The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prungton, 2022-11-23 22:08:43

237 ข้อคิดจากนิทาน ชาดก และอุปมา

143

ทางออกที่คดโกง แต่เป็นทางออกที่ฉลาด ลูกหนี้ของนาย นายหรือเจ้าของนั้นอาจจะมีลูกหนี้ที่ยังจะต้อง
ชำระเป็นพืชผลอยู่อีก เพราะในบางปีพืชผลอาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ เนื่องจากดินฟ้าอากาศไม่อำนวย พวก


ชาวไร่ชาวนาก็ไม่สามารถจะชำระค่าเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้จัดการมีบัญชีอยู่ในมือ จึงรู้วาใครเป็นหนี้
นายบ้าง และเป็นหนี้มากน้อยเท่าไร ฉะนั้น เขาจึงคิดการณ์ไกล อยากได้ความดีความชอบจากพวก

ลูกหนี้ เมื่อเขาต้องตกงาน เอาบัญชีมา-เขียน 50 ผู้จัดการลดจำนวนหนี้สินให้ตั้งครึ่ง เพราะฉะนั้น

ลูกหนี้ของนายทั้งหลายก็ย่อมจะกตัญญูรู้คุณต่อเขา และคงเห็นใจเขาและช่วยเหลือเขา เพราะความคด

โกงที่นำผลประโยชน์มาให้แก่เขา และเพราะกลัววาเขาอาจจะกลับใจหักหลังเอาก็เป็นได้ นายนึกชม
ผู้จัดการทุจริตคนนั้น ว่าเขาทำอย่างเฉลียวฉลาด นายนั้นแม้จะถูกโกงก็อดที่จะชมเชยผู้จัดการที่ฉลาด

แกมโกงไม่ได้ เขาได้ตกงานเพราะความไม่ซื่อสัตย์ของเขา เขาก็ได้แก้ปัญหาเพื่ออนาคตโดยอาศัยความไม่

ซื่อสัตย์เช่นกัน บางคนไม่สบายใจที่คิดว่าพระเยซูเจ้าเองชมเชยผู้จัดการทุจริตนั้น และคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่
ถูกต้องเลย แต่ในอุปมาเราเห็นว่าไม่ใช่พระเยซูเจ้าที่ชม แต่เป็นนายที่ชม และแน่นอนที่สุด นายก็ไม่เห็น

ดีเห็นชอบกับการคดโกงของผู้จัดการในการกระทำเช่นนั้น เพยงแต่ชมความฉลาดแกมโกงของเขา บุตร

ของโลกนี้ พระเยซูเจ้าต้องการประยุกต์อุปมาเรื่องนี้ บุตรของโลกนี้ คือคนที่สาละวนแต่ทรัพย์สมบัติและ

ข้าวของแต่อย่างเดียว บุตรของความสว่างคือคนที่สนใจแต่คุณธรรม ซึ่งจะมีผลให้เขาได้รับความสุขตลอด
นิรันดร คำสอนที่พระองค์ต้องการสอนผู้ฟังทุกคนรวมทั้งพวกเราด้วยก็คือ ให้เอาอย่างความฉลาด

รอบคอบของผู้จัดการในการแสวงหาอาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจ้าหรือชีวิตนิรันดร บางคนอาจจะถาม

ว่า ทำไมพระเยซูเจ้าเลือกเอาความฉลาดรอบคอบของคนใช้ที่ไม่ซื่อสัตย์นี้มาเป็นตัวอย่าง ขอตอบวา
เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นเสมอในสมัยของพระองค์ในประเทศปาเลสไตน์ การใช้ตัวอย่างแบบนี้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย
มากกว่า เพราะได้เคยเห็นมาแล้ว ไม่มีใครเห็นด้วยกับความอสัตย์ธรรมของเขา เพราะเขาเองได้รับชื่อว่า

ผู้จัดการหรือคนใช้ที่อสัตย์ธรรมอยู่แล้ว


การตื่นเฝ้าอย่างระมัดระวังในการปรนนิบัติพระเป็นเจ้า
ในอุปมาบทก่อนๆ เราเห็นว่าการไม่ผูกใจกับทรัพย์สมบัติและความสนุกสนานฝ่ายโลก เป็นคุณธรรมที่

จำเป็นสำหรับผู้ที่ปรารถนาจะได้ชีวิตนิรันดร แต่นั่นเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วก็

เหมือนกับการขุดหญ้ารายหรือกอหนามจากสวนเท่านั้น ก้าวต่อไปเราจะต้องลงมือปลูกพืชผล รดน้ำ
พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ฉีดยาฆ่าแมลง และพยายามเอาใจใส่เต็มความสามารถ ถ้าหากเราต้องการจะได้รับผล

เต็มเม็ดเต็มหน่วย ฉะนั้น คริสตังที่ศรัทธาทั้งหลายจึงไม่พอใจต่อการหลีกเลี่ยงอบายมุขเท่านั้น แต่เขา
จะต้องบำเพ็ญฤทธิ์กุศลและเขาจะต้องหันมาหาพระเป็นเจ้าและสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ

พระองค์ เขาจะต้องพร้อมที่จะปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจาเสมอ พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์
เช่นนี้เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ถ้าผู้ใดอยากติดตามเราก็จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน

และติดตามเรา “(ลก 9:23) การดำรงชีวิตอย่างคริสตังที่ศรัทธาเลื่อมใส ไม่ใช่หมายความว่าเขาจะต้อง
ประกอบธุรกิจด้วยจิตตารมณ์ที่แท้จริงของพระคริสตเจ้า เนื่องจากพระเป็นเจ้าไม่ได้ทรงบอกเราล่วงหน้า

ว่าจะต้องตายเมื่อไร และสันติสุขตลอดนิรันดรก็ขึ้นกับสภาพวิญญาณของเราในขณะที่เราจะต้องออกจาก
โลกนี้ คนที่มีหัวคิดทั้งหลายย่อมตระหนักดีว่าเขาจะต้องพยายามเตรียมพร้อมเสมอ อุปมาทั้งสามเรื่อง

ต่อไปนี้ จะช่วยเราให้เดินตามแผนการของพระเป็นเจ้าอย่างราบรื่น

144

การเตรียมพร้อมเมื่อนายกลับมา (ลก 12:35-38)
36
35 ท่านทั้งหลายจงคาดเอวของท่านไว้ และให้ตะเกียงของท่านจุดอยู่ พวกท่านเองจงเหมือนคนที่
คอยรับนายของตนเมื่อนายจะกลับมาจากงานสมรส เพื่อเมื่อนายมาเคาะประตูแล้วเขาจะเปิดให้นายทันที

37
ได้ บ่าวซึ่งนายมาพบกำลังคอยเฝาอยู่ก็เป็นสุข เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายนั้นจะคาดเอวไว้
และให้บ่าวเหล่านั้นเอนกายลง และท่านจะมาเดินโต๊ะ ถ้านายมาเวลาสองยามหรือสามยามและพบบ่าว
38
อยู่อย่างนั้น บ่าวเหล่านั้นก็จะเป็นสุข

ในอุปมาเรื่องเศรษฐีที่โง่เขลา พระเยซูเจ้าทรงมีพระประสงค์จะสอนเราวา ช่างเป็นการโฉดเขลา
เบาปัญญาจริงๆ ที่เศรษฐีผู้นั้นได้สละทั้งกำลังกายและทุ่มเทเวลาทั้งหมดเพื่อแสวงหาทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก

แต่ไม่ได้สนใจที่จะสะสมทรัพย์สมบัติฝ่ายสวรรค์ พระเยซูเจ้าได้ทรงตักเตือนผู้ที่สมัครใจติดตามพระองค์ว่า



“เราบอกท่านทั้งหลายวา อย่ากังวลถึงชีวิตของท่านว่าจะกินอะไร อย่ากังวลถึงร่างกายของท่านวาจะนุ่งห่ม
ื่
อะไร ชีวิตย่อมสำคัญกว่าอาหาร และร่างกายย่อมสำคัญกว่าเครองนุ่งห่ม” (ลก 12:22-23) หลังจากนั้น


พระองค์ก็ได้ทรงเล่าอุปมาอีกสามเรื่องเพื่อชี้ให้บรรดาสานุศิษย์เห็นความจำเปนในการตื่นเฝาระมัดระวัง
เพื่อว่าเขาจะได้เตรียมพร้อมในวันพิพากษา เนื่องจากอุปมาทั้งสองเรื่องแรกนี้ สอนเรื่องเดียวกัน เราจะ
ศึกษาทั้งสองบทควบคู่กันไป จงคาดสะเอว เสื้อผ้าที่ชาวยิวทั้งชายหญิงสวมใส่สมัยพระเยซูเจ้า และ

แม้กระทั่งสมัยนี้ เราก็ยงพบที่ประเทศปาเลสไตน์ และประเทศอาหรับว่าเป็นเสื้อยาวจรดพื้น และปล่อย
ไว้รุ่มร่าม ถ้าหากเขาต้องการทำงานหรอออกเดินทาง เขาก็ถลกชายเสื้อขึ้นมาผูกไว้รอบเอว และใช้เข็ม

ขัดคาดอีกทีหนึ่ง เพื่อให้ทะมัดทะแมงและไม่รุ่มร่ามในการทำงานหรือออกเดินทาง แต่ถ้าหากเขาอยู่ใน

บ้านและไม่ได้ทำอะไร เขาก็ปล่อยชายเสื้อตามสบายและไม่ได้คาดเข็มขัด เพราะฉะนั้น ความหมายของ
คำสั่งก็คือ” ให้เตรียมพร้อมที่จะทำงานเสมอ” จุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้ สมัยนั้นไม่มีไฟฟ้า ชาวบ้านต้อง

ใช้ตะเกียงจุดเพื่อให้มีแสงสว่าง ปกติเป็นตะเกียงเลกๆ ใช้น้ำมันพืช ไส้ตะเกียงทำด้วยด้าย บ้านคนที่มี

เงินมักจะมีตะเกียงหลายดวง และต้องเอาใจใส่เวลาจุดไว้ด้วย เพราะอาจดับได้ เนื่องจากไส้ตะเกียงไม่สู้
ดี จงเป็นเสมือนผู้รับใช้ที่กำลังคอยนายกลับจากงานสมรส เมื่อนายไปในงานแต่งงาน พวกคนใช้ก็ต้องรอ


คอยนายวาจะกลับมาเมื่อไร จะได้เตรียมตัวเปิดประตูให้ การแต่งงานหลายๆ ครั้งยืดเยื้อไปจนถึงดึกดื่น
หรือเลยเที่ยงคืนไปอีก ฉะนั้น นายจึงไม่สามารถจะบอกล่วงหน้าว่าตัวจะกลับเมื่อไร เพราะสุดแล้วแต่

เหตุการณ ฉะนั้น คนใช้จะต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ผู้รับใช้เหล่านั้นเป็นสุข ถ้านายกลับมาพบเขากำลัง

ตื่นเฝ้าอยู่ คนใช้ที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอจะได้รับคำขอบใจ คำสรรเสริญจากนาย และมากกวานั้นอีก

นายจะคาดสะเอวพาผู้รับใช้เหล่านั้นไปนั่งโต๊ะและรับใช้เขาด้วย แทนที่นายจะสั่งให้คนใช้ปรนนิบัติเขา
เขาจะให้พวกคนใช้นั่งโต๊ะรับประทานอาหาร เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อคนใช้ เจานายในโลกนี้

อาจจะไม่ทำตามที่พระองค์ทรงเล่าอุปมานี้ แต่ว่าพระบิดาเจ้าสวรรค์จะทำต่อคนใช้ ข้ารับใช้ของพระองค์
ถ้าหากพระองค์ทรงเห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะปรนนิบัติพระองค์อยู่เสมอ และถ้าหากนายจะมาในยามที่

สองหรือในยามที่สาม พระองค์จะทรงเชื้อเชิญให้เขาได้เข้าไปทานเลี้ยงในอาณาจักรสวรรค์ และพระองค์

จะทรงเป็นเจ้าภาพ นายจะมาถึงในเวลาใดไม่แน่ ฉะนั้น พระองค์ต้องการเน้น” ความไม่แน่นอน” ใน
การกลับมาของนาย แต่คนใช้จะต้องตื่นเฝ้า “ไม่ง่วงนอน” (มก 13:36) และเขาจะเป็นผู้มีโชค ชาวโรมัน

แบ่งกลางคืนออกเป็น 4 ยาม และแต่ละยามยาว 3 ชั่วโมง และชาวปาเลสไตน์ก็ได้ใช้วิธีนับแบบนี้ด้วยใน
สมัยพระเยซูเจ้า นักบุญมาระโก บอกว่า นายจะกลับมาถึงในเวลาใดก็ได้ ส่วนนักบุญลูกา บอกว่า นาย

อาจจะกลับมาเวลาสองยามหรือสามยามก็ได้ คือระหว่าง 21.00 น. จนถึงตีสามเช้ามืด เวลาระหว่าง 9

145


โมงกลางคืนจนถึงตี 3 เปนเวลาที่เรามักจะง่วงนอนง่ายๆ ฉะนั้น พระองค์จึงมีพระประสงค์ต้องการจะ
เน้น” การตื่นเฝ้า “และคุณงามความดีของคนใช้ที่ตื่นเฝ้าอยู่เสมอ


จงมีความระมัดระวังและเตรียมพร้อม (ลก 12:39-40 เทียบ มธ 24:43-44, มก 13:35)

39 ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจอย่างนี้เถอะว่า ถ้าเจ้าของบานล่วงรู้ได้ว่า ขโมยจะมาเวลาไหน เขาจะตื่น

อยู่และระวังไม่ให้ทะลวงเรือนของเขาได้ ท่านทั้งหลายจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย เพราะในโมงที่ท่านไม่
40
คิดไม่ฝันนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา
พระเยซูคริสตเจ้าทรงเปลี่ยนการเปรียบเทียบ พระองค์ได้ทรงเปรียบเทียบการเสด็จมาของ

พระองค์กับการมาโดยไม่รู้ตัวของขโมย ถ้าเจ้าของบ้านได้ทราบว่าขโมยจะมาเวลาใด โดยปกติขโมยจะไม่
ยอมบอกให้เจ้าของบ้านรู้ตัวล่วงหน้าเลยเป็นอันขาด และจะไม่ยอมแพร่งพรายความลับให้ใครทราบเลย

เจ้าของบ้านก็เช่นกัน ถ้าหากเขามีโอกาสรู้ระแคะระคายว่าขโมยจะมาที่บ้านเขา เขาจะต้องตื่นเฝ้าอย่าง
แน่นอนที่สุด และเขาคงไม่ปล่อยให้ขโมยเจาะเข้าบ้านเขาได้ ในสมัยพระเยซูเจ้า ชาวปาเลสไตน์สร้าง

บ้านแบบง่ายๆ ปกติกำแพงทำด้วยดินเหนียว ฉะนั้น ถ้าขโมยจะใช้ดาบเจาะก็สามารถเข้าบ้านได้อย่าง

ง่ายดาย และโดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้สึกตัวด้วย ฉะนั้น ถ้าหากเจ้าของบานต้องการอยู่ยามจะต้องตื่นเฝ้า
อยู่เสมอ ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย

พระเยซูเจ้าทรงพระประสงค์จะสอนผู้ที่ฟังพระองค์ว่า เจ้าของบ้านจะต้องเฝ้าระมัดระวังทรัพย์สมบัติให้
พ้นจากขโมยฉันใด ผู้ติดตามพระองค์ก็ต้องพร้อมที่จะพบพระตุลาการฉันนั้น ในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย

พระเป็นเจ้าจะเสด็จมาพบเราสองครั้ง คือเมื่อเราจะสิ้นใจ พระองค์จะทรงตัดสินเราครั้งหนึ่ง และอีกครั้ง
หนึ่ง พระเยซูเจ้าจะเสด็จมาพิพากษามนุษย์ในวันสิ้นพิภพ วันเวลาไม่มีใครทราบได้ ในที่นี้ พระองค์ก็ได้

ทรงพูดถึงการเสด็จมาในครั้งแรก ซึ่งพระองค์จะทรงตัดสินเราตามบาปบุญคุณโทษ อนึ่ง หลังจากเราสิ้นใจ
แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะทรงเตือนให้เราตื่นเฝ้า เพราะหมดเวลาทดลองแล้ว


ผู้จัดการที่ซื่อสัตย์ (ลก 12:42-46, มธ 24:45-51)
42 องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า ใครเป็นคนต้นเรือนสัตย์ซื่อและฉลาด ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกคนใช้

44
43
สำหรับแจกอาหารตามเวลา เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น บ่าวผู้นั้นก็จะเป็นสุข เราบอกความ
45
จริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน แต่ถ้าบ่าวนั้นจะคิดในใจว่า นาย
ของข้าคงจะมาช้า แล้วจะตั้งต้นโบยตีบ่าวชายหญิงและกินดื่มเมาไป นายของบ่าวผู้นั้นจะมาในวันที่เขา
46
ไม่คิด ในโมงที่เขาไม่รู้ และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่เขาให้ไปอยู่กับคนที่ไม่สัตย์ซื่อ

ในอุปมาสองเรื่องที่แล้ว พระเยซูเจ้าได้ทรงเตือนผู้ที่ติดตามพระองค์ให้เตรียมพร้อมเสมอ สำหรบ
อัครสาวกและเป็นต้นนักบุญเปโตรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อพระองค์ มีความสงสัย
ว่าที่พระองค์ตรัสนั้น พระองค์ต้องการเตือนอัครสาวกหรือคนอื่นๆ พระเยซูเจ้าได้ทรงตอบนักบุญเปโตร

โดยเล่าอุปมาเรื่องนี้ให้ฟัง เพื่อเน้นว่า พวกอัครสาวกจะต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกันด้วย ใครเล่าเป็น
ผู้จัดการที่ซื่อสัตย์และรอบคอบ ตามปกติในครอบครัวที่ร่ำรวยในสมัยนั้น คนใช้แต่ละคนได้รับส่วนแบ่ง

ซึ่งอาจจะเป็นข้าวสาลีหรือพืชอื่นๆ และพวกเขาอาจจะใช้พืชผลที่ได้รับนั้นทำให้เกิดประโยชน์ นายแต่งตั้ง
ให้ดูแลผู้รับใช้อื่นๆ เพื่อปันส่วนอาหารให้ตามเวลาที่กำหนด นายตั้งใจจะเดินทางไปที่อื่น จึงได้ตั้งผู้รับใช้ที่

รับผิดชอบผลประโยชน์ไว้ ผู้รับใช้ผู้นี้มีหน้าที่ที่จะดูแลผลประโยชน์ให้แก่นายและคอยควบคุมคนใช้อื่นๆ

เหมือนกับนาย เป็นบุญของผู้รับใช้ที่รับผิดชอบ ถ้าหากผู้รับใช้ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์จนกว่านาย
กลับมาเขาก็จะได้รับคำชมเชย และนายจะแต่งตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าดูแลทรัพย์สมบัติทั้งหมดซึ่งเป็น

146


ตำแหน่งที่สูงสุดที่คนใช้อาจจะได้รับ แต่ถ้าผู้รับใช้คนนั้นคิดว่า นายจะมาช้า เปนไปได้ที่นายยังไม่กลับ
เนื่องจากติดธุระ อย่างไรก็ตาม ผู้รับใช้อาจจะใช้อำนาจจนออกนอกลู่นอกทางเพื่อทำตามความพอใจของ

ตัวเอง ในประวัติศาสตร์ เราเห็นว่าอำนาจทำให้คนดีๆ กลายเป็นคนชั่ว อำนาจทำให้คนกลายเป็นทรราช

พระเยซูเจ้าทรงเตือนสานุศิษย์และเราทุกคน เพราะอำนาจนี้เองที่ทำให้ผู้รบใช้ต้องประสบหายนะ และ
เริ่มตบตีผู้รับใช้ทั้งชายและหญิง กินดื่มจนเมามาย เพื่อที่จะแสดงอำนาจข่มเหงคนใช้หรือลูกน้องของเขา

เขาใช้อำนาจจนนอกลู่นอกทาง นายของผู้รับใช้คนนั้นจะกลับมาในวันที่เขามิได้คาดหมาย คนใช้หรือ
ผู้จัดการที่มัวเมาอยู่ในอบายมุข ไม่รู้ตัวว่านายจะกลับมาเมื่อไร ครั้นนายกลับมาโดยกะทันหัน เขาก็ไม่
พร้อม นายจะแยกเขาออกให้ไปอยู่กับพวกคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ผู้รับใช้ที่รับผิดชอบจะได้ตำแหน่งอันสูงส่ง

เพราะนายมอบความไว้วางใจให้แก่เขา ส่วนผู้รับใช้ที่ไม่รับผิดชอบจะต้องโทษมหันต์ ในอุปมาเรื่องนี้ พระ

เยซูเจ้าทรงมีพระประสงค์จะสอนว่า ผู้รับใช้ที่ไม่รับผิดชอบ จะถูกขจัดออกจากอาณาจักรสวรรค์ เพราะ
เขาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เขาเชื่อ


หญิงสาวสิบคน (มธ 25:1-13, ลก 12:35-38)

1 เมื่อถึงวันนั้น แผ่นดินสวรรค์จะเปรียบเหมือน หญิงพรหมจารีสบคนถือตะเกียงของตน ออกไปรับ

3
2
เจ้าบาว เป็นคนโง่ห้าคน เป็นหญิงมีปัญญาห้าคน ฝ่ายคนโง่นั้นเอาตะเกียงของตนไป แต่หาได้เอาน้ำมัน
5
4

ไปด้วยไม่ คนที่มีปัญญานั้นได้เอาน้ำมันใส่กาไปกับตะเกียงของตนด้วย เมื่อเจาบ่าวยังช้าอยู่ ก็พากันง่วง
7
เหงาและหลับไป ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็มีเสียงร้องมาว่า เจาบ่าวมาแล้ว จงออกมารับท่านเถิด พวกหญิง

6
8
พรหมจารีเหล่านั้นก็ลุกขึ้นตกแต่งตะเกียงของตน พวกที่โง่นั้นก็พูดกับพวกที่มีปัญญาว่า ขอแบ่งน้ำมันของ
9
ท่านให้เราบ้าง ตะเกียงของเราจวนจะดับอยู่แล้ว พวกที่มีปัญญาจึงตอบว่า น่ากลัวน้ำมันจะไม่พอสำหรับ
10
เราและเจ้า จงไปหาคนขาย ซื้อสำหรับตัวเองจะดีกว่า เมื่อกำลังไปซื้อนั้นเจ้าบ่าวก็มาถึง ผู้ที่พร้อมอยู่แล้ว
11
ก็ได้ไปกับท่านในการเลี้ยงเนื่องในงานสมรสแล้วประตูก็ปิด ภายหลังหญิงพรหมจารีอีกห้าคน ก็มาร้องว่า
12
ท่านเจ้าข้าๆ ขอเปิดให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วย ฝ่ายท่านตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เราไม่
รู้จักท่าน เหตุฉะนั้น จงเฝ้าระวังอยู่ เพราะท่านทั้งหลายไม่รู้กำหนดวันหรือโมงนั้น
13
เพื่อจะเน้นถึงความจำเป็นในการเตรียมตัวให้พร้อมและการตื่นเฝ้าอยู่เสมอ พระเยซูเจ้าจึงได้ทรง
เล่าอุปมาอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อจะได้สอนสานุศิษย์ที่จะรับบทบาทพิเศษในการอภิเษกสมรสระหว่างพระเยซู

เจ้าและพระศาสนจักร แม้เขาไม่ได้ทำผิดอะไรออกมาให้เห็น แต่เพราะเขาเลินเล่อต่อหน้าที่ที่เขาควรจะ

ทำ เขาก็เป็นผู้ไม่เหมาะสมจะเข้าในงานวิวาหมงคลในสวรรค์ การเปรียบเทียบการมงคลสมรสกับ


ความสัมพันธ์ระหว่างพระคริสตเจ้าและพระศาสนจกร เป็นเรื่องที่ผู้ฟังทุกคนเข้าใจดีไม่ยากอะไร ในพันธ
สัญญาเดิมผู้เขียนพระคัมภีร์มักจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างพระเป็นเจ้าและประชากรชาวยิวกับ

การมงคลสมรส พระเป็นเจ้าทรงเป็นเจ้าบ่าวและอิสราเอลเป็นเจ้าสาว (เทียบ เพลงซาโลมอน อิสยาห์

54, 2 โครินทร์ 11:2, เอเฟซัส 5:25-32) อาณาจักรสวรรค์เปรียบได้กับหญิงสาวสิบคน ในการเสด็จมาครั้ง
ที่สองของพระเยซูเจ้านั้นจะเป็นการเริ่มอาณาจักรสวรรค์อย่างสมบูรณ์ และอาณาจักรสวรรค์บนโลกนี้

หรือ พระศาสนจักรแห่งการต่อสู้ในโลกชั่วคราวนี้จนถึงที่สิ้นสุดลง พระองค์ต้องการจะอธิบายว่าจะมีอะไร
เกิดขึ้นกับผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกและได้ทรงประทานทุกวิถีทางเพื่อให้เขาเอาตัวรอดอย่างง่ายได้ หญิงสาว

สิบคน ในสมัยพระเยซูเจ้า เจ้าสาวยิวจะเลือกเพื่อนหญิงสาวไว้เป็นเพื่อนเจ้าสาว เพื่อจะได้ช่วยเหลือเขาใน
การเตรียมตัวและจัดทำสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อเตรียมงานสมรส โดยปกติเขาจัดงานพิธีสมรสที่บ้านเจ้าบ่าว



เจ้าบาวก็จะมีเพื่อนเจ้าบ่าวด้วย เขาจะแห่ไปบ้านเจาสาวราว ๆ พระอาทิตย์ตก เมื่อรับเจาสาวจากบิดา


147

มารดาของเธอแล้ว เขาก็จัดขบวนแห่ไปยังบ้านเจ้าบ่าวพร้อมด้วยเสียงดนตรีและการร้องรำทำเพลงแสดง
ความชื่นชมยินดี การวิวาห์มงคลนั้นอาจจะยืดเยื้อตลอดคืนหรือบางทีอาจจะยืดไปหลายวัน ตามปกติแขก

ที่ได้รับเชิญมามีจำนวนมาก ซึ่งเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูงของทั้งสองฝ่าย และคนที่สำคัญๆ ในบริเวณ
ใกล้เคียงด้วย ค่าใช้จ่ายไม่สูงเท่าไร เพราะแขกผู้ที่ได้รับเชิญจะนำเอาแป้ง เหล้าองุ่น เนยแข็ง และทุก

อย่างที่จะใช้ในพิธีมงคลสมรสมามอบให้แทนของขวัญที่มีค่าสูง ๆ ในอุปมานี้ พระเยซูเจ้าต้องการจะพูดถึง

ชะตากรรมของแขกที่ได้รับเชิญเป็นพิเศษนี้ เพื่อนสนิทของเจ้าสาวซึ่งได้รับเชิญด้วยความปีติยินดีและ
เตรียมงานวิวาห์มงคลมากมายแล้ว ถึงกระนั้นก็ดี เพราะความเลินเล่อพวกเขาก็ไม่เป็นผู้ที่เหมาะสมจะ
เข้าร่วมในขบวนแห่ซึ่งเอาตะเกียงของพวกเขาไป เพื่อนเจ้าวสาวต้องจุดตะเกียงเพื่อเข้าร่วมในขบวนแห่ซึ่ง

มักจะเป็นเวลากลางคืน ทั้ง 10 คน ได้มาถึงบ้านเจ้าสาวก่อนเวลา แต่งตัวเตรียมพร้อมแล้วและถือ

ตะเกียง ซึ่งปกติเป็นตะเกียงเล็กๆ ที่ทำด้วยดินเผาหรือทองเหลืองและใช้จุดได้เพียง 2-3 ชั่วโมง น้ำมันก็
หมด ห้าคนเป็นคนโง่ อีกห้าคนเป็นคนฉลาด เลข 10 เป็นเลขที่ชาวยิวถือว่าเป็นเลขมีเกียรติ ฉะนั้น

ื่
ตามปกติเขามักจะเลือกเพื่อนเจ้าสาว 10 คน เพอเข้าร่วมขบวนแห่ หญิงโง่นำตะเกียงไป แต่มิได้นำน้ำมัน
ไปด้วย เนื่องจากตะเกียงจุน้ำมันได้น้อย พวกเขาจะต้องหาภาชนะอื่นสำหรับใส่น้ำมันไว้เติมด้วย เจ้าบ่าว


มาช้า เมื่อพวกเขามาพร้อมกันที่บ้านเจ้าสาว ตอนแรกๆ ก็คุยกันสนุกสนาน ต่างคนต่างรอเจาบ่าวด้วย

ความตื่นเต้น แต่พอยิ่งทียิ่งดึก ทุกคนก็เหนื่อยและม่อยหลับไป เจาบ่าวมาแล้ว จงออกไปรับกันเถิด

ประมาณเที่ยงคืน คนที่คอยเฝ้าดูอยู่นอกบ้านวาเจ้าบ่าวจะมาถึงเมื่อไร ก็เห็นขบวนแห่เจ้าบ่าวเข้ามาใกล้ก็
ร้องตะโกนว่า “เจ้าบ่าวมาแล้ว จงออกไปรับกันเถิด” หญิงสาวทุกคนจึงตื่นขึ้นแต่งตะเกียง เพื่อนเจ้าสาวที่

ฉลาดได้เติมน้ำมันในตะเกียง และได้จุดตะเกียง ส่วนเพื่อนเจ้าสาวที่ไม่รอบคอบได้จุดตะเกียงด้วย แต่
เมื่อสังเกตเห็นว่าตะเกียงดับจึงได้รู้ว่าน้ำมันหมดแล้ว และรู้ด้วยว่าตัวไม่ได้เตรียมน้ำมันมาเพราะความ

เลินเล่อของตน ขอน้ำมันให้เราบ้าง เขาขอยืมน้ำมันจากผู้อื่น ซึ่งก็มีจำกัดเหมือนกัน เขาน่าจะเตรียม

ตนเอง หญิงฉลาดจึงตอบวา “ไม่ได้ เพราะน้ำมันอาจไม่พอสำหรับเราและสำหรับเธอด้วย” คำตอบนี้บางที

หลายคนอาจจะคิดว่าพวกเพื่อนเจ้าสาวอาจจะขาดเมตตาจิต แต่ถ้าเราดูอีกมุมหนึ่งเราจะเห็นว่า เป็น


ความฉลาดรอบคอบของเขา เพราะเขากลัวน้ำมันหมด ขณะที่หญิงเหล่านั้นกำลังไปซื้อน้ำมัน เป็นวิธเดียว

ที่เขาอาจจะหาน้ำมันได้ แต่ขณะที่เขาไปซื้อนั้น ทางนี้ก็เริ่มขบวนแห่เจ้าสาวไปยังบ้านเจาบ่าว หลังจาก
นั้นเขาก็ปิดประตูและเริ่มฉลองงานวิวาห์มงคล ในที่สุด พวกหญิงโง่ก็มาถึง หลังจากที่ไปเที่ยวหาซื้อน้ำมัน
บางทีอาจจะหาไม่ได้ด้วย เพราะดึกมากแล้ว เขาก็ไปยังบ้านเจ้าบ่าว เพราะคิดว่าอย่างไรเสียเขาก็เป็น


เพื่อนเจ้าสาว เขาจึงอ้อนวอนขอให้เจ้าบ่าวเปิดประตูรับพวกเขา เจ้าบาวตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่าน
ทั้งหลายว่า เราไม่รู้จักท่าน เจ้าบ่าวไม่ได้เปิดประตูต้อนรับเขา ทั้งนี้ก็เพราะว่าแม้เจ้าสาวจะได้เลือกเขาให้

เป็นเพื่อน แต่พวกเขาก็ทำตัวไม่เหมาะสมกับเกียรติยศอันนั้น เพราะพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวอย่างดี และไม่

รอบคอบ จงตื่นเฝ้าระวังไว้เถิด เพราะท่านไม่รู้วันและเวลา วันที่พระตุลาการจะเสด็จมาพิพากษาโลก วน

วิวาหมงคลระหว่างพระเยซูเจ้าและผู้ที่พระองค์ทรงเลือกสรรนั้นไม่มีใครทราบได้ คล้าย ๆ กับเราไม่ทราบ
ว่าเวลาใด เจ้าบ่าวในอุปมาจะมาถึง มีวิธีแน่นอนอยู่วิธีเดียวเท่านั้น ที่เรามีโอกาสจะพบพระตุลาการอย่าง
สงบและปลอดภัย คือ เตรียมพร้อมอยู่เสมอ


พระทัยเมตตาอันปราศจากขอบเขตของพระเป็นเจ้าต่อมนุษย์ทุกคน
ในจำนวนธรรมล้ำลึกมากมายของพระเป็นเจ้าที่เราพอจะเข้าใจได้บ้าง และที่เรารู้สึกพิศวงมากที่สุด

ประการหนึ่งก็คือ พระทัยเมตตาอันปราศจากขอบเขตของพระเจ้า ในพันธสัญญาเดิม เราทราบว่าพระ

148


เป็นเจาได้ทรงแสดงน้ำพระทัยเมตตาต่อประชากรชาวยิวที่หัวดื้อหัวรั้นต่อพระองค์ พันธสัญญาใหม่ก็เปิด
ฉากด้วยน้ำพระทัยดีของพระเจ้าเช่นกัน กล่าวคือ การบังเกิดของพระเยซูเจ้า เพื่อจะได้ช่วยมนุษยชาติให้

รอด ในทุกหน้าของพันธสัญญาใหม่ เราจะเห็นน้ำพระทัยดีของพระเยซูเจ้า ที่แสดงออกด้วยกิจการต่างๆ
ของพระองค์ เช่น การรักษาคนป่วย และจากคำสั่งของพระองค์ ระหว่างที่พระองค์ทรงประทับอย ู่

ท่ามกลางพวกเรา อุปมาต่อไปนี้ไม่ใช่เป็นแต่เพียงข้อพิสูจน์ที่ไม่มีใครโต้เถียงได้ถึงพระทัยเมตตาของพระ


เป็นเจาเท่านั้น แต่ยังเป็นและจะเป็นท่อธารแห่งพลังและความไว้วางใจสำหรับคนบาปทุกคนที่กำลังต่อสู้

กับบาป และต้องการคืนดีกับพระเป็นเจา เรื่องแกะที่พลัดหลงและเรื่องเงินเหรียญที่หายไป เรื่องลูกล้าง
ผลาญและลูกที่คิดว่าตนทำดีแล้ว เรื่องลูกหนี้สองคน อุปมาทั้งสามเรื่องนี้เป็นคำตอบของพระเยซูเจ้าต่อ

ชาวฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ที่เคยคัดค้านพระองค์เสมอ เพราะพระองค์ก็ติดต่อและคลุกคลีกับพวกคน

เก็บภาษีและคนบาป เพราะในสายตาของพวกเขา คนทั้งสองจำพวกนี้เป็นเสนียดจัญไรของสังคม คนเก็บ
ภาษีนั้นเป็นชาวยิวที่ได้รับแต่งตั้งจากพวกโรมันให้เก็บภาษีจากเพื่อนร่วมชาติ และในการทำหน้าที่นี้

หลายๆ ครั้ง พวกเขากระทำผิดต่อความยุติธรรม เช่น ขูดเลือดขูดเนื้อประชาชนที่ไม่รู้ประสีประสา และที่
ร้ายกาจก็คือ พวกเขาได้ช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกับชาวโรมัน ซึ่งเป็นศัตรูของพวกเขา ส่วนพวกคน

บาปนั้นเป็นชาวยิวที่ไม่ค่อยจะปฏิบัติตามกฎบัญญัติที่สำคัญๆ ของโมเสส และบางคนยังไม่รับรู้และ
ประมาทกฎหรือข้อบังคับเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมากมายที่ชาวฟาริสีคิดประดิษฐ์ขึ้นมา และที่ชาวฟาริสีเคย

ปฏิบัติอยู่เสมอ เพราะพวกเขารักและเคารพต่อกฎหมายมาก พวกคนเก็บภาษีและคนบาปติดใจพระเยซู
เจ้า เพราะพระองค์ทรงพระทัยเมตตากรุณา พวกเขายอมรับว่าพวกเขาผิด และพวกเขาก็ต้องการแสวงหา

บุคคลที่จะช่วยพวกเขาใหพ้นจากการชั่วช้าต่าง ๆ นั้น เนื่องจากชาวฟาริสีและธรรมาจารย์มีอคติต่อคนเก็บ


ภาษีและคนบาป เพราะเขาคิดเสมอว่าพระเป็นเจาทรงไม่สนพระทัยต่อเดนมนุษย์แบบนั้น เขาจึงมีความ
คิดเห็นขัดแย้งกับพระกรณียกิจของพระเยซูเจ้า พวกเขาคิดว่าสมัยพระเมสสิยาห์นั้นเป็นสมัยสำหรับคน

ชอบธรรมเท่านั้น พระเยซูเจ้าจะเป็นพระเมสสิยาห์ได้อย่างไร ถ้าหากพระองค์คบค้าสมาคมกับคนบาปและ
คนเก็บภาษี ชาวฟาริสีรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นพระเยซูเจ้าปล่อยให้หญิงคนบาปชโลมเท้าของพระองค์ด้วย

น้ำหอม (ลก 7:36-50) และอีกครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ทานอาหารในบ้านของมัทธิวคนเก็บภาษี (มธ 9:9-13)

ทั้งสองโอกาสพระเยซูเจ้าได้ตอบพวกที่วิพากวิจารณว่า ภารกิจของพระองค์ก็เพื่อมาเชิญชวนให้คนบาป
กลับใจ ไม่ใช่ผู้ใคร่ธรรม เพราะว่าคนที่มีสุขภาพดี ไม่ต้องการหมอ แต่คนเจ็บป่วยต่างหากต้องการ (มก
2:17) ในอุปมาต่อไปนี้พระองค์ก็ได้ตอบพวกเขาอย่างเดียวกันว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อเมตตาจิต เราจะ

ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแกะพลัดหลงและเงินเหรียญที่หายไปพร้อมๆ กัน เพราะทั้งสองเรื่องสอนคล้าย ๆ กัน

แกะที่พลัดหลงและเงินเหรียญที่หายไป (ลก 15:3-10 เทียบ มธ 18:12-14)

3 พระองค์จึงตรัสคำเปรียบให้เขาฟังดังต่อไปนี้ว่า ในพวกท่านมีคนใดที่มีแกะร้อยตัว และตัวหนึ่ง
4
หายไป จะไม่ละเก้าสิบเก้าตัวนั้นไว้ที่กลางทุ่งหญ้า และไปเที่ยวหาตัวที่หายไปนั้นจนกว่าจะได้พบหรือ 5
6
เมื่อพบแล้วเขาก็ยกขึ้นใส่บ่าแบกมาด้วยความเปรมปรีดิ์ เมื่อมาถึงบ้านแล้ว จึงเชิญพวกมิตรสหายและ
เพื่อนบ้านให้มาพร้อมกัน พูดกับเขาว่า จงเปรมปรีดิ์กับข้าพเจ้าเถิด เพราะข้าพเจ้าได้พบแกะของข้าพเจ้าที่
หายไปนั้นแล้ว เราบอกท่านทั้งหลายว่า เช่นนั้นแหละ จะมีความปรีดีในสวรรค์ เพราะคนบาปคนเดียวที่
7
8
กลับใจใหม่ มากกว่าเพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจใหม่ หญิงคนใดที่มีเหรียญเงิน
9
สิบเหรียญ และเหรียญหนึ่งหายไป จะไม่จุดตะเกียงกวาดเรือนค้นหาให้ละเอียดจนกว่าจะพบหรือ เมื่อพบ
แล้วจึงเชิญเหล่ามิตรสหาย และเพื่อนบ้านให้มาพร้อมกัน พูดกับเขาว่า จงเปรมปรีดิ์กับข้าพเจ้าเถิด เพราะ

149

10
ข้าพเจ้าได้พบเหรียญเงินที่หายไปนั้นแล้ว เช่นนั้นแหละ เราบอกท่านทั้งหลายว่าจะมีความปรีดีในพวก
ทูตของพระเจ้า เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่

ประเทศปาเลสไตน์เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับเลี้ยงสัตว์ แทบทุกหมู่บ้านมีอาชีพเลี้ยงสัตว์ เช่น
แพะ แกะ การเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้ที่สำคัญของประเทศ และแกะเก้าสิบเก้าตัว นี่ไม่ได้หมายความว่า

เจ้าของละทิ้งแกะ 99 ตัว ตามยถากรรม เพราะไม่มีนายชุมพาบาลคนใดดอกที่ทำเช่นนั้น เพราะจะต้องจัด

ให้ฝูงแกะนั้นอยู่ในที่ปลอดภัย หรือต้อนเข้าคอกหรือฝากให้คนอื่นเลี้ยงดูแทน แต่ในที่นี้ พระเยซูเจ้า
ต้องการจะเน้นความพยายามเป็นพิเศษของนายชุมพาบาลที่จะแสวงหาแกะที่หายไปนั้น ยกมันใส่บ่า นาย
ชุมพาบาลไม่ยอมปล่อยให้แกะเดิน แต่แบกใส่บ่าด้วยความยินดีและไม่รู้สึกหนักอะไร เพราะความยินดีนั้น

เรียกมิตรสหายและเพื่อนบ้านมา... จงร่วมยินดีกับฉันเถิด นายชุมพาบาลมีความยินดีมากจนไม่สามารถจะ


เก็บไว้คนเดียวได้ เขาจึงได้เชื้อเชิญมิตรสหายและเพื่อนบ้านมารวมแสดงความยินดีกับเขา ผู้หญิงที่ทำ
เหรียญหาย และหาจนพบก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน บรรยากาศเช่นนี้ทำให้เรารู้สึกว่า พวกเขามีความรัก

และความสนิทสนมกันในหมู่บ้านหรือในสังคมเล็กๆ และรู้สึกว่าทั้งแกะและเหรียญเงินนั้นก็เป็นของๆ ตน
ด้วย พวกเขาจึงมาร่วมแสดงความยินดี เราบอกท่านทั้งหลายว่า พระเยซูเจ้าทรงตรัสสอนเขาจากอุปมาว่า

นายชุมพาบาลนี้คือพระเปนเจ้าเอง แกะพลัดฝูงคือคนบาป มิตรสหายและเพื่อนบ้านก็คือทูตสวรรค์ใน

สวรรค์ พระเยซูเจ้าผู้เป็นนายชุมพาบาลผู้พระทัยดี (เทียบ ยน 10:11) ที่เอาใจใส่ต่อแกะที่พลัดหลง เมื่อ

พบมันแล้ว พระองค์ก็แบกใส่บ่า การเปรียบเทียบเช่นนี้ชาวฟาริสีทุกคนเข้าใจดี เพราะเขารู้จักพระคัมภีร์ดี

ประกาศกอิสยาห์ได้ทำนายไว้เมื่อ 700 ปีเศษมาแล้วเกี่ยวกับพระเมสสิยาหว่า พระองค์ต้องโศกเศร้าและ
ต้องได้รับบาดเจ็บเพราะความผิดของเรา... เราทุกคนเปรียบเหมือนแกะที่พลัดหลง (เทียบ อสย 53:4-6)
นายชุมพาบาลที่ดียอมพลชีพเพื่อแกะของตน พระเยซูเจ้าก็ได้ยอมพลีชีพเพื่อเราคนบาป พระองค์ทรง

ต้อนรับคนบาปเข้าไปในพระอาณาจักรของพระองค์ และชาวสวรรค์ต่างก็พากันชื่นชมยินดีที่ทราบว่าคน

บาปกลับใจ เหลือ 99 ตัว พระเยซูเจ้าทรงต้องการเน้นถึงลูกแกะที่พลัดหลง กล่าวคือ คนบาปที่กลับใจ
ไม่ใช่ต้องการเน้นถึง 99 ตัวที่ยังคงอยู่ในฝูงเป็นปกติดีอยู่ แต่พระองค์ต้องการจะเน้นถึงพระเมตตาของพระ

เป็นเจามากกว่าที่ได้เสียสละทุกอย่างเพื่อติดตามลูกแกะที่หายไป แม้ว่าไม่จำเป็นทีเดียวที่เขาจะต้อง


ติดตาม ในเรื่องเงินเหรยญที่หายไปก็เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงมีพระประสงค์จะให้ทุกคนเอาตัวรอด แม้ว่า
เขาจะได้เคยทำผิดต่อพระองค์อย่างจริงใจมาแล้ว หญิงที่มีเงินสิบเหรียญดรักมา เป็นเหรียญเงิน มี

ค่าประมาณ 5 บาท ในสมัยพระเยซูเจ้าชาวเมืองใช้เงินชนิดนี้ ตามธรรมเนียมยว ผู้หญิงที่แต่งงานมักจะ
ได้รับสายสร้อยหรือเชือกที่ประดับด้วยเหรียญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดเวลาแต่งงาน เป็นไปได้ที่พระ
เยซูเจ้าคงจะหมายถึงเงินเหรียญที่ตกจากเครื่องประดับนั้น สตรีที่แต่งงานแล้วพยายามรักษาเครื่องประดับ

นี้ด้วยใจรัก คล้ายๆ กับสตรีที่มีครอบครัวแล้ว พยายามรักษาแหวนวิวาห์ด้วยความหวงแหน เพราะเหตุใด
ไม่ทราบ เหรียญอันหนึ่งได้ตกหาย นางจึงรู้สึกเศรา นางได้จุดตะเกียง ทั้งนี้ก็เพราะว่าภายในบ้านของ

ชาวยิวมักจะมืด แม้เป็นเวลากลางวัน เพราะตามปกติบ้านไม่มีหน้าต่างหลายๆ บาน นางได้กวาดพื้นบ้าน


และได้พบเหรียญในที่สุด นางรู้สึกมีความยินดีมาก และได้เรียกเพื่อนๆ ให้มารวมแสดงความยินดีกับเธอ

ทูตสวรรค์ของพระเจ้าในสวรรค์มีความปิติยินดีที่เห็นคนบาปกลับใจ แม้เราจะทราบวาปีศาจอิจฉามนุษย์
และพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้มนุษย์พินาศไป (เทียบ 1ปต 5:8) เราก็ยังมีความบรรเทาใจที่ทราบวาเรา

มีทูตสวรรค์อยู่ฝ่ายเดียวกับเรา และสนใจต่อความทุกข์สุขของเราด้วย

150

ลูกล้างผลาญและลูกที่คิดว่าตนทำดีแล้ว (ลก 15:11-32)
12
11 พระองค์ตรัสว่า ชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน บุตรคนเล็กพูดกับบิดาว่า บิดาเจ้าข้า ขอทรัพย์ที่ตก
13
เป็นส่วนของข้าพเจ้าเถิด บิดาจึงแบ่งสมบัติให้แก่บุตรทั้งสอง ต่อมาไม่กี่วันบุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทรัพย์
14
ทั้งหมดแล้วไปเมืองไกล และได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง เมื่อใช้ทรัพย์หมดแล้วก็เกิด
15
กันดารอาหารยิ่งนักทั่วเมืองนั้น เขาจึงขัดสน เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง และคนนั้นก็ใช้เขา
16
17
ไปเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา เขาใคร่จะได้อิ่มท้องด้วยฝักถั่วที่หมูกินนั้น แต่ไม่มีใครให้อะไรเขากิน เมื่อเขารู้สำนึก
ตัวแล้ว จึงพูดว่า ลูกจ้างของบิดาเรามีมาก ยังมีอาหารกินอิ่มและเหลืออีก ส่วนเราจะมาตายเสียที่นี่เพราะ
อดอาหาร จำเราจะลุกขึ้นไปหาบิดาเรา และพูดกับท่านว่า บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์และผิดต่อ
18
19
ท่านด้วย ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของ
ท่านคนหนึ่งเถิด แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปหาบิดาของตน แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาแลเห็นเขาก็มีความ
20
เมตตา จึงวิ่งออกไปกอดคอจุบเขา ฝ่ายบุตรนั้นจึงกล่าวแก่บิดาว่า บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์
21
22
ื้
และต่อท่าน ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป แต่บิดาสั่งบ่าวของตนว่า จงรีบไปเอาเสอ
อย่างดีที่สุดมาสวมให้เขา และเอาแหวนมาสวมนิ้วมือ กับเอารองเท้ามาสวมให้เขา จงเอาลูกวัวอ้วนพีมา
23
ฆ่าเลี้ยงกัน เพื่อความรื่นเรงยินดีเถิด เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นอีก หายไปแล้วแต่ได้

24
25
พบกันอีก เขาทั้งหลายต่างก็มีความรื่นเริงยินดี ฝ่ายบุตรคนโตนั้นกำลังอยู่ที่ทุ่งนา เมื่อเขากลับมาใกล้ตึก
26
แล้ว ก็ได้ยินเสียงมโหรีและเต้นรำ เขาจึงเรียกบ่าวคนหนึ่งมาถามว่า เขาทำอะไรกัน บ่าวจึงตอบว่า น้อง
27
ของท่านกลับมาแล้ว และบิดาได้ให้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเพราะได้ลูกกลับมาโดยสวัสดิภาพ ฝ่ายพี่ชายก็โกรธไม่
28
29
ยอมเข้าไป บิดาจึงออกมาชักชวนเขา แต่เขาบอกบิดาว่า ดูแน่ะ ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติท่านกี่ปีมาแล้ว และ
มิได้ละเมิดคำบัญชาของท่านสักข้อหนึ่งเลย แม้แต่เพียงลูกแพะสักตัวหนึ่งท่านก็ยังไม่เคยให้ข้าพเจ้า เพื่อจะ

30
เลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริงยินดีกับเพื่อนฝูงของข้าพเจ้า แต่เมื่อลูกคนนี้ของท่าน ผู้ได้ผลาญสิ่งเลี้ยงชีพของท่าน
31
โดยคบหญิงชั่วมาแล้ว ท่านยังได้ฆ่าลูกวัวอ้วนพีเลี้ยงเขา บิดาจึงตอบเขาว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอยู่กับเราเสมอ
32
และสิ่งของทั้งหมดของเราก็เป็นของเจ้า แต่สมควรที่เราจะได้รื่นเริงและยินดี เพราะน้องของเจ้าคนนี้ตาย
แล้ว แต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก
อุปมาที่น่าจับใจเรื่องนี้เป็นคำตอบของพระเยซูเจ้าต่อพวกธรรมาจารย์และชาวฟาริสี ซึ่งไม่เห็นดี

ื่
ด้วยกับพระองค์ เพราะพระองค์ไปคลุกคลีและสมาคมกับคนบาป ในอุปมาสองเรองแรกเกี่ยวกับแกะที่


พลัดหลงและเงินเหรียญที่หายไป เราเห็นว่าแกะก็เปนเพียงสัตว์ไร้สติปัญญา และเหรียญเงินก็เป็นเพยงแต่
ของที่ระลึกเท่านั้น แต่ในอุปมาเรื่องนี้เป็นบุตรที่ได้ละทิ้งบิดาด้วยความเต็มใจ เป็นกิจการที่สอนให้เห็นว่า
เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวทีเดียวและอกตัญญู เฉพาะหัวใจของบิดาที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาเท่านั้นที่จะ

สามารถอภัยบุตรชนิดนี้ได้ พ่อครับ โปรดให้ทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นมรดกแก่ลูกเถิด ตามกฎหมายยิว ถ้า
หากครอบครัวใดมีบุตรชายสองคน คนน้องมีส่วนได้รับหนึ่งในสามของทรัพย์สมบัติถ้าหากบิดาตายจากไป

บิดาในขณะนี้มีชีวิตอยู่ ไม่จำเป็นต้องแบ่งมรดกให้ แต่ในบางครั้งถ้าหากฝ่ายบุตรเองเป็นผู้เสนอเพื่อเอา

ทรัพย์สมบัติไปใช้สร้างบ้านหรือสร้างฐานะของตัวเองบิดาก็อาจอนุญาตให้ ถ้าหากบิดาเห็นด้วย ในอุปมา
เรื่องนี้ให้ไปเพื่อตัดความรำคาญ และเห็นว่าลูกของตัวก็โตแล้ว และมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะออก

จากบ้าน เดินทางไปยังประเทศห่างไกล ที่นั่นเขาประพฤติเสเพล ผลาญเงินทองจนหมดสิ้น เพื่อที่จะใช้
ชีวิตอย่างอิสระสมตามปรารถนา เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ได้เพียงแต่ออกจากบ้านของบิดาเท่านั้น แต่ว่าได้เดินทาง

ออกจากประเทศ เพื่อใช้เงินทองตามความพอใจ เขาไม่ต้องการให้ใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา ไม่ว่า
จะเป็นบิดา พี่ชาย หรือญาติพี่น้อง แน่นอน ในต่างประเทศเขาได้คบเพื่อนฝูง ซึ่งเห็นดีเห็นชอบกับความ

151

ประพฤติของเขา และต่างก็ช่วยกันผลาญเงินทองของเขา เขาเป็นเพื่อนกินมากกว่าเพื่อนตาย ที่สุดเขาก็
ผลาญเงินของเขาหมด ซึ่งในสายตาของเขา เขาคิดว่าเป็นเงินจำนวนมาก เกิดกันดารอาหารอย่างหนักทั่ว

แถบนั้น และเขาเริ่มขัดสน ที่สุดเขาก็หมดเนื้อหมดตัวและหมดเพื่อนฝูง ที่ครั้งหนึ่งมีจำนวนมากมายและ
คอยประจบประแจงเขาในดินแดนต่างชาติ สถานการณ์เลวร้ายกว่าอีก เมื่อเกิดข้าวยากหมากแพงใน

ประเทศนั้น ในภาวะปกติ คนต่างด้าวที่เป็นคนจนก็ดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบากอยู่แล้ว ในยามข้าว

ยากหมากแพงเช่นนั้น แม้แต่คนมีเงินก็ยังดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก ให้เราคิดถึงสภาพอันน่า
สังเวชของเขาก็แล้วกันว่าจะตกอยู่ในขั้นไหน ซึ่งในอุปมาก็ได้บอกเรา จึงไปรับจ้างอยู่กับชาวเมืองคนหนึ่ง
ซึ่งใช้เขาไปเลี้ยงหมูในทุ่งนา คนยิวเท่านั้นที่จะเข้าใจถึงสภาพที่เลวร้ายขนาดนั้น หมูเป็นสัตว์ที่มีมลทินตาม

กฎหมายยิว กฎหมายห้ามไม่ให้ชาวยิวคนใดทานเนื้อหมูหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมู ที่น่าสังเวชก็คือ ลูกคน

มีเงินชาวยิวจะต้องมาเป็นคนรับจ้างเลี้ยงหมู เขาอยากกินฝักถั่วที่หมูกิน ไม่ใช่แต่หน้าที่ของเขาต่ำช้า
เท่านั้น ค่าแรงงานก็ต่ำมากด้วย เขาไม่มีอาหารจะกินถึงขนาดอิจฉาหมู เพราะว่าหมูกิน แต่สำหรับเขาไม่มี

ู้
ใครจะหยิบยื่นอาหารให้เขาในภาวะที่เขาต้องทนหิวใจจะขาด เขาจึงรสำนึก ก่อนที่จะถึงเวลารุ่งเช้าก็ต้อง
มืดก่อนเป็นของธรรมดา ที่สุด เขาก็หวนมาคิดถึงความโง่เง่าของเขาที่ทำให้ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น เขา

เริ่มสำนึกตัวในความผิดพลาดต่างๆ และหาหนทางแก้ไข คนรับใช้หลายคน เขาคิดถึงบ้าน บิดามีคนใช้
มากมายที่มีความสุขใช้ได้ ส่วนเขาที่เป็นลูกแท้ๆ กำลังจะขาดใจตายด้วยความอดอยากในต่างแดน ฉันจะ

กลับไปหาพ่อ แม้ว่าเขาจะมีความผิดพลาดในอดีต ถึงกระนั้นเขาก็ยังมีน้ำใจเป็นลูกผู้ชาย ซึ่งตรงกันข้าม
กับหลายๆ คนที่เมื่อผิดพลาดและผิดหวังในชีวิต ก็หาทางออกโดยการฆ่าตัวตายอย่างคนขี้ขลาด ลูกผู้ชาย

ที่ล้างผลาญคนนี้ยอมรับผิด และพร้อมที่จะขออภัย และยอมรับโทษทุกประการที่เขาได้ทำผิดต่อบิดาและ
ต่อพระเป็นเจ้า เพราะเขาทราบดีว่าเมื่อเขาทำผิดต่อบิดาผู้บังเกิดเกล้า เขาก็ย่อมทำผิดต่อพระเป็นเจ้าด้วย

เขาไม่เคยคิดว่าเขาจะได้รับเกียรติเป็นลูกเหมือนกับที่เขาเคยเป็น เขาพร้อมที่จะเป็นคนใช้ที่ต่ำต้อยที่สุดใน

บรรดาคนใช้ของบิดาของเขา เพราะตำแหน่งนั้นก็ยังดีกว่าตำแหน่งที่เขาทำอยู่ในขณะนี้ เขาคิดว่าเขาคงมี
อาหารอิ่มปากอิ่มท้อง และยังเป็นการถือโอกาสแสดงความกตัญญูต่อบิดาผู้บังเกิดเกล้าอีกด้วย เขาก็

กลับไปหาบิดา เมื่อคิดแล้วเขาก็ลงมือปฏิบัติทันที เขาออกจากดินแดนคนต่างชาติ และมุ่งหน้ากลับบ้าน
ขณะที่เขายังอยู่ไกล บิดามองเห็น นี่แหละเราเห็นความรักประสาพ่อต่อลูก บิดาผู้ใจดีลืมความผิดทั้งสิ้น

ของลูกที่มีต่อตน แต่สำหรับลูก พ่อไม่สามารถจะลืมได้ลงคอ ทุกๆ วันเขาออกไปดูว่าลูกชายคนเล็กของเขา
กลับมาแล้วหรือยัง ฉะนั้น เมื่อเขาเห็นลูกชายเขาก็รีบวิ่งออกไปสวดกอดลูกชายด้วยความปิติยินดี พ่อครับ

ลูกทำบาปผิดต่อสวรรค์และต่อพ่อ บุตรชายมีความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ส่วนความปิติยินดีของพ่อนั้นมากมาย
เหลือประมาณ เขาได้เรียกคนใช้ให้นำเสื้อผ้าดีๆ มาให้บุตรสวม บุตรซึ่งไม่สมควรจะได้รับเกียรติเช่นนั้นจาก

บิดาของตน เขาได้สวมแหวนและรองเท้า และบิดาก็ได้จัดการให้ฆ่าลูกวัวที่อ้วนพีสำหรับเลี้ยงฉลองการ
กลับมาของลูกชาย เขาตายไปแล้วกลับมีชีวิต เขาได้หายไป แต่ก็หาพบแล้ว เข้าใจว่า ชาวฟาริสีเข้าใจ

อุปมาของพระเยซูเจ้าอย่างดี คนเก็บภาษีและคนบาปได้เคยเป็นลูกช่างล้างผลาญ พวกเขาได้ละทิ้งบ้าน

ของบิดาและได้ลดเกียรติของตัวเองลงโดยยอมเป็นทาสของราคะตัณหา แต่เมื่อเขาได้รับพระหรรษทาน
จากพระเป็นเจ้า พวกเขาได้สำนึกผิด ได้เสียใจ และพระบิดาผู้ทรงพระเมตตาก็ได้ต้อนรับพวกเขาด้วยความ

รัก โอกาสเช่นนี้น่าจะนำความชื่นชมมาสู่ลูกๆ ทุกคนของพระเป็นเจ้า แต่ตามความจริง ชาวฟาริสีไม่พอใจ
เพราะฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงเล่าอุปมานี้ต่อไปอีก ส่วนบุตรคนโตอยู่ในทุ่งนา ในขณะที่ลูกชายคนเล็ก

ื่
ล้างผลาญทรัพย์สมบัติ ลูกคนโตก็ช่วยบิดาทำงานเพอหาเงิน ในขณะที่เขากลับจากงานในทุ่ง เขาได้ยิน
เสียงดนตรีและการร้องรำทำเพลง แทนที่จะมีความยินดี เพราะบิดาคงมีอะไรที่น่ายินดีจึงจัดงานเช่นนั้น

152


เขากลับสงสัย จึงเรียกผู้รบใช้คนหนึ่งมาถาม เขาโมโห และไม่ได้เข้าไปข้างใน เมื่อทราบเรื่องจากคนใช้
เขาก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง การกลับมาของน้องชายหาได้เป็นสาเหตุแห่งความยินดีของเขาไม่ ยิ่งกว่านั้น เขา

รู้สึกอิจฉาริษยาที่บิดาของเขาได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับน้องชาย บิดาจึงออกมาขอร้องให้เข้าไป เราเห็นความ
รักของบิดาต่อลูกชายทั้งสองคน เขาได้อ้อนวอนให้ลูกชายคนโตเป็นคนใจกว้าง พร้อมที่จะอภัยโทษ


เช่นเดียวกับเขา และอ้อนวอนให้เขาเข้ามารวมแสดงความยินดีกับน้องชายที่กลับมาแล้ว ลูกรับใช้พ่อมา
นานหลายปีแล้ว ไม่เคยฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อเลย คำพูดของลูกคนโตทำให้เราคิดถึงคำภาวนาที่โอ้อวดของฟา
ริสีคนนั้นที่เข้าไปภาวนาในพระวิหารพร้อมกับคนเก็บภาษี พ่อก็ไม่เคยให้ลูกแพะแม้แต่ตัวเดียวแก่ลูกเพื่อ
เลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆ การที่เขาทำงานอยู่ในบ้านนั้น คงไม่ใช่เพื่อทำให้บิดาพอใจอย่างเดียว แต่คงเพื่อหวัง

บำเหน็จรางวัลด้วย บิดาจึงได้ตอบว่า “ลูกเอ๋ย ลูกอยู่กับพ่อเสมอมา ทุกสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของลูก” จาก

ประโยคนี้แสดงว่าการอยู่กับบิดาและการทำงานเพื่อให้บิดาพอใจนั้นก็เป็นบำเหน็จรางวัลสำหรับลูกที่
กตัญญูรู้คุณแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็คงจะได้รับมรดกอย่างแน่นอน แต่พอลูกคนนี้ของพ่อกลับมา

เขารู้สึกมีความขมขื่นและมีความอิจฉาริษยาอย่างแน่นอน เขาไม่ได้พูดว่า “น้องชายของผม” แต่เขาให้

ศัพท์ว่า “ลูกของพ่อ” ทั้งนี้ก็เพราะว่าคนสารเลวเชนนั้นไม่สมจะได้รับชื่อว่าเป็นน้องชายของเขา แต่พ่อ

ของเขาก็ยังถือว่าเป็นลูก แต่จำเป็นต้องเลี้ยงฉลองและชื่นชมยินดี เพราะน้องชายคนนี้ของลูก... บดา
ยังคงเน้นว่าที่จัดให้มีการรื่นเริงนั้นเหมาะสมและถูกต้องยิ่งนัก และยังเน้นอีกว่าเป็นหน้าที่ของลูกชายคนโต

ที่จะต้องร่วมยินดีด้วย ทั้งนี้ก็เพราะว่า น้องชายของเจ้าคนนี้ตายไปแล้ว เกิดใหม่ก็ว่าได้ เราไม่ทราบ
ปฏิกิริยาของบุตรชายคนโตว่าเป็นอย่างไร เพราะพระองค์ไม่ได้เล่าต่อ พระองค์ต้องการจะทิ้งเรื่องไว้เพียง

แค่นั้น เพราะการตัดสินใจนั้นขึ้นอยู่กับชาวฟาริสี พวกเขาควรจะต้องมีปฏิกิริยาต่อเพื่อนพี่น้องคนบาปของ
ี้
เขาอย่างไร หลังจากที่ได้ฟังอุปมาของพระองค์แล้ว เขาอาจจะเข้ามาร่วมงานเลยงได้ เพราะพระเป็นเจ้า
เองก็ได้ทรงเชื้อเชิญพวกเขา ความรักของบิดายังต้องการสวมกอดของพวกเขาด้วย พระราชัยสวรรค์

เปิดรับทุกคนที่ถือตามบัญญัติทั้งสองประการคือ ความรักต่อพระเป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ และความรักต่อ
เพื่อนมนุษย์เหมือนที่พระเยซูเจ้าทรงรักเรา


หญิงคนบาป (ลก 7:36-50)
36 มีคนหนึ่งในพวกฟาริสีเชิญพระองค์ไปเสวยพระกระยาหารกับเขา พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในเรือน

37
ู้
ของคนฟาริสีคนนั้น แล้วเอนพระกายลง และดูเถิด มีผู้หญิงคนหนึ่งของเมืองนั้นเคยเป็นหญิงชั่ว เมื่อรว่า
38
พระองค์ทรงเอนพระกายเสวยอยู่ในบ้านของคนฟาริสีนั้น นางจึงถือผอบน้ำมันหอม มายืนอยู่ข้างหลัง
ใกล้พระบาทของพระองค์ ร้องไห้น้ำตาไหลเปียกพระบาท เอาผมเช็ด จุบพระบาทของพระองค์มาก และ

39
เอาน้ำมันนั้นชโลม ฝ่ายคนฟาริสีที่ได้เชิญพระองค์ เมื่อเห็นแล้วก็นึกในใจวา ถ้าท่านนี้เป็นผู้เผยพระวจนะ
40
ก็คงจะรู้ว่า หญิงผู้นี้ที่ถูกต้องกายของท่านเป็นผู้ใดและเป็นคนอย่างไร เพราะนางเป็นคนชั่ว ฝ่ายพระเยซู
ตรัสตอบเขาว่า ซีโมนเอ๋ย เรามีอะไรจะพูดกับท่านบ้าง เขาทูลว่า ท่านอาจารย์เจ้าข้า เชิญพูดไปเถิด 41
พระองค์จึงตรัสว่า เจ้าหนี้คนหนึ่งมีลูกหนี้สองคน คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเหรียญเดนาริอัน อีกคนหนึ่ง

42
เป็นหนี้เงินห้าสิบเหรียญ เมื่อเขาไม่มีอะไรจะใช้หนี้แล้ว ท่านจึงโปรดยกหนี้ให้เขาทั้งสองคน ในสองคน
นั้น คนไหนจะรักนายมากกว่า ซีโมนจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าคนที่นายได้โปรดยกหนี้ให้มาก ก็เป็นคนที่
43
รักนายมาก พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ท่านคิดเห็นถูกแล้ว พระองค์จึงทรงเหลียวหลังดูผู้หญิงนั้น และ
44
ตรัสแก่ซีโมนว่า ท่านเห็นผู้หญิงนี้หรือ เราได้เข้ามาในบ้านของท่าน ท่านมิได้ให้น้ำล้างเท้าของเรา แต่นาง

ได้เอาน้ำตาชำระเท้าของเราและได้เอาผมของตนเช็ด ท่านมิได้จูบเรา แต่ผู้หญิงนี้ตั้งแต่เราเข้ามา มิได้
45

153

46
หยุดจูบเท้าของเรา ท่านมิได้เอาน้ำมันชโลมศีรษะของเรา แต่นางได้เอาน้ำมันหอมชโลมเท้าของเรา 47
เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่า ความผิดบาปของนางซึ่งมีมากได้โปรดยกเสียแล้ว เพราะนางรักมาก แต่ผู้ที่ได้รับ

49
48
การยกโทษน้อย ผู้นั้นก็รักน้อย พระองค์จึงตรัสแก่นางว่า ความผิดบาปของเจ้าโปรดยกเสียแล้ว ฝ่ายคน
ทั้งหลายที่เอนกายอยู่ด้วยพูดกันว่า คนนี้เป็นใคร แม้ความผิดบาปก็ยกให้ได้ พระองค์จึงตรัสแก่ผู้หญิงนั้น
50
ว่า ความเชื่อของเจ้าได้ทำให้เจ้ารอด จงไปเป็นสุขเถิด

ชาวฟาริสีคนหนึ่งได้เชื้อเชิญพระองค์ให้ทานเลี้ยงในเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลี พวกเขาได้เคยสังเกต
แล้วว่าพระองค์ทำตัวเป็นเพื่อนของคนบาปและคนเก็บภาษี และเพราะเหตุนี้เองแหละ พระองค์จะเป็น
พระเมสสิยาห์ไม่ได้ตามความคิดของพวกเขา อยางไรก็ตาม แม้พวกเขาจะมีความคิดขัดแย้งกับพระองค์ ถึง

กระนั้นก็ดี พวกเขาก็ยังไม่ได้เกลียดพระองค์อย่างรุนแรง ชาวฟาริสีอีกหลายคนต้องการทราบรายละเอียด

เกี่ยวกับความประพฤติของพระองค์เพิ่มขึ้นด้วย บางทีเพราะเหตุนี้แหละฟาริสีจึงได้เชิญพระองค์มาทาน
อาหารกับเขา เขาคงต้องการถามพระองค์หลายอย่าง และในห้องอาหารที่บ้านของเขา เขาคงมีโอกาส

สนทนาและซักถามพระองค์เป็นการส่วนตัว พระเยซูเจ้าตอบรับคำเชิญนั้น เพราะว่าพระองค์ไม่เคย

ปล่อยให้โอกาสผานไปเลย ถ้าหากว่าพระองค์มีโอกาสจะนำข่าวดีไปสู่มนุษย์และเชื้อเชิญให้เขากลับใจ ไม่
ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นฟาริสี หรือคนเก็บภาษีก็ตาม แต่เนื่องจากมีสตรีเข้ามาขัดจังหวะในงานเลี้ยง ซีมอนจึงไม่
มีโอกาสถามปัญหาต่างๆ ตามที่ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้รับคำตอบที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งเกี่ยวกับ

ภารกิจของพระเยซูเจ้า กล่าวคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อช่วยให้คนบาปได้กลับใจ ในเมืองนั้นมีหญิงคน

หนึ่งเป็นคนบาป เนื่องจากนางเป็นคนบาปโดยเปิดเผย เข้าใจว่าคงจะเป็นหญิงงามเมือง เมื่อนางรู้วา

พระเยซูเจ้ากำลังประทับรวมโต๊ะอยู่ในบ้านของชาวฟาริสี หญิงคนบาปผู้นี้คงได้ทราบมาแล้วว่าพระเยซูเจ้า

เคยเทศน์เรยกร้องให้คนบาปกลับใจ และพระองค์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อคนบาป นางก็ได้เชื่อในพระองค์
และได้กลับใจอย่างแท้จริง ละทิ้งความประพฤติไม่ดีเสีย นางมีโอกาสที่จะแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

นางจึงได้บังอาจเข้าไปหาพระเยซูเจ้า แม้ชาวฟาริสจะจ้องมองก็ไม่สะทกสะท้าน ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงความรัก

และกตัญญูต่อพระองค์ ขวดหินขาวบรรจุน้ำมันหอม เธอต้องการจะชโลมพระบาทของพระเยซูเจ้าด้วย

น้ำมันหอม คนรวยมักจะใช้น้ำมันหอมนี้ชโลมศีรษะในโอกาสที่สำคัญๆ เพื่อที่จะทำให้ผมมีกลิ่มหอม ฉะนั้น
การใช้น้ำมันหอมมาชโลมเท้าจึงถือว่าเป็นการฟุ่มเฟือยโดยเปล่าประโยชน์ นางใช้ผมเช็ดพระบาท จูบ

พระบาท นางได้สำนึกในความผิดพลาดของตนในอดีต ได้ร้องไห้อย่างขมขื่นแทบเท้าของพระเยซูเจ้า และ
เนื่องจากนางไม่มีผ้าเช็ด นางจึงได้ใช้มวยผมเช็ดเท้าของพระองค์ และได้ลูบพระบาทด้วยความศรัทธา

เลื่อมใส จากนั้นนางก็ได้ชโลมพระบาทด้วยน้ำหอมนั้น ชาวฟาริสีที่ทูลเชิญพระองค์มาเห็นดังนี้ ชาวฟาริ
สีรู้สึกตกตะลึงเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ เพราะไม่เคยนึกเลยว่าพระเยซูเจ้าจะปล่อยให้นางทำเช่นนั้น ทั้งนี้ก็

เพราะว่า แม้แต่เวลาเดินไปตามถนน เขามักจะพยายามไม่ให้เสื้อผ้าของเขาไปแตะต้องคนบาป แต่นี่หญิง
ชั่วผู้นี้ใครๆ ก็รู้จัก ไม่ใช่แต่แตะต้องเท่านั้น แต่ได้ลูบพระบาทของคนที่อ้างว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ แกล้งทำเป็น

ว่าตนเป็นพระเมสสิยาห แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าหญิงผู้นี้เป็นใครมาจากไหน และแม้ว่าพระองค์รู้จริงๆ

พระองค์ก็ไม่น่าปล่อยใหคนบาปทำเช่นนั้นกับพระองค์ ซีโมน เรามีเรื่องจะพูดกับท่าน ซีโมนและเพื่อนๆ
ไม่ได้วิพากวิจารณ์พระองค์อย่างเปิดเผย แต่พระองค์ต้องการแสดงให้พวกเขาเห็นว่าพระองค์สามารถที่จะ

อ่านจิตใจของพวกเขาได้ เพราะเหตุนี้พวกเขาควรจะรับทราบไว้ด้วยวาพระองค์เป็นประกาศก เจ้าหนี้

คนหนึ่งมีลูกหนี้อยู่สองคน อาศัยการเปรียบเทียบ พระเยซูเจ้ามีพระประสงค์จะป้องกันตัวเองและป้องกัน

สตรีผู้นั้น และในเวลาเดียวกัน ก็ต้องการตำหนิซีโมนที่ขาดสมบัติผู้ดีในการต้อนรับพระองค์ ข้อบกพร่อง
ของตัวเองมองไม่เห็น เห็นแต่ความผิดของหญิงคนชั่ว คนหนึ่งเป็นหนี้อยู่ห้าร้อยเหรียญ อีกคนหนึ่งเป็น

154

หนี้อยู่ห้าสิบเหรียญ หนึ่งเหรียญในสมัยของพระเยซูเจ้ามีค่าเท่ากับค่าแรงของคนงานหนึ่งวัน ในที่นี้
พระองค์ต้องการเน้นว่าคนหนึ่งเป็นหนี้มากกว่าอีกคนหนึ่งถึงสิบเท่า ทั้งสองคนไม่มีอะไรจะใช้หนี้ ลูกหนี้

สองคนทำหนี้สินไว้มากใช้ได้ แต่เจ้าหนี้เป็นคนมีเมตตาจิต เมื่อคิดว่าลูกหนี้สองคนไม่มีทางที่จะจัดหาเงินมา
ชำระหนี้ได้ในขณะนั้นและอนาคต เขาก็ยกหนี้ให้ทั้งหมดอย่างใจกว้าง พระเยซูเจ้าจึงถามซีโมนว่าลูกหนี้คน

ไหนรักเจ้าหนี้มากกว่ากัน และซีโมนได้ตอบอย่างถูกต้องว่า คนที่เจ้าหนี้ยกหนี้สินให้มากกว่า พระองค์ทรง

ผินพระพักตร์มาทางหญิงผู้นั้น ตรัสกับซีโมนว่า... พระเยซูเจ้าจึงประยุกต์เรื่องที่เล่าโดยเปรียบเทียบการ
กระทำของผู้หญิงคนนั้น และการต้อนรับของซีโมน พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านของซีโมนในฐานะที่เป็น
แขก ตามธรรมเนียมชาวยิวที่เป็นเจ้าของบ้านจะต้องล้างเท้า จูบเพื่อต้อนรับและเจิมศีรษะแขกผู้มีเกียรติ

ด้วยน้ำมันหอม ซีโมนไม่ได้ทำอะไรเลยกับพระเยซูเจ้าตามที่กล่าว ทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้ถือว่าพระองค์เป็น

แขกที่มีเกียรติ ไม่ได้ถือว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ ส่วนหญิงคนนั้นได้ล้างเท้าพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ด้วยน้ำ
ธรรมดา แต่ด้วยน้ำตา และได้จูบพระบาทนับครั้งไม่ถ้วน และได้ชโลมพระบาทไม่ใช่ด้วยน้ำมันธรรมดา แต่

ด้วยน้ำหอมที่มีค่าที่นางอาจหาได้ เพราะฉะนั้นเรากล่าวแก่ท่านว่า พระเยซูเจ้าสรุปอุปมาให้ซีโมนฟัง
กล่าวคือ หญิงผู้นั้นไม่ใช่คนบาปตามที่เขาคิดต่อไปแล้ว พระองค์ได้อภัยบาปให้แก่เขาแล้ว เพราะว่านางได้

สำนึกถึงหนี้สินมากมายที่พระองค์ได้ทรงยกให้นาง จึงได้แสดงความรักอันใหญ่หลวงและสำนึกในพระคุณ
โดยการชโลมพระบาทของพระองค์ด้วยน้ำหอมและน้ำตา บาปมากมายของนางได้รับการอภัยแล้ว พระ

เยซูเจ้าทรงประกาศว่าบาปของนางได้ถูกยกแล้ว แน่นอน นางจะต้องได้รับความบรรเทาใจอย่างใหญ่หลวง
จากคำพูดของพระองค์ ในเวลาเดียวกันก็เป็นข้อพิสูจน์สำหรับซีโมนด้วยว่า พระเยซูเจ้ามิใช่เป็นเพียง

ประกาศกธรรมดาเท่านั้น ซึ่งซีโมนก็เคยสงสัย แต่ใหญ่กว่าประกาศก เพราะพระองค์ทรงทราบถึงส่วนลึก

ในหัวใจของคนบาป และประกาศว่านางไม่มีบาปแล้ว ยิ่งกวานั้นอีก พระองค์ก็ยังได้ทรงสอนในอุปมาว่า
พระองค์ได้ทรงยกหนี้สินอันมากมายให้แก่นาง ผู้ที่ได้รับการอภัยน้อยก็ย่อมมีความรักน้อย ตรงกันข้าม


ซีโมนคิดว่าตนเองมีบาปน้อยหรือมีหนี้สินน้อยต่อพระเป็นเจ้า เพราะชาวฟาริสต่างก็มีความคิดนี้เหมือนกัน
คือพวกเขาไม่ใช่คนบาปหนา เขาจึงเป็นหนี้พระเป็นเจ้าและพระเยซูเจ้าน้อย เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นการ

ต้อนรับอันเย็นชาของเขาต่อพระเยซูเจ้า เมื่อเปรียบเทียบกับความกตัญญูและความรักอยางสุดซึ้งของหญิง


คนบาป ซึ่งรู้และยอมรับตัวเป็นคนบาป และได้ทำหนี้สินไว้กับพระเป็นเจามากมาย ฉะนั้นนางจึงได้แสดง
ความกตัญญูกตเวทีถึงเพียงนั้น บรรดาผร่วมโต๊ะจึงเริ่มพูดกันว่า เมื่อชาวฟาริสีได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจ
ู้
เพราะคำพูดของพระองค์นั้นแสดงว่าพระองค์มีอำนาจยกบาปได้ พระองค์อวดอ้างว่าเป็นพระเป็นเจ้าหรือ

พระองค์เป็นใครกันจึงบังอาจเช่นนี้ เพราะพวกเขาทราบดีว่า มีเพียงพระเป็นเจาเท่านั้นที่มีอำนาจยกบาป

ได้ ที่จริงพระองค์ก็เป็นตามที่เขาคิด คือพระองค์เป็นพระเป็นเจ้า และพระองค์ก็มีพระประสงค์ให้เขา

รับทราบเรื่องนี้ด้วย ความเชื่อของเจ้าช่วยเจาให้รอดพ้นแล้ว จงไปเป็นสุขเถิด อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ก็


แสดงให้เหนว่าหญิงคนบาปที่พวกเขาประมาทนั้นสูงกว่าพวกเขาเสียอีก นางได้เชื่อว่าพระองค์เป็นพระผู้ไถ่
ซึ่งยกบาป (ยน 1:29) นางเชื่อว่าพระองค์ทรงพระทัยเมตตาและมีอำนาจที่จะยกบาปของนางได้ แม้นางจะ

มีบาปมากมายและหนักเพียงไรก็ตาม ขอแต่ให้นางสำนึกในความผิดก็พอ นางได้สำนึกผิดและนางก็ได้รับ

อภัยโทษทั้งหมด พระองค์จึงตรัสว่าให้นางไปในสันติสุข สันติสุขกับพระเป็นเจาและกับตัวเอง

เอกลักษณ์ของคริสต์ศาสนา
การที่พระผู้เป็นเจ้าทรงบังเกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นการแสดงความรักอันปราศจากขอบเขตของพระ

เป็นเจาที่มีต่อเรา จนกระทั่งว่าเราไม่สามารถจะเข้าใจได้ และบางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างไร


155



ก็ตาม พระบุตรของพระเปนเจ้าก็ได้เสด็จมาบังเกิดเปนมนุษย์เหมือนเราทุกอย่าง เว้นแต่ว่าพระองค์ไม่มี
บาป ทั้งนี้ก็เพื่อไถ่บาปของโลก พระองค์ได้ทรงเปิดประตูสวรรค์ให้เราอีกครั้งหนึ่ง โดยการพลีชีพบนเนิน
กัลวารีโอ และได้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิต และยังได้ทรงประทานเครื่องมือเพื่อเราทุกคนจะได้บรรล ุ
ถึงพระอาณาจักรสวรรค์ เนื่องจากความรักอันปราศจากขอบเขตของพระเจา พระองค์จึงได้ทรงไถ่

มนุษยชาติ เพราะฉะนั้น มนุษยชาติก็ต้องตอบแทนความรักของพระองค์ด้วยความรักเช่นเดียวกัน แม้

ความรักของมนุษย์จะมีขอบเขตก็ตาม นักบุญยอห์นได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าพระเจาทรงรักเราเช่นนี้ เราก็ควร

จะรักกันด้วย” (1ยน 4:11) ที่จริงนักบุญยอห์นก็ไม่ได้พูดอะไรใหม่ ท่านเพียงแต่จำคำสั่งของพระอาจารย์
เจ้าที่ได้เคยตรัสอย่างหนักแน่นว่า ผู้ที่จะติดตามพระองค์อย่างแท้จริงจะต้องมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์

“เราให้บทบัญญัติใหม่แก่ท่านทั้งหลาย ให้ท่านรักกัน เรารักท่านทั้งหลายอยางไร ท่านก็จงรักกันอย่างนั้น

เถิด ถ้าท่านมีความรักต่อกันและกัน ทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์ของเรา “(ยน 13:34-35) เพราะฉะนั้น
สำหรับทุกคนที่พระคริสตเจ้าได้ทรงไถ่ และสำหรับผู้ติดตามพระคริสตเจ้า ความรักฉันพี่น้องควรจะเป็น

เอกลักษณ์ที่เด่นชัด แม้แต่คริสตชนที่ใจเย็นเฉยก็ยอมรับความจริงข้อนี้ทางทฤษฎี สำหรับคริสตชนที่มีใจ
ร้อนรนอย่างแท้จริงนั้นก็ได้รับเอาไปปฏิบัติด้วยความมานะและพากเพียร ธรรมชาติมนุษย์เรามักจะเห็น

แก่ตัว แก้แค้น ไม่ยอมอภัยโทษให้ง่ายๆ และมักจะมีอคติ คริสตชนที่แท้จริงจะต้องพยายามปราบความ
โน้มเอียงไปในทางชั่วเหล่านี้ ถ้าหากเขาจะมองเห็นเสมอว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นบุตรของพระเป็นเจา

และเป็นพี่น้องของพระคริสตเจ้า พระอาจารยเจ้าผู้อารทรงทราบดีว่า การที่เราจะรักเพื่อนมนุษย์ทุกคนนั้น


ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่เพียงแต่ทรงสั่งให้เรารักกันและกันเท่านั้น แต่พระองค์ยังได้ทรง
เล่าอุปมาเพื่อสอนเราด้วย เพื่อว่าเราจะได้ปราบความเห็นแก่ตัว ความใจแข็ง อคติ ซึ่งเป็นศัตรูอย่างร้าย
กาจต่อความรักแบบคริสตชน


การเลือกเชิญแขก (ลก 14:12-14)

12 ฝ่ายพระองค์ตรัสกับคนที่เชิญพระองค์ว่า เมื่อท่านจะทำการเลี้ยงจะเป็นกลางวันหรือเวลาเย็นก็
ตาม อย่าเชิญเฉพาะเหล่ามิตรสหาย หรือพี่น้องหรือญาติหรือเพื่อนบ้านที่มั่งมี เกลอกว่าเขาจะเชิญท่านอีก

13
และท่านจะได้รับการตอบแทน แต่เมื่อท่านทำการเลี้ยง จงเชิญคนจน คนพิการ คนเขยก คนตาบอด 14
แล้วท่านจะเป็นสุข เพราะว่าเขาไม่มีอะไรจะตอบแทนท่าน ด้วยว่าท่านจะได้รับตอบแทนเมื่อคนชอบธรรม

เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

แม้ว่าผู้นิพนธ์พระวรสารจะไม่เรียกอย่างแจ่มแจ้งว่า เรื่องที่พระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสสอนนั้นเป็น
อุปมา ถึงกระนั้นก็ดี ท่านก็ได้ใส่เรื่องนี้ไว้ในชุดเรื่องอุปมา และเรื่องนี้ก็มีลักษณะคล้ายอุปมาด้วย พระเยซู
เจ้าได้ทรงเล่าเรื่องนี้ให้ฟาริสีฟังในโอกาสที่เขาเชิญพระองค์ไปรับประทานอาหาร เมื่อท่านจัดเลี้ยงอาหาร

การเชื้อเชิญแขกให้มาทานเลี้ยง เป็นเครื่องหมายถึงการมีน้ำใจดีและมิตรภาพ และเป็นสิ่งที่ทำกันนับแต่


เริ่มมีมนุษย์ แต่น่าเสยดายที่บางครั้งกิจการอันน่าเลื่อมใสและที่เป็นเครื่องหมายของเมตตาจิตนี้ต้องเปื้อน
หมองไป เพราะการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อให้แขกเชิญเราเป็นการตอบแทน เพราะฉะนั้น พระ

อาจารยเจ้าจงได้ตรัสกับชาวฟาริสีว่า อย่าเชิญมิตรสหาย พี่น้องหรือเพื่อนบ้านที่มั่งมี แขกที่พระเยซูเจ้า


ื่
ได้พบเห็นในวันนั้นเป็นเพอน ญาติพี่น้องของเจ้าภาพทั้งนั้น ที่เขาเลือกเชิญเฉพาะคนรวยๆ ก็เพื่อจะให้พวก
นั้นเชื้อเชิญเขาเป็นการตอบแทนบ้างในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้น การจัดงานเลี้ยงจึงไม่ใช่มาจากเมตตาจิต
อย่างแท้จริง แต่เพื่อผลประโยชน์มากกว่า จงเชิญคนยากจน คนพิการ คนง่อย คนตาบอด คนที่ต้องการ

ความช่วยเหลือ และคนที่ไม่มีทางจะเชิญเขาเป็นการตอบแทน และนี่แหละคือเมตตาจิตอย่างแท้จริง

156

เพราะเขาทำไปโดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทน แล้วท่านจะเป็นสุข กิจการเช่นนี้เป็นความรักอย่าง
แท้จริง และสมจะได้รับพระพรและบำเหน็จจากพระเจ้า เพราะคนเหล่านั้นไม่มีสิ่งใดตอบแทนท่านได้

เนื่องจากพวกเขายากจน จนไม่มีทางจะตอบแทนผู้มีพระคุณได้เลย เมื่อผู้ชอบธรรมกลับคืนชีวิต เราทุกคน
จะถูกตัดสินและจะได้รับรางวัลหรือต้องโทษในวันที่เราสิ้นใจ แต่ในวันสิ้นพิภพนั้น บาปบุญคุณโทษของเรา

จะปรากฏแก่คนทั่วไปสำหรับผู้ชอบธรรม เป็นวันที่เขาจะได้รับเกียรติอย่างสูงส่ง แต่สำหรับคนบาป จะเป็น

วันที่น่าอัปยศอดสูเป็นที่สุด

ลูกหนี้ไร้เมตตา (มธ 18:23-35)

24
23 เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส เมื่อตั้งต้น
25
ทำการนั้นแล้ว เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์มาเฝ้า ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย และลูก
26
และบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้ ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอน
27
ว่า ข้าแต่ท่าน ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้
28
ปล่อยตัวเขาไป แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน
29
จึงจับคนนั้นบีบคอว่า จงใช้หนี้ให้ข้า เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้ว
ข้าพเจ้าจะใช้ให้ แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น ฝ่ายพวกเพื่อนทาส
30
31
32
เมื่อเห็นเหตุการณเช่นนั้น ก็พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น ท่านจึงทรง

เรียกทาสนั้นมาสั่งว่า อ้ายข้าชาติชั่ว เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา เอ็งควรจะ
33
34
เมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่
35
เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุก
คนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง
ในอุปมาบทนี้ พระอาจารย์เจ้าทรงสอนเราว่า เราจำเป็นจะต้องแสดงเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์

ด้วยกัน ถ้าหากเราหวังจะได้รับพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า พระเยซูเจ้าเองเคยตรัสกับนักบุญ เปโตร ให้
พร้อมเสมอที่จะอภัยแก่ผู้อื่น ไม่ใช่เพียงเจ็ดครั้งตามที่ท่านนักบุญคิด แต่ว่าเจ็ดคูณเจ็ดสิบ หมายความว่า

จะต้องอภัยโทษเสมอไป อุปมาเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ทำไมนักบุญเปโตรจึงต้องทำเช่นนี้ อาณาจักรสวรรค์
หมายถึง อาณาจักรของพระเป็นเจ้าบนแผ่นดินนี้ กล่าวคือพระศาสนจักร คนใช้คนหนึ่งเป็นหนี้พันลาน

บาท ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล แน่นอน คงไม่มีคนใช้คนใดที่ทำหนี้สินต่อกษัตริย์ถึงเพียงนั้น แต่การตกแต่ง

ื่
เรื่องเกินความจริงนั้นก็เพอจะให้เรื่องเล่ามีชีวิตชีวาขึ้น เพื่อจะให้ความจริงที่ผู้เล่าต้องการสอนนั้นเห็นแจ้ง
ยิ่งขึ้น บทเรียนบทนี้ต้องการสอนเราวาเราเป็นหนี้พระเป็นเจ้าอย่างมากมาย เมื่อเราทำบาปหนักแต่เพียง

ประการเดียว กษัตริย์จึงตรัสสั่งให้ขายทั้งตัวเขา ในสมัยพระเยซูเจ้ามีธรรมเนียมขายลูกหนี้และ


ครอบครัวของเขาให้ตกเปนทาส ถ้าหากว่าเขาไม่สามารถหาเงินมาชำระเจ้าหนี้ ผู้เป็นนายที่ซื้อทาสก็จะ
จ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้โดยผ่อนส่งเป็นปีๆ ไป ลูกหนี้และครอบครัวก็ต้องตกเป็นทาสของผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะ
จ่ายเงินหมด ผู้รับใช้ผู้นั้นกราบลงแทบพระบาท ทูลอ้อนวอน คนใช้ทราบดีว่าสิ่งที่เขาควรจะต้องทำเพื่อ

ช่วยตัวเองและครอบครัวก็คือ กราบขอความกรุณาจากกษัตริย์ เขาสัญญาที่จะจ่ายคืนให้ทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่แทบไม่น่าเชื่อเนื่องจากเขาติดหนี้มากมายเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม เขาก็คิดจะหาหนทางใช้ให้ กษัตริย์

ทรงสงสาร จึงทรงปล่อยเขาไปและทรงยกหนี้ให้ พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้ที่มีความเมตตากรุณา พระองค์
ตระหนักดีว่า ชีวิตการเป็นทาสนั้นน่าสังเวชมาก และครอบครัวของเขาคงจะประสบความยากลำบาก

นานัปการ พระองค์จึงได้ทรงยกโทษให้ และปล่อยเขาไป พระองค์ทรงแสดงน้ำพระทัยดีต่อเขามากกว่าที่

157


เขาขอเสียอีก ขณะที่ผู้รบใช้ผู้นี้ออกไป เปลี่ยนฉากใหม่ คนใช้เดินออกไปจากท้องพระโรง เผอิญเขาได้พบ
ื่
เพอนคนใช้ด้วยกันที่เป็นหนี้เขาไม่มากเท่าไร เพียงไม่กี่พันบาท เขาเข้าไปคว้าคอบีบไว้แน่น ให้เราสังเกต
และเปรียบเทียบการกระทำของกษัตริย์ที่มีต่อเขา และการกระทำของเขาต่อลูกหนี้ น้ำใจของเขาต่ำช้า
มากๆ และเขาใช้ความรุนแรงต่อลูกหนี้ “เจ้าเป็นหนี้ข้าอยู่เท่าไร จงจ่ายให้หมด” จำนวนหนี้สินนั้นน้อย

เหลือเกิน ถ้าเปรียบเทียบกับหนี้สินที่ก็กษัตริย์ยกให้เขา เขาคงจะรู้สึกอายๆ ด้วยซ้ำไป จึงไม่ได้กล่าวว่ามาก

เท่าไร เพียงแต่พูดว่าหนี้สินที่ติดข้า เพื่อนคนนั้นคุกเข่าลงอ้อนวอน ลูกหนี้ได้ทำเช่นเดียวกันกับที่เขาเพง
ิ่
ทำมาเมื่อสักครู่นั่นเอง กล่าวคือ ได้ขอความกรุณาจากเขา และสัญญาว่าจะพยายามชำระหนี้สินให้ครบ
คำมั่นสัญญานี้คงจะทำได้ง่าย แต่คำสัญญาที่คนใช้ใจอำมหิตได้สัญญากับกษัตริย์นั้นยากกว่าหลายเท่าตัว

แต่เขาก็ไม่ยอมฟัง แต่เขาไม่ยอมฟัง นำลูกหนี้ขังไว้จนกว่าจะชำระหนี้ให้หมด เขาพยายามทำตามความ


ยุติธรรม โดยขาดเมตตาจต ทั้ง ๆ ที่เขาเองพึ่งได้รับพระเมตตาจากกษัตริย์ เพื่อนผู้รับใช้อื่น ๆ เห็นดังนั้น
ฉากที่สาม เมื่อเพื่อนร่วมงานเห็นความสารเลวของคนใช้ดังนั้นก็รู้สึกเศร้าใจ และได้รายงานให้กษัตริย์ทรง


ทราบ เจาคนสารเลว ฉากสุดท้าย กษัตริย์รับสั่งให้นำคนใช้มาเฝ้า และบัดนี้เขาก็อยู่ต่อหน้ากษัตริย์ ที่
เมื่อก่อนนั้นทรงพระเมตตาต่อเขา แต่เดี๋ยวนี้ทรงพระพิโรธ และพระองค์กำลังจะใช้ความยุติธรรมของ


พระองค์ต่อคนใช้สารเลว ข้ายกหนี้สินของเจ้าทั้งหมดเพราะเจ้าขอร้อง เจาต้องเมตตาเพื่อนผู้รับใช้
ด้วยกัน เหมือนกับที่ข้าได้เมตตาเจ้ามิใช่หรือ เจ้าก็ควรจะมีเมตตาจิตต่อคนอื่นๆ มิใช่หรือ กษัตริย์ทรงพระ

พิโรธต่อเขาไม่ใช่เพราะเขาเป็นหนี้มหาศาลต่อกษัตริย์ แต่เพราะว่าเขาได้กระทำต่อเพื่อนคนใช้โดยไร้ความ


ปราณ เขาไม่ได้ทำกับผู้อื่น สิ่งที่เขาต้องการให้ผู้อื่นทำต่อเขา ตรัสสั่งให้นำผู้รบใช้นั้นไปทรมานจนกว่าจะ
ชำระหนี้หมดสิ้น กษัตริย์เคร่งครัด พระองค์ทำตามความยุติธรรมและเนื่องจากหนี้สินจำนวนมหาศาล โทษ
ของเขาคงจะอยู่ตลอดชีวิต แต่ที่ร้ายกว่านั้นอีกก็คือ เขาจะต้องถูกทรมาน ถูกลงโทษอย่างสาหัส เพราะว่า

เขาขาดความเมตตาต่อเพื่อนคนใช้ด้วยกัน พระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์จะทรงกระทำต่อท่านทำนอง

เดียวกัน พระเยซูเจ้าประยุกต์อุปมาของพระองค์เป็นอุปมาที่พระองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้สอนเราว่า
เราจะต้องมีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์ ถ้าหากเราต้องการพระเมตตาจากพระองค์ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการ

ประยุกต์คำภาวนาวิงวอนขอ ขอหนึ่งในบทข้าแต่พระบิดา “โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้า เหมือนข้าพเจ้า
ให้อภัยแก่ผู้อื่น” และพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า “แต่ถ้าท่านไม่ให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านก็จะไม่

ประทานอภัยแก่ท่านเช่นเดียวกัน” (มธ 6:15)

ชาวสะมาเรียใจดี (ลก 10:30-37 เทียบ ยน 4:9)
30 พระเยซูตรัสตอบว่า มีชายคนหนึ่งลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มจะไปยังเมืองเยรีโค และเขาถูกพวกโจร
31
ปล้น โจรนั้นได้แย่งชิงเสื้อผ้าของเขาและทุบตี แล้วก็ละทิ้งเขาไว้เกือบจะตายแล้ว เผอิญปุโรหิตคนหนึ่ง
32
เดินลงไปทางนั้น เมื่อเห็นคนนั้นก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง คนหนึ่งในพวกเลวีก็ทำเหมือนกัน เมื่อมาถึง
33
ที่นั่นและเห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงคนนั้น ครั้นเห็นแล้ว
34
ก็มีใจเมตตา เข้าไปหาเขาเอาผ้าพันบาดแผลให้พลางเอาน้ำมันกับเหล้าองุ่นเทใส่บาดแผลนั้น แล้วให้เขา
35
ุ่
ขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง พามาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง และรักษาพยาบาลเขาไว้ วันรงขึ้นเมื่อจะไป เขาก็เอาเงิน
สองเดนาริอันมอบให้เจ้าของโรงแรม บอกว่า จงรักษาเขาไว้เถิด และเงินที่จะเสียเกินนี้ เมื่อกลับมาฉันจะ
36
37
ใช้ให้ ในสามคนนั้น ท่านคิดเห็นว่าคนไหนปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น เขาทูลตอบว่า คือ
คนนั้นแหละที่ได้สำแดงความเมตตาแก่เขา พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด

158

เหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าอุปมานี้คงจะเกิดขึ้นบ่อยใช้ได้ การที่คนเดินทางตกในเงื้อมมือ
ของพวกโจรผู้ร้ายระหว่างเดินทางจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยริโคนั้นเคยเกิดขึ้นจริงๆ เพราะเป็น

หนทางที่เปลี่ยวมาก และแม้ในสมัยนี้ด้วย ในปัจจุบันเราจะเห็นตึกหลังหนึ่งใกล้ๆ เมืองเบ็ธฟาเก้ ซึ่งห่าง

จากกรุงเยรูซาเล็ม 2-3 ไมล์ เป็นสถานีตำรวจ ซึ่งเขาเล่ากันวาสร้างใกล้ๆ โรงแรมซึ่งพระองค์ทรงเล่าว่าชาว
สะมาเรียได้พาคนเจ็บไปที่นั่น สมณะและเลวี ทั้งสมณะและคนตระกูลเลวีเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลและเอาใจ


ใส่ต่อพระวิหารที่เยรูซาเลม ใครๆ ก็หวังว่าเขาจะเปนผู้ที่ถือตามบัญญัติของโมเสสอย่างเคร่งครัด เป็นต้น

การแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนที่ถูกปล้นและได้รับบาดเจ็บนั้นคง
จะเป็นชาวยิวอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ทั้งสมณะและเลวีจำเปนจะต้องช่วยเหลือเพราะเป็นพี่น้องร่วม

ื่
ชาติและถือศาสนาเดียวกันด้วย ฉะนั้น เขาจะหาทางแก้ตัวไม่ได้ ชาวสะมาเรยผู้หนึ่ง เพอจะให้เห็น

ตัวอย่างชัดเจน พระเยซูเจ้าทรงเล่าว่าชาวสะมาเรียได้ถือตามบทบัญญัติของโมเสสในด้านความรัก ส่วน
สมณะและเลวีไม่ถือ ชาวสะมาเรียเป็นชาวยิวที่มีเลือดผสมกับคนต่างชาติที่เป็นเมืองขึ้นของพวกอัสซีเรีย


ตามประวัติศาสตร์เราทราบว่าในป 722 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์ซัลมานสาเซอร์ที่ 5 แห่งอัสซีเรียยกทัพมาตีกรุง
สะมาเรีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอลหรืออาณาจักรทางภาคเหนือ เมื่อตีได้แล้วก็กวาดต้อน

ชาวยิวส่วนหนึ่งไปเป็นเชลย อีกส่วนหนึ่งปล่อยทิ้งไว้ที่เดิม และนำชาวเมืองต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของอัส
ซีเรียอพยพมาที่สะมาเรีย ที่สุดก็มีการแต่งงานกันระหว่างชาวสะมาเรียกับคนต่างชาติต่างศาสนา และ

หลายๆ คนได้นับถือพระเท็จเทียม แม้เขาจะไม่ละทิ้งพระยาห์เวห์ก็ตาม พวกเขาก็ยังคงนับถือหนังสือ 5
เล่มของโมเสส ยังรอคอยพระเมสสิยาห์ แต่มีพระวิหารของตัวเองที่ภูเขาเกริซิม ใกล้ๆ เมืองสะมาเรีย

ชาวยิวเกลียดพวกนี้ และเขาเป็นศัตรูกันด้วย (เทียบ ยน 4) เป็นชาวสะมาเรียที่ชาวยิวสบประมาทว่าเป็น

คนต่างชาติต่างศาสนา นี่แหละที่ได้แสดงเมตตาจตต่อชาวยิวที่ถูกทำร้ายให้ได้รับการปฐมพยาบาลที่ข้าง
ถนน ได้นำไปส่งที่โรงแรม ได้อยู่พยาบาลตลอดคืน และในวันรุ่งขึ้นได้จ่ายค่าหยูกยา ค่ารักษาและค่าที่พัก

ให้แก่เจ้าของโรงแรม ในสามคนนี้ พระอาจารย์เจ้าถึงประยุกต์อุปมาโดยถามผู้ฟัง แน่นอน ชาวสะมาเรีย
เป็นผู้ที่มีความรักต่อเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง และไม่ได้คำนึงด้วยว่าเพื่อนบ้านนั้นจะเป็นผู้ใด คนฟังก็ยอมรับ


เช่นเดียวกันว่าชาวสะมาเรยได้เป็นเพื่อนบ้านที่แท้จริง แต่ไม่ยอมตอบว่าเป็นชาวสะมาเรีย แต่ตอบว่าผู้ที่ได้
ทำความดีนั่นแหละ แสดงให้เห็นความเป็นศัตรูระหว่างยิวกับชาวสะมาเรีย และบางทีเขาคงจะรู้สึกอับอาย

ที่จะเอ่ยชื่อสะมาเรีย พระองค์จึงสรุปให้พวกเขาทำเช่นเดียวกัน

ความสุภาพแบบคริสตัง
ถ้าความรักต่อเพื่อนมนุษย์เป็นผลอันสำคัญยิ่งในคริสต์ศาสนา รากฐานที่มั่นคงของความรักก็คือ
ความสุภาพ ถ้าหากขาดความสุภาพ ความรักจะมีขึ้นไม่ได้ และคนที่ไม่สุภาพจะอ้างว่าตัวเป็นศิษย์ของ

พระคริสตเจ้าย่อมไม่ได้ พระองค์เสด็จมาในโลก เป็นกิจการที่แสดงถึงความสุภาพของพระองค์ ทั้งนี้ก็

เพื่อกอบกู้เราคนบาปให้พ้นจากหายนะที่บิดามารดาเดิมของเราได้ทำไว้เพราะความจองหอง มนุษย์เราได้
ละทิ้งพระเป็นเจ้า แต่พระคริสตเจ้าได้ทรงนำเรากลบมายังบานพระบิดาโดยหนทางแห่งความสุภาพ” จง


มาเป็นศิษย์ของเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน” (มธ 11:29) พระผู้ไถ่ของเราได้ทรงสอนเรา
ให้เป็นคนสุภาพด้วยวาจาและแบบฉบับของพระองค์ การที่พระองค์เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นกิจการ

ที่แสดงความสุภาพของพระองค์ ตลอดชีวิต พระองค์ดำรงชีวิตอย่างสุภาพ นักบุญเปาโลได้เขียนไว้ว่า
พระองค์ทรงสุภาพและนบนอบจนถึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน (เทียบ ฟป 2:7-8) ขณะที่พระองค์ทรง

สอนสานุศิษย์และคนอื่นๆ ที่ฟังพระวาจาของพระองค์ พระองค์เน้นให้เขาปฏิบัติฤทธิ์กุศลอันสำคัญยิ่งนี้

159

การเลือกที่นั่งในงานเลี้ยง (ลก 14:7-11 เทียบ มธ 23:6)
7 ฝ่ายพระองค์ เมื่อทรงเห็นคนทั้งหลายที่รับเชิญนั้นได้เลือกเอาที่นั่งอันมีเกียรติ พระองค์จึงตรัสคำ

8
เปรียบแก่เขาว่า เมื่อผู้ใดเชิญท่านไปในการเลี้ยงสมรส อย่านั่งในที่อันมีเกียรติ เกลือกว่าเขาได้เชิญคนมียศ
มากกว่าท่านอีก และเจ้าภาพที่ได้เชิญท่านทั้งสองนั้นจะมาพูดกับท่านว่า จงให้ที่นั่งแก่ท่านผู้นี้เถิด แล้ว
9
10
ท่านจะต้องเลื่อนลงมาที่ต่ำ ได้รับความอดสู แต่เมื่อท่านได้รับเชิญแล้ว จงไปนั่งในที่ต่ำก่อน เพื่อว่าเมื่อ
ท่านเจ้าภาพมาพูดกับท่านว่า สหายเอย เชิญเลื่อนไปนั่งในที่อันมีเกียรติ แล้วท่านจะได้เกียรติต่อหน้าคน

11
ทั้งหลายที่ร่วมโต๊ะด้วยกันนั้น เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะ
ได้รับการยกขึ้น

พระเยซูเจ้าทรงเล่าอุปมาในโอกาสที่พระองค์รับเชิญไปทานอาหารที่บ้านฟาริสี และในโอกาสนั้น

มีฟาริสีมากมายถูกเชิญไปทานเลี้ยงด้วย จุดประสงค์ในการเชื้อเชิญพระเยซูเจ้าก็เพื่อจะคอยจับผิดเวลาที่
พระองค์ทรงทำหรือพูดอะไรที่เขาพอจะถือเป็นข้อมูลเพื่อกล่าวหาพระองค์ได้ วันนั้นเป็นวันสับบาโต

ชาวฟาริสีได้จัดให้ผู้ป่วยเป็นโรคท้องมานเข้าไปในห้องอาหาร พวกเขาคิดว่า พวกเขาคงจะทำให้พระเยซู
เจ้าต้องอับอายขายหน้าไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่งใน 3 วิธีต่อไปนี้ คือ 1) ถ้าหากว่าพระองค์ทรงรักษาคนป่วย เขา

ก็จะกล่าวหาว่าพระองค์ละเมิดวันสับบาโต ซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ และห้ามทำงานในวันนั้น 2) ถ้าหากว่า
พระองค์ไม่ได้ทรงรักษา พวกเขาก็จะกล่าวหาว่าพระองค์ไร้ความเมตตาปราณีต่อคนป่วย ซึ่งพระองค์เคย

สอนเสมอวาให้รักษาคนยากจน คนป่วย และคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา 3) ถ้าหากว่าพระองค์


ไม่ทรงสามารถรักษาคนป่วยซึ่งพวกเขาคงจะคิดในรปนี้มากกว่า เพราะในสมัยนั้น โรคท้องมาน ใครๆ ก็ถือ
ว่าเป็นโรคที่ไม่มีใครรักษาให้หายได้ และเขาก็จะกล่าวหาพระองค์ได้ว่า พระองค์เป็นผู้ที่หลอกลวงโลก แต่
ว่าแผนการของพวกเขาล้มเหลวหมด เพราะว่าพระอาจารยเจ้าได้ทรงรักษาผู้ป่วยให้หาย และพระองค์ยัง

ได้แสดงให้พวกเขาเห็นว่าพระองค์ทรงทราบถึงแผนการชั่วร้ายของพวกเขาด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้พิสูจน์ว่า

พระองค์ทรงเป็นพระเป็นเจ้า เพราะมีอำนาจเหมือนพระเป็นเจ้า ความจองหองเป็นพยศชั่วที่เด่นชัดของ
ชาวฟาริสี ที่จริงเพราะความจองหองนี่แหละที่เขาตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระองค์ แม้แต่ในการทานเลี้ยง

ธรรมดาแท้ๆ แต่ละคนก็อยากนั่งในที่ที่มีเกียรติสูง เช่น นั่งใกล้เจ้าภาพ เป็นต้น พระองค์จึงถือโอกาสเลา

อุปมาง่ายๆ เพื่อสะกิดใจพวกเขา เมื่อมีใครเชิญท่านไปในงานมงคลสมรส อย่าไปนั่งที่ที่มีเกียรติ ถ้าจะพูด

ในสมัยนี้ก็คือ จงอย่านั่งในที่มีเกียรติที่สุด นอกจากว่าเราจะเป็นแขกที่สำคัญที่สุด และได้รับเชื้อเชิญเป็น
พิเศษจากเจ้าภาพ เพราะบางทีอาจจะมีคนที่มีเกียรติสูงกว่า สมมุติว่า เราไปนั่งในที่ที่มีเกียรติสูงที่สุด

โดยที่เจ้าภาพไม่ได้เชิญ ถ้าหากแขกที่มีเกียรติสูงกว่าเรามา และเราถูกเชิญให้ไปนั่งที่อื่น เราก็คงจะต้อง
รู้สึกอับอายขายหน้าเป็นของธรรมดา ยิ่งกว่านั้น บางทีที่อื่นๆ ก็มีแขกนั่งอยู่แล้ว บางทีเราจะต้องนั่งในที่

ที่มีเกียรติน้อยที่สุด แต่ว่าจงไปนั่งในที่สุดท้าย ถ้าหากว่าเจ้าภาพไม่ได้เชิญให้เรานั่งในที่โต๊ะที่ม้านั่ง แต่ว่า
เราจะต้องเลือกเอง ก็ให้เราเลือกที่ที่มีเกียรติน้อยที่สุด และถ้าหากเจ้าภาพมาเห็นเราเช่นนั้น เขาอาจจะ

เชิญเราให้ไปนั่งในที่ที่มีเกียรติมากกว่า และเราก็จะได้รับเกียรติท่ามกลางแขกเหรื่อทั้งหลาย เพราะทุกคน

ที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง นี่เป็นข้อสรุปของอุปมา คนจองหองจะได้รับความอับอายขายหน้าทั้งในโลก
นี้และในโลกหน้า ชาวฟาริสีผู้จองหองพยายามที่จะทำให้พระเยซูเจ้าต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล

โดยพาคนเจ็บมาหาพระองค์ในวันสับบาโต แต่ชาวฟาริสีเองกลับต้องอับอายขายหน้า ในอุปมา พระองค์
ได้แสดงให้เห็นว่า ความจองหองของพวกเขานั้นจะทำให้เขาต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าบรรดาแขกผู้มี

เกียรติทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตหน้า คนที่จองหองจะต้องถูกปราบให้ต่ำลงอย่างแน่นอน ใน

160

โลกเรานี้ เป็นไปได้ที่คนจองหองจะได้รับเกียรติ แต่รางวัลในโลกนี้ไม่มีความหมายอะไร เมื่อเปรียบกับ
โทษตลอดชั่วนิรันดร


ชาวฟาริสีและคนเก็บภาษี (ลก 18:9-14 เทียบ มธ 6:1; 21:31; 23:28)

9 สำหรับบางคนที่ไว้ใจในตัวเองว่าเป็นคนชอบธรรม และได้ดูหมิ่นคนอื่นนั้น พระองค์ตรัสคำอุปมานี้

ว่า มีสองคนขึ้นไปอธิษฐานในบรเวณพระวิหาร คนหนึ่งเป็นพวกฟาริสีและคนหนึ่งเป็นพวกเก็บภาษี 11
10
คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่
ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็นคนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้

12 ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้าพระองค์หาได้ข้าพระองค์ได้เอาสิบ
13
ชักหนึ่งมาถวาย ฝ่ายคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า ข้าแต่พระเจ้า ขอทรง
14
โปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยัง
บ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคน

ที่ได้ถ่อมตัวลงจะต้องถูกยกขึ้น
พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าอุปมาเรื่องนี้เพื่อจะสอนผู้ที่ฟังพระวาจาของพระองค์ว่า ฤทธิ์กุศลความ


สุภาพนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการติดต่อกับพระเป็นเจ้า พระเป็นเจาทรงมีพระทัยอารีอันปราศจาก
ขอบเขต แต่พระองค์ก็ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่สุดด้วย พระองค์ได้ทรงประทานทั้งวิญญาณและร่างกาย
ให้แก่มนุษย์เป็นของกำนัล ถ้าหากว่ามนุษย์ลืมความจริงข้อนี้ โดยคิดว่า อะไรที่มีเกียรติและที่ดีงาม


ทั้งหลายที่เขาทำก็มาจากเขาเองทั้งนั้น เขาก็เป็นคนที่ไม่ซื่อตรง ความจองหองพองขนของมนุษย์เราก็เปน
ความไม่ซื่อตรงนี่เอง การที่พระเยซูเจ้ายกตัวอย่างโดยพูดถึงฟาริสีและคนเก็บภาษีนับว่าเหมาะอย่างยิ่ง

และผู้ฟังพระวาจาทั้งหลายย่อมเข้าใจได้ดี ชาวฟาริสเป็นพวกนักบุญในสมัยนั้น อย่างน้อยตามความนึกคิด


ของเขา พวกเขาประมาทคนอื่นๆ ทั้งหลาย พวกเขาเท่านั้นที่ถือพระบัญญัติของพระเป็นเจาอย่างซื่อสัตย์
พวกเขาเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะมีส่วนร่วมในอาณาจักรสวรรค์ คนอื่นๆ เป็นคนบาป และเป็นผู้ที่พระเปน

เจ้าไม่ทรงโปรดปราน ตรงกันข้าม คนเก็บภาษีในสมัยนั้น ใครๆ ก็ถือว่าเป็นคนบาปโดยเปิดเผย ทั้งนี้ก็

เพราะว่าในการเก็บภาษีตามจังหวัดต่างๆ ในประเทศปาเลสไตน์นั้น ทางรัฐบาลกรุงโรมเปิดโอกาสให้มีการ
ประมูล ถ้าหากใครประมูลได้ก็ทำหน้าที่เก็บภาษีในแคว้นนั้นๆ โดยพยายามหากำไรให้มากที่สุดเพื่อหาเงิน

เข้ากระเป๋าตัวเอง และในหลายๆ กรณี เนื่องจากชาวบ้านเป็นคนธรรมดาไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเสียภาษี

พวกคนเก็บภาษีจึงหาทางรีดนาทาเร้น และเก็บภาษีสูงๆ เป็นการเอาเปรียบและขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน
อนึ่ง ในจำพวกคนเก็บภาษีนี้ มีหลายคนที่เป็นชาวยิว และใครๆ ก็เกลียดเขาทั้งนั้น เพราะสาเหตุดังกล่าว
ื่
และในฐานะที่เขาเป็นเครองมือของพวกโรมัน ซึ่งเป็นคนต่างชาติต่างศาสนาด้วย ใคร ๆ ก็ถือว่าคนเก็บ
ภาษีเป็นผู้ที่ทรยศต่อชาติ ต่อศาสนา โดยร่วมมือกับชาวโรมันซึ่งปกครองชาวยิวอยู่ในสมัยนั้น

พระอาจารยเจ้าทรงเล่าวาทั้งฟาริสีและคนเก็บภาษีต่างก็ขึ้นไปภาวนาในพระวิหารที่กรุงเยรูซาเล็ม



พระองค์บรรยายถึงคำภาวนาของพวกเขา และพระองค์ได้ตรัสกับเราว่า พระเป็นเจามีความเห็นอย่างไร
เกี่ยวกับพวกเขา ชาวฟาริสียืนอธิษฐานภาวนา คำภาวนาของฟาริสีเป็นคำภาวนาของคนสู่รู้ จองหอง คิด
ว่าตัวเองได้ประกอบคุณงามความดีต่างๆ ตามภายนอกแล้ว และประมาทคนอื่นๆ ซึ่งเขาคิดว่าคงไม่มีคุณ

งามความดีอะไร และไม่เหมือนกับเขา ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพเจ้าไม่เป็น
เหมือนมนุษย์คนอื่น การขอบพระคุณพระเป็นเจ้าเพราะได้ประพฤติตนเป็นคนดี เป็นการภาวนาที่คู่ควร

แก่คำสรรเสริญ ถ้าหากวาผู้ภาวนานั้นเป็นคนจริงใจ แต่เราทราบว่าคำภาวนาของฟาริสีผู้นี้ไม่มีความ


161

จริงใจเลย เพราะเหตุว่าเขาคิดว่าเขาเป็นคนดี และเขาได้ประมาทผู้อื่น เพราะฉะนั้น ความหมายที่
แท้จริงของคำภาวนาของเขาก็คือ ข้าแต่พระเป็นเจ้า พระองค์ควรจะขอบคุณที่มีนักบุญองค์หนึ่งเหมือนกับ

ลูก ส่วนคนอื่นๆ นั้นเป็นแต่เพียงคนบาปทั้งหลาย ทำไมพระองค์ยังคงทนอยู่ได้ โดยไม่ลงโทษเขา
ที่เป็นคนขโมย อยุติธรรม ล่วงประเวณี ความอยุติธรรมและความผิดต่อความบริสุทธิ์เป็นบาปที่ผิดต่อพระ


บัญญัติของพระเป็นเจา และในสมัยนั้นก็เหมือนในสมัยนี้ ที่มีผู้ทำบาปชนิดนี้มากมาย แต่ว่าบาปที่น่า
กลัวมากกว่าบาปทั้งสองประการก็คือ บาปจองหอง ซึ่งเป็นบาปที่ปีศาจและอาดัมได้ทำ คนที่ฉ้อโกงและ

คนที่คบชู้อาจจะยอมรับผิดและอาจจะขอสมาโทษจากพระเป็นเจาและพระองค์จะทรงเมตตา มหาโจรที่

ถูกตรึงกางเขนพร้อมกับพระองค์และมารีย์ ชาวมักดาเลนา ต่างก็ได้รับอภัยโทษจากพระเป็นเจา แต่ว่า
คนที่จองหองไม่สามารถที่จะถ่อมตนขออภัยโทษจากพระได้ง่ายๆ พระเป็นเจาทรงพร้อมที่จะอภัยบาปทุก

ชนิด แต่ว่าไม่ใช่ว่าคนบาปทุกคนจะขออภัยบาปจากพระองค์ เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ตามความนึกคิด
ของฟาริสี คนเก็บภาษีเป็นผู้ฉ้อโกง เป็นคนคบชู้ เลวกว่าเสียอีก เป็นคนถือนอกลู่นอกทาง เพราะว่า

เขาได้ช่วยทำงานเพื่อชาวโรมันที่เป็นคนต่างศาสนา คำตัดสินของเขาออกจะรุนแรงมากทีเดียว ข้าพเจ้าจำ
ศีลอดอาหารสัปดาห์และสองวัน หลังจากที่เขาคิดว่า เขาไม่มีบาป ไม่มีข้อบกพร่องที่เพื่อนมนุษย์ร่วม

ิ่
โลกแทบทุกคนมี เขาก็เรมบรรยายถึงคุณธรรมที่ดีๆ ของเขาซึ่งพระเป็นเจ้าควรจะรู้คุณ โมเสสได้เคย

บัญญัติไว้ให้จำศีลเพียงปละครั้งเท่านั้น คือวันขอสมาโทษพร้อมๆ กัน แต่ชาวฟาริสีได้กำหนดกันเองให้จำ
ศีลหลายครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม การถือศีลอดอาหารก็หาได้เป็นคุณธรรมหรือสมจะถือว่าเป็นบุญกุศลก็
หาไม่ ถ้าหากผู้จำศีลโอ้อวดเพราะว่าได้จำศีล พระเยซูเจ้าเองได้ทรงประนามด้วยถ้อยคำที่รุนแรงมากใน

พระวรสาร บันทึกโดยนักบุญมัทธิว บทที่ 23 และในบทที่ 6 พระองค์ได้ตรัสกับสานุศิษย์ของพระองค์ว่า
“เมื่อท่านทั้งหลายจำศีลอดอาหาร จงอย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนบรรดาคนหน้าซื่อใจคด เขาทำหน้า

หมองคล้ำ เพื่อแสดงให้ผู้คนรู้ว่าเขากำลังจำศีลอดอาหาร เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เขาได้รับบำเหน็จ

ของเขาแล้ว ส่วนท่าน เมื่อจำศีลอดอาหาร จงล้างหน้า ใช้น้ำมันหอมใส่ศีรษะ เพื่อไม่แสดงให้ผู้คนรู้ว่าท่าน
กำลังจำศีลอดอาหาร แต่ให้พระบิดาของท่าน ผู้สถิตอยู่ทั่วทุกแห่งทรงทราบ และพระบิดาของท่านผู้ทรง

หยั่งรู้ทุกสิ่ง ก็จะประทานบำเหน็จให้ท่าน” และถวายหนึ่งในสิบ ตามกฎหมาย ชาวยิวทุกคนจะต้องถวาย
หนึ่งส่วนสิบของผลิตผลของตนที่ได้รับจากที่ดินและฝูงสัตว์ เพื่อทำนุบำรุงพระวิหารและเพื่อศาสนกิจ แต่

ชาวฟาริสีก็ได้ขยายความรวมเป็นว่า จะต้องถวายหนึ่งในสิบของทรัพย์สมบัติทั้งหมด แล้วก็ภาคภูมิใจ
และโอ้อวดที่ได้ทำดังนั้น ส่วนคนเก็บภาษี ตรงกันข้ามเขายอมรับว่าเขาได้ทำผิด เขารู้ว่าเขาไม่มีอะไรที่

จะต้องโอ้อวด แต่ว่าเขาควรจะต้องอับอาย และเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เขาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นเวลา
ภาวนา ได้แต่ข้อนอก การทุบอกเป็นเครื่องหมายภายนอกแสดงถึงการเป็นทุกข์เสียใจเพราะบาปที่ได้

กระทำ ชาวยวในสมัยนั้นมักจะแสดงเช่นนี้เสมอ นักบุญลูกา เล่าวา ฝูงชนที่ได้เห็นพระเยซูเจ้าถูกตรึง


กางเขนพร้อมกับเหตุการณ์มหัศจรรย์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้กลับเข้าไปในนครเยรูซาเล็ม ต่างก็ทุบอกตัวเอง
ทั้งนี้เพราะพวกเขามีความรู้สึกว่า บรรดาหัวหน้าและพวกเขาเองได้กระทำผิดอย่างมหันต์ ข้าแต่พระเจ้า

โปรดทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าคนบาปด้วยเถิด เป็นคำภาวนาที่แท้จริงและที่ออกมาจากจิตใจจริงๆ เขา
ยอมสารภาพว่าเขาได้ทำบาป เขาได้รับอภัยโทษจากพระเป็นเจ้า เพราะพระองค์เป็นผู้เมตตาอันปราศจาก

ขอบเขต เพราะฉะนั้น เขาจึงภาวนาวิงวอนขอพระเมตตาด้วยความสุภาพและจากใจจริง เราบอกท่าน
ทั้งหลายว่า พระอาจารย์เจ้าได้ตรัสถึงผลแห่งคำภาวนาของทั้งสองคน คนเก็บภาษีได้รับพระเมตตาจาก

พระเป็นเจ้า ทั้งนี้ เพราะเขาเสียใจในความผิดของเขาอย่างแท้จริงส่วนอีกคนหนึ่ง ตรงข้าม ฟาริสีกลับ
บ้านพร้อมกับบาปของตนตามเดิม เพราะความจองหองและเขาไม่ได้รับพระเมตตาจากพระเป็นเจ้า

162

เพราะเขาไม่ต้องการ ยิ่งกว่านั้น เขาได้ทำบาปเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่งด้วย คือ การตัดสินเพื่อนบ้านโดย
เบาความและโดยปราศจากความรัก ผู้ใดที่ยกตนขึ้น พระเยซูเจ้าได้ทรงให้เหตุผลว่า ทำไมคำภาวนาของฟา

ริสีจึงไม่ได้รับการสนองตอบอะไรเลย และคำภาวนาใดๆ ก็ตามที่มีลักษณะดังกล่าวก็จะไม่เกิดผลอันใดเลย
เหตุผลนั้นก็คือ ความจองหอง ฟาริสียกตัวเองราวกับว่าเขาเป็นคนที่พระเป็นเจ้าควรจะรู้จักคุณค่าของ

เขา แทนที่เขาจะคิดว่าการที่เขาสามารถทำอะไรดีนั้นก็เพราะพระเป็นเจ้าได้ทรงโปรดประทานพละกำลัง

และน้ำใจแก่เขา เพราะเหตุนี้แหละเขาจึงต้องตกต่ำ และคลุกคลีกับบาปของเขา ถ้าหากเขาจะได้ประกอบ
กรรมต่างๆ ด้วยความสุภาพ แน่นอนเขาก็จะได้เป็นผู้ที่พระเป็นเจ้าทรงโปรดปราน ตรงกันข้าม ถ้าหาก
เราหันมาดูคนเก็บภาษีเราจะเห็นว่าเขาเป็นผู้ที่มีใจสุภาพอย่างแท้จริง เขายอมรับว่าเขาเป็นคนบาป และ

ได้ขอสมาโทษจากพระองค์ด้วยความสุภาพ เขามีกำลังใจที่จะเข้าไปพึ่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้า พระ

บิดาผู้ทรงพระทัยเมตตาอารี และเขาก็ได้รับอภัยโทษ ชายคนนี้กลับไปบ้านกลายเป็นคนชอบธรรม

คุณลักษณะของการภาวนาที่แท้จริง

พระเยซูเจ้าพระอาจารย์ของเราทรงภาวนาบ่อยๆ ในฐานะที่เป็นพระเป็นเจ้า พระองค์ไม่จำเป็น
จะต้องภาวนา เพราะพระองค์ทรงฤทธิ์ทุกประการ แต่ในฐานะที่เป็นมนุษย์ พระองค์มีพระประสงค์จะ

ภาวนาเพื่อเรา พระองค์ได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพื่อจะได้กอบกู้เรา ให้พ้นจากการเป็นทาสของปีศาจ

และนำเรากลับไปหาพระบิดาเจ้าสวรรค์ ตั้งแต่ทรงสมภพจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ได้ทรงใช้
ธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์เพื่อไถ่กู้มนุษยชาติ การภาวนาเป็นวิธีหนึ่งที่พระองค์ได้ทรงใช้เพื่อระงับดับ

พระพิโรธของพระบิดาเจ้า และเพื่อให้พระองค์ทรงโปรดปรานและประทานพระหรรษทานให้แก่
มนุษยชาติ สาเหตุประการที่สองที่พระองค์ภาวนาก็คือ เพื่อจะได้วางแบบฉบับให้แก่เรา เพราะเรา

จำเป็นต้องภาวนาถึงพระเป็นเจ้าเพื่อนมัสการ สรรเสริญ ขอบพระคุณ ขอสมาโทษ และขอพระหรรษ
ทานที่เราต้องการจากพระองค์ ตัวอย่างอันดีงามของพระองค์บังเกิดผล เพราะเมื่อบรรดาสานุศิษย์ได้

สังเกตว่า พระองค์ได้ทรงภาวนาด้วยความเลื่อมใสศรัทธาและร้อนรน พวกเขาก็อยากเอาแบบฉบับของ
พระองค์ และได้ขอให้พระองค์ทรงสอนให้พวกเขาภาวนา พระองค์จึงได้ทรงสอนให้เขาภาวนาบท” ข้า

แต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย” มิใช่แต่แบบฉบับแห่งการภาวนาและบทภาวนาที่พระองค์ได้ทรงแต่งไว้
เพื่อให้พวกเขารู้จักภาวนาเท่านั้น พระองค์ยังได้สอนพวกเขามากมายเกี่ยวกับการภาวนา เป็นต้น

คุณลักษณะต่างๆ ที่จำเป็นของคำภาวนา อุปมาทั้งสี่เรื่องนี้เป็นพระองค์เองที่ได้ตรัสสอนเพื่อให้เรารู้จัก

ภาวนา อุปมาเรื่องบิดากับบุตร ต้องการสอนเราว่า เราจำจะต้องมีความไว้วางใจในฐานะเป็นบุคคลต่อ

พระเป็นเจ้า ส่วนเรื่องที่สอง พระองค์ทรงสอนให้เราภาวนาด้วยความพากเพยรโดยไม่หยุดหย่อน แม้ว่าดู
เหมือนว่าพระเป็นเจาจะไม่ทรงใยดีกับคำภาวนาของเรา เมื่อเราวิงวอนขอความช่วยเหลือทั้งฝ่ายกายหรือ

ฝ่ายวิญญาณก็ตาม และในอุปมาเรื่องต่อไป พระองค์ยังได้ทรงสอนเราว่า เราจะต้องภาวนาให้ทุกๆ คน

แม้เขาจะเป็นศัตรูของเราก็ตาม

คำอธิษฐานภาวนาที่ได้ผล (ลก 11:11-13 เทียบ มธ 7:7-11, ยน 14:13-14)

12
11 มีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ หรือถ้าขอไข่ จะเอาแมง
ป่องให้เขาหรือ เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้น
13
สักเท่าใด พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

อุปมาสั้นๆ เรื่องนี้ นักบุญมัทธิวได้ใส่ไว้ในภาคบทเทศน์บนภูเขา แต่นักบุญลูกาใส่ไว้หลังจาก
อุปมาเรื่องเพื่อนที่ไม่รู้กาลเทศะ ทั้งในพระวรสารตามคำเล่าของนักบุญมัทธิวและนักบุญลูกา พระเยซูเจ้า

163

ได้ตรัสเตือนไว้ก่อนแล้วว่า “จงขอเถิด แล้วท่านจะได้รับ จงแสวงหาเถิด แล้วท่านจะพบ จงเคาะเถิด
แล้วเขาจะเปิดประตูรับท่าน เพราะคนที่ขอย่อมได้รับ คนที่แสวงหาย่อมพบ คนที่เคาะประตูย่อมมีผู้เปิด

ประตูให้” (มธ 7:7-8, ลก 11:9-10) ที่พระองค์ตรัสดังนี้ก็เพื่อจะสอนเราว่า ใครที่ภาวนาด้วยความจริงใจ

ร้อนรน เขาก็จะได้รับคำตอบอย่างจรงใจเช่นเดียวกัน ศัพท์ที่พระองค์เลือกมาใช้ 3 คำ คือ ขอ แสวงหา
และเคาะ แม้จะต่างกัน แต่ก็ต้องการเน้นเรื่องเดียวกัน กล่าวคือ เราจะต้องทำให้พระองค์ทรงทราบคำ



ภาวนาของเรา พระองค์ตรัสว่าเราจะต้องมีความไว้วางใจอยางเต็มเปี่ยมในพระเป็นเจาเมื่อเราภาวนา ถ้า
ลูกขออาหาร จะให้ก้อนหินหรือ ไม่มีพ่อคนไหนในโลกที่โหดร้ายจนกระทั่งหยิบหินให้ลูกที่กำลังหิวขอขนม
ปัง ถ้าลูกขอไข่ จะให้แมงป่องหรือ ในปาเลสไตน์มีแมงป่องขาว แต่ถ้าเราจะเปรียบเทียบแมงป่องกับไข่

เราก็ไม่สู้จะเห็นว่ามันคล้ายกันอย่างไร แต่ว่าเด็กๆ อาจจะถูกหลอกให้รับเอาแมงป่องได้ พ่อชนิดนี้ไม่

เพียงแต่หลอกลวง แต่ใจร้ายด้วย แม้แต่ท่านทั้งหลายที่เป็นคนชั่ว ถ้าหากมนุษย์เราทั้งที่มีขอบเขตจำกัด
และมีข้อขาดตกบกพร่องมากมายเนื่องจากบาปกำเนิดและบาปที่เราทำเอง ยังมีความนึกคิดที่ดีและมีใจ

เมตตากรุณาถึงเพียงนั้น พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ ทรงมีพระทัยเมตตามากว่าสักเพียงไร พระบิดาเจ้าผู้ซึ่ง
ทรงรักเรามากกว่าความรักของบิดาใด ๆ ในโลก จะทรงประทานพระหรรษทานและพระคุณต่างๆ ไม่ว่า

จะเป็นพระคุณฝ่ายกายหรือฝ่ายวิญญาณจากสวรรค์ แด่ผู้ที่วิงวอนของพระกรุณาจากพระองค์

เพื่อนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ (ลก 11:5-8 เทียบ มธ 15:23)
5 พระองค์ตรัสแก่เขาว่า ผู้ใดในพวกท่านมีมิตรสหายคนหนึ่ง และจะไปหามิตรสหายนั้นในเวลาเที่ยง
6
คืนพูดกับเขาว่า เพื่อนเอ๋ย ขอให้ฉันยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด เพราะเพื่อนของฉันคนหนึ่งเพิ่งเดินทางมา
7
หาฉัน และฉันไม่มีอะไรจะให้เขารับประทาน ฝ่ายมิตรสหายที่อยู่ข้างในจะตอบว่า อย่ารบกวนฉันเลย
ประตูก็ปิดเสียแล้ว ทั้งพวกลูกก็นอนร่วมเตียงเดียวกับฉันแล้ว ฉันจะลุกขึ้นหยิบให้ท่านไม่ได้ เราบอกท่าน
8
ทั้งหลายว่า แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นมิตรสหายกัน แต่ว่าเพราะวิงวอนมากเข้า เขาจึงจะ

ลุกขึ้นหยิบให้ตามที่เขาต้องการ
ผู้ที่ฟังพระเยซูเจ้าคงจะเข้าใจจากการเปรียบเทียบของพระองค์ เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นมักเกิดขึ้นในสมัย

นั้น และแม้ในสมัยนี้ด้วย เป็นต้นระหว่างพวกคนจน แขก หรือญาติอาจจะมาถึงในยามกลางคืน และ
เราอาจจะไม่มีอาหารเตรียมพร้อมไว้ วิธีแก้ปัญหาแบบธรรมดาก็คือ เราอาจจะไปขอยืมจากเพื่อนบ้านได้

ถ้าหากร้านขายขนมปังปิดหรือว่าอยู่ไกลเกินไป เพื่อนมาหา แม้ว่าเพื่อนจะมาโดยไม่คาดฝัน แต่ก็ได้รับการ


ต้อนรับเป็นอยางดี เขาคงจะเหนื่อยและหิว เนื่องจากการเดินทางไกล เจ้าของบ้านอยากแสดงไมตรีจิต
แต่เขาก็อยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างจะลำบากใจ เพราะเขาไม่มีอาหารเตรียมพร้อมไว้ เราไม่มีขนมปังซึ่ง

เป็นอาหารหลักในสมัยนั้น และในสมัยนี้ด้วย ในประเทศปาเลสไตน์ ในหมู่บาน ตามปกติมีเตา
สาธารณะและแม่บ้านแต่ละบ้านก็มีเวลาของตัวที่จะไปใช้เตาทำขนมปัง ตามปกติเขามักจะเตรียมขนมปัง

หมด แต่เขายังมีเพื่อนบ้านซึ่งอาจจะมีขนมปังเหลือ เขาจึงได้ไปหาเพื่อนบ้านโดยหวังเต็มที่ว่าคงจะ
แก้ปัญหาเขาได้ อย่ารบกวนฉันเลย ประตูปิดแล้ว น้ำเสียงตอบจากข้างในออกจะไม่เป็นมิตรเสียเลย ทั้งนี้

ก็เพราะว่าเขาต้องถูกปลุกในยามวิกาลเช่นนี้ เขาก็ต้องรู้สึกมีความรำคาญ และมิตรภาพที่เคยมีอาจจะ
เย็นชาลงได้ ลูก ๆ กับฉันก็เข้านอนแล้ว ตามปกติบ้านของชาวยิวที่ยากจนหรือชั้นกลางมักจะมีเพียงห้อง

เดียวเท่านั้น ทั้งครอบครวนอนบนเสื่อที่ปูบนพื้นบ้านและนอนเบียดกันเพื่อจะได้อุ่น ถ้าหากบิดาจะต้อง

ไปเปิดประตูจะต้องเดินข้ามลูกๆ ไป และบางทีอาจจะเหยียบลูกเพราะพลาดพลั้งก็ได้ และเด็กอาจจะตื่น

ก็เป็นได้ ฉันลุกขึ้นให้สิ่งใดท่านไม่ได้ดอก ที่สุดเขาได้ปฏิเสธ และคิดว่าคงจะหมดเรื่องแล้ว แต่เพื่อนบ้าน

164


คนนั้นยังคงเคาะประตูต่อไป ตอนดึกๆ ที่เงียบสงัดเช่นนั้น เสยงเคาะประตูคงจะก่อให้เกิดความรำคาญ

ไม่ใช่น้อยเลย และอาจจะทำให้เด็กตื่นก็ได้ และผลรายที่เขาอยากจะหลีกเลี่ยงก็อาจจะเกิดขึ้น
เขาจะลุกขึ้นมาให้สิ่งที่เพื่อนต้องการเพราะถูกรบเร้า ไม่ใช่เพราะความรักหรือมิตรภาพ แต่เพื่อจะได้หลีก
หายนะที่ใหญ่กว่า คือ กลัวลูกจะตื่น


ผู้พิพากษาที่ไร้มโนธรรมและหญิงม่ายผู้รบเร้า (ลก 18:1-8)
1 พระองค์ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟัง เพื่อสอนว่าคนทั้งหลายควรอธิษฐานอยู่เสมอ ไม่อ่อน

2
ระอาใจ พระองค์ตรัสว่า ในนครหนึ่งมีผู้พิพากษาคนหนึ่ง ที่มิได้เกรงกลัวพระเจ้าและมิได้เห็นแก่มนุษย์ 3
ในนครนั้นมีหญิงม่ายคนหนึ่งมาหาผู้พิพากษาผู้นั้นพูดว่า ขอให้ความยุติธรรมแก่ข้าพเจ้าในการสู้ความเถิด
4 ฝ่ายผู้พิพากษานั้นไม่ยอมทำจนช้านาน แต่ภายหลังเขานึกในใจว่า แม้ว่าเราไม่ยำเกรงพระเจ้า และไม่เห็น

5
แก่มนุษย์ แต่เพราะแม่ม่ายคนนี้มากวนเราให้ลำบาก เราจะให้ความยุติธรรมแก่นาง เพื่อมิให้นางมา
7
6
รบกวนบ่อยๆให้เรารำคาญใจ และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมนี้ได้พูด พระเจ้า
จะไม่ทรงประทานความยุติธรรมแก่คนที่พระองค์ได้ทรงเลือกไว้ ผู้ร้องถึงพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืนหรือ

พระองค์จะอดพระทัยไว้ช้านานหรือ เราบอกท่านทั้งหลายวา พระองค์จะทรงประทานความยุติธรรมให้
8
เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรมนุษย์มา ท่านจะพบความเชอในแผ่นดินโลกหรือ
ื่
เพื่อจะได้สอนเราว่า เราจำเป็นจะต้องภาวนาโดยไม่หยุดหย่อน พระเยซูเจ้าจึงได้ทรงเล่าอุปมาอีก
เรื่องหนึ่ง ผู้พิพากษาคนหนึ่ง ในเมืองหรือตามหมู่บ้านใหญ่ๆ ในประเทศปาเลสไตน์ รัฐบาลจะแต่งตั้งผู้

พิพากษาผู้หนึ่งสำหรับตัดสินความต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ เขาไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจ
มนุษย์ผู้ใด เขาเป็นคนที่ต่ำช้าและไม่สมกับตำแหน่งหน้าที่อันมีเกียรติของเขาจริงๆ เขาไม่ได้ยำเกรงพระ

เป็นเจา กลาวคือ เขาไม่ยอมรับรู้พระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์ เขาเป็นคนที่ไม่ปฏิบัติศาสนา


พระบัญญัติ 10 ประการของพระเป็นเจาไม่มีความหมายอะไร เขาไม่ให้ความเคารพนับถือต่อเพื่อนบ้าน

ประมาทความคิดเห็นของผู้อื่น ผู้พิพากษาเลวๆ ชนิดนี้อาจมีขึ้นได้ทุกยุคทุกสมัย ยิ่งกว่านั้น บางคนยังรับ
ศีลบนในการตัดสินความด้วย ประกาศกอิสยาห์ได้เคยต่อต้านผู้พิพากษาที่อยุติธรรมมาแล้ว ผู้พิพากษาที่

ตัดสินให้คนชั่วได้ชนะความ เพราะเขาได้รับของขวัญหรือบำเหน็จรางวัลจากผู้ผิดและไม่ให้ความเป็นธรรม
แก่คนซื่อสัตย์สุจริต (อสย 5:23) และในอิสยาห์บทที่ 1:23 ท่านประกาศกก็ได้พูดไว้ว่า พวกเจ้านาย ขาด


ความเชื่อถือในพระเป็นเจา เป็นเพื่อนของมหาโจร ชอบรับศีลบนและฝักใฝ่แต่รางวัล ไม่ได้ตัดสินความ
ช่วยเหลือผู้กำพร้าและหญิงม่ายตามความยุติธรรม เพราะฉะนั้น อุปมาของพระองค์จึงเข้าใจง่ายสำหรับ
ผู้ฟัง หญิงม่ายคนหนึ่งอยู่ในเมืองนั้นด้วย คำว่าหญิงม่ายในประเทศปาเลสไตน์ก็ทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า
เป็นผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ขาดผู้อุปถัมภ์ ผู้คุ้มครอง และจะต้องรับภาระของสามี เราพบว่าพระเป็นเจ้าทรง

ตักเตือนชาวอิสราเอลให้เอาใจใส่ต่อหญิงม่ายและเด็กกำพร้าและคนพลัดถิ่นเป็นพิเศษ (อพย 22:22, ฉธบ

14:29, 16:11, 24:17, อสย 1:23, โยบ 22:9) ที่พระองค์ต้องเตือนคนทั้งสามจำพวกนี้เสมอ หญิงม่ายใน
อุปมาคงจะได้รับความอยุติธรรมจากเพื่อนบ้านหรือจากญาติพี่น้อง อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับมรดกที่สามี

ของนางได้ทำพินัยกรรมมอบให้ แต่ว่ามีญาติทางฝ่ายสามีแย่งชิงเอาไปก็ได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องอื่นๆ ก็ได้
เราไม่ทราบแน่ นางมาพบเขาครั้งแล้วครั้งเล่า นางคงจะได้ขอความเห็นใจ และพูดตกลงกับฝ่ายตรงข้าม

แล้ว แต่ไม่ได้ผลอะไร นางก็จำเป็นจะต้องมาร้องเรยนศาลเพื่อให้ผู้พิพากษาตัดสินตามความยุติธรรม

กรุณาให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันสู้กับคู่ความเถิด เขาขอร้องให้ผู้พิพากษาทำตามความยุติธรรมและให้

ลงโทษผู้ผิด เขาก็ต้องการทรัพย์สมบัติของเขากลับคืนตามความยุติธรรมมากกว่า ส่วนเรื่องการลงโทษนั้น

165


เปนหน้าที่ของศาล ผู้พิพากษาผู้นั้นไม่ยอมทำตามที่นางขอร้อง เนื่องจากเขาเป็นคนที่ขาดความเมตตา
และไม่สนใจต่อความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ เขาก็ไม่ได้พิจารณาคดีของหญิงม่าย แต่นางก็ไม่ยอมแพ้

ได้เพียรกลับมาหาผู้พิพากษาอธรรมผู้นี้ และที่สุดเธอก็เห็นผลจริง ๆ จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จึงคิดว่า
ความพากเพียรของหญิงม่ายได้ชนะจิตใจของเขา และเขาก็ยอมรับเช่นนั้นจริง ๆ แม้ว่าฉันไม่ยำเกรงพระ


เจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด เขายอมรับว่าเขาไม่ยำเกรงพระเป็นเจาและประมาทเพื่อนมนุษย์ ถึงกระนั้น

เขาก็คิดว่าเขาจะต้องตัดสินตามที่หญิงม่ายเรียกรอง แม้ว่าที่ทำไปนั้นไม่ใช่ทำไปเพราะถือตามหน้าที่ที่
จะต้องตัดสินความก็ตาม แต่เกรงว่าเมื่อนางมาบ่อยๆ ก็จะทำให้เขารำคาญ เขาทนไม่ไหวแล้ว และถ้า
หากปล่อยไปอีก เขาก็ยิ่งจะรำคาญมากขึ้นและอาจจะกลายเป็นโรคประสาทก็ได้ ฉันจะให้นางได้รับความ

ยุติธรรม ที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจดำเนินคดีตามที่หญิงม่ายเรยกร้อง และพระอาจารย์เจ้าได้ตรัสว่า จงฟังสิ่ง

ที่ผู้พิพากษาอสัตย์ธรรมได้กล่าวไว้เถิด พระเยซูเจ้าประยุกต์หรือสรุปอุปมา ถ้าหากว่ามนุษย์ที่ชั่วช้าสา
มานถึงเพียงนั้นยังไม่สามารถที่จะทนต่อความพากเพียรของหญิงม่ายได้ เราก็มั่นใจได้เลยว่าพระบิดาเจ้าผ ู้

ที่มิใช่แต่ยุติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประกอบด้วยความเมตตากรุณาจะทรงสดับฟังและสนองตอบคำ
ภาวนาของเรา ถ้าหากเราเพียรหาพระองค์เสมอๆ ด้วยความไว้วางใจประสาลูกที่ภักดีต่อพระองค์


พระเป็นเจ้าจะไม่ทรงแก้แค้นแทนผู้เลือกสรรของพระองค์หรือ ผู้ที่ได้รับการเลอกสรร เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้
แทนผู้ติดตามพระเยซูเจ้า นักบุญเปาโล มักจะเรียกว่า “นักบุญ” (เทียบ รม 1:7, 12:13) กล่าวคือ ผู้ที่

พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรรในพระธรรมใหม่ คำว่านักบุญในที่นี้ไม่ใช่หมายความว่า เขามีคุณธรรมอันสูงส่ง
เหมือนกับที่เราเข้าใจคำว่านักบุญทั่ว ๆ ไป แต่หมายความว่า เขาเป็นผู้ที่พระเป็นเจ้าได้ทรงเรียกให้

ดำเนินชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ เขากำลงมุ่งไปสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่เขาก็ต้องพยายามประพฤติตัวดี ด้วย


ความยำเกรงพระเป็นเจ้าเพื่อบรรลุถึงความรอด (ฟป 2:12) หมายความวา บรรดาผที่พระเป็นเจ้าทรง
ู้
เลือกสรรจะต้องเข้ามาพึ่งพระเมตตาของพระเป็นเจ้าอีก และพระองค์จะทรงสดับฟังคำวิงวอนของเขา


พระองค์จะแก้แค้นแทนเขาต่อสู้ศัตรู พระองค์ยังจะเมินเฉยต่อคำภาวนาของเขาหรือ เรากลาวแก่ท่านว่า
พระองค์จะโปรดตามที่เขาวอนขอทันที เป็นไปได้ที่พระองค์จะโปรดตามที่เขาภาวนาทันที แต่บางครั้ง

พระองค์ก็อาจจะรอเวลาก็ได้ ทั้งนี้ เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า พระองค์จะประทานพระคุณให้แก่เรา
เมื่อไรจึงจะบังเกิดผลประโยชน์ให้แก่เราอย่างแท้จริง สมมุติว่า พระองค์โปรดให้เราชนะการผจญ

ทันทีทันใด ก็เท่ากับไม่มีการต่อสู้อะไรเลย เราทราบดีว่า ชีวิตคือการต่อสู้ และรางวัลจะเป็นของผู้ที่ชนะ
เท่านั้น การที่พระองค์ไม่สนองตอบทันที นั่นแหละเป็นส่วนหนึ่งของการตอบแล้ว และเป็นการ

สนองตอบที่ดีที่สุดตามกาละเทศะและถูกต้องทุกประการ เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา คัมภีราจารย์หลาย
คนสงสัยว่าประโยคนี้เกี่ยวโยงกับอุปมาอย่างไร ทั้งนี้เพราะว่า บางทีเขาเข้าใจถึงการเสด็จมาครั้งที่สอง

ตอนสิ้นพิภพก็เป็นได้ อย่างไรก็ดีประโยคนี้อาจจะหมายถึงการเสด็จเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ตอนไหนก็ได้
เพื่อแสดงพระเมตตาของพระองค์ต่อมนุษยชาติ ณ ที่นี้ จึงมีความหมายว่า พระเป็นเจ้าทรงสนองตอบคำ

ภาวนาของผู้ที่ถูกเบียดเบียนเมื่อถึงเวลากำหนด จะทรงพบความเชื่อบนโลกนี้หรือ” จะมีสักกี่คนที่วางใจใน

พระองค์” จะมีสักกี่คนที่ภาวนาโดยไม่หยุดหย่อน พระองค์ตรัสถามฝูงชน ไม่ใช่เป็นการตั้งปัญหาเพราะ
สงสัย แต่ว่าเป็นข้อสรุปจากอุปมา กล่าวคือ ทุกคนที่เชื่อว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็นพระบิดาที่ทรงพระทัย

เมตตากรุณาควรจะตอบว่า เราจะภาวนาโดยไม่หยุดหย่อน เพราะเราทราบว่าพระองค์จะเสด็จมา
เกี่ยวข้องกับเราตามความเหมาะสม

166

ต้นมะเดื่อเทศไร้ผล (ลก 13:6-9, เทียบ มธ 21:19-20)
6 พระองค์ตรัสคำอุปมาต่อไปนี้ว่า คนหนึ่งมีต้นมะเดื่อต้นหนึ่งปลูกไว้ในสวนองุ่นของตน และเขามา

7
หาผลที่ต้นนั้นก็ไม่พบ เขาจึงว่าแก่คนที่รักษาเถาองุ่นว่า นี่แน่ะ เรามาหาผลที่ต้นมะเดื่อนี้ได้สามปีแล้ว แต่
8
ไม่พบ จงโค่นมันเสีย จะให้ดินจืดไปเปล่า ๆ ทำไม แต่ผู้รักษาเถาองุ่นตอบเขาว่า นายเจ้าข้า ขอเอาไว้ปนี้

อีก ให้ข้าพเจ้าพรวนดินเอาปุ๋ยใส่ แล้วถ้าปีหน้ามันเกิดผลก็ดีอยู่ ถ้าไม่เกิดผล ภายหลังท่านจงโค่นมันเสีย
9
ในพระวรสารตามคำเล่าของนักบุญลูกา 12:23-30 พระอาจารย์ได้ทรงเตือนชาวฟาริสีว่า การที่
พวกเขาเป็นลูกหลานของอับราฮัมและเป็นประชากรที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกสรร ซึ่งพวกเขาภาคภูมิใจ
เสมอนั้น ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์โดยอัตโนมัติ พระเป็นเจ้าได้ทรงเลือกสรร

อับราฮัมบิดาของประชากรของพระองค์ก็เพื่อให้เขาและลูกหลานเป็นกระบอกเสียงของพระเป็นเจ้า เขา

จะต้องซื่อสัตย์ต่อพระองค์ก่อนแล้วจึงจะนำให้คนต่างชาติเข้ามาหาพระผู้กอบกู้ซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรง
สัญญาไว้หลังจากที่บิดามารดาเดิมได้ตกในบาป บรรดาประกาศกเรียกพระผู้ไถ่ว่าพระเมสสิยาห์ หมายถึงผู้


ที่ถูกเจิม ซึ่งเป็นทั้งกษัตริย์ สงฆ และประกาศกของพระเป็นเจา แต่น่าเสียดายที่ชาวฟาริสีมักจะคิดถึง


อภิสิทธิ์ของเขาเสมอ แต่ไม่ค่อยจะสนใจต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพระเปนเจ้าเลย และในที่สุด
แม้ว่าพระคริสตเจ้าได้เสด็จมาท่ามกลางพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ยังไม่ยอมรับรู้พระองค์ ทั้งนี้ก็เพราะว่า
พวกเขารอคอยพระผู้กอบกู้ทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจมากกว่าทางด้านศาสนา ยิ่งกว่านั้นอีก

พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการประหารผู้กอบกู้ของพวกเขาเอง พระองค์จึงทรงเตือนพวกเขาให้สนใจ
ทางด้านศาสนามากกว่าด้านทางโลก ชายผู้หนึ่งปลูกต้นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งในสวนองุ่นของตน มะเดื่อและ

องุ่นเป็นต้นไม้ที่มีคนปลูกกันมากในประเทศปาเลสไตน์และให้ผลดีพอสมควร ที่เขาปลูกมะเดื่อไว้ในสวน
องุ่นมิใช่หวังผลอยางเดียว แต่ว่าเพื่อให้กิ่งก้านและเถาองุ่นมีที่ยึดด้วย ทั้งองุ่นและมะเดื่อต้องการใส่ปุ๋ย

พรวนดินเหมือนกัน เขาได้มาหาผลมะเดื่อ แต่ไม่พบเลย เจาของสวนได้ทำทุกอย่างเพื่อให้มะเดื่อออกผล

แต่ก็ไร้ผล เขาจึงได้พูดถึงคนดูแลสวนองุ่นว่า ตลอด 3 ปี เขาไม่ได้เห็นผลเลย เจ้าของสวนได้อดทนและ
รอมาตั้ง 3 ปีแล้ว ตามปกติถ้าหากว่าต้นไม้ไม่มีผล 2 ปี ติดต่อกัน ชาวสวนก็จะโค่นลงแล้ว แต่ที่เขาได้

เพียรทนถึง 3 ปี แต่ก็ยังไม่เห็นผลอีก จงโค่นมันเสียเถิด เขาคิดว่าไม่ควรจะเก็บต้นมะเดื่อไว้อีกต่อไป
เขาคิดจะปลูกใหม่ และคงจะได้ผลมากกว่า “นายครับ โปรดปล่อยไว้อีกปีเถิด จนกว่าผมจะพรวนดินและ

ใส่ปุ๋ยให้มัน” เขาขอเวลาให้ต้นมะเดื่อ เขาจะเอาใจใส่เป็นพิเศษ มันจะออกผลหรือไม่ บางทีมะเดื่อจะผลิ
ดอกออกผลแล้วก็จะไม่ต้องถูกโค่น ถ้าไม่ออกผล ท่านจะโค่นทิ้งเสียก็ได้ ถ้าหากปล่อยให้โอกาสสุดท้ายแล้ว

ยังไม่เกิดผล มันก็จะต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน

สวรรค์ : พระคุณอันประเสริฐของพระเป็นเจ้า

พระเยซูเจ้าพระผู้กอบกู้ของเรามิใช่เพียงแต่เปิดประตูสวรรค์ให้เราอีกครั้งหนึ่งโดยอาศัยการ

สิ้นพระชนม์บนกางเขนเท่านั้น แต่ว่าพระองค์ยังได้ทรงประทานวิธีที่จำเป็นเพื่อเราจะได้บรรลุถึงที่นั่น
พระองค์ได้ทรงชี้หนทางให้เราเดินตามและจัดหาเสบียงและทุกสิ่งที่จำเป็นให้เราอีกด้วย พระองค์ยังได้

ทรงประทานประมุขสูงสุดและคณะสงฆ์เพื่อนำทาง สั่งสอน และให้กำลังใจแก่เราในการเดินทาง สิ่งที่
เราจะต้องทำก็คือ เราจะต้องใช้พระคุณตามธรรมชาติและพระหรรษทานซึ่งพระเป็นเจ้าได้ทรงประทาน

ให้แก่เรา หมายความว่าเราจะต้องออกแรงทำงานด้วย และในการออกแรงทำงานร่วมมือกับพระหรรษ
ทานนี้บางครั้งเราจำเป็นจำต้องเสียสละ อย่างไรก็ดี การเสียสละนั้นก็เป็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าจะ

เปรียบเทียบกับรางวัล คือ อาณาจักรสวรรค์ ถึงกระนั้นก็ดี น่าเสียดายที่บางคนไม่บรรลุถึงความสุขชั่ว

167

นิรันดร เพราะเขาต้องการความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วคราวเพียงสั้นๆ ในโลกนี้ เช่น ยศถาบรรดาศักดิ์ เงินทอง
และข้าวของของโลก พระคุณตามธรรมชาติที่พระเป็นเจ้าได้ทรงประทานให้เพื่อเขาจะได้บรรลุถึงสวรรค์

เขากลับใช้มันเพื่อความสุขที่จอมปลอมในโลกนี้ อุปมาต่อไปนี้ ต้องการจะสอนว่า ความเพียรพยายาม
แต่เพียงเล็กน้อยที่พระเป็นเจ้าทรงพระประสงค์จากเรานั้น ถ้าหากเราปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์

เราก็จะได้รับรางวัลอย่างงดงามทีเดียว

ผู้รับใช้สิบคนที่รับเงินไปทำทุน (ลก 19:11-27 เทียบ มธ 25:14-30)
11 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุการณ์นั้น พระองค์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป เพราะ

พระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว และเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะปรากฏโดย
12
พลัน เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้ว
13

จะกลับมา ท่านจงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งวา จงเอาไปค้าขายจนเราจะ

14
15
กลับมา แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลว่า เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา เมื่อ
ท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้รู้ว่า
เขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ ได้กำไรสิบมิ
16

นา พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจาสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจ
17
18
ครอบครองสิบเมืองเถิด คนที่สองมาทูลว่า พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา 19
20
พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด อีกคนหนึ่งมาทูลว่า พระเจ้าข้า นี่เงินมิ
21
นาหนึ่งของพระองค์ข้าพระบาทได้เอาผ้าห่อเก็บไว้ เพราะข้าพระบาทกลัวฝ่าพระบาท ด้วยว่าฝ่าพระบาท
22
เป็นคนเข้มงวด ฝ่าพระบาทเก็บผลซึ่งฝ่าพระบาทมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ฝ่าพระบาทมิได้หว่าน พระองค์
จึงตรัสตอบเขาว่า อ้ายข้าชั่วช้า เราจะปรบโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง เจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนเข้มงวดเก็บ

23
ผลซึ่งเรามิได้ลงแรง และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า เมื่อเรามา
24
จะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย แล้วพระองค์ตรัสสั่งคนที่ยืนอยู่ที่นั่นว่า จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจาก
25
26
เขาให้แก่คนที่มีสิบมินา คนเหล่านั้นทูลว่า พระเจ้าข้า เขามีสิบมินาแล้ว เราบอกเจ้าทั้งหลายว่า ทุกคน
27
ที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น จะต้องเอาไปจากเขา ฝ่ายพวกศัตรูของ
เราที่ไม่ต้องการให้เราครอบครองเขานั้น จงพาเขามาที่นี่ และฆ่าเสียต่อหน้าเรา

อุปมาเรื่องนี้ พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่าให้สานุศิษย์และผู้ที่เดินตามพระองค์อย่างซื่อสัตย์ฟัง ขณะที่

พระองค์เสด็จไปกรุงเยรูซาเลมเป็นครั้งสุดท้าย พระองค์ได้เสด็จลงมาจากแคว้นกาลิลีไปยังลุ่มแม่น้ำ
จอร์แดนและได้กระทำอัศจรรย์ ที่เมืองเยรีโค พระองค์ได้ทรงรักษาคนตาบอด และได้เข้าไปเยี่ยมบ้าน
ของศักเคียส คนเก็บภาษีที่ใครๆ ต่างก็สบประมาท และได้ประกาศว่าศักเคียสเป็นบุตรของอับราฮัมด้วย

เพราะฉะนั้น พระองค์ควรจะสนพระทัยต่อเขาด้วย การทำเช่นนี้ ทำให้พวกที่ติดตามพระองค์รู้สึกแปลก

ใจ เพราะเขาเข้าใจว่า อาณาจักรสวรรค์ของพระเมสสิยาห์นั่นไม่มีที่สำหรับคนบาปและคนเก็บภาษี
พระองค์ทรงเล่าอุปมาเรื่องนี้ เพื่อจะได้แก้ความผิดระหว่างผู้ที่ติดตามพระองค์ที่ปรารถนาให้พระองค์

ปกครองพวกเขา แต่ความนึกคิดของพวกเขา และในเวลาเดียวกันก็ทรงมีพระประสงค์ที่จะแก้ความผิด
ของพวกศัตรูของพระองค์ซึ่งไม่มีความประสงค์จะให้พระองค์ปกครองพวกเขาเลย บุรุษตระกูลสูงผู้หนึ่ง

ออกเดินทางไปแดนไกลเพื่อรับตำแหน่งกษัตริย์ เรื่องที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเล่านี้ก็คุ้นหูผู้ฟังมากในสมัยนั้น
เพราะว่าประเทศปาเลสไตน์และประเทศตะวันออกกลางในสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน

อำนาจตามเมืองขึ้นมักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเมื่อพระราชาสิ้นพระชนม์ มงกุฎราชกุมารจะต้องเดินทาง

168

ไปกรุงโรมเพื่อขอให้ทางโรมแต่งตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองสืบต่อจากพระราชบิดา และบางครั้งในเรือลำ


เดียวกันนั่นแหละ ผู้โดยสารมักจะเป็นผู้ที่อ้างวาตัวเองมีสิทธิ์จะขึ้นครองราชย์ ในอุปมา ผู้ที่อ้างสิทธิ์เปน
เชื้อพระวงศ์ซึ่งหมายถึงพระเยซูเจ้าเอง พระองค์ก็เสด็จเดินทางไปไกล หมายความว่า กว่าพระองค์จะได้

ครองราชย์ต้องใช้เวลานานมาก เท่ากับบอกว่าอาณาจักรสวรรค์ของพระเมสสยาห์ไม่ใช่จะมาถึงในอนาคต
อันใกล้ตามที่ชาวยิวหลายคนเคยฝันเอาไว้ เขาเรยกผู้รับใช้สิบคนเข้ามา เขาก็ได้ให้เงินปอนด์ และสั่งพวก


เขาว่าจงค้าขายจนกวาเราจะกลับ เลข 10 มักจะหมายถึงจำนวนทั้งหมด ในที่นี้หมายถึงคนใช้หรือ
ผู้ติดตาม ซึ่งเป็นพวกที่ตรงกันข้ามกับพวกศัตรูที่กล่าวถึงในข้อต่อไป ขุนนางผู้นั้นได้แจกจ่ายทรัพย์สมบัติ
ให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขานำไปใช้ประโยชน์ในเวลาที่เขาไม่อยู่ จำนวน 1 ปอนด์ มีค่าแรงงานคนงาน

100 วัน เพราะฉะนั้น คนใช้ทุกคนจะต้องรับผิดชอบในการใช้เงินนั้น แต่ชาวเมืองเกลียดชังเขา ใน

ประวัติศาสตร์ เรามักจะพบตัวอย่างเสมอว่า เมื่อคนใดคนหนึ่งต้องการบัลลังก์ก็มักจะมีคนบางพวกที่
สนับสนุน และบางพวกก็ไม่เห็นด้วย เทียบปฏิปักษ์ของพระเยซูเจ้า คือ ชาวฟาริสีและบรรดาผู้นำของ

ชาวยิว เพราะพวกเขาได้เลือกจักรพรรดิโรมันเป็นกษัตริย์ แทนที่จะเลือกพระเมสสิยาห์ พระเยซูเจ้าซึ่ง

พระเป็นเจ้าได้ส่งมาในโลกนี้ แต่เขาก็ยังได้รับตำแหน่งกษัตริย์แล้วกลับมา กวาจะได้ตำแหน่งนี้ เวลาก็ผ่าน
ไปนานเพราะว่าเขาเดินทางไกล และทางด้านคนใช้ก็ได้ใช้เงินให้เป็นประโยชน์ เมื่อเขาได้เป็นกษัตริย์แล้ว
เขาก็จะปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่ผู้ที่สนับสนุนเขาและจะลงโทษพวกกบฏ สั่งให้ไปเรียกผู้รับใช้ที่เขามอบเงิน

ให้ไว้มาพบ เขาเรียกพวกที่ซื่อสัตย์เข้ามาก่อน แต่ละคนจะต้องรายงานในกิจการของตน พระองค์
ประทานเงินให้ก็เพื่อจุดประสงค์ ดังนั้น พระองค์ก็ต้องการทราบวาทุกคนได้ทำตามจุดประสงค์หรือไม่

นายขอรับ เงินที่ท่านให้ไว้ ทำกำไรได้สิบเท่า คนใช้ได้คืนเงินทั้ง 10 ปอนด์ ให้แก่นายของตนทั้งหมดโดย

ไม่ได้เรียกร้องอะไรไว้สำหรับตนเองเลย แต่นายก็เหนน้ำใจและความสามารถของเขา และได้ประทาน

รางวัลแก่เขา ดีแล้ว เจาเป็นผู้รับใช้ที่ดี เพราะเจ้าซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย เจาจงมีอำนาจปกครองเมืองสิบ

เมืองเถิด พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่นี้ต้องการผู้ปกครองสำหรับเมืองต่างๆ ในราชอาณาจักรของพระองค์
พระองค์ได้ทรงเลือกจากคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์และมีความสามารถในการทำงานระหว่างที่

พระองค์ไม่อยู่ และพระองค์จะทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่เขาตามความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมาย แต่ว่ารางวัลนั้นเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ คนที่สองเข้ามา รายงานว่า นายขอรับ เงินที่ท่านให้

ไว้ ทำกำไรได้ห้าเท่า กำไรที่คนที่สองทำให้แก่นายนั้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคนแรก อย่างไรก็ดี กำไรนั้น
ก็เป็นผลของความพยายามของเขา และเขาก็ได้รับรางวัลตามอัตราส่วน อีกคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า นาย

ขอรับ เงินที่ท่านให้ไว้อยู่นี่ ข้าพเจ้าเอาผ้าห่อเก็บไว้ คนใช้ที่สามนี้ไม่ได้ทำตามคำสั่งที่นายได้สั่งไว้ เขาได้
เก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้มันให้เกิดประโยชน์แต่อย่างไรเลย ระหว่างที่พระราชาไม่อยู่ เขาติดธุระกับเรื่องของเขา

และไม่มีเวลาทำงานให้พระราชาเลย ข้อแก้ตัวของเขาก็ฟังไม่ขึ้น ผมกลัวว่าพระองค์เคร่งครัด แต่
พระราชาได้ตรัสตอบว่า ถ้าเจ้ากลัวเราจริงๆ เจ้าก็คงจะทำงานเต็มกำลังความสามารถ ยิ่งกว่านั้น ดู

เหมือนเขาจะกล่าวหาพระราชาด้วยว่า พระองค์ไม่สู้จะยุติธรรมเท่าไร เพราะ “พระองค์ทวงแม้ไม่ได้ฝาก

และเก็บเกี่ยวแม้ไม่ได้หว่าน” แน่นอนเป็นคำพูดข้ออ้างที่ไม่ตรงกับความจริง เพราะตามความจริง
พระองค์ทรงยุติธรรม และทรงพระทัยดีด้วย เพราะคนใช้ที่รับผิดชอบนั้น พระองค์ได้ปูนบำเหน็จรางวัล

ให้มากมาย การที่เขาไม่ใช้เงินที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประโยชน์ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน
หรือเพราะคิดว่านายคงจะไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ เพราะเหตุนี้เอง พระราชาจึงได้เอาเงินคืน และ

ไม่ได้ให้ตำแหน่งอะไรแก่เขา เนื่องจากเขาไม่ซื่อสัตย์และไม่รู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย
นายขอรับ เขามีเงินมากอยู่แล้ว คนที่อยู่ใกล้เคียงรู้สกประหลาดใจที่พระราชาทรงพระทัยดีเพิ่มเงินอีก 1


169

ปอนด์ ให้แก่ผู้ที่มี 10 ปอนด์ อยู่แล้ว แต่พระราชาก็ทรงพอพระทัยทำเช่นนั้น เพราะทรงตระหนักดีว่า
คนใช้คนแรกนั้นรู้จักรับผิดชอบ และได้พิสูจน์แล้วว่าเขาได้เสียสละและได้ทำงานเพื่อนายของตนอย่างเต็ม


กำลังความสามารถ เขาเปนคนใจกว้างต่อนาย เพราะฉะนั้น นายก็ย่อมจะใจกว้างต่อเขาด้วย ส่วนพวก
ศัตรูของข้าที่ไม่ต้องการให้ข้าเป็นกษัตริย์ จงพามาที่นี่และประหารเสียต่อหน้าข้า เมื่อได้ตัดสินผู้ที่ติดตาม

หรือคนใช้ของพระองค์แล้ว พระองค์ก็หันมาคิดบัญชีกับพวกที่ตั้งตัวเป็นศัตรูของพระองค์อย่างเปิดเผย ใน

ฐานะที่พวกเขาเป็นกบฏ ตามธรรมเนียมในสมัยนั้นพวกเขาจะต้องถูกประหารต่อหน้าพระราชา ในอุปมา
พวกกบฏก็คือชาวฟาริสีและพวกหัวหน้าชาวยิวซึ่งละทิ้งพระเยซูเจ้า ไม่ยอมรับว่าพระองค์ก็คือพระเมสสิ
ยาห์ การที่กรุงเยรูซาเลมถูกทำลายใน ค.ศ. 70 นั้น เป็นการเริ่มต้นแห่งหายนะที่ชาวยิวได้รับเท่านั้น

ในฐานะที่พวกเขาละทิ้งพระเยซูเจ้า ภัยพิบัติที่น่ากลัวมากกว่านั้นมากมายนักกำลังรอคอยเขาอยู่ในวัน

พิพากษาประมวลพร้อม

คนงานในสวนองุ่น (มธ 20:1-16)

1 ด้วยแผ่นดินสวรรค์อุปมาเหมือน เจ้าของสวนคนหนึ่ง ออกไปจ้างคนทำงานในสวนองุ่นของตนแต่
2
3
เวลาเช้าตรู่ ครั้นตกลงกับลูกจ้างวันละเดนาริอันแล้ว จึงใช้ให้ไปทำงานในสวนองุ่น พอเวลาประมาณสาม
ู่
โมงเช้า เจ้าของสวนก็ออกไปอีก เห็นคนอื่นยืนอยเปล่าๆกลางตลาด จึงพูดกับเขาว่า ท่านทั้งหลายจงไป
4
5
ทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด เราจะให้ค่าจ้างแก่พวกท่านตามสมควร แล้วเขาก็พากันไป พอเวลาเที่ยงวัน
6
และเวลาบ่ายสามโมง เจ้าของสวนก็ออกไปอีก ทำเหมือนก่อน ประมาณบ่ายห้าโมงก็ออกไปอีกครั้งหนึ่ง
7
ู่
พบอีกพวกหนึ่งยืนอย จึงพูดกับเขาว่า พวกท่านยืนอยู่ที่นี่เปล่าๆวันยังค่ำทำไม เขาตอบว่า เพราะไม่มีใคร
8

จ้างพวกข้าพเจา เจ้าของสวนบอกว่า ท่านทั้งหลาย จงไปทำงานในสวนองุ่นด้วยเถิด ครั้นถึงเวลาพลบค่ำ
เจ้าของสวนจึงสั่งเจ้าพนักงานว่า จงเรียกคนทำงานมา และให้ค่าจ้างแก่เขา ตั้งแต่คนมาทำงานสุดท้าย
9
10
จนถึงคนที่มาแรก คนที่มาทำงานเวลาประมาณบ่ายห้าโมงนั้น ได้ค่าจ้างคนละหนึ่งเดนาริอัน ส่วนคน
11
ที่มาแรกนึกว่าเขาคงจะได้มากกว่านั้น แต่ก็ได้คนละหนึ่งเดนาริอันเหมือนกัน เมื่อเขารับเงินไปแล้วก็บ่น
12
ต่อว่าเจ้าของสวน ว่า พวกที่มาสุดท้ายได้ทำงานชั่วโมงเดียว และท่านได้ให้ค่าจ้างแก่เขาเท่ากันกับพวก
13
เราที่ทำงานตรากตรำกลางแดดตลอดวัน ฝ่ายเจ้าของสวนก็ตอบแก่คนหนึ่งในพวกนั้นว่า สหายเอ๋ย เรา
14
มิได้โกงท่านเลย ท่านได้ตกลงกันแล้ววันละหนึ่งเดนาริอัน มิใช่หรือ รับค่าจ้างของท่านไปเถิด เราพอใจจะ
ให้คนที่มาทำงานหลังที่สุดนั้นเท่ากันกับท่าน เราจะใช้เงินทองของเราตามใจของเราเองไม่ได้หรือ ทำไม
15
16
ท่านอิจฉาเมื่อเห็นเราใจดี อย่างนั้นแหละ คนที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น และคนที่เป็นคนต้นจะ
กลับเป็นคนสุดท้าย

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเล่าอปมาเรื่องนี้เพื่อแสดงว่า รางวัลตลอดชั่วนิรันดรสำหรับมนุษย์เป็นของ
ประทานของพระเป็นเจ้า เป็นของขวัญอันล้ำค่าซึ่งมนุษย์ไม่สามารถจะได้รับโดยอาศัยความสามารถของ

มนุษย์แต่อย่างเดียว แม้มนุษย์จะพยายามอย่างไรก็ตาม ชาวฟาริสีมีความคิดว่าพวกเขาเท่านั้นที่เป็น
สมาชิกในอาณาจักรสวรรค์นี้ ในฐานะที่เป็นประชากรของพระเป็นเจา และพวกเขาคัดค้านคำสั่งสอนของ

พระเยซูเจ้าที่สอนว่า คนบาปและคนเก็บภาษีก็มีโอกาสเข้าในอาณาจักรสวรรค์ของพวกเขาด้วย
อาณาจักรสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อบ้านผู้หนึ่งซึ่งออกไปตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อจ้างคนงานมาทำงานในสวนองุ่น

ในสมัยนั้นในปาเลสไตน์และแม้ในสมัยนี้ด้วย เช่นในประเทศอินเดีย คนที่ต้องการทำงานจะต้องเข้าไปใน
เมืองหรือตามหมู่บ้าน แล้วก็ไปรวมกันในที่สาธารณะหรือตามย่านชุมชน เพื่อรอให้คนอื่นเขาจ้างไปทำงาน

ตามที่เขาต้องการ การจ้างนั้นจะตกลงกันเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์หรือรายวันก็ได้ ส่วนค่าจ้างก็ตกลง

170

กันเองตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย ครั้นได้ตกลงค่าจ้างวันละหนึ่งเหรียญกับคนงานแล้ว เจ้าของสวน
ในอุปมาได้เลือกคนงานไว้กลุ่มหนึ่ง และจ้างเป็นรายวัน โดยจะให้ค่าจ้างวันละ 1 เหรียญ ซึ่งเป็นอัตรา

ค่าแรงตามปกติในสมัยนั้น เขาได้ออกไปในโมงที่สาม ที่หก และที่เก้า ชาวโรมันแบ่งเวลากลางวัน
ออกเป็น 12 ชั่วโมง คือตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น และในสมัยพระเยซูเจ้า ชาวยิวก็ถือตามนี้

เพราะฉะนั้น เจ้าของสวนก็ได้ออกไปจ้างคนงานครั้งแรกตอน 6 โมงเช้า ต่อมาก็ 9 โมง เที่ยง บ่าย 3 โมง

และตอนเย็น 6 โมง ตามลำดับ ที่เขาจ้างในเวลาไม่พร้อมกันอาจจะเป็นเพราะว่าครั้งแรกเขาคงคำนวนไม่
ดี และกลัวว่างานคงจะไม่เสร็จอีก จึงต้องจ้างคนงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงประดิษฐ์ขึ้นเพื่อ
จะเป็นคำสอนของพระองค์มากกว่าก็เป็นได้ ฉันจะให้ค่าจ้างตามสมควร เจ้าของเสนอค่าจ้างที่ยุติธรรม


และยิ่งทียิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ ดีไม่ดีอาจไม่มีใครว่าจ้างก็ได้ ประมาณห้าโมงเย็น พอบ้านออกไปอีก เจ้าของ
ได้จ้างคนงานอีกพวกหนึ่งตอนเย็นมากแล้วให้ไปทำงานในสวนองุ่น เขาถามพวกนั้นว่า ทำไมยืนอยู่เฉยๆ
ตลอดทั้งวัน พวกเขาตอบว่าไม่มีใครจ้าง เจ้าของจึงได้ให้พวกเขาไปทำงาน โดยไม่ได้ตกลงราคากันไว้

ส่วนพวกคนงานก็ไม่ได้ถามถึงค่าจ้างเช่นเดียวกัน เพราะว่ามีเวลาทำงานเหลือเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น สู้
ปล่อยให้นายจ้างทำตามความใจดีของเขาดีกว่า ไปเรียกคนงานมา จ่ายค่าจ้างให้เขา พอ 6 โมงเย็น ทุก

ั่
คนก็เลิกงาน เจ้าของจึงสงให้คนใช้ไปเรียกพวกคนงานมารวมกันเพื่อจะได้รับค่าจ้าง โดยเริ่มจ่ายให้แก่
พวกที่มาที่หลังสุดก่อน การจัดแบบนี้จำเป็นสำหรับคำสอนในนิทานเรื่องนี้ เพราะถ้าหากพวกแรกได้รับ

เงินก่อน พวกเขาก็คงจะกลับบ้าน และคงไม่ทราบว่าพวกที่มาที่หลังได้รับเท่าไร เมื่อพวกที่เริ่มงานเวลา
ห้าโมงเย็นมาถึง เขาได้รับคนละหนึ่งเหรียญ เจ้าของไม่ได้ตกลงกับพวกเขาว่าจะจ่ายค่าจ้างให้เท่าไร แต่

เนื่องจากเขาเป็นคนมีใจเอื้อเฟื้อโอบอ้อมอารี เขาจึงให้ค่าแรงเท่ากับ 1 วันเต็ม และเขาก็ให้พวกที่มา
ทำงานตอนบ่าย 3 โมง ตอนเที่ยงและตอน 9 โมง คนละ 1 เหรียญ เหมือนกันหมด ไม่มีปัญหาอะไร

เพราะทุกคนก็พอใจ เพราะพวกเขาได้รับค่าจ้างมากกว่าที่พวกเขาหวังจะได้รับเสียอีก เมื่อคนงานพวก

แรกมาถึง เขาคิดว่าตนจะได้รับมากกว่านั้น แต่ก็ได้รับคนละหนึ่งเหรียญเช่นกัน แต่พวกเขาก็บ่นแสดง
ความไม่พอใจทันที ทำไมพวกที่ทำงานเพียงชั่วโมงเดียวจึงได้รับค่าจ้างเท่ากับพวกเขาซึ่งต้องทำงานหนัก

ตลอดวัน พวกเขาคิดว่านี่เป็นการอยุติธรรม แต่เป็นความอยุติธรรมจริง ๆ หรือ เพื่อนเอ๋ย ฉันไม่ได้โกง
ท่านเลย ท่านไม่ได้ตกลงกับฉันคนละหนึ่งเหรียญหรือ จงเอาค่าจ้างของท่านไปเถิด ฉันอยากจะให้คนที่มา

สุดท้ายนี้เท่ากับให้ท่าน ฉันไม่มีสิทธิ์ใช้เงินของฉันตามที่ฉันพอใจหรือ ท่านอิจฉาริษยาเพราะฉันใจดีหรือ
เนื่องจากพวกคุณรู้สึกอิจฉาริษยา พวกคุณจึงเห็นว่าความใจกวางของผมกลายเป็นความอยุติธรรมไป

เจ้าของสวนยุติธรรมที่สุด เพราะเขาได้ทำตามที่ได้ตกลงกันไว้ทุกประการ ถ้าหากเขาได้จ่ายให้คนอื่นๆ
คนละเหรียญเท่ากัน เขาก็ไม่ผิดความยุติธรรมต่อพวกแรก แต่เขาเป็นคนมีเมตตาต่างหาก พระเป็นเจ้า

พระองค์ทรงประทานความสุขตลอดทั้งชั่วนิรันดร ก็คล้ายๆ กับเจ้าของสวนจ่ายค่าแรงคนงานนั่นเอง
บางคนบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์โดยอาศัยการทรมานกายทรมานใจใช้โทษบาปเสียนาน บางคนกลายเป็น

นักบุญใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี บางทีไม่กี่วันด้วยซ้ำ เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดพระหรรษทานเป็นพิเศษแก่เขา

สำหรับทุกคนที่บรรลุถึงอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาย่อมทราบอยู่ดีว่า รางวัลนั้นใหญ่หลวงเกินกว่าที่เขาจะ
คิดหรือหวัง นักบุญเปาโล กล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดว่า ความทุกข์ทรมานในปัจจุบันเปรียบไม่ได้เลยกับพระสิริ

รุ่งโรจน์ที่จะทรงบันดาลให้ปรากฏแก่เรา “(รม 8:18) เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรจากพระเป็นเจ้า
ฉะนั้น เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปถามพระองค์ว่า ทำไมพระองค์ทรงพระทัยดีต่อคนนั้น ต่อคนนี้ ฯลฯ ทั้ง

นักบุญเปาโล ซึ่งเคยได้สู้ทนความยากลำบากนานกวา 30 ปี เพราะเห็นแก่พระเยซูเจ้า และโจรที่กลับใจ

ซึ่งพระเยซูเจ้าได้ทรงสัญญาว่าเขาจะได้เข้าสวรรค์ในวันนั้นเองที่เขากลับใจ ต่างก็ได้รับความยินดีเข้าสู่

171


อาณาจักรสวรรค์ โดยอาศัยพระเมตตาของพระเยซูเจ้าด้วยกันทั้งคู่ และสำหรบทั้งสองคน พวกเขาก็
ได้รับบำเหน็จรางวัลที่มากกว่าที่เขาจะได้รับทั้งคู่ ดังนี้แหละ คนกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มแรก

และคนกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้าย ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง: ไม่มีใครจะเรียกร้องอะไรจากพระ
เป็นเจาได้ เพราะพระองค์ไม่ได้เป็นหนี้ใคร สำหรับคนบางประเภท ชาวฟาริสีที่คิดว่าพวกเขามีสิทธิ์ก่อน


คนอื่นๆ ในอาณาจักรสวรรค์ของพระเป็นเจา จนกระทั่งว่าคนอื่นไม่มีสิทธิ์นั้น พระเยซูเจ้าก็ทรงสอนเขา
ว่าพระเป็นเจ้าจะกระทำต่อพวกเขาตามความยุติธรรม พวกเขาอาจจะไปสวรรค์ได้ ถ้าหากพวกเขา
ประพฤติตนเหมาะสม แต่พวกเขาไม่มีหน้าที่ที่จะไปห้ามพระเป็นเจ้า พระองค์ก็มีอิสระและพระองค์จะให้
ิ่
ใครไปสวรรค์ก็ได้ทั้งนั้น ยงกว่านั้นพระองค์อาจจะให้ตำแหน่งเท่ากันหรือว่าสูงกว่าชาวฟาริสีแก่คนอื่นๆ ก็
ได้ คนบาปที่สำนึกผิด ลูกล้างผลาญที่กลับใจ ก็เป็นที่รักใคร่ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ไม่แพ้ลูกคนโตที่อยู่

บ้านและไม่ต้องการกลับใจเหมือนกัน

การถ่อมตนรับใช้ (ลก 17:7-10 เทียบ ยน 13:4-5)

7 ในพวกท่านมีคนใดที่มีบ่าวไถนาหรือเลี้ยงแกะ เมื่อบ่าวคนนั้นกลับมาจากทุ่งนา จะบอกเขาว่า
เชิญนั่งลงรับประทานทีเดียวเถิด หรือจะไม่บอกเขาว่า จงหาให้เรารับประทานและคาดเอวไว้เดินโต๊ะให้
8
เรา จนเราจะกินและดื่มอิ่มแล้ว และภายหลังเจ้าจึงค่อยกินและดื่มเถิด นายจะขอบใจบ่าวนั้น เพราะบ่าว
9
10
ได้ทำตามคำสั่งหรือ ฉันใดก็ดี เมื่อท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งสารพัด ซึ่งเราบัญชาไว้แก่ท่านนั้น ก็จงพูด
ด้วยว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบ่าวที่ไม่มีบุญคุณต่อนาย ข้าพเจ้าได้กระทำตามหน้าที่ซึ่งข้าพเจ้าควรกระทำ

เท่านั้น
เมื่อสานุศิษย์ 72 คน กลับจากการเทศนาสั่งสอนตามเมืองและตามหมู่บ้านในแคว้นกาลิลี พวก

เขามีความปีติยินดีเพราะว่าพระเยซูเจ้าได้ทรงมอบอำนาจมากมายให้แก่พวกเขา “แม้แต่ปีศาจก็ยังอ่อน
น้อมต่อเราเดชะพระนามของพระองค์” พวกเขากล่าว พระอาจารย์เจ้าจึงติงพวกเขาไว้นิดหน่อยว่า อยา

ภาคภูมิใจจนเกินไป” อย่าชื่นชมยินดีที่ปีศาจอ่อนน้อมต่อท่าน” (ลก 10:20) เป็นของธรรมดาเหลือเกินที่

บรรดาสานุศิษย์ซึ่งเพิ่งจะเริ่มติดตามพระเยซูเจ้าและเริ่มมีความเชื่อถูกล่อลวงให้มีความจองหองบางในฤทธิ์
อำนาจที่พวกเขาได้รับ แต่พวกเขาจะต้องพยายามหาทางชนะต่อการผจญชนิดนี้ อุปมาเรื่องต่อไปนี้จะ
เป็นเครื่องเตือนใจว่า พวกเขาจะต้องพยายามฝึกหัดฤทธิ์กุศลความสุภาพอย่างแท้จริง บรรดาอัครสาวก

ได้ภาวนาขอให้พระองค์เพิ่มพูนความเชื่อของพวกเขา (เทียบ 17:5) กล่าวคือ ให้พระองค์บันดาลให้พวก

เขามีความไว้วางใจในพระเป็นเจามากยิ่งขึ้น พวกเขาจะต้องไม่อ้างสิทธิอะไรเลยในการทำงานเพื่อพระ

เป็นเจา เพราะพระองค์นั่นแหละบันดาลให้การงานของพวกเขาบังเกิดผล และผลงานนั้นเป็นของพระ


เป็นเจามากกว่าเป็นของพวกขา เพราะพระองค์ได้เคยตรัสไว้วา “ถ้าไม่มีเรา ท่านก็ทำอะไรไม่ได้เลย”

ท่านผู้ใดที่มีคนรับใช้ เป็นวิธีพูดมากกว่า ไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจว่าบรรดาอัครสาวก หรือพวกสานุศิษย์มี

คนใช้ ออกไปไถนาหรือไปเลี้ยงแกะ เป็นหน้าที่ประจำวันที่สำคัญของคนใช้ที่จะต้องทำในนาของนาย
เมื่อคนรับใช้กลับจากทุ่งนา สำหรับคนใช้หรือคนงานธรรมดา ตามปกติพวกเขาเลิกงานหรือกลับจากนา

ตอนเย็นๆ แต่คนใช้ในอุปมาเป็นทาสไม่ใช่เป็นคนงานที่เขาจ้างมา เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่มีสิทธิอันใดเลย
เขาเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอย่างเด็ดขาด และจะต้องพร้อมเสมอที่จะทำตามคำสั่งสอนของนาย มานั่งโต๊ะ



เถิด สำหรับคนงานที่เขาจางมา เขาก็ต้องทำงานบาน เขาจะต้องเตรียมอาหารเย็นสำหรับนาย ซึ่งเป็น
งานที่ยุ่งไม่ใช่น้อย เพราะอาหารมื้อเย็นเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และเขาจะต้องคอยรับใช้นายด้วย ขณะที่ฉัน
กินและดื่ม การเตรียมอาหาร จัดโต๊ะ และรอนายทานอาหาร กว่าจะเสร็จ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย

172

เป็นชั่วโมง แต่เขาก็ต้องรอคอยแม้จะหิวก็ตาม หลังจากนั้นเจ้าจึงกินและดื่ม ทาสจะรับประทานของที่
เหลือจากนาย นายย่อมไม่ขอบใจผู้รับใช้ ในสมัยนั้น การที่ทาสจะทำงานตามที่กล่าวมาแล้วเป็นของ

ธรรมดา และไม่มีทาสคนไหนที่จะหวังให้นายแสดงความกตัญญูรู้คุณหรือขอบอกขอบใจ และไม่มีนายคน
ไหนจะขอบคุณทาสด้วย ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน พระเยซูเจ้าก็ได้ตรัสให้สานุศิษย์ประยุกต์อุปมากับ

พวกเขาเองด้วย ณ ที่นี้ ไม่ใช่พระอาจารย์ทรงเห็นดีเห็นชอบกับการมีทาส หรือกับความใจแข็งของนาย

พระองค์เพียงแต่ต้องการใช้เรื่องที่พวกสาวกเคยเห็นในชีวิตประจำวันของพวกเขา และพระองค์ต้องการ
จะสอนพวกเขา เมื่อท่านได้ทำตามคำสั่งทุกประการแล้ว ณ ที่นี้ พระเยซูเจ้าได้ทรงสอนสานุศิษย์ให้เอา
แบบฉบับของทาสซึ่งไม่หวังรางวัลหรือเรียกร้องอะไรตอบแทนจากนายเลย เมื่อพวกเขาได้ทำตามที่


พระองค์ทรงสั่ง รวมทั้งอัศจรรย์ที่พระองค์ได้มอบอำนาจให้พวกเขา พวกเขาก็ควรจะกล่าวด้วยวา ฉัน
เป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์ เราได้ทำอะไรเพิ่มขึ้นจนกระทั่งพระองค์ต้องเป็นหนี้บุญคุณเรา เราได้ใช้

พระคุณที่พระองค์ได้ทรงประทานให้เรามิใช่หรือ ฉะนั้น ผลงานทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศ ชื่อเสยง
ฯลฯ ก็ต้องเป็นของพระเป็นเจ้าทั้งนั้น ความสามารถและอำนาจต่างๆ ที่เราใช้ต่างก็เป็นของพระองค์
ทั้งสิ้น ฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น เราเพียงแต่ทำตามพระบัญชาของพระองค์ เราเพยงแต่ใช้


พระคุณของพระองค์ตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เท่านั้น อยางไรก็ดี พระเป็นเจ้าผู้ทรงพระทัยดีจะ
ทรงปูนบำเหน็จรางวัลแก่คนใช้ที่ซื่อสัตย์ แม้ว่าไม่มีใครจะสามารถเรียกร้องจากพระองค์ก็ตาม เพราะ

พระเยซูเจ้าเองได้เคยตรัสไว้เช่นนั้น (เปรียบเทียบในอุปมาเรื่องคนงานในสวนองุ่น คนใช้ที่ตื่นเฝ้าอยู่เสมอ
เงินปอนด์ เป็นต้น) แต่ว่าสานุศิษย์ที่แท้จริงต้องคำนึงเหมือนนักบุญเปาโลเสมอว่า ถ้าปล่อยเขาคนเดียว

ตามลำพัง เขาก็ไม่สามารถทำอะไรเลย แต่ว่าเขาสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างในองค์พระเป็นเจ้าที่ทรงให้
พละกำลังแก่เขา กลาวคือ เขาจะต้องทำตนเป็นคนสุภาพเฉพาะพระพักตร์พระเป็นเจ้าเสมอ



8 ปัญหาเชาว์เมื่อ 300 ปีก่อน ที่คนยุคใหม่ยังตอบไม่ได้
1. คุณจะเอากาแฟจากกระสอบแรก ไปใส่ให้เต็มอีก 2 กระสอบที่มีขนาดเท่าๆ กันได้อย่างไร ?

ตอบ เอาถุง 2 ใบซ้อนกัน แล้วค่อยใส่กาแฟเข้าไป
2. มีคน 2 คนกำลังกินลูกพลัมอยู่ ถ้าคนแรกให้ลูกพลัม 2 ลูกกับคนที่สอง ทั้งคู่จะมีลูกพลัมเท่ากัน

แต่ถ้าคนที่สองให้ลูกพลัมคนแรก 2 ลูก เขาจะมีลูกพลัมน้อยกว่า 2 เท่า สรุปแล้วแต่ละคนมีลูกพลัมคนละ
กี่ลูก

ตอบ คนแรกมี 14 คนที่สองมี 10
3. มีนกเกาะอยู่บนต้นไม้ต้นละหนึ่งตัว และมีอยู่ตัวหนึ่งไม่มีต้นไม้ให้เกาะ แต่พอนกเปลี่ยนมาเกาะ

ต้นไม้ต้นละ 2 ตัว จะมีต้นไม้ต้นหนึ่งว่างอยู่ ถามว่ามีนกทั้งหมดกี่ตัว และต้นไม้ทั้งหมดกี่ต้น ?
ตอบ มีนก 4 ตัว และต้นไม้ 3 ต้น

4. มีพ่อ 2 คน ลูกชาย 2 คน จับกระต่าย 3 ตัว แบ่งกันได้คนละตัวพอดี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นได้ ?

ตอบ พวกเขาคือ คุณปู่ ลูกชาย แล้วก็หลานชาย
5.เป็ดฝูงนี้มีทั้งหมดกี่ตัว และบินกันแบบไหน โดยมีคำใบ้คือ 1. มีตัวหนึ่งนำหน้า และอีก 2 ตัวอย ู่

ข้างหลัง, 2. มีตัวหนึ่งอยู่ข้างหลัง และอีก 2 ตัวอยู่ข้างหน้า และ 3. มีตัวหนึ่งอยู่ระหว่างกลาง 2 ตัว และ
เรียงต่อกัน 3 แถว

173

ตอบ 3 ตัว เรียงต่อกัน
6 .คุณสามารถย้ายไม้ขีดได้เพียงแค่ 1 ครั้ง เพื่อให้เป็นสี่เหลี่ยม

ตอบ เลื่อนไม้ขีดขึ้นไป แล้วคุณจะเห็นช่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แบบนี้
7. ลูกชายคุณจะมีอายุเท่าไหร่ ถ้าคุณนำอายุลูกชายผมไปบวก

ตัวมันเองกับอีกครึ่งหนึ่ง คุณจะได้เท่ากับ 10

ตอบ 4 ขวบ
8.ชายแก่คนหนึ่งอายุ 100 ปี กับอีกไม่กี่เดือน แต่เขามีงานวัน
เกิดแค่ 25 ครั้งเท่านั้น ทั้ง ๆ เขาก็มีงานวันเกิดมาตั้งแต่เกิด ไม่เคยขาด

แม้แต่ครั้งเดียว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ตอบ เขาเกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ซึ่งจะได้จัดงานวันเกิดทุก ๆ 4 ปี



ที่มา http://www.dhammathai.org/nithanchadok/index.php?page=2&OrderBy=1&ListBox=2

http://www.kamsonbkk.com/bible/parable-of-jesus
https://petmaya.com/8-18th-century-riddles/

174


Click to View FlipBook Version