The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ilovepdf_merged

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krudut2538, 2022-05-23 05:28:38

ilovepdf_merged

(2) อตั ถญั ญุตา คือ ความเป็นผรู้ ู้จกั ผล
(3) อตั ตญั ญุตา คือ ความเป็นผรู้ ู้จกั ตน
(4) มตั ตญั ญตุ า คือ ความเป็นผรู้ ู้จกั ประมาณ
(5) กาลัญญตุ า คือ ความเป็นผ้รู ู้จกั กาลเวลา
(6) ปรสิ ญั ญตุ า คือ ความเป็นผู้รู้จกั ปฏบิ ัติ การปรับตนและแก้ไขตนให้เหมาะสม
(7) ปคุ คลญั ญตุ า คอื ความเปน็ ผู้รู้จักปฏบิ ัตติ นใหเ้ หมาะสมกับบคุ คลซึ่งมีความแตกตา่ งกัน
ศาสนาอสิ ลาม

หลกั ธรรมในศาสนาอิสลาม มงุ่ ให้มุสลิมปฏบิ ตั ิอยา่ งเคร่งครดั มุสลิมทกุ คนมีความรใู้ นข้อ
ปฏิบตั ิทางศาสนาอยา่ งดี มีการรวมกลุ่มอย่างเปน็ เอกภาพ

หลักคำสอนสำคญั ที่ถือว่าเป็นโครงสร้างสำคญั 2 ประการคือหลักศรัทธาและหลกั ปฏิบตั ิ
ไดแ้ ก่

1) หลักศรัทธา 6 ประการ
(1) ศรัทธาในอลั เลาะห์ มคี วามเชือ่ ม่ันในอลั เลาะหเ์ พยี งองค์เดยี ว
(2) ศรัทธาในเทพบริวารหรอื เทวทตู
(3) ศรทั ธาในพระคมั ภรี ์กรุ อ่าน
(4) ศรัทธาตอ่ ศาสนทตู
(5) ศรทั ธาในวนั สิน้ สดุ โลก
(6) ศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์ของอลั เลาะห์

2) หลักปฏิบัติตามศรทั ธา 5 ประการ ได้แก่
(1) การปฏิญาณตน หมายถึง การปฏญิ าณตนด้วยความเลอ่ื มใสศรทั ธาต่ออลั เลาะห์
และทา่ นนบีมฮู ัมหมัด คือศาสนทตู ของอลั เลาะห์
(2) การนมาซ หมายถงึ การแสดงความเคารพต่อพระเจ้าทงั้ กาย วาจา ใจ
(3) การบรจิ าคซะกาต หมายถงึ การจ่ายทานจากผูม้ ีทรัพย์สนิ คนผมู้ สี ทิ ธิร์ ับซะกาต
มี คนอนาถา คนขดั สน และผ้เู ข้ารบั อสิ ลาม
(4) การถือศีลอด หมายถงึ การละเวน้ จากการบรโิ ภคอาหาร น้ำ ละกิเลส
ตา่ ง ๆ ทำใจให้สงบปฏบิ ัตติ ั้งแต่แสงอาทติ ย์ขึน้ จนแสงอาทิตย์ลบั ขอบ
ฟ้า หลงั จากนัน้ จงึ บรโิ ภคได้ปกติตลอดคนื การถอื ศีลอดโดยทัว่ ไป เรยี กวา่ “ถือ
บวช”
(5) การทำพธิ ีฮัจญ์ คือ การเดนิ ทางไปแสดงบุญทีน่ ครเมกกะฮ์

ศาสนาครสิ ต์
ศาสนาครสิ ต์มีหลักธรรมที่หล่อหลอมให้คริสต์ศาสนิกชนมีจิตเมตตา มีความรักเพ่ือนมนุษย์เหมือนรัก
ตัวเอง
1) บัญญตั ิ 10 ประการ

(1) อยา่ มพี ระเจ้าอนื่ นอกจากเรา
(2) อย่าทำรูปเคารพสำหรบั ตนหรือกราบไวร้ ูปเหล่านน้ั
(3) อยา่ เอ่ยพระนามของพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ
(4) จงถือวนั อาทติ ย์เป็นวนั ศักดสิ์ ทิ ธ์ิ
(5) จงนับถอื บิดามารดา
(6) อยา่ ฆ่าคน
(7) อยา่ ผดิ ประเวณี
(8) อย่าลักทรพั ย์
(9) อย่าคดิ มชิ อบ
(10) อย่าโลภส่ิงใดของผู้อื่น
2) หลกั อาณาจักรพระเจ้า อาณาจักรพระเจา้ เป็นอาณาจักรทีม่ แี ต่ความสขุ เปน็ อาณาจกั รแห่ง
ความรักอย่างแทจ้ ริง
3) หลักคำสอนทส่ี ำคญั อน่ื ๆ
1) หลกั ตรเี อกานภุ าพ ได้แก่

(1) พระเจา้ หรือพระบิดา
(2) พระเยซหู รือพระบุตร
(3) พระจิตหรือดวงวิญญาณอนั บรสิ ุทธ์ขิ องพระเจา้ ทงั้ สาม
2) หลกั ความรัก ศาสนาครสิ ตไ์ ดช้ ่อื ว่าเปน็ ศาสนาแห่งความรัก พระเยซูคริสตท์ รงสอนให้รกั
เพอ่ื น มนษุ ยเ์ หมอื นรักตวั เอง ให้รักแมก้ ระทง่ั ศัตรู
ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู
หลกั ธรรมที่สำคญั ของศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู
1) หลกั ธรรม 10 ประการ เรียกวา่ ฮินดูธรรม ได้แก่
(1) ธฤติ ได้แก่ ความมน่ั คง ความกล้าหาญ คือเพียรพยายามจนสำเร็จ ประโยชนต์ ามที่
ประสงค์
(2) กษมา ได้แก่ ความอดทน หรอื อดกลน้ั คือมคี วามพากเพียรพยายาม
(3) ทมะ ได้แก่ การระงับใจ การขม่ จติ ใจ คือไม่ปลอ่ ยใจให้หวัน่ ไหว
(4) อัสเตยะ ได้แก่ การไมล่ ักขโมย ไม่ทำโจรกรรม
(5) เศาจะ ได้แก่ ความบรสิ ทุ ธ์ิ การทำตนให้บริสุทธิ์ท้งั ทางร่างกายและจิตใจ

(6) อนิ ทรียนคิ รหะ ได้แก่ การระงบั อนิ ทรีย์ 10 ประการ คอื หมัน่ สำรวจตรวจสอบตนเอง
อยูเ่ สมอว่าอินทรีย์ทั้ง 10 เหล่านั้นได้รบั การบริหารหรือใช้ไปในทางท่ีถูกทค่ี วร
หรอื ไม่ จุดประสงคค์ ือไม่ต้องการใหม้ นษุ ย์ ปล่อยอินทรยม์ ัวเมาจนเกินไปให้ร้จู กั พอ

(7) ธี ไดแ้ ก่ ปญั หา สติ ความคดิ คือ มีความรู้ความเข้าใจในขนบธรรมเนยี มประเพณี
ธรรมะ สงั คม และ วฒั นธรรม

(8) วิทยา ได้แก่ ความรู้ทางปรัชญา คือ มคี วามรู้ลกึ ซึง้
(9) สัตยะ ไดแ้ ก่ ความจรงิ ความเหน็ อนั บริสทุ ธิ์ คอื มคี วามจริงใจให้กนั
(10) อโกธะ ไดแ้ ก่ ความไม่โกรธ คือมีขนั ติ ความอดทน และโสรัจจะ ความสงบเสงีย่ ม นั่น

คอื เอาชนะ ความโกรธ ด้วยความไมโ่ กรธ ไม่อาฆาตมุ่งรา้ ยต่อใคร
สงั คมไทยเป็นสงั คมทป่ี ระชาชนมีเสรีภาพในการเลือกนบั ถอื ศาสนา คำสอนทางศาสนาเป็นหลักธรรม
ทใ่ี ช้ในการดำรงชีวติ ชว่ ยพัฒนาสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกนั อยา่ งสันติสุข มคี วามปลอดภัย เพราะทุกคำสอน
มีจุดม่งุ หมายเดียวกันคือ ตอ้ งการใหท้ ำความดี จะเว้นชวั่ และทำจิตใจให้บริสุทธ์ิ มเี มตตาเปน็ หลกั ช่วยเหลือ
เก้อื กูลกนั มีความอดทนอดกลนั้
การมสี ัมมาคารวะ รกั กนั ฉนั พีน่ อ้ ง ทำให้ผนู้ ับถือศาสนาเป็นมิตรที่ดีต่อกนั โดยไมค่ ำนึงถงึ เชือ้ ชาติ ก่อให้เกิด
สันตสิ ขุ ตอ่ สงั คมและต่อโลก

ใบความรู้
เรื่อง โครงสร้างทางสงั คม

ความหมายของโครงสรา้ งทางสงั คม
โครงสรา้ งทางสังคม หมายถึง ระบบความสัมพันธ์อย่างเปน็ ระเบียบของกลุ่มคนที่มารวมกันเปน็ กลุม่

สังคม โดยการมีมาตรฐานความประพฤติท่เี ป็นอนั จะทำให้สังคมเกิดความคงทน มน่ั คง
องคป์ ระกอบของโครงสร้างทางสงั คม

องค์ประกอบของโครงสร้างทางสงั คมประกอบด้วย การจัดระเบยี บทางสงั คมและสถาบันทางสังคม
การจดั ระเบยี บทางสังคม

ร.ต.อ. ปรุ ะชัย เปย่ี มสมบูรณ์ ไดก้ ล่าวถงึ ความหมายของการจัดระเบยี บทางสังคม “การจดั
ระเบยี บท
สังคมในท่ีนเ้ี ป็นแนวคิดท่ผี มจะใหน้ ยิ ามย่อ ๆ หมายถงึ การพฒั นากฎระเบียบ การบงั คบั ใชก้ ฎระเบยี บ การ
ประเมินผลกฎระเบียบทางสงั คม ท่นี ำไปส่คู วามศิวิไลซ์…” ศิวิไลซ์ แปลวา่ สงั คมท่ีเข้มแข็ง ที่
ม่นั คง ยุตธิ รรม ประชาชนมีความสขุ
สถาบนั ทางสังคม
1) ความหมายของสถาบนั ทางสงั คม

พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พทุ ธศกั ราช 2525 ไดใ้ ห้ความหมายของ สถาบนั ไวว้ ่า”เป็นสงิ่
ทีซ่ ่ึงคนสว่ นรวม คอื สังคมจัดต้งั ใหด้ ีขึน้ เพราะเห็นประโยชน์ว่ามคี วามต้องการและจำเปน็ แกว่ ถิ ชี ีวติ ของ
ตน เช่น สถาบันครอบครวั สถาบนั ศาสนา สถาบนั การศึกษา สถาบันการเมือง
2) องคป์ ระกอบของสถาบันทางสงั คม

สถาบันทางสังคมมอี งค์ประกอบทสี่ ำคัญ คือ
(1) องค์การทางสงั คม เปน็ ตวั แทนในการทำหนา้ ทีข่ องสถาบนั มีองค์ประกอบทีส่ ำคัญ คือ

สถานภาพ บทบาท
(2) หน้าที่ หมายถึง การกระทำหรอื กจิ กรรม ซงึ่ เป็นภาระผูกพันท่บี คุ คลจะต้องปฏิบัติ

เพ่อื สนองความต้องการที่จำเป็นของสังคม
(3) แบบแผนการปฏบิ ตั ิ หมายถึง แบบแผนแนวคดิ และการกระทำท่เี ปน็ บรรทัดฐานของสมาชิกใน
สงั คม

ใบความรู้
เร่ือง สงั คมไทย

ลักษณะท่ัวไปของสังคมไทย
สงั คมไทย หมายถงึ กลุ่มชนชาตทิ อ่ี าศัยอยู่ร่วมกนั ในประเทศไทย มขี นบธรรมเนยี มประเพณแี บบ

ไทย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมทโี่ ดดเด่นต่างจากสงั คมอน่ื ได้แก่ ภาษาพูด ภาษาเขียน การแต่ง
กาย ความเช่ือ มารยาท อาหาร การดำเนินชวี ติ ทม่ี ีพุทธศาสนาเป็นพ้ืนฐาน เป็นตน้
สถาบนั ทางสังคมในสังคมไทย

สถาบนั ทางสังคมไทย เปน็ แบบแผนของพฤติกรรมทเ่ี ป็นแนวทางการปฏิบัตขิ องสงั คมไทยท่ีมี
กฎเกณฑก์ ารปฏบิ ัตเิ พอ่ื สนองความต้องการของสังคมไทย เปน็ ทีย่ อมรับของประชากรและถือเป็นแนวทาง
ปฏิบัติต่อไปในสงั คมไทย
สถาบันท่ีสำคญั ในสังคมไทยเปน็ สถาบันพื้นฐานทส่ี ำคญั 5 สถาบนั คอื

สถาบนั ครอบครัว
สถาบันครอบครัวในสังคมไทย มีลักษณะสำคัญดังน้ี
1) การเรมิ่ ต้นของครอบครัวในสังคมไทย เรมิ่ จากการสมรสโดยมปี ระเพณีการสู่ขอ การหมน้ั การ

แต่งงาน มีการจดทะเบยี นสมรสตามกฎหมาย
2) สังคมไทยในปัจจุบนั นยิ มการมี “ครอบครวั เด่ยี ว” คือ ครอบครัวทป่ี ระกอบดว้ ยด้วย พอ่

แม่ ลกู ในบา้ นเดียวกันสว่ นสังคมชนบทของไทยยังคงนยิ ม “ครอบครัวขยาย” คือ ครอบครัวที่
ประกอบด้วย พอ่ แม่ ลูก และเครือญาตใิ นบ้านเดยี วกนั
3) สถาบนั ครอบครวั ในสังคมไทย มคี า่ นยิ มใหผ้ ชู้ ายเป็นผนู้ ำครอบครวั และหาเล้ียงสมาชกิ ใน
ครอบครวั ปัจจบุ ันผหู้ ญิงทำงานนอกบา้ นมากขน้ึ
สถาบนั การเมอื งการปกครอง
สถาบนั การเมืองการปกครองในสงั คมไทยมลี ักษณะสำคญั คือ
1) ประชาชนในสงั คมไทยนับถอื ศาสนาพุทธเปน็ สว่ นใหญ่
2) สงั คมไทยยกย่องและเทดิ ทนู องคพ์ ระมหากษัตรยิ ์เปน็ ประมุขแห่งรฐั
3) การปกครองของสงั คมไทย คอื การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ระบบรฐั สภา มีองค์
พระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
4) มกี ารตนื่ ตวั ทางการเมืองการปกครองแนวใหม่ การจัดการเลือกตัง้ แนวใหม่ มีการปฏริ ูประบบ
ราชการ ปฏิรูปการศึกษา และอน่ื ๆ ทท่ี ำให้สังคมเปน็ สากลมากขึ้น
สถาบนั ทางศาสนา
สถาบันทางศาสนาในสงั คมไทยมีลกั ษณะสำคัญ คือ
1) ประชาชนในสงั คมไทยนับถือพทุ ธศาสนาเปน็ ส่วนใหญ่
2) ชาวไทยมีเสรีภาพในการนับถอื ศาสนา

3) ชาวไทยมีวิถกี ารดำเนินชีวิตโดยไดร้ ับอทิ ธิพลทางศาสนา ทำใหม้ ปี ระเพณีวัฒนธรรมทเ่ี กีย่ วข้อง
กับศาสนา

สถาบนั การศึกษา
สถาบนั การศึกษาในสงั คมไทยในอดีต วดั และวงั เป็นแหลง่ การเรยี นรู้ของชนชาวไทย
ในปจั จบุ ันสงั คมไทยมีการปฏิรปู การศกึ ษา และมีการตราพระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.
2542 ซ่งึ สง่ ผลใหก้ ารศกึ ษาของสงั คมไทยมีการพฒั นาในดา้ นตา่ ง ๆ เชน่
1) การปฏริ ูปการศึกษาของไทย
2) มงุ่ ปฏิรูปการศกึ ษาท่ใี หค้ รปู ฏริ ูปการเรยี นรู้
3) มกี ารจดั การศึกษานอกระบบ
4) ให้ผเู้ รยี นเปน็ ผใู้ ฝเ่ รยี นรู้
สถาบนั เศรษฐกิจ
สถาบันเศรษฐกจิ ในสังคมไทย มลี กั ษณะสำคัญ คือ
1) ระบบเศรษฐกิจของสังคมไทย เป็นระบบเศรษฐกิจบนพืน้ ฐานของระบบทุนนิยม ประชากรมี

เสรีภาพในการดำเนนิ การ ทางเศรษฐกิจและเสรีภาพในการเลือกซ้ือสินคา้
2) ปจั จุบนั รัฐบาลได้นำระบบเศรษฐกิจแบบผสมมาดำเนินการ มีการส่งเสริมปจั จยั การผลติ ขั้น

พืน้ ฐาน เชน่ ไฟฟ้า ประปา เปน็ ต้น
3) มกี ารนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาจดั การดำเนินการให้เป็นผลผลิตส่ตู ลาดในโครงการหนึ่งตำบลหนงึ่

ผลติ ภณั ฑ์

ค่านยิ มในสังคม
คา่ นยิ ม หมายถึง ส่งิ ทคี่ นในสงั คมใดสังคมหนงึ่ เห็นว่าเปน็ ส่ิงทีน่ า่ นิยม นา่ กระทำ น่ายกย่อง

เปน็ สิ่งท่ถี กู ต้อง ค่านิยมเป็นส่ิงท่ีบคุ คลในสงั คมนั้น ๆ เห็นพ้องต้องกันวา่ เป็นสงิ ทีค่ วรปฏิบัติหรือไมค่ วรปฏบิ ัติ
คา่ นิยมท่คี วรปลกู ฝงั ในสังคมไทย ได้แก่
1. การรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
2. ความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่
3. ความกตญั ญกู ตเวที
4. การนยิ มของไทย
5. การประหยดั
6. ความซือ่ สัตย์สจุ รติ
7. การเคารพผอู้ าวโุ ส

ใบความรู้
เรอื่ ง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

1. แนวโน้มด้านเศรษฐกจิ มลี กั ษณะดงั นี้
1.1 เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยน้อย ขาดแคลนทท่ี ำกินเป็นของตนเอง เกษตรกรรายย่อยที่มีที่ทำกนิ จะหันมา
พัฒนาดา้ นการเกษตรทฤษฎีใหม่ ท่ไี ด้รบั พระราชทานแนวพระราชดำรจิ ากพระบาทสมเดจ็ พระ
เจา้ อยหู่ วั
1.2 อุตสาหกรรมขนาดใหญม่ ีความเปน็ ไปได้น้อย เพราะปัจจยั ดา้ นเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมขนาดกลาง
และขนาดย่อมจะไดร้ บั การฟ้ืนฟู
1.3 สมาชกิ ในสงั คมไทยมีค่านิยมในการพ่ึงตนเองมากขึ้น พัมนาตนเองสู่อาชพี ธรุ กจิ ขนาดย่อมแทนการ
เขา้ รบั ราชการหรือ เปน็ ลูกจา้ ง
1.4 มีการใชเ้ ครื่องจักรและเทคโนโลยีในทุกวงการ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื คอมพวิ เตอร์จะมบี ทบาท
ในการประกอบธุรกิจมากขึน้
1.5 มีการพัมนาช่างฝีมือและส่งเสรมิ รายไดจ้ ากการผลิตทใี่ ชว้ ตั ถดุ ิบจากท้องถ่นิ เพอ่ื งส่งเสริมแรงงาน
ท้องถิ่นมากข้นึ โดยเนนเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสรมิ ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถ่นิ

2. แนวโน้มดา้ นสงั คม มลี ักษณะสำคญั ดงั น้ี
2.1 คนไทยมกี ารเปล่ยี นแปลงค่านิยมเรือ่ งของสิทธิสตรีมากขน้ึ สตรจี ะมบี ทบาทในสงั คมไทยมากข้ึน
2.2 แนวโนม้ ครอบครวั มีขนาดเล็กลง ความสมั พนั ธใ์ นครอบครวั ระบบเครือญาติลดลง หนา้ ทก่ี ารอบรม
เลย้ี งดูบุตร หรอื การขัดเกลาทางสังคมลดลง
2.3 สถาบนั การศกึ ษามีการเปล่ยี นแปลงไปในทางการผลติ บุคคลเขา้ สู่อาชพี และตลาดแรงงานทข่ี าดแคลน
มากขนึ้
2.4 รัฐบาลมงุ่ เนน้ การสร้างครอบครัวใหเ้ ข้มแข็ง ชมุ ชนและสังคมได้รับการพพฒั นาแบบย่งั ยนื มากขนึ้

3. แนวโน้มดา้ นการเมอื ง มลี ักษณะสำคัญดังน้ี
3.1 ประชาชนมสี ว่ นรว่ มทางการการเมืองการปกครองมากข้ึน
3.2 ระบบการตรวจสอบการทำงานของข้าราชการและนกั กรเมืองจะมีปประสิทธภิ าพมากข้ึน
3.3 ประชาชนเขา้ ใจสทิ ธิเสรภี าพมากข้นึ ร้จู ักใชส้ ิทธิและเสรีภาพเพ่ือรกั ษาผลประโยชน์ของตนเองและ
ส่วนรวมมากขน้ึ
ปัญหาสังคมไทยและแนวทางแกไ้ ข
ปญั หาสังคม หมายถึง สภาวะการณท์ างสังคมทค่ี นส่วนใหญ่ในสังคมเหน็ วา่ เปน็ ส่งิ ท่ีไมด่ ี ไม่

เปน็ ที่พึงปรารถนาของคนโดยสว่ นรวมมากขนึ้ จำเปน็ จะต้องมีนโยบายหรือโครงการแก้ไขและเป็นปัญหาท่ี
สามารถแก้ไขหรือขจัดให้หมดไปได้

ปญั หาสงั คมไทยทส่ี ำคัญ พอสรุปได้ดงั น้ี
1. ปญั หามลภาวะดา้ นส่ิงแวดลอ้ ม

ส่งิ แวดล้อม หมายถงึ ส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยู่รอบตวั มนษุ ย์ ทั้งท่ีเปน็ สภาพธรรมชาติและส่งิ ที่มนษุ ย์สรา้ งขึ้น
มลภาวะดา้ นสงิ่ แวดลอ้ มในสังคมไทย คือ
1) มลภาวะทางอากาศ ในปจั จุบันเมืองอตุ สาหกรรม อากาศจะเต็มไปด้วยควนั หมอก เขม่าจาก

โรงงานอตุ สาหกรรม อเสยี ของรถยนต์
2) มลภาวะทางดนิ ปจั จุบันมีการใช้ดนิ ในทางเส่อื ม เชน่ ใช้ป๋ยุ เกินความพอดี การใช้มลู สตั ว์ ขยะมูล

ฝอย ตะกอนของสารเคมกี องไว้ ทำใหเ้ กิดสารมีพิษในดินบรเิ วณนั้น
3) มลภาวะทางนำ้ การกระทำของมนษุ ย์ เชน่ ทำใหน้ ้ำมีการปนเปื้อนสารเคมี การทงิ้ ของเสียลงใน

แมน่ ้ำลำคลองของโรงงานอตุ สาหกรรม
4) มลภาวะทางเสียง มลภาวะทางเสยี งของสงั คมเมือง โรงงานอุตสาหกรรมทม่ี เี สียง

ดงั การจราจร ทำให้ประสาทหูมปี ัญหาเสอื่ มและก่อใหเ้ กิดความเครียด
แนวทางแกไ้ ขมลภาวะทางสภาพแวดล้อม

1) ให้ความรู้แก่ประชาชนในเรอ่ื งการอนรุ ักษ์สิ่งแวดลอ้ ม
2) ออกกฎหมายใช้มาตรการบังคบั อยา่ งมีประสิทธิภาพ
3) สรา้ งจิตสำนกึ ใหช้ ุมชนดูแลกนั เอง
4) พัฒนาคนใหร้ ู้จักสรา้ งสมดลุ ของธรรมชาติ
2. ปัญหาความยากจน
ความยากจน คือ การท่ีบุคคลดำรงชีวิตโดยมรี ายได้ไม่พอกับการดำรงชีพ ไมส่ ามารถบำบดั ความ
ตอ้ งการทีจ่ ำเปน็ ของ
รา่ งกายและจิตใจ ทำใหบ้ ุคคลน้นั ๆ มคี วามเปน็ อย่ตู ่ำกว่าระดับมาตรฐานทสี่ ังคมวางไว้
แนวทางแก้ไขปญั หาความยากจน
1. จดั สวัสดิการในเร่อื งการรักษาพยาบาล การศึกษาให้แกป่ ระชาชน
2. รัฐตอ้ งสร้างงานสรา้ งรายไดแ้ ก่ประชาชนอย่างทวั่ ถงึ
3. ให้มีหลกั ประกันสังคมของกลมุ่ อาชีพตา่ ง ๆ
4. มีกิจกรรมประชาสงเคราะห์ทม่ี ีประสิทธิภาพ
5. มกี ารจัดระบบการศึกษานอกระบบฝึกอาชีพ และสรา้ งคา่ นยิ มให้คนขยันและพึ่งตนเอง ประหยดั
และอดทน
3. ปัญหายาเสพติด
ยาเสพติด หมายถึง สิ่งที่เสพแล้วผู้เสพจะเกิดความต้องการทั้งร่างกายและจิตใจในการที่จะเสพ
ตอ่ ไป โดยไม่สามารถหยดุ ได้ จำนวนการเสพจะเพ่ิมข้นึ เรือ่ ง ๆ จนทำใหเ้ กิดอันตรายแก่รา่ งกายและจติ ใจ
ยาเสพติดก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิตและกระทบต่อปัญหาการพัฒนาสังคมด้านต่าง
ๆ เช่น กอ่ ให้เกิดปญั หาความยากจน อาชญากรรม และอน่ื ๆ
แนวทางการแก้ปัญหายาเสพติด คอื
(1) ออกกฎหมายเพิม่ โทษ และปราบปรามยาเสพตดิ อย่างจรงิ จงั

(2) ใหก้ ารศกึ ษาแก่นกั เรยี น เยาวชน และประชาชนทั่วไปในเร่อื งยาเสพตดิ
(3) สร้างครอบครวั ให้เขม้ แข็ง เชน่ ให้ความรักความอบอุ่นแก่สมาชกิ ของครอบครัว
(4) สร้างจิตสำนกึ ในการรับผิดชอบต่อสังคมของบุคคลเพ่ือใหเ้ กดิ การเลิกผลติ เลกิ เสพ
4. ปญั หาโรคเอดส์ (AID : Acquired Immune Deficiency Syndrome)
โรคเอดส์ คือ โรคท่ีเกิดอาการภูมิคุม้ กันบกพรอ่ งทีเ่ กดิ จากเช้ือไวรัสชนดิ หนึ่งที่เรียกวา่ “HIV” เม่อื เข้า
สู่รา่ งกายแล้วจะไปโจมตหี รอื ทำลายระบบภมู ิคุ้มกนั ทำให้ร่างกายอ่อนแอหรอื บกพรอ่ งมาก ทำให้เกิดโรคติด
เชอ้ื ตา่ ง ๆ เกิดขนึ้ และเสยี ชวี ติ ผทู้ เี่ ป็นโรคเอดส์สามารถแพรเ่ ช้ือสู่ผอู้ นื่ ได้โดยการมีเพศสัมพันธ์และการถ่าย
เลอื ด
แนวทางป้องกนั และแกไ้ ขโรคเอดส์
1) ให้การศึกษาแกป่ ระชาชนโดยใหก้ ารศกึ ษาให้ความร้เู ร่ืองโรคเอดสแ์ กป่ ระชาชนผ่านส่อื ต่าง ๆ
2) สร้างเสรมิ ระบบครอบครัวใหบ้ คุ คลรักครอบครวั ไม่สำส่อนทางเพศโดยการจดั ระเบียบสังคม
3) สรา้ งจติ สำนึกแกบ่ คุ คลในเรอ่ื งการไม่ทำรา้ ยบคุ คลอน่ื โดยการแพร่เช้ือเอดสแ์ ก่ผ้อู ่ืน
4) ใหก้ ำลงั ใจและสรา้ งเสริมการชว่ ยเหลือเกอ้ื กลู แก่ผู้ที่เป็นโรคเอดสใ์ นด้านตา่ งๆ

เช่น การเงิน หรือสวัสดกิ ารต่าง
5) สง่ เสริมการปฏิบตั ติ ามหลักธรรมศาสนาของตนเองอย่างเครง่ ครดั

แผนการจัดการเรยี นรู้แบบพบก
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สาระความร้พู ้นื ฐา
ครั้งท.ี่ ......๑๓....วนั ท.่ี .......เดือน ..............

หวั เรอื่ ง ตัวช้ีวัด เนอื้ หา ขนั้ ตอ

กระบวนการทาง 1. อธิบายธรรมชาตแิ ละ 1. กระบวนการทาง ก่อนเขา้ สขู่
วิทยาศาสตร์ ครูใหน้ กั เร
วทิ ยาศาสตร์ และ ความสาํ คัญ ของ 1.1 ความหมายและ (กรต)ในค
ความสาํ คญั ของ วิทยาศาสตร์ แลกเปล่ีย
เทคโนโลยี วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และเทคโนโลยี ความรู้
1.2 กระบวนการทาง ขั้นที่ 1 ก
1.1 ได้ วิทยาศาสตร์ ตอ้ งการใน
1.2.1วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ ๑. ครูพดู
กระบวนการ ทาง 2.อธิบายกระบวนการทาง 5 ขั้ น สมยั ใหม่แ
1.2.2 ทักษะกระบวนการทาง ดำเนนิ ชวี ิต
วิทยาศาสตร์ และ วทิ ยาศาสตร์ วธิ ีการทาง วทิ ยาศาสตร์ 13 ทักษะ เทคโนโลย
1.2.3 เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ อวกาศ
เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร์ ทกั ษะ 6 ลกั ษณะ ขนั้ ท่ี 2 ก
2. เทคโนโลยี เรยี นรู้
กระบวนการทาง 2.1 ความหมาย และ ๑. ครูกบั
ความสัมพันธ์ ของวทิ ยาศาสตร์ ในเรือ่ ง ธร
วิทยาศาสตร์ และเจตคติ และเทคโนโลยีต่อชีวติ และ วทิ ยาศาส
สงั คม
ทางวทิ ยาศาสตร์ได้

3. นาํ ความรู้ และ

กระบวนการทาง

วทิ ยาศาสตร์ไปใชแ้ ก้ปัญหา

ต่างๆ ได้ 4. อธบิ าย

ความหมาย ความสาํ คัญ

และความสมั พันธ์ของ

เทคโนโลยตี อ่ ชวี ติ และ

สงั คมได้

กลุ่ม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
าน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ พว 21001
..พ.ศ…๒๕๖๔……เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น.

อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ สือ่ การเรียนรู้ วัดผลและ หมายเหตุ
ประเมนิ ผล
ขนั้ ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ - แบบเรยี นวิชา
- ใบงานแบบฝึกหดั
รยี นนำเสนองานท่ีไดร้ ับมอบหมาย วทิ ยาศาสตร์ - แบบบันทึกการ
เรียนรู้
คร้ังท่ผี ่านมา ร่วมสนทนา - ใบความรู้

ยนความคิดเห็นและสรุปเป็นองค์ - ใบงานแบบฝึกหดั

การกำหนดสภาพ ปัญหา ความ
นการเรียนรู้
ดคุยกับนักศกึ ษาถึงเทคโนโลยี
และส่ิงอำนวยความสะดวกในการ
ตของคนเรา เชน่ ดา้ นการส่อื สาร
ยดี ้านการแพทย์ เทคโนโลยดี า้ น

การแสวงหาข้อมลู และจดั การ

บผูเ้ รียนรว่ มกนั วางแผนการเรยี นรู้
รรมชาตแิ ละความสำคญั ของ
สตร์และเทคโนโลยี

5. นำความรู้ และเลอื กใช้ 2.2 ความกาวหน้าของ ๒. ครสู น
เทคโนโลยี ได้อย่าง เทคโนโลยีในปัจจุบัน2.3 ความสำค
เหมาะสม ่ เทคโนโลยีกบการประกอบ และได้สอ
6. เลอื กใช้วสั ดุ และ อาชพี และการนําเทคโนโลยไี ป ประการ
อปุ กรณ์ทาง วทิ ยาศาสตร์ได้ ใช้ ในชวี ติ ขั้นท่ี 3 ก
อย่างถูกต้องและเหมาะสม 3. วัสดุ และอุปกรณ์ทาง ๑.แบ่งกลุ่ม
7. เกดิ เจตคตทิ าง วิทยาศาสตร์ แลกเปลีย่
วิทยาศาสตร์ 3.1 ประเภทของวัสดแุ ละ ธรรมชาตทิ
8. มีจิตวิทยาศาสตร์ อปุ กรณ์ วิทยาศาส
3.2 วธิ ีใช้วสั ดุ และอุปกรณ์ ๒.ผู้เรียนแ
ใบความรู้
ท่ไี ดร้ ับ
ข้ันท่ี 4 ก
1.ครแู ละผ
ทางวิทยาศ
วทิ ยาศาส
ย่อย

นทนากับผู้เรยี นเกีย่ วกับ
คญั ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อดแทรกค่านิยมหลักสิบสอง

การปฏิบัติและนำไปประยุกต์ใช้
มผู้เรียนกลุ่มละ 3 คน ให้ร่วมกนั
ยนเรยี นรูศ้ กึ ษาใบความรู้ เรอ่ื ง
ทางวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะทาง
สตร์ แล้วทำกจิ กรรมในใบงาน
แตล่ ะกลุ่มรว่ มกันสรุปกจิ กรรมจาก
ครูกบั ผ้เู รียนรว่ มกันสรุป ความรู้

การประเมนิ ผล
ผเู้ รียนร่วมกันสรุปเร่ืองกระบวน
ศาสตร์เทคโนโลยที าง
สตร์2.ให้ผเู้ รียนทำแบบทดสอบ

ใบความรู้ ๑
เรอื่ ง ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และทกั ษะทางวิทยาศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์เป็นเร่อื งของการเรยี นร้เู กย่ี วกบั ธรรมชาติ โดยมนษุ ย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ
ตรวจสอบ ทดลองเกีย่ วกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และนำผลมาจัดเปน็ ระบบหลักการ แนวคดิ และทฤษฎี
แนวคดิ และทฤษฎี ดังนน้ั ทักษะวิทยาศาสตร์ จึงเปน็ การปฏิบตั ิเพ่ือให้ได้มาซ่ึงคำตอบในข้อสงสยั หรอื ข้อ
สมมตฐิ านตา่ ง ๆ ของมนุษยต์ ้ังไว้
ทักษะทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย
1. การสังเกตเป็นวิธีการได้มาของข้อสงสัย รับรู้ข้อมูล พิจารณาข้อมูลจากปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติทเี่ กิดข้ึน
2. ตงั้ สมมตฐิ านเปน็ การการระดมความคดิ สรุปส่งิ ท่ีคาดวา่ จะเป็นคำตอบของปัญหาหรือขอ้ สงสยั
น้นั ๆ
3. ออกแบบการทดลองเพื่อศึกษาผลของตัวแปรท่ีต้องศึกษาโดยควบคุมตวั แปรอื่น ๆ ที่อาจมีผล
ต่อตวั แปรท่ีตอ้ งการศึกษา
4. ดำเนนิ การทดลองเป็นการจกั กระทำกับตัวแปรท่ีกำหนดซ่ึงได้แก่ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่
ตอ้ งควบคมุ
5. รวบรวมข้อมลู เป็นการบันทึกรวบรวมผลการทดลองหรือผลจากการกระทำของตัวแปร ทกี่ ำหนด
6. แปลและสรุปผลการทดลอง
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 13 ทักษะ ดงั น้ี
1. ทกั ษะข้นั มลู ฐาน 8 ทกั ษะ ได้แก่
1.1 ทักษะการสังเกต ( Observing )
1.2 ทักษะการวัด ( Measuring )
1.3 ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจดั ประเภทสิง่ ของ ( Classifying )
1.4 ทกั ษะการใช้ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสเปสกบั เวลา( Using Space/Relationship )
1.5 ทกั ษะการคำนวณและการใช้จำนวน ( Using Numbers )
1.6 ทักษะการจดั กระทำและสือ่ ความหมายข้อมูล ( Communication )
1.7 ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring )
1.8 ทกั ษะการพยากรณ์ ( Predicting )
2. ทักษะขนั้ สูงหรือทักษะข้ันผสม 5 ทกั ษะ ไดแ้ ก่
2.1ทกั ษะการต้ังสมมตุ ิฐาน ( Formulating Hypothesis )
2.2ทกั ษะการควบคมุ ตัวแปร ( Controlling Variables )
2.3ทกั ษะการตีความและลงข้อสรปุ ( Interpreting data )
2.4ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏบิ ัติการ ( Defining Operationally )
2.5ทกั ษะการทดลอง ( Experimenting )
รายละเอยี ดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ้งั 13 ทกั ษะ มีรายละเอียดโดยสรุปดงั น้ี
ทักษะการสังเกต (Observing) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสังเกต ได้แก่ ใช้ตาดู
รูปร่าง ใชห้ ฟู ังเสียง ใชล้ น้ิ ชิมรส ใช้จมูกดมกลิ่น และใชผ้ วิ กายสมั ผัสความร้อนเย็น หรอื ใชม้ ือจับต้องความอ่อน
แขง็ เป็นต้น การใช้ประสาทสัมผสั เหลา่ นจ้ี ะใชท้ ีละอย่างหรือหลายอย่างพร้อมกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลก็ไดโ้ ดยไม่
เพ่ิมความคดิ เหน็ ของผูส้ งั เกตลงไป

ทักษะการวัด (Measuring) หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของสิ่งของออกมา
เป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับเสมอในการวัดเพื่อหาปริมาณของสิ่งที่วัด
ตอ้ งฝกึ ใหผ้ ู้เรียนหาคำตอบ 4 ค่า คือ จะวดั อะไร วัดทำไม ใช้เคร่ืองมอื อะไรวดั และจะวัดได้อยา่ งไร

ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ (Classifying) หมายถึง การแบ่งพวกหรือการ
เรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์โดยการหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการจำแนกประเภท ซึ่งอาจใช้
เกณฑ์ความเหมือนกัน ความแตกต่างกัน หรือความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งแล้วแต่ผู้เรียนจะ
เลือกใช้เกณฑ์ใด นอกจากนี้ควรสร้างความคิดรวบยอดให้เกิดขึ้นด้วยว่าของกลุ่มเดียวกันนั้น อาจแบ่งออกได้
หลายประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่เลือกใช้ และวัตถุชิ้นหนึ่งในเวลาเดียวกันจะต้องอยู่เพียงประเภทเดียว
เทา่ นั้น

ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา (Using Space/Relationship) หมายถึง การ
หาความสัมพันธ์ระหว่างมิติต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถานที่ รูปทรง ทิศทาง ระยะทาง พื้นที่ เวลา ฯลฯ เช่น การหา
ความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับสเปส คือ การหารูปร่างของวัตถุโดยสังเกตจากเงาของวัตถุ เมื่อให้แสงตก
กระทบวัตถุในมมุ ตา่ งๆกนั ฯลฯ

การหาความสัมพันธ์ระหว่าง เวลากับเวลา เช่น การหาความสัมพันธ์ระหว่างจังหวะการแกว่ง
ของลกู ตุม้ นาฬิกากับจังหวะการเตน้ ของชพี จร ฯลฯ

การหาความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับเวลา เช่น การหาตำแหน่งขอวัตถุที่เคลื่อนที่ไปเมื่อเวลา
เปลย่ี นไป ฯลฯ

ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน (Using Numbers) หมายถึง การนำเอาจำนวนที่ได้จากการ
วัด การสังเกต และการทดลองมาจัดกระทำใหเ้ กิดคา่ ใหม่ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร การหาค่าเฉลยี่ การหาค่า
ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ เพื่อนำค่าที่ได้จากการคำนวณ ไปใช้ประโยชน์ในการแปลความหมาย และการลง
ข้อสรุป ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เราต้องใช้ตวั เลขอยูต่ ลอดเวลา เช่น การอ่าน เทอร์โมมิเตอร์ การตวงสารตา่ ง ๆ
เป็นตน้

ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล (Communication) หมายถึงการนำเอาข้อมูล ซ่ึง
ได้มาจากการสงั เกต การทดลอง ฯลฯ มาจดั กระทำเสยี ใหม่ เชน่ นำมาจดั เรยี งลำดบั หาคา่ ความถี่ แยกประเภท
คำนวณหาค่าใหม่ นำมาจัดเสนอในรูปแบบใหม่ ตัวอย่างเช่น กราฟ ตาราง แผนภูมิ แผนภาพ วงจร ฯลฯ การนำ
ขอ้ มลู อยา่ งใดอย่างหน่ึง หรือหลาย ๆ อยา่ งเชน่ น้ีเรียกวา่ การสื่อความหมายขอ้ มลู

ทกั ษะการลงความเหน็ จากข้อมูล (Inferring) หมายถงึ การเพิ่มเติมความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่มีอยู่
อยา่ งมเี หตผุ ลโดยอาศัยความรหู้ รือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลอาจจะได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง
การลงความเหน็ จากข้อมลู เดียวกนั อาจลงความเหน็ ไดห้ ลายอย่าง

ทกั ษะการพยากรณ์ (Predicting) หมายถึง การคาดคะเนหาคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองโดยอาศัย
ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ได้ศึกษามาแล้ว หรืออาศัย
ประสบการณ์ที่เกดิ ซ้ำ ๆ

ทักษะการตั้งสมมุติฐาน (Formulating Hypothesis) หมายถึง การคิดหาค่าคำตอบล่วงหน้าก่อนจะ
ทำการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน คำตอบที่คิดล่วงหน้ายังไม่เป็น
หลกั การ กฎ หรือทฤษฎมี าก่อน คำตอบทคี่ ิดไว้ลว่ งหน้าน้ี มักกล่าวไว้เป็นข้อความทีบ่ อกความสัมพนั ธ์ ระหว่าง
ตวั แปรต้นกับตวั แปรตามเช่น ถ้าแมลงวันไปไขบ่ นกอ้ นเน้ือ หรือขยะเปยี กแล้วจะทำให้เกิดตวั หนอน

ทักษะการควบคุมตัวแปร (Controlling Variables) หมายถึงการควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปร
อิสระ ที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลือ่ น ถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนๆกัน และเป็นการป้องกันเพื่อมิให้มี
ขอ้ โตแ้ ย้ง ขอ้ ผดิ พลาดหรอื ตดั ความไมน่ า่ เชือ่ ถอื ออกไป

ตวั แปรแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
1. ตวั แปรอิสระหรือตัวแปรตน้
2. ตัวแปรตาม
3. ตัวแปรท่ีต้องควบคมุ

ทกั ษะการตคี วามและลงข้อสรุป ( Interpreting data )
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของลักษณะตาราง รูปภาพ กราฟ ฯลฯ การนำ

ขอ้ มูลไปใช้จึงจำเป็นต้องตคี วามให้สะดวกท่ีจะส่ือความหมายได้ถกู ต้องและเขา้ ใจตรงกัน
การตีความหมายขอ้ มูล คือ การบรรยายลกั ษณะและคุณสมบตั ิ
การลงข้อสรุป คือ การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ถ้า ความดันน้อย น้ำจะเดือด ท่ี

อณุ หภูมติ ่ำหรอื น้ำจะเดอื ดเรว็ ถา้ ความดนั มากนำ้ จะเดือดที่อณุ หภูมิสงู หรอื น้ำจะเดือดช้าลง
ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (Defining Operationally) หมายถึง การกำหนด

ความหมาย และขอบเขตของคำต่าง ๆที่มีอยู่ในสมมุติฐานที่จะทดลองให้มีความรัดกุม เป็นที่เข้าใจตรงกันและ
สามารถสังเกตและวัดได้ เช่น “การเจริญเติบโต” หมายความว่าอย่างไร ต้องกำหนดนิยามให้ชัดเจน เช่น การ
เจรญิ เตบิ โดหมายถึง มีความสูงเพิ่มขึ้น เป็นต้น

ทักษะการทดลอง (Experimenting) หมายถงึ กระบวนการปฏบิ ัติการโดยใช้ทักษะต่าง ๆ เช่น การ
สังเกต การวัด การพยากรณ์ การตั้งสมมุติฐาน ฯลฯ มาใช้ร่วมกันเพื่อหาคำตอบ หรือทดลองสมมุติฐานทีต่ ั้งไว้
ซง่ึ ประกอบดว้ ยกิจกรรม 3 ขนั้ ตอน

1. การออกแบบการทดลอง
2. การปฏบิ ัตกิ ารทดลอง
3. การบันทกึ ผลการทดลอง
การใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ แสวงหาความรู้ หรือแก้ปัญหาอย่างส่ำเสมอ ช่วยพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ เกิดผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ทาง
วิทยาศาสตร์ ทแี่ ปลกใหม่ และมีคณุ ค่าตอ่ การดำรงชีวติ ของมนุษยม์ ากข้ึน
คณุ ลกั ษณะของบคุ คลท่ีมีจติ วิทยาศาสตร์ 6 ลักษณะ
1. เป็นคนท่มี ีเหตุผล
1) จะต้องเป็นคนที่ยอมรบั และเชอื่ ในความสำคญั ของเหตผุ ล
2) ไม่เชือ่ โชคลาง คำทำนาย หรือสงิ่ ศกั ด์สิ ิทธิ์ตา่ ง ๆ
3) คน้ หาสาเหตุของปญั หาหรือเหตุการณ์และหาความสมั พันธข์ องสาเหตุกับผลทีเ่ กิดขึน้
4) ต้องเป็นบุคคลที่สนใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และจะต้องเป็นบุคคลที่พยายามค้นหา

คำตอบว่า ปรากฏการณ์ต่าง ๆ น้ันเกดิ ข้นึ ได้อย่างไร และทำไมจงึ เกดิ เหตกุ ารณเ์ ช่นนัน้
2. เป็นคนทีม่ ีความอยากรู้อยากเหน็

1) มีความพยายามที่จะเสาะแสวงหาความรใู้ นสถานการณ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
2) ตระหนักถงึ ความสำคัญของการแสวงหาขอ้ มลู เพ่ิมเติมเสมอ
3) จะตอ้ งเป็นบุคคลทชี่ อบซักถาม คน้ หาความรู้โดยวิธกี ารต่าง ๆ อยู่เสมอ

3. เปน็ บุคคลทีม่ ใี จกวา้ ง
1) เป็นบุคคลที่กล้ายอมรับการวิพากษว์ จิ ารณ์จากบุคคลอื่น
2) เปน็ บุคคลท่ีจะรับรแู้ ละยอมรับความคดิ เหน็ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ
3) เปน็ บคุ คลที่เต็มใจทจี่ ะเผยแพรค่ วามรู้และความคดิ ให้แก่บคุ คลอื่น
4) ตระหนักและยอมรบั ข้อจำกัดของความรู้ทค่ี น้ พบในปัจจุบัน

4. เป็นบคุ คลท่ีมีความซื่อสัตย์ และมใี จเป็นกลาง
1) เป็นบุคคลท่มี ีความซ่ือตรง อดทน ยตุ ธิ รรม และละเอียดรอบคอบ
2) เป็นบคุ คลทม่ี ีความม่นั คง หนักแนน่ ต่อผลที่ได้จากการพสิ ูจน์
3) สงั เกตและบันทกึ ผลตา่ ง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไมล่ ำเอียง และมีอคติ

5. มคี วามเพียรพยายาม
1) ทำกจิ กรรมท่ไี ดร้ บั มอบหมายให้เสรจ็ สมบรู ณ์
2) ไมท่ ้อถอยเม่ือผลการทดลองล้มเหลว หรือมีอปุ สรรค
3) มคี วามต้งั ใจแนว่ แนต่ อ่ การคน้ หาความรู้

6. มีความละเอยี ดรอบคอบ
1) รจู้ กั ใช้วจิ ารณญาณก่อนท่ีจะตดั สินใจใด ๆ
2) ไม่ยอมรบั สง่ิ หนงึ่ สง่ิ ใดจนกวา่ จะมีการพสิ ูจน์ท่เี ชื่อถือได้
3) หลีกเลย่ี งการตดั สนิ ใจ และการสรปุ ผลท่ียงั ไมม่ ีการวเิ คราะห์แล้วเป็นอยา่ งดี

ใบงานครง้ั ท่ี ๑ วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับม.ต้น
1. ให้นกั ศึกษาอธิบายทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................... .........................................................
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................. ...............................
.................................................................................. ..........................................................................
............................................................................................................................. ...............................

2. แบ่งกลุ่มและร่วมกันอภิปราย สรปุ 6 คณุ ลกั ษณะของบุคคลทม่ี จี ติ วทิ ยาศาสตร์
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................
........................................................................................................................................................... .
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................. ...............................
................................................................................................... .........................................................
............................................................................................................................. ...............................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...............................

แบบทดสอบย่อย
จงนำตวั อกั ษรหน้าทกั ษะต่าง ๆ ไปเตมิ หนา้ ข้อทีส่ ัมพันธก์ นั

ก. ทกั ษะการสงั เกต
ข. ทกั ษะการวดั
ค. ทักษะการคำนวณ
ง. ทักษะการจำแนกประเภท
จ. ทกั ษะการทดลอง

............1. ม้ามี 4 ขา สุนัข ม4ี ขา ไกม่ ี 2 ขา นกมี 2 ขา ชา้ งมี 4 ขา
............2.ด.ญ.วิไล วดั อณุ หภมู ิของอากาศได้ 40 ํC
............3. ด.ญ.อริษากำลังทดสอบวทิ ยาศาสตร์
............4. ด.ญ. พนดิ า กำลังเทสารเคมี
............5. ด.ช. สุบินใช้ตลับเมตรวดั ความยาวของสนามตะกรอ้
............6. ด.ญ. อพิจิตรแบง่ ผลไม้ได้ 2 กลมุ่ คอื กลมุ่ รสเปรย้ี วและรสหวาน
............7. ด.ญ.วรรณนิภา ดภู าพยนตร์วทิ ยาสาสตร์ 3 มิติ
............8. ด.ญ. นันทพร หยดสารละลายไอโอดนี ลงบนข้าวเหนยี วที่เตรียมไว้
............9. รูปทรงกระบอกมีความสูงประมาณ 4 น้วิ ผวิ เรียบ
............10. นักวิทยาศาสตร์แบง่ พชื ออกเป็น 2 พวก คือ พืชใบเลย้ี งเดีย่ วและพืชใบเลี้ยงคู่

แผนการจดั การเรยี นรู้แบบพบก
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระความรู้พ้ืนฐา

ครั้งที.่ ...๑๔.....วนั ท.่ี ....เดอื น...........พ.

หวั เรอ่ื ง ตวั ชี้วดั เนอื้ หา ข้นั ตอ

ส่ิงมชี วี ิตและ 1. อธบิ ายลักษณะ 1. ลกั ษณะ รูปร่างของเซลล์พืช กอ่ นเข้าสขู่
สงิ่ แวดลอ้ ม โครงสรา้ ง องคป์ ระกอบ และสตั ว์ ครูใหน้ ักเร
2.1 เซลล์ และหน้าทข่ี องเซลลไ์ ด้ 1.1 ส่งิ มีชวี ติ เซลลเ์ ดียว (กรต) กระ
2. เปรียบเทียบความ 1.2 ส่งิ มีชีวิตหลายเซลล์ ที่ผา่ นมา
แตกต่างระหว่างเซลลพ์ ชื 2. องค์ประกอบโครงสรา้ ง คิดเห็นแล
และเซลล์สตั วไ์ ด้ และหน้าที่ ของเซลล์พชื และ ขน้ั ที่ 1.
เซลล์สตั ว์ Orientat
1. อธิบายกระบวนการแพร่ 3. กระบวนการทสี่ ารผ่านเซลล์ ๑.ทบทวน
และ ออสโมซสิ ได้ 3.1 การแพร่ 2. ครูนำต
3.2 การออสโมซิส ใหผ้ เู้ รยี นด
1. การดํารงชวี ิตของพชื สนทนาเก
1.1 ระบบการลําเลียงนํ้า เซลลส์ ัตว์
อาหารและแร่ธาตขุ องพชื
1.2 โครงสรา้ งและการทํางาน ขน้ั ที่ 2
ของระบบลาํ เลียงนา้ํ ในพืช การเรียนร
1.3 โครงสร้างและการทาํ งาน
ของระบบลําเลยี งอาหารในพืช ๑.ครูใหผ้ ู้เ
เซลล์สัตว์แ

กลุ่ม ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
าน รายวิชา วิทยาศาสตร์ พว 21001
.ศ……๒๕๖๔….เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น.

อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ สอ่ื การเรยี นรู้ วดั ผลและ หมายเหตุ
ประเมินผล
ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ - แบบเรยี นวชิ า - ใบงานแบบฝึกหดั

รยี นนำเสนองานที่ได้รับมอบหมาย วทิ ยาศาสตร์ - แบบบนั ทึกการ
ะบวนการทางวิทยาศาสตร์ในคร้งั เรียนรู้
ร่วมสนทนาแลกเปล่ยี นความ - ใบความรู้

ละสรุปเป็นองค์ความรู้ - ใบงานแบบฝึกหัด
กำหนดสภาพปญั หา (O :

tion)

นความรู้เดมิ

ตวั อยา่ งเซลล์พชื และเซลลส์ ัตวม์ า

ดู แล้วครูและผเู้ รยี นร่วมกัน

ก่ียวกบั รูปร่างของเซลล์พชื และ

แสวงหาข้อมูลและจดั กจิ กรรม
รู้ (N : New ways of learning)

เรียนนำแบบสำรวจเซลล์พืชและ
แล้วจดบันทึก

2.2 กระบวนการ 2. อธิบายโครงสรา้ งและ 1.4 กระบวนการสงั เคราะห์ ๒. ครใู ห้น

ดาํ รงชวี ติ ของพชื การทํางาน ของระบบ ดว้ ยแสง ความสาม
1.4.1ความสําคัญของ ๓. ใหน้ ัก
และสตั ว์ ลาํ เลียงในพชื ได้ กระบวนการ สังเคราะห์ด้วย กระบวนก

3. อธบิ ายความสําคัญและ แสง ๔. ใหน้ ัก

ปจั จยั ท่ี จําเป็ นสําหรบั 1.4.2 ปจั จัยท่ีจาํ เป็นสําหรับ สมมุตฐิ าน
กระบวนการสงั เคราะห์ ดว้ ย กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง แบบจำลอ
1.5 ระบบสืบพันธ์ุในพืช ขั้นที่
แสงได้ 1.5.1 โครงสร้างและการ ประยุกตใ์

4.อธิบายโครงสรา้ งและการ ทํางานของระบบสืบพนั ธ์ุของ ๑. ตัวแท
พชื ไรด้ อก ทไ่ี ดไ้ ปสำร
ทาํ งานของ ระบบสบื พันธ์ใุ น 1.5.2 โครงสรา้ งและการ ๒. ครูแล
พชื ในท้องถนิ่ ได้ ทํางาน ของระบบสืบพนั ธ์ุของ ซกั ถาม

5. อธิบายการทาํ งานของ พชื มดี อก ขั้นที่ 4
ระบบต่างๆ ในสตั ว์ได้
2. การดํารงชีวติ ของสตั ว์ Evalu

2.1 โครงสร้างและการทํางาน ๑. ครูแล

ของ ระบบตา่ งๆ ของสตั ว์ ทุกหัวข้อ
2.1.1 ระบบหายใจ รูปเลม่
2.1.2 ระบบย่อยอาหาร

2.1.3 ระบบขับถา่ ย ๒. ประเม

2.1.4 ระบบสบื พันธ์ ฯลฯ

นกั ศกึ ษาแบง่ กล่มุ ทดลอง แบบ
มารถ
กศกึ ษาต้ังปัญหาและใช้
การกลมุ่ สืบคน้ ข้อมูล
กศึกษาวเิ คราะห์ ปัญหา ตง้ั
น วเิ คราะห์ข้อมูล สร้าง
อง จากขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการสำรวจ
3 การปฏิบัติและการนำไป
ใช้ (I : Implementation)
ทนแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูล
รวจมา
ละผู้เรียนกลุ่มอื่นๆ ร่วมกันสนทนา

การประเมินผลการเรียนรู้ (E :
uation)
ละผู้เรียนช่วยกันสรุปสาระสำคัญ
อ/ลงในกระดาษรวบรวมส่งเป็น

มินผลการจดั กจิ กรรม

ใบความรู้ ครงั้ ที่ ๒
เรือ่ ง เซลลแ์ ละทฤษฏีเซลล์ (Cell and cell theory)
เซลล์เปน็ หน่วยโครงสรา้ งพ้นื ฐานของสิง่ มีชวี ติ ที่เลก็ ทีส่ ุดของสิ่งมชี ีวิต เซลล์รวมกันเป็นเน้ือเย่ือ
เนอื้ เยอื่ รวมกนั เป็นอวยั วะ ส่ิงมชี วี ติ บางชนิดมเี พียง เซลลเ์ ดียว บางชนดิ มีหลายเซลล์ เซลล์ของสิ่งมีชวี ิต
มีรูปรา่ ง ขนาด และโครงสรา้ งแตกต่างกัน พ.ศ. 2381 มัตทิอสั ชไลเดน นักพฤกษศาสตรช์ าวเยอรมนั
คน้ พบวา่ พชื เป็นส่งิ มีชีวิตทม่ี หี ลายเซลล์

พ.ศ. 2382 เทโอดอร์ ชวันน์ นักสตั ว์วทิ ยาชาวเยอรมนั ค้นพบว่าสัตว์ท้ังหลายมีเซลลเ์ ปน็ องคป์ ระกอบ

ท้ัง 2 คน จึงร่วมกนั ก่อต้ัง ทฤษฎเี ซลล์ (Cell theory) มใี จความวา่ สิ่งมชี ีวิตทงั้ หลายประกอบดว้ ยเซลล์
และเซลลค์ อื หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวติ ทุกชนดิ
ความสำคัญของทฤษฎีเซลล์

1. สิง่ มชี วี ติ ท้ังหลายอาจมีเซลล์เดียวหรอื หลายเซลล์ ซ่ึงภายในมสี ารพนั ธุกรรมและ
กระบวนการแมแทบอลิซมึ ทำใหเ้ ซลล์ดำรงชีวิตอยู่ได้

2. เซลล์เป็นหนว่ ยพืน้ ฐานทีเ่ ล็กทสี่ ดุ ของสง่ิ มชี ีวิตทีม่ กี ารจัดระบบการทำงานภายใน
โครงสรา้ งของเซลล์

3. เซลลม์ ีกำเนิดมาจากเซลล์แรกเรมิ่ เซลลเ์ กดิ จากการแบ่งตัวของเซลลเ์ ดมิ
แมว้ ่าชวี ิตแรกเรม่ิ จะมีววิ ฒั นาการมาจาก สิ่งไม่มีชีวิต แต่นักชวี วทิ ยายังคงถือวา่ การเพ่ิมขนึ้ ของจำนวน

เซลล์เปน็ ผลสืบเนือ่ งมาจากเซลล์รุ่นกอ่ น เซลลม์ สี ่วนทเ่ี หมือนกันคือ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม นวิ เคลียส
ในไซโทพลาซึมมีโครงสรา้ งขนาดเลก็ ทำหนา้ ทีเ่ ฉพาะอยา่ ง คือ ออรแ์ กเนลล์ (organelle)

ออร์แกเนลล์มหี ลายชนดิ ซง่ึ มี รปู ร่าง จำนวน และหน้าที่ต่างกนั ขึ้นอยู่กับชนดิ ของเซลล์ โครงสรา้ งพน้ื ฐาน
ของเซลลแ์ บ่งเปน็ 3 สว่ น คอื นวิ เคลยี ส ไซโทพลาซึม และสว่ นที่หอ่ หมุ้ เซลล์

สิ่งมีชีวิตและชีวติ พืช
พชื สัตว์ มนษุ ย์ จะมโี ครงสรา้ งพื้นฐานเลก็ ๆ เพ่ือจะก่อให้เกดิ ลกั ษณะของส่ิงมชี ีวิตแต่ละชนิด โดย
โครงสร้างเล็กๆ นนั้ จะมารวมกันมีกิจกรรมตา่ งๆรว่ มกนั จนก่อใหเ้ กดิ ลักษณะของส่ิงมีชีวิตต่างๆ โครงสร้างที่
กลา่ วถงึ นี้จัดว่ามี ขนาดเล็กท่ีสุด ซงึ่ เราเรียกวา่ เซลล์ (cell) เซลลเ์ ปน็ หน่วยทเ่ี ลก็ ทส่ี ดุ ของส่งิ มีชวี ิต เซลล์
ของสิ่งมีชวี ติ ทกุ ชนดิ มรี ูปรา่ งลักษณะขอบเขต และโครงสร้างของเซลล์ ซึ่งโครงสรา้ งบางสว่ น จะสามารถระบุ
ไดว้ ่าเซลลน์ ั้นเป็นลักษณะของส่งิ มชี ีวิตชนิดใด

ส่วนประกอบของเซลลพ์ ืช
ผนังเซลล(์ Cell wall)เป็นสว่ นทอี่ ยูน่ อกสดุ ของเซลล์พืช ประกอบดว้ ยสสารพวกเซลลูโลสทำหนา้ ท่ี
เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลลพ์ ชื
เยอ่ื หุ้มเซลล์ (cell Membrane) เป็นเย่อื บาง ๆ ทำหนา้ ที่ควบคุมการผา่ นเขา้ ออกของสาร เชน่ น้ำ อากาศ
และสารละลายต่าง ๆระหวา่ งภายนอกเซลล์กับภายในเซลล์
ไซโทรพลาสซมึ (Cytoplasm) เปน็ ของเหลวภายในเซลล์ทีไ่ หลไปมาได้ มสี งิ่ มชี ีวิตตา่ ง ๆ ปนอยูเ่ ช่น
ส่วนประกอบต่าง ๆ ของเซลล์ อาหารกา๊ ซ และของเสยี ตา่ งๆ โดยทวั่ ไป เซลล์สตั วจ์ ะมรี ปู ร่าง ลักษณะ
แตกตา่ งไปตามชนิดของอวยั วะ แต่จะมีลักษณะร่วมกันดังน้ี เย่ือห้มุ เซลล์ ไซโทพลาสซึม นวิ เคลียส ในเซลล์
สัตวจ์ ะไม่พบผนังเซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์
โครงสรา้ งของเซลล์ เซลลพ์ ืช เซลลส์ ัตว์
ผนังเซลล์ เยือ่ หุม้ เซลล์ ไซโทพลาสซึมคลอ โรพลาสต์ นิวเคลยี ส พืช สัตวแ์ ละสงิ่ มีชีวติ อื่น ๆ
ต่างประกอบไปด้วยเซลลห์ ลาย ๆ เซลล์ท่มี ารวมกัน และทำหนา้ ที่ร่วมกัน กลา่ วคือ การรวมกันของเซลล์
ก่อใหเ้ กิดเน้ือเยื่อ หลายเน้ือเย่ือรวมกันก่อใหเ้ กดิ อวัยวะ หลายอวัยวะรวมกันก่อใหเ้ กิดระบบอวัยวะและ
รา่ งกายของสง่ิ มชี วี ิตแตล่ ะชนดิ สงิ่ มชี วี ิตทม่ี ลี ักษณะดงั กลา่ วมาน้เี รียกว่า ส่ิงมีชวี ติ หลายเซลล์ เช่น พืชสตั ว์
มนษุ ย์ แตส่ ิง่ มชี วี ติ บางชนดิ ท่ีมเี พียงเซลลเ์ ดยี วแลว้ สามารถดำรงชีวติ มกี จิ กรรมตา่ ง ๆ เช่น การกินอาหาร
สบื พันธ์ุ ขบั ถา่ ยและเคล่ือนท่ไี ด้ เรยี กสิ่งมีชีวิตชนิดน้วี ่าสง่ิ มีชวี ิตเซลล์เดยี ว เช่นแบคทีเรีย อะมบี า พารามีเซียม
เซลลพ์ ชื vs เซลล์สตั ว์

ตารางเปรยี บเทียบความแตกต่างระหว่างเซลล์แต่ละชนิด

โพรคารโิ อต ยูคารโิ อต

พชื สัตว์

ผนังเซลล์ มี มี ไม่มี

เยอ่ื หมุ้ เซลล์ มี มี มี

นิวเคลียส ไม่มี มี มี

โครโมโซม ไม่มี (เปน็ เพยี งรูปวงแหวน) มี มี

นิวคลโี อลสั ไมม่ ี มี มี

ไรโบโซม มี (ขนาด 70 s) มี (ขนาด 80 s) มี

ER ไมม่ ี มี มี

กอลจบิ อดี ไม่มี มี มี

ไมโทคอนเครยี ไม่มี มี มี

พลาสตดิ ไม่มี มี มี

แวควิ โอล ไม่มี มี มี (ในบางเซลล์)

ไลโซโซม ไมม่ ี มี (ในบางเซลล)์ มี (เปน็ ส่วนใหญ่)

ขนาดเซลล์ เลก็ มาก ( 1-10 ไมครอน) 30-50 ไมครอน 10-20 ไมครอน

การหายใจระดับเซลล์ ในไซโทพลาซึม ในไมโทคอนเดรยี

การแบ่งเซลล์ โดยการแบ่งจาก 1 เปน็ 2 หรอื

การแตกหน่อ ไมโอซิสหรือไมโทซิส

สรปุ ได้ว่าส่งิ มีชีวิตทกุ ชนิดประกอบไปดว้ ยเซลล์ โดยมที ง้ั ส่ิงมชี ีวติ เซลลเ์ ดยี วและสิ่งมชี ีวติ หลายเซลล์
จนทำให้เกิดลักษณะรูปร่างของส่งิ มชี วี ิตแต่ละชนดิ เชน่ พืช สตั ว์ มนุษย์ และสง่ิ มชี ีวติ เหลา่ นี้ก็สามารถ
ดำรงชวี ิตอยู่ได้ ปจั จยั ทเี่ กย่ี วข้องกับการดำรงชวี ติ ของสงิ่ มีชวี ติ คอื อาหาร เซลลก์ ็เช่นเดียวกนั เซลลก์ ม็ ชี ีวิต
อาหารของส่งิ มีชวี ติ แต่ละชนดิ ก็ต้องเป็นอาหารของเซลลด์ ้วย แต่เนือ่ งจากเซลลม์ ขี นาดเล็ก นกั เรยี นคดิ วา่
อาหารจะเขา้ สเู่ ซลลน์ ้ัน จะผ่านเข้าโดยวิธีใด ใหน้ ักเรยี นศึกษาเรื่อง กระบวนการนำสารเข้าสเู่ ซลล์

ใบงานคร้งั ที่ 3 เรอื่ งเซลล์และทฤษฏเี ซลล์
ให้ผู้เรียนศกึ ษาเขียนรูปภาพส่วนประกอบของเซลล์

แบบทดสอบ

คำชแี้ จง ใหน้ กั ศึกษาเลือกคำตอบที่ถกู ทส่ี ดุ เพียงขอ้ เดียว

1. ขอ้ ใดมีสมบตั ิเปน็ เยื่อเลือกผ่าน

ก. แวควิ โอล ข. คลอโรพลาสต์

ค. เย่อื หุ้มเซลล์ ง. ไซโทพลาสซึม

2. ใครคือผู้ต้งั ทฤษฎเี ซลล์

ก. เทโอดอร์ ชวันน์ ข. โรเบริ ์ต ฮกุ

ค. หลยุ ส์ ปาสเตอร์ ง. ชาลส์ ดารว์ ิน

3. การดภู าพครั้งแรกของกล้องจลุ ทรรศน์ควรเริ่มใชเ้ ลนสว์ ตั ถกุ ำลงั ขยายเทา่ ใดก่อน

ก. 100x ข. 40x

ค. 20x ง. 10x

4. ถ้านำเลนสใ์ กลว้ ัตถกุ ำลังขยาย 40x และเลนสใ์ กล้ตากำลงั ขยาย 5x ไปตรวจดูวัตถจุ ะขยายวัตถุได้กี่

เทา่

ก. 200 เท่า ข. 45 เท่า

ค. 100 เทา่ ง. 40 เท่า

5. ส่วนประกอบของเซลลส์ ว่ นใดท่ีทำหนา้ ที่เป็นแหลง่ สร้างพลังงานให้แกเ่ ซลล์

ก. นวิ เคลียส ข. ไมโทคอนเดรยี

ค. คลอโรพลาสต์ ง. ออร์แกเนลล์

6. ออรแ์ กเนลลท์ ่ีพบไดเ้ ฉพาะในเซลล์พืชไม่พบในเซลล์อ่นื คือข้อใด

ก. คลอโรพลาสตแ์ ละแวควิ โอ ข. คลอโรพลาสตแ์ ละนิวเคลียส

ค. ไมโทคอนเดรยี และนิวเคลยี ส ง. กอลจิบอดีและแวคิวโอล

7. ข้อใดคอื รงควตั ถสุ ีเขยี วที่สามารถพบอยูภ่ ายในเมด็ เลือดคลอโรพลาสต์

ก. โครโมโซม ข. คลอโรฟลิ ล์

ค. แคโรทีนอยด์ ง. เซลลโู ลส

8. เพราะเหตใุ ดจงึ กลา่ วว่าเซลลเ์ ปน็ หนว่ ยพนื้ ฐานของส่ิงมีชีวติ

ก. เพราะเป็นหนว่ ยโครงสร้างทใ่ี หญท่ ีส่ ดุ ของส่ิงมชี วี ิตทุกชนิด

ข. เนือ้ เย่อื ของสง่ิ มีชวี ิตทุกชนดิ ประกอบด้วยเซลล์

ค. สิ่งมีชวี ติ 1 ชนดิ มี 1 เซลล์

ง. เป็นสิ่งแรกที่ศกึ ษาพบ

9. นิวเคลยี สมคี วามสำคญั ยกเวน้ ข้อใด

ก. ควบคมุ การทำงานของเซลล์ ข. ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม

ค. ควบคุมการผ่านเขา้ ออกของสาร ง. เปน็ ท่สี ร้างสารพันธกุ รรม

10. ออร์แกเนลล์สว่ นใดทส่ี ามารถพบไดท้ ั้งในเซลล์พชื และเซลลส์ ตั ว์

ก. กอลจิบอดี ข. คลอโรพลาสต์

ค. แวควิ โอล ง. เซนทรโิ อล

11. การแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ จำนวนโครโมโซมในเซลล์ใหม่จะเปน็ เทา่ ใด

ก. คร่ึงหนึง่ ของเซลลเ์ ดิม ข. เทา่ กับเซลลเ์ ดมิ

ค. สองเทา่ ของเซลลเ์ ดมิ ง. หนึ่งในสี่ของเซลล์เดิม

12. การแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ เซลล์ใหม่ท่ีได้มีลักษณะเป็นอย่างไร

ก. เซลล์ เหมือนเดิมทกุ ประการ

ข. เซลล์ เหมือนเดิมทุกประการ

ค. เซลล์ มจี ำนวนโครโมโซมลดลงครึง่ หนงึ่ ของเซลลเ์ ดิม

ง. เซลล์ มจี ำนวนโครโมโซมลดลงครง่ึ หนึ่งของเซลล์เดิม

13. การแบง่ เซลล์แบบไมโอซิส เซลล์ใหมท่ ่ไี ดม้ ีลักษณะเปน็ อยา่ งไร

ก. เซลล์ เหมือนเดิมทุกประการ

ข. เซลล์ เหมือนเดมิ ทุกประการ

ค. เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่งของเซลลเ์ ดิม

ง. เซลล์ มจี ำนวนโครโมโซมลดลงครงึ่ หนง่ึ ของเซลล์เดิม

14. เซลล์ต่อไปน้ี คือ

ก. อสจุ ิ ข. ไข่ ค. เซลล์เมด็ เลอื ดขาว ง. เซลลผ์ ิวหนงั

เซลลใ์ นขอ้ ใดเกดิ จากการแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ

ก. ก , ข ข. ก , ค

ค. ข , ค ง. ค , ง

15. การแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซิส มคี วามสำคัญต่อส่งิ มีชีวติ อยา่ งไร

ก. ทำให้สิ่งมชี ีวติ มกี ารเจริญเติบโต

ข. ทำใหม้ เี ซลล์ใหม่ทดแทนเซลลท์ ีช่ ำรดุ

ค. ทำใหส้ ง่ิ มีชวี ติ มีจำนวนโครโมโซมคงทใ่ี นทุกรุ่น

ง. ทำใหเ้ กดิ การรวมกันของเซลล์สืบพนั ธ์ุ 2 เพศ

16. ถ้าเซลลข์ องส่ิงมีชวี ิตชนิดหนึ่งมจี ำนวนโครโมโซม 8 คู่ เมอื่ มีการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ สิ้นสดุ ลง เซลล์

ใหม่ ทไ่ี ดจ้ ะมี จำนวนโครโมโซมเท่าใด

ก. 2 โครโมโซม ข. 4 โครโมโซม

ค. 8 โครโมโซม ง. 16 โครโมโซม

17. การแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ แตกต่างจากไมโอซิสอย่างไร

ก. ไมโทซิสใชเ้ วลานานกวา่ ไมโอซสิ

ข. ไมโทซสิ เป็นการสรา้ งเซลลส์ บื พันธุ์ ไมโอซิสสรา้ งเซลลร์ า่ งกาย

ค. ไมโทซิสไดเ้ ซลลใ์ หม่ 4 เซลล์ ไมโอซสิ ไดเ้ ซลลใ์ หม่ 2 เซลล์

ง. ไมโทซิสไม่มีการไซแนปซิส ไคแอสมาและครอสซงิ โอเวอร์ แต่ไมโอซสิ มี

18. ขอ้ ใดกล่าวถงึ การแบ่งเซลลแ์ บบไมโอซสิ ถกู ต้อง

ก. เกดิ ขนึ้ กบั เซลล์ร่างกายทว่ั ไป

ข. แบง่ ครง้ั เดยี ว ไดเ้ ซลล์ใหม่ 2 เซลล์ เหมอื นเดมิ ทุกประการ

ค. แบ่ง 2 คร้ัง ได้เซลลใ์ หม่ 4 เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงครงึ่ หนึง่ ของเซลลเ์ ดิม (n)

ง. แบ่ง 2 คร้ัง ไดเ้ ซลล์ใหม่ 4 เซลล์ เซลล์ใหมม่ ีจำนวนโครโมโซมเทา่ กับเซลลเ์ ดิม (2n)

19. เซลล์ใหม่ทไี่ ดจ้ ากการแบ่งแบบไมโอซสิ มีสารพันธุกรรมเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะเหตุใด

ก. เหมอื นแนน่ อน เพราะมีการจำลองโครโมโซมขนึ้ มาอีก 1 ชดุ

ข. เหมอื นแนน่ อน เพราะมีการแบ่งเซลลค์ รง้ั เดียว เปน็ การแบ่งครง่ึ โครโมโซม

ค. อาจไม่เหมือนเดมิ เพราะขณะแบ่งเซลลอ์ าจเกดิ ความผดิ พลาด

มีบางสว่ นของโครโมโซม ขาดหายไป

ง. อาจไมเ่ หมือน เพราะขณะแบ่งเซลล์มีการแลกเปลี่ยนบางสว่ นของโครโมโซมจากการ

ไซแนปซสิ ไคแอสมา และครอสซิงโอเวอร์

20. เซลล์ไขท่ ่ไี ด้รบั การปฏสิ นธิแลว้ หรอื ท่ีเรียกวา่ ไซโกต (zygote) เจรญิ เติบโตไปเปน็ ตัวออ่ น หรอื เอมบริ

โอ (embryo) ต้องอาศยั การแบ่งเซลลใ์ นข้อใด

ก. ไมโทซิส หลาย ๆ คร้ัง ข. ไมโอซสิ หลาย ๆ ครงั้

ค. ไมโทซสิ สลับกับไมโอซิส ง. แบง่ แบบไมโอซสิ เพยี งอยา่ งเดียว

เฉลย
1.ค 2.ก 3.ง 4.ก 5.ข 6.ก 7.ข 8.ข 9.ค 10.ก
11. ข 12. ข 13. ง 14. ก 15. ค 16. ค 17. ง 18. ค 19.ง 20.ก

แผนการจัดการเรยี นรู้แบบพบก
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สาระความร้พู ้นื ฐา
ครง้ั ท่ี ..๑๕... วนั ท.่ี ............เดอื น.............พ

หวั เรอื่ ง ตวั ช้วี ัด เนื้อหา

2.4 โลก 1. บอกสว่ นประกอบและ 1.โลก

บรรยากาศ วธิ กี ารแบง่ ชั้นของโลกได้ 1.1โลก สว่ นประกอบและการ แบง่ ชน้ั
ของโลก
ปรากฏการณ์ ทาง 2. อธบิ ายการเปลย่ี นแปลง 1.2 ทรพั ยากรธรณใี นท้องถิ่ น และ
ของเปลือก โลกโดย ประเทศ
ธรรมชาติ กระบวนการต่างๆ ได้ 1.3 การเปลีย่ นแปลงของเปลือกโลก
สง่ิ แวดล้อม และ 3. บอกองคป์ ระกอบและ 1.3.1 กระบวนการยกตัว และ การ

ทรพั ยากรธรรมชาติ การแบ่งชัน

บรรยากาศได้ ยบุ ตวั 1.3.2 การผพุ งั อยู่กับท่ี

4. บอกความหมายและ 1.3.3 การกร่อน

ความสาํ คญั ของอุณหภมู ิ 1.3.4 การพัดพา

ความช้นื และความกด 1.3.5 การทบั ถม

อากาศได้ 5. อธิบาย 1.3.6 กรณศี ึกษาภัยจากการ

ความสัมพนั ธ์ของอณุ หภมู ิ เปล่ยี นแปลงของเปลอื ก โลก เช่น แผน

ความช้ืนและความกด ดนิ ไหว การ ่ เกดิ ปรากฏการณ์สึนามิ

อากาศต่อชีวิต ความเปน็ อยู่ 2. บรรยากาศ

ได้ 2.1 ช้นั บรรยากาศ องคป์ ระกอบ และ

6. บอกชนิดของลมได้ การแบง่ ชั้นบรรยากาศ

กลมุ่ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้
าน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ พว 21001
พ.ศ………๒๕๖๔…..เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น.

ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ส่อื การเรยี นรู้ วัดผลและ หมายเหตุ
ประเมินผล
กอ่ นเขา้ สขู่ ้นั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ - แบบเรยี น - ใบงาน
แบบฝกึ หดั
ครูใหน้ ักเรียนนำเสนองานท่ีไดร้ บั มอบหมาย วิชา
(กรต)ในคร้งั ทผี่ า่ นมา รว่ มสนทนา - แบบบนั ทกึ
วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้
แลกเปลยี่ นความคิดเหน็ และสรปุ เปน็ องค์

ความรู้ - ใบความรู้

ขั้นที่ 1. กำหนดสภาพปญั หา (O : - ใบงาน
Orientation) แบบฝกึ หดั
๑.ทบทวนความรเู้ ดมิ

2. ครูนำตัวอยา่ งแผนท่ีลกุ โลก

ข้ันที่ 2 แสวงหาข้อมูลและจดั กจิ กรรม

การเรียนรู้ (N : New ways of learning)

๑.ครูให้ผเู้ รยี นนำแผนที่ลูกโลก

๒. ครูให้นกั ศกึ ษาแบ่งกลุ่ม ทดลอง สาธติ

และความสามารถ

๓. ให้นักศกึ ษาตงั้ ปัญหาและใช้

กระบวนการกลุ่ม สบื คน้ ข้อมูล

7. อธบิ ายอทิ ธพิ ลของลม 2.2 อุณหภูมิ ความชน้ื และความ กด
ตอ่ มนุษย์และสง่ิ แวดลอ้ ม อากาศในท้องถนิ่
ได้ 2.3 ความสัมพนั ธข์ องอุณหภูมิ ความชน้ื
8. บอกวิธีการปอ้ งกนภัยท่ี และความกดอากาศ ท่ีมี ผลกระทบต่อ
เกดิ จาก ปรากฏการณ์ทาง ชวี ิตความเป็นอยู่
ธรรมชาติได้9. บอก 3. ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ประโยชนข์ องการพยากรณ์ .2 ลมพายหุ มนุ เขตร้อน ฯลฯ
อากาศได้ 3.1.3 กรณีศกึ ษาการเกิดพายุนากสี
10. อธิบายเกยี่ วกบสภาพ พายุงวงช้าง พายนุ าคเลน่ นา้ํ ฯลฯ
ปญั หาการใชแ้ ละการแกไข 3.2 อทิ ธิพลของลมต่อ มนุษยแ์ ละ
ส่ิงแวดล้อมและ ส่ิงแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติใน 3.3 การปอ้ งกนภัยทเ่ี กิดจาก
ท้องถิ่น และประเทศ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
11.อธบิ าย สรปุ แนวคดิ ใน 3.4 ความสาํ คัญและประโยชน์ ของการ
การรักษา สมดลุ ของระบบ พยากรณ์อากาศ
นิเวศ การอนุรักษ์ 4. ทรพั ยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดล้อม
ส่ิงแวดล้อมและการใช้ 4.1 การใชแ้ ละปัญหาเกยี่ วกับ
ทรัพยากรธรรมชาติอยาง ทรพั ยากรธรรมชาติของทอ้ งถ่ินและ
ย่ังยนื ได้ ประเทศ4.2 การดูแลรกั ษา
ทรัพยากรธรรมชาติในทอ้ งถ่นิ
4.2.1 ขยะ
4.2.2 น้ําเสีย
4.2.3 ดนิ ถล่ม
4.2.4 การกดเซาะชายฝ่ัง ฯลฯ

๔. ใหน้ กั ศึกษาวิเคราะห์ ปัญหา ตั้ง
สมมุตฐิ าน วเิ คราะห์ข้อมูล สร้าง
แบบจำลอง จากข้อมูลท่ีไดจ้ ากการสำรวจ

ขั้นที่ 3 การปฏิบัติและการนำไป
ประยกุ ต์ใช้ (I : Implementation)
๑. ตวั แทนแตล่ ะกลุ่มออกมานำเสนอข้อมูล
ทีไ่ ดไ้ ปสำรวจมา
๒. ครูและผู้เรียนกลุ่มอื่นๆ ร่วมกันสนทนา
ซักถาม
ขั้นที่ 4 การประเมินผลการเรียนรู้ (E :

Evaluation)
๑. ครูและผู้เรียนช่วยกันสรุปสาระสำคัญ
ทุกหัวข้อ/ลงในกระดาษรวบรวมส่งเป็น
รปู เล่ม
๒. ประเมินผลการจดั กิจกรรม

4.3 สภาพส่ิงแวดล้อมในท้องถ่ิน และ
ประเทศ
4.4 ปัญหาและการแกไข้ ส่ิงแวดล้อมใน
ทอ้ งถิน่ และประเทศ
4.5 การอนุรักษ์สงิ่ แวดล้อมและการ ใช้
ทรพั ยากรธรรมชาติอย่างยง่ั ยืน
4.6 สภาวะโลกร้อน สาเหตแุ ละ

ผลกระทบ การป้องกันและแก้ไข ปัญหา

โลกรอ้ น



ใบความรู้ ครง้ั ที่ ๔
เรอื่ งเกณฑ์ในการจำแนกสาร
เร่ืองที่ 1 สมบตั ิของสาร และเกณฑใ์ นการจำแนกสาร
สมบัตขิ องสาร หมายถงึ ลักษณะเฉพาะตวั ของสาร เช่น เนอื้ สาร สี กลิน่ รส การนาไฟฟา้ การละลายน้ำ
จดุ เดือด จุดหลอมเหลว ความเปน็ กรด – เบส เปน็ ตน้ สารแต่ละชนิดมีสมบัตเิ ฉพาะตวั ที่แตกตา่ งกัน แบง่ เป็น
2 ประเภทคือ
1. สมบัตทิ างกายภาพของสาร เป็นสมบัตขิ องสารท่ีสามารถสังเกตได้งา่ ย เพอื่ บอกลักษณะของสารอยา่ ง
ครา่ ว ๆ ไดแ้ ก่ สถานะ ความแข็ง ความอ่อน สี กลิ่น ลกั ษณะผลกึ ความหนาแนน่ หรือเป็นสมบตั ทิ ี่อาจ
ตรวจสอบไดโ้ ดยทาการทดลองอยา่ งงา่ ย ๆ ได้แก่ การละลายนำ้ การหาจดุ เดือด การหาจุดหลอมเหลว หรอื จุด
เยอื กแข็ง การนาไฟฟ้า การหาความถว่ งจาเพาะ การหาความร้อนแฝง
2. สมบัติทางเคมี หมายถงึ สมบตั ิเฉพาะตวั ของสารท่ีเกีย่ วข้องกับการเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น การเกดิ สาร
ใหม่ การสลายตัวให้ได้สารใหม่ การเผาไหม้ การระเบดิ และการเกดิ สนมิ ของโลหะ เปน็ ต้น
เกณฑใ์ นการจำแนกสาร
ในการศึกษาเร่ืองสาร จาเปน็ ตอ้ งแบ่งสารออกเปน็ หมวดหมู่ เพื่อใหง้ ่ายต่อการจดจาสาร โดยท่ัวไป
นยิ มใชส้ มบตั ทิ างกายภาพด้านใดดา้ นหน่งึ ของสารเป็นเกณฑ์ในการจำแนกสาร ซง่ึ มหี ลายเกณฑ์ดว้ ยกัน เช่น
1. ใชส้ ถานะเปน็ เกณฑ์ จะแบง่ สารออกได้เป็น 3 กลมุ่ คือ
1.1 ของแขง็ ( solid ) หมายถงึ สารท่มี ลี กั ษณะรูปร่างไม่เปลย่ี นแปลง และมีรปู รา่ งเฉพาะตวั
เน่อื งจากอนภุ าคในของแข็งจัดเรียงชิดตดิ กันและอัดแน่นอยา่ งมรี ะเบยี บไม่มีการเคลื่อนทห่ี รอื เคล่ือนที่ได้ นอ้ ย
มาก ไมส่ ามารถทะลผุ า่ นไดแ้ ละไมส่ ามารถบบี หรือทาใหเ้ ล็กลงได้ เช่น ไม้ หนิ เหล็ก ทองคา ดนิ ทราย
พลาสตกิ กระดาษ เปน็ ตน้
1.2 ของเหลว ( liquid ) หมายถงึ สารท่ีมีลักษณะไหลได้ มีรปู ร่างตามภาชนะทบี่ รรจุ เนื่องจาก
อนุภาคในของเหลวอยู่หา่ งกันมากกว่าของแขง็ อนุภาคไมย่ ึดตดิ กนั จึงสามารถเคล่ือนท่ีได้ในระยะใกล้ และมี
แรงดงึ ดดู ซ่งึ กนั และกัน มีปริมาตรคงท่ี สามารถทะลุผา่ นได้ เชน่ นำ้ แอลกอฮอล์ น้ำมันพืช น้ำมนั เบนซนิ เป็น
ตน้
1.3 แกส๊ ( gas ) หมายถงึ สารทีล่ ักษณะฟุง้ กระจายเต็มภาชนะทบ่ี รรจุ เน่อื งจากอนภุ าคของแก๊สอยู่
หา่ งกันมาก มีพลังงานในการเคลื่อนท่ีอย่างรวดเรว็ ไปไดใ้ นทกุ ทิศทางตลอดเวลา จงึ มีแรงดงึ ดดู ระหวา่ งอนุภาค
น้อยมาก สามารถทะลุผา่ นได้ง่าย และบีบอัดใหเ้ ลก็ ลงได้งา่ ย เชน่ อากาศ แกส๊ ออกซิเจน แก๊สหุงตม้ เปน็ ตน้

2. ใชค้ วามเปน็ โลหะเปน็ เกณฑ์ แบ่งได้เปน็ 3 กลุม่ คือ
2.1 โลหะ ( metal)
2.2 อโลหะ ( non-metal )
2.3 กึ่งโลหะ ( metaliod )

3. ใชก้ ารละลายนำ้ เปน็ เกณฑ์ แบง่ ได้ 2 กลุม่ คือ
3.1 สารท่ลี ะลายนำ้
3.2 สารทไ่ี ม่ละลายนำ้

4. ใช้เนอ้ื สารเปน็ เกณฑ์ แบ่งออกเป็น 2 กล่มุ คือ
4.1 สารเนอ้ื เดยี ว ( homogeneous substance )
4.2 สารเนอ้ื ผสม ( heterogeneous substance[‘ko

ใบงานครงั้ ที่ ๔
เรอื่ งเกณฑ์ในการจำแนกสาร
ใหน้ ักศึกษาอธบิ ายความหมายของคำตอ่ ไปนี้
๑.ของแข็ง ( solid )
............................................................................................................................. ...................................
................................................................................................ ..............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................. .............................................
...................................................................................... ........................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
๒.ของเหลว ( liquid )
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................................................. .
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. ................................................
๓.แกส๊ ( gas )
.................................................................................................................................................... ............
....................................................................................................................... .......................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
............................................................................................................. .................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................. ................................
................................................................................................... ..........................................................................

แผนการจัดการเรียนรู้แบบพบก
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สาระความรูพ้ ืน้ ฐา
ครั้งที่ ...๑๖.... วันท.ี่ ............เดือน...........พ

หัวเรอื่ ง ตัวช้วี ัด เนอ้ื หา ข้ันตอ

สารเพ่ือชีวติ 3.1 1. อธิบายสมบตั ิ 1. สมบัตขิ องสาร ก่อนเขา้ สูข่ ้ันตอนการจดั กระบวน
สารและการ ทางกายภาพและ 1.1 สมบัตทิ าง (กรต)ในคร้งั ท่ีผ่านมา ร่วมสนทน
จาํ แนกสาร สมบัติทางเคมีได้ กายภาพของสาร ขัน้ ท่ี 1. กำหนดสภาพปญั หา
1.2 สมบตั ิทาง ๑.ทบทวนความรู้เดมิ
2. อธิบายความ เคมขี องสาร 2. ครนู ำตวั อยา่ งสมบตั ขิ องสาร
แตกตา่ ง และ 2. เกณฑใ์ นการ ข้ันท่ี 2 แสวงหาข้อมูลและจดั
จําแนก ธาตุ จําแนกสาร ๑.ครูให้ผ้เู รียนจำแนกสารประกอ
สารประกอบ 2.1 ใชส้ ถานะ ๒. ครใู หน้ กั ศึกษาแบง่ กลมุ่ ทด
สารละลาย และ 2.2 ใช้เนื้อสาร ๓. ใหน้ ักศกึ ษาตัง้ ปัญหาและใชก้
สารผสมได้ 3. 3. สมบัตขิ องธาตุ ๔. ใหน้ ักศึกษาวิเคราะห์ ปัญห
จําแนกสารโดยใช้ สารประกอบ จากข้อมูลท่ีได้จากการสำรวจ
เน้อื สารและ สารละลาย สาร ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ตั แิ ละการนำไ
สถานะเปน็ เกณฑ์ได้ ผสม ๑. ตวั แทนแต่ละกลุม่ ออกมานำ
๒. ครแู ละผูเ้ รียนกลุ่มอน่ื ๆ รว่ ม
ข้ันที่ 4 การประเมินผลการเร
๑. ครูและผู้เรียนชว่ ยกันสรุปสา
๒. ประเมินผลการจัดกจิ กรรม

กลมุ่ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
าน รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว 21001
พ.ศ………๒๕๖๔…..เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐ น.

อนการจดั กระบวนการเรียนรู้ สือ่ การ วัดผลและ หมาย
เรยี นรู้ ประเมินผล เหตุ
นการเรยี นรู้ครูให้นักเรยี นนำเสนองานท่ีได้รับมอบหมาย - แบบเรียน - ใบงาน
นาแลกเปลยี่ นความคดิ เห็นและสรุปเป็นองคค์ วามรู้
า (O : Orientation) วิชา แบบฝึกหดั

ดกิจกรรมการเรียนรู้ (N : New ways of learning) วทิ ยาศาสตร์ - แบบ
อบ และสารละลาย - ใบความรู้ บันทกึ การ
ดลอง สาธติ และความสามารถ
กระบวนการกลมุ่ สบื คน้ ข้อมลู เรยี นรู้
หา ตง้ั สมมตุ ฐิ าน วเิ คราะหข์ ้อมลู สรา้ งแบบจำลอง - ใบงาน

แบบฝึกหัด

ไปประยกุ ต์ใช้ (I : Implementation)
ำเสนอข้อมลู ท่ีไดไ้ ปสำรวจมา
มกันสนทนาซกั ถาม
รยี นรู้ (E : Evaluation)
าระสำคัญทกุ หวั ข้อ/ลงในกระดาษรวบรวมส่งเปน็ รปู เลม่

ใบความร้ทู ่ี ครัง้ ท่ี ๕
เรื่อง สมบตั ิของธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม

ธาตุ (Element) หมายถึง สารบรสิ ทุ ธ์ทิ ่มี ีองค์ประกอบอย่างเดียว ธาตไุ มส่ ามารถจะนำมาแยกสลาย
ให้กลายเป็นสารอื่นโดยวิธีการทางเคมี ธาตุมีทั้งสถานะที่เป็นของแข็ง เช่น ธาตุสังกะสี(Zn) ตะกั่ว (Pb) เงิน
(Ag) และดีบุก (Sn) , เป็นของเหลว เช่น ปรอท (Hg) เป็นก๊าซ เช่น ไนโตรเจน (N2) ฮีเลียม (He) ออกซิเจน
(O2) ไฮโดรเจน (H2) เปน็ ตน้

สารประกอบ (compound) หมายถึง “สารบริสุทธเิ์ นอ้ื เดียวท่ีเกดิ จากธาตุต้ังแตส่ องชนิดขึ้นไปเป็น
องค์ประกอบ” สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุโดยวิธีการทางเคมี สามารถแยกสลายให้เกิดเป็นสาร
ใหม่หรือกลับคืนเป็นธาตุเดิมได้ สารประกอบจะมีสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากธาตุเดิม เช่น น้ำ มีสูตรเคมี
เป็น H2O น้ำเป็นสารประกอบที่เกิดจากธาตุไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) แต่มีสมบัติแตกต่างจาก
ไฮโดรเจนและออกซิเจน น้ำตาลทรายประกอบด้วยธาตคุ าร์บอน ( C ),ไฮโดรเจน (H) ,และออกซิเจน (O) เป็น
ตน้

สารละลาย (solution) หมายถึง สารเนื้อเดียวที่ไม่บริสุทธิ์ เกิดจากสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมา
รวมกัน

สารผสม หมายถึง สารที่มีองคป์ ระกอบภายในแตกตา่ งกัน หรือสารที่เนื้อไม่เหมือนกันทกุ ส่วน เช่น
พริกเกลือ คอนกรตี ดนิ หรอื อาจเป็นสารตงั้ แต่สองชนิดข้นึ ไปผสมกนั อยู่ โดยทีส่ ารเหลา่ น้ยี ังมีสมบัตเิ หมือนเดิม
และสามารถแยกออกจากกนั ไดโ้ ดยวธิ ีง่ายๆ

แบบฝกึ หัด ครง้ั ที่ 5
คำช้ีแจง จงเลอื กคาตอบที่คดิ ว่าถูกตอ้ งท่ีสดุ เพยี งคำตอบเดียวในแตล่ ะข้อ
1) ข้อใดไม่ใชส่ สาร
ก. เกลือแกงใสล่ งในอาหาร
ข. เสยี งของสนุ ขั หอน
ค. น้ำแกงกาลงั เดอื ด
ง. สายไฟท่ที าจากพลาสตกิ
2) ทองเหลืองจดั เป็นสารประเภทใด
ก. ธาตุ
ข. สารประกอบ
ค. สารละลาย
ง. สารเนื้อผสม
3) ข้อใดต่อไปนเ้ี ป็นความหมายของสารประกอบ
ก. โมเลกุลของสารประกอบด้วยธาตุ 2 อะตอมข้นึ ไป
ข. สารท่ธี าตุเป็นชนิดเดยี วกนั
ค. สารทเ่ี กิดจากธาตุ 2 ชนิดขึน้ ไปมารวมกนั
ง. ผลติ ภัณฑ์ท่ไี ดจ้ ากการทาปฏิกริ ิยากนั ของสาร 2 ชนิด
4) ขอ้ ความตอ่ ไปนขี้ ้อใดถูกต้อง
ก. สารละลายทกุ ชนิดเป็นสารบรสิ ุทธิ์
ข. สารบริสทุ ธบ์ิ างชนดิ เปน็ สารเนื้อเดยี ว
ค. สารประกอบทกุ ชนดิ เปน็ สารเนอ้ื เดยี ว
ง. ธาตุบางชนิดเปน็ สารเนื้อเดียว
5) ถา้ จัด เหล็ก น้ำเช่อื ม และสารละลายกรดซลั ฟิวรกิ ให้อยใู่ นกลุม่ เดยี วกัน จะต้อง ใชอ้ ะไรเปน็ เกณฑใ์ นการ
จัด
ก. การนำไฟฟ้า
ข. การละลาย
ค. การเป็นสารเนือ้ เดยี วกัน
ง. สมบตั เิ ป็นกรด-เบส
6) วธิ ีการกลน่ั นำ้ ใหบ้ รสิ ุทธิ์แบบธรรมดาจะไม่เหมาะสม เม่ือนามาใช้กบั อะไร
ก. น้ำทะเล
ข. น้ำคลอง
ค. น้ำผสมแอลกอฮอล์
ง. สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์
7) การแยกนำ้ มนั ดบิ สว่ นใหญ่อาศยั วิธกี ารแบบใด
ก. การสนั ดาป
ข. การกลน่ั ลาดบั ส่วน
ค. การตกตะกอนลาดบั สว่ น
ง. การสลายตัวด้วยความรอ้ น

8) กรดในข้อใดเปน็ กรดอินทรยี ์ทั้งหมด
ก. นำ้ มะขาม กรดไฮโดรคลอริก
ข. น้ำมะนาว กรดไนตรกิ
ค. กรดแอซิตกิ น้ำมะนาว
ง. นำ้ มะขาม กรดซัลฟวิ ริก
9) สารใดตอ่ ไปนม้ี ีสภาพเปน็ เบส ทง้ั หมด
ก. น้ำมะนาว นำ้ อดั ลม
ข. นำ้ มะขาม น้ำเกลือ
ค. สารละลายผงซักฟอก นำ้ ขี้เถา้
ง. สารละลายยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน
10) สบเู่ กิดจากปฏิกิริยาเคมีระหวา่ งสงิ่ ใด
ก. แชมพกู บั น้ำมันพชื
ข. กรดกับไขมนั สตั ว์
ค. ไขมันสตั ว์กับนำ้ ขเ้ี ถ้า
ง. ไม่มขี ้อใดถกู

เฉลยแบบทดสอบบทท่ี 7 เรือ่ งสารและการจำแนกสาร
1. ข 6. ง
2. ก 7. ข
3. ค 8. ก
4. ค 9. ค
5. ก 10. ง

แผนการจดั การเรยี นรูแ้ บบพบกลมุ่
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ รายวิชา การใช้พล

วันที.่ ..................................เดอื น.................................

หวั เรอ่ื ง ตัวช้ีวดั เนอ้ื หา ข

การกำเนดิ ของ 1. บอกการกำเนิดของไฟฟา้ 1 การกำเนิดของไฟฟ้า ๑. ข
ไฟฟ้า 2. บอกสัดสว่ นเช้ือเพลิงท่ีใช้ ๑.๑ ไฟฟ้าที่เกดิ จากการเสียดสี - ครูแ
ในการผลติ ไฟฟา้ ของประเทศ ของวตั ถ เรียน
ไทย ๑.๒ ไฟฟา้ ทีเ่ กดิ จากการทำ ส่งิ แว
3. ตระหนกั ถึงสถานการณ์ ปฏกิ ิรยิ าทางเคมี ๒. ข
ของเช้ือเพลิงทใ่ี ช้ในการผลติ ๑.๓ ไฟฟา้ ทีเ่ กดิ จากความร้อน - นัก
ไฟฟา้ ของประเทศไทย ๑.๔ ไฟฟ้าที่เกดิ จากพลังงาน จัดกา
4. วิเคราะหส์ ถานการณ์ แสงอาทติ ย์ ๑.๑
พลังงานไฟฟา้ ของประเทศ ๑.๕ ไฟฟ้าที่เกดิ จากพลงั งาน ๑.๒
ไทย แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า ๑.๓
5. เปรยี บเทียบสถานการณ์ 2 สถานการณ์พลังงานไฟฟ้า ๓. ข
พลังงานไฟฟ้าของไทยและ ของประเทศไทย และประเทศ - นกั
ประเทศในอาเซียน ในอาเซียน
6. ระบชุ ื่อและสังกัดของ ๒.๑ สถานการณ์พลังงานไฟฟ้า ไดร้ บั
หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้องด้าน ของประเทศไทย
พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ๔. ข
7. บอกบทบาทหนา้ ทีข่ อง - ครูผ
ทไ่ี ดร้

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น (ครง้ั ที 17)
ลงั งานไฟฟา้ ในชวี ิตประจำวนั 2 พว22002

.........พ.ศ...๒๕๖๔.........เวลา.............๐๙.๐๐ – ๑๖.๓๐ น.

ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้ ส่ือการเรยี นการ วดั ผลและ หมายเหตุ
สอน ประเมินผล

ขน้ั การกำหนดสภาพปญั หา -โปรเจกเตอร์ - ใบงาน
- ใบความรู้
และนักศึกษาอภปิ รายแลกเปล่ียน -คอมพวิ เตอร์ -แบบบนั ทกึ การ
เรียนรู้
นร้เู กีย่ วกับโรงไฟฟ้ากบั การจดั การดา้ น -ใบงาน -การสงั เกตกุ าร
เข้ารว่ มกิจกรรม
วดล้อม -ใบความรู้
ขน้ั การแสวงหาขอ้ มลู และการเรยี นรู้
กศกึ ษาศึกษาเกยี่ วกับผลกระทบและการ

ารดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม
ด้านอากาศ
ด้านน้ำ

ดา้ นเสียง
ขน้ั การปฏิบตั แิ ละการนำไปประยุกต์ใช้
กศึกษาแต่ละกลมุ่ ศึกค้นควา้ ตามหัวข้อที่

บมอบหมาย

ขั้นการประเมินผล
ผู้สอนประเมนิ ผลการเรียนรจู้ ากชนื้ งาน
รบั มอบหมาย

หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้องด้าน ๒.๒ ความต้องการไฟฟ้าในแตล่ ะ
พลังงานไฟฟ้า ชว่ งเวลาในหนง่ึ วนั ของประเทศ
ไทย
3 หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องดา้ น
พลังงานไฟฟา้ ในประเทศไทย



ใบความรู้




Click to View FlipBook Version