รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 126 ส่งเสริมการปลูกป่าในพื้นที่ใหม่ จากภาคเอกชน 1. ลงทุนโดยเอกชน 2. ปัจจุบันมีปรับการแก้กฎหมายป่าไม้ (พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 และการสร้าง แรงจูงใจเพื่อส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่า เช่น - รัฐบาลออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่บริจาคเงินเพื่อ สนับสนุนโครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน - ธ.ก.ส. หนุนคาร์บอนเครดิต ลดก๊าซเรือนกระจกผ่านธนาคารต้นไม้ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม 7. หน่วยงานที่รับผิดชอบหลักและสนับสนุน หน่วยงานหลัก 1) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดศรีสะเกษ 2) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) 3) สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (สาขาอุบลราชธานี) 4) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมป่าไม้, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช) ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ หน่วยงานที่ร่วมรับผิดชอบและสนับสนุน 1) จังหวัดศรีสะเกษ 2) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดศรีสะเกษ 3) กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดศรีสะเกษ 4) สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษ 5) ที่ทำการปกครองจังหวัด/กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด 6) อำเภอทุกอำเภอในจังหวัดศรีสะเกษ 7) กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ 8) ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ 9) หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ 10) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1-4 11) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 12) เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 127 13) หน่วยงานทุกกระทรวงในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ภาคเอกชน/ประชาชน/องค์กรชุมชน/เครือข่าย อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ 8. แผนการดำเนินงานมาตรการการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ โครงการ การปลูกป่าอย่างยั่งยืน มีเป้าหมายปลูกป่าไม้ให้ได้ปีละ 2,650 ไร่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในจังหวัด ศรีสะเกษ และมีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 21,228 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ในปี พ.ศ. 2573 ตารางที่ 5-8 แผนการดำเนินงานมาตรการการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ พ.ศ. เป้าหมายการปลูกป่า (ไร่) พื้นที่ป่าไม้ก่อน ดำเนินมาตรการ (ไร่) พื้นที่ป่าไม้หลัง ดำเนินมาตรการ (ไร่) ปริมาณดูดกลับ (tCO2eq/ปี) 2566 640,518 2567 2,650 640,518 643,168 3,033 2568 5,300 643,168 648,468 6,065 2569 7,950 648,468 656,418 9,098 2570 10,600 656,418 667,018 12,130 2571 13,250 667,018 680,268 15,163 2572 15,900 680,268 696,168 18,195 2573 18,550 696,168 714,718 21,228 5.1.4 แผนปฏิบัติการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก “มาตรการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย” (SSK-AGR-01) 1. หลักการและเหตุผล ประเทศไทยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ภาค เกษตรของไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้กับประเทศ พื้นที่เกษตรเป็นแหล่ง ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ก๊าซเรือนกระจกหลักที่ปล่อยมาจากพื้นที่เกษตร ได้แก่ คาร์บอนไดออก ไซด์ (CO2 ) มีเทน (CH4 ) และไนตรัสออกไซด์ (N2O) โดยที่ก๊าซไนตรัสออกไซด์เกิดจากการเปลี่ยนรูปของไนโตรเจนในดิน (การ ใช้ปุ๋ยไนโตรเจน) แผนระดับประเทศ และระดับจังหวัดให้ความสำคัญกับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, แผนแม่บทภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13, แผนพัฒนาภาค, แผนพัฒนาจังหวัด
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 128 ศรีสะเกษ ประเด็นการพัฒนาที่ 1 ยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ให้สามารถแข่งขันได้ เชื่อมโยงภูมิภาคและต่างประเทศ มีเป้าหมาย : จำนวนพื้นที่เกษตรปลอดภัย เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,250 ไร่ต่อปี ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม - สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว - สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 3 การเกษตร (เกษตรปลอดภัย) ประเด็นที่ 18 การเติบโตอย่างยั่งยืน (การจัดการมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสารเคมีในภาคเกษตร ทั้งระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2566-2570 หมุดหมายที่10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ แผนพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประเด็นการพัฒนากลุ่มจังหวัด 5 การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แผนงานที่ 4 การผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน แผนพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ ประเด็นการพัฒนาที่ 4 อนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มาตรการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย ภาพที่ 5-7 ความเชื่อมโยงของมาตรการ SSK-AGR-01 กับแผนพัฒนาระดับต่างๆ 2. กรอบแนวคิด การจัดทำแผนปฏิบัติการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้นำแนวคิดกระบวนการ PDCA (Plan-DoCheck-Act) ซึ่งประกอบด้วย การวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ การปรับปรุงการดำเนินการให้เหมาะสม
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 129 โดยพิจารณาร่วมกับแนวความคิดการตรวจวัด การรายงานผล และการทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) เพื่อตรวจสอบและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปริมาณ การปล่อยและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาพที่ 5-8 แนวคิดกระบวนการ PDCA เพื่อจัดทำมาตรการ SSK-AGR-01 3. วัตถุประสงค์ 3.1 เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง ร้อยละ 5 ภายในปี 2573 3.2 สนับสนุนการขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดศรีสะเกษให้ได้ตามเป้าหมาย ร้อยละ 20 ภายในปี 2573 4. ศักยภาพการลดก๊าซเรือนกระจกจากการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย จังหวัดศรีสะเกษ ในปี พ.ศ.2562 มีพื้นที่เกษตรกรรม รวม 4,068,345 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรนาปี 3,006,706 ไร่ และนาปรัง 77,795 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) คำนวณการปล่อยก๊าซ N2O โดยตรงจากการใส่ปุ๋ย และการปล่อยก๊าซ N2O จากการระเหยในรูปของ NH3 และ NOx โดยมีเป้าหมายจัดทำ เกษตรปลอดภัยให้ได้พื้นที่ โดยเริ่มดำเนินการในปี 2567 และคิดการเติบโตของพื้นที่ปลูกข้าวนาปี และนาปรัง = 0.004 และ -0.011 ตามลำดับ โดยมีเป้าหมายการลดปุ๋ยเคมีร้อยละ 5 จากปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี 121,536,371 กิโลกรัม ในปี 2573 สามารถลดได้ประมาณ 82,186 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พิจารณาเฉพาะการใช้ปุ๋ยใน พื้นที่เท่านั้น มีข้อมูลไม่เพียงพอในการคำนวณการปล่อยก๊าซ CO2 จากการใช้ปูนขาวและโดโลไมต์ การปล่อยก๊าซ CO2 จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการสะสมคาร์บอนในดิน การใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำ (สำนักวิจัยและพัฒนา ข้าว กรมการข้าว) ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16- 8 เป็นปุ๋ยรองพื้น ในวันปักดำ หรือหลังหว่านข้าว 20 วัน และปุ๋ย 46-0-0 เป็นปุ๋ยแต่งหน้าที่ระยะข้าวแตกกอสูงสุด และระยะกำเนิดช่อดอก สำหรับข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง ภาพรวมการลดก๊าซ เรือนกระจกดังตารางที่ 5-8
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 130 ตารางที่ 5-9 ภาพรวมการลดก๊าซเรือนกระจกจากการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย พ.ศ. เป้าหมายพื้นที่ เกษตรปลอดภัย (ไร่) เป้าหมาย การลดปุ๋ยเคมี (Kg) ปริมาณการปล่อย GHG หลังดำเนินโครงการ (PE) (tCO2eq/ปี) ปริมาณการปล่อย GHG ที่ลดลง (tCO2eq) 2562 0 2563 0 2564 0 2565 0 2566 0 2567 614,577.48 120,763,502 2,307,072 11,741 2568 1,229,154.95 120,403,819 2,300,200 23,482 2569 1,843,732.43 120,044,671 2,293,339 35,223 2570 2,458,309.91 119,686,059 2,286,488 46,964 2571 3,072,887.38 119,327,985 2,279,647 58,705 2572 3,687,464,86 118,970,449 2,272,817 70,445 2573 4,302,042.34 118,613,453 2,265,997 82,186 5. แนวทางการดำเนินงาน • สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเกษตรกร ในการใช้สารอินทรีย์แทนสารเคมี ให้เห็นถึงผลดีจากการ ดำเนินการเกษตรปลอดภัยและผลเสียจากการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี พัฒนาและส่งเสริม การนำเทคโนโลยีทางการ เกษตรมาใช้ ด้วยการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ และอบรมพัฒนาศักยภาพเกษตรกร • สนับสนุนการทำเกษตรยั่งยืนอย่างครบวงจร โดยการสนับสนุนการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่าย เกษตรกรเพื่อพัฒนาทั้งด้านการผลิตและการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาช่องทางตลาดออนไลน์ให้ เข้มแข็ง ด้วยการส่งเสริมการเกษตรแบบผสมผสาน และสร้างเครือข่ายเกษตรกรออนไลน์ • พัฒนาและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้ ด้วยการส่งเสริมการวิจัยทางการเกษตร ใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาในระบบเกษตรกรรม และจัดทำฐานข้อมูลเกษตรปลอดภัยออนไลน์ • นำร่องพื้นที่เกษตรปลอดภัยทุกตำบล และจัดทำคู่มือการดำเนินงานพร้อมการเปรียบเทียบต้นทุน และ ผลผลิต ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ และจัดฝึกอบรมทั้งจังหวัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผล • ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรปลอดภัยรุ่นใหม่ให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ สร้างภาคีเครือข่ายเกษตรกร รุ่นใหม่ 4.0 ปลอดภัย ลดโลกร้อน
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 131 • การดำเนินงานในการร่วมโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแสดงศักยภาพการลดก๊าซ เรือนกระจก - โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) - โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) 6. งบประมาณและแหล่งทุน 6.1 งบประมาณแผ่นดิน 6.2 เงินสนับสนุนจากการเข้าร่วมโครงการของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กับกลุ่ม เกษตรกรรายย่อย 6.3 งบประมาณสนับสนุนจาก ภาคเอกชน 6.4 งบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานต่างประเทศ 6.5 การกู้ยืมจากสถาบันการเงินดอกเบี้ยต่ำ 7. หน่วยงานรับผิดชอบหลักและหน่วยงานสนับสนุน หน่วยงานรับผิดชอบหลัก : สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศรีสะเกษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ติดตาม ประเมินผล) หน่วยงานสนับสนุน : ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ศรีสะเกษ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 8. แผนการดำเนินงานมาตรการการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย ตารางที่ 5-10 แผนการดำเนินงานมาตรการการส่งเสริมเกษตรปลอดภัย แนวทางดำเนินการ โครงการ 1. สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้กับเกษตรกร ในการใช้สารอินทรีย์แทน สารเคมี 1.1 โครงการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้เรื่องเกปลอดภัย 1.2 โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อผลิตสินค้า เกษตรปลอดภัย 2. สนับสนุนการทำเกษตร ยั่งยืนอย่างครบวงจร 2.1 โครงการส่งเสริมความหลากหลายของกิจกรรมกาทางการเกษตรแบบผสมผสาน 2.2 โครงการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรออนไลน์ 3. พัฒนาและส่งเสริมการนำ เทคโนโลยีทางการเกษตร มาใช้ 3.1 โครงการส่งเสริมบทบาทหลักให้เกษตรกรมีการพัฒความรู้และการวิจัยทางการเกษตร 3.2 โครงการใช้ประโยชน์และพัฒนาภูมิปัญญาพื้นบ้านใช้ในระบบเกษตรกรรม 3.3 โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรปลอดภัย 3.4 โครงการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรปลอดภัยออนไลน4. นำร่องพื้นที่เกษตรปลอด ภัยทุกตำบล ลดโลกร้อน 4.1 โครงการเกษตรปลอดภัยนำร่อง 4.2 โครงการประกวดเกษตรปลอดภัยลดโลกร้อน 5. ส่งเสริมและพัฒนา เกษตรกรปลอดภัยรุ่นใหม่ ให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ 5.1 โครงการส่งเสริมเกษตรรุ่นใหม่ปลอดภัย 4.0 5.2 โครงการภาคีเครือข่ายเกษตรรุ่นใหม่ปลอดภัยลดโร้อน 6. เข้าร่วมโครงการการลด ก๊าซเรือนกระจก 6.1 โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS)
132 2566-2567 2568-2570 2571-2573 หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก กษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ารผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ฒนา นเพื่อ น์ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร โลก สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) แนวทางดำเนินการ โครงการ 6.2 โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตาม มาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) ** สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดศรีสะเกษ (ติดตามประเมินผล)
133 2566-2567 2568-2570 2571-2573 หน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก องค์การบริหารจัดการก๊าซ เรือนกระจก (องค์การมหาชน)
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 134 5.2 การจัดทำแผนลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที และจังหวัดสามารถขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ไปสู่แผนพัฒนาจังหวัดได้ในอนาคต ดังนั้นจึงได้ จัดทำแผนการดำเนินงานตามมาตรการออกเป็น 3 ระยะ (แสดงดังตารางที่ 5-11 ถึง ตารางที่ 5-13) คือ • แผนการดำเนินงานระยะสั้น ประกอบด้วยกลุ่มมาตรการที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านและสามารถ เริ่มดำเนินการทันทีในระยะเวลา 1-2 ปี • แผนการดำเนินงานระยะกลาง ประกอบด้วยกลุ่มมาตรการที่มีความพร้อมเกือบทุกด้าน แต่ขาด งบประมาณหรือแหล่งทุนในการดำเนินงาน ซึ่งจะสามารถดำเนินงานได้หลังจากได้รับเงินทุน ซึ่งคาดหมายว่า ภายใน 2-5 ปี • แผนการดำเนินงานระยะยาว ประกอบด้วยกลุ่มมาตรการที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขระเบียบ ข้อบังคับหรือออกกฎระเบียบใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการในกลุ่มนี้ได้โดยไม่ติดขัด ซึ่งจำเป็นต้องมีการ ประสานงานและขออนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ฉะนั้น มาตรการในกลุ่มนี้อาจจะต้องรอให้แก้ไขทบทวน บทบาท ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแม้แต่หน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะเริ่มดำเนินการได้ ซึ่ง คาดหมายว่าจะเริ่มดำเนินการได้หลังจาก 5 ปี ตารางที่ 5-11 แผนระยะสั้นในการดำเนินการมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ มาตรการ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (tCO2eq) ณ ปี พ.ศ. 2573 แผนระยะสั้น (ระยะเวลา 1-2 ปี) 313,698 SSK-EE-01 การเปลี่ยนชุดไฟทางสาธารณะเป็นหลอดไฟ LED 274 SSK-EE-02 การลดการใช้พลังงานในภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน 10,023 SSK-EE-03 การลดการใช้พลังงานในภาคการเกษตร (Smart agriculture) 7,983 SSK-AE-01 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์ในอาคารภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาคครัวเรือน 76,629 SSK-AE-02 การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในระบบสูบ น้ำภาคการเกษตร 1,533 SSK-TM-03 การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลแทนน้ำมันดีเซล 15,630 SSK-TM-04 การส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์แทนน้ำมันเบนซิน 156 SSK-WM-01 การส่งเสริมการลดปริมาณขยะต้นทาง 83,773 SSK-FOR-01 การปลูกป่าอย่างยั่งยืน 21,228 SSK-FOR-02 การฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและลดการทำลายป่า 6,529
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 135 มาตรการ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (tCO2eq) ณ ปี พ.ศ. 2573 SSK-FOR-03 การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่สาธารณะ 7,014 SSK-AGR-01 การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย 82,186 SSK-AGR-02 การลดการเผาวัสดุในพื้นที่เกษตร 740 ตารางที่ 5-12 แผนระยะกลางในการดำเนินการมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ มาตรการ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (tCO2eq) ณ ปีพ.ศ. 2573 แผนระยะกลาง (ภายใน 2-5 ปี) 6,311 SSK-TM-01 การทดแทนรถจักรยานยนต์บริการส่งอาหารด้วย EV Motorcycle 216 SSK-TM-02 การทดแทนรถยนต์ส่วนบุคคลด้วย EV Car 6,095 ตารางที่ 5-13 แผนระยะยาวในการดำเนินการมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดศรีสะเกษ มาตรการ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (tCO2eq) ณ ปีพ.ศ. 2573 แผนระยะยาว (ภายใน > 5 ปี) 387,355 SSK-WM-02 การบริหารจัดการและกำจัดขยะมูลฝอยด้วยวิธีการแปรรูปขยะมูล ฝอยเป็นพลังงานไฟฟ้า (Incineration) 23,449 SSK-WM-03 มาตรการส่งเสริมการจัดการน้ำเสียในภาครัฐ ภาคธุรกิจการค้า ภาคครัวเรือน 363,906 การขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจก มีองค์ประกอบหลายส่วนจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนและการ ดำเนินการไปพร้อมกันในทุกด้าน ดังนั้นในการขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติและ บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก จึงขอเสนอแนะให้แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือระยะเร่งด่วน ระยะ เตรียมความพร้อม และระยะดำเนินการ รายละเอียดดังภาพที่ 5-9
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 136 ภาพที่ 5-9 แนวทางการขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจก ระยะเตรียมความพร้อม คือการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก ในทุกมาตรการตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจก และการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงศักยภาพของคนและเครื่องมือในการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก อีกทั้ง การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อการขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิเช่น • การสนับสนุนด้านเทคนิค (Technical Assistance) คือการสนับสนุนในด้านเทคนิคและวิชาการ เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานนี้เป็นไปตามกรอบที่ว่างไว้ • การติดตามและประเมินผล (Monitoring & Evaluation) คือการจัดทำกรอบในการติดตามและ ประเมินผลการดำเนินงานของแผนการลดก๊าซเรือนกระจก • การพัฒนาความรู้ และประชาสัมพันธ์ (Knowledge Management & Capacity Development & Public Relation) คือการพัฒนาแหล่งข้อมูลและความรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีส่วนได้เสียได้ทราบ • การเงินและการลงทุน (Finance) คือการจัดหาแหล่งเงินทุนที่สามารถเข้าถึงได้ ระยะดำเนินการ คือการดำเนินมาตรการตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อการติดตามศักยภาพการ ลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด และการปรับปรุงผลการดำเนินการ รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซ เรือนกระจกของจังหวัดต่อไป จากแผนการดำเนินงานและการขับเคลื่อนแผนการลดก๊าซเรือนกระจกดังกล่าวซึ่งคาดว่า จังหวัด ศรีสะเกษจะดำเนินการมาตรการทั้ง 17 มาตรการ ได้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2573 ดังนั้น จังหวัดจึงควรมีการ เตรียมการติดตามประเมินผล (M&E) และการตรวจวัด-รายงาน-ทวนสอบ (MRV) มาตรการที่ได้มีการดำเนินการ เพื่อการประเมินผลและการปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความเหมาะสม โดยการติดตามประเมิน (M&E) เป็น เครื่องมือในการสนับสนุนให้การดำเนินการตามแผนลดก๊าซเรือนกระจกของจังหวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 137 เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการปรับปรุงการปฏิบัติ รวมถึงการขยายผลการดำเนินการ ในอนาคตอีกด้วย สำหรับการตรวจวัด-รายงาน-ทวนสอบ (MRV) จะเป็นการติดตามและประเมินผลในระดับ โครงการหรือในระดับท้องถิ่น โดยการตรวจวัด-รายงาน ทวนสอบ มักเกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดหรือเมตริกซ์เชิงปริมาณ เช่น ค่าตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าสำหรับการประเมินก๊าซเรือนกระจก กระบวนการติดตามประเมินผล (M&E) และการตรวจวัด-รายงาน-ทวนสอบ (MRV) แสดงดังภาพที่ 5-10 ภาพที่ 5-10 แนวทางการติดตาม-ประเมินผล (M&E) และการตรวจวัด-รายงาน-ทวนสอบ (MRV) ด้วยเหตุนี้จังหวัดจึงควรจัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกรายมาตรการทั้ง 17 มาตรการ เพื่อ การติดตาม-ประเมินผล (M&E) และการตรวจวัด-รายงาน-ทวนสอบ (MRV) ที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของ จังหวัด นอกจากนี้จังหวัดควรสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนา ศักยภาพทั้งภาครัฐ เอกชน เมืองและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาแผนการลดก๊าซ เรือนกระจกให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้นในปีถัดๆ ไป
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 138
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 139 บทที่ 6 บริบทของพื้นที่ 6.1 ข้อมูลประชากร เศรษฐกิจ และสังคม 6.1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร ประชากรในจังหวัดศรีสะเกษ มีชุมชนหลายกลุ่มอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการอพยพย้าย ครัวเรือนเข้ามาของคนเชื้อชาติต่าง ๆ ในอดีต แม้ปัจจุบันยังคงเห็นลักษณะเฉพาะทางกายภาพ และวัฒนธรรมของ กลุ่มคนเหล่านั้นอยู่ ได้แก่ ชาวลาว ชาวเขมร ชาวส่วยหรือกุย และเยอ และในปี 2564 จังหวัดศรีสะเกษ มี ประชากรรวม 1,457,556 คน เป็นเพศชาย 725,426 หรือร้อยละ 49.8 ของประชากรทั้งหมด เป็นเพศหญิง 732,130 คน หรือร้อยละ 50.2 ความหนาแน่นของประชากร 165 คนต่อตารางกิโลเมตร 6.1.2 ช่วงอายุและจำนวนประชากร จังหวัดศรีสะเกษในปี พ.ศ. 2564 สามารถแบ่งช่วงอายุและจำนวนประชากรดังปิรามิดประชากร ดังนี้ ที่มา : ระบบสารสนเทศสนับสนุนงานส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม https://dashboard.anamai.moph.go.th/ ภาพที่ 6-1 ปิรามิดประชากรจังหวัดศรีสะเกษ ปี พ.ศ. 2564
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 140 ตารางที่ 6-1 ปิรามิดประชากร ปี 2564 ของคนจังหวัดศรีสะเกษ ช่วงอายุ ชาย หญิง รวม 0-4 ปี 34,076 31,973 66,049 5-9 ปี 41,866 39,967 81,833 10-14 ปี 46,116 43,643 89,759 15-19 ปี 46,670 43,880 90,550 20-24 ปี 49,886 50,460 100,346 25-29 ปี 57,597 54,807 112,404 30-34 ปี 51,996 48,885 100,881 35-39 ปี 54,825 52,135 106,960 40-44 ปี 58,839 56,830 115,669 45-49 ปี 61,378 60,812 122,190 50-54 ปี 58,308 59,741 118,049 55-59 ปี 48,829 51,112 99,941 60-64 ปี 38,417 41,894 80,311 65-69 ปี 27,373 31,110 58,483 70-74 ปี 21,340 25,543 46,883 75-79 ปี 13,579 17,596 31,175 80-84 ปี 8,423 11,895 20,318 85-89 ปี 3,944 6,431 10,375 90-94 ปี 1,415 2,482 3,897 95-99 ปี 371 667 1,038 100 ปีขึ้นไป 178 267 445 รวม 725,426 732,130 1,457,556 ที่มา : DOH Dashboard กรมอนามัย (ข้อมูลจาก HDC) วันที่ประมวลผล: 20 มกราคม 2563
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 141 6.1.3 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด เศรษฐกิจโดยรวม ของจังหวัดศรีสะเกษ พิจารณาจากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ปี 2564 มีมูลค่า การผลิต 78,658 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,177 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา เป็นลำดับที่ 38 ของประเทศ ลำดับที่ 8 ของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดศรีสะเกษต่อประชากร (Gross Provincial Products Per Capita) เท่ากับ 83,332 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 2,253 บาทจากปีที่ผ่านมา เป็นลำดับที่ 57 ของประเทศ ลำดับที่ 8 ของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และลำดับที่ 1 ของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด ขยายตัวร้อยละ 1.67 อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 5 ปี(Long – term Growth) ขยายตัวร้อยละ 1.54 ตารางที่ 6-2 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) จังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี 2564 รายการ 2560 2561 2562 2563 2564 มูลค่า ณ ราคาประจำปี (ล้านบาท) 70,827 73,416 71,776 77,481 78,658 มูลค่า ณ ราคาคงที่ (ล้านบาท) 40,842 41,807 40,061 41,947 42,648 อัตราการขยายตัว (ร้อยละ) 3.15 2.36 -4.18 4.71 1.67 รายได้ต่อหัวต่อคน (บาท) 71,341 74,909 74,173 81,079 83,332 อัตราการขยายตัวรายได้ต่อหัวต่อคน (ร้อยละ) 5.53 5.00 -0.98 9.31 2.78 ลำดับรายได้ต่อหัวต่อคนของประเทศ/ภาค 68/14 63/9 64/9 57/7 57/8 ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตารางที่ 6-3 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) จังหวัด กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (ย้อนหลัง 5 ปี) ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 142 ตารางที่ 6-4 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) จังหวัด กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ปี พ.ศ.2564 ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โครงสร้างการผลิต ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2564 พิจารณาจากสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ณ ราคา ประจำปี แบ่งเป็นภาคเกษตรมีมูลค่า 21,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27.71 โดยพืชเศรษฐกิจหลักของ จังหวัดประกอบด้วย ข้าวนาปียางพารา มันสำปะหลัง พริก หอมแดง กระเทียม ทุเรียน เป็นต้น ภาคนอกเกษตรมี มูลค่า 56,858 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 72.29 โดยสาขาการผลิตที่มีมูลค่าสูงสุด 5 ลำดับแรก คือ 1. สาขาเกษตรกรรม การป่าไม้ และการประมง มูลค่า 21,800 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 27.71 2. สาขาการศึกษา มูลค่า 12,933 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 16.44 3. สาขาการขายส่งและการขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์มูลค่า 9,155 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 11.64 4. สาขากิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย มูลค่า 6,821 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 8.67 5. สาขาการผลิต มูลค่า 6,159 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 7.83
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 143 ตารางที่ 6-5 โครงสร้างและอัตราการขยายตัว ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดศรีสะเกษ (GPP) ประจำปี พ.ศ.2564 ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภาพที่ 6-2 โครงสร้างการผลิต ปี พ.ศ.2564
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 144 6.2 บริบทด้านสิ่งแวดล้อม 6.2.1 ข้อมูลด้านกายภาพของจังหวัดศรีสะเกษ ที่ตั้งและอาณาเขต (ศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา, 2566) จังหวัด ศรีสะเกษตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างของประเทศไทย อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 169 เมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 8,839.90 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,524,987.5 ไร่ และอยู่ห่างจาก กรุงเทพมหานคร ประมาณ 571 กิโลเมตร ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดร้อยเอ็ด ยโสธร และอุบลราชธานี ทิศใต้ ติดต่อกับ ประเทศกัมพูชา ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดอุบลราชธานี ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดสุรินทร์ ภาพที่ 6-3 แผนที่ตั้งและอาณาเขตจังหวัดศรีสะเกษ สภาพพื้นที่ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะดิน ภูมิประเทศโดยทั่วไปส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มอยู่ทาง เหนือ และตอนกลางของจังหวัด ส่วนทางตอนใต้จะเป็นที่ลาดชันและลูกคลื่นลอนตื้นสลับลาดชัน พื้นที่ทั้งหมดของ จังหวัดจะมีความลาดชันจากทางตอนใต้ลงสู่แม่น้ำมูลทางตอนเหนือของจังหวัด สภาพดินร้อยละ 60 เป็นดินร่วน ปนทรายที่มีการระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีเพียงร้อยละ 4.5 ของพื้นที่จังหวัดเท่านั้น ที่มีระดับความ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 145 อุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงค่อนข้างสูง ส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 35.5 เป็นดินภูเขา และเทือกเขา ซึ่งทำการ กสิกรรมได้เพียงบางส่วน มียอดเขาสูงที่สุดของจังหวัดคือยอดเขาพนมตาเมือน อยู่ในเขตอำเภอขุนหาญ สูง 673 เมตร และมีแนวชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย รวม 127 กิโลเมตร (อำเภอกันทรลักษ์ 76 กิโลเมตร อำเภอขุนหาญ 188 กิโลเมตร และอำเภอภูสิงห์ 33 กิโลเมตร) ดินในจังหวัดศรีสะเกษ มีแหล่งกำเนิดและลักษณะดินจากผลการสำรวจโดยกองสำรวจดินกรม พัฒนาที่ดิน สามารถแบ่งประเภทวัตถุกำเนิดและลักษณะดินโดยสังเขป ได้ 3 ประการ ดังนี้ 1. ดินที่เกิดจากการที่พัดมาและทับถมโดยน้ำที่ใหม่และค่อนข้างใหม่บริเวณนี้ ได้แก่ ที่ราบลุ่ม แม่น้ำท่วมถึง ริมแม่น้ำลำห้วยต่าง ๆ มีเนื้อที่ประมาณ 185,031 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 3.35 ของเนื้อที่ทั้งหมด 2. ดินที่เกิดจากตะกอนที่ถูกพัดมาทับถมโดยลำน้ำมานานแล้ว ได้แก่ บริเวณที่ราบต่ำและเป็น ลูกลอนคลื่นตื้นถึงลอนชัน มีเนื้อที่ประมาณร้อยละ 80.2 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด 3. ดินที่เกิดจากการสลายตัวของหินอยู่กับที่ และเกิดตามที่ราบเชิงเขาจากวัตถุกำเนิดพวกหิน บะซอลต์ หินแอนดีไซด์ และหินทราย พบบริเวณที่ลาดเชิงเขา 6.2.2 ภูมิอากาศ (ศูนย์ภูมิอากาศ กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา, 2566) ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดศรีสะเกษ ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของมรสุมที่พัด ประจำฤดูกาล 2 ชนิด คือ มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัดพามวลอากาศเย็นและแห้งจากประเทศจีนเข้าปกคลุม ประเทศไทยตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย ทำให้จังหวัดศรีสะเกษมีอากาศหนาวเย็นและแห้งทั่วไป และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพามวลอากาศชื้นจากทะเล และมหาสมุทรเข้าปกคลุมประเทศไทยในช่วงฤดูฝนประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ทำให้มีฝนตกชุกทั่วไป ฤดูกาล ฤดูกาลของจังหวัดศรีสะเกษ พิจารณาตามลักษณะของลมฟ้าอากาศของประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฤดู ดังนี้ 1. ฤดูหนาว เริ่มต้นประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วง ที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย อากาศโดยทั่วไปจะหนาวเย็นและแห้ง โดยมีอากาศหนาวจัด ในบางวันและเดือนที่มีอากาศหนาวมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของ บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ลงปกคลุมประเทศไทยในช่วงดังกล่าวด้วย 2. ฤดูร้อน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มี อากาศร้อนอบอ้าวโดยทั่วไป โดยเฉพาะเดือนเมษายนจะเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวที่สุดของปี 3. ฤดูฝน เริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่มรสุม ตะวันตกเฉียงใต้พัดเอาความชื้นจากทะเลและมหาสมุทรเข้ามาปกคลุมประเทศไทย ประกอบกับในช่วงดังกล่าวร่อง ความกดอากาศต่ำที่พาดอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย จะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาค
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 146 ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้อากาศเริ่มชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป โดยเฉพาะเดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปีแต่อย่างไรก็ตามนอกจาก ปัจจัยดังกล่าวที่ทำให้มีฝนตกชุกแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้หรือเข้าสู่ ประเทศไทยในช่วงดังกล่าวด้วย อุณหภูมิเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศของจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่บนที่ราบสูง ทำให้มีอากาศ ร้อนอบอ้าวในช่วงฤดูร้อน ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี 27.9 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 22.3 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 33.6 องศาเซลเซียส เดือน เมษายนเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากที่สุดในรอบปี ซึ่งเคยวัดอุณหภูมิสูงที่สุดได้42.5 องศาเซลเซียส เมื่อ วันที่ 14 เมษายน 2541 ส่วนในช่วงฤดูหนาวจะมีอากาศหนาวที่สุดในเดือนธันวาคม วัดอุณหภูมิต่ำที่สุดได้6.8 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2542 ฝน ปริมาณฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปีของจังหวัดศรีสะเกษ 1,439.6 มิลลิเมตร และมีจำนวนวันที่ฝนตก เฉลี่ย 133 วัน โดยเดือนที่มีฝนตกชุกมากที่สุดในรอบปีจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน สถิติปริมาณฝน มากที่สุดใน 24 ชั่วโมง วัดได้ 263.4 มิลลิเมตร เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 (ที่ กกษ.ศรีสะเกษ) ส่วนสถิติปริมาณ ฝนมากที่สุดในหนึ่งเดือนวัดได้827.5 มิลลิเมตร เมื่อเดือนสิงหาคม 2544 (ที่กกษ.ศรีสะเกษ) พายุหมุนเขตร้อน พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวผ่านหรือเข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ มีแหล่งกำเนิด จากทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก โดยเคลื่อนตัวผ่านประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก่อนจะเข้าสู่ประเทศไทย ส่งผลให้พายุหมุนเขตร้อนอ่อนกำลังเป็นพายุดีเปรสชั่น ทำให้ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย มากนัก แต่ยังคงทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก จนก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ สำหรับช่วงเวลาที่พายุหมุนเขต ร้อนเคลื่อนตัวผ่านจังหวัดศรีสะเกษ คือตั้งแต่เดือนกันยายนไปจนถึงเดือนตุลาคม โดยเฉพาะเดือนกันยายนเป็น ช่วงที่พายุหมุนเขตร้อนมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่จังหวัดนี้ได้มากที่สุด จากสถิติในคาบ 72 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2494-2565 พบว่า พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวผ่านจังหวัด ศรีสะเกษมีทั้งหมด 12 ลูก โดยเคลื่อนเข้ามาขณะที่มีกำลังแรงเป็นพายุดีเปรสชันทั้งหมด โดยเคลื่อนเข้ามาในเดือน กันยายน 8 ลูก (2512, 2515(2), 2528, 2540, 2548, 2556, 2558) เดือนตุลาคม 4 ลูก (2513, 2531, 2533, 2535) 6.2.3 ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรป่าไม้สภาพพื้นที่ป่าไม้โดยทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นป่าบน พื้นราบ จึงทำให้ราษฎรที่ต้องการพื้นที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพื่อการเกษตรเข้าไปหักร้างถางพง ทำให้ป่ามี สภาพเสื่อมโทรมอยู่โดยทั่วไป ขณะนี้ยังคงมีสภาพป่าที่สมบูรณ์ในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น บริเวณติดแนวชายแดน ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตยและบริเวณเทือกเขา เป็นต้น ทั้งนี้จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ป่าไม้ 1,022.97 ตาราง กิโลเมตร (639,359.14 ไร่) แบ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ 25 แห่ง เนื้อที่ 2,038.92 ตารางกิโลเมตร (1,274,312 ไร่)
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 147 และป่าไม้ถาวรเตรียมการสงวน 4 แห่ง จำนวน 147.41 ตารางกิโลเมตร หรือ 92,132 ไร่ เมื่อพิจารณาเฉพาะพื้นที่ ป่าที่ยังคงสภาพป่าที่สมบูรณ์มีจำนวน 678,911.41 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 12.16 ของเนื้อที่จังหวัด โดยป่าไม้ใน พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษจําแนกได้ 3 ประเภทได้ดังนี้ 1. ป่าอนุรักษ์จำนวน 755 ตารางกิโลเมตร หรือ 471,875 ไร่ 1.1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ท้องที่อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ มีเนื้อที่ 316 ตารางกิโลเมตร (197,500 ไร่) 1.2 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา ท้องที่อำเภอขุนหาญ อำเภอขุขันธ์ และอำเภอภูสิงห์ มีเนื้อที่ 380.6 ตารางกิโลเมตร (237,875 ไร่) 1.3 อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มีเนื้อที่ 59 ตารางกิโลเมตร (36,875 ไร่) 2. ป่าชุมชน ซึ่งจะมีพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและป่าเตรียมการ มีเนื้อที่ 201.22 ตาราง กิโลเมตร (36,875 ไร่) 3. ป่าเศรษฐกิจ (Zone E) มีเนื้อที่ 1,303.64 ตารางกิโลเมตร (814,778 ไร่) 3.1 พื้นที่ป่ามีภาระผูกพัน (สวนป่า และพื้นที่สิทธิทำกินในพื้นที่เขตป่าสงวนและเป็นป่าไม้ เสื่อมโทรมจำนวน 177.93 ตารางกิโลเมตร (111,206 ไร่) 3.2 พื้นที่ที่มอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จำนวน 761.86 ตารางกิโลเมตร (703,572 ไร่) อัตราส่วนทรัพยากรป่าไม้ต่อพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 11.6 ต่อ พื้นที่ 5,524.956.25 ไร่ ทั้งนี้ลักษณะทั่วไปของป่าไม้ที่พบในจังหวัดศรีสะเกษ จําแนกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ป่าแดงหรือป่าโคก ป่าแพะหรือป่าเต็งรัง มีลักษณะเป็นป่าโปร่งสลับกับพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ เป็นทุ่งหญ้ามีต้นไม้ขึ้นห่าง ๆ กัน พืชพรรณธรรมชาติในป่าไม้ประเภทนี้ ได้แก่ หญ้าคา ไม้ไผ่ หญ้าเพ็ก ไม้พลวงไม้ สกุลยางไม้เหียง ไม้สะแบง ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้มะค่า แต้ ต้นรัก (น้ำเกลี้ยง) ไม้กะบก ไม้ตะเคียน ซึ่งไม้ตะเคียนใน จังหวัดศรีสะเกษ ในอดีตมีชื่อเสียงมากที่สุดว่าเป็นไม้ตะเคียนชั้นดี ปัจจุบันพบเห็นได้น้อยหรือแทบจะไม่มีแล้ว ไม้เบญจพรรณ ได้แก่ ไผ่ป่า ไม้รวก สีเสียด ตะเคียนหนูราชพฤกษ์ รกฟ้า เสลา ประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง พะยูงแกลบ มะเกลือ ก้านเหลือง ยางเสี้ยน ตะแบกใหญ่ ป่าบุ่ง ป่าทาม เป็นป่าในพื้นที่ลุ่มริมฝั่งแหล่งน้ำ มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ต้นไม้ที่เกิดในป่าบุ่ง ป่าทามเป็นต้นไม้ที่ทนทานต่อการถูกน้ำท่วม เช่น ต้นหัวลิง ต้นกล้วยน้อย ต้นเดือยไก่ ต้นโคยลิง ต้นเสียว ต้นนมวัว ต้นผักแสง ต้นตะเคียน ต้นกระเบา ต้นหว้า ผักกระโดนน้ำ ผักกระโดนทุ่ง หรือกระโดนเตี้ย และหญ้าแฝก
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 148 ตารางที่ 6-6 สถิติพื้นที่ป่าไม้ จังหวัดศรีสะเกษ ที่มา : ศูนย์สารสนเทศ สำนักแผนงานและสารสนเทศ กรมป่าไม้ 2564 ทรัพยากรน้ำ จังหวัดศรีสะเกษ มีแหล่งน้ำที่สำคัญและมีผลต่อกิจกรรมการเกษตร การประมง ได้แก่ แม่น้ำมูล ห้วยทับทัน ห้วยสำราญ ห้วยศาลา ห้วยทา ห้วยขะยูง บึงและหนองน้ำธรรมชาติกระจายอยู่ทั่ว พื้นที่ส่วนมากทางตอนเหนือของจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอราษีไศล อำเภอศิลาลาด อำเภอ ยางชุมน้อย และอำเภอเมืองศรีสะเกษ แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ 1. แม่น้ำมูล มีต้นกำเนิดและไหลจากจังหวัดนครราชสีมาเข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษ บริเวณอำเภอ ราษีไศล ซึ่งเป็นที่บรรจบของลำน้ำเสียวที่ป่าดงภูอำเภอราษีไศล เรียกกันว่าวังใหญ่ ผ่านพื้นที่อำเภอราษีไศล อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอยางชุมน้อย และอำเภอกันทรารมย์ แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำชี ที่จังหวัดอุบลราชธานี 2. ห้วยทับทัน ต้นลำธารที่เทือกเขาพนมดงรัก บริเวณเขตพื้นที่อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เป็น เส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุรินทร์กับจังหวัดศรีสะเกษ ในเขตอำเภอห้วยทับทัน อำเภอเมืองจันทร์ อำเภอ โพธิ์ศรีสุวรรณ อำเภอบึงบูรพ์ ไหลลงลำน้ำมูลที่บ้านห้วย ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 3. ห้วยสำราญ ไหลมาจากเขตอำเภอภูสิงห์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอปรางค์กู่ อำเภอวังหิน อำเภอ อุทุมพรพิสัย แล้วไหลลงสู่แม่น้ำมูล ที่เขตอำเภอเมืองศรีสะเกษ มีความยาวประมาณ 210 กิโลเมตร และมีพื้นที่ลุ่ม น้ำ 3,417 ตารางกิโลเมตร 4. ห้วยศาลา เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ดัดแปลงทำเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำที่ไหลมาจากห้วยสำราญ และมีต้นน้ำจากลำห้วยพนมดงรัก สามารถบรรจุน้ำได้สูงสุด 52.5 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ทำการชลประทาน จำนวน 20,400 ไร่ มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภคตลอดปี 5. ห้วยขะยุง ต้นลำธารที่เทือกเขาพนมดงรัก มีน้ำตกภูละออที่สวยงามไหลผ่าน อำเภอ กันทรลักษ์ อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอโนนคูณ และอำเภอกันทรารมย์ ไหลลงแม่น้ำมูลระหว่าง
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 149 รอยต่อจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี มีความยาวลำน้ำประมาณ 175 กิโลเมตร โดยมีห้วยทาเป็นลำ น้ำสาขา มีความยาวประมาณ 160 กิโลเมตร พื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 3,347 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าตาม ธรรมชาติประมาณปีละ 1,466 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 7.53 ของปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติ ทั้งหมดของลุ่มน้ำมูล 6. ลำน้ำเสียว หรือลำเสียวใหญ่ มีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงสันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำชี ที่จังหวัดมหาสารคาม มีลำน้ำสาขาคือ ลำเตา ลำเสียวใหญ่ และลำเสียวน้อย ไหลมาบรรจบกันเป็นลำเสียวใหญ่ที่ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จากนั้นไหลผ่านอำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล ไหลลงแม่น้ำมูลที่ป่าดงภูอำเภอ ราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ 7. ลำน้ำห้วยทา มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาพนมดงรัก อำเภอขุนหาญ ไหลผ่านอำเภอขุนหาญ อำเภอไพรบึง อำเภอศรีรัตนะ อำเภอพยุห์ อำเภอน้ำเกลี้ยง ไหลบรรจบแม่น้ำมูลที่อำเภอกันทรารมย์ 8. แหล่งน้ำอื่นๆ แหล่งน้ำใต้ดิน จำนวน 65,223 แห่ง แบ่งเป็นบ่อบาดาล 9,409 บ่อ และบ่อน้ำตื้น 55,814 บ่อ ระบบประปา มีจำนวนหมู่บ้านที่ประปาใช้การได้1,110 แห่ง (ร้อยละ 42.27) ต้อง ปรับปรุง 829 แห่ง (ร้อยละ 31.57) และยังไม่มีประปา 687 หมู่บ้าน (ร้อยละ 26.16) สระน้ำในไร่นา จำนวน 4,715 แห่ง พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 23,575 ไร่ แหล่งน้ำบาดาล จำนวนบ่อบาดาลในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ มีจำนวนทั้งสิ้น 3,372 บ่อ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) บ่อบาดาลเพื่อใช้ในการเกษตร จำนวน 278 บ่อ 2) บ่อบาดาลเพื่อใช้ในการอุปโภค – บริโภค จำนวน 2,915 บ่อ 3) บ่อบาดาลเพื่อใช้ในการทำธุรกิจ จำนวน 179 บ่อ แหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน ในจังหวัดศรีสะเกษที่มีเขื่อนขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ 1) เขื่อนราษีไศล เป็นเขื่อนปิดกั้นลำน้ำมูลที่บ้านปากห้วย ตำบลบัวทุ่ง อำเภอราษีไศล ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2536 เป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดบานประตูระบายเหล็กโค้งมีพื้นที่รับน้ำฝน 44,275 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยไหลเข้าหน้าฝายปีละ 3,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรเก็บกักน้ำหน้า ฝาย 75 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับเก็บกัก 119.00 ม.รทก. มีพื้นที่รับประโยชน์ระยะแรก 34,420 ไร่ 2) เขื่อนหัวนา เป็นเขื่อนปิดกั้นลำน้ำมูลที่บ้านกอก อำเภอกันทรารมย์ ก่อสร้างแล้ว เสร็จในปี พ.ศ. 2544 เป็นเขื่อนคอนกรีตเสริมเหล็ก ชนิดบานประตูระบายเหล็กโค้ง มีพื้นที่รับน้ำฝน 53,184 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยไหลเข้าหน้าฝ่ายปีละ 9,195 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาตรเก็บกักน้ำหน้าฝาย 115.60 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับเก็บกัก 115 ม.รทก. มีพื้นที่รับประโยชน์ระยะแรก 77,000 ไร่
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 150 ตารางที่ 6-7 แหล่งน้ำเพื่อการชลประทานอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 16 แห่ง ที่มา : โครงการจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการจังหวัดศรีสะเกษ พ.ศ. 2564
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 151 6.2.4 บริบททางการเกษตร การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 4,283,352 ไร่ หรือร้อยละ 43.73 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด โดยมีการใช้ประโยชน์ที่ดินทางการเกษตร ดังนี้ ตารางที่ 6-8 การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการเกษตร ปี 2562 ที่มา: agri-map-online.moac.go.th กรมพัฒนาที่ดิน (2564) พื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่ชลประทานดัชนีย่อย WMI 2562 ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร จากแผนภูมิแสดงให้เห็นว่าการเกษตรกรรมของจังหวัดศรีสะเกษ พึ่งพิงน้ำฝนเป็นหลัก เพราะมีพื้นที่เกษตรกรรม ในเขตชลประทาน ร้อยละ 4.17 และพื้นที่เกษตรกรรมในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ร้อยละ 79.3 ที่เหลือร้อยละ 16.5 เป็น พื้นที่นอกเขตชลประทานที่เหมาะต่อการเกษตร และอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ทั้งนี้มีการกักเก็บน้ำใ นพื้นที่ เกษตรกรรม (สระหรือน้ำ) เฉลี่ย 156.89 ลบ.ม./ไร่
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 152 ที่มา : ดัชนีย่อย WMI 2562 ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร สสช. ภาพที่ 6-4 แผนภูมิการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร ปี 2562 จังหวัดศรีสะเกษมีต้นทุนทรัพยากรน้ำ โดยวัดจาก WMI 2562 (water management index 2562) จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีค่าเฉลี่ยที่ 2.88 น้อยกว่าระดับประเทศ และกลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง 2 ภาพที่ 6-5 ดัชนีวัดต้นทุนทรัพยากรน้ำ 2562 โดยมีตัวชี้วัดที่นำมาคำนวณค่าด้านต้นทุนทรัพยากรน้ำที่เกี่ยวกับการเกษตรกรรม ดังนี้ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปี 1,353.70 ลบ.ม/ปี และปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยต่อประชากร 2,079.96 ลบ.ม./คน/ปีนับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูง แต่มีการกักเก็บน้ำในเกณฑ์ต่ำ คือ สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงร้อย ละ 21.98 ของประมาณน้ำท่า ซึ่งปริมาณน้ำกักเก็บติดต่อพื้นที่เกษตรกรรม มีปริมาณ 156.89 ลบ.ม./ไร่
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 153 จังหวัดศรีสะเกษ มีคุณภาพน้ำบาดาลอยู่ในเกณฑ์ดี และปี 2562 มีการนำน้ำมาใช้เพื่อ การอุปโภคและบริโภคแล้ว ร้อยละ 52.24 ของปริมาณน้ำบาดาลที่ใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้ คงเหลืออีก ประมาณ ร้อยละ 49.0 ที่ยังไม่ได้พัฒนานำมาใช้ (รวมทั้งการนำมาใช้ในการเกษตรกรรม) ตารางที่ 6-9 ค่าดัชนีต้นทุนทรัพยากรน้ำ WMI ปี 2562 ที่มา : WMI 2562 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผลผลิตต่อไร่ การเพาะปลูกพืชที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย โรงงาน ยางพารา หอมแดง พริก กระเทียม ทุเรียน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 154 ตาราง 6-10 ข้อมูลด้านการเกษตร 2563-2565 ที่มา : สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2564 * ราคายางก้อนถ้วย ** สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ข้อมูล ณ วันที่ 12 มกราคม 2565
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 155 ข้าว ถือว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา GPP สาขาเกษตรของจังหวัดศรีสะเกษสูง เพราะมีจำนวนเกษตรกรมากถึง 235,558 ครัวเรือน และใช้พื้นที่การเพาะปลูกมากสุดร้อยละ 78.6 ของพื้นที่ เกษตรทั้งหมด แต่เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าต่อไร่ (ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่คูณด้วยราคาเฉลี่ย) ปรากฏว่าในช่วงปี 2564 – 2565 ข้าวมีมูลค่าประมาณ 3,000 บาทต่อไร่เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่ากว่ายางพารา ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 11,000 บาท ต่อไร่ แต่ก็ยังสูงกว่ามันสำปะหลังที่มีมูลค่าประมาณ 9,000 บาทต่อไร่ สำหรับพืชผลเกษตรที่มีมูลค่าต่อไร่สูง ได้แก่ ทุเรียน (194,465 บาท/ไร่) พริก (49,155 บาท/ไร่) หอมแดง (45,084 บาท/ไร่) กระเทียม (40,934 บาท/ไร่) ปาล์มน้ำมัน (9,474 บาท/ไร่) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (9,409 บาท/ไร่) และอ้อยโรงงาน (5,490 บาท/ไร่) 6.3 ข้อมูลภัยอันตรายจากสภาพภูมิอากาศ 6.3.1 ภาวะภัยจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงในอดีต อัคคีภัย (Fire) อัคคีภัยในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นสาธารณภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยมีสาเหตุมา จากความประมาทขาดความระมัดระวังหรือพลั้งเผลอ เช่น การเกิดไฟฟ้าลัดวงจร การลุกไหม้จากการระเบิดจาก การปรุงอาหารหรือจากการลอบวางเพลิง รายงานด้านอัคคีภัยพบว่าประเภทสิ่งปลูกสร้างหรือสถานที่เกิดเพลิงไหม้ สูงสุดเกิดในสถานที่ที่เป็นที่อยู่อาศัยซึ่งส่วนใหญ่เกิดภายในบ้านเรือน โดยพื้นที่ชุมชนส่วนใหญ่ในจังหวัดอยู่ในพื้นที่ เศรษฐกิจส่งผลให้อาคารบ้านเรือนที่ปลูกสร้างมีความหนาแน่น จากสถิติการเกิดอัคคีภัยในจังหวัดศรีสะเกษ โดย ตั้งแต่ปี 2555-2563 มีจำนวนอัคคีภัยแต่ละปี ตั้งแต่ 9-73 ครั้ง มากที่สุดในปี 2561 มีถึง 73 ครั้ง เกิดในพื้นที่ 18 อำเภอ มูลค่าความเสียหายประมาณ 2,192,214 บาท วาตภัย (Storm) เป็นสาธารณภัยที่มีสาเหตุจากพายุลมแรง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่อาคาร บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้าง รวมถึงชีวิตของประชาชน โดยมีสาเหตุจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ คือพายุฝน ฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และพายุหมุนเขตร้อน (ดีเปรสชัน โชนร้อน ไต้ฝุ่น) โดยเฉพาะพายุหมุนเขตร้อนจะส่งผล กระทบต่อพื้นที่เป็นบริเวณกว้างนับร้อยตารางกิโลเมตร (บริเวณที่ศูนย์กลางของพายุเคลื่อนที่ผ่านจะได้รับ ผลกระทบมากที่สุด เมื่อพายุมีกำลังแรงในชั้นดีเปรสชันจะทำให้เกิดฝนตกหนักและมักมีอุทกภัยตามมา หากพายุ มีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนหรือพายุไต้ฝุ่น จะก่อให้เกิดภัยหลายอย่างพร้อมกันทั้งวาตภัย อุทกภัยและคลื่นพายุ ชายฝั่งทะเล (Strom Surge) ซึ่งเป็นอันตรายและอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็น จำนวนมากได้ จังหวัดศรีสะเกษ จะประสบปัญหาวาตภัยในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู จากฤดูหนาวมาเป็นฤดูร้อนและฤดู ฝนมาเป็นฤดูหนาว สาเหตุจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ มีฝนฟ้าคะนอง ลมแรง ทำให้เกิดความเสีย หายแก่ อาคาร บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งก่อสร้าง โดยสถิติการเกิดวาตภัยในจังหวัดศรีสะเกษในปี 2559-2563 พบการเกิด 13-18 ครั้ง โดยในปี 2558 พบมากสุดถึง 97 ครั้ง ในพื้นที่ 21 อำเภอ มูลค่าความเสียหาย 12,748,133.50 บาท
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 156 อุทกภัย (Flood) เป็นสาธารณภัยที่เกิดจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมเป็นเวลานานทำให้เกิด น้ำบ่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และน้ำล้นตลิ่ง ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งสาธารณประโยชน์ และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย โดยมีสาเหตุหลัก ได้แก่ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเล อันดามันและประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมทะเลอ่าวไทย และภาคใต้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงหย่อมความกดอากาศต่ำ และพายุหมุนเขตร้อน (ดีเปรสชัน โซนร้อน และไต้ฝุ่น) นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น อ่างเก็บน้ำ เขื่อนแตก เป็นต้น สำหรับจังหวัดศรีสะเกษสถานการณ์อุทกภัยจะ เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี ในช่วงนี้จะมีฝนตกชุกและมีพายุดีเปรสชั่น ฝนตก ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำที่ไหลผ่านจังหวัด เช่น ลำน้ำมูลและลำห้วยสาขาต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน พื้นที่คือลำห้วยขะยุง ลำห้วยทา ลำห้วยสำราญ และลำห้วยทับทันเพิ่มมากขึ้น จนเกิดน้ำไหลบ่ามาตามผิวหน้าดิน มากกว่าปกติ ส่งผลให้น้ำปริมาณมากไหลบ่าเข้าท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ หรือชุมชนที่ไม่มีระบบระบายน้ำที่สมบูรณ์และ ทำความเสียหายแก่พื้นที่ทำการเกษตร บ้านเรือน ทรัพย์สินของประชาชน โดยสถิติการเกิดอุทกภัยในจังหวัดศรีสะ เกษ ในปี 2559-2563 เกิด 1-3 ครั้ง มากที่สุดในปี 2560 เกิด 3 ครั้งในพื้นที่ 20 อำเภอ มูลค่าความเสียหาย 258,088,820.75 บาท ภัยแล้ง/ภาวะฝนแล้ง (Drought) เกิดขึ้นเนื่องจากน้ำ น้ำฝน น้ำใต้ดิน น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรืออ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้อยกว่าปกติในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมีปริมาณน้อยกว่าที่พืช คน หรือสัตว์ต้องการ ซึ่งเป็น สภาวะการขาดแคลนน้ำอุปโภคและบริโภค รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็น เวลานาน จนก่อให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อชุมชน สังคม และระบบเศรษฐกิจ โดยรวม จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุให้ห้วงฤดูฝนมีระยะเวลาลดลงกว่าปกติ ซึ่ง หมายถึงว่าฤดูแล้งจะยาวนานขึ้น พื้นที่ตอนบนของประเทศจะมีปริมาณฝนตกน้อยลง ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนและ อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขต ชลประทาน นอกจากนี้ ความเจริญของชุมชน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจบริการ และจำนวนประชากรที่ได้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้มีความต้องการใช้น้ำในกิจกรรมต่าง ๆ ของทุก ภาคส่วนเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำตามมา สถานการณ์ภัยแล้งจังหวัด ศรีสะเกษ จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม เนื่องจากเป็นช่วงที่มีลมหนาวปกคลุมส่งผลให้อากาศ แห้ง จึงเกิดความแห้งแล้งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม และ สถานการณ์ภัยแล้งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อาจจะมีอุณหภูมิ สูงสุดถึง 40 - 43 องศาเซลเชียส เป็นผลให้มีอากาศร้อนอบอ้าวและร้อนจัดเกือบทุกพื้นที่ของจังหวัด ประกอบกับ ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำจำนวนสะสมต่ำกว่าค่าปกติอย่างมาก จนทำให้ต้องประสบกับความแห้งแล้ง ขาด แคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ปัจจุบันในบางพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ที่ประสบ ปัญหาภัยแล้งในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร เนื่องจากทำนาปรัง โดยสถิติการเกิดภัยแล้ง/ภาวะฝนแล้งในจังหวัด
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 157 ศรีสะเกษ เกิดปีละ 1 ครั้งในช่วงปี 2561-2563 โดยมีเกิดในพื้นที่มากที่สุดในปี 2563 ในพื้นที่ 8 อำเภอ มูลค่า ความเสียหายประมาณ 10,221,400.00 บาท ภัยจากไฟป่าและหมอกควัน ภัยจากไฟป่าและหมอกควันถือว่าเป็นสาธารณภัยอย่างหนึ่งที่อาจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน โดยสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดศรีสะเกษมักจะเกิดจาการที่ ประชาชนในพื้นที่เก็บหาของป่า อันเป็นสาเหตุให้เกิดภัยจากไฟป่า ได้แก่ ไข่มดแดง เห็ด ใบตองตึง ไม้ไผ่ น้ำผึ้ง ผักหวาน และไม้ฟืน การจุดไฟส่วนใหญ่เพื่อให้พื้นที่ป่าโล่ง เดินสะดวก หรือให้แสงสว่างในระหว่างการเดินทางผ่าน ป่าในเวลากลางคืนหรือจุดเผาไหม้เพื่อกระตุ้นการงอกของเห็ด หรือกระตุ้นการแตกใบใหม่ของผักหวานและใบตอง ตึง หรือจุดเพื่อไล่ตัวมดแดงออกจากรัง รมควันไล่ผึ้ง หรือไล่แมลงต่าง ๆ และมักจะเผาไร่เพื่อกำจัดวัชพืชหรือ เศษซากพืชที่เหลืออยู่ภายหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในรอบต่อไป โดยปราศจากการทำแนวกันไฟ และปราศจากการควบคุมไฟจึงลามเข้าป่าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยสถิติการเกิดภัยจากไฟป่าและหมอกควันใน จังหวัดศรีสะเกษ ในปี 2558-2561 จำนวน 41-62 ครั้ง มากที่สุดในปี 2559 พบ 62 ครั้งในพื้นที่ 3 อำเภอ 6.3.2 สถานการณ์แนวโน้มการเกิดความเสี่ยงจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดศรีสะเกษ จากการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากสาธารณภัยในจังหวัดศรีสะเกษ โดยนำข้อมูลสถิติ การเกิดสาธารณภัยของจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง/ภาวะฝนแล้ง และภัยจากไฟป่า นำมาระบุสาเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดสาธรณภัย ความล่อแหลม ความเปราะบางที่ก่อให้เกิดสาธารณภัย หรือคาดว่า จะเกิดสาธารณภัยประเภทต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสามารถวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจาก สาธารณภัยในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 1. ประเมินภัยอันตราย เพื่อให้ทราบถึงความรุนแรงของภัย ประเภทภัย และสถานที่ รวมถึงการ ดำรงชีวิตของชุมชนและสังคมที่ได้รับผลกระทบ โดยระบุสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงจากสาธารณภัยแต่ ละประเภทภัย 2. ประเมินความล่อแหลม เพื่อให้ทราบถึงประชาชนและทรัพย์สินที่อยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจาก สาธารณภัย เช่น สถานที่ตั้งบ้านเรือนประชาชน ทรัพย์สิน หรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่ภายในอาณาบริเวณ พื้นที่ที่จะเกิดภัยและมีโอกาสได้รับความเสียหายจากภัยนั้น ๆ 3. วิเคราะห์ความเปราะบาง เพื่อให้ทราบถึงระดับความเสี่ยงของสภาพหรือองค์ประกอบของสิ่ง นั้นว่ามีความสามารถต้านทานต่อภัยอันตรายได้เท่าใด เช่น ชุมชนในพื้นที่ขาดความสามารถในการป้องกันตนเอง ไม่สามารถรับมือกับภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นและเมื่อเกิดภัยแล้วไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว 4. วิเคราะห์ศักยภาพ ขีดความสามารถในการเตรียมพร้อมรับมือกับสาธารณภัย เช่น พิจารณาถึง ความรู้ทักษะ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือชุมชนที่เสี่ยงภัย และสามารถวางแผน รับมือกับภัยต่าง ๆ ได้ ความเสี่ยงจากสาธารณภัยของจังหวัดนั้น ๆ ก็จะลดลง เป็นต้น
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 158 5. วิเคราะห์ความสูญเสียและผลกระทบ เพื่อคาดคะเนความสูญเสียต่อประชาชน ทรัพย์สินการ บริการ การดำรงชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสาธารณภัย และประเมินผลกระทบที่จะสร้างความสูญเสียต่อ เศรษฐกิจและสังคม โดยสามารถวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงจากสาธารณภัยในจังหวัดศรีสะเกษได้ดังนี้ อัคคีภัย แยกรายอำเภอดังนี้ พื้นที่เสี่ยงสูง คือ อำเภอเมืองศรีสะเกษ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอกันทรารมย์ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอขุขันธ์ อำเภอศรีรัตนะ อำเภอขุนหาญ อำเภอ โนนคูณ อำเภอวังหิน อำเภอปรางค์กู่ อำเภอไพรบึง อำเภอราษีไศล พื้นที่เสี่ยงต่ำ อำเภอห้วยทับทัน อำเภอ น้ำเกลี้ยง อำเภอภูสิงห์ อำเภอยางชุมน้อย อำเภอบึงบูรพ์ อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอพยุห์ อำเภอเมืองจันทร์ อำเภอ โพธิ์ศรีสุวรรณ และอำเภอศิลาลาด ความเปราะบาง 1. ประชาชน/ชุมชนในพื้นที่ประมาท ขาดความระมัดระวังและขาดความสามารถในการ ป้องกันตนเอง ไม่สามารถรับมือกับภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นและเมื่อเกิดภัยแล้วไม่สามารถฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว 2. สภาพบ้านเรือนที่เกิดอัคคีภัยในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มีสภาพเก่าและสร้างด้วยไม้ 3. สถานที่บันเทิงบางแห่งไม่ได้สร้างทางหนีไฟ ความล่อแหลม 1. เป็นแหล่งชุมชน มีประชาชนอาศัยหนาแน่น 2. บ้านเรือนของประชาชนสร้างติดกัน 3. สภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น และอากาศแห้งเสี่ยงต่อการเกิดไฟ ศักยภาพ 1. มีการฝึกอบรมให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการป้องกันและระงับอัคคีภัยให้กับประชาชน/ชุมชนในพื้นที่ 2. มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และชุดเผชิญเหตุเพื่อเตรียมพร้อมในการป้องกันและระงับอัคคีภัยในพื้นที่ 3. มีการติดตั้งหัวจ่ายน้ำดับเพลิงในเขตชุมชนหนาแน่น และสถานที่สำคัญ 4. มีหน่วยงานภาคีเครือข่ายและองค์การสาธารณกุศลในพื้นที่สนับสนุนการเผชิญเหตุ วาตภัย เสี่ยงสูง ทั้ง 22 อำเภอ ความเปราะบาง 1. ประชาชนขาดความสามารถในการป้องกันและรับมือกับวาตภัยในพื้นที่ 2. สภาพบ้านเรือนหรือโครงสร้างอาคารไม่แข็งแรง (ไม่สามารถต้านทางแรงลม) และไม่ได้ มาตรฐานตามหลักวิศวกรรม 3. มีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาและได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อน
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 159 ความล่อแหลม 1. มีบ้านเรือนของประชาชนตั้งอยู่บริเวณมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านและได้รับอิทธิพลจาก พายุหมุนเขตร้อน 2. การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) 3. บ้านเรือนของประขาชนตั้งอยู่ในแนวร่องลมและอยู่ในพื้นที่โล่งริมหมู่บ้าน ศักยภาพ 1. มีระบบเตือนภัยและหอกระจายข่าวให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลสาธารณภัยในพื้นที่ 2. มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และชุดเผชิญเหตุเพื่อเตรียมพร้อมในการป้องกันและบรรเทาวาตภัยในพื้นที่ 3. มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุประจำปี 4. มีหน่วยงานภาคีเครือข่ายและองค์การสาธารณกุศลในพื้นที่สนับสนุนในการเผชิญเหตุ อุทกภัย พื้นที่เสี่ยงสูง ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอโนนคูณ อำเภอ น้ำเกลี้ยง อำเภอกันทรารมย์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอปรางค์กู่ อำเภอขุขันธ์ อำเภอภูสิงห์ อำเภอขุนหาญ อำเภอศิลาลาด อำเภอยางชุมน้อย อำเภอราษีไศล พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ อำเภอไพรบึง อำเภอพยุห์ อำเภอห้วยทับทัน อำเภอวังหิน พื้นที่เสี่ยงต่ำ อำเภอเมืองจันทร์ อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ อำเภอบึงบูรพ์ และศรีรัตนะ ความเปราะบาง 1. ประชาชนขาดความสามารถในการป้องกันและรับมือกับอุทกภัยในพื้นที่ 2. พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษมีห้วย คลอง หนอง บึงและมีลำน้ำมูลและลำน้ำชีไหลผ่าน 3. พื้นที่เสี่ยงบางจุดไม่มีพนังหรือเขื่อนกั้นตลิ่ง 4. มีพื้นที่ลุ่มต่ำ ความล่อแหลม 1. มีประชาชนบางส่วนปลูกบ้านพักอาศัยติดริมแม่น้ำ หรือลำน้ำสาธารณะ 2. การขยายตัวของชุมชนเข้าสู่สังคมเมือง ทำให้เกิดชุมชนหนาแน่น มีสิ่งปลูกสร้าง (บ้านเรือน ถนนสะพาน ฯลฯ) รุกล้ำขวางทางไหลของน้ำ และมีขยะอุดตันในท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ 3. ช่องระบายน้ำมีไม่เพียงพอ 4. การถมที่รุกล้ำทางน้ำ 5. บางปีมีปริมาณฝนตกหนักในเขตพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ศักยภาพ 1. มีระบบเตือนภัยและหอกระจายข่าวให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลสาธารณภัยในพื้นที่
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 160 2. มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และชุดเผชิญเหตุเพื่อเตรียมพร้อมในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ในพื้นที่ 3. มีการจัดทำแผนเผชิญเหตุประจำปี 4. มีหน่วยงานภาคีเครือข่ายและองค์การสาธารณกุศลในพื้นที่สนับสนุนในการเผชิญเหตุ 5. ชุมชนได้รับการฝึกอบรมโครงการ CBDRM 6. ชุมชนมีการฝึกซ้อมแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 7. มีการขุดลอกแหล่งน้ำ ลำคลอง 8. มีแผนอพยพผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยงสาธารณภัย ภัยแล้ง/ภาวะฝนแล้ง พื้นที่เสี่ยงสูง ได้แก่ อำเภอกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอปรางค์กู่ อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ อำเภอไพรบึง อำเภอเมืองจันทร์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอห้วยทับทัน อำเภออุทุมพรพิสัย พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอ โนนคูณ อำเภอภูสิงห์ อำเภอศรีรัตนะ พื้นที่เสี่ยงต่ำ อำเภอบึงบูรพ์ อำเภอพยุห์ อำเภอยางชุมน้อย อำเภอราษีไศล อำเภอวังหิน อำเภอศิลาลาด ความเปราะบาง 1. ประชาชน/ชุมชนในพื้นที่ขาดการควบคุมการนำน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินมาใช้ 2. ลักษณะดินในจังหวัดศรีสะเกษร้อยละ 60 เป็นดินร่วนปนทราย ซึ่งมีลักษณะที่ไม่อุ้มน้ำ เท่าที่ควร ความล่อแหลม 1. ประชาชนในจังหวัดศรีสะเกษส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำให้มีการใช้น้ำใน ปริมาณมาก 2. แหล่งกักเก็บน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ 3. มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคจำนวนน้อย ไม่เพียงพอ ศักยภาพ 1. มีการสูบส่งน้ำจากแหล่งน้ำที่มีปริมาณมากไปให้แหล่งน้ำที่มีปริมาณน้อยหรือขาดแคลน 2. มีการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน 3. สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้เกิดการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด 4. มีการขุดลอกแหล่งน้ำสระหรือขุดสระกักเก็บน้ำ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 161 บทที่7 การจัดทำรายงานสภาพการณ์ความเสี่ยง (Risk Profile) จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของจังหวัด ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลกที่ได้รับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ทั้งจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นในฤดูน้ำหลากและน้อยลงในฤดูแล้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ อาทิเช่น อุทกภัย ภัยแล้ง และวาตภัย ที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ผลกระทบเหล่านี้ ส่งผลเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม เป็นต้น รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาเมือง การย้ายถิ่นฐาน ของประชากร การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการแพร่กระจายของโรคประจำถิ่นและโรคอุบัติใหม่ โดยอ้างอิงจาก German watch ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไรของประเทศเยอรมณีได้ประเมิน และจัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ในห้วงระหว่างปี พ.ศ. 2540 - 2559 (The Long-Term Climate Risk Index (CRI): World Map of the Global Climate Risk Index ค.ศ. 1997 – 2016) งานศึกษาดังกล่าวได้ระบุว่าเนื่องจากประเทศไทยประสบมหาภัยพิบัติจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทย ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติถึง 137 ครั้งโดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2554 เกิดมหาอุทกภัยคิดเป็นร้อยละ 87 ของ ความเสียหายที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งธนาคารโลกได้ประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท นอกจากนี้รายงานของ IPCC ปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) ได้ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ มีความเปราะบางสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหากพิจารณารวมกันทั้งในแง่ขนาดของ เศรษฐกิจและจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติจะพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดใน โลกในปี พ.ศ. 2554 โดยมีพื้นที่จำนวน 65 จาก 77 จังหวัดของไทยต้องเผชิญกับเหตุน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่ทำให้มี ผู้เสียชีวิตประมาณ 900 ราย รวมทั้งประชากรไม่ต่ำกว่า 13.6 ล้านคนได้รับผลกระทบ อีกทั้งพื้นที่การเกษตร มากกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ได้รับความเสียหาย ในการดำเนินการเพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยกองประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กปอ.) ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) ได้จัดทำแผนแม่บท รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558 – 2593 ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 36 ปี เพื่อใช้เป็นกรอบนโยบาย ในการกำหนดทิศทางของประเทศให้มุ่งสู่การมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีการเติบโตแบบ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 162 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนต่ำตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี พ.ศ. 2593 ประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (2) การลดก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ และ (3) การสร้างขีดความสามารถด้านการบริการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อให้การ ดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีกรอบแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ใน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้ดำเนินโครงการ ศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (The National Adaptation Plan: NAP) ระยะที่ 1 เพื่อศึกษาและประเมินความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Vulnerability assessment) ด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยในเชิงพื้นที่รายภูมิภาคและรายจังหวัด และในรายสาขาทั้ง 6 สาขาตาม แผนแม่บทฯ และในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง/พื้นที่เปราะบางของประเทศ จัดทำฐานข้อมูล สารสนเทศและภูมิสารสนเทศด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศตามผลการศึกษา ดังกล่าว ต่อมาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ได้ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่อง โดยรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลองค์ความรู้ เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best practices) ด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ มีอยู่ในประเทศ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากผลการศึกษาของโครงการในระยะ ที่ 1 ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์จุดอ่อน ช่องว่างและความต้องการ (Gaps and needs) เพื่อประกอบการจัดทำ แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ในรายสาขา และเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่ง กระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ได้ผ่านการประชุมรับฟังความ คิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคณะทำงานกำกับด้านวิชาการโครงการฯ จากผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องครบทุกภาค ส่วน ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ทั้งระดับภูมิภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาค กลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้) และระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มีความครอบคลุมและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในปี พ.ศ.2561 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมีการทบทวนและจัดทำแผนการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติให้สอดคล้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศและนโยบายระดับชาติ เช่น ความตกลงปารีส (Paris agreement) ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ ฯลฯ จากความเป็นมาดังกล่าว จังหวัดศรีสะเกษจึงใช้แผน NAP เป็นกรอบและแนวทางในการบูรณาการประเด็น ด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแผนและยุทธศาสตร์ในรายสาขา และ วางรากฐานและพัฒนาแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมในการปรับตัวต่อผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ทุกภาคส่วน รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการบูรณาการ แนวทางและมาตรการในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วนในระดับจังหวัด
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 163 จนถึงระดับท้องถิ่น รวมทั้งสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา สร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐ องค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนในการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างบูรณาการและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน 7.1 การประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา 7.1.1 คำนิยามที่เกี่ยวข้องในการประเมินความเสี่ยง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Change ตามความหมายทางอุตุนิยมวิทยาหมายถึง การเปลี่ยนแปลงลักษณะอากาศเฉลี่ยในพื้นที่หนึ่ง ซึ่งลักษณะอากาศเฉลี่ยหมายความรวมถึงลักษณะทั้งหมดที่ เกี่ยวข้องกับอากาศ เช่น อุณหภูมิ ฝน ลม แต่ในความหมายตามกรอบอนุสัญญา UNFCCC จะหมายถึงการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลทางตรงหรือทางอ้อมจากกิจกรรมมนุษย์ที่ทำให้องค์ประกอบของ บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป และความหมายตาม IPCC หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะ เนื่องมาจากความผันแปรตามธรรมชาติหรือจากกิจกรรมมนุษย์ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, 2559) “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate change adaptation ตาม ความหมายของ IPCC หมายถึง การปรับเปลี่ยนในระบบธรรมชาติหรือระบบของมนุษย์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าทาง ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงผลกระทบจากสิ่งเร้านั้น ซึ่งการปรับเปลี่ยน ดังกล่าวเป็นการช่วยลดอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หรืออาจเป็นการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น จากสิ่งเร้าทางภูมิอากาศหรือผลกระทบของสิ่งเร้านั้น ในขณะที่กรอบอนุสัญญา UNFCCC ให้ความหมายของการ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้ว่า เป็นการตอบสนองต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะลดความเปราะบางของระบบทางชีววิทยาและสังคมต่อการเปลี่ยนแปลงที่ ค่อนข้างจะฉับพลันและชดเชยกับผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อน (สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2559) “ความเปราะบาง” หรือ Vulnerability หมายถึง สภาวะที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบเชิงลบ ความ เปราะบางครอบคลุมแนวคิดและองค์ประกอบที่หลากหลาย รวมถึงความอ่อนไหว หรือแนวโน้มที่จะได้รับอันตราย และการขาดศักยภาพในการรับมือและปรับตัว (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2559) หรืออีกนิยามหนึ่งคือ สภาวะหรือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนหรือระบบมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากภัย จากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความเปราะบางนั้นคือความอ่อนไหวต่อผลกระทบและความสามารถ ในการรับมือและปรับตัวของผู้คนหรือระบบ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2559)
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 164 “ความอ่อนไหวต่อผลกระทบ” หรือ Sensitivity หมายถึง ระดับความแตกต่างที่ระบบได้รับผลกระทบ จากการกระตุ้นของสภาพภูมิอากาศทั้งที่เป็นอันตรายและเป็นประโยชน์ (สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2559) โดยในปัจจุบันจะใช้ในความหมาย คือ ระดับของผลกระทบที่ระบบ ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นทางสภาพภูมิอากาศในเชิงบวกหรือเชิงลบ ซึ่งผลกระทบนี้อาจเกิดขึ้นได้โดยตรงหรือโดย อ้อม (IPCC, 2007) “การเผชิญความเสี่ยง” หรือ Exposure หมายถึง ธรรมชาติหรือระดับความเข้มข้น ที่ระบบซึ่งเปิดรับ หรือเผชิญหน้ากับความผันแปรของภูมิอากาศ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , 2559) และอีกนัยหนึ่ง หมายถึง การที่ผู้คน อาคารบ้านเรือน ทรัพย์สิน ระบบต่าง ๆ หรือ องค์ประกอบใด ๆ มีที่ตั้ง อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยและอาจได้รับความเสียหาย “ความสามารถในการปรับตัว” หรือ Adaptive capacity หมายถึง ความสามารถของระบบ สถาบัน มนุษย์ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในการปรับตัวให้เข้ากับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หรือ เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาส ใหม่ ๆ หรือ เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , 2559) “การมีภูมิคุ้มกัน” หรือ Resilience หมายถึง ศักยภาพของระบบทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมใน การรับมือกับเหตุการณ์ แนวโน้ม หรือการรบกวนที่เป็นอันตราย โดยที่ระบบสามารถตอบสนองหรือจัดระเบียบ ใหม่ และยังคงสามารถรักษาโครงสร้าง ความเป็นเอกลักษณ์ การดำรงหน้าที่ที่จำเป็น และในขณะเดียวกันก็ยังคง ศักยภาพในการปรับตัว การเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงได้ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม, 2559) 7.1.2 กรอบการประเมินและการจัดทำข้อมูลความเสี่ยง แนวทางการประเมินความเสี่ยง การสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินการใน รูปแบบของ IPCC ซึ่งจะเผยแพร่รายงานการประเมินสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับล่าสุด คือ ฉบับที่ 5 (The Fifth Assessment Report : AR5) เมื่อปีค.ศ. 2013-2014 ทั้งนี้ ในรายงาน AR5 IPCC ได้ นำเสนอสถานการณ์และแนวโน้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับความเข้มข้นต่าง ๆ (Representative Concentration Pathway: RCP) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 จำแนกเป็น 4 สถานการณ์ สถานการณ์ที่ 1 คือ สถานการณ์ที่ใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับที่เข้มงวด (RCP2.6) สถานการณ์ที่ 2 และ 3 เป็นการใช้ มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง (RCP4.5 และ RCP.6.0) และสถานการณ์ที่ 4 เป็นสถานการณ์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สูง (RCP8.5) หรือที่ไม่มีความพยายามในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยนำเอาข้อมูลเหล่านี้ มาประมวลผลโดยใช้การคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของสภาพ ภูมิอากาศของโลกในอนาคตที่เป็นไปได้ ในสมมติฐานความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกันและผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้นหรือไม่ มีพายุฝนที่มีความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน ระดับน้ำทะเล
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 165 เพิ่มขึ้นหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์แบบ RCP นี้ปรับปรุงมาจากการจำลองสถานการณ์และแนวโน้มของการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใช้อยู่เดิม ซึ่ง IPCC ได้เผยแพร่ใน Special Report on Emission Scenarios (SRES) และเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายงานฉบับที่ 4 ของ IPCC อย่างไรก็ดี แบบจำลองทั้ง RCP และ SRES ดังกล่าวเป็นสถานการณ์ระดับโลก ในการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลง และศึกษาผลกระทบระดับประเทศจำเป็นต้องย่อส่วน(downscale) ผลลัพธ์ของแบบจำลองภูมิอากาศโลกลงบน พื้นที่ในระดับภูมิภาคและพื้นที่ประเทศไทย ภาพที่ 7-1 แนวทางการประเมินความเสี่ยง (IPCC-AR5) แนวคิดในการจัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวทางการ จัดการความเสี่ยงและความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการคาดการณ์ สถานการณ์ภูมิอากาศเป็นการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และมีค่าความไม่แน่นอน(uncertainties) ของทั้งแบบจำลองระดับโลกและในขั้นตอนการย่อขนาดสู่แบบจำลองระดับจังหวัดด้วย การเตรียมการรับมือของ แต่ละระบบและภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจึงต้องใช้แนวทางการจัดการความเสี่ยงเป็น พื้นฐาน โดยมีความสัมพันธ์ของแต่ละส่วนปัจจัยในการประเมินความเสี่ยงตามภาพที่ 7-2
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 166 ภาพที่ 7-2 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยในการประเมินความเสี่ยง โดยที่ความเปราะบางสามารถสรุปอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ของความเสี่ยง (Risk) หรือ การเผชิญความ เสี่ยง (Exposure) และความอ่อนไหวต่อผลกระทบ (Sensitivity) กับ ความสามารถในการปรับตัว (Adaptive capacity) โดยที่ระบบหรือภาคส่วนใดจะเปราะบางต่อภูมิอากาศมากหรือน้อยขึ้นกับสัดส่วนระหว่างความเสี่ยงกับ ขีดความสามารถในการรับมือ จากแนวคิดในการบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวจึงเป็นที่มาของแนวทางในการ ลดความเปราะบางของระบบหรือภาคส่วนต่าง ๆ โดยการลดหรือหลีกเลี่ยงการเปิดรับต่อความเสี่ยงทางภูมิอากาศ การลดความอ่อนไหวต่อภูมิอากาศ และการเพิ่มขีดความสามารถของระบบหรือภาคส่วนในการรับมือกับความ เสี่ยง ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการกำหนดแนวทางและมาตรการในแผนการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ การนำแนวคิดในการบริหารจัดการความเสี่ยงมาใช้ในการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้จำเป็นต้องบูรณาการประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการ วางนโยบายและแผนของภาคส่วนพื้นที่ ระบบ และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง การจัดทำแผนการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศของประเทศ เพื่อมุ่งสู่การมีภูมิคุ้มกัน ลดความเปราะบาง สร้างขีดความสามารถในการปรับตัวที่ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งมุ่งเน้นผลลัพธ์สุดท้าย (End result) ใน การดำเนินงานระยะยาวของทั้ง 6 สาขาหลัก ได้แก่ (1) การจัดการน้ำ (2) การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (3) การท่องเที่ยว (4) สาธารณสุข (5) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ (6) การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของ มนุษย์ ดังภาพที่ 7.3
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 167 ภาพที่ 7-3 สาขาหลักในการปรับตัว รวมทั้งการดำเนินงานในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายสาขา (Cross Cutting Issues) โดยมีกรอบแนวทาง สำคัญ คือ บูรณาการประเด็นด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับนโยบายและ แผนการพัฒนาประเทศในทุกระดับ นำเสนอแนวทางและมาตรการทางเลือกในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Options) รายสาขา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลายสาขา (Cross Cutting Issues) ที่สอดคล้อง กับบริบทของประเทศ สนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปเป็นกรอบสำหรับบูรณาการเข้าสู่นโยบาย แผนงาน และ โครงการได้อย่างเหมาะสมและสามารถดำเนินงานร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในแต่ละสาขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การถ่ายทอดการดำเนินงานไปสู่ระดับพื้นที่ ตั้งแต่ระดับระบบนิเวศ ลุ่มน้ำ ภูมิภาค จังหวัด เมือง ชุมชน ไปจนถึงระดับบุคคล
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 168 ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงและจัดทำข้อมูลความเสี่ยงในระดับจังหวัด มีทั้งหมด 10 ขั้นตอน แบ่ง ออกเป็นการประเมินความเสี่ยง 6 ขั้นประกอบด้วย 1). การสื่อสารและการปรึกษา 2). การกำหนดบริบทของพื้นที่ 3). ระบุความเสี่ยง 4). วิเคราะห์ความเสี่ยง 5). ประเมินและเปรียบเทียบประเภทความเสี่ยง 6). ระบุบริบทจาก การประเมินความเสี่ยง จากนั้นจัดทำข้อมูลความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของจังหวัด มี 4 ขั้นตอนโดยจะนำเสนอในบทที่ 8 ประกอบด้วย 1). ประเมินและกำหนดเป้าหมายแนวทางการปรับตัว 2). ระบุแนวทางและคัดเลือกกิจกรรมการปรับตัว 3). นำแผนการปรับตัวไปสู่การปฏิบัติ และ 4). ติดตามตรวจสอบ และทบทวนแผนการปรับตัว ตามภาพที่ 7-4 ภาพที่ 7.4 ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงและจัดทำข้อมูลความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของจังหวัด การประเมินความเสี่ยงทั้ง 6 ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียด ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1การสื่อสารและการปรึกษา: เมื่อจะมีการประเมินความเสี่ยง ควรมีการสื่อสารปรึกษาหารือ และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ โดยการ ประชุมหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับจังหวัดได้แก่ สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสถิติจังหวัด โครงการชลประทาน สำนักงานพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และสำนักงานทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 169 ชี้แจงถึงที่มาและความสำคัญ และวัตถุประสงค์ของการประเมินความเสี่ยง ความเปราะบาง และการวางแผนการปรับตัว การรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ถึงสภาพของปัญหาและการดำเนินการในพื้นที่เพื่อเป็น ข้อมูลในการวางแผนดำเนินงานต่อไป ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดบริบทของพื้นที่เพื่อการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบาง : เป็นการ ระบุสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ใน ประเด็นต่าง ๆ การกำหนดบริบทของพื้นที่เพื่อการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบาง : เป็นการระบุ สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่ใน ประเด็นต่าง ๆ บริบทของพื้นที่ ประกอบด้วยข้อมูล ดังนี้ 1) ข้อมูลประชากร เศรษฐกิจ และสังคม 2) บริบท ด้านสิ่งแวดล้อมและแนวโน้มในอนาคต 3) ข้อมูลภัยอันตรายจากสภาพภูมิอากาศในอดีต และแนวโน้มในอนาคต ลักษณะของข้อมูลเน้นการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative analysis) โดยใช้ข้อมูลที่ได้มีการจัดเก็บและประมวลไว้แล้วหรือข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) ซึ่งจัดเก็บโดยหน่วยงาน ราชการและองค์การรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ และทำการรวบรวมและประมวลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและสำนักงาน สถิติจังหวัด ขั้นตอนที่ 3 การระบุความเสี่ยง: เป็นการรวบรวมข้อมูลแรงกดดันทางสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผล กระทบต่อเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่ โดยมีข้อพิจารณา คือ ข้อพิจารณา 1 จะทราบได้อย่างไรว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น หรือภัยที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การที่พื้นที่หนึ่ง ๆ ประสบปัญหาความร้อนทุกปีจะถือว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยงที่ จะประสบภัยน้ำท่วมหรือไม่ การพิจารณาควรมีการดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง และเปรียบเทียบกับข้อมูลปีฐาน เช่น ช่วงปีที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่รุนแรง เปรียบเทียบข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยย้อนหลังเพื่อดู แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ เปรียบเทียบจำนวนวันที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ (Record hot) กับช่วงปีฐาน ข้อพิจารณา 2 ปัจจัยหรือข้อมูลใดควรนำมาใช้ในการพิจารณาความเสี่ยง ปัจจัยที่ควรนำมา พิจารณาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ 1) ปัจจัยจากดัชนีด้านสภาพภูมิอากาศ 2) ปัจจัยจากดัชนีที่ไม่ใช่ภูมิอากาศ ขั้นตอนที่ 4 การวิเคราะห์ความเสี่ยง : เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงแต่ละประเภทตามเกณฑ์การ วิเคราะห์ที่พัฒนาขึ้น เช่น ความรุนแรง ความน่าจะเป็นที่จะเกิดความเสี่ยง หรือ สถานการณ์การเปิดรับความเสี่ยง ชนิดนั้น ๆ ในพื้นที่ศึกษา โดยใช้กรอบ AR5
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 170 เป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงแต่ละประเภท จากข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้ในขั้นตอนที่ 3 เช่น ข้อมูล ด้านสภาพภูมิอากาศ ความรุนแรง ความน่าจะเป็นที่จะเกิดความเสี่ยง หรือ สถานการณ์การเผชิญความเสี่ยงชนิด นั้น ๆ ในพื้นที่ศึกษา ปัจจัยจากดัชนีสภาพภูมิอากาศ การวิเคราะห์ข้อมูลจะได้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศโดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในอดีตที่จัดเป็นปีฐาน หรือได้ข้อมูลการเกิด Extreme event ข้อมูล แสดงเป็นแผนภูมิ ปัจจัยจากดัชนีสภาพภูมิอากาศ การวิเคราะห์ข้อมูลทำได้โดยการแปลงข้อมูลสถิติให้เป็นความ อ่อนไหวและการเปิดรับ ภาพที่ 7.5 ตัวอย่างของฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขั้นตอนที่ 5 การประเมินความเสี่ยงและเปรียบเทียบประเภทความเสี่ยง : เป็นการนำข้อมูลที่ได้จาก การวิเคราะห์ความเสี่ยงในขั้นตอนที่ผ่านมา นำมาประมวล เปรียบเทียบ และจัดลำดับความสำคัญ ประเภทของความเสี่ยงในแต่ละสาขาเป็นเพียงข้อสรุปจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่ผลกระทบใน ระดับประเทศ สำหรับระดับจังหวัด ควรมีการวิเคราะห์สถานการณ์ความเสี่ยงในพื้นที่ และทำการปรับเปลี่ยน ประเภทความเสี่ยงได้ตามความเหมาะสม การประเมินความเสี่ยงให้ดูว่าความเสี่ยงนั้น เคยเกิดขึ้นในอดีต และคาดว่าจะเกิดขึ้นหรือทวี ความรุนแรงขึ้นในอนาคตหรือไม่ จากนั้นให้บันทึกว่ามีหรือไม่มีความเสี่ยงประเภทนั้นพร้อมทั้งให้หลักฐาน ประกอบการประเมิน เช่น อ้างอิงจากรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อทำการประเมินความเสี่ยงเรียบร้อยแล้วให้จัดความเสี่ยงออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ความเสี่ยงที่เกิดในอดีตมีความรุนแรง มีแนวโน้มจะเกิดในอนาคตและมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 171 2) ความเสี่ยงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่มีความรุนแรงมากนัก แต่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในอนาคต 3) ความเสี่ยงเคยเกิดในอดีต และอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแต่ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลง 4) ในอดีตไม่ใช่ปัญหาและไม่มีแนวโน้มจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต การจัดกลุ่มความเสี่ยงจะทำให้ทราบว่าเรื่องใดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ควรดำเนินการทันที ดำเนินการในลำดับต่อมา หรือไม่ต้องทำอะไรเลย ขั้นตอนที่ 6 เป็นการระบุโอกาสและข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจคัดเลือกแนวทางและกิจกรรม การปรับตัวในแผนที่จะได้พัฒนาขั้นต่อไป 7.2 การสำรวจและรับฟังความเห็นเพื่อจัดทำรายงานสภาพการณ์ความเสี่ยงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ คณะที่ปรึกษาได้ร่วมกันวิเคราะห์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลสภาพการณ์ความเสี่ยง และได้ดำเนินการ เพื่อให้ได้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น ดังนี้ 7.2.1) การลงพื้นที่เก็บข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาพที่ 7-6 การลงพื้นที่เพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 7.2.2) การประชุมกลุ่มย่อยของที่ปรึกษาเพื่อคัดเลือกมาตรการ ภาพที่ 7-7 การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 172 7.2.3) การประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ภาพที่ 7-8 การประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 7.2.4) การจัดตั้งกลุ่มออนไลน์ของคณะทำงาน เพื่อสื่อสาร ประสาน และติดตามข้อมูลของจังหวัด ผ่าน การพูดคุยทางโทรศัพท์ เป็นต้น โดยแนวทางการรวบรวมข้อมูลและติดตาม ตามภาพที่ 7-10 ภาพที่ 7-9 ช่องทางการรวบรวมข้อมูล และการติดตาม 7.3 การวิเคราะห์ความเสี่ยงและกำหนดมาตรการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่า ดัชนีความเสี่ยงภาพรวม ช่วงปีพ.ศ. 2559-2578 (RCP4.5) ในสาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ จังหวัดศรีสะเกษมีความเสี่ยงเป็นอันดับ 9 ของประเทศ สาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารมีความเสี่ยงเป็นอันดับ 6 ของประเทศ สาขาการท่องเที่ยว มีความเสี่ยงเป็นอันดับ 39 ของประเทศ สาขาสาธารณสุขมีความเสี่ยงเป็นอันดับ 6 ของประเทศ สาขาการจัดการ
รายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) 173 ทรัพยากรธรรมชาติมีความเสี่ยง เป็นลำดับ 15 ของประเทศ และสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์มี ความเสี่ยงเป็นลำดับ 16 ของประเทศ ดังรายละเอียดใน ตารางที่ 7-1 ที่มา : https://climate.onep.go.th/th/topic/database/riskmaps/ ภาพที่ 7-10 ระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตารางที่ 7-1 ค่าความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดศรีสะเกษช่วงปี 2016-2035 (RCP4.5) สาขา ดัชนีความเสี่ยงช่วงปี 2016-2035 (อันดับของประเทศ) ภาพรวม ร้อน ท่วม แล้ง การจัดการทรัพยากรน้ำ 0.44 (9) 0.40 (7) 0.42 (28) 0.51 (10) การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 0.58 (6) 0.58 (4) 0.52 (18) 0.60 (4) การท่องเที่ยว 0.29 (39) 0.25 (40) 0.22 (52) 0.42 (15) สาธารณสุข 0.43 (6) 0.42 (6) 0.33 (15) 0.57 (6) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 0.37 (15) 0.31 (13) 0.21 (30) 0.56 (7) การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ 0.29 (16) 0.33 (18) 0.22 (41) 0.45 (12) จากข้อมูลการคาดการณ์ภาวะภัยจากสภาพภูมิอากาศและผลกระทบในอนาคตโดยใช้ข้อมูลปัจจัยจาก ดัชนีด้านสภาพภูมิอากาศ คือ ค่าเฉลี่ยรายปีของอุณหภูมิเฉลี่ย (tmean) ค่าเฉลี่ยรายปีของอุณหภูมิต่ำสุด