36
3.4 สรปุ
ลักษณะของลายกระจังมีรูปลายคลายกับลายบัว แตตางกันในรายละเอียดของตัวลายและตําแหนง
หนาที่นําไปใชงานประดับตกแตง โดยลายกระจังมีทั้งท่ีประดิษฐ์ข้ึนใชไดท่ัวไปและลายกระจังท่ีใชในงาน
เคร่ืองสด ซึ่งมีรูปลายท่ีตางกัน แตตําแหนงหนาที่นําไปใชงานไมตาง กัน ดังน้ันผูเรียนจึงควรฝึกสังเกต
ลักษณะโครงสรางของลวดลายกับช่ือลายวามีความสัมพันธ์สอดคลองกับส่ิงใดที่มีอยูรอบตัว เพื่อจะไดเป็น
แนวทางการศึกษาใหเ กิดความเขาใจและสามารถแยกแยะลกั ษณะของรปู ลายไดม ากขึ้น
กจิ กรรมท่ี 3.1
1. จงอธบิ ายรูปแบบของลายกระจงั
2. จงอธิบายวธิ ีการจัดวางลายกระจงั
3. จงอธิบายการนําลายกระจงั แทงหยวกไปใช
กิจกรรมที่ 3.2
ใหน ักศึกษาเขยี นลายกระจัง และจดั วางเรียงตามตําแหนง
วสั ดอุ ปุ กรณ์
1. กระดาษ (เทาขาว)
2. ดนิ สอดํา (ดนิ สอ HB)
3. สีโปสเตอร์สีตา งๆ
4. ไมบรรทัด
5. มีดคตั เตอร์
6. กาว
7. ภาพลายไทยตนแบบ
วิธกี ารปฏิบตั งิ าน
1. ลอกลายกระจงั ท่ีกําหนดใหลงบนกระดาษเทาขาว
2. ลงสีโปสเตอร์(ใชสไี มนอ ยกวา 3 สี) แลว ตดั เสน ลาย
3. ตดั ตวั ลาย
4. ตดิ ประกอบลายกระจงั ขนาดตางๆเรียงเป็นแถวลงบนฐานกระดาษเทาขาว
37
ภาพตวั อยา่ งกจิ กรรม 3.2
ภาพท่ี 3.6 ผลงานการเขยี นลายกระจงั
(ท่มี า : ผลงานของนกั ศกึ ษาสาขาวชิ าศิลปประยกุ ต์และการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ชนั้ ปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2557)
38
เอกสารอ้างอิง
ทวีศกั ด์ิ หวางจันทร์. 2555. ศิลปะการแทงหยวกกลว ย.22 ตลุ าคม 2558. http://www.stou.ac.th/study/
sumrit/7-58/page2-7-58.html
ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538. ลายไทย ภาพไทย. กรุงเทพฯ : ศนู ยห์ นงั สอื จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
โพธ์ิ ใจออนนอม. 2550. คูมือลายไทย. กรงุ เทพฯ : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
Sukee Yakee(นามสมมต)ิ . 2556. ลายไทยเบอ้ื งตน .22 ตลุ าคม 2558. http://53011124003.blogspot.
com/2013/05/blog-post_20.html.
39
แผนการสอนบทท่ี 4
เนือ้ หา
1. ความเป็นมาของกลมุ ลายหา มลาย ออกลาย
2. รปู แบบของกลุมลายหา มลาย ออกลาย
3. การนํากลุมลายหามลาย ออกลายไปใช
วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
1. เพอ่ื ใหน ักศึกษามคี วามรูความเขา ใจเกี่ยวกบั ความเปน็ มาของกลมุ ลายหามลาย ออกลาย
2. เพ่อื ใหน กั ศึกษาสามารถจาํ แนกลักษณะเฉพาะของกลมุ ลายหา มลาย ออกลาย
3. เพอ่ื ใหน ักศกึ ษามคี วามรูความเขา ใจโครงสรางกลมุ ลายหามลาย ออกลาย
4. เพอ่ื ใหนกั ศึกษาสามารถระบวุ ธิ ีการนาํ กลมุ ลายหามลาย ออกลายไปใช
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เรอื่ ง กลุม ลายหา มลาย ออกลาย
2. บรรยายนาํ และสรปุ โดยผสู อน
3. อภปิ รายซกั ถามเกี่ยวกับการนํารูปแบบของกลุม ลายหามลาย ออกลายไปใช
4. นกั ศกึ ษาทาํ กิจกรรมทา ยบท
5. ผูสอนวจิ ารณ์ผลงานของนกั ศกึ ษา
สอ่ื การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง กลมุ ลายหามลาย ออกลาย
2. โปรแกรมสาํ หรบั แสดงภาพประกอบคําอธบิ ายเพ่อื การนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยา งกลมุ ลายหามลาย ออกลาย
การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหวา งเรยี น
2. สงั เกตจากการมสี วนรวมในช้ันเรียน
3. ประเมินจากกจิ กรรมที่ 4.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมที่ 4.2 ภาคปฏิบัติ
41
บทท่ี 4
กลุม่ ลายหา้ มลาย ออกลาย
ความนา
ลกั ษณะของลายไทยมีรูปแบบและช่อื เรยี กท่หี ลากหลาย โดยเรียกตามรปู ลกั ษณะของลายทป่ี รากฏ
ซ่งึ สามารถแบงออกเป็นหลายกลุมลาย ทมี่ ที ั้งแยกตามชือ่ เรยี ก แยกตามหนา ทที่ น่ี าํ ไปใชง าน โดยมีบาง
ลวดลายทส่ี ามารถนําไปใชเดีย่ วๆ หรอื นาํ ไปใชอ อกลาย-หามลายได รวมทงั้ สามารถประดษิ ฐล์ ายผสมผสาน
แตกเปน็ ลวดลายตา งๆไดอ ีกหลากหลาย เพอ่ื ใหเกิดลายใหมที่สามารถนาํ ไปใชงานไดต ามความเหมาะสม
เน้อื หาประจาบท
4.1 ความเป็นมาของกลมุ่ ลายห้ามลาย ออกลาย
ประเภทกลุมลายหามลาย ออกลายโดยรูปรางลายมีเคาโครงอยูในรูปทรงของดอกบัว แลวนํามาจัด
ประกอบข้นึ เป็นลายใหม
4.1.1 ลายประจาํ ยาม คือลายทีม่ คี วามหมายตามลักษณะหนา ท่สี ําหรบั วางไวเป็นระยะเหมือนการอยู
ยาม (ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 173) ประจํายามน้ีมีลักษณะคลายลกู จันทนท์ ่ีผาเอาเน้ือขางในออกแลวเหลือ
แตเปลือกนอก ซ่งึ ในอดีตนิยมติดไวตามฝาเรือนเพราะมกี ลิ่นหอม และคงเห็นวารูปรางเป็นดอกดวงงดงามจึง
นํามาประดิษฐต์ ัวลาย
4.1.2 ลายพุมทรงขา วบิณฑ์ ตน กาํ เนดิ ของลายมาจาก ขา วปั้นตแี ตงเปน็ รูปคลา ยดอกบัวตูมทใี่ ชในพิธี
บวงสรวงบชู า(เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกุล. 2547: 40)
4.1.3 ลายหนาขบ เปน็ ลายประดษิ ฐ์จากหนา สัตว์จําพวกทด่ี ุราย ใชปาก ฟัน ขบเป็นอาวุธ (โพธิ์
ใจออ นนอ ม. 2550: 87)
4.2 รปู แบบของกลุ่มลายห้ามลาย ออกลาย
4.2.1 ลายประจํายาม เป็นลายที่อยูในประเภทลายดอกลอย มีรูปเป็นดอกมีกลีบส่ีทิศ จึงเรียกวา
ดอกสี่กลีบ บางชนิดมีมากกวาส่ีกลีบ บางชนิดมีกรอบลอมรอบ การประดิษฐ์ลายประจํายามสามารถทําได
หลายแบบ มีท้งั กลีบดอกซอ นเปน็ ชัน้ ๆและกลบี ดอกช้ันเดียว ในตวั ลายประจํายามมีการสอดไสบากแบงตัวไป
ไดหลายแบบตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยูกับขนาดพ้ืนที่ ลักษณะของตัวลายอยูในกรอบสี่เหล่ียมดานเทา
ตรงกลางเป็นรูปวงกลม รอบนอกอาจประกอบดวย บัว กระจังใบเทศ กระจังหู อยางใดอยางหนึ่ง การ
เรียกชื่อลายท่ีมีดอกประจํายามประกอบ มักใชคําวาประจํายามนําหนา เชน ประจํายามกามปู คือ ลาย
ประจํายามซึ่งวางทแยง ในแตละดานเติมลายกระหนกควํ่าและหงายเหมือนปู เรียงตอซายขวาตามแนวหนา
กระดาน โดยมีตวั หา มเป็นดอกประจาํ ยามค่นั เปน็ ระยะ เม่อื ถึงทสี่ นิ้ สุดใชป ระจาํ ยามคร่ึงซีก, ลายดอกซีกดอก
ซอ น คอื ลายประจาํ ยามเรยี งกนั ข้ันดว ยดอกประจํายามครงึ่ ซีก(ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 173)
42
ภาพที่ 4.1 ลายประจํายาม
(ท่ีมา : ชวง เสลานนท์. 2494: 12)
4.2.2 ลายพมุ ทรงขาวบณิ ฑ์ เปน็ ลายทรงพุม ทีม่ โี ครงภายนอกคลายดอกบัว และมีกนแหลมเล็กนอย
(ศิริพงศ์ พยอมแยม. 2525: 27) สัดสวนถอดออกจากรูปส่ีเหล่ียมผืนผากวาง 2 สวน สูง 3 สวน มีการ
สอดไสและบากแบงตัวไดเพ่ือความเหมาะสมแลวขนาดพุม นอกจากนี้ยังมีการนําลายอ่ืนๆมารวมตกแตงใน
ลายพุมขา วบิณฑ์ ทําใหเกิดความงามเพ่ิมขึ้น เชน ลายพุมขาวบิณฑ์หนาสิงห์ ลายพุมขาวบิณฑ์กระหนกใบ
เทศ เปน็ ตน
ภาพท่ี 4.2 ลายพมุ ทรงขา วบิณฑ์
(ทมี่ า : อาภรณ์ อนิ ฟูาแสง. 2530: 16)
4.2.3 ลายหนาขบ สามารถประดิษฐ์ไดหลายแบบ เชน หนาสัตว์หิมพานต์จากวรรณคดีเรื่อง
รามเกยี รต์ิ เปน็ ตน รูปทรงของหนา ขบมีขนาดสัดสวนเหมือนลายทรงพุมขาวบิณฑ์ แตไมเฉพาะเจาะจงใหอยู
ในรูปพมุ ขาวบิณฑ์เทา นนั้ จะเป็นรูปอ่ืนก็ไดตามแตจะประดิษฐ์ข้ึน การประดิษฐ์ลายประกอบดวย จมูก ตา
ค้ิว หนวด เครา ประกอบกัน(โพธิ์ ใจออนนอม. 2550: 87) เพ่ือใหเกิดความรูสึกของหนา จึงประดิษฐ์ตาม
ลกั ษณะของหนาสตั ว์ทล่ี อ เลยี น เชน เวลาโกรธ ก็อา ปากแยกเขย้ี ว เห็นล้ิน ฟัน ตาโต คิ้วขมวด หนาผาก
ยน หตู ั้งหรอื กาง เวลาใจดีปากยิ้ม เหน็ เข้ียว ฟัน ตาหรี่ คิ้วธรรมดา หปู กติ แกม ยุย เป็นตน
43
ภาพท่ี 4.3 ลายหนา ขบ
(ท่ีมา : อาภรณ์ อินฟูาแสง. 2530: 51)
4.3 การนากลุม่ ลายห้ามลาย ออกลายไปใช้
ลักษณะของกลุม ลายประเภทนี้ สามารถใชไดหลายลกั ษณะ ทง้ั ใชเ ป็นลายเดย่ี ว หรอื หา มลาย ออก
ลายตา งๆได
4.3.1 ลายประจํายาม จดั อยูในพวกลายดอกลอย คือเป็นแมลายใชใ นการออกลาย สามารถนําไปตอ
เติมลวดลายอน่ื ซายขวา ใชจัดวางเป็นตัวข้ันจังหวะคั่นลายอ่ืน หรือใชเป็นตัวหามเมื่อตองการใหถึงท่ีสุดของ
ลายการวางดอกประจาํ ยามสามารถวางไดทง้ั แบบตั้งทแยงมุมและแบบต้ังตามแนวฉาก ประจํายามใชเป็นลาย
ติดตอ กันรอบตัวหรือใชใ นทีอ่ นั สมควร บางครั้งมีหนาที่แทนกาบสําหรับรองรับหรือหุมตามสวนอื่นๆ นิยมใช
ตามพื้นทห่ี นา กระดานและประกอบลายอนื่ เชน ประจํายามกามปู ลกู ฟักกามปู เปน็ ตน ถาลายประจํายาม
อยตู วั เดยี วโดดๆโดยไมต ิดตอ กับลายอน่ื เรียกวา ประจํายามดอกลอย ถาอยูหุมขอบเสา เรียกวา ประจํายามรัด
อก (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 173) การใชลายประจํายามในงานสถาปัตยกรรมมักใชประดับตามเสา ขอบ
ประตู หนาตาง โบสถ์ วิหาร ปราสาท เจดีย์ เป็นตน อาจเนื่องมาจากในสมัยโบราณคงใชเป็นยาม
รักษาการณ์ เพ่ือปูองกนั ผูทค่ี ิดมิดมี ิรายโจรกรรมของมคี า โดยบรมอาจารย์เวทมนต์ไดลงคาถาอาคมเอาไว
44
(ท่ีมา : http://www.jitdrathanee.com/Learning/khru/D06.htm)
(ทม่ี า : http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/10/20/entry-2)
ภาพที่ 4.4 การนาํ ลายประจาํ ยามไปใช
4.3.2 ลายพุมทรงขา วบณิ ฑ์ จัดเป็นประเภทดอกลายสาํ หรบั ใชอ อกลาย หา มลาย และยังใชเป็นลาย
ประกอบไดอีกเชนกัน สวนใหญนิยมใชเป็นลายพ้ืน โดยประกอบกับลายลูกโซ สามารถพบเห็นไดตาม
สถาปัตยกรรมไทย เชน เจดยี ์ทรงพุมขาวบิณฑใ์ นสมัยสุโขทยั เป็นตน (ศริ พิ งศ์ พยอมแยม .2525 : 27)
(ทมี่ า : https://sites.google.com/site/ (ทมี่ า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?
prawatisassukhothay/khil-pa) book=32&chap=1&page=t32-1-infodetail07.html)
ภาพท่ี 4.5 การนําลายพมุ ทรงขาวบณิ ฑ์ไปใช
45
4.3.3 ลายหนา ขบ เป็นลายใชสําหรับออกลายซา ยขวา ลายตอขน้ึ ลง เชน ลายกานแยง โดยการใช
ตองเอายอดขึ้นเสมอ(โพธิ์ ใจออนนอม.2550:87)และใชเ ป็นภาพขบกดั ลายในบางตอน เพ่ือเพ่ิมความรนุ แรง
อันเปน็ ศลิ ปะเปรียบเทียบกับความเรียบรอย หรือใชก ้ันกลางเพอื่ หา มลายสองเถาไมใ หมาชนกนั ได
(ที่มา :เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ .2551: 110 ) (ทมี่ า : http://introductiontothai606.myreadyweb
.com/article/topic-25177.html)
ภาพท่ี 4.6 การนําลายหนา ขบไปใช
4.5 สรปุ
กลมุ ลายหามลาย ออกลาย เปน็ ลายทเ่ี กิดจากดอกบัว ประกอบขึ้นในรูปทรงและขนาดตางๆ จัดอยู
ในประเภทลายดอกลอย คอื ลายที่สามารถใชไดอยางอิสระ ทั้งในแบบลายเด่ียว เชน การออกลาย การหยุด
ลาย และสามารถนาํ ไปประดิษฐ์รวมกบั ลายอืน่ เพื่อใหเกิดลายใหมข้ึน ดังน้ัน นักศึกษาจึงควรทําความเขาใจ
ของรปู ทรงลาย เพือ่ ประโยชนใ์ นการจดั วางทศิ ทางลายใหเหมาะสมกับพื้นทีท่ นี่ ําไปประยกุ ตใ์ ชง าน
กจิ กรรมที่ 4.1
1. จงอธบิ ายความเป็นมาของลายประจาํ ยาม ลายพุมทรงขาวบณิ ฑ์ ลายหนาขบ
2. จงอธบิ ายรูปแบบของลายประจํายาม ลายพุมทรงขาวบิณฑ์ ลายหนา ขบ
3. จงอธิบายการนาํ ลายประจํายาม ลายพุมทรงขาวบิณฑ์ ลายหนา ขบไปใช
กิจกรรมท่ี 4.2
ใหน ักศกึ ษาลอกลายพมุ ทรงขา วบณิ ฑ์ ลายหนาขบ แลว ตัดเสน ลงสตี ามขน้ั ตอน
วัสดุอุปกรณ์
1. กระดาษ A4 (100 ปอนด์)
2. ดินสอดาํ (ดนิ สอ HB)
3. ปากกาสตี างๆ
46
4. สีโปสเตอร์
5. พกู ันเบอร์เล็ก
6. ภาพลายไทยตน แบบ
วิธีการปฏบิ ัติงาน
1. ลอกลายพุมทรงขาวบิณฑ์ ลายหนา ขบ จากภาพตน แบบ จํานวนลายละ 5 ภาพ
2. ลงนํา้ หนักดว ยเสนดนิ สอ
3. ตดั เสน ดวยปากกาหวั เล็ก
4. ตัดเสนดว ยพูกันเบอร์เล็ก
5. ลงน้าํ หนกั ดวยเสน ดินสอ แลวลงสีไมตดั เสน (ใชสีไมน อ ยกวา 3 สี)
6. ลงสี(ใชส ีไมน อยกวา 3 สี)แลว ตัดเสนดวยปากกาหรือพกู ันเบอรเ์ ลก็
ภาพตวั อย่างกจิ กรรม 4.2
ภาพท่ี 4.7 ผลงานการเขียนลายพมุ ทรงขา วบิณฑ์ ลายหนา ขบ
(ทมี่ า : ผลงานของนักศกึ ษาสาขาวิชาศิลปประยกุ ต์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช้นั ปีท่ี 1 ปีการศึกษา 2555)
47
เอกสารอา้ งองิ
จดิ -ตระ-ธานี(นามสมมติ).2557.วาดเลนๆกบั จดิ -ตระ-ธาน.ี 25 ตุลาคม 2558.http://www. Jitdrathanee
.com/Learning/khru/D06.htm.
นักเรยี นโรงเรยี นเทพศริ นิ ทร์รม เกลา 606(นามสมมติ).2555.ประเภทของลายไทยพนื้ ฐาน.25 ตลุ าคม 2558.
http://introductiontothai606.myreadyweb.com/article/topic-25177.html.
ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ .2538.ลายไทย ภาพไทย.กรงุ เทพฯ : ศูนย์หนังสอื จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประวตั ิศาสตรส์ ุโขทยั .25 ตุลาคม 2558.https://sites.google.com/site/prawatisassukhothay/khil-pa.
โพธ์ิ ใจออนนอม.2550.คูมอื ลายไทย.กรุงเทพฯ : ศูนย์หนงั สือจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
ศริ ิพงศ์ พะยอมแยม.2525.ศิลปกรรมไทยพนื้ ฐาน ประกอบการศกึ ษาวชิ าศิลปะวจิ กั ษณ์ ประวัติศาสตร์
ศิลปะ.กรุงเทพฯ.โอ เอส พริ้นติง้ เฮาส์ จาํ กัด.
เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกุล. 2551. เสนสายลายไทย ชุด หัตถศิลปะภณั ฑ์(เคร่ืองสูง) .กรงุ เทพฯ: เศรษฐศิลป.
___________________. 2547.ลายไทยฉบบั นักศึกษา. กรงุ เทพฯ: เศรษฐศิลป.
สารานกุ รมไทยสาํ หรับเยาวชน.ลักษณะพัดยศตามลาํ ดบั ชั้นสมณศักดิ์.25 ตุลาคม2558.
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=32&chap=1&page=t32-1-
infodetail07.html.
สรุ ศกั ดิ์ ชวยานันท.์ 2553.วดั นางพญา ศรีสัชนาลัย งดงามวจิ ิตรดว ยลายปนู ปั้นฝมี อื ช้ันครู ถายทอดและพฒั นา
สูทองโบราณศรีสชั นาลยั .25 ตุลาคม2558. http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/
10/20/entry-2.
อาภรณ์ อินฟาู แสง. 2530.ศลิ ปลายไทย ฉบับนกั ศกึ ษา.กรุงเทพฯ : เสรมิ วทิ ย์บรรณาคาร.
49
แผนการสอนบทที่ 5
เนอื้ หา
1. ความเป็นมาของเคร่อื งประกอบลาย
2. รูปแบบของเครือ่ งประกอบลาย
3. การนาํ เครือ่ งประกอบลายไปใช
4. หลกั การผูกลาย
วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
1. เพ่อื ใหน กั ศึกษามคี วามรูความเขา ใจเกยี่ วกบั เครอื่ งประกอบลาย
2. เพือ่ ใหน ักศกึ ษาสามารถจําแนกรูปแบบของเคร่ืองประกอบลาย
3. เพอ่ื ใหน ักศึกษามคี วามรูความเขา ใจโครงสรางของเครอื่ งประกอบลาย
4. เพอ่ื ใหนักศึกษามคี วามรูความเขา ใจการนาํ เครื่องประกอบลายไปใชในการผูกลายลกั ษณะตา งๆ
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง เครือ่ งประกอบลาย
2. บรรยายนาํ และสรุปโดยผูสอน
3. อภิปรายซกั ถามเกย่ี วกบั การนําเครือ่ งประกอบลายไปใชผูกลาย
4. นักศกึ ษาทาํ กิจกรรมทายบท
5. ผสู อนวิจารณผ์ ลงานของนกั ศึกษา
สอื่ การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เร่ือง เครือ่ งประกอบลาย
2. โปรแกรมสาํ หรบั แสดงภาพประกอบคาํ อธิบายเพื่อการนําเสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยางเครอื่ งประกอบลาย
การวดั ผลและประเมินผล
1. สังเกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหวา งเรยี น
2. สงั เกตจากการมสี วนรว มในช้นั เรียน
3. ประเมินจากกจิ กรรมท่ี 5.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมท่ี 5.2 ภาคปฏิบัติ
51
บทที่ 5
เครื่องประกอบลาย
ความนา
การออกลาย แยกลาย ผูกลายของศิลปะไทย มักนยิ มทาํ เป็นเรื่องราวหรอื มีลักษณะท่ีเลียนแบบธรรมชาติ
ของการแตกหนอ กงิ่ กาน ใบ จงึ ทําใหตอ งมีสวนประกอบลาย เพ่อื ใหลวดลายมคี วามสวยงามสมบูรณ์
แสดงถงึ เรื่องราวตา งๆมที่ชางผเู ขียนกาํ หนด
เนอื้ หาประจาบท
5.1 ความเป็นมาของเครอื่ งประกอบลาย
กระหนกเปรียบประดุจชอดอกไมห รือยอดชอ ใบไม ฉะน้นั กอ นทจี่ ะมชี อลาย จงึ จําเปน็ ตอ งมีกาบหรือ
กลีบเลี้ยงเสยี กอ น การเขยี นตวั กระหนก และการผูกลายท่ีงามน้นั จงึ มีหลายรูปแบบขึน้ อยกู ับพ้ืนที่การใชงาน
ทต่ี อ งมเี คร่ืองตกแตงประกอบ เพื่อสง เสรมิ ใหลายทเี่ ขยี นนั้นดูงดงาม ซงึ่ ในทน่ี ีห้ มายถงึ เครื่องประกอบลาย
ตา งๆ ท่มี อี ยูใ นกระหนกสามตัว แลว ถอดออกมาและแยกออกเปน็ สว นๆ ไดแก กาบเดยี่ ว กาบซอน(โพธิ์ ใจ
ออ นนอม. 2550: 28) ลกั ษณะของกาบสาํ หรับประดษิ ฐล์ ายจําเปน็ ตองมรี ูปทรงตา งๆกนั เพื่อใหเ ขา กบั ยอด
ชอของลาย รวมทง้ั การผกู ลายจึงตองมีเครื่องประกอบลาย ไดแก ลายกาบ นกคาบ ท้ังน้ีในการเขียนเถาและ
แยกเถาจะเขยี นใหเถาโผลขึน้ มาหรอื แยกเถาออกจากกันเฉยๆอาจดูธรรมดาและแข็งเกินไป ไมน า สนใจ จึง
ตองมีเทคนิคในการเขยี นพลกิ แพลงใหแตละกาบแตละชอ กระหนกแตละตวั ตลอดจนการสอดไสบ ากแบงตัวให
ผิดแปลกแตกตางกันออกไปมากบา งนอยบางตามสมควร แตไ มควรซา้ํ กนั จึงจะทาํ ใหด ูแลว ไมจดื ตา ลายนก
คาบเป็นลายประดิษฐ์จากสตั วห์ ิมพานต์ หรอื สัตวธ์ รรมดา สวนตาลายประดิษฐม์ าจากตาไม ตาไมเลอื้ ย เพื่อ
ใชเปน็ ทข่ี ึน้ ตน และแยกเถาลายกระหนก
5.2 รปู แบบของเครื่องประกอบลาย
ลักษณะของเคร่ืองประกอบลายมีรูปแบบท่ีแตกตางกันไปตามหนาท่ีการใชงาน ซ่ึงมักจะมีสวนที่
สัมพันธ์กัน โดยมีรูปแบบ (โพธ์ิ ใจออนนอม. 2550: 88, ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 56-61, เศรษฐมันตร์
กาญจนกุล. 2547: 47-57) ดังน้ี
5.2.1 นกคาบ ลักษณะใชห นาดานขา งของหนา สตั วม์ าประดษิ ฐ์ เป็นลายประดิษฐ์จากนกที่กําลังคาบ
ก่ิงไมรูปแบบลายไมแนน อนจะเปน็ ไปตามลกั ษณะของโครงลายโดยรวม
5.2.2 ตาลาย ประดิษฐ์มาจากตาไม ตาไมเ ลือ้ ยลายนกคาบและตาลายประกอบอยูท ่ีขน้ึ เถาของลาย
5.2.3 กาบ ลกั ษณะของกาบสาํ หรับประดษิ ฐ์ลายมีรปู ทรงที่ตางกนั เพอ่ื ใหเ ขากับยอดชอของลาย
5.2.4 ชอกระหนก มีลักษณะคลายชอดอกไมหรือยอดชอใบไม การเขียนลายกระหนกมักมีการนํา
ลายมาประดิษฐ์ผกู ลายเปน็ ชอ ลาย ซึง่ จะประกอบดว ยเคร่ืองประกอบลาย ไดแก ลายกาบ และนกคาบ ซึ่ง
ลายจะมชี ื่อเฉพาะไปตามรูปแบบ เชน กระหนกใบเทศ กระหนกกานขด เป็นตน กระหนกเปรียบประดุจ
ชอดอกไมหรือยอดชอใบไม ฉะน้ันกอนที่จะมีชอจึงจําเป็นตองมีกาบหรือกลีบเลี้ยงเสียกอน การเขียนตัว
กระหนกจึงมีหลายรูปแบบขึ้นอยูก ับพืน้ ท่ีการใชง าน รวมทง้ั การผูกลายจงึ ตอ งมเี คร่อื งประกอบลาย
52
ภาพที่ 5.1 นกคาบ
(ทม่ี า : ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 61)
ภาพท่ี 5.2 กาบ
(ทม่ี า : ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 59)
53
ภาพที่ 5.3 ชอกระหนก
(ทีม่ า : ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 59)
5.3 การนาเคร่ืองประกอบลายไปใช้
การผกู ลายชนิดใดก็ตาม เมือ่ จะแยกจากเถาหนึ่งไปอีกเถาหนง่ึ ระหวา งท่แี ยกเถาตองมี นกคาบ
กาบคู หรือ กาบไขว ลายกาบใชเม่ือเขาประกอบเปน็ เถาของลายและเป็นยอดลายกา นขด ตัวกระหนกและ
กาบยอดจะหนั เหไปทางใดก็ได แตตองรกั ษาทรงตัวอยาใหเสยี (โพธิ์ ใจออนนอม.2550:88) นกคาบใชเ ปน็ ที่
ออกลาย เป็นท่แี ยกลายใชตอ หรอื เสริมลาย เชน เม่ือผกู ลายไปถงึ ตอนมมุ ของรปู สเี่ หลีย่ มหรอื วงกลม จะใชต ัว
กระหนกหรือกาบลายเขา แทรกไมไ ด กจ็ ะใชน กคาบตัวเลก็ ๆ เชน ใบเทศคร่ึงตวั เกาะเถา แลวใชกาบหรือนก
คาบตวั เล็กๆตอไป วธิ ปี ระดิษฐน์ กคาบกเ็ อามาจากสัตวห์ มิ พานต์หรือสัตว์ธรรมดา แตใชหนา ดานขางมา
ประดษิ ฐ์ (ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 61)
ภาพที่ 5.4 การนาํ เคร่ืองประกอบลายไปใช
(ท่ีมา : ภาพถายโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2555)
54
5.4 หลักการผกู ลาย
หลักวิธีของการผูกลายไทยประกอบดว ยสง่ิ ตางๆ(ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2539: 22-23) ดงั น้ี
5.4.1 มที ่อี อกลาย คือ ไมว า จะเขยี นลายชนดิ ใดก็ตามจะตองมที ี่ออกลายเสมอ ไมเ ขยี นขึน้ ลอยๆ เชน
ลายหนาบันตามหนา จวั่ ของโบสถ์ ลายหีบบหุ รี่ เปน็ ตน ตรงกลางของสิ่งเหลา นัน้ จะเหน็ มที ่ีออกลายเป็นรปู
ตา งๆ เชน เทพพนม เทพราํ พมุ ทรงขา วบิณฑ์ เปน็ ตน ทั้งน้ขี ้นึ อยูกบั ความหมายของเรอื่ งราว แลว จึงใส
ลายหรือออกลายคดเค้ยี วไปตามท่เี หน็ งามของชาง
5.4.2 ทรงตัวกระหนกและทรงกาบ คอื ทรงตวั กระหนกตอ งอยูในทาท่ีงามตลอดจนการแบงตัวตองมี
ครบถวน ถึงแมตัวกระหนกจะยืดใหสูง หรือยอใหเต้ียส้ัน ก็ตองอยูในลักษณะท่ีงาม การเขียนกาบตางๆ
แมว าจะกันไปทางไหนกต็ าม ตอ พยายามรกั ษาทรงเดมิ ไว
5.4.3 แบง ระยะตัว คือ การแบง กาบในตัวกระหนกหรือแบงจังหวะกาบ เม่ือรวมอยูในพื้นที่ลายอัน
เดียวกนั แลว ตองแบงกาบหรือตัวกระหนกนัน้ ๆใหมรี ะยะเหมาะสมกัน
5.4.4 เถาของลาย คอื กา นขดเถาของลายไดวงกานออนโยนดี ถึงแมเขียนตัวกระหนกหรือกาบลาย
ไมดี ถามองดูผานๆแลวพอใช ลายท่ีดีวงกานของเถาจะตองโคงไดวง แมเถานั้นจะโคงเป็นวงกลมหรือวงรี
ตองไมใ หเ ถาหัก หรือถา เปน็ เถาเลอื้ ยกเ็ ลือ้ ยไปไมใหหัก
5.4.5 น้ําหนักเสนแบงตัว คอื การแบงตัวกระหนกหรือกาบท่ีซอนกันสาม-สี่จังหวะ แยกออกใหเห็น
เปน็ กาบอนั หนง่ึ ซอนกบั กาบอนั หนึง่ คอื ตองทิง้ น้ําหนกั เสน ระหวา งกาบตอ กาบท่ีซอนกันใหโตกวาเสนแบงตัว
กาบธรรมดา เมื่อมองดูแลจ ะเหน็ เป็นกาบคนละตัวซอนกนั
5.4.6 ชองไฟพน้ื คือ การจดั ชองไฟพ้ืนระหวา งตวั กระหนก กาบ และเถาลาย มรี ะยะไมเทากัน มถี ี่ๆ
หา งๆดไู มง าม เพราะการดลู ายสง่ิ แรกคือการดชู องไฟพน้ื ถา ชอ งไฟพน้ื ดี เถาลายดี ถึงแมเขียนตัวกระหนก
และกาบไมด ีเมอ่ื ดูผานๆแลว จะเหน็ ลายน้ันงาม
5.4.7 มีลูกเลน คือ การประดิษฐ์พลิกแพลงลาย ดวยการประดิษฐ์ออกลายเป็นภาพสัตว์ ภาพคน
ภาพยักษ์ ภาพลิง นอกจากน้ันยงั มีการเลน เถาลายใหซ บั ซอน ใชเ ถาหลายคู ทําใหล ายดมู ชี ีวิต
ภาพท่ี 5.5 ลกั ษณะของเถาหรอื กา นกอ นทจ่ี ะมาเป็นกานขด
(ทมี่ า : เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกุล. 2547: 47)
55
ภาพท่ี 5.6 ลกั ษณะกา นและวธิ ีแตกลาย
(ท่มี า : เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกลุ . 2547: 47)
การแตกชอลายดว ยนกคาบและกาบ การผกู เถาลายกานไขว
ภาพที่ 5.7 ลกั ษณะการแตกชอ ลายและผูกเถาลาย
(ทม่ี า : เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกุล. 2547: 54-55)
5.6 สรปุ
เคร่ืองประกอบลายคือสวนหนึ่งของลายประเภทลายท่ีตองมีการผูกรอยรูปลาย ใหอยูในพ้ืนที่ท่ี
กําหนดไว เชน ลายเถา ลายกอ หรือลวดลายประดับท่ีมีลักษณะผูกลายจัดองค์ประกอบเป็นเรื่องราว ซึ่ง
ลายไทยนั้นเป็นลายทมี่ ีทม่ี แี นวทางจากธรรมชาติ และเป็นศิลปะช้ันสูง การผูกลายจึงไมนิยมขึ้นลายหรือจบ
ลายโดยไมมีที่มาที่ไป ดังน้ันผูเรียนจึงควรฝึกสังเกตการใชเครื่องลายประกอบในงานลักษณะตางๆ เพ่ือให
สามารถนําไปใชผ กู ลายใหเกิดรูปลายใหมๆ ข้ึน หรือการนําไปประยุกต์ใชในการออกแบบ
56
กจิ กรรมท่ี 5.1
1. จงอธบิ ายความเป็นมาและลกั ษณะของลายนกคาบ
2. จงอธิบายรปู แบบของลายกาบและการนําไปใช
3. จงอธบิ ายความแตกตา งในการนาํ ไปใชงาน ระหวา งลายนกคาบ ลายกาบ ตาลาย
กจิ กรรมท่ี 5.2
ใหน ักศกึ ษาลอกลายเครื่องประกอบลายตามทก่ี ําหนดให แลวตดั เสน ลงสีตามข้ันตอน
วัสดอุ ุปกรณ์
1. กระดาษ A4 (100 ปอนด)์
2. ดินสอดํา (ดนิ สอ HB)
3. ปากกาสตี างๆ
4. สโี ปสเตอร์
5. พูกันเบอร์เล็ก
6. ภาพลายไทยตนแบบ
วธิ ีการปฏบิ ัติงาน
1. ลอกลายเครื่องประกอบลายจากภาพตน แบบลงกระดาษ
2. ลงนาํ้ หนกั ดวยเสน ดนิ สอ
3. ลงส(ี ใชส ีไมนอยกวา 3 ส)ี แลว ตัดเสน ดวยปากกาหรือพูกนั เบอรเ์ ล็ก
ภาพตวั อยา่ งกิจกรรม 5.2
ภาพที่ 5.8 ผลงานการเขียนเครื่องประกอบลาย
(ท่มี า : ผลงานของนักศกึ ษาสาขาวชิ าศิลปประยุกต์และการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ชน้ั ปที ี่ 1 ปีการศกึ ษา 2555)
57
เอกสารอา้ งอิง
ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538. ลายไทย ภาพไทย. กรงุ เทพฯ : ศนู ยห์ นังสือจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
พระเทวาภินมิ มิต. 2486. สมดุ ตาํ ราลายไทย. กรงุ เทพฯ : สาํ นักพิมพ์นครเขษมบ฿ุคสโตร์ .
โพธ์ิ ใจออนนอม. 2550. คมู อื ลายไทย. กรงุ เทพฯ : ศูนย์หนังสอื จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล. 2547. ลายไทยฉบับนกั ศึกษา. กรุงเทพฯ : เศรษฐศลิ ป.
59
แผนการสอนบทที่ 6
เน้ือหา
1. ความเปน็ มาของลายลูกฟกั -หนากระดาน
2. รูปแบบของลายลกู ฟกั -หนากระดาน
3. การนาํ ลายลกู ฟัก-หนา กระดานไปใช
วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เพอื่ ใหน กั ศกึ ษามีความรูความเขา ใจเกย่ี วกบั ลายลกู ฟกั -หนา กระดาน
2. เพอ่ื ใหนักศึกษาสามารถจาํ แนกรูปแบบของลายลกู ฟัก-หนา กระดาน
3. เพอื่ ใหน กั ศกึ ษาสามารถระบุหนาท่ขี องลายลูกฟกั -หนากระดาน
4. เพอ่ื ใหน กั ศกึ ษาสามารถนําลายลกู ฟัก-หนากระดานมาประยุกต์ใชใ นการออกแบบผลติ ภัณฑ์
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง ลายลกู ฟัก-หนา กระดาน
2. บรรยายนาํ และสรุปโดยผูสอน
3. อภิปรายซกั ถามเก่ยี วกับการนาํ ลายลกู ฟัก-หนา กระดานไปใช
4. นักศึกษาทาํ กจิ กรรมทา ยบท
5. ผูสอนวจิ ารณผ์ ลงานของนักศกึ ษา
สือ่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง ลายลกู ฟัก-หนากระดาน
2. โปรแกรมสําหรบั แสดงภาพประกอบคําอธบิ ายเพอื่ การนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยางลายลกู ฟัก-หนา กระดาน
4. ภาพตัวอยา งการนาํ ลายลกู ฟกั -หนากระดานมาประยุกตใ์ ชใ นการออกแบบ
การวัดผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหวางเรียน
2. สังเกตจากการมสี ว นรวมในช้ันเรยี น
3. ประเมนิ จากกิจกรรมท่ี 6.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมท่ี 6.2 ภาคปฏิบตั ิ
61
บทท่ี 6
ลายลกู ฟัก-หนา้ กระดาน
ความนา
ลกั ษณะของลายไทยท่นี อกเหนอื จากตัวลายท่ีนาํ ไปใชอยา งโดดๆ หรอื นาํ ไปแตกลาย ยังมีลายที่ถกู
สรางขึน้ มาใชเ ฉพาะพื้นทใี่ นชอ งกรอบ ไดแ ก ลายลกู ฟัก และลายทม่ี ลี กั ษณะการใชล ายซา้ํ ยาวตอเนอ่ื งทัง้ ใน
แนวต้งั และแนวนอน ไดแ ก ลายหนา กระดาน
เน้ือหาประจาบท
6.1 ความเปน็ มาของลายลูกฟัก-หนา้ กระดาน
ลายลูกฟกั -หนากระดาน คือ การเรียกตามลักษณะพื้นที่การใชงาน เป็นลายติดตอซายขวา และตอ
กันไดเร่อื ยๆไมมที สี่ นิ้ สดุ หากจะหยุดลายตอ งใสตัวหาม เชน ลายประจํายาม ทั้งนี้แลวแตลักษณะของลายท่ี
เขยี น (โพธ์ิ ใจออนนอม. 2550: 23, ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 167)
6.2 รูปแบบของลายลกู ฟกั -หน้ากระดาน
6.2.1 ลายหนากระดาน ลักษณะเป็นแนวยาวเหมือนแผนกระดานหรือสวนกวางของแผนกระดาน
หรือเสาเหลย่ี ม เป็นชื่อและรูปแบบซึ่งมีใหเห็นท่ัวไป มีลักษณะพ้ืนท่ีแบนราบ มักใสลวดลายลงไปเป็นลาย
ตอตอ กนั ทัง้ ซา ยขวา สาํ หรบั ลายด้งั เดิมนัน้ มแี บบอยา ง(ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 167) ดงั น้ี
6.2.1.1 ดอกซีกดอกซอน เป็นลายเน่ืองมาจากลายดอกสี่กลีบหรือท่ีเรียกวา ลายประจํา
ยาม เปน็ ดอกรปู ส่ีเหลย่ี มขนมเปียกปูนวางจัดเรยี งใหม มุ ชนมุม โดยมีลายครึ่งดอกส่เี หล่ียมขนมเปียกปูนสลับ
อยูทช่ี อ งไฟบริเวณวา งตอนบนและตอนลาง วางลายติดตอกันไปตามขนาดของพืน้ ท่ี
6.2.1.2 ประจํายามกามปู ไดแ กลายดอกสกี่ ลีบหรอื ลายประจํายาม วางเรยี งกันแบบมุมชน
มมุ แลวแทรกตัวกนกออกเป็นงามคลายกามปู จึงเรยี กวา กามปู
6.2.1.3 ลูกฟักกามปู ไดแก ภายในสวนที่เป็นตัวประจํายาม แตสรางรูปกลมมนหัวทาย
คลา ยลกู ฟกั ในสมัยโบราณถา เป็นลายสลักไมมักจะใชกระจกสีเขียวประดับใหเห็นเป็นลูกฟักจริงๆ เมื่อวาง
ระยะลกู ฟักไวแ ลว จงึ แทรกตวั กนกลงในทีว่ าง ตอมาภายหลังจึงประดิษฐ์สวนท่ีเป็นรูปลูกฟัก ใหเป็นรูปมุม
แหลมหรือประดษิ ฐ์เป็นลายรักรอย มดี อกสี่กลบี หรือประจาํ ยามอยตู รงกลาง
6.2.2 ลายลูกฟกั เปน็ ลายทอี่ ยูใ นรูปรางส่ีเหลีย่ มผนื ผาซงึ่ ปาดมุมท้งั 4 ออกใหเป็นเหล่ียมหรือโคงมน
ลวดลายภายในพื้นที่ลูกฟักประกอบดวยหลายชนิด ประดิษฐ์อยางอิสระ สวนมากเป็นลายใบเทศและลาย
กระจัง ซ่งึ มีรูปแบบ(ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 163) ดังน้ี
6.2.2.1 ลกู ฟักขอสรอย ลักษณะทรงลกู ฟัก ลายที่ใชผูกลงในพ้ืนท่ีหนากระดานแคบๆ โดย
เดินเถาเป็นเสนคดกรชิ เล้อื ยไปตามยาวพื้นท่ีวางใตเถาโคง ผูกเป็นกระหนกใบออน คลายรูปขอหรือตัวเบ็ด
สลับกนั ไปเปน็ จังหวะอยางมรี ะเบยี บ นิยมนาํ ไปใชเป็นลายหนา กระดานทอ งขอ่ื หรือผานุง เปน็ ตน
6.2.2.2 ลูกฟักลอยหรือลูกฟักลายหยอม เป็นลายที่วางลอยอยูในทรงของลูกฟัก การผูก
ลายอาจใช ลายใบเทศ ประจาํ ยามรว มกับลายแขง สงิ ห์ เป็นตน
62
6.2.2.3 ลกู ฟกั ลองปะกน มาจากคําวา ปากกล คือ การเขา ปากไมป ระเภทรางล้ินหรือฝา
กระดานรูปสเ่ี หล่ียมผืนผา โดยแตละแผนเจียดริมทั้งส่ดี า นใหลาดลง กลางแผนเปน็ หนากระดานเรียบ เมอื่
กรเุ ขา เป็นฝาดูนนู คลายหลังเตา เรยี กวา ปะกนลูกฟกั กระดานดนุ หรือ ลูกฟกั พนกั อนิ ทรธนู
ดอกซีกดอกซอน
ประจํายามกา มปู
ลูกฟักกามปู
ภาพท่ี 6.1 ลายหนา กระดาน
(ท่ีมา : ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 161)
ลกู ฟักขอสรอย
ลูกฟักลอยหรอื ลูกฟกั ลายหยอ ม
ลูกฟักลอ งปะกน
ภาพที่ 6.2 ลายลกู ฟกั
(ที่มา : ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 162)
63
6.3 การนาลายลูกฟัก-หน้ากระดานไปใช้
ลกั ษณะการใชลายลกู ฟกั -หนา กระดาน(ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 163-171) มดี งั นี้
6.3.1 ลายหนากระดานมักใชเป็นชุด หรือสวนประกอบฐาน หรือใชกับสิ่งอ่ืน เชน เป็นลายหนา
กระดานประกอบกรวยเชิง ใชเรียกช่ือลวดลายท่ีขื่อใตหนาบันหนาจ่ัว ใชประกอบชุดเป็นลายเฟ่ือง ลาย
สาหรายรวงผง้ึ เปน็ ตน
6.3.2 ลายลกู ฟักคอื ลายที่ใชตามพน้ื ท่ีราบหรอื พืน้ ทห่ี นา กระดาน มกั ใชตามแนวนอน ในงานประดับ
ตกแตงตามลกั ษณะของลายดังนี้
6.3.2.1 ลกู ฟักขอสรอ ย ใชทพ่ี นกั หนา ตาง หรือใชใ นพ้นื ท่ตี ามแนวหนา กระดาน
6.3.2.2 ลกู ฟกั ลอยหรือลูกฟักลายหยอ ม ใชเ ป็นลายทหี่ ยองหนาตาง กรอบเช็ดหนา ประตู
6.3.2.3 ลูกฟักลองปะกน ใชในงาสถาปัตยกรรมไทย เชน พระท่ีน่ังโถงช่ือพระที่นั่งสนาม
จนั ทร์ ในพระบรมมหาราชวัง ซึง่ สรา งข้ึนในสมัยรัชกาลท่ี 2 พระที่น่งั นสี้ รา งเปน็ ศาลาโปรงขนาดเล็กสําหรับ
พักผอน สวนท่นี ง่ั พักยกเป็นแทน สงู พอเหมาะสําหรับน่งั หอ ยเทา ได มีเสาท้ัง 4 มุมไปจดหลังคาของพระท่ีนั่ง
ระหวางเสาคหู ลงั ของแทน พระทน่ี ง่ั สรางเปน็ พนักอนิ ทรธนเู พื่อประทบั พิงพระเขนย(หลัง)
6.3.2.4 ประจํายามลูกฟักกามปู ใชเป็นตัวข้ันระหวางลายประจํายามกามปู ซ่ึงเป็นลายท่ี
นิยมใชป ระดบั ตามพืน้ ทห่ี นา กระดานมากท่ีสุดลายหนึ่ง
ภาพที่ 6.3 การนาํ ลายหนา กระดานไปใช
(ท่มี า : ภาพถายโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2555)
ภาพที่ 6.4 การนาํ ลายลูกฟกั ไปใช
(ทม่ี า : ภาพถายโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2555)
64
6.4 สรุป
ลายลูกฟกั -หนากระดาน คอื กลมุ ลายท่ีประดิษฐ์ข้ึนมาเพื่อใชในพื้นที่เฉพาะ และพ้ืนท่ียาวตอเนื่องใน
ลักษณะแนวนอนหรือแนวต้ัง ซ่ึงมีปรากฏทั้งในงานเขียนและงานประดับตกแตงวัตถุ เชน ในงาน
สถาปัตยกรรม โดยชื่อลายะถูกเรียกไปตามลักษณะรูปรางของลาย ดังนั้นผูเรียนจึงควรฝึกสังเกตลักษณะ
โครงสรางของลวดลายกับช่ือลายวามีความสัมพันธ์สอดคลองกันอยางไร เพ่ือจะไดเป็นแนวทางการศึกษาให
เกิดความเขาใจและสามารถแยกแยะลกั ษณะของรปู ลายใหสามารถนําไประยุกต์ใชไดง า ยข้นึ
กจิ กรรมที่ 6.1
1. จงอธบิ ายรปู แบบของลายลูกฟัก-หนา กระดาน
2. จงอธิบายความเหมือนและความแตกตางของลายลูกฟกั และลายหนากระดาน
3. จงอธบิ ายการนาํ ลายหนา กระดานไปใช
กจิ กรรมท่ี 6.2
ใหน ักศกึ ษานําลายหนากระดานมาออกแบบกรอบกระจกเงา ขนาด 10x12 นิว้
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. กระดาษชานออย
2. ดินสอดํา (ดนิ สอ HB)
3. สีโปสเตอร์
4. ไมบรรทัด
5. กาว
6. มีดคตั เตอร์
7. ภาพลายไทยตนแบบ
วธิ กี ารปฏิบตั ิงาน
1. เลอื กลายประเภทลายลกู ฟัก-หนากระดาน มาประยกุ ตใ์ ชในการออกแบบ
2. ลอกลวดลายลงบนวัสดุและขนาดทก่ี ําหนดให
3. ลงสีและตัดเสนลวดลาย(ใชสีไมน อยกวา 3 สี)
4. ประกอบชนิ้ งาน
65
ภาพตวั อยา่ งกิจกรรม 6.2
ภาพที่ 6.5 ผลงานกรอบกระจกเงา
(ท่มี า : ผลงานของนักศกึ ษาสาขาวิชาศิลปประยกุ ตแ์ ละการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช้นั ปีที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2555)
66
เอกสารอา้ งองิ
ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2539.ลายไทย ภาพไทย เลม ๒.กรุงเทพฯ : ศนู ยห์ นงั สอื จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
_______________. 2538. ลายไทย ภาพไทย.กรงุ เทพฯ : ศนู ยห์ นังสือจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
พระเทวาภินิมมติ . 2486.สมุดตาํ ราลายไทย . กรงุ เทพฯ : สํานักพิมพ์นครเขษมบค฿ุ สโตร์.
โพธิ์ ใจออ นนอม.2550.คมู อื ลายไทย.กรุงเทพฯ : ศนู ย์หนังสือจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
67
แผนการสอนบทที่ 7
เนอ้ื หา
1. ความเปน็ มาของกลมุ ลายตอ เนอื่ งหนากระดาน
2. รปู แบบของกลุมลายตอ เนือ่ งหนากระดาน
3. การนํากลุม ลายตอ เนือ่ งหนากระดานไปใช
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
1. เพือ่ ใหนักศกึ ษามีความรูความเขาใจเกี่ยวกบั กลุมลายตอเน่อื งหนากระดาน
2. เพือ่ ใหนกั ศกึ ษาสามารถจําแนกรปู แบบของกลุมลายตอเนือ่ งหนา กระดาน
3. เพือ่ ใหนกั ศึกษาสามารถระบหุ นาท่ขี องกลุม ลายตอเนอื่ งหนากระดาน
4. เพอ่ื ใหนักศึกษาสามารถนาํ กลมุ ลายตอเนอื่ งหนา กระดานมาประยกุ ตใ์ ชใ นการออกแบบผลิตภณั ฑ์
กจิ กรรมการเรยี นการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน เรือ่ ง กลุมลายตอเนือ่ งหนากระดาน
2. บรรยายนาํ และสรปุ โดยผสู อน
3. อภิปรายซกั ถามเกีย่ วกบั การนํากลุมลายตอ เนือ่ งหนา กระดานไปใช
4. นักศกึ ษาทํากจิ กรรมทายบท
5. ผสู อนวิจารณผ์ ลงานของนกั ศกึ ษา
ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เร่อื ง กลมุ ลายตอเนอ่ื งหนากระดาน
2. โปรแกรมสําหรบั แสดงภาพประกอบคาํ อธบิ ายเพือ่ การนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยางกลุมลายตอ เนื่องหนา กระดาน
4. ภาพตัวอยา งการนําลายลกู ฟัก-หนากระดานมาประยกุ ตใ์ ชใ นการออกแบบ
การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤตกิ รรมความสนใจในระหวางเรยี น
2. สังเกตจากการมีสว นรวมในชนั้ เรยี น
3. ประเมินจากกิจกรรมท่ี 7.1 ภาคทฤษฎี และกิจกรรมที่ 7.2 ภาคปฏิบตั ิ
69
บทที่ 7
กลุ่มลายตอ่ เน่อื งหน้ากระดาน
ความนา
ลักษณะของลายไทยมรี ปู แบบทีห่ ลากหลาย กลมุ ลายตางๆทน่ี อกเหนือจากตัวลายทนี่ ําไปใชอ ยา งโดดๆ หรือ
นําไปแตกลาย ยงั มีลายทีถ่ กู สรางขึ้นมาใชเฉพาะพ้ืนท่ีแบนราบ ทม่ี ลี ักษณะการใชล ายซาํ้ ยาวตอ เน่ืองทง้ั ในแนวตง้ั และ
แนวนอน เชน เดยี วกับลายลกู ฟัก-หนากระดาน โดยถูกประดิษฐ์ขน้ึ จากแมลายตางๆ ซ่ึงสามารถพบไดท่วั ไปในหลาย
กลกั ษณะพนื้ ที่ เชน สถาปัตยกรรม เคร่อื งใช เคร่ืองนุงหม เปน็ ตน
เนอ้ื หาประจาบท
7.1 ความเป็นมาของกลุ่มลายต่อเน่ืองหนา้ กระดาน
กลุมลายท่ีประดษิ ฐ์ขน้ึ จากลายตางๆ เชน กระหนก กระจัง ประจาํ ยาม ดอกไม เป็นตน แลวนาํ มาประกอบ
รว มกนั เป็นตัวลายในลกั ษณะเรียงซ้ําๆตอเนือ่ ง สามารถผกู ลายไดท ง้ั ในลกั ษณะแนวตั้งและแนวนอน โดยตัวลายใน
กลุมน้ีจดั อยูในกลุมลายหนา กระดาน คือลายทใ่ี ชป ระดับตกแตง แบบเรยี งตอ เนือ่ งในแถวทั้งทางตั้งและทางนอน เชน
ลายกรอบหนาตาง ลายขอบภาชนะ ลายผา เป็นตน
7.2 รูปแบบกลุม่ ลายตอ่ เนื่องหนา้ กระดาน
ลักษณะของกลมุ ลายตอเนอ่ื งหนา กระดานมีอยหู ลากหลายทีถ่ กู ประดษิ ฐ์ขนึ้ มา โดยมีรปู แบบ ดังนี้
7.2.1 ลายรักรอย เป็นลายดอกไมมีที่มาจากดอกรักท่ีนํามารอยเป็นพวงมาลัย การออกลวดลายนี้คือท่ี
ประจาํ ยามและหามลายดว ยประจาํ ยามเชนเดยี วกัน สามารถเขยี นยาวไดต อเน่ือง สามารถลายประดิษฐ์ไดหลายแบบ
เชน ลายบวั มาเรยี งซอนตอๆกัน ใชล ายบัวรวนชอใบเทศ กระจังหู หรอื กระจังรวน ใชเ ป็นลายหนากระดานหรือลาย
ขอบ สาํ หรับกนั้ เป็นขอบเขตของลวดลาย มกั ใชเป็นลายประดับเสาโบสถ์ วิหาร ปราสาท เป็นตน(ศุภสิน สารพันธ์.
2545: 99)
ภาพที่ 7.1 ลายรกั รอ ย
(ทมี่ า : เศรษฐมนั ตร์ กาญจนกุล. 2547: 83-84)
70
7.2.2 ลายกานตอ ดอก จัดอยใู นประเภทลายรกั รอยเชน กัน แตต า งกันทวี่ ิธกี ารเขียนนัน้ คอ นขางจะกลายเป็น
กระหนกตดิ พนั กัน โดยยึดหลักจากธรรมชาตพิ ันธุ์ไมเถาท่มี ีกานดอกใบสมบรู ณ์ นํามาประดษิ ฐ์เขยี นขน้ึ เป็นกระนกให
เห็นวามีดอก ใบ กิ่ง กาน สลับชูชอกัน เป็นลวดลายตามแนวต้ัง โดยมีกานลายเดินขึ้นไปสลับกับดอกพุมหรือ
กระหนกซายขวาตอเน่ืองข้ึนไป บางทีเรียกลายชนิดน้ีวา ลายตอข้ึนลง มักใชตามเนื้อที่แบนราบ เชน หนาเสาตาม
เนอื้ ท่ีสามเหลยี่ ม เชน อกประตู หนา ตาง ตามชองทองไมข องฐานปัทม์ ท่ีนิยมมากคือใชเป็นลายกลีบพาน หรือเป็น
ลายในกลบี บัวแวง(ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2539: 35)
ภาพท่ี 7.2 ลายกานตอ ดอก
(ทีม่ า : ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 183 46,35)
7.2.3 ลายเกลียว คือ ลายที่มาเรียงยาวตอเนื่องทําเป็นเกลียวสองเกลียว มีตัวลายประดิษฐ์ซอนระหวาง
เกลียว โครงสรา งลายลกั ษณะเหมือนเกลียวเชอื กพนั กัน ใชเ ป็นลายติดตอ เหมือนลายหนากระดานหรือเป็นลายเลื้อย
ขึ้นกไ็ ด ถาจะทําลายซายขวาตองมีตัวหา มลายตรงกลาง แลวจึงออกลายเกลียวไปทางซายและทางขวา(โพธ์ิ ใจออน
นอ ม.2550:67)
ภาพที่ 7.3 ลายเกลยี ว
(ท่ีมา : เศรษฐมันตร์ กาญจนกลุ . 2547: 83-89)
71
7.2.4 ลายเครือเถา คือ ลายท่ีมีลักษณะยาวตอเน่ืองเหมือนเถาไม ตัวลายจะประกอบดวย กาน กาบ ชอ
ดอก ทําเลยี นแบบเถาไมตามธรรมชาติ เขยี นเปน็ เสน คูเ ลือ้ ยขึน้ จากดานลางข้ึนบน เป็นโคงสลับกันไปมา และมีเถา
สลบั ไขวในทิศทางตรงกันขาม ลายประเภทนใ้ี ชในทแ่ี บนราบรูปสเ่ี หล่ียมหรือสามเหลยี่ ม อาจจะเขียนใหมีเถาลายโคง
สลบั กันกี่เถากไ็ ดแ ลว แตเ นื้อที่ในการเขียน(ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ.2539:53)
ภาพที่ 7.4 ลายเครือเถา
(ทมี่ า : ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2539: 58)
7.2.5 ลายกานขด กานคือสวนท่ตี อ ดอก ใบ หรือผลกับกิ่งไม เป็นท่ีมาของลายกานขด หมายถึงกานของตัว
ลายขดไปขดมาเป็นวงขมวดเป็นวงกน หอย ผูกเขยี นเดนิ เถาตอเนื่องซํา้ ๆกันบนพน้ื ท่ีท่กี าํ หนดระหวางเถาผูกลายแทรก
เป็นระยะๆ เวนจังหวะชองไฟพองาม ปลายเถาซ่ึงเป็นจุดกึ่งกลางขดนิยมผูกเป็นชอกระหนกแมลายตางๆ หรือ
ประดิษฐ์เป็นหนาสัตว์ หรือเทวดาคร่ึงองค์ กานขดเป็นลายที่ใชในที่แบนราบท่ัวไปเป็นลายหนากระดานหรือลาย
ตอเนือ่ งขึน้ ลง สว นมากมกั ใชท ําเปน็ ลายกรอบตา งๆ เหมาะสาํ หรับเนอื้ ท่แี คบๆแตยาว ลายกานขดเป็นลายท่ีสามารถ
ตอไดเรอ่ื ยๆไมม ีการส้นิ สดุ (ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2539: 61)
ภาพท่ี 7.5 ลายกา นขด
(ทม่ี า : โพธ์ิ ใจออ นนอ ม. 2550: 77-78 )
72
7.2.6 ลายเขมขาบ คือ ลายท่ีนํามาเรียงกันยาวตอเนื่อง เหมาะสําหรับใชในพ้ืนที่แคบ ยาว เขมขาบ คือ
ผา ทอดว ยไหมรวิ้ บางๆตามยาว ภายในริ้วทอยกลวดลายดว ยเสนทองแลง หุมเสน ไหมหรือเรียกวา ไหมทอง เมื่อทอ
จะเห็นทองกับพื้นเทาๆกัน มลายตางๆเรียกชื่อตางกันออกไปตามลายท่ีนํามาประดิษฐ์ ใชสําหรับเคร่ืองแตงกาย
โบราณ เชน เสอ้ื ผานงุ หรือผา หอ ผาคลมุ ตา งๆ เขม ขาบมาจากภาษาเปอรเ์ ซยี วา คิมคา(kimkha) หรือ คิมขาบ
(kimkhab) (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2539: 48)
ภาพที่ 7.6 ลายเขม ขาบ
(ทม่ี า :เศรษฐมันตร์ กาญจนกลุ . 2547: 88)
7.2.7 ลายนองสิงหแ์ ละแขง สิงห์ คือชอ่ื เรียกตาํ แหนงลายที่นําไปประกอบกับลายอื่น เชน ลายสาหราย ซ่ึง
ลกั ษณะตวั ลายอาจจะประดษิ ฐม์ าจากลายบวั ลายใบเทศ ที่นํามาเรียงตอกันในลักษณะแนวตั้ง ดังเชนลักษณะของ
นอ งสงิ ห์ สตั วห์ มิ พานต์ในวรรณคดี ลกั ษะเป็นลายท่อี ยใู นทรงส่ีเหล่ียมทแยงมุมคลายโครงรา งลายบัวรวนเรียงรอยตอ
กนั ลายแขง สิงห์สวนใหญใ ชป ระกอบกบั ลายไทยลายอ่ืน เชน ลายกระจัง ซ่ึงหากกระจังมีขนาดใหญก็จะใสแขงสิงห์
ซอนรอบตัวกระจัง และสามารถใสซอนกันไดในลายของตัวมันเองไมส้ินสุด ในงานศิลปกรรมอ่ืนๆ มักใชแขงสิงห์
ประกอบตามแนวตั้งหรอื แนวนอนทํานองลายหนากระดาน เชน ตามเสาหรือเปน็ สวนหนึ่งของลายที่เรียกวา สาหราย
โดยมลี ายชนดิ ตา งๆ ไดแ ก แขงสงิ หก์ อ ยเกาะไม แขง สิงหใ์ บเทศ แขง สิงห์เปลวเทศ (ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 183)
ภาพที่ 7.7 ลายนองสิงห์และแขง สิงห์
(ทม่ี า : ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 183)
73
7.2.8 ลายประแจจนี ลายสวัสดิกะ คอื ลายหกั มุมฉาก มีเสนตอเน่ืองไปตามแนวอยางมีระเบียบ ดัดแปลง
มาจากลายจนี อาจนําไปใชเ ปน็ ลายหนา กระดาน ลายขอบตางๆ(พระเทวาภนิ มิ มิต. 2546: 12)
ภาพที่ 7.8 ลายประแจจีน ลายสวสั ดิกะ
(ทมี่ า : พระเทวาภินมิ มิต. 2546: 12,83)
7.3 การนากลุ่มลายต่อเนื่องหนา้ กระดานไปใช้ ตามลักษณะ
ลายตอ เนื่องหนา กระดานสามารถนาํ ไปใชในพ้นื ท่ตี างๆไดทัง้ ในลักษณะแนวต้งั และแนวนอน
ของพ้นื ที่ท่ีสัมพันธก์ บั รูปแบบของลาย
ภาพท่ี 7.9 การนํากลุมลายตอเนือ่ งหนากระดานไปใช
(ท่ีมา : ภาพถา ยโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2555)
7.4 สรุป
ลายตอเน่ืองหนากระดานเป็นกลุมลายใชตอเนื่องในพื้นท่ีราบ ท่ีสามารถใชไดท้ังแนวตั้งและแนวนอน มี
ลักษณะการผูกลายจากแมลายหลัก เชน กระหนก กระจัง แลวแตกออกเป็นลายท่ีมีชื่อเรียกแตกตางกันออกไป
ดังนั้นผูเรียนจึงควรฝึกสังเกตลักษณะโครงสรางของลวดลายกับช่ือลายวามีความสัมพันธ์สอดคลองกับสิ่งใดที่มีอยู
รอบตัว เพือ่ จะไดเ ป็นแนวทางการศกึ ษาใหเ กดิ ความเขาใจและสามารถแยกแยะลกั ษณะของรูปลายไดมากข้นึ
74
กจิ กรรมท่ี 7.1
1. จงอธบิ ายลกั ษณะของกลุมลายหนา กระดานตอ เน่ือง
2. จงอธบิ ายรปู แบบของลายเกลยี ว ลายเครือเถา ลายกา นขด
3. จงอธิบายการนําลายนองสิงห์ ลายเขม ขาบไปใช
กิจกรรมท่ี 7.2
ใหน ักศกึ ษาเลือกกลุมลายตอ เน่ืองหนา กระดาน จาํ นวน 2 ลาย มาใสล งในพื้นท่กี รอบรูปตามท่กี าํ หนดให
วัสดอุ ปุ กรณ์
1. กระดาษ (100 ปอนด)์
2. ดินสอดํา (ดนิ สอ HB)
3. สโี ปสเตอร์สีตางๆ
4. มีดคัตเตอร์
5. กาว
6. ไมบรรทดั
7. ภาพลายไทยตนแบบ
วธิ กี ารปฏบิ ัติงาน
1. ตดั กระดาษ (100 ปอนด)์ ตามแบบที่กําหนดให
2. วาดโครงรา งลายลงบนกระดาษ โดยใชดนิ สอ
3. ลงสแี ละตดั เสน
4. ตัดประกอบชิ้นงาน
ภาพตวั อย่างกจิ กรรม 7.2
ภาพที่ 7.10 ผลงานกรอบรปู
(ที่มา : ผลงานของนกั ศกึ ษาสาขาวิชาศลิ ปประยุกตแ์ ละการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ชน้ั ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2557)
75
เอกสารอ้างองิ
ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2539. ลายไทย ภาพไทย เลม ๒. กรุงเทพฯ : ศูนย์หนงั สอื จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
_______________. ลายไทย ภาพไทย. กรุงเทพฯ : ศูนยห์ นังสอื จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
พระเทวาภินิมมิต. 2546. สมุดตาํ ราลายไทย. กรุงเทพฯ :องค์การคาของคุรสุ ภา.
โพธิ์ ใจออ นนอม. 2550. คูมือลายไทย. กรุงเทพฯ : ศนู ย์หนังสอื จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
เศรษฐมันตร์ กาญจนกลุ . 2547. ลายไทยฉบบั นกั ศึกษา. กรงุ เทพฯ : เศรษฐศิลป.
ศภุ สิน สารพนั ธ.์ 2545. ศิลปะไทย. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์.
77
แผนการสอนบทที่ 8
เน้อื หา
1. รปู แบบของกลมุ ลายผืน
2. การนาํ กลมุ ลายผืนไปใช
วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. เพ่ือใหน ักศึกษามีความรูความเขา ใจเกย่ี วกบั กลุมลายผืน
2. เพือ่ ใหนกั ศึกษาสามารถจําแนกรูปแบบของกลุมลายผนื
3. เพื่อใหนกั ศึกษาสามารถระบหุ นา ท่ีของกลมุ ลายผืน
4. เพื่อใหน กั ศกึ ษาสามารถนํากลมุ ลายผืนมาประยกุ ต์ใชในการออกแบบผลิตภัณฑ์
กจิ กรรมการเรียนการสอน
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เร่อื ง กลุมลายผืน
2. บรรยายนําและสรุปโดยผสู อน
3. ผสู อนแบงกลุมนักศึกษาใหศ กึ ษารูปแบบของกลมุ ลายผนื
4. อภิปรายซักถามเกีย่ วกับการนาํ เครือ่ งประกอบลายไปใชผ ูกลาย
5. นักศึกษาทํากิจกรรมทายบท
6. ผูสอนวิจารณผ์ ลงานของนกั ศกึ ษา
ส่ือการเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เร่ือง กลุม ลายผืน
2. โปรแกรมสาํ หรบั แสดงภาพประกอบคําอธบิ ายเพือ่ การนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตัวอยา งกลมุ ลายผนื
4. ภาพตัวอยา งการนํากลมุ ลายผนื มาประยกุ ต์ใชในการออกแบบ
การวดั ผลและประเมินผล
1. สังเกตจากพฤติกรรมความสนใจในระหวา งเรยี น
2. สงั เกตจากการมีสวนรว มในช้ันเรยี น
3. ประเมินจากกิจกรรมกลุม กจิ กรรมที่ 8.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมที่ 8.2 ภาคปฏบิ ัติ
79
บทท่ี 8
กลุ่มลายผืน
ความนา
ลักษณะของกลุมลายตางๆทีป่ ระดิษฐ์ขน้ึ จากลายตางๆ เชน กระหนก กระจงั ประจํายาม แลวนาํ มาประกอบ
รวมกันเพ่ือใชป ระดับตกแตงไดท ่ัวไป โดยตัวลายในกลมุ นี้ จัดอยใู นกลุม ลายท่ีมีลกั ษณะเปน็ ผืน หมายถึง การ
จดั เรียงซา้ํ ๆกันโดยเวน ระยะใหอยูในจังหวะหรือชอ งไฟใหด ูงามตามพ้นื ท่แี บนราบทัว่ ไป
เน้ือหาประจาบท
8.1 รูปแบบของกลมุ่ ลายผนื
8.1.1 ลายดอกลอย คอื ลายสาํ หรับซึ่งเป็นดอกหรือดวงมาจัดเรียงซํ้าๆกันโดยเวนระยะใหอยูในจังหวะหรือ
ชองไฟใหดงู ามตามพน้ื ทแ่ี บนราบท่ัวไป มกั เรียกชื่อจากตัวลายที่นาํ มาประกอบ ซ่ึงมีรูปลักษณะลายตางๆ เชน ดอก
ลอยใบเทศ คือ ดอกใบเทศมาวางเรียงกันในแนวทแยง ดอกลอยกานแยง คือ บัวกระหนกหรือตัวเทศมีกานเล็กๆ
เช่อื มโยงกัน ดอกลอยหนาสงิ ห์ คอื พุม ทรงขาวบณิ ฑเ์ ป็นรูปหนาขบหรือหนาสิงห์ ดอกลอยชอเปลว คือ ชอประดิษฐ์
จากลายเปลว ดอกลอยชอ หางโต คอื ประดิษฐ์จากชอหางโต ดอกลอย-ดอกไมรวง คือ ดอกลอยที่อยูในรูปทรงอิสระ
มลี กั ษณะเป็นดอกไมประดิษฐ์ บางที่ประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์สลับลายดอกไม เป็นตน(ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 147-
149)
ลายดอกลอยหนา สิงห์ ลายดอกลอยกา นแยง
ลายดอกไมร ว ง
ภาพที่ 8.1 ลายดอกลอย
(ท่ีมา : พระเทวาภนิ มิ มติ . 2546: 59-60)
80
8.1.2 ลายโคม คือ ช่ือเรียกลายท่ีมาจากลักษณะรูปทรงของโคม หรือลักษณะดอกไมที่มีกานตอ ตัวลาย
สามารถประดษิ ฐ์ไดจ ากลายตา งๆเชน ใบเทศ เหมาะสําหรับใชพนื้ ทข่ี นาดใหญ(ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 159)
ภาพท่ี 8.2 ลายโคม
(ที่มา : พระเทวาภนิ ิมมิต. 2546: 84-85)
8.1.3 ลายราชวตั ร คอื ลายทม่ี ลี ักษณะโปรง มที ่มี าจากร้ัวพิธีมณฑล ทําดวยไมลอมเขตทําพิธีท่ีมุมท้ังสี่ เวน
ตอนกลางทางเขาออกสด่ี า น มฉี ัตรปกั เป็นระยะ เรียกวา แผงราชวัติ หรือ ร้ัวตาขาย เพราะทําจากไมระแนงตีสาน
เป็นรปู ตะแกรงไขวแบบตาขาย มดี อกไมปดิ ทบั รอยไมท ีไ่ ขวก นั ถาดอกไมเ ป็นรูปดอกจันทน์สี่เหล่ียม เรียกวา ราชวัติ
ดอกเหลยี่ ม หรือ ราชวตั ิดอกสี่กลีบ ลายราชวัติหากนําไปประดับดวยเพชรพลอยหรือกระจกสีแลวลงรักปิดทอง จะ
จดั อยใู นประเภทลายกุดน่ั เรยี ก กุดน่ั ราชวัติ (ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2539: 159)
ภาพที่ 8.3 ลายราชวตั ร
(ท่ีมา : พระเทวาภินมิ มติ . 2546: 62,64,65)
81
8.1.4 ลายแกว ชงิ ดวง ประดิษฐเ์ ป็นลายกา นไขว จดั วางลายติดตอรอบตัว(โพธ์ิ ใจออนนอม. 2550: 96)
ภาพท่ี 8.4 ลายแกว ชงิ ดวง
(ที่มา : พระเทวาภนิ ิมมิต. 2546: 66-68)
8.1.5 ลายเฉลว นํารปู ทรงของเฉลวมาทําเปน็ ลาย เฉลว หมายถึง เคร่ืองกั้นเขตหาม หามแตะตอง หาม
ลวงสิทธิ์ มีรูปลักษณะหกเหลี่ยม สมัยโบราณใชปิดฝาหมอยาเพื่อปูองกันผูอื่นเปิด หากปักอยูตามส่ิงที่เป็น
อสงั หาริมทรัพย์ เชน เรือนแพ ก็หมายถึงหามละเมดิ สทิ ธิ์ หรอื หมายถึง เครอ่ื งปูองกันรังควาน หรือปูองกันอาถรรพ์
(ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 159)
ภาพท่ี 8.5 ลายเฉลว
(ที่มา : พระเทวาภินมิ มิต .2546: 81)
82
8.1.6 ลายเกราะเพชร คือ ลายท่นี ํามาจากตนเคาของลวดลายจนี ลกั ษณะเป็นรูปเรขาคณิตและเป็นเหลี่ยม
มักนิยมใชเป็นลายปรุโปรงบนแผนไมหรือเป็นกระเบ้ืองเคลือบ ความหมายของเกราะ คือ เครื่องหุมเพ่ือปูองกัน
ศาสตราวธุ เป็นเสือ้ เกราะ ในภาพจิตรกรรมไทยมักเขยี นภาพยักษ์หม เกราะทับเสอื้ ชวงลําตัวเป็นลายเกราะเพชร ลาย
ทองไมชนิดหน่งึ มลี ักษณะเป็นลายขดั สานเรขาคณติ (ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 159)
ภาพท่ี 8.6 ลายเกราะเพชร
(ท่มี า : โพธ์ิ ใจออนนอม. 2550: 94)
8.2 การนากลุ่มลายผนื ไปใช้
ลักษณะของลายไทยกลุมน้ี เหมาะสําหรบั ใชใ นพ้นื ทแี่ บนราบ มคี วามกวา งเป็นผนื โดยมวี ิธีการนําไปใชใ น
ลกั ษณะตา งๆ (โพธ์ิ ใจออ นนอ ม. 2550: 50-51,96, พระเทวาภนิ มิ มิต. 2546: 10-12)ดังน้ี
8.2.1 ลายดอกลอย ใชสาํ หรบั ประกอบกับลายอื่น สามารถนาํ มาใชเป็นลายดอกผา ลายกระเบือ้ ง ลายผนัง
ลายเพดาน ฯลฯ
8.2.2 ลายโคม ใชเปน็ ลายพื้นผนัง ไขรา ลายดอกผา
8.2.3 ลายราชวตั ร ใชเป็นลายผา ลายกระเบื้อง ลายแผงชอ งลม
8.2.4 ลายแกว ชงิ ดวง ใชเ ป็นลายผา ลายฝาผนัง ลายกระเบื้อง
8.2.5 ลายเฉลว ใชเ ปน็ ลายทอ งข่อื ลายดอกผา ลายกระเบื้อง
8.2.6 ลายเกราะเพชร ใชเ ป็นลายแกะบานประตโู บสถห์ รือเปน็ ลายภาพเขยี นตัวบนเสือ้ ภาพยักษ์
ภาพท่ี 8.7 ลายดอกลอยในลกั ษณะตางๆ
(ทมี่ า : ภาพถา ยโดย จิรดา แพรใบศรี. 2555)
83
ภาพที่ 8.8 ลายแกวชงิ ดวงในผา ทอ
(ทีม่ า : http://www.qsds.go.th/silkcotton/k_23.php)
ภาพที่ 8.9 ลายเกราะเพชรบนเส้อื ตวั ภาพยกั ษ์ จิตรกรรมฝาผนังวดั พระแกว
(ท่ีมา : http://www.oknation.net/blog/phaen/2010/12/15/entry-1)
ภาพที่ 8.10 ลายราชวัตรในลักษณะตางๆ
(ที่มา : ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ. 2539: 158-160)
8.4 สรปุ
ลายผืน เป็นกลุมลายท่ีถูกประดิษฐ์ขึ้นจากแมลายตางๆ แลวจัดวางเรียงซํ้าๆในพ้ืนท่ีแบนราบ ซ่ึงเป็นกลุม
ลายทนี่ ยิ มนาํ ไปใชในพ้ืนทท่ี มี่ ลี ักษณะเปน็ ผนื กวาง เชน ลายผา ลายผนงั โดยมีชอ่ื เรียกไปตามลักษณะของรูปลายท่ี
ประกอบข้นึ ดังนนั้ ผูเรียนจงึ ควรฝึกสงั เกตลักษณะโครงสรา งของลวดลายกับชอ่ื ลายวามีความสัมพันธ์สอดคลองกับสิ่ง
ใดท่มี อี ยูรอบตวั เพือ่ จะไดเป็นแนวทางการศึกษาใหเกิดความเขาใจและสามารถแยกแยะลักษณะของรูปลายไดมาก
ข้นึ
84
กจิ กรรมกลุ่ม
ใหนักศึกษาแบงกลุม กลุมละ 3-4 คน รวบรวมรูปแบบการใชลายผืนในพ้ืนท่ีลักษณะตางๆ ไดแก งาน
สถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม และงานหัตถกรรม ประเภทละ 2 แบบ จากหนังสือหรืออินเตอร์เน็ต แลวรวมกัน
นาํ เสนอหนา ชั้นเรยี นผา นเครอื่ งฉายภาพ (Projector) ในประเดน็ ตา งๆ ดงั นี้
1. รูปแบบลายทถ่ี ูกนํามาใช
2. สัดสว นการวางลาย
กจิ กรรมที่ 8.2
1. จงอธบิ ายรูปแบบของลายราชวตั ิ ลายเกราะเพชร ลายเฉลว
2. จงอธบิ ายความเหมอื นและความแตกตางระหวา งลายดอกลอยและลายดอกไมรว ง
3. จงอธบิ ายวธิ ีการนาํ ลายผนื แตละชนดิ ไปใช
กิจกรรมที่ 8.3
ใหน ักศึกษานํากลุมลายผนื มาประยกุ ตใ์ ชใ นการออกแบบปกสมดุ ขนาด A5
วสั ดุอุปกรณ์
1. กระดาษ (100 ปอนด)์
2. ดนิ สอดํา (ดนิ สอ HB)
3. พูกนั
4. สีโปสเตอร์
5. ไมบ รรทดั
6. ภาพลายไทยตนแบบ
7. กาว
วิธกี ารปฏิบัติงาน
1. เลอื กลวดลายจากกลมุ ลายผนื สาํ หรับทําหนา ปก เลือกลวดลายหนากระดานและลายดอกลอยสําหรับทําสาย
รัด จาํ นวน 1 ลาย มาจดั ลงในพ้นื ที่ตามทกี่ ําหนด
2. ลอกลายดวยดนิ สอลงบนกระดาษ
3. ลงสแี ลวตดั เสน
4. นาํ กระดาษทล่ี งสตี ดั เสนแลวมาปิดทับบนสมุดทเี่ ตรียมไว
85
ภาพตัวอยา่ งกิจกรรม 8.2
ภาพที่ 8.11 ผลงานปกสมุด
(ท่มี า : ผลงานของนักศกึ ษาสาขาวชิ าศลิ ปประยกุ ตแ์ ละการออกแบบผลติ ภัณฑ์ ชนั้ ปที ่ี 1 ปีการศึกษา 2555)
86
เอกสารอ้างองิ
ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2539.ลายไทย ภาพไทย เลม ๒.กรงุ เทพฯ : ศูนยห์ นงั สอื จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
_______________. 2538.ลายไทย ภาพไทย.กรงุ เทพฯ : ศนู ย์หนังสือจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
พระเทวาภินมิ มิต .2546. สมุดตําราลายไทย . กรงุ เทพฯ :องค์การคาของครุ สุ ภา.
โพธิ์ ใจออ นนอ ม.2550.คมู ือลายไทย.กรุงเทพฯ : ศูนยห์ นังสือจฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ศูนยส์ ารสนเทศหมอ นไหมและประชาสัมพนั ธ์ กรมหมอ นไหม.ผาทอนาหมน่ื ศรี.29 ตุลาคม 2558. http://www.qsds.
go.th/silkcotton/k_23.php.
สอนสุพรรณ(นามสมมติ).2553.การเขยี นลายเกราะเพชร(ลายเฉลวฮอ). 24 ตุลาคม 2558.http://www.oknation.
net/blog/phaen/2010/12/15/entry-1
87
แผนการสอนบทที่ 9
เน้อื หา
1. รูปแบบของกลมุ ลายประกอบพ้ืนที่
2. การนาํ กลุมลายประกอบพ้ืนท่ีไปใช
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
1. เพอ่ื ใหน กั ศึกษามีความรูความเขา ใจเกยี่ วกบั กลุมลายประกอบพ้ืนท่ี
2. เพือ่ ใหนักศึกษาสามารถจาํ แนกรปู แบบของกลุมลายประกอบพนื้ ท่ี
3. เพ่ือใหนักศกึ ษาสามารถระบุหนาทข่ี องกลุมลายประกอบพ้นื ที่
4. เพ่ือใหน กั ศึกษาสามารถนาํ กลุมลายประกอบพน้ื ท่มี าประยกุ ตใ์ ชใ นการออกแบบผลิตภัณฑไ์ ด
กิจกรรมการเรยี นการสอน
1. ศกึ ษาเอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง กลุมลายประกอบพนื้ ท่ี
2. บรรยายนําและสรปุ โดยผูส อน
3. อภปิ รายซักถามเกย่ี วกบั การนาํ กลมุ ลายประกอบพ้ืนที่ไปใช
4. นกั ศกึ ษาทาํ กจิ กรรมทา ยบท
5. ผูสอนวจิ ารณ์ผลงานของนักศึกษา
สอื่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน เรอ่ื ง กลมุ ลายประกอบพื้นที่
2. โปรแกรมสําหรับแสดงภาพประกอบคาํ อธิบายเพ่ือการนาํ เสนองาน (Power Point)
3. ภาพตวั อยางกลมุ ลายประกอบพน้ื ที่
4. ภาพตัวอยางการนํากลุม ลายประกอบพืน้ ท่ีมาประยุกต์ใชใ นการออกแบบ
การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากพฤติกรรมความสนใจในระหวางเรยี น
2. สังเกตจากการมีสว นรวมในชัน้ เรยี น
3. ประเมนิ จากกิจกรรมท่ี 9.1 ภาคทฤษฎี และกจิ กรรมที่ 9.2 ภาคปฏิบตั ิ
89
บทท่ี 9
กลุม่ ลายประกอบพื้นที่
ความนา
กลุม ลายทปี่ ระดิษฐข์ ึน้ จากลายตางๆ เชน กระหนก แลว นํามาประกอบรวมกันเพอ่ื ใชประดับตกแตงเฉพาะ
พืน้ ท่ี โดยมชี อ่ื เรยี กตามลกั ษณะของรปู รางโดยรวม หรอื ตาํ แหนงหนาท่ีการนาํ ไปใชง านของตัวลาย หรือเรียกตาม
ลักษณะเทยี บเคียงในธรรมชาติ ซ่งึ สามารถทําใหสามารถนกึ ถงึ ลักษณะของเคาโครงรูปลายไดอ ยางเขาใจตรงกัน เชน
รวงผงึ้ กาบไผ เป็นตน ซ่งึ สว นใหญมกั พบในการเรยี กชื่อลายท่ีใชประดับตกแตงพนื้ ทข่ี องสถาปตั ยกรรม
เน้ือหาประจาบท
9.1 รปู แบบของกลุม่ ลายประกอบพนื้ ที่
ลายท่ีถูกนํามาใชประกอบพื้นที่มีรูปแบบลายท่ีแตกตางกกันไปตามลักษณะพื้นที่ที่นําไปใช ซึ่งช่ือเรียก
สามารถบงบอกหนาที่และเคาโครงรูปลายได โดยมลี ายตา งๆ ดงั นี้
9.1.1 ลายกาบ เป็นสวนประกอบในทางศิลปกรรม ไดความคิดมาจากธรรมชาติ คือพันธ์ุไมเม่ือแตกใบหรือ
งอกตอออกไป ยอมมีกาบหุมตรงขอ หรือโคน เชน ตนไผ ตนหมาก ตนกลวย เป็นตน ซ่ึงประกอบดวยลายตางๆ
(ปฏิพัทธ์ ดาระดาษ. 2538: 218-226) ดงั น้ี
9.1.1.1 กาบกระหนกรัตน์ เป็นตัวกระหนกท่ีเขียนซอนกันไปมาสลับกันในแนวต้ัง คลายลักษณะ
กาบของตนไผ ผูกลายจากลายกระหนก
9.1.1.2 กาบไผ เป็นชอ่ื ลายทผี่ กู เลยี นแบบจากกาบของตน ไผ ใชไดท ั้งแนวต้งั และแนวนอน
9.1.1.3 กาบพรหมศร เป็นสวนประกอบทางสิ่งกอสราง มีลักษณะคลายกาบเปลือกไมเนื้อออน
ปลายกาบทาํ เปน็ ลายกระหนกสะบัดไหว
9.1.1.4 กาบพรหมสงิ ห์ ลักษณะคลา ยกาบเทาสงิ ห์ แตห อยปลายลง
9.1.1.5 กาบเทาสงิ ห์ ลักษณะลายตงั้ ปลายข้ึน
ลายกาบชนิดตางๆ ลายกาบท่ีใชตกแตง มมุ ในงานเครื่องเรือน
ภาพท่ี 9.1 ลายกาบ
(ท่มี า : พระเทวาภินิมมิต. 2546: 43-44)
90
9.1.2 ลายดาว การประดิษฐ์ลายดาวตกแตงมีอยูหลายแบบ แตสวนใหญแลวมีที่มาจากวง กลมที่มีรัศมี
โดยรอบ การจัดวางแตละดวงก็มักจะกําหนดใหจัดเป็นกลุม มีดวงใหญลอยเดนอยูตรงกลางหอมลอมดวยดวงเล็ก
ลดหล่ันกันลงไป (ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 134-145) ดังน้ี
9.1.2.1 ดาวจงกล
9.1.2.2 ดาวรังแตน
9.1.2.3 ดาวต฿ุดตูหรือดาวดอกจอก
9.1.2.4 ดาวดาราราย
9.1.2.5 ดาวกลีบบัว
ภาพที่ 9.2 ลักษณะตัวลายดาวท่ีใชใ นงานสถาปตั ยกรรม
(ทมี่ า : พระเทวาภนิ ิมมิต. 2546: 57-58 )
ลายดาวกระจาย ลายดาราราย ลายดาวลอมเดอื น
ภาพท่ี 9.3 ลายดาว
(ทมี่ า : พระเทวาภนิ ิมมติ . 2546: 72-74)
91
9.1.3 ลายกรวยเชิง หรือ ลายกรุยเชิง คือลายไทยซึ่งประกอบดวยลายตางๆเป็นชุดประกอบกัน ไดแก ชอ
แทงลาย ลกู กระหนาบ ลายหนากระดาน และลายกรวยเชงิ สว นทเี่ รยี กวากวยเชิงนั้นเปน็ ลกั ษณะทรงกรวยผสมกัน
ระหวา งแมล ายกระหนกกบั ลายกระจงั แตย ดื ลายใหเรยี วยาวข้ึนในแนวดิ่ง สลับกับตัวแทรก เรียงรายติดตอกันซาย
ขวาในระยะเทา ๆกัน เม่ือประกอบเขาเปน็ ชุดจดั วา เปน็ ลายหนา กระดานชนิด (ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2539: 81-99)
ภาพท่ี 9.4 ลายกรวยเชงิ
(ทม่ี า : ปฏพิ ัทธ์ ดาระดาษ.2539:83,90 )
9.1.4 ลายเฟ่อื ง คอื ช่ือลายซ่ึงวางลายคลายดอกไมรอยเปน็ เสนขึงตามแนวนอนใหมีสวนโคงลงในลักษณะตก
ทอ งชางเวนระยะหา งเทา ๆกัน โดยมีอบุ ะหรอื พูหอ ยเป็นระยะสลับตดิ ตอกนั ไปทัง้ ซายและขวา เรียกวา ลายเฟ่ืองอุบะ
(ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 101-111)
ภาพท่ี 9.5 ลายเฟื่อง
(ท่มี า : พระเทวาภนิ ิมมิต. 2546 : 54)
92
9.1.5 ลายสาหรายรวงผ้ึง คือ สาหราย คือลายยอยติดกับเของมุขโถงดานหนาพระอุโบสถ ตอจากลายที่
หอ ยลงมาเป็นยวงทช่ี อ งระหวางเสา แตลายสาหรายจะตอกับลายรวงผ้ึงเล็กนอย ปลายของลายสาหรายจะหดกลับ
แบบตวั เหงา ทําเปน็ รูปชอ กระหนก หรอื เทพพนม หรือหวั พญานาค สวนรวงผ้งึ คอื มีลกั ษณะคลา ยรวงผ้ึงหอยลงจาก
ข่ือใตห นา บัน ทรงคลา ยกระจังรวน ทั้งน้ี ลายสาหรายและรวงผงึ้ ไมนยิ มทําทึบ แตจะปรุใหโปรง โดยลายสาหราย
รวงผึ้งประกอบดวยลายกระจังปฏิญาณ ลายหนากระดาน ลายกระจังรวน ลายรวงผึ้ง และลายสาหราย(ปฏิพัทธ์
ดาระดาษ.2538: 113-117)
ภาพท่ี 9.6 ลายสาหรายรวงผึ้ง
(ที่มา : พระเทวาภนิ มิ มติ . 2546: 55)
9.2 การนากลุ่มลายประกอบพ้นื ท่ีไปใช้
9.2.1 ลายกาบ ใชใ นการเขียนลาย ผกู ลาย หรือเปน็ ลายป้นั สลัก ในการผกู ลาย กาบจะทาํ หนา ที่เปน็ ท่ีกําเนิด
ตัวลาย ชอ ลาย และแยกเถาลาย ซึง่ ลายกาบสามารถแบง ออกได(ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ.2538:218-226) ดังน้ี
9.2.1.1 กาบกระหนกรตั น์ ใชประดับหนาเสาในทแ่ี บนราบ
9.2.1.2 กาบไผ ใชใ นท่แี บนราบ ท้งั แนวต้ังและแนวนอน
9.2.1.3 กาบพรหมศร ใชใ นการตกแตง ดว ยกรปน้ั หรือสลัก มักใชท เี่ หลี่ยมโคนเสาธรรมาสนบ์ ุษบก
9.2.1.4 กาบพรหมสงิ ห์ ใชห มุ ตรงเสาเหลี่ยม
9.2.1.5 กาบเทา สิงห์ เปน็ สว นประกอบของฐานสิงห์ ซ่ึงอยตู รงมมุ ฐาน
93
ภาพที่ 9.7 การนาํ ลายกาบไปใช
(ทม่ี า : ภาพถา ยโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2555)
9.2.2 ลายดาว เป็นลายท่ีระบุตาํ แหนง ประดับไวอ ยางชัดเจน วา อยูตรงสวนท่ีเปน็ ฝูาเพดานของศาสนสถาน
เชน โบสถ์ วหิ าร ซมุ พุทธปรางค์ ซุมสถูปเจดีย์ เป็นตน เพราะถือวา สวนของอาคารนน้ั เป็น สว นหนงึ่ ของพนื้ ธรณี
จึงตองประกอบดวยทอ งฟาู ซ่งึ มีดวงดาวประดบั เชน เดยี วกบั ทองฟูาตามธรรมชาติ ดังน้ันสวนทส่ี มมตเิ ปน็ ทองฟาู จงึ
ไดแ กสวนทเี่ ป็นเพดาน หรอื ภายใตห ลงั คาของอาคารนนั้ เอง พน้ื ท่ีทีต่ กแตงลายดาวประกอบดว ยพืน้ ทเี่ พดานอาคาร
สวนตา งๆท่อี ยทู ัง้ ภายในและภายนอกอาคาร เชน อโุ บสถวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม ซึ่งลายดาวสามารถแบง ออกได
(ปฏิพทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 134-145)ดังน้ี
9.2.2.1 ดาวจงกล ใชประดบั พืน้ เพดาน
9.2.2.2 ดาวรังแตน ใชประดับพื้นเพดานไขราตรงยอ มุม
9.2.2.3 ดาวตุ฿ดตูหรอื ดาวดอกจอก ใชประดับที่ทองสะพานหนูเหนือเชงิ กลอน
9.2.2.4 ดาวดาราราย ใชป ระดบั ลอมดาวจงกล หรือประดบั ทเี่ พดานไขรา
9.2.2.5 ดาวกลบี บวั สวนมากเปน็ ดาวเพดาน
ภาพที่ 9.8 การนาํ ลายดาวไปใช
(ทีม่ า : ภาพถา ยโดย จิรดา แพรใบศรี. 2553)
94
9.2.3 ลายกรวยเชิง หรือ ลายกรยุ เชงิ นยิ มใชตกแตง สวนท่เี ป็นเชิง ขอบสวนตนหรือปลายวัตถุตางๆ ถาอยู
ริมผาหรือเชิงผา เรยี ก กรวยเชงิ หากอยเู ชงิ ผาเก้ียว เรียก เชิงเกี้ยว หากอยูที่ดามหอกเรียก เชิงหอก (ปฏิพัทธ์ ดาระ
ดาษ. 2538: 81-99)
ภาพที่ 9.9 การนาํ ลายกรวยเชิงไปใช
(ทม่ี า : ภาพถา ยโดย จิรดา แพรใบศรี. 2553)
9.2.4 ลายเฟ่ือง เปน็ ลายที่ผกู ขน้ึ สาํ หรบั หอ ยโยงตามแนวหนากระดาน(ปฏพิ ทั ธ์ ดาระดาษ. 2538: 101-111)
ภาพท่ี 9.10 การนาํ ลายเฟอ่ื งไปใช
(ท่มี า : ภาพถายโดย จริ ดา แพรใบศรี. 2554)