The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by khanti2, 2019-09-16 05:51:16

merged (pdf.io)_Neatขันติ สุมังสะ

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 14


ตารางที่ 6.6 แสดงความหมายตัวเลขตัวที่ 5 กระแสและแรงดันไฟฟ้าที่ใช้























หมายเหตุ 1. ค่าแรงดันไฟฟ้าที่ก าหนดนี้ใช้ส าหรับลวดเชื่อมขนาด 2.6 มม. ถ้าลวดเชื่อม เล็กกว่านี้

แรงดันไฟฟ้าต้องสูงกว่านี้

2. ส าหรับกระแสตรงไม่ก าหนดเพราะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะทางพลศาสตร์ของ เครื่องเชื่อม
มาตรฐานญี่ปุ่น (Japanese Industrial Standard ; JIS)

ได้จัดกลุ่มลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ส าหรับเชื่อมเหล็กชนิดต่าง ๆ ดังนี้กลุ่ม Z 3211 – 1991 ส าหรับงาน

เชื่อมเหล็กกล้าละมุนตามรหัสดังนี้ D XX XX ซึ่งมีความหมายดังนี้
D หมายถึง ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ (Electrode) ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Denkoyosetubo

X X หมายถึง สมบัติทางกลและค่าความเค้นต่ าสุดของเนื้อโลหะเชื่อม N / mm2

X หมายถึง ต าแหน่งท่าเชื่อม
X หมายถึง สมบัติต่าง ๆ ของลวดเชื่อม กระแสไฟและชนิดของ ฟลักซ์

ตัวอย่าง ลวดเชื่อมในกลุ่ม Z 3211 – 1991 ได้แก่ D 4313 เป็นลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ไทเทเนียมออกไซด์

ค่าความต้านทานแรงดันต่ าสุด 420 N / mm2 (43) เชื่อมได้ทุกต าแหน่ง (1) ใช้กระแสไฟเชื่อม AC และ
DCEN (3) ส าหรับตัวเลข 2 กลุ่ม นั้นจะแสดงสมบัติต่างๆ ของลวดเชื่อม ดังแสดงในตารางที่

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 15


ตารางที่ 6.7 แสดงความหมายของตัวเลขตามรหัสลวดเชื่อม JIS (Z3211-1991)



























6.7 องค์ประกอบของงานเชื่อมไฟฟ้า (Factor Involve Weldind)

ในการควบคุมคุณภาพแนวเชื่อมให้ได้ประสิทธิภาพที่สมบูรณ์นั-นจะต้องมีการควบคุมองค์ประกอบต่าง

ๆ หลายอย่าง แต่ที่ส าคัญ และควบคุมได้ง่ายเป็นพื้นฐาน มี 5 ประการ ดังนี้
6.7.1 การเลือกลวดเชื่อมให้ถูกต้อง (CORRECT ELECTRODE) สิ่งที่ต้องพิจารณาในการเลือกลวดเชื่อม

มีดังนี้

6.7.2 คุณสมบัติของวัสดุจะต้องเหมือน หรือใกล้เคียงกับชิ้นงาน
6.7.3 คุณสมบัติเฉพาะของลวดเชื่อม ลักษณะรอยต่อที่ใช้ ชนิดกระแสไฟที่ใช้

6.7.4 ขนาดลวดเชื่อม

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 16
ตารางที่ 6.8 แสดงการใช้ลวดเชื่อมเหล็กเหนียว และเหล็กผสมต่่า






















ตารางที่ 6.9 แสดงการใช้ลวดเชื่อมเหล็กเหนียว และเหล็กผสมต่่า

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 17


6.8 การปรับกระแสไฟที่เหมาะสม (CORRECT CURRENT)
6.8.1 ชนิดของกระแสไฟ ขึ้นอยู่กับชนิดของลวดเชื่อมที่ใช้ว่าก าหนดให้ใช้กระแสไฟชนิดใดถ้าใช้ผิด
ประเภทคุณภาพแนวเชื่อมจะไม่ดีเท่าที่ควร เช่น E6010 ให้ใช้ DCRP E6013 ให้ใช้ ACเป็นต้น

6.8.2 ปริมาณกระแสไฟ ขึ้นอยู่กับขนาดความหนาของชิ้นงาน และขนาดของลวดเชื่อม ถ้าปรับกระแสสูง
เกินไป บ่อหลอมละลายจะกว้าง และควบคุมยาก ถ้าปรับต่ าเกินไป ชิ้นงานอาจไม่หลอมละลายได้ผลจากการ
ตั้งกระแสไฟในการเริ่มต้นอาร์กแบ่งได้ 3 ระดับคือ
1. การตั้งกระแสไฟสูง ผลที่เกิดคือ

• เริ่มต้นอาร์กง่าย
• อาร์กรุนแรง
• มีเม็ดโลหะมาก
• มีเสียงดัง

• แนวเชื่อมแบน
• มีอัตราการสิ้นเปลืองลวดเชื่อมมาก
• ลวดเชื่อมมีความร้อนสูงมาก

2. การตั้งกระแสไฟต่ า ผลที่เกิดคือ
• เริ่มต้นอาร์กยาก
• แนวเชื่อมนูนมาก
• เชื่อมได้ช้า
• การอาร์กไม่สม่ าเสมอ

• ชิ้นงานมีความร้อนต่ าท าให้การหลอมละลายของชิ้นงานไม่ดี
3. การตั้งกระแสไฟเหมาะสม ผลที่เกิดคือ
• อาร์กง่าย

• เกิดเม็ดโลหะน้อย
• แนวเชื่อมสม่ าเสมอ ไม่กว้างหรือนูนเกินไป
• การอาร์ก สม่ าเสมอ












รูปที่ 6.12 ปรียบเทียบผลของการตั้งกระแสไฟเชื่อม

ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 18


6.8.3 การใช้ระยะอาร์กที่เหมาะสม (CORRECT ARC LENGTH) ระยะอาร์กมีผลต่อคุณภาพของ
แนวเชื่อม ดังนี้
6.8.4 ระยะอาร์กยาวเกินไป มีผลท าให้น าความร้อนทิ่เกิดขึ้นจะแผ่กระจายไปบนผิวหน้าชิ้นงานมาก

และก๊าซที่ปกคลุมแนวเชื่อมอาจไม่เพียงพอ แนวเชื่อมจะมีลักษณะ กว้าง แบน ราบ แนวไม่สม่ าเสมอ หรือไม่
เป็นแนว เม็ดโลหะกระเด็นมาก การอาร์กรุนแรง ความแข็งแรงขอแนวเชื่อมน้อยลง การควบคุมแนวเชื่อมได้
ยาก

















รูปที่ 6.13 แสดงลักษณะระยะอาร์กยาวเกินไป
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎


6.8.5 ระยะอาร์กสั้นเกินไป จะท าให้ความร้อนจากการอาร์กน้อยเกินไป แนวเชื่อมจะมีลักษณะแคบ
นูนสูง การหลอมละลายน้อย การอาร์กไม่สม่ าเสมอ การหลอมละลายของชิ้นงานน้อย ความแข็งแรงของแนว
เชื่อมน้อยลง และปลายลวดเชื่อมอาจติดกับชิ้นงานได้ง่าย
















รูปที่ 6.14 แสดงลักษณะระยะอาร์กสั้นเกินไป
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎

6.8.6 ระยะอาร์กที่ถูกต้อง มีผลท าให้ การรวมตัวของอากาศภายนอกกับโลหะหลอมละลายได้ยาก มี
การอาร์กท่สม่ าเสมอ เกิดเม็ดโลหะน้อยแนวเชื่อมมีขนาดความกว้างและนูนเหมาะสม แนวเชื่อมมีความ

แข็งแรงสูง

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 19






















รูปที่ 6.15 แสดงลักษณะระยะอาร์กที่เหมาะสม
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎


6.8.9 การตั้งมุมลวดเชื่อมทีเหมาะสม (CORRECT ANGLE OF ELECTRODE) มุมของลวดเชื่อมมีผล

ท าให้การควบคุมแนวเชื่อมให้เป็นไปตามความต้องการและแนวเชื่อมมีคุณภาพ มุมของลวดเชื่อมจะประกอบ


ไปด้วยมุมด้านข้าง (Side Angle) และมุมน า (Lead-Angle)

1. ด้านข้าง (Side Angle) มุมด้านข้างของลวดเชื่อมส าหรับงานเชื่อมท่าราบโดยทั่ว ไปจะเป็น 90 องศา
โดยวัดเข้าหาตัวผู้เชื่อม และออกนอกตัวของผู้เชื่อม แต่ถ้าเป็นการเชื่อมท่าขนานนอน รอยต่อตัวที มุมลวด
เชื่อมด้านข้างท ามุม 45 องศา

2. มุมน า (Lead Angle) ซึ่งหมายถึงมุมเอียงของลวดเชื่อมจากแนวระดับ 90 องศา ถ้าถนัดขวาให้เอียง
ไปทางขวา ถ้าถนัดซ้ายให้เอียงไปทางซ้ายโดยเอียงท ามุมประมาณ 10 – 15 องศา



















รูปที่ 6.16 แสดงมุมลวดเชื่อมที่กระท าต่อชิ้นงานท่าราบ
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 20
















รูปที่ 6.17 แสดงมุมลวดเชื่อมที่กระท าต่อชิ้นงานต่อตัวที
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎















รูปที่ 6.18 แสดงผลของมุมน า (Lead Angle) ต่อความสูง ความกว้างและการซึมลึกของแนวเชื่อม
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎


6.8.10 ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมที่เหมาะสม(CORRECT TRAVEL SPEED) ในการเดินลวดเชื่อม
ต้องสังเกตน้ าโลหะที่ก าลังหลอมละลายติดต่อกันอย่างเป็นระเบียบและต่อเนื่อง ความเร็วในการเดินเร็วเกินไป
จะท าให้บ่อหลอมละลาย แคบหรือตื้นเกินไปสารมลทินและก๊าซต่าง ๆ จะรวมตัวในแนวเชื่อมได้ง่าย ส่วนการ

เดินช้าเกินไปแนวเชื่อมจะกว้างนูนมากเกินไป และความร้อนสะสมในชิ้นงานมาก

















รูปที่ 6.19 แสดงลักษณะของการเดินลวดเชื่อม

ที่มา : www.km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf‎

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 21
6.9 เทคนิคการเชื่อมไฟฟ้า

การเชื่อมไฟฟ้าประกอบไปด้วยลักษณะของท่าเชื่อมต่างๆที่มีความส าคัญเป็นอย่างมากของวิชางานเชื่อม
เบื้องต้น เพราะสื่อการสอนนี้จะสามารถท าให้ตัวนักศึกษาเอง เข้าใจหลักและวิธีการต่างๆที่จะน าไปปฏิบัติให้
เป็นองค์ความรู้ที่เป็นจริง อย่างมีประสิทธิภาพ
6.9.1 การเชื่อมต่อชนท่าราบ (Flat Butt Joint)

การเชื่อมท่าราบเป็นการเชื่อมที่สามารถควบคุมการเชื่อมได้ง่าย การเชื่อมท่าราบนั้น ลวดเชื่อม
ท ามุมกับงาน (มุมเดิน) ประมาณ 67-75 องศา และท ามุมกับชิ้นงานด้านข้าง (มุมงาน) 90 องศา ท าการเชื่อม
ทางซ้ายมือไปขวามือ






















รูปที่ 6.20 แสดงมุมและทิศทางของการเชื่อมต่อชนท่านาบ

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 180)

6.9.2 การเชื่อมต่อชนท่าขนานนอน (Horizontal Butt Joint)
ส าหรับผู้ฝึกเชื่อมใหม่ ๆ เนื่องจากน้ าโลหะจะไหลย้อนลงมาอันเนื่องมาจากแรงดึงดูดของโลก ท า
ให้แนวเชื่อมไม่แข็งแรงเท่าที่ควร แต่ก็สามารถเชื่อมได้ดี ถ้ามีการฝึกเชื่อมจนกระทั่งช านาญ การหลอมละลาย

ลึกสามารถควบคุมได้ด้วยระยะอาร์ก และมุมในการเชื่อม















รูปที่ 6.21 แสดงภาพด้านข้างของการเชื่อมต่อชนท่าขนานนอนแนวที่ 1,2 และ 3
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 180)

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 22

















รูปที่ 6.22 แสดงมุมเดินและมุมงานของลวดเชื่อมในการเชื่อมต่อชนท่าขนานนอนแนวที่ 2 และแนวที่ 3

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 180)


6.9.3 การเชื่อมต่อชนท่าตั้ง (Vertical Butt Joint)
การเชื่อมท่าตั้งที่ให้การหลอมละลายลึกที่ดี แนวเชื่อมแข็งแรงสูงนั้น ควรเชื่อมขึ้นการเชื่อมท่าตั้ง
เชื่อมขึ้น แนวเชื่อมมีลักษณะนูนมากกว่าแนวเชื่อมท่าอื่นๆ เทคนิควิธีการที่จะท าให้น้ าโลหะไหลย้อยน้อยก็คือ
เมื่อเคลื่อนที่ส่ายลวดเชื่อม ควรหยุดบริเวณขอบของรอยต่อชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้แนวเชื่อมตรงกลาง
แข็งตัว และลดการย้อยของน้ าโลหะได้
























รูปที่ 6.23 แสดงเทคนิควิธีในการเชื่อมต่อท่าชนตั้งเชื่อมขึ้น
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 181)

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 23
6.9.4 การเชื่อมต่อชนท่าเหนือศีรษะ (Overhead Butt Joint)

การเชื่อมที่มีปัญหาและยากที่สุดในการเชื่อมส าหรับผู้ปฏิบัติงานเชื่อมก็คือ การเชื่อมท่าเหนือ
ศีรษะ การเชื่อมท่าเหนือศีรษะนี้ ผู้เชื่อมต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายเป็นอย่างดี มุมเดินและมุมงานของลวด
เชื่อมที่กระท ากับงาน เหมือนกับการเชื่อมท่าราบ แต่เพียงเชื่อมงานในลักษณะคว่ าลงเท่านั้น























รูปที่ 6.24 แสดงการเชื่อมต่อชนท่าเหนือศีรษะ
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 181)


6.9.5 การเชื่อมต่อตัวทีท่าขนานนอน (Horizontal T-joint)
การเชื่อมแนวแรก ลวดเชื่อมท ามุมกับงานขณะเดิน (มุมเดิน) ประมาณ 67-70 องศา และมีงาน
ประมาณ 40-50 องศา กับชิ้นงาน






















รูปที่ 6.25 แสดงการเชื่อมต่อตัวทีท่าขนานนอนแนวที่ 1
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 181)

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 24


การเชื่อมแนวที่สอง ลวดเชื่อมมีมุมเดินประมาณ 65-75 องศา และมุมงานประมาณ 55-65 องศากับ
ชิ้นงานนอน






















รูปที่ 6.26 แสดงการเชื่อมต่อตัวทีท่าขนานนอนแนวที่ 2
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 182)

การเชื่อมแนวที่สาม ลวดเชื่อมมีมุมเดินประมาณ 70-80 องศา และมีมุมงานประมาณ 40-50 องศา

กับชิ้นงานนอน






















รูปที่ 6.27 แสดงการเชื่อมต่อตัวทีท่าขนานนอนแนวที่ 3
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 182)

6.9.6 การเชื่อมต่อตัวทีท่าตั้ง (Vertical T-joint)
- การเชื่อมแนวแรก ลวดเชื่อมมีมุมเดินประมาณ 70-80 องศา มีมุมงานประมาณ 45 องศา
- เพื่อไม่ให้น้ าโลหะไหลย้อนมากขณะเคลื่อนส่าย ควรหยุดบริเวณขอบของแนวเชื่อมชั่วขณะหนึ่ง
เพื่อเปิดโอกาสให้แนวเชื่อมบริเวณตรงกลางและที่ขอบอีข้างหนึ่งเย็นตัวลง

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 25




























รูปที่ 6.28 แสดงเทคนิคการเชื่อมต่อตัวทีท่าตั้งเชื่อมขึ้น
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 182)

6.9.7 การเชื่อมต่อตัวทีท่าเหนือศีรษะ (Overhead T-joint)
การเชื่อมต่อตัวทีและการเชื่อมต่อมุมภายใน ท่าเชื่อมเหนือศีรษะ ลวดเชื่อมจะท ามุมกับงานมี

มุมเดิน 85 องศา มีมุมงานประมาณ 40-45 องศา






























รูปที่ 6.29 แสดงการเชื่อมต่อมุมภายใน และการต่อตัวทีท่าเหนือศีรษะ
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 183)

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 26

6.9.8 การเชื่อมต่อมุมภายนอกท่าขนานนอน (Horizotal Outside Weld)
ลวดเชื่อมท ามุมกับชิ้นงานโดยมีมุมเดินประมาณ 65-75 องศา มีมุมงาน 130-140 องศา



















รูปที่ 6.30 แสดงการเชื่อมต่อมุมภายนอกท่าเหนือศรีษะ

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 183)

6.9.9 การเริ่มต้นอาร์ก (Strike the Arc)
การเริ่มต้นอาร์ก เป็นขั้นตอนที่มีความยุ้งยากส าหรับผู้เริ่มฝึกปฏิบัติงานเชื่อมไฟฟ้า ซึ่ งมักจะ

ท าให้ลวดเชื่อมติดกับชิ้นงาน การฝึกปฏิบัติในการเริ่มต้นอาร์กให้เกิดความช านาญเสียก่อนการเริ่มต้นอาร์กนั้น
สามารถกระท าการเริ่มต้นอาร์กได้ 2 วิธี
6.9.10 แบบแตะสัมผัส (Tapping Method ) เป็นวิธีเริ่มต้นอาร์ก โดยใช้ปลายลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์
เคาะลงบนชิ้นงานที่จะท าการเชื่อม เมื่อปลายลวดเชื่อมสัมผัสกับชิ้นงานกระแสไฟจะไหลผ่านจากลวดเชื่อมไฟ

ยังชิ้น งาน จากนั้นท าการยกลวดเชื่อมขึ้นให้ห่างจากชิ้นงานโดยให้ระยะห่างไม่เกินขนาดความโตของแกนลวด
เชื่อมตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ลวดเชื่อมขนาด 3.2 มม. ดังนั้นระยะห่างของระยะ
























รูปที่ 6.31 แสดงลักษณะการเริ่มต้นอาร์กวิธีเคาะอาร์ก (Tapping)

ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 27


6.9.11 แบบเขี่ยสัมผัส (Scratch Method) เป็นวิธีเริ่มต้นอาร์ก โดยใช้ปลายลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ขีด
ลงบนชิ้น งานที่จะท าการเชื่อม ซึ่งมีลักษณะเดียวกับที่เราจุดไม้ขีดไฟ เมื่อปลายลวดเชื่อมสัมผัสกับชิ้นงาน

กระแสไฟจะไหลผ่านจากลวดเชื่อมไฟยังชิ-นงาน จากนั้นท าการยกลวดเชื่อมขึ้นให้ห่างจากชิ้นงานโดยให้
ระยะห่างไม่เกินขนาดความโตของแกนลวดเชื่อม ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ลวดเชื่อมขนาด 3.2 มม. ดังนั-นระยะ

ห่างของระยะอาร์ก1ประมาณ 3.2 มม.
























รูปที่ 6.32 แสดงลักษณะการเริ่มต้นอาร์กวิธีขีดอาร์ก (Scratching)
ที่มา : www. km.sukhothaitc.ac.th/files/10101910105625_1010200002455.pdf

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า แผ่นที่ 1


ค าสั่ง ตอนที่ 1 จับคู่รูปภาพกับข้อความดังต่อไปนี้ให้ถูกต้อง


1.




การเชื่อมต่อมุมภายนอกท่าเหนือศรีษะ




2.



การเชื่อมต่อชนท่าราบ






3.


การเชื่อมต่อท่าชนตั้งเชื่อมขึ้น







4.

การเชื่อมต่อชนท่าเหนือศีรษะ








5.



การเชื่อมต่อตัวทีท่าขนานนอน

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า แผ่นที่ 2


ค าสั่ง ตอนที่ 2 ท าเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย  หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง


……..1. ฟลั๊กซ์มีหน้าที่ป้องกันบรรยากาศภายนอกมารวมตัวกับโลหะแนวเชื่อมขณะท าการเชื่อม

……..2. ฟลั๊กซ์มีหน้าที่ขจัดออกไซด์ และสิ่งสกปรกออกจากน้ าโลหะเชื่อม

……..3. การตั้งกระแสไฟสูง ผลที่เกิดคือ เริ่มต้นอาร์กง่าย อาร์กรุนแรง มีเม็ดโลหะมาก เป็นต้น
……..4. การตั้งกระแสไฟต่ า ผลที่เกิดคือ เริ่มต้นอาร์กยาก แนวเชื่อมนูนมากและการอาร์กไม่สม่ าเสมอ

……..5. ระยะอาร์กไม่มีผลต่อคุณภาพของแนวเชื่อม

……..6. ระยะอาร์กสั้นเกินไป จะท าให้ความร้อนจากการอาร์กมาก แนวเชื่อมจะมีลักษณะแคบ นูนสูง
……..7. มุมของลวดเชื่อมจะประกอบไปด้วยมุมด้านข้าง (Side Angle) และมุมน า (Lead-Angle)

……..8. ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมที่เหมาะสม(CORRECT TRAVEL SPEED) ในการเดินลวดเชื่อมต้อง

สังเกตน้ าโลหะที่ก าลังหลอมละลายติดต่อกันอย่างเป็นระเบียบและต่อเนื่อง
……..9. มุมด้านข้างของลวดเชื่อมส าหรับงานเชื่อมท่าราบโดยทั่ว ไปจะเป็น 90 องศา โดยวัดเข้าหาตัวผู้เชื่อม

และออกนอกตัวของผู้เชื่อม

……..10. AWS เป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา ย่อมาจากค าว่า American Welding Society

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 1


ค าสั่ง ตอนที่ 1 จับคู่รูปภาพกับข้อความดังต่อไปนี้ให้ถูกต้อง


1.





การเชื่อมต่อมุมภายนอกท่าเหนือศรีษะ




2.


การเชื่อมต่อชนท่าราบ






3.



การเชื่อมต่อท่าชนตั้งเชื่อมขึ้น






4.


การเชื่อมต่อชนท่าเหนือศีรษะ







5.



การเชื่อมต่อตัวทีท่าขนานนอน

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 2


ค าสั่ง ตอนที่ 2 ท าเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย  หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง


 1. ฟลั๊กซ์มีหน้าที่ป้องกันบรรยากาศภายนอกมารวมตัวกับโลหะแนวเชื่อมขณะท าการเชื่อม

 2. ฟลั๊กซ์มีหน้าที่ขจัดออกไซด์ และสิ่งสกปรกออกจากน้ าโลหะเชื่อม

 3. การตั้งกระแสไฟสูง ผลที่เกิดคือ เริ่มต้นอาร์กง่าย อาร์กรุนแรง มีเม็ดโลหะมาก เป็นต้น

 4. การตั้งกระแสไฟต่ า ผลที่เกิดคือ เริ่มต้นอาร์กยาก แนวเชื่อมนูนมากและการอาร์กไม่สม่ าเสมอ
 5. ระยะอาร์กไม่มีผลต่อคุณภาพของแนวเชื่อม

 6. ระยะอาร์กสั้นเกินไป จะท าให้ความร้อนจากการอาร์กมาก แนวเชื่อมจะมีลักษณะแคบ นูนสูง

 7. มุมของลวดเชื่อมจะประกอบไปด้วยมุมด้านข้าง (Side Angle) และมุมน า (Lead-Angle)
 8. ความเร็วในการเดินลวดเชื่อมที่เหมาะสม(CORRECT TRAVEL SPEED) ในการเดินลวดเชื่อมต้องสังเกต

น้ าโลหะที่ก าลังหลอมละลายติดต่อกันอย่างเป็นระเบียบและต่อเนื่อง

 9. มุมด้านข้างของลวดเชื่อมส าหรับงานเชื่อมท่าราบโดยทั่ว ไปจะเป็น 90 องศา โดยวัดเข้าหาตัวผู้เชื่อม
และออกนอกตัวของผู้เชื่อม

 10. AWS เป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา ย่อมาจากค าว่า American Welding Society

แผนการสอนหน่วยที่ 7







งานโลหะแผ่น

แผนการสอนหน่วยที่ 7


วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น รหัส 2100 - 1005 สัปดาห์ที่ 13-14-15

ชื่อหน่วย งานโลหะแผ่น รายการที่สอน จ านวน 12 ชั่วโมง
ผู้สอน นายขันติ สุมังสะ


หัวข้อเรื่องและงาน
1 ความปลอดภัยในงานโลหะแผ่น

2 เครื่องมืออุปกรณ์ในงานโลหะแผ่น

3 เครื่องมือ (Hand Tool )
4 การท าตะเข็บและขอบงาน

5 ปฏิบัติการตัดตรง
6 การตัดโค้งด้วยกรรไกร

7 ปฏิบัติการพับขอบและการเข้าตะเข็บ
8 ปฏิบัติการพับตะเข็บสองชั้น
9 ปฏิบัติการท ากล่องสี่เหลี่ยม


สมรรถนะที่พึงประสงค์
1. บอกชื่อเครื่องมือและอุปกรณ์งานโลหะแผ่นได้ถูกต้อง
2. ใช้เครื่องมืองานโลหะแผ่นได้ถูกต้อง
3. ปฏิบัติงานโลหะแผ่นได้ถูกต้อง


สาระส าคัญ
ในการปฏิบัติงานด้านโลหะแผ่น ผู้ปฏิบัติงานต้องรู้จัดการป้องกันตามหลักอาชีวอนามัย เพื่อป้องกัน

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ จากเครื่องจักรและสภาพสิ่งแวดล้อมมลพิษต่าง ๆ เช่น ฝุ่น เสียง และสภาพแสง
สว่าง สภาพอากาศถ่ายเทสะดวก เป็นงานที่ผู้ปฏิบัติต้องร่างแบบ ตัดชิ้นงานตามแบบและขึ้นรูปชิ้นงาน
เป็นงานมีหลายขั้นตอน ท างานเก็บเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์หลายชนิด

ล าดับขั้นการสอน


1. ขั้นน า (Motivation)

2. ขั้นสอน (Information)
3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)

4. ขั้นสรุปผล (Progress)



1. ขั้นน า (Motivation)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน

ครูซักถามความรู้ของนักเรียน ฟังการชี้แจงและซัก-ถาม ในรายละเอียดในการวัดผล
ครูอธิบายหลักการส าหรับงานโลหะแผ่น ประเมินผลทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซัก-ถาม เกณฑ์การ
ครูอธิบายเทคนิคของปฏิบัติงานโลหะแผ่น ประเมินผล




2. ขั้นสอน (Information)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน


ผู้สอนบรรยายตามหัวข้อสาระการเรียน พร้อมทั้ง - ฟังการอธิบาย
ยกตัวอย่างประกอบ - ถามและตอบ

ผู้สอนสุ่มผู้เรียนให้ตอบคาถามขณะทาการสอนเพื่อ - ตอบค าถามจากภาพ
กระตุ้นให้นักเรียนได้ติดตามเนื้อหา
ผู้สอนสาธิตวิธีการปฏิบัติงานให้ดูและอธิบายขั้นตอน
โดยละเอียด

3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน


ให้นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้ นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้





4. ขั้นสรุปผล (Progress)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน

สอบถามความเข้าใจของนักเรียน ตอบความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน

ผู้เรียนทาแบบประเมินผลการเรียนรู้ สรุปกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
นักเรียนปฏิบัติตามใบงานที่มอบหมาย

งานที่มอบหมายหรือกิจกรรม
ก่อนเรียน

1. เช็คชื่อนักศึกษา
2. แจ้งจุดประสงค์ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเรียน
ขณะเรียน
1. น าเข้าสู่บทเรียนโดยการถามตอบเกี่ยวกับงานโลหะแผ่น

2. บรรยายเนื้อหาและให้ศึกษา ค้นคว้า เนื้อหาที่จะต้องเรียน จากใบความรู้ที่แจกให้
3. ครูและนักเรียน ซักถามและตอบปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน

4. ครูสาธิตวิธีการปฏิบัติงานและอธิบายขั้นตอนการท างานโดยละเอียด


หลังเรียน
1. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท้ายบท
2. นักเรียนถามข้อสงสัยในเนื้อหา
3. ครูตรวจแบบฝึกหัด

4. นักศึกษาปฏิบัติตามใบงานพร้อมส่งตรวจ

สื่อการเรียนการสอน

1. หนังสืองานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น
2. ใบความรู้
3. กระดานด า
4. ของจริง


การประเมินผล
ก่อนเรียน
- ศึกษาใบความรู้และใบงานที่มอบหมายให้

ขณะเรียน
- สาธิต
- ถามตอบ
- ท าแบบฝึกหัด


หลังเรียน
- ตรวจความถูกต้องในการปฏิบัติงาน

- ตรวจงานเก็บคะแนน

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 1


หน่วยที่ 7
งานโลหะแผ่น


1 ประเภทและชนิดของโลหะแผ่น
โลหะแผ่น หมายถึง โลหะที่ผ่านกระบวนการ จนกระทั่งเป็นแผ่นบาง มีความหนาไม่เกิน 3/16” 4.5 มม.

โลหะแผ่นมีหลายประเภท รีดออกมาเป็นแผ่นแล้วต้องเคลือบด้วยโลหะอีกชนิดหนึ่ง บางประเภทรดออกมา
เป็นแผ่นก็สวามารถใช้งานได้เลย โลหะแผ่นโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่คือ
1.1 โลหะแผ่นเปลือย (Uncoated Metal or Bare Metal) ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก หรือ
โลหะผสมที่ไม่ท าปฏิกิริยากับออกซิเจนในบรรยากาศ ไม่เกิดการผุกร่อน เช่น ทองเหลือง ทองแดง ดีบุก
สังกะสี อะลูมิเนียม และเหล็กกล้าไร้สนิม

1.2 โลหะแผ่นเคลือบ (Coated Metal) เป็นโลหะที่เป็นเหล็ก เนื่องจากตัวของมันเองจะท าปฏิกิริยากับ
ออกซิเจนในอากาศเกิดสนิม และผุกร่อนไปในที่สุดซึ่งจ าเป็นต้องเคลือบด้วยโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก เพื่อป้องกันการ
กัดกร่อน ท าให้ชิ้นงานนั้นมีราคาถูก และมีอายุการใช้งานได้นาน

ดังนั้นในการท างานเกี่ยวกับโลหะแผ่นเคลือบต้องระมัดระวังไม่ให้โลหะที่เคลือบผิวอยู่หลุดออกหรือถูก
ท าลายไป โดยเฉพาะการน าไปเชื่อมผิว ขัดผิว และตะไบผิว ควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ควรท า เพราจะท าให้โลหะ
เคลือบอยู่หลุดออก ท าให้เกิดการกัดกร่อน เป็นเหตุให้มีอายุการใช้งานสั้นลงส าหรับโลหะแผ่นเคลือบในที่นี้จะ
ขอกล่าว เฉพาะโลหะแผ่นเคลือบสังกะสี โดยเฉพาะแผ่นเหล็กอาบสังกะสี ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันมากในงาน

โลหะแผ่น แผ่นเหล็กอาบสังกะสีเป็นโลหะชนิดหนึ่งมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีสีเทา – ขาว
2. สามารถขัดให้เป็นเงาได้
3. มีความเปราะ

4. ไม่เกิดสนิม
5. ละลายได้ง่ายในกรดเจือจาง และในน้ าด่าง
ในด้านอุตสาหกรรมชุบโลหะทั่ว ๆ ไปแล้ว การชุบสังกะสีได้มีบทบาทมากในการชุบโลหะนิยมชุบบน
ชิ้นงานที่เป็นเหล็ก เพราะสังกะสีจะเกาะติดแผ่นเหล็กได้ดี ท าให้แผ่นเหล็กทนต่อการเกิดสนิมดีมากการชุบ

สังกะสี สามารถกระท าได้ 2 วิธี
1. โดยวิธีจุ่ม (Hot Dipped) เป็นการเคลือบสังกะสีลงบนผิวเหล็กโดยตรงเพื่อกันสนิมซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า
กัลวาไนซ์ เป็นการหลอมสังกะสีให้หลอมเหลวแล้วจุ่มเหล็กซึ่งท าความสะอาดแล้วลงไป สังกะสีเหลวก็จะจับ

บนผิวเหล็ก เช่น แป๊บน้ า
2. การชุบสังกะสีโดยใช้เคมี – ไฟฟ้า เพื่อป้องกันสนิมบนแผ่นเหล็ก สารเคมีที่ใช้ในการชุบจะเป็น

ซิงออกไซด์ หรือ ซิงไซยาไนด์ อย่างใดอย่างหนึ่ง

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 2
2 การเคาะชิ้นขอบด้วยมือ

การเคาะชิ้นขอบโดยทั่วไปจะเป็นการเคาะชิ้นขอบเพื่อท าตะเข็บก้นกระป๋อง (Double Bottom Seam)
และเพื่อเข้าขอบลวด (Wire Edge)
2.1 การเคาะขึ้นขอบเพื่อท าตะเข็บก้นกระป๋อง
1. ขึ้นขอบชิ้นล าตัวกระป๋อง และแผ่นก้นกระป๋องด้วยคีมปากแบน หรือใช้ค้อนเคาะบน

Double Seaming Stake ดังแสดงในรูป ก และ ข
2. น าชิ้นส่วนตัวกระป๋องซึ่งเคาะขึ้นรูปเป็นปีกแล้ววางลงบนชิ้นส่วนก้นกระป๋องจึงเคาะขึ้นรูป
อยู่ในลักษณะตั้งฉาก และท าการเคาะด้วยค้อนเคาะตะเข็บให้ขอบของชิ้นส่วนก้นพับลงไปบนปีกของชิ้นส่วน
ล าตัว ดังแสดงในรูป ค และ ง

3. น าตะเข็บชั้นเดียว (Single Seam) มาพับของสองชั้น (Double Bottom Seam) บน stake
ดังแสดงในรูป จ และ ฉ















(ก) ท าหน้าแปลนท่อ (ข) ขึ้นขอบก้น (ค) น ามาสวมเข้าด้วยกัน (ง) ใช้หางค้อนเคาะขอบให้แนบ

ลงบนปีกของล าตัวกระป๋อง


















(จ) (ฉ) ใช้ค้อนไม้เคาะตะเข็บให้เป็น (ช)


Double Bottom Seam
รูปที่ 7.1 แสดงขั้นตอนการเคาะตะเข็บก้นกระป๋องด้วยมือ

ที่มา : นริศ ศรีเมฆ , 2545 หน้า 231

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 3
2.2 การเคาะขึ้นขอบเพื่อท าการขึ้นขอบลวด

1. เคาะพับขอบชิ้นงานให้ตั้งฉากบนแบบของ Beak Horn Stake ดังแสดงในรูป ก
2. วางลวดลงบนมุมฉากของชิ้นงานใช้คีมปากแบนจับชิ้นงานกับลวดไว้จากนั้นใช้ค้อนไม้เคาะ
ขอบให้แนบลงกับลวด ดังแสดงในรูป ข และ ค
3. ใช้มือช่วยจับยกชิ้นงานขึ้นโดยให้ด้านที่เข้าขอบลวดวางอยู่บนโต๊ะใช้หางของค้อนเคาะ

ตะเข็บท าการเคาะขอบโลหะแผ่นให้แนบไปตามผิวโค้งของลวด ดังแสดงในรูป ง และ จ














(ก) พับขอบให้ตั้งฉากบน Stake (ข)













(ค) (ง) (จ)
รูปที่ 7.2 แสดงแสดงการเข้าขอบลวดด้วยมือ
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ , 2545 หน้า 232

2.3 การขึ้นขอบด้วยเครื่อง
การขึ้นขอบของชิ้นงานด้วยเครื่องมีขั้นตอน ดังนี้
1. ขึ้นขอบก้นกระป๋องด้วยเครื่องโดยค่อยๆปรับให้ขอบงอขึ้นทีละน้อย ดังแสดงในรูป ก และ ข

2. ขึ้นขอบล าตัวกระป๋องด้วยเครื่องขึ้นขอบ (Burring Machine) เช่นกัน โดยปรับลูกกลิ้งให้
ขึ้นทีละน้อย เพื่อให้โลหะแผ่นค่อยๆยืดตัว การขึ้นขอบครั้งละมากๆ อาจท าให้ขอบฉีกหรือล าตัวกระป๋อง
บริเวณใกล้ๆก้นขอบเกิดบุบบี้ได้ ดังแสดงในรูป ค และ ง
3. น าชิ้นส่วนล าตัวที่ขึ้นขอบจนมีลักษณะเป็นปีกวางลงบนชิ้นส่วนก้น จากนั้นให้หางของค้อนเคาะ

ตะเข็บท าการเคาะขอบของชิ้นส่วนก้นกระป๋องให้เอนลงเลยมุมฉากมาเล็กน้อยโดยรอบดังแสดงในรูป
จ และ ฉ

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 4
4. จากขั้นตอนที่ 3 น ากระป๋องมาเหยียบให้ขอบแนบชิดลงไปด้วยเครื่องรีดตะเข็บ (Setting Doun

Machine) ดังแสดงในรูป ช





















(ก) ระยะเริ่มต้นขึ้นขอบก้นกระป๋อง (ข) ขอบก้นกระป๋องตั้งขึ้นเป็นมุมฉาก



















(ค) ระยะเริ่มต้นขึ้นของล าตัวกระป๋อง (ง) ขอบล าตัวกระป๋องงอท ามุมฉาก










(จ) เคาะตะเข็บของก้นกระป๋อง



(ฉ) แสดงลักษณะของเครื่องเหยียบตะเข็บ

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 5




(ช) เหยียบขอบของก้นกระป๋องให้แนบลง

บนปีกของล าตัวกระป๋อง






รูปที่ 7.3 แสดงขั้นตอนการขึ้นขอบและการรีดตะเข็บด้วยเครื่อง
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ , 2545 หน้า 233

5. ท าตะเข็บก้นกระป๋องด้วยเครื่องพับตะเข็บสองชั้น (Double – Seaming Machine) ดังแสดงในรูป ข
และ ค













(ก) เครื่องรีดตะเข็บสองชั้น (ข) ตะเข็บลง และกดให้แนบด้วยเครื่องท าตะเข็บสองชั้น







(ค) รีดตะเข็บเบาๆ เพื่อให้ตะเข็บมีความหนาเท่ากัน





รูปที่ 7.4 แสดงการพับตะเข็บก้นกระป๋องด้วยเครื่องรีดตะเข็บ

ที่มา : นริศ ศรีเมฆ , 2545 หน้า 234
6. ท าการขึ้นสันนูนเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระป่องด้วยเครื่องขึ้นสัน (Bead Machine) ดังแสดงใน
รูป












รูปที่ 7.5 แสดงวิธีการขึ้นสันนูน ที่มา : นริศ ศรีเมฆ , 2545 หน้า 234

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 6
2.4 การเข้าขอบลวดด้วยเครื่อง

1. พับขอบของชิ้นงานด้วยเครื่องพับแบบ Bar Folder Machine
2. น าลวดสอดเข้าไปในขอบของชิ้นงานที่พับไว้
3. น าชิ้นงานที่สอดลวดไว้ไปเข้าขอบลวดด้วยเครื่องเข้าขอบลวด (Wiring Machine)
4. หลังจากเข้าขอบลวดด้วยเครื่องเข้าขอบแล้ว น าชิ้นงานมาตกแต่งขอบลวดด้วยเครื่องท าขอบ

โค้ง (Turning Machine) ให้ขอบลวดแนบสนิทโดยตลอดและมีความสวยงาม ดังแสดงในรูป (จ) และ (ฉ)


















































รูปที่ 7.6 แสดงขั้นตอนเข้าขอบลวดด้วยเครื่อง
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ , 2545 หน้า 235

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 7
3 การประกอบขึ้นรูปชิ้นงาน

3.1 พับตะเข็บ
งานผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปด้วยโลหะแผ่นบางจ าเป็นต้องพับขอบงาน เพื่อให้เกิดความสวยงามไม่มีขอบ
มุม ที่แหลมคม ผลิตภัณฑ์มีความแข็งแรง คงทน คงรูปได้นาน มีอายุการใช้งานนานนอกจากนี้ยังมีการเข้าขอบ
ลวดส าหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงมากขึ้น การพับขึ้นรูปงานผลิตภัณฑ์โลหะแผ่น ท าได้ 2 วิธี คือการพับ

ด้วยมือ และ การพับด้วยเครื่องจักร การพับขอบงานในงานผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปแล้วเพื่อพับเพิ่มความแข็งแรง
และงานผลิตภัณฑ์มีความสวยงามการพับ ขอบงานมีอยู่ 2 ลักษณะคือ การพับขอบงานชั้นเดียว(Single Hem)
และการพับขอบงานสองชั้น (Double Hem)
1. การพับขอบชั้นเดียว (Single Hem) เป็นการพับขอบงาน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผลิตภัณฑ์

และเพิ่มความปลอดภัยกับผู้ใช้งาน เหมาะส าหรับผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก ซึ่งไม่ต้องการความแข็งแรงมาก การพับ
ขอบชั้นเดียวก็เพียงพอต่อโครงสร้างและการใช้งานจองผลิตภัณฑ์นี้แล้ว สูตรการหาระยะเผื่อของการพับขอบ
ชั้นเดียว

สูตรการหาระยะเผื่อ A = W
ถ้าก าหนดให้ A = ระยะเผื่อของตะเข็บหรือขอบลวด D = ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลวด
W = ความกว้างของตะเข็บที่ต้องการ
ตัวอย่าง : การพับขอบงานชั้นเดียว (Single Hem)ต้องการความกว้าง 5 มิลลิเมตร ดังนี้ระยะเผื่อจึงเท่ากับ 5
มิลลิเมตร



















รูปที่ 7.7 การพับขอบชั้นเดียว
ที่มา : http://e-learning.pltc.ac.th/files/syllabus/244/20110911124250.000000.pdf
2. การพับขอบสองชั้น (Double Hem) วิธีการพับมีลักษณะคล้ายกับการพับขอบชั้นเดียว แต่ต้อง

พับเข้ามาเป็นสองชั้น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้น ระยะเผื่อ เท่ากับสองเท่าของตะเข็บ

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง งานโลหะแผ่น สัปดาห์ที่ 13-14-15 แผ่นที่ 8


















รูปที่ 7.8 การพับขอบสองชั้น

ที่มา : http://e-learning.pltc.ac.th/files/syllabus/244/20110911124250.000000.pdf
3.2 การม้วนโค้งและการขึ้นขอบลวด ( Curling and Wiring )
การม้วนโค้งและการขึ้นขอบลวด ( Curling and Wiring ) ได้ถูกท าขึ้นมาก้อเพื่อให้เกิดคามมั่นคง

ความแข็งแรงแก่ขอบชิ้นงาน และเพื่อประโยชน์ในการประกอบอีกด้วย ขวบการท าการม้วนโค้งและการขึ้น
ขอบลวดจะกระท าบนชิ้นงานที่มีขอบตรง โดยขอบของชิ้นงานจะถูกม้วนโค้งเข้ามา แต่ถ้ามีการใส่เส้นลวดในวง
ที่โค้ง จะเรียกขบวนการนั้นว่า การขึ้นขอบลวด ( Wiring ) แต่ถ้าการม้วนโค้งขอบของชิ้นงานโดยไม่มีการใส่
เส้นลวด จะเรียกขบวนการนั้นว่า การม้วนโค้ง ( Curling or False Wiring )



























รูปที่ 7.9 ขบวนการม้วนโค้งและการขึ้นขอบลวด

ที่มา : http://eu.lib.kmutt.ac.th/elearning/Courseware/TEN437/main/elearning/main.htm

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานโลหะแผ่น แผ่นที่ 1


ค าสั่งตอนที่ 1 จงบอกชื่อเครื่องมือในภาพให้ถูกต้อง

1. 2.














………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………
3. 4.















………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………

5. 6.










………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………

7. 8.









………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานโลหะแผ่น แผ่นที่ 2


ค ำชี้แจง จงน าตัวอักษรหน้าภาพของตะเข็บมาใส่ในช่องด้านซ้ายมือให้ตรงกับชื่อของตะเข็บ
1. ………. Pittsburgh Lock

2 ………. Groove Seam

3. ………. Lap Seam
4. ………. Single Bottom Seam

5. ………. Cap Strip Seam

6. ………. Double Bottom Seam
7. ………. Standing Seam

8. ………. Flat Lock Seam

9. ………. Single Hem
10. ……… Wire Edge

11. ……… Double Hem

12. ……… Flange Butt Seam
13. ……… Outside Corner Lap Seam

14. ……… Lap Bottom Seam

15. ……… In Side Corner Lap Seam

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานโลหะแผ่น แผ่นที่ 1


ค าสั่งตอนที่1 จงบอกชื่อเครื่องมือในภาพให้ถูกต้อง

1. 2.














เกจวัดความหนาโหละแผ่นและความโตลวด เหล็กขีด
3. 4.















วงเวียน วงเวียนเลื่อน

5. 6.










ค้อนหัวแข็ง คีมพับตะเข็บ

7. 8.









กรรไกรตัดรง กรรไรแฮ็คบิล

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานโลหะแผ่น แผ่นที่ 2
ค ำชี้แจง จงน าตัวอักษรหน้าภาพของตะเข็บมาใส่ในช่องด้านซ้ายมือให้ตรงกับชื่อของตะเข็บ

1. …C…. Pittsburgh Lock

2 …A……. Groove Seam
3. …D…. Lap Seam

4. …G…. Single Bottom Seam

5. …B…. Cap Strip Seam
6. …J…. Double Bottom Seam

7. …F…. Standing Seam

8. …K…. Flat Lock Seam
9. …N…. Single Hem

10. …M… Wire Edge

11. …O… Double Hem
12. …E… Flange Butt Seam

13. …I… Outside Corner Lap Seam

14. …L… Lap Bottom Seam
15. …H… In Side Corner Lap Seam

แผนการสอนหน่วยที่ 8







ตะเข็บงานและงานบัดกรี

แผนการสอนหน่วยที่ 8


วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น รหัส 2100 - 1005 สัปดาห์ที่ 16

ชื่อหน่วย ตะเข็บงานและงานบัดกรี รายการที่สอน จ านวน 4 ชั่วโมง
ผู้สอน นายขันติ สุมังสะ


หัวข้อเรื่องและงาน
1 ความหมายของการบัดกรีอ่อน

2 โลหะประสาน
3 น้ าประสาน
4 ขั้นตอนการบัดกรีอ่อน

5 การย้ าหมุด



สมรรถนะที่พึงประสงค์
1. บอกชื่อตะเข็บและขอบงานได้ถูกต้อง
2. บอกชื่อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานโลหะแผ่นได้ถูกต้อง

3. สามารถปฏิบัติงานบัดกรีได้ถูกต้อง


สาระส าคัญ
งานต่อตะเข็บงานโลหะแผ่นต้องอาศัยการเรียนรู้ทั้งทางด้านทฤษฏีและปฏิบัติควบคู่กันไป ต้องใช้
ความละเอียด ประณีตรอบคอบและปลอดภัย จึงจ าเป็นต้องศึกษาให้เข้าใจในหลักการท างานและเลือกวิธีการ

ปฏิบัติงานให้ถูกวิธี เช่น งานงานดัดพับและงานต่อตะเข็บ การบัดกรีอ่อน หมายถึง เป็นการต่อโลหะให้ติดกัน

โดยมีตัวประสานที่จุดหลอมเหลวต่ าโดยใช้ตัวประสานที่เป็นตะกั่วผสมดีบุกหลอมเหลว ประสานให้โลหะ
ติดกัน โลหะไม่หลอมเหลวขณะบัดกรี การบัดกรีอ่อนหรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า การบัดกรี ( Soldering ) ความ

แข็งแรงจะไม่แข็งแรงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับการแล่นประสานด้วยทองเหลือง ( Brazing ) ตลอดจนการย้ า
หมุด ( Reveling ) เป็นการต่อโลหะที่ไม่ปิดตัวหรือเกิดจากความเสียหายเนื่องจากความร้อนเลยเป็นการต่อ

โลหะโดยน าโลหะแผ่นมาต่อซ้อนกันหรือเกยกัน จากนั้นเจาะรูชิ้นงานแล้วตอกหมุดย้ าโลหะจะยึดติดกัน และ

ขึ้นตอนการบัดกรีอ่อนได้อย่างถูกต้อง

ล าดับขั้นการสอน


1. ขั้นน า (Motivation)

2. ขั้นสอน (Information)
3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)

4. ขั้นสรุปผล (Progress)



1. ขั้นน า (Motivation)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน

ครูซักถามความรู้ของนักเรียน ฟังการชี้แจงและซัก-ถาม ในรายละเอียดในการวัดผล
ครูอธิบายหลักเข้าตะเข็บงานละการบัดกรีอ่อน ประเมินผลทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซัก-ถาม เกณฑ์การ
ครูอธิบายเทคนิคของการเข้าตะเข็บงานและการ ประเมินผล

บัดกรีอ่อน




2. ขั้นสอน (Information)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน


ผู้สอนบรรยายตามหัวข้อสาระการเรียน พร้อมทั้ง - ฟังการอธิบาย
ยกตัวอย่างประกอบ - ถามและตอบ

ผู้สอนสุ่มผู้เรียนให้ตอบคาถามขณะทาการสอนเพื่อ - ตอบค าถามจากภาพ
กระตุ้นให้นักเรียนได้ติดตามเนื้อหา
ผู้สอนสาธิตวิธีการปฏิบัติงานให้ดูและอธิบายขั้นตอน
โดยละเอียด



3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน


ให้นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้ นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้





4. ขั้นสรุปผล (Progress)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน


สอบถามความเข้าใจของนักเรียน ตอบความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
ผู้เรียนทาแบบประเมินผลการเรียนรู้ สรุปกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
นักเรียนปฏิบัติตามใบงานที่มอบหมาย

งานที่มอบหมายหรือกิจกรรม
ก่อนเรียน

1. เช็คชื่อนักศึกษา
2. แจ้งจุดประสงค์ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเรียน
ขณะเรียน
1. น าเข้าสู่บทเรียนโดยการถามตอบเกี่ยวกับตะเข็บงานและงานบัดกรี

2. บรรยายเนื้อหาและให้ศึกษา ค้นคว้า เนื้อหาที่จะต้องเรียน จากใบความรู้ที่แจกให้
3. ครูและนักเรียน ซักถามและตอบปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน

หลังเรียน

1. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท้ายบท
2. นักเรียนถามข้อสงสัยในเนื้อหา
3. ครูตรวจแบบฝึกหัด
4. นักศึกษาปฏิบัติตามใบงานพร้อมส่งตรวจ


สื่อการเรียนการสอน
1. หนังสืองานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น

2. ใบความรู้
3. กระดานด า
4. ของจริง

การประเมินผล

ก่อนเรียน
- ศึกษาใบความรู้และใบงานที่มอบหมายให้
ขณะเรียน

- สาธิต
- ถามตอบ
- ท าแบบฝึกหัด


หลังเรียน
- ตรวจความถูกต้องในการปฏิบัติงาน
- ตรวจงานเก็บคะแนน

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 1


หน่วยที่ 8
ตะเข็บงานและงานบัดกรี


1. การต่อตะเข็บเกยและตะเข็บเกี่ยวงานโลหะแผ่น
งานโลหะแผ่นที่อาศัยการประกอบต่อเข้าด้วยกันนั้น ช่างประกอบโลหะแผ่นจะต้องรู้ถึงวิธีต่างๆ ของการต่อ
โลหะแผ่น การต่อโลหะแผ่นมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความหนาของโลหะแผ่นงาน ชนิดของโลหะแผ่น ค่าใช้จ่าย

และอุปกรณ์ที่น ามาใช้แต่ละวิธีด้วย โดยเฉพาะโลหะแผ่น นิยมใช้ต่อด้วยตะเข็บ (Seam) โดยการเผื่อขอบของ
งานเพื่อพับต่อเข้าด้วยกัน ส่วนโลหะที่หนาขึ้นไป ก็จะเลือกใช้การย้ าหมุด(Riveting) ตะปูเกลียว น็อตสกรู หรือ
การเชื่อม งานโลหะแผ่นที่จะใช้ต่อเข้าตะเข็บต้องเลือกชนิดของตะเข็บให้เหมาะสมกับงานด้วย ตะเข็บที่นิยมใช้
ในการต่อโลหะแผ่น คือ ตะเข็บเกยและตะเข็บเกี่ยวดังต่อไปนี้

1.1 ตะเข็บเกย(Lap seams)
ตะเข็บเกย เป็นการต่อในลักษณะวางขอบของงานให้ซ้อนกัน และจะต้องท าการบัดกรี(Soldered)
หรือย้ าหมุดหรือการเชื่อมจุด(Spot Welding) ยึดติดกัน ตะเข็บเกยมี 3 แบบ ดังต่อไปนี้
1.1.1 ตะเข็บเกยแบบธรรมดา (Plain Lap Seam)

โดยการน าขอบของงานที่จะต่อเข้าด้วยกันมาวางซ้อนกัน แล้วท าการบัดกรีหรือย้ าหมุดแล้วแต่กรณี










รูปที่ 8.1 ตะเข็บเกยแบบธรรมดา

1.1.2 ตะเข็บเกยแบบขอบจม (Off Set Seam)

กรรมวิธีท าเหมือนกับแบบธรรมดา แต่การต่อแบบนี้จะต้องท าให้ขอบด้านใดด้านหนึ่งจมลงไปให้
เสมอกับขอบอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงท าการบัดกรี








รูปที่ 8.2 ตะเข็บเกยแบบขอบจม

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 2
1.1.3 ตะเข็บเกยที่มุม (Corner Lap Seam)

ตะเข็บเกยที่มุมเป็นการต่อเกยกันตามแนวมุมน าไปซ้อนกับอีกด้านหนึ่งของงาน แล้วท าการบัดกรี
หรือย้ าหมุดตามต้องการ
ระยะเผื่อของตะเข็บเกย W = ความกว้างของตะเข็บที่ก าหนด












รูปที่ 8.3 ตะเข็บเกยมุม

1.2 ตะเข็บเกี่ยว (Grooved Lock Seam)
ตะเข็บเกี่ยวมีใช้กันโดยทั่วไป เพื่อยึดงานโลหะแผ่นท่อกลม ท่อเหลี่ยมหรือกล่องเหลี่ยมเข้าด้วยกัน
เช่น ท่อพักไอเสียรถยนต์จากโรงงานผลิต








รูปที่ 8.4 พับขอบ


การท าตะเข็บต้องพับขอบของงานทั้ง 2 ข้างที่จะต้องต่อเข้าด้วยกัน ขอบแต่ละข้างที่พับแล้วน าทั้ง 2 ข้างมา
เกี่ยวกัน ท าตะเข็บล็อกให้แน่นติดกัน โดยใช้เหล็กย้ าตะเข็บ ซึ่งเรียกว่า Hand Grooved ตะเข็บจม 2 ชั้น
สามารถท าได้ทั้งด้านนอกและด้านในของงาน คือ ถ้าต่อตะเข็บด้านนอก (Outside Grooved Seam) ตะเข็บ
จะนูนขึ้นและถ้าต่อตะเข็บด้านใน (Inside Grooved Seam)ผิวด้านบนของตะเข็บจะเรียบ








รูปที่ 8.4 ตะเข็บนอก

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 3

2. งานบัดกรีอ่อน (Soft Soldering)
งานบัดกรีอ่อน เป็นการต่อโลหะแผ่นสองชิ้นหรือมากกว่าให้ติดกันโดยโลหะอื่นอีกชนิดหนึ่งซึ่งน ามาใช้
ประโยชน์ในการเชื่อมต่อกันนั้น เราเรียกว่า ตัวประสาน หรือโลหะประสาน (Solder) งานบัดกรีอ่อนที่ดีนั้น
ผู้ปฏิบัติงานต้องทราบสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือ
1. ชนิดของวัสดุชิ้นงาน ซึ่งจะน ามาสู่การเลือกใช้โลหะ

2. ชนิดของโลหะประสาน และฟลักซ์ที่ใช้
3. ความรู้และอุปกรณืเกี่ยวกับการบัดกรีอ่อน
4. การท าความสะอาดชิ้นงาน

5. การจับยึดขณะการท าบัดกรี
งานบัดกรีอ่อน โดยทั่วไปจะใช้แผ่นโลหะบาง (Sheet Metal work) ไม่นิยมใช้กับแผ่นโลหะหนา (Plate)
เพราะจะท าให้รอยบัดกรีนั้นมีความแข็งแรงไม่เพียงพอต่อการน าไปใช้งาน งานบัดกรีอ่อน จึงเหมาะส าหรับ
1. งานซึ่งไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก เช่น เครื่องประดับ งานเกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ

2. งานซึ่งไม่ต้องการให้เห็นเนื้อโลหะที่เป็นส่วนเกินในรอยต่อ เนื่องจากงานบัดกรีอ่อนนั้นโลหะ
ประสานจะซึมแล่นเข้าไปในรอยต่อ ท าให้ไม่เห็นเป็นก้อนโลหะดังเช่นการเชื่อม
3. ชิ้นงานที่น ามาบัดกรี ไม่เกิดการบิดตัวอันเนื่องมาจากความร้อน เนื่องจากใช้ความร้อนน้อย (ไม่เกิน
450 องซาเซลเซียส)

4. ชิ้นงานที่น ามาบัดกรี ไม่เกิดผลข้างเคียง เนื่องมาจากการกระท าด้วยความร้อนหรือเกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างภายใน เนื่องจากชิ้นงานไม่เกิดการหลอมละลายตัวเอง
5. สามารถกระท าได้อย่างรวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายน้อย
2.1 โลหะประสาน (Solder)


โลหะประสาน (Solder) ท าหน้าที่เป็นตัวเกาะยึดให้โลหะทั้งสองชิ้นติดกัน โดยทั่วไปจะผสมด้วยโลหะ


2 ชนิด ดังแสดงในตาราง

ตารางที่ 8.1 แสดงชนิดของโลหะประสานที่เหมาะสมกับชนิดของโลหะงาน

ชนิดของโลหะประสาน ชนิดของโลหะชิ้นงานที่ถูกบัดกรี

ดีบุก-ตะกั่ว (Tin-Lead) ทองแดงและทองแดงผสม เหล็กเหนียว และแผ่น
เหล็กเคลือบสังกะสี
ดีบุก-แอนติโมนี (Tin-Antimony) ทองแดงและทองแดงผสม เหล็กเหนียว

แคดเมียม-เงิน (Cadmium-Silver) แผ่นทองแดงต้องการความแข็งแรงสูง และทองแดง
ผสม เหล็กเหนียวและเหล็กไร้สนิม
แคดเมียม-สังกะสี (Cadmium-Zinc) อะลูมิเนียมและอะลูมิเนียมผสม

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 4


งานบัดกรีอ่อนที่นิยมใช้ในงานโลหะแผ่นซึ่งส่วนมากแล้วชิ้นงานจะเป็นแผ่นเหล็กอาบสังกะสี จึงใช้โลหะ
ประสานชนิดดีบุก-ตะกั่ว ซึ่งมีราคาถูก โลหะทั้งสองชนิดนี้ หลังจากน ามาผสมกันแล้วกลับมีจุดหลอมละลายที่
ต่ ากว่าเดิม ขณะที่อยู่ในสภาพบริสุทธิ์ โดยที่จุดหลอมละลายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราส่วนผสม ดังแสดงใน

ตาราง

ตารางที่ 8.2 แสดงอุณหภูมิ ณ จุดหลอมละลายของโลหะผสมระหว่างดีบุกกับตะกั่ว


ดีบุก (%) ตะกั่ว (%) จุดหลอมละลาย
50 50 ประมาณ 212◦C (415◦F)
60 40 ประมาณ 187◦C (370◦F)

61.9 38.1 ประมาณ 170◦C (365◦F)


จากตารางจะเห็นว่า ถ้าน าดีบุก จ านวน 61.9 ส่วน โดยน้ าหนักและตะกั่ว 38.1 ส่วนโดยน้ าหนักมาผสมกัน
แล้ว โลหะผสมที่ได้จะมีจุดหลอมละลายต่ ามากที่สุด ในขณะที่ดีบุกบริสุทธิ์ มีจุดหลอมละลายที่
อุณหภูมิ 232◦C (450◦F) และตะกั่วบริสุทธิ์มีจุดหลอมละลายที่อุณหภูมิ 326◦C (620◦F)ส่วนผสมของ

ดีบุกกับตะกั่วที่นิยมน าไปใช้เป็นโลหะประสานในการบัดกรีมากก็คือ 40/60,50/50 และ 60/40 (จากส่วนผสม
ที่ให้มา ตัวเลขชุดแรกหมายถึงอัตราส่วนผสมของดีบุก ตัวเลขชุดหลัง หมายถึง อัตราส่วนผสมของตะกั่ว
เปรียบเทียบโดยน้ าหนัก) ดังแสดงในรูป

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 5

จากกราฟในรูป จะเห็นว่าจุดหลอมละลายต่ าสุดของโลหะประสานชนิดดีบุก-ตะกั่วจะอยู่ที่ส่วนผสมของ
ดีบุก 61.9% และตะกั่ว 38.1% ณ อุณหภูมิ 362◦F (168◦C) โดยที่ไม่มีภาวะพลาสติก (แป้งเปียก) ใน
อุตสาหกรรมทั่วไป นิยมใช้อัตราส่วนผสมดีบุก60% กับตะกั่ว 40% เนื่องจากมีอุณหภูมิต่ าและมีภาวะพลาสติก

เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพียงพอต่อการซึมแล่น และแข็งตัวได้รวดเร็ว
2.2 น้้าประสาน (Flux)
เพื่อให้ตะกั่วฉาบยึดติดแน่นกับชิ้นงาน จ าเป็นต้องใช้น้ ายาประสาน ช่วยในการประสานซึ่งน้ าประสาน
ที่ดี ควรมีคุณสมบัติดังนี้

1. ช่วยป้องกันไม่ให้ตะกั่วเกิดการรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศ ในขณะที่ท าการบัดกรี
2. ช่วยท าความสะอาด ขจัดไขมัน และออกไซด์ที่ผิวหน้าโลหะ
3. ช่วยพาให้ตะกั่วแล่นประสานเข้าไปภายในรอยต่อได้ดี
4. ช่วยให้ตะกั่วบัดกรีมีอัตราการหดตัวต่ า เมื่อเย็นตัวลง
น้ าประสานมีทั้งชนิดกัดกร่อนและไม่กัดกร่อน มีความเหมาะสมกับโลหะแตกต่างกัน ดังนี้

ยางสน (Rosin) เป็นน้ าประสานที่ไม่ท าให้ชิ้นงานเกิดการผุกกร่อน นิยมน าไปใช้ร่วมกับตะกั่วชนิดลวด เพื่อ
ใช้บัดกรีอุปกรณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์ วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยการใส่ยางสนไว้
ภายในลวด ท าให้ไม่ต้องท าความสะอาดรอยบัดกรีในภายหลัง

ส าหรับการบัดกรีโลหะแผ่น ยางสนเหมาะส าหรับใช้ท าความสะอาดแผ่นดีบุก หรือโลหะเคลือบผิว
เช่น โลหะเคลือบผิวด้วยทองแดง เป็นต้น
กรดไฮโดรคลอริก (Hydrochloric Acid) หรือกรดเกลือ (Muriatic Acid) มีลักษณะสีเหลืองเป็นน้ า
ประสานที่ท าให้เกิดการกัดกร่อน จึงไม่นิยมน าไปใช้บัดกรีในงานเกี่ยวกับงานด้านอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากทุก

ครั้งที่มีการบัดกรี จ าเป็นต้องท าความสะอาดด้วยการล้างด้วยน้ า จึงเป็นน้ าประสานที่เหมาะส าหรับบัดกรีแผ่น
เหล็กเคลือบสังกะสี
กรดสังกะสีคลอไรด์ (Zinc Chloride Acid) เป็นน้ าประสานที่มีการกัดกร่อนเป็นตัวป้องกันไม่ให้เกิด
การรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศ (Oxidation) ในขณะท าการบัดกรี ซึ่งสามารถเตรียมได้โดยการเติมสังกะสี

หรือแผ่นเหล็กเคลือบสังกะสี ลงไปในกรดเกลือ กรดจะกัดและละลายสังกะสี จนมีอาการเดือด ท าให้ก๊าซ
ไฮโดรเจนระเหยออกมา กรดที่เหลือจะเป็นกรดสังกะสีคลอไรด์เหมาะส าหรับใช้บัดกรีแผ่นเหล็ก
เกลือแอมโมเนีย (Solt Ammonia) มีการท าเป็นก้อน และเป็นผง นอกจากใช้เป็นตัวประสาน (Flux)
ได้ดีแล้ว ยังใช้ท าความสะอาดหัวแร้งได้ดี โดยการละลายเกลือแอมโมเนียกับน้ า

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 6


ไม่ควรจุ่มหัวแร้งที่ร้อนลงไปในน้ าประสาน แต่ให้จุ่มลงไปท าความสะอาดในกรดเกลือแอมโมเนียผสม
น้ า ซึ่งแยกอยู่คนละขวด เพราะหัวแร้งทองแดงที่ร้อน จะท าให้น้ าประสานสกปรก ดังแสดงในรูป

































รูปที่ 8.5 แสดงการท าความสะอาดหัวแร้งด้วยเกลือแอมโมเนีย
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 269)


2.3 ความร้อนที่ใช้ในการบัดกรี
ความร้อนที่ใช้ในการบัดกรี มีการให้ความร้อนแก่ชิ้นงาน 2วิธี คือ
1. การให้ความร้อนโดยตรง หมายถึง การน าแหล่งก าเนิดความร้อนมาใช้ในการบัดกรีโดยตรง หรือหัว

แร้งที่เกิดความร้อนในตัวเอง เช่น หัวแร้งไฟฟ้า หัวแร้งก๊าซ หัวแร้งน้ ามัน และความร้อนของเปลวไฟที่ออกมา
จากทอร์ช (Torch) หัวแร้งชนิดนี้จะให้ความร้อนในการบัดกรีด้วยอุณหภูมิที่สม่ าเสมอ ดังแสดงในรูป

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 7



























รูปที่ 8.6 แสดงทอร์ชและหัวแร้งไฟฟ้าซึ่งให้ความร้อนโดยตรง

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 270)

2. การให้ความร้อนทางอ้อม เป็นการให้ความร้อนจากแหล่งก าเนิดความร้อน ไปยังชิ้นงานโดยส่งผ่าน
ทางวัสดุตัวน าความร้อนที่ดี หรือการบัดกรีโดยหัวแร้งที่ไม่เกิดความร้อนด้วยตัวเองเป็นหัวแรงแบบธรรมดาที่มี

ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ การบัดกรีโดยการส่งผ่านความร้อนนี้ ต้องกระท าอย่างรวดเร็ว เพราะความร้อนจะลดลง
เรื่อยๆ ความร้อนจะถูกเก็บอยู่ที่หัวแร้งทองแดง วึ่งหัวแร้งทองแดงจะเก็บอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นดังนั้น
ขนาดความโตของหัวแร้งจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ าเป็นต้องใช้ในการบัดกรี และขนาดของต าแหน่งที่จะบัดกรี
หัวแร้งชนิดนี้มีทั้งหัวแร้งเหล็ก (Soldering Iron) และหัวแร้งทองแดง (Soldering copper) และ

ออกแบบตามลักษณะการใช้งาน มี 2 ลักษณะ ดังนี้
ลักษณะด้ามค้อน คือ ด้ามจะท ามุมฉากกับหัวแร้งใช้ส าหรับบัดกรีงานแนวตรง บัดกรีก้นกระป๋อง
ภายนอก และงานทั่วๆไป ดังแสดงในรูป
ลักษณะด้ามตรง คือด้ามและหัว จะอยู่ในแนวเดียวกัน ซึ่งมีทั้งแบบปลายแหลม (Pointed Copper)

ซึ่งใช้ส าหรับบัดกรีเป็นจุดหรือส าหรับบัดกรีเนื้อที่เล็กๆ และแบบปลายแบน (Flat Copper) เหมาะส าหรับก้น
กระป๋องภายใน (Bottom Copper) และบัดกรีแนวตรงพื้นราบทั่วๆไป ดังแสดงในรูป










รูปที่ 8.7 แสดงลักษณะของหัวแร้งด้ามค้อน
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 271)

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 8
















รูปที่ 8.8 แสดงลักษณะของหัวแร้งด้ามตรงชนิดปลายแหลม (Pointed Copper)
และชนิดปลายแบน (Flat Copper)

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 271)
หัวทองแดง (Copper) ที่หนัก 0.23 kg (0.5 lb) เป็นหัวแร้งที่เหมาะสมส าหรับงานเบาส่วนหัว
ทองแดงที่หนัก 1.80 kg (4 lbs) ถึง 2.26 kg (5 lbs) สามารถใช้กับงานหนักได้ดี
หัวแร้งทองแดงและหัวแร้งเหล็กที่ไม่สามารถก าเนิดความร้อนด้วยตัวเอง ต้องใช้แหล่งก าเนิดความ

ร้อนจากที่อื่น เช่น เตาเผา (Melting Furnace) และเตาแก๊ส (Gasoline blowtorch) ดังแสดงในรูป


























รูปที่ 8.9 แสดงลักษณะของเตาเผาหัวแร้งแบบต่างๆ

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 272)

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 9


การตะไบแต่งหัวแร้ง และท้าความสะอาดหัวแร้ง
หัวแร้งบัดกรีเมื่อใช้ไปได้ระยะเวลาหนึ่ง จะเกิดการกัดกร่อนและช ารุด หัวแร้งที่ทู่เกินไปหรือรูปร่างไม่

เหมาะสม จะท าให้แนวบัดกรีมีขนาดใหญ่ และรอยบัดกรีสกปรก ดังนั้น ต้องหมั่นดูแลท าความสะอาดและ
ตกแต่งให้หัวแร้งอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ โดยใช้อุปกรณ์ท าความสะอาด ดังแสดงในรูป



























รูปที่ 8.10 แสดงลักษณะของเครื่องมือท าความสะอาดและใช้แต่งหัวแร้ง
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 272)


2.4 ขั้นตอนการบัดกรีอ่อน (Step of Soft Soldering)
1. เลือกตะกั่วบัดกรีให้เหมาะสมกับชนิดของชิ้นงาน
2. ท าความสะอาดชิ้นงาน เช่น สนิม สิ่งสกปรก และคราบไขมันต่างๆ ให้หมดสิ้น

3. เลือกปฏิบัติการบนโต๊ะงานที่ไม่เป็นตัวน าความร้อน
4. ทาน้ าประสานลงบนรอยต่อของชิ้นงานด้วยแปรงหรือผ้าที่มีการดูดซับน้ าประสานได้ดีดังแสดงในรูป

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 10






















รูปที่ แสดงการทาน้ าประสานลงบนรอยต่อด้วยแปรง
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 276)
5. เผาหัวแร้งบัดกรีให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีความร้อนเพียงพอที่จะละลายตะกั่วบัดกรีได้ไม่ควรปล่อย
ให้หัวแร้งร้อนมากเกินไป (Over Heat) เพราะจะท าให้ตะกั่วที่ฉาบอยู่บริเวณผิวของหัวแร้งทองแดงถูกท าลาย
ไป เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ต้องน าหัวแร้งไปท าการฉาบตะกั่วใหม่อีกครั้งหนึ่ง

6. น าหัวแร้งที่เผาได้ ไปแตะตะกั่วบัดกรี ตะกั่วจะละลายและติดหัวแร้งขึ้นมา ดังแสดงในรูป



















รูปที่ 8.11 แสดงการใช้หัวแร้งเข้าแตะตะกั่ว บนแท่งแอมโมเนีย
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 276)

7. ท าการแต้มตะกั่วบนตะเข็บของงานเสียก่อน เพื่อให้ตะเข็บถูกยึด (Tack) ไว้ก่อนที่จะท าการบัดกรี

แนวยาว ดังแสดงในรูป

รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005

เรื่อง ตะเข็บงานและงานบัดกรี สัปดาห์ที่ 16 แผ่นที่ 11



















รูปที่ 8.12 แสดงการบัดกรียึดตะเข็บชิ้นงานก่อนที่จะท าการบัดกรีแนวยาว
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 277)

8. เริ่มต้นบัดกรีที่ขอบด้านหนึ่งของตะเข็บก่อนที่จะลากหัวแร้งไปตามแนวตะเข็บอย่างช้าๆ อุ่นชิ้นงาน
และช่วยให้ตะกั่วซึมแล่นเข้าไปภายในตะเข็บ จากนั้นจึงลากหัวแร้งในลักษณะเดิม เคลื่อนไปตามแนวบัดกรี

อย่างช้าๆ ไม่ควรยกหัวแร้งขึ้นจากแนวบัดกรีถ้าไม่จ าเป็น นอกจากแนวบัดกรีที่ยาวมาก ตะกั่วที่ติดหัวแร้งมา
อาจไม่เพียงพอ จ าเป็นต้องยกหัวแร้งออกจากแนวบัดกรี เพื่อไปแตะตะกั่วมาบัดกรีต่อ ดังแสดงในรูป























รูปที่ 8.13 แสดงการบัดกรีตะเข็บในแนวราบ

(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 277)


9. หลังจากท าการบัดกรีเสร็จแล้วควรท าความสะอาดชิ้นงานบัดกรีด้วยน้ า เนื่องจากน้ าประสานโดย
เฉพาะกรดไฮโดรคลอริกและสังกะสีคลอไรด์ ซึ่งมีสภาพเป็นกรดท าให้เกิดภาวะการกัดกร่อน

วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง ตะเข็บงานและการบัดกรี แผ่นที่ 1


ค าสั่ง ตอนที่ 1 จงเลือกภาพที่เหมาะสมกับข้อความต่อไปนี้

1.
ชิ้นงานบัดกรีแข็งซึ่งสามารถทนต่อแรงดึงได้ดี




2.
การบัดกรีแข็งในการต่อเกย



3. ใช้ฟลั๊กซ์ช่วยในการขจัดออกไซด์ ท าความ


สะอาดผิวหน้ารอยบัดกรี

4.

แสดงถงบรรจุแก๊ส MAPP®

(Methylacetylene Propadiene)



5.

ลักษณะของหัวแร้งด้ามค้อน




6.
การทาน้ าประสานลงบนรอยต่อด้วยแปรง




7.
การใช้หัวแร้งเข้าแตะตะกั่ว บนแท่ง


แอมโมเนีย

8.
ทอร์ชและหัวแร้งไฟฟ้าซึ่งให้ความร้อน

โดยตรง


Click to View FlipBook Version