The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 101 ณัฐธิดา ศรีสุข, 2024-02-05 07:22:56

วิจัยในชั้นเรียน

การพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่

การพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมจับคู่ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 The Development of English Vocabulary Using Matching Game for Grade 2 Students ณัฐธิดา ศรีสุข สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ประจำปีการศึกษา 2566


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมจับคู่ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวณัฐธิดา ศรีสุข อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กรรณิการ์ บุญขาว อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์บุรัช ภูดอกไม้ ครูพี่เลี้ยง นางพุทธชาด โพธิ์ไพศาล ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2566 ________________________________________________________________________________________ อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้นับ งานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ................................................. อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ( อาจารย์ กรรณิการ์ บุญขาว ) .................................................. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ( อาจารย์บุรัช ภูดอกไม้ ) ............................................... ครูพี่เลี้ยง ( นางพุทธชาด โพธิ์ไพศาล )


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมจับคู่ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัย นางสาวณัฐธิดา ศรีสุข อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กรรณิการ์ บุญขาว อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์บุรัช ภูดอกไม้ ครูพี่เลี้ยง นางพุทธชาด โพธิ์ไพศาล ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยใช้เกมจับคู่ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษาเจตคติต่อการพัฒนา ความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียน อนุบาลพิบูลย์รักษ์จังหวัดอุดรธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมจับคู่ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการด้านคำศัพท์ ภาษาอังกฤษก่อนและหลังการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสำรวจเจตคติ4) การ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางด้านคำศัพท์วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2/1 ที่ ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเกม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ เกมจับคู่ในระดับคะแนนเฉลี่ย 3.56


ค Research Title The Development of English Vocabulary Using Matching Game for Grade 2 Students Author Miss Nattida Srisuk Research Advisor Mrs. Kannikar Boonkhaos Research Co-Advisor Mr. Burajt Phoodokmai Associate teacher Mrs. Puttachard Phopaisal Degree Faculty of Education Major English Academic Year 2023 ABSTRACT The purposes of this research were to 1) to compare the achievement of students' English vocabulary by using the game activities of grade 2 students before and after studying 2) The sample consisted of 20 students studying in grade 2 during the second semester in the academic year 2023 of Anubanphiboonrak School obtained from cluster sampling. The instruments used for gathering the data were 1) Lesson plans 2) Achievement test and 3) Attitude test. 4) The statistics used to analyze the data were: percentage, mean (x), standard deviation (S.D.), and t-test for dependent samples and t-test one sample. The results of this research were 1) The learning achievement of English subjects of grade 2 students, after using matching game was significantly higher than before at the .05 level. 2) Grade 2 students have a good attitude towards developing their English vocabulary ability using a matching game on an average score level of 3.56.


ง กิตติกรรมประกาศ การวิจัยในเรื่องการพัฒนาด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ครั้งนี้สำเร็จลุล่วง ได้ด้วยดีเพราะได้รับความอนุเคราะห์ความรู้จาก อาจารย์กรรณิการ์ บุญขาว อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ที่ได้ช่วยเหลือให้คำปรึกษาแนะนำ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่ เป็นอย่างดียิ่งตลอดจนสำเร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัยตระหนักถึงความ ตั้งใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์ และขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ กราบขอบพระคุณท่านเจ้าของเอกสารและงานวิจัยทุกท่านที่ผู้วิจัยได้นำมาศึกษา อ้างอิงในการ ทำวิจัยในครั้งนี้ จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้ผู้วิจัยขอขอบคุณนักเรียนที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและมีส่วนร่วมในการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อจะนำไปใช้ ประโยชน์ในภาคการศึกษาต่อไป และขอกราบขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว รวมถึงเพื่อนร่วมรุ่น สาขาวิชาภาษาอังกฤษ รุ่น 97 ทุกท่านที่เป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนมาโดย ตลอดตั้งแต่ต้นจนสำเร็จ สำหรับ ข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ผู้วิจัยขอน้อมรับผิดเพียงผู้เดียว และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่ ได้เข้ามาศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนางานวิจัยต่อไป ณัฐธิดา ศรีสุข


จ สารบัญ บทที่ หน้า บทคัดย่อ ข ABSTRACT ค กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ จ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 คำถามการวิจัย 4 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 4 สมมุติฐานของการวิจัย 4 ขอบเขตการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 8 เกม 23 เจตคติ 37 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 46 กรอบแนวคิดการวิจัย 49 3 วิธีดำเนินการวิจัย 50 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 50 แบบแผนการวิจัย 50 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 51 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ 51 การเก็บรวบรวมข้อมูล 55 การวิเคราะห์ข้อมูล 55 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 57


ฉ สารบัญ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 61 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 61 ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 62 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 62 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 64 สรุปผลการวิจัย 64 อภิปรายผล 64 ข้อเสนอแนะ 65 บรรณานุกรม 67 ภาคผนวก 75 ภาคผนวก ก วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 76 ภาคผนวก ข แผนการจัดการเรียนรู้ 89 ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดผมสัมฤทธิ์ทางการเรียน 147 ภาคผนวก ง ผลการิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การวิจัย 153 ประวัติผู้วิจัย 157


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย ในสังคมยุคติจิตอลในปัจจุบัน การเรียนภาษาอังกฤษมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน เพราะภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตจริง นอกจากนั้นภาษายังเป็น ประโยชน์ในด้านการศึกษา การแสวงหาความรู้ การอาชีพ และความบันเทิง รวมถึงสร้างความเข้าใจในวัฒนธรรมที่ หลากหลายและมุมมองทางสังคมโลก ภาษาจึงช่วยให้ผู้คนพัฒนาความเข้าใจของตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ในด้าน ของผู้เรียน ภาษาอังกฤษช่วยให้เข้าใจความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ รวมทั้งเข้าถึงความรู้และมุมมองชีวิตที่หลากหลายได้ ง่ายขึ้น (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 1) นอกจากภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสากลที่ใช้กันทั่วโลก ภาษาอังกฤษยังถือเป็นภาษาที่สองที่สำคัญมากใน ประเทศไทย ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในประชาคมโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองจึงได้รับ ผลกระทบอย่างมากจากความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถ ทางภาษาอังกฤษของคนไทยให้อยู่ในระดับที่จะรู้และเข้าใจสารสนเทศภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ตลอดจน สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารไปยังประชาคมโลกได้ถูกต้องและเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 1) จากความสำคัญของภาษาอังกฤษดังกล่าวนี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้มีการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศให้แก่นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อ เสริมสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ สร้างศักยภาพในการคิด และการทำงานอย่างสร้างสรรค์ เป็นรากฐาน และ เตรียมความพร้อมในการเรียนของเยาวชนรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับสังคมยุคข้อมูลข่าวสารช่วยให้นักเรียนเป็นผู้มี วิสัยทัศน์กว้างไกล สามารถพัฒนาความคิดและมองโลกกว้างขึ้น โดยมีความคาดหวังว่า เมื่อนักเรียนเรียน ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา นักเรียนจะมีความรู้ความสามารถในการรับและส่ง สาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 5) กระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความจำเป็นในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จึงได้จัดให้มีการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษในสถานศึกษา โดยมีนโยบายพัฒนาคุณภาพการสอนภาษาอังกฤษ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถนำ


2 ประสบการณ์ในห้องเรียนไปใช้ได้ ดังนั้นจะต้องได้รับการฝึกทักษะทางภาษาทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การ อ่านและการเขียน ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะในการฟัง พูด อ่านและเขียนที่จะช่วยให้ใช้ภาษาในการ สื่อสารได้ตาม ความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 139) ดังที่ กาแดซซี่ Ghadessy (อ้างถึงใน สำเนา ศรีประมงค์, 2547: 6) ให้ความเห็นว่าการสอนคำศัพท์มี ความสำคัญยิ่งกว่าการสอนโครงสร้างไวยากรณ์ ในบรรดาองค์ประกอบทั้งหลายของภาษา คำศัพท์ถือเป็น องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของภาษาทุกภาษาและเป็นพื้นฐานของการเรียนภาษา เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อ ความหมายถึงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการหรือความรู้ต่าง ๆ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การมีความรู้และ ความสามารถในการใช้คำศัพท์ของบุคคล ๆ หนึ่ง ถือเป็นปัจจัยหลักที่จะบ่งบอกว่าบุคคลผู้นั้นสามารถสื่อสารได้ อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด การเรียนภาษาอังกฤษนั้นนักเรียนจําเป็นต้องทราบความหมายของคำศัพท์จึงจะเข้าใจ ความหมายของคำประโยคหรือข้อความนั้นได้ ดังนั้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ความรู้เรื่องคำศัพท์จึงมี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการฝึกทักษะทั้ง 4 ด้าน ดังที่ (รัสเซล Russell, 1961: 164) ได้กล่าวถึงความสำคัญของ คำศัพท์ในด้านการอ่านการฟัง การพูด และการเขียนล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการเข้าใจคำศัพท์ทั้งสิ้นหากผู้เรียนมี ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ก็สามารถนำคำศัพท์สร้างเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น เช่น วลี ประโยคเรียงความ แต่หากไม่เข้าใจ คำศัพท์ก็ไม่สามารถเข้าใจหน่วยทางภาษาที่ใหญ่กว่าได้เลย สำหรับปัจจัยที่ทำให้ทักษะการเรียนรู้ทางภาษาทั้ง 4 ทักษะประสบความสำเร็จนั้นคือ ความสามารถด้านคำศัพท์การรู้ความหมายของคำศัพท์และสามารถใช้คำศัพท์เป็น ส่วนประกอบของข้อความเพื่อสื่อความหมายดังนั้นการรู้คำศัพท์ในภาษาต่างประเทศจึงมีความสำคัญมาก (สิริ ลักษณ์ เฟืองกาญจน์, 2531: 3) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ แวน (Van 1963, อ้างถึงใน วิชัย สายคำอิน, 2541; 3) ที่ว่า “ในการเรียนภาษาที่หนึ่งอันเป็นภาษาแม่นั้น สิ่งที่มีประโยชน์คือการรู้คำศัพท์ ดังนั้นในการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน คำศัพท์ของภาษาใหม่ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง” และ อัลเลน แอนด์ วาแลก (Allen & Vallete,1977 อ้างถึงใน วิชัย สายคำอื่น, 2541: 3) ที่กล่าวไว้ว่า “การรู้ความหมาย ของคำศัพท์และความสามารถ ในการใช้คำศัพท์ในสถานการณ์ต่าง ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นในการใช้ภาษาได้เพราะคำศัพท์เป็นส่วน สำคัญในการสื่อสาร” คำศัพท์เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้า นหาก ผู้เรียนมีความรู้ในด้านคำศัพท์น้อย การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษด้านต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิภาพอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักเรียนไทยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษได้ไม่ดี เท่าที่ควร คือ นักเรียนขาดความรู้ความเข้าใจด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ จดจำหรือระลึก ถึงความหมายคำศัพท์ได้น้อยไม่สามารถนำคำศัพท์ไปใช้ในการติดต่อสื่อสารได้ และขาดการฝึกทักษะการนำ คำศัพท์ไปใช้ ทั้งนี้เกิดจากการที่นักเรียนขาดความสนใจในการเรียนรู้คำศัพท์ นักเรียนรู้สึกว่าการเรียนไม่สนุก ไม่ เร้าใจ เพราะครูส่วนมากขาดเทคนิค วิธีการสอนมักจะสอนคำศัพท์เน้นการบันทึกท่องจำ การสอนจะเน้นตัวครูเป็น


3 สำคัญนักเรียนจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งครู จึงทำให้นักเรียนมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ (กรม วิชาการ. 2545: 2) นอกจากนี้ ผู้เรียนภาษาที่มีความรู้ด้านคำศัพท์น้อย ทำให้การพัฒนาทักษะด้านภาษาเป็นไป อย่างล่าช้า จึงกล่าวได้ว่าคำศัพท์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้ภาษา ความเข้าใจภาษา การใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสารในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอีกด้วย (มยุรีสิรินทร์ ศิริวรรณ. 2550 : 17) การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในประเทศไทยที่ผ่านมา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ (กรมวิชาการ. 2542: 2) นอกจากนั้นสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชา ภาษาอังกฤษในปัจจุบันปัญหายังมีอีกมาก (กรมวิชาการ. 2542: 26) ผลจากการวิจัยของกรมวิชาการ พบว่า ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับชั้นประถมศึกษา มีปัญหาในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเนื่องจากครูผู้สอน ส่วนมากไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษมาโดยตรง ครูขาดเทคนิคและวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม ซึ่ง อาจจะทำให้เด็กไม่ไม่สนุกไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรม ครูไม่ได้ใส่ใจในการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษเท่าที่ควร เนื่องจากไปเน้นการสอนไวยากรณ์มากกว่า คำศัพท์เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เข้าใจความคิดของผู้อื่น และเป็น ตัวกลางในการสื่อสารที่ช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การพัฒนาความรู้ด้านคำศัพท์ จึงเป็นสิ่ง ที่จะแสดงถึงความก้าวหน้าทางภาษาได้อีกทางหนึ่ง การพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ประการหนึ่งที่ผู้สอนต้องตระหนักถึงเป็นอย่างยิ่ง วิธีสอนและสื่อประกอบการเรียนการสอน จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ส่งเสริมให้นักเรียนอยากเรียนตั้งใจเรียนและเกิดการเรียนรู้ถ้าผู้สอนรู้จักใช้วิธีสอนที่ดีเหมาะสมแล้ว การสอนก็จะมี ประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องมีแนวความคิดเกี่ยวกับการนำสื่อการเรียนการสอนและวิธีการสอนใหม่ ๆ มาใช้ใน กระบวนการเรียนการสอนให้มากขึ้น ความสำคัญและปัญหาของคำศัพท์ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้มีผู้ศึกษาปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงใน การสอนคำศัพท์ไว้ เช่น ประนอม สุรัสวดี (2539: 32) ได้ให้ความคิดเห็นว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้น ครูผู้สอนควรจะทำให้การเรียนการสอนสนุกสนาน เพราะภาษาเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง กิจกรรมทางภาษาจึง ควรเป็นกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเป็นเรื่องราวของการมีส่วนร่วมและสมมุติสถานการณ์ ครูจึงควรใช้กิจกรรมเพื่อให้เด็ก นักเรียนได้สนุกสนานไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้ ซึ่งนำไปสู่การนำภาษาไปใช้อย่างได้ผลนั่นคือ การใช้กิจกรรมเกม เพราะเกมทำให้นักเรียน เรียนอย่างสนุกสนาน นักเรียนทุกคนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ครูจัดขึ้นเป็นการช่วยเสริม การเรียนรู้ในเรื่องของคำศัพท์ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับสันติ แสงสุข (2541: 1) และ Johnson (2001: 76-161) ซึ่งได้ทำการวิจัยพบว่า ครูควรจัดการเรียนการสอนให้อยู่ในรูปของเกมเพื่อจะทำให้การเรียนสนุกยิ่งขึ้นการสร้าง การเรียนคำศัพท์ให้ได้ผลมากขึ้น


4 จากปัญหาดังกล่าว ผู้ทำวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาว่าการใช้เกมจับคู่เพื่อนำไปใช้ในการเรียนการสอน นักเรียน ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 โดยผู้วิจัยจะศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 ในการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมจับคู่ ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน โดยที่คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และ เพื่อศึกษาเจตคติต่อการพัฒนา ความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 คำถามวิจัย 1.วิธีการสอนโดยใช้เกมจะช่วยพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือไม่ 2.นักเรียนมีเจตคติต่อวิธีการสอนโดยใช้เกมจับคู่ อยู่ในระดับใด วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 โดยใช้เกม จับคู่ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เพื่อศึกษาเจตคติต่อการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่ สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนที่ได้รับการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกมจับคู่ ขอบเขตการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 2 ห้อง รวม 45 คน ประกอบด้วย ชั้น ป. 2/1 และ ป.2/2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม


5 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1. ตัวแปรต้น คือ เกมจับคู่ 2. ตัวแปรตาม คือ ความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ขอบเขตด้านเนื้อหา ตามหนังสือเรียนรายวิชาภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง Weather จำนวน 2 ชั่วโมง 2. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง Clothes จำนวน 2 ชั่วโมง 3. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง Play day จำนวน 2 ชั่วโมง 4. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง At the playground จำนวน 2 ชั่วโมง 5. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง Sports จำนวน 2 ชั่วโมง 6. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง My daily routine จำนวน 2 ชั่วโมง ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จัดทำกิจกรรมทั้งหมด 6 แผน รวมเวลา ทั้งสิ้น 12 ชั่วโมง เดือน พฤศจิกายน 2566 – เดือน มกราคม 2567 นิยามคำศัพท์เฉพาะ 1. เกม หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่นำมาทำร่วมกันกับผู้อื่นหรือทำคนเดียว เพื่อให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นการทำให้บทเรียนน่าสนใจมากขึ้น มีการสร้างกฎและกติกาขึ้นเพื่อความเข้าใจเป็นอันหนึ่งอันเดียว การนำเกมมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นอยากเรียนเพิ่มมากขึ้น 2. เกมจับคู่ หมายถึง เกมประเภทหนึ่งที่นำรูปภาพ คำศัพท์ อาจเป็นสิ่งที่เหมือนกัน แตกต่างกัน หรือตรง ข้ามกัน มาแล้วจับให้เป็นคู่ๆ ตามจุดประสงค์ของเกมแต่ละชุด 3. คำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง คำหรือกลุ่มคำที่ใช้ในการสื่อสารเป็นภาษาที่ใช้กันเฉพาะบุคคลหรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยการเปล่งเสียงออกมาให้มีความหมาย สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้ ความคิด หรือ รูปแบบของภาษา


6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เป็นแนวทางในการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 2. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมีคุณภาพและสามารถใช้ภาษาต่างประเทศใน ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และใช้ในการทำงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ของ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 220-243) ประกอบด้วยสาระสำคัญต่าง ๆ ดังนี้ 1. สาระสำคัญของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ สาระสำคัญประการที่หนึ่ง ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ให้รายละเอียดถึงการใช้ ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นตีความ นำเสนอข้อมูล ความคิดรวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่าง เหมาะสม ประการที่สอง ภาษาและวัฒนธรรม ได้ให้รายละเอียดถึงการใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา ความสัมพันธ์ ความเหมือนความต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และ วัฒนธรรมไทยและนำไปใช้อย่างเหมาะสม ประการที่สาม ภาษากับความความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ได้ให้รายละเอียดถึงภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้และเปิดโลกทัศน์ของตน และประการที่สี่ ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก ได้ให้ รายละเอียดถึงการใช้ภาษาต่างประเทศ ในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคม โลกเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลกอีกด้วย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 223) 2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 19-20) ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ไว้ดังนี้


8 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดงความ คิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึก และความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดย การพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาและนำไปใช้ได้ อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็น พื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษาชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 2.การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษซึ่งประกอบไปด้วยความหมายของคำศัพท์ ความสำคัญของคำศัพท์ องค์ประกอบและหน้าที่ของคำศัพท์ ประเภทของคำศัพท์ การเรียนรู้คำศัพท์ วิธีการเลือก คำศัพท์ภาษาอังกฤษ การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ การทดสอบและการประเมินความรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ การเลือกคำศัพท์เพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังต่อนี้


9 2.1 ความหมายของคำศัพท์ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่ามีผู้ให้คำจำกัดความของคำศัพท์ไว้ดังต่อไปนี้ วิลคินส์ (Wilkins, 1972: 22) ที่ได้กล่าวถึงคำศัพท์ว่าเป็นสื่อนำความหมายที่ไม่ใช่เป็นเพียงคำนาม คำกริยา หมายถึง ถ้อยคำทุกคำที่มนุษย์ใช้ในการถ่ายทอดความหมายที่แสดงถึงความรู้ ความคิด ตลอดจนถึงสิ่งของหรือ ลักษณะอาการต่าง ๆ และความหมายของคำศัพท์นั้นก็เป็นที่เข้าใจได้เฉพาะในกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกันในทางใด ทางหนึ่ง เป็นได้ทั้งคำโดด คำผสมและสำนวนต่างๆ ที่ปรากฏในภาษาเป็นความรู้ที่เป็นปัจจัยหลักในการสื่อสารและ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้มนุษย์ทุกหมู่เหล่าสามารถเรียนรู้ภาษาของกันและกันและอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจได้ มอร์ริส (Morris, 1979: 643) ที่ได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า คำศัพท์ หมายถึง คำทุกคำในภาษาที่ถูกใช้และ เป็นที่เข้าใจเฉพาะบุคคล วงสังคมวงการอาชีพ เชื้อชาติ หรือโดยทั่วไปคำศัพท์ อาจได้แก่ รายการคำหรือวลีที่ถูก จัดเรียงตามระบบ การเรียงอักษรพร้อมกับมีการอธิบายความหมาย แปล หรือยกตัวอย่างประกอบ แมคคาร์ธี (McCarthy, 1992: 4) ที่ได้ให้ความหมายของคำศัพท์ไว้ว่า คำศัพท์นั้นหมายถึง คำศัพท์ที่ ปรากฏในภาษาทั้งหมดซึ่งเป็นได้ทั้งคำโดด คำผสมและสำนวนต่าง ๆ บราวน์ (Brown, 1995: 1) ที่กล่าวไว้ว่า คำศัพท์ หมายถึง คำหรือกลุ่มคำสำหรับภาษาใดภาษาหนึ่ง โดยผู้ พูดอาจใช้สื่อความหมายในแต่ละภาษา ธอร์นเบอรี (Thornbury, 2003: 5) ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับคำศัพท์ว่า เป็นการสร้างคำการประสมคำ การรวม คำเดี่ยวสองคำหรือมากกว่าสองคำเข้าไว้ด้วยกัน ราชบัณฑิตยสถาน (2546: 248) ได้กล่าวไว้ว่า คำศัพท์ หมายถึง เสียงพูดหรือลาย ลักษณ์อักษรที่เขียนหรือ พิมพ์ขึ้นเพื่อแสดงความคิด โดยปรกติถือว่าเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว วิลาสินี แก้ววรา (2550: 21) ได้สรุปความหมายของคำศัพท์ว่า คำศัพท์ คือ คำ หรือ ถ้อยคำ หรือวลีใน ภาษาทั้งหมด ที่ใช้เป็นตัวแทนในการสื่อความหมาย ความรู้ ความคิด ระหว่างหรือเฉพาะบุคคล กลุ่มสังคม อาชีพ และชนชาติ จากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า คำศัพท์หมายถึง คำหรือกลุ่มคำที่ใช้ในการสื่อสารเป็นภาษาที่ใช้กันเฉพาะ บุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยการเปล่งเสียงออกมาให้มีความหมาย สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้ ความคิด หรือรูปแบบของภาษา


10 2.2 ความสำคัญของคำศัพท์ คำศัพท์มีความสำคัญในการเรียนรู้ภาษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกภาษามีคำศัพท์เป็นของตนเอง ดังนั้นถ้า ต้องการสื่อสารในภาษานั้น ๆ จะต้องเรียนรู้ศึกษาคำศัพท์ของภาษานั้น ๆ ซึ่งจากการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับ ความสำคัญของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้มีนักการศึกษาหลายท่านได้ นำเสนอไว้ดังต่อไปนี้ เทเลอร์ (Taylor, 1990: 1) ที่ได้กล่าวว่า คำศัพท์เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของภาษาทุกภาษา เพราะ เป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อสื่อความหมายถึงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการหรือความรู้ต่าง ๆ ในการใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสาร การมีความรู้และความสามารถในการใช้คำศัพท์ของบุคคล ๆ หนึ่ง ถือเป็นปัจจัยหลักที่บ่งบอกว่าบุคคลผู้ นั้นสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดคำศัพท์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเพิ่มพูนอยู่เสมอ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการสื่อสารในสถานการณ์ต่าง ๆ ฮาร์เมอร์ (Harmer, 1991: 153) ที่ได้ระบุถึงคำศัพท์ว่าเปรียบเสมือนเป็นอวัยวะ (Organs) และเนื้อ (Flesh) ของภาษากับโครงสร้างของภาษา หรือไวยากรณ์เสมือนเป็นโครงสร้างของภาษา (The skeleton of language) การใช้โครงสร้างทางภาษาจะไม่มีศักยภาพที่แสดงออกมาได้ ถ้าไม่รู้คำศัพท์ที่ถูกต้องถึงแม้ว่าการรู้ โครงสร้างภาษา หรือไวยากรณ์ ทำให้สามารถจัดรูปประโยคได้ถูกต้องในการสื่อความหมาย คำศัพท์เป็นสิ่งสำคัญ มากที่จะเป็นตัวสื่อความหมายออกมา ครอส (Cross, 1995: 5) ที่ได้สรุปถึงความสำคัญของคำศัพท์ไว้ว่า การรู้จักคำศัพท์เป็นสิ่งสำคัญในการทำ ความเข้าใจและการสื่อสารวัตถุประสงค์หลักในการจัดการเรียนการสอนคือช่วยให้นักเรียนได้รับคำศัพท์ที่มี ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดในแต่ละบทเรียนต้องมีการนำเสนอคำศัพท์ใหม่และฝึกใช้คำศัพท์เหล่านั้นให้เข้าใจ ความหมายอย่างชัดเจนและสามารถนำไปใช้ได้ โคดีและฮัคกิน (Coady & Huckin, 1997: 13) ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของคำศัพท์ว่า เจ้าของภาษา สามารถเข้าใจคำพูดที่ใช้คำศัพท์ถูกต้องแต่ไม่ถูกหลักไวยากรณ์มากกว่าการใช้ ไวยากรณ์ที่ถูกต้องแต่ใช้คำศัพท์ผิด โคดี้และฮัคกิน กล่าวต่อไปอีกว่า ในปัจจุบันมีข้อตกลงทั่วไป ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านคำศัพท์ คือคำศัพท์เป็น โครงสร้างทางภาษาและเป็นหัวใจสำหรับ ความสามารถทางการสื่อสาร ซึ่งเป็นความสามารถในการสื่อสารได้อย่าง สมบูรณ์และเหมาะสม ชมิทท์ (Schmitt, 2000: 143) ที่ได้กล่าวว่า เหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าความรู้เรื่องคำศัพท์มี ความสำคัญในการ เรียนรู้ทักษะด้านอื่น ๆ เช่น การเรียนไวยากรณ์ กล่าวคือ หากมีความรู้เรื่องคำศัพท์ในตำราหรือในการสนทนาจะ ทำให้นักเรียนสามารถทำความเข้าใจความหมายในการสื่อสารนั้นได้


11 ริชาร์ดส์และเรนันต์ยา (Richards& Renandya, 2005: 225-257) ที่ได้มีความเห็นว่าคำศัพท์มี ความสำคัญในการสื่อสาร คำศัพท์หลายคำนำมารวมกันทำให้กลายเป็นประโยค องค์ประกอบของภาษาจะสมบูรณ์ ได้จะต้องประกอบไปด้วย เสียง คำศัพท์ และโครงสร้างคำศัพท์ จึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่ใช้ในการถ่ายทอด ความรู้สึก ความคิดออกมาในลักษณะของคำพูด หรือ การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คำศัพท์เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับ คำที่มีความลึก ความกว้างและขอบเขต ของการใช้คำศัพท์ เพื่อให้บรรลุถึงความสามารถในการใช้ทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน และการเรียนคำศัพท์ มีส่วนทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาอังกฤษทางด้านไวยากรณ์ ทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียน ตลอดจนมีความเข้าใจในวัฒนธรรมและความเป็นมาของเจ้าของภาษามากขึ้น ธันย์จิรา ภูริอุดมเศรษฐ์ (2553: 8) คำศัพท์เป็นหน่วยพื้นฐานทางภาษา ซึ่งนักเรียนจะต้องเรียนรู้เป็น อันดับแรก เพราะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเรียนทักษะ ฟัง พูด อ่าน และ เขียนภาษาซึ่งองค์ประกอบของ คำศัพท์นับเป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้คำศัพท์ กล่าวโดยสรุป คือ คำศัพท์นั้นสำคัญและจำเป็นมาก ในการที่จะช่วยให้การสื่อสารดีขึ้น ทำให้บุคคลหนึ่ง ๆ สามารถโต้ตอบด้วยการพูดและการเขียนได้ ฟังและอ่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การเรียนรู้คำศัพท์ หรือมีคำศัพท์ มากนั้น ยังทำให้ใช้ภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้คำศัพท์ไม่ใช่แค่เรียนรู้แค่ การออกเสียง แต่ยังเรียนรู้ถึง โครงสร้าง ไวยากรณ์ดังนั้น ของการเรียนรู้คำศัพท์มาก ๆ จึงมีความสำคัญและความจำเป็นต่อการเรียนการสอน ทุกภาษา 2.3 องค์ประกอบและหน้าที่ของคำศัพท์ องค์ประกอบและหน้าที่ของคำศัพท์มีความแตกต่างกันซึ่งจากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ ที่ได้มีนักการศึกษา ได้แยกไว้ ดังต่อไปนี้ แมคคาร์ธี (McCarthy, 1995 2-15) ที่ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของคำศัพท์นั้น คือ การรู้ความหมายของ คำศัพท์ สิ่งที่จำเป็นที่ต้องรู้ควบคู่กันไปด้วย คือความสัมพันธ์ของคำศัพท์ ลักษณะทางไวยากรณ์ และการออกเสียง ที่ถูกต้อง ฮาร์มเมอร์(Harmer, 2001: 156-158) ที่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของคำศัพท์ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้ ดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของคํา (Meaning) คำหนึ่งคำสามารถมีความหมายได้หลายความหมายคือ ความหมายในตัวของคำศัพท์เองและคำที่ใช้ต่างหน้าที่กันจะมีความหมายที่ต่างกัน เช่น exercise ในหน้าที่ของ คํานามและ exercise ในหน้าที่ของคำกริยา เป็นต้น


12 2. การใช้คำ (Word Use) เป็นการทำให้คำที่มีความหมายเปลี่ยนไป เช่น คำอุปมา และคำที่เป็น สำนวน 3. การสร้างคำ (Word Formation) เป็นความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในเรื่องของการเขียน การพูด และการเปลี่ยนรูปของคำ โดยการเปลี่ยนรูปของคำตามไวยากรณ์ 4. ไวยากรณ์ของคำ (Word Grammar) ตัวอย่างเช่น คำนามที่นับจำนวนได้และคำนามที่ นับ จำนวนไม่ได้ คำที่เป็นเอกพจน์ คำที่เป็นพหูพจน์ หรือคำกริยาที่ตามหลังด้วย Infinitive with to และ without to ดังนั้น องค์ประกอบของคำศัพท์ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ ความหมายของคำ การใช้คำ การ สร้างคำ ไวยากรณ์ของคำ และการออกเสียงที่ถูกต้อง ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้เพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ในบทเรียน ได้อย่างเหมาะสม 2.4 การเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้น มีความจำเป็นในการอาศัยความรู้ด้านคำศัพท์ เพื่อเป็นพื้นฐานของการ สื่อสารในทักษะอื่น ๆ ซึ่ง ซึ่งได้มีนักการศึกษาได้เสนอแนะวิธีการสอนคำศัพท์ในการเรียนรู้ให้ได้ผล ดังต่อไปนี้ เกรนส์และเรดแมน (Grains & Redman, 1986: 57-63) ที่ได้เสนอวิธีการเลือกคำศัพท์มาใช้การสอน ดังต่อไปนี้ 1. ควรสอนคำที่ได้ใช้บ่อยที่สุดก่อน (Frequency) 2. คำศัพท์ที่เลือกควรเหมาะสมกับระดับของนักเรียนและตอบสนองต่อความต้องการของ นักเรียน (Students needs and Levels) 3. ควรพิจารณาภูมิหลังของนักเรียน ซึ่งผู้คนที่มาจากต่างประเทศที่แตกต่างกัน อาจมีความ ต้องการคำศัพท์ในภาษาที่สองเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันแตกต่างกัน (Cultural Factors) 4. ในชั้นเรียนเปรียบได้เหมือนกับโลกใบหนึ่งซึ่งต้องการคำที่มีความเฉพาะตัว (Expediency) เช่น ไวยากรณ์ในการใช้คำและกิจกรรมให้ความรู้ ฮาร์เมอร์ (Harmer, 1997: 154-156) ที่ได้กล่าวเกี่ยวกับหลักการเลือกคำทั่วไปที่ใช้ในสอนไว้ดังต่อไปนี้ การสอน


13 1. คำที่เป็นรูปธรรม (Concrete Words) เป็นการสอนคำสำหรับนักเรียนในระดับเริ่มต้น และเพิ่ม ความเป็นนามธรรมมากขึ้นตามลำดับ เช่น คำว่า fan, book, bag เป็นต้น เนื่องจากคำที่ยกมาโดยมากเป็นคำอยู่ ตรงหน้านักเรียนทั้งสิ้น ซึ่งทำให้ง่ายต่อการอธิบาย 2. คำที่เป็นนามธรรม (Abstract Words) เช่นคำว่า ไม่สามารถแสดงกริยาอาการ mercy ได้ ทำ ให้เป็นการยากที่จะอธิบายให้นักเรียนเข้าใจ 3. คำที่พบบ่อย (Frequency) 4. คำที่มีความหมายครอบคลุม (Coverage) มากกว่าคำที่มีความหมายเฉพาะ เฮย์คราฟท์ (Haycraft, 1997: 47-50) ที่ได้กล่าวถึงแนวทางการเลือกคำศัพท์ในการสอนดังต่อไปนี้ 1. เลือกคำศัพท์ที่ธรรมดาที่สุด (Commonest Words) 2. เลือกคำที่นักเรียนต้องการเรียนรู้ (Students' needs) ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมี แรงจูงใจ ที่ดีในการเรียนรู้และการจดจำ ข้อควรระวังคือศัพท์ที่นำมาสอนต้องเป็นที่สนใจและมีประโยชน์ต่อนักเรียนทั้งห้อง 3. ในการสอนนักเรียนที่มีพื้นฐานทางภาษาเดียวกัน (Students Language) สามารถเลือก คำศัพท์ได้ง่ายกว่า โดยพยายามยกตัวอย่างหรือหลีกเลี่ยงคำที่คล้ายกับภาษาแม่ของนักเรียน หากคำ ๆ นั้นมี ความหมายไปในทางที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสม 4. การสร้างคำ (Words Building) คำที่มีความหมายไปในทางเดียวกันมักถูกเลือกใช้ร่วมกัน 5. เลือกคำที่อยู่ในหัวข้อเดียวกัน (Topic Area) 6. เลือกคำที่เชื่อมโยงไปหาคำอื่น อิน (Cross Reference) 7. เลือกโครงสร้างที่มีคำสัมพันธ์กับคำ (Related Structures) จากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษมาใช้ในการเรียนสอนนั้น ครูผู้สอนควร คำนึงถึงความเหมาะสมของระดับผู้เรียน ความน่าสนใจของคำศัพท์ คำศัพท์ที่สามารถพบเจอได้บ่อยและเป็นที่นิยม ใช้กันในชีวิตประจำวันทำให้ผู้เรียนสามารถสร้างคำและเชื่อมโยงไปหาคำอื่น ๆ และนำไปปรับใช้ในโครงสร้าง ประโยค


14 2.5 ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ฮาร์เมอร์ (Harmer, 1997: 156-158) ที่ได้กล่าวถึงการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า สิ่งที่ผู้เรียน จำเป็นต้องรู้มีดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของคำ (Meaning) คำหนึ่งคำมีได้หลายความหมาย คือ ความหมายในตัว คำศัพท์ เอง และคำที่ใช้ต่างหน้าที่กันจะมีความหมายต่างกัน นอกจากนี้ ยังมีความหมายในบริบท ความหมายเฉพาะ ความหมายทั่วไป และความหมายที่มีความสัมพันธ์กับคำอื่น 2. การใช้คำ (Word Use) เป็นการทำให้คำมีความหมายเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น คำอุปมาและคำ ที่เป็นสำนวน 3. การสร้างคำ (Word Formation) เป็นความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในเรื่องของ การพูด การเขียน และการเปลี่ยนรูปของคำ โดยการเปลี่ยนรูปของคำตามไวยากรณ์ เช่น คำว่า การเปลี่ยนตาม tense เป็น drank หรือ drinking และการเปลี่ยนรูปโดยการเติมอุปสรรคหรือปัจจัย (Prefixes and Suffixes) เช่น คำว่า happy เป็น unhappy เป็นต้น 4. ไวยากรณ์ของคำ (Word Grammar) เช่น คำนามที่นับได้และคำนามที่นับไม่ได้ หรือ คำกริยา ที่ตามหลังด้วย infinitive with to และ infinitive without to เป็นต้น มีรา (Meera, 1999: 42) ที่ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้คำศัพท์เป็นจุดศูนย์กลางของวิธีที่ ผู้คนเรียนรู้ภาษา การเรียนรู้คำ ความหมาย และการใช้คำได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะของการเรียนรู้ภาษา ไม่ใช่เป็นเพียง กิจกรรมประกอบหรือไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ภาษา ชมิทท์ (Schmitt, 2000: 5) ที่ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ แต่ละคำ ผู้เรียน ต้องมีความรู้ต่างๆ ดังนี้ 1. ความหมายของคำ (Meaning of the word) 2. รูปแบบการเขียนของคำ (Written from the word) 3. รูปแบบการพูดของคำ (Spoken from the word) 4. ลักษณะการใช้ของคำ (Grammatical behavior of the word) 5. การใช้คำร่วมกับคำอื่น (Collection of the word)


15 6. รูปแบบของคำหรือระดับการใช้คำ (Register of the word) 7. การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคำ (Association of the word) 8. ความถี่ในการใช้คำ (Frequency of the word) เฮดจ์ (Hedge, 2003: 112-116) ที่ได้ระบุไว้ว่า การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำเป็นจะต้องรู้ลักษณะ ความหมายของคำศัพท์ ซึ่งมี 2 ลักษณะดังนี้ 1. ความหมายที่เชื่อมโยงระหว่างโลกกับคำที่อ้างอิงถึง ซึ่งได้แก่ ความหมายโดยตรง(Denotative Meaning) และความหมายโดยนัย (Connotative Meaning) 2. ความหมายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างคำ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างถ้อยคำใน ประโยค (Syntagmatic Relation) และความสัมพันธ์ของคำศัพท์ (Paradigmatic Relation) ซึ่งแบ่งได้ 3 ชนิด คือ ความหมายเหมือน (Synonymy) ความหมายตรงกันข้าม (Antonymy) และความหมายร่วม (Hyponymy) กล่าวโดยสรุปได้ว่า ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์นั้น ผู้เรียนจำเป็นที่จะต้องรู้ ความหมายของคำ รูปแบบของคำ การใช้คำในบริบทต่างๆที่แตกต่างกัน ผู้สอนควรเลือกคำที่เหมาะสมกับผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้รับ การพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2.6 การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching CLT) ซึ่งประกอบด้วยความหมายของการสื่อสาร องค์ประกอบของการสื่อสาร ลักษณะของการสอน ภาษาเพื่อการสื่อสาร ขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.6.1 ความหมายของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร นักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญและนักทฤษฎีหลายท่านทั้งไทยและต่างประเทศได้ให้คำจำกัดความของการสอน ภาษาเพื่อการสื่อสารไว้ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งมีแนวคิดที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ ไฮม์ (Hymes, 1979: 4) ที่กล่าวไว้ว่า การสื่อสาร คือ ความสามารถในการใช้ภาษาหรือ ตีความภาษาได้ ถูกต้อง เหมาะสม โดยสามารถรู้ว่าเมื่อใดควรจะพูด และพูดอะไรกับใคร ที่ไหน ลิตเติ้ลวูด (Littlewood, 1981: 17) ที่ได้ให้ความหมายของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ว่าเป็นการสอน ที่เน้นหน้าที่ของภาษามากกว่ารูปแบบของภาษา การเรียนภาษาไม่ได้เรียนแต่เฉพาะกฎเกณฑ์ไวยากรณ์เท่านั้น แต่ ผู้เรียนต้องมีความสามารถในการสื่อความหมายให้ผู้อื่นฟังแล้วเข้าใจได้อย่างไร


16 ไลท์บาวน์และสปาดา (Lightbown&Spada, 1999: 172) ที่ได้กล่าวว่า การสอนภาษาเพื่อ การสื่อสาร เป็นการสอนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างและรูปแบบของภาษา รวมถึงหน้าที่และเป้าหมายของภาษาที่เหมาะสม ซึ่ง วิธีการนี้เน้นความสำคัญของการสื่อสารมากกว่าการฝึกฝนและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไวยากรณ์ ลาร์เซน - ฟรีแมน (Larsen Freeman, 2000: 128-132) ที่ได้ให้คำจำกัดความของการ สอนภาษาเพื่อ การสื่อสารว่าเป็นการสอนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้ โดยลดบทบาทของครูในชั้นเรียนลง และผู้เรียนจะเพิ่ม บทบาทในการเรียนมากขึ้น เป้าหมายของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารจะต้องมีความรู้ในเรื่องโครงสร้างของภาษา ความหมาย และหน้าที่ของภาษาที่ใช้ และในการที่ผู้เรียนจะสามารถสื่อสารได้ต้องมีองค์ประกอบดังนี้ ช่องว่าง ระหว่างข้อมูล การเลือก คือ เลือกที่จะพูดหรือเขียน ตลอดจนรูปแบบในการสื่อสารความหมาย และข้อมูล ย้อนกลับ เมื่อผู้เรียนทราบ ผลของการสื่อสารว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ และถ้าประสบปัญหาก็ต้องแก้ไข ริชาร์ดส์ (Richards, 2006: 2) ที่ได้กล่าวถึงการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารเป็นเป้าหมาย ของการสอน ภาษา ผู้เรียนจะเรียนรู้ภาษาอย่างไร กิจกรรมชนิดใดที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดีที่สุด และบทบาทของครูและ ผู้เรียนในห้องเรียนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง กรมวิชาการ (2551: 6) ที่ได้ให้คำจำกัดความของการสื่อสารว่า หมายถึง การใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อ แลกเปลี่ยนนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เจตคติ อารมณ์ความรู้สึก และแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภาษา พูดและภาษาเขียน จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เป็นวิธีการที่ให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเพื่อการ แลกเปลี่ยนข้อมูล แสดงความรู้สึกนึกคิดของเราโดยการพูดและเขียนเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นได้เข้าใจ ซึ่งผู้สอนจะต้อง สอนให้เข้าใจและสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ 2.6.2 องค์ประกอบของการสอนภาษาอังกฤษ ในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในปัจจุบัน ต้องการให้ผู้เรียนมีทักษะภาษาเพื่อการสื่อสาร ดังนั้น องค์ประกอบของการสื่อสาร จึงเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่จะเป็นแนวทางให้ผู้เรียนสามารถในการใช้ภาษาเพื่อการ สื่อสาร ซึ่งได้มีนักการศึกษาและนักทฤษฎีหลายท่านได้กล่าวไว้ดังนี้ คาเนลและสเวน (Canale & Swain, 1980 98-101) ที่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของความสามารถในการ สื่อสาร ไว้ดังนี้


17 1. ความรู้ความสามารถด้านภาษาศาสตร์หรือไวยากรณ์ (Linguistic or Grammatical Competence) ได้แก่ การใช้ทักษะภาษาทั้ง 4 คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยมีองค์ประกอบทางภาษา คือ เสียง ศัพท์ โครงสร้างเป็นแกนในการสื่อความหมาย ในด้านทักษะการฟังจะต้องเริ่มจาก ความสามารถจำแนกเสียงได้ไปจนถึง ฟังข้อความในระดับความเร็วปกติของเจ้าของภาษาได้เข้าใจ ในด้านทักษะการพูด จะต้องออกเสียงได้ถูกต้อง และ สนทนาโต้ตอบด้วยสำเนียงและจังหวะที่เจ้าของภาษาพอจะเข้าใจได้ในด้านทักษะการอ่านจะต้องรู้จักกลไกของ การอ่าน และสามารถอ่านเพื่อความเข้าใจได้ และในด้านทักษะการเขียนจะต้องรู้จักกลไกในการเขียน คือ การ สะกดคำ การใช้ เครื่องหมายวรรคตอน การเรียบเรียงประโยคและการเชื่อมสัมพันธ์ (Discourse Markers) ตลอดจน การเขียนข้อเขียนในลักษณะต่าง ๆ ได้ 2. ความสามารถด้านภาษาศาสตร์สังคม (Sociolinguistic Competence) ได้แก่ ความสามารถ ที่จะใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามระเบียบปฏิบัติของสังคม โดยสามารถเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับ บุคคลและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น รู้ว่าจะต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ เป็นต้น 3. ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ของข้อความ (Discourse Competence) ได้แก่ มี ความรู้เกี่ยวกับการใช้ระเบียบวิธีของความสัมพันธ์ระหว่างประโยค โดยใช้ความรู้ทางไวยากรณ์ และความสามารถ ในการเชื่อมโยงความหมายทางภาษาให้เข้ากันได้อย่างถูกต้อง มีความเข้าใจและทำนายความข้างหน้าเกี่ยวกับ รูปลักษณะของภาษาที่จะเกิดขึ้นในบริบท (Context) ได้ถูกต้อง 4. ความสามารถในการใช้กลวิธีสื่อความหมาย (Pragmatic Competence or Strategic Competence) คือ มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ตลอดจนการใช้กริยาท่าทาง สีหน้า และ น้ำเสียงประกอบในการสื่อความหมาย การใช้กลวิธีนี้เป็นการแสดงออกทั้งในทางคำพูด (Verbal) และไม่ใช่คำพูด (Non-verbal) เช่นการขยายความด้วยคำศัพท์อื่นแทนคำศัพท์ที่ไม่รู้หรือนึกไม่ออกในขณะนั้น การพยายามอธิบาย โดยใช้กริยาท่าทางประกอบ เป็นต้น ซาวียอน (Savignon, 1983: 35-36) ที่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของความสามารถในการ สื่อสารไว้ 4 องค์ประกอบ คือ 1. ความรู้ความสามารถด้านภาษาศาสตร์หรือไวยากรณ์ (Linguistic or Grammatical Competence) ได้แก่ความสามารถในการใช้ทักษะทั้ง 4 คือ ทักษะทางด้านการพูด การฟัง การอ่าน และการ เขียน โดยมีองค์ประกอบทางภาษา คือ เสียง ศัพท์ โครงสร้างเป็นแกนในการสื่อความหมาย


18 2. ความสามารถด้านภาษาศาสตร์สังคม (Sociolinguistic Competence) ได้แก่ ความสามารถ ที่จะใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามระเบียบปฏิบัติของสังคมโดยสามารถ เลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับ บุคคลและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น รู้ว่าจะต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการ หรือไม่เป็นทางการ เป็นต้น 3. ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ของข้อความ (Discourse Competence) คือ ความสามารถในการใช้ระเบียบวิธีของความสัมพันธ์ระหว่างประโยค โดยใช้ความรู้ทางภาษาศาสตร์และ ความสามารถในการเชื่อมโยงความหมายทางภาษาให้เข้ากันได้อย่างถูกต้องมีความเข้าใจ และทำนายความข้างหน้า เกี่ยวกับรูปลักษณะของภาษาที่จะเกิดขึ้นในบริบท (Context) ได้ถูกต้อง 4. ความสามารถในการใช้กลวิธีสื่อความหมาย (Strategic Competence) คือ ความสามารถใน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดจนการใช้กริยาท่าทาง สีหน้าและน้ำเสียงประกอบในการสื่อความหมาย การใช้กลวิธีนี้เป็นการแสดงออกทั้งโดยการใช้คำพูด (Verbal) และ ไม่ใช้คำพูด (Non-verbal) เพื่อแก้ไขสภาวะที่ จำกัดด้านภาษา เช่น การขยายความด้วยคำศัพท์อื่นแทนคำศัพท์ที่ไม่รู้หรือนึกไม่ออกในขณะที่พูด การพยายาม อธิบายโดยใช้กริยาท่าทางประกอบเป็นต้น เฮดจ์ (Hedge, 2007: 56) ที่ได้กล่าวว่าการที่ผู้เรียนจะมีความสามารถในการสื่อสารต้อง มีองค์ประกอบ ของความสามารถในการสื่อสาร ดังนี้ 1. ความรู้ความสามารถด้านภาษาศาสตร์ (Linguistic Competence) หมายถึง มีความสามารถ ในการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และรูปแบบของภาษา ออกเสียงได้ถูกต้อง รู้คำศัพท์ หน่วยคำ รู้จักเน้นเสียงหนักมีจังหวะขึ้นลงในการแสดงความหมายของคำหรือประโยค 2. ความสามารถในการปฏิบัติทางภาษา (Pragmatic Competence) ความสามารถในการ สัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางภาษาและหน้าที่ของภาษา สามารถออกเสียงเน้นหนักคำหรือประโยคอย่างมีจังหวะ ในการแสดงเจตคติและอารมณ์เลือกรูปแบบภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในการสนทนากับผู้ฟัง 3. ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ของข้อความ (Discourse Competence) หมายถึง ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ตีความ ความสัมพันธ์ระหว่างประโยคและสามารถสื่อความหมายออกมาในรูปแบบของ การเขียน การสนทนา สามารถที่จะเป็นผู้เริ่มต้นและจบการปฏิสัมพันธ์ 4. ความสามารถในการใช้กลวิธีสื่อความหมาย (Strategic Competence) หมายถึง ผู้เรียน สามารถในการใช้กลวิธีสื่อสาร โดยการตีความ ถอดความ ใช้ภาษาท่าทางในการเดาความหมาย การพูดซ้ำเพื่อให้ เกิดความเข้าใจ


19 5. การใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว (Fluency) ในการแสดงความสามารถในการใช้ภาษา ในการ สื่อสารนั้น ผู้เรียนต้องสามารถพูดโต้ตอบได้อย่างฉับไวโดยไม่ลังเลหรือรีรอ กุศยา แสงเดช (2545: 74) ที่ได้กล่าวไว้ว่า องค์ประกอบของการสื่อสาร จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ผู้ส่งสาร ตัวสาร และผู้รับสาร ถ้าขาดองค์ประกอบตัวใดตัวหนึ่งก็จะไม่เกิดการสื่อสาร และเช่นเดียวกัน หากผู้ส่งสารทำหน้าที่แค่ส่งสารอย่างเดียว และผู้รับสารทำหน้าที่เป็นผู้รับสารอย่างเดียว ซึ่งเรียกว่า การสื่อสารทาง เดียว (One-way Communication) การสื่อสารดังกล่าวจึงไม่ค่อยมีประสิทธิผล การสื่อสารที่มีประสิทธิผลจะต้อง เป็นการสื่อสาร 2 ทาง (Two-way Communication) คน ๆ เดียวจะต้องเป็นทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร ผลัดเปลี่ยน บทบาทกัน ซึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนจึงต้องส่งเสริมให้นักเรียนแสดง บทบาทเป็นทั้งผู้ส่ง สารและผู้รับสาร และยังต้องส่งเสริมให้มีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ทั้งระหว่าง ครูผู้สอนกับนักเรียน และระหว่าง นักเรียนด้วยกัน จึงจะทำให้การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารมีประสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุปได้ว่าองค์ประกอบของการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้น ผู้ส่งสารและผู้รับสารยังต้องส่งเสริม ปฏิสัมพันธ์กันจึงจะทำให้การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารมีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้เรียนจะต้องมี ความรู้ความสามารถ ด้านภาษาศาสตร์หรือไวยากรณ์ ความสามารถด้านภาษาศาสตร์สังคม ความสามารถในการใช้ความสัมพันธ์ของ ข้อความความสามารถในการใช้กลวิธีสื่อความหมาย 2.6.3 ขั้นตอนการสอนภาษาอังกฤษ การเรียนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้น ครูผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจ ขั้นตอนการสอนเพื่อ นำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม ตามที่ นักวิชาการและนักศึกษาหลายท่านได้เสนอ วิธีการต่าง ๆ ไว้ดังต่อไปนี้ ลิตเติลวูด (Littlewood, 1983: 20-21) ที่ได้เสนอขั้นตอนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร ไว้ 3 ขั้นตอน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ขั้นตอนการนำเสนอเนื้อหา (Presentation) ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นการ นำเข้าสู่ เนื้อหา(Lead in) ขั้นกระตุ้นผู้เรียน (Elicitation) และขั้นการอธิบาย (Explanation) 2. ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาเพื่อเพิ่มพูนการเรียนรู้ใหม่ ใน ลักษณะของการฝึกแบบควบคุม (Controlled Practice) โดยมีผู้สอนเป็นผู้นำในการฝึก โดยทั่วไปการฝึกในขั้นนี้มี จุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและวิธีการใช้รูปแบบภาษาอังกฤษ


20 3. ขั้นนำภาษาไปใช้ (Production) เป็นขั้นการนำภาษาอังกฤษไปใช้ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อให้ ผู้เรียนได้ลองใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้แนะนำแนวทางเท่านั้น การฝึกใช้ ภาษาในลักษณะนี้มีประโยชน์ช่วยให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้รู้ว่าผู้เรียนมีความสามารถ นอกจากนี้ผู้เรียนได้มีโอกาส นำความรู้ทางภาษาที่เคยเรียน เข้าใจและเรียนรู้ภาษามากน้อยเพียงใด นอกจากมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ใน ขั้นตอนนี้ เพราะผู้เรียนไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาตามรูปแบบที่กำหนดให้เหมือนกับการฝึกแบบควบคุม ซึ่งการได้ เลือกใช้ภาษาเองนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารให้แก่ผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ฮาร์เมอร์ (Harmer, 2005: 50) ที่ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการ สื่อสาร แบ่ง ออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ 1. การแนะนำภาษาใหม่ (Introducing New Language) ในขั้นนี้ครูจะแนะนำกฎเกณฑ์ ทาง ภาษาที่ผู้เรียนไม่เคยเรียนมาก่อน โดยที่ครูจะต้องนำเสนอให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความหมาย การใช้ ตลอดจนรูปแบบ ของโครงสร้างนั้น ๆ โดยการนำเสนอนั้นควรอยู่ในรูปของบริบทการใช้ภาษา เช่น ใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้เรียนเล่า เรื่อง หรือสถานการณ์ 2. ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practice) ขั้นนี้ครูให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษา แต่เป็นการฝึกแบบ ควบคุมการ ใช้ภาษา ตัวอย่างของการฝึกประเภทนี้ได้แก่ การฝึกออกเสียงตามครู กิจกรรมเติมข้อมูลที่หายไป เกมเพื่อการ สื่อสารการฝึกพูดเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผู้เรียนโดยใช้โครงสร้างทางภาษาที่เรียนมาและกิจกรรมปฏิสัมพันธ์อื่น ๆ 3. กิจกรรมเพื่อการสื่อสาร (Communicative Activities) ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ฝึกการใช้ ภาษาที่มีลักษณะสมจริง ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้อย่างอิสระมากขึ้น ตัวอย่างกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร ได้แก่ กิจกรรมการแก้ปัญหา การแสดงบทบาทสมมุติ สถานการณ์จำลอง เป็นต้น ลินเซย์ และไนท์ (Lindsay & Knight, 2006, 20-24) ที่ได้อธิบายถึงแนวการจัดการเรียน สอนภาษาเพื่อ การสื่อสารส่วนมากใช้ในการสอนที่เรียกว่า “PPP” หรือ “Presentation-Practice- Production” ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นเสนอเนื้อหา โดยผู้สอนเริ่มต้นเสนอเนื้อหาด้วยการเปิดบทสนทนาที่บันทึกไว้ หรือให้ นักเรียนอ่านข้อความในตำรา 2. ขั้นการฝึกปฏิบัติ ในขั้นนี้ผู้สอนให้นักเรียน “ฝึกปฏิบัติ” ภาษาที่ได้เรียนรู้ในลักษณะ ของการ ฝึกแบบควบคุม อาจฝึกจากแบบฝึกหัดเติมคำให้สมบูรณ์ด้วยภาษาที่ได้เรียนรู้ใหม่ หรือจับคู่ ฝึกสนทนาด้วยบท สนทนาที่คล้ายกัน


21 3. ขั้นการใช้ภาษา คือผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในกิจกรรมอิสระซึ่ง ปล่อยให้นักเรียนสื่อสารได้เองโดยใช้ภาษาที่เรียนมาแล้ว เช่น การนำเสนอภาษา ในการสอบถามทิศทาง เริ่มโดย ผู้สอนนำเสนอภาษาเป้าหมายจากการให้นักเรียนฟังบันทึกเสียง สนทนาและเติมประโยคให้สมบูรณ์ในใบงาน ประโยคที่ให้เติมเป็นประโยคเกี่ยวกับการใช้ภาษาใน การสอบถามทิศทาง แล้วให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติใช้ภาษาโดย ใช้แผนที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้หรือให้ นักเรียนวาดขึ้นมาใหม่ด้วยตนเอง ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ภาษาโดยอิสระ กรมวิชาการ (2540: 111) ที่ได้นำเสนอขั้นตอนการสอนอ่านภาษาเพื่อการสื่อสารในแต่ละขั้นตอนไว้ ดังต่อไปนี้ 1. ขั้นตอนการนำเสนอเนื้อหา (Presentation) ในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ การ นำเสนอเนื้อหาใหม่จัดเป็นขั้นตอนการสอนที่สำคัญขั้นหนึ่ง ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่นักเรียน ซึ่งนับเป็น การเริ่มต้นการเรียนรู้ มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความหมายและรูปแบบภาษาที่ใช้กันจริงโดยทั่วไป รวมทั้งวิธีการใช้ภาษาในด้านการออกเสียง ความหมาย คำศัพท์ และโครงสร้างไวยากรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้กฎเกณฑ์ 2. ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่จะเรียนรู้ใหม่ในลักษณะของ การฝึกแบบควบคุมหรือชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) โดยมีครูผู้สอน เป็นผู้นำในการฝึกไปสู่ การฝึกแบบค่อย ๆ ปล่อยให้ทำเองมากขึ้นเป็นแบบกึ่งควบคุม (Semi- controlled) การฝึกแบบนี้มีจุดมุ่งหมายให้ ผู้เรียนจดจำรูปแบบของภาษาได้ จึงเน้นที่ความถูกต้องของภาษาเป็นหลัก และมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนทำความ เข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และวิธีการใช้รูปแบบนั้นๆก่อนจนได้รูปแบบภาษา แล้วจึงเปลี่ยนสถานการณ์ไปเพื่อฝึก การใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน ทั้งนี้ครูผู้สอนต้องให้ข้อมูลป้อนกลับด้วย เพื่อให้ผู้เรียนรู้ว่าตนใช้ภาษาได้ ถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้อาจตรวจสอบความเข้าใจด้านความหมายได้ ต่อจากนั้นจึงให้ฝึกด้วยการ เขียน (Written) เพื่อเป็นการผนึกความแม่นยำในการใช้ภาษา 3. ขั้นการนำภาษาไปใช้ (Production) เป็นการฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร เปรียบเสมือน การ ถ่ายโอนการเรียนรู้ภาษาจากสถานการณ์ในชั้นเรียนไปสู่การนำภาษาไปใช้จริงนอกห้องเรียน ในขั้นนี้มุ่งหวังให้ ผู้เรียนได้ลองใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆที่จำลองจากสถานการณ์จริง หรือเป็นจริงด้วยตนเอง โดยครูผู้สอนเป็น เพียงผู้แนะแนวทางเท่านั้น พรสวรรค์ สีป้อ (2550: 25) และสุมิตรา อังวัฒนกุล (2540: 112-115) ที่ได้สรุปขั้นตอน ภาษาเพื่อการ สื่อสารไว้ดังนี้ การสอนภาษา


22 1. ขั้นเสนอเนื้อหา หา (Presentation) ในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) การนำเสนอเนื้อหาใหม่ จัดเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นหนึ่ง ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่นักเรียน ซึ่งนับเป็นการ เริ่มต้นการเรียนรู้ มีการนำเสนอเนื้อหาใหม่ โดยจะมุ่งเน้นให้นักเรียนได้รับรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย และรูปแบบภาษาที่ใช้กันจริงโดยทั่วไป รวมทั้งวิธีการใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกเสียง ความหมาย คำศัพท์ และโครงสร้างไวยากรณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการรู้กฎเกณฑ์ 2. ขั้นการฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาที่เรียนรู้ใหม่ จากขั้นการ นำเสนอ โดยฝึกแบบควบคุมหรือชี้นำ (Controlled Practice/Directed Activities) โดยผู้สอน เป็นผู้นำการฝึก ไปสู่การฝึกแบบค่อย ๆ ปล่อยให้ทำเองมากขึ้น เป็นแบบกึ่งควบคุม (Semi- controlled) การฝึกในขั้นนี้มี จุดมุ่งหมายให้นักเรียนจดจำรูปแบบของภาษาได้จึงเน้นที่ความถูกต้องของภาษาเป็นหลัก แต่ก็มีจุดมุ่งหมายให้ นักเรียนได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและวิธีการใช้รูปแบบภาษานั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ในการฝึกนั้นผู้สอนจะ เริ่มจากการฝึกปากเปล่า (Oral) เป็นการพูดตามแบบง่าย ๆ ก่อนจนได้รูปแบบภาษาจึงค่อยเปลี่ยนสถานการณ์ไป สถานการณ์เหล่านี้เป็น สถานการณ์ที่สร้างขึ้นภายในห้องเรียน เพื่อฝึกการใช้โครงสร้างประโยคตามบทเรียน ทั้งนี้ ผู้สอน ต้องให้ข้อมูลป้อนกลับด้วย เพื่อให้นักเรียนรู้ว่าตนใช้ภาษาได้ถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้อาจตรวจสอบความ เข้าใจด้านความหมายได้ (ไม่ควรใช้เวลามากนัก) ต่อจากนั้นจึงให้ฝึกด้วยการเขียน เพื่อเป็นการผนึกความแม่นยำใน การใช้ภาษา 3. ขั้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Production) นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นหนึ่ง การใช้ ภาษาเพื่อการสื่อสารเปรียบเสมือนการถ่ายโอนการเรียนรู้ภาษาจากสถานการณ์ในชั้นเรียน ไปสู่การนำภาษาไปใช้ จริงนอกห้องเรียน การฝึกใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารโดยทั่วไป มุ่งหวังให้นักเรียนได้ลองใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จำลองจากสถานการณ์จริงหรือที่เป็นสถานการณ์จริงด้วยตนเอง โดยครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทางเท่านั้น การใช้ภาษาในลักษณะนี้ มีประโยชน์ในแง่ที่ช่วยให้ทั้งครูผู้สอนและนักเรียนได้รู้ว่านักเรียนเข้าใจและเรียนรู้ภาษาไป แล้วมากน้อยเพียงใดสามารถนำไปปรับใช้ตามความต้องการของตนเองแค่ไหน ซึ่งการที่ถือว่านักเรียนได้เรียนรู้ แล้วอย่างแท้จริงคือ การที่นักเรียนสามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้เองโดยอิสระภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่พบ ในชีวิตจริง นอกจากนี้นักเรียนจะได้มีโอกาสนำความรู้ทางภาษาที่เคยเรียนมาแล้วมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ใน การฝึกในขั้นตอนนี้อีกด้วย เพราะนักเรียนไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาตามรูปแบบที่กำหนดมาให้เหมือนดังการฝึกในขั้น การฝึกและการได้เลือกใช้ภาษาเองนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารให้แก่นักเรียนได้เป็น อย่างดี วิธีการฝึกมักฝึกใน รูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ โดยครูผู้สอนเป็นผู้กำหนดภาระงานหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ประยงค์ กลั่นฤทธิ์ (2556: 27) ที่ได้เสนอขั้นตอนในการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ดังนี้


23 1. ขั้นตอนการนำเสนอเนื้อหา (Presentation) เป็นขั้นตอนการนำเข้าสู่บทเรียน โดยมีการเตรียม ความพร้อมผู้เรียน โดยครูอาจทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาแล้ว อาจใช้คำถามเกี่ยวกับกิจวัตรที่ทำอยู่เป็นประจำ (20 คำถาม) ถามเกี่ยวกับงานอดิเรก ความชอบในสิ่งต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมตัวผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียน ภาษา หลังจากนั้นผู้สอนควรแจ้งจุดประสงค์ในการเรียน สอนคำศัพท์ใหม่หรือทบทวนคำศัพท์เดิม สอนกฎเกณฑ์ ทางภาษาและโครงสร้างประโยคใหม่โดยนำเสนอในรูปแบบของบริบทของการใช้ภาษา 2. ขั้นฝึกปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนฝึกใช้ภาษาที่เพิ่งเรียนรู้ใหม่ โดยเป็นการฝึก แบบควบคุม เช่น ฝึกออกเสียงตามผู้สอน กิจกรรมการเติมข้อมูลที่หายไป เกม หรือฝึกพูดเกี่ยวกับตัวผู้เรียน โดยใช้ โครงสร้างทางภาษาที่เรียนมาแล้ว ครูเป็นผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือเมื่อผู้เรียนต้องการความช่วยเหลือ 3. ขั้นนำภาษาไปใช้ (Production) เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ผู้เรียนจะนำความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว มาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การแสดงบทบาทสมมติ แสดงละคร และการทำแบบฝึกหัดเพื่อเน้นการนำความรู้ที่ ได้ไปใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมให้เหมาะสม สรุปได้ว่าขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ประกอบไปด้วยขั้นตอนการสอนเนื้อหา เป็นการนำเข้าสู่ บทเรียน เพื่อทบทวนคำศัพท์เดิมและเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ ขั้นการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษาและจะต้อง ฝึกทำซ้ำ ๆ โดยมีผู้สอนเป็นผู้ที่คอยควบคุม และขั้นการนำภาษาไปใช้ ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ใช้ภาษาในสถานการณ์ ต่าง ๆ อย่างอิสระ 3.เกม เกม เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้สอนใช้ประกอบการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในบทเรียน เกม เป็นหนึ่งวิธีการ ที่ดีที่นำมาใช้ร่วมกับการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกว่า การเรียนภาษาอังกฤษเป็น เรื่องที่สนุกและมีคุณค่า การเล่น เกมในชั้นเรียน เป็นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการ ทำงานร่วมกัน ในการแข่งขันโดยปราศจากการ ก้าวร้าว หรือมุ่งแค่เพียงจะเอาชนะ และในการเป็นผู้แพ้ที่ดี ช่วยฝึกให้นักเรียนยอมรับในกฎกติกา ที่ได้วางไว้ ผู้วิจัย ได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเกม ประกอบด้วย ความหมายของเกม วัตถุประสงค์ของเกม ประเภทของเกม องค์ประกอบของเกม การเลือกเกมเพื่อใช้ในการสอนภาษา ขั้นตอนของการสอนโดยใช้เกมและประโยชน์ของเกม ดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของเกม เกม เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ในการเรียนการสอน ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของบทเรียน ซึ่งมีผู้ให้ความหมายของเกม ไว้ดังนี้


24 ดอบสัน (Dobson. 1998 : 9) ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง กิจกรรมที่สนุกสนานมีกฎเกณฑ์ กติกา กิจกรรมที่ทั้งเล่น มีทั้งเกมเงียบ (Passive Games) หรือเกมที่เล่นไม่ต้องเคลื่อนที่และเกมที่ใช้ความว่องไว (Active Games) หรือเกมที่ต้องเคลื่อนไหว เกมเหล่านั้นขึ้นอยู่กับ ความไว ความแข็งแรง การเล่นเกมมีทั้งเล่นคน เดียว สองคน หรือเล่นเป็นกลุ่ม บางเกมก็กระตุ้นการทำงานของร่างกายและสมอง บางเกมก็ฝึกทักษะบางส่วนของ ร่างกายและจิตใจ ดรัมเฮลเลอร์ (Drumheller, 1972: 13) ที่กล่าวถึงความหมายของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง การแข่งขัน ระหว่างคู่แข่งขัน ซึ่งอาจจะเล่นเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้ เล่นตามกติกาที่กำหนดให้ถึงจุดมุ่งหมายของเกม ที่ตั้ง ริกซัน (Rixon, 1981: 1-5) ที่ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกมเป็นกิจกรรมที่ดำเนินไป โดยมีความร่วมมือ กัน หรือการแข่งขันกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์และวัตถุประสงค์ในการเล่น ลี (Lee, 1986: 1) ที่กล่าวว่า เกม คือ สิ่งที่สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นกันเอง และผ่อนคลายใน การเรียนภาษา ไบร์น (Byrne, 1995: 101-103) ที่ได้ให้คำจำกัดความของเกมว่า เกมเป็นรูปแบบของ การเล่นที่มีกฎ กติกา เกมทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน เกมไม่เพียงแต่จะทำให้เพลิดเพลินหรือ เล่นเพื่อหยุดพักจากกิจกรรม ประจำวันแต่ยังเป็นวิธีที่นักเรียนได้ใช้ภาษาในขณะเล่นเกมด้วย กรมวิชาการ (2546: 34) ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าในการสร้างความสนุกสนาน เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ให้แก่นักเรียนได้เป็นอย่างดี เกมเป็นกิจกรรมพิเศษที่สำคัญ ซึ่งคุณครูสอนภาษาจะนำมาสอน ในชั่วโมงเรียนหรือนอกชั่วโมงได้ดี เช่นเดียวกับเพลง คุณครูควรเลือกหรือดัดแปลงให้เหมาะสมกับวัยและระดับชั้น ของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความยากง่ายของคำศัพท์ ไวยากรณ์ที่ใช้และวิธีการเล่น พรสวรรค์ สีป้อ (2550: 237) ที่ระบุว่า เกม เป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน มีกฎเกณฑ์ กติกา การเล่นเกมอาจ เล่นเพียงคนเดียว หรือมากกว่าก็ได้ อาจจะเป็นกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน หรือ เป็นกิจกรรมทางการเรียนรู้ก็ได้ การใช้เกมในการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินและผ่อนคลาย เนื่องจาก การได้ลงมือทำ และเคลื่อนไหว ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนด สมคิด สร้อยน้ำ (2555: 242) ที่ได้ให้คำจำกัดความของเกมเป็นการเล่นอย่างหนึ่งที่นักเรียนชอบ โดย ธรรมชาติของนักเรียนการเล่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นักเรียนที่มีโอกาสได้เล่นทำให้พัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม นับว่าการเล่นสำคัญสำหรับนักเรียนมาก การเล่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียน


25 เกมมีลักษณะที่ยากง่ายต่อการเล่นต่างระดับกัน เกมบางชนิดมีกติกาที่ง่าย ๆ เกมบางชนิดมีกติกาที่ยากและ ซับซ้อน เกมจึงสามารถเลือกสรรใช้เป็นกิจกรรมประกอบการเรียนการสอนได้กับนักเรียนทุกระดับ ดังนั้นสรุปได้ว่า เกม หมายถึง กิจกรรมต่างๆที่นำมาทำร่วมกันกับผู้อื่นหรือทำคนเดียว เพื่อให้ความ สนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการทำให้บทเรียนน่าสนใจมากขึ้น มีการสร้างกฎและกติกาขึ้นเพื่อความเข้าใจเป็น อันหนึ่งอันเดียว การนำเกมมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นอยาก เรียนเพิ่มมากขึ้น 2. วัตถุประสงค์ของเกม การนำเกมมาใช้ประกอบการเรียนการสอนนั้น ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของเกม เพื่อที่จะทำ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่ได้ตั้งไว้ โดยมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของเกม ไว้ดังนี้ วีด (Weed, 1975: 303-304) ที่กล่าวไว้เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของเกมในการเรียนการสอนภาษา ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เสริมสร้างให้มีความตื่นตัว 2. เพื่อสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน ช่วยให้นักเรียนสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ 3. เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาจริงของสังคม ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชาวต่างชาติที่ใช้ ภาษาอังกฤษ ริกซัน (Rixon, 1981: 1-4) ที่ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ของเกมในการเรียนการสอน ภาษา คือ เพื่อให้ นักเรียนได้มีโอกาสพูดคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ซึ่งผู้เล่นอาจจะมีรูปแบบมากมาย ทำให้นักเรียนได้แสดงความ กล้าที่จะพูดสื่อสารกันมากขึ้น เพราะเกมจะทำให้ผู้เล่นจะต้องทำตาม หรือพูดตามผู้เล่นคนอื่นๆ หลุยส์และเบคสัน (Lewis & Bedson, 1999: 6-7) ที่ได้สรุปถึงวัตถุประสงค์ของการใช้ เกมในการเรียน การสอนภาษาว่า เพื่อนำเสนอสื่อใหม่ ๆ เพื่อฝึกตัวภาษาที่ได้เรียนมาแล้ว เพื่อนำเสนอหรือฝึกสาระ (Theme) บางเรื่อง หรือเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือรู้สึกกระปรี้กระเปร่ากับการเรียน เกมบางอย่างสามารถใช้ประโยชน์ได้ ในทุกเรื่องที่กล่าวมา ครูต้องมีความชัดเจนว่าจะให้เด็กทำอะไร จุดเน้นของภาษาแต่เพียงภาษาอย่างเดียวไม่เพียง พอที่จะใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจเลือกเกมใดเกมหนึ่ง ครูควรต้องพิจารณาความรู้ทางภาษาของเด็กว่ามีมาก น้อยเพียงใดประกอบด้วย สุกิจ ศรีพรหม (2546: 75) ที่ได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์ในการใช้เกมไว้ดังนี้


26 1. เพื่อเตรียมสภาพทางอารมณ์ของผู้เรียนในด้านการเรียน 2. เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นคนช่างสังเกต มีไหวพริบ เฉลียวฉลาด รู้จักเหตุผล พากเพียรและอดทน 3. เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นคนรู้จักพึ่งตนเอง 4. เพื่อฝึกให้นักเรียนเป็นคนดี มีมารยาท และมีจริยธรรม 5. เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬา เป็นคนร่าเริงแจ่มใส สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2546: 90-91) ที่ได้เสนอเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของเกม ไว้ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อให้ผู้เรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ด้วยความสนุกสนาน และท้าทายความสามารถ โดยผู้เรียนเป็น ผู้เล่นเอง ทำให้ได้รับประสบการณ์ตรง 2. เป็นวิธีที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทักษะและเทคนิคต่าง ๆ การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ มีโอกาส แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น ทิศนา แขมมณี (2551: 368) ที่ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของเกมไว้ว่า เกมช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่อง ต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและท้าทายความสามารถ โดยนักเรียนเป็นผู้เล่นเอง ทำให้ได้รับประสบการณ์ตรง เป็น วิธีการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมสูง ได้ฝึกฝนเทคนิคหรือทักษะต่าง ๆ ที่ต้องการสามารถเรียนรู้เนื้อหาสาระ จากเกม สรุปได้ว่า เกมมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนมีความสนุกสนาน เพลิดเพลินในการเรียน ผู้เรียนได้ฝึกฝน การปฏิบัติตามกฎกติกา ส่งเสริมการทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี มีน้ำใจเป็นนักกีฬา และมีเจตคติที่ดีต่อการ เรียนภาษาอังกฤษ ทั้งยังเป็นการทำซ้ำทบทวนเนื้อหาที่เคยเรียนมาแล้ว 3. ประเภทของเกม เกม เป็นกิจกรรมที่ใช้ฝึกทักษะทางภาษา เพราะมีความหลากหลาย มีความน่าสนใจ ซึ่งแต่ละเกมจะมี จุดมุ่งหมายแตกต่างกันออกไป ซึ่งได้มีนักการศึกษาได้แบ่งประเภทของเกมทางภาษาไว้ดังต่อไปนี้ อี (Lee, 1979: 13-193) ที่ได้กล่าวถึงประเภทของเกมฝึกภาษา ดังต่อไปนี้ 1. เกมฝึกการใช้โครงสร้างทางภาษา (Structure Games) 2. เกมฝึกคำศัพท์ (Vocabulary Games)


27 3. เกมฝึกการสะกดคำ (Spelling Games) 4. เกมฝึกการออกเสียง (Pronunciation Games) 5. เกมฝึกเกี่ยวกับตัวเลขและจำนวน (Number Games) 6. เกมฝึกทักษะการฟัง (Listen-and-do Games) 7. เกมฝึกทักษะการอ่าน (Read-and-do Games) 8. เกมฝึกทักษะการเขียน (Games, and Writing) 9. เกมกิจกรรมแสดงละครใบ้ และบทบาทสมมติ (Miming and Role Play) 10. เกมกิจกรรมชุมนุมภาษาอังกฤษ (Language Club Games) 11. เกมฝึกอภิปรายแสดงความคิดเห็น (Discussion Games) ไรท์ เบทเทอริดจ์ และบัคบี (Wright, Beteridge & Buckby, 1991, 14-185) ที่ได้แบ่ง เกมฝึกภาษา ออกเป็น 13 ประเภทดังต่อไปนี้ 1. เกมรูปภาพ (Picture Games) 2. เกมฝึกการคิด (Psychology Games) 3. มหัศจรรย์แห่งเกม (Magic Tricks) 4. เกมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Caring and Sharing Games) 5. เกมที่ใช้บัตรคำต่าง ๆ (Cards and Board Games) 6. เกมเกี่ยวกับเสียง (Sound Games) 7. เกมที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง (Story Garies) 8. เกมคําศัพท์ (Word Games) 9. เกมถูก - ผิด (True-False Games) 10. เกมฝึกความจำ (Memory Games)


28 11. เกมแบบถาม - ตอบ (Question and Answer Games) 12. เกมฝึกการเดา (Question and Speculating Games) แฮคฟิลด์ (Hadfield, 1999, 25-29) ที่ได้แยกประเภทของเกมไว้ ดังนี้ 1. เกมแยกประเภทของ เช่น นักเรียนบัตรภาพ หรือบัตรที่เกี่ยวกับสินค้าต่าง ๆ และให้คัดกลุ่ม บัตรเหล่านั้น โดยจำแนกว่าสินค้าใดเราจะพบในห้างสรรพสินค้า สินค้าใดพบใน ร้านขายของชำ เป็นต้น 2. เกมเติมข้อมูลที่หายไป (Information Gap) เกมนี้อาจจะเป็นการสื่อสารด้านเดียว เช่น นักเรียนคู่หนึ่งมีรูปภาพ และบอกให้เพื่อนอีกคนหนึ่งวาดภาพตามที่ตนเองมี หรือเป็นการสื่อสารสองด้านได้ เช่น นักเรียนทั้งสองคนมีภาพที่เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในบางจุด และให้แต่ละฝ่ายหาความแตกต่าง 3. เกมการเตา เกมที่รู้จักกันดี คือ เกม 20 คำถาม 4. เกมหาของ เช่น เกม Find someone who 5. เกมจับคู่ ผู้เล่นต้องจับคู่ภาพ ประโยค เป็นต้น 6. เกมแลกเปลี่ยน ในการเล่นเกมนี้ผู้เล่นจะแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน 7. เกมที่ใช้กระดานเป็นอุปกรณ์การเล่น (Board Games) เช่น สเตรนเบีย 8. เกมบทบาทสมมติ เป็นเกมที่นักเรียนแสดงบทบาทเป็นผู้อื่น 9. เกมการจำแนกประเภท 10. เกมต่อข้อมูล พลุยส์และเบคสัน (Lewis & Bedson, 1999: 16-18) ที่ได้จำแนกประเภทของเกม ดังนี้ 1. เกมที่มีการเคลื่อนไหว (Movement Games) เกมประเภทนี้นักเรียนต้องมีการเคลื่อนไหว จะ ทำให้นักเรียนกระฉับกระเฉง และโดยปกติแล้วเกมประเภทนี้จะกระตุ้นและเร้าใจให้นักเรียนตื่นเต้นและส่งเสียง ดัง ครูจึงจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด 2. เกมที่ใช้บัตร (Card Games) เกมประเภทนี้อาจให้นักเรียนรวบรวมบัตรให้ได้มากที่สุด ให้บัตร แก่ผู้เล่นคนอื่น แลกเปลี่ยนบัตร จำแนกบัตร และนับจำนวนบัตร ตัวบัตรอาจจะมีความหมายหรือตีค่าได้ในเกม


29 นั้น อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์แทนสิ่งของ หรืออาจจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งบัตรเหล่านี้มักจะใช้เป็นส่วนประกอบ ของการเล่นเกมชนิดอื่น ๆ ได้อีกด้วย 3. เกมที่ใช้กระดาน (Board Games) หมายถึง เกมใด ๆ ก็ตามที่มีการเคลื่อนย้ายเบี้ยให้เดินไป ตามเส้นทางที่กำหนดบนกระดานเกม เกมประเภทนี้อาจจะให้นักเรียนสร้างขึ้นเองเป็น กิจกรรมประเภทงาน ประดิษฐ์ที่สนุกสนานก็ได้ 4. เกมลูกเต๋า (Dice Games) เป็นเกมที่สามารถนำไปใช้ได้กับเกมต่าง ๆ มากมาย และสามารถ เปลี่ยนจากตัวเลขเป็นอย่างอื่นได้ตามต้องการ เช่น สี ตัวอักษร หรือ รูปภาพ นักเรียนที่ยังเล็กจะทอยลูกเต๋าทีละ ลูก แต่นักเรียนโตอาจจะเล่น 3-4 ลูกในการเล่นเกมหนึ่งเกมก็ได้ 5. เกมวาดภาพ (Drawing Games) เป็นเกมที่พิเศษกว่ากิจกรรมอื่น ๆ เพราะเกมนี้จะเชื่อมโยง การทำงานหลักของสมองเข้าด้วยกัน การวาดภาพต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และความอ่อนไหวต่อโลก ภายนอกของนักเรียน ในขณะที่นักเรียนจะต้องเข้าใจคำสั่งและบรรยายศิลปะที่ตนเองสร้างขึ้นได้ เกมวาดภาพจะ ช่วยให้นักเรียนได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักเรียนที่ขี้อาย ไม่กล้าพูด ภาพเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลแม้ว่านักเรียน อาจจะไม่พร้อมที่จะบรรยายภาพของตนเอง แต่นักเรียนก็พร้อมที่จะตอบคำถามของครูด้วยว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ 6. เกมการเดา (Guessing Games) จุดประสงค์ของเกมการเดา คือ ให้นักเรียนเดาคำตอบ ของ ค่ายาชนิดใดชนิดหนึ่ง 7. เกมบทบาทสมมติ (Role-play Games) เป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนแสดงละครง่าย ๆ โดยมีครู เป็นผู้ชี้แนะ ภาษาที่ใช้อาจจะกำหนดตายตัวหรืออาจให้นักเรียนได้เลือกใช้ภาษาด้วยตนเองได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ระดับภาษา ความกระตือรือร้น และความมั่นใจของนักเรียนเอง 8. เกมเกี่ยวกับการร้องเพลง และการพูดเข้าจังหวะ (Singing and Chanting Games) เกมที่มี การร้องเพลงหรือพูดเข้าจังหวะมักมีการเคลื่อนไหวประกอบไปพร้อม ๆ กัน เพราะดนตรีมีบทบาทสำคัญต่อการ เรียนรู้สำหรับนักเรียนเล็ก 9. เกมที่เล่นเป็นทีม (Team Games) เกมที่เล่นเป็นทีมต้องการความร่วมมือระหว่างสมาชิกใน ทีมและอาจจะแทรกอยู่ในเกมประเภทอื่นๆด้วย 10. เกมคำศัพท์ (Vocabulary Games) เกมประเภทนี้จะช่วยให้นักเรียนสนุกสนานในการเล่น คำศัพท์ส่วนมากจะเหมาะสำหรับนักเรียนที่โตแล้ว เพราะในการเล่นเกมจะต้องมีการเขียน และการสะกดคำ


30 ทิศนา แขมมณี (2551: 366) ที่ได้สรุปเกมแต่ละประเภทออกเป็น 3 แบบ คือ 1. เกมแบบไม่มีการแข่งขัน เช่น เกมการสื่อสาร เกมการตอบคำถาม เป็นต้น 2. เกมแบบการแข่งขัน มีผู้แพ้ ผู้ชนะ เกมส่วนใหญ่จะเป็นเกมแบบนี้ เพราะการแข่งขันช่วยให้ การเล่นเพิ่มความสนุกสนานมากขึ้น 3. เกมจำลองสถานการณ์ (Simulation Game) เป็นเกมที่จำลองความเป็นจริง สถานการณ์จริง ซึ่งผู้เล่นจะต้องติดตัดสินใจจากข้อมูลที่มี และได้ผลของการตัดสินใจเหมือนกับที่ควรได้รับกับความเป็นจริง เกม แบบนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็น การจำลองความเป็นจริง ลงมาเล่นในกระดานหรือบอร์ด เรียกว่า บอร์ดเกม (Board Game) เช่นเกมเศรษฐี เกมมลภาวะเป็นพิษ (Pollution) เกมแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Confinest Revolution) อีกลักษณะหนึ่งเป็นสถานการณ์ที่จำลองสถานการณ์และบทบาทขึ้นให้เหมือนความ เป็นจริงและผู้เล่นจะต้องลงไปเล่นจริง ๆ โดย สวมบทบาทเป็นคนใดคนหนึ่งในสถานการณ์นั้น เกมแบบนี้อาจใช้ เวลาเล่นเพียง 2-3 ชั่วโมง หรือใช้เวลาเป็นวัน หรือหลาย ๆ วันติดต่อกัน หรือแม้กระทั่งเล่นกันตลอดทั้งภาคเรียน เป็นการเรียนรู้ทั้งรายวิชาเลยก็มี ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีขั้นสูงได้พัฒนาก้าวหน้าไปมากจึงเกิดเกมจำลอง สถานการณ์ในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น คือ เกมคอมพิวเตอร์ (Computer Game) ซึ่งเป็นเกมจำลอง สถานการณ์ที่ผู้ เล่นสามารถควบคุมการเล่นผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ได้ ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมสูงมาก กล่าวโดยสรุปได้ว่า เกมนั้นมีหลายประเภท และแต่ละประเภทนั้นก็มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านวิธีเล่น จุดมุ่งหมายในการเล่น บางเกมเล่นคนเดียว เป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม เพราะฉะนั้น ครูผู้สอนจึงต้องคัดเลือกเกมที่ เหมาะสมกับช่วงวัยของผู้เรียน ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ในการใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ 4. องค์ประกอบของเกม องค์ประกอบของเกม เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ผู้สอนได้ทราบถึงสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน เกมนั้น ๆ มี ความสำคัญในการนำเกมแต่ละเกมมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงองค์ประกอบของเกม ไว้ ดังนี้ หลุยส์และเบคสัน (Lewis & Bedson, 1999, 16-19) ที่ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของเกมโดยทั่วไป ประกอบไปด้วย 1. ประเภทของเกม (Games Type) เป็นการระบุเพื่อให้ครูได้ทราบถึงจุดเด่นของเกม เช่น เกมที่ มีการเคลื่อนไหว เกมที่ใช้บัตร เกมบทบาทสมมติ เป็นต้น


31 2. จุดประสงค์ (Aims) จะมี 2 จุดประสงค์ ได้แก่ ด้านภาษา จะให้แนวทางที่ครูสามารถสอนหรือ ฝึกภาษาอังกฤษในแต่ละเกม ภาษาที่ใช้อาจมีมากกว่าที่ระบุไว้ได้นานจะใช้ภาษาที่ตายตัว แต่บางเกมก็อาจใช้ ภาษาได้หลากหลาย และปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของครูด้านอื่น ๆ หลายเกมมุ่งพัฒนาทักษะสำคัญ ซึ่ง ไม่เกี่ยวกับการใช้ภาษา ตัวอย่างเช่น เกมที่ส่งเสริมให้เด็กฝึกจัดหมวดหมู่ ให้เด็กรู้จักสังเกตและจดจำ และรู้จัก การจับกลุ่มและจับวัตถุสิ่งของ และการกระทำตามลักษณะเฉพาะ เกมทั้งหมดนี้จะส่งเสริมเด็ก ๆ รู้จักปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์และรู้จักร่วมมือกัน 3. อายุ (Age) อายุที่ระบุไว้เป็นการเสนอแนะและให้แนวทางสำหรับครู แต่มิใช่เป็นเกณฑ์ที่ ตายตัว 4. ขนาดกลุ่ม Group Size) เป็นการเสนอแนะจำนวนขั้นต่ำและขั้นสูงของเด็กในการเล่นเกมให้ ประสบผลสำเร็จ โปรดจำไว้ว่าขนาดของกลุ่มไม่ใช่ขนาดของชั้นเรียน ห้องเรียนขนาดใหญ่สามารถแยกเป็นกลุ่ม เล็ก ๆ ซึ่งเล่นพร้อม ๆ กันได้ หลังจากที่ครูได้สาธิตการเล่นให้เด็ก ๆ ทุกคนในชั้นรู้วิธีการแล้ว 5. เวลา (Time) เป็นการบอกเวลาการเล่นแต่ละเกมโดยเฉลี่ย เวลาที่ใช้อาจจะน้อยกว่านี้ หรือ มากกว่านี้ก็ได้ 6. วัสดุอุปกรณ์ (Materials) เป็นรายการสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเล่น 7. ลักษณะกิจกรรม (Description) เป็นคำอธิบายสั้น ๆ ถึงเป้าหมายของแกมที่มีความซับซ้อน กว่าปกติ 8. เตรียมการ (Preparation) เป็นสิ่งที่จำเป็นก่อนการเล่นเกม รวมทั้งการจัดหรือการเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ เช่น กระดาษ หรือบัตรที่ต้องใช้เวลาในการจัดทำ ยกเว้นบัตรภาพซึ่งจะมีประโยชน์สำหรับเกมหรือ กิจกรรมต่าง ๆ มาก เพราะนำมาใช้ได้อีก อาจให้เด็ก ๆ ช่วยทำวัสดุอุปกรณ์เหล่านี้ได้บ่อย ๆ ในลักษณะที่เป็น กิจกรรมงานประดิษฐ์ สิ่งสำคัญ คือ ต้องสอนภาษาที่จำเป็นซึ่งเด็กยังไม่เคยเรียนมาก่อน 9. ขั้นตอนการเล่น (Procedure) เป็นการบรรยายขั้นตอนของวิธีการเล่นเกม 10. กิจกรรมเสนอแนะ (Variation) เป็นการเสนอแนวคิดสำหรับการขยายหรือการปรับตามหลัก เพื่อใช้กับเนื้อหาสาระ ภาษาหรือกลุ่มอื่น ๆ กิจกรรมเสนอแนะอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากเกม เดิม การทำให้เกมน่าสนใจมากขึ้นสำหรับเด็ก ๆ ที่เคยเล่นเกมนี้มาแล้ว หรืออาจเป็นการทำให้เกมยากขึ้น เล็กน้อย


32 ทิศนา แขมมณี (2551: 365) ที่ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญในการสอนโดยใช้เกมดังต่อไปนี้ 1. มีผู้สอนละนักเรียน 2. มีเกม และกติกาการเล่น 3. การเล่นตามกติกา 4. มีการอภิปรายผลการเล่น วิธีการเล่น และพฤติกรรมของผู้เล่นหลังการเล่น 5. มีผลการเรียนรู้ของนักเรียน สมคิด สร้อยน้ำ (2555 242) ที่ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของเกม ไว้ดังนี้ 1. ต้องมีจุดประสงค์ ด้วยการบอกแนวคิดที่ว่าจะให้นักเรียนเรียนเรื่องใด เรียนแล้วจะได้อะไรบ้าง 2. มีอุปกรณ์เกม ซึ่งจะใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการเล่นเกม เพื่อการเล่นเกมแต่ละครั้งจะ ได้สมบูรณ์แบบในความคิดรวบยอดของเนื้อหาจากการเล่นเกม 3. ต้องมีสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะใช้รูปภาพเขียนกำกับให้เห็นหรือการลำดับขั้นตอนของการเล่นเกม ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องชัดเจน 4. มีบทบาทของผู้เล่น ซึ่งในเกมจะต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ผู้เล่นจะมีบทบาทอะไร มีกฎเกณฑ์ใน การเล่น ระยะเวลาที่กำหนดในการเล่นเกมแต่ละครั้ง 5. มีการสรุปตอนท้ายของเกม หรือกำหนดหัวข้อในการอภิปรายเพื่อให้ได้ข้อมูลจากการเล่นเกม ในแต่ละครั้งได้ดีขึ้น สรุปได้ว่า องค์ประกอบของเกมที่ใช้ในการเรียนการสอน ที่สำคัญนั้น ครูผู้สอนจะต้องคัดเลือกและทำ ความเข้าใจจุดประสงค์ของเกม ชี้แจงกฎ กติกาก่อนการเล่นเกม การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการเล่นเกม ลำดับ ขั้นตอนต่าง ๆ เมื่อเล่นเกมเรียบร้อยแล้วในแต่ละครั้ง ควรให้ข้อเสนอแนะ สรุปและอภิปรายผลของการเล่นเกม รวมถึงประโยชน์ที่ได้จากการนำเกมมาใช้ในเรียนการสอน 5. ขั้นตอนการสอนโดยใช้เกม ขั้นตอนที่ใช้เกมมาใช้ในการเรียนการสอนนั้น จะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ตามกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสามารถ ปรับใช้ได้กับการพัฒนาทุกทักษะได้อย่างดีได้มีนักการศึกษาเสนอแนะ และจัดลำดับขั้นตอนการสอนโดยใช้เกม ดังต่อไปนี้


33 รีส (Reese, 1977: 12) ที่ได้เสนอแนะวิธีการนำเกมมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 1. ใช้เกมนำเข้าสู่บทเรียน โดยการดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ ดังนี้ 1.1 นำเข้าสู่บทเรียน โดยใช้เกมบททวนความรู้พื้นฐานความรู้เดิม 1.2 ดำเนินการสอน 1.3 ฝึกหัด 2. ใช้เกมเป็นกิจกรรมในการฝึก โดยดำเนินการ ดังนี้ 2.1 ขั้นเตรียม เป็นการเตรียมความพร้อมของนักเรียนก่อนเล่นเกม 2.2 ใช้เกม อธิบายกฎ กติกา และให้นักเรียนเล่นเกม 2.3 สรุปผลการเล่นเกม ซึ่งครูและนักเรียนร่วมกันสรุป 2.4 ประเมินผล อาจจะดูจากการร่วมกิจกรรม การทำแบบทดสอบ ทิศนา แขมมณี (2551: 365) ที่ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสอนโดยใช้เกม ดังนี้ 1. ผู้สอนนำเสนอเกม ชี้แจงวิธีเล่น และกติกาการเล่น 2. นักเรียนเล่นเกมตามกติกา 3. ผู้สอนและนักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับผลการเล่นและวิธีการหรือพฤติกรรมการเล่นของนักเรียน 4. ผู้สอนประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน จากการศึกษาขั้นตอนการสอนโดยใช้เกม กล่าวโดยสรุปได้ว่า การที่ครูผู้สอนจะใช้เกมนั้น เริ่มจากการต้อง ชี้แจงกฎ กติกา ขั้นตอนและวิธีการเล่นเกม และสาธิตการเล่นเกมเพื่อให้ นักเรียนได้เข้าใจวิธีการเล่นและลำดับ ขั้นตอนการเล่นเกม เมื่อเริ่มเกมครูผู้สอนต้องเป็นผู้ควบคุมการเล่นให้อยู่ในกฎกติกา และเวลาที่ได้กำหนดไว้ หลังจากที่นักเรียนเล่นเกมเสร็จแล้ว ครูผู้สอนและนักเรียนต้องช่วยกันสรุปผลและอภิปรายผลที่ได้จากเกมที่เล่น 6. ประโยชน์ของเกม


34 ถ้ากล่าวถึงประโยชน์ของเกมแล้ว เกม ไม่ใช่ให้ความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความท้าทาย ความรู้ที่อยู่ในเกมนั้น ๆ ทำให้ผู้เล่นมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในด้านต่าง ๆ ซึ่งได้มีนักการศึกษาหลายท่าน ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของเกม ไว้ดังต่อไปนี้ เกอแลค และอีไล (Gerlach & Ely, 1971: 341) ที่ได้แสดงมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันว่าประโยชน์ของ การใช้เกม ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์เหมือนจริง นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และได้แสดงออก นอกจากนี้เกมยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่าการฟังครูพูดเพียงอย่างเดียว รีส (Reese, 1977: 20) ที่ได้กล่าวไว้ว่า ประโยชน์ของการใช้เกมประกอบการเรียนการสอนว่า เป็น กิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจและทัศนคติตามที่ต้องการนอกเหนือจาก ความสนุกสนาน ลี (Lee, 1979 4) ที่ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการใช้เกมในห้องเรียนว่า เกมใช้เล่นพักผ่อนหลังการสอน แล้วช่วยให้นักเรียนมีความสนใจ และมีความก้าวหน้าในการใช้ภาษา เกมช่วยสนับสนุนให้นักเรียนมีการเรียนรู้ที่ดี ขึ้น เกมทำให้ได้ฝึกภาษาในหลายทักษะ ได้แก่ ทักษะการพูด การเขียน การฟัง และการอ่าน นักเรียนมีกิจกรรม การติดต่อสื่อสารร่วมกัน นักเรียนมีการสร้างความเข้าใจในการใช้ภาษาได้ดี พรสวรรค์ สีป้อ (2550: 238) ที่ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกม ไว้ดังต่อไปนี้ 1. ทำให้นักเรียนรู้สึกว่าการเรียนภาษาน่าสนใจ ซึ่งประโยชน์ทำให้เกิดความพยายามและเป็น แรงจูงใจที่ดี เพราะสนุกและท้าทาย 2. ทำให้เกิดบริบทการสื่อสารอย่างมีความหมาย ถึงแม้เกมจะเกี่ยวกับเนื้อหาภาษาเฉพาะเรื่อง เช่น การสะกดคำ หรือศัพท์ แต่นักเรียนต้องสื่อสารอย่างมีความหมาย เพราะต้องรู้วิธีการเล่นเกม และต้องสื่อสาร ความหมายในขณะที่เล่นเกม 3. ทำให้บทเรียนสนุกสนาน นักเรียนเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว 4. ทำให้นักเรียนสนุกสนาน ไม่เครียด ทำให้นักเรียนได้เคลื่อนไหว และทำให้นักเรียนที่ ขี้อายกล้า เข้าร่วมกิจกรรม โดยเฉพาะเมื่อเล่นเป็นกลุ่มเล็ก 5. นักเรียนได้ใช้ภาษาอังกฤษ ในขณะเล่นเกม 6. นักเรียนได้พัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบร่วมมือ


35 7. เกมตอบสนองปัญญาด้านต่าง ๆ ของนักเรียน เช่น เกมที่เกี่ยวกับการวาดรูปจะสัมพันธ์กับ ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ เป็นต้น ทิศนา แขมมณี (2551: 366) ที่ได้กล่าวถึงข้อดีและข้อจำกัดของเกมไว้ดังต่อไปนี้ 1. ข้อดี 1.1 เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูง ได้รับความสนุกสนาน และ เกิดการเรียนรู้จากการเล่น 1.2 เป็นวิธีสอนที่ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้นั้นมี ความหมายและอยู่คงทน 1.3 เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนไม่เหนื่อยมากขณะสอน 2. ข้อจํากัด 2.1 เป็นวิธีสอนที่ใช้เวลามาก 2.2 เป็นวิธีสอนที่มีค่าใช้จ่าย เนื่องจากเกมบางเกมต้องซื้อหามา โดยเฉพาะเกมจำลอง สถานการณ์บางเกมมีราคาสูงมาก 2.3 เป็นวิธีสอนที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สอน ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการสร้างเกม 2.4 เป็นวิธีสอนที่ต้องอาศัยการเตรียมการมาก เกมเพื่อการฝึกทักษะแม้จะไม่ยุ่งยากซับซ้อนมาก นัก แต่ผู้สอนจำเป็นต้องจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ในการเล่นให้นักเรียนจำนวนมาก เกมการศึกษา และเกมจำลอง สถานการณ์ ผู้สอนต้องศึกษาและทดลองให้จนเข้าใจ ซึ่งต้องใช้เวลามากโดยเฉพาะเกมที่มีความซับซ้อนมาก และผู้ เล่นจำนวนมากซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นอีก 2.5 เป็นวิธีสอนที่ผู้สอนต้องมีทักษะในการอภิปรายที่มีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถช่วยให้นักเรียน ประมวลและสรุปการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์ สมคิด สร้อยน้ำ (2555: 242-243) ที่ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการใช้เกมประกอบการสอน ไว้ดังนี้ 1. ฝึกให้นักเรียนเป็นคนช่างสังเกต พัฒนาสติปัญญา ความมีไหวพริบกล้าตัดสินใจ เกมมีกติกาที่ ต้องใช้ความคล่องแคล่วและสติปัญญาขณะเล่นเสมอ


36 2. ฝึกให้เป็นผู้ที่ยอมรับความสามารถของตนเอง และผู้อื่น การเล่นเกมจะมีการแพ้ ชนะซึ่งเป็น ปกติ เมื่อครูใช้เกมในกิจกรรมการสอนบ่อย ๆ จะช่วยให้นักเรียนเป็นคนใจกว้างยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองและ ยอมรับผู้อื่นได้ 3. ฝึกให้เป็นที่เคารพกติกาของสังคม เพราะเกมมีกติกาที่ผู้เล่นต้องปฏิบัติตาม การใช้เกมจึงช่วย ส่งเสริมคุณธรรมของนักเรียน 4. เกมช่วยให้เกิดความสามัคคีในหมู่นักเรียนด้วยกัน เพราะในการเล่นเกมที่ต้องเล่นเป็นกลุ่มทุก คนจะต้องช่วยกัน 5. ช่วยให้นักเรียนกล้าแสดงออก ช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะหลาย ๆ ด้านเช่นทักษะทาง ภาษา ทักษะการคิดและตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จากการศึกษาประโยชน์ของเกมที่ใช้ในการเรียนการสอน สรุปได้ว่า การใช้เกมนั้นมีประโยชน์ในหลายทักษะ ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะทางภาษาทั้งการฟัง การพูด การอ่าน และ การเขียน เกมยังถือเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนผ่อนคลายความเครียด เกิดความสนุกสนาน มีความ ทาทายในขณะที่เล่นเกม และที่สำคัญเกมยังทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ภาษาแบบไม่รู้ตัว ทำให้เนื้อหาในบทเรียน ง่ายต่อการเข้าใจ และยังทำให้นักเรียนมีความสนใจและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยทางผู้วิจัยได้เลือกเกมจับคู่เพื่อมาทำการพัฒนาความสามารถด้านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกระทรวงศึกษาธิการ (2536: 2–33) ได้ กล่าวถึงเกมจับคู่ไว้ดังนี้ การจับคู่ เป็นเกมการศึกษาที่ฝึกให้เด็กสังเกตสิ่งที่เหมือนกันหรือต่างกันซึ่งอาจเป็น การ เปรียบเทียบภาพต่างๆ แล้วจัดเป็นคู่ ๆ ตามจุดหมายของเกมแต่ละชุด เกมประเภทจับคู่สามารถ แบ่งออกได้หลาย แบบ ดังนี้ 1.1 เกมจับคู่ภาพที่เหมือนกัน หรือจับคู่สิ่งของเดียวกัน 1.1.1 จับคู่ภาพที่เหมือนกันทุกประการ 1.1.2 จับคู่ภาพกับเงาของสิ่งเดียวกัน 1.1.3 จับคู่ภาพกับโครงร่างของสิ่งเดียวกัน


37 1.1.4 จับคู่ภาพที่ซ่อนอยู่ในภาพหลัก 1.1.5 จับคู่ภาพเต็มกับภาพที่แยกเป็นส่วน ๆ 1.2 เกมจับคู่ภาพที่เป็นประเภทเดียวกัน 1.3 เกมจับคู่ภาพสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน 1.4 เกมจับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม 1.5 เกมจับคู่ภาพเต็มกับภาพที่แยกเป็นส่วนๆ 1.6 เกมจับคู่ภาพชิ้นส่วนที่หายไป 1.7 เกมจับคู่ภาพที่ซ้อนกัน 1.8 เกมจับคู่ภาพที่สมมาตรกัน 1.9 เกมจับคู่ภาพที่สัมพันธ์กันแบบอุปมา–อุปไมย 1.10 เกมจับคู่ภาพที่มีเสียงสระเหมือนกัน 1.11 เกมจับคู่ภาพที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน 1.12 เกมจับคู่แบบอนุกรม 4.เจตคติ ผู้วิจัยได้ศึกษาเกี่ยวกับเจคติ ซึ่งประกอบด้วยความหมายของเจตคติ ประเภทของเจตคติองค์ประกอบของ เจตคติ ลักษณะของเจตคติ ความสำคัญของเจตคติต่อวิชาภาษาอังกฤษ และการวัดเจตคติ ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของเจตคติ นักการศึกษาได้ให้ความหมายของเจตคติไว้อย่างหลากหลาย ซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอ ความหมายของเจตคติ ตามแนวคิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


38 ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543 : 54) ที่มีแนวคิดสอดคล้องกันว่า เจตคติเป็นความรู้สึกเชื่อ ศรัทธาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนเกิดความพร้อมที่จะแสดงการกระทำออกมา ซึ่งอาจจะไปในทางดีหรือไม่ดีก็ได้ เป็น คุณลักษณะที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจ ยังไม่เป็นพฤติกรรม แต่เป็นตัวการที่จะแสดงพฤติกรรม สุรางค์ โค้วตระกูล (2545: 3660) ที่ได้นำเสนอความหมายของเจตคติว่า เจตคติเป็น ชฌาสัย (Disposition) หรือแนวโน้มที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมที่มีต่อสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งเร้า ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งคน วัตถุสิ่งของ หรือความติด (Idea) ซึ่งเป็นได้ในแง่บวก หรือลบ ถ้าบุคคลมีเจตคติบวกต่อสิ่งใดก็มีพฤติกรรมที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น แต่ถ้าแง่ลบจะหลีกเลี่ยง ยาภรณ์ ใจเที่ยง (2550: 64) ที่ได้กล่าวไว้ว่า เจตคติ เป็นเรื่องของความรู้สึกทั้งที่พอใจ และไม่พอใจ ที่ บุคคลมีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งมีอิทธิพลทำให้แต่ละคนสนองตอบต่อสิ่งเร้าแตกต่างกันไป สมคิด สร้อยน้ำ (2555- 100) ที่ได้ระบุว่า เจตคติ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดต่อสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจของคนเราในการเลือกกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ความรู้สึกชอบที่จะทำบางสิ่ง บางอย่างหรือความรู้สึกต่อต้าน จากความหมายข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า เจตคติ หมายถึง ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจ เรามี ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบ สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้า ต่างๆ รอบตัวทำให้เราแสดงออกมา เป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล 2. ประเภทของเจตคติ เจตคติแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ตามแนวคิดของ ปรียาภรณ์ วงศ์อนุตรโรจน์ (2548: 2) ดังต่อไปนี้ 1. เจตคติทั่วไป (General Attitude) ได้แก่ สภาพของจิตใจ โดยทั่วไป เป็นแนวคิด ประจำตัว ของบุคคล เจตคติทั่วไปได้แก่ ลักษณะของบุคลิกภาพอันกว้างขวาง เช่น การมองโลกในแง่ดี การเคร่งในระเบียบ ประเพณี เป็นต้น 2. เจตคติเฉพาะอย่าง (Specific Attitude) ได้แก่ สภาพทางจิตใจที่บุคคลมีต่อวัตถุสิ่งของ บุคคล สถานการณ์ และสิ่งอื่น ๆ เจตคติเฉพาะอย่างนี้จะแสดงออกในลักษณะชอบหรือไม่ชอบสิ่งนั้นคนนั้น ถ้าชอบหรือ เห็นด้วยก็เรียกว่ามีเจตคติที่ดีต่อสิ่งนั้น แต่ถ้าไม่ชอบและเห็นว่าไม่ดีต่อสิ่งนั้นเป็นการจำเพาะเจาะจง เช่น นักเรียน ไม่ชอบครูคนนี้ก็เรียกว่าเจตคติที่ไม่ดีต่อครูคนนี้ ถ้ามีเจตคติ ทีดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ ก็แสดงว่านักเรียนชอบ เรียนภาษาอังกฤษ


39 นอกจากนี้เจตคติยังแบ่งได้เป็น 5 ชนิด คือ 1. เจตคติในด้านความรู้สึกหรืออารมณ์ (Allective Aminade) ประสบการณ์ที่ดีหรือ สิ่งของได้ สร้างความพึงพอใจและความสุข จะทำให้มีเจตคติที่ดีต่อสิ่งนั้นคนนั้น ตลอดจนคนอื่น ๆ คล้ายคลึงกัน แต่ถ้า ประสบการณ์ในคนนั้นทำให้เกิดความทุกข์ ความเจ็บปวด ไม่พอใจ ก็จะทำให้มีเจตคติที่ไม่ดีต่อคนนั้นสิ่งนั้น เช่น นักเรียนไม่ชอบเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรียกว่าเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ เนื่องจากเคยสอบตก เรียนแล้ว ไม่เข้าใจ ถูกครูด และเข้มงวดเป็นต้น 2. เจตคติทางปัญญา (Intellectual Attitude) เป็นเจตคติที่ประกอบด้วยความคิดและความรู้ เป็นแกน บุคคลอาจมีเจตคติต่อบางสิ่งบางอย่างโดยอาศัยการศึกษาความรู้จนเกิดความเข้าใจ และความสัมพันธ์กับ จิตใจคืออารมณ์และความรู้สึกร่วม หมายถึง มีความรู้จนเกิดความซาบซึ้งเห็น ดีเห็นงามด้วย เช่น เจตคติที่ดีต่อ ศาสนา เจตคติที่ไม่ดีต่อยาเสพติด เป็นต้น 3. เจตคติทางการกระทำ (Actiotr-oriented Attitude) เป็นเจตคติที่พร้อมจะนำไปปฏิบัติเพื่อ สนองความต้องการของบุคคล เจตคติที่ดีต่อการพูดจาไพเราะอ่อนหวาน เพื่อให้คนอื่นเกิดความนิยมชมชอบ เจต คติที่ดีต่องานในสำนักงาน เป็นต้น 4. เจตคติทางด้านความสมดุล (Balanced Attitude) ประกอบด้วย ความสัมพันธ์ทางด้าน ความรู้สึกหรืออารมณ์ เจตคติทางปัญญา และเจตคติทางปัญญา และเจตคติทางการกระทำ เป็นเจตคติที่ ตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมที่นำไปสู่จุดมุ่งหมายของตน และ เสริมแรงกระทำเพื่อสนองความต้องการของตนต่อไป 5. เจตคติในการป้องกันตัว (E-go Defensive Attitude) เป็นเจตคติเกี่ยวกับการป้องกัน ตนเอง ให้พ้นจากความขัดแย้งภายในใจ ประกอบด้วยความสัมพันธ์ทั้ง 3 ด้าน คือ ความสัมพันธ์ ด้านความรู้สึกหรือ อารมณ์ ด้านปัญญา และด้านการกระทำ เช่น ความก้าวร้าวของนักเรียน เกิดจากการถูกเพื่อนรังแก จึงแสดง ออกเป็นการระบายความขัดแย้งหรือความตึงเครียดภายในได้อย่างหนึ่ง ทำ ให้จิตใจดีขึ้น จากข้อความข้างต้นกล่าวได้ว่า เจตคติมี2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เจตคติทั่วไปและเจตคติเฉพาะอย่าง ซึ่งยัง แบ่งได้อีก 5 ประเภทย่อยคือ เจตคติด้านอารมณ์ความรู้สึก เจตคติทางปัญหา เจตคติทางการกระทำ เจตคติด้าน ความสมดุล และเจตคติในการป้องกันตัว 3. องค์ประกอบของเจตคติ


40 เจตคติเป็นองค์รวมของความรู้สึกนึกคิดและความพร้อมในการแสดงออกทางการกระทำหรือพฤติกรรม ต่าง ๆ ได้มีนักจิตวิทยาได้เสนอองค์ประกอบของเจตคติไว้ ดังต่อไปนี้ นักจิตวิทยาที่สนับสนุนการแบ่งเจตคติเป็น 2 องค์ประกอบได้แก่ แฮทช์ (Kate) และโรเซนเบิร์ก (Rosenberg) ตามแนวคิดของโรเซนเบิร์ก องค์ประกอบด้าน ปัญญา หมายถึง กลุ่มของความเชื่อที่บุคคลมีต่อที่หมายของเจตคติ จะเป็นตัวส่งเสริม หรือ ขัดขวางการบรรลุถึง ค่านิยมต่าง ๆ ของบุคคล ส่วนองค์ประกอบด้านอารมณ์ความรู้สึก หมายถึงความรู้สึกที่บุคคลมีเมื่อถูกกระตุ้นโดย ที่หมายของเจตคติ โรเซนเบิร์กเห็นว่าอารมณ์ความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อที่หมายของเจตคติจะมีความสัมพันธ์ กับความเชื่อ ที่ว่าหมายของเจตคตินั้นสัมพันธ์กับการบรรลุถึงค่านิยมทางบวก และขัดขวางการบรรลุถึงค่านิยมทาง ลบของบุคคลในทางกลับกันอารมณ์ความรู้สึกทางลบที่บุคคลมีต่อที่หมายของเจตคติจะมีความสัมพันธ์กับความ เชื่อที่ว่าที่หมายของเจตคตินั้นสัมพันธ์กับการบรรลุถึงค่านิยมทางลบและขัดขวางการบรรลุถึงค่านิยมทางบวกของ บุคคล ส่วนเจตคติทางบวกเล็กน้อย หรือทางลบเล็กน้อยที่บุคคลมีต่อที่หมายของเจตคติจะมีความสัมพันธ์กับความ เชื่อที่ว่าขี้หมายของ เจตคตินั้น มีความสัมพันธ์กับค่านิยมที่มีความสัมพันธ์น้อยสำหรับบุคคล หรือหากสัมพันธ์กับ ค่านิยมที่สำคัญ บุคคลจะมีความมั่นใจน้อยถึงความสัมพันธ์ระหว่างที่หมายของเจตคติกับค่านิยมนั้น ๆ ธีรวุฒิ เอกะกุล (2542 8-10) ที่ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของเจตคติไว้ 3 องค์ประกอบ 1. เจตคติมีองค์ประกอบเดียว คือ อารมณ์ ความรู้สึกในทางชอบหรือไม่ชอบที่บุคคลมี ต่อที่หมาย ของเจตคติ ทั้งยังถือเอานิยามองค์ประกอบทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นนิยามเจตคติด้วย 2. เจตคติมีสององค์ประกอบ แนวคิดนี้ระบุว่า เจตคติมี 2 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้าน ปัญญา และองค์ประกอบด้านอารมณ์ความรู้สึก 3.เจตคติมีสามองค์ประกอบ ซึ่ง ธีรวุฒิ เอกะกุล (2542: 11-13) กุญชรี ค้าขาย (2542: 159-160) ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2543 : 52) และสงวน สุทธิเลิศอรุณ (2543: 78-80) เชื่อว่าเจตคติมี 3 องค์ประกอบ คือ 1. องค์ประกอบด้านความรู้ (Cognitive Component) หมายถึง ภาพรวมที่เกิดขึ้นใน ความคิด ของบุคคล เมื่อบุคคลรับรู้สิ่งเร้าความรู้นี้อาจอยู่ในรูปของความเชื่อ ความเห็น หรือความรู้ จักสิ่งเร้านั้น ๆ โดยปกติ องค์ประกอบด้านความรู้จะเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบด้านความรู้สึก และพฤติกรรม เช่น ความรู้สึกชอบเป็นครู หรือไม่ชอบเป็นครู เป็นต้น 2. องค์ประกอบด้านความรู้สึก (Affective Component) เป็นสภาวะความรู้สึกหรือ สภาวะทาง อารมณ์ของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้า ในลักษณะของการประเมินหรือความรู้และประสบการณ์ ว่าเคยรู้จักหรือรับรู้มา


41 ก่อน มิฉะนั้นบุคคลไม่อาจกำหนดความรู้สึก หรือท่าทีว่าชอบหรือไม่ชอบได้ องค์ประกอบด้านนี้เห็นได้ชัดกว่าด้าน ความรู้ เนื่องจากเมื่อเกิดความรู้สึกจะมีผลต่อต้านสรีระด้วย เช่น บุคคลที่บอกว่าชอบหรือไม่ชอบเป็นครูนั้น จะต้อง ทราบเสียก่อนว่าครูมีบทบาทอย่างไร มีรายได้เท่าไร และจะก้าวหน้าเพียงใด มิฉะนั้นจะไม่อาจบอกถึงเจตคติของ ตนเองได้ 3. องค์ประกอบด้านความรู้พฤติกรรม (Behavior Component) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับ ความคิดและกระบวนการทางสรีระ ทำให้พร้อมที่จะแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้า ตามความรู้และความรู้สึก ที่มีอยู่ หรือการที่บุคคลจะมีเจตคติอย่างไร ให้สังเกตจากการกระทำหรือพฤติกรรม ถึงแม้ว่าพฤติกรรมจะเป็น องค์ประกอบสำคัญของเจตคติ แต่ยังมีความสำคัญน้อยกว่าความรู้สึกเพราะบางครั้งบุคคลกระทำไปโดยขัดกับ ความรู้สึก เช่น ยกมือไหว้และกล่าวคำสวัสดี แต่ ในความรู้สึกจริง ๆ นั้น อาจมิได้เลื่อมใสศรัทธาเลยก็ได้ 4. ลักษณะของเจตคติ เจตคติเป็นความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ ความศรัทธาของแต่ละบุคคล ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันออกไป เพื่อที่จะทำให้ มองเห็นเจตคติที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งนักจิตวิทยาได้กล่าวถึงลักษณะทั่วไปไว้ดังต่อไปนี้ ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ (2543 : 57-58) ที่ได้สรุปลักษณะทั่วไปของเจตคติในความคิดเห็นของ นักจิตวิทยาหลายคน ซึ่งประกอบด้วย 6 ลักษณะ ดังนี้ 1. เจตคติขึ้นอยู่กับการประเมินมโนภาพของเจตคติ แล้วเกิดเป็นพฤติกรรมแรงจูงใจ เจตคติเป็น เพียงความรู้สึกโน้มเอียงจากการประเมินยังไม่ใช่พฤติกรรมตัวจะคดีเองไม่ใช่แรงจูงใจ แต่เป็นการทำให้เกิดแรงจูงใจ ในการแสดงพฤติกรรม แต่ถ้าแสดงเป็นพฤติกรรมแล้วจะเป็นลักษณะ 4 กลุ่ม คือ “Positive approach” ตัวอย่าง เช่น ความเป็นเพื่อน ความรัก ฯลฯ “Negative-approach” ตัวอย่าง เช่น ความกลัว ความเกลียด ฯลฯ ประเภท นี้เป็นเจตคติที่ไม่ดีแบบไม่อยากพบเห็นหน้าคือ อยากหลีกไปให้ไกลนั้นเองและอีกกลุ่มหนึ่ง คือ “Negativeapproach” เป็นลักษณะเจตคติทางบวก แต่ก็อยากจะหลบหลีกหรือไม่รบกวน ตัวอย่างเช่น การปล่อยให้เขาอยู่ เงียบ ๆ เมื่อเขามีความทุกข์ เป็นต้น 2. เจตคติเปลี่ยนแปรความเข้มข้นตามแนวของทิศทางตั้งแต่บวกจนถึงอบ คือ เป็นการแสดง ความรู้สึกว่าไปทางบวกมากหรือน้อย ไปทางลบมากหรือน้อย ความเข้มข้นศูนย์คือไม่รู้สึกหรือกลาง ระหว่างบวก หรือลบ แต่จุดที่เป็นกลางนั้นเป็นปัญหาต่อการแปลผล เพราะตามธรรมดาจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการ ตอบ (Central Error) เพราะบางคนไม่คิดอะไรมักจะขีดลงตรงกลางก็มีมาก


42 3. เจตคติเกิดจากการเรียนรู้มากกว่ามีมาเองตามกำเนิด เจตคติเกิดจากการเรียนรู้สิ่งที่ ปฏิสัมพันธ์รอบตัวเรา ซึ่งเป็นเป้าเจตคติทั้งหลาย ถ้าเรียนรู้ว่าสิ่งนั้นมีคุณค่าก็จะเกิดเจตคติทางดี ถ้าเรียนรู้ว่าสิ่งนั้น ไม่มีคุณค่าที่จะเกิดเจตคติไม่ดี สิ่งใดเราไม่เคยรู้จักไม่เคยเรียนรู้เลยจะไม่เกิดเจตคติ เพราะไม่ได้ศึกษารายละเอียด ของสิ่งนั้น การเรียนรู้เป็นเจตคติอาจผ่านตัวจริงหรือผ่านสื่อทั้งหลายที่มีต่อเป้าเจตคติตัวจริงก็ได้ สามารถเกิดเจต คติขึ้นได้ 4. เจตคติขึ้นอยู่กับเป้าเจตคติหรือกลุ่มสิ่งเร้าเฉพาะอย่าง สิ่งเร้าทั้งหลายอาจเป็นคน สัตว์สิ่งของ สถาบัน มโนภาพ อุดมการณ์ อาชีพหรือสิ่งอื่น ๆ ก็ได้ เจตคติจะมีลักษณะอย่างไรจึงขึ้นอยู่ กับเป้าเจตคติที่ได้สัมผัส เรียนรู้มามากน้อยแตกต่างกันเป็นสำคัญ เป้าเจตคติที่มีลักษณะเป็นกลุ่มใกล้เคียงกัน จะมีเจตคติแตกต่างจากเป้า เจตคติที่มีลักษณะของกลุ่มแตกต่างกันมาก 5. เจตคติค่าสหสัมพันธ์ภายในเปลี่ยนแปลงไปตามกลุ่ม นั่นคือกลุ่มที่มีลักษณะเดียวกันเจตคติจะ มีความสัมพันธ์กันสูง กลุ่มที่มีลักษณะต่างกันจะมีความสัมพันธ์กันต่ำ แสดงให้เห็นว่ากลุ่มที่มีเจตคติดีต่อสิ่งเดียวกัน ย่อมมีความสัมพันธ์กันด้วย 6. เจตคติมีลักษณะมั่นคงและทนทานเปลี่ยนแปลงยาก นั่นคือถ้าเป็นเจตคติจริง ๆ แล้ว การ เปลี่ยนแปลงจะช้าและทำได้ยาก เช่น เรารักใครคนหนึ่ง เมื่อรักแล้วก็ยังรักอยู่ไม่ว่าใครจะให้ ข้อมูลอย่างไรหรือ แม้แต่คนที่เรารักผิดพลาดเรื่องใดเราก็ยังรักอยู่ แต่ถ้าพฤติกรรมของคนที่เรารักเบี่ยงเบนไปบ่อย ๆ เข้าเจตคติก็ เปลี่ยนจากรักไปเป็นเกลียดได้ สุรางค์ โค้วตระกูล (2545: 367) ที่ได้สรุปลักษณะของเจตคติไว้ดังต่อไปนี้ 1. เจตคติเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ 2. เจตคติเป็นแรงจูงใจที่ทำให้บุคคลกล้าเผชิญกับสิ่งเร้าหรือหลีกเลี่ยง ดังนั้น เจตคติมีทั้งบวกและ ลบ 3. เจตคติประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ องค์ประกอบทางความรู้สึก อารมณ์ (Affective Component) องค์ประกอบเชิงปัญหาหรือการรู้คิด (Cognitive Component) องค์ประกอบเชิงพฤติกรรม (Behavioral Component)


43 4. เจตคติเปลี่ยนแปลงได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงเจตคติอาจจะเปลี่ยนแปลงจากบวกเป็นลบ หรือ จากลบเป็นบวก ซึ่งบางครั้งเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงทิศทางของเจตคติหรืออาจเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น (Intensity) หรือความมากน้อย เจตคติบางอย่างอาจจะหยุดเลิกไปได้ 5. เจตคติเปลี่ยนแปลงตามชุมชนหรือสังคมที่บุคคลนั้นเป็นสมาชิก เนื่องจากชุมชนหรือ สังคม หนึ่ง ๆ อาจจะมีค่านิยมที่เป็นอุดมการณ์พิเศษเฉพาะ ดังนั้น ค่านิยมเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อเจต คติของบุคคลที่เป็น สมาชิก ในกรณีที่ต้องการเปลี่ยนเจตคติ จะต้องเปลี่ยนค่านิยม 6. สังคมประกิต (Socialization) มีความสำคัญต่อพัฒนาการเจตคติของเด็ก โดยเฉพาะเจตคติ ต่อความคิดและหลักการที่เป็นนามธรรม เช่น อุดมคติ เจตคติต่อเสรีภาพในการพูด การเขียน เด็กที่มาจาก ครอบครัวเศรษฐกิจสังคมจะมีเจตคติสูงสุด กล่าวโดยสรุปได้ว่า ลักษณะของเจตคติ เป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ซึ่งเจตคติมีทั้ง ทางบวกและทางลบ เจตคติสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จากบวกเป็นลบ จากลบเป็นบวก โดยอาศัย องค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ องค์ประกอบทางความรู้สึก องค์ประกอบเชิงปัญหาหรือการรู้คิดและองค์ประกอบเชิงพฤติกรรม 5. ความสำคัญของเจตคติต่อวิชาภาษาอังกฤษ เจตคติต่อการเรียนวิชาภาพอังกฤษนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งมีปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผล ต่อการ เปลี่ยนแปลงนั้น อาจเกิดจากสิ่งต่าง ๆ เช่น บุคคล สภาพแวดล้อม และกิจกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอน คราเชน (Krashen, 1983: 21) ที่ได้กล่าวว่า เจตคติมีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ภาษาที่สอง ดังนี้ 1. ส่งเสริมการเรียนรู้ภาษา กล่าวคือ เป็นองค์ประกอบในการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความ ต้องการที่ จะใช้ภาษาหรือยอมรับในการเรียนรู้ภาษานั้น 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำภาษาไปใช้ประโยชน์ โดยที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเข้าใจภาษาและสามารถใช้ ภาษาได้อย่างถูกต้อง ซาวิยอน (Savignon, 1983: 110) ที่กล่าวถึง ความสำคัญของเจตคติต่อการเรียนรู้ภาษาที่ สองว่า ใน บรรดาตัวแปรมากมายในการเรียนรู้ภาษาที่สองนั้น เจตคติของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่มองเห็นกันมากที่สุด ที่มีผลต่อ การเรียนรู้ภาษาที่สองก็คือเจตคติของผู้เรียนนั่นเอง จากแนวคิดดังกล่าวเกี่ยวกับเจตคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษที่กล่าวมานั้น สรุปได้ว่า ผู้เรียนจะมีความรู้สึก ต่อการเรียนภาษาอังกฤษดีหรือไม่ดีนั้น ขึ้นอยู่กับการเรียนการสอน ความเข้าใจในภาษานั้น ควา มต้องการของ


Click to View FlipBook Version