การปฏวิ ัตอิ สิ ลามในอหิ ร่านปี 1979
99
โลกชอี ะฮ์บท ่ีท 4
(The Shiite World)
บทน�ำ
“คอลีฟะฮ์ (Khalifah)” หรือ “คาลเี ฟต (Khaliphate)”
เป็นต�ำแหน่งผู้น�ำทางการเมืองของโลกมุสลิมสายซุนหนี่ โดย
ในอดีตมีอาณาจักรออตโตมัน (Ottoman) ซ่ึงมีศูนย์กลางทาง
อ�ำนาจอยทู่ ี่ตรุ กีปัจจุบัน ในขณะท่ี “อหิ ม่าม” เปน็ ตำ� แหนง่ ผูน้ �ำ
ทางการเมอื งมสุ ลมิ สายชอี ะฮ์ ซงึ่ มอี าณาจกั รซาฟาวดิ (Safavid)
เป็นศูนย์กลางทางอ�ำนาจ (ปัจจุบันคืออิหร่านและบางส่วนของ
อิรัก อาเซอร์ไบจัน อาเมเนีย) ต�ำแหน่งอิหม่ามในกลุ่มมุสลิม
สายชีอะฮ์หมายถึง ผู้น�ำทางศาสนาซึ่งเป็นผู้มีอ�ำนาจสูงสุด
ทางการเมืองด้วย ขณะท่ีคอลีฟะฮ์เป็นต�ำแหน่งทางการเมืองที่
ไม่มีอ�ำนาจทางศาสนามากนักซ่ึงในการบริหารจัดการต้องฟัง
หรือตอ้ งปรึกษาหารอื กับผรู้ ทู้ างศาสนาหรอื อลู ามาอ์
ในโลกมสุ ลมิ ซนุ หนโ่ี ดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในอดตี ทย่ี งั ไมม่ ี
ระบบราชการที่กวาดต้อนผู้น�ำศาสนามาอยู่ภายใต้รัฐ ผู้น�ำ
ศาสนาซงึ่ ความสนใจหลกั อยทู่ พ่ี ระเจา้ และความภกั ดที ง้ั หมดให้
แกพ่ ระเจา้ อกี ทง้ั พวกเขามฐี านทางเศรษฐกจิ ของตวั เองเปน็ อสิ ระ
จากรัฐ (จากเงินบริจาคและการกุศล) ด�ำรงอยู่ในลักษณะคาน
อำ� นาจกบั ผนู้ ำ� ทางการเมอื ง และมจี ารตี ทเี่ ครง่ ครดั มใิ หอ้ ลู ามาอ์
แสวงหาอ�ำนาจหรอื รับใช้การเมือง ผูน้ ำ� ศาสนาท่ีไปใกล้ชดิ และ
ท�ำงานทางการเมอื งให้ผู้มีอ�ำนาจ จะถกู เรยี กอยา่ งเหยยี ดหยาม
จากชมุ ชนทางวชิ าการศาสนาวา่ ผนู้ น้ั เปน็ “อลู ามาอ์ อซั ซอู ”์ หรอื
พวกผูร้ ู้ท่เี ลว
100
ในหลักความเชื่อของมุสลมิ สายชีอะฮ์ อำ� นาจของอิหม่ามจะ
หลอมรวมเป็นหน่ึงในตัวผู้น�ำ ทั้งอ�ำนาจในทางศาสนาและอ�ำนาจ
ทางการเมอื ง และถอื วา่ อหิ มา่ มเปน็ ผมู้ อี ำ� นาจพเิ ศษเนอ่ื งจากไดร้ บั การ
เปดิ เผยความรพู้ เิ ศษจากพระเจา้ ซงึ่ เปน็ ความรทู้ ค่ี นธรรมดาไมส่ ามารถ
เข้าถึง อิหม่ามจึงมีอ�ำนาจที่จะด�ำเนินกิจการทางโลกและทางศาสนา
ในนามของพระเจ้า (Nasr, 2016, p. 52) กระนน้ั กต็ ามมกี ารถกเถยี ง
กนั ในเรอ่ื งศาสนากบั อำ� นาจรฐั ระหวา่ งมสุ ลมิ ชอี ะฮด์ ว้ ยกนั เองโดยเฉพาะ
กบั กลมุ่ ทนี่ ำ� โดย อายาตลุ เลาะฮ์ อาลี ซซิ ตานี (1930-) แหง่ อริ กั ซงึ่ กลมุ่ น้ี
มที า่ ทขี องการไมเ่ ข้าไปยุ่งเก่ยี วกบั อ�ำนาจรฐั
กลมุ่ มสุ ลมิ ชอี ะฮท์ ป่ี ลกี ตวั ออกจากการเมอื งนเี่ องทใี่ หก้ ำ� เนดิ
อาณาจกั รซาฟาวดิ (ประมาณ 1485-1717) ซ่ึงเปน็ อาณาจกั รทคี่ อ่ ยๆ
กอ่ ตวั ขนึ้ จากกลมุ่ ซฟู ี (Sufi) หรอื กลมุ่ รหสั ยนยั นกิ ายชอี ะฮท์ ม่ี งุ่ ปรบั ปรงุ
และขัดเกลาจิตวิญญาณและการเข้าถงึ พระเจ้า
ภายหลังมองโกลบุกตีมุสลิมจนย่อยยับ ชุมชนมุสลิมต่าง
แตกกระจายเปน็ กลมุ่ เลก็ กลมุ่ นอ้ ยโดยในจำ� นวนนนั้ มกี ลมุ่ รหสั ยนยั กลมุ่ หนง่ึ
ซง่ึ มอี าจารยท์ างจติ วญิ ญาณหรอื “เชค (shaykh)” ชอ่ื เชค ซาฟี อดั ดนี
(Safiad-Din:1252-1334) กลมุ่ นค้ี อ่ ยๆกอ่ ตวั ขน้ึ และพฒั นาเปน็ ชมุ ชน
ทางการเมืองอันเป็นท่ีมาของชื่ออาณาจักร “ซาฟาวิด” (Mitchell,
2012, p. 19)
ในช่วงสามศตวรรษแรก กลุ่มทางจิตวิญญาณกลุ่มน้ีด�ำเนิน
กิจกรรมคล้ายกับกลุ่มทางจิตวิญญาณกลุ่มอ่ืนๆท่ีมุ่งเน้นการขัดเกลา
ทางจติ ใจ มวี ตั รปฏบิ ตั ทิ เี่ ครง่ ครดั ไมย่ งุ่ เกย่ี วกบั การเมอื ง เปน็ สถานท่ี
ท่ีผคู้ นได้เข้ามาหลบเรน้ กายจากโลกภายนอกท่โี กลาหล วุ่นวาย และ
โหดร้ายจากสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยสงคราม อย่างไรก็ดีพัฒนาการ
ของกลมุ่ คอ่ ยๆเปลย่ี นไปเมอ่ื เชคซง่ึ เปน็ ผนู้ ำ� เสยี ชวี ติ โดยปกตติ ำ� แหนง่
น้ีกจ็ ะตกทอดไปยังบตุ รชาย และเมื่อบตุ รชายเสียชวี ติ ตำ� แหน่งเชคก็
จะตกทอดมายงั หลาน ตอ่ มาเมอ่ื หลานเสยี ชวี ติ ไปกต็ กไปยงั เหลน และ
ตกทอดไปเรือ่ ยๆจนกลายเป็นต�ำแหนง่ ที่สบื ทอดทางสายเลอื ด
101
แน่นอนว่าการสืบทอดอ�ำนาจ คนทหี่ า้ (หลงั จากอหิ มา่ มคนที่ 4 เสยี ชวี ติ ลง)
มิได้ราบร่ืนเสมอไปเนื่องจากเกมส์อ�ำนาจ น�ำไปสู่การแยกตัวกลุ่มชีอะฮ์ซัยดียะฮ์
ภายในท่ีมีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มต่างๆ (Zaidiyyah) หรือกลมุ่ หา้ อิหมา่ ม หรอื ความ
และการแทรกแซงจากอ�ำนาจภายนอก ไม่ลงรอยกันว่าใครจะเป็นอิหม่ามคนท่ี 7
ด้วยเหตุดังกล่าวบางช่วงเวลาเชคจึง น�ำไปสู่การแยกตัวออกไปของกลุ่มชีอะฮ์
พฒั นากองกำ� ลงั อาสารกั ษาความปลอดภยั อิสมาอีลียะฮ์ (Isma’iliyyah) หรือกลุ่มเจ็ด
หรอื การ์ด (Guard) ขน้ึ มา โดยกลมุ่ คน อิหม่าม
เหล่าน้ีผ่านการฝึกฝนทั้งทางจิตวิญญาณ มุสลิมชีอะฮ์กระแสหลักซึ่งนับถือ
และศิลปะการต่อสู้จนกลายมาเป็นการ์ด อิหม่าม 12 ท่าน โดยเร่ิมนับอาลีซ่ึงเป็น
ของกลุ่มฯ และพัฒนาต่อเนื่องไปเป็น บุตรเขยของศาสนทูตเป็นอิหม่ามคนแรก
ผบู้ งั คบั ใชก้ ฎเกณฑแ์ ละคำ� สง่ั ของเชค และ (หลงั จากศาสนทตู มฮู มั หมดั ซ.ล. เสยี ชวี ติ ลง)
ค่อยๆก่อตวั เปลี่ยนรูปไปเปน็ กองก�ำลังรบ เรอื่ ยมาจนถงึ อหิ มา่ มคนท่ี12(อหิ มา่ มมะฮด์ )ี
ในที่สุด โดยกระบวนการเปลี่ยนแปลง ซง่ึ เปน็ บตุ รของอหิ มา่ มคนที่11(อหิ มา่ ม หะซนั
ดงั กล่าวใช้เวลานบั ร้อยปี กลมุ่ ชนช้ันทาง บนิ อลี อลั -อสั กะรยี :์ ค.ศ.846-874) อหิ มา่ ม
ทหารทที่ ำ� การฝกึ วตั รปฏบิ ตั ทิ างจติ วญิ ญาณ คนท่ี 12 ได้หายสาบสูญไปต้ังแต่ตอนยัง
เหลา่ นจ้ี ะมสี ญั ลกั ษณพ์ เิ ศษโดยสวมหมวก เปน็ เดก็ มุสลมิ ชีอะฮ์เชื่อวา่ อหิ มา่ มคนที่ 12
สแี ดงเรียกวา่ กิซลิ บาช หรอื เกเซล็ บอช ไม่ได้เสียชีวิตหากแต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในอีก
( )قزلباشซ่ึงมีกลีบจ�ำนวน 12 กลีบ โลกหน่ึงท่ีมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น38 และ
อันเป็นตัวแทนทางความเช่ือในอิหม่าม จะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเพ่ือปราบอธรรมและ
จ�ำนวน 12 คน ซ่ึงเป็นหลักความเชื่อ นำ� ความยตุ ธิ รรมมาสโู่ ลก(Aslan,2006,p.63)
กระแสหลักในอิสลามนิกายชีอะฮ์ ชาวอิหร่านส่วนใหญ่นับถือนิกายชีอะฮ์ 12
(Ansary, 2010) อหิ มา่ ม ท�ำให้นิกายนี้เป็นนิกายกระแสหลัก
เมื่ออิหม่ามท่ีมีลูกชายมากกว่า ของอิหรา่ นปจั จุบัน
หนึ่งคนเสยี ชวี ิตลง ความเป็นไปไดใ้ นการ ในกลางศตวรรษที่ 15 อำ� นาจของ
เกิดรอยปริแยกทางอ�ำนาจย่อมเกิดขึ้น กลุ่มซาฟาวิดซ่ึงน�ำโดยเชคท่ีมีความใฝ่ฝัน
ความไม่ลงรอยในปัญหาเร่ืองใครจะเป็น ทางการเมอื งเริ่มแข็งแกรง่ ข้ึน ทหารของเชค
อหิ มา่ มคนตอ่ ไปไดน้ ำ� ไปสกู่ ารแยกตวั เปน็ ไมใ่ ชแ่ คถ่ อื วา่ เชคคอื ผนู้ ำ� เทา่ นน้ั หากแตเ่ ปน็
นิกายภายในของมุสลิมชีอะฮ์ เช่น เกิด
ความขัดแย้งกันว่าใครจะเป็นอิหม่าม 38 ต้องใช้หลักคิดในโลกของรหัสยนัย (mystical world)
ในการทำ� ความเขา้ ใจแนวคิดในลักษณะน้ี
102
เจา้ ชวี ิต และถอื ว่าค�ำสัง่ ของเชคเป็นเส้นทางสสู่ รวงสวรรค์ ในขณะ 103
ทซ่ี าฟาวดิ ตง้ั อยทู่ า่ มกลางความโกลาหลของเปอรเ์ ซยี ทถี่ กู เจงกสิ ขา่ น
ทบุ แตกกระจาย และตอ่ มาตมิ แู ลงค์ (1336-1405) เขา้ ตซี ำ้� แตกออก
เปน็ เสยี่ งๆ แตล่ ะกลมุ่ แตล่ ะกอ้ นปกครองโดยหวั หนา้ เผา่ ซง่ึ สว่ นใหญ่
เป็นชาวเติรก์ ซึ่งนบั ถืออิสลามนกิ ายซนุ หน่ี ความแข็งแกร่งทเ่ี พ่ิมขน้ึ
ของซาฟาวดิ ผสมผสานกบั แนวความคดิ ของมสุ ลมิ ชอี ะฮท์ ถี่ อื วา่ กลมุ่
ชอี ะฮเ์ ปน็ ตวั แทนของการตอ่ ตา้ นการรกุ รานจากพวกซนุ หนอี่ าหรบั -
เตริ ก์ พฒั นาการเหลา่ นท้ี ำ� ใหช้ าวเตริ ก์ จบั ตากลมุ่ ชอี ะฮซ์ าฟาวดิ ดว้ ย
ความระมัดระวัง และเม่ือสบโอกาสในปี ค.ศ.1488 พวกเติร์กจึง
ตัดสินใจเขา้ จัดการกับกลมุ่ ซาฟาวิด และจับเชคของพวกเขาฆา่ ท้งิ
พรอ้ มลกู ชายคนโต สว่ นลกู ชายคนเลก็ อายสุ องขวบชอ่ื อสิ มาแอลได้
รบั การชว่ ยเหลอื จาก กิซลิ บาช และสามารถหนรี อดไปได้
อสิ มาแอล (เสยี ชวี ติ ประมาณ 1524) เตบิ โตภายในเซฟเฮา้ ส์
ของซาฟาวดิ ซงึ่ ใชก้ ารตอ่ สใู้ นลกั ษณะเปน็ องคก์ รลบั ใตด้ นิ อสิ มาแอล
เตบิ โตในบรรยากาศของการหลบหนี เรน้ กาย รายลอ้ มดว้ ยกองกำ� ลงั
กซิ ลิ บาช ซง่ึ พวกเขาไมใ่ ชแ่ คถ่ อื วา่ อสิ มาแอลเปน็ ผนู้ ำ� เทา่ นนั้ แตเ่ ปน็
ผศู้ กั ดสิ์ ทิ ธ์ิ มอี ำ� นาจพเิ ศษ คำ� พดู คำ� สง่ั ของอสิ มาแอลเปน็ คำ� ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์
โดยเมอื่ อายไุ ด้ 12 ขวบ อสิ มาแอลออกมาจากทซ่ี อ่ นพรอ้ มกองกำ� ลงั
กิซิลบาช รุดเข้าโจมตีพวกเติร์กท่ีฆ่าพ่อของเขาได้อย่างรวดเร็ว
บรรดาหัวหน้าเผ่าและเจ้าชายท่ีปกครองแว่นแคว้นอยู่ขณะนั้นต่าง
คิดว่าเดก็ อายุ 12 ปีคงไมม่ อี �ำนาจและพษิ สงอะไรมาก แตพ่ วกเขา
กลบั พบวา่ ไมง่ า่ ยทจี่ ะโคน่ เดก็ ชายคนนลี้ ง อำ� นาจของอสิ มาแอลเพมิ่ ขนึ้
เร่ือย ๆ จากการรวบรวมกลุ่มชีอะฮ์สายปฏิวัติ (revolutionaries)
ท่เี ปน็ ปฏปิ ักษ์กับเตริ ก์ เขา้ ดว้ ยกนั
อิสมาแอลประกาศตัวเองเป็น “กษัตริย์แห่งกษัตริย์
(Shahanshah: ”)شاهنشاهซึ่งเป็นต�ำแหน่งท่ีกษัตริย์ในยุค
อาณาจกั รเปอรเ์ ซยี ยคุ ซาซานดิ โบราณใชเ้ รยี กตวั เอง และปฏเิ สธการใช้
คำ� วา่ “ซลุ ตา่ น” หรอื “คอลฟี ะฮ”์ ของอาณาจกั รออตโตมนั (ซนุ หน)ี่
ทใี่ ชเ้ รยี กต�ำแหนง่ ผู้นำ� ทางการเมือง (Enayat, 2006, p. 251)
อิสมาแอลประกาศให้อิสลามนิกายชีอะฮ์ 12 อิหม่ามเป็น
ศาสนาของอาณาจกั รและเรยี กระบอบการปกครองของเขาวา่ “อหิ รา่ น”
ซึง่ เป็นช่ือทีม่ าจากมหากาพย์ ชานาเม่ ( )شاهنامهหรอื คัมภีร์กษัตรยิ ์
อนั โดง่ ดงั ของชาวเปอรเ์ ซยี 39 และเปน็ ชอื่ ของกษตั รยิ ท์ ยี่ งิ่ ใหญพ่ ระองค์
หนึง่ ของอาณาจักรซาซานิดโบราณ ชาฮ์ (กษตั ริย์) อสิ มาแอลถอื ว่า
พระองคส์ บื เชอ้ื สายจากอหิ มา่ มอาลี และมกี ารประกอบสรา้ งความเชอ่ื
วา่ พระองคส์ ามารถสอื่ สารกบั อหิ มา่ มมะฮด์ หี รอื อหิ มา่ มคนท่ี 12 ซงึ่ ได้
หายตัวไป
ชาฮ์แห่งชาฮ์ กษตั ริย์แหง่ กษัตริย์ อิสมาแอล มีความเชอ่ื มัน่
อยา่ งเตม็ เปย่ี ม พระองคส์ ง่ คณะทตู และนกั การศาสนาไปยงั ออตโตมนั
เพื่อชักชวนชาวซุนหนี่ให้เข้ารีตชีอะฮ์ ทั้งมีการกดดันชาวซุนหนี่ใน
อาณาจกั รใหเ้ ขา้ รตี หรอื ไมก่ ถ็ กู จดั การเขา้ คกุ หรอื ฆา่ ทงิ้ ซลุ ตา่ น ซาลมิ ที่ 1
(Salim: ครองอำ� นาจ 1512-1520) แหง่ อาณาจักรออตโตมันตอบโต้
ด้วยการกระท�ำกับชาวชีอะฮ์ในท�ำนองเดียวกันในอาณาจักรของ
พระองค์ ปรากฏการณน์ ก้ี อ่ ใหเ้ กดิ การอพยพของชาวชอี ะฮจ์ ากออตโตมนั
ไปยังเปอร์เซียและชาวซุนหน่ีจากเปอร์เซียไปยังออตโตมัน ส่งผลให้
ลักษณะทางประชากรค่อยๆก่อตัวข้ึนชัดเจน โดยซาฟาวิดอิหร่าน
นบั ถอื อสิ ลามชอี ะฮ์ ออตโตมันนบั ถอื อิสลามซนุ หน่ี
ออตโตมันตัดสินใจบุกดินแดนภายใต้การครอบครองของ
ชาฮ์อิสมาแอล ทั้งสองอาณาจักรยกทัพมาประจันหน้ากันที่สมรภูมิ
ชาลดริ าน (Battle of Chaldiran ใกล้เมอื ง ทบั รีซ อันสวยงามในภาค
ตะวันตกเฉยี งเหนอื ของอหิ ร่านปจั จุบัน) ออตโตมนั มีปืนใหญ่ ขณะท่ี
ชาฮอ์ สิ มาแอลรบดว้ ยดาบและอาศยั ศลิ ปะการตอ่ สแู้ บบดง้ั เดมิ ผลคอื
ซาฟาวิดแตกพา่ ย ชาฮ์แห่งชาฮ์ กษตั รยิ แ์ หง่ กษัตริย์ ต้องกลบั ไปยัง
อาณาจักรของพระองคอ์ ยา่ งผไู้ รเ้ กยี รติ และคอ่ ยๆเรน้ กายจากโลกใน
ฐานะผพู้ า่ ยแพ้
39 ประพันธ์โดยฟิรเดาซีย์ (977-1010) เป็นมหากาพย์ที่ประกอบด้วยบทร้อยกรองจ�ำนวน
50,000 บททม่ี เี นอ้ื หาครอบคลมุ ทง้ั ประวตั ศิ าสตร์ บทเรยี นทางศลี ธรรม การเมอื งการปกครอง
ในสมยั อยธุ ยาไดม้ ีการดดั แปลงมาเปน็ นทิ านอิหร่านราชธรรม หรอื นิทานสบิ สองเหลีย่ ม
104
อยา่ งไรกต็ ามแมอ้ อตโตมนั จะยดึ เมอื งทบั รซี ได้ แตก่ ไ็ มส่ ามารถคงการปกครอง
ไวไ้ ด้ โดยปตี อ่ มาซาฟาวดิ ยกทพั กลบั มาแกแ้ คน้ และทำ� การเผาทกุ อยา่ งจนไม่มอี ะไรเหลือ
เป็นแรงจงู ใจใหอ้ อตโตมันกลบั มายดึ คืนอกี อยา่ งไรก็ตามซาฟาวดิ กไ็ ม่สามารถยกทพั
ลำ้� เขา้ มาในเขตออตโตมันได้อกี เชน่ เดียวกัน
สมรภูมิชาลดิราน จึงถือเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างออตโตมันและอิหร่าน
เปน็ การใหก้ ำ� เนดิ “อหิ รา่ น” ทมี่ พี รมแดนและอตั ลกั ษณท์ ชี่ ดั เจนขน้ึ เชน่ เดยี วกบั สมรภมู ิ
ฮาสตงิ (the Battle of Hastings) ทใ่ี ห้ก�ำเนดิ อังกฤษในฐานะรัฐชาติ (nation-state)
ความแตกต่างระหวา่ งสำ� นักคิดซุนหนแ่ี ละชีอะฮ์
ผนู้ บั ถอื สำ� นกั คดิ ซนุ หนส่ี ว่ นใหญอ่ าศยั อยใู่ นประเทศเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต,้
จีน, เอเชียใต้, แอฟริกาและโลกอาหรับ ในขณะที่กลุ่มมุสลิมชีอะฮ์ส่วนใหญ่อยู่ใน
ประเทศอริ กั อหิ รา่ น อาเซอรไ์ บจาน บาหเ์ รน และเลบานอน โดยอหิ รา่ นถอื เปน็ ประเทศ
ที่มีมสุ ลมิ นิกายชีอะฮม์ ากท่ีสุด
ประเดน็ สำ� คญั ทสี่ ดุ ของความแตกตา่ งระหวา่ งทง้ั สองสำ� นกั คดิ ไดแ้ ก่ ความคดิ
ในเรอ่ื งความเปน็ ผนู้ ำ� หรอื อมิ าเมต (imamate) ภายหลงั จากศาสนทตู มฮู ัมหมัดถึงแก่
อสัญกรรมในปี ค.ศ. 632
มุสลิมส่วนใหญ่เจริญรอยตามประเพณีของชนเผ่าซึ่งคณะผู้อาวุโสเป็นผู้มี
อำ� นาจตดั สนิ ใจในการเลอื กผนู้ ำ� โดยตำ� แหนง่ นมี้ กั จะตกเปน็ ของผทู้ มี่ คี วามอาวโุ สสงู สดุ
(คำ� วา่ เชคในภาษาอาหรบั ซง่ึ ใชเ้ รยี กผนู้ ำ� แปลวา่ ผอู้ าวโุ ส) ซงึ่ อบบู กั ร์ ไดร้ บั การคดั เลอื ก
ใหเ้ ปน็ ผทู้ ีม่ าสบื ทอดต�ำแหนง่ ผนู้ ำ� หรอื คอลฟี ะฮ์ ต่อจากศาสนทตู เพราะเป็นผมู้ ีความ
อาวุโสสูงสุด อีกทั้งเป็นสหายที่ใกล้ชิดรวมทั้งมีศักดิ์เป็นพ่อตาของศาสนทูตอีกด้วย
อยา่ งไรกต็ ามมกี ลมุ่ เลก็ ๆ ในหมสู่ หายของศาสนทตู ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั การตดั สนิ ใจดงั กลา่ ว
โดยเหน็ วา่ อาลี อบิ นิ อบฏี อลบิ มคี วามเหมาะสมกวา่ และครง้ั หนง่ึ ศาสนทตู เคยมเี จตนา
ทจี่ ะใหอ้ าลเี ปน็ ผ้นู �ำ (ตามการตีความของกลุ่มมุสลมิ ชอี ะฮ)์ อย่างไรกด็ เี มือ่ ความเหน็
ของคนสว่ นใหญเ่ ปน็ เชน่ นน้ั กลมุ่ ทไ่ี มเ่ หน็ ดว้ ย รวมทงั้ ตวั อาลเี องตา่ งยนิ ยอมและยอมรบั
ในตำ� แหน่งผู้น�ำของอบบู กั ร์ ต่อมาเม่อื อบูบกั รเ์ สยี ชีวติ ลง อมุ รั อบิ นุ คอ็ ฏฏอบ และ
อษุ มาน บนิ อฟั ฟาน ไดร้ บั การคดั เลอื กใหด้ ำ� รงตำ� แหนง่ คอลฟี ะฮต์ ามลำ� ดบั (ดรู ายละเอยี ด
เกย่ี วกบั การชว่ งชงิ ตำ� แหน่งคอลีฟะฮ์ในบทที่ 1)
105
เหตกุ ารณท์ เี่ ปน็ จดุ เปลย่ี นเกดิ ขน้ึ เมอ่ื คณะผแู้ ทนจากอยี ปิ ตท์ ถ่ี กู สง่ มา
เพ่ือร้องเรียนต่อคอลีฟะฮ์อุษมานให้ปลดผู้ปกครองอียิปต์ซ่ึงเป็นเครือญาติ
ของอษุ มานทไ่ี ดท้ ำ� การกดขแ่ี ละเกบ็ ภาษเี กนิ กวา่ ทปี่ ระชาชนจะยอมรบั ได้ เมอ่ื
อษุ มานออกมาเจรจาและตกลงกนั ไดโ้ ดยอษุ มานยนิ ยอมทจี่ ะทำ� ตามขอ้ เรยี กรอ้ ง
และให้กลุ่มผู้แทนกลับไป ครั้นเมื่อกลุ่มดังกล่าวอยู่ในระหว่างเดินทางกลับ
พบว่ามีข้าทาสของอุษมานท่ีเดินทางมาด้วยมีพิรุธจึงตรวจค้นตัวและพบ
จดหมายท่ีอุษมานเขียนถึงผู้ปกครองเมืองอียิปต์ให้ฆ่ากลุ่มนี้เสียเมื่อเดินทาง
ถึงอียิปต์ การถกู หักหลังเชน่ นที้ ำ� ให้กล่มุ ดังกลา่ วโกรธแค้นเปน็ อยา่ งมากและ
ต้องการตัวผู้ท่ีอยู่เบื้องหลังซ่ึงพบว่าคือมัรวานผู้ซ่ึงเป็นญาติของอุษมาน เมื่อ
อุษมานปฏิเสธที่จะส่งตัวมัรวาน กลุ่มดังกล่าวจึงเรียกร้องให้อุษมานลาออก
และเม่ืออุษมานปฏิเสธท่ีจะลาออก กลุ่มนี้จึงบุกเข้าไปทุบตีคอลีฟะฮ์อุษมาน
จนเสยี ชวี ติ ในขณะทกี่ ำ� ลงั อา่ นคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น(Madelung,1997,pp.36-37)
ภาพคอลฟี ะฮท์ เี่ ปน็ สหายใกลช้ ดิ ศาสนทตู ถกู ฆา่ และคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น
ที่เปื้อนไปด้วยเลือดของอุษมานสร้างความสะเทือนใจแก่ชุมชนเป็นอย่างมาก
เมอื่ อาลขี นึ้ เปน็ คอลฟี ะฮต์ อ่ จากอษุ มานโดยความเหน็ ชอบของแกนนำ� จำ� นวนหนงึ่
ในขณะนนั้ และแกนนำ� เหลา่ นนั้ ถกู กลา่ วหาวา่ มสี ว่ นในการวางแผนลอบฆา่ อษุ มาน
ทำ� ใหค้ วามเปน็ ผนู้ ำ� ของอาลมี ปี ญั หา แมอ้ าลไี มม่ สี ว่ นในเหตกุ ารณ์ แตม่ อู าวยี ะฮ์
ซงึ่ เปน็ ญาตทิ ใ่ี กลช้ ดิ อษุ มานและปกครองเมอื งดามสั กสั อยใู่ นขณะนน้ั ไดน้ ำ� เอา
เหตุการณ์น้ีมาแปรเปลี่ยนเป็นข้อเรียกร้องทางการเมือง โดยให้อาลีหาคน
รบั ผดิ ชอบในการสงั หารหรอื ไมก่ ล็ าออก มอู าวยี ะฮร์ ดู้ วี า่ การหาคนรบั ผดิ ชอบนนั้
เปน็ เรอ่ื งทเี่ ปน็ ไปไมไ่ ดใ้ นทางการเมอื ง เนอื่ งจากกลมุ่ ผรู้ บั ผดิ ชอบในการทำ� รา้ ย
อษุ มานนนั้ คมุ กำ� ลงั อยู่ สว่ นการลาออกนนั้ ยอ่ มทำ� ใหม้ อู าวยี ะฮข์ นึ้ เปน็ คอลฟี ะฮ์
แทน ดงั นนั้ ขอ้ เรียกร้องนจี้ ึงเปน็ ขอ้ เรยี กร้องที่เป็นคุณต่อมูอาวยี ะฮ์ทัง้ ส้นิ
ความขัดแย้งน้ีค่อยๆพัฒนาไปสู่การแบ่งฝ่ายแข่งขันทางอ�ำนาจกัน
และขยายเปน็ สงครามระหวา่ งอาลกี บั มอู าวยี ะฮใ์ นทสี่ ดุ แมม้ อู าวยี ะฮจ์ ะตกเปน็ รอง
และพ่ายแพ้ในการทำ� สงคราม แต่ดว้ ยช้ันเชงิ ทางการทูตทำ� ใหฝ้ ่ายมอู าวียะฮ์
ยงั คงมกี ำ� ลงั สามารถปกครองดามสั กสั ตอ่ ไปได้ และเมอ่ื อาลถี กู ลอบฆา่ ในเวลา
106
ต่อมา (จากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยท่ีอาลีไปเจรจากับมูอาวียะฮ์) ท�ำให้มูอาวียะฮ์
กระชบั อำ� นาจและสถาปนาการปกครองของตนเองเปน็ ระบอบกษตั รยิ ใ์ นทส่ี ดุ
มุสลิมส่วนใหญ่ยอมรับในอ�ำนาจของมูอาวียะฮ์ แม้ตัวมูอาวียะฮ์
เปน็ ผทู้ มี่ คี ณุ สมบตั ใิ นเชงิ ความรทู้ างศาสนาและความเครง่ ครดั ดอ้ ยกวา่ สหาย
ที่ใกล้ชิดคนอ่ืนๆของศาสนทูต ทั้งน้ีเน่ืองจากมูอาวียะฮ์สามารถท�ำให้สังคม
มีความสงบเป็นปึกแผ่นซ่ึงเป็นสิ่งส�ำคัญท่ีท�ำให้ผู้ศรัทธาสามารถปฏิบัติกิจ
ทางศาสนาไดอ้ ยา่ งราบรน่ื และสง่ ผลดตี อ่ การคา้ ขายและธรุ กจิ ซงึ่ กลมุ่ มอู าวยี ะฮ์
ควบคมุ อยู่ อยา่ งไรกด็ กี ารเปลยี่ นแปลงระบอบการปกครองจากระบอบคลิ าฟะฮ์
ซง่ึ ตวั ผนู้ ำ� หรอื คอลฟี ะฮเ์ ปน็ ผทู้ ม่ี คี วามสมถะ เครง่ ครดั ในศาสนา ผคู้ นสามารถ
เขา้ ถงึ ไดง้ า่ ย และเปน็ ตวั แทนของศาสนทตู ไปเปน็ ระบอบกษตั รยิ ท์ สี่ ถาปนาขนึ้
โดยมูอาวียะฮ์ ทม่ี กี ารกอ่ สร้างปราสาทราชวงั อันโอ่อ่า มีพิธรี ีตอง และสมาชิก
ของราชวงศ์ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยห่างไกลหรือขัดแย้งกับค�ำสอนของศาสนา
ท�ำให้เกิดความแปลกแยกและความไม่พอใจในหมู่มุสลิมผู้ท่ีมีความเคร่งครัด
ประกอบกับปมปัญหาที่อาลีถูกลอบฆ่า ท�ำให้กลุ่มที่เคยสนับสนุนอาลีเห็นว่า
สังคมที่เป็นอยู่ไม่ใช่เป็นผลิตผลจากศาสนาของอัลเลาะห์หากแต่เป็นผลผลิต
จากความโงเ่ ขลาและอวชิ ชาของราชวงศ์ พวกเขาเหน็ วา่ ชว่ งเวลาเกอื บศตวรรษ
(661-750) ของการปกครองทไ่ี ดร้ บั การสถาปนาโดยมอู าวียะฮ์ ไดท้ ำ� ใหผ้ ู้คน
ออกหา่ งจากอสิ ลาม และความผดิ พลาดนี้เริม่ ข้ึนจากการเลอื กผู้นำ� ที่สบื ทอด
มาจากศาสนทูต โดยฝา่ ยผูเ้ คยสนับสนุนอาลี (หรือชอี ะฮ์อาลีอนั เปน็ ท่ีมาของ
ช่อื สำ� นกั คดิ ) เห็นวา่ ทั้งอบบู กั รแ์ ละอุมัร เปน็ ผู้สมรูร้ ว่ มคิดกันแยง่ อ�ำนาจจาก
อาลดี ว้ ยการจดั ประชมุ เลอื กผนู้ ำ� ทสี่ ถานทแ่ี หง่ หนง่ึ ทชี่ อื่ วา่ ซะกฟี ะฮ์ บานี ซะอดี ะฮ์
โดยท้ังสองคนไม่ได้สนใจต่อเจตนาของศาสนทูตในการให้อาลีเป็นผู้สืบทอด
ความเปน็ ผนู้ ำ� ตอ่ จากท่าน40
40 ส�ำนักคิดชีอะฮ์ยืนยันว่า ในตอนท่ีศาสนทูตได้เดินทางกลับมาจากเมืองมักกะฮ์เพ่ือกลับไปสู่เมือง
มะดีนะฮ์อันเป็นที่พ�ำนักของท่าน หลังจากที่ได้ประกอบพิธีฮัจญ์คร้ังสุดท้าย ระหว่างทางศาสนทูต
ไดห้ ยดุ พกั ณ สถานทแี่ หง่ หนง่ึ ชอ่ื ฆอดรี คมุ และทา่ นไดป้ ระกาศแตง่ ตง้ั อาลี เปน็ ผปู้ กครองตอ่ จากทา่ น
โดยชมู ืออาลขี ้นึ และกล่าวว่า “ผ้ใู ดทฉี่ ันเปน็ ผู้ปกครองเขา อาลีก็เปน็ ผู้ปกครองเขาดว้ ย โออ้ ลั เลาะห์
ได้โปรดเป็นมติ รแกผ่ ูท้ ่เี ปน็ มติ รกับเขาและโปรดเปน็ ปฏิปกั ษแ์ กผ่ ้ทู เ่ี ป็นศตั รูกับเขา”
107
แต่เหตุการณ์ที่ท�ำให้ส�ำนักคิดชีอะฮ์
กอ่ รปู ขน้ึ อยา่ งแขง็ แกรง่ ทง้ั ในทางเทววทิ ยาและ
ในฐานะกลมุ่ ทางการเมอื งคอื เหตกุ ารณท์ ย่ี าซดี
(646-683) บุตรของมูอาวียะฮ์ได้สังหารฮูเซ็น
(626-680) และสมาชิกในครอบครัวพร้อม
ผู้ติดตามจ�ำนวน 72 คนท่ีต�ำบลกัรบาลา
(ประเทศอิรกั ในปจั จุบนั ) ฮูเซน็ ซง่ึ เปน็ บุตรของ
อาลี (คอลีฟะฮ์คนท่ี 4 และเป็นคู่ปรปักษ์กับ
มูอาวียะฮ์) และเป็นหลานชายของศาสนทูต
ยืนยันไม่ยอมรับในการสืบทอดอ�ำนาจของ
มอู าวยี ะฮ์ และไมย่ อมรบั การทมี่ อู าวยี ะฮแ์ ตง่ ตงั้
บุตรชายคือยาซีดขึ้นเป็นผู้น�ำอาณาจักรมุสลิม
คนตอ่ ไป ฮเู ซน็ จงึ รวบรวมผคู้ นและเดนิ ทางจาก
เมอื งมะดนี ะฮไ์ ปยงั เมอื งกฟู ะฮใ์ นอริ กั เพอื่ สมทบ
กับผู้สนับสนุนจ�ำนวนหนึ่งท่ีอยู่ที่น่ันซึ่งเป็นฐาน
ท่ีม่ันของกลุ่มเพ่ือท�ำการต่อต้านอ�ำนาจของ
มอู าวียะฮ์ ยาซดี จึงสง่ กองก�ำลงั กว่าพันคนเขา้
ปิดล้อมกองทหารของฮูเซ็นและท�ำการสังหาร
โดยสง่ ศีรษะฮเู ซ็นกลับไปยังดามสั กสั สว่ นรา่ ง
ได้ฝังไว้ที่ต�ำบลกัรบาลา เหตุการณ์ดังกล่าวน้ี
นอกจากเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว
ส�ำนักคิดชีอะฮ์ยังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ
การยนื หยดั ตอ่ สกู้ บั ความอยตุ ธิ รรม เปน็ ตวั แทน
ของความกลา้ หาญทางจรยิ ธรรมอนั เปน็ โครงเรอ่ื ง
หลักในการประกอบสร้างและผลิตซ�้ำตัวตน
ท้ังในด้านจิตวิทยา เทววิทยา การเคลื่อนไหว
ทางการเมอื งของชีอะฮ์
108
109 ภศาาสพนจท�ำลูตองณเหตตำ�ุกบาลรณกัร์กบาารลสาังหวาารดฮโูเดซย็นฮซาึ่งซเปัน็นรบูฮุตุลรอขาอมงนี อา(Hลaี (sคsaอnลีฟRoะhฮo์คlนaทm่ี in4)) ศแลิ ลปะนิเปช็นาหวอลหิานรา่ชนายของ
ฮูเซ็นเป็นตัวแทนของผู้น�ำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญยืนหยัดต่อสู้
กับทรราช การสละชีพของฮูเซ็นเพ่ือผดุงความยุติธรรมเป็นแม่แบบของมุสลิม
ในการปฏิเสธอ�ำนาจที่อธรรม ฉ้อฉล ซึ่งไม่ใช่เฉพาะอ�ำนาจของคอลีฟะฮ์แห่ง
ดามสั กัสเทา่ นน้ั แต่ปฏเิ สธอ�ำนาจทุกแหง่ บนโลกนถี้ ้าเป็นอ�ำนาจท่ีไมช่ อบธรรม
(Nasr, 2016, p. 43)
สำ� นักคิดชอี ะฮ์ยนื ยนั วา่ เป็นไปไมไ่ ด้ทอ่ี ัลเลาะหซ์ ง่ึ ประทานคัมภีร์และ
ข้อบัญญัติต่างๆ อันเป็นสัจธรรมลงมาแก่มนุษย์และศาสนทูตมูฮัมหมัดได้
สถาปนาสงั คมตามเจตนารมณน์ นั้ จะละเลยไมใ่ สใ่ จถงึ ผทู้ จี่ ะมาสบื ทอดตำ� แหนง่
ผนู้ ำ� ซงึ่ มาแบกภาระรบั ผดิ ชอบสงั คมดงั กลา่ ว โดยปลอ่ ยใหช้ มุ ชนมสุ ลมิ เปน็ ผกู้ ำ� หนด
หรือเลือกตัวผู้น�ำขึ้นมาเอง (อันเป็นระบบคิดในเรื่องผู้น�ำของส�ำนักคิดซุนหนี่)
ดังนั้นด้วยเหตุนี้ โดยตรรกะแล้วผู้น�ำจึงจะต้องเป็นผู้ท่ีมีความเข้าใจบทบัญญัติ
ของศาสนาอยา่ งลกึ ซง้ึ ซงึ่ ตอ้ งเปน็ ผทู้ ม่ี คี วามรใู้ นเชงิ ฌานวเิ ศษ(secretknowledge/
esoteric) ที่อลั เลาะห์ได้ประทานความรดู้ ังกล่าวให้เป็นการเฉพาะเพือ่ ให้เป็นผรู้ ู้
แจ้งในการอธิบายตัวบททางศาสนาและเป็นผู้ที่จะมาปกป้องศาสนาอิสลามและ
สังคมมุสลิมจากข้อผิดพลาดในการเข้าใจศาสนาแบบผิดๆ ถ้าคุณสมบัติของ
ผู้ที่มาเป็นผู้น�ำสืบทอดศาสนาแห่งสัจธรรมและมีความสมบูรณ์เป็นคนธรรมดา
ความเข้าใจศาสนาของบุคคลดังกล่าวย่อมมีความผิดพลาด เนื่องจากเป็นปกติ
ธรรมดาของคนท่ัวไปที่ย่อมมีความผิดพลาด (Nasr, 2016, pp. 38-39) และ
ยิ่งไปกว่านั้น ส�ำนักคิดชีอะฮ์ศรัทธาว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านมีความหมายท้ังในเชิง
ตัวอักษรซ่ึงผู้คนธรรมดาสามารถเข้าใจได้ และมีความหมายในเชิงรหัสยนัย
ที่มีเพียงอิหม่ามผู้ซึ่งได้รับความรู้พิเศษเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้ อิหม่ามอาลี
อัล ริฎอ อิหมา่ มคนท่ี 8 กล่าวว่า “เฉพาะผู้ทสี่ ามารถเขา้ ใจความหมาย (ของ
คมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น) ทซี่ อ่ นเรน้ อยภู่ ายในจงึ จะเปน็ ผนู้ ำ� สารนน้ั ออกสภู่ ายนอกใหเ้ ปน็
ทีเ่ ขา้ ใจ เขาผนู้ ้นั จึงจะเปน็ ผู้นำ� ไปสหู่ นทางแห่งสัจธรรม” (Aslan, 2006, p. 183)
สำ� นกั คดิ ชอี ะฮย์ นื ยนั วา่ กอ่ นทศี่ าสนทตู มฮู มั หมดั เสยี ชวี ติ ลง ทา่ นไดเ้ ลอื กใหอ้ าลี
เป็นผู้น�ำสืบต่อจากท่านและอาลีได้รับความรู้ดังกล่าวโดยตรงจากอัลเลาะห์ผ่าน
ศาสนทูตมูฮัมหมัด41 และความรู้ลักษณะน้ีได้ถ่ายทอดสืบต่อทางสายเลือดของ
41 อาลีเปน็ บตุ รของ อาบู ฎอลบิ ผู้เปน็ ลงุ ของศาสนทตู มฮู ัมหมัด อาลีแต่งงานกบั ฟาตีมะหซ์ ง่ึ เป็นบตุ ร
สาวคนหนึ่งของศาสนทูต แม้ส�ำนักคิดชีอะฮ์และส�ำนักคิดซุนหน่ีจะมีความเห็นแตกต่างกันในความเปน็
ผู้น�ำของอาลี แต่ท้ังสองส�ำนักคิดเห็นตรงกันและนับถืออาลีว่าเป็นผู้มีความรู้ศาสนาและเป็นผู้เคร่งครัด
110 เปน็ ผทู้ มี่ คี วามยตุ ิธรรม
ครอบครัวศาสนทูตมูฮัมหมัด หรือ อะฮ์ลุลบัยต์ (Ahl-Bayt) ไปยัง
ลูกหลานของอาลีสืบต่อจากรุ่นสรู่ นุ่ (Nasr, 2016, p. 39; Aslan, 2006,
p. 182)
มโนทศั นเ์ รอื่ งอหิ มา่ มและความเขา้ ใจคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นในเชงิ
รหสั ยนยั ดงั กลา่ วขา้ งตน้ ถกู ปฏเิ สธโดยสำ� นกั คดิ ซนุ หน่ี แมภ้ ายในซนุ หนี่
มีความหลากหลายในเชิงการอธิบายระบบความเชื่อ (creed) และ
การตคี วาม โดยมสี ำ� นักคดิ ทางกฎหมายหรอื มัซฮับ อยู่ 4 สำ� นักคิด
แตท่ ง้ั หมดลว้ นปฏเิ สธแนวทางการทำ� ความเขา้ ใจตวั บททางศาสนาใน
ลกั ษณะรหสั ยนยั ของชอี ะฮ์ โดยอบิ นุ ตยั มยี ะฮ์ (เสยี ชวี ติ 1328) (1985)
นักคิด นักกฎหมายอิสลามที่ยิ่งใหญ่ท่ีสุดคนหน่ึงในประวัติศาสตร์
อสิ ลามซนุ หน่ี และเปน็ ผหู้ นงึ่ ทตี่ อ่ ตา้ นระบบคดิ ของชอี ะฮอ์ ยา่ งแขง็ ขนั
ช้ีว่า ไม่พบว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านหรือหะดีษได้กล่าวถึงหรือก�ำหนด
ลกั ษณะของอหิ มา่ มตามทส่ี ำ� นกั คดิ ชอี ะฮไ์ ดอ้ ธบิ าย ทง้ั นมี้ สุ ลมิ คนอนื่ ๆ
ก็สามารถท�ำความเข้าใจและน�ำเอาหลักเกณฑ์ทางศาสนาท่ีมีอยู่ใน
คมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นมาปฏบิ ตั ไิ ดเ้ ชน่ เดยี วกบั อหิ มา่ ม(ตามความหมายของ
ชอี ะฮ)์ และยนื ยนั วา่ ตวั บททางศาสนา(อลั กรุ อา่ นและหะดษี ) มคี วามหมาย
ชดั เจนตามตวั อกั ษรโดยไมม่ คี วามหมายซอ่ นเรน้ ในเชงิ รหสั ยนยั (p.361)
นกั เทววทิ ยาสำ� นกั คดิ ชอี ะฮไ์ ดพ้ ฒั นาระบบความเชอ่ื ในความ
เป็นผู้ไร้ข้อผิดพลาด (infal ible) ของอาลีและลูกหลานสืบสายเลือด
จากอาลี ดงั นนั้ ผนู้ ำ� หรอื อหิ มา่ มจงึ ตอ้ งเปน็ ผทู้ สี่ บื สายเลอื ดจากอะฮล์ ลุ บยั ต์
หรือบุคคลภายในครอบครัวของศาสนทูตและต้องเป็นผู้ท่ีมีความรู้ที่
สมบรู ณไ์ รข้ อ้ ผดิ พลาด(มะอศฺ มู ) เนอื่ งจากหนา้ ทขี่ องอหิ มา่ มมลี กั ษณะ
ทค่ี ลา้ ยคลงึ กบั ศาสนทตู ทจี่ ะเกดิ ขอ้ ผดิ พลาดขน้ึ ไมไ่ ด้ โดยความศรทั ธา
ในอิหม่ามท่ีมีลักษณะดังกล่าวมานี้ ถือเป็นหลักศรัทธา (article of
faith) ของอิสลามส�ำนักคิดชีอะฮ์อีกด้วย ในขณะที่ส�ำนักคิดซุนหนี่
ไมถ่ อื วา่ คอลฟี ะฮจ์ ะตอ้ งเปน็ ผไู้ รข้ อ้ ผดิ พลาด และหนา้ ทขี่ องคอลฟี ะฮ์
ก็เป็นเพียงการสร้างความสงบเรียบร้อยแก่สังคมและท�ำการปกป้อง
อิสลาม และช่วยให้ผู้ศรัทธาให้ได้ปฏิบัติศาสนาได้อย่างสมบูรณ์ไม่มี
อปุ สรรคขัดขวาง
111
ความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องคุณสมบัติของอิหม่ามในหมู่ผู้ถือตาม
ส�ำนักคิดชอี ะฮ์ ยังก่อให้เกดิ สำ� นกั คดิ ย่อย คอื สำ� นักคดิ ชอี ะฮ์ซัยดยี ะฮ์ อนั เป็น
ชอ่ื ของ เซด อิบนุ อาลี (695-740) นัน้ แยกตัวออกมาตอนทอ่ี ิหมา่ มคนท่ี 4 คอื
อาลี อบิ นุ ฮเู ซ็น (659-713) ได้เสยี ชวี ติ ลง ส�ำนักคดิ ซยั ดยี ะฮ์อนุญาตให้มกี าร
เลอื กผ้ทู จี่ ะมาเป็นอหิ ม่ามในหมูผ่ สู้ ืบสายเลือดจากอาลี และเมือ่ อหิ มา่ มคนท่ี 6
คอื อหิ มา่ มญะอ์ฟรั อัล ศอดิกเสยี ชีวิตลง (ค.ศ.765) ผู้ถือตามส�ำนกั คดิ ชีอะฮ์
บางส่วนเห็นว่าบุตรชายคนโตของอิหม่ามญะอ์ฟัร ช่ืออิสมาแอล สมควรเป็น
ผู้สืบทอดขึ้นเป็นอิหม่าม ซ่ึงเป็นที่มาของช่ือเรียกของส�ำนักคิดน้ีคือส�ำนักคิด
เจ็ดอิหม่ามหรือส�ำนักคิดชีอะฮ์อิสมาอีลียะฮ์ ขณะท่ีบางส่วนเห็นว่าต�ำแหน่ง
อิหม่ามสมควรตกเป็นของ มูซา อัล กอซิม (745-799) ซ่ึงเป็นน้องชายของ
อสิ มาแอล ส�ำนักคดิ อยา่ งหลงั น้ชี ื่อว่าสำ� นกั คิดชีอะฮ์ 12 อิหม่าม เพราะเช้อื สาย
ของอิหม่ามมซู า อลั กาซมิ ไดส้ บื ทอดต�ำแหนง่ อิหมา่ มเรือ่ ยมาจวบจนอิหม่าม
คนท่ี 12 ชอ่ื มฮู มั หมดั อบิ นุ ฮาซนั อลั อสั การี (สาบสญู ค.ศ. 878)42 ซง่ึ ไดห้ าย
สาบสูญไปและจะไม่มีอิหม่ามคนใดปรากฏตัวข้ึนมาอีก เพราะถือว่าอิหม่าม
มฮู มั หมดั ฮาซนั ยงั คงมชี วี ติ อยใู่ นสภาพซอ่ นเรน้ และจะกลบั มาใหมก่ อ่ นวนั สน้ิ โลก
ในนามอหิ มา่ มมะฮด์ เี พอ่ื ปลดปลอ่ ยมนษุ ย์ ฟน้ื ฟอู สิ ลาม และสถาปนาความยตุ ธิ รรม
ตามหลักการอสิ ลามให้เกดิ ขน้ึ
สำ� นกั คดิ ชอี ะฮถ์ อื วา่ ความเชอื่ ในอหิ มา่ มมะฮด์ เี ปน็ แกนกลางของระบบ
ความศรทั ธา(doctrine) ขณะทส่ี ำ� นกั คดิ ซนุ หนแ่ี มจ้ ะมคี วามเชอ่ื ในเรอ่ื งเดยี วกนั
แต่ถือว่าการปรากฏกายขึ้นของอิหม่ามมะฮ์ดีเป็นปรากฏการณ์ก่อนวันสิ้นโลก
เช่นเดียวกับปรากฏการณ์อ่ืนๆท่ีเป็นสัญญาณจากอัลเลาะห์ท่ีได้เตือนมนุษย์ให้
กระท�ำความดีและละเว้นจากความช่ัวตามค�ำสอนของอิสลาม อิหม่ามมะฮ์ดี
เป็นผู้ท่ีจะมาฟื้นฟูอิสลามดังเช่นนักฟื้นฟูอิสลามคนอื่นๆที่เคยเกิดข้ึนมาแล้ว
ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ (Nasr, 2016, p. 68) ขณะที่ Aslan (2006)
ชีว้ า่ เมอ่ื ชีอะฮไ์ ด้พัฒนาความเชื่อในเร่อื งอิหม่ามมะฮ์ดจี นกลายเป็นแกนกลาง
ในหลกั ศรทั ธาในระบบคดิ ของสำ� นกั คดิ นี้ ฝา่ ยซนุ หนกี่ ค็ อ่ ยๆถอยหา่ งจากความเชอ่ื
42 อิหม่ามมูฮมั หมัด อินนุ อัล ฮาซัน อัล อัสการี ได้หายสาบสูญไปในสถานการณ์ที่ยังคงเป็นปริศนา
โดยระหว่างท่ีตามหาพ่อซ่ึงเสียชีวิตท่ีเมืองซามัรรอ อิหม่ามได้พลัดหลงเข้าไปในถ้�ำและไม่เคยออกมา
เลยหลงั จากนนั้ โดยสำ� นกั คดิ ชอี ะฮเ์ ชอ่ื วา่ อหิ มา่ มยงั คงมชี วี ติ อยใู่ นสภาพพเิ ศษทซี่ อ่ นเรน้ และจะกลบั มา
กอบกูอ้ ิสลามอีกครัง้ ในวนั กอ่ นสิน้ โลกในชอ่ื อหิ ม่าม มะฮ์ดี
112
ในเรอื่ งดังกลา่ ว และเร่ิมวพิ ากษ์วจิ ารณแ์ นวคิดนีข้ องชอี ะฮ์ เพราะความเช่ือใน 113
เรอื่ งอหิ มา่ มมะฮด์ ที ถี่ กู พฒั นาขน้ึ โดยชอี ะฮเ์ ปน็ ความเชอื่ ทม่ี ผี ลทางการเมอื งตอ่
ความชอบธรรมทางการเมอื งของซนุ หนี่ กลา่ วคอื สำ� นกั คดิ ชอี ะฮส์ ามารถอา้ งได้
วา่ ผนู้ ำ� ทางการเมอื งของตนคอื อหิ มา่ มมะฮด์ เี ปน็ ผทู้ ม่ี าเพอื่ สถาปนาความยตุ ธิ รรม
และฟน้ื ฟศู าสนา(p.186) จากการคอรปั ชน่ั และความฉอ้ ฉลอนั เกดิ จากการปกครอง
ของซนุ หน่ี
ดงั ทกี่ ลา่ วไวต้ อนตน้ วา่ ความเชอื่ เรอ่ื งอหิ มา่ มถอื เปน็ หลกั ศรทั ธาขอ้ หนง่ึ
ของส�ำนักคิดชีอะฮ์ ด้วยส�ำนักคิดชีอะฮ์ถือว่าสังคมจะขาดอิหม่ามไม่ได้ ด้วย
อิหม่ามเป็นผู้ขับเคลื่อนกิจการต่างๆในโลกแม้จะอยู่ในสภาพที่เร้นกาย ดังนั้น
ช่วงท่ีอิหม่ามมูฮัมหมัดบินฮาซัน ด�ำรงอยู่ในสภาพเช่นน้ี จ�ำเป็นต้องมีผู้มาท�ำ
หนา้ ทอี่ หิ มา่ ม ซง่ึ จะตอ้ งเปน็ ผมู้ คี วามรศู้ าสนาในระดบั “มจุ ญต์ ะฮดิ ” หรอื ระดบั
ทสี่ ามารถวนิ จิ ฉยั ปญั หาและอธบิ ายหลกั คดิ หลกั ศรทั ธา ประกาศใช้(promulgate)
หลักการทางศาสนาในสังคมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นักวิชาการทางศาสนาผู้นี้
จะเป็นตัวแทนของอิหม่ามในการน�ำประชาชาติมุสลิมสู่สังคมท่ียุติธรรมก่อน
การปรากฏตวั ของอิหมา่ มมะฮด์ ี
เน่ืองจากแนวคิดในเรื่องการเป็นผู้ที่มีความรู้ในเชิงญาณวิเศษ หรือ
ความรทู้ อ่ี ลั เลาะหไ์ ดเ้ ปดิ เผยใหเ้ ปน็ การเฉพาะ (esoteric knowledge) แกอ่ หิ มา่ ม
นเี่ อง ทำ� ใหร้ ะบบกฎหมายอสิ ลามของสำ� นกั คดิ ชอี ะฮม์ ลี กั ษณะผกู ขาดขน้ึ อยกู่ บั
การอรรถาธิบายของอหิ มา่ ม มจุ ญต์ ะฮดิ ต้องด�ำเนนิ ตามแบบอยา่ งของอิหมา่ ม
คนก่อนหน้าซึ่งท�ำหน้าท่ีในการอรรถาธิบายหรือตัดสินปัญหาต่างๆทางศาสนา
อยา่ งไรกต็ ามเมอ่ื ตอ้ งตอบสนองตอ่ ความเปลยี่ นแปลงทางสงั คม อหิ มา่ มสามารถ
ใช้เหตุผลเพ่ือเป็นเคร่ืองมือในการสร้างกฎเกณฑ์ทางศาสนาเพ่ือปกป้องชมุ ชน
จากการคุกคามจากภายนอก43 แม้ส�ำนักคิดชีอะฮ์ถือว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านและ
หะดษี เป็นแหลง่ ท่ีมา (source of law) ของกฎเกณฑ์ตา่ งๆ เชน่ เดียวกบั ซนุ หนี่
แต่ค�ำอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรอ่านของส�ำนักคิดชีอะฮ์น้ันแตกต่างกับซุนหน่ี
เนอ่ื งจากสำ� นกั คดิ ชอี ะฮย์ อมรบั หะดษี ทม่ี สี ายรายงานทไ่ี ดร้ บั การยนื ยนั จากอหิ มา่ ม
เทา่ นนั้
43 ภายในส�ำนักคิดชอี ะฮ์ ยงั มสี �ำนกั คิดทางกฎหมายแตกออกเปน็ 2 กลุ่ม คือ ส�ำนักคดิ อศุ ูลี (Usuli)
ซ่ึงใช้เหตุผลเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการสร้างกฎเกณฑ์ทางศาสนาโดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับปัญหา
ใหมๆ่ อนั เกดิ จากการเปลยี่ นแปลงทางสงั คม และสำ� นกั คดิ อกั บารี (Akhbari) ซงึ่ ปฏเิ สธการใชเ้ หตผุ ล
โดยสำ� นักคดิ อักบารเี ป็นชนสว่ นน้อย
เน่ืองจากผู้รู้ศาสนาหรืออูลามาอ์ใน
ส�ำนักคิดชีอะฮ์นั้นถือเป็นตัวแทนของอิหม่าม
(nayeb-e imam) อูลามาอ์ที่มีความอาวุโสที่
ไดร้ บั การยอมรบั ในความกวา้ งขวางและความลกึ ซง้ึ
ในความรู้จะอยู่ในฐานะ มัรเญ้ียะ อัล ตักลีด
(marja-e taqlid) หรือแหล่งของแบบอย่าง
(ทผี่ คู้ นควรดำ� เนนิ รอยตาม) พวกเขามฐี านะพเิ ศษ
ท่ีเป็นท้ังผู้น�ำทางจิตวิญญาณและผู้ช้ีน�ำในทาง
กฎเกณฑท์ างศาสนา
ในทางเศรษฐกจิ อลู ามาอม์ แี หลง่ รายได้
มาจาก 2 ทางหลกั คอื ภาษคี มุ ส์ หรอื สดั สว่ นของ
อิหม่าม และจากภาษีทางศาสนาปกติที่เรียกว่า
ซะกาต ซงึ่ มสุ ลิมทกุ คนจะต้องจา่ ยถ้ามีทรพั ยส์ นิ
ครบตามพกิ ดั ทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ้ นหลกั ศาสนา นอกจาก
นั้นการท่ีอูลามาอ์เป็นผู้ดูแลเงินกองทุนและ
ทรัพย์สินสาธารณะหรือที่เรียกว่าวะกัฟ ซ่ึงเป็น
กองทุนทีท่ ำ� หนา้ ที่บรหิ ารมสั ยิด โรงเรียนศาสนา
สถานทสี่ ำ� คญั ทางศาสนา ทำ� ใหอ้ ลู ามาอม์ อี ำ� นาจ
และค่อนข้างเป็นอิสระจากอ�ำนาจรัฐ อูลามาอ์
สอนหนังสือในสถาบันการศึกษาและเป็นผู้จัดให้
ทุนการศกึ ษา (จากวะกัฟ) สง่ ศษิ ยานุศษิ ย์ไปเป็น
ผพู้ พิ ากษาในศาลชะรอี ะฮ์ แตง่ ตง้ั นกั บรรยายธรรม
ทางศาสนา แต่งต้ังอิหม่ามน�ำละหมาดประจ�ำ
มสั ยดิ แตง่ ต้งั ครสู อนศาสนาในโรงเรียน ฯลฯ
114
นกั คดิ คนสำ� คญั ที่มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การกำ� หนดขอ้ ถกเถยี งทางการเมอื งในชีอะฮ์ 115
สถานะและบทบาทของอลู ามาอห์ รอื ผรู้ ทู้ างศาสนาในสำ� นกั คดิ ชอี ะฮ์
จึงมีความส�ำคัญและมีอิทธิพลต่อชุมชนมากกว่าอูลามาอ์ในส�ำนักคิดซุนหน่ี
และบทบาทเช่นน้ีเองน�ำไปสู่การต่อต้านการปกครองของระบอบชาฮ์และ
เกิดการปฏวิ ตั อิ ิสลามที่นำ� โดย อหิ ม่ามโคมยั นี่ ในที่สดุ
เนอื่ งจากสำ� นกั คดิ อสิ ลามซนุ หนเ่ี หน็ วา่ ระบบความเชอื่ ของชอี ะฮเ์ ปน็
ความเชอ่ื นอกรตี มสุ ลมิ ผยู้ ดึ ถอื ในอสิ ลามสำ� นกั คดิ ชอี ะฮ์ จงึ มกั ถกู กดขี่ จบั กมุ
และถกู เขน่ ฆา่ จากอำ� นาจของอาณาจกั รอสิ ลามซง่ึ ปกครองโดยระบอบคลิ าฟะฮ์
ในส�ำนักคิดซุนหนี่อยู่เสมอ ส�ำนักคิดชีอะฮ์จึงได้พัฒนาแนวคิด ตะกียะฮ์
(taqiyyah) หรอื การอำ� พราง ซอ่ นเรน้ ใหเ้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของระบบความเชอื่ ของ
ชอี ะฮด์ ว้ ย โดยหลกั การอำ� พรางซอ่ นเรน้ เปน็ หลกั การ44 ทมี่ ขี นึ้ เพอื่ ปกปอ้ งความ
ปลอดภัยของผศู้ รัทธาชาวชีอะฮจ์ ากการกดข่ขี ่มเหงจากศตั รู (ซนุ หน)ี่
เม่ือสำ� นักคิดชีอะฮ์ถือว่าอิหม่ามอยู่ในสภาพท่ีเร้นกายมิได้ปรากฏตัว
อยู่ในโลก ถ้ามีการด�ำเนินกิจกรรมทางการเมืองในสภาพท่ีไม่มีอิหม่ามจึง
หมายถงึ การแยง่ ชงิ อำ� นาจทมี่ คี วามศกั ดสิ์ ทิ ธิ(divineauthority) มาจากอหิ มา่ ม
ดังน้ันจึงถือว่าทุกๆรัฐบาลที่เกิดข้ึนก่อนการมาปรากฏตัวของอิหม่ามมะฮ์ดี
เป็นรัฐบาลท่ไี ม่ชอบธรรมท้งั ส้นิ (Kasravi อ้างถงึ ใน Enayat, 2006, p. 243)
โดยระหว่างการรอคอยอหิ มา่ ม ผทู้ ีน่ ับถอื ตามส�ำนักคิดชีอะฮจ์ ำ� เป็นต้องด�ำรง
อยู่ในสภาพท่ีสงบเสง่ียมทางการเมือง (political quietism) ระมัดระวังการ
แสดงออกทงั้ ทางการเมอื งและทางความเชอื่ ดว้ ยหลกั การซอ่ นเรน้ อำ� พราง หรอื
ตะกยี ะฮ์ แตท่ ง้ั นที้ ง้ั นน้ั ในทางปฏบิ ตั มิ ไิ ดห้ มายความวา่ ไมม่ รี ฐั บาลหรอื อำ� นาจ
การปกครองท่ีไดร้ บั การสถาปนาขึน้ โดยส�ำนกั คิดชอี ะฮ์
ดังท่ีได้กล่าวไว้ตอนต้นถึงอาณาจักรซาฟาวิด ที่ชาฮ์อิสมาแอลได้
ก่อต้ังขึ้นและประกาศให้ส�ำนักคิดชีอะฮ์สายสิบสองอิหม่ามเป็นศาสนาของ
อาณาจักร แม้ผู้รู้ทางศาสนาในส�ำนักคิดชีอะฮ์ถือว่าระบอบการปกครองหรือ
อำ� นาจทเ่ี กดิ ขนึ้ กอ่ นการปรากฏตวั ขนึ้ ของอหิ มา่ มมะฮด์ เี ปน็ อำ� นาจทไี่ มช่ อบธรรม
แตเ่ นอื่ งจากราชวงศซ์ าฟาวดิ เปน็ ผสู้ นบั สนนุ ศลิ ปะ วทิ ยาการ สถาบนั การศกึ ษา
44 เปน็ หลกั การทน่ี ักวิชาการส�ำนักคดิ ชอี ะฮพ์ ฒั นาข้ึนจากโองการในคมั ภรี ์อลั กุรอ่าน (3:27) โดยโองการ
ดังกล่าว กล่าวถึงลักษณะท่ีอัลเลาะห์ได้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลางวันและกลางคืนและ
การที่พระองคท์ �ำให้เกดิ สิง่ มีชวี ติ อนั เกิดจากสิ่งไรช้ ีวิตและสิง่ ไรช้ ีวิตเกดิ จากส่งิ มีชวี ติ
116
สถาปนาหลกั ธรรมคำ� สอนของสำ� นกั คดิ ชอี ะฮใ์ หเ้ ปน็ กฎหมายแหง่ ดนิ แดน(lawof
theland) ของอาณาจกั ร ฯลฯ ซง่ึ ทำ� ใหส้ ำ� นกั คดิ ชอี ะฮเ์ จรญิ เตบิ โตรงุ่ เรอื งในระหวา่ ง
การรอการปรากฏกายของอหิ มา่ มมะฮด์ ี ผรู้ หู้ รอื อลู ามาอจ์ งึ ไมต่ อ่ ตา้ น แตใ่ นขณะ
เดยี วกันก็ไมถ่ อื วา่ ระบอบซาฟาวดิ เปน็ อ�ำนาจทช่ี อบธรรม การด�ำรงอยขู่ องชีอะฮ์
เปน็ ภาวะการณด์ ำ� รงอยใู่ นลกั ษณะการรอคอยเพอ่ื หวนคนื (return) ซง่ึ มีนยั ยะของ
การยอมตน (submissive) เพอ่ื การหวนคนื กลบั มาของบางสงิ่ อนั เปน็ ความหมายทาง
ภาษาของค�ำวา่ อนิ ติซอร (intizār) ในภาษาอาหรับ ชาฮอ์ ิสมาแอลตระหนักใน
ข้อเท็จจรงิ นี้ เขาจงึ ประกาศตัววา่ เขาน่ันเองคอื อิหม่ามมะฮด์ ี
เมอ่ื ชาฮ์ อสิ มาแอล พา่ ยแพใ้ หแ้ กอ่ าณาจกั รออตโตมนั ในสมรภมู ชิ าลดริ าน
และต่อมาอาณาจักรซาฟาวิดค่อยๆล่มสลายลงในศตวรรษที่ 18 พร้อมๆ กับ
การแสดงออกทางการเมอื งของสำ� นกั คดิ ชอี ะฮก์ ค็ อ่ ยๆกลบั ไปสแู่ นวคดิ ในลกั ษณะ
สงบเสงีย่ มทางการเมืองดงั เช่นในอดตี ด้วยการกลบั ไปสกู่ ารยึดมั่นในแนวคดิ เรือ่ ง
ตะกียะฮ์ แม้ชีอะฮ์จะยังคงเป็นส�ำนักคิดท่ีเป็นทางการของราชวงศ์กอญอร์
(Qajar dynasty: 1789-1925) ซึ่งปกครองอิหร่านต่อจากซาฟาวดิ แตบ่ รรดาผรู้ ู้
และนักการศาสนาพยายามไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอ�ำนาจการเมืองการบริหารใน
ราชสำ� นัก
ทา่ ทดี งั กลา่ วของนกั การศาสนาทำ� ให้ อาลี ชารอี าตี(1933-1977)(2018)
ปัญญาชน นักคิดแนวมาร์กซิสม์คนส�ำคัญของอิหร่านก่อนการปฏิวัติ วิพากษ์
อลู ามาอช์ อี ะฮใ์ นขณะนนั้ วา่ พยายามเปลยี่ นอดุ มการณช์ อี ะฮซ์ ง่ึ เขาเหน็ วา่ มลี กั ษณะ
ของการเป็นอุดมการณ์เชิงปฏิวัติ ให้เหลือเพียงแค่ความศรัทธาอันเงียบเชียบ
ชารีอาตีชี้ว่า ชีอะฮ์หลงออกนอกเส้นทางในช่วงซาฟาวิด โดยกลายไปเป็นเพียง
ระบบของผู้คงแก่เรียนและความเคร่งครัดในการศรัทธาแทนที่จะเป็นระบอบที่จะ
มาปฏวิ ตั สิ งั คมเพอื่ สถาปนาความยตุ ธิ รรมใหเ้ กดิ ขน้ึ (pp. 45-46) การที่ อายาตลุ เลาะห์
ฮเู ซน็ บูรญู ริ ดี (Ayatulah Husayn Burujirdi: 1875-1961) ซึง่ เปน็ ผนู้ �ำสงู สดุ ทาง
ศาสนาของชีอะฮ์ขณะนั้นปฏิเสธที่จะประนามการท�ำรัฐประหารที่วางแผนโดย
หนว่ ยขา่ วกรองกลางสหรฐั (C.I.A) ตอ่ รฐั บาล โมซดั เดก๊ (MuhammadMosaddegh:
1952-1953) เพอื่ ตอ้ งการรกั ษาระยะหา่ งทางการเมอื ง ยง่ิ ตอกยำ�้ ขอ้ วพิ ากษว์ จิ ารณ์
ของชารอี าตี ทา่ ทเี ชน่ นขี้ องอลู ามาอข์ องสำ� นกึ คดิ ชอี ะฮย์ งั ดำ� รงสบื เนอ่ื งตอ่ ไปจนถงึ
117
ราชวงศป์ าลาวี ซง่ึ ปกครองตอ่ จากราชวงศก์ อญอรใ์ นศตวรรษท่ี 19 (อาจมขี อ้ ยกเวน้
ในบางเหตุการณ์ที่ผู้น�ำศาสนาออกมาเป็นผู้น�ำทางการเมือง เช่น ในกรณีของ
มูฮัมหมดั ฮเู ซ็น อลั ชีรอซี ทเ่ี ป็นผนู้ �ำมวลชนในการตอ่ ต้านการยึดครองจากยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ “วิกฤติยาสูบ (Tocaco crisis) ในระหว่างปี
1890-2) จนกระทง่ั เกดิ การปฏิวัตอิ ิสลามทนี่ ำ� โดยอหิ ม่ามโคมัยนี่ ในปี 1979
กระน้ันก็ตาม จุดยืนในเรื่องความสงบเสงี่ยมทางการเมือง (political
quietism) โดยช้ีวา่ หนา้ ท่ีของอูลามาอ์ (ผ้รู ู้ทางศาสนา) คอื การสอนและปกปอ้ ง
ศาสนา สง่ เสรมิ และปลกู ฝงั ใหเ้ กดิ ความเครง่ ครดั ในศาสนาไมว่ า่ ในบรบิ ทของรฐั บาล
ในลกั ษณะใดกต็ ามยงั ไดร้ บั การยนื ยนั อยา่ งแขง็ ขนั จากอายาตลุ เลาะห์ ชารอี ตั มาดอรี่
(Sayyid Mohammad Kazem Shariatmadari: 1906-1986) นักการศาสนา
ผอู้ าวโุ สแหง่ เมอื งกมุ (Qum) และอายาตลุ เลาะห์ อลั คอู ี้(Abual-Qasimal-Khoei:
1899-1922) แห่งเมืองนะญฟั (Najaf) อิรัก ซึ่งถือเปน็ นักการศาสนาทีท่ รงอิทธิพล
ทสี่ ดุ ของชอี ะฮส์ ำ� นกั คดิ 12 อหิ มา่ ม ทา่ ทเี ชน่ นถี้ า่ ยทอดตอ่ เนอ่ื งมายงั อายาตลุ เลาะห์
ซิสตานี่ (Ali al- Sistani: 1930-) ซึง่ เป็นลกู ศษิ ย์ของอัลคูอี้ และปัจจบุ นั ไดร้ ับการ
ยอมรบั เปน็ ผูน้ ำ� สงู สุดของส�ำนกั คดิ ชอี ะฮใ์ นอิรกั
จากลักษณะผนู้ ำ� ท่สี ำ� นกั คดิ ชีอะฮไ์ ด้กำ� หนดไวด้ ังกล่าว เราจึงเห็นไดช้ ัด
ถึงความแตกต่างระหว่างซุนหน่ีและชีอะฮ์ในเรื่องสิทธิอ�ำนาจทางการเมือง
(political authority) อาจกลา่ วไดว้ ่าเป็นความแตกต่างระหวา่ งระบอบการเมอื ง
แบบรัฐธรรมนูญ (ซุนหนี่) และระบอบการเมืองในลักษณะการใช้อ�ำนาจแบบ
สัมบูรณ์ (absolute regime) (ชอี ะฮ)์ โดยทซี่ ุนหนี่เปน็ ระบบกฎหมายทยี่ ืดหยุ่น
เปลย่ี นแปลงได้ เนอ่ื งจากในระบบคดิ ทางกฎหมายของซุนหนเี่ ป็นความพยายาม
ใช้เหตุผลของมนุษย์ในการอธิบายหรือตีความคัมภีร์หรือตัวบทที่มาจากพระเจ้า
ขณะที่ชอี ะฮเ์ ป็นระบอบการเมอื งท่ีให้อ�ำนาจอย่างสมบรู ณ์แกผ่ นู้ ำ� (อหิ มา่ ม) และ
ระบบคิดทางกฎหมายในส�ำนักคิดชีอะฮ์น้ันไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนธรรมดาได้ใช้
เหตุผลในการอธบิ ายหรือตคี วามตัวบททางศาสนา และเนอ่ื งจากสทิ ธอิ �ำนาจของ
ผนู้ ำ� หรอื อหิ มา่ มครอบคลมุ และมอี ำ� นาจเหนอื สทิ ธอิ ำ� นาจใดๆ ทำ� ใหร้ ะบอบความคดิ
ทางการเมอื งของชอี ะฮม์ ลี กั ษณะรวมศนู ยไ์ มเ่ ปดิ รบั ความแตกตา่ งเมอ่ื เปรยี บเทยี บ
กบั ซนุ หน่ี
118
อยา่ งไรกต็ ามในทางปฏบิ ตั ิ เนอ่ื งจากในระบบคดิ ของชอี ะฮเ์ ชอ่ื วา่ อหิ มา่ ม
ไดซ้ อ่ นเรน้ กายรอการปรากฏตวั เพอื่ กอบกสู้ งั คมและคอยชน้ี ำ� อหิ มา่ มในระหวา่ งนน้ั
หน้าท่ีของการอธิบายตีความตัวบททางศาสนาจึงตกอยู่กับผู้รู้ทางศาสนาท่ีมี
คณุ สมบัติ “มจุ ญต์ ะฮดิ ” (Mujtahid) กล่าวคือ ตอ้ งเปน็ ผู้ท่ีสามารถเข้าใจ รแู้ จง้
ในตวั บท และกล่นั ตัวบทออกมาเปน็ กฎหมายได้ การใช้เหตุผลและวิจารณญาณ
ของมุจญ์ตะฮิดไม่ผิดพลาด เน่ืองจากได้รับการชี้น�ำจากอิหม่ามมะฮ์ดีที่ซ่อนเร้น
กายและมีชีวิตอยู่ในปริมณฑล (realm) ที่แตกต่างจากปริมณฑลท่ีมนุษย์ใช้ชีวิต
กนิ ดืม่ อยู่นั่นเอง
ในระบบคดิ ของชอี ะฮท์ น่ี บั ถอื อหิ มา่ ม12 ทา่ น จงึ อนโุ ลมใหผ้ รู้ ทู้ างศาสนา
ที่มคี ณุ สมบตั ดิ ังกลา่ วข้างตน้ สามารถร่วมกนั ถกเถยี งหาข้อสรุปร่วมกันในปญั หา
ทางกฎหมาย อันเปน็ ทม่ี าของระบอบการปกครองโดยผรู้ ้ทู างศาสนา (theocratic
regime) หรือที่เรียกวา่ วิลายะฮ์ อัล ฟากฮิ ์ (wilayah al-faqih) โดยวลิ ายะฮ์
หมายถึงระบอบการปกครอง ขณะทฟี่ ากิฮห์ มายถึง ผ้รู ทู้ างศาสนา ซงึ่ เปน็ ระบอบ
การปกครองของอิหร่านหลังจากการปฏิวัติอิสลามที่น�ำโดยอิหม่ามโคมัยน่ี และ
ทำ� การสถาปนาสาธารณรฐั อสิ ลามอหิ รา่ นขนึ้ ในปี 1979 ซง่ึ เปน็ ระบอบการปกครอง
ท่ีให้อ�ำนาจสูงสุดแก่ผู้น�ำทางศาสนาหรืออิหม่าม โดยกฎหมายใดๆ ที่ออกโดย
รัฐสภาสามารถถูกยับยั้งได้ถ้าอิหม่ามไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ
การยบั ยงั้ ของอหิ มา่ มก็ข้นึ อยูก่ บั สถานการณ์ทางอำ� นาจในขณะนน้ั ด้วย
การปฏิวัตอิ ิสลามและระบอบวิลายะฮ์ อัล ฟากฮิ ์
อหิ มา่ มโคมยั นเ่ี ดนิ ทางกลบั จากการลภี้ ยั สกู่ รงุ เตหะรานในวนั ท่ี1 กมุ ภาพนั ธ์
1979 สองสปั ดาหห์ ลงั จาก มฮู มั หมดั เรซา ปาหล์ าวี (1919-1980) ผปู้ กครองอิหรา่ น
ได้หลบหนีออกนอกประเทศ การเดินทางกลับมาของอิหม่ามโคมัยนี่ได้รับการ
ตอ้ นรบั จากประชาชนอยา่ งลน้ หลามกว่า 3 ลา้ นคน ทำ� ให้ตอ้ งใช้เฮลคิ อปเตอรเ์ ปน็
พาหนะในการเดนิ ทางจากสนามบนิ ไปยงั สสุ าน เบเฮช็ -เทะ ซะฮร์ อ (Behest-e Zahra)
เพื่อไปแสดงการไวอ้ าลยั ต่อประชาชน ผพู้ ลชี พี จากการลกุ ข้นึ สูก้ บั ระบอบชาฮ์
119
สถานการณใ์ นชว่ งสดุ ทา้ ยทที่ ำ� ใหร้ ะบอบชาฮพ์ งั ทลายลงเกดิ ขน้ึ ใน
ระหวา่ งวนั ที่9-11 กมุ ภาพนั ธ์1979 เมอื่ นกั เรยี นทหารและชา่ งเทคนคิ ไดเ้ ขา้ ยดึ
ปอ้ มคา่ ยรกั ษาความปลอดภยั ของกองทพั อากาศใกลก้ บั จตั รุ สั ญาเลห์(Jaleh
Square) และถกู กองกำ� ลงั ของระบอบชาฮ์ ปดิ ลอ้ ม โดยทผ่ี นู้ ำ� กองทพั ประกาศ
วางตวั เปน็ กลางและใหท้ หารอยใู่ นทต่ี งั้ กลมุ่ กองกำ� ลงั ปฏวิ ตั ไิ ดร้ ดุ เขา้ ไปชว่ ยเหลอื
นักเรียนทหารและกลุ่มชา่ งเทคนคิ หลังจากท่ไี ดต้ อ่ สกู้ ันนานกวา่ 6 ช่ัวโมง
กองกำ� ลงั ระบอบชาฮก์ ล็ า่ ถอยไป ทำ� ใหก้ ลมุ่ กองกำ� ลงั ปฏวิ ตั เิ ขา้ ยดึ คลงั อาวธุ
และนำ� มาแจกจา่ ยแกป่ ระชาชน หนังสอื พิมพน์ วิ ยอรค์ ไทม์รายงานวา่ เป็น
ครัง้ แรกนบั ตง้ั แต่เกิดวิกฤติทางการเมืองกว่า 1 ปที ี่ผ่านมาทปี่ ระชาชนเปน็
พนั ๆ คนออกมาตามท้องถนนโดยท่ีในมอื มีปืนกลและอาวุธอืน่ ๆ (Ibrahim,
1971) ขณะท่หี นังสือพิมพท์ อ้ งถิน่ รายงานว่า มีการแจกจ่ายอาวุธปืนหลาย
พันกระบอกให้แก่ประชาชนรวมท้ังเด็กที่มีอายุ 10 ขวบขึ้นไปจนไปถึง
ขา้ ราชการบ�ำนาญทมี่ ีอายุ 70 ปี มกี ารตอ่ ส้ปู ะทะกันบนทอ้ งถนนเป็นเวลา
2 วนั เมือ่ การตอ่ ส้สู นิ้ สุดลง ราชวงศ์ปาห์ลาวกี ็สิ้นสุดลงด้วย พรอ้ มๆ กบั
การประกาศจากวิทยุอิหร่านว่า “นี่คือเสียงของอิหร่าน เสียงที่แท้จริงของ
อิหรา่ นเสียงของการปฏวิ ัตอิ สิ ลาม” (Abrahamian, 2008, p. 162)
ภาวะเบอ้ื งหนา้ ทต่ี อ้ งดำ� เนนิ การหลงั การปฏวิ ตั ิ คอื การรา่ งรฐั ธรรมนญู
เพอื่ แทนทกี่ ฎหมายพน้ื ฐาน (fundamental law) ค.ศ.1906 โดยอหิ มา่ มโคมยั น่ี
ตอ้ งการสถาปนาระบอบ วลิ ายะฮ์ อลั ฟากฮิ ์ ขณะทนี่ ายกรฐั มนตรรี กั ษาการ
มะฮด์ ี บอซอรก์ อน (Mehdi Bazargan: อยใู่ นตำ� แหนง่ 4 กมุ ภาพนั ธ์ 1979 -
6 พฤศจกิ ายน 1979 แตง่ ตง้ั โดยอหิ มา่ มโคมยั น)ี่ และกลมุ่ แนวรว่ มทม่ี คี วามคดิ
ประชาธปิ ไตยเห็นวา่ ควรเป็นสาธารณรัฐอสิ ลามเพยี งในนาม แต่เนอื้ หาต้อง
เป็นประชาธิปไตย
โคมยั นไี่ ดจ้ ดั ตง้ั รฐั บาลชวั่ คราว (Provisional Government) ขน้ึ เพอื่
สร้างความม่ันใจแก่ระบบราชการและกองทัพว่าการปฏิวัติเพียงต้องการ
ล้มชาฮ์เท่านนั้ มไิ ด้ต้องการทำ� ลายกองทพั และระบบราชการ นอกจากนนั้
โคมยั นย่ี งั จดั ตง้ั คณะกรรมการแหง่ การปฏวิ ตั ิ (Revolutionary Council) มหี นา้ ที่
ควบคมุ รฐั บาลรกั ษาการ และยงั ไดจ้ ดั ตง้ั คณะกรรมการกลาง(CentralCommittee)
มีหน้าท่ีรวบรวมคณะกรรมการระดับท้องถิ่นและบรรดาการ์ด (guards)
120 ท่ีถูกจัดตั้งข้ึนโดยมัสยิดท่ัวประเทศในช่วงท่ีมีการลุกขึ้นต่อสู้กบั ระบอบชาฮ์
นอกจากนั้นโคมัยนี่ยังได้จัดตั้งศาลของการปฏิวัติ (Revolutionary Court)
ในเตหะรานเพอื่ ตดั สนิ กรณตี า่ งๆ และทสี่ ำ� คญั อยา่ งยง่ิ คอื การจดั ตงั้ สำ� นกั งาน
มสั ยิดกลาง (Central Mosque Office) แห่งเมอื งกุม (Qom) อันเป็นเมอื ง
ศูนย์กลางด้านศาสนา โดยส�ำนักงานมัสยิดกลางมีหน้าที่แต่งต้ังอิหม่ามของ
มสั ยดิ กลางในจงั หวดั ตา่ งๆ นบั เปน็ ครงั้ แรกทมี่ กี ารควบคมุ และรวมศนู ยอ์ ำ� นาจ
ในสถาบันทางศาสนา การกระชับอำ� นาจของอิหม่ามโคมัยน่ีท�ำใหร้ ะบอบการ
ปกครองวลิ ายะฮ์ อลั ฟากฮิ เ์ รมิ่ กอ่ ตวั เปน็ รปู เปน็ รา่ ง และเมอ่ื มกี ารลงประชามติ
เพอื่ รบั หรอื ไมร่ บั ระบอบการปกครองแบบสาธารณรฐั อสิ ลาม(IslamicRepublic)
นายกรฐั มนตรรี กั ษาการ บอซอรก์ อน ตอ้ งการใหม้ ตี วั เลอื กท่ี 3 คอื สาธารณรฐั
ประชาธิปไตยอสิ ลาม (Democratic Islamic Republic) ซ่งึ โคมัยนีป่ ฏเิ สธ โดย
ชี้ว่าอิสลามสมบูรณ์อยู่ในตัวเองไม่จ�ำเป็นต้องเติมค�ำคุณศัพท์ท่ีเป็นความคิด
หรอื มโนทัศน์ทม่ี าจากตะวนั ตก
การลงประชามตมิ ขี นึ้ ในวนั ท่ี 1 เมษายน 1979 มปี ระชาชนลงมตเิ หน็
ชอบสาธารณรัฐอสิ ลามดว้ ยคะแนนเสียง 99 เปอร์เซ็นต์ หรือ ราว 20 ลา้ นคน
จากผมู้ ีสิทธิอ์ อกเสียง 21 ล้านคน
ผลการลงประชามตไิ ดป้ ทู างไปสกู่ ารเลอื กตงั้ คณะกรรมการผเู้ ชยี่ วชาญ
จ�ำนวน 73 คนเพื่อร่างรฐั ธรรมนูญสาธารณรฐั อสิ ลาม คณะกรรมการชุดนมี้ ชี ื่อ
วา่ มจั ญเ์ ลเซ ขบเรกอน (Majles-e Khobregan) ซงึ่ เปน็ คำ� ทมี่ นี ยั ยะทแ่ี สดงถงึ
สถานท่ีซึ่งเป็นท่ีชุมนุมของผู้รู้ในศาสนา โดยผู้สมัครเข้ารับการเลือกต้ังทุกคน
จะได้รับการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการกลางและ
ส�ำนักงานมัสยิดกลาง (ซ่ึงจัดต้ังโดยอิหม่ามโคมัยน่ี) ผลการเลือกตั้งเป็นไป
ตามคาด คือเกือบทั้งหมดที่รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญเป็น
เครอื ขา่ ยศษิ ยานศุ ษิ ยข์ องอหิ มา่ มโคมยั นน่ี นั่ เอง อยา่ งไรกด็ รี า่ งรฐั ธรรมนญู ทไ่ี ด้
จาก มจั ญเ์ ลเซ ขบเรกอน เปน็ สว่ นผสมระหวา่ งความคดิ เรอื่ ง วลิ ายะฮ์ อลั ฟากฮิ ์
ของอิหม่ามโคมัยนี่กับระบอบสาธารณรัฐแบบฝร่ังเศสอันเป็นความคิดของ
บอซอร์กอน สาธารณรัฐอิสลามเป็นระบอบท่ีเป็นส่วนผสมระหว่างสิทธิอัน
ศักดสิ์ ิทธิข์ องพระเจา้ (divine rights) และสิทธิของมนุษย์ (the rights of man)
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนผสมระหว่างประชาธิปไตย (democracy) และ
เทวาธปิ ไตย (theocracy)
121
ภสภาพาผกชู้าร�ำปนราะญชกุมารมเพจั ญ่ือเ์เลลือเซกผข้นู บ�ำเสรงูกสอดุน (Majles-e Khobregan)
อหิ มา่ มโคมยั นหี ยอ่ นบตั รเลอื กตงั้ ในการเลอื กตง้ั สมยั ทส่ี ามของสภา
122
อิหมา่ มโคมยั น่แี ละวิลายะตลุ้ ฟากฮิ ์ (วลิ ายะฮ์ อลั ฟากิฮ)์
“วิลายะฮ”์ ในความหมายของอิหมา่ มโคมัยนห่ี มายถงึ อำ� นาจการปกครอง
เปน็ อำ� นาจทมี่ าพรอ้ มหรอื ควบคมู่ ากบั บทบญั ญตั แิ หง่ อสิ ลาม เปน็ อำ� นาจในการบรหิ าร
จดั การสงั คมมนษุ ยแ์ ละการชนี้ ำ� ไปสภู่ าวะทเ่ี หนอื กวา่ ทงั้ นอี้ หิ มา่ มโคมยั นชี่ วี้ า่ มนษุ ย์
มไิ ดม้ เี พยี งแคด่ า้ นเดยี ว และสงั คมกม็ ไิ ดม้ เี พยี งแคด่ า้ นเดยี ว มนษุ ยม์ ไิ ดม้ เี พยี งแคม่ ติ ิ
ของสัตว์โลกท่ีหมกมุ่นอยู่แต่เพียงการกินนอนเท่านั้น แนวคิดอ�ำนาจทางการเมือง
(ทัว่ ไป) ตอ่ ใหม้ ีนโยบายท่ดี เี พยี งใดก็สนองเพยี งแค่ดา้ นเดียว ซง่ึ ก็คอื มติ ิของสัตวโ์ ลก
เทา่ นั้น อำ� นาจการเมือง (ทัว่ ไป) ถือเปน็ เพียงแค่หน่ึงในสองสว่ นของการเมืองตาม
นิยามของอิสลามที่ได้กําชับแก่บรรดาศาสนทูตและบรรดากัลยาณมิตรของพระผู้
เปน็ เจา้ สง่ิ ทคี่ นทวั่ ไปตอ้ งการกค็ อื สว่ นทขี่ าดตกบกพรอ่ งนเ่ี อง ขณะที่(อำ� นาจทางการ
เมอื งท)่ี บรรดานบแี ละบรรดาเอาลยิ าอ์ (ผทู้ มี่ คี วามรทู้ างศาสนาอยา่ งลกึ ซงึ้ ) ไดด้ ำ� เนนิ
เปน็ แบบอย่างน้ัน ประสงค์จะชนี้ าํ ประชาชาติสู่ผลประโยชนอ์ นั แทจ้ รงิ ในทุกมิติของ
มนษุ ย์และผลประโยชนท์ กุ ด้านท่สี งั คมพงึ ได้รบั (อะห์มดั ญะฮอนโบโซรกี อ้างองิ ใน
Nosrati, อนุชา เกยี รติธารัย (แปล), 2561, น. 48)
สว่ นค�ำวา่ “ฟากิฮ์” เป็นคำ� พ้ืนฐานทใ่ี ชใ้ นชีวิตประจำ� วัน หมายถงึ ผูร้ ทู้ าง
ศาสนา มโนทศั นร์ ะบอบการปกครองวลิ ายะฮ์ อัล ฟากิฮ์ เปน็ มโนทศั นท์ ีช่ ี้วา่ อ�ำนาจ
การปกครองต้องเป็นหน้าที่ของผู้รู้ทางศาสนาผู้ทรงความยุติธรรม “ทั้งน้ีเน่ืองจาก
ศาสนาอสิ ลามเป็นศาสนาแหง่ การดำ� เนนิ ชวี ิตโดยมบี ทบัญญตั ิ ทั้งนีก้ ารมบี ทบญั ญตั ิ
แต่เพียงอย่างเดียวไม่อาจมีความหมายได้ถ้าไม่มีอ�ำนาจบังคับ อิหม่ามโคมัยน่ีช้ีว่า
ในสงั คมมนษุ ยบ์ ทบญั ญตั เิ พยี งอยา่ งเดยี วกไ็ มเ่ พยี งพอ มนั ไมส่ ามารถทจี่ ะสรา้ งความ
ผาสุกให้แก่มนุษยชาติได้ แต่จะต้องมีอ�ำนาจบริหารท่ีหากว่าขาดอ�ำนาจดังกล่าวไป
ในกลมุ่ ชนใดมนั กจ็ ะกลายเปน็ ปจั จยั ทน่ี ำ� ไปสคู่ วามออ่ นแอและความบกพรอ่ ง ดว้ ยเหตนุ ้ี
อิสลามจึงได้ก�ำหนดให้มีอ�ำนาจการบริหารข้ึนเพ่ือท�ำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และ
เช่นน้ันเองที่ท่านศาสนทูตได้ปฏิบัติไว้ และหากว่าศาสนทูตไม่ได้ปฏิบัติ เท่ากับว่า
ท่านมิได้เผยแพร่สาส์นของท่านเลย ฉะนั้น การแตง่ ต้งั คอลีฟะฮ์ หลังจากศาสนทูตก็
เปน็ ไปเพอ่ื บงั คบั ใชแ้ ละพทิ กั ษร์ กั ษากฎหมาย อกี ทง้ั ยงั เปน็ ไปเพอ่ื สรา้ งความยตุ ธิ รรม
ให้เกดิ ขึน้ ในหมผู่ ู้คน และส่ิงน้ันก็ถอื เปน็ ปัจจยั ทีเ่ สริมสรา้ งความสมบูรณ์ใหแ้ กส่ าส์น
ของศาสนทูต กล่าวอีกในแง่หน่ึงคือชีวิตของศาสนทูต ท่านมิได้ท�ำการอธิบายและ
123
ประกาศบทบัญญัติแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังบังคับใช้มันด้วย ท่านท�ำการลงโทษ
ตัดมอื ผลู้ กั ขโมย โบย และขวา้ งหินเพื่อลงโทษผผู้ ดิ ประเวณี ทา่ นพิพากษาคดีความ
ด้วยความยุตธิ รรม ซง่ึ ผทู้ เ่ี ป็นคอลฟี ะฮก์ ็เปน็ ผ้ทู ่จี ะต้องมาทำ� หน้าท่ตี า่ ง ๆ เหล่านี้
คอลีฟะฮ์มิได้เป็นเพียงผู้ประกาศหรือผู้บัญญัติกฎหมายเท่านั้น ทว่า คอลีฟะฮ์คือ
ผทู้ ม่ี หี นา้ ทบ่ี งั คบั ใชก้ ฎหมาย ถงึ ตรงนกี้ จ็ ะเหน็ ไดถ้ งึ ความสำ� คญั ของการจดั ตงั้ รฐั บาล
การสรา้ งองคก์ รบรหิ าร และความจำ� เปน็ ในการวางระบบระเบยี บ อนงึ่ ความศรทั ธาใน
ความจำ� เปน็ ของการจดั ตงั้ รฐั บาลและการสรา้ งองคก์ รดงั กลา่ วกถ็ อื เปน็ สว่ นหนงึ่ ของ
ศรัทธาทีไ่ ม่อาจจะแยกออกจากกนั ไดจ้ ากการศรัทธาในเรือ่ งของวลิ ายะฮ”์ (Alqar,
2005, p. 9-10)
วิลายะฮ์ จึงถือเป็นหลักศรัทธาและการเชื่อมั่นควบคู่ไปกับการยึดม่ันใน
หลักศรัทธาข้ออื่นๆในศาสนาอิสลามส�ำนักคิดชีอะฮ์ ดังนั้นตรรกะท่ีตามมาจาก
การศรัทธาดังกล่าวคือต้องมีการสถาปนารัฐบาลอิสลามและการสร้างองค์กรใน
การบริหารและการปกครองอันเปรียบเสมือน “ฝาแฝดของการศรัทธาในวิลายะฮ์”
(Alqar, 2005, p. 10) ทงั้ นเี้ พราะสงั คมใดกต็ ามจำ� เปน็ ตอ้ งมรี ะบบระเบยี บทางสงั คม
และจะตอ้ งมีการบริหารจัดการ รวมทัง้ ต้องมีผู้ท่ีจะมาบังคับใชก้ ฎหมาย อสิ ลามจงึ
ไดก้ ำ� หนดใหม้ อี ำ� นาจฝา่ ยบรหิ ารควบคไู่ ปกบั อำ� นาจฝา่ ยนติ บิ ญั ญตั แิ ละกำ� หนดใหม้ ี
ผู้ปกครองทำ� หนา้ ทีใ่ นการบริหารควบคไู่ ปกบั ภารกจิ ในการสอน การเผยแพร่ และ
การอรรถาธิบาย (Alqar, 2005, p. 12) อหิ ม่ามโคมยั นี่ชวี้ า่ เมอ่ื มองยอ้ นไปถงึ ภารกจิ
ของศาสนทตู มฮู มั หมัด จะพบว่าทา่ นมิไดเ้ ปน็ เพียงผู้น�ำสารของอิสลามมาเผยแพร่
เท่าน้ัน แต่ยังท�ำหน้าท่ีควบคุมการบริหาร การบังคับใช้บทบัญญัติ บทบาทของ
ศาสนทตู ไมไ่ ดจ้ ำ� กดั อยเู่ พยี งแคก่ ารเชญิ ชวนสอู่ สิ ลามดว้ ยการนำ� สารจากพระผเู้ ปน็ เจา้
มาบอกกลา่ วแกผ่ คู้ นเทา่ นน้ั หากแต่(ศาสนทตู ) เปน็ ผนู้ ำ� ในการบรหิ ารปกครองสงั คม
แตง่ ต้งั เจา้ เมอื ง น่ังบนบัลลังกพ์ ิพากษาขอ้ พพิ าทขดั แยง้ ของผู้คน อกี ท้ังยงั ส่งผู้ที่จะ
ทำ� หนา้ ทตี่ ลุ าการพพิ ากษาคดคี วามของผคู้ นดว้ ยความยตุ ธิ รรมไปยงั ทว่ั ทกุ หวั ระแหง
และทา่ นยงั ไดส้ ง่ ทตู ไปนอกอาณาเขตของรฐั บาล ไปยงั หวั หนา้ เผา่ ตา่ งๆ และบรรดา
กษัตริย์ อีกทั้งท่านยังเคยจัดให้มีการท�ำสนธิสัญญาและน�ำทัพด้วยตัวของท่านเอง
ซ่ึงตามท่ีกล่าวมาน้ีก็ถือได้ว่าศาสนทูตเป็นผู้ที่ท�ำหน้าท่ีในการบังคับใช้บทบัญญัติ
อสิ ลาม (Alqar, 2005, p. 13)
124
อิหม่ามโคมัยน่ียืนยันว่าเม่ือศาสนทูตได้ท�ำการแต่งต้ังคอลีฟะฮ์
(ตามความเชอ่ื ของอสิ ลามสำ� นกั คดิ ชอี ะฮท์ เี่ ชอ่ื วา่ ทา่ นศาสนทตู ไดแ้ ตง่ ตง้ั อาลี เปน็
ผู้น�ำสืบต่อจากท่าน) การแต่งต้ังน้ีไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพ่ือการอรรถาธิบาย
บทบัญญัติเท่านั้น แต่เป็นไปเพ่ือบังคับใช้มัน (บทบัญญัติ) อีกด้วย (Alqar,
2005, p. 12)
อิหม่ามโคมัยนี่ยังได้ถกเถียงถึงประเด็นที่นักการศาสนาคนส�ำคัญใน
ส�ำนักคิดชีอะฮ์เช่น ซยั ยิด มฮู มั หมัดกอซิม ชารีอัตมาดอรี ซ่ึงไดร้ ับการยอมรับ
เป็นผู้น�ำสูงสุด (Grand Ayatol ah) ในช่วงก่อนการปฏิวัติ และนักการศาสนา
คนอน่ื ๆ ซง่ึ ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั การเขา้ ไปมบี ทบาททางการเมอื งและตอ้ งการรกั ษาระยะ
ห่างทางการเมืองอนั เปน็ ประเพณีทางความคดิ ของสำ� นักคดิ ชีอะฮ์ในอดตี ว่า:
การเรน้ หายครงั้ ใหญข่ องอหิ มา่ มมะฮด์ ขี องเราไดผ้ า่ นพน้ มามากกวา่ หนงึ่
พันปีและกาลเวลาก็อาจจะล่วงเลยไปอีกนับพันปีกว่าท่านอิหม่ามผู้เป็นที่รอคอย
(อิหมา่ มมะฮด์ ี) จะมาปรากฏกาย ในระยะเวลาอันยาวนานนี้ บทบัญญัติอสิ ลาม
จะต้องถูกระงับไว้กระน้ันหรือ ให้ผู้คนได้ปฏิบัติกันตามอ�ำเภอใจอย่างนั้นหรือ?
สง่ิ นจ้ี ะไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความวนุ่ วายกระนนั้ หรอื ? กฎหมายทป่ี ระกาศโดยศาสดาแหง่
อิสลามและทุ่มเทความพยายามในการเผยแพร่ อธิบาย และบังคับใช้มันตลอด
ชว่ งเวลา 23 ปี ทง้ั หมดลว้ นแต่เป็นไปเพ่อื ชว่ งเวลาสัน้ ๆกระน้ันหรอื ? อัลเลาะฮไ์ ด้
ทรงก�ำหนดช่วงเวลาของชะรีอะฮ์ไว้เพียงสองพันปีหรือ? อิสลามควรที่จะสูญเสีย
ทุกสงิ่ ทกุ อย่างไปภายหลังการเร้นหายครั้งเล็กกระน้ันหรอื ? การเชอ่ื เช่นน้เี ลวรา้ ย
กว่าการเช่ือว่าอิสลามถูกยกเลิกเสียอีก เพราะไม่มีใครท่ีศรัทธาในอัลเลาะฮ์และ
วนั ปรโลกจะกลา่ วไดว้ า่ ไมม่ คี วามจำ� เปน็ ใดในการปกปอ้ งประเทศชาติ หรอื อนญุ าต
ใหร้ ะงบั การจา่ ยซะกาต คมุ ส์ [ภาษ]ี หรอื สง่ิ อน่ื ๆ หรอื เชอ่ื วา่ กฎหมายการลงโทษ
ในอิสลามต้องถูกระงบั หรือแช่แขง็ กฎการประหารชีวิตและเก็บคา่ สนิ ไหม ฉะนัน้
ทกุ ๆคนทแี่ สดงออกตามทศั นะทก่ี ลา่ ววา่ ไมม่ คี วามจำ� เปน็ ใดๆ ทจี่ ะตอ้ งจดั ตง้ั รฐั บาล
อิสลาม ก็เท่ากับว่าเขาปฏิเสธความจ�ำเป็นในการบังคับใช้บทบัญญัติอิสลาม
อกี ทง้ั เรยี กรอ้ งใหม้ กี ารระงบั และแชแ่ ขง็ มนั ซง่ึ เมอ่ื เปน็ เชน่ นน้ั กเ็ ทา่ กบั วา่ เขาปฏเิ สธ
ความสมบูรณ์และความเป็นอมตะของศาสนาอิสลามอันเท่ียงตรง (Alqar,
2005, p. 14)
125
กล่าวโดยสรุปคืออิหม่ามโคมัยน่ีชี้ให้เห็นว่า อิสลามมิใช่เป็น
เพยี งแคค่ ำ� สอนในเชงิ จรยิ ธรรมสว่ นตวั ทตี่ า่ งคนตา่ งปฏบิ ตั ไิ ปตามความเชอื่
ของตน หากแต่อสิ ลามมบี ทบญั ญตั ิในทางสงั คมการเมอื งทีจ่ �ำเป็นตอ้ ง
มีอ�ำนาจปกครอง โดยอำ� นาจนัน้ เรียกว่า “วลิ ายะฮ”์ ซ่ึงถ้ามองในเชิง
การด�ำเนินตามแบบอย่างหรือซุนนะฮ์ “วิลายะฮ์” นั้นเป็นอ�ำนาจท่ี
สืบทอดมาจากแบบอย่างของศาสนทูตและการที่ศาสนทูตได้แต่งต้ัง
คอลีฟะฮ์อาลีสืบต่ออ�ำนาจจากท่าน นอกจากน้ันหากใช้หลักเหตุผล
พิจารณาด้วยสติปัญญาจะพบว่า ไม่มีสังคมใดในโลกที่กฎหมายหรือ
ข้อบัญญัติท�ำงานด้วยตัวของมันเองและมนุษย์ได้รับประโยชน์อย่าง
ยุติธรรมท่ัวกันโดยไม่มีอ�ำนาจมาบังคับใช้ มองในแง่น้ีเราจะพบว่า
มโนทัศน์เรื่อง “วิลายะฮ์” ของอิหม่ามโคมัยนี่เป็นมโนทัศน์เดียวกับ
มโนทัศนใ์ นเรอ่ื งอำ� นาจ “มุลก”์ ในสังคมของอิบนุ คอลดูนน่นั เอง แต่
แตกตา่ งกนั ในแงท่ ่ี “วลิ ายะฮ”์ ถอื เปน็ หลกั ศรทั ธา(อะกดี ะฮ)์ ของมสุ ลมิ
สำ� นกั คดิ ชอี ะฮ์ แต่ “มลุ ก”์ ของอบิ นุ คอลดนู เปน็ เพยี งทฤษฎที างสงั คม
มไิ ดถ้ กู ยกใหอ้ ยใู่ นระดบั ทม่ี สุ ลมิ (ซนุ หน)่ี ตอ้ งศรทั ธา และเมอ่ื “วลิ ายะฮ”์
หรืออ�ำนาจการปกครองเป็นส่ิงจ�ำเป็น การจัดตั้งรัฐบาลอิสลามจึงเป็น
ส่ิงจ�ำเปน็ ควบคู่กันมาดว้ ยเชน่ กัน
รัฐบาลอสิ ลาม
รัฐบาลอสิ ลามตามแนวคดิ วลิ ายะฮ์ อลั ฟากิฮ์ เป็นรัฐบาลท่ี
มีลักษณะต่างจากรัฐบาลทั่วไป กล่าวคือ ไม่ใช่เป็นรัฐบาลที่มีอ�ำนาจ
เบ็ดเสร็จ (authoritarian) ทส่ี ามารถทำ� อะไรกไ็ ดต้ ามอ�ำเภอใจหรือใช้
อ�ำนาจเข้าไปบังคับชีวิตและทรัพย์สินส่วนตัวของผู้คน ขณะเดียวกัน
ไมใ่ ชเ่ ปน็ รฐั บาลทดี่ ำ� เนนิ การบรหิ ารตามกฎหมายทเี่ ขยี นขน้ึ จากแรงขบั ดนั
ของความตอ้ งการอนั ไรข้ อบเขตของมนษุ ย์ อนั สะทอ้ นถงึ ปรชั ญามนษุ ย์
นยิ ม-เสรนี ยิ ม รฐั บาลอสิ ลามเปน็ รฐั บาลทอ่ี ยภู่ ายใตก้ ฎหมายรฐั ธรรมนญู
แตเ่ ปน็ รฐั ธรรมนญู ทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะทส่ี ะทอ้ นความประสงคข์ องอลั เลาะห์
126
อหิ มา่ มโคมยั นชี่ ว้ี า่ รฐั ธรรมนญู ดงั กลา่ วไมใ่ ชร่ ฐั ธรรมนญู ตามความหมาย
ท่ีรู้จักกันโดยทั่วไปซึ่งแสดงออกให้เห็นผ่านระบอบรัฐสภาหรือสภา
ประชาชน แตม่ นั หมายถงึ การทผ่ี มู้ หี นา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบกจิ การของรฐั ตอ้ งอยู่
ภายใต้เงื่อนไขและกฎกติกาที่มีอัลกุรอ่านและแบบฉบับ (ของศาสนทตู )
เปน็ เกณฑ์ ซง่ึ สงิ่ นจ้ี ะสำ� แดงออกมาดว้ ยความจำ� เปน็ ในการรกั ษาระบอบ
และปฏิบัติใช้บทบัญญัติและกฎหมายอิสลาม ด้วยเหตุน้ีเอง รัฐบาล
อิสลามจงึ เป็นรัฐบาลแหง่ เทวนิติบัญญัติ (หุกมู ะฮ์ อัลกอนนู อลั อิลาฮ)ี
ซึ่งความแตกต่างระหว่างรัฐบาลอิสลามกับรัฐบาลแบบราชาธิปไตย
ภายใตร้ ฐั ธรรมนญู และสาธารณรัฐกค็ ือ ในรัฐบาลดงั กล่าว ตวั แทนของ
ประชาชนหรอื ตวั แทนของกษตั รยิ เ์ ปน็ ผบู้ ญั ญตั กิ ฎหมาย ในขณะทอ่ี ำ� นาจ
นิติบัญญัติในอิสลามนั้นเป็นของอัลเลาะห์ผู้ทรงย่ิงใหญ่และเกรียงไกร
แตเ่ พยี งพระองคเ์ ดยี ว ไมม่ ใี ครมสี ทิ ธทิ์ จี่ ะบญั ญตั กิ ฎหมายไมว่ า่ เขาคนนน้ั
จะเป็นใคร อีกทั้งไม่มีใครมีสิทธ์ิท่ีจะปกครองด้วยส่ิงท่ีอัลเลาะห์มิได้
ทรงประทานลงมา ด้วยเหตุนี้เองอิสลามจึงแทนที่สภานิติบัญญัติด้วย
สภาอื่นที่มีไว้เพ่ือการวางแผนการปกครอง ซ่ึงสภาดังกล่าวมีหน้าที่ใน
การจดั ระบบระเบยี บใหแ้ กก่ ารดำ� เนนิ งานของกระทรวงตา่ งๆ และมหี นา้ ที่
ในการวางแนวทางการบรหิ ารใหแ้ กก่ ระทรวงในทกุ ๆเรอื่ งทกุ ๆ สงิ่ ทมี่ อี ยู่
ในพระคัมภีร์และแบบฉบับอันเป็นส่ิงที่ได้รับการยอมรับในมุมมองของ
มุสลิม (Alqar, 2005, p. 23)
ผู้ปกครองคือเงื่อนไขส�ำคัญของรัฐบาลอิสลามในระบอบการ
ปกครองวลิ ายะฮ์ อลั ฟากฮิ ข์ องอหิ มา่ มโคมยั นี่ นน่ั คอื นอกจากผปู้ กครอง
จะตอ้ งมคี ณุ สมบตั ทิ น่ี อกเหนอื จากคณุ สมบตั ทิ ว่ั ไปทจี่ ะตอ้ งมี เชน่ สตปิ ญั ญา
มีความสขุ ุมรอบคอบ ฯลฯ แล้ว ผู้ปกครองตอ้ งเป็นผู้ท่มี คี วามรเู้ ก่ียวกับ
กฎหมายอิสลามอย่างร้แู จ้ง ลกึ ซ้ึงและตอ้ งเปน็ ผูท้ ม่ี คี วามยตุ ิธรรม ท้งั น้ี
เพราะรัฐบาลอิสลามนั้นเป็นรัฐบาลที่น�ำเอากฎหมายอิสลามมาปฏิบัติ
หากผปู้ กครองไมม่ คี วามรดู้ า้ นกฎหมายแลว้ ไซร้ เขาจำ� เปน็ ตอ้ งขอความเหน็
และปฏิบัติตามความเห็นของผู้อื่นซึ่งจะท�ำให้ตัวผู้น�ำและรัฐบาลขาด
บารมหี รอื ความนา่ เชอื่ ถอื และทส่ี ำ� คญั คอื การปฏบิ ตั ติ ามผอู้ นื่ ยอ่ มไมอ่ าจ
127
ปฏบิ ตั ไิ ดต้ ามความมงุ่ หวงั เดมิ ของรฐั บาล (ตามสายรายงานของส�ำนักคิดชีอะฮ์)
ได้อย่างสมบูรณ์ ผู้รู้ในกฎหมายอิสลาม เก่ียวกับความส�ำคัญและหน้าท่ีของฟากิฮ์
หรือฟากิฮจ์ ึงเปน็ ผปู้ กครอง “ท่มี ีอำ� นาจ โดยเฉพาะรายงานจาก มฮุ มั มดั บนิ ยะหย์ า
เหนือกษัตริย์” (เพราะกษัตรยิ ์ต้องปฏิบัติ จากอะห์มดั บนิ มฮุ ัมมดั จากบนิ มะห์บูบ
ตามความเห็นของฟากิฮ์) ด้วยเหตุนี้ จากอะลี บนิ อบฮี ัมซะฮก์ ลา่ วว่า “ขา้ พเจ้า
ผู้ปกครองที่แท้จริงคือ ฟากิฮ์ ส่วนผู้มี ได้ยินบิดาของหะซัน มูซา บิน ญะอ์ฟัร
อ�ำนาจคนอื่นๆ ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ของ (ขอความสนั ตจิ งมแี ดท่ า่ นทง้ั สอง) กลา่ ววา่
ฟากฮิ เ์ ทา่ นน้ั (Alqar, 2005, p. 26) “เม่ือผู้ศรัทธาส้ินชีวิต เหล่าทวยเทพก็จัก
แนวคดิ เรอ่ื งคณุ สมบตั ขิ องผนู้ ำ� รำ�่ ไหแ้ กเ่ ขา รวมถงึ ผนื ดนิ ทเ่ี ขาเคยสกั การะ
หรือผู้ปกครองของส�ำนักคิดชีอะฮ์ เป็น บชู าอลั เลาะหบ์ นมนั และประตแู หง่ ฟากฟา้
แนวคดิ ทสี่ บื ทอดดา้ นความเปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธ์ิ ท่ีการงานของเขาเคยทะยานขนึ้ สู่ และจะ
ปราศจากบาปของบรรดาอหิ มา่ ม ดังน้ัน เกิดช่องโหว่ขึ้นในอิสลาม ซึ่งไม่มีสิ่งใด
ผู้น�ำของรัฐบาลอิสลามจึงต้องเป็นผู้ทรง ปกปิดมันได้เพราะว่าผู้ศรัทธาที่เป็นผู้รู้
ความยุตธิ รรม บริสทุ ธิ์ และมีจรยิ ธรรม (อัลมุอม์ นิ อัลฟากิฮ)์ นน้ั คือปอ้ มปราการ
ทงี่ ดงาม เนอื่ งจาก “ผอู้ ธรรมไมส่ ามารถ ของอสิ ลาม ประดจุ ปอ้ มปราการของเมอื ง”
ท�ำหน้าท่ีในการบังคับใช้กฎหมายอาญา (Alqar,2005,p.35) อหิ มา่ มโคมยั นอี่ ธบิ าย
ปกปอ้ งสทิ ธิ และบรหิ ารจดั การคลงั ทรพั ยส์ นิ ว่า ประโยคท่ีว่า “เพราะว่าผศู้ รัทธาทีเ่ ป็น
และการใชจ้ า่ ยของรฐั ไดเ้ พราะอลั เลาะห์ ฟากิฮ์นั้นคือป้อมปราการของอิสลาม...”
ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อันทรง เป็นการมอบหมายหน้าท่ีในการปกปัก
เกียรตขิ องพระองค์วา่ ‘พันธสัญญาของ รักษาอิสลามด้วยความเช่ือ บทบัญญัติ
ข้าไม่รวมถึงผู้อธรรม’ ฉะน้ัน หากว่า และระบอบให้แกบ่ รรดาฟากิฮ์
ผปู้ กครองไรซ้ งึ่ ความยตุ ธิ รรม กไ็ มม่ สี ง่ิ ใด การจัดต้ังรัฐบาลและบริหาร
จะเปน็ หลกั ประกนั ไดว้ า่ เขาจะไมก่ ระทำ� โดยฟากิฮ์จึงเป็นรัฐบาลท่ีสามารถบริหาร
การอันเป็นทุจริต และอุทิศตัวของเขา กิจการสังคม แต่งตั้งผู้พิพากษา บริหาร
บตุ รหลานของเขา และครอบครวั ของเขา การจัดเกบ็ ภาษอี ยา่ งเป็นธรรม ท�ำนบุ �ำรุง
ไปเพ่ือรับใช้ประชาชน” (Alqar, 2005, สงั คม ไกลเ่ กลย่ี ตดั สนิ แกไ้ ขขอ้ พพิ าทและ
p.26) ซงึ่ ผทู้ มี่ คี ณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วคอื ฟากฮิ ์ ความขดั แยง้ อยา่ งยตุ ธิ รรม ดงั เชน่ ทศี่ าสนทตู
นั่นเอง อิหม่ามโคมัยนี่ได้อ้างอิงหะดีษ และอหิ มา่ มอาลแี ละอหิ มา่ มคนอน่ื ๆไดเ้ คย
128
สถาปนารัฐอิสลามมาแล้ว กระนั้นก็ตาม อิหม่ามโคมัยน่ีเตือนว่า
สถานะของฟากฮิ ซ์ ง่ึ เปน็ ผใู้ ชอ้ ำ� นาจปกครอง(วลิ ายะฮ)์ มไิ ดม้ สี ถานะ
เทยี บเทา่ ศาสนทูตและอิหม่าม แต่พันธกิจและหน้าทข่ี องฟากิฮท์ ีท่ �ำ
ให้ฟากฮิ ์มอี ำ� นาจใน การปกครอง บรหิ ารกิจการรฐั และบงั คับใช้
กฎหมายอิสลาม
วลิ ายะฮ์ หมายถึงการปกครองผคู้ น การจัดการบริหารรฐั
และการบังคับใชบ้ ทบญั ญัตศิ าสนา ซึ่งทัง้ หมดนลี้ ้วนแตเ่ ปน็ พนั ธกจิ
ท่ีหนักหน่วง รับผิดชอบโดยคนที่มีความเหมาะสมกับมันโดยมิได้
ยกระดบั ของเขาขน้ึ จากความเปน็ มนษุ ยแ์ ตอ่ ยา่ งใด กล่าวคือวิลายะฮ์
น้ัน หมายถึงอ�ำนาจปกครอง บริหาร และการจัดการประเทศ
ไม่ใช่ความพิเศษ เกียรติยศ หรือฐานันดร (ดังที่คนบางกลุ่มคิด)
ทว่า มันเป็นต�ำแหน่งหน้าท่ีทางปฏิบัติที่มีความส�ำคัญเป็นอย่างสูง
(Alqar, 2005, p. 28)
ผลผลิตของความคิดเรื่องระบอบการปกครองแบบวิลายะ
ตุ้ลฟากิฮ์ คือรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ให้อ�ำนาจ
สูงสุดแก่ฟากิฮ์ในหลากหลายมิติ ฟากิฮ์คือผู้น�ำสูงสุด (Supreme
leader) แหง่ สาธารณรฐั ทส่ี ามารถ “ตดั สนิ ใจวา่ อะไรคอื ผลประโยชน์
ของอิสลาม” เป็นผู้ท่ีจะมาวางแนวทางนโยบายส�ำหรับสาธารณรัฐ
อิสลาม ควบคุมดูแลการน�ำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งเป็นผู้ท่ีเป็น
ตวั กลางไกลเ่ กลยี่ ใหเ้ กดิ การทำ� งานอยา่ งราบรนื่ ระหวา่ ง ฝา่ ยบรหิ าร
นติ บิ ญั ญัติ และตุลาการ ผูน้ ำ� สงู สดุ สามารถถอดถอนประธานาธิบดี
ตรวจสอบผทู้ จ่ี ะมาเปน็ ผสู้ มคั รประธานาธบิ ดี ใหอ้ ภยั โทษ และในฐานะ
ท่ีเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ สามารถประกาศสงคราม
ทำ� สนธสิ ญั ญาสนั ตภิ าพ สง่ั กองทพั ใหเ้ คลอ่ื นพล แตง่ ตงั้ ผบู้ ญั ชาการ
เหล่าทัพ เรียกประชุมสภาความมั่นคง นอกจากน้ันผู้น�ำสูงสุดยัง
สามารถแต่งต้ังถอดถอนต�ำแหน่งต่างๆ นอกเหนือจากต�ำแหน่ง
ทเ่ี ปน็ ทางการ เชน่ ตำ� แหนง่ ในทางการบรหิ ารกจิ การศาสนาเปน็ ตน้
(Abrahamian, 2008, p. 164)
129
การปกครองในระบอบวลิ ายะตลุ้ ฟากฮิ ์ ฟากฮิ ห์ รอื
ผู้นำ� สูงสดุ เปน็ ผู้มีอำ� นาจแตง่ ต้ังประธานศาลสงู สุด อัยการ
และผพู้ พิ ากษาระดับรองลงมา และท่สี ำ� คญั ผนู้ �ำสงู สดุ เปน็
ผู้แต่งต้ังนักการศาสนาจ�ำนวน 6 คนเข้าเป็นสมาชิกใน
สภาผพู้ ทิ กั ษ์(GuardianCouncil) ซงึ่ มสี มาชกิ จำ� นวน12 คน
โดยสภาดังกล่าวมีอ�ำนาจวีโต้ (veto) กฎหมายที่ผ่าน
สภาไปแล้วแต่สภาผู้พิทักษ์เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อ
รัฐธรรมนูญหรือชะรีอะฮ์ (กฎหมายอิสลาม) สภาผู้พิทักษ์
ยังมีอ�ำนาจตรวจสอบผู้สมัครเพื่อเข้ารับการเลือกต้ังเป็น
สมาชกิ รัฐสภา (มจั ญล์ ิส) และเปน็ ผตู้ รวจสอบผสู้ มัครอ่ืนๆ
ทีต่ อ้ งการเข้าด�ำรงตำ� แหน่งในทางสาธารณะอกี ด้วย ตอ่ มา
มีการแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญโดยมีการจัดตั้งสภาวินิจฉัยเพ่ือ
สรา้ งความปรองดอง (Expediency Council) เพอ่ื มหี นา้ ท่ี
แกไ้ ขขอ้ ขดั แยง้ ระหวา่ งสภาผพู้ ทิ กั ษก์ บั รฐั สภาโดยใหอ้ ำ� นาจ
แกผ่ นู้ ำ� สงู สดุ เปน็ ผแู้ ตง่ ตง้ั สมาชกิ สภาดงั กลา่ ว โดยมตี วั แทน
มาจากกองทัพ หน่วยงานด้านข่าวกรองและสภาผู้พิทักษ์
ซ่ึงสภานี้พัฒนาไปในลักษณะท่ีมีหน้าที่คล้ายวุฒิสภา
(Upper House) (Abrahamian, 2008, p. 164)
หลังการปฏวิ ตั ิ อหิ ม่ามโคมยั นไี่ ดร้ บั การสถาปนา
เป็น ฟากฮิ ส์ งู สดุ (Supreme Faqih) ผู้น�ำสูงสดุ (Supreme
Leader) ทางนำ� แหง่ การปฏวิ ตั ิ (Guide of the Revolution)
ผู้ก่อต้ังสาธารณรัฐอิสลาม (Founder of the Islamic
Republic) และอิหม่ามของประชาชาติมุสลิม (Imam of
the Muslim Umma)
สถาบนั ทางการเมอื งในระบอบการปกครองวลิ ายะ
ตุ้ลฟากิฮ์ตามรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
จงึ มีลกั ษณะดงั ภาพ
130
ภpระ.าบพ1อ6แ5บส.วดCิลงoาคยpวะาyตrมigลุ้สhมฟั tพา2กนั 0ฮิธ0์ข์8FอrboงmyสถCา“aAบmนั HbทisrาtidงoกgryาeรoเUfมnMอื ivงoeใdนrseรitฐัrynธPรIrรraeมnsนs,”.ญู bอyหิ Eร.า่ นAภbาraยhใaตmก้ าiaรปn,ก2ค0ร0อ8ง,
ค�ำอธบิ าย: Supreme Leader = ผูน้ ำ� สงู สดุ ; Assembly of Experts = สภาผู้ชำ� นาญการ (ผรู้ ู้ทางศาสนา);
ExpediencyCouncil= สภาวนิ จั ฉยั เพอ่ื สรา้ งความปรองดอง(ระหวา่ งสถาบนั ตา่ งๆทางการเมอื ง);Guardian
Council= สภาผปู้ กปอ้ ง(ระบอบการปกครอง);Legislative= สภาผแู้ ทนราษฎร;President= ประธานาธบิ ด;ี
Executive = คณะรัฐมนตร;ี Chief Judge = ประธานศาลสงู สดุ ; Judiciary = ตลุ าการ; Electorate =
(มาจาก) การเลือกต้ัง
131
ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าระบอบวิลายะตุ้ลฟากิฮ์เป็นส่วนผสมระหว่าง
ประชาธิปไตย (democracy) และเทวาธิปไตย (theocracy) ด้วยเหตุน้ี
รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติให้มีระบบการเลือกตั้งท่ัวไปผสมผสานไปกับการให้อ�ำนาจ
แก่ผู้น�ำทางศาสนา โดยรัฐธรรมนูญก�ำหนดให้มีการเลือกต้ังประธานาธิบดี
(president) สมาชกิ รฐั สภาหรอื มจั ญล์ สิ (majles) สภาจงั หวดั (provincialcouncil)
และสภาทอ้ งถิ่น (local council) ทุกๆ 4 ปี และสภาผู้ช�ำนาญการ (assembly of
experts) มาจากการเลอื กต้งั ของประชาชนทกุ ๆ 6 ปี
ต�ำแหน่งประธานาธิบดีเป็นต�ำแหน่งทีร่ ัฐธรรมนูญกำ� หนดว่าเป็นหัวหน้า
ฝา่ ยบรหิ าร (chief executive) เปน็ ต�ำแหน่งสูงสุดรองจากผนู้ �ำสูงสุด มีวาระ 4 ปี
และสามารถอยไู่ ดไ้ มเ่ กนิ 2 วาระ ประธานาธบิ ดเี ปน็ ผทู้ มี่ อี ำ� นาจแตง่ ตงั้ คณะรฐั มนตรี
โดยเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี และมีอำ� นาจแต่งตัง้ ทูตานทุ ตู ผู้ว่าราชการจังหวัด
ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ ผู้ว่าการบริษัทน้�ำมันแห่งชาติ และผู้อ�ำนวยการส�ำนัก
แผนและงบประมาณ เป็นต้น ประธานาธิบดีเป็นผู้ท่ีจะต้องรับผิดชอบรายจ่าย
ประจำ� ปแี ละนำ� นโยบายไปปฏบิ ตั ทิ ง้ั ภายในและภายนอกประเทศ (Abrahamian,
2008, p.166)
สว่ นรัฐสภา (National Assembly) หรอื มัจญ์ลสิ เปน็ สถาบนั ทางการ
เมอื ง มสี มาชิก 270 คน (จำ� นวนสมาชกิ จะเพิม่ ขึ้นตามการเพิม่ ขึ้นของประชากร)
ซ่งึ ไดร้ บั การเลอื กต้ังทุก 4 ปี มีอ�ำนาจในการพิจารณาตรวจสอบในกิจการของรัฐ
และสอบสวนฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการตามข้อร้องเรียน มัจญ์ลิสยังมีอ�ำนาจ
อนุมัติรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่เสนอโดยประธานาธิบดีและสามารถถอนการอนุมัติ
นนั้ ได้ มอี ำ� นาจในการตงั้ กระทถู้ ามประธานาธบิ ดแี ละคณะรฐั มนตรี อนมุ ตั งิ บประมาณ
รายจ่ายประจ�ำปี อนุมัติเงินกู้ของรัฐบาลและสนธิสัญญาที่รัฐบาลได้ลงนามกับ
ตา่ งประเทศ มัจญ์ลิสมอี ำ� นาจเรยี กประชมุ ลบั เพอ่ื พิจารณาประเด็นต่างๆ และให้
ความคมุ้ กนั ทางกฎหมายแกส่ มาชกิ มจั ญล์ สิ สามารถรวบรวมเสยี งสองในสามของ
สมาชกิ เพอ่ื ทำ� การแกไ้ ขรฐั ธรรมนญู ไดแ้ ละมจั ญล์ สิ เปน็ ผอู้ นมุ ตั ริ ายชอื่ ผทู้ จี่ ะมาเปน็
สมาชกิ สภาผพู้ ทิ กั ษซ์ งึ่ เสนอชอ่ื โดยฝา่ ย ตลุ าการ ทนี่ งั่ ของสมาชกิ มจั ญล์ สิ บางสว่ น
สงวนไวส้ ำ� หรบั ชนกลมุ่ นอ้ ยทางศาสนาทท่ี างการยอมรบั คอื อารเ์ มเนยี อสั ซเี รยี น
ยวิ และโซโรแอสเตอร์ (Abrahamian, 2008, p.166)
132
จะเห็นได้ว่าแม้ระบอบการปกครองวิลายะตุ้ลฟากิฮ์จะให้อ�ำนาจแก่
ผู้น�ำศาสนาหรือฟากิฮ์ แต่รัฐธรรมนูญได้ให้อ�ำนาจแก่ประชาชนผ่านมัจญ์ลิส
ทม่ี าจากการเลอื กตง้ั และสรา้ งกลไกการตรวจสอบในลกั ษณะตรวจสอบถว่ งดลุ
(check and balance) ทีย่ ึดโยงกบั ประชาชน เหตทุ ีเ่ นอื้ หาของรัฐธรรมนูญ
มีลักษณะเช่นนี้เพราะการปฏิวัติอิสลามมิได้เกิดจากการต่อสู้ของผู้น�ำศาสนา
หรือเป็นการต่อสู้ภายใต้ธงของศาสนาแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่เกิด
จากประชาชน นกั คดิ เซคควิ ลาร์(secular) นกั วชิ าการ นกั กจิ กรรม นกั กฎหมาย
กลมุ่ สาขาอาชพี กลุ่มผลกั ดันเพือ่ การปกป้องสิทธมิ นษุ ยชน ฯลฯ ที่ต้องการ
เสรภี าพ (liberty) ความเสมอภาค (equality) และความยุตธิ รรมทางสงั คม
(social justice) โดยเป็นความพยายามท่ีต่อเน่ืองมาจากประวัติศาสตร์ของ
การตอ่ สเู้ พอ่ื การปกครองในรปู แบบรฐั ธรรมนญู แทนระบอบชาฮ์ อกี ทง้ั ลกั ษณะ
การปฏิวัติอิสลามท่ีเกิดข้ึนเป็นการปฏิวัติจากข้างล่างของมวลชนท่ีเข้าร่วม
ประท้วง หยุดงาน เดนิ ขบวนตามทอ้ งถนน ฯลฯ นอกจากนั้นยังมขี อ้ ถกเถยี ง
ทางเทววิทยาท่ีสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามาควบคุมระบอบการเมือง ซึ่ง
มฮู มั หมดั ฮเู ซน็ นาอนี ี (Muhammad Hussyan Na’ini: 1860-1936) (อ้างถงึ
ใน Kurzman, 2002) นักวิชาการศาสนาคนสำ� คัญชว้ี า่ เนื่องจากอิหม่ามยังคง
ดำ� รงอยใู่ นสภาพเรน้ กาย และดว้ ยความเชอื่ ทย่ี นื ยนั วา่ อำ� นาจอน่ื ทไ่ี มไ่ ดม้ าจาก
อิหม่ามน้ันเป็นอ�ำนาจที่มีข้อผิดพลาดได้ (fallible) ดังนั้นอ�ำนาจของผู้น�ำ
ปัจจุบันย่อมมีข้อผิดพลาด และข้อผิดพลาดนั้นสามารถชดเชยได้ด้วยการ
มีรัฐธรรมนูญเพ่ือจ�ำกัดและตรวจสอบอ�ำนาจโดยรัฐสภาท่ีมาจากประชาชน
นาอีนีปฏิเสธข้อโต้เถียงของนักวิชาการศาสนาฝ่ายอนุรักษ์นิยมท่ีน�ำโดย
เชค ฟัซลุ้ลเลาะห์ นรู ี (Fazlulah Nuri: 1843-1909) ท่ีเหน็ ว่าการใหเ้ สรภี าพ
แกป่ ระชาชนจะนำ� ไปสกู่ ารละทง้ิ ศาสนา นาอนี ี (อา้ งถงึ ใน Kurzman, 2002) ชวี้ า่
เสรีภาพของบุคคลเป็นหลักการพื้นฐานและเป็นเง่ือนไขส�ำคัญของการปฏิบัติ
ตามชะรอี ะฮ์ กลา่ วคอื ชะรอี ะฮใ์ ชบ้ งั คบั กบั เสรชี น เสรภี าพจงึ เปน็ สว่ นประกอบ
ที่ขาดไมไ่ ด้ (part and parcel) ของชะรอี ะฮ์ ในทางตรงข้ามการขู่เขญ็ และ
การใช้ก�ำลงั เข้าบังคับจากเผดจ็ การตา่ งหากท่ขี ดั กบั ชะรอี ะฮ์ การกระท�ำ เชน่
นัน้ เปรียบเหมอื นการกราบไวบ้ ูชาเจว็ด ซง่ึ เปน็ บาปหนักในอสิ ลาม (p.119)
133
ขณะท่ีNasr(2016) ชว้ี า่ แมร้ ะบอบการปกครองของอหิ รา่ นจะมลี กั ษณะ
เทวาธปิ ไตย (theocratic) แตข่ อ้ เทจ็ จรงิ ประการสำ� คญั ทเ่ี กดิ ขน้ึ ในระบบการเมอื ง
ของอิหร่านคือ กระบวนการทางประชาธิปไตยมีบทบาทส�ำคัญอย่างย่ิง โดยนับ
ตั้งแต่มีการโคน่ ลม้ ระบอบชาฮใ์ นปี 1979 อหิ รา่ นมกี ารเลือกต้งั ประธานาธิบดีถงึ
9 คร้งั (ครง้ั ท่ี 10 ล่าสดุ ฮาซนั รูฮานี ได้รับเลอื กตง้ั ใหมเ่ ป็นคร้งั ที่ 2 ในปี 2017)
มีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา 7 คร้ัง (คร้ังท่ี 8 เลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีรูฮานี) แม้ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งจะต้องได้รับการพิจารณา
คุณสมบัติจากผู้น�ำทางศาสนา แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่างออกมาใช้สิทธิกันอย่าง
ทว่ มทน้ เมอ่ื อายาตลุ เลาะห์ คอมาเนอี ผู้นำ� สูงสดุ ให้การสนับสนุนอย่างเปดิ เผย
แกผ่ สู้ มคั รสายอนรุ กั ษน์ ยิ ม ประชาชนกพ็ ากนั เทคะแนนเสยี งใหอ้ ดตี ประธานาธบิ ดี
มูฮัมหมัด คอตามี ผู้มีความคิดปฏิรูปหัวก้าวหน้าอย่างถล่มทลาย อิหร่านเป็น
ประเทศเดียวในภูมิภาคตะวันออกกลางท่ีผู้น�ำของประเทศเดินลงจากอ�ำนาจเม่ือ
ครบวาระ และด�ำเนินชีวิตต่อจากนั้นอย่างสงบสุข (ไม่มีการสืบทอดอ�ำนาจหรือ
ครองอำ� นาจไปจนกระทง่ั เสยี ชวี ติ หรอื เกดิ การตอ่ สเู้ พราะไมย่ อมลงจากอำ� นาจ)(p.180)
ระบอบการปกครองทเ่ี ปน็ การผสมผสานระหวา่ งความคดิ ทตี่ อ้ งการผนู้ ำ�
ทมี่ คี ุณสมบัตเิ หนือมนษุ ยท์ ่จี ะมาปกครองมนุษย์โดยกฎของพระเจ้า (theocracy)
และความคิดเรื่องอ�ำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (popular sovereignty)
เป็นการทดลองคร้ังสำ� คัญทีไ่ ม่เคยเกิดขนึ้ มากอ่ น โดยเฉพาะอย่างย่งิ บทบาทของ
นกั การศาสนาทเี่ ปน็ ผนู้ ำ� ในทางการเมอื งการปกครองทถ่ี กู มองวา่ ลา้ หลงั ไมเ่ ทา่ ทนั
ตอ่ ความเปลย่ี นแปลงของโลกสมยั ใหม่ เหตนุ ที้ ำ� ใหบ้ รรดานกั วเิ คราะห์ ปญั ญาชน
ตลอดจนผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองต่างท�ำนายว่าระบอบน้ีจะล่มสลายภายใน
เวลาไม่ก่ีเดือนหรืออย่างมากภายในปีหรือสองปี อย่างไรก็ดีเป็นที่ประจักษ์ว่า
สาธารณรฐั อสิ ลามอหิ รา่ นซงึ่ ปกครองในระบอบวลิ ายาตลุ้ ฟากฮิ ์ นอกจากไมล่ ม่ สลาย
แล้ว ยงั มีความแขง็ แกร่งมากย่ิงข้ึน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ แมเ้ ผชญิ กบั สงครามเป็น
เวลา 8 ปี (1980-1988) กับประเทศเพอ่ื นบ้านท่ีมีความแข็งแกร่งและมีพรมแดน
ตดิ กนั อยา่ งอริ กั ซง่ึ ไดร้ บั การสนบั สนนุ จากประเทศในโลกอาหรบั ประเทศตะวนั ตก
และสหรัฐ และต้องเผชิญกับการคว�่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากยุโรปและสหรัฐ
มาต้ังแต่การปฏิวตั ิในปี 1979 ตราบจนกระทงั่ ปัจจุบนั
134
สรุป
แม้ส�ำนักคิดชีอะฮ์อิสลามก่อก�ำเนิดมาจากความเห็นต่างทางการเมืองใน
เร่ืองความชอบธรรมของผู้น�ำในช่วงท่ีมีการเปล่ียนผ่านจากศาสนทูตมูฮัมหมัดสู่
ผู้สืบทอดที่เป็นสหายคนใกล้ชิด แต่นักวิชาการมีค�ำอธิบายหลากหลายมิติว่าเหตุใด
ความแตกตา่ งนน้ั จงึ เกดิ ขนึ้ และพฒั นาไปจนเกดิ ระบอบความคดิ ทแี่ ยกตวั อยา่ งอสิ ระ
และด�ำรงอยู่คู่ขนานไปกับส�ำนักคิดซุนหน่ีซ่ึงเป็นคนส่วนใหญ่ในศาสนาอิสลาม
ในทางหน่ึง Watt (อ้างถึงใน Enayat, 2006) เห็นว่าปัจจัยด้านสังคมเป็นตัวแปร
สำ� คัญ โดยชีว้ า่ ผู้ศรัทธาในแนวคดิ ชอี ะฮส์ ว่ นใหญม่ ีพ้นื เพมาจากชนเผ่าทางตอนใต้
ของคาบสมุทรอาระเบียซึ่งเป็นพื้นท่ีท่ีมีความเช่ือที่เข้มข้นในเร่ืองความคิดเกี่ยวกับ
กษตั ริย์กง่ึ สมมตุ ิเทพ (semi-divine king) การที่ชนเผา่ เหล่านัน้ ต้องถกู ผนวกเข้ากบั
ชนชั้นนักรบชาวอาหรับในอาณาจักรอิสลาม ท�ำให้เกิดการปะทะกันทางความคิด
และการปรับตัว ท�ำให้พวกเขาต้องสร้างอัตลักษณ์เพ่ือรักษาอ�ำนาจเอาไว้ (p. 25)
ขณะท่ี Masignon (อ้างถึงใน Enayat, 2006) มองวา่ มันเป็นการลกุ ขนึ้ เปน็ ขบถต่อ
ซุนหน่ีซ่ึงส่วนใหญ่เป็นขุนนางเจ้าของท่ีดิน (aristocracy) โดยชี้ว่าความเช่ือเรื่อง
การกลับมาของอิหม่ามมะฮ์ดีเป็นความเช่ือที่สอดคล้องกับความหวังของชนชั้น
ช่างฝมี ือ (artisan) ชาวนา (peasant) และคนยากคนจนท่อี ยลู่ า่ งสดุ ของชนช้ันทาง
สงั คมในทะเลทราย (p. 26)
ไมว่ า่ จะมองจากแงม่ มุ ดา้ นสงั คมการเมอื งหรอื แงม่ มุ ทางเทววทิ ยา(theological
perspective) ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิสลามส�ำนักคิดชีอะฮ์ด�ำรงอยู่ในฐานะท่ีเป็นหนึ่งใน
กระแสหลกั ของสำ� นกั คดิ ในอสิ ลาม หากเรามองสำ� นกั คดิ ชอี ะฮด์ ว้ ยสายตาของซนุ หน่ี
โดยเฉพาะอย่างย่ิงด้วยสายตาของผู้น�ำเผด็จการอ�ำนาจนิยมของประเทศมุสลิม
ในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย ชีอะฮ์คือพวกนอกรีต เป็นภัยคุกคาม
การด�ำรงอยู่ของชีอะฮ์เป็นผลมาจากความออ่ นแอของประชาคมมุสลมิ ซนุ หน่ี
แต่ชีอะฮม์ ีโลกทัศน์ (worldview) เปน็ ของตวั เองอันมีความชอบธรรมดว้ ย
ตวั ของตวั เอง สำ� นกั คดิ ชีอะฮ์มิใชม่ สี ถานะเป็นเพยี งแคล่ ทั ธทิ างความเชื่อ (religious
sect) หากแต่ได้สร้างระบบความรู้ ระบบความจริง ศิลปวิทยาการ ได้ให้ก�ำเนิด
อารยธรรมและอาณาจกั รมสุ ลมิ อนั ยงิ่ ใหญใ่ นประวตั ศิ าสตรอ์ นั เปน็ ผลมาจากโลกทศั นน์ น้ั
135
การก่อก�ำเนิด การเจริญเติบโต และการขยายอิทธิพลทางการเมือง
จนกระทงั่ การเขา้ สยู่ คุ แหง่ ความเสอ่ื มถอยของมสุ ลมิ สำ� นกั คดิ ชอี ะฮ์ โดยเฉพาะ
อยา่ งยง่ิ เมอื่ ตอ้ งเผชญิ กบั จกั รวรรดนิ ยิ มตะวนั ตก ลว้ นมเี สน้ ทางทคี่ ลา้ ยคลงึ กบั
มุสลิมส�ำนักคิดซุนหนี่ คือต่างก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการก�ำกับของ
จกั รวรรดนิ ยิ ม แตก่ ารปฏวิ ตั อิ สิ ลามทนี่ ำ� โดยอหิ มา่ มโคมยั นจี่ นสามารถสถาปนา
ระบอบการปกครองท่ีมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองในดินแดนที่เป็นใจกลาง
ของส�ำนักคิดชีอะฮ์ ท�ำให้ส�ำนักคิดนี้มีเส้นทางการฟื้นฟูศาสนาและการฟื้นฟู
อิทธิพลทางการเมืองที่ต่างออกไปจากโลกมุสลิมท่ีมีประชากรนับถืออิสลาม
ส�ำนกั คิดซนุ หนเี่ ป็นสว่ นใหญ่
ความใฝฝ่ นั ของโลกมสุ ลมิ หลงั จากมหาอาณาจกั รออตโตมนั ลม่ สลาย
คอื การแสวงหาแนวทางการเมอื งใหมๆ่ ทท่ี ำ� ใหป้ ระชาคมมสุ ลมิ สามารถปลดปลอ่ ย
ตัวเองออกจากพันธนาการทางอำ� นาจและการครอบงำ� ทางการเมอื ง ตลอดจน
การแสวงหาผลประโยชนจ์ ากตะวันตก และกลบั ขึน้ มายนื ในสงั คมโลกได้อย่าง
มนั่ คงมเี กยี รตเิ ทา่ เทยี มกบั ประเทศมหาอำ� นาจเหลา่ นนั้ การปฏวิ ตั อิ หิ รา่ น ซง่ึ นำ�
โดยผรู้ ทู้ างศาสนาสำ� นกั คดิ ชอี ะฮไ์ ดบ้ รรลถุ งึ เปา้ หมายดงั กลา่ ว ความสำ� เรจ็ ของ
การปฏวิ ตั แิ ละการดำ� รงอยขู่ องระบอบวลิ ายะฮ์ อลั ฟากฮิ ท์ า้ ทายทกุ คำ� สบประมาท
แมใ้ นทางเศรษฐกจิ อหิ รา่ นจะมคี วามเปราะบางเพราะถกู แซงคช์ นั่ จาก
สหรัฐมาเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ในทางทหารแล้วอิหร่านเข้มแข็งข้ึนกว่า
ทศวรรษที่แล้วมาก อิหร่านมิได้มีสถานะเป็นประเทศชายขอบที่ไม่มีบทบาท
หากแตท่ ะยานขนึ้ สกู่ ารเปน็ ประเทศทมี่ อี ำ� นาจหลกั (major power) ทม่ี อี ทิ ธพิ ล
ชผ้ี ลตอ่ สันติภาพ สงคราม และความมั่งค่ังของภมู ิภาคตะวันออกกลาง ดังที่
Nasr (2016) ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย
จอห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins) และอดีตท่ีปรึกษาผู้แทนพิเศษของ
ประธานาธิบดีสหรัฐ (ประธานาธิบดีบารัค โอบามา) ประจ�ำอัฟกานิสถาน
ท่ีกล่าวว่า “ต่อไปความเป็นไปของภูมิภาคตะวันออกกลางจะไม่ได้ถูกก�ำหนด
โดยแนวคิดชาตินิยมอาหรับ หรือการเมืองการปกครองรูปแบบใดรูปแบบหน่ึง
หากแตข่ น้ึ อยกู่ บั การฟน้ื ฟแู ละการเตบิ โตขยายอทิ ธพิ ลของชีอะฮ์ (อิหรา่ น) และ
การตอบสนองของซุนหน่ี (ตอ่ การขยายอทิ ธิพลน้ัน)” (p. 22)
136
บท ่ีท 5 มองไปขา้ งหนา้
ความเดิม
การถกเถียงทางการเมืองในโลกมุสลิมเร่ิมขึ้นเมื่อ
ศาสนทูตมูฮัมหมัดได้เสียชีวติ ลง การถกเถียงน้ีมศี นู ยก์ ลาง
อย่ทู ปี่ ระเด็นสทิ ธอิ �ำนาจทางการเมือง (political authority)
โดยมคี ำ� ถามหลกั คอื ใครเปน็ ผมู้ คี วามชอบธรรม(legitimate)
ในการขึ้นมาเปน็ ผู้นำ� หรอื ผปู้ กครอง? และความชอบธรรม
นั้นมาจากไหน อย่างไร? การถกเถียงนี้ได้ก่อให้เกิดกลุ่ม
ตา่ ง ๆ หลากหลายกลมุ่ แขง่ ขนั ชว่ งชงิ กนั สรา้ งคำ� อธบิ ายตอ่
ประเด็นปัญหาดังกล่าว โดยค�ำอธิบายที่ได้รับการยอมรับ
มกั มาจากกลมุ่ ผคู้ รอบครองกองกำ� ลงั ทเ่ี ขม้ แขง็ กวา่ กลมุ่ อน่ื
ในยุคแรกๆ ของปฏิทินอิสลาม การถกเถียงนี้
เงียบลงเมื่อมูอาวียะฮ์ผู้สถาปนาอาณาจักรอุมัยยะฮ์ซึ่งมี
ศูนย์กลางอยู่ที่ดามัสกัส ได้ใช้ก�ำลังปราบปรามกลุ่มอื่นๆ
ท่ีไม่ยอมสวามิภักดิ์ มูอาวียะฮ์ทลายก�ำแพงของค�ำถาม
ดังกล่าวด้วยการน�ำระบบกษัตริย์ท่ีมีการสืบสายเลือด
(hereditary) มาแทนที่ข้อถกเถียงต่างๆ ต่อประเด็นสิทธิ
อ�ำนาจ เมอ่ื ราชวงศ์อมุ ัยยะฮ์ถูกรัฐประหาร หลงั จากครอง
อำ� นาจมาเกอื บ100 ปี และมกี ารสถาปนาราชวงศอ์ บั บาซยี ะฮ์
ข้ึนปกครองอาณาจักรอิสลาม ระบอบการปกครองท่ีใช้
ความชอบธรรมด้วยการสืบสายเลือดยังคงด�ำเนินต่อไปอีก
กวา่ 500 ปี
แมม้ กี ารตัง้ คำ� ถามต่อความชอบธรรม แมKมกี าร
137
แมม้ กี ารตง้ั คำ� ถามตอ่ ความชอบธรรม(legitimacy) ของการเปน็
ผปู้ กครองในบางชว่ งบางเวลาของการปกครองในระบอบน้ี แตค่ ำ� ถามดงั กลา่ ว
ได้รับการโต้แย้งโดยอ�ำนาจ ผ่านการสร้างค�ำอธิบายทางเทววิทยาการ
ปกครองขน้ึ จากตวั บทในคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ นและอลั หะดษี และประกอบสรา้ ง
ใหร้ ะบอบการปกครองแบบสบื สายเลอื ดมคี วามเปน็ “คลิ าฟะฮ”์ เหตทุ เ่ี ปน็
เช่นน้ีก็เพราะระบอบการปกครองแบบคิลาฟะฮ์เป็นระบอบการปกครองท่ี
มสุ ลมิ ซนุ หนกี่ ระแสหลกั เหน็ พอ้ งตอ้ งกนั วา่ เปน็ ระบอบการปกครองทม่ี าจาก
ค�ำสอนของอิสลาม มโนทัศน์เรื่องคิลาฟะฮ์เป็นมโนทัศน์ตัวแบบที่มุสลิม
(ซุนหนี่) ถวิลหา สว่ นหนง่ึ เนอื่ งจากมโนทัศนด์ ังกล่าวได้รบั การปฏบิ ตั ใิ ห้
เกดิ ขนึ้ จรงิ ในประวตั ศิ าสตร์ โดยมสี หายทใ่ี กลช้ ดิ ซงึ่ มคี ณุ ธรรมเปน็ เลศิ และ
เป็นสหายท่ีร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับศาสนทูตมูฮัมหมัดมาต้ังแต่ท่าน
ได้เร่ิมเผยแพร่ศาสนาอิสลามเป็นผู้น�ำ (คอลีฟะฮ์) ของการปกครองใน
มโนทัศน์นี้ เหตุผลอีกส่วนหน่ึงมาจากระบอบความเชื่อในอิสลามที่ถือว่า
การเจรญิ รอยตามจารตี การปฏบิ ตั ขิ องสหายทใ่ี กลช้ ดิ ของศาสนทตู ถอื เปน็
สิ่งทพี่ ึงกระท�ำและถอื เป็นส่วนประกอบส�ำคญั ของกฎหมายอสิ ลาม
คอลีฟะฮ์จึงเป็นต�ำแหน่งสูงสุดทางการเมืองท่ีผู้ปกครอง
ทง้ั ราชวงศอ์ มุ ยั ยะฮแ์ ละอบั บาซยี ะฮใ์ ชเ้ รยี กตวั เองเพอื่ สรา้ งความชอบธรรม
ทางการเมอื ง การสรา้ งวาทกรรมการเมอื งการปกครองเรอ่ื งคลิ าฟะฮส์ ง่ ผล
ใหป้ ญั หาสทิ ธอิ ำ� นาจและความชอบธรรมทางการเมอื งไมไ่ ดเ้ ปน็ ประเดน็ ท่ี
มกี ารถกเถยี งมากนกั อกี ทงั้ ปจั จยั ความมน่ั คง ความม่ังคัง่ ของอิสลามใน
ฐานะมหาอำ� นาจ ทำ� ใหป้ ญั หาสทิ ธอิ ำ� นาจทางการเมอื งและความชอบธรรม
ทางการเมืองไมไ่ ดเ้ ปน็ ปญั หาเบอ้ื งหน้าทที่ า้ ทายตอ่ ความเจริญเตบิ โตหรือ
การล่มสลายของชุมชนมุสลิมในขณะน้นั
ขอ้ สรปุ ทก่ี ลา่ วมาขา้ งตน้ สามารถนำ� ไปใชก้ บั อาณาจกั รออตโตมนั
ซ่ึงปกครองต่อจากอับบาซียะฮ์เร่ือยมา จนกระทั่งดินแดนของมุสลิม
ได้ถูกยดึ ครองโดยจักรวรรดนิ ิยมและแตกกระจายในเวลาตอ่ มา ครนั้ เม่ือ
อาณาจกั รออตโตมนั ไดล้ ม่ สลายลงและเกดิ รฐั ชาตขิ ้ึนมาแทนท่ี วาทกรรม
เร่ืองคิลาฟะฮก์ ็ไม่อาจโน้มน้าวจติ ใจของมวลชนมสุ ลิมไดอ้ ีกตอ่ ไป บรรดา
138
นกั วชิ าการศาสนาทเี่ ปน็ ผผู้ ลติ สรา้ งวาทกรรมดงั กลา่ วกล็ ะทงิ้ มโนทศั นเ์ รอ่ื ง
ระบอบการปกครองคิลาฟะฮ์ เน่ืองจากไม่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
ในการรอื้ ฟนื้ ระบอบคลิ าฟะฮ์ขนึ้ มาอีกในยคุ รฐั ชาติ (nation-state)45
เมื่อมโนทัศน์เรื่องคิลาฟะฮ์สูญเสียพลังในการโน้มน้าวครอบง�ำ
จิตใจของมวลชนมุสลิมและระบอบการปกครองท่ีอ้างความชอบธรรม
ด้วยมโนทัศน์น้ีได้พังทลายลง ค�ำถามที่ตามมาคือมุสลิมจะปกครองกัน
อยา่ งไร ระบอบการเมอื งการปกครองควรจะเปน็ อยา่ งไรตอ่ ไป ใครควรขน้ึ มา
เป็นผู้น�ำ ด้วยความชอบธรรมจากไหน และด้วยกระบวนการอย่างไร?
คำ� ถามเหลา่ นเ้ี กดิ ขน้ึ พรอ้ ม ๆ กบั การเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งภายในของ
อหิ รา่ นและตรุ กซี งึ่ เปน็ 2 ศนู ยก์ ลางอำ� นาจหลกั ทางการเมอื งของโลกมสุ ลมิ
กลา่ วคอื เกดิ การปฏวิ ตั ริ ฐั ธรรมนญู ในอหิ รา่ นในปี ค.ศ.1905-1911 โดย
เปน็ การรว่ มมอื กันของนักการศาสนา พ่อค้าวาณิช สมาคมการค้า และ
ปญั ญาชนหวั กา้ วหนา้ ลกุ ขนึ้ เปลยี่ นแปลงอำ� นาจทไ่ี มจ่ ำ� กดั ของกษตั รยิ ์(ชาฮ)์
ของราชวงศก์ อญอร์ (Qarja Dynasty) ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนญู และจัดให้
มีรัฐสภาท่ีมีอ�ำนาจอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณ การกู้ยืมจากต่างประเทศ
และอำ� นาจอ่นื ๆ ที่เคยอยู่ภายใตก้ ารตดั สินใจของชาฮ์ ขณะทีอ่ อตโตมัน
ตรุ กมี ีการกอ่ ตัวข้ึนของกลุ่มยงั เตริ ก์ (Young Turk) ทม่ี ีแนวคิดเซคควิ ลา่ ร์
และมกี ารจดั ตง้ั คณะกรรมการสหภาพและความกา้ วหนา้ (Committee of
Union and Progress: CUP) ท่ตี อ้ งการปฏริ ปู อาณาจกั รออตโตมนั ใหอ้ ยู่
ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีความเป็นประชาธิปไตยและแยกศาสนาออกจาก
การเมอื ง CUP ไดก้ ดดนั ใหซ้ ลุ ตา่ น อบั ดลุ ฮามดิ (ครองอำ� นาจ 1876-1909)
น�ำเอาระบอบรัฐธรรมนูญมาใช้แทนการปกครองโดยซุลต่านที่มีอ�ำนาจไม่
จำ� กดั ตอ่ มาคณะกรรมการนไ้ี ดพ้ ฒั นาไปเปน็ ปกี หนงึ่ ของกลมุ่ ยงั เตริ ก์ และ
พฒั นาต่อไปเปน็ พรรคการเมือง
45 เชค รอชดิ รฎิ อ นกั วชิ าการศาสนาคนสำ� คญั ผเู้ ปน็ กระบอกเสยี งใหร้ ะบอบคลิ าฟะฮใ์ นยคุ ปลาย
สมัยอาณาจักรออตโตมัน ได้ค่อยๆละท้ิงแนวคิดระบอบคิลาฟะฮ์และน�ำเสนอมโนทัศน์ใหม่
ทางการเมอื งเร่ือง รฐั อสิ ลาม (Islamic State)
139
พฒั นาการทางการเมืองตา่ ง ๆ ดังท่กี ลา่ วมา ช้ีใหเ้ หน็ ถงึ ทิศทางของ
การถกเถยี งทางการเมอื งในโลกมสุ ลมิ ทคี่ อ่ ย ๆ ถอยหา่ งออกจากมโนทศั นเ์ ดมิ
ไปสู่มโนทัศน์ใหม่ทางการเมืองที่ต้องการมีรัฐบาลท่ีสะท้อนเจตจ�ำนงของ
ประชาชน ความเหน็ ของผคู้ นคอ่ ย ๆ กอ่ ตวั ขน้ึ ไปในทศิ ทางทไ่ี มย่ อมรบั การปกครอง
โดยอ�ำนาจทไี่ มจ่ ำ� กัดของคน ๆ เดยี ว (despotic rule) ภูมทิ ัศนท์ างการเมือง
ที่เปล่ียนไปท้ังภายในและภายนอกโลกมุสลิมน่ีเองเป็นปัจจัยส�ำคัญน�ำไปสู่
การปรากฏข้ึนอีกคร้ังของข้อถกเถียงทางการเมืองในเรื่องสิทธิอ�ำนาจและ
ความชอบธรรมทางการเมอื ง โดยหวั ใจหลักสำ� คญั ของแนวคดิ ที่กอ่ ตวั ข้นึ น้คี ือ
ท�ำอย่างไรจะประนีประนอมอิสลามกับระบอบการเมืองที่มีความชอบธรรมที่
ต้องมาจากผู้คนเสียงข้างมาก (popular legitimation) ? ค�ำถามน้ไี ดก้ ลายเป็น
ขอ้ ถกเถียงหลักของโลกมุสลมิ นบั ต้ังแต่ต้นศตวรรษท่ี 20 เปน็ ตน้ มา
ความตอ่ เนือ่ ง: การปฏิรปู และการทำ� ใหเ้ ปน็ อสิ ลาม
ผลสะเทอื นจากการลม่ สลายของอาณาจกั รออตโตมนั และความบอบชำ้�
จากความรนุ แรงอนั เปน็ ผลจากการปฏวิ ตั ริ ฐั ธรรมนญู ในอหิ รา่ น และการปฏวิ ตั ิ
ของกลุ่มกามาลิสต์ยังเติร์กซึ่งเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่
พยายามรักษาอ�ำนาจเดิมเอาไว้ กบั ฝ่ายปฏิรูปท่ตี อ้ งการปลดปลอ่ ยสงั คมออก
จากการยึดกุมของฝ่ายแรก ได้ก่อให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายออกเป็นสองข้ัวที่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อกันย่ิงข้ึนและยากท่ีจะมีทางประนีประนอมกันได้อีก ย่ิงเม่ือ
สถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองโลกได้พัฒนาไปในทิศทางของการท�ำให้เป็น
ตะวันตก (westernization) ผา่ นแนวคดิ การพัฒนา (development theory)
อันเป็นแนวคิดท่ีขับเคล่ือนสังคมไปสู่ความก้าวหน้าตามอย่างตะวันตก
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพืน้ ฐาน และความกา้ วหนา้ ดา้ นวตั ถุ
ในดา้ นตา่ งๆ ผคู้ นในโลกมสุ ลมิ ตา่ งอา้ แขนรบั ความเปลย่ี นแปลงไปสกู่ ารพฒั นา
น้ี โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นผู้มีการศึกษา ผู้คนในเมือง และชนช้ันปกครอง
ขณะท่ีฝ่ายอนุรักษ์นิยมท่ีน�ำโดยนักการศาสนาอิสลามสายจารีตนิยม (Islamic
Traditionalism) คอ่ ย ๆ สูญเสียอิทธิพลในการควบคมุ หรือขบั เคลอื่ นมวลชน
140
เพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลง อิหร่าน อียิปต์ ตุรกี ต่างหันไปสู่เส้นทางของ
การท�ำให้เปน็ ตะวันตก วิถี (way) และสไตล์ (style) การใชช้ วี ติ ของผ้มู ีการศึกษา
คนเมือง และชนชัน้ น�ำ ไม่ไดถ้ ูกจ�ำกัดโดยหลักศาสนาอีกตอ่ ไป อสิ ลามถกู มองว่า
เทา่ กบั ความลา้ หลงั การยดึ ตดิ กบั ประเพณที างศาสนาเทา่ กบั การขดั ขวางการพฒั นา
กล่าวส�ำหรับตุรกีสมัยใหม่ท่ีเพ่ิงก่อตัวจากซากปรักหักพังของอาณาจักร
ออตโตมนั เคมาล อตาร์เตริ ก์ ไดอ้ า้ แขนรับวิถเี ซคคิวลา่ ร์อยา่ งเตม็ รปู แบบ โดย
ไมอ่ นญุ าตใหม้ กี ารสอนศาสนา สง่ั ปดิ มัสยดิ ยกเลกิ ภาษาอาหรบั เปล่ียนบทสวด
เป็นภาษาทอ้ งถนิ่ หา้ มไม่ใหม้ สี ญั ลกั ษณท์ างศาสนาใด ๆ ในท่สี าธารณะ ฯลฯ
ในชว่ งการเปลยี่ นผา่ นการพฒั นาไปสคู่ วามเปน็ ตะวนั ตกนเ่ี องทเ่ี รม่ิ มเี สยี ง
บ่นมาจากธรรมาสนใ์ นมสั ยิด หนังสือพมิ พ์ ตลอดจนบทสนทนาในชีวิตประจำ� วนั
ของผู้คนที่แสดงความคับข้องหมองใจต่อสถานการณ์ที่สังคมมุสลิมก�ำลังถล�ำลงสู่
ความหยอ่ นยานทางศลี ธรรมอนั เปน็ ผลมาจากการทลายเขา้ มาของวฒั นธรรมตะวนั ตก
ที่มาพร้อมกับความมีเสรีในความสัมพันธ์ทางเพศ การดื่มกินตามการบริโภคเชิง
วตั ถนุ ยิ ม การแพรข่ ยายของเครอื่ งดม่ื แอลกอฮอล์ สถานบนั เทงิ ไนทค์ ลบั ตลอดจน
การพนนั ที่มาในรปู แบบต่าง ๆ
ความเสอ่ื มทางศลี ธรรมและการรกุ รานทางวฒั นธรรมจากตะวนั ตกจงึ เปน็
ปญั หาเบอ้ื งหนา้ ทม่ี สุ ลมิ ทงั้ นกั คดิ นกั เขยี น นกั กจิ กรรมทางสงั คม(socialactivist)
ทมุ่ เทความพยายามทงั้ หมดเพอ่ื ปกปอ้ งชมุ ชนมสุ ลมิ จากความเลวรา้ ยทพี่ วกเขาเหน็
ว่ามาจากความคิดตะวันตก และหยดุ ยงั้ ส่งิ ท่พี วกเขาเหน็ วา่ เป็นการลา่ อาณานิคม
ในรปู แบบใหมด่ ว้ ยการฟน้ื ฟศู ลี ธรรมและคณุ คา่ ในแบบอสิ ลามขนึ้ มาใหม่ กรอบการมอง
และวเิ คราะหป์ ญั หาทกี่ ำ� ลงั ทา้ ทายประชาคมมสุ ลมิ จงึ เคลอ่ื นยา้ ยไปสกู่ รอบคดิ ใหม่
โดยเปน็ การมองปญั หาผา่ นกรอบทางศลี ธรรม (moral) ซงึ่ ตา่ งจากชว่ งเวลากอ่ นหนา้
ทกี่ รอบคดิ ทางการเมอื ง (political) เปน็ กรอบคดิ หลกั ในการวเิ คราะหค์ วามตกตำ�่
ของชาติมุสลิม
กรอบคิดทางศีลธรรมนี่เองที่ให้ก�ำเนิดการก่อตัวขึ้นของขบวนการสร้าง
การต่นื ร้เู กี่ยวกบั อิสลาม (Islamic Awakening) ขบวนการปฏริ ูปและฟ้ืนฟูอิสลาม
(Islamic Reform and Revivalism) ตลอดจนความพยายามในรูปแบบตา่ ง ๆ เพื่อ
ท�ำให้ความเป็นอิสลามเกิดขึ้นมาใหม่ (re-Islamization) ดังความพยายามของ
141
ขบวนการ อคิ วาน อลั มสุ ลมี นู (IkhwanalMuslimun: ขบวนการภราดรภาพ
มสุ ลิม) ที่กอ่ ต้งั โดย ฮาซัน อลั บันนา (Hasan al Banna: 1906-1949) ซงึ่ มี
อาชพี เปน็ ครใู นโรงเรยี นทมี่ องเหน็ ความเหลวแหลกของสงั คมเมอื งในอยี ปิ ต์
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการผุดข้ึนของไนท์คลับ โสเภณี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ทมี่ าพรอ้ มกบั การเขา้ มาทำ� งานขององั กฤษและชาตติ ะวนั ตกในเขตคลองซเุ อซ
ในตุรกีขบวนการของ บาดิอซุ ซามาน เซด นรู ซี (Bediuzzaman
Said Nursi: 1877-1960) มงุ่ เนน้ การสรา้ งคณุ ธรรมสว่ นบคุ คล (ระบอบเซคควิ ลา่ ร์
ห้ามการท�ำกิจกรรมทางศาสนาในเชิงสาธารณะ) ผ่านแนวทางซูฟีและ
กลายเปน็ ตน้ แบบทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ขบวนการฟน้ื ฟอู สิ ลามจำ� นวนมากโดยมสี มาชกิ
จำ� นวนหลายลา้ นคน ส่วนภูมภิ าคเอเชยี ใต้ (อินเดยี -ปากสี ถาน) ญามาอตั
อิสลามี ที่ก่อต้ังข้ึนโดย อบูอะอ์ลา เมาดูดี้ (Abu A’la Mawdudi:
1903-1979) นกั คิด นกั เขียนและนกั หนงั สือพิมพ์ ตอ้ งการเปลย่ี นระบอบ
การเมอื งใหเ้ ปน็ อสิ ลาม (Islamize) ดว้ ยระบอบการเมอื งการปกครองเซคควิ ลา่ ร์
ท่ีวางรากฐานโดย มูฮัมหมัด อาลี ญินนะฮ์ (Muhammad Ali Jinnah:
1876-1948) ผกู้ อ่ ตง้ั ปากสี ถาน เมาดดู ี้ (1997) มองวา่ มลี กั ษณะของความเปน็
ญาฮลิ ยี ะฮ์ (ลักษณะความโง่เขลา อนารยชนในยุคก่อนอิสลาม) ส�ำหรับ
เมาดดู ้แี ลว้ การดำ� เนนิ ชวี ติ ของมสุ ลิมในยุคปัจจุบนั ไดถ้ อยหลังกลบั ไปสยู่ ุค
ญาฮิลียะฮ์ “ก็ต่อเม่ือมีคนกลุ่มหนึ่งมุ่งม่ันทุ่มเทในหลักการและคุณค่าของ
อิสลามโดยไมม่ องหาสง่ิ อน่ื ใดนอกจากคำ� สอนนี้ ความพยายามนจี้ ะนำ� ไปสู่
การกอ่ ตวั ขน้ึ ของชุมชนมุสลิมที่แท้จริง และในท้ายที่สุดมันจะด�ำเนินไปสู่
การปฏวิ ตั เิ พอื่ จดั ตง้ั รฐั อสิ ลามในรปู แบบทเี่ รา(อสิ ลาม) ตอ้ งการ”(pp.21-23)
แนวคิดของเมาดูด้ีและญามาอัต อิสลามี เรื่องการสร้างขบวนการอิสลาม
ทเ่ี ครง่ ครดั เพอ่ื ขบั เคลอื่ นไปสกู่ ารโคน่ ลม้ อำ� นาจและจดั ตงั้ รฐั อสิ ลามสง่ อทิ ธพิ ล
ไปทั่วโลกมุสลิม แต่ไม่เคยบรรลุผลในทางปฏิบัติในอินเดีย-ปากีสถาน
หากแตป่ ระสบความสำ� เรจ็ ในอหิ รา่ นเมอ่ื อหิ มา่ มโคมยั นน่ี ำ� การปฏวิ ตั อิ สิ ลาม
ก่อต้งั สาธารณรัฐอสิ ลามสำ� เรจ็
142
สำ� หรับฮาซัน อลั บันนาและอิควานอลั มสุ ลมี นู การสรา้ งศีลธรรม
และคณุ ธรรมอสิ ลามเรม่ิ ตน้ จากปจั เจกบคุ คลและขยบั ไปยงั ครอบครวั ชมุ ชน
และในทา้ ยทสี่ ดุ สงั คมจะบรรลถุ งึ ความเปน็ สงั คมทดี่ ตี ามคณุ คา่ ของอสิ ลาม
ในที่สุด อัลบันนามีความเห็นไปในทางสนับสนุนระบอบการปกครองใน
ลกั ษณะท่ีอยู่ภายใต้รฐั ธรรมนูญ (constitutional government) และระบบ
รฐั สภา(parliamentarysystem) โดยชว้ี า่ เปน็ ระบอบทใ่ี กลเ้ คยี งกบั เปา้ หมาย
ทอี่ สิ ลามวางไวม้ ากทสี่ ดุ แมอ้ ลั บนั นาเหน็ วา่ ควรมกี ารปฏริ ปู ระบอบดงั กลา่ ว
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ระบบพรรคการเมอื งทเี่ ขาเหน็ วา่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความแตกแยก
รวมถงึ การแบง่ ฝกั แบง่ ฝา่ ยในสงั คม(Michael,1969,p.127) และโดยเฉพาะ
อย่างยง่ิ ขอ้ วติ กกงั วลของอัลบนั นา (1966) ต่อแนวโน้มของความเสอ่ื มถอย
ทางความคดิ ทศั นคตขิ องผคู้ นทม่ี าในนามของเสรภี าพทางความคดิ ตลอดจน
ความเสอ่ื มถอยของพฤตกิ รรม ศลี ธรรม และการกระทำ� ทขี่ าดความรบั ผดิ ชอบ
ที่มาภายใต้หน้ากากของเสรีภาพส่วนบุคคล (p. 43) ด้วยเหตุน้ีอัลบันนา
จึงเห็นว่ารัฐจะต้องมีมาตรการควบคุมให้ทุกอย่างสอดคล้องและอยู่ภายใต้
หลักการและคณุ ค่าของอสิ ลาม
ไม่ว่าฮาซัน อัลบันนา อบูอะอ์ลา เมาดูด้ี และอิหม่ามโคมัยนี่
จะมีความแตกต่างกันในแนวคิดและวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งระบอบการ
ปกครองในลักษณะ “อิสลาม (Islamic)” อย่างไร แต่ผู้น�ำทางความคิด
ท้ังสามคนซึ่งทรงอิทธิพลในช่วงหลังการล่มสลายของออตโตมันจนกระท่ัง
เกิดการปฏิวัติอิหร่านและต่อเนื่องมาอีกราวทศวรรษหลังจากน้ันหรือ
ยุคอิสลามิสต์ ต่างมีท่าทีไปในทิศทางเดียวกันท่ีเห็นว่าสิทธิอ�ำนาจและ
ความชอบธรรมในระบอบการเมอื งอสิ ลามตอ้ งสะทอ้ นความเปน็ ตวั แทนของ
ผู้คนและต้องได้รับการตรวจสอบจากสาธารณะ ขณะเดียวกันกฎหมาย
ที่ออกมาจากความพยายามของมนุษย์ต้องไม่ขัดกับชะรีอะฮ์ ตัวแบบของ
มโนทัศน์ใหม่ในทางการเมืองการปกครองอิสลามจึงมีลักษณะที่เป็นการ
ปกครองระบอบประชาธปิ ไตยทม่ี กี ารจำ� กดั อำ� นาจของการนติ บิ ญั ญตั ภิ ายใต้
การสอดสอ่ งดแู ลของผรู้ ทู้ างศาสนาเพอื่ ไมใ่ หก้ ฎหมายขดั กบั หลกั การอสิ ลาม
143
พฒั นาการเบือ้ งหน้า:
จากการถกเถียงเรอื่ งรูปแบบสูก่ ารเปลย่ี นแปลงเชิงเนอื้ หา
การเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งภายในของประเทศในภมู ภิ าคตะวนั ออกกลาง
ทัง้ การเปลี่ยนแปลงอนั เปน็ ผลมาจากการบังคบั จากภายนอก เช่น การบกุ โจมตี
อิรักของสหรัฐและชาติพันธมติ รซ่ึงนำ� ไปสกู่ ารลม่ สลายของระบอบการปกครอง
แบบพรรคเดียว (พรรคบาธ) ของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam
Hussein: 1937-2006) และมกี ารเลือกตั้งในเวลาต่อมา ได้กอ่ ให้เกิดจินตนาการ
ใหม่ทางการเมืองข้ึน ในทางหนึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ท�ำให้ผู้คนคุ้นเคยและ
เรียนรู้มากยิ่งขึ้นเก่ียวกับระบอบการเมืองในระบบตัวแทน (representative
politic) แมเ้ สน้ ทางของกระบวนการทางการเมอื งในอริ กั จะเตม็ ไปดว้ ยอปุ สรรค
ทงั้ ปญั หาความขดั แยง้ ระหวา่ งซนุ หน-ี่ ชอี ะฮ์ ปญั หาทต่ี อ่ เนอ่ื งมาจากการยดึ ครอง
ของสหรฐั ตลอดจนปญั หาการแทรกแซงจากอหิ รา่ น แตก่ ระบวนการเจรจาตอ่ รอง
ประนีประนอม จนกระทั่งมรี ัฐบาลทีเ่ ป็นตวั แทนมาจากหลายกลุม่ ท�ำให้รฐั บาล
มีความชอบธรรมมากย่ิงข้ึน การล่มสลายของการปกครองท่ีน�ำโดยพรรคบาธ
เพียงพรรคเดียวท�ำให้การสร้างความรู้และอ�ำนาจเพ่ือครอบง�ำ (องค์ความรู้ว่า
ด้วยอิสลามเข้ากันไม่ได้กับประชาธิปไตย) อันเป็นการสร้างความชอบธรรม
ใหแ้ ก่ระบอบ ตลอดจนสถาบนั ต่าง ๆ ทคี่ �้ำจนุ ความรูแ้ ละอ�ำนาจนไี้ วก้ ล็ ม่ สลาย
ลงไปดว้ ย เลบานอนซงึ่ มรี ฐั บาลทมี่ าจากตวั แทนของหลากหลายกลมุ่ (representative
government) ไดเ้ รมิ่ กระบวนการนไี้ ปกอ่ นหนา้ นนั้ และถอื เปน็ ตวั อยา่ งของการ
ฝ่าออกไปจากวาทกรรมเรื่องรัฐอิสลามโดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่ือ ฮิซบุลเลาะห์
(Hezbolah) ซงึ่ เปน็ ขบวนการการตอ่ สอู้ สิ ลามและถกู มองวา่ เปน็ กลมุ่ อสิ ลามสิ ต์
ได้เป็นส่วนประกอบส�ำคัญของรัฐบาลและท�ำงานร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ
ภาคประชาสงั คมในการสร้างความเป็นพลเมือง
ในอกี ทางหนง่ึ การเกดิ ขน้ึ ของกลมุ่ อลั กออดิ ะฮแ์ ละกลมุ่ ไอซสิ ทกี่ ลมุ่ แรก
มเี ปา้ หมายเพอื่ จดั ตง้ั รฐั อสิ ลาม สว่ นกลมุ่ หลงั ตอ้ งการปกครองในรปู แบบคลิ าฟะฮ์
ได้ท�ำให้ความชอบธรรมของการปกครองที่อ้างว่ามีความเป็นอิสลาม (Islamic)
ไดถ้ กู ทำ� ลายลงพรอ้ มๆ กบั การพงั ทลายของกลมุ่ ดงั กลา่ ว อลั กออดิ ะฮใ์ ชว้ ธิ กี าร
144
ตอ่ สดู้ ว้ ยอาวธุ โดยไมเ่ ลอื กวธิ กี าร โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ใชก้ ารลอบ
วางระเบิดในสถานทีส่ าธารณะ เชน่ ตลาด โรงเรยี น มัสยิด
โบสถ์ รถโดยสารสาธารณะ ขณะทก่ี ลมุ่ ไอซสิ ไดส้ รา้ งแผนการ
รณรงค์ให้มุสลิมท่ัวโลกเข้าร่วมรบกับพวกเขาจนสามารถยึด
พื้นที่และจัดตั้งระบอบการปกครองที่อ้างว่าเป็นคอลีฟะฮ์
อิสลามข้ึนมา ตลอดช่วงเวลาของการต่อสู้ของทั้งสองกลุ่ม
พวกเขาไดส้ รา้ งความหวาดกลวั และความเขด็ ขยาดแกผ่ คู้ นตอ่
การกล่าวอ้างการปกครองแบบอิสลาม รัฐอิสลาม ไอซิสและ
อลั กออดิ ะฮไ์ ดก้ ลายมาเปน็ มโนทศั นท์ ซี่ อ้ นทบั กนั ไดอ้ ยา่ งสนทิ
แนบแน่นในความรู้สกึ ของผ้คู น
เม่ือเกิดอาหรับสปริงในเวลาต่อมา โดยประชาชน
นบั ลา้ นคนในตนู เี ซยี อยี ปิ ต์ เยเมน บาหเ์ รน ซเี รยี ลเิ บยี โอมาน
ได้ลุกข้ึนปฏิเสธการปกครองในระบอบเผด็จการและเรียกร้อง
ให้ปฏิรูปการเมืองด้วยการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และ
มกี ารกระจายทรพั ยากรดว้ ยการปฏริ ปู เศรษฐกจิ และสรา้ งนโยบาย
สาธารณะท่ีสะท้อนความต้องการของประชาชน แม้มีเพียง
ตนู เี ซยี และอยี ปิ ตท์ ป่ี ระสบความสำ� เรจ็ (แตก่ เ็ กดิ รฐั ประหารใน
อยี ปิ ต์ในเวลาตอ่ มา) แตข่ ้อเรียกรอ้ งของประชาชนในประเทศ
เหลา่ นมี้ ลี กั ษณะรว่ มกนั คอื ต้องการรฐั บาลท่ีโปร่งใส สามารถ
ตรวจสอบได้ มกี ารถว่ งดลุ อำ� นาจของสถาบนั ตา่ ง ๆ ในระบอบ
การเมืองการปกครอง ต้องการให้มีการกระจายอ�ำนาจให้
ประชาชนได้เข้าถึงทรัพยากรอย่างเป็นธรรม มีระบบประกัน
สุขภาพข้ันพื้นฐาน แรงงานจะต้องได้รับการคุ้มครองจาก
การกดข่ีของนายจ้าง มีระบบท่ีรับประกันว่าทุกคนจะได้มี
การศึกษาอย่างทั่วถึงกัน พวกเขาต้องการระบอบการเมืองท่ี
ปกป้องคุ้มครองเกียรติยศของบุคคลท่ีรัฐไม่สามารถใช้อ�ำนาจ
จบั กมุ ประชาชนโดยไมผ่ า่ นกระบวนการยตุ ธิ รรมทโ่ี ปรง่ ใสและ
เปน็ ธรรม (due process)
145
“เน้ือหา” ของการเรียงร้องเหล่านี้มีลักษณะ
ขา้ มพรมแดนของแนวคดิ ขวั้ ตรงขา้ ม ขา้ มพรมแดนของศาสนา
และลัทธิทางความเช่อื รวมทัง้ ข้ามพรมแดนของความเป็น
ชาตนิ ิยม
การเรยี กรอ้ งในเชงิ “เนอ้ื หา” ไดก้ า้ วขา้ ม(bypass)
การเรียกร้องในอดีตที่เน้น “รูปแบบ” กล่าวคือ ในอดีต
เป็นการถกเถียงว่าควรมีการปกครองรูปแบบใด เช่น
รูปแบบคิลาฟะฮ์ รัฐอิสลาม หรือรัฐแห่งอ�ำนาจของผู้รู้
ศาสนา (theocracy) โดยรปู แบบเหลา่ นี้ถกู ประกอบสรา้ ง
เป็นวาทกรรมหลักที่จองจ�ำประชาคมมุสลิมเอาไว้ไม่ให้
เปล่ยี นแปลงไปสพู่ ลวัตรและเกิดประดษิ ฐกรรมใหม่ ๆ ใน
ทางการเมอื งการปกครองอยา่ งนอ้ ยในรอบ100 ปที ผ่ี า่ นมา
ความส�ำเร็จของตูนีเซียในการเปลี่ยนผ่านไปสู่
ระบอบการเมืองการปกครองในลักษณะประชาธิปไตยที่มี
“เน้ือหา”ตอบสนองและสะท้อนความต้องการในลักษณะ
ดังกล่าวข้างต้นของประชาชน ขณะเดียวกันไม่ได้ตีเส้น
แบ่งแยกระหว่างศาสนาอิสลามกับข้อเรียกร้องหรือ
ความต้องการดังกล่าว กล่าวคือไม่ได้มองว่าข้อเรียกร้อง
ดงั กลา่ วเขา้ กนั ไดห้ รอื ไมก่ บั อสิ ลาม หรอื เปน็ ขอ้ เรยี กรอ้ งทม่ี ี
“ความเปน็ อิสลาม (Islamic)” หรือไม่ การเปล่ียนแปลงนี้
ถอื เปน็ หมดุ หมายของพฒั นาการทางการเมอื งทสี่ รา้ งสรรค์
และเปน็ ทางออกตอ่ ปญั หาความชอบธรรมทางการเมอื งซง่ึ
เป็นสาเหตุหลักของความล้าหลังทางการเมืองของมุสลิม
ตลอดมา
146
ข้อสังเกตุอีกประการคือ “ภาษา” ที่ใช้ในวาทกรรม
การเรียกร้องทางการเมืองของมุสลิมในช่วงอาหรับสปริง
เป็นภาษาของการบริหารจัดการ (บริหารจัดการอย่างโปร่งใส
กระจายทรัพยากร ปฏิรูป ฯลฯ) แทนท่ีจะเป็นภาษาของ
เทววิทยา การเรียกร้องความเปล่ียนแปลงทางการเมือง
ด้วยภาษาของการบริหารจัดการน่ีเองมีส่วนอย่างส�ำคัญ
ในการท�ำให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันมากกว่าภาษาของ
เทววิทยาซึ่งมักน�ำไปสู่การแบ่งฝักฝ่ายทางความเช่ือและ
การประนามหรอื ตีตรา (stigmatize) ซ่ึงกันและกนั ทงั้ น้ภี าษา
เทววิทยาได้ครอบง�ำการถกเถียงทางการเมืองของมุสลิมมา
อย่างยาวนาน เนื่องจากการถกเถียงเรื่องการเมืองในอดีต
เป็นการถกเถียงภายใต้กรอบสาขาวิชากฎหมายอิสลาม (fiq)
ซง่ึ มีเปา้ หมายหลกั คือการช้ถี ูกผดิ ตามศาสนบญั ญตั ิ เราจึงพบ
วา่ การถกเถยี งทางการเมอื งในสงั คมมสุ ลมิ มกั นำ� ไปสคู่ วามเกลยี ดชงั
ความเปน็ ปฏปิ กั ษต์ อ่ กนั และทา้ ยทสี่ ดุ นำ� ไปสกู่ ารใชค้ วามรนุ แรง
การถกเถียงทางการเมืองในโลกมุสลิมในอนาคต
ขา้ งหนา้ จงึ เปน็ การถกเถยี งทม่ี งุ่ ไปสกู่ ารเปลยี่ นแปลงเชงิ เนอ้ื หา
แทนรูปแบบ กรอบการถกเถียงเรื่องสทิ ธอิ ำ� นาจและความชอบ
ธรรมทางการเมืองจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจากกรอบคิดเชิง
เทววิทยาและเคล่ือนย้าย (shift) ไปสู่กรอบการถกเถียงเชิง
การบริหารโดยใช้ภาษาที่ก้าวข้ามมโนทัศน์ลักษณะสองขั้ว
ตรงข้าม (binary) ทเ่ี คยครอบงำ� การถกเถียงในอดตี แนวคดิ
ทางการเมืองอิสลามเป็นแนวคิดที่เป็นผลมาจากการช่วงชิง
ความหมายกันของกลุ่มต่าง ๆ ที่แข่งขัน ปะทะ ต่อรอง
สงั สรรค์กันในสงั คม มากกวา่ เกดิ จากการก�ำหนดอยา่ งตายตัว
จากผ้รู ู้ทางศาสนาดังเชน่ ในอดตี
147
อภิธานGศlพั oทs์s a r y
กะอบ์ ะฮ:์ อาคารรูปทรงส่ีเหลี่ยมที่มุสลิมเชื่อว่าอัลเลาะห์ได้ดลใจให้ศาสนทูต
อบิ รอฮมี ทำ� การสรา้ งขน้ึ กะอบ์ ะฮเ์ ปน็ สถานทที่ ม่ี สุ ลมิ ผนิ หนา้ ไปสใู่ นขณะ
ท่ที ำ� การละหมาด หรอื กิบลตั และเป็นสถานที่ท่มี ุสลิมต้องเดนิ วนรอบ
อันเปน็ ส่วนหน่งึ ของพิธีฮจั ญ์ มุสลิมเรียกกะอบ์ ะฮว์ า่ บยั ตุลเลาะห์ หรือ
บา้ นของอลั เลาะห์ กะอบ์ ะฮป์ ระดษิ ฐานอยใู่ นมสั ยดิ อลั ฮารอม ในนครมกั กะฮ์
มุสลมิ ถอื วา่ มสั ยดิ อัลฮารอมเปน็ มสั ยดิ ท่สี ำ� คัญที่สดุ ในอสิ ลาม
คลิ าฟะฮ์: ระบอบการปกครองทเี่ กดิ ขน้ึ หลงั ศาสนทตู มฮู มั หมดั เสยี ชวี ติ เปน็ ระบอบ
ที่มีนัยยะถึงการสืบทอดภารกิจของศาสนทูต โดยระบอบนี้ต้องการ
ขบั เคลอ่ื นสงั คมไปสเู่ ปา้ หมายทอี่ สิ ลามตอ้ งการจะบรรลุ เชน่ ความยตุ ธิ รรม
ทางสังคม การปกป้องผ้อู อ่ นแอ การดำ� เนนิ การใหม้ กี ารปฏิบตั ิศาสนกจิ
ตามท่ีอิสลามได้วางไว้ ระบอบคิลาฟะฮ์มีผู้น�ำท�ำหน้าที่เป็นผู้น�ำทาง
การเมอื งของประชาชาติมุสลิมหรอื อมุ มะฮ์
คอลฟี ะฮ์ หรือ ผู้น�ำทางการเมืองในระบอบการปกครองแบบคิลาฟะฮ์ในจารีตทาง
กาหลบิ (Caliph): ความคดิ ของมสุ ลมิ ซุนหน่ี
คอวารจิ ญ:์ กลุ่มมุสลิมท่ีมีแนวคิดว่าผู้ละเมิด “ค�ำสอน” ของศาสนาอิสลามคือ
ผู้ท่ีออกไปจากขอบเขตของศาสนาอิสลาม กล่าวคือผู้ละเมิดค�ำสอนจะ
กลายเป็นผู้ท่ีไม่ใช่มุสลิม การปฏิบัติต่อผู้ละเมิดเหล่าน้ันจึงต้องปฏิบัติ
เย่ียงผู้ท่ีไม่ใช่มุสลิม การตีความ “ค�ำสอน” ในศาสนาอิสลามของ
กลุ่มคอวาริจญ์เป็นการตีความตามความคิดของกลุ่มและไม่ยอมรับ
การตีความที่นอกเหนือจากความเข้าใจน้ี มุสลิมกระแสหลักถือว่ากลุ่ม
คอวารจิ ญเ์ ปน็ กลุ่มสุดโต่งทางศาสนา
คุมส์: ระบบการจดั เก็บภาษขี องมสุ ลมิ ชีอะฮ์
148