The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการการพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) เดือนธันวาคม 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sskmnre, 2024-03-11 04:19:47

Final Report ศรีสะเกษ

โครงการการพัฒนาศักยภาพสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อพัฒนาแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัด รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) เดือนธันวาคม 2566

รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 40 ด้านไฟฟ้า (1) กำหนดเป้าหมายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับศักยภาพ ของเชื้อเพลิง (RE Grid Capacity) (2) พัฒนาและส่งเสริมให้นำวัตถุดิบที่ยังไม่มีการใช้ประโยชน์ และจัดหาแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติม เช่น วัสดุ เหลือใช้การเกษตร ของเสียจากภาคอุตสาหกรรม การปลูกไม้โตเร็ว (3) สนับสนุนการซื้อขายไฟฟ้าด้วยวิธีการประมูลแข่งขัน (Competitive Bidding) ความร้อน (1) ส่งเสริมสนับสนุน การจัดการขยะโดยแปรรูปเป็นขยะเชื้อเพลิง (RDF) (2) ส่งเสริมสนับสนุน การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล Wood Chip, Wood Pellet (3) สนับสนุนการนำน้ำเสีย/ของเสีย มาผลิตก๊าซชีวภาพใช้เองหรือจำหน่าย (4) กำหนดมาตรการ Building Code สำหรับอาคารที่จะสร้างใหม่ เชื้อเพลิงชีวภาพ (1) ส่งเสริมการใช้ B10, B20 ทั้งภาคขนส่งและอุตสาหกรรม (2) จูงใจให้มีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (กลไกราคา/เปิดหัวจ่าย/ประชาสัมพันธ์ ) (3) ส่งเสริมการใช้ CBG ในยานพาหนะ หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มี Fleet รถบรรทุก (4) ส่งเสริมการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดต้นทุน แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 -2593 เป็นแนวทางในการแก้ไข ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดก๊าซเรือนกระจก ผลักดันการจัดทำแผนดำเนินงานอย่าง เหมาะสมมีประสิทธิภาพในทุกภาคส่วนและทุกระดับ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทย และส่งเสริม ให้ไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ภายใต้บริบทการพัฒนาประเทศแบบเศรษฐกิจพอเพียงโดย กำหนดเป็น 3 ยุทธศาสตร์ คือ (1) การปรับตัว (Adaptation) เพื่อรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก (3) เสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศเพื่อจัดการความเสี่ยงจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 41 สำหรับด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก สามารถแบ่งเป้าหมายเป็น 3 ระยะ คือเป้าหมายระยะสั้น (พ.ศ. 2559) เป้าหมายระยะกลาง (พ.ศ. 2563) และ เป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดสรุปได้ดังนี้ เป้าหมายระยะสั้น (พ.ศ. 2559) มี 2 เป้าหมายคือ 1) มีการจัดทำเป้าหมายและ Roadmap การลด ก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระยะกลางและระยะยาว และมีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกใน ระยะกลาง และระยะยาวในสาขาอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม และ 2) มีการจัดตั้งกลไกภายในประเทศที่เหมาะสม โดยใช้มาตรการผสมผสานทั้งเชิงเศรษฐศาสตร์และกฎหมายในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาแบบคาร์บอนต่ำ เป้าหมายระยะกลาง (พ.ศ. 2563) มี 3 เป้าหมายคือ 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ลดลงร้อยละ 7-20 ในภาคพลังงานและคมนาคมขนส่งเมื่อเทียบกับกรณี BAU (ปีเป้าหมาย พ.ศ. 2564) 2) มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศอย่างน้อยร้อยละ 25 (ปีเป้าหมาย พ.ศ. 2564) และ 3) สัดส่วนของเทศบาลที่มีพื้นที่สีเขียวของชุมชนเมืองไม่น้อยกว่า 10 ตารางเมตรต่อคนเพิ่มขึ้น เป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายต่อเนื่อง มี 8 เป้าหมายคือ 1) ค่าความเข้มของการใช้พลังงาน (energy intensity) ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับกรณี BAU (ปีเป้าหมาย พ.ศ. 2573) 2) สัดส่วนการ เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น 3) สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการคมนาคมขนส่งทางบก ลดลง 4) สัดส่วนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 5) จำนวน พื้นที่กำจัดมูลฝอยแบบเทกอง (open dumping) ลดลง 6) สัดส่วนพื้นที่เกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตร ดีที่เหมาะสม (GAP) และเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 7) สัดส่วนการเผาในพื้นที่เกษตรลดลง และ 8) สัดส่วนการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมลดลง แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายหลังปี พ.ศ. 2563 เป็นการดำเนินการเพื่อให้ เป็นไปตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2573 มีข้อสรุปว่า สาขาพลังงานและ ขนส่ง สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรม และสาขาการจัดการของเสีย เป็นสาขาที่มีความพร้อม และมีศักยภาพ ในการดำเนินงานที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ คิดเป็นศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2573 ทั้งสิ้น 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการลดที่ 111 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าหรือที่ร้อยละ 20 โดยมาตรการตามแผนงานที่จะส่งผลต่อการลดก๊าซเรือนกระจก ประกอบด้วยมาตรการในสาขาพลังงานและขนส่ง 9 มาตรการจากการผลิตไฟฟ้า การใช้พลังงานในครัวเรือน การ ใช้พลังงานในอาคารเชิงพาณิชย์ (รวมอาคารรัฐ) การใช้พลังงานในอุตสาหกรรมการผลิต และการใช้พลังงานในการ คมนาคมขนส่งมาตรการในสาขาของเสีย 4 มาตรการจากการจัดการขยะและการจัดการน้ำเสีย และมาตรการใน สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 2 มาตรการจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทาง


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 42 อุตสาหกรรม รวมทั้งสิ้น 15 มาตรการโดยศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถสรุปรายละเอียดได้ดัง ตารางที่ 2-8 ตารางที่ 2-8ศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกจากแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ภายหลังปี 2563 สาขา ปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (Mt-CO2eq) พ.ศ. 2573 สาขาพลังงานและขนส่ง 113.00 สาขาการจัดการของเสีย 2.00 ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 0.60 ศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกรวม 115.60 แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565 - 2570) เป็นกรอบและ แนวทางในการขับเคลื่อนการแก้ไขภาวะมลพิษจากขยะที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเดือดร้อนและสุขภาพ อนามัยของประชาชนได้อย่างจริงจัง โดยใช้หลักการจัดการสมัยใหม่ตามหลักสากลที่นานาอารยประเทศใช้บริหาร จัดการขยะให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด เช่น หลักการด้าน 3R (Reduce Reuse Recycle) หลักการใช้ ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Resource Efficiency) หลักการขยายขอบเขตความรับผิดชอบผู้ประกอบการ (Extended Producer Responsibility) เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Instruments) การควบคุม ป้องกันการเกิดของเสียจากต่างประเทศ (Trans-boundary Movement of Wastes and Recyclables) เป็น ต้น โดยแผนฯ ฉบับที่ 2 นี้มีเป้าหมายสำคัญคือ 1. ขยะมูลฝอยชุมชนได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ร้อยละ 80 โดยจะเพิ่มการคัดแยกขยะจาก บ้านเรือนและนำกลับไปรีไซเคิล ร้อยละ 36 2. การกำจัดจะมุ่งเน้นการนำไปเผาผลิตเป็นพลังงาน เพื่อลดการเทกองและการเผาขยะ อย่างไม่ ถูกต้อง และลดการนำขยะไปฝังกลบ 3. เพิ่มปริมาณการนำขยะกลับมาเป็นวัสดุรีไซเคิลในการผลิตให้มากขึ้น ทั้งขยะพลาสติกและขยะ บรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษ แก้ว อะลูมิเนียม ตั้งแต่ร้อยละ 74 - 100 4. ลดปริมาณ ขยะอาหารเหลือร้อยละ 28 เพื่อลดปัญหากลิ่นเหม็นที่กองขยะและลดก๊าซเรือน กระจก 5. ของเสียอันตรายชุมชน ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง อย่างน้อยร้อยละ 50 6. มูลฝอยติดเชื้อและกากอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายต้องจัดการอย่างถูกต้องร้อยละ 100


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 43 ยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษ 20 ปี และแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2566 -2570 เพื่อให้สอดคล้องกับ ระยะที่ 2-3 ช่วงระยะ 10-15 ปี (พ.ศ. 2565 - 2574) ของยุทธศาสตร์การจัดการมลพิษ 20 ปีซึ่งมีวัตถุประสงค์ 1) ป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิผล 2) สร้างระบบและกลไกการบริหารจัดการมลพิษที่มี ประสิทธิภาพ 3) พัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคลากรให้มีศักยภาพในการจัดการมลพิษ 4) สร้างหุ้นส่วนการ มีส่วนร่วมในการจัดการมลพิษ จึงได้มีการจัดทำแผนจัดการมลพิษ พ.ศ. 2566-2570 โดยประกอบด้วยยุทธศาสตร์ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทางเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคบริการ ภาคการท่องเที่ยว ภาคพลังงาน และภาคการขนส่ง ให้ใช้ ทรัพยากรในการผลิตอย่างคุ้มค่า ใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปรับเปลี่ยน พฤติกรรมของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในทุกระดับให้มีส่วนร่วม รับผิดชอบในการรักษา สิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบริโภคและการใช้ทรัพยากรที่พอดี ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด กำจัดของเสีย และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด เป็นการให้ความสำคัญกับการจัดการมลพิษที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิด การจัดให้มีระบบจัดการของเสีย ทั้งจาก ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชุมชน ภาคการบริการ ภาคการท่องเที่ยว ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง โดยครอบคลุมการจัดการทั้งขยะมูลฝอย ของเสียอันตราย มูลฝอยติดเชื้อกากอุตสาหกรรม สารอันตราย น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาระบบการบริหารจัดการมลพิษ เป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพการ บริหารจัดการมลพิษผ่านทรัพยากรมนุษย์ องค์ความรู้ กลไก กฎหมาย ฐานข้อมูล การกำหนดนโยบาย การใช้ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาตรการทางสังคม งานวิจัยและนวัตกรรม การให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม การสื่อสาร และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ การดำเนินการตามกฎ ระเบียบ ข้อผูกพัน และข้อตกลงพันธกรณีระหว่าง ประเทศ ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี ( พ.ศ. 2560-2579) ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 การบูรณาการระบบคมนาคมขนส่ง (Integrated Transport Systems) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การ บริการของภาคคมนาคมขนส่ง (Transport Services) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนา ปรับปรุงกฎหมาย กำกับดูแล และปฏิรูปองค์กร (Regulations and Institution) ยุทธศาสตร์ที่ 4 การผลิตและพัฒนาบุคลากร (Human Resource Development) ยุทธศาสตร์ที่ 5 การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาระบบคมนาคม (Technology and Innovation) โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือระยะที่ 1 (พ.ศ. 2560 - 2564) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา พื้นฐานเร่งด่วนด้านคมนาคมขนส่ง (Critical Transport Issues) และเร่งผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 44 คมนาคมขนส่งในส่วนที่ไม่สมบูรณ์ หรือเป็นคอขวด (Missing Link/ Bottleneck) ตามแนวเส้นทางหลัก (Main Transport Corridor) และดำเนินการตามด้วยระยะที่ 2 (พ.ศ. 2565 - 2569) ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2570 - 2574) และระยะที่ 4 (พ.ศ. 2575 - 2579) ตามลำดับ แผนยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคมเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (พ.ศ. 2566 - 2570) มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและอำนวยความสะดวกระบบ โลจิสติกส์ให้มีความสมบูรณ์ ต่อเนื่องและครอบคลุมทั้งประเทศ รวมทั้งเสริมสร้างประสิทธิภาพการเชื่อมโยงสู่ ประตูการค้า เพื่อเพิ่มความสะดวกในด้านการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ 2) เพื่อพัฒนาปัจจัยสนับสนุน ทางด้านโลจิสติกส์ รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ การพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม และการพัฒนาเชิงพื้นที่ใน ฐานะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 3) เพื่อพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการและบุคลากรด้าน โลจิสติกส์ให้มีคุณภาพและมาตรฐานสามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ โดยแผนได้ถูก ออกแบบภายใต้ยุทธศาสตร์ ดังนี้ - ยุทธศาสตร์ที่ 1 : Domestic Infrastructure สร้างความต่อเนื่องภายในประเทศ โดยมีการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางถนน ทางราง ทางน้ำและทางอากาศให้มีความเชื่อมโยงกัน ลด Missing link เพื่อ สนับสนุนให้เกิดจุดเชื่อมต่อการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและการเชื่อมโยงหลายรูปแบบจากแหล่งผลิตไปยังจุดหมาย ปลายทาง ซึ่งช่วยให้สามารถลดต้นทุนด้านการขนส่งได้ รวมทั้งพัฒนาระบบการจัดการโลจิสติกส์ และส่งเสริมการ ใช้เทคโนโลยีในระบบการจัดการโลจิสติกส์ เช่น ระบบการติดตาม (Tracking and Tracing) เช่น GPS, RFID เป็น ต้น เพื่อให้เกิดระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ - ยุทธศาสตร์ที่ 2 : Gateway สร้างความเชื่อมโยง โดยมีการปรับปรุงโครงข่าย (Hard Side) เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถโครงข่ายโดยรอบและบริเวณใกล้เคียงประตูการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน (ระบบถนน ราง และน้ำ) ให้สามารถเชื่อมโยงกับประตูการค้าด่านชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาการจัดการ ฐานข้อมูลสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกการค้าผ่านแดนได้อย่างบูรณาการและการ ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรการสำหรับการผ่านแดนบูรณาการฐานข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความ สะดวกการค้าระหว่างประเทศ - ยุทธศาสตร์ที่ 3 : Area ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ รองรับอุตสาหกรรมภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกลุ่ม Super Cluster ที่เป็นกลไกใหม่ในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจภายในพื้นที่ และ SEZ หรือการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการ ขนส่งและระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของ เศรษฐกิจภายในพื้นที่และการพัฒนาและส่งเสริมการจัดการระบบโลจิสติกส์สำหรับภาคการผลิต (ภาคการเกษตร


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 45 ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ) เพื่อให้เกิดการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ เพิ่ม ศักยภาพในการแข่งขัน - ยุทธศาสตร์ที่ 4 : Sustainable มีความยั่งยืน โดยการสนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการขนส่ง รายย่อยภายในประเทศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรด้านโลจิสติกส์ในระดับต่าง ๆ การสนับสนุนการ วิจัยและการพัฒนา (Research and Development) การสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ ภายในประเทศ การส่งเสริมให้เกิดระบบโลจิสติกส์ที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ การนำส่งสินค้าจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค และช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม การลด ปัญหาอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับการขนส่งสินค้า ส่งเสริมสวัสดิการของผู้ขับขี่รถบรรทุก และการวัดผลการดำเนินงาน หรือประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน ยุทธศาสตร์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2560-2569 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างการปกครองท้องถิ่นให้เข้มแข็งด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนา ท้องถิ่นร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย 4.0 สู่ประเทศที่พัฒนาแล้วจากฐานของท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่ 3 การ พัฒนาการบริหารจัดการภาครัฐ และธรรมาภิบาลในการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมและพัฒนาบริการสาธารณะของท้องถิ่นที่มีคุณภาพเพื่อคุณภาพชีวิตของ ประชาชน ยุทธศาสตร์ที่ 5 การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อรองรับภารกิจและทิศทางการพัฒนาของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 6 การพัฒนาองค์กรด้วย ฐานคุณธรรม ความรู้ และสมรรถนะสูงเป็นองค์กรระดับสากลที่สังคมยอมรับ สำหรับการดำเนินโครงการการ พัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดจะเกี่ยวข้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ 2 และยุทธศาสตร์ที่ 4 ยุทธศาสตร์กรมป่าไม้พ.ศ. 2560-2579 ประกอบด้วย 7 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ป้องกัน รักษาพื้นที่ป่าที่เหลือให้คงอยู่และยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 2 ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมอย่างมีประสิทธิภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมธุรกิจป่าไม้และป่าเศรษฐกิจจากป่าปลูก และการส่งเสริมชุมชนในเมือง/ชุมชนชนบทเป็นพื้นที่สีเขียว ยุทธศาสตร์ที่ 4 แก้ไขปัญหาราษฎรในพื้นที่ป่าไม้อย่างเป็นระบบและเป็นธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 5 สนับสนุนและ ส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ ยุทธศาสตร์ที่ 6 บูรณาการและส่งเสริมการมีส่วนร่วม ทุกภาคส่วน และยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาระบบบริหารและจัดการองค์กร แผนพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐกิจในทวีปเอเชียจากเหนือสู่ใต้ ตั้งแต่จีนลงสู่ อินโดนีเซีย จากตะวันออกมายังตะวันตก ตั้งแต่เวียดนามข้ามไปจนถึงเมียนมา และเป็นจุดยุทธศาสตร์ของกลุ่ม ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในด้านการผลิตการค้า การส่งออกและการขนส่ง ทั้งยังอยู่กึ่งกลางระหว่าง


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 46 ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของ การลงทุนในอาเซียน เพื่อเชื่อมเอเชียและเชื่อมโลก สำหรับแผนพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มภาพรวมในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของ ประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยในระยะแรก จะ เป็นการยกระดับพื้นที่ในเขต 3 จังหวัดคือ จังหวัดชลบุรีจังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เป็นพื้นที่เขต เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ในเบื้องต้น ได้มีการจัดทำแผนพัฒนาแล้ว 8 แผน ประกอบด้วย 1) แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) แผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3) แผนปฏิบัติ การการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 4) แผนปฏิบัติการการพัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย และเทคโนโลยีรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 5) แผนปฏิบัติการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 6) แผนการให้บริการภาครัฐแบบ เบ็ดเสร็จครบวงจร ในพื้นที่ EEC 7) แผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินในภาพรวม และ 8) แผนการดำเนินงานเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนของประเทศไทย คือบริเวณพื้นที่ที่ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) กำหนดให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งรัฐจะสนับสนุน โครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์การลงทุน การบริหารแรงงานต่างด้าวแบบไป-กลับ การให้บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ และการบริการอื่นที่จำเป็น โดยนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กนพ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่าง ๆในพื้นที่ เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะแรก 5 จังหวัด (จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตราด จังหวัดสงขลา) และระยะที่สอง 5 จังหวัด (จังหวัดเชียงราย จังหวัดหนองคาย จังหวัด นครพนม จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดนราธิวาส) ช่วงแรกของการพัฒนาซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในพื้นที่และ กำหนดรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม ภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้เป็นไปตามเป้าหมายและ อำนวยความสะดวกการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 10 แห่ง โดยให้การสนับสนุนในเรื่องสำคัญ ได้แก่ การให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุนและการจัดตั้งศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service : OSS) ด้านการ ลงทุน การบริหารจัดการแรงงานและการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุขและความมั่นคงการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร การจัดหาพื้นที่พัฒนาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และการบริหาร จัดการผลิตผลทางการเกษตร สำหรับแผนและนโยบายในระดับจังหวัด ที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณามาตรการลดปริมาณการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกในโครงการ ยกตัวอย่าง เช่น • แผนพัฒนาจังหวัด 4 ปี • แผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยจังหวัด


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 47 • แผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด • แผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศจังหวัด โดยแผนและนโยบายในระดับจังหวัดที่สำคัญ คือแผนพัฒนาจังหวัด 4 ปี ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนา จังหวัดแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติในด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความ มั่นคง และถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำนโยบายของรัฐบาล และทิศทาง การพัฒนาประเทศไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงเป็นแผนชี้นำการพัฒนาจังหวัดในภาพรวมระยะยาว (4 ปี) ซึ่งเป็นไปตาม พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 กำหนดให้จังหวัด จัดทำแผนพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชาติ/ความต้องการของประชาชน ในท้องถิ่น นอกจากแผนพัฒนาจังหวัด 4 ปีแล้ว ยังได้พิจารณาแผนและนโยบายในระดับจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะ ช่วยให้การคัดเลือกมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่จังหวัดมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การจัดทำแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างมีส่วนร่วมในการลด ก๊าซเรือนกระจกและเกิดประโยชน์สูงสุด การประเมินความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจกจะดำเนินการ ประเมินตามระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของ ประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) หรือโครงการสนับสนุนกิจกรรม ลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) เพื่อให้จังหวัดสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดใน การเข้าร่วมโครงการ T-VER หรือ LESS ได้ในอนาคตทั้งนี้ที่ปรึกษาเสนอให้เลือกใช้ระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือน กระจกของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) เนื่องจากเป็นระเบียบ วิธีที่มีความเข้มข้นและสามารถต่อยอดในการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตได้ ระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกของ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) มีหลักการพื้นฐานสำคัญ 6 ประการ (ภาพที่ 2-10) ประกอบด้วย


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 48 ภาพที่ 2-10 หลักการพื้นฐานของระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) 1. ความตรงประเด็น (Relevance) หมายถึง มีการเลือกแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก แหล่งดูดซับ ก๊าซเรือนกระจก แหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ข้อมูล รวมถึงวิธีการวัดและคำนวณที่เหมาะสมกับความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมาย ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่รวบรวมหรือประเมินได้นั้น ควรที่จะสะท้อนถึงปริมาณการปล่อย และ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดขึ้นภายในโครงการหรือที่เกี่ยวข้องกับโครงการ 2. ความสมบูรณ์ (Completeness) หมายถึง ปริมาณการปล่อยและ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ที่ทำการเก็บรวบรวมหรือประเมินข้อมูลได้ เป็นปริมาณการปล่อยและ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก จากทุก กิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในโครงการหรือเกี่ยวข้องกับโครงการมีการรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการปล่อย และ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องที่จะนำมาสนับสนุนหลักเกณฑ์ และ กระบวนการอย่างครบถ้วน 3. ความสอดคล้อง (Consistency) หมายถึง ข้อมูลที่เก็บรวบรวมหรือคำนวณปริมาณการปล่อย และ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก จะต้องมาจากการดำเนินการตามหลักการเดียวกัน 4. ความถูกต้อง (Accuracy) หมายถึง การใช้วิธีการรวบรวมหรือคำนวณปริมาณการปล่อยและ/ หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และเป็นที่ยอมรับ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 49 5. ความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง มีการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมหรือ คำนวณปริมาณการปล่อยและ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่เพียงพอและเหมาะสม สามารถตรวจสอบได้ 6. ความอนุรักษ์ (Conservativeness) หมายถึง มีการใช้สมมติฐาน ตัวเลข และกระบวนการที่ทำ ให้การประเมินปริมาณการปล่อยและ/หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากโครงการไม่มากเกินไปกว่าความ เป็นจริง สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) สามารถสรุป ได้ดังตารางที่ 2-9 ตารางที่ 2-9โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐาน ของประเทศไทย (T-VER) ลำดับ รหัส ชื่อระเบียบวิธีการ EE การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 1 T-VER-METH-EE-01 การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 2 T-VER-METH-EE-02 การติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างที่มีประสิทธิภาพสูงภายในอาคาร 3 T-VER-METH-EE-03 การติดตั้งระบบผลิตพลังงานร่วมเพื่อทดแทนระบบผลิตพลังงานแบบแยกส่วน 4 T-VER-METH-EE-04 การสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลประสิทธิภาพสูงใหม่ 5 T-VER-METH-EE-05 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานความร้อน 6 T-VER-METH-EE-06 การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของโรงไฟฟ้า 7 T-VER-METH-EE-07 การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าของ โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ 8 T-VER-METH-EE-08 การปรับเปลี่ยนหรือการติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูง 9 T-VER-METH-EE-09 การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานของโรงไฟฟ้าโดยการปรับปรุงกังหัน 10 T-VER-METH-EE-10 การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานของมอเตอร์ 11 T-VER-METH-EE-11 การผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็นจากระบบผลิตพลังงานร่วม 12 T-VER-METH-EE-12 การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ 13 T-VER-METH-EE-13 การติดตั้งระบบทำน้ำเย็นแบบใช้ความร้อนเพื่อทดแทนระบบทำน้ำเย็นแบบเชิงกล 14 T-VER-METH-EE-14 การติดตั้งเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง 15 T-VER-METH-EE-15 การปรับเปลี่ยนเครื่องสำรองไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน 16 T-VER-METH-EE-16 การนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของแอลเอ็นจี (LNG) จากของเหลวไปเป็นก๊าซเพื่อทดแทนเครื่องทำน้ำเย็น 17 T-VER-METH-EE-17 การใช้ปั๊มความร้อนเพื่อการผลิตความร้อน 18 T-VER-METH-EE-18 การนำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะของแอลเอ็นจี (LNG) จากของเหลวไปเป็นก๊าซกลับมาใช้ใหม่สำหรับกระบวนการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 50 ลำดับ รหัส ชื่อระเบียบวิธีการ 19 T-VER-METH-EE-19 การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร AE การพัฒนาพลังงานทางเลือก 20 T-VER-METH-AE-01 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 21 T-VER-METH-AE-02 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองหรือใช้ในชุมชนและไม่ เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง 22 T-VER-METH-AE-03 การปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงาน หมุนเวียนสำหรับการผลิตพลังงานความร้อน 23 T-VER-METH-AE-04 การติดตั้งระบบผลิตพลังงานความร้อนใหม่ทั้งระบบโดยใช้พลังงานหมุนเวียน 24 T-VER-METH-AE-05 การผลิตไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะหรือเครื่องจักรกล 25 T-VER-METH-AE-06 การปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงฟอสซิลของระบบผลิตพลังงานร่วม 26 T-VER-METH-AE-07 การผลิตก๊าซไบโอมีเทนอัดเพื่อนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล 27 T-VER-METH-AE-08 การติดตั้งระบบพลังงานร่วมใหม่โดยใช้เชื้อเพลิงชีวมวล WM การจัดการขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูล และวัสดุเหลือใช้ 28 T-VER-METH-WM-01 การกักเก็บก๊าซมีเทนจากการบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ หรือเผาทำลาย 29 T-VER-METH-WM-02 การเผาขยะมูลฝอยชุมชนด้วยเตาเผา 30 T-VER-METH-WM-03 การผลิตปุ๋ย หรือสารปรับปรุงดินจากขยะอินทรีย์ 31 T-VER-METH-WM-04 การผลิตเชื้อเพลิงขยะจากขยะมูลฝอยชุมชน 32 T-VER-METH-WM-05 การกักเก็บก๊าซมีเทนจากการหมักของเสียแบบไร้อากาศเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ 33 T-VER-METH-WM-06 การกักเก็บก๊าซมีเทนจากการหมักขยะอินทรีย์แบบไร้อากาศขนาดเล็กเพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ 34 T-VER-METH-WM-07 การรวบรวมก๊าซมีเทนจากการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ หรือเผาทำลาย 35 T-VER-METH-WM-09 การคัดแยกและนำกลับคืนพลาสติกจากขยะ 36 T-VER-METH-WM-10 การจัดการเศษอาหารและนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ TM การจัดการในภาคขนส่ง 37 T-VER-METH-TM-01 การเปลี่ยนยานพาหนะเครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นยานพาหนะไฮบริด/ ยานพาหนะไฟฟ้า 38 T-VER-METH-TM-02 การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนน้ำมันดีเซล/เบนซินชนิดพื้นฐาน ในการคมนาคมขนส่ง ทางบก 39 T-VER-METH-TM-03 การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางโดยใช้รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแบบราง 40 T-VER-METH-TM-04 การใช้ยานพาหนะไฮบริด/ยานพาหนะไฟฟ้าใหม่ 41 T-VER-METH-TM-05 การใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 51 ลำดับ รหัส ชื่อระเบียบวิธีการ 42 T-VER-METH-TM-06 การเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากยานพาหนะส่วนตัว มาใช้ระบบขนส่งผู้โดยสาร สาธารณะที่ใช้ยานพาหนะไฟฟ้า FOR ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว 43 T-VER-METH-FOR-01 การปลูกป่าอย่างยั่งยืน 44 T-VER-METH-FOR-02 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า และการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าในระดับโครงการ 45 T-VER-METH-FOR-03 การปลูกป่าอย่างยั่งยืน โครงการขนาดใหญ่ 46 T-VER-METH-FOR-04 สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว AGR การเกษตร 47 T-VER-METH-AGR-01 การใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธีในพื้นที่การเกษตร 48 T-VER-METH-AGR-02 การกักเก็บคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับการปลูกพืชเกษตรยืนต้น OTH อื่นๆ 49 T-VER-METH-OTH-01 การนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยทิ้งมาใช้ประโยชน์ 50 T-VER-METH-OTH-02 การตรวจจับการรั่วไหลของก๊าซมีเทนและการซ่อมแซมอุปกรณ์ ในการผลิตและ ขนส่งปิโตรเลียม 51 T-VER-METH-OTH-03 การใช้วัสดุทดแทน หรือลดสัดส่วนปูนเม็ดในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ 52 T-VER-METH-OTH-04 การลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการผลิตกรดไนตริก หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 1 มีนาคม 2566 กรณีที่มีข้อมูลไม่เพียงพอต่อการประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกตามระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก ของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) หรือไม่มีระเบียบวิธีการ ลดก๊าซเรือนกระจกรองรับ สามารถเลือกระเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจกโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซ เรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) โดยสามารถสรุประเบียบวิธีการลดก๊าซเรือนกระจก โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ได้ดัง ตารางที่ 2-10 ตารางที่ 2-10โครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถเข้าร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ลำดับ รหัส ชื่อระเบียบวิธีการ EE/AE ด้านพลังงาน (ENERGY) 1 LESS-EE-01 การลดการใช้พลังงานไฟฟ้า 2 LESS-EE-02 การลดการใช้เชื้อเพลิง 3 LESS-EE-03 การเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 4 LESS-EE-04 ติดตั้งปล่องสำหรับระบายความร้อนทิ้งจากเครื่องอัดอากาศออกสู่ภายนอกบริเวณติดตั้ง เพื่อลดอุณหภูมิอากาศขาเข้าเครื่องอัดอากาศ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 52 ลำดับ รหัส ชื่อระเบียบวิธีการ 5 LESS-EE-05 ปรับลดแรงดันลมอัดขาออกจากเครื่องอัดอากาศ 6 LESS-EE-06 บำรุงรักษาชิ้นส่วนต่าง ๆ ในระบบอัดอากาศ เช่น ชุดกรองอากาศ ตัวแยกน้ำมัน อุปกรณ์ระบายความร้อนหลังการอัด ฯลฯ 7 LESS-EE-07 ซ่อมแซมจุดรั่วไหลของลมอัดในระบบท่อส่งและจุดเชื่อมต่อ 8 LESS-EE-08 หุ้มฉนวนกันความร้อนที่ผนังตู้อบที่มีฮีตเตอร์เป็นแหล่งกำเนิดความร้อน 9 LESS-EE-09 หุ้มฉนวนกันความร้อนที่ฮีตเตอร์แบบรัดท่อในเครื่องฉีดพลาสติก 10 LESS-EE-10 หุ้มฉนวนกันความร้อนที่ผนังอุปกรณ์ที่ใช้ไอน้ำ 11 LESS-EE-11 หุ้มฉนวนกันความร้อนที่ท่อส่งไอน้ำ 12 LESS-EE-12 นำความร้อนจากคอนเดนเสทกลับมาใช้ประโยชน์โดยเติมลงในถังน้ำป้อน 13 LESS-EE-13 นำความร้อนทิ้งจากไอเสียกลับมาใช้ประโยชน์โดยนำไปถ่ายเทความร้อนให้แก่น้ำ 14 LESS-EE-14 นำความร้อนทิ้งจากไอเสียกลับมาใช้ประโยชน์โดยนำไปถ่ายเทความร้อนให้แก่อากาศ 15 LESS-EE-16 ติดตั้งอินเวอร์เตอร์เพื่อควบคุมความเร็วรอบของปั๊มน้ำ 16 LESS-EE-17 ซ่อมแซมจุดรั่วไหลของไอน้ำในระบบท่อส่ง 17 LESS-EE-18 นำความร้อนทิ้งในไอเสียกลับมาใช้ประโยชน์โดยนำไปถ่ายเทความร้อนให้แก่น้ำมันเตา ให้ร้อนก่อนป้อนเข้าหัวฉีดโดยใช้เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนร่วมกับการใช้ฮีตเตอร์ 18 LESS-EE-19 บริหารจัดการทำงานของเครื่องอัดอากาศ 19 LESS-EE-20 ปรับปรุงระบบแสงสว่างในห้องปรับอากาศจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอด LED 20 LESS-EE-21 ปรับค่าอุณหภูมิหรือความชื้นภายในห้องปรับอากาศให้สูงขึ้น 21 LESS-EE-22 หุ้ม/ปรับปรุงฉนวนที่ท่อส่งน้ำเย็น 22 LESS-EE-23 ลดอุณหภูมิน้ำขาออกจากระบบผลิตน้ำเย็น 23 LESS-EE-24 ติดตั้งโคมไฟสะท้อนแสงเพื่อลดจำนวนหลอดไฟที่ใช้งาน 24 LESS-EE-25 การติดตั้งเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูงเพื่อแทนที่เครื่องปรับอากาศเดิม 25 LESS-EE-26 ปรับอุณหภูมิในห้องปรับอากาศให้สูงขึ้น 26 LESS-EE-27 ควบคุมการระบายน้ำออกจากหม้อไอน้ำ (Blow down) ที่เกินความจำเป็น 27 LESS-EE-28 เปลี่ยนกับดักไอน้ำ (Steam trap) ใหม่แทนที่กับดักไอน้ำเดิมที่รั่วไหล 28 LESS-EE-29 ติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูง 29 LESS-EE-30 ติดตั้งปั๊มความร้อน (Heat pump) เพื่อผลิตน้ำร้อน 30 LESS-AE-01 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อจำหน่ายเข้าสู่ระบบสายส่ง 31 LESS-AE-02 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เอง 32 LESS-AE-03 การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและเชื่อมต่อกับสายส่ง (On-grid) WM ด้านการจัดการของเสีย (WASTE) 33 LESS-WM-01 การคัดแยกขยะเพื่อการรีไซเคิล 34 LESS-WM-02 การกักเก็บก๊าซมีเทนจากการหมักเศษอาหารแบบไร้อากาศเพื่อนำไปใช้ประโยชน์


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 53 ลำดับ รหัส ชื่อระเบียบวิธีการ 35 LESS-WM-03 การผลิตปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ 36 LESS-WM-05 การคัดแยกกล่องกระดาษบรรจุนมหรือกล่องยูเอชทีไปรีไซเคิล 37 LESS-WM-06 การผลิตก๊าซชีวภาพและนำไปใช้ประโยชน์ 38 LESS-WM-07 การนำขยะอินทรีย์ประเภทเศษอาหารไปใช้เป็นอาหารสัตว์ FOR/AGR ด้านป่าไม้และการเกษตร (FOREST/AGRICULTURE) 39 LESS-FOR-01 การกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ 40 LESS-AGR-01 การลดการใช้ปุ๋ยเคมีในพื้นที่เกษตร 41 LESS-AGR-02 การลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรโดยนำมาใช้ประโยชน์เป็นวัสดุคลุมดิน TM อื่นๆ 42 LESS-TM-01 การใช้หรือเปลี่ยนยานพาหนะเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นยานพาหนะไฟฟ้า หมายเหตุ : ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2564


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 54 บทที่ 3 การรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจก 3.1 ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ทางตอนล่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยตั้งอยู่ระหว่างเส้นรุ้ง ที่ 14-15 องศาเหนือและเส้นแวงที่ 104-105 องศาตะวันออก อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 662.6 ฟุต ห่าง จากกรุงเทพมหานคร 571 กิโลเมตร โดยทางรถยนต์ และ 515 กิโลเมตรโดยทางรถไฟ มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 8,839.976 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,524,985 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้ - ทิศเหนือเขตอำเภอราษีไศล อำเภอศิลาลาด และอำเภอยางชุมน้อย ติดจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัด ยโสธร - ทิศใต้เขตอำเภอขุขันธ์อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ และอำเภอกันทรลักษ์ ติดราชอาณาจักร กัมพูชาโดยมีเทือกเขาพนมดงรัก เป็นแนวกั้นเขตแดน - ทิศตะวันออก เขตอำเภอกันทรลักษ์ อำเภอกันทรารมย์ และอำเภอโนนคูณ ติดจังหวัดอุบลราชธานี - ทิศตะวันตก เขตอำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอปรางค์กู่ อำเภอห้วยทับทัน และอำเภอบึงบูรพ์ติด จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับทุ่งนา มีภูเขาและป่าไม้อยู่ทางตอนใต้และพื้นที่จะ ค่อย ๆ ลาดลงสู่ทิศเหนือและทิศตะวันตก ซึ่งเต็มไปด้วย ห้วย หนอง คลอง บึง ต่างๆ ตลอดระยะทางที่ลำน้ำมูล และลำน้ำชีไหลผ่าน สภาพดินร้อยละ 60 เป็นลักษณะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดีแต่มีความอุดมสมบูรณ์ ต่ำ และมีแนวชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาประมาณ 127 กิโลเมตร (อำเภอกันทรลักษ์ 76 กิโลเมตร อำเภอ ขุนหาญ 18 กิโลเมตร และอำเภอภูสิงห์ 33 กิโลเมตร) ลักษณะภูมิอากาศโดยทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ มีอากาศร้อนจัดในฤดูร้อน และค่อนข้างหนาวจัดใน ฤดูหนาว ส่วนฤดูฝนจะมีฝนตกหนักในเดือนกันยายน โดยเฉลี่ยแล้วในปีหนึ่ง ๆ จะมีฝนตก 100 วัน ปริมาณ ฝนเฉลี่ย 1,200-1,400 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 10 องศาเซลเซียส สูงสุดประมาณ 40 องศา เซลเซียส เฉลี่ยประมาณ 26-28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยร้อยละ 66-73 จังหวัดศรีสะเกษ แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 22 อำเภอ 206 ตำบล 2,633 หมู่บ้าน จำนวนประชากร ของจังหวัดศรีสะเกษ ในปี 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,481,192 คน รายละเอียดแสดงดังตารางที่ 3-1


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 55 ตารางที่ 3-1จำนวนประชากรของจังหวัดศรีสะเกษ ในปี 2562 ประชากรจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ.2562 (คน) ประชากรที่มีชื่อตามทะเบียนราษฎร์ 1,472,859 ประชากรแฝง 6,198 นักท่องเที่ยวและนักทัศนาจร 6,750 ประชากรทั้งหมด 1,481,192 คน 3.2 การสำรวจและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเก็บรวบรวมข้อมูลกิจกรรมเพื่อประกอบการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ปรึกษา โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดศรีสะเกษ ได้ทำการ วางแผนในการดำเนินการรวบรวมข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็น 2 ส่วน คือ 1) จาก การสืบค้นจากเอกสาร รายงาน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแหล่งข้อมูลอาจจะมาจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นต้น และ 2) จากการประสานงานเข้าพบหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานพลังงานจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานขนส่งจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศรีสะเกษ สำนักงานสถิติจังหวัดศรีสะเกษ ฯลฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลกิจกรรมและขอคำปรึกษาเชิงลึก และตรวจสอบ ข้อมูลร่วมกัน แสดงดังภาพที่ 3-1 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานขนส่งจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานพลังงานจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 56 การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีสะเกษ ศูนย์ป่าไม้ศรีสะเกษ สำนักงานสถิติจังหวัดศรีสะเกษ ภาพที่ 3-1 การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลกิจกรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.3 รายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด 3.3.1 ภาพรวมผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจังหวัดศรีสะเกษ การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษได้กำหนดขอบเขตการประเมินการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขอบเขตทางภูมิศาสตร์โดยเลือกใช้ปีพ.ศ. 2562 เป็นปีฐานในการจัดทำรายงานข้อมูล ก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากเป็นปีล่าสุดที่มีข้อมูลครบถ้วน และเป็นปีที่มีกิจกรรมอย่างปกติของจังหวัดรายละเอียด ขอบเขตการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แสดงดังภาพที่ 3-2


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 57 ภาพที่ 3-2 ขอบเขตการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ การรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือการรายงานการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกระดับ Basic และการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับ Basic+ โดยผลการศึกษาปริมาณก๊าซ เรือนกระจกปีฐาน (พ.ศ. 2562) ของจังหวัดศรีสะเกษ แสดงดังภาพที่ 3-3 ภาพที่ 3-3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2562


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 58 การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับ Basic • จังหวัดศรีสะเกษปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 1,770,045 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า • คิดเป็น 1.20 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหัวประชากร (จำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์) • คิดเป็น 1.20 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหัวประชากร (จำนวนประชากรทั้งหมด) การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับ Basic+ • จังหวัดศรีสะเกษปล่อยก๊าซเรือนกระจก เท่ากับ 3,166,597 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า • คิดเป็น 2.15 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหัวประชากร (จำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์) • คิดเป็น 2.14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหัวประชากร (จำนวนประชากรทั้งหมด) จากการพิจารณากิจกรรมการประเมินก๊าซเรือนกระจก พบว่า จังหวัดศรีสะเกษมีข้อมูลปริมาณก๊าซเรือน กระจกเพียงพอต่อการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบ Basic+ เพื่อให้การรายงานการปล่อยก๊าซเรือน กระจกมีความใกล้เคียงความเป็นจริง จึงเสนอให้จังหวัดศรีสะเกษรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบ Basic+ ดังนั้น การรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษจะพิจารณาเพียงแหล่งการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ในระดับ Basic และระดับ Basic+ เท่านั้น โดยจากการวิเคราะห์ผลการรายงานการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับ Basic+ จะพบว่า • ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) เป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับที่ 1 เท่ากับ 1,389,430 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 43.88 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน กระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ • ภาคการจัดการของเสีย (Waste) มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับที่ 2 เท่ากับ 700,126 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 22.11 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัด ศรีสะเกษ • ภาคพลังงาน (Stationary Energy) มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับที่ 3 เท่ากับ 626,261 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 19.78 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของ จังหวัดศรีสะเกษ • ภาคขนส่ง (Transportation) เป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับที่ 4 ซึ่งมีการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเท่ากับ 450,780 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 14.24 ของปริมาณการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ • ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากภาคอุตสาหกรรมการผลิต เนื่องจากไม่มีกิจกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้อง (Not Occurring : NO) และไม่สามารถ ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ (Not Estimated : NE) เนื่องจากไม่สามารถรวบรวม


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 59 ข้อมูลของกิจกรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ในเขตจังหวัดศรีสะเกษได้โดยรายละเอียดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกของจังหวัดศรีสะเกษ ใน พ.ศ. 2562 (ปีฐาน) แสดงดังตารางที่ 3-2 และภาพที่ 3-4 ตารางที่ 3-2 ผลรวมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ.2562 กลุ่มของกิจกรรม ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (t CO2e) ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่2 ขอบเขตที่3 BASIC BASIC+ I ภาคพลังงาน (Stationary Energy) การเผาไหม้เชื้อเพลิงทั้งหมด 185,490 440,771 IE 626,261 626,261 การผลิตไฟฟ้าเข้าสายส่ง (Fossil fuel) NO II ภาคการขนส่ง (Transportation) ทั้งหมดของกลุ่ม 443,658 NO 7,122 443,658 450,780 III ภาคการจัดการของเสีย (Waste) ของเสียที่เกิดขึ้นในเมือง 700,126 NO 700,126 700,126 ของเสียที่ขึ้นในเมืองอื่นๆ NO IV ภาคกระบวนการ อุตสาหกรรมและการใช้ ผลิตภัณฑ์(IPPU) ทั้งหมดของกลุ่ม NO 0 V ภาคเกษตร ป่าไม้ และการ ใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) ทั้งหมดของกลุ่ม 1,389,430 1,389,430 รวม 2,718,704 440,771 7,122 1,770,045 3,166,597 = แหล่งการปล่อยสำหรับการรายงานแบบ BASIC = แหล่งการปล่อยที่เพิ่มเติมจากขอบเขตที่ 1 (เฉพาะเมือง) + = แหล่งการปล่อยสำหรับการรายงานแบบ BASIC+ = non-applicable emission sources NO = ไม่ปรากฏกิจกรรมของเมือง (Not Occurring) NE = ไม่สามารถประเมินได้ (Not Estimated) IE = กิจกรรมนี้ถูกประเมินและรายงานปริมาณก๊าซเรือนกระจกรวมกับกลุ่มกิจกรรมอื่น (Included Elsewhere)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 60 ภาพที่ 3-4 สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2562 3.2.2 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงาน (Stationary Energy) ภาคพลังงานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (ขอบเขตที่ 1) และการ ใช้ไฟฟ้า (ขอบเขตที่ 2) ตามระเบียบวิธี GPC กิจกรรมในภาคพลังงานถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 8 ประเภท ประกอบด้วย (1) พลังงานในที่พักอาศัย (Residential buildings) (2) พลังงานในอาคารธุรกิจการค้าและ หน่วยงานภาครัฐ (Commercial and instructional buildings and facilities) (3) พลังงานของอุตสาหกรรม การผลิตและการก่อสร้าง (Manufacturing industries and construction) (4) พลังงานในการผลิตพลังงาน (Energy generation supplied to the grid) (5) พลังงานในการเกษตร ป่าไม้ และประมง (Agriculture, forestry and fishing activities) (6) พลังงานในแหล่งที่ไม่สามารถระบุได้ (Non-specified sources) (7) การ รั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทำเหมือง จัดเก็บ และขนส่งถ่านหิน (Fugitive emission from mining processing, storage and transportation of coal) และ (8) การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากระบบ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Fugitive emission from oil and natural gas system) ซึ่งรายละเอียดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละกลุ่มย่อย แสดงดังตารางที่ 3-3


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 61 ตารางที่ 3-3 ผลการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคพลังงาน (Stationary Energy) กลุ่ม กิจกรรม แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2eq) ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3 ผลรวม I.1 พลังงานในที่พักอาศัย 14,240 232,523 IE 246,763 I.2 พลังงานในธุรกิจการค้าและหน่วยงานรัฐ 41,977 90,017 IE 131,994 I.3 พลังงานในอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 13,463 106,092 IE 119,555 I.4.1/2/3 พลังงานในการผลิตพลังงาน 32 IE IE 32 I.4.4 พลังงานในการผลิตผลิตไฟฟ้า NO I.5 พลังงานในการเกษตร ป่าไม้ และประมง 48,845 1,575 IE 50,420 I.6 พลังงานในแหล่งที่ไม่สามารถระบุได้ 66,933 10,564 IE 77,497 I.7 การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการ ทำเหมือง จัดเก็บ และขนส่งถ่านหิน NO - I.8 การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากระบบน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ NO - รวม 185,490 440,771 0 626,261 NO = ไม่ปรากฏกิจกรรมของเมือง (Not Occurring) IE = ถูกรวมกับกิจกรรมอื่น (Included Elsewhere) NE = ไม่สามารถประเมินได้ (Not Estimated) C = เป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ (Confidential) I.1 พลังงานในที่พักอาศัย (Residential buildings) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานรูปแบบ ต่าง ๆ ที่ใช้ในบ้านเรือนที่พักอาศัย ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งจาก การประเมินพบว่าในปีพ.ศ. 2562 มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 246,763 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 39.40 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.79 ของ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ I.2 พลังงานในธุรกิจการค้าและหน่วยงานรัฐ (Commercial and institutional building and facilities) เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้ในอาคารพาณิชย์ ธุรกิจการค้า ใน ภาคเอกชนและอาคารของหน่วยงานรัฐ ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม (LPG) น้ำมัน เตา น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน ซึ่งจากการประเมินพบว่าในปีพ.ศ. 2562 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 131,994 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นเท่ากับร้อยละ 21.08 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาค พลังงาน หรือร้อยละ 4.17 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ I.3 พลังงานในอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง (Manufacturing industries and construction) เป็น การรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ได้แก่ น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งไม่ร่วม


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 62 การเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าและความร้อน ซึ่งจากการประเมินพบว่าในปีพ.ศ.2562 มีการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 119,555 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 19.09 ของการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกในภาคพลังงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 3.78 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ I.4 พลังงานในการผลิตพลังงานและผลิตไฟฟ้า (Energy generation supplied to the grid) เป็นการ เก็บรวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการผลิตพลังงาน ทั้งการใช้เชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าต้นกำลัง หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าภายในหน่วยงาน และการผลิตกระแสไฟฟ้าส่งเข้าระบบการจ่ายไฟฟ้า ซึ่งจากการประเมินพบว่าในปี พ.ศ.2562 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 32 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 0.01 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 0 ของการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ I.5 พลังงานในการเกษตร ป่าไม้ และประมง (Agriculture, forestry and fishing activities) เป็นการ รวบรวมข้อมูลการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ในการทำการเกษตร ป่าไม้ และประมง ได้แก่ น้ำมันดีเซล ซึ่งจาก การประเมินพบว่าในปีพ.ศ. 2562 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 50,420 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 8.05 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.59 ของการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ I.6 พลังงานในแหล่งที่ไม่สามารถระบุได้ (Non-Specified sources) เป็นการใช้พลังงานของกิจกรรมที่ ไม่สามารถระบุในกลุ่มต่างๆ ข้างต้น เช่น การใช้พลังงานของหน่วยงานทางทหาร การใช้ไฟถนน หรือไฟสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งในการประเมินพบว่าในปีพ.ศ.2562 จังหวัดศรีสะเกษปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 77,497 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 12.37 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน หรือคิดเป็น ร้อยละ 2.45 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ I.7 การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทำเหมือง จัดเก็บ และขนส่งถ่านหิน (Fugitive emission from mining processing, storage and transportation of coal) จากผลการสำรวจแหล่งการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ไม่มีกิจกรรมการรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการ ทำเหมือง จัดเก็บและขนส่งถ่านหิน จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมนี้ (Not Occurring : NO) I.8 การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากระบบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Fugitive emission from oil and natural gas system) จากผลการสำรวจการรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากระบบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ไม่มีกิจกรรมการรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากระบบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จึงไม่มีการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมนี้ (Not Occurring : NO)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 63 3.2.3 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการขนส่ง (Transportation) ภาคการขนส่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ซึ่งตามระเบียบวิธี GPC สามารถแบ่งกลุ่มย่อยได้ 5 ประเภท ประกอบด้วย (1) การขนส่งทางถนน (On-road transportation) (2) การ ขนส่งทางราง (Railway) (3) การขนส่งทางน้ำ (Water-borne transportation) (4) การขนส่งทางอากาศ (Aviation) และ (5) การขนส่งทางบกที่ไม่ใช้ถนน (Off-road transportation) รายละเอียดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกในแต่ละกลุ่มย่อยแสดงดังตารางที่ 3-4 ตารางที่ 3-4 ผลการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการขนส่ง (Transportation) กลุ่ม กิจกรรม แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2eq) ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3 ผลรวม II.1 การขนส่งทางถนน 443,658 IE 7,122 450,780 II.2 การขนส่งทางระบบราง NO NO NO 0 II.3 การขนส่งทางน้ำ NO NO NO 0 II.4 การขนส่งทางอากาศ NO NO NO 0 II.5 การขนส่งทางบกที่ไม่ใช่ถนน NE NO NO 0 รวม 443,658 0 7,122 450,780 NO = ไม่ปรากฏกิจกรรมของเมือง (Not Occurring) IE = ถูกรวมกับกิจกรรมอื่น (Included Elsewhere) NE = ไม่สามารถประเมินได้ (Not Estimated) C = เป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ (Confidential) II.1 การขนส่งทางถนน (On-road transportation) มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้น้ำมัน ดีเซลหมุน น้ำมันเบนซิน ก๊าซแอลพีจี (LPG) แก๊สโซฮอล์ 91 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ E85 และแก๊สโซฮอล์ E20 ในการขับขี่รถยนต์ หรือยานพาหนะบนถนน โดยการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะพิจารณา ตามหลักการปริมาณการขายเชื้อเพลิง (Fuelsales) ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปีพ.ศ. 2562 มีปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเท่ากับ 443,658 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 100 ของก๊าซเรือนกระจก ที่ปล่อยในภาคการขนส่งหรือคิดเป็นร้อยละ 14.24 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ II.2 การขนส่งทางราง (Railway) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มย่อยนี้จะพิจารณาจากข้อมูลปริมาณ การจ่ายน้ำมันดีเซลที่เติมให้กับรถไฟ จากการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งจะใช้การประเมินการปล่อยก๊าซเรือน กระจกโดยพิจารณาตามหลักการขอบเขตทางด้านภูมิศาสตร์ (Geographic) เนื่องจากการขนส่งทางรางสามารถ ตรวจวัดระยะทางของการขนส่งทางรางภายในและภายนอกขอบเขตเมือง ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปี พ.ศ. 2562 ไม่มีกิจกรรมการขนส่งทางราง จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมนี้ (Not Occurring : NO)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 64 II.3 การขนส่งทางน้ำ (Water-borne transportation) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มย่อยนี้ จะพิจารณาจากข้อมูลปริมาณการจ่ายน้ำมันดีเซลที่เติมเรือทั้งเรือท่องเที่ยว เรือโดยสารและเรือบรรทุกสินค้า ซึ่งผล การศึกษาพบว่าในปีพ.ศ. 2562 ไม่มีกิจกรรมการขนส่งทางน้ำ จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมนี้ (Not Occurring : NO) II.4 การขนส่งทางอากาศ (Aviation) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มย่อยนี้จะพิจารณาจากข้อมูล การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากประเภทเครื่องบินและจำนวนเที่ยวบินที่ขึ้นลง ณ ท่าอากาศยานและโรงเรียน การบิน ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปี พ.ศ. 2562 ไม่มีกิจกรรมการขนส่งทางอากาศ จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมนี้ (Not Occurring : NO) II.5 การขนส่งทางบกที่ไม่ใช้ถนน (Off-road transportation) ซึ่งจากการลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล พบว่าจังหวัดศรีสะเกษ ไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้ ทำให้ไม่สามารถประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกจากส่วนนี้ได้ (Not Estimated : NE) 3.2.4 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการจัดการของเสีย (Waste) ของเสียภายในเมืองประกอบด้วย ของเสียชุมชนและของเสียอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในเขตเมืองโดยของ เสียเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของขยะมูลฝอย หรือน้ำเสีย เมื่อของเสียและน้ำเสียผ่านกระบวนการจัดการหรือถูกทิ้งไว้ใน สิ่งแวดล้อมเป็นเวลานานมากพอที่จะทำให้สารอินทรีย์ในขยะเกิดการย่อยสลายและก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกประเภทคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ก๊าซมีเทน (CH4 ) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งตามระเบียบ วิธีการรายงานของ GPC ภาคการจัดการของเสียถูกแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประกอบด้วย (1) การจัดการด้วยวิธี ฝังกลบ (Solid waste disposed in landfills or open dumps) (2) การจัดการด้วยวิธีทางชีวภาพ (Biological treatment of solid waste) (3) การจัดการด้วยวิธีการเผาไหม้ (Incineration and open burning of waste) และ (4) การบำบัดน้ำเสียและการปล่อยทิ้ง (Wastewater treatment and discharge) ซึ่งรายละเอียดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกในแต่ละกลุ่มย่อยแสดงดังตารางที่ 3-5


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 65 ตารางที่ 3-5 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคการจัดการของเสีย (Waste) กลุ่ม กิจกรรม แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2eq) ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3 ผลรวม III.1.1/2 การจัดการของเสียที่เกิดในพื้นที่ ด้วยวิธีฝังกลบในพื้นที่ 515,365 NE 515,365 III.2.1/2 การจัดการของเสียที่เกิดในพื้นที่ ด้วยวิธีการทางชีวภาพในพื้นที่ 1 NE 1 III.3.1/2 การจัดการของเสียที่เกิดในพื้นที่ ด้วยวิธีการเผาไหม้ในพื้นที่ 1,233 NE 1,233 III.4.1/2 การจัดการน้ำเสียที่เกิดในพื้นที่ ด้วยการบำบัดในพื้นที่ 183,527 NO 183,527 III.1.3 การจัดการของเสียที่เกิดนอกพื้นที่ ด้วยวิธีฝังกลบในพื้นที่ NO III.2.3 การจัดการของเสียที่เกิดนอกพื้นที่ด้วยวิธีทางชีวภาพในพื้นที่ III.3.3 การจัดการของเสียที่เกิดนอกพื้นที่ ด้วยวิธีการเผาไหม้ในพื้นที่ III.4.3 การจัดการน้ำเสียที่เกิดนอกพื้นที่ ด้วยการบำบัดในพื้นที่ รวม 700,126 0 0 700,126 NO = ไม่ปรากฏกิจกรรมของเมือง (Not Occurring) IE = ถูกรวมกับกิจกรรมอื่น (Included Elsewhere) NE = ไม่สามารถประเมินได้ (Not Estimated) C = เป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ (Confidential) III.1 การจัดการด้วยวิธีฝังกลบ/เทกอง (Solid waste disposed in landfills or open dumps) เป็น การจัดการขยะมูลฝอยที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4 ) โดยการประเมินจะอาศัยหลักการปฏิกิริยา การย่อยสลายอันดับหนึ่ง (First Order Decay; FOD) ของขยะ ซึ่งหลักการนี้จะพิจารณาปริมาณขยะที่ถูกนำมา ฝังกลบหรือเทกองในพื้นที่ต่อปี โดยจะเริ่มมีการย่อยสลายและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีที่สองของการจัดการ ทั้งนี้ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการด้วยวิธีฝังกลบ/เทกอง เท่ากับ 515,365 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 73.61 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการจัดการของเสีย และคิดเป็นร้อยละ 16.28 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ III.2 การจัดการด้วยวิธีทางชีวภาพ (Biological treatment of solid waste) เป็นการจัดการของเสียที่ ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน (CH4 ) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ซึ่งจากการลงพื้นที่และสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 0 ของการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการจัดการของเสีย และคิดเป็นร้อยละ 0 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ III.3 การจัดการด้วยวิธีการเผาไหม้ (Incineration and open burning of waste) การเผาขยะโดยใช้ เตาเผาและการเผาไหม้ในที่โล่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) มีเทน (CH4 ) และไนตรัส ออกไซด์ (N2O) ซึ่งการเผาขยะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) การเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งตามระเบียบวิธีการ รายงานของ GPC แนะนำให้รายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนนี้ในภาคพลังงาน สาขาพลังงานในการ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 66 ผลิตพลังงานและผลิตไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษไม่มีการนำขยะไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้า จึงไม่มีการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมนี้ (Not Occurring : NO) และ 2) การเผาขยะที่ไม่ได้ใช้เป็นเชื้อเพลิง พบว่า จังหวัด ศรีสะเกษมีการนำขยะที่เกิดในพื้นที่ จัดการด้วยวิธีการเผาไหม้ในพื้นที่ ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปีพ.ศ. 2562 มี ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 1,233 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นร้อยละ 0.18 ของ ก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยในภาคการจัดการของเสีย หรือคิดเป็นร้อยละ 0.04 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ จังหวัดศรีสะเกษ II.4 การจัดการน้ำเสียและการปล่อยทิ้ง (Wastewater treatment and discharge) การบำบัดน้ำเสีย และการปล่อยทิ้งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซมีเทน (CH4 ) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) โดยการพิจารณาจะ พิจารณา 4 ส่วน คือ 1) บ่อเกรอะ (Septic tank) 2) น้ำเสียที่ไม่เข้าระบบบำบัดน้ำเสีย 3) ระบบบำบัดน้ำเสีย และ 4) ถังย่อยกากตะกอนสลัดจ์ (Sludge digestion) พบว่าในปีพ.ศ. 2562 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 183,527 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 26.21 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการ จัดการของเสีย และคิดเป็นร้อยละ 5.80 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ 3.2.5 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกลุ่มกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์จะมาจากกระบวนการ ผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานหรือการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งตามระเบียบวิธีรายงานของ GPC แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย (1) กระบวนการอุตสาหกรรม (Industrial Process) และ (2) การใช้ผลิตภัณฑ์ (Product Use) ซึ่งรายละเอียดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน แต่ละกลุ่มย่อยแสดงดังตารางที่ 3-6 ตารางที่ 3-6 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) กลุ่ม กิจกรรม แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2eq) ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3 ผลรวม IV.1 กระบวนการอุตสาหกรรม NO NO 0 IV.2 การใช้ผลิตภัณฑ์ NE NO 0 รวม 0 - - 0 NO = ไม่ปรากฏกิจกรรมของเมือง (Not Occurring) IE = ถูกรวมกับกิจกรรมอื่น (Included Elsewhere) NE = ไม่สามารถประเมินได้ (Not Estimated) C = เป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ (Confidential)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 67 IV.1 กระบวนการอุตสาหกรรม (Industrial Process) จากการลงพื้นที่สำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลและขอ คำแนะนำเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ดำเนินการภายในจังหวัดกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าจังหวัดไม่มีกิจกรรมในภาคกระบวนการอุตสาหกรรมการผลิต จึงไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรม นี้ (Not Occurring : NO) IV.2 การใช้ผลิตภัณฑ์ (Product Use) ซึ่งประกอบด้วยการใช้ตัวทำละลาย (Solvent use) การใช้ ผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์(Electronics industry) และการใช้สารฟลูออรีนที่มีผลกระทบกับ ชั้นโอโซน เช่น สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) และสารเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) เป็นต้น ซึ่งจากการลง พื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล พบว่าจังหวัดศรีสะเกษ ไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณการใช้ผลิตภัณฑ์ในส่วนนี้ ทำให้ ไม่สามารถประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนนี้ได้ (Not Estimated : NE) 3.2.6 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ ที่ดิน (AFOLU) กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเภทคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) มีเทน (CH4 ) และไนตรัสออกไซด์ (N2O) โดยตามระเบียบการรายงานของ GPC ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ประกอบด้วย (1) การจัดการปศุสัตว์ (Livestock) (2) การใช้ประโยชน์ที่ดินและการ เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land) และ (3) วัสดุทางการเกษตรและแหล่งการปล่อยที่ไม่ใช่ CO2 (Aggregate sources and non-CO2 emissions sources on land) ซึ่งรายละเอียดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในแต่ละสาขาย่อยแสดงดังตารางที่ 3-7 ตารางที่ 3-7 ผลการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ ที่ดิน (AFOLU) กลุ่ม กิจกรรม แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด (tCO2eq) ขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 ขอบเขตที่ 3 ผลรวม V.1 การจัดการปศุสัตว์ 468,473 468,473 V.2 การใช้ประโยชน์ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ ประโยชน์ที่ดิน NE ดูดกลับ - 1,284,622.94 0 V.3 วัสดุทางการเกษตรและแหล่งการปล่อยที่ไม่ใช่ CO2 920,957 NO - การเผาไหม้ชีวมวล 2,530 2,530 - การปลูกข้าว 918,427 918,427 รวม 1,389,430 - - 1,389,430 NO = ไม่ปรากฏกิจกรรมของเมือง (Not Occurring) IE = ถูกรวมกับกิจกรรมอื่น (Included Elsewhere) NE = ไม่สามารถประเมินได้ (Not Estimated) C = เป็นความลับไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ (Confidential)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 68 V.1 การจัดการปศุสัตว์ (Livestock) เป็นการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการหมักในลำไส้ (Enteric fermentation) และการจัดการปุ๋ยคอก (Manure management) ซึ่งพบว่าในปีพ.ศ. 2562 มีการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 468,473 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 33.72 ของปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และคิดเป็นร้อยละ 14.79 ของปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ V.2 การใช้ประโยชน์ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land) การใช้ประโยชน์ที่ดินและ เปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ใช้ในการประเมิน ได้แก่ พื้นที่ป่า (Forest land) พื้นที่การเกษตร (Cropland) พื้นที่ทุ่งหญ้า (Grassland) พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) พื้นที่อยู่อาศัย (Settlements) พื้นที่อื่น ๆ (Other) ซึ่งจาก การลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลพบว่าจังหวัดศรีสะเกษ ไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลในส่วนนี้ ทำให้ไม่สามารถประเมิน ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนนี้ได้ (Not Estimated : NE) V.3 วัสดุทางการเกษตรและแหล่งการปล่อยที่ไม่ใช่ CO2 (Aggregate sources and non-CO2 emissions sources on land) ประกอบด้วย การเผาไหม้ชีวมวล (Biomassburning) การจัดการเพาะปลูกข้าว (Rice cultivation) พบว่าในปีพ.ศ. 2562 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้ชีวมวล เท่ากับ 2,530 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 0.18 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และคิดเป็นร้อยละ 0.08 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของ จังหวัดศรีสะเกษ และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกข้าว เท่ากับ 918,427 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 66.10 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ ประโยชน์ที่ดิน และคิดเป็นร้อยละ 29.00 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละกลุ่มย่อยทั้งหมดมาเรียงลำดับ พบว่า กลุ่มย่อยที่มี ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดคือ วัสดุทางการเกษตรและแหล่งการปล่อยที่ไม่ใช่ CO2 (การปลูกข้าว) โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.00 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ รองลงมาคือ การ จัดการของเสียในพื้นที่ ด้วยวิธีฝังกลบในพื้นที่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.28 รองลงมาคือ การจัดการปศุสัตว์ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.79 ส่วนอันดับที่ 4 ถึง 5 คือ การขนส่งทางถนนและพลังงานในที่พักอาศัย มีสัดส่วน ร้อยละ 14.24 และ 7.79 ตามลำดับ ซึ่งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก 5 ลำดับแรก คิดรวมเป็นร้อยละ 82.10 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งนี้ การจัดลำดับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม กลุ่มย่อย เป็นการบ่งชี้ถึงแหล่งกำเนิดที่สำคัญ อันจะช่วยให้การจัดลำดับความสำคัญของมาตรการลดก๊าซ เรือนกระจกทำได้อย่างเหมาะสม รายละเอียดลำดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาขาย่อยแสดงดังภาพที่ 3-5


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 69 ภาพที่ 3-5 สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขาย่อยของจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2562 ตารางที่ 3.8 แสดงลำดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมย่อยของจังหวัดศรีสะเกษ แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณ (t CO2e) สัดส่วนต่อ ทั้งหมด Rank 0 การปลูกข้าว 918,427 (29.00%) 1 III.1.1/2 การจัดการของเสียที่เกิดในพื้นที่ด้วยวิธีฝังกลบในพื้นที่ 515,365 (16.28%) 2 V.1 การจัดการปศุสัตว์ 468,473 (14.79%) 3 II.1 การขนส่งทางถนน 450,780 (14.24%) 4 I.1 พลังงานในที่พักอาศัย 246,763 (7.79%) 5 III.4.1/2 การจัดการน้ำเสียที่เกิดในพื้นที่ด้วยการบำบัดในพื้นที่ 183,527 (5.80%) 6 I.2 พลังงานในธุรกิจการค้าและหน่วยงานรัฐ 131,994 (4.17%) 7 I.3 พลังงานในอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง 119,555 (3.78%) 8 I.6 พลังงานในแหล่งที่ไม่สามารถระบุได้ 77,497 (2.45%) 9 I.5 พลังงานในการเกษตร ป่าไม้ และประมง 50,420 (1.59%) 10 0 การเผาไหม้ชีวมวล 2,530 (0.08%) 11 III.3.1/2 การจัดการของเสียที่เกิดในพื้นที่ด้วยวิธีการเผาไหม้ในพื้นที่ 1,233 (0.04%) 12 I.4.1/2/3 พลังงานในการผลิตพลังงาน 32 (0.00%) 13 III.2.1/2 การจัดการของเสียที่เกิดในพื้นที่ด้วยวิธีการทางชีวภาพในพื้นที่ 1 (0.00%) 14 I.7 การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการทำเหมือง จัดเก็บ และขนส่งถ่านหิน 0 (0.00%) 15


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 70 แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณ (t CO2e) สัดส่วนต่อ ทั้งหมด Rank I.8 การรั่วไหลของก๊าซเรือนกระจกจากระบบน้ำมันและก๊าซ ธรรมชาติ 0 (0.00%) 16 II.2 การขนส่งทางระบบราง 0 (0.00%) 17 II.3 การขนส่งทางน้ำ 0 (0.00%) 18 II.4 การขนส่งทางอากาศ 0 (0.00%) 19 II.5 การขนส่งทางบกที่ไม่ใช่ถนน 0 (0.00%) 20 IV.1 กระบวนการอุตสาหกรรม 0 (0.00%) 21 IV.2 การใช้ผลิตภัณฑ์ 0 (0.00%) 22 V.2 การใช้ประโยชน์ที่ดินและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ ที่ดิน 0 (0.00%) 23 3.4 การคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต การคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต จะเป็นการประเมินการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกในอนาคตในกรณีปกติที่ยังไม่มีการดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ Business-AsUsual (BAU) พิจารณาโดยการคาดการณ์ข้อมูลกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่สอดคล้องกับสมมติฐานอัตรา การเติบโตของบริบทของจังหวัด ซึ่งข้อมูลกิจกรรมในอนาคตนั้นสามารถคำนวณได้จากสมการดังนี้ ข้อมูลกิจกรรมในอนาคต = ข้อมูลกิจกรรมในปีฐาน x อัตราการเติบโตของกิจกรรม การคาดการณ์ข้อมูลกิจกรรมในอนาคตจะพิจารณาเสมือนว่าจังหวัดยังคงมีการดำเนินกิจกรรม เหมือนกับในปัจจุบัน เว้นเสียแต่ว่ามีข้อบ่งชี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดก๊าซ เรือนกระจกเพิ่มเติม เมื่อการคาดการณ์ข้อมูลกิจกรรมได้แล้ว สามารถคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน กระจกในอนาคตได้จากสมการดังนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต = ข้อมูลกิจกรรมในอนาคต X ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คงที่)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 71 การรวบรวมค่าสมมติฐานอัตราการเติบโตของภาคส่วนต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือดูแล รับผิดชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และการ รวบรวมข้อมูลกิจกรรมย้อนหลังจากการประสานหน่วยงานในจังหวัด โดยข้อมูลที่รวบรวมได้ประกอบด้วย ข้อมูลปริมาณผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดแบบปริมาณลูกโซ่ของจังหวัด ข้อมูลกิจกรรมย้อนหลัง ข้อมูลปริมาณการ ขายเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ย้อนหลัง (พ.ศ. 2558 -2562) นอกจากนี้ที่ยังได้พิจารณาข้อมูล อื่น ๆ ย้อนหลัง เช่น การใช้ไฟฟ้า การเติบโตของประชากร และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม และการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นต้น และเพื่อพิจารณาอัตราการเติบโตเฉลี่ยของกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเเต่ละ สาขาให้มีความสอดคล้องกับบริบทของจังหวัดศรีสะเกษมากที่สุด ที่ปรึกษาได้พิจารณาบริบทและศักยภาพ การเจริญเติบโตของจังหวัดประกอบการคาดการณ์ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดด้านพื้นที่การเกษตรกรรม พื้นที่เลี้ยงปศุสัตว์ และข้อจำกัดด้านการขยายตัวของเมืองเป็นต้น 3.4.1 ผลการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต การคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษในอนาคต (พ.ศ. 2563-2573) เป็นการคาดการณ์ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในอนาคตในกรณีปกติ (BAU) โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์รายกิจกรรมใน ภาคพลังงานที่ประเมินโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของ การใช้เชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ พบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2573 หากไม่มีการ ดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ จะมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่ากับ 3,878,294 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 22.48 จากการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกในปีฐาน (พ.ศ. 2562) โดยในปี พ.ศ. 2573 ภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คือ ภาค การเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) เท่ากับ 1,549,943 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.96 รองลงมา ได้แก่ ภาคขนส่ง ภาคพลังงาน และภาคการจัดการของเสีย ปล่อยก๊าซ เรือนกระจกเท่ากับ 1,098,610, 942,135, 287,606 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในส่วนของภาคกระบวนการ อุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.33, 24.29 และ 7.42 ตามลำดับ รายละเอียดดังแสดงภาพที่ 3-6 และภาพที่ 3-7


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 72 ภาพที่ 3-6 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตของจังหวัดศรีสะเกษกรณีปกติ ( พ.ศ. 2566 -2573) ภาพที่ 3-7 แผนภูมิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตของจังหวัดศรีสะเกษกรณีปกติ (พ.ศ. 2566 -2573) ทั้งนี้ หากพิจารณากิจกรรมย่อยในแต่ละภาคส่วน พบว่า กิจกรรมย่อยที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 มากที่สูงสุดเมื่อเทียบกับปีฐาน (พ.ศ. 2562) คือการขนส่งทางถนน โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.33 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ รองลงมา คือการปลูกข้าว คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 73 23.68 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ ส่วนอันดับที่ 3 ถึง 5 คือ การจัดการปศุสัตว์มี สัดส่วนร้อยละ 16.14 พลังงานในที่พักอาศัย มีสัดส่วนร้อยละ 9.95 และ พลังงานในธุรกิจการค้าและหน่วยงานรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 5.64 ตามลำดับ ซึ่ง 5 ลำดับนี้คิดรวม เป็นร้อยละ 83.74 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของ จังหวัดศรีสะเกษ รายละเอียดแสดงดังภาพที่ 3-8 ภาพที่ 3-8 สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายสาขาย่อยของจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2573 3.5 การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด เมื่อการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตเรียบร้อยแล้ว จะทำการสรุปผลการ คาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อคัดเลือกกลุ่มกิจกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อปริมาณการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกและสอดคล้องกับบริบทของจังหวัด และเพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด ซึ่งจากการศึกษาหลักการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด พบว่า สามารถแบ่งออกเป็น 4 วิธี ดังนี้ 1. Base year emissions goal เป็นการตั้งเป้าหมายสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดย เปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีฐาน (พ.ศ. 2562) ซึ่งสามารถแบ่ง 2 แบบ ได้แก่


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 74 1) Single-year goal เป็นการตั้งเป้าหมายสำหรับลดก๊าซเรือนกระจกโดยกำหนดปีเป้าหมายเพียงปี เดียว เช่น เมืองมีการตั้งเป้าหมายสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ในปี พ.ศ.2573 เมื่อเทียบกับ ปริมาณการปล่อยของปี พ.ศ.2562 (ปีฐาน) 2) Multi-year goal เป็นการตั้งเป้าหมายสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยมีการกำหนดปี เป้าหมายไว้หลายปี เช่น เมืองมีการตั้งเป้าหมายสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 3 ในปี พ.ศ.2563, ร้อยละ 10 ในปี พ.ศ.2568 และร้อยละ 20 ในปี พ.ศ.2573 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยของปี พ.ศ.2562 (ปีฐาน) 2. Fixed level goal เป็นการตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่แน่นอน ยกตัวอย่าง เช่น เทศบาลนครขอนแก่น ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ.2573 ไม่เกิน 500,000 tCO2eq ซึ่ง ในกรณีนี้หากไม่สามารถจำกัดปริมาณการปล่อยได้ตามเป้า อาจมีกลไกยืดหยุ่นให้สามารถซื้อปริมาณคาร์บอน เครดิตมาเพื่อ Offset ส่วนที่ปล่อยเกินไปจากเป้าหมายที่กำหนด 3. Base year intensity goal เป็นการตั้งเป้าหมายสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับ จำนวนประชากร หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของเมือง 4. Baseline scenario goal เป็นการตั้งเป้าหมายสำหรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกับการ คาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคตในสภาวะการดำเนินงานปกติหรือที่เรียกว่า Business-as-usual (BAU) ซึ่งสามารถแบ่ง 2 แบบ ได้แก่ 1) Static baseline scenario goal เป็นการคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบคงที่ โดย อาศัยตัวแปรที่เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อน (Driver) จากปีฐานไปยังปีเป้าหมาย 2) Dynamic baseline scenario goal เป็นการคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบ เปลี่ยนแปลงได้โดยอาศัยตัวแปรที่เป็นปัจจัยในการขับเคลื่อน (Driver) ตามช่วงเวลานั้นๆ เพื่อทำการคาดการณ์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ช่วงเวลานั้นๆ จากปีฐานไปยังปีเป้าหมาย 3.5.1 การตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก สำหรับการดำเนินงานของโครงการฯ ได้เลือกใช้หลักการ Baseline scenario goal ในการกำหนด เป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเทียบกรณีปกติ (BAU) เนื่องจากหลักการนี้สามารถสอดรับกับการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ (BAU) ของ จังหวัด และช่วยให้จังหวัดเห็นภาพและเข้าใจการกำหนดเป้าหมายและการดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจกของจังหวัดได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักการ Baseline scenario goal ยังมีการสอดรับกับการคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ (BAU) และ สอดคล้องกับการดำเนินงานของประเทศที่ได้แสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจกต่อเวทีโลกในการมีส่วนร่วม สำหรับการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (NAMAs) ร้อยละ 7 -20 เมื่อเทียบกับกรณีปกติ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 75 (BAU) โดยความสมัครใจในภาคพลังงาน (สาขาผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรม และพลังงานจากขยะ) และภาคการขนส่ง ภายใน ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563 ) และการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ซึ่งเสนอการดำเนินการลดก๊าซเรือน กระจกร้อยละ 20 - 25 ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573 ) เมื่อเทียบกับกรณีปกติ (BAU) หากจังหวัดศรีสะเกษ ยึดเจตจำนงของประเทศไทยตามข้างต้นเพื่อนำมาใช้ในการกำหนดเป้าหมายการ ลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด จะทำให้จังหวัดศรีสะเกษ ภายในปีพ.ศ. 2573 ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือน กระจกลงร้อยละ 18.24 เมื่อเทียบกับกรณีปกติ (BAU) โดยการตั้งเป้าหมายของจังหวัดศรีสะเกษที่สอดรับกับ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศแสดงดังตารางที่ 3-9 ตารางที่ 3-9 การลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษที่สอดรับกับการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี การลดก๊าซเรือนกระจกของ ประเทศ (ร้อยละ) การลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด ศรีสะเกษ (tCO2eq) พ.ศ. 2573 หรือ ค.ศ.2030 18.24 707,364 3.5.2 เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ จากการวิเคราะห์ศักยภาพมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้จังหวัดทราบศักยภาพ การลดก๊าซเรือนกระจกที่แท้จริงของจังหวัด และหากจังหวัดศรีสะเกษพิจารณานำมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 17 มาตรการไปปฏิบัติจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษลดลงเมื่อเทียบกับกรณีปกติ (BAU) แสดงดังภาพที่ 3-9 ภาพที่ 3-9 การเปรียบเทียบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปีฐานและกรณีที่ดำเนินมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจกจากปีฐาน ถึงปีพ.ศ. 2573 ของจังหวัดศรีสะเกษ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 76 ดังนั้น จึงขอเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ ภายในปีพ.ศ. 2573 ในทุก ภาคส่วนดังตารางที่ 3-10 ตารางที่ 3-10 การลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษที่สอดรับกับการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี ปริมาณก๊าซเรือนกระจกใน กรณีปกติ (BAU) (tCO2eq) ศักยภาพการลด ก๊าซเรือนกระจก (tCO2eq) สัดส่วนศักยภาพการลด ก๊าซเรือนกระจกเทียบ กับกรณีปกติ (BAU) พ.ศ. 2573 หรือ ค.ศ.2030 3,878,294 707,364 18.24


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 77 บทที่ 4 การวิเคราะห์ศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก 4.1. การคัดเลือกมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด การคัดเลือกมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจะพิจารณาจากข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับการ พิจารณาแผน หรือนโยบาย หรือมาตราการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ ระดับจังหวัด เพื่อให้ได้มาตรการ ที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัดมากที่สุด โดยแผนพัฒนาที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณามาตรการลดปริมาณการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแสดงดังรูป 4-1 โดยทั่วไปมาตรการการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถแบ่ง ออกได้เป็น 3 แนวทาง คือ 1) เพิ่มประสิทธิภาพ (Increase Efficiency) ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการอุปโภคบริโภค และบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆในจังหวัด 2) ลดการใช้และการผลิต (Reduction of consumption/production activities) ได้แก่ การ งดหรือลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3) หาสิ่งอื่นทดแทน (Usage of alternatives) ได้แก่ การหาทรัพยากรที่สะอาดกว่าเพื่อนำมาใช้ ทดแทนทรัพยากรที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงกว่า


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 78 ภาพที่ 4-1 แผนพัฒนาประเทศในระดับต่าง ๆ ที่ร่วมพิจารณามาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว - สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 18 การเติบโตอย่างยั่งยืน (การจัดการมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสารเคมี ในภาคเกษตรทั้งระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล) - แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566-2570 หมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 พ.ศ. 2566-2570 ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แผนพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ ประเด็นการพัฒนาที่ 4 อนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงาน (Stationary Energy) มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคการขนส่ง (Transportation) มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคการจัดการของเสีย (Waste) มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ป่าไม้ และการใช้ ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU)


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 79 4.1.1 ผลการคัดเลือกและการประเมินศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจก จากการรวบรวมมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาระดับประเทศและบริบทของ จังหวัด พบว่า จังหวัดศรีสะเกษ มีมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัดทั้งสิ้น 17 มาตรการเมื่อพิจารณาร่วมกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) หรือโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือน กระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) หรือระเบียบวิธีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถแบ่งกลุ่ม มาตรการได้6 กลุ่มมาตรการดังภาพที่ 4-2 และตารางที่ 4-1 ภาพที่ 4-2 กลุ่มมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ ตารางที่ 4-1 มาตรการและศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ ลำดับ รายชื่อมาตรการ เป้าหมายการดำเนิน มาตรการ พ.ศ. 2573 ศักยภาพการลด GHGพ.ศ. 2573 (tCO2eq) มาตรการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (EE) ประกอบด้วย 3 มาตรการ 18,280 SSK-EE-01 การเปลี่ยนชุดไฟทางสาธารณะเป็น หลอดไฟ LED การเปลี่ยนหลอดไฟเดิมเป็น หลอด LED ร้อยละ 20 274 SSK-EE-02 การลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน การลดการใช้พลังงานลง ร้อยละ 10 10,023


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 80 ลำดับ รายชื่อมาตรการ เป้าหมายการดำเนิน มาตรการ พ.ศ. 2573 ศักยภาพการลด GHGพ.ศ. 2573 (tCO2eq) SSK-EE-03 การลดการใช้พลังงานในภาคการเกษตร (Smart agriculture) การลดการใช้พลังงานลง ร้อยละ 5 7,983 มาตรการด้านการพัฒนาพลังงานทางเลือก (AE) ประกอบด้วย 2 มาตรการ 78,162 SSK-AE-01 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์ในอาคารภาครัฐ ภาคธุรกิจ การค้า ภาคครัวเรือน ติดตั้งระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 10 76,629 SSK-AE-02 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์เพื่อใช้ในระบบสูบน้ำภาค การเกษตร ติดตั้งระบบผลิตพลังงงานไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ ร้อยละ 10 1,533 มาตรการด้านการขนส่ง (TM) ประกอบด้วย 4 มาตรการ 22,097 SSK-TM-01 การทดแทนรถจักรยานยนต์บริการส่ง อาหารด้วย EV Motorcycle ทดแทนจักรยานยนต์ด้วยรถ EV Motorcycle ร้อยละ 2 ต่อปี 216 SSK-TM-02 การทดแทนรถยนต์ส่วนบุคคลด้วย EV Car ทดแทนรถยนต์ส่วนบุคคลใน จังหวัดด้วย EV Car ร้อยละ 50 ภายในปี 2573 6,095 SSK-TM-03 การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลแทน น้ำมันดีเซล การเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลร้อยละ 2 ต่อปี 15,630 SSK-TM-04 การส่งเสริมแก๊สโซฮอล์แทนน้ำมันเบนซิน การเพิ่มการใช้แก๊สโซฮอล์ร้อย ละ 2 ต่อปี 156 มาตรการด้านการจัดการของเสีย (WM) ประกอบด้วย 3 มาตรการ 471,128 SSK-WM-01 การส่งเสริมการลดปริมาณขยะต้นทาง ลดขยะต้นทาง ร้อยละ 50 ต่อปี 83,773 SSK-WM-02 การบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอย ด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็น พลังงานไฟฟ้า (Incineration) จัดการขยะมูลฝอย ร้อยละ 100 โดยการปรับปรุงสถานที่กำจัด ขยะมูลฝอยให้ถูกสุขลักษณะ และรวบรวมก๊าซไปเผาทำลาย 23,449 SSK-WM-03 มาตรการส่งเสริมการจัดการน้ำเสียใน ภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาคครัวเรือน รวบรวมน้ำเสียเข้าสู่ระบบบําบัด น้ำเสีย รวมร้อยละ 35 ภายใน ปี 2573 363,906


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 81 ลำดับ รายชื่อมาตรการ เป้าหมายการดำเนิน มาตรการ พ.ศ. 2573 ศักยภาพการลด GHGพ.ศ. 2573 (tCO2eq) มาตรการด้านป่าไม้และพื้นที่สีเขียว (FOR) ประกอบด้วย 3 มาตรการ 34,771 SSK-FOR-01 การปลูกป่าอย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่การปลูกป่า ปีละ 2,650 ไร่ (18,550 ไร่ ภายในปี 2573) 21,228 SSK-FOR-02 การฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและ ลดการทำลายป่า การฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้จากพื้นที่ เสื่อมโทรม 815 ไร่ต่อปี (8,705 ไร่ ภายในปี 2573) 6,529 SSK-FOR-03 การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่สาธารณะ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่อื่นๆ 1,105 ไร่ต่อปี 7,014 มาตรการด้านการเกษตร (AGR) ประกอบด้วย 2 มาตรการ 82,926 SSK-AGR-01 การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย ลดการใช้ปุ๋ยเคมีร้อยละ 5 ภายในปี 2573 82,186 SSK-AGR-02 ลดการเผาในพื้นที่ทำการเกษตร การลดการเผาวัสดุทางการเกษตร ลงร้อยละ 80 ในปี 2573 740 นอกจากนี้ได้พิจารณาศักยภาพของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกตามระเบียบวิธีการรายงานตามคู่มือ GPC เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดมากยิ่งขึ้น โดยรายละเอียดศักยภาพของ มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกตามคู่มือ GPC แสดงดังตารางที่ 4-2 ตารางที่ 4-2ศักยภาพของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษแบ่งตามกลุ่มกิจกรรมการรายงานตามคู่มือ GPC กลุ่มของกิจกรรม ศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือน กระจก ปี พ.ศ. 2573 (tCO2eq) 1. ภาคพลังงาน (Stationary Energy) 96,442 2. ภาคการขนส่ง (Transportation) 22,097 3. ภาคการจัดการของเสีย (Waste) 471,128 4. ภาคกระบวนการอุตสาหกรรม และการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) * - 5. ภาคการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (AFOLU) 117,697 รวมทั้งสิ้น 707,364 * การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระบวนการผลิตและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงาน หรือการเผาไหม้เชื้อเพลิง


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 82 4.1.2 การวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จะเป็นการเปรียบเทียบใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านเทคนิค ด้านบทบาทของเมือง ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดลำดับความสำคัญ หรือความสามารถดำเนินการมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด โดยรายละเอียดการวิเคราะห์ความพร้อม ของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถสรุปได้ดังนี้ เกณฑ์การวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจะพิจารณา 4 ด้าน คือ ด้านเทคนิค ด้าน บทบาทของเมือง ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งรายละเอียดการวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจก สรุปได้ดังนี้ 1. ด้านเทคนิค เป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับความสามารถในการคำนวณ ตรวจวัด และติดตามผลการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีหัวข้อในการพิจารณา ดังนี้ • ศักยภาพของมาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas Abatement Potentials) มาตรการมีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจังหวัดและมีการใช้เทคโนโลยีที่ เหมาะสมในการจัดทำมาตรการ • ความสามารถในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบผลการลดก๊าซเรือนกระจกของมาตรการ (MRV-ability) สามารถตรวจวัด และมีวิธีเป็นมาตรฐานของประเทศไทย เช่น T-VER หรือใช้ทรัพยากรไม่มากใน การทำ MRV 2. ด้านบทบาทของเมือง เป็นการวิเคราะห์ความพร้อมและการมีบทบาท อำนาจหน้าที่ในการ ดำเนินมาตรการของเมืองและการทำให้พลเมืองเกิดการมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการโดยมีหัวข้อในการ พิจารณา ดังนี้ • ความเป็นเจ้าของและการดำเนินงาน (Ownership & Operation) มาตรการสอดคล้องกับแผน ของจังหวัด และมีหน่วยงานภายในจังหวัดที่รับผิดชอบโดยตรง สามารถดำเนินการขับเคลื่อนและผลักดันมาตรการ เหล่านี้ให้สู่การนำไปปฏิบัติได้จริง 3. ด้านเศรษฐศาสตร์เป็นการวิเคราะห์ความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงการวิเคราะห์เครื่องมือทาง การเงิน หรือเศรษฐศาสตร์อื่น ๆ เช่น การเข้าร่วมโครงการ T-VER หรือ LESS เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการ ดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก โดยมีหัวข้อในการพิจารณาดังนี้ • ความพร้อมในด้านงบประมาณและการจัดหารายได้ (Budgetary & Revenue Control) เป็น มาตรการที่มีงบประมาณรองรับ สามารถดำเนินการได้เลยหรือสามารถจัดหาและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างไม่มี ข้อจำกัด ทั้งจากงบประมาณสนับสนุนของภาครัฐบาลและจากแหล่งเงินทุนภาคเอกชนภายในประเทศ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 83 • ค่าใช้จ่ายในการลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas abatement cost) ต้นทุนในการลด ก๊าซเรือนกระจกไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับราคากลางในตลาด หรือกิจกรรมประเภทที่คล้ายคลึงกัน หรือไม่มี ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มในการลดก๊าซเรือนกระจก 4. ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นการวิเคราะห์ผลกระทบทั้งด้านลบและด้านบวกต่อสิ่งแวดล้อม และมีแนว ทางการป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น โดยมีหัวข้อในการพิจารณา ดังนี้ • ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในด้านลบ (Environmental impacts) มาตรการที่เสนอต้องไม่ส่ง ผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมหรือหากมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องสามารถจำกัดอยู่ในขอบเขตของช่วงเวลา ในการดำเนินมาตรการ • ผลประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (Co-benefits) มาตรการส่งผลประโยชน์ด้านอื่น ๆ นอกจากการ ลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การสร้างงาน การส่งเสริมความเท่าเทียมกัน เป็นต้น โดยรายละเอียดเกณฑ์การวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกแสดงดังตารางที่ 4-3 ตารางที่ 4-3 เกณฑ์การวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ประเด็นย่อย ระดับคะแนน เกณฑ์การประเมิน 1. ด้านบทบาทของเมือง 1.1 ความเป็นเจ้าของและการดำเนินงาน (Own & Operate) 3 อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเมืองในการตัดสินใจอนุมัติ และเป็นเจ้าของโครงการ 2 อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเมืองในการตัดสินใจอนุมัติ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการ 1 ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเมืองในการตัดสินใจอนุมัติ แต่เป็นเจ้าของโครงการ 0 ไม่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของเมืองในการตัดสินใจอนุมัติ และไม่ได้เป็นเป็นเจ้าของโครงการ 2. ด้านเทคนิค 2.1 ศักยภาพของมาตรการในการ ลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Abatement Potentials) 3 > 3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจังหวัดปี 2573 2 1-3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจังหวัดปี 2573 1 < 1% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจังหวัดปี2573 0 คำนวณไม่ได้ 2.2 ความสามารถในการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบผลการลด GHG ของมาตรการ (MRV-ability) 3 ทำได้ง่าย มีวิธีเป็นมาตรฐานของสากลหรือใช้ทรัพยากรไม่มาก 2 ทำได้ค่อนข้างง่าย ไม่มีวิธีของสากล หรือต้องใช้ทรัพยากร ค่อนข้างมาก


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 84 1 ทำได้ยาก ต้องพัฒนาวิธีขึ้นเอง หรือต้องใช้ทรัพยากรมาก 0 ทำยากมากหรือทำไม่ได้ 3. ด้านเศรษฐศาสตร์ 3.1 การตอบแทนการลงทุน (Budgetary Control) 3 ผลตอบแทนมาก 2 ผลตอบแทนปานกลาง 1 ผลตอบแทนน้อย 0 ไม่มีผลตอบแทน 4. ด้านสังคม 4.1 ผลประโยชน์ร่วมต่อสังคม (Co-benefits) 3 ผลกระทบกระจายวงกว้าง และต่อเนื่องยาวนาน เช่น การจ้างงาน 2 ผลกระทบกระจายวงจำกัดและต่อเนื่องจากเสร็จสิ้นเป็น ระยะเวลาหนึ่ง 1 ผลกระทบอยู่ในขอบเขตของมาตรการ เฉพาะช่วงเวลาในการ ดำเนินมาตรการ 0 ไม่มีผลกระทบ จากการวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด สามารถแบ่งกลุ่มมาตรการ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือมาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ในระยะสั้น (ภายใน 1-2 ปี) มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะกลาง (ภายใน 2-5 ปี) และมาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ในระยะยาว (มากกว่า 5 ปี) 4.1.3 ผลการวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ตารางที่ 4-4 ผลการวิเคราะห์ความพร้อมของมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะสั้น (ภายใน 1-2 ปี) มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะกลาง (ภายใน 2-5 ปี) มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะยาว (มากกว่า 5 ปี) 1. มาตรการเปลี่ยนชุดไฟทางสาธารณะ เป็นหลอดไฟ LED 2. มาตรการลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาค อุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน 3. มาตรการลดการใช้พลังงานใน ภาคการเกษตร (Smart agriculture) 4. มาตรการผลิตพลังงานไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์ในอาคารภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาคครัวเรือน 14. มาตรการทดแทนรถจักรยานยนต์ บริการส่งอาหารด้วย EV Motorcycle 15. มาตรการทดแทนรถยนต์ส่วนบุคคล ด้วย EV Car 16. มาตรการบริหารจัดการและกำจัด ขยะมูลฝอยด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูล ฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (Incineration) 17. มาตรการส่งเสริมการจัดการน้ำเสีย ในภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า และภาค ครัวเรือน


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 85 มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะสั้น (ภายใน 1-2 ปี) มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะกลาง (ภายใน 2-5 ปี) มาตรการที่เริ่มต้นดำเนินการได้ใน ระยะยาว (มากกว่า 5 ปี) 5.มาตรการผลิตพลังงานไฟฟ้าจาก พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในระบบสูบ น้ำภาคการเกษตร 6. มาตรการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล แทนน้ำมันดีเซล 7.มาตรการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ แทนน้ำมันเบนซิน 8. มาตรการส่งเสริมการลดปริมาณขยะ ต้นทาง 9. มาตรการปลูกป่าอย่างยั่งยืน 10. มาตรการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และลดการทำลายป่า 11. มาตรการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ สาธารณะ 12. มาตรการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย 13. มาตรการลดการเผาในพื้นที่เกษตร 4.2. ศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด หลังจากการวิเคราะห์ศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด ทำให้ทราบ ศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการดำเนินมาตรการในแต่ละมาตรการภายใน พ.ศ. 2573 เรียบร้อย แล้ว แต่ทั้งนี้การดำเนินมาตรการไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในปีเดียว ดังนั้นในการดำเนินการมาตรการ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดนั้น จึงได้มีการจัดทำแผนการลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดระยะเวลาจนถึง พ.ศ. 2573 นอกจากนี้การจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด จะช่วยให้จังหวัดมี แนวทางในการดำเนินมาตรการหรือผู้ผลักดันมาตรการต่อไป สามารถดำเนินการมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกได้ โดยไม่เป็นภาระของจังหวัด โดยการนำเสนอแผนลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ จะนำเสนอมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจก 17 มาตรการ ในกลุ่มมาตรการ 6 กลุ่มซึ่งสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 707,364 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ณ ปีพ.ศ. 2573 รายละเอียดแผนการลดก๊าซเรือนกระจก สามารถสรุปได้ดังภาพ ที่ 4-3 และตารางที่ 4-5 - ตารางที่ 4-10


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) ภาพที่ 4-3 ศักยภาพการลดก๊าซเ


86 เรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ


รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 1. กลุ่มมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy efficiency) ประกอเท่ากับ 18,280 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตารางที่ 4-5 ศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มมาตรการการเพิ่มประสิทลำดับ รหัส มาตรการ 2563 2564 2EE การเพิ่มประสิทธิภาพภาคพลังงาน 1 SSK-EE-01 การเปลี่ยนชุดไฟทางสาธารณะเป็น หลอดไฟ LED 0 0 2 SSK-EE-02 การลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ภาค ธุรกิจการค้า ภาคอุตสาหกรรม ภาค ครัวเรือน 0 0 3 SSK-EE-03 การลดการใช้พลังงานในภาค การเกษตร (Smart agriculture) 0 0 รวม 0 0


87 บด้วย 3 มาตรการซึ่งมีศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกรวม ณ ปีพ.ศ. 2573 ทธิภาพ ภาคพลังงาน (Energy efficiency) ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ) 565 2566 2567 2568 2569 2570 2571 2572 2573 0 0 39 78 117 156 195 235 274 0 0 10,023 10,023 10,023 10,023 10,023 10,023 10,023 0 0 1,140 2,281 3,421 4,562 5,702 6,843 7,983 0 0 11,202 12,382 13,561 14,741 15,920 17,100 18,280


Click to View FlipBook Version