ
ให้โจรฟัง โจรจึงคิดว่า “นางคนนี้ชั่วรายนัก ชายคนนี้มีคุณธรรม นางยังคิดจะฆ่าเสีย ถึงตัวเรา วันหนึ่งนาง

ก็ต้องฆ่า “จึงตัดสินใจฆ่านาง ด้วยการเดินไปปลุกลูกสาวเศรษฐีให้มาจบมือตักกบัณฑิตไว้ ชักดาบออกทำที
ว่าจะฟันตักกบัณฑิตกลับฟันนางตายคาที่ สวนโจรและตักกบัณฑิตตัดสินใจบวชเป็นฤๅษีต่อไป พระพุทธ


องค์ ได้ตรัสเล่าอดีตนิทานแล้ว จึงตรัสพระคาถาวา “ธรรมดาหญิงมีนิสัยมักโกรธ อกตัญญู มักพูดส่อเสียด
ชอบทำลายมิตร ภิกษุ เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด จักไม่เสื่อมจากสุข”
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน แม้กระทั่งภรรยา ๛


มนต์มายาหญิง (อสาตมันตชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันปั่นป่วนเพราะหญิง
รูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสีมีพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง

ได้จุดไฟตั้งไว้ตั้งแต่วันลูกชายเกิดไม่ให้ดับเป็นเวลา 16 ปีแล้ว วันหนึ่ง มารดาเรียกลูกชายมาบอกว่า “ลูก
รัก แม่ได้จุดไฟตั้งไว้ในวันที่ลูกเกิดเรื่อยมา ถ้าหากเจ้าประสงค์จะไปพรหมโลก จงเข้าป่าบูชาพระอัคนิเทพ


เจ้าเถิด ถ้าอยากจะครองเรือน จงไปเรยนศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ เมืองตักกสิลาเถิด” ลูก

ชายตัดสินใจเดินทางไปเรยนที่เมืองตักกสิลาจนสำเร็จแล้วกลับมาบ้าน ส่วนมารดาไม่อยากจะให้ลูกชาย
ครองเรือน อยากจะแสดงโทษของสตรีหวังให้ลูกชายออกบวช จึงส่งลูกชายให้กลับไปเรียนอสาตมนต์ที่
สำนักของอาจารย์ ณ เมืองตักกสิลาอีก ที่สำนักเรยนเมืองตักกสิลา อาจารย์มีมารดาผู้แก่ชรามีอายุได้ 120

ปีอยู่คนหนึ่ง ท่านจะเป็นผู้ปรนนิบัติมารดาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนน้ำตลอดมา

ผู้คนชาวเมืองจึงรังเกลียดท่าน ท่านจึงได้พามารดา เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นลูกศิษย์กลับมา

หาอีกครั้ง อาจารย์ทราบวา ต้องการจะมาเรียนอสาตมนต์ จึงเข้าใจเจตนาของมารดาของเขา ตั้งแต่วันนั้น

เป็นต้นมา อาจารย์จึงมอบหน้าที่ปรนนิบัติมารดาผู้ชราให้แก่ลูกศิษย์ไป พร้อมกับสั่งสอนวา “เจ้าจงอาบน้ำ
ป้อนข้าว ป้อนน้ำ มารดาของเรา ปรนนิบัติด้วยการนวดมือ เท้า ศีรษะและหลังของท่าน พร้อมกับพูดยก

ย่องคำหวานเป็นต้นว่า คุณแม่ครับ ถึงจะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ยังดูกระชุ่มกระชวยอยู่เลย สมัย
เป็นสาวคุณแม่คงจะสวยสะคราญหาที่เปรียบไม่ได้ ถ้าหากมารดาของเราพูดอะไรกับเจ้า ต้องบอกให้เรา

ทราบทั้งหมดห้ามปิดบัง เจ้าทำเช่นนี้ถึงจะได้อสาตมนต์” เขาได้ปรนนิบัติมารดาของอาจารย์เช่นนั้นตลอด


Click to View FlipBook Version