136
พลงั งานไฟฟ้า เปล่ียนเปน็ พลังงานในการขับเคล่ือนรถยนต์ หรอื ใช้ในการประกอบอาหาร แต่การเผาไหม้
ก็ทำใหเ้ กิดแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ที่เปน็ สาเหตหุ นึง่ ของภาวะเรอื นกระจก ทำให้อุณหภูมิเฉลย่ี ของโลกสูงขน้ึ
นอกจากนอี้ าจก่อใหเ้ กิดเขม่าและแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซง่ึ เมื่อหายใจเขา้ ไปจะเกดิ อันตรายต่อสิ่งมีชีวติ อีกดว้ ย
ฝนกรดทำให้เกดิ อาการระคายเคอื งต่อเย่ือบตุ ่าง ๆ คันตามผิวหนัง แสบตา ทำให้พชื แห้งและตาย
ทำให้โครงสรา้ งอาคารที่ทำด้วยโลหะและปนู ผกุ ร่อน ทำใหค้ วามเปน็ กรดของแหลง่ น้ำและดินเพิ่มขึน้ สง่ ผลต่อ
พืชและสัตว์ทีด่ ำรงชีวติ ในแหล่งนำ้
การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพืชนอกจากจะได้น้ำตาลซ่ึงจำเปน็ ตอ่ การเจรญิ เติบโตของพชื แล้วยงั ได้
แกส๊
ออกซเิ จนซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชวี ิตของสิ่งมชี วี ิตอน่ื ๆ กระบวนการนีย้ ังชว่ ยลดปริมาณแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหน่ึงของภาวะโลกร้อนอีกด้วย
3. แนวทางการป้องกันและแกไ้ ขปญั หาท่เี กดิ จากปฏิกริ ิยาเคมที ี่มผี ลต่อสง่ิ มีชีวติ และสงิ่ ตา่ ง ๆ รอบตัวเปน็
อยา่ งไร
แนวคำตอบ ลดการใชเ้ ชอ้ื เพลิง เลิกการเผาปา่ และการเผาขยะ ใช้ระบบขนสง่ สาธารณะแทนการใช้
รถยนตส์ ว่ นบคุ คล ติดตง้ั ระบบกำจดั แกส๊ ทเ่ี ป็นสาเหตขุ องการเกิดฝนกรดในโรงงานอตุ สาหกรรมก่อนปลอ่ ย
ออกสู่ชน้ั บรรยากาศ เลือกใช้พลงั งานทดแทนแทนการใช้พลงั งานจากเชื้อเพลงิ
4. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ า่ อยา่ งไร
แนวคำตอบ ปฏิกิริยาเคมีทีพ่ บทั่วไปในสิ่งแวดล้อมมหี ลายชนิด เช่น การเผาไหม้ การเกิดฝนกรด
การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ปฏกิ ริ ิยาเคมีเหล่านี้มีทง้ั ทเี่ ป็นประโยชนแ์ ละเปน็ โทษต่อส่ิงมชี ีวิตและสิ่งตา่ ง ๆ รอบตวั
การเลือกใชป้ ฏิกิรยิ าเคมใี นการทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของมนุษย์จงึ ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อสิง่ แวดลอ้ ม ตลอดจน
ร้จู กั วธิ คี วบคุม ป้องกัน และแกป้ ัญหาที่เกดิ ขึ้น
137
แนบท้ายแผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 7:แผนผงั มโนทศั น์
แผนผังมโนทศั นส์ ง่ิ ที่ได้เรยี นรู้จากบทเรยี นปฏกิ ิริยาเคมี
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 8
138
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8
รหัสวิชา ว23102 รายวชิ าวิทยาศาสตร์6 กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ละวสั ดุในชีวิตประจำวัน เวลา 17 ชว่ั โมง
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 8 เรอื่ ง ออกแบบวธิ ีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจก เวลา 1 ช่ัวโมง
ครผู ้สู อน นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มจี นั ทร์ โรงเรียนโกสัมพวี ิทยา
สอนวนั ท.่ี ......เดือน.......................... พ.ศ. ...................
1. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
1) ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และสามารถบูรณาการ
กับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์เพื่อใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามต้องการหรืออาจ
สร้างนวัตกรรม เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี เช่น
การเปลี่ยนแปลงพลังงาน ความร้อนอันเนอื่ งมาจากปฏิกริ ยิ าเคมี การเพม่ิ ปรมิ าณผลผลิต
2. มาตรฐานการเรียนรู้ /ตวั ช้ีวัด/ผลการเรียนรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและ
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย
และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ตัวชี้วดั
ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบวิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี โดยบูรณา
การวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรียนอธบิ ายการสรา้ งนวัตกรรมทเี่ กี่ยวกบั ปฏิกิริยาเคมโี ดยบรู ณาการ
วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
2) ดา้ นทักษะ (P) นักเรยี นใช้ทกั ษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล โดยนำเสนอ
ขอ้ มลู
ที่ได้จากการออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณแกส๊ เรือนกระจก
3) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรียนมีความมุ่งมนั่ และรับผดิ ชอบในการทำงาน
139
4. สาระการเรียนรู้ (สาระการเรียนรแู้ กนกลาง/ท้องถิน่ )
ผลปฏิกิรยิ าเคมีต่อชีวติ และสิง่ แวดล้อม
ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งบางปฏิกิริยาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี
ผลกระทบต่อส่งิ แวดล้อมดังน้ี
ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse gases) เกิดจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แก๊ส
มีเทน (CH4) แกส็ ไดไนโตรเจนมอนอกไซด์ (N2O) และแก๊สทม่ี ฟี ลูออรนี เป็นองค์ประกอบ (fluorinated gases)
เช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCS) ซ่ึงเปน็ แกส็ ที่พบในบรรยากาศโลก เนือ่ งจากการกจิ กรรมอันหลากหลาย
ของมนุษย์ เมื่อได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์มีพลังงานสูงทะลุผ่าน
ชั้นก๊าซเรือนกระจก เมื่อผิวโลกร้อนขึ้นจะคายพลังงานความร้อนในรูปของรังสีอินฟาเรด ซึ่งมีพลังงานต่ำ ไม่
สามารถทะลุผ่านชั้นก๊าซเรือนกระจกออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น คาดว่าอีกประมาณ 100 ปี
ข้างหน้าอุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้น 1- 5 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่ก๊าซที่ทำให้เกิดชั้นเรือนกระจก ได้แก่ ก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกไดถ้ ึง 57 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง
เปน็ สว่ นใหญ่ ดังสมการ
สารเชอ้ื เพลงิ + กา๊ ซออกซิเจน + ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ + ไอน้ำ
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพ่ิมขึ้นเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การเผา
ไหม้เชอ้ื เพลงิ จากยานพาหนะ การตดั ไมท้ ำลายป่า การเผาปา่
แนวทางในการป้องกนั ปรมิ าณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทเี่ พ่ิมขน้ึ เช่น ควบคุมเคร่ืองยนต์ในยาพาหนะ
ให้มีสภาพดี และเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพดี ลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แก้ไขปัญหาจราจร
หนาแน่นปฏบิ ัติตามกฎหมายเกี่ยวกบั เร่ืองควบคมุ ปริมาณควนั ไอเสียของโรงงาน และยานพาหนะสู่บรรยากาศ
ไม่ตัดไม้ทำลายป่า เผาป่า และเผาฟางข้าวในนา กำจัดขยะให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการเผาขยะ ก๊าซโอโซนถูก
ทำลาย การที่ก๊าซโอโซนถกู ทำลายทำใหบ้ รรยากาศของโลกมีอณุ หภมู สิ งู ขน้ึ เปน็ ต้น
5. อนั พึงประสงค์ (A)
1. นกั เรยี นมีความใฝเ่ รยี นรู้
2. นกั เรียนมคี วามมงุ่ มั่นในการทำงาน
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการคิด
7. ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขยี นได้ สามารถสอ่ื สารให้คนอืน่ เข้าใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะด้านการคิดอย่างมวี ิจารณญาณ และทักษะใน
การแกป้ ัญหา
140
8. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (5Es)
ขัน้ ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาที)
1) ครกู ระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี น เกี่ยวกับเรื่อง ผลปฏิกริ ิยาเคมีต่อชีวติ และสิง่ แวดล้อม
โดยใช้สอ่ื วดี ทิ ศั น์เรื่อง เขา้ ใจ "ภาวะเรือนกระจก" ใน 2 นาที - วทิ ยาศาสตรร์ อบตัว (สืบคน้ ไดจ้ าก
https://www.youtube.com/watch?v=jUkWypOxKbM)
2) ครูและนักเรียนพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงปญั หาและสิ่งที่เกิดขึน้ จากปรากฏการณ์เรือนกระจก
วา่ มผี ลกระทบตอ่ ส่งิ มีชีวติ และส่งิ แวดล้อมอยา่ งไร
3) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมท้ายบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊สเรือนกระจกได้อย่างไร
โดยใช้คำถามว่า ผลของปฏิกิริยาเคมีต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีปรากฏการณ์หรือสถานการณ์ใดที่เห็นชัดใน
ปัจจบุ ัน และสง่ ผลกระทบอย่างไรต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ (นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจ)
ขน้ั ที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที)
4) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา
พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 24 และครูตรวจสอบความ
เขา้ ใจการอ่าน โดยใช้คำถามดังตอ่ ไปน้ี
- กิจกรรมนี้เกี่ยวกบั เรือ่ งอะไร (ออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณแก๊สเรอื นกระจก)
- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (ออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊สเรือนกระจก โดยใช้ความรู้
เก่ยี วกบั ปฏิกิรยิ าเคมี บรู ณาการกบั คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม)
- วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (ร่วมกันอภิปรายสถานการณ์ จากนั้นระบุ
ปัญหาที่พบในสถานการณท์ ี่กำหนดให้ แล้ววิเคราะห์สาเหตุของปญั หา สืบค้นวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้หลาย ๆ
วิธี เลอื กออกแบบวิธีแกป้ ัญหา อธิบายเหตุผลในการออกแบบ และนำเสนอวธิ ีแก้ปัญหาในรูปแบบตา่ ง ๆ ท่ี
นา่ สนใจ)
- ข้อเสนอแนะในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (นักเรียนสืบค้นข้อมูลล่วงหน้า โดยสืบค้นแหล่ง
ค้นควา้ ท่ีน่าเช่ือถอื ใหน้ ักเรียน)
5) ขณะทนี่ ักเรียนแต่ละกลุ่มทำกิจกรรม ครเู ดินสงั เกตการทำกิจกรรมของนักเรยี นแต่ละกลุ่ม
และให้คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อ
สงสยั ท่พี บจากการทำกิจกรรมของนกั เรยี นเพอ่ื ใชเ้ ป็นขอ้ มลู ประกอบการอภปิ รายหลังจากการทำกิจกรรม
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (10 นาที)
6) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท้ายบท ออกแบบ
วิธกี ารลดปริมาณแก๊สเรอื นกระจกได้อยา่ งไร โดยการตอบคำถามท้ายกิจกรรม และรว่ มกันสรปุ ผลของกจิ กรรม
141
ขัน้ ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
7) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผล เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า การแก้ปัญหาใน
สถานการณน์ ้ี ต้องใช้ความรดู้ ้านวทิ ยาศาสตรเ์ พ่ือหาปฏิกริ ิยาเคมที ่ีสามารถลดปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
ต้องใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการคำนวณหาปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงด้วยวิธีต่าง ๆ ต้องใช้
ความรู้ด้านเทคโนโลยีในการสบื คน้ และออกแบบ และใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมในการดำเนินงาน
เพือ่ แกป้ ัญหาอย่างเป็นระบบ
ขั้นท่ี 5 ข้ันประเมนิ (Evaluation) (10 นาที)
8) นักเรียนตรวจสอบการทำแบบบนั ทึกการคน้ คว้าและส่งตามกำหนดที่วางไว้
9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์
การประเมนิ (Rubrics Score)
9. ส่ือ/แหลง่ การเรียนรู้ อุปกรณ์ที่ใชใ้ นการสบื ค้น เช่น โทรศพั ทเ์ คลื่อนที่ คอมพวิ เตอร์
1 อปุ กรณท์ ำกจิ กรรม: เขา้ ใจ "ภาวะเรอื นกระจก" ใน 2 นาที - วทิ ยาศาสตร์รอบตัว
2 คลิปวดี ิทศั น์: ใบกจิ กรรมทำ้ ยบท ออกแบบวิธีการลดปรมิ าณแกส๊ เรือนกระจกได้อยา่ งไร
3 ใบกจิ กรรม: แบบบันทึกการคน้ คว้ากิจกรรมทำ้ ยบท ออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณ
4 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม: แกส๊ เรอื นกระจกได้อย่างไร
หนังสอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
5 แหลง่ เรยี นรู้: เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ
142
10. วิธกี ารวัดและประเมนิ ผล
ตัวชว้ี ดั /ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารวดั เครอื่ งมือวัด เกณฑ์ทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ
1. อธิบายการสรา้ งนวตั กรรม - ตรวจการตอบ - คำถามท้ายกจิ กรรมท้ายบท - ได้ไมน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
ทเ่ี กยี่ วกบั ปฏกิ ิริยาเคมีโดย คำถามทา้ ยกิจกรรม ออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณ ระดับคุณภาพดี ถือว่า
บูรณาการฯได้ ทา้ ยบท แกส๊ เรือนกระจกได้อย่างไร ผ่านการประเมิน
(ดา้ นความรู้: K) จำนวน 4 ขอ้ ด้านความรู้
2. การใช้ทักษะการจดั กระทำ - ตรวจการทำแบบ - แบบบันทกึ การค้นคว้า - ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
และสอ่ื ความหมายข้อมูล บันทึกการค้นคว้า กิจกรรมทำ้ ยบทออกแบบ ระดับคุณภาพดี ถือวา่
โดยนำเสนอขอ้ มลู ทไ่ี ด้ กจิ กรรมท้ายบท วธิ ีการลดปริมาณแกส๊ เรือน ผา่ นการประเมิน
จากการออกแบบวิธกี ารลด กระจกได้อยา่ งไร ดา้ นกระบวนการ
ปรมิ าณแก๊สเรอื นกระจก
(ด้านกระบวนการ: P)
3. ความมงุ่ มน่ั ในการทำงาน - สังเกตพฤติกรรม - เกณฑ์การประเมินความ - ไดไ้ ม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
มงุ่ มน่ั และความรับผิดชอบ ระดับคุณภาพดี ถือว่า
และความรับผดิ ชอบ ของนักเรยี นระหวา่ ง ในการทำกิจกรรมการ ผา่ นการประเมิน
เรียนรู้ ด้านเจตคติ
(ดา้ นเจตคต:ิ A) และหลงั การจดั
กิจกรรมการเรียนรู้
143
11. เกณฑ์การให้คะแนน
ประเด็นการประเมิน คา่ น้ำหนัก แนวทางการให้คะแนน
การให้คะแนนตอบ คะแนน
ตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรมทา้ ยบท ถูกต้อง จำนวน 4 ขอ้
คำถามท้าย 3 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมทา้ ยบท ถกู ต้อง จำนวน 3 ขอ้
กิจกรรมท้ายบท 2 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมทา้ ยบท ถกู ต้อง จำนวน 1-2 ข้อ หรือไม่ถูกต้อง
การใหค้ ะแนนการบันทึก 1 บันทึกผลการทำกิจกรรม ในแบบบันทึกการค้นคว้าได้ชัดเจน ถูกตอ้ ง
แบบบันทึกการค้นคว้า 3 โดยออกแบบวิธีการลดปริมาณกา๊ ซเรือนกระจก มีการอ้างองิ ข้อมลู จาก
กิจกรรมท้ายบท การสบื คน้ ทนี่ ่าเช่ือถือ ได้อย่างสมเหตสุ มผล สอดคล้องกับการบูรณาการ
2 คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม
การใหค้ ะแนนพฤติกรรม บนั ทกึ ผลการทำกจิ กรรม ในแบบบันทึกการคน้ ควา้ ได้ โดยออกแบบ
ความมุง่ มัน่ และความ 1 วธิ กี ารลดปรมิ าณกา๊ ซเรอื นกระจก มีการอา้ งองิ ข้อมูลจากการสบื ค้นที่
รบั ผิดชอบในการทำ 3 สอดคล้องกบั การบูรณาการความรูท้ ีเ่ กี่ยวข้องได้
กิจกรรมการเรยี นรู้ บนั ทกึ ผลการทำกจิ กรรม ในแบบบันทกึ การค้นควา้ โดยออกแบบวธิ ีการ
2 ลดปรมิ าณกา๊ ซเรือนกระจก แต่ไม่มีการอ้างอิงข้อมูลจากการสบื คน้
สอดคลอ้ งกับการบูรณาการความรู้ทเ่ี กี่ยวข้องได้
1 1) นักเรียนมีความสนใจและมุ่งม่นั ในการทำกจิ กรรม ให้ความรว่ มมอื
และปฏิบัตติ ามขั้นตอนการเรียนรู้เปน็ อยา่ งดี
2) นกั เรียนมีความรับผดิ ชอบทำงานท่ีได้รับมอบหมายได้ตรงเวลาที่
กำหนดเปน็ อย่างดี
1) นักเรียนสนใจและม่งุ มน่ั ในการทำกิจกรรมเปน็ บางคร้งั และมีการคุย
กนั เลน่ ขณะการเรยี นรู้ แต่ไม่กระทบผู้อ่นื
2) นกั เรยี นมีความรบั ผดิ ชอบทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมายตรงตามเวลาท่ี
กำหนด แตเ่ กิดปญั หาระหวา่ งการทำงาน
1) นักเรียนขาดความมุ่งมน่ั และไมส่ นใจในการเรียน มีพฤติกรรมชอบคุย
ชอบเล่นหรือนอนหลับขณะการเรยี นการสอน
2) นักเรียนขาดความรบั ผดิ ชอบในงานท่ไี ดร้ ับมอบหมายไม่ตรงตาม
กำหนดเวลาที่ตกลงไว้
144
แบบบันทึกการประเมินคุณภาพการเรยี นรขู้ องนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
รายวชิ าวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏกิ ิรยิ าเคมแี ละวสั ดุในชีวิตประจำวนั I
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 8 เร่ือง ออกแบบวิธกี ารลดปริมาณแก๊สเรือนกระจก .
คำชแี้ จง: ทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องคา่ นำ้ คะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมินตาม
เกณฑ์ (Rubrics Score)
เลข ชือ่ -นามสกุล/ ด้านความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหัสนักเรยี น
ค่านำ้ หนักคะแนน คา่ น้ำหนักคะแนน คา่ นำ้ หนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ
321 32 1 32 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
145
เกณฑ์การพจิ ารณาคณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวมเฉลี่ย 3.00 หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 2.99 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99
ต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ำ่ กว่า 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ขึ้นไปเทา่ น้นั
ถึงจะผา่ นการเรียนรตู้ ามตวั ชว้ี ัด
ผลการประเมินการเรยี นรขู้ องนักเรยี น
ผู้เรียนที่ ผ่าน ตวั ชี้วัด
มีจำนวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ………………………………………………..
ผ้เู รยี นท่ี ไมผ่ า่ น ตวั ช้วี ดั
มจี ำนวน…………………………คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ………………………………………………..
1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
146
บันทกึ หลงั กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
1. สรุปผลการจดั การเรยี นรู้
1.1 ด้านความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมนิ สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
2. ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการแก้ไข/พฒั นา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรบั ปรุงกิจกรรมการเรยี นการสอน เพื่อเพิ่มผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ลงช่อื ..................................................
(นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มีจนั ทร)์
ตำแหนง่ ครูผชู้ ่วย
147
สื่อการเรียนรู้แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 8: สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลิปวีดีทศั น์: เข้าใจ "ภาวะเรอื นกระจก" ใน 2 นาที - วิทยาศาสตร์รอบตวั
สื่อวีดิทัศน์เรื่อง ภาวะเรือนกระจก อธิบายเกี่ยวข้องกับกระบวนการการเกิดปรากฏการณ์ภาวะเรือน
กระจก (greenhouse effect)
แหล่งที่มา: เวบ็ ไซต์อ้างองิ
https://www.youtube.com/watch?v=jUkWypOxKbM
เผยแพร่เม่อื 26 มกราคม พ.ศ. 2562
(ชอ่ งYouTube: SciMathFamily)
148
สอ่ื การเรียนรู้แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 8: ใบกจิ กรรมทำ้ ยบท
ใบกิจกรรมท้ายบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อย่างไร
หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เล่ม 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 31
กิจกรรมทา้ ยบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊สเรือนกระจกไดอ้ ยา่ งไร?
จดุ ประสงค์ ออกแบบวิธกี ารลดปริมาณแก๊สเรือนกระจก โดยใชค้ วามรเู้ ก่ียวกับปฏิกิรยิ าเคมี
วสั ดอุ ปุ กรณ์ บูรณาการกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม
อปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการสบื คน้ เชน่ โทรศพั ทเ์ คลื่อนที่ คอมพิวเตอร์
สถานการณ์ท่ี แก๊สเรอื นกระจก (greenhouse gases) ได้แก่ แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์
กาหนดให้ (CO2)
แกส๊ มเี ทน (CH4) แกส็ ไดโนโตรเจนมอนอกไซด์ (N2O) และแกส๊ ทม่ี ฟี ลอู อรนี เป็น
องคป์ ระกอบ (fluorinated gases) เชน่ คลอโรฟลูออโรคำรบ์ อน (CFCS) ซง่ึ เป็น
แกส็ ท่พี บในบรรยำกำศโลก แก๊สเหล่ำน้ีสำมำรถกกั เก็บควำมรอ้ นไว้ และคำย
ควำมร้อนบำงส่วนให้แก่โลก ทำให้อุณหภูมิบนโลกเหมำะสมสำหรับกำร
ดำรงชีวิตของส่ิงมีชีวิต ในกรณีท่ีมีแก๊สเหล่ำน้ีมำกเกินไปจะทำให้
ปรำกฏกำรณ์เรอื นกระจกรุนแรงขน้ึ สง่ ผลใหเ้ กดิ ภำวะโลกรอ้ น จำกภำพแผนภูมิ
วงกลมแสดงปรมิ ำณแก๊สเรอื นกระจกจะพบว่ำแก๊สเรอื นกระจกทม่ี ปี รมิ ำณมำก
ท่ีสุดคือ แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์ และเม่ือพิจำรณำควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
ปรมิ ำณแก๊สคำร์บอนไดออกไซด์และกำรเปล่ยี นแปลงอุณหภูมโิ ลกในแต่ละปี
ตัง้ แต่ปี พ.ศ.2503 พบกำรเพิ่มข้ึนของปริมำณแก็สคำร์บอนไดออกไซด์มี
แนวโน้มเดยี วกบั กำรเปลย่ี นแปลงของอณุ หภูมิ ดงั ภำพ
ถ้ำนักเรียนเป็ นนักสิ่งแวดล้อม จะออกแบบวิธีกำรลดปริมำณแก๊ส
คำรบ์ อนไดออกไซด์ โดยใชค้ วำมรเู้ ร่อื งปฏกิ ริ ยิ ำเคมีไดอ้ ย่ำงไร ซง่ึ วธิ ีทเ่ี ลอื กใช้
จะต้องเป็นวธิ ที ล่ี ดปรมิ ำณแก๊สคำรบ์ อนไดออกไซดไี ดใ้ นปรมิ ำณมำก สำรตงั้ ต้น
ทใ่ี ชใ้ นปฏกิ ริ ยิ ำเคมหี ำงำ่ ย และไดผ้ ลติ ภณั ฑท์ ไ่ี ม่เป็นพษิ ตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม
149
ภาพแผนภมู ิวงกลมแสดงปริมาณแกส็ เรอื นกระจก ปี พ.ศ. 2553
ทม่ี ำ : United States Environmental Protection Agency (US EPA)
150
กิจกรรมทา้ ยบท ออกแบบวิธกี ารลดปริมาณแกส๊ เรือนกระจกได้อย่างไร?
วิธีดาเนิ น 1. ร่วมกนั อภปิ รำยสถำนกำรณ์ จำกนนั้ ระบปุ ัญหำทพ่ี บในสถำนกำรณ์น้ี และบนั ทกึ ผล
กิจกรรม 2. รวบรวมแนวคดิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง วเิ ครำะหส์ ำเหตุของปัญหำ สบื คน้ วธิ แี กป้ ัญหำทเ่ี ป็นไปได้
หลำย ๆ วธิ ี ตลอดจนวเิ ครำะหค์ วำมเป็นไปไดข้ องแต่ละวธิ ี
3. ร่วมกนั อภปิ รำยและเลอื กวธิ แี กป้ ัญหำใหเ้ ป็นไปตำมเงอ่ื นไขทก่ี ำหนด
4. ออกแบบวธิ แี กป้ ัญหำ อธบิ ำยเหตุผลในกำรออกแบบทส่ี อดคลอ้ งกบั เงอ่ื นไขทก่ี ำหนด
และบนั ทกึ ผล
5. นำเสนอวธิ แี กป้ ัญหำในรปู แบบตำ่ ง ๆ ทน่ี ่ำสนใจ
ข้อเสนอแนะใน • ครอู ำจมอบหมำยใหน้ กั เรยี นสบื คน้ ขอ้ มลู ลว่ งหน้ำ โดยแนะนำแหลง่ ขอ้ มลู สำหรบั กำร
การทากิจกรรม สบื คน้ ทน่ี ่ำเชอ่ื ถอื ใหน้ กั เรยี น
สื่อการเรยี นร้/ู • กำรปลอ่ ยกำ๊ ซคำรบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) จำกกำรใชพ้ ลงั งำนปี 2561 สำนกั งำน
แหล่งเรยี นรู้ นโยบำยและแผนพลงั งำน กระทรวงพลงั งำน. สบื คน้ เมอ่ื 13 กุมภำพนั ธ์ 2563, จำก
http://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/download/19020_03bec3b5
1616b97b8c5427a1faa82f3d
• สถำบนั วจิ ยั วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหำวทิ ยำลยั เชยี งใหม่.
สบื คน้ เม่อื 13 กุมภำพนั ธ์ 2563, จำก https://stri.cmu.ac.th/article_detail.php?id=25
• สำนกั งำนกำรวจิ ยั แหง่ ชำต.ิ สบื คน้ เม่อื 13 กุมภำพนั ธ์ 2563, จำก
https://doi.nrct.go.th/ListDoi/Download/155502/85a049310eaf0368423bf785ed0892
7e?Resolve_DOI=10.14456/jem.2015.14
• Thai Journal Online (ThaiJO). สบื คน้ เม่อื 13 กุมภำพนั ธ์ 2563, จำก
https://www.tci-thaijo.org/index.php/JASCI/article/download/146361/107927/
151
คำถามท้ายกิจกรรม
1. ปญั หาในสถานการณน์ ีค้ ืออะไร และเกี่ยวข้องกบั ปฏกิ ิริยาเคมีใดบา้ ง
2. ความรูเ้ กยี่ วกบั ปฏิกริ ยิ าเคมสี ามารถนำไปแกป้ ญั หาในสถานการณ์นไ้ี ด้อย่างไร
3. การแกป้ ัญหาในสถานการณ์นไ้ี ด้ใช้ความร้วู ทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการ
ออกแบบเชงิ วศิ วกรรมอยา่ งไร
4. วิธีการแก้ปญั หาท่ีออกแบบไว้ มีข้อดี ขอ้ เสียอย่างไร เม่อื เปรียบเทยี บกับวิธีแก้ปัญหาของกลมุ่ อื่น และ
มแี นวทางปรับปรุงแบบของตนเองอยา่ งไร
152
ส่ือการเรยี นรู้แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 8: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมทำ้ ยบท
แบบบนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมท้ายบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อย่างไร
ชือ่ -นามสกุล..........................................................................................ช้นั .................เลขท.ี่ ..........กลุ่มท.ี่ ...........
ผลการวเิ คราะหส์ ถานการณท์ ี่กำหนดให้
ปญั หาท่ีพบในสถานการณ์คือ ................................................................................................................................. .
............................................................................................................................. ......................................................
............................................................................................................................. ......................................................
ตารางบนั ทกึ ผลการสบื ค้น วธิ ีการแกป้ ัญหา ความเปน็ ไปได้ ปริมาณแก๊ส
ชนดิ ของแกส๊ ของแต่ละวิธีการ ท่ีลดได้
คาร์บอนไดออกไซด์ …………………………………………………… ……………………………… ……………………………
…………………………………………………… ……………………………… ……………………………
………………………………………………….. ……………………………… ……………………………
คาร์บอนไดออกไซด์ …………………………………………………… ……………………………… ……………………………
…………………………………………………… ……………………………… ……………………………
………………………………………………….. ……………………………… ……………………………
ผลการออกแบบวธิ ีแกป้ ัญหา 153
อธบิ ายเหตุผล
..........................................................................................
.........................................................................................
..........................................................................................
.........................................................................................
..........................................................................................
.........................................................................................
..........................................................................................
.........................................................................................
..........................................................................................
.........................................................................................
.........................................................................................
แนบทา้ ยแผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 8: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P)
154
แนวทางบนั ทกึ การคน้ ควา้ กิจกรรมทา้ ยบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อย่างไร
ผลการวิเคราะห์สถานการณท์ ่กี ำหนดให้
ปญั หาที่พบในสถานการณ์คือ อุณหภมู เิ ฉลย่ี ของโลกมแี นวโนม้ สงู ขน้ึ ซึง่ อตั ราการเพ่ิมข้ึนของ
อณุ หภมู สิ อดคล้องกบั การเพิ่มขนึ้ ของปรมิ าณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซงึ่ เปน็ แก๊สเรือนกระจกทม่ี ปี รมิ าณมากทสี่ ดุ
ตารางบนั ทึกผลการสืบคน้
ชนดิ ของแก๊ส วธิ ีการแก้ปญั หา ความเป็นไปได้ ปริมาณแกส๊
ของแตล่ ะวธิ กี าร ที่ลดได้
คารบ์ อนไดออกไซด์ การดักจบั แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ท่ี การศกึ ษาใชเ้ วลานาน มากกว่าร้อยละ 90
คาร์บอนไดออกไซด์ ปลอ่ ยออกมาดว้ ยสารละลายโมโนเอ และมตี ้นทนุ สูง
ทาโนเอมีน
การปลูกสาหร่ายเพื่อลดแกส๊ ต้นทุนต่ำ แต่ ขนึ้ อยูก่ ับชนดิ ของ
คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากการ ประสทิ ธภิ าพน้อยกว่า สาหร่ายและความ
เข้มขน้ ของแก๊ส
สังเคราะหด์ ว้ ยแสง คารบ์ อนไดออกไซด์
ผลการออกแบบวิธแี ก้ปัญหา 155
อธิบายเหตผุ ล
นักเรียนสามารถตอบไดห้ ลากหลาย โดยตอ้ งมเี หตุผล
สนบั สนุนแนวทางท่ีเลือก เชน่ เลือกลดดว้ ยวิธีดกั จับ
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซดท์ ีป่ ล่อยออกมาดว้ ยสารละลาย
โมโนเอทาโนเอมีน เนื่องจากเปน็ วิธีทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพสูง
เมอ่ื พิจารณาแผนภมู ริ ูปวงกลมทแ่ี สดงสดั ส่วนการปล่อย
แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ทั้งหมด 260.3 ล้านตัน
ในป2ี 561 พบว่าปรมิ าณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ท่มี า
จากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 31% ของปรมิ าณแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ท้ังหมดหรอื ประมาณ 81 ล้านตัน
ดงั นัน้ ถ้าต้องการลดปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ด้วย
สารละลายโมโนเอทาโนเอมนี ซง่ึ ระบวุ า่ สามารถลดแกส๊
คาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าร้อยละ 90 แสดงว่าจะ
สามารถลดปรมิ าณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดจ์ าก
ภาคอตุ สาหกรรมได้มากกวา่ 72 ล้านตัน
แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 8: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K)
156
เฉลยใบกิจกรรมทา้ ยบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อย่างไร
เฉลยคำถามทา้ ยกิจกรรม
1. ปญั หาในสถานการณ์น้คี อื อะไร และเกี่ยวข้องกับปฏกิ ิรยิ าเคมีใดบา้ ง
แนวคำตอบ ปญั หาปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีปริมาณมากเกนิ ไปทำใหเ้ กิดภาวะ
โลกร้อนซ่งึ เกย่ี วข้องกบั ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้
2. ความรูเ้ กี่ยวกบั ปฏิกิริยาเคมีสามารถนำไปแกป้ ัญหาในสถานการณน์ ไ้ี ด้อย่างไร
แนวคำตอบ ความรู้เกย่ี วกับปฏิกริ ยิ าเคมีทำใหท้ ราบวา่ สารใดบา้ งท่สี ามารถทำปฏิกริ ยิ ากับแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ จึงสามารถเลือกสารท่ีมีประสิทธิภาพสูงสดุ ภายใตข้ ้อจำกดั ของสถานการณ์ มาทำ
ปฏกิ ิริยาเพ่ือลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
3. การแกป้ ญั หาในสถานการณน์ ีไ้ ดใ้ ชค้ วามรวู้ ิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการ
ออกแบบเชิงวิศวกรรมอยา่ งไร
แนวคำตอบ การแกป้ ญั หาในสถานการณน์ ้ี ต้องใช้ความรดู้ ้านวทิ ยาศาสตร์เพื่อหาปฏิกิริยาเคมที ี่
สามารถลดปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ตอ้ งใชค้ วามรู้ด้านคณติ ศาสตรใ์ นการคำนวณหาปรมิ าณแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ท่ลี ดลงด้วยวธิ ีต่าง ๆ ตอ้ งใชค้ วามรู้ด้านเทคโนโลยใี นการสืบค้นและออกแบบ และใช้
กระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรมในการดำเนินงานเพือ่ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
4. วธิ กี ารแก้ปญั หาทีอ่ อกแบบไว้ มีขอ้ ดี ขอ้ เสียอย่างไร เม่ือเปรียบเทยี บกบั วธิ ีแก้ปญั หาของกล่มุ อื่น และ
มี
แนวทางปรับปรุงแบบของตนเองอย่างไร
แนวคำตอบ นกั เรยี นสามารถตอบได้หลากหลาย ข้ึนอยกู่ บั การออกแบบวิธกี ารลดปรมิ าณแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์ของแต่ละกลุม่ ตวั อย่างเช่น เลือกลดด้วยวิธีดักจบั แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ทีป่ ล่อยออกมา
ดว้ ยสารเคมี เชน่ สารละลายโมโนเอทาโนเอมนี วิธีนีม้ ขี ้อดีคอื เป็นวิธีทม่ี ปี ระสิทธิภาพสงู ในการลดปรมิ าณ
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แต่มีขอ้ เสียคือต้องใช้ต้นทนุ สูง ซ่ึงอาจปรับปรุงได้โดยใชส้ ารเคมีชนดิ อน่ื ทม่ี ีราคาต่ำ
กวา่
แตย่ ังคงมีสมบัตใิ นการดกั จับแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ได้ดเี ช่นเดมิ
157
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 9
รหัสวชิ า ว23102 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์6 กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 2
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 1 ปฏิกริ ิยาเคมีและวสั ดใุ นชีวติ ประจำวัน เวลา 17 ชวั่ โมง
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 1 เร่ือง มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี เวลา 1 ชั่วโมง
ครูผสู้ อน นางสาวภิญญาพัชญ์ รัศมีจันทร์ โรงเรยี นโกสัมพวี ิทยา
สอนวนั ท่.ี ......เดอื น.......................... พ.ศ. ...................
1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
1) พอลเิ มอร์ เซรามกิ และวสั ดุผสม เปน็ วัสดุท่ีใชม้ ากในชีวติ ประจำวนั
2) พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิดจากโมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น
พลาสติก ยาง เส้นใย ซ่ึงเปน็ พอลเิ มอร์ท่มี ีสมบตั แิ ตกต่างกนั โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ที่ข้ึนรปู เป็นรูปทรงต่าง
ๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้ สว่ นเส้นใยเป็นพอลเิ มอร์ทส่ี ามารถดึงเป็นเส้นยาวได้ พอลเิ มอร์จึงใชป้ ระโยชน์ได้แตกต่าง
กนั
3) เซรามิกเป็นวัสดุที่ผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติ และส่วนมากจะผ่าน
การเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เนื้อสารที่แข็งแรง เซรามิกสามารถทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติทั่วไปของ
เซรามิกจะแข็ง ทนต่อการสึกกร่อนและเปราะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะที่เป็นเครื่องป้ัน
ดินเผา ช้ินสว่ นอิเล็กทรอนกิ ส์
2. มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกดิ
สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ตวั ชวี้ ดั
ว 2.1 ม.3/1 ระบุสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุ
ผสมโดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษแ์ ละสารสนเทศ
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรสู้ ่ตู ัวช้วี ัด
1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรยี นระบสุ มบตั ิทางกายภาพบางประการและการใชป้ ระโยชน์ของวสั ดุ
ประเภทพอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะได้
158
2) ดา้ นทักษะ (P) นักเรียนใช้ทักษะการตีความหมายขอ้ มูลและลงข้อสรุป โดยนำข้อมลู จาก
3) ด้านเจตคติ (A) การสงั เกตและการสบื ค้นข้อมูลมาแปลความหมายเพ่ือสรปุ ชนิดและสมบัติ
บางประการของพอลเิ มอร์
นักเรียนตระหนกั ถึงความสำคญั ของการใช้อุปกรณ์การทำกิจกรรมได้
4. สาระการเรียนรู้
พอลิเมอร์ เชรามิก และโลหะสมบัติการนำไฟฟ้า ความเหนียวหรือความเปราะ และการทนความ
ร้อนแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีสมบัติอื่น ๆ เช่น สภาพยืดหยุ่นต่างกันด้วย เนื่องจากมีโครงสร้างและ
องค์ประกอบที่แตกต่างกัน การนำวัสดุไปใช้ประโยชน์จึงต้องพิจารณาจากสมบัติของวัสดุเพื่อให้เหมาะสมกับ
การใช้งาน
พอลิเมอร์ (polymer) เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เกิดจากสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก
จำนวนมากมาทำปฏิกิริยาเคมีกัน โครงสร้างของพอลิเมอร์ที่ได้จะประกอบด้วยหน่วยซ้ำ ๆ ที่เรียกว่า มอนอ
เมอร์ (monomer) จำนวนมากมายึดเหนี่ยวกัน โครงสร้างของพอลิเมอร์มีทั้งแบบเส้น แบบกิ่ง และแบบ
รา่ งแห ดังภาพ พอลิเมอร์บางชนดิ เกิดข้ึนตามธรรมชาติ เช่น แป้งและเซลลโู ลสเป็นพอลิเมอร์ที่มี
น้ำตาลกลูโคสเป็นมอนอเมอร์เชื่อมต่อกัน พอลิเมอร์บางชนิดเกิดขึน้ จากการสงั เคราะห์ เช่น พอลิเอทิลีน เป็น
พอลิเมอร์ทม่ี ีเอทิลีนเป็นมอนอเมอร์เชือ่ มตอ่ กัน
ก. พอลเิ มอรแ์ บบเส้น ข. พอลิเมอรแ์ บบกง่ิ ค. พอลิเมอร์แบบร่างแห
ภาพแสดง โครงสรา้ งของพอลเิ มอร์
(อ้างอิงจาก: หนังสอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนา้
41)
พอลิเมอร์มีสมบัติหลากหลาย บางชนิดไม่นำไฟฟ้า เช่น ฉนวนหุ้มสายไฟ บางชนิดเหนียว เช่น
ถุงพลาสติก บางชนิดยืดหยุ่นสูง เช่น ยางรัดของ บางชนิดไม่ยืดหยุ่น เช่น ช้อนเมลามีน บางชนิดไม่ทนความ
ร้อน เมอ่ื ไดร้ บั ความร้อนแล้วเปลี่ยนแปลง เชน่ ขวดนำ้ พลาสติก ขณะที่บางชนดิ ทนความร้อน เมื่อได้รับความ
ร้อนแล้วไม่เปลี่ยนแปลง เช่น เส้นด้าย ช้อนเมลามีน เนื่องจากพอลิมอมีสมบัติที่เหมาะสมต่อการใช้งานใน
หลากหลายรูปแบบ และสามารถนำมาข้ึนรูปเป็นผลติ ภัณฑร์ ปู ทรงต่าง ๆ ได้ง่ายโดยใช้พลังงานความรอ้ นน้อย
กว่าเซรามิกและโลหะ พอลิเมอร์จึงเป็นวัสดุที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย พอลิเมอร์ส่วนใหญ่
159
เหนยี ว ไม่นำไฟฟ้าและไม่นำความร้อน เบากวา่ เซรามิกและโลหะ ของใช้ในชวี ิตประจำวันที่ทำ
จากพอลเิ มอรม์ ี 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่ พลาสตกิ ยาง และเสน้ ใย
พลาสติก (plastic) เป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติหลากหลายขึ้นอยู่กับโครงสร้างของพลาสติก การ
พิจารณาเลือกใช้พลาสติก จึงควรพิจารณาจากสมบัติของพลาสติก เช่น ขวดพอลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต หรือ
ขวดเพ็ต (PET) มีสมบัติโปร่งใส มีความเหนียวสูง ป้องกันการซึมผ่านของสารได้หลายชนิด จึงนิยมนำมาทำ
ขวดบรรจุน้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น ขวดเพ็ต ขวดพอลิเอทิลีน (PE)
ทอ่ พวี ีซี (PVC) จานเมลามนี ปัจจบุ ันมีการพฒั นาพลาสตกิ ใหท้ นความรอ้ นไดส้ ูง แตย่ ังคงเหนยี วไม่แตกง่าย
ยาง (rubber) เป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติไม่นำไฟฟ้าและไม่นำความร้อน ทนต่อแรงดึงได้ดี มีสภาพ
ยืดหยุ่นสูง สามารถคืนกลับสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเรว็ ภายหลังจากที่ได้รับแรงกระทำ จึงนิยมนำมาใช้ทำยาง
รัดของ ลูกโป้ง ถุงมือยาง ยางรถยนต์ อย่างไรก็ตามยางธรรมชาติยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน เนื่องจากที่
อุณหภูมิสูงจะอ่อนตัว และที่อุณหภูมิต่ำจะแข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่น จึงมีการปรับปรุงสมบัติให้เหมาะสมยิ่งขนึ้
ก่อนนำมาทำผลติ ภัณฑต์ ่าง ๆ
เส้นใย (Fiber) เป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติไม่นำไฟฟ้าและไม่นำความร้อน มีสภาพยืดหยุ่นและความ
เหนียวแตกต่างกัน โดยเส้นใยจากธรรมชาติ เช่น เส้นใยฝ้าย เส้นใยสับปะรด ป่าน ปอ ขนแกะ ใยไหม ซึ่งมี
สภาพยืดหยุ่นและความเหนียวต่ำ จึงมีการพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์ เช่น พอลิเอสเทอร์ ไนลอน ที่มีสภาพ
ยืดหยุน่ และความเหนียวสูง ซง่ึ เส้นใยสงั เคราะห์เหลา่ น้ี นยิ มนำมาทำเคร่อื งนุ่งหม่ แห เชือก
พอลิเมอร์ที่ได้จากธรรมชาติบางชนิดยังมีข้อจำกัดในการใช้งาน และมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความ
ต้องการที่เพิ่มขึ้น จึงมีการผลิตพอลิเมอร์สังเคราะห์เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้และปรับปรุงสมบัติให้
เป็นไปตามต้องการ เช่น ยางธรรมชาติไม่ทนน้ำมัน ไม่ทนความร้อน จึงใช้ยางสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์ที่ต้อง
สัมผัสกับน้ำมันและใช้งานท่ีอุณหภูมิสูง เส้นใยธรรมชาติบางชนิดที่นำมาผลิตเป็นเสื้อผ้าจะดูแลรักษาได้ยาก
ยับง่าย และมีความทนทานน้อย จึงใช้เส้นใยสังเคราะห์ในการผลิตเป็นเสื้อผ้า เพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา และ
คงทน ใชง้ านได้เปน็ เวลานาน
อย่างไรกต็ าม พอลิเมอรส์ ังเคราะห์บางชนดิ ยอ่ ยสลายในธรรมชาติได้ยาก จึงควรใช้เท่าท่ีจำเป็น นำ
กลับมาใช้ซ้ำและนำกลับไปผลิตใหมห่ รือรึไซเคลิ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและช่วยลดปริมาณขยะท่ี
กอ่ ใหเ้ กิดปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม
เซรามิก (ceramic) ที่ใช้งานทั่วไปเป็นวัสดุที่ผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่างๆ จาก
ธรรมชาติ ที่ผ่านการขึ้นรูปแล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิสูง ทำให้โครงสร้างและสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิม เซรามิ
กสว่ นใหญ่มี ความแข็งแตเ่ ปราะ ทนต่อการสึกกร่อนได้สูง มจี ุดหลอมเหลวสงู ไมน่ ำความร้อนและไม่นำไฟฟ้า
ทนความรอ้ น
ได้ดี เมื่อได้รับความร้อนแล้วไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง ตัวอย่างของใช้ที่ทำจากเซรามิกที่ใชใ้ นชีวิตประจำวัน เช่น
จานชามเซรามกิ แจกันเซรามิก กระเบือ้ ง กระจก ลูกถ้วยไฟฟา้ ในปจั จุบันมีการนำเซรามิก ซง่ึ ผลติ จากสารท่ีมี
ความบรสิ ทุ ธสิ์ ูง เช่น อะลูมินา มาใชใ้ นอุตสาหกรรมอิเลก็ ทรอนิกส์
160
โลหะ (metal) เป็นวัสดุที่ได้จากการถลุงสินแร่ในธรรมชาติ เช่น ทอง ทองแดง เงิน อะลูมิเนียม
โลหะส่วนใหญ่มีความแข็ง เหนียว สามารถตีไห้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ นำความร้อนและนำไฟฟ้าได้ดีกวา่
พอลิเมอรแ์ ละเซรามิก มีจุดหลอมเหลวและจุดเดอื ดสงู ตัวอย่างของใช้ทที่ ำจากโลหะที่ใช้ในชีวติ ประจำวนั เช่น
ภาชนะหุงต้ม กลอนประตู ตัวถงั รถยนต์ เส้นลวดทองแดงในสายไฟ
เหล็กเป็นโลหะที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อเหล็กทำปฏิกิริยาเคมีกับแก๊สออกซิเจนและน้ำ จะเกิด
สนิมเหล็ก ทำให้เหล็กผุกร่อนได้ง่าย จึงมีการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิมโดยเติมคาร์บอนและโลหะอื่น ๆ เช่น
โครเมียม ใหม้ ีสมบตั ทิ นต่อการกัดกร่อนได้ ตัวอยา่ งของใชท้ ี่ทำจากเหล็กกล้าไร้สนิมท่ีใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
ภาชนะเหลก็ กล้าไรส้ นิม สายนาฬกิ า มอื จบั ประตูรถยนต์ โคมไฟ เป็นตน้
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
1. ความสามารถในการคิด
6.อันพึงประสงค์
1. นกั เรยี นมีความใฝเ่ รยี นรู้
2. นกั เรยี นมคี วามม่งุ มั่นในการทำงาน
7. ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขยี นได้ สามารถส่อื สารให้คนอน่ื เขา้ ใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และทักษะใน
การแกป้ ัญหา
8. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ (5Es)
ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาที)
1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพื่อนำเข้าสู่บทที่ 2 วัสดุในชีวิตประจำวัน โดยให้
นกั เรยี น ดภู าพนำเร่อื ง (หนงั สือเรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นม.3 เล่ม2 สสวท.
หนา้ 37) โดยใช้ประเด็นคำถามดงั น้ี
- จากภาพ นักเรียนเห็นผลิตภัณฑ์ใดบ้าง (นักเรียนตอบตามที่สังเกตจากภาพ เช่น หนังสือ
โทรศพั ทเ์ คลอ่ื นท่คี อมพิวเตอรโ์ น้ตบกุ๊ ถ้วยกาแฟ โคมไฟ โตะ๊ )
- ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นทำจากวัสดุชนิดใด (นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น
หนงั สือทำจากกระดาษ ถ้วยกาแฟทำจากดนิ เผา โทรศัพทเ์ คลื่อนทีท่ ำจากวสั ดุหลายชนิด เช่น พลาสติก โลหะ
กระจก คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น พลาสติก กระจก โคมไฟทำจากวัสดุหลายชนิด เช่น
พลาสตกิ โลหะ แกว้ โต๊ะทำจากไม้ และพลาสตกิ )
- จากเรอื่ งท่ีนักเรียนอา่ น กล่าวถงึ วสั ดุประเภทใดบา้ ง (พอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ วสั ดผุ สม)
- ให้นักเรียนยกตัวอย่างของใช้ในชีวิตประจำวัน และระบุว่าของใช้เหล่านั้นทำมาจากวัสดุ
ใดบ้าง (นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น เก้าอี้ทำจากไม้ อะลูมิเนียมและพลาสติก กระเป๋า
161
นักเรียนทำจากพลาสติกและเหล็กดินสอทำจากไม้ แกรไฟต์และยาง กระถางต้นไม้ทำจากดินเผา รองเท้าทำ
จากยางและพลาสติก กรอบรูปทำจากกระดาษอดั กาว ไม้ กระจกและพลาสตกิ เปน็ ต้น)
- ให้นักเรียนจัดประเภทของวัสดุข้างต้นว่าอยู่ในกลุ่มพอลิเมอร์ เซรามิก โลหะหรือวัสดุผสม
(ผ้า ไม้ ยาง พลาสติก กระดาษ อยู่ในกลุ่มของพอลิเมอร์ ดินเผา กระจก อยู่ในกลุ่มของเซรามิก เหล็ก
อะลมู เิ นียม อย่ใู นกลุม่ ของโลหะ กระดาษอัดกาว อยูใ่ นกลมุ่ ของวัสดผุ สม)
2) ครใู หค้ วามรู้เพิ่มเตมิ ว่าวสั ดแุ บ่งออกเป็น
- พอลิเมอร์ ซงึ่ มีทั้งพลาสตกิ ยาง และเสน้ ใย
- เซรามกิ เช่น เครอื่ งปน้ั ดนิ เผา กระถางดนิ เผา กระจก แก้ว
- โลหะ เช่น เหล็ก อะลมู เิ นียม
- วสั ดผุ สม เชน่ กระดาษอดั กาว
แล้วให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่าวัสดุต่าง ๆ ได้แก่ พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะและวัสดุผสม
เหมือนหรือต่างกันอย่างไร (นักเรียนอาจตอบตามความรู้ที่เคยเรียนมาแล้วในชั้นประถมศึกษา เช่น วัสดุส่วน
ใหญ่เปน็ ของแขง็ เหมอื นกัน แต่มคี วามยืดหยุ่นต่างกนั วัสดุบางชนดิ เชน่ โลหะนำไฟฟา้ และนำความร้อนได)้
3) ใหน้ กั เรยี นดูภาพนำเร่ือง (หนงั สือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ม.3
เล่ม2 สสวท. หน้า 38) และอ่านเนื้อหานำเรื่องทีเ่ กี่ยวกบั เครื่องดื่มในบรรจภุ ัณฑ์แบบต่าง ๆ จากนั้น นักเรียน
อภิปรายร่วมกัน โดยใชแ้ นวคำถามดังนี้
- ร้านค้าในท้องถิ่นของเราจำหน่ายเครื่องดื่มที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์แบบใดบ้าง (ร้านค้าใน
ท้องถิ่นของเราจำหน่ายเคร่อื งดม่ื ที่ส่วนใหญบ่ รรจุในขวดพลาสตกิ และกระป๋องอะลมู ิเนยี ม)
- บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวทำจากวัสดุชนิดใด มีข้อดีอย่างไร (ขวดพลาสติกทำจากพลาสติก ส่วน
กระป๋องอะลูมิเนียมทำจากโลหะอะลูมิเนียม ข้อดีคือเครื่องดื่มในขวดพลาสติกสามารถนำติดตัวไปได้สะดวก
เนื่องจากบรรจภุ ัณฑ์มีน้ำหนกั เบา เครื่องดื่มในกระปอ๋ งอะลมู ิเนียมเมื่อนำไปแช่เย็น จะเย็นเร็วกว่าบรรจุภัณฑ์
ชนิดอืน่ )
- นักเรียนนิยมซื้อเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์แบบใด เพราะเหตุใด (คำตอบของนักเรียนอาจ
หลากหลาย เช่น นิยมซื้อเครื่องดื่มที่บรรจุในขวดพลาสติกหรือกระป๋องอะลูมิเนียม เพราะมีน้ำหนักเบา
สามารถนำติดตัวไปไดส้ ะดวก ถ้าเป็นเครือ่ งด่ืมประเภทอดั ลม นยิ มซื้อเครอ่ื งด่มื ที่บรรจุในขวดแก้วเพราะมีฟอง
แกส๊ มากกวา่ ท่บี รรจุในขวดพลาสติก)
4) ใหน้ กั เรยี นทำกิจกรรมทบทวนความรกู้ ่อนเรียน (หนงั สือเรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชนั้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หน้า39) จำนวน 5 ขอ้ (เฉลยแนบท้ายแผนการจดั การเรียนรู้)
5) ครูตรวจสอบการทำกิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ
คลาดเคลือ่ นของนกั เรียน เพอ่ื ใหน้ ักเรียนมีความรู้พ้ืนฐานทถ่ี ูกต้องและเพยี งพอทจ่ี ะเรียนเรื่องวสั ดุรอบตวั และ
อภิปรายรว่ มกนั
ขนั้ ที่ 2 ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration) (40 นาที)
162
6) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบัติอย่างไร โดยใช้
คำถามว่า นักเรียนทราบหรือไม่ว่าพอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบัติเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และ
นำไปใชป้ ระโยชน์อะไรบ้าง (นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง)
7) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา
พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 40 และครูตรวจสอบความ
เขา้ ใจการอ่าน โดยใช้คำถามดงั ต่อไปนี้
- กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (สมบัติทางกายภาพบางประการของพอลิเมอร์ เซรามิก และ
โลหะ)
- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สังเกต ตรวจสอบและอธิบายสมบัติทางกายภาพของวัสดุ
ประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ)
- วิธดี ำเนินกิจกรรมมขี ้ันตอนโดยสรุปอยา่ งไร (เลอื กวสั ดแุ ตล่ ะประเภทมาอย่างน้อยประเภท
ละ 2 อย่าง สังเกตลักษณะของวัสดุ ตรวจสอบการนำไฟฟ้า ความเหนียวหรือความเปราะ และการทนความ
ร้อนของวัสดุ ครูอาจสาธิตวิธีตรวจสอบสมบัติด้านต่าง ๆ ของวัสดุ จากนั้นเปรียบเทียบสมบัติของวัสดุแต่ละ
ประเภท)
- ข้อควรระวังในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (สังเกตและบันทึกข้อมูลของวัสดุประเภทพอลิ
เมอร์ เซรามิกและโลหะที่เลือกมาตรวจสอบในด้านลักษณะ การนำไฟฟ้า ความเหนียวหรือความเปราะ และ
การทนความร้อน)
- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (ครูควรแนะนำการใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์
และเตอื นใหน้ ักเรยี นระวงั ขณะหยบิ จบั วัสดทุ รี่ อ้ นและมีคม)
8) ขณะทนี่ ักเรยี นแต่ละกลุ่มทำกจิ กรรม ครเู ดินสงั เกตการทำกจิ กรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม
และให้คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีขอ้ สงสัยในประเด็นตา่ ง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น วิธีการทดสอบสมบัติของวัสดุ
อย่างถูกวิธี การบันทึกผลการตรวจสอบสมบัติของวัสดุ ถ้านักเรียนทำไม่ถูกต้อง ครูควรแนะน ำตามความ
เหมาะสม ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทำกิจกรรมของนักเรียนเพื่อใช้เป็นข้อมูล
ประกอบการอภิปรายหลงั จากการทำกจิ กรรม
ขั้นที่ 3 ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) (20 นาที)
9) นักเรียนบนั ทึกการทำกจิ กรรมลงในแบบบันทึกการคน้ คว้ากจิ กรรมท่ี 5.8 พอลิเมอร์ เซรา
มิก และโลหะ มีสมบัติอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคำถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจาก
กจิ กรรมวา่ พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบตั ิบางอยา่ งเหมอื นกนั และมสี มบตั บิ างอย่างต่างกัน พอลเิ มอร์
และเซรามิกไม่นำไฟฟ้า สังเกตได้จากเมื่อนำไปต่อกับวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายแล้วหลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ในขณะท่ี
163
โลหะนำไฟฟ้า เซรามิกและโลหะทนต่อความร้อน เมื่อนำไปให้ความร้อนโดยการต้มในน้ำเดือดจะไม่เปลี่ยน
รปู ร่าง แต่พอลิเมอรบ์ างชนดิ เปลี่ยนแปลงรูปรา่ งเมอ่ื นำไปใหค้ วามร้อนโดยการต้มในนำ้ เดือด
ขัน้ ที่ 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที)
10) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ โดยอ่านเนื้อหาและเกรด็
น่ารใู้ นหนงั สอื เรยี นหนา้ 41-44 และตอบคำถามระหว่างเรยี นดงั นี้
- พอลิเมอร์แต่ละกลุ่มมีสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์เหมือนหรือแตกต่างกัน
อยา่ งไร
(แนวคำตอบ พอลิเมอร์ ได้แก่ พลาสติก ยาง และเส้นใย ทั้งสามกลุ่มส่วนใหญ่ไม่นำไฟฟ้า ไม่นำความร้อน
พลาสติกมีสมบัติหลากหลายขึ้นอยู่กับโครงสร้าง บางชนิดใส เหนียว ป้องกันการซึมผ่านของสารได้ดี ยางเป็น
พอลิเมอร์ที่มีสภาพยืดหยุ่นสูง ทนต่อแรงดึงได้ดี เส้นใยที่ได้จากธรรมชาติส่วนใหญ่มีสภาพยืดหยุ่นและความ
เหนยี วต่ำ สว่ นเส้นใยสังเคราะห์มีความเหนียวและแข็งแรงมากกวา่ จากสมบัติทางกายภาพที่ต่างกันจึงทำให้มี
การใชง้ านพอลิเมอร์แตล่ ะกลุ่มต่างกนั พลาสตกิ ท่เี หนียว ป้องกันการซมึ ผา่ นของสารไดด้ ี นิยมนำมาทำเปน็
บรรจภุ ัณฑ์ต่าง ๆ ยางนยิ มนำมาทำเคร่ืองใช้ท่ตี ้องใชค้ วามยืดหย่นุ และทนต่อแรงดึงได้ดี เชน่ ถุงมอื สว่ นเสน้ ใย
นิยมนำมาถกั ทอเป็นเสน้ เป็นผืน ทำเปน็ เคร่อื งน่งุ ห่มและของใช้ตา่ ง ๆ)
- เซรามิกมีสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ เซรามิกไม่นำ
ไฟฟ้า ไม่นำความร้อน และทนความร้อนได้ดี แข็งแต่เปราะ ทุบให้แตกได้ง่าย ทนต่อการสึกกร่อน จากสมบัติ
ทางกายภาพดงั กล่าวจึงนิยมนำเซรามกิ มาทำภาชนะบรรจอุ าหาร เครอ่ื งดืม่ เครอ่ื งประดับตกแต่งบา้ น)
- โลหะมีสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ โลหะนำไฟฟ้า
และนำความร้อนได้ดี มีจุดหลอมเหลวสูง โลหะมีความเหนียว สามารถตีให้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ จาก
สมบัติทางกายภาพดังกล่าวจึงนิยมนำโลหะมาทำเครื่องใช้ที่ทนความร้อน นำความร้อนหรือนำไฟฟ้าได้ดี เช่น
ภาชนะหงุ ตม้ ตวั นำไฟฟา้ )
11) ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ โดยใช้สื่อวีดทิ ัศน์เร่ือง การเกิดพอลิเมอร์ (สืบค้นได้จาก
ipst.me/10651) อธบิ ายเกีย่ วกบั กระบวนการเกิดพอลเิ มอร์จากการรวมตัวของมอนอเมอร์
ข้นั ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) (20 นาที)
12) ครูและนักเรยี นอภปิ รายผลการทำกจิ กรรม สมบัติของพอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะ
จะไดข้ ้อสรุปว่า
- พอลิเมอร์ (polymer) ประกอบด้วยมอนอเมอร์ (monomer) ซึ่งเป็นหน่วยซ้ำ ๆ จำนวน
มากมาเชื่อมต่อกันดว้ ย ปฏิกิริยาเคมี มีทั้งที่ได้จากธรรมชาติและการสังเคราะห์ แบ่งกลุ่มได้เป็นพลาสติก ยาง
และเสน้ ใย พอลเิ มอร์ ส่วนใหญไ่ ม่นำไฟฟ้า มคี วามเหนยี ว บางชนดิ มสี ภาพยดื หยนุ่ สงู บางชนดิ ไดร้ ับความร้อน
แล้วเปลยี่ นแปลง สามารถนำมาขนึ้ รูปเป็นผลิตภัณฑร์ ูปทรงต่าง ๆ ไดง้ า่ ย และมสี มบัติเหมาะสมต่อการใช้งาน
ในหลากหลายรปู แบบ จึงเปน็ วสั ดุทน่ี ำมาใช้ในชวี ิตประจำวันอย่างแพรห่ ลาย แตพ่ อลเิ มอร์สังเคราะห์ส่วนใหญ่
ยอ่ ยสลายได้ยากในธรรมชาติ จึงควรใชอ้ ยา่ งค้มุ คา่ ตามความจำเปน็
164
- เซรามิก (ceramic) ที่ใช้งานทั่วไปผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติ
ท่ผี า่ นการขึ้นรูปแล้วนำไปเผาท่ีอุณหภูมิสูง ทำใหโ้ ครงสร้างและสมบัตเิ ปล่ียนไปจากเดมิ เซรามิกส่วนใหญ่แข็ง
แต่เปราะ ทนต่อการสึกกร่อนได้สูงกว่าพอลิเมอร์และโลหะ มีจุดหลอมเหลวสูง เป็นฉนวนความร้อนและ
ฉนวนไฟฟ้า ทนความร้อนได้ดี เมื่อได้รับความร้อนแล้วไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง นอกจากเซรามิกที่ผลิตจากดิน
หนิ ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆแลว้ ในปจั จุบันยังมีเซรามิกทีผ่ ลิตจากสารท่ีมีความบริสุทธ์ิสูงเพ่ือใช้ในงานเฉพาะ
ด้าน เช่น อุตสาหกรรมอเิ ล็กทรอนิกส์
- โลหะ (metal) ส่วนใหญ่มีสมบัติแข็ง เหนียว สามารถตีให้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้
นำความร้อนและนำไฟฟ้าได้ดีกว่าพอลิเมอร์และเซรามิก มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง นิยมนำมาผลิต
เครือ่ งใชท้ ต่ี อ้ งการความคงทนแขง็ แรง แตโ่ ลหะบางชนิดทำปฏิกริ ิยากับออกซเิ จนและนำ้ ทำให้เกิดการผุกร่อน
จึงต้องปรับปรงุ คณุ ภาพโดยการเตมิ โลหะอ่ืน ๆ ใหม้ คี วามคงทนแข็งแรงมากขนึ้
13) ครตู รวจสอบการส่งแบบบนั ทึกการค้นคว้าของนกั เรียนและให้คะแนนประเมนิ ตามเกณฑ์
การประเมิน (Rubrics Score)
9. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
1 อุปกรณท์ ำกิจกรรม: จำนวน 12 รำยกำร ดงั แสดงแนบไวใ้ นใบกจิ กรรมท่ี 5.8 พอลเิ มอร์
เซรำมกิ และโลหะ มสี มบตั อิ ย่ำงไร
2 คลิปวีดทิ ัศน์: การเกิดพอลเิ มอร์
3 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 5.8 พอลเิ มอร์ เซรำมกิ และโลหะ มสี มบตั อิ ย่ำงไร
4 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 5.8 พอลเิ มอร์ เซรำมกิ และโลหะ
มสี มบตั อิ ย่ำงไร
5 แหลง่ เรียนร้:ู - หนงั สือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่
3 เลม่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร
- สถาบันพลาสตกิ . https://thaiplastics.org/
- การไฟฟา้ ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย : รู้ไว้ใช่วา่ ไฟฟา้ ใกล้ตัว “การใช้ไฟฟ้า
165
10. วธิ กี ารวดั และประเมนิ ผล
ตวั ชี้วดั /ผลการเรยี นรู้ วิธีการวดั เคร่อื งมอื วัด เกณฑ์ที่ใชใ้ นการประเมนิ
- คำถามท้ายกิจกรรมท่ี 5.8 - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
1. ระบสุ มบัติทางกายภาพบาง - ตรวจการตอบคำถาม
พอลเิ มอร์ เซรำมกิ และ ระดบั คุณภาพดี ถือวา่
ประการและการใช้ประโยชน์ ท้ายกจิ กรรมที่ 5.8 โลหะ มสี มบตั อิ ย่ำงไร ผ่านการประเมิน
จำนวน 4 ขอ้ ด้านความรู้
ของวัสดุประเภทพอลิเมอร์
- แบบบนั ทกึ การค้นคว้า - ได้ไมน่ ้อยกว่า 2 คะแนน
เซรามกิ และโลหะได้ กิจกรรมท่ี 5.8 ระดับคุณภาพดี ถือว่า
พอลเิ มอร์ เซรำมกิ และ ผา่ นการประเมิน
(ดา้ นความรู้: K) โลหะ มสี มบตั อิ ย่ำงไร ดา้ นกระบวนการ
2. การใช้ทกั ษะการตีความ - ตรวจการทำแบบ - เกณฑ์การประเมินการใช้ - ได้ไม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
งานอุปกรณ์ในกจิ กรรม ระดบั คุณภาพดี ถือว่า
หมายข้อมูลและลงข้อสรปุ บันทกึ การคน้ ควา้ ของนักเรียน ผ่านการประเมิน
ดา้ นเจตคติ
เพอื่ สรุปชนดิ และสมบตั ิ กจิ กรรมที่ 5.8
บางประการของพอลเิ มอร์
(ด้านกระบวนการ: P)
3. ตระหนกั ถึงความสำคัญ - สงั เกตการใชง้ าน
ของการใช้อปุ กรณ์ อปุ กรณ์ในกจิ กรรม
การทำกิจกรรมได้ ของนักเรียน
(ดา้ นเจตคต:ิ A)
166
11. เกณฑ์การให้คะแนน
ประเด็นการประเมิน ค่านำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
การใหค้ ะแนนตอบ คะแนน
ตอบคำถามท้ายกิจกรรมท่ี 5.8 ถกู ต้อง จำนวน 3-4 ขอ้
คำถามท้าย 3 ตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 5.8 ถกู ต้อง จำนวน 2 ข้อ
กจิ กรรมที่ 5.8 2 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.8 ถูกต้อง จำนวน 1 ข้อ หรือ ไม่ถูกต้อง
การให้คะแนนการบนั ทกึ 1 บนั ทึกผลลงในตารางบันทึกผลการทำกจิ กรรม โดยตคี วามหมายขอ้ มลู
แบบบันทึกการคน้ คว้า และลงข้อสรปุ จากการวเิ คราะห์ข้อมลู จากการสังเกตและการสืบค้น
กจิ กรรมท่ี 5.8 3 และลงข้อสรุปเก่ียวกบั ประเภทและสมบตั บิ างประการของพอลิเมอรไ์ ด้
อย่างถูกต้อง ตามความเปน็ จริงโดยไมเ่ พ่ิมความคิดเห็นสว่ นตัว ลงใน
การให้คะแนน 2 แบบบันทกึ การค้นควา้ ครบทุกประเด็นสอดคล้องกบั เนื้อหาในกจิ กรรม
การใช้งานอปุ กรณ์ บันทกึ ผลลงในตารางบนั ทกึ ผลการทำกจิ กรรม โดยตีความหมายข้อมูล
1 และลงข้อสรปุ จากการวเิ คราะหข์ ้อมลู จากการสังเกตและการสืบค้น
ในกจิ กรรม และลงข้อสรปุ เกี่ยวกับประเภทและสมบตั ิบางประการของพอลเิ มอรไ์ ด้
3 ตามความเป็นจรงิ ลงในแบบบันทกึ การค้นควา้ แต่ยงั มขี ้อผิดพลาด
บันทึกผลลงในตารางบันทึกผลการทำกิจกรรม โดยตคี วามหมายข้อมลู
2 และลงข้อสรปุ จากการวเิ คราะห์ข้อมลู จากการสังเกตและการสืบคน้
และลงข้อสรปุ เกย่ี วกับประเภทและสมบตั ิบางประการของพอลิเมอร์ได้
1 ไม่ถูกต้อง มขี ้อผิดพลาดท่ตี ้องแกไ้ ขปรับปรุง
ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถกู วธิ ี หยบิ เคล่อื นยา้ ยอปุ กรณ์
อยา่ งระมดั ระวัง ไมห่ ยอกล้อหรือแกล้งเพอื่ นขณะกำลงั ใช้งานอปุ กรณ์
และหลังการใช้งานอุปกรณม์ ีการเก็บรักษาอยา่ งถูกวธิ ี
ใชง้ านอปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถูกวธิ ี หยบิ เคล่ือนย้ายอปุ กรณ์
อยา่ งระมัดระวงั ไมห่ ยอกล้อหรือแกล้งเพื่อนขณะกำลังใช้งานอปุ กรณ์
แต่หลังการใชง้ านอปุ กรณไ์ ม่มีการเกบ็ รักษาอยา่ งถูกวิธี หรอื ไมเ่ กบ็
อปุ กรณ์เขา้ ตเู้ กบ็ อุปกรณ์ตามประเภทของอุปกรณ์
ใชง้ านอปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ แต่ขณะหยิบ เคลื่อนยา้ ยอปุ กรณ์
หรอื กำลงั ใชง้ านอุปกรณ์ จะหยอกล้อหรือแกล้งเพ่ือน อาจทำใหอ้ ุปกรณ์
เสียหายได้ และหลงั การใชง้ านอุปกรณ์ไม่มกี ารเกบ็ รักษาอยา่ งถูกวธิ ี
167
แบบบนั ทึกการประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรูข้ องนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ปฏิกิริยาเคมีและวสั ดใุ นชีวิตประจำวนั I
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 9 เรือ่ ง สมบตั ิของพอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะ .
คำชแี้ จง: ทำเคร่ืองหมาย ✓ ในช่องค่าน้ำคะแนนแตล่ ะด้านตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยประเมนิ ตาม
เกณฑ์ (Rubrics Score)
เลข ชอ่ื -นามสกุล/ ด้านความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหสั นกั เรียน
ค่าน้ำหนักคะแนน คา่ นำ้ หนักคะแนน คา่ นำ้ หนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ
321 32 1 32 1
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
168
เกณฑก์ ารพจิ ารณาคณุ ภาพ หมายถงึ ดมี าก
คะแนนรวมเฉลี่ย 3.00 หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00 - 2.99 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลีย่ 0.01 - 1.99
ตอ้ งได้คะแนนเฉล่ียทุกประเด็นการประเมิน ไม่ต่ำกว่า 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้ึนไปเทา่ นน้ั
ถงึ จะผา่ นการเรยี นร้ตู ามตัวชีว้ ดั
ผลการประเมนิ การเรยี นรูข้ องนกั เรียน
ผู้เรยี นที่ ผา่ น ตวั ชว้ี ัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ………………………………………………..
ผเู้ รียนที่ ไม่ผ่าน ตัวชวี้ ดั
มีจำนวน…………………………คน คิดเปน็ ร้อยละ………………………………………………..
1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
169
บันทกึ หลงั กระบวนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
1. สรปุ ผลการจดั การเรยี นรู้ เรือ่ งปจั จัยบางประการที่มผี ลตอ่ การเจริญเตบิ โตของพชื
1.1 ดา้ นความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
2. ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการแกไ้ ข/พฒั นา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรบั ปรุงกิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่ือเพิม่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
ลงชอื่ ..................................................
(นางสาวภิญญาพัชญ์ รัศมีจนั ทร์)
ตำแหนง่ ครูผูช้ ่วย
170
สื่อการเรยี นรู้แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 9: สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลปิ วีดีทศั น์: การเกดิ พอลิเมอร์
สื่อวีดทิ ศั นเ์ รื่อง การเกิดพอลเิ มอร์ อธบิ ายเกย่ี วข้องกบั การเกิดพอลิเมอรจ์ ากการรวมตัวของมอนอ
เมอร์
แหล่งท่ีมา: เว็บไซตอ์ า้ งอิง ipst.me/10651
เผยแพรเ่ ม่ือ 2 กันยายน พ.ศ. 2562
(เจา้ ของผลงาน สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.))
171
สื่อการเรยี นรู้แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 9: ใบกจิ กรรมท่ี 5.8
ใบกิจกรรมที่ 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั ิอยา่ งไร
หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เลม่ 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กิจกรรมท่ี 5.8 กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 40
พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั ิอย่างไร?
จดุ ประสงค์ 1. สงั เกตลักษณะของวัสดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ
วสั ดอุ ปุ กรณ์ 2. ตรวจสอบและอธบิ ายสมบัติทางกายภาพของวสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามิก และ
โลหะ
วสั ดทุ ใ่ี ชต้ ่อกล่มุ
1. พอลเิ มอร์ เชน่ ยำงรดั ของ ลูกโป่ง ขวดเพต็ 2 ชนิด ชนดิ ละ 1
ชำมเมลำมนี ถุงพลำสตกิ (ถงุ เยน็ ถุงรอ้ น) เสน้ ดำ้ ย ชน้ิ
2. เซรามกิ เช่น ช้อนกระเบอื้ ง แผน่ กระเบื้องดนิ 2 ชนิด ชนดิ ละ 1
เผาอฐิ มอญ ชน้ิ
3. โลหะ เช่น แผ่นสงั กะสี แผน่ อะลมู เิ นียม แผน่ 2 ชนิด ชนิดละ 1
ทองแดง ตะปเู หลก็ ชน้ิ
4. น้ำ 200 cm3
5. ถำ่ นไฟฉำย 1.5 V พรอ้ มกระบะถำ่ น 2 กอ้ น
6. สำยไฟฟ้ำพรอ้ มขวั้ เสยี บและคลปิ ปำกจระเขย้ ำว 50 3 เสน้
cm
7. หลอดไฟฟ้า 2.5 V พร้อมฐาน 1 ชดุ
8. บกี เกอร์ขนาด 250 cm3 1 ใบ
9. คีมคบี 1 อนั
172
10. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมทีก่ ้นั ลม 1 ชดุ
11. คอ้ นขนาดเลก็ 1 อัน
12. ถงุ ผา้ ขนาดกว้าง x ยาว ประมาณ 7 นวิ้ x 9 นวิ้ 1 ใบ
วิธีดาเนิ น 1. เลอื กพอลเิ มอร์ เซรำมกิ และโลหะมำประเภทละ 2 ตวั อย่ำง สงั เกตลกั ษณะของ
กิจกรรม วสั ดุ
ทเ่ี ลอื กและบนั ทกึ ผล
2. ทำกจิ กรรมเพอ่ื ตรวจสอบสมบตั ติ ่ำง ๆ ของวสั ดุ ดงั น้ี
2.1 การนาไฟฟ้า ทดสอบโดยนำวสั ดไุ ปต่อกบั วงจรไฟฟ้ำอยำ่ งง่ำย สงั เกตกำร
เปลย่ี นแปลงของหลอดไฟฟ้ำ และบนั ทกึ ผล
2.2 ความเหนียวหรอื ความเปราะ ทดสอบโดยนำวสั ดุใสถ่ ุงผำ้ แลว้ ใชค้ อ้ นทบุ
ดว้ ยแรงเท่ำกนั สงั เกตกำรเปลย่ี นแปลงและบนั ทกึ ผล
2.3 การทนความรอ้ น ทดสอบโดยนำวสั ดทุ ต่ี ดั เป็นชน้ิ เลก็ ๆ ใสล่ งในบกี เกอรท์ ่ี
มนี ้ำบรรจุอยู่ จำกนนั้ นำไปใหค้ วำมรอ้ นจนน้ำเดอื ด สงั เกตกำรเปลย่ี นแปลงและ
บนั ทกึ ผล
173
กิจกรรมที่ 5.8 พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบัติอยา่ งไร?
การเตรียมตวั เตรยี มตวั อย่ำงวสั ดุ เชน่ ยำงรดั ของ ลูกโป่ง ขวดเพต็ (polyethylene terephthalate
หรอื PET) ถงุ พลำสตกิ ชนิดถงุ เยน็ (polyethylene หรอื PE) และชนดิ ถงุ รอ้ น
ล่วงหน้าสาหรบั (polypropylene หรอื PP) ถำ้ วสั ดุมขี นำดใหญ่ ใหต้ ดั วสั ดใุ หม้ ขี นำดประมำณ
ครู
2 เซนตเิ มตร x 5 เซนตเิ มตร สำหรบั ชำมเมลำมนี ชอ้ นกระเบอ้ื ง แผน่ กระเบอ้ื งดนิ
เผำ อำจเลอื กใชข้ องใชท้ ท่ี ำจำกวสั ดดุ งั กลำ่ วทม่ี ขี นำดใกลเ้ คยี งกนั หรอื ใชเ้ ศษวสั ดทุ ่ี
ทำใหแ้ ตกโดยวธิ กี ำรตดั หรอื ทบุ วสั ดุ และเพอ่ื ป้องกนั กำรกระเดน็ ของวสั ดุ ควรกระทำ
ในบรเิ วณ
ทม่ี ลี กั ษณะเป็นหลมุ
ขอ้ ควรระวงั • เตอื นนกั เรยี นใหใ้ ชค้ วำมระมดั ระวงั และสวมแว่นตำนิรภยั ขณะทดสอบควำมแขง็
ของวสั ดุโดยกำรทบุ ดว้ ยคอ้ น
• ใหน้ กั เรยี นใชค้ วำมระมดั ระวงั อนั ตรำยจำกวสั ดทุ แ่ี ตกหลงั กำรทุบ ซง่ึ อำจมคี วำม
แหลมคม เมอ่ื ทำกจิ กรรมแลว้ ใหห้ ่อวสั ดุทแ่ี หลมคมดว้ ยกระดำษหนำ ๆ กอ่ นทง้ิ
ข้อเสนอแนะใน ในกำรทดสอบควำมเหนยี วหรอื ควำมเปรำะของวสั ดปุ ระเภทเซรำมกิ ควรเลอื กวสั ดุ
การทากิจกรรม ประเภทเซรำมกิ เช่น เศษกระถำงดนิ เผำ เศษกระเบอ้ื งชนดิ บำง เพอ่ื ใหเ้ หน็ กำร
เปลย่ี นแปลงชดั เจน เม่อื ทดสอบควำมเหนียวหรอื ควำมเปรำะ และครคู วรสำธติ ใหด้ ู
ทงั้
ชนั้ เรยี นแลว้ ใชผ้ ลกำรทำกจิ กรรมรว่ มกนั โดยไมจ่ ำเป็นตอ้ งใหน้ กั เรยี นทำทุกกลุ่ม
เพอ่ื เป็นกำรใชว้ สั ดอุ ย่ำงประหยดั ปลอดภยั และป้องกนั อนั ตรำยทอ่ี ำจเกดิ ขน้ึ
ส่ือการเรยี นร้/ู • สถำบนั พลำสตกิ . https://thaiplastics.org/
แหลง่ เรียนรู้ • กำรไฟฟ้ำฝ่ำยผลติ แห่งประเทศไทย : รไู้ วใ้ ช่ว่ำ ไฟฟ้ำใกลต้ วั “กำรใชไ้ ฟฟ้ำอยำ่ ง
ปลอดภยั ”https://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&i
d=2507:art20180508-01&catid=49&Itemid=251
174
คำถามทา้ ยกิจกรรม
1. พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะที่นำมาทดสอบมอี ะไรบ้าง
2. พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะทนี่ ำมาทดสอบมสี มบตั ิอยา่ งไร ทราบไดอ้ ยา่ งไร
3. พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะท่ีนำมาทดสอบมสี มบัตเิ หมือนและตา่ งกันอยา่ งไร
4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร
175
สื่อการเรยี นรู้แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 9: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมท่ี 5.8
แบบบนั ทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั ิอย่างไร
ช่ือ-นามสกุล..........................................................................................ชัน้ .................เลขท.่ี ..........กลุ่มท.่ี ...........
ผลการทำกิจกรรม
ชนิดของวัสดุ เม่อื ต่อกบั วงจรไฟฟา้ เม่อื ทุบด้วยคอ้ นยาง เม่ือนำไปตม้
อย่างงา่ ย ในนำ้ เดือด
พอลเิ มอร์
- ยางรดั ของ
- ลกู โป่ง
- ขวดเพต็
- ชามเมลามนี
- ถงุ พลาสตกิ (ถงุ รอ้ น)
- ถุงพลาสตกิ (ถงุ เย็น)
- ถว้ ยนำ้
- ถุงซิป
- พลาสตกิ ห่ออาหาร
- เส้นด้าย
176
เซรามิก
ช้อนกระเบ้ือง
แผ่นกระเบื้องดินเผา
อฐิ มอญ
โลหะ
แผ่นสงั กะสี
แผ่นอะลูมิเนยี ม
แผน่ ทองแดง
ตะปเู หล็ก
177
แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 9: การให้คะแนนด้านกระบวนการ (P)
แนวทางบันทึกการค้นควา้ กิจกรรมท่ี 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั ิอย่างไร
ผลการทำกิจกรรม
ชนิดของวัสดุ เมือ่ ตอ่ กับวงจรไฟฟ้า เมอื่ ทุบด้วยคอ้ นยาง เมอื่ นำไปต้ม
อยา่ งงา่ ย ในนำ้ เดือด
พอลเิ มอร์
- ยางรดั ของ หลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง
- ลูกโป่ง หลอดไฟฟ้าไม่สวา่ ง ไม่เปลย่ี นแปลง ไม่เปล่ียนแปลงรปู รา่ ง
- ขวดเพต็ หลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง ไมเ่ ปล่ียนแปลง ไม่เปลย่ี นแปลงรูปรา่ ง
- ชามเมลามีน หลอดไฟฟา้ ไม่สว่าง ไม่เปลย่ี นแปลง ไมเ่ ปลยี่ นแปลงรูปร่าง
- ถุงพลาสติก (ถุงรอ้ น) หลอดไฟฟา้ ไมส่ วา่ ง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลงรปู ร่าง
- ถุงพลาสติก (ถุงเยน็ ) หลอดไฟฟ้าไมส่ วา่ ง ไมเ่ ปลย่ี นแปลง ไมเ่ ปลี่ยนแปลงรปู รา่ ง
- ถ้วยน้ำ หลอดไฟฟา้ ไมส่ วา่ ง ไม่เปลย่ี นแปลง ชิ้นวัสดุโคง้ งอ
- ถุงซปิ หลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ไม่เปล่ยี นแปลง ช้ินวสั ดุบิดงอ
- พลาสตกิ หอ่ อาหาร หลอดไฟฟ้าไมส่ ว่าง ไมเ่ ปลย่ี นแปลง วัสดบุ ดิ งอและ
จบั เป็นก้อน
- เสน้ ดา้ ย หลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไมเ่ ปลยี่ นแปลงรปู ร่าง
178
เซรามิก หลอดไฟฟ้าไมส่ ว่าง แตกเป็นชนิ้ เล็ก ไมเ่ ปลยี่ นแปลงรูปรา่ ง
ชอ้ นกระเบื้อง หลอดไฟฟา้ ไม่สวา่ ง แตกเป็นชิ้นเล็ก ไม่เปลย่ี นแปลงรปู รา่ ง
แผน่ กระเบื้องดินเผา หลอดไฟฟ้าไมส่ ว่าง แตกเป็นชิน้ เลก็ ไมเ่ ปลย่ี นแปลงรปู ร่าง
อิฐมอญ
โลหะ หลอดไฟฟา้ สวา่ ง ไมเ่ ปลี่ยนแปลง ไม่เปลย่ี นแปลงรูปร่าง
แผน่ สงั กะสี หลอดไฟฟา้ สว่าง ไมเ่ ปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลงรปู รา่ ง
แผ่นอะลมู เิ นียม หลอดไฟฟ้าสว่าง ไมเ่ ปลยี่ นแปลง ไมเ่ ปล่ยี นแปลงรปู รา่ ง
แผน่ ทองแดง หลอดไฟฟ้าสว่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไมเ่ ปล่ียนแปลงรปู ร่าง
ตะปูเหล็ก
179
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K)
เฉลยใบกิจกรรมท่ี 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั ิอยา่ งไร
เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม
1. พอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะทนี่ ำมาทดสอบมีอะไรบ้าง
แนวคำตอบ คำตอบขึ้นอย่กู ับตวั อย่างที่เลือกมาศกึ ษา เช่น
- พอลิเมอรท์ ี่นำมาทดสอบ ได้แก่ ยางรัดของ ถุงพลาสตกิ ชนดิ ใช้บรรจุของร้อน
- เซรามิกท่ีนำมาทดสอบ ไดแ้ ก่ ชามกระเบื้อง กระเบ้ืองดนิ เผา
- โลหะท่ีนำมาทดสอบ ได้แก่ แผ่นสงั กะสี ม้งุ ลวด
2. พอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะที่นำมาทดสอบมีสมบัติอยา่ งไร ทราบไดอ้ ย่างไร
แนวคำตอบ พอลิเมอร์และเซรามกิ ทีน่ ำมาทดสอบ ไม่นำไฟฟ้า ทราบได้จากเมือ่ นำช้ินวัสดไุ ปตอ่ เข้า
ใน
วงจรไฟฟ้าอยา่ งงา่ ยแลว้ หลอดไฟฟ้าไมส่ ว่าง ส่วนโลหะทกุ ชนดิ ทนี่ ำมาทดสอบนำไฟฟา้ ได้ เมอ่ื นำช้นิ วสั ดุไป
ตอ่
เข้าในวงจรไฟฟา้ อย่างง่ายแล้วทำใหห้ ลอดไฟฟ้าสวา่ ง
เซรามิกแข็งแตเ่ ปราะ ทราบได้จากเม่ือทบุ ด้วยค้อนแลว้ แตกเป็นชิ้น ส่วนพอลิเมอรแ์ ละโลหะ เมือ่ ทุบ
ด้วยค้อนแล้ววสั ดุไม่แตกเปน็ ชิน้
พอลเิ มอร์บางชนิด เช่น พลาสตกิ ห่ออาหาร ถุงพลาสติก (ถุงเย็น) ไมท่ นความรอ้ น ทราบได้จาก เม่ือ
นำไปตม้ วสั ดจุ ะเปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง ส่วนเซรามิก โลหะ ทนความร้อน เพราะเม่ือนำไปต้ม วสั ดุจะไม่เปลี่ยนแปลง
รูปร่าง
3. พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะทน่ี ำมาทดสอบมีสมบัตเิ หมือนและต่างกันอย่างไร
แนวคำตอบ พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะที่นำมาศกึ ษามีสมบตั ิเหมือนและตา่ งกัน ดงั นี้
- พอลเิ มอร์และเซรามิกไมน่ ำไฟฟา้ สว่ นโลหะนำไฟฟ้า
- พอลเิ มอรบ์ างชนิด เชน่ พลาสติกห่ออาหาร ถงุ พลาสตกิ (ถงุ เยน็ ) ไม่ทนความร้อน ในขณะท่ี
พอลิเมอร์อ่นื เช่น ยางรัดของ เส้นด้าย ถว้ ยเมลามีน ทนความร้อน ส่วนเซรามิกและโลหะทนความร้อนไดด้ ี
- พอลเิ มอร์และโลหะเหนียว ไม่แตกเปน็ ชนิ้ เม่ือทุบด้วยคอ้ น แต่เซรามิกเปราะ เม่ือทุบ
แลว้ แตกเปน็ ชนิ้ เล็ก
4. จากกิจกรรม สรุปได้วา่ อย่างไร
แนวคำตอบ พอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะมีสมบัติบางอย่างเหมือนกัน และมีสมบัตบิ างอย่างตา่ งกนั
พอลิเมอรแ์ ละเซรามิกไมน่ ำไฟฟ้า สงั เกตไดจ้ ากเม่ือนำไปต่อกับวงจรไฟฟา้ อย่างง่ายแล้ว หลอดไฟฟา้ ไมส่ วา่ ง
180
ในขณะที่โลหะนำไฟฟา้ เซรามกิ และโลหะทนต่อความร้อน เมื่อนำไปให้ความร้อนโดยการตม้ ในนำ้ เดือด
จะไม่เปล่ยี นรูปรา่ ง แต่พอลเิ มอรบ์ างชนิดเปลี่ยนแปลงรูปรา่ งเมอ่ื นำไปให้ความรอ้ นโดยการตม้ ในน้ำเดือด
181
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 9: เฉลยกิจกรรมทบทวนความร้กู ่อนเรียน
เฉลยกจิ กรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน จำนวน 5 ข้อ
หนงั สือเรียนรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ม.3 เล่ม2 สสวท. หน้า39
เขยี นเคร่อื งหมาย ล้อมรอบข้อทถ่ี ูกต้อง
ข้อใดไม่ใช่วสั ดุ
ก. ยาง ข. ไม้ ค. เหลก็ ง. เก้าอี้
เลอื กตวั อกั ษรหนา้ วิธกี ารทดสอบแล้วเติมลงในช่องวา่ งหน้าสมบตั ิทางกายภาพท่ีกำหนดให้
ค ความแขง็ ก. นำวัสดทุ ีแ่ ขวนไวผ้ ูกกับถงุ ทราย จากนน้ั นำถุงทราย
ออก
เปรยี บเทยี บความยาวของวสั ดุก่อนผกู ขณะผูก และ
ง การนำไฟฟ้า หลังจากนำถงุ ทรายออก
ข. ติดก้อนดินน้ำมันไว้ทปี่ ลายวสั ดดุ า้ นหนึ่งแลว้ ให้
ข การนำความร้อน ความร้อนท่ปี ลายอีกดา้ นหนึ่งของวสั ดุ สงั เกตการ
ก สภาพยืดหย่นุ เปลย่ี นแปลงของก้อนดนิ นำ้ มัน
ค. ใช้ตะปูหรอื เข็มหมุดขีดลงบนวัสดุ สังเกตรอยที่ปรากฏ
บนผิววสั ดุ
ง. นำไปตอ่ กับวงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ยท่ีมีหลอดไฟฟ้า
สงั เกตความสว่างของหลอดไฟฟ้า
182
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10
รหัสวชิ า ว23102 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์6 กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 2
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 1 ปฏิกริ ิยาเคมีและวัสดุในชีวติ ประจำวัน เวลา 17 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 10 เรือ่ ง มวลรวมของสารกอ่ นและหลังเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี เวลา 1 ชั่วโมง
ครผู ู้สอน นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มีจนั ทร์ โรงเรยี นโกสัมพวี ิทยา
สอนวันท่.ี ......เดือน.......................... พ.ศ. ...................
1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
1) วัสดุผสมเป็นวัสดุที่เกิดจากวัสดุตั้งแต่ 2 ประเภทที่มีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพื่อนำไปใช้
ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เสื้อกันฝนบางชนิดเป็นวสั ดผุ สมระหว่างผ้ากบั ยาง คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นวัสดุผสม
ระหว่างคอนกรีตกับเหล็ก
2) วัสดุบางชนดิ สลายตัวยาก เช่น พลาสตกิ การใชว้ ัสดอุ ย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวงั อาจก่อปัญหา
ต่อส่ิงแวดล้อม
2. มาตรฐานการเรียนรู้ /ตวั ชี้วัด/ผลการเรยี นรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาตขิ องการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ตัวชวี้ ดั
ว 2.1 ม.3/1 ระบุสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุ
ผสมโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และสารสนเทศ
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรยี นระบสุ มบัติทางกายภาพบางประการของวสั ดุผสมได้
2) ด้านทกั ษะ (P) นกั เรียนใช้ทกั ษะการตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรุป โดยนำขอ้ มลู จาก
การสืบค้นมาแปลความหมายเพือ่ สรุปความหมายและสมบัตบิ างประการ
ของวัสดผุ สม
3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรยี นมรี ะเบียบวินัยในการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
183
4. สาระการเรียนรู้
การทำวัสดุผสมหรือวัสดุคอมโพสิต (composites) เป็นการนำวัสดุต่างชนิดที่มีสมบัติต่างกันมา
ผสมกนั ไดเ้ ปน็ วัสดใุ หมท่ ่ีมีสมบัติดีกวา่ วัสดุตง้ั ตนั แตล่ ะชนิด เชน่ ผ้าคอมโพสิต พลาสติกเสริมใยแกว้ คอนกรีต
เสริมเหล็ก ยางเรเดยี ล เป็นต้น ทำใหส้ ามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขน้ึ วัสดผุ สมประกอบดว้ ยวัสดุชนิดหนึ่ง
เป็นวัสดุเนอ้ื หลัก (matrix) และวัสดุอีกชนิดหนง่ึ กระจายตัวเปน็ ตวั เสริมแรง (reinforcement) ให้กับวัสดุเน้ือ
หลกั
ผ้าคอมโพสิต (composite fabric) เป็นวัสดุผสมชนิดหนึ่ง ผ้าคอมโพสิตบางชนิดใช้เส้นใย เช่น
เส้นใยพอลิเอสเทอร์ เป็นวัสดุเนื้อหลัก เส้นใยพอลิเอสเทอร์มีสมบัติอ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย แต่มีข้อจำกัดคือไม่
กันน้ำและระบายอากาศไม่ดี จึงนำพลาสติกชนิดพอลิยูรีเทน (polyurethane) ซึ่งมีสมบัติกันน้ำ มาเสริมแรง
ระหว่างชั้นเส้นใยพอลิเอสเทอร์ ดังนั้นผ้าคอมโพสิตน้ีนิยมนำมาใช้ผลิตเครื่องนุ่งห่มที่มีสมบัติกันน้ำ กันรังสี
กันความร้อน ในขณะเดียวกันก็สามารถระบายไอนำ้ และอากาศได้ดี เมื่อสวมใส่แลว้ ไม่รอ้ น ไม่อับขึ้น เช่น ชุด
กนั ฝน ชุดดำนำ้ ชุดสกี
พลาสติกเสริมใยแก้วหรือไฟเบอร์กลาส (fiberglass) ประกอบด้วยพลาสติกเป็นวัสดุเนื้อหลักที่มี
ข้อจำกัดความแข็งแรง จึงใช้เสน้ ใยแก้วซ่ึงเปน็ เซรามิก ทำหน้าที่เสรมิ แรง เพิ่มความแข็งแรงและทนต่อการกดั
กรอ่ นให้แก่พลาสติก นิยมนำมาใชท้ ำผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแข็งแรงแต่มีน้ำหนกั เบา ไมน่ ำความร้อน ไม่ดูด
ซึมน้ำ เช่น ถังน้ำ เก้าอี้ตกแต่งสนาม หลังคาพลาสตกิ เสริมใยแกว้ ในรถยนต์ เครื่องเล่นกลางแจ้ง เรือ และเจ็ต
สกี
คอนกรตี เสริมเหลก็ เปน็ วสั ดุผสมซ่ึงมคี อนกรตี เป็นวสั ดเุ นอื้ หลักทรี่ ับแรงอัดได้สงู แต่แตกหกั ง่ายเม่ือ
ถูกกระทำด้วยแรงตึง จึงมีการนำเหล็กเส้น ซึ่งเป็นโลหะที่มีความเหนียว สามารถทนแรงดึงสูงมาทำหน้าท่ี
เสริมแรงให้แก่คอนกรีต คอนกรีตเสริมเหล็กนิยมนำมาใช้ในงานก่อสรา้ งเพื่อความแข็งแรงของโครงสร้าง เชน่
พื้นอาคาร เสารองรบั อาคาร สะพาน เป็นตน้
ยางเรเดียลทีใ่ ช้ในรถยนต์ทั่วไปเป็นวัสดุผสมซึ่งมียางเป็นวัสดุเนื้อหลัก เสริมแรงด้วยผ้าใบที่ทำจาก
พอพอลิเอสเทอร์ ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่ใช้เสริมหน้ายางและหุ้มเส้นลวดซึ่งเป็นโลหะ ยางรถยนต์ที่คนทั่วไป
ต้องการเมื่อใช้งานบนถนนที่ขรุขระ ผู้โดยสารจะไม่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนมากในขณะเดียวกัน
จะต้องรับแรงกระแทกได้ดี ทนต่อความร้อน เมื่อใช้งานบนถนนที่มีความรอ้ นสูงในเวลากลางวันเป็นเวลานาน
โดยยางตอ้ งไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ ทนต่อการฉีกขาด เมื่อถูกของแข็งที่แหลมคมตำจะไม่เกิดความเสียหายมาก
จะเห็นได้ว่ายางธรรมชาติเพียงชนิดเดียวไม่สามารถนำมาใช้ผลิตยางรถยนต์ท่ีมีสมบัติเช่นนี้ได้ เนื่องจากยาง
ธรรมชาติไม่คงสภาพ ไม่เหมาะสมกับสภาพการทำงานในที่ทีม่ ีอุณหภมู ิสูงเป็นเวลานาน และฉีกขาดได้ง่าย จึง
ต้องปรับปรุงคุณภาพโดยการเติมสารอื่นลงในยางธรรมชาติและใช้วัสดุอื่น ๆ มาประกอบเพื่อผลิตยางรถยนต์
ใหม้ ีสมบตั ิตามตอ้ งการ เชน่ แขง็ แรงและทนทานมากขึน้
พอลิเมอร์ เชรามกิ โลหะ และวัสดผุ มมีสมบตั ิท่หี ลากหลาย ทำใหม้ นษุ ย์สามารถนำวสั ดุเหลา่ น้ีไปใช้
ทำอุปกรณ์เครื่องใช้หลายชนิด ในขณะเดียวกัน ความรู้ด้านวัสดุก็พัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีการวิจัยและ
184
พัฒนาสมบัติของวัสดุที่ตอบสนองความต้องการของมนุษยห์ ลายประการ เช่น มีนำ้ หนกั ลดลง แข็งแรงมากขึ้น
รวมทง้ั สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเพื่อลดปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม
นกั วิทยาศาสตรพ์ ยายามคิดค้นวสั ดุชนดิ ใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความตอ้ งการใช้งานใน
ด้านต่าง ๆ การพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เช่น
เทคโนโลยเี กีย่ วกับบรรจภุ ัณฑ์ เทคโนโลยกี ารส่ือสารและอวกาศ ในขณะเดียวกนั การนำวัสดุท่ีพัฒนาข้ึนไปใช้
ประโยชน์ในกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ยก์ ็อาจก่อให้เกิดผลกระทบท่ไี ม่พึงประสงค์เช่นกัน เนื่องจากวัสดุท่ีคิดดัน
ขึ้นใหม่นี้ส่วนใหญ่คงทน มีอายุการใช้งานยาวนาน ย่อยสลายได้ยกในธรรมชาติ จึงเกิดปัญหาในการกำจัด
ซึ่งก่อใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ ส่ิงมีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม ดังนนั้ เราจึงควรรว่ มกนั ป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าว
โดยวิธีต่าง ๆ เช่น ใช้วัสดุเท่าที่จำเป็น ใช้วัสดุที่ใช้ซ้ำได้มากว่าหนึ่งครั้ง ลดการใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ยากใน
ธรรมชาติ ใชว้ สั ดทุ ีย่ ่อยสลายไดง้ ่าย
5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการคิด
6.อันพึงประสงค์
1. นกั เรียนมคี วามใฝ่เรียนรู้
2. นักเรยี นมคี วามมงุ่ มน่ั ในการทำงาน
7. ทกั ษะในศตวรรษที่ 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขียนได้ สามารถสอื่ สารให้คนอื่นเข้าใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะดา้ นการคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และทักษะใน
การแก้ปัญหา
8. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (5Es)
ขั้นท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาที)
1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพื่อนำเข้าสู่เรื่อง สมบัติของวัสดุผสม โดยยกตัวอย่าง
วสั ดุผสม แล้วใหน้ ักเรยี นตอบคำถามวา่ วสั ดผุ สมที่ยกตวั อย่าง เกิดจากการผสมของวัสดใุ ด ดงั น้ี
- ผา้ คอมโพสิต (เสน้ ใยพอลเิ อสเทอร์และพลาสติกชนิดพอลยิ รู ีเทน)
- พลาสตกิ เสรมิ ใยแก้วหรอื ไฟเบอรก์ ลาส (พลาสตกิ และเสน้ ใยแก้วซงึ่ เปน็ เซรามิก)
- คอนกรีตเสรมิ เหล็ก (คอนกรีตและเหลก็ เส้น)
- ยางเรเดยี ล (ยางและผ้าใบท่ีทำจากพอพอลิเอสเทอร์)
2) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.9 สมบัติของวัสดุผสม โดยใช้คำถามว่า นักเรียนรู้จักวัสดุ
ผสมอะไรบ้าง วัสดุผสมที่ได้จะมีสมบัติดีกว่าวัสดุแต่ละชนิดที่นำมาผสมกันหรือไม่ อย่างไร (นักเรียนตอบตาม
ความเขา้ ใจของตนเอง)
185
ข้นั ที่ 2 ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Exploration) (20 นาที)
3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา
พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 46 และครูตรวจสอบความ
เข้าใจการอ่าน โดยใช้คำถามดังตอ่ ไปนี้
- กจิ กรรมน้เี ก่ยี วกับเร่ืองอะไร (สมบตั ขิ องวสั ดุผสม)
- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สืบค้นข้อมูลและอธิบายสมบัติและประโยชน์ของคอนกรีต
เสริมเหล็กและพลาสติกเสริมใยแกว้ )
- วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (สืบค้นข้อมูล อภิปราย และนำเสนอข้อมูล
เกี่ยวกับองค์ประกอบสมบตั ิ และประโยชนข์ องคอนกรีตเสรมิ เหลก็ และพลาสตกิ เสริมใยแก้ว)
- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบ
สมบัติ และประโยชนข์ องคอนกรีตเสรมิ เหลก็ และพลาสตกิ เสรมิ ใยแก้วจากแหล่งข้อมลู ต่าง ๆ)
4) ขณะทนี่ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ทำกจิ กรรม ครเู ดนิ สงั เกตการทำกจิ กรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม
และให้คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น การสืบค้นข้อมูลการเปรียบ
เทียบข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง และเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหาและ
ขอ้ สงสยั ทพ่ี บจากการทำกิจกรรมของนกั เรียนเพือ่ ใชเ้ ป็นขอ้ มลู ประกอบการอภปิ รายหลงั จากการทำกิจกรรม
ข้ันท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (10 นาที)
5) นักเรียนบันทกึ การทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการคน้ คว้ากิจกรรมที่ 5.9 สมบัติของวัสดุ
ผสม โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคำถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า วัสดุผสม เช่น
คอนกรีตเสริมเหล็ก พลาสติกเสริมใยแก้ว ได้จากการนำวัสดุหลายชนิดที่มีสมบัติแตกต่างกันมาผสมกันเป็น
วสั ดุใหม่ทมี่ สี มบตั ดิ กี ว่าวัสดุเดิม และตรงตามความต้องการในการนำไปใช้ประโยชน์
ขนั้ ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
6) นักเรียนเรยี นรู้เพิ่มเติมเก่ยี วกบั วสั ดุผสม โดยอ่านเนอื้ หาในหนังสือเรียนหนา้ 47-48 และ
ตอบคำถามระหวา่ งเรยี น จากนัน้ รว่ มกนั อภิปรายเปรียบเทยี บองค์ประกอบ ประโยชน์ และสมบตั ขิ องวัสดผุ สม
ทีต่ ่างจากวัสดุเดมิ โดยใช้ประเดน็ คำถามดงั น้ี
- ยางรถยนต์มีองค์ประกอบ สมบัติ และการใช้ประโยชน์เหมือนหรือแตกต่างจากยาง
ธรรมชาติอย่างไร (แนวคำตอบ ยางรถยนต์ประกอบด้วยยางธรรมชาติ พอลิเอสเทอร์ เส้นลวดโลหะ ยาง
รถยนต์มีสมบัติรับแรงกระแทกได้ดี ต้านทานต่อการฉีกขาดสูง ทนต่อความร้อน เมื่อเทียบกับยางธรรมชาติซึง่
เปน็ พอลเิ มอร์จากธรรมชาตทิ ปี่ ระกอบด้วยมอนอเมอรข์ องไอโซพรนี ตอ่ กันเป็นสายยาว มสี ภาพยืดหยุน่ สูง เปน็
ฉนวนไฟฟา้ และฉนวนความรอ้ น แตฉ่ ีกขาดงา่ ย เสอื่ มสภาพได้ง่ายทคี่ วามร้อนสูง ยางธรรมชาตินิยมนำมาใชท้ ำ
ถงุ มอื ยางลกู โปง่ วัสดกุ นั กระแทก รองเท้า)