แผนการจดั การเรียนรู้
รายวชิ า วิทยาศาสตร6์ (ว23102) ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
โดย
นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มจี ันทร์
ตำแหนง่ ครผู ชู้ ่วย
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรยี นโกสมั พีวิทยา จงั หวัดกำแพงเพชร
สำนักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษากำแพงเพชร
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวชิ าวทิ ยาศาสตร6์ (ว23102)
ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564
สรปุ การใช้แผนการจัดการเรยี น การตรวจสอบ กลน่ั กรอง
จำนวน 5 หน่วยการเรยี นรู้ ………………………………………….………………………………………..
จำนวน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ ………………………………………….………………………………………..
จำนวน 60 ชว่ั โมง/ภาคเรยี น ………………………………………….………………………………………..
ลงช่ือ.............................................. ลงช่อื .....................................................
นางสาวภิญญาพชั ญ์ รัศมีจนั ทร์ นางสาวดวงรัตน์ ทองศรีกัน
ผู้จดั ทำ / ผ้ใู ช้ หวั หนา้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การตรวจสอบและกลัน่ กรองก่อนนำแผนการจัดการเรยี นไปใช้
ผทู้ ีไ่ ดร้ บั มอบหมายตรวจแผนการจดั การเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ลงชื่อ......................................................
(..............................................)
ตำแหนง่ .......................................................
………………………………………….……………………………………….. ………………………………………….………………………………………..
………………………………………….……………………………………….. ………………………………………….………………………………………..
ลงช่อื ................................................... ลงชอ่ื .................................................
(นายสมพงษ์ จแู นบ) (นางสภุ า อารมภ)์
หวั หนา้ กลุ่มบริหารงานวชิ าการ รองผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นโกสมั พวี ทิ ยา
การพิจารณา / อนมุ ัติ / สงั่ การ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ลงช่อื ......................................................
(นางวรวรรณี วฒั นศริ ิ)
ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นโกสมั พีวทิ ยา
ก
คำนำ
แผนการจดั การเรียนรู้ฉบับนีไ้ ดจ้ ดั ทำขน้ึ เพือ่ เป็นเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ กลมุ่
สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหสั วชิ า ว31101 ซง่ึ
จดั ทำขนึ้ เพือ่ ใชเ้ ปน็ แนวทางสำหรับครูในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ซ่งึ ผู้เขียนได้เขยี นแผนโดยยดึ
หลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ฉบับปรับปรงุ 2560 ของกลมุ่ สาระการ
เรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ในแต่ละแผนการจัดการเรยี นรู้ จะประกอบดว้ ย สาระสำคัญ/
ความคดิ รวบยอด มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้วี ดั /ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการ
เรียนรู้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น คุณลักษณะอันพึงประสงค์
กจิ กรรมการเรียนรทู้ ีเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั ในลักษณะการสอนแบบรว่ มมอื สือ่ การเรยี นรู้ แหลง่ การ
เรียนรู้ การวดั ผลและประเมินผลทห่ี ลากหลายวิธกี าร เนน้ การวัดผลประเมนิ ผลตามสภาพจริง และ
บนั ทึกหลังการจดั การเรยี นรู้
อนึ่งแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอน ในการวาง
แผนการจัดการเรียนรู้ การเตรียมการสอนและการดำเนินการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอนได้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง 2560 นอกจากนี้แล้ว
ยังช่วยเสริมสร้างลักษณะนิสัยในการเรียนรู้ของนักเรียน ส่งเสริมสมรรถภาพในการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ของครแู ละชว่ ยยกระดบั มาตรฐานดา้ นวชิ าการใหส้ งู ขนึ้ อกี ดว้ ย
ผู้เขียนขอขอบพระคุณทุกท่านท่ีมีส่วนสนับสนุน ให้คำปรึกษา คำแนะนำ จนทำให้แผนการ
จัดการเรียนรู้น้ี สำเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี คุณความดีและประโยชน์ใด ๆ อันเกิดจากผลงานทางวิชาการที่
ข้าพเจ้าไดท้ ำในครัง้ นข้ี อบงั เกดิ แกผ่ เู้ รียนและผเู้ กยี่ วขอ้ งทกุ คน
นาสาวภิญญาพชั ญ์ รัศมีจันทร์
ข
คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน
ว 23102 รายวิชาพืน้ ฐาน วิทยาศาสตร์ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เวลา 60 ชว่ั โมง จำนวน 1.5
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2
หนว่ ยกิต
ศึกษา วิเคราะห์ สืบค้นข้อมูล และอธิบายปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบนิเวศ
รปู แบบความสัมพนั ธ์ของสิง่ มีชีวิต สายใยอาหาร การสะสมสารพิษในโซ่อาหาร ความหลากหลายทาง
ชีวภาพ สมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์จากวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม
การเกิดปฏิกิริยาเคมี การเขียนสมการข้อความ กฎทรงมวล การเปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อนของ
ปฏิกิริยา ปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจําวัน ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ
สง่ิ แวดลอ้ ม และแนวทางการแกป้ ญั หาทีเ่ กิดจากปฏกิ ิรยิ าเคมี
ศึกษา วิเคราะห์ สืบค้นข้อมูล และอธิบายการวัดปริมาณทางไฟฟ้า ความสัมพันธ์ระหว่าง
ความต่างศักย์ไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และความต้านทานไฟฟ้า วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรมและขนาน การ
ทํางานของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน พลังงานไฟฟ้าและกําลังไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า การใช้
เคร่ืองใช้ไฟฟ้าอย่างประหยดั และปลอดภยั
โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การพัฒนา
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 การสืบค้นข้อมูล บันทึก จัดกลุ่ม
ข้อมูล และการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถนำเสนอสื่อสารสิง่ ที่เรียนรู้
มีความสามารถในการตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีจิต
วิทยาศาสตร์ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
ตัวชีว้ ดั รวม 26 ตวั ช้ีวดั
ว 1.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6
ว 1.3 ม.3/9 ม.3/10 ม.3/11
ว 2.1 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6 ม.3/7 ม.3/8
ว 2.3 ม.3/1 ม.3/2 ม.3/3 ม.3/4 ม.3/5 ม.3/6 ม.3/7 ม.3/8 ม.3/9
ค
โครงสร้างรายวชิ าวิทยาศาสตร์ (ว23102)
ระดับมธั ยมศกึ ษา ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 เวลา 60 ช่ัวโมง จำนวน 1.5 หน่วยกติ
ท่ี ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ดั สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ (ชั่วโมง) คะแนน
ปฏกิ ิรยิ าเคมีและวสั ดุใน (17) (21)
ชีวติ ประจำวัน
บทท่ี 1 ปฏิกริ ยิ าเคมี ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร
ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึด
2 บทท่ี 1 ปฏกิ ิรยิ าเคมี เหนี่ยวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสารการเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
ว 2.1 ม.3/3 อธิบายการ - การเกิดปฏิกริ ิยาเคมหี รอื การ 1 3
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี รวมถึงการ เปลี่ยนแปลงทางเคมขี องสาร 2 3
จดั เรียงตวั ใหมข่ องอะตอม เป็นการเปลย่ี นแปลงท่ีทำใหเ้ กิด
เม่ือเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีโดยใช้ สารใหม่ โดยสารท่เี ข้าทำปฏิกิรยิ า
แบบจำลองและสมการ เรยี กวา่ สารตัง้ ต้น สารใหมท่ ี่
ข้อความ เกดิ ขึ้นจากปฏกิ ิรยิ า เรยี กว่า
ผลติ ภัณฑ์ การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
ว 2.1 ม.3/4 อธิบายกฎทรง สามารถเขียนแทนไดด้ ว้ ยสมการ
มวล โดยใช้หลักฐานเชิง ข้อความ
ประจกั ษ์ - การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี อะตอม
ของสารต้ังตน้ จะมีการจดั เรยี ง
ตวั ใหม่ ได้เปน็ ผลิตภัณฑ์ ซ่งึ มี
สมบตั แิ ตกต่างจากสารต้งั ตน้ โดย
อะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลัง
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีมีจำนวนเท่ากัน
- เมือ่ เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี มวลรวม
ของสารตั้งตน้ เทา่ กบั มวลรวมของ
ผลิตภัณฑ์ ซึง่ เป็นไปตามกฎทรง
มวล
ง
ที่ ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้วี ดั สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
3 บทที่ 1 ปฏกิ ิรยิ าเคมี (ชว่ั โมง) คะแนน
4 บทท่ี 1 ปฏกิ ิริยาเคมี ว 2.1 ม.3/5 วเิ คราะห์ - เมอื่ เกิดปฏกิ ิริยาเคมี มีการถ่าย 2 3
ปฏกิ ริ ิยาดดู ความร้อนและ โอนความร้อนควบคู่ไปกบั การ 3
ปฏิกริ ยิ าคายความร้อน จดั เรยี งตวั ใหม่ของอะตอมของสาร
จากการเปล่ยี นแปลง ปฏกิ ิรยิ าที่มีการถา่ ยโอนความรอ้ น
พลงั งานความร้อนของ จากสิง่ แวดลอ้ ม เข้าสู่ระบบเป็น
ปฏกิ ิริยา ปฏิกิรยิ าดูดความร้อน ปฏิกริ ิยาที่
มีการถ่ายโอนความร้อนจากระบบ
ออกสสู่ ง่ิ แวดลอ้ มเป็นปฏกิ ริ ิยา
คายความร้อน โดยใช้เครอ่ื งมือที่
เหมาะสมในการวดั อุณหภมู ิ เช่น
เทอร์มอมเิ ตอรห์ วั วัดทีส่ ามารถ
ตรวจสอบการเปล่ียนแปลงของ
อุณหภูมไิ ด้อยา่ งต่อเน่ือง
ว 2.1 ม.3/6 อธิบายปฏกิ ริ ยิ า - ปฏกิ ิริยาเคมีท่ีพบชวี ติ ประจำวนั 5
การเกิดสนมิ ของเหลก็ มีหลายชนิด เช่น ปฏกิ ริ ยิ าการเผา
ปฏิกริ ยิ าของกรดกับโลหะ ไหม้ การเกิดสนิมของเหล็ก
ปฏิกริ ยิ าของกรดกับเบส ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะ
และปฏิกิรยิ าของเบสกบั ปฏกิ ิริยาของกรดกบั เบส ปฏกิ ิรยิ า
โลหะ โดยใช้หลักฐานเชงิ ของเบสกับโลหะ การเกิดฝนกรด
ประจักษ์ และอธบิ าย การสังเคราะหด์ ้วยแสง ปฏิกิริยา
ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ การเกิด เคมี สามารถเขียนแทนไดด้ ว้ ย
ฝนกรดการสงั เคราะหด์ ้วย สมการข้อความ ซ่งึ แสดงช่ือของ
แสง โดยใชส้ ารสนเทศ สารต้ังตน้ และผลิตภณั ฑ์ เช่น
รวมทงั้ เขียนสมการข้อความ เช้ือเพลิง + ออกซิเจน →
แสดงปฏิกิริยาดงั กล่าว คาร์บอนไดออกไซด์ + นำ้
ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้เป็นปฏิกิรยิ า
ระหวา่ งสารกบั ออกซิเจน
จ
ที่ ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนร/ู้ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนกั
ตวั ชี้วัด (ชวั่ โมง) คะแนน
สารที่เกิดปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้ ส่วนใหญ่
เปน็ สารประกอบท่มี ีคาร์บอนและ
ไฮโดรเจนเป็นองคป์ ระกอบ ซ่ึงถ้าเกิด
การ
เผาไหมอ้ ย่างสมบรู ณ์ จะได้ผลติ ภณั ฑ์
เปน็ คารบ์ อนไดออกไซด์และน้ำ
- การเกดิ สนมิ ของเหลก็ เกดิ จาก
ปฏกิ ิริยาเคมรี ะหว่างเหล็ก นำ้ และ
ออกซิเจน ได้ผลิตภณั ฑเ์ ป็นสนมิ ของ
เหลก็
- ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้และการเกดิ สนิม
ของเหล็กเป็นปฏกิ ิริยาระหวา่ งสารต่าง
ๆ กบั ออกซิเจน
- ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะ กรดทำ
ปฏกิ ริ ยิ ากบั โลหะได้หลายชนิด ได้
ผลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลือของโลหะและแก๊ส
ไฮโดรเจน
- ปฏกิ ิริยาของกรดกับสารประกอบ
คารบ์ อเนตไดผ้ ลิตภณั ฑ์เปน็ แก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ เกลอื ของโลหะ และ
น้ำ
- ปฏกิ ริ ยิ าของกรดกบั เบส ได้ผลิตภัณฑ์
เปน็ เกลือของโลหะและนำ้ หรืออาจได้
เพียงเกลือของโลหะ
- ปฏกิ ริ ยิ าของเบสกบั โลหะบางชนิด ได้
ผลิตภณั ฑ์เปน็ เกลอื ของเบสและแกส๊
ไฮโดรเจน
ฉ
ท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู/้ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
5 ตัวชวี้ ดั (ชั่วโมง) คะแนน
6 บทท่ี 1 ปฏกิ ริ ิยาเคมี - การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏกิ ิริยา 3
ระหว่างนำ้ ฝนกับออกไซด์
ของไนโตรเจน ทำให้น้ำฝนมสี มบตั เิ ป็น
กรด
- การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื เป็น
ปฏิกิริยาระหวา่ งแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์กบั นำ้ โดยมแี สง
ชว่ ยในการเกิดปฏิกริ ิยา
ได้ผลิตภณั ฑ์เป็นนำ้ ตาลกลโู คส
และแกส๊ ออกซเิ จน
ว 2.1 ม.3/7 ระบุ - ปฏกิ ริ ิยาเคมีที่พบในชีวิต 2
ประโยชน์และโทษของ ประจำวนั มีทั้งประโยชน์และโทษตอ่
ปฏิกิริยาเคมีท่ีมีต่อ ส่ิงมีชวี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม
ส่งิ มชี วี ติ และสิง่ แวดล้อม จึงต้องระมดั ระวงั ผลจากปฏิกิริยาเคมี
และยกตวั อย่างวธิ กี าร ตลอดจนรู้จกั วิธีปอ้ งกันและแก้ปัญหา
ปอ้ งกันและแก้ปญั หาท่ี ท่ีเกดิ จากปฏกิ ิริยาเคมี
เกดิ จากปฏิกริ ิยาเคมีที่ ท่ีพบในชีวติ ประจำวัน
พบในชวี ติ - ความรู้เกีย่ วกบั ปฏิกิรยิ าเคมี สามารถ
ประจำวนั จากการ นำไปใช้ประโยชนแ์ ละสามารถบรู ณา
สบื ค้นขอ้ มูล การกับคณติ ศาสตร์
ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบ เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์เพอ่ื
วิธีแก้ปัญหาใน ใชป้ รับปรุงผลติ ภณั ฑ์ให้มีคุณภาพตาม
ชวี ิตประจำวันโดยใช้ ตอ้ งการหรอื อาจสร้างนวัตกรรมเพื่อ
ความรูเ้ กี่ยวกบั ปฏิกริ ิยา ปอ้ งกนั และแก้ปญั หาท่ีเกิดข้ึนจาก
เคมโี ดยบรู ณาการ ปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ความรเู้ กี่ยวกบั
วิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ ปฏิกริ ิยาเคมี เช่น การเปลยี่ นแปลง
เทคโนโลยี และ พลังงานความร้อนอันเนื่องมาจาก
วศิ วกรรมศาสตร์ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
การเพิ่มปริมาณผลผลิต
ช
ท่ี ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
ตัวชว้ี ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
7 บทท่ี 2 วัสดุใน
ชีวิตประจำวนั ว 2.1 ม.3/1 ระบสุ มบัตทิ าง - พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม 5 6
กายภาพและการใช้ เป็นวสั ดทุ ีใ่ ชม้ ากในชวี ิตประจำวัน
ประโยชนว์ ัสดปุ ระเภทพอลิ - พอลเิ มอรเ์ ปน็ สารประกอบโมเลกลุ
เมอร์ ใหญท่ ่เี กิดจากโมเลกุลจำนวนมาก
เซรามกิ และวัสดุผสมโดยใช้ รวมตวั กนั ทางเคมี
หลักฐานเชิงประจกั ษ์และ เชน่ พลาสติก ยาง เส้นใย ซึง่ เปน็ พอ
สารสนเทศ ลเิ มอรท์ มี่ ีสมบตั ิแตกตา่ งกัน โดย
ว 2.1 ม.3/2 ตระหนกั ถึง พลาสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ีขนึ้ รูปเป็น
คณุ ค่าของการใชว้ สั ดุ รปู ทรงตา่ งๆได้ ยางยืดหยุ่นได้ สว่ น
ประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก เส้นใยเปน็ พอลเิ มอร์ท่สี ามารถดงึ
และวสั ดผุ สม โดยเสนอแนะ เปน็ เสน้ ยาวได้พอลเิ มอร์จึงใช้
แนวทางการใช้วสั ดอุ ยา่ ง ประโยชนไ์ ดต้ า่ งกัน
ประหยัดและคุ้มคา่ - เซรามิกเป็นวสั ดทุ ผี่ ลิตจากดิน
หิน ทราย และแรธ่ าตตุ ่าง ๆ และ
ส่วนมากจะเผาท่ีอุณหภูมิสูง
เพื่อใหเ้ นอ้ื สารท่ีแขง็ แรง เซรามกิ
สามารถทำเป็นรปู ทรงตา่ ง ๆ ได้
สมบัติท่วั ไปของเซรามกิ จะแข็ง ทน
ต่อการสึกกร่อนและเปราะ
- วัสดผุ สมเปน็ วสั ดทุ ่เี กิดจากวสั ดุ
ตั้งแต่ 2 ประเภทท่มี สี มบัติแตกต่าง
กนั มารวมตัวกัน เพอ่ื นำไปใช้
ประโยชนไ์ ดม้ ากขึน้ เชน่ เส้อื กนั ฝน
บางชนิดเป็นวสั ดุผสมระหวา่ งผา้
กับยาง
- วัสดุบางชนดิ สลายตัวยาก เชน่
พลาสติก การใช้วสั ดุอยา่ งฟุ่มเฟอื ย
และไม่ระมัดระวังอาจก่อปัญหาต่อ
สง่ิ แวดลอ้ ม
ซ
ที่ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชวี้ ดั สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
(ชวั่ โมง) คะแนน
8 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 6 สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ (22) (21)
ไฟฟา้
ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการ
ถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานใน
ชวี ิตประจำวนั ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่เี ก่ยี วข้องกบั เสยี ง แสง
และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
9 บทที่ 1 วงจรไฟฟา้ ว 2.3 ม.3/1 วเิ คราะห์ - เมอ่ื ตอ่ วงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมี 5 6
อยา่ งง่าย 6 6
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งความตา่ ง กระแสไฟฟา้ ออกจากข้ัวบวกผ่าน
10 บทที่ 1 วงจรไฟฟา้
อย่างงา่ ย ศกั ย์ กระแสไฟฟ้า และความ วงจรไฟฟ้าไปยังขั้วลบของ
ตา้ นทาน และคำนวณปรมิ าณท่ี แหลง่ กำเนิดไฟฟ้า ซ่ึงวดั ค่าได้จาก
เก่ยี วข้องโดยใชส้ มการ V = IR แอมมิเตอร์
จากหลักฐานเชิงประจักษ์ - คา่ ที่บอกความแตกตา่ งของ
ว 2.3 ม.3/2 เขยี นกราฟ พลังงานไฟฟา้ ต่อหนว่ ยประจุระหว่าง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่าง จดุ 2 จุด เรียกว่า ความต่างศักย์ ซง่ึ
กระแสไฟฟ้าและความตา่ ง วัดคา่ ไดจ้ ากโวลตม์ ิเตอร์
ศกั ย์ไฟฟา้ - ขนาดของกระแสไฟฟ้ามีคา่ แปรผนั
ว 2.3 ม.3/3 ใช้โวลตม์ ิเตอร์ ตรงกับความต่างศักยร์ ะหว่างปลาย
แอมมิเตอร์ในการวัดปริมาณ ทัง้ สองของตวั นำ โดยอัตราสว่ น
ทางไฟฟ้า ระหว่างความตา่ งศกั ย์และ
กระแสไฟฟา้ มีคา่ คงท่ี เรยี กค่าคงทีน่ ี้
ว่า ความตา้ นทาน
ว 2.3 ม.3/4 วเิ คราะห์ความ - ในวงจรไฟฟา้ ประกอบด้วย
ต่างศักย์ไฟฟา้ และกระแสไฟฟ้า แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้า สายไฟฟ้าและ
ในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตวั อปุ กรณ์ไฟฟา้ โดยอปุ กรณ์ไฟฟา้ แต่
ตา้ นทานหลายตวั แบบอนุกรม ละชิ้นมีความต้านทานในการต่อตวั
และแบบขนานจากหลกั ฐานเชิง ตา้ นทานหลายตวั มีทัง้ ต่อแบบ
ประจกั ษ์ อนกุ รมและแบบขนาน
ฌ
ท่ี ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชวี้ ัด สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
บทที่ 1 วงจรไฟฟ้า (ชั่วโมง) คะแนน
อย่างงา่ ย ว 2.3 ม.3/5 เขยี นแผนภาพ - การตอ่ ตัวตา้ นทานหลายตัวแบบ
วงจรไฟฟ้าแสดงการต่อตวั อนุกรมในวงจรไฟฟา้ ความต่างศักย์ท่ี 8 6
12 บทท่ี 2 ไฟฟา้ ใน ต้านทานแบบอนกุ รมและ ครอ่ มตวั ตา้ นทานแต่ละตวั มีค่าเท่ากับ
ชวี ติ ประจำวนั แบบขนาน ผลรวมของความต่างศักยท์ ีค่ ร่อมตวั
ตา้ นทานแตล่ ะตวั โดยกระแสไฟฟา้ ท่ี
ว 2.3 ม.3/6 บรรยายการ ผ่านตวั ต้านทานแต่ละตวั มีค่าเทา่ กนั
ทำงานของชิ้นส่วน - การตอ่ ตวั ต้านทานหลายตวั แบบ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์อย่างง่ายใน ขนานในวงจรไฟฟา้ กระแสไฟฟ้าท่ี
วงจรจากขอ้ มลู ท่ีรวบรวมได้ ผ่านวงจรมคี ่าเทา่ กับผลรวมของ
ว 2.3 ม.3/7 เขยี นแผนภาพ กระแสไฟฟา้ ท่ีผ่านตัวต้านทานแต่ละ
และต่อชน้ิ ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตวั โดยความตา่ งศักย์ทคี่ ร่อมตัว
อยา่ งงา่ ยในวงจรไฟฟา้ ตา้ นทานแต่ละตัวมคี ่าเทา่ กนั
- ชิ้นส่วนอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์มีหลายชนดิ
เชน่ ตัวตา้ นทาน ไดโอด ทรานซสิ เตอร์
ตวั เกบ็ ประจุ โดยช้ินสว่ นแต่ละชนดิ
ทำหน้าทีแ่ ตกตา่ งกันเพื่อให้วงจร
ทำงานได้ตามต้องการ
- ตัวต้านทานทำหน้าท่คี วบคุมปริมาณ
กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟา้ ไดโอดทำ
หน้าทีใ่ ห้กระแสไฟฟ้าผา่ นทางเดยี ว
ทรานซสิ เตอร์ทำหน้าท่เี ป็นสวิตช์ปิด
หรือเปดิ วงจรไฟฟ้าและควบคุม
ปริมาณกระแสไฟฟา้ ตัวเกบ็ ประจุทำ
หนา้ ทเ่ี กบ็ และคายประจไุ ฟฟ้า
ญ
ท่ี ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชว้ี ัด สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
(ชัว่ โมง) คะแนน
13 บทที่ 2 ไฟฟ้าใน
ชีวติ ประจำวนั - เครอื่ งใช้ไฟฟ้าอย่างงา่ ยประกอบด้วย 3
ชนิ้ สว่ นอิเลก็ ทรอนิกสห์ ลายชนดิ ที่
ทำงานร่วมกัน การต่อวงจร
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ โดยเลอื กใชช้ ้นิ สว่ น
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ท่ีเหมาะสมตามหนา้ ท่ี
ของช้ินสว่ นน้นั ๆ จะสามารถทำให้
วงจรไฟฟ้าทำงานได้ตามต้องการ
ว 2.3 ม.3/8 อธบิ ายและ - เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าจะมีค่ากำลงั ไฟฟา้ และ 3
คำนวณพลงั งานไฟฟา้ โดยใช้ ความต่างศักยก์ ำกับไว้ กำลังไฟฟา้ มี
สมการ W = Pt รวมทั้ง หน่วยเป็นวัตต์ ความตา่ งศกั ย์มีหน่วย
คำนวณคา่ ไฟฟา้ ของ เป็นโวลต์ ค่าไฟฟ้าส่วนใหญค่ ิดจาก
เคร่อื งใช้ไฟฟ้าในบ้าน พลงั งานไฟฟ้าทใี่ ช้ท้ังหมด ซ่งึ หาได้จาก
ว 2.3 ม.3/9 ตระหนักใน ผลคณู ของกำลังไฟฟา้ ในหน่วยกโิ ลวตั ต์
คุณค่าของการเลือกใช้ กบั เวลาในหนว่ ยช่ัวโมง พลงั งานไฟฟา้
เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยนำเสนอ มีหนว่ ยเปน็ กิโลวัตต์ช่วั โมง หรือหนว่ ย
วิธีการใชเ้ ครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ อย่าง - วงจรไฟฟ้าในบา้ นมีการตอ่
ประหยัดและปลอดภยั เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อใหค้ วาม
ต่างศักยเ์ ท่ากัน การใชเ้ ครื่องใชไ้ ฟฟ้า
ในชีวติ ประจำวัน ตอ้ งเลอื กใช้
เครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ท่ีมคี วามต่างศักยแ์ ละ
กำลงั ไฟฟา้ ใหเ้ หมาะกบั การใช้งาน
และการใช้เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าและอุปกรณ์
ไฟฟ้าต้องใชอ้ ยา่ งถูกต้อง ปลอดภยั
และประหยดั
ฎ
ท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวช้วี ดั สาระสำคญั เวลา นำ้ หนัก
(ชัว่ โมง) คะแนน
14 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 7 สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ (9) (12)
ระบบนเิ วศและความ ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์
หลากหลายทาง ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ
ชีวภาพ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปัญหา
และผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางใน
การอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสงิ่ แวดล้อม รวมทั้ง
นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
บทท่ี 1 ระบบนิเวศ ว 1.1 ม.3/1 อธิบาย - ระบบนิเวศประกอบดว้ ย 2 3
15 บทที่ 1 ระบบนิเวศ 3 3
ปฏิสัมพันธข์ ององคป์ ระกอบ องคป์ ระกอบท่ีมีชีวติ เช่น พชื สัตว์
ของระบบนิเวศท่ีได้จากการ จุลินทรยี ์ และองค์ประกอบที่ไม่มีชวี ิต
สำรวจ เชน่ แสง นำ้ อณุ หภูมิ แร่ธาตุ แก๊ส
องคป์ ระกอบเหลา่ นีม้ ปี ฏสิ ัมพันธก์ ัน
เชน่ พืชตอ้ งการแสง น้ำ และแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ในการสร้างอาหาร
สตั วต์ ้องการอาหาร และ
สภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสมในการ
ดำรงชวี ติ เช่น อุณหภมู ิ ความช้ืน
องค์ประกอบทง้ั สองส่วนนี้จะต้องมี
ความสัมพนั ธ์กันอย่างเหมาะสม ระบบ
นเิ วศจงึ จะสามารถคงอยู่ต่อไปได้
ว 1.1 ม.3/2 อธิบายรปู แบบ - สงิ่ มีชีวติ กับสิง่ มชี วี ติ มีความสัมพันธ์
ความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งมชี ีวติ กันในรูปแบบตา่ ง ๆ เช่น ภาวะพึ่งพา
กบั ส่ิงมีชวี ิตรูปแบบต่าง ๆ ใน กัน ภาวะองิ อาศัย ภาวะเหยื่อกับผลู้ า่
แหล่งทีอ่ ยู่เดยี วกนั ท่ีได้จาก ภาวะปรสิต
การสำรวจ
ฏ
ที่ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชี้วดั สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
16 บทท่ี 1 ระบบนเิ วศ (ช่วั โมง) คะแนน
- ส่งิ มีชีวติ ชนิดเดยี วกนั ท่อี าศัยอยู่ 6
รว่ มกันในแหลง่ ท่ีอยู่เดียวกนั ในช่วง
เวลาเดียวกนั เรยี กว่า ประชากร
- กลมุ่ สิง่ มีชีวิตประกอบด้วยประชากร
ของสง่ิ มีชีวิตหลาย ๆชนิด อาศยั อยู่
ร่วมกนั ในแหลง่ ท่ีอยเู่ ดยี วกัน
ว 1.1 ม.3/3 สร้างแบบจำลอง - กลุ่มสง่ิ มีชีวติ ในระบบนเิ วศแบ่งตาม 4
ในการอธบิ ายการถา่ ยทอด หนา้ ทีไ่ ดเ้ ป็น 3 กล่มุ ได้แก่ ผู้ผลติ
พลงั งานในสายใยอาหาร ผบู้ รโิ ภค และผยู้ อ่ ยสลายสารอินทรยี ์
ว 1.1 ม.3/4 อธิบาย สงิ่ มชี วี ิตท้งั 3 กล่มุ น้ี มีความสมั พนั ธ์
ความสัมพนั ธ์ของผผู้ ลติ กนั ผู้ผลติ เปน็ สิง่ มีชวี ิตทส่ี รา้ งอาหารได้
ผบู้ รโิ ภค และผยู้ ่อยสลาย เอง โดยกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วย
สารอินทรีย์ในระบบนิเวศ แสง ผู้บรโิ ภคเปน็ สิ่งมชี วี ติ ทไี่ ม่สามารถ
ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ายการ สร้างอาหารได้เอง และต้องกินผผู้ ลิต
สะสมสารพิษในสงิ่ มชี ีวิตในโซ่ หรือส่ิงมีชีวิตอืน่ เป็นอาหาร เมื่อผผู้ ลติ
อาหาร และผบู้ รโิ ภคตายลง
ว 1.1 ม.3/6 ตระหนักถึง จะถูกย่อยโดยผูย้ อ่ ยสลายสารอนิ ทรยี ์
ความสมั พันธ์ของสิ่งมชี ีวิต ซึง่ จะเปลยี่ นสารอนิ ทรีย์เป็นสารอนินท
และส่งิ แวดล้อมในระบบนิเวศ รีย์กลับคนื สูส่ งิ่ แวดลอ้ ม ทำให้เกิดการ
โดยไม่ทำลายสมดลุ ของระบบ หมนุ เวยี นสารเป็นวัฏจักร จำนวน
นเิ วศ ผ้ผู ลิต ผ้บู ริโภค และผู้ย่อยสลาย
สารอินทรีย์จะต้องมคี วามเหมาะสม จึง
ทำใหก้ ลุ่มสง่ิ มีชีวติ อยไู่ ด้อยา่ งสมดลุ
- พลังงานถูกถา่ ยทอดจากผู้ผลติ ไปยงั
ผู้บรโิ ภคลำดบั ตา่ ง ๆ
ฐ
ที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชวี้ ัด สาระสำคญั เวลา น้ำหนกั
บทท่ี 1 ระบบนเิ วศ (ชว่ั โมง) คะแนน
17 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 รวมท้งั ผยู้ ่อยสลายสารอินทรีย์ใน (6)
ระบบนเิ วศและความ
หลากหลายทาง รปู แบบสายใยอาหารท่ีประกอบดว้ ย
ชีวภาพ
โซอ่ าหารหลายโซท่ ่ีสมั พันธ์กัน ในการ
ถา่ ยทอดพลงั งานในโซอ่ าหาร พลังงาน
ที่ถกู ถ่ายทอดไปจะลดลงเรื่อย ๆ
ตามลำดบั ของการบรโิ ภค
- การถา่ ยทอดพลังงานในระบบนเิ วศ
อาจทำให้มีสารพิษสะสมอยใู่ นสิง่ มีชีวติ
ได้ จนอาจก่อให้เกดิ อันตรายต่อ
ส่ิงมชี ีวิต และทำลายสมดลุ ในระบบ
นิเวศ ดังน้ันการดแู ลรกั ษาระบบนเิ วศ
ให้เกิดความสมดลุ และคงอยู่ตลอดไป
จงึ เปน็ สิง่ สำคัญ
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ (6)
ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอด
ลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่
มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ
สิง่ มีชวี ิต รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
บทท่ี 2 ความ ว 1.3 ม.3/9 เปรยี บเทยี บ - ความหลากหลายทางชีวภาพ 6 6
หลากหลายทาง
ชวี ภาพ ความหลากหลายทางชวี ภาพ มี 3 ระดบั ได้แก่ ความหลากหลาย
ในระดบั ชนิดสิ่งมีชีวติ ในระบบ ของระบบนิเวศ ความหลากหลายของ
นิเวศต่าง ๆ ชนดิ ส่งิ มชี วี ิต และความหลากหลาย
ว 1.3 ม.3/10 อธบิ าย ทางพนั ธุกรรม ความหลากหลายทาง
ความสำคญั ของความ ชีวภาพนี้มคี วามสำคัญต่อการรักษา
หลากหลายทางชีวภาพทม่ี ีต่อ สมดลุ ของระบบนิเวศ ระบบนิเวศทม่ี ี
การรกั ษาสมดลุ ของระบบ ความหลากหลายทางชีวภาพสงู จะ
นิเวศและต่อมนษุ ย์ รกั ษาสมดุลได้
1
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 1
รหัสวิชา ว23102 รายวิชาวิทยาศาสตร์6 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 2
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 ปฏิกริ ิยาเคมีและวัสดุในชีวิตประจำวัน เวลา 17 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี เวลา 1 ช่ัวโมง
ครผู สู้ อน นางสาวภญิ ญาพัชญ์ รศั มีจนั ทร์ โรงเรยี นโกสมั พีวิทยา
สอนวนั ที่.......เดอื น.......................... พ.ศ. ...................
1. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
1) การเกิดปฏิกริ ิยาเคมหี รอื การเปลย่ี นแปลงทางเคมขี องสาร เปน็ การเปลีย่ นแปลงท่ที ำใหเ้ กิดสารใหม่ โดยสารที่เข้า
ทำปฏิกิริยา เรียกว่า สารตั้งต้น สารใหมท่ ี่เกิดขึน้ จากปฏิกริ ยิ า เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ การเกิดปฏิกิรยิ าเคมีสามารถเขียนแทนได้
ดว้ ยสมการข้อความ
2) การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี อะตอมของสารต้ังต้นจะมกี ารจดั เรียงตวั ใหม่ ได้เป็นผลติ ภณั ฑ์ ซึง่ มสี มบตั แิ ตกตา่ งจากสาร
ตง้ั ตน้ โดยอะตอมแตล่ ะชนิดกอ่ นและหลงั เกิดปฏิกริ ิยาเคมีมจี ำนวนเทา่ กนั
2. มาตรฐานการเรียนรู้ /ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรยี นรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมบตั ิของสสารกับโครงสรา้ งและแรงยดึ
เหนีย่ วระหวา่ งอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปลยี่ นแปลงสถานะของสสารการเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ตัวช้ีวดั
ตัวช้ีวัด
ว 2.1 ม.3/3 อธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมี รวมถึงการจดั เรียงตัวใหมข่ องอะตอมเม่ือเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีโดยใช้
แบบจำลองและสมการขอ้ ความ
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้สูต่ วั ชวี้ ัด
1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรียนอธิบายการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี และอธิบายการจัดเรยี งตัวใหม่ของอะตอม
ก่อนและหลงั การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี โดยใชแ้ บบจำลองและสมการข้อความได้
2) ด้านทักษะ (P) นกั เรียนใชท้ กั ษะการสงั เกต โดยสงั เกตสมบัติของสารและการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกดิ ข้ึน บันทึกส่งิ ท่ีสงั เกตได้
3) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนตระหนกั ถึงความสำคัญของการใช้อุปกรณ์การทำกจิ กรรมได้
2
4. สาระการเรียนรู้ (สาระการเรยี นรู้แกนกลาง/ทอ้ งถน่ิ )
การเปลี่ยนแปลงทางเคมีหรือการเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ ซึ่งมี
สมบัติแตกต่างไปจากสารเดิม การเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจสังเกตได้จากการเปลี่ยนสี กลิ่น หรืออุณหภูมิ มีฟอง
แกส็ หรือตะกอนเกิดขน้ึ ยกตัวอย่างการเกิดปฏิกิริยาเคมีในแคลเซยี มคาร์บอเนต
แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate หรื CaCO3) พบมากในหินปูน หินงอก หินย้อย
แคลเซียมคาร์บอเนต สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนำมาใช้ในยาลดกรดแล้ว ยังใช้
ผลิตสารต่าง ๆ เช่น ปูนขาว ปูนซีเมนต์ ปูนยาแนวกระเบื้อง สารที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นองค์ประกอบ
เมื่อสัมผัสกับสารที่มีสมบัติเป็นกรด แคลเซียมคาร์บอเนตจะกร่อนบางลงและเกิดฟองแก็สไม่มีสี การ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดจากแคลเซียมคาร์บอเนตสัมผัสกับกรด เป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมี (chemical reaction)
เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีสารใหม่เกิดขึ้น การอธิบายปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นสามารถใช้แบบจำลองที่เป็น
สมการข้อความ (word equation) ซึ่งเขียนแสดงสารที่เข้าทำปฏิกิริยาหรือสารตั้งต้น (reactant) และสาร
ใหมท่ เี่ กดิ ขึน้ หรอื ผลติ ภัณฑ์ (product) เชน่ สมการขอ้ ความไดด้ ังน้ี
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมคลอไรด์ + น้ำ + แกส็ คาร์บอนไดออกไซด์
สารต้งั ต้น ผลิตภณั ฑ์
จากสมการข้อความข้างต้นจะพบว่าสารต้ังตัน ได้แก่ กรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid หรือ
HCl) และแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อสารตั้งต้นปฏิกิริยาเคมีกัน จะได้เป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แคลเซียมคลอไรด์
(calcium chloride หรือ CaCl2) น้ำ (H2O) และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide หรือ CO2)
นอกจากกรดจะทำปฏิกิรยิ ากับแคลเซียมคาร์บอเนตแล้ว กรดยังทำปฏิกิรยิ ากับสารประกอบคาร์บอเนตอื่น ๆ
เชน่ โซเดียมคาร์บอเนต (sodium carbonate หรอื Na2CO3) ได้อกี ด้วย
และเมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารตั้งต้นจะแยกตัวออกจากกัน แล้วจัดเรียงตัวใหม่ ได้
ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแสดงได้ดว้ ยแบบจำลอง ซึ่งอะตอมจะไม่สญู หายหรือเกิดใหม่ มีเพียงการจัดเรยี งตัวใหม่
ดงั นัน้ อะตอมแต่ละชนดิ ก่อนและหลังเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมจี งึ มีจำนวนเท่าเดิม
5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการคดิ
6. คุณอนั พึงประสงค์
1. นกั เรียนมีความใฝ่เรยี นรู้
2. นักเรียนมคี วามม่งุ มัน่ ในการทำงาน
3. นักเรียนมจี ิตสารธารณะ
3
7. ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขียนได้ สามารถสอื่ สารใหค้ นอน่ื เขา้ ใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะดา้ นการคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณ และทกั ษะใน
การแกป้ ัญหา
8. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ข้ันที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) (10 นาที)
1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรยี น เพ่ือนำเข้าสูห่ น่วยการเรียนรทู้ ี่ 5 เรอื่ ง ปฏิกิรยิ าเคมี โดย ให้
นกั เรียนดูภาพนำหน่วย (หนงั สอื เรียนรายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หน้า
4) หรือครูใช้วธิ ีการสาธติ โดยนำผา้ ท่ีเปอ้ื นหมึกสจี ่มุ ลงไปในนำ้ เปรียบเทยี บกับการนำผ้าที่เป้ือนหมึกสีจุ่มลงไป
ในน้ำยาซกั ผ้าขาว แลว้ สงั เกตการเปลี่ยนแปลงที่เกดิ ข้ึน จากน้นั อภิปรายร่วมกนั โดยใช้ประเด็นคำถามดงั นี้
- จากภาพ 5.1 เปน็ ภาพอะไร (ภาพน้ำยาซักผ้าขาว)
- รอยเป้ือนบนผ้าหายไปได้อย่างไร เกย่ี วข้องกบั ปฏกิ ิรยิ าเคมหี รือไม่ (นกั เรียนตอบตามความ
เขา้ ใจของตนเอง)
2) ให้นักเรียนทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชนั้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 5) จำนวน 6 ข้อ ดงั น้ี
- การเกดิ สนมิ ของตะปูเหลก็ (คำตอบคอื การเปล่ียนแปลงทางเคมี)
- การผสมน้ำหวานสแี ดงกบั น้ำ (คำตอบคอื การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ)
- การจุดไมข้ ีด (คำตอบคือ การเปลยี่ นแปลงทางเคมี)
- การหลอมเหลวของน้ำแขง็ (คำตอบคอื การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ)
- การผสมนำ้ อญั ชนั กับมะนาว (คำตอบคอื การเปล่ียนแปลงทางเคม)ี
- การตม้ น้ำ (คำตอบคือ การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ)
3) ครูตรวจสอบการทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ
คลาดเคลื่อนของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียนเรื่องปฏิกิริยา เคมี
และอภิปรายร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า การเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ โดย
อาจสังเกตได้จากการเปลี่ยนสี กลิ่น หรืออุณหภูมิ มีฟองแก๊สหรือมีตะกอนเกิดขึ้น และบางครั้งการ
เปลี่ยนแปลงดังกล่าวท่สี ังเกตเห็น อาจไมม่ ปี ฏกิ ิรยิ าเคมเี กิดข้ึน เช่น การเปลย่ี นสีเมือ่ ผสมนำ้ หวานกับน้ำ
ขั้นที่ 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที)
4) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.1 การเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นอย่างไร โดยใช้คำถามว่านักเรียนคิดว่า
เราสามารถใชแ้ บบจำลองอธบิ ายปฏกิ ริ ยิ าเคมีทเ่ี กดิ ข้นึ ได้อยา่ งไร (นักเรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง)
4
5) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 6 และครูตรวจสอบความ
เขา้ ใจการอา่ น โดยใชค้ ำถามดงั ตอ่ ไปนี้
- กจิ กรรมน้เี กยี่ วกับเรื่องอะไร (การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี)
- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สังเกตและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมีโดยใช้
แบบจำลอง)
- วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (รินสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
ลงในแคลเซยี มคาร์บอเนต แลว้ สังเกตการเปล่ียนแปลง จากน้นั สบื ค้นข้อมูลและใช้แบบจำลองเพ่ืออธิบายการ
เปล่ียนแปลงท่เี กิดขน้ึ )
- ข้อควรระวังในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (ระวังการสัมผัสสารละลายกรด
ไฮโดรคลอรกิ ในกรณีที่สัมผัสสารละลายดงั กลา่ ว ให้ปล่อยน้ำปรมิ าณมากไหลผา่ นบริเวณทส่ี ัมผสั )
- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (สังเกตและบันทึกข้อมูล
เกี่ยวกับลักษณะของสารที่ใช้ในกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อรินสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงใน
แคลเซยี มคารบ์ อเนต และรวบรวมข้อมลู สารทีเ่ กิดขึ้นท้ังหมดจากการเปลีย่ นแปลง)
6) ขณะท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม ครูเดินสังเกตการทำกิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุม่ และ
ให้คำแนะนำ ถ้านกั เรียนมขี อ้ สงสยั ในประเดน็ ตา่ ง ๆ ที่อาจเปน็ ปญั หา เช่น วิธกี ารรินสาร ควรรินชา้ ๆ หรือริน
สารละลายผ่านด้านในของหลอดทดลอง ไม่ควรรินลงบนแคลเซียมคาร์บอเนตโดยตรงเนื่องจากอาจกระเด็ น
หรือเกดิ ฟองแกส๊ ขึ้นมาถึงปากหลอดทดลองได้ ซ่ึงครูควรรวบรวมปญั หา และขอ้ สงสัยที่พบจากการทำกิจกรรม
ของนกั เรียนเพื่อใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู ประกอบการอภิปรายหลังจากการทำกจิ กรรม
ขน้ั ที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (10 นาที)
7) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.1 การ
เกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคำถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจาก
กิจกรรมวา่ เม่ือผสมแคลเซียมคารบ์ อเนตกบั สารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะมีการเปลี่ยนแปลงทท่ี ำให้เกิดสาร
ใหม่ คือ แคลเซียมคลอไรด์ นํ้า และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากการ
เกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี (chemical reaction) ซึง่ สามารถใชแ้ บบจำลองในการอธบิ ายปฏิกิรยิ าทีเ่ กิดข้ึนได้
ข้ันที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
8) นกั เรียนเรียนรเู้ พ่มิ เติมเกย่ี วกบั ปฏิกริ ิยาเคมี โดยใช้ประเดน็ คำถามเพมิ่ เติมดงั น้ี
- จากปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮโดรคลอริกและแคลเซียมคาร์บอเนต สารใดเป็นสารตั้งตน้
และสารใดเปน็ ผลิตภณั ฑ์ (แนวคำตอบ กรดไฮโดรคลอริกและแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นสารตง้ั ตน้
สว่ นแคลเซียมคลอไรด์ น้ำ และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ป็นผลติ ภณั ฑ)์
5
- แผนภาพนี้เรียกวา่ อะไร
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซียมคารบ์ อเนต → แคลเซียมคลอไรด์ + นำ้ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
(แนวคำตอบ สมการขอ้ ความ)
9) ครูอาจยกตัวอย่างปฏกิ ิรยิ าเคมีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ปฏิกิริยาการเผาถ่าน ซึ่งเป็นปฏิกิริยา
ระหว่างคาร์บอนและแก๊สออกซิเจน ได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนและแก๊สออกซิเจนเป็นสารตั้งต้น
ส่วนแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดเ์ ป็นผลิตภัณฑ์) จากน้นั ให้นักเรยี นลองเขยี นสมการข้อความจากปฏิกิริยาดังกล่าว
(คารบ์ อน + แก๊สออกซเิ จน → แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด)์ แล้วใหน้ กั เรียนตอบคำถามระหว่างเรียน
- สมการขอ้ ความต่อไปน้ี มสี ารใดบา้ งเปน็ สารต้ังตน้ สารใดบ้างเป็นผลิตภณั ฑ์
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ + แคลเซยี มไฮดรอกไซด์ → แคลเซยี มคาร์บอเนต + นำ้
(แนวคำตอบ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแคลเซยี มไฮดรอกไซด์เป็นสารตัง้ ต้น ส่วนแคลเซียมคาร์บอเนตและ
นำ้
เป็นผลติ ภัณฑ์)
- การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมรี ะหว่างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตกับกรดไฮโดรคลอริกได้ผลิตภัณฑ์
เป็นโซเดียมคลอไรด์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เขียนแทนด้วยสมการข้อความได้อย่างไร (แนวคำตอบ
โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต + กรดไฮโดรคลอรกิ → โซเดียมคลอไรด์ + แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ + นำ้ )
10) ครูอธิบายเพิ่มเติม โดยใช้สื่อวีดทิ ัศน์เร่ือง การจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมเมื่อเกิดปฏิกิริยา
เคมี (สบื คน้ ไดจ้ าก ipst.me/10603) ซ่ึงสามารถแสดงไดด้ ว้ ยแบบจำลองตัวอยา่ ง การจัดเรยี งใหม่ของอะตอมใน
ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮโดรคลอริกกับแคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมจะไม่สูญหายหรือ
เกดิ ข้นึ ใหม่ มเี พยี งการเรยี งตัวกนั ใหม่ ดงั นัน้ อะตอมแตล่ ะชนิดกอ่ นและหลังเกิดปฏิกิรยิ าเคมี จึงมจี ำนวนเทา่ เดิม
ขั้นท่ี 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) (10 นาที)
11) ครูและนักเรียนอภิปรายผลการทำกิจกรรม การเกิดปฏิกิริยาเคมี จะได้ข้อสรุปว่า
- การเกิดปฏิกิริยาเคมี สารที่ทำปฏิกิริยา เรียกว่า สารตั้งต้น (reactant) ส่วนสารใหม่ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยา
เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ (product) การอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเคมีอาจใช้แบบจำลองท่ีเขียนแสดงสารตั้งต้นและ
ผลิตภณั ฑ์ท่เี รยี กว่า สมการข้อความ (word equation)
- การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี อะตอมแต่ละชนดิ กอ่ นและหลังเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมมี ีจำนวนเท่ากัน โดยอะตอมไม่สญู หาย
หรือเกิดข้นึ ใหม่ แตม่ กี ารจดั เรียงตัวกนั ใหม่
12) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตาม
เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubrics Score)
6
9. สื่อการเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้
8.1 อุปกรณ์ทำกิจกรรม: จำนวน 9 รำยกำร ดงั แสดงแนบไวใ้ นใบกจิ กรรมท่ี 5.1
การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี เปน็ อยา่ งไร
8.2 คลปิ วดี ทิ ศั น์: การจดั เรยี งตัวใหม่ของอะตอมเมื่อเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
8.3 ใบกิจกรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 5.1 การเกดิ ปฏิกิริยาเคมเี ปน็ อย่างไร
8.4 แบบบันทึกกิจกรรม:แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กิจกรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏิกิริยาเคมีเปน็ อย่างไร
8.5 แหลง่ เรียนร:ู้ หนังสือเรยี นรายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษาธิการ
10. วธิ ีการวัดและประเมนิ ผล
ตวั ชี้วัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวัด เครอื่ งมอื วัด เกณฑท์ ี่ใช้ในการประเมนิ
- คำถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 5.1 - ไดไ้ มน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน
1. อธิบายการเกดิ ปฏิกิริยา - ตรวจการตอบคำถาม
การเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมเี ป็น ระดบั คุณภาพดี ถือวา่
เคมี และอธบิ ายการจดั เรยี ง ทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.1 อย่างไร จำนวน 4 ข้อ ผา่ นการประเมิน
ด้านความรู้
ตวั ใหม่ของอะตอมก่อนและ - แบบบันทึกการคน้ คว้า
กิจกรรมที่ 5.1 - ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน
หลังการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี การเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี ระดับคุณภาพดี ถือวา่
เปน็ อยา่ งไร ผ่านการประเมิน
(ดา้ นความรู้: K) ดา้ นกระบวนการ
- เกณฑ์การประเมนิ การใช้
2. การใชท้ กั ษะการสงั เกต - ตรวจการทำแบบ งานอปุ กรณใ์ นกจิ กรรม - ได้ไม่น้อยกว่า 2 คะแนน
ของนักเรยี น ระดับคุณภาพดี ถือวา่
โดยสงั เกตสมบัตขิ อง บันทึกการคน้ ควา้ ผา่ นการประเมิน
ด้านเจตคติ
สารและการเปลีย่ นแปลง กิจกรรมท่ี 5.1
ที่เกดิ ขึ้น บันทึกสิง่ ทส่ี งั เกตได้
(ดา้ นกระบวนการ: P)
3. ตระหนกั ถึงความสำคญั - สังเกตการใช้งาน
ของการใชอ้ ุปกรณ์ อุปกรณ์ในกิจกรรม
การทำกจิ กรรมได้ ของนักเรยี น
(ด้านเจตคต:ิ A)
7
11. เกณฑก์ ารประเมินผลนักเรยี น
ประเดน็ การประเมนิ คา่ นำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
คะแนน
การให้คะแนนตอบ ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.1 ถูกต้อง จำนวน 3-4 ข้อ
คำถามทา้ ย 3 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมท่ี 5.1 ถกู ต้อง จำนวน 2 ข้อ
กจิ กรรมท่ี 5.1 2 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.1 ถูกต้อง จำนวน 1 ข้อ หรือ ไม่ถกู ต้อง
1 บันทึกผลจากการสังเกตสมบัติของสารและการเปลี่ยนแปลงที่เกดิ ขน้ึ
การให้คะแนนการบันทึก โดยอธิบายลงในแบบบันทกึ การคน้ ควา้ ไดช้ ัดเจน ถกู ต้อง ครบทุกประเด็น
แบบบันทกึ การคน้ คว้า 3 สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาในกจิ กรรม ลงในตารางบนั ทกึ ผล
บันทกึ ผลจากการสังเกตสมบัตขิ องสารและการเปลีย่ นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้
กจิ กรรมที่ 5.1 โดยอธบิ ายลงในแบบบนั ทกึ การคน้ คว้าได้ถกู ตอ้ งในแตล่ ะประเด็นสอดคล้องกบั
เนือ้ หาในกิจกรรม แต่ยงั มีข้อผดิ พลาดเล็กน้อยท่ไี มถ่ กู ตอ้ ง
2 บันทกึ ผลจากการสังเกตสมบัตขิ องสารและการเปล่ียนแปลงทเี่ กิดขน้ึ
โดยอธบิ ายลงในแบบบันทกึ การคน้ ควา้ ไดไ้ ม่ถกู ตอ้ ง มขี อ้ ผดิ พลาดทำใหไ้ ม่
ประเดน็ การประเมนิ 1 สอดคลอ้ งกบั เน้อื หาในกิจกรรม
การใหค้ ะแนน คา่ นำ้ หนัก แนวทางการให้คะแนน
การใชง้ านอุปกรณ์ คะแนน
ใชง้ านอุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมไดถ้ ูกวิธี หยิบ เคลอ่ื นย้ายอุปกรณ์อยา่ ง
ในกิจกรรม 3 ระมัดระวัง ไม่หยอกล้อหรือแกลง้ เพ่ือนขณะกำลังใช้งานอุปกรณ์
และหลังการใชง้ านอปุ กรณ์มกี ารเก็บรกั ษาอยา่ งถกู วธิ ี
2 ใชง้ านอุปกรณ์การทดลองในกจิ กรรมไดถ้ ูกวิธี หยบิ เคล่อื นยา้ ยอุปกรณ์อย่าง
ระมัดระวัง ไม่หยอกลอ้ หรือแกลง้ เพื่อนขณะกำลังใช้งานอุปกรณ์
1 แต่หลังการใช้งานอุปกรณ์ไมม่ ีการเกบ็ รกั ษาอยา่ งถกู วธิ ี หรือไม่เกบ็ อปุ กรณเ์ ข้าตู้
เก็บอุปกรณต์ ามประเภทของอุปกรณ์
ใช้งานอุปกรณ์การทดลองในกจิ กรรมได้ แต่ขณะหยบิ เคลือ่ นย้ายอปุ กรณ์หรอื กำลังใช้
งานอุปกรณ์ จะหยอกลอ้ หรือแกลง้ เพอื่ น อาจทำให้อุปกรณ์เสยี หายได้ และหลงั การ
ใชง้ านอปุ กรณ์ไมม่ ีการเก็บรกั ษาอยา่ งถกู วิธี
9.2 ระดับคุณภาพ หมายถงึ ดีมาก
หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวมเฉล่ยี 2.00 - 2.99
คะแนนรวมเฉลย่ี 0.01 - 1.99
8
บันทึกหลังกระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1. สรปุ ผลการจัดการเรยี นรู้
1.1 ดา้ นความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมนิ สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
2. ปญั หาอุปสรรค และแนวทางการแกไ้ ข/พฒั นา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรบั ปรุงกิจกรรมการเรียนการสอน เพ่อื เพ่ิมผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................
(นางสาวภญิ ญาพชั ญ์ รัศมจี ันทร์)
ตำแหน่ง ครผู ชู้ ว่ ย
9
แบบบันทกึ การประเมินคุณภาพการเรียนร้ขู องนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏกิ ริ ิยาเคมีและวัสดุในชวี ติ ประจำวนั I
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 เรื่อง การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี .
คำชแ้ี จง: ทำเครอื่ งหมาย ✓ ในช่องค่านำ้ คะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยประเมนิ ตาม
เกณฑ์ (Rubrics Score)
เลข ชอื่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหสั นกั เรยี น
ค่านำ้ หนักคะแนน คา่ นำ้ หนกั คะแนน ค่าน้ำหนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ
3 2 1 3 2 1 32 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
10
เลข ชือ่ -นามสกลุ / ด้านความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหัสนกั เรยี น คา่ น้ำหนักคะแนน ค่าน้ำหนักคะแนน ค่านำ้ หนกั คะแนน
321 3 2 1 32 1 ระดับคุณภาพ
23
24
25
26
27
28
29
30
เกณฑ์การพิจารณาคณุ ภาพ
คะแนนรวมเฉลยี่ 3.00 หมายถึง ดี
หมายถึง ดีมาก หมายถึง พอใช้
คะแนนรวมเฉล่ยี 2.00 - 2.99
คะแนนรวมเฉลย่ี 0.01 - 1.99
ต้องไดค้ ะแนนเฉลี่ยทุกประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ำกว่า 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทา่ นน้ั
ถึงจะผา่ นการเรียนรู้ตามตวั ชีว้ ัด
ผลการประเมินการเรยี นรู้ของนกั เรียน
ผู้เรียนที่ ผา่ น ตวั ช้วี ัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเป็นร้อยละ………………………………………………..
ผเู้ รยี นที่ ไม่ผา่ น ตวั ช้วี ัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเป็นรอ้ ยละ………………………………………………..
1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
11
สื่อการเรยี นรู้แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 1:สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลปิ วีดีทัศน์: การจัดเรยี งตวั ใหม่ของอะตอมเมือ่ เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
สือ่ วีดทิ ัศน์เรื่อง การจัดเรยี งตัวใหม่ของอะตอมเมื่อเกิดปฏิกริ ิยาเคมี เมอ่ื เกิดปฏิกิริยาเคมี อะตอมของสารต้ัง
ต้นจะแยกตัวออกจากกัน แล้วจัดเรียงใหม่ จะได้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแสดงได้ด้วยแบบจำลองตัวอย่าง การ
จัดเรียงใหม่ของอะตอมในปฏิกิริยาเคมรี ะหวา่ งกรดไฮโดรคลอริกกบั แคลเซยี มคาร์บอเนต เมอ่ื เกิดปฏิกิริยาเคมี
อะตอมจะไม่สูญหายหรือเกิดขึ้นใหม่ มีเพียงการเรียงตัวกันใหม่ ดังนั้นอะตอมแต่ละชนิดก่อนและหลัง
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี จึงมจี ำนวนเท่าเดมิ
แหล่งที่มา: เว็บไซตอ์ ้างอิง ipst.me/10603
เผยแพรเ่ มื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562
(เจ้าของผลงาน สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))
12
สื่อการเรยี นรู้แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1: ใบกจิ กรรมท่ี 5.1
ใบกิจกรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีเป็นอยา่ งไร
หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เลม่ 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 6
กิจกรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏิกิริยาเคมเี ป็นอย่างไร?
จดุ ประสงค์ สังเกตและอธบิ ายการเกิดปฏิกิริยาเคมโี ดยใช้แบบจำลอง
วสั ดอุ ุปกรณ์ วสั ดทุ ใ่ี ชต้ ่อกลุ่ม
1. สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ หรอื สารละลายกรดเกลือ 10 cm3
ความเขม้ ข้น 0.6 โมลต่อลติ ร
2. บกี เกอร์ขนาด 50 cm3 1 ใบ
3. กระบอกตวงขนาด 10 cm3 1 ใบ
4. ช้อนตกั สารเบอร์สอง 1 คัน
5. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 1 หลอด
6. ทีว่ างหลอดทดลอง 1 อัน
7. แว่นตานิรภยั เท่าจำนวนนักเรยี นในกลมุ่
8. ถุงมือยาง เทา่ จำนวนนักเรยี นในกลุ่ม
วสั ดุทใ่ี ชต้ อ่ หอ้ ง 1 กระปกุ
1. แคลเซียมคารบ์ อเนต
13
วธิ ดี ำเนนิ กจิ กรรม 1. ตกั แคลเซยี มคำรบ์ อเนตปรมิ ำณ 1 ชอ้ นเบอรส์ อง ลงในหลอดทดลองขนำด
ใหญ่ สงั เกตลกั ษณะสำรและบนั ทกึ ผล
2. รนิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ปรมิ ำตร 10 ลูกบำศกเ์ ชนตเิ มตร ลงในบกี
เกอร์ สงั เกตลกั ษณะสำรและบนั ทกึ ผล
3. รนิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ลงในแคลเซยี มคำรบ์ อเนต เขย่ำ สงั เกต
กำรเปลย่ี นแปลงและบนั ทกึ ผล
4. สบื คน้ สำรทเ่ี กดิ ขน้ึ ทงั้ หมดจำกกำรเปลย่ี นแปลงและบนั ทกึ ผล
5 นำเสนอขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ำกกำรทำกิจกรรมและกำรสบื คน โดยใชแ้ บบจำลอง
อธบิ ำย
กำรเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ
กำรเตรยี มตวั กำรเตรยี มสำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ควำมเขม้ ขน้ 0.6 โมลต่อลติ ร ปรมิ ำตร
ล่วงหน้ำสำหรบั 80 ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร (สำหรบั 8 กล่มุ ) เตรยี มไดโ้ ดยรนิ น้ำประมำณ 40
ครู ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในภำชนะ จำกนนั้ รนิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ เขม้ ขน้
6 โมลตอ่ ลติ ร ปรมิ ำตร 8 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร ใสใ่ นภำชนะ แลว้ เตมิ น้ำจนมี
ปรมิ ำตรรวมเป็น
80 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร
กจิ กรรมที่ 5.1 การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมเี ปน็ อยา่ งไร?
ขอ้ ควรระวงั • ครคู วรสวมหน้ำกำกขณะเตรยี มสำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ และควรเตรยี มใน
บรเิ วณทม่ี อี ำกำศถ่ำยเท เน่ืองจำกสำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ควำมเขม้ ขน้
6 โมลตอ่ ลติ ร จะมไี อของกรดระเหยออกมำตลอดเวลำ
• หลกั กำรเตรยี มสำรละลำยกรด ตอ้ งเทกรดลงในภำชนะทม่ี นี ้ำกอ่ นเสมอ
เพอ่ื ควำมปลอดภยั
14
ขอ้ เสนอแนะใน กำรรนิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ลงในบกี เกอรท์ ม่ี แี คลเซยี มคำรบ์ อเนต
กำรทำกจิ กรรม
ควรรนิ สำรละลำยชำ้ ๆ ผ่ำนดำ้ นในของหลอดทดลอง ไม่ควรรนิ สำรละลำยลงบน
แคลเซยี มคำรบ์ อเนตโดยตรง เน่อื งจำกสำรอำจกระเดน็ หรอื เกดิ ฟองแก๊สขน้ึ
มำถงึ
ปำกหลอดทดลองได้
คำถามท้ายกิจกรรม
1. การเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมหี รือไม่ ทราบไดอ้ ยา่ งไร
2. สารทีไ่ ด้จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีสารใดบ้าง
3. ใชแ้ บบจำลองอธบิ ายการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร
4. จากกิจกรรม สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร
15
สือ่ การเรยี นรู้แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมท่ี 5.1
แบบบนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมเี ป็นอยา่ งไร
ชื่อ-นามสกุล..........................................................................................ช้ัน.................เลขท.่ี ..........กลุ่มท.่ี ...........
ตารางบนั ทกึ ผล
สาร ผลทส่ี งั เกตได้
แคลเซยี มคารบ์ อเนต ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ
แคลเซียมคารบ์ อเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
ผลจากการทำกจิ กรรม
ผลการสืบค้น ผลการสร้างแบบจำลอง
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
………………..…………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
1. การเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ข้นึ เปน็ การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีหรอื ไม่ ทราบได้อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
16
2. สารที่ได้จากการเปล่ียนแปลงดงั กลา่ วมสี ารใดบ้าง
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ใช้แบบจำลองอธบิ ายการเปลยี่ นแปลงนไี้ ด้อยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P)
17
แนวทางบันทกึ การค้นควา้ กิจกรรมท่ี 5.1 การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมเี ป็นอย่างไร
ตารางบนั ทึกผล
สาร ผลทส่ี งั เกตได้
แคลเซยี มคารบ์ อเนต ของแขง็ เป็นผง (หรือเปน็ เม็ด) สขี าว
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก ของเหลว ใส ไมม่ สี ี
แคลเซยี มคาร์บอเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอริก แคลเซียมคารบ์ อเนตมขี นาดหรือปรมิ าณลดลง
จนหมดไป และมีฟองแก๊สเกดิ ขนึ้
ผลจากการทำกจิ กรรม
ผลการสืบคน้ ผลการสรา้ งแบบจำลอง
สารที่เกดิ ขึ้นจากการรนิ สารละลายกรดไฮโดรคลอริก นกั เรียนสามารถสรา้ งแบบจำลองไดต้ ามความคดิ
ลงในแคลเซยี มคารบ์ อเนต คือ แคลเซียมคลอไรด์ น้ำ ของตนเอง เชน่ อาจเขยี นรูปอนภุ าคเปน็ ทรงกลม
และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อาจเขยี นเปน็ สมการขอ้ ความหรอื สมการเคมี
ตัวอยา่ งคำตอบ เชน่
กรดไฮโดรคลอรกิ + แคลเซยี มคาร์บอเนต → แคลเซยี มคลอ
ไรด์ + น้ำ + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
18
แนบท้ายแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 1: การให้คะแนนด้านความรู้ (K)
เฉลยใบกิจกรรมที่ 5.1 การเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมเี ปน็ อย่างไร
เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม
1. การเปล่ยี นแปลงทีเ่ กดิ ข้ึนเป็นการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมหี รอื ไม่ ทราบไดอ้ ย่างไร
แนวคำตอบ การเปลีย่ นแปลงท่เี กดิ ขน้ึ เป็นการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี สังเกตไดจ้ ากการเกดิ ฟองแกส๊ ซง่ึ
เปน็ สารใหม่ทเี่ กิดขนึ้
2. สารท่ไี ดจ้ ากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีสารใดบ้าง
แนวคำตอบ แคลเซยี มคลอไรด์ น้ำ และแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
3. ใชแ้ บบจำลองอธิบายการเปลี่ยนแปลงน้ีได้อย่างไร
แนวคำตอบ นักเรยี นอาจตอบไดห้ ลากหลายตามแบบจำลองของนกั เรยี น ตัวอยา่ งคำตอบ เช่น
ใชส้ มการข้อความในการอธิบายการเปล่ยี นแปลง โดยเขยี นช่อื สารตง้ั ตน้ ไว้ทางด้านซา้ ยมือ จากนนั้ เขยี น
ลูกศรชไ้ี ปทีช่ อ่ื ผลิตภัณฑท์ างด้านขวามอื จะได้ดังนี้
กรดไฮโดรคลอริก + แคลเซยี มคารบ์ อเนต → แคลเซียมคลอไรด์ + น้ำ + แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร
แนวคำตอบ เมอื่ ผสมแคลเซียมคารบ์ อเนตกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะมีฟองแก๊สเกิดขึ้น
การเปล่ียนแปลงดังกลา่ วเปน็ การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี เนื่องจากเกิดฟองแก๊สซึง่ เปน็ สารใหม่ โดยสารท่ีเข้าทำ
ปฏิกิริยา ได้แก่ กรดไฮโดรคลอริกและแคลเซยี มคารบ์ อเนต สารท่ไี ด้จากปฏิกิริยา ได้แก่ แคลเซยี มคลอไรด์
นำ้ และแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ซงึ่ สามารถใชแ้ บบจำลองในการอธบิ ายปฏิกริ ยิ าท่เี กดิ ข้ึนได้
19
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2
รหสั วชิ า ว23102 รายวิชาวิทยาศาสตร์6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ละวัสดใุ นชีวติ ประจำวนั เวลา 17 ชัว่ โมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 เร่อื ง มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกิดปฏกิ ิริยาเคมี เวลา 1 ชั่วโมง
ครูผสู้ อน นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มีจนั ทร์ โรงเรียนโกสัมพีวิทยา
สอนวันท.ี่ ......เดือน.......................... พ.ศ. ...................
1. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
1) เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี มวลรวมของสารตั้งต้นเท่ากับมวลรวมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นไปตามกฎทรง
มวล
2. มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
ตวั ช้วี ดั
ว 2.1 ม.3/4 อธบิ ายกฎทรงมวล โดยใชห้ ลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนอธิบายกฎทรงมวลในปฏิกิริยาเคมีได้
2) ด้านทักษะ (P)นักเรียนใช้ทกั ษะการวัด โดยใชเ้ ครอื่ งชง่ั วัดมวลและกระบอกตวง
วดั ปริมาตรของสารได้
3) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรยี นตระหนักถึงความสำคญั ของการใช้อปุ กรณ์การทำกิจกรรมได้
4. สาระการเรียนรู้ (สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง/ท้องถิน่ )
เมื่อเกิดปฏิกิริยาคมี อะตอมของสารตั้งต้นจะมีการจัดเรียงตัวใหม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ โดยไม่มี
อะตอมใดสูญหายใหม่ ดังนัน้ มวลรวมของสารกอ่ นเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีจะเทา่ กับมวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยา
เคมีซึ่งเป็นไปตาม กฎทรงมวล (law of conservation of mass) ในกรณที ผ่ี ลติ ภัณฑ์เป็นแก๊ส ซึ่งเก็บไว้ใน
20
ภาชนะท่ีปดิ มดิ ชดิ ดงั ภาพ ปฏกิ ริ ยิ าเคมีระหว่างกรดไฮครอริกและแคลเซียมคารบ์ อเนตในภาชนะปดิ มวลรวม
ของสารก่อนเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี จะเท่ากับมวลรวมของสารหลังเกิดปฏิกิริยาเคมี แต่ถ้าทำปฏกิ ิริยาเคมีในภาชนะ
เปิด ดังภาพ ปฏิกิริยาเคมีระหว่างกรดไฮครอริกและแคลเซียมคาร์บอเนตในภาชนะเปิด แก๊สที่เกิดขึ้นจะออก
สู่บรรยกาศ ทำใหม้ วลรวมทีอ่ ่านไดจ้ ากเครื่องชง่ั หลงั เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีน้อยกวา่ มวลรวมองสารก่อนเกิดปฏิกิริยา
เคมี ซึง่ มวลที่หายไปเท่ากับมวลของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดท์ ี่ออกส่บู รรยากาศนั่นเอง
ภาพแสดง ปฏิกริ ิยาเคมรี ะหว่างกรดไฮครอรกิ และแคลเซียมคาร์บอเนตในภาชนะปิด
ภาพแสดง ปฏิกิริยาเคมรี ะหว่างกรดไฮครอริกและแคลเซียมคาร์บอเนตในภาชนะเปิด
5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
6. คุณอันพึงประสงค์
1. นกั เรียนมคี วามใฝเ่ รยี นรู้
2. นักเรียนมีความมุ่งมัน่ ในการทำงาน
3. นกั เรยี นมีจิตสาธารณะ
7. ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขียนได้ สามารถสือ่ สารใหค้ นอื่นเข้าใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะด้านการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ และทักษะใน
การแก้ปัญหา
21
8. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engagement) (15 นาที)
1) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนักเรียน ก่อนการทำกิจกรรมตามการทดลองในเรื่อง มวลรวมของสาร
ก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมี โดยใหน้ กั เรยี นดูแผนภาพแสดงสารตัง้ ต้นทใ่ี ชใ้ นการทดลอง ประกอบด้วย
สารละลายโซเดยี มคารบ์ อเนต สารละลายแคลเซยี มคลอไรด์ และสารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ หรือครใู ช้
วิธีการสาธติ สารละลายของจริงท่เี ตรยี มไว้ เพอื่ พูดคุยถงึ ลกั ษณะทางกายภาพ ข้อคุณสมบตั ิ และการนำไปใช้
งานของสารละลายแต่ละชนดิ
- โซเดียมคาร์บอเนต หรือเรยี กว่า โซดา แอช สูตรเคมี คือ Na2CO3 เป็นสารประกอบเกลอื ของ
กรดคาร์บอนิก มีลักษณะเปน็ ผงสีขาว ไม่มกี ล่ิน สามารถดูดความช้นื จากอากาศไดด้ ี ละลายไดใ้ นน้ำ มีฤทธ์ิเปน็
ดา่ งแก่เมือ่ ละลายนำ้ ละลายไดเ้ ลก็ นอ้ ยในแอลกอฮอล์ พบในข้เี ถ้าของพืชหลายชนิดและสาหรา่ ยทะเล (จึงได้
ช่อื ว่า โซดา แอช เนือ่ งจาก แอช ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ข้ีเถ้า) เปน็ สารเคมที ี่ใชใ้ นอตุ สาหกรรมหลายชนดิ
เช่น แกว้ เซรามิก กระดาษ ผงซกั ฟอก สบู่ การแก้ไขน้ำกระดา้ ง
- แคลเซยี มคลอไรด์ (CaCl2) มลี ักษณะเป็นผลึกสขี าว ใช้มากในงานอุตสาหกรรมทวั่ ไป
อุตสาหกรรมอาหาร และอตุ สาหรรมการเกษตร เป็นสารที่ดูดซบั ความชน้ื และละลายไดด้ ีในนำ้ เมื่อละลายน้ำ
จะเกิดกรดไฮโดรคลอริก
- กรดไฮโดรคลอรกิ (HCl) หรือเรียกอีกช่อื กรดเกลือ เป็นกรดท่ีมใี ช้กันมากในอุตสาหกรรม
มสี ถานะเปน็ ของเหลวทม่ี คี า่ ความเข้มขน้ ต่างๆ ใช้มากในการผลิตคลอไรด์ อุตสาหกรรมสี ชบุ โลหะ ใช้ถลงุ แร่
เพ่ือผลติ ดีบุก และแทนทาลัม ใชใ้ นการปรบั ความเป็นกรด-ดา่ ง และทำความสะอาดผิวโลหะใช้ในโรงงาน
อุตสาหกรรมอื่น ๆ
2) ครเู ชือ่ มโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมเี ป็นอย่างไรโดยใช้
คำถามว่า คิดวา่ การท่ีอะตอมของธาตุก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ยิ าเคมีมีจำนวนเทา่ เดิมจะทำใหม้ วลรวมของสาร
กอ่ นและหลงั เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีมคี า่ เทา่ เดมิ ดว้ ยหรือไม่ อย่างไร (นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง)
ขั้นที่ 2 ขน้ั สำรวจและค้นหา (Exploration) (60 นาที)
3) นกั เรียนอ่านช่อื กิจกรรม จุดประสงค์ และวิธดี ำเนนิ กิจกรรม ตามหนังสอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐาน
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร หน้า 9 และครตู รวจสอบความ
เข้าใจการอา่ น โดยใช้คำถามดงั ต่อไปนี้
- กิจกรรมนเี้ กี่ยวกับเรอื่ งอะไร (มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏกิ ิริยาเคมี)
- กิจกรรมนม้ี ีจดุ ประสงค์อะไร (สงั เกตและเปรยี บเทยี บมวลรวมของสารก่อนและหลัง
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคม)ี
22
- วิธีดำเนนิ กิจกรรมมีขนั้ ตอนโดยสรุปอยา่ งไร (ตอนที่ 1 ทำกิจกรรมโดยชง่ั ภาชนะและ
อุปกรณ์ทัง้ หมดท่ใี ช้ในกจิ กรรม ชัง่ มวลของสารละลายแคลเซยี มคลอไรด์และสารละลายโซเดียมคารบ์ อเนต
พรอ้ มภาชนะ จากนั้นรนิ สารละลายท้งั สองผสมกนั สังเกตการเปลย่ี นแปลง ช่งั มวลของผลิตภณั ฑ์ท่ีเกิดขน้ึ
พรอ้ มภาชนะทง้ั หมด หามวลรวมของสารหลังเกดิ ปฏิกิริยาเคมเี ปรยี บเทียบกับมวลรวมของสารก่อน
เกิดปฏิกิรยิ าเคมี ตอนท่ี 2 ทำกจิ กรรมโดยออกแบบวิธีตรวจสอบผลการคาดคะเนมวลของสารกอ่ นและหลัง
เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีระหว่างแคลเซยี มคารบ์ อเนตกับกรดไฮโดรคลอริก แลว้ ทำกจิ กรรมตามที่ออกแบบไว)้
- ข้อควรระวงั ในการทำกจิ กรรมมอี ะไรบา้ ง (ระวงั การสัมผัสสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
ในกรณีท่สี ัมผัสสารละลายดงั กล่าว ให้ปล่อยน้ำปรมิ าณมากไหลผ่านบริเวณที่สัมผัส สำหรับกิจกรรมตอนท่ี 2
ควรใชแ้ คลเซียมคารบ์ อเนตในปรมิ าณนอ้ ย เพยี ง 1-2 เม็ด ในกรณีท่ีเปน็ ผงใหใ้ ช้ปรมิ าณครึ่งชอ้ นเบอรห์ นึง่
เนอื่ งจากการใช้สารในปริมาณมาก จะทำให้เกดิ แก๊สในปริมาณมาก จนดันจกุ ยางทป่ี ดิ หลอดทดลองอยู่กระเด็น
ออกอยา่ งรวดเรว็ อาจเกดิ อนั ตรายต่อนกั เรียนได้)
- นกั เรยี นต้องสงั เกตหรอื รวบรวมขอ้ มูลอะไรบ้าง (สงั เกตและรวบรวมข้อมลู เก่ียวกบั
ลักษณะของสารท่ใี ช้ในกจิ กรรม มวลรวมของภาชนะ มวลรวมของสารก่อนเกดิ ปฏิกิริยา การเปล่ยี นแปลงท่ี
เกิดข้ึน และมวลรวมของสารหลังเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า)
4) ขณะทน่ี ักเรยี นแต่ละกลมุ่ ทำกจิ กรรม ครูเดินสงั เกตการทำกจิ กรรมของนักเรียนแตล่ ะกลมุ่ และให้
คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเดน็ ตา่ ง ๆ ท่ีอาจเป็นปญั หา เช่น การหามวลรวมของสารกอ่ นและหลัง
เกิดปฏิกริ ิยาเคมี ซึ่งครูควรรวบรวมปญั หา และข้อสงสัยที่พบจากการทำกิจกรรมของนักเรียนเพอื่ ใช้เป็นขอ้ มูล
ประกอบการอภปิ รายหลงั จากการทำกจิ กรรม
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (20 นาที)
5) นกั เรียนบนั ทึกการทำกจิ กรรมลงในแบบบนั ทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อน
และหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีเป็นอยา่ งไร ตอบคำถามท้ายกิจกรรม และนำเสนอผลการทำกิจกรรม โดยครูและ
นกั เรียนร่วมกันอภปิ รายโดยใช้คำถามดงั นี้
ตอนที่ 1 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมี
- ปฏกิ ิริยานีม้ ีแก๊สเขา้ มาเกีย่ วข้องหรือไม่ อย่างไร (ไม่มีแกส๊ เขา้ มาเกยี่ วข้อง)
- มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมเี ท่ากันหรือไม่ เพราะเหตุใด (เทา่ กนั เพราะ
สาร ตัง้ ต้นและผลติ ภัณฑท์ ้ังหมดยังอยู่ในภาชนะ)
ตอนท่ี 2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี เมือ่ ผลิตภณั ฑ์ที่ไดเ้ ปน็ แกส๊
- ปฏิกริ ยิ านีม้ ีแกส๊ เข้ามาเกยี่ วข้องหรือไม่ อย่างไร (มีแก๊สเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยแกส๊ ท่ี
สงั เกตเหน็ เป็นผลิตภณั ฑท์ ี่เกิดจากปฏิกริ ิยา)
- ถา้ ปฏกิ ิริยามีแกส๊ มาเก่ยี วข้อง นกั เรียนจะออกแบบการทดลองอย่างไร เพอื่ ตรวจสอบมวล
รวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏิกิรยิ า (ออกแบบการทดลองโดยให้สารทำปฏิกริ ยิ ากนั ในภาชนะที่ปิดมดิ ชิด
โดยใช้จุกยางปดิ หลอดทดลอง หรอื ใชล้ ูกโปง่ หุ้มทีป่ ากภาชนะ เพื่อป้องกันการเขา้ หรือออกของแก๊สท่เี กย่ี วข้อง)
23
- มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีเทา่ กันหรือไม่ เพราะเหตใุ ด (เท่ากัน เพราะ
สารต้งั ต้นและผลติ ภัณฑ์ท้ังหมดยงั อยู่ในภาชนะ และไม่มีแกส๊ เข้าหรอื ออกจากภาชนะ)
6) ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภิปรายสรปุ ผลของกิจกรรม เพ่ือใหไ้ ด้ขอ้ สรุปจากกิจกรรมว่า
เมอื่ ผสมแคลเซียมคารบ์ อเนตกบั สารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะมีการเปลยี่ นแปลงที่ทำให้เกิดสารใหม่ คือ
แคลเซียมคลอไรด์ นาํ้ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ การเปล่ยี นแปลงดังกล่าวเป็นผลจากการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
(chemical reaction) ซึ่งสามารถใชแ้ บบจำลองในการอธิบายปฏกิ ริ ยิ าทีเ่ กิดข้นึ ได้
ข้ันท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) (15 นาที)
7) นักเรียนเรยี นรู้เพมิ่ เตมิ เก่ียวกับมวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี โดยอ่านเนอื้ หาใน
หนงั สือเรยี นหน้า 10-11 และตอบคำถามระหว่างเรียน โดยใชป้ ระเด็นคำถามดังน้ี
- นักเรียนคนหนึง่ ต้งั น้ำปูนใสในภาชนะเปิด พบว่าเกิดตะกอนสีขาว เนอื่ งจากแกส๊
คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงไปทำปฏิกริ ยิ ากบั น้ำปูนใส ไดผ้ ลติ ภัณฑ์เปน็ แคลเซียมคารบ์ อเนตซงึ่ ไมล่ ะลาย
ในนำ้ เมอื่ นำไปชง่ั พบว่ามวลรวมที่ไดห้ ลังจากน้ำปูนใสเกดิ ตะกอนสีขาวจะเพ่ิมขนึ้ นักเรียนคนนกี้ ล่าวว่า
ปฏกิ ริ ิยาดังกลา่ วไม่เป็นไปตามกฎทรงมวล ข้อสรปุ ดงั กลา่ วถกู ต้องหรือไม่ อย่างไร (แนวคำตอบ ขอ้ สรปุ
ดงั กลา่ วไม่ถูกต้อง เน่ืองจากปฏิกิรยิ านีม้ สี ารตั้งตน้ คือนำ้ ปนู ใสและแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ แตม่ วลที่ชงั่ ก่อน
เกิดปฏิกริ ิยาเคมเี ป็นมวลของนำ้ ปนู ใสเพียงชนิดเดียว ไมใ่ ช่มวลรวมของสารตั้งต้นทง้ั หมดมวลท่ีชงั่ ได้ก่อน
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีจึงมีคา่ น้อยกวา่ ซึ่งถ้าออกแบบการทดลองใหส้ ามารถชั่งมวลของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ได้
มวลรวมของสารก่อนและ หลงั เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมกี จ็ ะมีคา่ เท่ากนั )
- ในการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี มวลรวมของสารหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
เปน็ แนวคดิ ทีถ่ ูกต้องหรอื ไม่ (แนวคำตอบที่ถูกตอ้ ง คือ มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมมี ีค่า
เทา่ กันตามกฎทรงมวล)
ขั้นที่ 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation) (10 นาที)
8) ครแู ละนักเรียนอภิปรายผลการทำกจิ กรรม มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี จะไดข้ ้อ
สรปุ ว่า การเกิดปฏิกิรยิ าเคมีมวลรวมของสารก่อนเกิดปฏิกิริยาเคมี และมวลรวมของสารหลงั เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
จะมีคา่ เทา่ กัน ซ่ึงเป็นไปตามกฎทรงมวล
9) ครูตรวจสอบการสง่ แบบบันทกึ การคน้ ควา้ ของนักเรียนและให้คะแนนประเมนิ ตามเกณฑ์การประเมิน
(Rubrics Score)
24
9. สอ่ื การเรียนรู้/แหลง่ เรียนรู้
8.1 อุปกรณ์ทำกจิ กรรม: จำนวน 11 รำยกำร ดงั แสดงแนบไวใ้ นใบกจิ กรรมท่ี 5.2 มวลรวมของ
สารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมเี ป็นอย่างไร
8.2 แผนภาพ: แสดง สารละลายโซเดยี มคาร์บอเนต สารละลายแคลเซยี มคลอไรด์ และ
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก
8.3 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีเป็น
อย่างไร
8.4 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม:แบบบนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ
ปฏกิ ิรยิ าเคมเี ปน็ อย่างไร
8.5 แหล่งเรยี นรู:้ หนังสอื เรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษา
ปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช
2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
10. การวัดและการประเมนิ
ตัวชีว้ ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวดั เครือ่ งมือวดั เกณฑท์ ีใ่ ชใ้ นการประเมิน
1. อธิบายกฎทรงมวลใน - ตรวจการตอบคำถาม - คำถามท้ายกิจกรรมที่ 5.2 - ได้ไมน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
ปฏกิ ริ ิยาเคมี ท้ายกจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและ ระดบั คุณภาพดี ถือวา่
(ด้านความรู้: K) หลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีเป็น ผา่ นการประเมิน
อยา่ งไร จำนวน 8 ข้อ ดา้ นความรู้
2. การใชท้ กั ษะการวดั - ตรวจการทำแบบ - แบบบันทึกการคน้ ควา้ - ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
กจิ กรรมที่ 5.2 มวลรวม ระดับคุณภาพดี ถือวา่
โดยใช้เครอ่ื งชัง่ วดั มวลและ บันทึกการค้นคว้า ของสารกอ่ นและหลงั ผ่านการประเมิน
เกดิ ปฏิกิริยาเคมเี ป็น ดา้ นกระบวนการ
กระบอกตวงวัดปริมาตรของ กิจกรรมที่ 5.2 อย่างไร
- เกณฑก์ ารประเมินการใช้ - ได้ไมน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
สารได้ (ด้านกระบวนการ: P) งานอุปกรณใ์ นกิจกรรม ระดับคุณภาพดี ถือวา่
ของนักเรยี น ผ่านการประเมิน
3. ตระหนักถงึ ความสำคัญ - สงั เกตการใช้งาน ด้านเจตคติ
ของการใชอ้ ปุ กรณ์ อปุ กรณ์ในกิจกรรม
การทำกจิ กรรมได้ ของนักเรียน
(ดา้ นเจตคต:ิ A)
25
11. เกณฑก์ ารประเมนิ ผลนักเรยี น
ประเด็นการประเมนิ คา่ น้ำหนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
การให้คะแนนตอบ คะแนน
ตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.2 ถกู ต้อง จำนวน 7-8 ขอ้
คำถามท้าย 3 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.2 ถูกต้อง จำนวน 4-6 ข้อ
กิจกรรมท่ี 5.2 2 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมท่ี 5.2 ถูกตอ้ ง จำนวน 1-3 ข้อ หรือ ไมถ่ ูกตอ้ ง
การใหค้ ะแนนการบันทึก 1 บันทกึ ผลจากการวดั ปรมิ าตรของสารทไ่ี ด้จากการเปรยี บเทยี บมวลรวมของสาร
แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กอ่ นและหลงั เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี โดยบนั ทึกลงในตารางบนั ทกึ ผลและอธบิ ายลงใน
กิจกรรมที่ 5.1 3 แบบบนั ทึกการค้นคว้าไดช้ ัดเจน ถกู ตอ้ ง ครบทกุ ประเด็นสอดคล้องกบั เน้ือหาใน
กจิ กรรม
ประเดน็ การประเมนิ 2 บนั ทึกผลจากการวัดปริมาตรของสารทไ่ี ด้จากการเปรยี บเทียบมวลรวมของสาร
การใหค้ ะแนน กอ่ นและหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี โดยบนั ทกึ ลงในตารางบันทึกผลและอธบิ ายลงใน
1 แบบบันทกึ การคน้ คว้าได้ถกู ต้อง แต่มีข้อผิดพลาดบา้ ง
การใช้งานอปุ กรณ์ ค่าน้ำหนกั บันทกึ ผลจากการวัดปรมิ าตรของสารทไ่ี ด้จากการเปรยี บเทยี บมวลรวมของสารกอ่ น
ในกจิ กรรม คะแนน และหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี โดยบนั ทึกลงในตารางบันทึกผลได้ แต่บันทกึ ลงในแบบ
บันทกึ การค้นคว้าไม่ถกู ตอ้ ง มีขอ้ ผดิ พลาด
3
แนวทางการให้คะแนน
2
ใชง้ านอุปกรณ์การทดลองในกจิ กรรมได้ถกู วิธี หยิบ เคล่อื นยา้ ยอปุ กรณ์อยา่ ง
1 ระมดั ระวงั ไม่หยอกล้อหรือแกลง้ เพ่อื นขณะกำลงั ใช้งานอุปกรณ์
และหลงั การใชง้ านอปุ กรณ์มกี ารเกบ็ รักษาอยา่ งถูกวธิ ี
ใช้งานอปุ กรณ์การทดลองในกจิ กรรมไดถ้ ูกวธิ ี หยบิ เคลื่อนย้ายอุปกรณอ์ ย่าง
ระมดั ระวัง ไมห่ ยอกลอ้ หรือแกล้งเพื่อนขณะกำลงั ใช้งานอปุ กรณ์
แตห่ ลงั การใชง้ านอปุ กรณไ์ มม่ กี ารเก็บรกั ษาอยา่ งถกู วิธี หรือไมเ่ ก็บอปุ กรณ์เขา้ ตู้
เกบ็ อปุ กรณต์ ามประเภทของอุปกรณ์
ใชง้ านอปุ กรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ แตข่ ณะหยบิ เคล่อื นยา้ ยอปุ กรณ์หรือกำลังใช้
งานอุปกรณ์ จะหยอกล้อหรือแกลง้ เพอ่ื น อาจทำใหอ้ ปุ กรณ์เสยี หายได้ และหลังการ
ใชง้ านอปุ กรณ์ไม่มีการเก็บรกั ษาอย่างถูกวธิ ี
9.2 ระดบั คณุ ภาพ ดีมาก
ดี
คะแนนรวมเฉล่ยี 3.00 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวมเฉล่ีย 2.00 - 2.99 หมายถึง
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99 หมายถงึ
26
บนั ทึกหลังกระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
1. สรุปผลการจัดการเรยี นรู้
1.1 ดา้ นความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ดา้ นทักษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมนิ สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมนิ คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
2. ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการแก้ไข/พฒั นา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรับปรงุ กิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่อื เพ่มิ ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ลงชือ่ ..................................................
(นางสาวภญิ ญาพชั ญ์ รศั มีจนั ทร์)
ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย
27
แบบบนั ทึกการประเมินคณุ ภาพการเรยี นรขู้ องนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏิกิริยาเคมแี ละวัสดุในชวี ติ ประจำวนั I
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 เรือ่ ง มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี .
คำช้ีแจง: ทำเครือ่ งหมาย ✓ ในชอ่ งคา่ น้ำคะแนนแตล่ ะด้านตามจุดประสงค์การเรยี นรู้ โดยประเมินตาม
เกณฑ์ (Rubrics Score)
เลข ชอื่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหสั นกั เรียน
คา่ นำ้ หนกั คะแนน ค่านำ้ หนักคะแนน คา่ นำ้ หนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ
3 2 1 3 2 1 32 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
28
เกณฑก์ ารพจิ ารณาคณุ ภาพ หมายถึง ดมี าก
คะแนนรวมเฉลย่ี 3.00 หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 2.99 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลีย่ 0.01 - 1.99
ต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทุกประเดน็ การประเมิน ไมต่ ำ่ กวา่ 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทา่ นน้ั
ถึงจะผ่านการเรียนร้ตู ามตัวชี้วัด
ผลการประเมนิ การเรยี นรขู้ องนักเรียน
ผูเ้ รียนที่ ผา่ น ตวั ชว้ี ัด
มีจำนวน…………………………คน คดิ เป็นร้อยละ………………………………………………..
ผ้เู รียนที่ ไมผ่ า่ น ตวั ชีว้ ัด
มีจำนวน…………………………คน คดิ เปน็ ร้อยละ………………………………………………..
1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
29
สื่อการเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 2: สอ่ื แผนภำพ
แผนภาพแสดง สารละลายโซเดียมคาร์บอเนต สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ และสารละลายกรดไฮโดรคลอริก
โซเดยี มคารบ์ อเนต
แคลเซยี มคลอไรด์
กรดไฮโดรคลอรกิ
30
สือ่ การเรียนรู้แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 2: ใบกจิ กรรมท่ี 5.2
ใบกิจกรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมเี ปน็ อย่างไร
หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เล่ม 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พุทธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 9
กจิ กรรมท่ี 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏิกิรยิ าเคมเี ป็นอย่างไร?
จุดประสงค์ สังเกตและเปรยี บเทียบมวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
วสั ดอุ ุปกรณ์ วสั ดุทใ่ี ชต้ อ่ กลุ่ม
1. สารละลายโซเดยี มคารบ์ อเนต
20 ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตร
2. สารละลายแคลเซยี มคลอไรด์ 20 ลกู บาศกเ์ ซนติเมตร
3. สารละลายกรดไฮโดรคลอรกิ หรอื สารละลาย 20 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร
กรดเกลือ ความเขม้ ขน้ 0.6 โมลตอ่ ลติ ร
4. บกี เกอรข์ นาด 250 cm3 1 ใบ
5. หลอดทดลองขนาดใหญ่ 4 หลอด
6. จุกยางเบอรส์ ิบ 4 จุก
7. ชอ้ นตกั สารเบอรห์ นึง่ 1 คนั
8. แว่นตานิรภัย เท่าจำนวนนักเรียนในกลุ่ม
9. ถงุ มือยาง เท่าจำนวนนกั เรียนในกลมุ่
วสั ดุทใ่ี ชต้ อ่ หอ้ ง 1 กระปกุ
1. แคลเซยี มคาร์บอเนตแบบเมด็
2. เครื่องชัง่ 2 เครือ่ ง
31
วธิ ดี ำเนนิ กจิ กรรม ตอนที่ 1 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกิดปฏิกิริยาเคมี
1. ชงั่ ภำชนะและอุปกรณ์ทงั้ หมดทใ่ี ชใ้ นกจิ กรรม ดงั ภำพ อ่ำนค่ำมวล และบนั ทกึ
ผล
2. รนิ สำรละลำยแคลเซยี มคลอไรดล์ งในหลอดทดลองท่ี 1 ประมำณ 1 ใน 3
ของหลอด และรนิ สำรละลำยโซเดยี มคำรบ์ อเนตปรมิ ำณเทำ่ กนั ลงในหลอด
ทดลอง
ท่ี 2 สงั เกตลกั ษณะสำรและบนั ทกึ ผล
3. ปิดหลอดทดลองทงั้ สองดว้ ยจกุ ยำง นำหลอดทดลองทงั้ สองใสใ่ นบกี เกอร์
แลว้ ชงั่ มวลรวมอกี ครงั้ อำ่ นคำ่ มวลและบนั ทกึ ผล
4. รนิ สำรละลำยแคลเซยี มคลอไรดจ์ ำกหลอดทดลองท่ี 1 ลงในสำรละลำย
โซเดยี มคำรบ์ อเนตในหลอดทดลองท่ี 2 เขยำ่ แลว้ ปิดดว้ ยจกุ ยำง
สงั เกตกำรเปลย่ี นแปลงและบนั ทกึ ผล
5. ชงั่ มวลรวมของผลติ ภณั ฑท์ เ่ี กดิ ขน้ึ พรอ้ มภำชนะและอปุ กรณ์ทงั้ หมดทใ่ี ชใ้ น
กจิ กรรม อำ่ นคำ่ มวล และบนั ทกึ ผล
32
กิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีเปน็ อยา่ งไร?
ตอนที่ 2 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี เมื่อผลติ ภัณฑ์ทีไ่ ดเ้ ป็น
แกส๊
1. คำดคะเนและบนั ทกึ ว่ำมวลรวมของสำรก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ ำเคมรี ะหว่ำง
แคลเซยี มคำรบ์ อเนตและกรดไฮโดรคลอรกิ เปลย่ี นแปลงหรอื ไม่ อยำ่ งไร
2. ออกแบบวธิ ตี รวจสอบกำรคำดคะเนและตำรำงบนั ทกึ ผล
3. ทำกจิ กรรมตำมทอ่ี อกแบบไว้ สงั เกตกำรเปลย่ี นแปลงและบนั ทกึ ผล
4. นำเสนอผลกำรทำกจิ กรรม
กำรเตรยี มตวั • กำรเตรยี มสำรละลำยโซเดยี มคำรบ์ อเนต ปรมิ ำตร 160 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร
(สำหรบั 8 กล่มุ ) เตรยี มไดโ้ ดยตกั โซเดยี มคำรบ์ อเนตจำนวน 16 ชอ้ นเบอรส์ อง
ลว่ งหน้ำสำหรบั
ครู ใสใ่ นภำชนะ เตมิ น้ำปรมิ ำตร 160 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร แลว้ คนใหเ้ ขำ้ กนั
• กำรเตรยี มสำรละลำยแคลเซยี มคลอไรด์ ปรมิ ำตร 160 ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร
(สำหรบั 8 กลมุ่ ) เตรยี มไดโ้ ดยตกั แคลเซยี มคลอไรดจ์ ำนวน 16 ชอ้ นเบอรส์ อง
ใสใ่ นภำชนะ เตมิ น้ำปรมิ ำตร 160 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร แลว้ คนใหเ้ ขำ้ กนั
• กำรเตรยี มสำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ควำมเขม้ ขน้ 0.6 โมลตอ่ ลติ ร
ปรมิ ำตร 160 ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร (สำหรบั 8 กลุ่ม) เตรยี มไดโ้ ดยรนิ น้ำประมำณ
80 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในภำชนะ จำกนนั้ รนิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ
เขม้ ขน้ 6 โมลต่อลติ ร ปรมิ ำตร 16 ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในภำชนะ แลว้ เตมิ น้ำ
จนมปี รมิ ำตรรวมเป็น 160 ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร
33
ขอ้ เสนอแนะใน • ตอนท่ี 1 ครสู ำมำรถใหน้ กั เรยี นทดลองใน 2 ลกั ษณะคอื กำรทดลองแบบเปิด
กำรทำกจิ กรรม และแบบปิดหลอดทดลอง เพอ่ื ใหเ้ กดิ กำรอภปิ รำยเกย่ี วกบั มวลของสำรกอ่ นและ
หลงั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ ำเคมี ในกรณีทไ่ี ม่มแี กส๊ เป็นผลติ ภณั ฑ์ ซง่ึ จะใชเ้ ป็นแนวทำงใน
กำรออกแบบกจิ กรรมในตอนท่ี 2 ซง่ึ เป็นกรณีทม่ี แี ก๊สเป็นผลติ ภณั ฑ์
• ตอนท่ี 2 ควรใชแ้ คลเซยี มคำรบ์ อเนตปรมิ ำณ 1-2 เมด็ ในกรณีทเ่ี ป็นผงใหใ้ ช้
ปรมิ ำณครง่ึ ชอ้ นเบอรห์ น่งึ เพอ่ื ป้องกนั กำรเกดิ แก๊สในปรมิ ำณมำก ซง่ึ จะดนั จกุ
ทป่ี ิดอยใู่ หก้ ระเดน็ ออกอยำ่ งรวดเรว็ และอำจเกดิ อนั ตรำยต่อนกั เรยี นได้
• ครคู วรทบทวนกำรใชเ้ คร่อื งชงั่ และวธิ เี กบ็ เคร่อื งชงั่ เช่น เคร่อื งชงั่ แบบคำนสำม
แขน เคร่อื งชงั่ แบบดจิ ทิ ลั
34
คำถามทา้ ยกิจกรรม
ตอนที่ 1 มวลรวมของสารกอ่ นและหลงั เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
1. เมื่อรินสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ลงในสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต มีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นหรือไม่
ทราบได้อยา่ งไร
2. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีมคี า่ เทา่ ใด หาได้อย่างไร
3. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ยิ าเคมมี ีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ อย่างไร
4. จากกิจกรรม ตอนท่ี 1 สรุปได้ว่าอย่างไร
ตอนที่ 2 มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี เม่อื ผลิตภัณฑ์ทไ่ี ด้เปน็ แก๊ส
1. เม่อื ผลิตภัณฑ์ท่ไี ด้เป็นแก๊ส จะมีวิธกี ารหามวลของสารท่ีได้หลังจากเกิดปฏิกิริยาเคมีไดอ้ ยา่ งไร
2. มวลรวมของสารก่อนและหลังเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี มกี ารเปลี่ยนแปลงหรอื ไม่ อย่างไร
3. จากกจิ กรรม ตอนท่ี 2 สรปุ ไดว้ า่ อยา่ งไร
4. จากกิจกรรมทั้ง 2 ตอน สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร
35
สอื่ การเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 2: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมท่ี 5.2
แบบบนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 5.2 มวลรวมของสารก่อนและหลังเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีเปน็ อย่างไร
ชอ่ื -นามสกลุ ..........................................................................................ชั้น.................เลขท.่ี ..........กลุ่มท.ี่ ...........
ตอนท่ี 1 มวลรวมของสารก่อนและหลงั เกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ตารางบนั ทึกผล
สาร ผลทสี่ ังเกตได้
แคลเซียมคารบ์ อเนต ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
สารละลายกรดไฮโดรคลอริก
แคลเซียมคารบ์ อเนต + สารละลายกรดไฮโดรคลอริก ………………..……………………………………………………………
………………..……………………………………………………………
ตารางบันทึกผล มวลรวมกอ่ นเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า (g) มวลรวมหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยา (g)
ส่งิ ทช่ี ่งั
ภาชนะเปล่า
สารพรอ้ มภาชนะ
สาร