The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaplatpso9, 2022-05-27 03:58:42

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

สญั ญาเลขท่ี ORG6350012

รายงานฉบบั สมบูรณ
โครงการ “การศกึ ษาความตอ งการและการนาํ ไปใชประโยชนจากงานวจิ ัย

กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย”

โดย

สถาบนั วิจัยสงั คม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

สนบั สนนุ โดย
สาํ นกั งานคณะกรรมการสง เสรมิ วิทยาศาสตร วิจัย และนวตั กรรม (สกสว.)

2564

I

บทสรุปสาํ หรับผูบรหิ าร

Executive Summary Report

ความเปน มาของงานวจิ ัย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย มีภารกิจหลักในการพฒั นา เสริมสรางศักยภาพ

ของมนุษย การมีสวนรวมในการพัฒนาสังคมใหเปนสังคมคุณภาพ โดยมีเครื่องมือสําคัญคือระบบสวัสดิการ
เครือขาย บนฐานการพัฒนาองคความรูเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของสังคม ประเด็นยุทธศาสตรคือการ
พฒั นาศกั ยภาพคน ครอบครัวและชุมชน สรางหลักประกันทางสังคม และสง เสรมิ ภาคีเครือขาย สรางการเปน
หุนสวนทางสังคม ปจจุบันโครงสรางในกระทรวง แบงเปน 5 กรมหลัก แตละกรมมีภารกิจในการดูแล
กลุมเปาหมายเฉพาะ ไดแก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการผูสูงอายุ กรมกิจการสตรีและสถาบัน
ครอบครวั กรมสงเสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ สาํ หรบั กรมพฒั นาสังคมและสวัสดิการ เปนหนวยงาน
ที่มีหนาทร่ี บั ผิดชอบในภาพรวม ในเร่อื งการพัฒนาและจัดสวสั ดิการสังคมแกกลุมเปาหมาย และมีหนวยงานท่ี
มีภารกิจเฉพาะคือ การเคหะแหงชาติ และสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคการมหาชน) โดยมีสํานักงาน
ปลัดกระทรวงเปนศูนยกลางในการบริหารของกระทรวง พัฒนาและแปลงยุทธศาสตรใหเปนแผนปฏิบัติงาน
โดยประสานงานกบั หนว ยงานในสังกดั

นอกจากการทํางานตามโครงสรางหนาที่ของหนวยงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
มนุษย ยังมีบทบาทในการรว มเปน คณะกรรมการตามกฎหมาย รวม 34 ชดุ กระจายไปทกุ หนว ยงาน

เมื่อพิจารณางานศึกษา/วิจัยที่เผยแพรในเว็บไซตของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยพบวามีการวิจัยจํานวนมาก แตงานวิจัยที่เปนชุดโครงการวิจัยที่มุงตอบโจทยภาพรวมมีนอย งานวิจัยที่
เนนการตอบโจทยวิจัยที่เปนกลุมเฉพาะยังมีไมมากนัก ขาดการจัดการความรูจากงานวิจัยไปใชไปประโยชน
งานวิจัยมีจํานวนมาก กระจัดกระจายและไมเห็นความตอเนื่องระหวางการสรางงานวิจัยกับการผลักดันให
เกิดผล ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงมุงที่จะหาแนวทางในการสงเสริมใหหนวยงานในกระทรวง พม. ทําการวิจัย
และนํางานวิจัยไปใชประโยชน ในสถานการณที่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการทุนวิจัย เพื่อให
บคุ ลากรในกระทรวงสามารถพัฒนาศกั ยภาพในการทําวิจยั ในขณะเดียวกัน สามารถสรา งองคความรูในการทํา
วิจัยในหนวยงานเพือ่ ใหไ ดประโยชนก ับการขบั เคลอ่ื นภารกจิ ในอนาคต
วัตถุประสงคข องการวจิ ัย

(1) วิเคราะหผูใช และความตองการการวิจัย การนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชนแ ละรูปแบบการ
นาํ ไปใชป ระโยชนจ ากงานวจิ ัยของหนว ยงานในกระทรวง

(2) ศึกษากลไกการตัดสนิ ใจเชิงนโยบายที่มกี ารนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน โดยพิจารณาทั้งเง่ือนไข
ขอจาํ กดั ตลอดจนปจ จยั ทีเ่ ก่ียวขอ งในการนาํ งานวิจยั ไปใชป ระโยชนข องกระทรวงการพัฒนา
สังคม

II

(3) ศึกษาและพฒั นาแนวทางการสรางกลไกผลกั ดนั /สงเสรมิ การใชป ระโยชนจ ากผลงานวิจัยเพื่อ
ภารกิจของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย

ระเบยี บวธิ กี ารดาํ เนนิ งาน

การศึกษาครั้งนี้ ออกแบบใหเปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เนนการสังเคราะหเนื้อหาและความ
ตองการของผูใหขอมูลหลัก (Key Informants) และผูมีสวนเกี่ยวของ รวมกับการศึกษากรณีศึกษา เพ่ือ
วเิ คราะหใหเห็นกลไกการตดั สินใจเชิงนโยบายท่ีเช่ือมโยงกับการนาํ ผลงานวจิ ยั ไปใชป ระโยชน ขน้ั ตอนการวิจัย
โดยสงั เขปมดี งั นี้

(1) ทบทวน/สังเคราะหงานวิจัยที่มีอยูของกระทรวงการพัฒนาสังคม รวมถึงงานวิจัยที่กระทรวง
นํามาใชเพ่ือผลกั ดันภารกจิ ตามบทบาทของกระทรวง เพ่อื พิจารณาชองวาง/ขอจํากดั ของงานวิจัย
ที่มีอยู ผลการทบทวนจะเปนประเด็นสําคัญในการพัฒนาแบบสัมภาษณสําหรับผูใหขอมูลหลัก
ตอไป

(2) สมั ภาษณเ ชงิ ลึกผใู หข อมูลหลัก ผูบรหิ ารและผทู ่เี กี่ยวของกับการนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนใน
หนวยงานระดับตางๆ รวมไปถึงผูมีสวนเกี่ยวของ เชน ผูผลิตงานวิจัยที่กระทรวงนํามาใช
ประโยชน สถาบันการศึกษาทเ่ี กยี่ วของ

(3) การอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) สําหรับผูมีสวนเกี่ยวของกับการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน โดยผูเขารวมประกอบดวยผูมีสวนเกี่ยวของโดยตรงจากหนวยงานในกระทรวง และ
ภาคีทเ่ี กยี่ วของกับประเดน็ นัน้ ๆ เพ่อื สกดั ประเด็นรว มของหนวยงานในภาพรวม

(4) การจัดทํากรณีศึกษาเพื่อวิเคราะหใหเห็นกลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงกับการนํา
ผลงานวิจัยไปใชประโยชน จํานวน 5 กรณี เพื่อเปรียบเทียบใหเห็นลักษณะรวม/ลักษณะท่ี
แตกตางกันและเงื่อนไขที่สงผลใหเกิดความแตกตางของผลของนโยบายที่แตกตางกัน โดยเกณฑ
การคัดเลือกกรณีศึกษา จะมาจากขอเสนอของผูมีสวนไดสวนเสียกับกระบวนการนโยบายใน
กระทรวง

(5) สรปุ และจัดทํารางผลการศกึ ษา
(6) นําเสนอผลการศึกษาตอผูมีสวนเก่ยี วขอ ง
(7) ปรบั ปรุงและจัดทํารายงานฉบับสมบรู ณ

III

ผลการศึกษา

การปรบั เปล่ยี นหวงโซคณุ คาของการวจิ ัย: การเปล่ียนแปลงบทบาทและความสัมพนั ธข องผูผลิตและ
ผใู ชง านวจิ ัย

ระยะที่ศึกษาวิจัย เปนชวงระยะเวลาแหงการเปลี่ยนผานระหวางระบบการวิจัยแบบเกา ไปสูระบบ
การวิจัยภายใต อววน. โดยการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญคือ ความสัมพันธระหวางผูผลิตกับผูใชงานวิจยั ในระบบ
การวิจัยแบบเดิม งบประมาณที่ใชในการวจิ ัยมีที่มาจากสองสวน สวนแรก คือ หนวยงานภายใตกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย กําหนดโจทยวิจัยและของบประมาณประจําปไดโดยตรง สวนที่สอง
เปนการเสนอของบประมาณการวิจัยจากทุนวิจยั เงินงบประมาณแผนดนิ หรืองบประมาณจากแหลงอื่นๆ เม่ือ
ไดงบประมาณมาแลว ทุกหนวยงาน มักจะใชวิธีการจัดจางที่ปรึกษา ซึ่งเปนสถาบันวิชาการเขามาดําเนินการ
ศึกษา (เปนผูผ ลิตงานวิจัย) สวนหนวยงานเปน ผูใ ชผลงานวจิ ัย แตส าํ หรบั ในระบบการวิจัยภายใต อววน. การ
เสนองบประมาณในสวนวิจัยของกระทรวงในสวนของงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานพื้นฐาน (fundamental
fund) จะตองเสนอใหคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปนผูตั้งคําขอ
งบประมาณ (พรบ. กสว. มาตรา 17) ดังนั้น จึงไมสามารถตั้งงบประมาณเพื่อการวิจัยไดอยางเปนอิสระ แต
ตองเสนองบประมาณใหสอดคลองกับนโยบายและยุทธศาสตรก ารวิจัยของประเทศ และทีส่ ําคญั ทสี่ ดุ การวิจัย
ภายใตระบบ ววน.นี้ หนวยงานไมสามารถจัดจางที่ปรึกษาเพื่อทําการวิจัยได โดยนัยนี้ ระบบ ววน.จึงมีผลให
ผูผ ลิตและผใู ชผ ลงานวิจัยเปนคนกลมุ เดียวกนั .

ในระยะเวลาที่ทําการศึกษา บุคลากรที่เกี่ยวของกับการวิจัยในกระทรวงการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะ
กองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ซึ่งเปนผูประสานงานหลักในเรื่องบทบาทในการ
ศึกษาวิจัยของหนวยงาน จึงอยูในระหวางการปรับตัว ปรับทักษะเพื่อทําการวิจัย และกําหนดกลไกเพื่อวาง
ยุทธศาสตรในการวิจัยของหนวยงาน อีกชองทางหนึ่งเปนงบประมาณวิจัยเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ
(strategic fund) ซึ่งบริหารโดยหนวยบริหารจัดการโปรแกรม (Program Management Unit-PMU) ตางๆ
ซง่ึ หากหนว ยงานมีความตองการก็ตองยน่ื ขอเสนอการวจิ ัยไปตามชองทางที่กาํ หนด (ออนไลน) ซึ่งชอ งทางนี้ มี
คแู ขง ที่เปนสถาบนั ทางวชิ าการตา งๆ และหนวยงานอืน่ ๆ มากขึน้

ขอจํากัดที่สําคัญของระบบการบริหารงบประมาณของ PMU คือ การคัดเลือกโครงการวิจัยในรอบ
แรกๆ เปนการสื่อสารแบบทางเดียว ซึ่งนักวิจัยไมมีโอกาสไดชี้แจงหรือปรับแกเอกสาร จนเม่ือไดรับการ
คัดเลอื กโครงการแลว จงึ จะมกี ารส่ือสารสองทางระหวาง PMU กบั นกั วิจยั ดงั นั้น จงึ เปนเรอ่ื งยากท่ีหนวยงาน
ในกระทรวงจะไดรับงบประมาณการวิจัยจาก PMU ดังนั้น นอกจากขอจํากัดเรื่องทักษะในการทําวิจัย และ
การผลักดนั ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชนของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย โจทยสําคัญใน
ทน่ี ้ี กลายเปน เรื่องการเปลยี่ นแปลงหว งโซคุณคา ของงานวิจัยภายในหนวยงานของรฐั โดยผนวกรวมผผู ลติ และ
ผูใชประโยชนจากงานวิจัยไวดวยกัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติสงเสริมการใชประโยชนจาก
งานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 กําหนดใหผูรับทุนหรือนกั วิจัยมีหนาทีใ่ นการบริหารจัดการผลงานวิจัยและ
นวัตกรรม และรายงานการใชประโยชนตอผูใหทุนภายใน 2 ป (มาตรา 12) ยิ่งแสดงใหเห็นการผนวกรวม

IV

ระหวางผูผลิตและผูใชผลงานวิจัยและนวัตกรรมไวดวยกัน ดังนั้น ความทาทายที่สําคัญในยุคปจจุบันคือการ
นิยามวาใครจะเปน “ผใู ชง านวิจยั ” ท่แี ทจริงในอนาคต

ประสบการณว ิจัยและการนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน
ผลงานวิจัยที่ผานมาของกระทรวง มักจะเปนผลงานของที่ปรึกษาจากหนวยงานภายนอก รวมไปถึง

งานวชิ าการ/วจิ ยั ของสํานกั สงเสริมและสนับสนุนวิชาการดว ย บคุ ลากรในกระทรวงจึงมีบทบาทเปนผูกําหนด
โจทยวิจัย และเปน ผูกํากับงานวิจยั ผานกระบวนการตรวจรบั งานเปน หลกั

ในสวนของงานวิจัย แมจ ะมีงานวิจยั เปนจํานวนมาก แตก ระทรวงตองพง่ึ พางานวจิ ัยจากภายนอกเปน
หลัก ประเด็นการวิจัยกระจัดกระจายไปตามกลุมเปาหมาย แมสํานักงานปลัดกระทรวง จะพยายามรวบรวม
ผลงานวิจัย แตก ย็ งั ไมส ามารถทาํ ฐานขอ มลู ท่เี ช่อื มผลงานวจิ ัยของทุกหนว ยงานเขาดว ยกนั ได

สําหรับงานวิชาการ/วิจัยที่หนวยงานของกระทรวงดําเนินการเองนัน้ สวนใหญมีลักษณะเปนรายงาน
ผลการดําเนนิ งาน หรือการประเมินโครงการท่ีหนวยงานดาํ เนินการมิไดเปนผลงานวิจัยท่ีมีการต้ังโจทยวิจัย มี
กรอบแนวคดิ หรือวธิ กี ารวเิ คราะหข อมลู ทส่ี ลับซบั ซอน งานมีลักษณะเปนการรายงาน “ขอมูล” มากกวาการ
สรา ง “องคค วามรู” หรือแสวงหา “นวตั กรรม” เพ่ือการแกไขปญ หาใหมๆ จากการทบทวนงานวิจยั พบวา แม
จะมงี านวจิ ัยในกลมุ เรอ่ื งใกลเ คยี งกัน แตกข็ าดการสงั เคราะหป ระเด็น หรือหยบิ ยกประเดน็ ขึน้ มาเปน นโยบาย

ในกรณีของการเคหะแหงชาติซึ่งเปนรัฐวิสาหกิจ แมจะมีงานวิจัยจํานวนมาก แตงานทั้งหมดก็อาศัย
บุคลากรจากภายนอก เปนการตั้งโจทยวิจัยเพื่อหาทางออกหรือแนวปฏิบัติเฉพาะเรื่อง สําหรับสถาบันพัฒนา
องคกรชุมชน (พอช.) ในฐานะองคการมหาชน ก็เปนอีกหนวยงานที่เนนการปฏิบัติการ บทบาทดานงานวิจัย
และวิชาการ ไมคอยชัดเจนนัก มีความพยายามในการพัฒนางานวิจัยรว มกับสํานักงานคณะกรรมการสง เสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยทํางานรวมกับเครือขายระดับพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับ

V

หนว ยงานอื่นๆ แตบ ทบาทการทาํ วจิ ยั และการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชนก็มไิ ดช ัดเจนนัก แต พอช. มีจุดเดน
ในการสือ่ สารชุดขอมูลความรู และแนวปฏบิ ัติไปสกู ารขับเคลอ่ื น (movement) กับภาคีเครอื ขา ย

ประสบการณงานวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจยั ของกระทรวง พม. ชี้ใหเห็นถึง ภาวะการแยก
สวนระหวา งงานวิจยั กับการใชประโยชนจ ากงานวจิ ัย โดยเฉพาะงานวิจยั ที่บุคลากรกระทรวงดําเนนิ การเอง มี
การนํามาใชประโยชนเ ชงิ รปู ธรรมนอยมาก แมหนว ยงานในกระทรวงจะมีงานวจิ ยั อยูจ ํานวนมาก แตข าดการ
เอามาใชงาน สวนหนึ่งเปนเพราะขาราชการในหนวยงาน และแมแตตัวนักวิจัย ขาดความมั่นใจในเรื่องความ
ถูกตองเชงิ ระเบียบวธิ ี ดังนน้ั งานวิจยั ท่ีดําเนินการเสร็จแลว ก็ทาํ ไดเพียงเผยแพรไวในเว็บไซตหรือในหองสมุด
ไมไดมีการดําเนินการตอแตอยางใด สวนในระดับพ้ืนที่ มีความพยายามในการสงตอ ผลการวจิ ยั ใหหนว ยงานท่ี
เกี่ยวของ เชน องคกรปกครองทองถิ่น และทําชุดความรูเพื่อสื่อสารสาธารณะดวย แตก็ไมไดเห็นผลในเชิง
ปฏิบัติ อยางไรก็ดี สําหรับ สสว. ในฐานะหนวยงานวิชาการสวนกลางที่อยูในภูมิภาค 11 แหง ในชวง 2-3 ป
หลงั มานี้ มีความพยายามดําเนนิ การวจิ ยั รว มในหัวขอเดียวกัน แตก็ยงั ไมพ บวามกี ารนาํ ขอเสนอจากงานวิจัยไป
ใชอ ยางชดั เจน
การใชประโยชนจ ากงานวจิ ัยสูการผลกั ดนั นโยบาย (Policy-Research Nexus) ดานการพฒั นาสงั คม

ขอคนพบขางตน แสดงใหเห็นขอจํากัดในการผลักดันงานวิจัยไปสูนโยบายจากภายในองคาพยพของ
กระทรวงเอง เน้ือหาในสว นนี้วิเคราะหเ ปรียบเทยี บกรณีศึกษานโยบาย 5 เรอื่ ง ไดแ ก นโยบายการปองกันและ
ปราบปรามการคามนษุ ย กระบวนการรา งกฎหมายองคกรไมแสวงกําไร นโยบายดา นผูสงู อายุ นโยบายดานคน
พิการ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคนไรบาน เนื้อหาในบทที่ 4 แสดงใหเห็นที่มาที่ไปของนโยบาย กระบวนการ
ขบั เคลือ่ นและผลักดนั การใชอ งคค วามรจู ากหนวยงานภายนอก และผลลพั ธจากการขบั เคลอ่ื นของนโยบายท้ัง
5 เรื่อง

หากพิจารณาจากการขบั เคลอ่ื นเชงิ นโยบาย โดยจาํ แนกนโยบายตามตวั แสดงในการดําเนินนโยบาย 2
กลุม คือ กลุมที่ดําเนินการโดยหนวยงานรัฐ ไดแก นโยบายการปองกันและปราบปรามการคามนุษย และ
กระบวนการรางกฎหมายสงเสริมและพัฒนาประชาสังคม และกลุมที่ดําเนินโดยการผลักดันจากหนวยงาน
ภายนอก ไดแ ก นโยบายเร่ืองคนพกิ าร ผูสูงอายุ และคนไรบาน

สําหรับในกลุมแรก การดําเนินงานโดยหนวยงานรัฐ โดยเฉพาะในสวนของนโยบายปองกันและ
ปราบปรามการคา มนษุ ย เปน ประเดน็ ที่ประเทศไทยตอบสนองตอแรงกดดันภายนอกประเทศ โดยเฉพาะจากคู
คา ทีเ่ ปน มหาอาํ นาจ ทั้ง TIP Report จากสหรฐั อเมรกิ า และ IUU Report จากสหภาพยุโรป การถูกจัดอันดับ
ใน Tier 3 มีผลกระทบตออุตสาหกรรมประมงทะเลอยางมาก ประกอบกับการเคลื่อนไหวขององคกรพัฒนา
เอกชน (มูลนิธิเครือขายสงเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน) รวมกับสื่อสารมวลชน (ชอง 3) ที่แสดงใหเห็นขอมูล
ขบวนการคา มนุษยข ามชาตใิ นประเทศอนิ โดนีเซีย ทาํ ใหร ฐั บาลไทยตองตอบสนองกับปญหาการคามนุษยอยาง
ทนั ทว งที นอกจากปฏิบตั ิการการชว ยเหลอื ฉุกเฉนิ การกวดขนั จบั กมุ รัฐบาลไทยจําเปน ตองปรับปรุงมาตรการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปนฝายเลขาของคณะกรรมการ ให
ความสําคญั กับงานชวยเหลอื เยียวยาเหย่อื การคามนุษย ขอ มูลจากการสมั ภาษณแสดงใหเหน็ วา ความสําเรจ็ ใน

VI

การยกระดับประเทศไทยจาก Tier 3 เกิดจากความพยายามในการปองกันและปราบปรามการคามนุษย การ
จัดทําระบบขอมูลเชื่อมโยงระหวางหนวยงานเพื่อการจัดทํารายงานการคามนุษย ในสถานการณดังกลาว
แมวาสถาบันวิชาการหลายแหงจะมีการทําวิจัยเรือ่ งการคามนุษยจํานวนมาก การปรับเปลี่ยนนโยบายเปนไป
เพือ่ ตอบสนองกับสถานการณเรงดวนมากกวาทีจ่ ะมีการสรา งองคความรู หรือการใชป ระโยชนจากงานวิจัยท่ีมี
อยู กลาวอีกนยั หนง่ึ การวิจัยกลายเปน เรอ่ื งแยกสว นกบั กระบวนการดําเนนิ งานและกระบวนการนโยบาย

กรณีศึกษาราง พ.ร.บ.สงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสงั คม ที่ถูกปรับเปลยี่ นเปนราง พ.ร.บ.ไม
แสวงหากําไร แสดงใหเห็นความสลับซับซอ นของกระบวนการนโยบายที่กระทรวงการพัฒนาสังคมมีบทบาท
เปนรองในกระบวนการนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เพราะมีหนวยงานอื่นที่มีอิทธิพลเหนือกวา
กระทรวงการพฒั นาสังคม เมือ่ เปน เชน นี้ แมจะมีการใชองคความรูทางวชิ าการ แตค วามรทู ีใ่ ชกเ็ ปนรองความรู
แบบอ่ืนๆ หรอื มอี ํานาจไมเ ทา ความรแู บบอนื่

กลุมที่สอง การผลักดันกระบวนการนโยบายจากองคกรภายนอก 3 กรณีศึกษา ทั้งสามกรณีมี
ลักษณะรวมกันคอื มีองคกรเจาภาพ/เจาของปญหาที่เขา มาผลกั ดันกระบวนการนโยบาย ในกรณีนโยบายการ
จัดสวสั ดิการผสู งู อายุ มี มส.ผส. เปน platform ที่มีจุดแขง็ ในการขับเคล่อื นงานวจิ ยั และองคความรเู พื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิตผูสูงอายุ ทั้งผลักดันใหเกิดการวิจัยเพื่อแสวงหาองคความรูใหม การนําองคความรูมาสื่อสาร
สาธารณะ และผลกั ดนั นโยบายผา นคณะกรรมการผสู ูงอายุแหง ชาติ ดังนนั้ การขบั เคลอื่ นนโยบายผสู ูงอายุจึงมี
ฐานความรูและฐานงานวิจัยจํานวนมากที่ มส.ผส.และเครือขายเปนผูผลักดันและนํามาใชประโยชนในการ
ตัดสินใจ แตก็ไมอาจรับประกันไดวาในชั้นการตัดสินใจ ผูกําหนดนโยบายเลือกที่จะใชระบบบํานาญแหงชาติ
เปน แนวทางการจดั สวัสดิการหลักสําหรับผูสงู อายุ กรณนี ้ชี ใ้ี หเหน็ วา แมจ ะมงี านวิจยั เปน ฐาน มีการสังเคราะห
สื่อสารงานวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายมาเปนระยะเวลาหนึ่ง แตก็ยังไมประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อน
นโยบาย ในการตัดสนิ ใจเชงิ นโยบาย ผลจากงานวจิ ยั มฐี านะเปนทางเลือกนโยบายทางเลือกหน่ึง ซ่ึงอาจจะถูก
หยบิ ยกมาพจิ ารณาหรือไมก ็ได

ในกรณีถัดมา การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพศูนยบริการคนพิการทั่วไปโดยองคกร
คนพิการ ซึ่งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และเครือขายองคกรคนพิการถือเปนกลไก
สําคัญในการผลักดันเพื่อใหเกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มสมรรถนะใหศูนยบริการคนพิการ หาก
เปรียบเทียบกับการขับเคลื่อนโยบายเรื่องผูสูงอายุซึ่งมีจุดเดนเรื่องการสรางองคความรูและจัดการความรู
จุดเดนของเครือขายคนพิการคือการมีเครือขายนโยบายที่เขมแข็ง และสามารถใชประโยชนจากงานวิจัยมา
เสริมพลังกระบวนการล็อบบี้ได แมวาจะมีทรัพยากรในการทําวิจัยนอยกวาประเด็นผูสูงอายุก็ตาม เงื่อนไข
ความสําเร็จที่สําคัญเปนการผนึกกําลังของเครือขายนโยบายหลายสวน ทั้งที่เปนเครือขายคนพิการ คณะอนุ
กรรมาธิการในวุฒสิ ภา เครือขา ยวชิ าการดานคนพิการ หากเปรยี บเทียบกบั เครือขายวชิ าการดานผูสูงอายุซ่ึงมี
ความเขมแข็ง และมีทรัพยากรมากกวา เครือขายวิชาการดานคนพิการ ยังเปนเครือขายเล็ก ซึ่งจําเปนตอง
ระดมหาทรัพยากรจากหนว ยงานตางๆ มาทําวจิ ยั และแมจ ะมีประสบการณใ นการเคลอื่ นไหวมาเปนระยะเวลา
ยาวนานกวา แตเนื่องจากประเด็นคนพิการ เปนประเด็นชายขอบ และเปนกลุมคนที่ถูกตีตรา (stigmatized)

VII

มาโดยตลอด การขับเคลื่อนประเด็นคนพิการจึงมีอุปสรรคมากกวา และจําเปนตองใชพลังทางการเมือง
มากกวา

กรณีสุดทาย การขับเคลื่อนแนวทางการดาํ เนินงานเกี่ยวกบั คนไรบาน ในการขับเคลื่อนประเดน็ คนไร
บาน ผูท่มี ีบทบาทในการขบั เคล่ือนประเด็นช้ีใหเห็นวา แมว า กระทรวงฯ จะมีการตง้ั กรรมการรวม แตก็ไมไดมี
การประชุมอยางตอเนื่อง แตเงื่อนไขที่ทําใหการขับเคลื่อนมีความกาวหนาเปนเรื่องของการรวมมือทํางาน
รวมกันอยางตอเนื่องของเครือขายคนไรบานและกระทรวง ซึ่งความรวมมือในการทํางานนี้ไมไดจํากัดเฉพาะ
เรื่องคนไรบ าน แตข ยายไปถงึ เรื่องการเคลื่อนไหวเพอ่ื “คนไทยไรส ทิ ธ”ิ หรอื คนไรสถานะดว ย

โดยสรุป กรณีศึกษาทั้งหมดแสดงใหเห็นกลไกการตัดสินเชิงนโยบายที่มีตอการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน ทั้งในการขับเคลื่อนนโยบาย/แนวปฏิบัติที่แตกตางกัน แตจุดรวมที่สําคัญคือ งานวิจัย/วิชาการไม
ถูกนําไปใชประโยชนโดยตรงในกระบวนการนโยบายซึ่งมีความสลับซับซอน งานวิจัยมีฐานะเปนเพียง
ทางเลือกนโยบาย หรือแนวปฏิบัติแบบหนึ่ง ซึ่งผูกําหนดนโยบายหรือผูมีบทบาทในการปฏิบัติเลือกที่จะใช
หรือไมก็ได และเงื่อนไขสําคัญที่ผูกําหนดนโยบาย/ผูปฏิบัติจะนําผลการศึกษาวิจัยไปใช ประกอบดวยเงื่อนไข
ทางการเมือง เงื่อนไขเรื่องความสัมพันธระหวางหนวยงาน รวมไปถึงความสัมพันธระหวางปจเจกบุคคลดวย
นอกจากนี้ งานวิจัยที่ถูกนํามาใชในการขับเคลื่อนนโยบาย ไมไดเปนงานวิจัยทั่วไป แตเปนงานวิจัยที่ตองการ
การยอย และมีการจัดทําองคความรูใหงายตอการสื่อสาร ทั้งตอสาธารณะและตอผูกําหนดนโยบาย โดยนัยน้ี
กระบวนการผลักดันใหมีการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน จําเปนตองคํานึงถึงกระบวนการสื่อสาร และกลไก
ในการสอื่ สารผลงานวิจยั ดวย

นอกจากนี้ จากประสบการณขับเคลื่อนนโยบายเครือขายคนพิการ และการทํางานเรื่องคนไรบาน
ชี้ใหเห็นบทบาทขององคกรอื่นๆ ที่สนับสนุนทุนเพื่อขับเคลือ่ นนโยบายในสวนอื่นๆ เชน สสส. ที่เปดโอกาสให
ภาคีนโยบายสามารถขอทุนสนับสนุนการวิจัย/ปฏบิ ตั กิ ารที่สนับสนนุ การขบั เคลื่อนนโยบายและ/หรือแนวทาง
ปฏบิ ตั ิท่ีเปนนวตั กรรม ประเด็นใหม ซง่ึ เปนการปด ชอ งวางการใหท นุ วจิ ยั จากงบประมาณแผนดินซ่ึงจาํ เปนตอง
ใหค วามสาํ คัญกบั ยุทธศาสตรการวจิ ยั ระดบั ชาติเทาน้ัน

บทสรุปและขอ เสนอแนะ

คําถามวจิ ัยสําคญั ในงานวจิ ัยฉบับนี้คอื กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมีงานวิจัย
และการใชประโยชนจ ากงานวิจัยอยางไร และจะพัฒนาแนวทางการสรางกลไกการผลักดันและสง เสรมิ การใช
ประโยชนจ ากผลงานวิจยั ในกระทรวงไดอยางไร คณะผวู จิ ัยไดวิเคราะหใหเห็นบรบิ ทของกระทรวง ผลงานวิจัย
และการใชผ ลงานวิจัย รวมทั้งกรณศี ึกษาการตัดสินใจเชิงนโยบายในเรื่องตา งๆ และสามารถสรปุ รวบยอดไดวา
แมวาหนวยงานในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย จะมีงานวิจัยจํานวนมาก แตลําพัง
เฉพาะงานวิจัย ไมสามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง หากขาดการสังเคราะห ยอยประเด็นและสื่อสาร
งานวิจัย ซึ่งในปจจุบันกระทรวงฯ ไมมีกลไกในการดําเนินงานในลักษณะดังกลาว ประกอบกับการจัดวาง
ตาํ แหนง (positioning) ของกระทรวงในการเปนฝา ยตั้งรับนโยบายและผลจากนโยบายของหนวยงานอ่ืน การ

VIII

มีบทบาทรองในกระบวนการนโยบายที่เกี่ยวของกับการพัฒนา ความสลับซับซอนและความเปนการเมืองใน
กระบวนการนโยบาย ทาํ ใหไมเหน็ การใชประโยชนจากงานวจิ ยั ในกระบวนการนโยบายมากเทาใดนัก

ขอพจิ ารณาอกี ประการหนง่ึ คืองานวจิ ยั ในงานของกระทรวงพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษยทํา
หนาที่อะไร (function) หากจําแนกประเภทการใชงานวิจัยออกเปน 3 ประเภท ไดแก งานวิจัยเพื่อปรับปรุง
กระบวนการทํางาน (routine to research – R2R) งานวิจัยเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม (research to
movement – R2M) และงานวจิ ัยเพ่ือผลกั ดันนโยบาย (research to policy) จะเหน็ ไดว า งานวิจยั สวนใหญ
ในกระทรวง พม. ยงั เปน งานวจิ ัยเพื่อตอบโจทยงานประจําหรืองานเฉพาะหนาเปนหลัก และแทนท่ีจะเปนการ
วิจัยเพอ่ื ผลกั ดันนโยบาย แนวทางการทํางานวิจัยของกระทรวงเปนการทํางานวิจัยเพ่ือต้ังรับตามนโยบายท่ีถูก
กําหนดมามากกวา ในขณะทีง่ านวจิ ยั ของ พอช. ซง่ึ เปน หนว ยงานที่มีเปาหมายเฉพาะ ใหค วามสําคัญกับการใช
งานวิจยั เพื่อการขับเคลอื่ นงานพัฒนาศกั ยภาพชมุ ชน

บทเรียนการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันนโยบายของหนวยงานจากภายนอกกระทรวงชี้ใหเห็นวา ในการ
ผลักดันนโยบายหนึ่งๆ จําเปนตองใชลงทุนทรัพยากร และขับเคลื่อนอยางตอเนื่อง บางนโยบายใชเวลานับ
หลายปกวาจะมีความกาวหนา นอกจากนี้ยังตองมีภาคีหรือเครอื ขายที่รวมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกลาวดว ย
ซึ่งวิธีคิดเรื่องตัวชี้วัด (Key Performance Indicator-KPI) หรือ Objective Key Results (OKRs) ในปจจุบัน
ไมเปดโอกาสใหมีการตั้งเปา หมายในลักษณะดังกลาว ยิ่งไปกวานั้น ในการทําวิจัยหรือขับเคล่ือนนโยบายดาน
สงั คม ยงั มีปจ จัยท่มี อี ิทธิพลแทรกแซงไดอีกหลายทศิ ทาง แมจ ะตอบโจทย OKRs ได แตก ็ไมอ าจรับรองไดวามา
จากงานวิจยั จากหนว ยงานเดียว

ในสถานการณการเปลี่ยนแปลงบริบทและโครงสรางงานวิจัยของประเทศ เมื่อหนวยงานผูรับทุน
จะตองเปนผูดาํ เนินการทําวจิ ัย และผลกั ดันใหเกดิ การใชประโยชนจ ากผลงานวิจัยในอนาคต จําเปนตองนิยาม
วา ใครคือผูใชประโยชนจากงานวิจัยทีแ่ ทจริง และจะใชประโยชนในรูปแบบใด หากเปนผูก ําหนดนโยบาย ทํา
อยางไรจะใหผลงานวิจัยเปนทางเลือกเชิงนโยบายที่สําคัญ และหากเปนผูปฏิบัติ จะแปลงผลการวิจัยไปสู
แนวทางปฏิบัติทเ่ี ปนรปู ธรรมและไดรับการยอมรับมากข้ึนไดอ ยางไร

มีขอพิจารณาเพื่อการปรับปรุงการดําเนินงานในภารกิจที่เกี่ยวของกับการวิจัยและการนําผลงานวจิ ัย
ไปใชประโยชนด ังน้ี

1. การสรางกลไกเพื่อผลักดันใหเกิดงานวิจัย และการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในระดับ
กระทรวง ผลการศึกษาแสดงใหเ ห็นภาวะท่ีโครงสรา งกระทรวงมีความออนแอในเรื่องภารกจิ การวิจัย ช้ีใหเห็น
ความจําเปนในการพฒั นากลไกที่เปนคลังสมอง (think tank) ของกระทรวง ดังนั้น จึงมีความจําเปนตองปรบั
บทบาทหนวยวิจัยท่ีมีอยูในปจ จุบนั ใหท าํ หนาทม่ี ากกวาการทํางานธรุ การและรายงานผลการดําเนนิ งานในแบบ
ทวั่ ไป แตต อ งเพม่ิ บทบาทการกําหนดยทุ ธศาสตรงานวจิ ยั และการนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนด วย

2. การสงเสริมการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน ผานกระบวนการจัดการความรู และสื่อสาร
ความรูจากงานวิจัยทั้งภายในและนอกกระทรวง ผลการศึกษาแสดงใหเห็นวา ลําพังรูปเลมผลงานวิจัย ไมถูก
นาํ ไปใชประโยชนไ ดโดยตรง แตจ ําเปน ตอ งมกี ารยอย ส่ือสารขอมลู ไปยังผมู ีสว นไดส วนเสียในเร่ืองน้นั ๆ ซึ่ง ผล

IX

จากงานวิจัยหนึ่งๆ สามารถใชประโยชนไดทั้งเรือ่ งระเบียบวิธี ขอมูล และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนั้น ใน
อนาคต การวิจัยของกระทรวง จําเปน ตองออกแบบกระบวนการวจิ ัยทเี่ ชื่อมโยงกับการส่ือสารผลการวจิ ัย และ
การขบั เคลอื่ นประเด็นกบั ผูม ีสวนไดสวนเสียดวย

3. ในบริบทของระบบการใหทุนในการวิจัยในปจจุบัน ซึ่งแยกความสัมพันธระหวางกระทรวงกับ
สถาบันการศึกษาออกจากกัน แตละฝายจําเปนตองทําผลงานวิจัย/และใชประโยชนจากงานวิจัยของตนเอง
กระทรวงจําเปนตองพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการศึกษาวิจัยใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน
จําเปนตองเพิ่มบทบาทในการสราง platform เพื่อเชื่อมโยงเครือขายสถาบันการศึกษา องคกรภาคประชา
สังคม และผูมีสวนไดสวนเสียแตละกลุม เพื่อใหเกิดการผลักดันงานวิจัย และนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน
รวมกนั

กิตติกรรมประกาศ

การวิจัยครั้งนี้จะสําเร็จลุลวงไมไดหากปราศจากความอนุเคราะหและความกรุณาจากผูบริหารหรือ
ผูแทนจากหนวยงานระดับตาง ๆ ภายใตกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ไดถายทอด
ขอมูลของการขบั เคลอื่ นนโยบายไปสูการปฏิบัติเพ่ือตอบสนองตอกลมุ เปา หมายตาง ๆ รวมไปถึงขอคดิ เห็นและ
ประสบการณจากการปฏิบัติงานในดานตาง ๆ ที่นํามาสูการตกผลึกของชุดขอมูลอันมีคาและมีประโยชนตอ
งานวิจัยชิ้นนี้ ไมวาจะเปน 1) สํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการทั้ง 11 สํานัก 2) กองตอตานการคา
มนุษย 3) กองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย 4) กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร 5) กรม
กิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครวั 6) กรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพิการ 7) กรมกจิ การผสู ูงอายุ และ
7) สถาบนั พฒั นาองคก รชมุ ชน (องคก ารมหาชน)

คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณผูทรงคุณวุฒิที่ไดถายทอดประสบการณการทํางานดานสังคมในมิติตาง ๆ
รวมไปถงึ ประสบการณจากการผลักดนั องคความรูไปสวู งการตัดสนิ ใจเชิงนโยบายสาธารณะ ที่ทาํ ใหคณะผูวิจัย
เกิดความเขาใจและสามารถเช่ือมตอกลไกการขับเคล่ือนงานวิจัยไปสูการใชป ระโยชนจากงานวิจัยในการสราง
นโยบายสาธารณะ ไมว า จะเปน ศ.ดร. วรเวศม สวุ รรณะระดา ผถู า ยทอดขอมูลและประสบการณการวิจัยดาน
ผูสูงอายุและผลักดันใหเกดิ เปนนโยบายสาธารณะดา นผูสงู อายุ อ.พญ. วัชรา ริ้วไพบูลย ผูมีความรูความเขาใจ
และความเชี่ยวชาญในการทําวจิ ัยดานผูสูงอายุและผูพิการที่นําไปสูการผลักดนั นโยบายในการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตทั้งดานผูสูงอายุและผูพิการ อ.มณเฑียร บุญตัน ผูที่มีความรูและความเขาใจอยางทองแทดานความรูท่ี
เกี่ยวของกับการพัฒนานโยบายสาธารณะดานผูพิการ และคุณอนรรฆ พิทักษธานิน นักวิจัยและนักวิชาการท่ี
ถายทอดขอมูลการวิจัยและการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวของกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไรบาน ซึ่งหาก
ปราศจากผูทรงคุณวฒุ ทิ ้ัง 4 ทา นท่ีกลา วมาขา งตน น้ี งานวจิ ัยชิ้นน้ีจะไมส ามารถบรรลวุ ัตถปุ ระสงคไดเลย

นอกจากนี้ คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณผูบริหารและคณะทํางานของกองมาตรฐานการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษยที่ไดประสานความรวมมือและไดมอบชุดขอมูลที่จําเปนอันเปน “สารตั้งตน” ของ
งานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะอยางยิ่ง ผอ. ณัฐสุรีย อนุศาสนัน ที่ไดมอบความคิดเห็นที่เกี่ยวของในโอกาสตาง ๆ
รวมไปถึงการเขารวมการประชุมวิชาการอีกหลายวาระของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนษุ ย ทท่ี าํ ใหค ณะผูวิจยั สามารถเชือ่ มโยงและสังเคราะหข อ มูลทเ่ี ปน ประโยชนตอ งานวิจยั ชน้ิ น้ีได

ทายนี้ คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณสํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม
(สกสว.) ทไ่ี ดม อบโอกาสใหแกคณะผูว ิจยั ในการศึกษาและพฒั นาองคความรูดา นสงั คมในมิติตาง ๆ ท่ีจะนําไปสู
การสรางกลไกการขับเคล่อื นการพฒั นามนุษยและสังคมบนบนฐานของการวจิ ัยทเ่ี ปนรูปธรรม

คาํ นาํ

การศึกษาโครงการ “ความตองการและการนําไปใชประโยชนจากงานวิจัยกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย” เปน การศึกษาเพอ่ื วิเคราะหผูใ ชและความตองการการวจิ ัย และการนาํ ผลงานวิจัย
ไปใชประโยชนในลักษณะตาง ๆ โดยทําการศึกษาตั้งแตระดับกลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกี่ยวของกับ
ภารกิจดานการวิจัยไปจนถึงการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนเชิงนโยบายและในเชิงปฏิบัติอยางเปนรูปธรรม
เพอ่ื ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนุษย

การศึกษาน้ีมิเพยี งแตศึกษาถงึ กลไกการขบั เคลื่อนกระบวนการวิจยั และกระบวนการนําผลการวิจัยไป
ใชประโยชนแตเพียงเทานั้น แตยังศึกษาถึงเงื่อนไข ปจจัย และสภาพแวดลอมที่สนับสนุนหรือเปนอุปสรรค
ขัดขวางตอ การเชื่อมโยงกระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใชป ระโยชนในทุกมิติ ทง้ั ในเชิงของ
หนวยงานตั้งแตหนวยบริหารราชการสวนกลางไปจนถึงหนวยปฏิบัติ และในเชิงบุคลากรตั้งแตผูบริหารระดับ
กระทรวงไปจนถงึ ผูปฏิบัติงานกบั กลุม เปาหมายในพน้ื ท่ี เพื่อแสดงใหเ ห็นวา เสนทางของกระบวนการวิจัยต้ังแต
การกําหนดนโยบายดา นการวิจัย การกําหนดประเด็น/หัวขอวิจัย การดําเนินการวิจัย การไดมาซึ่งผลการวจิ ัย
และการนําผลการวิจัยไปสูการปฏิบัตินั้นมีลักษณะอยางไร อีกทั้ง ยังไดมุงศึกษาและพัฒนาแนวทางการสราง
กลไกผลักดัน/สงเสริมการใชประโยชนจากผลงานวิจัยทั้งในมิตินโยบายและในมิติบุคลากรของกระทรวงการ
พฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษยใหมีประสทิ ธภิ าพมากยิง่ ขึ้น

การศึกษานี้เปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยในเบื้องตนไดทําการสํารวจ
รวบรวม และทบทวนงานวิจัยที่กระจัดกระจายอยูในหนวยงานตาง ๆ ภายใตสังกัดของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษยตั้งแตป 2557 – 2561 โดยนํามาวิเคราะหและสังเคราะหเพื่อใหไดมาซึ่ง
ภาพรวมของงานวิจัยของกระทรวง พม. ทั้งหมด เพื่อใชเปนองคความรูพื้นฐานที่จะนําไปสูการสังเคราะห
เนื้อหาและความตองการในการใชงานวิจัยของหนวยงานตาง ๆ ภายใตกระทรวง พม. ซึ่งเปนผูใหขอมูลหลัก
(key informants) และเปนผูมีสวนเกี่ยวของกับกระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชน โดยใชการสัมภาษณเชิงลึกและการอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) เปนเครื่องมือในการ
ดําเนินงานวิจัยรวมกับการศึกษาผานกรณีศึกษาการสรางนโยบายสาธารณะใน 5 กรณี ไดแก 1) นโยบายการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษย 2) การราง พ.ร.บ. สงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาชน พ.ศ. ... 3)
การผลักดันนโยบายศูนยบริการคนพิการ 4) การผลักดันนโยบายสวัสดิการผูสูงอายุ และ 5) แนวทางการ
ดําเนินงานเกี่ยวกับคนไรบาน อีกทั้ง ยังไดดําเนินการสัมภาษณผูทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณในการการวิจัย
และมีสวนผลักดันงานวิจัยไปใชประโยชนในการตัดสินใจเชิงนโยบายสาธารณะ เพื่อวิเคราะหกลไกการ
เชื่อมโยงงานวิจัยไปสูนโยบายสาธารณะ ตั้งแต “ผูผลิต” (supply-sided) ไปจนถึง “ผูใชงาน” (demand-
sided) นอกจากนี้ ยังวิเคราะหใหเห็นถึงพลวัตและการปรับตัวของหวงโซคุณคา (Value Chain) ของการวิจยั
และการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนของกระทรวง พม. ในระยะเปลี่ยนผานของการกระกาศใช

พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่ทําใหเกิดการปฏิรูป
กระบวนการวจิ ยั ของประเทศใหอ ยูภ ายใตระบบ อววน.

หากการศึกษานี้จะเปนประโยชนในการพัฒนากระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชนในการขับเคลื่อนนโยบายตาง ๆ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเพื่อแกไข
ปญหาสาธารณะใหแกประชาชนกลุมตาง ๆ อยางเปนรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ยอม
เปนผลมาจากความรวมมือของผูมีสวนเกี่ยวของทุกภาคสวนที่ใหขอมูลซึ่งเปน “สารตั้งตน” ที่สําคัญของ
การศึกษานี้ ตัง้ แตผูบรหิ ารของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนุษยทุกระดับและทุกหนวยงาน
ไปจนถึงบุคลากรผูปฏิบัติงาน ผูใชประโยชนจากงานวิจัย และกลุมเปาหมายของการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชน และหากมีขอบกพรองประการใดที่เกิดขึ้นจากการศึกษานี้ ยอมเปนความผิดและอยูในความ
รับผิดชอบของคณะผูวิจัยเทานั้น ทายที่สุด คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย และสํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ที่ใหโอกาส
และเปด “พื้นที่แหงการเรียนรู” อีกแหงหนึ่งใหแกคณะผูวิจัยในการศึกษา เรียนรู และไดสราง “ชุดความรู
ใหม” เพือ่ สงมอบความรูน้ันกลับคนื สูส งั คม

สารบญั

บทที่ 1 บทนาํ ..........................................................................................................................................1

1.1 หลกั การและเหตผุ ล............................................................................................................................ 1

1.2 วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ัย ................................................................................................................... 4

1.3 ขอบเขตของการศึกษา ....................................................................................................................... 4

1.4 กรอบการดาํ เนินงาน .......................................................................................................................... 5

1.4 ระเบยี บวธิ ีการดําเนินงาน................................................................................................................... 6

1.5 เครอ่ื งมือการวจิ ยั ............................................................................................................................... 7

1.6 ขอจํากัดในการศึกษา.......................................................................................................................... 7

1.7 ผลทค่ี าดวา จะไดรับ............................................................................................................................ 8

บทที่ 2 การทบทวนและสังเคราะหงานวจิ ัยและงานการศึกษาของหนวยงาน ภายใตสงั กดั กระทรวงการ
พฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย ....................................................................................................9

2.1 การจัดประเภทและวิเคราะหง านวจิ ัยและนวัตกรรมเบื้องตน.............................................................. 9

2.2 การคน ควา และระบสุ ถานะของงานวจิ ัยตามรายช่ืองานวิจยั และนวตั กรรมทป่ี รากฏอยูใ นเอกสาร
สรุปผลงานวจิ ัยและนวตั กรรมของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย ตงั้ แตป 2557 –
2561 ...................................................................................................................................................... 13

บทที่ 3 หวงโซค ุณคา ของการนําผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนของหนวยงานภายใตกระทรวงการพัฒนา
สงั คมและความม่ันคงของมนุษย.............................................................................................................17

3.1 บทนาํ ............................................................................................................................................... 17

3.2 หวงโซคุณคาของการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนของหนวยงานตา ง ๆ ภายใตโ ครงสรางกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย................................................................................................... 34

3.2.1 หวงโซคณุ คาของงานวิจยั ของหนวยงานบริหารราชการสวนกลาง: .......................................... 35

3.2.2 หวงโซคณุ คา ของงานวิจยั ของหนว ยงานระดบั กรม หรือเทียบเทากรม:.................................... 44

3.3 หว งโซค ณุ คา ของการนาํ ผลการวจิ ัยไปใชประโยชนข องกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของ
มนุษยใ นภาพรวม และการปรับตวั ในชว งเปล่ียนผานของการประกาศใชพ ระราชบัญญตั สิ งเสริม
วิทยาศาสตร วจิ ยั และนวตั กรรม พ.ศ. 2562........................................................................................... 55

3.3.1 หว งโซคุณคาของการนําผลการวิจยั ไปใชประโยชนข องกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความ
ม่นั คงของมนุษยใ นภาพรวม.............................................................................................................. 56

3.3.2 การปรบั ตวั ในชวงเปลี่ยนผานของการประกาศใชพ ระราชบญั ญตั ิสง เสรมิ วิทยาศาสตร วจิ ยั และ
นวตั กรรม พ.ศ. 2562....................................................................................................................... 62
3.4 การวิเคราะหความตองการใชประโยชนจากงานวิจยั (demand-sided analysis) ของหนวยงานใน
กระทรวงรวมถึงภาคีทเี่ กย่ี วของ .............................................................................................................. 66
3.4.1 ความตอ งการใชประโยชนจากงานวิจยั ของหนวยงานตาง ๆ ในกระทรวง (Research users). 66
3.4.2 ความตองการงานวิจัยในอนาคตของกลุมผผู ลิตงานวิจัยและภาคใี นการขบั เคลื่อนนโยบาย
สาธารณะ (Research suppliers).................................................................................................... 70
3.5 บทสรปุ การนําผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนในกระทรวง พม................................................................ 81
บทท่ี 4 กลไกการตดั สนิ ใจเชิงนโยบายกบั การนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมน่ั คงของมนษุ ย............................................................................................................................83
4.1 บทนํา............................................................................................................................................... 83
4.2 กรณศี ึกษาการปอ งกันและปราบปรามการคา มนุษย......................................................................... 84
4.2.1 กลไกนโยบายในการปอ งกันและปราบปรามการคา มนษุ ย....................................................... 84
4.2.2 กระบวนการวิจัยและนําผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชนใ นนโยบายการปองกนั และปราบปรามการคา
มนุษย ............................................................................................................................................... 87
4.3 การราง พ.ร.บ.สนับสนุนและสงเสรมิ องคกรภาคประชาสงั คม พ.ศ................................................... 89
4.4 การขบั เคลื่อนนโยบายเพื่อการเพิ่มประสทิ ธภิ าพศนู ยบรกิ ารคนพิการทว่ั ไปโดยองคก รคนพิการ....... 93
4.4.1 กลไกนโยบาย.......................................................................................................................... 93
4.4.2 การนาํ ผลงานวจิ ยั ไปขับเคลื่อนนโยบายศนู ยบริการคนพกิ ารท่ัวไปโดยองคกรคนพิการ ........... 94
4.5 กรณีศึกษาการผลกั ดันนโยบายสวสั ดกิ ารผูสงู อายุ ............................................................................ 95
4.5.1 กลไกนโยบาย.......................................................................................................................... 95
4.5.2 กระบวนการวิจยั และนําผลงานวิจัยไปใชป ระโยชน ................................................................. 96

4.6 กรณศี ึกษาแนวทางการดําเนินงานเกี่ยวกับคนไรบ า น ....................................................................... 98
4.6.1 กลไกนโยบาย.......................................................................................................................... 98
4.6.2 กระบวนการวิจัยและนําผลงานวิจยั ไปใชประโยชน ................................................................. 99

4.7 บทสรปุ .......................................................................................................................................... 101
บทท่ี 5 บทสรุปและขอ เสนอแนะ......................................................................................................... 104

5.1 บทนาํ ............................................................................................................................................. 104

5.2 ผลการศึกษา .................................................................................................................................. 108

5.2.1 การปรับเปล่ยี นหวงโซคณุ คาของการวิจัย: การเปลย่ี นแปลงบทบาทและความสัมพนั ธข องผผู ลิต
และผูใ ชงานวิจยั .............................................................................................................................. 108

5.2.2 ประสบการณวจิ ัยและการนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน........................................................ 109

5.3 การใชประโยชนจากงานวิจยั สกู ารผลกั ดนั นโยบาย (Policy-Research Nexus) ดานการพฒั นาสงั คม
............................................................................................................................................................. 112

5.4 บทสรุปและขอเสนอแนะ................................................................................................................ 115

ภาคผนวก 1 เคร่อื งมือการวจิ ัย .......................................................................................................... 117

ภาคผนวก 2 รายชื่อผใู หข อมลู .......................................................................................................... 120

ภาคผนวก 3 ตัวอยา งงานวิจยั ท่เี ก่ียวของกับการคามนษุ ย ตั้งแตป 2557 .......................................... 123

ภาคผนวก 4 กระบวนการวิจัยและการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนของสาํ นักงานสงเสรมิ และสนบั สนุน
วิชาการ (สสว.) 1-11.......................................................................................................................... 126

ภาคผนวก 5 ประมวลโครงการวิจยั เกี่ยวกบั “ผูส งู อายุ” ในป พ.ศ. 2559-2563 จากระบบขอมูล
สารสนเทศวจิ ัยและนวตั กรรมแหง ชาติ ................................................................................................ 151

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี 1. 1 กลไกการเช่ือมโยงการวิจัย (Research-Policy Nexus) ระหวา งกระบวนการศึกษาและผลผลิต5
ตารางที่ 2. 1 จํานวนงานวจิ ยั /งานการศึกษาที่ปรากฏตามเอกสารการสรุปผลงานวิจยั และนวตั กรรมของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย ปงบประมาณ 2557 – 2561...................................... 10
ตารางท่ี 2. 2 จาํ นวนงานวจิ ยั ท่สี ามารถสืบคน ไดจ ริงผานระบบอนิ เตอรเ น็ต จาํ แนกตามหนวยงานทีร่ บั ผดิ ชอบ
และปท ่ที ําการศึกษา ..................................................................................................................................... 14
ตารางที่ 3. 1 กระบวนการวจิ ัยและการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนข องหนว ยงานระดบั ตา ง ๆ ภายใต
โครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย.............................................................. 19
ตารางท่ี 3. 2 โครงการวิจยั ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ยท่ีขอรับการจดั สรร
งบประมาณจากกองทนุ ววน. ประจาํ ปง บประมาณ 2564............................................................................ 59
ตารางที่ 3. 3 ความตองการใชประโยชนจ ากงานวจิ ัยในประเด็นตา งๆ โดยจําแนกตามหนว ยงานภายใน
กระทรวงพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย .......................................................................................... 67
ตารางที่ 3. 4 งานวิจยั เดนดา นผสู งู อายแุ ละขอ เสนอแนะเชิงนโยบายจากรายงานสถานการณผสู ูงอายุไทย
ระหวางป พ.ศ. 2559-2563.......................................................................................................................... 70
ตารางที่ 4. 1 เปรียบเทยี บกรณีศกึ ษาการผลักดันผลงานวิจยั ไปใชประโยชนภ ายใตก ระทรวง พม...............101
ตารางท่ี 5. 1 หนวยงานท่มี ีหนา ทีร่ ับผิดชอบงานวิจยั /วิชาการในกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษย................................................................................................................................................... 106
ตารางท่ี 5. 2 กองทุนภายใตการดแู ลของหนวยงานในสังกดั กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของ
มนษุ ย ......................................................................................................................................................... 107
ตารางที่ 5. 3 ตวั อยางผผู ลิตงานวจิ ัยใหแตละหนว ยงาน.............................................................................. 110

สารบญั ภาพ

ภาพที่ 1. 1 งานวจิ ยั พม. 2551 - 2563........................................................................................................ 3
ภาพที่ 1. 2 กรอบการดําเนินงานวิจยั ............................................................................................................. 5
ภาพท่ี 2. 1 จาํ นวนงานวจิ ยั /งานการศึกษาท่ีปรากฎตามเอกสารการสรุปผลงานวิจยั และนวัตกรรมของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย ปงบประมาณ 2557 – 2561...................................... 11
ภาพท่ี 2. 2: แนวโนมการเก็บรวบรวมงานวิจัยตลอดระยะเวลา 5 ป โดยจาํ แนกตามหนวยงานท่ผี ลติ งานวิจัย
และงานการศกึ ษา......................................................................................................................................... 12
ภาพท่ี 3. 1 หว งโซค ณุ คางานวิจัยของกองมาตรฐานการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย (กมพ.)....... 39
ภาพท่ี 3. 2 หว งโซค ุณคา งานวจิ ัยของสํานักงานสง เสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) 1-11......................... 42
ภาพท่ี 3. 3 หว งโซคณุ คา งานวจิ ยั ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ................................................. 45
ภาพที่ 3. 4 หวงโซคณุ คา งานวจิ ยั ของกรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครัว (สค.)...................................... 47
ภาพท่ี 3. 5 หว งโซคุณคางานวจิ ัยของกรมกจิ การผสู งู อายุ (ผส.).................................................................. 49
ภาพที่ 3. 6 หวงโซคุณคา งานวิจยั ของกรมสงเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ าร (พก.)........................... 51
ภาพที่ 3. 7 หว งโซคุณคา งานวิจัยของสถาบนั พัฒนาองคกรชมุ ชน (องคการมหาชน) (พอช.)....................... 53
ภาพท่ี 3. 8 หวงโซค ณุ คา ของการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนข องกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คง
ของมนษุ ย..................................................................................................................................................... 56
ภาพท่ี 4. 1 กลไกการดําเนินงานปองกนั และปราบปรามการคามนษุ ยในสว นของกระทรวง พม.................. 86
ภาพที่ 4. 2 โครงสรางคณะกรรมการสง เสรมิ และพฒั นาองคก รภาคประชาสงั คม ......................................... 90

บทที่ 1
บทนาํ

1.1 หลกั การและเหตผุ ล

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย มีภารกิจหลักในการพฒั นา เสริมสรางศักยภาพ
ของมนุษย การมีสวนรวมในการพัฒนาสังคมใหเปนสังคมคุณภาพ โดยมีเครื่องมือสําคัญคือระบบสวัสดิการ
เครือขาย บนฐานการพัฒนาองคความรูเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของสังคม ประเด็นยุทธศาสตรคือการ
พัฒนาศกั ยภาพคน ครอบครัวและชุมชน สรางหลกั ประกันทางสังคม และสงเสรมิ ภาคีเครือขาย สรางการเปน
หุนสวนทางสังคม ปจจุบันโครงสรางในกระทรวง แบงเปน 5 กรมหลัก แตละกรมมีภารกิจในการดูแล
กลุมเปาหมายเฉพาะ ไดแก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการผูสูงอายุ กรมกิจการสตรีและสถาบัน
ครอบครัว กรมสงเสริมและพฒั นาคุณภาพชีวติ คนพิการ สาํ หรับกรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ เปนหนว ยงาน
ที่มหี นา ทีร่ ับผิดชอบในภาพรวม ในเร่ืองการพัฒนาและจดั สวสั ดิการสังคมแกกลุมเปาหมาย และมีหนวยงานที่
มีภารกิจเฉพาะคือ การเคหะแหงชาติ และสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคการมหาชน) โดยมีสํานักงาน
ปลัดกระทรวงเปนศูนยกลางในการบริหารของกระทรวง พัฒนาและแปลงยุทธศาสตรใหเปนแผนปฏิบัติงาน
โดยประสานงานกับหนวยงานในสงั กดั

นอกจากการทํางานตามโครงสรางหนาที่ของหนวยงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
มนษุ ย ยงั มบี ทบาทในการรวมเปน คณะกรรมการตามกฎหมาย รวม 34 ชุด ที่สาํ คัญไดแก

งานทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เดก็ และเยาวชน
1) คณะกรรมการคุมครองเด็กแหงชาติ และคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติ

คมุ ครองเดก็ แหง ชาติ พ.ศ.2546
2) คณะกรรมการสง เสรมิ การพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ ตามพระราชบญั ญัติสงเสริมการพัฒนา

เด็กและเยาวชนแหงชาติ
งานท่ีเกยี่ วขอ งกับสตรแี ละครอบครัว
1) คณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแหงชาติ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวย

กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พ.ศ. 2555 และคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตรการพัฒนา
สถาบันสตรีแหงชาติ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการสงเสริมและประสานงานสตรี
แหงชาติ พ.ศ. 2551
2) คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตรครอบครัวแหงชาติ (กยค.) ตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสริมและประสานงานสถาบนั ครอบครัวแหง ชาติ พ.ศ. 2551

2

งานท่ีเก่ยี วของกับคนพกิ าร
1) คณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแหงชาติ และคณะอนุกรรมการบริหาร

กองทุน ตามพระราชบญั ญตั ิสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวติ คนพิการ พ.ศ. 2550 และฉบับแกไ ข
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556
งานท่เี กีย่ วขอ งกับผูสูงอายุ
1) คณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ และคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติผูสูงอายุ
พ.ศ.2546
2) คณะกรรมการสงเสริมและประสานงานผูสูงอายุแหงชาติ (กสผ.) ตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรี วา ดว ยการสงเสรมิ และประสานงานผูส งู อายุแหงชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546
3) คณะกรรมการบริหารกองทุน ตามระเบียบคณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ วาดวยการบริหาร
กองทนุ การรับเงนิ การจา ยเงนิ การเก็บรักษาเงิน การจดั หาผลประโยชน และการจัดการกองทุน
ผสู ูงอายุ พ.ศ. 2548
งานเก่ยี วกับสวสั ดกิ ารสังคม
1) คณะกรรมการสงเสรมิ การจัดสวัสดิการสังคมแหง ชาติ (ก.ส.ค.) และคณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ
ตามพระราชบัญญัติสง เสริมการจดั สวัสดิการสงั คม พ.ศ. 2546 และฉบบั แกไ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2550
2) คณะกรรมการบริหารกองทุนสงเสริมการจัดสวัสดกิ ารสังคม ตามระเบียบคณะกรรมการสง เสรมิ
การจัดสวสั ดิการสังคมแหง ชาติ วา ดวยการบรหิ ารกองทนุ การรับเงนิ การจายเงนิ การเก็บรักษา
เงิน การจัดหาผลประโยชน และการจัดการกองทนุ สงเสรมิ การจดั สวสั ดิการสังคม พ.ศ. 2562
งานเก่ยี วกบั ท่อี ยอู าศัย
1) คณะกรรมการนโยบายทอ่ี ยูอาศยั แหงชาติ (กอช.) คณะอนุกรรมการดานนโยบายและแผนการ
พัฒนาท่ีอยอู าศัย คณะอนุกรรมการดานการเงนิ เพ่ือทอ่ี ยูอาศยั และคณะอนุกรรมการดาน
กฎหมายและระเบยี บเพ่อื ท่อี ยอู าศยั ตามระเบียบสาํ นักนายกรฐั มนตรี วาดวย
คณะกรรมการนโยบายทีอ่ ยูอาศยั แหงชาติ พ.ศ. 2551
งานเกี่ยวกับการคามนุษย
1) คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการคามนุษย คณะกรรมการประสานและกํากับการ
ดาํ เนินการงานปองกันและปราบปรามการคา มนุษย คณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ
คณะกรรมการนโยบายแกไขปญหาการคามนษุ ยแ ละการทําประมงผิดกฎหมาย
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจประสานความรว มมือในอนุภมู ิภาคแมน า้ํ โขงเพื่อตอ ตานการคา มนษุ ย
คณะอนุกรรมการดําเนนิ งานตามแผนปฏิบัติการอาเซยี นวาดวยการตอ ตา นการคามนุษย
โดยเฉพาะสตรีและเด็ก คณะอนุกรรมการดาํ เนินงานตามแผนปฏบิ ัตกิ ารอาเซยี นวาดว ยการ
ตอตา นการคา มนุษยโดยเฉพาะสตรีและเด็ก คณะอนุกรรมการดา นการคุมครองชวยเหลือ

3

คณะอนุกรรมการดานประชาสัมพันธและกฎหมายทเี่ ก่ยี วขอ งกับการปอ งกันและแกไขปญหาการคา
มนษุ ย คณะอนุกรรมการพจิ ารณาคาํ ส่งั ทางปกครองเพื่อปองกันและปราบปรามการคามนุษย
ตามพระราชบญั ญัตปิ องกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ. 2551

นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการคุมครองคนไรที่พึ่ง คณะกรรมการควบคุมการขอทาน คณะกรรมการ
สงเสริมการพัฒนาและคุมครองสถาบันครอบครัว คณะกรรมการสงเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยในงานที่
เกี่ยวขอ งจะมขี าราชการระดบั สงู ของกระทรวง เชน ปลัดกระทรวง หรอื อธบิ ดีเปน เลขานกุ ารคณะกรรมการชุด
ดังกลาว

จากการศึกษางานศึกษา/วิจัยที่เผยแพรในเว็บไซตข องกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยพบวามีการเผยแพรงานวิจัยในชวงป 2551-2563 โดยงานที่ขาดหายไปเปนงานชวงป 2551-2555
เฉพาะงานที่เผยแพรในเว็บไซต 89 ฉบับ หากแบงเปน 2 กลุมตามการรวบรวมงานวิจยั พม.ระหวางป 2553-
2556 พบวา ในสว นของวิจยั ท่เี ปน ประเด็นยุทธศาสตร มจี าํ นวน 9 ฉบับ ไดแกเร่อื งอาเซียน การคา มนุษยและ
ประชารัฐ งานวิจัยสวนใหญเปนงานวิจัยที่เปนภารกิจภาพรวมของกระทรวง (45 ฉบับ) และงานวิจัยที่ระบุ
กลุมเปาหมายเฉพาะ รวม 35 ฉบบั (ดรู ายละเอยี ดในภาพ)

งานวิจัย พม. 2551-2563

ภาพรวม ผสู ูงอายุ สตรี/ครอบครวั เด็กและเยาวชน คนพกิ าร

7% 3% 10%
8%

21%
51%

ภาพท่ี 1. 1 งานวิจัย พม. 2551 - 2563

จากภาพขางตน มปี ระเดน็ ท่เี ปน ขอ สงั เกตทส่ี ําคัญคือ
1. แมภารกิจของหนวยงานระดับกรมจะเปนภารกิจที่มีกลุมเปาหมายเฉพาะ แตงานวิจัยที่เนนการ

ตอบโจทยวิจัยที่เปนกลุมเฉพาะยังมีไมมากนัก บางหนวยงานกลุมเปาหมายมีนอยมาก อาจตองไปคนหา
เพม่ิ เติมจากเว็บไซตข องหนว ยงาน

4

2. งานวจิ ัยทเี่ ปน ชุดโครงการวจิ ยั ที่มุงตอบโจทยภ าพรวมมีนอย สว นใหญเปน โครงการเด่ียว แทบไม
มีโครงการตอ เนือ่ ง มโี ครงการวิจยั ชดุ เพียงโครงการเดียว แตก น็ ําเสนอเปน ชนิ้ ๆ ขาดการสงั เคราะห

3. ขาดการจัดการความรจู ากงานวจิ ัยไปใชไ ปประโยชน งานวจิ ยั มีจํานวนมาก กระจัดกระจายและ
ไมเหน็ ความตอเน่ืองระหวางการสรา งงานวิจยั กบั การผลักดันใหเ กดิ ผล

ลําพังงานวิจัยในกระทรวงจึงไมสามารถนํามาใชผลักดันขับเคลื่อนภารกิจไดอยางมีประสิทธิภาพ
ประกอบกับบุคลากรในกระทรวงยังขาดความมั่นใจในผลงานการวิจัยของตนเอง บุคลากรในกระทรวงจึงตอง
ใชวิธีการสืบคนงานวิจัยจากแหลงอื่น ๆ ทั้งในประเทศและตางประเทศ ดังนั้น กระทรวง พม.จึงจําเปนตอง
พฒั นางานวิจัยและใชประโยชนจากงานวิจัยไปใน 2 แนวทางในเวลาเดียวกัน กลา วคือ พัฒนาศกั ยภาพการทํา
วิจัยหรือเชื่อมโยงกับงานวิจัยที่สามารถนํามาใชประโยชนในการขับเคลื่อนภารกิจของตนเอง และการสํารวจ
ความตองการงานวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจัย เพื่อใหหนวยวิจัยในกระทรวงและหนวยวิจัยใน
หนวยงานอนื่ สามารถพัฒนาองคค วามรทู ีต่ อบสนองภารกิจของกระทรวงในการพฒั นามนุษยต อไป

โจทยวิจัยหลักทีจ่ ะมาเตมิ ชองวา งน้ีคือ จะสงเสรมิ ใหห นวยงานในกระทรวง พม. ทําการวิจัยและนํา
งานวิจัยไปใชประโยชนอยางไร ในสถานการณที่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการทุนวิจัย เพื่อให
บคุ ลากรในกระทรวงสามารถพฒั นาศกั ยภาพในการทําวิจัย ในขณะเดยี วกนั สามารถสรา งองคค วามรใู นการทํา
วจิ ัยในหนวยงานเพื่อใหไดประโยชนก บั การขบั เคลอ่ื นภารกจิ ในอนาคต

1.2 วตั ถุประสงคข องการวจิ ยั

(4) วเิ คราะหผูใช และความตองการการวจิ ัย การนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนแ ละรูปแบบการ
นําไปใชป ระโยชนจ ากงานวิจัยของหนว ยงานในกระทรวง

(5) ศกึ ษากลไกการตัดสนิ ใจเชงิ นโยบายท่ีมกี ารนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชน โดยพิจารณาท้ังเงื่อนไข
ขอจํากัด ตลอดจนปจ จัยทเ่ี กี่ยวขอ งในการนาํ งานวจิ ยั ไปใชประโยชนข องกระทรวงการพัฒนา
สงั คม

(6) ศึกษาและพัฒนาแนวทางการสรา งกลไกผลกั ดัน/สง เสรมิ การใชประโยชนจ ากผลงานวจิ ยั เพื่อ
ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย

1.3 ขอบเขตของการศึกษา

(1) การใชป ระโยชนจากงานวิจยั ผมู ีสวนไดสว นเสียกับกลไกการตดั สนิ ใจเชงิ นโยนบายและขั้นตอน
การนําผลงานวิจยั ไปประโยชนใ นภารกจิ ของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย
ในระดบั ตางๆ (value chain การนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนใ นกระบวนการทํางาน)

(2) วิเคราะหความตองการการวจิ ัยไปใชป ระโยชนของหนวยงานตา งๆ (คุณลกั ษณะ/ทม่ี าของความ
ตอ งการ) ท้ังความตองการในปจจุบนั และแนวโนม ในอนาคต ทงั้ ในสวนกลาง/ภูมิภาค

5

(3) กรณีศึกษาการตดั สนิ ใจเชิงนโยบายท่ีมกี ารนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนจากงานวิจยั ของ
หนว ยงานในกระทรวง ทัง้ ท่ีเปนบทเรยี นความสาํ เรจ็ และบทเรยี นที่ลมเหลว

(4) เง่ือนไข ขอจํากัด ตลอดจนปจจยั ทเี่ กี่ยวขอ งในการดําเนนิ งานวิจัยของกระทรวงการพฒั นาสังคม
เชน แหลงขอ มูล ทักษะในการทาํ วจิ ยั

(5) แหลง คนควาผลงานวจิ ัยทกี่ ระทรวงพฒั นาสงั คมใชในการนําไปอางองิ การปฏิบัติงาน
(6) กลไกการสนับสนุนการเชือ่ มโยงผลงานวิจัยท้ังภายในหนว ยงานและภาคีนอกหนว ยงานเพ่อื การ

ผลักดันงานตามภารกจิ

1.4 กรอบการดาํ เนินงาน

Research Policy-Research
demand/supply Nexus
mechanism
- source of
demand (platform)

Stakeholder
(user) analysis --
policy-making

analysis

ภาพที่ 1. 2 กรอบการดําเนนิ งานวจิ ยั

การศึกษาคร้งั นี้มเี ปา หมายสาํ คัญในการเสนอกลไกการเช่อื มโยงการวิจยั (Research-Policy Nexus)
(Solinis & Baya-laffite, 2011) ในการดําเนินงานตามภารกจิ ของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคง
ของมนุษย จึงออกแบบใหมีงาน 3 สว นทีป่ ระกอบและเชือ่ มโยงกัน ดังนี้

ตารางท่ี 1. 1 กลไกการเชอ่ื มโยงการวจิ ยั (Research-Policy Nexus) ระหวางกระบวนการศึกษาและผลผลติ

กระบวนการศึกษา ผลผลิต
1. User analysis การวิเคราะหผ ใู ชประโยชนจาก User-mapping และ Value-chain ของงานวิจยั ภายใน
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย
งานวจิ ยั และรูปแบบการใชประโยชนจากงานวิจยั ใน รปู แบบการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชน
ภารกจิ ของกระทรวง โดยวิเคราะหใหเ ห็นกลไกการ กลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวง พม.
ตดั สินใจเชิงนโยบาย และการใชประโยชนจ ากงานวจิ ยั

6

กระบวนการศกึ ษา ผลผลติ

ในการตดั สนิ ใจเชิงนโยบายจากกรณีศกึ ษาท่สี ําคญั ของ บทเรียนความสําเร็จ/ลม เหลวของการนาํ ผลงานวจิ ัยไป

กระทรวง ผลกั ดนั ภารกจิ ของกระทรวง

แหลง ขอ มลู งานวิจัยที่กระทรวงนาํ มาใชประโยชน (บทที่ 2-

3)

2. Research demand/supply analysis นยิ ามปญ หา/ความทา ทายของภารกจิ ของกระทรวงพัฒนา

2.1 ความตอ งการการใชประโยชนจากงานวิจัย สังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย (บทที่ 5-5.1)

(demand-sided) ของหนว ยงานในกระทรวงรวม การกําหนดปญ หา/ประเดน็ วิจยั จากหนวยงานในกระทรวง

ไปถงึ ภาคที เี่ ก่ยี วของ และภาคีทีเ่ ก่ยี วขอ ง

ทม่ี า/และลักษณะของความตอ งการงานวิจยั ในปจ จุบันและ

อนาคต

ความตองการการใชประโยชนจ ากงานวจิ ยั ของกระทรวง

การพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย

(บทท่ี 3)

2.2 Supply-sided analysis วิเคราะหผ ูผลิตงานวจิ ยั การวเิ คราะหบ ทบาทของผผู ลิตงานวจิ ัยและภาคที ่เี ก่ยี วขอ ง

ท่ีเกี่ยวขอ งกบั ภารกจิ ของกระทรวงการพัฒนา กบั การขบั เคล่อื นนโยบาย พจิ ารณาจากกรณีศกึ ษากลไก

สังคมและความตองการของมนุษย การตัดสนิ ใจเชงิ นโยบาย 5 กรณี (บทท่ี 4)

3. Constructing Policy-Research Nexus เชื่อมโยง ขอ เสนอแนวทางการพัฒนากลไกการเชื่อมโยงการนาํ

ผูผ ลติ องคค วามรทู ีเ่ กย่ี วขอ ง กับผใู ชป ระโยชนของ ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชน (บทท่ี 5)

งานวจิ ัยในภารกจิ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ

ความมัน่ คงของมนุษย

นอกจากนี้ ในแตล ะขน้ั ตอนยังมกี ารวิเคราะหใหเ ห็นถึงชอ งวาง ปญหาอุปสรรค กลไกสาํ คัญและปจจัยที่
เอ้อื ตอความสาํ เรจ็ ของการนํางานวิจยั ไปใชป ระโยชนดว ย

1.4 ระเบียบวิธกี ารดาํ เนนิ งาน

การศึกษาครั้งนี้ ออกแบบใหเปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เนนการสังเคราะหเนื้อหาและความ
ตองการของผูใหขอมูลหลัก (Key Informants) และผูมีสวนเกี่ยวของ รวมกับการศึกษากรณีศึกษา เพ่ือ
วเิ คราะหใ หเห็นกลไกการตดั สินใจเชิงนโยบายท่ีเช่ือมโยงกับการนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน ขัน้ ตอนการวิจัย
โดยสังเขปมีดงั นี้

(8) ทบทวน/สังเคราะหงานวิจัยที่มีอยูของกระทรวงการพัฒนาสังคม รวมถึงงานวิจัยที่กระทรวง
นํามาใชเพ่ือผลกั ดนั ภารกิจตามบทบาทของกระทรวง เพ่ือพิจารณาชองวา ง/ขอจาํ กดั ของงานวิจัย
ที่มีอยู ผลการทบทวนจะเปนประเด็นสําคัญในการพัฒนาแบบสัมภาษณสําหรับผูใหขอมูลหลัก
ตอ ไป

7

(9) สมั ภาษณเชงิ ลกึ ผใู หข อมูลหลัก ผูบรหิ ารและผูที่เกี่ยวของกบั การนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนใน
หนวยงานระดับตางๆ รวมไปถึงผูมีสวนเกี่ยวของ เชน ผูผลิตงานวิจัยที่กระทรวงนํามาใช
ประโยชน สถาบนั การศกึ ษาทเี่ ก่ยี วขอ ง

(10)การอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) สําหรับผูมีสวนเกี่ยวของกับการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน โดยผูเขารวมประกอบดวยผูมีสวนเกี่ยวของโดยตรงจากหนวยงานในกระทรวง และ
ภาคที ่เี ก่ยี วขอ งกับประเด็นนน้ั ๆ เพื่อสกัดประเด็นรว มของหนวยงานในภาพรวม

(11)การจัดทํากรณีศึกษาเพื่อวิเคราะหใหเห็นกลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายท่ีเชื่อมโยงกับการนํา
ผลงานวิจัยไปใชประโยชน จํานวน 5 กรณี เพื่อเปรียบเทียบใหเห็นลักษณะรวม/ลักษณะท่ี
แตกตางกันและเงื่อนไขที่สงผลใหเกิดความแตกตางของผลของนโยบายที่แตกตางกัน โดยเกณฑ
การคัดเลือกกรณีศึกษา จะมาจากขอเสนอของผูมีสวนไดสวนเสียกับกระบวนการนโยบายใน
กระทรวง

(12)สรุปและจัดทาํ รา งผลการศกึ ษา
(13)นาํ เสนอผลการศึกษาตอผมู สี วนเกยี่ วของ
(14)ปรับปรงุ และจดั ทํารายงานฉบบั สมบูรณ

1.5 เครือ่ งมอื การวจิ ยั

เน่อื งจากการศึกษาครั้งนี้ออกแบบใหเ ปน การศึกษาเชิงคุณภาพ เครือ่ งมอื สําคัญคือแนวคําถามที่ใชใน
การสัมภาษณเชิงลึก การอภิปรายกลุมเฉพาะ และการประชุมเชิงปฏิบัตกิ าร สวนหนึ่งจะปรับมาจากแนวทาง
การศึกษาของ UNESCO เรื่อง Mapping out the Research-Policy Matrix: Highlights from the First
International Forum on the Social Science-Policy Nexus (Solinis & Baya-laffite, 2011)

1.6 ขอจาํ กดั ในการศกึ ษา

1. เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้อยูในระยะการเปลี่ยนผานของระบบการใหทุนวิจัยของประเทศตาม
พระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมแหงชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งเปนการ
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธระหวางผูผลิต-ผูใชงานวิจัย ซึ่งหนวยงานในกระทรวงจําเปนตอ งทําวิจัยดวยตนเอง
ดังนั้น การศึกษาในฝงอุปทาน (ผูผลิตงานวิจัยในระบบเดิม) จึงมีขอจํากัด คณะผูวิจัยจึงวิเคราะหจาก
กรณีศึกษากลไกการตัดเชิงนโยบายเพื่อใหเห็นท้ังสวนที่เปนผูผลิตงานวิจยั (เดิม) และผูมีสวนไดสวนเสยี ในแต
ละกรณี

2. แตละหนวยงาน มีการปรับเปลี่ยนบุคลากรที่รับผิดชอบงานวิจัย ทําใหผูใหขอมูลจํานวนมาก ไม
สามารถสะทอนใหเ หน็ พัฒนาการในการทํางานวิจยั และการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนม ากนกั

8

3. ที่ผานมากระทรวง พม. ไมไดจ ดั ทําฐานขอ มูลงานวิจยั ทีเ่ ช่ือมโยงจากทุกหนว ยงาน และไมเ คยมกี าร
เก็บขอมูลการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในหนวยงานมากอนเลย การเก็บขอมูลครั้งนี้เปนครั้งแรก ทําให
ขอ มูลอาจไมส มบรู ณ

1.7 ผลทค่ี าดวา จะไดร ับ

(1) ลักษณะของความตองการการวิจัย และรูปแบบการนําไปใชประโยชนจากงานวิจัยของหนวยงาน
ในกระทรวง

(2) กลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และ
ลกั ษณะงานวจิ ยั ท่ีถกู ใชประโยชน

(3) กลไกการผลักดัน/สงเสริมการใชประโยชนจากผลงานวิจัยเพื่อภารกิจของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมัน่ คงของมนุษย

(4) การเชื่อมโยงผูผลิตองคความรูที่เกี่ยวของ กับผูใชประโยชนของงานวิจัยในภารกิจของกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย

(5) การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรในการทําวจิ ยั และพัฒนาชองทางในการใชป ระโยชนจ ากงานวิจัยจาก
แหลงอ่นื ๆ

บทที่ 2
การทบทวนและสังเคราะหง านวิจัยและงานการศกึ ษาของหนว ยงาน
ภายใตส ังกัดกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย

รายงานนี้เปนการสํารวจและวิเคราะหงานวิจัยและงานการศึกษาโดยอางอิงตามเอกสารการสรุปผล
สํารวจวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557 – 2561 เปนเกณฑหลักในการสํารวจเพื่อ
รวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษาที่ปรากฏและกระจัดกระจายอยูในระบบฐานขอมูลอินเตอรเน็ตของ
หนวยงานตาง ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย รวมไปถึง
หนวยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงคหลักเพื่อสํารวจวา ในความเปนจริงแลวมีงานวิจัยท่ี
สามารถเขาถึงผานระบบอินเตอรเน็ตไดนั้นมีจํานวนเทาใด ทั้งนี้ การสํารวจดังกลาวเปนการสํารวจโดยคราว
และเขาถึงดวยการสืบคนผานระบบอินเตอรเน็ตเทานั้น โดยคณะผูวิจัยไดสรุปเนื้อหาออกเปน 2 สวน ไดแก
สวนแรก การจัดประเภทและวิเคราะหงานวิจัยและนวัตกรรมโดยอางอิงตามเอกสารการสรุปผลสํารวจ
งานวจิ ยั และนวตั กรรมของกระทรวง พม. ตง้ั แตป 2557 – 2561 และสว นที่ 2 คอื การคนควาและระบุสถานะ
ของงานวิจัยตามรายชื่องานวิจัยและนวัตกรรมที่ปรากฎอยูในเอกสารการสรุปผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ
พม. ฉบับดังกลาว เพื่อตอบคําถามตามวัตถุประสงคดังที่กลาวมาขางตน ซึ่งในรายละเอียดคณะผูวิจัยจะขอ
กลา วในลําดับถดั ไป

2.1 การจดั ประเภทและวเิ คราะหง านวิจัยและนวตั กรรมเบื้องตน

คณะผูวิจัยไดนาํ ขอ มูลเอกสารการสรุปผลสํารวจวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557
– 2561 มาจดั ประเภทงานวิจัยโดยเรยี งลําดับตามปท ีท่ าํ การศกึ ษา และรวมกลมุ เปน หนว ยงานตา ง ๆ ซึ่งพบวา
ตลอดระยะเวลา 5 ปที่ผานมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมีงานวิจัยและงาน
การศกึ ษาจํานวนท้งั ส้นิ 190 ชิ้น และมีหนว ยงานท่รี ับผิดชอบการทาํ วิจยั และงานการศึกษาท้งั สน้ิ 8 หนว ยงาน
ไดแ ก

1. กรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพิการ
2. การเคหะแหงชาติ
3. สํานกั งานสนับสนุนและสงเสรมิ วชิ าการ พม. (สสว. 1 – 12)
4. กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ
5. สํานกั ปลดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย (สป. พม.)
6. กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
7. กรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครัว
8. พัฒนาสงั คและความมน่ั คงมนุษยจ ังหวัด (พมจ.)

10

จากทกี่ ลา วมาขา งตน สามารถจําแนกจํานวนช้ินงานวิจยั และงานการศกึ ษาตามหนว ยงานที่รบั ผิดชอบ
รวมถึงจํานวนงานวิจยั ในแตล ะปไ ดดงั ตารางที่ 2. 1 และภาพท่ี 2. 1

ตารางที่ 2. 1 จํานวนงานวจิ ยั /งานการศึกษาทีป่ รากฏตามเอกสารการสรุปผลงานวจิ ยั และนวตั กรรมของกระทรวงการพฒั นา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย ปงบประมาณ 2557 – 2561

หนว ยงาน ป พ.ศ. รวม
2557 2558 2559 2560 2561

กรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชีวติ คนพิการ 4 3 4 10 5 26

การเคหะแหงชาติ 5 12 17 4 0 38

สาํ นกั งานสนบั สนุนและสงเสรมิ วิชาการ พม. (สสว. 1 – 12) 4 10 13 12 7 46

สํานักปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย 2 3 3 5 2 15

(สป. พม.)

กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการ 0 1 2 3 4 10

กรมกจิ การเด็กและเยาวชน 0 2 1 3 5 11

กรมกิจการสตรีและสถาบนั ครอบครัว 0 1 6 7 4 18

พัฒนาสงั คมและความม่นั คงมนุษยจงั หวัด (พมจ.) 0 1 4 7 14 26

รวม 15 33 50 51 41 190

ท่มี า: เอกสารการสรุปผลสาํ รวจวจิ ยั และนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตง้ั แตป 2557 – 2561

11

จาํ นวนงานวิจยั /งานการศกึ ษาท่ปี รากฎตามเอกสารการสรุปผลงานวจิ ยั และนวตั กรรมของ
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย์ ปีงบประมาณ 2557 – 2561

14% 14% กรมสง่ เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต
คนพกิ าร
การเคหะแหง่ ชาติ

สาํ นกั งานสนบั สนนุ และสง่ เสรมิ
9% วิชาการ (สสว. 1 - 12)

20% สาํ นกั งานปลดั กระทรวงพฒั นาสงั คม
6% และความม่นั คงของมนษุ ย์ (สป. พม.)

5% กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการ

8% กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
24% กรมกิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครวั

ภาพที่ 2. 1 จํานวนงานวจิ ัย/งานการศกึ ษาที่ปรากฎตามเอกสารการสรุปผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวงการพฒั นา
สังคมและความมนั่ คงของมนษุ ย ปง บประมาณ 2557 – 2561

ขอ มลู ขางตนแสดงใหเห็นวาหนว ยงานภายใตโ ครงสรา งของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษยที่ผลิตงานวิจัยและงานการศึกษามากที่สุดในระยะเวลา 5 ปที่ผานมา (ป 2557 – 2561) คือ
สาํ นกั งานสนบั สนนุ และสงเสริมวชิ าการ (สสว. 1 – 12) มจี าํ นวนชนิ้ งานทง้ั สน้ิ 46 ชนิ้ คดิ เปน รอ ยละ 24 ของ
งานวิจัยและงานการศึกษาทั้งหมด รองลงมาคือการเคหะแหงชาติ มีจํานวนชิ้นงานทั้งสิ้น 38 ชิ้น คิดเปนรอย
ละ 20 ในขณะที่กรมสงเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ และพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษยจังหวัด (พมจ.) มี
จํานวนงานวิจัยและงานการศึกษาที่เทากันคือ 26 ชิ้น คิดเปนรอยละ 14 ของงานวิจัยและงานการศึกษา
ทั้งหมด สวนหนวยงานที่ผลิตงานวิจัยและงานการศึกษาที่นอยที่สุดคือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่ง
ตลอดระยะเวลา 5 ปที่ผานมา กรมดังกลาวผลิตงานวิจัยออกมาเพียง 10 ชิ้น คิดเปนรอยละ 5 ของงานวิจัย
และงานการศกึ ษาท้ังหมดภายใตก ารกาํ กบั ดแู ลของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย

นอกจากนี้ จําเปนตองบันทึกไววากอนการปรับโครงสรางกระทรวงซึ่งแยกภารกิจตามกลุมเปาหมาย
ในป 2557 มีการเก็บรวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษาไวเพียง 4 หนวยงานเทานั้น สวนหนวยงานอื่น ๆ
ไดแ ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเดก็ และเยาวชน กรมกิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครัว และ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษยจังหวัด (พมจ.) มิไดมีการเก็บรวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษาเลย
นอกจากนี้ การเก็บรวบรวมงานวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษยในภาพรวมตั้งแต
ป 2557 สูงขน้ึ อยา งตอ เน่อื งโดยปที่มีการเกบ็ รวบรวมงานวจิ ัยและงานการศกึ ษาไดมากท่สี ดุ คือ ป 2560 โดยมี
งานวิจัยทัง้ สิน้ 51 ช้นิ แตหลังจากปดังกลาว การเกบ็ รวบรวมงานวจิ ยั และงานการศึกษาก็ลดลงและเหลือเพียง
41 ชิ้นในป 2561 จํานวนงานวิจัยท่ีเปลีย่ นแปลงในแตละป อาจสะทอนใหเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการให

12

ทุนสนับสนุนการวิจัย ความตองการในการผลิตงานวิจัยเพื่อนําไปใชประโยชน รวมไปถึงบริบททางการเมือง
เศรษฐกจิ และสังคม

สําหรับแนวโนมการเก็บรวบรวมงานวจิ ัยและงานการศึกษาอางอิงตามเอกสารการสรุปผลสํารวจวจิ ัย
และนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557 – 2561 โดยจําแนกเปนหนวยงานตาง ๆ ที่ผลิตงานวจิ ัยและ
งานการศกึ ษา สามารถแสดงไดตามภาพที่ 2.2

18 กรมสง่ เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชีวติ คน
16 พกิ าร
14 การเคหะแหง่ ชาติ
12 สสว. 1 - 12
10 สป. พม.
กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดกิ าร
8 กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
6 กรมกิจการสตรแี ละสงั คม
4 พมจ.
2
0

2557 2558 2559 2560 2561

ภาพที่ 2. 2: แนวโนม การเกบ็ รวบรวมงานวจิ ยั ตลอดระยะเวลา 5 ป โดยจําแนกตามหนว ยงานที่ผลิตงานวิจยั และงาน
การศกึ ษา

จากภาพที่ 2. 2 หนวยงานที่มีความตอเนื่องในการเก็บรวบรวมงานวิจัยคือการเคหะแหงชาติ โดย
ตั้งแตป 2557 – 2559 การเคหะแหงชาติมีการเก็บรวบรวมงานวิจัยสูงขึ้นอยางตอเนื่องและเดนชัดที่สุดจาก
หนวยงานภายใตการกํากับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย แตการเก็บรวบรวม
งานวิจัยของการเคหะแหงชาติก็ลดลงในป 2560 และในป 2561 ไมปรากฏการบันทึกขอมูลงานวิจัย แต
สําหรับสํานักงานสนับสนุนและสงเสริมวิชาการ พม. (สสว. 1 – 12) แมวาจะไมโดดเดนเทากับการเคหะ
แหงชาติ แตการเก็บรวบรวมงานวิจัยก็เปนไปในลักษณะตอเนื่อง กลาวคือ มีการเก็บรวบรวมงานวิจัยตลอด
ระยะเวลา 5 ป ไมข าดชว ง แมวาภายหลังป 2559 จะลดลงอยา งตอเน่ืองกต็ าม

สําหรับหนวยงานที่เก็บรวบรวมงานวิจัยที่มีความตอเนื่องและสูงขึ้นโดยลําดับ คือพัฒนาสังคมและ
ความม่ันคงมนุษยจงั หวัด (พมจ.) และกรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร กลาวเฉพาะพัฒนาสังคมและความมั่นคง
มนษุ ยจงั หวดั หรือ พมจ. จากภาพที่ 2.2 จะพบวา หนวยงานดงั กลา วมีการเก็บรวบรวมงานวิจัยอยางตอเนื่อง
และเปนไปในลักษณะกาวกระโดด ซึ่งผูวิจัยตั้งขอสังเกตวา งานในสวนของ พมจ. สวนใหญเปนไปในลักษณะ

13
ของรายงานการดาํ เนินงาน การประเมินผล ไมใ ชรายงาน “การวจิ ัย”01 แตถูกนาํ มารวบรมใหเปนงานวิจัยและ
นวัตกรรมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย ในขณะที่งานการศึกษาของหนวยงานอ่ืนๆ
เปนไปในลักษณะทตี่ องการผลหรือชุดความรูใหมท ี่สามารถนําไปประยุกตใ ชไดกบั พน้ื ที่อ่นื ๆ เปนการทั่วไปซ่ึง
การศกึ ษาวจิ ัยในลักษณะดังกลาวจะตองอาศยั ระยะเวลาในการคนควาและศึกษา จงึ อาจทําใหจ ํานวนงานวิจัย
ของหนวยงานอื่น ๆ มีจํานวนนอยกวางานวจิ ยั ของ พมจ. โดยเปรียบเทียบ ดังนั้น จึงอาจสงผลตอ ความเขา ใจ
ผดิ ในสาระสําคญั ของการศึกษา หรือไมส ามารถนาํ ผลการศึกษาไปใชประโยชนไดอยา งแทจริง และลําดับถัดไป
คณะผูวิจัยจะขออธิบายขอคนพบบางประการหลังจากที่ไดดําเนินการคนควาสถานะของงานวิจัยชิ้นตาง ๆ ท่ี
ระบอุ ยใู นเอกสารการสรุปผลสาํ รวจวิจัยและนวตั กรรมของกระทรวง พม. ตง้ั แตป  2557 – 2561

2.2 การคน ควา และระบุสถานะของงานวจิ ัยตามรายชอื่ งานวิจัยและนวตั กรรมทป่ี รากฏอยใู น
เอกสารสรปุ ผลงานวจิ ยั และนวัตกรรมของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของ
มนุษย ตั้งแตป 2557 – 2561

ที่กลาวมาทั้งหมดในสวนแรก เปนเพียงการอธิบายภาพรวมของงานวิจัยที่ปรากฏอยูในเอกสารการ
สรุปผลสํารวจวจิ ยั และนวตั กรรมของกระทรวง พม. ต้ังแตป 2557 – 2561 เทา น้นั ซง่ึ หลังจากท่ีคณะผูวิจัยได
คนควาเพื่อระบุสถานะการเขาถึงงานวิจัยตาง ๆ ดวยการสืบคนผานระบบอินเตอรเน็ตจากฐานขอมูลของ
หนวยงานตาง ๆ ทั้งจากหนวยงานภายในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และหนวยงาน
ภายนอกอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนตามรายชื่อของงานวิจัย ผลปรากฏวา สามารถเขาถึงงานวิจัยไดเพียง
93 ชิ้น จากทั้งหมด 190 ชิ้น หรือคิดเปนรอยละ 48.95 ของงานวิจัยและงานการศึกษาทั้งหมด ซึ่งสามารถ
จําแนกงานวิจัยและงานการศึกษาตามหนวยงานที่รับผิดชอบและปที่ทําการศึกษาไดตามตารางที่ 2.2 ทั้งน้ี
งานวิจยั ทสี่ ามารถเขาถงึ และสบื คน ผานระบบอนิ เตอรเนต็ ได คณะผูวจิ ัยไดร ะบเุ อาไวในแบบสาํ รวจงานวิจัย ฯ

1 อาทิ โครงการ “สอนเย็บผาสําหรับคนไมรูหนังสอื ” เปนโครงการของ พมจ. เชียงราย ป 2561 หรือ “รายงานสถานการณจังหวัดพะเยา”
จัดทําโดย พมจ. พะเยา ป 2561 เปนตน สามารถดูเพิ่มเติมไดจาก แบบสํารวจงานวจิ ัยและงานการศึกษาภายใตโครงการ “การศึกษาความ
ตอ งการและการนาํ ไปใชประโยชนจากงานวิจัย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย”

14

ตารางที่ 2. 2 จาํ นวนงานวิจัยทส่ี ามารถสบื คน ไดจ ริงผานระบบอินเตอรเนต็ จําแนกตามหนว ยงานท่รี บั ผดิ ชอบและปท ี่
ทําการศกึ ษา

หนว ยงาน ป พ.ศ. รวม
2557 2558 2559 2560 2561
กรมสง เสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวิตคนพิการ 5
การเคหะแหง ชาติ 00230 38
สํานกั งานสนับสนุนและสงเสริมวชิ าการ พม. (สสว. 1 - 12) 5 12 17 4 0 30
สาํ นักงานปลดั กระทรวงพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย 26787
(สป. พม.) 4
กรมพัฒนาสงั คมและสวัสดกิ าร 01021
กรมกิจการเดก็ และเยาวชน 2
กรมกิจการสตรีและสถาบนั ครอบครัว 00101 6
พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนษุ ยจงั หวดั (พมจ.) 00114 4
01210 4
00013 93
7 20 30 20 16

จากตารางท่ี 2.2 จะพบวา หนวยงานที่สามารถสืบคนงานวิจัยและงานการศึกษาไดมากทีส่ ุด คือ การ
เคหะแหงชาติ โดยสามารถสืบคนไดทั้งหมด 38 ชิ้น หรือคิดเปนรอยละ 100 จากรายชื่องานวิจัยที่ระบุใน
เอกสารการสํารวจงานวิจัยและนวัตกรรมของ พม. ทั้งหมด (เปรียบเทียบกับตารางที่ 2.1 ) รองลงมาคือ
สํานกั งานสนับสนุนและสง เสริมวชิ าการ พม. (สสว. 1 - 12) สามารถสืบคนไดท ัง้ สนิ้ 30 ชน้ิ จากท้งั หมด 60 ชิ้น
หรือคิดเปน รอยละ 65.22 จากรายชือ่ งานวิจัยทัง้ หมด ในขณะที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปนหนวยงาน
ท่ีสามารถสบื คนควางานวิจัยไดนอยที่สุดมเี พียง 2 ชนิ้ จากทง้ั หมด 10 ชน้ิ แตห ากเปรยี บเทียบในอัตรารอยละ
ระหวางจํานวนรายชื่องานวิจัยที่ปรากฏกับจํานวนงานวิจัยที่สามารถสืบคนไดจริงจะพบวา หนวยงานที่
สามารถคน ควางานวจิ ยั ไดน อยทีส่ ดุ คือ พมจ. โดยสามารถสบื คนไดเ พยี งรอ ยละ 15.38 เทา นน้ั

กลาวเฉพาะการเคหะแหงชาติ หากพิจารณาจากตารางที่ 2.2 จะพบวา จํานวนงานวิจัยที่สามารถ
สืบคนไดจริงของการเคหะแหงชาติกับงานวิจัยที่สามารถสืบคนไดทั้งหมดคิดเปนรอยละ 40.86 หรือกลาวอีก
นัยหนึ่งคือ เกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัยที่สามารถสืบคนไดจริงเปนงานวิจัยที่ถูกเก็บรักษาและรวบรวมไวใน
ฐานขอ มูลของการเคหะแหงชาติ ซึ่งในปจ จบุ นั ระบบฐานขอมูลของการเคหะแหงชาติมีงานวิจยั ทั้งสน้ิ 301 ชิ้น
12 ต้งั แตป  2542 – 2562 แตหากสบื คนผานระบบฐานขอมูลของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของ
มนษุ ยซึ่งเปนหนวยงานหลักและเปนหนว ยงานตน สงั กัดของการเคหะแหงชาติ จะพบวา งานวิจัยที่ถูกผลิตโดย

2 ดูง านวิจัยอ่ืน ๆ ไดท่ี ระบ บ สารสนเทศเพ่ือจัดการเผยแพรง านวิจัยของการเคหะแหงชาติ http://housingresearch.
nha.co.th/Retrival/Retrival.aspx

15

การเคหะแหงชาติและทีส่ ามารถสบื คนไดผ านระบบฐานขอมูลของกระทรวง พม. จะมีเพียง 4 ชิ้นเทานั้น23 ซึ่ง
สภาพการณดังกลาวสะทอนวา ระบบฐานขอมูลและระบบสารสนเทศของหนวยงานภายในมิไดเชื่อมโยงกัน
หากประเมินในภาพรวมโดยเปรียบเทียบกับระบบสารสนเทศของหนวยงานอื่น ๆ อาจอนุมานไดวา ระบบ
ฐานขอมูลของการเคหะแหง ชาติเปน ระบบสารสนเทศทมี่ ีประสิทธิภาพมากทสี่ ดุ ในการเก็บรวบรวมงานวจิ ยั

ขอคนพบอีกประการหนึ่งคือ จํานวนงานวิจัยในระบบฐานขอมูลของการเคหะแหงชาติตั้งแตป 2557
– 2561 มีทั้งสิ้น 47 ชิ้น ในขณะที่จํานวนงานวิจัยที่ปรากฏในเอกสารการสรุปผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ
กระทรวง ฯ มีเพียง 38 ชิ้น ซึ่งสะทอนวา หนวยงานภายในของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยที่มีหนาทีใ่ นการรวบรวมงานวิจัยเพือ่ บันทกึ ในฐานขอมูลไดรวบรวมงานวิจัยไมครบถวน ซึ่งอาจอนุมาน
ไปยังการรวบรวมงานวจิ ัยของหนวยงานอื่น ๆ ไดวามีความบกพรองเชนเดยี วกัน ซึ่งสาเหตขุ องความบกพรอ ง
ดังกลาวอาจเกิดขึ้นจากคุณภาพการสื่อสารระหวางหนวยงานภายในองคกร หรืออาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นซึ่ง
เปนสิ่งทีผ่ ูวิจยั จะตองทําการศึกษาตอไปเพ่ือใหก ารรวบรวมและปรับปรุงระบบสารสนเทศเพ่ือการคนควาวจิ ยั
เกดิ ประสิทธภิ าพสูงทีส่ ดุ

สําหรับการเช่ือมตอขอมูลและระบบสารสนเทศระหวางหนวยงานภายในองคกร ดังที่กลาวมาขางตน
วา งานวิจัยที่คนพบผานระบบสารสนเทศของกระทรวง พม. กับระบบสารสนเทศของการเคหะแหงชาตนิ ้ัน มี
จํานวนการคนพบงานวิจัยที่ไมเทากันท้ังที่ในความเปนจริงแลว การเคหะแหงชาติเปนหนวยงานภายใต
โครงสรางของกระทรวง ฯ แตก็ตองกลาวเอาไว ณ ที่นี้ดวยวา วัตถุประสงคและลักษณะงานของการเคหะ
แหงชาตินั้น เปนงานทางดานสถาปตยกรรมและวิศวกรรมทีเ่ กี่ยวของกับที่อยูอาศัย หรือเนนไปที่สิ่งปลกู สราง
ซึ่งตองอาศัยเทคนิควิธีที่มีลักษณะเฉพาะจึงทําใหลักษณะงานมีความแตกตางกับงานของหนวยงานอื่น ๆ ที่
มุงเนนที่ตัวบุคคลเปนหลัก ดังนั้น การจัดประเภทและรวบรวมงานวิจัยเอาไวในระบบฐานขอมูลใน
ลักษณะเฉพาะของการเคหะแหงชาติเอง จึงอาจอํานวยความสะดวกและงายตอการคนความากกวาที่จะ
รวบรวมเอาไวในระบบฐานขอมูลเพียงแหงเดียว คณะผวู ิจยั มไิ ดปฏิเสธในขอดขี องการมีระบบฐานขอมูลหลาย
แหลง และมีการจัดประเภทตามลักษณะงานที่ชัดเจน เพียงแตตั้งคําถามวา จะทําอยางไรใหระบบฐานขอมูล
ตาง ๆ ภายในองคกรนั้นเชื่อมโยงและเชื่อมตอกันอยางมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อทําให
กระบวนการคน ควาและการนาํ ผลงานวิจัยไปใชใ หเกิดประโยชนส งู สดุ

นอกจากการเคหะแหงชาติจะเปนหนวยงานที่มีศักยภาพสูงสุดในการเก็บรวบรวมและเผยแพร
งานวิจัยแลว ขอสังเกตอีกประการหนึ่งซึ่งผูวิจัยจะขอกลาวเฉพาะการเก็บรวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษา
ของสํานักงานสนับสนุนและสงเสริมวิชาการ พม. (สสว. 1 - 12) เพราะนอกจากจะเก็บรวบรวมงานวจิ ยั เอาไว
ไดเปนจาํ นวนมากเมือ่ เปรียบเทียบกับหนวยงานอืน่ ๆ แลว ลักษณะการเก็บรวบรวมและเผยแพรงานวจิ ยั ของ

3 ดูงานวิจัยอ่ืน ๆ ไดที่หองสมุดอิเล็กทรอนิกส (e-Library) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย http://ebooks.m-
society.go.t h/home/search?sch_dept_id=11&schEbookType=&schText=

16

สสว. 1 – 124 ยังเปนไปในลักษณะจัดแบงตามบริบทพื้นท่ี หรือตามกลุมจงั หวัดที่ สสว. พื้นที่ใดพืน้ ทีห่ นึ่งเปน
ผูด ูแลกลาวคอื สสว. แตละแหงจะมรี ะบบฐานขอมลู ของตนเองจึงอาจทําใหงา ยตอการจัดประเภทงานวิจัยโดย
ใชเกณฑความแตกตางและบริบทเฉพาะเชิงพื้นที่เปนเกณฑในการจัดกระทําและสืบคนขอมูล แตปญหาและ
อุปสรรคก็เชนเดียวกับการเคหะแหงชาติคือ ระบบฐานขอมูลและระบบสารสนเทศของ สสว. แตละแหงไมได
เชื่อมโยงกัน และไมไดเชื่อมโยงเขาสูระบบฐานขอ มูลสวนกลางของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย อีกทั้ง ดังที่กลาวมาขางตนแลววา สสว. แบงพื้นที่ออกเปน 12 พื้นที่ และแตละแหงตางมีระบบ
ฐานขอมูลเฉพาะเปนของตนเอง จึงทําใหการเก็บรวบรวมขอมูลมีลักษณะกระจัดกระจายตามบริบทเชิงพื้นท่ี
ตามไปดวย จึงทําใหการสืบคนขอมูลมีความยากลําบากซึ่งอาจสงผลทําใหงานวิจัยแตละพื้นที่ไมถูกนําไปใช
ประโยชนอ ยา งทีค่ วรจะเปน

กลาวโดยสรุป จากการสืบคนและวิเคราะหขอมูลในเบื้องตนพบวา การเก็บรวบรวมงานวิจัยของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยอางอิงตามเอกสารการสรุปผลสํารวจวิจัยและนวัตกรรม
ของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557 – 2561 อาจไมตรงกับความเปนจริง อีกทั้ง ในความเปนจริงแลวมีงานวิจัย
และงานการศึกษาเพียงเกือบครึ่งหนึ่งของจํานวนงานวิจัยทั้งหมดที่สามารถสืบคนและนํามาใชประโยชนได
นอกจากนี้ งานบางชิ้นที่ปรากฏในเอกสารการสรุปผลสํารวจงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง ฯ ฉบับ
ดังกลา ว ยงั มีลักษณะเปน รายงานผลการดาํ เนินงาน หรอื อธิบายสถานการณโ ดยท่วั ไปมากกวาจะเปนงานวิจัย
และงานการศึกษาที่ผลิตองคความรูหรือชุดความรูใหม จึงอาจไมสามารถนํามารวบรวมและสังเคราะหเปน
งานวิจัยท่จี ะสามารถนําไปใชประโยชนได ซึ่งสะทอ นวา กระทรวงพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษยยังไม
มีระบบการคัดกรองขอมูลและจัดประเภทงานวิจัยที่มีคุณภาพ อีกทั้ง ระบบฐานขอมูลและระบบสารสนเทศ
ของหนวยงานตาง ๆ ภายในองคกรก็มิไดเชื่อมตอกันทําใหการคนควางานวิจัยมีความยากลําบากและเปน
อปุ สรรคตอกระบวนการศกึ ษาและผลิตงานวจิ ัยเพ่ือสรางองคความรูใหม ซ่งึ จากทกี่ ลา วมาท้งั หมดจะเห็นไดวา
ระบบการคัดกรอง กระบวนการจดั เก็บขอมูล รวมถึงกระบวนการเผยแพรขอ มูลลว นแลวแตเปนอุปสรรคและ
เปนสิง่ ที่ทําใหงานวจิ ัยและงานการศึกษาท่ีมีอยูนัน้ ถูกทาํ ใหดอยคาลง สถานการณดงั กลาวจึงเปนทั้งโจทยและ
เปาหมายที่ทาทายคณะผูวิจัยจะตองทําการศึกษาและพัฒนากระบวนการคนควา จัดประเภทงานวิจัย และ
พัฒนากระบวนการรวมถึงชองทางการเผยแพรงานวิจัยที่เอื้อตอความตองการที่จะนําการวิจัยไปใชประโยชน
ตอไป

4 ภายหลังป 2563 มีการปรับโครงสรางองคกรภายในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ทําใหสํานักงานสงเสริมและ
สนับสนุนวิชาการเหลือเพียง 11 พ้ืนท่ี หรือ 11 สํานักเทานั้น. ดูเพิ่มเติมไดจากบทท่ี 3 การสัมภาษณและอภิปรายกลุมเฉพาะในสวนของ
บทบาททางดานการวิจัยของ สสว. หรือดไู ดจ าก กฎกระทรวงแบงสวนราชการสํานักงานปลดั กระทรวง กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความ
ม่ันคงของมนุษย พ.ศ. 2563. (2563, 9 มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม 137 ตอนท่ี 41 ก. หนา 24 – 29. สืบคนจาก http://law.m-
society.go.th/law2016/uploads/lawfile/5ee04407182d5.pdf.

บทท่ี 3
หวงโซค ุณคาของการนาํ ผลการวิจยั ไปใชป ระโยชนของหนว ยงานภายใตก ระทรวง

การพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ย

3.1 บทนาํ

ในบทนี้ คณะผูวิจัยไดทําการศึกษากระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใชประโยชย
ของหนวยงานตาง ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และองคการ
มหาชนที่อยูภายใตการกํากับดูแลของกระทรวง พม. ซึ่งหนวยงานตาง ๆ เหลานี้ลวนแลวแตเปนทั้ง “ผูผลิต
งานวิจัย” (supply-sided) และ “ผนู าํ ผลการวิจัยไปใชป ระโยชน” (demand-sided) หรอื กค็ ือผใู หข อมูลหลัก
(key informants) ของการศึกษานี้โดยใชวิธีการสัมภาษณเชิงลึก และอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group)
เปน เครือ่ งมือหลักในการศึกษา อกี ทั้ง ยงั ไดพ ฒั นาแนวคาํ ถามท่ีใชในการสัมภาษณห นว ยงานตาง ๆ ใหมีความ
แตกตางกันไปตามระดับของหนวยงานเพื่อใหไดมาซึ่งขอมูลที่เกี่ยวของกับกระบวนการวิจัยและกลไกการ
เชอื่ มโยงนําผลการวจิ ยั ไปใชป ระโยชนในเชงิ ปฏบิ ัติ

สําหรับหนวยงานที่เปนผูใหขอ มูลหลักของการศึกษานี้ คณะผูวิจัยไดแบงหนวยงานออกเปน 2 ระดับ
กลาวคือ 1) หนวยงานบริหารราชการสวนกลาง และ 2) หนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทากรม โดย
จําแนกตามโครงสรางการบริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ตราไวใน
“พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2558”41 และ “กฎกระทรวง แบงสวน
ราชการสํานักงานปลดั กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของมนษุ ย” ทัง้ 2 ฉบบั 52 ดงั น้ี

1. หนว ยงานบรหิ ารราชการสว นกลาง :
1.1) กองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย
1.2) สํานกั งานสง เสริมและสนบั สนนุ วิชาการ 1-11

2.) หนว ยงานระดับกรม หรอื เทยี บเทา กรม :
2.1) กรมพฒั นาสังคมและสวัสดิการ
2.2) กรมกิจการสตรแี ละสถาบันครอบครวั
2.3) กรมกจิ การผูสงู อายุ
2.4) กรมสงเสรมิ และพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพกิ าร
2.5) สถาบันพัฒนาองคกรชมุ ชน (องคการมหาชน)

1 พระราชบญั ญัติปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับท่ี 14) พ.ศ. 2558
2 กฎกระทรวง แบงสว นราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย พ.ศ. 2559 และกฎกระทรวง แบงสวน
ราชการสาํ นกั งานปลดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2563

18

คณะผูวิจยั ไดดําเนินการสัมภาษณผูบริหารหนว ยงาน อาทิ อธิบดีกรม ผูอํานวยการสํานัก หรือผูแทน
ระดับผูบริหารหนวยงานที่มีความรูความเขาใจ และมีสวนเกี่ยวของกับการตัดสินใจในการกําหนดหรือดําเนนิ
นโยบายท่ีเก่ยี วของกบั การวิจัย เพอ่ื ใหท ราบถึง “ภาพกวาง” และความแตกตา งในกระบวนการวิจัยของแตละ
หนวยงาน (หรือกลาวอยางถึงที่สุดก็คือ เอกลักษณของแตละหนวยงานในการดําเนินการวิจัยและการนํา
ผลการวิจัยไปใชประโยชนวามีความเหมือนหรือความตางกันอยางไร) ตั้งแตการกําหนดหัวขอวิจัย การ
ดาํ เนินการวจิ ัย ผลการวิจยั การนําผลการวจิ ัยไปใชประโยชน และการประเมนิ ผลการวจิ ัย หรือตั้งแต “ตนนํ้า
- กลางนํ้า - ปลายนํ้า” ของกระบวนการวิจัยที่จะนําไปสูการสรางหวงโซอุปสงคและอุปทานของการทําวิจัย
(research demand and supply chain) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยซึ่งเปน
วัตถุประสงคห ลกั ของการศกึ ษานี้

จากที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวา การดําเนินการศึกษาของคณะผูวิจัยที่ใชการสัมภาษณและการ
อภิปรายกลุมเฉพาะเปนเครื่องมือในการศึกษานี้จะเปนการจัดเรียงลําดับการสัมภาษณจากหนวยงานระดับ
ปฏิบัติไปจนถึงหนวยงานระดับกรม หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง เปนการศึกษาที่เรียงลําดับจาก “ลางขึ้นบน”
(bottom-up) เพื่อใหเห็นถึงกระบวนการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนในระดับปฏิบัติการ หรือขั้นการนํา
ผลการวจิ ยั ไปใชใ นเชิงปฏิบัติที่เปน รูปธรรม จากน้นั จงึ ไลเ รยี งข้ึนไปตามสายการปฏิบัติงาน หรือตามโครงสราง
อํานาจของหนวยงานเพื่อใหเห็นถึงกลไกการเชื่อมตอกระบวนการขับเคลื่อนนําผลการวิจัยไปใชประโยชนกับ
กระบวนการผลักดันนโยบายไปสูสาธารณะที่รอยรัดเขาดวยกันจนกลายเปนเสนทางการขับเคลื่อนนโยบาย
ดงั กลา ว หรอื อกี นัยหนง่ึ ซ่งึ ก็คือหว งโซอ ปุ สงคแ ละอุปทานของการวจิ ัยนนั่ เอง

สําหรบั ภาพรวมของกระบวนการวจิ ยั และการนาํ ผลการวิจัยไปใชประโยชนของหนวยงานระดบั ตา ง ๆ
ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย จากการเก็บรวบรวมขอมูลดวยการ
สัมภาษณ หรือสนทนากลุมผูบริหารระดับสูงหรือผูแทนหนวยงานทั้งระดับกรมหรือเทียบเทากรม และหนวย
บริหารกลางสวนภูมิภาคซึ่งเปนหนวยปฏิบัติการในเชิงพื้นที่ มีขอมูลที่นาสนใจหลายประการที่เกี่ยวของกับ
กระบวนการวิจัยและการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน แตทั้งนี้จากการตราพระราชบัญญัติสงเสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่สงผลกระทบทําใหเกิดการปฏิรูปกระบวนการวิจัยของ
หนวยงานภายใตสังกดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย การศึกษานี้จึงเปนการศึกษาที่อยู
ในชวง “รอยตอ” หรือในระยะเปลี่ยนผานของกระบวนการวิจัย คณะผูวิจัยจึงขอนําเสนอภาพรวมของบริบท
การดําเนินการวิจัยในปจจุบัน (ภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและ
นวตั กรรม พ.ศ. 2562) ของหนวยงานตาง ๆ ภายใตสังกัดกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย
โดยจําแนกขอมูลในประเด็นดังกลาวออกเปน 5 หัวขอ ไดแก 1. ปจจัยนําเขา (Input) 2. กระบวนการ
(Process) 3. ผลผลิต (Output) 4. ผลลัพธ (Outcome) และ 5. ความทาทายของการวิจัย (Research
challenges) ซึ่งในรายละเอียดสามารถแสดงไดดังตารางที่ 3.1 แสดงกระบวนการวิจัยและการนาํ ผลการวจิ ยั
ไปใชป ระโยชนของหนว ยงานระดับตาง ๆ ภายใตโ ครงสรา งของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของ
มนุษย

ตารางที่ 3. 1 กระบวนการวิจัยและการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนข องหนว ยงานระดบั ตาง ๆ

ปจจยั นําเขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

1. หนวยงานบริหารกลางสว นภูมภิ าค

1.1 กองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนษุ ย (กมพ.)

1. โจทยว ิจัย : 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวจิ ัย

1) นโยบายของกระทรวง พม. กมพ. เปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง - โครงการตา ง ๆ

2) นโยบายของ สป.พม. โดยอาจใหอาจารยมหาวิทยาลัย หรือ - รายงานสถานการ

3) สถานการณทางสงั คมท่ีเปนปญ หา ผูเชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษามาเปน

2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน ทปี่ รกึ ษาโครงการวจิ ยั ก็ได

ที่ไดรับการจดั สรรจาก สกสว. 2. ระเบียบวิธีวิจัยและกรอบแนวคิดใน

3. ทรัพยากรบคุ คล: บุคลากรของ กมพ. การวิจัย : เนื่องจากบุคลากรของ กมพ.

เปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง แตทั้งน้ี ยังขาดทักษะและประสบการณในการ

อาจใหอาจารยมหาวิทยาลัยหรือ วิ จ ั ย ด ั งน ั ้ น จ ึ งอา จ ให  อา จ า รย

ผูเชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาที่มี มหาวิทยาลัยและผูเชี่ยวชาญจาก

ทักษะในการทําวิจัยมาเปนที่ปรึกษา สถาบันการศึกษาตาง ๆ ซึ่งเปนผูที่มี

โครงการวจิ ยั ความรูความเชี่ยวชาญในดานการวิจัย

4. องคค วามรทู ่ใี ชเปน ฐานในการวจิ ยั : เปนผูคอยใหคําปรึกษาในการออกแบบ

กมพ. ไมไดแสดงภาพที่ชัดเจนวาไดนํา ระเบียบวิธีวิจัยและกรอบแนวคิดในการ

องคความรูประเภทใด หรือจากแหลงใด วิจยั

มาใชเปนฐานในการวิจัย นอกจาก

สถานการณทางสังคมที่เปนปญหา

สถานการณทางสังคมของหนวยงาน

19

ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย

ลผลิต ผลลพั ธ ความทาทายของการวิจัย (Research
utput) (Outcome) challenges)

- มาตรการ/ แผนงาน - การดําเนินกลไกการขับเคลื่อนงานวจิ ยั

- ดัชนีชวี้ ัดทางสังคมในมติ ติ าง ๆ การรวบรวมงานวิจัย และการนํา

รณท างสงั คม - กลไกและระบบการพัฒนาสังคมและ ผลการวิจัยไปใชประโยชนของ กมพ. มี

ความมัน่ คงของมนุษย พลวัตตามนโยบายของกระทรวง หรือ

- การพัฒนาระบบฐานขอมูลงานวิจัย กลาวอีกนัยหนึ่ง ไมมีความเปนสถาบัน

สวนกลางของกระทรวง พม. เพื่อเก็บ (institutionalization) ที่จะทําใหระบบ

รวบรวมงานวิจัยของหนวยงานภายใน การพัฒนาและขับเคลื่อนงานวิจัยของ

กระทรวงทั้งหมดใหอยูในระบบ กระทรวงในภาพรวม ในฐานะที่ กมพ.

ฐานขอมูลเดียวกัน และเผยแพรง านวิจัย เปนหนวยงานบริหารวิชาการสวนกลาง

ใหแกหนวยงานตาง ๆ ทั้งภายในและ ไมมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ

ภายนอกกระทรวงที่ปฏิบัติภารกิจดาน เนื่องจากเมื่อผูบริหารระดับสูงของ

การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ กระทรวงเปลี่ยน การใหความสําคัญกับ

มนุษย รวมไปถึงภาคสวนสาธารณะดว ย น โ ย บ า ย ด  า น ก า ร บ ร ิ ห า ร ว ิ จ ั ย ก็

- แตทั้งนี้ จากการศึกษาพบวา การนํา เปลี่ยนแปลงตามไปดวย

ผลการวิจัยไปใชประโยชนของ กมพ. ยัง - บุคลการของ กมพ. ยังขาดทักษะและ

มีความเปน รปู ธรรมคอ นขา งนอย ความเขา ใจทีถ่ ูกตองเกี่ยวกับงานวิจัย จึง

สง ผลตอ การทํางานวจิ ัยและคุณภาพของ

งานวิจัย

ปจ จยั นาํ เขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

ตางๆ ตามกลุมเปาหมายเฉพาะ และ

ขอมูลสถิติจากหนวยงานตาง ๆ หรือ

กลาวอยางถึงที่สุดก็คือ “ปญหาเฉพาะ

หนา ” นั่นเอง

1.2 สาํ นกั งานสงเสริมและสนับสนนุ วชิ าการ (สสว.) 1-11

1. โจทยวิจัย : การตั้งโจทยวิจัยของ 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวิจัย

สสว. 1-11 ประกอบไปดวย 4 เงื่อนไข สสว. ทั้ง 11 สํานกั เปน ผูดําเนนิ การวิจัย - รายงานผลการ

ไดแ ก ด  ว ย ต น เ อ ง โ ด ย อ า จ ให  อ า จ า ร ย ตางๆ

(1) จะตอ งสอดคลองกับสถานการณ ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ม า เ ป  น ท ี ่ ป ร ึ ก ษ า

ทางสังคมที่เปนประเด็นปญหาในบริบท โครงการวิจยั กไ็ ด

เชิงพื้นที่ หรือเปนประเด็นที่อยูในความ 2. ระเบียบวิธีวิจัยและกรอบแนวคิดใน

สนใจสาธารณะ หรอื เปนวาระแหง ชาติ การวิจัย : เนื่องจากบุคลากรของ สสว.

(2) จะตองตรงกับวัตถุประสงคของ ยังขาดทักษะในกระบวนการวิจัย ดังน้ัน

นโยบายของกระทรวงพัฒนาสังคมและ จึงอาจใหอ าจารยมหาวิทยาลัยซ่ึงเปนผูท่ี

ความมัน่ คงของมนษุ ย มีความรูความเชี่ยวชาญเปนผูคอยให

(3) จะตองสอดคลองกับประเด็นท่ี คําปรึกษาในการออกแบบระเบียบวิธี

สํานักงานวิจัยแหงชาติ (วช.) หรือ วจิ ยั และกรอบแนวคดิ ในการวิจยั

สํานักงานคณะกรรมการสงเสริม 3. การเก็บขอมูล : บุคลากรของ สสว.

วทิ ยาศาสตร วจิ ัยและนวตั กรรม (สกสว.) เปนผูเก็บขอมูลดวยตนเอง หรืออาจให

เปนผูกําหนด ภาคเี ครอื ขา ยเปน ผเู กบ็ ขอมลู เชน อพม.

(4) จะตองสอดคลองกับแหลงทุน หรืออาสาสมัครในพื้นที่ที่มีความคุนชิน

ผอู นุมตั ิโครงการวิจัย และมีความเขาใจตอประเด็นปญหาใน

ลผลติ ผลลพั ธ 20
utput) (Outcome)
ความทาทายของการวิจยั (Research
challenges)

หนวยงานในพนื้ ที่ท้ังภาครัฐและเอกชนท่ี 1. การตั้งโจทยวิจัยของ สสว. มีเงื่อนไข

รดําเนินงานโครงการ มีพันธกิจสอดคลองกับผลการศึกษาใน หรือกรอบทส่ี ลับซบั ซอ น

ประเด็นตาง ๆ ตามกลุมเปาหมายของ 2. การตั้งโจทยวิจัยและการดําเนินงาน

ตนไดนําผลการวิจัยไปใชประโยชนใน วิจัยของ สสว. ถูกครอบดวยโครงสราง

ระดับพนื้ ที่ แตท ัง้ นี้ จากการเก็บรวบรวม สายการบังคับบัญชาที่มีลักษณะจาก

ขอมูลพบวา ยังไมเห็นการนําผลการวิจัย “บนสูลาง” (top-down) เพราะยังคง

ไปใชประโยชนที่สงผลกระทบตอสังคม ตองสนองตอนโยบายของหนวยงาน

อยา งเปนรปู ธรรม ระดับบน จงึ อาจสงผลตอความเปน อสิ ระ

ในการดําเนนิ การวิจัย

3. ไมไดนําผลการศึกษาหรืองานวิจัยที่มี

อยูเดิมมาตอยอดองคความรู จึงทําให

งานวิจัยในบางประเด็นไมไดถูกพัฒนา

อยา งตอเน่อื ง

4. เน่ืองจากการขออนุมตั ิการวิจัยมคี วาม

สลับซับซอน หลายขั้นตอน และยึดโยง

ดวยเงื่อนไขหลากหลากหลายประการ

จึงอาจสงผลตอความตั้งใจ ความคิด

ปจ จยั นาํ เขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)

2. นโยบาย : นโยบายของรัฐบาล และ บริบทเชิงพื้นที่ซึ่งสอดคล อ งกับ

ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความ วัตถุประสงคการวิจัยในแตละประเด็นที่

มั่นคงของมนุษย รวมไปถึงยุทธศาสตร ไดต้งั เอาไว

ชาติ 20 ป และแผนแมบทในประเด็น

ตา ง ๆ

3. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน

ทไี่ ดรบั การจดั สรรจาก สกสว.

4. ทรัพยากรบคุ คล : บคุ ลากรของ สสว.

เปนผูดําเนินการวจิ ัยดวยตนเอง แตทั้งนี้

อ า จ ใ ห  อ า จ า ร ย  ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ห รื อ

ผูเชี่ยวชาญที่มีทักษะในการทําวิจัยมา

เปนท่ีปรึกษาโครงการวิจัย

5. องคความรทู ่ีใชเ ปนฐานในการวจิ ยั :

สสว. ไมไดแสดงภาพที่ชัดเจนวาไดนํา

องคความรูประเภทใด หรือจากแหลงใด

มาใชเปนฐานในการวิจัย นอกจาก

สถานการณทางสังคมที่เปนปญหาใน

บริบทเชิงพื้นที่ และขอมูลสถิติจาก

หนวยงานตาง ๆ

2. หนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทา กรม
2.1 กรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร (พส.)

ลผลติ ผลลพั ธ 21
utput) (Outcome)
ความทาทายของการวิจัย (Research
challenges)

สรางสรรค และแรงจูงใจของบุคลากร
ของ สสว. ในการทาํ วจิ ยั
5. บุคลากรขาดทักษะดานการวิจัย อีก
ทง้ั ภาระงานตามตาํ แหนง ท่ีมีปริมาณมาก
จงึ อาจสง ผลตอ คุณภาพของงานวิจัย
7. การเขาถึงขอมูลในประเด็นที่มีความ
เปราะบาง อาจกอใหเกิดอันตรายแกผู
เก็บขอ มลู
6. ความไมสอดคลองสัมพันธระหวาง
ส ถ า น ก า ร ณ  ท า ง ส ั ง ค ม ท ี ่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น กั บ
ปงบประมาณและการขออนุมัติการวิจัย
จึงอาจทําใหผลการศึกษาไมตรงกับ
สภาพปญหาที่เกิดขึ้นจริง และไม
สามารถนําไปใชแกปญหาไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ

ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

1. โจทยวิจัย : การตั้งหัวขอวิจัยหรือ 1. การอนุมัติโครงการวิจัยของ - รายงานวจิ ยั

โจทยวิจัยของกรมพัฒนาสังคมและ หนวยงาน : คณะทํางานบริหารการวิจยั - รายงานผลการดาํ
และนวัตกรรม78 กรมพัฒนาสังคมและ ๆ
สวัสดิการมาจาก

(1) นโยบายของรัฐบาล นโยบาย สวัสดิการ โดยมีอธิบดีกรม ฯ เปน

ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความ ประธาน เปนคณะทํางานในการ

มนั่ คงของมนุษย กลั่นกรองการขออนุมัติการวิจัยจาก

(2) หัวขอวิจัยจะตองสอดคลองกับ บคุ ลากรของกรม

แผนยุทธศาสตรชาติ 20 ป แผนแมบท การ

ในมิตทิ ่ีเก่ยี วขอ งกบั การพัฒนาสวัสดิการ 2. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ

สงั คม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปน

( 3 ) จ ะ ต  อ ง ส อ ด ค ล  อ ง แ ผ น ผดู าํ เนินการวิจัยดว ยตนเอง

ยุทธศาสตรการวิจัยของกระทรวงการ 3. หนวยงานกลางทีกํากับดูแลภารกิจ

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ดานการวิจัยของกรมพัฒนาสังคมและ

และแผนยุทธศาสตรกรมพัฒนาสังคม สวัสดิการ : กองยุทธศาสตรและ
และสวัสดกิ าร พ.ศ. 2560 – 256467 แผนงาน โดยในปจจุบนั กาํ ลงั อยูในวาระ

(4) หัวขอวิจัยถูกกําหนดจากงาน การจัดทํา “แผนงานวิจัยและนวัตกรรม

ประจาํ ของบคุ ลากร (R2R) ของกรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร พ.ศ.

7 กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ. (2559). แผนยทุ ธศาสตรกรมพัฒนาสังคมและสวัสดกิ าร พ.ศ. 2560 – 256
8 ขอมูลจากการสัมภาษณผ บู รหิ ารจากกรมพฒั นาสงั คมและสวัสดกิ าร
10 ขอ มลู จากการสมั ภาษณผ บู ริหารกรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร

22

ลผลิต ผลลพั ธ ความทา ทายของการวิจัย (Research

utput) (Outcome) challenges)

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการนํา 1. บุคลากรไมมีทักษะในการดําเนินการ

าเนินงานโครงการตาง ผลการวิจัยไปใชประโยชนใน 3 รูปแบบ วิจัย อีกทั้ง ยังมีภาระงานที่มากจึงทําให

10 กลาวคอื ไมสามารถแบงเวลาไปทําภารกิจที่

9

1.) นําผลการวิจัยไปใชประโยชนต าม เกย่ี วของกับการวิจัยไดเทาที่ควร

วัตถุประสงคของการวิจัยในแตละ 2. จากการตราพระราชบัญญัติสงเสริม

ประเดน็ หรอื “งานวิจัยเชิงประเดน็ ” วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.

2.) นําผลการวิจัยไปใชประโยชนใน 2562 ที่สงผลทําใหการขออนุมัติ

เชงิ นโยบาย งบประมาณตอ งเปนไปตามระบบ อววน.

3.) นาํ ผลการวจิ ยั ไปใชใ นเชงิ ปฏิบตั ิ ซึ่งในระบบดังกลาว มีหนวยงานที่ขอ

อนุมัติงบประมาณเพื่อการวิจัยจํานวน

แตทั้งนี้ จากการศึกษาพบวา ยังไม มาก ดังนั้น หนวยงานอื่น ๆ จึงอยูใน

เห็นภาพของการนําผลการวิจัยไปใช ลักษณะ “คูแขง” ของกรมพัฒนาสังคม

ประโยชนหรือนําไปขับเคลื่อนเปน และสวัสดิการ และทําใหงบประมาณใน

นโยบายสาธารณะท่ีเปน รปู ธรรม การทาํ วิจยั ลดนอ ยลงไปดว ย

3. ขาดชองทาง หรือเวทีในการเผยแพร

งานวจิ ยั อยางสมํา่ เสมอ จงึ ทําใหงานวิจัย

มีลักษณะ “อยูบนหิ้ง” และ “...

ผลการวิจัยบางงานตกหลน ไมไ ดถกู นํามา

64. สืบคน ขอมลู จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/doc_pr/20170130115026.pdf.

ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)

2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน 2566 – 2568”89 เพื่อใหเปน “เข็มทิศ”

ทีไ่ ดร ับการจัดสรรจาก สกสว. ในการกาํ หนดทศิ ทางการวิจัยของกรม ฯ

3.) ทรพั ยากรบคุ คล : บคุ ลากรของกรม ใหมีความชดั เจนมากยง่ิ ข้นึ

พั ฒ น า ส ั ง ค ม แ ล ะ ส ว ั ส ด ิ ก าร เ ป น

ผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง โดยกรม

พัฒนาสังคมและสวัสดิการมุงเนนให

บุคลากรของตนเปนทั้ง “นักปฏิบัติและ

นกั วิชาการ”

4. องคความรูท ่ใี ชเปนฐานในการวจิ ัย :

จากการศึกษาและสัมภาษณยังไมเห็น

ภาพของแหลงความรทู ี่ชัดเจน มแี ตเ พยี ง

ภาพครา วของแหลง ความรู หรอื สามารถ

อธิบายไดวาเปนหลักการทั่วไปของการ

ดําเนินการวิจัยเทานั้น เชน เว็บไซต

ขอมูลเชิงสถิติจากหนวยงานตาง ๆ

ทรัพยากรจากหอ งสมุด รวมไปถึงการขอ

ขอมูลจากผูทํางานวิจัยที่เกี่ยวของ

โดยตรง เปน ตน

9 ขอมูลจากการสัมภาษณผ ูบริหารกรมพฒั นาสังคมและสวัสดกิ าร
11 ขอมูลจากการสมั ภาษณผ ูบ รหิ ารกรมพัฒนาสังคมและสวสั ดกิ าร

ลผลิต ผลลัพธ 23
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจยั (Research
challenges)

ประกอบการตัดสินใจ กําหนดนโยบาย
แนวทาง มาตรการ หรือโครงการตาง ๆ
...”1011

ปจจยั นําเขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

5. กลไกสนับสนุน :

1.) กองทุนสงเสริมการจัดสวสั ดิการ

สังคม

2.) พระราชบัญญัติสงเสริมการจัด

สวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 และที่แกไข

เพิ่มเติม

2.2 กรมกิจการสตรีและสถาบนั ครอบครวั (สค.)

1. โจทยว จิ ยั : 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวจิ ยั

1.) โจทยวิจัยที่มาจากหนว ยงานที่มี กรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครบั - รายงานผลการ

โครงสรางหนาที่สูงกวาระดับกรม : 2. หนวยงานกลางที่กํากับดูแลภารกิจ ตา งๆ

นโยบายจากคณะกรรมการนโยบายและ ดานการวิจัยของกรมกิจการสตรีและ

ยุทธศาสตรการพัฒนาสตรีแหงชาติ สถาบันครอบครวั : กองยุทธศาสตรแ ละ
12
( ก ย ส . ) ค ณ ะ ก รร มกา รนโยบายและ แผนงานมีฐานะเปน หนว ยวิจยั หรอื หนวย
11

ยุทธศาสตรครอบครัวแหงชาติ (กยค.) วิชาการของกรม สค. แต ณ ปจจุบัน

คณะกรรมการสงเสริมความเทาเทียม ภารกิจดานการวิจัยของกองดังกลาวยัง

ระหวางเพศ (สทพ.)1213 คณะกรรมการ มิไดถูกขับเคลื่อนอยางเปนรูปธรรม แต

12 กรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครวั . กลไกหลักในการขับเคลื่อนการสง เสริมความเสมอภาคระหวา งเพศข

13 วรชัย แสนสรี ะ. พระราชบญั ญัติความเทา เทยี มทางเพศ พ.ศ. 2558 กับการคมุ ครองบุคคลหลากหลายทางเ

%B9%88ub_Jun/9legal/legal75.pdf.
16 ขอ มลู จากการสัมภาษณผ บู ริหารจากกรมกิจการสตรแี ละสถาบันครอบครัว

ลผลิต ผลลพั ธ 24
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจัย (Research
challenges)

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 1. บุคลากรไมเ พียงพอ และไมมที ักษะใน

รดําเนินงานโครงการ ไมไ ดน าํ ผลการวิจัยไปใชประโยชนในการ การทําวจิ ัย

ผลักดันเปนนโยบายสาธารณะอยางเปน 2. หากเปนประเด็นเรงดวนอาจไม

รูปธรรม เนื่องจาก “...ไมมีงบทํา...แต สอดคลองหรือสัมพันธกับปงบประมาณ

บางนโยบายก็ตองกลับไปดูงานวิจัยอยู เน่อื งจากการวิจัยของมิตสิ ตรีและสถาบนั

บา ง...”1516 ครอบครัวในบางประเด็นตองอาศัย

ระยะเวลาในการศึกษาวิจัยที่คอนขาง

ยาวนาน

ของหนวยงานภาครัฐ. สบื คนขอมลู จาก https://www.ocpb.go.th/ewt_dl_link.php?nid=12629.
เพศ(จลุ สาร). สบื คน ขอมลู จาก https://www.senate.go.th/assets/portals/93/fileups/272/files/S%E0

ปจจัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)

สงเสริมการพัฒนาและคุมครองสถาบัน ดําเนนิ ภารกิจท่ีเกีย่ วของกับการวางแผน

ครอบครัว1314 รัฐบาล และนโยบายจาก ยุทธศาสตรแตเ พยี งเทา น้นั

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ

มั่นคงของมนุษย

2) โจทยวิจัยที่มาจากหนวยงาน

ภายในกรม :

2.1) โจทยวิจัยประเด็นสตรี : กอง

สงเสริมความเสมอภาคระหวา งเพศ

2.2) โจทยวิจัยประเด็นครอบครัว :

กองสง เสรมิ สถาบนั ครอบครัว

3) โจทยวิจัยของกรมกิจการสตรี

และสถาบันครอบครัวจะตองสอดคลอง

กับแผนยุทธศาสตรชาติดานสตรีและ

สถาบันครอบครัว และแผนแมบทฉบับ

ตาง ๆ

2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน

ทไ่ี ดร ับการจดั สรรจาก สกสว.

14 พระราชบญั ญตั ิ สง เสริมการพฒั นาและคมุ ครองสถาบนั ครอบครวั . ราชกจิ จานเุ บกษา เลม ที่ 136 ตอนท่ี 67
/067/T_0171.PDF

ลผลิต ผลลพั ธ 25
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจยั (Research
challenges)

3. ไมมีขอมูลที่ทันสมัยและเทาทันตอ
สถานการณทางสังคมที่สงผลกระทบตอ
กลุมสตรีหรือกลุมเปราะบางที่ไดรับ
ผลกระทบจากครอบครัว ดังนั้น จึงไม
สามารถนาํ มากาํ หนดเปนโจทยว จิ ยั หรือ
ดําเนินการวจิ ัยท่ีมปี ระสทิ ธิภาพได

7 ก (22 พฤษภาคม 2562). สบื คน ขอมูลจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A


Click to View FlipBook Version