The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความคิดทางการเมืองอิสลาม กำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงในปัจจุบัน = Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary Debates
ผู้เขียน : มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-16 04:06:06

ความคิดทางการเมืองอิสลาม กำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงในปัจจุบัน = Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary Debates

ความคิดทางการเมืองอิสลาม กำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงในปัจจุบัน = Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary Debates
ผู้เขียน : มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง

Keywords: ศาสนาอิสลามกับการเมือง,ศาสนากับการเมือง

มฮู มั หมดั อิลยาส หญ้าปรัง

พิมพค์ รง้ั แรก กมุ ภาพนั ธ์ 2565
จ�ำนวนพมิ พ์ 1,200 เล่ม

ISBN 978-616-8213-06-3
ราคา 230 บาท

ข้อมลู ทางบรรณานกุ รมของหอสมุดแห่งชาติ

ความคิดทางการเมืองอิสลาม ก�ำเนดิ พฒั นาการ และข้อถกเถียงในปัจจบุ นั =
Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary
Debates..-- ปัตตานี : ปาตานีฟอร่ัม, 2565. 164 หนา้
1. ศาสนาอิสลามกับการเมอื ง. 2.ศาสนากับการเมือง. I.ชอ่ื เร่อื ง
297.272
ISBN 978-616-8213-06-3

สำ� นกั พมิ พ์ ปาตานี ฟอรั่ม
บรรณาธกิ ารบรหิ าร เอกรนิ ทร์ ต่วนศริ ิ

พิสูจน์อกั ษร ฟีดา ภู่มสี ุข
ออกแบบปกและจดั รูปเลม่ ซัลมาร์

จัดพมิ พ์โดย ปาตานี ฟอร่มั Patani Forum
188/184 ซอย 7 ถนนโรงเหล้า สาย ข ตำ� บลรสู ะมิแล อำ� เภอเมือง จังหวดั ปัตตานี 94000
โทรศัพท:์ 073-350-467, 085-628-3500 อีเมล์: [email protected]

เวบ็ ไซต:์ www.pataniforum.com

จัดจำ� หน่ายโดย บรษิ ทั เคลด็ ไทย จำ� กดั
117-119 ถนนเฟ่อื งนคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

พมิ พ์ที่ โรงพิมพ์ภาพพมิ พ์
45/12-14, 33 หมู่ 4 ถนนบางกรวย-จงถนอม ตำ� บลบางขนุน อ�ำเภอบางกรวย
จงั หวัดนนทบรุ ี 11130 โทรศัพท์ 0-2879-9145-6 อีเมล์ [email protected]





คำ� นP�ำr e f a c e

ความสนใจเกี่ยวกับอิสลามและโลกมุสลิมท่ีมีมากข้ึนเรื่อย ๆ
ในปัจจุบันน้ันเกิดจากสาเหตุหลายประการ ท้ังจากสงครามใน
ตะวันออกกลางท่ีมักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ เนื่องจากพื้นท่ีแห่งนี้เต็มไปด้วย
ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดความขัดแย้งเน่ืองจากเป็นแหล่งพลังงานท่ีส�ำคัญของ
โลกและเป็นเส้นทางส�ำคัญของการขนส่งล�ำเลียงสินค้า ท้ังที่เป็นสินค้า
ทวั่ ไปและสนิ คา้ ในมติ คิ วามมน่ั คงทงั้ นำ�้ มนั กา๊ ซธรรมชาติตลอดจนอาวธุ
ยทุ โธปกรณ์ นอกจากนน้ั ความขดั แยง้ ในเรอ่ื งดนิ แดนอนั เปน็ ผลตอ่ เนอื่ ง
มาจากยคุ ลา่ อาณานคิ มกย็ งั คงคกุ กรนุ่ โดยหลายประเทศยงั ไมส่ ามารถ
ตกลงกันได้ในเร่ืองพรมแดนซึ่งส่งผลให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่าง
รฐั อยหู่ ลายครงั้ แตเ่ หนอื สงิ่ อนื่ ใดคอื การเขา้ มาแขง่ ขนั หาผลประโยชนข์ อง
มหาอำ� นาจทท่ี ำ� ใหภ้ มู ภิ าคน้ีไมว่ า่ งเวน้ จากความตงึ เครยี ด ความขดั แยง้
และสงคราม ปัจจัยส�ำคัญอีกประการคือภูมิภาคตะวันออกกลางและ
ประเทศมสุ ลมิ มสี งั คม ศาสนา ระบบความเชอื่ และวถิ กี ารดำ� เนนิ ชวี ติ ที่ไม่
เป็นท่ีคุ้นเคยของสังคมไทย เม่ือเกิดความขัดแย้งขึ้นท�ำให้เกิดการต้ัง
คำ� ถาม สนใจ ใคร่รู้
หนังสือเล่มน้ีพัฒนามาจากต�ำราท่ีใช้ส�ำหรับการสอนวิชา
อิสลามในการเมืองโลก (POL 3282) ของคณะรฐั ศาสตรม์ หาวทิ ยาลยั
รามค�ำแหง โดยเน้ือหาได้มาจากการลาไปศึกษาค้นคว้าเพื่อเพิ่มพูน
ความรู้ณประเทศจอรแ์ ดนเปน็ เวลา1ปีในชว่ งระหวา่ งเดอื นพฤศจกิ ายน
2562-ตุลาคม 2563 โดยผู้เขียนได้ปรับปรุงเน้ือหาให้ทันสมัยขึ้นและ
พยายามหลีกเลี่ยงภาษาเทคนิคทางวิชาการเพ่ือบุคคลทั่วไปจะได้ใช้
ศึกษาทำ� ความเขา้ ใจตอ่ อสิ ลามและความคดิ ทางการเมอื งของโลกมสุ ลมิ
ไดง้ า่ ยขน้ึ

มุสลิมได้ให้ก�ำเนิดอารยธรรม ศิลปวิทยาการต่อจากกรีกและ
โรมนั และสง่ ตอ่ ความรสู้ โู่ ลกตะวนั ตกอนั เปน็ ทม่ี าของการฟน้ื ฟศู ลิ ปวทิ ยาการ
(Renaissance) และการตื่นรู้ (Enlighten) ของยุโรปในเวลาต่อมา
โดยตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งพันปีของความเจริญรุ่งเรือง มุสลิมเป็น
ผู้ก�ำหนดมาตรฐานและคุณค่าทางสังคม สร้างกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์
ระหวา่ งประเทศ รักษาความมั่นคงและสันติภาพโลกใหก้ ารค้าขายแผ่ขยาย
เติบโต ชาวมุสลิมสร้างเมืองที่สวยงามวิจิตตระการตาอย่างเมืองแบกแดด
ดามัสกัส ไคโร อิสฟาฮาน หรอื อิสตันบลู ฯลฯ พฒั นาการทัง้ หลายเหลา่ นี้
เกิดขึ้นด้วยรากฐานของอิสลามอันแตกยอดไปสู่ความคิดทางปรัชญา
การเมอื งการปกครองการบรหิ ารศลิ ปะเศรษฐศาสตร์จรยิ ศาสตร์สนุ ทรยี ะ
ตลอดจนศาสตรแ์ ละศลิ ปแ์ ขนงตา่ งๆ จนกระทง่ั เมอ่ื โลกมสุ ลมิ เรมิ่ เสอ่ื มถอย
ในทางความคิดอันส่งผล ต่อเนื่องไปยังการเสื่อมถอยในการพัฒนา
ด้านต่างๆ ขณะท่ีตะวันตกเร่ิมปฏิวัติทางความคิดและทะยานสู่ความเป็น
มหาอ�ำนาจ
ก�ำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงทางความคิด โดยเฉพาะ
อยา่ งยงิ่ ในทางการเมอื งในโลกมสุ ลมิ นา่ จะใหภ้ าพพลวตั รของสงั คมในโลก
มุสลิมในด้านแนวคิดการเมืองการปกครอง ซึ่งงานเขียนในหัวข้อดังกล่าว
ยงั คงขาดแคลนในภาษาไทย
ผู้เขียนหวังว่างานเขียนช้ินน้ีจะเป็นจุดเร่ิมต้นให้เกิดการสะท้อน
ย้อนคิดและขยายการพูดคุยถกเถียงอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับสังคม
การเมอื งในชมุ ชนทางวิชาการ ตลอดจนผสู้ นใจเก่ยี วกับโลกมสุ ลิมตอ่ ไป

มฮู ัมหมัดอิลยาส หญา้ ปรงั

คำ� น�ำ 5 สารCบoัญn t e n t s
สารบญั 7
ลำ� ดับเหตุการณส์ ำ� คญั 8

13บทท่ี 1
สิทธิอำ� นาจทางการเมอื ง (Political Authority)
ในยุคกอ่ ตวั ของอสิ ลาม
บทนำ� : รัฐ สงั คม และสิทธิอำ� นาจ
การก่อตัวขึ้นของระบอบคิลาฟะฮ์ (Caliphate)
ผลของทฤษฎีสทิ ธิอำ� นาจในระบอบคิลาฟะฮ์
สรปุ
100บทท่ี 4
โลกชอี ะฮ์ (The Shiite World)
บทนำ�
50บทที่ 2 ความแตกตา่ งระหว่างสำ� นักคดิ ซนุ หน่ี
ความตอ่ เนื่องของอดตี และชอี ะฮ์
บทน�ำ การปฏวิ ตั อิ ิสลามและ
อิสลาม รากฐานทางอารยธรรมของโลกมุสลิม ระบอบวลิ ายะตลุ้ ฟากิฮ์
อิสลาม: ระบบความเชอื่ (Belief System) อหิ มา่ มโคมยั นแ่ี ละวลิ ายะตุ้ลฟากิฮ์
และการจัดการทางสงั คม (Social System) รัฐบาลอิสลาม
ความเกีย่ วเน่ืองของอดตี สรปุ

สรปุ 137บทที่ 5
มองไปขา้ งหน้า
77บทที่ 3 ความเดิม
ความท้าทายและข้อถกเถียงในปจั จุบัน ความต่อเน่อื ง:
บทนำ� การปฏริ ปู และการท�ำใหเ้ ป็นอิสลาม
ข้อถกเถียงเรือ่ งอิสลามกับประชาธปิ ไตย พฒั นาการเบ้ืองหนา้ :
ประชาธิปไตยคอื อะไร จากการถกเถยี งเรอ่ื งรูปแบบ
สกู่ ารเปล่ยี นแปลงเชิงเนื้อหา

อิสลามกบั ประชาธปิ ไตย อภิธานศัพท์ 148
ขอ้ ถกเถียงเรือ่ งอ�ำนาจอธปิ ไตย บรรณานุกรม 153
บทสรปุ

ดชั นี 159

ค.ศ. 632-661 ค.ศ. 632 ค.ศ. 622ลำ� ดับเหตุการณส์ ำ� คัญทเ่ี กี่ยวข้องกบั การก่อตวั
และพฒั นาการความคิดทางการเมอื งอสิ ลาม
ค.ศ. 750-1258
ศาสนทตู มฮู มั หมดั อพยพจากเมอื งมกั กะฮไ์ ปยงั เมอื งมาดนี ะฮ์ เปน็ การเรมิ่
ต้นศกั ราชของมสุ ลิม
ศาสนทตู มฮู มั หมดั ถงึ แกอ่ สญั กรรมนำ� มาซง่ึ จดุ เรม่ิ ตน้ ของการกอ่ ตวั ขนึ้
ของขอ้ ถกเถยี งเรอ่ื งสทิ ธอิ ำ� นาจทางการเมอื งในสงั คมมสุ ลมิ (ใครมสี ทิ ธิ
ปกครอง และสทิ ธนิ ัน้ มคี วามชอบธรรมอย่างไร)
การปกครองในรปู แบบคลิ าฟะฮ์ (Caliphate) หรอื กาหลบิ 4 ทา่ น หรอื
คอลีฟะฮอ์ รั รอชิดนู โดยในช่วงคอลีฟะฮค์ นที่ 4 (อาลี บนิ อบฏี อลบิ )
ได้เกิดความขัดแย้งในเร่ืองสิทธิอ�ำนาจ น�ำมาซ่ึงสงครามกลางเมือง
ระหวา่ งมสุ ลมิ เกดิ การปรแิ ยกของอาณาจกั รนำ� ไปสกู่ ารกระชบั อำ� นาจ
ของมุอาวียะฮ์ซ่ึงเป็นคู่ขัดแย้งกับคอลีฟะฮ์อาลี มุสลิมชีอะฮ์
(ฝ่ายสนับสนุนอาลี) เร่ิมก่อตัวชัดเจนข้ึนค.ศ. 661-750 มุอาวียะฮ์
สถาปนาราชวงศอ์ มุ ยั ยะฮ์(TheUmayyadDynasty) ปกครองในระบอบ
สบื สายเลือด มศี ูนยก์ ลางอยทู่ ีก่ รุงดามัสกสั (ซเี รยี ) ตอ่ มายาซดี ท่ี 1
บุตรของมุอาวียะฮ์ได้ส่งกองก�ำลังเข้าปิดล้อมและสังหารหมู่ฮูเซ็น
บนิ อาลี (บตุ รของคอลฟี ะฮ์อาลีและเปน็ หลานของศาสนทูต) พร้อม
ครอบครวั และผตู้ ดิ ตาม มสุ ลมิ ชอี ะฮแ์ ยกตวั ชดั เจนออกจากมสุ ลมิ ซนุ หน่ี
การปกครองในระบอบสืบสายเลือดโดยราชวงศ์อับบาซียะฮ์
(The Abbasid Dynasty) โดยในชว่ งปลาย ค.ศ.900 เร่มิ มกี ารกอ่ ตวั
ของอาณาจักรเล็กอาณาจักรน้อยที่ปกครองโดยซุลต่าน (Sultan)
โดยมกี ารแขง่ ขนั และรบพงุ่ ระหวา่ งกนั ของอาณาจกั รเหลา่ นน้ั แตย่ งั คง
มีความภักดีทางการเมืองต่ออับบาสิดซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่แบกแดด

8

ค.ศ. 1299-1566 ค.ศ. 1258 ค.ศ. 750-1258 ( ่ตอ) (อิรกั ) มุสลมิ ชีอะฮส์ ามารถสถาปนาราชวงศบ์ ูญดิ (the Buyid) มศี นู ยก์ ลาง
การปกครองบริเวณอิรักและอิหร่าน และราชวงศ์ฟาฏิมิด (the Fatimid)
ค.ศ. 1600-1800 มีศูนย์กลางการปกครองที่อียิปต์ ฝ่ายมุสลิมซุนหน่ีเร่ิมมีการก่อตัวของ
อาณาจกั รเซลญูก (the Seljuk) ทม่ี ศี นู ยก์ ลางอยู่ที่แถบตะวันออกเฉียงเหนอื
ของอิหรา่ นและเอเชียกลาง
มองโกลยดึ แบกแดดนำ� มาซงึ่ การแตกกระจายของอาณาจกั รมสุ ลมิ มากยงิ่ ขน้ึ
อาณาจกั รมสุ ลมิ เหลา่ นน้ั ตดั ขาดความภกั ดที างการเมอื งจากศนู ยก์ ลางอำ� นาจ
ทีแ่ บกแดด
อาณาจกั รออตโตมนั เตริ ก์ (The Ottoman Empire) เรมิ่ กอ่ ตวั ขนึ้ และขยายตวั
สเู่ อเชยี กลาง ยโุ รป และแอฟรกิ าและเจรญิ เตบิ โตถงึ จดุ สงู สดุ ในชว่ งซลุ ตา่ น
สไุ ลมานมหาราช (Suleiman the Magnificent: เสยี ชีวติ 1566) ออตโตมัน
กลายเป็นศูนย์กลางท้ังในทางศาสนาและอ�ำนาจทางการเมืองของโลก
มุสลิมซุนหนี่ ฝ่ายมุสลิมชีอะฮ์เร่ิมมีการก่อตัวขึ้นของอาณาจักรซาฟาวิด
(The Safavid Empire) ในช่วง ค.ศ. 1500
อาณาจักรออตโตมันเริ่มเส่ือมถอย และค่อยๆพ่ายแพ้ในหลายสมรภูมิ
จนต้องมีการปฏิรูปและรับแนวความคิดตะวันตกเพื่อปฏิรูปการทหาร
การศึกษา และระบบราชการ ศาสนาเริ่มถกู ลดบทบาท จนมีการกอ่ ตวั ข้ึน
ของขบวนการรฐั ธรรมนญู ในปี ค.ศ. 1876 ญามาลดุ ดนี อฟั ฆอนี เคลอื่ นไหว
เพื่อสร้างความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของโลกมุสลิมและเพื่อต่อต้าน
จักรวรรดินิยม ต่อมา มูฮัมหมัด อับดุฮ์ ได้รับช่วงต่อและได้ฟื้นฟูระบบ
เหตุผลให้มีความส�ำคัญในการท�ำความเข้าใจตัวบททางศาสนาและท�ำการ
ปฏริ ปู การศึกษาไปพร้อมๆ กัน ในตุรกี (ออตโตมนั ) เกิดการปฏิวตั ิเพื่อให้
มกี ารใชร้ ฐั ธรรมนญู ในปี ค.ศ.1908 ขณะทใี่ นอหิ รา่ นกม็ ขี บวนการเคลอื่ นไหว
และนำ� ไปสู่การปฏวิ ัติรัฐธรรมนูญในปี 1905 นำ� ไปสู่การจัดตัง้ รฐั สภา

9

อาณาจกั รออตโตมนั พา่ ยแพแ้ กต่ ะวนั ตกและเสยี ดนิ แดน สว่ นค.ศ. 1924 ค.ศ. 1914-1918
ใหญใ่ นแอฟรกิ าเหนอื คาบสมทุ รอารเบยี ซเี รีย และอริ ักให้แก่
องั กฤษและฝรั่งเศสค.ศ. 1928
เคมาล อตาร์เติร์ก ประกาศล้มเลิกระบอบการปกครองแบบ
คิลาฟะฮ์ ถือเป็นการส้ินสุดของการปกครองตามฐานคิดของ
สำ� นกั คดิ ซนุ หน่ี และต่อมามุสลมิ ซ่งึ แตกกระจายและสามารถ
ปลดแอกจากการยดึ ครองของตะวนั ตก ตา่ งพยายามหาแนวทาง
ในการสถาปนาระบอบการเมืองการปกครองเป็นของตนเอง
ภายใตร้ ฐั ชาตสิ มยั ใหม่ เกดิ การกอ่ ตวั ขนึ้ ของความคดิ เรอ่ื งรฐั อสิ ลาม
(Islamic State)
เกิดขบวนการภราดรภาพมุสลิม (the Muslim Brotherhood)
หรืออิควาน (Ikwan) ในอียิปต์น�ำโดย ฮาซัน อัลบันนา เป็น
ขบวนการทางสังคมระดับรากหญ้าโดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟู
อสิ ลาม เมอื่ ขบวนการนเ้ี ตบิ ใหญข่ น้ึ ไดเ้ ขา้ ไปมสี ว่ นในการปฏวิ ตั ิ
อียิปต์โค่นล้มระบบกษัตริย์ ในปี 1952 แต่ต่อมาแตกหักกับ
คามาล อบั ดลุ นสั เซอร์ ผนู้ ำ� การปฏวิ ตั แิ ละประธานาธบิ ดอี ยี ปิ ต์
แม้อิควานได้ขยายแนวคิดไปท่ัวโลกแต่ถูกทางการอียิปต์ไล่ล่า
บางส่วนเข้าร่วมในกระบวนการทางการเมืองอียิปต์ บางส่วน
ขับเคลื่อนแนวคิดอยู่ในหลายประเทศในโลกอาหรับ แนวคิด
หลกั ของอคิ วานคอื “อิสลามคอื ค�ำตอบ” คือความพยายามนำ�
เอาอิสลามในฐานะระบอบมาใช้ อนั เปน็ ทมี่ าของการเรียกขาน
ขบวนการในลักษณะนีว้ ่า อสิ ลามนิยม (Islamism)

10

ค.ศ. 1941 อบอู ะอล์ า เมาดดู ี้ ไดจ้ ดั ตงั้ ขบวนการอสิ ลาม “ญามาอตั
อสิ ลาม” ในปากสี ถาน และไดน้ ำ� เสนอแนวคดิ รฐั อสิ ลาม
ค.ศ. 1979 และการเมืองการปกครองในระบอบอิสลามที่มีลักษณะ
เทวาธิปไตย (Theocracy)
ค.ศ. 2011 ปฏวิ ตั อิ สิ ลามในอหิ รา่ นนำ� โดย อหิ มา่ มโคมยั นี่ อนั นำ� มา
ซึ่งการปกครองในระบอบวิลายะตุ้ลฟากิฮ์ (Wilayatul
Fakih) ซงึ่ เปน็ สว่ นผสมระหวา่ งเทวาธปิ ไตย (theocracy)
กับประชาธปิ ไตย (democracy)
อาหรับสปริง (Arab Spring) เกิดการลุกฮือของ
ประชาชนเพื่อต่อต้านระบอบเผด็จการท่ัวท้ังภูมิภาค
ตะวนั ออกกลางโดยเรมิ่ ตน้ ทต่ี นู เี ซยี (ประสบความสำ� เรจ็ )
อียิปต์ (ประสบความส�ำเร็จในการโค่นประธานาธิบดี
มบู ารอ็ คแตต่ อ่ มามกี ารรฐั ประหารโดย พลเอก ซซี )ี เยเมน
(ไมป่ ระสบความสำ� เรจ็ ) บาหเ์ รน(ไมป่ ระสบความสำ� เรจ็ )
ซีเรยี (กลายเป็นสงครามกลางเมือง) ลเิ บีย (กลายเปน็
สงครามกลางเมอื ง) โมรอ็ คโค (ปรบั ระบอบการปกครอง
เดมิ ใหเ้ ปดิ กวา้ งยง่ิ ขึ้น)

11

แผนท่ีแสดงอาณาเขต อาณาจักรไบเซนไทร์ (Byzantine Empire) และ
อาณาจกั รซะซานดิ (The Sassanid Empire) กอ่ นอาณาจกั รอสิ ลามกอ่ กำ� เนิดขึ้น
12 แผนทีภ่ ูมภิ าคตะวนั ออกกลางสมัยใหม่

บท ่ีท 1 สทิ ธอิ ำ� นาจทางการเมอื ง (Political Authority)
ในยคุ ก่อตวั ของอิสลาม

บทน�ำ: รฐั สงั คม และสทิ ธอิ ำ� นาจ

การศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ของสังคมมนษุ ย์ในยคุ ตน้ ๆ
ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีความส�ำคัญก็ต่อเม่ือด�ำรงชีวิตอยู่ในฐานะที่
เปน็ สว่ นหนงึ่ ของกลมุ่ ดงั นน้ั การรวมกลมุ่ ทางสงั คมไมว่ า่ วางอยู่
บนรากฐานทางสายเลอื ดสบื ทอดจากบดิ าสบู่ ตุ ร หรอื การรวมกลมุ่
ทว่ี างอยบู่ นธรรมเนยี มจารตี ประเพณหี รอื ศาสนา จงึ เปน็ ลกั ษณะ
สำ� คญั ของสงั คมมนษุ ยต์ ลอดมา เมอ่ื มองปจั เจกบคุ คลอนั มฉี ากหลงั
เปน็ สงั คม มนษุ ยใ์ นฐานะปจั เจกจงึ ถกู ลดนำ้� หนกั ความสำ� คญั ลง
เนอ่ื งจากตวั บคุ คลมคี วามออ่ นแอ ไมส่ ามารถหาเลยี้ งชพี ไดด้ ว้ ย
ลำ� พงั เพยี งคนเดยี ว ยงิ่ ในยามทต่ี อ้ งปกปอ้ งตนเองจากการรกุ ราน
จากศตั รภู ายนอกดว้ ยแลว้ การดำ� รงชวี ติ อยเู่ พยี งลำ� พงั ยอ่ มตอ้ ง
ตกเปน็ เหยอื่ อยา่ งงา่ ยดาย การทมี่ นษุ ยม์ ชี วี ติ ดว้ ยการเปน็ สว่ นหนง่ึ
ของครอบครัว ชนเผ่า หรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (civitas)
เทา่ นนั้ ทมี่ นษุ ยใ์ นฐานะปจั เจกบคุ คลจะสามารถอา้ งสทิ ธท์ิ างจารตี
หรืออ้างกฎเกณฑ์ทางสังคมเพื่อท�ำการปกป้องตนเองจาก
การคกุ คามได้
อลั ฟาราบี (A.D. 870-950) (1985) ซง่ึ เปน็ นกั ปรัชญา
มุสลิมคนส�ำคัญคนหนึ่งท่ีศึกษาและน�ำเสนอความคิดเกี่ยวกับ
รัฐชี้ว่า สังคมมีความส�ำคัญและจ�ำเป็นส�ำหรับมนุษย์ เพราะ
มนุษย์สามารถบรรลุถึงความสุขทางร่างกายและจิตวิญญาณก็
ดว้ ยการกระทำ� ผา่ นกระบวนการทางสงั คมเทา่ นนั้ กลา่ วคอื สงั คม
[รฐั ] เปน็ เคร่อื งมอื เพือ่ ไปสู่การบรรลคุ วามสขุ (happiness):

13

“โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ไม่สามารถบรรลุในส่ิงท่ีเขาต้องการได้ด้วย
ล�ำพังเพียงคนเดียว หากแต่ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากสมาชิกอ่ืนในสังคม
ถ้ามนุษย์ต้องการบรรลุความสำ� เร็จ เขาจะต้องเป็นส่วนหน่ึงของสังคม (qawm)
ซึง่ จะต้องร่วมมอื กับสมาชกิ คนอนื่ ๆ” (p. 51)

ไม่เพียงแต่สังคมเป็นสิ่งจ�ำเป็นในการ 1 แม้มีการให้ความหมายว่าชะรีอะฮ์คือกฎหมาย
อยู่รอดของมนุษย์ หากแต่สังคมเป็นแหล่งของสิทธิ อิสลามเพ่ือความสะดวกในการแปลภาษา แต่
อำ� นาจ (authority) อีกดว้ ย กล่าวคือ สังคมมิอาจ ชะรอี ะฮเ์ ปน็ มากกวา่ กฎหมาย เนอื่ งจากรวมถงึ ระบบ
ด�ำรงอยู่ได้ถ้าปราศจากสิทธิอ�ำนาจบางอย่างในการ ความเช่ือ ระบบจริยธรรม รวมถึงโลกทัศน์ ชะรีอะฮ์
จัดการให้สังคมสามารถด�ำเนินไปอย่างราบรื่น เปน็ แหลง่ อา้ งองิ ทางจริยธรรม (a source of moral
ดว้ ยเหตนุ มี้ โนทศั นเ์ รอ่ื งสงั คมหรอื อมุ มะฮ์(ummah) authority) ตลอดจนการปฏสิ มั พนั ธท์ างจติ วญิ ญาณ
ในจารตี ทางความคดิ ของนกั คดิ มสุ ลมิ จงึ เปน็ มโนทศั น์ ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า; โปรดดูเพิ่มเติม Tariq
ท่ีแฝงไว้ด้วยสิทธิอ�ำนาจก�ำกับอยู่ นั่นคืออ�ำนาจ Ramadan, Islam: The Essentials (London:
อนั ศกั ดส์ิ ทิ ธข์ิ องพระเจา้ ซง่ึ แสดงตวั ออกมาในรปู ของ A Pelican Book, 2017), 145-146.
กฎเกณฑพ์ นื้ ฐานทางศาสนาหรือท่เี รยี กวา่ ชะรีอะฮ์
(sharī’ah)1
นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์มุสลิม
อย่าง อิบนุ คอลดนู (Ibn Khaldun: 1332-1406)
อธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างสงั คมและรฐั วา่ สงั คม
เปน็ สงิ่ จำ� เปน็ สำ� หรบั มนษุ ย์ เหตผุ ลกค็ อื มนษุ ยถ์ กู สรา้ ง
มาให้มีลักษณะท่ีไม่สามารถด�ำเนินชีวิตอยู่ได้
ถา้ ปราศจากอาหาร กระนนั้ กต็ ามความสามารถในการ
หาอาหารของปัจเจกบุคคลมจี �ำกัด เม่ือเปรยี บเทียบ
กับสัดส่วนความต้องการ ด้วยเหตุน้ีจ�ำเป็นอย่างย่ิง
ที่มนุษย์จะต้องร่วมมือกับผู้อื่นเพ่ือหาอาหารให้
เพยี งพอ หรอื มากกวา่ จำ� นวนประชากร ยงิ่ ไปกวา่ นน้ั
ปจั เจกบคุ คลจำ� เปน็ ตอ้ งรว่ มมอื และชว่ ยเหลอื กนั และกนั

14

เพอื่ การปอ้ งกนั ภยั จากภายนอก ทง้ั นเ้ี นอ่ื งจากพระเจา้ มไิ ด้
ให้ร่างกายมนุษย์มีความแข็งแรง หรือมีเขี้ยวเล็บที่
แหลมคมดังเช่นสัตว์ หากแต่มนุษย์มีมือและสติปัญญา
ซงึ่ ถา้ หากใชม้ นั อยา่ งชาญฉลาด มนษุ ยส์ ามารถสรา้ งสรรค์
และประดิษฐ์เคร่ืองมือที่ดีกว่าส่วนของร่างกายท่ีอันตราย
ท่สี ดุ ของสตั ว์
ถ้าปราศจากการร่วมมือระหว่างกันของมนุษย์
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือถ้าปราศจากการรวมตัวกันเป็น
สงั คม มนษุ ยไ์ มอ่ าจมชี วี ติ อยรู่ อด โดยจะตกเปน็ เหยอ่ื ของ
สัตว์ร้ายและจะสูญพันธุ์ไปในท่ีสุด (Mahdi, 2007,
p. 35-36)
การรวมตัวกันเป็นสังคมและการร่วมมือกัน
ระหวา่ งมนษุ ย์ จงึ เปน็ การทำ� ตามพระประสงคข์ องพระเจา้
ในการรกั ษาไวซ้ ง่ึ เผา่ พนั ธ์ุ ดว้ ยเหตนุ ส้ี งั คมจงึ มคี วามสำ� คญั
อย่างยิ่งยวดต่อมนุษย์ ซ่ึงถ้าปราศจากสังคม เผ่าพันธุ์
มนุษย์ย่อมไม่อาจด�ำรงสืบไปได้ แต่เมื่อสังคมเริ่มก่อตัว
และขยายเติบโตข้ึน จึงมีความจ�ำเป็นต้องมีการยับย้ัง
มนษุ ยจ์ ากการกระทำ� ของมนุษยด์ ้วยกัน2
กระน้ันก็ตาม แม้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม
[การเมือง] หากแต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีพฤติกรรมท่ี
ไม่ดนี กั ท้ังน้ีเพราะสัญชาตญาณการเอาตวั รอดแบบสัตว์
โดยมนษุ ย์มักใชอ้ �ำนาจกดขีม่ นษุ ยด์ ว้ ยกนั อาวธุ ที่มนษุ ย์
ประดษิ ฐข์ น้ึ เพอื่ ปอ้ งกนั ภยั คกุ คามจากสตั วไ์ มเ่ พยี งพอตอ่

2 นกั ทฤษฎสี ญั ญาประชาคมและเสรนี ยิ ม อนั เปน็ แนวคดิ ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ การเมอื งระบอบประชาธปิ ไตย
ได้กลับตาลปัตรความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลและสังคมเสียใหม่ โดยชี้ว่าปัจเจกบุคคล
ย่อมมาเป็นอันดับแรกก่อนการสถาปนาสังคมใด ๆ ขึ้น และไม่เห็นว่าสังคมเป็นข้อเท็จจริงโดย
ธรรมชาตทิ ด่ี ำ� รงอยอู่ ยา่ งอสิ ระจากเจตจำ� นงของปจั เจกบคุ คล; โปรดดเู พม่ิ เตมิ นอรแ์ บรโ์ ต บอ๊ บบโิ อ,
เสรนี ิยมกับประชาธิปไตย, เกษยี ร เตชะพีระ แปล (กรงุ เทพฯ: คบไฟ, 2558), 12-13.

15

การป้องกันภัยคุกคามจากมนุษย์ด้วยกันเอง เน่ืองจากมนุษย์สามารถครอบครอง
อาวธุ ดงั กลา่ วไดอ้ ยา่ งเทา่ เทยี มเสมอกนั ดงั นนั้ จำ� เปน็ จะตอ้ งมอี ำ� นาจบางอยา่ งทมี่ า
ยับย้ังมนุษย์ด้วยกันเอง โดยอ�ำนาจนั้นต้องถูกมอบหมายให้ครอบครองโดยคนใด
คนหน่ึง ซึ่งมีสิทธิอ�ำนาจ (authority) ในอันที่จะท�ำให้ผู้คนสามารถเรียกหาเพ่ือ
หยุดย้ังจากการโจมตซี ง่ึ กันและกัน อิบนุ คอลดูน (Ibn Khaldun: 1332-1406) ชีว้ า่
อำ� นาจดงั กลา่ วคอื อำ� นาจและสทิ ธอิ ำ� นาจ(powerandauthority) อนั เปน็ ความหมาย
ทซ่ี อ่ นอย่ใู นค�ำว่า มลุ ก์ (Mulk: อำ� นาจอธิปไตยหรอื อำ� นาจรฐั ) (Enan, 2007, p. 98)
ซึ่งด�ำรงอยู่ในสังคมมนุษย์และจ�ำเป็นส�ำหรับการด�ำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ โดยอ�ำนาจนี้
มีรากฐานมาจากตระกูล (clan) แล้วแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปเกี่ยวดองเป็น
เครือญาติ (kinship) เผ่าพนั ธ์ุ (tribe) ประกอบสรา้ งขน้ึ เป็นหน่วยทางสงั คมท่ผี ูกพัน
ยดึ โยงเปน็ ปกึ แผน่ (solidarity) เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ผา่ นความเปน็ เผา่ พนั ธ์ุ(tribalism) หรอื
ตระกูลร่วมกัน โดยอิบนุ คอลดูน เรียกความรู้สึกร่วมของความเป็นเผ่าพันธุ์
เดียวกันนี้วา่ อะซอบยี ะห์ (Asabiyyah) และชี้วา่ มนั คือฐานความชอบธรรมในสิทธิ
อ�ำนาจ (authority) ซงึ่ ผูเ้ ข้มแข็งทสี่ ดุ และมีอ�ำนาจท่ีสดุ ในเผ่าพันธใุ์ ช้อา้ ง โดยการ
เห็นชอบของสมาชกิ (อาจด้วยการใช้ก�ำลังบงั คับหรอื ดว้ ยวิธีอน่ื ) เพื่อการปกครอง
อบิ นุ คอลดนู พบวา่ แบบแผนทว่ั ไปของความสมั พนั ธท์ างสงั คมของมนษุ ย์
มีลักษณะที่ผู้คนมักมีแนวโน้มรวมกันเป็นกลุ่มอันเกิดจากความเป็นตระกูลหรือ
เครือญาติ โดยตระกูลท่ีมีช่ือเสียงและมีอิทธิพลท่ีสุดจะเป็นผู้น�ำ เม่ืออ�ำนาจและ
อทิ ธพิ ลของผนู้ ำ� พัฒนาและขยายตวั มากขนึ้ พร้อม ๆ กับผูน้ �ำใชอ้ ำ� นาจการเมือง
เชงิ บงั คบั ซงึ่ นำ� ไปสกู่ ารคอ่ ยๆ กอ่ ตวั ขนึ้ ของรฐั ตอ่ มารฐั ใชก้ ำ� ลงั ปราบปรามกลมุ่ อนื่ ๆ
ให้เข้ามาอยู่ภายใต้อ�ำนาจของตนเองและขยายอิทธิพลออกไป เกิดการสร้าง
อารยธรรมข้นึ จนเมือ่ ถงึ จดุ หน่ึง อารยธรรมนนั้ ค่อย ๆ เส่อื มถอยและพังทลายลง
ในทส่ี ดุ และถกู แทนทดี่ ว้ ยรฐั ใหมท่ เี่ รม่ิ เตบิ โตและแขง็ แรงกวา่ ซง่ึ โดยปกตริ ฐั เกดิ ใหม่
เหล่านั้นก่อตัวข้ึนจากกลุ่มเร่ร่อนท่ีมีจิตวิญญาณของการต่อสู้ท่ีม่ันคงแข็งแกร่งกว่า
แทนจิตวิญญาณการต่อสู้ของผู้คนในรัฐเดิมท่ีค่อยๆอ่อนแอลงอันเกิดจากการมีวิถี
ชวี ติ ทีส่ ะดวกสบายและความเสอื่ มทางจรยิ ธรรมของผคู้ นในอารยธรรมเดิมทีม่ าถงึ
จดุ อิม่ ตัว

16

จะเห็นได้ว่ามโนทัศน์ในเร่ือง ความคิดในลักษณะนี้ได้รับการ
สังคมมนุษย์ของนักคิดมุสลิมไม่ใช่เป็น กลา่ วอา้ งวา่ มรี ากฐานมาจาก โทมสั ฮอ็ บส์
สง่ิ ใหม่ แตน่ กั คดิ มสุ ลมิ ใหค้ วามสำ� คญั กบั (Thomas Hobbes: 1588-1679) ในหลาย
สงั คมโดยพว่ งความคดิ เรอ่ื งรฐั เขา้ ไปดว้ ย ศตวรรษตอ่ มา ฮอ็ บสว์ างฐานทางความคดิ
และท�ำให้รัฐเป็นเงื่อนไขส�ำคัญของการ ในเรอ่ื งสญั ญาประชาคมของเขาดว้ ยแนวคดิ
เกิดขึน้ ของสังคม แตไ่ ม่ได้หมายความว่า เร่ืองธรรมชาติของมนุษย์ท่ีมีความช่ัวร้าย
รฐั จะตอ้ งมากอ่ นสงั คม แตส่ งั คมจะดำ� รง มนุษย์มีธรรมชาติของการแสวงหาอ�ำนาจ
อยู่ได้น้ันข้ึนอยู่กับรัฐ (อ�ำนาจ) ดังท่ีได้ และต้องการอ�ำนาจควบคุมเหนือผู้อ่ืน
เกริ่นไวข้ ้างต้น อยู่เสมอ
ในมโนทัศน์นี้รัฐมีความจ�ำเป็น ฮ็อบส์ยืนยันว่าเพื่อท�ำให้สังคม
และเกิดข้ึนอันเป็นผลมาจากธรรมชาติ สงบสขุ จำ� เปน็ ทปี่ จั เจกจะตอ้ งจำ� ยอมอยา่ ง
ของความก้าวร้าวและอารมณ์ใฝ่ต�่ำของ ไม่มีเง่ือนไขต่ออ�ำนาจท่ีสถาปนาสูงสุด
มนุษย์ เน่ืองจากหากธรรมชาติเหล่าน้ี (sovereign) ขน้ึ ควบคมุ และอำ� นาจดงั กลา่ วนี้
ถูกปลดปล่อยอย่างเสรีโดยไม่ได้รับการ มตี รรกะและความชอบธรรมในตวั ของมนั เอง
ยับยั้ง ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของ ไม่ข้ึนอยู่กับหลักเหตุผลหรือหลักศีลธรรม
ผู้เข้มแข็งกว่า และในท้ายท่ีสุดสังคมจะ ใด ๆ รวมทง้ั ไม่ข้นึ อยกู่ บั อ�ำนาจหรือหลกั
ต้องแตกสลายออกเป็นเสย่ี ง ๆ จากการ ศีลธรรมทางศาสนา (Sorel, 1996, p. 78)
ตอ่ สู้กนั ของคนเหล่าน้ัน อย่างไรก็ตามฮ็อบส์เพียงแต่
ตรรกะที่เกิดข้ึนตามมาจาก วเิ คราะหล์ กั ษณะทางจติ วทิ ยา(psychological)
แนวคดิ เรอ่ื งสงั คมและการยบั ยงั้ ไมใ่ หเ้ กดิ ของปัจเจกบุคคลว่ามีธรรมชาติของการ
การต่อสู้ใช้ก�ำลังเข้าห�้ำห่ันกันในสังคม เอาตัวรอดและเห็นแก่ตัว ขณะท่ีอิบนุ
และการปกปอ้ งผอู้ อ่ นแอจากการกดขข่ี อง คอลดูน ช้ีให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง
ผแู้ ขง็ แรงกวา่ คอื ความคดิ เรอ่ื งสทิ ธอิ ำ� นาจ ปัจเจกบุคคลและสังคมหรือลักษณะทาง
(authority) กล่าวคือ ใครเป็นผู้มีสิทธิ สังคมวิทยา (sociological) ของปัจเจก
อำ� นาจในการยบั ยง้ั นนั้ ? หรอื การอา้ งสทิ ธ์ิ บุคคลในมโนทัศน์เรื่องอะซอบียะฮ์
ดังกล่าวน้ันมีรากฐานความชอบธรรม หรือความเป็นชนเผ่าก่อนหน้าฮ็อบส์ถึง
มาจากอะไร? 3 ศตวรรษ

17

กระนั้นก็ตาม มิได้หมายความว่าอิสลามขีดเส้นแยกชัดเจน
ระหวา่ งสังคมและรฐั มโนทศั น์ (concept) เก่ียวกบั สงั คมและรัฐในยคุ
ตน้ ของอสิ ลามหมายถึงส่งิ เดียวกนั จรงิ ๆ แล้วคำ� ว่ารฐั ไม่มปี รากฎอยู่
ในคัมภีร์อัลกุรอ่านหรือไม่ได้มีการกล่าวถึงในอัลหะดีษ อัลกุรอ่าน
เพียงแต่กล่าวถึง “ผ้ทู ี่อยู่ในอ�ำนาจ” ซ่งึ เปน็ การกล่าวถงึ การจัดการทาง
อำ� นาจในสงั คมที่สมาชิกต้อง “เคารพต่ออลั เลาะห์ เคารพต่อศาสนทตู
และบรรดาผู้ทีอ่ ยใู่ นอ�ำนาจในหมพู่ วกเจา้ ” (กุรอา่ น, 4:59) ซึง่ ประการ
หลงั น้ีอนุมาณไดว้ ่าคืออำ� นาจทางการเมอื ง (political authority) ของ
รฐั น่ันเอง ขณะทคี่ วามคดิ เก่ียวกบั สังคมไม่ว่าจะเป็นสงั คมทม่ี ีลักษณะ
ที่ประกอบข้นึ มาเปน็ รฐั หรือเปน็ ส่วนหนึง่ ของรัฐ สังคมเปน็ “ส่งิ จำ� เปน็
ในเชิงเหตุผล (rational necessity)” ในการบรรลุเป้าหมายของ
ปัจเจกบุคคลดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น และเมื่อทั้งคัมภีร์อัลกุรอ่านและ
อัลหะดีษได้กล่าวถึง ตลอดจนเน้นย�้ำความส�ำคัญของสังคม จึงถือว่า
สงั คมเป็น “ความจำ� เป็นทางศาสนา (religious necessary)” อีกด้วย
ในงานเขยี นชอ่ื al Siyāsah al Shar‘īah fī Islāh al Ra‘īyah
(ชะรีอะฮ์ของการเมอื ง) อบิ นุ ตัยมยี ะฮ์ (เสยี ชวี ิต ค.ศ.1328) (1996) ได้
อธิบายถึงความจ�ำเป็นของรัฐและสังคมในเชิงเหตุผลและความจ�ำเป็น
ในเชงิ ศาสนาไวอ้ ยา่ งลงตัววา่
“การสถาปนาอ�ำนาจ (รัฐ) ถอื เป็นหนา้ ทีท่ างศาสนา เพราะ
ลกู หลานของอาดมั (มนษุ ย)์ ไมอ่ าจบรรลถุ งึ เปา้ หมายรว่ มกนั ไดถ้ า้ หาก
ไม่ร่วมมือกันเนื่องจากแต่ละคนจ�ำเป็นต้องพึ่งพากันและกัน และ
ผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคนคือการมีชีวิตอยู่ภายใต้ความยุติธรรม
การตัดสินชี้ขาดด้วยความยุติธรรม การมอบสิทธิ์แก่เจ้าของอย่าง
ยุติธรรมคือแก่นของหลักของการมีรัฐและเป็นเป้าหมายของชีวิต
สาธารณะ” (p. 154)

18

อบิ นุ ตยั มยี ะฮ์ อ้างถึงอลั กุรอา่ น ท่กี ลา่ วว่า “เราได้
ส่งบรรดาศาสนทูตพร้อมทั้งคัมภีร์แห่งความยุติธรรมด้วย
สญั ลกั ษณอ์ นั ชดั แจง้ แกพ่ วกเขา เพอ่ื ทพ่ี วกเขาจะไดด้ ำ� รงไวซ้ งึ่
ความยุติธรรม และเราไดส้ ร้างเหล็ก (ทม่ี คี วามแข็งแกร่ง) เพ่อื
พวกเขาจะได้ใช้มันและได้ประโยชน์จากมัน” (57:25) โดย
อธบิ ายวา่ เหลก็ ในโองการดงั กลา่ วแสดงใหเ้ หน็ ถงึ อำ� นาจบงั คบั
กลา่ วคอื อลั เลาะหม์ อบคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นและมอบอำ� นาจบงั คบั
เพือ่ ให้บรรลุเป้าหมายแห่งคัมภีร์น้นั 3
ทงั้ หมดทกี่ ลา่ วถงึ นนั้ เปน็ การชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ความจำ� เปน็
ทางธรรมชาติ (imperative nature) ของการมีอ�ำนาจรัฐ
ขณะท่ีหลกั ฐานจากอัลหะดีษนนั้ อิบนุ ตัยมยี ะฮอ์ ้างถงึ ค�ำพดู
ของศาสนทูตมูฮัมหมัดท่ีว่า “เมื่อมีสามคนจากพวกเจ้าออก
เดินทาง สมควรต้องแต่งต้ังคนหน่ึงในน้ันเป็นผู้น�ำ (Amir)”
โดย อบิ นุ ตยั มยี ะฮช์ ว้ี า่ แมม้ คี นจำ� นวนเพยี งสามคนศาสนทตู
มฮู ัมหมดั ยังกำ� ชบั ให้ด�ำเนินการแตง่ ตั้งผ้นู ำ� [มีอำ� นาจ] ดังนัน้
ผู้คนจ�ำนวนมากกว่านี้ เช่น สังคม ย่อมต้องมีความจ�ำเป็น
ในการแตง่ ตงั้ ผนู้ ำ� เชน่ เดยี วกนั ดว้ ยเหตนุ ก้ี ารสถาปนาสถาบนั ท่ี
มีอำ� นาจบังคบั หรือ อิมาเราะห์ (Imarah) ซ่งึ กค็ ือ รัฐ จงึ เปน็
หน้าที่ทางศาสนา (Khan, 2007, p. 33) อย่างไรกต็ าม อบิ นุ
ตยั มยี ะฮ์ มที า่ ทรี ะมดั ระวังเม่ือกลา่ วถงึ การสถาปนาอำ� นาจรฐั
โดยช้ีว่าความจำ� เป็นในการมีรัฐไม่ใช่ส่วนหน่ึงของหลักศรัทธา
ในศาสนาอสิ ลาม (article of faiths) แตร่ ฐั เป็นความจำ� เปน็
ในการบรรลเุ ปา้ หมายทางสงั คมทวี่ างอยบู่ นหลกั การและคุณค่า
ทีค่ มั ภรี อ์ ัลกุรอา่ นได้วางไว้

3 ในภาษาของภาษิตอาหรบั คือ Al-Kitab al-hadi wa’l-saf al-nasir (Guiding
book and the helping sword)

19

อาจจะด้วยอิทธิพลทางความคิดจาก นีโอ พลาโตนิสม์ (Neo-
Platonism) ท�ำให้นักคิดมุสลิมมุ่งพิจารณาฐานความชอบธรรมในเรื่องสิทธิ
อำ� นาจใหแ้ กผ่ ปู้ กครองทด่ี ี(virtuousruler) เนอื่ งจากตามแนวคดิ นอี้ ำ� นาจรฐั เปน็
เครอื่ งมอื เพอ่ื ไปสกู่ ารบรรลเุ ปา้ หมายทด่ี ี นน่ั คอื ตามนยั แหง่ ความคดิ น้ี การเมอื ง
มไิ ดม้ เี ปา้ หมายในตวั มนั เอง หากแตเ่ ปน็ เครอ่ื งมอื เพอ่ื บรรลคุ วามดงี าม4 อำ� นาจ
จงึ ตอ้ งสวมทบั (vested) กบั ผทู้ มี่ คี ณุ ลกั ษณะทด่ี ี(virtuousman) โดยผมู้ ลี กั ษณะ
ดงั กลา่ วนนั้ ตอ้ งเปน็ นกั ปรชั ญา (philosopher) หรอื ผรู้ ู้ (learned) อบิ นุ ตยั มยี ะฮ์
และนกั คดิ มสุ ลมิ คนอนื่ ๆ ซง่ึ ศกึ ษาและคนุ้ เคยเปน็ อยา่ งดกี บั งานเขยี นของกรกี
สะทอ้ นแนวคดิ น้ีวา่
“ความดขี องมนษุ ยไ์ มอ่ าจบรรลไุ ดใ้ นโลกนหี้ รอื โลกหนา้ นอกจากผา่ น
ทางสังคม ด้วยความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การร่วมมือเป็น
ส่ิงจ�ำเป็นในการบรรลุซึ่งส่ิงดีงามและขจัดความเลวร้าย ด้วยเหตุนี้เองจึงมี
คำ� กล่าววา่ ‘ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์เป็นสงิ่ มีชีวิตทางสงั คม’ และเม่ือมนุษย์จัดตัง้
ระบบระเบยี บ (organized) ข้นึ มนษุ ยจ์ ะเผชิญกบั สิง่ ทเ่ี ม่อื ไดก้ ระทำ� จะบรรลุ
ซึ่งความดีงามและส่ิงซ่ึงต้องงดเว้นการกระท�ำเพราะมันน�ำมาซ่ึงความเสียหาย
ดว้ ยเหตนุ เ้ี องพวกเขาจงึ จำ� เปน็ ตอ้ งยนิ ยอมตอ่ อำ� นาจของผนู้ ำ� ผซู้ งึ่ มาใชอ้ ำ� นาจ
บังคับเพือ่ ด�ำรงไว้ซึง่ หลักการดังกล่าว” (khan, 2007, p. 30)
กล่าวโดยสรุปคือ เป้าหมายแห่งความดีไม่อาจบรรลุได้ถ้าปราศจาก
สทิ ธอิ ำ� นาจบงั คับ แต่ อิบนุ ตัยมียะฮ์ ก็ตระหนกั ถึงธรรมชาติของอำ� นาจท่มี ี
แนวโนม้ ของการเบยี ดเบยี นกดขเี่ พอื่ ผลประโยชน์ จงึ ไดแ้ ยกแยะระหวา่ งอำ� นาจ
ทเี่ ปน็ ดา้ นมดื กบั อำ� นาจทถ่ี กู ตอ้ งชอบธรรม โดยชวี้ า่ ความปรารถนาทจี่ ะควบคมุ
หรือความต้องการยกตนเองเหนือผู้อื่น คือลักษณะหน่ึงของการกดขี่ ซ่ึงเป็น
อำ� นาจมดื และเป็นอำ� นาจทไี่ ม่พงึ ปรารถนา

4 ซง่ึ แตกตา่ งจากแนวคดิ ทางการเมอื งในลกั ษณะสญั ญาประชาคม ทไี่ มไ่ ดเ้ หน็ วา่ การเมอื งเปน็ เครอ่ื งมอื
เพอ่ื บรรลสุ คู่ วามดี แตก่ ารเมอื งคอื การจดั สรรผลประโยชนส์ าธารณะ การเมอื งไมไ่ ดม้ ลี กั ษณะpurposive,
sacred ดังแนวคดิ แบบพลาโตนสิ ม์ อย่างไรก็ตาม Qamaruddin Khan เหน็ ว่าแมเ้ ราจะเหน็ รอ่ งรอย
ทางความคิดของกรีกในหมู่นักคิดมุสลิม แต่ความคิดในเรื่องรัฐที่เน้นเจตจำ� นงของชุมชน (ummah)
และ[รฐั ]เปน็ เครอื่ งมอื เพอื่ การบรรลถุ งึ อดุ มการณท์ างสงั คมของชมุ ชนนน้ั มไิ ดป้ รากฎอยใู่ นแนวความคดิ
ของกรกี มโนทัศน์เร่อื งชมุ ชน (ummah) ทยี่ ดึ โยงกันดว้ ยกฎเกณฑ์ทางศาสนา (ชะรอี ะฮ์) ในทกุ มิติของ
สงั คม เปน็ มโนทศั นเ์ ฉพาะของสงั คมมสุ ลมิ ; โปรดดเู พม่ิ เตมิ QamaruddinKhan,ThePoliticalThought
of Ibne Taymiyyah (New Delhi: Adam Publishers and Distributors, 2007), 31.
20

Al Isfahānī (1455-1521) นกั คดิ และนักเทววิทยา
อสิ ลามผวู้ างรากฐานทฤษฎกี ารเมอื งการปกครองในอาณาจกั ร
มสุ ลมิ ทางตะวนั ออก(Transsoxiana ในยคุ สมยั ของอาณาจกั ร
Timurid ซ่ึงมศี นู ยก์ ลางอยทู่ ี่ Samarkand) และมชี วี ติ อยูใ่ น
ยคุ เดยี วกบั อบิ นุ คอลดูน เป็นผหู้ นึง่ ท่ีสร้างทฤษฎีผู้ปกครอง
ในอดุ มคตขิ นึ้ ดว้ ยการวางคณุ สมบตั ผิ ทู้ จี่ ะเขา้ มามอี ำ� นาจระงบั
และควบคุมสังคมว่าต้องเป็น “ชายผู้ทรงธรรม” ท่ีมีความรู้
ชะรอี ะฮอ์ ยา่ งลกึ ซึง้ โดยผ้มู คี ุณสมบตั ดิ งั กล่าวจะสามารถมา
สร้างความลงรอยและความเท่าเทียมระหว่างกันให้เกิดข้ึน
อย่างยตุ ิธรรม เนอ่ื งจากชายผูน้ เ้ี ป็นผู้ร้วู ธิ ีการ (means) และ
ทม่ี าของวธิ กี ารในการตดั สนิ และดำ� รงความยตุ ธิ รรมซงึ่ มาจาก
ชะรอี ะฮ์อิสลามนน่ั เอง
Al Isfahānī ยนื ยนั ว่าผู้ปกครองตอ้ งเป็นผทู้ ม่ี คี วาม
ยุติธรรมอันเปน็ ผลมาจากความร้อู ย่างลึกซ้ึงในชะรอี ะฮ์ และ
ความยุติธรรมนั้นสามารถบรรลุได้ด้วยหลักชะรีอะฮ์เท่านั้น
กล่าวโดยสรุปคือสิทธิอ�ำนาจของชายผู้นี้มีรากฐานมาจาก
ความรู้แจ้งในหลกั ชะรีอะฮ์นัน่ เอง แต่กระนน้ั กต็ าม Isfahānī
กใ็ หค้ วามชอบธรรมแกช่ ายผนู้ ี้ แมว้ ธิ กี ารใหไ้ ดม้ าซงึ่ อำ� นาจของ
เขาจะมาจากการใช้ก�ำลังเข้ายึดมาจากผู้ปกครองท่ีมีอยู่เดิม
(Lambton, 1978 อ้างถึงใน Cudsi & Dessouki, 1981, p. 57)
การทำ� ความเขา้ ใจความคดิ ทางการเมอื งของนกั คดิ
มสุ ลิม จำ� เปน็ ทีจ่ ะต้องเข้าใจโลกทัศน์ (Islamic Worldview)
ของอสิ ลาม ทัง้ นี้เน่อื งจากการมองโลกทีแ่ ตกต่างกนั นำ� มาซง่ึ
การสรา้ งทฤษฎี สมมตุ ฐิ าน ตลอดจนข้อสรุปท่ีแตกตา่ งกนั
คัมภีร์อัลกุรอ่านยืนยันว่าโลกน้ีถูกสร้างข้ึนโดย
พระเจ้า (ต่อไปจะใช้ค�ำว่า อัลเลาะห์ ซ่ึงเป็นพระนามของ
พระเจ้าในอิสลาม)5 ให้มีกลุ่มชนที่หลากหลายกลุ่ม เช่น

5 ในอสิ ลามพระเจ้ามีพระนาม 99 พระนาม โดยค�ำวา่ อัลเลาะหเ์ ป็นพระนามที่
พระเจา้ ใชใ้ ห้เรียกพระองค์

21

โองการที่กล่าวว่า “โอ้มนุษย์ท้ังหลาย แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้ามาจาก
ชายหน่งึ และหญิงหน่งึ และบันดาลพวกเจ้าให้แตกออกเปน็ เผา่ พันธ์ุ และเป็น
กลมุ่ ต่างๆ” (49:13) ซง่ึ ในแต่ละกลมุ่ ชนตามทีค่ ัมภีร์อลั กุรอา่ นไดก้ ลา่ วถึงนน้ั
ต่างกม็ รี ะเบยี บแบบแผน (orders) เปน็ ของตนเองทีอ่ ลั เลาะห์ประทานลงมาให้
กล่าวโดยสรุปคือ ตามโลกทัศน์นี้อัลเลาะห์ได้ส่งศาสนทูตมายังแต่ละกลุ่มชน
เพือ่ สง่ สาร (message) ซ่ึงมีเน้อื หาหลกั คือระเบยี บแบบแผนการด�ำเนินชวี ิตแก่
มนษุ ยใ์ นชมุ ชนนน้ั ๆ โดยถอื เปน็ พนั ธสญั ญา (covenant) ระหวา่ งอลั เลาะหก์ บั
มนษุ ยว์ ่ามนษุ ยจ์ ะด�ำเนินตามระเบียบแบบแผนน้ัน ถ้ามนษุ ยร์ กั ษาพันธสญั ญา
มนษุ ยจ์ ะดำ� เนนิ ชวี ติ ดว้ ยความสงบสขุ ในโลกนแี้ ละอลั เลาะหจ์ ะตอบแทนรางวลั
ในโลกหน้าด้วยสรวงสวรรค์
ภาพของสังคมก่อนศาสนทูตมูฮัมหมัดจึงเป็นภาพที่มิใช่เป็นสังคมท่ี
เป็นหน่ึงเดียว แต่เป็นสังคมของความหลากหลายท่ีประกอบขึ้นมาจากชุมชน
ในแต่ละกลุ่มชนที่ปฏิบัติตามศาสนทูตของตนเอง มีสิทธิอ�ำนาจอันมีท่ีมาจาก
พระเจ้าผ่านชุมชนนั้นๆ พระเจ้าจงึ เปน็ ศนู ยก์ ลาง (theocentric) ในโลกทศั น์
ดงั กลา่ ว แมพ้ ระองคจ์ ะไมใ่ ชเ่ ปน็ ผปู้ กครองโดยตรงของรฐั แตพ่ ระองคเ์ ปน็ แหลง่
สทิ ธอิ �ำนาจ (source of authority) และมีอ�ำนาจสงู สดุ (supreme power)
เมอ่ื ศาสนทูตมูฮมั หมดั ได้สถาปนารัฐขึน้ ในนครมะดีนะฮ์ (ปจั จุบันคือ
เมอื งมะดีนะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบยี ) เม่ือปี ค.ศ. 622 มูฮัมหมัดทำ� หน้าท่ี
เป็นทั้งผู้ใช้อ�ำนาจในทางบริหารให้กิจการของรัฐด�ำเนินไป ขณะเดียวกันก็ท�ำ
หน้าทีอ่ อกกฎหมาย (นติ บิ ัญญัต)ิ ไปดว้ ย เน่อื งจากเป็นผู้ได้รบั สาร (message)
และอธบิ ายสารนนั้ แกช่ มุ ชน และยงั ทำ� หนา้ ทตี่ ดั สนิ คดคี วาม(ตลุ าการ) ตามระเบยี บ
และกฎเกณฑ์หรอื กฎหมาย6 (Rahman, 1982, p. 32) ท่ไี ดร้ ับมาจากพระเจ้า

6 ศาสตราจารย์ Fazlur Rahman แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกช้ีว่า มโนทัศน์เรื่องกฎหมายในจารีตทาง
ความคดิ ของอสิ ลามมไิ ดห้ มายถงึ กฎหมายในแบบมโนทศั นข์ องตะวนั ตก เนอื่ งจากสว่ นใหญข่ องหลกั การ
กฎเกณฑ์ หรอื กฎหมายในอสิ ลามมลี กั ษณะกงึ่ หลกั ธรรม(quasi-moralprecepts); โปรดดเู พม่ิ เตมิ Fazlur
Rahman, Islam and Modernity (Chicago and London: University of Chicago Press, 1982), 32.

22

ในอสิ ลามนน้ั สารดงั กลา่ วมไิ ดม้ เี ปา้ หมายเพอื่ ใหส้ มาชกิ
ในชุมชนเชื่อหรือศรัทธาแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องด�ำเนิน
การปฏิบัติ (take action) ด้วยการกระท�ำทางสังคม (social
action) ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายทางสงั คมทดี่ แี ละยตุ ธิ รรมตามทสี่ ารนน้ั
วางไวด้ ้วย หรืออาจกล่าวได้ว่า มูฮัมหมัดไมไ่ ด้แค่เทศนาส่งั สอน
ความเชื่อหรือกฎข้อบังคับทางศาสนาเท่านั้น หากแต่ได้สร้าง
ระเบยี บทางสงั คม (social order) บางอยา่ งทยี่ ึดโยงกบั สารทีไ่ ด้
รบั มาด้วย
ในยคุ ของศาสนทตู มฮู มั หมดั นนั้ กระบวนการในการบรรลุ
เปา้ หมายทางสงั คมหรอื ระเบยี บทางสงั คมมลี กั ษณะของการอาสา
(voluntary) มากกว่าการใช้อ�ำนาจบังคับสมาชิกในสังคม เช่น
การเขา้ รว่ มการรบเพอื่ ปกปอ้ งรฐั หรอื การจา่ ยภาษี เปน็ การกระทำ�
ในลักษณะท่ีสมาชิกเสนอตัวอาสาเข้าร่วม ขณะท่ีการลงโทษมี
ลกั ษณะของการลงโทษทางสงั คม(socialsanction) เชน่ การปฏเิ สธ
ผู้ท่ีไม่จ่ายภาษีด้วยการไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ หรือ
การคว�่ำบาตรต่อผู้ท่ีไม่ปฏิบัติตามมติของชุมชนด้วยการไม่เข้า
ร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่บุคคลผู้น้ันจัดขึ้น หรือเม่ือมี
การสงสัยต่อความภักดีของบุคคลต่อรัฐ บุคคลดังกล่าวจะได้รับ
ลงโทษด้วยการถูกปฏิเสธไม่ให้มีส่วนในหน้าท่ีทางสาธารณะ
(public duties)
อบิ นุ ตยั มยี ะฮ์ ชวี้ า่ ความศรทั ธาของผคู้ นตอ่ ความเปน็
ศาสนทตู หรือนบู ูวะห์ (nubuwah) ของมฮู มั หมดั หรือความเชอ่ื
ความศรัทธาอย่างปราศจากข้อกังขาใดๆต่อความเป็นศาสนทูต
ของอัลเลาะห์ที่มูฮัมหมัดได้ประกาศต่อชุมชน ท�ำให้ปัญหาเร่ือง
สทิ ธอิ ำ� นาจหมดไปโดยปรยิ าย หรอื กลา่ วอกี นยั หนง่ึ คอื การทผ่ี คู้ น
จำ� นนตอ่ อำ� นาจของมฮู มั หมดั มใิ ชเ่ กดิ จากการทมี่ ฮู มั หมดั มอี ำ� นาจ
รัฐ หรอื มูฮัมหมดั เป็นผูน้ ำ� แห่งรัฐ แต่ผู้คนจ�ำนนเพราะความเป็น
ศาสนทตู ของมฮู มั หมดั นน่ั เอง(IbnTaymiyyah,1985,pp.17-18)

23

อำ� นาจบรหิ าร นติ บิ ญั ญตั แิ ละตลุ าการในลกั ษณะรวมกนั เปน็ หนง่ึ เดยี ว
ในตวั ของศาสนทตู มฮู มั หมดั และมฮู มั หมดั ในฐานะกระบอกเสยี งของพระเจา้
และเป็นผู้ด�ำเนินการปฏบิ ัติ (execute) กฎเกณฑข์ องพระเจา้ ให้เกิดสงั คมทดี่ ี
ตามเจตจำ� นงคข์ องพระองคน์ น้ั ศาสตราจารย์MajidKhadduri แหง่ มหาวทิ ยาลยั
Johns Hopkins เรียกรัฐในลกั ษณะนี้วา่ รัฐสังฆราช (apostolic state) คือเปน็
รัฐที่ปกครองโดยพระเจ้าหรือผู้ท่ีอ้างตัวว่ากระท�ำการแทนพระองค์ (A state
governed by God/gods or those who claim to act on divine authority)
(Khadduri, 1995, p.15)
แต่ถึงกระน้ันก็ตามไม่ควรสับสนระหว่างรัฐสังฆราชที่ปกครอง
โดยศาสนทตู มฮู มั หมดั กบั รฐั สงั ฆราชของครสิ ตจกั ร เนอื่ งจากรฐั สงั ฆราชของ
คริสตจักรนั้นไม่ต้องการการยินยอม (consent) จากชุมชน โดยมีชนชั้น
บาทหลวงทถ่ี กู สถาปนาใหม้ อี ำ� นาจพเิ ศษในการสอื่ สารกบั พระเจา้ อนั นำ� มาซงึ่
อ�ำนาจในการจดั การเก่ยี วกบั ชีวิตทางศาสนาของผศู้ รทั ธา สว่ นรฐั สังฆราชใน
แบบจารตี ทางความคดิ ของมสุ ลมิ สายซนุ หนด่ี งั ท่ี ศาสตราจารย์ Majid กลา่ วถงึ
ข้างต้นน้ัน การยินยอมจากชุมชนถือเป็นเง่ือนไขส�ำคัญของความชอบธรรม
เนอ่ื งดว้ ยคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นไดม้ คี ำ� สง่ั ใหศ้ าสนทตู มฮู มั หมดั ปรกึ ษาหารอื (shura)
ในกจิ การสาธารณะกบั สมาชกิ ในชมุ ชนกอ่ นทจ่ี ะมกี ารตดั สนิ ใจใดๆ8(ซงึ่ แตกตา่ ง
จากมุสลิมชีอะฮ์ท่ีเห็นว่าผู้น�ำหรืออิหม่ามเป็นผู้มีคุณสมบัติปราศจากความ
ผดิ พลาด ดว้ ยเหตนุ คี้ นธรรมดาตอ้ งตามอำ� นาจของอหิ มา่ มอยา่ งไมม่ เี งอื่ นไข)
นอกจากนั้นศาสนทูตมูฮัมหมัดยังได้แสวงหาความภักดีทางการเมืองด้วยการ
ทำ� สัตยาบันกับกลุ่มต่างๆอยเู่ ปน็ ประจ�ำอีกดว้ ย (Sonn, 1996, p. 312)

7 อบิ นุ ตัยมยี ะฮ์ เรยี กวา่ นซิ อม อัลนบู ูวะฮ์ (the regime of prophethood – Nizam al Nubuwah)
ซึ่งถ้าให้ความหมายเป็นภาษาไทย คือระบอบสังฆราช แต่มโนทัศน์เร่ืองสังฆราชคือชนชั้นบาทหลวง
แต่ในอิสลามไม่มีชนช้ันบาทหลวง ท�ำให้อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ การใช้ภาษาอาหรับก�ำกับไว้เป็น
การป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดในลักษณะดังกล่าว น่ันคือเวลาพูดถึงรัฐสังฆราช หมายถึง นิซอม
อัล นบู ูวะฮ;์ โปรดดเู พิ่มเติม Qamaruddin Khan, The Political Thought of Ibne Taymiyyah (New
Delhi: Adam Publishers and Distributors, 2007), 458.
8 เชน่ คมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นไดใ้ ชใ้ หม้ ฮู มั หมดั “จงปรกึ ษาพวกเขาในการงาน (ตา่ งๆทค่ี ดิ กระทำ� ) ครน้ั เมอ่ื เจา้
ตดั สนิ ใจเดด็ ขาดแลว้ เจา้ กจ็ งมอบหมาย (การงานนนั้ ) แดอ่ ลั เลาะหเ์ ถดิ แทจ้ รงิ อลั เลาะหท์ รงรกั บรรดา
ผู้ (มจี ิต) มอบหมาย (ในพระองค์)” (กุรอ่าน, 3:159)
24

การก่อตวั ขึน้ ของระบอบคิลาฟะฮ์ (Khilafah)

รัฐสังฆราชได้เปลี่ยนรูปไปเมื่อศาสนทูตมูฮัมหมัดเสียชีวิตลงโดย
ที่มิได้แต่งต้ังผู้ใดสืบทอดอ�ำนาจอย่างชัดเจน (ในทางความคิดของมุสลิม
ซนุ หน)่ี ผลทตี่ ามมาจากเหตกุ ารณอ์ นั เปน็ จดุ เปลยี่ นนก้ี ค็ อื เกดิ ประเดน็ ถกเถยี ง
เกยี่ วกบั พนั ธสญั ญาตอ่ อลั เลาะห์(ผา่ นมฮู มั หมดั ) ทช่ี นกลมุ่ ตา่ ง ๆ ไดใ้ หไ้ วน้ นั้
ส้นิ สุดลงไปกับการเสยี ชวี ิตลงของมฮู มั หมัดด้วยหรือไม่
ตอ่ ประเดน็ ดงั กลา่ ว ชมุ ชนมสุ ลมิ แบง่ ออกเปน็ 2 กลมุ่ กลมุ่ แรกชวี้ า่
พวกเขามพี ันธสญั ญาและยึดม่นั พนั ธสญั ญานนั้ กับอัลเลาะหไ์ มใ่ ชม่ ูฮัมหมดั
ดังน้ันเม่ือมูฮัมหมัดเสียชีวิตลงจึงไม่มีผลต่อพันธสัญญา กล่าวคือกลุ่มน้ี
ยังคงมีความภักดีทางการเมืองต่อชุมชนทางการเมือง (political entity)
ที่ร่วมกอ่ ร่างสร้างตวั มากบั มฮู ัมหมัด
สว่ นกลมุ่ หลงั ซง่ึ เปน็ ชาวเบดอู นิ ทะเลทรายทม่ี จี ารตี ของความภกั ดี
ต่อตัวบุคคลเห็นว่า พวกเขาให้ค�ำมั่นสัญญาต่อมูฮัมหมัด เมื่อมูฮัมหมัด
เสียชีวิตลงก็เป็นอันว่าสัญญาได้ส้ินสุดลงด้วย ผลของการถกเถียงนี้จบลง
ด้วยการประนีประนอม โดยฝ่ายมุสลมิ ทคี่ รองอำ� นาจ น�ำโดยสหายคนสนทิ
ของมูฮัมหมัดทชี่ อ่ื อบูบักร์ (อบูบักร์ อศั ศดิ ดกิ : 573-634) ทำ� การจดั แบง่
อ�ำนาจกันใหม่ กล่าวคืออ�ำนาจบริหารท่ีศาสนทูตมูฮัมหมัดเคยท�ำหน้าที่
ไดถ้ กู แทนทโ่ี ดยคอลฟี ะฮห์ รอื กาหลบิ (ตอ่ ไปจะใชค้ ำ� วา่ คอลฟี ะฮ)์ ซง่ึ ในทาง
ภาษาแปลว่าผู้สืบทอด (จากศาสนทูตมูฮัมหมัด) โดยต�ำแหน่งคอลีฟะฮ์นี้
เป็นต�ำแหน่งที่มิได้มีหน้าที่ด่ังเช่นศาสนทูตผู้ได้รับสาร (message) จาก
พระเจ้าโดยตรงและน�ำเอาสารนั้นมาเผยแพร่และประมวลเป็นกฎหมาย
หากแต่คอลีฟะฮ์เป็นเพียงผู้ท�ำหน้าท่ีดูแลจัดการและบังคับใช้กฎหมาย
(administrative function) ตามที่ศาสนทูตได้รับจากอัลเลาะฮ์เท่าน้ัน
ข้อสรุปน้สี ะทอ้ นออกมาผ่านคำ� พูดของอบบู ักร์ ซงึ่ เป็นผทู้ ีไ่ ดร้ ับเลอื กให้เป็น
คอลฟี ะฮท์ ่านแรกอันเปน็ ผลจากการประนปี ระนอมระหวา่ งกลมุ่ ต่าง ๆ:

25

“ขา้ พเจา้ ไดร้ บั การแตง่ ตงั้ ใหเ้ ปน็ ผนู้ ำ� ของพวกทา่ น ซงึ่ ตวั ของขา้ พเจา้
เองกม็ ิได้เปน็ ผู้ทด่ี ที ส่ี ุดในหมูพ่ วกท่าน ขา้ พเจา้ ดำ� เนนิ รอยตามจารตี และวตั ร
ปฏิบัติของท่านศาสนทูต โดยที่ข้าพเจ้ามิได้สร้างสิ่งใดข้ึนมาใหม่ ดังน้ัน
ถา้ ขา้ พเจ้าทำ� ในสง่ิ ทถ่ี กู ต้อง (คือดำ� เนนิ รอยตามท่านศาสนทูต) ทา่ นทงั้ หลาย
จงชว่ ยเหลอื ขา้ พเจา้ แตห่ ากขา้ พเจา้ ทำ� ในสง่ิ ผดิ (ไมเ่ จรญิ รอยตามทา่ นศาสนทตู )
ขอท่านจงตกั เตอื นขา้ พเจา้ ” (Khadduri, 1995, p. 46)
เหตกุ ารณน์ นี้ อกจากจะเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของการปรแิ ยกทางอำ� นาจของ
ประมขุ แหง่ รฐั (head of state) ของอาณาจกั รอสิ ลามทเ่ี พง่ิ กอ่ ตวั ขนึ้ แลว้ กลา่ วคอื
ผนู้ ำ� แหง่ รฐั มใิ ชผ่ อู้ อกฎหมายดงั เชน่ ในชว่ งสมยั ของศาสนทตู การเสยี ชวี ติ ของ
ศาสนทตู ยังเป็นการสน้ิ สดุ ของการลงมาของกฎหมายศักด์สิ ทิ ธ์ิ (divine law)
ด้วย โดยชมุ ชนมสุ ลิมในขณะน้ันต่างตระหนกั รู้เป็นอยา่ งดวี า่ อบบู กั ร์ ไม่ใช่
ศาสนทูตที่ได้รับสารจากอัลเลาะห์ แต่เป็นเพียงผู้มาท�ำหน้าที่ปกป้องวิถีของ
ศาสนทตู และสบื ทอดภารกจิ เทา่ นน้ั สว่ นหนา้ ทใ่ี นทางนติ บิ ญั ญตั ขิ องคอลฟี ะฮน์ นั้
เป็นเพียงแค่ผู้อรรถาธิบายกฎหมายและด�ำเนินการให้เกิดผลทางปฏิบัติ
กล่าวโดยสรุปคอื คอลฟี ะฮม์ อี ำ� นาจเชิงบรหิ ารนั่นเอง
การเกดิ ขน้ึ ของสถาบนั คลิ าฟะฮ์(Khilafah) และบทบาทของคอลฟี ะฮ์
(Khalifah) ในสถาบันทางการเมืองใหม่น้ี น�ำมาซึ่งการเปล่ียนแปลงในทาง
ความคิดเกี่ยวกับพันธสัญญา (covenant) ที่กล่าวไว้ก่อนหน้าน้ี กล่าวคือ
เมื่อผูน้ ำ� ของกล่มุ ชนตา่ ง ๆ ได้ร่วมกันเลอื กคอลีฟะฮ์ และคอลีฟะฮ์ให้สญั ญา
ว่าจะด�ำเนินการปกครองให้เป็นไปตามหลักชะรีอะฮ์หรือหลักการอิสลาม
ผลที่ตามมาก็คือมีพันธสัญญาเกิดข้ึนในลักษณะท่ีเป็นพันธสัญญาระหว่าง
ชุมชนมุสลิมกับคอลีฟะฮ์ เพ่ิมเติมจากพันธสัญญาเดิมที่มีต่ออัลเลาะฮ์ผ่าน
ศาสนทูตมูฮัมหมัด กล่าวโดยสรุปคือ สิทธิอ�ำนาจและความชอบธรรมของ
คอลฟี ะฮ์เร่มิ มีการยึดโยงกบั การยนิ ยอมของชมุ ชนนน่ั เอง
ความตระหนกั ในความเปน็ มนษุ ยป์ ถุ ชุ นของคอลฟี ะฮแ์ ละมาตรฐาน
ทางจรยิ ธรรมทชี่ มุ ชนไดว้ างไวอ้ ยา่ งสงู สง่ ตอ่ ผทู้ จ่ี ะมาดำ� รงตำ� แหนง่ น้ี ไมก่ อ่ ให้
เกดิ ปญั หาในชว่ งของผมู้ าดำ� รงตำ� แหนง่ ทชี่ อื่ อบบู กั ร์ อศั ศดิ ดกิ (ดำ� รงตำ� แหนง่
ค.ศ. 632-334) และอุมัร อิบนุ ค็อฏฏอบ (ด�ำรงต�ำแหน่ง ค.ศ. 634-644)

26

เน่ืองจากท้ังสองได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ทรงธรรมเป็นท่ีประจักษ์แก่ชุมชน
สำ� หรบั อบบู กั รน์ นั้ ครองตำ� แหนง่ ในชว่ งระยะเวลาสนั้ ๆ และเปน็ ชว่ งเวลาทหี่ มดไป
กบั การปราบปรามผู้ที่ไม่จ่ายภาษีหรือซะกาต ซ่งึ นอกจากซะกาตเปน็ หลักการ
ส�ำคญั ในอสิ ลามแลว้ การจา่ ยซะกาตยงั เป็นการแสดงถึงการยอมรับในอ�ำนาจ
ของรฐั ใหมท่ เี่ พงิ่ กอ่ รา่ งสรา้ งตวั ขน้ึ ผทู้ ไ่ี มจ่ า่ ยซะกาตคอื ผปู้ ฏเิ สธตอ่ อสิ ลามและ
ท้าทายไมย่ อมรับในอ�ำนาจรัฐ
และด้วยความเป็นผู้อาวุโสของอบูบักร์ซึ่งเป็นปัจจัยสำ� คัญในการเป็น
ผู้น�ำของสังคมชนเผ่า อีกท้ังความเป็นผู้ท่ีเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเป็นคน
แรก ๆ รวมทงั้ ปจั จยั ดา้ นความใกลช้ ดิ กบั ศาสนทตู มฮู มั หมดั ทง้ั ในแงค่ วามเปน็
สหายคนสนิทและมีศักด์ิเป็นพ่อตาของศาสนทูต (พระนาง อาอิชะฮ์
ซ่ึงเปน็ หน่งึ ในภรรยาศาสนทตู เป็นบตุ รีของ อบูบกั ร)์ ท�ำให้ความเป็นผู้น�ำและ
การบรหิ ารรฐั อสิ ลามทเ่ี พง่ิ กอ่ รา่ งสรา้ งตวั ของอบบู กั รม์ คี วามราบรนื่ เปน็ ทย่ี อมรบั
และสอดคล้องกับความคาดหวงั ของชุมชน (live up to the expectation of
the community)
ขณะที่ความเป็นผู้น�ำของอุมัรซ่ึงข้ึนมามีอ�ำนาจต่อจากอบูบักร์นั้น
เปน็ ทยี่ อมรบั โดยปราศจากขอ้ สงสยั หรอื ขอ้ คลางแคลงใดๆจากชมุ ชน ดว้ ยอมุ รั
เปน็ ผทู้ บี่ งั คบั และเครง่ ครดั ในวตั รปฏบิ ตั ขิ องตวั เองใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานสงู สดุ
ทศี่ าสนาไดว้ างไวม้ ากกวา่ ไปบงั คบั ผอู้ ยภู่ ายใตก้ ารปกครอง อมุ รั คอื อสิ ลามและ
อิสลามแสดงตัวออกมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวอุมัร วิถีการด�ำเนินชีวิต
ของอุมัรซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์กับวิถีของอิสลามประหนึ่งว่าการต่อต้านอุมัร
คือการตอ่ ตา้ นอสิ ลาม ในช่วงสมยั เพยี งระยะเวลา 10 ปีของการเปน็ คอลฟี ะฮ์
อมุ รั ขยายอาณาจกั รอสิ ลามจนมขี นาดใหญก่ วา่ อาณาจกั รโรมนั อมุ รั เปน็ ผรู้ เิ รม่ิ
วางหลกั การดา้ นศาสนวทิ ยา(theology) แนวคดิ ทางการเมอื งอสิ ลาม(political
ideology) อุมัรเป็นผู้สร้างอารยธรรมอิสลามให้มีตัวตนขึ้น โดยก่อนหน้าน้ัน
อาณาจกั รโรมนั ไบเซนไทรไ์ มเ่ หน็ อสิ ลามอยใู่ นสายตา โดยเมอื่ มสุ ลมิ สง่ ทตู ไปยงั
โรมนั ฯ เพือ่ สร้างสมั พนั ธไมตรีและเผยแผอ่ ิสลาม พวกเขากโ็ ดนฆ่าทง้ิ แม้อุมรั
เป็นผู้ขยายอาณาจักรอิสลามไปสู่ไบเซนไทร์และเข้าครอบครองเกือบท้ังหมด
ของเปอร์เซยี แต่อมุ ัรไมไ่ ดด้ ำ� รงชวี ติ เฉกเช่นมหาจักรพรรด์ิ เขายังคงรีดนมววั

27

ขายเพ่ือเลย้ี งชีพ และเมือ่ อาลขี อรอ้ งใหเ้ ขารบั เงินเดอื นจากเงินกองคลงั แมอ้ ุมัร
จะยอมรับแต่เขาได้ต้ังกรรมการขึ้นมาเพ่ือค�ำนวนว่าชาวอาหรับธรรมดาคนหนึ่ง
จะตอ้ งใชเ้ งนิ เปน็ จำ� นวนเทา่ ไหรเ่ พอ่ื ดำ� รงชพี ในแตล่ ะเดอื นเพอ่ื เขาจะไดร้ บั เงนิ เดอื น
เป็นจำ� นวนเท่านั้นไม่มากไม่นอ้ ยไปกวา่ น้ัน (Ansary, 2009, p.42)
ดว้ ยจริยธรรมอนั เป็นเลศิ และวตั รปฏบิ ตั ทิ างสาธารณะท่สี อดคลอ้ งกบั
ความคาดหวังของชุมชนของคอลีฟะฮ์อบูบักร์และคอลีฟะฮ์อุมัร ส่งผลให้สิทธิ
อำ� นาจและความชอบธรรมของระบอบใหมน่ กี้ อ่ ตวั ขน้ึ โดยผกู ตดิ กบั มาตรฐานทาง
จริธรรมทางศาสนาและความคาดหวังของชุมชนต่อผู้มาด�ำรงต�ำแหน่งน้ีอย่าง
เคร่งครัด และเราจะพบว่าเมื่อใดก็ตามท่ีคอลีฟะฮ์ไม่ได้ด�ำเนินการบริหารอย่าง
สอดคลอ้ งกบั ความคาดหวงั และมาตรฐานดงั กลา่ ว การตอ่ ตา้ นจากชมุ ชนจะกอ่ ตวั ขนึ้
การใชค้ วามรนุ แรงเพอ่ื ปราบปรามจากอำ� นาจจะเกดิ ขน้ึ ตามมา นำ� มาซงึ่ วกิ ฤตคิ รงั้ แลว้
ครง้ั เลา่ ตลอดประวัตศิ าสตรข์ องระบอบการปกครองชนิดนี้
หว้ งเวลาการครองต�ำแหนง่ ของอุษมาน อบิ นุ อัฟฟาน (ดำ� รงต�ำแหนง่
ค.ศ. 644-656) ซงึ่ ขนึ้ มาเปน็ คอลฟี ะฮค์ นทส่ี ามตอ่ จากอมุ รั เปน็ จดุ เรมิ่ ตน้ ของการ
ปรากฎขึ้นของวิกฤติดงั กลา่ ว เม่อื อุษมานซง่ึ ขึน้ มามีอำ� นาจดว้ ยการคดั เลอื กจาก
คณะกรรมการที่อุมัรได้ต้ังข้ึนก่อนจะเสียชีวิตถูกมองว่าเป็นผู้หย่อนยานในเชิง
จรยิ ธรรมการปกครอง คอลีฟะฮอ์ ษุ มานปลดบุคคลที่ไดร้ บั การยอมรบั จากชุมชน
และแต่งตั้งเครือญาติของตนเองด�ำรงต�ำแหน่งส�ำคัญๆ การบริหารของคอลีฟะฮ์
อุษมานถูกมองว่ามีลักษณะพวกพ้องมากกว่าการพิจารณาจากความสามารถ
การต่อต้านจึงเร่ิมก่อตัวขึ้นจากหลากหลายกลุ่มในชุมชนมุสลิม จนพัฒนาไป
เปน็ การรวบรวมกองกำ� ลงั ปดิ ลอ้ มเมอื งเพอ่ื กดดนั ใหอ้ ษุ มานลาออก และเมอ่ื อษุ มาน
ปฏเิ สธ เหตกุ ารณจ์ งึ จบลงดว้ ยอษุ มานถกู ลอบฆา่ จนเสยี ชวี ติ และความขดั แยง้ ได้
ขยายเป็นวงกว้างยิ่งขึน้
เม่ืออาลี บิน อบีฏอลิบ (ด�ำรงต�ำแหน่ง ค.ศ. 656-661) ข้ึนมาเป็น
คอลฟี ะฮ์คนท่ี 4 ทา่ มกลางบรรยากาศของความขดั แยง้ และการแบ่งฝกั แบ่งฝา่ ย
(factionalism) คอลีฟะฮ์อาลขี ้ึนมาดว้ ยการใหส้ ัตยาบันของกลุ่มต่าง ๆ ทีแ่ ข่งขนั
กันทางอ�ำนาจระหว่างกันโดยกลุ่มเหล่านั้นเป็นกลุ่มที่เป็นหัวหอกในการปิดล้อม

28

อุษมาน ซึ่งบางกลุ่มถูกกลา่ วหาว่าเปน็ ผอู้ ยู่เบอื้ งหลังการฆาตกรรมในครง้ั น้ันดว้ ย
ต่อมาเม่ือคอลีฟะฮ์อาลีผู้ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงความเคร่งครัด
ตอ่ จรยิ ธรรมและความแตกฉานในความรศู้ าสนา ไดท้ ำ� การประนปี ระนอมกบั คแู่ ขง่
ทางอ�ำนาจ (กลุ่มของมุอาวียะฮ์) เพื่อรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชุมชน
เอาไว้ อาลกี ถ็ กู ลอบสงั หารจากกลมุ่ คอวารจิ ญ์ (Khawarij) ทเ่ี หน็ วา่ ตวั อาลมี คี วาม
หยอ่ นยานในการรกั ษาสจั ธรรม เพราะไปประนปี ระนอมกบั กลมุ่ มอุ าวยี ะฮซ์ ง่ึ กลมุ่
คอวาริจญ์เห็นว่าได้ออกนอกแนวทางศาสนาตามมาตรฐานในอุดมคติท่ีกลุ่ม
คอวารจิ ญย์ ดึ ถอื ชว่ งคอลฟี ะฮอ์ าลจี งึ เปน็ ชว่ งทอ่ี าณาจกั รมสุ ลมิ แตกออกเปน็ กลมุ่
กอ้ นอยา่ งชัดเจน
ระบบคิลาฟะฮใ์ นยคุ คอลฟี ะฮท์ ง้ั สซ่ี ง่ึ มสุ ลมิ ซนุ หนถี่ อื วา่ เป็นชว่ งเวลาทด่ี ี
ที่สุดต่อจากยุคสมัยของศาสนทูตมูฮัมหมัดจบลงด้วยสงครามกลางเมือง และ
ชุมชนมสุ ลมิ แตกออกเป็น 4 กลมุ่ หลกั คอื กลมุ่ ท่ภี ักดีต่ออาลี ซึ่งต่อมาพัฒนาไป
เปน็ มสุ ลมิ สายชอี ะฮท์ ม่ี แี นวคดิ ทางการเมอื งสบื เนอ่ื งมาจากปญั หาเรอ่ื งความชอบธรรม
ของการปกครองของอาลี โดยพวกเขาเหน็ ว่าอาลเี ป็นผู้มีสทิ ธิและความชอบธรรม
ในการเปน็ คอลฟี ะฮต์ อ่ จากศาสนทตู มฮู มั หมดั ทนั ที และเชอื่ วา่ ศาสนทตู เปน็ ผแู้ ตง่
ตง้ั อาลใี หเ้ ปน็ ผนู้ ำ� กอ่ นทท่ี า่ นจะเสยี ชวี ติ ซง่ึ ตอ่ มากลมุ่ นไ้ี ดพ้ ฒั นาเทววทิ ยาอสิ ลาม
เพื่อรองรับและให้ความชอบธรรมแก่แนวคิดดังกล่าว โดยพัฒนาแนวคิดเร่ือง
ความชอบธรรมในการเป็นผูน้ �ำจากการสืบสายเลือดจากครอบครวั ศาสนทตู หรอื
แนวคิดเรือ่ ง อะฮ์ลลุ บยั ต์ (Ahl al-Bayt) และแนวคดิ เร่ืองอิหมา่ มทป่ี ราศจากบาป
(เราจะพดู ถงึ แนวคิดทางการเมืองของมุสลิมชอี ะฮ์ในบทที่ 4)
กลุ่มท่ีสองคือกลุ่มท่ีแยกออกมาจากอาลี และเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
การสงั หารอาลี เพราะพวกเขาเหน็ วา่ อาลอี อกนอกแนวทางศาสนาอสิ ลามในอดุ มคติ
ท่ีพวกเขายึดถือ กลุ่มนี้เรียกว่ากลุ่มคอวาริจญ์ เป็นกลุ่มที่มีจ�ำนวนไม่มากนัก
หากแต่ความคดิ และวตั รปฏิบัตขิ องกลมุ่ นสี้ ง่ ผลสะเทอื นตอ่ ชมุ ชน เพราะพวกเขา
เลือกใช้แนวทางสุดโต่ง ด้วยการกล่าวหาผู้ที่เห็นต่างจากพวกเขาว่าเป็นคนนอก
ศาสนาหรือเปน็ ผปู้ ฏิเสธศรทั ธา (kafir) และดงั น้ันสามารถใชก้ ำ� ลงั เขา้ บังคับหรอื
กระท่ังฆา่ ท้งิ ได้ (ตามการอธิบายหลกั ศาสนาของกลุ่มน)้ี

29

กลมุ่ ทส่ี ามคอื กลมุ่ ทนี่ ำ� โดยมอุ าวยี ะฮ์ (605-680) ซงึ่ เปน็ คขู่ ดั แยง้
โดยตรงกบั อาลใี นเรอื่ งความชอบธรรมของการเปน็ คอลฟี ะฮข์ องอาลตี อ่ จาก
อษุ มาน โดยเมอ่ื อาลไี ด้รับสัตยาบันจากผนู้ �ำคนอืน่ ๆ ทีก่ ำ� ลังแขง่ ขนั ทาง
อ�ำนาจกันในภาวะสุญญากาศทางอ�ำนาจเนื่องจากคอลีฟะฮ์อุษมาน
ถูกลอบฆ่า มุอาวียะฮ์ซ่ึงเป็นญาติของอุษมานและปกครองดามัสกัส
(กรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรียปัจจุบัน) อยู่ในขณะนั้นไม่ยอมรับ
อาลี มุอาวียะฮ์เป็นผู้ที่ได้ช่ือว่ามีทักษะทางการเมืองสูง เป็นผู้ปกครอง
ทม่ี ปี ระสบการณท์ างการเมอื งอยา่ งชำ�่ ชอง ตอ้ งการใหอ้ าลหี าตวั ผกู้ ระทำ�
ผิดมาลงโทษ ความต้องการและข้อเรียกร้องของมุอาวียะฮ์เป็นการวาง
เงื่อนไขทางการเมืองท่ีต้องการต้อนอาลีให้ไปสู่จุดอับ ความขัดแย้ง
ระหว่างมุอาวียะฮ์และอาลีจึงเดินไปสู่สงครามระหว่างกันและจบลงด้วย
ชัยชนะของอาลี แต่มุอาวียะฮ์ซ่ึงเป็นนักการเมืองท่ีมีศิลปะและช้ันเชิง
ทางการเมืองเหนือกว่าอาลี เสนอให้มีการต้ังคณะทูตขึ้นมาท�ำข้อตกลง
ประนปี ระนอมกบั อาลี โดยมอุ าวยี ะฮส์ ามารถใชเ้ ทคนคิ ทางการทตู บรรลุ
ขอ้ ตกลงที่ท�ำใหส้ ถานะของอาลตี กเปน็ รอง ชยั ชนะทางทหารของอาลจี ึง
ถกู แปรเปลยี่ นไปเป็นชัยชนะทางการเมอื งของมอุ าวียะฮใ์ นทีส่ ุด
กลุ่มท่ีสี่ประกอบไปด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ในชุมชนท่ีไม่ใช่
คขู่ ดั แยง้ โดยตรงหรอื มไิ ดอ้ ยใู่ นวงใน(innercircle) ของการแยง่ ชงิ อำ� นาจ
แต่เมื่อกลุ่มที่สามหรือกลุ่มของมุอาวียะฮ์ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นโดยเป็น
กลมุ่ เดยี วทไี่ มม่ คี วามขดั แยง้ ภายใน และในทา้ ยทสี่ ดุ เมอื่ มอุ าวยี ะฮซ์ งึ่ เปน็
ผนู้ ำ� กลมุ่ คอ่ ย ๆ กระชบั อำ� นาจและสถาปนาการปกครองแบบสบื สายเลอื ด
(hereditary) ข้ึนได้โดยมีศูนย์กลางอยู่ท่ีดามัสกัส กลุ่มท่ีสี่จึงค่อยๆ
ถกู หลอมรวมเขา้ กบั กลมุ่ ทส่ี าม แมพ้ วกเขาจะไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั การปกครอง
ของมุอาวียะฮ์ โดยเห็นว่ามุอาวียะฮ์ขาดความชอบธรรม (legitimate)
และมิได้เป็นผู้มีคุณธรรมที่โดดเด่นดังเช่นสหายท่ีใกล้ชิดของศาสนทูต
คนอน่ื ๆ แตเ่ พราะตอ้ งการหลกี เลยี่ งสงครามกลางเมอื งและความขดั แยง้
ทสี่ รา้ งความเสยี หายและกลนื กนิ ชวี ติ ผคู้ นอยา่ งมากมาย ทำ� ใหค้ นสว่ นใหญ่
เลอื กทจี่ ะอดทนอยา่ งขนั ตธิ รรม (tolerance) ตอ่ ระบอบการปกครองของ
มอุ าวียะฮ์

30

ระบอบคิลาฟะฮ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากศาสนทูตเสียชีวิต
และจบลงดว้ ยการสถาปนาราชวงศอ์ มุ ยั ยะฮซ์ งึ่ เปน็ ระบบสบื ทอด
อำ� นาจทางสายเลอื ด ดว้ ยเหตนุ ช้ี มุ ชนทางวชิ าการมสุ ลมิ กระแส
หลกั หรอื ทเี่ รยี กวา่ อะหล์ ิ ซนุ นะฮ์ วลั ญามาอะฮ์(Ahlal-Sunnah
wa’l-Jama’ah) จึงถือว่าการเร่ิมต้นระบอบการปกครองของ
มอุ าวยิ ะฮเ์ ปน็ การสนิ้ สดุ ระบอบการปกครองคอลฟี ะฮอ์ รั รอชดิ นู
หรอื คอลีฟะฮผ์ ูท้ รงธรรม โดยถือวา่ แมจ้ ะมีความขดั แยง้ ในชว่ ง
คอลีฟะฮ์อุษมานและอาลี แต่ระบอบการปกครองยังคงอยู่ใน
กรอบของการปรึกษาหารือและได้รับการยินยอมหรือบัยอะฮ์
(bai’h) จากชุมชนในทางใดทางหนง่ึ อยา่ งสมคั รใจ แต่ระบอบ
การสืบสายเลือดท่ีเริ่มโดยมุอาวียะฮ์เป็นระบอบที่บังคับด้วย
กำ� ลังให้ยนิ ยอมเท่าน้ัน
ค�ำถามท่ีส�ำคัญประการหน่ึงที่เกิดขึ้นจากการก่อตัว
และพัฒนาการของระบอบคิลาฟะฮ์ในห้วงระยะเวลาประมาณ
3 ทศวรรษครอบคลุมยุคสมัยคอลฟี ะฮท์ ้ัง 4 คนคือ คอลฟี ะฮ์
รับผิดชอบต่อใคร? เพียงรับผิดชอบต่ออัลเลาะฮ์หรือความ
รับผิดชอบน้ันมีต่อชุมชนมุสลิมด้วย? ค�ำตอบนี้มีความส�ำคัญ
มากเพราะถ้าคอลีฟะฮ์รับผิดชอบต่อชุมชนด้วยหมายความว่า
คอลีฟะฮต์ ้องไดร้ บั การยนิ ยอมและต้องถกู ตรวจสอบจากชมุ ชน

31

เห็นได้ชัดว่าคอลีฟะฮ์ครองต�ำแหน่งภายใต้เง่ือนไขบางอย่างและ
มอี ำ� นาจในลกั ษณะจำ� กดั กลา่ วคอื อำ� นาจของคอลฟี ะฮม์ รี ากฐานมาจากอำ� นาจ
ทางศาสนา9 และถกู จ�ำกดั โดยกฎเกณฑท์ างศาสนา (his authority derived
from and limited by the divine law) และเมื่อต�ำแหนง่ น้ีมมี ติ ิของความเปน็
มนษุ ยท์ ย่ี ดึ โยงอยกู่ บั ชมุ ชน กลา่ วคอื ตอ้ งมกี ารยนิ ยอมจากชมุ ชนในลกั ษณะใด
ลกั ษณะหนงึ่ ดว้ ยการใหส้ ตั ยาบนั หรอื บยั อะฮจ์ ากบรรดาผนู้ ำ� ในชมุ ชน อำ� นาจ
ของคอลฟี ะฮจ์ งึ มคี วามชอบธรรมกต็ อ่ เมอ่ื มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อชุมชน คือการ
อยู่ดีกินดีของประชาชนและมีการใช้อ�ำนาจนั้นเป็นไปในทางด�ำเนินการให้
ชมุ ชนผูศ้ รัทธาบรรลุถงึ เจตนารมณ์ทางศาสนา (รับผดิ ชอบต่อพระเจา้ )
อิบนุ ตัยมียะฮ์ มีความเห็นว่าเนื่องจากสถาบันคิลาฟะฮ์มีลักษณะ
เป็นสญั ญา (contract) ท่ีชมุ ชนมอบหมายความรบั ผิดชอบ (trust/wakālah)
แกค่ อลฟี ะฮ์ การจะดำ� เนนิ การใด ๆ ในทางสาธารณะของคอลฟี ะฮ์จึงควรได้
รับฉนั ทานุมตั ิจากชมุ ชน (Khan, 2007, p. 37)
องคค์ อลฟี ะฮจ์ ะถกู ถอดถอนเมอ่ื ละเมดิ พนั ธสญั ญาทไี่ ดใ้ หไ้ วห้ รอื ไม?่
นักกฎหมายและนักเทววิทยาอิสลามมีความเห็นแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
กลมุ่ แรกนำ� โดย อลั มาวารด์ ี(974-1058) ซง่ึ ถอื เปน็ ผวู้ างรากฐานทฤษฎกี ารปกครอง
แบบคอลฟี ะฮแ์ ละเปน็ ผเู้ ขยี นตำ� ราทใี่ หร้ ายละเอยี ดเกยี่ วกบั หนา้ ทคี่ วามรบั ผดิ ชอบ
และคุณสมบัติของผู้ท่ีจะมาด�ำรงต�ำแหน่งนี้ไว้อย่างละเอียด มีความเห็นว่า
การปกครองในระบอบคลิ าฟะฮเ์ ปน็ ความจำ� เปน็ ระบอบคลิ าฟะฮถ์ กู สถาปนาขน้ึ
โดยมีเป้าหมายเพื่อสืบทอดภารกิจของศาสนทูตมูฮัมหมัดและเพ่ือการปกป้อง
อิสลาม อลั มาวาร์ดี (อ้างถึงใน Hamidulah, 2012) ชีว้ า่ :

9 ต่อมาเม่ือมีการถกเถียงถึงบทบาทของสถาบันคิลาฟะฮ์ในช่วงที่มีการล้มเลิกระบอบคิลาฟะฮ์
(ในปี 1924 และคามาล อตาเตริ ์ก ได้สถาปนาสาธารณรฐั ตรุ กีข้นึ มาแทนท่)ี ความคดิ ท่ีวา่ อ�ำนาจของ
คอลีฟะฮ์มีรากฐานมาจากอ�ำนาจทางศาสนากลายเป็นความคิดกระแสรอง ขณะที่ข้อถกเถียงที่ช้ีว่า
สถาบันการปกครองแบบคิลาฟะฮ์มิได้มีรากฐานมาจากศาสนาหรือไม่ใช่สถาบันที่ได้รับการสวมทับ
(vested) อำ� นาจศกั ด์ิสิทธิ์จากพระเจา้ (divine authority) หากแตเ่ ปน็ สถาบนั ทตี่ ้องได้รับการสวมทับ
อ�ำนาจจากชุมชนกลายเปน็ แนวคิดกระแสหลัก โดย อบั ดุลเราะห์มาน อัลคอวาคบิ ี (Abd-al Rahman
al Kawakibi: 1855-1902) นกั คดิ คนสำ� คญั ไดอ้ ธบิ ายและถกเถยี งในประเดน็ ดงั กลา่ วไวอ้ ยา่ งแหลมคม
โดยชวี้ า่ แทท้ จี่ รงิ แลว้ อำ� นาจของคอลฟี ะฮม์ าจากการยนิ ยอมของชมุ ชน มใิ ชม่ าจากการใหอ้ ำ� นาจจาก พระเจา้
เกย่ี วกบั ประเดน็ น้ี; โปรดดเู พิม่ เติม “Al-Kawakibi’s Thesis and its Echoes in the Arab World
Today”, by Ryuichi Funatsu, 2006, Havard Middle Eastern and Islamic Review, Volume 7, p. 1-40.
32

“การยินยอมอยู่ภายใต้ผู้ปกครองเป็นการตัดสินใจของผู้ที่มีเหตุมี
ผล ดว้ ยผปู้ กครองเปน็ ผมู้ าทำ� การปกปอ้ งสมาชกิ จากอนั ตรายของการทำ� รา้ ย
ซึ่งกันและกัน ผู้ปกครองเป็นผู้ท่ีจะมาแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกัน ถ้า
ปราศจากผปู้ กครองแลว้ ไซร้ มนษุ ยต์ อ้ งดำ� เนนิ ชวี ติ อยภู่ ายใตอ้ นาธปิ ไตยและ
ความวนุ่ วายทีไ่ ม่ต่างอะไรจากสังคมแห่งความป่าเถือ่ น” (p. 35)
และเมอ่ื พจิ ารณาในแงม่ มุ ดา้ นตวั บทของคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น อลั มาวารด์ ี
ชวี้ า่ คมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นไดส้ งั่ ใหม้ สุ ลมิ ตอ้ ง “ภกั ดตี อ่ อลั เลาะหแ์ ละภกั ดตี อ่ ศาสนทตู
และบรรดาผู้ปกครองของพวกเจ้า” (4:59) อลั มาวาร์ดี สรปุ วา่ ไม่ว่าจะมอง
จากมุมมองด้านการใช้เหตุผลหรือด้านตัวบทจากคัมภีร์ การมีผู้ปกครอง
ในลกั ษณะคอลฟี ะฮเ์ ปน็ สง่ิ จำ� เปน็ และถา้ ชมุ ชนมสุ ลมิ ไมม่ คี อลฟี ะฮ์ พวกเขา
จ�ำเป็นต้องค้นหาผู้ท่ีมีคุณสมบัติข้ึนมาด�ำรงต�ำแหน่งนี้ ถ้าคอลีฟะฮ์มิได้ท�ำ
หน้าท่ีด�ำเนินตามพนั ธสญั ญาทีไ่ ดใ้ ห้ไว้ หรือไมม่ ีความสามารถอันเกิดจา ก
ทุพพลภาพ คอลฟี ะฮ์ไม่มีสิทธ์ทิ จี่ ะด�ำรงตำ� แหน่งตอ่ ไป (อ้างแล้ว, p. 85)
แตอ่ ลั มาวารด์ ี กไ็ มใ่ หร้ ายละเอยี ดวา่ จะมวี ธิ กี ารอยา่ งไรในการขบั ไล่
คอลีฟะฮ์ออกจากต�ำแหน่ง มีเพียงกลุ่มคอวาริจญ์10 ซึ่งมุสลิมกระแสหลัก
ถอื เปน็ กลมุ่ สดุ โตง่ ทแี่ สดงความคดิ เหน็ อยา่ งเปดิ เผยวา่ สามารถใชก้ ำ� ลงั เขา้ ทำ�
การรัฐประหารเพื่อขับไล่คอลีฟะฮ์ได้โดยชอบธรรม เน่ืองจากส�ำหรับกลุ่ม
คอวาริจญ์แล้ว ต�ำแหน่งคอลีฟะฮ์เป็นต�ำแหน่งท่ีต้องได้รับการเลือกต้ังจาก
ชุมชน สถาบันคิลาฟะฮ์เป็นสถาบันในเชิงประชาธิปไตย (Democratic
Institution) อันวางอยู่บนรากฐานของพันธสัญญากับชุมชนผู้ศรัทธา
ดว้ ยเหตนุ ชี้ มุ ชนสามารถถอดถอนหรอื ขบั ไลค่ อลฟี ะฮไ์ ดห้ ากละเมดิ ตอ่ หนา้ ท่ี
(Rahman, 1984, p. 29)

10 เป็นกล่มุ ท่ีเกิดขึ้นจากสภาพความขดั แย้งในเรอื่ งความชอบธรรมของการขน้ึ มาเปน็ ผนู้ �ำหลังจาก
ศาสนทตู เสยี ชวี ติ โดยกลมุ่ นเี้ ชอื่ วา่ ผทู้ จี่ ะขนึ้ มาเปน็ ผนู้ ำ� เปน็ ใครกไ็ ดท้ ชี่ มุ ชนใหก้ ารยอมรบั ไมจ่ ำ� เปน็
ตอ้ งมเี ชอื้ สายมาจากศาสนทตู และเมอ่ื ผนู้ ำ� หรอื คอลฟี ะฮเ์ ปน็ ผอู้ ธรรม ละเมดิ หลกั เกณฑท์ างศาสนา
ผอู้ ยภู่ ายใตก้ ารปกครองสามารถลกุ ขน้ึ โคน่ ลม้ และสงั หารคอลฟี ะฮไ์ ด้ ตอ่ มากลมุ่ คอวารจิ ญไ์ ดพ้ ฒั นา
เทววทิ ยาของตวั เองเพื่อสนับสนนุ ความคิดน้ี และพฒั นาตอ่ มาเป็นแนวคดิ สดุ โต่งทเ่ี หน็ ว่ากล่มุ อน่ื ๆ
ที่มีความคิดต่างจากกลุ่มตนเป็นพวกนอกรีตและอนุญาตให้ฆ่าคนเหล่านั้นได้; โปรดดูเพิ่มเติม
Fazlur Rahman, Islamic Methodology in History (Islamabad: Islamic Research Institute,
1984), 27-30.

33

กล่มุ ท่ี 2 นกั วชิ าการทน่ี �ำโดย อลั อชั อารีย์ (เสยี ชวี ิต ค.ศ.935)
นกั วชิ าการกลมุ่ นน้ี อกจากจะปฏเิ สธการถอดถอน ตอ่ ตา้ น หรอื เปน็ กบฏตอ่
คอลฟี ะฮโ์ ดยสน้ิ เชงิ แลว้ ยงั ยนื ยนั วา่ มคี วามจำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามและ
เชื่อฟังคอลีฟะฮ์อย่างไม่มีเงื่อนไข แม้คอลีฟะฮ์จะละเมิดต่อหน้าที่หรือ
ปฏบิ ตั ติ วั ไมอ่ ยใู่ นรอ่ งในรอยของศาสนบญั ญตั กิ ต็ าม อลั อชั อารยี ์ (อา้ งถงึ
ใน Khadduri, 1955) ชว้ี ่า “เรายนื หยดั ทจ่ี ะขอพรให้คอลีฟะฮ์ของมุสลิม
มคี วามมน่ั คง มสี วสั ดภิ าพ และใหม้ สุ ลมิ มคี วามภกั ดี (ตอ่ คอลฟี ะฮ)์ และ
เราไม่อนุญาตให้มกี ารต่อตา้ น แมว้ ่าพวกเขา (คอลีฟะฮ์) ดูเหมอื นวา่ จะ
ละเมดิ หรอื ละทงิ้ ตอ่ หนา้ ทตี่ ามพนั ธสญั ญา เราเชอื่ มน่ั ในแนวทางการปฏเิ สธ
การลกุ ขน้ึ ตอ่ ตา้ นดว้ ยอาวธุ และหลกี เลยี่ งการเกดิ สงครามกลางเมอื ง” (p.13)
เนื่องจากมุสลิมสายซุนหนี่ถือว่า อัลอัชอารีย์เป็นต้นธารทาง
ความคดิ และเปน็ ผวู้ างระบบหลกั คดิ ทางศาสนา(doctrine) ของสายซนุ หนี่
ท่าทีของนักวิชาการมุสลิมต่ออ�ำนาจของคอลีฟะฮ์ในสมัยต่อมาจึงเป็น
ท่าทที อ่ี ยู่ในกรอบคิดของอัลอัชอารยี ์ คอื ยดึ หลักความสงบเรยี บร้อยของ
สงั คมมากกวา่ ทา่ ทที เี่ ปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ คอลฟี ะฮ์ ซง่ึ กลมุ่ นเ้ี ชอื่ วา่ ทา่ ทแี บบหลงั
น�ำไปสู่การต่อต้านหรือลุกฮือ อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคม
โดยนักวิชาการเหล่าน้ันมักจะยกฐานะคอลีฟะฮ์ให้มีความศักดิ์สิทธ์ิและ
สรา้ งความชอบธรรมใหก้ บั ระบอบการปกครองในระบอบคลิ าฟะฮ์ โดยอา้ ง
เงื่อนไขความกลัวเกี่ยวกับสงครามกลางเมอื งและความไมส่ งบเรยี บรอ้ ยใน
สงั คมหรอื ฟติ นะฮ์ (fitnah)
นักคดิ และนักเทววิทยามสุ ลมิ ในยุคต้นของอสิ ลาม บางคนถึง
ขนาดทว่ี า่ ใหค้ วามชอบธรรมแกผ่ ปู้ กครองซง่ึ เปน็ ใครกต็ ามทส่ี ามารถรกั ษา
ความสงบเรียบร้อย ปกป้องสังคมจากสภาพอนาธิปไตย (anarchy)
โดยไม่ค�ำนงึ ถงึ จรยิ ธรรมหรอื ความยุติธรรมใดๆของผู้ปกครอง โดยพวก
เขาเหล่าน้ันอ้างอิงตัวบทในคัมภีร์อัลกุรอ่านเพื่อสร้างความชอบธรรม
ใหก้ บั ท่าทดี ังกลา่ ว (เชน่ กุรอ่าน, 2:187; 2:214)
นักวิชาการกลุ่มน้ีซ่ึงเป็นชนส่วนใหญ่ของนักวิชาการมุสลิม
วางขอ้ ถกเถยี งของพวกเขาภายใตค้ วามคดิ ทว่ี า่ ทรราชและความไรศ้ ลี ธรรม
ของผูป้ กครองยังดีกว่าสภาพอนาธิปไตย ความคดิ เรื่องการภกั ดตี อ่ ผูน้ �ำ

34

หรือผู้ปกครองโดยปราศจากเง่ือนไข ลักษณะของการจ�ำยอมต่ออ�ำนาจอย่าง
สะท้อนในงานเขยี นของ อิบนุ ญะมาอะฮ์ มีเงื่อนไขมากยิ่งข้ึน ด้วยการช้ีว่าแม้มี
(Ibn Jamā‘h เสยี ชีวติ ค.ศ.1333) (2013) ผู้ใช้ก�ำลังเข้ายึดอ�ำนาจ และคนผู้นั้น
นกั วชิ าการคนสำ� คญั ของโลกซนุ หน่ี โดยชวี้ า่ : ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในการด�ำรง
“ในกรณที ไี่ มม่ ผี นู้ ำ� หรอื ผปู้ กครอง ตำ� แหน่ง หรือการแต่งตั้งคนท่ีจะมาเปน็
ถ้ามีผู้ใดขึ้นสู่อ�ำนาจโดยการใช้ก�ำลัง ผู้น�ำมิได้กระท�ำอย่างเหมาะสม (เช่น
เข้ายึดครอง แม้บุคคลดังกล่าวจะขาด มีการให้สัตยาบันด้วยการบังคับขู่เข็ญ)
คณุ สมบตั ิ (เชน่ มคี วามโหดร้าย มีความ แม้เห็นได้ชัดว่าการได้มาซึ่งอ�ำนาจและ
อธรรม) หรือบุคคลดังกล่าวมิได้รับการ การปกครองของเขามไิ ดเ้ ปน็ ไปตามหลกั
ยอมรับจากประชาชน อย่างไรก็ตาม ศาสนาทเ่ี ปน็ ทยี่ อมรบั กระนน้ั กต็ ามควร
ความเป็นผู้น�ำของเขายังคงชอบธรรม จะตอ้ งมคี วามระมดั ระวงั ในการตอ่ ตา้ น
การสยบต่ออ�ำนาจและภักดีต่อเขาเป็น อ�ำนาจการปกครองของคนผู้น้ีด้วยการ
สิ่งจ�ำเป็นเพื่อป้องกันความไม่สงบและ ชงั่ นำ้� หนกั ระหวา่ งการเบยี่ งเบนจากระบอบ
รักษาไว้ซ่ึงความเป็นเอกภาพของมุสลิม คลิ าฟะฮอ์ รั รอชดิ นู (คอลฟี ะฮผ์ ทู้ รงธรรม
กลา่ วคอื ความอธรรม ความช่วั ร้าย หรือ 4 ทา่ นแรก) ในการปกครองของเขาวา่ มี
การขาดความรู้ของผู้น�ำมิใช่เหตุผลที่จะ มากน้อยเพียงไรกับต้นทุนท่ีใช้ในการ
ทำ� ใหเ้ กดิ การตอ่ ตา้ นจากประชาชนในกรณี โค่นล้มเขา ถ้าผู้ปกครองแสดงให้เห็น
ที่ผู้น�ำท่ีมาจากการยึดอ�ำนาจถูกโค่นโดย แม้เพียงภายนอกว่าเขาเป็นผู้เคารพต่อ
ผู้อื่นท่ีมีอ�ำนาจมากกว่าด้วยการใช้ก�ำลัง หลกั ชะรอี ะฮแ์ ละดำ� เนนิ การปกครองทอี่ ยู่
ให้ถือว่าผู้ท�ำการโค่นอ�ำนาจเป็นผู้น�ำ ในกรอบของหลักดังกล่าว สิทธิอ�ำนาจ
โดยชอบธรรม เนอื่ งจากการกระทำ� ดงั กลา่ ว ของเขาควรได้รับการพิจารณาว่ามี
สอดคล้องกับผลประโยชน์ของสังคม ความชอบธรรม หากผู้ปกครองกระท�ำ
มุสลิมที่ต้องการรักษาความสงบและ การท่ีขัดกับหลักชะรีอะฮ์อย่างชัดเจน
ความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับ จ�ำต้องพิจารณาว่าการด�ำเนินการ
ค�ำกล่าวของ อิบนุ อุมัร ท่ีกล่าวว่า: เพ่ือขับไล่เขาออกจากต�ำแหน่งนั้นคุ้ม
“พวกเราอยู่ขา้ งผูช้ นะ” (p. 13) กับต้นทุน เช่น การบาดเจ็บล้มตาย
ต่อมาได้มีความพยายามปรับ ความเสียหาย ความวุ่นวายไร้ระเบียบ
ทฤษฎีสิทธิอ�ำนาจดังกล่าวข้างต้นให้มี ความขัดแย้ง ฯลฯ ทใ่ี ช้ไปหรือไม่

35

ผลของทฤษฎสี ทิ ธอิ ำ� นาจในระบอบคิลาฟะฮ์

เหน็ ไดช้ ดั วา่ ทฤษฎสี ทิ ธอิ ำ� นาจในระบอบการปกครองแบบคลิ าฟะฮใ์ นยคุ
ต้นของอิสลามวางมาตรฐานของบุคคลผู้ที่จะมาเป็นผู้น�ำประดุจดังนักบุญ (saint
หรอื wali ในระบอบคดิ อสิ ลาม) ดว้ ยนกั คดิ มสุ ลมิ เจรญิ รอยตามประเพณที างความคดิ
ของเพลโตในเร่อื ง กษตั ริย์นกั ปรัชญา (philosopher king) อันมสี มมตุ ฐิ านดา้ นมดื
ของธรรมชาตขิ องมนษุ ยเ์ ปน็ ความคดิ ตงั้ ตน้ ทำ� ใหม้ คี วามพยายามทจ่ี ะหาผมู้ คี ณุ สมบตั ิ
ในลกั ษณะนกั บญุ มาปกครองเพอ่ื เอาชนะดา้ นทไ่ี มด่ หี รอื ดา้ นมดื ของปถุ ชุ น(layman)
ที่ส�ำคัญย่ิงไปกว่านั้นคือ การที่มุสลิมมีต้นแบบการปกครองในยุคสมัย
ของศาสนทูตมูฮัมหมัดที่บรรลุถึงความสมบูรณ์พร้อม (ในความคิดของมุสลิม)
ทั้งในด้านความเป็นเลิศทางจริยธรรม การตัดสินข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ
ในสงั คมอยา่ งเทย่ี งธรรมดว้ ยชะรอี ะฮ์ จนเกดิ รฐั ทปี่ ระสบความสำ� เรจ็ อนั แสดงออกมา
ผา่ นความมงั่ คง่ั และการขยายอาณาเขตอยา่ งรวดเรว็ และเมอ่ื คอลฟี ะฮโ์ ดยเฉพาะ
อบูบกั ร์และอุมรั ได้เจริญรอยตามแบบอยา่ งนน้ั สบื ตอ่ มาจากศาสนทตู รัฐมสุ ลิมก็
ยง่ิ ประสบความสำ� เรจ็ โดยสามารถครองอำ� นาจอยา่ งมนั่ คงยงิ่ ขน้ึ และแผข่ ยายอาณาเขต
กว้างขวางขึ้นไปอีก11
คุณสมบัติของผู้น�ำทางการเมืองในระบอบการปกครองของมุสลิมจึงถูก
จดั วางไวโ้ ดยมมี าตรฐานของศาสนทตู และคอลฟี ะฮผ์ ทู้ รงธรรมเปน็ ตวั เปรยี บเทยี บ
ท�ำให้ผู้ท่ีจะมาเป็นผู้น�ำในเวลาต่อมา มีคุณสมบัติต่�ำกว่ามาตรฐานไปโดยปริยาย
และแม้ผู้น�ำมีความผิดเพียงเล็กน้อยหรือมีคุณสมบัติที่บกพร่องเพียงเล็กน้อย
ความผิดหรือความบกพร่องนั้นจะถูกขยายความให้กลายเป็นประเด็นข้อถกเถียง
ในความผดิ ทางศาสนา แทนทจี่ ะเปน็ ขอ้ ถกเถยี งในความผดิ เชงิ การบรหิ ารจดั การ
เม่ือกลายเป็นวิวาทะทางศาสนา (theological dispute)12 ผู้เป็นศูนย์กลาง
ของวิวาทะจะถูกผลักให้เป็นผู้เบ่ียงเบนออกจากแนวทางท่ีเที่ยงตรงของอิสลาม
ความเป็นมุสลิมจะถูกตั้งค�ำถามหรือได้รับการตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ไม่ศรัทธา
เป็นคนนอกรตี (takfir) หรือคนนอกศาสนาไปเลย ดงั ท่ีกล่มุ คอวารจิ ญ์ไดก้ ลา่ วหา
อาลใี นกรณที อี่ าลที ำ� การประนปี ระนอมกบั มอุ าวยี ะฮแ์ ละอาลถี กู ลอบสงั หารอนั เปน็
ผลมาจากการกล่าวหาดงั กล่าว

11 ในสมัยการปกครองของคอลฟี ะฮอ์ ุมรั มกี ารขยายอาณาเขตถงึ ซีเรยี อิรกั และอียปิ ต์
12 สาเหตสุ ำ� คญั ประการหนง่ึ ทวี่ วิ าทะทางการเมอื งกลายเปน็ ววิ าทะทางศาสนาคอื การทกี่ ารเมอื ง (ซยิ าซะฮ)์
มไิ ด้ถกู แยกออกมาศึกษาอยา่ งอิสระในฐานะ discipline หากแต่ถกู ศกึ ษาภายใตว้ ชิ ากฎหมายอิสลามหรือ
36 ชะรอี ะฮ์

การแตกออกเป็นกลุ่มก้อนต่างๆและเกิดสงคราม 37
ระหว่างกันในหมู่ผู้เป็นสหายใกล้ชิด (ซอฮาบะฮ์) ศาสนทูต
มฮู มั หมดั โดยเฉพาะในชว่ งเวลาทคี่ อลฟี ะฮอ์ าลขี น้ึ มามอี ำ� นาจนน้ั
อาจกล่าวได้ว่าเกดิ จากขอ้ ถกเถยี งทาง “เทววทิ ยาของการเป็น
ผู้น�ำ” เป็นปัจจัยส�ำคัญ ซึ่งส่งผลให้เกิดการปริแยก (schism)
น�ำไปสู่การตีตราประณาม (stigmatization) ซ่ึงกันและกัน
โดยปญั หาหลกั ประการหนงึ่ ของการถกเถยี งทางเทววทิ ยาดงั กลา่ ว
คอื การยึดถือ “แบบอยา่ ง” ท่ีคอลีฟะฮ์เคยปฏิบัตแิ ละสถาปนา
แบบอย่างนั้นให้กลายเป็นกฎหมายศักด์ิสิทธ์ิ (sanctify)
ทางศาสนา โดยไม่พิจารณาบริบททางสังคมในขณะน้นั
การเจรญิ รอยตาม “รปู แบบ” โดยไมค่ ำ� นงึ ถงึ “เปา้ หมาย
ทส่ี งู กวา่ (higherobjectives) หรอื ปรชั ญาเบอื้ งหลงั ของรปู แบบ
หรือกฎหมาย (philosophy of the law) นน้ั ได้ก่อให้เกดิ ปัญหา
การตีความตามตัวอักษร ซึ่งลดทอนหรือตัดขาดจากบริบท
ความสลบั ซบั ซอ้ นของสภาพสงั คมการเมอื งทส่ี งั คมกำ� ลงั เผชญิ
อยู่เบ้ืองหน้า เม่ือน�ำกฎเกณฑ์น้ันมาใช้โดยไม่ยึดโยงกับสภาพ
ความเปน็ จรงิ ของสงั คม สง่ ผลใหร้ ะบอบขาดความชอบธรรมอนั เปน็
ตวั หล่อเล้ยี งหนอ่ ของความขดั แยง้ ให้เติบโตขยายขึน้ ในทส่ี ดุ
ข้อช้ีขาดของอัลมาวาร์ดีต่อปัญหาความชอบธรรม
ในการขึ้นสู่อ�ำนาจของยาซีด (ครองอ�ำนาจ ค.ศ. 680-683)
บตุ รชายมอุ าวยี ะฮ์ เปน็ ตวั อยา่ งหนง่ึ ในหลายๆกรณที น่ี กั คดิ และ
นักทฤษฎีมุสลิมยึด “แบบอย่าง” โดยไม่ค�ำนึงถึงบริบท และ
สง่ ผลให้เกดิ ปญั หาความชอบธรรมตามมา กล่าวคือ
อัลมาวาร์ดี (อ้างถึงใน El-Affendi, 2008, p.75)
ช้ีว่าการที่คอลีฟะฮ์อบูบักร์เป็นผู้แต่งต้ังอุมัรข้ึนเป็นคอลีฟะฮ์
สบื ตอ่ จากอบบู กั รเ์ ปน็ “แบบอยา่ ง” ทแ่ี สดงใหเ้ หน็ วา่ ผปู้ กครอง
สามารถเป็นผู้แต่งตั้งผู้ปกครองคนต่อไปได้ การแต่งต้ังใน
ลักษณะเช่นน้ีมีความชอบธรรมและถูกต้องตามหลักศาสนา
แต่ความเห็นของอัลมาวาร์ดเี ป็นการละเลยและมองข้ามขอ้ เทจ็

จริงทางประวัติศาสตร์ท่ีว่าการแต่งตั้งอุมัรโดยอบูบักร์ได้รับการเห็นชอบ
จากผู้น�ำกลุ่มต่างๆในขณะนั้น ท้ังนี้ด้วยเป็นที่ยอมรับและเห็นพ้องต้องกัน
ในชุมชนมุสลิมว่าอุมัรเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นที่ยอมรับ และความสามารถ
ในการเปน็ ผนู้ ำ� ของอมุ รั นน้ั ไมม่ ขี อ้ สงสยั ขณะทม่ี อุ าวยี ะฮ์(ปกครอง ค.ศ.661-
680) ซึ่งปกครองอาณาจักรมสุ ลมิ อนั มีดามสั กัสเปน็ ศูนยก์ ลางทางอ�ำนาจ
ไดแ้ ตง่ ตงั้ บตุ รชายของตนเองสบื ทอดอำ� นาจและบตุ รชายคนดงั กลา่ วไมเ่ ปน็
ที่ยอมรับของชุมชนมุสลิมในขณะน้ัน มุอาวียะฮ์จึงใช้กำ� ลังบังคับผู้น�ำกลุ่ม
ต่างๆให้ยอมรับในการข้ึนมาเป็นผู้น�ำของยาซีด และเม่ือยาซีดไม่เป็นท่ี
ยอมรบั จงึ เกดิ การตอ่ ตา้ นขนึ้ ยาซดี จงึ สง่ กองกำ� ลงั เขา้ ปราบปรามและทา้ ยทสี่ ดุ
เกิดสงครามกลางเมืองและจบลงด้วยการสังหารหมู่กลุ่มท่ีภักดีต่อฮูเซ็น
ซง่ึ เปน็ กลมุ่ ทตี่ อ่ ตา้ นยาซดี อยา่ งแขง็ ขนั ทเ่ี มอื งกรั บาลา ประเทศอริ กั ในปจั จบุ นั
และตัวฮูเซ็น13 ซึ่งเป็นหลานแท้ๆของศาสนทูตมูฮัมหมัดถูกฆ่าอย่างทารุณ
ด้วยการตัดศีรษะ เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กัรบาลายังส่งผลกระทบและปลุก
ความรู้สึกของความอยุติธรรมระหว่างมุสลิมซุนหน่ีและชีอะฮ์ เหตุการณ์น้ี
ได้สร้างรอยร้าวและความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันมาเป็นเวลากว่าพันปี
และยงั คงดำ� เนนิ ตอ่ ไปอยา่ งไมร่ ูจ้ บสนิ้
แม้กลุ่มคอวาริจญ์จะค่อยๆสลายตัวไปเน่ืองจากไม่เป็นท่ียอมรับ
ของคนส่วนใหญ่ แต่ความคดิ แนวอุดมคตินิยม (idealism) ของพวกเขายัง
คงมอี ทิ ธพิ ลตอ่ นกั คดิ มสุ ลมิ ยงิ่ มสุ ลมิ สายซนุ หนตี่ อ้ งถกเถยี งกบั แนวคดิ ของ
มุสลิมชีอะฮ์ท่ียืนยันว่าอิหม่ามหรือผู้น�ำต้องเป็นผู้ที่ไร้ข้อผิดพลาดท้ังปวง
(infallible) เน่ืองจากเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงความรู้ภายใน (esoteric
knowledge) ที่คนธรรมดาไม่สามารถเขา้ ถึงได้ แม้มุสลิมซนุ หนี่ไมเ่ หน็ ดว้ ย
กับคุณสมบัติของอิหม่ามตามทัศนะของชีอะฮ์ แต่ยังคงยืนยันว่าผู้ท่ีจะมา
เปน็ คอลฟี ะฮต์ อ้ งเปน็ ผทู้ เ่ี ครง่ ครดั ในศาสนา ดำ� รงตนอยใู่ นศลี ธรรมมคี ณุ ธรรม
และจริยธรรมเปน็ เลิศกว่าคนธรรมดา

13 ฮูเซ็น อบิ นุ อาลี (มชี ีวติ ค.ศ.626-680) หรอื อหิ มา่ มฮูเซน็ เปน็ บุตรของคอลีฟะฮ์อาลกี บั ท่านหญงิ
ฟาฏิมะฮ์ซึ่งเป็นบุตรีของศาสนทูตมูฮัมหมัด ฮูเซ็นจึงมีศักด์ิเป็นหลานของศาสนทูต อิสลามนิกาย
ชีอะฮ์ถือว่าฮูเซ็นเป็นอิหม่ามคนท่ีสาม ในล�ำดับการนับถืออิหม่าม 12 คน ในอดีตผู้นับถืออิสลาม
นิกายชีอะฮ์ ไดร้ ับการเรียกขานวา่ แขกเจ้าเซน็
38

แต่คุณสมบัติของความศรัทธาและความเคร่งครัดทางศาสนาน้ัน
ไมส่ ามารถวดั ไดอ้ ยา่ งเปน็ วตั ถวุ สิ ยั (objectivity) การชว้ี า่ ใครเปน็ ผทู้ มี่ คี วาม
เครง่ ครดั กวา่ เปน็ ความพยายามทไ่ี รผ้ ล และเนอ่ื งจากในอสิ ลาม “การแสดง”
ให้ผู้อื่นเห็นว่าเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาน้ันเป็นบาปอันเกิดจากสาเหตุของ
ความไม่บรสิ ทุ ธใิ์ จต่ออลั เลาะห์ อีกท้งั ความคดิ ของผู้ศรทั ธาทีเ่ ห็นว่าตัวเอง
เหนือกว่าผู้อ่ืนในเร่ืองความศรัทธาก็เป็นสิ่งท่ีไม่สอดคล้องกับค�ำสอนของ
อิสลามเชน่ กัน14
การสถาปนาคอลฟี ะฮใ์ หเ้ ปน็ ผทู้ รงธรรมทเี่ ครง่ ครดั ในศาสนาเหนอื
คนทั่วไปจึงเป็นแนวคิดในลักษณะอุดมคตินิยม (idealism) ซ่ึงแม้ใน
ประวตั ศิ าสตรข์ องมสุ ลมิ จะมคี อลฟี ะฮท์ มี่ คี ณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วอยบู่ า้ งหลงั จาก
ยคุ สมยั ของคอลฟี ะฮท์ งั้ สี่ เชน่ คอลฟี ะฮอ์ มุ รั อบิ นุ อบั ดลุ อาซซิ (ครองอำ� นาจ
ค.ศ. 717-720) หรือ คอลีฟะฮ์ ฮารูน อรั รอชีด (ครองอ�ำนาจ ค.ศ. 786-809)
แต่พวกเขาถอื เป็นข้อยกเว้น (rare exception) มิใชภ่ าวะปกตขิ องระบอบ
การปกครองแบบคิลาฟะฮ์ที่เต็มไปดว้ ยคอลฟี ะฮแบบยาซีดท่ี 1
เน่ืองจากสภาพความเป็นจริงของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นคอลีฟะฮ์มัก
มาจากชนช้นั ผู้ปกครองทมี่ ีอ�ำนาจในขณะนน้ั และถา้ ประวตั ศิ าสตร์ได้บอก
อะไรบางอยา่ งเกี่ยวกับอำ� นาจ สิง่ นน้ั คอื ความสนใจของอ�ำนาจนัน้ มุ่งเพยี ง
รักษาอ�ำนาจเอาไว้อย่างถึงที่สุด การผลิตผู้ทรงธรรมหรือนักบุญไม่ใช่
วัตถปุ ระสงคข์ องการสร้างสมอำ� นาจ (consolidation of power) หรือการ
ใชอ้ ำ� นาจ (execution of power) และประวัตศิ าสตร์ของอาณาจักรมสุ ลมิ
ก็เป็นพยานถงึ ขอ้ เทจ็ จริงนไ้ี ด้เป็นอย่างดี
เมื่อสภาพความเป็นจริงเต็มไปด้วยผู้น�ำหรือคอลีฟะฮ์ที่มุ่งรักษา
อำ� นาจ ในขณะท่ีทฤษฎีสิทธิอำ� นาจของนักคิดมุสลมิ วางคณุ สมบตั ขิ องผนู้ ำ�
ในลักษณะของผู้หลุดพ้นเหนือมนุษย์ โดยประกอบสร้างความคิดดังกล่าว
ผ่านระบบการศึกษา ตำ� ราศาสนา ได้รับการปลกู ฝงั ตอกย�ำ้ และผลิตซำ�้

14 การแสดงหรอื การโชวห์ รอื การโออ้ วด(รยิ าอ)์ ใหผ้ อู้ นื่ เหน็ วา่ ตวั เองเปน็ ผศู้ รทั ธาทเี่ ครง่ ครดั ในศาสนา
ถอื เปน็ สงิ่ ไมพ่ งึ ปรารถนาในระบบคดิ ของอสิ ลาม ทงั้ นเี้ พราะเปน็ การแสดงใหเ้ หน็ ถงึ เจตนาทไี่ มบ่ รสิ ทุ ธิ์
ใจต่ออลั เลาะห์ ในโลกหนา้ ผทู้ ีไ่ ด้ประกอบความดโี ดยม่งุ หวงั การโชวห์ รือโอ้อวด พวกเขาจะไม่ได้รบั
ผลบญุ ใดๆ (กรุ อ่าน, 11:15-16)

39

จนกลายเป็นความร้เู ชิงปทัสถาน (normative) ของสังคม ชุมชน
มุสลิมจึงมีสภาพเป็นเพียงผู้เฝ้ารอ รอผู้ท่ีมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ
นักบุญมาปลดปล่อยสังคมออกจากการกดขี่ของทรราช โดยไม่มี
ทางเลือกอื่น
เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตวา่ แมอ้ บิ นุ คอลดนู เปน็ ผทู้ ช่ี ว้ี า่ ความดแี ละ
จริยธรรมเพียงล�ำพังไม่อาจเป็นพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนผู้คน
หรือไม่อาจเป็นแรงผลักดันที่แข็งแรงพอให้สังคมยอมรับในส่ิงใด
สิ่งหน่ึง หรือล�ำพังความดีจะสามารถปฏิรูปสังคมได้ถ้าปราศจาก
อ�ำนาจหนนุ หลงั อบิ นุ คอลดนู ชวี้ า่ ปัจเจกบคุ คลทไี่ ด้รบั การยอมรบั
ในความมีคุณธรรมคนแล้วคนเล่าที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมของ
ผปู้ กครอง แตพ่ วกเขาเหลา่ นนั้ กลบั ไมไ่ ดร้ บั การสนบั สนนุ อยา่ งเพยี งพอ
จากผู้คนในการต่อสู้ดังกล่าวและบางครั้งต้องพบจุดจบที่น่าเศร้า
อกี ดว้ ย (El-Affendi, 2008, p. 47) แตค่ วามคดิ แบบแมคเคยี ววลิ เลย่ี น
ของอบิ นุ คอลดนู กม็ ไิ ดส้ ง่ ผลตอ่ การกำ� หนดคณุ สมบตั ขิ องผนู้ ำ� หรอื
คอลีฟะฮ์แตอ่ ยา่ งใด
ผลที่ตามมาจากการมุ่งวางหลักการด้านคุณสมบัติของ
ผู้น�ำให้มีลักษณะเข้าใกล้อุดมคติอีกประการหน่ึงและเป็นประการ
ส�ำคัญอันส่งผลต่อเน่ืองมายังระบบการปกครองในโลกมุสลิมใน
ปัจจุบัน คือการให้ความชอบธรรมกับการปกครองโดยทรราช
(tyranny) การเรมิ่ ตน้ ทผี่ นู้ ำ� ทด่ี แี ละจบลงดว้ ยการไดผ้ นู้ ำ� ทรราชเปน็
ผลสะท้อนมุมกลับ (backfire) จากแนวคิดเชิงอุดมคติข้างต้น
โลกอาหรบั ซง่ึ สว่ นใหญป่ กครองดว้ ยระบอบเผดจ็ การทรราช ซง่ึ เปน็
ระบอบอนั เปน็ ผลมาจากแนวคดิ นไี้ มม่ ากกน็ อ้ ย กลา่ วคอื เมอ่ื ในสภาพ
ความเป็นจริงเป็นเรื่องยากท่ีจะหาผู้น�ำท่ีมีลักษณะสมบูรณ์พร้อม
ดังที่นักทฤษฎีการเมืองได้วางไว้ ท�ำให้นักคิดมุสลิมจ�ำต้อง
ประนปี ระนอมหลักการทางทฤษฎีกับสภาพความเป็นจริง ผลของ
การประนปี ระนอมนไ้ี ดก้ อ่ ใหเ้ กดิ การประกอบสรา้ งชดุ ความคดิ และ
ข้อถกเถยี ง (discourse) ขึ้นภายใต้ช่อื “อยู่ภายใต้ผ้นู �ำทรราชดกี ว่า
อย่ภู ายใต้สภาพอนาธปิ ไตย”

40

“อยภู่ ายใตผ้ นู้ ำ� ทรราชดกี วา่ อยภู่ ายใตส้ ภาพอนาธปิ ไตย” เปน็ ชดุ ความคดิ
ท่ีช้ีว่าแม้ผู้น�ำจะขาดคุณสมบัติ หรือกระท่ังเป็นผู้น�ำท่ีอธรรม หรือเป็นทรราช
แตถ่ า้ ยงั มกี ารบงั คบั ใชช้ ะรอี ะฮ์ กย็ งั คงถอื วา่ เปน็ ระบอบการปกครองทช่ี อบธรรม
ทง้ั นเี้ นอื่ งจากขอ้ สมมตุ ฐิ านเบอ้ื งตน้ ของนกั ทฤษฎกี ารเมอื งมสุ ลมิ ทว่ี า่ การใดๆ
ในโลกลว้ นเกดิ ขน้ึ เพอ่ื รบั ใชศ้ าสนา และเมอ่ื ผนู้ ำ� ยงั คงรบั ใชศ้ าสนาดว้ ยการบงั คบั
ใช้ชะรีอะฮ์แม้เพียงความสามารถของเขาที่จะท�ำได้ ความเป็นผู้น�ำของเขา
ยังคงชอบธรรม ดังนั้นไม่อนุญาตให้ลุกขึ้นเพ่ือต่อต้านหรือโค่นล้มผู้น�ำ
(Ibn Taymiyyah, 1966, p. 179) อิบนุ ตัยมียะฮ์ เป็นหนง่ึ ในหวั หอกคนสำ� คญั
ในการสรา้ งระบบคดิ ดงั กล่าว
ในการถกเถยี งตอบกบั Rosenthal ทเ่ี หน็ วา่ ความคดิ ทางการเมอื งของ
อบิ นุ ตยั มยี ะฮม์ แี นวโนม้ ใหเ้ กดิ สภาพอธปิ ไตย Khan (2007) กลา่ ววา่ “เขา [อบิ นุ
ตัยมียะฮ์] จะเป็นคนสุดท้ายในโลกที่สนับสนุนความสับสนวุ่นวายและสภาพ
อธิปไตย และพร้อมที่จะสนับสนุนระบอบการปกครองท่ีเลวร้ายท่ีสุด [ระบอบ
ทรราช] ในนามของกฎหมายและความเปน็ ระเบยี บเรยี บร้อย” (p. 39)
แนวคดิ “อยภู่ ายใตผ้ นู้ ำ� ทรราชดกี วา่ อยภู่ ายใตส้ ภาพอนาธปิ ไตย” ชว้ี า่
ความเป็นผู้น�ำ (Imamah) [ในอิสลาม] หมายถงึ ผทู้ เี่ ป็นตวั แทนของศาสนทูตใน
การสถาปนาศาสนาใหเ้ กดิ ขน้ึ “ศาสนา” หมายถงึ ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ถ่ี กู กำ� หนดไว้ เชน่
การจา่ ยซะกาต (zakat)15 การจดั การในการประกอบพธิ ฮี จั ญ์ การเรยี กกำ� ลงั พล
เพอื่ การทำ� สงคราม (ญฮิ าด) การจดั ใหม้ วี นั เฉลมิ ฉลองทางศาสนา เชน่ วนั ตรษุ อดี
การจดั ใหม้ กี ารประกอบพธี ลี ะหมาดประจำ� สปั ดาหท์ กุ วนั ศกุ ร์(ละหมาดญมุ อตั )
ตลอดจนการบงั คบั ใชก้ ฎหมายอสิ ลามเพอ่ื การลงโทษแกผ่ กู้ ระทำ� ผดิ (IbnTaymiyyah,
1971, p. 405)
ตามแนวคดิ นผี้ นู้ ำ� จะเปน็ คนดหี รอื ทรราช อกี ทงั้ รปู แบบหรอื โครงสรา้ ง
ทางอ�ำนาจการเมืองไม่ใช่ประเด็นส�ำคัญหากมีการดูแลบังคับใช้เพ่ือให้สังคม
สามารถดำ� เนนิ ตามหลกั การทางศาสนา อยา่ งนอ้ ยหลกั การศาสนาทไ่ี ดก้ ลา่ วไว้
ขา้ งตน้

15 สัดส่วนจากทรพั ย์สนิ ท่ตี อ้ งจา่ ยตามพกิ ัดทแ่ี นน่ อน

41

เป็นทนี่ ่าสังเกตวา่ “ภาษา” ทใี่ ชใ้ นการประกอบสร้างความเปน็
ศาสนา ถกู วางใหอ้ ยใู่ นกรอบของพธิ กี รรมและขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ตี่ อ้ งอาศยั อำ� นาจ
ในการบงั คบั ซง่ึ สอดรบั กบั ธรรมชาตขิ องทรราชทเ่ี ปน็ ระบอบทางการเมอื ง
ทีว่ างอยู่บนความชอบธรรมของการใชก้ ำ� ลงั (might is right) ศาสนาในภาษา
นจ้ี ึงไม่รวมสิทธิพ้ืนฐาน สิทธิในการต่อต้านผู้ปกครองท่ีอธรรม ที่มาและ
ธรรมชาติของอ�ำนาจอธิปไตย ฯลฯ เป็นการให้ความชอบธรรมแก่ระบบ
อ�ำนาจเดิม (status quo) และเปิดโอกาสใหผ้ ้ปู กครองใชช้ ะรอี ะฮเ์ ปน็ เครอื่ ง
มอื สรา้ งความชอบธรรม ดว้ ยเหตนุ เี้ ราพบวา่ ในประวตั ศิ าสตรข์ องอาณาจกั ร
มุสลิมมีการปรับใช้ชะรีอะฮ์เพียงผิวเผิน กล่าวคือผู้ปกครองบังคับใช้
ชะรีอะฮ์ในเร่ืองที่เข้ากันได้กับอ�ำนาจการปกครองและเป็นเคร่ืองมือใน
การรักษาความชอบธรรมเท่านน้ั
นอกจากน้ัน ชุดความคิด “การอยู่ภายใต้ทรราชดีกว่าสภาพ
อนาธปิ ไตย” เปน็ การใหเ้ หตผุ ลของการมอี ยู่ (raison d’etre) ของทรราชวา่
เพ่ือควบคุมไม่ให้เกิดสภาพอนาธิปไตย ดังน้ันเมื่อใดท่ีมีการต่อต้านจาก
ผู้ถูกปกครองท�ำให้เป็นเหตุผลให้ระบบอ�ำนาจเดิมมีความชอบธรรมใน
การใช้ก�ำลังเข้าปราบปรามโดยอา้ งอันตรายของสภาพอนาธิปไตยวนเวยี น
เปน็ วงจรเช่นน้ี ซึง่ ตอกยำ้� ใหร้ ะบอบทรราชแข็งแกรง่ ยง่ิ ขึ้น
“การอยภู่ ายใตท้ รราชดกี วา่ สภาพอนาธปิ ไตย” ยงั เปน็ แนวคดิ ใน
ลกั ษณะขวั้ ตรงขา้ มทไ่ี มเ่ ปดิ โอกาสใหเ้ กดิ ทางเลอื กใหม่ ๆ โดยจำ� กดั กรอบ
ใหผ้ ูค้ นมีทางเลอื กแคส่ องแนวทางคอื ไมท่ รราชก็สภาพอนาธปิ ไตย และ
เปน็ การขดี เสน้ ควบคมุ ความคดิ ในเรอ่ื งการเปลย่ี นแปลงผนู้ ำ� ใหเ้ หลอื แคว่ ธิ ี
เดยี วเทา่ นนั้ กลา่ วคอื ตอ้ งโคน่ ลม้ ผนู้ ำ� ในระบบเกา่ ดว้ ยความรนุ แรง เพราะ
ในแนวทางนี้เท่านั้นท่ีจะก่อให้เกิดสภาพอนาธิปไตย เราจึงพบว่านักคิด
มสุ ลมิ ไมไ่ ดเ้ สนอทางเลอื กใหม่ ๆ หรอื สรา้ งความคดิ ใหมใ่ นระบบคดิ เกย่ี วกบั
การเมอื ง โดยเฉพาะเรอื่ งแนวทางอน่ื ๆ ในการเปลยี่ นแปลงผนู้ ำ� เชน่ ระบบ
การถอดถอนหรือตรวจสอบผนู้ �ำ ระบบการจำ� กดั อำ� นาจ ฯลฯ ในขณะที่
มุสลิมได้พัฒนาข้อถกเถียงทางปรัชญา (philosophy) ศาสนศาสตร์
(theology) และกฎหมายอสิ ลาม (fiq) ตลอดจนรหัสยนยั (mysticism)
อย่างรมุ่ รวย

42

อย่างไรก็ดีจะเป็นการอยุติธรรมต่อนักคิดมุสลิมหากเราตัดสิน
หรอื พพิ ากษาในเชงิ คณุ คา่ (value judgement) วา่ แนวคดิ ของพวกเขาดี
หรือไม่อย่างไร ท้ังน้ีเพราะแนวคิดและทฤษฎีการเมืองมิได้เกิดขึ้นจาก
สุญญากาศ หากแต่เป็นผลผลิตจากสภาพความเป็นจริงทางสังคม
การเมอื ง ระบบคณุ คา่ และวฒั นธรรม ในสมยั ทนี่ กั คดิ เหลา่ นนั้ อาศยั และ
มชี วี ติ อยู่ ความคดิ ของมารก์ ซเ์ ปน็ ตวั อยา่ งไดด้ ถี งึ การสะทอ้ นสภาพสงั คม
ยโุ รปในศตวรรษท่ี19 อนั เปน็ ผลมาจากการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรมกอ่ นหนา้ นน้ั
ทช่ี นชนั้ กรรมมาชพี (workingclass) ตกอยใู่ นสภาพทเี่ ลวรา้ ย โดยมารก์ ซ์
เรยี กรอ้ งใหช้ นชนั้ กรรมาชพี ลกุ ขนึ้ ตอ่ สโู้ คน่ ลม้ ปฏวิ ตั ริ ฐั นายทนุ (capitalist
state) ขณะทเี่ ลนนิ ไดพ้ ัฒนากรอบทฤษฎที างการเมืองในศตวรรษท่ี 20
เพื่อรับมือกับสภาพสังคมที่มาร์กซ์ไม่ได้กล่าวถึงหรือทฤษฎีของมาร์กซ์
ลม้ เหลวในการอธบิ าย
สภาพสงั คมการเมอื งของมสุ ลมิ ในยคุ ตน้ ภายหลงั จากการลอบฆา่
คอลีฟะฮ์อุษมาน ต่อเนื่องมายังสมัยคอลีฟะฮ์อาลี และด�ำเนินเร่ือยมา
จนถึงยาซีดท่ี 1 เตม็ ไปด้วยความขัดแยง้ และสงครามกลางเมือง (สงบใน
ชว่ งสน้ั ๆ สมยั มอุ าวยี ะฮป์ กครอง) ความขดั แยง้ และการตอ่ สกู้ นั ระหวา่ ง
เพอ่ื นผ้ใู กลช้ ิด (ซอฮาบะฮ์) ศาสนทตู ผู้รว่ มก่อต้งั สงั คมการเมอื งมาดว้ ย
กัน เป็นความเจ็บปวดของชุมชน ระดับความขัดแย้งรุนแรงถึงขนาด
ลอบสงั หารคอลีฟะฮ์ถงึ 2 องค์ เปดิ สงครามเตม็ รปู แบบระหวา่ งกัน และ
กระท่ังปิดล้อมเผาท�ำลายมหาวิหารกะอ์บะฮ์และมัสยิดอันศักดิ์สิทธ์ิ
ณ เมอื งมกั กะฮ์ หรอื การปดิ ลอ้ มฆา่ หมหู่ ลานชายของศาสนทตู มฮู มั หมดั
เหลา่ นลี้ ว้ นแสดงใหเ้ หน็ ถงึ สภาพสงั คมอนาธปิ ไตยทเี่ ตม็ ไปดว้ ยความวนุ่ วาย
และความร้าวฉานจากการแบง่ เปน็ กก๊ เป็นเหล่า ความกลัว ความกงั วล
ความไมไ่ วว้ างใจซง่ึ กนั และกนั คอื บรรยากาศทค่ี รอบคลมุ สงั คมอยใู่ นขณะ
นั้น สถานการยิ่งเลวร้ายลงเมื่อมองโกลยกทัพกวาดต้อนปิดล้อมและ
เผานครแบกแดดอนั เปน็ ศูนยก์ ลางของอารยธรรมมุสลมิ ท�ำให้มสุ ลิมอยู่
ในสภาพระสำ่� ระสายมากยงิ่ ขึ้น การป้องกนั สภาพอนาธปิ ไตยและรกั ษา
ความสงบเรียบรอ้ ยของสังคม จึงเป็นโจทย์หลักของนกั คิดมุสลิม ทฤษฎี
กรอบคดิ ทางการเมืองท่ีได้รับการพัฒนาขึ้นกเ็ พอ่ื ตอบโจทยด์ งั กล่าว

43

สงครามการเมอื ง หรอื ทเ่ี รียกว่าสงครามซิฟฟีน (Battle of Siffin) ซ่ึงเกดิ ขึ้นระหวา่ ง
สาวกของมอุ าวยี ะฮแ์ ละอาลี- ภาพวาดขนาดเลก็ จากตน้ ฉบบั ของHamla-iHaydari
เปน็ บทกวมี หากาพย์ท่เี ขยี นโดยกวีชาวเปอร์เซยี Bāzil Mashhadī ในปี ค.ศ. 1124
44 ตีพิมพ์ครงั้ แรกในแคชเมยี ร์ ศตวรรษที่ 19

สรปุ

ระบอบการเมอื งการปกครองของมสุ ลมิ กอ่ ตวั ขน้ึ จากการเผยแพร่
ศาสนาอิสลามของศาสนทูตมูฮัมหมัด โดยชุมชนทางการเมืองได้
ก่อก�ำเนดิ ข้นึ ณ เมอื งมะดนี ะฮจ์ ากการทำ� พนั ธสญั ญากนั ระหว่างกล่มุ
ตา่ งๆ ท่ีแข่งขนั ทางอำ� นาจและทำ� สงครามกันอยู่ในขณะน้นั คู่สัญญา
ทุกฝา่ ยยินยอมมอบอ�ำนาจใหม้ ฮู ัมหมดั เปน็ ผมู้ สี ิทธิอ�ำนาจ (authority)
ตดั สนิ แกไ้ ขขอ้ ขดั แยง้ ระหวา่ งกนั และมขี อ้ สญั ญารว่ มกนั ในการตอ่ สเู้ พอ่ื
ปกปอ้ งชมุ ชนจากการโจมตขี องศตั รภู ายนอก
มฮู มั หมดั ในฐานะศาสนทตู ผไู้ ดร้ บั สาร (message) จากอลั เลาะห์
และเปน็ ผู้อธบิ ายสารน้นั แกช่ มุ ชน เป็นผูม้ ีอ�ำนาจตัดสนิ ช้ขี าด ดว้ ยสาร
แห่งอิสลามครอบคลุมมิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
การด�ำเนินชีวิตส่วนตัวของมนุษย์ (private life) และความสัมพันธ์
ระหว่างมนุษย์ต่อสาธารณะหรือชีวิตในทางสาธารณะ (public life)
การจดั วางอำ� นาจทพี่ ระเจา้ เปน็ เจา้ ของอำ� นาจสงู สดุ (supremepower)
โดยมมี ฮู มั หมดั เปน็ ผกู้ ระทำ� การแทนพระองคแ์ ละความศรทั ธาในความเปน็
ศาสนทูต (นูบูวะห์) ท�ำให้ปัญหาความชอบธรรมและสิทธิอ�ำนาจใน
การปกครองอันเป็นปัญหารากฐานในชุมชนทางการเมือง (political
entity) ไมเ่ กิดขึ้น แตท่ ันทที ่ีศาสนทตู มฮู มั หมดั เสยี ชวี ติ ลง การแขง่ ขนั
ทางอำ� นาจระหวา่ งกลมุ่ ตา่ งๆ จงึ มคี วามเขม้ ขน้ ขนึ้ ไตร่ ะดบั ไปสคู่ วามขดั แยง้
ถึงขนั้ สงู สดุ ดว้ ยการท�ำสงครามระหวา่ งกัน
แม้ระบอบคิลาฟะฮ์ได้รับการคิดค้นข้ึนเพื่อแก้ปัญหาสิทธิ
อำ� นาจและความชอบธรรมในระบอบการเมอื งภายหลงั ศาสนทตู มฮู มั หมดั
แต่นักคิดมุสลิมกระแสหลักในอดีตมุ่งเน้นคุณสมบัติของตัวบุคคลที่จะ
มาเป็นผู้น�ำในระบอบน้ีด้วยการวางมาตรฐานของผู้ท่ีมีสิทธิอ�ำนาจไว้
อย่างสูงส่งจนเข้าใกลอ้ ุดมคติ เชน่ บุคคลดงั กล่าวต้องเป็นผทู้ ่ดี ำ� รงตน
อยู่ในหลักการอิสลามอย่างเคร่งครัด ต้องเป็นผู้รู้ทางศาสนาในระดับ
แตกฉานสงู สุดท่ีสามารถวนิ ิจฉัยประเด็นปญั หาทางสงั คมและศาสนาที่
ลกึ ซงึ้ และสลับซบั ซอ้ นได้ หรอื ทเ่ี รยี กว่าระดบั “มจุ ญต์ ะฮดิ ”

45

อัลมาวาร์ดี ผู้เขียนต�ำราอัลอะฮ์กาม อัลซุลฏอนียะฮ์
(ระเบยี บการปกครองแบบซลุ ตา่ น) ไดว้ างคณุ สมบตั เิ ฉพาะเจาะจง
ลงไปเลยวา่ ผทู้ จี่ ะมาเปน็ ผนู้ ำ� หรอื คอลฟี ะฮใ์ นระบอบการเมอื งการ
ปกครองแบบใหมน่ ี้ ตอ้ งมาจากชนเผา่ กเุ รชซง่ึ เปน็ เผา่ ของศาสนทตู
มูฮัมหมัดเท่าน้ัน ความคิดเช่นนี้สะท้อนออกมาในข้อเขียนของ
นกั คิดมสุ ลิม เช่น อลั ฟาราบี ผเู้ ขียน อัลมะดนี ะฮ์ อลั ฟาฎีละฮ์
(เมืองแห่งความสุขสมบูรณ์) อิบนุ ญะมาอะฮ์ ผู้เขียน ตะฮ์รีร
อัลอะฮ์กาม (ระเบียบการเพื่อการปลดปล่อย) อิบนุ ตัยมียะฮ์
ผู้เขียน อัลซีญาซะฮ์ อัลชะรีอะฮ์ (ชะรีอะฮ์ว่าด้วยการเมือง)
อัล อิสฟาฮานี ผู้เขียน ซุลูก อัลมุลูก (กระจกเงาแห่งซุลต่าน)
เปน็ ตน้ ประเดน็ การวางคณุ สมบตั ผิ ทู้ จี่ ะมาดำ� รงตำ� แหนง่ คอลฟี ะฮน์ ้ี
El Affendi (2008) ชวี้ า่ :
“ภาระหนา้ ท่ี (ของคอลฟี ะฮ์) และคุณสมบตั ิของผู้ทจ่ี ะ
มารับภาระหน้าที่น้ีถูกวางไว้ด้วยภาษาของอุดมคติ อันเป็นผล
มาจากความผดิ พลาดในการมองผปู้ กครอง ประหนงึ่ วา่ เปน็ ผทู้ จี่ ะ
มาท�ำหน้าท่ีศาสดา แทนที่จะมองว่าผู้ปกครองคือเจ้าหน้าที่ผู้มา
รบั ผดิ ชอบตอ่ ชมุ ชน การมองผปู้ กครองดว้ ยสายตาเชน่ นที้ ำ� ใหเ้ กดิ
ความสับสนและสร้างความคาดหวังท่ีไม่ได้ต้ังอยู่บนพื้นฐานของ
ความเป็นจริง (ต่อคอลฟี ะฮ์)
ผู้ปกครอง (คอลีฟะฮ์) ถูกวางคุณสมบัติว่าต้องเป็น
ผู้ศรัทธาท่ีเคร่งครัด กล้าหาญ เพรียบพร้อมด้วยความรู้และ
วทิ ยปญั ญา เปน็ คนดมี ศี ลี ธรรม ตอ้ งเปน็ ผทู้ ม่ี คี วามเทย่ี งธรรม ฯลฯ
เนื่องจากผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวหาได้ยากมาก ดังนั้น
ถ้าใชม้ าตรฐานน้ี ไมว่ ่าใครก็ตามทีข่ ึน้ มาเปน็ ผปู้ กครองยอ่ มขาด
คุณสมบัติ และส่งผลให้ผู้นั้นขาดความชอบธรรมไปโดยปริยาย
อีกทั้งการวางคุณสมบัติของคอลีฟะฮ์ให้มีลักษณะเป็นบุคคลใน
อดุ มคติ ยงั กอ่ ใหเ้ กดิ ชอ่ งวา่ งอยา่ งมหาศาลระหวา่ งความเปน็ จรงิ
และอดุ มคติ

46

หากทฤษฎีการปกครองแบบคิลาฟะฮ์วางอยู่บนพื้นฐาน
ของสภาพความเปน็ จรงิ เกยี่ วกบั หนา้ ทข่ี องรฐั (ทไี่ มใ่ ชท่ ำ� หนา้ ทแี่ บบ
ศาสดา) การวางกฎเกณฑพ์ น้ื ฐาน (เชน่ ธรรมนญู การปกครอง) เพื่อ
ให้ผ้ปู กครองยึดมัน่ อยู่ในกรอบของกฎเกณฑน์ น้ั ยอ่ มทำ� ได้งา่ ยกว่า
ในเมอ่ื วางคณุ สมบตั แิ ละกฎเกณฑไ์ วอ้ ยา่ งสงู สง่ จนเปน็ ไป
ไม่ได้ที่จะให้ได้มาซึ่งผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว ท�ำให้ง่ายท่ีจะสรุปว่า
เป็นไปไมไ่ ดท้ ีจ่ ะบรรลถุ งึ ความสมบรู ณพ์ รอ้ ม และสรุปต่อไปอีกวา่
ที่ไหนๆก็มีความไม่สมบูรณ์พร้อมเหมือนๆกัน และในท้ายท่ีสุด
นำ� มาซง่ึ ขอ้ สรปุ วา่ ความไมส่ มบรู ณพ์ รอ้ มทกี่ ำ� ลงั เผชญิ อยเู่ ปน็ ภาวะ
จำ� เป็นและเป็นทางเลอื กท่ดี ีที่สดุ ” (p. 77)
เป็นท่ีน่าสังเกตว่า นักคิดมุสลิมมิได้คิดในเชิงสถาบัน
(institutional) เช่นการจัดตั้งสถาบันทางการเมือง เพื่อตรวจสอบ
หรอื คานอำ� นาจคอลฟี ะฮ์ หรอื มองปญั หาเชงิ โครงสรา้ ง (structural)
แทนท่ีจะมุ่งเน้นตัวบุคคล หรือพยายามสร้างธรรมนูญพื้นฐานใน
ลกั ษณะแมคนา่ คาตา (Magna Carta) รว่ มกนั (อนั เปน็ ผลจากการ
คิดเชิงโครงสร้าง)
แม้อิบนุ คอลดูน ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาสังคม
และประวตั ิศาสตร์สมยั ใหม่ (modern social science) ไดศ้ กึ ษา
ปรากฏการณท์ างสงั คมดว้ ยการศกึ ษาลกึ ลงไปเพอื่ มองหาโครงสรา้ ง
หรือกฎเกณฑ์ ซ่ึงอบิ นุ คอลดนู เรยี กวา่ “บาฏิน (ภายใน)” และ
เผยออกมาเป็นปรากฏการณ์โดยเรียกมันว่า “ซอเฮ็ร (ภายนอก)”
และเป็นผู้ที่สร้างกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างซอเฮ็รและบาฏิน
(Mahdi, 2007, p. 68) แต่เมอ่ื มาถงึ ปญั หาเรือ่ งระบอบการปกครอง

47

โดยเฉพาะปญั หาเรอ่ื งสทิ ธอิ ำ� นาจ อบิ นุ คอลดนู มไิ ด้
ประยุกต์การศึกษาในแบบที่ใช้กับประวัติศาสตร์
มาศึกษาปัญหานี้
ตอ่ มาเมอ่ื เกดิ การแยง่ ชงิ อำ� นาจกนั ระหวา่ ง
ราชวงศ์ต่างๆที่สลับสับเปลี่ยนกันข้ึนมาปกครอง
และเกิดสงครามกลางเมืองข้ึนระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ
ในชุมชนมุสลิม แนวคิดเก่ียวกับความชอบธรรม
และสิทธิอ�ำนาจของผู้ที่จะมาด�ำรงต�ำแหน่งผู้น�ำ
ได้ขยายครอบคลุมไปจนกระทั่งทั้งอิหม่ามฆอซาลี
(เสยี ชวี ติ ค.ศ. 1111) ผเู้ ขยี น หนงั สอื อฮิ ญ์ า อลุ มู ดุ ดนี
(การฟื้นฟศู าสนศาสตร์) และ อลั อสิ ฟาฮานี (อ้างถึง
ใน Lambton, 1981) เห็นวา่ ผ้ทู ี่มคี วามชอบธรรม
ในการเป็นผู้น�ำในชุมชนทางการเมืองมุสลิมคือ
ใครก็ตามท่ีมีก�ำลังทางทหารที่เข้มแข็งพอและ
สามารถยึดอ�ำนาจมาได้ (p. 63)
แนวคดิ ดงั กลา่ วเกดิ จากบรบิ ทของความกลวั
ความเสียหาย (ฟติ นะฮ)์ และภาวะความไร้ระเบียบ
(anarchy) อนั เกดิ จากการตอ่ สกู้ นั ระหวา่ งกลมุ่ ตา่ งๆ
ของชุมชนมุสลิมในขณะนั้น การมีผู้น�ำที่เข้มแข็ง
มกี ำ� ลงั ทางทหารทส่ี ามารถสถาปนาความมน่ั คงและ
เสถยี รภาพแกช่ มุ ชนมสุ ลมิ (Ummah) จงึ เปน็ เปา้ หมาย
ส�ำคัญอันดับแรกของผู้รู้ทางศาสนาหรืออูลามาอ์
เหล่านี้ โดยถึงกับมีค�ำกล่าวว่า “มีชีวิตอยู่ภายใต้
ผู้ปกครองที่อธรรม [แต่มีอ�ำนาจท่ีเข้มแข็งสามารถ
สร้างเสถยี รภาพในสงั คมได้] 60 ปี ดีกวา่ มีชวี ิตอยู่
ภายใต้ความไรร้ ะเบยี บเพยี ง 1 วนั ”

48


Click to View FlipBook Version