The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ilovepdf_merged

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krudut2538, 2022-05-23 05:28:38

ilovepdf_merged

4. ขน้ั การประเมินผล ครผู สู้ อน ประเมนิ ผล
การนำเสนอรายกลุม่

หวั เร่ือง แผนการจดั
1. นาฏศลิ ปไ์ ทย รายวชิ า ศลิ ปศึก
สาระทักษะการดำเนนิ ชีวิต ระดับมัธย
คร้งั ท่ี 9 วันท่ี .........................เดือน..

ตัวช้ีวดั เนือ้ หา

1. อธบิ ายประวัตคิ วาม เรื่องที่ 1. ความเปน็ มา

เป็นมาของการแสดง ของนาฏศลิ ป์ไทย

นาฏศลิ ปไ์ ทยประเภท เร่อื งที่ 2. ประวัติ
ต่าง ๆ ได้ นาฏศิลปไ์ ทย

2. มีความรเู้ ก่ียวกบั เรื่องท่ี 3. ประเภทของ
พ้ืนฐานความงามของ นาฏศลิ ปไ์ ทย
นาฏศลิ ป์ไทยและ

แสดงออกไดอ้ ย่าง เรอ่ื งท่ี 4. นาฏยศพั ท์

ถูกต้อง เรื่องท่ี 5. รำวง

3. แสดงความคดิ เหน็ มาตรฐาน

ความรู้สึก ตอ่ การแสดง เร่อื งที่ 6. การอนุรักษ์
นาฏศลิ ป์ไทยได้ นาฏศิลป์ไทย

4. เข้าใจเหน็ คณุ ค่า

ของนาฏศิลป์ไทยและ

บอกแนวทางการ

อนรุ กั ษ์นาฏศิลปไ์ ทยได้

ดการเรยี นรู้ ส่อื การเรยี นรู้ ชวั่ โมง
กษา ทช 21003
ยมศกึ ษาตอนต้น จำนวน 2 หนว่ ยกติ
.............................. พ.ศ....................................

วิธกี ารเรยี นรู้

1. ขั้นการกำหนดสภาพปัญหา ครูและ 1. เอกสาร/คูม่ ือ 6

นักศึกษาอภิปรายเกี่ยวกับความเป็นมาของ ประกอบการ

นาฏศิลปไ์ ทย เรยี นรู้

2. ขั้นการแสวงหาข้อมูลและการเรียนรู้ 2. ใบความรู้

1. นักศึกษาแบ่งกลุ่มๆละ 5-7 คน ระดม 3. อินเทอร์เน็ต

ความคิดวิธีวางแผนการเรียนรู้และการ 4. คอมพิวเตอร์
ประเมนิ ผลการเรียนรู้

2.ครูมอหมายงานกรต.ให้นักศึกษาศกึ ษา
คน้ คว้าในหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ีแล้วมานำเสนอใน
อาทติ ย์ถัดไปในการพบกลมุ่
เรือ่ งท่ี 1. ประวัตินาฏศิลป์ไทย

เรอื่ งที่ 2. ประเภทของนาฏศิลป์ไทย

เรือ่ งท่ี 3. นาฏยศัพท์

เรื่องที่ 4. รำวง



3. ข้นั การปฏิบัตแิ ละการนำไปประยกุ ตใ์ ช้
สรปุ ผลการเรยี นรใู้ นเรื่องการอนุรักษน์ าฏศิลป์
ไทย

4. ขั้นการประเมนิ ผล ครผู ู้สอน ประเมนิ ผล
การนำเสนอรายกลุ่ม

ใบความรคู้ รงั้ ท่ี 1

เรอื่ ง ทัศนศิลป์ไทย

ความหมายและความเป็นมาของทศั นศิลปไ์ ทย
ศลิ ปะประเภททศั นศลิ ป์ทีส่ ำคัญของไทย ไดแ้ ก่ จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปตั ยกรรม ซ่งึ เป็นศิลปกรรมท่ีพบเห็น
ท่วั ไป โดยเฉพาะศิลปกรรมทเ่ี กย่ี วกบั พุทธศาสนาหรือพุทธศลิ ปท์ ี่มปี ระวตั คิ วามเปน็ มานับพันปี จนมีรูปแบบทเี่ ปน็
เอกลักษณ์ไทย และเปน็ ศลิ ปะไทย ทีส่ ะท้อนใหเ้ ห็นวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเช่อื และรสนยิ มเก่ยี วกบั ความ
งามของคนไทยศิลปะเหล่าน้ีแตล่ ะสาขามเี นื้อหาสาระทค่ี วรคา่ แก่การศึกษาแตกต่างกนั ไป
ศิลปะไทยเปน็ เอกลกั ษณ์ของชาติไทย ซง่ึ คนไทยทง้ั ชาติตา่ งภาคภมู ใิ จอย่างยงิ่ ความงดงามท่สี ืบทอดอันยาวนานมาตั้งแต่
อดีต บ่งบอกถึงวัฒนธรรมท่ีเกิดขึ้น โดยมพี ฒั นาการบนพื้นฐานของความเปน็ ไทย ลักษณะนสิ ยั ทอี่ ่อนหวาน ละมนุ ละไม รัก
สวยรักงาม ท่มี ีมานานของสงั คมไทย ทำให้ศลิ ปะไทยมีความประณีตอ่อนหวาน เปน็ ความงามอยา่ งวจิ ิตรอลังการท่ที ุกคนได้
เห็นต้องตนื่ ตา ตื่นใจ อย่างบอกไม่ถูก ลกั ษณะความงามนี้จงึ ได้กลายเปน็ ความร้สู กึ ทางสุนทรียภาพโดยเฉพาะคนไทย
เม่อื เราได้สบื ค้นความเปน็ มาของสงั คมไทย พบว่าวิถชี วี ิตอย่กู นั อย่างเรียบงา่ ย มีประเพณีและศาสนาเป็นเครื่องยึดเหน่ยี ว
จติ ใจ สังคมไทยเปน็ สงั คมเกษตรกรรมมากอ่ น ดงั นั้น ความผูกพนั ของจิตใจจึงอยู่ทธี่ รรมชาติแม่นำ้ และพนื้ ดนิ สง่ิ หล่อหลอม
เหล่านจ้ี ึงเกิดบรู ณาการเปน็ ความคดิ ความเชอื่ และประเพณีในท้องถ่นิ แลว้ ถ่ายทอดเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างงดงาม ท่สี ำคญั
วัฒนธรรมชว่ ยส่งต่อคุณค่าความหมายของส่งิ อนั เปน็ ที่ยอมรบั ในสังคมหนงึ่ ๆ ให้คนในสังคมนนั้ ไดร้ บั รู้แลว้ ขยายไปใน
ขอบเขตทก่ี ว้างขึ้น ซงึ่ สว่ นใหญ่การส่อื สารทางวัฒนธรรมนั้นกระทำโดยผา่ นสัญลักษณ์ และสญั ลักษณ์นคี้ ือผลงานของมนษุ ย์
น้ันเองทเี่ รยี กวา่ ศิลปะไทย
ปัจจบุ นั คำวา่ "ศิลปะไทย" กำลงั จะถกู ลืมเม่ืออิทธิพลทางเทคโนโลยีสมยั ใหมเ่ ขา้ มาแทนท่ีสังคมเกา่ ของไทย โดยเฉพาะอย่าง
ย่ิงโลกแห่งการสือ่ สารได้ก้าวไปลำ้ ยคุ มาก จนเกดิ ความแตกต่างอยา่ งเหน็ ไดช้ ัดเม่ือเปรยี บเทียบกับสมัยอดีต โลกใหม่ยุค
ปัจจบุ ันทำให้คนไทยมีความคิดห่างไกลตวั เองมากข้ึน และอิทธพิ ลดังกล่าวนี้ทำใหค้ นไทยลมื ตวั เราเองมากขน้ึ จนกลายเปน็
ส่ิงสับสนอยกู่ ับสงั คมใหม่อยา่ งไม่รู้ตวั มคี วามวนุ่ วายด้วยอำนาจแหง่ วฒั นธรรมสอ่ื สารทรี่ ีบเร่งรวดเร็วจนลมื ความเป็น
เอกลกั ษณ์ของชาติ
เมื่อเราหันกลับมามองตัวเราเองใหม่ ทำใหด้ หู า่ งไกลเกินกว่าจะกลบั มาเรยี นรู้ว่า พื้นฐานของชาติบ้านเมืองเดิมเราน้ัน มี

ความเป็นมาหรือมีวฒั นธรรมอยา่ งไร ความรู้สกึ เช่นนี้ ทำให้เราลมื มองอดีตตวั เอง การมีวถิ ีชีวิตกบั สงั คมปัจจุบนั จำเป็นตอ้ ง

ดิ้นรนตอ่ สู้กับปัญหาต่าง ๆ ท่ีวงิ่ ไปขา้ งหน้าอยา่ งรวดเร็ว ถ้าเรามีปัจจบุ ันโดยไม่มีอดตี เราก็จะมีอนาคตท่คี ลอนแคลนไม่

มน่ั คง การดาเนินการนาเสนอแนวคิดในการจดั การเรียนการสอนศิลปะในคร้ังน้ี จึงเป็นเสมือนการคน้ หาอดีต

ความงามและคณุ ค่าของทัศนศลิ ปไ์ ทย
“ชวี ติ สลาย อาณาจกั รพนิ าศ ผลประโยชนข์ องบุคคลมลายหายสน้ิ ไป แตศ่ ิลปะเทา่ นั้นที่ยังคงเหลอื เปน็ พยานแห่งความเปน็
อจั ฉรยิ ะของมนุษย์อย่ตู ลอดกาล”
ขอ้ ความขา้ งตน้ นี้เป็นความเห็นอันเฉยี บคมของทา่ น ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี ผกู้ ่อตง้ั มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร แสดงให้เห็น
ว่างานศลิ ปะเปน็ สมบัติอนั ลำ้ คา่ ของมนุษย์ท่ีแสดงความเป็นอัจฉรยิ ะบ่งบอกถงึ ความเจริญทางด้านจิตใจ และสตปิ ญั ญาอัน
สงู กว่า ซ่ึงมีคุณคา่ ต่อชีวติ และสังคมดังน้ี

คณุ คา่ ในการยกระดบั จิตใจ
คณุ ค่าของศลิ ปะอยทู่ ่ีประโยชน์ ช่วยขจดั ความโฉด ความฉ้อฉลยกระดับวิญญาณความเปน็ คนเหน็ แก่ตน บทกวีของ
เนาวรตั น์ พงษไ์ พบลู ย์ กวซี ีไรตข์ องไทย ไดใ้ หค้ วามสำคัญของงานศิลปะในการยกระดับวิญญาณความเป็นคนกค็ ือ การ
ยกระดบั จติ ใจของคนเราใหส้ ูงข้นึ ด้วยการได้ช่ืนชมความงาม และความประณีตละเอยี ดออ่ นของงานศิลปะ ตัวอย่างเช่น เมอ่ื
เราทำพรมอันสวยงาม สะอาดมาปเู ตม็ ห้อง ก็คงไมม่ ใี ครกล้านำรองเท้าที่เป้อื นโคลนมาเหยยี บยำ่ ทำลายความงามของพรม
ไปจนหมดส้ิน ส่งิ ทมี่ ีคุณค่ามาชว่ ยยกระดับจติ ใจของคนเราให้มั่นคงในความดีงามก็คือ ความงามของศลิ ปะนนั่ เองดงั นน้ั
เม่อื ใดที่มนุษย์ได้ชนื่ ชมความงามของศลิ ปะเมื่อนั้นมนษุ ย์ก็จะมจี ิตใจท่แี ชม่ ชื่น และละเอียดอ่อนตามไปด้วย เวน้ แตบ่ คุ คลผู้
นนั้ จะมีสติวิปลาศ
นอกจากนีง้ านศลิ ปะบางช้ินยังใหค้ วามงามและความรูส้ กึ ถึงความดีงาม และงาม จริยธรรมอย่างลึกซ้ึง เป็นการจรรโลงจิตใจ
ให้ผู้ดูเครง่ เครยี ดและเศร้าหมองของศิลปินผู้สรา้ งสรรค์และผู้ช่นื ชมได้เป็นอย่างดี ดังน้นั จงึ มกี ารส่งเสริมใหเ้ ด็กสรา้ งงาน
ศิลปะ เพ่ือผอ่ นคลายความเครง่ เครยี ด และพัฒนาสขุ ภาพจิต ซ่ึงเป็นจดุ เรมิ่ ตน้ ของพัฒนาการต่าง ๆ อย่างสมบรู ณ์
ความรูส้ กึ ทางความงามของมนุษย์มขี อบเขตกวา้ งขวางและแตกต่างกันออกไปตามทัศนะของแตล่ ะบุคคล เราอาจรวม
ลักษณะเด่นของความงามได้ ดงั นี้
1.ความงามเปน็ สง่ิ ทปี่ รากฏขึ้นในจิตมนษุ ย์ แม้เพียงช่ัวระยะเวลาหน่ึงแตจ่ ะก่อให้เกิดความปิตยิ ินดี และฝังใจจำไปอกี นาน
เชน่ การได้มโี อกาสไปเท่ียวชมสถานทต่ี ่างๆทมี่ ีธรรมชาติและศิลปกรรมทสี่ วยสดงดงาม เราจะจำและระลึกถึงด้วยความปิติ
สุข บางครั้งเราอยากจะให้ผอู้ ่ืนรบั ร้ดู ้วย
2.ความงามทำให้เราเกดิ ความเพลดิ เพลิน หลงใหลไปกับรูปรา่ งรปู ทรง สีสัน จนลมื บางส่ิงบางอยา่ งไป เชน่ ผลไม้แกะสลัก

ความงามของลวดลาย ความละเอยี ดอ่อน อยากเก็บรกั ษาไวจ้ นลมื ไปวา่ ผลไม้นั้นมไี ว้สำหรับรับประทานมิใช่มไี วด้ ู

ใบงานครัง้ ที่ 1

เรื่อง ทศั นศลิ ปไ์ ทย

1. ใหน้ กั ศึกษาอธิบายความหมายและความเป็นมาของทัศนศิลปไ์ ทยมาพอเขา้ ใจ
ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

2. ทัศนศิลป์ไทยมคี ุณค่าในการยกระดบั จิตใจอย่างไร
ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

ใบความรู้ครงั้ ท่ี 2
เรื่อง ดนตรไี ทย

ประวตั ดิ นตรีไทย

ดนตรไี ทย ไดแ้ บบอย่างมาจากอินเดยี เนื่องจาก อินเดยี เป็นแหลง่ อารยธรรมโบราณ ท่สี ำคญั แหง่ หน่ึงของโลก อารยธรรม
ต่าง ๆ ของอินเดียไดเ้ ข้ามามีอิทธพิ ล ต่อประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชยี อย่างมาก ท้งั ในดา้ น ศาสนา ประเพณีความเช่ือ
ตลอดจน ศิลปะ แขนงตา่ ง ๆ โดยเฉพาะทางด้านดนตรี ปรากฎรปู รา่ งลกั ษณะ เคร่อื งดนตรี ของประเทศตา่ ง ๆ ในแถบ
เอเชีย เชน่ จนี เขมร พม่า อินโดนเิ ซีย และ มาเลเซยี มีลกั ษณะ คลา้ ยคลงึ กนั เปน็ ส่วนมาก ท้งั น้เี นื่องมาจาก ประเทศ
เหล่านัน้ ตา่ งกย็ ดึ แบบฉบบั ดนตรี ของอินเดีย เปน็ บรรทัดฐาน รวมทง้ั ไทยเราด้วย เหตุผลสำคัญท่ีทา่ นผู้รไู้ ดเ้ สนอทัศนะน้กี ็
คอื ลกั ษณะของ เคร่ืองดนตรีไทย สามารถจำแนกเป็น 4 ประเภท คือ
เคร่อื งดดี เครอ่ื งสี เครอื่ งตี เครือ่ งเป่า การสันนิษฐานเกยี่ วกับ กำเนดิ หรือที่มาของ ดนตรีไทย ตามแนวทศั นะข้อน้ี เป็น
ทัศนะท่ีมมี าแต่เดิม นับตั้งแต่ ไดม้ ผี ู้สนใจ และได้ทำการค้นคว้าหาหลกั ฐานเกยี่ วกับเรื่องน้ีขนึ้ และนบั วา่ เป็นทัศนะ
ต่าง ๆ
1.ได้รับการนำมากล่าวอ้างกันมาก บคุ คลสำคัญที่เป็นผเู้ สนอแนะแนวทางนี้คอื สมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดำรง
ราชานภุ าพ พระบดิ าแห่งวงการประวัติศาสตร์ของไทย
2. สนั นษิ ฐานวา่ ดนตรไี ทย เกิดจากความคดิ และ สติปัญญา ของคนไทย เกดิ ข้นึ มาพร้อมกบั คนไทย ตัง้ แต่ สมยั ท่ียังอยู่
ทางตอนใต้ ของประเทศจีนแล้ว ทั้งนีเ้ น่ืองจาก ดนตรี เปน็ มรดกของมนุษยชาติ ทุกชาติทุกภาษาต่างกม็ ี ดนตรี ซึง่ เป็น
เอกลกั ษณ์ ของตนด้วยกันทั้งนั้น ถงึ แมว้ า่ ในภายหลัง จะมีการรบั เอาแบบอย่าง ดนตรี ของตา่ งชาตเิ ขา้ มากต็ าม แตก่ ็เปน็
การนำเขา้ มาปรับปรงุ เปล่ียนแปลงใหเ้ หมาะสม กบั ลักษณะและนสิ ัยทางดนตรี ของคนในชาตนิ ั้น ๆ ไทยเรา ตัง้ แต่สมัยที่
ยังอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ก็คงจะมี ดนตรี ของเราเองเกดิ ข้นึ แล้ว ทงั้ น้ี จะสังเกตุเหน็ ไดว้ า่ เครอื่ งดนตรี ด้ังเดมิ ของ
ไทย จะมีชื่อเรยี กเปน็ คำโดด ซึ่งเป็นลักษณะของคำไทยแท้ เชน่ เกราะ, โกรง่ , กรบั ฉาบ, ฉิ่ง ป่ี, ขลุ่ย ฆ้อง, กลอง เป็นต้น
ต่อมาเม่อื ไทยได้ อพยพ ลงมาตัง้ ถ่ินฐานในแถบแหลมอนิ โดจีน จึงไดม้ าพบวัฒนธรรมแบบอนิ เดีย โดยเฉพาะ เครื่องดนตรี
อนิ เดีย ซ่ึงชนชาติมอญ และ เขมร รับไว้ก่อนท่ีไทยจะอพยพเข้ามา ด้วยเหตนุ ้ี ชนชาตไิ ทย ซึ่งมีนิสัยทางดนตรีอยู่แลว้ จงึ รับ
เอาวัฒนธรรมทางดนตรีแบบอินเดยี ผสมกับแบบมอญและเขมร เข้ามาผสมกับดนตรีที่มีมาแตเ่ ดิมของตน จึงเกดิ เครอ่ื ง
ดนตรเี พมิ่ ขนึ้ อีก ได้แก่พิณ สงั ข์ ปไ่ี ฉน บัณเฑาะว์ กระจับปี่ และจะเข้ เป็นตน้ ตอ่ มาเมื่อไทยได้ต้งั ถ่ินฐานอยู่ในแหลมอินโด
จนี อยา่ งม่นั คงแล้ว ไดม้ ีการ ติดตอ่ สัมพันธ์ กับประเทศเพ่อื นบา้ นในแหลมอินโดจีน หรอื แมแ้ ต่กับประเทศทางตะวนั ตกบาง
ประเทศทเ่ี ข้ามา ติดต่อค้าขาย ทำใหไ้ ทยรับเอาเครอื่ งดนตรีบางอยา่ ง ของประเทศต่าง ๆ เหล่าน้นั มาใช้ เล่นใน วงดนตรี
ไทย ดว้ ย เช่น กลองแขก ปช่ี วา ของชวา (อนิ โดนเิ ซยี ) กลองมลายู ของมลายู (มาเลเซีย) เปงิ มาง ตะโพนมอญ ปม่ี อญ และ
ฆอ้ งมอญ ของมอญ กลองยาวของพมา่ ขิม มา้ ล่อของจนี กลองมรกิ นั (กลองของชาวอเมริกัน) เปียโน ออร์แกน และ ไวโอ
ลีน ของประเทศทางตะวันตก เปน็ ตน้

ววิ ัฒนาการของวงดนตรีไทย

นับต้ังแต่ไทยได้มาตง้ั ถิ่นฐานในแหลมอนิ โดจีน และได้กอ่ ตั้งอาณาจักรไทยขึน้ จงึ เปน็ การเริ่มตน้ ยุคแห่งประวตั ิศาสตรไ์ ทย
ที่ปรากฎ หลักฐานเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร กล่าวคือ เมอ่ื ไทยไดส้ ถาปนาอาณาจกั รสุโขทยั ขนึ้ และหลังจากท่ี พ่อขุน
รามคำแหง มหาราช ไดป้ ระดิษฐอ์ ักษรไทยข้ึนใช้แล้ว นับตัง้ แตน่ ั้นมาจึงปรากฎหลกั ฐานด้าน ดนตรีไทย ท่เี ปน็ ลายลักษณ์
อักษร ท้ังในหลักศิลาจารกึ หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวตั ิศาสตร์ ในแตล่ ะยคุ ซ่งึ สามารถนำมาเปน็ หลักฐานใน
การพิจารณา ถึงความเจริญและววิ ัฒนาการของ ดนตรไี ทย ตง้ั แตส่ มยั สโุ ขทยั เปน็ ตน้ มา จนกระทั่งเปน็ แบบแผนดังปรากฎ
ในปัจจบุ ัน พอสรุปได้ดงั ต่อไปนี้

ใบงานคร้งั ท่ี 2

เรื่อง ดนตรีไทย

1. ให้นกั ศกึ ษาบอกประวตั ดิ นตรีไทยมาพอเข้าใจ

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................

1. ใหน้ ักศึกษาอธบิ ายวิวัฒนาการของวงดนตรีไทย

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................

ใบความรู้ครงั้ ที่ 3

เร่อื ง นาฏศิลป์ไทย

ความเป็นมาของนาฏศิลปไ์ ทย

นาฏศลิ ป์ คอื ศลิ ปะการร้องรำทำเพลง ที่มนษุ ยเ์ ป็นผู้สร้างสรรค์ โดยประดษิ ฐข์ น้ึ อย่างประณีตและมแี บบแผน ให้ความรู้
ความบนั เทิง ซ่ึงเป็นพืน้ ฐานสำคญั ท่ีแสดงให้เหน็ ถงึ วัฒนธรรมความรุ่งเรือง ของชาติได้เป็นอยา่ งดี

ความเป็นมาของนาฏศลิ ป์
นาฏศิลป์ หรือศลิ ปะแห่งการแสดงละครฟอ้ นรำน้นั มคี วามเปน็ มาที่สำคญั 4 ประการคือ
1.เกดิ จากการทีม่ นษุ ย์ต้องการแสดงอารมณท์ เ่ี กิดข้ึนตามธรรมชาติ ใหป้ รากฏออกมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อการส่ือ
ความหมายเปน็ สำคัญเริม่ ตั้งแต่
1.1 มนุษย์แสดงอารมณต์ ามธรรมชาติออกมาตรง ๆ เชน่ การเสียใจก็ร้องไห้ ดีใจกป็ รบมอื หรอื ส่งเสียงหัวเราะ
1.2 มนษุ ย์ใช้กรยิ าอาการเป็นการส่ือความหมายให้ชดั เจนขึ้น กลายเป็นภาษาท่า เชน่ กวกั มอื เข้ามาหาตัวเอง
1.3 มีการประดิษฐค์ ิดทา่ ทางใหม้ ลี ลี าท่ีวิจิตรบรรจงข้นึ จนกลายเป็นทว่ งทีลลี าการฟ้อนรำทง่ี ดงามมลี กั ษณะทเ่ี รียกวา่
“นาฏยภาษา”หรอื “ภาษานาฏศิลป์” ที่สามารถสือ่ ความหมายดว้ ยศิลปะแห่งการแสดงทา่ ทางทง่ี ดงาม
2. เกิดจากการที่มนษุ ย์ต้องการเอาชนะธรรมชาติดว้ ยวิธตี ่าง ๆ ที่นำไปสู่การปฏบิ ัตเิ พ่ือบูชาส่งิ ทีต่ นเคารพตามลัทธิศาสนา
ของตน ต่อมาจงึ เกดิ เปน็ ความเชอ่ื ในเรื่องเทพเจ้า ซ่งึ ถือว่าเปน็ ส่งิ ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ เี่ คารพบชู า โดยจะเริ่มจากวิงวอนอธษิ ฐาน จนมี
การประดิษฐ์เครือ่ งดนตรี ดดี สี ตี เปา่ ตา่ ง ๆ การเล่นดนตรี การรอ้ งและการรำ จงึ เกิดขึ้นเพ่อื ให้เทพเจา้ เกดิ ความพอใจ
มากยงิ่ ขึ้น
3. เกดิ จากการเลน่ เลยี นแบบของมนุษย์ ซ่ึงเปน็ การเรียนรู้ในขั้นต้นของมนุษย์ ไปสู่การสร้างสรรคศ์ ิลปะแบบตา่ ง ๆ
นาฏศิลปก์ เ็ ช่นกนั จะเหน็ ว่ามนุษยน์ ยิ มเลยี นแบบส่งิ ตา่ ง ๆ ทั้งจากมนุษย์เองสงั เกตจาก เดก็ ๆ ชอบแสดงบทบาทสมมุติเป็น
พ่อเป็นแม่ในเวลาเล่นกนั เชน่ การเลน่ ตกุ๊ ตา การเล่นหมอ้ ข้าวหม้อแกง หรือเลยี นแบบจากธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มตา่ ง ๆ
ทำให้เกิดการเล่น เช่น การเล่นงูกนิ หาง การแสดงระบำมา้ ระบำกาสร ระบำนกยูง ( ทรงศกั ดิ์ ปรางค์วัฒนากลุ : ม.ป.ป. )
4. เกิดจากการท่ีมนุษย์คิดประดิษฐห์ าเครื่องบนั เทิงใจ หลงั จากการหยุดพักจากภารกจิ ประจำวัน เรมิ่ แรกอาจเป็นการเลา่

นทิ าน นิยาย มีการนำเอาดนตรแี ละการแสดงท่าทางต่าง ๆ ประกอบเปน็ การรา่ ยรำจนถงึ การแสดงเปน็ เร่ืองราว

ประวัตินาฏศิลปไ์ ทย
นาฏศิลป์ไทย คือ ศิลปะแหง่ การรา่ ยรำทเี่ ปน็ เอกลักษณ์ของไทย จากการสืบคน้ ประวัติความเปน็ มาของนาฏศลิ ป์ไทย เปน็
เรือ่ งท่ีเกี่ยวข้องและสมั พันธ์กับประวัติศาสตรไ์ ทย และวัฒนธรรมไทย จากหลกั ฐานที่ยนื ยันวา่ นาฏศิลปม์ ีมาชา้ นาน เชน่ การ
สืบค้นในหลักศิลาจารึกหลักที่ 4 สมัยกรงุ สุโขทัย พบข้อความว่า “ระบำรำเต้นเลน่ ทกุ วนั ” แสดงให้เหน็ ว่าอย่างน้อยท่ีสุด
นาฏศิลปไ์ ทย มีอายไุ ม่น้อยกวา่ ยคุ สุโขทัยขึ้นไป

สรุปที่มาของนาฏศลิ ปไ์ ทยได้ดงั นี้
1.จากการละเล่นของชาวบา้ นในท้องถ่นิ ซง่ึ เป็นกิจกรรมเพอ่ื ความบนั เทงิ และความรื่นเรงิ ของชาวบา้ น ภายหลงั จากฤดูกาล
เก็บเกย่ี วข้าวแลว้ ซงึ่ ไมเ่ พยี งเฉพาะนาฏศลิ ป์ไทยเทา่ น้ัน ที่มีประวัติเชน่ น้ี แตน่ าฏศลิ ป์ทั่วโลกก็มีกำเนดิ จากการเลน่ พ้ืนเมอื ง

หรอื การละเลน่ ในท้องถนิ่ เมื่อเกดิ การละเล่นในท้องถนิ่ การขบั ร้องโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายหญิงและฝา่ ยชาย ก็เกดิ พ่อเพลง
และแมเ่ พลงขึ้น จึงเกิดแมแ่ บบหรือวิธกี ารท่ีพัฒนาสบื เนื่องตอ่ ๆ กันไป
2. จากการพฒั นาการรอ้ งรำในท้องถิน่ สนู่ าฏศลิ ปใ์ นวังหลวง เมือ่ เข้าสู่วังหลวงกม็ ีการพัฒนารปู แบบให้งดงามย่งิ ขน้ึ มี
หลกั การ และระเบยี บแบบแผน ประกอบกบั พระมหากษัตริยไ์ ทย ยคุ สุโขทัย อยธุ ยา และรตั นโกสนิ ทร์ ทรงเป็นกวีและนกั
ประพันธ์ ดงั น้ันนาฏศิลป์รวมทั้งการดนตรีไทย จึงมลี ักษณะงดงามและประณตี เพราะผ้แู สดงกำลงั แสดงตอ่ หนา้ พระทนี่ งั่
และต่อหน้าพระมหากษัตรยิ ์ผู้ทม่ี คี วามสามรถในเชิงกวี ดนตรี และนาฏศิลป์เชน่ กัน อาจกล่าวได้วา่ กษัตรยิ ์แทบทุกพระองค์
ทรงเปย่ี มลน้ ด้วยความสามารถดา้ นกวี ศิลปะอยา่ งแทจ้ ริง บางองค์มคี วามสามารถด้านดนตรีเปน็ พเิ ศษ โดยเฉพาะยุค
รัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยไดแ้ สดงใหโ้ ลกไดป้ ระจักษถ์ งึ ความสามารถด้านน้ี กวีและศลิ ปะ เช่น รัชกาลท่ี 2, รัชกาล
ที่ 6 และพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู ิพลอดลุ ยเดช ทรงพระปรีชาสามารถดา้ นดนตรีจนเป็นทย่ี อมรับของวงการดนตรี
ทัว่ โลก

ประเภทของนาฏศิลปไ์ ทย
นาฏศิลปไ์ ทย เปน็ ศลิ ปะทร่ี วมศิลปะทุกแขนงเข้าดว้ ยกนั แบง่ ออกเปน็ 5 ประเภท คือ โขน ละครรำ ระบำ การละเล่น
พน้ื เมือง
1.โขน
เปน็ ศิลปะของการรำ การเต้น แสดงเป็นเรอ่ื งราว โดยมศี ิลปะหลายรปู แบบผสมผสานกัน ลักษณะการแสดงโขนมีหลายชนิด
ได้แก่ โขนกลางแปลง โขนน่งั ราว โขนโรงใน โขนหนา้ จอ และโขนฉาก ซ่ึงโขนแต่ละชนดิ มีลกั ษณะที่เปน็ เอกลักษณ์เฉพาะตวั
สง่ิ สำคญั ที่ประกอบการแสดงโขน คือ บทที่ใชป้ ระกอบการแสดงจากเร่ืองรามเกียรต์ิ การแตง่ กายมีหวั โขน สำหรบั สวมใส่
เวลาแสดงเพ่อื บอกลกั ษณะสำคัญ ตัวละครมีการพากย์ เจรจา ขับรอ้ ง และดนตรบี รรเลงด้วยวงปี่พาทย์ ยึดระเบียบแบบ
แผนในการแสดงอย่างเครง่ ครัด

2.ละคร คือ การแสดงท่ีเล่นเป็นเร่ืองราว มงุ่ หมายก่อให้เกิดความบนั เทิงใจ สนุกสนาน เพลดิ เพลนิ หรือเรา้ อารมณ์
ความร้สู ึกของผูด้ ู ตามเร่ืองราวนนั้ ๆ ขณะเดยี วกนั ผู้ดูก็จะไดแ้ นวคดิ คตธิ รรมและปรชั ญา จากการละครน้ัน

3.ละครรำ
เปน็ ศิลปะการแสดงของไทยที่ประกอบดว้ ยท่ารำ ดนตรีบรรเลง และบทขับร้องดำเนนิ เรื่อง มีผแู้ สดงเป็นตัวพระ ตัวนาง
และตัวประกอบแตง่ องค์ทรงเครือ่ งตามบท งดงามระยับตา ท่ารำตามบทร้องประสานทำนองดนตรบี รรเลง จังหวะชา้ เร็ว
เร้าอารมณ์ ใหเ้ กดิ ความร้สู กึ ตามบทละครทงั้ คึกคัก สนกุ สนาน หรอื โศกเศรา้ ตัวละครสื่อความหมายบอกกล่าวตามอารมณ์
ดว้ ยภาษาท่า โดยมผี ูข้ บั รอ้ ง คอื ผู้เลา่ เรอ่ื งด้วยทำนองเพลงตามบทละคร ซง่ึ เปน็ คำประพันธ์ ประเภทคำกลอน บทละคร มี
การบรรยายความว่า ตวั ละครเปน็ ใคร อยู่ที่ไหน กำลงั ทำหรือคดิ ส่ิงใด และมีทำนอง เพลงร้อง เพลงหน้าพาทย์ ประกอบทา่
รำบรรจไุ วใ้ นบทกลอน ตามรูปแบบศลิ ปะการแสดงละครรำ ดนตรีใช้วงปี่พาทย์บรรเลงประกอบการแสดง
ละครรำแบ่งการแสดงออกเป็น 6 ชนิดคือ ละครนอก ละครใน ละครดึกดำบรรพ์ ละครพนั ทาง ละครเสภา และละครชาตรี
เครอื่ งใหญ่

4.รำและระบำ เปน็ การแสดงชดุ เบด็ เตลด็ มหี ลายรูปแบบ ได้แก่รำหน้าพาทย์ การรำบท การรำเด่ยี วการรำหมู่ ระบำ
มาตรฐาน ระบำทป่ี รบั ปรุงข้นึ ใหม่ รำหรือ ระบำ ส่วนใหญ่ จะเนน้ ในเรื่องสวยงาม ความพรอ้ มเพรียง ถ้าเป็นการแสดงหมู่
มาก ตลอดท้ังใชร้ ะยะเวลาการแสดงสัน้ ๆชมแล้วไม่เกิดความเบ่ือหนา่ ย

5. การละเลน่ พนื้ เมือง
การละเล่นพนื้ เมอื งเป็นการละเล่นในท้องถ่ินท่สี บื ทอดกันมาเปน็ เวลานาน แบง่ ออกเปน็ ภาคกลางภาคเหนือ ภาคใต้ ภาค
อีสาน แตล่ ะภาคจะมีลักษณะเฉพาะในการแสดง ทั้งนี้ข้ึนอยู่กับปัจจัยหลายประการได้แกส่ ภาพภูมิศาสตร์ ประเพณี ศาสนา
ความเช่อื และค่านิยม ทำให้เกิดรูปแบบการละเล่นพ้ืนเมืองขึ้นหลายรูปแบบ ไดแ้ ก่ รูปแบบการแสดงทีเ่ ป็นเรอ่ื งราวของการ
ร้องเพลง เช่น เพลงเกย่ี วขา้ ว เพลงบอก เพลงซอ หรอื รปู แบบการแสดง เช่น ฟ้อนเทยี น เซง้ิ กระหยัง ระบำตารีกปี สั ซ่ึงแต่
ละรูปแบบนจี้ ะมที ง้ั แบบอนรุ ักษป์ รับปรุงและพัฒนา เพ่ือให้ดำรงอย่สู บื ไป

ใบงานครัง้ ที 3

เรือ่ ง นาฏศลิ ปไ์ ทย

1.ให้นักศึกษาบอกความเปน็ มาของนาฏศลิ ปไ์ ทย

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
2. ให้นกั ศึกษาบอกประวตั ินาฏศิลป์ไทย

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
........................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .........................................................................
2. ให้นักศึกษาบอกประเภทของนาฏศลิ ปไ์ ทย

ตอบ ............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... .............................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.............................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. ......................................................
.............................................................................................................................. .....................................................
.................................................................................................................................................. .................................
.............................................................................................................................. .....................................................
...................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................. ................

หัวเร่ือง แผนการจดั การเรียนรู้แ
ระดับมัธยมศ

กลุ่มสาระการเรียนรู้ การพฒั นาสังคม รายวชิ า ศาสนาและห
วนั ท่ี ..................เดอื น....................................................พ

ตัวชีว้ ดั เน้ือหา ขัน้ ตอ

๑.ศาสนา ๑. มีความรู้ ความ ๑. ศาสนาตา่ งๆ ๑. ขน้ั การก

วัฒนธรรม เขา้ ใจ ศาสนาที่ - กำเนดิ ศาสนาต่างๆ - ครูและผ

ประเพณ สำคญั ๆในโลก - ศาสดาของศาสนาต่างๆ ถือและศาส

๒. มคี วามรู้ ความ ๒. หลักธรรมสำคัญของศาสนา วิถีการ ดำเน
เขา้ ใจ ในหลักธรรม ต่างๆ - ครแู ละผเู้ ร
และจัดทำแ
สำคญั ของแต่ละ - การเผยแพร่ศาสนาต่างๆ
เรยี นรู้ แบบ

ศาสนา - ความขัดแย้งในศาสนาต่างๆ ซึ่ง ๑. ศาสนาต

ก่อให้เกิดผลเสียในสังคม (กรณี - กำเนิดศาส

ตวั อยา่ ง) - ศาสดาขอ

๓. เห็นความสำคัญ ๓.การปฏิบัติตนให้อยู่ร่วมกัน ๒. หลกั ธรร
- การเผยแ
ในการอย่รู ว่ มกับ อยา่ งสันตสิ ุข - ความขดั แ
ศาสนาอนื่ อยา่ ง ในสังคม (กร

สันตสิ ขุ ๓.การปฏิบัต

แบบพบกลมุ่ ครัง้ ที่ ๑๐

ศึกษาตอนตน้

หน้าทีพ่ ลเมือง สค๒๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนว่ ยกิจ ๘๐ ช่วั โมง

พ.ศ............................................เวล า ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอน วดั ผลและ หมายเหตุ
ประเมนิ ผล

กำหนดสภาพปญั หา สื่อการเรยี นรู้ ๑. การสงั เกต
๒. การอภปิ ราย
ผเู้ รยี นรว่ มกนั อภิปรายถงึ ศาสนาทนี่ ับ ๑. ใบความรู้ หน้าชน้ั เรยี น
สนาอืน่ ๆทรี่ จู้ ักในสังคม วา่ มีอทิ ธพิ ลต่อ ๒. สื่อเทคโนโลยี ๓. ใบงาน
นนิ ชีวติ ของคนในสังคมอย่างไร สารสนเทศ
รยี นรว่ มกนั กำหนดเนอ้ื หาที่จะเรยี นรู้ ๓ เอกสาร
แผนการเรยี นร้รู ่วมกนั วา่ เน้ือหาใดท่ี ประกอบการเรยี นรู้
บพบกลุม่ และจะนำส่วนใดไป กรต.

ต่างๆ ๔. ใบงานหรือแบบ

สนาตา่ ง ประเมนิ ผลการ

องศาสนาตา่ งๆ เรยี นรู้
รมสำคญั ของศาสนาต่างๆ

แพรศ่ าสนาตา่ งๆ

แย้งในศาสนาตา่ งๆ ซึ่งก่อให้เกดิ ผลเสยี

รณตี ัวอยา่ ง)

ตติ นให้อยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันตสิ ขุ

หวั เร่อื ง แผนการจดั การเรียนรูแ้ บ
ระดับมธั ยมศ

กลุม่ สาระการเรยี นรู้ การพฒั นาสังคม รายวชิ า ศาสนาและห
วนั ท่ี ..................เดือน....................................................พ

ตวั ชีว้ ดั เน้ือหา ขั้นตอ

๒. ขน้ั การ
- ครแู ละผ
ท่กี ำหนด
- ครูแบง่ กล
- ครแู จกใบ
- ครูแจกใบ
แตกต่างแล
ศาสนา)
- ผ้เู รยี นนำ
ใบงาน
-ครแู ละผ้เู ร
๓. ขน้ั การ
-ครมู อบหม
เรือ่ งที่ตนเ

บบพบกลุ่ม ครง้ั ที่ ๑๐ หมายเหตุ
ศึกษาตอนตน้
หนา้ ทีพ่ ลเมือง สค๒๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนว่ ยกจิ ๘๐ ช่ัวโมง
พ.ศ............................................เวล า ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรยี นการสอน วัดผลและ
ประเมินผล

รแสวงหาข้อมูลและการเรยี นรู้ สอ่ื การเรียนรู้ ๑. การสงั เกต
ผู้เรยี นวางแผนวธิ ีการเรยี นรเู้ น้ือหา ๑. ใบความรู้
๒. การอภิปราย
กลุ่มผู้เรียน ๒. ส่ือเทคโนโลยี หนา้ ช้นั เรยี น
บความรูเ้ รื่อง ศาสนา สารสนเทศ
บงานท1ี่ การวเิ คราะห์ความ ๓. ใบงาน
ละความสอดคลอ้ งของแตล่ ะ ๓ เอกสาร
ประกอบการเรยี นรู้

ำเสนอและแลกเปล่ียนความรจู้ าก ๔. ใบงานหรือแบบ

รยี นสรุปความคิดรว่ กนั ประเมินผลการ
รปฏบิ ัติและการนำไปประยกุ ต์ใช้
เรยี นรู้

มายใหผ้ ูเ้ รียนไปศกึ ษาคน้ ควา้ ใน

เองไดว้ างแผนไว้

-ครแู จกใบ
และมารยา
ศาสนา
๔. ขน้ั การ
- ครผู ู้สอน
ทไ่ี ด้รบั มอบ

บงานที่ 2 (เรื่องหนา้ ทีช่ าวพทุ ธ
าทชาวพทุ ธหรอื หน้าท่ีของผูน้ ำ

รประเมนิ ผล
นประเมินผลการเรียนรจู้ ากช้นื งาน
บหมาย

ใบงานท1ี่ เรือ่ ง ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี

ชอื่ ศาสนา ศาสดา ฉายาพระองค์ คมั ภีร์ สญั ลักษณ์ หลกั ธรรมศาสนา

พระพุทธศาสนา

ศาสนาอิสลาม

ศาสนา
คริสต์ศาสนา

ศาสนา
พรามณ-์ ฮนิ ดู

ใบงานที่ 2
2. ใหย้ กตัวอย่างความขัดแย้งในศาสนาต่าง

- พระพทุ ธศาสนา
............................................................................................................................. .........................................................
......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................................
............................................................................................................................. .........................................................
................................................................................................................................................................ ......................

- ศาสนาอิสลาม
......................................................................................... ..............................................................................................
............................................................................................................................. .........................................................
............................................................................................................................. .........................................................
................................................................................................................................................................................ ......
............................................................................................................................ ..........................................................

- ครสิ ต์ศาสนา
............................................................................................................................. ..........................................................
............................................................................................................................. .........................................................
......................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................................
............................................................................................................................. .........................................................
........................................................................................................................................................... ..........................

-ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
.............................................................................................................................................................................. ......
............................................................................................................................. .......................................................
............................................................................................................................. .......................................................
3.เสนอแนะแนวทางการปฏบิ ัตติ นใหอ้ ยู่ร่วมกันอย่างสันตสิ ุข
............................................................................................................................. ............................................................
............................................................................................................................................... ..........................................
......................................................................................... ................................................................................. ...............

ใบความรู้

ความรทู้ วั ่ ไปเก่ียวกบั ศาสนา
ความรูท้ ่ัวไปเกีย่ วกับศาสนา

นบั ตง้ั แต่อาณาจกั รสโุ ขทยั จวบจนปจั จบุ นั ศาสนาพุทธยังคงอยู่คกู่ ับสงั คมไทยตลอดมา โดยยินยอมให้ศาสนาอนื่
ๆ เชน่ ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ฯลฯ เข้ามาเผยแผห่ ลกั ธรรมและกอ่ ตง้ั ศาสนาจักรในประเทศ
ไทยไดศ้ าสนาเปน็ สถาบันหนึง่ ของสงั คมที่มีความสำคัญและผกู พันกับคนไทย เพราะศาสนาเปน็ เคร่อื งยึดเหน่ียวจิตใจ
โดยเฉพาะศาสนาพทุ ธทเี่ ปน็ ศาสนาประจำชาตไิ ทย อีกทัง้ หลักธรรมคำสอนของทุกศาสนามีจดุ มุง่ หมายเดียวกนั คือ ให้
ทกุ คนเปน็ คนดีประพฤติปฏิบัติตนตาม หลักธรรมและนำหลักธรรมเหล่าน้ันมาประยุกตใ์ ช้ในการดำเนนิ ชวี ิตย่อมสง่ ผลให้
บุคคลนั้นประสบความสขุ ความเจรญิ ทง้ั หนา้ ทกี่ ารเรียน การงานและการเปน็ สมาชกิ ที่ดีของสังคมตลอดไป
ความหมายของศาสนา

“ศาสนา” ความหมายในภาษาอังกฤษตรงกับคำวา่ “Religion” แปลวา่ การปฏบิ ัตติ อ่ หรือ การเกีย่ วขอ้ งกบั
ความระมัดระวงั ความผูกพนั ความสัมพันธร์ ะหว่างมนษุ ย์กับพระเจ้า
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พทุ ธศักราช 2542 ได้นิยามคำว่า ศาสนา ดังนี้ ศาสนา
น.ลทั ธิความเชือ่ ของมนษุ ย์อันมีหลัก คือแสดงกำเนิดและความส้ินสุดของโลกอันเป็นไปในฝา่ ยปรมตั ถ์ ประการหน่ึง แสดง
หลกั ธรรมเกยี่ วกบั บาป-บุญ อันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนงึ่ พร้อมทัง้ ลัทธิพธิ ที ่ี กระทำตามความเห็นหรือตามคำสงั่
สอนในความเช่ือถือน้ัน ๆ

“ศาสนา” ความหมายในภาษาไทยแปลมาจากคำวา่ สาสน์ ในภาษาบาลแี ละศาสน์ ในภาษาสันสกฤต หมายถงึ
คำส่งั สอน ข้อบังคับ
พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยตุ โต) ได้ให้คำนยิ าม “ศาสนา” วา่ คอื คำสอน คำสั่งสอน ปัจจุบัน ใชห้ มายถึง ลทั ธิความ
เชื่อถอื อย่างหน่งึ ๆ พร้อมด้วยหลกั คำสอน ลัทธพธิ ี องค์การและกจิ กรรมทั่วไปของหม่ชู นผูน้ ับถอื ลทั ธคิ วามเช่ือถืออย่าง
นัน้ ๆ ทั้งหมด
ความสำคญั ของศาสนา

ศาสนามคี วามสำคญั ตอ่ บคุ คลและสงั คม ดังนี้
1. ศาสนาเป็นทีพ่ ่ึงทางใจ เป็นเคร่ืองยึดเหนีย่ วจติ ใจ
2. ศาสนาเปน็ บ่อเกดิ แห่งคุณธรรม จริยธรรมความดงี ามแก่บคุ คลและสงั คม
3. ศาสนาเปน็ บรรทัดฐานแนวทางการประพฤติปฏบิ ัตติ นแกส่ มาชกิ ในสงั คม
4. ศาสนาเป็นเครอื่ งมอื ในการปลกู ฝังความดีงามการอบรมขดั เกลาใหส้ มาชิกของสงั คม
5. ศาสนาเป็นกลไกลในการควบคุมสังคมเพราะหลกั ธรรมทางศาสนาจะชว่ ยใหบ้ ุคคล จำแนกผดิ ชอบชว่ั ดี และไม่ยอมรับ
ผูป้ ระพฤติผิดศีลธรรม
6. ศาสนาเปน็ แสงสวา่ งนำทางให้บุคคลเกิดสติปัญญาในการแกไ้ ขปญั หาในการดำเนนิ ชีวติ
7. ศาสนาเปน็ ศนู ยร์ วมใหเ้ กิดความรกั ใครก่ ลมเกลยี วสมคั รสมานร่วมมือ ร่วมใจ สามัคคี ปรองดองกนั ของบุคคลในสังคม

พระสอนธรรมะ (ที่มา : WWW.vitheebuddha.com)

องค์ประกอบของศาสนา
ทุกศาสนามีองคป์ ระกอบทีส่ ำคญั คือ
1. ศาสดา หมายถึง ผ้คู ้นพบหลักธรรมคำสอนของศาสนาแล้วนำหลักธรรมนน้ั มาประกาศหรือเผยแผ่อบรมสงั่

สอนให้ผอู้ ื่นปฏิบัตติ ามได้ซึ่งมีทง้ั ศาสดาท่ีคดิ ค้นหลักคาํ สอนดว้ ยตนเองคือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของศาสนาพุทธ
และศาสดาทเี่ ปน็ ผู้นำคำสอนหรอื โองการจากพระเจ้ามาประกาศ เช่น พระเยซูเจ้าของศาสนาคริสต์ พระมหาวรี ะของ
ศาสนาเชน ทา่ นนบีมูฮัมหมัดของศาสนาอิสลาม เปน็ ต้น

2. หลักธรรมคำสอน หมายถึง คำสง่ั สอนหรือ พุทธวจนะอันเป็นหลกั แห่งการประพฤติ ปฏิบตั ขิ องเหล่าสาวก
หรอื ศาสนิกชนที่รวบรวมไวใ้ นคัมภีร์ต่างๆของแต่ละศาสนา เช่น คัมภรี ์ใน พระพทุ ธศาสนา เรยี กว่า พระไตรปิฏก คัมภรี ์
ในคริสตศ์ าสนา เรียกวา่ ไบเบิล คมั ภรี ์ในศาสนาอสิ ลาม เรยี กว่า อัลกุรอาน คัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์ ฮนิ ดู เรียกวา่ พระ
เวท เปน็ ตน้

3. สาวกหรอื นกั บวช หมายถึง ผปู้ ฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมคำสอนและศาสนกจิ ตา่ ง ๆ ตาม หลกั การของศาสนา ทำ
หน้าท่ีเผยแผส่ บื ทอดหลักคำสอนของศาสดา เช่น พระภิกษุสงฆใ์ นศาสนาพุทธ หรอื บาทหลวงในศาสนาคริสต์ เปน็ ตน้

4. ศาสนพธิ ี หมายถงึ พธิ กี รรมทางศาสนาทเี่ กย่ี วเน่ืองมาจากหลกั ธรรมคำสอนเปน็ แนว ทางการประพฤติปฏิบัติ
ของผนู้ ับถือศาสนานนั้ ๆ โดยจะตอ้ งประกอบพธิ กี รรมตา่ ง ๆ ในศาสนสถาน หรอื สถานทีท่ ีเ่ หมาสม เชน่ ศาสนาอิสลามมี
การประกอบพธิ ีฮัจญ์ ณ วหิ ารกาบาห์ เมืองเมกกะ ประเทศ ซาอดุ ิอาระเบีย การบรรพชาอปุ สมบทจะต้องทำพิธีในพระ
อุโบสถ เปน็ ตน้

5. ศาสนกิ ชน หมายถึง ผทู้ มี่ ีความเคารพนบั ถือเล่ือมใสศรัทธาในศาสนานัน้ ๆ และประพฤติ ปฏบิ ัตติ นตาม
หลกั ธรรมคำสอนของศาสดา เช่น พทุ ธศาสนกิ ชน ครสิ ต์ศาสนกิ ชน อิสลามนิกชน เปน็ ต้น

6. ศาสนสถานหรอื เทวสถาน หมายถึง สถานท่ีท่ีใชใ้ นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นับเป็นสถานท่ีศักดิส์ ทิ ธ์ิ
ควรแกก่ ารเคารพสักการะได้แก่พระอารามโบสถ์วหิ ารของศาสนาพทุ ธมัสยดิ ของ ศาสนาอิสลาม เปน็ ตน้
ศาสนาท่ีสำคัญ
ปจั จุบันมีศาสนาสำคัญ ๆ ที่ศาสนกิ ชนเลื่อมใสศรทั ธามากทสี่ ุด 4 ศาสนาได้แก่
1. ศาสนาพุทธ
2. ศาสนาอสิ ลาม
3. ศาสนาครสิ ต์
4. ศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู

รูปที่ 6.2 พระพุทธเจ้า

1. ศาสนาพุทธ
ศาสนาพุทธกำเนิดขึ้นในชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียในปัจจุบันมานานกว่า 2,500 ปี โดยมีสมเด็จพระสัมมา

พระสัมพทุ ธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา มพี ระนามเดมิ ว่าเจ้าชายสิทธัตถะแห่ง ศากยวงศ์ พระราชบิดา คือพระเจ้าสุทโทธนะ
พระราชมารดาคือ พระนางสิริมหามายา ทรงประสูติในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 80 ปีทรงศึกษาเล่าเรียน
ศลิ ปวิทยาต่างๆ ทีเ่ รยี กวา่ ศลิ ปะศาสตร์ 18 ประการ จนเชี่ยวชาญในศาสตร์เหลา่ น้ัน ครง้ั พระชนมายุได้ 16 พรรษา ทรง
อภิเษกกับเจ้าหญิงพิมพายโสธราแห่งเมืองเทวทหะ และมีพระโอรสพระนามว่า ราหุล ต่อมาทรงเสด็จออกมาบรรพชา
ขณะพระชนมายุ 29 พรรษา ทรงมุ่งมัน่ แสวงหาความรู้ เพื่อขจัดความไม่รู้ให้หมดไปทรงใชเ้ วลาในการบำเพ็ญเพียรอยู่ถึง
6 ปี จงึ ทรงตรัสร้อู นุตรสัมมาสมั โพธิญาณในวันขนึ้ 15 ค่ำ เดอื น 6 ขณะพระชนมายุ 35 พรรษา
2. ศาสนาอสิ ลาม

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคัญอีกศาสนาหนึ่งกำเนิดขึ้นท่ีนครเมกกะ (มักกะฮ์) ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย นับ
ถือพระเปน็ เจ้าพระองคเ์ ดยี ว คอื พระอัลลอฮ์ (ซ.บ.) มีศาสดา คอื นบีมฮมั หมัด (ซ.ล.) หรือทา่ นนบีมะหะหมัด

รูป ท่ี 6.3 มูฮมั หมดั แปลวา่ ผไู้ ดร้ ับการสรรเสริญ
ท่านนบีมูฮัมหมัดเกิดที่เมืองเมกกะ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 เดือน 3 ของปฏิทินอาหรับ ปีช้าง ตรงกับ ค.ศ.571 บิดของท่าน
เสยี ชีวติ ตัง้ แต่ทา่ นยงั ไมเ่ กดิ และมารดาก็เสียชวี ิตในขณะทา่ นมีอายไุ ด้ 6 ปี ท่านจึงอยใู่ นความอปุ การะดแู ลของปูแ่ ละเมื่อปู่
เสียชีวิตก็ได้ไปอย่ใู นความอปุ การะของลุงโดยช่วยงานบ้านและกิจการคา้ ขายของลุงด้วยความซ่ือสัตย์ เมือ่ อายุ 25 ได้ท่าน
แต่งงานกับหญิงหม้ายชื่อนางคอดีญะห์ ขณะนั้นนางอายุได้ 40 ปี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อมาเมื่อท่านอายุได้
40 ปี สังคมอาหรับมีแต่ความเสื่อมโทรมประชาชนประพฤติตนไม่อยู่ในศีลธรรม ท่าน จึงปลีกวิเวกไปอยู่ในถ้ํานอกเมือง
คืนหนึ่งจึงได้พบกับทูตสวรรค์ได้นําโองการสวรรคม์ าให้ทา่ นเพื่อประกาศ ศาสนา หลักคำสอนของศาสดารวมอยู่ในคัมภรี ์
ชื่ออัลกุรอานและระบุว่าศาสดามูฮัมหมัดเป็นศาสดาองค์ สุดท้าย ในระยะแรกของการประกาศศาสนาท่านได้รับการ

ต่อต้านอย่างหนักจนต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองมะดีนะห์ และเผยแผ่หลักคําสอนไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองเมกกะ ท่าน
ประกาศศาสนาเป็นเวลา 23 ปีท่านสิ้นชีวิตในขณะอายุ 63 ปี ที่เมืองมะดีนะห์ อิสลาม เป็นคำในภาษาอาหรับ แปลว่า
การสวามิภักด์ิอย่างบริบูรณ์ต่อพระอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ อิสลาม มาจากรากศัพท์คําว่า
“ อัส-สิลม” หมายถึง สันติโดยเชื่อว่า การสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบสันติสุขทั้งโลกนี้และโลกหนา้
ศาสนาอิสลามเรียกสาวก ของพระเจ้าว่า “มุสลิม ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าเป็นหนึง่ และหาที่เปรยี บมิได้การดำรงอยู่มีจด
ประสงค์เพื่อรักและรับใช้พระผู้เป็นเจ้า โดยผ่านมายังศาสดาหลายองค์ คือ อาดัม โนอาห์ อับราฮัม โมเสสและพระเยซู
พวกเขายึดมั่นว่าสารและวิวรณ์ถูกแปลผิดหรือเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา และมองว่าอัลกรอานภาษา อาหรับเป็นท้ัง
วิวรณ์สุดท้ายและไม่เปลี่ยนแปลง มีมโนทัศน์และหลักศาสนาทั้ง 5 เสาหลักเป็นมโนทัศน์ พื้นฐานและการปฏิบัติตนท่ี
จะต้องปฏิบัติตามหลักศาสนาและกฎหมายอิสลามที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตและสังคมมุสลิมตั้งแต่เรื่องครอบครัวการ
เรยี น การเงิน การงาน ส่ิงแวดล้อม การเมอื งการปกครอง เป็นต้น ซ่ึงก็คือวถิ ีชวี ิตของคนมุสลิมนั่นเอง ศาสนาอิสลาม คือ
ความศรัทธาในข้อบัญญัตเิ กี่ยวกับการปฏิบัตติ นและจรยิ ธรรม ซง่ึ บรรดาศาสดาที่อัลลอฮ์ไดป้ ระทานลงมาเป็นผู้นำเพ่ือมา
สั่งสอนแนะนำแก่มนุษยชาติผู้ที่ศรัทธาในศาสนาจะมีความเชื่อว่าชีวิตของเขาอยู่ใต้อำนาจสูงสุดข องพระผู้สร้างโลกและ
เขาจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลาโดยต้องเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและจงรักภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าพระองค์
เดยี ว

รูปท่ี 6.4 นบีมูฮมั หมัด รูปที่ 6.5 พระเยซู

3. ศาสนาคริสต์
มีศาสนิกชนนบั ถือมากที่สุดในโลก ถือกำเนดิ ข้นึ ทเ่ี มืองเบธเลเฮมซ่ึงเปน็ ที่ประสูติของพระเยซูปจั จุบนั คือ ดินแดน

ของอิสราเอลและปาเลสไตน์แล้วแผ่ขยายไปฝังซีเรียเมโสโปเตเมีย เอเชียไมเนอร์ อียิปต์ศาสนาคริสต์ ในช่วงแรก ๆ เป็น
นิกายหนึ่งของศาสนายูดายหรือศาสนายิวเป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือพระยะโฮวา มี
ศาสดาคือพระเยซูคริสต์วันประสูติไม่ทราบแน่ชัดแต่คริสตจักรได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม คริสตศักราชที่ 1 ตรงกับ
พุทธศักราชที่ 543 เรียกว่าวนั คริสต์มาส มารดามีนามว่ามารีอาหรือมาเรยี บิดาเลี้ยงชื่อโยเซฟ พระเยซูในวัยเดก็ มีจิตใจ
ใฝ่ศึกษาธรรม ฉลาดรอบรู้ครั้งเมื่ออายุได้ 30 ปีได้รับบัพติสมา (Baptism) หรือการรับศีลล้างบาปจากจอร์น (John) ซ่ึง
ตอ่ มาพธิ ีน้ีกลายเปน็ พิธีศกั ด์สิ ทิ ธ์ิของชาวคริสต์ทุกคนทจี่ ะต้องกระทำเพ่ือประกาศตนเป็นคริสตศาสนกิ ชน ต่อจากนั้นพระ

เยซูได้ออกเทศนาสั่งสอนประชาชนไปทั่วประเทศเพื่อเป็นหนทางรอดพ้นจากบาปไปสู่ชีวิต นิรันดร์การประกาศศาสนา
ของพระเยซูก่อให้เกิดความไม่พอใจของชนชั้นขุนนาง พระและคนร่ำรวยที่ถูกตำหนิและเสียผลประโยชน์ ทำให้เกิดการ
ต่อต้าน ความโกรธแค้นรุนแรงโดยการจับพระเยซูตรึงบน ไม้กางเขนและถูกทรมานจนถึงแก่ชีวิตหลังจากนั้นทรงฟื้นคืน
ชีพมาสั่งสอนสาวกอีก 40 วันก่อนเสด็จขึ้นสู่ สวรรค์ทรงมอบหมายให้อัครสาวกเผยแผ่หลกั ธรรมต่อไปอย่างต่อเนื่องและ
แผข่ ยายเข้าไปในดินแดนกรกี และโรมันโดยศษิ ยค์ นสำคญั คือ นักบุญเปโตร และนกั บญุ เปาโล ซ่ึงในยคุ แรก ๆ การเผยแพร่
ศาสนาจะถูก ต่อต้านจากจากพวกลัทธิศาสนายูดายที่มีความเห็นขัดแย้งกัน จึงทำให้เหล่านักบุญถูกทำร้ายและถูก
ประหารชีวติ

รปู ท่ี 6.6 สญั ลกั ษณ์โอห์ม
(ที่มา:th.wikipedia.org.png)
4. ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู (Brahmanism)
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาเก่าแก่ที่วิวัฒนาการมาพร้อมการมาของชาวอารยัน ประมาณ 4,000 ปี
มาแล้ว แต่เดิมนั้นชาวอารยันนับถือภูตผีปีศาจอำนาจลี้ลับของธรรมชาติที่ไม่สามารถหา คำตอบได้แล้ววิวัฒนาการมาสู่
การทำรูปเคารพตา่ งๆ ขึ้นมากมาย เช่น พระอัคคี พระอาทิตย์ พระจันทรเ์ ป็นต้น จากลัทธคิ วามเชื่อเหล่าน้ีพฒั นามาเป็น
ศาสนาพราหมณเ์ ป็นศาสนาท่ีไม่มีศาสดาแต่มีพราหมณ์ เปน็ ผ้สู ืบทอดศาสนาและประกอบพิธกี รรม โดยความเช่ือทว่ี ่าชาว
อารยันได้รวบรวมคําสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าและเทพยดาที่ตนนับถือขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต เรียกว่า พระเวท แปลว่า
ความรู้ ศาสนาพราหมณ์ ฮนิ ดู เป็นศาสนาทีเ่ ก่าแก่ทำใหม้ คี วามยากลำบากในการศึกษาค้นควา้ สบื คน้ ข้อมลู เน่อื งดว้ ย
(1) เนอ้ื หาแกน่ แท้ของลัทธเิ กดิ จากแนวคิดและมโนคตทิ ี่ลกึ ซ้งึ ใช้ภาษาโบราณเข้าใจยาก
(2) วิวฒั นาการของศาสนามาจากการผสมผสานของแนวคิดท่แี ตกตา่ งกันจงึ มีความซบั ซ้อนเขา้ ใจยาก
(3) เอกสารหลักฐานต่าง ๆ จะถูกเก็บเป็นสมบัติส่วนตัวของพราหมณ์แต่ละตระกูลไม่มีการเผยแพร่
บางอย่างสูญหายไปตามกาลเวลาจะมีการถ่ายทอดความรู้ให้เฉพาะทายาทผู้สืบเชื้อสายเท่านั้นเอกสาร เหล่านี้ เพิ่งมีการ
รวบรวมเป็นคัมภีร์เมื่อประมาณ พ.ศ.1750 บรรดาหลักคำสอนทั้งหลายเชื่อว่ามาจาก พราหมณ์ที่ได้ยินเสียงสวรรค์จาก
โอษฐ์ของพระเจ้าโดยตรง ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยมนับถือเทพหลายองค์ เช่น พระพรหม
พระวิษณุ พระศิวะ เป็นต้น หลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปรากฏอยู่ในคมั ภรี พ์ ระเวทซึง่ เป็นพื้นฐานให้เกิดศาสนา
อืน่ ๆ อกี หลายศาสนา รวมท้งั คำอธบิ ายเก่ยี วกบั กำเนิดของจกั รวาลยงั มคี วาม สอดคลอ้ งและท้าทาย ข้อพิสจู นท์ ฤษฎีใหม่
เกี่ยวกบั กำเนดิ ของสุรยิ จกั รวาลท่นี ักวิทยาศาสตรส์ มัยใหม่ กำลังศกึ ษาคน้ ควา้ อย่ใู นขณะนี้

(ก) พระพรหม (ข) พระนารายณ์ (ค) พระอศิ วร

รปู ที่ 6.7 เทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

(ที่มา : http://www.tlcthai.Com, http://www.ohmsaya.com)



หวั เรอื่ ง แผนการจัดการเรยี นรแู้
ระดบั มัธยมศ

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ การพัฒนาสงั คม รายวชิ า ศาสนาและห
วันที่ ..................เดอื น....................................................พ

ตวั ช้วี ดั เนือ้ หา ขนั้ ตอ

๑.เร่อื ง ๑. รแู้ ละเข้าใจ ๑. หลักสิทธิมนุษยชนและ ๑. ขนั้ การก
หน้าที่ หลกั สิทธมิ นุษยชน บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ - ครูทบทวน
พลเมอื ง ของคณะกรรมการสิทธิ์ ตัวชี้วดั ของห
๒. อธบิ ายหลกั ๒. กฎหมายระหว่างประเทศที่ว่า ๑. ครูและผ
สทิ ธมิ นุษยชนให้ ด้วยการคมุ้ ครองสทิ ธิด้านบคุ คล ของการถกู ล
ผอู้ ื่นได้ ยกตวั อย่างห
๓. ปฏบิ ตั ติ นตาม ๓. การปฏิบัติตามหลักสิทธิ ประเดน็ การ
หลกั สิทธมิ นษุ ยชน มนุษยชน เกี่ยวกับ เรอ่ื
คนทำแท้ง ฯ
๒. ครูและผ
เรยี นรู้ พร้อ
๒ การแสวง
New ways
๑. ครจู ดั ให
หลักสทิ ธิมน
รบั ผดิ ชอบข
ระหว่างประ

แบบพบกลมุ่ คร้งั ท่ี ๑๑ หมายเหตุ
ศึกษาตอนตน้
หน้าท่พี ลเมอื ง สค๒๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนว่ ยกจิ ๘๐ ชว่ั โมง
พ.ศ............................................เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

อนการจดั กระบวนการเรียนรู้ ส่อื การเรยี นการสอน วัดผลและ
ประเมนิ ผล

กำหนดสภาพปัญหา สื่อการเรียนรู้ ๑. การสังเกต
๒. การอภปิ ราย
นการพบกลมุ่ คร้ังทแ่ี ลว้ และช้ีแจง ๑. ใบความรู้ หนา้ ชั้นเรยี น
หนว่ ยการเรยี นรู้ ๓. ใบงาน
๒. ส่อื เทคโนโลยี
ผ้เู รยี นรว่ มกนั อภปิ รายถึงสภาพปญั หา
ละเมดิ สทิ ธ์ขิ องคนในชมุ ชน สงั คม โดย สารสนเทศ
หรอื กรณีศึกษามาเป็นหวั ข้อ / ๓ เอกสาร

รอภิปรายจากข่าว หนังสอื พมิ พ์ ประกอบการเรยี นรู้

องเด็กเรร่ อ่ น,เดก็ ถูกทำร้ายจากผ้ดู แู ล, ๔. ใบงานหรอื แบบ

ฯลฯ ประเมินผลการ

ผเู้ รยี นร่วมกนั ก าหนดเนอ้ื หาท่จี ะ เรียนรู้

อมจัดทำแผนเรยี นรรู้ ่วมกนั ขัน้ ตอนที่

งหาข้อมูลและจดั การเรียนรู้ (N :

s of learning)

ห้ผเู้ รียนศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในเรื่อง -

นษุ ยชนและบทบาทหนา้ ท่ีความ

ของคณะกรรมการสิทธิ์ - กฎหมาย

ะเทศทวี่ า่ ด้วย

หัวเรือ่ ง แผนการจัดการเรียนรแู้ บ
ระดบั มัธยมศ

กล่มุ สาระการเรียนรู้ การพฒั นาสงั คม รายวิชา ศาสนาและห
วนั ที่ ..................เดือน....................................................พ

ตวั ช้วี ัด เนอื้ หา ข้ันตอ

สิทธด์ิ ้านบ
๒.ครใู หผ้ เู้ ร
ชว่ ยกนั ทำ
ความสำคัญ
-หลักการข
- ประโยชน
สทิ ธิมนษุ ย
๓. ให้ผแู้ ท
แลกเปลย่ี น
๔.ครูและผ
๓. ข้ันการ
-ใหแ้ ต่ละก
ผลงานพรอ้
และสรปุ เป
รปู แบบราย

บบพบกลุ่ม ครง้ั ท่ี ๑๑ หมายเหตุ
ศึกษาตอนตน้
หนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สค๒๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนว่ ยกิจ ๘๐ ช่วั โมง
พ.ศ............................................เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่ือการเรยี นการสอน วดั ผลและ
ประเมินผล

บคุ คล ส่ือการเรียนรู้ ๑. การสังเกต
รยี นแบ่งกลุ่มๆ ละ 5 -6 คน ๑. ใบความรู้ ๒. การอภิปราย
ำใบงาน เร่ือง - ความหมาย , ๒. สอื่ เทคโนโลยี หน้าชน้ั เรียน
ญ สารสนเทศ ๓. ใบงาน
ของหลักสิทธมิ นุษยชน ๓ เอกสาร
น์ของการรู้กฎหมายเก่ียวกับหลกั ประกอบการเรยี นรู้
ยชน ๔. ใบงานหรือแบบ
ทนแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลงานและ ประเมินผลการ
นเรยี นรู้ซึ่งกันและกัน เรียนรู้
ผู้เรียนสรปุ ความคดิ ร่วกัน
รปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยุกต์ใช้
กลุม่ สง่ ตวั แทนออกมาน าเสนอ
อมอภิปรายแลกเปล่ียนเรียนรู้
ปน็ องคค์ วามรู้ น าเสนอใน
ยงาน /แฟ้มสะสมงาน

๔. ขน้ั การ
-จากผลงา

รประเมินผล
าน -จากการมสี ว่ นร่วม

หัวเรือ่ ง แผนการจัดการเรยี นรแู้
ระดบั มัธยมศ

กลุม่ สาระการเรียนรู้ การพัฒนาสงั คม รายวชิ า ศาสนาและห
วนั ที่ ..................เดือน....................................................พ

ตวั ชีว้ ัด เน้อื หา ขนั้ ตอ

๑.เร่อื ง ๑. รู้และเขา้ ใจ ๑. หลักสิทธิมนุษยชนและ ๑. ขนั้ การก
หน้าที่ หลกั สิทธิมนุษยชน บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ - ครูทบทวน
พลเมือง ของคณะกรรมการสิทธิ์ ตัวชี้วดั ของห
(ต่อ) ๒. อธิบายหลกั ๒. กฎหมายระหว่างประเทศที่ว่า ๑. ครูและผ
สทิ ธมิ นษุ ยชนให้ ดว้ ยการคุ้มครองสทิ ธิดา้ นบคุ คล ของการถกู ล
ผอู้ น่ื ได้ ยกตวั อย่างห
๓. ปฏบิ ัติตนตาม ๓. การปฏิบัติตามหลักสิทธิ ประเดน็ การ
หลักสิทธมิ นุษยชน มนุษยชน เกี่ยวกับ เรอ่ื
คนทำแท้ง ฯ
๒. ครูและผ
เรยี นรู้ พร้อ
๒ การแสวง
New ways
๑. ครจู ดั ให
หลักสทิ ธิมน
รบั ผดิ ชอบข
ระหว่างประ

แบบพบกลมุ่ คร้งั ท่ี ๑๒ หมายเหตุ
ศึกษาตอนตน้
หน้าท่พี ลเมอื ง สค๒๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนว่ ยกจิ ๘๐ ชว่ั โมง
พ.ศ............................................เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

อนการจดั กระบวนการเรียนรู้ ส่อื การเรยี นการสอน วัดผลและ
ประเมนิ ผล

กำหนดสภาพปัญหา สื่อการเรียนรู้ ๑. การสังเกต
๒. การอภปิ ราย
นการพบกลมุ่ คร้ังทแ่ี ลว้ และช้ีแจง ๑. ใบความรู้ หนา้ ชั้นเรยี น
หนว่ ยการเรยี นรู้ ๓. ใบงาน
๒. ส่อื เทคโนโลยี
ผ้เู รยี นรว่ มกนั อภปิ รายถึงสภาพปญั หา
ละเมดิ สทิ ธ์ขิ องคนในชมุ ชน สงั คม โดย สารสนเทศ
หรอื กรณีศึกษามาเป็นหวั ข้อ / ๓ เอกสาร

รอภิปรายจากข่าว หนังสอื พมิ พ์ ประกอบการเรยี นรู้

องเด็กเรร่ อ่ น,เดก็ ถูกทำร้ายจากผ้ดู แู ล, ๔. ใบงานหรอื แบบ

ฯลฯ ประเมินผลการ

ผเู้ รยี นร่วมกนั ก าหนดเนอ้ื หาท่จี ะ เรียนรู้

อมจัดทำแผนเรยี นรรู้ ่วมกนั ขัน้ ตอนที่

งหาข้อมูลและจดั การเรียนรู้ (N :

s of learning)

ห้ผเู้ รียนศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในเรื่อง -

นษุ ยชนและบทบาทหนา้ ท่ีความ

ของคณะกรรมการสิทธิ์ - กฎหมาย

ะเทศทวี่ า่ ด้วย

หัวเรือ่ ง แผนการจัดการเรียนรแู้ บ
ระดบั มัธยมศ

กล่มุ สาระการเรียนรู้ การพฒั นาสงั คม รายวิชา ศาสนาและห
วนั ที่ ..................เดือน....................................................พ

ตวั ช้วี ัด เนอื้ หา ข้ันตอ

สิทธด์ิ ้านบ
๒.ครใู หผ้ เู้ ร
ชว่ ยกนั ทำ
ความสำคัญ
-หลักการข
- ประโยชน
สทิ ธิมนษุ ย
๓. ให้ผแู้ ท
แลกเปลย่ี น
๔.ครูและผ
๓. ข้ันการ
-ใหแ้ ต่ละก
ผลงานพรอ้
และสรปุ เป
รปู แบบราย

บบพบกลุ่ม ครง้ั ท่ี ๑๒ หมายเหตุ
ศึกษาตอนตน้
หนา้ ทพ่ี ลเมอื ง สค๒๑๐๐๒ จำนวน ๒ หนว่ ยกิจ ๘๐ ช่วั โมง
พ.ศ............................................เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๐๐ น.

อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่ือการเรยี นการสอน วดั ผลและ
ประเมินผล

บคุ คล ส่ือการเรียนรู้ ๑. การสังเกต
รยี นแบ่งกลุ่มๆ ละ 5 -6 คน ๑. ใบความรู้ ๒. การอภิปราย
ำใบงาน เร่ือง - ความหมาย , ๒. สอื่ เทคโนโลยี หน้าชน้ั เรียน
ญ สารสนเทศ ๓. ใบงาน
ของหลักสิทธมิ นุษยชน ๓ เอกสาร
น์ของการรู้กฎหมายเก่ียวกับหลกั ประกอบการเรยี นรู้
ยชน ๔. ใบงานหรือแบบ
ทนแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลงานและ ประเมินผลการ
นเรยี นรู้ซึ่งกันและกัน เรียนรู้
ผู้เรียนสรปุ ความคดิ ร่วกัน
รปฏบิ ตั แิ ละการนำไปประยุกต์ใช้
กลุม่ สง่ ตวั แทนออกมาน าเสนอ
อมอภิปรายแลกเปล่ียนเรียนรู้
ปน็ องคค์ วามรู้ น าเสนอใน
ยงาน /แฟ้มสะสมงาน

๔. ขน้ั การ
-จากผลงา

รประเมินผล
าน -จากการมสี ว่ นร่วม

ใบงานท2ี่ เรื่อง หน้าที่พลเมือง

1.จงอธิบายลักษณะของสิทธมิ นุษยชนที่สำคญั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.จงอธบิ ายของสาเหตทุ ่มี นุษย์ต้องไดร้ ับความคมุ้ ครองสทิ ธิมนษุ ยชน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จงอธบิ ายการคุ้มครองสทิ ธิมนุษยชนในประเทศไทย พอสังเขป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………………………………………………………
4. จงยกตัวอย่างองค์กรท่เี กยี่ วขอ้ งกบั สิทธมิ นษุ ยชนในประเทศไทย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. จงอธบิ ายองค์ประกอบของสทิ ธมิ นุษยชนขั้นพ้ืนฐาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ใบความรูท้ ๒ี่ เรอื่ ง หน้าท่ีพลเมือง
พลเมืองเรื่องดีในวิถชี วี ติ ประชาธิปไตย
ความหมายของ “พลเมืองดี” ในวิถชี วี ิตประชาธิปไตย

พจนานกุ รมนกั เรียนฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ไดใ้ หค้ วามหมายของคำตา่ ง ๆ ดังนี้
“พลเมือง” หมายถงึ ชาวเมอื ง ชาวประเทศ ประชาชน
“วิถ”ี หมายถึง สาย แนว ทาง ถนน
“ประชาธปิ ไตย” หมายถงึ แบบการปกครองทถี่ ือมตปิ วงชนเป็นใหญ่

ดงั นั้นคำว่า “พลเมืองดีในวิถีชีวติ ประชาธปิ ไตย” จงึ หมายถงึ พลเมืองทม่ี ีคุณลักษณะที่สำคญั คอื เปน็ ผทู้ ่ี
ยึดมน่ั ในหลักศีลธรรมและคุณธรรมของศาสนา มีหลกั การทางประชาธปิ ไตยในการดำรงชีวิต ปฏิบตั ิตนตาม
กฎหมายดำรงตนเป็นประโยชนต์ ่อสังคม โดยมีการช่วยเหลือเกื้อกลู กัน อนั จะกอ่ ให้เกิดการพฒั นาสงั คมและ
ประเทศชาติ ให้เป็นสงั คมและประเทศประชาธิปไตยอย่างแทจ้ รงิ หลกั การทางประชาธิปไตย

หลกั การทางประชาธิปไตยที่สาคัญ ได้แก่
1) หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หมายถึง ประชาชนเป็นเจ้าของ อำนาจสูงสดุ ในการ
ปกครองรฐั
2) หลักความเสมอภาค หมายถึง ความเท่าเทยี มกันในสังคมประชาธิปไตย ถือวา่ ทุกคนท่ีเกิดมาจะ
มีความเท่าเทยี มกนั ในฐานะการเป็นประชากรของรัฐ ไดแ้ ก่ มสี ทิ ธเิ สรภี าพ มีหนา้ ที่เสมอภาค
กัน ไมม่ ีการแบ่งชนชนั้ หรอื การเลอื กปฏิบัติ ควรดำรงชวี ิตอยู่รว่ มกนั อยา่ งสันติ ไม่ขม่ เหงรังแก
คนท่ีอ่อนแอหรือยากจนกว่า
3) หลกั นติ ิธรรม หมายถึง การใชห้ ลกั กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์การอยู่รว่ มกนั เพื่อความสงบสุขของ
สังคม
4) หลกั เหตุผล หมายถึง การใช้เหตุผลทถ่ี กู ต้องในการตัดสนิ หรอื ยุตปิ ัญหาในสงั คม
5) หลักการถือเสียงข้างมาก หมายถึง การลงมติโดยยอมรับเสียงส่วนใหญ่ในสังคม
ประชาธิปไตย ครอบครัว ประชาธิปไตย จึงใช้หลักการถือเสียงข้างมากเพื่อลงมติในประเด็นต่าง
ๆ ไดอ้ ย่างสันตวิ ธิ ี
6) หลักประนปี ระนอม หมายถงึ การลดความขดั แย้งโดยการผ่อนหนักผ่อนเบาให้กัน ร่วมมอื กัน
เพ่ือเหน็ แกป่ ระโยชน์ ของส่วนรวมเปน็ สำคัญ
หลักการทางประชาธปิ ไตยจงึ เปน็ หลกั การสำคัญท่ีนำมาใช้ในการดำเนนิ ชวี ติ ในสังคม เพือ่

ก่อให้เกิดความสงบสุข ในสงั คมได้

แนวทางการปฏิบตั ติ นเป็นพลเมืองดีตามวิถชี วี ิตประชาธิปไตย
พลเมืองดีตามวถิ ีชีวติ ประชาธิปไตยควรมแี นวทางการปฏิบัตติ นดงั นี้ คือ

1) ด้านสงั คม ได้แก่
(1) การแสดงความคิดอยา่ งมีเหตผุ ล
(2) การรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อ่นื
(3) การยอมรับเมื่อผู้อนื่ มีเหตุผลท่ีดีกว่า
(4) การตัดสนิ ใจโดยใช้เหตุผลมากกวา่ อารมณ์
(5) การเคารพระเบยี บของสังคม
(6) การมีจติ สาธารณะ คือ เห็นแกป่ ระโยชน์ของสว่ นรวมและรกั ษาสาธารณสมบัติ

2) ดา้ นเศรษฐกิจ ได้แก่
(1) การประหยดั และอดออมในครอบครัว
(2) การซอื่ สตั ยส์ จุ ริตต่ออาชีพทที่ ำ
(3) การพัฒนางานอาชีพให้ก้าวหน้า
(4) การใช้เวลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ตอ่ ตนเองและสังคม
(5) การสรา้ งงานและสรา้ งสรรคส์ ิง่ ประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ สงั คมไทยและสังคม
โลก
(6) การเปน็ ผผู้ ลติ และผ้บู รโิ ภคท่ดี ี มีความซ่ือสัตย์ ยึดมนั่ ในอดุ มการณ์ที่ดีตอ่ ชาติเป็นสำคญั

3) ด้านการเมืองการปกครอง ได้แก่
(1) การเคารพกฎหมาย
(2) การรับฟงั ข้อคดิ เห็นของทุกคนโดยอดทนต่อความขัดแย้งท่ีเกดิ ขึน้
(3) การยอมรับในเหตุผลทด่ี ีกว่า
(4) การซ่ือสตั ยต์ ่อหนา้ ท่โี ดยไมเ่ ห็นแกป่ ระโยชน์ส่วนตน
(5) การกล้าเสนอความคิดเห็นต่อส่วนรวม กล้าเสนอตนเองในการทำหนา้ ท่สี มาชกิ สภาผแู้ ทน
ราษฎร หรือสมาชกิ วฒุ ิสภา
(6) การทำงานอย่างเตม็ ความสามารถ เตม็ เวลา

ใบความรู้
เรอื่ ง จริยธรรมของการเป็นพลเมืองดี
คณุ ธรรม จริยธรรม หมายถงึ ความดที ี่ควรประพฤติ กิริยาท่คี วรประพฤติ คุณธรรม จรยิ ธรรมทสี่ ง่ เสรมิ
ความเปน็ พลเมืองดี ได้แก่
1) ความจงรักภกั ดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หมายถึง การตระหนักในความสำคัญของ
ความเป็นชาตไิ ทย การยดึ มนั่ ในหลักศลี ธรรมของศาสนา และการจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
2) ความมีระเบียบวนิ ัย หมายถึง การยึดมั่นในการอยรู่ ่วมกันโดยยดึ ระเบยี บวนิ ยั เพ่ือความเปน็
ระเบียบเรยี บรอ้ ย ในสงั คม
3) ความกล้าทางจรยิ ธรรม หมายถงึ ความกลา้ หาญในทางท่ถี ูกที่ควร
4) ความรบั ผิดชอบ หมายถงึ การยอมเสยี ผลประโยชน์สว่ นตนเพอ่ื ผู้อื่น หรือสังคมโดยรวมไดร้ ับ
ประโยชน์ จากการกระทำของตน
5) การเสยี สละ หมายถงึ การยอมเสยี ผลประโยชนส์ ่วนตนเพอื่ ผู้อื่น หรอื สงั คมโดยรวมไดร้ ับ
ประโยชนจ์ ากการกระทำของตน
6) การตรงตอ่ เวลา หมายถึง การทำงานตรงตามเวลาทีไ่ ด้รับมอบหมาย
การสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้อ่นื ปฏบิ ตั ติ นเปน็ พลเมอื งดี
การท่ีบุคคลปฏบิ ัติตนเป็นพลเมืองดีในวถิ ปี ระชาธิปไตยแล้ว ควรสนบั สนนุ สง่ เสริมให้บคุ คลอ่นื
ปฏบิ ตั ติ นเป็นพลเมืองดี
ในวิถีประชาธิปไตยด้วย โดยมแี นวทางการปฏิบตั ิดงั นี้
1. การปฏิบัตติ นใหเ้ ปน็ พลเมอื งดีในวิถปี ระชาธปิ ไตย โดยยดึ มั่นในคุณธรรมจรยิ ธรรมมของศาสนา
และ
หลกั การของประชาธปิ ไตยมาใช้ในวถิ กี ารดำรงชวี ติ ประจำวันเพ่ือเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรอบ
ข้าง
2. เผยแพร่ อบรม หรอื สง่ั สอนบคุ คลในครอบครวั เพื่อนบ้าน คนในสงั คม ใหใ้ ชห้ ลักการทาง
ประชาธปิ ไตยเป็นพน้ื ฐานในการดำรงชีวิตประจำวนั
3. สนบั สนุนชมุ ชนในเร่ืองทเ่ี กี่ยวกบั การปฏิบัตติ นใหถ้ ูกตอ้ งตามกฎหมาย โดยการบอกเล่า เขยี น
บทความเผยแพร่ ผ่านส่อื มวลชน
4. ชักชวน หรอื สนบั สนนุ คนดีมีความสามารถในการมีส่วนร่วมกับกจิ กรรมทางการเมืองหรือ
กิจกรรม
สาธารณประโยชน์ของชุมชน
5. เป็นหเู ป็นตาให้กับรฐั หรือหน่วยงานของานรฐั ในการสนับสนนุ คนดี และกำจดั คนท่ีเปน็ ภยั กับ
สังคม
การสนบั สนนุ ให้ผู้อ่ืนปฏบิ ัติตนเป็นพลเมืองดใี นวิถีประชาธิปไตย ควรเปน็ จติ สำนกึ ทบ่ี ุคคลพึงปฏิบัติ
เพื่อให้เกดิ ประชาธปิ ไตยอยา่ งแทจ้ รงิ

ใบความรู้
เรื่องการเปน็ สมาชิกที่ดีของสงั คมไทยและสงั คมโลก

การทบ่ี ุคคลจะเป็นสมาชกท่ดี ขี องสังคมไทยและสังคมโลก จะต้องคำนึงถึง
สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพและหนา้ ท่ีในการปฏบิ ัตติ นเป็นพลเมืองดี
ความหมายของสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหนา้ ที่

1) สถานภาพ หมายถึง ตำแหน่งที่บุคคลได้รับจากการเป็นสมาชิกของสังคม แบ่งออกเป็น
สถานภาพที่ได้มาโดยกำเนิด เช่น ลูก หลาน คนไทยเป็นต้น และสถานภาพทาง
สังคม เชน่ ครู นกั เรยี น แพทย์ เปน็ ต้น

2) บทบาท หมายถึง การปฏบิ ตั ติ ามสิทธิ หน้าทอี่ ันเนื่องมาจากสถานภาพของบคุ คล เนอ่ื งจาก
บคุ คลมหี ลายสถานภาพในคนคนเดยี ว ฉะน้นั บทบาทของบุคคลจึงตอ้ งปฏิบัตไิ ปตามสถานภาพ
ในสถานการณ์ตามสถานภาพน้นั ๆ

3) สิทธิ หมายถงึ อำนาจหรือผลประโยชนข์ องบุคคลท่ีกฎหมายใหค้ วามค้มุ ครอง เช่น สิทธิ
เลือกต้ัง

กฎหมายกำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์มีคุณสมบัติถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิเลือก
สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร
4) เสรีภาพ หมายถึง ความมีอิสระในการกระทำของบุคคลที่อยู่ในของเขตของ

กฎหมาย เชน่ เสรีภาพในการพูด
การเขียน เป็นต้น
5) หน้าท่ี หมายถึง ภาระรับผิดชอบของบุคคลที่จะต้องปฏิบัติ เช่น หน้าที่ของบิดาที่มีต่อ
บุตร เป็นตน้
ความสอดคล้องของสถานภาพและบทบาทของบคุ คลในวถิ ีชีวิตประชาธปิ ไตย
สถานภาพและบทบาทของบุคคลทส่ี อดคล้องกนั เช่น
1) พ่อ แม่ ควรมบี ทบาทดังนี้
(1) รบั ผิดชอบในการอบรมสง่ั สอนสมาชิกในครอบครัว
(2) ใหก้ ารศึกษาต่อสมาชิกของครอบครวั
(3) จดั สรรงบประมาณของครอบครัวใหเ้ หมาะสมกบั เศรษฐกจิ ของสังคมและโลก
(4) ครองตนเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีความรักต่อบตุ ร
2) ครู – อาจารย์ ควรมบี ทบาท ดงั นี้
(1) ถ่ายทอดความรู้แก่ศิษย์โดยกระบวนการที่หลากหลายให้เหมาะสมกับความสามารถและ

ความสนใจของนักเรยี น
(2) ครองตนใหเ้ หมาะสมและเปน็ แบบอย่างท่ีดแี กศ่ ษิ ย์
(3) เปน็ ผู้เสยี สละทง้ั เวลาและอดทนในการส่ังสอนศษิ ยท์ ัง้ ดา้ นความประพฤติและการศกึ ษา
(4) ยดึ มน่ั ในระเบียบวนิ ัย ตลอดจนปฏบิ ัติตามจรรยาบรรณครู

3) นักเรียน ควรมบี ทบาท ดังนี้
(1) ยึดมัน่ ในคุณธรรมจรยิ ธรรมและระเบียบของโรงเรียน
(2) รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าท่ใี นการศกึ ษาหาความรู้
(3) ใหค้ วามเคารพต่อบคุ คลทอ่ี าวโุ สโดยมมี ารยาทท่ีเหมาะสมกบั สถานการณ์
(4) รับฟังและปฏิบัติตามคำส่ังสอนอย่างมีเหตุผล
(5) ขยนั หม่นั เพียรในการแสดงหาความรเู้ พิม่ เตมิ
(6) เสริมสร้างความสามคั คใี นครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ใบความรู้
เรอื่ ง การอยรู่ ่วมกนั อย่างสนั ตสิ ขุ

ความหมายและขอบเขตของการอยูร่ ว่ มกัน
การอยรู่ ว่ มกันอยา่ งสันตสิ ขุ หมายถึง การที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันเปน็ สงั คม สามารถปฏิบัติตาม

กฎเกณฑก์ ารอยูร่ ่วมกันในรปู ของกฎระเบยี บหรือกฎหมาย และมคี ุณธรรม จรยิ ธรรมในการชว่ ยเหลือเกื้อกูล
กัน การมสี ่วนรว่ มกิจกรรมต่าง ๆ
ของสังคม เช่น การมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเมืองการปกครอง การมสี ่วนรว่ มในการคุ้มครองสิทธิ
มนษุ ยชน และการปฏบิ ัติตามคณุ ธรรมของการอยู่ร่วมกนั ตามหลกั ศาสนาที่ตนเองนบั ถือ จะทำให้ประชาชน
สามารถอยูร่ ว่ มกนั อย่างสันติสุข
คณุ ธรรมของการอยรู่ ว่ มกนั ตามหลักศาสนาที่บุคคลนับถือ

หลกั ธรรมทเ่ี น้นการอยูร่ ว่ มกนั อย่างสันติของศาสนาตา่ ง ๆ
พระพทุ ธศาสนา
พระพุทธศาสนา มหี ลักธรรมท่ีสำคญั ท่หี ล่อหลอมให้พุทธศาสนกิ ชนเปน็ คนรักสันติ รกั
อสิ ระเสรี มนี ิสัยโอบอ้อมอารี มีเมตตากรุณาต่อกัน ได้แก่
1) สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมสำหรับสงเคราะหห์ รือเป็นเครื่องยึดเหนยี่ วนำ้ ใจของคนใน
สงั คมให้อยู่รว่ มกัน
อยา่ งมีความสุข ได้แก่
(1) ทาน คอื การให้ แบ่งปัน เสียสละ เผือ่ แผ่
(2) ปยิ วาจา คอื การกลา่ ววาจาสภุ าพ อ่อนหวาน
(3) อัตถจรยิ า คอื การกระทำตนใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและผู้อ่นื
(4) สมานตั ตตา คือ การวางตัวเหมาะสม เสมอตน้ เสมอปลาย
2) พรหมวหิ าร 4 หมายถงึ ธรรมประจำใจท่ที ำให้เป็นพรหมหรอื ใหเ้ สมอด้วยพรหมในทาง
ปฏบิ ัติ หมายถึง
คุณธรรมของผู้ใหญ่ ซึง่ ตอ้ งมปี ระจำในอยู่ตลอดเวลา มี 4 ประการ ดังน้ี
(1) เมตตา คอื ความปรารถนาดีต่อผอู้ ่นื ปรารถนาใหผ้ อู้ ่ืนมีความสขุ
(2) กรณุ า คอื ความสงสาร มีความปรารถนาชว่ ยผ้อู ่ืนหรือสัตว์ทีป่ ระสบความทุกข์ ใหพ้ น้

ทุกข์
(3) มทุ ติ า คอื ความยนิ ดีเมื่อผอู้ ่นื ไดด้ ี
(4) อุเบกขา คือ ความวางเฉย หรอื ความรูส้ ึกเปน็ กลาง ๆ ไม่ดีใจ ไมเ่ สียใจเม่ือเห็นผู้อื่น

ประสบความสขุ หรือความทุกข์
3) สัปปรุริสธรรม 7 หมายถึง หลกั ธรรมของคนดี หรือหลักธรรมของสัตบรุ ุษ 7 ประการ ได้แก่

(1) ธมั มญั ญตุ า คือ ความเป็นผรู้ ู้จกั เหตุ


Click to View FlipBook Version