สม้เกอืบเป็นตัวแทนของวติามนิซแีลว้เพราะสม้เต็มไปดว้ยวติามนิซีสามารถเสรมิภมูติา้นทาน ป้องกันมะเร็ง ขจัด สารพษิออกจากร่างกาย ในสายตาของแพทยแ์ผนจนี สม้สามารถขจัดเสมหะ แกร้อ้นใน บ ารุงกระเพาะอาหารและ มา้ม คนกวางตงุ้ของจนี ชอบกนิเปลอืกสม้เพราะในเปลอืกสม้มวีติามนิซมีากกว่าเนื้อสม้และน ้ามันในเปลอืกสม้ยัง สามารถชว่ยกระเพาะอาหารและล าไสเ้คลอื่นตัว ขจัดไขมันและลดคอเลสเตอรอล เมอื่เป็นหวัดจนมอีาการหายใจ ล าบากและคลนื่ไส้เอาเปลอืกสม้และขงิตม้กับขา้วตม้จะไดผ้ลดี แครอท ชว่ยลา้งไขมันและชว่ยการท างานของตับ มเีบตา้แคโรทนี สงูเมอื่ถกูดดูซมึเขา้สรู่ ่างกายแลว้จะถกูเปลยี่นไปเป็น วติามนิเอ อกีทหีนงึ่วติามนิเอจากธรรมชาตมิ ปีระโยชนม์าก เชน่ชว่ยในการรักษาโรคตาแทบทกุชนดินอกจากนัน้ ยังชว่ยต่อตา้นโรคเกยี่วกับทรวงอก ชว่ยท าใหผ้วิหนังสดชนื่ชว่ยป้องโรคผวิหนัง เชน่ ฝ้า ตกกระ สรา้งความ เจรญิเตบิ โตของร่างกาย สรา้งกระดูก ฟัน เล็บ เหงอืก ใหแ้ข็งแรง นอกจากนัน้ยังชว่ยรักษา สวิ ฝีแผลเน่า ยังชว่ย รักษาโรคถุงลมโป่งฟองกับไทรอยด์เป็นพิษได้ด้วย มะเขือเทศ ในมะเขอืเทศมสีว่นประกอบส าคัญคอื lycopene ซงึ่เป็น carotenoid ที่ไม่มีprovitamin A activity มกีารศกึษา หลายการศกึษาทแี่สดงใหเ้ห็นวา่การบรโิภคมะเขอืเทศและผลติภัณฑจ์ากมะเขอืเทศชว่ยลดความเสยี่งต่อการเกดิ โรคมะเร็งและโรคหลอดเลอืดหัวใจได้ชว่ยเสรมิฤทธติ์า้นมะเร็งและโรคหลอดเลอืดหัวใจเชอื่วา่เกดิจากการ มีlycopene ไปปรับการท างานของระบบฮอรโ์มน และภมูคิมุ้กัน ตลอดจนกระบวนการ เมตาบอลสิมั่ภายในร่างกาย ในคนสุขภาพดีที่บริโภค lycopene ในรูปของน ้ามะเขือเทศและซอสมะเขือเทศเป็นเวลา 1 สปัดาห์พบวา่มี ระดับ oxidized LDL ต ่าลง มีคุณสมบัติลดระดับ cholesterol ในเลอืด การบรโิภคมะเขอืเทศลดความเสยี่งตอ่การ เกดิมะเร็งชนดิตา่งๆ เชน่มะเร็งในชอ่งปากและกล่องเสยีง, หลอดอาหาร, ล าไส, ้เตา้นม และรังไข่และมกีารศกึษา หลายการศกึษาทแี่สดงใหเ้ห็นวา่การบรโิภคมะเขอืเทศลดการท าลายDNA ในเม็ดเลือดขาวและต่อมลูกหมากได้ สม้ โอ มธีาตฟุอสฟอรัส แคลเซยีม มกีรดอนิทรยี์วติามนิซีเอ และบีมธีาตแุคลเซยีม ฟอสฟอรัส ขับลมในกระเพาะอาหาร รสขมของสม้ โอใหส้ารเพคตนิ สงูชว่ยในการขจัดไขมันสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะไขมันหนา้ทอ้ง
พีช ลกูพชีเป็นผลไมท้มี่สีเีหลอืงอมสม้ซงึ่ผลไมท้มี่สีเีหลอืงและสสีม้จะมวีติามนิเอสงูมาก หนา้ทสี่ าคัญของวติามนิเอ ชว่ยในการควบคมุการท างานของ Rod cells และ Cone cells ใน Retina บ ารุงรักษาเซลล์ชนิดบุผิว ของอวัยวะ ตา่ง ๆ วติามนิเอมบีทบาทในการสรา้งกระดูกและฟัน และระบบสบืพันธุ์สารสเีหลอืงทมี่อียใู่นลกูพชีมสีารตา้น อนุมลูอสิระชอื่วา่เบตา้ครบิ โตแซนทนิ ชว่ยป้องกันไมใ่หเ้ซลลถ์กูท าลาย ชว่ยบ ารุงหัวใจและกระเพาะอาหาร เป็น ยาระบายออ่น ๆ ในผลลูกพชียังมเีกลอืแร่โบรอน ซงึ่ท าใหส้มองกระฉับกระเฉงและกระปรกี้ระเปร่า ถา้ไดร้ับเกลอืแร่ โบรอนในปรมิาณต ่า จะท าใหส้มองท างานชา้ลงและสมาธสินั้ พรุน ลูกพรุน มีกากใยธรรมชาติDietary Fiber จ านวนมากหลายชนดิ ซงึ่เป็นทัง้ชนดิทลี่ะลายน ้าได้และละลายน ้าไมไ่ด้ กากใยอาหารนี้มสีว่นชว่ยลดโคเลสเตอรอลได้สามารถลดไขมันในเลอืด (LDL Cholesterol) ในผู้ป่ วยที่มีไขมันใน เลือดสูง ในลกูพรนุยังมสีารตา้นอนุมลูอสิระทมี่ปีระสทิธภิาพสงูอกีจ านวนมาก รวมถงึมวีติามนิเชน่ o วิตามิน B2 (Riboflavin) ชว่ยในการสรา้งเม็ดเลอืดแดง ผวิหนัง เล็บ และผม o วิตามิน C (Ascorbic Acid) สารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant) ชว่ยใหร้่างกายและสมองแกต่ ัวชา้ลง อัตราการ เกิดเป็นโรคมะเร็งน้อยลง o วิตามิน E เป็น Anti-oxidant ชว่ยยดือายเุม็ดเลอืดแดง ผวิเนียนนุ่ม บ ารุงสายตา o แคลเซยีม (Calcium) ชว่ยเสรมิ สรา้งกระดกูและฟัน รักษาระดับการเตน้ของหัวใจ o เหล็ก (Iron) เป็นสว่นประกอบทใี่ชใ้นการสงัเคราะห์ฮโีมโกลบนิ ในเม็ดเลอืดแดง น ้าลกูพรุนท ามาจากผลพลัมแหง้ ซงึ่เป็นผลไมท้มี่สีารอาหารทสี่ าคัญตอ่ร่างกายเป็นจ านวนมาก เป็นทรีู่จ้ ักและนยิม น ามารับประทานกันเป็นระยะเวลานาน แมจ้ะมรีสหวานแตส่ว่นมากประกอบไปดว้ยน ้าตาลชนดิ ฟลคุโตส และ ซอร์ บทิอล ไมท่ าใหร้ะดับน ้าตาลในเลอืดสงูอย่างรวดเร็ว ทสี่ าคัญ น ้าลูกพรุนยังชว่ยระบายและรักษาอาการทอ้งผกูได้ อย่างปลอดภัย ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
Italian Soda Blue curacao 2/3 Oz Blue lemon syrup ¼ Oz Soda 6 Oz วิธีผสม : ใช้วิธีการคนผสมในแก้ว ใส่น้า แขง็ก่อน แล้วใส่โซดาทีหลัง Himaraya Punch Pineapple Juice 2 Oz Lemon Juice 1 Oz Green syrup 3/4 Oz Soda วิธีผสม : ใช้วิธีการคนผสมในแก้ว ใส่น้า แขง็ก่อน แล้วใส่โซดาทีหลัง Sawasdee Drink Orange Juice 1 Oz Pineapple Juice 1 Oz Lemon Juice 1 Oz Red syrup 1 Oz Soda วิธีผสม : ใช้วิธีการคนผสมในแก้ว ใส่น้า แขง็ก่อน แล้วใส่โซดาทีหลัง
Cranpirina Drink Cranberry Juice 3 Oz Orange Juice 1 Oz Pineapple Juice 3/4 Oz Lemon Juice 1/2 Oz Grenadine 3/4 Oz Honey Syrup วิธีผสม : ใช้วิธีการเขย่ากรองผสมให้เข้ากัน Pusse Fruit Orange Juice 3 Oz Lemon Juice 1 Oz Grenadine 3/4 Oz Soda วิธีผสม : ใช้วิธีการเขย่าเทผสมให้เข้ากันแล้วใส่โซดาทีหลัง
Fruit Punch Orange Juice 1 Oz Pineapple Juice 1 Oz Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 3/4 Oz Red Syrup 1/2 Oz Soda Water Melon , Pineapple , Orange , Lemon เอาเน้ือมาสับใหล้ะเอียด วิธีผสม ใช้วิธีการเขย่าให้เข้ากัน ใส่โซดาพอแค่ให้ซ่าเล็กน้อย Tip. ใส่เหล้าหวาน Triple sec ลงไปนอ้ยจะเพิ่มรสชาติอร่อยข้ึน Blue Lemon Blue Grenadine 3/4 Oz Lemon Juice 1.5 Oz Sugar Syrup 1/2 Oz วิธีท า ใช้วิธีเขย่าแต่งปากแก้วด้วยการเคลือบเกลือ+มะนาวฝาน
Emerald Punch Orange Juice 1 Oz Pineapple Juice 1 Oz Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1 Oz Green Syrup ¾ Oz Soda วิธีท า ใช้วิธีเขย่าท้อปโซดาแต่งปากแก้วด้วยสับปะรด+มะนาวฝาน+หลอด Boo’s Boo Special Orange Juice 1 Oz Pineapple Juice 1 Oz Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 3/4 Oz Red Grenadine 3/4 Oz วิธีท า ใช้วิธีปั่นแต่งปากแก้วด้วยสับปะรด+ส้มหรือมะนาวฝาน+หลอด Pink Lemonade Lemon Juice 2 Oz Red Grenadine 1 Oz Soda วิธีท า ใช้วิธีคนแต่งปากแก้วด้วยมะนาวฝาน+หลอด
Blue Hawaii Punch Blue Grenadine ¾ Oz Pineapple Juice 1.5 Oz Lemon Juice ½ Oz Sugar Syrup 3/4 Oz วิธีท า ใช้วิธีเขย่า แต่งปากแก้วด้วยสับปะรด+หลอด Banana & Pineapple Frozen Banana 0.5-1 ลูก. Pineapple 1-2 ชิ้น. Pineapple Juice 2 Oz Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1.5 Oz Milk 1 Oz Honey 2 Dash. วิธีท า ใช้วิธีปั่นแต่งปากแก้วด้วยสับปะรด+หลอด
Ze Lover Pineapple + P/J 1-2 , 2 ชิ้น. , Oz Orange Juice 2 Oz Sugar Syrup + Honey 1 , 2 Oz. , Dash. วิธีท า ใช้วิธีปั่น แต่งปากแก้วด้วยสับปะรด+หลอด Beta Carroteen Carrot 1-3 ชิ้น. Banana 1 ชิ้น. Water Melon 1 ชิ้น. Orange Juice 2 Oz Red Syrup 1 Oz Water 1 Oz Honey 2 Dash. วิธีท า ใช้วิธีปั่น แต่งปากแก้วด้วยแตงโม+หลอด
Water Melon Punch Water Melon 1-2 ชิ้น. Pineapple 1-2 ชิ้น. Pineapple Juice 2 Oz Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1.5 Oz Red Syrup ½ Oz Water 1 Oz Honey 2 Dash. วิธีท า ใช้วิธีปั่นแต่งปากแก้วด้วยแตงโม+เชอรี่+หลอด Blue Tonic Blue Grenadine 1 Oz Lemon Juice 1 Oz Tonic วิธีท า ใช้วิธีเขย่าแล้วท้อปโทนิคแต่งปากแก้วด้วยมะนาวฝาน+หลอด
Red Eyes Red Grenadine 1 Oz Cherry Juice 1 Oz Lemon Juice ½ Oz Ginger Ale วิธีท า ใช้วิธีเขย่าแล้วท้อปจินเจอร์เอลแต่งปากแก้วด้วยมะนาวฝาน+เชอรี่+หลอด Havana Club Blue Grenadine 1/3 Oz Red Syrup 1 Oz Lychee+น้า 1-2 ลูก Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1 Oz Water 1 Oz วิธีท า ใช้วิธีปั่นแต่งปากแก้วด้วยมะนาวฝาน+หลอด
Honolulu Punch Pineapple Juice 2 Oz Pineapple 1-2 ชิ้น. Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1 Oz Green Syrup ¾ Oz Water 1 Oz วิธีท า ใช้วิธีปั่นแต่งปากแก้วด้วยสับปะรด+มะนาวฝาน+หลอด Summer Kiss Punch Lychee Juice 2 Oz Lychee 1-2 ลูก. Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1 Oz Red Syrup ¾ Oz Water 1 Oz วิธีท า ใช้วิธีปั่น แต่งปากแกว้ดว้ยลิ้นจี่+มะนาวฝาน+หลอด
Pink Planter’s Lychee Juice 1 Oz Lychee 1-2 ลูก. Lemon Juice ¾ Oz Sugar Syrup 1.5 Oz Water 1 Oz Salt + ทับทิมกรอบ วิธีท า ใช้วิธีปั่นแต่งปากแกว้ดว้ยลิ้นจี่+หลอดใหญ่ ( ใส่ทบัทิมกรอบก่อน ) Sherry Temple Red Grenadine ¾ Oz Lemon Juice 1 Oz Sprite วิธีท า ใช้วิธีเขย่าแล้วท้อปสไปร์แต่งปากแก้วด้วยมะนาวฝาน+เชอรี่+หลอด
Berry Fruit , Orange , Water Melon , Lemon เอาเน้ือมาสับใหล้ะเอียด วิธีผสม ใช้วิธีการเขย่าเทผสมให้เข้ากัน แล้วใส่โซดา และเน้ือผลไมต้าม Tip. ใส่เหล้าหวาน Strawberry หรือ Creme de casis ลงไปนอ้ยจะเพิ่มรสชาติอร่อยข้ึน Havana Club Blue Grenadine 1/3 Oz Red Syrup 1 Oz Lychee+น้า 1-2 ลูก Lemon Juice 1 Oz Sugar Syrup 1 Oz Water 1 Oz วิธีท า ใช้วิธีปั่น แต่งปากแก้วด้วยมะนาวฝาน+หลอด
"Cocktail" ค็อกเทล แปลว่า “หางขนไก่” คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ด้วยอย่างน้อยหนึ่งชนิด เข้ากับส่วนผสมอื่น ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ชา กาแฟ น้ำเชื่อม หรือแม้แต่ส่วนผสมอื่นๆ ตามวิธีการผสมในแบบต่างๆ คำว่า ค็อกเทล ได้ถูกใช้เรียกชื่อแทนเครื่องดื่มผสมชนิดนี้มาเป็นเวลายาวนานกว่า 200 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.1776 ในบาร์แห่งหนึ่ง ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสุภาพสตรีผู้หนึ่งได้เปิดร้านขายสุรา และภายในร้านของเธอจะตกแต่งบาร์ด้วยหางขนไก่ที่มีสีสันสวยงามเต็มร้านไปหมด อยู่ มาวันหนึ่งเธอเกิดความคิดที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใครขึ้นมา เธอได้นำเอาหางขนไก่ (Cocktail) ใส่ตกแต่งในเครื่องดื่มที่เธอผสมขึ้นทุกแก้วแทน ไม้คนบาร์ทั่วไป และในไม่ช้าร้านของเธอก็เป็นที่รู้จัก และนิยมของนักท่องเที่ยวยามราตรีทั้งหลายในยุคนั้น จนทำให้คนส่วนใหญ่พูดติดปากกันว่า “ค็อกเทล” (Cocktail) เมื่อต้องการจะสั่งเครื่องดื่มชนิดนี้ และจากจุดนี้เองนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “ค็อกเทล” ประวัติค็อกเทล (The History of Cocktails) Cocktail ค็อกเทล เป็นเครื่องดื่มผสมที่มีต้นกำเนิดมายาวนาน เกิดขึ้นเมื่อใดไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน จุดเริ่มต้นในยุโรป ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ต้น ศตวรรษที่ 14 ในยุคนั้นจะเรียกเครื่องดื่มที่ผสมขึ้นว่า "บรากเกรท" (Bragget) โดยผสมจากเบียร์หรือเอล (Ale) หรือเหล้าที่ใส่เครื่องเทศ นิยมดื่ม กันมากในวันอาทิตย์ ก็เลยเรียกกันติดปากว่า "Bragget Sunday” ต่อมาในศตวรรษที่ 17 ได้เปลี่ยนมาใช้ไวน์ผสม ทำเหมือนพั้นช์ นิยมดื่มกินกันใน งานเลี้ยง งานรื่นเริงต่างๆ จนมาถึงศตวรรษที่ 18 เริ่มนิยมผสมเครื่องดื่มแบบที่ไม่ใส่เครื่องเทศ เรียกว่า "ซองการีส" (Sangarees) ส่วนเครื่องดื่มที่ นำเหล้ามาผสมกับน้ำตาลจะเรียกว่า "ท็อดดีส์" (Togdiss) ต้นศตวรรษที่ 18 เครื่องดื่มที่เรียกว่า “ค็อคแตล์" (Coquetel) เป็นเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล หรือน้ำผลไม้กับเหล้าค็อก-เอล (Cock-Ale) นิยม ดื่มกันมากในงานเลี้ยงฉลองของชาวบอร์โดซ์ในฝรั่งเศส ถ้าย้อนไปดูในอเมริกา ช่วงปี ค.ศ.1775–1783 ประธานาธิบดี ยอร์จ วอร์ชิงตัน ทำ สงครามประกาศอิสรภาพรบกับอังกฤษ ทหารฝรั่งเศสถูกส่งมาช่วยรบอเมริการบในสงครามครั้งนี้ด้วย และยังได้นำเครื่องดื่มที่เรียกว่า ค็อคแตล์ มา ดื่มกินกันในกองทัพด้วย ทำให้เครื่องดื่มนี้เป็นที่นิยมเผยแพร่ไปในกองทัพผสมของอเมริกาอย่างรวดเร็ว นับแต่นั้นมาชาวอเมริกาก็นิยมดื่มเครื่องดื่ม นี้มากขึ้น และมักจะเรียกชื่อว่า “ค็อกเทอร์" (Cockter) และเรียกเพี้ยนไปเป็น “ค็อกเทล" (Cocktail) จนติดปากมาจนถึงทุกวันนี้
คำว่า “ค็อกเทล” (Cocktails) ไม่มีใครทราบหลักฐานที่มาที่แน่ชัด แต่มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาต่อเนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ดังที่ John Doxat กล่าวไว้ใน The Book of Drinking ว่าในช่วงศตวรรษที่ 18 ผู้คนนิยมการตีไก่ (Cock Fighting) กันมาก จนกลายเป็นประเพณีที่มีการดื่มอวยชัยให้ พรแก่ไก่ตัวที่เป็นผู้ชนะด้วย เครื่องดื่มที่ใช้ในการดื่มเพื่ออวยชัยให้แก่ไก่นั้น ก็จะผสมด้วยเหล้าหลายชนิดด้วยกัน จะใช้เหล้ากี่ชนิดก็ขึ้นอยู่กับจำนวน หางขนไก่ที่เหลือของไก่ตัวนั้น ในหนังสือ Wines&Spirits (Foods of the World) เขียนโดยนาย Alec Waugh ของ Time Life International (Natherland) B.V. กล่าวไว้ ว่า จริงๆ แล้วไม่มีใครรู้แหล่งกำเนิดที่แน่ชัดของค็อกเทลเลย จะมีก็แต่เรื่องเล่าสนุกๆ กันเกี่ยวกับต้นกำเนิดของค็อกเทลว่า ในช่วงที่ชาวอเมริกันทำ สงครามเพื่อเรียกร้องประกาศอิสรภาพช่วงปี ค.ศ.1779 (ราว พ.ศ.2322) นั้น มีหญิงแม่ม่ายเมียทหารปฏิวัติคนหนึ่งชื่อ เบตซี่ เฟลนาแกน (Betsy Flanagan) เปิดร้านเหล้าในรัฐนิวอิงแลนด์ พวกบรรดานายทหารฝรั่งเศสจากกองทัพผสมของ ยอร์จ วอชิงตัน ต่างพากันมาอุดหนุนที่ร้านของเธอ อยู่เป็นประจำ และพวกนายทหารเหล่านี้มักจะชอบต่อว่าต่อขานกับมิสเบทซี่ ว่าเธอปล่อยให้ไก่โต้งจากอีกร้านหนึ่งชื่อ โลแยลลิสต์เข้ามากรีด กรายเกะกะอย่างไม่เกรงกลัวใครในร้านเลย อยู่มาวันหนึ่งเบตซี่ ได้จัดงานเลี้ยงฉลองเป็นเกียรติแก่เหล่าทหารพวกนั้น เธอได้จับไก่โต้งจากร้านโลแย ลิสท์ตัวนั้น มาทำอาหารเลี้ยงแขก และเธอได้ผสมเหล้าชนิดใหม่ให้เหล่านายทหารพวกนั้นได้ลิ้มลองเป็นเหล้าที่ผสมด้วยเหล้ารัมกับน้ำผลไม้ เพื่อ เสิร์ฟก่อนเวลาอาหาร และเธอได้นำขนหางไก่ที่มีหลากสี มาประดับประดาที่ขวดเหล้าอย่างสวยงามด้วย บรรดาเหล้าทหารที่ไปงานเลี้ยงในครั้งนี้ ต่างก็ดื่มเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพ และอวยพรเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า “Vive Le Coq’s Tail” นับแต่นั้นมาเหล้าผสมที่นิยมดื่มกันก่อนงานเลี้ยงอาหาร หรือดื่มเพื่อเฉลิมฉลองในงานต่างๆ มักเรียกกันว่า ค็อกเทล (หางไก่) นับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่นักนิรุกติศาสตร์ไม่เห็นด้วยกับที่มาของคำนี้ จะมีแต่ก็ นาย Alec Waugh ที่เห็นว่า คนส่วนมากในซีกโลกตะวันตกต่างก็ยอมรับนิยายเรื่องนี้กัน มีเรื่องเล่าอีกกระแสหนึ่งว่า ในยุคเดียวกันนี้มีเจ้าของโรงเตี๊ยม (ร้านเหล้า) ของชาวอเมริกันคนหนึ่ง กีดกันมิให้ลูกสาวชื่อเบตซี่แต่งงานกับ นายทหารอเมริกัน อยู่มาวันหนึ่งไก่ชนแชมเปี้ยนเจ้าสังเวียนที่แกรักนักรักหนาชื่อว่าเจ้าวอชิงตัน เกิดหายตัวไป แกก็เสียใจอย่างหนัก ถึงกับออก ประกาศว่าผู้ใดจับไก่ตัวนี้มาคืนให้แกได้ ยินดีจะยกลูกสาวให้เป็นสิ่งตอบแทน และต่อมาไม่นัก นายทหารอเมริกันคู่รักของลูกสาวแกนั่นเอง ก็เป็นผู้ ที่พบไก่ตัวนั้น และนำมาคืนให้กับว่าที่พ่อตา สุดท้ายแกก็ต้องจำใจยกลูกสาวให้ตามสัญญา เบตซี่เองก็แสนจะปลื้มปิติ จึงได้ผสมเหล้าในร้านของพ่อ เธอเพื่อเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานฉลองการแต่งงานของเธอด้วย บรรดาแขกที่มาในงานต่างพากันติดใจในรสเหล้าผสมนี้เป็นอันมาก ถึงกับกล่าวเรียก เหล้าผสมนี้ว่า “ค็อกเทล” บ้างก็เล่ากันว่า มีนักเคมีนายหนึ่งแห่งเมืองนิวออร์ลีนส์ มักจะผสมเหล้าที่ใส่ในภาชนะคล้ายถ้วยใส่ใข่ (Egg Cup) ของชาวฝรั่งเศสที่เรียกว่า “Coquetiers" เพื่อเลี้ยงเพื่อนฝูงที่มาเยี่ยมเยีอนเสมอ จนภายหลังชาวอเมริกันก็ได้จำสูตรของนักเคมีผู้นี้ไปผสมดื่มกันในถ้วยค็อคแตร์กันมากขึ้นๆ เรื่อยๆ จนในที่สุดเหล้าผสมค็อคแตร์ ก็เรียกต่อๆ กันมาจนเรียกเพี้ยนไปตามสำเนียงชาวอเมริกันเป็น "Cockters" บ้าง เป็น "Cocktails" บ้าง และก็ เรียกติดปากกันมาจนถึงทุกวันนี้ หรือบ้างก็เล่ากันว่า ในโบราณสมัยนานเนมาแล้วที่เมืองท่าแคมปีเช (Campeche) ของอ่าวเม็กซิโก กลาสีอังกฤษซึ่งแล่นเรือไปแวะที่เมืองนี้ ได้ พบเหล้าผสมรสแปลก ๆ ซึ่งต้องคนด้วยช้อนไม้ที่ทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะจึงจะได้เหล้าผสมรสดี มีนักผสมเหล้าที่ร้านขายเหล้าแห่งหนึ่งใช้รากไม้ ชนิดหนึ่ง เรียกชื่อตามลักษณะรูปร่างของมันว่า โคลา เดอ แกลโล (cola de gallo) คนเหล้านั้น ลูกค้าต่างเมืองไปเห็นเข้าก็แปลกใจจึงออกปาก ถาม นักผสมเหล้าผู้นั้นก็อธิบายความหมายของช้อนคนเหล้าที่ทำด้วยรากไม้นี้ แปลได้ความว่า ค็อกเทล (หางไก่) ในที่สุดคำ ๆ นี้ก็กลายเป็นชื่อเหล้า ผสมประเภทนี้ไป
ยังมีนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาอีกเรื่องหนึ่งว่า มีพระธิดาของกษัตริย์เม็กซิโกองค์หนึ่ง ชื่อ ช็อกเติ้ล (Xoctl) ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นผู้ เสิร์ฟเหล้าผสมรสร้อนแรงชนิดหนึ่ง เพื่อเลี้ยงนายทหารอเมริกันที่เดินทางไปยึดเม็กซิโก จนแม่ทัพชาวอเมริกันถึงกับออกปากชมความงาม และ ความอารีย์ของนางไม่ขาดปาก ในที่สุดเหล้าผสมของกษัตริย์เม็กซิโกก็เลยได้ชื่อตามชื่อพระธิดาองค์นี้ แต่เรียกเพี้ยนไปตามสำเนียงอเมริกันว่า ค็อกเทล นับแต่นั้นเป็นต้นมา และเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับต้นกำเนิดค็อกเทลที่เล่าสืบต่อๆ กันมา ก็เห็นจะได้แก่เรื่องที่เล่ากันว่า ในสมัยที่อเมริกายังใช้เรือกลกันอยู่ เพื่อทำการค้า ขายในแม่น้ำมิสซิสซิปปี้อยู่นั้น มีบรรดาเศรษฐีที่เดินทางไปกับเรือสั่งให้นำเหล้าทุกชนิดเท่าที่มีอยู่ในเรือมาเทรวมกันในภาชนะขนาดใหญ่ แล้วริน แจกจ่ายแก่คนที่โดยสารในเรือให้ได้ดื่มกิน จนเป็นที่สนุกสนาน ซึ่งแก้วที่ใช้ใส่เหล้าชนิดนี้ จะมีรูปร่างคล้ายอกไก่ และช้อนคนเหล้าก็มีรูปร่าง ลักษณะคล้ายกับชะงอยหางไก่ คนที่โดยสารในเรือลำนี้ จึงเรียกเหล้าผสมนี้ว่า ค็อกเทล หลังจากที่คำว่า ค็อกเทลถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของชาวอเมริกันในปี ค.ศ.1806 ต่อมาในปี ค.ศ.1919 ที่นครลอนดอน ชาวอังกฤษยังไม่รู้จัก การดื่มกินค็อกเทลสำหรับช่วงก่อนอาหารมื้อค่ำ แต่ในเวลาใกล้เคียงกันไม่นานนัก เมื่อเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นที่นิยมดื่มกันมากในอเมริกา โดยเฉพาะ ช่วงก่อนอาหารมื้อค่ำประมาณครึ่งชั่วโมง ทำให้เครื่องดื่มค็อกเทลเป็นที่แพร่หลายดื่มกันมากขึ้นในอังกฤษ และประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย ในปี ค.ศ.1920 ในอเมริกา ออกกฎหมาย ห้ามจำหน่ายสุรา จึงมีคนคิดหาวิธีดื่มสุราแบบใหม่ โดยนำสุรา มาผสมในเครื่องดื่มชนิดอื่นแทน เช่น โซดา โค้ก น้ำผลไม้ เป็น เกิดเป็นสูตรค็อกเทลขึ้นต่างๆ นานา จากปี ค.ศ.1860-1920 ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย : สหรัฐอเมริกา เป็นสถานที่ ที่เกิดเครื่องดื่มผสม "ค็อกเทล" เป็นครั้งแรก ยุคสมัยใหม่ ช่วงศตวรรษที่ 19 ประมาณปี ค.ศ.1862 มีสูตรค็อกเทลที่ถูกบันทึกขึ้นเป็นครั้งแรก คือ "Martinez" ผสมจาก Gin 1 ส่วน และ Sweet Vermouth 4 ส่วน ตกแต่งด้วยลูกเชอรี่สีแดง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบนิยมดื่มของนักขุดแร่ในเหมืองทอง ต่อมาสูตรของ Martinez ได้ถูกปรับปรุงและเขียนสูตรขึ้นอย่าง เป็นทางการในหนังสือ Thomas' 1887 bartender's guide โดยใช้ Old Tom Gin และ Sweet Vermouth และดร็อปด้วย Bitters และน้ำเชื้อมตกแต่งด้วย มะนาวสไลด์ และได้ถูกปรับปรุงจนมาถึงปัจจุบัน เรียกชื่อเปลี่ยนมาจนกลายเป็น "Martini" และได้แพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ แคนนาดา จนทั่ว ยุโรปในราวปี ค.ศ.1990 ในปี ค.ศ.1988 เครื่องดื่มค็อกเทล (Cocktail) เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของผู้คนทั่วโลกมากยิ่ง เมื่อผูกำกับ Roger Donaldson’s ได้สร้าง ภาพยนตร์ เรื่อง Cocktail ที่นำเรื่องราวของคนในวงการบาร์เทนเดอร์ มาทำเป็นภาพยนตร์ ที่นำแสดงโดย Tom Cruise รับบทเป็นกหนุ่มบาร์เทน เดอร์ที่ทำงานอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง ที่มีความสามารถในการควงขวดโชว์การผสมเครื่องดื่มชค็อกเทล ได้อย่างระดับขั้นเทพจนเป็นที่ประทับใจของ สาวๆ ที่เข้ามาบาร์แห่งนี้ และภาพยนตร์เรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลก จนทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้จักเครื่องดื่ม ชนิดนี้มากยิ่งขึ้น และยิ่งมีหนังเรื่อง James Bond ก็ยิ่งตอกย้ำเครื่องดื่มค็อกเทล (Dry Martini) มากขึ้นอีกด้วย