The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความคิดทางการเมืองอิสลาม กำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงในปัจจุบัน = Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary Debates
ผู้เขียน : มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-16 04:06:06

ความคิดทางการเมืองอิสลาม กำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงในปัจจุบัน = Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary Debates

ความคิดทางการเมืองอิสลาม กำเนิด พัฒนาการ และข้อถกเถียงในปัจจุบัน = Islamic Political Thoughts Origins, Development, and Contemporary Debates
ผู้เขียน : มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง

Keywords: ศาสนาอิสลามกับการเมือง,ศาสนากับการเมือง

ภโดายพวTaาดqจi �ำaลdอ-งDภinายMในuหha้อmงทmดaลdองibขอnงMอาaณ’rาuจfaักsรhอ-Sอhตaโmตมi ันaใl-นAปsaี dคi.ศน.ัก1ว5ทิ 7ย4าศซา่ึงสกต่อรส์ รน้าักงดแาลระาคศวาบสคตุมร์
ผเู้ ขยี นหนังสอื ประมาณ 90 เลม่ ในหลากหลายสาขาวชิ า 49

บท ่ีท 2
ความตอ่ เนอ่ื งของอดีต

บทนำ�

เมื่อแสงแห่งรุ่งอรุณของศตวรรษที่ 20 ได้สาดทอขึ้น
อธิปไตยและดินแดนของโลกมุสลิมจากอินเดียจนถึงโมร็อคโค
กค็ อ่ ยๆตกอยใู่ นมอื ของนกั ลา่ อาณานคิ มตะวนั ตกไปทลี ะประเทศ
จนกระทง่ั ในตอนตน้ ของศตวรรษท่ี 20 ทกุ ประเทศในโลกมสุ ลมิ
ยกเวน้ ตอนกลางของซาอดุ อิ าระเบยี ในปจั จบุ นั ตา่ งตกเปน็ เมอื งขน้ึ
ของนกั ลา่ อาณานิคมตะวันตกทั้งสิน้ (Vassiliev, 2000, p. 20)
การเกิดขึ้นของยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
ในยุโรปในศตวรรษท่ี 16 ตามมาด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ในศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะอย่างย่ิงการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ในองั กฤษ ทำ� ใหย้ โุ รปมคี วามกา้ วหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยโี ดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ ดา้ นการทหาร เหนอื กวา่ อาณาจกั รออตโตมนั ทป่ี กครอง
โดยมสุ ลมิ อยา่ งเทยี บกนั ไมต่ ดิ ความเหนอื กวา่ ดงั กลา่ วสามารถ
เปรยี บเทยี บใหเ้ หน็ ไดง้ า่ ย คอื ขณะทเี่ รอื รบขององั กฤษผลติ มาจาก
เหลก็ กลา้ ขบั เคลอื่ นดว้ ยพลงั ไอนำ�้ เรอื รบของอาณาจกั รออตโตมนั
ยงั คงประกอบขนึ้ จากไม้และยังคงขับเคลอื่ นด้วยแรงคน
อาณาจักรมุสลิมซ่ึงบุกไปจนถึงตอนใต้ของฝรั่งเศส
ใน ค.ศ.732 แต่พา่ ยแพแ้ ก่ฝรง่ั เศสทีส่ มรภมู ิ Tours และท่ีแมน่ ำ้�
Berre ได้ขยายอิทธพิ ลไปถงึ ตอนใตข้ องอิตาลี (ค.ศ.827) ต่อมา
แผข่ ยายอาณาเขตจากอนิ เดยี จนถงึ โมรอ็ คโค อาณาจกั รออตโตมนั
เคยส่งทหารไปล้อมเพ่ือตีกรุงเวียนนา (ค.ศ.1683) ถึง 2 คร้ัง
กอ่ นทคี่ อ่ ยๆสญู เสยี ความเขม้ แขง็ และพา่ ยแพแ้ กฝ่ า่ ยตรงขา้ มใน
ทกุ สมรภมู ติ ง้ั แตป่ คี .ศ. 1683 เปน็ ตน้ มา ปคี .ศ.1914 อาณาจกั ร

50

ออตโตมันเขา้ รว่ มสงครามโลกครัง้ ที่ 1 โดยเป็นพนั ธมติ รกับเยอรมนี เมอื่ ฝ่าย
เยอรมนั เปน็ ผแู้ พส้ งคราม ดนิ แดนในความครอบครองของอาณาจกั รออตโตมนั
จงึ ถูกองั กฤษและฝรั่งเศสแบง่ กันตามผลประโยชนท์ ีไ่ ดต้ ่อรองกนั อยา่ งเข้มขน้
ในช่วงสงครามโลกคร้งั ที่ 1 มุศตาฟา เคมาล อตาร์เติรก์ (Mustafa
Kemal Ataturk:ค.ศ.1881-1938) นายทหารของกองทพั ออตโตมัน พร้อมนาย
ทหารหนมุ่ ทม่ี แี นวคดิ ชาตนิ ยิ มตรุ กี ไดน้ ำ� กองกำ� ลงั สกู้ บั ทหารสมั พนั ธมติ ร โดย
เฉพาะกรกี (ค.ศ.1922) และประสบชยั ชนะตอ่ เนอื่ งหลายครง้ั อตาเตริ ก์ สถาปนา
ประเทศตุรกี และส่ังยุบระบอบการปกครองแบบคิลาฟะห์หรือระบอบกาหลิบ
ในเดอื นมนี าคม ปคี .ศ.1924 นบั เปน็ การสนิ้ สดุ ระบบการปกครองของอาณาจกั ร
อิสลามท่ีด�ำเนินมามากกว่า 1400 ปี และเริ่มต้นเข้าสู่ยุคแห่งการต่อสู้ของ
ประชาคมโลกมสุ ลมิ เพอื่ ปลดแอกจากการปกครองของจกั รวรรดนิ ยิ มในเวลาตอ่ มา
อะไรเป็นแรงผลักดันที่ท�ำให้อารยธรรมน้ีเจริญเติบโตจนเกิดยุคทอง
(golden ages) แหง่ ศลิ ปวทิ ยาการและเปน็ คบไฟสง่ ตอ่ ใหแ้ กย่ โุ รปอนั กอ่ ใหเ้ กดิ
การฟน้ื ฟูศิลปวิทยาการ (renaissance)16 และค่อย ๆ เสอื่ มถอยจนตอ้ งมีสภาพ
ไม่ต่างจากทาสท่ีอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดินิยมตะวนั ตกในที่สดุ ?

อสิ ลาม รากฐานทางอารยธรรมของโลกมุสลมิ

คาบสมุทรอาหรับเป็นภูมิภาคที่มีความแห้งแล้ง เพราะมีทะเลทราย
เปน็ พนื้ ทสี่ ว่ นใหญ่ โดยจะมแี หลง่ นำ้� เลก็ ๆ(oasis) ใหผ้ คู้ นและสตั วเ์ ลยี้ งไดอ้ าศยั
ในบรเิ วณรอบ ๆ เนอื่ งจากมฝี นตกนอ้ ยมาก และเกดิ พายทุ ะเลทรายอยเู่ ปน็ ประจำ�
อีกท้ังมีโรคระบาดเป็นระยะ ๆ การเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตให้พอเพียงเพื่อ
เล้ียงตัวเองจึงเป็นเรื่องท่ียากมาก (ยกเว้นบริเวณท่ีตั้งของประเทศเยเมนและ
โอมานในปัจจุบัน ซึ่งมีดินและน�้ำค่อนข้างอุดมสมบูรณ์) ชาวอาหรับจึงต้อง
เลีย้ งสตั ว์โดยเฉพาะอย่างยง่ิ อูฐ ซง่ึ ทนต่อสภาพอากาศทีโ่ หดร้าย อฐู ยังใช้เปน็
พาหนะ เปน็ อาหาร และนมของมันใช้ด่มื หนงั ใช้ท�ำเครื่องนุง่ หม่

16 รายละเอียดเก่ียวกับการค้นพบศิลปวิทยาการของมุสลิมอันน�ำมาซ่ึงการเปลี่ยนแปลงท่ีท�ำให้เกิด
การฟื้นฟศู ลิ ปวทิ ยาการในยุโรป; โปรดดเู พ่มิ เตมิ Jonathan Lyons, The House of Wisdom: How the
Arabs Transformed Western Civilization (New York Berlin London: Bloomsbury Press, 2009).

51

เนื่องจากต้องหนีสภาพอันโหดร้ายดังกล่าว ชาวอาหรับจึงต้อง
อพยพเปลยี่ นทอ่ี ยไู่ ปเรอ่ื ย ๆ ทา่ มกลางทะเลทรายอนั เวงิ้ วา้ งเพอื่ หาแหลง่ นำ้�
ใหต้ วั เองและสตั วเ์ ลย้ี งเพอ่ื ใหส้ ามารถดำ� รงชวี ติ อยไู่ ด้ มรี ายงานจากนกั เดนิ ทาง
ชาวยุโรปวา่ ในบางปที ้ังสัตว์เลย้ี งและผูค้ นเสยี ชีวิตทงั้ หมู่บา้ นจากการขาด
อาหารเน่อื งจากสภาพภมู ิอากาศที่เลวรา้ ย ท้ังนี้ oasis ก็ไม่ใชแ่ หล่งน้�ำทีม่ ี
ความถาวร เนอ่ื งจากพายทุ ะเลทรายทำ� ใหภ้ มู ปิ ระเทศเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็
(Vassiliev, 2000, p. 23)
อย่างไรก็ตาม oasis ที่มขี นาดใหญ่ มกั จะมีการตง้ั ถน่ิ ฐานรอบๆ
และเป็นจุดแวะพักของกองคาราวานสินค้าท่ีท�ำการค้าขายระหว่างเมือง
ส�ำคญั ๆ จดุ แวะพักนเ่ี องตอ่ มาได้กอ่ ตวั เปน็ ชมุ ชนท่ีมีขนาดใหญข่ น้ึ มกี าร
ซื้อขายแลกเปล่ียนสินค้า มีการถ่ายทอดและแลกเปล่ียนความรู้จากต่าง
วฒั นธรรม ตลอดจนการผลิตเครื่องไมเ้ ครอื่ งมือในการใชช้ ีวิตเพ่อื เอาชนะ
ธรรมชาติ ทำ� ใหส้ ามารถลดตน้ ทนุ เวลา จงึ เกดิ การสะสมกำ� ไรสว่ นเกนิ ผคู้ น
มเี วลาและเงนิ ทนุ เหลอื พอสำ� หรบั ศลิ ปะ ซงึ่ เปน็ สว่ นเกนิ ของการดำ� เนนิ ชวี ติ
แบบเรร่ อ่ น อารยธรรมจงึ คอ่ ยๆกอ่ ตวั เปน็ รปู เปน็ รา่ งบรเิ วณรอบ ๆoasis นน่ั เอง
สงั คมอาหรบั เปน็ สงั คมชนเผา่ (tribal society) ทร่ี กั อสิ รภาพ ดว้ ย
เหตทุ ล่ี กั ษณะทางกายภาพของพนื้ ทท่ี ก่ี วา้ งใหญไ่ พศาล ผคู้ นกระจายไปตาม
oasis ท่ีค่ันกลางด้วยทะเลทรายหลายรอ้ ยไมล์ และเน่ืองจาก oasis อาจ
เปลี่ยนแปลงสภาพไปอย่างรวดเร็วท�ำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณน้ันต้องย้าย
ถน่ิ ฐานไปเรอื่ ยๆ สภาพดงั กลา่ วทำ� ใหย้ ากแกก่ ารมกี ารปกครองแบบรวมศนู ย์
(centralized governance) สมาชิกในสงั คมจึงตอ้ งใหก้ ารภักดีตอ่ ชนเผา่
แทนทจี่ ะใหก้ ารภกั ดแี กร่ ฐั บาลกลาง (Hodgson, 1974, p. 102; Gibb, 1933,
p. 40) หัวหนา้ เผา่ จงึ เปน็ ศูนย์รวมของอำ� นาจท้ังหมด ทง้ั อำ� นาจในทางการ
บริหารกิจการทางโลกและอ�ำนาจเหนอื ธรรมชาติ โดยทหี่ ัวหนา้ ชนเผา่ อาจ
เป็นตัวกลางในการส่งผ่านอ�ำนาจเหนือธรรมชาติสู่สมาชิกในชนเผ่า หรือ
เป็นตัวกลางในการน�ำความต้องการของสมาชิกในชนเผ่าเพื่อเสนอต่อ
อำ� นาจเหนอื ธรรมชาติเพอ่ื ให้บรรลุสงิ่ ใดส่งิ หนง่ึ ความภักดแี ละซอื่ สตั ยต์ ่อ
ชนเผ่าจึงเป็นสิ่งส�ำคัญอย่างย่ิงยวดส�ำหรับชาวอาหรับเร่ร่อนในทะเลทราย
หรอื เบดูอนิ (Bedouin)

52

Montgomery Watt (1909-2006) (2008) นักบูรพาคดีคนส�ำคญั จาก
มหาวทิ ยาลัยเอดนิ เบอระ (Edinburgh) แหง่ สก๊อตแลนดช์ ีว้ ่า ลักษณะสงั คมและ
สภาพแวดลอ้ มดงั กลา่ วขา้ งตน้ ไดห้ ลอ่ หลอมทงั้ รา่ งกายและจติ ใจของชาวอาหรบั
ให้แข็งแกร่ง ซ่ึงเป็นคุณสมบัติส�ำคัญของนักรบและความส�ำเร็จในการรบเพื่อ
ขยายดนิ แดนในโอกาสตอ่ มา (p. 46) แตส่ งิ่ ทที่ �ำใหช้ นชาติอาหรับสามารถสรา้ ง
อารยธรรมและความยง่ิ ใหญเ่ หนอื คาบสมทุ รอาหรบั และแผข่ ยายครอบคลมุ พนื้ ท่ี
ถงึ สามในส่ขี องโลกไดน้ ั้น คือการอุบัตขิ นึ้ ของอสิ ลาม
ขณะทม่ี ฮู มั หมดั (570-632) ไดน้ ำ� ศาสนาอสิ ลามมาเผยแพรท่ เี่ มอื งมกั กะฮ์
(Mecca) นน้ั มักกะฮ์เป็นจดุ แวะพกั ของกองคาราวานทท่ี ำ� การค้าขายระหว่าง
เมืองท่เี ป็นศูนย์กลางทางการค้า เช่น แบกแดด ดามสั กสั เปอร์เซยี ปาเลสไตน์
โดยทพ่ี อ่ คา้ ชาวอาหรบั รบั สนิ คา้ ผา่ นเมอื งทา่ รมิ ทะเลแดงและนำ� ไปคา้ ขายยงั เมอื ง
เหล่านี้ มักกะฮย์ ังเป็นสถานทส่ี �ำคญั ท่มี ีวิหารกะอบ์ ะฮ์ (Ka’bah) ซึง่ สรา้ งโดย
อับราฮัมแห่งอาณาจักรบาบิโลน (ในศาสนาอิสลามเรียกว่า อิบรอฮีมโดยถือว่า
อิบรอฮีมคือศาสนทูตท่านหน่ึงในบรรดาศาสนทูตท้ังหลายท่ีอัลเลาะห์ได้ส่งมา
เผยแพร่สารของพระองค์แก่มนุษย์) ศาสดาอับราฮัมนี่เองที่เป็นต้นก�ำเนิดของ
3 ศาสนา (Abrahamic Religions) คือ ยูดาย ศาสนาครสิ ต์ และอิสลาม
นอกจากจะมีการแลกเปลี่ยนสินค้าแล้ว พ่อค้ายังจะได้ท�ำการจาริก
แสวงบญุ ในบรเิ วณวหิ ารกะอบ์ ะฮอ์ กี ดว้ ย เนอ่ื งจากรอบๆ มหาวหิ ารแหง่ นม้ี รี ปู เคารพ
ประจ�ำของแต่ละชนเผ่าต้ังประดิษฐานอยู่อีกท้ังมีรูปเคารพที่เป็นเทพเจ้าประจ�ำ
วันอันเป็นความเช่ือของชาวอาหรับในขณะนั้นอีกด้วย มักกะฮ์จึงเป็นเมืองท่ีมี
ความเปน็ สากล มคี วามหลากหลายทางชาตพิ นั ธ์ุ(Cosmopolitan) สงู เนอ่ื งจาก
มผี คู้ นมาจากทกุ สารทศิ เศรษฐกจิ ของเมอื งมกั กะฮจ์ งึ มคี วามคกึ คกั อยา่ งไรกด็ ี
รายไดจ้ ากการเกบ็ ภาษแี ละสว่ นตา่ งจากการคา้ ขาย ตกอยใู่ นมอื ของชนชน้ั พอ่ คา้
และชนเผา่ กุเรช (Quraysh) ทคี่ วบคมุ เมอื งมักกะฮอ์ ยใู่ นขณะน้ัน สังคมมักกะฮ์
จึงเป็นสังคมชนช้ันที่มีการเอารัดเอาเปรียบสูง คนจนถูกกันออกไปจนไม่มีท่ีอยู่
ในสังคม มีการค้าทาส มีการกดขีข่ ่มเหงอยา่ งเป็นระบบ (systemic oppression)
(Ibn Khaldun อ้างถึงใน Enan, 2007, p. 91)

53

ศาสนทูตมูฮัมหมัดได้น�ำหลักการส�ำคัญอย่างน้อยสองประการ
ซ่ึงส่งผลกระทบอย่างลึกซ้ึงต่อการเปล่ียนแปลงสังคม โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ตอ่ ชนชน้ั นำ� (elite) ที่ควบคมุ ผลประโยชน์อยูใ่ นขณะนนั้ หลักการอันแรก
เป็นหลักการเก่ียวกับระบบสังคม (social system) กล่าวคือ น�ำเอาหลัก
ความเสมอภาคและความเท่าเทียม (egalitarian society) มาแทนท่ชี นช้ัน
และการเอารัดเอาเปรียบ เช่น ยกเลิกระบบดอกเบี้ย หรือ ริบา (riba)
จัดตั้งระบบการจ่ายภาษีแก่คนจนหรือซะกาต (zakat) สนับสนุนให้มี
การปลดปล่อยทาส สถาปนาสิทธิของสตรีในสังคมชนเผ่าที่สตรีไม่มีสิทธิ์
รบั มรดกและไมม่ สี ทิ ธอิ นื่ ๆ ฯลฯ หลกั การสำ� คญั ประการทสี่ องเปน็ หลกั การ
เก่ียวกับระบบความเชื่อและการภักดี (belief system) คือการเปล่ียน
ความเคารพภกั ดที มี่ ตี อ่ ชนเผา่ อนั เปน็ สาเหตสุ ำ� คญั ของสงครามระหวา่ งชน
เผา่ ตา่ งๆทไี่ มจ่ บสนิ้ มาเปน็ การเคารพภกั ดตี อ่ พระเจา้ องคเ์ ดยี ว(monotheism)
(Armstrong, 2007, p. 25)
หลักการส�ำคัญของสองประการดังกล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบ
โดยตรงต่อสถานะและผลประโยชน์ของชนช้ันผู้ปกครองและกลุ่มพ่อค้า
วาณชิ ดงั นน้ั แนวความคดิ ทม่ี ฮู มั หมดั นำ� มาจงึ ไดร้ บั การตอบรบั อยา่ งดจี าก
บรรดาคนยากจน สตรี ผอู้ อ่ นแอ แตถ่ กู ตอ่ ตา้ นอยา่ งหนกั จากชนชนั้ นำ� ดว้ ย
วธิ กี ารตา่ งๆ ทงั้ การบอยคอต ทบุ ตซี อ้ มทรมานผทู้ ตี่ อบรบั สารจากมฮู มั หมดั
และท้ายท่ีสุดบรรดาผู้กุมอ�ำนาจเมืองมักกะฮ์ได้ตกลงร่วมกันให้มีการล่า
สังหารมูฮัมหมัดจนท�ำให้มูฮัมหมัดและกลุ่มสาวกรุ่นแรกๆ ต้องอพยพไป
อยทู่ ีเ่ มืองเลก็ ๆทางตอนเหนอื ชอ่ื เมอื งมะดนี ะฮ์ (Medina) ซง่ึ อยหู่ ่างจาก
เมอื งมกั กะฮป์ ระมาณ300 กโิ ลเมตร ณ เมอื งแหง่ นเ้ี องมฮู มั หมดั ไดท้ ำ� ขอ้ ตกลง
ในลักษณะสนธสิ ัญญา (Treaty of Madinah) กับชนเผา่ ตา่ งๆ โดยสนธิ
สญั ญานเี้ รยี กวา่ ศอฮฟี ะตลุ้ มะดนี ะฮ์ (SahifatulMadinah) หรอื สนธสิ ญั ญา
แหง่ มะดนี ะฮ์ อนั เปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ ของการรว่ มกนั ปกปอ้ งชมุ ชนจากการคกุ คาม
ของศัตรูภายนอก โดยสาระส�ำคัญของสนธิสัญญานี้คือการรับประกัน
ความปลอดภยั ของชนเผา่ ตา่ งๆ ในการดำ� เนนิ กจิ การของตวั เอง โดยเฉพาะ
สิทธิในการปฏิบัติตามความเช่ือทางศาสนา (Hamidullah, 2012, p.50)
ชุมชนแห่งเมืองมะดีนะฮ์ค่อยๆ มีการจัดระเบียบทางสังคมภายในโดยใช้

54

สารของอิสลามและ ค่อยๆ ก่อตัวข้ึนเป็นหน่วยการเมือง
(political entity) ในลกั ษณะทน่ี กั รฐั ศาสตรเ์ รยี กวา่ “นครรฐั ”
ขนึ้ มา
สนธิสัญญาก�ำหนดให้มูฮัมหมัดเป็นผู้น�ำของ
หลากหลายชนเผ่าในอาณาบริเวณนั้น ทั้งน้ีก็เพราะชนเผ่า
ตา่ งๆ สู้รบกนั เองมาเป็นเวลานานจนเกดิ ความไมไ่ ว้วางใจ
ซึ่งกัน และต่างก็ไม่มีใครยอมให้ชนเผ่าอ่ืนเป็นผู้น�ำ อีกทั้ง
ชนเผ่าเหล่านั้นต้องการคานอ�ำนาจกันและกันอีกด้วย
(บรรดาชนเผา่ เหลา่ นปี้ ระกอบไปดว้ ย ชาวยวิ ครสิ เตยี น และ
อื่นๆ) โดยก่อนหน้านั้นสมาชิกในชนเผ่าจ�ำนวนหลายคน
เคยเดินทางไปเมืองมักกะฮ์ ท้ังเพ่ือทำ� การค้าขายและเพื่อ
แสวงบญุ ตา่ งไดร้ บั รถู้ งึ ชอ่ื เสยี งของมฮู มั หมดั ในเรอ่ื งการไกลเ่ กลย่ี
ความขัดแย้งอย่างยุติธรรม การมีมูฮัมหมัดซึ่งเป็นคนนอก
และเป็นบุคคลที่เป็นท่ียอมรับของทุกฝ่ายมาเป็นตัวกลาง
ระหวา่ งชนเผ่าตา่ ง ๆ จงึ เปน็ ตัวเลือกท่ลี งตวั ในขณะนั้น
เน่ืองจากมูฮัมหมัดเป็นผู้ท่ีได้รับความเช่ือถือใน
ความซ่ือสัตย์สุจริตจนได้รับสมญาจากชาวอาหรับด้วยกัน
รวมทงั้ ผทู้ ่ีเป็นศัตรขู องมูฮมั หมัดเองว่า อลั อามนี หรือผู้ท่ีมี
ความซื่อตรง ซ่ือสัตย์ มูฮัมหมดั จงึ เปน็ ท้งั ผูน้ �ำทางการเมือง
ผนู้ ำ� ทางทหาร และผนู้ ำ� ทางศาสนา และผนู้ ำ� จติ วญิ ญาณไป
ในขณะเดยี วกัน
กลุ่มชาวเมืองมักกะฮ์เดิมท่ีน�ำโดยชนช้ันน�ำผู้กุม
เศรษฐกจิ ของเมอื ง ไดย้ กทพั มาปดิ ลอ้ มและเขา้ ตเี มอื งมะดนี ะฮ์
หลายครง้ั แตไ่ มป่ ระสบผลสำ� เรจ็ ทา้ ยทส่ี ดุ มฮู มั หมดั ไดย้ กทพั
ไปตเี มอื งมกั กะฮไ์ ดส้ ำ� เรจ็ ในปี ค.ศ630 โดยไมม่ กี ารนองเลอื ด
และไดท้ ำ� การผนวกเอาเมอื งมกั กะฮเ์ ขา้ มาเปน็ สว่ นหนงึ่ ของ
นครรัฐมะดีนะฮ์ท�ำให้ระบอบอิสลามที่น�ำโดยมูฮัมหมัด
มีความแขง็ แกรง่ ทส่ี ุดในคาบสมุทรอาระเบยี

55

อิสลาม : ระบบความเช่ือ (Belief System) และ
การจัดการทางสังคม (Social System)

อสิ ลามเปน็ ทง้ั ศาสนาและระบบความเชอ่ื ในความหมายโดยทวั่ ไป และ
เปน็ ทงั้ ระบบการปกครองหรอื การจดั การทางสงั คม พจิ ารณาในแงข่ องความเปน็
ระบบความเชอื่ ผศู้ รัทธาในศาสนาอสิ ลามหรือมสุ ลิมเช่ือในค�ำสอนของอสิ ลาม
ซงึ่ กำ� หนดวา่ ความดคี อื อะไร จะเปน็ คนดไี ดอ้ ยา่ งไร และการประกอบความดนี นั้
จะได้รับอะไรเป็นผลตอบแทน กล่าวส�ำหรับมุสลิมแล้วผลตอบแทนคือการเข้า
พ�ำนักอย่างถาวรในสรวงสวรรค์ แต่อิสลามไม่จ�ำกัดเฉพาะการมุ่งท�ำความดี
หรือสะสมผลบุญสว่ นตวั (personal salvation) เพอ่ื ไปสสู่ รวงสวรรค์ในโลกหน้า
หากแต่ศาสนาอิสลามน�ำเสนอแผนการสร้างชุมชนท่ีดี ชุมชนท่ีหญิงหม้ายและ
คนชราได้รับการประกันว่าจะมีบ้านอยู่และมีอาหารอย่างพอเพียง ชุมชนที่เด็ก
กำ� พรา้ จะไมถ่ กู ทอดทง้ิ การคา้ ขายตอ้ งมคี วามเปน็ ธรรม คนรำ�่ รวยตอ้ งจา่ ยภาษี
ตามอตั ราท่กี ำ� หนด ผูอ้ อ่ นแอจะได้รับการปกป้อง โดยปจั เจกบุคคลสามารถเขา้
สู่สรวงสวรรค์ด้วยการเข้าเป็นสมาชิกในชุมชนและมีส่วนร่วมในการผลักดันให้
เกดิ ชุมชนตามลกั ษณะท่ีอิสลามไดว้ างเป้าหมายไว้
กลา่ วโดยสรปุ คอื ในทางสงั คม อสิ ลามเขา้ มาวางขอ้ กำ� หนด(prescribe)
หรือวางแนวทาง (guideline)17 เพื่อตอบค�ำถามพืน้ ฐานท่วี า่ มนุษยจ์ ะมสี งั คมที่
มคี วามยตุ ธิ รรม (social justice) ไดอ้ ยา่ งไร โดยการทจ่ี ะไดม้ าซง่ึ สงั คมทมี่ คี วาม
ยุติธรรมดังกล่าว อิสลามเห็นว่ามนุษย์ไม่อาจใช้ความสามารถในเชิงเหตุผลแต่
เพยี งอย่างเดียว หากแตต่ ้องพ่ึงพิงทางน�ำ (guidance) จากพระเจา้ เนื่องจาก
ตามคติความเชื่อในอิสลามน้ันเช่ือว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์และสรรพส่ิงใน
โลก พระองค์จงึ มีความรทู้ กุ อย่างอยา่ งสมบูรณ์ (omniscient) ถึงธรรมชาติของ
มนุษย์และสรรพส่ิง และได้ประทานคัมภีร์ซ่ึงมีเน้ือหาเก่ียวกับหลักการด�ำเนิน
ชวี ติ สว่ นตวั และการด�ำเนินชีวิตสว่ นรวมในทางสาธารณะ (public life) อันเปน็
แนวทางหรอื ทางนำ� แกม่ นษุ ย์ โดยผา่ นทางศาสนทตู และสงั่ ใชใ้ หศ้ าสนทตู ดำ� เนนิ การ
เปน็ แบบอยา่ งอกี ดว้ ย

17 ดังท่ใี นคมั ภีร์อลั กุรอา่ นกลา่ วว่า (คมั ภีร์อัลกุรอา่ นนั้น) เป็นแนวทางหรือทางน�ำแกม่ นุษยชาติ (ฮดุ ลั ลนิ นาซ)
56

ในสายตาของมุสลมิ ศาสนทูตมฮู มั หมดั ได้วางระเบียบ
แบบแผนทางสังคม (social order) ไว้อยา่ งสมบูรณ์และยุตธิ รรม
ดว้ ยตวั ศาสนทตู เปน็ ผอู้ ธบิ ายคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น ดว้ ยการปฏบิ ตั จิ รงิ
ในการดำ� เนนิ ชวี ติ สว่ นตวั และชวี ติ ในทางสาธารณะ ทงั้ นเี้ นอื่ งจาก
การประทานคัมภรี ์อัลกรุ อ่านเป็นการประทานในลักษณะทลี ะเลก็
ทีละน้อยตามสถานการณ์ ซ่ึงอาจเป็นสถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนท่ีอาจ
มองวา่ เป็นเรือ่ งเล็กๆ เช่นจะล้างมอื อยา่ งไร ไปจนถึงเร่อื งใหญ่ๆ
เช่นสัญญาซ้ือขายอย่างไรจึงจะเป็นธรรม จะจัดการอย่างไรกับ
การขโมย จะปฏิบัติต่อเชลยศึกอย่างไรในยามสงคราม เป็นต้น
การประทานคัมภีรล์ ักษณะน้เี กิดขนึ้ ต่อเน่ืองกนั เป็นเวลา 23 ปี
แบบอย่างการด�ำเนินชีวิตและการจัดการปัญหาต่างๆ
ของศาสนทูตมูฮัมหมัด (Prophet Tradition, หรือ Sunnah)
จงึ ถอื เปน็ แหลง่ ทม่ี า(sources) ของระบอบการดำ� เนนิ ชวี ติ ทม่ี สุ ลมิ
ทกุ คนตอ้ งใชเ้ ปน็ กรอบอา้ งองิ (frameofreference) ทางความคดิ
ในลกั ษณะทวี่ า่ ระเบยี บกฎหมายควรเปน็ อยา่ งไร มขี อบขา่ ยครอบคลมุ
แค่ไหน การเมอื งควรดำ� เนนิ ไปอยา่ งไร จริยธรรมความดคี อื อะไร
ตลอดจนความหมายของการมชี วี ติ ทด่ี คี อื อะไร ฯลฯ หรอื แมก้ ระทงั่
มสุ ลมิ อาจดำ� เนนิ รอยตามในทกุ การกระทำ� ของศาสนทตู โดยไมต่ ง้ั
คำ� ถาม18 (Sonn, 1996 , pp. 309-324)
จากการทอี่ าณาจกั รอสิ ลามไดม้ คี วามเจรญิ รงุ่ เรอื งทง้ั ทาง
ด้านเศรษฐกิจ ศิลปวิทยาการ ระบอบการปกครอง การทหาร
จนเป็นท่ียอมรับ เอาชนะใจผู้คนทัง้ ในเอเชยี แอฟริกา และยโุ รป
(ขณะน้ันยังไม่มีการค้นพบทวีปอเมริกาและออสเตรเลีย) เป็น
เครอ่ื งชว้ี ดั ไดอ้ ยา่ งดวี า่ ระบอบและคณุ คา่ ทศ่ี าสนาอสิ ลามไดน้ ำ� มา
เปน็ แรงผลกั ดนั (driving force) ใหเ้ กิดภาวะดงั กลา่ ว

18 เทววิทยาอิสลามถือว่าค�ำพูด การกระท�ำ และพฤติกรรมของศาสนทูตมูฮัมหมัด
ได้รับการบันดาลใจจากอลั เลาะห์ ศาสนทูตมฮู ัมหมัดมิไดด้ �ำเนินการตามอารมณ์ของ
ตนเอง ดังทค่ี มั ภรี ์อัลกรุ อ่านกล่าวว่า “และเขามไิ ดพ้ ดู ตามอารมณ์ สิ่ง (ท่เี ขาพูด) นั้น
มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวาฮีย์ท่ีถูกประทานลงมา” (กุรอ่าน, 53: 3-4) การด�ำเนิน
รอยตามศาสนทูตโดยไม่ตัง้ คำ� ถามจงึ ถอื เปน็ ความศรัทธาข้นั สงู ตอ่ พระเจ้า

57

แตเ่ ม่อื เขา้ สู่ศตวรรษที่ 18 อาณาจกั รอิสลามก็คอ่ ยๆเส่อื มถอยลง และ
สูญเสยี พลวตั ในเวลาต่อมา จนกระทง่ั โลกมสุ ลมิ ถูกครอบครองโดยจักรวรรดินยิ ม
ตะวนั ตกในยคุ ลา่ อาณานคิ ม และแมเ้ มอื่ ไดร้ บั อสิ ระจากการยดึ ครองโดยมหาอำ� นาจ
ตง้ั แตต่ อนกลางของศตวรรษที่20 โลกมสุ ลมิ กย็ งั ไมส่ ามารถพฒั นาสงั คม เศรษฐกจิ
และการกระจายรายได้ หรอื กา้ วทนั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ท้งั ยงั ไม่สามารถ
พฒั นาความแขง็ แกรง่ ทางการทหาร ตลอดจนสรา้ งสงั คมทม่ี คี วามเปน็ ธรรมโปรง่ ใส
และการมีส่วนร่วมในการปกครอง ฯลฯ เท่าเทียมตะวันตกได้ ความยากจน
การคอรัปชั่นที่แพร่หลายและเรื้อรัง การปกครองโดยเผด็จการ การจ�ำกัดสิทธิ
เสรภี าพ เหลา่ นี้ลว้ นเปน็ ลกั ษณะทั่วไปของสงั คมของประเทศในโลกมสุ ลิม
การถกเถียงถึงทางออกต่อภาวะดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวน
การตคี วามคำ� สอนของอสิ ลาม ระบบความรู้ การประเมนิ คณุ คา่ และปรชั ญาอสิ ลาม
ในยคุ ของความเป็นสมัยใหม่ (modernity) ทีถ่ กู ครอบงำ� โดยรฐั ชาติ ฯลฯ แต่การ
ถกเถยี งท่ีรอ้ นแรงท่สี ดุ คอื การถกเถียงเกย่ี วกับความคดิ ทางการเมอื งและระบอบ
การปกครองของสงั คมมสุ ลมิ ทจี่ ะนำ� ไปสกู่ ารฟน้ื ฟสู ถานะของประชาชาตมิ สุ ลมิ อกี ครง้ั

ความเก่ยี วเน่อื งของอดตี

มีหลากหลายปัจจัยที่ท�ำให้ความสนใจมุ่งมาสู่การศึกษาอิสลามและ
โลกมสุ ลมิ มากยง่ิ ขนึ้ เรอื่ ยๆ ในปจั จบุ นั นอกเหนอื จากปจั จยั ดา้ นภมู ศิ าสตรท์ ใ่ี จกลาง
ของโลกมุสลิมน้ันคืออาณาบริเวณคาบสมุทรอาหรับอันอุดมไปด้วยแหล่งพลังงาน
ทง้ั นำ้� มนั และกา๊ ซธรรมชาตทิ ส่ี ำ� คญั ของโลก และยงั เปน็ อาณาบรเิ วณทเี่ ปน็ ศนู ยก์ ลาง
ของอารยธรรมอนั เกา่ แกข่ องมนษุ ยชาตแิ ลว้ ปจั จยั ดงั กลา่ วยงั ประกอบดว้ ยกระแส
การฟน้ื ฟศู าสนาอสิ ลามในโลกมสุ ลมิ ความพยายามสรา้ งอตั ลกั ษณข์ องความเปน็
มุสลิมด้วยอิสลามหรือที่เรียกว่าการเมืองของอัตลักษณ์ (politic of identity)
รวมท้ังปฏิกิริยาของโลกมุสลิม หรือชุมชนมุสลิมในสังคมอื่นๆ ต่อการครอบง�ำ
ทางการเมืองและวัฒนธรรมโดยตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการครอบง�ำผ่าน
การแทรกแซงทางการเมืองและการทหารในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ (อินเดีย
ปากสี ถาน และอฟั กานสิ ถาน) และแอฟริกา

58

กระแสการตนื่ ตวั ในการศกึ ษาอสิ ลามยงั เกดิ จากความฉงนตอ่ ปรากฏการณท์ ่ีศาสนา
อิสลามไดข้ ยายตวั อย่างรวดเร็วทงั้ ในยโุ รปและสหรฐั อเมริกาอีกด้วย19
อารยธรรมอิสลามเป็นผู้สืบทอดประเพณีทางความคิดจากกรีกโบราณ (Greco-
Helenic) ทั้งยงั เป็นผใู้ ห้กำ� เนดิ และพัฒนาองคค์ วามรู้ในสาขาวิชาแขนงตา่ งๆ โดยมีคมั ภรี ์
อัลกุรอ่าน (Al-Qur’an) และซนุ นะฮ์ (Sunnah)20 เปน็ แหล่งก�ำเนิดโลกทัศน์ (worldview)
และใช้เปน็ กรอบอ้างอิง (frame of reference)
โลกทัศน์แบบอิสลาม (Islamic Worldview) ได้ให้ก�ำเนิดอารยธรรมอันย่ิงใหญ่ท่ี
วางรากฐานอยู่บนความรู้อย่างใหม่ อาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติความรู้สู่กระบวนทัศน์ใหม่
(new paradigm) ในความหมายของคนู (Thomas S. Khun)21 ตอ่ จากกรีก
กระบวนทศั นด์ งั กลา่ วนผี้ ลติ ไมเ่ ฉพาะสำ� นกั คดิ ตา่ งๆ ทงั้ พวกเหตผุ ลนยิ มทใ่ี หก้ ำ� เนดิ
การฟ้ืนฟศู ิลปวทิ ยาการ (renaissance) ในยุโรป แต่ยังรวมไปถึงเทววิทยา ปรชั ญา ศาสตร์
และศิลป์แขนงต่างๆ จึงไม่แปลกที่อารยธรรมอิสลามจะมีระบบการศึกษาที่มีความเจริญ
ก้าวหน้าอยา่ งมากเม่อื เปรียบเทียบกบั อารยธรรมอ่นื ในชว่ งระยะเวลาเดยี วกนั มหาวิทยาลัย
เก่าแก่อย่างอัล-อัซฮัร (Al-Azhar University) เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีถึงความต่อเน่ืองและ
ความรมุ่ รวยของจารตี ดา้ นการแสวงหาความรใู้ นอารยธรรมอสิ ลามอนั เปน็ ผลตอ่ เนอื่ งมาจาก
มโนทศั น์ดังกล่าว อกี ท้ังการจัดวางความรแู้ ละผ้รู ไู้ ว้ในตำ� แหนง่ สงู สุดของลำ� ดบั ชนั้ ในสังคม
เปน็ ปจั จยั ส�ำคัญท่ีท�ำให้อารยธรรมอิสลามครองอำ� นาจน�ำ22

19 CNN politics ไดร้ ายงานผลการศึกษาของ Pew Research บนเวบ็ ไซต์ (https://edition.cnn.com/2018/01/10/
politics/muslim) ท่ีช้ีว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ขยายตัวเร็วที่สุดในสหรัฐและภายในปี 2040 อิสลามจะเป็นศาสนาที่มี
ผู้นบั ถือมากท่สี ดุ เป็นอนั ดบั 2 ในสหรัฐอเมรกิ า ซ่ึงรายงานดังกล่าวเปน็ ผลการศกึ ษาที่ทำ� ข้ึนในปี 2007, 2011, และ 2017
ซ่ึงเป็นการน�ำเอาข้อมูลจากการส�ำมะโนประชากรในสหรัฐมาวิเคราะห์เทียบผลและสร้างตัวแบบเพ่ือท�ำนายประชากร
มสุ ลมิ ในสหรัฐ
20 ซนุ นะฮ์ (Sunnah) โดยท่ัวไปหมายถงึ คำ� พดู และแบบแผนการกระทำ� หรือการใหก้ ารยอมรบั (แก่การกระท�ำหรือคำ� พดู
น้นั ) ของศาสนทตู มฮู มั หมดั (ขอความสนั ติสุขจงมีแดท่ า่ น) อาจกล่าวไดว้ ่าซุนนะฮข์ องศาสนทตู คือแบบแผนการกระท�ำ
หรือพฤติกรรมของศาสนทูต ซุนนะฮ์มาอธิบายและขยายความคัมภีร์อัลกุรอ่าน ในปัจจุบันซุนนะฮ์ถูกบันทึกไว้ในรูป
ของอัลหะดีษ (บันทกึ คำ� พดู และการกระทำ� ของศาสนทตู รวมทัง้ บรรดาสหายของทา่ น) มโนทัศนเ์ รอ่ื งซนุ นะฮ์ โปรดดู
Fazlur Rahman, Islamic Methodology in History (Islamabad: Islamic Research Institute, 1984), บทที่ 1: Concepts
sunnah, Ijtihad and Ijma’ in the early period, pp.1-24.
21 คูนชี้ให้เห็นว่าความรู้มีการพัฒนาในลักษณะการปฏิวัติมิใช่การสั่งสม โดยการปฏิวัติความรู้เกิดขึ้นเม่ือมีการปฏิวัติ
กระบวนทัศน์ โปรดดTู homas S. Khun, The Structure of Scientific Revolutions (Chicago: The University of Chicago
Press, 1970)
22 เช่นในคัมภีร์อัลกุรอ่านได้กล่าวถึงผู้รู้ว่า“ย่อมสูงส่งกว่าผู้ที่ไม่มีความรู้” (กุรอ่าน, 39:9); หรือมีรายงานค�ำพูดโดย
อาบดู าวดู จากศาสดามฮู มั หมดั (ศ.ล.) ทไ่ี ดก้ ลา่ ววา่ “ความประเสรฐิ ของผรู้ ทู้ โ่ี ดดเดน่ เหนอื ผปู้ ฏบิ ตั อิ บิ าดะฮ์ เปรยี บเสมอื น
ความประเสริฐของดวงจันทร์ในคืนจันทร์เพ็ญที่โดดเด่นเหนือดาวดวงอื่นๆ และแท้จริงบรรดาอูลามาอ์คือทายาทผู้รับ
มรดกจากบรรดานบี และแท้จริงบรรดานบีไม่ได้ทิ้งมรดกแม้แต่หนึ่งดีนาร์หรือหน่ึงดิรฮัม แต่ทว่าพวกเขาได้ท้ิงมรดก
แหง่ ความรู้ ดังน้นั ผใู้ ดรับมรดกแหง่ ความรู้ (จากพวกเขา) แทจ้ ริงเขาไดร้ ับเอาส่วนแบง่ ท่คี รบถ้วนสมบรู ณ”์
59

พระราชวัง Alhambra Palace ในอาณจักรอันเดลูเซยี ในช่วงทม่ี ุสลิมปกครอง
สเปน ซงึ่ แสดงใหเ้ ห็นถงึ ศิลปะมสุ ลิมสเปน
60 ภาพจำ� ลอง สุรยิ ุปราคา

โดย นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวเปอร์เชยี
Abu Rayhan al-Biruni (973-1050)

อย่างไรก็ดี การกล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าอารยธรรม
อสิ ลามมลี ักษณะเปน็ เนอ้ื หน่ึงอนั เดยี วกัน (monolithic) หรอื มสุ ลมิ ท่ี
กระจายตวั อยใู่ นอาณาบรเิ วณทม่ี กี ารปกครองโดยใชอ้ สิ ลามเปน็ กรอบคดิ
ในลกั ษณะใดลกั ษณะหนง่ึ หรอื ทเี่ รยี กวา่ ดารลุ้ อสิ ลาม (dar al-Islam)
เป็นผู้เคร่งครัดต่อศาสนาอิสลามด้วยกันทั้งหมด ลักษณะแบบแผน
(mode) และระดับความเข้มขน้ (degree) ของการเปน็ ผศู้ รัทธาใน
อิสลามแตกต่างกันไปตามลักษณะประเพณีดั้งเดิมของภูมิภาคน้ันๆ
รวมถงึ ชว่ งเวลาทใ่ี ชใ้ นการเกดิ กระบวนการทำ� ใหเ้ ปน็ อสิ ลาม(Islamization)
(Nasr, 2010, p. 19) แต่สิ่งทม่ี ุสลิมทว่ั ทงั้ ดารุล้ อสิ ลาม (อาณาจกั ร
อสิ ลาม) ใน 12 ศตวรรษแรกมรี ว่ มกนั ก็คอื ส�ำนกึ อนั หนง่ึ ที่เชื่อวา่
“อัลเลาะห์สัญญาว่าในท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะเป็นผู้ชนะถ้าหาก
พวกเขาดำ� เนนิ รอยตามแนวทางศาสนาของพระองค”์ (กรุ อา่ น, 23:1)
ส�ำนึกน้ีสะท้อนออกมาผ่านข้อความดังเช่น “ผู้ชนะที่แท้จริงคือ
อัลเลาะห์” (la ghaliba ila’Llah) ซ่ึงประดับประดาก�ำแพงมัสยิด
อัลฮมั รา (Alhambra) ในกรานาดา (ประเทศสเปนในปจั จบุ ัน) และ
ข้อความนี้ ยังประดบั ประดาจติ ใจและจติ วญิ ญาณของมุสลิมทุกคน
อกี ด้วย
โลกมุสลิมนน้ั ดำ� รงอยใู่ นฐานะมหาอ�ำนาจตลอดระยะเวลา
สว่ นใหญใ่ นประวตั ศิ าสตรข์ องพวกเขา ดารลุ้ อสิ ลามขยายอำ� นาจและ
ดนิ แดนจนสามารถพชิ ติ พวกครเู สดไดใ้ นทส่ี ดุ และแมก้ องทพั มองโกล
อนั ยง่ิ ใหญเ่ ขา้ มายดึ ครองศนู ยก์ ลางการปกครองของอาณาจกั รมสุ ลมิ
ในแบกแดดและซเี รยี แตท่ า้ ยทส่ี ุดลูกหลานของพวกเขากต็ อ้ งจ�ำนน
และเข้ารับอิสลามในท่ีสุด เช่น Uljaytu (1280-1316) หลานของ
จักรพรรดิ Hulagu Khan (1215-1265) ผยู้ ิง่ ใหญ่ทีไ่ ด้เขา้ รบั อิสลาม
และเปน็ ผมู้ บี ทบาทสำ� คญั ในการสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ศลิ ปวทิ ยาการ
ในสมัยน้ัน และต่อมาเป็นก�ำลังส�ำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้
กบั อาณาจกั รอสิ ลาม ความสำ� เรจ็ และความยงิ่ ใหญเ่ หลา่ นชี้ าวมสุ ลมิ
ถอื เปน็ เคร่ืองยืนยันถงึ ความสจั จริง (Truth) ของคัมภีร์อัลกุรอา่ นและ
คำ� สอนของอิสลาม

61

Ogier Ghiselin de Busbecq (1552-1592) ราชทูตอาณาจักร
Habsburg ประจำ� อาณาจกั รออตโตมนั กลา่ วเปรยี บเทยี บสถานะของออตโตมนั
และอาณาจักรแฮพซ์เบิร์ก (Habsburg) ในการคาดการณ์สงครามของท้ังสอง
อาณาจักร ซงึ่ สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ อ�ำนาจของออตโตมันในขณะนัน้ วา่ :
“มันท�ำให้ข้าพเจ้าตัวส่ันด้วยความครั่นคร้ามเม่ือคิดถึงผลที่จะตามมา
จากการต่อสู้กนั ระหว่างสองระบอบ (Ottoman กับ Habsburg) ซ่งึ ไม่เรากเ็ ขา
ที่จะต้องถูกท�ำลายให้ย่อยยับไป ทั้งเราและเขาไม่อาจด�ำรงอยู่ร่วมกันอย่าง
แนน่ อน ขณะทฝ่ี ่ายเขาคอื มหาอาณาจกั รอนั กว้างใหญไ่ พศาล ร�่ำรวย ทรัพยากร
ล้นเหลือ กองทัพเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และฝึกฝนอยู่เสมอ เร่ืองราวของ
พวกเขาเป็นเร่ืองราวแห่งชัยชนะอย่างต่อเน่ือง พวกเขาพร้อมท่ีจะเผชิญกับ
ความยากลำ� บาก เปน็ หนง่ึ เดยี ว มรี ะเบยี บวนิ ยั อดทน และเตรยี มพรอ้ มอยเู่ สมอ
ขณะท่ีฝ่ายเรามีท้องพระคลังอันว่างเปล่า คนของเราฟุ่มเฟือยไร้ระเบียบ
(อาณาจกั รของเรา) ขาดทรพั ยากร จติ วญิ ญาณ(ของการตอ่ ส)ู้ แตกสลาย กองทพั
ของเราละโมบ หยาบ ไร้ระเบียบ มึนเมาตลอดเวลา และพร้อมที่จะแตกทัพ
ย่งิ ไปกว่านั้นคือ ฝ่ายศตั รคู ุ้นเคยกบั ชยั ชนะ แตฝ่ ่ายเราคุ้นเคยกบั ความพา่ ยแพ้
แลว้ เรายงั สงสยั ว่าผลของการต่อสู้จะออกมาเปน็ เช่นไรหรอื ?”(Ferguson, 2012,
pp. 127-128)
แต่การขยายอ�ำนาจของอาณาจักรมุสลิมได้เร่ิมถูกท้าทายจากยุโรปที่
คอ่ ยๆ เตบิ โตข้ึนในช่วงปลายศตวรรษท่ี 16 การปฏิวัติอตุ สาหกรรมในศตวรรษ
ท่ี 18 ในองั กฤษ ถอื เปน็ จดุ เปลย่ี นสำ� คญั ทท่ี ำ� ใหย้ โุ รปมคี วามเหนอื กวา่ โลกมสุ ลมิ
ทางดา้ นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สง่ ผลใหม้ หาอำ� นาจยโุ รปสามารถแผ่ขยาย
อ�ำนาจอย่างรวดเร็ว กระทงั่ ในปลายศตวรรษท่ี 19 ดนิ แดนในโลกมสุ ลิมตกอยู่
ภายใตอ้ าณานคิ มของมหาอำ� นาจยโุ รปแทบทง้ั สนิ้ ยกเวน้ ดนิ แดนตอนกลางของ
คาบสมุทรอาหรับหรือประเทศซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน ซึ่งแห้งแล้งและยาก
แก่การเข้าถงึ
อะไรคอื สาเหตทุ ที่ ำ� ใหโ้ ลกมสุ ลมิ ตกตำ่� และลา้ หลงั ในขณะทโี่ ลกตะวนั ตก
มีการพฒั นาและก้าวหนา้ ? (Arslan, 2004, p. 3) เป็นค�ำถามหลกั ในโลกมุสลิม
ขณะนน้ั ซงึ่ สะทอ้ นบรรยากาศของความพยายามในการหาทางปรบั ปรงุ แกไ้ ขสงั คม
โดยมีเป้าหมายหลักเพ่ือปลดปล่อยโลกมุสลิมออกจากการยึดครองโดยจักรวรรดิ
นิยมยโุ รป

62

ค�ำตอบต่อค�ำถามดังกล่าวข้างต้นได้กอ่ ตัวเป็นรูปร่างขึน้ เมอ่ื
นกั วชิ าการคนสำ� คญั ชอื่ ญามาลดุ ดนี อฟั ฆอนี(Jamalal-Dinal-Afghani,
1838-1897)23 (อา้ งถงึ ใน Keddie, 1972) ซง่ึ ไดเ้ ดนิ ทางไปในดนิ แดนของ
มสุ ลมิ และยโุ รป และไดเ้ หน็ ถงึ ความเจรญิ กา้ วหนา้ ของยโุ รป ชวี้ า่ สาเหตุ
แห่งความตกต�่ำของโลกมุสลิมเกิดจากการท่ีโลกมุสลิมสาละวนอยู่กับ
วิชาการทางศาสนาจนละท้ิงการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และ
ที่อันตรายย่งิ ไปกว่าน้ันก็คือ ผู้รู้ทางศาสนา (อลู ามาอ์) มักมคี วามคดิ
ตอ่ ตา้ นวทิ ยาศาสตรส์ มยั ใหม่ ดว้ ยเหตนุ อี้ ฟั ฆอนสี รปุ วา่ อสิ ลามไดส้ ญู เสยี
ความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการประสบความส�ำเร็จ
ในอดตี (pp. 175-187)
ญามาลดุ ดนี อฟั ฆอนี ซงึ่ เปน็ ผรู้ เิ รม่ิ สรา้ งความคดิ เรอื่ งการรวมตวั
ของโลกอิสลาม (pan-Islamism) เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก
สะทอ้ นสภาพอนั ตกตำ่� ของประเทศมสุ ลมิ เมอื่ เปรยี บเทยี บกบั อำ� นาจของ
เจ้าอาณานิคมไว้อย่างน่าสลดใจดังน:้ี
“รัฐอิสลามในปัจจุบันอยู่ในภาวะถูกปล้นสะดมทรัพย์สินของ
พวกเขา ถกู โจรกรรมแผ่นดินถกู ยดึ ครองโดยตา่ งชาติ ความมั่งคง่ั ของ
พวกเขาตกอยใู่ นการครอบครองของผอู้ นื่ ไมม่ วี นั ใดผา่ นไปโดยทแี่ ผน่ ดนิ
ของมสุ ลมิ ไมถ่ กู ยดึ ครอง และไมม่ คี ำ�่ คนื ใดผา่ นไปโดยทช่ี าวมสุ ลมิ จะไมถ่ กู
บังคับให้ยอมตามการปกครองของชาวต่างชาติ พวกเขาเหยียดหยาม
และทำ� ลายศกั ดศิ์ รแี ละความภมู ใิ จของมสุ ลมิ เสยี งและความสำ� คญั ของ
มุสลิมไม่ได้รับความสนใจจากพวกเขา มุสลิมถูกพวกเขาใส่โซ่ตรวน
เพอ่ื รบั คำ� สง่ั มสุ ลมิ ถกู ลดทอนความเปน็ มนษุ ยแ์ ละหยามเหยยี ด ชอ่ื ของ
มสุ ลมิ ไมไ่ ดถ้ กู เรยี กอยา่ งใหเ้ กยี รติ เมอ่ื จำ� เปน็ ตอ้ งกลา่ วถงึ มสุ ลมิ พวกเขา
กลา่ วดว้ ยความดถู กู เหยยี ดหยาม พวกเขาเรยี กมสุ ลมิ วา่ เปน็ พวกปา่ เถอื่ น
หยาบชา้ และถงึ กบั เหน็ วา่ มสุ ลมิ ไมม่ สี ถานะเปน็ มนษุ ย์ มนั เกดิ อะไรขนึ้

23 เกยี่ วกบั Jamal al-Din al-Afghani; โปรดดเู พม่ิ เตมิ Nikki R.Keddie, Sayyid Jamal ad-Din
“al-Afghani” : A Political Biography. Berkeley: University of California Press, 1972);
ความคิดและข้อโตเถียงในเร่ืองสาเหตุของความตกต�่ำท่ีเกิดข้ึนในโลกมุสลิม โปรดดูผู้เขียน
คนเดยี วกัน Nikki R.Keddie, An Islamic Response to Imperialism : Political and Religious
writings of Sayyid Jamal al-Din al-Afghani (Berkeley: University of California Press,
1983).

63

กบั พวกเรา? อะไรทน่ี ำ� ความวบิ ตั เิ ชน่ นม้ี าสเู่ รา และเรามาอยตู่ รงจดุ นไี้ ดอ้ ยา่ งไร?
อังกฤษเข้ายึดครองอียิปต์ ซูดาน และพ้ืนท่ีส่วนใหญ่ของอินเดียซึ่งปกครองโดย
มสุ ลมิ ฝรงั่ เศสครอบครองโมรอคโค ตนู เี ซยี อลั จเี รยี เนเธอรแ์ ลนดเ์ ปน็ ผปู้ กครอง
ทกี่ ดขชี่ าวชวาและหมเู่ กาะอนั กวา้ งขวางในมหาสมทุ รแหง่ นน้ั รสั เซยี ยดึ เตอรก์ สิ ถาน
และสว่ นใหญข่ องพนื้ ท่ี Transoxiana, Caucasia, และ Dagestan จนี เขา้ ยดึ East
Turkistan รฐั ของอสิ ลามทเี่ หลอื อยไู่ มม่ ที ใ่ี ดเลยทด่ี ำ� รงอยโู่ ดยปราศจากการคกุ คาม
ดว้ ยความกลวั ตอ่ อำ� นาจของยโุ รปและตะวนั ตก มสุ ลมิ มอิ าจขม่ ตาหลบั ใน
เวลากลางคืนและใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเวลากลางวัน อิทธิพลของต่างชาติ
แทรกซมึ ลกึ ลงไปในสายเลอื ด สรา้ งความกลวั แกช่ าวมสุ ลมิ ถงึ ขนาดทเี่ มอ่ื พวกเขา
ได้ยินเสียงของรัสเซียและอังกฤษ ท�ำให้พวกเขาตัวส่ันเทาเช่นเดียวกับที่พวกเขา
ไดย้ นิ เสยี งของฝรงั่ เศสและเยอรมนั นคี่ อื สภาพของประชาชาตอิ สิ ลาม ประชาชาติ
ท่ีรัฐของพวกเขาเคยเก็บภาษีจากมหากษัตริย์อันย่ิงใหญ่ รัฐที่บรรดาผู้น�ำในโลก
ตา่ งยอมรบั และใหเ้ กียรติดว้ ยความนอบนอ้ มอย่างท่สี ุด แตอ่ นิจจา… ในปจั จบุ ัน
ประชาชาตมิ สุ ลมิ ไดม้ าถงึ จดุ ทโ่ี ลกทง้ั โลกไดส้ ญู เสยี ความคาดหวงั ตอ่ การดำ� รงอยู่
ของพวกเขา พวกเขาถกู กดขขี่ ม่ เหงแมก้ ระทง่ั ในแผน่ ดนิ ของตนเอง ตา่ งชาตไิ มเ่ คย
หยุดหย่อนในการสร้างความกลวั ดว้ ยกลยทุ ธ์ตา่ ง ๆ กลเมด็ ท้ังหลายถูกนำ� มาใช้
เพื่อสร้างภาพลวง และท�ำลายวิถีชีวิตของผู้คนให้เป็นไปตามแนวทางท่ีพวกเขา
ตอ้ งการ ในขณะทมี่ สุ ลมิ ไมม่ แี มแ้ ตข่ าทจี่ ะวงิ่ หนแี ละไมม่ แี มแ้ ตม่ อื ทจี่ ะทำ� การตอ่ สู้
กษัตรยิ ข์ องพวกเขา (มสุ ลมิ ) โค้งคำ� นับตอ่ กษตั รยิ ท์ ไี่ มใ่ ชม่ สุ ลิมเพื่อท่จี ะมโี อกาส
อยู่ในอ�ำนาจต่ออีกแม้เพียงสองหรือสามวัน พสกนิกรของพระองค์ต่างอพยพ
หนตี ายกนั ไปคนละทศิ คนละทางเพยี งเพอ่ื หาสถานทท่ี พ่ี อจะดำ� รงชวี ติ อยไู่ ดอ้ ยา่ ง
ปกติ.. โอ้…โอ้.. ชา่ งเป็นโศกนาฏกรรมที่สดุ จะทนทานเหลือเกิน…,
อำ� นาจและความมเี กยี รตขิ องเราไดถ้ กู ทำ� ลายลงอยา่ งยอ่ ยยบั เกดิ อะไรขน้ึ
กับประชาชาตขิ องเรา พลงั ทเ่ี คยแข็งแกร่งและย่งิ ใหญห่ ายไปไหน? ความงดงาม
ตระการตาและความรงุ่ โรจนข์ องเราไปอยทู่ ใ่ี ด? อะไรทเี่ ปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ความเสอื่ มถอย
อนั นา่ ตระหนกน?ี้ อะไรคอื เหตผุ ลทม่ี าอธบิ ายสภาพของความทกุ ขย์ ากและภาวะ
ไรค้ วามสามารถน?้ี เปน็ ไปไดห้ รอื ไมท่ เ่ี ราจะตงั้ ขอ้ สงสยั ตอ่ คำ� สญั ญาของพระเจา้
(ท่ีสัญญาว่าจะให้ความส�ำเร็จแก่มุสลิมผู้ด�ำเนินรอยตามค�ำส่ังของพระองค์)

64

แน่นอนพระองค์ทรงห้ามในการคิดเช่นน้ัน! เป็นไปได้หรือไม่ท่ีเราจะสูญเสีย
ความหวงั จากความเมตตาของพระองค์(ยอ่ มเปน็ ไปไมไ่ ดแ้ นน่ อน) ขอพระองค์
ทรงปกป้องเราด้วยเถิด! ถ้าเช่นนั้น เราจะด�ำเนินต่อไปอย่างไร? เราจะหา
สาเหตุ (แหง่ ความเสอ่ื มถอยนี)้ ไดจ้ ากไหน? ด้วยเหตผุ ลอะไรท่จี ะสามารถ
อธิบายความตกตำ�่ ของเรา และเราควรจะตง้ั คำ� ถามนก้ี ับใคร? เปน็ ทชี่ ดั เจน
ว่าไม่มีค�ำตอบส�ำหรับค�ำถามดังกล่าวข้างต้นได้ดีนอกจากบทสะท้อนจาก
อัลกุรอ่านที่ว่า: พระองค์อัลลอฮ์จะไม่เปล่ียนแปลงประชาชาติใด นอกจาก
พวกเขาจะดำ� เนนิ การเปลย่ี นแปลงจากภายในของตวั ของพวกเขาเอง” (Mishra,
2013, pp. 114-115)
อัฟฆอนีเป็นนักวิชาการคนแรกๆที่มองเห็นอันตรายของการเข้ามา
ยึดครองแผ่นดินมุสลิมของจักรวรรดินิยมตะวันตก ตัวเขาเองเป็นผู้บรรยาย
เขียนหนังสือ ออกหนังสือพมิ พ์ และเปน็ นกั กจิ กรรมทางการเมือง รวมทั้งเป็น
ผวู้ างแผนทัง้ ในเชงิ การลอ้ บบ้ีในทางลบั (ท้ังในอียปิ ต์ ออตโตมนั และอินเดยี )
และการแสดงออกเชงิ การเมอื งในสาธารณะ อฟั ฆอนที ำ� การอาซาน (การเปลง่
เสียงเรียกผู้คนในชุมชนเม่ือถึงเวลาละหมาด) และละหมาดในโรงละครท่ีมี
พระเจ้าซาร์และเต็มไปด้วยคนชั้นสูงในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพ่ือให้รัสเซีย
รู้จักมุสลิมมากย่ิงขึ้น เป็นผู้รณรงค์อย่างแข็งขันให้ผู้น�ำโลกมุสลิมภายใต้
การน�ำของซุลต่านอาณาจักรออตโตมันได้มีการรวมตัวกันเพ่ือต่อต้าน
จักรวรรดินิยมตะวันตก และในบางพ้ืนที่หรือบางสถานการณ์รณรงค์ให้ผู้รู้
ศาสนา(อลู ามาอ)์ เชน่ ในอหิ รา่ น เปน็ ผนู้ ำ� ในการตอ่ ตา้ นการเขา้ มาหาผลประโยชน์
ขององั กฤษ ความคดิ การประสานประชาคมมสุ ลมิ เขา้ ดว้ ยกนั (Pan-Islamism)
ของอัฟฆอนีถือเป็นจุดเร่ิมต้นของการแสวงหาหนทางในการเผชิญกับคล่ืน
ทีถ่ ง่ั โถมและกำ� ลงั ซัดอาณาจกั รมุสลิมใหพ้ ังทะลายไปในเวลาตอ่ มา
เนอ่ื งจากอฟั ฆอนยี งุ่ อยกู่ บั การตอ่ ตา้ นจกั รวรรดนิ ยิ ม ความสนใจและ
ความทมุ่ เทของเขาจงึ มงุ่ ไปทก่ี ารลม้ ลา้ งจกั รวรรดนิ ยิ ม จดุ เนน้ ของการรณรงค์
ของอฟั ฆอนคี อื การตนื่ รขู้ องประชาชาตมิ สุ ลมิ ตอ่ ความเปลยี่ นแปลงทางสงั คม
และพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้น สนับสนุนให้มุสลิมใช้เหตุผลและ

65

วทิ ยาศาสตรใ์ นการทำ� ความเขา้ ใจปรากฏการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ รอบๆ ตวั แทนการถกเถยี ง
ทางเทววิทยาอันไม่จบส้ินและไม่ก่อให้เกิดดอกผลอันใด อัฟฆอนีพยายามปลุก
มุสลิมจากภาวะของความเฉื่อยชาต่อความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของตะวันตก และชี้ให้เห็นว่าอิสลามมิได้ต่อต้านหรือมี
แนวคดิ เป็นปฏปิ กั ษก์ ับวทิ ยาศาสตร์
แต่ความพยายามของอัฟฆอนีได้รับการตอบรับเพียงเฉพาะชนช้ันน�ำ
มสุ ลมิ บางสว่ นเทา่ นน้ั เนอ่ื งจากมสุ ลมิ ยงั คงคดิ วา่ สงั คมการเมอื งและอารยธรรมท่ี
เหลา่ บรรดาคนรนุ่ กอ่ นไดส้ รา้ งไว้ ยงั คงมคี วามเหนอื กวา่ อารยธรรมอนื่ ในทกุ ๆดา้ น
ความคิดลักษณะน้ีสะท้อนออกมาในเหตุการณ์เมื่อกองทัพของนโปเลียนเข้ายึด
ครองอียปิ ต์ในปี ค.ศ. 1798 อบั ดลุ เราะฮ์มาน อัล ญาบัรตี (Abd al-Rahman
al-Jabarti: 1753-1825) นักประวัติศาสตร์ท้องถ่ินชาวอียิปต์หัวเราะเยาะการใช้
หอ้ งนำ้� ของนโปเลยี นและเหน็ วา่ นกั วทิ ยาศาสตรท์ ม่ี ากบั นโปเลยี นไมไ่ ดม้ อี ะไรดไี ป
กวา่ พวกนกั มายากล (Rogan, 2011, p. 78)
ความคดิ ของญามาลดุ ดนี อฟั ฆอนี ในการวนิ จิ ฉยั สาเหตแุ ละหาแนวทาง
แกไ้ ขโลกมุสลมิ ให้พ้นจากสภาพอ่อนแอและล้าหลัง ไดร้ บั การต่อยอดโดยลกู ศษิ ย์
คนสำ� คัญของเขา คือ มูฮมั หมดั อับดฮุ ์ (Muhammad Abduh, 1849-1905)
ในฐานะท่ีด�ำรงต�ำแหน่งผู้น�ำสูงสุด (Grand Mufti) ของมหาวิทยาลัย
อัล-อัซฮัร อนั เกา่ แก่ อับดฮุ ไ์ ด้ท�ำการปฏริ ูป (reform) หลกั สูตรการเรียนการสอน
ของมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร โดยบูรณาการวิชาการอิสลาม (Islamic Sciences)
ซ่ึงมรี ากฐานจากคัมภีร์ของพระเจา้ เข้ากับศาสตรส์ มัยใหม่ (modern sciences)
อันมีรากฐานทางความคิดมาจากการใช้เหตุผล อับดุฮ์ให้ความส�ำคัญกับการใช้
เหตผุ ลในการอธบิ ายหลกั การศาสนา โดยชวี้ า่ เปน็ ไปไมไ่ ดท้ หี่ ลกั การศาสนาจะขดั
แย้งกบั เหตผุ ล ท้ังนเ้ี นื่องจากการสร้าง (creation) ของอลั เลาะห์เป็นไปอย่างมีกฎ
เกณฑ์และแบบแผน หรือท่ีเรียกว่า ซุนนะตุ้ลเลาะห์ (sunnatullah) การศึกษา
ค้นคว้ากฎเกณฑ์และแบบแผนต้องควบคู่ไปกับการศึกษาวะห์ยู หรือวิวรณ์
(revelation) โดยทงั้ เหตผุ ลและววิ รณเ์ ปน็ การปรากฏขน้ึ (manifested) ของความ
จรงิ ทางศาสนา (religious Truth) อันเดยี วกนั (Adams, 2010, p. 36) ความคิดน้ี
เองน�ำไปสู่การปฏิรปู ทางเทววทิ ยาอสิ ลาม (theological reform) คร้งั ใหญ่ในช่วง
ตน้ ศตวรรษที่ 20

66

เนอื่ งจากแนวโนม้ ของการอธบิ ายหลกั การศาสนาโดยใชเ้ หตผุ ล และความพยายาม
ของอับดุฮ์ในการท�ำให้อิสลามเข้ากันได้กับแนวคิดตะวันตก ท�ำให้แนวคิดของเขาถูก
เรียกว่าแนวคิดอิสลามสมัยใหม่นิยม (Islamic Modernism) (Shepard อ้างถึงใน
Taji-Farouki & Nafi, 2004, pp. 70-72) ซ่ึงตอ่ มาแนวคิดนีไ้ ดร้ ับการยอมรบั อยา่ งกว้าง
ขวางและสง่ ผลอยา่ งลกึ ซง้ึ ตอ่ การปฏริ ปู สงั คมมสุ ลมิ ทว่ั โลก รวมทง้ั มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ชาวมสุ ลมิ
ในประเทศไทย24 และประเทศในคาบสมทุ รมาเลย์

ขรนะอักบงคอบิดาคณดิ นาเกักจยี่ทักวฤรกอษบัอฎกตีกาโาตรรเมมเมันอื ืองงกมารุสปลกิมคผรู้มอีสง่วอนสิ สล�ำาคมัญในใโนลกกามรสุ ใลหมิ้กห�ำลเนงั ิดกแารลละม่พสัฒลนายา

24 งานศึกษาอิทธิพลของแนวคิดของมูฮัมหมัดอับดุฮ์ต่อมุสลิมในประเทศไทย เช่น วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ
Raymond Scupin, Thai Muslims in Bangkok: Islam and modernization in a Buddhist society (Ph.D. Thesis)
(University of California: Santa Barbara, 1978). 67

การปฏิรูปการศึกษาด้วยการผนวกวิชาด้านวิทยาศาสตร์เข้าไปใน
หลักสูตรวิชาศาสนา และการเปลี่ยนแปลงระบบการสอนจากการท่องจ�ำซ่ึง
เปน็ จารตี ของการเรยี นการสอนศาสนา ไปสกู่ ารศกึ ษาแบบวเิ คราะห์ เปน็ ผลงาน
การรเิ ริม่ ของแนวคดิ อิสลามสมัยใหม่นิยม
อิสลามสมัยใหม่นิยมช้ีว่า โลกสมัยใหม่ได้เปล่ียนไปจากโลกเดิมท่ี
อิสลามเคยรุ่งเรอื ง การตีความในกฎขอ้ บังคบั ตา่ ง ๆ ในคมั ภรี อ์ ลั กุรอ่านและ
แบบอยา่ งของศาสนทตู มฮู มั หมดั จงึ ตอ้ งทำ� ความเขา้ ใจตวั บทเหลา่ นน้ั ในบรบิ ท
ของภาวะความเปน็ สมยั ใหม่ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ จะตอ้ งเรยี นรบู้ ทเรยี นการพฒั นา
ของตะวนั ตกซงึ่ ไดม้ ปี ระสบการณผ์ า่ นชว่ งเวลาของสงั คมทมี่ คี วามลา้ หลงั มากอ่ น
อิสลามสมัยใหม่นิยมยืนยันว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านและแบบอย่างของศาสนทูต
ในอิสลามมีความส�ำคัญในการด�ำเนินชีวิต แต่ความรู้จากสองแหล่งดังกล่าว
ควรจะตอ้ งมกี ารทำ� ความเขา้ ใจเสยี ใหม่(re-interpretation) โดยรกั ษาจติ วญิ ญาณ
(spirit) ของอลั กรุ อา่ นและแบบอยา่ งของศาสนทตู แตร่ ปู แบบและความเขา้ ใจ
ต่อเนื้อหาจะต้องมีการเปล่ียนแปลง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องมุ่งสู่
แบบอยา่ งทต่ี ะวนั ตกไดป้ ระสบผลสำ� เรจ็ มาแลว้ อสิ ลามจะไดร้ บั การฟน้ื ฟแู ละ
กลับมามีความหมาย และเป็นแรงขับดันให้กับอารยธรรมใหม่อีกคร้ังก็ด้วย
การปฏริ ปู (reform) ครง้ั ใหญเ่ พอ่ื ไปไดด้ ว้ ยกนั กบั หลกั การประชาธปิ ไตย สทิ ธิ
มนษุ ยชน และสงั คมพหนุ ยิ ม ซง่ึ ไดร้ บั การจดั ตง้ั อยา่ งดจี ากตะวนั ตก (Adam,
2010, pp. 134-143)
กลุ่มสมัยใหม่นิยมส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนท่ีได้รับการศึกษาจาก
ตะวันตก โดยส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในยุโรปและอเมริกา ศาสตราจารย์
ฟซั ลรุ เราะฮม์ าน (Fazlur Rahman Malik: 1919-1988) นักวชิ าการอสิ ลาม
ศึกษาเช้ือสายปากีสถานแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก อาจนับได้ว่าเป็นหัวขบวน
ของกลุ่มนี้ นอกจากนั้นยงั มีขบวนการมุสลิมในอินเดยี ท่นี �ำโดย เซอร์ ไซยดิ
อะห์หมัดข่าน (Sir Syed Ahmad Khan: 1817-1898) ผูก้ ่อต้ังมหาวิทยาลัย
อะลีการ์ (Aligarh University) เพ่ือตอ้ งการปฏริ ปู การศกึ ษามุสลมิ ให้สามารถ

68

รองรับการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการยึดครองของอังกฤษ หรือ
ขบวนการมฮู มั มาดียะฮใ์ นอนิ โดนีเซียทก่ี อ่ ตงั้ โดย ครใู หญ่อะหห์ มดั
ดะห์ลนั (Kyai Ahmad Dahlan: 1868-1923) ผรู้ เิ ร่มิ การปฏริ ปู การ
ศกึ ษาในระบบจารตี ทเี่ รยี กวา่ เปอเซนเตรน (pesentren) ใหม้ กี ารเรยี น
การสอนวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และสนบั สนนุ ใหผ้ หู้ ญงิ มกี ารศกึ ษา
เทา่ เทียมกับผชู้ าย
กลุ่มอิสลามสมัยใหม่นิยมมิใช่กลุ่มเดียวที่เป็นผู้พยายาม
ใหค้ ำ� ตอบตอ่ ปญั หาความถดถอยทางอำ� นาจของโลกมสุ ลมิ อกี กลมุ่
ทมี่ อี ทิ ธพิ ลทางความคดิ ตอ่ มวลชนมสุ ลมิ คอื กลมุ่ ทเ่ี หน็ วา่ ประชาชาติ
มุสลิมต้องกลับไปสู่ พ้ืนฐานดั้งเดิมทางศาสนา (religious
fundamentalism) พวกเขาเห็นว่าชะตากรรมอันหดหู่ของสังคม
มสุ ลมิ ดงั ทอ่ี ฟั ฆอนไี ดบ้ รรยายไวเ้ กดิ จากการทมี่ สุ ลมิ มไิ ดป้ ฏบิ ตั ติ าม
หลกั การศาสนาอิสลามอยา่ งเคร่งครัด เมอ่ื มุสลิมหนั เหออกไปจาก
แนวทางทบ่ี รรดาบรรพชนมสุ ลมิ ผทู้ รงธรรมสมยั แรกๆ หรอื ชาวสะลฟั
(al-salaf) ไดป้ ฏบิ ตั เิ อาไวเ้ ปน็ แบบอยา่ ง ผลของการกระทำ� ดงั กลา่ ว
ท�ำให้พระองค์อัลเลาะฮ์ลงโทษพวกเขาด้วยการให้เกิดความเส่ือม
และท�ำลายเกียรติของมุสลิมท้ังในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และ
แมก้ ระท่ังจริยธรรมอนั เป็นหลกั พ้นื ฐานทส่ี ุดท่ีมสุ ลมิ พึงปฏิบัติ
แนวคดิ ของกลุ่มกลบั ไปสู่พ้นื ฐานดั้งเดมิ เห็นวา่ วธิ ีการที่
มุสลมิ จะกลบั ขึน้ มามีอำ� นาจอกี ครัง้ คือจะต้องกลับไปสกู่ ารยึดถือ
และปฏิบัติศาสนาอย่างเคร่งครัดและเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์ด้ังเดิม
ปราศจากการเสริมเติมแต่ง เป็นศาสนาอิสลามท่ีได้รับการอธิบาย
โดยบรรพชนผู้รู้ผู้ทรงธรรมซ่ึงมีชีวิตอยู่ในช่วง 300 ปีแรกของ
ประวัติศาสตร์อิสลาม เน่ืองจากคนเหล่าน้ันเป็นผู้ท่ีเรียนรู้ศาสนา
โดยตรงจากศาสนทูตและสหายของศาสนทูต ทั้งยังมีวจนะจาก
ศาสนทูตยืนยันถึงความดีและความประเสริฐของศาสนาอิสลามใน
ชว่ งนนั้ 25 กลมุ่ ความคดิ ตามแนวทางกลบั ไปสพู่ นื้ ฐานดงั้ เดมิ แสดงตวั

25 มรี ายงานหะดีษทศ่ี าสนทตู มฮู ัมหมัด กล่าววา่ : “กลุ่มชนทปี่ ระเสริฐท่ีสดุ คือกลุ่มชนท่ี
อยใู่ นศตวรรษของฉนั และกลมุ่ ชนหลงั จากนน้ั และกลมุ่ ชนหลงั จากนน้ั ” (ศอเฮย๊ี ะอลั บคุ อร,ี
6695). 69

ออกมาในรปู ของขบวนการสะลาฟี ดังเช่น กลุม่ ขบวนการดโี อบนั (Deoband)
ในอนิ เดยี ผใู้ หก้ ำ� เนดิ กลมุ่ ตอลบิ นั ในอฟั กานสิ ถาน กลมุ่ สะละฟยี ะฮ์ (Salafiyyah)
ในอิยิปต์และซีเรีย และวะฮาบีหรือมูวะฮ์ฮิดูน (Wahabi Muwahhidun)
ในซาอดุ อิ าระเบยี หรอื กลมุ่ แนวรว่ มปกปอ้ งอสิ ลาม (Islamic Defend Front หรอื
FPI) ในอนิ โดนเี ซีย เปน็ ต้น
ลักษณะการตีความหรือการอรรถาธิบายอิสลามของกระแสแนวคิดน้ี
ใหค้ วามสำ� คญั กบั ความหมายตามตวั อกั ษร ไมค่ ำ� นงึ ถงึ บรบิ ทของการเปลยี่ นแปลง
ทางสังคม กลุ่มกลับไปสู่พื้นฐานด้ังเดิมมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับแนวทางการทำ�
ความเขา้ ใจศาสนาผา่ นจติ วญิ ญาณ และการตคี วามแบบอปุ ลกั ษณเ์ ปรยี บเทยี บ
(alegory) ในแบบของซฟู ี (Sufi mysticism) อกี ทง้ั พวกเขาไมไ่ วว้ างใจตอ่ แนวคดิ
ทมี่ าจากปรชั ญาและอารยธรรมตะวนั ตก ไมว่ า่ กลมุ่ สะลาฟี วะฮาบี หรอื กลมุ่ อน่ื ๆ
ทม่ี แี นวคดิ ในลกั ษณะนตี้ อ้ งการสรา้ งสงั คมในรปู แบบทม่ี ลี กั ษณะเหมอื นกบั สงั คม
ในยุคต้นของอิสลาม กระแสคิดกลับไปสู่พ้ืนฐานดั้งเดิมไม่ให้ความส�ำคัญกับ
ความทา้ ทายทางปรชั ญาและศาสตรจ์ ากตะวนั ตก ดงั เชน่ กระแสความคดิ อสิ ลาม
สมยั ใหมน่ ยิ มทเี่ หน็ วา่ ศาสตร์สมยั ใหมท่ เี่ กิดจากการใช้เหตผุ ลนัน้ เป็นเครอื่ งมอื
ส�ำคัญในการปลดแอกอิสลามออกจากโซ่ตรวนของค�ำอธิบายอิสลามแบบจารีต
และนำ� ไปสกู่ ารฟน้ื ฟอู ารยธรรมอสิ ลามใหก้ ลบั มายง่ิ ใหญอ่ กี ครง้ั (Rahman,1999,
pp. 45-46.)
กลุ่มนี้เชื่อว่าการฟื้นฟูอิสลามให้กลับมายิ่งใหญ่ เป็นอิสลามที่สร้าง
มาตรฐานและเป็นผู้ก�ำหนดคุณค่าให้แก่โลกได้ดังเดิมน้ัน จะต้องยึดถือคัมภีร์
อัลกุรอ่านและแบบอย่างของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัดเท่าน้ันในการด�ำเนินชีวิต
ทั้งสว่ นตวั และทางสังคม และจะตอ้ งเขา้ ใจคมั ภีร์อลั กรุ อา่ นตามตวั อกั ษรเทา่ นั้น
ไมส่ ามารถตคี วามเปน็ อยา่ งอนื่ ได้ ความเหน็ ของนกั วชิ าการในยคุ หลงั ๆ รวมทง้ั
จารตี ประเพณที ไี่ ดป้ ฏบิ ตั สิ บื ตอ่ กนั มา ตลอดจนบรบิ ททางสงั คม(socialcontext)
หลกั การผลประโยชนส์ ว่ นรวม(PublicInterests) หรอื หลกั การอนื่ ๆ (ในทางการ
ตีความกฎหมาย) ไม่อาจน�ำมาเป็นข้อพิจารณาในการตีความคัมภีร์อัลกุรอ่าน
และจ�ำเปน็ จะตอ้ งจัดตงั้ รฐั อิสลามเพ่อื บงั คบั ใช้กฎหมายอิสลามตามการตคี วาม
ดงั กลา่ ว

70

กลุ่มกลับไปสู่รากฐานด้ังเดิมทางศาสนามีความคิดเห็นแบ่งออกเป็น
สองสายหลัก ในประเด็นการจัดต้ังรัฐอิสลาม (Islamic State) กลุ่มแรกคือ
กลมุ่ แนวทางสนั ติ (quietism) เหน็ วา่ มสุ ลมิ ยงั ไมพ่ รอ้ มทจี่ ะทำ� สงครามตอ่ สโู้ ดย
ใชอ้ าวธุ เพอ่ื จดั ตงั้ รฐั อสิ ลาม ดงั นน้ั จำ� เปน็ จะตอ้ งมงุ่ เนน้ ใหก้ ารศกึ ษาอสิ ลามและ
กจิ กรรมการขดั เกลาทางจติ ใจ ตลอดจนสนบั สนนุ ใหม้ สุ ลมิ มงุ่ มนั่ ในการปฏบิ ตั ิ
ศาสนกจิ ใหเ้ ครง่ ครดั และถกู ตอ้ งตามรปู แบบทศี่ าสนทตู ไดป้ ฏบิ ตั ไิ วเ้ ปน็ แบบอยา่ ง
เมื่อสังคมมุสลิมมี ความพร้อม รัฐอิสลามจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติโดย
การช่วยเหลือของพระเจ้า ตัวอย่างกลุ่มที่มีแนวคิดน้ี เช่น ขบวนการสะลาฟี
(Salafi Movement) ที่เคล่อื นไหวอยใู่ นประเทศตา่ ง ๆ
กลุ่มที่สองเห็นว่ามุสลิมจะต้องท�ำการต่อสู้หรือญิฮาดทุกวิถีทาง
ซง่ึ รวมถงึ การใชอ้ าวธุ (armed struggle) เพอื่ จดั ตงั้ รฐั อสิ ลาม กลมุ่ นเ้ี ชอื่ วา่ มสุ ลมิ
จะตอ้ งตอ่ สเู้ พอื่ ใหไ้ ดอ้ ำ� นาจรฐั มากอ่ น แลว้ ใชอ้ ำ� นาจรฐั บงั คบั ใชก้ ฎหมายอสิ ลาม
จดั ระเบยี บสังคม ตัวอย่างกลุม่ ทีม่ ีแนวคดิ ดงั กลา่ ว เชน่ กลุม่ อลั กออิดะฮข์ อง
อซุ ามะฮ์ บนิ ลาเดน็ , กลมุ่ อสิ ลามคิ ญฮิ าด(โดยเฉพาะในอยี ปิ ต)์ กลมุ่ ไอซสิ (ISIS)
และกลุ่มตดิ อาวุธอื่นๆ
กล่มุ ต่อมาคอื กล่มุ กระแสความคดิ ผปู้ ลดปลอ่ ย (Messianic หรอื พระ
ศรอี รยิ เมตไตรย) หรอื สหสั วรรษนยิ ม(Milennialism) เปน็ กระแสความคดิ หลกั
อกี กลมุ่ ทพ่ี ยายามสรา้ งคำ� ตอบตอ่ ปญั หาดงั กลา่ วขา้ งตน้ โดยกระแสความคดิ นชี้ ว้ี า่
การท่ีสังคมมุสลิมเกิดความตกต�่ำและเส่ือมถอยถือเป็นปรากฏการณ์ท่ีเป็นการ
ยืนยันถึงสัจจะของอิสลาม เนื่องจากปรากฏการณ์น้ีได้ถูกกล่าวไว้ในตัวบท
ทางศาสนาในเรื่องเกี่ยวกับการสิ้นโลกในยุคสุดท้ายท่ีโลกมุสลิมจะเกิด
ความระสำ�่ ระสายและความเสอื่ มถอยตกตำ่� ในเรอ่ื งศลี ธรรม(moraldecadence)
สงั คมเกดิ ความอยุติธรรมอย่างแพรห่ ลาย มสุ ลมิ จะอยใู่ นฐานะผ้ถู ูกกดข่ี ภาวะ
ดงั กลา่ วเปน็ ปรากฏการณท์ เี่ ปน็ สญั ญาณบอกลว่ งหนา้ ถงึ การมาของอหิ มา่ ม มะฮด์ ี
(Mahdi)26 ผซู้ ง่ึ จะมากอบกอู้ สิ ลามดว้ ยการฟน้ื ฟชู ะรอี ะฮแ์ ละสถาปนาความยตุ ธิ รรม

26 ความเช่ือในเรื่องการมาของอิหม่ามมะฮ์ดีเพ่ือกอบกู้อิสลามในความคิดของมุสลิมสายซุนหน่ียังมี
ความไมล่ งรอยกนั เนอ่ื งจากบางกลมุ่ เหน็ วา่ การรายงานคำ� พดู ของศาสนทตู มฮู มั หมดั เกย่ี วกบั ความเชอื่
ดังกล่าวยังเป็นท่ีถกเถียงถึงน�้ำหนักของความน่าเช่ือถือ ขณะที่มุสลิมสายชีอะฮ์ถือว่าความเช่ือในการ
มากอบกโู้ ลกโดยอิหมา่ มมะฮ์ดี เปน็ เสาหลักของความศรทั ธาในอิสลามสายชีอะฮ์

71

ให้เกิดข้ึนก่อนวันส้ินโลก กระแสความคิดน้ีก่อให้เกิดขบวนการมะฮ์ดี
(Mahdism) ในประเทศมสุ ลมิ หลายประเทศ ทโี่ ดง่ ดงั ทส่ี ดุ คอื ขบวนการมะฮด์ ี
ในซูดานและอินเดียที่จับอาวุธท�ำการต่อสู้กับอังกฤษโดยผู้น�ำขบวนการ
ตอ่ สปู้ ระกาศตัวเองเปน็ อิหม่ามมะฮ์ดี (Esposito, 2010, pp. 220-221)
แมแ้ นวคดิ การจบั อาวธุ ตอ่ สเู้ พอื่ สถาปนาความยตุ ธิ รรมโดยประกาศตวั เอง
เปน็ อหิ มา่ มมะฮด์ จี ะเกดิ ขน้ึ ไดย้ ากในปจั จบุ นั เนอ่ื งจากอำ� นาจรฐั สมยั ใหม่
ได้เข้าไปจัดการชีวิตของผู้คนอย่างเป็นระบบและแนบเนียนมากขึ้น
แต่แนวคิดน้ียังคงมีบทบาทส�ำคัญในส�ำนึกของมุสลิม โดยเม่ือใดที่
ผศู้ รทั ธาตกอยใู่ นภาวะของความสนิ้ หวงั ไรท้ างออกอนั เกดิ จากปญั หาทาง
สงั คมทม่ี รี ากฐานมาจากความเสอื่ มโทรมทางศลี ธรรม จะมผี ปู้ ระกาศตวั
เป็นอิหมา่ มมะฮด์ ีมากอบกสู้ ถานการณด์ ังกล่าว ดังที่เกดิ ขนึ้ ในมาเลเซยี
ในชว่ งทศวรรษ 1980s ท่ี อสุ ตาซ อชั อารี ผนู้ ำ� กลมุ่ อรั กอมประกาศตวั เอง
เป็นอิหม่ามมะฮ์ดีมาฟื้นฟูสังคมมาเลเซียในช่วงท่ีมีการขยายตัวทาง
เศรษฐกิจ ท�ำให้สังคมมาเลย์ในขณะน้ันมุ่งสู่การบริโภคและถูกมองว่า
ก�ำลังเดนิ ตามตะวนั ตก (Fauzi, 2001, p. 179)
กลมุ่ แนวคดิ ประเพณนี ยิ ม(Traditionalism) เปน็ กลมุ่ ทมี่ พี ลวตั ร
น้อยที่สุดในการตอบสนองต่อความเปล่ียนแปลงอันเกิดขึ้นจากอิทธิพล
ของตะวนั ตก กล่มุ น้ีเห็นว่ากฎเกณฑ์ต่างๆที่ไดว้ างไวใ้ นคมั ภีร์อลั กุรอ่าน
และแบบอย่างการปฏิบัติของศาสนทูตมูฮัมหมัดนั้นเป็นส่ิงส�ำคัญ
แต่มุสลิมจะต้องพิจารณาแบบแผนประเพณี และยดึ ตามความเหน็ ของ
นกั เทววทิ ยา(theologian) นกั ปรชั ญา(philosopher) นกั กฎหมาย(Jurist)
และผมู้ คี วามรทู้ างดา้ นศาสนาในการตคี วามคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น รฐั อสิ ลามเปน็
สงิ่ ทม่ี คี วามจำ� เปน็ ในการบงั คบั ใชก้ ฎหมายอสิ ลาม แตต่ อ้ งขนึ้ อยกู่ บั บรบิ ท
การดำ� เนนิ งานเพอ่ื กอ่ ใหเ้ กดิ สงั คมตามอดุ มการณข์ องอสิ ลามและจะตอ้ ง
ไมท่ ำ� ใหส้ งั คมนนั้ ๆ เกดิ ความระสำ�่ ระสาย(anarchy) คำ� ขวญั ท่ีวา่ “มีชีวิต
อยภู่ ายใตร้ ะบบเผดจ็ การ100 ปี ดกี วา่ การมชี วี ติ อยภู่ ายใตค้ วามระสำ่� ระสาย
แม้เพียงวันเดียว” สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเน้นถึงการรักษาความสงบ
เรียบรอ้ ยของสังคมเป็นหลกั ของกล่มุ ประเพณีนิยม27

72 27 โปรดดูรายละเอียดในบทที่ 1

กระแสความคดิ ของมสุ ลมิ ในสก่ี ลมุ่ หลกั ขา้ งตน้ เปน็ เพยี งการสรา้ งกรอบเพอื่
ช่วยในการอธิบายและท�ำความเข้าใจแนวคิดหลักๆเท่านั้น28 ในความเป็นจริงแล้วมี
การผสมผสานไปมาระหว่างแนวคดิ ตา่ งๆ และหลังจากโลกมุสลมิ ได้รับเอกราชจาก
มหาอ�ำนาจ อิทธิพลของกระแสการพัฒนาที่มีพื้นฐานมาจากปรัชญามนุษย์นิยม
(humanism) ของยุโรปเจ้าอาณานิคมก็มีอิทธิพลอย่างมากในการปฏิสัมพันธ์กับ
แนวคิดดังกล่าวข้างต้น เช่น กระแสคิดโลกวิสัย (secularism) ในกลุ่มปัญญาชน
ผนู้ ำ� หรอื แมก้ ระทง่ั ผรู้ ทู้ างศาสนาหรอื อลู ามาอ์ เชน่ กลมุ่ Gulen Movement ในตรุ กี
พรรคบาธในซีเรียและอิรัก และกลุ่มปัญญาชนสายอาลี อับดุล รอซีค (Ali Abdel
Raziq: 1888-1966) (2001) ในอียิปต์ ผูเ้ ขยี นหนงั สอื Hiwar wa-Rudud Hawla
al-Islam Wa Usul Al-Hukm (บทสนทนาและการโต้ตอบเก่ียวกับอิสลามและรากฐาน
ของการปกครอง) อนั โดง่ ดงั ทช่ี วี้ า่ อสิ ลามเปน็ ศาสนาทมี่ งุ่ เนน้ การพฒั นาจติ วญิ ญาณ
และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า อิสลามมิได้เป็นระบอบการจัดการทาง
การเมอื ง อบั ดลุ รอซคี ตอ้ งการชใี้ หเ้ หน็ วา่ อสิ ลามแยกการเมอื งออกจากศาสนานนั่ เอง
(p. 80) นอกจากนน้ั ยงั มอี สิ ลามคิ มารก์ ซสิ มท์ มี่ ี อาลี ชะรอี าตี (Ali Shariati: 1933-1997)
ปญั ญาชนนกั คดิ ชาวอหิ รา่ นเปน็ ผนู้ ำ� คนสำ� คญั หรอื การผสมผสานระหวา่ งอสิ ลามกบั
สังคมนยิ มของ กามาล อบั ดลุ นสั เซอร์ (Gamal Abdel Nasser, 1918-1970: อดีต
ประธานาธบิ ดีอียิปต)์ ซงึ่ เปน็ ตวั อยา่ งหน่งึ ของผลจากปฏสิ ัมพนั ธด์ ังกลา่ ว
อาจกลา่ วไดว้ า่ กระแสความคดิ หลกั ในโลกมสุ ลมิ ตง้ั แตก่ อ่ นสงครามโลกครง้ั ที่1
เป็นต้นมาเป็นกระแสที่เป็นปฏิกิริยาต่อการข้ึนมาและการครอบง�ำโดยโลกตะวันตก
เป็นกระแสความคิดในเชิงข้ัวตรงข้าม (binary frame of reference) ในลักษณะ
อสิ ลาม vs ตะวนั ตก โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ หลงั สงครามโลกครง้ั ที่ 2 กระแสความคดิ
ทวี่ า่ นแ้ี สดงตนออกมาในรปู ของขบวนการฟน้ื ฟอู สิ ลาม ไมว่ า่ ขบวนการของ เบดอิ ซุ ซามาน
ซาอดิ นรุ ซี(BediuzzamanSaidNursi:1878-1960) ในตรุ กที ตี่ อ้ งการฟน้ื ฟจู ติ วญิ ญาณ

28 นกั วชิ าการทศี่ กึ ษาขบวนการเคลอ่ื นไหวอสิ ลาม (Islamic Movement) ตา่ งยอมรบั ถงึ ความยากลำ� บากในการ
ใช้ค�ำศัพท์ (Terminology) เพื่อเป็นตัวแทนในการเรียกกระแสคิดของกลุ่มต่างๆในสังคมมุสลิม ค�ำเรียกเช่น
จารตี นิยม (Traditionalism) อนรุ ักษน์ ิยม (Conservativism) พน้ื ฐานนิยมด้งั เดมิ (Fundamentalism) อิสลาม
นยิ ม (Islamism) สมยั ใหม่นยิ ม (Muslim Modernism) ล้วนกนิ ความซอ้ นทบั กัน หรอื ไม่กม็ แี นวโน้มของการ
เหมารวม (Generalization) หรอื มนี ยั ยะทางการเมืองแฝงอยู่ (Political Laden); โปรดดเู พม่ิ เตมิ John O.
Vol, Forwad as cited in Richard P. Mitchel, The Society of the Muslim Brothers (Oxford, New York:
Oxford University Press, 1993), 8.

73

ของอิสลาม (Islamic Awakening)29 อิหม่ามโคมยั นี่ (Khomeini: 1902-1989)
ในอหิ รา่ นที่เป็นขบวนการปฏวิ ัต3ิ 0 ขบวนการมฮู มั มาดียะฮ์ (Muhammadiyyah)
ในอินโดนีเซียที่ต้องการปฏิรูปศาสนา31 จากความเช่ือท้องถ่ินที่มีรากฐานมาจาก
การนบั ถือผี พทุ ธ และพราหมณ์ หรอื ขบวนการภราดรภาพมุสลิมหรือ อคิ วาน
อลั มสุ ลมิ นู (Ikhwan) ในอยี ปิ ต์32 และรวมทง้ั ญามาอตั อสิ ลามี(Jama’at-i-Islami)
ในอินเดียและปากสี ถานเป็นตน้ 33

สรุป

อดตี มใิ ช่เป็นเพยี งเหตกุ ารณท์ ่ีเกดิ ขึน้ และจบไป หากแตย่ ังคงมีบทบาท
ส�ำคัญต่อเนื่องในการก�ำหนดปัจจุบันและส่งผลต่ออนาคต ส�ำหรับประชาชาติ
มุสลิมแล้ว อดีตยังถือเป็นตัววัดและประเมินปัจจุบันอีกด้วย ทั้งน้ีเพราะมุสลิม
ถอื วา่ ความสำ� เรจ็ ในอดตี เปน็ เครอ่ื งหมายทแ่ี สดงถงึ ขอ้ พสิ จู นข์ องสจั ธรรมแหง่ อสิ ลาม
พวกเขายืนยันว่าการบรรลุถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตของอาณาจักรมุสลิมเกิดข้ึน
เนอื่ งจากผศู้ รทั ธายดึ มนั่ ในอสิ ลามและดำ� เนนิ ชวี ติ ตามเปา้ หมายทอี่ สิ ลามไดว้ างไว้
แรงผลกั ดนั (driving force) ของอสิ ลามคอื องค์ประกอบหลกั ของความส�ำเรจ็ ใน
การสรา้ งอารยธรรมซงึ่ ผนวกรวม2 มหาอาณาจกั รเปอรเ์ ซยี และโรมนั เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั
การมองภาวะของปจั จุบันโดยฉายกลับ (project back) ไปสอู่ ดตี โดยสาระสำ� คัญ
แลว้ จงึ เปน็ การเปรยี บเทยี บอสิ ลามในปจั จบุ นั และอสิ ลามในอดตี โดยถอดบทเรยี น
และดึงความรู้ ประสบการณ์ ความส�ำเร็จจากอดีตเพ่ือประกอบสร้างอิสลามใน
อนาคต

29เกย่ี วกบั เบดอิ ซุ ซามาน ซาอดิ นรุ ซี โปรดดเู พม่ิ เตมิ SukranVahide,BediuzzamanSaidNursi(Malaysia:
Islamic Book Trust, 2011).
30 โปรดดบู ทที่ 4
31 เก่ียวกับขบวนการมูฮมั มาดยี ะฮ;์ โปรดดเู พิ่มเติม Deliar Noer, The development and Nature of the
Modernist Movement in Indonesia as cited in Ahmad Ibrahim, et al. (Eds.), Reading on Islam
in Southeast Asia (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 1990), 17-122.
32 เก่ยี วกับขบวนการอคิ วาน อัลมสุ ลมิ ูน; โปรดดเู พิ่มเติม Richard P. Mitchel, The society of the Muslim
Brothers (New York: Oxford University Press, 1969).
33 เก่ยี วกับขบวนการญามาอัตอิสลามี; โปรดดเู พิ่มเตมิ Seyyed Vali Reza Nasr, The Politics of an Islamic
Movement: The Jama‘at-i-Islami in Pakistan (Ph.D. Dissertation) (MIT, 1991).

74

มองในแง่นี้การย้อนกลับไปดูอดีตจึงมิใช่
การโหยหาอดตี (nostalgia) เชน่ เดยี วกนั กบั ตะวนั ตก
สมยั ใหม่ (Modern West) ทยี่ งั คงถอดบทเรยี นและ
ดงึ เอาจารีต ความรู้ และประสบการณจ์ ากยคุ ฟนื้ ฟู
ศลิ ปวทิ ยาการ(Renaissance) สยู่ คุ เหตผุ ลและการ
ตน่ื รู้(Enlightenment) และตอ่ เนอื่ งมาสยู่ คุ เสรนี ยิ ม
(Liberal Age) เพือ่ นำ� เอามาเปน็ ทรัพยากร กรอบ
อ้างอิง ข้อถกเถียง และประกอบสร้างโลกทัศน์
(worldview) เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน
และฉายภาพอนาคตของสงั คมตะวนั ตกทกี่ ำ� ลงั เดนิ
ไปสู่เปา้ หมายที่พวกเขาไดว้ างไว้
แตข่ อ้ แตกตา่ งระหวา่ งมสุ ลมิ และตะวนั ตก
ในการเผชิญกับปัจจุบันและประกอบสร้างอนาคต
กค็ อื ในปจั จบุ นั มสุ ลมิ มไิ ดอ้ ยใู่ นสถานะทมี่ อี ำ� นาจนำ�
ในการสรา้ งคณุ คา่ ความรู้ กฎเกณฑ์ สรา้ งวาทกรรม
หรอื วางกรอบขอ้ ถกเถยี ง มสุ ลมิ อยใู่ นสงั คมทส่ี รา้ งขนึ้
โดยตะวันตกสมัยใหม่ การเผชิญกับปัจจุบันและ
วางเสน้ ทางสอู่ นาคตของมสุ ลมิ จงึ มขี อ้ ทา้ ทายยงิ่ ขนึ้
ไปอีก บทต่อไปเราจึงจะมาดูว่าข้อถกเถียงและ
ความทา้ ทายเหล่านั้นมอี ะไรบ้าง

75

76

อาหรับสปริง การลกุ ฮือข้นึ ของประชาชนเพื่อโคน่ ลม้ การปกครองแบบเผดจ็ การในโลกอาหรบั

บท ่ีท 3 ความทา้ ทายและ
ข้อถกเถยี งในปจั จบุ ัน

บทน�ำ

ถา้ เราถอื เอาอาหรบั สปรงิ หรอื การลกุ ขนึ้ ตอ่ ตา้ นเผดจ็ การ
ในโลกอาหรบั 34 เปน็ จดุ เปลย่ี นในทางความคดิ เกยี่ วกบั บทบาทของ
อสิ ลามในสงั คม บทบาทของอสิ ลามในปรมิ ณฑลสาธารณะ(public
space) ควรจะเป็นอย่างไรในสังคมประชาธิปไตยพหุนิยมเช่นใน
ปจั จบุ นั ? ค�ำถามดงั กล่าวน้นี า่ จะเปน็ ประเด็นหลักที่มกี ารถกเถียง
กันมากที่สดุ และเปน็ ประเดน็ ซึ่งเขา้ มาแทนที่อิสลาม vs ตะวันตก
ซึ่งเป็นโครงเร่ืองหลักของการขับเคล่ือนทางการเมืองดังที่เราได้
กลา่ วไวใ้ นบททแี่ ลว้ หรอื ประเดน็ ทมี่ กี ารถกเถยี งกนั ในเรอ่ื งรฐั อสิ ลาม
(Islamic State) ซง่ึ เก่ียวข้องสัมพันธ์กับข้อถกเถียงในเร่ืองอิสลาม
vs โลกวสิ ยั นยิ ม (secularism) ในยคุ ก่อนหนา้ นี้ ซ่งึ Olivier Roy
(อา้ งถงึ ใน Romdon, 2012) เรียกว่า ยคุ อิสลามสิ ท์ (Islamist) และ
เรียกยุคปัจจุบันว่ายุคโพสท์อิสลามิสท์ (Post-Islamist) โดย Roy
ชี้ว่าในขณะท่ียุคอิสลามิสท์หมายถึงยุคท่ีเกิดขบวนการเคลื่อนไหว
เพอื่ เปลยี่ นไปเปน็ อสิ ลาม(Islamization) ในระดบั รฐั หรอื เปน็ การตอ่ สู้
ของขบวนการอสิ ลามเพอ่ื ใหไ้ ดม้ าซงึ่ อำ� นาจรฐั เพอื่ บงั คบั ใชช้ ะรอี ะฮ์
ยคุ โพสตอ์ สิ ลามสิ ทห์ มายถงึ ยคุ ทก่ี ารทำ� ใหก้ ระบวนการเปลย่ี นแปลง
ไปสู่อิสลามเป็นเรื่องส่วนตัวของปัจเจกบุคคล (privatization of
Islamization) (p. 70) กล่าวคือเป็นยุคท่ีกระบวนการเคลื่อนไหว
ของมุสลิมท่ีไม่ได้มีจุดเน้นในการให้ได้มาซึ่งอ�ำนาจรัฐ หรือวาง
ล�ำดับความส�ำคัญแก่อ�ำนาจรัฐเพื่อเป็นเคร่ืองมือในการสถาปนา
อิสลามดงั ทเี่ คยเป็นความคดิ กระแสหลักกอ่ นหน้านัน้

34 เกี่ยวกับ Arab Spring และขอ้ ถกเถยี งในเรอื่ งบทบาทของอิสลาม; โปรดดูเพ่มิ เตมิ
Tariq Ramadon, The Arab Awakening: Islam and the New Middle East (New
York, London: Alen Lane, 2012).

77

Asef Bayat อธบิ ายวา่ สาเหตทุ กี่ ารเคลอ่ื นไหวของอสิ ลามสิ ทส์ นิ้ สดุ ลง
เน่ืองจากภายหลังกลุ่มอิสลามิสท์มีอ�ำนาจ เช่นในอิหร่าน (หลังปฏิวัติอิสลาม)
หรือปากีสถานภายใต้ประธานาธิบดีเซียอุลฮัก (Muhammad Zia-ul-Haq:
ครองอ�ำนาจ 1977-1988) โครงการทางสังคมของพวกเขาเกิดความล้มเหลว
ทำ� ใหก้ ารเรยี กรอ้ งและการขบั เคลอื่ นไปสแู่ ผนทางสงั คมทพ่ี วกเขาไดว้ างไวย้ ง่ิ ตอ้ ง
ใช้พลังมากขึ้นตามมา เนื่องจากเกิดค�ำถามและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
จากสงั คมทำ� ใหค้ วามไมไ่ วว้ างใจไดถ้ ง่ั โถมเขา้ ใสแ่ นวทางของอสิ ลามสิ ท์ สง่ ผลให้
แนวทางนเี้ รมิ่ ขาดความชอบธรรม ผลลพั ธท์ ตี่ ามมากค็ อื แนวคดิ อสิ ลามสิ ทค์ อ่ ย ๆ
ออ่ นล้าและคลายตวั ลง นำ� ไปสกู่ ารเปลีย่ นแปลง (transform) ทั้งในเชงิ รูปแบบ
และเนอ้ื หาของขบวนการเคลื่อนไหวอสิ ลาม Bayat (2007) ชวี้ ่าโพสต์อสิ ลามิสท์
เปน็ ความพยายามในการผสมผสานความเปน็ ศาสนากบั แนวคดิ เรอ่ื งสทิ ธิ ความศรทั ธา
กบั ความมอี สิ ระในทางความคดิ อสิ ลามกบั เสรภี าพ จดุ เนน้ ของแนวคดิ อยทู่ ส่ี ทิ ธิ
(rights) แทนการเน้นหน้าท่ี (obligation) โพสต์อิสลามิสท์ให้ความส�ำคัญกับ
เสยี งทห่ี ลากหลายและมลี กั ษณะพหนุ ยิ มแทนสทิ ธอิ ำ� นาจทม่ี าจากเสยี งเดยี ว(เชน่
เสยี งของผนู้ ำ� ศาสนา หรอื ผนู้ ำ� สงู สดุ ) พวกเขาสนบั สนนุ ใหอ้ า่ นตวั บททางศาสนา
(religious texts) โดยพจิ ารนาบรบิ ททางประวตั ศิ าสตรแ์ ทนการเขา้ ใจตวั บทแบบ
แขง็ ทื่อ และมองอนาคตมากกว่ายอ้ นกลบั ไปสู่อดีตทเี่ คยรุ่งเรอื ง (p. 11)
ขอ้ ถกเถยี งหลกั ในยคุ โพสอสิ ลามสิ ทก์ ค็ อื การขยายอทิ ธพิ ลของอสิ ลาม
ในปริมณฑลสาธารณะควรเป็นเร่ืองของการใช้ความสามารถทางเหตุผลของ
มนุษยใ์ นลกั ษณะของความพยายามรวมหมู่ (colective endeavor) ในอนั ที่
จะให้ได้มาซึ่งกฎระเบียบแบบแผนในการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากแหล่งส�ำคัญ
(sources) อันเป็นท่ีมาของชะรีอะฮ์ (Shari’ah) หรือกฎหมายอิสลามน้ันที่
ประกอบดว้ ยคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นและอลั หะดษี (คำ� พดู การกระทำ� ตลอดจนแบบแผน
การด�ำเนนิ ชวี ิตทีไ่ ดร้ บั การยอมรบั ของศาสนทตู มูฮมั หมัด) มไิ ดม้ ีรายละเอียดท่ี
เป็นข้อก�ำหนด หรือรูปแบบที่ตายตัวในเรื่องท่ีเก่ียวกับการจัดรูปแบบทางสังคม
เศรษฐกจิ หรอื การเมอื ง โดยทงั้ สองแหลง่ สำ� คญั ดงั กลา่ วเพยี งแตก่ ำ� หนดหลกั การ
กวา้ ง ๆ ซง่ึ เปน็ กรอบทางคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ และคณุ คา่ บางอยา่ งเอาไว้

78

กลา่ วคอื เมอ่ื พจิ ารณาถงึ ปรมิ ณฑลสาธารณะ ชะรอี ะฮม์ ลี กั ษณะเปน็ กระบวนทศั น์
(paradigmatic)(Halaq,2013,pp.6-7) ซง่ึ แตกตา่ งจากพธิ กี รรมและหลกั การ
ยดึ มนั่ ทางศาสนาทม่ี ลี กั ษณะเปน็ กฎเกณฑแ์ ละคำ� สง่ั ทม่ี กี ารกำ� หนดรายละเอยี ด
อยา่ งชดั เจนตายตวั ไมข่ นึ้ อยกู่ บั การเวลาและมพี น้ื ทใ่ี หอ้ รรถาธบิ ายหรอื ตคี วาม
ไมม่ ากนกั ขณะทชี่ ะรอี ะฮใ์ นเรอื่ งสงั คมและการสาธารณะนน้ั มคี วามยดื หยนุ่
เปดิ พ้นื ทใ่ี ห้มีการถกเถยี ง ปรึกษาหารือ สะทอ้ นยอ้ นคิด ดงั นน้ั การถกเถยี ง
ด้วยเหตุผลและหามติร่วมกันในเรื่องเก่ียวกับปริมณฑลสาธารณะจึงเป็น
สิง่ จำ� เปน็
การใช้เหตุผลร่วมกันของสาธารณชนในอันที่จะให้ได้มาซ่ึงนโยบาย
หลักการ หรือข้อก�ำหนดต่าง ๆ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองหรือ
สาธารณะ มไิ ดห้ มายความวา่ จะเปน็ การนำ� ไปสกู่ ระบวนการโลกวสิ ยั (secularization)
ทแ่ี ยกการเมอื งออกจากศาสนาอสิ ลาม ทงั้ นเ้ี นอ่ื งจากการถกเถยี งในเรอื่ งดงั กลา่ ว
ในสงั คมมสุ ลมิ นนั้ เป็นการถกเถยี งทมี่ อี ลั กรุ อา่ นและซนุ นะฮเ์ ปน็ โลกทัศนห์ รอื
เปน็ กรอบอ้างองิ (frame of references) อยแู่ ลว้ นอกจากนัน้ คุณค่าท่เี ปน็
สว่ นประกอบและเปน็ สว่ นสำ� คญั ในการใหไ้ ดม้ าซงึ่ การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม เชน่
คณุ คา่ ในเรอื่ งเสรภี าพในการแสดงออก(freedomofexpression) ความยตุ ธิ รรม
(justice) การเคารพในสทิ ธสิ ่วนบุคคล (rights of individual) ความโปรง่ ใส
ตรวจสอบได้ (transparency) ธรรมาภบิ าล (good governance) เปน็ คณุ คา่
ที่ถูกเชิดชูไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน และอัลหะดีษ ซ่ึงอิสลามต้องการบรรลุถึง
สงั คมที่มลี ักษณะอันพึงประสงค์เช่นน้ี
กล่าวอีกนัยหน่ึงคือ การสร้างสังคมที่ยึดถือคุณค่าดังกล่าวข้างต้น
จำ� เปน็ ตอ้ งใชห้ ลกั การ เจตจำ� นงของกฎหมาย (higher objective of the law)
ซง่ึ ในภาษากฎหมายอสิ ลามเรยี กวา่ หลกั การแหง่ เจตจำ� นงสงู สดุ ของชะรอี ะฮ์
(Maqasid al-shari’ah) มใิ ชก่ ารอธิบายกฎหมายตามตัวอกั ษร โดยท่ีเหตุผล
และการใชค้ วามเปน็ เหตเุ ปน็ ผลทค่ี ำ� นงึ ถงึ ผลประโยชนส์ าธารณะเปน็ เครอ่ื งมอื
สำ� คญั ในการบรรลถุ งึ หลักการดงั กลา่ ว (Ramadan, pp. 59-60)

79

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงในเร่ืองบทบาทของอิสลามใน
ปรมิ ณฑลสาธารณะ ได้ถกู วางกรอบให้ออกมาในรปู ของขอ้ ถกเถยี งใน
เชงิ ของการเขา้ กันไดห้ รือไม่ไดร้ ะหว่างอิสลามกับประชาธิปไตย ทำ� ให้
ข้อถกเถียงนี้มีลักษณะเนื้อหาที่ไม่ต่างจากข้อถกเถียงเดิมที่วางอิสลาม
ในตำ� แหนง่ ตรงขา้ มกบั ตะวนั ตก (อสิ ลาม vs. ตะวนั ตก) โดยขอ้ ถกเถยี งน้ี
วางอยู่บนกรอบความคิดแบบขั้วตรงข้าม คือแบ่งสังคมออกเป็นสอง
ประเภทหรอื สองขว้ั ขว้ั หนง่ึ คอื อสิ ลาม อกี ขวั้ หนงึ่ คอื ประชาธปิ ไตยทมี่ า
จากตะวันตก และมีนัยยะว่าท้ังสองขั้วมีความเป็นปฏิปักษ์ต่อกันโดย
แต่ละข้ัวมีเส้นทางเป็นของตัวเองและไม่อาจไหลเวียนมาบรรจบกัน
ตามทฤษฎีการปะทะกันทางอารยธรรมของ แซมมวล ฮันติงตัน
(Samuel P. Huntington) (1993) ทช่ี ว้ี า่ “ตะวนั ออกคอื ตะวนั ออก ตะวนั ตก
คอื ตะวันตก ไม่มที างที่ทง้ั สองจะมาบรรจบกัน แตถ่ า้ จำ� เปน็ ต้องโคจร
มาพบกนั ก็แตใ่ นสนามรบเทา่ นัน้ (East is East and West is West, and
never the twain shal meet. And if they did, it wil be on the
battle field)” (p. 73) แต่ในความเป็นจรงิ สังคมมสุ ลิมมิได้มีลกั ษณะ
เชน่ นน้ั สงั คมมพี ลวตั ร แลกเปลยี่ นเรยี นรู้ หยบิ ยมื ปะทะ ตอ่ รอง สงั สรรค์
กบั สงั คมอน่ื โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในยคุ สมยั ของโลกาภวิ ตั นแ์ ละการปฏวิ ตั ิ
ดา้ นขอ้ มลู ข่าวสารส่อื สังคมออนไลน์
การประกอบสรา้ งภาพใหอ้ สิ ลามมลี กั ษณะเฉพาะ (peculiar)
ท่มี ีความแขง็ ท่อื ไมเ่ ปิดรบั ความเปล่ยี นแปลง โดยมองสังคมมสุ ลิมวา่
มลี กั ษณะแปลกแยกจากสงั คมอนื่ โดยเฉพาะสงั คมตะวนั ตก หรอื อสิ ลาม
เป็นศาสนาท่ีมีความเป็นเผด็จการโดยตวั ของมันเอง คำ� อธบิ ายเหลา่ นี้
เปน็ สว่ นหน่งึ ของการผลติ สรา้ งความรู้เกีย่ วกบั อิสลาม (production of
knowledgeofIslam) ของนกั บรู พาคดศี กึ ษา(orientalists) ซง่ึ มเี ปา้ หมาย
เพอื่ สรา้ งอำ� นาจควบคมุ โดยเจา้ อาณานคิ มตะวนั ตกตอ่ สงั คมโลกทส่ี าม
ดังท่ี Edward W. Said (1978) ได้แสดงรายละเอียดไว้ในหนังสือ
Orientalism อันลือลนั่ ของเขา แม้ Said ไดเ้ ผยใหเ้ ห็นถงึ ข้อบกพร่อง
ของขอ้ ถกเถยี งในงานวชิ าการของนกั บรู พาคดศี กึ ษาและวาระทแ่ี ทจ้ รงิ

80

ของพวกเขา จนทำ� ให้งานวิชาการในลกั ษณะนีไ้ ม่อาจอา้ งความเปน็ กลาง
หรือสามารถกลับมาครอบง�ำวงการการศึกษาอิสลามและสังคมมุสลิม
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ตะวนั ออกกลางศกึ ษา (Middle East Studies) ไดอ้ กี ตอ่ ไป
แต่การสร้างค�ำอธิบายเกี่ยวกับอิสลามในแนว (genre) บูรพาคดีศึกษา
ได้ถูกส่งต่อมายังนักวิชาการแนวอนุรักษ์นิยมใหม่ (neo-conservative)
หรือที่ร้จู กั กันในชอ่ื นีโอคอน35 โดยมาในรปู ของขอ้ ถกเถยี งและการผลิต
สรา้ งความร้เู กี่ยวกบั อิสลามกบั การกอ่ การร้าย (Islam and Terrorism)
แทนอสิ ลาม vs. ตะวนั ตก
แนวการสรา้ งคำ� อธบิ ายอสิ ลามของนกั วชิ าการนโี อคอนคอื ผกู โยง
อสิ ลามกบั ความรนุ แรงและการกอ่ การรา้ ยดว้ ยการสรา้ ง “ประเภท(category)”
ของอิสลามขึน้ มาอยา่ งน้อย 2 ประเภทคอื อิสลามสายกลาง (moderate
Islam) และอิสลามสดุ โต่ง (Islamic extremist) จากนัน้ สร้างคำ� อธิบายว่า
ดว้ ยลกั ษณะของอสิ ลามสายกลางตามโลกทศั นข์ องสำ� นกั คดิ น้ี โดยแนวคดิ
หรือการปฏิบัติของมุสลิมกลุ่มใดท่ีไม่เข้าข่ายลักษณะดังกล่าวจะถูกผลัก
ใหไ้ ปอยใู่ นประเภท(category) ของอสิ ลามสดุ โตง่ ทงั้ นเี้ นอ่ื งจากงานวชิ าการ
ของกลมุ่ นโี อคอนยดึ โยงกบั การกำ� หนดนโยบายการตอ่ ตา้ นการกอ่ การรา้ ย
ของสหรัฐหลังเหตุการณ์ 9/11 แนวการอธิบายอิสลามประเภทนี้จึงเป็น
เครอ่ื งมือในการขยายอำ� นาจของมหาอำ� นาจสหรฐั ซ่ึงไมแ่ ตกต่างจากงาน
วิชาการของนักบูรพาคดีศึกษาในช่วงศตวรรษก่อนหน้าน้ีที่เป็นเครื่องมือ
ขยายอ�ำนาจของจักรวรรดนิ ิยมในยุคล่าอาณานคิ ม
ตามค�ำอธิบายน้ี อิสลามท่ีมีลักษณะเงียบเชียบทางการเมือง
(politicalquietism) ไมต่ อ่ ตา้ นการแผข่ ยายอำ� นาจของตะวนั ตก สนบั สนนุ
นโยบายของสหรัฐและพันธมิตรในตะวันออกกลาง จะถูกจัดให้อยู่ใน
ประเภทอสิ ลามสายกลาง นอกเหนอื จากนน้ั ถกู จดั ใหเ้ ปน็ อสิ ลามการเมอื ง
(politicalIslam) ทเ่ี ปน็ แหลง่ เพาะปลกู ความรนุ แรง นโี อคอนสรา้ งคำ� อธบิ าย

35 นำ� โดย Daniel Pipes (1949- ) ผอู้ ำ� นวยการ The Middle East Forum ซง่ึ ตง้ั อยใู่ นรฐั ฟลิ าเดลเฟยี
Fouad Ajami (1945-2014) จากมหาวิทยาลัย John Hopskins, Robert Satloff (1962-)
จาก Washington Institute for Near East Policy และ Bernard Lewis (1916-2018)
จากมหาวทิ ยาลัย Princeton เป็นต้น

81

และผลติ ซ้�ำความคดิ ที่ว่า อสิ ลามการเมืองเปน็ อิสลามท่เี ป็นเครอ่ื งมือเพือ่
เปา้ หมายทางการเมอื งของมสุ ลิมสุดโต่ง พวกเขามีลักษณะเกลียดชังและ
ตอ่ ตา้ นตะวนั ตก ไม่ชอบเสรภี าพและคณุ ค่าท่ีตะวนั ตกเชดิ ชู โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงประชาธิปไตย หากแม้กลุ่มอิสลามการเมืองได้รับโอกาสให้มี
ประชาธปิ ไตย พวกเขาจะเขา้ คหู าเลอื กตง้ั และเลอื กพวกสดุ โตง่ ดว้ ยกนั ให้
เข้ามามีอ�ำนาจเพ่ือต่อต้านตะวันตก ซ่ึงเท่ากับต่อต้านประชาธิปไตย
สมมตฐิ านเชน่ นไ้ี ดร้ บั การยนื ยนั จาก Martin Kramer (1954 -) (1996)
นกั รฐั ศาสตรเ์ ชอ้ื สายยวิ -อเมรกิ นั ซงึ่ เปน็ หวั หอกของนกั วชิ าการแนวนโี อคอน
ทไี่ ดอ้ า้ งคำ� พดู ของJeaneKirkpatrick ซง่ึ เปน็ นกั การทตู คนสำ� คญั ของสหรฐั
ทก่ี ลา่ ววา่ “โลกอาหรบั เปน็ ทเ่ี ดยี วทมี่ าสนั่ คลอนความเช่ือมนั่ ของขา้ พเจ้าท่ี
เชอื่ วา่ ถา้ คณุ อนญุ าตใหผ้ คู้ นมสี ทิ ธเิ ลอื กตง้ั การตดั สนิ ใจขน้ั พนื้ ฐานของผคู้ น
จะเป็นการตัดสนิ ใจเลอื กด้วยเหตุดว้ ยผล หากแตใ่ นโลกอาหรบั พวกเขาจะ
ตดั สนิ ใจเลอื กกลมุ่ หวั รนุ แรง(แทนการเลอื กอยา่ งมเี หตมุ ผี ล)” (pp.270-271)
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อิสลามที่เข้ากันไม่ได้กับประชาธิปไตย
หากแตก่ ารประกอบสรา้ งความรเู้ กยี่ วกบั อสิ ลามของนโี อคอนทผ่ี ลกั อสิ ลาม
ออกไปจากประชาธิปไตย และเม่ือวิเคราะห์ให้ถึงที่สุด (in the final
analysis) บทสรปุ ของคำ� อธบิ ายแนวนชี้ วี้ า่ อสิ ลามและมสุ ลมิ ไมค่ วรไดร้ บั
โอกาสใหม้ ปี ระชาธิปไตยเสียดว้ ยซ้�ำ !
แนวคิดข้ัวตรงข้ามระหว่างอิสลามกับประชาธิปไตยยังไปจ�ำกัด
บทบาทของศาสนาอสิ ลามในการสร้างสรรค์สิง่ ใหม่ ๆ แกส่ ังคมปัจจุบัน
เห็นได้ชัดว่าหลังจากการปรากฏขึ้นของศาสนาคร้ังใหม่หรือท่ีเรียกว่า
การฟน้ื ฟศู าสนา (religious revivalism) ตง้ั แต่ 1970s เปน็ ตน้ มา ไมเ่ ฉพาะ
ศาสนาอิสลามเท่านั้นที่ก่อตัวขึ้นเป็นขบวนการทางสังคม ศาสนาอ่ืนๆ
โดยเฉพาะศาสนาคริสต์กลับมามีบทบาทในปริมณฑลสาธารณะอย่าง
กว้างขวางทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยเข้าไปมีอิทธิพลโดยตรงต่อ
การสรา้ งนโยบายของพรรคการเมอื งดงั เชน่ บทบาทของกลมุ่ evangelical

82

ในสหรัฐหรือพรรค Christian Democrat ในเยอรมนี สญั ลักษณ์ทางศาสนาได้
ปรากฏข้ึนทั้งในโรงเรียน สถานท่ีท�ำการของรัฐบาล และนโยบายสาธารณะ
(Lindsay, 2007, p.6) ปจั จุบนั มิอาจปฏิเสธบทบาทของศาสนา ไม่ว่าบทบาทนน้ั
จะถกู จดั วางไวอ้ ยา่ งไร ขณะเดยี วกนั สงั คมปจั จบุ นั เปน็ สงั คมแหง่ การปฏสิ งั สรรค์
ของความหลากหลาย การวางอสิ ลามใหอ้ ยตู่ รงขา้ มกบั ตะวนั ตกหรอื ตรงขา้ มกบั
ประชาธปิ ไตยจงึ ไมไ่ ดต้ งั้ อยบู่ นพนื้ ฐานของความเปน็ จรงิ ทางสงั คม(socialreality)
อีกทง้ั แนวคดิ ดงั กลา่ วยังมีขอ้ บกพรอ่ งทางทฤษฎดี ังท่ไี ด้กลา่ วไวข้ า้ งต้นอกี ด้วย
นอกจากนนั้ การใชค้ ำ� วา่ “อสิ ลาม” ซงึ่ เปน็ มโนทศั นใ์ นเชงิ นามธรรมใน
ความหมายของเอกพจน์ ท�ำให้อิสลามในความหมายดังกล่าวตัดขาดออกจาก
สังคมมุสลิมซ่งึ มีความหลากหลาย มีตวั แสดงมากมาย
ดว้ ยสงั คมมสุ ลมิ ไมไ่ ดเ้ ปน็ สงั คมทถ่ี กู กำ� กบั ดว้ ยศาสนาอสิ ลามแตเ่ พยี ง
อย่างเดียว แต่ยังมีวัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ตลอดจนเส้นทางของ
พฒั นาการทางการเมอื ง ชนชน้ั แตกตา่ งกนั ปจั จยั เหลา่ นลี้ ว้ นมผี ลตอ่ ความเปน็
อิสลามของสงั คมนน้ั ๆ “อิสลามท่ีแท้จรงิ (true Islam)” จึงเป็นมโนทศั นท์ ่ีมกี าร
ปะทะ แข่งขัน ชว่ งชงิ กันเพ่ือให้ความหมายจากกลมุ่ ต่าง ๆ ซ่งึ ข้นึ อยกู่ ับอ�ำนาจ
ของกลมุ่ นนั้ วา่ มมี ากนอ้ ยเพยี งใด ดว้ ยเหตนุ เี้ ราจงึ พบวา่ ความหมายของ “อสิ ลาม
ท่แี ทจ้ ริง” ทอี่ ธิบายโดยกลมุ่ สะลาฟี (salafi) ในประเทศซาอุดอิ าระเบียซ่ึงมีทั้ง
อ�ำนาจเงินและอ�ำนาจทางศาสนาในฐานะท่ีเป็นที่ต้ังของสถานท่ีที่มีมหาวิหาร
อัลกะอ์บะฮ์และมัสยิดศาสนทูต (มัสยิดนบี) และอิสลามท่ีแท้จริงของกลุ่ม
อะชาอีเราะห์ (asha’rah) ซงึ่ ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั แนวคดิ ทแ่ี ขง็ ทอื่ ของกลมุ่ สะลาฟี หรอื
กลมุ่ อลั กออดิ ะฮ์ หรือ ISIS น้ันมคี วามหมายแตกต่างกัน
หรอื ถา้ ตงั้ คำ� ถามแกบ่ รรดากษตั รยิ แ์ ละผรู้ ศู้ าสนาในประเทศอาหรบั กลมุ่
ความรว่ มมอื แหง่ อา่ ว (the Gulf Cooperation Countries: ซาอดุ อิ าระเบยี สหรฐั
อาหรบั เอมเิ รตส์ การต์ า บาห์เรน คเู วต และโอมาน) ว่า อิสลามเข้ากนั ได้หรือ
ไม่กับประชาธิปไตย ค�ำตอบย่อมไปในทิศทางปฏิเสธ เพราะประเทศเหล่านี้
ปกครองในระบอบกษตั รยิ ท์ ม่ี อี ำ� นาจเบด็ เสรจ็ การมปี ระชาธปิ ไตยยอ่ มทำ� ใหพ้ วกเขา

83

ต้องสูญเสียอ�ำนาจ ประชาธิปไตยจึงไม่เคยเข้ากันได้กับ
อิสลาม และทุกองคาพยพของรัฐ ทั้งหลักสูตรการเรียน
การสอนในระดับอนุบาล ประถม มัธยม จนถึงระดับ
มหาวิทยาลัย ลว้ นผลติ สร้างวาทกรรมความเขา้ กันไมไ่ ด้
ระหวา่ งประชาธปิ ไตยกบั อสิ ลาม แตถ่ า้ นำ� คำ� ถามนไี้ ปถาม
แกน่ ายกรฐั มนตรมี าเลเซยี หรอื ประธานาธบิ ดอี นิ โดนเี ซยี
หรือประธานาธิบดีตูนีเซีย ซ่ึงเป็นประเทศมุสลิมและ
ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และผ่านการต่อสู้กับ
เผด็จการอ�ำนาจนิยมจนสามารถสถาปนาประชาธิปไตย
ไดอ้ ยา่ งมนั่ คงแขง็ แรง คำ� ตอบยอ่ มไปในทศิ ทางของความ
เขา้ กันได้ระหวา่ งอสิ ลามกับประชาธปิ ไตย
กรณีของอิหรา่ น (ซึง่ จะพูดถงึ ในบทต่อไป) เป็น
ตัวอย่างหน่ึงของการผสมผสานระหว่าง ประชาธิปไตย
และอสิ ลาม(ตามการตคี วามของสำ� นกั คดิ ชอี ะฮ)์ โดยการ
ผสมผสานนท้ี ำ� งานไปในทศิ ทางของประชาธปิ ไตยทม่ี จี ุด
เนน้ ทีใ่ ห้ความส�ำคัญกับภาคประชาสงั คม การตรวจสอบ
ถ่วงดุล สิทธิพลเมือง ความเสมอภาค พหุนิยม ความ
เทา่ เทยี มทางเพศ การถกเถยี งดว้ ยเหตผุ ลในพน้ื ทส่ี าธารณะ
ดังเช่นสมัยของประธานาธิบดี มูฮัมหมัด คอตามี
(Mohammad Khatami: ดำ� รงตำ� แหนง่ 1997-2005) แต่
บางชว่ งเวลาการผสมผสานดงั กลา่ วดำ� เนนิ ไปในทศิ ทางท่ี
เปน็ ประโยชนต์ อ่ ความคดิ เชงิ อำ� นาจนยิ มและการครอบงำ�
ของนักการศาสนากลุ่มอนุรักษ์นิยม ดังเช่นสมัยของ
ประธานาธิบดีมะห์มูด อะห์มาดีเนญาด (Mahmoud
Ahmadinejad: ดำ� รงตำ� แหนง่ 2005-2013) เป็นต้น

84

ข้อถกเถยี งเร่ืองอิสลามกบั ประชาธิปไตย

ความเห็นกระแสหลักของวัฒนธรรมตะวันตกต่ออิสลามมักไปในทิศทาง
ที่ชีว้ ่า อสิ ลามโดยเนอ้ื แทแ้ ล้วมคี วามเป็นปติ าธปิ ไตย อ�ำนาจนิยม และขาดความคดิ
เรื่องความเป็นพลเมืองทีเ่ ท่าเทียมกนั ทั้งนเ้ี พราะอิสลามมีความคดิ เร่ืองอธิปไตยเป็น
ของพระเจ้าซ่งึ ทำ� ให้ไปจำ� กัดอ�ำนาจของมนษุ ย์
ขอ้ ถกเถยี งทม่ี าจากตะวนั ตกชวี้ า่ ในโลกของอสิ ลามนนั้ ชวี ติ ของมนษุ ยไ์ มไ่ ด้
มคี า่ เทา่ เทยี มกบั คณุ คา่ ของมนษุ ยท์ ม่ี าจากมโนทศั นข์ องตะวนั ตกซงึ่ มบี รรยากาศของ
เสรภี าพ ประชาธปิ ไตย สงั คมทเี่ ปดิ กวา้ ง และมคี วามคดิ สร้างสรรค์ ความคิดเช่นนี้
ไดร้ บั การตอกยำ้� จากมสุ ลมิ แนวอสิ ลามสิ ท์ (Islamist) และแนวกลบั ไปสพู่ นื้ ฐานดง้ั เดมิ
ทางศาสนา(fundamentalist) ทเ่ี หน็ วา่ ประชาธปิ ไตยเปน็ สงิ่ ทถ่ี กู สรา้ งขนึ้ โดยตะวนั ตก
พวกเขาชว้ี ่าแนวคิดประชาธปิ ไตยขัดกับอสิ ลาม เพราะในอิสลามนน้ั อำ� นาจอธปิ ไตย
เป็นของพระเจา้ ในขณะท่แี นวคดิ ประชาธิปไตยเป็นของมนุษย์
กลา่ วส�ำหรบั กลุม่ มุสลิมแนวสมยั ใหมน่ ยิ ม (ดูบทท่ี 2) ยนื ยันวา่ ความเปน็
ประชาธิปไตยเป็นหลักการท่ีมีอยู่ในค�ำสอนของอิสลาม โดยเฉพาะหลักการเร่ือง
การปรกึ ษาหารอื หรอื “ชรู อ” ในตวั บทของอสิ ลามยงั มคี ำ� สอนเรอื่ งความเปน็ พหสุ งั คม
(pluralistic society) ความมขี นั ตธิ รรม (tolerance) สทิ ธขิ องมนุษย์ (human right)
มุสลิมสมัยใหม่นิยมยืนยันว่าเมื่อมองในมิติทางการเมืองการปกครอง จะพบว่าแก่น
แทแ้ ละจติ วญิ ญาณของอสิ ลามนนั้ มลี กั ษณะของความเปน็ ประชาธปิ ไตย(democratic)
อย่างไรก็ดี Bayat (2007) ชี้ว่าทั้งกลุ่มมุสลิมสมัยใหม่นิยม (Islamic
Modernism) และกลุม่ กลบั ไปสอู่ ิสลามพื้นฐานดง้ั เดมิ (fundamentalist) ลว้ นมอง
ประชาธิปไตยในมมุ มองของตัวบททางศาสนา (textual base) กล่าวคอื เม่ือพูดถึง
ประชาธิปไตย กลุ่มเหล่านี้ต่างก็กางคัมภีร์ดูว่าในคัมภีร์เขียนเกี่ยวกับประชาธิปไตย
ไว้ว่าอย่างไร โดยไม่ได้มองว่าชุมชนมุสลิมอ่านหรือเข้าใจตัวบทในคัมภีร์อย่างไรใน
ชวี ติ ประจำ� วนั และการทีม่ สุ ลิมเขา้ ใจตัวบทอย่างไรในชีวติ ประจำ� วนั นั้นขึ้นอย่กู ับตวั
แสดงตา่ ง ๆ ในสงั คมทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ ความเขา้ ใจนน้ั โดยเฉพาะอทิ ธพิ ลของขบวนการ
เคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) ท่ีมักเป็นผู้ก�ำหนดหรืออธิบายว่า

85

“อิสลามท่ีแท้จริง” คืออะไร36 และเมื่อ แต่การไม่เหมือนกันมิได้
ปจั จยั ท่มี อี ทิ ธพิ ลเปลยี่ นแปลง ความเขา้ ใจ หมายความว่าท้ังสองชุดความคิดไม่ได้มี
ของมุสลิมต่อตัวบทนั้นก็เปล่ียนแปลงอยู่ อะไรรว่ มกนั เลย หรอื ชมุ ชนมสุ ลมิ ไมส่ ามารถ
ตลอดเวลา (p. 4) เรยี นรสู้ งิ่ ทเ่ี ปน็ ประโยชนจ์ ากประชาธปิ ไตย
แตไ่ มว่ า่ จะมองในแงใ่ ด เปน็ เรอื่ ง ซง่ึ เปน็ นวตั กรรมในทางการเมอื งการปกครอง
ท่ีชัดเจนว่าอิสลามไม่ใช่ประชาธิปไตย ของมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนวัตกรรม
ทงั้ นเี้ พราะอสิ ลามเปน็ ศาสนาซง่ึ มลี กั ษณะ อย่างอื่นที่มนุษย์ใช้เหตุผลและสติปัญญา
เชน่ เดยี วกบั ศาสนาอน่ื ๆ ทม่ี รี ะบอบความ ประดษิ ฐค์ ดิ คน้ เพอ่ื เอาชนะอปุ สรรคตา่ ง ๆ
เชื่อบางประการที่ต้องใช้ความศรัทธา เชน่ การรกั ษาโรคดว้ ยความคดิ และวธิ กี าร
ในขณะที่ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่มี สมัยใหม่ อสิ ลามไมใ่ ชก่ ารแพทยส์ มยั ใหม่
การถกเถียงและตั้งค�ำถามอยู่ตลอดเวลา แต่อิสลามสามารถเรียนรู้จากการแพทย์
(ceaseless debates and questioning) สมัยใหม่เพ่ือปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิต
(Enayat, 2006, p. 126) อกี ทั้งมโนทศั น์ ของสมาชกิ ในชมุ ชนได้ ทงั้ ๆ ทก่ี ารแพทย์
เ กี่ ย ว กั บ อิ ส ล า ม แ ล ะ ม โ น ทั ศ น ์ เ รื่ อ ง อิสลามและการแพทย์สมัยใหม่ก็มาจาก
ประชาธิปไตยก็มาจากคุณค่า (values) คุณค่าและจักรวาลทัศน์ที่แตกต่างกัน
และโลกทัศน์ (worldview) ทแี่ ตกต่างกนั ประชาธปิ ไตยกเ็ ชน่ เดยี วกนั มสุ ลมิ สามารถ
นอกจากน้ันทั้งอิสลามและประชาธิปไตย เรียนรู้ น�ำมาปรับใช้ และใช้ความรู้เร่ือง
ตา่ งกน็ ำ� เสนอชดุ ของความคดิ ทางการเมอื ง ประชาธิปไตยพัฒนาหลักการเมือง
เพอื่ สรา้ งความชอบธรรมในการดำ� เนนิ การ การปกครองท่ีมีอยู่ในอิสลามอันมาจาก
จัดการทางสังคม-การเมืองไปในทิศทางที่ แหล่งความรู้หลักคือคัมภีร์อัลกุรอ่าน
แต่ละมโนทัศน์ต้องการ โดยมีเป้าหมาย และซุนนะฮให้เป็นรูปธรรม ท้ังน้ีระบอบ
เพอื่ บรรลถุ งึ สงั คมการเมอื งในอดุ มคตทิ ไ่ี ด้ การเมืองการปกครองท่ีมีความชอบธรรม
วางไว้ตา่ งกัน (legitimacy) โปร่งใส (transparency)

36 เชน่ ในปากสี ถาน ขบวนการเคลอื่ นไหวอสิ ลาม ญามาอตั อสิ ลามี (Jamaat-e-Islami) ทก่ี อ่ ตงั้ โดย ซยั ยดิ อบอู ะอล์ า
เมาดูดี้ มคี วามเขม้ แขง็ และครอบง�ำสังคมปากีสถาน อิสลามท่ีแทจ้ ริงในปากสี ถานจึงเปน็ อสิ ลามทก่ี �ำหนด อธบิ าย
วางกรอบ โดยญามาอตั อสิ ลามี ซง่ึ ตอ้ งการจดั ตง้ั รฐั อสิ ลามเพอ่ื มอี ำ� นาจในการบงั คบั ใชช้ ะรอี ะฮ์ ขณะทใี่ นอนิ โดนเี ซยี
ขบวนการเคล่ือนไหวมุสลิมมูฮัมมาดียะฮ์ เป็นขบวนการเคล่ือนไหวทางสังคมที่มีจุดเน้นที่ต้องการปฏิรูปการศึกษา
ก่อตั้งโรงเรียนสมัยใหม่แทนโรงเรียนท่ีสอนเฉพาะศาสนา จัดต้ังเครือข่ายทางสังคม เช่น คลินิก โรงพยาบาล
มหาวทิ ยาลยั ตง้ั องคก์ ร สมาคม เครอื ขา่ ยผหู้ ญิง การสร้างค�ำอธิบายเก่ยี วกบั อิสลามท่ีแทจ้ ริงจงึ เป็นอสิ ลามทเี่ ปน็
ประชาธปิ ไตย มคี วามหลากหลาย เป็นอิสลามที่มีอำ� นาจมาจากภาคประชาสังคม

86

ยตุ ิธรรม (justice) ทุกคนมสี ว่ นร่วม (participatory) อดทนและเคารพในความเห็น
ตา่ ง(toleration) อนั เปน็ คณุ สมบตั หิ รอื ลกั ษณะของระบอบการเมอื งทอ่ี สิ ลามตอ้ งการ
บรรลเุ ชน่ เดยี วกนั
ขณะเดียวกันประชาธิปไตยก็สามารถเรยี นร้รู ะบบศลี ธรรม (moral system)
ในอสิ ลามไดเ้ นอื่ งจากระบบศลี ธรรมอนั มจี ารตี มาจากความรใู้ นยคุ การตน่ื รู้(Enlightenment)
ซึ่งไดร้ ับการพฒั นาให้บรรลคุ วามสมบูรณ์โดยค้านท์ (Immanuel Kant, 1724-1804)
ในสงั คมประชาธปิ ไตยตะวนั ตกนนั้ ยงั ไมเ่ พยี งพอตอ่ การสรา้ งสนั ตภิ าพและความยตุ ธิ รรม
ให้เกิดข้ึนในสังคมมนุษย์ การล่าอาณานิคมที่สร้างความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส
แก่ชาวพื้นเมืองในโลกที่สามและสงครามโลกท้ังสองครั้ง เป็นเคร่ืองยืนยันได้อย่างดี
ถึงข้อบกพร่องของระบบศีลธรรมดังกล่าว ถ้าวัฒนธรรมตะวันตกอันเป็นฐานของ
ประชาธิปไตยยืนยันว่าระบอบศีลธรรมและคุณค่าของตะวันตกน้ันมีความสมบูรณ์
ในตัวเองไม่จ�ำเป็นต้องเปิดรับหรือเรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่น ความคิดเช่นน้ีบ่งบอก
ถึงความเป็นผ้หู ลงตัวเอง (narcissistic) โดยคิดว่าตวั เองดีกวา่ ผอู้ ่ืนจงึ ไม่จ�ำเปน็ ท่ีจะ
เรียนรู้ใดๆ จากผู้อื่นอีก หรือในอีกทางหนึ่งเป็นการบ่งบอกว่าอารยธรรมนั้นไม่มี
ความสามารถ (incapable) ท่จี ะเรยี นรจู้ ากแหล่งอน่ื ๆ นอกเหนอื ไปจากแหล่งเรียน
รู้ทมี่ าจากตนเอง (Halq, 2013, p. 4)
กล่าวส�ำหรับอิสลามแล้ว ลักษณะทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้นไม่ใช่วิถี
ของอสิ ลาม เนอ่ื งจากประวตั ศิ าสตรข์ องอารยธรรมอสิ ลามเปน็ ประวตั ศิ าสตรข์ องการ
เรยี นรจู้ ากกรกี เปอรเ์ ซยี พทุ ธ-พราหมณ-์ ฮนิ ดู ดว้ ยเหตนุ ี้ อลั คนิ ดี (Ya ‘qūb b. Ishāq
al-Kindī, d.260/873) (อา้ งใน Fakhry, 2004, p. 105) นกั นติ ศิ าสตร์ นกั ปรชั ญา จงึ กลา่ ววา่ :
“เราเปน็ หนอ้ี ยา่ งมหาศาลตอ่ บรรดาผทู้ ถ่ี า่ ยทอดความรแู้ มแ้ ตเ่ พยี งเลก็ นอ้ ย
มายังเรา ไม่พักต้องพูดถึงผู้ที่ท�ำการสอนเรา (ซ่ึงย่ิงต้องขอบคุณเป็นเท่าทวีคูณ)
ด้วยเหตุท่ีพวกเขาแบ่งปันผลของการสะท้อนคิดอันเกิดจากความทุ่มเทของพวกเขา
และทำ� ใหป้ ระเด็นอันสลับซับซ้อนอันเกีย่ วกบั สภาวะความเป็นจริงตา่ ง ๆ (realities)
เปน็ ทเี่ ขา้ ใจงา่ ยสำ� หรบั เรา ถา้ พวกเขาไมค่ ดิ คน้ สมมตุ ฐิ านและหลกั การตา่ ง ๆ ทางวชิ าการ
[ดงั ทนี่ กั คดิ กรกี โบราณ เชน่ เพลโต อรสิ โตเตลิ้ ] อนั นำ� ไปสกู่ ารคน้ หาความจรงิ แลว้ ไซร้
เราคงไมส่ ามารถพสิ จู นแ์ ละคน้ พบมนั ได้ ดว้ ยชว่ งอายขุ ยั อนั จำ� กดั ของพวกเรา อาจตอ้ ง
ใช้เวลาหลายชว่ั คนกว่าท่ีจะค้นพบหลักการดังกลา่ ว”

87

ประชาธปิ ไตยคอื อะไร

คำ� วา่ ประชาธปิ ไตย(Democracy) เปน็ คำ� ทมี่ าจากภาษากรกี
“เดโมคราเตีย (δημοκρατία)” โดยประกอบด้วยสองพยางค์คือ
“demos (δημος)” ซึ่งแปลวา่ ประชาชนหรอื คนธรรมดา และ “kratos
(κράτος)” ซงึ่ หมายถงึ อำ� นาจหรอื การปกครอง มโนทศั นป์ ระชาธปิ ไตย
จึงหมายถงึ การปกครองโดยประชาชนคนธรรมดานนั่ เอง การปกครอง
ในลักษณะนี้แตกต่างจากการปกครองท่ีมีลักษณะท่ีเป็นการปกครอง
โดยคนๆ เดียวหรือกลุ่มบุคคลท่ีใช้อ�ำนาจเด็ดขาด (authoritarian/
dictatorship) ผูกขาดอ�ำนาจด้วยการใช้ก�ำลังหรืออ้างอ�ำนาจจาก
พระผู้เป็นเจ้าหรือส่ิงศกั ดส์ิ ิทธ์ซิ ึ่งไมใ่ ชอ่ �ำนาจของคนธรรมดา
เนอื่ งจากสงั คมประกอบไปดว้ ยปจั เจกบคุ คลทม่ี ผี ลประโยชน์
และความตอ้ งการทห่ี ลากหลาย ดงั นัน้ ความขัดแยง้ และการปะทะกัน
ของผลประโยชนแ์ ละความตอ้ งการมกั เกดิ ขน้ึ อยเู่ สมอ นเี่ องจงึ เปน็ ทม่ี า
ของอำ� นาจทจี่ ะตอ้ งเขา้ มาระงบั เหตุ แกไ้ ข ไกลเ่ กลย่ี ความขดั แยง้ และ
อำ� นาจดังกล่าวนั้นต้องเป็นอ�ำนาจที่อยเู่ หนืออ�ำนาจอน่ื ๆ ในสังคมท่ี
จะท�ำใหอ้ �ำนาจอน่ื ๆ (เช่น อ�ำนาจของตระกูล ผู้มีอทิ ธิพล อ�ำนาจของ
ชนเผ่า ฯลฯ) สยบยอมต่อมันได้ ในทางการเมืองการปกครองเรียก
อ�ำนาจนัน้ วา่ อ�ำนาจรัฐ (State power/Sovereignty) แต่อำ� นาจรัฐมัก
ถกู ใชอ้ ยา่ งเกนิ ขอบเขต ไมเ่ ปน็ ธรรม หรอื ใชเ้ พอ่ื สนองผลประโยชนแ์ ละ
ความตอ้ งการของคนใดหรอื กลมุ่ ใดกลมุ่ หนง่ึ ดงั ที่ มารก์ ซ์ เห็นว่ารฐั
และอำ� นาจรฐั เปน็ เคร่อื งมอื ของชนชน้ั นายทุนในการสะสมทนุ
เพื่อป้องกันการเกิดการใช้อ�ำนาจไปในทางท่ีผิด (abuse of
power) สาระส�ำคัญของระบอบประชาธิปไตยในฐานะท่ีเป็นระบอบ
การเมืองการปกครองก็คือ อ�ำนาจท่ีว่าน้ันต้องมาจากการยินยอม
พรอ้ มใจกันของประชาชน และมลี ักษณะเป็นสัญญาประชาคม (social
contract) เนอ่ื งจากการใชอ้ ำ� นาจดงั กลา่ วนน้ั กระทบตอ่ การดำ� เนนิ ชวี ติ
ของประชาชน จึงจ�ำเป็นต้องปรึกษาหารือกับประชาชนในทุกเรื่อง ๆ

88

ในกิจการสาธารณะ และยิ่งไปกว่าน้ันในระบอบการปกครองแบบ
ประชาธิปไตย ประชาชนสามารถตรวจสอบและเรียกคืนอ�ำนาจนั้น
กลับมาได้ถ้าเห็นว่ารัฐบาลซ่ึงเป็นผู้ใช้อ�ำนาจรัฐมีความฉ้อฉลในการใช้
อำ� นาจดงั กลา่ ว ในประเทศทมี่ กี ารเมอื งการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
การใหอ้ ำ� นาจหรอื การเรยี กอำ� นาจกลบั คนื มาจะกระทำ� ผา่ นกระบวนการ
เลือกตั้ง กล่าวคือประชาชนมีสิทธิในการเลือกผู้ที่พวกเขาต้องการให้
เป็นผู้น�ำและคณะผู้บริหาร ขณะเดียวกันก็มีสิทธิในการปฏิเสธอ�ำนาจ
น้ันเม่ือเห็นว่าผู้น�ำและคณะที่ได้รับการคัดเลือกเข้าไปมิได้สะท้อน
ความตอ้ งการของประชาชน
ในฐานะทเี่ ปน็ คณุ คา่ และโลกทศั น์ ประชาธปิ ไตยคอื กรอบคดิ
ซึง่ เปน็ ตวั ก�ำหนดวถิ ีชีวติ จรรยาบรรณของการด�ำเนินชีวติ คณุ ค่าของ
ความเป็นมนุษย์ ซ่ึงคุณค่าดังกล่าวเหล่านั้นเป็นพ้ืนฐานความสัมพันธ์
ระหว่างกันของมนุษย์ในสังคม แก่นของประชาธิปไตยคือการสนทนา
กนั ระหวา่ งมนุษยด์ ้วยเหตดุ ้วยผล (Muzaffar, 2002, p. 238)
ลกั ษณะของคณุ คา่ และโลกทศั นแ์ บบประชาธปิ ไตย(Muzaffar,
2002, p. 241) :
1) ถอื ว่าสังคมเปลย่ี นแปลงอยูเ่ สมอ โดยปัจเจกบุคคลเหน็ วา่
สังคมเป็นความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างและพร้อมเสมอต่อการปฏิสัมพันธ์
กับความเปลย่ี นแปลงที่เปดิ กว้างนนั้
2) ถือวา่ การเปล่ียนแปลงดงั กล่าวเปน็ ผลจากความพยายาม
ของมนษุ ย์
3) ถือวา่ อ�ำนาจเป็นสงิ่ ทีล่ นื่ ไหลเน่ืองจากอ�ำนาจเกิดจากการ
ยนิ ยอมพรอ้ มใจของผคู้ นในสงั คม อำ� นาจเปลย่ี นแปลงได้ อำ� นาจแสดง
ถึงการเปน็ ตัวแทนทางอ�ำนาจของคนในสงั คม
4) เชอ่ื มน่ั ในเหตผุ ลและความเปน็ เหตเุ ปน็ ผลวา่ เปน็ เครอ่ื งมอื
ส�ำคัญในการน�ำทางมนุษย์เพื่อการจัดการความสัมพันธ์ในสังคม โดย
เหตุผลและความเป็นเหตผุ ลนนั่ เองที่นำ� ไปสคู่ วามก้าวหน้า

89

อสิ ลามกับประชาธิปไตย

เนอ้ื หาสาระสำ� คญั ของประชาธปิ ไตยในฐานะระบอบการเมอื งการปกครองคอื
เปน็ การเมอื งการปกครองทสี่ ะทอ้ นความตอ้ งการของผคู้ น วธิ กี ารสะทอ้ นความตอ้ งการ
ของผคู้ น ชมุ ชน หรอื สงั คมไดอ้ ยา่ งตรงจดุ ทส่ี ดุ คอื การทจี่ ะตอ้ งปรกึ ษาหารอื อยา่ งใกลช้ ดิ
โดยมกี ารถกเถยี งดว้ ยเหตผุ ลในกจิ การสาธารณะของประชาชน หลกั การ “ปรกึ ษาหารอื
และถกเถียงด้วยเหตุผล” จึงเป็นหลักการท่ีส�ำคัญของระบอบประชาธิปไตย หากแต่
รปู แบบการปรกึ ษาหารอื และการถกเถยี งนน้ั มหี ลากหลายรปู แบบ กลา่ วเฉพาะในปจั จบุ นั
การปรึกษาหารือในประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะกระท�ำผ่าน
กระบวนการทางรัฐสภา นั่นคือการจัดตั้งพรรคการเมือง การสร้างและถกเถียงใน
เร่อื งนโยบาย การหาเสยี ง การเลือกตั้ง การประชุมรัฐสภา การอภปิ ราย การต้ังกระทู้
การตรวจสอบ การคานอำ� นาจ ฯลฯ

อปปเโทปปดินีมกร่รน็ยะะโคปี ดพกธชรรานลลาอะนธุ่ีเังมงชซาใิปใาอนียนธกไิสบิ:กชตรลาด่วมยPารงีaสุมกกโrลจในำ�tานิมโaหริยคขมiกนมณ่อาวSดตกตaโิะค้อดทั้งrเวiงโดปkส่ี าดกaียรดุมาtะวใแเรเปนกหทสIsั็นนโ่งlศถลaไบอาอกmปินทปนิ ใ(โบนโนปดIดาnาทรนนทdอะาเี ีเซมขิoนงซียกอnาโียดณกeางสศรนs�ำมiเ2ลaาีเมยัซ6สงั)ือใ0ีหยนหงเแยาลแมปตอ่อล้า่็นน่อินสหะรินบลสคลัฐโัตังางันอดคมจร)ิสนเมาใลแลกีนเอซือมาไสินียกมม้ดาโเตกีร้ดธลับ้งั(านาือพรเร:เีกอถรซณทอกรกียะนิี่จครเถาโะสดชยีปมมนจงกีคาเาเี ครควซกอื่ารียมเงมอนเอรปงสเิสปูธใน็�ำลนอแปคารบรัรญแ์มะบะลบแแเกทนอลหาศดบะ่รง์

90

Dนrกั .คMดิ oชhาaวmอmยี ิปedต์ a(1l-9G1h7-a1z9a9li6)

ปสปสออซสิัะภรบอระทลิะปงซสา้อชนร้อมิทนัาากนธรยธคิภูปิปถิดาแนกไพคบัตกเใถนบคยนียกสิเดสงปา�ำังทใรค็นคนั้ปงัญมรสรระสัฐึกอทบมสษงี่เัยภอหาคใหบ็านนหาทวเมร(ห่ีเ่าPือ่ทข็นรaี่ม้าะว(rีคชlก่บาiวaูรันรอาอmะไมบ)ดบeสก้nอกทลาtับั่ีบมบร)ี นRaกั cคhิดeชdาGวตhูนanีเซnยีou(c1h9i41-)

91

หากมองในแง่มุมของตัวบททางศาสนา การปรึกษาหารือในเร่ือง
กิจการงานของผู้คนในชุมชนเป็นสิ่งท่ีอัลเลาะห์ได้กล่าวไว้ในค�ำภีร์อัลกุรอ่าน
ดงั ความวา่ :
“และ(เชน่ เดยี วกนั ) บรรดาผสู้ นองตอบตอ่ (คำ� บญั ชาแหง่ ) องคอ์ ภบิ าล
ของพวกเขาและด�ำรงการละหมาด อีกท้ังการงานของพวกเขามีการปรึกษา
หารือกันในระหว่างพวกเขา และพวกเขาเสียสละทรัพย์สินบางส่วนท่ีเราได้
ประทานแก่พวกเขา” (42:38)
อาจจะมขี อ้ ถกเถยี งโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ จากมมุ มองของชนชน้ั นำ� ทม่ี กั
มองวา่ ประชาชนธรรมดาเปน็ ผไู้ มม่ กี ารศกึ ษาเพยี งพอทจี่ ะรว่ มบรหิ ารการเมอื ง
การปกครองซ่งึ เปน็ งานเฉพาะท่ตี ้องใช้ความรู้ แม้กระน้นั ก็ตามอลั กุรอา่ นได้
สง่ั ศาสนทตู ใหม้ องขา้ มความบกพรอ่ งและผดิ พลาดของผคู้ นและใหศ้ าสนทตู
ขออภยั โทษตอ่ อัลเลาะหใ์ หก้ บั คนเหล่านั้นในข้อผดิ พลาดดังกลา่ ว อกี ทง้ั ใหม้ ี
การปรกึ ษาหารือกับพวกเขาในกจิ การงานอกี ดว้ ยดังอลั กรุ อ่าน ความว่า:
“แทจ้ รงิ ดว้ ยพระเมตตาธคิ ณุ จากองคอ์ ลั เลาะห์ เจา้ จงึ สภุ าพออ่ นโยน
ตอ่ พวกเขา และมาดแมน้ เจา้ เปน็ ผหู้ ยาบคาย อกี ทงั้ มหี วั ใจอนั กกั ขฬะ แนน่ อน
ทสี่ ดุ พวกเขาตอ้ งเตลดิ ออกไปจากรอบ ๆ เจา้ ดงั นนั้ เจา้ จงใหอ้ ภยั (อยา่ ถอื สา
ความผิดของ) พวกเขา เจ้าจงขออภยั ให้แก่พวกเขา และจงปรึกษาพวกเขา
ในการงาน (ตา่ ง ๆ ทีค่ ิดกระท�ำ) ครน้ั เมื่อเจา้ ตดั สนิ ใจเด็ดขาดแลว้ เจา้ ก็จง
มอบหมาย (การงานน้ัน) แด่อัลเลาะห์เถิด แท้จริงอัลเลาะห์ทรงรักบรรดา
ผู้ (มจี ิต) มอบหมาย (ในพระองค์)” (3:159)
เนื่องจากคมั ภรี ์อลั กุรอ่านไมใ่ ช่คมู่ ือหรอื ต�ำราการเมอื ง หากแตเ่ ป็น
ทางนำ� หรอื การใหแ้ นวทาง(guidance) อลั กรุ อา่ นจงึ ไมไ่ ดบ้ อกถงึ รายละเอยี ด
และวธิ กี าร หากแตช่ ใ้ี หม้ นษุ ยเ์ หน็ ถงึ หลกั การของการดำ� เนนิ กจิ การของชมุ ชน
หรือกิจการทางสังคมหรือสาธารณะ ด้วยการปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน
ดงั นน้ั จงึ เปน็ หนา้ ทข่ี องมนษุ ยท์ จ่ี ะตอ้ งคดิ คน้ และสรา้ งระบบการปรกึ ษาหารอื
ที่สะท้อนความต้องการของชุมชนให้ได้มากที่สุดและมีประสิทธิภาพท่ีสุด
โดยที่ Muhammad Ghazali (1917-1996) (2005) นกั คดิ คนสำ� คญั ของอยี ปิ ต์
ชวี้ า่ ระบอบรฐั สภาเปน็ ระบอบปรกึ ษาหารอื ทส่ี ะทอ้ นความตอ้ งการและเปน็ ตวั แทน

92

ของชมุ ชนในดา้ นการบรหิ ารจดั การกจิ การสาธารณะซง่ึ เปน็ ผลประโยชนร์ ว่ มกนั
ของชมุ ชนไดด้ ที ส่ี ดุ ในปจั จบุ นั (p.174) โดยการชรู อที่MuhammadGhazali
พดู ถงึ ไม่ใชก่ ารชูรอในลกั ษณะจากบนลงสลู่ ่าง (top-down) ท่ีผมู้ อี �ำนาจ
ต้ังคณะที่ปรึกษาขึ้นมา โดยผู้มีอ�ำนาจจะปรึกษาเม่ือไหร่หรืออย่างไรก็ได้
โดยไมม่ ขี ้อผกู มัด (non-binding) หรอื ผู้มีอำ� นาจเลือกที่จะปรกึ ษาใครหรอื
ไม่ปรึกษาใครก็ได้ ดังท่ีเป็นอยู่ในประเทศมุสลิมท่ีปกครองด้วยระบอบ
เผด็จการอำ� นาจนิยมอยใู่ นปจั จุบัน
การวางหลักการของการเมืองการปกครองก็มีลักษณะเดียวกัน
กบั ท่คี ัมภรี ์อลั กุรอ่านได้วางหลกั การในเรอื่ งอ่นื ๆ เช่น การค้าขายและหา้ ม
การมรี ะบบดอกเบยี้ ซงึ่ ตอ่ มามสุ ลมิ ไดค้ ดิ คน้ ระบบคา้ ขายและระบบการเงนิ
การธนาคารที่ปราศจากดอกเบ้ีย จนสามารถจัดตั้งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์
อิสลามท่ีปราศจากดอกเบ้ียหรือธนาคาร ตลอดจนสถาบันการเงินอิสลาม
ซงึ่ ดำ� เนนิ กจิ กรรมทางการเงนิ ทป่ี ราศจากดอกเบยี้ และสามารถแบง่ ผลกำ� ไร
แกผ่ ถู้ ือหนุ้ พัฒนาเศรษฐกิจและชวี ิตความเป็นอยแู่ กช่ ุมชนทัง้ ทีเ่ ป็นมุสลิม
และไม่ใช่มุสลิมได้อย่างม่ันคงคู่ขนานไปกับธนาคารและสถาบันการเงินใน
ระบบเศรษฐกิจ
หรอื ในกรณขี องปรมิ ณฑลดา้ นการศกึ ษา ซง่ึ อลั กรุ อา่ นไดว้ างหลกั การ
ในเร่ืองการให้การศึกษาแก่ผู้คนในสังคม โดยให้ความส�ำคัญกับการศึกษา
เป็นล�ำดับต้น ๆ และชี้ว่าการศึกษาหาความรู้เป็นส่ิงส�ำคัญอย่างยิ่งยวด
อนั มโี องการจากคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นจำ� นวนหลายโองการทช่ี วี้ า่ “ผมู้ คี วามรยู้ อ่ ม
ดกี วา่ ผไู้ มร่ ”ู้ (9:39) และ “อลั เลาะหจ์ ะยกฐานะของผรู้ ใู้ หส้ งู ขนึ้ หลายระดบั ”
(58: 11) ฯลฯ แตอ่ ลั กรุ อา่ นมไิ ดก้ ลา่ วถงึ รปู แบบหรอื วธิ กี ารการศกึ ษาหาความรู้
ซงึ่ เปน็ หนา้ ทแี่ ละความพยายามของมนษุ ยท์ จี่ ะตอ้ งสรา้ งระบบการเรยี นรใู้ ห้
มปี ระสทิ ธภิ าพท่ีสุด ซ่ึงต่อมาระบบการเรียนรู้ไดพ้ ัฒนาจากระบบการเรยี น
แบบวงกลม (study circle) ทีม่ ผี ูส้ อนคนเดียวถ่ายทอดความรจู้ ากหนงั สือ
ดว้ ยการใหน้ กั เรยี นทอ่ งจำ� (rotelearning) ไปเปน็ ระบบอาศรมหรอื ปอเนาะ
(pondok) และพัฒนาต่อไปเป็นโรงเรียน (madrasah) วิทยาลัยและ
มหาวิทยาลยั (yamiah) ในที่สุด

93

ข อ้ ถกเถียงเรอื่ งอำ� นาจอธปิ ไตย

ขอ้ ถกเถยี งทแ่ี พรห่ ลายทสี่ ดุ เกยี่ วกบั อสิ ลามกบั ประชาธปิ ไตยในสงั คมมสุ ลมิ
คอื ข้อถกเถียงที่วา่ ในอสิ ลามนัน้ อ�ำนาจอธิปไตยเปน็ ของพระเจา้ หรอื อำ� นาจอธปิ ไตย
เปน็ ของอลั เลาะห์ ในขณะทร่ี ะบอบประชาธปิ ไตยนนั้ อำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน
ตามกรอบข้อถกเถียงน้ีการต่อสู้เพ่ือให้สังคมเป็นประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แนวทางของ
อสิ ลาม เพราะเป็นการตอ่ สทู้ ่พี ยายามโค่นอำ� นาจของอัลเลาะหน์ ัน่ เอง
ข้อถกเถียงนี้มีข้อบกพร่อง (flaw) เน่ืองจากเป็นการน�ำเอามโนทัศน์ที่
แตกตา่ งกันมาเปรยี บเทียบกัน โดยค�ำวา่ อ�ำนาจอธิปไตย (‫ )سيادة‬เป็นมโนทศั นใ์ หม่
ทไี่ มเ่ คยอยใู่ นวาทกรรมการถกเถยี งในทางการเมอื ง(politicaldiscourse) ของนกั วชิ าการ
ศาสนาในอดีต ทัง้ นกั เทววิทยา (มตู ะกลั ลีมนู ) นักกฎหมาย (ฟูกอฮา) และนกั ปรชั ญา
(ฟะลาซฟี ะฮ)์ เนอ่ื งจากนกั วชิ าการมสุ ลมิ ตระหนกั ถงึ อำ� นาจของพระเจา้ อยแู่ ล้ว และ
อำ� นาจของพระเจา้ มกี ารถกแถลงภายใตค้ ณุ ลกั ษณะ 20 ประการในระบบ
คดิ ทางความเชอ่ื หรอื เทววทิ ยาอสิ ลาม ซงึ่ หนงึ่ ในคณุ ลกั ษณะของพระเจา้ คอื ผทู้ รงอำ� นาจ
เดชานภุ าพ(‫ )القدرة‬อาจกลา่ วไดว้ า่ เมอ่ื พดู ถงึ พระเจา้ หรอื อลั เลาะห์ หมายถงึ พระองค์
มีอานุภาพเหนือส่ิงอื่นใดหรือแนวคิดใดๆท่ีถูกสถาปนาข้ึนมาโดยมนุษย์ พระองค์มี
อำ� นาจสงู สดุ ในการปกครองและมอี ำ� นาจตามทพี่ ระองคท์ รงประสงค์ โดยนกั วชิ าการ
ในอดีตใช้ค�ำว่า ฮากมี ยี ะฮ์ (‫ )حاكمية‬แทนคณุ ลักษณะของอำ� นาจดังกล่าวขา้ งต้น
ขณะท่ีมโนทัศน์เร่ืองอธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยมีรากฐานมาจาก
อ�ำนาจในระดับมนุษย์ ขอ้ ถกเถียงของนกั ทฤษฎปี ระชาธปิ ไตยคือไมม่ มี นุษยค์ นไหน
ท่ีสามารถอ้างอ�ำนาจ ทั้งอ�ำนาจในเชิงของการสืบเช้ือสาย ชาติพันธุ์ หรือเทวสิทธิ์
ในการมสี ทิ ธิอ�ำนาจ (authority) ปกครองเหนือมนุษย์คนอื่น ๆ
การเปรียบเทียบอ�ำนาจของมนุษย์และอ�ำนาจของพระเจ้า (อันเป็นอ�ำนาจ
ในขอ้ ถกเถยี งทางเทววทิ ยา) และนำ� มาซง่ึ ขอ้ สรปุ ในลกั ษณะดงั กลา่ วขา้ งตน้ จงึ เปน็ การ
เปรยี บเทยี บที่ผิดฝาผิดตัว (Tamim, 2010, p. 272)
เมื่อมีการกล่าวว่าอ�ำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจึงหมายถึงอ�ำนาจใน
ระดับของกิจกรรมของมนุษย์ เป็นการปฏิเสธอำ� นาจทางการเมืองแบบเทวสิทธ์ิของ
ระบบกษัตริย์และศาสนจักร หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งคือการปฏิเสธอ�ำนาจผูกขาดของ
ชนชั้นสงู ขุนนาง หรอื การสถาปนาอำ� นาจโดยศาสนจกั ร

94

การน�ำเอาอ�ำนาจในระดับของพระเจ้ามาเปรียบเทียบกับระดับของ 95
มนุษย์ จึงท�ำให้เข้ากันไม่ได้และขัดแย้งกัน เช่นเมื่อมีผู้กล่าวในท่ีประชุมว่า
ข้าพเจ้ามีอ�ำนาจสูงสุดในการตัดสินใจในเรื่องน้ี หลังจากน้ันมีสมาชิกในท่ี
ประชุมได้ยกมือคัดค้านโดยแย้งว่าอ�ำนาจการตัดสินใจสูงสุดเป็นของพระเจ้า
หรืออัลเลาะห์ (คณุ ตดั สินใจไม่ได้) ค�ำพูดดงั กลา่ วแสดงใหเ้ หน็ ว่าไดม้ กี ารน�ำ
เอาการตัดสินใจใน 2 ระดับมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบท่ี
ผดิ ฝาผดิ ตวั 37
กลา่ วโดยสรปุ มโนทศั นเ์ รอื่ งอำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของประชาชน เปน็
มโนทัศน์ที่มีความหมายว่า อ�ำนาจที่ถูกต้องชอบธรรมในการบริหารกิจการ
สาธารณะในระดบั มนษุ ยน์ น้ั ไมใ่ ชอ่ ำ� นาจทม่ี าจากการใชอ้ าวธุ (หรอื ทเ่ี รยี กวา่
the might is right) หรอื อ�ำนาจของคน ๆ เดยี ว หรอื คณะบคุ คล ขุนนาง
นกั บวช หรอื ผนู้ ำ� ทางศาสนาซง่ึ เปน็ อำ� นาจทก่ี ลมุ่ คนเหลา่ นร้ี ว่ มกนั กำ� หนดขน้ึ
มาโดยอ้างสิทธิเหนือผู้อ่ืน แต่อ�ำนาจที่ชอบธรรมเป็นของประชาชนที่มีสิทธิ
เสมอภาคกนั โดยการเห็นพ้องตอ้ งกันของประชาชนนนั่ เอง
Ulil Abshar-Abdalah (1967- ) นกั วชิ าการชาวอินโดนเี ซียซง่ึ เป็น
ผกู้ อ่ ตง้ั กลมุ่ Jaringan Islam Liberal (JIL: Liberal Islam Networks) และเป็น
ผู้มีส่วนส�ำคัญในการผลักดันความคิดเรื่องเสรีภาพอันเป็นคุณค่าพ้ืนฐานของ
ประชาธิปไตยในประเทศท่ีมีจ�ำนวนมุสลิมมากท่ีสุดในโลกอย่างอินโดนีเซียชี้
วา่ กญุ แจสำ� คญั ของความลงรอยกนั ระหวา่ งอสิ ลามกบั ประชาธปิ ไตย คอื การ
ตีความค�ำสอนของอิสลามด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ที่เปิดกว้างต่อเสรีภาพและ
การใช้เหตุผลของมนุษย์ กล่าวคือเป็นการตีความโดยใช้มุมมองที่ถือเอา
เสรภี าพและความมเี หตมุ ผี ลของมนษุ ยเ์ ปน็ หลกั หรอื ท่ีAzharIbrahim(2014)
เรยี กวา่ การทำ� ใหก้ ารตคี วามทางเทววทิ ยาเปน็ ประชาธปิ ไตย(democratizing
theology) นอกเหนอื จากความพยายามสรา้ งความชอบธรรมใหป้ ระชาธปิ ไตย
ด้วยการตีความให้เขา้ กับศาสนา (theologizing democracy) (p. 122)

37ในเชงิ ภาษา ประโยคทมี่ กี ารเปรยี บเทยี บในลกั ษณะผดิ ฝาผดิ ตวั ดงั กลา่ ว เรยี กวา่ “สจั พจนท์ มี่ เี จตนา
สร้างความหลงผิด (a word of truth by which falsehood is intended) หรือ ‫کلمة حق یراد بها باطل‬
(กาลมิ ะตุ ฮกั กลุ ยูร่อดุ บฮิ า บาฏลิ ) โดยในประวตั ศิ าสตรอ์ ิสลาม เม่ือกลุ่มคอวารจิ ญ์ ไม่เหน็ ด้วย
กบั การตัดสินใจของคอลฟี ะฮ์อาลที ่ไี ดท้ �ำการประนปี ระนอมกับมูอาวยี ะฮ์ ในสงคราม ศิฟฟนิ (Battle
of Siffin: 26-28 กรกฎาคม คศ. 657) กลุ่มคอวารจิ ญ์กลา่ วแก่อาลีวา่ ‫( ِإ ِن ٱ ْ ُل ْ ُك إ َّل ِ ّٰل‬อินิล ฮุกมุ
อิลลลั ลอฮ:์ แทจ้ รงิ อำ� นาจการตัดสินใจเปน็ ของอัลเลาะห)์ คอลฟี ะฮอ์ าลจี งึ ตอบโตด้ ้วยประโยคทวี่ ่า

‫کلمة حق یراد بها باطل‬

การตคี วามในลกั ษณะนนี้ อกจากจะไปลดบทบาทของคำ� อธบิ ายหลกั (main
narrative) ท่ีผูกขาดโดยผู้รู้ทางศาสนาแล้ว ยังเปิดทางไปสู่ “การอธิบายใหม่
(new narrative)” เก่ยี วกับมโนทศั นใ์ หม่ ๆ ทีเ่ กดิ จากสังคมสมัยใหม่ เชน่ มโนทัศน์
เร่ืองความแตกต่างหลากหลาย (pluralism) การอดทนและความขันติธรรมต่อความ
แตกตา่ งทางศาสนา (religious tolerance) อกี ทง้ั ยงั เป็นการลดบทบาทของอิสลาม
จากการเมืองในระบบพรรคการเมอื ง เน่ืองจากคำ� อธบิ ายใหม่มองว่าค�ำอธบิ ายเดมิ
(old narrative) เก่ียวกับการเมืองอิสลามน้ัน มุ่งให้ความส�ำคัญกับความเป็น
รัฐอิสลามที่เน้นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอิสลามมากเกินไป
โดยไมใ่ หค้ วามสำ� คญั กบั ธรรมาภบิ าล ความโปรง่ ใส ความยตุ ธิ รรม สทิ ธิ และเสรภี าพ
ของประชาชน
Ulil Abshar-Abdala (อา้ งถงึ ใน Ibrahim, 2014) ชวี้ า่ “เนอ่ื งจากวาทกรรม
เก่ียวกับอิสลามท่ีผ่านมาเต็มไปด้วยภาษาของหน้าที่และความรับผิดชอบซึ่งมุสลิม
โดยทว่ั ไปตา่ งยอมรบั กนั อยา่ งกวา้ งขวาง ดงั นนั้ มนั จำ� เปน็ ทจี่ ะตอ้ งถว่ งวาทกรรมดงั กลา่ ว
ดว้ ยภาษาของสิทธแิ ละเสรภี าพ” (p. 229)
ขอ้ ถกเถยี งของUlilAbshar-Abdala ในเรอื่ ง จดุ เนน้ ของ “แนว” การอรรถาธบิ าย
ตวั บทของอสิ ลามไดร้ บั การสนบั สนนุ จาก Heftner (Heftner & Horvatich, 1997)
ที่ช้ีให้เห็นว่า การอรรถาธิบายคุณค่าของอิสลาม (Islamic value) ท่ีผ่านมาใน
ประวตั ศิ าสตรข์ องศาสนาโดยเฉพาะอสิ ลามนนั้ เปน็ การอรรถาธบิ ายในเชงิ สนบั สนนุ
ระบอบการเมืองทีเ่ ป็นอยูใ่ นขณะนน้ั ซ่งึ มลี กั ษณะอำ� นาจนิยม (authoritarian) ท้งั นี้
ปัจจัยช้ีขาดท่ีท�ำให้แนวการอรรถาธิบายใดได้รับการยอมรับในสังคม ข้ึนอยู่กับ
กระบวนการแขง่ ขันกนั ระหวา่ งค�ำอธิบายตา่ ง ๆ ตลอดจนการควบคุมสถาบนั ท้ังท่ี
เปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการทผี่ ลติ เผยแพร่ และดำ� รงไวซ้ งึ่ คำ� อธบิ ายนน้ั (p. 114)
สถาบันต่าง ๆ ในสังคมที่อยู่ภายใต้อ�ำนาจนิยมน่ันเองที่ผลิตสร้าง
บคุ ลิกลกั ษณะของผคู้ นภายใตส้ งั คมนั้นให้เปน็ อปุ สรรคต่อการพฒั นาประชาธปิ ไตย
หาใช่ตัวบทของค�ำสอนทางศาสนาดังที่มักมีการผลักไสให้ศาสนาไปอยู่ขั้วตรงข้าม
กบั ประชาธิปไตย และเมือ่ เรามองไปยังโลกมุสลมิ และประเทศกำ� ลงั พัฒนาทง้ั หลาย
เราจะพบว่าอุปสรรคส�ำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยคือการครอบง�ำของสถาบัน
เหลา่ นตี้ ่อสังคมน่ันเอง

96

บทสรปุ

แม้คำ� ว่า “ประชาธปิ ไตย” ไมม่ ปี รากฏอย่ใู นคัมภีรอ์ ัลกุรอา่ นและอลั หะดีษ
แต่ความคิดเกี่ยวกับการปรึกษาหารือ (ชูรอ) ซึ่งเป็นสาระส�ำคัญของระบอบการ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตย (democratic government) เปน็ ความคดิ หรอื หลกั การ
ทม่ี สุ ลมิ มรี ว่ มกนั กบั สงั คมประชาธปิ ไตยสมยั ใหมโ่ ดยคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นไดก้ ลา่ วไวอ้ ยา่ ง
ชดั เจน ซง่ึ ถอื เปน็ หลกั การสำ� คญั ทางดา้ นการเมอื งการปกครองในอสิ ลาม สว่ นรปู แบบ
และวธิ กี ารปรึกษาหารือนน้ั สงั คมมสุ ลมิ อาจเรยี นรู้จากสังคมอื่น ๆ ท่ีพวกเขาได้ใช้
หลักการนี้ กระท่ังพฒั นารปู แบบเฉพาะทด่ี ีทสี่ ดุ มปี ระสทิ ธภิ าพทส่ี ุดในการปรกึ ษา
หารอื ที่สะท้อนความเห็นของผ้คู นได้ดีทีส่ ดุ ในสังคมมุสลิม
การปรึกษาหารือเปน็ กระบวนการ (process) ที่ต้องการหาหนทางท่ดี ีท่ีสดุ
ทจ่ี ะทำ� ใหส้ งั คมเกดิ ความสงบสขุ เนอ่ื งจากเปน็ กระบวนการทที่ ำ� ใหเ้ สยี งและความตอ้ งการ
ของผู้คนได้รับการพิจารณาในการขับเคลื่อนกิจการของสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อ
ชวี ติ ของผคู้ นในสงั คมเอง การละทง้ิ การรบั ฟงั เสยี งสะทอ้ นอาจนำ� ไปสคู่ วามอยตุ ธิ รรม
(Injustice) แกเ่ สยี งนนั้ ได้ มองในแงน่ กี้ ารปรกึ ษาหารอื อยา่ งเขม้ ขน้ ผา่ นกระบวนการ
ตา่ ง ๆ จงึ เปน็ วธิ กี ารทน่ี ำ� ไปสกู่ ารสรา้ งความยตุ ธิ รรมแกส่ มาชกิ ในสงั คม อนั เปน็ เปา้ หมาย
สงู สดุ ของระบอบการเมอื งอสิ ลาม การปรกึ ษาหารอื ยงั ทำ� ใหเ้ กดิ การหาวธิ กี ารในการ
ร่วมมือกัน เกิดศึกษาเรียนรู้ความแตกต่างทางความคิด วิถีชีวิตซ่ึงกันและกันของ
กลมุ่ คนตา่ ง ๆ ในสงั คม อนั นำ� ไปสกู่ ารเคารพและรกั ษาอตั ลกั ษณข์ องกนั และกนั อกี ดว้ ย
เปน็ ทเ่ี ขา้ ใจและเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั ของมสุ ลมิ วา่ มสุ ลมิ จำ� เปน็ ตอ้ งดำ� เนนิ ตาม
กฎของศาสนาอย่างเคร่งครัดในกิจการที่เก่ียวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนาหรือ
อบิ าดะห์ เช่นการละหมาด การถอื ศีลอด การจา่ ยซะกาต ความเชือ่ และการยดึ ม่ัน
ตอ่ พระเจา้ หรอื เอยี๊ ะตกิ อ๊ ด ฯลฯ หากเกดิ ขอ้ ขดั แยง้ ขนึ้ ในเรอื่ งเหลา่ นใ้ี นชมุ ชนมสุ ลมิ
การปรกึ ษาหารอื ตอ้ งกระทำ� กนั ในระหวา่ งบรรดาผทู้ ม่ี คี วามรใู้ นเรอ่ื งศาสนา โดยเฉพาะ
ผู้ที่ผ่านการศึกษาด้านอิสลามศึกษามาอย่างเป็นระบบท่ีได้รับการยอมรับจากชุมชน
มสุ ลิม แม้กระนน้ั กต็ ามสังคมโดยรวมทง้ั ผูท้ ีไ่ ม่มคี วามรเู้ ฉพาะทางศาสนาและผทู้ ม่ี ี
ความรทู้ างศาสนา จำ� เปน็ จะตอ้ งมกี ารปรกึ ษาหารอื ซงึ่ กนั และกนั โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่
ในมติ ขิ องการนำ� หลกั การทางศาสนาไปปฏบิ ตั ใิ นชมุ ชนทม่ี คี วามแตกตา่ งหลากหลาย

97

ทางความคิด ทั้งนี้เนื่องจากไม่ว่ากฎเกณฑ์ทางศาสนาจะมีความเคร่งครัดเพียงใด
หรอื มกี ารใชอ้ ำ� นาจบงั คบั ใหก้ ระทำ� ตามกฎนนั้ ดว้ ยกำ� ลงั ขนาดไหน ระบบไมอ่ าจดำ� รง
อย่ไู ดอ้ ย่างมัน่ คงถา้ ปราศจากการสนบั สนนุ จากชมุ ชน และวธิ ีการท่ดี ีทส่ี ุดในการได้
รบั การสนับสนุนจากชมุ ชน คือการ “แสวงหาการสนับสนนุ ” ดว้ ยการปรกึ ษาหารือ
หรือวธิ ีการอื่น ๆ ในทำ� นองเดียวกนั
การท�ำความเขา้ ใจเนือ้ หา (substance) และจิตวญิ ญาณ (spirit) ท่แี ท้จริง
ของตัวบท (texts) ในอิสลาม ส�ำคญั กว่าการใหค้ วามส�ำคญั กับความหมายทถี่ ูกรับรู้
และข้อปฏิบัติโดยทั่วไปหรือจารีตของความเข้าใจตัวบททางศาสนา (normative
understanding of the religious text) โดยหวั ใจของการท�ำความเขา้ ใจดงั กล่าว คอื
เสรีภาพทางความคิดและการหลุดพ้นจากการจองจ�ำด้วยเทววิทยาในอดีต ทั้งน้ี
เน่ืองจากเทววิทยาสามารถถูกใช้เป็นเคร่ืองมือในการอธิบายศาสนาไปในทิศทางท่ี
จำ� กดั หรอื จองจำ� เสรภี าพของมนุษย์ และขณะเดยี วกนั ก็สามารถใชเ้ ป็นเครื่องมือใน
การอธิบายศาสนาไปในทิศทางท่ีให้เสรีภาพและฟื้นฟูเกียรติยศและศักดิ์ศรีของ
มนษุ ยเ์ ชน่ เดยี วกนั พจิ ารณาในแงน่ อี้ สิ ลามกบั ประชาธปิ ไตยจงึ มจี ดุ ทล่ี งรอย สามารถ
ปฏสิ มั พนั ธก์ นั อยา่ งสรา้ งสรรคก์ นั ไดอ้ นั เปน็ ปกตธิ รรมดาของอารยธรรมทม่ี กี ารหยบิ ยมื
แลกเปลี่ยนเรยี นรู้และด�ำรงอยูร่ ว่ มกันดังท่เี คยเป็นมาในอารยธรรมทง้ั หลายของโลก
หากมองอิสลามในแง่วิถีชีวิตประจ�ำวันของผู้คนแทนการมองอิสลามจาก
ตวั บททางศาสนา อสิ ลามกบั ประชาธปิ ไตยมไิ ดเ้ ปน็ สองระบอบหรอื สองแนวความคดิ
ขว้ั ตรงขา้ มกนั หากแตป่ ฏสิ มั พนั ธก์ นั อยา่ งเปน็ พลวตั ร โดยขนึ้ อยกู่ บั ภาคประชาสงั คม
หรือขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนท่ีมีอ�ำนาจในการให้ความหมายหรือช่วงชิง
ความหมายมาจากรัฐที่มักสร้างค�ำอธิบายเก่ียวกับอิสลามไปในทิศทางของอ�ำนาจ
นยิ ม โดยใชภ้ าษาของหนา้ ที่และการสยบยอมตอ่ อำ� นาจ แทนการใหอ้ ิสลามมีความ
เปน็ ประชาธปิ ไตย เสรภี าพ และการเคารพตอ่ สทิ ธิ และการมขี นั ตธิ รรมตอ่ ความแตกตา่ ง
หลากหลาย ยงิ่ สงั คมใดมขี บวนการภาคประชาชนหรอื ขบวนการเคลอ่ื นไหวเพอ่ื สทิ ธิ
พลเมอื ง (civil rights) ทเ่ี ขม้ แขง็ คำ� อธิบายเกี่ยวกบั อิสลามและประชาธิปไตยจะเป็น
ไปในทางสง่ เสรมิ ซงึ่ กนั และกนั ขณะเดยี วกนั สงั คมใดทป่ี กครองโดยอำ� นาจนยิ มหรอื
อำ� นาจเผดจ็ การ คำ� อธบิ ายทค่ี รอบงำ� อยใู่ นสงั คม คอื อสิ ลามไมส่ ามารถเขา้ กนั ไดก้ บั
ประชาธิปไตยนัน่ เอง

98


Click to View FlipBook Version