The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ศิลปะไทย สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และผู้สนใจทั่วไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirada praebaisri, 2021-04-22 10:15:53

ศิลปะไทย

เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ศิลปะไทย สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และผู้สนใจทั่วไป

Keywords: ศิลปะไทย

เอกสารประกอบการสอน

รายวชิ า 110133136

ศTลิ hปaะi ไAทrtย

จิรดา แพรใบศรี

คณะสถาปตั ยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยพี ระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2558

เอกสารประกอบการสอน

รายวิชา 110133136 ศิลปะไทย

จริ ดา แพรใบศรี
ค.อ.ม.(เทคโนโลยีผลิตภณั ฑ์อตุ สาหกรรม)

คณะสถาปตั ยกรรมและการออกแบบ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกลา้ พระนครเหนอื

2558



คานา

เอกสารประกอบการสอนรายวิชา ศิลปะไทย รหัสวิชา 110133136 ได้เรียบเรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ
ตง้ั แตป่ ีการศึกษา 2552 และได้มกี ารปรบั ปรุงแก้ไขเพอ่ื ใหม้ ีความเหมาะสมกับการจดั การเรยี นการสอนในระดับ
ปริญญาตรี สาขาวิชาศิลปประยุกต์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา้ พระนครเหนือ โดยวัตถุประสงค์ของรายวิชาเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านศิลป
ประยุกต์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้มีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างขั้นพื้นฐานของงานศิลปะไทย
ลักษณะเฉพาะของลายไทย มีทักษะในการเลือกใช้ลวดลายไทยได้อย่างเหมาะสมกับงานแต่ละประเภท มี
ความสามารถนาลวดลายไทยมาประยกุ ต์ใชใ้ นการออกแบบ

อนึ่งเอกสารประกอบการสอนน้ีมีเน้ือหาครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ของรายวิชา โดยจาแนกเนื้อหา
ออกเป็น 15 หัวข้อเร่ือง ยกตัวอย่างเช่น ความรู้พ้ืนฐานของศิลปะไทย ลายกระหนก ลายกระจัง เคร่ืองลาย
ประกอบ ลายบัว สีในงานศิลปะไทย ศิลปะไทยในงานสถาปัตยกรรม ศิลปะไทยในงานหัตถกรรมและ
เคร่อื งใช้ เปน็ ต้น

ท้ายสุดนี้ผู้แต่งขอขอบพระคุณนักวิชาการทางด้านศิลปะไทย ซึ่งผู้แต่งได้นาเอาสาระสาคัญท่ีเกี่ยวข้อง
มาใชใ้ นการเรยี บเรยี งและอ้างอิงในเอกสารประกอบการสอนฉบับน้ี ขอขอบพระคุณผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องทุกท่าน
อาทิ บิดา ครู อาจารย์ และกัลยาณมติ ร ทไ่ี ดช้ ว่ ยเหลอื ช้แี นะ จนกระทง่ั เอกสารฉบบั น้ีมีความสมบูรณ์ อนึง่ หาก
มขี ้อเสนอแนะประการใด ผู้แตง่ ยินดีนอ้ มรับคาแนะนา และขอขอบพระคณุ มา ณ โอกาสน้ี

จิรดา แพรใบศรี
ธันวาคม 2558

สารบัญ ค

คานา หน้า
สารบัญ
สารบัญภาพ ก
สารบัญตาราง ค
แผนการสอนประจาวชิ า ซ
แผนการสอนประจาบทที่ 1 ฏ
บทที่ 1 ความรู้พ้ืนฐานของศลิ ปะไทย ฐ
1
ความสาคัญของศลิ ปะไทย 3
ศิลปะไทยในประวัตศิ าสตร์ 3
ความหมายของลายไทย 4
การจาแนกลักษณะของลายไทย 6
ท่ีมาของชือ่ ลายไทย 7
กาเนิดลายไทย 10
ลักษณะโครงรา่ งของลายไทย 10
ลกั ษณะการนาลายไทยไปใช้ 13
15
สรุป
15
กิจกรรมท้ายบท
15
เอกสารอา้ งองิ
17
แผนการสอนประจาบทที่ 2
บทท่ี 2 ลายกระหนก 19
21
ความเป็นมาของลายกระหนก 21
รูปแบบของลายกระหนก 21
การนาลายกระหนกไปใช้ 25
สรปุ 26
กิจกรรมทา้ ยบท 26
เอกสารอ้างอิง 28
แผนการสอนประจาบทที่ 3 29
บทท่ี 3 ลายกระจงั 31
ความเป็นมาของลายกระจงั 31
รูปแบบของลายกระจงั 31
การนาลายกระจงั ไปใช้ 33
สรุป 36
กจิ กรรมท้ายบท 36

สารบัญ (ต่อ) ง

เอกสารอา้ งอิง หน้า
แผนการสอนประจาบทท่ี 4
บทท่ี 4 กลมุ่ ลายหา้ มลาย ออกลาย 38
39
ความเปน็ มาของกลมุ่ ลายหา้ มลาย ออกลาย 41
รปู แบบของกลมุ่ ลายห้ามลาย ออกลาย 41
การนากลุ่มลายห้ามลาย ออกลายไปใช้ 41
สรุป 43
กิจกรรมทา้ ยบท 45
เอกสารอา้ งองิ 45
แผนการสอนประจาบทที่ 5 47
บทที่ 5 เคร่อื งประกอบลาย 49
ความเปน็ มาของเครื่องประกอบลาย 51
รูปแบบของเคร่ืองประกอบลาย 51
การนาเครือ่ งประกอบลายไปใช้ 51
หลกั การผกู ลาย 53
สรุป 54
กจิ กรรมท้ายบท 55
เอกสารอ้างองิ 56
แผนการสอนประจาบทท่ี 6 57
บทที่ 6 ลายลูกฟกั -หน้ากระดาน 59
ความเปน็ มาของลายลูกฟกั -หนา้ กระดาน 61
รูปแบบของลายลูกฟัก-หนา้ กระดาน 61
การนาลายลกู ฟัก-หน้ากระดานไปใช้ 61
สรปุ 63
กจิ กรรมทา้ ยบท 64
เอกสารอ้างอิง 64
แผนการสอนประจาบทที่ 7 66
บทที่ 7 กล่มุ ลายตอ่ เนอ่ื งหน้ากระดาน 67
ความเป็นมาของกลมุ่ ลายต่อเนือ่ งหนา้ กระดาน 69
รปู แบบของกลุม่ ลายต่อเนอ่ื งหน้ากระดาน 69
การนากลุม่ ลายต่อเนื่องหน้ากระดานไปใช้ 69
สรปุ 73
กิจกรรมท้ายบท 73
74

สารบัญ (ตอ่ ) จ

เอกสารอ้างอิง หน้า
แผนการสอนประจาบทท่ี 8
บทที่ 8 กลุ่มลายผืน 75
77
รปู แบบของกลมุ่ ลายผนื 79
การนากล่มุ ลายผนื ไปใช้ 79
สรุป 82
กจิ กรรมกลุม่ 83
กิจกรรมทา้ ยบท 84
เอกสารอ้างองิ 84
แผนการสอนประจาบทท่ี 9 86
บทท่ี 9 กลมุ่ ลายประกอบพน้ื ท่ี 87
รปู แบบของกลุม่ ลายประกอบพน้ื ท่ี 89
การนากลมุ่ ลายประกอบพนื้ ท่ีไปใช้ 89
สรุป 92
กจิ กรรมทา้ ยบท 95
เอกสารอ้างองิ 95
แผนการสอนประจาบทท่ี 10 97
บทท่ี 10 ลายบัว 99
ความเปน็ มาของลายบัว 101
รปู แบบของลายบวั 101
การนาลายบวั ไปใช้ 102
สรุป 104
กิจกรรมกลมุ่ 107
กจิ กรรมทา้ ยบท 107
เอกสารอา้ งอิง 107
แผนการสอนประจาบทท่ี 11 109
บทท่ี 11 สีในงานศิลปะไทย 111
ความเป็นมาของสีในงานศิลปะไทย 113
ลักษณะการใช้สใี นงานศลิ ปะไทย 113
หมสู่ ีในงานศลิ ปะไทย 113
ชอื่ เรยี กสีในงานศิลปะไทย 113
สรปุ 115
กิจกรรมกล่มุ 117
117

สารบัญ (ตอ่ ) ฉ

กจิ กรรมทา้ ยบท หน้า
เอกสารอา้ งอิง
แผนการสอนประจาบทที่ 12 117
บทที่ 12 ศิลปะไทยในงานจติ รกรรม 119
121
ลกั ษณะของงานจิตรกรรมไทย 123
ประเภทของงานจิตรกรรมไทย 123
เน้อื หาในงานจิตรกรรมไทย 124
สรุป 126
กจิ กรรมกลุ่ม 129
กจิ กรรมท้ายบท 129
เอกสารอา้ งอิง 129
แผนการสอนประจาบทท่ี 13 131
บทที่ 13 ศิลปะไทยในงานหัตถกรรมและเคร่อื งใช้ 133
ความเปน็ มาของงานประณีตศิลปแ์ ละเครื่องใช้ของไทย 135
รูปแบบของงานประณตี ศลิ ปแ์ ละเครอ่ื งใชข้ องไทย 135
สรุป 137
กจิ กรรมท้ายบท 143
เอกสารอา้ งองิ 144
แผนการสอนประจาบทท่ี 14 145
บทท่ี 14 ศิลปะไทยในงานสถาปตั ยกรรม 147
ความเปน็ มาของงานสถาปัตยกรรมไทย 149
รูปแบบของงานสถาปัตยกรรมไทย 149
องคป์ ระกอบในงานสถาปตั ยกรรมไทย 149
อธิบายองค์ประกอบในงานสถาปตั ยกรรมไทย 154
สรปุ 155
กจิ กรรมท้ายบท 164
เอกสารอ้างอิง 164
แผนการสอนประจาบทที่ 15 166
บทท่ี 15 การประยกุ ตง์ านศิลปะไทยในการออกแบบผลิตภัณฑ์ 167
ลายไทยกบั การออกแบบ 169
หลักการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ 169
หลกั การใช้ศลิ ปะไทยในงานออกแบบ 172
รปู แบบการนาศลิ ปะลายไทยมาประยุกตใ์ ช้ในการออกแบบผลิตภณั ฑ์ 172
สรปุ 175
176

กจิ กรรมท้ายบท ช
เอกสารอา้ งอิง
บรรณานุกรม 176
178
179

สารบญั ภาพ ซ

ภาพที่ หน้า

ภาพท่ี 1.1 แผนภมู ิแม่บทการเขียนภาพไทย 7
ภาพที่ 1.2 กระหนก : หมวดลายกระหนก 8
ภาพท่ี 1.3 นารี : หมวดภาพไทย 8
ภาพท่ี 1.4 กระบี่ : หมวดภาพไทย 9
ภาพที่ 1.5 คชะ : หมวดภาพไทย 9
ภาพที่ 1.6 กาเนิดลายไทย 12
ภาพที่ 1.7 เสน้ ตรง 13
ภาพท่ี 1.8 เส้นเฉยี ง 13
ภาพท่ี 1.9 เส้นโค้ง 13
ภาพท่ี 1.10 เส้นวงกลม 13
ภาพท่ี 1.11 เสน้ กนั หรอื เสน้ กาฬ 13
ภาพท่ี 1.12 เสน้ รปู 13
ภาพท่ี 1.13 เสน้ แร 13
ภาพท่ี 1.14 เสน้ สะบดั 13
ภาพที่ 1.15 เส้นบาก 13
ภาพที่ 1.16 ลกั ษณะโครงรา่ งลาย 14
ภาพที่ 1.17 ลกั ษณะการแบง่ โครงรา่ งลาย 14
ภาพท่ี 1.18 โครงรา่ งลายรปู ทรงตา่ งๆ 16
ภาพที่ 2.1 ลายกระหนกตัวเดียว 22
ภาพท่ี 2.2 ลายกระหนกสามตัว 22
ภาพที่ 2.3 ลายกระหนกแมล่ าย 23
ภาพท่ี 2.4 ลายกระหนกต่างๆ 24
ภาพที่ 2.5 การนาลายกระหนกไปใช้ 25
ภาพที่ 2.6 ผลงานการเขียนลายกระหนก 27
ภาพท่ี 3.1 ลายกระจงั 32
ภาพที่ 3.2 กระจงั หยวก 33
ภาพที่ 3.3 วิธีการวางลายกระจงั 34
ภาพท่ี 3.4 การนาลายกระจังไปใช้ 34
ภาพที่ 3.5 งานแทงหยวก 35
ภาพที่ 3.6 ผลงานการเขียนลายกระจงั 37
ภาพท่ี 4.1 ลายประจายาม 42
ภาพที่ 4.2 ลายพุม่ ทรงขา้ วบณิ ฑ์ 42
ภาพที่ 4.3 ลายหน้าขบ 43

สารบัญภาพ (ต่อ) ฌ

ภาพที่ 4.4 การนาลายประจายามไปใช้ หน้า
ภาพท่ี 4.5 การนาลายพมุ่ ทรงขา้ วบิณฑ์ไปใช้
ภาพที่ 4.6 การนาลายหน้าขบไปใช้ 44
ภาพท่ี 4.7 ผลงานการเขยี นลายพมุ่ ทรงข้าวบิณฑ์ ลายหนา้ ขบ 44
ภาพที่ 5.1 นกคาบ 45
ภาพที่ 5.2 กาบ 46
ภาพท่ี 5.3 ชอ่ กระหนก 52
ภาพที่ 5.4 การนาเครือ่ งประกอบลายไปใช้ 52
ภาพท่ี 5.5 ลักษณะของเถาหรอื กา้ นกอ่ นท่จี ะมาเปน็ กา้ นขด 53
ภาพที่ 5.6 ลกั ษณะกา้ นและวิธีแตกลาย 53
ภาพท่ี 5.7 ลักษณะการแตกชอ่ ลายและผกู เถาลาย 54
ภาพที่ 5.8 ผลงานการเขียนเคร่ืองประกอบลาย 55
ภาพท่ี 6.1 ลายหน้ากระดาน 55
ภาพที่ 6.2 ลายลกู ฟกั 56
ภาพที่ 6.3 การนาลายหนา้ กระดานไปใช้ 62
ภาพท่ี 6.4 การนาลายลกู ฟกั ไปใช้ 62
ภาพท่ี 6.5 ผลงานกรอบกระจกเงา 63
ภาพท่ี 7.1 ลายรักร้อย 63
ภาพท่ี 7.2 ลายกา้ นต่อดอก 65
ภาพที่ 7.3 ลายเกลียว 69
ภาพที่ 7.4 ลายเครือเถา 70
ภาพท่ี 7.5 ลายกา้ นขด 70
ภาพที่ 7.6 ลายเข้มขาบ 71
ภาพที่ 7.7 ลายน่องสงิ หแ์ ละแข้งสงิ ห์ 71
ภาพที่ 7.8 ลายประแจจนี ลายสวัสดิกะ 72
ภาพที่ 7.9 การนากลุ่มลายต่อเน่อื งหนา้ กระดานไปใช้ 72
ภาพที่ 7.10 ผลงานกรอบรูป 73
ภาพที่ 8.1 ลายดอกลอย 73
ภาพท่ี 8.2 ลายโคม 74
ภาพที่ 8.3 ลายราชวตั ร 79
ภาพท่ี 8.4 ลายแกว้ ชิงดวง 80
ภาพท่ี 8.5 ลายเฉลว 80
ภาพท่ี 8.6 ลายเกราะเพชร 81
ภาพที่ 8.7 ลายดอกลอยในลกั ษณะตา่ งๆ 81
82
82

สารบญั ภาพ (ต่อ) ญ

ภาพท่ี 8.8 ลายแกว้ ชงิ ดวงในผา้ ทอ หนา้
ภาพท่ี 8.9 ลายเกราะเพชรบนเสอ้ื ตวั ภาพยกั ษ์ จติ รกรรมฝาผนังวดั พระแกว้
ภาพท่ี 8.10 ลายราชวตั รในลกั ษณะตา่ งๆ 83
ภาพที่ 8.11 ผลงานปกสมดุ 83
ภาพที่ 9.1 ลายกาบ 83
ภาพที่ 9.2 ลักษณะตัวลายดาวท่ใี ชใ้ นงานสถาปัตยกรรม 85
ภาพท่ี 9.3 ลายดาว 89
ภาพที่ 9.4 ลายกรวยเชงิ 90
ภาพที่ 9.5 ลายเฟื่อง 90
ภาพที่ 9.6 ลายสาหรา่ ยรวงผงึ้ 91
ภาพท่ี 9.7 การนาลายกาบไปใช้ 91
ภาพท่ี 9.8 การนาลายดาวไปใช้ 92
ภาพท่ี 9.9 การนาลายกรวยเชิงไปใช้ 93
ภาพท่ี 9.10 การนาลายเฟอ่ื งไปใช้ 93
ภาพท่ี 9.11 การนาลายสาหรา่ ยรวงผ้ึงไปใช้ 94
ภาพท่ี 9.12 ผลงานการด์ 94
ภาพที่ 10.1 ดอกบัวบ่อเกดิ แห่งลายไทย 95
ภาพที่ 10.2 ภาพลายเสน้ ลายบัวแบบต่างๆ 96
ภาพที่ 10.3 การนาลายบัวไปใช้ 101
ภาพท่ี 10.4 การนาลายบัวไปใช้ 103
ภาพท่ี 10.5 การนาลายบวั ไปใช้ 105
ภาพท่ี 10.6 ผลงานโคมเทียน 106
ภาพท่ี 11.1 ตวั อยา่ งโครงสีเอกรงค์ 106
ภาพที่ 11.2 โทนสไี ทย 108
ภาพที่ 11.3 ผลงานการผสมโทนสไี ทย 116
ภาพที่ 12.1 ภาพจติ รกรรมลายเส้น 117
ภาพที่ 12.2 ภาพจติ รกรรมสเี ดยี ว 118
ภาพที่ 12.3 ภาพจติ รกรรมหลายสี 124
ภาพที่ 12.4 หมวดท่ีเก่ยี วกับพระพทุ ธศาสนา 125
ภาพที่ 12.5 หมวดทีเ่ กี่ยวกับพระราชพธิ ขี องพระมหากษตั รยิ ์ 125
ภาพที่ 12.6 หมวดทเี่ กีย่ วกับวรรณคดีและวรรณกรรม 126
ภาพที่ 12.7 หมวดเบด็ เตล็ด 127
ภาพที่ 12.8 ตวั อยา่ งปฏทิ ินต้ังโตะ๊ 128
ภาพที่ 13.1 เครอื่ งเงิน 128
130
137

สารบญั ภาพ (ตอ่ ) ฎ

ภาพท่ี 13.2 เคร่อื งทอง หนา้
ภาพท่ี 13.3 เครอ่ื งถม
ภาพท่ี 13.4 เครื่องมกุ 138
ภาพที่ 13.5 ไม้แกะสลัก 139
ภาพท่ี 13.6 เครื่องป้ันดนิ เผา 140
ภาพที่ 13.7 งาชา้ งแกะสลกั 141
ภาพที่ 13.8 ผลงานกระปุก 142
ภาพท่ี 14.1 พระทน่ี ง่ั จกั รีมหาปราสาท 143
ภาพที่ 14.2 มณฑปวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม 144
ภาพท่ี 14.3 พระอุโบสถ 149
ภาพที่ 14.4 พระวิหาร 150
ภาพท่ี 14.5 พระเจดีย์ 151
ภาพท่ี 14.6 พระปรางค์ 151
ภาพท่ี 14.7 พระเมรุ 152
ภาพที่ 14.8 รปู แบบปราสาทเผาศพ กลมุ่ ชา่ งมอญประเทศไทย 153
ภาพที่ 14.9 รปู แบบปราสาทเผาศพ กลุ่มชา่ งมอญประเทศพมา่ 153
ภาพที่ 14.10 องคป์ ระกอบพระอุโบสถ 154
ภาพที่ 14.11 องค์ประกอบพระอโุ บสถ 154
ภาพท่ี 14.12 องค์ประกอบเจดยี ์กลม 157
ภาพท่ี 14.13 องคป์ ระกอบเจดยี เ์ หล่ยี ม 158
ภาพที่ 14.14 องคป์ ระกอบพระปรางค์ 160
ภาพที่ 14.15 ผลงานซุม้ ตั้งพระพุทธรูป/พระธาตุ 161
ภาพท่ี 15.1 ประเภทงานวจิ ิตรศิลป์ 163
ภาพท่ี 15.2 งานพาณิชศลิ ป์ ประเภทงานประยุกต์ศิลป์ 165
ภาพท่ี 15.3 งานหัตถกรรม ประเภทงานประยกุ ตศ์ ลิ ป์ 169
ภาพที่ 15.4 ลายขนาดดา่ งๆ 170
ภาพที่ 15.5 การจดั วางลาย 171
ภาพท่ี 15.6 การใชส้ ีในการดั เสน้ 173
ภาพท่ี 15.7 รปู แบบการนาศิลปะลายไทยมาประยุกต์ใชใ้ นการออกแบบผลติ ภณั ฑ์ 174
ภาพที่ 15.8 รปู แบบการนาศลิ ปะลายไทยมาประยกุ ตใ์ ช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ 175
ภาพที่ 15.9 ผลงานผลติ ภัณฑจ์ ากลวดลายไทย 175
176
177

สารบัญตาราง ฏ

ตารางท่ี หน้า
4
ตารางท่ี 1.1 ช่วงยุคศิลปะไทยในประวตั ิศาสตร์ 115
ตารางที่ 11.1 การผสมสที ใ่ี ช้ในงานศิลปะไทย 155
ตารางท่ี 14.1 อธบิ ายองคป์ ระกอบพระอโุ บสถ 159
ตารางที่ 14.2 อธบิ ายองคป์ ระกอบเจดีย์ 162
ตารางที่ 14.3 อธิบายองค์ประกอบพระปรางค์



ผนการสอนประจาวิชา

รหัสวิชา 110133136
รายวิชา ศลิ ปะไทย (Thai Art)
หน่วยกิต 3(2-2-5)

คาอธิบายรายวิชา
กาเนดิ ท่ีมาของลวดลายไทย ความสัมพันธ์ของแบบอย่างและลกั ษณะเฉพาะของลายไทยประเภท

ตา่ งๆกบั ความเหมาะสมในการนาไปใชอ้ อกแบบ แบบอย่างศลิ ปะไทยในวัตถุ สง่ิ ของ เคร่ืองใช้ ครุภัณฑ์และ
สถาปัตยกรรมสมัยตา่ งๆ การวาดเสน้ อสิ ระ การเขียนแบบออกแบบลายไทย การประยุกต์ใชล้ ายไทยในการ
ตกแต่ง

วตั ถปุ ระสงคท์ ั่วไป
1. เพอ่ื ให้นกั ศกึ ษามคี วามรคู้ วามเข้าใจโครงสรา้ งพืน้ ฐานของศิลปะไทย ลกั ษณะเฉพาะของลายไทย
2. เพื่อให้นักศึกษามที กั ษะในการเลือกใชล้ วดลายไทยไดอ้ ย่างเหมาะสมกับงานแต่ละประเภท
3. เพ่ือให้นักศกึ ษาสามารถนาลวดลายไทยมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ

เน้อื หา

สปั ดาห์ที่ เนื้อหา ชว่ั โมง
1 บทที่ 1 ความรพู้ นื้ ฐานทางศิลปะไทย 4
2 บทที่ 2 ลายกระหนก 4
3 บทที่ 3 ลายกระจงั 4
4 บทท่ี 4 กลมุ่ ลายห้ามลาย ออกลาย 4
5 บทที่ 5 เครื่องประกอบลาย 4
6 บทที่ 6 ลายลกู ฟัก-หน้ากระดาน 4
7 บทที่ 7 กลุ่มลายหน้ากระดานต่อเน่อื ง 4
8 บทท่ี 8 กลมุ่ ลายผืน 4
9 บทที่ 9 กลมุ่ ลายประกอบพืน้ ท่ี 4
10 บทท่ี 10 ลายบัว 4
11 บทที่ 11 สีในงานศิลปะไทย 4
12 บทที่ 12 ศิลปะไทยในงานจิตรกรรม 4
13 บทท่ี 13 ศิลปะไทยในงานประณีตศลิ ป์และเครือ่ งใช้ของไทย 4
14 บทท่ี 14 ศลิ ปะไทยในงานสถาปตั ยกรรม 4
15 บทท่ี 15 การประยกุ ตง์ านศิลปะไทยในการออกแบบผลติ ภัณฑ์ 4

โครงสรา้ งแผนการสอนรายสปั ดาห์ ฑ

สัปดาห์ท่ี รายการสอน จานวนช่วั โมง
4
1 เรอ่ื ง ความรู้พนื้ ฐานทางศลิ ปะไทย
4
1. แนะนารายวิชา 4
4
2. แนะนาวธิ กี ารเรียน 4

3. รายละเอียดเกี่ยวกบั แผนการสอน การวดั และประเมนิ ผล 4

4. ความสาคัญของศิลปะไทย

5. ศลิ ปะไทยในประวตั ิศาสตร์

6. ความหมายของลายไทย

7. การจาแนกลกั ษณะของลายไทย

8. ท่ีมาของชอ่ื ลายไทย

9. กาเนดิ ลายไทย

10. ลกั ษณะโครงรา่ งของลายไทย

11. ลักษณะการนาลายไทยไปใช้

2 เรอื่ ง ลายกระหนก

1. ความเปน็ มาของลายกระหนก

2. รูปแบบของลายกระหนก

3. การนาลายกระหนกไปใช้

3 เรอ่ื ง ลายกระจงั

1. ความเป็นมาของลายกระจัง

2. รูปแบบของลายกระจัง

3. การนาลายกระจงั ไปใช้

4 เร่อื ง กลมุ่ ลายหา้ มลาย ออกลาย

1. ความเป็นมาของกลุ่มลายหา้ มลาย ออกลาย

2. รปู แบบของกลมุ่ ลายห้ามลาย ออกลาย

3. นากลุ่มลายห้ามลาย ออกลายไปใช้

5 เรื่อง เคร่ืองประกอบลาย

1. ความเป็นมาของเครอื่ งประกอบลาย

2. รปู แบบของเครอื่ งประกอบลาย

3. การนาเครอื่ งประกอบลายไปใช้

4. หลักการผูกลาย

6 เรื่อง ลายลกู ฟกั -หน้ากระดาน
1. ความเปน็ มาของลายลูกฟกั -หน้ากระดาน
2. รปู แบบของลายลูกฟัก-หนา้ กระดาน
3. การนาลายลูกฟัก-หน้ากระดานไปใช้

โครงสร้างแผนการสอนรายสปั ดาห(์ ต่อ) ฒ

สปั ดาห์ที่ รายการสอน จานวนช่วั โมง
4
7 เรอื่ ง กลุม่ ลายหนา้ กระดานต่อเนอ่ื ง
4
1. ความเปน็ มาของกลมุ่ ลายตอ่ เนื่องหน้ากระดาน 4
4
2. รูปแบบของกลมุ่ ลายตอ่ เน่ืองหนา้ กระดาน
4
3. การนากลมุ่ ลายต่อเนอ่ื งหน้ากระดานไปใช้
4
8 เรือ่ ง กลุ่มลายผืน
4
1. รปู แบบของกลมุ่ ลายผืน 4

2. การนากลุ่มลายผนื ไปใช้ 4

9 เรื่อง กลุ่มลายประกอบพน้ื ที่

1. รปู แบบของกลุม่ ลายประกอบพ้ืนที่

2. การนากลุ่มลายประกอบพ้ืนที่ไปใช้

10 เรอื่ ง ลายบัว

1. ความเปน็ มาของลายบวั

2. รูปแบบของลายบัว

3. การนาลายบวั ไปใช้

11 เรื่อง สีในงานศิลปะไทย

1. ความเป็นมาของสใี นงานศิลปะไทย

2. ลักษณะการใชส้ ใี นงานศลิ ปะไทย

3. หมสู่ ีในงานศิลปะไทย

4. ชือ่ เรยี กสใี นงานศลิ ปะไทย

12 เรอ่ื ง ศลิ ปะไทยในงานจติ รกรรม

1. ลักษณะของงานจติ รกรรมไทย

2. ประเภทของงานจติ รกรรมไทย

3. เน้ือหาในงานจิตรกรรมไทย

13 เรื่อง ศลิ ปะไทยในงานประณีตศลิ ป์และเครอ่ื งใชข้ องไทย

1. ความเปน็ มาของงานประณีตศลิ ป์และเครอื่ งใชข้ องไทย

2. รปู แบบของงานประณตี ศิลปแ์ ละเคร่อื งใชข้ องไทย

14 เรื่อง ศิลปะไทยในงานสถาปัตยกรรม

1. ความเป็นมาของงานสถาปตั ยกรรมไทย

2. รปู แบบของงานสถาปัตยกรรมไทย

3. องคป์ ระกอบในงานสถาปัตยกรรมไทย

4. อธบิ ายองค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรมไทย

15 เรื่อง การประยุกตง์ านศลิ ปะไทยในการออกแบบผลติ ภณั ฑ์

1. ลายไทยกบั การออกแบบ

2. หลักการออกแบบผลติ ภณั ฑ์

สัปดาหท์ ่ี โครงสรา้ งแผนการสอนรายสัปดาห(์ ต่อ) ณ

รายการสอน จานวนชั่วโมง
3. หลกั การใช้ศลิ ปะลายไทยในงานออกแบบ
4. รูปแบบการนาศลิ ปะลายไทยมาประยุกต์ใชใ้ นการออกแบบผลติ ภณั ฑ์

วิธสี อนและกจิ กรรม
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน
2. ศกึ ษาแผ่นภาพ และตวั อยา่ งชน้ิ งานที่เก่ียวขอ้ ง
3. แบ่งกลมุ่ ทากจิ กรรมในชนั้ เรียน
4. ผู้สอนและนักศกึ ษารว่ มกันอภปิ รายเนอื้ หา
5. นกั ศึกษาทากจิ กรรมทา้ ยบท
6. ผูส้ อนวิจารณ์ผลงานของนักศึกษา

สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. เครื่องฉายภาพ (Projector)
3. โปรแกรมสาหรับแสดงภาพประกอบคาอธิบายเพอื่ การนาเสนองาน (Power Point)
4. ภาพและชน้ิ งานตวั อยา่ ง

การวดั ผลและประเมนิ ผล
การวดั ผล
1. วธิ สี ังเกตพฤติกรรม
1.1 การมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมและความสนใจการเรยี น
1.2 ความรับผิดชอบการศึกษาในชั้นเรยี นและนอกชน้ั เรยี น
1.3 การแสดงออกท่เี หมาะสมขณะเรียน
2. วธิ ตี รวจผลงาน
2.1 ตรวจผลงานกิจกรรมทา้ ยบทภาคทฤษฎี
2.2 ตรวจผลงานกจิ กรรมทา้ ยบทภาคปฏิบัติ
3. การทดสอบความรจู้ ากแบบทดสอบกลางภาคและแบบทดสอบปลายภาค

การประเมินผล ร้อยละ 80
1. คะแนนระหวา่ งภาค
ร้อยละ 10
1.1 จติ พสิ ัย รอ้ ยละ 10
1.2 กิจกรรมกลุ่มในชั้นเรียน รอ้ ยละ 10
1.3 กจิ กรรมท้ายบทภาคทฤษฎี รอ้ ยละ 50
1.4 กจิ กรรมทา้ ยบทภาคปฏิบัติ



2. คะแนนสอบกลางภาคเรียน ร้อยละ 10
3. คะแนนสอบปลายภาคเรียน ร้อยละ 10
ร้อยละ 100
รวม

ชว่ งคะแนนการประเมินผล ค่าคะแนน ระดบั คะแนน
คะแนน 4.0 A
80 – 100 3.5 B+
75 – 79 3.0 B
70 – 74 2.5 C+
65 - 69 2.0 C
60 - 64 1.5 D+
55 - 59 1.0 D
50 - 54 0.0 F
0 - 49

หมายเหต:ุ 1. สง่ งานไมค่ รบ/ขาดสอบ เกรด I
2. นักศกึ ษาทท่ี จุ รติ หรือร่วมทุจริตในการสอบ เกรด F
3. ยกเลิกรายวชิ า เกรด W

เอกสารและหนังสือท่แี นะนาให้นักศกึ ษาใชป้ ระกอบการเรียนการสอน

คณะช่าง. 2538. ภาพลายไทย. กรุงเทพฯ: คอมมา่ ดีไซน์ แอนด์ พรนิ้ ท์ จากดั .
เชิดชยั เพชราพนั ธ์. 2529. ลายไทย. กรุงเทพฯ: สานักพมิ พ์โอเดยี นสโตร.์

ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538. ลายไทย ภาพไทย. กรงุ เทพฯ: ศนู ยห์ นงั สือจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

_______________. 2539.ลายไทย ภาพไทย เล่ม ๒. กรุงเทพฯ: ศนู ยห์ นังสอื จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
พระเทวาภนิ มิ มติ . 2546. สมุดตาราลายไทย. กรงุ เทพฯ: องคก์ ารค้าของครุ ุสภา.
โพธ์ิ ใจออ่ นนอ้ ม. 2550.คู่มือลายไทย.กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
มานะ ทองสอดแสง. 2527. ศึกษาศลิ ปะลายไทย. กรงุ เทพฯ: รวมสาสน์ (1977).

วจิ ิตร ศภุ โยธิน. 2515. คู่มอื ลายไทยและแบบดัดเหล็ก. กรงุ เทพฯ : แพร่พทิ ยา.

วฒุ ิชัย พรมมะลา. 2546. ลายไทยเพ่อื การออกแบบ. กรงุ เทพฯ : วาดศลิ ป.์

ศิริพงศ์ พะยอมแย้ม. 2525. ศลิ ปกรรมไทยพ้ืนฐาน ประกอบการศกึ ษาวชิ าศลิ ปะวจิ ักษณ์ ประวตั ิศาสตร์
ศิลปะ. กรงุ เทพฯ: โอ เอส พรนิ้ ต้ิงเฮา้ ส์ จากัด.

ศภุ สนิ สารพันธ.์ 2545. ศลิ ปะไทย. กรงุ เทพฯ: โอเดยี นสโตร์.

เศรษฐมันตร์ กาญจนกลุ . 2551เสน้ สายลายไทย ชดุ หัตถศลิ ปะภัณฑ(์ เคร่อื งสงู ). กรุงเทพฯ: เศรษฐศิลป.์

___________________. 2547. ลายไทยฉบบั นักศึกษา. กรุงเทพฯ: เศรษฐศิลป์.

___________________. 2544. เทคนคิ การเขียนสีกนก. กรงุ เทพฯ: องค์การคา้ ครุ สุ ภา.



สมคดิ จริ ะทศั นกลุ . 2554. รเู้ รอื่ ง วัด วหิ าร โบสถ์ เจดีย์ พุทธสถาปตั ยกรรมไทย. กรงุ เทพฯ: มวิ เซยี มเพรส.

สุวัฒน์ แสนขตั ยิ รตั น์. 2549. กลวิธีการเขยี นภาพจติ รกรรมไทย. กรงุ เทพฯ: วาดศิลป.์

สานักโบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ กรมศิลปากร. 2544. ประณีตศิลปไ์ ทย. พมิ พ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:
รุ่งศลิ ปก์ ารพิมพ.์

อาภรณ์ อินฟา้ แสง. 2530. ศิลปลายไทย ฉบับนักศกึ ษา. กรุงเทพฯ: เสรมิ วทิ ยบ์ รรณาคาร.

1

แผนการสอนบทที่ 1

เนื้อหา
1. ความสําคญั ของศิลปะไทย
2. ศิลปะไทยในประวตั ิศาสตร์
3. ความหมายของลายไทย
4. การจาํ แนกลกั ษณะของลายไทย
5. ท่ีมาของชือ่ ลายไทย
6. กาํ เนิดลายไทย
7. ลกั ษณะโครงร฽างของลายไทย
8. ลกั ษณะการนาํ ลายไทยไปใช฾

วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. เพื่อใหน฾ ักศกึ ษามคี วามร฾ูความเข฾าใจเกย่ี วกบั ความเป็นมาของศลิ ปะไทย
2. เพอ่ื ให฾นักศึกษาสามารถจาํ แนกลกั ษณะเฉพาะของลายไทยหมวดต฽างๆ
3. เพือ่ ให฾นกั ศึกษาสามารถระบุท่มี าของช่ือลายไทย
4. เพ่ือให฾นักศกึ ษามีความร฾ูความเข฾าใจโครงร฽างของลายไทยพืน้ ฐาน

กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เร่อื ง ความร฾ูพื้นฐานทางศิลปะไทย
2. บรรยายนําและสรุปโดยผู฾สอน
3. อภิปรายซกั ถามเก่ยี วกับความสัมพนั ธ์ของชอื่ ลายไทยและกําเนดิ แหง฽ ลายไทย
4. นกั ศึกษาทาํ กิจกรรมท฾ายบท
5. ผส฾ู อนวิจารณ์ผลงานของนกั ศกึ ษา

สื่อการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เร่อื ง ความรูพ฾ นื้ ฐานทางศลิ ปะไทย
2. โปรแกรมสาํ หรับแสดงภาพประกอบคาํ อธบิ ายเพือ่ การนําเสนองาน (Power Point)
3. ภาพตัวอย฽างกาํ เนิดของลายไทยและลวดลายไทย

การวดั ผลและประเมินผล
1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหวา฽ งเรยี น
2. สังเกตจากการมีส฽วนรว฽ มในชั้นเรียน
3. ประเมนิ จากกิจกรรมที่ 1.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมที่ 1.2 ภาคปฏิบตั ิ

3

บทท่ี 1
ความรูพ้ นื้ ฐานทางศลิ ปะไทย

ความนา
ศลิ ปะไทยเป็นศลิ ปะประจําชาติ มรี ปู แบบเฉพาะตัวทม่ี กี ารสบื ทอดและไดร฾ บั การพฒั นา จนเปน็

เอกลักษณ์ของชาติไทย สามารถแบ฽งออกเป็นประเภทต฽างๆ ท้งั สถาปัตยกรรม ,ประติมากรรม ,จติ รกรรม
และหัตถกรรม ซึ่งส่ิงที่สามารถบง฽ บอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปะไทยได฾อย฽างชัดเจนกค็ อื ลายไทย ที่
มีความละเอยี ดออ฽ นชอ฾ ยและวจิ ติ รบรรจง บง฽ บอกถงึ วัฒนธรรมทมี่ พี ัฒนาการบนพ้นื ฐานของความเป็นไทย
สะทอ฾ นวถิ ชี ีวิตประเพณแี ละศาสนา ตลอดจนสภาพทางสงั คมทเ่ี ปน็ สังคมแบบเกษตรกรรม ดงั น้นั ความ
ผกู พันของจติ ใจจงึ เชอ่ื มโยงกับธรรมชาติ สงิ่ หล฽อหลอมเหล฽าน้ีจึงเกิดบรู ณาการเป็นความคิด แลว฾ ถ฽ายทอด
วฒั นธรรมผ฽านงานศลิ ปะไทยอย฽างงดงาม

เนื้อหาประจาบท
1.1 ความสาคัญของศลิ ปะไทย

ศลิ ปะไทย หมายถงึ ศิลปะท่มี ีลกั ษณะพิเศษ หรอื ทม่ี ักเรียกวา฽ เปน็ เอกลักษณ์ของไทย ซงึ่ ประกอบ
ไปดว฾ ยงานจติ รกรรม ประตมิ ากรรม สถาปตั ยกรรม เช฽น ภาพเขียนลวดลาย พระพุทธรูป ภาพปั้น ภาพ
แกะสลัก สถปู เจดยี ์ ปราสาทราชวังท่ีปรากฏอย฽ทู ่วั ไปในประเทศไทย ซ่ึงมีคณุ ค฽าทางด฾านต฽างๆ(ศภุ สิน สาร
พันธ.์ 2545: 1-2) ดงั น้ี

1.1.1 คณุ ค฽าทางความเชอื่
1.1.1.1 จิตรกรรมไทยมีความเชอื่ เรื่องการทาํ ดไี ด฾ดี ทําช่วั ไดช฾ ั่ว เชน฽ ภาพนรก สวรรค์
1.1.1.2 ประตมิ ากรรมไทยมคี วามเช่อื ในการปั้นต฿ุกตาเสยี กบาล เพอ่ื ใช฾ในพธิ ีเซ฽นไหว฾
1.1.1.3 สถาปตั ยกรรมไทย มคี วามเชือ่ ในการสร฾างเจดียเ์ พื่อบรรจุกระดกู สร฾างสถูป พระ

ปรางค์ เพื่อประดิษฐานเทวรปู
1.1.2 คณุ ค฽าทางความงาม
1.1.2.1 จติ รกรรมไทยมีความงามในการใช฾เสน฾ สี รูปร฽าง รปู ทรง
1.1.2.2 ประตมิ ากรรมไทยมีความงามในรปู แบบและฝมี ืออันประณีตในการป้ันแกะสลัก
1.1.2.3 สถาปัตยกรรมไทยมีความงามในรูปรา฽ ง รูปทรง ของวัดวาอารามและการตกแต฽ง
1.1.3 คณุ ค฽าทางประโยชนใ์ ช฾สอย
1.1.3.1 จติ รกรรมไทยใชป฾ ระดับตกแต฽งสถาปัตยกรรม เชน฽ ภาพฝาผนัง บานประตู-หน฾าตา฽ ง
1.1.3.2 ประติมากรรมไทยใช฾ประดบั ตกแต฽งสถาปัตยกรรม เช฽น การทาํ ช฽อฟาู ใบระกา

ป้ันแกะสลกั ลวดลายไทย
1.1.3.3 สถาปัตยกรรมไทย มคี ณุ ค฽าทางดา฾ นววิ ัฒนาการของมนุษย์ เช฽น จากการอยอู฽ าศยั

ในถาํ้ มาเป็นการสร฾างบ฾านเรือน
1.1.4 คณุ คา฽ ทางความรูส฾ ึก ทําให฾เกิดความร฾ูสกึ ท่ีดี เช฽น มองพระพุทธรูปแลว฾ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา

มจี ิตใจออ฽ นโยน

4

1.2 ศิลปะไทยในประวตั ศิ าสตร์
ประเทศไทยในสมัยประวัติศาสตร์ปรากฏงานศิลปะท่ีส฽วนใหญ฽เก่ียวข฾องกับทางศาสนา โดยทั้งสิ้น

อาจแบ฽งได฾ 2 ชว฽ งสมยั อยา฽ งกว฾างๆ คือ ช฽วงสมัยก฽อนที่ชนชาติไทยเข฾าปกครอง และช฽วงสมัยท่ีชนชาติไทย
เข฾าปกครองแล฾ว ซึ่งมีรายละเอียดในแต฽ละยุคสมัย (สุภัทรดิศ ดิสกุล. 2534: 1-41, ศิริพงศ์ พะยอมแย฾ม.
2525: 121-122,จีรพันธ์ สมประสงค์. 2533: 211-261 ,ศิริวัฒน์ นารีเลศิ . 2543) ดงั นี้

ตารางท่ี 1.1 ช฽วงยคุ ศิลปะไทยในประวัตศิ าสตร์

ชว่ งยคุ สมยั สมัยศิลปะ ช่วงพทุ ธศตวรรษ

สมัยก฽อนท่ชี นชาติไทยเขา฾ ปกครอง วตั ถุรน฽ุ เกา฽ ไม฽ระบุ
สมัยที่ชนชาติไทยเข฾าปกครองแลว฾ ทวาราวดี 12-16
เทวรปู เก฽า 12-14
ศรีวิชยั 13-18
ลพบรุ ี 12-18
เชยี งแสนหรือลา฾ นนา 16 หรอื 18-23
สโุ ขทยั 19-20
อ฽ทู อง 17-20
อยธุ ยา 20-23
รัตนโกสนิ ทร์ 24-ปัจจุบัน

1.2.1 ชว฽ งสมยั ก฽อนที่ชนชาตไิ ทยเข฾าปกครอง

1.2.1.1 ศิลปะวตั ถุรุน฽ เก฽าท่ีค฾นพบในประเทศไทย
การขดุ คน฾ พบศลิ ปวัตถทุ ่แี สดงใหเ฾ ห็นถึงความสมั พันธข์ องกลุ฽มคนในพ้ืนท่ีของประเทศไทยใน
ปัจจุบัน โดยเฉพาะกับประเทศอินเดีย ที่มีอิทธิพลต฽อรูปแบบศิลปะท่ีปรากฏในประเทศไทย เช฽ น การขุด

คน฾ พบพระพทุ ธรูปแบบอมราวดี ภาพสลักนนู ตํา่ ดนิ เผาและปูนปน้ั ท่ีไดร฾ ับอิทธิพลจากศิลปะอมราวดี เปน็ ต฾น
1.2.1.2 ศลิ ปะทวารวดี

ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 12-16 เป็นยคุ ที่เก฽าแก฽ท่สี ุดในประเทศไทย มีศนู ย์กลางอย฽ูทางภาค
กลางและภาคอีสาน ศิลปะสมัยนี้ได฾รับอิทธิพลจากศิลปะคุปตะและอมรวดีในอินเดียโดยการเผยแพร฽พุทธ
ศาสนาของชาวอินเดยี ลวดลายท่ีปรากฏอย฽ู ได฾แก฽ ล฾อพระธรรมจักรแกะสลักลงบนแผ฽นหิน ลวดลายมีส฽วน

ใกลเ฾ คยี งธรรมชาติอยู฽มาก เช฽น ลายก฾านขดจะคลา฾ ยกบั ใบไม฾จริงๆ

5

1.2.1.3 ศลิ ปะเทวรูปเก฽า
ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 12-14 เป็นยุคท่ีเก฽าแก฽ที่อย฽ูในช฽วงเดียวกับสมัยทวาราวดี แต฽ถูก
จัดแยกออกมาเป็นยุคสมัยหน่ึง เน่ืองจากเป็นยุคท่ีมีการค฾นพบเทวรูปในพื้นท่ีต฽างๆของประเทศไทย ซ่ึงมี
ลักษณะทแ่ี ตกตา฽ งไปจากศลิ ปะทวาราวดี
1.2.1.4 ศลิ ปะศรีวชิ ยั
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-18 เป็นศิลปะท่ีเจริญอย฽ูทางภาคใต฾ของไทยและร฽วมสมัยกับ
ศลิ ปะสมุ าตรา(ชะวา) ไดร฾ ับอิทธิพลจากศิลปะสกุลปาละ-เสนา ซ่ึงนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ศิลปะที่
พบได฾แก฽ พระโพธิสัตว์ต฽างๆ ลวดลายได฾ดัดแปลงจากธรรมชาติมากข้ึน และส฽งอิทธิพลให฾ศิลปะยุคหลังคือ
ศิลปะลพบุรีและศลิ ปะเชยี งแสน
1.2.1.5 ศิลปะลพบุรี
ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ 12-18 เป็นศิลปะพวกขอม(พวกอินเดียฝาุ ยใตห฾ รอื ศรีวิชยั ) ดงั นัน้
รปู แบบจงึ คงได฾รับอทิ ธิพลจากศลิ ปะศรีวชิ ัย แต฽พวกขอมมคี วามกา฾ วหนา฾ มากในด฾านสถาปตั ยกรรม โดยการ
สร฾างปราสาทหินที่ลวดลายมีความงดงาม และประยุกต์จนหลุดพ฾นธรรมชาติแตม฽ ีลักษณะเข฾มแขง็ มีปรากฏ
ในประเทศไทยแถบภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
1.2.2 ชว฽ งสมัยทช่ี นชาติไทยเขา฾ ปกครองแลว฾
1.2.2.1 ศลิ ปะเชยี งแสนหรือล฾านนา
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 หรือ 18-23 ศลิ ปะยุคน้ไี ดร฾ บั อทิ ธิพลจากพกุ ามในพมา฽ ศิลปะมี
ความใหญโ฽ ตและปราณีต อิทธพิ ลจากแบบล฾านนาเดิม(มอญ-อนิ เดีย) อิทธพิ ลเชยี งแสนหรอื ลา฾ นช฾าง ไดม฾ าจาก
แบบโคตรบูรณ์เดิม(มอญ-อินเดีย) อทิ ธพิ ลเชียงแสนแบบลงั กาและแบบเชยี งแสนแท฾ งานสถาปัตยกรรมจะ
แสดงโครงสรา฾ งชัดเจน
1.2.2.2 ศลิ ปะสุโขทยั
ประมาณพุทธศตวรรษท่ี 19-20 เร่ิมในสมัยเจ฾าเมืองบางยาง ขุนบางกลางท฾าว(พ฽อขุนศรี
อินทราทิตย์) และขุนผาเมืองที่ประกาศต้ังกรุงสุโขทัยเป็นอิสระไม฽ข้ึนกับขอม สมัยสุโขทัยถือได฾ว฽าเป็นยุคท่ี
ศลิ ปะมีลกั ษณะทเี่ ปน็ ตนเองมากท่ีสดุ ไดร฾ บั อทิ ธพิ ลจากพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทนิกายลังกาวงศ์ จึงมีลักษณะ
ของศิลปะลังกาอยูบ฽ า฾ ง
1.2.2.3 ศลิ ปะอ฽ูทอง
ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-20 อู฽ทองเป็นเมืองท่ีอย฽ูในภาคกลาง ศิลปะในแถบน้ีจึงเป็น
ศิลปะแบบผสมผสาน เนอ่ื งจากได฾รบั อิทธิพลศิลปะหลายแบบ เชน฽ ทวาราวดี ศรีวิชั สุโขทัย โดยเฉพาะได฾รับ
อิทธิพลศลิ ปะลพบุรี แต฽นิยมทําเป็นลายปูนปั้น จึงสามารถทําลวดลายได฾ละเอียดกว฽าสมัยลพบุรี แต฽ลักษณะ
ลวดลายยงั เป็นยอดเรียบๆไมเ฽ ปน็ กนก
1.2.2.4 ศลิ ปะอยุธยา
ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี 20-23 เป็นอาณาจกั รท่ีสมเด็จพระรามาธิบดที ่ี 1(พระเจ฾าอท฽ู อง)เชื้อ
พระวงศ์เชียงรายได฾สร฾างขนึ้ ซง่ึ ศลิ ปะแบบอยธุ ยาสามารถแบ฽งตามทม่ี าของอทิ ธิพลที่ได฾รบั ได฾แก฽ ทวารวดี,
ลพบรุ ี(ขอม), เชยี งแสน, ลังกา, ตะวันตก, จนี และแบบอยุธยาแท฾ ซงึ่ ส฽วนใหญจ฽ ะปรากฎให฾เหน็ เป็นงาน
สถาปัตยกรรมและการตกแต฽ง และประติมากรรมพระพทุ ธรูป เชน฽ การได฾รบั อิทธพิ ลจากตะวันตกในการสร฾าง

6

อาคารแบบสองช้ัน การสรา฾ งปอู มกําแพง รวมทง้ั การทาํ ถนน การได฾รบั อิทธิพลจากขอมในการสร฾างปรางคห์ รือ
ปราสาทแบบขอม การไดร฾ บั อิทธพิ ลจากหลายสกุลศิลปะ โดยเฉพาะศลิ ปะสุโขทยั อท฽ู อง และจนี ทําใหเ฾ กดิ
ลักษณะลวดลายใหม฽ท่ีมีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะตัว คือหลีกพ฾นจากธรรมชาติ โดยมลี ักษณะประดิษฐต์ ามแบบอุดม
คติ เกดิ เป็นลายกนกท่ีมปี ลายสะบดั แปลกกวา฽ ลายในสกลุ ศิลปะเก฽าๆ ลวดลายไทยน้จี ึงเจรญิ สูงสุดในยคุ สมยั
อยุธยา โดยเฉพาะในดา฾ นการทําเครอ่ื งประดบั การทําลายรดน้ํา และลายประดับมกุ

1.2.2.5 ศิลปะรตั นโกสนิ ทร์
พุทธศตวรรษท่ี 24 - ปัจจุบัน โดยทั่วไประยะแรกของการต้ังอาณาจักรใหม฽ ศิลปะมักจะ
เลียนแบบของเดิม ในช฽วงของรัชกาลที่ 1 ถือแบบอย฽างศิลปะอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 2-3 มีการติดต฽อ
สมั พันธ์กบั จนี จงึ ไดร฾ บั อทิ ธิพลจากจนี ท้งั ลวดลาย เคร่อื งใช฾ และงานสถาปัตยกรรม ถือเป็นยุคที่เริ่มนิยมนําเอา
โครงสร฾างสถาปัตยกรรมแบบจีนมาใช฾ในการก฽อสร฾างอาคาร ทช่ี ฽วยใหส฾ ามารถก฽อสรา฾ งได฾สะดวก รวดเร็ว และมี
ขนาดใหญ฽โต เช฽น พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และพระวิหารวัดกัลยาณมิตร จึงนับเป็นยุคท่ี
สถาปตั ยกรรมไทยเจริญรงุ฽ โรจนไ์ ปสู฽รปู แบบใหม฽ ในช฽วงของสมัยรัชกาลที่ 4 - 5 อิทธิพลตะวันตกหล่ังไหลเข฾า
มา ประเทศไทยตื่นตวั ทจ่ี ะเป็นอารยประเทศอย฽างตะวันตก ศิลปะตะวันตกเข฾ามาส฽ูศิลปะไทยทําให฾เกิดการ
เปลี่ยนแปลงหลายอย฽าง เช฽น การเขียนภาพจิตรกรรมไทย ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด฾านเร่ืองราวจากเร่ือง
ศาสนามาเป็นปริศนาธรรมหรือประวัติศาสตร์ วิธีการใช฾สี แสง-เงา ลักษณะกายวิภาค ระยะใกล฾-ไกลตาม
ธรรมชาติ และมีการกอ฽ สรา฾ งตกึ อาคารแบบยุโรป เช฽น พระท่นี งั่ จักกรีมหาปราสาทที่เป็นทรงตะวันตกผสมแบบ
ไทย อาคารพระท่ีนั่งอนันตสมาคมท่ีสร฾างเลียนแบบสถาปัตยกรรมในยุคเรอเนซองของอิตาลี และโบสถ์วัด
นเิ วศธรรมประวัตทิ ่ีบางปะอินสร฾างเลียนแบบสถาปัตยกรรมกอธคิ เปน็ ต฾น จากอิทธิพลของศิลปะตะวันตกทํา
ให฾ศิลปะในประเทศไทยมีการเปลีย่ นแปลง และเกดิ สถาบันการสอนศิลปะการช฽างแบบยุโรป คอื โรงเรียนเพาะ
ช฽าง และโรงเรียนประณีตศิลปกรรมของกรมศิลปากร เป็นต฾น ซึ่งสถาบันเหล฽านี้มีบทบาทอย฽างมากในการ
ถา฽ ยทอดความรทู฾ ง้ั ศิลปะสากลท่คี วบค฽ไู ปกบั ศิลปะไทย

1.3 ความหมายของลายไทย
คาํ ว฽า “ลาย” ในพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน อธบิ ายว฽า “ ลาย ๑ น.แบบรปู ซ่ึงประกอบ

ขึน้ ดว฾ ยเสน฾ เขยี นหรือแกะสลกั เชน฽ ลายเครอื เถา ลายใบเทศ;โดยปริยาย หมายถงึ ลักษณะสาํ คญั ของตน
เช฽น ท้งิ ลาย ไว฾ลาย.” โดยมิได฾อธิบายคําวา฽ ลายไทยไว฾ มแี ตค฽ ําอธิบายในลกู คําอ่นื ๆ เช฽น ลายขัด ลาย
คราม ลายนา้ํ ทอง ลายสอง ลายฮอ฽ เปน็ ต฾น (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 8)

“ลายไทย” หมายถึง เสน฾ ท่เี ขียนหรอื แกะสลกั ให฾เปน็ รปู ตา฽ งๆ ทบ่ี ฽งบอกถงึ ภมู ปิ ัญญาของคนไทย ทม่ี ี
จินตนาการในเชิงสรา฾ งสรรคท์ มี่ แี บบอยา฽ งเฉพาะตัว โดยช฽างมองเห็นความงามของธรรมชาติท่ีตอ฾ งมกี ารเส่ือม
สลายไปตามกาลเวลา จงึ เกดิ แรงจงู ใจท่ีจะเกบ็ ความงามของธรรมชาตไิ วใ฾ ห฾คงอยูโ฽ ดยใช฾วธิ ีการทางศลิ ปะ เชน฽
จติ รกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม เป็นตน฾ จึงมกี ารให฾ความหมายของลายไทยตามลกั ษณะวิธกี าร
สรา฾ งสรรค์ (ศริ ิวฒั น์ นารีเลศิ . 2543) ดังน้ี

1.3.1 ลายไทยในเชงิ จิตรกรรม หมายถงึ ลกั ษณะของลายทีเ่ ขยี นลงไปบนพ้ืนเรียบๆ เป็นการ
เขียนลวดลายที่มลี ักษณะเปน็ 2 มิติ

7

1.3.2 ลายไทยในเชงิ ประติมากรรม หมายถึง ลายท่ีมีลักษณะยกจากพื้นขึ้นมาเล็กน฾อย โดย
จะมคี วามต้นื ลึกมากกว฽าลวดลายในงานจิตรกรรม อาจเป็นลายนนู ต่าํ ลายนนู สูง หรอื ลอยตัวก็ได฾

1.3.3 ลายไทยในเชิงสถาปัตยกรรม หมายถึง ลายที่ประกอบอยู฽ในงานสถาปัตยกรรมมีท้ัง
แบบ 2 มิตแิ ละแบบ 3 มติ ิ

1.4 การจาแนกลักษณะของลายไทย
1.4.1 ลกั ษณะของภาพไทย
ช฽วง สเลลานนท์ ได฾จําแนกหมวดสําคัญออกเป็น 2 หมวด (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 8-9) ได฾

แบง฽ ลักษณะของภาพไทยและแมบ฽ ททใ่ี ช฾เขยี นภาพไทย ไดแ฾ ก฽
1.4.1.1 หมวดภาพไทย เรียกว฽า ภาพเทวดา ภาพยักษ์ ภาพลงิ ภาพสตั ว์หิมพานต์ เปน็

ตน฾ ภาพไทย หรือ จิตรกรรมไทย จดั เปน็ ภาพเล฽าเรอ่ื งทีเ่ ขียนขึ้นดว฾ ยความคิดจนิ ตนาการของคนไทย
1.4.1.2 หมวดลายกนก เรยี กท่ัวไปวา฽ ลายไทย เดิมทีเรยี กว฽า "กระหนก" หมายถึงลวดลาย

เชน฽ กระหนกลาย กระหนกก฾านขด ต฽อมามีคําใช฾ว฽า "กนก" หมายถงึ ทอง กนกปิดทอง กนกต฾ูลายทอง แตจ฽ ะมี
ใชเ฾ ม่ือใดยงั ไมม฽ ีหลักฐานแน฽ชัด ซ่ึงคําเดิม "กระหนก" น้เี ข฾าใจเป็นคาํ แต฽สมยั โบราณที่มมี าต้งั แต฽สมัยทวาราวดี
โดยเรียกติดต฽อกันจนเปน็ คําเฉพาะ หมายถงึ ลวดลายกา฾ นขด ลายก฾ามปู ลายกระหนกเปลว เปน็ ต฾น ดังนั้นใน
เอกสารประกอบการสอนน้ี ผเ฾ู ขยี นจงึ เลอื กใชค฾ ําวา฽ “กระหนก” เพ่ือให฾สอดคลอ฾ งกับความหมาย

1.4.2 แมบ฽ ทการเขยี นภาพไทย
ศิลปะชา฽ งเขยี นไทยตามท่ี ชว฽ ง สเลลานนท์ อธบิ ายไว฾มีหลักสูตรใหญ฽ 4 ประการ คือ กระหนก(ลาย
ต฽างๆ) นารี(นาง) กระบี่(พระยาลิง) คชะ(ชา฾ ง) หรอื ทเี่ รยี กกันวา฽ กระหนก นาง ชา฾ ง ลิง การเขยี นลาย
ไทย ได฾จัดแบง฽ ตามลักษณะที่จัดเป็นแม฽บทใช฾ในการเขียนภาพมี 4 ประการ(ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 8-9)
ดังน้ี

1.4.2.1 หมวดกระหนก(ลายต฽างๆ) หมายถึง การเขียนลวดลายไทยตา฽ งๆ เช฽น กระหนกสาม
ตัว กระจังตาอ฾อย ประจํายาม เปน็ ตน฾

1.4.2.2 หมวดนาร(ี นาง) หมายถงึ การเขียนภาพคน รูปร฽าง ใบหน฾า และกิริยาท฽าทางต฽างๆ
ของคน เช฽น ภาพพระ ภาพนาง ภาพเทวดา เป็นต฾น

1.4.2.3 หมวดกระบี่(พระยาลิง) หมายถงึ การเขียนภาพลิง ยกั ษ์ อสรู และพวกอมนษุ ย์
1.4.2.4 หมวดคชะ(ชา฾ ง) หมายถึง การเขยี นภาพสัตว์ต฽างๆ ได฾แก฽ สัตว์ท่ีมีอยู฽ตามธรรมชาติ
เชน฽ ชา฾ ง ม฾า วัว ควาย เสือ สงิ ห์ กระทงิ แรด เปน็ ต฾น และสัตว์ในวรรณคดีท่ีเกิดจากจินตนาการของช฽างเขียน
เรียกวา฽ สัตว์หิมพานต์ มีรูปร฽างประหลาด เช฽น ราชสีห์ คชสีห์ กินนร(เพศหญิง(กินรี) เพศชาย(กินนรา) ครุฑ
หงส์ เปน็ ต฾น

ภาพท่ี 1.1 แผนภูมิแม฽บทการเขยี นภาพไทย

8

ภาพที่ 1.2 กระหนก : หมวดลายกระหนก
(ทม่ี า : คณะช฽าง. 2538: 42)

ภาพท่ี 1.3 นารี : หมวดภาพไทย
(ทมี่ า : คณะช฽าง. 2538: 115,116,41,113)

9

ภาพที่ 1.4 กระบี่ : หมวดภาพไทย
(ท่มี า : คณะช฽าง. 2538: 150,153,155)

ภาพท่ี 1.5 คชะ : หมวดภาพไทย
(ทม่ี า : คณะช฽าง. 2538: 257)

10

1.5 ทมี่ าของชือ่ ลายไทย
ลายกนก หรือ กระหนก คือแม฽ลาย กระหนกสามตวั เป็นแม฽ลายตัวสําคัญกวา฽ ลายท้ังหมด เพราะ

เวลาจะแบ฽งตัวลายให฾เข฾ารปู ทรง หรือจะแบ฽งตัวลายให฾ละเอยี ดยิง่ ข้ึน จะตอ฾ งแบ฽งตวั ลายในรปู ลักษณะของ
ลายกระหนกสามตัวทงั้ สิ้น นาํ มาผสมกนั ข้ึนเป็นรูปหรอื เกิดเปน็ ลายอื่นแตกแขนงออกไปอย฽างไมจ฽ ํากดั ชอ่ื
ลายจงึ มมี ากมาย สามารถจําแนกได฾ (ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 9-11)ดังนี้

1.5.1 ลายที่มิไดอ฾ ฾างชอื่ ลายเดมิ หมายถึง การท่มี ีแม฽ลายกระหนก ได฾แก฽ กระหนกสามตัว กระหนก
เปลว กระหนกหางโต กระหนกใบเทศ มาประดิษฐ์เป็นลวดลายขึ้น แล฾วเรียกช่ือโดยมิได฾กล฽าวถึงช่ือลายท่ี
นาํ มาประดษิ ฐ์ เชน฽ ลายประจาํ ยาม ประกอบดว฾ ยวงกลมกบั ตัวกระจังใบเทศ ถ฾าเป็นตัวย฽อเล็กใช฾กระจังตา
อ฾อยแทน อาจใชก฾ ระจงั ปฏญิ าณหรอื พุม฽ ทรงขา฾ งบณิ ฑก์ ไ็ ด฾ ลายประจํายามอยู฽ในจําพวกดอกลอย ใช฾เป็นแม฽
ลาย คอื ท่ดี อกลายและห฾ามลาย, ลายดาวและเดือน ประกอบดว฾ ยวงกลมเป็นแกนกลาง ติดด฾วยกระจังชนิด
ต฽างๆหรือกลีบบัวดอกบัว กระจายเป็นรัศมีโดยรอบ ,ลายหน฾ากระดานลูกฟักก฾ามปู ลูกฟักคือมีตัวประจํา
ยามและตอ฽ ดว฾ ยกระจงั ใบเทศทัง้ สองข฾างเป็นตวั คน่ั ระหวา฽ งกา฾ มปู คอื ลายประจาํ ยามซ่ึงมกี นกติดอย฽ูด฾านขา฾ ง

1.5.2 ลายท่ีอ฾างชื่อลายเดิม หมายถึง การที่มีแม฽ลายกระหนกได฾แก฽ กระหนกสามตัว กระหนก
เปลว กระหนกหางโต กระหนกใบเทศ มาประดิษฐ์เป็นลวดลายข้ึนในลักษณะต฽างๆ เช฽น เป็นเครือเถา
ก฾านขด โดยเรียกช่ือลายที่นํามาประดิษฐ์ไว฾ในชื่อลายด฾วย เช฽น ลายก฾านขดใบเทศ ประกอบด฾วยเถาลาย
แบบกา฾ นขด เถาลายประดิษฐ์ด฾วยลายกระหนกใบเทศ ถ฾าประดิษฐ์ด฾วยลายกระหนกเปลวเรียกว฽า ก฾านขด
เปลว ,ลายรักร฾อยใบเทศ ประกอบด฾วยลายใบเทศเรียงต฽อกันเป็นแนวเรียงซ฾อนกันไปตามแนวหน฾ากระดาน,
ลายเครือเถาเปลว ประกอบด฾วยเถาลายเป็นเครือ ประดิษฐ์ด฾วยลายกระหนกเปลว ถ฾านําลายกระหนกใบ
เทศมาประดษิ ฐ์ เรยี กว฽า เครือเถาใบเทศ

1.5.3 ลายท่มี าปะปนกนั หมายถึง การทีม่ แี ม฽ลายชนดิ ต฽างๆหรือชนดิ ใดชนดิ หน่งึ ผกู เปน็ ลายผสมกัน
แล฾วเรียกช่อื ตามลายตามชนดิ ท่ีมาประกอบกนั เช฽น ลายกระหนกหางโตผสมกับลายกระหนกใบเทศ อยู฽ใน
ลายประเภทเครอื เถากา฾ นไขว฾ อาจเรยี กว฽า เครอื เถาก฾านไขวก฾ ระหนกหางโตใบเทศ

1.6 กาเนิดลายไทย
การเรยี กช่อื ของลายไทย มกั เรียกตามธรรมชาติท่ปี รากฏอย฽ทู ั่วไป โดยเฉพาะสว฽ นทเ่ี ปน็ ดอกและใบ

ลวดลายประเภทนอี้ าจเรียกว฽า ลายพันธพ์ุ ฤกษา โดยลายไทยในยุคแรกๆมักมลี วดลายใกลเ฾ คียงกับธรรมชาติ
เปน็ สว฽ นใหญ฽ ตอ฽ มาไดด฾ ดั แปลงจนกลายเปน็ รปู แบบลวดลายไทยอยา฽ งในปัจจบุ ัน ลายพันธุพ์ ฤกษาซึ่งกล฽าว
กนั ว฽ามาจากธรรมชาติ ไดถ฾ ูกประดษิ ฐจ์ ากดอกไม฾ใบไม฾ และเรยี กช่อื ไปตามพืชพันธ์ตุ ฾นแบบ หรอื อาจเรียกชื่อ
ไปตามลกั ษณะซึง่ บังเอิญไปเหมอื นพชื พันธุเ์ หลา฽ นั้น การเรียกชื่อต฽างๆไม฽มีการบนั ทกึ ไว฾เปน็ หลักฐาน เปน็ การ
จดจาํ จากครูช฽างรุ฽นก฽อนแล฾วจงึ มาบนั ทกึ บญั ญัตไิ วใ฾ นตําราสมัยหลัง ทงั้ น้ี ลายพนั ธุ์พฤกษา นอกจากส฽วนที่
เปน็ ดอกและใบแล฾ว ยังมีลวดลายทีเ่ รียกตามช่อื ส฽วนตา฽ งๆของพนั ธพุ์ ืชหลายชนิด ซง่ึ ลายพันธพุ์ ฤกษาทีม่ ชี ื่ออยู฽
ในลายไทย และงานศลิ ปกรรมท่ีมีอยู฽มากมาย ประกอบดว฾ ย (ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 23-29) ดังนี้

1.6.1 กาบ คือ เปลือกหุ฾มชน้ั นอกของผลหรือดอกและของต฾นไม฾บางชนิดลอกออกได฾เป็นชั้นๆ เช฽น
กาบของต฾นไผ฽ หรือกาบอ฽อนของไผ฽ท่ีเรียกว฽า หน฽อไม฾และปลีของต฾นกล฾วย ส฽วนท่ีเป็นดอกอันมีกาบหุ฾มอยู฽
ในลายไทยชื่อรยี กว฽า กาบไผ฽ กาบปลยี อด เป็นต฾น

11

1.6.2 ลกู คอื ชือ่ เรียกส่ิงที่จะสืบเป็นพันธุ์ไม฾ มีลักษณะกลมๆว฽าลูกไม฾ ในลายไทยเรียกลายท่ีบรรจุ
ในโครงสรา฾ งวงรวี ฽า ลายลูกฟัก เพราะคลา฾ ยผลไมห฾ ลายพันธ์ุ เช฽น ฟักขม ฟักทอง ฟักเหลือง รวมเรียกว฽า
ลายลกู ฟัก ซึงเป็นสว฽ นประกอบของลายหน฾ากระดาน ทางการก฽อสร฾างมชี อ่ื ลกู ฟัก เช฽น จั่วลูกฟัก ฝาลูกฟัก
เป็นตน฾ ลวดลายขนาดเล็กหรอื เป็นตัวยอ฽ ของลายหน฾ากระดาน เชน฽ ลกู กระหนาบ หรอื ลกู ข฾าวต฾ม เป็นส฽วน
ย฽อของลายลูกฟัก นอกจากนั้นมีลายลูกประคํา หรือลายลูกแก฾วอยู฽ในลักษณะวงกลมเรียงต฽อกัน ลายน้ีถ฾า
เติมไส฾วงกลมลงไปภายใน เรียกว฽า ตาไก฽

1.6.3 ช฽อ คือ ใบไม฾หรือดอกไม฾ที่แตกออกเป็นพวง ในลายไทยช฽อคือส฽วนปลายสุดของเถาลาย
เรียกวา฽ ชอ฽ ลาย ซง่ึ มีมากมาย เชน฽ ชอ฽ กระหนก ช฽อเปลว ประดิษฐ์ช฽อเป็นรูปใดก็เรียกอย฽างนั้น หรือเรียก
ตามชื่อของลายอน่ื ท่มี าผสม เช฽น ช฽อนกคาบ ชอ฽ นาคขบ ช฽อกา฾ นขด เป็นตน฾

1.6.4 หางไหล คอื สว฽ นของพชื บางอย฽าง เชน฽ บวั หรือบอน ซึ่งเลื้อยหรือชนไปแตกเป็นหน฽อ หาง
ไหลเปน็ ส฽วนยอดของลายไทยทต่ี ฾องการใหม฾ ีลักษณะเหมือนเปลว เช฽น กระหนกเปลว ชอ฽ เปลว เป็นตน฾

1.6.5 เถา คอื ลําตน฾ ของไม฾เล้อื ย สว฽ นคาํ ว฽า เครือ คือเถาไม฾หรือพันธ์ุไม฾ท่ีเป็นเถา ในกระบวนลาย
ไทยมกั เรียกรวมกนั วา฽ ลายเครือเถา ซงึ่ มีอยู฽หลายชนิด ถ฾าใช฾ลายใดผูกก็เรียกอย฽างน้ัน เช฽น เครือเถาใบเทศ
เครอื เถาเปลว เป็นต฾น

1.6.6 ตา คอื ส฽วนหนงึ่ ของต฾นไม฾ ตรงท่ีแตกกงิ่ หรอื รอยที่เคยแตกกิ่ง ในลายไทยนําตาอ฾อย ซึ่งอยู฽ใน
ทรงสามเหล่ยี มด฾านเท฽า

1.6.7 ก฾าน คือ สว฽ นที่ต฽อดอกหรือใบหรอื ผลกับกิ่ง ในทางลายไทยลายก฾านขดเป็นที่นิยมใช฾กันมาก
ลกั ษณะลายเป็นแบบเถาแตข฽ มวดยอดเป็นวงกลม ส฽วนยอดเรียกว฽า ช฽อ สามารถประดิษฐ์เป็นแบบต฽างๆได฾
อิสระ

1.6.8 กอ คือ กลุม฽ แหง฽ ต฾นไมท฾ ี่เกดิ จากเหง฾าเดียวกนั เช฽น กอหญา฾ กอไผ฽ หรอื ตน฾ ไม฾ที่เปน็ กล฽ุม
เช฽น กอข฾าว ในลายไทย ปรากฏชอ่ื ไดแ฾ ก฽ ลายรวงขา฾ ว ลายต฾นกอกระหนก ลายประเภทน้ีเป็นลายชันสูง
ใช฾วิธีผกู ลายเป็นกอ มีราก เถา กาบ ใบ ช฽อ ดอก ผล ครบถ฾วน และคละเคล฾าด฾วยสัตว์หรือเร่ืองราว
สอดแทรกลงไปในลกั ษณะรวมเปน็ กอ

1.6.9 ดอกไม฾ คือ ลายท่ีประดษิ ฐ์จากดอกไมช฾ นดิ ต฽างๆ เชน฽ ลายดอกพิกลุ ลายดอกจอก เปน็ ตน฾
แล฾วประดษิ ฐ์เปน็ รูปลายมาประกอบในชอ฽ ลายหรือใช฾เปน็ ดอกเดย่ี วๆ เช฽น ดอกไม฾ร฽วงตามผนงั ดาวเพดาน
กระหนกพดุ ตาน เปน็ ตน฾ ดอกไมท฾ ีม่ ชี ื่ออยใู฽ นลายไทยและงานศลิ ปกรรมไทยมอี ยู฽มากมาย โดยเฉพาะดอกบวั
ซึง่ ถือเป็นต฾นแบบโดยการนาํ เอาทรงมาดัดแปลงต฽อเติมใหเ฾ กดิ เปน็ ลวดลายต฽างๆ ลายกระหนกซงึ่ ถอื วา฽ เปน็ แม฽
ลายท่ีมาจากทรงดอกบวั ซง่ึ ท้ังนี้ ดอกไมท฾ ่ีมชี อ่ื อย฽ูในลายไทย และงานศิลปกรรมทีม่ ีอยู฽มากมาย
ประกอบดว฾ ยดอกไม฾ตา฽ งๆ ดงั น้ี

1.6.9.1 ดอกบัวหลวง ผา฽ ซีกให฾อย฽ูในรูปสามเหลี่ยมมมุ ฉากหรือชายธง เป็นบ฽อเกดิ ลาย
กระหนกนารหี รือกระหนกหางกนิ นร และกระหนกหางหงส์ ทรงของดอกบวั หลวงและดอกบัวสตั ตบงกชเมอื่
ตดั ส฽วนขั้วออกแลว฾ ทํารอยบากเข฾าซ฾ายขวา แลว฾ สอดไสอ฾ ยา฽ งเดียวกับรปู ทรงภายนอก เรยี กว฽า ตาออ฾ ย หาก
ทาํ รอยบากลักษณะบากออกจะเรียกวา฽ ใบเทศดอกบวั

1.6.9.2 ดอกบัวสัตตบงกช เป็นบ฽อเกิดลายบวั กระหนก
1.6.9.3 ดอกบวั สัตตบษุ ย์ เปน็ บ฽อเกิดลายกรวยเชิง

12

1.6.9.4 ดอกมะลิ เป็นดอกสีขาวจากไม฾พุ฽ม นําเอารูปทรงในลักษณะตูม คล฾ายดอกบัว
สตั ตบุษย์

1.6.9.5 ดอกชยั พฤกษ์ เป็นดอกจากไมต฾ น฾ ดอกสเี หลืองช฽อดอกยาวห฾อย เรียกอีกช่ือว฽า
ดอกคูน กลีบดอกมี 5 กลีบ ใบเทศหรือใบฝูายเทศ คือลายชนิดหน่ึงซึ่งมาจากรูปทรงของดอกบัว และมา
จากรูปแบบของใบฝูาย ซง่ึ เอาลักษณะการหยักของใบมาใช฾

1.6.9.6 ดอกพุดตาน เปน็ ไมพ฾ มุ฽ มีขนขอบใบหยักเวา฾ ดอกสีขาวทเี่ ปล่ียนเปน็ สีชมพู
1.6.9.7 ดอกลาํ ดวน เปน็ ดอกจากไมต฾ ฾น ดอกคล฾ายดอกนมแมว
1.6.9.8 ดอกจอก คอื ลายซึง่ คล฾ายดอกจอก ลักษณะอยู฽ในทรงกลมกลีบดอกมีจบี
1.6.9.9 ดอกพกิ ุล กลีบดอกจักแหลมใช฾เปน็ ลายติดต฽อรอบตวั แลบลายดอกลอย
1.6.9.10 ดอกรกั ใชเ฾ ป็นช่อื ลายดอกรกั ถ฾าหากเป็นลายทเี่ รยี งต฽อเนอื่ งแบบหนา฾ กระดาน
แม฾ไม฽มลี กั ษณะเหมือนดอกจากต฾นรกั กต็ าม เชน฽ ลายรักร฾อยเปลว รกั รอ฾ ยกาบปลี รักร฾อยดอกไม฾ เป็นตน฾
1.6.9.11 ใบเทศ หรือ ใบฝูายเทศ คอื ลายชนดิ หนึง่ ซงึ่ มาจากรูปทรงของดอกบวั และมา
จากรูปแบบของ ใบฝูาย ซึ่งหมายเอาลกั ษณะการหยกั ของใบ
1.6.10 ธรรมชาติ ในการประดษิ ฐ์ลวดลายของชนทุกชาติแต฽บรรพกาล จากการดัดแปลงเลียนแบบ
ธรรมชาติ ทาํ ใหเ฾ กิดลวดลายอนั งดงามเปน็ ท่ียอมรบั รันทวั่ ไป จึงมกั เรียกชอ่ื ลายไปพอ฾ งกบั ชือ่ ท่มี ีอย฽ูใน
ธรรมชาติ บางลายอาจไม฽ไดเ฾ ลยี นแบบจากธรรมชาติ แต฽เรยี กชือ่ ไปตามลักษณะของธรรมชาติที่คลา฾ ยคลึงกบั
ลวดลายนน้ั ๆ บางลวดลายกเ็ กิดจากปรากฏการณต์ ฽างๆ เช฽น ลายดาว ลายเปลวไฟ เปน็ ตน฾

ภาพท่ี 1.6 กําเนิดลายไทย
(ที่มา : ศภุ สนิ สารพนั ธ์. 2545: 81-82)

13

1.7 ลกั ษณะโครงรา่ งของลายไทย
1.7.1 ส฽วนประกอบของรปู ลายไทย
ในรูปลายไทยประกอบดว฾ ยเส฾นตา฽ งๆท่อี าจใช฾เหมือนหรอื แตกต฽างกนั ขึ้นอยก฽ู บั ขนาดและหนา฾ ท่ีของ

ตัวลายรวมถงึ เทคนิควธิ กี ารสรา฾ งลาย ซ่ึงส฽วนประกอบของรปู ลายไทยมี ดังนี้
1.7.1.1 เสน฾ ตรง คอื เสน฾ ท่ีลากตัง้ ฉากและขนานกับพืน้ ใช฾สําหรับเขียนโครงสรา฾ งลาย
1.7.1.2 เส฾นเฉียง คอื เส฾นทีล่ ากเฉียงไปทางซา฾ ยหรือขวา ใช฾สาํ หรบั เขียนโครงสร฾างลาย
1.7.1.3 เส฾นโคง฾ คือเส฾นที่ลากคดไปมา ใช฾สําหรบั เขียนในลายไทยเกือบทกุ ชนิด
1.7.1.4 เสน฾ วงกลม คอื เส฾นที่ลากเปน็ ทรงกลม
1.7.1.5 เส฾นกันหรือเสน฾ กาฬ คือเส฾นหนาและเขม฾ ใช฾เปน็ เสน฾ ขอบภายนอกของรูปลาย
1.7.1.6 เส฾นรูป คือเส฾นบาง ใช฾สําหรับแบ฽งตัวลาย การสอดไส฾ลายให฾มีความละเอียดข้ึนตาม

ขนาดของตวั ลาย
1.7.1.7 เสน฾ แร คอื เส฾นบาง ใช฾สาํ หรบั เขียนภายในตวั ลาย เพ่ือให฾เห็นระยะสูงต่ําของลวดลาย
1.7.1.8 เสน฾ สะบัด คือเสน฾ โค฾งใชส฾ าํ หรับเขยี นสว฽ นปลายของตวั ลายเพ่ือใหม฾ คี วามออ฽ นช฾อย
1.7.1.9 เส฾นบาก คือเส฾นแบ฽งจังหวะช฽วงลาย ซ่ึงมีท้ังการบากเข฾าและบากออก โดยบากเข฾า

คอื ปลายของลายจะงุ฾มเข฾ามาในตวั ลาย สว฽ นบากออกคอื ปลายลายจะโคง฾ ออกไปนอกตวั ลาย

ภาพที่ 1.7 เสน฾ ตรง ภาพท่ี 1.8 เสน฾ เฉียง ภาพที่ 1.9 เส฾นโค฾ง

ภาพท่ี 1.10 เสน฾ วงกลม ภาพท่ี 1.11 เสน฾ กนั หรือเสน฾ กาฬ ภาพที่ 1.12 เสน฾ รปู

ภาพที่ 1.13 เสน฾ แร ภาพท่ี 1.14 เสน฾ สะบดั ภาพที่ 1.15 เส฾นบาก
(ทม่ี า : จริ ดา แพรใบศรี)

14

1.7.2 ลักษณะโครงสรา฾ งลายไทย
ลายไทยแมร฾ ปู ลายอาจมองดแู ล฾วมีรายละเอยี ดซบั ซ฾อน แต฽เม่อื พจิ ารณาแล฾วจะพบว฽าสามารถแยก
ลักษณะโครงสร฾างของลายไทยทปี่ ระกอบข้ึนเปน็ ลวดลายต฽างๆได฾ ดังน้ี

1.7.2.1 ลกั ษณะโครงร฽างลาย ในการนาํ ลายไทยไปใช฾น้ัน การพิจารณารูปร฽างของตัวลายใน
การร฽างลายไทย เพื่อการเตรียมพ้ืนท่ีท่ีเหมาะสมกับขนาดสัดส฽วนในการจัดวางตัวลาย ซ่ึงสามารถแบ฽งได฾ 2
ลักษณะ ไดแ฾ ก฽ แบบสเี่ หลย่ี มจตั ุรัส แบบสเ่ี หล่ยี มผนื ผ฾า

ภาพที่ 1.16 ลักษณะโครงรา฽ งลาย
(ท่มี า : จิรดา แพรใบศรี)

1.7.2.2 ลักษณะการแบง฽ โครงรา฽ งลาย การแบง฽ รายละเอียดตามลักษณะของเค฾าโครงรูปลาย
ในการร฽างลาย ทมี่ ีลักษณะทรงลายอยู฽ในรูปทรงต฽างๆ เช฽น รูปสามเหล่ียม รูปวงกลม รูปสี่เหลี่ยมข฾าวหลาม
ตดั ยดื ปลาย รูปสามเหลี่ยมมุมฉาก โดยตัวรูปลายมักจัดสมดุลซ฾ายขวาเท฽ากัน ยกเว฾นบางลาย เช฽น กระหนก
กระจงั รวน เปน็ ต฾น

ภาพที่ 1.17 ลักษณะการแบง฽ โครงร฽างลาย
(ทม่ี า : จิรดา แพรใบศรี)

15

1.8 ลักษณะการนาลายไทยไปใช้
ลวดลายไทยสามารถจาํ แนกกล฽มุ ลายตามลักษณะการนําไปใชง฾ านได฾ 2 กล฽มุ ดังนี้
1.8.1 กล฽ุมลายสําหรับผูกลาย คือ ลายประเภทแม฽ลายสําหรับออกลาย ผูกลาย ลายสําหรับ

ประกอบการผูกลาย หรือลายที่สามารถนําไปใช฾ได฾อิสระ ประกอบด฾วยลายต฽างๆ ได฾แก฽ ลายกระหนก ลาย
กระจัง ลายประจาํ ยาม ลายพ฽มุ ทรงขา฾ วบิณฑ์ ลายหน฾าขบ

1.8.2 กล฽ุมลายสาํ หรับตกแตง฽ พนื้ ที่ คือ ลายท่ีถูกประกอบข้ึนจากแม฽ลาย หรือกลุ฽มลายสําหรับผูกลาย
เพ่อื ใช฾สําหรบั ตกแตง฽ พ้ืนทีล่ ักษณะต฽างๆ เช฽น ฝาผนัง เครอื่ งใช฾ อาคาร ซง่ึ มี 3 ลักษณะ ไดแ฾ ก฽

1.8.2.1 ลายหน฾ากระดานต฽อเน่ือง คือ ลายประเภทที่ถูกผูกลายขึ้นจนได฾รูปลายใหม฽ เพ่ือ
นําไปใช฾สาํ หรับพ้ืนที่หน฾ากระดานท้ังในแนวต้ังและแนวนอน ลักษณะของกล฽ุมลายต฽างๆท่ีประดิษฐ์ขึ้นจากแม฽
ลาย เช฽น กระหนก ประจํายาม แล฾วนํามาประกอบร฽วมกันเพ่ือใช฾ประดับตกแต฽งได฾ท่ัวไป ประกอบด฾วยลาย
ต฽างๆ ได฾แก฽ ลายรักรอ฾ ย ลายกา฾ นตอ฽ ดอก ลายเกลยี ว ลายเครอื เถา ลายก฾านขด ลายเข฾มขาบ ลายน฽องสิงห์
ลายประแจจนี ลายลกู ฟกั ลายหนา฾ กระดาน

1.8.2.2 ลายพน้ื คือ ลายประเภททถี่ ูกผูกลายข้ึนจนได฾รูปลายใหม฽ เพื่อนําไปใช฾สําหรับพื้นที่
ลักษณะเป็นผืนกว฾าง ลักษณะของกล฽ุมลายต฽างๆที่ประดิษฐ์ขึ้นจากแม฽ลาย เช฽น กระหนก ประจํายาม แล฾ว
นาํ มาประกอบรว฽ มกันเพ่อื ใช฾ประดบั ตกแตง฽ ได฾ทัว่ ไป โดยตวั ลายในกลม฽ุ น้ี จัดอย฽ูในกลุ฽มลายที่มีลักษณะเป็นผืน
หมายถึง การจัดเรียงซํ้าๆกันโดยเว฾นระยะให฾อยู฽ในจังหวะหรือช฽องไฟให฾ดูงามตามพ้ืนที่แบนราบทั่วไป
ประกอบด฾วยลายต฽างๆ ได฾แก฽ ลายดอกลอย ลายโคม ลายราชวัตร ลายแก฾วชิงดวง ลายเฉลว ลายเกราะ
เพชร

1.8.2.3 ลายประกอบพ้ืนที่ คือ ลายประเภทท่ีถูกผูกลายข้ึนจนได฾รูปลาย เพ่ือนําไปใช฾
สําหรับประกอบตกแต฽งพ้ืนท่ีในลักษณะเฉพาะ ซึ่งบางลายมีชื่อเรียกท่ีแสดงถึงพื้นท่ีในการนําไปใช฾ตกแต฽ง
ประกอบด฾วยลายต฽างๆ ได฾แก฽ ลายบัว ลายกระจัง ลายกาบ ลายดาว ลายกรวยเชิง ลายเฟ่ือง ลาย
สาหรา฽ ยรวงผงึ้ ลายลูกฟกั ลายหน฾ากระดาน

1.9 สรุป
ความร฾ูพื้นฐานของศิลปะไทยเป็นองค์ความร฾ูท่ีสําคัญ เสมือนการค฾นหาอดีต เพ่ือให฾เห็นถึง

ความสําคัญของบรรพบรุ ุษผ฾ูสร฾างศิลปะไทย ในการสรา฾ งสรรค์ลวดลายไทยขึ้นมาจากส่ิงแวดล฾อมที่มีอย฽ูรอบตัว
ทั้งรูปแบบลวดลายและการเรียกช่ือ เพ่ือให฾สามารถส่ือสารได฾เข฾าใจตรงกัน และทําให฾เข฾าใจในลักษณะ
โครงสรา฾ งของลวดลายได฾งา฽ ยข้ึน เมื่อเทยี บช่ือลายกบั ธรรมชาตทิ ีป่ รากฏ ดังนัน้ ผเ฾ู รยี นจงึ ควรฝึกสงั เกตลักษณะ
โครงสรา฾ งของลวดลายกับช่ือลายว฽ามีความสัมพันธ์สอดคล฾องกับส่ิงใดท่ีมีอยู฽รอบตัว เพ่ือจะได฾เป็นแนวทาง
การศึกษาให฾เกิดความเข฾าใจและสามารถแยกแยะลักษณะของรปู ลายไดม฾ ากข้นึ

กจิ กรรมที่ 1.1
1. จงอธบิ ายรปู แบบศลิ ปะไทยในยุคสมัยต฽างๆ
2. จงอธบิ ายลกั ษณะแม฽บทที่ใชใ฾ นการเขียนภาพ 4 ประการ ไดแ฾ ก฽ กระหนก นารี กระบี่ คชะ
3. จงอธบิ ายกําเนิดของลายไทยมีอะไรบา฾ ง

16

กจิ กรรมท่ี 1.2
ใหน฾ ักศึกษาเขียนเสน฾ โครงร฽างลาย ไดแ฾ ก฽ เสน฾ ตรง เสน฾ ระนาบ เสน฾ เฉียง วงกลม ตามขนาดท่ีกําหนดให฾

โดยใชไ฾ ม฾บรรทดั หรอื อปุ กรณช์ ฽วยอื่นๆ
วัสดอุ ุปกรณ์
1. กระดาษ A4 (80 แกรม)
2. ดินสอดาํ (ดนิ สอ HB)
3. ปากกาหัวเล็กสีตา฽ งๆ
4. ไม฾บรรทัด หรืออุปกรณ์เครอื่ งช฽วยอน่ื ๆ
วธิ ีการปฏบิ ตั ิงาน
1. แบง฽ เส฾นโครงร฽างลายรูปทรงต฽างๆ ตามรปู แบบท่ีกําหนดให฾
2. เขียนเส฾นโครงร฽างลายดว฾ ยดินสอตามขนาดท่ีกาํ หนดให฾ ได฾แก฽ 6x6 เซนติเมตร และ 6x9 เซนติเมตร

แลว฾ ตัดเส฾นดว฾ ยปากกาสี จํานวน 6 ชุด
ภาพตวั อย่างกิจกรรม 1.2

ภาพท่ี 1.18 โครงรา฽ งลายรูปทรงตา฽ งๆ
(ทมี่ า : จริ ดา แพรใบศรี)

17

เอกสารอา้ งอิง

คณะช฽าง. 2538. ภาพลายไทย. กรุงเทพฯ : คอมม฽า ดไี ซน์ แอนด์ พรน้ิ ท์ จํากดั .
จรี พันธ์ สมประสงค์. 2533. ศป 351 ประวตั ิศลิ ปะ . กรุงเทพฯ : โอเดยี นสโตร.์
ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538. ลายไทย ภาพไทย. กรุงเทพฯ : ศนู ยห์ นังสือจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
ศิรพิ งศ์ พะยอมแย฾ม. 2525. ศิลปกรรมไทยพื้นฐาน ประกอบการศึกษาวชิ าศิลปะวจิ กั ษณ์ ประวตั ิศาสตร์

ศิลปะ. กรงุ เทพฯ : โอ เอส พร้ินติ้งเฮ฾าส์ จํากัด.
ศิริวฒั น์ นารเี ลิศ. 2543. ววิ ฒั นาการของงานศิลปะไทย. 26 พฤษภาคม 2557 .http://www.baanjomyut.com/

library_2/extension-3/evolution_of_thai_art/03.html.
ศุภสิน สารพนั ธ.์ 2545. ศิลปะไทย. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร.์

19

แผนการสอนบทที่ 2

เนือ้ หา
1. ความเปน็ มาของลายกระหนก
2. รปู แบบของลายกระหนก
3. การนาํ ลายกระหนกไปใช฾

วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
1. เพ่อื ให฾นักศึกษามคี วามรู฾ความเขา฾ ใจเกีย่ วกบั ความเป็นมาของลายกระหนก
2. เพือ่ ใหน฾ ักศกึ ษาสามารถจําแนกลักษณะเฉพาะของลายกระหนก
3. เพ่อื ให฾นกั ศึกษามคี วามรู฾ความเข฾าใจโครงสร฾างของลายกระหนก
4. เพื่อใหน฾ กั ศึกษาสามารถระบุการนําลายกระหนกไปใช฾

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เร่ือง ลายกระหนก
2. บรรยายนําและสรุปโดยผู฾สอน
3. อภปิ รายซกั ถามเกีย่ วกบั การนาํ ลายกระหนกไปใช฾
4. นกั ศกึ ษาทํากิจกรรมท฾ายบท
5. ผสู฾ อนวิจารณ์ผลงานของนักศึกษา

สอื่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง ลายกระหนก
2. โปรแกรมสําหรบั แสดงภาพประกอบคําอธิบายเพ่ือการนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตัวอย฽างลายกระหนกและการนาํ ไปใช฾

การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สังเกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหว฽างเรยี น
2. สังเกตจากการมีสว฽ นร฽วมในช้ันเรยี น
3. ประเมินจากกิจกรรมท่ี 2.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมท่ี 2.2 ภาคปฏบิ ัติ

21

บทที่ 2
ลายกระหนก

ความนา
ในกระบวนการลายไทย ลายที่ปรากฏชือ่ สําคัญมากทีส่ ดุ คอื ลายกระหนก เนอ่ื งจากเปน็ แม฽ลายใน

การออกลาย ผูกลายตา฽ งๆ เชน฽ งานจิตรกรรม งานเขียนลายรดนํ้า และการนาํ ไปเป็นลายประดับตกแตง฽
สถาปัตยกรรมตลอดจนวัตถตุ ฽างๆ เชน฽ ลายประดบั ชั้นหลงั คา ลายประดับราชรถ เปน็ ต฾น ซึ่งลายกระหนกมี
รปู แบบของลายท่ีแตกออกจากแม฽ลายหลักออกไปโดยมีรายละเอียดของลายที่แตกตา฽ งกนั

เนือ้ หาประจาบท
2.1 ความเป็นมาของลายกระหนก

ลายกระหนก ศัพท์ตัวเดมิ คาํ ว฽า “กนก” แปลวา฽ ทองคํา ถอื วา฽ เปน็ แม฽ลายทส่ี ําคญั ที่สุดของการ
เขยี นลายไทย (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 30) โดยหากพจิ ารณาลายกระหนกจะพบวา฽ ได฾รับจากศลิ ปะสมัย
ทวารวดี ขอม และปรากฎเดน฽ ชัดในสมัยกรุงศรอี ยุธยา ซ่งึ นิยมการป้ันเป็นหลัก จนสบื เนื่องไปยังสมยั
รัตนโกสนิ ทร์ งานลวดลายกระหนกสว฽ นใหญ฽จะเป็นงานปนู ปนั้ ประดับเจดยี ป์ รางค์ทีไ่ มเ฽ นน฾ ความนูนหนา
เทา฽ กับศิลปะขอม หลงั จากพทุ ธศตวรรษที่ 21 ในรชั สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ไดผ฾ นวกกรุงสุโขทยั ไว฾ใน
อาํ นาจโดยสมบรู ณ์ กระหนกได฾รับอิทธิพลแบบล฾านนาท่ีมวี งโค฾ง ดงั นนั้ กระหนกแบบอยธุ ยาตอนกลางน้ี
จนถึงสมัยรชั กาลสมเด็จพระเจา฾ ปราสาททอง คือช฽วงปลายพุทธศตวรรษท่ี 22 จงึ มกี ารคลี่คลายสะบัดพล้ิว
เปน็ ลกั ษณะสําคญั จนสิน้ สมัยกรุงศรีอยุธยา กระหนกในศิลปะรตั นโกสนิ ทร์ซ่งึ หนงั สอื สมุดตาํ ราลายไทยทพี่ ระ
เทวาภนิ ิมมิตเขียนไว฾ ถือได฾วา฽ เป็นแบบเรียนลายไทยทีม่ ีแบบแผนแสดงออกมาอยา฽ งชัดเจน ซ่ึงกระหนกจะมี
ความหลากหลาย นาํ ศิลปะทุกสมยั มาประดษิ ฐ์เป็นลวดลาย(วสิ ูตร โพธ์เิ งนิ . 2553: 97)

2.2 รปู แบบของลายกระหนก
ลายกระหนกมกั จะเรยี กลายแม฽แบบนี้ว฽า ลายกระหนกสามตัว(ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 30) ซ่ึงมี

ทมี่ าจากกระหนกตวั เหงา หรอื กระหนกตวั เดียว ที่ยังไมไ฽ ด฾แบง฽ ตัว โดยหากแบ฽งตวั แลว฾ จะแบง฽ ได฾เป็น 3 ตวั
ในโครงสีเ่ หลยี่ มผนื ผ฾าแนวตั้งกว฾าง 2 สว฽ น สูง 4 ส฽วน หรอื สามเหลี่ยมปลายแหลม ประกอบด฾วยสว฽ น
ต฽างๆ(ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 35) ดังนี้

2.2.1 ตวั เหงา เป็นลายส฽วนท่ีอย฽ูตอนล฽าง มีโครงสร฾างขมวดควํ่าหน฾าลง แสดงความร฾ูสึก
เศรา฾ ๆเหงาๆ

22.2 ตัวประกบ ลายตวั ท่ี 2 ซ่ึงประกบอย฽ูด฾านหลังของตัวเหงา เป็นตัวลายที่ส฽งให฾เกิดตัว
เหงายอด บางครั้งเรียกว฽า ตวั เกาะเหงา

2.2.3 ตัวเหงายอด คือ ตัวยอดลายของตัวเหงา มีความสําคัญมาก เน่ืองจากเป็นตัวยอด
มองดูโดดเด฽นปลายลายนยิ มเขยี นไหลสะบัดใหอ฾ ฽อนไหวคลา฾ ยเปลวไฟต฾องลม บางคร้งั เรียกว฽า เปลว

22

ภาพที่ 2.1 ลายกระหนกตัวเดียว
(ที่มา : พระเทวาภินิมมิต. 2486: 2)

ภาพท่ี 2.2 ลายกระหนกสามตวั
(ทีม่ า : http://www.kalasinpit.ac.th/elearning/kroosert/data/page_knowlege_5.html)

ลายกระหนกสามตวั เป็นแมล฽ ายซึง่ สาํ คัญท่ีสุด โดยเวลาจะแบ฽งตัวลายให฾เข฾ารูปทรง หรือจะแบ฽งตัว
ลายใหล฾ ะเอยี ดยิง่ ขน้ึ จะตอ฾ งแบง฽ ตัวลายในรปู ลกั ษณะของลายกนกสามตัวท้ังส้ิน ซึ่งลายกระหนกสามตัวเป็น
แม฽บทของกระหนกแม฽ลายอีก 3 ชนิด ที่นํามาขึ้นเป็นรูปหรือเกิดเป็นลายอื่นแตกแขนงออกไปอย฽างไม฽จํากัด
(ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 30) ประกอบด฾วย

1) กระหนกเปลว เป็นการนําลายช฽อกระหนกข฾างหน฾าหรือตัวเหงา หรือกาบของกระหนก
สามตัวออก แล฾วเปล่ียนเป็นกลีบเล้ียงบางๆ ลายกระหนกเปลวนิยมนําไปใช฾ทั่วไป เป็นลายท่ีแ สดง
สญั ลกั ษณ์อนั บ฽งบอกถงึ ความเจริญรุ฽งเรืองของชาติไทย

23

2) กระหนกใบเทศ คือ การแบ฽งตัวใช฾ใบเทศหรือแข฾งสิงห์เกาะอย฽ูกับก฾าน จังหวะของใบ
เทศอยใู฽ นทรงกาบเกาะตดิ หน฾าก฾านเปน็ ระยะ เป็นลายท่ีเหมาะกับงานหลายประเภท เช฽น งานปูนป้ัน งาน
แกะสลัก งายเขยี นลายรดน้ําลงรกั ปดิ ทอง เป็นตน฾ ตัวลายจะประกอบไปดว฾ ยกา฾ น กาบ ตาลาย

3) กระหนกหางโต คอื ลายท่มี ีลักษณะคลา฾ ยหางสิงโตของจรงิ โดยสังเกตจากโคนโตปลาย
เรียวเรียบจะมีขนยาวเปน็ พ฽อู ยู฽ที่ปลายหาง ลักษณะของลายน้ีคือก฾านเล็กเรยี ว มีประดับลายแข฾งสิงห์ข฾างก฾าน
เพอื่ ความงาม ตรงยอดรวมกระหนกออกเป็นพุ฽มช฽อใบเทศ โดยมีตาลายแยกช฽อที่มีท้ังช฽อเล้ียงเพื่อเพิ่มความ
งามของยอด และอีกช฽อแยกออกเป็นเถาโค฾งกลับ ยอดสูงสุดประดับด฾วยกระหนกแข฾งสิงห์ยอดสะบัด
ลักษณะของกระหนกหางโตคล฾ายกับกระหนกใบเทศ ซึง่ เหมาะกับงานปนู ป้ัน งานแกะสลัก ลายฝังมุก หรือ
เขียนลายรดน้าํ ลงรักปดิ ทอง

กระหนกเปลว กระหนกใบเทศ กระหนกหางโต

ภาพท่ี 2.3 ลายกระหนกแมล฽ าย
(ท่มี า : http://www.oknation.net/blog/phaen/2007/05/24/entry-1)

นอกจากแม฽ลายกระหนกดังกล฽าวแล฾ว ลายกระหนกสามตัว ยังเป็นต฾นกําเนิดของกระหนกอีก
มากมาย สามารถประดิษฐ์แบ฽งตัวลายใหล฾ ะเอยี ดขึ้น หรือใหม฾ ีรปู แบบท่ีนําเอาธรรมชาติมาประดิษฐ์ ซึ่งผูกข้ึน
โดยอาศัยแมล฽ ายเปน็ หลกั ในการผูกเป็นแบบอน่ื ๆ หรือเพื่อประกอบกับลายอ่ืนๆในเนื้อท่ีขนาดต฽างๆกัน เช฽น

ผูกเป็นช฽อ เรียกว฽า ช฽อกระหนก ผูกเป็นภาพ เรียกว฽า ภาพกระหนก ผูกในทรงดอกบัว เรียกว฽า บัว
กระหนก เปน็ ตน฾ ซ่งึ มีรูปแบบตา฽ งๆ(ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 39-56) ดงั น้ี

1) กระหนกนารี เกิดจากการแบ฽งตัวลายในกระหนกสามตัวให฾ละเอียดเท฽าที่จะแบ฽งได฾ ใน
เน้อื ที่กระหนกสามตัวตามความเหมาะสม มที ง้ั ชนดิ เปลวและใบเทศ

2) กระหนกหางหงส์ หรือ กระหนกหางกินนร เกิดจากการแบ฽งตัวลายในกระหนกสามตัว

ใหล฾ ะเอยี ดขนึ้ เหมือนกระหนกนารี
3) กระหนกนาค มีรปู เหมอื นกระหนกสามตวั แตผ฽ ูกเป็นหวั นาคประกอบเป็นตัวกระหนก

4) กระหนกเคล฾าภาพ คือการผูกลวดลายประกอบภาพและเรือ่ งราว สดุ แล฾วแตจ฽ ะผกู ขน้ึ

24

5) กระหนกก฾านขด คือการผกู ลายใหอ฾ ย฽ใู นลกั ษณะเปน็ กา฾ นกระกนกม฾วนขด ประกอบด฾วย
กาบ ตัวเหงา นกคาบ หน฾าขบ และตัวยอด ซ่ึงสามารถประดิษฐ์เป็นช฽อหรือภาพใดๆให฾อยู฽ในท฽วงทีของ
ก฾านเถา

6) กระหนกรวงขา฾ ว คอื การผกู ลายเป็นลกั ษณะกอกระหนก เลยี นแบบกอต฾นข฾าวหรือต฾นไม฾
ประเภทกอ มที ้ังชนิดผกู ลายดว฾ ยเปลวและใบเทศ มกั ประกอบตกแตง฽ คละเคล฾าด฾วยภาพตา฽ งๆ

7) กระหนกพะเนียง คือการผูกลายเป็นลักษณะกอกระหนก แต฽ลักษณะลวดลายอยู฽ใน
ลกั ษณะพง฽ุ ออกจากแกนกลางเป็นดอกพุ฽มข฾าวบิณฑ์บา฾ ง เป็นกระหนกเปลวบ฾าง เหมือนดอกไม฾ไฟถูกจุดให฾ลุก
เปน็ ช฽องาม เรยี กว฽า ไฟพะเนยี ง

8) กระหนกนกคาบ คือ มีลกั ษณะเป็นรปู หนา฾ สัตวด์ ฾านเส้ยี ว ท่ีเรยี กว฽า นกคาบ และเป็น
รปู หน฾าสตั ว์ด฾านอดั เรียกว฽า หนา฾ ขบ

9) กระหนกผกั กูด มีทรงเหมอื นกระหนกสามตัว แต฽ส฽วนปลายหรือส฽วนยอด อยู฽ในลักษณะ
ขดหรือม฾วนขมวดคล฾ายผักกูด หรือเรียกว฽า กระหนกยอดกลับ หรือ กระหนกเขมร เป็นลายประดิษฐ์ตาม
แบบลายขอม ไมอ฽ ยใ฽ู นทว฽ งทีกระหนกแบบไทย จึงน฽าจะเรียกว฽า ลายผกั กูด

กระหนกหางหงส์ กระหนกนาค กระหนกผักกูด กระหนกก฾านขด

กระหนกนกคาบ กระหนกพะเนียง กระหนกรวงข฾าว กระหนกเคล฾าภาพ

ภาพท่ี 2.4 ลายกระหนกตา฽ งๆ
(ท่ีมา : ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 46-53 )

25

2.3 การนาลายกระหนกไปใช้
ลายกระหนก เป็นชื่อลายเถาจาํ พวกหนงึ่ หลักของกระหนกมาจาก กอ กาบ ก่งิ ก฾าน ใบ แล฾ว

ผกู เคลา฾ คละหาจังหวะ เถา ชอ฽ ชอ฽ งไฟ เกดิ ขน้ึ เป็นลวดลายสวยงามประดบั ลงบนพื้นท่ีในลกั ษณะตา฽ งๆ เช฽น
กระหนกหางกนิ นรใชผ฾ กู ลาย กระหนกนกคาบใชใ฾ นการผูกลายเป็นสว฽ นประกอบของชอ฽ เถา กา฾ น เพื่อใหเ฾ ปน็
ตัวตอ฽ ลายและแยกลาย กระหนกทา฾ ยเกรนิ ทป่ี ระดบั อยด฽ู ฾านหวั ท฾ายของราชรถ บษุ บกทา฾ ยเกรนิ กระหนก
นาคใชป฾ ระดบั เรือพระทีน่ ่ัง ใชป฾ ระดบั ช้นั หลังคามักทําเปน็ รูปหัวนาคในสว฽ นหางหงส์ เรียกวา฽ หางหงส์หวั
นาค (ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 47-56)

บษุ บกทา฾ ยเกรนิ กระหนกนาคประดบั เรอื พระทนี่ ัง่
(ที่มา : http://www.reurnthai.com/index.php?topic) (ทม่ี า : http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock

/2011/10/O11195446/O11195446.html )

เกรนิ ด฾านหน฾าของเวชยันตราชรถ จําหลกั เป็นลายพญานาค
(ที่มา : http://www.neutron.rmutphysics.com/teachingglossary/index.

php?option=com_content&task=view&id=5134&Itemid=17)

ภาพท่ี 2.5 การนําลายกระหนกไปใช฾

26

2.5 สรปุ
ลายกระหนกเป็นแมล฽ ายทสี่ ําคัญท่ีประกอบในลายต฽างๆของลายไทย รวมถึงเป็นลายท่ีปรากฏอยู฽ใน

งานประดับสถาปัตยกรรมและวัตถุต฽างๆ ซ่ึงมีรูปลายท่ีมีวัฒนาการแตกต฽างกันไปตามยุคสมัย ตลอดจนมี
รูปแบบท่ีหลากหลาย ที่สามารถประดิษฐ์รูปลายเพื่อนําไปใช฾งานให฾เหมาะสมกับพ้ืนท่ีลักษณะต฽างๆตาม
จดุ มง฽ุ หมายของผ฾ูสร฾างงาน ดงั น้ันผ฾ูเรยี นจึงควรฝึกสังเกตลักษณะโครงสร฾างของลวดลาย และการนาํ ลวดลายไป
ใชท฾ ั้งในการประกอบลายและการใชใ฾ นพืน้ ทตี่ า฽ งๆ เพ่ือให฾สามารถเข฾าใจและนําลายกระหนกไปประยุกต์ใช฾ให฾
เหมาะสมกับยุคสมัย

กจิ กรรมที่ 2.1
1.จงอธบิ ายความเป็นมาของลายกระหนก
2.จงอธบิ ายรปู แบบของลายกระหนกสามตัว
3. จงอธบิ ายความแตกตา฽ งของลายกระหนกเปลว ลายกระหนกใบเทศ ลายกระหนกหางโต
4. จงอธบิ ายการนาํ ลายกระหนกไปใช฾

กจิ กรรมท่ี 2.2
ให฾นักศึกษาเขียนและตัดเส฾นลงสีลายกระหนกเปลว ลายกระหนกใบเทศ ลายกระหนกหางโต ตาม

ข้นั ตอนลงบนลวดลายที่คัดลอกแลว฾
วัสดุอุปกรณ์
1. กระดาษ A4(100 ปอนด์)
2. ดินสอดาํ (ดินสอ HB)
3. ปากกาสีตา฽ งๆ
4. สโี ปสเตอร์
5. พ฽ูกันเบอร์เลก็
6. ภาพลายไทยต฾นแบบ
วธิ ีการปฏบิ ัติงาน
1. ลอกลายกระหนกเปลว ลายกระหนกใบเทศ ลายกระหนกหางโต จากภาพต฾นแบบ จํานวนลายละ

3 ภาพ ลงกระดาษแลว฾ ตดั เส฾นด฾วยดนิ สอ
2. ลงนํา้ หนกั ด฾วยเสน฾ ดนิ สอ แล฾วตดั เส฾นดว฾ ยปากกาหัวเล็กหรือพ฽กู นั เบอรเ์ ลก็
3. ลงนาํ้ หนกั ด฾วยเสน฾ ดินสอ แลว฾ ลงสี(ใชส฾ ไี มน฽ อ฾ ยกว฽า 3 ส)ี แล฾วตัดเสน฾ ด฾วยปากกาหรอื พก฽ู ันเบอร์เล็ก

27

ภาพตวั อยา่ งกจิ กรรม 2.2

ภาพที่ 2.6 ผลงานการเขยี นลายกระหนก
(ท่มี า : ผลงานของนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าศิลปประยุกต์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ชนั้ ปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2555)

28

เอกสารอ้างองิ

ชว฽ ง สเลลานนท.์ 2494. ศลิ ปไทย.งานพระราชทานเพลิงศพ พระยาประเสรฐิ ศุภกจิ วันท่ี 4 มีนาคม 2494 ณ
เมรุวัดเทพศริ ินทราวาส กรงุ เทพฯ

ตองเจด็ (นามสมมติ). 2554. เรอื พระราชพิธี. 24 ตุลาคม 2558.http://topicstock.pantip.com/camera/
topicstock/2011/10/O11195446/O11195446.html.

พระเทวาภินมิ มิต. 2486. สมุดตําราลายไทย . กรงุ เทพฯ: นครเขษมบค฿ุ สโตร์.
ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538. ลายไทย ภาพไทย. กรุงเทพฯ: ศนู ย์หนงั สือจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
ประวัติ พระมหาพชิ ยั ราชรถ และเวชยันตราชรถ.30 ตลุ าคม 2558.http://www.neutron.rmutphysics.

com/teachingglossary/index.php?option=com_content&task=view&id=5134&Itemid=1
ประเสริฐ สองสี. 2558. แผนจดั การเรยี นร฾วู ิฃาศิลปะพนื้ ฐาน สาระหลักที่ 1 (ทศั นศิลปส฼ ร฾างสรรค์). 24 ตุลาคม

2558.http://www.kalasinpit.ac.th/elearning/kroosert/data/page_knowlege_5.html.
วสิ ตู ร โพธเิ์ งนิ . 2553. การพัฒนาระบบการจัดการความร฾ูศิลปะไทยเพื่อส฽งเสริมความคิดสร฾างสรรคใ์ นการออก

แบบของนักศกึ ษาศิลปะ.วทิ ยานิพนธ์หลกั สูตรปรัชญาดษุ ฎบี ัณฑติ สาขาวิชาอุดมศึกษา คณะครุ
ศาสตร์ .กรงุ เทพฯ :จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ศริ พิ งศ์ พะยอมแย฾ม. 2525. ศลิ ปกรรมไทยพื้นฐาน ประกอบการศึกษาวิชาศลิ ปะวจิ ักษณ์ ประวัตศิ าสตร์
ศิลปะ. กรุงเทพฯ: โอ เอส พรนิ้ ตง้ิ เฮ฾าส์ จาํ กดั .
ศุภสนิ สารพนั ธ์. 2545. ศลิ ปะไทย. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์.
สอนสุพรรณ(นามสมมติ). 2553. การเขยี นลายเกราะเพชร(ลายเฉลวฮ฽อ). 24 ตลุ าคม 2558. http://www.
oknation.net/blog/phaen/2010/12/15/entry-1
Jean1966(นามสมมติ). 2552. เอกศิลปะในสมัยปฐมบรมราชจกั รีวงศ์. 24 ตุลาคม 2558. http://www.
reurnthai.com/index.php?topic.

29

แผนการสอนบทที่ 3

เนื้อหา
1. ความเป็นมาของลายกระจงั
2. รูปแบบของลายกระจงั
3. การนาํ ลายกระจงั ไปใช฾

วัตถุประสงค์การเรียนรู้
1. เพอ่ื ให฾นักศึกษามีความร฾ูความเข฾าใจเกี่ยวกบั ลายกระจัง
2. เพอ่ื ให฾นกั ศกึ ษาสามารถจําแนกรปู แบบของลายลายกระจัง
3. เพือ่ ใหน฾ กั ศกึ ษามคี วามร฾ูความเข฾าใจโครงสรา฾ งและการจดั วางของลายลายกระจัง
4. เพอื่ ให฾นกั ศึกษาสามารถระบวุ ิธกี ารนําลายกระจังไปใช฾

กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง ลายกระจงั
2. บรรยายนาํ และสรปุ โดยผูส฾ อน
3. อภปิ รายซกั ถามเก่ยี วกับการนาํ ลายกระจงั ไปใช฾
4. นักศกึ ษาทาํ กจิ กรรมทา฾ ยบท
5. ผูส฾ อนวจิ ารณ์ผลงานของนักศึกษา

ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง ลายกระจงั
2. โปรแกรมสําหรับแสดงภาพประกอบคําอธิบายเพ่ือการนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยา฽ งลายกระจังและการนําไปใช฾

การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤติกรรมความสนใจในระหวา฽ งเรยี น
2. สังเกตจากการมีสว฽ นร฽วมในชน้ั เรยี น
3. ประเมินจากกิจกรรมที่ 3.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมที่ 3.2 ภาคปฏิบตั ิ

31

บทท่ี 3
ลายกระจงั

ความนา
การประดับตกแต฽งในงานศลิ ปะไทยน้นั มักมชี ั้นเชิงและความสลบั ซับซ฾อนในการใช฾ลวดลาย ทแ่ี มด฾ ู

จากภายนอกอาจมีรูปรา฽ งลักษณะลายท่ีเหมือนกัน หากแต฽เม่ือนาํ ไปถกู จัดวางในพื้นท่ีทแ่ี ตกต฽างกนั การเรยี ก
ขานช่ือลายจงึ แปรเปลีย่ นไปตามหน฾าท่ีการใช฾งาน ลายกระจงั คอื ลายทอี่ ย฽ใู นรปู ทรงของดอกบวั ซึง่ มีลักษณะ
คลา฾ ยคลึงกับลายบวั หากแตล฽ ายละเอียดของตัวลายและหนา฾ ที่ในการนาํ ไปใช฾งานแตกต฽างกัน

เนอ้ื หาประจาบท
3.1 ความเป็นมาของลายกระจัง

ลายกระจังเปน็ ลายสาํ คัญ จัดเปน็ แมล฽ ายท่ีสามารถนําไปประกอบกบั ลายอน่ื และแตกแขนงออกเป็น
ลายต฽างๆไดอ฾ กี มาก สามารถพบเหน็ ท่วั ไปในศิลปกรรมไทย รปู รา฽ งรูปทรงของตัวกระจังมีการกลา฽ วถงึ ท่มี าว฽า
มาจากทรงของดอกบวั ตัดขวั้ และกลีบบวั หรอื อาจมาจากส฽วนของตาทตี่ ิดอย฽ตู ามปลอ฾ งออ฾ ย หรืออาจมาจาก
ใบไมเ฾ ลก็ ๆมีใบเป็นหยกั หรอื ส฽วนบนดา฾ นหลงั ของเปลือกหอยเบ้ียท่ีเป็นรูปสามเหลยี่ มนูนโคง฾ ลายกระจังจงึ
เปน็ ชอื่ ทไ่ี ปพอ฾ งเกีย่ วข฾องกบั ส่ิงตา฽ งๆเหลา฽ น้นั (ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 189-203)

3.2 รปู แบบของลายกระจงั
ลักษณะรูปแบบของลายกระจัง(โพธิ์ ใจออ฽ นนอ฾ ม. 2550: 3-8,ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 189-203)

มดี งั นี้
3.2.1 กระจังฟนั ปลา ทรงอย฽ูในรปู ส่ีเหล่ียมด฾านเท฽า มีรูปเป็นสามเหล่ียมยอดเรียวแหลม เป็นที่มา

ของกระจังตาอ฾อยหรือกระจังใบเทศ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว฽าเป็นตัวย฽อของกระจังใบเทศและกระจังตาอ฾อย
เพราะเม่ือเขียนบัวหงายหรือบัวคว่ํา เมื่อย฽อเล็กท่ีสุดก็จะใช฾กระจังฟันปลาแทน กระจังฟันปลาเป็นลาย
ตดิ ต฽อกนั ซ฾ายและขวา

3.2.2 กระจังใบเทศ อย฽ูในทรงเดียวกับกระจังตาอ฾อยและกระจังฟันปลา แต฽ภายในตัวมีสอดไส฾ลาย
มีการแบง฽ ตัวไดห฾ รือสอดไส฾ได฾หลายวิธี เมื่อตัวย่ิงโตข้ึนย่ิงแบ฽งตัวได฾มากขึ้น การแบ฽งจังหวะรอบตัวนี้เรียกว฽า
แขง฾ สิงห์

3.2.3 กระจงั เจิม มีรูปแบบเหมอื นกระจังปฏญิ าณแตม฽ ขี นาดเล็กกว฽า เป็นลายติดต฽อซ฾ายขวา
3.2.4 กระจังปฏิญาณ หรือ กระจังหู มีรูปทรงของลายเป็นทรงพุ฽มสามเหลี่ยมอย฽ูภายในกรอบ
สี่เหลี่ยมผืนผ฾า ตอนบนมีทรงเหมือนกระจังใบเทศ แล฾วต฽อก฾านลงมาอีกคร่ึงส฽วนทั้งซ฾ายและขวา และทํา
เป็นตัวเหงาหันหลังชนกัน มีตาอ฾อยหรือกระจังใบเทศเป็นตัวห฾าม ทําเป็นลายหน฾ากระดานติดต฽อกันซ฾าย
ขวา เมือ่ ถงึ ตวั สดุ ทา฾ ยโดยเฉพาะส฽วนท่ีเปน็ มุม เมอ่ื มองดน฾ ข฾างจะเห็นเพยี งครงึ่ ตัว เรยี กว฽า กระจังหู
3.2.5 กระจงั รวน คอื กระจังปฏิญาณทม่ี ียอดเอนไปทงั้ ซ฾ายและขวา คือการทาํ ยอดกระจังปฎิญาณ
ให฾ปลายสะบดั ไปทางใดทางหนง่ึ หรอื สะบดั ปลายเปน็ เปลว
3.2.6 กระจงั หยวก เกดิ จากงานแทงหยวกกล฾วยหรือเครื่องสด ประกอบด฾วย

3.2.6.1 กระจงั ฟนั ปลา มลี ักษณะสามเหลย่ี มทม่ี ียอดแหลม 1 ยอดเรียงตอ฽ เน่อื งกนั

32

3.2.6.2 กระจงั ฟนั สาม มีลักษณะสามเหล่ยี มทม่ี ียอดแหลม 3 ยอด
3.2.6.3 กระจังฟนั หา฾ มีลักษณะสามเหล่ยี มท่มี ยี อดแหลม 5 ยอด
3.2.6.4 กระจังบายศรี มีลกั ษณะสามเหลี่ยมเรียงซอ฾ นกันเหมือนกลีบใบตองในพานบายศรี

กระจงั ตาอ฾อย(บวั )

กระจังใบเทศ

กระจังหู หรอื กระจังปฏิญาณ

กระจังรวน

ภาพที่ 3.1 ลายกระจัง
(ทมี่ า : http://53011124003.blogspot.com/2013/05/blog-post_20.html)

33

กระจังฟนั ปลา กระจงั รวนฟันสาม

กระจงั รวนฟนั หา฾ กระจังบายศรี

ภาพท่ี 3.2 กระจงั หยวก
(ท่ีมา : ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 202)

3.3 การนาลายกระจังไปใช้

การนาํ ลายกระจงั ไปใช฾ (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 189-203) สามารถแบ฽งออกได฾ 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี
3.3.1 การนําไปใชท฾ ว่ั ไป เช฽น งานปัน้ งานแกะสลัก ใช฾ประดับตามพระราชยาน, บุษบก, หน฾าบัน,
ฐานพระพุทธรปู เปน็ ตน฾ โดยมีลกั ษณะการนาํ ไปใช฾งานดงั น้ี

3.3.1.1 กระจังปฏิญาณ หรือ กระจังหู ใช฾สําหรับงานใหญ฽ เช฽น หน฾าบันโบสถ์ วิหาร
ประดบั เสาและฐานที่แกะสลกั ดว฾ ยไม฾หรือปูนปั้น และยังนิยมใช฾ประดับตามบุษบกและธรรมาสน์ ถ฾าลายโต

ขนึ้ กม็ ีการสอดไส฾บากแบ฽งตวั ใหล฾ ะเอยี ดขึ้นได฾ และใชเ฾ ป็นลายตดิ ตอ฽ กนั ได฾ท้งั ซา฾ ยและขวา
3.3.1.2 กระจังเจิม ใช฾เดินตามเส฾นขอบลาย ใช฾ติดลดหล่ันรองจากกระจังปฏิญาณตาม

หนา฾ กระดานฐานพระ , หนา฾ บันโบสถ์ วิหาร , บษุ บก เปน็ ต฾น

3.3.1.3 กระจังรวน การติดต้ังลายเอายอดลง เปน็ ลายประกอบรวมไปกับลายอ่นื ๆขา฾ งต฾น
3.3.1.4 กระจงั ตาอ฾อย ใชป฾ ระกอบตามขอบลาย

3.3.1.5 กระจังใบเทศ ใชเ฾ ดนิ ตามเสน฾ ขอบลายเช฽นเดยี วกับกระจังตาอ฾อย แต฽ถ฾าจะเทียบ
สัดส฽วนกนั แล฾ว กระจังใบเทศจะตอ฾ งโตกวา฽ กระจงั ตาอ฾อย มิฉะนั้นการแบ฽งซอยตัวจะเล็กและละเอียดเกินไป
ทําให฾ไม฽งาม กระจังใบเทศใช฾แทนบัวแทงลาย สําหรบั ประกอบงานใหญๆ฽

34

ภาพที่ 3.3 วธิ ีการวางลายกระจัง
(ทมี่ า : ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 200)

ภาพท่ี 3.4 การนาํ ลายกระจงั ไปใช฾
(ทม่ี า : ภาพถ฽ายโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2552)

35

3.3.2 การนําไปใช฾ในงานแทงหยวกกล฾วยหรือเคร่ืองสด แทงหยวก คือ งานแกะสลักลงบนหยวก
กล฾วย เปน็ การแกะสลักของสดสาํ หรับใชใ฾ นงานที่มีระเวลาสั้นๆ เช฽น งานประดับเมรุศพ การแทงหยวกเกิด
ขึน้ มาจากการเผาศพของชาวบ฾าน โดยในสมัยโบราณนิยมเผาศพกันกลางแจ฾ง เพราะยังไม฽มีการก฽อสร฾างฌา
ปนสถาน เม่ือจะเผาก็ขุดศพขึ้นมาทําความสะอาดให฾เหลือแต฽กระดูก แล฾วนํามาบรรจุลงในโกศ เพ่ือนําไป
บําเพ็ญกุศลบนเชิงตะกอนก฽อนที่จะทําพิธีเผา ช฽างแทงหยวกจะนํากาบกล฾วยมาแทงเป็นลวดลายต฽างๆ ให฾
เหมาะสมกับฐานะของผ฾ูตายหรือฐานะของเจ฾าภาพ วัสดุที่ใช฾แทงหยวกนอกจากกาบกล฾วยแล฾ว ยังใช฾ฟักทอง
มนั เทศ หวั ผักกาด มนั แกว มะละกอ มาประดิษฐ์เป็นรูปลายต฽างๆมาประดับเชิงตะกอน ซ่ึงภาษาช฽างเรียกว฽า
“การแทงหยวกประกอบเคร่อื งสด” การแทงลวดลาย นิยมแบ฽งลวดลายออกเป็นชั้นเชิงตะกอน ต้ังแต฽ 3 ช้ัน
ขน้ึ ไป และมีเสาเชิงตะกอนตั้งแต฽ 8 เสา ถึง 12 เสา การสร฾างสรรค์ลวดลายโดยช฽างจะมีลายต฽างๆที่สืบทอด
กนั มา ชา฽ งมกั ใชล฾ ายไทยโบราณเปน็ ลายมาตรฐาน ทั้งน้ี ช฽างไดม฾ ีการประยุกต์ลายขนึ้ มาใหม฽บ฾าง เช฽น ลาย
น฽องสิงห์หรือแข฾งสิงห์ ลายหน฾ากระดาน ลายเสา และลายกระจังหรือลายบัวคว่ํา เป็นต฾น ซ่ึงปัจจุบันก็ยังใช฾
ลายไทยแบบดัง้ เดิมอยู฽ ซึ่งลายส฽วนใหญท฽ ใ่ี ช฾ ได฾แก฽

1) กระจงั ฟันปลา หรอื ลายฟนั หน่ึง เปน็ ลวดลายเบอ้ื งตน฾ สําหรับผ฾ทู ี่เรมิ่ ฝึกหัดแทงหยวก
จะตอ฾ งฝกึ ฝนใหเ฾ กดิ ทกั ษะความชาํ นาญ ขนาดของฟนั จะต฾องเท฽ากันทุกซี่ แทงเปน็ เส฾นตรงไมค฽ ดโค฾ง และต฾อง
ฉลุใหเ฾ ท฽ากนั ทงั้ สองดา฾ น ลายฟนั หนง่ึ เปน็ ลวดลายท่ชี า฽ งแทงหยวกใชก฾ ันทกุ ท฾องถิน่ มีทัง้ ฟนั ขนาดเลก็ และฟัน
ขนาดใหญ฽ ลายฟนั หนงึ่ ขนาดเลก็ เรียกวา฽ ลายฟนั ปลา ลายฟันหนง่ึ เมอ่ื แทงและแยกลายออกจากกนั แล฾ว
สามารถนาํ ไปใชไ฾ ด฾ทั้งสองข฾าง

2) กระจงั ฟันสาม
3) กระจังฟนั ห฾า
4) กระจังบายศรี สว฽ นมากแกะดว฾ ยไม฾หรือสลักด฾วยกระดาษ

ภาพท่ี 3.5 งานแทงหยวก
(ที่มา : http://www.stou.ac.th/study/sumrit/7-58/page2-7-58.html)


Click to View FlipBook Version