The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

20001-1001
วิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

20001-1001
วิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บันทกึ หลงั การสอน
1. ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ผลการเรียนของนักเรยี น/ผลการสอนของคร/ู ปญั หาท่พี บ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. แนวทางการแก้ปญั หา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงช่ือ............................................... ลงช่อื ...............................................
(...............................................) (.............................................)
ตัวแทนนกั เรยี น ครผู ู้สอน

ใบเน้ือหาหน่วยที่ 11 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
สอนคร้ังท่ี 11/18
ช่อื วิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหัส 20001-1001 จานวน 3 คาบ
ชื่อหน่วย การเฝูาระวังและปูองกันโรคจากการทางาน
ช่ือเรื่อง การเฝูาระวังและปอู งกนั โรคจากการทางาน

หัวขอ้ เรอ่ื ง
11.1 ความหมายของโรคจากการทางาน
11.2 สาเหตุของโรคจากการทางาน
11.3 ประเภทของโรคจากการทางาน
11.4 หลักการปอู งกันโรคจากการทางาน

สาระสาคญั /แนวคดิ สาคญั
การเฝูาระวังและการปูองกันโรคจากการทางานเป็นงานท่ีต้องจัดให้มีขึ้นในสถานประกอบการ

โดยเป็นงานทั้งฝุายวิศวกรรมที่มีหน้าที่ออกแบบเคร่ืองมือและวิธีการทางานให้ปลอดภัยจากส่ิงแวดล้อม เช่น
สารเคมี ฝนุ ฟมู ไอระเหยของโลหะหนัก เป็นตน้ ฝาุ ยสุขศาสตร์มีหน้าท่ีเฝูาระวังสิ่งแวดล้อมตลอดจนบุคลากร
ทางการแพทยท์ ที่ าหนา้ ทีต่ รวจสขุ ภาพพนักงานและทาทะเบยี นเวชศาสตร์เพอื่ เป็นข้อมูลในการปูองกันโรค

สมรรถนะยอ่ ย
วางแผนดาเนินการเบือ้ งตน้ ในการเฝาู ระวังและปอู งกนั โรคจากการทางาน

จุดประสงค์การปฏบิ ัติ
ดา้ นความรู้และทกั ษะ
1. บอกความหมายของโรคจากการทางาน
2. อธิบายสาเหตุของโรคจากการทางาน
3. บอกประเภทของโรคจากการทางาน
4. อธิบายหลักการปูองกนั โรคจากการทางาน
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม/บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
แสดงออกดา้ นการตรงตอ่ เวลา ความสนใจใฝุรู้ ความซือ่ สตั ย์ สุจริต ความมีน้าใจ, แบง่ บนั

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยท่ี 11

ชื่อวิชา อาชวี อนามัยและความปลอดภยั รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ช่ือหนว่ ย การเฝาู ระวงั และปูองกันโรคจากการทางาน สอนคร้ังที่ 11/18

ชื่อเรอื่ ง การเฝาู ระวังและปูองกันโรคจากการทางาน จานวน 3 คาบ

11.1 ความหมายของโรคจากการทางาน

โรคจากการทางาน หมายถึง การเกดิ โรคหรอื ความเจ็บปวุ ยของผปู้ ระกอบอาชพี หรืคนงานอัน

เน่อื งมาจากการทางานท่ีเก่ียวข้องหรอื สมั ผัสกับอันตรายทมี่ อี ยใู่ นสภาพแวดลอ้ มการกระทาน้นั ๆ โดยประกาศ

กระทรวงแรงงานฯ ได้มีการกาหนดชนดิ ของโรคทม่ี อี ตั ราการเปน็ มากเทา่ น้นั เชน่ โรคปอด โรคผวิ หนงั

โรคมะเรง็ เปน็ ตน้

11.2 สาเหตุของโรคจากการทางาน

ส่งิ ที่ทาให้เกดิ โรคหรอื ตน้ เหตขุ องโรคได้แก่ ปจั จัยทางสง่ิ แวดลอ้ มการทางาน

1) ตวั ผปู้ ฏบิ ตั ิงาน ไดแ้ ก่ การปฏิบตั ิตน พฤติกรรม ปัจจยั สว่ นบคุ คล

2) สภาพการทางานและสภาพแวดล้อมอื่นๆได้แก่ ปัจจัยเสริม/กระตุน้ เชน่ การจดั พ้ืนทกี่ ารทางาน

การบรหิ ารจดั การ ฯลฯ

11.3 ประเภทของโรคจากการทางาน

1) โรคปอดจากการทางาน

2) โรคผวิ หนงั จากการทางาน

3) โรคมะเร็งจากการทางาน

4) โรคจากการทางานที่เกิดจากปจั จัยเคมี

5) โรคจากการทางานทเ่ี กิดจากปจั จัยกายภาพ

6) โรคจากการทางานทีเ่ กดิ จากปจั จัยทางชีวภาพ

11.3.1 โรคปอดจากการทางาน

โรคปอดจากการการทางานเกิดจากการสูดหายใจเอาฝุนละออง ควัน หรือสารพิษเข้าไปใน

ปอด ในขณะทางาน สารเหล่าน้ีอาจทาให้เกิดการระคายเคืองหรือเป็นพิษในทางเดินหายใจ ในบางรายอาจมี

ปอดอกั เสบหรือพังผืดเกิดข้ึนในปอด หลายรายอาจมี allergic responses ทาให้เกิดอาการหอบหืด เช่น โรค

หอบหืดจากการทางาน เป็นตน้ โรคหรอื ภาวะดงั กล่าวข้างต้นรวมเรยี กวา่ “โรคปอดจากการทางาน” นิวโมโคนิ

โอสสิ (pneumoconioses) เปน็ ชอื่ รวมของโรคปอดจากการทางาน ท่เี กิดจากการสูดหายใจเอาฝุนละอองพวก

สารอนนิ ทรีย์หรอื ฝนุ แร่ทีท่ าใหป้ อดอักเสบ และมีพงั ผืดเกิดขึ้น นิวโมโคนิโอสิส ท่ีเกิดจากถ่านหิน มีชื่อเรียกว่า

Coal worker’s pneumoconioses ส่วนนิวโมโคนโิ อสสิ ทเ่ี กิดจากการหายใจ เอาฝุน silica หรือ asbestos มี

ชอ่ื เรียกวา่ ซิลโิ คสสิ และแอสเบสโตสสิ ตามลาดบั

ใบเน้ือหาหนว่ ยที่ 11

ชื่อวิชา อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชือ่ หนว่ ย การเฝูาระวังและปอู งกนั โรคจากการทางาน สอนครงั้ ที่ 11/18

ชือ่ เร่ือง การเฝาู ระวังและปอู งกันโรคจากการทางาน จานวน 3 คาบ

โรคปอดจากการทางานอาจจาแนกออกจากกันตามต้นเหตไุ ด้ ดงั ต่อไปนี้

1) โรคปอดจากการทางานที่เกิดจากฝุนละอองสารอนนิ ทรยี ์หรือฝุนแร่ พยาธสิ ภาพในปอด

อาจเกดิ ขึน้ น้อย ตัวอยา่ งทเ่ี ช่น พวกฝุน ละอองที่ inert และ nonreactive ไดแ้ ก่ เหล็ก แบเรยี ม พลวง และ

ดีบุก พวกทท่ี าใหเ้ กิดพยาธสิ ภาพในขนาดปานกลาง ไดแ้ ก่ ถา่ นหิน kaolin และ diatomaceous earth (ใช้

ทาเซรามคิ ) และพวกที่ทาให้เกิดพยาธิสภาพรนุ แรง ไดแ้ ก่ silica และ asbestos

2) โรคปอดจากการทางานท่เี กิดจากฝุนละอองสารอนิ ทรีย์ เช่น farmer’s lung หรือ

hypersensitivity pneumonitis ท่ีเกิดจากการหายใจ เอาฝนุ ละอองฟางขา้ วท่ีขึ้นรา (mouldy hay) และบสิ

สิโนสสิ เปน็ ตน้

3) โรคหอบหืดจากการทางาน (occupational asthma)

4) โรคปอดจากการทางานท่ีเกดิ จากก๊าซและควนั พษิ บางชนิด

5) มะเร็งปอดและมะเร็งเย่อื หุ้มปอด

11.3.2 โรคผวิ หนงั จากการทางาน

โรคผิวหนังเป็นปัญหาสาคัญ และเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับส่ีของประเทศ เนื่องจาก

ปัจจุบนั มกี ารใช้วสั ดแุ ละสารเคมีทท่ี าให้เกิดโรคผิวหนังอยา่ งแพร่หลาย หากมีการดูแลการใช้ไม่เหมาะสมจะทา

ใหผ้ ทู้ ส่ี ัมผัสเกิดอาการระคายเคืองและภมู แิ พ้ทีผ่ ิวหนัง อาการลักษณะนมี้ กั เป็น ๆ หาย ๆ ทาให้เกิดปัญหาด้าน

รา่ งกายและจิตใจของผู้ท่ีเป็นโรค การรักษาโรคผิวหนังน้ันมักจะทาได้โดยการบรรเทาอาการ และท่ีสาคัญคือ

ต้องกาจัดสาเหตุ และสภาพที่อาจทาใหเ้ กดิ อาการของโรคผวิ หนงั

สาเหตกุ ารเกดิ โรคผิวหนงั จากการทางาน การเกิดโรคผวิ หนังจากการทางาน มีสาเหตุหลกั

ดงั นี้

1) สาเหตุจากสารเคมี

2) สาเหตุจากการสมั ผัส การเสียดสแี ละการกระแทก

3) สาเหตุจากสง่ิ แวดล้อมทางกายภาพ

4) สาเหตุจากสิง่ แวดล้อมทางชีวภาพ

1) สาเหตจุ ากสารเคมี ในอุตสาหกรรมมกี ารนาสารเคมีมาใชป้ ระโยชนใ์ นการผลิตสินค้าต่างๆ

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประมาณว่ามีการใช้สารเคมี

มากกว่า 100,000ชนดิ ในอตุ สาหกรรมและในจานวนนี้มีสารเคมีมากกว่า 16,500 ชนิดที่เป็นพิษและสามารถ

กอ่ ใหเ้ กิดอากาศทางผวิ หนัง รวมท้งั ระบบตา่ งๆ ของร่างกายดว้ ย เช่น ระบบประสาท ระบบโลหิตและระบบ

ใบเนื้อหาหน่วยท่ี 11

ชอื่ วชิ า อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหนว่ ย การเฝาู ระวังและปูองกนั โรคจากการทางาน สอนครง้ั ท่ี 11/18

ชอื่ เร่ือง การเฝูาระวังและปูองกันโรคจากการทางาน จานวน 3 คาบ

ภมู ิแพ้ โรคผิวหนงั จากสารเคมที าให้เกดิ ภูมิแพ้ทรี่ ู้จกั กันมานานในประเทศอุตสาหกรรม เช่น คนงานในโรงงาน

ท่ีเก่ียวข้องกับโลหะ เครื่องหนัง ยาง สีย้อมผ้า กาวพลาสติก เส้นใยแก้ว สีพ่น รวมทั้งน้ามันเบนซินและ

น้ามันเครื่อง การท่ีผิวหนังสัมผัสกับน้ามันโดยตรงและไม่มีเครื่องปูองกัน จะทาให้ขุมขนอักเสบหรือเกิดผื่น

คลา้ ยสวิ บริเวณหนา้ แขน ขาและบริเวณอื่นๆ ท่ีสัมผัสได้ เช่น การใช้น้ามันเบนซินล้างมือ สารตะก่ัวท่ีผสมอยู่

ในน้ามนั เบนซนิ อาจซึมเข้าผวิ หนงั เกดิ เป็นรอยคลา้ และทาให้เกิดโรคแพ้พิษตะกั่วอินทรีย์ได้ นอกจากนี้ยังเคย

พบวา่ คนท่ีต้องทางานสมั ผัสกับอปุ กรณท์ ีท่ าจากโลหะชุบนิคเกิลเป็นประจาบางคนจะเกิดโรคผิวหนังผ่ืนแพ้ได้

ดังนั้นผู้ท่ีเป็นภูมิแพ้ จะทาให้ผิวหนังแพ้ง่ายเกิดเป็นน้าเหลืองบริเวณที่สวมใส่เครื่องประดับของเทียมทาด้วย

โลหะชุบนิคเกิล เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ หัวเข็มขัด เป็นต้น งานอุตสาหกรรมในครัวเรือน อาจมีการแพ้กาว

พลาสติกในการทาดอกไมพ้ ลาสติก ทาเครือ่ งหนัง แม้แต่งานดอกไม้สดก็อาจแพ้ยางของดอกไม้ได้ เช่น ดอกรัก

และดอกมะลิ เป็นต้น สาหรับงานด้านเกษตรกรรม การใช้ปุ๋ย สารกาจัดแมลงหรือสารกาจัดศัตรูพืชล้วนเป็น

สาเหตุทท่ี าใหเ้ กิดการระคายเคอื งและผ่ืนคันที่ผิวหนังได้หากสมั ผัสถกู ผิวหนังโดยตรงโดยไมม่ เี คร่อื งปูองกนั

2) สาเหตุจากการสัมผัส การเสียดสีและการกระแทก การเสียดสีหรือจับต้องกับสารท่ี

กอ่ ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังเป็นประจา เช่น เส้นใยแก้วและเส้นใยสังเคราะห์ที่ใช้ทาฉนวนต่างๆ เม่ือ

สัมผัสกับผิวหนังจะทาให้เกิดอาการคัน เม่ือเกาอาจทาให้ผิวหนังเกิดบาดแผลหรือรอยถลอก มีโอกาสติดเช้ือ

โรคอื่นๆ ไดง้ า่ ยขึน้

3) สาเหตุจากส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ การได้รับความร้อน ความเย็น แสงอาทิตย์ รังสี

เอกซ์-เรย์ และรังสีแตกตัวอื่นๆ ที่มากเกินไป สามารถทาให้เกิดอันตรายที่ผิวหนังได้ เช่น ทาให้ผิวหนังไหม้

อักเสบ แสบ ลอก และอาจเกดิ มะเรง็ ที่ผิวหนงั ได้

4) สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ สารชีวภาพจาพวก แบคทีเรีย รา และปรสิต เช่น

เห็บและไร ซึ่งจะทาลายผิวหนังทาให้เกิดอาการคัน โรคผิวหนังท่ีเกิดจากเชื้อรา และที่พบบ่อยในคนไทย คือ

โรคกลากเกลื้อน โดยสาเหตจุ ากการทาความสะอาดร่างกายไม่เพียงพอ บริเวณท่ีพบบ่อยมักจะเป็นบริเวณที่มี

ความอบั ชื้น เชน่ ขาหนบี เล็บ ศีรษะ งา่ มมอื และงา่ มเทา้ นอกจากน้ี คนทม่ี ีอาชพี ทีม่ อื ต้องเปียกชื้นตลอดเวลา

เช่น ขายอาหาร ขายผัก น้าจะโดนเล็บทาให้เล็บเป่ือย เกิดอาการอักเสบบวมแดง อาจมีหนองและติดเชื้อรา

ชนิดยีสต์ได้ พืชมพี ิษ จดั เป็นสารชีวภาพชนดิ หนึ่งทีท่ าใหเ้ กิดโรคผวิ หนัง เช่น เถาวัลย์มีพิษและไม้โอ๊คมีพิษ พืช

บางชนดิ เมอ่ื สมั ผสั จะทาให้เกดิ ผน่ื แดง อกั เสบ และเกดิ ภมู ิแพ้ท่ีผวิ หนังได้

ใบเน้อื หาหน่วยที่ 11

ชื่อวิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหนว่ ย การเฝาู ระวังและปูองกนั โรคจากการทางาน สอนครง้ั ท่ี 11/18

ชอื่ เรือ่ ง การเฝูาระวังและปูองกันโรคจากการทางาน จานวน 3 คาบ

11.3.3 โรคมะเรง็ จากการทางาน

มีสาเหตุส่วนใหญ่จากการสัมผัสกับสารเคมีที่มีฤทธ์ิกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง (Carcinogen) พบ

ครั้งแรกในประเทศอังกฤษเม่ือปี ค.ศ. 1775 ในกลุ่มคนงานทาความสะอาดปล่องควันตามบ้านเรือน มีอัตรา

การเกิดมะเร็งที่ถุงอัณฑะสูงซ่ึงเป็นผลจากการสัมผัสกับเขม่าท่ีประกอบด้วยสาร Carcinogen คือสาร

Polycyclic Aromatic Hydrocarbon เป็นเวลานาน ต่อมาในประเทศเยอรมันพบว่า คนงานท่ีทางานในโรง

ผลิตสีย้อมผา้ ดว้ ยสาร Magenta มอี ัตราการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปสั สาวะสูงและพบมากข้ึนเรื่อยๆทั่วโรค

ในประเทศไทยยงั ไมม่ ีขอ้ มูลทีแ่ น่นอนเกี่ยวกับอัตราการเกิดและความชุกของโรค แต่พบว่ามะเร็งที่เป็นสาเหตุ

จากการประกอบอาชพี ในประเทศไทย ได้แก่ Mesothelioma มะเรง็ ปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเม็ด

เลือดขาว และมะเรง็ ต่อมน้าเหลือง ทั้งน้ีเพราะ การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี

การนาเขา้ สารเคมเี พอื่ ใช้ในการผลิตจานวนมาก ซ่งึ รวมถงึ สารทเ่ี ปน็ Carcinogen

11.4 หลกั การปอ้ งกนั โรคจากการทางาน

11.4.1 การเฝาู ระวังทางสงิ่ แวดลอ้ มการทางาน

- การควบคุมปอู งกันทแี่ หล่งต้นเหตขุ องโรค

- การควบคมุ ส่ิงแวดล้อมระหว่างต้อนเหตกุ บั คนงาน

- การควบคุมทต่ี วั คนงาน

แกส๊ พษิ ตา่ งๆเช่นไอปรอท ไอตะกวั่ สามารถปอู งกันไดใ้ น 3 ลกั ษณะ

1) กาจดั แบบแหง้ -ผา่ นหอกรองทีภ่ ายในบรรจุสารดดู ซับตา่ งๆ

2) กาจดั แบบเปยี ก-ผา่ นไอพิษไปยังหอท่ีภายในมีสารละลายที่เหมาะสมมาดูดซับแล้วกาจัด

พิษออกจากสารละลายอกี คร้งั หน่งึ

3) กาจัดแบบเผาไหม้-ผ่านแก๊สพิษไปยังหัวเผาในเตา จะเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซ

คารบ์ อนไดออกไซด์ กับไอน้าปล่อยใหธ้ รรมชาติกาจัดออกต่อไปได้

11.4.2 การเฝูาระวังดา้ นสุขภาพของคนงาน

1) การตรวจสขุ ภาพร่างกายของคนงาน

2) การบันทึกรวบรวมข้อมลู เชิงระบาดวทิ ยา

เอกสารอา้ งอิง

หนงั สอื เรยี นวชิ าอาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหสั วชิ า 2001–1004

บนั ทกึ หลังการสอน
1. ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ผลการเรยี นของนกั เรยี น/ผลการสอนของคร/ู ปัญหาทพ่ี บ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. แนวทางการแก้ปัญหา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ............................................... ลงชอ่ื ...............................................
(...............................................) (.............................................)
ตวั แทนนกั เรยี น ครผู ู้สอน

ใบเนือ้ หาหนว่ ยท่ี 12 เวลาเรียนรวม 54 คาบ
ชอ่ื วิชา อาชวี อนามัยและความปลอดภยั รหสั 20001-1001 สอนครั้งที่ 12/18
ชอ่ื หนว่ ย การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

ช่อื เรอ่ื ง การปฐมพยาบาล

หวั ขอ้ เรื่อง
12.1 ความหมายของการปฐมพยาบาล
12.2 หลกั เบ้ืองต้นของการปฐมพยาบาล
12.3 การปฐมพยาบาล

สาระสาคญั /แนวคดิ สาคัญ
การปฐมพยาบาลเป็นการชว่ ยเหลอื ผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่าง ๆ หรือเจ็บปุวยกะทันหัน ณ สถานท่ีเกิด

เหตุ ให้พ้นอันตราย ก่อนที่จะส่งไปให้แพทย์รักษาต่อไป โดยใช้อุปกรณ์หรือเคร่ืองมือเท่าท่ีหาได้ในขณะนั้น
ทั้งนี้เพื่อปูองกันอันตรายท่ีจะเกิดข้ึนในระยะต่อไปและพยายามช่วยชีวิตไว้ เพื่อลดความรุนแรง ภาวะไม่พึง
ประสงค์ และปูองกันความพกิ าร ตลอดจนบรรเทาความเจ็บปวดทรมานและชว่ ยใหก้ ลับสู่สภาพเดิมโดยเรว็

สมรรถนะย่อย
ปฐมพยาบาลเบ้ืองต้นตามหลักการและกระบวนการ

จดุ ประสงค์การปฏิบตั ิ
ดา้ นความรแู้ ละทักษะ
1. บอกความหมายของการปฐมพยาบาล
2. อธิบายหลกั เบือ้ งตน้ ของการปฐมพยาบาล
3. อธิบายวิธีการและขน้ั ตอนการเคล่อื นย้ายผปู้ ุวย
4. อธบิ ายวิธปี ฐมพยาบาลผู้บาดเจบ็ ในลักษณะต่าง ๆ
ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม/บรู ณาการปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
แสดงออกด้านการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝุรู้ ความซ่ือสัตย์ สุจรติ ความมนี ้าใจ, แบง่ บัน

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยท่ี 12

ชอื่ วิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชอ่ื หน่วย การปฐมพยาบาล สอนคร้งั ที่ 12/18

ชื่อเรอ่ื ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

12.1 ความหมายของการปฐมพยาบาล

การปฐมพยาบาล หมายถึง การให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุต่าง ๆ หรือเจ็บปุวยกระทันหัน

ณ สถานท่เี กิดเหตุใหพ้ น้ อนั ตราย ก่อนท่ีจะส่งไปให้แพทย์รักษาต่อไป โดยใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือเท่าที่หาได้

ในขณะน้นั ท้ังน้เี พือ่

1) เพือ่ ปอู งกันอันตรายท่ีจะเกดิ ขึ้นในระยะตอ่ ไปและพยายามช่วยชีวิตไว้

2) เพอ่ื ลดความรนุ แรง ภาวะไม่พงึ ประสงค์ และปอู งกันความพิการ

3) เพอ่ื บรรเทาความเจ็บปวดทรมานและช่วยให้กลบั สู่สภาพเดมิ โดยเร็ว

12.2 หลกั เบื้องตน้ ของการปฐมพยาบาล

12.2.1 ส่ิงที่เก่ียวข้องสาคัญ โดยทั่วไปมักมีสิ่งที่เกี่ยวข้องสาคัญของการปฐมพยาบาลอยู่ 3 ประการ

ได้แก่ ผทู้ ่ใี หก้ ารช่วยเหลอื ผูท้ ี่ไดร้ บั บาดเจ็บ (ผ้ปู ุวย) และส่ิงแวดล้อม

12.2.2 วิธปี ฏบิ ัตเิ ม่ือแรกพบผู้บาดเจบ็

1) อย่าเคล่ือนย้ายผู้บาดเจ็บจากตาแหน่งเดิมท่ีพบ ให้ทาการปฐมพยาบาลตรงท่ีเกิดเหตุ

ยกเว้นในกรณีทีอ่ าจมอี นั ตรายทั้งผบู้ าดเจ็บและผปู้ ฐมพยาบาล

2) ตรวจดูการหายใจ การทางานของหวั ใจพรอ้ มทง้ั ใหก้ ารช่วยเหลอื

3) ปอู งกนั อันตรายท่ีอาจเกิดข้นึ กับผู้บาดเจ็บในขัน้ ตอ่ ไป

4) ห่มผ้าให้ผูป้ วุ ยเพื่อปูองกันการชอ็ ก

5) ขยายเขม็ ขดั และเสื้อผา้ ให้หลวม

6) ถ้ามแี ผลควรพันใหแ้ ละถา้ กระดูกหกั ต้องเขา้ เฝอื กชัว่ คราวให้

7) ชวนผ้บู าดเจบ็ คยุ เพ่ือให้เกดิ ความสบายใจ

8) อยู่กับผู้บาดเจบ็ จนกระท่ังสง่ ผบู้ าดเจบ็ ให้แกต่ ารวจ หนว่ ยกู้ภยั หรือญาติ

9) ให้สงั เกตทีข่ อ้ มอื และท่คี อวา่ มเี หรยี ญบง่ บอกว่าผบู้ าดเจ็บมโี รคประจาตวั หรือไม่

10) พึงระลึกถงึ ขอบเขตและความสามารถของตนเองในการใหป้ ฐมพยาบาล

12.2.3 การเคล่ือนย้ายผู้ปุวย

1) การเคลื่อนย้ายโดยผู้ช่วยเหลอื คนเดียว

ใช้ในกรณีท่ีเราพบผู้ปุวยคนเดียว และไม่สามารถท่ีจะหาผู้อ่ืนมาช่วยได้ เหมาะสาหรับเคล่ือนย้าย

ผู้ปุวยไปยังสถานทที่ อี่ ยู่ไม่ไกล ซง่ึ มีดว้ ยกนั หลายวิธี ดังนี้

1. วธิ พี ยงุ เดิน ใช้กับผ้ปู วุ ยท่ีรูส้ ึกตัว ซึ่งมวี ิธปี ฏบิ ตั ิ ดังน้ี

ใบเนอ้ื หาหน่วยที่ 12

ช่อื วชิ า อาชวี อนามัยและความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชื่อหนว่ ย การปฐมพยาบาล สอนครั้งที่ 12/18

ชอื่ เรื่อง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

ใหผ้ ู้ช่วยเหลือยนื เคยี งข้าง ผ้ปู ุวย หันหนา้ ไปในทศิ ทางเดยี วกนั จับแขนข้างหน่งึ ของผูป้ ุวยพาดไวท้ ีค่ อ มอื ผู้

ชว่ ยเหลอื ข้างหนง่ึ ออ้ มไปด้านหลัง รดั บ้นั เอวของผ้ปู ุวยไว้ และพาเดนิ ไปทิศทางเดยี วกัน

2. วธิ ีอุ้มกอดด้านหน้า วธิ ีน้ีเหมาะสาหรับกรณีผู้ปวุ ยมรี ปู ร่างเลก็ กวา่ ผชู้ ว่ ยเหลอื และผู้

ช่วยเหลอื และผ้ปู ุวยเดนิ ไมไ่ ด้ แตย่ ังสามารถใช้ขาขา้ งใดข้างหนงึ่ ได้ มวี ิธปี ฏิบตั ิ คือ ผชู้ ่วยเหลือคกุ เข่าลงข้าง

หนึ่งใชม้ ือทัง้ สองช้อนตัวผูป้ ุวยข้นึ โดยใช้กาลังขาถ้าผู้ปุวยขึน้ โดยใชก้ าลงั ขา ถ้าผู้ปวุ ยยังมสี ติ ให้ใช้แขนดา้ นใน

คล้องคอผู้ชว่ ยเหลือไว้

3. วิธอี ุ้มทาบและกอดหลัง หรือจะเรยี กวา่ กอดคอขี่หลังกไ็ ดใ้ ช้ในกรณที ี่คนเจ็บเดนิ ไม่ได้ ข้อ

เทา้ แพลงหรอื ขอ้ เท้าเคลด็ ซ่งึ เปน็ วธิ ที ่ีมักพบเห็นไดบ้ ่อยๆมีวธิ ปี ฏบิ ตั ิคอื ใหผ้ ปู้ ุวยยนื ทาบดา้ นหลงั และกอดคอ

ของผ้ชู ว่ ยเหลอื โดยผ้ชู ่วยเหลอื ยอ่ เข่าลงพร้อมสอดมอื ใตเ้ ข่าของผปู้ ุวยทั้งสองขา้ ง จากน้นั ยดึ ฝาุ มอื ทัง้ สองขา้ ง

ของผู้ปุวยไว้

4. วธิ ีอมุ้ แบกสาหรับผู้ปวุ ยทีไ่ ม่รู้สกึ ตัวหรอื รสู้ กึ ตวั กไ็ ดแ้ ต่ไมใ่ ชเ้ คล่ือนย้ายผปู้ วุ ยที่กระดกู สัน

หลงั หกั สามารถ ปฏิบัตไิ ด้ ดงั น้ี

1.ก่อนเคลอื่ นยา้ ยผชู้ ว่ ยเหลอื ต้องตรวจดูลา่ งกายผู้ปุวยและจัดใหอ้ ยู่ในทา่ นอนคว่า

2.ผูช้ ว่ ยเหลือยืนครอ่ มลาตวั ผู้ปุวย เอามอื ดงึ ไหล่ผู้ปุวยขึ้นมา

3.สอดแขนและมอื ใต้รกั แรข้ องผูป้ ุวย แลว้ ประสานขึน้ มา

4.ดึงตวั ผูป้ ุวยจากท่าคกุ เข่าใหย้ ืนขึ้น มอื ขา้ งหนง่ึ จับขอ้ มือผปู้ ุวยไว้ อีกข้างโอบที่เอว

5.ย่อตวั ลงเพ่ือใหผ้ ู้ปุวยพาดอยู่ทีบ่ ่าโดยใช้มอื ท่โี อบเอวรวบเขา่ ท้งั สองขา้ งของผปู้ วุ ย

ไว้

6.ผชู้ ่วยเหลือยนื ข้ึนใชม้ อื ข้างหนึง่ จบั ขาบรเิ วณข้อพับมืออกี ข้างยึดมอื ผู้ปุวยไว้

7.ใชม้ ือข้างที่จับขาผปู้ วุ ยจับยืดขอ้ มือของผปู้ วุ ยไว้แล้วจงึ พาเคลื่อนยา้ ย

ใบเน้อื หาหนว่ ยท่ี 12

ช่ือวชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การปฐมพยาบาล สอนครัง้ ที่ 12/18

ช่อื เรอื่ ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

2 การเคลอ่ื นยา้ ยโดยใชผ้ ู้ช่วยเหลือสองคนในกรณีท่ีผู้ปุวยตัวใหญห่ รือมีนา้ หนกั มาก จาเปน็ ตอ้ งใช้

ผู้ช่วยเหลือมากกว่าสองคนเคล่อื นยา้ ยซึ่งวิธีนจ้ี ะทาใหผ้ ู้ปุวยรสู้ กึ มั่นคงและปลอดภยั มากกว่า

1. วธิ อี ุ้มเคียง ผูช้ ว่ ยเหลือจะตอ้ งยนื ดา้ นเดยี วกัน โดยใหค้ นใดคนหนง่ึ อุ้มบริเวณศรี ษะและ

ไหล่ ส่วนอกี คนอมุ้ สะโพกและขา แลว้ เดินออกพรอ้ ม ๆ กนั

2. วิธพี ยงุ วิธีน้ีจะต้องใหแ้ ขนทั้งสองขา้ งของ ผูป้ ุวยพาดท่ไี หล่ของผู้ชว่ ยทง้ั สอง แล้วจบั มอื

ผูป้ ุวยไว้สว่ นมอื อีกขา้ งหนึ่งให้พยุงผู้ปุวยไว้

3. วธิ ีอมุ้ แบกน่ังสองมอื ผูช้ ว่ ยเหลอื ทง้ั สองคุกเขา่ หนั หน้าเขา้ หากนั โดยให้ผู้ปุวยอยตู่ รงกลาง
ผู้ชว่ ยเหลอื ใชม้ ือประสานกัน แลว้ ยกผู้ปวุ ยยืนขนึ้ พรอ้ มๆกนั แล้วจงึ พาเคลื่อนย้ายไปยังจุดหมาย

4. วิธอี ุม้ คู่แบบใชส้ องคนหาม วิธนี จ้ี ะในกรณที ่ีผู้ปุวยมีอาการบาดเจ็บไม่รุนแรง และผู้ปุวย
สามารถใชต้ นเองได้ โดยให้ผู้ช่วยเหลือทั้งสองลุกข้ึนพร้อมๆกัน วิธีนี้ห้ามใช้กับผู้ปุวยที่สงสัยว่ากระดูกสันหลัง
หัก

ใบเนอ้ื หาหน่วยท่ี 12

ชอ่ื วิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การปฐมพยาบาล สอนครั้งที่ 12/18

ชื่อเร่อื ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

5. วิธีอุ้มประสานแคร่ จะใช้เคลื่อนย้ายผู้ปุวยท่ียังมีสติดี ให้ผู้ช่วยเหลือสองคน ใช้มือสอด

ประสานกันเป็นรปู สี่เหลยี่ มคุกเข่าลง และให้ผปู้ วุ ยนงั่ บนมอื ของผู้ช่วยเหลือ โดยผู้ปุวยใช้มือทั้งสองข้างกอดคอ

ผู้ช่วยเหลอื ไวจ้ ากนัน้ ผู้ช่วยเหลือท้ังสองลุกขึ้นพรอ้ มกัน และพาเคลื่อนยา้ ย

3. การเคล่อื นยา้ ยโดยใชผ้ ูช้ ว่ ยสามคนการเคล่ือนย้ายในลักษณะน้ีใช้ในกรณีท่ีต้องเคลื่อนย้ายผู้ปุวย

ในทา่ นอน และผปู้ วุ ยไม่รู้สึกตัว ระยะทางท่ีตอ้ งเคลื่อนย้ายจะต้องไมไ่ กลมาก ซ่งึ มวี ธิ ปี ฏิบัติดงั น้ี

1. ผู้ช่วยเหลือ ยืนเรียงกันหันหน้าเข้าหาข้างตัวของผู้ปุวย จากนั้นคุกเข่าข้างใดข้างหนึ่งลง

ควรเปน็ เข้าข้างเดียวกนั โดยผู้ช่วยเหลือคนแรกใช้แขนข้างหน่ึงสอดใต้ศีรษะตรงบริเวณคอและไหล่ของผู้ปุวย

มืออกี ขา้ งเขา้ สอดทีห่ ลัง สว่ นคนท่ีสอดแขนข้างหน่ึงท่ีบริเวณเอวและสะโพก อีกข้างสอดเข้าที่ขาท่อนบน และ

คนท่ีสามสอดแขนข้างหนึง่ เข้าท่ใี ต้เขา่ อกี ขา้ งสอดทขี่ อ้ เทา้

2. ให้สญั ญาณยกผู้ปวุ ยข้ึนพรอ้ มๆกนั โดยยงั อยู่ในท่าคกุ เข่า

3. ใหส้ ัญญาณยกผู้ปวุ ยข้ึนพรอ้ มๆกนั แลว้ ทาการเคลอื่ นย้ายผู้ปุวยไปยังจุดหมาย

4 การเคลอื่ นย้ายโดยใช้เปลหาม การเคล่อื นยา้ ยโดยใชเ้ ปลหาม คือการขนยา้ ยในลักษณะ

ใหผ้ ้ปู ุวยนอนราบ ซงึ่ ใช้ในกรณีท่ีผูป้ ุวยมอี าการช็อคหมดสติบาดเจ็บรนุ แรงกระดกู ขาหกั หรืออน่ื ๆโดยจะตอ้ งใช้

ผู้ช่วยเหลอื จะต้องหาวัสดุอุปกรณ์ทอี่ ยู่ใกล้ตัวมาใชด้ ดั แปลงใหส้ ามารถเคล่ือนย้ายผู้ปุวยได้

5. การเคลอ่ื นยา้ ยโดยใช้เก้าอ้ี การเคลอ่ื นยา้ ยโดยใชเ้ ก้าอี้ วิธนี เ้ี หมาะสาหรบั ผูป้ ุวยทีร่ ูส้ กึ ดี ซึ่ง

มอี ยดู่ ้วยกนั สองวธิ ี คือ

1.ใหผ้ ชู้ ่วยเหลืออยดู่ า้ นข้างของผปู้ วุ ย

2.ให้ผชู้ ว่ ยเหลอื อยู่ดา้ นหนา้ และดา้ นหลัง

โดยทั้ง 2 วธิ ีน้ี ควรยกให้ด้านหลงั เอยี งประมาณ 30 องศา และผู้ชว่ ยเหลือจะตอ้ งเดินไปพร้อม ๆ กนั

12.3 การปฐมพยาบาล
การปฐมพยาบาลผูท้ ่มี ีบาดแผล
แผลฟกช้า เกิดจากการกระแทกจากของไม่มีคม ทาให้มีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและเลือดออกใต้

ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวด บวม และผิวหนังมีสีแดง ถ้ามีความรุนแรงมากข้ึน หลอดเลือดใต้ผิวหนังจะฉีกขาด
ด้วย ทาให้ผิวหนังมีสีแดงคล้า หรือม่วง

การปฐมพยาบาล ยกและประคองสว่ นทีบ่ าดเจ็บใหอ้ ยใู่ นท่าท่ีสบาย

ใบเนอ้ื หาหน่วยท่ี 12

ชอื่ วิชา อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ช่ือหน่วย การปฐมพยาบาล สอนครง้ั ท่ี 12/18

ชอื่ เรือ่ ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

ใช้ผ้าชุบน้าเย็นหรือน้าแข็งประคบเบาๆบริเวณแผลช้า นานประมาณ 30 นาที แล้วใช้ผ้ายืดพันไว้ให้แน่น

พอสมควร เพ่ือให้เลือดหยุดและช่วยจากัดการเคล่ือนไหว และให้บริเวณแผลช้านั้นอยู่นิ่งๆนาน 24 ช่ัวโมง

หลังจากนัน้ ให้ประคบบรเิ วณแผลด้วยความรอ้ น เพือ่ ให้อาการบวมชา้ ลดลง

แผลถลอก เป็นบาดแผลต้ืนๆ มีผิวหนังถลอกหรือรอยขูดข่วน มีเลือดออกเล็กน้อย และเลือดมักหยุด

ไหลเอง

การปฐมพยาบาล ห้ามเลือด ถ้าเลือดยังไหลไมห่ ยุด โดยใช้ผ้าสะอาดกดไว้เบาๆหรือใช้ผ้าพันแผลกด

แผลไว้นงิ่ ๆ ลา้ งทาความสะอาดแผลดว้ ยนา้ สะอาด และเอาเศษผงต่างๆหรือกรวดดินออกให้หมด ใช้ผ้าชุบน้า

สบู่เช็ดรอบแผลเบาๆ อย่าให้แผลโดนสบเู่ พราะจะทาใหร้ ะคายเคอื ง

ทาแผลด้วยยาใส่แผลสด เชน่ เบตาดีน ไม่ตอ้ งปิดแผล

บาดแผลถูกของมีคม เกิดจากของมีคม ประเภทใบมีด กรรไกร เศษแก้วหรือกระจก ความลึกของ

บาดแผลสามารถทาอันตรายตอ่ เซลล์ผวิ หนัง เสน้ ลือด กลา้ มเนอ้ื เอ็น และเส้นประสาทได้ และเลือดท่ีออกจาก

แผลประเภทนีม้ กั จะไหลออกมาก

การปฐมพยาบาล ต้องห้ามเลือดก่อน เม่ือเลือดหยุดแล้วทาความสะอาดบาดแผลด้วยน้าสะอาด น้า

ตม้ สุก นา้ เกลอื หรอื นา้ ผสมด่างทับทิม อยา่ เชด็ เลอื ดก้อนทีแ่ ข็งตวั อย่อู อก เพราะจะทาให้เลือดออกจากแผลอีก

ระหว่างทาความสะอาดบาดแผลต้องสงั เกตลกั ษณะบาดแผลว่ามีความกว้าง ยาว ลึก หรือมีสิ่งแปลกปลอมหัก

ค้างอยู่หรอื ไม่ หากไมล่ กึ มากควรเอาออก กรณีบาดแผลบริเวณแขน ขา ควรให้อวัยวะส่วนน้ันพักนิ่งๆ เมื่อทา

ความสะอาดบาดแผลแล้วใส่ยาฆ่าเช้ือโรค เช่น เบตาดีน และปิดแผลด้วยผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาด แต่ถ้าแผลลึก

มากควรห้ามเลือด แล้วรีบส่งโรงพยาบาล หลักการห้ามเลือดที่มีเสียเลือดภายนอกจานวนมาก การกดบน

บาดแผลโดยตรง เป็นการใช้ผ้าสะอาดพับวางบนบาดแผลแล้วใช้น้ิวมือกดลงโดยตรงอย่าง น้อย 10 นาที ยก

ส่วนท่มี ีบาดแผลให้สูงกวา่ ระดับหัวใจ (กรณมี ีบาดแผลบรเิ วณแขน ขา) ถ้ามกี ระดูกหักห้ามยก ปิดทับผ้าสะอาด

น้ันอีกชั้นให้แน่นด้วยผ้าพันแผล หากเลือดยังไม่หยุดให้ใช้ผ้าพันแผล พันทับลงไปให้แน่นอีกผืนหนึ่ง กดบน

หลอดเลือดแดงใหญ่ โดยการใชน้ ิ้วกดลงบนหลอดเลือดแดงเหนือบาดแผล ตรงจุดที่จับชีพจรได้ จะทาให้เลือด

ไหลออกจากแผลนอ้ ยลง

บาดแผลฉกี ขาด เป็นแผลทเ่ี กิดจากวัตถไุ มม่ คี มท่ีมีความแรงทาให้ผิวหนงั ฉกี ขาดได้ ขอบแผลมักขาด

กะรุ่งกะรง่ิ หรือมีการชอกช้าของแผลมาก จะเจบ็ ปวดมาก มักจะมีการสมั ผัสกบั สงิ่ ปนเปือ้ นได้มาก จึงมี

แนวโนม้ ของการตดิ เช้อื สงู

การปฐมพยาบาล ปิดแผลทันทีด้วยผ้าที่สะอาด กดไว้เบาๆหรือใช้ผ้าพันแผลกดแผลไว้นิ่งๆ เพ่ือเป็น

การห้ามเลอื ด ล้างทาความสะอาดแผลดว้ ยนา้ สะอาด และใช้แอลกอฮอลเ์ ชด็ รอบๆแผล รีบนาสง่ แพทยเ์ พ่ือ

ใบเนื้อหาหน่วยท่ี 12

ชือ่ วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ช่อื หน่วย การปฐมพยาบาล สอนครง้ั ที่ 12/18

ช่อื เรื่อง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

ตกแต่งบาดแผล และเย็บแผล ฉีดวัคซีนปูองกันบาดทะยัก และอาจต้องรับประทานยาแก้อักเสบ ถ้า

แผลสกปรกมาก

แผลถูกแทง เกิดจากวัตถุปลายแหลม เช่น มีดปลายแหลม กริช ไม้ ฯลฯ แม้ว่าปากแผลจะเล็ก แต่

มักจะลกึ ถา้ ลกึ ลงไปถูกอวยั วะภายในท่สี าคัญ เชน่ ปอด หัวใจ ตับ ไต กระเพาะอาหาร ฯลฯ จะทาให้ตกเลือด

ภายในไดม้ าก

การปฐมพยาบาล ถา้ ผู้ปุวยมีอาการเปน็ ลม หน้าซีด แสดงว่ามีเลือดตกใน อย่าตกใจให้ผู้ปุวยนอนราบ

ศีรษะต่า ไม่ควรให้กินอะไรท้ังส้ิน รีบนาส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ตรวจบาดแผลที่ถูกแทงว่าถูกอวัยวะสาคัญ

หรือไม่ และหากพบสิ่งหนึ่งสิ่งใดหักคาอยู่บนปากแผล อย่าพยายามดึงออก เพราะจะทาให้เลือดออกมากข้ึน

หรือเพ่ิมอันตรายตอ่ อวยั วะใกลเ้ คียง ควรใช้ผ้าสะอาดบางๆ คลุมไว้ และให้นอนน่ิงๆ แล้วรีบนาส่งโรงพยาบาล

โดยเร็วท่ีสดุ โดยจัดผู้ปุวยให้นอนราบขณะเคล่ือนย้าย

แผลถูกยงิ เป็นแผลทเี่ กิดจากกระสุนปนื เหน็ เป็นรอยกระสุนปนื เข้าและออก ซ่ึงรูเข้าจะเล็กกว่ารูออก

หรือกระสุนอาจฝังในก็ได้ มีอันตรายต่ออวัยวะภายในและอาจมีการตกเลือดภายในได้ ถ้ากระสุนเข้าไปถูก

อวยั วะทีส่ าคญั ภายใน

การปฐมพยาบาล ใหผ้ ู้บาดเจบ็ นอนพกั นิ่ง ๆ ยกปลายเท้าสูง ให้โลหิตไปเลี้ยงสมองมากท่ีสุด ห่มผ้าให้

ความอบอุน่ แกร่ า่ งกาย ไมค่ วรให้ผูบ้ าดเจบ็ กินอะไรทง้ั ส้นิ ถ้ามเี ลือดออกมากต้องห้ามเลือด ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ

และรีบสง่ โรงพยาบาลโดยเร็วทส่ี ดุ

แผลถูกตา สว่ นมากเกิดจากวัตถุประเภทตะปู เข็ม หรือเข็มหมุด เศษแก้ว หนาม ทิ่มตา ซ่ึงปกติแผล

ประเภทนจี้ ะมีเลือดออกไม่มากนกั หรอื แทบไม่เหน็ เลือดไหลออกมาเลย และแผลเกือบจะปิดในทันที จึงทาให้

เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เน่ืองจากวัตถุที่ทาให้เกิดแผลอาจมีสปอร์ของเชื้อ

บาดทะยกั หรือเชอื้ โรคอื่นๆตดิ อยู่ โดยเฉพาะถา้ วตั ถุน้ันเคยสัมผัสดินมาก่อน

การปฐมพยาบาล ใหด้ ึงของแหลมทที่ ่มิ ตาผวิ หนังนน้ั ออก เช็ดดว้ ยแอลกอฮอล์ ปิดแผลดว้ ยผ้าที่สะอาด

แลว้ รีบนาสง่ พบแพทยท์ ันที เพ่ือทาความสะอาดแผลที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนัง ชะล้างเอาสิ่งสกปรกออกให้หมด

อาจตอ้ งเปดิ แผลให้กว้างขึน้ เพ่อื ไมใ่ ห้แผลกลายเป็นแผลติดเช้ือ และต้องรับประทานยาแก้อักเสบพร้อมท้ังฉีด

วคั ซนี ปูองกันบาดทะยัก

การปฐมพยาบาลผทู้ ี่มีขอ้ เคลด็

ขอ้ เคล็ด หมายถงึ การที่ขอ้ ต่าง ๆ ได้มีการเคลื่อนไหวมากเกินไป ทาให้เน้ือเยื่อหุ้มข้อ หรือเอ็นรอบๆข้อ

รวมท้ังกล้ามเนื้อบริเวณข้อมีการฉีกขาดหรือช้า สาเหตุข้อเคล็ดนั้น เกิดจากข้อต่อส่วนใหญ่เกิด

กระทบกระเทือน ทาให้เยือ่ ห้มุ หรือเอน็ รอบ ๆ ขอ้ ตอ่ เคลด็ หรอื แพลง ข้อเคลด็ มอี าการบอกให้รู้ดงั นี้

ใบเน้ือหาหน่วยที่ 12

ชอ่ื วชิ า อาชวี อนามัยและความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ช่อื หน่วย การปฐมพยาบาล สอนครง้ั ที่ 12/18

ชือ่ เรือ่ ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

บริเวณข้อส่วนนั้นจะบวม ช้า มีอาการเจ็บปวด ถ้าเคลื่อนไหวหรือใช้มือกดจะทาให้เจ็บมากขึ้น ในรายท่ีมี

อาการรุนแรงจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย เพราะจะเจ็บปวดมาก มีอาการชาทั่วบริเวณข้อเคล็ด แสดงว่า

เสน้ ประสาทส่วนน้ันเกดิ ฉีกขาดดว้ ย

การปฐมพยาบาล ประคบด้วยน้าเย็นหรอื น้าแข็งทันที และประคบหลายๆครั้งติดต่อกัน แต่ละครั้งนาน

5-10 นาที และพกั 2-3 นาที เพอื่ ลดอาการปวด บวม และระหว่างพักให้สังเกตอาการบวมด้วย ถ้าอาการบวม

ไม่เพ่มิ ขนึ้ ก็หยดุ ประคบเยน็ ได้ ถา้ ยังมีอาการบวมอยู่ให้ประคบต่อจนครบ 24 ช่ัวโมงแรก ให้บริเวณข้อนั้นอยู่

นงิ่ โดยพันผา้ ยดื และยกสงู ไว้

ภายหลงั 24 ชัว่ โมงไปแลว้ ถ้ายงั มีอาการบวมใหป้ ระคบด้วยน้ารอ้ น หรือนวดด้วยยาหมอ่ ง นา้ มนั ระกา

GPO ปาลม์ ฯลฯ ถา้ มีอาการปวดหรือบวมมาก ใหร้ ีบไปพบแพทย์

การปฐมพยาบาลผ้ทู ่มี ีข้อเคลอื่ น

ขอ้ เคลอื่ น หมายถงึ ภาวะท่ีปลายกระดูก 2 ช้ิน ซ่ึงประกอบกันเป็นข้อ เคล่ือนหลุดออกจากตาแหน่ง

ปกติ เป็นผลให้เยื่อหุ้มข้อ เอ็นหุ้มข้อ เส้นเลือด เส้นประสาทของข้อน้ันๆ เกิดการฉีกขาด มักเกิดจากมีแรง

กระแทกจากภายนอกมากระทาทีข่ อ้ นั้น หรอื ถกู กระชากทข่ี อ้ นั้นอย่างรุนแรงฯลฯ

ขอ้ เคลอื่ น มอี าการบอกให้รูด้ ังนี้ เคล่อื นไหวข้อไม่ได้ ข้อส่วนนั้นจะบวม ปวด รูปร่างของข้อผิดไปจาก

เดิม เช่น ถ้าเปน็ ทขี่ ้อสะโพก ขาข้างนนั้ จะสนั้ ลง ถ้าขอ้ ไหล่หลุด บริเวณหัวไหล่จะแฟบลง ถ้ามีอาการชา แสดง

วา่ เสน้ ประสาทท่มี าเล้ียงบริเวณนนั้ ถกู ทาลาย

การปฐมพยาบาล ใหข้ ้อสว่ นนน้ั อยูน่ ่งิ ทส่ี ุด โดยการใช้ผ้าพัน ห้ามดึงข้อให้เข้าท่ี ประคบด้วยความเย็น

เพอ่ื ลดอาการปวดและบวมลง รีบนาส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผู้ทมี่ ีกระดูกหกั

กระดกู ของคนเราอาจเกดิ แตกหักได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ระมัดระวังหรือไม่ปูองกันอันตราย เช่น การถูก

กระแทกจากอุบัติเหตุต่างๆ การสะดุด การบิด หรือการกระชาก ลักษณะของกระดูกหักแบ่งออกเป็น 2

ประเภท คือหักออกจากกันเป็น 2 ส่วน อาจหักธรรมดาไม่มีบาดแผลหรือหักมีบาดแผล กระดูกแตกละเอียด

จะมีอนั ตรายเมื่อมีการบาดเจ็บของกล้ามเนือ้ หลอดเลือด เสน้ ประสาท หรอื กระดูกทีห่ กั แทงทะลอุ วยั วะภายใน

ที่สาคัญกระดูกหักไม่ขาดออกจากกัน มีลักษณะกระดูกร้าว กระดูกเดาะ หรือกระดูกบุบ ลักษณะอาการจะ

แตกต่างกันไปตามตาแหน่งท่ีกระดูกหัก อาการทั่ว ๆ ไป อาจมีอาการช็อก มีอาการบวม และร้อน ลักษณะ

กระดกู ผดิ รูปรา่ งไปจากเดมิ เคลือ่ นไหวไมไ่ ด้ ถา้ จบั ดูจะมเี สยี งกรอบแกรบ อาจมีบาดแผลที่ผวิ หนงั ตรงตาแหน่ง

ทห่ี ัก หรือพบปลายกระดกู โผล่ออกมาใหเ้ หน็ ชดั เจน

ใบเน้อื หาหนว่ ยท่ี 12

ช่ือวชิ า อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชือ่ หน่วย การปฐมพยาบาล สอนครั้งท่ี 12/18

ช่ือเรอ่ื ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

การปฐมพยาบาล ให้ผู้บาดเจ็บอยู่น่ิงๆ ประคองและจับส่วนท่ีบาดเจ็บอย่างม่ันคง อย่าพยายามเคล่ือนย้าย

ผบู้ าดเจ็บโดยไมจ่ าเปน็ หรือจนกวา่ สว่ นของกระดูกท่ีหกั จะไดร้ บั การเขา้ เฝอื กแลว้ ใสเ่ ฝือกชว่ั คราว โดยใช้วัสดุท่ี

หาง่าย เชน่ กระดาษหนังสอื พิมพ์ กระดาษแข็ง ไม้ไผ่ เป็นตน้ ( ถา้ เป็นกระดูกชิ้นใหญ่ เช่น กระดูกโคนขา อาจ

ใชข้ าข้างดีเป็นตวั ยดึ ก็ได้) และก่อนเข้าเฝือก ควรใช้ผ้าสะอาดพันส่วนที่หักให้หนาพอสมควร หรือทาการห้าม

เลอื ดก่อน ถา้ มเี ลือดออกมากพนั ผ้ายืดไมใ่ หเ้ คลอื่ นไหว ระวังอย่าพันใหแ้ นน่ จนเกนิ ควร เพราะจะทาให้เลือดไป

เล้ยี งอวยั วะส่วนปลายไม่ได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก ถ้าเป็นปลายแขน หรือมือ ใช้ผ้าคล้องคอ ถ้ากระดูกหักโผล่

ออกมานอกเนอ้ื อย่าดันกลบั เข้าท่เี ดมิ เด็ดขาด เพราะจะทาให้เชื้อโรคและสิ่งสกปรกจากภายนอกเข้าไปในแผล

สว่ นลกึ ได้ ให้หาผา้ สะอาดคลมุ หรือปดิ บาดแผลไว้ใหย้ าแก้ปวดหากปวดแผลมาก เช่น พาราเซตะมอล และห่ม

ผา้ ใหค้ วามอบอนุ่ แก่ร่างกายรบี นาผู้ปุวยส่งโรงพยาบาล ซึ่งการเคลื่อนย้ายผู้ท่ีบาดเจ็บต้องทาอย่างระมัดระวัง

โดยใหส้ ว่ นท่ีหักเคล่ือนไหวน้อยทสี่ ดุ

การปฐมพยาบาลผู้ทีเ่ ป็นตะคริว

สาเหตใุ หญ่ๆ ท่ีเป็นกันก็คือเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยง เช่น ใช้ถุงเท้าท่ีรัดแน่นเกินไป หรือ อยู่ในที่

อากาศเย็นจัดการขาดเกลือแร่บางอย่าง เช่น เกลือโซเดียม แคลเซียม ซ่ึงเสียไปกับการหลั่งเหงื่อจากการถูก

กระทบกระแทก อาจทาให้เกิดปฏิกิริยาเกร็งตัวของกล้ามเน้ือ เช่น การทาลูกหนูการหดตัวอย่างรุนแรงของ

กล้ามเนื้อ เน่ืองจากการออกกาลงั กายมากเกินไป หรือการนงั่ นอน ยืน ในทา่ ท่ีไม่ถนัด ตะคริวถ้าเป็นพร้อมกัน

หลาย ๆ แห่ง มักเกิดจากการขาดน้า อาหาร เกลือแร่ในกล้ามเนื้อ ซ่ึงตะคริวที่เกิดจากการหดเกร็งของ

กล้ามเน้ือสามารถคลายออกได้ โดยการใช้กาลังยืดกล้ามเนื้อ ตามทิศทางการทางานของกล้ามเนื้อ บริเวณ

กล้ามเนอ้ื ที่พบวา่ เป็นตะคริวไดบ้ อ่ ยคือกล้ามเน้ือนอ่ ง กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และกล้ามเนื้อ

หลัง แตท่ ่คี นสว่ นใหญ่เปน็ กนั คอื กลา้ มเนื้อน่อง

การปฐมพยาบาล ปกติแล้วกล้ามเนื้อจะคลายตัวเองลง แต่เราก็มีวิธีช่วยให้คลายตัวได้เร็วขึ้น โดย

คอ่ ยๆเหยียดกล้ามเนอื้ ที่เป็นตะครวิ ใหย้ ืดออก ในรายทเ่ี ปน็ ตะคริวทกี่ ล้ามเนอ้ื นอ่ ง ซึ่งทาหน้าทเี่ หยยี ดปลายเท้า

ขณะเปน็ ตะคริวจะหดเกรง็ และทาให้ปลายเท้าเหยียด การใชก้ าลังดันปลายเท้าเข้าหาเข่าโดยค่อยๆ เพ่ิมกาลัง

ดันจะช่วยเหยียดกล้ามเน้ือน่องได้ใช้ความร้อนประคบหรือถูนวดเบา ๆ ด้วยยาหม่องหรือน้ามันสโต๊ก ทาให้

เลอื ดเลยี้ งมากข้นึ กลา้ มเนอื้ คลายและมกี าลังหดไดอ้ กี ใหค้ วามอบอุ่นแกผ่ ู้ท่ีเป็นตะครวิ และให้น้าผสมเกลือแกง

ดืม่ เป็นระยะ ๆ จะชว่ ยใหก้ ล้ามเนื้อคลายการเกรง็ ได้ดขี ้ึน

การปฐมพยาบาลผ้ทู มี่ อี าการชัก

การชกั เปน็ การกระตกุ ของกล้ามเน้ือในร่างกายหลายมัดทันที โดยไม่ได้ตั้งใจ เกิดจากสมองท่ีทางาน

ผิดปกติ มักเกดิ รว่ มกับการไมร่ ูส้ กึ ตัว สาเหตุ เกดิ ไดห้ ลายอยา่ ง รวมท้งั การบาดเจ็บท่ศี รี ษะ โรคบางอยา่ งที่

ใบเนือ้ หาหนว่ ยที่ 12

ชือ่ วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภยั รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ช่ือหน่วย การปฐมพยาบาล สอนครั้งที่ 12/18

ชือ่ เร่อื ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

ทาลายสมอง สมองขาดออกซิเจน และได้รบั สารพิษบางอย่าง ในเดก็ อาจชักได้เนือ่ งจากไข้สูง และการ

ชักเป็นลักษณะอย่างหน่ึงของโรคลมชักการชักไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ขณะชักผู้ท่ีมีอาการชักมักไม่รู้สึกตัว

การชว่ ยเหลือเบ้ืองต้นแต่ละครั้ง ต้องจัดให้ผู้ท่ีชักนอนตะแคง ระวังสาลัก ถ้ามีส่ิงของในปาก เช่น เศษอาหาร

ฟันปลอมให้ลว้ งออก และใช้ดา้ มชอ้ น ไม้ หรอื ดา้ มดินสอสอดเข้าไปในปากระหว่างฟนั กราม เพ่ือปูองกันไม่ให้ผู้

ที่ชกั กดั ล้ิน และตอ้ งปอู งกนั การบาดเจ็บท่ศี ีรษะจากการลม้ ลง

โรคลมชักรุนแรง พยายามช่วยประคอง ถ้าผู้ที่ชักจะล้มและขอให้ผู้มุงดูถอยห่างออกไป คลายเส้ือผ้า

ออกโดยเฉพาะรอบคอและประคองศีรษะไว้ด้วยเมื่อหยุดชักแล้วจัดให้อยู่ในท่าพักฟ้ืน และอยู่กับผู้ท่ีชัก

จนกระทงั่ รู้สกึ ตัวดีรีบนาส่งโรงพยาบาล ถา้ เปน็ การชกั ครัง้ แรกและชกั ซา้ ๆ กัน หรือไมร่ สู้ กึ ตวั นานเกนิ 10 นาที

การปฐมพยาบาลผู้ทถ่ี กู งูกดั
การถูกงูกัด เป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนอย่างหน่ึงที่ต้องรีบให้การปฐมพยาบาล เพ่ือลดความรุนแรงหรือ

ภาวะแทรกซ้อนจากพิษงู ทั้งยังเป็นการชะลอเวลาการออกฤทธ์ิของพิษงูเพื่อนาส่งสถานพยาบาลได้อย่าง
ทนั ท่วงที ในเมืองไทยเรางูมีพษิ มีหลายชนดิ พษิ ของงูแบง่ ออกครา่ วๆ เป็น 3 แบบคอื

พษิ งทู ่ีทาให้เกดิ การแข็งตัวของเลอื ดผิดปกติ เชน่ งแู มวเซา งเู ขยี วหางไหม้ งกู ะปะ
พษิ งูทท่ี าใหเ้ กดิ เปน็ อัมพาตยบั ยัง้ การทางานของระบบประสาท เช่น งเู หา่ งูจงอาง
พิษงูทท่ี าให้เกดิ การอกั เสบของกลา้ มเนื้ออย่างรนุ แรง เชน่ งทู ะเล
อาการเม่ือถูกงูพษิ กดั
นอกจากจะสามารถบอกไดว้ ่าถกู งูกัดไดโ้ ดยการเห็นตัวงแู ล้ว ในกรณีท่ีไม่เห็นตัวงู ตรงรอยท่ีถูกงูกัดกัด
จะมรี อยเขีย้ ว 2 รอย และจะมอี าการใน 10 นาที อาการของผู้ถูกงูกัด แล้วแต่ชนิดของงู เช่น งูเห่าจะมีพิษทา
อนั ตรายตอ่ ระบบประสาท อาการทั่วไป จะเกดิ ขน้ึ ภายหลงั ประมาณครึ่งช่ัวโมง โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย เดิน
ไม่ไหว หนังตาตก พดู ออ้ แอ้ กลนื ลาบากและหายใจไมส่ ะดวก ในท่สี ดุ จะเป็นอัมพาตท่ัวร่างกาย และอาจถึงแก่
ความตายได้ เนื่องจากการหายใจหยดุ
การปฐมพยาบาล รอยแผลงูพิษกดั จะมรี อยเข้ยี ว 1 หรือ 2จุด (งไู ม่มีพษิ แผลจะเป็นรอยถลอก) ให้ผู้ที่
ถูกงูกัดนอนลง จัดให้มือหรือเท้าที่ถูกกัดอยู่ระดับเดียวหรือต่ากว่าระดับหัวใจ ปลอบใจ ไม่ให้ตื่นตกใจ และ
พยายามใหผ้ ู้ที่ถูกงูกดั อยูน่ ิ่งๆ หรอื ใหเ้ คลื่อนไหวร่างกายให้น้อยท่ีสุด เพราะการตื่นเต้น ตกใจ หัวใจจะเต้นเร็ว
หรอื เคลือ่ นไหวมาก จะทาใหพ้ ิษงูเขา้ ไปในกระแสเลอื ดมากขึ้น คอ่ ยๆ ล้างบาดแผลท่ีถูกงูกัด ด้วยน้าสบู่และน้า
สะอาดเทา่ ท่ีพอจะทาได้หา้ มเลือด โดยใชผ้ ้าสะอาดกดบาดแผลโดยตรง หรอื ใช้การพันผ้า ดามขาข้างท่ถี ูกงูกัด

ใบเน้ือหาหนว่ ยท่ี 12

ช่อื วชิ า อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชอื่ หน่วย การปฐมพยาบาล สอนครงั้ ที่ 12/18

ชือ่ เรื่อง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

กับขาอีกข้างโดยใช้ผ้านุ่มคั่นระหว่างขา และรัดด้วยผ้าท่ีข้อเท้าและเข่า และประคองส่วนที่บาดเจ็บ

นาส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผทู้ ่จี มน้า

ถ้าผู้ที่จมน้ายังอยู่ในน้าและรู้สึกตัวดีให้ช่วยเหลือโดยการโยนส่ิงของให้เกาะ เช่น เชือก หรือเส้ือชูชีพ

แลว้ ช่วยผู้จมน้าให้ข้ึนจากน้าโดยเร็ว ถ้าผู้ที่จมน้ารู้สึกตัวดี และหายใจเองได้ให้นอนราบกับพ้ืน เช็ดตัวให้แห้ง

และห่มผ้าให้ความอบอุ่น ถ้าผู้ที่จมน้ารู้สึกตัวดี แต่ไอหรือจามและอาเจียน จัดให้นอนตะแคง เพ่ือให้ส่ิงท่ี

อาเจยี นและเสมหะไหลออกไดง้ ่ายขน้ึ

ในกรณีที่หมดสติ ให้ดูว่ายังหายใจอยู่หรือไม่ ถ้าหยุดหายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจทันที โดยกด

หน้าผากลงและยกคางใหเ้ งยหน้าขน้ึ และคลาชีพจรท่คี อ ถา้ ยังมชี ีพจรอยู่ แตย่ ังไมห่ ายใจหรือหายใจช้า ให้ช่วย

หายใจ โดยวธิ ีการเปาุ ปากหรือเปาุ ปากกับจมกู ของผทู้ ี่จมนา้

ในกรณีทค่ี ลาชีพจรที่คอไม่ได้ แสดงว่ามีภาวะหัวใจหยุดเต้นแล้ว ให้ช่วยฟ้ืนคืนชีพโดยการช่วยหายใจ

และการนวดหัวใจ และ รีบนาส่งโรงพยาบาลไม่ว่าจะรู้สึกตัวดีหรือไม่ก็ตาม หรือโทรศัพท์ 1669 เพ่ือขอ

รถพยาบาลฉุกเฉนิ

การปฐมพยาบาลผทู้ ีถ่ ูกไฟฟ้าดูด

ไฟฟูา เป็นเครื่องอานวยความสะดวก ที่จาเป็นในการดาเนินชีวิตท่ีคนเราจะขาดเสียไม่ได้ การใช้

อุปกรณ์ไฟฟูาอาจทาให้เกิดอันตรายได้มาก ท้ังจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เผลอเรอ หรือจากอุปกรณ์ไฟฟูาม่ี

ปญั หา อาจทาให้ผูใ้ ชถ้ กู ไฟฟาู ดูด มบี าดแผลไฟไหม้ หรอื อาจทาใหห้ วั ใจหยุดเต้นและเสียชวี ติ ได้

การชว่ ยเหลือผถู้ กู ไฟดูด

ช่วยให้ผทู้ ถ่ี ูกไฟดูดพ้นจากการสัมผัส โดยการปลดสวิทช์กระแสไฟฟูา หรือใช้ผ้า หรือกระดาษหุ้มโคน

ไม้แห้งๆ หรอื สงิ่ ท่ีเปน็ ฉนวนไฟฟาู เขี่ยสายไฟออกให้พ้นตวั ผทู้ ี่ถูกไฟดูด โดยผู้ช่วยเหลือต้องสวมรองเท้าพื้นยาง

ยนื อยู่บนกระดาน หรือพ้ืนทไ่ี ม่เปยี ก ไม่เปน็ สื่อไฟฟูา

เมอื่ แนใ่ จว่าตัดกระแสไฟฟาู ออกไปไดแ้ ล้ว ถ้าตรวจพบว่าผู้ท่ีถูกไฟดูดไม่รู้สึกตัว ให้เปิดทางเดินหายใจ

ทันที ด้วยกดหน้าผากลงและยกคางให้เงยหน้าข้ึน ตรวจการหายใจและชีพจร และเตรียมการช่วยฟื้นคืนชีพ

และห่มผ้าให้ความอบอุ่น ตรวจดูบาดแผล ถ้ามีแผลไหม้ ให้ใช้น้าเย็นราดและปิดบาดแผลด้วยผ้าปิดแผล รีบ

นาส่งโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผูท้ ่มี เี ลือดกาเดาออก

เลอื ดกาเดาออก คือ การมีเลือดไหลออกจากจมูก ซึ่งอาจเกิดจากการกระแทกท่ีบริเวณจมูก หรือการ

แคะจมกู จากการติดเชื้อระบบทางเดนิ หายใจ หรือมีเนื้องอก หรือเปน็ โรคเลือดบางชนดิ พบในเด็กมากกว่า

ใบเนอื้ หาหนว่ ยที่ 12

ชื่อวชิ า อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหนว่ ย การปฐมพยาบาล สอนคร้งั ที่ 12/18

ชือ่ เร่ือง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

ผูใ้ หญ่ 2 เทา่ ในเดก็ มกั มเี ลอื ดกาเดาออกจากด้านหน้าผนังก้ันจมูก ส่วนผู้ใหญ่เลือดจะออกจากบริเวณผนังก้ัน

จมกู หรือผนังก้นั ร่องจมูกให้ผู้ท่ีมีเลือดกาเดาออกนั่ง โน้มตัว หรือก้มหน้าเล็กน้อย และให้หายใจทางปากบอก

ไม่ใหส้ ง่ั นา้ มูก กลนื ไอ ถ่มนา้ ลาย หรือสดู จมกู เพราะอาจทาให้เลอื ดกาเดาไหลออกมาอีกใช้มือบีบจมูกให้แน่น

10 นาที แล้วคลายน้ิวออก จะทาให้เลือดแข็งตัว และหยุดไหล ถ้าเลือดยังไหลไม่หยุดให้บีบซ้าอีก 10 นาที

หรืออาจ ใชก้ ระเปา๋ น้าแขง็ วางทีบ่ รเิ วณด้ังจมูกและหน้าผาก 2-3 นาที เลือดกาเดาจะหยุดไหลเอง แต่ถ้าเลือด

กาเดายังไหลอยู่และนานเกิน 20 นาที หรือสงสัยว่าดั้งจมูกหัก เพราะแรงกระแทกรุนแรงหรือถูกกระแทก

บริเวณอื่น แล้วมีเลือดออกจากจมูก ซ่ึงอาจเป็นอาการของการบาดเจ็บอวัยวะสาคัญบริเวณอื่น ได้ เช่น

กะโหลกศรี ษะ ตอ้ งรบี นาสง่ โรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผูท้ ่หี มดสติ

การหมดสติ แบ่งได้ 2 พวก คอื การหมดสตพิ ร้อมกับมีอาการหายใจลาบาก หรืออาจหยุดหายใจ และ

หมดสติ แต่ยังมีการหายใจ ซึ่งเป็นพวกท่ีมีอาการชัก ได้แก่ ลมบ้าหมู หรีอจากโลหิตเป็นพิษ หรือโรค เช่น

ฮิสทีเรีย และพวกไม่มีอาการชัก ได้แก่ ช็อก เป็นลม เมาเหล้า เบาหวานและเส้นโลหิตในสมองแตก ลักษณะ

การหมดสติ มี 2 ลักษณะ คือ อาการซึม มึนงง เขย่าตัว อาจต่ืน งัวเงียแล้วหลับ พูดได้บ้าง แต่ฟังไม่ได้ศัพท์

และลักษณะอาการหมดความรู้สึกทุกอย่าง แม้แต่เขย่าตัวก็ไม่ฟ้ืน ดังน้ันการปฐมพยาบาลผู้ที่หมดสติอย่าง

ถูกตอ้ ง รวดเร็ว จงึ มีความสาคญั อยา่ งย่งิ มิฉะนนั้ อาจเกิดอนั ตรายถึงแกช่ วี ติ ได้

การปฐมพยาบาลให้ตรวจดูว่าผู้ที่หมดสติยังหายใจอยู่หรือไม่ ถ้าไม่หายใจ ให้เปิดทางเดินหายใจ โดย

กดหนา้ ผากลงและยกคางใหเ้ งยหน้าขนึ้ และถา้ ยังไม่หายใจใหช้ ่วยหายใจ โดยผชู้ ว่ ยเหลือเปุาลมหายใจออกเข้า

ไปในปอดของผู้ที่หมดสติ และช่วยฟ้ืนคืนชีพ โดยการนวดหัวใจ ถ้ามีหัวใจหยุดเต้นตรวจร่างกายผู้ท่ีหมดสติ

อยา่ งรวดเร็ว และดใู หท้ ่ัว ว่ามกี ารบาดเจ็บหรอื มีภาวะอ่ืนร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ามีบาดแผลและมีเลือดออก หรือมี

กระดูกหัก ให้ทาการห้ามเลือด และช่วยประคองให้ส่วนที่บาดเจ็บอยู่กับที่ ต้องระมัดระวัง หากต้องการ

เคล่ือนไหวถา้ ผทู้ ่ีหมดสติ เรม่ิ มอี าเจยี น จดั ใหน้ อน เอียงหน้าไปดา้ นใดด้านหน่งึ เพอื่ เปน็ การปูองกันไม่ให้ล้ินตก

ไปดา้ นหลงั ลาคอ ซง่ึ จะอดุ ก้นั ทางเดนิ หายใจได้ และปูองกนั ไม่ใหอ้ าเจียนไหลเขา้ สหู่ ลอดลมหากมีอาการชัก ให้

ม้วนผ้า หรือด้ามช้อนใส่เข้าไประหว่างฟัน เพ่ือปูองกันไม่ให้กัดลิ้นตนเอง พร้อมทั้งหาสาเหตุท่ีทาให้หมดสติ

และประวัติการเกิดอุบตั เิ หตุจากผู้เห็นเหตุการณ์ด้วย เพ่อื แจง้ ใหแ้ พทยท์ ราบ เม่อื นาสง่ โรงพยาบาล

การเปน็ ลม

การเป็นลม เป็นการหมดสติไปช่ัวครู่ ซ่ึงเกิดขึ้นเนื่องจากเลือดไปเล้ียงสมองไม่เพียงพอช่ัวคราว มักมี

อาการซึม เวยี นศรี ษะนามากอ่ นและมีอาการตวั ซีดเยน็ เฉียบรว่ มดว้ ย ความร้สู กึ เชน่ นี้อาจเกิดขึ้นโดยไม่หมดสติ

ก็ได้ การตกใจรนุ แรง ภาวะน้าตาลในเลือดต่า อาจทาใหค้ วามดนั โลหติ ลดลง และรสู้ ึกจะเปน็ ลมได้ ถา้ เปน็ ลม

ใบเนอื้ หาหนว่ ยที่ 12

ช่ือวชิ า อาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การปฐมพยาบาล สอนครั้งท่ี 12/18

ช่อื เรือ่ ง การปฐมพยาบาล จานวน 3 คาบ

หมดสติไปชัว่ คราว เม่ือให้นอน ยกเทา้ สูง และได้รับอากาศท่ีถ่ายเทดี แล้วสามารถหายใจได้ดี และรู้สึกตัว

ภายใน 2-3 นาที โดยไม่มีอาการอ่ืนแทรกก็เป็นเร่ืองท่ีไม่น่าต้องตกใจแต่ถ้าเป็นลมบ่อย ๆ หรือมีอาการอ่ืนๆ

รว่ มดว้ ย จาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือถ้าหมดสติไปนาน หายใจไม่ดี ไม่สม่าเสมอหรือหายใจช้า

ผิดปกติ ตอ้ งนาสง่ โรงพยาบาลทันที และระหวา่ งทางไปโรงพยาบาล ควรอย่ใู นท่านอนกง่ึ คว่า เพ่ือปูองกันไม่ให้

ทางเดินหายใจอุดตนั

การปฐมพยาบาลผู้ทม่ี อี าการช็อก

ช็อก มีอาการเร่ิมแรกเหมอื นกับเป็นลม คอื มีอาการหน้ามืด มือเท้าอ่อนแรง อยากล้มตัวนอน หายใจ

ไมอ่ ิม่ ใจหววิ มืออาจสน่ั และตาลาย ถา้ ตรวจร่างกายขณะมีอาการช็อก จะพบวา่ มตี ัวเย็นชืด หน้าซีดหรือเขียว

อาจมเี หง่อื ออกมาก ชีพจรเบาเรว็ และหายใจเร็ว ต้ืน กระหายน้า ซึม ไม่ค่อยพูด เพราะเหนื่อย อาการจะมาก

หรอื น้อย ขึน้ อยู่กับความรุนแรงของช็อก ถ้าช็อกนาน สมองจะขาดเลือดมาก ทาให้หมดสติและหัวใจหยุดเต้น

ได้

การปฐมพยาบาล ชอ็ ก ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดๆ กต็ าม การชว่ ยเหลอื เริม่ แรกเหมอื นกนั หมด คือ พยายามให้

มกี ารไหลเวยี นของเลือดให้ดีข้ึน อวัยวะที่ทนต่อหัวใจขาดเลือดที่น้อยท่ีสุด คือสมอง หัวใจ และไต ดังน้ันควร

ช่วยเหลือผู้ท่ีมีอาการช็อก โดย ให้นอนราบ เลือดจะได้ไปเลี้ยงสมองพอเพียง พร้อมกับทาให้หัวใจทางาน

น้อยลง โดยให้นอนยกเท้าให้สูง ถ้ามีเลือดออกจากภายนอกต้องห้ามเลือดตามวิธีการที่เหมาะสม ถ้ามี

กระดกู หักต้องใส่เฝอื กช่ัวคราว ปอู งกนั ไมใ่ ห้เสียเลือดมากและทาใหไ้ มเ่ จบ็ ปวุ ยเพม่ิ ข้ึน ถ้าอากาศเย็นหรือหนาว

ควรห่มด้วยผ้าห่มให้ร่างกายมีความอบอุ่น การให้ยาระงับปวด เช่น พาราเซตามอล ให้ใช้เฉพาะผู้ที่มีความ

เจบ็ ปวดมากเท่านน้ั ทด่ี ที ส่ี ดุ คือ รบี นาส่งโรงพยาบาล

เอกสารอ้างองิ

หนังสือเรยี นวิชาอาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหสั วชิ า 2001–1004

บนั ทกึ หลงั การสอน
1. ผลการใช้แผนการจดั การเรยี นรู้

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ผลการเรยี นของนักเรียน/ผลการสอนของครู/ปัญหาทพ่ี บ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. แนวทางการแก้ปญั หา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชอื่ ............................................... ลงช่ือ...............................................
(...............................................) (.............................................)
ตัวแทนนักเรยี น ครูผ้สู อน

ใบเน้ือหาหน่วยท่ี 13 เวลาเรียนรวม 54 คาบ
ชอื่ วชิ า อาชีวอนามัยและความปลอดภยั รหสั 20001-1001 สอนครง้ั ที่ 13/18
ช่ือหนว่ ย การวิเคราะหแ์ ละปรบั ปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ชือ่ เร่ือง การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์

หวั ขอ้ เร่อื ง
13.1 ความหมายของการยศาสตร์
13.2 ประโยชนข์ องการยศาสตร์
13.3 การปรับสรีระรา่ งกายใหเ้ หมาะสมกบั การทางาน
13.4 การออกแบบอุปกรณ์ใหเ้ หมาะสมกับการทางาน
13.5 การปรบั สภาพแวดลอ้ มในการทางาน

สาระสาคัญ/แนวคิดสาคญั
การวิเคราะหง์ านทเ่ี ป็นสาเหตุทาใหเ้ กิดการเมื่อยลา้ เจ็บปุวย หรือไม่สบายจากการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ

เครื่องจกั ร ตลอดจนท่าทางการทางานท่ีไมถ่ ูกต้องตามหลักการยศาสตร์ เพื่อนามาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง จะ
ชว่ ยลดปัญหาการเจ็บปุวยจากสาเหตุดังกล่าวของพนักงาน ทาให้การทางานมีประสิทธิภาพส่งผลต่อผลผลิต
ขององคก์ ร

สมรรถนะย่อย
วางแผนปรบั ปรงุ สภาพการทางานตามหลกั การยศาสตร์

จุดประสงค์การปฏิบัติ
ดา้ นความรู้และทักษะ
1. บอกความหมายของการยศาสตรไ์ ด้
2. บอกประโยชน์ของการยศาตร์ได้
3. สามารถปรับท่าทางของสรรี ะรา่ งกายให้เหมาะสมกับการทางานได้
4. สามารถออกแบบวัสดอุ ปุ กรณใ์ หเ้ หมาะกับการทางานได้
5. อธบิ ายวธิ ีการปรับสภาพแวดลอ้ มใหเ้ หมาะสมกบั การทางานได้

ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม/บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
แสดงออกด้านการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝรุ ู้ ความซือ่ สัตย์ สุจริต ความมนี า้ ใจ, แบง่ บนั

ใบเนอื้ หาหน่วยท่ี 13

ชอ่ื วิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การวิเคราะหแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนครัง้ ที่ 13/18

ช่ือเรื่อง การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ความรู้เบอื้ งต้นเก่ยี วกับการยศาสตร์

การยศาสตร์ (Ergonomics) เกดิ ข้นึ ครั้งแรกเมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1799 – 1882 โดยนักวิทยาศาสตร์

ชาวโปแลนด์ผ้ซู ่ึงสนใจศึกษาวิทยาศาสตร์ด้านแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเก่ียวกับสภาพการทางาน

ต่อมาในช่วงสงครามโลกคร้ังที่ 2 ได้มีการนาเอาศาสตร์สาขาน้ีเข้ามาใช้กับการออกแบบ อาวุธ อุปกรณ์

เคร่อื งมอื ตา่ ง ๆ โดยการทางานรว่ มกันเปน็ ทมี ของวศิ วกร นักจติ วิทยา นักมนุษยวทิ ยา และนักสรีรวทิ ยา

ปัจจุบัน ประเทศท่พี ัฒนาแล้วท้งั หลาย เช่น อเมริกา กลมุ่ ประเทศยโุ รป และญ่ีปนุ ได้มีการประยุกต์ใช้

หลักการยศาสตร์ในการทางานเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างย่ิงในภาคอุตสาหกรรม และเป็นที่ ยอมรับ

ท่วั ไปในกลมุ่ สาขาวชิ าชีพวศิ วกรรม สถาปัตยกรรม แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ ความปลอดภัยและ

สขุ ศาสตรอ์ ตุ สาหกรรม แสดงให้เห็นว่าการนาเอาหลักการยศาสตร์มาใช้ จะนาไปสู่การปฏิบัติงานท่ีปลอดภัย

ถูกหลกั อาชวี อนามัย ก่อใหเ้ กิดการเพิม่ ผลผลิตและรายได้ ดารงไว้ซึง่ คุณภาพชีวิตทีด่ ขี องผู้ปฏบิ ตั ิงาน

ความหมายของการยศาสตร์

การยศาสตร์ เป็นคาศัพท์ท่ีบัญญัติข้ึนโดยราชบัณฑิตยสถานหรือท่ีรู้จักกันในช่ือภาษาอังกฤษว่า

Ergonomics (เออร์กอนอมิกส์) เป็นคาที่มาจากรากศัพท์เดิมในภาษากรีก 2 คา คือ “Ergos” หมายถึง งาน

และคาว่า “Nomos” หมายถงึ ระเบียบหรือธรรมชาติ หรือเป็นท่ีรู้จักในช่ือ วิทยาศาสตร์ น่ันเอง ดังน้ัน คาน้ี

จงึ หมายถึง การศกึ ษาทางวทิ ยาศาสตร์ทเ่ี กีย่ วกับความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งคนกบั สภาพแวดล้อมในการทางาน เพื่อ

นาไปประยุกต์หรือปรับปรุงสภาวะและส่งิ แวดลอ้ มในการทางานให้เหมาะสมกบั ผ้ปู ฏบิ ัติงาน โดยคานึงถึงปัจจัย

ทางด้านสรีรวิทยา จิตวิทยา และโครงสร้างทางด้านร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน ส่งผลให้การปฏิบัติงานเป็นไป

อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานมคี วามเป็นอยแู่ ละมีสขุ ภาพอนามัยที่ดี ไดม้ นี ักวชิ าการอีกหลายท่าน

ให้ความหมายของคาว่า “การยศาสตร์” ไวแ้ ตกต่างกัน พอสรุปได้ดงั นี้

“วิทยาศาสตรท์ ่ีเกยี่ วกบั การออกแบบงานให้เหมาะสมกบั คนทีจ่ ะปฏิบตั ิงานนน้ั ”

“ศาสตรท์ ศี่ กึ ษาถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างคนกับสิง่ แวดลอ้ มในการทางาน”

“การศึกษาทางวทิ ยาศาสตร์ที่เก่ยี วกับความสมั พันธ์ระหว่างคนและสภาพแวดลอ้ มในการทางาน”

“ศาสตร์ที่ประยุกต์ชีววิทยาของมนุษย์เข้ากับวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อนาไปสู่การผสมผสานกันอย่าง

เหมาะสมระหวา่ งคนกับงาน กอ่ ใหเ้ กิดประสิทธิภาพในการทางานและคณุ ภาพชวี ิตทดี่ ขี องผู้ปฏิบตั ิงาน”

ใบเนือ้ หาหน่วยท่ี 13

ชอ่ื วชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การวิเคราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนคร้ังที่ 13/18

ช่อื เรอ่ื ง การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

องคป์ ระกอบของการยศาสตร์

การยศาสตร์ (Ergonomics) เป็นสหวิทยาการแขนงหนง่ึ ทว่ี า่ ดว้ ยการศกึ ษาหาความรู้ในเร่ืองทีเ่ กย่ี วกบั

ผลที่เกดิ จากการทางานของมนุษย์ โดยอาศยั หลักวชิ าการตา่ ง ๆ มาประยกุ ตใ์ ช้รว่ มกัน เชน่ กายวิภาคศาสตร์

สรรี ศาสตร์ ชวี กลศาสตร์ จิตวทิ ยา และสขุ ศาสตร์อุตสาหกรรม เปน็ ตน้ เพอื่ นาไปสูก่ ารปรับปรงุ สภาพการงาน

ให้เหมาะสมกบั ผู้ปฏบิ ัตงิ าน สง่ ผลให้สามารถทางานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ เพื่อนาไปสกู่ ารเพมิ่ ผลผลติ และ

ความปลอดภยั ในการทางาน ซง่ึ มีองค์ประกอบของศาสตรแ์ ขนงตา่ ง ๆ ดังต่อไปน้ี

1. กายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) คอื ศาสตรท์ ีม่ ุ่งศึกษาเก่ยี วกับระบบการทางานของกล้ามเน้อื และ

ขอ้ ต่อทีเ่ ปน็ โครงสร้างของร่างกาย เพือ่ นาข้อมูลเหลา่ นี้ไปใชใ้ นการออกแบบสภาพงานให้เหมาะสม เชน่

ออกแบบเกา้ อี้สาหรบั นัง่ ทางาน ออกแบบโตะ๊ สาหรบั ยนื ทางาน ออกแบบเส้ือผา้ อุปกรณ์ปอู งกนั อันตราย

เครอ่ื งจกั ร และจนการออกแบบบริเวณท่ีทางาน เป็นต้น

รูป โครงรา่ งของมนษุ ย์ที่ต่อเชอื่ มกนั เป็นระบบ

ใบเนอ้ื หาหน่วยที่ 13

ชอื่ วิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชอื่ หนว่ ย การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนคร้ังท่ี 13/18

ช่ือเรือ่ ง การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

2. สรรี วิทยา (Physiology) คือ ศาสตร์ท่มี ่งุ ศึกษาเก่ียวกับระบบการทางานของโครงสร้างร่างกายที่

เกี่ยวข้องกับการเคล่ือนไหว ตลอดจนเรื่องของการใช้กาลังหรือแรงในขณะปฏิบัติงาน และสภาวะของ

สภาพแวดล้อมในท่ที างาน

3. การวัดขนาดร่างกาย (Anthropometry) คือ ศาสตร์ท่ีมุ่งศึกษาเกี่ยวกับการวัดสัดส่วนของ

ร่างกายท่มี ขี นาดแตกต่างกัน ขนาดรูปร่างของแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันไปตามกรรมพันธุ์ เช้ือชาติ และ

ถ่ินฐาน เป็นต้น โดยนาพื้นฐานของความแตกต่างเหล่าน้ีมาออกแบบงานให้มีความเหมาะสมกับสภาพของ

รา่ งกายและจติ ใจใหม้ ากที่สดุ

4. จิตวิทยา (Psychology) คือ ศาสตร์ที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการทางานของมนุษย์ ในเร่ือง

ของอารมณ์ ความคิด ความร้สู กึ การรบั รู้ การตัดสินใจในการทางานน้ัน ๆ ตลอดจนปัญหาของบุคคลท่ีเกิดข้ึน

จากการทางาน เช่น ช่วงระยะเวลาในการทางาน และช่วงเวลาพกั ผอ่ นท่ีเหมาะสม เปน็ ตน้

5. สขุ ศาสตรอ์ ุตสาหกรรม (Industrial Hygiene) คอื ศาสตร์ทม่ี ่งุ ศึกษาเกีย่ วกบั สภาวะแวดล้อมต่าง

ๆ ของการทางานที่อาจเปน็ อนั ตรายตอ่ มนุษย์

6. ชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) คือ ศาสตร์ที่มงุ่ ศึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง

คน – เคร่ืองจกั ร – งาน และศึกษาการทางานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย รวมท้ังกลไกต่าง ๆ ในการทางาน

เพ่อื นาไปออกแบบการทางานให้เกดิ ความเหมาะสมกับสภาพความตอ้ งการและการใชเ้ คร่ืองมอื ต่าง ๆ

7. ไบโอโนมิคส์ (Bionomics) คือ ศาสตร์ท่ีมุ่งศึกษาเก่ียวกับการปรับตัวของคนหรือส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ

ให้เกิดความเหมาะสม เพือ่ สามารถปรับตัวใหเ้ ข้ากบั สภาพแวดลอ้ มทีเ่ ป็นอยู่ในขณะน้นั ได้

8. ไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) คือ ศาสตร์ท่ีมุ่งศึกษาเกี่ยวกับวิชาท่ีมีความหมายกว้าง ๆ ซ่ึง

รวมเอาหลาย ๆ วิชาเขา้ ด้วยกัน เชน่ ไบโอเมคานิกส์ แฟกเตอร์ของมนุษย์ วิศวกรรม จิตวิทยา เพื่อนาไปใช้ใน

การแก้ไขความเครยี ดทเี่ กดิ จากการทางาน

การประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั การยศาสตรก์ บั การทางาน

การปฏิบัติงานของบุคคลในสาขาอาชีพต่าง ๆ หากบุคคลนาหลักการยศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการ

ปฏบิ ตั ิงานได้อยา่ งเหมาะสมและถกู ตอ้ ง กจ็ ะส่งผลให้การปฏิบัตงิ านนั้น ๆ เปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

1. การออกแบบสถานทที่ างาน

ควรออกแบบอปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นการทางาน เพอื่ ให้ผปู้ ฏิบัตงิ านสามารถทางานได้อย่างสะดวก แม้ว่าขนาด

โครงสรา้ งและรูปร่างของแต่ละคนจะแตกต่างกนั ก็ตาม เช่น ออกแบบรองเท้าเพ่อื ช่วยในการปรบั ระดบั ความสูง

ให้เหมาะสมกบั ลกั ษณะงาน จดั สภาพการเขา้ ของแสงสว่างใหเ้ หมาะสมกับการนั่งหรือยืนทางาน

ใบเน้ือหาหน่วยท่ี 13

ชื่อวิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชอื่ หน่วย การวิเคราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนครัง้ ท่ี 13/18

ช่ือเรื่อง การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ท่มี ีลกั ษณะแตกต่างกนั ระดบั ความสงู ของทีท่ างานหรอื งานยอ่ มมคี วามแตกต่างกัน ดงั นี้

1) งานละเอียด เชน่ งานเขยี นแบบ งานประกอบชน้ิ สว่ น

อิเล็กทรอนิกส์ ควรจัดระดบั ความสูงของงานใหส้ ูงกว่า

ความสงู ระดับข้อศอกพนักงาน 5 เซนติเมตร และควร

จัดใหม้ ีทหี่ นุนหรอื ทรี่ องข้อศอกดว้ ย

2) งานเบา เช่น งานประกอบช้ินงานหรือเคร่ืองจกั รเครื่องกล

ควรจัดระดับความสงู ของงานให้ตา่ กวา่ ความสูงของระดบั

ข้อศอกประมาณ 5 – 10 เซนตเิ มตร

รูป ลกั ษณะของงานทแี่ ตกต่างกนั ต้องใช้ความสงู ของโต๊ะทางานท่ตี ่างกนั
3) งานหนกั หรืองานทต่ี อ้ งออกแรงกด ควรจัดระดบั ความสงู ของงานให้ตา่ กวา่ ความสงู ของระดบั

ขอ้ ศอก 20 – 40 เซนตเิ มตร

ใบเน้อื หาหนว่ ยที่ 13 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ชอ่ื วชิ า อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหัส 20001-1001 สอนครงั้ ท่ี 13/18
ชอ่ื หน่วย การวิเคราะห์และปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ชื่อเร่อื ง การวิเคราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์

รูป ท่พี ักเทา้ ชว่ ยลดความเม่อื ยล้า
ขอ้ ควรปฏิบตั ิ
1) ปรับระดับความสูงของงานให้เหมาะสมกับขนาดของร่างกายผู้ปฏิบัติงาน โดยใช้ความสูงของ
ขอ้ ศอกเป็นหลกั
2) จดั สภาพงานทตี่ ้องทาอยตู่ ลอดเวลา สม่าเสมอ ให้อยใู่ นระดับที่หยิบจับง่าย ให้มีความสะดวกและ
เหมาะสม
3) ใหร้ ่างกายอยูใ่ กล้ชนิ้ งานมากทสี่ ุด โดยหันชน้ิ งานเขา้ หาตัว
4) จดั พ้นื ท่ที างานให้กวา้ งสาหรับการเปลย่ี นอิรยิ าบถระหวา่ งการปฏบิ ตั งิ าน
5) ใชท้ ี่พกั เท้าหรือที่วางเท้าเพ่ือเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
2. การปรบั สรีระร่างกายให้เหมาะกับการทางาน
2.1 ทา่ ยกของ

หมายถงึ การยกของทีห่ นักเกินกาลงั ท่าทางการยกของท่ีผดิ วธิ ี เช่น การก้มตวั ยกของ การยกของ
เหวี่ยงตัว ทาใหเ้ กิดอันตรายตอ่ กระดกู สนั หลงั ข้อตอ่ กระดกู สันหลงั และหมอนรองกระดกู สันหลัง มกี าร
เปลี่ยนแปลงจนเปน็ เหตุใหเ้ สน้ ประสาทท่ีบริเวณไขสนั หลังถกู กดทบั หรอื ถกู ดงึ ร้งั จนเกิดอาการปวดร้าว เสยี ว
ไปตามรากเสน้ ประสาท ทาใหม้ โี อกาสเปน็ อมั พาตได้ ดังน้นั เพ่ือให้เกิดความปลอดภัยและการมสี ุขภาพอนามยั
ทีด่ ีของผปู้ ฏบิ ัตงิ าน ควรปฏบิ ตั ิดงั นี้

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยท่ี 13

ชื่อวชิ า อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนครงั้ ที่ 13/18

ชื่อเรอื่ ง การวิเคราะห์และปรบั ปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

1) การก้มตวั ควรยอ่ ตัวจากระดับสะโพกหรือย่อเข่าลงโดยใช้กลา้ มเนือ้ สะโพกและขาช่วยในการ

ออกแรงยกของถูกวธิ ี ไม่ควรก้มพบั เอว

รูปท่ี 12.5 แสดงทา่ ยกของถูกวธิ ี

รูป แสดงทา่ ยกของผดิ วิธี
2) การยกของหนกั ให้เขา้ ใกล้ของทีย่ กให้มากที่สุด แยกเท้าใหพ้ อเหมาะ ย่อเขา่ ลงแลว้ ยกของ

นน้ั ข้นึ มา ไม่ควรบิดตวั ขณะยกของ
3) การปฏบิ ตั งิ านควรมีการเปลย่ี นอิรยิ าบถ ไมค่ วรอยู่ในอิริยาบถบางอิริยาบถเป็นเวลานาน ๆ
4) การเคล่ือนไหวรา่ งกายควรเป็นลกั ษณะคอ่ ยเป็นค่อยไป ไมค่ วรเคล่ือนไหวแบบกะทนั หนั
5) ควรใชก้ ารผลกั มากกว่าการดึง โดยให้ส่วนสะโพกอยชู่ ดิ กบั สิง่ นั้น แลว้ ใช้นา้ หนักตัวชว่ ยออก

แรงผลกั
2.2 การยืนทางาน

ลักษณะทา่ ยืนในการทางานใหป้ ลอดภยั ควรปฏิบัติดังน้ี
1) ทา่ ยนื ปกติท่ถี ูกต้อง ควรยืนในทา่ ตรง นา้ หนักตัวตกลงท่ีฝุาเท้าท้ังสองข้างเท่า ๆ
กนั เพอื่ ปอู งกันการปวดเมอื่ ย
2) การยืนทางาน ต้องมีบริเวณสาหรับการเคลื่อนเท้าไปด้านข้างท้ังซ้ายและขวา

ตลอดจนการถอยกลับหลงั โดยไม่มีสิ่งของใด ๆกดี ขวางในแนวราบ

3)

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยท่ี 13

ชอื่ วิชา อาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชอ่ื หน่วย การวิเคราะหแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนคร้ังท่ี 13/18

ชอ่ื เรอ่ื ง การวเิ คราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

4) การเออื้ มมอื ขณะยืนทางานตา่ ง ๆ ต้องไม่สูงกว่าระดับความสูงของไหล่ หรือต่า

กว่าระดับท่ีมือจะหยบิ ฉวยได้ในขณะยนื

5) ไมค่ วรเงยศีรษะหรอื กม้ ศรี ษะมากเกนิ ไปขณะยนื ทางาน

รปู แสดงท่ายืนถูกตอ้ ง รูป แสดงทา่ ยนื ที่ไมถ่ กู ตอ้ ง

6) การเอนตวั ขณะยนื ทางานสามารถเอนไดเ้ พียงเลก็ น้อย ไม่ควรเอนตัวไปด้านหลงั หรือด้านหนา้ มาก

เกินไป เพราะจะทาให้เกิดการเสียสมดุลของรา่ งกาย

7) การยนื ทางานโดยมีโตะ๊ ทางานเปน็ ส่วนประกอบจะตอ้ งยนื ให้มอื ทั้งสองขา้ งอยู่บนพน้ื โต๊ะทางาน

ในระดับความสงู ท่พี อเหมาะกบั ช้นิ งาน หรือให้อยู่ต่ากวา่ ระดบั ความสูงของข้อศอกตนเองประมาณ 5 – 10

เซนตเิ มตร

8) ควรสวมรองเท้าที่เหมาะสมพอดแี ละมนั่ คงไม่คับหรือหลวมเกินไป พ้ืนรองเทา้ ด้านในต้องหนา

เพยี งพอที่จะรองรบั น้าหนักบรเิ วณสน้ เทา้ และสว่ นโคง้ กลางเท้า

ใบเนื้อหาหน่วยท่ี 13 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ชื่อวชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 สอนครั้งท่ี 13/18
ชือ่ หนว่ ย การวิเคราะห์และปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ชอ่ื เรื่อง การวิเคราะห์และปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์

รูป การสวมรองเท้าทีเ่ หมาะสมและไม่เหมาะสม

2.3 ทา่ เดนิ
ท่าเดินทถ่ี กู ต้อง ควรเดินหลงั เหยยี ดตรงเตม็ ท่ียกศีรษะและลาตัวตั้งตรงให้สมดุล ขาทั้งสองข้าง

เหยยี ดยดื เปน็ ปกติ หายใจสม่าเสมอเปน็ จังหวะ กา้ วขาโดยให้สน้ เทา้ ลงแตะพ้ืนกอ่ นแล้วจงึ ตามด้วยฝาุ เท้า
ในขณะเดนิ หากต้องแบกของควรแบง่ นา้ หนกั ใหเ้ ท่ากนั ทัง้ สองมือ หรอื ถ้าถือกระเปา๋ ใบเดยี ว ควร

สลบั มอื ถอื บ่อย ๆ

รูป ทา่ เดนิ ท่ีถูกตอ้ งและไมถ่ ูกตอ้ ง

ใบเนอ้ื หาหน่วยที่ 13

ชอ่ื วิชา อาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การวเิ คราะห์และปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนครัง้ ที่ 13/18

ช่อื เรอ่ื ง การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

2.4 ทา่ นง่ั ทางาน

ควรปฏิบัติ ดังน้ี

a. ท่านงั่ ที่ถกู ต้อง ควรคานึงถึงการจดั ท่าทางของรา่ งกายและลักษณะของเก้าอี้หรือพื้นที่ท่ีจะน่ัง

การนั่งจะเริ่มจากการค่อย ๆ ย่อตัวลงให้หลังเหยียดตึงตลอดเวลา ย่อเข่าลง หย่อนก้นลงสู่พ้ืน นั่งให้เต็มก้น

หลงั พิงพนกั เขา่ อยู่ในท่างอ โดยใหฝ้ ุาเทา้ วางราบไปกับพ้ืน

b. ศีรษะต้องอยู่ในลักษณะสมดุล คือ อยู่ระหว่างกึ่งกลางบนไหล่ทั้งสองข้างและสายตามองใน

ระดบั แนวราบ

c. ลาตัวต้องอยใู่ นแนวด่งิ หรือเอียงไปข้างหนึ่งเพียงเล็กน้อย โดยมีที่รองรับหลังอย่างเหมาะสม

อยูใ่ นระดับเอว

d. ต้นแขนทั้งสองข้าง และขาตอนล่างท้ังสองข้าง ควรจะทามุมกับแนวด่ิงประมาณ 0 และ 45

องศา

e. ไหล่ท้งั สองขา้ งควรอยู่ในลักษณะที่ไม่ฝืนธรรมชาติ

f. หากการนั่งทางานเพ่ืออ่านหรือเขียนหนังสือ โต๊ะทางานต้องมีพื้นที่สาหรับการวางแขนและ

ขอ้ ศอกได้อยา่ งสบาย

g. เก้าอส้ี าหรับนัง่ ทางาน ตอ้ งสามารถปรับความสงู ไดต้ ามขนาดรูปร่างของผู้นง่ั ทางาน

h. ควรมีบรเิ วณพ้ืนท่ีสาหรบั การสอดเข่าไว้อยา่ งเหมาะสม และควรมีทวี่ างพกั เท้าใตโ้ ต๊ะทางาน

รปู ทา่ นง่ั ทางานท่ถี ูกต้อง รปู ทา่ นง่ั ทางานทีไ่ ม่ถูกต้อง

ใบเน้อื หาหน่วยท่ี 13

ช่ือวชิ า อาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชือ่ หนว่ ย การวเิ คราะห์และปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนคร้ังที่ 13/18

ชอ่ื เร่ือง การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

การปรบั ปรุงสถานทท่ี างาน

สถานทที่ างาน ประกอบไปดว้ ยบริเวณพ้นื ท่ี ทางเดิน บันได โต๊ะ เกา้ อี้ ชน้ั วางของ แผงควบคุม ระบบ

ไฟฟูา ตลอดจนสง่ิ ตา่ ง ๆ ทอ่ี ยใู่ นจุดทางาน ในการจัดสถานที่ทางานสว่ นใหญ่ มแี นวทางในการปรบั ปรุงดังน้ี

1) ออกแบบพืน้ ท่ีปฏิบัตงิ านให้มคี วามสะดวกในการเคลอื่ นผา่ นของวัสดุ – อปุ กรณ์หรอื ผลิตผลใหไ้ ป

ในทศิ ทางเดยี วกนั โดยไมอ่ อ้ มหรือวกไปวนมา

2) การวางแผนผงั ของจดุ ปฏบิ ัติงาน ต้องคานงึ ถงึ การติดต่อส่ือสาร การใชบ้ รกิ ารของจดุ ปฏิบัติงาน

อ่นื ๆ ทีส่ ะดวกและมีประสิทธภิ าพ

3) ต้องสะดวกต่อการเคลอ่ื นไหวอวัยวะตา่ ง ๆ การเปล่ียนอิรยิ าบถและท่าทางในการปฏิบัติงาน

4) จุดปฏบิ ตั งิ านทีเ่ ป็นตน้ เหตขุ องเสยี งดงั กลิ่น ความร้อน ความเยน็ และอันตรายอ่ืน ๆ ตอ้ งแยก

ออกจากบริเวณทมี่ ีผูป้ ฏบิ ตั ิงานจานวนมาก

5) ทัศนวสิ ยั ในการมองเห็นท่เี กย่ี วกับการปฏิบตั งิ าน ต้องไม่มสี ง่ิ กดี ขวางหรอื เป็นอุปสรรคต่อการ

ทางาน

6) เลือกใชว้ ัสดเุ พอื่ ทาพ้นื ทค่ี งทน งา่ ยต่อการบารงุ รักษา เหมาะสมกับลกั ษณะและชนิดของงานท่ี

ตอ้ งปฏบิ ตั ิ

7) คานึงถึงทา่ ทางหลัก ๆ ในการปฏบิ ัติงาน คอื น่งั ทางาน ยืนทางาน หรอื นง่ั สลบั ยนื ในการทางาน

เพอ่ื ปรบั ปรุงทปี่ ฏบิ ัตงิ านใหเ้ หมาะสม

8) ชอ่ งทางเดินหรือชอ่ งทางขนย้ายวสั ดุหรอื ผลติ ภัณฑ์ ไมค่ วรเป็นอปุ สรรคต่อการปฏบิ ตั งิ าน โดยทา

สัญลกั ษณ์หรือตีเส้นแสดงแนวขอบเขตช่องทางหรือพ้นื ที่ให้ชัดเจน

9) ไม่วางกองวสั ดุท่กี ่อให้เกดิ การกีดขวาง หรือเปน็ อุปสรรคตอ่ การปฏบิ ัตงิ าน

10) โต๊ะ เกา้ อี้ ตอ้ งเหมาะสมกับรปู ร่างผู้ปฏิบตั ิงาน หรือสามารถปรับระดับความสูงตา่ ได้

11) ควรมอี ุปกรณพ์ กั เท้าหรือแขนที่มขี นาดกวา้ งเพยี งพอทจ่ี ะรองรบั เท้าสองข้างหรอื แขนได้อย่าง

เหมาะสม

12) ควรมอี ุปกรณ์จบั ยดึ ชิน้ งานและการประกอบแผงวงจร

13) ควรจดั ใหม้ ถี าดหรอื อปุ กรณ์อน่ื เพื่อรองรบั ชน้ิ สว่ นวัสดตุ า่ ง ๆ ท่ใี ช้ในกระบวนการผลิตโดย

เฉพาะงานประกอบชิน้ สว่ นอุปกรณ์เคร่อื งใชไ้ ฟฟูา

14) ควรจัดใหม้ แี ทน่ ยกระดับความสงู จากพ้นื ท่ปี กติ เพอ่ื วางหรอื กองวัสดใุ นการบรรจุหีบหอ่ และขน

ย้าย

ใบเนอื้ หาหน่วยท่ี 13

ชื่อวิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ช่ือหน่วย การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนคร้งั ที่ 13/18

ชอ่ื เร่ือง การวเิ คราะห์และปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

การปรับปรุงสภาพแวดลอ้ มในการทางาน

สภาพแวดลอ้ มในทที่ างานและสภาพงานถอื เป็นองค์ประกอบสาคัญทอ่ี าจส่งผลกระทบต่อความ

ปลอดภยั ในการทางาน สขุ ภาพอนามัย และการเพิม่ ผลผลิต ซึ่งสามารถปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามหลกั การยศาสตร์

ดังน้ี

i. เสยี ง(Noise)

เสียงดังหรือเสยี งรบกวนจากสภาพการทางาน เช่น เสยี งมอเตอร์ เครอ่ื งจกั ร เครื่องยนต์ตา่ ง ๆ

ฯลฯ ล้วนแตม่ ผี ลกระทบตอ่ ความปลอดภัย สขุ ภาพอนามยั และประสทิ ธภิ าพในการทางาน เสียงอาจกอ่ ใหเ้ กดิ

อันตรายและสง่ ผลกระทบตอ่ ผูป้ ฏิบตั งิ านไดด้ ดี ังนี้

1) เกิดการสูญเสียการไดย้ นิ (หตู ึง)

2) ราคาญ หงดุ หงดิ และเกดิ ความเครียดตามมา

3) ความดันโลหติ สูงข้นึ

4) ระบบการย่อยอาหารผดิ ปกติ

5) สมาธิในการทางานลดลง

6) ประสิทธิภาพในการทางานลดลง

เสยี งบางลกั ษณะบางชนดิ อาจส่งผลใหก้ ารปฏิบัติงานดีขึน้ เชน่ เสียงเพลงเสียงดนตรีเบา ๆ จะ

ชว่ ยให้บรรยากาศทางานดีข้ึน และช่วยกระตนุ้ ผปู้ ฏิบัตงิ านให้ตนื่ ตัวอยู่เสมอ แต่ลกั ษณะงานท่ตี ้องใชส้ มองใช้

ความคดิ ใชส้ มาธิ เสียงเพลงหรอื เสยี งดนตรีอาจทาใหป้ ระสิทธิภาพลดลง และเกดิ ความผิดพลาดตามมา

การปรับปรุงแก้ไขเสียงตามหลกั การยศาสตร์
การปรับปรุงแก้ไขปญั หาเร่อื งเสยี ง เพอื่ ปอู งกนั อนั ตรายที่อาจเกิดข้ึนตามหลกั การยศาสตร์ ทาได้ 3

แนวทาง ดงั นี้
1. การปรบั ปรุงท่แี หลง่ กาเนิดเสียง โดยใชห้ ลักวิศวกรรม เชน่
1) ออกแบบเครอ่ื งจกั รใหไ้ ดม้ าตรฐาน
2) ปรับเปลี่ยนเครอ่ื งจักรหรืออปุ กรณ์ ทก่ี อ่ ให้เกิดเสียงดงั เกินระดบั มาตรฐานความปลอดภยั
3) ซอ่ มบารุงรักษาอปุ กรณ์ เครื่องจกั รสม่าเสมอ
4) ติดตงั้ เครือ่ งจกั รทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ เสยี งดงั โดยยึดติดกบั พ้นื อย่างมนั่ คง และควรใชว้ สั ดุกันการ

ส่ันสะเทอื นติดระหวา่ งเครอื่ งจักรกบั พืน้ ดิน

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยที่ 13

ช่ือวชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ช่ือหนว่ ย การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนครงั้ ที่ 13/18

ชอื่ เรอ่ื ง การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

5) ใช้ระบบครอบปดิ แหล่งกาเนิดเสยี ง หรือกนั้ เป็นหอ้ งแยกแหลง่ กาเนดิ เสียงออกจาก

ผูป้ ฏบิ ตั งิ าน หรือทาฉากก้ันระหว่างแหล่งกาเนดิ เสียงกับผปู้ ฏิบัติงาน โดยใชว้ สั ดดุ ดู ซบั เสียง

2. แกไ้ ขปัญหาเสน้ ทางผ่านของเสยี ง เช่น
1) ติดตั้งวัสดุดดู ซับเสียงหรอื กั้นเสียงตามผนัง เพดาน และพนื้ ทางเดนิ
2) สรา้ งสิ่งกีดขวางเส้นทางผา่ นของเสียง เชน่ กาแพงกั้นเสียง แนวต้นไม้
3) แยกแหลง่ กาเนิดเสยี งให้ห่างจากตวั ผู้ปฏิบตั งิ านให้มากทีส่ ดุ

3. แก้ไขทตี่ วั ผูป้ ฏบิ ัติงาน เช่น
1) ใช้อปุ กรณ์ปอู งกันอันตรายส่วนบคุ คลในขณะปฏิบัตงิ าน เชน่ ทีค่ รอบหู ท่อี ุดหู และออกกฎให้
ผูป้ ฏิบัติงานตอ้ งสวมใส่ในบรเิ วณท่ีมีเสยี งดังเกินมาตรฐาน
2) ก้ันหอ้ งให้ผูป้ ฏบิ ัติงานเปน็ การเฉพาะ เพอื่ ลดระยะเวลาและระดบั ความดังทจ่ี ะสัมผสั
3) ออกแบบการทางาน ให้มีจานวนผูป้ ฏิบตั ิงานในสถานทีม่ ปี ัญหาด้านเสยี งใหน้ ้อยท่ีสดุ
4) หมุนเวียนผู้ปฏบิ ตั งิ านไปทางานบรเิ วณทีม่ ีปัญหาดา้ นเสียงเปน็ ระยะ ๆ

j. แสงสวา่ ง (Illumination)
ปรมิ าณและคณุ ภาพของแสงสว่างในสถานท่ีปฏิบัติงาน ถือเป็นส่ิงแวดล้อมทางกายภาพอีกอย่าง

หน่งึ ทีส่ ่งผลกระทบตอ่ การปฏบิ ัตงิ านและสขุ ภาพอนามัยของพนกั งาน ผลการศึกษาวิจัยจากสถานการณ์จริงใน
สถานประกอบการต่าง ๆ พบว่า การเพ่ิมแสงสว่างในท่ีทางาน ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทางานได้เร็วและ
นานขน้ึ เพราะชว่ ยลดความเมือ่ ยล้าของสายตา นอกจากน้ี ยังช่วยลดอบุ ตั เิ หตใุ นการทางานได้ เพราะแสงสว่าง
ช่วยใหก้ ารมองเห็นรายละเอยี ดตา่ ง ๆ ไดช้ ดั เจนขึ้น แต่ท้ังนป้ี รมิ าณของแสงสว่างตอ้ งไม่มากหรือที่เรียกว่า แสง
จา้ หรอื นอ้ ยเกนิ ไป

ใบเนื้อหาหนว่ ยท่ี 13 เวลาเรียนรวม 54 คาบ
ช่อื วชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภยั รหัส 20001-1001 สอนครั้งที่ 13/18
ชื่อหนว่ ย การวเิ คราะห์และปรบั ปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ชอื่ เรื่อง การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์
ตาราง แสดงผลกระทบจากแสงสว่างในสถานท่ีทางาน

แสงน้อยเกนิ ไป แสงมากเกนิ ไป

1. ปวดเมือ่ ยตา 1. ปวดเมอื่ ยตา
2. มนึ หรอื ปวดศีรษะ 2. สุขภาพของตาแย่ลง เช่น อักเสบ ปวด บวม
3. บรรยากาศในการทางานไมด่ ี 3. สูญเสยี พลังงานไฟฟูาเกนิ ความจาเปน็
4. อาจเกิดความเบ่อื หนา่ ย 4. โอกาสเกิดความผิดพลาด และอุบตั ิเหตสุ งู
5. โอกาสเกิดความผดิ พลาดและอบุ ตั ิเหตุ
6. ประสทิ ธิภาพในการทางานลดลง

การปรับปรุงแกไ้ ขแสงสวา่ งตามหลกั การยศาสตร์
1. จัดใหม้ ีระดับแสดงสว่างในทที่ างานใหเ้ หมาะสมกับลักษณะงานที่ทา เช่น งานเขียนแบบ งาน

เจียระไนเพชรพลอย ซ่อมนาฬิกา การประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และงานผ่าตัด เป็นต้น จาเป็นต้องใช้
ปรมิ าณแสงสวา่ งสูงกว่างานพิมพ์คอมพิวเตอร์ และงานเขียนธรรมดา

2. จัดให้มีแสงสว่างในพื้นท่ีทางานให้กระจายสม่าเสมอทั่วท้ังห้อง เพ่ือให้เกิดความสบายตาใน
การมองและเกดิ ความรสู้ ึกอยากทางาน

3. การจดั แสงสวา่ งไมใ่ หเ้ กิดแสงพร่าตา อาการพร่าจะเกดิ ขน้ึ เมอื่ ปรมิ าณแสงสว่างในลานสายตา
มีมากเกนิ กวา่ ทต่ี าจะปรับได้ สง่ ผลให้เกดิ ความรู้สกึ ราคาญ ไม่สบายตา ความสามารถในการมองเห็นลดลง ซ่ึง
สามารถทาได้ ดงั น้ี

1) ลดค่าความสวา่ งของแหลง่ กาเนิดแสง
2) เลือกใช้ดวงไฟทมี่ คี า่ Discomfort Glare Rating (DGR) ต่า
3) ใช้ที่กาบังแสงหรอื มา่ นบังแสงหรอื ฉาก
4) เพม่ิ ความสว่างของพ้นื ท่รี อบ ๆ แหลง่ กาเนดิ แสงพรา่ ตา
5) วางตาแหนง่ ของดวงไฟหรอื พ้ืนท่ที างานให้เหมาะสม
6) หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุท่ีสะท้อนแสงได้ดี เช่น โลหะ กระจก กระดาษผิวมัน มาเป็นพื้นผิวที่
สามารถรบั แสงไดด้ ี

ใบเนอื้ หาหนว่ ยท่ี 13

ชื่อวชิ า อาชีวอนามัยและความปลอดภยั รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ช่ือหนว่ ย การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนคร้งั ที่ 13/18

ช่ือเรื่อง การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

k. อุณหภมู ิ (Temperature)

อุณหภูมิของอากาศภายในสถานท่ีทางาน ถือเป็นอีกปัจจัยหน่ึงท่ีส่งผลต่อการปฏิบัติงาน หากที่

ทางานมสี ภาวะอณุ หภูมทิ ไ่ี มเ่ หมาะสม เช่น รอ้ นอบอา้ วจนเกนิ ไปกจ็ ะสง่ ผลให้อวัยวะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายทางาน

ผิดปกติ ร่างกายออ่ นเพลียง่าย เม่ือยล้า ง่วงนอน ประสิทธิภาพในการทางานลดลง โอกาสเกิดความผิดพลาด

และอุบัติเหตุย่อมตามมา หรือสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปอาจทาให้ร่างกาย เฉื่อยชา ไม่ตื่นตัว ไม่

กระฉับกระเฉง ดงั นน้ั สภาวะอุณหภูมิที่เหมาะสมจึงเป็นส่ิงจาเป็นต่อการปฏิบัติงาน โดยปกติอุณหภูมิภายใน

ร่างกายมนุษย์จะอยู่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรือ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ หากมนุษย์ไม่ได้ทางานหนัก

อุณหภูมิภายในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างมากที่สุดไม่เกิน 0.6 องศาเซลเซียส จากผลการศึกษาพบว่า

อุณหภูมทิ ่ัวไปทผี่ ู้ปฏบิ ัติงานเกดิ ความร้สู ึกสบายจะอย่รู ะหว่าง 19 – 26 องศาเซลเซียส

การปรับอณุ หภูมทิ เี่ หมาะสมตามหลักการยศาสตร์

อุณหภูมทิ ่เี หมาะสมในการปฏิบตั ิงานจะส่งผลใหผ้ ปู้ ฏิบัตงิ านเกดิ ความรู้สกึ สบายกายและใจนาไปสู่การ

เพิ่มผลผลิตและลดอุบัติเหตุในการทางาน อีกท้ังสามารถปูองกันโรคจากความร้อนในการทางานได้ การปรับ

อุณหภูมิทเี่ หมาะสม ตอ้ งคานึงถึงปจั จยั ดังต่อไปน้ี

1. อุณหภมู ิของอากาศในที่ทางาน

2. อุณหภูมิของพืน้ ผิวต่าง ๆ ท่อี ยู่รอบตัวผู้ปฏบิ ตั ิงาน

3. ความช้ืนของอากาศในท่ีทางาน

4. ความเรว็ ลมในท่ีทางาน

5. ความหนกั ของงานทที่ า

6. ระยะเวลาที่ตอ้ งปฏบิ ตั ิงาน

7. เสอ้ื ผ้าและเคร่อื งปูองกันอันตรายท่ีผูป้ ฏบิ ตั งิ านตอ้ งสวมใส่

หลกั ทวั่ ไปในการปรบั ปรงุ สภาพการทางานเพ่ือแก้ไขปัญหาความรอ้ น

1. ใชเ้ ครอ่ื งจกั รทางานแทนคนในบรเิ วณสถานท่ีทางานท่ีมคี วามรอ้ นสูง

2. เพิม่ ความเร็วลม และจัดให้มีการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศใหด้ ขี ึน้

3. ทาฉากก้ันระหวา่ งแหล่งกาเนดิ ความรอ้ นกบั ผู้ปฏบิ ตั งิ าน

4. ห้มุ แหล่งกาเนดิ ความรอ้ นดว้ ยฉนวนความรอ้ น

5. ลดอณุ หภูมโิ ดยใชเ้ ครอ่ื งปรับอากาศหรือปูอนความเยน็ เฉพาะจดุ

6. ลดความหนักของงานลง

7. ลดความช้นื โดยเปลีย่ นวธิ ีการผลติ หรือการปิดครอบแหล่งกาเนดิ ไอนา้

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยที่ 13

ชอื่ วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภยั รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ช่อื หน่วย การวิเคราะหแ์ ละปรบั ปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนครั้งที่ 13/18

ชอื่ เรือ่ ง การวเิ คราะห์และปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

8. ออกกฎข้อบังคับให้ใช้อุปกรณ์ปูองกันอันตรายจากความร้อนในบริเวณท่ีมีความร้อนสูง

เชน่ สวมแว่นตานิรภัย หน้ากากนิรภัย ตลอดจนชดุ ทางานทีป่ ูองกันความรอ้ นได้ดี

9. จัดหาน้าไว้ให้ด่ืมในบริเวณท่ีทางานโดยระหว่างปฏิบัติงานควรดื่มน้าอุ่น หลังปฏิบัติงาน

ควรดืม่ น้าเยน็

10. คัดเลือกผู้ปฏิบัติงานที่เหมาะสม อาทิเช่น อยู่ในวัยหนุ่มสาว ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่

ดื่มสรุ า ไม่สบู บหุ รี่ ฯลฯ

11. ลดระยะเวลาทตี่ อ้ งทางานสมั ผสั กับความร้อนให้เหลือน้อยทสี่ ุด

12. ตรวจสุขภาพพนักงานก่อนทางานและระหว่างการปฏิบัติงานเป็นระยะ ๆ

หลกั ท่วั ไปในการปรับปรุงสภาพการทางานเพอื่ แก้ไขปญั หาดา้ นความเยน็
1. ลดความเร็วลมโดยอาจจดั ให้มีฉากกน้ั หรอื ทีก่ าบังลม เพอื่ ปอู งกนั ลมมาถกู ตวั ผปู้ ฏบิ ัตงิ าน
2. จดั สถานท่ีทางานไมใ่ ห้จุดทป่ี ฏิบตั งิ านสัมผสั กบั กระแสลมโดยไมจ่ าเปน็
3. เพ่ิมความหนกั ของงาน แตต่ ้องไม่ทาให้มีเหง่อื ออกมากเกนิ ไป
4. เพม่ิ ปรมิ าณความร้อนจากการแผร่ ังสี เชน่ ติดเครอื่ งทาความร้อน
5. ออกกฎบังคับให้ใช้อุปกรณ์ปูองกันอันตรายจากความเย็น เช่น สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
และรองเท้าทีเ่ หมาะสมกับสภาพการทางาน
6. สวมใส่ชุดปฏิบัตใิ นท่อี ากาศหนาวเยน็ ดังนี้
7. เลอื กใช้ผ้าทีก่ นั ความหนาวเยน็ ไดด้ ี เชน่ ผ้าขนสตั ว์ หรือผา้ กันลม
8. ตัดเย็บแบบเข้ารูปไม่หลวมหรือรัดรูปมากเกินไป และต้องเป็นชุดที่ปิดคลุมรอบตัวมาก
ที่สดุ
9. ชุดควรมกี ระเปา๋ สาหรบั ให้มอื สอดเขา้ ไปได้
10. ลดระยะเวลาที่ต้องการทางานสัมผัสความเย็นให้เหลอื นอ้ ยที่สุด
11. ตรวจสุขภาพพนักงานก่อนเข้าทางานและระหว่างการปฏิบัติงานเก่ียวกับความเย็นเป็น
ระยะ ๆ เชน่ 3-6 เดือนทุกครง้ั หรอื ทุก 1 ปี เป็นตน้

การเคลือ่ นย้ายวสั ดุตามหลกั การยศาสตร์
จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน โดยเฉล่ียแล้วพนักงาน 1 ใน 4 เคยประสบอุบัติเหตุจากการยก

เคลอ่ื นยา้ ยมาแล้ว และสว่ นใหญ่มกั จะเปน็ อบุ ัติเหตจุ ากการยกเคลอ่ื นยา้ ยดว้ ยกาลงั คน ทาให้เกดิ การบาดเจบ็

ใบเนื้อหาหน่วยที่ 13

ช่อื วิชา อาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชื่อหน่วย การวเิ คราะห์และปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนคร้ังที่ 13/18

ชอ่ื เร่อื ง การวเิ คราะห์และปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

หรือปวดบริเวณหลังมากท่ีสุด ซ่ึงในบางคร้ังอาจรุนแรงถึงกับพิการหรือเสียชีวิตได้ ฉะนั้น จึงมี

ข้อเสนอแนะเก่ยี วกบั การยกเคล่อื นยา้ ยวัสดอุ ย่างปลอดภยั ดังตอ่ ไปน้ี

12. การเคล่ือนยา้ ยด้วยกาลังคน

การยกเคลื่อนย้ายโดยใช้กาลังคนเป็นส่ิงที่เราต้องทาอยู่แทบทุกวันไม่เฉพาะแต่สถานที่ทางาน

เทา่ นนั้ แมแ้ ต่ที่บ้านก็ต้องใช้วิธกี ารยกแบบนี้เช่นกัน ซ่ึงส่วนมากเรามักจะยกของต่าง ๆ ในท่าทางท่ีผิด ๆ เช่น

ตามรูปท่ี 12.13 คือ การก้มหลังลงไปยกของ ผลท่ีตามมาก็คือ ปวดหลัง เคล็ด ขัดยอก บางรายอาจหนักถึง

กระดกู เคล่ือนทท่ี าให้พิการได้

รูปที่ กม้ หลงั ยกของ จะทาให้เกิดการปวดหลงั ได้

การยกของที่ถกู ต้องนน้ั ควรยดึ หลักวา่ เวลายกของต้องให้หลังอยู่ในลักษณะเส้นตรงไมจ่ าเปน็ ต้อง
ให้อยใู่ นแนวดิง่ กไ็ ด้ อยา่ บิดหรือเอยี้ วตัวขณะยกของตามรปู ที่ 12.14

รปู ที่ เวลายกของตอ้ งใหห้ ลังอยู่ในแนวตรง

ใบเนือ้ หาหนว่ ยท่ี 13

ช่ือวชิ า อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชอื่ หน่วย การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนครัง้ ที่ 13/18

ชอื่ เร่อื ง การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

วิธีการยกของแต่ละรูปทรง จะแตกต่าง กันไป แต่ควรยึดหลักดังกล่าวข้างต้นไว้เป็น พื้นฐาน

ดังน้ี

1) การยกของที่มีลักษณะเป็นท่อ ควรใช้คนท่ีมีความสูงระดับใกล้เคียงกันช่วยยกของ และยก

ของไวท้ ่ีบ่าด้านเดียวกนั

2) การยกของท่เี ปน็ กลอ่ ง ใช้วิธีการยกทค่ี ลา้ ยคลึงกบั การยกถงั ลม

3) กายกถังลม การค้นคว้าวจิ ยั นี้ ยังแสดงใหเ้ ห็นดว้ ยว่าการยกของด้วยกาลงั ขา จากทา่ นงั่

ยอง ๆ ต้องใชแ้ รงอย่างมากทเี ดียว ซงึ่ อาจเปน็ เหตุให้เกิดการบาดเจบ็ ขึ้น เน่ืองจากจากการออ่ นล้า เชน่ ของ

หล่นจากมือ ลืน่ หลดุ หรือตกลงไปในขณะยกแมว้ ่าจะไม่มผี ้ยู อมรับฟงั ในกรณกี ารยกของหนกั ตามวธิ ที ีด่ ที ่สี ุดน้กี ็

ตาม แต่ผ้เู ชยี่ วชาญสว่ นมากกเ็ หน็ ดว้ ยในขอ้ มูลพื้นฐานบางอย่าง เชน่

- เลอื กวธิ ีการยกที่รู้สึกว่าสะดวกสบาย
- พยายามยกของให้ชดิ ตัว
- คอ่ ย ๆ ยกขึ้นอยา่ งมั่นคงและละมุนละม่อม
- อย่าเอ้ยี วตัวในขณะยกของ ใหพ้ ยายามใช้ขาเคล่อื นแทน
- อยา่ พยายามยกของท่ีหนกั เกนิ กวา่ ท่ีเคยยก
- เม่อื จะยกของที่หนกั มาก ควรขอร้องใหค้ นมาช่วยเสมอ

รปู เทคนคิ การยกถงั กลม

ใบเนื้อหาหนว่ ยที่ 13

ชอื่ วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ช่อื หน่วย การวเิ คราะหแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนครง้ั ท่ี 13/18

ช่อื เรือ่ ง การวิเคราะห์และปรบั ปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

การยึดเกรง็ การเคลด็ ขัดยอก กระดกู หกั และช้าชอก เป็นการบาดเจ็บบริเวณหลังท่ีพบบ่อย แต่ก็ยังมี

สาเหตุอื่น ๆ ที่ทาให้ปวดหลังนอกจากการบาดเจ็บท่ีหลัง จากสถิติ 70 เปอร์เซ็นต์ของการปวดหลังเกิดขึ้น

เน่อื งจากการเสอ่ื มตามอายขุ ัยของหมอนรองกระดกู สนั หลัง

4) การเอ้ือมหยิบของหนกั บนทสี่ ูง

ถา้ จะต้องเอ้อื มหยิบของจากหิง้ สูง ๆ โดยไมม่ ีบันได อย่าพยายามเขยง่ แล้วยืดตัวข้ึน จะทาให้เกิดอาการขัดยอก

ซง่ึ เป็นอนั ตรายต่อกลา้ มเน้ือหลัง ถ้าไม่มีเวลาจะไปยกบันไดมาก็ให้พยายามเกร็งกล้ามเน้ือหน้าท้องแล้วเอื้อม

มือหยิบ แต่อยา่ ยืดตวั สุดเออื้ ม หลกั การที่ดีคือ ให้เก็บของทใ่ี ชบ้ ่อย ๆ ไว้บนชน้ั สูงพอทจี่ ะหยิบยกได้ง่าย ๆ

รูปอนั ตรายจากการเอ้อื มหยบิ ของหนักบนที่สูง
5) ระดบั ความสูงตามหลกั การยศาสตร์ ต้องไมพ่ ยายามยกของให้สูงกว่าระดับเอว เพราะจะทาให้รับ
น้าหนกั มากเกินกาลงั แต่ถ้าจาเปน็ จะตอ้ งพยายามเกร็งมือยกของให้นา้ หนกั ถ่วงพอดีตรงกลางลาตัว

สาเหตทุ ่ที าให้เกิดการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลัง ที่พบเหน็ กันบ่อย ๆ คือ การเอ้ียวตัวขณะยกของ
อย่างรุนแรง ซ่ึงสามารถปูองกนั ได้ โดยแทนท่ีใหเ้ ทา้ กา้ วไปขา้ งหนา้ ตรง ๆ ก็ให้ก้าวเท้าเลย้ี วไปในทิศทางที่จะไป
แทนการเอี้ยวหมนุ บ้ันเอว จะทาให้เกิดความปลอดภยั มากกวา่
13. การเคล่ือนยา้ ยด้วยเครือ่ งทนุ่ แรง

ขณะใชเ้ คร่ืองทุ่นแรงชว่ ยยกของ จงพยายามดนั ของหนกั เคลอื่ นไปข้างหนา้ ดีกวา่ ดึงลากเข้ามาหาตัว
โดยการยนื แยกเทา้ ใหเ้ ท้าข้างหนงึ่ อย่ขู า้ งหนา้ อกี ข้างหนงึ่ อยขู่ ้างหลัง ให้น้าหนักตกเฉล่ียลงบนเท้าทั้งสองข้าง
เท่า ๆ กนั ส่วนหลงั จะตอ้ งต้งั ตรงเสมอ แลว้ ใชก้ าลังแขนและขาทัง้ สองข้างดนั ใหข้ องเคลื่อนท่ีไปข้างหนา้

ใบเน้ือหาหนว่ ยที่ 13 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ชอ่ื วชิ า อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหัส 20001-1001 สอนครั้งท่ี 13/18
ชื่อหนว่ ย การวิเคราะห์และปรบั ปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ช่ือเรื่อง การวิเคราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์

รปู การเคลอ่ื นย้ายของหนกั ไปดา้ นหน้า จะปลอดภยั กวา่
2.1 การขนยา้ ยวสั ดดุ ้วยรถเขน็

การใชร้ ถเข็นบรรทุกของ ตอ้ งแนใ่ จว่านา้ หนกั ไมเ่ กินกาลงั ของรถ และพอท่ีจะทาการเข็น
ได้ รถเข็นโดยท่ัวไปมีประเภท 2 ล้อ และ 4 ล้อ หากน้าหนักบรรทุกเบาควรใช้รถเข็น 2 ล้อ ถ้า
นา้ หนกั มากตอ้ งใช้ 4 ล้อ การวางของบนรถเข็นสูงเกินไป จะทาให้มองไม่เห็นทางหรือทาให้ของ
ตกหลน่ เสียหายเปน็ อันตรายได้

รูป การขนยา้ ยวสั ดุด้วยรถเขน็

2.2 การขนย้ายวสั ดุบนพ้ืนที่ลาดเอียง
การเข็นรถให้ใช้วิธีการดัน ไม่ใช่ลาภ เพราะรถเข็น 4 ล้อจะออกแบบให้ 2 ล้อหลัง

หมุนรอบตัวได้ การใช้รถเข็นในเส้นทางที่ลาดลง อาจจะเกิดอันตรายได้ ฉะน้ัน ผู้เข็นต้องอยู่
ทางด้านสูง เพ่อื ปอู งกันรถเข็นไหลทับเอา หากมีความจาเป็นควรให้คนอื่นช่วย และต้องแน่ใจว่า
เส้นทางในการใช้รถเข็นไมม่ ีอะไรกดี ขวางทาง

ใบเนือ้ หาหนว่ ยที่ 13 เวลาเรียนรวม 54 คาบ
ช่ือวชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภยั รหสั 20001-1001 สอนครง้ั ที่ 13/18
ชือ่ หนว่ ย การวเิ คราะห์และปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ชื่อเรื่อง การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์

รปู ท่ี 12.19 อันตรายจากการขนยา้ ยวสั ดุบนพนื้ เอียง

3. การขนยา้ ยวสั ดดุ ว้ ยรถงา
โดยท่ัวไปอุบัติเหตุจากการใช้รถงาในโรงงานมีหลายลักษณะ เช่น พนักงานถูกรถงาชน ถูก

กระแทก และสิ่งของหล่นลงมาทับ เป็นต้น ฉะนั้นพนักงานขับรถงาจะต้องมีความชานาญ และใช้ความ
ระมัดระวังเปน็ พิเศษ นอกจากน้ี พนักงานขบั ตอ้ งสวมใส่หมวกนิรภยั เพอ่ื ปอู งกนั สิง่ ของหลน่ ใส่ศรี ษะดว้ ย

หลักอนั ตรายทั่วไปท่ีควรระวงั
1) ห้ามบคุ คลอน่ื โดยสารบนรถงา ไมว่ ่าจะเปน็ ตวั ถงั หรอื บนงาของรถ เพราะมีโอกาสตกลงมาได้
ง่าย
2) ผทู้ ่ขี าดความชานาญหรอื ไมม่ ีหนา้ ท่ี ห้ามขับรถงาโดยเดด็ ขาด
3) ระมัดระวงั การเกดิ เพลิงไหม้ขณะทเ่ี ตมิ น้ามนั หรือชาร์จแบตเตอร่ี
4) ระมัดระวังการขาดอากาศหายใจเนื่องจากไอเสียของรถ โดยเฉพาะบริเวณท่ีอับและการ
ระบายอากาศไม่ดพี อ
5) ควรใหพ้ นกั งานสวมใส่ที่กรองฝนุ เพอ่ื เป็นการปอู งกันฝุนละอองในโรงงาน
6) การเคลด็ ขดั ยอกท่เี กิดจากการยกเคลอื่ นยา้ ยยางรถงา หรือใช้งานผิดวัตถุประสงค์ แบตเตอรี่
ทม่ี ขี นาดใหญ่ ควรใช้เครอ่ื งมือชว่ ยยก

รูป ห้ามโดยสารรถงาและใช้งานผดิ วัตถุประสงค์

ใบเนอ้ื หาหนว่ ยที่ 13 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ชอ่ื วิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 สอนคร้ังท่ี 13/18
ชื่อหนว่ ย การวเิ คราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

ชอื่ เร่ือง การวเิ คราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์
การบารงุ รกั ษารถงากอ่ นใช้งานประจาวนั
ทกุ คร้งั กอ่ นนารถไปใช้ พนักงานขบั รถตอ้ งตรวจสง่ิ ตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ตรวจดูระบบเบรก โดยการเคล่ือนรถและทดลองเบรกดู
2. ตรวจดยู างรถ ดลู มยาง และดอกยาง
3. ตรวจดนู ้ามันเครื่อง น้ามนั ไฮดรอลิก นา้ หม้อน้า และ น้ามันเช้อื เพลงิ
4. ตรวจดูระบบไฟ และแบตเตอรี่
5. ตรวจดรู ะบบควบคมุ รถวา่ อยู่ในสภาพท่ีจะใช้งานใช้งานได้หรือไม่

รูป อันตรายเพราะมองไม่เหน็ สัญญาณ

นอกจากนี้ การซ่อมบารุงต้องกระทาเป็นระยะ ๆ อย่างสม่าเสมอ และเม่ือเจอปัญหาควรมีปูายเตือน
หรอื บอกใหผ้ ้อู ื่นรู้ จะไดไ้ ม่เอาไปใชง้ าน ขณะจอดรถจะตอ้ งเอางาลงท่ีพน้ื เพ่อื ปอู งกันการลื่นไถลของรถงา และ
เพื่อปูองกันคนเดินมากระแทกกับงารถที่ยกค้างไว้ หากมีชารุดเสียหายเกิดขึ้น ให้รีบรายงานให้ผู้มีหน้าท่ี
รับผดิ ชอบทราบทนั ที เพ่ือแกไ้ ขต่อไป

4. การขนยา้ ยวัสดุด้วยปน้ั จ่ันและสายพานลาเลยี ง
4.1 การขนย้ายวสั ดุด้วยป้นั จน่ั (Crane)
ปัน้ จั่น เปน็ เครื่องผ่อนแรงหลกั ในการเคล่ือนย้ายของหนัก ปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการใช้ป้ันจั่นกัน

อยา่ งกวา้ งขวางในโรงงาน ซ่งึ เป็นประเภทเหนือหวั โดยเฉพาะปน้ั จน่ั รอก (Hoist Crane) ส่วนในงานสนามและ
งานก่อสร้างจะใช้รถป้ันจ่ัน (Truck Crane) เป็นต้น ถึงแม้ป้ันจั่นจะมีความสะดวกในการใช้ขนย้ายสิ่งของ
จานวนมากได้ด้วยความรวดเร็วก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน การใช้ป้ันจั่นอย่างหละหลวม รวมท้ังการชารุดของ
ตะขอแขวนนา้ หนัก อาจเป็นสาเหตุทกี่ ่อใหเ้ กิดอบุ ตั ภิ ยั ขน้ึ ได้ เช่น สง่ิ ของตกลงมาจากที่สูง การถูกลวดสลิงหนีบ
เป็นตน้ เพือ่ ปอู งกนั อบุ ัติภัยท่อี าจจะเกิดขึน้ ดังกล่าว ผู้ปฏิบตั งิ านจะต้องปฏิบตั ดิ งั ต่อไปนี้

1) ผู้ท่ีใช้ป้ันจ่นั และแขวนน้าหนัก จะต้องเปน็ ผ้ทู ี่ไดร้ ับอนุญาตในการใชป้ น้ั จั่นโดยเฉพาะเทา่ น้ัน

ใบเน้อื หาหนว่ ยท่ี 13

ชอื่ วชิ า อาชีวอนามยั และความปลอดภยั รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชือ่ หน่วย การวเิ คราะห์และปรบั ปรุงสภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ สอนครัง้ ท่ี 13/18

ช่อื เรอ่ื ง การวเิ คราะห์และปรับปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

2) ต้องแต่งกายให้รัดกุม โดยเฉพาะปลายแขนเส้ือและปลายขากางเกง จะต้องจัดเก็บให้มิดชิด

รวมทั้งจะต้องใสห่ มวกนิรภัย รองเท้านิรภยั และถุงมอื นิรภัยด้วย

3) ก่อนลงมือทางาน ต้องตรวจเช็คความเรียบร้อยของส่วนสาคัญของปั้นจั่นและตะขอแขวน

น้าหนกั อย่างสม่าเสมอ

4) ให้สัญญาณตามข้อกาหนดอย่างเคร่งครัด

รปู การตดิ ปาู ยแสดงเพ่อื ปูองกันอันตราย รปู อันตรายเมือ่ อยูใ่ ตว้ ัสดุท่ีขนย้าย

4.2 การขนย้ายวัสดุด้วยสายพานลาเลยี ง (Belt Conveyor)

สายพานลาเลียง ถือว่าเป็นอุปกรณ์ท่ีใช้ในการขนส่งที่เหมาะสาหรับการขนส่งวัตถุดิบและ

ผลิตภัณฑ์ในระยะสั้น ๆ มักจะนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในการขนส่งและกระบวนการผลิตแบบต่อเน่ือง

อย่างไรก็ตาม สายพานลาเลียงก็มีจุดอ่อน เช่น กรณีตัวอย่างการลาเลียงกล่องลูกฟูก แล้วกล่องไปติดขัดกับ

สายพานลาเลยี ง ทาให้สายพานหยุดวิง่ ในขณะทกี่ าลงั แก้ไขโดยการดึงกล่องออกน้ัน สายพานเกิดทางานข้ึนมา

กะทันหัน ผู้ปฏิบัติงานจึงถูกสายพานหนีบเข้ากับโครงเหล็กจนได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ยังมี

อันตรายเนื่องจากส่ิงของตกลงมาอีกด้วย ดังนั้นการใช้สายพานลาเลียงจะต้องปฏิบัติตามข้อต่อไปนี้อย่าง

เครง่ ครดั

รูปการขนยา้ ยดว้ ยสายพานลาเลียง

ใบเน้ือหาหน่วยท่ี 13

ชือ่ วิชา อาชีวอนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชือ่ หนว่ ย การวิเคราะหแ์ ละปรับปรุงสภาพงานตามหลักการยศาสตร์ สอนคร้ังที่ 13/18

ชื่อเรื่อง การวิเคราะหแ์ ละปรบั ปรงุ สภาพงานตามหลกั การยศาสตร์ จานวน 3 คาบ

1) ผูใ้ ชจ้ ะต้องเป็นผู้ทไี่ ด้รบั การฝึกฝนและจะต้องปฏบิ ัติตามพื้นฐานการควบคมุ สายพานลาเลยี ง

2) ก่อนเดินเครอ่ื งต้องตรวจดูว่ามีพนักงานอื่น ๆ และส่ิงของอยู่ในบริเวณน้ันหรือไม่ จากน้ันให้

เปดิ สญั ญาณเตือนกอ่ น แลว้ จงึ เร่ิมกดสวิตซเ์ ดินเคร่อื ง

3) ตรวจเชค็ สภาพสวติ ซห์ ยุดฉุกเฉินและฝาครอบปูองกันของตก ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่

เสมอ

4) ห้ามขึ้นไปยนื หรือนั่งบนสายพานลาเลยี งเป็นอนั ขาด ตลอดจนหลกี เลี่ยงการเดินข้ามสายพาน

โดยเด็ดขาด

5. การตดิ ต่อและการให้สัญญาณ

การตดิ ตอ่ และการให้สญั ญาณ จะต้องมีความชดั เจน โดยจะตอ้ งคานงึ ถงึ ความปลอดภัยไว้ก่อน ใน

การทางานร่วมกัน การติดต่อและให้สัญญาณให้แก่ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ ให้รู้หรือเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อความ

ปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งท่ีมีความสาคัญ เน่ืองจากมีการบาดเจ็บร้ายแรงให้พบเห็นอยู่มากมาย เช่น การถูก

เครอ่ื งจกั รหนีบเพราะมีคนอน่ื ไปเปดิ สวติ ซเ์ ดนิ เครื่อง ขณะทผ่ี ปู้ ฏบิ ัติงานกาลังเข้าไปซอ่ มเครอ่ื งจักรอยู่

การตดิ ตอ่ และให้สญั ญาณสามารถทาได้หลายวิธี เช่น ในการทางานโดยใช้รถปั้นจ่ัน นอกจากจะ

ใชส้ ัญญาณเสียงแลว้ อาจจะใชธ้ ง ปูาย และวิธอี นื่ ท่ีเหมาะสมกับงาน เปน็ ตน้

รปู อุปกรณท์ ีใ่ ชใ้ นการให้สญั ญาณ

เอกสารอา้ งอิง

หนังสือเรยี นวิชาอาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหสั วชิ า 2001–1004

บันทกึ หลังการสอน
1. ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้

..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

2. ผลการเรยี นของนกั เรียน/ผลการสอนของคร/ู ปัญหาท่พี บ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

3. แนวทางการแกป้ ญั หา
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชือ่ ............................................... ลงช่อื ...............................................
(...............................................) (.............................................)
ตัวแทนนกั เรียน ครูผู้สอน

ใบเน้ือหาหน่วยท่ี 14 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ
ช่อื วิชา อาชวี อนามยั และความปลอดภยั รหสั 20001-1001 สอนคร้งั ที่ 14/18
ชอ่ื หนว่ ย การสอบสวนและการวเิ คราะหอ์ ุบัติเหตใุ นการทางาน จานวน 3 คาบ

ชื่อเรือ่ ง การสอบสวนและการวิเคราะห์อบุ ัติเหตุในการทางาน

หวั ข้อเรอ่ื ง
14.1 ความหมายของการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ
14.2 วัตถุประสงคข์ องการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ
14.3 หลกั และวธิ ีการสอบสวนอุบัติเหตุ
14.4 ขนั้ ตอนในการสอบสวนอุบัติเหตุ
14.5 บันทกึ รายงานการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ

สาระสาคัญ/แนวคดิ สาคัญ
การสอบสวนอุบัตเิ หตุเป็นวธิ ีการค้นหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ และความเสียหายหลังเกิดอุบัติเหตุ

เพื่อนาข้อมูลมาวิเคราะห์หาแนวทางในการปูองกันโดยมีเทคนิคข้ันตอนการทางานอย่างมีระบบ
มกี ารทาบนั ทึกรายงานการสอบสวนเพอ่ื เสนอฝุายบริหาร และจัดทาเป็นกรณีศึกษาให้พนักงานได้ตระหนักถึง
อนั ตรายในการทางาน

สมรรถนะย่อย
วางแผนดาเนินการเบอ้ื งตน้ ในการสอบสวนและวเิ คราะหอ์ ุบตั เิ หตุในการทางาน

จดุ ประสงค์การปฏบิ ัติ
ดา้ นความรแู้ ละทกั ษะ
1. บอกความหมายของการสอบสวนอบุ ตั เิ หตุ
2. อธบิ ายวตั ถุประสงค์ของการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ
3. อธบิ ายหลักและวธิ ีการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ
4. อธบิ ายวิธปี ฏบิ ตั ิในการสอบสวนอบุ ตั เิ หตุ
5. ทาบันทึกรายงานการสอบสวนอบุ ตั เิ หตุ
ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม/บูรณาการปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝุรู้ ความซื่อสตั ย์ สุจรติ ความมีน้าใจ, แบ่งบัน

ใบเน้ือหาหนว่ ยที่ 14

ชอ่ื วชิ า อาชวี อนามัยและความปลอดภัย รหัส 20001-1001 เวลาเรียนรวม 54 คาบ

ชอ่ื หนว่ ย การสอบสวนและการวิเคราะหอ์ บุ ตั เิ หตใุ นการทางาน สอนครั้งที่ 14/18

ชื่อเร่ือง การสอบสวนและการวเิ คราะหอ์ ุบัติเหตุในการทางาน จานวน 3 คาบ

14.1 ความหมายของการสอบสวนอุบตั ิเหตุ

การสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ คอื วิธีการค้นหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ต้องดาเนินการหลังจากเกิด

อุบัติเหตุทันที โดยเร็วท่ีสุดเพ่ือไม่ให้พยานหลักฐานถูกลบเลือนเคล่ือนย้าย มีความสาคัญ เน่ืองจากเป็น

เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลรายละเอียดของการเกิดอุบัติเหตุเพื่อ นาผลมาวิเคราะห์หาสาเหตุพื้นฐานและ

นาไปสมู่ าตรการปูองกนั ต่อไป

14.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการสอบสวนอุบัติเหตุ

1) เพ่ือคน้ หาสาเหตุพน้ื ฐานของการเกิดอุบตั ิเหตุและหาทางปูองกนั

2) เพ่อื ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ในการวิเคราะห์อบุ ตั ิเหตุ

3) เพ่ือใช้เป็นข้อมูลพ้ืนฐานในการดาเนินงานด้านความปลอดภัยต่าง ๆ วางแผนงาน ปรับปรุง

ข้นั ตอนการทางานใหเ้ หมาะสม ปรับปรุงการทางานท่ีไม่ปลอดภัย ปรับปรุงสภาพที่เป็นอันตรายข้อมูลสาหรับ

หวั หน้างานในการสอนงานเกย่ี วกับสาเหตแุ ละวิธีการปูองกนั อบุ ัตเิ หตุตา่ ง ๆ ใหก้ ับผใู้ ตบ้ งั คบั บัญชา

14.3 หลกั และวิธกี ารสอบสวนอบุ ัติเหตุ

1) จป. หวั หนา้ งานไดร้ ับแจง้ อบุ ตั ิเหตจุ ากพยาน ผ้เู ห็นเหตุการณ์ หรือผูป้ ระสบเหตุ

2) จป. หวั หน้างานและผู้ทาหน้าทสี่ อบสวนไปยงั สถานทเ่ี กิดเหตเุ พอื่ สอบสวนอบุ ตั เิ หตุ

3) ทาการสอบสวน บันทึกคาให้สัมภาษณ์ของพยานและบนั ทกึ ลงในรายงานสอบสวนอุบตั ิเหตุ

4) ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง จดั ทาบนั ทึกรายงานการสอบสวน เสนอวิธีการแกไ้ ขไปยงั ผบู้ ริหาร

14.4 ข้นั ตอนในการสอบสวนอุบัติเหตุ

ข้ันตอนปฏบิ ัติ ในการสอบสวนอุบตั ิเหตุ ขึ้นอยู่กับลักษณะ และสภาพการเกดิ อุบัตเิ หตุโดยทว่ั ไปมี

ขั้นตอนดังนี้

1. กาหนดขอบเขตในการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุ

2. เลอื กทมี งานสอบสวนอุบัตเิ หตุ และมอบหมายงานให้สมาชิกในทมี (ควรเปน็ ลายลกั ษณ์

อักษร)

3. ทาความเข้าใจในเบื้องต้น ระหว่างสมาชิกในทีมในเรื่องเก่ียวกับรายละเอียดของการเกิด

อบุ ตั ิเหตุ การเกบ็ ข้อมลู เกี่ยวกับอุบัตเิ หตุ ผู้ไดร้ บั บาดเจบ็ และ/ หรือเสียชีวิตรวมท้ังประมาณการความเสียหาย

ที่เกิดขึ้น การแบ่งขั้นตอนปฏิบัติงานการจัดทาแผนผังบริเวณ ที่เกิดเหตุ (พื้นท่ีบริเวณท่ีเกิดเหตุและพื้นท่ี

โดยรวมขององคก์ ร) สภาพแวดลอ้ มบรเิ วณทีเ่ กิดเหตุการสอบพยานที่เห็นเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนก่อนที่

จะนาไปสู่การเกดิ อบุ ัตเิ หตุ เป็นตน้

ใบเน้ือหาหน่วยที่ 14

ช่อื วชิ า อาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ช่อื หน่วย การสอบสวนและการวเิ คราะห์อุบตั เิ หตใุ นการทางาน สอนครง้ั ท่ี 14/18

ชอื่ เรือ่ ง การสอบสวนและการวิเคราะห์อุบตั ิเหตุในการทางาน จานวน 3 คาบ

4. ตรวจสอบบรเิ วณทเ่ี กิดเหตุ เพ่ือรวบรวมรายละเอียดท่สี าคญั และจาเป็นในการวเิ คราะห์

หาสาเหตกุ ารเกิดอบุ ัตเิ หตุ

5. การตรวจสอบสถานท่ีเกิดเหตุกั้นแยกพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุ ไม่ควรแตะต้องหรือ

เคลือ่ นยา้ ยสงิ่ ตา่ ง ๆ ในบรเิ วณทเ่ี กิดเหตุ วิเคราะหห์ าตาแหนง่ จุดทเ่ี กดิ เหตุให้ได้ โดยอาจพิจารณาจากจุดที่เกิด

ความเสียหายมากทีส่ ุดหรอื จากแนววิถีการระเบิดในกรณี เกิดอุบัติเหตุการระเบิดจัดทาแผนท่ีเกิดเหตุ สเก็ตซ์

ภาพและถา่ ยภาพในส่วนทีจ่ าเปน็ พร้อมทงั้ ระบุระยะห่างของพยานวัตถุ และราย ละเอียดต่างๆ ในภาพอย่าง

ถูกตอ้ ง ชัดเจน

6. สัมภาษณ์ผู้ประสบเหตุ และพยาน รวมทั้งผู้อยู่ในเหตุการณ์ก่อนเกิดอุบัติเหตุ และ

ผู้เกี่ยวข้องที่มาถึงสถานท่ีเกิดเหตุก่อน หน้าท่ีทีมงานจะไปถึง บันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์อย่างถูกต้อง ใช้การ

บันทึกเทปด้วยหากสามารถทาได้

7. แนวทางการพจิ ารณาในการสอบสวนอบุ ตั ิเหตุควรพจิ ารณาในเรอื่ งต่อไปนี้

- มีอะไรท่ผี ิดปกตกิ ่อนเกิดอบุ ัตเิ หตุ

- สงิ่ ผิดปกติเกดิ ขึ้นท่ีไหน

- สังเกตเหน็ สิง่ ผดิ ปกตเิ ม่ือไร

- สิ่งผดิ ปกติเกดิ ขึน้ ได้อย่างไร

8. วเิ คราะห์ขอ้ มูลทไี่ ดใ้ นขนั้ ตอนที่ 7 (ทาซ้าในขั้นตอนก่อนหน้าน้ี ถา้ จาเปน็ หรือขอ้ มูลไม่

เพยี งพอ)

9. จากการวเิ คราะหข์ อ้ มูลใหพ้ ิจารณาในเร่อื งต่อไปนีท้ าไม่จงึ เกิดอุบตั เิ หตุ ลาดับเหตุการณ์

และสาเหตกุ ารเกดิ อุบตั ิเหตุทนี่ ่าจะเป็นไปได้ (ทง้ั Direct Cause ,Indirect Cause และ Basic Cause)

10. ตรวจสอบแต่ละลาดับเหตุการณ์ เปรียบเทียบกบั ขอ้ มูลในขนั้ ตอนท่ี 7

11. พิจารณาเลือกลาดบั เหตกุ ารณ์ และสาเหตทุ ม่ี ีความน่าจะเปน็ ในการทาให้เกดิ อบุ ัติเหตุ

มากทสี่ ดุ

12. สรปุ การสอบสวนอุบัติเหตุ

13. จัดทารายงานสรปุ รวมถงึ ขอ้ เสนอแนะในการปูองกนั การเกดิ อุบตั ิเหตุดังกล่าว และ

เผยแพร่รายงาน

ใบเน้ือหาหน่วยที่ 14

ชื่อวิชา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย รหสั 20001-1001 เวลาเรยี นรวม 54 คาบ

ชอื่ หน่วย การสอบสวนและการวเิ คราะหอ์ ุบัตเิ หตใุ นการทางาน สอนคร้ังท่ี 14/18

ช่ือเร่อื ง การสอบสวนและการวเิ คราะห์อบุ ตั ิเหตุในการทางาน จานวน 3 คาบ

14.5 บนั ทกึ รายงานการสอบสวนอบุ ัตเิ หตุ

การจัดทาบันทึกรายงานการสอบสวนอุบตั เิ หตมุ ีหลายรปู แบบ บางคร้งั จาเป็นต้องมีรายละเอียดมากใน

กรณที ีเ่ ปน็ อุบตั ภิ ยั รา้ ยแรง รายงานจะมีความซับซอ้ นและมีรายละเอยี ดการวเิ คราะหม์ าก สาหรับหัวขอ้ สาคัญท่ี

ต้องรายงานได้แก่

ข้อมูลโดยทั่วไป เป็นข้อมูลเก่ยี วกับโรงงานทเี่ กดิ อุบัติเหตุ ลกั ษณะบรเิ วณท่ีเกิดเหตุ วนั เวลาทีเ่ กดิ

เหตุ

รายละเอยี ดและลาดบั เหตุการณก์ ารเกดิ อบุ ตั ิเหตุ และความเสยี หายทเ่ี กิดขึ้น

ผู้ได้รบั บาดเจ็บและเสียชวี ิต

ประมาณการค่าเสียหายท่ีเกิดขน้ึ

ข้อสันนิษฐานถึงสาเหตกุ ารเกิดอบุ ัติเหตุ เปน็ การวิเคราะหห์ าสาเหตุในการเกิดอุบัตเิ หตุ

ข้อเสนอแนะ เป็นการเสนอแนะในการปรบั ปรุงแกไ้ ขเฉพาะหนา้ และในระยะยาวมาตรการความ

ปลอดภยั ต่าง ๆ

เพ่อื ปอู งกนั ไมไ่ หเ้ กดิ อบุ ัติเหตุข้นึ อีก.

เอกสารอา้ งอิง

หนงั สอื เรียนวิชาอาชวี อนามยั และความปลอดภัย รหัสวชิ า 2001–1004


Click to View FlipBook Version