เทคนิคกำรสื่อสำรที่ดี
6. ท่าที ลีลา สายตา สีหน้าของผู้ให้บริการควรบ่งบอกความต่นื
ตา ต่นื ใจ ให้ปรากฏชัดในการตดิ ตามเร่ือง
7. ไม่แสดงอาการเบ่อื หน่าย อดิ หนาระอาใจ
8. เม่อื ฟังจบแล้วควรสรุปเป็ นข้อๆ หรือย่อเร่ืองราวให้เขาฟัง
อีกที
เทคนิคกำรสื่อสำรที่ดี
9. ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่อง ต้องขอให้เขาเพ่มิ เตมิ
10.กล่าวช่ืนชม ให้กาลังใจ เสริมแรงทางบวกเม่ือผู้รับบริการทา
ได้ดี ส่ือสารในทางบวก
คำพดู ทคี่ วรหลกี เลยี่ ง
• ไม่ได้ - ไม่มีทาง - ไม่เอา - ไม่น่าเลย - ไม่รู้จกั จา - ข่มขู่
• ว่าแล้ว - นึกแล้ว - อย่ามาแก้ตวั - เอาอกี แล้วเหรอ
• เราเตือนคุณแล้ว - คุณเป็ นใคร - มาทาไม - มีธุระอะไร?
• หมดเวลาแล้ว - มวั ไปอยู่ไหนมา? - ทาไมเพง่ิ มา?
• มีอะไรข้องใจไหม - เหมือนอย่างท่ีผมคดิ ไม่มผี ดิ
- คราวหน้าขอให้ตรงเวลาหน่อย - ถ้าอยากไปปรึกษาทอี่ ่ืนกเ็ ชิญเลย
ผู้รับบริการไม่ใช่ “จาเลย” ของเรา
การใช้โทรศัพท์อย่างสร้างสรรค์
1. เตรียมกระดาษ ปากกา ดนิ สอ ให้พร้อม
2. รับสายทนั ที เมื่อมเี สียงกร่ิงโทรศัพท์ดงั ขึน้ (อย่าให้เกนิ 2
คร้ัง)
3. รับสาย ด้วยใบหน้ายมิ้ แย้มแจ่มใส เสียงทอ่ี อกมาฟังดูกร็ ื่น
หู
4. พยายามช่วยเหลือด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง
5. ถ้าทราบชื่อผู้เรียกมา ควรใช้ช่ือเขา จะดูเป็ นกนั เองยง่ิ ขนึ้
การใช้โทรศัพท์อย่างสร้างสรรค์
6. เวลารับโทรศัพท์ควรใช้เสียงธรรมชาติ อย่าบบี เสียง หรือพูดดงั หรือตะโกน
พูด จะทาให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเราพดู ห้วนขนึ้
7. อย่าขบเคยี้ วขณะรับโทรศัพท์
8. ถ้าคุณจะต้องละสายไปช่ัวครู่ ควรบอกให้ผู้เรียกทราบด้วย อย่าปล่อยให้เขา
คอยนานไป
9. อย่าตอบว่า “ไม่ทราบ” ควรพยายามทุกอย่าง เพื่อหาข้อเทจ็ จริงให้ผู้เรียกมา
ทราบตามท่ีเขาต้องการ
การใช้โทรศัพท์อย่างสร้างสรรค์
10. อย่าหายใจแรงๆ ลงในกระบอกโทรศัพท์
11. อย่าพยายามใช้สายส่วนตวั นานเกนิ ไป
12. อย่าขดั จงั หวะในขณะทเ่ี ขากาลงั พดู อยู่ หรือพยายามเร่ง
อกี ฝ่ ายให้พูดเร็ว ถ้าเขากาลงั พูดช้าๆ เป็ นอนั ขาด
13. เวลาพดู โทรศัพท์จติ ใจต้องอยู่กบั ผู้พูด และรับฟัง
ข่าวสารอย่างต้งั อกต้งั ใจ
พฤตกิ รรมกา้ วร้าวรุนแรง (Violence)
อารมณ์โกรธ : เแกสดิ ดจงาอกอคกวถาึงมคตวอ้ างมกเากรรถี้ยูกวVขกiดัoรlขeาวดnาcงe มตี ้ังแตร่ ะดบั ขุ่นเคอื งใจจนถงึ ระดับที่
พฤตกิ รรมกา้ วรา้ ว (aggressive) : เปน็ การแสดงออกทางคาพดู และการกระทา ทแ่ี สดง
ถึงความโกรธแค้น ความไม่เปน็ มติ ร พร้อมทีจ่ ะทาร้ายตนเองและผ้อู น่ื ซ่ึงเกิดจากการไม่
สามารถควบคุมอารมณโ์ กรธได้
พฤติกรรมรนุ แรง (Violence) : การแสดงออกถึงความก้าวร้าวทางด้านกายภาพ
การใช้กาลังทาร้ายผอู้ ่นื หรือตนเอง หรอื สิ่งของ
ปจั จยั การเกิดพฤติกรรมก้าวรา้ วรุนแรง
มี 3 ปัจจยั หลกั คอื IES factors
• ปัจจยั ภายใน (internal factors)
• ปัจจยั ภายนอก (External factors)
• ปัจจัยดา้ นสถานการณแ์ ละการมปี ฏิสัมพันธ์
(situational/interactional factors)
ปัจจัยภายใน (internal factors)
ปจั จยั ทางชวี วิทยา (biological factors) เชน่
- พันธกุ รรม ความผดิ ปกติทางประสาทวทิ ยา สารสื่อประสาท
ความแตกตา่ งทางเพศ เชาวป์ ัญญา ภาวะสมองเสื่อม โรคสมองเส่ือม อัลไซ
เมอรเ์ นอื้ งอกสมอง ฝีในสมอง
- โรคทางจติ เวช และโรคทีไ่ มใ่ ช่โรคจิตเวช ได้แก่ กล่มุ ท่เี ป็นความ
ผิดปกตขิ องบุคลกิ ภาพ และพฤตกิ รรม ชนิดทพ่ี บได้บอ่ ยคอื ผู้ป่วยกล่มุ มี
พฤตกิ รรมตอ่ ต้านสังคม และพวกหลงตวั เอง
ปัจจยั ทางด้านจติ วิทยา (Psychological factors) เชน่
-ความตอ้ งการทางเพศ อารมณต์ ่าง ๆ ความผกู พันทางอารมณ์
ความรู้สึกมคี ณุ ค่าในตนเอง ทกั ษะชวี ติ
ปัจจยั ภายนอก (External factors)
ปจั จัยทางด้านสงั คมวัฒนธรรม(sociocultural factors)
- การเรียนร้ทู างสงั คม วฒั นธรรม
- ความยากจน และขดั สนในชวี ติ การว่างงาน ชีวิตสมรสทแี่ ตกแยกล้มเหลว
ครอบครวั ทพี่ อ่ หรือแม่เลี้ยงลูกคนเดยี ว
- ประสบการณ์การเล้ยี งดใู นระยะแรกของชีวิต การถกู ล่วงละเมิดในวยั เด็ก
ครอบครัวท่มี ีความรุนแรง ขดั แย้งสูง
ปจั จัยทเี่ ก่ยี วกับเชอ้ื ชาตวิ ัฒนธรรม และเศรษฐกิจ
-ความยากจน ความขดั สนในชวี ิต และทกั ษะชวี ิต (life skills) ชีวิตสมรสท่แี ตกแยก
ลม้ เหลว
ปัจจยั ทางกายภาพ
- สภาพแวดล้อมของผู้ปว่ ยท่ีเป็นลกั ษณะทางกายภาพของหอผปู้ ่วยู โครงสร้างและ
การออกแบบ ระดับความเปน็ ส่วนตวั แสง เสียง ลานสายตาและระดับอุณหภูมิ มผี ลตอ่ ความ
ก้าวรา้ วทั้งในทางบวกหรอื ลบ สภาพแวดลอ้ มของหอผปู้ ่วย จานวนและประเภทของผู้ป่วย
ปัจจัยดา้ นสถานการณ์/ปฏสิ มั พันธ์
(situational/interactional factors)
- การถูกบงั คับ มีประการณ์ทางลบอยา่ งมากขณะอยู่ในโรงพยาบาลหรือมี
ความกลวั ความวิตกกงั วลทเี่ กยี่ วกบั การเจ็บป่วย
- ความตอ้ งการเปน็ สว่ นตัว ความปลอดภยั ผู้ป่วยอ่นื รบกวน กฎขอ้ บังคบั
ของหนว่ ยงาน ความไมช่ ัดเจนในนโยบายการจัดการกบั ความกา้ วรา้ ว/
รนุ แรง
- ด้านปฏสิ มั พันธ์ ไมร่ ับฟงั ผู้ป่วย ล้มเหลวในการพบกับผู้ปว่ ย มเี จตนากอ่
ความก้าวร้าวรบกวนเพอ่ื นผปู้ ว่ ยอืน่ ไม่เข้าใจ
พฤตกิ รรมรุนแรงออกเป็น 4 ลกั ษณะ
ทางคาพดู
เปน็ การส่งเสียงดังหรอื ตะโกนดว้ ยความโกรธ วา่ กล่าวดูถกู คนอน่ื
ตอ่ ร่างกายตนเอง
เปน็ การกระทาตอ่ ตนเอง เช่น หยิกขว่ น ชกตีตัวเอง กระแทกลาตัวหรอื
ศีรษะกบั ผนงั ห้อง ใชม้ ดี หรอื ของมีคมกรีดแขนหรือตามรา่ งกายตนเอง
ตอ่ ร่างกายผู้อนื่
เปน็ การกระทาต่อผอู้ ืน่ ใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ เช่น หยกิ ข่วน ชก ตบ ตีทารา้ ย
ร่างกายผู้อ่นื ทาให้เกิดกกซา้ บวม
ตอ่ สิง่ ของ
เปน็ การกระทาต่อสงิ่ ของ ทรพั ยส์ ินให้เสียหาย เช่น เขยา่ ประตู ฉกี เส้ือผ้า
ปัดส่ิงของลงจากโต๊ะ ทุบทาลาย เผาสิ่งของ
การประเมนิ พฤติกรรมกา้ วร้าวรนุ แรง
ลักษณะพฤตกิ รรม ระดับความรุนแรง
1. พฤตกิ รรมก้าวรา้ ว ระดับ 1 ระดบั 2 ระดบั 3
รนุ แรงต่อตนเอง
- ขีดข่วนผิวหนัง ตีตนเอง ดึงผม ทารา้ ยตนเองรุนแรง เช่น มี
2. พฤตกิ รรมกา้ วร้าว
รนุ แรงตอ่ ผู้อืน่ ทง้ั ทาง โขกศีรษะ กรีดตัวเองเป็นรอย รอยกรีดลึก เลือดออก หรือ
คาพูดและการแสดงออก
ขนาดเล็ก มี ก า ร บ า ด เ จ็ บ ข อ ง อ วั ย ว ะ
3. พฤติกรรมก้าวร้าว
รนุ แรงต่อทรัพยส์ ิน ภายใน หรือหมดสติ ฯลฯ
หงุดหงิด ส่งเสยี งดัง ด่าคาหยาบคาย ใช้คาสกปรก พดู จาข่มข่จู ะทาร้ายผู้อนื่
ต ะ โ ก น ด้ ว ย ค ว า ม รุนแรง ชดั เจน เชน่ ฉนั จะฆ่าแก
โกรธ ด่าผู้อื่น ด้วย แสดงท่าทางคุกคาม เช่น ถลก ฯลฯ
ถ้อยคาไมร่ ุนแรง เ สื้ อ ผ้ า ท าท่ าต่ อ ยล ม ห รื อ ทาร้ายผอู้ ่นื จนไดร้ ับบาดเจ็บ
กระชากคอเส้ือผู้อ่ืน พุ่งชน เช่น ช้า เคล็ด บวม เกิด
เตะ ผลัก หรือดึงผมผู้อ่ืนแต่ บาดแผลกระดกู หัก หรือเกิด
ไม่ไดร้ บั บาดเจบ็ ก าร บ าด เ จ็บ ขอ งอวัยว ะ
ภายใน หมดสติ ตาย ฯลฯ
ปดิ ประตเู สียงดัง ร้ือ ท า สิ่ ง ข อ ง แ ต ก หั ก ก ร ะ จั ด
ข้ า ว ข อ ง ก ร ะ จั ด กระจาย เช่น ทุบกระจก
กระจาย ขว้างแก้ว จาน มีด หรือ
ส่ิงของท่ีเป็นอันตราย หรือ
จุดไกเผา ฯลฯ
การประเมินความรุนแรงทเ่ี ปน็ สัญญาณเตือนของพฤตกิ รรมรุนแรง
การแสดงออกทางสีหน้า
- สีหน้าบ้งึ ตงึ โกรธท่าทางไมพ่ อใจ แววตาไมเ่ ป็นมติ ร
- กดั กรามแน่น ดวงตาเปิดกวา้ ง และแขง็ กรา้ ว
- ทา่ ทางเครยี ดไมผ่ อ่ นคลาย
การเคล่อื นไหวและการกระทา
- กระวนกระวายอยู่ไมน่ ง่ิ เดนิ ไปเดินมา
- ตวั เกรง็ กามือแน่น กาหมดั
- กระแทกหรอื กระทาดว้ ยความรุนแรง
- หยดุ การกระทาท่ที าอยอู่ ยา่ งทนั ทที ันใด
การประเมินความรุนแรงทเี่ ปน็ สัญญาณเตือนของพฤตกิ รรมรุนแรง
การแสดงออกทางคาพูด
- เงียบเฉยผดิ ปกติ
- โตต้ อบด้วยนา้ เสยี งหว้ นๆ
- พดู ก้าวร้าวดา่ คาหยาบ วจิ ารณ์ ตาหนิตเิ ตยี น สาปแช่ง พูดในแงร่ า้ ย
- การเปลีย่ นแปลงระดบั ความรู้สกึ และอารมณอ์ ยา่ งทันทที นั ใด
ประเมนิ ประวตั พิ ฤติกรรมรุนแรงจากญาติหรอื ผนู้ าสง่
ประวตั กิ ารใชส้ ารเสพตดิ
- Intoxication
- Delirium tremens
- Drug overdose
ตวั กระตนุ้ ใหผ้ ู้ป่วยทางจิตเวชเกดิ พฤตกิ รรมรุนแรง
เสยี งดังรบกวน
ความชุลมุนวุน่ วาย
คาพดู ที่ไปยัว่ ยุอารมณ์
เสยี งหูแว่วประสาทหลอนของผู้ป่วย
ความหวาดระแวงของผปู้ ่วย
การไมย่ อมรับอาการของผูป้ ่วย
วธิ กี ารจัดการพฤตกิ รรมกา้ วร้าวรนุ แรง
ดา้ นชีวภาพ เช่น การฉีดยา การผูกมดั และการใชห้ ้องแยก
ดา้ นจิตวทิ ยา เช่น การพดู คยุ กบั ผปู้ ว่ ย
ด้านสงั คม เช่น การลดส่งิ กระตุ้น
การจดั การผปู้ ว่ ยจิตเวชท่ีมีพฤติกรรมกา้ วรา้ วรุนแรง
การจดั การขณะเกดิ
เหตุการณ์
การจัดการกอ่ น การจดั การหลังเกิด
เกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์
แบง่ เป็น
3 กลยทุ ธ์
การจัดการผู้ปว่ ยจิตเวชทม่ี พี ฤตกิ รรมก้าวร้าวรนุ แรง
การจดั การกอ่ น การจดั การขณะ การจัดการหลัง
เกิดเหตกุ ารณ์ เกิดเหตุการณ์ เกดิ เหตุการณ์
การจดั ส่งิ แวดล้อม การจดั การ การทบทวนร่วมกบั
เพ่อื ความปลอดภัย พฤติกรรมดว้ ยวาจา ผ้ปู ว่ ยและครอบครวั
การประเมิน การจากดั พฤตกิ รรม การทบทวนแกไ้ ข
สถานการณค์ วาม ดว้ ยเทคนิคทาง ปัญหาในหนว่ ยงาน
เสี่ยง กายภาพ การทบทวน
การปอ้ งกนั กระบวนการทาง
พฤตกิ รรมรบกวน คลินกิ ของหน่วยงาน
การฝกึ อบรมเพ่อื
เตรยี มความพรอ้ ม
การให้ความรู้
การจดั การกอ่ นเกดิ เหตกุ ารณ์
การให้ความรู้ (patient education)
การใหค้ วามรเู้ ก่ียวกับการสอ่ื สารในขณะทม่ี อี ารมณ์โกรธ จะช่วยปอ้ งกนั
การเกิดพฤตกิ รรมกา้ วร้าวได้ โดย
1. ช่วยใหผ้ ปู้ ว่ ยรบั รู้อารมณโ์ กรธของตนเอง
2. ให้ความรู้วา่ การมีความโกรธไม่ผิดถา้ มีการแสดงออกทเ่ี หมาะสม
3. ชว่ ยผปู้ ่วยในการคดิ หาวธิ ีหลายๆวธิ ีในการแสดงอารมณ์โกรธ เชน่
การพูดทางบวก การเปล่ยี นสงิ่ แวดลอ้ ม การคดิ หาเหตผุ ล การฟังเพลง การ
ดโู ทรทัศน์ การเดนิ เล่น การนับเลข การออกกาลงั กาย การอ่านหนงั สือ
การฝึกหายใจ เปน็ ต้น
การจดั การกอ่ นเกิดเหตุการณ์
การปรบั สง่ิ แวดลอ้ ม
ไดแ้ ก่ การจดั พ้ืนท่ีท่ไี ม่แออัดเกนิ ไป การจดั พื้นท่ีส่วนตัวให้
ผู้ป่วย การจัดกิจกรรมท่เี หมาะสมให้ผปู้ ว่ ย การใหผ้ ้ปู ่วยดรู ายการ
โทรทศั นท์ ี่เหมาะสม การจัดหอ้ งท่สี งบเงียบ การใชด้ นตรเี พื่อการ
ผ่อนคลาย
การลดส่ิงกระตุ้น
การจัดการขณะเกิดเหตกุ ารณ์
โดย...
1. การใช้เทคนิคในการติดต่อส่ือสาร ด้วยวัจนภาษาและอวัจนภาษา
พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยท่าทางท่ีเป็นมิตร สงบ จริงใจ ให้เกียรติ ยอมรับ
พฤติกรรมของผู้ป่วยเช่น การเรียกช่ือผู้ป่วย การบอกให้ผู้ป่วยนั่งลง ใช้
คาพูดด้วยท่าทีสงบ ใช้น้าเสียงโทนต่า ไม่ใช้เสียงแข่งกับผู้ป่วย พูดให้ช้าลง
พูดด้วยน้าเสียงนุ่มนวลชัดเจน ประโยคสั้นกระชับ ไม่ด่วนแปลความ ไม่
โต้เถียง ไม่ปฏิเสธหรือตอบรับ แสดงความใส่ใจ เน้นให้ผู้ป่วยได้ระบาย
ความรู้สึก ส่งเสริมให้ผู้ป่วยควบคุมพฤติกรรมตนเอง นาผู้ป่วยออกจาก
สง่ิ แวดลอ้ มทกี่ ระตุ้น
หลีกเล่ียงการยืนกอดอก ท้าวสะโพก ล้วงกระเป๋า เว้นระยะห่างในการ
สนทนาประมาณ 1 เมตร หลีกเลี่ยงการสัมผัส หลีกเลี่ยงการปะทะสายตา
กับผ้ปู ว่ ย หลีกเลี่ยงการหวั เราะหรือยมิ้ ไม่เหมาะสม
การจดั การขณะเกดิ เหตุการณ์
2. การจากดั พฤตกิ รรม (limit setting) ที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
กาหนดขอบเขตของพฤติกรรมทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายให้ชดั เจน
และบอกให้ผปู้ ว่ ยทราบ
เสนอทางเลือกใหผ้ ูป้ ่วย
อย่ากล่าวโทษหรือโต้เถยี งต่อคาแกต้ ัวของผู้ป่วย
บุคลากรทุกคนตอ้ งรบั ทราบขอ้ ตกลง
“น้องโกรธเพื่อนได้ แต่น้องทาร้ายเพือ่ นไม่ได้ หากนอ้ งไม่สามารถควบคมุ
ความโกรธได้ เจ้าหนา้ ที่สามารถชว่ ยน้องได้”
การจัดการขณะเกิดเหตุการณ์
การจากัดพฤติกรรม ไดแ้ ก่
การใชห้ อ้ งแยก (seclusion) มี 3 หลักการคอื
1. การจากดั พืน้ ที่ เพอ่ื ความปลอดภัยในการทาร้ายผ้อู นื่
และถกู ผูอ้ ่ืนทาร้าย
2. การแยกผปู้ ว่ ยออกจากผูอ้ ื่น ผปู้ ่วยที่มีอาการ
หวาดระแวง อาจมคี วามรู้สกึ ไมป่ ลอดภัย
3. ลดสิ่งกระตนุ้ บรรยากาศทไ่ี ม่พลุกพล่าน เงยี บสงบ จะ
ช่วยลดสง่ิ กระต้นุ ทาให้ผปู้ ่วยสงบลงได้
การดูแลผู้ป่วยท่ตี ้องใช้ห้องแยก
➢ สอื่ สาร บอกเหตผุ ลความจาเปน็ ทต่ี อ้ งจากดั พฤติกรรมผปู้ ่วย
➢ กาหนดข้นั ตอน ระยะเวลา ในการจากัดพฤตกิ รรม
➢ บอกผูป้ ่วย/ญาติ ทราบถงึ เวลาส้ินสดุ ของกสรจากดั พฤตกิ รรม
➢ ทาสัญญากับผปู้ ่วย หากสามารถทาได้ เพ่ือให้ผปู้ ว่ ยพยายามควบคุมตนเอง
➢ นาของมีค่า และอปุ กรณท์ อี่ าจกอ่ ให้เกดิ อนั ตรายออกจากตวั ผปู้ ว่ ย
➢ ประเมินความตอ้ งการ และดูแลตอบสนองความต้องการพน้ื ฐานของผปู้ ว่ ย เช่น การ
ดูแลใหไ้ ด้รบั อาหารและน้า การขบั ถา่ ย ความสะอาด
➢ อยู่เป็นเพือ่ น / ตรวจเยี่ยมผปู้ ่วยเปน้ ระยะ
➢ ดูแลความสะอาดของหอ้ งแยก รวมถงึ อณุ หภมู ิ
➢ ประเมินพฤติกรรมผู้ปว่ ยเพอ่ื สน้ิ สุดการตากดั พฤตกิ รรม
➢ บันทึกเหตุผลการจากดั พฤตกิ รรม การตอบสนองต่อการรักษา สภาพรา่ งกายผปู้ ่วย การ
ดูแล และเหตุผลการสนิ้ สุด รวมถงึ ระยะเวลาในการจากดั พฤตกิ รรม
การจดั การขณะเกิดเหตุการณ์
การผูกมัดผ้ปู ่วย (Physical restraints)
วตั ถุประสงค์...
1. ปองกนั อนั ตรายจากการตกเตียง
2. ไมใหขดั ขวางการรักษา เชน การฉดี ยา
3. ควบคุมพฤติกรรมกรณีผูปวยมีพฤติกรรมกาวราว
4. ปองกนั ไมใหผปู วยทารายตนเอง เชน ผู้ปว่ ยท่ีอยูในภาวะ
สบั สน
การผูกมดั ผูป้ ว่ ย (Physical restraints)
หลักการพิจารณาในการผกู มดั ผู้ปว่ ย
เตรยี มอุปกรณ์ เช่น รถเข็นนอน,นั่ง ผา้ ปูทน่ี อน,ผา้ ห่ม,หมอน ผ้าผุกยดึ ควรมี
ฟองนา้ รอง
ประเมนิ ความพรอ้ มของทีม มบี ุคลากรเพยี งพอหรอื ไม่ ตอ้ งการความชว่ ยเหลือจาก
ใครบ้าง ทีมผดู้ แู ลควรมอี ยา่ งน้อย 4-5 คน มีผ้นู าทมี 1 คนและทีมตอ้ งผา่ นการฝกึ อบรม
ระวงั ความปลอดภยั ของบคุ ลากรดว้ ย
กอ่ นเขา้ ผกู ยึดผปู้ ว่ ยตอ้ งบอกและทาขอ้ ตกลงกบั ญาติกอ่ น (ถา้ มีญาติ)
มกี ารวางแผนการเขา้ ผกู ยึด ต้องมีหัวหนา้ ทีม
หัวหน้าทีม/สมาชกิ 1 คนชวนพูดคุยเพอ่ื เบย่ี งเบนความสนใจ
ผู้นาทมี ให้สญั ญาณในการเขา้ จับ
จบั ล็อกผปู้ ว่ ยเมอื่ ผปู้ ว่ ยเผลอ
สมาชิกทเ่ี หลอื ช่วยจบั แขน ขา เพอ่ื การผกู ยดึ
การผกู มัดผู้ป่วย (Physical restraints)
ผู้นาทมี แจ้งอธิบายเหตผุ ลในการผูกยึดคร้งั น้ี
ผูกยึดอยา่ งถูกเทคนิค
- ระวังตาแหน่งในการผกู มัด ควรเป็น แขน ขาเท่านั้น และ
เป็นตาแหนง่ ทีไ่ มเ่ กดิ อนั ตราย หรือขัดขวางการรกั ษา
- จัดท่าผปู้ ว่ ยทไี่ ม่ขัดขวางตอ่ การหายใจ เช่น ท่านอนหงาย
- การผกู ยึดตอ้ งหลวมให้ 1-2 น้วิ สอดใตผ้ า้ ได้
- แขน ขา ตอ้ งไม่บดิ เบ้ียว
- ไมแ่ กผ้ ้าผกู ยดึ ขณะทบ่ี ุคลากรมไี มพ่ อ
ยาฉีดเตรยี มให้พร้อมกอ่ น(ถ้ามี)
การผกู มัดผปู้ ว่ ย (Physical restraints)
วธิ ีการผูกยดึ มี
- ยึดแบบจดุ เดยี ว คือ ยึดขอ้ มือ หรือขอ้ เทา้
- ผูกยดึ แบบ 2 จดุ คือ ผกู ข้อมือ 2 ขา้ ง หรอื ข้อเท้า 2 ขา้ ง
หรือผกู ขอ้ มอื ขอ้ เทา้ ดา้ นตรงข้าม
- ผกู ยึดแบบ 4 จุด คือ บริเวณ ขอ้ มอื และข้อเท้าท้งั 2 ดา้ น
- ผูกยดึ แบบ 5 จดุ คอื บรเิ วณ ขอ้ มอื และข้อเท้าท้งั 2 ด้าน
และบรเิ วณลาตัว
การดูแลผู้ป่วยขณะผกู มดั
ไมผ่ กู รัดแนน่ หรือหลวมจนเกินไป มีผา้ นมุ่ รองปมุ่ กระดกู เพอื่ ป้องกนั การกดรัด
ควรจัดให้นอนในทา่ ที่สบาย เชน่ ทา่ นอนหงาย
เปล่ยี นท่าผู้ปว่ ยและคลายผ้าผูกยึดทุก 2 ช่ัวโมง เพอื่ ใหเ้ ลือดมีการไหลเวียน
ตรวจเยี่ยมผูป้ ่วยทุก 15 – 30 นาที
ตรวจวัดสญั ญาณชีพ
ดูแลให้ได้รับสารอาหารและน้าอยา่ งเพยี งพอ
ดูแลสขุ อนามยั สว่ นบคุ คลและเสอื้ ผา้ ใหส้ ะอาด
ดูแลเร่ืองการขับถา่ ย
ไม่ทอดทง้ิ ไมข่ ่มขู่ ช่วยปลอบใจให้หายกงั วล
ประเมนิ ความพรอ้ มในการยตุ ิการผกู มดั
บนั ทึกขอ้ มลู ผปู้ ่วย ไดแ้ ก่ เวลาเริ่ม-ยุติการผกู มัด สญั ญาณชพี พฤตกิ รรมผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อน
(ถ้ามี)
ลกั ษณะการผูกยดึ
สถาบันกลั ยาณ์ราชนครินทร์
ลกั ษณะการผูกยดึ
สถาบันกลั ยาณ์ราชนครินทร์
ลกั ษณะการผูกยดึ
สถาบันกลั ยาณ์ราชนครินทร์
ลกั ษณะการผูกยดึ
สถาบันกลั ยาณ์ราชนครินทร์
ลกั ษณะการผกู ยึด
สถาบันกัลยาณ์ราชนครนิ ทร์
ลกั ษณะการผูกยดึ
สถาบันกลั ยาณ์ราชนครินทร์
VDO วิธกี ารดแู ลผู้ปว่ ยพฤตกิ รรมกา้ วรา้ วรุนแรง
สถานการณ์
กรณที ี่ 1
ผู้ป่วยชาย เดนิ ไปเดนิ มาในตกึ ผดุ ลุกผดุ นั่ง สีหน้าไม่
แจ่มใส ท่าทางหงุดหงดิ พูดเสยี งดงั ว่าอยากกลับบ้าน เมอื่ ไรจะ
ไดก้ ลบั บา้ น เจ้าหนา้ ทพี่ าตนเองมาขังไว้ ตนเองไม่ไดม้ ีความผิด
อะไร บางคร้งั กม็ ายนื จ้องหน้าเจ้าหนา้ ท่เี ขมง็ มอื ทัง้ 2 กาไว้
สถานการณ์
กรณีที่ 2
ผปู้ ่วยชาย ทา่ ทางงุนงง สับสน เดินไปรื้อเตียงผู้ปว่ ยอนื่
บางคร้ังกไ็ ปนอนเตยี งผู้อืน่ เพือ่ นผปู้ ่วยดว้ ยกนั ไมพ่ อใจ บางคร้งั
ก็เดินไปยืนมองหน้าเพื่อน และเอามือชหี้ น้าเพ่ือน
สถานการณ์
กรณที ี่ 3
ผู้ปว่ ยชาย ต้องการกลบั บ้าน ตะโกนเสยี งดัง อยากกลับบ้าน
เอาช้อนขา้ วทแ่ี อบเก็บไว้มาข่จู ะแทงคอตนเอง บอกให้เจา้ หน้าที่
ตดิ ต่อโทรศัพท์ให้คุยกับแม่ และใหพ้ ยาบาลยนื ยันว่าตนเอง
จะตอ้ งไดก้ ลบั บา้ นวนั นี้ เดินไปมาภายในห้อง ห้ามปรามและขอ
ชอ้ น ไมย่ อมให้
สถานการณ์
กรณที ่ี 4
ผ้ปู ว่ ยชาย อยใู่ นระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ รอสง่ สถาน
สงเคราะห์ แตย่ ังมีความคดิ วา่ ตนเองไมไ่ ด้ปว่ ย ทาไมตนเองถึง
กลบั บ้านไม่ได้ บางคร้งั เดนิ พูดพมึ พาคนเดียว บ่นวา่ ไม่มีเงนิ กนิ
ขนมแล้ว รบเรา้ ให้โทรหามารดาให้ส่งเงินมาให้ เมอ่ื เพือ่ นเขา้ มา
พดู คุยด้วย รู้สึกหงดุ หงิด คิดว่าเพอ่ื นจะเข้ามาทาร้ายตนเอง จงึ
ได้ชกตอ่ ยเพ่อื นก่อน
การดแู ลผปู้ ่ วยจติ เวชสงู อายุ
และเฝ้ าระวงั accident
นภาพร นวลสทุ ธิ์
พยาบาลวชิ าชพี ชานาญการพเิ ศษ
การดแู ลผปู้ ่ วยสงู อายจุ งึ มคี วามเฉพาะเจาะจงกวา่ วยั อน่
การเปลย่ี นแปลงในวยั สงู อายุ
ผปู้ ่ วยจติ เวชสงู อายุ
ผปู้ ่ วยจติ เวชสงู อายุ หมายถงึ ใคร
ผปู้ ่ วยจติ เวชสงู อายุ แตกตา่ ง จากผปู้ ่ วยวยั ผใู้ หญอ่ ยา่ งรร
ลกั ษณะเฉพาะของผปู้ ่ วยสงู อายุ
ทแี่ ตกตา่ งจากผปู้ ่ วยทว่ั รป
ลกั ษณะเฉพาะผปู้ ่ วยสงู อายุ RAMPS
1.พลงั สารองรา่ งกายลดลง= Reduced body reserve
2.อาการแสดงทร่ี มแ่ นน่ อน =Atypical presentation
3.มโี รคหลายโรคในเวลาเดยี วกนั =Multiple pathology
4.ใชย้ าหลายชนดิ =Polypharmacy
5.ปญั หาทางสงั คม= Social adversity