รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 1
หน่วยที่ 4
งานเชื่อมแก๊ส
4.1 การเชื่อมด้วยแก๊สออกซิเจน-อะเซทิลีน (Oxy-Acetylene Welding)
1) อะเซทิลีน
สมบัติทั่วไป
อะเซทิลีน เป็นแก๊สที่มีความไวไฟมาก ไม่มีสี มีกลิ่น (ฉุนคล้ายกระเทียม) น้้าหนักเบากว่าอากาศ จาก
คุณสมบัติที่สามารถละลายได้ในอะเซทิลีน (300:1 โดยปริมาตรที่ 175 PSI)ท้าให้สามารถบรรจุอะเซทิลีนโดย
อาศัย อะซิโตนได้ ดังนั้น ท่อบรรจุแก๊สอะเซทิลีน จึงบรรจุวัสดุซึมซับที่สามารถจับสารละลาย อะซิโตนไว้
ภายใน ซึ่งท้าให้ท่อแก๊สอะเซทิลีน ต่างจากท่อแก๊สทั่ว ไป
การน าไปใช้ประโยชน์
แก๊สอะเซทิลีน เป็นแก๊สเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเชื่อมด้วยออกซิเจนอะเซทิลีน ใช้ในงานตัดการเผาชุบแห้ง
ในปัจจุบันการผลิตแก๊สอะเซทิลีน มี 2 วิธี คือ
1. การผลิตโดยการท้าปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมคาร์ไบด์กับน้้าสามารถได้โดยการปล่อย
แคลเซียมคาร์ไบด์ลงในน้้า และปล่อยน้้าลงบนแคลเซียมคาร์ไบด์ เป็นกรรมวิธีผลิตแบบดั้งเดิมแก๊สที่ได้จะมี
ความบริสุทธิค่อนข้างต่้า (ประมาณ 85-95% ตามคุณภาพของแคลเซียมคาร์ไบด์)ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
และสิ่งแวดล้อมเนืองจากเป็นวัตถุที่มีฤทธิ์ เป็นด่างสูง
2. การผลิตโดยอาศัยผลผลิตที่ได้จากกระบวนการแตกตัวทางเคมี จากโรงงานปิโตรเคมีซึ่งเป็นวิธีที่
ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน แก๊สอะเซทิลีนที่ได้จากการผลิตนี้ จะมีความบริสุทธิ์ สูงกว่ากระบวนการผลิตแบบเดิม
ท้าให้เปลวไฟมีอุณหภูมิสูงกว่า โดยประเทศไทยเริ่มผลิตได้เมื่อปี 2539โดยบริษัทระยองอะเซทิลีน
4.1.1 การผลิตแก๊สอะเซทิลีน
การผลิตแก๊สอะเซทิลีน ด้วยเครื่องก้าเนิดแก๊สอะเซทิลีน (Acetyline Generators) ซึ่งสามารถแบ่งเป็น
2 ประเภทได้ดังนี้คือ
1. แบบเติมแคลเซียมคาร์ไบด์ลงน้้า (Carbide to Water)
2. แบบเติมน้้าลงแคลเซียมคาร์ไบด์ (Water to Carbide)
เครื่องก าเนิดแก๊สอะเซทิลีนแบบเติมแคลเซียมคาร์ไบด์ลงน้ า
เครื่องผลิตแก๊สอะเซทิลีน ส่วนมากาจะใช้ในการผลิตแก๊สขนาดใหญ่ ส่วนบนของถังจะมีห้องบรรจุ
แคลเซียมคาร์ไบด์ และมีลิ้นปิด – เปิด ควบคมการปล่อยแคลเซียมคาร์ไบด์ลงน้้า แคลเซียมคาร์ไบด์จะท้า
ปฏิกิริยากับน้้าได้แก๊สอะเซทิลีนลอยขึ้นข้างบนผ่านตัว กับไฟกลับและมาตรวัดความดันแล้วถูกน้าออกไปใช้
งาน บริเวณก้นถึงคงเหลือแต่ปูนขาวผสมกับน้้า มีลักษณะคล้ายโคลน เมื่อน าออกมาเครื่องก าเนิดแบบนี้
โดยทั่วไปจะใช้ก้อนแคลเซียมคาร์ไบด์ที่มี ขนาดเล็กและขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อการควบคุมการปล่อยลงน้ าจะกระท าได้ง่าย
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 2
รูปที่ 4.1 แสดงถังผลิตแก๊สอะเซทิลีนแบบเติมแคลเซียมคาร์ไบด์ลงน้้า
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 21
เครื่องก าเนิดแก๊สอะเซทิลีนแบบเติมน้ าลงแคลเซียมคาร์ไบด์
เครื่องก้าเนิดแก๊สอะเซทิลีนแบบนี้จะแตกต่างจากแบบเดิมแคลเซียมคาร์ไบด์ลงน้้าตรงที่ จะสลับที่กัน
ระหว่างน้้ากับแคลเซียมคาร์ไบด์ เครื่องก้าเนิดแก๊สอะเซทิลีนแบบเติมลงน้้าลงแคลเซียมคาร์ไบด์จะออกแบบถัง
ออก เป็น 2 ส่วน โดยถังบรรจุแคลเซียมคาร์ไบด์จะอยู่ด้านล่าง ส่วนถังบรรจุน้้าจะอยู่ด้านบนน้้าจากถังบรรจุ
นี้ นอกจากจะใช้เติมลงในถังแคลเซียมคาร์ไบด์แล้ว ยังใช้ท้าความสะอาดแก๊สอะเซทิลีนอีกด้วย เมื่อเกิด
แก๊สลอยตัวออกมาถังจะออกแบบให้ส่วนบนมีลักษณะโค้งลาดชันขึ้นไปข้าง บนคล้ายระฆัง ภายในถังจะ
ควบคุมการปล่อยน้้าลงถังแคลเซียมคาร์ไบด์โดยการใช้ลูกบอล ซึ่งบนลูกบอลจะ มีแท่งโลหะวางขวางอยู่แท่ง
เหล็กบนลูกบอลนี้จะถูกควบคุมด้วยความดันของแก๊ส ภายในถัง ถ้าแก๊สภายในถังมีน้อย ความกดดันภายใน
ถังจะมีน้อย แท่งเหล็กบนลูกบอลก็จะกดลูกบอลลง เปิดให้น้้าเข้าไปสู่ท่อถังแคลเซียมคาร์ไบด์ แต่ถ้าแก๊สมี
ปริมาณมากเกิดความดันภายในถังมาก ความดันนี้จะไปดันให้แท่งเหล็กบนลูกบอลลอยตัวขึ้นท้าให้ลิ้นปิดหยุด
การเติม น้้า ขั้นตอนี้เป็นขั้นตอนที่ส้าคัญผู้ปฏิบัติต้องคอยตรวจสอบอยู่เสมอเพราะถ้าหาก แท่งเหล็กบนลูก
บอล (Bar for Operating Valve) ซึ่งควบคุมการปล่อยน้้าเสียปล่อยให้น้้าเข้าถังแคลเซียมคาร์ไบด์มาก
เกินไปจะเป็นเหตุให้อุปกรณ์อื่นช้ารุดหรือถังระเบิดได้เมื่อ น้้าที่ปล่อยลงไปท้าปฏิกิริยากับแคลเซียมคาร์ไบด์จะ
เกิดแก๊สอะเซทิลีนรวมตัว กันผ่านไปตามท่อโค้งลงผ่านน้้า แก๊สสะอาดจะรวมตัวกันลอยขึ้นเก็บไว้ภายในถัง
ก่อนที่จะถูกปล่อยออกไปใช้งาน
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 3
รูปที่ 4.2 แสดงเครื่องก้าเนิดแก๊สอะเซทิลีนแบบเติมน้้าลงแคลเซียมคาร์ไบด์
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 22
4.1.2 แก๊สออกซิเจน
ออกซิเจนเป็นแก๊สชนิดหนึ่งมีสัญลักษณ์ทางเคมีคือ เป็นแก๊สที่มีความส้าคัญมากต่อการ
ด้ารงชีวิตของพืชและสัตว์ อากาศที่เราใช้หายใจทุกวันนี้มีออกซิเจนผสมอยู่ประมาณ 21% โดยปริมาตรมี
ไนโตรเจน78%อีก 1% เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนและอื่น ๆ แก๊สออกซิเจนที่จะรวมตัวกับแก๊ส
อะเซทิลีนจะให้ค่าความร้อนสูงนั้นต้องเป็น ออกซิเจนบริสุทธิ์ ซึ่งมีสมบัติ ดังนี้
1. ไม่ติดไฟ แต่ช่วยให้ไฟติด
2. ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ในสภาพเป็นแก๊ส แต่ในสภาพของเหลวจะมีสีน้้าทะเลอ่อน
3. เป็นได้ทั้ง 3 สถานะ คือ ก๊าซ ของเหลว และของแข็ง
4. มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิ –183 และกลายเป็นของแข็งที่อุณหภูมิ -218
นอกจากนี้ออกซิเจนในอากาศแล้ว ยังมีออกซิเจนในน้้า ซึ่งมีสัญลักษณ์ทางเคมี O ซึ่งประกอบ ด้วย
ธาตุ 2 ธาตุ คือ ออกซิเจนและไฮโดรเจน ดังนั้นวิธีการผลิตออกซิเจนจึงมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี
1. การผลิตออกซิเจนจากอากาศ
2. การผลิตออกซิเจนจากน้้า
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 4
1. การผลิตแก๊สออกซิเจนจากอากาศ
การผลิตวิธีนี้จะน้าอากาศไปเก็บในถังเก็บ และขจัดสิ่งสกปรกออกก่อน จากนั้นลดอุณหภูมิให้
ต่้าลงจนถึงอุณหภูมิ -200 0C และเพิ่มความดันให้มากขึ้นด้วยอุณหภูมิและความดันระดับนี้ท้าให้อากาศ
แปรสภาพจากแก๊สเป็นของเหลวเรียกว่า “อากาศเหลว” ซึ่งมีทั้งออกซิเจนและไนโตรเจน แต่มีจุดเดือดที่
แตกต่างกันจากจุดเดือดที่แตกต่างกันนี้ท้าให้สามารถแยกไนโตรเจนออกจากออกซิเจนได้ โดยการเพิ่ม
อุณหภูมิให้สูงขึ้น และลดความดันลงในขณะเดียวกันก็เพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น และลดความดันลงใน
ขณะเดียวกันก็เพิ่มอุณหภูมิอีกประมาณ -182 0C ออกซิเจนเหลวก็จะกลายเป็นแก๊สระเหยขึ้นมา เมื่อน้าไป
จัดเก็บจะมีความบริสุทธิ์ถึง 99%
2. การผลิตแก๊สออกซิเจนจากน้ า
การผลิตด้วยวิธีนี้ท้าได้โดยกรรมวิธีแยกน้้าด้วยไฟฟ้า ซึ่งใช้ไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งเหมาะส้าหรับการ
ทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น น้้าที่น้ามาใช้ในการแยกนี้จะเติมโซเดียมคลอไรด์ เพื่อให้ไฟฟ้าไหลผ่านได้
สะดวก โดยจะมีสายไฟต่อจากขั้วบวกและ ขั้วลบของเครื่องก้าเนิดไฟฟ้ากระแสตรง ไปจุ่มน้้าไว้ทั้งสองขั้ว น้า
ขวดสองใบเติมน้้าให้เต็ม โดยคว่้าไว้ที่ขั้วบวกและขั้วลบ เมื่อเปิดสวิตช์กระแสไฟจะไหลจากขั้วบวกผ่านน้้าไป
ยัง ขั้วลบ ขณะกระแสไฟไหลผ่านน้้าจะเริ่มท้าปฏิกิริยาเกิดฟองอากาศผุดขึ้นที่ปลายขั้วบวกและขั้วลบ โดย
แก๊สออกซิเจนจะเกิดขึ้นที่ขั้วบวกสังเกตได้จากปริมารของแก๊สที่มีเพียงครึ่งขวด ส่วนแก๊สไฮโดรเจนจะเกิดขึ้น
ที่ขั้วลบ โดยมีปริมาณของแก๊สเต็มขวด ซึ่งเป็นไปตามสูตรทางเคมีคือ O ประกอบด้วย แก๊สไฮโดรเจน
2 ส่วน และออกซิเจน 1 ส่วน ดังแสดงในรูป
รูปที่ 4.3 แสดงการแยกแก๊สออกซิเจนจากน้ า
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 24
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 5
4.2 ชุดเชื่อมแก๊สและขั้นตอนในการใช้ชุดเชื่อมแก๊ส
ชุดเชื่อมแก๊สแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
4.2.1 ชุดเชื่อมแก๊สประเภทยึดอยู่กับที่ ชุดเชื่อมแก๊สประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในอาคารหรือ
โรงงาน ตัวท่อออกซิเจนและอะเซทิลีนจะคล้องด้วยโซ่และยึดติดกับผนังเพื่อป้องกันการดึงหรือกระแทกล้ม
ขณะปฏิบัติงาน เมื่อจะใช้งานต้องน้าชิ้นงานมาเชื่อมบริเวณนี้เท่านั้น ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปเชื่อมบริเวณอื่นได้
รูปที่ 4.4 แสดงชุดเชื่อมแก๊สที่สมบูรณ์ ( ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 53 )
4.2.2 ชุดเชื่อมแก๊สเคลื่อนที่ ในการปฏิบัติงานมิใช่ว่าจะอยู่ภายในโรงงานเสมอไป บ่อยครั้งต้อง
ท้างานนอกสถานที่ จ้าเป็นต้องเคลื่อนย้ายชุดเชื่อมแก๊ส ในการย้ายชุดเชื่อมแก๊สจะสร้างปัญหาให้กับ
ผู้ปฏิบัติงานมาก เนื่องจากชุดเชื่อมแก๊สประกอบด้วยอุปกรณ์หลายอย่าง และมีน้้าหนักมากถ้าหากเคลื่อนย้าย
ไม่ระมัดระวัง โอกาสที่อุปกรณ์เชื่อมแก๊สบางตัวจะเสียหายมีมากทีเดียว ซึ่งปัญหานี้จะลดน้อยลงหรือหมด
ปัญหาไป เมื่อผู้ปฏิบัติงานเชื่อมใช้ชุดเชื่อมแก๊สเป็นแบบชุดสนาม ซึ่งอุปกรณ์ทุกอย่างจะอยู่บนรถเข็น 2 ล้อ
รูปที่ 4.5 แสดงชุดเชื่อมแก๊สเคลื่อนที่ ( ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 53)
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 6
4.3 เปลวไฟในงานเชื่อมแก๊ส
การเชื่อมแก๊สเป็นขบวนการเชื่อมที่ใช้กันมานาน ซึ่งในปัจจุบัน ก็ได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
โดยใช้ความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ส่วนผสมระหว่างออกซิเจนกับแก๊สอะเซทิลีนให้ความร้อนสูงถึง 6,000
เพียงพอที่จะท้าให้โลหะหลอมละลายได้ ซึ่งเปลวไฟที่ใช้ส้าหรับการเชื่อมได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีอุณหภูมิสูงพอที่จะหลอมละลายชิ้นงานได้
- มีปริมาณความร้อนเพียงพอเมื่อต้องการ
- ต้องไม่มีสิ่งสกปรกจากเปลวไฟ หรือน้าวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามารวมตัวกับเนื้อโลหะที่หลอมละลาย
- เปลวไฟต้องไม่เพิ่มธาตุคาร์บอนลงในเนื้อโหละ ซึ่งจะท้าให้คุณสมบัติของโลหัเปลี่ยนไป
- เปลวไฟต้องไม่เป็นอันตรายกับผู้ปฏิบัติงานในทางเคมี
เปลวไฟที่ใช้ในงานเชื่อมมี 3 แบบ ดังนี้
1) เปลวคาร์บูไรซิง (Carburizing Flame)
เป็นเปลวที่ได้จากการเผาไหม้ของแก๊สออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีนผสมกัน โดยมีปริมาณของแก๊ส
อะเซทิลีนมากกว่าแก๊สออกซิเจน เปลวชั้นนอก มีลักษณะเป็นเปลวยาวมีสีส้มล้อมรอบเปลวชั้นใน ซึ่งมีความ
ยาวครึ่งหนึ่งของเปลวชั้นนอก เปลวชั้นในจะมีลักษณะพลิ้วเหมือนขนนก ในระยะที่ห่างจากกรวยไฟประมาณ
3 มม. จะมีอุณหภูมิ 5,700 องศาฟาเรนไฮต์ ( 2,800 ) การเผาไหม้จะมีแก๊สอะเซทิลีนเหลืออยู่จ้านวน
หนึ่งจึงเหมาะส้าหรับเชื่อมงานที่ต้องการเติมคาร์บอนที่ผิวโลหะ หรือเชื่อมโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิ
ในการหลอมไม่สูงมากนัก เช่นอะลูมิเนียม แมกนีเซียม และใช้ในการบัดกรีแข็ง
รูปที่ 4.6 แสดงลักษณะของเปลวคาร์บูไรซิง
ที่มา : http://www.supradit.com/contents/metal/Data/1/2.html
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 7
2) เปลวนิวทรัล (Neutral Flame)
เป็นเปลวที่ได้มาจากการผสมกันระหว่างแก๊สออกซิเจนกับอะเซทิลีนในอัตราส่วน 1:1 การเผาไหม้
สมบูรณ์ ประกอบด้วยเปลวไฟ 2 ชั้น ชั้นในเป็นกรวยปลายม ระยะห่างจากปลายกรวยประมาณ 3 มม. จะมี
อุณหภูมิประมาณ 6,000 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 3,150 องศาเซลเซียส (3,150 ) เมื่อน้าเปลวไฟนี้ไปเผา
โลหะที่เป็นเหล็กจะหลอมละลายเป็นบ่อน้้าโลหะคล้ายน้้าเชื่อม เมื่อเย็นลงจะได้แนวเชื่อมที่สะอาดมีความ
แข็งแรงเปลวไฟชนิดนี้จึงเหมาะส้าหรับการเชื่อมและตัดโลหะ โดยเฉพาะเหล็กเนื่องจากการเผาไหม้ที่สมบูรณ์
จึงไม่เกิดการเติมธาตุคาร์บอนลงในรอยเชื่อม
รูปที่ 4.7 แสดงลักษณะของเปลวนิวทรัล
ที่มา : http://www.supradit.com/contents/metal/Data/1/2.html
รูปที่ 4.8 แสดงโครงสร้างเปลวนิวทรัลของแก๊สออกซิเจนกับอะเซทิลีน
ที่มา : http://www.supradit.com/contents/metal/Data/1/2.html
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 8
3) เปลวออกซิไดซิง (Oxidizing Flame)
เป็นเปลวไฟที่ได้มาจากการผสมกันระหว่างแก๊สออกซิเจนกับแก๊สอะเซทิลีนโดยปรับให้ออกซิเจนมาก
กว่าอะเซทิลีน ลักษณะเปลวมี 2 ชั้น เปลวชั้นในเป็นรูปกรวยแหลมหดสั้น เปลวนี้มีอุณหภูมิสูงกว่าเปลว
อีก 2 ชนิด ที่กล่าวมาคือ มีอุณหภูมิประมาณ 6,300 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 3,480 องศาเซลเซียส เมื่อท้า
การเชื่อมจะเกิดประกายไฟหรือสะเก็ดไฟกระเด็นออกมาจากบ่อหลอมเหลว ท้าให้เกิดฟองอากาศไม่เหมาะสม
ที่จะน้าไปใช้เชื่อมเหล็ก เพราะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จะมีออกซิเจนหลงเหลืออยู่และจะถูกเติมลงในเนื้อ
เหล็ก ท้าให้แนวเชื่อมเปราะ แต่นิยมน้าไปใช้ในการตัดโลหะแผ่นบาง
รูปที่ 4.9 ที่มา : แสดงลักษณะของเปลวออกซิไดซิง
http://www.supradit.com/contents/metal/Data/1/2.html
4.4 เทคนิคในการเชื่อมแก๊ส
เมื่อมีความประสงค์จะเชื่อมโลหะสองชิ้นให้ติดกัน ก่อนอื่นต้องเชื่อมยึด (Tack Weld) ที่ ขอบของงาน
ทั้งสองข้างให้งานทั้งสองชิ้นติดกันเสียก่อน แล้วจึงเริ่มเชื่อมจากทางขวาไปทางซ้ายด้วยเปลวนิวทรัล โดยให้หัว
ทิพเอนท้ามุมกับชิ้นงาน 45 องศา ส่วนลวดเชื่อมที่ใช้เติมลงในรอยต่อเพิ่มเนื้อโลหะก็เอียงท้ามุม 45 องศา
กับชิ้นงานเช่นกัน เมื่อขอบของงานเริ่มหลอมละลายจึงเติมลวดลงไป และเริ่มเดินหัวทิพไปทางซ้ายด้วย
ความเร็วสม่้าเสมอ แต่ผู้ปฎิบัติการเชื่อมต้องรักษาระยะห่างระหว่างปลายของปลายหัวทิพหรือ แกนกรวย
(Inner Cone) ให้ห่างจากบ่อหลอมละลายหรือชิ้นงาน ประมาณ 3 มิลลิเมตร( นิ้ว) ดังรูป
รูปที่ 4.10 แสดงทิศทางและมุมในการเชื่อมแก๊ส
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 58
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 9
1. การเชื่อมจากขวาไปซ้าย (Fore Hand Welding)
การเชื่อมแบบนี้เหมาะส้าหรับการเชื่อมชิ้นงานที่มีความหนาไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เพราะความร้อนที่
เกิดขึ้นกับชิ้นงานจะมีไม่มาก ท้าให้เชื่อมงานบางและโลหะอื่นที่ไม่ใช่เหล็กได้ง่าย โดยทิศทางของเปลวไฟจะ
เป็นทิศทางเดียวกับทิศทางการเชื่อมส้าหรับผู้เชื่อมที่ถนัดมือขวาจะเชื่อมจากขวาไปซ้ายสามารถท้าให้เกิด
ความแข็งแรงของแนวเชื่อมเพียงพอ เชื่อมได้รวดเร็วและควบคุมแนวเชื่อมได้ดี โดยไม่ต้องบากหน้างาน หัวทิพ
จะท้ามุมนาประมาณ 30 -45 องศา เปลวไฟพุ่งตรงไปตามรอยต่อในขณะท้าการเชื่อมจะมีการ ส่ายหัวทิพ
เพื่อให้มีการละลายลึกสมบูรณ์ ถ้าชิ้นงานหนาให้ส่ายกว้างและตั้งมุมหัวทิพมากขึ้น การเคลื่อนที่ของลวดเชื่อม
ต้องให้สัมพันธ์กับการส่ายหัวทิพด้วยเพื่อป้องกันงานทะลุ
รูปที่ 4.11 การเชื่อมจากขวาไปซ้าย (Fore Hand Welding)
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 60
2. การเชื่อมจากซ้ายไปขวา (Back Hand Welding)
การเชื่อมแบบนี้เหมาะส้าหรับการเชื่อมชิ้นงานที่มีความหนาตั้งแต่ 3 มิลลิเมตรขึ้นไป เพราะความร้อน
จะเกิดขึ้นกับชิ้นงานมาก ลักษณะของเปลวไฟจะมีทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางการเชื่อม โดยลวดเชื่อมจะเติม
น้้าโลหะตามหลังเปลวไฟการเชื่อมจะเริ่มจากซ้ายไปขวา ซึ่งจะท้าให้ชิ้นงานได้รับความร้อนจากเปลวไฟได้เต็ม
ที่และมีการละลายลึกได้ดีขึ้น ต้าแหน่งและมุมของหัวทิพถ้ามุมนามากจะเกิดความร้อนที่ชิ้นงานมากถ้ามุมน้า
น้อยจะเกิดความร้อนที่รอยเชื่อมน้อย การส่ายหัวทิพและการเคลื่อนลวดเชื่อมต้องสัมพันธ์กัน นอกจากนี้การ
เชื่อมแบบนี้จะใช้กับชิ้นงานหนา ถ้าจะให้เกิดผลดีกับรอยเชื่อมจึงควรบากหน้างานด้วย
รูปที่ 4.12 การเชื่อมจากซ้ายไปขวา (Back Hand Welding)
ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 61
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส สัปดาห์ที่ 3-4-5-6 แผ่นที่ 10
3. การสายหัวทิพ
เพื่อให้การควบคุมน้้าโลหะในการเชื่อมแก๊สให้เกิดแนวเชื่อมที่มีคุณภาพ โดยทั่วไปแล้วจ้าเป็นต้องส่าย
หัวทิพ ซึ่งจะเป็นรูปลักษณะใดนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะงานและต้าแหน่งท่าเชื่อมด้วยการจะส่ายหัวทิพให้แคบหรือ
กว้างก็แล้วแต่ความต้องการว่าจะให้รอยเชื่อมนั้นซึมลึกมากแค่ไหนโดยปกติแล้วการส่ายหัวทิพจะนิยมใช้กัน
ไม่กี่แบบตามตัวอย่างในรูป โดยเฉพาะการส่ายหัวทิพรูปครึ่งวงกลมเป็นการส่ายแบบพื้นฐานใช้ได้กับงานทั่วไป
ส่วนการส่ายแบบวงกลมนั้นจะท้าให้ความร้อนสะสมมากจึงเหมาะกับงานที่มีความหนามากขึ้น การส่ายแบบ
สลับฟันปลาหรือคล้ายฟันเลื่อยนั้นมักใช้กับงานรูปตัวที หรือรอยเชื่อมฟิลเลท เป็นต้น
รูปที่ 4.13 แสดงรูปการส่ายหัวทิพ (ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 59)
รูปที่ 4.14 แสดงการส่ายหัวทิพและการส่ายลวดเชื่อม
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 59)
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส แผ่นที่ 1
ค าสั่งจงท ำเครื่องหมำย × ทับหัวข้อค ำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. การเปิดวาล์วของท่ออะเซทิลีน ควรเปิดกี่รอบ
ก. - รอบ ข. 1-2 รอบ
ค. 2-3 รอบ ง. เปิดจนหมดเกลียว
2. การเปิดวาล์วของท่อออกซิเจน ควรเปิดเท่าใด
ก. - รอบ ข. 1-2 รอบ
ค. 2-3 รอบ ง. เปิดจนหมดเกลียว
3. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของแก๊สออกซิเจน
ก. ติดไฟได้ง่าย ข. ในสภาพของเหลวมีสีน้้าทะเลอ่อน
ค. มีอยู่ในอากาศประมาณ 21% ง. ช่วยให้ติดไฟ
4. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของแก๊สอะเซทิลีน
ก. เบากว่าอากาศ ข. ช่วยให้ไฟติด
ค. ละลายในของเหลวได้ ง. มีกลิ่นคล้ายกระเทียม
5. ในการผลิตแก๊สออกซิเจน เมื่อต้องการใช้แก๊สไฮโดรเจนด้วย จะใช้การผลิตแบบใด
ก. ผลิตออกซิเจนจากอากาศ ข. ผลิตออกซิเจนจากน้้า
ค. นิยมใช้ทั้งสองวิธี ง. ถูกทุกข้อ
6. การผลิตแก๊สออกซิเจนที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมทุกวันนี้ ใช้กระบวนการผลิตจากอะไร
ก. ผลิตจากอากาศ ข. ผลิตจากน้้า
ค. ผลิตจากแก๊สธรรมชาติ ง. ผลิตจากออกไซด์ของโลหะ
7. เปลวคาร์บูไรซิง (Carburizing) จะมีส่วนผสมระหว่างออกซิเจนกับอะเซทิลีนอย่างไร
ก. ปริมาณออกซิเจนมากกว่าอะเซทิลีน
ข. ปริมาณออกซิเจนเท่ากับอะเซทิลีน
ค. ปริมาณอะเซทิลีนมากกว่าออกซิเจน
ง. ปริมาณไฮโดรเจนมากกว่าออกซิเจน
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส แผ่นที่ 2
ค าสั่งจงท ำเครื่องหมำย × ทับหัวข้อค ำตอบที่ถูกต้องที่สุด
8. เปลวไฟที่เหมาะส้าหรับใช้ในการเชื่อมเหล็กเหนียว เป็นเปลวชนิดใด
ก. เปลวคาร์บูไรซิง (Carburizing Flame)
ข. เปลวนิวทรัล (Neutral Flame)
ค. เปลวออกซิไดซิง (Oxidizing Flame)
ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค.
9. เปลวนิวทรัล (Neutral Flame) จะมีส่วนผสมระหว่างออกซิเจนกับอะเซทิลีนอย่างไร
ก. ปริมาณออกซิเจนมากกว่าอะเซทิลีน
ข. ปริมาณออกซิเจนเท่ากับอะเซทิลีน
ค. ปริมาณอะเซทิลีนมากกว่าออกซิเจน
ง. ปริมาณไฮโดรเจนเท่ากับออกซิเจน
10. เปลวไฟที่ใช้ในการตัดโลหะแผ่นบางได้ดี คือเปลวชนิดใด
ก. เปลวคาร์บูไรซิง ข. เปลวนิวทรัล
ค. เปลวออกซิไดซิง ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
ตอนที่ 2 ค ำชี้แจง ท้าเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง
…….. 1. เปลวไฟในงานเชื่อมมี 3 ชนิด ได้แก่ เปลวคาร์บูไรซิง เปลวนิวทรัล และเปลวออกซิไดซิง
…….. 2. เปลวไฟที่เหมาะส้าหรับงานเชื่อมโลหะโดยเฉพาพเหล็กคือเปลวไฟนิวทรัล
…….. 3. เปลวไฟออกซิไดซิงเป็นเปลวไปที่มีลักษณะเปลว 3 ชั้น
……. 4. ชุดเชื่อมแก๊สแบ่งออกเป็น2 ประเภท ได้แก่ ชุดเชื่อมแก๊สประเภทยึดอยู่กับที่และชุดเชื่อมแก๊สเคลื่อนที่
……. 5. ชุดเชื่อมแก๊สประเภทยึดอยู่กับที่ ส่วนใหญ่แล้วจะให้แค่เพียงในอาคารหรือโรงงานเท่านั้น
…….. 6. เทคนิคในการเชื่อมจากขวาไปซ้ายเหมาะส้าหรับการเชื่อมชิ้นงานที่มีความหนาไม่เกิน 1 มิลลิเมตร
……. 7. เทคนิคในการเชื่อมจากซ้ายไปขวาเหมาะส้าหรับการเชื่อมชิ้นงานที่มีความหนาตั้งแต่3 มิลลิเมตรขึ้นไป
……. 8. การสายหัวทิพเป็นเทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการเชื่อมแก๊ส
……. 9. การส่ายแบบสลับฟันปลาหรือคล้ายฟันเลื่อยนั้นมักใช้กับงานรูปตัวที หรือรอยเชื่อมฟิลเลท
……. 10. เทคนิคในการเชื่อมแก๊สหัวทิพเอนท้ามุมกับชิ้นงาน 90 องศา ส่วนลวดเชื่อมที่ใช้เติมลงในรอยต่อเพิ่ม
เนื้อโลหะก็เอียงท้ามุม 70 องศากับชิ้นงานเช่นกัน
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส แผ่นที่ 1
ค าสั่งจงท ำเครื่องหมำย × ทับหัวข้อค ำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. การเปิดวาล์วของท่ออะเซทิลีน ควรเปิดกี่รอบ
ก. - รอบ ข. 1-2 รอบ
ค. 2-3 รอบ ง. เปิดจนหมดเกลียว
2. การเปิดวาล์วของท่อออกซิเจน ควรเปิดเท่าใด
ก. - รอบ ข. 1-2 รอบ
ค. 2-3 รอบ ง. เปิดจนหมดเกลียว
3. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของแก๊สออกซิเจน
ก. ติดไฟได้ง่าย ข. ในสภาพของเหลวมีสีน้้าทะเลอ่อน
ค. มีอยู่ในอากาศประมาณ 21% ง. ช่วยให้ติดไฟ
4. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของแก๊สอะเซทิลีน
ก. เบากว่าอากาศ ข. ช่วยให้ไฟติด
ค. ละลายในของเหลวได้ ง. มีกลิ่นคล้ายกระเทียม
5. ในการผลิตแก๊สออกซิเจน เมื่อต้องการใช้แก๊สไฮโดรเจนด้วย จะใช้การผลิตแบบใด
ก. ผลิตออกซิเจนจากอากาศ ข. ผลิตออกซิเจนจากน้้า
ค. นิยมใช้ทั้งสองวิธี ง. ถูกทุกข้อ
6. การผลิตแก๊สออกซิเจนที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมทุกวันนี้ ใช้กระบวนการผลิตจากอะไร
ก. ผลิตจากอากาศ ข. ผลิตจากน้้า
ค. ผลิตจากแก๊สธรรมชาติ ง. ผลิตจากออกไซด์ของโลหะ
7. เปลวคาร์บูไรซิง (Carburizing) จะมีส่วนผสมระหว่างออกซิเจนกับอะเซทิลีนอย่างไร
ก. ปริมาณออกซิเจนมากกว่าอะเซทิลีน
ข. ปริมาณออกซิเจนเท่ากับอะเซทิลีน
ค. ปริมาณอะเซทิลีนมากกว่าออกซิเจน
ง. ปริมาณไฮโดรเจนมากกว่าออกซิเจน
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานเชื่อมแก๊ส แผ่นที่ 2
ค าสั่งจงท ำเครื่องหมำย × ทับหัวข้อค ำตอบที่ถูกต้องที่สุด
8. เปลวไฟที่เหมาะส้าหรับใช้ในการเชื่อมเหล็กเหนียว เป็นเปลวชนิดใด
ก. เปลวคาร์บูไรซิง (Carburizing Flame)
ข. เปลวนิวทรัล (Neutral Flame)
ค. เปลวออกซิไดซิง (Oxidizing Flame)
ง. ถูกทั้งข้อ ข. และ ค.
9. เปลวนิวทรัล (Neutral Flame) จะมีส่วนผสมระหว่างออกซิเจนกับอะเซทิลีนอย่างไร
ก. ปริมาณออกซิเจนมากกว่าอะเซทิลีน
ข. ปริมาณออกซิเจนเท่ากับอะเซทิลีน
ค. ปริมาณอะเซทิลีนมากกว่าออกซิเจน
ง. ปริมาณไฮโดรเจนเท่ากับออกซิเจน
10. เปลวไฟที่ใช้ในการตัดโลหะแผ่นบางได้ดี คือเปลวชนิดใด
ก. เปลวคาร์บูไรซิง ข. เปลวนิวทรัล
ค. เปลวออกซิไดซิง ง. ถูกทั้งข้อ ก. และ ข.
ตอนที่ 2 ค ำชี้แจง ท้าเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง
1. เปลวไฟในงานเชื่อมมี 3 ชนิด ได้แก่ เปลวคาร์บูไรซิง เปลวนิวทรัล และเปลวออกซิไดซิง
2. เปลวไฟที่เหมาะส้าหรับงานเชื่อมโลหะโดยเฉพาพเหล็กคือเปลวไฟนิวทรัล
3. เปลวไฟออกซิไดซิงเป็นเปลวไปที่มีลักษณะเปลว 3 ชั้น
4. ชุดเชื่อมแก๊สแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ชุดเชื่อมแก๊สประเภทยึดอยู่กับที่และชุดเชื่อมแก๊สเคลื่อนที่
5. ชุดเชื่อมแก๊สประเภทยึดอยู่กับที่ ส่วนใหญ่แล้วจะให้แค่เพียงในอาคารหรือโรงงานเท่านั้น
6. เทคนิคในการเชื่อมจากขวาไปซ้ายเหมาะส้าหรับการเชื่อมชิ้นงานที่มีความหนาไม่เกิน 1 มิลลิเมตร
7. เทคนิคในการเชื่อมจากซ้ายไปขวาเหมาะส้าหรับการเชื่อมชิ้นงานที่มีความหนาตั้งแต่ 3 มิลลิเมตรขึ้นไป
8.การสายหัวทิพเป็นเทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการเชื่อมแก๊ส
9. การส่ายแบบสลับฟันปลาหรือคล้ายฟันเลื่อยนั้นมักใช้กับงานรูปตัวที หรือรอยเชื่อมฟิลเลท
10. เทคนิคในการเชื่อมแก๊สหัวทิพเอนท้ามุมกับชิ้นงาน 90 องศา ส่วนลวดเชื่อมที่ใช้เติมลงในรอยต่อเพิ่ม
เนื้อโลหะก็เอียงท้ามุม 70 องศากับชิ้นงานเช่นกัน
แผนการสอนหน่วยที่ 5
งานแล่นประสาน
แผนการสอนหน่วยที่ 5
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น รหัส 2100 - 1005 สัปดาห์ที่ 7-8
ชื่อหน่วย งานแล่นประสาน รายการที่สอน จ านวน 8 ชั่วโมง
ผู้สอน นายขันติ สุมังสะ
หัวข้อเรื่องและงาน
1 ความหมายของการแล่นประสาน
2 เครื่องมือและอุปกรณ์แล่นประสาน
3 วัสดุที่ใช้แล่นประสาน
4 ลักษณะของรอยต่อ
5 ข้อดีของการแล่นประสาน
6 ล าดับขั้นตอนของการแล่นประสาน
สมรรถนะที่พึงประสงค์
1. บอกหลักการแล่นประสานได้ถูกต้อง
2. สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้อง
3. ปฏิบัติงานแล่นประสานได้ถูกต้อง
สาระส าคัญ
การแล่นประสาน (Brazing) เป็นการต่อโลหะสองชิ้นเข้าด้วยกันโดยการใช้ลวดเชื่อมเป็นตัว
ประสานงานทั้งสองชิ้นให้ติดกัน ซึ่งใช้อุณหภูมิสูงกว่า450 องศาเซลเซียส แต่จะต ากว่าจุดหลอมละลายของ
ชิ้นงาน เมื่อลวดเชื่อมหลอมละลายจะไหลกระจายไปบนรอยต่อชิ้นงาน ซึ่งเกิดจากการดึงดูดของโมเลกุลของ
ของเหลวกับโมเลกุลของของแข็ง โดยการใช้ฟลักซ์เป็นสารละลายทาความสะอาดทางเคมี สาหรับงานแล่น
ประสานชิ้นงานอาจเป็นประเภทเดียวกันหรือต่างชนิดกันก็ได้
ล าดับขั้นการสอน
1. ขั้นน า (Motivation)
2. ขั้นสอน (Information)
3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)
4. ขั้นสรุปผล (Progress)
1. ขั้นน า (Motivation)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
ครูซักถามความรู้ของนักเรียน ฟังการชี้แจงและซัก-ถาม ในรายละเอียดในการวัดผล
ครูอธิบายหลักการแล่นประสาน ประเมินผลทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซัก-ถาม เกณฑ์การ
ประเมินผล
2. ขั้นสอน (Information)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
ผู้สอนบรรยายตามหัวข้อสาระการเรียน พร้อมทั้ง - ฟังการอธิบาย
ยกตัวอย่างประกอบ - ถามและตอบ
ผู้สอนสุ่มผู้เรียนให้ตอบคาถามขณะทาการสอนเพื่อ - ตอบค าถามจากภาพ
กระตุ้นให้นักเรียนได้ติดตามเนื้อหา
3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
ให้นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้ นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้
4. ขั้นสรุปผล (Progress)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
สอบถามความเข้าใจของนักเรียน ตอบความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
ผู้เรียนทาแบบประเมินผลการเรียนรู้ สรุปกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
นักเรียนปฏิบัติตามใบงานที่มอบหมาย
งานที่มอบหมายหรือกิจกรรม
ก่อนเรียน
1. เช็คชื่อนักศึกษา
2. แจ้งจุดประสงค์ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเรียน
ขณะเรียน
1. น าเข้าสู่บทเรียนโดยการถามตอบเกี่ยวกับงานแล่นประสาน
2. บรรยายเนื้อหาและให้ศึกษา ค้นคว้า เนื้อหาที่จะต้องเรียน จากใบความรู้ที่แจกให้
3. ครูและนักเรียน ซักถามและตอบปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน
หลังเรียน
1. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท้ายบท
2. นักเรียนถามข้อสงสัยในเนื้อหา
3. ครูตรวจแบบฝึกหัด
4. นักศึกษาปฏิบัติตามใบงานพร้อมส่งตรวจ
สื่อการเรียนการสอน
1. หนังสืองานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น
2. ใบความรู้
3. กระดานด า
4. ของจริง
การประเมินผล
ก่อนเรียน
- ศึกษาใบความรู้และใบงานที่มอบหมายให้
ขณะเรียน
- สาธิต
- ถามตอบ
- ท าแบบฝึกหัด
หลังเรียน
- ตรวจความถูกต้องในการปฏิบัติงาน
- ตรวจงานเก็บคะแนน
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 1
หน่วยที่ 5
งานแล่นประสาน
การแล่นประสาน
การแล่นประสาน (Brazing) คือ กระบวนการต่อโลหะ 2 ชิ้น ชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกันให้ติดกันด้วย
ความร้อน โดยใช้โลหะต่างชนิดหรือชนิดเดียวกันเป็นตัวประสาน ให้ความร้อนสูงกว่า 8000 F (4250 C)
ชิ้นงานไม่หลอมเหลวแต่โลหะประสานหลอมเหลว ซึ่งโลหะประสาน ที่หลอมละลายจะไหลแทรกซึมเข้าไปใน
ร่องรอยต่อด้วยปฏิกิริยาแทรกซึม (Capillary Action) ซึงเหมาะสาหรับงานดังนี้
1. ใช้ยึดประกอบชิ้นงานที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก เช่น งานแล่นประสานเครื่องประดับต่างๆ
2. ไม่เกิดแนวนูนเหมือนแนวเชื่อม งานบางประเภทไม่เป็นที่ต้องการเพราะแนวนูน ที่เกิดจากการเชื่อม
อาจจะไปขวางทางเดินในการทางานของเครื่องมือ เครื่องจักรได้
3. ชิ้นงานไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน โลหะบางประเภทเมื่อเชื่อมแล้ว ความแข็งแรงกลับ
ลดลง แต่การแล่นประสานชิ้นงานที่ต้องการไม่หลอมละลาย
4. ไม่เกิดการบิดตัวเนื่องจากใช้ความร้อนน้อย
5. เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเพราะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเตรียมงานก่อนการเชื่อมและหลังการ
เชื่อม
การแล่นประสานนั้น โลหะแล่นประสานจะทาหน้าที่ฉาบเยิ้มไหลซึมเข้าไปในช่องว่างระหว่างชิ้นงานทั้ง
สองชิ้น ดังนั้น การแล่นประสาน (Brazing) รอยต่อจะต้องมีช่องว่างที่เล็กหรือแคบมากประมาณ 0.025 นิ้ว
(0.6 มม.) ถึง 0.003 นิ้ว (0.08 มม.)
ช่องว่างเล็กๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นรูหรือหลอดขนาดเล็กที่จะทาปฏิกิริยาให้ น้าโลหะประสานซึมเข้าไปใน
รอยต่อเมื่อได้รับความร้อนเพียงพอ
รูปที่ 5.1 แสดงโลหะแล่นประสานถูกดูดด้วยแรงดึงดูดของช่องแคบที่เข้าประสานรอยต่อ
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 2
หลักการแล่นประสานของโลหะประกอบ
เมื่อนาหลอดขนาดเล็กจุ่มลงไปในโหลน้า จะเกิดแรงดึงน้าที่อยู่ในหลอดสูงขึ้นหรือ ดึงของเหลวขึ้นสูงกว่า
ระดับปกติ ซึ่งการแล่นประสานแข็งก็ใช้หลักการนี้ช่วยในการซึมแล่นเข้าไปภายในช่องว่างระหว่างชิ้นงาน
รูปที่ 5.2 แสดงการทดลองการเกิดการเกิดปฏิกิริยาแรงดูด Capillary Action
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
คุณสมบัติของการแล่นประสาน
1. วัสดุที่ไม่เหมือนกันสามารถต่อกันได้ เป็นเรื่องง่ายกรณีที่จะต่อโลหะที่ไม่เหมือนกัน ให้ติดกัน เช่น
ทองแดงกับเหล็ก อะลูมิเนียมกับทองเหลืองและเหล็กหล่อกับเหล็กไร้สนิม (Stainless Steel) เป็นไปได้ที่เรา
จะประสานวัสดุที่ไม่ใช่โลหะเข้าด้วยกัน หรือโลหะประสานกับวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ เช่น เซรามิก (Ceramics)
สามารถประสานกับโลหะได้ด้วยการแล่นประสาน
รูปที่ 5.3 แสดงการต่อโลหะต่างชนิดกันและการต่อโลหะกับวัสดุที่ไม่ใช่โลหะ
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 3
2. ความเร็วในการแล่นประสาน การแล่นประสานเราสามารถรวบรวมชิ้นส่วนที่จะ แล่นประสาน นาไป
เผาหรืออบให้ความร้อนด้วยเตาไฟฟ้า (Furnace) แล้วจึงนามาแล่นประสาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถแล่น
ประสานได้จานวนมาก เพราะประหยัดเวลาในการเผาให้ความร้อน
3. กรณีอุณหภูมิต่า อาจเป็นเพราะว่าเวลาในการให้ความร้อนน้อยเกินไป นับว่าเป็นองค์ประกอบอย่าง
หนึ่ง ที่ผู้ปฏิบัติงานแล่นประสานจะต้องควบคุมให้ได้ ก่อนจะเติมลวดประสาน ลงไป
4. การแตกร้าวของแนวแล่นประสานเนื่องมาจากอุณหภูมิ ความร้อนที่เผาบนชิ้นงาน ถ้ามีอุณหภูมิสูง
อาจเป็นสาเหตุให้แนวแล่นประสานเสียหายหรือแตกร้าวได้ ซึ่งจะต้องมีการควบคุมอุณหภูมิให้ต่า แต่เพียงพอ
กับการแล่นประสาน ปัญหาการแตกร้าวนี้ผู้ปฏิบัติงานไม่ควรให้เกิดขึ้น ในการแล่นประสาน
5. การให้ความร้อนและการเย็นตัว การให้ความร้อนในการแล่นประสานควรให้ความร้อนเพิ่มขึ้นอย่าง
ช้าๆ เพราะถ้าใช้ความร้อนน้อยโดยที่ชิ้นงานไม่หลอมละลาย แต่ละลายเพียง โลหะแล่นประสานซึ่งมีขนาดเล็ก
หลอมละลายได้เร็วกว่า ซึ่งจะหลอมละลายและแทรกซึม ไปเกาะยึดในรอยต่อเมื่อเย็นตัวลง แต่การเย็นตัว
อนุญาตให้เย็นตัวลงได้อย่างรวดเร็ว การเกิด ความเค้นภายในเนื้อโลหะ มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมิอย่างกะทันหัน ซึ่งสามารถแก้ไขให้ลดลงได้ โดยการให้ความร้อนที่รอยต่ออีกครั้งหนึ่ง แล้วปล่อยให้
เย็นตัวลงอย่างช้าๆ
6. คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของรอยต่อ เช่นความเค้นแรงดึง (Tensile Strength) ซึ่งรอยต่อ ที่เกิดจากการ
แล่นประสานจะสามารถต้านทานต่อแรงดึงได้ดี โดยทนต่อแรงดึงได้สูงกว่า ลวดแล่นประสาน 4-5 เท่า ซึ่ง
เปรียบเทียบได้กับน้าซึ่งไม่มีค่าความเค้นแรงดึงเลย แต่เมื่อหยดน้า ลงบนวัตถุที่มีผิวเรียบ เช่นกระจก 2 ชั้น
ประกอบกันอยู่จะเกิดฟิล์มบางๆบนผิวกระจก ซึ่งเกิด ความต้านทานต่อแรงดึงสูง
รูปที่ 5.4 แสดงการต้านทานทนต่อรอยต่อแรงดึง
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
ในหลักการเดียวกันดังกล่าวมาข้างต้น การแล่นประสาน (Brazing) รอยต่อที่มีช่องว่าง ที่พอเหมาะที่
ผิวหน้าจะมีความต้านทานต่อแรงดึงเพิ่มขึ้น
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 4
รูปที่ 5.5 แสดงการต้านทานแรงดึงของการแล่นประสาน
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
โลหะประสาน
โลหะประสานมีหน้าที่เป็นตัวยึดหรือประสานชิ้นงานสองชิ้นให้ติดกัน โลหะประสานจะต้องมีจุดหลอม
ละลายต่ากว่าชิ้นงาน เพราะการแล่นประสานชิ้นงานไม่หลอมละลาย รูปร่าง ของโลหะประสานมีหลาย
รูปแบบ เช่น เป็นเส้น แท่ง การเลือกใช้โลหะประสานต้องดูที่ชิ้นงาน ว่าเป็นโลหะชนิดใด
1. โลหะประสานชนิดลวดทองเหลือง ได้จากส่วนผสมของทองแดงผสมกับสังกะสี ใช้เชื่อมวัสดุจาพวก
เหล็ก
2. โลหะประสานชนิดลวดทองแดงผสมฟอสฟอรัส ใช้เชื่อมพวกงานเหล็ก ทองแดง
3. โลหะประสานชนิดลวดเงิน ใช้เชื่อมพวกเหล็ก ทองแดง ทองเหลือง
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 5
การเลือกโลหะประสานให้เหมาะสมกับชิ้นงาน
ชิ้นงาน โลหะประสาน
เหล็กกล้าคาร์บอน BCuZn, brass (copper – zinc) BCu, copper
alloy BAg, silver alloy
เหล็กผสม BAg silver alloy Bni, nickel alloy
เหล็กสเตนเลส BAg, silver alloy BAu, gold base alloy BNi,
nickel alloy
เหล็กหล่อ BCuZn, brass (copper – zinc)
เหล็กเคลือบผิวสังกะสี BCuZn, brass (copper – zinc)
อะลูมิเนียม BAISi, aluminium silicon
ทองแดง BCuZn, brass (copper – zinc) BAg, silver
alloy BCup, copper-phosphorue
นิกเกิล BAu, gold base alloy BAg, silver alloy BNi,
nickel alloy
นิกเกิลผสมทองแดง BNi, nickel alloy BAg, silver alloy
BCuZn, brass (copper – zinc)
ซิลิกอน บรอซ์ Bcuzn, brass (copper – zinc) BAg, silver alloy
BCuP, copper - phosphorus
ทังสเตน BCuP, copper - phosphorus
ตารางที่ 5.1 แสดงชนิดชิ้นงานและการใช้โลหะประสาน
ตัวอย่าง ชิ้นงานทังสเตนใช้โลหะประสาน BCuP, copper – phosphorus B คือการแล่นประสาน Cu คือ
ทองแดง P คือ ฟอสฟอรัส
ฟลักซ์ (Flux)
ฟลักซ์เป็นตัวช่วยประสานที่ทาให้โลหะประสานแล่นซึมเข้าไปในช่องว่างระหว่างรอยต่อได้ง่าย ทั้งยังช่วย
เป็นตัวขจัดออกไซด์ช่วยทาความสะอาดชิ้นงานและโลหะประสานในขณะ แล่นประสาน ฟลักซ์มีอยู่หลายชนิด
ทั้งชนิดผงและชนิดเหลว ครีมและในรูปแบบอื่นๆ อีกด้วย
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 6
รูปที่ 5.6 แสดงลักษณะฟลักซ์ที่ใช้ในการแล่นประสาน
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
วิธีใช้ฟลักซ์ชนิดผง
การแล่นประสานส่วนใหญ่จะใช้ฟลักซ์ชนิดผง
1. เผาโลหะประสานความยาวประมาณ 5 เซนติเมตรให้ร้อนแดง
รูปที่ 5.7 แสดงลักษณะการเผาโลหะประสาน
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 7
2. นาโลหะประสานจุ่มลงไปในกระป๋องฟลักซ์ ผงฟลักซ์จะติดกับโลหะประสาน
รูปที่ 5.8 แสดงลักษณะการนาโลหะประสานจุ่มลงไปในกระป๋องฟลักซ์
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
3. นาเปลวไฟแก๊สไปเผาชิ้นงานจนร้อนแดงจึงเติมโลหะประสานพร้อมผงฟลักซ์ลงไป ในรอยต่อที่ต้องการ
แล่นประสานหรืออีกวิธีหนึ่งเผาชิ้นงานที่ต้องการแล่นประสานให้ร้อนแดงแล้วนาผงฟลักซ์มาโรยลงบริเวณ
รอยต่อที่ต้องการแล่นประสาน ฟลักซ์จะหลอมละลายไปรวมตัว กับชิ้นงาน เมื่อเติมลวดบัดกรีแข็ง ลวดบัดกรี
แข็งจะวิ่งซึมเข้าไปตรงที่ต้องการแล่นประสาน
รูปที่ 5.9 แสดงลักษณะการแล่นประสานชิ้นงาน
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 8
การเลือกใช้ฟลักซ์และโลหะประสานให้เหมาะสมกับชิ้นงาน
ชิ้นงาน โลหะประสาน ฟลักซ์
เหล็กกล้า เหล็กหล่อ ทองเหลือ บรอนซ์ บอแร็กซ์ (Borax)
ทองแดง เงิน เงิน เงินผสม ทังสเตน โซเดียมไซยาไนต์ กรดบอริก
กรดโบเรต
เหล็กแสตนเลส ซิลิกอน บรอนซ์ เงินผสม อัลคาไลน์ไบฟลูออ
ทองเหลือมผสมอะลูมิเนียม
ตารางที่ 5.2 แสดงการใช้ฟลักซ์และโลหะประสานกับชิ้นงาน
ฟลักซ์เหมาะสมกับโลหะประสานชนิดลวดทองเหลือง คือ บอแร็กซ์ ซึ่งนิยมใช้การผสมกรดบอเร็กซ์ 75%
กับกรดบอริก 25% ผงบอแรกซ์ที่ผสมอยู่อาจมีส่วนผสมของฟอสฟอรัส ส่วนการเชื่อมเหล็กสแตนเลส ซิลิกอล
บรอนซ์ ทองเหลืองเจือ ฯลฯ ใช้ฟลักซ์ชนิด อัลคาไลน์ไบฟลูออไรต์ (Alkaline Bifuoride) กลิ่นระเหยของฟ
ลักซ์นี้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นการปฏิบัติงานการแล่นประสานด้วยฟลักซ์ชนิดนี้จะต้องทาให้ที่มีระบบ
ถ่ายเทอากาศได้ดี ส่วนในการแล่นประสานชนิดลวดเงินและทังสเตนกับทองแดง ฟลักซ์ที่ใช้ คือ โซเดียมไซยา
ไนต์เป็นฟลักซ์พิเศษ คุณสมบัติดีที่สุดแต่ฟลักซ์ชนิดนี้อันตรายมาก กลิ่นที่ระเหยจะเป็นอันตรายอย่างมาก และ
อย่าให้ฟลักซ์สัมผัสกับส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ถ้าถูกต้องรีบ ล้างออกด้วยน้าสะอาดทันทีและต้องใช้กับผู้ที่
ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ก่อนที่จะทาการแล่นประสานควรทาความสะอาดชิ้นงานให้ดีเสียก่อน อาจใช้แปรง
ลวดขัดหรือกระดาษทรายขัดบริเวณที่ต้องการแล่นประสานเพื่อให้เกิดคุณภาพของรอยเชื่อมที่ดีและแข็งแรง
ผงฟลักซ์ที่ใช้ก็ควรใช้จานวนปริมาณที่พอเหมาะเพราะถ้าผงฟลักซ์เหลืออาจเป็นคราบสกปรกทาให้แก๊ส
ออกซิเจนเข้าไปรวมตัวทาให้รอยเชื่อมไม่แข็งแรง ฟลักซ์ที่ใช้ทุกชนิดเป็นสารเคมีอันตราย ไม่ควรสัมผัสด้วยมือ
โดยตรงเนื่องจากฟลักซ์อาจติดมือไปแล้วนาไปขยี้ตาหรือโดนปากอาจเกิดอันตรายได
แก๊สที่ใช้ในการแล่นประสาน
แก๊สที่ใช้ในการแล่นประสานก็เหมือนกับการเชื่อมแก๊ส เปลวที่ใช้ในการแล่นประสาน คือเปลวลด
(Reducing Flame) แก๊สออกซิเจนกับแก๊สอะเซทิลีนนิยมใช้กันมากแต่แก๊สอะเซทิลีนนั้น จะให้ความร้อนสูง
มาก เปลวที่ออกมาจะเล็กเรียวทาให้การเผาไหม้บริเวณที่แล่นประสานมากไป อาจทาให้ชิ้นงานหลอมละลาย
และฟลักซ์ที่ใช้ก็จะหลอมละลายเร็ว ผู้ปฏิบัติงานจะต้อง มีความชานาญในการแล่นประสาน ส่วนแก๊สเชื้อเพลิง
ชนิดอื่นที่ใช้ร่วมกับแก๊สออกซิเจนที่ใช้ มีหลายชนิด เช่น แก๊สโพรเพน (Propane) แก๊สธรรมชาติ (Natural
Gas) แก๊สบิวเทน (Butane) และแก๊ส MAPP (Methylacetylene Propadiene) แก๊สที่กล่าวมานี้จะให้ความ
ร้อนน้อยกว่าแก๊สอะเซทิลีน แต่เปลวที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่าจึงแผ่นกระจายความร้อนไปได้ดีกว่าเหมาะกับการ
แล่นประสาน เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเชื่อมท่อทองแดงเล็กซึ่งใช้กันมากในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ
ทาให้โลหะประสานสามารถวิ่งเข้าไปประสานได้โดยไม่ต้องหมุนชิ้นงาน
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานแล่นประสาน สัปดาห์ที่ 7-8 แผ่นที่ 9
เปลวไฟแก๊สออกซิเจนกับ
อะเซทิลีน
เปลวไฟแก๊สออกซิเจนเมทิลอะเซทิลีนและโปรพาดีน อะเซทิลีน
รูปที่ 5.10 แสดงลักษณะเปลวไฟที่ใช้ในการแล่นประสาน
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
รูปที่ 5.11 แสดงลักษณะความร้อนของเปลวไฟของการแล่นประสาน
ที่มา: ยุทธนา ชัยวงค์. 2554
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 1
ค าสั่งจงท าเครื่องหมาย × ทับหัวข้อค าตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของงานแล่นประสาน
ก. ใช้กับงานที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก
ข. ชิ้นงานไม่หลอมละลายทาให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ค. เสียค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากทองเหลืองมีราคาแพง
ง. เกิดการบิดตัวน้อยเนื่องจากใช้ความร้อนน้อย
2. การแล่นประสานประเภทใดที่ใช้เปลวไฟที่เกิดจากแก๊สออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีนในการแล่นประสาน
ก. การแล่นประสานโดยใช้ทอร์ชเชื่อม
ข. การแล่นประสานโดยใช้เตา
ค. การแล่นประสานด้วยอินฟราเรด
ง. การแล่นประสานด้วยความต้านทาน
3. ในการแล่นประสานที่ให้ความร้อนแก่ชิ้นงานครั้งละมากๆเราควรใช้การแล่นประสานประเภทใด
ก. การแล่นประสานโดยใช้ทอร์ชเชื่อม
ข. การแล่นประสานโดยใช้เตา
ค. การแล่นประสานด้วยอินฟราเรด
ง. การแล่นประสานด้วยความต้านทาน
4. รอยต่อชนิดใดที่นิยมใช้ในการแล่นประสาน
ก. รอยต่อขอบ ข. รอยต่อเกย
ค. รอยต่อตัวที ง. รอยต่อมุม
5. โลหะประสานชนิดลวดทองเหลืองที่ใช้ในการแล่นประสานได้จากการนาโลหะชนิดใดมาผสมกัน
ก. เงิน + ทองแดง ข. สังกะสี + เงิน
ค. สังกะสี+เงิน+ทองแดง ง. ทองแดง + สังกะสี
6. สัญลักษณ์ลวดแล่นประสาน ตามมาตรฐานของสมาคมการเชื่อมของสหรัฐอเมริกา (AWS) ข้อใดหมายถึง
ลวดแล่นประสาน
ก. A ข. B
ค. C ง. D
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 2
ค าสั่งจงท าเครื่องหมาย × ทับหัวข้อค าตอบที่ถูกต้องที่สุด
7. เปลวที่ใช้ในการการแล่นประสานลวดเชื่อมเงินเจือคือเปลว
ก. เปลวคาร์บูไรซิง ( Carburizing Flame )
ข. เปลวกลาง ( Neutral Flame )
ค. เปลวออกชิไดซิง ( Oxidizing Flame )
ง. ถูกทุกข้อ
8. เปลวที่ใช้ในการการแล่นประสานลวดเชื่อมทองเหลืองคือเปลว
ก. เปลวคาร์บูไรซิง ( Carburizing Flame )
ข. เปลวกลาง ( Neutral Flame )
ค. เปลวออกชิไดซิง ( Oxidizing Flame )
ง. ถูกทุกข้อ
9. หน้าที่ของฟลักซ์คือข้อใด
ก. ทาให้รอยเชื่อมการแล่นประสานแข็งแรง
ข. ทาความสะอาดผิวหน้างาน
ค. ช่วยทาให้โลหะประสานละลายได้ง่าย
ง. ช่วยป้องกันแก๊สออกซิเจนขณะบัดกรีแข็ง
10. ฟลักซ์ที่ใช้กับการแล่นประสานชนิดลวดเงินใช้ฟลักซ์ชนิดใด
ก. ผงบอแรกซ์
ข. อัลคาไลน์ไบฟลูออไรด์
ค. โซเดียมไซยาไนด์
ง. กรดบอริค
11. ฟลักซ์ที่ใช้กับการแล่นประสานชนิดลวดทองเหลืองผสมอะลูมิเนียม ใช้ฟลักซ์ชนิดใด
ก. ผงบอแรกซ์ ข. อัลคาไลน์ไบฟลูออไรด์
ค. โซเดียมไซยาไนด์ ง. กรดบอริค
12. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบในการแล่นประสาน
ก.การทาความสะอาด
ข. การเว้นช่องว่างรอยต่อ
ค. การให้ความร้อน
ง. ชิ้นงาน
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
แบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 3
ค าสั่งจงท าเครื่องหมาย × ทับหัวข้อค าตอบที่ถูกต้องที่สุด
13. การเว้นช่องว่างรอยต่อควรเว้นระยะห่างประมาณกี่มิลลิเมตร
ก. 0.015 – 0.020 มิลลิเมตร
ข. 0.025 – 0.130 มิลลิเมตร
ค. 0.230 – 0.260 มิลลิเมตร
ง. 0.270 – 0.312 มิลลิเมตร
14. ข้อดีของการแล่นประสานคือข้อใด
ก. เหมาะกับงานที่รับแรงมากๆ
ข. แนวเชื่อมมีความยืดหยุ่นสูง
ค. เหมาะกับงานที่ใช้อุณหภูมิสูงๆ
ง. โลหะชิ้นงานมีการบิดตัวน้อย
15. ข้อเสียของการแล่นประสานคือข้อใด
ก. โลหะชิ้นงานมีการบิดตัวมาก
ข. แนวแล่นประสานมีความยืดหยุ่นสูง
ค. เนื้อเชื่อมและเนื้องานมีสีต่างกัน
ง. แนวแล่นประสานมีความหนามาก
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 1
ค าสั่งจงท าเครื่องหมาย × ทับหัวข้อค าตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. ข้อใดไม่ใช่คุณสมบัติของงานแล่นประสาน
ก. ใช้กับงานที่ไม่ต้องการความแข็งแรงมากนัก
ข. ชิ้นงานไม่หลอมละลายท าให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ค. เสียค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากทองเหลืองมีราคาแพง
ง. เกิดการบิดตัวน้อยเนื่องจากใช้ความร้อนน้อย
2. การแล่นประสานประเภทใดที่ใช้เปลวไฟที่เกิดจากแก๊สออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีนในการแล่นประสาน
ก. การแล่นประสานโดยใช้ทอร์ชเชื่อม
ข. การแล่นประสานโดยใช้เตา
ค. การแล่นประสานด้วยอินฟราเรด
ง. การแล่นประสานด้วยความต้านทาน
3. ในการแล่นประสานที่ให้ความร้อนแก่ชิ้นงานครั้งละมากๆเราควรใช้การแล่นประสานประเภทใด
ก. การแล่นประสานโดยใช้ทอร์ชเชื่อม
ข. การแล่นประสานโดยใช้เตา
ค. การแล่นประสานด้วยอินฟราเรด
ง. การแล่นประสานด้วยความต้านทาน
4. รอยต่อชนิดใดที่นิยมใช้ในการแล่นประสาน
ก. รอยต่อขอบ ข. รอยต่อเกย
ค. รอยต่อตัวที ง. รอยต่อมุม
5. โลหะประสานชนิดลวดทองเหลืองที่ใช้ในการแล่นประสานได้จากการน าโลหะชนิดใดมาผสมกัน
ก. เงิน + ทองแดง ข. สังกะสี + เงิน
ค. สังกะสี+เงิน+ทองแดง ง. ทองแดง + สังกะสี
6. สัญลักษณ์ลวดแล่นประสาน ตามมาตรฐานของสมาคมการเชื่อมของสหรัฐอเมริกา (AWS) ข้อใดหมายถึง
ลวดแล่นประสาน
ก. A ข. B
v
ค. C ง. D
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 2
ค าสั่งจงท าเครื่องหมาย × ทับหัวข้อค าตอบที่ถูกต้องที่สุด
7. เปลวที่ใช้ในการการแล่นประสานลวดเชื่อมเงินเจือคือเปลว
ก. เปลวคาร์บูไรซิง ( Carburizing Flame )
ข. เปลวกลาง ( Neutral Flame )
ค. เปลวออกชิไดซิง ( Oxidizing Flame )
ง. ถูกทุกข้อ
8. เปลวที่ใช้ในการการแล่นประสานลวดเชื่อมทองเหลืองคือเปลว
ก. เปลวคาร์บูไรซิง ( Carburizing Flame )
ข. เปลวกลาง ( Neutral Flame )
ค. เปลวออกชิไดซิง ( Oxidizing Flame )
ง. ถูกทุกข้อ
9. หน้าที่ของฟลักซ์คือข้อใด
ก. ท าให้รอยเชื่อมการแล่นประสานแข็งแรง
ข. ท าความสะอาดผิวหน้างาน
ค. ช่วยท าให้โลหะประสานละลายได้ง่าย
ง. ช่วยป้องกันแก๊สออกซิเจนขณะบัดกรีแข็ง
10. ฟลักซ์ที่ใช้กับการแล่นประสานชนิดลวดเงินใช้ฟลักซ์ชนิดใด
ก. ผงบอแรกซ์
ข. อัลคาไลน์ไบฟลูออไรด์
ค. โซเดียมไซยาไนด์
ง. กรดบอริค
11. ฟลักซ์ที่ใช้กับการแล่นประสานชนิดลวดทองเหลืองผสมอะลูมิเนียม ใช้ฟลักซ์ชนิดใด
ก. ผงบอแรกซ์ ข. อัลคาไลน์ไบฟลูออไรด์
ค. โซเดียมไซยาไนด์ ง. กรดบอริค
12. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบในการแล่นประสาน
ก. การท าความสะอาด
ข. การเว้นช่องว่างรอยต่อ
ค. การให้ความร้อน
ง. ชิ้นงาน
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น จ านวน 20 นาที
เฉลยแบบประเมินผลการเรียน
เรื่อง งานแล่นประสาน แผ่นที่ 3
ค าสั่งจงท าเครื่องหมาย × ทับหัวข้อค าตอบที่ถูกต้องที่สุด
13. การเว้นช่องว่างรอยต่อควรเว้นระยะห่างประมาณกี่มิลลิเมตร
ก. 0.015 – 0.020 มิลลิเมตร
ข. 0.025 – 0.130 มิลลิเมตร
ค. 0.230 – 0.260 มิลลิเมตร
ง. 0.270 – 0.312 มิลลิเมตร
14. ข้อดีของการแล่นประสานคือข้อใด
ก. เหมาะกับงานที่รับแรงมากๆ
ข. แนวเชื่อมมีความยืดหยุ่นสูง
ค. เหมาะกับงานที่ใช้อุณหภูมิสูงๆ
ง. โลหะชิ้นงานมีการบิดตัวน้อย
15. ข้อเสียของการแล่นประสานคือข้อใด
ก. โลหะชิ้นงานมีการบิดตัวมาก
ข. แนวแล่นประสานมีความยืดหยุ่นสูง
ค. เนื้อเชื่อมและเนื้องานมีสีต่างกัน
ง. แนวแล่นประสานมีความหนามาก
แผนการสอนหน่วยที่ 6
งานเชื่อมไฟฟ้า
แผนการสอนหน่วยที่ 6
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น รหัส 2100 - 1005 สัปดาห์ที่ 9-10-11-12
ชื่อหน่วย งานเชื่อมไฟฟ้า รายการที่สอน จ านวน 16 ชั่วโมง
ผู้สอน นายขันติ สุมังสะ
หัวข้อเรื่องและงาน
1 ความหมายของการเชื่อมไฟฟ้า
2 เครื่องมือและอุปกรณ์การเชื่อมไฟฟ้า
3 ชนิดเครื่องเชื่อมไฟฟ้า
4 ลวดเชื่อมเปลือยและลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์
5 การเลือกใช้ลวดเชื่อมไฟฟ้า
6 องค์ประกอบของการเชื่อมไฟฟ้า
8 การเริ่มต้นอาร์ก
9 การเดินแนวเชื่อม
10 ปฏิบัติการเชื่อมไฟฟ้าเชื่อมจุดหาระยะอาร์ก
11 ปฏิบัติการเชื่อมไฟฟ้าเริ่มต้นอาร์กและเดินแนวช่วงสั้นๆ
12 ปฏิบัติการเชื่อมไฟฟ้าเดินแนวท่าราบ
13 ปฏิบัติการเชื่อมไฟฟ้าการเชื่อมพอกทับแนวเดิม
สมรรถนะที่พึงประสงค์
1. สามารถติดตั้งเครื่องเชื่อมได้ถูกต้อง
2. สามารถบอกชื่อเครื่องมือและอุปกรณ์เชื่อมไฟฟ้าได้ถูกต้อง
3. ปฏิบัติงานเชื่อมไฟฟ้าได้ถูกต้อง
สาระส าคัญ
การเชื่อมไฟฟ้าด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ ( Shielded Metal Are Welding ) หรือการเชื่อมแบบ
SMAW หมายถึงการเชื่อมที่เกิดจากการอาร์ก ระหว่างชิ้นงานและลวดเชื่อมโดยผ่านช่องว่างอากาศ ท าให้
เกิดความร้อนขึ้นในบริเวณนั้น ความร้อนท าให้ลวดเชื่อมหลอมเหลวหยดลงเป็นแนวเชื่อม โดยมีการฟลักซ์
เป็นตัวปกคลุมแนวเชื่อม เพื่อป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปรวมตัวกับแนวเชื่อม ตลอดจนความปลอดภัยใน
การเชื่อมไฟฟ้าตามหลักอาชีวอนามัย เป็นการจัดสภาพแวดล้อม เช่น ฝุ่น เสียง แสง และเครื่องมือ
อุปกรณ์ได้มาตรฐานในการเชื่อมไฟฟ้า
ล าดับขั้นการสอน
1. ขั้นน า (Motivation)
2. ขั้นสอน (Information)
3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)
4. ขั้นสรุปผล (Progress)
1. ขั้นน า (Motivation)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
ครูซักถามความรู้ของนักเรียน ฟังการชี้แจงและซัก-ถาม ในรายละเอียดในการวัดผล
ครูอธิบายหลักการเชื่อมไฟฟ้า ประเมินผลทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซัก-ถาม เกณฑ์การ
ครูอธิบายเทคนิคของการเชื่อมไฟฟ้า ประเมินผล
2. ขั้นสอน (Information)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
ผู้สอนบรรยายตามหัวข้อสาระการเรียน พร้อมทั้ง - ฟังการอธิบาย
ยกตัวอย่างประกอบ - ถามและตอบ
ผู้สอนสุ่มผู้เรียนให้ตอบคาถามขณะทาการสอนเพื่อ - ตอบค าถามจากภาพ
กระตุ้นให้นักเรียนได้ติดตามเนื้อหา
3. ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน (Application)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
ให้นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้ นักเรียนท าแบบทดสอบความรู้
4. ขั้นสรุปผล (Progress)
กิจกรรมของครู กิจกรรมของนักเรียน
สอบถามความเข้าใจของนักเรียน ตอบความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน
ผู้เรียนทาแบบประเมินผลการเรียนรู้ สรุปกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
นักเรียนปฏิบัติตามใบงานที่มอบหมาย
งานที่มอบหมายหรือกิจกรรม
ก่อนเรียน
1. เช็คชื่อนักศึกษา
2. แจ้งจุดประสงค์ให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนเรียน
ขณะเรียน
1. น าเข้าสู่บทเรียนโดยการถามตอบเกี่ยวกับงานเชื่อมไฟฟ้า
2. บรรยายเนื้อหาและให้ศึกษา ค้นคว้า เนื้อหาที่จะต้องเรียน จากใบความรู้ที่แจกให้
3. ครูและนักเรียน ซักถามและตอบปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน
หลังเรียน
1. ให้นักเรียนทาแบบฝึกหัดท้ายบท
2. นักเรียนถามข้อสงสัยในเนื้อหา
3. ครูตรวจแบบฝึกหัด
4. นักศึกษาปฏิบัติตามใบงานพร้อมส่งตรวจ
สื่อการเรียนการสอน
1. หนังสืองานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น
2. ใบความรู้
3. กระดานด า
4. ของจริง
การประเมินผล
ก่อนเรียน
- ศึกษาใบความรู้และใบงานที่มอบหมายให้
ขณะเรียน
- สาธิต
- ถามตอบ
- ท าแบบฝึกหัด
หลังเรียน
- ตรวจความถูกต้องในการปฏิบัติงาน
- ตรวจงานเก็บคะแนน
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 1
หน่วยที่ 6
งานเชื่อมไฟฟ้า
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเชื่อมไฟฟ้า
6.1 การเชื่อมโลหะ
การเชื่อมโลหะ (welding) หมายถึง การต่อโลหะที่ท าให้โลหะเกิดการหลอมละลายด้วยการอาร์ก
ระหว่างลวดเชื่อมกับ โลหะงานจนท าให้โลหะหลอมละลายติดเป็นเนื้อเดี่ยวกันวิธีการเชื่อมโลหะแบ่งออกได้
ดังนี้
6.1.1 การเชื่อมแก๊ส (Gas Welding) คือ การหลอมเหลวโลหะ แหล่งความร้อนที่ใช้เกิดมาจากการเผา
ไหม้ระหว่าง แก๊ส อะเซทีลีน ซึ่งเป็นแก๊สเชื้อเพลิง และแก๊สออกซิเจน อุณหภูมิของการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ให้
ความร้อนสูง 3200°C และจะไม่มีเขม่าหรือควัน
6.1.2 การเชื่อมไฟฟ้า (Arc Welding)การ เชื่อมไฟฟ้า หรือ "อาร์ค" ความร้อนที่ใช้ในการเชื่อมเกิด
จากประกายอาร์ค ระหว่างชิ้นงาน และลวดเชื่อมซึ่งหลอมละลายลวดเชื่อม เพื่อท าหน้าที่ประสานเนื้อโลหะ
เข้าด้วยกัน
6.1.3 การเชื่อมอัด (Press Welding)คือ การประสานโลหะ 2 ชิ้น โดยใช้ความร้อน กับชิ้นงานใน
บริเวณที่จะท าการเชื่อม จากนั้นใช้แรงอัดส่วนที่หลอมละลายจนกระทั่งชิ้นงานติดกันเป็นจุด หรือเกิดแนว
ความร้อนที่ใช้ได้จากความต้านทานไฟฟ้า เช่น การเชื่อมจุด (Spot Welding)
5.1.4 การเชื่อม TIG (Tungsten Inert Gas Welding) เป็น วิธีเชื่อมโลหะด้วยความร้อน ที่เกิดจาก
การอาร์คระหว่างลวดทังสเตน กับชิ้นงาน โดยมีแก๊สเฉื่อยปกคลุมบริเวณเชื่อม และบ่อหลอมละลายเพื่อไม่ไห้
บรรยากาศภายนอกเข้ามาท าปฏิกิริยา
6.1.5 การเชื่อม MIG (Metal Inert Gas Welding) เป็น กระบวนการเชื่อมที่สร้างความร้อน ระหว่าง
ลวดเชื่อมกับชิ้นงาน ลวดเชื่อมที่ใช้จะเป็นลวดเชื่อมเปลือยที่ส่งป้อนอย่างต่อเนื่อง ไปยังบริเวณอาร์ค และท า
หน้าที่เป็นโลหะเติมลงยังบ่อหลอมละลาย บริเวณบ่อหลอมละลายจะถูกปกคลุมไปด้วยแก๊สเฉื่อย เพื่อไม่ให้เกิด
การรวมตัวกับอากาศ
6.1.6 การเชื่อมใต้ฟลักซ์ (Submerged Arc Welding) การเชื่อมใต้ฟลักซ์เป็นกระบวนการเชื่อมไฟฟ้า
ที่ได้รับความร้อนจากการอาร์คระ หว่างลวดเชื่อมเปลือยกับชิ้นงานเชื่อม โดยมีฟลักซ์ชนิดเม็ด (Granular
Flux) ปกคลุมบริเวณอาร์ก และฟลักซ์ส่วนที่อยู่ใกล้ กับเนื้อเชื่อมจะหลอมละลายปกคลุมเนื้อเชื่อมเพื่อป้องกัน
อากาศภายนอกท าปฏิกิริยากับแนวเชื่อม ส่วนฟลักซ์ที่อยู่ห่างจากเนื้อเชื่อมจะไม่หลอมละลาย และไม่สามารถ
น ากลับมาใช้ใหม่ได้อีก
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 2
6.2 กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์
กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ (Shield Metal Arc welding : SMAW) หรือที่
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเชื่อมไฟฟ้าหรือการเชื่อมโลหะด้วยธูปเชื่อม เป็นกรรมวิธีการเชื่อมแบบหลอมเหลว
วิธีหนึ่ง ซึ่งใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งความร้อน โดยอาศัยหลักการอาร์กระหว่างปลายลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์กับโลหะงาน
ความร้อนจากการอาร์กจะหลอมเหลวปลายลวดเชื่อมกับโลหะงานบริเวณอาร์กหลอมรวม กันและแข็งตัวเป็น
แนวเชื่อม ส่วนฟลักซ์เมื่อหลอมละลายบางส่วนจะเกิดเป็นแก๊สเฉื่อยปกคลุมบ่อหลอมเหลว เพื่อป้องกัน
บรรยากาศจากภายนอกเข้าท าปฏิกิริยากับแนวเชื่อม เมื่อเย็นตัวลงจะกลายเป็นสแลกปกคลุมแนวเชื่อมเพื่อ
ลดอัตราการเย็นตัว ดังแสดงในรูป
รูปที่ 6.1 แสดงการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์
ที่มา : http://www.supradit.com/contents/metal/Data/5/1.html
6.3 เครื่องเชื่อมไฟฟ้า(Electric Welding Machine)
เครื่องเชื่อมเป็นอุปกรณ์ที่ส าคัญในขบวนการเชื่อมเป็นตัวก าเนิดพลังงานโดย ผลิตกระแสไฟเชื่อมและแรง
เคลื่อนออกมาถ้าพิจารณาลักษณะพื้นฐานแล้วจะสามารถ แบ่งเครื่องเชื่อมออกได้ 2 ชนิดคือเครื่องเชื่อมชนิด
กระแสคงที่ (CC) และเครื่องเชื่อมชนิดแรงดันไฟฟ้าคงที่ (CV) ความแตกต่างนี้พิจารณาจากคุณลักษณะของ
Volt Ampere Curves ซึ่งได้จากการก าหนดจุดระหว่างกระแสเชื่อมกับแรงเคลื่อนในขณะท าการเชื่อม
เครื่องไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ทั่วไป แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. ชนิดกระแสตรง (Direct Current) หรือเรียกว่า เครื่องเชื่อม DC
2. ชนิดกระแสสลับ (Alternating Current) หรือเรียกว่า เครื่องเชื่อม AC
6.4 เครื่องเชื่อมชนิดกระแสตรง (Direct Current Welding)
6.4.1 เครื่องเชื่อมแบบเจนเนอเรเตอร์ ( Welding Generator) ใช้เจนเนอเรเตอร์เป็นแหล่งพลังงาน
เจนเนอเรเตอร์ส าหรับการเชื่อมจะถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ สามารถผลิตกระแสสูงที่แรงเคลื่อนต่ า เป็นเครื่อง
เชื่อมที่ผลิตกระแสตรงจ่ายให้กับวงจรเชื่อม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 3
1. แบบมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ (Motor Generator) เป็นเครื่องเชื่อมที่ใช้ก าลังไฟฟ้าเป็นต้นก าลังใน
การขับเคลื่อนมอเตอร์โดย ใช้ไฟฟ้าแบบกระแสสลับ ซึ่งทั่วไปจะใช้แรงเคลื่อน 380 โวลต์ เพลาของมอเตอร์จะ
ต่อร่วมกับเพลาของเจนเนอเรเตอร์ ดังแสดงในรูป
รูปที่ 6.2 แสดงเครื่องเชื่อมแบบมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 147)
2. แบบเครื่องยนต์ขับเคลื่อน (Engine Motor Generator) เป็นเครื่องเชื่อมที่ใช้ก าลังขับจาก
เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลหรือแก๊สโซลีนก็ได้ แต่ต้องมีก าลังม้าและความเร็วรอบ
เพียงพอในการขับเคลื่อนที่จะก่อให้เกิดการ เชื่อมได้ เครื่องเชื่อมแบบนี้เหมาะส าหรับใช้งานภาคสนาม ที่ไม่มี
ไฟฟ้าใช้ และสามารถเคลื่อนย้ายสะดวก ดังรูปที่แสดง
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 4
รูปที่ 6.3 แสดงเครื่องเชื่อมแบบเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเจนเนอเรเตอร์
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 148)
3. เครื่องเชื่อมเรกติไฟเออร์(Rectifier Welding) เป็นเครื่องเชื่อมกระแสตรงแบบเครื่องเรียงกระแส
ประกอบ ด้วย หม้อแปลงไฟฟ้าและตัวเรียงกระแส (Rectifier) ตัวเรียงกระแส เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยน
กระแสไฟสลับให้เป็นกระแสตรง เครื่องเรียงกระแสสลับให้เป็นกระแสตรงนี้จะใช้สารกึ่งตัวน า เช่น แผ่น
ซิลิคอน (Silicon) และซีลีเนียม (Selenium) ส าหรับเปลี่ยนกระแสไฟสลับให้เป็นกระแสตรง ซึ่งโลหะกึ่งตัวน า
นี้จะยอมให้กระแสไหลผ่านได้สะดวกเพียงทางเดียวเท่านั้น เครื่องเชื่อมชนิดนี้ท างานได้เงียบไม่มีเสียงรบกวน
ค่าบ ารุงรักษาน้อย ไฟฟ้าที่ใช้งานเป็นไฟฟ้าแบบ 3 เฟสดังรูป
รูปที่ 6.4 แสดงส่วนต่างๆของเครื่องเชื่อมเรกติไฟเออร์
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 148)
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 5
รูปที่ 6.5 แสดงไดอะแกรมของเครื่องเชื่อมแบบเรกติไฟเออร์
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 149)
จากรูปที่ 6.5 ชุดหม้อแปลงไฟฟ้าจะท าหน้าที่เปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ต่อเข้าเครื่อง ให้มีแรงเคลื่อน
ต่ ากระแสสูง ส่วนตัวเรียงกระแส (Rectifier) จะท าหน้าที่เรียงกระแสให้ไหลเพียงทิศทางเดียวกระแสไฟที่
ออกจากเครื่องไปใช้ในการเชื่อมจะเป็นกระแสตรง เครื่องเชื่อมกระแสตรงแบบเรติไฟเออร์นี้ ชิ้นส่วนหรือ
กลไกของเครื่องจะไม่เคลื่อนไหว แต่ที่ส าคัญคือ ต้องมีการหล่อเย็นเป็นอย่างดี โดยทั่วไปจะติดตั้งพัดลมเพื่อ
ระบายความร้อนให้แก่เครื่องเชื่อม การเชื่อมด้วยเครื่องเชื่อมกระแสตรงสามารถจะกลับขั้วโดยให้อิเล็กโทรด
(Electrode) เป็นลบ (-) หรือเป็นบวก (+) ก็ได้
รูปที่ 6.6 แสดงลักษณะภายในและการต่อกระแสไฟฟ้าเข้าเครื่องเชื่อมกระแสตรงโดยใช้เรกติไฟเออร์
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 149)
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 6
6.5 เครื่องกระแสตรงแบบเรกติไฟเออร์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
6.5.1 เครื่องเชื่อมกระแสตรงต่อขั้วตรง (Direct Current Straight Polarity) หรืออิเล็กโทรด
เป็นขั้วลบ (Direct Current Electrode Negative) หัวจับลวดเชื่อมต่อเข้ากับขั้วลบท าให้กระแสไฟไหลจาก
ขั้วลบไปยังขั้วบวกนั้น หมายถึง เมื่อกระแสไฟออกจากเครื่องเชื่อมแล้วจะไหลผ่านลวดเชื่อมก่อน แล้วค่อย
ผ่านไปยังชิ้น งานเชื่อมดังนั้นปริมาณความร้อนประมาณ 70 % จึงอยู่ที่ชิ้นงานอีก 30 % อยู่ที่ลวดเชื่อมดังนั้น
จะท าให้ชิ้น งานหลอมละลายได้ดีเหมาะส าหรับเชื่อมชิ้น งานหนาๆหรือต้องการการซึมลึก
รูปที่ 6.7 แสดงเครื่องเชื่อมกระแสตรงต่อขั้วตรง
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 150)
6.5.2 เครื่องเชื่อมกระแสตรงต่อกลับขั้ว (Direct Current Reverse Polarity) หรือ อิเล็กโทรด
เป็นขั้วบวก (Direct Current Electrode Positive)หัวจับลวดเชื่อมต่อเข้ากับขั้วบวกท าให้กระแสไฟไหลจาก
ชิ้นงานไปยัง ลวดเชื่อมหมายถึงเมื่อกระแสไฟออกจากเครื่องเชื่อมแล้วจะไหลผ่านชิ้นงาน เชื่อมก่อนแล้วค่อย
ผ่านไปยังลวดเชื่อมดังนั้นปริมาณความร้อนประมาณ 70 % จึงอยู่ที่ลวดเชื่อมอีก 30 % อยู่ที่ชิ้นงานดังนั้นจะ
ท าให้ลวดเชื่อมหลอมละลายได้ดีเหมาะส าหรับเชื่อมชิ้น งานบางๆหรือต้องการการเติมเนื้อโลหะบนชิ้นงาน
เชื่อม
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 7
รูปที่ 6.8 แสดงเครื่องเชื่อมกระแสตรงต่อกลับขั้ว
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 150)
6.5.3 เครื่องเชื่อมชนิดกระแสสลับ (Alternating Current Welding)
เครื่องเชื่อมกระแสสลับจะมีทรานส์ฟอร์เมอร์ (Transformers) เป็นส่วนประกอบที่ส าคัญหรือ
โดยทั่วไปเรียกว่า หม้อแปลงไฟ โดยหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformers) จะแปลงแรงเคลื่อนไฟฟ้าจาก
ภายนอกให้เป็นแรงเคลื่อนส าหรับใช้เชื่อม (Welding Voltage) หม้อแปลงนี้จะประกอบด้วย
- ขดลวดปฐมภูมิ (Primary Winding) เป็นขดลวดขนาดเล็กพันรอบแกนเหล็กจ านวนมาก ปลายทั้ง
สองข้างจะต่อเข้ากับกระแสไฟจากภายนอก เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดจะท าให้เกิดเส้นแรง
แม่เหล็กไหลวนในแกนเหล็กนั้น
- ขดลวดทุติยภูมิ (Secondary Winding) เป็นขดลวดที่มีขนาดใหญ่ และจ านวนรอบที่พันอยู่บน
แกนเหล็กน้อยกว่าขดลวดปฐมภูมิ ที่ขดลวดทุติยภูมิจะมีเส้นแรงแม่เหล็ก ซึ่งเกิดจากการเหนี่ยวน า
ของขดลวดปฐมภูมิไหลผ่านตัดกับขดลวดทุติยภูมิท าให้เกิดความต้านทานต่ า และมีกระแสสูง ซึ่ง
เราน ากระแสไฟสูงที่ได้นี้ไปใช้ในการเชื่อม ดังแสดงในรูป
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 8
รูปที่ 6.9 แสดงลักษณะภายในของเครื่องเชื่อมกระแสสลับ
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 152)
ขดลวดปฐมภูมิของหม้อแปลงจะสร้างเส้นแรงแม่เหล็กขึ้นในแกนเหล็ก และก าลังไฟฟ้าจะถูกส่งไปยัง
ด้านทุติยภูมิโดยเส้นแม่แรงเหล็ก ดังนั้น แม้ว่าจะไม่มีการใช้ก าลังไฟฟ้าเลยที่ขดลวดทุติยภูมิ ก็ยังต้องมี
กระแสที่จ่ายให้ เพื่อการสร้างสนามแม่เหล็กให้ไหลอยู่เสมอ จึงมีก าลังไฟฟ้าเล็กน้อยเสียไปตลอดเวลา ซึ่ง
เรียกกระแสสูญเสียเล็กน้อยนี้ว่า “ก าลังไฟฟ้าที่สูญเสียเมื่อไม่มีโหลด (No-Load Loss)
6.6 ลวดเชื่อมไฟฟ้า (Electrode)
ลวดเชื่อมไฟฟ้าจะท าหน้าที่เป็นตัวอาร์กกับโลหะงาน ท าให้เกิดความร้อนสูง จนกระทั่งโลหะงาน
หลอมละลาย ในขณะเดียวกันตัวมันเองก็จะหลอมละลาย และจะเติมลงบนเนื้อโลหะเชื่อมและเมื่อเย็นตัวลงจะ
แข็งตัวกลายเป็นแนวเชื่อม เพื่อให้ได้แนวเชื่อมที่แข็งแรงเนื้อโลหะรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ลวดเชื่อมและโลหะ
งานที่จะน ามาเชื่อม จะต้องเป็นโลหะชนิดเดียวกัน
ลวดเชื่อมโลหะ (Metallic Electrode) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้คือ
1. ลวดเชื่อมเปลือย (Bare Electrode)
2. ลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ (Flux Covered Electrode)
1. ลวดเชื่อมเปลือย (Bare Electrode) จะเป็นเส้นไม่มีฟลั้กซ์หุ้ม ส่วนใหญ่จะใช้ในงานเชื่อมแบบ
อัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ การป้องกันออกซิเจนจากอากาศจะใช้แก๊สเฉื่อยคลุมแนวเชื่อม ปัจจุบันมีการใช้ใน
การเชื่อมบางประเภทที่ไม่ต้องการควบคุมคุณภาพของแนวเชื่อม ซึ่งแนวเชื่อม(Bead) ที่ได้จะมีความแข็งแรง
น้อยกว่าแนวเชื่อมที่เชื่อมด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ (Flux) เนื่องจากการเชื่อมด้วยลวดเปลือย ไนโตรเจนและ
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 9
ออกซิเจนในอากาศมีโอกาสเข้าไปรวมตัวกับแนวเชื่อมได้ และน้ าโลหะที่หยดลงจะมีรูปร่างเป็นเม็ดขนาดใหญ่
รูปที่ 6.10 แสดงการเชื่อมด้วยลวดเชื่อมเปลือย
(ที่มา : นริศ ศรีเมฆ ,2545 หน้า 153)
จากรูปที่ 5.10 แสดงให้เห็นว่า ออกซิเจน จะมีส่วนช่วยในการเผาไหม้โลหะ ส่วนไนโตรเจน ที่เข้า
รวมตัวกับแนวเชื่อม เมื่อแนวเชื่อมเย็นตัวลง จะเป็นผลท าให้มีความเปราะ ความเหนียวของแนวเชื่อมจะน้อย
กว่าโลหะงาน ทนต่อการกัดกร่อนได้เล็กน้อย ไม่มีสแลก(Slag) สามารถเชื่อมได้ทุกท่าเชื่อม(All Position)
ลวดเชื่อม เปลื่อยปกติจะมีส่วนผสมของธาตุต่างๆดังนี้
คาร์บอน 0.08-0.13% แมงกานีส 0.03-0.40%
ฟอสฟอรัส 0.012-0.018% ก ามะถัน 0.026-0.028%
ซิลิคอนสูงสุดไม่เกิน 0.08-0.30%
2. ลวดเชื่อมหุ้มฟลั๊กซ์ (Flux Covered Electrode)
กรรมวิธีการเชื่อมโลหะด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ มีองค์ประกอบที่ส าคัญในการเชื่อม คือ ลวด
เชื่อม ซึ่งเป็นแท่งโลหะหุ้มไว้ด้วยฟลักซ์ เพื่อสร้างแก๊สปกคลุมด้วยตัวเอง ท าให้การอาร์กสม่ าเสมอและ
ปรับปรุงคุณภาพของแนวเชื่อมให้ดีขึ้น ซึ่งมีส่วนประกอบ ดังแสดงในรูป
รูปที่ 6.10 แสดงสัญลักษณ์บนลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์และการระบุขนาด
ที่มา: http://www.supradit.com/contents/metal/Data/5/3.html
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 10
โครงสร้างของลวดเชื่อมนี้ประกอบด้วย แกนลวดและฟลั้กซ์ที่หุ้มแกนลวด ฟลั้กซ์ที่หุ้มจะมีส่วนผสม
ต่างๆ เช่น ใยแร่เฟลด์สปาร์ ไทเทเนียมไดออกไซด์ ไมกา อะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียม
คาร์บอเนต เป็นต้น
รูปที่ 6.11 แสดงลักษณะโครงสร้างลวดเชื่อมหุ้มฟลั้กซ์
ที่มา: http://www.supradit.com/contents/metal/Data/5/3.html
หน้าที่ของฟลักซ์ (Function of Flu)
1. ป้องกันบรรยากาศภายนอกมารวมตัวกับโลหะแนวเชื่อมขณะท าการเชื่อม
2. ขจัดออกไซด์ และสิ่งสกปรกออกจากน้ าโลหะเชื่อม
3. กลายเป็นสแลกปกคลุมแนวเชื่อมเพื่อป้องกันการรวมตัวของออกซิเจนกับแนวเชื่อม
4. มีธาตุที่ท าให้อาร์คคงที่สม่ าเสมอ
5. มีธาตุผสมช่วยท าให้แนวเชื่อมมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
6. มีผงเหล็ก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลวดเชื่อม
7. ท าให้เชื่อมต าแหน่งท่าต่าง ๆ ได้สะดวก และเพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อม
8. สแลกปกคลุมแนวเชื่อมท าให้แนวเชื่อมเย็นลงอย่างช้า ๆ เป็นผลดีทางโลหะวิทยา
9. ท าให้แนวเชื่อมมีประสิทธิภาพ ได้รูปร่างที่ดี และการซึมลึกสมบูรณ์ถูกต้อง
10. ช่วยลดการกระเด็นของเม็ดโลหะ
คุณสมบัติของฟลั๊กซ์ที่ดี
1. มีความถ่วงจ าเพาะต่ า เพื่อให้สามารถลอยตัวขึ้นมาจากน้ าโลหะเหลวได้
2. จะต้องมีอุณหภูมิการหลอมละลายเมื่อเกิดการอาร์ก
3. เมื่อหลอมละลายจะเกิดกลุ่มควันซึ่งเป็นแก๊สชนิดหนึ่ง เพื่อป้องกันและขับไล่แก๊สจากภายนอก
ไม่ให้เข้าไปท าให้เกิดผลเสียต่อแนวเชื่อม
4. ต้องหุ้มแกนลวดได้แน่น ไม่แตกหรือหลุดจากแกนลวดได้ง่าย
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 11
มาตรฐานของลวดเชื่อม (Standard of Electrode)
ประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมจะก าหนดมาตรฐานการผลิตลวดเชื่อม เพื่อควบคุมคุณภาพและเป็นมาตรฐาน
ในการใช้งาน ตัวอย่างมาตรฐานประเทศต่าง ๆ เช่น
AWS เป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา ย่อมาจากค าว่า American Welding Society
JIS เป็นมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น ย่อมาจากค าว่า Japanese Industry Standard
DIN เป็นมาตรฐานของประเทศเยอรมัน
มอก. 49 – 2516 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับลวดเชื่อมหุ้มฟลั้กซ์ของไทย
มาตรฐานลวดเชื่อมไฟฟ้าหุ้มฟลั้กซ์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ แยกตามรหัสสี กับแยกตามรหัสตัวอักษรและ
ตัวเลขแยกตามรหัสสีโดยใช้สีท าเครื่องหมายที่ส่วนปลายของลวดเชื่อม เช่น ลวดเชื่อม E 6010 จะไม่มีสี
ลวดเชื่อม E 6011 จะมีสีฟ้า ลวดเชื่อม E 6012 จะมีสีขาว ลวดเชื่อม E 6013 จะมีสีน้ าตาลแยกตามรหัสตัว
อักษรและตัวเลข เช่นตามมาตรฐาน AWS ของประเทศอเมริกาจะก าหนดโดยมีรายละเอียดดังตัวอย่างลวด
เชื่อม E 6013 จะให้ความหมายดังนี้
มาตรฐานลวดเชื่อมแก๊สตาม AWS
มาตรฐานสมาคมการเชื่อมอเมริกัน (American Welding Society ; AWS) ได้จัดกลุ่มลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์
ส าหรับเชื่อมเหล็กชนิดต่างๆ เช่นกลุ่ม A5.1 ส าหรับงานเชื่อมเหล็กกล้าละมุนและเหล็กกล้าโครงสร้างซึ่งได้
ก าหนดเป็นรหัสตัวอักษรผสมตัวเลข ดังนี้ AWS A5.1 – 91 E XX XX ซึ่งมีความหมายดังนี้
A 5.1 หมายถึง กลุ่มลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ส าหรับเชื่อมเหล็กกล้าละมุน
91 หมายถึง ปีที่ก าหนดมาตรฐาน
E (Electrode) หมายถึง ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์
XX หมายถึง ค่าความต้านทานแรงดึงต่ าสุด มีหน่วยเป็นปอนด์ต่อตารางนิ้ว(PSI)คูณค่าคงที่ (1,000)
X หมายถึง ต าแหน่งท่าเชื่อม
X หมายถึง สมบัติต่าง ๆ ของลวดเชื่อม , กระแสไฟ , การอาร์ก ,การกินลึกและชนิดของฟลักซ์
ตัวอย่าง ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ในกลุ่ม A5.1 – 91 ได้แก่
E 6010 เป็นลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์เซลลูโลสค่าความต้านทานแรงดึงต่ าสุด 60,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
(60) เชื่อมได้ทุกต าแหน่ง (1) ใช้กระแสไฟเชื่อม DCEP (Direct Current Electrode Positive) การอาร์
กรุนแรงกินลึกสูง
E 6013 เป็นลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์รูไทล์ ค่าความต้านทานแรงดึงต่ าสุด 60,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
(60) เชื่อมได้ทุกต าแหน่ง (1) ใช้กระแสไฟเชื่อม AC และ DCEP และ DCEN การอาร์กนิ่ม การกินลึกน้อย
E 7016 เป็นลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ต่างค่าความเค้นแรงดึงต่ าสุด 70,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว (70)
เชื่อมได้ทุกต าแหน่ง (1) ใช้กระแสไฟเชื่อม AC และ DCEP การอาร์กปานกลางการกินลึกปานกลาง
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 12
ตัวเลขต าแหน่งสุดท้ายจะแสดงสมบัติต่างๆ ของลวดเชื่อมดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 6.1 แสดงความหมายต่างๆ ของตัวเลขต าแหน่งสุดท้าย
มาตรฐานประเทศไทย (Thai Industrail Stundard ; TIS)
ส านักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมได้ก าหนดมาตรฐานลวดเชื่อมหุ้ม
ฟลักซ์ไว้ ดังนี้
มอก. 49 – 2538 ส าหรับงานเชื่อมเหล็กกล้าละมุนตามรหัส ดังนี้
E XX XB X X มีความหมายดังนี้
E หมายถึง ลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์
XX หมายถึง ความต้านทานแรงดึงของเนื้อโลหะเชื่อม
X หมายถึง ค่าความต้านทานแรงกระแทก , ความยืดหยุ่นของเนื้อโลหะเชื่อม
B หมายถึง ชนิดของฟลักซ์
X หมายถึง ต าแหน่งท่าเชื่อม
X หมายถึง กระแสไฟเชื่อม
ตัวอย่างลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ในกลุ่ม มอก. 49 – 2538 ได้แก่
E 43 2R 13 เป็นลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์รูไทล์ เนื้อโลหะเชื่อมมีสมบัติทางกล ดังนี้
ความต้านทานต่อแรงดึง 430 – 510 เมกาปาสกาล (43) ความยืด 22% ความต้านทานแรงกระแทกที่
28 จูลา ณ อุณหภูมิ 00C (2) เชื่อมได้ทุกต าแหน่ง (1) ใช้กระแสไฟเชื่อม DCEP (3)
ส าหรับตัวเลขทั้ง 4 กลุ่มนั้น จะแสดงสมบัติต่าง ๆ ของลวดเชื่อม
รหัสวิชา
วิชา งานเชื่อมและโลหะแผ่นเบื้องต้น ใบเนื้อหา
2100 - 1005
เรื่อง งานเชื่อมไฟฟ้า สัปดาห์ที่ 9-10-11-12 แผ่นที่ 13
ตารางที่ 6.2 แสดงความหมายของตัวเลขคู่แรก
ตารางที่ 6.3 แสดงความหมายของตัวเลขตัวที่ 3
ตารางที่ 6.4 แสดงความหมายของชนิดของฟลักซ์
ตารางที่ 6.5 แสดงความหมายของต าแหน่งท่าเชื่อม