The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ilovepdf_merged

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krudut2538, 2022-05-23 05:28:38

ilovepdf_merged

แผนการจดั

การปฐ

ครง้ั ที่ 1 วนั ที่ .........................เดอื น..

หัวเร่ือง ตัวชว้ี ดั เน้ือหา

การปฐมนเิ ทศ 1.ผูเ้ รยี นมีความรู้ ความ 1. โครงสร้างหลกั สูตร

เขา้ ใจรายละเอียด 2. วธิ เี รียน

โครงสรา้ งหลกั สตู ร/วธิ กี าร 3.การประเมนิ ระดบั การรู้

เรียน/เกณฑ์การจบ หนังสือ

หลักสูตรได้ยอย่างถูกตอ้ ง 4.การวัดผลและประเมินผล

2.ผเู้ รยี นวิเคราะห์บทบาท รายวิชา

หนา้ ทีข่ องการเป็น 5.กจิ กรรมพฒั นาคณุ ภาพ

นกั ศกึ ษา กศน.ได้ ชีวิต

3.ผ้เู รยี นมีทัศนคติทด่ี ีตอ่ 6.การประเมนิ คุณธรรม

สถานศกึ ษาและบคุ ลากร ตามพฤตกิ รรมบ่งช้ี

7.การประเมินคุณภาพด

การศกึ ษานอกระบบ

ระดบั ชาติ N-net

8.เกษฑก์ ารจบหลักสูตร

ดการเรยี นรู้ สื่อการเรียนรู้ หมายเหตุ
ฐมนเิ ทศ
.............................. พ.ศ....................................

วิธกี ารเรยี นรู้

1. ขน้ั การกำหนดสภาพปัญหา ความต้องการ 1. แผ่นพบั

การเรยี นรู้ 2. โปรเจกเตอร์

- ครทู กั ทายผู้เรียนพร้อมแนะนำตวั และแนะนำ 3. คอมพวิ เตอร์
สถานศึกษา โดยใช้กิจกรรมสรา้ งความคุ้นเคย

และอธบิ ายโครงสร้างหลักสูตร กศน.2551 4.ใบลงทะเบยี น

- ครูเปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นซักถาม ขอ้ สงสัย ก่อน 5.ปฏิทนิ การพบ
เข้าส่ขู ั้นตอนต่อไป กลุ่ม

2. ขั้นการแสวงหาข้อมลู และการเรยี นรู้

- ครูทำขอ้ ตกลงกบั ผเู้ รียน กฎ กตกิ า มารยาท
การอย่รู ่วมกนั ในกศน.ตำบล เชน่ การขาดเรยี น
การลาเรียน การมาเรียนสาย ตอ้ งแจ้งครูทุกค
คร้งั และขาดเรียนได้ไม่เกนิ 3 ครงั้ จากการพบ
กลุ่ม 18 คร้ัง หา้ มนักศึกษาสูบบหุ ร่ี ด่มื สรุ า ใน
สถานศกึ ษา นกั ศึกาต้องแต่งกายสุภาพ
เรยี บรอ้ ยเม่ือเข้ามาพบกลมุ่

- แจ้งเวลาเรียน
- แจ้งรายวิชาเรียนของนกั ศึกษาเปน็ รายบุคคล



- การจัดเวรช่วยดแู ลความเรียบร้อยและความ
สะอาดของ กศน.ตำบล

หัวเรอื่ ง ครงั้ ท่ี แผนการจดั
ตัวชี้วดั รายวิชา ทกั ษะการ
1. การเรียนรู้ดว้ ย สาระทกั ษะการเรียนรู้ ระดับมธั ยม
ตนเอง 2 วนั ท่ี .........................เดือน..

เนื้อหา

1. ผู้เรยี นสามารถ เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย
วิเคราะหค์ วามรู้จาก และความสาคัญของ
การอ่าน การฟงั การ การเรียนรู้ด้วยตนเอง
สังเกต และสรปุ ได้
ถกู ต้อง เร่ืองท่ี 2 การกำหนด
เป้าหมาย และการวาง
2. ผู้เรยี นสามารถ แผนการเรียนรูด้ ้วย
จดั ระบบการแสวงหา ตนเอง
ความร้ใู หก้ ับตนเอง
เร่อื งที่ 3 ทกั ษะ
3. ผู้เรยี นปฏบิ ัติตาม พนื้ ฐานทางการศึกษา
ข้ันตอนในการแสวงหา หาความรู้ ทักษะการ
ความรเู้ กยี่ วกบั ทกั ษะ แก้ปัญหา และเทคนิค
การอ่าน ทักษะการฟงั ในการเรียนรู้
และทกั ษะการ
ด้วยตนเอง
จดบนั ทึก
เร่ืองท่ี 4 ปจั จยั ท่ที าให้
การเรียนรู้ด้วยตนเอง
ประสบความสาเร็จ

ดการเรียนรู้ สอ่ื การเรยี นรู้ ชว่ั โมง
รเรียนรู้ ทร21001
มศกึ ษาตอนตน้ จำนวน 5 หนว่ ยกิต
.............................. พ.ศ....................................

วิธกี ารเรยี นรู้

1. ขั้นการกำหนดสภาพปญั หา ครูและ 1. เอกสาร/คูม่ ือ 6

นกั ศึกษาอภปิ รายเก่ยี วกบั ทักษะการเรียนรู้ด้วย ประกอบการ

ตนเอง เรยี นรู้

2. ขนั้ การแสวงหาข้อมลู และการเรยี นรู้ 2. ใบความรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 3. อนิ เทอร์เนต็

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 4. คอมพวิ เตอร์
ประเมินผลการเรยี นรู้

2.ครูมอหมายงานกรต.ใหน้ ักศึกษาศกึ ษา
คน้ คว้าในหัวขอ้ ตอ่ ไปนี้แลว้ มานำเสนอใน
อาทติ ย์ถดั ไปในการพบกลุ่ม
1. ความหมาย ความสำคัญ ของการเรยี นร้ดู ้วย
ตนเอง
2. การกำหนดเป้าหมายและการวางแผนการ
เรยี นรู้ด้วยตนเอง
3. ทกั ษะพนื้ ฐานทางการศึกษาหาความรู้
ทกั ษะการแกป้ ัญหา และเทคนิคในการเรียนรู้
ด้วยตนเอง
4. ปัจจัยทที่ ำใหก้ ารเรยี นร้ดู ้วยตนเองประสบ
ความสำเร็จ



3. ขนั้ การปฏิบตั ิและการนำไปประยุกตใ์ ช้
สรุปผลการฝกึ ทักษะวางแผนการเรยี นรู้และการ
ประเมนิ ผลการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง
4. ขน้ั การประเมินผล ครูผู้สอน ประเมนิ ผล

การนำเสนอรายกล่มุ

แผนการจดั
รายวชิ า ทักษะการ
สาระทักษะการเรียนรู้ ระดับมัธยม
คร้งั ท่ี 3 วันท่ี .........................เดือน..

หัวเรื่อง ตวั ชี้วดั เน้ือหา

1. การใช้แหล่งเรยี นรู้ 1. ผู้เรยี นมคี วามรู้ เรื่องท่ี 1 ความหมาย

ความเข้าใจ เห็นความ และความสาคัญของ

สาคญั ของแหล่งเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้

และห้องสมดุ ประชาชน เรอ่ื งท่ี 2 ห้องสมุด :
2. ผู้เรียนสามารถใช้ แหล่งเรียนรู้
แหล่งเรยี นรู้ ห้องสมดุ

ประชาชนได้ เรือ่ งที่ 3 แหลง่ เรียนรู้

สาคัญในชมุ ชน

ดการเรยี นรู้ สอ่ื การเรียนรู้ ช่วั โมง
รเรียนรู้ ทร21001
มศกึ ษาตอนตน้ จำนวน 5 หนว่ ยกิต
.............................. พ.ศ....................................

วิธกี ารเรียนรู้

1. ขั้นการกำหนดสภาพปัญหา ครูและ 1. เอกสาร/คมู่ ือ 6
นกั ศกึ ษาอภิปรายเกีย่ วกับความสาคญั ของแหล่ง ประกอบการ
เรยี นรู้ เรยี นรู้

2. ข้นั การแสวงหาข้อมูลและการเรียนรู้ 2. ใบความรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 3. อนิ เทอรเ์ น็ต

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 4. คอมพิวเตอร์
ประเมนิ ผลการเรยี นรู้

2.ครูมอหมายงานกรต.ให้นักศกึ ษาศึกษา
ค้นคว้าในหัวข้อตอ่ ไปนแี้ ล้วมานำเสนอใน
อาทิตย์ถัดไปในการพบกล่มุ
เรอื่ งที่ 1 ความหมาย และความสาคัญของ

แหล่งเรียนรู้

เรื่องท่ี 2 ห้องสมุด : แหล่งเรยี นรู้

เร่อื งท่ี 3 แหล่งเรียนรสู้ าคญั ในชมุ ชน

3. ข้ันการปฏิบตั แิ ละการนำไปประยุกตใ์ ช้
สรปุ ผลการเรยี นรใู้ นเรื่องความหมาย และความ



สาคญั ของแหลง่ เรยี นรู้ และแหล่งเรยี นรสู้ าคญั
ในชมุ ชน
4. ขัน้ การประเมนิ ผล ครูผสู้ อน ประเมนิ ผล

การนำเสนอรายกลุ่ม

หัวเรอื่ ง แผนการจดั
1. การจดั การความรู้ รายวชิ า ทักษะการ
สาระทกั ษะการเรียนรู้ ระดับมัธยมศ
ครั้งท่ี 4 วนั ที่ .........................เดือน..

ตัวชี้วดั เนอื้ หา

1. วเิ คราะห์ผลท่ี เรือ่ งท่ี 1 ความหมาย

เกิดขึน้ ของขอบขา่ ย ความสำคญั หลักการ

ความรู้ ตดั สนิ คณุ ค่า กระบวนการจัดการ
กาหนดแนวทางพัฒนา ความรู้ การรวมกลมุ่

2. เห็นความสมั พันธ์ เพอื่ ต่อยอดความรู้

ของกระบวนการ เร่อื งที่ 2 การฝกึ ทกั ษะ
จดั การความรู้ กบั การ และกระบวนการ
นาไปใช้ในการ จดั การความรู้

พัฒนาชมุ ชนปฏิบัติการ

3. ปฏบิ ัติตาม
กระบวนการจัดการ
ความรไู้ ด้อย่างเปน็
ระบบ

ดการเรียนรู้ สือ่ การเรียนรู้ ชวั่ โมง
รเรยี นรู้ ทร21001
ศกึ ษาตอนปต้น จำนวน 5 หน่วยกติ
.............................. พ.ศ....................................

วิธกี ารเรียนรู้

1. ขัน้ การกำหนดสภาพปัญหา ครูและ 1. เอกสาร/คมู่ ือ 6

นกั ศกึ ษาอภิปรายเกีย่ วกบั หลักการ ประกอบการ

กระบวนการจดั การ เรยี นรู้

2. ข้นั การแสวงหาข้อมูลและการเรยี นรู้ 2. ใบความรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 3. อินเทอร์เน็ต

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 4. คอมพวิ เตอร์

ประเมนิ ผลการเรยี นรู้

2.ครูมอหมายงานกรต.ใหน้ ักศกึ ษาศึกษา
คน้ คว้าในหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ีแลว้ มานำเสนอใน
อาทติ ย์ถดั ไปในการพบกลมุ่
เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย ความสำคญั หลักการ

กระบวนการจดั การความรู้ การรวมกลุ่มเพ่ือต่อ
ยอดความรู้

เรื่องที่ 2 การฝกึ ทกั ษะและกระบวนการจดั การ
ความรู้



3. ขัน้ การปฏิบัติและการนำไปประยุกต์ใช้
สรุปผลการเรียนร้ใู นเรอื่ งทักษะและ
กระบวนการจัดการความรู้

4. ข้นั การประเมินผล ครผู สู้ อน ประเมนิ ผล
การนำเสนอรายกล่มุ

หัวเรอ่ื ง แผนการจดั
1. คิดเปน็ รายวชิ า ทักษะการ
สาระทกั ษะการเรียนรู้ ระดับมธั ยมศ
คร้ังท่ี 5 วันที่ .........................เดือน...

ตัวชว้ี ัด เน้อื หา

1. อธบิ ายทบทวน เรื่องท่ี 1 ความเช่อื

ความเชือ่ พ้นื ฐานทาง พ้ืนฐานทางการศึกษา

การศกึ ษาผู้ใหญ่ กับ ผูใ้ หญ่ และการ

ความเช่ือมโยงสู่ เชอื่ มโยงส่กู ระบวนการ

กระบวนการคดิ เปน็ คดิ เปน็ และปรชั ญา คดิ

และปรชั ญาคดิ เปน็ ได้ เปน็

2. จาแนก เรื่องท่ี 2 ลกั ษณะและ

เปรยี บเทียบ ตรวจสอบ ความแตกตา่ งของ

ลกั ษณะของข้อมลู ดา้ น ขอ้ มลู ดา้ นวชิ าการ

วชิ าการ ตนเอง และ ตนเอง และสงั คม

สังคมสง่ิ แวดลอ้ มท่จี ะ ส่ิงแวดลอ้ ม รวมทง้ั

นามาใช้ประกอบการ เทคนคิ การเกบ็ ข้อมูล

คดิ และการวิเคราะห์ และวิเคราะห์

ขอ้ มลู เพื่อแก้ปัญหา สงั เคราะห์ข้อมลู การ

ของคน คดิ เป็นได้ คิดเปน็ ทจ่ี ะนามาใช้

ประกอบการคิด การ

ตดั สินใจ แก้ปัญหาของ

คนคิดเป็น

ดการเรียนรู้ ส่ือการเรยี นรู้ ช่วั โมง
รเรียนรู้ ทร21001
ศกึ ษาตอนปต้น จำนวน 5 หน่วยกิต
............................. พ.ศ....................................

วิธีการเรียนรู้

1. ขั้นการกำหนดสภาพปัญหา ครูและ 1. เอกสาร/ค่มู ือ 6

นักศึกษาอภิปรายเกี่ยวกบั ความเชือ่ พื้นฐานทาง ประกอบการ

การศึกษาผู้ใหญ่ และการเช ื่อมโ ย ง สู่ เรยี นรู้

กระบวนการคิดเปน็ และปรชั ญา คดิ เป็น 2. ใบความรู้

2. ขน้ั การแสวงหาขอ้ มลู และการเรยี นรู้ 3. อินเทอร์เน็ต

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 4. คอมพิวเตอร์
ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ

ประเมนิ ผลการเรยี นรู้

2.ครมู อหมายงานกรต.ใหน้ ักศกึ ษาศกึ ษา
ค้นควา้ ในหัวขอ้ ต่อไปน้ีแลว้ มานำเสนอใน
อาทิตย์ถดั ไปในการพบกลุ่ม
ลักษณะและความแตกต่างของขอ้ มลู ด้าน

วชิ าการ ตนเอง และสงั คมสงิ่ แวดลอ้ ม รวมทั้ง

เทคนคิ การเกบ็ ข้อมลู และวิเคราะห์ สงั เคราะห์

ขอ้ มลู การคิดเป็นทจ่ี ะนามาใช้ประกอบการคดิ

การตดั สินใจ แก้ปัญหาของคนคดิ เปน็

เรอ่ื งท่ี 3 กรณีตัวอย่าง
เพื่อการฝกึ ปฏิบัติ

3. ขั้นการปฏบิ ตั ิและการนำไปประยุกตใ์ ช้
สรุปผลการเรียนรู้ในเรื่องกรณีตัวอย่างเพือ่ การ
ฝึกปฏิบตั ิ

4. ขั้นการประเมินผล ครผู สู้ อน ประเมนิ ผล
การนำเสนอรายกลุ่ม

หัวเรอื่ ง แผนการจดั
1. การวิจัยอยา่ งงา่ ย รายวชิ า ทักษะการ
สาระทักษะการเรยี นรู้ ระดับมัธยมศ
คร้งั ท่ี 6 วันที่ .........................เดอื น...

ตวั ชี้วดั เนือ้ หา

1. อธบิ ายความหมาย เรอ่ื งที่ 1 ความหมาย

และประโยชนข์ องการ และประโยชนข์ องการ

วิจยั อย่างง่ายได้ วจิ ัยอยา่ งง่าย

2. ระบุข้นั ตอนการวิจัย เรอ่ื งท่ี 2 ข้นั ตอนการ
อยา่ งงา่ ยได้
วจิ ัยอยา่ งงา่ ย

3. ฝึกทกั ษะสถติ งิ า่ ย ๆ เรื่องที่ 3 สถติ งิ ่าย ๆ
เพือ่ การวจิ ยั ได้ เพ่ือการวิจัย

4. ระบเุ ครื่องมือการ
วิจัยเพ่ือเกบ็ รวบรวม เรอ่ื งท่ี 4 เครื่องการ
วจิ ยั เพื่อเก็บรวบรวม
ข้อมลู ได้
5. ฝกึ ทกั ษะในการ ขอ้ มลู

เขียนโครงการวจิ ยั เร่ืองที่ 5 การเขียน

อยา่ งงา่ ย ๆ ได้ โครงการวิจยั อยา่ งง่าย

ดการเรียนรู้ สอ่ื การเรียนรู้ ช่วั โมง
รเรียนรู้ ทร21001
ศกึ ษาตอนปต้น จำนวน 5 หน่วยกิต
............................. พ.ศ....................................

วธิ กี ารเรยี นรู้

1. ขั้นการกำหนดสภาพปัญหา 1. เอกสาร/คู่มือ 6

ครูและนักศึกษาอภิปรายเกี่ยวกบั ประโยชน์ของ ประกอบการ
การวิจยั อยา่ งงา่ ย เรยี นรู้

2. ขั้นการแสวงหาขอ้ มูลและการเรยี นรู้ 2. ใบความรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 3. อินเทอรเ์ นต็

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 4. คอมพิวเตอร์

ประเมินผลการเรียนรู้

2.ครมู อหมายงานกรต.ให้นักศึกษาศึกษา
ค้นคว้าในหวั ข้อต่อไปนี้แลว้ มานำเสนอใน
อาทติ ย์ถดั ไปในการพบกลุ่ม
เรอื่ งที่ 1 ความหมายและประโยชนข์ องการวิจัย

อยา่ งงา่ ย

เรือ่ งท่ี 2 ขัน้ ตอนการวิจัยอย่างงา่ ย

เรอื่ งที่ 3 สถติ ิง่าย ๆ เพื่อการวิจัย



เร่ืองท่ี 4 เคร่ืองการวิจัยเพือ่ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

เรื่องที่ 5 การเขยี นโครงการวิจัยอยา่ งงา่ ย

3. ขั้นการปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยุกต์ใช้
สรุปผลการเรยี นร้ใู นเรื่องการเขียนโครงการวิจัย
อยา่ งงา่ ย

4. ข้นั การประเมนิ ผล ครผู สู้ อน ประเมนิ ผล
การนำเสนอรายกลมุ่

ใบความรคู้ ร้ังท่ี 2

เรือ่ ง การเรยี นรู้ด้วยตนเอง

การเรยี นรู้ด้วยตนเองคอื อะไร
เมื่อกลา่ วถึง การเรียนดว้ ยตนเอง แล้วบุคคลโดยท่วั ไปมักจะเขา้ ใจว่าเปน็ การเรียนที่ผู้เรียนทาการศึกษาค้นควา้ ด้วยตนเอง
ตามลาพังโดยไม่ต้องพ่งึ พาผสู้ อน แต่แท้ทจ่ี รงิ แลว้ การเรยี นดว้ ยตนเองที่ต้องการใหเ้ กิดขึ้นในตัวผูเ้ รียนนั้น เปน็ กระบวนการ
เรยี นรทู้ ่ผี ้เู รยี นริเร่ิมการเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง ตามความสนใจ ความตอ้ งการ และความถนดั มีเปา้ หมาย ร้จู ักแสวงหา
แหลง่ ทรพั ยากรของการเรยี นรู้ เลือกวิธีการเรยี นรู้ จนถึงการประเมินความก้าวหนา้ ของการเรยี นรู้ของตนเอง โดยจะดา
เนินการด้วยตนเองหรอื ร่วมมอื ช่วยเหลือกับผู้อืน่ หรอื ไม่ก็ได้ ซง่ึ ผเู้ รยี นจะต้องมคี วามรบั ผดิ ชอบและเป็นผู้ควบคุมการ
เรยี นของตนเอง
ท้งั น้กี ารเรียนดว้ ยตนเองนัน้ มีแนวคดิ พ้นื ฐานมาจากแนวคิดทฤษฎกี ลมุ่ มนษุ ยนยิ มที่มีความเช่ือในเร่ืองความเปน็ อสิ ระและ
ความเป็นตวั ของตวั เองของมนษุ ยว์ ่ามนษุ ย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความดี มีความเปน็ อสิ ระ เป็นตวั ของตัวเอง สามารถ
หาทางเลอื กของตนเอง มศี ักยภาพและสามารถพฒั นาศักยภาพของตนเองได้อย่างไมม่ ีขีดจากดั รวมทงั้ มีความรบั ผิดชอบตอ่
ตนเองและผู้อนื่ ซึง่ การเรยี นด้วยตนเองก่อใหเ้ กิดผลในทางบวกต่อการเรียน โดยจะสง่ ผลใหผ้ ู้เรยี นมคี วามเช่ือม่นั ในตนเอง มี
แรงจงู ใจในการเรียนมากขนึ้ มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงข้ึน และมกี ารใชว้ ธิ ีการเรยี นที่หลากหลาย การเรยี นดว้ ยตนเองจงึ
เปน็ มาตรฐานการศกึ ษาท่ีควรส่งเสริมใหเ้ กดิ ขน้ึ ในตวั ผเู้ รยี นทุกคน เพราะเมอ่ื ใดกต็ ามท่ีผ้เู รียนมีใจรักที่จะศึกษาค้นควา้ จาก
ความต้องการของตนเอง ผเู้ รียนกจ็ ะมีการศึกษาค้นคว้าอย่างตอ่ เนื่องต่อไปโดยไม่ต้องมใี ครบอกหรือบงั คบั เปน็ แรงกระตนุ้
ให้เกดิ ความอยากรู้อยากเห็นตอ่ ไปไม่มที ่ีส้ินสดุ ซ่ึงจะนาไปสกู่ ารเปน็ ผเู้ รียนรตู้ ลอดชวี ิตตามเป้าหมายของการศึกษาต่อไป
การเรยี นด้วยตนเองมีอยู่ 2 ลักษณะคือ ลกั ษณะทีเ่ ปน็ การจดั การเรียนร้ทู มี่ จี ุดเน้นให้ผู้เรียนเปน็ ศูนย์กลางในการเรียนโดย

เปน็ ผู้รับผิดชอบและควบคุมการเรยี นของตนเองโดยการวางแผน ปฏบิ ตั ิการเรียนรู้ และประเมนิ การเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง ซ่ึงไม่

จาเป็นจะต้องเรียนด้วยตนเองเพียงคนเดยี วตามลาพัง และผู้เรยี นสามารถถ่ายโอนการเรียนรูแ้ ละทกั ษะทีไ่ ด้จากสถานการณ์

หนึ่งไปยังอีกสถานการณห์ น่งึ ได้ในอกี ลักษณะหน่ึงเป็นลักษณะทางบุคลกิ ภาพท่ีมีอยู่ในตัวผทู้ ่เี รียนด้วยตนเองทกุ คนซงึ่ มอี ยู่

ในระดับที่ไมเ่ ท่ากนั ในแต่ละสถานการณ์การเรียน โดยเป็นลกั ษณะที่สามารถพัฒนาให้สูงข้ึนได้และจะพฒั นาไดส้ งู สุดเมอ่ื มี

การจัดสภาพการจดั การเรียนรทู้ ่เี อ้ือกนั

การเรียนรดู้ ้วยตนเองมีความสาคัญอยา่ งไร
การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง (Self - Directed Learning) เป็นแนวทางการเรียนรหู้ นึง่ ท่สี อดคล้องกับการเปล่ียนแปลงของสภาพ
ปจั จุบนั และเป็นแนวคิดทสี่ นับสนุนการเรียนรู้ตลอดชวี ิตของสมาชิกในสงั คม สกู่ ารเปน็ สงั คมแห่งการเรียนรู้ โดยการเรยี นรู้
ด้วยตนเองเปน็ การเรียนรู้ท่ีทาใหบ้ คุ คลมีการรเิ รม่ิ การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มีเปา้ หมายในการเรียนร้ทู แ่ี น่นอน มีความ
รบั ผดิ ชอบในชีวิตของตนเอง ไม่พึ่งคนอน่ื มีแรงจงู ใจ ทาให้ผ้เู รียนเป็นบุคคลทีใ่ ฝร่ ู้ ใฝ่เรียน ทมี่ ีการเรยี นรู้ตลอดชวี ติ เรียนรู้
วิธีเรียน สามารถเรียนรู้เรือ่ งราวต่าง ๆ ได้มากกว่าการเรียนที่มคี รูป้อนความรใู้ หเ้ พียงอยา่ งเดยี ว การเรยี นรู้ดว้ ยตนเองได้
นบั วา่ เปน็ คณุ ลักษณะทดี่ ที ่ีสุดซง่ึ มอี ยู่ใน ตวั บคุ คลทุกคน ผูเ้ รียนควรจะมีคุณลกั ษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้
ดว้ ยตนเองจดั เปน็ กระบวนการเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ ยอมรับในศักยภาพของผู้เรยี นวา่ ผเู้ รียนทุกคนมคี วามสามารถทีจ่ ะเรยี นรสู้ ่งิ
ตา่ ง ๆ ได้ดว้ ยตนเอง เพื่อท่ีตนเองสามารถท่ีดารงชีวิตอยู่ในสงั คมท่มี ีการเปลย่ี นแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีความสุข ดงั นน้ั
การเรยี นรู้ดว้ ยตนเองมคี วามสาคญั ดงั นี้

1. บุคคลท่ีเรยี นรู้ด้วยการริเร่ิมของตนเองจะเรยี นไดม้ ากกว่า ดีกว่า มคี วามต้งั ใจ มีจุดมุ่งหมายและมีแรงจงู ใจสูงกว่า
สามารถนาประโยชน์จากการเรียนรู้ไปใช้ไดด้ ีกว่าและยาวนานกวา่ คนทเี่ รยี น โดยเปน็ เพยี งผรู้ ับ หรอื รอการถ่ายทอดจากครู
2. การเรียนรู้ดว้ ยตนเองสอดคลอ้ งกับพัฒนาการทางจิตวทิ ยา และกระบวนการทางธรรมชาติ ทาให้บุคคลมีทิศทางของการ
บรรลุวฒุ ิภาวะจากลกั ษณะหนึ่งไปสูอ่ ีกลักษณะหนึ่ง คอื เมื่อตอนเดก็ ๆ เป็นธรรมชาติท่ีจะตอ้ งพง่ึ พิงผู้อื่น ตอ้ งการ
ผปู้ กครองปกป้องเลย้ี งดู และตดั สินใจแทนให้ เม่ือเตบิ โต มีพัฒนาการขนึ้ เรอื่ ย ๆ พัฒนาตนเองไปส่คู วามเปน็ อิสระ ไม่ตอ้ ง
พงึ่ พิงผูป้ กครอง ครู และผูอ้ ื่น การพัฒนาเปน็ ไปในสภาพท่เี พิม่ ความเปน็ ตวั ของตัวเอง
3. การเรยี นรู้ด้วยตนเองทาใหผ้ ู้เรียนมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นลักษณะทีส่ อดคล้องกับพัฒนาการใหม่ ๆ ทางการศึกษา เชน่
หลกั สตู ร ห้องเรยี นแบบเปดิ ศนู ยบ์ ริการวิชาการ การศึกษาอย่างอสิ ระ มหาวทิ ยาลัยเปิด ลว้ นเน้นให้ผ้เู รียนรบั ผิดชอบการ
เรยี นรู้เอง
4. การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองทาให้มนษุ ยอ์ ย่รู อด การมคี วามเปล่ยี นแปลงใหม่ ๆ เกดิ ข้นึ เสมอ ทาให้มีความจาเป็นที่จะต้องศึกษา

เรยี นรู้ การเรียนรู้ดว้ ยตนเองจึงเปน็ กระบวนการตอ่ เนื่องตลอดชวี ิต

การเรยี นรดู้ ้วยตนเองมีลกั ษณะอย่างไร
การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง สามารถจาแนกออกเปน็ 2 ลักษณะสาคญั ดังน้ี
1. ลกั ษณะทเ่ี ปน็ บุคลกิ คุณลักษณะสว่ นบคุ คลของผู้เรยี นในการเรียนด้วยตนเอง จัดเปน็ องคป์ ระกอบภายในทจี่ ะทาให้
ผเู้ รียนมแี รงจูงใจอยากเรยี นต่อไป โดยผเู้ รยี นทม่ี ี คุณลกั ษณะในการเรยี นดว้ ยตนเองจะมีความรบั ผิดชอบต่อความคดิ และ
การกระทาเกยี่ วกบั การเรยี น รวมท้งั รบั ผดิ ชอบในการบริหารจดั การตนเอง ซง่ึ มีโอกาสเกิดข้นึ ได้สูงสุดเม่ือมกี ารจดั สภาพ
การเรียนร้ทู ี่ส่งเสริมกนั
2. ลักษณะทีเ่ ปน็ การจัดการเรียนรูใ้ ห้ผเู้ รียนได้เรยี นดว้ ยตนเอง ประกอบด้วย ขน้ั ตอนการวางแผน การเรยี น การปฏิบัตติ าม
แผน และการประเมนิ ผลการเรยี น จดั เปน็ องคป์ ระกอบ ภายนอกที่ส่ง ผลต่อการเรยี นดว้ ยตนเองของผูเ้ รียน ซ่งึ การจัดการ
เรยี นรแู้ บบน้ีผู้เรียนจะได้ประโยชนจ์ ากการเรยี นมากทสี่ ุด Knowles (1975) เสนอใหใ้ ชส้ ญั ญาการเรยี น (Learning
contracts) เปน็ การมอบหมายภาระงานให้แกผ่ เู้ รียนว่าจะต้องทาอะไรบ้างเพื่อให้ไดร้ บั ความรูต้ ามเป้าประสงคแ์ ละผเู้ รียน
จะปฏิบัติตามเง่ือนไขน้ัน
องค์ประกอบของการเรียนรู้ด้วยตนเองมีอะไรบ้าง
องค์ประกอบของการเรียนรู้ด้วยตนเอง มดี งั นี้
1. การวิเคราะห์ความต้องการของตนเองจะเริ่มจากให้ผู้เรียนแตล่ ะคนบอกความต้องการ และความสนใจของตนในการ
เรียนกบั เพื่อนอีกคน ทาหน้าทเ่ี ปน็ ทป่ี รกึ ษา แนะนา และเพอื่ นอีกคน ทาหน้าที่จดบันทึก และให้กระทาเช่นนห้ี มุนเวียน ท้ัง
3 คน แสดงบทบาทครบทัง้ 3 ดา้ น คอื ผเู้ สนอความต้องการ ผูใ้ หค้ าปรกึ ษา และผู้คอยจดบันทกึ การสังเกตการณ์ เพอ่ื
ประโยชนใ์ นการเรยี นรว่ มกนั และชว่ ยเหลือซง่ึ กันและกนั ในทกุ ๆ ดา้ น
2. การกาหนดจุดมุ่งหมายในการเรียน โดยเริ่มจากบทบาทของผเู้ รยี นเป็นสาคัญ ผเู้ รียนควรศกึ ษาจุดม่งุ หมายของวชิ า แล้ว
เขยี นจุดมุ่งหมายในการเรยี นของตนให้ชดั เจน เน้นพฤติกรรมทีค่ าดหวัง วัดได้ มีความแตกตา่ งของจุดมุ่งหมายในแตล่ ะ
ระดับ
3. การวางแผนการเรยี น ให้ผู้เรยี นกาหนดแนวทางการเรยี นตามวตั ถปุ ระสงค์ที่ระบไุ วจ้ ัดเนอ้ื หาใหเ้ หมาะสมกบั สภาพความ
ต้องการและความสนใจของตน ระบุการจัดการเรยี นร้ใู ห้เหมาะสมกับตนเองมากทีส่ ุด
4. การแสวงหาแหล่งวทิ ยาการทงั้ ที่เปน็ วัสดแุ ละบุคคล
4.1 แหล่งวิทยาการท่ีเปน็ ประโยชน์ในการศึกษาค้นควา้ เชน่ ห้องสมดุ พิพธิ ภัณฑ์ เป็นต้น

4.2 ทักษะตา่ ง ๆ ทีม่ สี ว่ นชว่ ยในการแสวงแหล่งวิทยาการได้อยา่ งสะดวกรวดเรว็ เชน่
ทกั ษะการต้ังคาถาม ทักษะการอ่าน เปน็ ตน้ 11
5. การประเมนิ ผล ควรประเมนิ ผลการเรียนด้วยตนเองตามที่กาหนดจดุ มุ่งหมายของการเรยี นไว้ และใหส้ อดคลอ้ งกับ
วตั ถปุ ระสงคเ์ ก่ยี วกับความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม
มีข้นั ตอนในการประเมนิ คือ
5.1 กาหนดเปา้ หมาย วัตถปุ ระสงค์ใหช้ ดั เจน
5.2 ดาเนนิ การให้บรรลวุ ตั ถุประสงค์ซงึ่ เป็นส่งิ สาคัญ
5.3 รวบรวมหลกั ฐานจากผลการประเมินเพื่อตดั สินใจซึ่งต้องตั้งอย่บู นพนื้ ฐานของ
ขอ้ มลู ทส่ี มบรู ณ์และเช่อื ถือได้
5.4 เปรียบเทียบข้อมูลก่อนเรียนกบั หลังเรยี นเพื่อดูว่าผูเ้ รียนมีความกา้ วหน้าเพยี งใด
5.5 ใช้แหล่งขอ้ มูลจากครูและผูเ้ รียนเป็นหลักในการประเมิน

ใบงานครั้งท่ี 2

เร่อื ง การเรียนรดู้ ้วยตนเอง

1. การเรียนร้ดู ้วยตนเองคอื อะไร
ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

2. การเรียนร้ดู ้วยตนเองมคี วามสำคัญอย่างไร
ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .........................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................... ....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

ใบความรคู้ รงั้ ท่ี 3
เร่ือง การใช้แหลง่ เรยี นรู้

1. ความหมาย และความสาคญั ของแหล่งเรียนรู้

ความรู้ในยคุ ปัจจุบนั มีการเกิดข้ึนใหม่ และมีการพฒั นาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ท้งั ในประเทศและทวั่ โลก ประกอบกบั
เทคโนโลยสี ารสนเทศ สามารถเผยแพร่ส่ือสารถึงกนั ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ตอ่ เนื่อง และตลอดเวลา ทาใหม้ นุษยจ์ าเป็นตอ้ ง
เรียนรู้กบั ส่ิงใหม่ ๆ ท่ีเกิดข้ึนกบั ความเปล่ียนแปลงอยา่ งต่อเน่ือง เพื่อใหส้ ามารถปรับตวั ใหส้ อดคลอ้ งกลมกลืนกบั สงั คมที่
ไม่หยดุ น่ิง และสามารถดารงชีวิตได้ อยา่ งมีความสุข อยา่ งไรกต็ ามการเรียนรู้ในห้องเรียนยอ่ มไมท่ นั เหตกุ ารณ์และ
เพียงพอ ตอ้ งมีการเรียนรู้ทุกรูปแบบใหด้ าเนินไปพร้อม ๆ กนั โดยเฉพาะการเรียนรู้จากส่ิงแวดลอ้ มในชุมชนท่ีมีสาระ
เน้ือหาท่ีเป็นขอ้ มูลความรู้ หรือองคค์ วามรู้เป็นแหลง่ ใหค้ วามรู้ ประสบการณ์ ส่ิงแปลกใหม่ที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ ประสาท
สัมผสั ท้งั ตา จมูก หู ลิน้ กาย และใจ จึงจะทาใหเ้ รียนรู้ไดเ้ ทา่ ทนั ความเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้นึ แหลง่ สถานท่ี บริเวณ หรือที่
อยทู่ ี่มีองคค์ วามรู้ที่มนุษยส์ ามารถเรียนรู้ไดเ้ รียกวา่ “แหลง่ เรียนรู้”

ความหมาย
แหล่งเรียนรู้ หมายถึง ถิ่น ท่ีอยู่ บริเวณ ศูนยร์ วม บ่อเกิด แห่ง ท่ีมีสาระเน้ือหาที่เป็นขอ้ มลู ความรู้ หรือองคค์ วามรู้ที่ปรากฏ
อยรู่ อบตวั ของมนุษย์ เม่ือไดป้ ฏิสมั พนั ธด์ ว้ ย ไมว่ า่ ทางตา หู จมกู ลิน้ กาย และใจ แลว้ ทาใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจ มี
ความเท่าทนั ความเปลี่ยนแปลงไปของสิ่งต่าง ๆ ช่วยใหส้ ามารถดารงชีวิตอยใู่ นโลกของการเปล่ียนแปลงไดอ้ ยา่ งเป็นสุข
ตามสมควรแก่อตั ภาพ

ความสาคญั
แหล่งเรียนรู้มีบทบาทสาคญั อยา่ งยงิ่ ในการช่วยพฒั นาคุณภาพของมนุษยใ์ นยคุ ความรู้ท่ีเกิดข้ึนใหมๆ่ และเปล่ียนแปลง
อยา่ งรวดเร็ว ดงั ต่อไปน้ี
1. เป็นแหล่งที่มีสาระเน้ือหา ท่ีเป็นขอ้ มลู ความรู้ใหม้ นุษยเ์ กิดโลกทศั น์ที่กวา้ งไกล

2. เป็นสื่อการเรียนรู้สมยั ใหม่ท่ีเรียนรู้ไดเ้ ร็วและมากยง่ิ ข้นึ

3. เป็นแหล่งช่วยเสริมการเรียนรู้ของการศึกษาทกุ ประเภท

4. เป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวติ ที่บุคคลสามารถเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง

5. เป็นแหล่งที่มนุษยไ์ ดร้ ับประสบการณ์ตรงจากการเขา้ ไปหาความรู้จากแหลง่ กาเนิด

6. เป็นแหล่งท่ีมนุษยส์ ามารถเขา้ ไปปฏิสัมพนั ธใ์ หเ้ กิดความรู้เกี่ยวกบั วทิ ยาการใหม่ ๆ

7. เป็นแหลง่ ส่งเสริมความสัมพนั ธ์อนั ดีระหวา่ งคนในทอ้ งถ่ินกบั ผเู้ ขา้ ศึกษา

8. เป็นส่ิงที่ช่วยเปลี่ยนทศั นคติ คา่ นิยมใหเ้ กิดการยอมรับส่ิงใหม่ เกิดจินตนาการและ

ความคิดสร้างสรรค์
9. เป็นการประหยดั เงินของผเู้ รียนในการใชแ้ หลง่ เรียนรู้ของชุมชนใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด

2 ห้องสมดุ : แหล่งเรียนรู้

หอ้ งสมดุ เป็นแหลง่ เรียนรู้ท่ีสาคญั ในชุมชน เพราะเป็นแหล่งจดั หา รวบรวมสรรพความรู้ตา่ ง ๆ ที่มีและเกิดข้นึ ในโลกมา
จดั ระบบในการอานวยความสะดวกใหผ้ รู้ ับบริการไดเ้ ขา้ ถึงสารสนเทศที่ตนเองตอ้ งการ และสนใจไดส้ ะดวกรวดเร็ว
ตลอดจนจดั กิจกรรมสนบั สนุนส่งเสริมการอา่ น การศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้ เพ่ือใหเ้ กิดการใชบ้ ริการใหม้ ากท่ีสุด

ความหมายของห้องสมดุ ประชาชน
หอ้ งสมุดประชาชน หมายถึง สถานท่ีจดั หารวบรวมทรัพยากรสารสนเทศเพ่ือการอา่ นการศึกษาคน้ ควา้ ทุกชนิด มีการ
จดั ระบบหมวดหมู่ตามหลกั สากลเพอื่ การบริการ และจดั บริการอยา่ งกวา้ งขวาง แก่ประชาชนในชุมชน สังคม ในประเทศ
และตา่ งประเทศ โดยไม่จากดั เพศ วยั ความรู้ เช้ือชาติ ศาสนา รวมท้งั การจดั กิจกรรมส่งเสริมการอา่ น โดยรัฐเป็น
ผสู้ นบั สนุนทางการเงิน และมีบุคลากรท่ีมีความรู้ทางบรรณารักษศ์ าสตร์เป็นผดู้ าเนินการ
หอ้ งสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้สาคญั ในชุมชนท่ีใกลช้ ิดกบั ผเู้ รียนมากท่ีสุด แทบทกุ อาเภอ จะมีหอ้ งสมุดประชาชน สงั กดั
กศน. ใหบ้ ริการไดแ้ ก่ หอ้ งสมุดประชาชนจงั หวดั ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกมุ ารี” และหอ้ งสมุดประชาชนอาเภอ
นอกจากน้ียงั มีหอ้ งสมุดประเภทอื่นอีก ท้งั ท่ีรัฐเป็นผสู้ นบั สนุนและเอกชนดาเนินการเอง ซ่ึงมีวตั ถปุ ระสงคใ์ นการจดั ต้งั
แตกตา่ งกนั อาจจะบริการประชาชนทวั่ ไปหรือกลมุ่ เป้าหมายเฉพาะ ซ่ึงผใู้ ชบ้ ริการสามารถสอบถามไดเ้ ป็นแห่งๆไป เช่น
หอ้ งสมดุ ประชาชนขององคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน หอ้ งสมดุ ประชาชนของกรุงเทพมหานคร หอ้ งสมดุ โรงเรียน เป็นตน้
ในที่น้ีจะแนะนาหอ้ งสมุดตา่ งๆ ดงั น้ี
1. หอ้ งสมดุ ประชาชน “เฉลิมราชกุมารี”
2. หอ้ งสมุดโรงเรียน
3. หอ้ งสมดุ มหาวทิ ยาลยั
4. หอสมุดแห่งชาติ
5. หอ้ งสมดุ เฉพาะ

3. แหล่งเรียนรู้สาคัญในชุมชน
นอกจากแหล่งเรียนรู้ประเภทหอ้ งสมุดตามท่ีกล่าวมาแลว้ ยงั มีแหลง่ เรียนรู้ที่สาคญั ในชุมชน อีกจานวนมาก แต่จะขอ
กลา่ วถึงแหล่งเรียนรู้ท่ีผเู้ รียนควรทราบและศึกษาเพือ่ ประกอบการเรียนรู้ดงั ต่อไปน้ี
1. พิพิธภณั ฑ์

2. ศาสนสถาน

3. อินเทอร์เน็ต

ใบงานครัง้ ที่ 3

เรือ่ ง การใช้แหลง่ เรียนรู้

1. ให้นักศึกษาบอกความหมาย

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

1. ให้นักศึกษาบอกความสาคัญของแหล่งเรียนรู้

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .........................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................... ....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................................................................... ....

ใบความร้คู รั้งท่ี 4
เรือ่ ง การจดั การความรู้
ความหมายของการจัดการความรู้
การจัดการ (Management) หมายถึง กระบวนการในการเขา้ ถึงความรู้และการถ่ายทอดความรู้ทตี่ ้องดาเนนิ การร่วมกันกบั
ผ้ปู ฏิบตั งิ าน ซึ่งอาจเร่มิ ตน้ จากการบ่งชีค้ วามรู้ที่ต้องการใช้ การสร้างและแสวงหาความรู้ การประมวลเพ่อื กลน่ั กรองความรู้
การจดั การความรู้ใหเ้ ป็นระบบ การสร้างชอ่ งทางเพ่ือการสือ่ สารกับผู้เก่ยี วข้อง การแลกเปลี่ยนความรู้ การจัดการสมัยใหม่
ใชก้ ระบวนการทางปัญญาเป็นสงิ่ สาคัญในการคดิ ตดั สินใจ และสง่ ผลใหเ้ กดิ การกระทา การจัดการจงึ เนน้ ไปท่ีการปฏิบตั ิ
ความรู้ (Knowledge) หมายถงึ ความรูท้ ี่ควบคกู่ ับการปฏิบตั ิ ซ่งึ ในการปฏบิ ตั จิ าเปน็ ตอ้ งใช้ความรูท้ ห่ี ลากหลายสาขาวิชามา
เชื่อมโยงบูรณาการเพื่อการคิดและตัดสนิ ใจและลงมือปฏบิ ัติ จุดกาเนิดของความรคู้ ือสมองของคน เป็นความรู้ที่ฝงั ลกึ อย่ใู น
สมอง ชี้แจงออกมาเป็นถอ้ ยคาหรอื ตัวอกั ษรได้ยาก ความรู้นน้ั เม่อื นาไปใชจ้ ะไม่หมดไป แต่จะยงิ่ เกิดความรู้ เพิ่มพูนมาก
ขึ้นอยู่ในสมองของผ้ปู ฏบิ ตั ิ
ในยคุ แรก ๆ มองว่า ความรู้หรอื ทนุ ทางปัญญา มาจากการจัดระบบและการตีความสารสนเทศ ซึง่ สารสนเทศกม็ าจากการ
ประมวลข้อมูล ข้ันของการเรียนรูเ้ ปรยี บดังปิระมิดตามรูปแบบน้ี

ความรู้แบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ
1. ความร้เู ด่นชัด (Explicit Knowledge) เปน็ ความรู้ท่เี ป็นเอกสาร ตารา คู่มือ ปฏบิ ตั งิ าน ส่ือตา่ ง ๆ กฎเกณฑ์ กติกา
ข้อตกลง ตารางการทางาน บันทกึ จากการทางาน ความรเู้ ด่นชดั จงึ มีช่ือเรียกอกี อยา่ งหนึง่ ว่า “ความรูใ้ นกระดาษ”
2. ความรูซ้ ่อนเร้น / ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่แฝงอยูใ่ นตวั คน พัฒนาเป็นภมู ิปญั ญา ฝงั อยู่ใน
ความคดิ ความเช่ือ ค่านยิ ม ท่ีคนไดม้ าจากประสบการณ์ ส่งั สมมานาน หรือเปน็ พรสวรรค์อันเปน็ ความสามารถพเิ ศษ
เฉพาะตัวทมี่ ีมาแต่กาเนิดหรอื เรยี ก อีกอยา่ งหน่งึ วา่ “ความร้ใู นคน” แลกเปล่ียนความรูก้ ันได้ยาก ไม่สามารถแลกเปลีย่ นมา
เป็นความรูท้ เี่ ปิดเผยได้ทงั้ หมด ตอ้ งเกิดจากการเรียนร้รู ว่ มกัน ผา่ นการเปน็ ชุมชน เช่น การสังเกต การแลกเปลย่ี นเรียนรู้
ระหว่างการทางาน

หากเปรียบความรู้เหมอื นภูเขาน้าแขง็ จะมลี ักษณะดงั นี้

ส่วนของนา้ แข็งทล่ี อยพ้นน้า เปรียบเหมอื นความรูท้ ี่เดน่ ชัด คอื ความรู้ทอ่ี ยู่ในเอกสาร ตารา ซีดี วีดีโอ หรอื สอ่ื อ่นื ๆ ท่ีจับ
ตอ้ งได้ ความรูน้ ้ีมเี พียง 20 เปอรเ์ ซ็นต์
สว่ นของนา้ แข็งท่จี มอยู่ใตน้ า้ เปรยี บเหมอื นความรู้ทีย่ งั ฝังลกึ อยูใ่ นสมองคน มี ความรู้จากสงิ่ ที่ตนเองไดป้ ฏิบัติ ไม่สามารถ
ถา่ ยทอดออกมาเปน็ ตวั หนงั สือให้คนอน่ื ไดร้ บั รู้ได้ ความรู้ท่ีฝงั ลกึ ในตัวคนน้ีมปี ระมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ความรู้ 2 ยุค
ความรู้ยคุ ที่ 1 เนน้ ความรูใ้ นกระดาษ เน้นความรู้ของคนส่วนน้อย ความรทู้ ี่สร้างข้นึ โดยนกั วชิ าการที่มีความชานาญ
เชีย่ วชาญเฉพาะดา้ น เรามักเรียกคนเหล่านน้ั วา่ “ผู้มีปัญญา” ซ่งึ เชือ่ ว่าคน สว่ นใหญไ่ มม่ ีความรู้ ไมม่ ีปญั ญา ไม่สนใจที่จะใช้
ความรู้ของคนเหล่านั้น โลกทัศน์ในยุคที่ 1 เปน็ โลกทัศน์ที่คับแคบ 72

ความรยู้ ุคท่ี 2 เปน็ ความรู้ในคน หรืออยู่ในความสัมพนั ธ์ระหว่างคน เป็นการ คน้ พบ “ภมู ปิ ัญญา” ท่ีอยู่ในตัวคน ทุกคนมี
ความรเู้ พราะทุกคนทางาน ทุกคนมสี มั พันธก์ ับผู้อื่น จงึ ย่อมมคี วามร้ทู ฝี่ ังลกึ ในตัวคนท่ีเกดิ จากการทางาน และการมี
ความสัมพันธก์ นั นัน้ เรยี กว่า “ความรูอ้ ันเกดิ จากประสบการณ์” ซ่งึ ความรู้ยุคท่ี 2 นี้ มคี ุณประโยชน์ 2 ประการ คือ
ประการแรก ทาใหเ้ ราเคารพซง่ึ กันและกันว่าต่างกม็ ีความรู้ ประการที่ 2 ทาใหห้ น่วยงาน หรือองค์กรที่มีความเชือ่ เช่นนี้
สามารถใช้ศักยภาพแฝงของทุกคนในองค์กรมาสรา้ งผลงาน สร้างนวัตกรรมให้กบั องค์กร ทาให้องค์กรมกี ารพัฒนามากขนึ้
การจัดการความรู้
การจดั การความรู้ (Knowledge Management) หมายถึง การจัดการกบั ความรู้ และประสบการณ์ ทีม่ อี ยู่ในตัวคน และ
ความรเู้ ด่นชัด นามาแบ่งปันให้เกดิ ประโยชนต์ ่อตนเอง และองค์กร ดว้ ยการผสมผสานความสามารถของคนเข้าดว้ ยกันอย่าง
เหมาะสม มเี ป้าหมาย เพ่ือการพัฒนางาน พฒั นาคน และพัฒนาองค์กรให้เปน็ องค์กรแห่งการเรยี นรู้
ในปัจจบุ นั และในอนาคตโลกจะปรบั ตัวเขา้ สู่การเป็นสงั คมแห่งการเรียนรู้ ซง่ึ ความรกู้ ลายเปน็ ปัจจยั สาคญั ในการพัฒนาคน
ทาให้คนจาเป็นต้องสามารถแสวงหาความรูพ้ ฒั นา และสรา้ งองค์ความรอู้ ย่างต่อเนื่อง เพื่อนาพาตนเองสู่ความสาเร็จ และ
นาพาประเทศชาติไปสู่การพัฒนา มคี วามเจรญิ ก้าวหนา้ และสามารถแข่งขนั กบั ตา่ งประเทศได้
คนทกุ คนมีการจัดการความรใู้ นตนเองแต่ยังไมเ่ ป็นระบบ การจัดการความรู้เกิดข้นึ ได้ในครอบครวั ท่มี ีการเรียนรตู้ าม
อธั ยาศยั พ่อแมส่ อนลูก ปู่ย่า ตายาย ถา่ ยทอดความรู้ และภูมิปัญญาใหแ้ กล่ ูกหลานในครอบครวั ทากนั มาหลายช่ัวอายคุ น
โดยใชว้ ธิ ีธรรมชาติ เชน่ พดู คุย สงั่ สอน จดจา ไม่มีกระบวนการท่ีเป็นระบบแต่อย่างใด วิธีการดงั กล่าวถือเป็น การจัดการ
ความร้รู ปู แบบหนง่ึ แต่อย่างไรกต็ าม โลกในยคุ ปัจจุบนั มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเรว็ ในดา้ นตา่ ง ๆ การใชว้ ธิ กี ารจัดการ
ความรู้แบบธรรมชาติ อาจก้าวตามโลกไมท่ นั จงึ จาเปน็ ต้องมกี ระบวนการทเ่ี ปน็ ระบบ เพื่อชว่ ยใหอ้ งค์กรสามารถทาให้
บุคคลได้ใชค้ วามรูต้ ามทตี่ ้องการไดท้ นั เวลา ซ่ึงเปน็ กระบวนการพฒั นาคนใหม้ ีศกั ยภาพ โดยการสรา้ งและใชค้ วามรใู้ นการ
ปฏบิ ัตงิ านใหเ้ กดิ ผลสมั ฤทธดิ์ ีขึน้ กวา่ เดมิ การจดั การความรู้หากไมป่ ฏบิ ตั จิ ะไม่เข้าใจเรอื่ งการจดั การความรู้ น่ันคอื “ไมท่ า
ไมร่ ู”้ การจดั การความรู้จึงเป็นกจิ กรรมของนักปฏบิ ตั ิ กระบวนการจดั การความรจู้ ึงมีลกั ษณะเป็นวงจรเรียนรู้ทตี่ อ่ เนื่องสมา่
เสมอ เป้าหมายคือการพฒั นางานและพฒั นาคน การจดั การความรูท้ ่ีแท้จริงเป็นการจดั การความรู้โดยกลุม่ ผู้ปฏบิ ตั งิ านเปน็
การดาเนินกิจกรรมร่วมกันในกลุ่มผทู้ างาน เพือ่ ช่วยกนั ดึง “ความรใู้ นคน” และคว้าความรู้ภายนอกมาใชใ้ นการทางาน ทา
ให้ไดร้ บั ความรู้มากขน้ึ ซงึ่ ถือเป็นการยกระดับความรู้และนาความรู้ทไ่ี ดร้ ับการยกระดับไปใชใ้ นการทางานเป็นวงจรต่อเนอื่ ง
ไม่จบสิน้ การจัดการความรูจ้ ึงตอ้ งรว่ มมือกนั ทาหลายคน ความคิดเหน็ ท่ีแตกต่างในแต่ละบุคคลจะก่อใหเ้ กิดการสรา้ งสรรค์
ด้วยการใช้กระบวนการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ มปี ณธิ านมุ่งม่นั ท่ีจะทางาน ใหป้ ระสบผลสาเร็จดีขน้ึ กว่าเดิม เมื่อดาเนินการ
จดั การความรแู้ ลว้ จะเกิดนวตั กรรมในการทางานน่ันคือเกดิ การต่อยอดความรู้ และมีองค์ความรู้เฉพาะเพอื่ ใชใ้ นการ
ปฏิบัตงิ านของตนเอง การจดั การความรู้มิใชก่ ารเอาความรู้ท่มี ีอยู่ในตาราหรอื จากผเู้ ชีย่ วชาญมากองรวมกันและจัดหมวดหมู่
เผยแพร่ แต่เปน็ การดึงเอาความรเู้ ฉพาะส่วนทีใ่ ชใ้ นงานมาจดั การให้เกดิ ประโยชนก์ บั ตนเอง กลมุ่ หรือชมุ ชน
การจัดการความรเู้ ป็นการเรยี นรู้จากการปฏบิ ตั ิ นาผลจากการปฏิบัตมิ าแลกเปลี่ยนเรียนรกู้ ัน เสรมิ พลงั ของการแลกเปลย่ี น

เรยี นรู้ดว้ ยการช่นื ชม ทาใหเ้ ป็นกระบวนการแหง่ ความสขุ ความภูมใิ จ และการเคารพเหน็ คุณคา่ ซ่งึ กนั และกัน ทกั ษะเหลา่ น้ี

นาไปสกู่ ารสร้างนิสยั คิดบวกทาบวก มองโลกในแง่ดี และสร้างวัฒนธรรมในองค์กรทผ่ี คู้ นสัมพนั ธ์กนั ด้วยเรอื่ งราวดี ๆ ดว้ ย

การแบง่ ปันความรู้ และแลกเปลย่ี นความรูจ้ ากประสบการณซ์ ่ึงกนั และกัน โดยที่กจิ กรรมเหลา่ น้ีสอดคล้องแทรกอยู่ในการ

ทางานประจาทุกเรื่อง ทุกเวลา

ใบงานคร้งั ท่ี 4

เรือ่ ง การจดั การความรู้

1. ใหน้ กั ศกึ ษาบอกความหมายของการจดั การความรู้
ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .........................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................... ....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
............................................................................................................................................................................... ....

2. ความรู้แบง่ ได้เป็น 2 ประเภท คอื อธิบาย
ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

ใบความรคู้ ร้ังท่ี 5
เรอื่ ง คดิ เปน็

ความเชอ่ื พ้นื ฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่
ทกุ วันน้นี อกจากเดก็ และเยาวชนทค่ี รา่ เครง่ เรียนหนังสอื อยู่ในโรงเรยี นกันมากมายทว่ั ประเทศแลว้ ก็ยงั มี

เยาวชนและผู้ใหญจ่ านวนไม่น้อยทสี่ นใจใฝ่รใู้ ฝ่เรยี นต่างก็ใช้เวลาว่างจากการทางาน หรอื วันหยดุ ไปเรียนรเู้ พ่มิ เติมทงั้ วิชา
สามญั วชิ าอาชีพ หรือการฝกึ ทักษะการเรียนรูต้ ่าง ๆ จากสื่อและเทคโนโลยที ี่แพร่หลายมากมายที่เรยี กวา่ การศึกษาผู้ใหญ่
การศึกษานอกโรงเรยี น การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศยั ผ้เู รียนเหลา่ นีบ้ างคนเป็นเยาวชนท่ยี งั เรยี นไม่จบ
มัธยมศึกษาตอนตน้ แตต่ ้องออกมาทางานเพราะครอบครวั ยากจน มีพ่นี ้องหลายคน บางคนไม่ไดเ้ รียนหนังสือแต่ทางานเป็น
เจา้ ของกจิ การใหญโ่ ต บางคนจบปรญิ ญาแลว้ กย็ ังมาเรยี นอีก บางคนอายุมากแล้วก็ยงั สนใจมาฝึกวชิ าชีพและวชิ าท่ีสนใจ
เชน่ รอ้ งเพลง ดนตรี หมอดู พระเครอ่ื ง เปน็ ตน้ และมีจานวนไม่นอ้ ยท่ีเรยี นรู้ การทาร้านอาหาร การทาร้านขายทอง หรือ
การทาการเกษตรปลูกส้มโอตามทพี่ ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทามาหากนิ มาหลาย ชวั่ อายุคน

การเรียนรเู้ รอื่ งความเชอื่ พนื้ ฐานทางการศกึ ษาผ้ใู หญใ่ ห้เขา้ ใจได้ดี ผ้เู รียนต้องทาความเขา้ ใจด้วยการร่วม
กจิ กรรมการคดิ การวิเคราะห์เรื่องราวตา่ ง ๆ เป็นขน้ั เป็นตอนตามลาดับอยา่ งต่อเนื่องตัง้ แตก่ ิจกรรมท่ี 1 ทผี่ ้เู รียนไดร้ ่วม
กจิ กรรมมาแล้วไปจนจบกิจกรรมท่ี 5 และสรปุ ความคิดเป็นขน้ั เปน็ ตอนตามไปดว้ ยโดยไมต่ อ้ งกังวลวา่ คาตอบหรือความคดิ
ท่ีไดจ้ ะผดิ หรือถูกมากนอ้ ยเพียงใด เพราะจะไม่มคี าตอบใดถกู ท้งั หมดและไม่มีคาตอบใดผิดท้ังหมด เม่ือได้รว่ มกจิ กรรมครบ
ตามกาหนดท้ัง 5 กิจกรรมแล้ว ผู้เรียนจะสามารถสรปุ แนวคดิ เร่อื งความเชอื่ พนื้ ฐานทางการศกึ ษา ผ้ใู หญ่ดว้ ยตนเองได้ ซ่งึ ก็
จะนาไปสู่การทาความเขา้ ใจเร่ืองคดิ เปน็ ตอ่ ไป กิจกรรมการเรียนรู้เร่อื งความเชื่อพืน้ ฐานทางการศกึ ษาผู้ใหญ่ ท้งั 5 ขั้นตอน
นี้ ขอแนะนาให้ไดเ้ รยี นโดยวธิ พี บกลุ่ม เพ่อื ให้ได้มกี ารอภิปรายถกแถลงตอ่ ยอดความคิด โดยให้ผเู้ รียนได้ใชป้ ระสบการณ์ตรง
ของทกุ คนมาเปน็ ข้อมลู ในการสนทนาแสดงความคดิ เห็นรว่ มกัน

ความเชื่อพื้นฐานทางการศกึ ษาผู้ใหญ่ เชอื่ ว่าคนทุกคนมีพ้ืนฐานท่ีแตกต่างกัน ความตอ้ งการก็ไมเ่ หมือนกันแตท่ ุก
คนกม็ จี ดุ มุ่งหมายปลายทางของตนที่จะกา้ วไปสคู่ วามสาเร็จ ซึ่งถา้ บรรลถุ ึงส่ิงนั้นไดเ้ ขาก็จะมีความสุข ดงั นนั้ ความสุข
เหล่านจ้ี งึ เปน็ เรอื่ งตา่ งจติ ตา่ งใจที่กาหนดตามสภาวะของตน อย่างไรก็ตามการจะมีความสุขอยู่ได้ในสังคม จาเป็นต้องรจู้ ัก
ปรบั ตวั เอง และสังคมใหผ้ สมกลมกลืนกันจนเกดิ ความพอดีแกเ่ อกตั ภาพ และบางครง้ั หากเป็นการตดั สินใจท่ไี ด้กระทาดีที่สดุ
ตามกาลังของตวั เองแล้ว ก็จะมคี วามพอใจกบั การตัดสินใจนัน้ อกี ประการหนง่ึ ในสงั คมที่มกี ารเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
การทจ่ี ะปรบั ตัวเองและสงิ่ แวดล้อมใหเ้ กิดความพอดีน้นั จาเปน็ ตอ้ งรูจ้ กั การคิด การแก้ปัญหา การเรียนการสอนที่จะให้คน
รจู้ ักแกป้ ัญหาได้นั้น การสอนโดยการบอกอย่างเดียวคงไม่ได้ประโยชน์มากนกั การสอนให้รจู้ ักคิด รูจ้ กั วิเคราะหจ์ ึงเปน็ วิธีท่ี
ควรนามาใช้ กระบวนการคิด การแก้ปัญหามหี ลากหลายวธิ ีแตกตา่ งกันไป แต่กระบวนการคดิ การแกป้ ัญหาท่ตี ้องใช้ข้อมูล
ประกอบการคิด การวิเคราะห์อยา่ งน้อย 3 ประการ คือข้อมูลทางวชิ าการ ขอ้ มูลเก่ยี วกับตวั เอง และข้อมูลเกี่ยวกบั สังคม
และส่งิ แวดล้อม ซึง่ เมื่อนาผลการคิดนี้ไปปฏบิ ัตแิ ล้วพอใจ มีความสุข ก็จะเรยี กการคิดเชน่ น้ันวา่ คิดเปน็

เราได้เรยี นรูถ้ ึงความเชอื่ พื้นฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่ โดยการทากิจกรรมร่วมกันทัง้ 5 กิจกรรมดังบทสรุปท่ี
ได้รว่ มกนั เสนอไวแ้ ลว้ ความเชอ่ื พ้นื ฐานท่สี รุปไวน้ ี้คือ ความเชือ่ พนื้ ฐานท่ีเปน็ ความจริงในชวี ติ ของคนท่ี กศน. นามาเปน็ หลัก

ใหค้ นทางาน กศน. ตลอดจนผเู้ รียนไดต้ ระหนักและเข้าใจแล้วนาไปใช้ในการดารงชวี ิตเพ่ือการคิด การแก้ปัญหา การทางาน
รว่ มกับคนอน่ื การบรหิ ารจดั การในฐานะเปน็ นายเปน็ ผ้นู าหรือผูต้ าม ในฐานะผู้สอน ผ้เู รียน ในฐานะเป็นสมาชิกใน
ครอบครวั สมาชิกในชุมชนและสังคม เพอื่ ใหร้ จู้ กั ตวั เอง รู้จักผู้อ่นื รูจ้ ักสภาวะสิง่ แวดล้อม การคิดการตดั สนิ ใจต่าง ๆ ท่ีคานงึ
ถงึ ข้อมูลทเ่ี พียงพออย่างน้อยประกอบดว้ ยข้อมลู 3 ดา้ น คือ ขอ้ มูลทางวิชาการ ข้อมูลเกี่ยวกบั ตนเองและข้อมลู เก่ยี วกับ
สังคม ส่งิ แวดลอ้ ม ดว้ ยความใจกวา้ ง มีอิสระ ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นไมเ่ อาแต่ใจตนเอง จะไดม้ ีสติ รอบคอบ
ละเอียดถี่ถ้วน ไม่ผดิ พลาดจนเกนิ ไป เราถือวา่ ความเชอ่ื พน้ื ฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่ ดังกลา่ วน้ี คือ พืน้ ฐานเบื้องตน้ ของการ
นาไปสกู่ ารคิดเป็น หรอื เรยี กตามภาษานักวิชาการวา่ ปฐมบทของกระบวนการคิดเป็น

ใบงานครัง้ ท่ี 5

เรอ่ื ง คดิ เปน็

1. จงอธิบายความเชื่อพืน้ ฐานทางการศึกษาผ้ใู หญ่

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

ใบความรู้ครัง้ ท่ี 6
เรอื่ ง การวจิ ยั อย่างงา่ ย

ความหมายและประโยชนข์ องการวจิ ัยอย่างงา่ ย
การวจิ ยั คืออะไร

การวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรูอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ และมจี ดุ ม่งุ หมายทแ่ี น่นอนภายในขอบเขตทก่ี าหนด
โดยใชว้ ิธีทางวทิ ยาศาสตร์ เพ่ือใหไ้ ด้มาซ่งึ ความรู้ ความจริงเปน็ ทีย่ อมรบั การวจิ ัยจึงเป็นเครือ่ งมือในการคน้ หาองค์ความรู้
หรือขอ้ ค้นพบในการแกป้ ญั หา หรือพัฒนางานหรือการเรยี นไดอ้ ย่างเป็นระบบ นา่ เชื่อถือ มีความชดั เจน ตรวจสอบได้

การวิจัยอยา่ งงา่ ยคอื อะไร

การวจิ ัยอยา่ งง่าย เปน็ กระบวนการในการค้นหาองคค์ วามรู้ หรอื ข้อค้นพบในการแก้ปัญหา หรอื แนวทางพัฒนางานท่ีมี
กระบวนการไม่ซับซ้อนใชเ้ วลาไม่มาก สามารถทาควบคู่ไปกับการใช้ชีวติ ประจาวนั ได้ เน้นปรากฏการณ์ทเี่ กิดขน้ึ จรงิ และ
สะทอ้ นความเป็นเหตุเปน็ ผล

ประโยชน์ของการวจิ ยั อยา่ งง่าย

1.ปลกู ฝงั ใหเ้ ป็นคนมีพน้ื ฐานในการแสวงหาความรู้ หรอื ขอ้ ค้นพบในการแกป้ ญั หา อย่างมรี ะบบ
2. ฝึกให้เปน็ คนท่คี ิดอย่างมีระบบและเป็นเหตเุ ป็นผล
3. การวิจัยทาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ
4. การวจิ ัยทาใหเ้ กิดส่งิ ประดิษฐ์ และแนวคิดใหม่ ๆ
5. การวจิ ัยชว่ ยตอบคาถามที่อยากรู้ ทาให้เขา้ ใจปัญหา และช่วยในการแก้ไขปญั หา
6. การวิจัยชว่ ยในการวางแผนและการตดั สนิ ใจ
7. การวจิ ัยช่วยใหท้ ราบผลและข้อบกพรอ่ งจากการเรยี น/การทางาน

ขนั้ ตอนการทาวจิ ยั อยา่ งงา่ ย

ขั้นตอนการทาวจิ ัยอย่างงา่ ย ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน ดังน้ี
ขั้นตอนท่ี 1 การกาหนดคาถามวจิ ยั /ปญั หาวจิ ยั การทาวจิ ัย เร่ิมต้นจากผู้วิจยั อยากรู้อะไร มีปญั หาข้อสงสัยท่ตี อ้ งการคา
ตอบอะไร
ขัน้ ตอนที่ 2 การเขยี นโครงการวิจยั
ซ่ึงต้องเขียนก่อนการทาการวจิ ยั จรงิ โดยเขียนให้ครอบคลุมหวั ข้อดังน้ี
1. ช่ือโครงการวจิ ัย (จะทาวิจัยเรอื่ งอะไร)

2. ความเป็นมาและความสาคัญ (ทาไมจงึ ทาเร่ืองน)้ี

3. วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั (อยากรู้อะไรบ้างจากการวิจัย)

4. วธิ ดี าเนินการวิจยั (มแี นวทางข้นั ตอนการดาเนินงานวจิ ยั อยา่ งไร)
5. ปฏทิ นิ ปฏบิ ตั ิงาน (ระยะเวลาการวิจัยและแผนการดาเนินงาน)
6. ประโยชน์ของการวจิ ัยหรอื ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ (การวิจัยน้จี ะเป็นประโยชนอ์ ย่างไร)
ข้ันตอนที่ 3 การดาเนินงานตามแผนในโครงการวิจัย
ข้ันตอนท่ี 4 การเขียนรายงานการวจิ ัย ประกอบดว้ ยหัวข้อดงั น้ี
1. ชอ่ื เร่ือง
2. ชื่อผวู้ จิ ัย
3. ความเปน็ มาของการวิจยั
4. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
5. วธิ ีดาเนนิ การวิจยั
6. ผลการวจิ ยั
7. ขอ้ เสนอแนะ
8. เอกสารอา้ งองิ (ถ้ามี)

ข้ันตอนท่ี 5 การเผยแพรผ่ ลงานวจิ ัย เป็นขนั้ ตอนสุดท้ายของการวจิ ยั เพ่ือให้บคุ คลหรือหนว่ ยงาน ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง นาผลวจิ ัยนน้ั
ไปใช้ประโยชนต์ ่อไป

สถิตงิ า่ ย ๆ เพ่อื การวิจยั

ความถี่ (Frequency) ความถี่ (Frequency) คือ การแจงนับจานวนของส่ิงท่เี ราตอ้ งการศึกษาว่ามีจานวนเทา่ ใด เช่น
จานวนผ้เู รยี นในห้องเรียน จานวนส่งิ ของ จานวนคนไปใชส้ ิทธเิ์ ลอื กตง้ั เปน็ ต้น
ตัวอย่างที่ 1 ครู ศรช. ศูนยฯ์ กศน. อาเภอ มีท้งั หมด 40 คน เราตอ้ งการทราบวา่ ครู ศรช. ศูนยฯ์ กศน. อาเภอ เปน็ เพศ
หญิงกคี่ น และเพศชายก่คี น เราสามารถแจงนับจานวน
คา่ เฉลีย่ (Mean)
ค่าเฉล่ยี (Mean) เป็นการนา คา่ ของข้อมูลทง้ั หมดรวมกนั แลว้ หารดว้ ยจา นวนข้อมูลท่ีมีอยู่ การใช้ สตู รในการคา นวณหา
คา่ เฉลย่ี ได้ดังนี้
ค่าเฉลีย่ = ผลรวมของข้อมลู ท้ังหมด
จา นวนขอ้ มูลที่มีอยู่

เครือ่ งมือการวจิ ยั เพือ่ เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

เครื่องมือการวิจยั เปน็ สิ่งสาคัญในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลสงิ่ ที่ตอ้ งการศึกษา เคร่ืองมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั มีหลายประเภท ได้แก่
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสงั เกต
แบบสอบถาม
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการวจิ ยั ที่นยิ มนามาใช้รวบรวมข้อมลู งานวจิ ัยเชิงปริมาณ เช่น การวิจัยเชงิ สารวจ การวจิ ัยเชงิ
อธิบาย เป็นตน้ แบบสอบถามมีทัง้ แบบสอบถามปลายปิด และแบบสอบถามปลายเปดิ

แบบสัมภาษณ์
แบบสัมภาษณ์ เปน็ เคร่อื งมอื การวิจยั ท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลงานวจิ ัยทุกประเภท ทุกสาขา แต่ทน่ี ิยมคือใช้กับการวจิ ัย
เชิงคุณภาพ
การสัมภาษณ์ เปน็ การรวบรวมขอ้ มลู ในลกั ษณะเผชญิ หนา้ กันระหวา่ งผสู้ มั ภาษณ์ และผู้ให้สัมภาษณ์ โดยผู้สมั ภาษณเ์ ปน็ ผู้
ซักถามและผใู้ หส้ ัมภาษณเ์ ปน็ ผู้ใหข้ อ้ มูลหรือตอบคาถามของผู้สมั ภาษณ์ เช่นครูสมั ภาษณ์นักศึกษาเกีย่ วกบั การเรียนการ
สอน คณะกรรมการสัมภาษณ์นกั ศกึ ษาท่สี อบเขา้ เรียนในสถานศกึ ษาได้

แบบสังเกต
แบบสงั เกตเปน็ เครื่องมือการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ท่ีใชไ้ ด้กับงานวจิ ยั ทุกประเภท โดยเฉพาะงานวิจยั เชงิ คุณภาพ งานวิจยั เชิง
ทดลอง เช่น ใชแ้ บบสงั เกตพฤตกิ รรมของนกั ศกึ ษาในการใช้ห้องสมุด ผสู้ งั เกตจะบนั ทึกพฤตกิ รรมของนักศึกษาตามความ
เป็นจริง

การเขยี นโครงการวจิ ยั อย่างง่าย

โครงการวิจัย คือ แผนการดาเนินวจิ ยั ทีเ่ ขียนขนึ้ ก่อนการทาวิจยั จรงิ มีความสาคัญคือเป็นแนวทางในการดาเนนิ การวจิ ัยสา
หรบั ผ้วู จิ ยั เองและผเู้ กย่ี วข้อง
การเขยี นโครงการวจิ ยั อย่างง่าย อาจไมจ่ าเปน็ ต้องเขยี นให้ครบทกุ หัวข้อตามหลักการโดยทั่วไป (ซึง่ มีประมาณ 14 หัวข้อ)
แต่เขยี นใหค้ รอบคลมุ หัวขอ้ ต่อไปน้ี
1. ชือ่ โครงการวิจัย (จะทาวจิ ัยเร่ืองอะไร)
2. ความเป็นมาและความสาคัญ (ทาไมจึงทาเรื่องน)้ี
3. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย (อยากรู้อะไรบา้ งจากการวิจยั )
4. วธิ ดี าเนนิ การวิจยั (มีแนวทางขนั้ ตอนการดาเนินงานวิจยั อย่างไร)
5. ปฏิทนิ ปฏิบัติงาน (ระยะเวลาการวจิ ยั และแผนการดาเนินงานวจิ ยั )
6. ประโยชนข์ องการวิจยั หรือผลที่คาดว่าจะไดร้ บั (การวจิ ัยนีจ้ ะเป็นประโยชนอ์ ยา่ งไร)

รายละเอยี ดและคาอธบิ ายการเขยี นแตล่ ะหวั ข้อ ดงั ต่อไปนี้
1. ชื่อโครงการวจิ ัย ชอื่ โครงการวจิ ัยควรกะทดั รัด ส่ือความหมายไดช้ ัดเจน มีความเฉพาะเจาะจงในสง่ิ ที่ศึกษา

2. ความเปน็ มาและความสาคัญ เขียนอธิบายใหเ้ ห็นความสาคญั ของส่งิ ท่ีศึกษาเขียนให้ตรงประเด็น กระชับเปน็ เหตุเป็นผล
มอี ้างองิ เอกสารท่ีศึกษา (ถ้ามี)

3. วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย เขียนใหส้ อดคลอ้ งกบั ชอื่ โครงการวจิ ัย ครอบคลุมเรอ่ื งทีศ่ ึกษา เขยี นใหช้ ัดเจน อาจมีขอ้ เดียว
หรือหลายขอ้ ก็ได้
4. วิธีดาเนินการวิจยั ระบุถงึ วธิ กี ารดาเนินการวจิ ยั ให้ครอบคลมุ หัวขอ้ ดงั ต่อไปนี้
4.1 ประชากรกลมุ่ ตวั อย่าง ส่ิงทศ่ี กึ ษาคืออะไร มีจานวนเท่าไร
4.2 วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู ระบุวิธีการเกบ็ การบันทึกขอ้ มลู ระยะเวลา หรอื ช่วงเวลา สถานท่ี
4.3 เคร่อื งมือวิจัย ระบชุ นดิ เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการรวบรวมข้อมลู เชน่ แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ แบบสารวจ
4.4 การวิเคราะห์ข้อมลู ระบุวธิ กี ารวิเคราะหข์ ้อมลู สถิติท่ีใช้
5. ปฏิทินปฏบิ ัตงิ าน เขยี นข้ันตอนการดาเนินการวิจัยโดยละเอยี ด และระยะเวลาการดาเนินการ แต่ละขัน้ ตอน

6. ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ เขยี นเป็นข้อๆ ถึงประโยชน์ ท่ีคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการทาวจิ ยั

ใบงานครงั้ ที่ 6

เร่ือง การวิจยั อย่างงา่ ย

1. การวจิ ยั คืออะไร

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................

2. การวจิ ัยอย่างง่ายคืออะไร

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .........................................................................

3. ประโยชน์ของการวจิ ัยอย่างง่าย มีอะไรบ้าง

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

หวั เรอ่ื ง แผนการจดั
1. ทศั นศิลปไ์ ทย รายวชิ า ศลิ ปศึก
สาระทักษะการดำเนินชีวติ ระดบั มธั ย
คร้ังที่ 7 วนั ท่ี .........................เดือน...

ตวั ช้ีวดั เนื้อหา

อธิบายความหมาย เรอื่ งที่ 1 จดุ เสน้ สี

ความสาคญั ความ แสง เงา รปู รา่ ง และ
รูปทรงท่ใี ช้ในทัศนศลิ ป์
เป็นมา ของทศั นศิลป์ ไทย

ไทย เขา้ ใจถงึ ตน้ เรื่องท่ี 2 ความเป็นมา
ของทศั นศลิ ป์ไทยด้าน
กาเนดิ ภมู ิปัญญาและ

การอนรุ กั ษท์ ศั นศิลป์ - จติ รกรรมไทย
ประตมิ ากรรมไทย
ไทย

สถาปัตยกรรมไทย

ภาพพมิ พ์

เรอ่ื งที่ 3 ความงามของ
ทัศนศิลป์ไทย

เร่อื งท่ี 4 สร้างสรรค์
ผลงานจากความงาม
ตามธรรมชาติ

ดการเรยี นรู้ ส่อื การเรยี นรู้ ช่วั โมง
กษา ทช 21003
ยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2 หนว่ ยกติ
............................. พ.ศ....................................

วธิ ีการเรียนรู้

1. ขั้นการกำหนดสภาพปัญหา ครูและ 1. เอกสาร/คมู่ ือ 6
นกั ศึกษาอภปิ รายเก่ียวกับจดุ เส้น สี แสง เงา ประกอบการ
รูปรา่ ง และรปู ทรงท่ใี ชใ้ นทัศนศิลป์ไทย เรียนรู้

2. ขั้นการแสวงหาข้อมลู และการเรยี นรู้ 2. ใบความรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 3. อินเทอร์เนต็

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 4. คอมพวิ เตอร์
ประเมนิ ผลการเรียนรู้

2.ครมู อหมายงานกรต.ให้นักศึกษาศกึ ษา
คน้ ควา้ ในหัวขอ้ ตอ่ ไปนีแ้ ล้วมานำเสนอใน
อาทติ ย์ถัดไปในการพบกลมุ่
1 ความเป็นมาของทัศนศิลป์ไทยดา้ น

- จิตรกรรมไทย ประตมิ ากรรมไทย
สถาปตั ยกรรมไทย ภาพพิมพ์

2 ความงามของทัศนศลิ ป์ไทย

3 สรา้ งสรรค์ผลงานจากความงามตามธรรมชาติ

เร่อื งท่ี 5 ความคดิ
สรา้ งสรรค์ ในการ
นำเอาวัสดแุ ละสิ่งของ
ต่าง ๆมาตกแตง่
ร่างกายและสถานที่

เร่ืองท่ี 6 คุณค่าของ
ความซาบซง้ึ ของ
วฒั นธรรมของชาติ

4 ความคิดสรา้ งสรรค์ ในการนำเอาวัสดุและ
สงิ่ ของตา่ ง ๆมาตกแต่งร่างกายและสถานท่ี

3. ข้นั การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยุกตใ์ ช้
สรุปคณุ คา่ ของความซาบซง้ึ ของวัฒนธรรมของ
ชาติ
4. ขนั้ การประเมนิ ผล ครูผสู้ อน ประเมนิ ผล
การนำเสนอรายกลุ่ม

หัวเรือ่ ง แผนการจดั
1. ดนตรีไทย รายวชิ า ศลิ ปศึก
สาระทักษะการดำเนินชวี ติ ระดับมัธย
คร้งั ท่ี 8 วันท่ี .........................เดือน...

ตวั ชีว้ ดั เน้ือหา

อธิบายความหมาย เรอ่ื งท่ี 1 ประวัตดิ นตรี
ความสาคญั ความ ไทย

เป็นมา ของดนตรีไทย เรอ่ื งที่ 2 เทคนิคและ

เขา้ ใจถงึ ตน้ กาเนิด ภมู ิ วธิ กี ารเลน่ ของเคร่ือง
ดนตรีไทย
ปัญญาและการ

อนรุ กั ษด์ นตรีไทย เรอ่ื งท่ี 3 คณุ ค่าความ
งามความไพเราะของ
เพลงและเครอื่ งดนตรี
ไทย

เรอ่ื งท่ี 4 ประวตั ิคุณคา่
ภมู ปิ ญั ญาของดนตรี
ไทย

ดการเรยี นรู้ สอ่ื การเรยี นรู้ ชัว่ โมง
กษา ทช 21003
ยมศกึ ษาตอนต้น จำนวน 2 หน่วยกติ
............................. พ.ศ....................................

วธิ กี ารเรียนรู้

1. ข้นั การกำหนดสภาพปัญหา ครแู ละ 1. เอกสาร/คมู่ ือ 6

นกั ศึกษาอภปิ รายเกี่ยวกับประวตั ิดนตรีไทย ประกอบการ

2. ขั้นการแสวงหาข้อมลู และการเรียนรู้ เรยี นรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 2. ใบความรู้

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 3. อนิ เทอร์เนต็

ประเมินผลการเรียนรู้ 4. คอมพิวเตอร์

2.ครูมอหมายงานกรต.ให้นกั ศกึ ษาศึกษา

ค้นคว้าในหวั ข้อต่อไปน้ีแล้วมานำเสนอใน

อาทิตย์ถัดไปในการพบกลุ่ม

เรือ่ งท่ี 1 เทคนิคและวธิ ีการเล่นของเครื่อง

ดนตรไี ทย

เรอ่ื งท่ี 2 คุณคา่ ความงามความไพเราะของ
เพลงและเคร่อื งดนตรไี ทย

3. ขนั้ การปฏบิ ัตแิ ละการนำไปประยกุ ต์ใช้
สรุปประวัติคณุ ค่าภมู ิปญั ญาของดนตรีไทย


Click to View FlipBook Version