The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nattikan_naphat, 2021-12-07 10:51:08

แผนจัดการเรียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 6

86

รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ที่ 5 ปฏกิ ริ ยิ าเคมีและวัสดุใน

ชวี ติ ประจำวันI

แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 5 เรอ่ื ง ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะและเบสกับโลหะ .

คำช้แี จง: ทำเครอ่ื งหมาย ✓ ในชอ่ งค่านำ้ คะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ โดยประเมนิ ตาม

เกณฑ์ (Rubrics Score)

เลข ชื่อ-นามสกุล/ ด้านความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหสั นกั เรยี น
ค่านำ้ หนักคะแนน ค่านำ้ หนักคะแนน คา่ นำ้ หนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ

321 32 1 32 1

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

87

เกณฑ์การพจิ ารณาคุณภาพ หมายถงึ ดีมาก
คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลยี่ 2.00 - 2.99 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉล่ยี 0.01 - 1.99

ตอ้ งได้คะแนนเฉล่ยี ทุกประเดน็ การประเมิน ไมต่ ำ่ กว่า 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไปเท่านน้ั
ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชว้ี ดั

ผลการประเมินการเรยี นร้ขู องนกั เรียน
ผู้เรยี นท่ี ผ่าน ตวั ชวี้ ดั
มีจำนวน…………………………คน คิดเป็นร้อยละ………………………………………………..
ผูเ้ รยี นที่ ไม่ผา่ น ตวั ชี้วัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปน็ ร้อยละ………………………………………………..
1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................

88

สื่อการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5: สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลปิ วีดีทัศน์: ปฏกิ ริ ยิ าเคมขี องสงั กะสกี บั กรดไฮโดรคลอริก

สื่อวีดิทัศน์เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีของกรดกับโลหะ อธิบายเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีของสังกะสีกับกรด
ไฮโดรคลอริก ซ่ึงไดผ้ ลติ ภัณฑ์เป็นเกลือของสงั กะสแี ละแก๊สไฮโดรเจน

แหล่งท่ีมา: เว็บไซตอ์ า้ งอิง ipst.me/10605
เผยแพร่เมื่อ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562
(เจา้ ของผลงาน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.))

89

ส่ือการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5: ใบกจิ กรรมท่ี 5.5

ใบกิจกรรมที่ 5.5 ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะและเบสกบั โลหะเป็นอยา่ งไร

หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เล่ม 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 20

กจิ กรรมท่ี 5.5 ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะและเบสกับโลหะเปน็ อยา่ งไร?

จดุ ประสงค์ สงั เกตและอธิบายปฏกิ ริ ยิ าของกรดกับโลหะและเบสกบั โลหะ

วสั ดอุ ปุ กรณ์ วสั ดุทใ่ี ชต้ อ่ กล่มุ

1. สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ หรอื สำรละลำย 20 cm3

กรดเกลอื ควำมเขม้ ขน้ 0.6 โมลต่อลติ ร

2. สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซดห์ รือสารละลาย 20 cm3
โซดาไฟ ความเข้มขน้ ประมาณ 3 โมลต่อลติ ร 1 แผน่
3. แผ่นสงั กะสี

4. แผน่ อะลูมเิ นยี ม 1 แผ่น

5. ตะปเู หลก็ 2 ตวั

6. หลอดทดลองขนำดใหญ่ 6 หลอด

7. ทวี่ างหลอดทดลอง 1 อนั

8. ปากคีบ 1 อนั

9. กรรไกร 1 เล่ม

10. กระดาษทราย 1 แผ่น

11. แว่นตานริ ภัย เท่าจำนวนนักเรยี นในกลุ่ม

90

12. ถงุ มือยาง เท่าจำนวนนักเรียนในกลุม่

วิธีดาเนิ น 1. ขดั แผ่นสงั กะสี แผ่นอะลูมเิ นียม และตะปเู หลก็ ดว้ ยกระดำษทรำย
กิจกรรม
2. ตดั แผน่ สงั กะสี กวำ้ ง 1 เซนตเิ มตร ยำว 1 เซนตเิ มตร สงั เกตลกั ษณะและ
บนั ทกึ ผล แลว้ ใสล่ งในหลอดทดลอง หลอดท่ี 1 และหลอดท่ี 4 หลอดละ 1 ชน้ิ

3. ตดั แผ่นอะลเู นยี ม กวำ้ ง 1 เซนตเิ มตร ยำว 1 เซนตเิ มตร สงั เกตลกั ษณะ และ
บนั ทกึ ผล แลว้ ใสล่ งในหลอดทดลอง หลอดท่ี 2 และหลอดท่ี 5 หลอดละ 1 ชน้ิ

4. สงั เกตลกั ษณะของตะเหลก็ และบนั ทกึ ผล แลว้ ใสล่ งในหลอดทดลองหลอดท่ี 3
และหลอดท่ี 6 หลอดละ 1 ตวั

5. เตมิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ลในหลอดท่ี 1-3 จนท่วมโลหะ และ

เตมิ สำรละลำยโซเดยี มไฮดรอกไซดล์ งในหลอดท่ี 4-6 จนทว่ มโลหะในปรมิ ำณเท่ำๆ
กนั เขย่ำ สงั เกตกำรเปลย่ี นแปลงตงั้ แต่เรม่ิ ตน้ จนครบ 5 นำทแี ละบนั ทกึ ผล

กจิ กรรมท่ี 5.5 ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะและเบสกบั โลหะเป็นอยา่ งไร?

การเตรยี มตวั • กำรเตรยี มสำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ ควำมเขม้ ขน้ 0.6 โมลตอ่ ลติ ร ปรมิ ำตร

ล่วงหน้าสาหรบั 160 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร (สำหรบั 8 กลุม่ ) เตรยี มโดยรนิ น้ำประมำณ 80
ครู ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในภำชนะ จำกนนั้ รนิ สำรละลำยกรดไฮโดรคลอรกิ เขม้ ขน้
6 โมลตอ่ ลติ ร ปรมิ ำตร 16 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในภำชนะ แลว้ เตมิ น้ำจนมี
ปรมิ ำตรรวมเป็น

160 ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร

• กำรเตรยี มสำรละลำยโซเดยี มไฮดรอกไซดค์ วำมเขม้ ขน้ ประมำณ 3 โมลตอ่ ลติ ร
ปรมิ ำตร 160 ลูกบำศกเ์ ซนตเิ มตร (สำหรบั 8 กลมุ่ ) เตรยี มโดยรนิ สำรละลำย
โซเดยี มไฮดรอกไซดเ์ ขม้ ขน้ รอ้ ยละ 50 โดยมวลตอ่ ปรมิ ำตร ปรมิ ำตร 40

91

ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร ลงในภำชนะ แลว้ เตมิ น้ำจนมปี รมิ ำตรรวมเป็น 160
ลกู บำศกเ์ ซนตเิ มตร

ข้อเสนอแนะใน • สำรละลำยโซเดยี มไฮดรอกไซดท์ ใ่ี ชใ้ นกจิ กรรมน้ี มคี วำมเขม้ ขน้ มำกกว่ำ
การทากิจกรรม สำรละลำยโซเดยี มไฮดรอกไซดท์ ใ่ี ชใ้ นกจิ กรรมอ่นื จงึ ควรระมดั ระวงั เป็นพเิ ศษ
โดยสวมถงุ มอื ขณะเตรยี มสำรและทำกจิ กรรมในหอ้ งเรยี น

• กำรขดั โลหะดว้ ยกระดำษทรำย ควรวำงโลหะบนกระดำษกอ่ นขดั เม่อื ขดั เสรจ็
แลว้ ใหห้ อ่ ผงโลหะกอ่ นนำไปทง้ิ

คำถามทา้ ยกจิ กรรม

1. โลหะใดบา้ งทีท่ ำปฏกิ ิรยิ ากบั กรดไฮโดรคลอริก ทราบได้อย่างไร
2. โลหะใดบ้างทที่ ำปฏิกริ ิยากบั สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด์ ทราบได้อยา่ งไร
3. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอยา่ งไร

92

สอื่ การเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมท่ี 5.5

แบบบนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 5.5 ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะและเบสกบั โลหะเป็นอย่างไร
ช่ือ-นามสกุล..........................................................................................ชน้ั .................เลขท.่ี ..........กลุม่ ท.่ี ...........

 ตารางบันทกึ ผล

สาร ผลทสี่ ังเกตได้

สังกะสี

อะลูมเิ นยี ม

ตะปเู หลก็

 ตารางบันทกึ ผล

หลอดท่ี สาร ผลท่ีสงั เกตได้

สังกะสี + สารละลาย
1

กรดไฮโดรคลอริก

2 อะลูมเิ นียม + สารละลาย
กรดไฮโดรคลอริก

ตะปูเหล็ก + สารละลาย
3

กรดไฮโดรคลอริก

สังกะสี + สารละลาย
4

โซเดยี มไฮดรอกไซด์

อะลมู เิ นยี ม + สารละลาย
5

โซเดียมไฮดรอกไซด์

93

 คำถามท้ายกจิ กรรม
1. โลหะใดบ้างทีท่ ำปฏิกริ ิยากบั กรดไฮโดรคลอรกิ ทราบไดอ้ ย่างไร

ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. โลหะใดบ้างทท่ี ำปฏกิ ริ ิยากับสารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด์ ทราบไดอ้ ย่างไร

ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ ่าอยา่ งไร

ตอบ ………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………
.…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

94

แนบท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5: การใหค้ ะแนนด้านกระบวนการ (P)

แนวทางบันทกึ การคน้ ควา้ กิจกรรมที่ 5.5 ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะและเบสกบั โลหะเป็นอย่างไร
 ตารางบนั ทึกผล

สาร ผลท่ีสงั เกตได้

สงั กะสี ของแขง็ สเี งนิ มนั วาว

อะลูมิเนียม ของแขง็ สีเงิน มันวาว

ตะปูเหล็ก ของแข็ง สีเงิน มนั วาว

 ตารางบันทึกผล

หลอดท่ี สาร ผลที่สงั เกตได้

สงั กะสี + สารละลาย เกดิ ฟองแก๊สขึ้นทันทใี นปรมิ าณมาก ผิวโลหะไม่มนั วาว
1

กรดไฮโดรคลอริก

2 อะลูมิเนยี ม + สารละลาย เกดิ ฟองแกส๊ ขึน้ อยา่ งชา้ ๆ และเกิดในปริมาณน้อย
กรดไฮโดรคลอริก

ตะปูเหลก็ + สารละลาย เกิดฟองแกส๊ ขน้ึ ทนั ที และเกิดในปริมาณมาก
3

กรดไฮโดรคลอริก

สงั กะสี + สารละลาย เกดิ ฟองแก๊สขึ้นอย่างช้า ๆ และเกดิ ในปริมาณน้อย
4

โซเดยี มไฮดรอกไซด์

อะลูมิเนยี ม + สารละลาย เกิดฟองแกส๊ ขนึ้ ทนั ที และเกดิ ในปรมิ าณมาก
5 ผวิ โลหะเปล่ยี นเปน็ สดี ำ

โซเดยี มไฮดรอกไซด์

95

แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 5: การใหค้ ะแนนดา้ นความรู้ (K)

เฉลยใบกิจกรรมที่ 5.5 ปฏิกิริยาของกรดกบั โลหะและเบสกบั โลหะเป็นอย่างไร

เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม

1. โลหะใดบา้ งทที่ ำปฏิกิริยากับกรดไฮโดรคลอริก ทราบได้อย่างไร
แนวคำตอบ สังกะสี อะลูมิเนียม และตะปูเหลก็ ทราบได้จากการเกดิ ฟองแก๊สและผิวของโลหะ

เกดิ การเปล่ียนแปลง

2. โลหะใดบ้างที่ทำปฏิกริ ิยากบั สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทราบไดอ้ ยา่ งไร
แนวคำตอบ สงั กะสีและอะลูมเิ นียม ทราบไดจ้ ากการเกิดฟองแกส๊ และผิวของโลหะ

เกิดการเปล่ียนแปลง

3. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร
แนวคำตอบ โลหะบางชนิดสามารถเกิดปฏิกริ ิยากับกรดและเบสได้ผลติ ภณั ฑ์เปน็ แก๊ส และ

อาจสังเกตเห็นผวิ

96

บนั ทึกหลังกระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

1. สรปุ ผลการจัดการเรียนรู้
1.1 ดา้ นความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ด้านทกั ษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมินสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมนิ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

2. ปญั หาอุปสรรค และแนวทางการแก้ไข/พัฒนา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรับปรงุ กิจกรรมการเรียนการสอน เพ่อื เพม่ิ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

ลงชื่อ..................................................
(นางสาวภิญญาพัชญ์ รัศมีจนั ทร)์
ตำแหน่ง ครูผู้ชว่ ย

97

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 6

รหัสวิชา ว23102 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์6 กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 2

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ละวสั ดุในชีวิตประจำวัน เวลา 17 ชว่ั โมง

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรอ่ื ง ปฏกิ ิรยิ าการเกดิ สนมิ เหลก็ เวลา 1 ชวั่ โมง

ครผู ูส้ อน นางสาวภญิ ญาพัชญ์ รศั มจี ันทร์ โรงเรียนโกสัมพวี ิทยา

สอนวันท.ี่ ......เดอื น.......................... พ.ศ. ...................

1. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด

1) การเกิดสนิมของเหล็ก เกิดจากปฏิกิรยิ าเคมีระหว่างเหล็กนำ้ และออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑ์เป็นสนิม
ของเหลก็

2) การเกดิ สนมิ ของเหล็กเปน็ ปฏกิ ริ ิยาระหวา่ งสารต่าง ๆ กับออกซิเจน

2. มาตรฐานการเรียนรู้ /ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรยี นรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับ

โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหว่างอนภุ าค หลักและธรรมชาตขิ องการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารการเกดิ
สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี

ตวั ชวี้ ดั
ว 2.1 ม.3/6 อธิบายปฏิกิริยาการเกิดสนิมของเหล็กปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับ

เบส และปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และอธิบายปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝน
กรด การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง โดยใชส้ ารสนเทศ รวมทง้ั เขียนสมการข้อความแสดงปฏกิ ิริยาดังกล่าว

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ นักเรียนอธิบายปฏิกริ ยิ าการเกดิ สนิมเหล็กได้
1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรียนใช้ทกั ษะการตคี วามหมายข้อมูลและลงขอ้ สรปุ โดยระบุ
2) ดา้ นทักษะ (P) การเกิดปฏิกริ ิยาเคมีจากการเปลยี่ นแปลงของสาร
นักเรียนตระหนักถึงความสำคญั ของการใชอ้ ปุ กรณ์การทำกจิ กรรมได้
3) ด้านเจตคติ (A)

98

4. สาระการเรียนรู้ (สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง/ทอ้ งถนิ่ )
เมื่อเหล็กสัมผัสกับแก๊สออกชิจน และน้ำหรือความชื้นในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาเคมีได้

ผลิตภัณฑ์เป็นสนิมเหล็ก ซึ่งเป็นของแข็ง สีน้ำตาลแดง ปฏิกิริยาเคมีนี้เรียกว่า การเกิดสนิมเหล็ก (rusting)
ผลของการเปลย่ี นแปลงน้ีทำใหเ้ หล็กเกิดการผุกร่อน เขียนแทนไดด้ ว้ ยสมการข้อความ ดงั นี้

เหลก็ + แกส๊ ออกซิเจน + น้ำ → สนิมเหล็ก

สนิม (rust) เป็นโลหะส่วนที่มีการเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เนื่องจากได้รับปฏิกิริยาเคมีที่มีอากาศ

น้ำ หรือความร้อนเป็นตัวการสำคัญทำให้โลหะมีคุณสมบัติแตกต่างไปจากเดิม เช่น สีที่เปลี่ยนไป มีความ

แขง็ แรงลดลง และทำให้เกดิ การผกุ ร่อน ตวั อย่างที่เราพบเห็นอยูบ่ ่อยๆ ไดแ้ ก่ เหลก็

วิธีการป้องกันเหล็กไม่ให้เกิดสนิมมีอยู่หลายวิธี เช่น การเคลือบผิวเหล็ก เพื่อป้องกันมิให้เนื้อเหล็ก

สัมผัสกบั น้ำและอากาศโดยตรง อาจทำได้หลายวิธี เช่น การทาสี การชบุ ดว้ ยโลหะ อาทิ ดีบุก สังกะสี วิธีนี้มัก

ใช้กับชิ้นงานขนาดเล็กหรือกลาง อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของวิธีนี้คือ ผิวเคลือบชนิดนี้ สามารถหลุดออกได้ง่าย

ทัง้ ทางกายภาพและเคมีซ่ึงจะทำให้เนื้อเหล็กมโี อกาสสัมผสั กับบรรยากาศและเกดิ สนิมข้ึน ยิ่งกวา่ น้นั ผิวเคลือบ

บางชนิด เช่น ดบี ุก ยงั สามารถเป็นตวั เรง่ ปฏกิ ิรยิ าการเกิดสนิมใหเ้ รว็ ขน้ึ อีกดว้ ย

วิธีต่อมาคือการทำเป็นเหล็กกล้าไร้สนิม (stainless steel) โดยการเติมธาตุอื่นๆ ที่สามารถทำให้

เกิดชั้นฟิล์มบางๆ ขึ้นบนผิวเหล็ก เช่น โครเมียม นิกเกิล ธาตุเหล่านี้จะสร้างฟิล์มบางๆ ที่ติดแน่นบนผิวเหล็ก

ช่วยป้องกนั ไม่ให้เนื้อเหล็กสัมผัสกับบรรยากาศโดยตรง ผิวเคลือบชนิดนี้มีความคงทนทั้งทางกายภาพและเคมี

เหล็กกล้าไร้สนมิ มหี ลายเกรด แต่ละเกรดก็จะมีส่วนผสมท่ีต่างกนั ออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใชง้ าน

แต่ละประเภท

ส่วนวิธีสุดท้ายคือ การใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อให้เหล็กมีศักย์ไฟฟ้าสูง

กว่าบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะทำให้เหล็กไม่เกิดการสูญเสียอิเลกตรอนและ

กลายเป็นสนิม วิธีนี้สามารถป้องกันการเกิดสนิมไดใ้ นทุกสภาพแวดล้อม แต่มี

ค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้าซึ่งไม่สะดวกกับการ

โยกย้ายไปมา จึงเหมาะสมสำหรับโครงสร้างใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งานใน

สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดสนิมอย่างรุนแรง เช่น ท่อที่ฝังอยู่ใต้ดิน ท่อ

สง่ น้ำมนั ใตท้ ะเล เป็นตน้ ภาพแสดง การเกดิ สนิมเหลก็

5. อันพึงประสงค์ (A)
1. นกั เรียนมคี วามใฝ่เรยี นรู้
2. นักเรียนมคี วามมงุ่ ม่นั ในการทำงาน

6. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการคดิ

99

7. ทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขียนได้ สามารถสื่อสารให้คนอ่นื เข้าใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ และทักษะใน

การแก้ปัญหา

8. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

ขนั้ ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาที)

1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เกี่ยวกับเรื่อง ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็ก โดยใช้สื่อ

วดี ิทศั นเ์ รอ่ื ง สนิมเหล็กเกดิ จากอะไร (สืบค้นไดจ้ าก https://www.youtube.com/watch?v=ef8icxK5d5U)

ซง่ึ อธิบายเก่ียวข้องกบั ปฏกิ ริ ิยาเคมีการเกิดสนมิ เหลก็

2) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.6 ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็กเป็นอย่างไร โดยใช้คำถามว่า

นอกจากปฏิกิริยาของกรดกับโลหะและเบสกับโลหะแล้ว ปฏิกิริยาเคมีอีกชนิดหนึ่งที่เราพบเห็นใน

ชีวิตประจำวันคือ ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็กทราบหรือไม่ว่าสนิมเหล็กเกิดขึ้นได้อย่างไร (นักเรียนตอบตาม

ความเขา้ ใจ)

ขน้ั ที่ 2 ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที)

3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา

พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 24 และครูตรวจสอบความ

เข้าใจการอ่าน โดยใช้คำถามดังตอ่ ไปนี้

- กจิ กรรมนเ้ี กย่ี วกับเร่อื งอะไร (การเกดิ สนิมเหลก็ )

- กจิ กรรมนี้มจี ุดประสงค์อะไร (สงั เกตและอธบิ ายปฏิกิริยาการเกดิ สนิมเหล็ก)

- วิธดี ำเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (ขดั ตะปเู หล็กด้วยกระดาษทราย ใส่ตะปูเหล็ก

ลงในหลอดทดลอง หลอดที่ 1 และ 2 หลอดละ 1 ตัว เติมน้ำในหลอดที่ 1 ใส่สำลีให้อยู่เหนือตะปูแล้วเติม

แคลเซียมคลอไรด์เพื่อดูดความชื้นลงบนสำลี ในหลอดที่ 2 แล้วปิดด้วยจุกยาง เติมน้ำลงในหลอดที่ 3 แล้วต้ม

ใหเ้ ดอื ด ใส่ตะปเู หลก็ เตมิ นำ้ มันพืชและปิดด้วยจุกยาง ต้ังหลอดทดลองทง้ั 3 ไว้ สังเกตบันทึกผล

ทกุ วัน เป็นเวลา2-3 วัน)

- ข้อควรระวังในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (ใช้ความระมัดระวังขณะหยิบอุปกรณ์ขณะยัง

ร้อน)

- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (สังเกตและบันทึกข้อมูลการเปลี่ยนแปลง

ของตะปใู นหลอดทดลองทั้ง 3 หลอด ทุกวัน เปน็ เวลา 2-3 วัน)

4) ขณะทนี่ กั เรียนแต่ละกลุ่มทำกจิ กรรม ครูเดนิ สงั เกตการทำกจิ กรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม

และใหค้ ำแนะนำ ถ้านกั เรยี นมีข้อสงสัยในประเดน็ ตา่ ง ๆ ทอี่ าจเป็นปัญหา เช่น การตม้ น้ำในหลอดทดลองที่ 3

100

ไมค่ วรใสน่ ำ้ ปริมาณมากเกินไป เนื่องจากอาจเกิดการกระเซ็นของนำ้ เมื่อต้มให้เดือด หลังน้ำเดือด ใส่ตะปูลงใน
หลอดทดลอง แล้วเติมน้ำมันพืช โดยให้ชั้นของน้ำมันมีความหนาประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร จากนั้นให้ปิด
จุกยางทันที ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทำกิจกรรมของนักเรียนเพื่อใช้เป็นข้อมูล
ประกอบการอภิปรายหลงั จากการทำกจิ กรรม

ขนั้ ที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) (10 นาที)
5) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.6 ปฏิกิริยาการ

เกิดสนิมเหล็กเป็นอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคำถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจาก
กิจกรรมว่า เมื่อตะปูเหล็กทำปฏิกิริยากับน้ำและแก๊สออกซิเจนจะเกิดสนิมเหล็ก ซึ่งมีลักษณะเป็นของแข็งสี
นำ้ ตาลแดง

ขั้นที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที)
6) นักเรยี นเรยี นรเู้ พ่ิมเติมเกี่ยวกับปฏิกริ ิยาการเกิดสนิมเหล็ก โดยอ่านเนอ้ื หาในหนังสือเรียน

หนา้ 25 และตอบคำถามระหวา่ งเรียน โดยใช้ประเดน็ คำถามดังนี้
- ถ้านำตะปูเหล็กวางไว้เป็นระยะเวลานาน นักเรียนคิดว่าจะเกิดสนิมหรือไม่ เพราะเหตุใด

(แนวคำตอบ เกิดสนิม เพราะตะปูเหลก็ จะทำปฏิกิริยากบั แก๊สออกซิเจนและความชนื้ ในอากาศ)
- ถ้านำตะปูเหล็กวางไว้ในบริเวณที่ไม่มแี ก๊สออกซิเจน ตะปูเหล็กจะเกิดสนิมหรือไม่ เพราะเหตุ

ใด
(แนวคำตอบ ไม่เกิดสนิม เพราะขาดแกส๊ ออกซเิ จนซึ่งเปน็ ปจั จยั ทท่ี ำใหเ้ กดิ สนมิ )

- ถา้ เหล็กในโครงสรา้ งอาคารมสี นมิ เกดิ ขน้ึ จะสง่ ผลเสียต่ออาคารอย่างไร
(แนวคำตอบ ถ้าเหล็กในโครงสร้างอาคารมีสนิมเกิดขึ้น จะทำให้เหล็กผุกร่อน และทำให้ความแข็งแรงของ
โครงสรา้ งอาคารลดลง)

ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) (10 นาที)
7) ครูและนักเรียนอภิปรายผลการทำกิจกรรม ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็ก จะได้ข้อสรุปว่า

เมื่อเหล็ก น้ำ และแก๊สออกซิเจนทำปฏิกิริยากัน จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นสนิมเหล็ก ซึ่งเป็นของแข็ง สีน้ำตาลแดง
ปฏิกริ ิยาเคมีนี้เรียกว่า การเกดิ สนมิ เหลก็ (rusting) ผลของการเปล่ียนแปลงนี้ทำให้เหล็กผุกร่อน ปฏิกิริยาการ
เกิดสนิมเหลก็ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการขอ้ ความ ดงั นี้

เหลก็ + แก๊สออกซเิ จน + นำ้ → สนิมเหล็ก
8) ครนู ำอภิปรายโดยใชเ้ กร็ดความร้ปู ระกอบการอภปิ รายเก่ียวกับหลักการป้องกนั สนิมเหล็ก
โดยทั่วไป ซึ่งทำได้โดยป้องกันไม่ให้เหล็กสัมผัสกับน้ำและแก๊สออกซิเจน เช่น ทาสีบนผิวของวัสดุ เคลือบผิว
วสั ดุด้วยนำ้ มนั
9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการคน้ ควา้ ของนักเรียนและใหค้ ะแนนประเมนิ ตามเกณฑ์
การประเมิน (Rubrics Score)

101

9. สือ่ การเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้ จำนวน 12 รำยกำร ดงั แสดงแนบไวใ้ นใบกจิ กรรมท่ี 5.6 ปฏกิ ริ ยิ ำกำร
1 อปุ กรณท์ ำกิจกรรม: เกดิ สนิมเหลก็ เป็นอย่ำงไร
สนิมเหล็กเกดิ จากอะไร
2 คลปิ วีดทิ ัศน์: ใบกิจกรรมท่ี 5.6 ปฏกิ ริ ยิ ำกำรเกดิ สนิมเหลก็ เป็นอยำ่ งไร
3 ใบกิจกรรม: แบบบันทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 5.6 ปฏกิ ริ ยิ ำกำรเกดิ สนิมเหลก็ เป็น
4 แบบบันทกึ กจิ กรรม:
อยำ่ งไร หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3
5 แหล่งเรยี นรู้: เล่ม 2 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ

102

10. วธิ ีการวดั และประเมินผล

9. การวัดและการประเมิน

ตัวช้วี ัด/ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวดั เคร่ืองมือวัด เกณฑท์ ่ีใชใ้ นการประเมนิ

1. อธบิ ายปฏกิ ริ ยิ าการเกิด - ตรวจการตอบ - คำถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.6 - ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน

สนมิ เหล็กได้ (ด้านความรู้: K) คำถามทา้ ย ปฏกิ ริ ยิ ำกำรเกดิ สนมิ ระดบั คุณภาพดี ถือวา่ ผา่ น

กจิ กรรมท่ี 5.6 เหลก็ เป็นอยำ่ งไร จำนวน การประเมนิ ดา้ นความรู้

6 ข้อ

2. การใช้ทกั ษะการตีความหมาย - ตรวจการทำแบบ - แบบบนั ทกึ การคน้ คว้า - ได้ไม่น้อยกว่า 2 คะแนน

ขอ้ มลู และลงข้อสรปุ โดยระบุ บนั ทกึ การคน้ คว้า กิจกรรมท่ี 5.6 ปฏกิ ริ ยิ ำ ระดับคุณภาพดี ถือว่า

การเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมจี าก กจิ กรรมที่ 5.6 กำรเกดิ สนิมเหลก็ เป็น ผา่ นการประเมิน

การเปลี่ยนแปลงของสาร อย่ำงไร ด้านกระบวนการ

(ดา้ นกระบวนการ: P)

3. ตระหนกั ถงึ ความสำคัญ - สงั เกตการใชง้ าน - เกณฑ์การประเมินการใช้ - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน

ของการใชอ้ ปุ กรณ์การทำ อปุ กรณ์ในกิจกรรม งานอุปกรณ์ในกิจกรรม ระดบั คุณภาพดี ถือวา่ ผา่ น

กจิ กรรมได้ (ด้านเจตคต:ิ A) ของนักเรยี น ของนักเรยี น การประเมนิ ด้านเจตคติ

103

11. เกณฑ์การใหค้ ะแนน

ประเด็นการประเมนิ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
การใหค้ ะแนนตอบ คะแนน
ตอบคำถามท้ายกิจกรรมที่ 5.6 ถกู ต้อง จำนวน 5-6 ขอ้
คำถามทา้ ย 3 ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรมที่ 5.6 ถูกต้อง จำนวน 3-4 ข้อ
กจิ กรรมท่ี 5.6 2 ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรมที่ 5.6 ถูกต้อง จำนวน 1-2 ข้อ หรือ ไม่ถูกต้อง
การให้คะแนนการบันทกึ 1 บันทกึ ผลการทำกจิ กรรมลงในตารางบันทกึ ผล โดยระบุผลทไี่ ดจ้ ากการ
แบบบันทกึ การคน้ ควา้ 3 สงั เกตการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมจี ากการเปลย่ี นแปลงของสารได้อย่างถูกต้อง
กจิ กรรมที่ 5.6 ชัดเจน ครบทกุ ประเดน็ สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาในกจิ กรรม
2 บนั ทึกผลการทำกิจกรรมลงในตารางบนั ทึกผล โดยระบผุ ลทไ่ี ด้จากการ
การใหค้ ะแนน สงั เกตการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมจี ากการเปลี่ยนแปลงของสารได้ถูกต้อง
การใช้งานอปุ กรณ์ 1 แต่มขี ้อผิดพลาดบางสว่ น
3 บันทึกผลการทำกิจกรรมลงในตารางบนั ทกึ ผล โดยระบผุ ลทไ่ี ด้จากการ
ในกจิ กรรม สงั เกตการเกิดปฏิกริ ิยาเคมีจากการเปลย่ี นแปลงของสารไม่ถกู ต้อง
2 มขี อ้ ผดิ พลาด ทำให้ไมส่ อดคล้องกบั เน้ือหาในกจิ กรรม
ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถูกวธิ ี หยิบ เคลอ่ื นยา้ ยอุปกรณ์
1 อย่างระมดั ระวงั ไมห่ ยอกล้อหรือแกลง้ เพ่ือนขณะกำลงั ใชง้ านอุปกรณ์
และหลงั การใชง้ านอุปกรณม์ ีการเกบ็ รักษาอย่างถูกวิธี
ใชง้ านอปุ กรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ถกู วิธี หยบิ เคลอ่ื นยา้ ยอุปกรณ์
อย่างระมัดระวงั ไมห่ ยอกล้อหรือแกล้งเพื่อนขณะกำลงั ใช้งานอุปกรณ์
แตห่ ลังการใช้งานอปุ กรณ์ไม่มีการเก็บรักษาอย่างถูกวิธี หรอื ไม่เกบ็
อุปกรณ์เข้าตเู้ กบ็ อุปกรณ์ตามประเภทของอุปกรณ์
ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมได้ แต่ขณะหยบิ เคลื่อนย้ายอปุ กรณ์
หรอื กำลังใช้งานอปุ กรณ์ จะหยอกลอ้ หรือแกลง้ เพื่อน อาจทำให้อปุ กรณ์
เสยี หายได้ และหลงั การใช้งานอุปกรณ์ไม่มกี ารเกบ็ รักษาอยา่ งถูกวิธี

104

แบบบนั ทกึ การประเมินคณุ ภาพการเรยี นรู้ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน (ว23102) หน่วยการเรียนรู้ท่ี 5 ปฏิกิริยาเคมแี ละวัสดุในชีวิตประจำวนั I

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6 เรอ่ื ง ปฏิกริ ิยาการเกดิ สนมิ เหลก็ .

คำชแ้ี จง: ทำเครอ่ื งหมาย ✓ ในชอ่ งคา่ นำ้ คะแนนแตล่ ะด้านตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมินตาม

เกณฑ์ (Rubrics Score)

เลข ชื่อ-นามสกุล/ ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหัสนกั เรียน
ค่านำ้ หนักคะแนน คา่ น้ำหนักคะแนน คา่ นำ้ หนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ

321 32 1 32 1

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

105

สือ่ การเรยี นรู้แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 6: สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลปิ วดี ีทศั น์: สนมิ เหล็กเกดิ จากอะไร

ส่อื วีดิทัศน์เรอื่ ง สนิมเหลก็ เกิดจากอะไร อธิบายเก่ียวขอ้ งกับการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมใี นสนมิ เหล็ก

แหล่งที่มา: เวบ็ ไซต์อา้ งอิง
https://www.youtube.com/watch?v=ef8icxK5d5U
เผยแพรเ่ มือ่ 18 มนี าคม พ.ศ. 2558
(ช่องYouTube: รหู้ รอื ไม่ - DYK)

106

สื่อการเรยี นรู้แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6: ใบกจิ กรรมท่ี 5.

ใบกิจกรรมที่ 5.6 ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหลก็ เป็นอย่างไร

หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เล่ม 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พุทธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 24

กจิ กรรมท่ี 5.6 ปฏิกริ ิยาการเกิดสนิมเหล็กเป็นอยา่ งไร?

จดุ ประสงค์ สงั เกตและอธิบายปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ สนิมเหลก็

วสั ดอุ ปุ กรณ์ วสั ดุทใ่ี ชต้ ่อกลุ่ม

1. ตะปเู หลก็ 3 ตวั

2. น้ำ 25 cm3

3. หลอดทดลองขนำดใหญ่ 3 หลอด

4. คมี คบี หลอดทดลอง 1 อนั

5. ทว่ี ำงหลอดทดลอง 1 อนั

6. จกุ ยำงเบอรส์ บิ 2 จุก

7. ชอ้ นตกั สาร 1 คัน

8. สำลี 1 กอ้ น

9. กระดาษทราย 1 แผ่น

10. ตะเกียงแอลกอฮอล์พร้อมทีก่ ้นั ลม 1 ชดุ

วสั ดทุ ใ่ี ชต้ อ่ หอ้ ง

1. น้ำมนั พชื 1 ขวด

2. แคลเซยี มคลอไรด์ 1 กระปุก

107

วิธีดาเนิ น 1. ขดั ตะปเู หลก็ จำนวน 3 ตวั ดว้ ยกระดำษทรำย สงั เกตและบนั ทกึ ผล
กิจกรรม 2. ใสต่ ะปเู หลก็ ลงในหลอดทดลองหลอดท่ี 1 และ 2 หลอดละ 1 ตวั
3. เตมิ น้ำในหลอดทดลองท่ี 1 ใหม้ รี ะดบั ครง่ึ หน่งึ ของควำมสงู ของตะปู ดงั ภำพ
4. ใสส่ ำลลี งในหลอดทดลองท่ี 2 ใหอ้ ย่เู หนอื ตะปู แลว้ เตมิ แคลเซยี มคลอไรด์
ลงบนสำลี เพอ่ื ดดู ควำมช้นื จำกนนั้ ปิดดว้ ยจกุ ยำง ดงั ภำพ
5. เตมิ น้ำลงในหลอดทดลองท่ี 3 นำไปตม้ ใหเ้ ดอื ด เพอ่ื ไล่แก๊สออกซเิ จนแลว้ ใส่
ตะปู จำกนนั้ เตมิ น้ำมนั พชื แลว้ ปิดดว้ ยจุกยำงทนั ที ดงั ภำพ
6. ตงั้ หลอดทดลองทงั้ 3 ไวเ้ ป็นเวลำ 2-3 วนั สงั เกตและบนั ทกึ ผลทกุ วนั

กิจกรรมท่ี 5.6 108
ปฏิกริ ิยาการเกิดสนิมเหล็กเปน็ อย่างไร?

หลอดทดลองที่ 1 หลอดทดลองท่ี 2 หลอดทดลองที่ 3
ภาพการจดั อุปกรณ์ในกจิ กรรม

ขอ้ เสนอแนะใน • ตะปูทีใ่ ช้ควรมลี กั ษณะเรยี บ ไมใ่ ชต้ ะปูเกลยี ว เพื่อปอ้ งกนั การติดค้างของ
การทากิจกรรม ฟองอากาศในเกลียวตะปเู มือ่ ใส่ตะปลู งในน้ำ
• นำ้ ทน่ี ำมาใช้ควรตม้ ใหเ้ ดอื ดประมาณ 5 นาทีเพอ่ื ไล่แกส๊ ออกซิเจนออกจากน้ำ
ให้ไดม้ ากท่สี ุด รนิ น้ำท่ีผา่ นการตม้ ให้เดือดลงในหลอดทดลองใหร้ ะดบั น้ำสูงกว่า
ความยาวของตะปู จากนนั้ จึงใส่ตะปูลงในหลอดทดลอง ในกรณีทม่ี ีฟองอากาศตดิ อยู่
ทตี่ ะปู ใหเ้ ขย่าหลอดทดลองเบา ๆ เพอื่ ให้ฟองอากาศหลดุ ออกจากตะปูให้หมด
แล้วเติมน้ำมันพืชเพื่อป้องกันแก๊สออกซิเจนทีอ่ ยู่ในอากาศละลายในนำ้ จากน้ัน
ให้ปดิ จกุ ทนั ที
• กรณีทแี่ คลเซียมคลอไรด์จับตวั กนั เป็นกอ้ นใหญห่ รอื เปียกชน้ื ควรให้ความร้อน
แกแ่ คลเซียมคลอไรดเ์ พ่ือระเหยน้ำออกก่อนนำมาใช้ในกิจกรรม

109

คำถามท้ายกจิ กรรม

1. เพราะเหตุใดจึงใสแ่ คลเซยี มคลอไรดล์ งไปในหลอดทดลองท่ี 2
2. เพราะเหตุใดจงึ เติมนำ้ มนั พืชลงไปในหลอดทดลองที่ 3
3. ตะปูเหลก็ ในแต่ละหลอดสมั ผัสกับสารใดบา้ ง
4. ตะปูเหล็กในหลอดทดลองใดบ้างมกี ารเปลีย่ นแปลง และเปลยี่ นแปลงอยา่ งไร
5. ปจั จยั ท่ที ำใหเ้ กดิ สนิมเหลก็ มอี ะไรบ้าง ทราบได้อยา่ งไร
6. จากกจิ กรรม สรุปได้วา่ อยา่ งไร

110

ส่ือการเรียนรู้แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมท่ี 5.6

แบบบนั ทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.6 ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหลก็ เป็นอย่างไร
ชื่อ-นามสกุล..........................................................................................ช้ัน.................เลขท.ี่ ..........กลมุ่ ท.ี่ ...........

 ตารางบนั ทึกผล

หลอดที่ 1 วนั ผลท่ีสงั เกตได้ 3 วนั
2 วัน
1
2
3

 คำถามท้ายกจิ กรรม
1. เพราะเหตใุ ดจงึ ใสแ่ คลเซยี มคลอไรดล์ งไปในหลอดทดลองท่ี 2
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. เพราะเหตใุ ดจงึ เติมน้ำมนั พืชลงไปในหลอดทดลองที่ 3
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ตะปเู หล็กในแต่ละหลอดสมั ผสั กับสารใดบ้าง
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……..……………………………………….………………………………………………………………………………………………………..………

111

4. ตะปเู หลก็ ในหลอดทดลองใดบ้างมีการเปล่ียนแปลง และเปล่ยี นแปลงอยา่ งไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ปจั จยั ท่ีทำให้เกิดสนิมเหล็กมีอะไรบ้าง ทราบไดอ้ ย่างไร
ตอบ ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

……..……………………………………….………………………………………………………………………………………………………..………

6. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร
ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………

112

แนบท้ายแผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 6: การให้คะแนนด้านกระบวนการ (P)
แนวทางบนั ทกึ การคน้ คว้ากิจกรรมท่ี 5.6 ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหลก็ เป็นอยา่ งไร

 ตารางบนั ทกึ ผล

หลอดท่ี 1 วัน ผลท่ีสงั เกตได้ 3 วนั
2 วัน เกิดของแข็งสนี ำ้ ตาลแดง
1 เกดิ ของแข็งสีน้ำตาลแดง ไมเ่ ปล่ียนแปลง
เกดิ ของแข็งสีน้ำตาลแดง ไม่เปลี่ยนแปลง
2 ไม่เปลย่ี นแปลง ไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่เปลี่ยนแปลง
3 ไมเ่ ปล่ียนแปลง

หมายเหตุ ผลการทำกจิ กรรมในหลอดทดลองท่ี 3 ของนักเรยี นบางกลมุ่ อาจคลาดเคลือ่ น เน่อื งจากนักเรยี น
ใชเ้ วลาในการตม้ นำ้ น้อยเกนิ ไป ทำให้ยงั มีแก๊สออกซเิ จนเหลืออยใู่ นน้ำ ตะปูเหล็กจงึ ข้ึนสนมิ
ครูควรถามผลการทำกจิ กรรมของนักเรียนทุกกลมุ่ แล้วรว่ มกันอภปิ รายผลการทำกิจกรรมท่ีถกู ตอ้ ง
และใชผ้ ลนัน้ มาอภิปรายเพอ่ื ลงขอ้ สรุป

113

แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K)

เฉลยใบกิจกรรมที่ 5.6 ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหลก็ เป็นอย่างไร

เฉลยคำถามท้ายกิจกรรม

1. เพราะเหตุใดจึงใส่แคลเซียมคลอไรดล์ งไปในหลอดทดลองท่ี 2
แนวคำตอบ ใส่แคลเซียมคลอไรดเ์ พอ่ื ดดู ความชน้ื หรือน้ำในอากาศ

2. เพราะเหตใุ ดจงึ เติมน้ำมนั พชื ลงไปในหลอดทดลองที่ 3
แนวคำตอบ เติมน้ำมนั พืชเพื่อป้องกันไม่ใหแ้ กส๊ ออกซิเจนกลับเขา้ ไปละลายในน้ำ

3. ตะปเู หล็กในแต่ละหลอดสมั ผสั กับสารใดบา้ ง
แนวคำตอบ หลอดทดลองที่ 1 ตะปูเหลก็ สัมผสั กบั น้ำและอากาศ หลอดทดลองท่ี 2 ตะปเู หล็กสมั ผสั

กับอากาศ และหลอดทดลองท่ี 3 ตะปเู หล็กสมั ผสั กับน้ำ

4. ตะปเู หล็กในหลอดทดลองใดบ้างมีการเปลยี่ นแปลง และเปลยี่ นแปลงอยา่ งไร
แนวคำตอบ หลอดทดลองท่ี 1 เกิดการเปล่ียนแปลง โดยเกดิ ของแข็งสนี ำ้ ตาลแดงขึน้ ท่ีตะปเู หลก็

5. ปัจจัยที่ทำใหเ้ กิดสนิมเหล็กมีอะไรบ้าง ทราบไดอ้ ยา่ งไร
แนวคำตอบ น้ำและแกส๊ ออกซเิ จนในอากาศเป็นปจั จัยที่ทำใหเ้ กดิ สนิมเหล็ก เน่ืองจากตะปูเหลก็ ใน

หลอดทดลองท่ี 1 เกดิ สนิมเหล็กเพียงหลอดเดียว โดยสมั ผสั กบั ทั้งน้ำและแกส๊ ออกซเิ จนในอากาศ

6. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร
แนวคำตอบ เหลก็ จะเกดิ สนิมได้เม่ือสัมผสั กบั นำ้ และแกส๊ ออกซเิ จน

114

บนั ทกึ หลังกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1. สรุปผลการจัดการเรียนรู้
1.1 ดา้ นความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมินคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

2. ปัญหาอปุ สรรค และแนวทางการแกไ้ ข/พฒั นา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรับปรงุ กจิ กรรมการเรียนการสอน เพ่ือเพม่ิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

ลงช่อื ..................................................
(นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มีจนั ทร์)
ตำแหน่ง ครผู ้ชู ่วย

115

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 7

รหสั วิชา ว23102 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์6 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2

หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ละวสั ดใุ นชีวิตประจำวนั เวลา 17 ช่ัวโมง

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 7 เรือ่ ง ปฏิกิรยิ าเคมีมีผลต่อสง่ิ มีชีวิตและสงิ่ ตา่ ง ๆ รอบตวั เวลา 2 ช่ัวโมง

ครผู ้สู อน นางสาวภิญญาพัชญ์ รัศมีจันทร์ โรงเรียนโกสัมพีวิทยา

สอนวันที่.......เดือน.......................... พ.ศ. ...................

1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด

1) ปฏิกริ ยิ าการเผาไหมแ้ ละการเกดิ สนมิ ของเหล็กเปน็ ปฏิกริ ิยาระหว่างสารตา่ ง ๆ กับออกซิเจน
2) การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำฝนกับออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซด์ของ
ซลั เฟอร์ ทำให้น้ำฝนมีสมบัตเิ ป็นกรด
3) การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นปฏิกิรยิ าระหว่างแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์กับน้ำ โดยมีแสงช่วย
ในการเกดิ ปฏิกริ ิยาไดผ้ ลติ ภัณฑเ์ ปน็ น้ำตาลกลูโคสและแกส๊ ออกซเิ จน
4) ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้งประโยชน์และโทษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงต้อง
ระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจนรู้จักวิธีป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบใน
ชวี ิตประจำวนั

2. มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตวั ช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้
ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและ
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย
และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

ตัวช้วี ัด
ว 2.1 ม.3/6 อธิบายปฏิกิริยาการเกิดสนิมของเหล็กปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับ

เบส และปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และอธิบายปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝน
กรด การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง โดยใชส้ ารสนเทศ รวมทงั้ เขยี นสมการขอ้ ความแสดงปฏิกิรยิ าดงั กล่าว

ว 2.1 ม.3/7 ระบุประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิง่ แวดล้อมและยกตัวอย่าง
วิธีการปอ้ งกันและแกป้ ัญหาท่เี กดิ จากปฏิกิรยิ าเคมีท่พี บในชีวิตประจำวนั จากการสืบค้นขอ้ มลู

116

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นกั เรียนอธิบายเกี่ยวกับการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และ
การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงพร้อมทัง้ บอกประโยชนแ์ ละโทษของปฏิกริ ิยา
1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรยี นใช้ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายขอ้ มูล โดยนำข้อมลู ทีไ่ ด้
2) ด้านทกั ษะ (P) จากการสบื ค้นเกยี่ วกับผลของปฏกิ ิรยิ าเคมีต่าง ๆ ท่ีพบในชีวิตประจำวัน
ทีม่ ีต่อสิ่งมีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ มมานำเสนอในตารางบันทึกผล
3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรยี นมีความมงุ่ ม่นั และรบั ผดิ ชอบในการทำงาน

4. สาระการเรยี นรู้ (สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น)
เมื่อเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกาย ร่างกายของเราจะมีกลไกในการต่อต้าน

หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งแบบไม่จำเพาะและแบบจำเพาะ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์จะมีกลไกใน
การต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ กลไกในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบ
จำเพาะเปน็ การทำงานของเซลล์เมด็ เลือดขาวลิมโฟไซต์ ชนดิ บีและชนดิ ที ซึ่งเซลลเ์ มด็ เลอื ดขาวทั้งสองชนิดจะ
มีตัวรับแอนติเจน ทำให้เซลล์ทั้งสองสามารถตอบสนองแบบจำเพาะต่อแอนติเจนนั้น ๆ ได้ เซลล์บีทำหน้าท่ี
สร้างแอนตบิ อด้ี ซ่งึ ชว่ ยในการจบั กับส่งิ แปลกปลอมตา่ ง ๆ เพอ่ื ทำลายตอ่ ไปโดยระบบภมู ิค้มุ กนั เซลลท์ ำหน้าท่ี
หลากหลาย เช่น กระตุ้นการทำงานของเซลล์บีและเซลล์ทีชนิดอื่น ทำลายเซลล์ที่ติดไวรัสและเซลล์ที่ผิดปกติ
อ่นื ๆ ควบคมุ การทำงานของเซลล์บแี ละเซลล์ทีให้อยูใ่ นระดับท่ีเหมาะปฏิกริ ิยาเคมี มผี ลตอ่ ส่ิงมชี ีวิตและสง่ิ ตา่ ง
ๆ ท่อี ย่รู อบตวั ในสง่ิ แวดลอ้ ม ยกตวั อย่างเช่น

การเผาไหม้ (combustion) การเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาเคมีระหว่างแก๊สออกซิเจนกับสารประเภท
เชื้อเพลิง ซึ่งโดยทั่วไปมีคาร์บอนและไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก เรียกว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
เช่น แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สธรรมชาติ การเผาไหม้ต้องใช้ความร้อนในการเริ่มต้นปฏิกิริยา และเมื่อ
เกดิ ปฏกิ ริ ิยาแลว้ จะคายความรอ้ นออกมา เราสามารถนำความร้อนทไ่ี ด้จากปฏิรยิ าการเผาไหม้ไปใช้ประโยชน์
เชน่ ใชข้ บั เคลือ่ นยานพาหนะ ผลติ กระแสไฟฟ้า และประกอบอาหาร

การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในขณะที่มีแก๊สออกซิเจนเพียงพอ จะเกิด
การเผาไหม้อยา่ งสมบูรณ์ ได้ผลติ ภณั ฑเ์ ปน็ น้ำและแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ ซงึ่ เป็นแกส๊ เรอื นกระจก หากแก๊สนี้
มีปริมาณมากเกินไป จะส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ตัวอย่างการเผาไหม้อย่างสมบูณ์ของแก๊สมีเทน เขียน
สมการขอ้ ความแสดงปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ได้ ดังน้ี

แกส๊ มเี ทน + แก๊สออกซิเจน → น้ำ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน + แกส็ ออกซิเจน → นำ้ + แกส็ คาร์บอนไดออกไซด์

117

การเผาไหม้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนในขณะที่มีแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอจะเกิดการเผาไหม้

ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดน้ำ เขม่า และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ เมื่อร่างกายได้รับเขม่าเข้าไปจะทำให้เกิดการ

ระคายเคืองต่อระบบหายใจ ส่วนแก็สคาร์บอนมอนอกไซด์สามารถจับกับเฮโมโกลบินได้ดีกว่าแก็สออกซิเจน

ทำให้รา่ งกายได้รับแก๊สออกซเิ จนลดลง ในกรณีทเ่ี ช้ือเพลิงมีซลั เฟอรห์ รือไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ เช่น ถ่าน

หิน การเผาไหม้จะเกิดผลติ ภณั ฑอ์ น่ื ๆ เช่น ออกไซด์ของไนโตรเจน ออกไซดข์ องซัลเฟอร์

การเกดิ ฝนกรด (acid rain formation) นำ้ ฝนทตี่ กลงมาจะทำปฏกิ ริ ิยากบั แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์

ในชั้นบรรยกาศได้สารละลายที่มีสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แต่ในปัจจุบันมีการ

ปล่อยแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ (nitrogen monoxide หรือ NO) แก็สไนโตรเจนไดออกไซด์ (nitrogen

dioxide หรอื NO2) ซึ่งเป็นแก๊สที่เปน็ ออกไชด์ของไนโตรเจน และมีการปล่อยแก๊สซลั เฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur

dioxide หรือ SO2) ซึ่งเป็นแก๊สที่เป็นออกไซด์ของซัลเฟอร์สู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมาก แก๊สดังกล่าวส่วน

ใหญไ่ ดม้ าจากการเผาไหมเ้ ช้อื พลงิ ของยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และกิจกรรมอนื่ ๆ โดยแก๊สไนโตรเจน

มอนอกไซด์และแกส๊ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะทำปฏิกริ ยิ ากับแก๊สออกซิเจนในอากาศได้แก็สไนโตรเจนไดออกไซด์

และแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur trioxide หรือ SO2) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับน้ำฝนได้สารละลายกรดไนตริก

และสารละลายกรดชัลฟิวริกตามลำดับ สารละลายกรดเหล่านี้ทำให้น้ำฝนมีค่าพีเอชต่ำกว่า 5.6 เรียกว่า ฝน

กรด (acid ran) ซึ่งมีความเป็นกรดมากกว่าน้ำฝนทั่วไป ปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้เกิดสารที่มี

สมบัตเิ ป็นกรด เขียนแทนได้ดว้ ยสมการข้อความ ดังนี้

แกส๊ ไนโตรเจนไดออกไซด์ + น้ำ → กรดไนตริก + แกส็ ไนโตรเจนมอนอกไซด์
แก๊สซัลเฟอรไ์ ตรออกไซด์ + น้ำ → กรดซัลฟิวรกิ

ฝนกรดส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุ
ต่างๆ ดันตามผิวหนัง แสบตา ดังนั้นถ้าต้องการใช้น้ำฝน เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควรรอให้ฝนตกไปแล้ว
หลายๆ ครั้ง เพื่อให้ฝนมีความเป็นกรดลดลงจนไม่เป็นอันตราย ฝนกรดไม่เพียงส่งผลต่อมนุษย์เท่านั้น แต่ยัง
เป็นอันตรายต่อพืชอีกด้วย ถ้าฝนตกอยู่บ่อยครั้งเป็นระยะเวลานาน ๆ มีผลทำให้พืชแห้งและตายในท่ีสุด
นอกจากนี้ฝนกรด ยังทำใหค้ วามเป็นกรดของแหลง่ นำ้ เพิ่มขึ้น ส่งผลตอ่ การดำรงชีวิตของส่ิงมีชีวติ ในแหล่งน้ำ
อกี ดว้ ย

จากเรื่องปฏิกิริยของกรดกับโลหะ เราทราบมาแล้วว่ากรดทำให้โลหะผุกร่อน ส่งผลเสียหายต่อ
สิ่งก่อสร้างและสิ่งของที่ทำจากโลหะ นอกจากฝนกรดจะทำปฏิกิริยกับโลหะแล้ว ฝนกรดยังทำปฏิกิริยากับ
แคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งพบในหินปูน หินอ่อน และปูนชีเมนต์อีกด้วย ดังนั้นอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ทำจาก
วสั ดเุ หล่านี้ จะสึกกร่อนและผพุ งั ไดง้ ่าย เม่อื สมั ผสั กบั ฝนกรด

แนวทางการป้องกันความเสียหายของฝนกรดที่มีต่อสิมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยการลด
ปริมาณแก๊สออกไซด์ของซัลเฟอร์และออกไซด์ของไนโตรเจนที่จะเข้าสู่บรรยากาศสามารถทำได้หลายวิธี เช่น

118

ลดการ เผาไหม้ของเชื้อเพลิง โดยการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ติดตั้งระบบ

กำจัดแก๊สที่เป็นสาเหตุของการเกิดฝนกรดในโรงงานอุตสาหกรรมก่อนปล่อยออกสู่ชั้นบรรยกาศ การเลือกใช้

พลังงานทดแทนแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิง การเผาไหม้เชื้อเพลิง นอกจากจะทำให้เกิดแก๊สซึ่งเป็น

สาเหตุของการเกิด ฝนกรดแล้ว ยังทำให้เกิดแก็สคารบ์ อนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สเรือนกระจกอีก

ดว้ ย

การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง (photosynthesis) การสงั เคราะห์ด้วยแสงเปน็ กระบวนการสร้างอาหาร

ของพืช ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ โดยอาศัยพลังงานจากแสงที่ดูดชับได้ด้วย

คลอโรฟลิ ล์ ไดผ้ ลติ ภณั ฑเ์ ป็นน้ำตาลและแก็สออกซเิ จน เขียนสมการขอ้ ความแสดงการเกิดปฏกิ ริ ยิ าได้ ดังนี้

พลังงานแสง
น้ำ + แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ → น้ำตาล + แก็สออกซเิ จน

คลอโรฟลิ ล์

การสงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช นอกจากจะได้ผลติ ภณั ฑเ์ ป็นน้ำตาลและแกส๊ ออกซเิ จนซ่ึงจำเปน็ ตอ่
การเจริญเติบโตและการดำรงชวี ิตของพชื และสิ่งมชี ีวิตอื่น การสังเคราะหด์ ว้ ยแสงยงั ช่วยลดปรมิ าณแกส๊
คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตหุ น่งึ ของภาวะโลกร้อนอีกดว้ ย

เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีจะมีสารใหม่เกิดขึ้น เน่ืองจากมีการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมสารตั้งตันที่ทำ
ปฏิกิริยากัน ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นได้ทุกท่ี แม้กระทั่งในร่างกายมนุษย์ เช่น ในระบบย่อยอาหารมีปฏิกิริยาเคมี
ระหว่างเอนไชมก์ ับอาหาร การเผาลาญสารอาหารทไี่ ดจ้ ากการย่อยอาหารแลว้ ทำใหเ้ กิดพลังงานก็เป็นปฏิกิริยา
เคมีเช่นกัน ปฏิกิริยาเคมีหลายชนิด สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน แต่บางปฏิกิริยาเคมีก็
ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมี ตลอดจน
รู้จกั วิธีควบคมุ ป้องกัน และแก้ปญั หาที่เกดิ จากปฏิกริ ิยาเคมีท่ีพบในชีวติ ประจำวันซ่ึงมีหลายแนวทาง เช่น ลด
การใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ นำพลังงานทดแทนมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อลดการเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
และแก๊สเรือนกระจกอื่น ๆ การแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวัน นอกจากจะใช้ความรู้ด้าน
วิทยาศาสตร์แล้วอาจต้องอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เพือ่ แก้ปญั หาอยา่ งเปน็ ระบบและเหมาะสมกบั สถานการณ์
สม

5. อันพึงประสงค์ (A)
1. นักเรียนมีความใฝ่เรยี นรู้
2. นกั เรยี นมคี วามมงุ่ มนั่ ในการทำงาน

6. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการคิด

119

7. ทักษะในศตวรรษท่ี 21 (3R ,8C)
1. (W)Riting : เขยี นได้ สามารถส่ือสารให้คนอื่นเข้าใจ
2. Critical Thinking and Problem Solving : ทักษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และทกั ษะใน

การแก้ปัญหา

8. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันที่ 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาที)

1) ครกู ระตุน้ ความสนใจของนักเรียน เกย่ี วกับเรื่อง ปฏิกิรยิ าเคมีมีผลตอ่ สิง่ มีชีวติ และส่ิงต่างๆ
รอบตัว โดยใชส้ ื่อวดี ิทัศน์ดงั น้ี

- ส่ือวีดิทัศน์เรื่อง การเผาไหม้ (สืบค้นได้จาก ipst.me/10607) ซึ่งอธิบายเกี่ยวข้องกับ
ปฏิกริ ิยาเคมีระหว่างแกส๊ ออกซิเจนกับสารประเภทเช้อื เพลิง

- สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การเกิดฝนกรด (สืบค้นได้จาก ipst.me/10649) ซึ่งอธิบายเกี่ยวข้องกับ
การเกิดฝนกรดในธรรมชาตแิ ละผลกระทบของฝนกรดต่อสิ่งมชี ีวิตและสิ่งแวดล้อม

- สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง (สืบค้นได้จาก ipst.me/10650) ซึ่งอธิบาย
เกี่ยวข้องกบั การสรา้ งอาหารของพชื โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง

2) ครเู ช่ือมโยงเขา้ ส่กู จิ กรรมที่ 5.7 ปฏิกิรยิ าเคมมี ผี ลตอ่ สงิ่ มีชวี ิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตวั อยา่ งไร
โดยใช้คำถามวา่ นอกจากปฏิกิริยาเคมีทีเ่ ราเรยี นรมู้ าแล้ว ยังมปี ฏกิ ิรยิ าเคมอี ื่นๆ อีกหรือไม่ และปฏิกิริยาเคมีมี
ผลต่อส่ิงมชี ีวติ และส่ิงตา่ งๆรอบตวั อยา่ งไร (นักเรียนตอบตามความเข้าใจ)

ขน้ั ท่ี 2 ข้นั สำรวจและค้นหา (Exploration) (40 นาที)
3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดำเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา

พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 26 และครูตรวจสอบความ
เข้าใจการอา่ น โดยใช้คำถามดังต่อไปนี้

- กิจกรรมนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร (การเกิดปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ และผลของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อ
ส่ิงมีชีวิตและส่ิงต่าง ๆ รอบตัว)

- กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สืบค้นและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝน
กรด และการสังเคราะห์ด้วยแสง บอกประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเหล่านี้ จากนั้นอภิปรายและเสนอแนว
ทางการปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กิดจากปฏิกริ ิยาเคมที มี่ ผี ลต่อสงิ่ มชี ีวติ และสง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตัว)

- วิธีดำเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (สืบค้นข้อมูลการเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้
การเกิดฝนกรด และการสังเคราะห์ด้วยแสง ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเหล่านั้น จากนั้นเสนอแนว
ทางการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาที่เกิดจากปฏกิ ิรยิ าเคมที ี่มีผลต่อสิ่งมีชวี ิตและส่งิ ตา่ ง ๆ รอบตัว)

120

- ข้อควรระวงั ในการทำกิจกรรมมีอะไรบ้าง (การเลือกใช้ขอ้ มลู จากแหลง่ ข้อมลู ทเ่ี ช่ือถือได้)
- นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลการเกิดปฏิกิริยาการเผา
ไหม้ การเกิดฝนกรดและการสังเคราะห์ด้วยแสง ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเหล่านั้น และแนวทางการ
ป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาท่ีเกดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมีทม่ี ีผลต่อสงิ่ มีชวี ิตและสิง่ ตา่ ง ๆ รอบตัว)
4) ขณะทน่ี ักเรยี นแต่ละกลุ่มทำกจิ กรรม ครเู ดินสังเกตการทำกจิ กรรมของนักเรยี นแต่ละกลุ่ม
และให้คำแนะนำ ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น การเปรียบเทียบและเลือกใช้
ขอ้ มลู จากแหลง่ ข้อมลู ท่เี ชื่อถือได้ การอา้ งอิงแหล่งที่มาของข้อมูล ซ่งึ ครคู วรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบ
จากการทำกิจกรรมของนกั เรยี นเพื่อใชเ้ ป็นข้อมลู ประกอบการอภปิ รายหลังจากการทำกจิ กรรม
ขนั้ ท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (20 นาที)
5) นักเรียนบันทึกการทำกิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.7 ปฏิกิริยาเคมีมี
ผลตอ่ สิ่งมชี ีวิตและส่งิ ต่าง ๆ รอบตัวอย่างไร โดยสรุปผลของกจิ กรรมและตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม
เพอื่ ใหไ้ ดข้ ้อสรปุ จากกิจกรรมว่า
- การเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาระหว่างเชื้อเพลงิ กับแก๊สออกซิเจน การเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ของ
เชื้อเพลิงประเภทไฮโดรคาร์บอนจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ปฏิกิริยาการเผาไหม้
ไม่สมบูรณ์จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ เขม่า และน้ำ การเผาไหม้จะได้ความร้อนซึ่งสามารถ
นำไปใช้ประโยชน์ เช่น การประกอบอาหาร การผลิตกระแสไฟฟ้า แต่จะได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊ส
คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม การเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ จะเกิด
ผลิตภัณฑ์แตกต่างกันตามองค์ประกอบของเชื้อเพลิงนั้น ๆ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีไนโตรเจนหรื อ
ซัลเฟอรเ์ ปน็ องคป์ ระกอบ จะได้ผลิตภัณฑเ์ ปน็ ออกไซด์ของไนโตรเจน ออกไซดข์ องซัลเฟอร์
- การเกิดฝนกรดเป็นปฏกิ ริ ิยาระหว่างออกไซดข์ องไนโตรเจนหรือออกไซด์ของซลั เฟอร์กับน้ำ
ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติเป็นกรด ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และทำให้โลหะผุกร่อน สร้างความเสี ยหาย
ตอ่ ส่งิ ก่อสรา้ งตา่ ง ๆ
- การสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นปฏิกิริยาระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยอาศัย
พลังงานจากแสงและคลอโรฟิลล์ของพืช ได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตาลซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช และ
แกส๊ ออกซิเจนซ่งึ จำเป็นต่อการหายใจของสง่ิ มีชวี ติ
ข้นั ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) (30 นาที)
6) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาเคมีกับสิ่งแวดล้อม โดยอ่านเนื้อหาในหนังสือ
เรยี นหนา้ 27-30 และตอบคำถามระหวา่ งเรยี น จากนนั้ ร่วมกันอภปิ รายเกี่ยวกบั ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ การเกิด
ฝนกรด และการสงั เคราะห์ด้วยแสง โดยใชป้ ระเดน็ คำถามดังนี้
- นักเรยี นมวี ธิ สี ังเกตได้อย่างไรวา่ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเกดิ การเผาไหมอ้ ย่างสมบรู ณ์
(แนวคำตอบ สงั เกตจากเขมา่ ถ้าพบวา่ การเผาไหม้ไม่มีเขม่าเกิดข้นึ แสดงว่าเป็นการเผาไหมอ้ ยา่ งสมบรู ณ์)

121

- นักเรียนคิดวา่ ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงเก่ียวข้องกัน

อย่างไร (แนวคำตอบ ปฏิกิริยาการเผาไหม้ของเช้ือเพลิงบางชนิด นอกจากจะทำให้เกิดออกไซด์ของไนโตรเจน

หรือออกไซด์ของซัลเฟอร์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดฝนกรดแล้ว ยังทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่ง

สง่ ผล

ให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ โดยอาศัย

ปฏิกิริยาการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพชื

7) ครูเพิ่มเติมและนักเรียนร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ในบทที่ 1 ปฏิกิริยาเคมี โดยครูนำเสนอ

ผังมโนทัศน์สิง่ ที่ไดเ้ รยี นรจู้ ากบทเรยี นปฏิกิรยิ าเคมี (แนบทา้ ยแผนการจดั การเรยี นรู้) และอภิปรายร่วมกัน

ขนั้ ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) (10 นาที)

8) ครตู รวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรยี นและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์

การประเมนิ (Rubrics Score)

9. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้

1 อุปกรณท์ ำกิจกรรม: อปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการสืบคน้ เช่น โทรศพั ท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์

2 คลปิ วดี ิทศั น์: - เรื่อง การเผาไหม้

- เร่อื ง การเกิดฝนกรด

- เร่อื ง การสงั เคราะหด์ ้วยแสง

3 แผนผงั มโนทศั น์: ส่ิงที่ไดเ้ รยี นรจู้ ากบทเรยี นปฏิกิรยิ าเคมี

4 ใบกิจกรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 5.7 ปฏกิ ริ ยิ ำเคมมี ผี ลต่อสงิ่ มชี วี ติ และสงิ่ ต่ำง ๆ รอบตวั

อย่ำงไร

5 แบบบันทึกกจิ กรรม: แบบบันทกึ การค้นควา้ กิจกรรมท่ี 5.7 ปฏกิ ริ ยิ ำเคมมี ผี ลต่อสง่ิ มชี วี ติ และ

สงิ่ ต่ำง ๆ รอบตวั อย่ำงไร

6 แหล่งเรียนร:ู้ - หนงั สือเรยี นรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่3

เล่ม 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

(ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ

- กรมควบคมุ มลพษิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม.

สารกรดในบรรยากาศ : มลพิษไรพ้ รมแดน. สืบค้นเมื่อ 30 กรกฎาคม 2562,จาก

http://www.pcd.go.th/info_serv/air_aciddeposition.html

- โครงการสารานุกรมไทยสำหรบั เยาวชน โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเดจ็

พระเจ้าอยู่หัว. การเผาไหม้เช้ือเพลิงทำให้เกิดมลพิษ. สืบคน้ เมอื่ 30 กรกฎาคม

2562, จาก http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=15&

chap=9&page=t15-9-infodetail02.html

122

10. วิธกี ารวัดและประเมินผล

ตวั ชี้วดั /ผลการเรยี นรู้ วิธีการวดั เครอื่ งมือวัด เกณฑท์ ใ่ี ชใ้ นการประเมนิ

1. อธิบายเก่ียวกบั การ - ตรวจการตอบ - คำถามท้ายกิจกรรมที่ 5.7 - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน

เกดิ ปฏกิ ิริยาการเผาไหม้ คำถามท้ายกจิ กรรม ปฏกิ ริ ยิ ำเคมมี ผี ลต่อ ระดบั คุณภาพดี ถือว่าผา่ น

การเกดิ ฝนกรด และการ ท่ี 5.7 สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ต่ำง ๆ การประเมนิ ดา้ นความรู้

สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงพร้อมทง้ั รอบตวั อย่ำงไร

บอกประโยชนแ์ ละโทษของ จำนวน 4 ขอ้

ปฏกิ ิริยา (ดา้ นความรู้: K)

2. การใช้ทักษะการจัดกระทำ - ตรวจการทำแบบ - แบบบนั ทึกการคน้ คว้า - ไดไ้ ม่น้อยกว่า 2 คะแนน
กจิ กรรมที่ 5.7 ปฏกิ ิรยิ าเคมี ระดบั คุณภาพดี ถือวา่ ผา่ น
และสอื่ ความหมายข้อมลู โดยนำ บันทกึ การค้นควา้ มผี ลต่อสิ่งมชี วี ติ และ การประเมนิ
ส่งิ ตา่ ง ๆ รอบตัวอยา่ งไร ด้านกระบวนการ
ข้อมลู ท่ีได้ จากการสืบคน้ กิจกรรมที่ 5.7

เกีย่ วกับผลของปฏิกิรยิ าเคมีต่าง

ๆ ทพ่ี บในชีวิตประจำวนั

ที่มีต่อส่งิ มีชีวิตและสง่ิ แวดล้อม

มานำเสนอในตารางบนั ทึกผล

(ด้านกระบวนการ: P)

3. ความมุง่ มั่นในการทำงาน - สงั เกตพฤติกรรม - เกณฑก์ ารประเมินความ - ได้ไม่น้อยกวา่ 2 คะแนน
ม่งุ มัน่ และความ ระดับคุณภาพดี ถือว่าผ่าน
และความรับผิดชอบ ของนักเรยี นระหว่าง รับผิดชอบในการทำ การประเมนิ
กิจกรรมการเรยี นรู้ ดา้ นเจตคติ
(ด้านเจตคต:ิ A) และหลังการจัด

กจิ กรรมการเรยี นรู้

123

11. เกณฑก์ ารให้คะแนน

ประเดน็ การประเมิน ค่าน้ำหนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
การใหค้ ะแนนตอบ คะแนน
ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.7 ถกู ต้อง จำนวน 3-4 ข้อ
คำถามท้าย 3 ตอบคำถามท้ายกจิ กรรมท่ี 5.7 ถกู ต้อง จำนวน 2 ขอ้
กจิ กรรมท่ี 5.7 2 ตอบคำถามท้ายกิจกรรมที่ 5.7 ถูกต้อง จำนวน 1 ขอ้ หรือ ไมถ่ ูกตอ้ ง
การให้คะแนนการบันทึก 1 นำขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการสบื ค้นเก่ียวกบั ผลของปฏกิ ิรยิ าเคมตี ่าง ๆ ท่ีพบใน
แบบบนั ทึกการค้นควา้ 3 ชวี ติ ประจำวนั ทม่ี ตี อ่ สงิ่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดล้อม แล้วนำมาเสนอในตาราง
กจิ กรรมท่ี 5.7 บันทกึ ผลไดช้ ัดเจน ถูกตอ้ ง ครบทกุ ประเดน็ ในการบนั ทึกผล
2 นำขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากการสบื ค้นเก่ียวกบั ผลของปฏกิ ิรยิ าเคมตี ่าง ๆ ที่พบใน
การให้คะแนนพฤติกรรม ชวี ติ ประจำวันที่มีตอ่ สิ่งมีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม แล้วนำมาเสนอในตาราง
ความมงุ่ มั่นและความ 1 บันทึกผลได้ ถูกต้อง แตย่ งั ไม่ครบทุกประเด็นในการบนั ทึกผล
รับผิดชอบในการทำ 3 นำข้อมลู ที่ได้จากการสืบค้นเก่ียวกับผลของปฏกิ ิริยาเคมีต่าง ๆ ท่ีพบใน
กิจกรรมการเรยี นรู้ ชวี ิตประจำวนั ทม่ี ีตอ่ สง่ิ มีชีวติ และสิง่ แวดลอ้ ม แลว้ นำมาเสนอในตาราง
2 บันทกึ ผลได้ไมถ่ ูกต้อง มขี ้อผิดพลาด ในประเด็นการบันทึกผล
1) นกั เรียนมีความสนใจและมุ่งมน่ั ในการทำกิจกรรม ใหค้ วามร่วมมอื
1 และปฏิบตั ติ ามขั้นตอนการเรียนรเู้ ป็นอย่างดี
2) นกั เรียนมีความรับผดิ ชอบทำงานที่ได้รบั มอบหมายได้ตรงเวลาที่
กำหนดเป็นอย่างดี
1) นกั เรียนสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทำกจิ กรรมเป็นบางครง้ั และมีการคุย
กันเล่นขณะการเรยี นรู้ แต่ไม่กระทบผู้อน่ื
2) นกั เรียนมีความรับผดิ ชอบทำงานท่ีไดร้ บั มอบหมายตรงตามเวลาท่ี
กำหนด แตเ่ กิดปัญหาระหว่างการทำงาน
1) นักเรียนขาดความมุ่งมัน่ และไมส่ นใจในการเรยี น มีพฤติกรรมชอบคยุ
ชอบเล่นหรือนอนหลบั ขณะการเรียนการสอน
2) นกั เรยี นขาดความรับผิดชอบในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไมต่ รงตาม
กำหนดเวลาทีต่ กลงไว้

124

9.2 ระดบั คณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวมเฉลี่ย 3.00 หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 2.99 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลย่ี 0.01 - 1.99

ดังนน้ั นักเรยี นตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ยี ทุกประเดน็ การประเมิน ไม่ต่ำกวา่ 2.00 แสดงระดับ
คุณภาพ ดี ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจัดการเรยี นที่ 7

125

แบบบนั ทึกการประเมนิ คุณภาพการเรยี นรู้ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3

รายวชิ าวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏิกริ ิยาเคมีและวัสดใุ นชวี ติ ประจำวนั I

แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 7 เรื่อง ปฏกิ ริ ยิ ำเคมมี ผี ลตอ่ สงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ ต่ำง ๆ รอบตวั .

คำชแ้ี จง: ทำเคร่อื งหมาย ✓ ในชอ่ งคา่ น้ำคะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยประเมนิ ตาม

เกณฑ์ (Rubrics Score)

เลข ช่อื -นามสกุล/ ด้านความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหัสนกั เรียน
ค่าน้ำหนักคะแนน ค่านำ้ หนักคะแนน ค่านำ้ หนักคะแนน ระดับ ุคณภาพ

321 32 1 32 1

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

126

เกณฑ์การพจิ ารณาคณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวมเฉลี่ย 3.00 หมายถึง ดี
คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 2.99 หมายถงึ พอใช้
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99

ต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ำ่ กว่า 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ขึ้นไปเทา่ น้นั
ถึงจะผา่ นการเรียนรตู้ ามตวั ชว้ี ัด

ผลการประเมินการเรยี นรขู้ องนักเรยี น
ผู้เรียนที่ ผ่าน ตวั ชี้วัด
มีจำนวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ………………………………………………..
ผ้เู รยี นท่ี ไมผ่ า่ น ตวั ช้วี ดั
มจี ำนวน…………………………คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ………………………………………………..
1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................

127

บันทึกหลังกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

1. สรุปผลการจดั การเรยี นรู้
1.1 ดา้ นความรู้ (K)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.2 ด้านทักษะกระบวนการ (P)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.3 ดา้ นเจตคติ (A)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
1.4 ผลการประเมนิ สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
................................................................................................................................... ...............
..................................................................................................................................................
1.5 ผลการประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

2. ปญั หาอุปสรรค และแนวทางการแกไ้ ข/พฒั นา
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
3. แนวทางปรบั ปรุงกจิ กรรมการเรียนการสอน เพอ่ื เพ่ิมผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

ลงชอ่ื ..................................................
(นางสาวภิญญาพัชญ์ รศั มีจันทร์)
ตำแหนง่ ครผู ู้ช่วย

128

สื่อการเรยี นรู้แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7:สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลปิ วีดีทัศน์: การเผาไหม้

สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การเผาไหม้ อธิบายเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีระหว่างแก๊สออกซิเจนกับสารประเภท
เชื้อเพลิง

แหลง่ ท่ีมา: เว็บไซต์อ้างองิ ipst.me/10607
เผยแพร่เมอ่ื 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562
(เจา้ ของผลงาน สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))

129

สื่อการเรียนรู้แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 7: สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลิปวีดีทศั น์: การเกิดฝนกรด

สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การเกิดฝนกรด อธิบายเกี่ยวข้องกับการเกิดฝนกรดในธรรมชาติและผลกระทบของ
ฝนกรดตอ่ สงิ่ มีชวี ิตและสง่ิ แวดล้อม

แหลง่ ที่มา: เว็บไซต์อา้ งอิง ipst.me/10649
เผยแพร่เมอ่ื 2 กันยายน พ.ศ. 2562
(เจ้าของผลงาน สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))

130

สือ่ การเรยี นรู้แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 7: สอ่ื วดี ทิ ศั น์
คลปิ วีดีทัศน์: การสังเคราะห์ด้วยแสง

สื่อวีดทิ ศั น์เร่อื ง การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง อธบิ ายเกย่ี วข้องกับการสรา้ งอาหารของพืชโดยการสงั เคราะห์
ด้วยแสง

แหลง่ ที่มา: เว็บไซต์อา้ งอิง ipst.me/10650
เผยแพร่เมื่อ 2 กนั ยายน พ.ศ. 2562
(เจา้ ของผลงาน สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))

สอ่ื การเรยี นรู้แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 7: ใบกจิ กรรมท่ี 5.7

131

ใบกิจกรรมที่ 5.7 ปฏิกิริยาเคมมี ีผลต่อสิ่งมชี ีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตวั อย่างไร

หนงั สอื เรยี นรำยวชิ ำพน้ื ฐำนวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 3 เลม่ 2 ตำมหลกั สตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน พุทธศกั รำช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท.
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร หน้ำ 26

กจิ กรรมท่ี ปฏิกิริยาเคมีมีผลต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงตา่ ง ๆ รอบตัวอยา่ งไร?

5.7

จดุ ประสงค์ 1. สืบคน้ และอธบิ ายเกย่ี วกบั การเกิดปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และ
การสงั เคราะหด์ ้วยแสงพร้อมท้ังบอกประโยชน์และโทษของปฏิกริ ิยาเหล่าน้ี
2. อภปิ รายและเสนอแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกดิ จากปฏิกริ ิยาเคมี
ทม่ี ผี ลต่อสิง่ มชี วี ติ และสิง่ ต่าง ๆ รอบตวั

วสั ดอุ ปุ กรณ์ อปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการสบื ค้น เชน่ โทรศัพท์เคล่ือนท่ี คอมพิวเตอร์

วิธีดาเนิ น 1. สบื คน้ ขอ้ มลู กำรเกดิ ปฏกิ ริ ยิ ำกำรเผำไหม้ กำรเกดิ ฝนกรด และกำรสงั เครำะห์
กิจกรรม
ดว้ ยแสง พรอ้ มบอกประโยชน์และโทษของปฏกิ ริ ยิ ำเหล่ำน้ี จำกนนั้ ร่วมกนั อภปิ รำย
บนั ทกึ ผล

2. รว่ มกนั อภปิ รำยแนวทำกำรป้อกนั และแกไ้ ขปัญหำทเ่ี กดิ จำกปฏกิ ริ ยิ ำเคมที ม่ี ผี ลต่อ
สง่ิ มชี วี ติ และสง่ิ ตำ่ ง ๆ รอบตวั และนำเสนอ

ข้อเสนอแน • ครูอาจมอบหมายใหน้ ักเรยี นสืบค้นข้อมูลลว่ งหน้า โดยแนะนำแหลง่ ข้อมลู สำหรบั การ
ะในการทา สบื ค้นท่นี า่ เชื่อถือให้นักเรียน
กิจกรรม

สื่อการ • กรมควบคมุ มลพิษ กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม. สารกรดในบรรยากาศ
เรยี นร/ู้ มลพษิ ไร้พรมแดน. สบื ค้นเม่ือ 30 กรกฎาคม 2562, จาก

http://www.pcd.go.th/info_serv/air_aciddeposition.html
แหลง่ เรยี นรู้ • โครงการสารานกุ รมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเดจ็ พระ

เจ้าอยหู่ วั .การเผาไหม้เชื้อเพลิงทำให้เกิดมลพิษ. สืบคน้ เมื่อ 30 กรกฎาคม 2562, จาก
http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=15&chap=9&page=t1
5-
9-infodetail02.html

132

คำถามท้ายกิจกรรม
1. ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นไดอ้ ย่างไร มีสารใดเป็นสารตง้ั
ต้น สารใดเปน็ ผลติ ภัณฑ์ และเขยี นเป็นสมการข้อความไดอ้ ยา่ งไร
2. ปฏิกริ ยิ าการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง มีประโยชนแ์ ละโทษอย่างไร
3. แนวทางการป้องกนั และแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กิดจากปฏิกิรยิ าเคมีท่ีมีผลต่อส่ิงมีชีวิตและสง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตัว
เปน็ อย่างไร
4. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร

133

สอ่ื การเรยี นรู้แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7: แบบบนั ทกึ กำรคน้ ควำ้ กจิ กรรมท่ี 5.7
แบบบนั ทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 5.7 ปฏิกิริยาเคมีมีผลต่อส่ิงมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตวั
อย่างไร

การสังเคราะห์ การเกิดฝนกรด ปฏกิ ริ ยิ าเคมี การเกิดปฏกิ ิรยิ า
ดว้ ยแสง
ปฏกิ ิรยิ า
การเผาไหม้

ประโยชน์

โทษ แนวทางการป้องกนั

134 ปฏิกิริยาเคมี การเกดิ ปฏกิ ิรยิ า ประโยชน์ โทษ แนวทางการปอ้ งกัน
แนบ ้ทายแผนการ ัจดการเรียน ู้ร ่ีท 7: การให้คะแนน ้ดานกระบวนการ (P)
ปฏิกิรยิ า เกิดจากการทำปฏิกริ ิยาระหวา่ งแก๊ส ความร้อนท่ไี ด้จากปฏิกริ ิยา ทำใหเ้ กิดแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดท์ เี่ ปน็ สาเหตุ ลดการใช้เช้อื เพลงิ เลกิ การเผา
แนวทาง ับน ึทกการค้นค ้วา ิกจกรรม ่ีท 5.7 ป ิฏ ิก ิรยาเค ีม ีมผล ่ตอ ่ิสง ีม ีช ิวตและ ่ิสง ่ตาง ๆ รอบตัว การเผาไหม้ ออกซเิ จนกบั สารประเภทเช้อื เพลงิ โดย หนง่ึ ของภาวะเรือนกระจก และอาจเกิดเขมา่ ป่าและการเผาขยะ
อย่างไร ตอ้ งใช้ความร้อนในการเร่ิมตน้ ปฏกิ ริ ิยา การเผาไหมส้ ามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน และแก๊สคารบ์ อนมอนอกไซด์ ซ่ึงเมือ่ หายใจเข้า
การเกดิ ฝนกรด และไดผ้ ลติ ภัณฑ์ชนิด ดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ไปจะเกดิ อันตรายต่อส่ิงมชี ีวติ ลดการใชเ้ ชอื้ เพลงิ โดยใช้ระบบขนส่ง
สาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนบคุ คล
ตา่ ง ๆ พร้อมท้ังความรอ้ นและแสง ใช้ผลิตพลังงานไฟฟา้ เปลย่ี นเป็นพลงั งาน เกิดอาการระคายเคืองต่อ เลือกใชพ้ ลงั งานทดแทนแทนการใช้พลงั งาน
โดยชนิดของผลิตภณั ฑ์ท่ีได้ขึ้นอยูก่ บั ในการขบั เคลื่อนรถยนตห์ รอื ใช้ในการ เยอ่ื บตุ ่าง ๆ คันตามผิวหนัง แสบตา ทำให้พืช จากเช้ือเพลิง
ประกอบอาหาร แห้งและตาย ทำให้โครงสรา้ งของอาคารทที่ ำ
ด้วยโลหะและปูนผกุ รอ่ น ความเปน็ กรดของ
เอกงิดคจป์ ารกะปกฏอกิบิรขยิ อางรเะชห้อื เวพา่ ลงนงิ ้ำฝนกับ แหล่งน้ำและดนิ เพิ่มข้ึน
ออกไซดข์ องไนโตรเจน หรือ

ออกไซดข์ องซัลเฟอร์ ได้สารละลายที่มี
ค่าพีเอช

ตำ่ กว่า 5.6

เกดิ จากปฏิกิรยิ าระหว่างแกส๊ ไดน้ ำ้ ตาลซง่ึ จำเป็นตอ่ การเจริญเติบโตของ
พืช และแกส๊ ออกซเิ จนซึ่งจำเป็นตอ่ การ
การสงั เคราะห์ คาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ โดยมี ดำรงชีวติ ของงมชี วี ติ อน่ื กระบวนการน้ียัง
ดว้ ยแสง แสงและคลอโรฟิลล์ช่วยในการ ช่วยลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
เกิดปฏกิ ิริยา ไดผ้ ลติ ภณั ฑเ์ ปน็ ซึ่งเปน็ สาเหตุหนง่ึ ของภาวะโลกร้อน

อกี ด้วย

นำ้ ตาลและแก๊สออกซิเจน

135

แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 7: การให้คะแนนด้านความรู้ (K)

เฉลยใบกิจกรรมที่ 5.7 ปฏิกิริยาเคมีมผี ลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตวั อย่างไร

เฉลยคำถามทา้ ยกิจกรรม

1. ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และการสังเคราะหด์ ้วยแสงเกิดขึ้นได้อยา่ งไร มสี ารใดเป็นสารต้ัง
ต้น สารใดเปน็ ผลติ ภณั ฑ์ และเขียนเปน็ สมการข้อความได้อยา่ งไร

แนวคำตอบ การเผาไหม้เกดิ จากการทำปฏกิ ริ ยิ าระหวา่ งเช้ือเพลิงและแก๊สออกซิเจน ในกรณที ี่
เชอ้ื เพลงิ เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน การเผาไหมจ้ ะมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและแก๊สออกซิเจนเปน็
สารตง้ั ตน้
ถา้ เกดิ การเผาไหม้อย่างสมบรู ณ์ จะไดน้ ้ำและแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดเ์ ปน็ ผลติ ภัณฑ์ เขียนเป็นสมการข้อความได้
ดังนี้

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน + แก๊สออกซิเจน → น้ำ + แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์
ฝนกรด เกิดจากการทำปฏิกิรยิ าระหว่างน้ำและออกไซดข์ องไนโตรเจนหรือออกไซด์ของซัลเฟอร์
ได้สารละลายท่ีมคี า่ พเี อชน้อยกว่า 5.6 โดยปฏกิ ิรยิ านีม้ นี ำ้ และออกไซดข์ องไนโตรเจนหรือออกไซด์ของซลั เฟอร์
เปน็ สารต้งั ต้น ได้กรดไนตริกหรือกรดซัลฟิวริกเปน็ ผลิตภัณฑ์ สามารถเขียนเปน็ สมการข้อความได้
ดงั น้ี

แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ + นำ้ → กรดไนตริก + แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์
แกส๊ ซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ + นำ้ → กรดซัลฟิวริก

การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงเป็นกระบวนการสร้างอาหารของพืช เกดิ จากการทำปฏกิ ริ ิยาระหว่างน้ำและ
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีแสงและคลอโรฟิลลช์ ว่ ยในการเกดิ ปฏกิ ิริยา ปฏิกิริยาน้มี ีน้ำและแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซด์เปน็ สารต้ังตน้ น้ำตาลและแก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภณั ฑ์ สามารถเขียนเป็นสมการ
ขอ้ ความได้ ดงั นี้

พลงั งานแสง
น้ำ + แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ → นำ้ ตาล + แกส๊ ออกซเิ จน

คลอโรฟลิ ล์

2. ฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง มีประโยชนแ์ ละโทษอย่างไร
แนวคำตอบ การเผาไหม้จะใหค้ วามรอ้ นซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ เชน่ ใชผ้ ลติ


Click to View FlipBook Version