The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prungton, 2022-11-23 22:08:43

237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา

93

คำของเรา จะได้บ้านส่วยเก็บภาษี 5 ตำบล ไปเถิดอย่ากลัวเลย” พร้อมกับชี้แจงที่อยู่ของพญาช้างให้แจ่ม
แจ้งยิ่งขึ้น มอบทรัพย์ให้พันหนึ่งแล้วนัดให้มาอีก 7 วัน แล้วรับสั่งช่างเหล็กให้ทำอาวุธ ช่างหนังให้ทำ

กระสอบหนังใส่สัมภาระ ในวันที่ 7 นายพรานโสณุตระเข้าเฝ้าทูลอำลาเข้าป่าไป นายพรานปีนยอดเขา 7
ลูก จนเข้าไปถึงที่อยู่ของพญาช้างเห็นพญาช้างเผือกงามีรัศมี 6 ประการ ลงอาบน้ำในสระอยู่ เมื่อถึงเวลา

กลางคืนจึงขุดหลุมสี่เหลี่ยมเพื่อใช้เป็นที่แอบดักยิงพญาช้างในเวลาใกล้รุ่ง คลุมร่างกายมิดชิดด้วยผ้าเหลือง


แล้วลงไปยืนถือธนูมีลูกอาบยาพิษแอบอยู่ในหลุมนั้น รอการมาของพญาช้าง วันนั้น พญาช้างได้พาบรวาร
ออกหากินตามปกติ เมื่อลงอาบน้ำแล้วก็ขึ้นมายืนบนฝั่งใกล้หลุมนั้น ทันใดนั้นเองก็ร้องขึ้นสุดเสียงเมื่อถูก
ลูกศรของนายพราน ฝูงช้างได้ยินเสียงร้องของพญาช้างต่างตกใจวิ่งหนีเข้าป่าไป พญาช้างตัวเดียวเหลียวดู

ที่มาของลูกศรแล้วพลิกกระดานขึ้นเห็นนายพรานเท่านั้น คิดจะจับขึ้นมาฆ่าพอเห็นผ้าเหลืองพันกาย

นายพรานเท่านั้น ความโกรธก็หายไป ด้วยตระหนักว่า “ผ้าเหลืองคือธงชัยแห่งพระอรหันต์ บัณฑิตไม่ควร
ทำลาย ควรสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้” จึงกล่าวเป็นคาถาว่า “ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะ

และสัจจะ ผู้นั้น ไม่ควรจะนุ่งห่มผ้าเหลือง ส่วนผู้ใดคลายกิเลสได้แล้วตั้งมั่นอยู่ในศีลประกอบด้วยทมะและ
สัจจะ ผู้นั้นแล ควรนุ่งห่มผ้าเหลือง” แล้วถามนายพรานว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านยิงเราเพื่อต้องการอะไร เพื่อ

ตนเอง หรือคนอื่นใช้ให้มาฆ่าเรา “นายพรานตอบว่า “พญาช้าง พระนางสุภัททามเหสีของพระเจ้ากาสีก
ราช ได้ทรงสุบินเห็นท่าน จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาเพื่อประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน” พญาช้างก็ทราบโดยทันทีถึงการ

ผูกเวรของนางจุลลสุภัททา จึงกล่าวว่า “เพื่อนเอ๋ย พระนางสุภัททามิใช่จะต้องการงาทั้งสอง ของเราดอก
ประสงค์จะฆ่าเราเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเถิดนายพราน จงหยิบเลื่อยมาตัดงาเราขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เถิด”

นายพรานจึงใช้เลื่อยตัดงาทั้งคู่แล้วรับถือกลับเมืองไป พญาช้างมอบงาให้นายพรานแล้วตั้งจิตอธิษฐานให้
ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ แล้วตั้งจิตเมตตาให้นายพรานเดินทางกลับเมืองด้วยความปลอดภัย แล้วก็ล้ม

ลงขาดใจตาย ฝ่ายนางช้างมหาสุภัททาพร้อมฝูงช้างวิ่งหนีไปได้ระยะทางหนึ่ง เมื่อไม่เห็นศัตรูตามมาก็พา


กันกลับเห็นพญาช้างสิ้นใจตายแล้ว ก็พากันรำไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ส่วนนายพรานก็นำงาทั้งคู่เข้า
ถวายพระนางสุภัททาพระนางรับคู่งาอันวิจิตรมีรัศมี 6 ประการวางไว้ที่พระเพลาทอดพระเนตรดูงาของ

สามีสุดที่รัก เกิดความเศราโศกสลดในอย่างยิ่งทันใดนั้นเองดวงหทัยของพระนางก็ได้แตกสลายสวรรคตใน

วันนั้นเช่นกัน

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าคิดทำอะไรด้วยอารมณ์หุนหันพลันแล่น วู่วาม
เพราะจะนำความเศร้าโศกเสียในมาให้ภายหลัง ๛


กำเนิดสุรา (กุมภชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภหญิงนักดื่มสุรา 500 คน ผู้เป็น

สหายของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยของพระ

ื่
เจ้าพรหมทัตครองเมืองพาราณสี มีนายพรานป่าคนหนึ่งชื่อสุระ ได้เข้าป่าเพอหาของป่าค้าขาย มีต้นไม้ต้น
หนึ่งลำต้นตรงสูงขนาดเท่าคนยืน มี 3 คาคบ ตรงกลางมีโพรงขนาดเท่าตุ่มน้ำ เมื่อฝนตกน้ำก็จะขังเต็ม

เปี่ยม ลูกสมอ มะขามป้อม และพริกไทยที่ขึ้นอยู่รอบข้างต้นไม้นั้น ก็จะหล่นไปหมักอยู่ในน้ำนั้น และที่ใกล้
ๆ ต้นไม้นั้นมีข้าวสาลีเกิดเองอยู่เมื่อนกคาบรวงข้าวสาลีบินไปจับกินอยู่บนต้นไม้นั้น เมล็ดข้าวสาลีก็หล่นลง

ไปในน้ำนั้น เมื่อย่างเข้าฤดูร้อน ฝูงนกกระหายน้ำก็จะบินมากินน้ำที่ต้นไม้นั้น ก็มึนเมาพลัดตกลงไปที่โคน
ต้นไม้นั้น ม่อยหลับไปสักครู่หนึ่งก็บินขึ้นไปได้ ฝูงลิงก็เช่นกัน วันหนึ่งนายพรานสุระไปพบเห็นสิ่งแปลก


ประหลาดนั้นเข้า ก็คิดแปลกใจวา “แปลกจริงหนอ..ถ้าน้ำนี้มีพิษ พวกสัตว์เหล่านี้คงตายไปแล้วละ แต่นี่มัน

94

ร่วงลงมานอนสักครู่หนึ่งแล้วก็เดินหนีไปได้ น้ำนี่คงไม่มีพิษอะไร” จึงลองดื่มดูเกิดอาการมึนเมาแล้ว
อยากจะกินเนื้อสัตว์ จึงก่อไฟปิ้งนกที่ร่วงลงมาพื้นดินนั้นกิน มือหนึ่งฟ้อนรำ มือหนึ่งถือปิ้งนกกัดกินเขา


เป็นอยู่อยางนี้ถึง 2 วัน จึงออกเดินหาของป่าโดยไม่ลืมตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่นำไปดื่มด้วย ในที่ไม่ไกล
จากนั้น มีดาบสชื่อวรุณะบำเพ็ญพรตอยู่ นายพรานสุระเมื่อเดินหาของป่าไปพบเห็นดาบสนั้นเข้า จึงชวน

ให้มาดื่มน้ำที่เขาใส่กระบอกไม่ไผ่ไปด้วยนั้น คนทั้งสองจึงดื่มน้ำนั้นกับเนื้อย่างร่วมกัน เพราะเหตุนั้นน้ำนั้น


เขาจึงเรียกว่าสุราบ้าง วรณีบ้าง ตามชื่อของพรานและดาบสนั้น เมื่อดื่มน้ำนั้นด้วยกัน คนทั้งสองจึงเกิด
ความคิดในการประกอบอาชีพได้อย่างหนึ่ง พากันตักน้ำใส่กระบอกไม่ไผ่แล้วหาบเข้าเมืองไปถวาย
พระราชา พระราชาเสวยแล้วเกิดติดใจในรสชาติจึงรับสั่งให้คนทั้งสองนำมาถวายอีก พร้อมกับประทาน

รางวัลให้พวกเขาทั้งสองไปนำน้ำนั้นมาถวายพระราชาอีก เมื่อหมดก็รับสั่งให้ไปนำมาถวายอีก ในระหว่าง

ทางคนทั้งสองจึงปรึกษากันว่า “พวกเราไม่สามารถจะเทียวมาเทียวไปได้ตลอดปี หาทางปรุงสุราขึ้นเองใน
เมืองจะดีกว่า “จึงจดจำสิ่งประกอบในน้ำนั้นแล้ว นำมาปรุงในเมืองถวายพระราชา และขายให้แก่

ประชาชนทั่วไป ชาวเมืองพากันดื่มสุราจนมัวเมาไม่ประกอบอาชีพ เลยยากจนเข็ญใจไปตามๆ กัน ไม่นาน
เมืองนั้นก็เป็นเหมือนเมืองร้าง มีแต่นักเลงสุราไม่มีคนทำมาหากินอะไร คนทั้งสองเมื่อเห็นว่าไม่มีใครจะมี

กำลังทรัพย์พอจะซื้อสุราได้แล้ว จึงหนีไปอยู่เมืองพาราณสี ไม่นานเมืองพาราณสีก็เป็นเช่นกันกับเมืองร้าง
จึงหนึไปอยู่เมืองสาวัตถี ในสมัยนั้นพระเจ้าสัพพมิตต์ปกครองเมือง พระองค์ได้ทำการต้อนรับคนทั้งสอง

เป็นอย่างดี และให้ทำการปรุงสุรามาถวาย ขณะเดียวกันก็ส่งทหารสอดแนมไปสังเกตดูพฤติกรรมของคน
ทั้งสอง นายพรานสุระและวรุณดาบส ทำการปรุงสุราจำนวน 500 ตุ่มตั้งไว้เกรงว่าหนูจะมาลงตุ่ม จึงฝึก

แมว 500 ตัวไว้ข้างตุ่มนั้นเมื่อแมวหิวจึงพากันดื่มน้ำนั้นมึนเมาเหลับไป พวกหนูมาแทะหู จมูกและหางแมว
ก็ไม่ตื่น ขณะนั้นพวกทหารสอดแนมที่พระราชาส่งมาเฝ้าดูคนทั้งสองเห็นแมวนอนตายหมด จึงไปกราบทูล

พระราชาให้ทรงทราบ พระเจ้าสัพพมิตต์เห็นว่าคนทั้งสองปรุงยาพิษหวังจะลอบปลงพระชนม์จึงมีรับสั่งให้

นำไปประหารชีวิต แม้คนทั้งสองจะทูลให้ทราบว่าเป็นสุรารสอร่อยก็ไม่ทรงเชื่อฟัง เมื่อประหารชีวิตคนทั้ง
สองแล้ว จึงรับสั่งให้ทำลายตุ่มเหล่านั้นเสีย พวกทหารจะไปทำลายตุ่มสุรา เห็นแมวกลับมีชีวิตคืนมา

เหมือนเดิมจึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ พระราชาจึงรับสั่งให้จัดเตรียมสุราขึ้นมาถวายเพื่อจะทดลอง
ดื่มดู ในขณะที่พระราชาจะดื่มสุรานั้นเอง ท้าวสักกะเห็นความพินาศจักมีแก่ชาวเมืองสาวัตถี จึงแปลงร่าง

เป็นพราหมณ์มือหนึ่งถือหม้อสุรา เหาะมายืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระราชาร้องขายหม้ออยู่ พระราชา

ตรัสถามวา “ท่านเป็นใครมาร้องขายหม้ออยู่กลางอากาศเช่นนี้ หม้อท่านใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง”
พราหมณ์ตอบว่า “ขอเดชะ หม้อใบนี้มิใช่หม้อน้ำผึ้งเป็นหม้อที่มีโทษมาก กล่าวคือผู้ใดดื่มน้ำในหม้อนี้แล้ว
เดินโซซัดโซเซ ตกหลุมตกบ่อ ไม่มีกฎเกณฑ์ในใจ เทียวหยำเปไป ฟ้อนรำ ขับร้องได้ เดินแก้ผ้าเปลือยกาย

ตามถนนก็ได้ นอนตื่นสาย พูดคำที่ไม่ควรพูด กินอาหารที่เหลือเดนสุนัขได้ นอนจมอยู่ในอาเจียนของตน มี
ตาขวาง เข้าใจว่าบ้านเมืองเป็นของเราผู้เดียว ทะเลาะวิวาท เสียทรัพย์สินเงินทอง ไร่นา ด่ามารดาบิดาได้

ฆ่าสมณชีพราหมณ์ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้เสียเถิด น้ำในหม้อใบนี้ ก็เป็นสุราเช่นเดียวกัน ถ้าประสงค์จกเห็น

ความพินาศของตนเองและบ้านเมืองแล้ว จงดื่มเถิด” พระราชา “พราหมณ์..ท่านมิใช่มารดาบิดาของเรายัง
หวังดีแก่เราปานนี้ ขอมอบบ้านเก็บภาษี 5 ตำบล ทาสี 500 คนวัว 700 ตัว รถม้าอาชาไนยอีก 10 คัน แก่

ท่าน ขอท่านจงเป็นอาจารย์แก่ข้าพเจ้าเถิด” พราหมณ์แสดงตนให้ทราบว่าเป็นท้าวสักกะแล้วให้โอวาทว่า

“พระราชา..บาน ทาส วัว และรถม้าอาชาไนยจงเป็นของท่านตามเดิมเถิดเราเป็นท้าวสักกะ ขอพระองค์จง

ตั้งอยู่ในธรรมอย่าประมาทเถิด” เมื่อประทานโอวาทแก่พระราชาแล้ว ท้าวสักกะก็เสด็จกลับยังสถานวิมาน

95

ของพระองค์ทันที ฝ่ายพระราชาก็ไม่ดื่มสุรานั้น รับสั่งให้ทำลายทิ้งทั้งหมด สมาทานศีลบริจาคทานแล้วใน
ที่สุดของชีวิตไปเกิดในสวรรค์ ส่วนการดื่มสุราก็มีมาในโลกมนุษย์ แต่วันนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: : การดื่มสุราไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษฝ่ายเดียว ทำให้เสียทรัพย์เสียของรัก
และทำให้ผู้คนประกอบกรรมชั่วได้ ๛


พี่น้องยังต่างใจกัน (สัตติคุมพชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่คทายวิหาร ใกล้ถ้ำมัททกุจฉิ เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้
กลิ้งศิลาหมายให้ทับพระองค์ มีแต่สะเก็ดแตกกระทบพระบาทยังพระโลหิตให้ห้อเท่านั้น ได้ตรัสอดีตนิทาน

มาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพระเจ้าปัญจาละปกครองเมืองอุตตาปัญจาละ พระโพธิสัตว์
เกิดเป็นลูกนกแขกเต้ามีน้องตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ป่างิ้วใกล้ภูเขาลูกหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากภูเขาลูกนั้นด้านทิศ

เหนือมีบ้านของพวกโจร 500 ด้านทิศใต้เป็นอาศรมของฤๅษี 500 ตน เมื่อนกแขกเต้า สองพี่น้องเติบโตขึ้น
กำลังหัดบิน ในวันหนึ่งเกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำนกแขกเต้าทั้งสองจึงถูกลมพัดไปตกคนละแห่ง นกผู้น้องไป

ตกระหว่างอาวุธของบ้านโจร พวกเขาจึงตั้งชื่อให้มันว่า สัตติคุมพะ ส่วนนกผู้พี่ไปตกระหว่างกองดอกไม่
ใกล้อาศรมฤๅษี จึงถูกตั้งชื่อว่าปุปผกะนกทั้งสองตัวต่างเติบโตในสถานที่นั้น ๆ อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าปัญจา


ละเสด็จประพาสป่า พร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่เพื่อออกล่าสัตว์ ทรงประกาศวา “เนื้อหนึไปทางผู้ใด อาญา
จะมีแก่ผู้นั้น” พระองค์ทรงธนูยืนซ่อนอยู่ในซุ้มที่เขาจัดถวาย เมื่อพวกทหารตีเคาะพุ่มไม้มีเนื้อทรายตัวหนึ่ง
ดูทางที่จะไป เห็นทางที่พระราชาประทับอยู่เงยบสงัด จึงวิ่งไปทางนั้นและหลบหนีไปได้ พวกอำมาตย์ต่าง

ร้องถามกันว่า “เนื้อหนีไปทางผู้ใด” เมื่อทราบวาด้านของพระราชาต่างก็หัวเราะยิ้มเยาะพระองค์

พระราชารบขึ้นรถพระที่นั่งสั่งให้นายสารถีตามจับเนื้อให้จงได้ พวกบริวารไม่สามารถที่จะวิ่งไล่รถของ

พระองค์ทันใด้ จึงมีเพียงพระราชาและนายสารถีสองคนเท่านั้นตามเนื้อไป จนเที่ยงวันก็ไม่พบเนื้อตัวนั้น
จึงเสด็จกลับพบลำธารสวยงามระหว่างทางใกล้ที่อยู่ของโจร ด้วยความเหนื่อยล้า จึงลงไปบรรทมพักผ่อน

ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ฝ่ายนายสารถีถวายงานนวดอยู่ ณ บ้านโจร พวกโจรพากันออกจากบ้านเข้าป่ากันหมด
เหลือแต่นกสัตติคุมพะและพ่อครัวคนหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้น นกสัตติคุมพะบินออกจากบ้านไปพบพระราชา

ก็คิดจะปล้นชิงทรัพย์จึงบินกลับมาบอกพ่อครัว ฝ่ายพ่อครัวรีบออกไปดู เมื่อทราบว่าเป็นพระราชาจึงพูดว่า
“แกจะบ้าเรอะ จะปล้นพระราชา ขึ้นชื่อว่าเป็นพระราชาถึงจะเข้าป่าก็ยังทรงเดชานุภาพอยู่นั้นเอง” นก


พูดตอบวา “ท่านพ่อครัว เวลาเมาท่านเก่งกาจมากมิใช่หรือ มาบัดนี้ท่านทำไมไม่อยากทำโจรกรรมเล่า
“พระราชาทรงตื่นจากบรรทมได้ยินเสียงคนคุยกันก็ทราบว่า สถานที่นี้ไม่ปลอดภัยจึงปลุกนายสารถีรีบ
เสด็จไปโดยเร็ว นกสัตติคุมพะรีบบินร้องให้โจรตามรถของพระราชาไป พระราชาเสด็จไปถึงอาศรมของ
พวกฤๅษี ขณะนั้นพวกฤๅษีเข้าป่าหาผลไม้เหลือแต่นกปุปผกะตัวเดียว มันพอเหนพระราชาเสด็จมาถึงรับ


บินไปต้อนรับและถวายพระพร พระราชาเลื่อมใสในนกปุปผกะตรัสชมเชยวา “นกแขกเต้าตัวนี้ดีมากส่วน

นกแขกเต้าตัวโน้นพูดแต่คำหยาบให้จับพระราชาให้ฆ่าพระราชา นกสองตัวนี้ข่างต่างกันจริงๆ” นกปุป
ผกะกราบทูลว่า “มหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นพี่น้องกัน เติบโตจากต้นงิ้ว แต่ต่างถูกลมพัดไป

อยู่คนละเขต สัตติคุมพะตกไปอยู่ในบ้านโจร ข้าพระองค์มาอยู่ในอาศรมฤๅษีเราทั้งสองจึงต่างกันพระเจ้าข้า
“แล้วแสดงธรรมแก่พระราชาว่า “ขอเดชะบุคคลคบคนเช่นใด เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ ผู้มีศีลหรือไม่มีศีล

ย่อมไปสู่อำนาจของผู้นั้น เพราะอยู่ร่วมกันกับผู้นั้นเหมือนลูกศรอาบยาพิษ ย่อมทำให้แหล่งลูกศรเปื้อนยา
พิษด้วย นักปราชญ์ไม่พึงมีสหายผู้ต่ำช้าเลยทีเดียว เพราะกลัวจะเปื้อนด้วยบาปกรรมเหมือนห่อปลาเน่า

ด้วยหญ้าคา หญ้าคาย่อมมีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปด้วย การคบหาสมาคมกับคนพาลก็เช่นกัน เหมือนห่อของหอม

96

ด้วยใบไม้ ใบไม้ก็หอมฟุ้งไปด้วยฉันใด การคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ก็ฉันนั้น ดังนั้น บัณฑิตไม่ควรคบ
หาอสัตบุรุษ ควรคบหาแต่สัตบุรุษเท่านั้น” พระราชาทรงเลื่อมใสธรรมกถาของนกปุปผกะอย่างมาก เมื่อ

หมู่ฤๅษีกลับมาแล้วจึงนิมนต์ให้เข้าไปอยู่ในสวนหลวง เพื่อจะได้อุปัฏฐากบำรุง และทรงให้ปล่อยนก
ทั้งหลายเป็นอภัยทาน หมู่ฤๅษีรับคำนิมนต์นั้นอยู่สงเคราะห์พระราชาจนตราบสิ้นชีวิต

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

ชาติภูมิกำเนิดไม่ใช่สิ่งสำคัญสิ่งแวดล้อมต่างหาก ทำให้ผู้คนเป็นพาลหรือบัณฑิต ๛

พญานกยูงทอง (มหาโมรชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากจะสึกรูปหนึ่ง
ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกยูงมีสีเหมือนทอง

รูปร่างสวยงาม มีบริวารแวดล้อมหลายร้อยตัว วันหนึ่งพญานกยูงเห็นรูปร่างตนเองจากน้ำในสระเกรงว่าจะ

เป็นอันตรายเพราะรูปสมบัติ จึงคิดจะปลีกหนีไปอยู่เพียงลำพงตัวเดียว เมื่อตกกลางคืนฝูงนกยูงหลับ
หมดแล้วได้แอบบินหนีเข้าป่าหิมพานต์ผ่านภูเขา 4 ลูก พบสระใหญ่เกิดเองตามธรรมชาติ มีต้นไทรใหญ่ปก

คลุมข้างเขาลูกหนึ่งจึงร่อนลงข้างต้นไทรนั้นเข้าไปอาศัยถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ พอรุ่งเชา พญานกยูงก็ได้บินไปเกาะ

ยอดเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสวดมนต์เพื่อขอความคุ้มครองป้องกันตนในเวลากลางวันวา “อุเทตะ
ยัญจักขุมา เอกะราชา ฯลฯ” จบแล้วก็บินร่อนลงไปหากิน ตกเย็นก็จะบินมาจับบนยอดเขาที่เดิมหันหน้า
ไปทางทิศตะวันตกสวดมนต์เพื่อขอความคุ้มครองป้องกันตนในเวลากลางคืนว่า “อะเปตะยัญจักขุมา เอกะ

ราชา ฯลฯ” แล้วก็บินร่อนเข้าถ้ำหลับนอน เป็นอยู่ลักษณะเช่นนี้เป็นประจำ อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีนายพราน
คนหนึ่งเที่ยวไปในป่าลึกเหนพญานกยูงทองจับอยู่บนยอดเขานั้นโดยบังเอิญ จึงกำหนดสถานที่ไว้ หลายปี

ผ่านไปเมื่อเขาใกล้จะตายจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังว่า “ลูกเอ๋ย..ในป่าตรงยอดเขาลูกที่4 โน้น มีนกยูง
ทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ถ้าพระราชาต้องการ เจ้าจงกราบทูลให้ทรงทราบนะ” สั่งเสียแล้วก็ตายไป อยู่ต่อมา

พระนางเขมาเทวีมเหสีของพระเจ้าเมืองพาราณสีทรงสุบินในเวลาใกล้รุ่งว่า มีนกยูงทองสวยงามตัวหนึ่ง

แสดงธรรมแก่พระนางเสรจแล้วก็บินไป พระนางเห็นนกยูงทองกำลังจะบินไปรับสั่งให้คนช่วยกันจับมันไว้
ขณะกำลังตรัสอยู่นั่นเองก็ทรงตื่นเสียก่อน เมื่อทราบว่าเป็นความฝัน ก็ดำริจะให้สืบดูว่าในโลกนี้มีนกยูง

ทองอยู่จริงหรือเล่า ถ้าจะทูลพระราชาว่าเป็นความฝนพระองค์ก็จะไม่ใส่พระทัย จึงทรงบรรทมทำทีเป็นแพ้
ครรภ์อยู่ พระราชาเมื่อทราบว่าพระมเหสีแพ้ครรภ์ก็เสด็จเข้าไปหาตรัสถาม เมื่อสดับว่าแพ้ครรภ์อยากจะ


ฟังธรรมจากพญานกยูงทองจึงรับสั่งให้อำมาตย์เข้าเฝาและปรึกษาหารือ อำมาตย์กราบทูลว่า “พวก


พราหมณ์อาจจะทราบได้ พระเจ้าข้า “จึงมีรับสั่งให้พราหมณเข้าเฝา พวกพราหมณ์กราบทูลว่า “ขอเดชะ
สัตว์ที่มีสีเหมือนทองมีอยู่ในโลก แม้แต่มนุษย์ที่มีสีเหมือนทองก็มีอยู่ โปรดให้ประชุมพวกนายพรานเถิด
อาจจะรู้ได้ พระเจ้าข้า “พระราชาให้เรียกนายพรานและลูกนายพรานมาประชุมกันแล้วตรัสถามว่า “สู


ทั้งหลาย มีใครเคยเห็นนกยูงทองบ้างไหม” ลูกชายนายพรานคนนั้นจึงกราบทูลให้ทราบวา “ขอเดชะ ข้า
ู่
พระองค์ไม่เคยเห็น แต่บิดาผู้ล่วงลับของข้าพระองค์เคยเห็นได้สั่งไว้ว่ามีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอย ณ ที่
ตรงโน้น พระเจ้าข้า “พระราชาทรงพอพระทัยมากประทานทรัพย์เป็นรางวัลแล้วมอบหมายให้เขาไปจับ

มันมาถวายให้จงได้ เขามอบทรัพย์ให้ภรรยาแล้วก็เข้าป่าไปเห็นพญานกยูงทองแล้วดักบ่วงภาวนาอยู่วา
“วันนี้ต้องติด วันนี้ตองติด” พญานกยูงก็ไม่ติดบ่วงสักทีเพราะสวดมนต์ดังกล่าว จนเขาป่วยและตายไป
ฝ่ายพระเทวีเมื่อไม่ได้ดังปรารถนา ก็สิ้นพระชนม์เช่นกัน พระราชาทรงกรววา “เพราะอาศัยนกยูงทองตัวนี้
ิ้

เป็นเหตุให้เมียรักของเราต้องสิ้นพระชนม์” จึงผูกเวรพญานกยูงทองให้จารึกไว้ในแผ่นทองว่า “ที่ยอดเขา

97


ลูกที่ 4 ในปาหิมพานต์มีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ใครได้กินเนื้อของมันแล้วจะไม่แก่ไม่ตาย” แล้วบรรจุไว้
ในหีบไม้่แก่นไม่นานพระองค์ก็เสด็จสวรรคตไป เมื่อกษัตริย์องค์อื่นขึ้นครองราชย์ได้เปิดหีบไม้่อ่านเจอแล้ว

ก็ส่งนายพรานคนหนึ่งไปจับ นายพรานคนนั้นก็เสียชีวิตที่นั้นเหมือนกันโดยทำนองนี้จนเวลาผ่านไปถึง 6
รัชกาล นายพราน 6 คนตายในป่าหิมพานต์นั้น ต่อมาถึงนายพรานคนที่ 7 ในสมัยของพระราชาพระองค์ที่


7 ได้เข้าไปซุ้มดักจับพญานกยูงทองเป็นเวลา 7 ปีผ่านไปก็ยังจับไม่ได้ เมื่อนายพรานทราบวาที่พญานกยูง
ทองไม่ติดบ่วง เป็นเพราะอำนาจพระปริตรและพญานกยูงทองประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีนางนกยูงตัวอื่นอยู่
ด้วย จึงคิดได้อุบายอย่างหนึ่งไปดักจับนางนกยูงตัวหนี่งได้แล้วนำมาฝึกให้เชื่อง ให้ขันในเวลาดีดนิ้ว ให้ฟ้อน
รำในเวลาตบมือ นายพรานพอฝึกนางนกยูงได้เป็นที่พอใจแล้วก็นำนางนกยูงไปป่านั้นด้วย ก่อนจะถึงเวลา

พญานกยูงทองจะสวดมนต์ ก็ได้ดีดนิ้วให้นางนกยูงขันขึ้น ฝ่ายพญานกยูงทองพอได้ฟังเสียงของนางนกยูง

เท่านั้นกิเลสที่ราบเรียบตลอดเวลา 700 ปี ก็ฟุ้งขึ้นทันที มีกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส ไม่สามารถจะ
สวดมนต์ได้ รับบินถลาลงไปหานางนกยูงนั้น ก้าวขาไปติดบ่วงนายพรานในที่สุด นายพรานพอจับพญา

นกยูงทองได้แล้วก็คิดว่า “นายพรานเสียชีวิตตั้ง 6 คน เราเองก็เสียเวลาไปตั้ง 7 ปี ก็ไม่สามารถดักจับมัน
ได้ แต่เช้านี้ พญานกยูงทองกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสไม่อาจสวดมนต์ได้ มาติดบ่วงแขวนห้อย

ต่องแต่งเอาหัวลงอยู่ สัตว์ผู้มีศีลถูกเราทำให้ลำบากแล้ว การนำสัตว์เช่นนี้ไปถวายพระราชาไม่ควรเลย เอา

เถอะเราจะปล่อยมันไป แต่ถ้าเราจะปรากฏตัวให้เหน มันก็จะดิ้นรนหนีตาย ทำให้ขาและปีกมีบาดแผล
อย่ากระนั้นเลย เราแอบใช้ปลายธนูตัดสายบ่วงจะดีกว่า “คิดแล้วก็แอบอยู่ในพุ่มไม้สอดลูกธนูเตรียมจะยิ่ง
ใส่บ่วง ฝ่ายพญานกยูงทอง เหลียวซ้ายแลขวาเห็นนายพรานยืนถือธนูอยู่เข้าใจว่าเขาจะยิงตน จึงพูดอ้อน

วอนขอชีวิตว่า “สหายถ้าท่านจับเราเพื่อทรัพย์แล้ว อย่าฆ่าเราเลย จงนำเราไปถวายพระราชา ท่านก็จะได้
ทรัพย์มาก” นายพรานพูดตอบว่า “เราเตรียมยิงธนู มิใช่จะฆ่าท่าน แต่จะตัดบ่วงที่เท้าของท่านดอก”

พญานกยูงทอง” ท่านพยายามดักจับเรานานถึง 7 ปี สู้อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลางวัน

วันนี้จับได้แล้วทำไมจึงคิดปล่อยเราเสียละ ท่านงดการฆ่าสัตว์หรือให้อภัยสัตว์ทั้งหลายแล้วหรือ”
นายพราน” พญานกยูง ผู้งดฆ่าสัตว์และให้อภัยสรรพสัตว์ตายไปแล้วจะได้ความสุขอะไร” พญานกยูงทอง”

ผู้งดเว้นฆ่าสัตว์ และให้อภัยสรรพสัตว์ย่อมได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมไปเกิดใน
สวรรค์” นายพราน” สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบอกว่า เทวดาไม่มีผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี ทานอันคนโง่

บัญญัติไว้ เราเชื่ออย่างนี้จึงได้ฆ่านกทั้งหลาย” พญานกยูงทอง” ดวงจันทร์และดวงทิตย์ที่เห็นกันในท้องฟ้า
สมณพราหมร์พวกนั้นสอนว่า มีอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่นและจะเป็นเทวดาในมนุษยโลกอย่างไรหรือ”

นายพราน” ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่เห็นกันในท้องฟ้าพวกท่านสอนวา มีอยู่ในโลกอื่น ไม่มีในโลกนี้และ

เป็นเทวดาไม่มีในมนุษยโลก” พญานกยูงทอง” พวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นสอนว่า ผลกรรมดีกรรมชั่วไม่มี

ท่านอันคนโง่บัญญัติไว้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีอยู่ในเทวโลก ไม่มีในโลกนี้ เป็นเทวดามิใช่เป็นของ
มนุษย์นับว่าเป็นคำสอนที่เลวทรามมาก เป็นพวกไม่มีเหตุผล” นายพราน” จริงอย่างท่านว่า “ไฉนทานจะ

ไม่มีผล ไฉนกรรมดีกรรมชั่วจะไม่มีผล ทานอันคนโง่จะบัญญัติได้อย่างไร พญานกยูงทอง ข้าพเจ้าจะทำ

อย่างไร ประพฤติอย่างไร สมาคมอะไรด้วยตบะคุณอะไรจะไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอกด้วย” พญานกยูง
ทอง” มีสมณะพวกหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวบิณบาตในเวลาเช้า เว้นเที่ยว

ในเวลาวิกาล เป็นผู้สงบจากกิเลสแล้วมีอยู่ในโลกนี้ ท่านจงเข้าไปหาสมณะเหล่านั้น ถามปัญหาสงสัยกะ
ท่านเหล่านั้น ถ้าไม่อยากตกนรก” ว่าแล้วก็ขู่นายพรานให้กลัวภัยในนรก นายพรานนั้นเป็นผู้มีบารมี

บำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณแกล้วเมื่อฟังธรรมกถาจบยืนอยู่ท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารพิจารณาไตรลักษณ์
บรรลุปัจเจกโพธิญาณเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า การบรรลุธรรมของนายพรานและการพ้นจากบ่วงของพญา

98

นกยูงทองเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน พระปัจเจกพุทธเจ้าระลึกถึงนกที่ตนเองขังไว้เป็นจำนวนมากที่บ้าน จึงทำ
สัจกิริยาปล่อยนกทั้งหลายให้พ้นจากที่ขังไปแล้วก็เหาะไปอยู่ที่เงื้อมเขานันทมูล ฝ่ายพญานกยูงทองก็หา

อาหารและกลับที่อยู่ของตนดังเดิม
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้ทำดีมีศีลธรรมย่อมรอดพ้นจากอันตรายได้ทุกเมื่อ ๛


สัตว์ 4 สหาย (มหาอุกกุสชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภอุบาสกผู้ผูกมิตรคนหนึ่ง ได้ตรัส
อดีตนิทานมาสาธ ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวบ้านกลุ่มหนี่งประกอบอาชีพล่าสัตว์ พอทราบว่าปา

ใดมีสัตว์มากก็จะพากันตั้งแคมป์พักอยู่ใกล้ป่านั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่งในป่า
นั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่ง ในป่านั้นมีสระเกิดเองโดยธรรมชาติสระหนึ่ง มีสัตว์

ู่
4 ชนิดอาศัยอยรอบสระ ด้านขวามือของสระมีเหยยว 2 ผัวเมียอาศัยอย ด้านเนื้อมีราชสีห์ ด้านตะวันออก
ู่
ี่
มีพญานกออก (นกเหยี่ยวขนาดใหญ่ชนิดหนี่ง ชอบหากินปลาในทะเล) และในสระมีเต่าอาศัยอย สมัยนั้น
ู่
พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ วันหนึ่งเหยี่ยวสามีได้ปรึกษาภรรยาว่า “นี่น้อง..เราควรจะมีลูกน้อยได้แล้ว
ละ” ภรรยากล่าวว่า “พี่.. เรายงไม่มีมิตรสักคนเลย ถ้าเกิดภัยอันตรายขึ้นมา เราจะไปพึ่งใคร ก่อนแต่จะมี

ลูกน้อย น้องว่าเราควรจะเข้าไปผูกมิตรกับสัตว์อีก 3 ตัวนั้นก่อน” สามีเห็นดีด้วยเมื่อผูกมิตรกับสัตว์ทั้ง 3

ตัวแล้ว จึงไปทำรังอยู่ที่ต้นกระทุ่มต้นหนึ่งข้างสระน้ำนั้น ไม่นานก็มีลูกน้อย 2 ตัว อยู่มาวันหนึ่ง พวก
ชาวบ้านกลุ่มนั้นพากันตระเวนล่าสัตว์ป่าตลอดวันไม่ได้สัตว์อะไรสักตัวเลยปรึกษากันว่า “เมื่อไม่ได้อะไร

พวกเราก็พักอยู่ในป่านี่แหละ ได้อะไรแล้วค่อยกลับคืนบ้าน” ตกลงพักค้างคืนใต้ต้นกระทุ่มต้นนั้น เมื่อมียุง

มารุมกัดพวกเขาจึงก่อกองไฟขึ้น ควันไฟได้รมลูกนกเหยี่ยวมันจึงพากันร้อง พวกเขาจึงพูดกันว่า “เสยงลก

นกนี่ หาอะไรไม่ได้ทั้งวันหิวจนตาลายอยู่แล้ว มัดคบเพลิงเร็ว จะขึ้นไปนำมันลงมาปิ้งกัน” แม่เหยี่ยวพอลูก
ส่งเสียงร้องก็ทราบวามีภัยอันตรายแล้ว จึงรีบบินบอกสามีให้ไปขอความช่วยเหลือจากพญานกออก พญา

นกออกยินดีช่วยเหลือได้บินไปจับอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างเคียง พอชาวบ้านคนหนึ่งถือคบเพลิงปีนขึ้น
ต้นไม้ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยว มันก็รีบบินลงในสระน้ำนำมาดับคบเพลิง คนนั้นก็จะลงมาจุดคบเพลิงและปีน

ขึ้นไปใหม่ ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยวก็ถูกพญานกออกดับคบเพลิงอีก เป็นอยู่ลักษณะเช่นนี้จนถึงเที่ยงคืน พญา
นกออกเหน็ดเหนื่อยจนตาแดงก่ำ เหยี่ยวเห็นพญานกออกเหน็ดเหนื่อยมากแล้วจึงขอบคุณและให้กลับไป

พักผ่อนส่วนตนรีบขอความช่วยเหลือจากเต่า เต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำนำเปลือกตมและสาหร่ายขึ้นไปดับ

ู่
กองไฟ แล้วหมอบอย พวกชาวบ้านเห็นเต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำมาดับไฟก็พากันหันมาจับเต่าแทน
ช่วยกันดึงเถาวัลย์ และแก้ผ้านุ่งผูกเต่าดึงไว้กลับถูกเต่าใหญ่ลากลงสระน้ำไป ต่างคนก็สะบักสบอมได้กินน้ำ
จนพุงกาง ขึ้นจากสระน้ำแล้วพากนบ่นพึมพำว่า “พวกเราเหวย ..นกออกคอยดับคบเพลิงเราตั้งครึ่งคืน


คราวนี้โดนเต่าใหญ่ลากลงน้ำได้กินน้ำจนพุงกาง ก่อไฟขึ้นใหม่เถอะเรา เมื่ออรณขึ้นแล้วค่อยกินลูกเหยี่ยวก็
ได้” ว่าแล้วกากันเก็บฟืนมาก่อไฟขึ้นใหม่ ส่วนเหยี่ยว 2 ผัวเมียหารือกันว่า “คงจะต้องถึงเวลาไปขอความ

ช่วยเหลือจากท่านราชสีห์แล้วละทีนี้” เหยี่ยวสามีจึงไปขอความช่วยเหลือจากท่านราชสีห์ ราชสีห์รบคำ
แล้วเดินไปที่กองไฟของพวกชาวบ้าน พวกเขาพอเห็นราชสีห์เดินมาต่างก็พากันกลัวตายร้องเสียงหลงว่า
“ครั้งแรกนกออกคอยดับคบเพลิง เต่าใหญ่มาทำให้พวกเราผ้าเปียก คราวนี้ราชสีห์จักมาเอาชีวิตพวกเรา

แล้วต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิงไป ราชสีห์เดินไปใต้ต้นกระทุ่มไม่เห็นมีใครหลงเหลืออยเลย ไม่นาน
ู่
เหยี่ยว พญานกออก และเต่าก็เข้ามาหา ราชสีห์จึงให้โอวาทว่า “ต่อแต่นี้ไป สูเจ้าทั้งหลายอยาทำลายมิตร

ธรรม อยู่อย่างไม่ประมาทเถิด” แล้วก็กลับที่อยู่ของตน สัตว์ต่าง ๆ ก็แยกย้ายกลับที่อยู่ของตนไป แม่

99

เหยี่ยวมองดูลูกน้อยของตนแล้วพูดขึ้นว่า “เพราะอาศัยมิตรแท้ ๆ เราจึงรักษาลูกๆ ไว้ได้” แล้วจึงกล่าว
เป็นคาถาว่า “บุคคลพึงคบมิตรสหายและเจ้านายไว้ เพื่อได้รับความสุข เรากำจัดศัตรูได้ด้วยกำลังแห่งมิตร

เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุตรทั้งหลาย บันเทิงอยู่ เหมือนเกราะที่บุคคลสวมแล้วป้องกันลูกศรทั้งหลายได้
ฉะนั้น”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: มิตรแท้สามารถช่วยเหลือในยามทุกข์ยามลำบากได้ ๛

พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู (สาลิเกทารชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิงอุปัฏฐากรูป

หนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลินทิยะ ในเมือง
ราชคฤห์ โกลิยพราหมณ์มีไร่ข้าวสาลีประมาณ 1,000 ไร่ มอบให้ลูกจ้างกั้นรั้วดูแลรักษาอยู่ทั้งกลางวัน

ิ้
กลางคืน ในที่ไม่ไกลจากไร่นั้น ภูเขาลูกหนึ่งไป มีป่างวใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกแขก
เต้ามีบริวารหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น พญานกแขกเต้ามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอยู่คู่หนึ่งเมื่อพาบริวารออก

หากินอิ่มแล้ว ก็จะคาบอาหารกลับมาให้พ่อแม่กินด้วยเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง พวกนกแขกเต้าบอกว่า
“ปีก่อนฤดูนี้ชาวบ้านจะปลูกข้าวสาลีไว้ที่ไร่ฝั่งโน้น ปีนี้จะยังทำอยู่หรือไม่หนอ” พญานกแขกเต้าจึงใช้ให้

นกแขกเต้า 2 ตัวไปสืบดูก่อน ไม่นานนักนก 2 ตัวนั้นกลับมาพร้อมกับรวงข้าวสาลีพร้อมกับรายงานว่ามี



ข้าวสาลอยู่เต็มไร่ วันรุ่งขึ้น พญานกแขกเต้าจึงพาบรวารบินไปลงกินข้าวสาลีในไร่นั้น คนเฝ้าไร่พยายามวิ่ง
ไล่นกให้หนีไปก็ทำไม่สำเรจ พญานกแขกเต้ากินอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นมานกแขก



เต้าก็พากันลงกินข้าวสาลีในไร่นั้นเป็นประจำ จนข้าวสาลีถูกทำลายไปเปนไร่ คนเฝาไร่จึงนำเรื่องไปบอก
โกลิยพราหมณ์ให้ทราบว่า “เจ้านาย..ผมไล่มันไม่ไหวแล้วละ ขอคืนไร่ให้ท่านจ้างคนอื่นไปดูแลแทน นก
แขกเต้านับร้อยตัว มีนกแขกเต้าคอแดงเท้าแดงตัวหนึ่งนำมา เมื่อขากลับมันยังคาบข้าวสาลีไปอีกด้วย”
“เจ้าสามารถจับมันเป็นๆ ได้ไหมล่ะ” เมื่อเขารับคำว่า “ได้ขอรับ” จึงบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องออก


ละ ความเสยหายของข้าวสาลีข้าไม่ว่า ขอเพียงเจ้าจบมันมาให้ได้ก็แล้วกัน” คนเฝ้าไร่รับคำแล้วสบายใจที่

เจ้านายไม่ด่าว่า จึงทำบ่วงดักไว้แต่เช้าตรู่แล้วเข้ากระท่อมแอบดูอยู่ ไม่นานพญานกแขกเต้าก็พาบริวารมา
ลงกินข้าวสาลีเช่นเคยและได้ติดบ่วงที่เขาดักไว้ตั้งแต่แรกลงแต่ก็ต้องอดทนไว้ไม่ร้องอะไรออกมาด้วยเกรง
ว่าบริวารจะแตกตื่นไม่ได้กินข้าว พอรู้วานกทุกตัวกินอิ่มแล้วจึงร้องขึ้น 3 ครั้ง ฝูงนกได้แตกตื่นบินหนีขึ้นไป

ทิ้งไว้แต่พญานกแขกเต้าตัวเดียว คนเฝ้าสวนพอได้ยินเสียงนกแขกแตกตื่นขึ้น ออกจากกระท่อมมาดูเห็น

พญานกแขกเต้าติดบ่วงของตน ก็ดีใจจับมัดขาแล้วนำไปให้พราหมณผู้เป็นเจ้าของไร่ โกลิยพราหมณ์จับ


พญานกแขกเต้าด้วยสองมือวางไว้บนตักด้วยความเอนดูถามมันว่า “เจ้านกแขกเต้า ท้องของเจ้าคงจะใหญ่
กว่านกตัวอื่นกระมัง เจ้าจงคาบข้าวสาลีข้าไปมากมาย เจาทำฉางข้าวไว้ที่ป่างิ้ว หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรแก่


กัน” พญานกแขกเต้าพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะว่า “ข้าพเจ้ากับท่านไม่ได้มีเวรแก่กัน ฉางของข้าพเจ้าก็

ไม่มี ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปเพื่อเปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้วฝังขุมทรัพย์ไว้” พราหมณ” การเปลื้อง

หนี้เก่า กู้หนี้และวิธีฝังขุมทรัพย์ของท่านเป็นอย่างไร?” พญานกแขกเต้า “ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปมอบให้

บิดามารดาผู้แก่เฒ่าเพื่อเปลื้องหนี้เก่าที่ท่านเลี้ยงข้าพเจ้ามา มอบข้าวสาลีให้ลูกน้อยเพื่อกู้หนี้เมื่อเขาเติบโต
แล้วจะได้เลี้ยงข้าพเจ้าตอบ และให้แก่นกผู้พิการทุพพลภาพออกไปหากินไม่ได้ บุญที่ให้ข้าวสาลีแก่นก


เหล่านั้น เปนการฝังขุนทรัพย์ไว้” พราหมณ์พอฟังจบแล้วมีจิตเลื่อมใสยิ่งนักจึงพูดว่า “เจ้าดีจริง ๆ เป็นนก
มีคุณธรรม ยอดกตัญญู มนุษย์บางคนยังไม่มีคุณธรรมเหมือนกับเจ้าเลย ข้าขอยกข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้า

และพวกญาติได้กินเป็นอาหารอย่างเพียงพอเลยนะ” ว่าแล้วก็แก้เชือกที่ขาพญานกแขกเต้าทาน้ำมันให้

100



แล้วนำข้าวคลุกน้ำผึ้งมาเลี้ยงพญานกนั้น พญานกแขกเต้าให้โอวาทพราหมณ์วา “พราหมณ ขอท่านจงเป็น
ผู้ไม่ประมาทเถิด ให้ทานเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าเถิด” กล่าวจบก็คืนไร่ข้าวสาลีแก่พราหมณ ขอรับไว้

เพียง 8 ไร่เท่านั้นแล้วบินกลับคืนป่างิ้วไป เมื่อกลับถึงป่างิ้วพญานกแขกเต้ารีบวางรวงข้าวสาลีไว้ต่อหน้า
บิดามารดาผู้ลุกขึ้นหัวเราะยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีได้ทั้งน้ำตา


นองหน้า ฝงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ท่านรอดมาได้
อย่างไร ? ขอรับนาย” พญานกแขกเต้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฝูงนกฟัง ฝ่ายโกลิยพราหมณ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาท
ของพญานกแขกเต้า ตั้งโรงบริจาคทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมและผู้ยากจนทั่วไปประพฤติธรรมจน
ตราบสิ้นชีวิต

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ชรา เพื่อปลดเปลองหนี้
ื้
ที่ตนเคยได้รับการเลี้ยงดูจากท่านในวัยเด็ก ๛

ตายเพราะปาก (ตักการิยชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้เดือดร้อนเพราะ
ปากไม่ดี ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายหนุ่มชื่อตักการิ

ยะ ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์ ปุโรหิตคนหนึ่งในเมืองพาราณสี ท่านปุโรหิตเป็น

คนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา ภรรยาของท่านได้คบชู้กับคนตาเหลืองมีเขี้ยวงอกออกมาเหมือนกัน ท่าน
ห้ามปรามภรรยาให้เลิกพฤติกรรมนั้นเสียแต่ก็ไม่เป็นผล จึงคิดหาวิธีฆ่าชายชู้นั้นได้อย่างหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง

ท่านเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า “ขอเดชะมหาราชเจ้า เมืองนี้เป็นเมืองชั้นเลศในชมพูทวีป พระองค์ก็เป็น

อัครราชา แต่ประตูเมืองด้านทิศใต้สร้างไว้ไม่เป็นมงคล ต้องรื้อประตูเก่าแล้วสร้างประตูใหม่ตามมงคลฤกษ์

พระเจ้าข้า “พระราชารับสั่งให้สร้างประตูใหม่ตามนั้น เมื่อรื้อประตูเก่าสรางใหม่แล้ว ท่านพราหมณ์ได้

กราบทูลอีกว่า “ขอเดชะ ประตูเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เป้นวันฤกษ์ดี ต้องทำพลีกรรมบวงสรวงประตูเชิญเทพ


ยาดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มาสถิต ด้วยการฆ่าพราหมณ์บริสทธิ์คนหนึ่งผู้มีตาเหลือง มีเขี้ยวงอก นำเลือดเนื้อมา
บวงสรวงแล้วนำใส่อ่างฝังไว้ใต้ประตู จึงจักเกิดสวัสดีมงคลแก่พระองค์แก่เมือง พระเจ้าข้า “พระราชา


รับสั่งให้ทำตามนั้น ทำให้ท่านดีใจวา “พรุ่งนี้ละเป็นวันตายของศัตรูเรา “เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็อดที่จะ

พูดไม่ได้ จึงบอกภรรยาว่า “อีชั่ว ตั้งแต่นี้ไปมึงจะชมชื่นกับใครเลา พรุ่งนี้กูก็จะฆ่าชู้มึงแล้ว ภรรยาเถียงว่า

“เขาไม่มีความผิด จะุฆ่าเขาเพราะเหตุอะไรเลา “ท่านตอบว่า “พระราชารับสั่งให้กูทำพลีกรรมประตูเมือง
ด้วยเลือดเนื้อของพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลือง ชายชู้มึงมีเขี้ยวและตาเหลืองมิใช่ร” นางจึงรับส่งข่าวไป

ให้ชายชู้ทราบและกำชับให้รีบหนีไปที่อื่นและชวนผู้มีลักษณะเช่นเดียวกันหนีไปด้วย ชายชู้ได้รีบหนึและส่ง
ข่าวเลื่องลือไปทั่วเมือง เป็นเหตุให้พราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองพากันหนีไปที่อื่นหมด ในวันรุ่งขึ้น

ปุโรหิตที่ไม่รู้ว่าศัตรูหนีไปแล้ว รีบเข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่า “ขอเดชะ ที่โน่นมีพราหมณ์ผู้มี

เขี้ยวและตาเหลืองอยู่คนหนึ่ง โปรดรับสั่งให้จับมาเถิด พระเจ้าข้า “พระราชาส่งอำมาตย์ไปให้จับเขามาทำ
พลีกรรม ไม่นานพวกอำมาตย์กลับมาทูลว่า “ขอเดชะ เขาหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว พระเจ้าข้า “เมื่อรับสั่ง

ว่า “คนอื่นๆ ละ” ก็ทูลให้ทราบวา “คนอื่น ๆ ก็หนีไปหมดแล้ว นอกจากท่านปุโรหิต ผู้มีลักษณะนี้ไม่มีอีก


เลยพระเจาข้า” พระราชา “เราไม่อาจฆ่าปุโรหิตได้” พวกอำมาตย์” ขอเดชะ พระองค์ตรัสอะไรเช่นนั้น ก็

ท่านอาจารย์บอกอยู่วา เว้นวันนี้ไปแล้วต้องรออีกหนึ่งปีจึงจะได้ฤกษ์ดี เมื่อไม่มีประตูตั้งปี จักเปิดโอกาสแก่
พวกข้าศึกได้ พวกเราจำเป็นต้องฆ่าท่านปุโรหิต เพื่อรักษาฤกษ์ยามนะ พระเจ้าข้า” พระราชา “มี

พราหมณ์อื่นที่ฉลาดเหมือนท่านปุโรหิตบ้างไหมละ” พวกอำมาตย์ “มีอยู่พระเจ้าข้า เขาชื่อตักการิยะ เป้น

101

ลูกศิษย์ของท่านปุโรหิตนั่นแหละ” พระราชารับสั่งเรียกให้เขาเข้าเฝ้าและประทานตำแหน่งปุโรหิตให้แก่
เขา แล้วสั่งให้ทำตามอำมาตย์เสนอ ทหารจับมัดพราหมณ์ปุโรหิตนั้นขุดหลุมที่ตั้งประตูกั้นม่านล้อมรอบ

พราหมณ์ไว้พราหมณ์มองดูหลุมพลางถอนหายใจว่า “เราเป็นคนจัดแจงความพินาศแก่ตนเอง เพราะพูด

มากแท้ๆ” พลางพูดกับลูกศิษย์ปุโรหิตคนใหม่วา “ตักการิยะ ฉันเป็นคนโง่เขลาเหมือนกบป่าเรียกงูมากิน
ตนเอง สุดท้ายฉันจะต้องลงหลุมนี้ คนที่พูดไม่มีขอบเขตไม่ดีเลยนะ” ตักการิยะได้นำเรื่องในอดีตมาเล่าส ู่


อาจารยว่า “อาจารย์ท่านไม่ได้รักษาคำพูดและเกิดความทุกข์ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่ คนอื่นๆ ก็เคยประสบ

มาแล้วเหมือนกัน กลาวคือ ในอดีตมีหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อกาลี มีน้องชายชื่อตุณฑิละ เป็นนักเลงผู้หญิง
นักเลงสุราและนักเลงการพนัน พี่สาวห้ามอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อฟัง พี่สาวให้ทรัพย์ไปเท่าไรก็นำไปเที่ยวเล่น


หมด วันหนึ่งเขาเล่นการพนันแพ้จำเป็นต้องขายผ้านุ่ง เอาเสื่อนุ่งมาแทนกลับมา อยาให้อะไรเขานะ ไล่เขา
ออกไปจากบ้านไป” เมื่อเขาเข้าบ้านไม่ได้ก็ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตูบ้านนั้นแหละ มีลูกเศษฐีคนหนึ่ง จะมา
เที่ยวหญิงโสเภณีคนนี้เป็นประจำ วันนั้นเขามาเที่ยวเช่นเคยเห็นนายตุณฑิละยืนร้องไห้อยู่จึงถามดู เมื่อ

ทราบสาเหตุแล้วก็รบปากว่าจะพูดกับพี่สาวให้ เมื่อเขาบอกนางแล้วนางกลับตอบว่า “ถ้าคุณสงสารมันก็ให้



เงินมันไปซิ” สมัยนั้น ในบานโสเภณีมีธรรมเนียมอยู่วา เมื่อได้รับเงิน 1,000 บาท จะเป็นของหญิงโสเภณี
500 บาท อีก 500 บาทจะเป็นค่าผ้าและเครื่องประดับ ชายที่มาเที่ยวจะนุ่งผ้าประจำบ้านนั้นทั้งคืน เมื่อจะ

กลับจึงจะนุ่งผ้าของตน ลกชายเศรษฐีเมื่อผลัดผ้าประจำบ้านโสเภณีแล้ว กำลังอยู่ในอาการเมาจึงเอ่ยปาก
ยกเสื้อผ้าของตนให้นายตุณฑิละไปพร้อมกับคุยโวว่า “แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นก็ทำเป็นหวงไปได้” นางกาลีจึงสั่ง
คนรับใช้วา “เวลาลูกชายเศรษฐีจะกลับก็จงช่วยกันแย่งเสื้อผ้าเขาไว้นะ ค่อยให้เขากลับ” ตกลงวันนั้นลูก

ชายเศรษฐีต้องเดินเปลือยกายกลับบ้านไป พร้อมกับรอยยิ้มของคนผู้พบเห็น เขาประสบกับความอบอาย

เพราะคำพูดของเขาแท้ ๆ อีกเรื่องหนึ่งมีแพะสองตัวกำลังขวิดกันอยู่อย่างเมามันนกตัวหนึ่งบินมาร้องห้าม


อยู่ใกล้ ๆ” ลุงอยาขวิดกันเลยนะ เดี๋ยวหัวของพวกท่านจะแตกตายดอก” ร้องห้ามเท่าไร แพะทั้งสองก็ไม่
ฟัง จึงร้องไปด้วยความโมโหว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ฆ่ากูเสียก่อนค่อยขวิดกัน” ว่าแล้วกระโดดเข้าไประหว่างเขา
แพะทั้งสองตัวมันจึงถูกบดร่างแหลกไม่มีชิ้นดี นกนี่ก็ตายเพราะปากอีก อีกเรื่องหนึ่ง เด็กเลยงวัวกลุ่มหนึ่ง
ี้
เห็นผลตาลต้นหนึ่งจึงปีนขึ้นไปเก็บ ขณะกำลังปลิดผลตามทิ้งลงมาอยู่นั้นเอง มีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นต้นตาล
นั้นไป พวกเด็กที่ยืนอยู่ข้างล่างพยายามไล่งูแล้วแต่ก็ห้ามไม่ได้จึงร้องตะโกนบอกพวกที่อยู่บนต้นตาลๆ

กระโดดลงมาเร็ว ๆ” พร้อมกับจับผ้านุ่งผืนหนึ่งคนละมุม พวกขึ้นต้นตาลจึงทิ้งตัวลงตรงกลางผ้าผืนนั้น
เป็นเหตุให้เด็ก 4 คนที่จับผ้าไว้หัวชนกันแตกตาย พวกนี้ก็ตายเพราะปากเหมือนกัน อีกเรื่องหนึ่ง มีพวกโจร

กลุ่มหนึ่งขโมยแพะได้ตัวหนึ่งในเวลากลางคืนแล้วจับมัดปากผูกไว้ที่ป่าไผ่แห่งหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงชวนกันไปฆ่ามัน
แต่ทุกคนกลับลืมนำเอามีดไปด้วย จึงพากันพูดว่า “บุญของมันยังมีอยู่ ปล่อยมันไปซะ” บังเอิญว่าเมื่อวาน

นี้ช่างสานคนหนึ่งตัดไม้ไผ่แล้ว คิดว่าจะมาตัดอีกในอีก 2 วัน จึงซุกมีดไว้ในกอไผ่นั้น แพะพอถูกปล่อยก็ดีใจ
ไม่รีบหนีไปดีดเท่าหลังคะนองเล่นอยู่ เท้าได้ไปดีดเอาด้ามมีดโผล่ออกมา โจรเห็นมีดแล้วก็ช่วยกันฆ่าแพะ

นั้นเป็นอาหาร แพะตัวนี้ตายเพราะตนเองเหมือนกัน อีกเรื่องหนึ่ง มีนายพรานคนหนึ่งจับกินนรผัวเมียคู่

หนึ่งได้แล้วนำไปถวายพระราชา พร้อมทูลว่า “ขอเดชะ พวกนี้ร้องเพลงไพเราะ ฟ้อนรำก็สวยงาม พวก

มนุษย์ทำไม่ได้เหมือนเลยพระเจ้าข้า “พระราชาพอพระทัย ประทานรางวัลเปนอันมากแก่นายพรานพร้อม
ตรัสกะกินนรทั้งคู่ว่า “พวกเจ้าจงร้องรำให้ดูสิ” กินนรเกรงจะร้องเพลงไม่ถูกต้องจะเป็นคำมุสาวาทจึงไม่
ร้องรำพระราชาตรัสซ้ำและซ้ำเล่าทรงกริ้วตวาดว่า “ทหาร..นำสัตว์พวกนี้ไปย่างเป็นอาหารมื้อเย็น ตัวหนึ่ง

เป็นอาหารมื้อเช้าตัวหนึ่งเลี้ยงไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร” นางกินนรีทราบว่าพระราชากรวแล้วจึงพูดขึ้นว่า
ิ้
“กินนรรังเกียจคำไม่ดีจึงไม่พูด ที่นิ่งเฉยนั้นมิใช่เพราะโง่เขลาดอก” พระราชาตรัสว่า “กินนรีตัวนี้พูดได้

102


แล้ว ทหาร..จงนำมันไปปล่อยให้ถึงป่าที่อยู่เดิม ส่วนเกินนรตัวนั้นนำมันไปส่งโรงครัว ยางมันเป้นอาหารเช้า
ในวันพรุ่งนี้” ฝ่ายกินนรเห็นว่าตัวเองต้องตายแน่จึงพูดขึ้นว่า “มหาราชเจ้า ฝูงปศุสัตว์พึ่งฝน ประชาชนพึ่ง

ปศุสัตว์ พระองค์เป็นที่พึ่งของข้าพระบาท ภรรยาเปนที่พึ่งของข้าพระองค์ ภรรยาเมื่อทราบว่าสามีตายแล้ว

ค่อยไปภูเขา ที่ข้าพระบาทไม่พูดมิใช่จะขัดพระดำรัส แต่เพราะเห็นโทษของการพูดมาก จึงมิได้พูด พระเจ้า

ข้า “พระราชาทรงโสมนัสว่ากินนรตัวนี้เป็นบัณฑิตกล่าวถูกต้อง จึงรับสั่งให้นายพรานนำพวกมันกลับไป

ปล่อยยังที่อยู่ตามเดิม ตักการิยะเมื่อนำเรื่องมาเปรียบเทียบแล้วพูดปลอบอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ กินนร

ทั้งคู่รักษาคำพูดของตนไว้และรอดชีวิตได้เพราะคำพูด ส่วนท่านมีความทุกข์เพราะคำพูด ท่านอย่ากลวไป

เลยผมจะให้ชีวิตท่านเอง” แล้วก็บอกพวกอำมาตย์วายังไม่ได้ฤกษ์รอให้ถึง 3 ทุ่มก่อนฤกษ์ถึงจะดี จึงให้คน
นำแพะตายตัวหนึ่งมาแทนที่พราหมณ์ แล้วประกอบพิธีบวงสรวงสร้างประตูในวันนั้น และได้ปล่อย

พราหมณ์ปุโรหิตให้หนีไปอยู่ที่อื่น
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: พูดดีเป็นศรีแก่ปาก ควรพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และไพเราะเท่านั้น ๛


ความเร็วของพญาหงส์ (ชวนหังสชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารถพระเทศนาทัฬหธัมมนนุคคหสูตร

ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชวนหงส์ มีหงส์บริวาร


90,000 ตัว อาศัยอยู่ภูเขาจิตตกูฏ วันหนึ่ง ชวนหงสบริวารไปกินข้าวสาลีเกิดเองในสระแห่งหนึ่งอิ่มแล้ว
ตอนเย็นก็พากันบินกลับภูเขาจิตตกูฏผ่านเมืองพารณสีไป ขณะนั้นพระราชาเมืองพารณสีทอดพระเนตร

เห็นชวนหงส์บินนำหน้าฝูงหงส์ไป จึงตรัสแก่อำมาตย์ว่า “หงส์ตัวนั้นคงจะเป็นราชาหงส์เช่นเดียวกับเรา
เป็นแน่” เกิดความรักในพญาหงส์นั้นทรงถือดอกไม้่ของหอมแล้วให้ประโคมดนตรี พญาหงส์เหลือบเห็น

พระราชายืนทอดพระเนตรตนอยู่ จึงถามฝูงหงส์ว่า “พระราชาทรงทำสักกาะรพวกเราด้วยมีพระประสงค์
อะไร” เมื่อฝูงหงส์ตอบว่า “ทรงมีพระประสงค์มิตรภาพกับพระองค์พระเจ้าข้า “ก็ทำมิตรภาพกับพระราชา


แล้วก็บินหนีไป อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสวนหลวง ฝ่ายชวนหงสบินไปสระอโนดาต ใช้ปีกข้างหนึ่ง
นำน้ำ อีกข้างหนึ่งนำผงมาโปรยใส่พระราชา แล้วบินกลับภูเขาจิตตกูฏ ตั้งแต่วันนั้นมาพระราชาเฝ้าแต่


คิดถึงชวนหงส์ ดำริวา “สหายของเราจะมาวันนี้ ๆ” สมัยนั้น ชวนหงส์มีน้องอีกสองตัว พวกมันปรึกษากัน
จะบินแข่งกับพระอาทิตย์ ถูกชวนหงส์ห้ามไว้ก็ไม่ฟัง เช้าตรู่วันหนึ่งพวกมันพากันไปจับอยู่ยอดเขายุคันธร

เมื่อชวนหงส์ไม่เห็นน้องทั้งสองจึงติดตามไปที่ยอดเขายุคันธรด้วย พอดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นไปเท่านั้น หงส์ทั้งคู่


ก็บินถลาขึ้นไปกับดวงอาทิตย์นั้น ชวนหงส์ก็บินไปกับน้องชายทั้ง 2 ด้วย น้องเลกบินแข่งไปได้นิดเดียว
เพียงเวลาสายก็อิดโรยบินไปไม่ไหว ชวนหงส์จึงนำไปส่งไว้ที่ภูเขาจิตตกูฏมอบให้ฝูงหงส์ดูแลแล้วบินกลับไป
ทันน้องกลาง น้องกลางบินไปได้เวลาเที่ยงก็อิดโรยบินต่อไปไม่ไหว ชวนหงส์ก็นำเขาไปภูเขาจิตตกูฏ

ตามเดิมขณะนั้นดวงอาทิตย์อยู่กลางฟ้าพอดี ชวนหงส์คิดอยากลองกำลังของตนเอง ใช้เวลาบินรวดเดียวไป

จับที่ยอดเขายุคันธรแล้วบินรวดเดียวมาที่ดวงอาทิตย์ บินไปกับดวงอาทิตย์ บางคราวอยู่หน้า บางคราวอยู่
หลังดวงอาทิตย์ เห็นว่าไม่มีประโยชน์จึงบินไปเมืองพาราณสี เพื่อไปพบพระราชา จับอยู่ที่สีหบัณชร


(หน้าต่าง) พระราชาทราบว่าหงส์ผู้สหายมาถึงแล้ว รบสั่งให้ตั้งตั่งทองให้พญาหงส์จับและตรัสว่า “พญา
หงส์ ดีใจที่ท่านมา ในพระราชวังนี้ มีสิ่งใดที่ท่านรังเกียจโปรดบอกด้วย สหาย.. มาลำพังผู้เดียวท่านไปไหน

มาเล่า “พญาหงส์จึงเล่าเรองต่าง ๆ ให้ฟัง พระราชาต้องการทอดพระเนตรความเร็วของพญาหงส์ จึงตรัส
ื่
ให้พญาหงส์แสดงให้ดูพญาหงส์รับคำวา “ถ้าแข่งความเร็วกับดวงอาทิตย์นั้นก็คงจะแสดงไม่ได้แล้วละ

เพราะดวงอาทิตย์จะตกดินแล้ว ขอเชิญพระองค์ให้นายขมังธนู 4 นายมาประชุมกันเถิด ข้าพเจ้าจักแสดง

103

ให้ดู” พระราชามีรับสั่งให้นายขมังธนู 4 นายหันหน้าไปคนละทิศแล้วยิงลูกศรไปทิศทั้ง 4 ในเวลาพร้อมกัน
มีพญาหงส์จับอยู่บนยอดเสาศิลา บินตามเก็บลูกศรที่ถูกยิงออกไปทิศทั้ง 4 พร้อมกันโดยไม่ให้ตกลงพื้นดิน


แม้สักลูกเดียว พญาหงสปล่อยลูกธนูทิ้งไว้ที่เท้าของนายขมังธนูแล้วจับบนยอดเสาศิลาตามเดิม พระราชา

ทรงชมเชยวา “สหาย.. ความเร็วอย่างอื่นที่รวดเร็วกว่าท่านมีอยู่อีกหรือ ?” พญาหงส์ทูลว่า “อายุสังขาร
ของสัตว์นั้นไงย่อมสิ้นสลายเร็วกว่าความเร็วของข้าพเจ้าตั้งร้อยเท่าพันทวี” พระราชาพอฟังจบเกิดการกลัว

ตายได้เป็นลมล้มหมดสติไป พวกอำมาตย์เอาน้ำสรงพระพักตร์ให้พระราชาทรงฟื้นคืนสติกลับมาพญาหงส์

ให้โอวาทพระราชาวา “ขอเชิญพระองค์เจริญมรณสติอย่าประมาทประพฤติธรรมเถิด” พระราชาอ้อนวอน
ให้พญาหงส์อยู่ด้วยว่า “ฉันไม่อาจจะอยู่แยกจากท่านได้ ท่านเป็นที่รักของฉัน ขอเชิญท่านอยู่ด้วยกันกับฉัน


เสียที่นี่เถอะ” พญาหงส” เกิดพระองค์เมาน้ำจณฑ์รับสั่งให้ย่างข้าพเจ้าเข้าสักวันจะทำอย่างไรละ”

พระราชา “เอาเถอะถึงฉันจะชอบดื่มน้ำจัณฑ์ เมื่อท่านเข้ามาอยู่ในวัง ฉันจะเลิกดื่มน้ำจัณฑ์ก็ได้” พญา
หงส์” จิตใจมนุษย์รู้ได้ยาก การอยู่ด้วยกันนานเกินไปคนรักกันก็กลายเป็นคนไม่รักกันได้ข้าพเจ้าขอลาท่าน

ไปก่อนที่ท่านจะกลายเป็นคนไม่มีความรักในข้าพเจ้าจะดีกว่า “พระราชา “ถ้าไม่ได้จริง ๆ เราขอให้ท่าน
รับปากอย่างหนึ่ง คือ หมั่นมาหาเราที่นี่บ่อย ๆ นะ” พญาหงส” ถ้าพวกเราอยู่กันอย่างนี้พวกเราก็จะไม่มี

อันตราย ข้าพเจ้ารบปากท่านว่า เราพบกันแน่ในคืนวันพรุ่งนี้กล่าวจบก็บินกลับภูเขาจิตตกูฏไป สหายทั้ง

สองต่างไปมาหาสู่กันจนตราบสิ้นชีวิต

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: กำลงความเรวของอายุของสรรพสัตว์รวดเร็วยิ่งกว่าสงใด ๆ ในโลก
ิ่


ขออย่าได้ประมาทเถิดท่านทั้งหลาย ๛

หมีกับไม้ตะคร้อ (ผันทนชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโรหิณี เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภการทะเลาะกันของ
พระประยูรญาติ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมองพาราณสี มีบ้านช่างไม้

ตระกูลหนึ่งประกอบรถเลี้ยงชีพ สมัยนั้น ณ ป่าหิมพานต์ มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากินอิ่มแล้ว มักจะมานอน
พักผ่อนที่ใต้ต้นตะคร้อใหญ่ต้นหนึ่งเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่มันกำลังนอนหลับเพลิน ๆอยู่ใต้ต้นไม่

ตะคร้อนั้น ได้มีลมพัดกิ่งไม้แห่งกิ่งหนึ่งหักตกลงไปถูกคอมัน มันสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปวิ่งมา เหลียว
ซ้ายแลขวาด้วยคิดว่าราชสีห์หรือเสือทำร้ายตน เมื่อไม่เห็นอะไรเหลือบไปเห็นกิ่งไม้ แห้งวางอยู่ใกล้ ๆ มัน

โกรธขึ้นมาทันทีที่ต้นตะคร้อทำให้มันตื่นขึ้นมามันจึงใช้เล็บตะกุยต้นตะคร้อใหญ่นั้น พร้อมตะคอกรุกข

เทวดาประจำต้นไม้ว่า “ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของเจ้าและก็ไม่ได้หักกิ่งเจ้าซักกะหน่อย ทีสัตว์ตัวอื่นมานอนที่
ตรงนี้เจ้าไม่ได้ว่าอะไร ทีข้ามานอนเจ้ากลับซัดกิ่งไม้ใส่ข้า คอยดูสัก 2-3 วันเถิด ข้าจะให้เขามาขุดเจ้าทั้ง
รากทั้งโคนตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่นำไปขาย” หลังจากวันนั้นมันจึงเที่ยวแสวงหานายช่างไม้อยู่ ต่อมา

วันหนึ่งนายช่างไม้พร้อมลกน้อย 2-3 คนได้ขับเกวียนเพื่อไปตัดต้นไม้ไปถึงที่นั้น ปลดเกวียนแล้วได้ถือมีด

และขวานยืนเลือกต้นไม้อยู่ใต้ต้นตะคร้อนั้น มองดูทางโน้นทางนี้อยู่ เจาหมีที่แอบอยู่ข้างหลังต้นไม้ได้พูด

ขึ้นว่า “สหาย.. ท่านต้องการต้นไม้หรือ” นายช่างพอได้ยินก็คิดแปลกใจว่าสัตว์สามารถพูดภาษามนุษย์ได้

อย่างไร ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนจึงร้องตอบว่า “เจ้าหมี ใช่ละไม้อะไรที่จะทำกงรถได้ดีที่สุดช่วยบอกเรา
ด้วย” หมี” ไม้รัง ไม้ตะเคียน ไม้หูกวางก็ไม่มั่นคงเท่าไม้ตะคร้อหรอก” นายช่างไม้” ต้นตะคร้อมีใบมีลำต้น

เป็นอย่างไรเราไม่รู้จัก” หมี” ก็คือต้นที่ท่านยืนอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง เป็นไม้ที่เหมาะทำรถเป็นอย่างดี” ว่าแล้วก็
เดินหนีไป นายช่างไม้เห็นดีด้วย ตกลงใจตัดต้นตะคร้อนั้น จึงเตรียมอุปกรณ์เพื่อตัดต้นไม้ รุกขเทวดา

ประจำต้นตะคร้อเห็นวิมานของตนถูกทำลายโกรธแค้นหมีมาก จึงจำแลงกายเป็นนายพรานป่าเดินเข้าไป

104

หานายช่างไม้นั้นแล้วถามว่า “นายช่างท่านจะตัดต้นไม้นี่ไปทำอะไร” นายช่างไม้” ไปทำรถขาย”
นายพราน” ใครบอกท่าน” นายช่างไม้” หมีตัวหนึ่ง” นายพราน” ดีแล้วละที่หมีบอก รถไม้ของท่าน ถ้า

อยากจะให้งามยิ่งขึ้นให้นำหนังหมีหุ้มด้วยนะ ก็จะงามหาที่เปรียบมิได้” นายช่างไม้” ข้าพเจ้าจะได้หนังหมี
จากไหน” นายพราน” ก็หนังหมีตัวที่บอกท่านนั้นไว ได้หนังหมีแล้วค่อยมาตัดต้นไม้ที่หลังจะดีกว่า เดี๋ยว

มันจะหนีไปไกล” นายช่างไม้เห็นดีตามนั้นจึงได้ตามไปฆ่าหมีเอาหนังแล้วค่อยมาตัดเอาต้นตะคร้อที่หลัง

ทำให้การผูกเวรซึ่งกันและกันของหมีและต้นตะคร้อมีมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การทะเลาะกันนำมาซึ่งความฉิบหาย ๛

พญาช้างยอดกตัญญู (มาตุโปสกชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัส

อดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างเผือกขาวปลอด มีรูปร่าง

สวยงาม มีช้าง 80,000 เชอกเป็นบริวารเลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพาบริวารออกหากินได้อาหารอันมีรส

อร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่ก็ถูกช้างเชอกที่นำอาหารมากินเสียระหว่างทาง เมื่อกลับมาทราบ
ว่ามารดาไม่ได้อาหารก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบนำมารดาหนี

ออกจากโขลงไปอยู่ที่เชิงเขาแล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองออกเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงดูมารดา

อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเข้าป่ามาแล้วหลงทางออกจากป่าไม่ได้จึงนั่งร้องไห้
อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ด้วยความเมตตากรุณาในเขา จึงนำเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดน

มนุษย์ ฝ่ายนายพรานเมื่อพบช้างที่สวยงามเช่นนั้น ก็คิดชั่วร้าย” ถ้าเรานำความกราบทูลพระราชา เราจัก
ได้ทรัพย์มากเป็นแน่แท้” ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้่กำหนดไว้เป็นสัญลักษณ์ ในสมัยนั้น ช้างมงคลของ

พระราชาได้ตายลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศว่าใครมีช้างที่สวยงามขอให้บอก นายพราน
นั้นได้โอกาสจึงรับสั่งให้นายควาญช้างพร้อมด้วยบรวารติดตามนายพรานนั้นเข้าป่านำพญาช้างนั้นมาถวาย

นายควาญช้างเมื่อพบพญาช้างแล้วก็ถูกใจ ส่วนพญาช้างขณะนั้นกำลังดื่มน้ำอยในสระ เมื่อเห็นนายพราน
ู่
นั้นกลับมาพร้อมผู้คนอีกจำนวนมากก็ทราบถึงภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกำหนดสติข่มความโกรธไว้ในใจยืนนิ่งอยู่


นายควาญช้างได้นำพญาช้างเข้าไปในเมือง พาราณส ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่ำ
ครวญคิดถึงลูกว่า “ลูกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์จับไปแล้วหนอ เมื่อไม่มีพญาช้างอยู่ ไม้

อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย จักเจริญงอกงาม” ฝ่ายนายควาญช้างใน

ระหว่างทางขณะกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชาเพื่อตบแต่งเมืองให้สวยงาม เมื่อถึงเมืองแล้วก็
ประพรมน้ำหอมพญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้วนำไปไว้ที่โรงช้างขึ้นกราบทูลพระราชา พระราชาทรงนำ
อาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง พญาช้างคิดถึงมารดาจึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์

จึงอ้อนวอนมันว่า “พญาช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับคำข้าวเถิดเจ้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ” พญา

ช้างพูดลอย ๆ ขึ้นว่า “นางช้างผู้กำพร้า ตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่”
พระราชาตรัสถามว่า “พญาช้าง… นางช้างนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ” พญาช้าง “นางเป็นมารดาของข้า

พระองค์เอง” พระราชาเมื่อฟังแล้วเกิดความสลดใจมีรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างว่า “พญาช้างนี้เลี้ยงดูมารดา
ตาบอดอยู่ในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยมันกลับไปเถิด” พญาช้างเมื่อถูกปล่อยให้อิสระพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้ว


แสดงธรรมต่อพระราชาวา “มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด” แล้วได้กลับไปยังที่อยู่ของ
ตน ได้นำน้ำในสระไปรดตัวมารดาที่นอนร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่ได้อาหารมาแล้ว 7 วัน เป็นอันดับแรก


ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้ำราดตัวเข้าใจวาฝนตกจึงพูดขึ้นว่า “ฝนอะไรนี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว”

105


พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาวา “แม่.. เชิญลุกขึ้นเถิดลูกของแม่มาแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อย
มาแล้วละ” นางช้างดีใจมากได้อนุโมทนาแก่พระราชาวา “ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์ยืนนาน

เจริญรุ่งเรืองเถิดที่ได้ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา “ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้
ตั้งอาหารไว้เพื่อพญาช้างและมารดาเป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ปล่อยพญาช้างไปและรับสั่งให้สร้างรูปเหมือน

พญาช้างจัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิตแล้วก็ได้อยู่อุปัฏฐากคณะฤๅษี

500 ตน จนตราบเท่าชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ความกตัญญูกตเวทีเลี้ยงดูมารดา บิดาเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
แม้พระราชาก็ทรงบูชาผู้นั้น ๛


ดาบสฌานเสื่อม (หริตจชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึกเพระเห็น
สาวงามรูปหนึ่งจึงตรัสให้โอวาทว่า “ภิกษุ..ธรรมดากิเลสย่อมไม่มีความชื่นบาน มีแต่จะให้ตกนรก กิเลสทำ

ให้เธอลำบากเหมือนลมพัดภูเขา ทำให้ใบไม้เก่า ๆ กระจัดกระจายได้ โบราณบัณฑิตได้อภิญญา 5 สมาบัติ
8 แล้ว ยังเสื่อมจากฌานได้ด้วยอำนาจกิเลส” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานสาธกว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์มั่งคั่งตระกูลหนึ่งมีนามว่า หาริตกุมาร เมื่อเติบโตแล้วได้ไปศึกษา

ศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา อยู่ต่อมาเมื่อมารดาบิดาเสียชีวิตแล้วมีความคิดว่า “ทรัพย์เท่านั้นตั้งอยู่ได้ ส่วน

ผู้ทำให้ทรัพย์เกิดหาตั้งอยู่ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือนเลา “กลัวต่อความตายได้ให้ทาน
เป็นการใหญ่แล้วเข้าป่าไปบวชเป็นดาบส มีเผือกมันและผลไม้เป็นอาหาร บำเพ็ญเพียรเป็นเวลานานหลาย
ปี จนได้อภิญญา 5 และสมาบัติ 8 จึงลงจากเขามาเที่ยวภิกขาจารในเมืองพาราณสี พระราชาเลื่อมใสจึง

นิมนต์ให้จำพรรษาอยู่ในสวนหลวงเป็นเวลา 12 ปี ตลอดเวลาที่จำพรรษาอยู่ที่สวนหลวง ทุกเช้าดาบสจะ
ไปรับอาหารในพระราชวังเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบกบฏชายแดน จึงมอบหน้าที่

ถวายอาหารให้พระเทวีทรงแต่งโภชนาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อดาบสยังช้าอยู่ จึงสนานด้วยน้ำหอมแล้วทรง

พระภูษาเลี่ยนเนื้อละเอียดรับสั่งใหเผยสีหบัญชร (หน้าต่าง) ประทับอยู่บนเตียงให้ลมพัดพระวรกายอย ู่
ฝ่ายดาบสได้เหาะมาทางอากาศผ่านมาทางสีหบัญชรพอดี พระเทวีได้ยินเสียงเปลือกไม้กระทบกันก็ทราบ
ว่าดาบสมาถึงแล้ว จึงรีบลุกขึ้น ขณะนั้นเองพระภูษาได้เลื่อนหลุดหล่นลง ทำให้ร่างกายของนางถูกดาบส

เห็นทั้งหมด เป็นเหตุให้กิเลสของดาบสกำเริบขึ้น ทำให้ฌานเสื่อมทันที ดาบสไม่สามารถควบคุมสติไว้ได้จึง

เข้าไปจับพระหัตถ์ของพระนางแล้วคนทั้งสองก็เสพโลกธรรมกัน ดาบสหลังจากรับอาหารแล้วก็เดินกลับ
สวนหลวงไปตั้งแต่วันนั้นมาคนทั้งสองก็เสพโลกธรรมกันทุกวัน ข่าวที่ดาบสเสพโลกธรรมกับพระเทวีได้แพร่
สะพัดไปทั่วพระนคร พวกอำมาตย์ก็ส่งหนังสือไปกราบทูลพระราชา พระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าจะเป็นไปได้

เมื่อปราบกบฏเสร็จแล้วพระราชาก็เสด็จกลับเมือง เข้าไปห้องพระเทวีสอบถามความเป็นจริง พระเทวีทูล

ว่าจริง พระองค์ก็ยังไม่ทรงเชื่อจึงเสด็จไปหาดาบสตรัสถามความจริง ดาบสคิดว่า “ถ้าเราบอกว่าไม่เป็น
ความจริงพระราชาก็ทรงเชื่อ แต่ที่พึ่งที่ดีที่สุดคือคำสัตย์” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพรพระองค์ได้สดับมานั้น

เป็นความจริง อาตมาหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์แห่งความหลงผิดเสียแล้วละ” พระราชาสดับแล้วตรัสว่า
“ปัญญาที่ละเอียดคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบรรเทาราคะของท่านมีไว้เพื่อประโยชน์ อะไร ท่านไม่

อาจใช้ปัญญาบรรเทาความคิดที่แปลกได้หรือ” ดาบส” มหาบพิตร กิเลส 4 อย่างคือราคะ โทสะ โมหะ
และมทะ เป็นของที่มีกำลังกล้า หยาบคายในโลก ยากที่ปัญญาจะหยั่งถึงได้” พระราชา “โยมได้ยกย่อง

ท่านเป็นพระอรหันต์ มีศีลเป็นบัณฑิต เบียดเบียนแม้ผู้มีปัญญาโดยแท้” พระราชาพูดกระตุ้นดาบสว่า

106

“ความกำหนัดเกิดในกายทำลายผิวพรรณของท่าน ท่านจงพยายามทำลายความกำหนัดของท่านนั้นเสีย
เถิด” ดาบสได้สติกลับคืนมาแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า “กาลเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์มาก มีพิษใหญ่

หลวง อาตมาจักค้นหามูลรากแห่งกามเหล่านั้นจักตัดความกำหนัดพร้อมเครื่องผูกเสีย” ว่าแล้วก็ขอโอกาส
ปฏิบัติธรรมในบรรณศาลาพิจารณาดวงกสิณ ยังฌานที่เสื่อมให้เกิดขึ้นได้แล้ว เหาะขึ้นสู่อากาศแสดงธรรม

แก่พระราชาแล้วขออำลากลับเข้าป่าตามเดิม

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อำนาจของกิเลสตัณหาทำให้คนหน้ามืดไม่มีสติ ๛

ตระกูลที่ไม่ตายวัยหนุ่ม (มหธัมมปาลชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงปรารภความไม่เชื่อของพระบิดา

ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า ...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ รักษาธรรม
กุศลกรรมบถ 10 ตระกูลหนึ่ง ในเมืองพาราณสีมีชื่อว่า ธรรมบาล ในตระกูลของเขารวมทั้งทาสคนรับใช้
เป็นคนให้ทานรักษาศีลอุโบสถเป็นประจำมิได้ขาด ธรรมบาลเมื่อเติบโตแล้วได้ไปเรียนศิลปวิทยาที่เมืองตัก


กสิลา ได้เป็นหัวหน้ามานพ 500 คนที่เรียนด้วยกัน วันหนึ่งลูกชายคนโตของอาจารย์ได้เสยชีวิตลง อาจารย์
ญาติ และลูกศิษย์คนอื่น ๆได้ร้องไห้คร่ำครวญเศร้าโศกอยู่ มีธรรมบาลคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ร้องไห้ เมื่อกลับ

จากป่าช้าแล้วพวกลูกศิษย์ก็พากัน นั่งสนทนากันว่า “น่าเสียดาย ลูกชายอาจารย์ผู้มีมารยาทเรยบร้อย

ต้องมาตายเมื่อยังหนุ่มแน่นนะ” ธรรมบาลถามขึ้นว่า “เพื่อน.. เป็นเพราะเหตุไรคนถึงตายในวัยหนุ่ม วัย
หนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ?” เพื่อนพูดตอบวา “ธรรมบาล..ท่านไม่รู้จักความตายหรือ?” ธรรมบาล” เรารู้

แต่ไม่เคยเห็นใครตายในวัยหนุ่ม เห็นแต่คนแก่ตาย” เพื่อน” สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงมีแล้วกลับไม่มีมิใช่
หรือ?” ธรรมบาล” มีแต่คนตายในวัยแก่ ตายในวัยหนุ่มไม่มี” เพื่อน” เป็นประเพณีของตระกูลท่านหรือ?”

ธรรมบาล” ใช่แล้วล่ะ” เพอนได้นำเอาคำสนทนากันไปเล่าสู่อาจารย์ฟัง อาจารย์ต้องการพิสูจน์ความจริง
ื่
จึงมอบให้ธรรมบาลเป็นผู้สอนศิษย์แทน ตนเองจะเดินทางไปทำธุระต่างเมืองสั่งธรรมบาลแล้ว ก็ให้นำ

กระดูกแพะตัวหนึ่งล้างน้ำดีแล้วใส่กระสอบให้คนรับใช้คนหนึ่งถือตามไปด้วย เมื่อถึงบ้านของธรรมบาลแล้ว
ก็เข้าไปสนทนากับบิดาของธรรมบาล แสร้งพูดว่า “พราหมณ..ลูกชายท่านมีสติปัญญาดีมาก แต่เสียดาย

เขาได้ตายด้วยโรคอย่างหนึ่งเสียแล้ว ขอท่านอย่าเศร้าโศกเลยนะ” พราหมณ์พอฟังจบได้ตบมือหัวเราะดัง
ลั่น เมื่อถูกอาจารย์ถามว่า “พราหมณ์..ท่านหัวเราะทำไม?” ก็ตอบว่า “อาจารย์..ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนะ



เป็นคนอื่น” เมื่ออาจารย์นำกระดูกออกมายืนยัน ก็ยงตอบอยู่วา “อาจารย์...คงเป็นกระดูกสัตว์หรือกระดูก
คนอื่น ลูกฉันยังไม่ตายหรอก เพราะในตระกูลเรา 7 ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่เคยมีใครตายในวัยหนุ่มเลยละ” ทุก


คนในครอบครัวต่างหัวเราะถือเป็นเรื่องตลกไป สรางความอัศจรรย์แก่อาจารยเป็นอย่างยิ่ง อาจารย์จึงถาม
ต่อเพื่อคลายความสงสัยว่า “พราหมณ์ตระกูลของท่าน เพราะเหตุไร คนวัยหนุ่มจึงไม่มีคนตายละ?”
พราหมณ์จึงพรรณนาเหตุของคนวัยหนุ่มในตระกูลไม่มีใครตายว่า “พวกเราประพฤติธรรม ไม่พูดมุสา งด

เว้นกรรมชั่ว ฟังธรรมของสัตบุรุษ ละธรรมอสัตบุรุษ ก่อนให้ทานพวกเราตั้งใจดีแม้กำลังให้ก็มีใจเบิกบาน
เมื่อให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง พวกเราเลี้ยงดูสมณะ คนเดินทางไกล วณิพก ยาจกและคนขัดสนให้อิ่ม

พวกเราไม่นอกใจสามีภรรยา งดเว้นจากาการฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ดื่มของเมา บุตร มารดา บิดา
พี่น้อง สามีภรรยา ทาสคนรับใช้ ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า เพราะประพฤติธรรมอย่าง


นี้แหละคนหนุ่ม ของพวกเราจึงไม่ตาย” แล้วกล่าวเปนคาถาว่า “ธรรมแลย่อมรกษาผู้ประพฤติธรรม ธรรม

ที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี่เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่
ไปสู่ทุคติ” แล้วพูดต่ออีกว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ธรรมบาลบุตรของ

107

เรามีธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ท่านนำมานี้เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของเรายังมีความสุขอยู่” อาจารย์ฟัง

จบแล้วขอขมาพราหมณ และกล่าววา “พราหมณ์.. ข้าพเจ้าขอขมาโทษท่าน นี่เป็นกระดูกแพะ ข้าพเจ้า

นำมาเพื่อที่จะทดสอบใจท่าน บุตรชายท่านสบายดี” ว่าแล้วก็อยู่ที่นั่นต่ออีก 2-3 วันจึงกลับเมืองตักกสิลา
ให้ธรรมบาลศึกษาศิลปวิทยาจบแล้วก็ส่งตัวกลับคืนบ้าน

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ผู้ประสงค์จะให้ตระกูลมั่นคง

ควรยึดถือปฏิบัติตามเป็นตัวอย่าง ๛

มองในเวลาที่ไม่ควรมอง (มูติสาชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภความไม่สำรวมของภิกษุ ได้ตรัสอดีต
นิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแพะหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากถ้ำ

ู่
นั้น มีสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอาศัยอยในถ้ำแห่งหนึ่ง วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียออกหากินเห็นแพะ
เหล่านั้น จึงลวงกินแพะเหล่านั้นวันละตัว ๆ จนร่างกายอ้วนพี จำนวนแพะจึงลดลงตามลำดับ ในฝูงแพะ

นั้นมีแม่แพะตัวหนึ่งฉลาดรู้เท่าทันกลลวงของสุนัขจิ้งจอกจึงรอดชีวิตตลอดมา ยิ่งทำให้สุนัขจิ้งจอกต้องการ
กินนางแพะเพิ่มมากยิ่งขึ้น มันจึงวางแผนให้ภรรยาไปตีสนิทกับนางแพะแล้วพามาที่อยู่ของตนจะได้ดัก

ตะครุบกิน ภรรยาได้ไปตีสนิทกับนางแพะนั้นจนสนิทสนมกันแล้วชวนไปที่ถ้ำของตน นางแพะทนคำวิงวอน

ไม่ไหวก็เลยไปด้วย ในขณะที่เดินไปยังถ้ำสุนัขจิ้งจอกนั้น นางแพะระวังตัวอย่างเต็มที่ให้นางสุนัขจิ้งจอก

เดินนำหน้าตนเองเดินตามหลังเข้าถ้ำไป สนัขจิ้งจอกทำทีเป็นนอนตาย เมื่อได้ยินเสียงเดินมานึกว่าเป็น
ภรรยาจึงยกหัวขึ้นชำเลืองดู นางแพะเห็นสุนัขจิ้งจอกทำเป็นตายแล้วยกหัวขึ้นได้ จึงหยุดอยู่และหันหลังจะ
กลับไป นางสุนัขจิ้งจอกจึงถามว่า “ทำไมท่านจะกลับไปเสียละ” นางแพะจึงตอบว่า “เพื่อนรัก สามีท่านยัง

ไม่ตาย เมื่อกี้ยังชะเง้อคอดูฉันอยู่ ฉันไม่ชอบใจสหายเช่นนี้” ว่าแล้วก็กลับถ้ำของตนเอง นางสุนัขจิ้งจอกไม่
สามารถจะวิงวอนให้นางแพะเข้าถ้ำได้ โกรธนางแพะนั้นจึงนั่งบ่นอยู่ ฝ่ายสามีเมื่อเห็นแผนการล้มเหลวก็

พูดติเตียนภรรยาว่า “นางเมียบ้า นั่งบ่นถึงนางแพะให้สามีฟังอยู่ได้ ไปคิดถึงนางทำไม?” นางสุนัขจิ้งจอก
จึงตอบว่า “ท่านนั้นแหล่ะเป็นบ้า โง่เขลาเต่าตุ่น ท่านทำเป็นตาย แต่กลับชะเง้อคอดูในเวลาที่ไม่ควร ทำให้


เขารู้ทัน” ว่าแล้วก็ปลอบใจสามี พร้อมกับใช้ความพยายามไป วิงวอนนางแพะใหม่อีกวา “เพื่อนรัก..สามี
ฉันกลับฟื้นคืนมาแล้วไปพวกเราไปดูด้วยกันเถิด” นางแพะคิดจะลวงใช้นางสุนัขจิ้งจอกบ้าง จึงพูดว่า

“เพื่อนรัก..ถ้าเช่นนั้น ขอท่านจงเตรียมอาหารไว้ก็แล้วกัน ฉันจะไปพร้อมบริวารหมู่ใหญ่” นางสุนัขจิ้งจอก

ถามว่า “บริวารของเธอเป็นอย่างไร ฉันจะได้ไปเตรียมอาหารถูก” นางแพะ” บริวารของฉันคือสุนัข 4 ตัว
แต่ละตัวมีลูกสมุนอีก 500 ตัว รวมทั้งหมดก็ 2,000 ตัวพอดี ถ้าสุนัขเหล่านั้นไม่ได้อาหาร ก็จักฆ่าท่านทั้ง 2
กินเสีย” นางสุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นแล้วเกิดความกลัว จึงพูดเพื่อไม่ให้นางแพะไปหาวา “เพื่อนรัก.. เมื่อ

ท่านออกจากถ้ำไปไม่มีใครดูแลสิ่งของจักเสียหายได้ เอาเป็นว่าท่านอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ฉันกลับคนเดียวก็ได้”

ว่าแล้วก็รีบอำลากลับถ้ำไป พาสามีหนีไปอยู่ที่อื่น ไม่หวนกลับคืนมาที่นั่นอีกเลย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: หนามยอกเอาหนามบ่ง ผู้คิดประทุษร้ายผู้อื่น ย่อมได้รับการประทุษร้ายตอบ ๛


พญานกแขกเต้าผู้สันโดษ (มหาสุวราชชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสให้โอวาทว่า

“ภิกษุ ธรรมดาสมณเมื่อมาถึงเสนาสนะเป็นที่สบายแล้วก็ไม่ควรโลภในอาหาร ยินดีตามมีตามได้ ปฏิบัติ

สมณธรรม โบราณบัณฑิตแม้เป็นสัตว์ดิรัจฉาน กินผงแห้งของต้นไม้ที่ตนอยู่อาศัย มีความสันโดษไม่ทำลาย
มิตรธรรมหนีไปที่อื่นเลย” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ป่าไม้มะเดื่อแห่ง

108

หนึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีนกแขกเต้าหลายแสนตัว ต่อมาในฤดูแล้งผลมะเดื่อได้หมดลง นกแขกเต้า
ทั้งหลายได้พากันบินหนีไปหากิน ณ ที่อื่น ยังคงเหลือแต่พญานกแขกเต้าตัวหนึ่งเท่านั้น เป็นผู้มักน้อย

สันโดษไม่หนีไปที่อื่น เมื่อผลมะเดื่อหมดก็กินหน่อ ใบ เปลือกและสะเก็ดของต้นมะเดื่อตามลำดับโดยไม่คิด
จะหนีไปไหน เป็นเหตุให้บัลลังก์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน เพื่อทดสอบจิตใจของพญานกแขกเต้า

ท้าวเธอจึงบันดาลให้ต้นมะเดื่อที่นกแขกเต้าอาศัยอยู่นั้นตายและแห้งลงมีลำต้นแตกเป็นช่องน้อยใหญ่ เวลา

ลมพัดจะมีเสียงดัง มีผงไม้ไหลออกมาตามช่องที่แตกนั้น นกแขกเต้าก็ไม่หนีไปไหนก็ยังกินผงไม้ไหลออกมา
ตามช่องที่แตกนั้นแหละเป็นอาหาร จนสุดท้ายต้นไม้นั้นเหลือแต่ตอ พญานกแขกเต้าก็ไม่หนีไปไหน ยังคง
จับอยู่ที่ตอต้นไม้นั้น ท้าวสักกะเมื่อทราบว่าพญานกแขกเต้ามีความมักน้อยสันโดษจริง ๆ จึงแปลงร่างเป็น


พญาหงส์ มีนางสุชาดาเปนนางหงส์ติดตามไปด้วย บินไปจับที่ตอมะเดื่อใกล้พญานกแขกเต้านั้นแล้วเจรจา
ว่า “นกแขกเต้า ผู้มีจะงอยปากสีแดงท่านควรไปที่อื่นได้แล้วอย่ามาตายที่ตรงนี้เลย ท่านมาเยื่อใยอะไรกับ
ต้นไม้แห้งนี้ ต้นไม้อื่นมีถมเถไป” พญานกแขกเต้าร้องตอบว่า “ท่านพญาหงส์… ใครเป็นเพื่อนในยามทุกข์


ยาก ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ ยอมไม่ทอดทิ้งเพื่อนผู้มีทรัพย์และไร้ทรัพย์ ต้นไม้นี้เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งญาติของเรา
เราเพียงต้องการมีชีวิตอยู่เท่านั้น จึงไม่อาจทิ้งต้นไม้นี้ไปได้ เพราะเหตุเพียงไม่มีผล นี่ไม่ยุติธรรมเลย”

พญาหงส์พอได้ฟังก็ยินดีและสรรเสริญว่า “นกแขกเต้าความเป็นเพื่อนไมตรีสนิทสนมคุ้นเคยกันกับต้นไม้
ท่านทำไว้ดีแล้ว ขอสรรเสริญท่านเราจะให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกพรตามในประสงค์เถิด” พญานกแขก

เต้าขอพรว่า “ท่านพญาหงส์..เราขอเพียงให้ต้นไม้นี้มีชีวิตมีผลหวานอร่อยเหมือนเดิมเท่านั้นก็พอ” พญา

หงส์จึงพูดว่า “นกแขกเต้า .. ขอท่านจงอยู่กับต้นมะเดื่อที่สมบูรณ์พร้อมตลอดไปเถิด” ว่าแล้วก็คืนร่างเปน
ท้าวสักกะเหมือนเดิม แสดงอานุภาพทำให้ต้นมะเดื่อนั้นสมบูรณ์พร้อมทั้งใบและผลยืนต้นอย่างสง่างาม
เหมือนเดิม พญานกแขกเต้าเห็นเช่นนั้นจึงสรรเสริญท้าวสักกะว่า “ท้าวสักกะ ขอพระองค์พร้อมด้วย

คณาญาติ มีความสุขเหมือนข้าพระองค์มีความสุข เพราะได้เห็นต้นผลิตผลในวันนี้ด้วยเถิด” ท้าวสักกะครั้น

ประทานพรให้นกแขกเต้าได้สมประสงค์แล้วพร้อมนางสุชาดา ก็กลับคืนวิมานของตนตามเดิม
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: จงพอใจในสิ่งที่ตนมีตนได้ และเพื่อนที่ดีไม่ละทิ้งเพื่อนไปในยามทุกข์ยาก ๛


แพะกับเสือเหลือง (ทิปิชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ทรงปรารภแม่แพะตัวหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทาน

มาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤๅษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์เป็น

เวลานาน ต่อมาได้สร้างบรรณศาลาที่ซอกเขาแห่งหนึ่งใกล้เมืองราชคฤห์ ทุกวันพวกคนเลี้ยงแพะจะพากัน
ต้อนแพะมาเลี้ยงที่ซอกเขาใกล้ที่อยู่ของพระฤๅษีนั้นเป็นประจำ เพราะมีภูเขาลอมรอบเมื่อปล่อยแพะแล้ว

พวกเขาก็จะพากันเล่น ตกเย็นถึงจะไปต้อนแพะกลับบ้านไป ต่อมาเย็นวันหนึ่ง เมื่อได้เวลาต้อนแพะกลับ

บ้าน มีแม่แพะตัวหนึ่งไปหากินไกลฝูง ไม่ทันเห็นฝูงแพะกลับคอก จึงเดินล้าหลังอยู่ ในขณะนั้นมีเสือเหลือง

ตัวหนึ่งเห็นแม่แพะนั้นกำลังเดินกลับ แพะพอเห็นเสือเหลืองยืนดักรออยู่ข้างหน้าก็คิดว่า “วันนี้ชีวิตเราไม่
รอดแน่ นอกจากจะพูดคำอ่อนหวานให้มันใจอ่อนเท่านั้น เราถึงจะรอดไปได้” เมื่อเดินเข้าไปใกล้เสือเหลือง

จึงพูดขึ้นว่า “คุณลุงคะ สบายดีหรือเปล่า แม่ฉันถามหาลุงอยู่เป็นประจำ พวกเราคิดถึงคุณลุงอยู่เป็น

ประจำ พวกเราคิดถึงคุณลุงตลอดเวลาล่ะค่ะ” เสือเหลืองได้ฟังก็รู้ว่าเป็นกลลวงของแม่แพะจึงตอบไปวา



“แม่แพะ เจ้าบังอาจมาเหยียบหางเราได้ วันนี้เจ้าคงว่าเจาจะพ้นจากความตายไปได้ด้วยการเรียกเราวาลง
เหรอ” แม่แพะ” ท่านนั่งหันหน้ามาทางฉัน ฉันก็อยู่ตรงหน้าของท่าน ไฉนฉันถึงจะเหยียบหางของท่านที่

อยู่ด้านหลังของท่านละ” เสือเหลือง” ทวีปทั้ง 4 มหาสมุทรและภูเขาทั้งหมดเราเอาหางวางไว้หมด เจาจะ

109

ไม่เหยียบหางของเราได้อย่างไร” แม่แพะ” พวกญาติ ๆ ได้บอกเรื่องหางของท่านยาวให้ฉันทราบก่อนแล้ว
ฉันจึงมาทางอากาศ” เสือเหลือง” เรารู้ว่าเจ้ามาทางอากาศ ฝูงเนื้อเห็นเจ้าจึงแตกตื่นหนีไป ทำให้อาหาร

ของเราหนีไปหมด เจ้าจะว่าอย่างไร” กล่าวจบก็ได้ตะครุบแม่แพะฆ่ากินเป็นอาหารในที่สุด พระพุทธองค์
เมื่อตรัสอดีตนิทานจบได้ตรัสพระคาถาว่า “ในคนโหดร้ายไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีถ้อยคำเป็นสุภาษิตในคน

โหดร้าย บุคคลพึงทำการหลบหนีไปให้พ้น เพราะคำของคนดีมันก็ไม่ชอบ”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เหตุผลและคุณธรรมไม่มีในผู้ร้าย ๛

เสียงสัตว์ 8 ชนิด (อัฏฐสัททชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภเสียงแสดงความแร้นแค้นอันน่า
สะพรึงกลัวที่พระเจ้าโกศลได้สดับในเวลาเที่ยงคืน ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤๅษีบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าหิมพานต์ ต่อมาปีหนึ่งได้เข้าไปพำนักอยู่ในสวนหลวงของ
พระเจ้าพรหมทัต ผู้ปกครองเมืองพาราณสี โดยที่ระราชาไม่ทรงทราบได้ ในคืนหนึ่ง เวลาเที่ยงคืนขณะที่

พระราชากำลังบรรทมอยู่นั้นได้สดับเสียง 8 เสียงติดต่อกันไม่ขาดสาย คือ
1. เสียงนกกระยางตัวหนึ่งในสวนหลวงร้อง

2. แม่กาอาศัยอยู่ที่เสาระเนียดโรงช้างร้อง

3. แมลงภู่ที่ช่อฟ้าเรือนหลวงร้อง

4. นกดุเหว่าที่เลี้ยงไวในเรอนหลวงร้อง
5. เนื้อที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวงร้อง
6. ลิงที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวงร้อง

7. กินนร (อมนุษย์ในเทพนิยายท่อนบนเป็นมนุษย์ ท่อนล่างเป็นนก) ร้อง
8. พระปัจเจกพุทธเจ้าได้เปล่งเสียงอุทานขึ้น

พระองค์เมื่อสดับเสียงเหล่านี้แล้วตกพระทัยสะดุ้งกลัว ในวันรุ่งขึ้งจึงรับสั่งให้พราหมณ์โหรหลวงเข้าเฝ้า
สอบถามถึงเภทภัยพวกโหรหลวงดูฤกษ์แล้วถวายบังคมว่า “อันตรายจักมีแก่พระองค์พระเจ้าข้า “แล้ว

แนะนำให้ทำการบูชายัญสัตว์อย่างละ 4 ตัวพระราชาทรงอนุญาตให้ทำตามนั้น สมัยนั้น มีชายหนุ่มลูกศิษย์
ของหัวหน้าพราหมณ์บูชายัญคนหนึ่งเป็นผู้มีปัญญาฉลาดเฉลียว จึงเข้าไปหาอาจารย์พร้อมอ้อนวอนว่า

“อาจารย์ การบูชายัญด้วยสัตว์ ขอท่านอย่าได้ทำเลยนะท่านอาจารย์” อาจารย์ตอบว่า “เจ้าช่างไม่รู้อะไร

เสียเลย ถ้าเราไม่ทำการบูชาแล้วเราจะมีอาหารที่ดี ๆ รับประทานได้อย่างไร” ชายหนุ่ม” อาจารย์ ขอท่าน
อย่าเห็นแก่ปากแก่ท้องแล้วไปตกนรกเลยนะ” พวกพราหมณ์ได้ฟังเช่นนั้นแล้วก็โกรธหาว่าเขาขัดลาภ ชาย
หนุ่มกลัวมีอันตรายแก่ตนเองจึงขอตัวเข้าเมืองไปแสวงหานักบวชเพื่อจะให้ไปห้ามพระราชาไม่ให้กระทำ

การบูชายัญ ได้แวะเข้าไปหาฤๅษี ในสวนหลวงนั้น ด้วยมั่นใจวาจะเป็นผู้ที่พระราชาให้ความเคารพนับถือ

เรียนให้ฤๅษีทราบวา “พระคุณเจ้า ท่านไม่คิดจะสงเคราะห์ชีวิตสัตว์บ้างหรือ พระราชามีรบสั่งให้ฆาสัตว์



ู่

บูชายัญในวันนี้ ท่านช่วยปลดเปลื้องความทุกข์แก่สัตว์น้อยใหญ่จะไม่สมควรอยหรือ” พระฤๅษีตอบวา “ก็
ถูกต้องล่ะพ่อหนุ่ม แต่ว่าพระราชาไม่รู้จักเรา และเราก็ไม่รู้จักพระราชาเช่นเดียวกัน” ชายหนุ่ม” ว่าแต่ว่า
พระคุณเจ้ารู้ผลของเสียงที่พระราชาทรงสดับหรือไม่” พระฤๅษี” ใช่เรารู้” ชายหนุ่ม” เมื่อรู้ทำไมไม่กราบ
ทูลพระราชาล่ะ” พระฤๅษี” พ่อหนุ่ม ถ้าพระราชาทรงเสด็จมาที่นี้ เราก็จะกราบทูลให้ทรงทราบ” ชาย
หนุ่มรีบเข้าไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบว่ามีฤๅษีตนหนึ่งมาพำนักอยู่ที่สวนหลวง ทราบเสียงที่พระองค์

ทรงสดับว่า มีผลเป็นอย่างไร พระราชาทรงเสด็จไปสวนหลวงโดยเร็วไว ไหว้ฤๅษีแล้วถามถึงเสียงเหล่านั้น

110

พระฤๅษีกราบทูลให้ทรงทราบว่า “มหาบพิตร.. จะไม่มีอันตรายอะไรแก่พระองค์เลย เพราะได้สดับเสียง
เหล่านั้น นกกระยางตัวหนึ่งที่สวนหลวงไม่ได้เหยื่อ หิวอาหารจึงร้องขึ้นเป็นเสียงแรก ถ้าพระองค์จะเมตตา

ต่อมัน ก็จงชำระสวนให้สะอาดแล้วปล่อยน้ำให้เต็มสระเถิด” พระราชารับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งไปกระทำ
ตามนั้น พระฤๅษีทูลต่อว่า “แม่กาตัวหนึ่งที่เสาเพนียดโรงช้างโศกเศร้าคิดถึงลูกน้อย 2 ตัวที่ตายไป จึงร้อง


เป็นเสยงที่ 2 สาเหตุเพราะนายคราญช้างชื่อพันธุระที่ตาบอดข้างหนึ่ง เวลาขี่ช้างออกจากโรงมักจะเอาขอตี
ถูกแม่กาบ้างลูกกาบ้าง รื้อรังมันบ้าง แม่กาได้รับความลำบากจึงร้องขอให้ตาของนายคราญช้างนั้นบอดทั้ง
2 ข้าง ถ้าพระองค์จะเมตตาต่อมัน จงเรียกนายพันธุระมาให้เลิกทำพฤติกรรมนั้นเสียเถิด” พระราชารับสั่ง
ให้หาตัวนายพันธุระมาเข้าเฝ้า ทรงปริภาษแล้วไล่ออกไป ทรงตั้งคนอื่นเป็นนายควาญช้างแทน พระฤๅษีทูล

ต่อว่า “แมลงภู่ตัวหนึ่งที่ช่อฟ้ามหาปราสาทกัดกินกระพี้ไม้หมดแล้วไม่อาจจะกัดกินแก่นไม้ได้ เมื่อไม่ได้


อาหารและบินออกไปที่อื่นไม่ได้ จึงร้องออกไปเป็นเสยงที่ 3 ถ้าพระองค์จะทรงเมตตาต่อมันจงให้คนนำมัน
ออกจากช่อฟ้านั้นเถิด” พระราชารับสั่งให้ทหารคนหนึ่งไปนำแมลงภู่ออกจากช่อฟ้าแล้วปล่อยไป พระฤๅษี

ทูลต่อว่า “นกดุเหว่าตัวหนึ่งคิดถึงป่าที่ตนเคยอยู่อาศัยว่า เมื่อไรหนอเราจึงจะพ้นกรงนี้ ได้ไปสู่ป่าที่ร่มเย็น
ของเรา จึงร้องขึ้นไปเป็นเสียงที่ 4 ถ้าพระองค์จะทรงเมตตามัน จงปล่อยมันเถิด” พระราชารับสั่งให้

นายพรานคนหนึ่งนำมันไปปล่อยที่ของมันตามเดิม พระฤๅษีทูลต่อว่า “เนื้อตัวหนึ่งในเรือนหลวงที่พระองค์

เลี้ยงไว้ มันเป็นพญาเนื้อ เมื่อคิดถึงนางเนื้อของตนจึงร้องขึ้นเป็นเสยงที่ 5 ถ้าพระองค์จะทรงเมตตาก็ปล่อย
มันไปเถิด” พระราชารับสั่งให้นำมันไปปล่อยที่เดิม พระฤๅษีทูลต่อว่า “มีลิงตัวหนึ่งที่ถูกเลี้ยงไว้ในเรือน


หลวงมีความกำหนัดต้องการผสมพันธุ์กับฝูงลิงในปา ดิ้นรนอยากจะไป จึงร้องขึ้นเป็นเสยงที่ 6 ขอพระองค์
ทรงปล่อยมันไปเถิด” พระราชารบสั่งให้ทำตามนั้น พระฤๅษีทูลต่อว่า “มีกินนรตัวหนึ่งที่ถูกเลี้ยงไว้ในเรือน

หลวงคิดถึงนางกินรี ดิ้นรนเพราะอำนาจกิเลส จึงร้องขึ้นเป็นเสียงที่ 7 ขอพระองค์ทรงปล่อยมันไปเถิด”


พระราชารบสั่งให้ทำตามนั้น พระฤๅษีทูลต่อว่า “มหาบพิตร เสียง 8 เป็นเสยงอุทานของพระปัจเจกพุทธ

เจ้าองค์หนึ่งที่อายุสังขารจะสิ้นลง จึงเหาะมาจากภูเขายังถิ่นมนุษย์จึงได้ปรินิพพานที่โคนไม้รังในสวนหลวง
ของพระองค์ เวลามาถึงยอดปราสาทของพระองค์ได้เปล่งเสียงอุทานขึ้น ขอเชิญพระองค์เสด็จไปปลงศพ

ท่านด้วยเถิด” ทูลจบก็นำพาพระราชาไปยังที่นั้น พระราชาพร้อมหมู่พลได้ทำการบูชาศพพระปัจเจกพุทธ
เจ้าด้วยดอกไม้ของหอม สงให้งดการบูชายัญ ให้ตีกลองประกาศห้ามฆ่าสัตว์ในเมือง ให้เล่นมหรสพและทำ
ั่
การสักการะศพของพระปัจเจกพุทธเจ้าตลอด 7 วัน พระฤๅษีได้แสดงธรรมแก่พระราชาไม่ให้ตั้งอยู่ในความ
ไม่ประมาทแล้วก็กลับเข้าป่าหิมพานต์ตามเดิม

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ปัญหาทุกปัญหามีทางออกและมีวิธีแก้ที่ถูกต้องถ้าได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ๛

คุณธรรมของหัวหน้า (มหากปิชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระ


ญาติของพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพญาลง มี
ู่
พละกำลังมากเท่า ช้าง 5 เชือก มีลิงบริวารประมาณ 80,000 ตัว อาศัยอยในป่าหิมพานต์ ในที่ไม่ไกล
จากนั้น มีต้นมะม่วงต้นใหญ่สูงเทียมยอดเขาต้นหนึ่ง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีผลอร่อย หวานหอมคล้ายผลไม้

ทิพย์ มีผลโตเท่าหม้อ ผลมะม่วงส่วนหนึ่งหล่นลงบนบก อีกส่วนหนึ่งหล่นลงแม่น้ำ เมื่อมะม่วงมีผล พญาลง
จะพาบริวารมาเก็บกินผลมะม่วงเป็นประจำ เพื่อป้องกันภัยจึงให้บริวารเก็บผลมะม่วงจากกิ่งที่ยื่นไปในน้ำ
ก่อนโดยไม่ให้มีผลเหลือแม้แต่ผลเดียว แต่บังเอิญว่ามีผลมะม่วงสุกเหลืออยู่ลูกหนึ่งเพราะมดแดงไปทำรัง

ครอบมันไว้จึงรอดพ้นจากสายตาลิงไปได้ ผลมะม่วงสุกนั้นได้หล่นลงน้ำ ลอยไปติดข่ายของพระราชาเมือง

111

พาราณสีที่ทรงให้ขึงไว้เพื่อทรงเล่นน้ำ พวกทหารได้กู้ข่ายขึ้นเห็นผลมะม่วงใหญ่โตขนาดนั้น จึงตรัสถามว่า
“นี่มันผลอะไรกัน” ทหาร” ไม่ทราบพระเจ้าข้า “เมื่อนายพรานป่าเข้าเฝ้าและทูลว่าเป็นผลมะม่วงจึงทรง

เฉือนผลมะม่วงชิมดู รสของผลมะม่วงสุกแผ่ซาบซ่านไปทั่วกาย ทำให้พระราชาติดพระทัยในผลมะม่วง จึง
ถามถึงที่อยู่ของต้นมะม่วงนั้น เมื่อนายพรานกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้ต่อเรือและได้เสด็จทวน

กระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่นายพรานป่าชี้แนะ เมื่อถึงแล้วรับสั่งให้จอดเรือไว้ที่แม่น้ำ เสวยมะม่วงสุกแล้วก็

เข้าที่บรรทมที่โคนต้นมะม่วงนั้น เสวยมะม่วงสุกแล้วก็เข้าที่บรรทมที่โคนต้นมะม่วงนั้น ตกกลางคืนทหาร
ก่อกองไฟทุกทิศ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าเวรยาม เมื่อตกดึกพวกมนุษย์หลับหมดแล้ว พญาลิงก็พา
บริวารไต่กิ่งไม้มากินผลมะม่วงจากกิ่งนั้นไปกิ่งนี้ พระราชาทรงตื่นจากบรรทม เห็นฝูงลิงนั้นเข้าจึงปลุกให้


ทหารตื่นขึ้นรับสั่งพลแม่นธนูว่า “พรุ่งนี้เช้า สูเจาจงพากันยิงลิงฝูงนี้ อย่าให้มันหนีรอดไปได้ สักตัวเดียว
นะ” พลธนูรับราชโองการแล้วรายล้อมต้นมะม่วงอยฝูงลิงเห็นผู้คนถืออาวุธก็พากันกลัวตาย เข้าไปปรึกษา
ู่
พญาลิงว่า “สูอย่ากลัวไปเลยเราจักหาวิธีช่วยชีวิตเจ้าเอง” ว่าแล้วก็วิ่งกระโดดจากกิ่งมะม่วงที่ชี้ตรงไปทาง

แม่น้ำระยะทางประมาณ 100 คันธนูลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่งเข้ากับต้นไม้นั้น อีกด้านหนึ่งผูกสะเอวของตน
กระโดดกลับไปที่ต้นมะม่วงนั้น ปรากฎว่าเครือหวายถึงพอดีไม่สามารถจะผูกกับต้นมะม่วงได้ จึงใช้มือทั้ง


สองยึดกิ่งมะม่วงไว้แน่น แล้วให้สัญญาณแก่บรวารว่า “สูเจ้าจงเหยียบหลังเรา ไต่หนีไปโดยเร็ว” ฝูงลิงได้
ขอขมาพญาลิงแล้วรีบไต่ไปโดยเร็ว สมัยนั้นพระเทวทัตเกิดเป็นลิงหนึ่งในฝูงลิงนั้นด้วย ได้โอกาสทำร้าย

พญาลิงจึงไปเป็นตัวสุดท้าย ขึ้นไปอยู่บนยอดมะม่วงแล้วกระโดดลงมาเหยียบพญาลิงอย่างแรงแล้วรีบวิ่งไต่
ไป สร้างความเจ็บปวดแก่พญาลิงเป็นอย่างมาก พญาลิงบาดเจ็บไม่สามารถจะไปได้ยังคงยึดกิ่งไม้อยู่อย่าง

นั้นเอง พระราชาทอดพระเนตรเห็นกริยาของลิงทั้งหมดแล้วทรงพอพระทัยในพญาลิงที่มีเมตตาต่อบริวาร
ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเมื่อสว่างแล้วจึงรบสั่งให้นำพญาลิงลงมาทำการรักษา บำรุงด้วยน้ำอ้อย ทาน้ำมันบน

หลังให้มันนอนบนที่นอนแล้ว ตรัสว่า “เจ้าลิง เจ้าได้ทอดตัวเป็นสะพานให้ฝูงลงข้ามไปได้ เจ้าเป็นอะไรกับ

ฝูงลิงและฝูงลิงเป็นอะไรกับเจ้า “พญาลิงตอบว่า “มหาราชเจ้า เราเป็นพญาลิงปกครองฝูงลิงทั้งหมด เมื่อ
พวกเขาตกอยู่ในอันตรายเราจึงต้องนำความสุขมาให้แก่บริวารผู้อยู่ภายใต้การปกครองธรรมดากษัตริย์ผู้

ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุขให้แก่รัฐ และทวยราษฎร์ทั่วกัน” เมื่อกล่าวจบก็สิ้นในตาย
พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มาแล้วมอบให้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพแก่พญาลิงทำนองเดียวกับ

ถวายพระเพลิง แก่พระราชา และรับสั่งให้นางสนมประดับชุดห้อมล้อมพญาลิงไปป่าช้า อำมาตย์ไป
ประกอบพิธีเผาศพพญาลิงเสร็จแล้ว นำกะโหลกหัวพญาลิงไปเลี่ยมด้วยทองคำสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่ประตู

พระราชวัง พระราชารับสั่งให้ทำการบูชาธาตุของลิงตลอด 7 วัน บำเพ็ญเพียรอยู่ในโอวาทของพญาลิง
ตราบเท่าชั่วชีวิต

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: เป็นผู้นำคนต้องรู้จักเสียสละความสุขเพื่อบริวารเป็นสำคัญ ๛

แบ่งกันไม่ลงตัว (ทัพพปุบผาชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภพระอุปนันทศากยบุตรผู้โลภมาก

ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาประจำอยู่ต้นไม้ที่
ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ณ ที่ไม่ไกลจากนั้น มีสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอาศัยอยู่ อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูด



กับสามีว่า “พี่ ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อสด ๆ ที่ยังมีเลือดอยู่ ที่ช่วยหามาหาให้หน่อยส” สุนัขสามีรับคำวา
“น้องไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวพี่จะจัดการหามาให้” จึงเดินไปตามริมฝั่งแม่น้ำนั้น ขณะนั้นเองมีนาก 2 ตัวหา
กินอยู่ฝั่งแม่น้ำนั้น ตัวหนึ่ง หากินอยู่ในน้ำลึก อีกตัวหนึ่งหากินตามฝั่ง วันนั้น นากตัวหากินในน้ำลึกได้ปลา

112

ตะเพียนแดงตัวใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ไม่สามารถนำปลาขึ้นฝั่งได้ เพราะปลาตัวใหญ่เกินไป จึงเรียกนากอีกตัวมา
ช่วยกันลากปลาขึ้นฝั่ง พอลากปลาขึ้นฝั่งได้แล้วนากทั้งสองตัวทะเลาะกันตกลงแบ่งปลากันไม่ได้ พอดีสุนัข

จิ้งจอกตัวนั้นเดินไปพบเข้า นากทั้งสองตัวจึงวิงวอนให้สุนัขจิ้งจอกช่วยแบ่งปลาให้หน่อย สุนัขจิ้งจอกจึง
บอกว่า “สบายมากสหายทั้งสอง เราเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน” ว่าแล้วก็แบ่งปลาออกเป็น 3 ส่วนพร้อม

กับพูดว่า “ท่อนหางเป็นของนากผู้หากินตามฝั่ง ท่อนหัวเป็นของนากผู้หากินทางน้ำลึกนะ ส่วนท่อนกลาง

เป็นของเราผู้พิพากษา “กล่าวจบก็คาบปลาท่อนกลางเดินจากไป นากทั้งสองเห็นเช่นนั้น และก็ได้แต่นั่งซึม
เซาพร้อมกับบ่นว่า “ถ้าพวกเราไม่ทะเลาะกัน ท่อนกลางก็จะเป็นอาหารของเรากินได้อีกหลายวัน เพราะ
ทะเลาะกันท่อนกลางจึงตกเป็นอาหารของสุนัขจิ้งจอกไป” ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็คาบปลาท่อนกลางไปให้เมีย

ได้กินตามความต้องการ เมียเห็นก็ดีใจพร้อมกับถามว่า “พี่ไปได้มาอย่างไร” สุนัขจิ้งจอกจึงตอบด้วยความ

เย่อหยิ่งว่า “น้องรัก คนทั้งหลายผ่ายผอมเพราะทะเลาะกัน สูญเสียทรัพย์ก็เพราะทะเลาะกัน นาก 2 ตัวก็
เพราะทะเลาะกัน จึงทำให้ไม่ได้กินปลาท่อนกลางน้องรักเจ้าจงกินปลาสดเถิด” รุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ ์

นั่นแล้วได้แต่ให้เสียงสาธุการ พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานมาสาธกแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า “ในมนุษย์
ขอพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษาเพราะผู้พิพากษาเป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวก

เขาก็จะเสียทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก 2 ตัวนั้นเอง แต่คลังหลวงเจริญขึ้น”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ญาติพี่น้องเพราะทะเลาะกันเรื่องมรดก จึงเป็นเหตุให้เสยทรัพย์เพื่อจ้างทนายให้
เป็นผู้แบ่งปันให้ ดังนั้น จึงไม่ควรทะเลาะกัน เพราะจะนำความสูญเสียทรัพย์มาให้ ๛

ชายหนุ่มปราบยักษ์ (สุตนชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัส

อดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลผู้ดีเก่าชื่อสุตนะอาศัยอยู่ใน
เมืองพาราณสี เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วเขาก็ได้ออกรับจ้างหาเลี้ยงชีพเลี้ยงมารดา ในสมัยนั้นพระราชาชอบล่า

สัตว์วันหนึ่งพระองค์เสด็จเข้าป่าลึกไปพร้อมทหารและอำมาตย์หมู่ใหญ่ตกลงกันว่า “ถ้าเนื้อวิ่งไปทางใคร

คนนั้นจะถูกปรับ” วันนั้นมีละมั่งตัวหนึ่งวิ่งหนีไปทางพระราชา พระองค์เห็นแล้วก็ง้างธนูยงไปละมั่งหลบได้
แต่ทำทีล้มลงนอนตาย พระราชานึกว่ามันตายแล้วจึงลงจากหลังม้าเดินไปดู ละมั่งรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไป
พระราชารบควบม้าตามไป พร้อมมีเสียงหัวเราะเยาะของพวกอำมาตย์ตามหลังไป พระราชาควบตามไป

ทันละมั่งแล้วฟันมันด้วยพระขรรค์ขาดเป็น 2 ท่อน เพื่อระบายโทสะ ใช้ไม้เสียบคอนไว้ที่ท่อนหนึ่ง ด้วย

ความเมื่อยล้าจึงเข้าไปเอนกายที่ใต้ต้นไทรต้นหนึ่ง และม่อยหลับไป ที่ต้นไทรนั้นมียักษ์ตนหนึ่งอาศัยอยู่ มัน
ตั้งกติกาไว้ว่าใครเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มไทรนี้จะถูกจับกิน มันจึงจับพระหัตถ์ของพระราชาปลุกให้ลุกขึ้นพร้อม
ที่จะกิน พระราชาเมื่อทราบว่ามันเป็นยักษ์ก็ขอไว้ชีวิตไว้ โดยมอบเนื้อละมั่งตัวนั้นให้ยักษ์กิน และสัญญาว่า

จะส่งชาวเมืองมาให้ยักษ์กินเป็นประจำทุกวัน ยักษ์ตกลงตามนั้นพร้อมกับขู่ว่าถ้าหากวันใดไม่มีคนและ

อาหารมาให้กินจะจับพระราชากินเสีย พระราชาเมื่อถูกยักษ์ปล่อยออกมาแล้ว ก็รีบนำทหารและอำมาตย์
เข้าเมืองปรึกษากันในเรื่องนี้ อำมาตย์จึงเสนอว่า “ขอเดชะในเมืองเรา นักโทษก็มีอยู่มาก เบื้องแรกเราก็ให้

นักโทษนำอาหารไปส่งยักษ์วันละคน ก็พอที่จะหาทางแก้ไขได้ พระเจ้าข้า “เมื่อตกลงกันตามนั้นแล้วก็ได้
จัดส่งนักโทษไปให้ยักษ์กินเป็นประจำทุกวันจนนักโทษหมดจากคุก พระราชาทรงกลัวความตายจึงรีบ


ปรึกษาอำมาตย์อีกว่า จะทำอย่างไร อำมาตย์ได้ทูลเสนอวา “ขอเดชะ เมื่อนักโทษหมดแล้วเช่นนี้ คนที่เห็น
แก่เงินมีอยู่ดอกพระเจ้าข้า ขอเพียงพระองค์ตั้งค่าจ้างไว้สูง ๆ ย่อมมีคนอาสานำอาหารไปให้ยักษ์แน่นอน


พระยะค่ะ” เมื่อตกลงกันตามนี้แล้ว ก็ให้ทหารปาวประกาศไปทั่วเมืองปรากฏว่ามีคนมาสมัครเป็นจำนวน

113

มาก แต่พอรู้ว่าจะต้องไปตายก็ลดเหลือไม่กี่คน ในจำนวนมาก แต่พอรู้ว่าจะต้องไปตายก็ลดเหลือไม่กี่คน
ในจำนวนนั้นมีนายสุตนะด้วย นายสุตนะคิดว่า “ทุกวันเรารับจ้างทำงานได้เพียงบาทเดียวแต่นี้อาสานำ

อาหารไปให้ยักษ์ครั้งเดียวตั้ง 1,000 บาท” จึงไปบอกแม่ที่บ้าน แม่ห้ามไว้ก็ไม่ฟัง เขาบอกแม่ว่า “แม่ครับ

แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ผมมีวิธปราบยักษ์ไม่ยอมให้มันกินดอก จะเอาชีวิตรอดกลับมาหาแม่ให้จงได้” ใน

วันรุ่งขึ้น เขาไปเข้าเฝาพระราชาทูลขอสิ่งของ 4 อย่าง คือฉลองพระบาท ฉัตร พระขรรค์ และถาดทองคำ
ใส่อาหารของพระราชา พระราชาทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามถึงสาเหตุที่ต้องการสิ่งของ 4 อย่างนี้
นายสุตนะ จึงทูลให้ทราบว่า “ขอเดชะ ฉลองพระบาทของพระองค์จะช่วยชีวิตข้าพระองค์ เพราะยักษ์จะ
กินคนที่ยืนบนพื้นดินเท่านั้น ฉัตรของพระองค์ก็จะใช้กั้นเป็นร่ม เพราะยักษ์จะกินคนที่อยู่ภายใต้ร่มไทร

เท่านั้น พระขรรค์พระองค์ก็จะใช้เป็นอาวุธสำหรับขู่ยักษ์ ส่วนถาดทองคำก็จะดีกว่าถาดกระเบื้องพะยะ

ค่ะ” พระราชาทรงเลื่อมใสในสติปัญญาของเขา และรับสั่งให้มอบสิ่งของ 4 อย่างนั้นแก่เขาไป นายสุตนะ
ให้ทหารนำสิ่งของ 4 อย่างนั้นเดินตามหลังไปด้วย เมื่อถึงต้นไทรแล้วก็สวมฉลองพระบาททองคำ ขัดพระ

ขรรค์กั้นเศวตฉัตรบนหัว ถือถาดทองคำใส่อาหารไปวางไว้ใกล้ต้นไทรนั้น แล้วใช้ปลายพระขรรค์ผักถาดเข้า
ไปภายใต้ร่มไม้นั้น ตนเองยืนอยู่ใต้เศวตฉัตรนอกร่มไทร ยักษ์เห็นอาการอันแปลกประหลาดของเขาก็เดาใจ

ออก คิดจะลวงเขากินเป็นอาหารจึงพูดว่า “สหายหนุ่ม ขอเชิญท่านเข้ามารับทานอาหารร่วมกันภายใต้ร่ม
ไทรนี้เถิด” นายสุตนะตอบและขู่ยักษ์ว่า “ท่านยักษ์ เรานำอาหารมาให้ท่านแล้ว เรามีแม่แก่ชราที่ต้องเลี้ยง

ดูอยู่คนหนึ่ง ในเมืองก็หมดคนอาสานำอาหารมาให้ท่านแล้ว เหลือเราเพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าหากท่านกิน
เราเสียแล้ว ก็จะไม่มีใครนำอาหารมาให้ท่านอีกเลย ท่านก็จะจับพระราชาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ยืนบนพื้น

และไม่ได้อยู่ใต้ร่มไทรของท่านด้วย ถ้าท่านคิดจะต่อสู้กับเรา เราก็จะใช้พระขรรค์ฟันท่านเป็น 2 ท่อน วันนี้
เราเตรียมตัวมาดีแล้ว ท่านควรจะรักษาศีล 5 เสียเถอะ” ยักษ์เลื่อมใสในปัญญาของเขา จึงพูดว่า “สุตนะ


เรายอมท่านแล้วล่ะ ขอเชญท่านกลับไปพบมารดาของท่านเถิด และนับจากวันนี้เราจะเลิกกินมนุษย์ รักษา
ศีลเท่านั้น” นายสุตนะให้ยักษ์รักษาศีล 5 แล้วนำยักษ์เข้าเมืองไปประจำอยู่ที่ประตูเมือง เพื่อจะได้ง่ายต่อ
ื้
การส่งอาหาร พระราชาพอทราบว่านายสุตนะปราบยักษ์ได้แล้วก็ทรงปลาบปลมยินดีเป็นอย่างยิ่ง
พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เขาพร้อมทรัพย์สมบัติมากมาย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้มีปัญญารอบรู้สามารถช่วยให้ตนเองและคนอื่นรอดพ้นจากความฉิบหายได้ ๛


ปูทองผู้ฉลาด (สุวรรณกักกฏกชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถีทรงปรารภการเสียสละชีพของพระอานนท
เถระเพี่อพระองค์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพราหมณ์
ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพกสิกรรม วันหนึ่งเขาไปนาพร้อมบริวารบอกลูกน้องให้ทำงาน แล้วตนเองก็ไป

ล้างหน้าที่หนองน้ำปลายนาในหนองน้ำนั้นมีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มีสีเหลืองเหมือนสีทอง พอถึงหนองน้ำเขาก็

แปรงฟัน ก่อนค่อยลงไปล้างหน้า ขณะนั้นเองปูทองได้มาอยู่ใกล้ ๆ เขา เขาเห็นมันแล้วเกิดความเอ็นดูมัน
จึงจับมันขึ้นมาวางไว้ที่ผ้าห่มของเขา เมื่อจะกลับไปทำนาต่อก็ปล่อยมันลงน้ำไป วันต่อมา พอเขามาถึงนาก็

จะแวะไปที่หนองน้ำจับปูขึ้นมานอนที่ผ้าห่มก่อนแล้วไปทำนาทั้งวัน ตกเย็นไปปล่อยปูลงน้ำแล้วค่อยกลับ
บ้านไปเป็นลักษณะเช่นนี้ประจำ เขากับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ดวงตาของพราหมณ์มี


ลักษณะแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือจะเป็นวงกลม 3 ชั้นใสแจ๋ว ที่ปลายนานั้นมีกาผวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้น
ตาลต้นหนึ่ง นางกาเกิดแพ้ท้องอยากกินดวงตาของพราหมณเจ้าของนา “ถ้าไม่ได้กินฉันคงตายแน่ ๆ เลย

ล่ะ” สามีเอ่ยปากตอบด้วยความเกียจคร้านว่า “น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้

114



อย่าหวังเลยน้อง” นางกาจึงเสนออุบายอย่างหนึ่งวา “พี่ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ถ้าเราใช้ให้งูเหา
กัดเขาตายแล้วค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เป็นจริงนะสิ” กาสามีเห็นดีด้วย นับแต่วันนันกาทั้ง
สองเริ่มปรนนิบัติงูเห่าด้วยการนำอาหารมาให้เป็นประจำ พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง ปูทองก็เติบโตเต็มที่วัน
หนึ่งเวลาเช้าตรู่ พราหมณ์ก็ออกมาดูนาตามปกติ เขาแวะไปที่หนองน้ำจับปูมาวางไว้ที่ผ้าห่มแล้ว กำลังจะ

เดินขึ้นคันนาเลาะดูข้าวเท่านั้น ก็ถูกงูเห่ากัดเข้าที่น่องล้มลงตรงนั้น งูเห่ากัดเข้าก็เลื้อยเข้าจอมปลวกไป พอ

เขาล้มลงปูทองได้กระโดดขึ้นไปเกาะอยู่บนยอดอกของเขา กาตัวผู้ก็บินมาจับบนร่างของเขาเช่นกัน ขณะที่

กากำลังจะจิกดวงตาของเขานั่นเอง ปูทองก็ใช้ก้ามปหนีบคอกาเอาไว้แน่น แล้วขู่ว่า “เจ้ากาชั่ว เจ้าเรียกงู

มาเดี๋ยวนี้นะ มิเช่นนั้น เจ้าคอขาดแน่ ๆ” กากลัวตายจึงร้องเรยกงูวา “เฮ้ย..งูเหาเพื่อนรักกลับมาก่อน ข้า


ถูกปูตาโปนหนึบคอแล้ว กลับมาช่วยกันก่อน” งูเห่าพอได้ยินเสียงเรยกก็เลื้อยกลับมาแผ่บังพานหันจะฉกปู

ปูจึงใช้กามปูอีกข้างหนึ่งหนีบคองูเอาไว้อีก งูเห่าดิ้นไม่หลุดจึงร้องถามปูทองว่า “เจ้าปูตาโปน ปล่อยพวกข้า
เดี๋ยวนี้นะ เจ้าหนีบคอพวกข้าทั้งสองไว้ทำไม” ปูทองตอบว่า “เจ้างูชั่ว ชายคนนี้เป็นที่พึ่งของข้า ถ้าเขาตาย

ไปข้าก็ต้องตายด้วย เพราะไม่มีผู้คุ้มครอง เจ้ามาทำให้เขาตายเสียแล้ว พวกเจ้าต้องตาย” งูฟังแล้วคิดจะ
ล่อลวงปูจึงพูดว่า “เจ้าปูตาโปน ถ้าเช่นนั้น ข้าจะดูดพิษกลับคืนให้เขาฟื้นคืนชีพมา เจาปล่อยพวกข้าก่อนสิ

ก่อนที่พิษร้ายแรงจะทำให้เขาตาย” ปูรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของงูจึงพูดว่า “เจ้างูชั่ว ข้าจะปล่อยเจ้า ต่อเมื่อเห็น

ชายคนนี้ลุกขึ้นได้ก่อนแล้ว ข้าถึงจะปล่อยกาไป” ว่าแล้วก็คลายก้ามให้งเลื้อยไปดูดพิษคืน เมื่อพราหมณ์ได้
ลุกขึ้นยืนเป็นปกติแล้ว ปูคิดว่าถ้าขืนปลอยให้สัตว์ทั้งสองนี้ไป ก็จะกลับมาทำร้ายพราหมณ์เจ้าของนาอีก

จนได้ จึงใช้ก้ามปูหนีบคอสัตว์ทั้งสองเสียชีวิตทันที ฝ่ายนางกาที่จับอยู่บนต้นตาลเห็นเหตุการณ์กลับตาล

บัตรเช่นนั้น ก็รีบบินหนีไปอยู่ที่อื่น พราหมณ์เจ้าของนาโยนร่างของกาและงูทิ้งเข้าป่าไป นับตั้งแต่วันนั้น
เป็นต้นมาพราหมณ์และปูทองก็ยิ่งสนิทสนมคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันจน

ตราบสิ้นชีวิต

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าคิดทำร้ายคนอื่น เพราะตนเองจะเดือดร้อนในภายหลัง
คนและสัตว์ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน อย่าได้คิดทำลายสัตว์และธรรมชาติเลย ๛


ู้
พระราชาผรู้เสียงสัตว์ (ขุรปุตตชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าเล้าโลมจน


กระสัน อยากจะสึกรูปหนึ่งได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเปน
ท้าวสักกะอยู่บนสวรรค์ สมัยนั้นพระเจ้าเสนกะครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี วันหนึ่งพระราชาเสด็จ
ประพาสเมือง มีนาคราชตนหนึ่ง กำลังเที่ยวจับเหยื่อบนบกกินอยู่ ถูกเด็กชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นมันแล้ว
เข้าใจวาเป็นงูจึงช่วยกันเอาไม้ทุบตี พระราชาเสด็จไปถึงที่นั้นพอดี จึงรับสั่งห้ามไว้และให้ปล่อยมันไป ฝ่าย

นาคราชเมื่อมีชีวิตรอดกลับไปที่อยู่ของตนได้ก็สำนึกในบุญคุณของพระราชา ตกดึกเวลาเที่ยงคืน จึงจำแลง


ตนเข้าเฝ้าพระราชาถึงที่บรรทม มอบแก้วแหวนเงินทองให้พระเสนกะพร้อมผกมิตรภาพเป็นพระสหายกัน

นับตั้งแต่วันนั้น พระราชาจึงมีแขกเป็นนาคมาเข้าเฝาเสมอทุกคืน อยู่ต่อมา นาคราชได้มอบหมายให้นาง
นาคผู้ไม่อิ่มในกามตนหนึ่งมาประจำอยู่ข้างพระเจ้าเสนกะ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องและส่งข่าวแก่ตนยาม
พระราชาต้องการความช่วยเหลือ พร้อมกับมอบมนต์บทหนึ่งให้พระราชาไว้ใช้ร่ายในคราวไม่เห็นนางนาค

ตนนั้น อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเสนกะเสด็จประพาสสวนหลวงพร้อมด้วยบริวาร ขณะลงเล่นน้ำในสระ นาง
นาคเห็นงูน้ำตัวหนึ่งจึงแปลงร่างเป็นงูเสพสมกันอยู่ พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็นนางนาคจึงร่ายมนต์เห็นนาง

นาคกำลังทำอนาจารอยู่จึงใช้ซีกไม่ไผ่ตี นางนาคโกรธจึงกลับคืนที่นาคพิภพรายงานในนาคราชทราบว่า

115

“พระเจ้าเสนกะสหายท่านตีข้าพเจ้า จึงกลับมานี่แหละ” พร้อมกับเปิดรอยตีให้ดู นาคราชไม่ทราบความ
จริง หาว่าพระเจ้าเสนกะดูหมิ่นคนของตนจึงส่งนาคทหาร 4 ตนไปทำลายที่บรรทมของพระราชา เมื่อนาค

ทหารทั้ง 4 ตนไปถึงที่บรรทม ขณะจะลงมือทำลายก็ได้ยินคำสนทนาของพระราชากับพระเทวีว่า “น้อง
ี่
นางเธอรู้ไหมว่านางนาคไปไหน วันนี้นางนาคได้ทำอนาจารกับงูน้ำตัวหนึ่ง พจึงเอาซีกไม้ไผ่ตี เพื่อไม่ให้ทำ
นางโกรธหนีกลับไปที่อยู่ของตนแล้วคงจะไปรายงานให้สหายเราทำลายมิตรภาพเสียแล้วละ ภัยกำลังจะ

เกิดขึ้นแก่พวกเรา “พวกนาคทหารจึงกลับไปรายงานความจริงแก่นาคราชนาคราชจึงเข้าเฝ้าพระราชาด้วย

ตนเอง เลาความจริงให้ฟังแล้วก็ขอขมาพระองค์ ก่อนกลับเพื่อไถ่โทษจึงมอบมนต์สรรพรุตชนะที่สามารถ
ฟังเสียงสัตว์ทุกชนิดให้พระราชาพร้อมกำชับว่า “สหายมนต์นี้มีค่ายิ่ง ท่านอย่าให้ใครเป็นอันขาด ถ้าท่าน

จะมอบให้ใครแล้ว ท่านต้องฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดเข้ากองไฟ” ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้าเสนกะก็ทรง

สำราญกับการฟังเสียงสัตว์พูดคุยกัน วันหนึ่งพระองค์ประทับที่ท้องพระโรง เสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้งน้ำอ้อย

อยู่ บังเอิญมีน้ำผึ้ง น้ำอ้อยหยดหนึ่งและขนมชิ้นหนึ่งตกลงที่พื้น มดแดงตัวหนึ่งเห็นเข้าก็รีบตะโกนร้องเรยก
พวกพ้องวา “เอย..พวกเรา ถาดน้ำผึ้งหม้อน้ำอ้อยแตกแล้วหม้อขนมคว่ำแล้วที่ท้องพระโรง มาช่วยกันกิน


เร็ว” พระราชาทรงสดับเสียงร้องบอกกันของมดแดงแล้ว ทรงพระสรวล พระเทวีประทับอยู่ที่ใกล้เคียงจึง
สงสัยแต่ก็ไม่ถามอะไร เมื่อพระราชาเสวยและทรงสนานเสร็จแล้วก็ประทับบนพระราชบัลลังก์ ขณะนั้นมี

แมลงวันตัวผู้กับตัวเมียสนทนากันวา “น้องเอ๋ย พวกเรามาเสพสมกันเถิด” ตัวเมียพูดว่า “พี่คอยอีกสัก
หน่อย เดี๋ยวทหารจะนำของหอมมาถวายพระราชา เมื่อพระองค์ทรงลูบไล้ ผงของหอมจักตกลงมา ฉันจัก
ไปทากลิ่นหอมก่อน เราค่อยเสพสมกันนะพี่” พระราชาทรงสดับเสียงนั้นแล้วก็ทรงพระสรวลอีก พระเทวีก็

สงสัยอีกแต่ก็ไม่ทูลถามอะไร ต่อมาเมื่อถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น อาหารชิ้นหนึ่งหล่นที่พื้น มดแดงก็
ตะโกนร้องเรียกกันอีกว่า “เฮ้ย.. พวกเราหม้อข้าวแตกแล้ว มาช่วยกันกินเร็วโว้ย” พระราชาก็ทรงพระ

สรวลอีก พระเทวีก็สงสัยอีก ในเวลาบรรทม พระเทวีจึงทูลถามพระราชา พระองค์พยายามบ่ายเบี่ยงไม่

ตอบ แต่สุดท้ายทนคำอ้อนวอนไม่ได้ จึงเล่าความจริงให้ฟัง พระเทวีจึงทูลขอเรียนมนต์ด้วย พระราชา
เพราะเมตตาในพระเทวี จึงยอมตาย ตกลงใจจะมอบมนต์ให้พระเทวีเรียน รุ่งเช้า ขณะที่พระองค์เสด็จไป

ประพาสสวนหลวงนั้นเทียมรถม้าไปอยู่ ท้าวสักกะทรงทราบเรื่องจึงพานางสุชาดามายังสวนหลวง จำแลง
ตนเป็นแพะสองผัวเมียยืนอยู่ข้างทางที่พระราชาเสด็จผ่าน แพะตัวผู้กำลังทำท่าทางเสพสมกับแพะตัวเมีย

อยู่ ม้าเทียมรถพระราชาจึงพูดกับแพะว่า “แพะเพื่อนเอ๋ย เจ้านี้โง่สมกับคำเขาว่าจริง ๆ ไม่รู้จักอะไรควรทำ
ในที่แจ้ง อะไรควรทำในที่ลับเลยนะ” แพะตอบว่า “สหายเอ๋ย แกนั้นแหละโง่ ถูกเชือกรัดคอไว้มีเชือกมัด

ปาก เวลาเขาปล่อยแกก็ไม่หนีไป แต่ข้าว่าพระเจ้าเสนกะโง่กว่าแกเสียอีกนะ” ม้าสงสัยจึงถามวา “แพะเอ๋ย

ที่ว่าข้าโง่นะข้ารู้ แต่ที่ว่าพระเจ้าเสนกะโง่นะข้ารู้ แต่ที่ว่าพระเจ้าเสนกะโง่นะ เพราะเหตุไรละ?” แพะจึง


บอกว่า “เพราะเรียนมนต์นะสิ พระเจ้าเสนกะสละชีวิตตนเพื่อให้ภรรยาเรยนมนต์ สุดท้ายตัวเองก็จะตาย
ไม่มีภรรยา จึงโง่ไงละ” พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้วจึงตรัสว่า “แพะเอ๋ย ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงบอกมาว่า ข้า

ควรทำอย่างไรล่ะ” แพะจึงตอบว่า “มหาราชเจ้า ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่รักเท่าชีวิตของตน คนไม่ควรให้ตนพินาศ

ไม่ควรละทิ้งยศ เพราะคนรักอย่างเดียว” ว่าแล้วก็แสดงตนเป็นท้าวสักกะให้พระราชาทราบ พระราชาจง

ถามว่า “เทวราช ข้าพระองค์ได้ตรัสไปแล้วจะทำอย่างไรละที่นี้” ท้าวสักกะจึงบอกวิธีว่า “มหาราชเจ้า

ความเสียหายจะไม่มีแก่พวกท่านทั้ง 2 ถ้าพระองค์บอกว่า ค่ายกครูมีอยู่ว่า ใครจะเรียนมนต์ต้องถูกเฆี่ยนตี
100 ครั้ง นางจะไม่เรียนเอง” พระราชารบทราบแล้วเมื่อเสด็จกลับเมืองรับสั่งให้พระเทวีเข้าเฝ้าแล้วตรัส

บอกอย่างนั้นพระเทวีก็รับคำว่ายินดีถูกเฆี่ยน พระองค์จึงรับสั่งให้ทหารเพชฌฆาตเฆี่ยนหลังพระเทวีด้วย

116

หวาย 100 ครั้ง พระเทวีพอถูกเฆี่ยนไปเพียง 3 ทีเท่านั้น ก็ทนทานไม่ได้ร้องบอกว่าไม่ต้องการเรียนมนต์
แล้ว นับแต่นั้นมาพระเทวีก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอเรียนมนต์อีกเลย

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าฟังความเมียจะเสียการงานและอย่าทำตนให้เป็นคนไร้ประโยชน์ ๛

พญาไก่ป่า (กุกกุฏชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ได้

ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพญาไก่ป่า มีไก่เป็นบริวาร
หลายร้อยตัว อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีนางแมวตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของไก่ป่านั้น มันเที่ยว

ใช้อุบายล่อลวงจับไก่ป่ากินเป็นอาหารเกือบหมด พญาไก่ป่าทราบว่าบริวารถูกนางแมวจับกินไปเกือบหมด
ก็ไม่ไปใกล้ที่อยู่ของมัน หลายวันต่อมา เมื่อไม่เห็นไก่ตัวใดไปใกล้ที่อยู่ของตน นางแมวจึงต้องดั้นด้นมาหา

ไก่เสียเอง มันเดินย่องเข้าไปใต้คอนไม้ที่พญาไก่ป่าจับอยู่ พร้อมกับพูดขึ้นว่า “พ่อไก่น้อยสีแดง ผู้มีขน

สวยงาม เจ้าลงมาจากกิ่งไม้เถิด เราจะยอมเป็นภรรยาท่าน” พญาไก่ป่ารู้ทันเลห์เหลี่ยมของมันจึงตอบไปว่า
“นางแมวเอ๋ย เจ้าเป็นสัตว์ 4 เท้าที่สวยงาม ส่วนเราเป็นสัตว์ 2 เท้า แมวกับไก่อยู่ร่วมกันไม่ได้ดอก เชิญ
ท่านไปหาผู้อื่นเป็นสามีเถิด” นางแมวไม่ลดละความพยายามยังพูดออดอ้อนว่า “พ่อไก่น้อย ฉันจะเป็น

ภรรยาผู้สวยงาม ร้องเสียงไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงาม ร้องเสียง

ไพเราะเพื่อเจ้า เจ้าจะรู้ว่าฉันเป็นภรรยาสาวพรหมจรรย์ที่สวยงามและมีความสุขที่สุด” พญาไก่ป่าจึงพูดขู่
นางแมวไปวา “นางแมวเอ๋ย เจากินซากศพ ดื่มเลือด กินไก่บริวารของเราแล้ว จงไปเสียเถอะ” นางแมว


เมื่อรู้ว่าพญาไก่ไม่หลงกล ก็รีบวิ่งหนีกลับไปอย่างผู้ผิดหวังและไม่กลับไปหากินที่นั่นอีกเลย พระพุทธองค์
เมื่อตรัสอดีตนิทานจบ ได้ตรัสพระคาถาว่า “ผู้ใดรู้ไม่เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ใน


อำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง สวนผู้ใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะพ้นจาการ
เบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากนางแมวฉะนั้น”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้มีปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ย่อมสามารถรู้รักษาตัวรอดได้ ๛

ค่าจ้างเรือ (อาวาริยชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภคนแจวเรือประจำท่าคนหนึ่ง ได้



ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสตว์เกิดเป็นฤๅษี บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหม
พานต์เป็นเวลาช้านาน คิดอยากจะโปรดญาติโยม จึงเข้าไปเที่ยวภิกขาจารในเมืองพาราณสี พระราชาทรง
ื่
เลื่อมใสแล้วนิมนต์ให้จำพรรษาในสวนหลวงเพอถวายทาน พระราชาจะเสด็จไปฟังธรรมวันละครั้ง ฤๅษี
มักจะให้โอวาทเป็นประจำว่า “มหาบพิตร พระราชาไม่ควรมีอคติ 4 อย่าง เป็นผู้ไม่ประมาทสมบูรณ์ด้วย

ขันติ มีเมตตากรุณา ครองราชย์โดยธรรม ที่สำคัญพระองค์อย่างทรงโกรธเป็นอันขาด ไม่ว่าในที่ไหน ๆ จะ
เป็นในบานในป่าหรือที่ลุ่มที่ดอนก็ตาม ถ้าทำได้พระองค์จะเป็นที่รักของทวยราษฎร์ตลอดไป” พระราชา

ทรงเลื่อมใสยิ่ง จึงถวายหมู่บ้านชั้นดีที่เก็บเงินส่วยภาษีได้ปีละ 100,000 กหาปณะให้ 1 ตำบล แต่ฤๅษีไม่
รับเพราะถือเป็นกิเลส จนเวลาผ่านไปได้ 12 ปี ต่อมาวันหนึ่ง ฤๅษีคิดจะเดินทางไปโปรดญาติโยมที่อื่นบ้าง

จึงไม่ได้เข้าเฝ้าทูลลาพระราชา เพียงบอกให้คนเฝ้าสวนหลวงไปกราบทูลให้ทรงทราบ แล้วก็ออกเดินทางไป
ถึงฝั่งแม่น้ำคงคา ที่ท่าเรือมีคนแจวเรือไปส่งคนข้ามฟากแล้ว่ค่อยคิดเงินค่าจ้างเอาตามใจชอบ เมื่อลูกค้า

ไม่ให้ก็มักจะมีเรื่องทะเลาะชกต่อยและขู่เอาเงินค่าจ้างจากผู้โดยสารอยู่เป็นประจำ ฤๅษีเมื่อไปถึงท่าเรือแล้ว

ก็ขอใช้บริการเรือจ้างของนายอาวาริย์ปิตานั้น เขาถามขึ้นด้วยอาการเกียจครานว่า “ท่านจะให้ค่าจ้างเรือ

ผมเท่าไรละ?” “โยม..อาตมาจะให้ของดีทำให้ร่ำรวยทรัพย์แก่ท่าน” ฤๅษีตอบเขาฟังแบบงง ๆ วาจะได้


117

อะไรกันแน่ จึงพาฤๅษีข้ามฟากไป พอถึงฝั่งที่หมายแล้ จึงพูดขึ้นอีกว่า “ท่านจ่ายค่าจ้างด้วยครับ” ฤๅษีจึง
บอกของดีเป็นธรรมโอวาทว่า “โยม..ขอค่าจ้างกับคนที่ยังไม่ข้าไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะจิตใจของคนที่ข้าม

ฟากแล้วกับคนที่ยังไม่ได้ข้ามต่างกัน โยม.. ขอท่านจงอย่าโกรธนะ ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ทั้งในบ้าน ในป่า ความ
ร่ำรวยในทรัพย์ก็จะมีแก่โยม นี่แหละของดีนะโยม” เขาถามว่า “สมณะ นี่หรือคือค่าจ้างเรือที่ท่านให้ผม”

ฤๅษี “ใช่ละ โยม” คนแจวเรือ” ไม่ได้ ต้องเป็นเงินสิ” ฤๅษี “โยม..นอกจากโอวาทนี้แล้ว อาตมาไม่มีอย่าง

อื่น” เขาโกรธมากพร้อมกับตวาดว่า “เมื่อไม่มีเงินแล้ว ลงเรือผมมาทำไม” ผลักฤๅษีให้ล้มลงแล้วนั่งทับอก
ตบปากท่านหนึ่งดี ขณะนั้นภรรยาของเขาซึ่งกำลังท้องแก่ได้ถืออาหารมาส่งเขา จำฤๅษีนั้นได้จึงร้องห้าม
บอกสามีว่า “พี่.. ฤๅษีนี่ประจำอยู่ราชสำนักนะพี่อย่าตีท่านนะ” เขากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธจึงลุกขึ้นตบ

ภรรยาโดยแรง ถาดข้าวแตกกระจาย ภรรยาล้มลงกระแทกพื้นดินทำให้ลูกทะลักออกมาทันที ชาวบ้านที่

อยู่ละแวกนั้นต่างมายืนมุงดูและช่วยกันจับมัดเขาไว้เพราะนึกว่าเป็นโจรฆ่าคนตาย นำไปถวายพระราชา
เขาถูกวินิจฉัยให้จำคุกตลอดชีวิต พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานจบแล้วได้ตรัสให้โอวาทภิกษุว่า “ภิกษุ

ทั้งหลาย ผู้จะให้โอวาทควรให้แก่คนที่เหมาะสมไม่ควรให้แก่คนที่ไม่เหมาะสม ดังฤๅษีให้โอวาทแก่พระราชา
ได้ หมู่บ้านชั้นดี แต่ให้โอวาทแก่คนแจวเรือจ้างกลับถูกตบปาก ฉะนั้น

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: จะกล่าวสอนใครควรดูความเหมาะสม เพราะคนพาลย่อมไม่ยินดีในธรรม
เป็นพาลทุกเมื่อ ๛


หมอผู้โชคร้าย (สาลิยชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารถพระเทวทัตผู้ไม่อาจทำความ
สะดุ้งกลัวแก่พระองค์ได้จึงตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นลูก

ชายพ่อค้าในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นเด็กมีอายุได้ 7-8 ขวบ วันหนึ่ง ขณะกำลังเล่นอยู่ใต้ต้นไทรหน้าบ้านกับ
ื่
เพอนวัยเดียวกันนั้นเอง มีหมอร่างกายพิการคนหนึ่งไม่ได้ทำงานอะไร จึงเดินออกจากบ้านมาพบเด็กกำลง

เล่นอยู่ เหลือบไปเห็นงูตัวหนึ่งโผล่หัวออกมาจากโพรงไม้ คิดวางแผนไว้ในใจวา “เราเดือดร้อนเงินไม่มีใคร

ว่าจ้าง เราน่าจะล่อเด็กพวกนี้ให้งูกัด แล้วเราจะได้รักษามีเงินใช้” คิดได้แล้วก็เรียกเด็กลูกชายพ่อค้ามาหา

แล้วพูดว่า “หลานชาย.. เจ้าอยากได้นกสาลิกาไหม นั้นไงบนต้นไม้นั้น มันอยู่ในโพรงนั่นเอง” ลูกชายพ่อค้า
ไม่รู้ว่ามันเป็นงู จึงปีนต้นไม้ขึ้นไปจับถูกคองู พอรู้ว่ามันเป็นงูเห่าเท่านั้นก็รีบเหวี่ยงทิ้งไป บังเอิญว่างูนั้นถูก

เหวี่ยงไปทางหมอร่างกายพิการคนนั้นพอดี งูรัดคอและก็กัดไปหลายทีพิษงูทำให้หมอนั้นล้มลงเสียชีวิตไป

ทันทีอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถเยียวยาได้ทัน เสร็จแล้วงูก็เลื้อยเข้าป่า ชาวบ้านต่างพากันมุงดูร่างกายของ
หมอที่นอนตายอย่างน่าสมเพช พระพุทธองค์เมื่อตรัสอดีตนิทานจบแล้วจึงตรัสพระคาถาว่า
“ผู้ใดประทุษร้ายคนไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มีความผิด บาปย่อมกลับมาถึงคนพาลนั้นเอง เหมือน

ละอองฝุ่นที่บุคคลชัดไปทวนลม ย่อมกลับมากระทบเขาเอง ฉะนั้น”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
อย่าคิดทำรายคนอื่นเพราะตนเองนั่นแหละจะเดือดร้อนเอง ๛


พญาเนื้อทอง (สุวรรณมิคชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวีตถี ทรงปรารภธิดาของตระกูลอุปัฏฐากพระอัคร

สาวกทั้งสอง (พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ) นางหนึ่งผู้สามารถทำให้ครอบครัวสามีเป็นมิจฉาทิฏฐิ

กลับเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาเนื้อ
มีผิวพรรณดุจทอง มีนางเนื้อผู้ภรรยาที่น่ารัก ปกครองเนื้อประมาณ 80,000 ตัว อาศัยอยป่าแห่งหนึ่ง
ู่

118

อยู่มาวันหนึ่ง พญาเนื้อนั้นพาบริวารออกหากิน เท้าได้ติดบ่วงนายพราน พยายามดิ้นสุดชีวิตหวังให้บ่วง
ขาด บ่วงกลับยิ่งรัดเข้าติดกระดูกข้อเท้า สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่งจึงร้องขึ้นว่า “เราติดบ่วงแล้ว

พวกท่านจงพากันหนีไป” หมู่เนื้อพอได้ยินก็พากันหนีไป ส่วนนางเนื้อภรรยาวิ่งหนีไปได้หน่อยหนึ่งไม่เห็น
สามีวิ่งตามมาด้วย จึงวิ่งย้อนกลับไปที่เดิม เห็นสามีติดบ่วงอยู่จึงร้องไห้คร่ำครวญ ว่า “พี่.. ท่านเป็นผู้มี


กำลังมาก พยายามดึงบ่วงให้หลุดเถิด น้องอยู่คนเดียวในป่านี้โดยไม่มีพี่ไม่ได้นะ” พญาเนื้อตอบภรรยาวา
“น้อง..พี่ได้พยายามแล้ว แต่บ่วงมันไม่ขาด มันยิ่งรัดแน่นเข้าจนเท้าพี่จะขาดแล้วละ” นางเนื้อภรรยาพูด
ปลอบใจสามีวา “พี่ไม่ต้องกลัว น้องจะอยู่เป็นเพื่อนพี่เอง ถ้าพี่ตายน้องขอตายด้วย น้องจะอ้อนวอนให้

นายพรานเห็นใจปล่อยพวกเราไป ถ้าเขาไม่เห็นใจ น้องขอตายแทนพี่เอง” แล้วได้ยืนอยู่กับสามีผู้ชุ่มด้วย


เลือดนองเท้าอยู่ที่นั่นเอง เวลาผ่านไปไม่นานนัก นายพรานเจาของบ่วงเดินถือหอกและดาบมาถึง นางเนื้อ
ได้ออกมายืนต่อหน้านายพรานไหว้แล้วพูดว่า “ท่านนายพรานผู้เจริญ สามีข้าพเจ้าเป็นพญาเนื้อ
เพียบพร้อมด้วยศีลและมารยาทดีงาม ปกครองเนื้อ 80,000 ตัว ก่อนที่ท่านจะฆ่าเขาขอให้ท่านฆ่าข้าพเจ้า

ก่อนเถิด” นายพรานพอได้ฟังก็ปลื้มใจแทน คิดว่า “แม้แต่มนุษย์เองก็ไม่มีใครเสียสละชีวิตตนเพื่อสามีเลย
นางเนื้อตัวนี้กลับกล้าทำ และยังพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะยิ่งนัก เราจักให้ชีวิตแก่เนื้อสองตัวนี้” จึงพูด

ตอบไปวา “แม่เนื้อ เราไม่เคยได้ยินได้เห็นเนื้อพูดได้ ขอให้ตัวเจ้าและพญาเนื้อจงอยู่เป็นสุขเถิด เราปล่อย

พวกเจ้าไปละ” ว่าแล้วก็ตัดบ่วงที่เท้าพญาเนื้อทำบาดแผลให้แล้วก็ปล่อยไป นางเนื้อปลาบปลื้มใจยิ่งพูด

ขอบคุณนายพรานว่า “นายพรานผเจริญ ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงยิ่ง ขอให้ท่านและครอบครัวจง
ู้
จำเริญสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ” ก่อนจากไปพญาเนื้อได้คาบแก้วมณีก้อนหนึ่งมาให้แก่นายพรานพร้อมให้

โอวาทว่า “ท่านนายพราน ต่อแต่นี้ไปขอให้ท่านเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเสียเถิดจงทำบุญรักษาศีลให้ทานด้วย

แก้วมณีนี้เถิด” กล่าวจบก็อำลานายพรานเข้าปาไป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้มีศีลธรรม ย่อมสามารถชักนำผู้มีความเห็นผิด กลับมาเป็นผู้มีความเห็นถูกได้ ๛


นางนกไส้ (ลฏูกิกชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ไม่มีความกรุณา

ปรานีแก่หมู่สัตว์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างมี

ช้างประมาณ 80,000 เชือก เป็นบรวารอาศัยอยู่ในปาหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของช้างนั้นมีนางนกไส้

(นกต้อยตีวิด) ตัวหนึ่งตกฟองไข่อยู่ที่พื้นดินใกล้ทางเดินของพญาช้าง ในรังนั้นมีลูกนกออกใหม่หลายตัว วัน

หนึ่ง พญาช้างนำบริวารหากินไปถึงที่นั้น นางนกไส้เห็นช้างกำลังเดินมา กลัวว่าจะเหยียบลูกน้อยจึง


ประคองปีกทั้งสองข้างยืนอยู่ต่อหน้าพญาช้างพูดอ้อนวอนวา “ท่านพญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปก
ทั้งสอง ขอพวกท่านอย่าได้เหยียบลูกน้อยของข้าพเจ้าผู้ไม่มีกำลังเลย” พญาช้างตอบวา “แม่นางนกไส้ ไม่

ต้องกลัวเราจะรักษาลูกของเจ้าให้เอง” ว่าแล้วก็ยืนค่อมรังนกไว้ ให้ช้างบริวารเดินผ่านไปก่อน แล้วได้กล่าว


เตือนนางนกไส้ว่า “ยังมีช้างเกระเชือกหนึ่งมักหากินผู้เดียวจะตามหลังมา เขาไม่อยู่ในโอวาทเรา เจาจง
อ้อนวอนเขาเองนะ” ว่าแล้วก็เดินตามหลังช้างบริวาร ต่อมาไม่นานช้างหัวดื้อชอบแตกโขลงตัวนั้นก็มาถึงที่

นั้น นางนกไส้ก็แสดงตนพร้อมพูดอ้อนวอนเหมือนกับครั้งก่อน ช้างนั้นพอได้ฟังว่ามีลูกนกอยู่ข้างหน้ายิ่ง
ชอบใจใหญ่ กล่าวตอบนางนกไส้ว่า “แม่นางนกไส้เอ๋ย.. เราจักฆ่าลูกน้อยของเจาทั้งหมด เจ้าจะมีปัญญา

ทำอะไรเราได้” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกระทืบรังนกแหลกละเอียดแล้วร้องแป้นๆ เดินจากไป ฝ่ายนางนกไส้ที่
บินหนีตายขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ ได้พูดอาฆาตตามหลังช้างนั้นไปว่า “เจ้าช้างเกเร วันนี้เป็นวันของท่าน ปล่อย

ให้ท่านไปก่อน วันข้างหน้าเราจะเห็นดีกัน การใช้กำลังทำลายผู้ไม่มีกำลังไม่ดีแน่สำหรับท่าน” กล่าวจบก็

119

บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า “ท่าน
กา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัว

เขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ

ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เลาเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า “ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและ

แมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสยงร้องล่อช้างไปตกเหวให้
หน่อย” กบก็รับคำช่วยเหลือ หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา
กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมาน

ให้แก่ช้างเป็นอยางยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบ
ร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหว

ตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัส
ว่า “ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง 4 ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตาย


ได้” แล้วตรัสพระคาถาว่า “ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จง
ดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย”

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: อย่าคิดข่มเหงคนอื่น ด้วยการดูถูกว่าเขามีกำลังน้อยกว่า
เพราะการสร้างเวรย่อมนำความเดือดร้อนมาให้ ๛


คุณสมบัติของผู้นำ (ราโชวาทชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภโอวาทของพระราชา ได้ตรัสอดีต
ู่
นิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระฤๅษีนำเพ็ญเพียรอยในป่าหิมพานต์
มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร ในสมัยนั้น พระเจ้าพรหมทัตขึ้นครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระองค์

เป็นผู้รังเกียจความไม่ดี วนหนึ่งทรงดำริวา “เราปกครองเมืองมานี้ มีใครเดือนร้อนและกล่าวโทษของเรา


หรือเปล่าหนอ” จึง ทรงแสวงหาอยู่ทั้งในวงและนอกวังก็ไม่พบเห็นใครกล่าวโทษพระองค์ ทรงปลอม
พระองค์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ไม่พบเห็นจึงแวะเข้าไปในป่าหิมพานต์เข้าไปสนทนากับฤๅษีด้วยทำทีเป็น

คนหลงทาง ฤๅษีได้ทำการต้อนรับด้วยผลไม้ป่านานาชนิด พระราชาปลอมได้เสวยผลไม้ป่ามีรสหวานอร่อย
ดี จึงถามถึงสาเหตุที่ทำให้ผลไม้มีรสหวานอร่อยดี ฤๅษีจึงทูลว่า “ท่านผู้มีบุญ เป็นเพราะพระราชา


ครองราชย์โดยธรรมเป็นแน่ ผลไม่จึงมีรสหวานอร่อยดี” พระราชาปลอมสงสัยจึงถามอีกวา “ถ้าพระราชา
ไม่ครองราชย์โดยธรรม ผลไม้จะมีรสชาติเป็นเช่นไรล่ะพระคุณเจ้า “ฤๅษีตอบว่า “ผลไม้ก็จะมีรสขมฝาด
หมดรสชาติไม่อร่อยละโยม” พระราชาปลอมสนทนาเสร็จแล้วก็อำลาฤๅษีกลับคืนเมืองไป ทรงทำการ
ทดลองคำพูดของพระฤๅษีด้วยการไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นปีแล้วกลับไปหาฤๅษีอีก ฤๅษีก็ทำการต้อนรับ

ด้วยผลไม้ พอผลไม้เข้าปากเท่านั้นก็ต้องถ่มทิ้งไป เพราะผลไม้มีรสขมฝาด ฤๅษีจึงแสดงธรรมวา “โยม..คง


เป็นเพราะพระราชาไม่ครองราชย์โดยธรรมแน่เลย ธรรมดาฝูงโคว่ายข้ามแม่น้ำ จ่าฝูงวายคดฝูงโคก็ว่ายคด
ตามกันไป เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำมนุษย์ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนก็ประพฤติไม่เป็นธรรม

เช่นเดียวกัน พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็เป็นทุกข์ทั่วกัน ถ้าจ่าฝูงโคง่ายน้ำตรง ฝูงโคก็ว่าย
ตรงเช่นกัน เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำประพฤติเป็นธรรม ประชาชนก็ต้องประพฤติเป็นธรรมเช่นกัน

พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็อยู่ร่มเย็นเช่นกัน” พระราชาสดับธรรมของพระฤๅษีแล้วจึงแสดง
พระองค์เป็นพระราชาให้พระฤๅษีทราบ ไหว้ฤๅษีแล้วกลับคืนเมืองประพฤติตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรม

เช่นเดิม ทำให้สรรพสิ่งทั้งปวงกลับเป็นปกติตามเดิม

120

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้นำที่ดีต้องเป็นตัวอย่างและที่พี่งของประชาชนได้
และเป็นไปเพื่อความสงบสุขของประชาชน ๛


นางกากี (กากาติชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้กะสันจะสึกรูปหนึ่งตรัสให้
โอวาทว่า “ภิกษุ ธรรมดามาตุคาม (แม่บ้าน) ใคร ๆ ก็รักษาไว้ไม่ได้ โบราณบัณฑิตในครั้งก่อน ถึงจะยก

มาตุคามขึ้นไปไว้ในวิมานฉิมพลีในท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่อาจรักษาสตรีได้” แล้วได้นำอดีตนิทานมาสาธก
ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชาผู้ครองเมืองพาราณสี มีมเหสีพระนามวา กา

กาติ มีพระรูปโฉมงดงามยิ่ง ใครเห็นใครก็ลุ่มหลงในความงาม ในวันหนึ่งมีพญาครุฑตนหนึ่งแปลงร่างเป็น
มนุษย์มาเล่นสกา (การพนันชนิดหนึ่ง)กับพระราชา ได้พบเห็นพระนางกากาตินั้นแล้วเกิดความรักใคร่ใน

นาง จึงแอบพานางหนีไปอยู่ที่วิมานฉิมพลีอันเป็นที่อยู่ พระราชาเมื่อไม่พบเห็นพระเทวีจึงตรัสเรียก
คนธรรพ์ชื่อ นฏกุเวรมาเข้าเฝ้า พร้อมมอบหมายให้นำพระเทวีกลับมาให้ได้ ฝ่ายคนธรรพ์ทราบที่อยู่ของ

ครุฑแล้ว จึงไปนอนแอบซุ่มอยู่ในดงตะไคร้ข้างสระลูกหนึ่ง พอครุฑบินไปจากสระก็แอบกระโดดเกาะ
ระหว่างปีกครุฑไปจนถึงวิมานฉิมพลี แอบได้เสียกับพระนางกากาติที่วิมานนั้น แล้วก็อาศัยครุฑนั้นแหละ

กลับมาเมืองพาราณสีอีก ในวันหนึ่งขณะที่พญาครุฑเล่นสกากับพระราชาอยู่ คนธรรพ์ก็ทำทีเป็นถือพิณมา

ที่สนามสกา ขับร้องเป็นเพลงว่า “หญิงรักคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาที่แห่งนั้น
ใจของเรายินดีในนางใด นางนั้นชื่อกากาติ อยู่ไกลจากที่นี้” พญาครุฑพอได้ฟังแล้วสะดุ้งจึงถามเป็นนัยว่า

“ท่านข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง 7 แห่งไปได้อย่างไร ท่านขึ้นวิมานฉิมพลีได้อย่างไร” นฏกุเวรจึงตอบว่า “เรา
ข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง 7 แห่งได้ก็เพราะท่าน ขึ้นวิมานฉิมพลีได้ก็เพราะท่านนั้นแหละ” พญาครุฑพอได้


ทราบความจริงแล้ว ก็กล่าวติเตียนตนด้วยความเสยใจว่า “ช่างน่าติเตียนเสียนี่กระไร เรามีร่างกายใหญ่โต
เสียเปล่าไม่มีความคิด จึงเป็นพาหนะให้ชายชู้ของเมียทั้งไปและกลับ น่าเจ็บใจจริง ๆ” กล่าวจบก็คืนร่าง

เป็นพญาครุฑไปนำพระนางกากาติมาคืนพระราชาแล้วไม่หวนคืนกลับมาเล่นสกากับมนุษย์อีกเลย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่มีใครจะเก็บรักษาสตรีไว้ได้นอกจากสตรีนั้นจะรักษาตนเอง ๛


การขอ (พรหมทัตตชาดก)

๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบทที่พวกภิกษุ
ชาวเมืองอาฬวีพากันสร้างกุฏีเที่ยวขอชาวบ้าน จนชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนขึ้นจึงตรัสว่า “ภิกษุ

ทั้งหลายโบราณบัณฑิต แม้พระราชาจะปวารณาไว้แล้วก็ไม่มีขอในท่ามกลางมหาชน เพราะกลัวหิริโอต
ตับปปะร้าวฉานออกปากขอในที่ลับเท่านั้น” แล้วได้นำอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ ตระกูลหนึ่งได้บวชเป็นดาบสอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง วันหนึ่งได้ไปที่เมือง

อุตตรปัญจาลครของพระเจ้าปัญจาลราช อาศัยอยู่ในสวนหลวง พระราชาทรงเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้อยู่ใน

เมืองนั้นโดยสร้างศาลาให้อยู่ที่สวนหลวง เมื่ออย่างเข้าฤดูฝน ดาบสประสงค์จะกลับป่าบำเพ็ญเพียรในการ
เดินทางต้องมีร่มกันฝนและรองเท้าคู่หนึ่งจึงคิดจะทูลขอกับพระราชา วันนั้นพอพระราชาเสด็จประพาส


สวนหลวงพร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ ก็คิดเกรงในวา “ผู้ถูกขอ เมื่อให้สิ่งของย่อมเป็นเหมือนคนร้องไห้ ผู้ขอ
ถ้าเขาบอกว่าไม่มีก็เหมอนคนร้องไห้เช่นกัน ดังนั้น มหาชนไม่ควรเห็นเรากับพระราชาร้องไห้ เราจะทูลขอ


ในที่ลับ” ดาบสจึงทูลพระราชาวา “มหาบพิตร อาตมามีเรื่องจะทูลเป็นความลบ” พระราชาจึงรับสั่งให้

ทหารถอยออกไป ห่างไกลแล้วประทับคอยรับฟังอยู่ ฝ่ายดาบสกลับคิดอีกว่า “ถ้าเราทูลขอไป พระราชาไม่

ประทาน ไมตรีของเราทั่งสองก็จบสิ้นเพราะฉะนั้นเราทูลขอในวันอื่นดีกว่า “จึงทูลว่า “มหาบพิตร ขอเชญ

121

เสด็จเถิด พรุ่งนี้อาตมาจึงจะทูล” แม้ในวันอื่น ๆ ก็เป็นไปในลักษณะนี้จนเวลาผ่านไปถึง 12 ปี วันหนึ่ง

พระราชาทรงดำรว่า “พระคุณเจ้าบอกว่ามีความลบจะสนทนากลับไม่กล้าท่านต้องการอะไรหนอ วันนี้เรา

ต้องรู้ให้ได้” จึงเสด็จไปที่สวนหลวงและตรัสถามดาบสว่าต้องการอะไรดาบสทูลว่า “พระองค์จักประทาน
หรือ” พระราชาตรัสว่า “พระคุณเจ้าต้องการอะไรบอกมาเถิดจักถวาย” ดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร


อาตมาต้องการร่มและรองเท่าคู่หนึ่งใช้ในเวลาเดินทาง” พระราชา “พระคุณเจา มีเท่านี้เองหรือที่ท่านไม่
อาจขอได้ตั้ง 12 ปี” ดาบส “เจริญพร” พระราชา “เพราะอะไรจึงเป็นเหตุให้พระคุณเจ้าไม่กล้าเอ่ย
ปากขอ” ดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร ผขอย่อมได้ 2 อย่าง คือได้หรือไม่ได้เท่านั้น ผู้ถูกขอเมื่อให้สิ่งของเป็น
ู้
เหมือนคนร้องไห้ผู้ขอเมื่อเขาบอกว่าไม่มี ก็เป็นเช่นคนร้องไห้ ดังนั้น มหาชนอย่าได้เห็นอาตมาและ

พระองค์ร้อง ไห้เลยอาตมาจึงหวังเฉพาะที่ลับเท่านั้น พระราชาทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น เมื่อจะถวายสักการะมาก

จึงตรัสเป็นคาถาว่า “ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันตัว พร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน
เพราะอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว จะไม่พึงให้แก่อารยชนได้อย่างไร” ดาบสทูล

ห้ามว่า “มหาบพิตร อาตมาไม่ต้องการวัตถุกามซึ่งเป็นภาระที่ต้องรับผดชอบ ขอพระองค์ประทานเพียงรม


และรองเท้าเท่านั้นเถิด” ให้โอวาทแก่พระราชาแล้วก็ไปยังป่าบำเพ็ญเพียรตราบเท่าชีวิต
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ผู้ถูกขอย่อมเป็นทุกข์ใจ ผู้ขอเมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน ๛

บาปเกิดจากความจงใจ (ติติรชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวทริการามเมืองโกสัมพี ทรงปรารภพระราหุลเถระ ได้ตรัสอดีต

นิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง หลังจากเรียน
จบศิลปวิทยาจากเมืองตักกสิลาแล้ว ได้ออกบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์วันหนึ่งพระฤๅษีได้

สัญจรไปที่บ้านชายแดนหมู่บ้านหนึ่ง คนในหมูบ้านนั้นได้สร้างอาศรมถวาย จึงได้อาศัยอยู่ที่นั้นเรื่อยมา
สมัยนั้น มีนายพรานนกคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น เลี้ยงนกกระทาไว้ตัวหนึ่งเพื่อไว้เป็นนกต่อ ทุกวันเขาจะพาน

กกระทาไปเพราะอาศัยเสียงของเรา ได้ตายไปเป็นจำนวนมาก เป็นบาปกรรมของเราหนอ นับแต่นี้ไปเรา
จะไม่ส่งเสียงร้องละ” นายพรานเมื่อเห็นนกกระทาไม่ร้องก็ใช้ไม้ตีหัว นกกระทากลัวตายจึงร้อง สร้างความ

ทุกข์ลำบากให้แก่มันเป็นอย่างมาก อยู่ต่อมาวันหนึ่ง นายพรานจับนกกระทาได้เต็มกระเช้าแล้ว คิดจะดื่ม

น้ำไปที่อาศรมของพระฤๅษีโพธิสัตว์ วางกรงนกไว้แล้วดื่มน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเอนกายผล่อยหลบ
ไป นกกระทาทราบว่านายพรานหลับ แล้ว จึงถามความสงสัยของตนกับพระฤๅษีว่า “พระคุณเจ้าข้าพเจา

เป็นอยู่สบายได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่อยู่ในระหว่างอันตราย อยากทราบว่าทางเดินชีวิตของ

ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ?” พระฤๅษีแก้ปัญหานกกระทาวา “นกกระทาเอ๋ย.. ถ้าใจของเจ้าไม่น้อมไปเพื่อ
กรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่แปดเปื้อนเจ้าผู้บริสุทธิ์ใจไม่คิดจะทำบาปกรรมดอก” นกกระทาถามต่ออีก

ว่า พระคุณเจ้า นกกระทาจำนวนมากคือญาติของข้าพเจ้า นายพรานอาศัยข้าพเจ้าทำปณาติบาตอยู่

ข้าพเจ้ารังเกียจเรื่องนี้มาก บาปกรรมจะมีถึงแก่ข้าพเจ้าไหมหนอ” พระฤๅษีจึงตอบเป็นคาถาว่า “ถ้าใจของ
ท่านไม่คิดประทุษร้ายไซร้ กรรมชั่วที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้ว ย่อมไม่ถูกต้องท่านบาปกรรมย่อมไม่



แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผมีความขวนขวายน้อย” แล้วก็พูดให้นกกระทาสบายใจวา “เจาไม่มีความจงใจ
ู้
การทำปาณาติบาต บาทกรรมจึงไม่มีแก่เจ้าผู้บรสุทธิ์ดอกนะ” นกกระทาได้ฟังแล้วก็สบายใจนิ่งเงียบอยู่

ฝ่ายนายพรานตื่นนอนแล้วลุกขึ้นไหว้ฤๅษีแล้วก็ถือกรงนกกระทากลับบ้านไป
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่มีเจตนาจะทำบาปกรรม แม้จะประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการทำบาป

บาปกรรมก็ไม่ตกแก่ผู้นั้น ๛

122

กระต่ายผู้สละชีวิต (สสปัณฑิตชาดก)
๏ ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการถวายบริขารทุกอย่างของ

พ่อค้าชาวเมืองคนหนึ่งได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็น
กระต่ายอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งท่ามกลางหุบเขาและแม่น้ำล้อมรอบ มีสัตว์เป็นเพื่อนกันอัก 3 ตัว คือ ลิง

สุนัขจิ้งจอก และนาก สัตว์ทั้ง 4 เป็นสัตว์มีศีลธรรม ทุกเย็นจะมาพบกันและฟังโอวาทของกระต่ายเสมอ


ต่อมาวันหนึ่ง กระต่ายมองดูจันทร์รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันอุโบสถ จึงให้โอวาท วา “วันพรุ่งนี้ พวกเราจงพากัน
รักษาศีล ให้ทานเถิด เพราะมีผลบุญกุศลมาก ฉะนั้นพวกท่านจงเตรียมอาหารไว้แบ่งปันคนขอทานเถิด”
สัตว์ทั้ง 3 รับคำแล้วกลับไปยังที่อยู่ของตน ครั้นรุ่งขึ้นมีนายพรานคนหนึ่งตกเบ็ดได้ปลาตะเพียน 7 ตัวฝัง

ทรายกลบไว้แล้วก็ข้ามไปทางใต้น้ำต่อไป นากออกหาอาหารได้กลิ่นปลานั้นแล้วจึงร้องขึ้น 3 ครั้ง รู้ว่าไม่มี

เจ้าของแล้วจึงคาบเอาปลาทั้ง 7 ตัวไปยังที่อยู่ของตน นอนรักษาศีลอยู่ ฝ่ายลิงเข้าไปในป่าได้มะม่วงมาแล้ว
ก็กลับที่อยู่ตนนอนรักษาศีลอยู่ ส่วนเจ้ากระต่ายรักษาศีลอยู่ที่อยู่ของตนไม่ได้ออกไปหาอาหารมาไว้ให้ทาน

คิดที่จะสละชีวิตให้ทานวา “ถ้ามีคนมาขออาหาร งา และข้าวสารของเราก็ไม่มี ถ้าเช่นนั้นเราจะให้เนื้อของ

เราแก่เขาก็แล้วกัน” คิดแล้วก็นอนรักษาศีลอยู่ ด้วยอานุภาพแห่งศีลของกระต่ายเป็นเหตุให้บรรลังก์ของ

ท้าวสักกะเร่าร้อน ท้าวเธอจึงลงมาพิสูจน์คุณของศีลของสัตว์ทั้ง 4 ด้วยการแปลงร่างเป็นพราหมณ์ไปยังที่
อยู่ของนากก่อน ร้องขออาหารกับนาก นากจึงกล่าวว่า “พราหมณ์.. เรามีปลาตะเพียนอยู่ 7 ตัว ขอเชิญ

ท่านบริโภคเถิด” พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอก เอ่ยปากขออาหารอีก สุนัขจิ้งจอกก็มอบ

ี้
อาหารให้พร้อมกับพูดว่า “พราหมณ์.. ข้าพเจ้ามีเนื้อย่าง 2 ไม้ เหย 1 ตัว นมสม 1 หม้อ เชิญท่านบริโภค
เถิด” พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของลิงเอ่ยปากขออาหารเช่นเคย ลิงก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า

“พราหมณ.. มะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาไม่อันร่มรื่นขอเชิญท่านบริโภคและพักผ่อนก่อนเถิด” พราหมณ์รับไว้
แล้วก็ไปที่อยู่ของกระต่ายพร้อมร้องขออาหารเช่นเดิม กระต่ายดีใจจึงพูดว่า “พราหมณ์… ขอเชิญท่านก่อ

ไฟเถิด เราไม่มีอะไรจะให้ท่าน นอกจากเนื้อของเรานี่แหละ ขอเชิญท่านบริโภคเราเถิด” ว่าแล้วก็กล่าวเป็น

คาถาวา “กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสาร ท่านจงบริโภค เราผู้สุกด้วยไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ใน
ป่าเถิด” ท้าวสักกะจึงเนรมิตให้มีกองไฟขึ้นแล้วบอกให้กระต่ายทราบ กระต่ายลุกขึ้นจากหญ้าแพรกสลัด
ขนไล่สัตว์อื่น ๆ 3 ครั้ง มีความดีใจ ไม่กลัวต่อความตาย กระโดดเข้ากองไฟไป แต่ก็ต้องแปลกใจว่าไฟทำไม

เย็นยิ่งนักจึงถามพราหมณ์ดู ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์จึงกล่าวว่า “ท่านบัณฑิต เรามิใช่พราหมณ์ดอก เรา
เป็นท้าวสักกะ มาเพื่อทดลองศีลของท่านเท่านั้นเอง” กระต่ายพูดว่า “ท่านท้าวสักกะ ท่านหวังจะทดลอง

ข้าพเจ้าเท่านั้นเองหรือ แล้วชาวโลกจะรู้ว่าข้าพเจ้าปรารถนาให้ชีวิตเป็นทานได้อย่างไรกันเล่า “ท้าวสักกะ
ตอบว่า “คุณความดีในการเสียสละชีวิตเป็นทานของท่านครั้งนี้จะมีปรากฏตลอดไป” ว่าแล้วก็เขียนรูป

กระต่ายไว้บนดวงจันทร์เปนสัญลักษณ์ให้ชาวโลกได้เห็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วก็หายวับกลับเทวโลกไป

สัตว์ทั้ง 4 ตัวได้รักษาศีลจนตราบสิ้นชีวิต

ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: การรักษาศีลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน

เพราะผู้มีศีลเทวดาย่อมคุ้มครอง ๛

123

ธรรมชาติอาณาจักรสวรรค์
เนื่องจากชาวยิวในสมัยพระเยซูเจ้า รวมทั้งอัครสาวกและสาวกด้วย มีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ

พระเมสสิยาห์ และอาณาจักรสวรรค์ที่พระองค์จะทรงสถาปนาขึ้น พระองค์เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้อง
อธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของพระราชัยโดยอาศัยอุปมา ชาวยิวบางคนเข้าใจวาอาณาจักรสวรรค์ที่พระเมส

สิยาห์จะทรงสถาปนาขึ้นนั้นเป็นอาณาจักรสวรรค์แห่งโลกนี้ พวกเขาคิดว่าพระเมสสิยาห์จะเป็นกษัตริย์ที่

จะขยายอาณาจักรทั้งหลายในโลก พวกเขาจะเป็นเจ้าโลกที่มีชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง และความ
สมบูรณ์พูนสุข ประชาชาติทั้งหลายจะเป็นทาสหรือเมืองขึ้นของพวกเขา ที่เขามีความคิดเช่นนี้ก็เพราะว่า

บางทีพวกเขาเคยเป็นเมืองขึ้นและเคยตกระกำลำบากภายใต้การปกครองของชาติต่างๆ เช่น อยิปต์ อัส
ซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย กรีก และในสมัยพระเยซูเจ้า พวกเขาก็เป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมัน และเขา


เคยทราบคำทำนายของนาธันที่พูดกับดาวิดว่า พระเป็นเจาทรงสัญญาอาณาจักรสวรรค์อันคงอยู่ชั่ว
นิรันดรแด่ราชวงศ์ดาวิด ฉะนั้น จึงเป็นการยากมากที่จะพยายามอธิบายให้ชาวยิวเข้าใจถึงอาณาจักร

สวรรค์ของพระเมสสิยาห์ นอกจากพวกเขาจะมีจิตใจเตรียมพร้อมที่จะรับความจริงและขจัดอคติทั้งหลาย
ในอดีต ในการเล่าอุปมาต่อไปนี้ พระองค์ต้องการแสดงให้ชาวยิวเห็นว่าอาณาจักรของพระองค์ไม่ใช่เป็น

อาณาจักรที่สมบูรณ์แบบที่ตกลงมาจากสวรรค์ แต่เปนอาณาจักรที่ค่อยๆ เจริญเติบโตบนโลกนี้ แม้จะมี

อุปสรรคมากมาย


ผู้หว่าน (มธ 13:1-9; 18-23 เทียบ มก 4:3-9 และ 8:5-8)
1 ในวันนั้นพระเยซูเสด็จจากบ้านไปประทับที่ชายทะเลสาบ มีมหาชนมาหาพระองค์ พระองค์จึง
2
3
เสด็จลงไปประทับในเรือ และฝูงชนทั้งหมดก็ยืนอยู่บนฝั่ง แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาทั้งหลายเป็นอุปมา
หลายเรื่อง เป็นต้นว่า “นี่แน่ะ มีผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านพืช และเมื่อเขาหว่าน เมล็ดพืชก็ตกตาม
4
5

หนทางบ้าง แล้วนกก็มากินเสีย บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินน้อย จงงอกขึ้นอย่างเร็วเพราะดินไม่ลึก
6 แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นมันก็ถูกแผดเผา จึงเหี่ยวไปเพราะรากไม่มี บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอก
7
8
9
ขึ้นปกคลุมเสีย บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง ใครมีหูจงฟังเถิด”
ในบทที่ 13 นี้ มัทธิวรวบรวมเรื่องเปรียบเทียบของพระองค์ทั้ง 7 เรองเข้าไว้ด้วยกัน เราไม่
ื่
จำเป็นต้องเชื่อว่าพระเยซูเจ้าเล่าเรื่องเปรียบเทียบทั้ง 7 เรื่องนี้ในโอกาสเดียวกัน ในวันนั้น เขาไม่ทราบว่า

เป็นวันไหนแน่ คงจะเป็นระหว่างปีที่ 2ที่พระองค์ออกเทศนาสั่งสอนฝูงชนที่ติดตามพระองค์ ส่วนชาวฟาร ิ

สียิ่งทียิ่งตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์ เพราะฉะนั้น จำเป็นที่พระองค์จะต้องอธิบายว่าอาณาจักรที่พระองค์
กำลังสถาปนาขึ้นนั้นเป็นอะไรกันแน่ เสด็จออกจากบ้าน คงจะเป็นบ้านของนักบุญเปโตรที่เมืองคาเปอร์
นาอุม ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ธรรมของพระองค์ในแคว้นกาลิลี พระองค์จึงเสด็จประทับบนเรือ เมืองคา

เปอร์นาอุมตั้งอยู่บนฝั่งทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบกาลิลี ในขณะนั้นมีฝูงชนมากมายต่างก็

เบียดเสียดอยากฟังพระวาจาของพระองค์ใกล้ๆ พระองค์จึงต้องเลือกหาที่เหมาะๆ เพื่อประชาชนจะได้เห็น
และได้ฟัง พระองค์จึงประทับในเรือซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากชายฝั่งเท่าไรนัก ชายคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ด

พืช โดยปกติเรื่องเปรียบเทียบที่พระองค์เล่ามักจะเล่ามาจากเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของชาวยิว
อาจเป็นไปได้ที่พระองค์เห็นกำลังหว่านข้าว แล้วพระองค์ก็เล่าเรื่องเปรียบเทียบให้พวกเขาฟัง ที่จริงตาม

ริมทะเลสาปก็มีพื้นดินดี และอาจใช้ทำนาปลูกข้าวสาลีได้ แต่โดยทั่วไป แผ่นดินส่วนใหญ่ในปาเลสไตน์
เป็นดินที่มีหินปนอยู่มาก ผิวดินก็ไม่หนา และหลายๆ แห่งมักจะมีหญ้าหนามขึ้น มีทางเดินแคบ ๆ ผ่าน

ไปตามท้องทุ่ง ขณะที่เขากำลังหว่าน ชาวนาใช้ผ้ากระสอบหรือผ้าหยาบๆ คาดเอว ใช้มือซ้ายรวบชายผ้า

124

ข้างล่างทั้งสองขึ้น และใส่เมล็ดข้าวในนั้น ขณะที่เดินไปเขาก็หว่านเมล็ดข้าวไปทางขวาและซ้าย ข้างละ
ประมาณ 1 เมตร (ปกติในปาเลสไตน์ ชาวนาหว่านข้าวหลังจากเริ่มฤดูฝน ซึ่งเริ่มในเดือนพฤศจิกายน)

บางเมล็ดตกอยู่ริมทางเดิน บางทีเราอาจจะคิดว่าผู้หว่านซุ่มซ่ามไม่หว่านดีๆ ทำให้เสียข้าวโดยไร้ประโยชน์
แต่ขอให้เราเข้าใจว่าในปาเลสไตน์นั้นเขาหว่านก่อนไถ ไม่เหมือนกับทางบ้านเรา เขาหว่านแล้วไถกลบ

และแน่นจนเขาต้องไถทางเดินด้วย แต่เมล็ดเหล่านี้ไม่สู้จะงอก ก็เพราะถูกคนผ่านไปผ่านมาเหยียบ หรือ

เพราะถูกนกจิกกินเสีย บางเมล็ดตกบนพื้นหินที่มีดินเล็กน้อย หน้าพื้นดินในปาเลสไตน์บางแห่งบางมาก มี
หินอยู่ข้างล่าง เนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์และจากก้อนหิน มันงอกขึ้นมาทันที แต่ไม่ช้าก็เฉาไป
เพราะขาดความชุ่มชื้น และไม่สามารถที่จะหยั่งรากได้ บางเมล็ดตกลงในพงหนาม ให้เราคิดว่าเขาหว่าน

ข้าวลงไปในกอหนามนี้ที่เหี่ยวแห้ง หรือมิฉะนั้นก็ในที่ที่มีซากกอหนามอยู่หนาแน่น เมื่อเขาไถก็ยังไม่

สามารถจะเอารากมันขึ้นมาได้ ภายหลังทั้งข้าวและกอหนามก็โตขึ้นพร้อมกัน แต่กอหนามนั้นแข็งแรง
กว่า ก็แย่งน้ำเลี้ยงและอากาศและแสงแดด ต้นข้าวอ่อนๆ สู้ไม่ได้ก็เฉาไป บางเมล็ดตกในที่ดินดี แน่นอน


ต้นข้าวก็เจริญงอกงามและแข็งแรง และให้ผล 30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง และ 100 เท่าบาง (ดินดีหมายถึง
ผิวดินหนามาก เก็บสะอาด ไม่มีรากหญ้าหนาม ดินอ่อน ร่วน มีปุ๋ยและความชุ่มชื้น) ใครมีหู ก็จงฟังเถิด

พระองค์ทรงทราบว่าผู้ฟังบางคนมีใจแข็งกระด้างเพราะความจองหอง หรือเพราะไม่ยินดียินร้ายในเรื่อง
ศาสนา แต่พระองค์ก็ได้ทำหน้าที่ของพระองค์แล้ว เป็นหน้าที่ของชาวยิวที่จะต้องพิจารณาและพยายาม

เข้าใจความหมายที่พระองค์สั่งสอน เพราะฉะนั้น จงฟังความหมายของอุปมา เราโชคดีที่อัครสาวกขอให้
พระองค์ทรงอธิบายเรื่องเปรียบเทียบนี้ เพื่อเราจะได้เข้าใจความหมายอย่างแท้จริง และเพื่อจะได้ใช้เป็น

ตัวอย่างในการเข้าใจคำเปรียบเทียบเรื่องอื่น ๆ ของพระองค์ พระวาจาเกี่ยวกับอาณาจักร เมล็ดพืชที่ผู้
หว่านหว่านนั้นคือพระวรสาร(ข่าวดีที่นำความรอดให้แก่เรา)ที่พระเยซูเจ้าทรงนำมามอบให้แก่มนุษย์ทุกคน


เมล็ดมัสตาร์ด (มธ 13:31-32 เทียบ มก 4:30-32, ลก 8:5-8)

31 พระองค์ยังตรัสอุปมาอีกเรื่องหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเมล็ด
มัสตาร์ด เมล็ดหนึ่ง ซึ่งคนหนึ่งเอาไปเพาะลงในไร่ของตน เมล็ดนั้นเล็กกว่าเมล็ดทั้งปวง แต่เมื่องอกขึ้น
32
แล้วก็ใหญ่กว่าผักอื่น และเติบโตเป็นต้นไม้จนนกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ตามกิ่งก้านของต้นนั้นได้”
พระเยซูเจ้าใช้คำพูดง่าย ๆ อธิบายถึงอาณาจักรสวรรค์ที่พระองค์กำลังสถาปนาขึ้น แม้ว่าในตอน

แรกๆ ไม่สู้จะมีคนเห็น เพราะอาณาจักรสวรรค์เล็กมากและไม่สู้จะสำคัญ แต่โลกจะเห็นอาณาจักรสวรรค์

เมื่ออาณาจักรสวรรค์ขยายไปและเติบโตขึ้น เมล็ดมัสตาร์ด พระเยซูเจ้าเลือกอุปมาเรื่องนี้ เพื่อให้เห็นการ

เปรียบเทียบอยางชัดเจน (Contrast = ตรงกันข้าม) ระหว่างเมล็ดพืชเล็กๆ กับต้นไม้แข็งแรง (เทียบ ลก
17:6) กลายเป็นต้นไม้ แม้จะเป็นเมล็ดเล็กๆ มัสตาร์ดอาจจะเจริญเติบโตประมาณ 3-4 เมตร ในแถบที่มี

อากาศร้อน ลำต้นและกิ่งก้านแข็งแรงไม่ผิดกับต้นไม้ เนื่องจากกิ่งก้านแผ่ออกไป พวกนกจึงมาเกาะพัก

อาศัยอยู่ได้ เพราะฉะนั้น การที่พระเยซูเจ้าทรงเลือกเมล็ดมัสตาร์ดเพื่อใช้เปรียบเทียบกับอาณาจักร
สวรรค์จึงนับว่าเหมาะที่สุด เพราะอาณาจักรสวรรค์ของพระเมสสิยาห์เริ่มอย่างเงียบๆ สงบเสงี่ยม

พระองค์เองเป็นลูกช่างไม้จากนาซาเร็ธ ซึ่งเป็นเมืองไม่สำคัญอะไร ประสูติในคอกสัตว์ ยากจน ไม่มีที่

หลับที่นอน ผู้ติดตามของพระองค์ก็เป็นแต่กลุ่มชาวประมงจากกาลิล ไร้การศึกษา ไม่มีอิทธิพลอย่างไร

และปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่ถึงกระนั้นก็ดี พระอาจารยเจ้าก็ได้ทำนายถึง
อนาคตอันสดใสสำหรับแผนการของพระองค์ เมล็ดมัสตาร์ดจะกลายเป็นต้นไม้ที่จะแผ่กิ่งก้านออกไปอย่าง

กว้างขวาง และนกในอากาศ กลาวคือ นานาชาติในโลกจะเข้ามาพึ่งพาอาศัยและจะได้รับการคุ้มครอง


125

และการเลี้ยงดูเอาใจใส่ภายใต้ร่มของมัน ทีละเล็กทีละน้อย พระอาจารย์เจ้าค่อยๆ สอนผู้ที่ติดตามพระองค์
ให้แสวงหาอาณาจักรสวรรค์ที่แท้จริงของพระเป็นเจ้า ไม่ใช่ในโลกนี้ แต่ในโลกหน้า “จงอย่าสะสมทรัพย์

สมบัติบนแผ่นดินนี้เลย... แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์เถิด” (มธ 6:19-22)

เชื้อแป้ง (มธ 13:33 เทียบ ลก 13:20-21)
33 พระองค์ยังตรัสคำอุปมาให้เขาฟังอีกข้อหนึ่งว่า แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเชื้อ ซึ่งผู้หญิงคน

หนึ่งเอามาเจือลงในแป้งสามถัง จนแป้งนั้นฟูขึ้นทั้งหมด
ในอุปมาเรื่องเมล็ดมัสตาร์ด พระอาจารย์เจ้าอธิบายการเจริญเติบโตของอาณาจักรสวรรค์ที่

มองเห็นได้จากภายนอก แต่ในอุปมาเรื่องเชื้อแป้ง พระองค์มีพระประสงค์จะอธิบายพลังภายในที่ลึกลับ
และเงียบๆ ของพระอาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้า และพลังนี้เองสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่ตก

อยู่ภายใต้อิทธิพลของมัน อุปมานี้เป็นของพื้น ๆ และง่าย ๆ ที่ผู้ฟังทุกคนเข้าใจอย่างดี เพราะยังเป็น
อาหารหลักของสาวกยิว และเป็นหน้าที่ของแม่บ้านที่จะต้องเตรียมทำขนมปัง ก่อนอื่นเขาคลุกแป้งกับน้ำ

หรือนม และใส่เชื้อลงไปเลกน้อย และเขาก็บดและคลุกมันจนกระทั่งเป็นก้อน แล้วก็จนกระทั่งใช้การได้

บางครั้งในกรณีด่วนๆ แม่บ้านอาจจะทำขนมปังโดยไม่ใส่เชื้อก็มี แต่รสชาติไม่อร่อย แข็งแห้ง โมเสสได้

บัญญัติให้ชาวยิวกินขนมปังไม่มีเชื้อระหว่างฉลองเทศกาลปัสกาตลอดหนึ่งอาทิตย์ เพื่อเตือนพวกเขาให้

ระลึกถึงความยากลำบากและการเป็นทาส เมื่อครั้งที่พวกเขาอยู่ในประเทศอียิปต์ ทุกคนรู้ว่าเชื้อแป้งเพียง
เล็กน้อยสามารถบันดาลให้แป้งฟูขึ้นและใหญ่ขึ้น และยังทำให้ขนมปังมีรสชาติดียิ่งขึ้น อร่อย นิ่ม ฉะนั้น


เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า อาณาจักรของพระเจาเปรียบเหมือนเชื้อแป้ง พวกเขาเข้าใจการเปรียบเทียบทันที
กล่าวคือ เชื้อแป้งเริ่มทำงานและเปลี่ยนก้อนแป้งฉันใด พระวรสารของพระคริสตเจ้าและอำนาจแห่ง

อาณาจักรของพระองค์ก็ให้ชีวิตใหม่ และพลังใหม่ให้แก่ผู้ที่ยินดีรับฟังพระวาจานั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตของ


เขา นี่เป็นแก่นแท้และเปนจุดศูนย์กลาง เป็นคำสอนของอุปมาเรื่องนี้ เพยงแต่เหลียวดูประวัติศาสตร์ตอน
เริ่มแรกของพระศาสนจักร เราก็จะเห็นว่าอุปมานี้เปนไปตามความจริงทุกประการ อาณาจักรของพระเจา


พระศาสนจักรพร้อมกับศีลศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ ที่บันดาลชีวิตเหนือธรรมชาติ ได้ถูกปลูกไว้ท่ามกลางโลก
ในสมัยนั้น แต่โลกไม่รู้จัก คล้ายๆ กับแม่บ้านซ่อนเชื้อแป้งเข้าไปในแป้ง เพราะว่าชาวยิวส่วนใหญ่ที่เคยมี
ชีวิตร่วมกับพระองค์ก็ไม่รู้จักพระองค์ นักบุญยอห์น บัปติสต์ ได้กล่าวกับชาวฟาริสีว่า “แต่ว่ามีคนหนึ่งที่

ยืนอยู่ท่ามกลางพวกท่าน ซึ่งท่านไม่รู้จัก” (ยน 1:20) พระองค์ก็ได้เสด็จลงมาหาประชาชนของพระองค์

แต่พวกเขาไม่รับพระองค์ อย่างไรก็ดี เชื้อแป้งกำลังทำงานอยู่อย่างเงียบ ๆ และกำลังแผ่อิทธิพลไปสู่โลก
อันกว้างใหญ่

ขุมทรัพย์และไข่มุก (มธ 13:44-46)
44 แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้ได้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และ

45
เพราะความปรีดีจึงไปขายสรรพสิ่งซึ่งเขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น อีกประการหนึ่ง แผ่นดินสวรรค์เปรียบ
เหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี และเมื่อได้พบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายสิ่งสารพัดซึ่งเขามีอยู่ ไป
46
ซื้อไข่มุกนั้น
ในอุปมาเรื่องก่อน ๆ พระเยซูเจ้าทรงอธิบายพระราชัยในความสัมพันธ์กับประชากรทั้งหมดหรือ

กับโลก พระราชัยเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เจริญเติบโตและแผ่กิ่งก้านสาขา ให้อาหารและที่กำบังแก่

นานาชาติ พระราชัยเปรียบเหมือนเชื้อแป้งที่ให้ชีวิตใหม่แก่โลก ในอุปมาที่เราได้อ่านมานั้น พระองค์ทรง
พระประสงค์จะอธิบายอาณาจักรสวรรค์เป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐที่สุด ที่เราสามารถแสวงหาเอามาเป็น

126

กรรมสิทธิ์ได้ เรื่องขุมทรัพย์และเรื่องไข่มุก เป็นสิ่งที่ผู้ฟังเข้าใจได้อย่างดี ในประเทศเช่นปาเลสไตน์ ซึ่งเป็น
เมืองผ่าน เพราะมีอาณาจักรใหญ่ๆ อยู่รอบข้าง กล่าวคือ อียิปต์ อัสซีเรีย บาบิโลน เปอร์เซีย และโรมัน

เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะมีศัตรูคอยบุกรุกและจู่โจมอยู่เสมอ ในเมื่ออาณาจักรใหญ่สู้รบและทำสงครามกัน
ชาวปาเลสไตน์มักจะฝังเงินทองและของมีค่าไว้ในหลุมศพ ในถ้ำหรือตามท้องทุ่ง เพราะถือว่าเป็นที่

ปลอดภัยมากที่สุด (มธ 25:24) เมื่อเขาได้ข่าวว่ามีศัตรูที่มาคุกคามประเทศ โดยหวังจะกลับมาเอาใหม่

บางครั้งเจ้าของเองก็ถูกฆ่า และไม่มีใครทราบว่าเขาซ่อนทรัพย์สมบัติของเขาไว้ที่ไหน (ในปี ค.ศ. 1947

คนเลี้ยงแกะได้พบม้วนพระคัมภีร์ในถ้ำของพวกเจสเชเนสที่กุมราน ใกล้ๆ กับทะเลตาย เข้าใจวาพวกเขา

ซ่อนพระคัมภีร์และกฎวินัยของพวกเขาไว้ เมื่อได้ข่าวว่า แม่ทัพโรมันจะยกทัพมาตีเยรูซาเล็มในป ค.ศ.
70) ในสมัยเรานี้ยังมีนักโบราณวัตถุที่กำลังขุดตามสถานที่สำคัญต่างๆ ทั้งในประเทศปาเลสไตน์ และใน

หลายประเทศในตะวันออกใกล้ เช่น ที่อียิปต์และซีเรีย เป็นต้น พระเยซูเจ้าเล่าว่า ขุมทรัพย์นั้นได้มีคน
ขุดพบโดยบังเอิญในนาของผู้อื่น ผู้ขุดพบรีบฝังขุมทรัพย์ไว้ตามเดิมเพราะกลัวว่าคนอื่นอาจจะมาพบเข้า

แล้วเขาก็จัดแจงขายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีเพื่อเอาเงินมาซื้อที่นานั้นจากชาวนา และดังนี้เขาก็จะได้มี
กรรมสิทธิ์ในที่นานั้น เราทราบว่าเจ้าของเองคงไม่ได้ฝังขุมทรัพยไว้แน่ มิฉะนั้นเขาคงไม่ขายแน่ เมื่อเขา

เป็นเจาของที่นาเขาก็เป็นเจ้าของขุมทรัพย์ด้วยตามกฎหมายยิว และกฎหมายโรมัน บางคนจะว่าคนที่ขุด


พบนั้นโกงเจ้าของนา เพราะเมื่อพบแล้วก็อุบเงียบไว้แถมยังหาเงินมาซื้อที่นาด้วย ขอตอบวาเขาคงคิดถึง
เรื่องความยุติธรรมอยู่เหมือนกัน เขาจึงได้หาเงินมาซื้อ ถ้าหากเขาไม่คิดถึงเรื่องความยุติธรรมเขาคงจะ
ขโมยไปแล้ว เพราะเจาของนาไม่รู้เรื่องอะไรเลย อย่างไรก็ดี เราควรจะจำไว้ด้วยว่า ไม่ใช่ทุกตอนใน

อุปมาเป็นบทเรียนที่เราจะต้องเอาอย่างเสมอ หรือเป็นสิ่งที่ผู้พูดต้องการเน้น แต่เราจะต้องดูจุดสำคัญใน
การเปรียบเทียบนั้นว่า พระองค์ต้องการเน้นอะไร เป็นต้นทางด้านวิญญาณ ถ้าหากเราจะเปรียบเทียบ

อุปมาทั้งสองเรื่องนี้ เราจะเห็นว่ามีคำสอนที่เหมือนกันคือ อาณาจักรสวรรค์มีค่าหาขอบเขตมิได้ พวกเขา

ยินดีเวลาพบ และคนฉลาดก็ย่อมขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะได้เอาเงินมาซื้อมันให้ได้ แต่เราก็พบความ
แตกต่างในอุปมาทั้งสองเรื่องนี้ คือ คนงานที่ไถนานั้นพบขุมทรัพย์โดยบังเอิญ เขาไม่ได้ขุดดินเพื่อหา

ขุมทรัพย์ แต่พ่อค้านั้นพยายามแสวงหาไข่มุกนั้นด้วยความตั้งใจ พระเยซูเจ้าขณะที่เล่าอุปมานั้นอาจจะ
คิดถึงคนต่างศาสนาที่พบอาณาจักรสวรรค์โดยบังเอิญ และพระองค์อาจจะคิดถึงชาวยิว ซึ่งกำลังแสวงหา

พระราชัยด้วยความกระตือรือร้น หรือคนอื่นๆ ที่กำลังแสวงหาความจริงอย่างขะมักเขม้น ใน
ประวัติศาสตร์พระศาสนจักร เราเห็นว่ามีนักบุญหลายองค์ได้พบอาณาจักรสวรรค์โดยบังเอิญ เช่น นักบญ

เปาโล นักบุญเอากุสตินและนักบุญอิกญาซีโอ และก็มีอีกหลายองค์ได้พบอาณาจักรโดยพยายามแสวงหา
ด้วยใจร้อนรน เช่น อัครสาวก นักบุญฟรังซิส นักบุญดอมินิก เป็นต้น และในปัจจุบันเราก็ยังคงพบคนทั้ง

สองจำพวกนี้เสมอ

พืชที่งอกงามขึ้นเอง (มก 4:26-29)
27
26 พระองค์ตรัสว่า แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน แล้วกลางคืนก็นอน
28
หลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอก
29
จำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง ครั้นสุกแล้วเขาก็ใช้คนไปเกี่ยวเก็บ
ทีเดียว เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว
นักบุญมาระโกผู้เดียวเท่านั้นที่เล่าเรื่องอุปมาเรื่องนี้ พระเยซูเจ้าเล่าอุปมาเรื่องเมล็ดพืชที่



เจริญเติบโตอย่างเงียบๆ เพื่อเปรียบเทียบกับอาณาจกรสวรรค์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งเจริญเติบโตอย่างเงยบๆ

127

และโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น และใช้เวลานานด้วย อาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้าเปรียบเหมือนการ
หว่านเมล็ดพืช หลังจากที่ชาวนาไถนาแล้ว เขาก็หว่านข้าวแล้วก็ไถกลบ เสร็จแล้วก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่


ของธรรมชาติ เขาไม่ค่อยเฝาดูว่ามันจะงอกเมื่อไร และอย่างไร เขากลับไปทำหน้าที่ของเขาตามปกติ

ธรรมชาติที่พระเป็นเจาทรงสร้างเริ่มทำงานอย่างมหัศจรรย์และอย่างเงียบๆ กล่าวคือ เมล็ดเริ่มงอก
เจริญเติบโต ออกรวง และที่สุดมีเมล็ดเต็มรวง หลังจากนั้นชาวนาก็เริ่มทำงานอีกครั้งหนึ่ง คือเมื่อถึงฤดู

เก็บเกี่ยว เขาก็เกี่ยวข้าวใส่ยุ้งฉาง

ทำไมคนดีจึงปะปนอยู่กับคนเลว


ชาวยิวต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจวาอาณาจักรสวรรค์ที่พระคริสตเจ้าทรงสถาปนาขึ้นในโลกนี้ เป็น
อาณาจักรสวรรค์ทางด้านจิตใจ ไม่ใช่เป็นอาณาจักรสวรรค์ทางด้านการเมืองหรือเศรษฐกิจ ที่สุดหลังจาก

ที่เขาเข้าใจความจริงข้อนี้แล้ว เขาก็สรุปว่า อาณาจักรสวรรค์นั้นจะต้องประกอบด้วยนักบุญชาย-หญิง ซึ่ง
หลุดพ้นจากบาปและไม่ผูกพันกับของของโลก พวกเขาคิดว่า ในเมื่อพระคริสตเจ้าพระบุตรของพระเป็นเจ้า

ได้เสด็จลงมายังโลก เพื่อนำมนุษย์ไปยังสวรรค์แล้ว แน่นอนที่สุด มนุษย์ก็ต้องปรารถนามุ่งไปที่นั่นตรงเลย
ทีเดียว แต่พระเยซูเจ้าทรงรู้จักธรรมชาติของมนุษย์ดี พระองค์ทรงทราบว่าจะมีมนุษย์มากมายไม่อยาก

รับความรอดที่พระองค์เสนอให้ และแม้แต่พวกที่สมัครใจรับข่าวดีจากพระองค์ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีละทิ้ง

ความสนุกสนานอันเป็นภัยของโลก ผู้ที่จะมีเกียรติเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ได้จะต้องต่อสู้กับการยอมต่างๆ
และผ่านการทดลองมาแล้ว พระศาสนจักรจะต้องต่อสู้กับศัตรูจนถึงที่สุด พระเยซูเจ้าได้ทรงเตือนเรา

ล่วงหน้าแล้ววา เราจะประสบกับอุปสรรคนานาชนิด ฉะนั้น เราจะต้องพยายามเอาชนะอุปสรรค ด้วย

ความพากเพียรเราจำจะต้องยึดเอาความพากเพียรและความรักของเยซูคริสตเจ้าเป็นแบบฉบับ


ข้าวละมาน (มธ 13:24-30)
24 พระองค์ตรัสคำอุปมาอีกข้อหนึ่งให้เขาทั้งหลายฟังว่า แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือน คนหนึ่งได้

25
หว่านพืชดีในนาของตน แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดี
นั้นไว้แล้วก็หลบไป ครั้นต้นข้าวนั้นงอกขึ้นออกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ขึ้นปรากฏด้วย ทาสแห่งเจ้าบ้าน
26
27
จึงมาแจ้งแก่นายว่า นายเจ้าข้า ท่านได้หว่านพืชดีไว้ในนาของท่านมิใช่หรือ แต่มีข้าวละมานมาจากไหน
28 นายก็ตอบว่า นี่เป็นการกระทำของศัตรู พวกทาสจึงถามว่า ท่านปรารถนาจะให้พวกเราไปถอนและเก็บ

29
ข้าวละมานหรือ แต่นายตอบว่า อย่าเลยเกลือกว่า เมื่อกำลังถอนข้าวละมานจะถอนข้าวดีด้วย ให้ทั้ง
30

สองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้นเราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า จงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเปน
ุ้
ฟ่อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยงฉางของเรา
อาณาจักรสวรรค์ พระบุตรของพระเป็นเจ้าทรงรับธรรมชาติมนุษย์ เพื่อไถ่กู้มนุษยชาติให้เอาตัว
รอดไปสวรรค์ เราทราบว่าพระองค์จะเสด็จมาเพื่อประกาศข่าวดี ครั้งแรกหลังจากบิดามารดาเดิมของเรา

ได้ทำบาป (ปฐก 3:15) ทั้งนี้ เพราะพระเป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ และพระองค์ยังรื้อฟื้นคำสัญญานี้กับ
บรรพบุรุษ ประกาศกหลายๆ ท่าน ก็ได้ทำนายเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระองค์ พระองค์เป็นทั้งกษัตริย์

ประกาศก และพระสงฆ์ และเนื่องจากในจารีตพิธี กษัตริย์ ประกาศก และพระสงฆ์ถูกเจิมด้วยน้ำมัน
ฉะนั้น พระผู้กอบกู้ที่จะเสด็จมาจึงได้รับชื่อใหม่ว่า พระผู้ถูกเจิม อาณาจักรสวรรค์ของพระองค์จะแผ่ไป

ทั่วทิศานุทิศ สมาชิกของอาณาจักรสวรรค์มาจาก 4 มุมโลก (เทียบ มธ 8:11; 24:14) สมาชิกไม่ใช่แต่ผู้ที่

อยู่ในประเทศปาเลสไตน์ตามที่ชาวฟาริสเชื่ออย่างผิด ๆ พระอาณาจักรสวรรค์นี้มี 2 ระดับ คือ


128

1. อาณาจักรสวรรค์ที่อยู่บนโลกนี้ ซึ่งเป็นสังคมที่มองเห็นได้และสถาปนาโดยพระคริสตเจ้า
จุดประสงค์ของอาณาจักรก็เพื่อเตรียมทุกคนที่ยินดีรับคำสอนและความช่วยเหลือ เพื่อเขาจะได้เข้าไปใน

อาณาจักรสวรรค์
2. อาณาจักรสวรรค์หรือสังคมที่ครบครัน ซึ่งสมาชิกที่เตรียมตัวและถูกทดลองมาแล้วในอาณาจักร

สวรรค์ระดับแรก จะได้เข้าไปเสวยสุขกับพระเป็นเจ้าตลอดไป หลังจากที่เขาจากโลกนี้ไป

ในที่นี้พระเยซูเจ้าพูดถึงอาณาจักรสวรรค์อันแรก และในอุปมาเรื่องอื่นๆ ด้วย เพราะพระองค์
ต้องการชี้ทางให้มนุษย์ทราบว่าเขาจะต้องทำอะไร และเขาควรจะหวังอะไร ถ้าหากเขาอยากติดตาม
พระองค์ และตระเตรียมตัวให้เหมาะสมเพื่ออาณาจักรสวรรค์ หว่านข้าวพันธดี พระเยซูเจ้าเล่าอุปมาโดย
ุ์
ใช้ตัวอย่างจากชีวิตกสิกรรม เมล็ดที่หว่านนั้น ไม่ปนกับเมล็ดหญ้าร้ายเลย ขณะที่ทุกคนนอนหลับ ศัตรูก็

ได้มาหว่านหญ้าร้ายทับลงไป เป็นวิธีการง่ายๆ ที่ศัตรูมักจะแก้แค้นศัตรูด้วยกัน เพื่อว่าข้าวสาลีที่หว่านได้
แล้วจะได้ไม่บังเกิดผลเท่าที่ควร เมื่อต้นข้าวงอกขึ้นจนออกรวง ข้าวละมานก็ปรากฏออกมาด้วย ชาวนา

สังเกตเห็นข้าวละมานที่มีรวงคล้ายกับข้าวสาลีมาก จะแยกกันได้ก็ตอนออกเมล็ดเท่านั้น ศัตรูมาหวานไว้

ผู้หว่านทราบดีว่านาของเขาเป็นนาดี และเขาเองก็หว่านข้าวพันธุ์ดีลงไป ฉะนั้น เมื่อเห็นผลไม่ดีเข้า เขา

ก็เข้าใจได้ทันทีว่านั่นเป็นการกลั่นแกล้งของศัตรู การกลั่นแกล้งชนิดนี้พบได้เสมอในประเทศตะวันออก
ไกล สมัยพระเยซูเจ้าและสมัยหลังๆ ด้วย ฉะนั้น ชาวนาไม่รู้สึกพิศวงอะไร ให้เราไปถอนมันไหม ลูกจ้าง

อยากจะถอนข้าวละมานทิ้ง เพื่อว่าต้นข้าวสาลีจะได้เจริญงอกงามดีขึ้น และคงจะให้ผลมากขึ้นเพราะไม่
ถูกแย่งปุ๋ยและน้ำเลี้ยงจากข้าวละมาน แต่ชาวนาทราบดีว่า ถ้าหากลูกจ้างถอนข้าวละมาน ข้าวสาลีก็จะ

บอบช้ำด้วย เพราะรากมันพันกันหรือมันชิดใกล้ ๆ กัน ฤดูเก็บเกี่ยว เวลาเก็บเกี่ยวจะมีการแบ่งแยกกัน
อย่างแน่นอน หญ้าร้ายจะใช้เป็นเชื้อเพลิง ส่วนข้าวสาลีเขาจะเก็บไว้ในยุ้งฉาง เมื่อพวกอัครสาวกขอร้อง

พระองค์ก็ทรงอธิบายความหมายของอุปมาให้พวกเขาฟัง (มธ 13:37-43) บุตรแห่งมนุษย์ เป็นชื่อหนึ่งที่

หมายถึงพระเมสสิยาห์ในพันธสัญญาเดิม และเป็นชื่อที่พระเยซูเจ้าใช้แทนตัวเองบ่อยๆ ในพระวรสารตาม
คำเล่าของนักบุญมัทธิว พระองค์เรียกตัวเองว่าบุตรมนุษย์ถึง 29 ครั้ง แต่บรรดาสานุศิษย์และประชาชน

ไม่เคยเรียกพระองค์ว่าบุตรมนุษย์เลย นี่พระองค์มักเรียกตัวเองว่าบุตรมนุษย์ บางทีพระองค์ต้องการจะ
เน้นว่าพระองค์เป็นมนุษย์จริงๆ พระองค์ทรงรับธรรมชาติมนุษย์ และประทับอยู่ท่ามกลางเราเหมือนกับ

เราทุกอย่าง เว้นแต่พระองค์ไม่มีบาป (ฮบ 4:15) ท้องนาก็คือโลก บุตรแห่งมนุษย์ หรือพระผู้ไถ่ที่พระเป็น
เจ้าทรงสัญญาจะส่งให้มากอบกู้มนุษย์ให้พ้นจากบาปแต่โบราณกาลนั้นได้เสด็จลงมาในโลกเพื่อกอบกู้โลก

ทั้งหมด พระองค์ไม่ใช่เป็นพระเมสสิ-ยาห์สำหรับชาวยิวเท่านั้น แต่สำหรับมนุษย์ทุกรูปทุกนาม และทุก
เวลาด้วย จนกว่าจะถึงวันที่พระองค์จะทรงเก็บเกี่ยว บุตรแห่งอาณาจักรสวรรค์ ทุกคนที่ยินดีรับข่าวดี

และพยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะเอาตัวรอด จะเป็นทายาทของอาณาจักรสวรรค์ เป็นพี่น้องของพระเยซูเจ้า
และเป็นบุตรบุญธรรมของพระบิดาเจ้า บุตรแห่งคนชั่ว เปรียบเหมือนหญ้าร้าย พวกเขาเป็นลูกสมุนของ


มารร้าย ศัตรู หมายถึง ปศาจ ปีศาจเป็นทูตสวรรค์กบฏต่อพระเป็นเจ้า อยากเป็นใหญ่เท่าพระ เพราะ
ความจองหอง ที่สุดก็ถูกโทษนรก ปีศาจเป็นจิตเช่นเดียวกับทูตสวรรค์และมีอำนาจมาก แต่จะต้องใช้
อำนาจในวงจำกัดที่พระเปนเจ้าทรงกำหนดไว้ให้มัน (โยบ) ตั้งแต่ดั้งเดิมปีศาจเป็นศัตรูกับมนุษยชาติในสวน


เอเดน มันได้ล่อลวงอาดัมและเอวาให้ทำบาปที่มันเคยทำนั่นแหละ คือมันสัญญาว่าบิดามารดาเดิมจะเปน
เหมือนพระเป็นเจ้า ถ้ากินผลไม้ที่พระเป็นเจ้าห้าม (ปฐก 3:1-6) ปีศาจพยายามล่อลวงมนุษย์ให้ออกห่าง

จากพระเป็นเจ้า และให้มนุษย์นมัสการพระเท็จเทียม พวกมันพยายามขัดขวางแผนการไถ่บาปของพระ
เยซูเจ้า เพราะมันกลัววามนุษย์จะกลับไปหาพระหลังจากตกในบาปแล้ว มันได้ผจญแม้กระทั่งพระเยซูเจ้า


129


เอง แต่แผนการของมันก็ล้มเหลวอย่างช่วยไม่ได้ (มธ 4:3-11) มันได้ล่อลวงใหลูกสมุนของมันตรึงพระเยซู
เจ้าบนไม้กางเขน (ยน 8:42-44) โดยที่มันไม่รู้มาก่อนเลยวากางเขนนั้นเป็นกุญแจที่ไขประตูเพื่อให้มนุษย์

เข้าอาณาจักรสวรรค์ แม้ในปัจจุบันปีศาจก็ยังพยายามกีดขวางไม่ให้มนุษย์เข้าสวรรค์ อุปมาเรื่องนี้พูดถึง
กิจการอันชั่วรายของมัน มันไม่สามารถหยุดยั้งความเจริญเติบโตและความก้าวหน้าของอาณาจักรสวรรค์

แต่ทำให้การเจริญเติบโตและการขยายอาณาจักรสวรรค์นั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพื่อแผนการอันนี้


มันจึงใช้ลูกสมุนของมันที่มันพยายามวางไว้ตามมุมมืดต่างๆ อย่างเงยบๆ ขณะที่” มนุษย์เรากำลังหลบอยู่”

ภายใต้ความร้อนรนอันจอมปลอมเพื่ออาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจา “บุตรของปีศาจ” ก็จะพยายาม

หว่านคำสอนที่ผิดๆ และการแตกความสามัคคี ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ไม่รอบคอบและที่น่ากลัวก็
คือ เนื่องจากมันฉลาดมากกว่าเราที่จะรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร ผลงานของมันก็ปรากฏออกมาแล้ว ทั้งนี้

ก็เพราะมันเป็นศัตรูในรูปของเพื่อน หรือมันเป็นสุนัขป่าในคราบของลูกแกะ การเก็บเกี่ยวนั้นก็คือวันสิ้น
พิภพ พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยให้ปีศาจและลูกสมุนของมันล่อลวงและทดลองความซื่อสัตย์ของมนุษย์

อย่างไรก็ตามในวันพิพากษาพร้อมกัน บุตรแห่งพระราชัยจะได้รับความสุขตลอดนิรันดร ส่วนปีศาจและ
สมุนจะต้องโทษตลอดนิรันดร ณ ที่นั่นจะมีแต่การทรมานและความทุกข์ยาก ซึ่งเราไม่อาจจะบรรยายได้

ผู้เก็บเกี่ยวนั้นคือทูตสวรรค์ ทูตสวรรค์ของพระเป็นเจ้าจะร่วมขบวนตามเสด็จพระเยซูเจ้าในวันพิพากษา
พร้อมกัน (เทียบ มธ 24:31) และจะแยกคนชั่วออกจากผู้ใคร่ธรรม (เทียบ มธ 13:49) ปีศาจและลูกสมุน


จะถูกเหวี่ยงลงไปในขุมไฟ โศกนาฏกรรมของสมุนปศาจก็เหมือนกับหญ้าร้าย พวกเขาจะถูกโยนลงไปใน
กองไฟ กล่าวคือ พวกเขาจะต้องทนทุกข์ทรมานจนตลอดชั่วนิรันดร ตามวาทะของพระเยซูคริสต์เอง (มธ

25:41 เทียบ ลก 16:24) การขบฟันด้วยความขุ่นเคือง เราพบสำนวนเดียวกันนี้ในพระวรสารตามคำเล่า
ของนักบุญมัทธิว ที่พูดถึงปฏิกิริยาของพวกคนชั่วเมื่อได้รับการตัดการตัดสินลงโทษ เขาร้องไห้เพราะเขารู้


ว่าเขาต้องสูญเสียความสุขชั่วนิรันดร สวนที่เขาขบฟัน เพราะความทุกข์ทรมานต่างๆ ที่เขาจะต้องทน
เพื่อจะช่วยเราให้พ้นจากหายนะประการนี้ พระเยซูเจ้าจึงยอมทนทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์บนกางเขน
แล้วนั้น ผู้ใคร่ธรรมจะส่องแสงเหมือนดวงอาทิตย์ เกียรติมงคลที่สมบูรณ์ของผู้ใคร่ธรรมจะเริ่มขึ้นหลังจาก

การพิพากษาพร้อมกัน วิญญาณของผู้ใคร่ธรรมจะรวมกับร่างกายที่ครบครันและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
ต่างๆ เนื่องจากเขาเห็นพระเป็นเจ้าต่อหน้า เขาเองก็จะรุ่งโรจน์ดังเช่นร่างกายของพระเยซูเจ้าบนภูเขา


ทาบอร์ (มธ 17:2) อาณาจักรสวรรค์ของพระบิดาเจาของพวกเขา ผู้ใคร่ธรรมจะมีส่วนร่วมในความสุขใน

อาณาจักรสวรรค์ที่ครบครนที่สุด เป็นความสุขที่เขาได้ลิ้มรสขณะที่เขาอยู่ในพระศาสนจักรที่พระคริสตเจ้า
ทรงสถาปนาขึ้น เพราะว่าเขาได้ถือตามแบบฉบับของพระเยซูเจ้า และได้กลายเป็นพี่น้องของพระองค์
โดยอาศัยศีลล้างบาป เขาก็กลายเป็นลูกพระและเป็นทายาทอาณาจักรสวรรค์ ใครมีหูก็ฟังเอาเถิด อีก

ครั้งที่พระองค์ทรงเตือนสานุศิษย์ เหมือนกับที่พระองค์เคยเตือนชาวยิวให้เอาใจใส่ต่อคำสั่งของพระองค์
พยายามจดจำและปฏิบัติตาม


อวน (มธ 13:47-50)

48
47 อีกประการหนึ่ง แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนอวนที่ลากอยู่ในทะเล ติดปลารวมทุกชนิด เมื่อ
49
เต็มแล้วเขาก็ลากขึ้นฝั่ง นั่งเลือกเอาแต่ที่ดีใส่ตะกร้า แต่ที่ไม่ดีนั้นก็ทิ้งเสีย ในเวลาสิ้นยุคก็จะเป็นอย่างนั้น
50
พวกทูตสวรรค์จะออกมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม แล้วจะทิ้งลงในเตาไฟอันลุกโพลง ที่นั่นจะมี
การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

130

ในอุปมาเรื่องนี้ พระเยซูเจ้ามีพระประสงค์จะสอนว่า อาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้า
ประกอบด้วยคนดีและคนชั่วที่ปะปนกันไป แต่ว่าในอุปมาเรื่องข้าวสาลีและหญ้าร้ายนั้น พระองค์ต้องการ

เน้นให้เห็นว่า คนดีนั้นจำเป็นจะต้องอดทน พากเพียรรอเวลาที่พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาตัดสิน ส่วนใน
อุปมาเรื่องอวนจับปลานี้พระองค์ต้องการเน้นถึงชะตากรรมที่รอคอยคนชั่ว ในสายตาของคนทั่ว ๆ ไป คน


ชั่วนั้นดูๆ ก็เหมือนกับคนดี ยิ่งกวานั้นอีกคนชั่วอาจจะอวดด้วยว่าพวกเขามีความสนุกสุขสบายมากกว่าคน

ดีมีธรรมเสียอีก แต่ว่าวันหนึ่งจะมาถึงคือ วันที่พระเปนเจ้าจะทรงตัดสินมนุษย์ตามบาปบุญคุณโทษ อวนที่
ขึงในทะเล ชาวยิวที่ฟังพระเยซูเจ้าคงจะเข้าใจอุปมาเรื่องนี้ดี เพราะการจับปลาเป็นอาชีพที่ชาวเมืองทำ
กันมาก เป็นต้นคนที่อาศัยตามริมทะเลสาบกาลิลี อัครสาวกหลายองค์ก็เคยเป็นชาวประมงมาแล้ว เช่น

เปโตร ยากอบ ฯลฯ อวนที่กล่าวถึงนั้นเป็นอวนลาก มีความยาวตั้งแต่ 100 เมตร จนถึง 700 เมตร

ส่วนความกวางนั้น ก็สุดแต่ว่าน้ำลึกเท่าไร ในที่ที่เขาจะตีอวนนั้น ทางตีอวนเขาใช้ตะกั่วหรือหินถ่วงไว้

ส่วนทางด้านบนเขาใช้ไม้เบาๆ ทำเป็นทุ่นลอยอยู่เหนือน้ำ เวลาจะตีอวนเขาใช้วิธีล้อมเอา และรวมปลาย

ทั้งสองข้างเข้าหากัน แล้วก็ลากขึ้นฝั่ง ปลาทุกชนิด ปลาที่ติดอวนมานั้นมีหลายชนิดด้วยกัน บางชนิดดี
มากและราคาแพง บางชนิดเป็นปลาไม่สู้ดี และบางชนิดใช้รับประทานไม่ได้ด้วยซ้ำไป เนื่องจาก

กฎหมายของโมเสสได้ห้ามไว้ คือปลาที่ไม่มีครีบ และไม่มีเกร็ด เพราะเป็นปลาที่มีมลทิน ปลาบางชนิด
ใช้รับประทานไม่ได้เพราะมีพิษ ปลาเลวก็โยนทิ้งไป เมื่อลากอวนขึ้นฝั่งแล้ว เขาก็เลือกปลาชนิดดีใช้

ื่
รับประทานได้ เขาก็เอาใส่ตะกร้าหรือใส่ข้อง เพอนำไปรับประทานหรือขายที่ตลาด ส่วนปลาที่ไม่มี
ประโยชน์เขาก็จะโยนทิ้งให้เน่าที่ชายทะเล หรือให้เป็นอาหารของนก เมื่อถึงเวลาสิ้นโลกก็จะเป็นเช่นนี้

พระเยซูเจ้าใช้คำเปรียบเทียบซื่อ ๆ เพื่ออธิบายความจริงทางด้านวิญญาณ อวนนั้นหมายถึงอาณาจักร
สวรรค์ที่พระองค์สถาปนาไว้ในโลก กล่าวคือ พระศาสนจักร ท้องทะเลเปรียบเหมือนกับโลก ส่วนปลา

นั้นก็หมายถึง คนดี และคนชั่วในพระศาสนจักร ชาวประมงก็คือพระเยซูเจ้าเอง และบรรดาอัครสาวก

และผู้สืบแทนตำแหน่งอัครสาวก ซึ่งพยายามนำข่าวดีไปให้แก่ทุกคน แต่ว่าในจำนวนคนมากมายที่เข้ามา
ในอวน หรือพระศาสนจักรนั้นหรือผู้ที่รับพระวรสารนั้น จะมีหลายคนที่ทำตัวไม่เหมาะสมกับอาณาจักร

สวรรค์ เมื่อถึงคราวสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะลงมาแยกคนอธรรมออกจากผู้ใคร่ธรรม ชาวประมงเลือกปลา
เลวออกจากปลาดีฉันใด ทูตสวรรค์ก็จะแยกคนอธรรมออกจากผู้ใครธรรมฉันนั้น ในวันสิ้นพิภพ (เทียบ

มธ 13:41-43) พระเยซูเจ้าเอง เคยตรัสไว้ในวันพิพากษาว่า พระองค์จะเสด็จมาพร้อมกับบรรดาทูต
สวรรค์เพื่อแยกคนดีออกจากคนชั่ว (มธ 25:32) ทิ้งคนชั่วลงในขุมไฟ คนอธรรมนั้นจะได้รับโทษถึงสอง

ประการ คือ พวกเขาจะต้องจากผู้ใคร่ธรรม ต้องสูญเสียพระเป็นเจ้าซึ่งเป็นองค์คุณงามความดีทุก
ประการ ซึ่งพวกเขาจะทราบอย่างแจ่มแจ้ง อนึ่ง พวกเขาจะต้องทนทุกข์แสนสาหัส พระเยซูเจ้าทรงใช้


คำเปรยบเทียบวา พวกเขาจะต้องอยู่ในขุมไฟตลอดทั้งวันชั่วนิรันดร แน่นอน คงไม่ใช่ไฟธรรมชาติ

เพราะปีศาจหรือทูตสวรรค์ขบถไม่มีร่างกายที่จะรับทนทรมานจากไฟธรรมชาติที่เราเห็นอยู่ในโลกได้ ที่นั่น

จะมีแต่การร้องไห้และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาต่อความสูญเสยขุมทรัพย์อันประเสริฐ
ที่สุด กล่าวคือ พระเป็นเจ้าและความบรมสุขในสวรรค์

ใครเป็นประชากรในอาณาจักรสวรรค์ของพระคริสตเจ้า


ในขณะที่สามัญชน เป็นต้นคนบาปและคนเก็บภาษี ได้ฟังคำเทศนาของพระเยซูเจ้าด้วยความกระตือรือรน
บรรดาหัวหน้าชาวยิว คัมภีราจารย์และฟาริสี ก็ตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับพระองค์ตั้งแต่พระองค์เริ่มเทศนาสั่ง

สอนเลยทีเดียว และพวกเขาก็จะเป็นศัตรูที่ดื้อรั้นกับพระองค์เสมอไป พระเมสสิยาห์ ตามความคิดเห็น

131

ของบรรดาคัมภีราจารย์และพวกคณะสงฆ์นั้น ควรจะคบค้าสมาคมกับพวกที่มีความรู้และมีความภักดีต่อ
กฎหมายของโมเสส พูดง่ายๆ กับพวกเขานั่นแหละ ที่ถือบัญญัติของโมเสสอย่างเคร่งครัด แต่ตามความ

จริง พระเยซูเจ้าทรงคบค้าสมาคมกับคนบาปและคนเก็บภาษีอย่างเปิดเผย สานุศิษย์ที่ติดตามพระองค์ก็
เป็นชาวประมงที่ไม่มีความรู้อะไร พระองค์พูดถึงอาณาจักรสวรรค์ ที่ตั้งรกรากในความสุภาพ ในความ


ทุกข์ยากลำบาก และในการเป็นที่ป้องกันทั่วโลก สวนคัมภีราจารย์และฟาริสรอคอยอาณาจักรสวรรค์

ทางโลกที่เจริญรุ่งเรืองสำหรับชาวอิสราเอล เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่ของแปลกที่ความรู้สึกชาตินิยมของเขา
นั้นทำให้พวกเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจองค์พระคริสตเจ้าและพระวรสารได้ และที่สุด ทำให้เขาต้องก่อ

โศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าที่สุดในประวัติศาสตร์ กลาวคือ การตรึงพระผู้มีพระคุณต่อโลกบนไม้กางเขนที่เนิน
กัลวารีโอ ในอุปมา 3 เรื่อง ที่เราจะศึกษาต่อไปนี้ พระเยซู คริสตเจ้าตรัสกับพวกคัมภีราจารย์และชาวฟา

ริสีว่า พวกเขาไม่มีโอกาสลิ้มรสอาณาจักรสวรรค์ที่พวกเขาคิดว่าพวกเขามีสิทธิ์ก่อนใครอื่นหมด นอกจาก

ว่าเขาจะกลับใจ ยอมรับการเชื้อเชิญของพระองค์ใหเข้าอาณาจักรสวรรค์ที่มีรากฐานบนความสุภาพและ
ถ่อมตน

งานวิวาห์มงคล (มธ 22:2-14 เทียบ ลก 14:16-24)

2 แผ่นดินสวรรค์ อุปมาเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง ได้จัดการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรส
4
3
ของท่าน แล้วใช้ข้าราชการไปตามผู้ที่รับเชิญในการนี้ แต่เขาไม่ใคร่จะมา ท่านยังใช้ข้าราชการอื่นไปอีก
รับสั่งให้บอกผู้รับเชิญนั้นว่า ดูเถิด เราได้จัดการเลี้ยงไว้แล้ว ทั้งวัวและสัตว์ขุนแล้วของเราก็ฆ่าไว้เสร็จ สิ่ง
5
สารพัดก็เตรียมไว้พร้อม จงมาในการอภิเษกนี้เถิด แต่เขาก็เพิกเฉยและไปเสีย บางคนไปไร่นาของตน บาง
7
6
คนก็ไปทำการค้าขาย ฝ่ายพวกนอกนั้นก็จับข้าราชการทำการอัปยศต่างๆ แล้วฆ่าเสีย กษัตริย์องค์นั้นก็

8
ทรงพระพิโรธ จึงรับสั่งให้ยกกองทหารไปปราบปรามฆาตกรเหลานั้น และให้เผาเมืองเขาเสย แล้วท่านจึง

9
รับสั่งแก่ข้าราชการว่า งานสมรสก็พร้อมอยู่ แต่ผู้ถูกเชิญนั้นไม่สมกับงาน เหตุฉะนั้นจงออกไปตามทาง
10
หลวงพบใครๆ ก็ให้เชิญมาในงานนี้ พวกข้าราชการจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามถนน แล้วแต่จะพบให้มา
ทั้งดีและชั่ว จนห้องโถงงานสมรสนั้นเต็มด้วยแขก แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขก ก็เห็นผู้
11
12
หนึ่งมิได้สวมเสื้อสำหรับงาน จึงรับสั่งถามว่า สหายเอ๋ย เหตุไฉนจึงมาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงาน
13

แต่งงาน ผู้นั้นก็นิ่งอั้นอยู่พูดไม่ออก กษัตริย์จึงรับสั่งแก่พวกข้าราชการวา จงมัดมือมัดเท้าคนนี้เอาไปทิ้ง
เสียที่มืดภายนอก อันเป็นที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ด้วยผู้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ที่ทรงเลือกก็น้อย
14
ชาวยิวทั่ว ๆ ไป เป็นต้นชาวฟาริสีตัดสินว่า มิใช่แต่เพียงพวกเขาจะได้อยู่ในอาณาจักรสวรรค์
เท่านั้น แต่พวกเขาจะได้ตำแหน่งดีๆ หรือเป็นหัวหน้าในอาณาจักรสวรรค์ด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพระเมสสิ
ยาห์นั้นบังเกิดมาในเชื้อชาติของพวกเขา ถ้าหากพระคริสตเจ้าซึ่งเป็นพระบุตรพระเจ้าที่รอบรู้ทุกอย่างถือ

ว่าภัยพิบัตินั้นรุนแรงมากจนกระทั่งว่า พระองค์ยอมรับความยากลำบากและทนทุกข์ทรมานเพื่อช่วยเรา

ใครเลาจะถือว่าภัยพิบัตินั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือดำรงชีวิตราวกับว่านรกไม่มี แม้เราจะไม่สามารถเข้าใจ

ถึงหายนะประการนั้นทั้งหมด อย่างไรก็ดีเราก็พอจะเข้าใจได้บ้าง เพราะเราทุกคนต่างก็เคยประสบความ

ทุกข์ร้อนมาแล้ว ไม่ทางกายก็ทางใจ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน กระดูกหัก นอนไม่หลับ อัมพาต ฯลฯ
และเขาก็พยายามหาหมอหรือหยูกยาเพื่อจะได้บรรเทาความเจ็บปวดนั้น แม้ว่าจะต้องเสียเงินเสียทองก็

ตาม ถ้าหากแพทย์บอกเราว่าอีกไม่กี่วันก็หาย เราก็รสึกดีใจมากแล้ว ถ้าหากความเจ็บปวดนั้นคงอยู่ต่อไป
ู้
เรื่อย ๆ โดยไม่รู้จักจบสิ้น ถ้าหากไม่มียาชนิดใดที่จะบรรเทาความเจ็บปวดให้ลดน้อยลง ถ้าหากเราต้อง

ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นโดยไม่มีวันตายล่ะ เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ในด้านความเสียหายก็เช่นกัน เรา

132

ต่างก็มีความรู้สึกเสียดายมาแล้ว เช่น เราเสียใจและเสียดายที่บิดามารดา ญาติพี่น้อง หรือคนที่เรารัก

ต้องตายพรากจากไปอย่างไม่มีวันกลับมา แม้เราจะทราบว่าเขายังมีหวังในชีวตหน้า และเรายังอาจจะพบ
กันในชีวิตหน้าก็ตาม ยิ่งกว่านั้น นานๆ ไปเราก็ลืมความรู้สึกประการนั้นได้ แต่ว่าเราจะเศร้าสักเพียงไร
ถ้าหากว่าเราต้องพรากจากเขาเพราะความผิดพลาดที่เต็มใจของเขา วิญญาณที่ต้องโทษในนรกจะทราบถึง


ความดีงามของพระเป็นเจาในวันพิพากษา เขาจะทราบอยางแจ้งชัดว่า เขาสูญเสียบ่อเกิดขององค์คุณงาม


ความดี และไม่ใช่ว่าเขาจะต้องพรากจากไปภายในวนสองวันหรือตลอดปี แต่ตลอดทั้งชั่วนิรันดร และมิใช่

แต่สูญเสียพระเป็นเจาเท่านั้น เขายังจะต้องทนทุกข์ทรมานด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เป็นเปนเรื่องแปลก

ประหลาดเลย ที่เราอ่านพบนักบุญบางองค์ถึงกับสะดุ้งตกใจเมื่อคิดถึงโทษนรก และแม้แต่เพียงได้ยินคำ
ว่า “นรก” เท่านั้น ถึงกระนั้นก็ดี มีคริสตชนมากมายในสมัยของเรานี้ที่กำลังมุ่งไปสู่หายนะอันนั้น เขา

ได้เลือกดำรงชีวิตตามความสนุกสบายฝ่ายเนื้อหนัง เขาไม่เคยสนใจเกี่ยวกับพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า
และพระศาสนจักร วัดวาไม่เคยเหยียบ การทำบุญทำทานเพื่อแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ก็ไม่เคยทำ

การภาวนาแก้บาปรับศีลเป็นเครื่องมือช่วยให้เขาเอาตัวรอดก็ไม่เคยหยิบเอามาใช้ เนื่องจากเขาไม่มีเวลา
เพราะต้องสาละวนกับโลกที่เขาถือว่าสำคัญกว่า เขาจะเป็นเหมือนเศรษฐีในอุปมาเรื่องเศรษฐีกับลาซารัส

กว่าเขาจะสำนึกได้ก็สายไปเสียแล้ว ยิ่งกว่านั้นเขายังจะแก้ตัวด้วยว่าไม่มีใครเตือนเขาให้กลับใจ แต่เขาจะ
ได้รับคำตอบว่า โมเสสและประกาศกได้กล่าวเตือนเขาแล้ว ยิ่งกว่านั้นเขาก็เคยได้ฟังพระวาจาของพระ

เป็นเจาเองในพระคัมภีร์ และเป็นต้นในพระวรสาร ฉะนั้น ข้อแก้ตัวใดๆ ของเขาฟังไม่ขึ้นเลย พระเยซู

ื่
เจ้าทรงเล่าอุปมาเรื่องนี้เพอแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เนื่องจากการนับถือพระเป็นเจ้าแต่ภายนอก ความ
จองหอง และใจที่ผูกพันกับของของโลก พวกเขามิใช่แต่เพียงสูญเสียอภิสิทธิ์ในฐานะที่พวกเขาเป็น
ประชาชนที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรเท่านั้น แต่ยิ่งกว่านั้นอีก พวกเขาจะไม่ได้เข้าอาณาจักรสวรรค์

เพราะว่าพวกเขาได้จงใจตัดตัวเองออกจากอิสราเอลใหม่ กลาวคือ พระศาสนจักรที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งขึ้น

ทั้งนี้ ก็เพราะว่าพระศาสนจักรเท่านั้นเป็นประตูสวรรค์ (เทียบ ลก 14:16-24) อย่างไรก็ดี บรรดาคน
บาปและคนต่างศาสนา (คนที่อยู่ตามถนน) ที่จะเข้าอาณาจักรสวรรค์แทนชาวฟาริสีนั้น จะต้องประพฤติ

ตนให้เหมาะสมกับอาณาจักรสวรรค์จริงๆ เขาจะต้องสวมเสื้อวิวาห์ในงานเลี้ยงด้วย พระราชาซึ่งจัดงาน

วิวาหมงคลเพื่อพระราชโอรส งานนี้เป็นงานมโหฬาร และแขกผู้ได้รับเชิญนั้นจะต้องถือว่าเป็นเกียรติ
จริงๆ พระราชาคือพระบิดาเจ้า ราชโอรสคือพระเยซูเจ้า และวิวาห์มงคลนั้นเป็นการสมรสระหว่างพระ
เยซูเจ้าและเจ้าสาวของพระองค์ กล่าวคือพระศาสนจักร คนใช้ที่พระราชาส่งออกไปเพื่อเชื้อเชิญผู้ที่ได้รับ

เชิญแล้ว แสดงให้เห็นว่าพระราชาเคยเชิญมาก่อนแล้ว และพวกแขกก็ได้ตอบรับว่าจะมาร่วมงานเลี้ยง

แต่พองานวิวาหมงคลคืบคลานใกล้เข้ามา แขกผู้รับเชิญต่างปฏิเสธที่จะมา นับตั้งแต่พระเป็นเจ้าทรง
เรียกอับราฮัม (ประมาณ 1850 ปีก่อนคริสตกาล เทียบ ปฐมกาล 18:18) พระองค์ก็ได้ทรงเชื้อเชิญ

ชาวยิวให้เข้ามาในพระราชัยของพระเมสส-ยาห์ บรรดาประกาศกในพันธสัญญาเดิมก็ได้เชื้อเชิญชาวยิว
ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย แต่พอพระเยซูเจ้าปรากฏมา ชาวยิวไม่ได้ต้อนรับพระองค์ (เทียบ ยน 1:11)

พระราชาได้ส่งพวกคนใช้ไปอีกครั้งหนึ่ง พระราชาทรงพระพิโรธ เพราะพวกแขกไม่ใยดีต่อคำเชื้อเชิญ
แต่เนื่องจากพระองค์ทรงประกอบด้วยพระทัยเมตตา พระองค์จึงได้ทรงส่งคนใช้ออกไปเชิญใหม่ คนใช้

พวกแรกได้แก่ประกาศกในพันธสัญญาเดิม พวกที่สองก็ได้แก่พวกอัครสาวก พวกสาวกได้ประกาศว่างาน

วิวาหมงคลพร้อมแล้ว กลาวคือ อาณาจักรสวรรค์มาถึงแล้ว แต่พวกเขาไม่สนใจ บรรดาแขกต่างคนต่างก็

ไปทำธุระของตน พวกเขาไม่มีเวลาสำหรับพระราชา หรืออาณาจักรสวรรค์ของพระองค์ ผู้ที่ได้รับเชิญ
บางคนร้ายกว่านั้นอีก พวกเขาได้ข่มเหงทำร้ายและได้ฆ่าพวกคนใช้ ถ้าหากเราอ่านกิจการอัครสาวก เรา

133

จะเข้าใจข้อความตอนนี้ได้ดี เพราะอัครสาวกหลายๆ องค์ได้ถูกเบียดเบียน ถูกเฆี่ยนตี และถูกจับใส่คุก
และที่สุดสานุศิษย์บางองค์ได้ถูกฆ่า เช่นสเตเฟน เป็นต้น เมื่อพระราชาได้ทราบข่าว ผู้ที่เข่นฆ่าคนใช้ของ

พระราชาก็ต้องโทษด้วย พระราชาได้ทรงส่งกองทัพของพระองค์ไปทำลาย บรรดาฆาตกร และได้เผา
เมืองของพวกเขา อุปมานี้อาจจะเป็นคำพยากรณ์ของพระเยซูเจ้าก็ได้ จากประวัติศาสตร์ เราทราบว่า

ในปี ค.ศ. 70 กองทัพโรมัน ภายใต้การนำของตีตัส ได้บุกรุกกรุงเยรูซาเล็ม ทำลายและเผาเมือง ผู้ที่ได้รับ

เชิญนั้นไม่เหมาะสม ไม่ใช่พระราชาต้องการขจัดพวกเขา แต่เพราะว่าพวกเขาทำตัวไม่เหมาะสมกับการ
เลี้ยง เนื่องจากความชั่วช้าของพวกเขา จงไปตามทางแยก เนื่องจากชนชั้นนำไม่สนใจ และงานเลี้ยงก็
พร้อมแล้ว พระราชาจึงมีพระบัญชาให้คนใช้ออกไปเชื้อเชิญคนตามถนนหนทางซึ่งเป็นสามัญชน และไม่มี


ตำแหน่งที่สำคัญในสังคม พบผู้ใดก็ตาม จงเชิญมาในงานวิวาหเถิด ผู้ส่งข่าวของพระเจ้าแผ่นดิน (บรรดา
อัครสาวก) ได้ออกไปตามถนนหนทาง เพื่อไปประกาศว่าพระราชาได้จัดงานเลี้ยงไว้แล้ว กล่าวคือ ไป
ประกาศพระวรสารในดินแดนต่างศาสนาว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงสถาปนาพระศาสนจักรแล้ว ประชาชน

เหล่านั้นต่างก็รีบมาในงานเลี้ยงด้วยความปิติยินดี พวกเขาได้สมัครใจมาเป็นสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า

และได้กลายเป็นประชากรที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรแทนพวกฟารีสี ผลก็คือ งานวิวาหมงคลนั้นก็เต็มไป
ด้วยแขก เราควรจะจดจำไว้เสมอวา พระเป็นเจ้าทรงมีแผนการจะช่วยคนต่างศาสนาให้เข้าในอุระของ

ศาสนจักร แม้ว่าชาวฟาริสีจะมีท่าทีอย่างไรต่อพระวรสาร อุปมาเรื่องนี้ต้องการเน้นว่าพระเป็นเจ้าทรง

ทอดทิ้งชาวฟาริสีที่จองหอง และพระองค์บันดาลให้คนต่างศาสนาที่ถูกเหยียดหยามจากชาวฟาริสีนั้นเข้า
แทนที่ชาวฟาริสีเองในอาณาจักรสวรรค์ คนหนึ่งไม่สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ ตามความเห็นของ

ผู้เชี่ยวชาญทางพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่ถือว่าตอนนี้เป็นการเปรียบเทียบเรื่องใหม่ แต่มีความสัมพันธ์อย่าง
ใกล้ชิดกับอุปมาเรื่องที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ เพราะว่าในอุปมาเรื่องหลังนี้ก็มีทั้งคนดีและคนชั่วที่มาจากถนน

หนทาง อุปมาเรื่องหลังนี้ต้องการอธิบายว่า แม้คนที่ถูกเชื้อเชิญแล้ว ถ้าหากดำเนินชีพไม่เหมาะสมกับ

อาณาจักรสวรรค์ก็จะต้องโทษด้วย เพื่อนเอ๋ย ท่านไม่ได้สวมเสื้อสำหรับงานวิวาห์ แล้วเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร

แน่นอน ในงานเช่นนี้แขกแต่ละคนจะต้องสวมเสื้อสำหรับงานวิวาหมงคลที่เขาคงจะหามาได้ไม่ยากนัก

เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าภาพซึ่งเป็นถึงพระเจาแผ่นดิน มิฉะนั้น พระราชาคงจะไม่ทรงพระพิโรธต่อผู้ที่
ได้รับเชิญจากผู้นั้น การที่เขาไม่สวมเสื้อที่เหมาะสมกับโอกาสแสดงว่าเขาขาดความนับถือต่อเจ้าภาพ แต่

เขาเงียบ ผู้นั้นไม่ได้โต้ตอบป้องกันตัว แสดงว่าเขายอมรับผิด และไม่อยากแก้ตัว การที่พระทรงเรียกคน
ต่างศาสนาให้เข้ามามีส่วนร่วมในพระศาสนจักรนั้น ต้องถือว่าเป็นอภิสิทธิ์ทีเดียว ถ้าหากบางคนทำตัวไม่

สมกับเกียรติยศอันนั้น ทั้ง ๆ ที่เขาอาจจะดำรงชีวิตตามหลักพระวรสารได้ไม่ยากนัก เพราะพระเป็นเจ้า
ทรงประทานพระหรรษทานที่จำเป็นแก่เขา ถ้าหากเขาต้องโทษ ก็ต้องถือว่าเป็นเพราะความผิดของเขา

เอง เขาจะโทษใครไม่ได้ จงมัดมือมัดเท้าของเขา เอาไปทิ้งในที่มืดข้างนอกเถิด คนที่แต่งตัวไม่เหมาะสม

ในงานวิวาหมงคลจะอยู่ร่วมทานเลี้ยงกับแขกอื่นๆ ไม่ได้ฉันใด คนบาปหรือคนที่ไม่มีคุณธรรมก็จะเข้า
สวรรค์ไม่ได้ฉันนั้น การมัดมือและเท้าของผู้ผิด แสดงว่าผู้ที่ขาดความนับถือต่อพระราชานั้นจะหนีจาก

อาชญาโทษไม่พ้น ความมืดภายนอกและการขบฟันด้วยความขุ่นเคือง หมายถึงการสูญเสียความสุขและ
ได้รับความทุกข์ทรมาน ผู้รับเชิญมีมาก แต่ผู้รับเลือกมีน้อย ทุกคนที่ถูกเรียกได้รับพระหรรษทานเพียงพอ

จากพระเป็นเจ้าเพื่อเอาตัวรอด ถึงกระนั้น จากอุปมาบางคนอาจจะไม่ร่วมมือกับพระหรรษทานเพราะ
ความผิดของเขาเอง เขาจึงต้องรับโทษ

134

บุตรสองคน (มธ 21:28-32)
28 แต่ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร คนหนึ่งมีบุตรชายสองคน บิดาไปหาบุตรคนแรกว่า ลูกเอ๋ย วันนี้

30
29
จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด บุตรคนนั้นตอบว่า ไม่ไป แต่ภายหลังกลับใจแล้วไปทำ บิดาจึงไปหาบุตร
31

คนที่สองพูดเช่นเดียวกัน บุตรนั้นกล่าววา ไปขอรับ แต่ไม่ไป ก็บุตรสองคนนี้คนไหนเป็นผู้ทำตามใจของ
บิดาเล่า เขาทูลตอบว่า คือบุตรคนแรก พระเยซูตรัสตอบเขาว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า พวก
32
เก็บภาษีและหญิงแพศยาก็เข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก่อนท่านทั้งหลาย ด้วยยอห์นได้มาหาพวกท่านสอน
ทางชอบธรรม ท่านหาเชื่อไม่ แต่พวกเก็บภาษีและพวกหญิงแพศยาได้เชื่อ ฝ่ายท่านทั้งหลาย ถึงแม้ได้เห็น
แล้วภายหลังก็มิได้กลับใจเชื่อยอห์น

ชาวฟาริสีเป็นพวกที่สบประมาทคนบาปและคนเก็บภาษี ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นคนบาปอย่าง

เปิดเผย เพราะพวกเขาเป็นเครื่องมือของพวกโรมัน รีดนาทาเร้นเพื่อนร่วมชาติยิวด้วยกัน แต่พวกคน
ื่

บาปนี้แหละเป็นผู้ที่พระเปนเจ้าทรงเหลียวแล พระเยซูเจ้าเคยตรัสไว้อย่างเปิดเผยวาพระองค์เสด็จมาเพอ

คนบาป พวกเขาถือบัญญัติของโมเสส แม้ว่าจะไม่ถือข้อปลีกย่อยเหมือนชาวฟาริสี พระเป็นเจ้าทรงเรียก
พวกคนบาปนี่แหละให้มาทำงานในสวนองุ่นของพระองค์ แต่พวกเขาได้ปฏิเสธ อย่างไรก็ดี เมื่อนักบุญ

ยอห์น บปติสต์ ได้ประกาศว่าพระเมสสิยาห์ที่พวกเขาได้รอคอยมาเป็นเวลาช้านานนั้นเสด็จมาถึงแล้ว

และท่านนักบุญก็ได้เทศน์เตือนพวกเขาให้กลับใจใช้โทษบาป พวกคนเก็บภาษีและพวกโสเภณีได้เชื่อและ

ถือตามคำพูดของนักบุญยอห์น บัปติสต์ ได้เสยใจเพราะบาปของตน และได้สมัครใจติดตามพระเยซูเจ้า

ตรงกันข้าม ชาวฟาริสีซึ่งเปรียบเหมือนกับบุตรชายคนที่สองในอุปมา เมื่อถูกสั่งให้ไปทำงานในสวนองุ่นก็

ตอบทันทีว่าจะไป แต่ที่สุดก็ไม่ได้ไป พวกเขาปฏิบัติตามกฎหมายของโมเสสตามตัวอักษรอย่างพิถีพิถัน
แต่ว่าขาดจิตตารมณ์ที่จะปฏิบัติตามกฎหมายนั้น การถือกฎหมายภายนอกนั้นหาได้เป็นที่พอพระทัยของ

พระเป็นเจ้าไม่ แต่ว่าเพื่อจะได้เป็นที่พอใจสำหรับตัวเองหรือเพราะความจองหองมากกว่า กล่าวคือ เพื่อ

จะให้คนชมเชยสรรเสริญ พระเยซูเจ้าเคยตรัสถึงชาวฟาริสีว่า กฎหมายที่สำคัญๆ และที่ถือยาก พวกเขาก็
ไม่ได้ถือ เช่น เรื่องความยุติธรรม ความเมตตากรุณา และศาสนกิจ แต่กลับชอบความฉ้อโกง การไม่

รู้จักประมาณตน ความใจบุญเทียม(เทียบ มธ 23:13-31) เพราะเหตุนี้ พระเยซูเจ้าจึงได้ตรัสกับพวกเขา

ว่า แท้จริงเรากล่าวแก่ท่านวา “คนเก็บภาษีและพวกโสเภณีจะเข้าอาณาจักรสวรรค์ก่อนพวกท่าน”
พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าพระองค์ตัดพวกเขาขาดจากอาณาจักรสวรรค์ แต่เป็นเพราะพวกเขาปิดประตูของ
พวกเขา อาณาจักรสวรรค์ยังเปิดต้อนรับพวกเขา ถ้าหากเขาจะสุภาพทำการใช้โทษบาป แต่ว่าส่วนใหญ่

ยังจะคงดื้อดึงในความจองหอง แม้ว่าพระเยซูเจ้าทรงมีพระประสงค์จะตำหนิความหน้าซื่อใจคดของชาวฟา

ริสี และสภาพอันน่าสังเวชระหว่างพวกเขากับพระเปนเจ้า ถึงกระนั้นคำสอนของพระองค์ก็มีค่าสำหรับทุก
ยุคทุกสมัย การนมัสการพระเป็นเจ้าด้วยปากไม่มีคุณค่าอะไร การเป็นคริสตังแต่ชื่อไม่ใช่เป็นการทำงาน

จริงๆ ในสวนองุ่นของพระเป็นเจ้า พระเป็นเจาอาจจะเรียกเราไปรายงานเวลาใดก็ได้ และเราจะตอบพระ
ตุลาการที่เที่ยงธรรมได้อย่างไร เราอาจจะแก้ตัวข้างๆ คูๆ ที่ช่วยอะไรไม่ได้ เช่นเราต้องสาละวนเอาใจใส่

ต่อครอบครัว ต้องเอาใจใส่ต่อเรื่องปากเรื่องท้องจนกระทั่งไม่มีเวลาเอาใจใส่เรื่องวิญญาณ เราอยู่ในโลกที่
เต็มไปด้วยอบายมุขรอบด้าน เราจะเป็นคนดีได้อย่างไร เราไม่ต้องการเป็นคนแปลกกว่าคนอื่นๆ ฯลฯ

พระเป็นเจ้ายังทรงพระเมตตาต่อทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ พระองค์เชื้อเชิญทุกคนให้ไปทำงานในสวนองุ่น ถ้า
เราเคยปฏิเสธมาแล้ว เราก็ยังมีเวลาที่จะกลับตัว เรายังมีเวลาสร้างคุณงามความดีชดเชยความเหลวแหลก

ในชีวิตที่แล้วๆ มา โดยพยายามปฏิบัติศาสนกิจด้วยความศรัทธาตั้งแต่บัดนี้เปนต้นไป โปรดคิดถึงคนเก็บ

ภาษี และคนที่เคยดำรงชีวิตอย่างเหลวแหลกหลายคน เช่น มัทธิว มารีอา มักดาเลนา ออกัสติน ฯลฯ

135

ที่พระศาสนจักรเคารพนับถือเป็นนักบุญ และยังมีนักบุญชายหญิงมากมายที่ได้เริ่มชีวิตไม่ดี แต่ว่าได้กลับ

ใจมารักพระเจาภายหลัง ถ้าหากพระเป็นเจ้าได้ทรงพระเมตตาต่อคนเหล่านั้นได้ พระองค์ก็จะบันดาลให้
เราเป็นนักบุญได้เช่นกัน ถ้าหากว่าเราได้ต้อนรับการเชื้อเชิญจากพระเป็นเจ้าให้ทำงานในสวนองุ่น สมัครใจ
รับศีลล้างบาป และกลายเป็นสมาชิกของพระศาสนจักร แต่ในภายหลังเรารู้สึกใจเย็นใจเฉยไม่มีความร้อน

รนเหมือนตอนแรกๆ เพื่อทำงานที่พระเป็นเจ้าได้ทรงมอบให้แก่เรา เรายังมีเวลาที่จะกลับใจและเริ่มงาน

อย่างดี ขอให้เราพิจารณามโนธรรมต่อหน้าพระเป็นเจ้าว่าในอดีตเราได้ใช้เวลามากน้อยเพียงไรทำงานเพื่อ

พระเป็นเจ้า และถ้าหากในขณะนี้เราจะต้องให้การต่อหน้าพระเป็นเจา ให้เราพิจารณาดูเสียว่าผลงาน
ของเราเป็นอย่างไร องุ่นของเราผลิดอกออกผลเท่าที่ควรหรือไม่ หรือว่าสวนองุ่นเต็มไปด้วยกอหนาม

ู่
องุ่นนั้นก็กำลังเฉาและเหี่ยวลง ถ้าหากว่าสวนองุ่นของเรายังรกอย ขอให้เราขอบพระคุณพระเป็นเจ้าที่ได้
ทรงประทานเวลาให้เราสามารถจัดการถางหญ้าร้ายและพรวนดินใส่ปุ๋ยให้ต้นองุ่น และดังนี้ เมื่อพระองค์
จะเรียกเราให้ไปรายงานเกี่ยวกับกิจการงานของเราก็จะเข้าไปหาพระองค์ด้วยความไว้วางใจ และด้วย

ความหวัง เพราะเราได้ทำหน้าที่ที่พระองค์ทรงมอบหมายอย่างดีแล้ว

คนเช่าสวนชั่วร้าย (มธ 21:33-45 เทียบ มก 12:1-2, ลก 20:9-19, ยน 8:37)


33 จงฟังคำอุปมาอีกเรื่องหนึ่งว่า ยงมีเจ้าของสวนผู้หนึ่งได้ทำสวนองุ่นแล้วล้อมรั้วไว้รอบ เขาได้สกัด
34
ุ่
บ่อย่ำองุ่นในสวน และสร้างหอเฝ้า ให้ชาวสวนเช่า แล้วก็ไปต่างประเทศเสีย ครั้นถึงฤดูผลองน จึงใช้พวก
บ่าวไปหาคนเช่าสวน เพื่อจะรับผลของเขา แต่คนเช่าสวนนั้นจับคนของเขาเฆี่ยนตีเสียคนหนึ่ง ฆ่าเสียคน
35
36
หนึ่ง เอาหินขว้างเสียให้ตายคนหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งเขาก็ใช้บ่าวอื่นๆไปมากกว่าครั้งก่อน แต่คนเช่าสวนก็ได้
37
38
ทำแก่เขาอย่างนั้นอีก ครั้งที่สุดเขาก็ใช้บุตรของเขาไปหา พูดว่า เขาคงจะเคารพบุตรของเรา แต่เมื่อคน
39
เช่าสวนเห็นบุตรเจ้าของสวนมาก็พูดกันว่า คนนี้แหละเป็นทายาท ฆ่าเสียเถิด แล้วก็ยึดมรดกของเขา เขา
40

จึงพากันจับบุตรนั้นผลักออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสย เหตุฉะนั้นเมื่อเจ้าของสวนมา ท่านจะทำอย่างไรแก่
41
คนเช่าสวนเหล่านั้น เขาทั้งหลายทูลตอบว่า ท่านจะฆ่าคนร้ายเหล่านั้นให้ตายร้าย และจะให้สวนนั้นแก่
คนเช่าอื่นที่จะแบ่งผลให้โดยถูกต้องตามฤดูกาลต่อไป พระเยซูตรัสกับเขาว่า ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านใน
42
พระคัมภีร์หรือ ซึ่งว่า ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย ยังได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว การนี้เป็นมาจากพระเจ้า เปน

43
การมหัศจรรย์ประจักษ์ตาเรา เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่า แผ่นดินของพระเจาจะต้องเอาไปจากท่าน ยก

ให้แก่ชนชาติหนึ่งซึ่งจะกระทำให้ผลเจริญสมกับแผ่นดินนั้น ครั้นพวกมหาปุโรหิต กับพวกฟาริสีได้ยินคำ
44
45
เปรียบเหล่านั้น ก็หยั่งรู้ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา เขาอยากจะจับพระองค์ แต่กลัวประชาชน เพราะ
ประชาชนนับถือพระองค์ว่า เป็นผู้เผยพระวจนะ

ในอุปมาเรื่องบุตรสองคน มธ 21:28-32 พระเยซูเจ้าได้ตรัสกับชาวฟาริสว่า พวกเขาเป็นบุตรที่ไม่
นบนอบต่อพระเป็นเจ้า และดังนี้เขาก็ไม่มีส่วนในมรดกของพระองค์ ในอุปมาเรื่องนี้ พระองค์ต้องการจะ

ตรัสกับเขาว่า พวกเขานั้นมิใช่แต่เป็นเพียงบุตรที่หัวดื้อหัวรั้นเท่านั้น แต่ร้ายกว่าอีก พวกเขาได้เป็นผู้
กบฏและเป็นฆาตกร ในอดีตพวกเขาได้เคยฆ่าผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้าและบรรดาประกาศก ซึ่งพระเป็น

เจ้าได้ทรงส่งไปหาพวกเขา รวมทั้งนักบุญยอห์น บัปติสต์ ด้วย และบัดนี้พวกเขาก็ได้ตัดสินใจ ที่จะ
ประหารพระบุตรองค์เดียวของพระเป็นเจ้า (เทียบ ยน 11) เพราะความผิดอันร้ายแรงนี้เอง พระองค์จึงจะ

เอาสวนองุ่น (หมายถึงชาวอิสราเอล) หรืออาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้าบนแผ่นดินนั้นคืนมา และจะ
มอบให้แก่คนอื่นที่จะทำให้สวนนั้นเกิดผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในพันธสัญญาเดิม เราได้พบอย ู่

บ่อยๆ ว่า สวนองุ่นนั้นเปรียบเหมือนอาณาจักรสวรรค์บนแผ่นดิน (เทียบ สดด 80:8-16, อสย 5:1-7,

136

ยรม 2:21) สวนองุ่นนั้นหมายถึงประชากรที่พระเปนเจ้าทรงเลือกสรร” เพราะว่าสวนองุ่นของพระเจ้าจอม

โยธานั้นก็คือประชากรอิสราเอล และประชากรยูดาห์ก็เป็นพืชผลที่โปรดปรานของพระองค์” (อสย 5:7)

บรรดาผู้นำประชากรที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรเปรยบเหมือนกับคนดูแลสวนองุ่น ในฐานะที่ชาวฟาริส ี

ั้
เข้าใจคำสอนในพันธสัญญาเดิมอย่างดี ก็ย่อมเข้าใจคำเปรยบเทียบที่พระเยซูเจ้าตรัสนั้นอย่างดีด้วย ทำรว

ล้อม เจ้าของสวนองุ่นพยายามทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพอจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย เขาได้กั้นรั้วเพื่อกันขโมย
ื่
และสัตว์ เขาได้ขุดบ่อย่ำองุ่น เขาได้สร้างหอคอยเพื่อให้คนยามเฝ้าระวังทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อถึง
ฤดูเก็บผลองุ่น พูดสั้นๆ เจ้าของสวนได้มอบสวนองุ่น ที่ดิน พร้อมทุกอย่างแก่คนทำสวน ฉะนั้น เขาก็มี
เหตุผลที่จะเรียกร้องผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการลงทุนของเขา ถ้าหากเราจะหันไปดูประวัติศาสตร์แห่ง

ความรอด นับตั้งแต่พระเป็นเจ้าได้ทรงเรียกอับราฮัมให้ออกจากเมืองอูร์ในแคว้นเมโสโป-เตเมีย ให้มาใน

แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์ได้ทรงสัญญาจะมอบให้ลูกหลานของอับราฮัมจนถึงสมัยพระเยซูเจ้า เราจะ
เห็นว่าพระเป็นเจาได้ประทานพระพรให้แก่ชาวอิสราเอลมากมายทีเดียวตลอดระยะเวลาเกือบสองพันปีที่

ผ่านมา เช่น พระองค์ได้ทรงกอบกู้พวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือกองทัพของพระเจ้าฟาโรห์ที่ทะเลไม้อ้อ
ระหว่างที่เขาเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดารตามทะเลทราย พระองค์ได้ประทานอาหารประจำวันให้แก่พวก

เขา เช่น มานนา นก และน้ำ พระองค์ได้ทรงช่วยพวกเขาให้ชนะศัตรู พระองค์ประทับท่ามกลางพวก
เขาในเต็นท์นัดพบ และประทานพระบัญญัติ และได้ประทานดินแดนที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้งและน้ำนมตามที่

ได้ทรงสัญญาไว้ 10 ประการ และกฎหมายอื่นๆ เพื่อช่วยให้เขาดำรงชีวิตซื่อสัตย์ต่อพระองค์อยู่เสมอ
พระองค์ได้ช่วยกอบกู้พวกเขาให้พ้นจากการเป็นทาสของบาบิโลน ฯลฯ เมื่อพระองค์ได้ทรงพระเมตตาต่อ


พวกเขาถึงเพียงนี้ พระองค์ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะเรยกร้องความกตัญญูรู้คุณจากพวกเขา แต่พระองค์
ได้รับอะไรเป็นการตอบแทน อุปมาเรื่องนี้เป็นคำตอบ เขาได้ส่งผู้รับใช้ของเขา ในฤดูใบไม้ร่วง องุ่นก็เริ่ม

สุก ถึงเวลาเก็บองุ่น พระเป็นเจ้าในฐานะที่เป็นเจ้านายของประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรได้ส่งผู้รับใช้

ของพระองค์ กล่าวคือ บรรดาประกาศก เพื่อจะได้เตือนประชากรให้กลับใจใช้โทษบาป เพื่อต้อนรับเสด็จ

พระผู้ไถ่ คนเช่าสวนได้จับคนใช้ ทุบตีคนหนึ่ง ฆาอีกคนหนึ่ง เอาหินทุ่มอีกคนหนึ่ง แทนที่จะจ่ายหนี้สินให้
นายของพวกเขา พวกเขากับทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ผู้นำชาวยิวได้กระทำต่อผู้รับใช้ของพระเป็นเจ้า
เช่นเดียวกัน เนื่องจากความจองหองและใจแข็งกระด้างของเขาไม่ได้เป็นทุกข์เสียใจเพราะบาปของตน

พวกเขาไม่สามารถที่จะทนต่อพระวาจาของพระเป็นเจ้าที่ตำหนิติเตียนความประพฤติชั่วของเขา ฉะนั้น
เขาจึงกำจัดบรรดาประกาศกของพระเป็นเจ้า (เทียบ นฮม 9, กจ 7:51-54) ในที่สุด เจ้าของสวนได้ส่ง

บุตรชายของตนไปพบคนเช่าสวน เจ้าของสวนองุ่นคิดว่า คนเช่าสวนคงจะเคารพนับถือบุตรชายของเขา
แม้ว่าเขาจะไม่นับถือคนใช้ แต่เขาหารู้ไม่ว่า ความชั่วร้ายฝังรากลึกลงในจิตใจคนทำสวน เมื่อคนเช่าสวน

เห็นบุตรของเจ้าของสวนมา ให้เรามาฆ่าเขากันเถอะ เมื่อเห็นลูกชายเจ้าของสวนมาหา ผู้ทำสวนก็วาง
แผนการฆาตกรรม พระเป็นเจ้าผู้ทรงพระเมตตากรุณาหาขอบเขตมิได้ ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลง

มาในโลก เพื่อจะได้ว่ากล่าวตักเตือนชาวอิสราเอลให้กลับใจ พระเยซูเจ้าเองได้ตรัสกับชาวฟาริสีและคัมภี

ราจารย์ว่า พระองค์เป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้า และพระองค์ทรงทราบถึงแผนการอันชั่วร้ายของเขาที่
จะกำจัดพระองค์ เพราะเหตุที่พระองค์ทรงอ้างตัวเป็นพระบุตรของพระเป็นเจ้านั่นเอง เขาจึงต้องการ

ประหารพระองค์ เพราะความใจแข็งกระด้างของเขา นำตัวออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย ที่สุด พวกเขาก็
ได้สังหารบุตรชายของเจ้าของสวนตามแผนการที่คิดไว้ ชาวฟาริสีและคัมภีราจารย์ก็ได้ตัดสินประหารพระ


เยซูเจ้า พระบุตรของพระเป็นเจา โดยตรึงพระองค์บนไม้กางเขน ซึ่งเป็นเครื่องทรมานสำหรับนักโทษสาร
เลว เขาได้เหวี่ยงพระองค์ออกนอกสวนจริงๆ กล่าวคือ ได้ตอกตรึงพระองค์บนเนินกัลวารีโอ นอกกรุง

137


เยรูซาเล็ม ดังนี้ เมื่อเจาของสวนมา เขาจะทำอย่างไรกับคนเช่าสวนพวกนั้น พระเยซูเจ้าได้ทรงถามผู้ฟังว่า
พวกเขามีความคิดเห็นอย่างไรเมื่อเจ้าของสวนองุ่นจะมาเอง พวกเขาได้ตอบอย่างถูกต้องว่า เจ้าของสวน

องุ่นจะลงโทษพวกเช่าสวนที่สารเลวนั้นอย่างสาสม และจะให้คนอื่นเช่าสวนแทนพวกเขา คำตอบนี้บางที

เป็นคำตอบของสานุศิษย์ของพระเยซูเจ้า หรือเป็นคำตอบของชาวยิวที่มีความยำเกรงพระเป็นเจาซึ่งอยู่
กรณีนั้นด้วย คงไม่ใช่เป็นคำถามของชาวฟาริสีหรือคัมภีราจารย์ เพราะเขารว่าพระองค์ได้ทรงพูดถึงเขา
ู้
ท่านมิได้อ่านในพระคัมภีร์หรือว่า พระเยซูเจ้ามีพระประสงค์จะตรัสกับพวกเขาแจ้งชัดยิ่งขึ้นว่า พระองค์
ทรงเล่าอุปมานี้เพื่อเตือนสติชาวฟาริสีและคัมภีราจารย์ พระองค์ได้อ้างถึงบทสดุดีที่ 118:22 ศิลาหัวมุม
ซึ่งเป็นศิลาที่ยึดกำแพงไว้ให้มั่นคงนั้น เป็นพระองค์เอง เพราะพระองค์จะทรงเป็นพลังและบ่อเกิดของ

ความมั่นคงและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ท่ามกลางนานาชาติ ซึ่งจะเป็นสมาชิกในอาณาจักรสวรรค์

ใหม่ที่พระองค์จะทรงสถาปนาขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน พระองค์ก็จะเป็นต้นเหตุแห่งหายนะและความ
พินาศสำหรับผู้ที่ละทิ้งพระองค์ ใครที่ล้มลงบนหินก้อนนี้จะแตกละเอียด และหินนี้จะบดขยี้เขาให้เป็นผง

(เทียบ อสย 8:14, ดนล 2:44) เมื่อบรรดาหัวหน้าสมณะและชาวฟาริสีได้ยินอุปมาเหล่านี้ก็เข้าใจว่า
พระองค์ตรัสถึงพวกเขา แต่แทนที่พวกเขาจะเป็นทุกข์เสียใจเพราะบาปของเขาในอดีต เขากลับตั้งใจที่จะ

ตั้งตัวเป็นศัตรูของพระองค์ และอยากจะจับพระองค์ด้วยซ้ำไป แต่ไม่กล้าเพราะกลัวประชาชน

ความเฉลียวฉลาดทางโลกและความปรีชาฉลาดฝ่ายสวรรค์
พระเยซูเจ้าในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระเป็นเจ้า พระองค์จึงทรงรู้จักธรรมชาติของมนุษย์เราได้ดียิ่งกว่า

เราอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย พระองค์ทรงทราบดีว่าในจำนวนผู้ติดตามพระองค์มากมายทุกยุคทุก
สมัยซึ่งปรารถนาจะเข้าสวรรค์นั้น หลายๆ คนไม่ได้สมตามความปรารถนา ทั้งนี้ก็เพราะโลกได้ดึงดูดหรือ

หน่วงเขาไว้ คล้ายๆ กับแรงดึงดูดของโลกที่ดึงดูดมนุษย์ให้ติดอยู่กับโลก นอกจากว่าจะมีอำนาจใดที่มี
อิทธิพลมากกว่ามาทำให้เราเคลื่อนเราจึงเคลื่อนได้ การต่อสู้กับความโน้มเอียงตามธรรมชาติฝ่ายต่ำของ

เรานั้นเรียกร้องการเสียสละ การพลีกรรม ซึ่งตามปกติขัดกับความรู้สึกตามธรรมชาติของเรา ในสงคราม
ทหารที่ต้องสู้รบด้วยความยากลำบากนั้น รู้สึกมีกำลังใจเมื่อเขาคิดถึงชัยชนะ และรู้สึกว่าจะต้องพยายาม

เก็บความสามารถเพื่อมิให้แพ้ เพราะการพ่ายแพ้นั้นหมายถึงชีวิตหรือการจำจองฉันใด ทหารของพระ
คริสตเจ้าก็ต้องมีกำลังใจเมื่อคิดถึงรางวัลทั้งชั่วนิรันดร ซึ่งเป็นผลของความพยายามของเขา และเมื่อคิด

ว่า ถ้าเขาพ่ายแพ้เขาจะต้องโทษทั้งชั่วนิรันดรฉันนั้น ความเสียสละเพียงไม่กี่เดือนไม่กี่ปีจะมีความหมาย

อะไรเมื่อเทียบกับชั่วนิรันดรภาพ เพราะเหตุนี้แหละ พระเยซูเจ้าจึงได้เน้นบ่อยทีเดียวถึงความจำเป็นที่เรา
จะต้องตัดใจจากของของโลก อยาให้เรามีใจจดจ่ออยู่กับของฝ่ายโลก และให้เราใฝ่ฝันแต่สวรรค์ พระองค์

ก็ได้ทรงเล่าอุปมา 3 เรื่อง เพื่อจะได้สั่งสอนผู้ที่ฟังพระวาจาของพระองค์อย่างแจ่มแจ้ง

ในอุปมาสองเรื่องแรก พระองค์ได้เล่าถึงหายนะอันน่าเศร้าของชายทั้งสองที่มีใจหมกมุ่นอยู่กับของของโลก

ื่
ส่วนในเรองที่สามนั้นพระองค์เรียกร้องให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ให้ใช้ความพยายามและความสามารถเพื่อให้
ได้มาซึ่งอาณาจักรสวรรค์เหมือนกับที่คนชั่วและคนโง่เขลาได้ใช้ความพยายามและความสามารถเพื่อ

แสวงหาทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก

การสะสมทรัพย์สมบัติ (ลก 12:16-21)

16 พระองค์จึงตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งให้เขาฟังวา ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก 17

18
เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า เราจะทำอย่างไรดี เพราะว่าเราไม่มีที่ที่จะเก็บผลของเรา เขาจึงคิดว่า เราจะ
ทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสียและจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมด

138

19
ของเราไว้ที่นั่น แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่
สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า โอ คนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอา
20
21
ไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเลา คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และ

มิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ
ขณะนั้น ฝูงชนเป็นอันมากต่างก็เบียดเสียดเข้ามาฟังพระวาจาของพระเป็นเยซูเจ้า (ลก 12:16-21)

พระองค์ได้ตรัสสอนพวกเขาว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณสำคัญที่สุด ชีวิตชั่วครู่ชั่วยามในโลกนี้ไม่มีความหมายอะไร
เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตชั่วนิรันดร การผจญ การทดลอง ความยากลำบากต่างๆ จะผ่านเข้ามาในชีวิต
ของคริสตชนบนแผ่นดินนี้ แต่มันจะมีความหมายอะไรเมื่อเทียบกับความทุกข์ทรมานอันไม่รู้จักจบสิ้น

พระบิดาเจ้าผู้ทรงมีพระทัยเมตตากรุณาอันหาขอบเขตมิได้จะทรงช่วยเขาให้ได้รับความปลอดภัยจากการ

ผจญต่างๆ ถ้าหากเขาซื่อสัตย์ต่อพระองค์และวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ “อย่าเกรงกลัวผู้ที่ฆ่า
ได้แต่กายและหลังจากนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้อีก เราจะชี้ให้ท่านเห็นว่าท่านต้องเกรงกลัวผู้ใด จงเกรงกลัวผู้

ที่ฆ่าแล้วยังมีอำนาจโยนท่านลงไปในนรกด้วย ใช่แล้ว เราบอกท่านทั้งหลาย จงเกรงกลัวผู้นี้เถิด
นกกระจอกห้าตัวราคาขายสองบาทมิใช่หรือ แม้กระนั้นไม่มีนกสักตัวเดียวที่พระเจ้าทรงลืม ท่านมีค่า

มากกว่านกกระจอกจำนวนมาก” (ลก 12:4-7) ระหว่างที่พระองค์กำลังตรัสสอนฝูงชนเกี่ยวกับเรื่องชีวิต
ฝ่ายวิญญาณนั้น ได้มีคนขอร้องให้พระเยซูคริสต์ตัดสินให้พี่ชายของเขาแบ่งมรดกให้เขา ความคิดของเขา

ยังหมกมุ่นอยู่กับมรดกฝ่ายของของโลก เขาไม่มีเวลาจะคิดถึงชีวิตฝ่ายวิญญาณ เพราะเขากำลังแก่งแย่ง
มรดกที่บิดาผู้ล่วงลับไปแล้วทิ้งไว้ให้ เขาอาจจะเป็นฝ่ายถูก หรือพี่ชายอาจจะเป็นฝ่ายถูกก็ได้ อย่างไรก็

ตาม พระเยซูเจ้าไม่ได้ตัดสินใจให้เขา โดยตรัสว่า “มนุษย์เอ๋ย ใครตั้งเราเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นผู้แบ่งมรดก
ของท่าน” แล้วพระองค์ก็ทรงฉวยโอกาสเตือนฝูงชนอย่าได้เป็นคนโลภหรือเอาใจฝักใฝ่ต่อของของโลก

จนเกินไป เพราะว่าชีวิตมนุษย์นั้นไม่ขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของทรัพย์สมบัติ ชีวิตที่แท้จริง ชีวิตนิรันดรนั้น

จะซื้อด้วยทรัพย์สมบัติไม่ได้ ที่จริงคนที่มีใจโลภมากและคนที่หมกมุ่นอยู่กับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกอย่าง
เดียวกำลังเสี่ยงที่จะเสียชีวตนิรันดร เพื่อจะให้ผู้ฟังเข้าใจแจ้งชัดยิ่งขึ้น พระองค์จึงได้ทรงตรัสเล่าอุปมา

เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐีที่โง่เขลาซึ่งจะสูญเสียความสุขทั้งชั่วนิรันดร เนื่องจากเขามีจิตใจจดจ่ออยู่กับของของ
โลกมากเกินไป เศรษฐีคนหนึ่งมีที่ดินที่เกิดผลดีอย่างมาก แน่นอนผลิตผลนี้เป็นของเขาเองตามความ

ยุติธรรม เพราะแผ่นดินให้ผลมาก การที่เขามีทรัพย์สมบัติมากมายจึงไม่ใช่ความผิดอะไร แต่เขามี
ความผิดตรงที่ว่าเขาไม่รู้จักใช้ทรัพย์สมบัติให้เป็นประโยชน์ต่อวิญญาณของเขา แต่เพื่อความพินาศ


มากกว่า เขาลืมคิดไปว่าทรัพย์สมบัติที่พระเป็นเจาทรงประทานให้เขานั้นไม่ใช่เพื่อให้เขาติดอกติดใจ หรือ
จับจ่ายใช้สอยอย่างตระหนี่และเห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว แต่ว่าเพื่อเขาจะได้ใช้ทรัพย์สมบัตินั้นทำบุญทำทาน

อย่างใจกว้างเมื่อมีโอกาส ฉันจะทำอย่างไรดี ฉันไม่มีที่พอจะเก็บพืชผลของฉัน ปัญญาของเขาเกิดจาก

ความโลภมากและความเหนแก่ตัว เขาคิดแต่จะเก็บพืชผลไว้สำหรับเขาแต่คนเดียว สถานที่สำหรับเก็บ
พืชผลก็เก็บแล้ว แต่จิตใจที่ตระหนี่ยังไม่เก็บ ยังต้องการเพิ่มขึ้นอีก นักบุญอัม-โบรซีโอ ได้เคยพูดว่า “พวก


ท่านยังมียุ้งฉางอีก กล่าวคือ หัวอกคนจน บานหญิงม่าย สถานเด็กกำพรา “แต่สิ่งที่นักบุญอัมโบรซีโอเคย

คิดนั้นจะไม่มีโอกาสผ่านเข้ามาในความคิดของคนตระหนี่และเห็นแก่ตัวด้วย จะรื้อยุ้งฉางเก่าแล้วสร้างใหม่
ให้ใหญ่โตกว่าเดิม การแก้ปัญหาของเขาเข้ากับความโลภและความเห็นแก่ตัว เขายอมลงทุนยอมลำบาก
ื่
รื้อยุ้งเก่าและสร้างใหม่ แทนที่จะแจกจ่ายของที่เหลือเฟือนั้นให้เพอนบ้านที่ยากจนและต้องการความ
ช่วยเหลือจากเขา เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากมายเก็บไว้ใช้ได้หลายปี เขาพูดกับวิญญาณที่ไม่รู้ตายว่า วิญญาณ
นั้นจะได้รับความสุขจากของของโลกนี้ ซึ่งถือเป็นของแปลกมาก เพราะวิญญาณของเราจะไม่อิ่มเอิบใจ

139

กับของของโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่มั่นคงเลยเป็นอันขาด จงพักผ่อน กินดื่มและสนุกสนานเถิด ความสนุก
และความสะดวกสบายฝ่ายเนื้อหนังเป็นจุดประสงค์ของความปรารถนาของคนนี้ เขาคิดว่าเขาคงจะมี

ู่
ความสุขตลอดชีวิตที่ยังเหลืออยนั้น แม้เขาจะปรากฏว่าเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องในสายตาของชาวโลก เขา
กลายเป็นผู้ที่โง่เขลาเบาปัญญาที่สุด เพราะเขาลืมไปว่าเขาจะต้องตาย และขณะที่เขากำลังเสวยความสุข


อย่างสนุกสนานนั้น พระเป็นเจ้าก็จะทรงคิดบัญชีกับเขา พระเจ้าตรัสกับเขาวา “คนโง่เอ๋ย คืนนี้ เขาจะ

เรียกเอาชีวิตเจ้าไป” เป็นคำที่หนัก แต่เป็นคำพูดของพระเป็นเจา และพระองค์ทราบดีว่า พระองค์ใช้
คำพูดนั้นถูกต้องและเหมาะสมกับโอกาสแล้ว เขาเปนคนโง่จริงๆ และเขาจะเป็นคนแรกที่ยอมรับว่าเขา

เป็นเช่นนั้นจริง เขาได้เสียสละชีวิตของเขาทำการงานหามรุ่งหามค่ำเป็นเวลานานปี เพื่อจะสะสมทรัพย์

สมบัติฝ่ายโลกซึ่งเขาจะต้องละทิ้งมันในทันที และต่อจากนั้นเขาก็จะเริ่มชีวิตใหม่โดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือ

เขาไปด้วยเลย เพราะขาดการเตรียมตัว เพราะความสาละวนวุ่นวายอยู่กับของของโลก เขาจึงลืมสวรรค์
เสียสิ้นเชิง เขาไม่เคยคิดถึงผู้ที่ประทานทรัพย์สมบัติให้แก่เขา และบัดนี้ เขาก็ต้องไปปรากฏตัวต่อหน้าผู้ที่

เคยประทานทรัพย์สมบัตินั้นให้แก่เขาโดยกะทันหัน และเขาจะต้องให้การต่อท่านผู้นั้นถึงชีวิตที่แล้วๆ มา

และข้าวของต่างๆ ที่เจ้าได้สะสมมาจะเป็นของใครเล่า เป็นคำถามที่เขาจะต้องรู้สึกเสียใจ ความโศกเศรา
ระทมทุกข์จะทับถมเขามากขึ้น เมื่อคิดว่าตลอดทั้งชีวิตเขาได้ใช้เวลาทำงานนั้นโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย
สักนิดสำหรับวิญญาณของเขา และเขาจะต้องจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปประหนึ่งว่าเขาไม่เคยเป็นเจ้าของมัน

เลย ความทรงจำในอดีตทำให้เขาต้องเศร้าใจมากยิ่งขึ้น คนที่สะสมทรัพย์สมบัติเพื่อตัวเองก็เป็นดังนี้แหละ
เขาไม่ได้เป็นเศรษฐีเฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจ้า เมื่อเล่าจบ พระองค์ก็สรุปคำสอนสั้นๆ ดังนี้ และทรง

เตือนฝูงชนทั้งหลายไม่ให้เอาเยี่ยงอย่างของชายโง่ในอุปมานั้น ซึ่งยอมเสียสละทั้งกายใจเพื่อของของโลก
มิฉะนั้น พวกเขาก็จะต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นเดียวกัน แต่ว่าให้พวกเขาสะสมทรัพย์สมบัติทางด้าน

วิญญาณ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นเศรษฐีเฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจา และดังนี้เขาก็สมจะเข้าไปในอาณาจักร

สวรรค์เพื่อพระเป็นเจ้าจะได้ทรงตัดสินเขาตามบาปบุญคุณโทษ

เศรษฐีกับลาซารัส (ลก 16:19-31)

19 ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ 20
21
และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี และเขาใคร่จะกิน
เศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา อยู่มาคนขอทานนั้นตาย และเหล่า
22
23
ทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย และเขาก็ฝังไว้ แล้วเมื่ออยู่ในแดน
มรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน 24

เศรษฐีจึงร้องว่า อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเอ็นดูข้าพเจาเถิด ขอใช้ลาซารัสมา เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมา
25
แตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เยน ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้ แต่อับราฮัมตอบว่า ลูกเอ๋ย


เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจาได้ของดีสำหรับตัว และลาซารัสได้ของเลว แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความ
เล้าโลม แต่เจ้าได้รับความแสนระทม นอกจากนั้น ระหว่างพวกเรากับพวกเจามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อ

26
27

ว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้ เศรษฐีนั้นจึงวา
บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้
28
29
ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้ แต่อับราฮัมตอบเขาว่า เขามีโมเสสและพวกผู้เผย
30
พระวจนะนั้นแล้ว ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด เศรษฐีนั้นจึงว่า มิได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้าคนหนึ่งจาก

140

31
หมู่คนตายไปหาเขา เขาคงจะกลับใจเสียใหม่ อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผย
พระวจนะ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ

ในอุปมาเรื่องคนใช้อสัตย์ธรรม พระเยซูเจ้าต้องการสอนว่า ผู้ที่ประสงค์จะได้ชีวิตนิรันดรจะต้อง
พร้อมเสมอที่จะแสวงหาอาณาจักรสวรรค์ด้วยความกระตือรือร้น เหมือนกับชาวโลกที่พยายามทุกวิถีทาง

ที่จะหามาให้ได้ซึ่งทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก อุปมาเรื่องเศรษฐีและลาซารัส แสดงให้เราเห็นคนสองคนที่มี

สภาพที่ตรงกันข้าม ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เศรษฐีมีทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกที่เขาปรารถนา และดูเหมือน
จะเป็นจุดประสงค์ของเขาอย่างเดียวแต่ในชีวิตนี้ และดูเหมือนว่าเขามีความสุขและมีความพออกพอใจใน
ทรัพย์สมบัตินั้น (1) ที่หน้าประตูบ้านของเศรษฐีนั้นมีขอทานซึ่งมีแต่ผ้าขี้ริ้วพันกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลน่า

สะอิดสะเอียน เป็นภาพที่น่าสังเวชแก่ผู้พบเห็น หลังจากทั้งสองคนตายไป เปลี่ยนฉากใหม่ เศรษฐีนั้น

ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก ส่วนขอทานได้รับความสุขตลอดทั้งชั่วชีวิตนิรันดรในอ้อมอกของอับรา
ฮัม เศรษฐีได้วอนขอความช่วยเหลือ คำสอนที่ชัดเจนก็คือ ใครที่เป็นทาสน้ำเงินในชีวิตนี้ เขานั่นแหละ

กำลังตระเตรียมหายนะชั่วนิรันดรสำหรับตัวเอง ส่วนคนที่รับใช้พระเป็นเจาอย่างซื่อสัตย์ในโลกนี้ เขาก็มี

หวังจะได้รับความสุขตลอดนิรันดรในโลกหน้า เศรษฐีผู้หนึ่ง พระเยซูเจ้าไม่ได้บอกว่าเขาชื่ออะไร แต่


ตรงกันข้าม พระองค์บอกเราว่า ขอทานนั้นชื่อลาซารัส คล้าย ๆ กับวาพระองค์สนใจต่อคนจนมากกว่าคน
รวย ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตามธรรมดาคนเรามักจะจำชื่อคนรวยหรือเศรษฐีกันได้ง่ายๆ ส่วนคนจนนั้นไม่มีใคร


สนใจจำชื่อของเขา สำหรับพระเป็นเจาไม่ใช่เช่นนั้น พระองค์ทรงสนพระทัยต่อคนจนหรือผู้ที่ถูกทอดทิ้ง
เป็นพิเศษ แต่งกายหรูหราด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพง เป็นเครื่องแต่งตัวที่มีราคาแพงมากในสมัยนั้น

เฉพาะพวกเจ้านายหรือเศรษฐีเท่านั้นจึงจะมีเงินซื้อมาสวมใส่ได้ จัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกวัน เขาใช้ชีวิตของเขา
อย่างไร้ความหมาย ผลาญเงินทองของเขาโดยไม่คิดถึงคนอื่นๆ เขาดำรงชีวิตประหนึ่งว่า ชีวิตนี้มีแต่ชีวิต

เดียวจะต้องแสวงหาความสุขให้เต็มที่ คนยากจนผู้หนึ่งชื่อลาซารัส ชื่อของเขามีความหมายว่า “พระเป็น

เจ้าเป็นองค์อุปถัมภ์ของข้าพเจ้า “หรืออาจจะหมายความว่า “ขอให้พระเป็นเจาเป็นองค์อุปถัมภ์ของ

ข้าพเจ้า “ชื่อนี้อาจจะเป็นสัญลักษณ์ตามปกติเพื่อไม่ให้คนในครอบครวมีภาระมากเกินไป เขามักจะให้

ขอทานไปขอทานเอง แต่ถ้าขอทานเดินไม่ได้ เขามักจะพาขอทานไปไว้ตามมุมถนนที่มีคนผ่านไปผ่านมา
ตามประตูพระวิหารหรือตามบ้านเศรษฐี เพื่อจะได้รับอาหารหรือทานจากคนอื่นๆ ลาซารัสเป็นผู้ที่มีแผล

เน่าเปื่อยเต็มตัว ถูกปล่อยไว้ตามยถากรรมจากญาติมิตร (เดินไปไหนมาไหนไม่ได้) อยากจะกินเศษอาหาร
ที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี ที่ทางเข้าบ้านเศรษฐีนี้ แน่นอน ลาซารัสน่าจะได้รับความสุขพอสมควร เพราะ

เศรษฐีผู้นั้นมีทรัพย์สมบัติมากมายเหลือเฟือ เพราะจัดงานเลี้ยงได้ทุกวัน เศษอาหารก็น่าจะทำให้ลาซารัส
อิ่มท้องแล้ว ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ เขาก็คงมีมากมาย ถ้าเขาอยากจะหยิบให้หรือสั่งให้คนใช้เอาไปให้ แต่เขาก็

ไม่ได้สั่ง ถ้าเขาสั่งคนใช้ให้ดูและล้างแผล ใส่ยาให้ขอทาน คนใช้ก็คงจะทำ แต่เขาก็ไม่ได้สั่งอีกนั่นแหละ
อย่างไรก็ดี ลาซารัสก็ยังได้รับเศษอาหาร เพราะมิฉะนั้น คงไม่มีใครพาเขาไปทิ้งไว้ที่นั่น แต่การที่เขา

ได้รับเศษอาหารนั้น จะพูดว่าเป็นความใจกว้างหรือใจเมตตาอารีของเศรษฐี เห็นจะพูดยาก มีแต่สุนัขมา

เลียแผลของเขา ลาซารัสคงจะตกอยู่ในสภาพที่น่าสังเวชมาก เพราะไม่มีแรงแม้แต่จะไล่สุนัขที่มาเลีย
บาดแผลของเขา แต่เศรษฐีก็ไม่เคยคิดช่วยเหลือแต่อย่างไร วันหนึ่ง คนยากจนผู้นี้ตาย ที่สุด ความตายก็

มาถึง เป็นการช่วยเขาให้พ้นจากสภาพที่น่าสังเวช หลังจากได้สู้ทนมาด้วยความยากลำบากและด้วยความ
พากเพียร ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ไม่มีใครเหลียวแลเขา เมื่อเขาจากไปก็คงไม่มีใครไว้ทุกข์ให้ ทูตสวรรค์นำ

เขาไปอยู่ในอ้อมอกของอับบราฮัม วิญญาณของลาซารัสได้จากร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเปื่อยเน่าก็
เพื่อจะได้ไปรับความสุขกับผู้ใคร่ธรรมทั้งหลาย ในฐานะที่เขาเป็นบุตรของอับราฮัมต้นตระกูลชาวยิว

141

ลาซารัสได้รับการต้อนรับและทูตสวรรค์ได้พาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม เศรษฐีคนนั้นก็ตาย
เช่นเดียวกัน และถูกฝังไว้ งานศพของเขาคงจะเอิกเกริกมโหฬาร เพื่อนบ้านที่ร่ำรวยและญาติพี่น้องคง


มาร่วมพิธ และคงจะมีคนไว้ทุกข์และกล่าวคำสรรเสริญเยินยอและไว้อาลัยเขา แต่ในขณะนั้นเองเขากำลัง
ทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้น มองเห็นอับราฮัมแต่ไกล และเห็นลาซารัสอยู่ในอ้อมอก

เศรษฐีได้รับอนุญาตให้เห็นความสุขซึ่งเขาได้สูญเสียไปเพราะความโฉดเขลาเบาปัญญาของเขา เขาเอง

อาจจะได้รับความสุขในอ้อมอกของอับราฮัมเหมือนกับลาซารัส แทนที่จะต้องโทษและได้รับความทุกข์

ทรมาน สาเหตุของความทุกข์ทรมานประการหนึ่งของผู้ที่ต้องโทษก็คือ เขาเหนว่าเขาต้องสูญเสียความสุข
เพราะความผิดของตัวเองแท้ๆ และได้ร้องว่า ข้าแต่บิดาอับราฮัม อับราฮัมเป็นบิดาของประชากรที่พระ


เป็นเจาเลือกสรร ชาวยิวทุกคนมีความภาคภูมิใจมากในต้นตระกูลของเขา เพราะอับราฮัมเป็นเพื่อนที่
ใกล้ชิดพระเป็นเจ้า แต่น่าเสียดายที่ชาติยิวมีความไว้วางใจต่ออับราฮัมในฐานะที่เขาเป็นผู้สืบตระกูลมาจาก
อับราฮัมมากเกินไป และหลายๆ คนไม่ได้สนใจที่จะเลียนแบบคุณธรรมของท่าน (เทียบ มธ 3:9,ยน 8:39-

41,รม 2:17-29) เศรษฐีได้มีความไว้วางใจต่ออับราฮัมและเรียกท่านว่าเป็น” บิดา “กรุณาส่งลาซารัสให้ใช้
ปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นให้ลูกสดชื่นขึ้นบ้าง เพราะลูกกำลังทุกข์ทรมานอย่างสาหัสในเปลวไฟนี้ เศรษฐีที่

เคยได้แต่ชี้นิ้วในโลกนี้ และก็ได้ทุกอย่างตามปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหนหรือเหล้าชนิดวิเศษ

อย่างไรก็ตาม ไม่กล้าขออะไรมาก นอกจากน้ำเพียงหยดเดียว และเขาขอความเมตตาจากลาซารสซึ่งเขา
ไม่เคยเหลียวแลเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่า เมื่อยังมีชีวิต ลูกได้รับแต่สิ่งดีๆ ส่วน
ลาซารัสได้รับแต่สิ่งเลวๆ อับราฮัมได้เรียกเขาว่า “ลูก” แต่เวลานี้ การเป็นบุตรก็ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรเลย

ระหว่างที่มีชีวิตเขาไม่เคยดำรงชีวิตในฐานะเป็นบุตรที่ดีของอับราฮัม และอาศัยอับราฮัมเป็นบุตรบุญธรรม
ของพระเป็นเจ้า ตรงกันข้าม ลาซารัสได้รับใช้พระเปนเจ้าในชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ได้ทนทุกข์ทรมานด้วย

ความรักต่อพระเป็นเจ้า และบัดนี้เขาก็ได้รับความสุขตลอดทั้งชั่วนิรันดร ยิ่งกว่านั้น ยังมีเหวใหญ่ขวางอยู่

ระหว่างเราทั้งสอง เศรษฐีไม่ได้ขอร้องให้พระเป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน สิ่งที่เขาขอร้องคือความ
บรรเทาจากการทรมาน แต่อับราฮัมตอบเขาว่า แม้แต่เรื่องเพียงเล็กน้อยนี้เขาก็ไม่ต้องหวัง เพราะเวลา

แห่งพระเมตตาจบสิ้นลงแล้ว เศรษฐีจึงเสริมว่า ท่านพ่อ ลูกอ้อนวอนให้ท่านส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของ
ลูก เมื่อไม่ได้รับตามที่ขอ เศรษฐีก็คิดถึงพี่น้อง 5 คน ที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก และคงจะดำเนินชีวิตตาม

ประสาโลกเช่นเดียวกับเขาเมื่อสมัยที่เขามีชีวิตอยู่ เขาขอร้องให้ลาซารัสกลับไปเตือนพี่น้องเขาว่า เขาจะ
ประสบโศกนาฏกรรมตลอดทั้งชั่วนิรันดร ถ้าหากเขายังดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยและโฉดเขลา พระเยซูเจ้า

ได้ให้เศรษฐีเองเป็นผู้ขอร้องอีกข้อหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อจะเน้นว่าเวลาแห่งพระเมตตาจบลงแล้ว อับราฮัมได้
ปฏิเสธคำขอร้องของเขาอีกครั้งหนึ่ง พี่น้องของลูกมีโมเสสและบรรดาประกาศกอยู่แล้ว พระเป็นเจ้าได้

ทรงให้โมเสสและประกาศกหลายองค์มาสั่งสอนหนทางแห่งความรอดให้แก่ชาวอิสราเอล ให้เขาพยายาม
ถือตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า หรือน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า แต่พวกเขาไม่สนใจ ถ้าหากเศรษฐี

และพี่น้องของเขาไม่ใยดีกับคำสั่งสอนของผู้แทนของพระเป็นเจ้าและจะต้องโทษ เขาจะไปโทษใคร

นอกจากโทษตัวเอง มิใช่เช่นนั้น ท่านพ่ออับราฮัม ถ้าใครคนหนึ่งจากบรรดาผู้ตายไปหาเขา เขาจึงจะกลับ
ใจ แม้อับราฮัมจะได้ตอบเขาแล้ว เขาก็ยังแย้งอีก เพราะเขาคิดว่าการที่พระเป็นเจ้าได้เผยแสดงพระองค์

ทางโมเสสและทางประกาศกนั้นยังไม่เป็นการเพียงพอสำหรับเขา และสำหรับพี่น้องของเขา เขายังมีข้อ
แก้ตัวอยู่ร่ำไป คนธรรมดาเมื่อได้ฟังโมเสสและประกาศกเทศนาสั่งสอนก็กลับใจและทำการใช้โทษบาป

แล้ว แต่คนที่หมกมุ่นในทรัพย์สมบัติและอบายมุขต้องการเรียกร้องมากกว่านั้นอีก เช่นเดียวกัน เราพบ
ในพระวรสารว่า พวกพระสงฆ์และคัมภีราจารย์ได้กล่าวขณะที่พระองค์กำลังถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขนว่า

142

“เขาเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล จงลงมาจากไม้กางเขนเดี๋ยวนี้ แล้วเราจะเชื่อ” (มธ 27:42) พระองค์ได้

เสด็จกลับคืนชีพ ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่เชื่อในพระองค์ นี่เป็นข้อพิสูจน์อยางดี เมื่ออับราฮัม ตอบว่า ถ้าพวก
เขาไม่ฟังโมเสสและประกาศก เขาก็คงไม่เชื่อแม้มีคนกลับคืนชีพไปบอกเขา ถ้าหากเขาไม่สนใจกับการ
เปิดเผยของพระเป็นเจ้าโดยทางโมเสสและทางประกาศก เขาก็ไม่มีสิทธิอันใดที่จะเรียกร้องพระหรรษทาน



จากพระเป็นเจ้ามากกว่าอก คนส่งข่าวจากบรรดาผตายไม่จำเป็นสำหรับผู้รับการเปิดเผยของพระเป็นเจา
ู้
และเขาก็ไม่มีประโยชน์อันใดสำหรับคนที่ไม่ยอมรับการเปิดเผยของพระองค์

ความฉลาดของผู้จัดการ (ลก 16:1-8)

1 พระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า ยังมีเศรษฐีที่มีผู้จัดการคนหนึ่ง และมีคนมาฟ้องเศรษฐี
2
ว่า ผู้จัดการนั้นผลาญสมบัติของท่านเสีย เศรษฐีจึงเรียกผู้จัดการนั้นมา ว่าแก่เขาว่า เรื่องราวที่เราได้ยิน

เกี่ยวกับเจ้านั้นเป็นอย่างไร จงส่งบัญชีหน้าที่ผู้จัดการของเจ้า เพราะว่าเจาจะเป็นผู้จัดการต่อไปไม่ได้ 3
ผู้จัดการนั้นคิดในใจว่า เราจะทำอะไรดี เพราะนายจะถอดเราเสียจากหน้าที่ผู้จัดการ จะขุดดินก็ไม่มีกำลัง

4
จะขอทานก็อายเขา เรารแล้วว่าจะทำอะไรดี เพื่อเมื่อเราถูกถอดจากหน้าที่ผู้จัดการแล้ว เขาจะรับเราไว้ใน
ู้
5
เรือนของเขาได้ คนนั้นจึงเรียกลูกหนี้ของนายมาทีละคน แล้วถามคนแรกว่า ท่านเป็นหนี้นายข้าพเจ้ากี่
มากน้อย เขาตอบว่า เป็นหนี้น้ำมันร้อยถัง ผู้จัดการจึงบอกเขาว่า เอาบัญชีของท่านนั่งลงแล้วแก้เป็นห้า
6
7
สิบถัง เรว ๆ หน่อย แล้วเขาก็ถามอีกคนหนึ่งว่า ท่านเป็นหนี้กี่มากน้อย เขาตอบว่า เป็นหนี้ข้าวสาลีร้อย

กระสอบ ผู้จัดการจึงบอกว่า จงเอาบัญชีของท่านแก้เป็นแปดสิบ แล้วเศรษฐีก็ชมผู้จัดการอธรรมนั้น
8
เพราะเขาได้ทำโดยความฉลาด ด้วยว่าคนของโลกนี้ ในพวกเขา เขาใช้สติปัญญาฉลาดกว่าคนของความ
สว่างอีก

จุดประสงค์ของอุปมาเรื่องนี้ พระเยซูเจ้าต้องการเน้นว่า ในการเอาตัวรอดไปสวรรค์นั้น เรา
จะต้องพยายามใช้ความฉลาด ความรอบคอบ เต็มความสามารถ ถ้าหากว่าคนเรายังรู้จักสะสมข้าวของ

เงินทองเพื่อการดำรงชีวิตในชีวิตนี้ เราก็ควรจะสะสมบุญกุศลเพื่อชีวิตหน้าด้วย เศรษฐีผู้หนึ่งมีผู้จัดการ
ดูแลผลประโยชน์คนหนึ่ง ในสมัยนั้นการที่เศรษฐีจัดหาผู้จัดการทรัพย์สินของตนเป็นเรื่องธรรมดา และ

ผู้จัดการนี้มีเสรีภาพและอำนาจที่จะจัดการกับทรัพย์สินอย่างไรก็ได้ ขอแต่ให้เงินทองของนายเพิ่มพูนขึ้นก็
แล้วกัน ที่จริงตำแหน่งหน้าที่ของเขาสูงกว่าคนใช้ธรรมดา และเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติ เขาทำหน้าที่แทน

นายทุกอย่าง เช่น มอบที่ดินให้คนอื่นเช่า ซึ่งอาจจะเป็นเรือกสวนไร่นา นอกจากนั้น สวนผลไม้ หรือไร่

องุ่น หรือสวนมะกอก และเขามีหน้าที่เก็บค่าเช่าประจำปี ซึ่งปกติมักจะเป็นพืชผล จากนั้นเขาก็นำไป
ขายที่ตลาด หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว เขาก็จะมอบผลประโยชน์ให้แก่นายของตน ผู้จัดการคนนี้
ผลาญทรัพย์สินของนาย นายได้ทราบข่าวว่า ผู้จัดการไม่ซื่อสัตย์ตามที่ได้คาดหมายไว้ เพราะเขาได้ใช้

จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และอาจจะมีการคดโกงอื่นๆ อีก เช่น อาจจะขายข้าวของให้แก่ญาติพี่น้องหรือเพื่อน

ฝูงในราคาต่ำกว่าราคาท้องตลาด แต่เขาคงไม่ได้ยักยอกเงินเอาไว้ใช้เพราะปรากฏว่าเมื่อนายไล่ออกจาก
งาน เขาไม่มีเงินเหลือ ดูเหมือนเราได้ยินเรื่องไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเจ้า จงรายงานมาซิ นายได้ถามหา

เหตุผลและขอให้อธิบาย แต่ว่าเขาไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะเขาทราบดีว่าเขาได้ทำผิดจริง ผู้จัดการ
จึงคิดว่า เขาคิดถึงผลกรรมชั่วของเขา และพยายามหาทางออกอย่างดีที่สุด จะขุดดินก็ไม่ไหว จะขอทาน

รึก็อายเขา เขาทราบดีว่าเขาไม่สามรถจะหางานทำในฐานะเป็นผู้จัดการได้อีก เพราะความคดโกงของเขา
ในฐานะเป็นผู้จัดการ เขาเคยทำแต่งานเบาๆ ฉะนั้น เขาไม่มีแรงที่จะขุดดินซึ่งเป็นงานหนัก ส่วนเรื่อง

ขอทานไม่ต้องพูดถึง เพราะเขายังแข็งแรง สุขภาพดี และเป็นสิ่งที่น่าอับอายด้วย ฉันรู้วิธีละ เขาได้หา


Click to View FlipBook Version