The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ศิลปะไทย สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และผู้สนใจทั่วไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirada praebaisri, 2021-04-22 10:15:53

ศิลปะไทย

เอกสารประกอบการเรียนการสอน รายวิชา ศิลปะไทย สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และผู้สนใจทั่วไป

Keywords: ศิลปะไทย

95

9.2.5 ลายสาหร฽ายรวงผ้ึง คือ ลายเฉพาะสําหรับประดับอุโบสถบริเวณมุขโถงระหว฽างเสาทั้งสองกับข่ื อ
สาหรา฽ ย คอื ลายยอ฾ ยตดิ กับเสามขุ โถงด฾านหน฾าพระอุโบสถ(ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 113-117)

ภาพที่ 9.11 การนําลายสาหรา฽ ยรวงผ้งึ ไปใช฾
(ทม่ี า : https://watkasattra.wordpress.com/author/rmuttchannel/page/3/)
9.3 สรปุ
ลวดลายไทยมรี ปู ลายที่หลากหลาย และสามารถนํามาประดิษฐ์ให฾เกิดชุดลวดลายใหม฽ และช่ือลายที่บ฽งบอก
ลักษณะพ้นื ที่ของการใช฾ประดบั ตกแตง฽ เพอื่ ให฾เกิดความสวมงามนา฽ ชม ตลอดจนการถา฽ ยทอด สื่อสารใหก฾ ับผ฾ูเรียนหรือ
กลม฽ุ ช฽างที่ทาํ งานร฽วมกัน มีความเข฾าใจตรงกนั ในลกั ษณะของตัวลาย ดังนั้นผู฾เรียนจึงควรฝึกสังเกตลักษณะโครงสร฾าง
ของลวดลายกับช่ือลายว฽ามีความสัมพันธ์สอดคล฾องกับสิ่งใดท่ีมีอยู฽รอบตัว เพ่ือจะได฾เป็นแนวทางการศึกษาให฾เกิด
ความเข฾าใจและสามารถแยกแยะลกั ษณะของรปู ลายไดม฾ ากข้ึน
กจิ กรรมที่ 9.1
1. จงอธิบายรปู แบบของลายประกอบพืน้ ที่แต฽ละชนดิ
2. จงอธบิ ายการนาํ ลายประกอบพืน้ ที่แต฽ละชนดิ ไปใช฾
กิจกรรมท่ี 9.2
ใหน฾ ักศกึ ษานาํ ลายประกอบพืน้ ที่มาประยุกตใ์ ชใ฾ นการออกแบบการด์ ขนาด 5x7 นวิ้
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. กระดาษ (100 ปอนด์)
2. กระดาษชานอ฾อย

96

3. ดินสอดาํ (ดินสอ HB)
4. สโี ปสเตอร์สีตา฽ งๆ
5. ไม฾บรรทดั
6. มดี คตั เตอร์
7. กาว
8. ภาพลายไทยตน฾ แบบ
วิธกี ารปฏบิ ัตงิ าน
1. เลือกลวดลายลาย มาจัดองคป์ ระกอบในพืน้ ที่ตามท่กี ําหนดให฾
2. ลอกลายดว฾ ยดินสอลงบนกระดาษ(100 ปอนด์)
3. ลงสแี ลว฾ ตัดเส฾น
4. นํากระดาษ(100 ปอนด)์ ทล่ี งสตี ดั เสน฾ แล฾วมาตดิ บนกระดาษชานออ฾ ย

ภาพตวั อยา่ งกิจกรรม 9.2

ภาพที่ 9.12 ผลงานการ์ด
(ที่มา : ผลงานของนักศึกษาสาขาวชิ าศิลปประยกุ ต์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ชั้นปที ่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2554)

97

เอกสารอ้างองิ

ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538.ลายไทย ภาพไทย. กรุงเทพฯ: ศนู ย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
พระเทวาภินมิ มติ . 2546. สมุดตําราลายไทย. กรงุ เทพฯ: องคก์ ารคา฾ ของครุ สุ ภา.
rmuttchannel(นามสมมติ). 2556. วัดกษัตราธิราช. 29 ตลุ าคม 2558. https://watkasattra.wordpress.com/

author/rmuttchannel/page/3/.

99

แผนการสอนบทท่ี 10

เนือ้ หา
1. ความเปน็ มาของลายบัว
2. รปู แบบของลายบวั
3. การนาํ ลายบัวไปใช฾

วัตถุประสงค์การเรยี นรู้
1. เพอื่ ใหน฾ ักศกึ ษามีความร฾ูความเขา฾ ใจเกี่ยวกบั ลายบัว
2. เพ่ือใหน฾ ักศกึ ษาสามารถจําแนกรปู แบบของลายบวั
3. เพื่อใหน฾ ักศึกษาสามารถระบุหน฾าท่ขี องลายบวั
4. เพอ่ื ให฾นกั ศึกษาสามารถนําลายบัวมาประยุกต์ใชใ฾ นการออกแบบผลติ ภัณฑ์

กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เร่ือง ลายบัว
2. บรรยายนําและสรปุ โดยผสู฾ อน
3. ผส฾ู อนแบ฽งกลุ฽มนกั ศกึ ษาให฾ศกึ ษารูปแบบของกล฽มุ ลายบวั
4. อภปิ รายซกั ถามเก่ยี วกับการนาํ เครอ่ื งประกอบลายไปใชผ฾ ูกลาย
5. นกั ศึกษาทํากจิ กรรมทา฾ ยบท
6. ผส฾ู อนวจิ ารณ์ผลงานของนกั ศกึ ษา

สอ่ื การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง ลายบวั
2. โปรแกรมสําหรับแสดงภาพประกอบคําอธิบายเพอื่ การนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตัวอย฽างลายบวั
4. ภาพตัวอย฽างการนาํ ลายบวั มาประยุกตใ์ ชใ฾ นการออกแบบ

การวัดผลและประเมินผล
1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหวา฽ งเรียน
2. สงั เกตจากการมสี ฽วนรว฽ มในช้นั เรียน
3. ประเมนิ จากกจิ กรรมกลมุ฽ กิจกรรมท่ี 10.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมท่ี 10.2 ภาคปฏิบัติ

101

บทที่ 10
ลายบัว

ความนา
ลายบัวเปน็ ลายพืน้ ฐานทีถ่ ูกนํามาประดษิ ฐข์ น้ึ เป็นลวดลายประดับในพ้ืนที่ต฽างๆ ท้ังลายเขียนและลายประดับ

วตั ถุ โดยเฉพาะในงานสถาปัตยกรรมที่มกั ปรากฏลายบวั ตามสว฽ นตา฽ งๆ โดยมากมักจะใชป฾ ระดับฐาน ปลายเสา ขอบ
ล฽างของผนังโบสถ์ วิหาร กลบี ขนนุ ปรางค์ และยอดมณฑป เป็นตน฾

เนอื้ หาประจาบท
10.1 ความเป็นมาของลายบวั

บัวเปน็ พนั ธไุ์ ม฾ทนี่ ยิ มใช฾รูปดอกเป็นสญั ลักษณใ์ นศาสนาพุทธและพราหมณ์ รูปทรงของดอกบัวเปน็ ตน฾ เคา฾ หรอื
บ฽อเกดิ ของลายไทย โดยใช฾เส฾นรอบนอกนาํ มาสร฾างรปู ตา฽ งๆ ท้ังในการเขียนภาพ ป้ันสลกั และงานสิ่งก฽อสรา฾ ง
(ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 126)

ดอกบวั หลวง ดอกบวั สัตตบงกช ดอกบวั สัตตบษุ ย์

ชายธง ลายบวั กระหนก ลายกรวยเชงิ

ภาพที่ 10.1 ดอกบัวบอ฽ เกดิ แห฽งลายไทย
(ทีม่ า : ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 18)

102

10.2 รปู แบบของลายบัว
ลายบัวทม่ี ีปรากฏเปน็ ชอื่ ลาย มรี ูปแบบ(ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 126-155) ดงั นี้
10.2.1 บัวคว่ํา บัวหงาย คือ ลายท่ีใช฾คู฽กัน บัวควํ่าอย฽ูส฽วนล฽างของฐาน บัวหงายอย฽ูส฽วนบนฐาน โดยฐานน้ี

เรยี กว฽า ฐานบวั หรอื ฐานปทั ม์
10.2.2 บัวกลีบขนนุ คือ บัวประดิษฐท์ ีม่ ลี ักษณะกลบี บวั ปูานส้นั
10.2.3 บัวแวง คอื กลบี ของบัวชนดิ บวั สาย มีลกั ษณะกลบี ตงั้ ยาว
10.2.4 บัวเกสร คือ องคป์ ระกอบเชิงศิลปท฼ ป่ี ระดษิ ฐข์ ึน้ เลียนแบบธรรมชาติ มีลักษณะเป็นบัวกลีบเรียวยาว

ตามแนวตง้ั และมคี วามเรยี วยาวมากกวา฽ บวั แวง
10.2.5 บวั คอเส้ือ หรอื บัวกระจบั มีทีม่ าจากลายประดบั คอเสื้อสมัยโบราณ ทํารูปคล฾ายกลีบบัวยาวปกสอง

ขา฾ งไหล฽
10.2.6 บัวปากฐาน คือ องค์ประกอบศิลป฼ท่ีประดิษฐ์เลียนแบบธรรมชาติ มีรูปกลีบตั้งยาว ตัวกลีบ

ประดษิ ฐเ์ ป็นแผน฽ ตง้ั ตรง ปลายกลบี ผายเปดิ ออกรบั ส฽วนบนท่ียื่นเกนิ สว฽ นลา฽ ง
10.2.7 บัวปากปลงิ คือ มลี กั ษณะรปู ขา฾ งของกลีบบัวควาํ่ แตม฽ ีสว฽ นลา฽ งโค฾งเว฾าเข฾าภายใน
10.2.8 บัวหลงั เจียด คือ บวั ควํ่าท่ีมีสว฽ นทอดยาวและมปี ลายเปดิ ไปในแนวขนาน เรยี กอกี อย฽างวา฽ บัวถลา
10.2.9 บวั ฟันยกั ษ์ คือ องค์ประกอบเชิงศิลปร฼ ปู กลีบบวั ท่ีมลี กั ษณะสว฽ นยอดของกลีบปูานบน มีรูปคล฾ายซ่ี

ฟันของยกั ษ์ในรูปทางจิตรกรรม
10.2.10 บัวลูกแก฾ว คือ เส฾นประดิษฐ์ที่เป็นองค์ประกอบในเชิงศิลปะที่มีความนูนครึ่งวงกลมบนพื้นระนาบ

เรยี บ และมีความยาว
10.2.11 ลวดบัวลูกแก฾ว(อกไก฽) คือ ส่ิงประดิษฐ์ที่มีความนูนคร่ึงวงกลม และเป็นสันคมตรงกลาง และมี

ความยาวต฽อเน่อื งกนั
10.2.12 บัวถลา คอื กลีบบัวควํา่ กลบี บวั มีลกั ษณะไปทางส฽วนนอนมากกว฽าส฽วนตงั้
10.2.13 ปลี คอื สงิ่ ทม่ี ลี กั ษณะเป็นลาํ รูปเพรียวทรงสงู มปี ลายสอบรวบ
10.2.14 บัวกลม฽ุ เคร่ืองยอด คอื บัวท่ีอย฽ูในทรงเคร่อื งยอดกลมหรอื แปดเหลีย่ ม
10.2.15 บัวกลบี บายศรี คอื เปน็ บัวเลียนมาจากการเยบ็ บายศรี อย฽ใู นรูปสามเหล่ยี มเรียงซ฾อน
10.2.16 บวั กาบปลี คอื มีลักษณะเปน็ กลบี บวั เรียงซ฾อนหม฾ุ ปลี
10.2.17 บวั กระจาด คอื มีลักษณะเป็นทรงก฾นสอบปากผายออก
10.2.18 บวั กระหนก คอื มลี ายกระหนกประกอบขึ้นเป็นลายของกลีบบัว

103

บวั คอเส้ือ

บวั กระหนก บวั กลีบบายศรี

บวั จงกล บวั ปลายเสากลีบขนุน

บวั ฟันยกั ษ์

บวั กระจาด

บวั กลมุ่ เคร่ืองยอด บวั กาบปลี บวั ถลา

บวั หลงั เจียด

บวั ลกู แกว้ บวั กลุ่มยอ่ มไมส้ ิบสอง

บวั กลีบขนุน

บวั ปากฐาน บวั ปากฐาน

บวั รวน

ภาพท่ี 10.2 ภาพลายเสน฾ ลายบัวแบบตา฽ งๆ
(ทม่ี า : เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ . 2547: 116-120)

104

10.3 การนาลายบวั ไปใช้
ในงานศลิ ปะไทยน้ัน ลายบวั มักถูกนาํ มาประดษิ ฐ์เป็นลายประดบั ตกแต฽งตามพืน้ ทตี่ า฽ งๆ โดยมีวธิ ีการนาํ ลาย

บัวไปใช฾ (ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 126-155, พระเทวาภนิ ิมมติ . 2546: 4-5) ดงั นี้
10.3.1 บวั กลบี ขนุน นยิ มใช฾ในสถาปัตยกรรมไทยประเภทปรางค์ หรือใช฾ตกแต฽งปลายเสาในสถาปัตยกรรม

ไทย หรอื ในงานประณีตศลิ ป฼ เชน฽ บัวกลีบพาน
10.3.2 บัวแวง ใช฾ในด฾านประกอบสถาปัตยกรรมมักทําห฾ุมหัวเสา มีท้ังชนิดเสาเหล่ียมและเสากลม

นอกจากน้นี ยิ มทาํ ลายดุนประดบั พาน และกระโถนท่ีทําด฾วยโลหะมีค฽า
10.3.3 บัวเกสร ใชป฾ ระดับเปน็ บัวปากฐานของชนั้ ที่ตง้ั รูปแบกตา฽ งๆ
10.3.4 บัวคอเสือ้ หรือบัวกระจับ คือ บัวประดับสว฽ นบนองค์ระฆังของเจดีย์เหล่ียม หรือยอดปราสาทท่ีมีรูป

เหลย่ี มเช฽นเดียวกนั หรอื ประดบั สว฽ นคอเสายอ฽ มุมไม฾อยูต฽ อนใตข฾ องหัวเสา ส฽วนมากใช฾ใตฐ฾ านบลั ลังกเ์ ครื่องยอด
10.3.5 บวั ปากฐาน ใชป฾ ระดบั ตกแต฽งส฽วนของฐาน องค์ประกอบตรงสว฽ นทใ่ี ช฾บัวปากฐานนี้ มักนิยมใช฾เป็น

ทตี่ งั้ ประดับรูปแบกตา฽ งๆ เช฽น ครฑุ แบก,ยักษแ์ บก,เทวดาแบก เป็นตน฾ บัวประดับปากฐานน้ีมีชื่อเรียกเฉพาะว฽า บัว
แวงหรือบวั เกสร

10.3.6 บัวปากปลงิ ประดิษฐข์ น้ึ เพอ่ื ใชป฾ ระดับขอบช้ันตา฽ งๆของเครื่องกอ฽ อิฐถือปูน
10.3.7 บวั หลังเจียด นิยมทาํ บนส฽วนหลงั ของพนัก,กาํ แพงแก฾ว,พนักระเบยี ง เปน็ ต฾น
10.3.8 บัวฟนั ยกั ษ์ ใช฾เป็นลายหน฾ากระดานฐาน หรือลวดฐานขนาดใหญ฽
10.3.9 บัวลกู แกว฾ นิยมทาํ ข้ึนประดับประกอบหนา฾ กระดานหรือผิวราบอืน่ ๆในทางนอน ใช฾ในช้ันลูกแก฾วของ
ยอดหรอื ฐานช้นั ตา฽ งๆ
10.3.10 ลวดบัวลกู แกว฾ (อกไก)฽ นยิ มทําข้นึ ประกอบหนา฾ กระดานท฾องไม฾ หรือผวิ ราบอ่ืนๆ
10.3.11 บัวถลา คือกลบี บวั ควา่ํ ประดับสว฽ นฐาน เป็นบวั ระฆังองค์พระเจดยี ์
10.3.12 ปลี ใชเ฾ ปน็ องค์ประกอบของส฽วนทเ่ี ปน็ ยอด เช฽น ยอดเจดีย์ ,ยอดชฎา เป็นต฾น
10.3.13 บัวกลุ฽มเครื่องยอด ใชป฾ ระดับอยู฽ในเครื่องยอดกลมหรอื แปดเหลยี่ ม ทมี่ รี ูปฐานสเ่ี หลี่ยมยอ฽ มมุ ไมส฾ บิ สอง
10.3.14 บวั กลีบบายศรี ใช฾เปน็ ลายประดบั
10.3.15 บวั กาบปลี ใช฾ตอนชน้ั ปลี เครื่องยอดมณฑป
10.3.16 บัวกระจาด ใช฾ทาํ กระจาดบรรจุเคร่อื งไทยธรรมหรือเปน็ กลบี ฉตั รเบญจรงค์
10.3.17 บัวกระหนก ใชเ฾ ปน็ ลายเชิงผา฾ หรือสิ่งอ่นื

105

บวั กลบี ขนนุ บัวกลีบขนุน บวั กลบี ขนนุ
(ที่มา : เศรษฐมันตร์ กาญจนกลุ .2551:5)
(ทมี่ า : http://www.bloggang.com/mainblog.
php?id=derek&month=09-05-2007&group=6&gblog=18)

บวั คอเสอ้ื บัวลูกแกว฾

(ท่มี า : ภาพถ฽ายโดย จริ ดา แพรใบศร.ี 2552) หวั เสาบัวแวง

ปลี บวั กล฽มุ เคร่อื งยอด (ท่ีมา : http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/
(ทมี่ า : ภาพถา฽ ยโดย จริ ดา แพรใบศร.ี 2552) php/vreply.php?user=islove111&topic=17650&page=36)

บัวฟนั ยกั ษ์ บวั หัวเสา บวั โถ หรือ บัวกลมุ฽
(ทมี่ า : ภาพถา฽ ยโดย จิรดา แพรใบศร.ี 2558) (ทม่ี า : ภาพถา฽ ยโดย จิรดา แพรใบศร.ี 2552) (ทีม่ า : ภาพถ฽ายโดย จิรดา แพรใบศร.ี 2552)

ลายบวั ฟนั ยใ์ ชเ฾ ปน็ บัวควํ่าบัวหงาย บัวหลังเจียด บวั ควาํ่ บวั หงาย
(ทม่ี า : http://monkeynumber4.blogspot.com/2014/03/
(ท่มี า : ภาพถ฽ายโดย จริ ดา แพรใบศรี.2554)
sukhotai-guide-02-kumpheang-phet-01.html)

ภาพท่ี 10.3 การนําลายบวั ไปใช฾

106

สําหรับในประเทศไทยนั้นประกอบด฾วยกลม฽ุ คนหลายชาติพนั ธ์ุ ทีอ่ พยพเขา฾ มาต้ังถิ่นฐานในอาณาจักรไทย เช฽น
ลาว ญวน จีน มอญ เป็นตน฾ ซึ่งแต฽ละกลุม฽ ล฾วนมศี ลิ ปวฒั นธรรมในแบบของตนทีส่ บื ทอดกันมา ต฽อเม่ืออพยพเข฾ามาต้ัง
ถิ่นฐานในอาณาจักรไทยจึงก฽อให฾เกิดการผสมกลมกลืนทางศิลปวัฒธรรม และได฾กลายเป็นส฽วนหน่ึงของศิลปะไทย
โดยเฉพาะศิลปะของกล฽ุมชาติพันธุ์มอญที่ซึ่งมีความเกี่ยวข฾องกับไทยมาอย฽างยาวนานตั้งแต฽สมัยทวาราวดี ซึ่งจาก
งานวจิ ัยของ จิรดา แพรใบศรี(2553) พบว฽า ลายบวั มีปรากฏอยูใ฽ นงานหัตถกรรมประเภทเครื่องป้ันดินเผา ซึ่งลวดลาย
และการวางลาย ตลอดจนการเรียกช่ือยังเรยี กเหมอื นกัน คือเรียกตามลกั ษณะของลายในการตกแต฽ง เช฽น ลายบัวควํ่า
ลายบัวหงาย

ภาพที่ 10.4 การนาํ ลายบวั ไปใช฾
(ทม่ี า : จิรดา แพรใบศร.ี 2553: 23)

โอง฽ สลักทรงสูงเอวคอด
-ส฽วนฝาล฽าง ส฽วนตัวหม฾อน้ํา และส฽วน
เชงิ ฐาน ใช฾ลายบัวคว่ํากลีบซ฾อน ลาย
บัวหงาย

โอ฽งสลกั ก฾นกลมคอส้ัน
-ส฽วนฝา ส฽วนตัวหม฾อน้ํา และ-ส฽วนฝา
ส฽วนตัวหม฾อนํ้า และส฽วนเชิงฐาน ใช฾
ลายบวั คว่าํ กลีบซ฾อน

ภาพที่ 10.5 การนาํ ลายบัวไปใช฾
(ที่มา : จริ ดา แพรใบศรี. 2553: 32,37 )

107

10.4 สรุป
ลักษณะของลายบวั สว฽ นใหญน฽ ยิ มนาํ มาเปน็ ลายประดับสงิ่ กอ฽ สรา฾ งในงานสถาปัตยกรรมไทย เช฽น เสา ส฽วน

ฐาน และส฽วนยอด ซึง่ ในแตล฽ ะลายนัน้ มีลักษณะเฉพาะที่แตกต฽างกันตามพื้นท่ี รวมถึงการเรียกช่ือลายเป็นการเรียก
ตามลกั ษณะของรปู ลาย และหรือเรยี กตามตาํ แหนง฽ การนําลายไปใช฾ ขณะเดียวกันลายบัวก็ถูกนําไปใช฾ประดับตกแต฽ง
พืนท่ีอื่นๆท่ีนอกเหนือจากสถาปัตยกรรม เช฽น ภาชนะต฽างๆ โดยบางลายอาจมีการเรียกช่ือท่ีซ้ํากับลายท่ีปรากฎใน
สถาปตั ยกรรม ดงั นน้ั ผเ฾ู รียนจงึ ควรทาํ ความเข฾าใจลักษณะเฉพาะของรูปลายและลักษณะของพ้ืนที่ท่ีจะนําไปใช฾งาน
ใหม฾ คี วามสมั พนั ธ์กับตวั ลาย

กจิ กรรมกลมุ่
ให฾นกั ศกึ ษาแบง฽ กลุม฽ กลมุ฽ ละ 3-4 คน รวบรวมรปู แบบการใช฾ลายบวั ในงานสถาปตั ยกรรม และงานหัตถกรรม

ประเภทละ 3 แบบ จากหนงั สอื หรืออนิ เตอร์เน็ต แล฾วรว฽ มกันนําเสนอหน฾าชัน้ เรียนผา฽ นเครื่องฉายภาพ (Projector) ใน
ประเด็นความแตกต฽างของการนําลายไปใช฾ในพ้ืนท่ีที่มลี กั ษณะแตกตา฽ งกนั

กจิ กรรมที่ 10.1
1. จงอธบิ ายรปู แบบของลายบัวกระหนก บวั คอเส้ือ บัวฟนั ยักษ์
2. จงอธิบายวธิ ีการนําลายบวั กลม฽ุ เครื่องยอด ปลี และบวั กาบปลีไปใชง฾ าน

กจิ กรรมที่ 10.2
ให฾นักศึกษานาํ ลายบัวมาประยกุ ต์ใชอ฾ อกแบบโคมเทียนสําหรับต้ังเทยี น 1 เลม฽ ขนาดสูงไม฽เกิน 20 เซนติเมตร

จากกระดาษ
วสั ดอุ ปุ กรณ์
1. กระดาษชานออ฾ ย/กระดาษเทาขาว
2. ดนิ สอดํา
3. สีโปสเตอรส์ ีตา฽ งๆ
4. มีตคตั เตอร์
5. กาว
6. ไมบ฾ รรทดั
7. ภาพลายไทยต฾นแบบ
วธิ กี ารปฏบิ ตั งิ าน
1. เลือกลายบัวที่เหมาะสําหรบั ประยุกต์ใช฾ในการออกแบบ
2. กาํ หนดรูปรา฽ ง ลวดลาย โดยให฾มขี นาดตามท่กี ําหนด
3. ลอกลายลงบนกระดาษตามรปู แบบทกี่ าํ หนดไว฾
4. ลงสี (ใชส฾ ไี มน฽ ฾อยกวา฽ 3 ส)ี
5. ตดั ประกอบช้นิ งาน

108

ภาพตวั อยา่ งกิจกรรม 10.2

ภาพท่ี 10.6 ผลงานโคมเทียน
(ที่มา : ผลงานของนักศกึ ษาสาขาวิชาศิลปประยุกตแ์ ละการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช้นั ปที ี่ 1 ปกี ารศึกษา 2557)

109

เอกสารอา้ งอิง

จริ ดา แพรใบศรี. 2553. การศึกษาลวดลายเครอ่ื งป้นั ดินเผาเกาะเกร็ด จ.นนทบรุ ี. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยี
พระจอมเกล฾าพระนครเหนือ.

ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538. ลายไทย ภาพไทย. กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสอื จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
พระเทวาภินมิ มิต. 2546. สมุดตาํ ราลายไทย. กรงุ เทพฯ: องค์การคา฾ ของครุ ุสภา.
เพยี งแคเ฽ หงา(นามสมมติ). 2550. วัดสมั แสนรัก. 1 พฤศจิกายน 2558. http://www.bloggang.com/mainblog.

php?id=derek&month=09-05-2007&group=6&gblog=18.
เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. 2551. เส฾นสายลายไทย ชดุ หัตถศิลปะภณั ฑ์(เครอื่ งสูง). กรงุ เทพฯ: เศรษฐศลิ ป.฼
___________________. 2547. ลายไทยฉบับนักศึกษา.กรุงเทพฯ : เศรษฐศิลป฼.
TaWan(นามสมมติ).2550.หวั เสาบัวแวง.1 พฤศจิกายน 2558. http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/

php/vreply.php?user=islove111&topic=17650&page=36.
THEMEXPOSE(นามสมมต)ิ .2558.สุโขไกด์┊2┊กาํ แพงเพชร รอยตอ฽ ระหว฽างสุโขทยั กบั อยธุ ยา .1 พฤศจิกายน 2558.

http://monkeynumber4.blogspot.com/2014/03/sukhotai-guide-02-kumpheang-phet-01.html.

111

แผนการสอนบทท่ี 11

เนอ้ื หา
1. ความเปน็ มาของสีในงานศิลปะไทย
2. ลักษณะการใช฾สีในงานศิลปะไทย
3. หมสู฽ ใี นงานศลิ ปะไทย
4. ชือ่ เรยี กสใี นงานศิลปะไทย

วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้
1. เพ่ือให฾นกั ศกึ ษามคี วามร฾ูความเขา฾ ใจเกีย่ วกับสีในงานศิลปะไทย
2. เพอ่ื ให฾นกั ศกึ ษาสามารถจาํ แนกหมส฽ู ใี นงานศลิ ปะไทย
3. เพื่อให฾นกั ศกึ ษาสามารถระบุช่อื เรียกสใี นงานศิลปะไทย
4. เพื่อให฾นกั ศึกษาสามารถนาํ ผสมสีตามแบในงานศิลปะไทยและเลือกมาใช฾ได฾

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เร่ือง สใี นงานศลิ ปะไทย
2. บรรยายนาํ และสรุปโดยผู฾สอน
3. ผส฾ู อนแบง฽ กลุ฽มนักศึกษาให฾ศึกษารูปแบบการใช฾สีในงานศิลปะไทย
4. อภปิ รายซักถามเกี่ยวกบั การนาํ เคร่ืองประกอบลายไปใชผ฾ กู ลาย
5. นกั ศกึ ษาทํากิจกรรมทา฾ ยบท
6. ผส฾ู อนวจิ ารณผ์ ลงานของนักศึกษา

ส่อื การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอนเรอ่ื ง สใี นงานศลิ ปะไทย
2. โปรแกรมสําหรับแสดงภาพประกอบคําอธบิ ายเพอ่ื การนําเสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อย฽างสใี นงานศิลปะไทย

การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สังเกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหว฽างเรียน
2. สงั เกตจากการมสี ฽วนรว฽ มในช้ันเรยี น
3. ประเมนิ จากกิจกรรมกลุม฽ กิจกรรมท่ี 11.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมที่ 11.2 ภาคปฏิบัติ

113

บทท่ี 11
สีในงานศลิ ปะไทย

ความนา
การเขียนภาพในการศลิ ปะไทยนน้ั มีการใช฾สที เ่ี ป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะ อนั เกดิ จากภูมิปัญญาของกล฽มุ ช฽างเขยี น

ท่ไี ด฾คดิ คน฾ สีเพ่ือใช฾ในการเขียนภาพ โดยการใช฾วัสดุทม่ี อี ยู฽ตามธรรมชาติท่ัวไป เกิดการพัฒนาเป็นสีที่หลากหลาย เพอื่
ใช฾ในการสรา฾ งสรรค์ภาพในพ้ืนท่ตี า฽ งๆ เช฽น ฝาผนัง สมดุ ธรรม เป็นต฾น

เนื้อหาประจาบท
11.1 ความเปน็ มาของสีในงานศลิ ปะไทย

สที ใี่ ช฾ในงานศิลปะไทยสมัยโบราณ ล฾วนเป็นสีท่ีสกัดจากวัสดุที่มีอย฽ูตามธรรมชาติ เช฽น ดิน เขม฽า เป็นต฾น
ดังนนั้ โครงสที ม่ี ีปรากฏจงึ มีลักษณะหม฽นไมส฽ ดใสเชน฽ ในปจั จุบัน ซ่งึ เป็นสีท่เี กดิ จากวสั ดสุ ังเคราะห์

11.2 ลักษณะการใช้สใี นงานศลิ ปะไทย
ภาพจิตรกรรมไทยมีการใช฾โครงสี 2 ลักษณะ (สุวฒั น์ แสนขัติยรัตน.์ 2549: 78-79)ดังนี้
11.2.1 โครงสแี บบเอกรงค์ คือการเขียนด฾วยสีที่ให฾ความร฾ูสึกออกมาเป็นสีเดียว แต฽แฝงด฾วยค฽าน้ําหนักของสี

ออ฽ น กลาง เขม฾ และมีการใช฾สขี าวและดาํ ผสมในสใี ห฾เกิดค฽าน้ําหนักท่ีแตกต฽าง เช฽น ถ฾าใช฾สีน้ําตาลเป็นสีเอกรงค์ก็จะ
ประกอบด฾วยเฉดสีขาว สีครีม สีนํ้าตาลอ฽อน สีน้ําตาล สีนํ้าตาลแก฽ สีน้ําตาลเข฾ม สีดํานํ้าตาล สีนํ้าตาล เป็นต฾น
ท้ังน้ีในภาพอาจเติมค฽าอ฽อนสุดเป็นสีมุกขาวหรือสีทองหรือสีเงินก็ได฾ ซ่ึงการเขียนสีเอกรงค์จะให฾ความรู฾สึกสะอาด
นุม฽ นวล

11.2.2 โครงสแี บบพหุรงค์ คือการเขยี นภาพหลากหลายสที ีม่ มี ากกวา฽ 5 สขี น้ึ ไป แต฽ต฾องควบคมุ สีส฽วนรวมให฾
ได฾ จึงต฾องใช฾ทกั ษะและประสบการณใ์ นการใชส฾ ีว฽าควรจะเนน฾ จุดเด฽นและลดความสาํ คัญของสีจุดรองอย฽างไร

11.3 หมู่สีในงานศิลปะไทย
สใี นงานศลิ ปะไทยแบง฽ ออกตามหม฽สู ี(เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ . 2544: 7-19) ดงั น้ี
11.3.1 หม฽สู หี ลกั ในงานศิลปะไทย
สีทใ่ี ชเ฾ ขียนภาพจิตรกรรมไทยสมัยโบราณ จะมีจํากัดอยู฽เพียงแค฽สามถึงส่ีสี เป็นสีท่ีทําในพ้ืนเมือง ได฾แก฽ สี

แดงซึ่งได฾มาจากดินแดง สีเหลืองจากดินเหลือง สีขาวจากดินขาว สีดําจากเขม฽า ท้ังน้ีสีโบราณแบ฽งเป็นหมู฽สีหลัก
จํานวน 5 สี ได฾แก฽

11.3.1.1 หม฽ูสดี าํ ซึ่งเรียกอีกอย฽างหน่ึงว฽า เขม฽า เนื่องมาจากการนําเขม฽าควันไฟอันลอยขึ้นไปจับ
รวมตัวกันมากเข฾าตามปล฽องไฟ หรือก฾นกระทะมาบดทําเป็นสีดํา สีดําซ่ึงทํามาจากเขม฽าน้ีมีคุณลักษณะต฽างกันเป็น
สองชนิด คอื เขม฽าซ่ึงได฾จากไฟฟืนมักมีเนื้อหยาบกว฽าเขม฽าท่ีได฾จากควันน้ํามันเตา เขม฽าชนิดนี้เน้ือละเอียดและสีดํา
สนิท สีดาํ อกี ชนดิ เรยี กว฽า หมึก ลกั ษณะเป็นสดี ําผสมยางไม฾เปน็ แทง฽ เมอ่ื จะใช฾จึงฝนออกละลายกับนํ้า ใช฾ตัดเส฾นดํา
ทีเ่ ปน็ ส฽วนละเอียด

114

11.3.1.2 หม฽ูสีขาว ชา฽ งร฽ุนเก฽าเรียกวา฽ ฝนุ เนอ่ื งดว฾ ยเนือ้ สีมีลักษณะและสีเหมอื นฝุนที่สตรใี ช฾ผดั หน฾า
สีขาวในหมูเ฽ ดยี วกันก็ยงั มคี วามจัดตา฽ งๆกนั ออกไปตามคุณลักษณะในตวั ของมันเอง ดงั น้ี

1) สนี าํ้ ปูน ทําจากปูนขาว ใช฾ทาระบายแตง฽ านหยาบๆ
2) สีดนิ ขาว ทําจากดินเนอื้ ละเอียดสีขาว แตส฽ ีไม฽ขาวจัด ใช฾ทาหรือระบายแต฽งานรองพนื้
และทานหยาบๆ ในอดีตเรียกว฽า สีขาวกระบัง
3) สฝี ุนขาว เน้ือสีละเอียดและขาวจดั ทาํ มาจากออ฿ กไซดข์ องสังกะสหี รือชนิดเดียวกับฝนุ
ผัดหน฾าของหญงิ จีนและญี่ปุน เปน็ สที น่ี ําเข฾าจากเมอื งจีน
11.3.1.3 หม฽สู ีแดง สแี ดงท่ีช฽างเขยี นใช฾เขยี นระบายรปู ภาพนัน้ มคี ณุ สมบตั ิอ฽อน กลาง และแก฽
ต฽างๆกันหลายระดับ ซ่งึ จําแนกตามลักษณะและคณุ สมบัติ ดังน้ี
1) สีดิน ลักษณะเป็นผงสีแดงคล้ําอมดําเล็กน฾อย ทําจากดินท่ีมีสนิมของแร฽เหล็กเจือปน
จึงออกสีแดงคลํ้าๆมาสดใส ต฽อมามีสีดินอีกชนิดเรียกว฽า ดินเทศ เน้ือละเอียดและสีสดใสกว฽าสีดินท่ีเคยใช฾ เป็นสีท่ี
ส่ังซ้ือเข฾ามาจากอนิ เดีย
2) สีชาด หรอื สแี ดงชาด ทําจากพืชท่ีเรียกว฽า ต฾นชาดหรคุณ ใช฾ระบายหรือเขียนลวดลาย
ตกแต฽งเล็กๆน฾อยๆ ภายหลังมีสีชาดมาจากเมืองจีนท่ีมีเน้ือละเอียดและสีสดใสกว฽า ช฽างเขียนจึงหันมานิยมใช฾สีชาด
ชนดิ นี้กนั มาก ใชร฾ ะบายพ้ืนภาพหรอื แตม฾ ตกแต฽งลวดลาย ตลอดจนตดั เสน฾ ต฽างๆทัว่ ไป
3) สีเสน หรือ สีแดงเสน ทําจากอ฿อกไซด์ของตะก่ัวแดง เนื้อสีมีนํ้าหนักมาก สีออกแดง
แสด ช฽างเขียนไม฽นยิ มใชเ฾ น่ืองจากเปน็ สีสดใสในระยะแรก แต฽พอนานเข฾าสกี ็ซีดจางเปลีย่ นไป
4) สีแดงลน้ิ จ่ี เปน็ สีสําเร็จจากเมืองจีน เรียกว฽า อินจี เนอ้ื สที าเคลอื บบนแผน฽ กระดาษ
ทําเป็นผลกึ เล็กๆ เมื่อจะใชก฾ ะลายนํา้ ออกจากแผ฽นกระดาษ
11.3.1.4 หม฽ูสีเหลอื ง สีในหม฽ูสเี หลืองนี้ มีสซี ง่ึ ตา฽ งลักษณะกันอยบู฽ า฾ งเล็กนอ฾ ย ดังน้ี
1) สีเหลืองดนิ เป็นสีที่ทําจากดินทีม่ เี นอ้ื สีเหลอื งหมน฽ ไมส฽ ดใส เนอ้ื สหี ยาบ ใชร฾ ะบายพื้น
ดาดๆท่ัวไป ไมใ฽ ชเ฾ ขียนสงิ่ ละเอยี ดประณีต
2) สเี หลอื งรงค์ เป็นสีเหลืองสดใสกวา฽ สเี หลืองดิน ทําจากยางของต฾นไม฾ เรยี กว฽า ต฾นรงค์
11.3.1.5 หม฽ูสคี ราม เปน็ สที ไ่ี ดจ฾ ากตน฾ คราม สคี รามนีม้ ชี อ่ื รียกตา฽ งกนั ออกไป เช฽น สีขาบ สีน้ําเงิน
หรือสกี รมท฽า ด฾วยเหตเุ น่ืองจากลกั ษณะอ฽อนแกของสีครามท่ตี ฽างกันออกไป ซึ่งกาเรยี กสขี าบน้นั เปน็ สีครามอ฽อนค฽อน
ไปทางสีฟูาเลก็ น฾อย เป็นสที ่ีพอ฾ งกับสปี กี ของนกตะขาบ สว฽ นสนี ้าํ เงินเปน็ สคี รามคอ฽ นไปทางเขยี ว คลา฾ ยสเี ปลวไอร฾อน
จากเนือ้ แรเ฽ งินหลอมละลายในเบ฾า ส฽วนสีกรมท฽านั้นเป็นสคี รามมืด เป็นสนี ฽ุงของราชการในกรมทา฽
11.3.2 หมู฽สีที่เพ่มิ เติมในชัน้ หลงั
นอกจากหมส฽ู หี ลักแลว฾ ยังมสี ีท่ไี ดเ฾ พ่มิ เตมิ มาอกี ในชั้นหลงั จากสี 5 หม฽ู ดังน้ี
11.3.2.1 หมู฽สีเขยี ว ช฽างเขียนไทยเตรียมสเี ขียวข้นึ จากวตั ถธุ าตทุ ส่ี ําคัญสองอยา฽ งดว฾ ยกนั คอื
1) สีเขียวซังเต เป็นสีเขยี วทแี่ ต฽โบราณนําเข฾ามาจากเมืองจีน เกิดจากกานําเอาทองแดงไป
แช฽กรดเกลือประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเกิดเป็นสีสนิมของทองแดงปรากฏเป็นสีเขียว แล฾วขูดออกมาผ฽านน้ําจนหมด
ความเค็ม จึงนาํ มาบดใช฾เปน็ สเี ขยี วเขยี นภาพได฾
2) สีเขียวใบแค เปน็ สเี ขียวคอ฽ นข฾างดํา เกิดจากการผสมระหว฽ายางรงกับเขม฽าหรือหมึกจีน
หรอื ไมก฽ ็สีรงค์ผสมกบั สีคราม กจ็ ะได฾สเี ขยี วเข฾มมากยง่ิ ข้ึน

115

11.3.2.2 หม฽ูสีเสน เกิดจากสนิมของดีบุก เป็นสีที่สั่งเข฾ามาจากเมืองจีน มีขายตามรานเคร่ืองยา
หรือตามวัสดุกอ฽ สร฾าง เป็นสีท่ีมีนาํ้ หนกั มากกว฽าสอี ่ืนๆ

11.4 ชื่อเรยี กสีในงานศลิ ปะไทย

การเขียนระบายภาพเดิมน้นั มเี พยี งไมก฽ ส่ี ี ครน้ั ตอ฽ มางานระบายรปู ภาพขยายวงกวา฾ งออกไป มีการเขียนภาพ
ท่ตี อ฾ งการสีต฽างๆเพิ่มมากขึ้น ช฽างเขียนจึงต฾องแก฾ปัญหาเพ่ือให฾ได฾ผลพอแก฽ความต฾องการในเร่ืองสีต฽างๆ เพื่อให฾เกิดสี
ใหม฽ๆข้ึน โดยไม฽ให฾ซํ้ากับสีเดิม จึงมีการผสมสีข้ึนให฾ได฾สีใหม฽(เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. 2544: 7-19, สุวัฒน์
แสนขตั ยิ รตั น์. 2549: 84-87) ดงั น้ี

ตารางท่ี 11.1 การผสมสีทใี่ ช฾ในงานศลิ ปะไทย

สีผสมท่ี 1 สผี สมท่ี 2 สเี จอื ชอ่ื เรียก

สเี หลือง สีขาว - สนี วล

สเี หลืองแท฾ - - สีเหลืองรงค์

สเี หลืองอมเขยี ว สีแดง สีขาว สีเลื่อมประภสั สร

สเี หลอื ง สีขาว - สเี หลอื งอ฽อน

สเี หลอื ง สีแดง - สีแดงแก฽

สเี หลอื ง สีขาว สดี ํา สีเหลืองนวลเทา

สีเหลือง สีแดงเสน - สเี หลอื งจําปา

สีดินจากธรรมชาติ - - สีดนิ เหลือง

สีแดงเสน สเี หลอื ง สีเขยี ว สีหมากสกุ

สเี สน สขี าว - สีหงสเสน

สีเหลือง สแี ดงชาด สขี าว สีหงสบาท

สสี ม฾ สีแดง - สแี ดงเสน

สีแดงชาด สีขาว - สหี งชาด

สีดนิ แดง สขี าว - สหี งส์ดินอ฽อน

สแี ดงชาด สีคราม - สีหงสด์ นิ แก฽

สีแดง สสี ฾ม - สีแดงชาด

สแี ดง สีเหลอื ง - สีแดงแสด

สแี ดงแสด - - สีแดงดอกชบา

สแี ดงชาด สขี าว - สีฟูาแลบ

สแี ดงเสน สขี าว - สีสาํ ลาน

สีแดงชาด สขี าว สีคราม สบี ัวโรย

สีแดงชาด สคี ราม - สีล้นิ จี่

สคี ราม สแี ดงชาดปนขาว สีดํา สดี อกตะแบก

สีขาว สีดํา - สีมอหมกึ ออ฽ น

116

ตารางท่ี 11.1(ตอ฽ ) การผสมสีท่ีใช฾ในงานศิลปะไทย

สีผสมที่ 1 สผี สมที่ 2 สีเจือ ชือ่ เรียก
สีคราม สีดาํ - สีขาบ
สดี ําด฾าน - - สีดาํ มดื
สีดํามัน - - สีดาํ หมกึ
สีเขยี ว สดี ํา - สเี ขียวเขม฾
สแี ดง สีดํา - สีแดงตดั
สดี ินแดง สีดํา - สีดินตัด
สคี ราม สดี ํา - สีครามแก฽
สีแดง สเี หลือง - สีสม฾
สดี ินแดง สเี หลอื ง - สอี ฐิ
สชี าด สเี หลอื ง - สีแสด
สีเหลือง สคี ราม - สเี ขยี ว
สเี หลือง สดี าํ - สเี ขยี วมดื
สคี ราม สแี ดง - สมี ว฽ ง
สคี ราม สีเหลือง สีน้ําไหล
สคี ราม สเี หลือง สขี าว สีไพล
สคี ราม สีขาว สีดาํ สเี มฆ
สดี าํ

สีขาว สีครมี สนี า฾ ตาลอ฽อน สีนํ้าตาล

สีน฾าตาลแก฽ สนี า฾ ตาลเข฾ม สดี ํานํา้ ตาล สดี าํ

ภาพท่ี 11.1 ตัวอยา฽ งโครงสเี อกรงค์
(ท่มี า : จริ ดา แพรใบศรี)

117

เลอ่ื มประภสั สร เหลอื งณรงค์ นวล เหลอื งดิน

แดงชาด เสน ดนิ แดง หงสด์ นิ แดงดอกชบา

หงชาด ลิ้นจี่ หงสบาท ม฽วงดอกตะแบก

คราม มอคราม นํ้าไหล บัวโรย ฟาู แลบ

ดําเขม฽า มอหมึก ผ฽านคราม เขียวใบแค ขาวกระบัง

ภาพที่ 11.2 โทนสีไทย
(ทีม่ า : จริ ดา แพรใบศรี)

11.4 สรุป
ในอดีตสีที่ใช฾ในงานศิลปะไทยเป็นสีท่ีเกิดจากวัสดุที่มีอยู฽ตามธรรมชาติ และสีท่ีได฾จากการนําเข฾ามาจาก

ต฽างประเทศ สีทไี่ ด฾จึงมจี ํากัด ต฽อมาในการเขยี นภาพน้ันมีการขยายวงกว฾างออกไป จึงเกิดความต฾องการใช฾สีมากข้ึน
จึงได฾มีการผสมสีใหม฽ท่ีหลากหลาย ซง่ึ มลี ักษณะเฉพาะของสโี ทนไทย ดงั นน้ั ผ฾ูเรียนจงึ ควรฝึกสังเกตการใช฾สีในภาพไทย
และฝกึ การผสมสโี ทนไทยในแต฽ละหมูส฽ ี เพอื่ ใหส฾ ามารถนาํ มาประยุกต์ใช฾ในการออกแบบได฾

กิจกรรมกลุม่
ให฾นักศกึ ษาแบง฽ กล฽มุ กล฽ุมละ 3-4 คน รวบรวมรูปแบบการใช฾สีไทยในงานสถาปัตยกรรม และงานจิตรกรรม

ประเภทละ 3 แบบ จากหนงั สอื หรืออินเตอรเ์ น็ต แล฾วรว฽ มกนั นําเสนอหนา฾ ชั้นเรยี นผ฽านเครื่องฉายภาพ (Projector) ใน
ประเด็นความแตกต฽างของการใชส฾ ีไทยในพื้นทท่ี ีม่ ีลักษณะแตกต฽างกนั โดยเทยี บเคยี งจากโทนสีทกี่ าํ หนดให฾

กจิ กรรมที่ 11.1
1. จงอธบิ ายความเป็นมาของสใี นงานศลิ ปะไทย
2. จงอธบิ ายการแบ฽งหมูส฽ ีในงานศลิ ปะไทย
3. จงอธบิ ายการผสมสเี พอ่ื ให฾ได฾สีในงานศิลปะไทย

118

กิจกรรมท่ี 11.2
ใหน฾ ักศกึ ษาผสมลักษณะสโี ทนไทยลงในลวดลายที่กาํ หนดให฾
วัสดอุ ุปกรณ์
1. กระดาษ A3 (100 ปอนด์)
2. ดนิ สอดํา (ดนิ สอ HB)
3. สีโปสเตอร์
4. ไม฾บรรทดั
5. ภาพลายไทยตน฾ แบบ
วิธีการปฏบิ ตั ิงาน
1. วาดโครงร฽างลายที่กําหนดให฾ลงบนกระดาษ โดยใชด฾ นิ สอ
2. ผสมสีโทนไทยไม฽นอ฾ ยกว฽า 3 สี และลงสีลงในลวดลายตามทีก่ ําหนดให฾
ภาพตวั อย่างกจิ กรรม 11.2

ภาพท่ี 11.3 ผลงานการผสมสีโทนไทย
(ทมี่ า : ผลงานของนักศึกษาสาขาวชิ าศลิ ปประยกุ ตแ์ ละการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ช้นั ปที ่ี 1 ปีการศกึ ษา 2555)

119

เอกสารอา้ งอิง

ทนี วาไรต(ี้ นามสมมต)ิ . 2557. ชื่อเรยี กโทนสไี ทย ทห่ี ลายคนอาจไมร฽ ฾ู. 25 ตุลาคม 2558.http://teen.mthai.com/
variety/73233.html.

เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกุล. 2544เทคนคิ การเขียนสีกนก. กรุงเทพฯ: องค์การคา฾ ของคุรุสภา.
สวุ ฒั น์ แสนขตั ิยรตั น.์ 2549. กลวิธีการเขียนภาพจิตรกรรมไทย.กรงุ เทพฯ: วาดศิลป฼.

121

แผนการสอนบทที่ 12

เนอ้ื หา
1. ลกั ษณะของงานจติ รกรรมไทย
2. ประเภทของงานจิตรกรรมไทย
3. เนือ้ หาในงานจติ รกรรมไทย

วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
1. เพื่อให฾นกั ศึกษามคี วามร฾ูความเข฾าใจเกีย่ วกับงานจิตรกรรมไทย
2. เพ่อื ใหน฾ ักศกึ ษาสามารถจาํ แนกรปู แบบของงานจิตรกรรมไทย
3. เพ่ือให฾นักศกึ ษาสามารถระบุหน฾าที่ขององคป์ ระกอบในงานจิตรกรรมไทย
4. เพอ่ื ใหน฾ กั ศกึ ษาสามารถนาํ งานจิตรกรรมไทยมาประยกุ ตใ์ ช฾ในการออกแบบผลติ ภัณฑ์

กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เร่ือง ศิลปะไทยในงานจติ รกรรม
2. บรรยายนําและสรปุ โดยผ฾สู อน
3. ผสู฾ อนแบ฽งกล฽ุมนักศึกษาใหศ฾ ึกษารูปแบบงานจิตรกรรมไทย
4. อภิปรายซักถามเก่ียวกับการนําเครื่องประกอบลายไปใช฾ผูกลาย
5. นกั ศกึ ษาทาํ กิจกรรมท฾ายบท
6. ผู฾สอนวิจารณผ์ ลงานของนกั ศึกษา

สือ่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรื่อง ศลิ ปะไทยในงานจติ รกรรม
2. โปรแกรมสําหรบั แสดงภาพประกอบคาํ อธบิ ายเพ่อื การนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตัวอย฽างงานจติ รกรรมไทย
4. ภาพตัวอย฽างการนํางานจิตรกรรมไทยมาประยกุ ตใ์ ช฾ในการออกแบบผลิตภัณฑ์

การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤติกรรมความสนใจในระหวา฽ งเรียน
2. สงั เกตจากการมีส฽วนรว฽ มในชัน้ เรยี น
3. ประเมนิ จากกจิ กรรมกล฽ุม กจิ กรรมที่ 12.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมท่ี 12.2 ภาคปฏบิ ัติ

123

บทท่ี 12
ศิลปะไทยในงานจิตรกรรม

ความนา
ศิลปะไทยมีลักษณะท่ีเปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะตวั โดยเฉพาะในงานจิตรกรรมทแ่ี สดงรายละเอียดของลวดลายท่ี

นํามาประกอบเปน็ เรื่องราว ตลอดจนการใช฾สตี ฽างๆ อนั สะทอ฾ นให฾เหน็ ถึงภมู ิปัญญาเชิงช฽างของไทยได฾เป็นอย฽างดี

เนือ้ หาประจาบท
12.1 ลกั ษณะของงานจิตรกรรมไทย

จิตรกรรมไทย หมายถึง ภาพวาด ภาพเขียนท่ีเป็นลายเส฾น หรือระบายสีให฾เป็นลวดลายรูปภาพเรื่องราว
ต฽างๆ โดยทั่วไปอาศัยเค฾าโครงเรื่องจากพทุ ธประวัติ วรรณคดี และประวัติศาสตร์ (ศุภสิน สารพันธ์. 2545: 42-48)
ดังน้ี

12.1.1 เขียนเปน็ ภาพแบบ 2 มิติ คือ คํานึงถึงเร่ืองเส฾นและสีเป็นสําคัญ ไม฽มีแสงเงาและระยะใกล฾ไกลของสี
ภาพไทยจงึ เป็นสแี บนๆ ตดั เส฾นตลอดทง้ั ภาพ

12.1.2 แสดงความร฾ูสึกของภาพคนด฾วยเส฾นและท฽าทาง เน่ืองจากภาพไทยเป็นภาพสีแบนๆแล฾วตัดเส฾น จึง
แสดงความร฾สู กึ ของภาพคนดว฾ ยสหี น฾า หรือแววตาและท฽าทาง โดยใชเ฾ สน฾ เปน็ สําคัญ เช฽น แสดงความรู฾สึกดีใจ เสียใจ
โกรธ หรือกลวั

12.1.3 แสดงความแตกต฽างระหว฽างบุคคลด฾วยสีและเคร่ืองแต฽งกาย ซ่ึงการเขียนภาพไทยมีภาพกําหนดเป็น
หลกั อย฽ู 4 หมวดคือ กระหนก นารี กระบี่ คชะ ฉะนั้นภาพมนุษย์และเทวดา หรือยักษ์ มักจะมีหน฾าคล฾ายกัน จึง
แสดงความแตกตา฽ งระหวา฽ งบุคคลดว฾ ยสี เช฽น พระรามกายสเี ขยี ว พระลักษณก์ ายสีเหลือง หนุมานกายสีเขียว หรือ
บางทีอาจแสดงความแตกต฽างด฾วยเครื่องแต฽งกาย เครอื่ งประดับและอาวุธ

12.1.4 แสดงจดุ สนใจโดยไม฽คํานึงถึงสัดส฽วน คือ ภาพตอนใดที่ต฾องการให฾เด฽น ก็มักจะเขียนให฾เด฽นชัดโดย
ลดส฽วนประกอบอื่นๆ และไม฽คํานึงถึงสัดส฽วนระหว฽างคนกับสิ่งก฽อสร฾าง ซ่ึงมีสัดส฽วนแตกต฽างกัน โดยจ ะเขียนให฾
มองเหน็ และเขา฾ ใจเรอื่ งราวของภาพว฽ากาํ ลังทาํ อะไร อยูท฽ ่ไี หนเท฽าน้ัน เป็นการเขยี นภาพโดยไม฽คํานึงถึงความเป็นจริง
แต฽จะเขยี นใหภ฾ าพมีความสัมพนั ธ์กนั มากกวา฽ ความถกู ตอ฾ งตามหลักความจริง

12.1.5 เป็นภาพแบบเล฽าเร่ือง คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังส฽วนใหญ฽จะเขียนเป็นเร่ืองราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ
ชาดก รามเกียรต์ิ วรรณคดี ฯลฯ การเขียนภาพจะเขียนเป็นตอนๆติดต฽อกันไปตามผนัง โดยเขียนภาพธรรมชาติ
เชน฽ ภเู ขา ตน฾ ไม฾ นาํ้ เป็นเคร่ืองเชอื่ มความสัมพันธข์ องภาพ

12.1.6 เป็นภาพที่มที ัศนียภาพแบบตานกมอง โดยการเขียนภาพในแต฽ละตอน จะเขียนให฾เห็นส่ิงต฽างๆ เช฽น
บ฾านเรือน พระราชวัง ศาลา น้ํา ปุาเขา บุคคลท่ีทํากิจกรรมต฽างๆตามเร่ือง ไม฽ว฽าจะใกล฾หรือไกลจะมีสีดส฽วน
เท฽ากนั เป็นลกั ษณะการเขียนภาพทีค่ ลา฾ ยกบั การมองจากท่สี งู ลงมา ทําให฾เหน็ เรื่องราวต฽างๆได฾

12.1.7 เป็นภาพที่แสดงออกในลักษณะจินตนาการ ด฾วยเร่ืองราวท่ีเขียนบนฝาผนัง จะเป็นเรื่องพุทธประวัติ
ชาดกเปน็ สว฽ นใหญ฽ โดยมเี รือ่ งเกีย่ วกับวรรณคดี และประวัติศาสตรน์ ฾อยมาก ดังนัน้ จึงเปน็ การถ฽ายทอดนามธรรมและ
สอดแทรกจินตนาการ เช฽น การเขยี นภาพสัตว์หิมพานต์ ภาพนรก สวรรค์ และส฽วนปะกอบอ่ืนๆเพ่ือชักจูงให฾ผ฾ูชม
ภาพท่ีเลอื่ มใสในพระพุทธศาสนาอย฽ูแล฾ว ได฾เห็นภาพทถ่ี า฽ ยทอดจากคําสอนเป็นรูปธรรมชัดเจน ทาํ ให฾ซาบซ้ึงยง่ิ ข้ึน

124

12.1.8 เป็นภาพท่ีไม฽แสดงเวลา ที่บ฽งบอกช฽วงเวลาเช฾า สาย บ฽าย เย็น สามารถใช฾สีได฾อย฽างอิสระตาม
ความคิดสร฾างสรรค์ ทาํ ให฾เกิดลักษณะและรูปแบบเฉพาะตน ซ่ึงต฽างกับภาพเขียนของตะวันตก บางสมัยเขียนภาพ
โดยใชก฾ ลมุ฽ สแี ละแสงเงาท่ีแสดงเวลาไดช฾ ดั เจน
12.2 ประเภทของงานจิตรกรรมไทย

งานจิตรกรรมไทยที่ปรากฏอย฽ูตามผนังโบสถ์ วิหาร ระเบียง ต฾ูพระธรรม สามารถแยกได฾ 3 ประเภท(ศุภสิน
สารพนั ธ์. 2545: 48) ดังนี้

12.2.1 จิตรกรรมลายเส฾น หมายถึง ภาพลวดลายเส฾นท่ีเกิดจากการขูดขีดให฾เห็นริ้วรอยลงบนกระดาษ ไม฾
หนิ งา เขาสตั ว์และผนงั

12.2.2 จิตรกรรมสีเดยี ว(เอกรงค์) หมายถึง ภาพทีม่ ตี ัวภาพหรือลวดลายท่ีดูโดยส฽วนรวมแล฾วเป็นสีสีเดียว มี 2
ชนดิ คอื

12.2.2.1 ภาพจติ รกรรมสเี ดียวชนิดปิดทองรดนํ้า ได฾แก฽ รูปภาพ หรือลวดลายเป็นทองคําเปลวติด
อยู฽อย฽างเด฽นชัดบนพื้นที่ทาด฾วยยางรักสีดํา

12.2.2.2 ภาพจิตรกรรมสีเดียวชนิดกํามะลอ ได฾แก฽ รูปภาพที่มีพ้ืนภาพท่ัวไปมีลักษณะดําคล้ํา
รปู ภาพจะเขียนลําดบั เรอ่ื งทิง้ ชอ฽ งไฟห฽างๆ ภาพเขยี นระบายดว฾ ยสีฝนุ ผสมยางรกั เปน็ สีหม฽นๆ

12.2.3 จติ รกรรมหลายส(ี พหรุ งค์) หมายถึง ภาพหรือลวดลายที่ระบายสี บางครั้งมีการปิดทองประกอบ เช฽น
ภาพเขียนผนังโบสถ์ วิหาร ระเบียงคด

ภาพจารลายเส฾นบนแผน฽ ศิลา วัดศรชี มุ จ.สุโขทยั

ภาพท่ี 12.1 ภาพจิตรกรรมลายเส฾น
(ที่มา : http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/10/07/entry-1)

125

ภาพจิตรกรรมสีเดียวชนิดปิดทองรดนา้ํ ภาพจติ รกรรมสีเดยี วชนิดกาํ มะลอ
(ท่ีมา : จิรดา แพรใบศรี) (ทีม่ า : http://www.oknation.net/blog/phaen/2007/08/28/entry-2)

ภาพท่ี 12.2 ภาพจิตรกรรมสเี ดยี ว

ภาพท่ี 12.3 ภาพจติ รกรรมหลายสี
(ทมี่ า : ภาพถา฽ ยโดย จิรดา แพรใบศรี. 2555)

126

12.3 เนอ้ื หาในงานจิตรกรรมไทย
การเขยี นภาพจิตรกรรมไทย แบง฽ เปน็ 4 หมวด (สุวฒั น์ แสนขตั ยรัตน.์ 2549: 13-55)ดังน้ี
12.3.1 หมวดที่เกี่ยวกบั พระพุทธศาสนา เปน็ เรอ่ื งราวที่เกีย่ วกบั พระพุทธเจ฾าและพระธรรมคาํ สั่งสอนต฽างๆใน

พระพุทธศาสนา
12.3.1.1 พทุ ธประวัติ ทเู รนิทาน และปริวรรตตา฽ งๆ
12.3.1.2 อดีตพุทธ
12.3.1.3 ชาดกในพระพทุ ธศาสนา
12.3.1.4 ไตรภมู ิ
12.3.1.5 พระพทุ ธเจ฾า 5 พระองค์
12.3.1.6 ปริศนาธรรม
12.3.1.7 ฎกี าพาหงุ
12.3.1.8 พระอรหนั ต์ 8 ทิศ
12.3.1.9 พระมาลัย

(ทม่ี า : http://www.paiduaykan.com/travel/ratchaburi)

(ท่มี า : http://www.oknation.net/blog/kondee007/2009/08/09/entry-1)

ภาพที่ 12.4 หมวดทีเ่ ก่ยี วกบั พระพุทธศาสนา

127

12.3.2 หมวดที่เกี่ยวกับพระราชพธิ ีของพระมหากษตั ริย์ เปน็ งานจติ รกรรมท่ีมาจากงานพธิ ใี นราชสาํ นกั ท่ี
เกี่ยวกับพระมหากษตั ริย์ ตามความเชือ่ ว฽าพระมหากษตั ริย์เป็นสมมตเิ ทพ ท่ไี ดร฾ บั อิทธพิ ลทั้งจากศาสนาพราหมณ์
วฒั นธรรมอนิ เดยี ดังนน้ั พระราชพธิ เี กี่ยวกบั พระมหากษตั ริย์ของไทยจึงมหี ลากหลายพธิ ี

12.3.2.1 พระราชพิธี 12 เดอื น
12.3.2.2 พระราชกรณยี กจิ
12.3.2.3 พระราชพงศาวดาร

ภาพที่ 12.5 หมวดทีเ่ กยี่ วกบั พระราชพิธีของพระมหากษัตรยิ ์
(ทมี่ า : ภาพถา฽ ยโดย จิรดา แพรใบศรี. 2555)

12.3.3 หมวดที่เกี่ยวกับวรรณคดีและวรรณกรรม เปน็ งานจติ รกรรมทบ่ี ันทึกทงั้ ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี
และวฒั นธรรม ท่ีดัดแปลงมาจากชาดก เช฽น พระสธุ นมโนรามาจาก สธุ นชาดก

12.3.3.1 วรรณคดไี ทย
12.3.3.2 วรรณคดีพนื้ บา฾ น
12.3.3.2 วรรณกรรมสภุ าษติ
12.3.3.2 ตํานาน 4 ภาค

128

จิตรกรรมฝาผนงั เร่ืองพระสธุ นชาดก วัดสทุ ัศนเทพวราราม กรงุ เทพฯ จติ รกรรมฝาผนังเรื่องสังขท์ อง วัดพระสิงห์ จ.เชยี งใหม฽

ภาพที่ 12.6 หมวดท่เี กีย่ วกับวรรณคดีและวรรณกรรม

(ที่มา : http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=31&chap=3&page=picture_detail31_3.html)

12.3.4 หมวดเบด็ เตลด็ เปน็ ภาพงานจิตรกรรมทปี่ รากฏในตาํ ราตา฽ งๆ เชน฽
12.3.4.1 ภาพตาํ ราตา฽ งๆ
12.3.4.1 ภาพสิบสองภาษา ต฽างชาติ

12.3.4.1 ตาํ รานวดแผนโบราณ ฤาษีดดั ตน
12.3.4.1 ตําราพิชยั สงคราม กระบวนพยุหยาตรา

ภาพที่ 12.7 หมวดเบ็ดเตล็ด
(ที่มา : http://www.oknation.net/blog/supawan/2012/06/01/entry-2 )

129

12.4 สรุป
งานจิตรกรรมไทยมีลกั ษณะที่เปน็ แบบเฉพาะในตวั เอง หากแต฽มีความหลากหลายของรูปแบบการเขียน ทั้ง

การใช฾สี และเร่อื งราวทป่ี ระกอบสรา฾ งขึ้น เพอ่ื ถ฽ายทอดออกมาใหเ฾ ห็นถึงเร่ืองราวต฽างๆท่ีต฾องการถ฽ายทอด บอกเล฽าต฽อ
ใหไ฾ ด฾ศกึ ษาเรยี นร฾เู ฉกเช฽นหนงั สือตําราที่ใช฾ร่ําเรียนในปัจจบุ ัน แทนคาํ สอนจากครู โดยอาศัยพ้ืนที่ต฽างๆ เช฽น ผนังของ
สถานท่ีต฽างๆ โดยเฉาะวัด ท่เี ปน็ เสมือนโรงเรียนที่ใช฾สําหรับศกึ ษาเล฽าเรียนของผูค฾ นในอดตี

กจิ กรรมกลมุ่
ให฾นกั ศกึ ษาแบ฽งกลม฽ุ กลม฽ุ ละ 3-4 คน รวบรวมรูปแบบงานจิตรกรรมไทย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์

จากหนงั สือหรอื อนิ เตอรเ์ นต็ แล฾วรว฽ มกนั นําเสนอหนา฾ ชั้นเรียนผ฽านเครื่องฉายภาพ (Projector) ในประเด็นพัฒนาการ
และความเปลี่ยนแปลงรูปแบบงานจิตรกรรมไทย

กจิ กรรมที่ 12.1
1. จงอธบิ ายลักษณะของงานจติ รกรรมไทย
2. จงอธบิ ายการจดั วางภาพในงานจติ รกรรมไทย
3. จงอธบิ ายการใช฾สใี นงานจิตรกรรมไทย

กิจกรรมที่ 12.2
ใหน฾ ักศึกษานําภาพในงานจติ รกรรมไทยมาประยุกตใ์ ช฾ในการออกแบบปฏิทนิ ตง้ั โต฿ะ
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. กระดาษ (100 ปอนด)์
2. กระดาษชานอ฾อย
3. ดนิ สอดาํ (ดินสอ HB)
4. ปากกาสตี ฽างๆ
5. สโี ปสเตอร์
6. ไม฾บรรทดั
7. มีดคัตเตอร์
8. ภาพไทยและลายไทยต฾นแบบ
9. กาว
วิธีการปฏบิ ตั งิ าน
1. เลือกภาพไทยและลายไทยมาจัดองค์ประกอบภาพลงในกระดาษขนาด 6x8 น้ิว จํานวน 6 ภาพ
2. ลอกภาพด฾วยดินสอ
3. ลงสีแล฾วตัดเส฾น
4. ตดั ประกอบช้ินงานตามแบบท่ีกําหนดไว฾

130

ภาพตวั อย่างกจิ กรรม 12.2

ภาพที่ 12.8 ตัวอย฽างปฏิทนิ ต้ังโตะ฿
(ทม่ี า : จิรดา แพรใบศรี)

131

เอกสารอา้ งอิง

เดนิ ทอดน฽องเทีย่ วตลาดนาํ้ ดหู นงั ใหญ฽ ชมจิตรกรรมฝาผนัง…ราชบุรี.25 ตลุ าคม 2558.http://www.paiduaykan.
com/travel/ratchaburi.

พระครูเกษมทัศนคณุ .2552.จิตรกรรมฝาผนงั ฝีมอื นักศึกษาศลิ ปากร ฝากไว฾ดว฾ ยศรัทธา.25 ตลุ าคม 2558.http://
www.oknation.net/blog/kondee007/2009/08/09/entry-1.

ศภุ สนิ สารพันธ์. 2545. ศิลปะไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
สอนสุพรรณ.รัก.2550.“กาํ มะลอ” ของไม฽จริง สงิ่ ไมแ฽ ท฾.25 ตลุ าคม 2558. http://www.oknation.net/blog/phaen

/2007/08/28/entry-2
สารานกุ รมไทยสาํ หรับเยาวชนฯ/เลม฽ ท่ี ๓๑/เรอ่ื งท่ี ๓ วรรณคดที ฾องถิน่ .1 พฤศจกิ ายน2558.http://saranukromthai.

or.th/sub/book/book.php?book=31&chap=3&page=picture_detail31_3.html.
สุรศกั ด์ิ ชวยานนั ท์.2553.พาไปยอ฾ นอดีตอนั งดงามของวัดศรชี มุ แห฽งสุโขทัย เมืองแห฽งมรดกโลก.1 พฤศจกิ ายน 2558.

http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/10/07/entry-1.
สวุ ัฒน์ แสนขัตยิ รตั น.์ 2549. กลวธิ กี ารเขยี นภาพจิตรกรรมไทย. กรงุ เทพฯ: วาดศิลป.฼
Supawan(นามสมมติ).2555.จารกึ วัดโพธ์ิ มรดกความทรงจาํ แหง฽ โลก : ศิลปกรรมทรงคณุ ค฽า ค฽ูสังคมไทย.25 ตุลาคม

2558.http://www.oknation.net/blog/supawan/2012/06/01/entry-2.

133

แผนการสอนบทท่ี 13

เนื้อหา
1. ความเป็นมาของงานประณีตศิลป฼และเคร่อื งใช฾ของไทย
2. รปู แบบของงานประณตี ศิลป฼และเคร่อื งใช฾ของไทย

วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
1. เพื่อใหน฾ ักศึกษามคี วามรู฾ความเข฾าใจเก่ียวกับงานประณตี ศลิ ป฼และเคร่ืองใช฾ของไทย
2. เพอ่ื ให฾นกั ศกึ ษาสามารถจาํ แนกรปู แบบของงานประณีตศลิ ปแ฼ ละเครอ่ื งใชข฾ องไทย
3. เพอื่ ใหน฾ ักศึกษาสามารถระบชุ นดิ งานประณีตศิลปแ฼ ละเคร่อื งใชข฾ องไทย
4. เพ่ือให฾นักศึกษาสามารถนํางานประณตี ศลิ ปแ฼ ละเครอ่ื งใชข฾ องไทยมาประยกุ ต์ใช฾ในการออกแบบผลิตภณั ฑ์

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง ศิลปะไทยในงานประณีตศลิ ปแ฼ ละเครอื่ งใช฾ของไทย
2. บรรยายนาํ และสรปุ โดยผู฾สอน
3. อภิปรายซักถามเกย่ี วกับรูปแบบของงานประณีตศลิ ป฼และเคร่ืองใช฾ของไทย
4. นักศกึ ษาทํากิจกรรมทา฾ ยบท
5. ผูส฾ อนวิจารณ์ผลงานของนักศกึ ษา

สอื่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรอื่ ง ศลิ ปะไทยในงานประณีตศลิ ปแ฼ ละเคร่อื งใชข฾ องไทย
2. โปรแกรมสาํ หรับแสดงภาพประกอบคําอธิบายเพอื่ การนําเสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อย฽างงานประณตี ศิลป฼และเครอ่ื งใชข฾ องไทย
4. ภาพตวั อยา฽ งการนาํ งานประณตี ศิลปแ฼ ละเครือ่ งใชข฾ องไทยมาประยกุ ต์ใช฾ในการออกแบบ

การวดั ผลและประเมินผล
1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหว฽างเรียน
2. สังเกตจากการมีส฽วนรว฽ มในชน้ั เรยี น
3. ประเมนิ จากกจิ กรรมท่ี 13.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมที่ 13.2 ภาคปฏิบัติ

135

บทที่ 13
ศิลปะไทยในงานประณีตศลิ ป์และเคร่ืองใช้ของไทย

ความนา
ชาวไทยมีศลิ ปวฒั นธรรมเปน็ ของตนมาอย฽างยาวนาน มงี านศิลปะท่ถี กู สร฾างสรรค์ขน้ึ มากมาย โดยเฉพาะใน

กลุ฽มงานหัตถกรรม เป็นงานศิลปะทน่ี าํ ไปใช฾ในงานหตั ถกรรม โดยใช฾มอื ทําเปน็ สว฽ นใหญ฽ ที่สะทอ฾ นใหเ฾ หน็ ถึงภูมิปัญญา
เชิงชา฽ งของไทย ในการใชว฾ ัสดแุ ละการใช฾ลวดลายประดับตกแต฽งไดอ฾ ยา฽ งวจิ ติ รบรรจง เชน฽ เครือ่ งทอง เครื่องมุก
เคร่อื งป้นั ดินเผา เครือ่ งไม฾แกะสลกั เปน็ ตน฾

เน้อื หาประจาบท
13.1 ความเป็นมาของงานประณีตศิลปแ์ ละเคร่อื งใช้ของไทย

ประณีตศิลป฼ หมายถึง ศิลปะทท่ี ําข้ึนอยา฽ งละเอียด สวยงามดว฾ ยฝีมือ เปน็ มรดกวัฒนธรรมของไทยท่สี ืบทอด
มานบั แตอ฽ ดตี สะทอ฾ นถงึ ความรุง฽ เรอื งในเชิงช฽างการประดษิ ฐค์ ดิ คน฾ ดว฾ ยการผสานแนวความคดิ ในการนําวตั ถุดิบจาก
ธรรมชาติมาดดั แปลงรปู ลกั ษณ์และกรรมวธิ ี เกดิ เปน็ ผลงานที่ทรงคณุ ค฽าทางศลิ ปะ โดยแบ฽งออกได฾เป็น เครอ่ื งทอง
เคร่อื งเงนิ เครอ่ื งถว฾ ย ฯลฯ นอกจากนย้ี ังมีงานประณีตศิลป฼อีกประเภทหน่ึงทมี่ คี วามโดดเดน฽ เป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะคือ
การตกแตง฽ ผิวสิ่งของเครอ่ื งใชใ฾ ห฾เกิดความสวยงาม อันเป็นการเพม่ิ คุณค฽าดว฾ ยกรรมวิธีต฽าง ๆ อาทิ การแกะสลกั การถม
การประดับมุก ฯลฯ(http://kaimookbook.tarad.com/product.detail_666139_th_4424170)

ในสมัยกรงุ รัตนโกสนิ ทร์เป็นราชธานี วา฽ งจากการศกึ สงคราม ทางการมโี อกาสทะนุบํารุงบ฾านเมือง ช฽างจึงมี
บทบาทอย฽มู ากในดา฾ นการสร฾างพระราชฐาน และบรู ณปฏิสงั ขรณพ์ ระอารามหลวง นอกจากช฽างศิลปะพื้นบ฾าน
พื้นเมือง และพระช฽างแล฾ว ยงั มชี ฽างอกี ประเภทหนึง่ อนั เป็นทีร่ วมชา฽ งฝีมือดที ง้ั หลาย ไดแ฾ ก฽ "ชา฽ งหลวง" คอื บรรดาช฽าง
ศิลปข฼ องไทยสาขาต฽างๆ ทม่ี กั เปน็ คนมฝี ีมอื ดี งานทีท่ าํ ส฽วนมากเปน็ สง่ิ ละเอยี ดสวยงามเปน็ พเิ ศษ อย฽างมากเรยี กว฽า
"ประณตี ศลิ ป฼" เชน฽ การทาํ ส่ิงของเคร่ืองใชด฾ ฾วยเงนิ หรอื ทองคํา ทําลวดลายละเอียด เช฽น เครอ่ื งราชูปโภค เป็นต฾น

ชา฽ งหลวงจึงรว฽ มสงั กัดกนั รบั ราชการสนองพระราชประสงคข์ องพระมหากษัตรยิ ์ จนมยี ศฐาบรรดาศกั ด์ิ
เชน฽ เดียวกันกับขา฾ ราชบรพิ านอ่ืนๆ มหี ลกั ฐานว฽ามชี ฽างหลหวงมาตั้งแตค฽ รง้ั กรุงศรอี ยธุ ยาเปน็ ราชธานี เชน฽ สมเด็จพระ
บรมไตรโลกนาถ โปรดฯ ให฾ตราพระราชกาํ หนดบทพระอยั การ ซึง่ ตอ฽ มาถงึ กรงุ รัตนโกสนิ ทรป์ รากฎวา฽ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟูาจุฬาโลกมหาราชไดโ฾ ปรดฯ ใหม฾ ีการชาํ ระกฎหมายนี้ใหม฽และเรยี กว฽า "กฎหมายตรา 3 ดวง" ได฾แก฽
ตราคชสหี ์ ตราราชสีห์ และตราบัวแก฾ว และให฾จัดระเบยี บหมวดหมชู฽ า฽ งตา฽ งๆ ไว฾หลายกรม แตล฽ ะกรมมีเจา฾ กรมกาํ กบั
อย฽างกรมทหาร ต฽อมาเรยี กว฽า "กรมชา฽ งสิบหมู"฽

สมเด็จพระเจ฾าบรมวงศ์เธอ เจ฾าฟาู กรมพระยานริศรานวุ ดั ตวิ งศ์ ทรงมลี ายพระหตั ถ์ประทานพระยาอนมุ าน
ราชธน ลงวนั ท่ี 31 สิงหาคม พ.ศ. 2479 มใี จความตอนหนึง่ ว฽า "ช฽างสิบหม฽ูเปน็ ช่อื กรม ท่รี วมชา฽ งไวไ฾ ด฾ 10 หมูด฽ ฾วยกัน
ไมใ฽ ชว฽ า฽ ชา฽ งในบ฾านเมืองมีแค฽ 10 อยา฽ งเท฽านั้น..." และเฉพาะในกฎหมายตรา ๓ ดวง มชี ่ือช฽างตา฽ งๆ มากกวา฽ 10 อยา฽ ง
เชน฽ ชา฽ งเลื่อย ชา฽ งกอ฽ ช฽างดอกไม฾เพลงิ ชา฽ งปนื ช฽างสนะ ช฽างเขยี น ชา฽ งแกะ ช฽างสลัก ชา฽ งกลึง ช฽างหลอ฽ ช฽างปัน้ ช฽าง
หน฽ุ และชา฽ งรัก เป็นตน฾

งานช฽างไดเ฾ จริญข้ึนเป็นลําดบั ในสมัยรัชกาลที่ 1 ให฾ฟน้ื ฟูการช฽างและรวบรวมชา฽ งหมู฽ตา฽ งๆข้นึ ใหม฽ ในสมัย
รชั กาลที่ ๒ ปรากฏว฽าชอื่ ช฽างประเภทต฽างๆ ในพระราชบญั ญตั เิ รอ่ื ง การไถ฽ตวั ไพรห฽ ลวงที่เปน็ ทาส จ.ศ. 1174 (พ.ศ.

136

2355) ถงึ 52 ประเภทด฾วยกนั ในสมยั รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา฾ เจ฾าอยห฽ู ัว ทรงจดั งานชา฽ งเปน็ กรม
ต฽างๆ ไว฾ถงึ 29 กรม และโปรดฯ ให฾แยกเป็นกรมชา฽ งฝุายพลเรอื น และกรมช฽างฝุายทหาร กรมช฽างฝุายพลเรือน
ประกอบดว฾ ย กรมช฽างตา฽ งๆ เชน฽ กรมช฽างหงุ กระจก กรมชา฽ งประดบั กระจก กรมช฽างหยก กรมชา฽ งสนะไทย กรมชา฽ ง
สนะจีน กรมชา฽ งชาดสสี ุก กรมช฽างศิลา กรมช฽างปน้ั กรมชา฽ งสลัก กรมช฽างทอง ส฽วนกรมช฽างฝุายทหารน้ัน มกี รมช฽าง
ทหารฝุายใน โดยมีช฽างท่มี ตี ําแหน฽งทีท่ รงใหม฾ ีการเปลยี่ นแปลงใหม฽ เชน฽ หลวงกลมยั นมิ ติ ร (ชา฽ งป้ัน) ขนุ ภมรเลขนกิจ
(ชา฽ งกลงึ ) หลวงโลหกรณ์ (ช฽างหล฽อ) หลวงชาํ นาญโลหอาวุธ (ช฽างหล฽อ) ขุนพสิ ยั ดบี กุ การ (ช฽างดีบกุ ) เป็นตน฾

ในสมยั รชั กาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา฾ เจ฾าอยห฽ู วั ทรงจดั ระเบียบการบริหารราชการใหม฽ กรมช฽าง
ตา฽ งๆ ทเ่ี คยขนึ้ กบั ทหารอยา฽ งแต฽กอ฽ น ให฾ย฾ายมาตั้งเป็นกรมข้ึนกับฝาุ ยพลเรือน โดยตง้ั เปน็ กรมช฽างสบิ หมู฽ ต฽อมาในสมัย
รชั กาลที่ 6 งานชา฽ งสิบหมู฽ไปรวมอยูก฽ บั กรมมหรสพ ตอ฽ มาเม่ือตัง้ กรมศลิ ปากรขึ้น งานช฽างสิบหมู฽จึงไปอย฽กู ับกรม
ศิลปากร(ดังกลา฽ วแล฾ว) จะเห็นว฽า ช฽างหลวง มมี าแต฽สมยั อยุธยา จนถงึ สมัยรัตนโกสนิ ทรน์ น้ั มีช฽างประเภทต฽างๆ ถงึ 30
ประเภท ซึง่ บรรดาชา฽ งหลวงเหล฽าน้ี ไดฝ฾ ากผลงานการชา฽ งทีส่ ําคัญไวม฾ ากมาย

การช฽างต฽างๆ ของไทยได฾พัฒนามาตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม ดังจะเห็นได฾จากการช฽างสมัยรัชกาลท่ี 5
น้ัน ได฾นับเอารูปแบบของศิลปะและการช฽างอย฽างตะวันตกเข฾ามาผสมผสานกับการช฽างไทย ความเปล่ียนแปลง
ทางการช฽างของไทยจะเห็นชัดเจนย่ิงขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซ่ึงทรงรับเอาช฽างต฽างชาติจากยุโรปเข฾ามาทํางาน ทําให฾
ช฽างไทยรับเอาศิลปวิทยาทางการช฽างแบบตะวันตกเข฾ามาผสมกับวิทยาการทางการช฽างของไทย เมื่อไทยเรารับเอา
วัฒนธรรมตะวันตกเข฾ามามาก การชา฽ งต฽างๆก็เปลีย่ นแปลงมาเป็นแบบสากลมากยง่ิ ข้ึน จนถึงกบั มีการต้ังสถาบันสอน
วิชาการช฽างอย฽างตะวันตกข้ึนอย฽างทกุ วนั น้ี ถงึ กระน้นั การชา฽ งไทยหลายประเภทก็ยังมคี วามจาํ เป็นท่จี ะต฾องอนรุ ักษ์ไว฾
เพราะเป็นการช฽างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของไทย ปัจจุบันการช฽างไทยบางประเภทจึงยังคงมีอย฽ูในงานช฽างสิบหม฽ู
กองหัตถศิลป฼ กรมศิลปากร ได฾กําหนดงานช฽างต฽างๆไว฾ 10 หม฽ู ได฾แก฽ ช฽างเขียนภาพและลายไทย
ช฽างไม฾แกะสลกั ชา฽ งปิดทองประดบั กระจก ประดับ กระเบื้อง ช฽างมุก ช฽างปูนและช฽างป้ันลายปูนสด ช฽างลายรด
น้าํ และเคร่อื งเงิน ช฽างหัวโขน ช฽างเคลือบโลหะ ช฽างปั้นหลอ฽ ช฽างเขียนแบบพุทธศิลป฼สถาปตั ย์

นอกจากช฽างพนื้ บา฾ น พระช฽าง และชา฽ งหลวงดังกล฽าวแลว฾ ยังมชี ฽างอกี ประเภทหนงึ่ เรียกวา฽ ชา฽ งเชลยศักดิ์
เปน็ ช฽างท่ีรบั จ฾างทํางาน ช฽างท่วั ไป เปน็ ชา฽ งท่ีชอบอสิ ระ ไม฽ต฾องการเปน็ ขา฾ ราชการ แต฽ตอ฾ งการใช฾ฝีมอื ช฽างและความ
สามารถของตนเลีย้ งชีพอยา฽ งอสิ ระ จึงมักปดิ บงั ฝีมอื ของตน เพราะเกรงจะถูกเกณฑ์ไปเปน็ ชา฽ งหลวง ช฽างเชลยศกั ดน์ิ น้ั
นอกจากจะปกปดิ ช่ือเสียงของตนแลว฾ ยังมักหวงวชิ าชา฽ งของตนด฾วย เพราะเกรงผ฾ูอ่ืนจะนาํ วิชาความร฾ูนัน้ ไปหาเลีย้ งชพี
แขง฽ กบั ตน ความคดิ เชน฽ นีเ้ ปน็ สาเหตุหนึ่ง ทท่ี ําให฾วชิ าการชา฽ งของไทยไมแ฽ พรห฽ ลายเท฽าท่ี ควรทําให฾วิชาความรท฾ู างการ
ชา฽ งบางประเภท จึงสูญหายไปพร฾อมกบั ตัวชา฽ ง อยา฽ งไรกด็ สี ภาพการชา฽ งของไทยแต฽ละยคุ แตล฽ ะสมัย จะข้ึนอยกู฽ บั
สภาพของบา฾ นเมือง หากยคุ ใดสมัยใดบา฾ นเมืองมคี วามมั่นคง มีความอุดมสมบูรณ์ ปราศจากศกึ สงคราม ช฽างกม็ ีโอกาส
แสดงฝมี อื สร฾างงานของตน แต฽ถ฾ายคุ ใดบ฾านเมืองมศี กึ สงคราม ประชาชนยากจน การช฽างต฽างๆ ก็จะซบเซาไมก฽ ฾าวหนา฾
จึงเหน็ ไดว฾ า฽ ช฽างและการช฽างของไทยมคี วามสัมพนั ธ์กบั พฒั นาการของบา฾ นเมือง มาทุกยุคทุกสมัย(https://th-
th.facebook.com/Signnagas/posts/848407275276169:0)

137

13.2 รปู แบบของงานประณีตศลิ ป์และเครือ่ งใชข้ องไทย
เครอ่ื งมอื เครอื่ งใช฾ของไทยลว฾ นถูกประดษิ ฐข์ ้ึนอยา฽ งสร฾างสรรค์ โดยเฉพาะในงานเคร่ืองใชข฾ องพระสงฆ์และ

ของกล฽ุมชนชน้ั สูง ทีม่ คี วามหลากหลายทางรูปแบบทถี่ ูกสรา฾ งสรรคข์ ึ้นตามหน฾าที่การใชง฾ าน โดยมีรายละเอยี ด (สาํ นกั
โบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแห฽งชาติ กรมศลิ ปากร. 2544: 9-244) ดงั น้ี

13.2.1 เครื่องเงนิ หมายถึง เครื่องเงนิ ชนิดที่ทาํ เปน็ เครอ่ื งรูปพรรณ เคร่อื งถม และเคร่ืองลงยาสี ทําด฾วยโลหะ
เงินมาตรฐานให฾มีโลหะอ่ืนๆเจือปนได฾ไม฽เกิน ร฾อยละ 7.5 ของนํ้าหนัก ส฽วนประกอบของเครื่องเงินไทยต฾องแข็งแรง
ทนทาน มีลวดลายท่ีชัดเจน เรียบร฾อย ในประเทศไทยมีหลักฐานของการใช฾โลหะเงินมาต้ังแต฽ก฽อนยุคทวาราวดี
เรอ่ื ยมาจนถงึ ปัจจบุ ัน ในแต฽ละท฾องถ่นิ ได฾แก฽ ภาคใต฾ ภาคกลาง และภาคเหนือ โดยเฉพาะเคร่ืองเงินของล฾านนา
นับว฽ามีชื่อเสียงมาก โดยเครื่องเงินของไทยมีหลายชนิด ซึ่งที่มีปรากฏแสดงในพิพิธภัณฑ์สถานแห฽งชาติพระนคร
สามารถจัดกลุ฽มได฾แก฽ เครื่องพุทธบูชา เครื่องใช฾ท่ัวไป เครื่องอาวุธ และของที่ระลึกในโอกาสต฽างๆ ลวดลายที่ใช฾
ตกแต฽ง เช฽น รูปธรรมชาติและรูปเหมือนจริงต฽างๆ รูปสัตว์หิมพานต์ รูปตัวละครในวรรณคดี ลายไทยต฽างๆ เช฽น
ลายกระหนก ลายพุม฽ ลายช฽อ ลายก฾านขด ลายขอบและลายเชงิ ลายบัว โดยกระบวนการผลิตเครอ่ื งเงินมขี น้ั ตอน
สาํ คญั 3 ขน้ั ตอนคือ

1) การหลอม เปน็ ขนั้ ตอนแรกในการผลติ เป็นการเตรียมวัตถุดบิ เพื่อใชท฾ ํางานขั้นต฽อไป
2) การข้นึ รูป เป็นการเตรยี มภาชนะให฾เป็นรปู แบบตามต฾องการ โดยทัว่ ไป มี 6 แบบ คอื การข้ึน
รปู ด฾วยคอ฾ น การตัดต฽อ การหลอ฽ การชกั ลวด การสาน และการบุ
3) การตกแต฽งเครอ่ื งเงินเปน็ การทํางานข้ันสดุ ท฾าย เพื่อใหเ฾ กดิ ความงาม โดยมีวธิ กี ารตกแตง฽ เคร่ืองเงิน
7 ลักษณะ คือ การสลักดุน การเพลา การแกะลายเบา การถมยาดํา การถมยาทอง หรือตะทอง การลงยาสี
และการประดับหรือฝงั อญั มณี

ภาพที่ 13.1 เครือ่ งเงิน
(ที่มา : สํานักโบราณคดแี ละพิพิธภณั ฑสถานแหง฽ ชาติ กรมศิลปากร. 2544: 25,26,38,40,30,37,39)

138

13.2.2 เครื่องทอง เปน็ สนิ แรท฽ ม่ี รี าคา และมนษุ ยน์ ยิ มนํามาใชเ฾ ป็นวัตถใุ นการแลกเปลี่ยน ความสําคญั ของ
ทองเกิดจากการที่มีค฽าสงู ไมเ฽ ปล่ยี นแปลงไปตามปัจจัยตา฽ งๆมากนกั มคี ตคิ วามสวยงาม มีสเี หลืองสว฽างสดใสประกายสุก
ปล่งั เสมอ ไม฽เป็นสนมิ มคี วามอ฽อนเหนียวจนสามารถนํามาตีเปน็ แผ฽นบางมากๆขนาด 0.000005 นิ้วได฾ และเป็นโลหะ
ท่ีไมล฽ ะลายในกรดชนิดใดๆ แต฽จะละลายได฾อยา฽ งช฾าๆ ในสารละลายผสมระหว฽างกรดดินประสวิ กบั กรดเกลือ
กระบวนการในการทาํ เครื่องทองในอดตี มีหลายวธิ ีแตกต฽างกนั ออกไป ตามแต฽เทคนคิ หรอื วัสดุอุปกรณ์ท่นี าํ มาใช฾
ดงั น้คี ือ การห฾ุม การปดิ (การลงรักปดิ ทอง) การบุ การดุน การหลอ฽ การสลกั การาไหลห฽ รอื กะไหล฽ การคร่ํา เป็นตน฾
เครอ่ื งทอง ท่ีนยิ มทาํ กันมัก เปน็ วัตถุเกยี่ วกบั ของสําคัญ และมคี า฽ เชน฽ เคร่อื งราชปู โภค เคร่ืองยศ เครื่องใช฾สอย
เคร่อื งประดับ เครื่องพทุ ธบูชา เครอื่ งประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา พระพุทธรปู แผน฽ ทองจารึก(สพุ รรณบัฏ) ฯลฯ โดย
กระบวนการผลิตเครอื่ งทองมีขัน้ ตอนสาํ คัญ 4ข้ันตอนคอื

1) การหลอมโดยการทาํ ให฾ทองละลายเป็นของเหลว จากน้นั จงึ ตีทองใหม฾ ลี ักษณะเปน็ แผน฽ ให฾เปน็ เส฾น
ยาวเพ่ือนาํ ไปใช฾ในการชกั ลวดและการทําไขป฽ ลา

2) การประกอบ เปน็ การเตรยี มนาํ ส฽วนประกอบต฽างๆมาประกอบเป็นทองรปู พรรณ คอื การขึ้นรูป
ด฾วยการสานหรือขัด การต฽อประกอบ การดดั หรือเคาะ การแกะ การฉลุ การติดผลกึ การฝัง การเกาะ

3) การตกแต฽ง ด฾วยวธิ กี ารคือ การประดบั ดว฾ ยไขป฽ ลา การตะไบ การขีดใหเ฾ ปน็ รอยและจุด
4) การต฾มและยอ฾ มทอง เป็นขนั้ ตอนทีท่ าํ หลงั จากได฾ขนึ้ รูปทองรปู พรรณเสรจ็ แล฾ว และต฾องการทาํ
ความสะอาด ตลอดจนการให฾ทองมีสีสวย

ภาพที่ 13.2 เคร่ืองทอง
(ทีม่ า : สํานกั โบราณคดีและพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง฽ ชาติ กรมศิลปากร. 2544: 69,73,77,70)

139

13.2.3 เคร่ืองถม มมี าแต฽โบราณและสืบทอดต฽อมาจนกระทง่ั ถึงปัจจุบัน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถานให฾
ความหมายของเครอ่ื งถมไว฾ว฽า" เรียกภาชนะหรือเครอื่ งประดบั ท่ที าํ โดยใช฾ผงยาดําผสมน้าํ ประสานทองถมลงบนลวดลาย
ทีแ่ กะสลกั บนภาชนะ หรอื เคร่ืองประดับนั้นแลว฾ ขัดผิวให฾เงางามวา฽ เครื่องถม หรือ ถม เชน฽ ถมนคร ถมทอง ถมเงิน..."
เครื่องถมมีหลายประเภท จาํ แนกไดด฾ ังนี้

13.2.3.1 ถมดาํ หรือ ถมเงิน เป็นการทําเครอ่ื งถมที่เกา฽ ที่สดุ ทําโดยการแกะสลกั ลวดลาย ลงบนพ้นื ผวิ
ภาชนะเครือ่ งเงิน จนเป็นรอ฽ งลึกแลว฾ ลงยาถมดําลงไปในร฽องลึกนนั้ จนเตม็

13.2.3.2 ถมทอง นิยมทาํ บนภาชนะทเ่ี ป็นเครอ่ื งเงนิ แตจ฽ ะทาํ ลวดลายที่เป็นสีเงนิ ใหเ฾ ปล่ียนเปน็ สที อง
โดยใส฽ทองคําลงในปรอท เพอ่ื ให฾ทองละลายแลว฾ จึงนาํ ไปเขียนทบั ลงบนลวดลายเงนิ

13.2.3.3 ถมตะทองโดยการใช฾ "ทองเปยี ก" เป็นแผ฽นทองบดละเอยี ดผสมปรอทบรสิ ทุ ธแ์ิ ล฾วนาํ มาถม
ลายท่ีสลกั ไว฾

13.2.3.4 เครื่องถมจุฑาธุช เปน็ เครือ่ งถมสมยั ใหม฽ทีด่ ดั แปลงมาจากกรรมวิธีดัง้ เดมิ โดยนาํ วิธีการพิมพ์
ลายมาใช฾ ดว฾ ยการเขยี นลายทีต่ อ฾ งการลงบนพืน้ ผวิ ภาชนะ จากน้ันใช฾กรดกัดส฽วนพืน้ แลว฾ จึงถมยาลงไป ซ่งึ ชนิ้ งานจะมี
ผวิ เรียบไมม฽ รี อยสลกั อย฽างถมเงิน ถมทอง

13.2.3.5 เครอ่ื งถมปดั ทาํ จากภาชนะทีเ่ ปน็ ทองแดงและลงนาํ้ ยาสตี ฽าง ๆ

ภาพที่ 13.3 เคร่ืองถม
(ท่มี า : สาํ นักโบราณคดแี ละพิพธิ ภณั ฑสถานแหง฽ ชาติ กรมศิลปากร. 2544: 100,91,93,95,96)

140

13.2.4 เครื่องมุก การประดับมุกเกิดจากความคิดสร฾างสรรค์ ในการตกแต฽งวัสดุให฾สวยงามของคนไทยมาแต฽
โบราณ โดยใช฾เปลือกหอยมุกซ่ึงมีท้ังหอยมุกทะเล และหอยมุกนํ้าจืด นํามาฉลุเป็นลวดลายช้ินเล็ก ๆ ประดับลงไปบน
ภาชนะ บานประตู หน฾าต฽าง ตู฾ ฯลฯ โดยใชร฾ กั สดี ํา เป็นตวั เชอื่ มใหช฾ ้ินมกุ เกาะตดิ ฝังลงไปกับภาชนะ หรือวัสดุ สีขาวแกม
ชมพแู ละความแวววาวของหอยมุก จะตดั กับสดี ําของรัก ทาํ ใหภ฾ าชนะ เคร่ืองใช฾ หรือวัตถุช้ินน้ัน ๆ สวยงามมาก ภาชนะ
ท่ีนยิ มประดบั มกุ ได฾แก฽ พาน กลอ฽ ง หบี เครอ่ื งใชส฾ ําหรบั พระสงฆ์ ถาด ฯลฯ ลวดลายท่ใี ช฾ เช฽น ลายพ฽ุมข฾าวบิณฑ์ ลาย
ก฾านขด โดยมีวธิ กี าร คอื จดั เตรียมวัตถุท่ีต฾องการประดับมุก เขียนลวดลาย ลอกลายลงบนกระดาษแก฾ว ตัดหอยมุก
เป็นช้ินเล็กๆ ลอกลายจากในกระดาษแกว฾ ลงบนหอยมุก เล่ือยตดั ตัวลายมกุ ตามท่ีลอกลายไว฾ ติดมุกลงบนแผ฽นกระดาษ
แกว฾ ท่ลี อกลายไว฾ ลงรกั รองพืน้ วตั ถุ นําแผน฽ กระดาษแก฾วท่ีติดมุกทาบลงพื้นรักแล฾วกดลงไป ลงรักถม ใช฾หินกากเพชร
ขดั กบั น้ําลงบนผวิ ท่ีประดับมุก ขดั ด฾วยหินลบั มดี หรือถา฽ นไมจ฾ นเรยี บ ขัดด฾วยใบตองแหง฾ ฉกี ฝอยผสมนํา้ มนั มะพร฾าว

ภาพท่ี 13.4 เคร่ืองมกุ
(ทีม่ า : สาํ นกั โบราณคดแี ละพิพธิ ภัณฑสถานแห฽งชาติ กรมศิลปากร. 2544: 115,118,117,134)
13.2.5 ไม฾แกะสลกั ไมท฾ ี่นยิ มนํามาแกะสลกั มากท่ีสดุ คอื ไม฾สัก ไม฾ตะเคียน ไม฾ชิงชัน ไม฾ประด฽ู ไม฾มะค฽า ชนชาติ
ไทยมีฝมี อื ทางดา฾ นการแกะสลกั ไม฾มาแต฽โบราณ และมีศิลปวัตถุท่ีแกะสลักจากไม฾เป็นจํานวนมาก เน่ืองจากในภูมิภาค
แถบน้ี มีไม฾สักและไม฾อื่นๆ ท่ีนํามาแกะสลักได฾จํานวนมาก แต฽ปัจจุบันได฾ลดลงอย฽างรวดเร็ว ทําให฾หาได฾ยากข้ึน ไม฾
แกะสลกั มกั นาํ มาทาํ เป็นบานประตู หน฾าต฽าง พระพุทธรูป ลวดลายประดับตกแต฽งอาคาร ส่ิงของเครื่องใช฾ต฽าง ๆ การ
แกะสลักไม฾ มีข้นั ตอนทีส่ าํ คญั ๆ อยู฽ 3 ข้ันตอน คอื การออกแบบลวดลาย การแกะสลักลาย และการตกแตง฽

141

ภาพที่ 13.5 ไม฾แกะสลกั
(ท่ีมา : สํานักโบราณคดแี ละพพิ ิธภณั ฑสถานแหง฽ ชาติ กรมศิลปากร. 2544: 154,146,152,147,149,153)

13.2.6 เคร่อื งปน้ั ดินเผาไทย มนษุ ยร์ ู฾จักทาํ เคร่ืองปน้ั ดนิ เผา มาตั้งแตส฽ มัยหินกลาง ในยุคก฽อนประวตั ิศาสตร์
เม่อื 10,000-7,000 ปีมาแล฾ว และทาํ กนั มาจนถงึ ปัจจบุ ัน ในทกุ ภูมภิ าคของโลก อาจกล฽าวได฾ว฽า ชาติใด ๆ ก็ร฾ูจกั การทํา
เครื่องปน้ั ดินเผาทงั้ ส้ิน ในประเทศไทย มกี ารทําเครอื่ งปนั้ ดนิ เผาอยทู฽ กุ ภูมิภาค ในสมยั ดั้งเดิมเปน็ การเผาดินดบิ ตอ฽ มามี
การเคลือบด฾วยนํา้ ยาเคลอื บ และพฒั นามาสกู฽ ารเขยี นลวดลายลักษณะต฽างๆ จากสเี ดยี ว(เอกรงค์) มาเปน็ หลายสี(พหุ
รงค)์ ซ่ึงมีมาตง้ั แต฽สมัยอยุธยาเรยี กว฽า ลายเบญจรงค์ เบญจรงค์ มีความหมายวา฽ แม฽สที ง้ั 5 สี ถึง 8 สี รองจากสีหลกั
ทงั้ 5 สี และยังมี สชี มพู ม฽วง นา้ํ ตาล แสด ทน่ี ยิ มใช฾เพอื่ ความสวยงามในตัว จากหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ เคร่อื ง
เบญจรงค์ไดถ฾ ูกส่ังทาํ ขน้ึ จากประเทศจีน แต฽ลวดลาย สีสนั ยงั คงเอกลักษณแ์ บบไทย ตอ฽ มาในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ มีการ
เขยี นลายทอง ทเี่ รยี กวา฽ เบญจรงค์ลายน้ําทอง เปน็ เคร่อื งใช฾ ในสํานักพระราชวงั แต฽ในปจั จุบนั เครื่องเบญจรงคล์ ายนํา้ -
ทอง ไดร฾ บั ความนิยมสงู เป็นเคร่อื งใช฾ทวั่ ไป ลวดลายทีใ่ ช฾ เช฽น ลายบัว ลายดอกพดุ ตาน ลายเทพนม เป็นต฾น

142

ภาพที่ 13.6 เครอ่ื งป้ันดินเผา
(ท่มี า : สํานักโบราณคดีและพพิ ิธภณั ฑสถานแห฽งชาติ กรมศิลปากร. 2544:

193,195,197,201,202,199,205,208,213,217,218)
13.2.7 งาช฾างแกะสลัก โดยปกติงาช฾างเป็นของมีค฽าซึ่งต฾องเก็บรักษาไว฾อย฽างดี เดิมมีสีขาวนวล เมื่อนานไปอาจ
เปลย่ี นเป็นสเี ขม฾ ขึ้นถึงน้ําตาล และมีรอยแตกราน อย฽างท่ีเรียกว฽าแตกลายงา งาช฾างสลักนิยมนํามาทําเป็น พระพุทธรูป
กลอ฽ ง หรอื ตลับ ตราสัญลักษณ์ ตุก฿ ตา ด฾ามหรือปลอกมดี ฯลฯ

143

ภาพที่ 13.7 งาชา฾ งแกะสลกั
(ทมี่ า : สํานักโบราณคดีและพิพิธภณั ฑสถานแหง฽ ชาติ กรมศิลปากร. 2544: 232,237,242,240,241,243)
13.3 สรปุ

ลายไทยนอกเหนือจากจะถูกนํามาใช฾ในงานจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม หากแต฽ ถูกนํามาใช฾
ประดับตกแต฽งบนเคร่ืองใช฾ต฽างๆ โดยเฉพาะของพระสงฆ์และของกลุ฽มชนชั้นสูง ท่ีสังคมไทยยกย฽องและให฾
ความสําคัญเป็นอย฽างมาก ทําให฾รูปแบบของสิ่งของเคร่ืองใช฾ต฽างๆเหล฽านั้นมีความงดงามวิจิตรบรรจง เป็นงาน
ประณีตศิลป฼ที่สะทอ฾ นศลิ ปะเชิงชา฽ งของไทยได฾เป็นอย฽างดี ทั้งการใช฾ประโยชน์จากวัสดุและการใช฾สุนทรียภาพในงาน
ศลิ ปะไทย แสดงการใชล฾ วดลาย สสี ัน ผ฽านเรื่องราวลงบนสง่ิ ของเครอ่ื งใช฾ตา฽ งๆทใี่ ห฾ท้ังคุณค฽าในด฾านความงามและด฾าน
ประโยชนใ์ ชส฾ อย

144

กิจกรรมท่ี 13.1
1. จงอธิบายความเปน็ มาของงานชา฽ งสิบหมู฽
2. จงอธิบายรูปแบบของงานประณีตศิลปข฼ องไทยวา฽ ประกอบด฾วยอะไรบา฾ ง

กิจกรรมท่ี 13.2
ใหน฾ ักศึกษาเลือกลวดลายไทยที่เหมาะสมกับพน้ื ท่ีมาออกแบบลงในกระปกุ ทเ่ี ตรียมให฾
วัสดุอปุ กรณ์
1. กระปุกปนู ปลาสเตอร์
2. ดนิ สอดํา (ดินสอ HB)
3. สโี ปสเตอร์สตี า฽ งๆ
4. แผ฽นอลูมเี นียม
5. คัตเตอรห์ รอื กรรไกร
6. คอ฾ น
7. สกรูขนาด 3 นวิ้
8. กาว
9. ภาพลายไทยต฾นแบบ
วิธกี ารปฏบิ ัตงิ าน
1. เลือกลวดลายไทยอย฽างนอ฾ ย 2 ลาย วาดโครงรา฽ งลาย ลงบนกระปุกโดยใชด฾ นิ สอ
2. ลงสีและตัดเสน฾
3. เลือกลวดลายไทยอย฽างนอ฾ ย 1 ลาย วาดโครงรา฽ งลาย ลงบนแผน฽ มีเนยี มโดยใชด฾ ินสอ
4. ตอกลายตามแบบท่รี ฽างไว฾ โดยใช฾ค฾อนและสกรู
5. ตดิ ประกอบลายบนกระปกุ ทลี่ งสตี ัดเส฾นแล฾ว

ภาพตวั อยา่ งกิจกรรม 13.2

ภาพที่ 13.8 ผลงานกระปุก
(ที่มา : ผลงานของนกั ศกึ ษาสาขาวิชาศลิ ปประยุกตแ์ ละการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ชนั้ ปที ี่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2555)

145

เอกสารอ้างองิ

นิทรรศการพลงั แผน฽ ดนิ อัศจรรยง์ านศลิ ปแ฼ ผ฽นดินสยาม. 2558. ศิลปะและเครอื่ งทองประจําชาติ. 4 พฤศจิกายน
2558.https://th-th.facebook.com/Signnagas/posts/848407275276169:0.

รา฾ นหนังสือไข฽มุกด์. 2544. ประณีตศิลป฼ไทย ในพิพิธภัณฑสถานแห฽งชาติ พระนคร -order 002011 .4 พฤศจิกายน
2558.http://kaimookbook.tarad.com/product.detail_666139_th_4424170.

สาํ นกั โบราณคดแี ละพพิ ิธภณั ฑสถานแห฽งชาติ กรมศิลปากร. 2544. ประณตี ศิลป฼ไทย.พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ:
รุง฽ ศิลป฼การพมิ พ์.

147

แผนการสอนบทท่ี 14

เนือ้ หา
1. ความเปน็ มาของงานสถาปัตยกรรมไทย
2. รูปแบบของงานสถาปตั ยกรรมไทย
3. องคป์ ระกอบในงานสถาปตั ยกรรมไทย
4. อธิบายองคป์ ระกอบในงานสถาปตั ยกรรมไทย

วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. เพ่ือให฾นักศกึ ษามีความร฾ูความเข฾าใจเกย่ี วกบั งานสถาปัตยกรรมไทย
2. เพื่อใหน฾ กั ศกึ ษาสามารถจําแนกรูปแบบของงานสถาปตั ยกรรมไทย
3. เพ่อื ใหน฾ กั ศกึ ษาสามารถระบหุ นา฾ ทขี่ ององค์ประกอบในงานสถาปตั ยกรรมไทย
4. เพอ่ื ให฾นกั ศึกษาสามารถนํางานสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกตใ์ ช฾ในการออกแบบผลิตภณั ฑ์

กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เรอื่ ง ศลิ ปะไทยในงานสถาปตั ยกรรม
2. บรรยายนาํ และสรปุ โดยผ฾สู อน
3. อภปิ รายซกั ถามเก่ียวกบั รปู แบบและองคป์ ระกอบในงานสถาปตั ยกรรมไทย
4. ผ฾สู อนใหน฾ กั ศึกษาแบง฽ กล฽มุ ทํากิจกรรมทา฾ ยบท
5. ผ฾ูสอนวิจารณ์ผลงานของนักศกึ ษา

ส่อื การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง ศิลปะไทยในงานสถาปตั ยกรรม
2. โปรแกรมสาํ หรบั แสดงภาพประกอบคาํ อธิบายเพ่ือการนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยา฽ งสถาปตั ยกรรมไทย

การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤติกรรมความสนใจในระหวา฽ งเรยี น
2. สังเกตจากการมีสว฽ นรว฽ มในชน้ั เรียน
3. ประเมินจากกิจกรรมท่ี 14.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมที่ 14.2 ภาคปฏิบตั ิ

149

บทที่ 14
ศิลปะไทยในงานสถาปตั ยกรรม

ความนา
งานสถาปตั ยกรรมไทยมีลักษณะเฉพาะตัวตามแบบแผนประเพณีที่ถูกสืบทอด ซ่ึงอาจได฾รับอิทธิพลหรือ

เกิดการแลกรับปรับเปลี่ยนท่ีมาจากหลายกล฽ุมที่มีการเผยแพร฽วัฒนธรรมถึงกัน เช฽น จีน ยุโรป อินเดีย เป็นต฾น
หากแต฽รูปแบบก็ได฾ถูกปรับแปลงให฾เหมาะสมและสอดคล฾องกับประเพณีนิยมตามยุคสมัยของไทย โดย
สถาปัตยกรรมของไทยสามารถแบ฽งออกได฾หลายชนดิ ตามหน฾าทใ่ี ชส฾ อย ตลอดจนลักษณะของกลมุ฽ ผ฾ใู ช฾

เนอื้ หาประจาบท
14.1 ความเปน็ มาของงานสถาปัตยกรรมไทย

สถาปัตยกรรมไทย หมายถงึ ศลิ ปะการก฽อสรา฾ งของไทย อันได฾แก฽ อาคาร บา฾ นเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป
และส่ิงก฽อสรา฾ งอื่นๆ มลี ักษณะแตกต฽างกันไปตามภูมศิ าสตร์และคตินิยม สถาปัตยกรรมไทยมมี ายาวนาน บรรพ
บุรุษไทยไดพ฾ ัฒนาและปรบั ปรงุ รปู แบบสถาปัตยกรรม เพ่อื ให฾เหมาะสมกบั สภาพอากาศ สภาพภูมปิ ระเทศ โดย
เพิ่มเติมใส฽เอกลักษณ์ความเป็นไทยเข฾าไป ซง่ึ นบั เป็นการแสดงออกความสามารถของบรรพบุรุษไทย สามารถแบง฽
ยุคได฾เป็น 2 รปู แบบใหญๆ฽ คือ สถาปตั ยกรรมไทยสมัยประวตั ศิ าสตร์ และ สถาปัตยกรรมสมยั รัตนโกสนิ ทร์
(https://th.wikipedia.org/wiki)

14.2 รูปแบบของงานสถาปตั ยกรรมไทย
14.2.1 ปราสาท(ตามแบบไทย) หมายถึง เรือนยอดขนาดใหญ฽ ซึ่งมีมุขย่ืนออกไปจากตัวอาคาร อาจ

เปน็ มุขเดยี ว ตรีมุขหรือจัตุรมุข ช้นั ของหลังคาปราสาทมี 2 ประเภท คอื 5 ชน้ั และ 7 ชัน้ แบบ 7 ชนั้
เรยี กว฽า มหาปราสาท แสดงความสาํ คัญท่ีจํานวนช้นั และขนาดของอาคาร ใช฾เป็นท่ีประทับและประกอบราชพิธี
ของพระมหากษตั ริย์ ส฽วนแบบ 5 ชัน้ เรียกว฽า ปราสาท มฐี านะรองมาจากมหาปราสาท ขนาดเลก็ และมี
ความสําคัญรองลงมา ซ่ึงการใชค฾ าํ ว฽า “ปราสาท” น้ัน งานวจิ ยั ของ จริ ดา แพรใบศร(ี 2554)พบวา฽ ชาวมอญใน
ประเทศไทยได฾ใช฾คาํ ดงั กล฽าว เพอื่ เรยี กสถาปัตยกรรมทถี่ กู สร฾างข้ึนใชช฾ วั่ คราวในงานศพของพระสงฆ์ ซ่ึงเปน็
ลกั ษณะอาคารเรือนยอด ที่มตี ง้ั แต฽ 1 ยอด จนถึง 9 ยอด ท้ังนชี้ าวมอญเรยี กคําว฽าปราสาท เพอื่ สอ่ื ความหมายถงึ
ทีอยูอ฽ าศยั ของผ฾ูทีล่ ฽วงลับในสวรรคต์ ามความเชื่อของชาวมอญที่สบื ทอดต฽อกันมา

ภาพที่ 14.1 พระทีน่ ั่งจกั รีมหาปราสาท
(ท่ีมา : ภาพถา฽ ยโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2555)

150

14.2.2 พระมณฑป หมายถึง ชื่อเรียกงานสถาปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง ท่ีเออ้ื ให฾สําหรับประโยชน์ใช฾
สอยซึ่งเก่ยี วกบั พทุ ธศาสนา โดยเปน็ ที่ประดิษฐานพระพุทธรปู หรือพระไตรปิฎก หรอื รอยพระพทุ ธบาทจําลอง
พระมณฑปโดยทว่ั ไปมกั เปน็ อาคารรูป 4 เหลย่ี มจตั ุรสั มีหลงั คาเป็นเรอื นยอดแหลมอย฽างทรงปริ ามดิ ซอ฾ นเปน็ ชน้ั ๆ
เรียกว฽า “หลังคาทรงบุษบก” เนอื่ งดว฾ ยบุษบกกับพระมณฑปใชร฾ ปู แบบ สัดส฽วนและองคป์ ระกอบท่เี ป็นแบบแผน
เดยี วกัน แตกต฽างกนั ในบางสว฽ นและการใช฾สอยที่ไม฽เหมอื นกัน มณฑปน้ันเป็นอาคารขนาดใหญป฽ ระมาณ 4.00 x
4.00 เมตรขน้ึ ไป ตง้ั บนฐานทึบไม฽สงู มากเม่ือเทียบกับส฽วนเรือน ที่สาํ คัญพระมณฑปจะกอ฽ หรือกั้นเปน็ ฝาผนงั ทึบทุก
ด฾าน อาจมหี รือไมม฽ ีหนา฾ ต฽างกไ็ ด ในทางสถาปัตยกรรมไทยแล฾วอาคารท่เี ปน็ เรอื นยอดหรือมีเครื่องยอดนั้นถือเปน็
อาคารที่มีฐานานศุ กั ดส์ิ งู สุด ไมว฽ ฽าจะเป็นอาคารทางศาสนาหรืออาคารทีเ่ กี่ยวเนือ่ งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (ตาม
ประเพณีแตค฽ ร้งั โบราณจะไม฽มีการใช฾อาคารประเภทน้ีเลยสาํ หรบั เรอื นราษฎรสามัญทวั่ ไป แต฽ปจั จุบันเนอื่ งจาก
ความไมร฽ ฾ูหรือไมเ฽ ขา฾ ใจดพี อ ทําใหม฾ ีการใช฾ปะปนกบั งานสถาปัตยกรรมทุกประเภทแล฾ว เชน฽ เมรุ หรือกุฏิ หรอื แม฾แต฽
ทตี่ ้งั รปู เหมอื นอดีตพระภิกษุทเี่ ป็นทเ่ี คารพ ฯลฯ) สําหรบั พระมหากษัตริย์แล฾วถ฾าเปน็ อาคารเครือ่ งยอด มักจะใช฾
เป็นพระที่น่งั ท่ีสาํ คัญๆตา฽ งๆ เครื่องยอดท่ใี ช฾ก็มีทง้ั อย฽างปราสาทยอดบษุ บกและยอดปรางค์ เชน฽ พระท่นี งั่ ดสุ ิตมหา
ปราสาท พระทีน่ ่ังไอศวรรคท์ ิพยอาสน์(บางปะอนิ ) ซง่ึ เป็นยอดบษุ บกส฽วนพระท่นี ่งั เวชยันต์วเิ ชยี รปราสาท (เขาวงั )
พระท่นี ่ังวิหารสมเดจ็ (อยุธยา) ในพระราชวังหลวงกรงุ เกา฽ จะมยี อดเป็นปรางค์ ฯลฯ (สมคดิ จริ ะทศั นกลุ . 2554:
81-90)

ภาพที่ 14.2 มณฑปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
( ทม่ี า : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=21-07-

2011&group=3&gblog=93)
14.2.3 พระอโุ บสถ หมายถงึ คําเรยี กสงิ่ กอ฽ สรา฾ งในศาสนา อันเป็นสถานท่ีเฉพาะสําหรบั พระภกิ ษุสงฆ์ใช฾
ทาํ สงั ฆกรรม เดิมทีเรียกกนั วา฽ โรงพระอโุ บสถ ต฽อมาเรียกใหส฾ น้ั วา฽ พระอุโบสถ และในทีส่ ดุ ย฽อส้ันลงเปน็ ภาษา
ปากว฽า โบสถ์ โดยพระอโุ สถจะมกี ําแพงแก฾วหรือเสมาล฾อม เพราะเสมาหมายถึงหลักแสดงเขตของโบสถ์ซง่ึ
กําหนดไวใ฾ หเ฾ ป็นทสี่ าํ หรบั พระสงฆ์มาประชมุ ทําพิธกี รรมต฽างๆในทางศาสนา ภายในจะมพี ระพทุ ธรปู เปน็ ประธาน
องค์ใหญอ฽ ยู฽ภายในเสมอ ในวถิ ธี รรมเนยี มปฏบิ ตั ิของไทย นิยมสรา฾ งพระอโุ บสถ 2 ประเภท คอื พระอุโบสถนา้ํ โดย

151

ใชน฾ ํา้ เป็นส่ิงกําหนดเขตแดนสาํ หรับทาํ สังฆกรรม และพระอโุ สถบก ทีม่ ีการกําหนดเขตแดนสําหรบั ทําสังฆกรรม
ดว฾ ยใบเสมา(สมคิด จริ ะทศั นกุล. 2554: 91-109)

วดั ปราสาท จ.นนทบรุ ี วัดเกาะพญาเจง฽ จ.นนทบุรี

วดั กู฾ จ.นนทบุรี วัดเตย จ.นนทบรุ ี

ภาพท่ี 14.3 พระอุโบสถ

(ที่มา : ภาพถา฽ ยโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2557)

14.2.4 พระวิหาร หมายถงึ สง่ิ กอ฽ สรา฾ งในงานสถาปัตยกรรมของไทย ใช฾เป็นท่ีประกอบพิธกี รรมทาง
ศาสนารว฽ มกันระหว฽างพระภิกษสุ งฆ์กบั ฆราวาส เช฽น งานถวายผา฾ พระกฐนิ งานทอดผ฾าปุา พระวหิ าร หรอื วหิ าร
เดิมมคี วามหมายว฽าเปน็ ท่อี ยู฽ คอื ทอี่ ย฽ูของหมู฽พระสงฆ์ ทงั้ น้ี รูปลักษณะของโบสถ์และวหิ ารคล฾ายคลงึ กัน โบสถ์

ต฾องมีกําแพงแก฾วหรือเสมาลอ฾ ม ส฽วนวหิ ารไม฽ต฾องมเี สมา ทงั้ โบสถแ์ ละวิหารจะมพี ระพทุ ธรูปเป็นประธานองคใ์ หญ฽
อยูภ฽ ายในเสมอ ซ่งึ พระวหิ ารนิยมสรา฾ งใน 2 ลกั ษณะ คือ พระวิหารโถง ที่เป็นอาคารโลง฽ มหี ลังคาคลุม และพระวหิ ารทึบ ท่เี ป็น

อาคารทึบ มชี ฽องเปิดเป็นประตแู ละหน฾าตา฽ งไม฽มผี นงั ก้ัน (สมคิด จริ ะทศั นกลุ .2554: 122-140)

พระวหิ ารโถง วัดเจดยี ์หลวงวรวิหาร จ.เชยี งใหม฽ พระวิหารทบึ วดั ราชนดั ดารามพระวหิ าร กรุงเทพฯ

(ท่มี า : http://www.hflight.net/forums/topic/9298-cr-peter) (ท่มี า : http://www.gerryganttphotography.com/dthb0322.htm)

ภาพที่ 14.4 พระวิหาร

152

14.2.5 พระเจดีย์ หมายถงึ เป็นอนสุ รณท์ ร่ี ะลกึ พระพทุ ธศาสนา ระลกึ ถึงพระพทุ ธเจ฾า บรรจพุ ระธาตหุ รอื
อาจมพี ระพทุ ธรูป แกว฾ แหวนเงินทองท่ีอทุ ศิ ถวายพระพุทธศาสนา เหตุท่ีเรยี กวา฽ เจดีย์ หรอื สถูปเจดยี เ์ พราะมีรูป
เป็นสถปู คอื ก฽อข้นึ มาเปน็ ทรงสูงหรือเนนิ สูง ใช฾ลวดบัวและฐานประเภทตา฽ งๆ เชน฽ ฐานปัทม์ ฐานสิงห์ เป็นต฾น
โดยเจดีย์มีสงิ่ ประกอบสําคญั 3 อยา฽ ง คือ องค์สถปู พระแท฽น และยอด โดยรปู ร฽างของเจดีย์ลกั ษณะต฽างกัน
(สมคดิ จิระทัศนกลุ . 2554: 52) ดงั นี้

14.2.5.1 เจดียก์ ลม มีปล฾องกลมๆซ฾อนกนั หลายช้ันเรยี กว฽า ชน้ั ฐาน ต฽อขนึ้ ไปเปน็ องค์สถูป ทรง
ระฆงั เพราะมีรูปทรงเหมือนระฆงั เหนอื องคส์ ถูปข้ึนไปเป็นพระแท฽นหรอื บลั ลังก์ ตอ฽ จากนัน้ เปน็ ยอด ซึ่งแยก
ออกเปน็ สองส฽วน คือส฽วนทีเ่ ป็นปล฾องๆเรียกว฽า ปลอ฾ งไฉน สงู ขนึ้ ไปเรยี กว฽า ปลยี อด ตอนปลายเปน็ ต฽ุมกลมๆ
เรียกว฽า หยาดนา้ํ ค฾าง

14.2.5.2 เจดยี เ์ หล่ียม บางองคม์ หี กเหลี่ยมหรือแปดเหลยี่ ม สร฾างโดยการกอ฽ อฐิ โบกปูนภายนอก
เจดีย์บางองค์มกี ารหุ฾มด฾วยทองแดงหรอื ทองเหลือง แล฾วลงรกั ปิดทองอีกช้นั หนึ่ง

14.2.5.3 เจดีย์ย฽อมมุ คําวา฽ ยอ฽ มมุ หมายถงึ การทําใหแ฾ ต฽ละมมุ ของเจดียน์ ั้นเกดิ มมุ เลก็ ๆขน้ึ อกี
เจดยี ย์ ฽อมมุ จะประดษิ ฐ์ลายตอนบนยอดอยา฽ งสวยงาม บางองค์ประดบั ด฾วยกระเบอ้ื งเคลอื บสี ส฽วนยอดของเจดยี ท์ ่ี
เปน็ ปล฾องไฉนเปลีย่ นเป็นบัวกลุ฽ม(แบบรตั นโกสนิ ทร)์

14.2.6 พระปรางค์ หมายถึง สถาปตั ยกรรมไทยท่ีใช฾เปน็ หลักประธานของวัด เดมิ ถอื เป็นงาน
สถาปัตยกรรมทมี่ ีรูปแบบเฉพาะของวัฒนธรรมเขมร มีฐานานศุ ักดิ์ทางสถาปตั ยกรรมเสมอด฾วยพระเจดีย์หรือพระ
มณฑป ภายในประดษิ ฐฐ์ านพระพทุ ธรปู หรือพระบรมสารีริกธาตขุ องพระพุทธเจา฾ คําเรยี ก ปรางค์ มาจากคําวา฽
ปราคณ แปลวา฽ ชาลา หรือ ทางเดินเขา฾ ซ่งึ ความหมายเดิมในศาสนสถานของเขมร หมายถงึ บริเวณหรือ
ระยะทางนบั แตซ฽ ุ฾มประตทู างเขา฾ จนถึงองค์ปราสาท (สมคดิ จิระทศั นกลุ . 2533: 52)

วัดบางพูดใน จ.นนทบุรี วัดก฾ู จ.นนทบรุ ี วัดเสาธงทอง จ.นนทบุรี

ภาพที่ 14.5 พระเจดยี ์

(ทีม่ า : ภาพถ฽ายโดย จิรดา แพรใบศรี. 2557)

153

วดั ไชยวัฒนาราม จ.อยธุ ยา

ภาพท่ี 14.6 พระปรางค์
(ท่ีมา : ภาพถ฽ายโดย จริ ดา แพรใบศรี)
14.2.7 สถาปตั ยกรรมชัว่ คราว หมายถงึ อาคารทีส่ รา฾ งขน้ึ ใช฾ช่ัวคราวในงานพิธี เช฽น พระเมรุ ปราสาทเผา
ศพ เป็นต฾น ซง่ึ อรศริ ิ ปาณินท์(2541) กลา฽ วว฽า เปน็ งานใชช฾ ว่ั คราว ท่ีใชร฾ ะยะเวลากอ฽ สรา฾ งลว฽ งหน฾านาน แต฽ใช฾ใน
การประกอบพิธีกรรมในช฽วงเวลาส้ันๆ จงึ จาํ เปน็ ต฾องออกแบบให฾สร฾างงา฽ ยรอ้ื สะดวก แตต฽ อ฾ งแขง็ แรงรองรับปริมาณ
การใชง฾ านได฾ วสั ดกุ ฽อสรา฾ งท่ีใชส฾ ามารถหาได฾ในทอ฾ งถ่นิ และมีอายกุ ารใชง฾ านเหมาะสม ในกรณีพระเมรมุ าศของไทยมี
รูปแบบในการสรา฾ งทแ่ี ตกต฽างไปตามยุคสมยั และตามสถานะของผ฾ูใช฾ ในขณะเดยี วกนั ของชาวมอญซึง่ เปน็ กล฽ุมคนท่ี
อาศัยอยใ฽ู นประเทศไทย ก็ไดม฾ ีการสรา฾ งปราสาทเผาศพขึน้ เพ่ือใชเ฾ ผาศพพระสงฆ์และบคุ คลทม่ี ีความสําคญั ทัง้ น้ี
งานวิจยั ของ จิรดา แพรใบศร(ี 2553)พบว฽า ปราสาทเผาศพของชาวมอญมีรูปแบบทถี่ ูกสร฾างขนึ้ ในประเทศไทย โดย
แบ฽งออกเป็น 2 กลม฽ุ ชา฽ ง ได฾แก฽ กลุ฽มช฽างมอญในประเทศไทย และกลุม฽ ชา฽ งมอญในประเทศพม฽า ซึง่ มรี ูปแบบท่ี
แตกต฽างกนั โดยของกลุม฽ ชา฽ งมอญในประเทศไทยมีรปู แบบทม่ี ีลกั ษณะคล฾ายกับของไทย

ภาพท่ี 14.7 พระเมรุ
(ทม่ี า : www. http://board.postjung.com/660635.html)

154

ภาพที่ 14.8 รูปแบบปราสาทเผาศพ กล฽มุ ช฽างมอญประเทศไทย
(ที่มา : ภาพถ฽ายโดย พิศาล บุญผกู . ไมร฽ ะบวุ นั บนั ทึกภาพ)

ภาพที่ 14.9 รูปแบบปราสาทเผาศพ กลุ฽มช฽างมอญประเทศพม฽า
(ทีม่ า : จริ ดา แพรใบศร.ี 2553: 32)

14.3 องคป์ ระกอบในงานสถาปัตยกรรมไทย
องคป์ ระกอบทางสถาปัตยกรรม หมายถึง อาคารหรือกลุ฽มอาคารรวมทงั้ ส฽วนต฽างๆที่เก่ียวเนื่องสัมพันธ์กัน

นํามาประกอบข้ึนเป็นงานสถาปัตยกรรมประเภทหน่ึงแล฾ว สามารถส่ือให฾งานสถาปัตยกรรมช้ินน้ันๆสะท฾อนออก
มาถึงคุณลักษณะ ในแง฽ของประโยชน์ใช฾สอย หรือความงาม หรือคติความหมาย หรือทุกอย฽างรวมกัน โดย
องคป์ ระกอบทางสถาปตั ยกรรมทสี่ าํ คญั อยู฽ 2 ลกั ษณะ (สมคดิ จริ ะทัศนกุล. 2533: 258) ไดแ฾ ก฽

14.3.1 องคป์ ระกอบแผนผัง หมายถงึ ลักษณะทางกายภาพในแนวระนาบทางนอน ทีบ่ ฽งบอกถึงทต่ี ้งั ขนาด
พนื้ ทว่ี ฽าง ขอบเขต และความสัมพันธ์ ระหวา฽ งส฽วนประกอบตา฽ งๆทป่ี ระกอบกันขึน้ ในผงั ซึง่ แตกตา฽ งกนั ตามความ
ตอ฾ งการของแนวความคิดในการออกแบบ ในงานพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมของไทย มกี ารแบง฽ พน้ื ทีภ่ ายใน
ออกเปน็ เขตพทุ ธาวาส เขตสงั ฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์ โดยแต฽ละเขตกม็ ี องค์ประกอบแผนผัง ทีม่ ีแบบอย฽าง
ลักษณะเฉพาะตวั ตามหนา฾ ทข่ี องประโยชนใ์ ชส฾ อยหรือคติสญั ลักษณ์ในทางพทุ ธศาสนา


Click to View FlipBook Version