สญั ญาเลขท่ี ORG6350012
รายงานฉบบั สมบูรณ
โครงการ “การศกึ ษาความตอ งการและการนาํ ไปใชประโยชนจากงานวจิ ัย
กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย”
โดย
สถาบนั วิจัยสงั คม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
สนบั สนนุ โดย
สาํ นกั งานคณะกรรมการสง เสรมิ วิทยาศาสตร วิจัย และนวตั กรรม (สกสว.)
2564
I
บทสรุปสาํ หรับผูบรหิ าร
Executive Summary Report
ความเปน มาของงานวจิ ัย
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย มีภารกิจหลักในการพฒั นา เสริมสรางศักยภาพ
ของมนุษย การมีสวนรวมในการพัฒนาสังคมใหเปนสังคมคุณภาพ โดยมีเครื่องมือสําคัญคือระบบสวัสดิการ
เครือขาย บนฐานการพัฒนาองคความรูเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของสังคม ประเด็นยุทธศาสตรคือการ
พฒั นาศกั ยภาพคน ครอบครัวและชุมชน สรางหลักประกันทางสังคม และสง เสรมิ ภาคีเครือขาย สรางการเปน
หุนสวนทางสังคม ปจจุบันโครงสรางในกระทรวง แบงเปน 5 กรมหลัก แตละกรมมีภารกิจในการดูแล
กลุมเปาหมายเฉพาะ ไดแก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการผูสูงอายุ กรมกิจการสตรีและสถาบัน
ครอบครวั กรมสงเสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ สาํ หรบั กรมพฒั นาสังคมและสวัสดิการ เปนหนวยงาน
ที่มีหนาทร่ี บั ผิดชอบในภาพรวม ในเร่อื งการพัฒนาและจัดสวสั ดิการสังคมแกกลุมเปาหมาย และมีหนวยงานท่ี
มีภารกิจเฉพาะคือ การเคหะแหงชาติ และสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคการมหาชน) โดยมีสํานักงาน
ปลัดกระทรวงเปนศูนยกลางในการบริหารของกระทรวง พัฒนาและแปลงยุทธศาสตรใหเปนแผนปฏิบัติงาน
โดยประสานงานกบั หนว ยงานในสังกดั
นอกจากการทํางานตามโครงสรางหนาที่ของหนวยงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
มนุษย ยังมีบทบาทในการรว มเปน คณะกรรมการตามกฎหมาย รวม 34 ชดุ กระจายไปทกุ หนว ยงาน
เมื่อพิจารณางานศึกษา/วิจัยที่เผยแพรในเว็บไซตของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยพบวามีการวิจัยจํานวนมาก แตงานวิจัยที่เปนชุดโครงการวิจัยที่มุงตอบโจทยภาพรวมมีนอย งานวิจัยที่
เนนการตอบโจทยวิจัยที่เปนกลุมเฉพาะยังมีไมมากนัก ขาดการจัดการความรูจากงานวิจัยไปใชไปประโยชน
งานวิจัยมีจํานวนมาก กระจัดกระจายและไมเห็นความตอเนื่องระหวางการสรางงานวิจัยกับการผลักดันให
เกิดผล ดังนั้น งานวิจัยฉบับนี้จึงมุงที่จะหาแนวทางในการสงเสริมใหหนวยงานในกระทรวง พม. ทําการวิจัย
และนํางานวิจัยไปใชประโยชน ในสถานการณที่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการทุนวิจัย เพื่อให
บคุ ลากรในกระทรวงสามารถพัฒนาศกั ยภาพในการทําวิจยั ในขณะเดียวกัน สามารถสรา งองคความรูในการทํา
วิจัยในหนวยงานเพือ่ ใหไ ดประโยชนก ับการขบั เคลอ่ื นภารกจิ ในอนาคต
วัตถุประสงคข องการวจิ ัย
(1) วิเคราะหผูใช และความตองการการวิจัย การนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชนแ ละรูปแบบการ
นาํ ไปใชป ระโยชนจ ากงานวจิ ัยของหนว ยงานในกระทรวง
(2) ศึกษากลไกการตัดสนิ ใจเชิงนโยบายที่มกี ารนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน โดยพิจารณาทั้งเง่ือนไข
ขอจาํ กดั ตลอดจนปจ จยั ทีเ่ ก่ียวขอ งในการนาํ งานวิจยั ไปใชป ระโยชนข องกระทรวงการพัฒนา
สังคม
II
(3) ศึกษาและพฒั นาแนวทางการสรางกลไกผลกั ดนั /สงเสรมิ การใชป ระโยชนจ ากผลงานวิจัยเพื่อ
ภารกิจของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย
ระเบยี บวธิ กี ารดาํ เนนิ งาน
การศึกษาครั้งนี้ ออกแบบใหเปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เนนการสังเคราะหเนื้อหาและความ
ตองการของผูใหขอมูลหลัก (Key Informants) และผูมีสวนเกี่ยวของ รวมกับการศึกษากรณีศึกษา เพ่ือ
วเิ คราะหใหเห็นกลไกการตดั สินใจเชิงนโยบายท่ีเช่ือมโยงกับการนาํ ผลงานวจิ ยั ไปใชป ระโยชน ขน้ั ตอนการวิจัย
โดยสงั เขปมดี งั นี้
(1) ทบทวน/สังเคราะหงานวิจัยที่มีอยูของกระทรวงการพัฒนาสังคม รวมถึงงานวิจัยที่กระทรวง
นํามาใชเพ่ือผลกั ดันภารกจิ ตามบทบาทของกระทรวง เพ่อื พิจารณาชองวาง/ขอจํากดั ของงานวิจัย
ที่มีอยู ผลการทบทวนจะเปนประเด็นสําคัญในการพัฒนาแบบสัมภาษณสําหรับผูใหขอมูลหลัก
ตอไป
(2) สมั ภาษณเ ชงิ ลึกผใู หข อมูลหลัก ผูบรหิ ารและผทู ่เี กี่ยวของกับการนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนใน
หนวยงานระดับตางๆ รวมไปถึงผูมีสวนเกี่ยวของ เชน ผูผลิตงานวิจัยที่กระทรวงนํามาใช
ประโยชน สถาบันการศึกษาทเ่ี กยี่ วของ
(3) การอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) สําหรับผูมีสวนเกี่ยวของกับการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน โดยผูเขารวมประกอบดวยผูมีสวนเกี่ยวของโดยตรงจากหนวยงานในกระทรวง และ
ภาคีทเ่ี กยี่ วของกับประเดน็ นัน้ ๆ เพ่อื สกดั ประเด็นรว มของหนวยงานในภาพรวม
(4) การจัดทํากรณีศึกษาเพื่อวิเคราะหใหเห็นกลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงกับการนํา
ผลงานวิจัยไปใชประโยชน จํานวน 5 กรณี เพื่อเปรียบเทียบใหเห็นลักษณะรวม/ลักษณะท่ี
แตกตางกันและเงื่อนไขที่สงผลใหเกิดความแตกตางของผลของนโยบายที่แตกตางกัน โดยเกณฑ
การคัดเลือกกรณีศึกษา จะมาจากขอเสนอของผูมีสวนไดสวนเสียกับกระบวนการนโยบายใน
กระทรวง
(5) สรปุ และจัดทํารางผลการศกึ ษา
(6) นําเสนอผลการศึกษาตอผูมีสวนเก่ยี วขอ ง
(7) ปรบั ปรุงและจัดทํารายงานฉบับสมบรู ณ
III
ผลการศึกษา
การปรบั เปล่ยี นหวงโซคณุ คาของการวจิ ัย: การเปล่ียนแปลงบทบาทและความสัมพนั ธข องผูผลิตและ
ผใู ชง านวจิ ัย
ระยะที่ศึกษาวิจัย เปนชวงระยะเวลาแหงการเปลี่ยนผานระหวางระบบการวิจัยแบบเกา ไปสูระบบ
การวิจัยภายใต อววน. โดยการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญคือ ความสัมพันธระหวางผูผลิตกับผูใชงานวิจยั ในระบบ
การวิจัยแบบเดิม งบประมาณที่ใชในการวจิ ัยมีที่มาจากสองสวน สวนแรก คือ หนวยงานภายใตกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย กําหนดโจทยวิจัยและของบประมาณประจําปไดโดยตรง สวนที่สอง
เปนการเสนอของบประมาณการวิจัยจากทุนวิจยั เงินงบประมาณแผนดนิ หรืองบประมาณจากแหลงอื่นๆ เม่ือ
ไดงบประมาณมาแลว ทุกหนวยงาน มักจะใชวิธีการจัดจางที่ปรึกษา ซึ่งเปนสถาบันวิชาการเขามาดําเนินการ
ศึกษา (เปนผูผ ลิตงานวิจัย) สวนหนวยงานเปน ผูใ ชผลงานวจิ ัย แตส าํ หรบั ในระบบการวิจัยภายใต อววน. การ
เสนองบประมาณในสวนวิจัยของกระทรวงในสวนของงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานพื้นฐาน (fundamental
fund) จะตองเสนอใหคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปนผูตั้งคําขอ
งบประมาณ (พรบ. กสว. มาตรา 17) ดังนั้น จึงไมสามารถตั้งงบประมาณเพื่อการวิจัยไดอยางเปนอิสระ แต
ตองเสนองบประมาณใหสอดคลองกับนโยบายและยุทธศาสตรก ารวิจัยของประเทศ และทีส่ ําคญั ทสี่ ดุ การวิจัย
ภายใตระบบ ววน.นี้ หนวยงานไมสามารถจัดจางที่ปรึกษาเพื่อทําการวิจัยได โดยนัยนี้ ระบบ ววน.จึงมีผลให
ผูผ ลิตและผใู ชผ ลงานวิจัยเปนคนกลมุ เดียวกนั .
ในระยะเวลาที่ทําการศึกษา บุคลากรที่เกี่ยวของกับการวิจัยในกระทรวงการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะ
กองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ซึ่งเปนผูประสานงานหลักในเรื่องบทบาทในการ
ศึกษาวิจัยของหนวยงาน จึงอยูในระหวางการปรับตัว ปรับทักษะเพื่อทําการวิจัย และกําหนดกลไกเพื่อวาง
ยุทธศาสตรในการวิจัยของหนวยงาน อีกชองทางหนึ่งเปนงบประมาณวิจัยเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ
(strategic fund) ซึ่งบริหารโดยหนวยบริหารจัดการโปรแกรม (Program Management Unit-PMU) ตางๆ
ซง่ึ หากหนว ยงานมีความตองการก็ตองยน่ื ขอเสนอการวจิ ัยไปตามชองทางที่กาํ หนด (ออนไลน) ซึ่งชอ งทางนี้ มี
คแู ขง ที่เปนสถาบนั ทางวชิ าการตา งๆ และหนวยงานอืน่ ๆ มากขึน้
ขอจํากัดที่สําคัญของระบบการบริหารงบประมาณของ PMU คือ การคัดเลือกโครงการวิจัยในรอบ
แรกๆ เปนการสื่อสารแบบทางเดียว ซึ่งนักวิจัยไมมีโอกาสไดชี้แจงหรือปรับแกเอกสาร จนเม่ือไดรับการ
คัดเลอื กโครงการแลว จงึ จะมกี ารส่ือสารสองทางระหวาง PMU กบั นกั วิจยั ดงั นั้น จงึ เปนเรอ่ื งยากท่ีหนวยงาน
ในกระทรวงจะไดรับงบประมาณการวิจัยจาก PMU ดังนั้น นอกจากขอจํากัดเรื่องทักษะในการทําวิจัย และ
การผลักดนั ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชนของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย โจทยสําคัญใน
ทน่ี ้ี กลายเปน เรื่องการเปลยี่ นแปลงหว งโซคุณคา ของงานวิจัยภายในหนวยงานของรฐั โดยผนวกรวมผผู ลติ และ
ผูใชประโยชนจากงานวิจัยไวดวยกัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติสงเสริมการใชประโยชนจาก
งานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564 กําหนดใหผูรับทุนหรือนกั วิจัยมีหนาทีใ่ นการบริหารจัดการผลงานวิจัยและ
นวัตกรรม และรายงานการใชประโยชนตอผูใหทุนภายใน 2 ป (มาตรา 12) ยิ่งแสดงใหเห็นการผนวกรวม
IV
ระหวางผูผลิตและผูใชผลงานวิจัยและนวัตกรรมไวดวยกัน ดังนั้น ความทาทายที่สําคัญในยุคปจจุบันคือการ
นิยามวาใครจะเปน “ผใู ชง านวิจยั ” ท่แี ทจริงในอนาคต
ประสบการณว ิจัยและการนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน
ผลงานวิจัยที่ผานมาของกระทรวง มักจะเปนผลงานของที่ปรึกษาจากหนวยงานภายนอก รวมไปถึง
งานวชิ าการ/วจิ ยั ของสํานกั สงเสริมและสนับสนุนวิชาการดว ย บคุ ลากรในกระทรวงจึงมีบทบาทเปนผูกําหนด
โจทยวิจัย และเปน ผูกํากับงานวิจยั ผานกระบวนการตรวจรบั งานเปน หลกั
ในสวนของงานวิจัย แมจ ะมีงานวิจยั เปนจํานวนมาก แตก ระทรวงตองพง่ึ พางานวจิ ัยจากภายนอกเปน
หลัก ประเด็นการวิจัยกระจัดกระจายไปตามกลุมเปาหมาย แมสํานักงานปลัดกระทรวง จะพยายามรวบรวม
ผลงานวิจัย แตก ย็ งั ไมส ามารถทาํ ฐานขอ มลู ท่เี ช่อื มผลงานวจิ ัยของทุกหนว ยงานเขาดว ยกนั ได
สําหรับงานวิชาการ/วิจัยที่หนวยงานของกระทรวงดําเนินการเองนัน้ สวนใหญมีลักษณะเปนรายงาน
ผลการดําเนนิ งาน หรือการประเมินโครงการท่ีหนวยงานดาํ เนินการมิไดเปนผลงานวิจัยท่ีมีการต้ังโจทยวิจัย มี
กรอบแนวคดิ หรือวธิ กี ารวเิ คราะหข อมลู ทส่ี ลับซบั ซอน งานมีลักษณะเปนการรายงาน “ขอมูล” มากกวาการ
สรา ง “องคค วามรู” หรือแสวงหา “นวตั กรรม” เพ่ือการแกไขปญ หาใหมๆ จากการทบทวนงานวิจยั พบวา แม
จะมงี านวจิ ัยในกลมุ เรอ่ื งใกลเ คยี งกัน แตกข็ าดการสงั เคราะหป ระเด็น หรือหยบิ ยกประเดน็ ขึน้ มาเปน นโยบาย
ในกรณีของการเคหะแหงชาติซึ่งเปนรัฐวิสาหกิจ แมจะมีงานวิจัยจํานวนมาก แตงานทั้งหมดก็อาศัย
บุคลากรจากภายนอก เปนการตั้งโจทยวิจัยเพื่อหาทางออกหรือแนวปฏิบัติเฉพาะเรื่อง สําหรับสถาบันพัฒนา
องคกรชุมชน (พอช.) ในฐานะองคการมหาชน ก็เปนอีกหนวยงานที่เนนการปฏิบัติการ บทบาทดานงานวิจัย
และวิชาการ ไมคอยชัดเจนนัก มีความพยายามในการพัฒนางานวิจัยรว มกับสํานักงานคณะกรรมการสง เสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยทํางานรวมกับเครือขายระดับพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับ
V
หนว ยงานอื่นๆ แตบ ทบาทการทาํ วจิ ยั และการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชนก็มไิ ดช ัดเจนนัก แต พอช. มีจุดเดน
ในการสือ่ สารชุดขอมูลความรู และแนวปฏบิ ัติไปสกู ารขับเคลอ่ื น (movement) กับภาคีเครอื ขา ย
ประสบการณงานวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจยั ของกระทรวง พม. ชี้ใหเห็นถึง ภาวะการแยก
สวนระหวา งงานวิจยั กับการใชประโยชนจ ากงานวจิ ัย โดยเฉพาะงานวิจยั ที่บุคลากรกระทรวงดําเนนิ การเอง มี
การนํามาใชประโยชนเ ชงิ รปู ธรรมนอยมาก แมหนว ยงานในกระทรวงจะมีงานวจิ ยั อยูจ ํานวนมาก แตข าดการ
เอามาใชงาน สวนหนึ่งเปนเพราะขาราชการในหนวยงาน และแมแตตัวนักวิจัย ขาดความมั่นใจในเรื่องความ
ถูกตองเชงิ ระเบียบวธิ ี ดังนน้ั งานวิจยั ท่ีดําเนินการเสร็จแลว ก็ทาํ ไดเพียงเผยแพรไวในเว็บไซตหรือในหองสมุด
ไมไดมีการดําเนินการตอแตอยางใด สวนในระดับพ้ืนที่ มีความพยายามในการสงตอ ผลการวจิ ยั ใหหนว ยงานท่ี
เกี่ยวของ เชน องคกรปกครองทองถิ่น และทําชุดความรูเพื่อสื่อสารสาธารณะดวย แตก็ไมไดเห็นผลในเชิง
ปฏิบัติ อยางไรก็ดี สําหรับ สสว. ในฐานะหนวยงานวิชาการสวนกลางที่อยูในภูมิภาค 11 แหง ในชวง 2-3 ป
หลงั มานี้ มีความพยายามดําเนนิ การวจิ ยั รว มในหัวขอเดียวกัน แตก็ยงั ไมพ บวามกี ารนาํ ขอเสนอจากงานวิจัยไป
ใชอ ยางชดั เจน
การใชประโยชนจ ากงานวจิ ัยสูการผลกั ดนั นโยบาย (Policy-Research Nexus) ดานการพฒั นาสงั คม
ขอคนพบขางตน แสดงใหเห็นขอจํากัดในการผลักดันงานวิจัยไปสูนโยบายจากภายในองคาพยพของ
กระทรวงเอง เน้ือหาในสว นนี้วิเคราะหเ ปรียบเทยี บกรณีศึกษานโยบาย 5 เรอื่ ง ไดแ ก นโยบายการปองกันและ
ปราบปรามการคามนษุ ย กระบวนการรา งกฎหมายองคกรไมแสวงกําไร นโยบายดา นผูสงู อายุ นโยบายดานคน
พิการ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคนไรบาน เนื้อหาในบทที่ 4 แสดงใหเห็นที่มาที่ไปของนโยบาย กระบวนการ
ขบั เคลือ่ นและผลักดนั การใชอ งคค วามรจู ากหนวยงานภายนอก และผลลพั ธจากการขบั เคลอ่ื นของนโยบายท้ัง
5 เรื่อง
หากพิจารณาจากการขบั เคลอ่ื นเชงิ นโยบาย โดยจาํ แนกนโยบายตามตวั แสดงในการดําเนินนโยบาย 2
กลุม คือ กลุมที่ดําเนินการโดยหนวยงานรัฐ ไดแก นโยบายการปองกันและปราบปรามการคามนุษย และ
กระบวนการรางกฎหมายสงเสริมและพัฒนาประชาสังคม และกลุมที่ดําเนินโดยการผลักดันจากหนวยงาน
ภายนอก ไดแ ก นโยบายเร่ืองคนพกิ าร ผูสูงอายุ และคนไรบาน
สําหรับในกลุมแรก การดําเนินงานโดยหนวยงานรัฐ โดยเฉพาะในสวนของนโยบายปองกันและ
ปราบปรามการคา มนษุ ย เปน ประเดน็ ที่ประเทศไทยตอบสนองตอแรงกดดันภายนอกประเทศ โดยเฉพาะจากคู
คา ทีเ่ ปน มหาอาํ นาจ ทั้ง TIP Report จากสหรฐั อเมรกิ า และ IUU Report จากสหภาพยุโรป การถูกจัดอันดับ
ใน Tier 3 มีผลกระทบตออุตสาหกรรมประมงทะเลอยางมาก ประกอบกับการเคลื่อนไหวขององคกรพัฒนา
เอกชน (มูลนิธิเครือขายสงเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน) รวมกับสื่อสารมวลชน (ชอง 3) ที่แสดงใหเห็นขอมูล
ขบวนการคา มนุษยข ามชาตใิ นประเทศอนิ โดนีเซีย ทาํ ใหร ฐั บาลไทยตองตอบสนองกับปญหาการคามนุษยอยาง
ทนั ทว งที นอกจากปฏิบตั ิการการชว ยเหลอื ฉุกเฉนิ การกวดขนั จบั กมุ รัฐบาลไทยจําเปน ตองปรับปรุงมาตรการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปนฝายเลขาของคณะกรรมการ ให
ความสําคญั กับงานชวยเหลอื เยียวยาเหย่อื การคามนุษย ขอ มูลจากการสมั ภาษณแสดงใหเหน็ วา ความสําเรจ็ ใน
VI
การยกระดับประเทศไทยจาก Tier 3 เกิดจากความพยายามในการปองกันและปราบปรามการคามนุษย การ
จัดทําระบบขอมูลเชื่อมโยงระหวางหนวยงานเพื่อการจัดทํารายงานการคามนุษย ในสถานการณดังกลาว
แมวาสถาบันวิชาการหลายแหงจะมีการทําวิจัยเรือ่ งการคามนุษยจํานวนมาก การปรับเปลี่ยนนโยบายเปนไป
เพือ่ ตอบสนองกับสถานการณเรงดวนมากกวาทีจ่ ะมีการสรา งองคความรู หรือการใชป ระโยชนจากงานวิจัยท่ีมี
อยู กลาวอีกนยั หนง่ึ การวิจัยกลายเปน เรอ่ื งแยกสว นกบั กระบวนการดําเนนิ งานและกระบวนการนโยบาย
กรณีศึกษาราง พ.ร.บ.สงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสงั คม ที่ถูกปรับเปลยี่ นเปนราง พ.ร.บ.ไม
แสวงหากําไร แสดงใหเห็นความสลับซับซอ นของกระบวนการนโยบายที่กระทรวงการพัฒนาสังคมมีบทบาท
เปนรองในกระบวนการนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เพราะมีหนวยงานอื่นที่มีอิทธิพลเหนือกวา
กระทรวงการพฒั นาสังคม เมือ่ เปน เชน นี้ แมจะมีการใชองคความรูทางวชิ าการ แตค วามรทู ีใ่ ชกเ็ ปนรองความรู
แบบอ่ืนๆ หรอื มอี ํานาจไมเ ทา ความรแู บบอนื่
กลุมที่สอง การผลักดันกระบวนการนโยบายจากองคกรภายนอก 3 กรณีศึกษา ทั้งสามกรณีมี
ลักษณะรวมกันคอื มีองคกรเจาภาพ/เจาของปญหาที่เขา มาผลกั ดันกระบวนการนโยบาย ในกรณีนโยบายการ
จัดสวสั ดิการผสู งู อายุ มี มส.ผส. เปน platform ที่มีจุดแขง็ ในการขับเคล่อื นงานวจิ ยั และองคความรเู พื่อพัฒนา
คุณภาพชีวิตผูสูงอายุ ทั้งผลักดันใหเกิดการวิจัยเพื่อแสวงหาองคความรูใหม การนําองคความรูมาสื่อสาร
สาธารณะ และผลกั ดนั นโยบายผา นคณะกรรมการผสู ูงอายุแหง ชาติ ดังนนั้ การขบั เคลอื่ นนโยบายผสู ูงอายุจึงมี
ฐานความรูและฐานงานวิจัยจํานวนมากที่ มส.ผส.และเครือขายเปนผูผลักดันและนํามาใชประโยชนในการ
ตัดสินใจ แตก็ไมอาจรับประกันไดวาในชั้นการตัดสินใจ ผูกําหนดนโยบายเลือกที่จะใชระบบบํานาญแหงชาติ
เปน แนวทางการจดั สวัสดิการหลักสําหรับผูสงู อายุ กรณนี ้ชี ใ้ี หเหน็ วา แมจ ะมงี านวิจยั เปน ฐาน มีการสังเคราะห
สื่อสารงานวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายมาเปนระยะเวลาหนึ่ง แตก็ยังไมประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อน
นโยบาย ในการตัดสนิ ใจเชงิ นโยบาย ผลจากงานวจิ ยั มฐี านะเปนทางเลือกนโยบายทางเลือกหน่ึง ซ่ึงอาจจะถูก
หยบิ ยกมาพจิ ารณาหรือไมก ็ได
ในกรณีถัดมา การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพศูนยบริการคนพิการทั่วไปโดยองคกร
คนพิการ ซึ่งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และเครือขายองคกรคนพิการถือเปนกลไก
สําคัญในการผลักดันเพื่อใหเกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มสมรรถนะใหศูนยบริการคนพิการ หาก
เปรียบเทียบกับการขับเคลื่อนโยบายเรื่องผูสูงอายุซึ่งมีจุดเดนเรื่องการสรางองคความรูและจัดการความรู
จุดเดนของเครือขายคนพิการคือการมีเครือขายนโยบายที่เขมแข็ง และสามารถใชประโยชนจากงานวิจัยมา
เสริมพลังกระบวนการล็อบบี้ได แมวาจะมีทรัพยากรในการทําวิจัยนอยกวาประเด็นผูสูงอายุก็ตาม เงื่อนไข
ความสําเร็จที่สําคัญเปนการผนึกกําลังของเครือขายนโยบายหลายสวน ทั้งที่เปนเครือขายคนพิการ คณะอนุ
กรรมาธิการในวุฒสิ ภา เครือขา ยวชิ าการดานคนพิการ หากเปรยี บเทียบกบั เครือขายวชิ าการดานผูสูงอายุซ่ึงมี
ความเขมแข็ง และมีทรัพยากรมากกวา เครือขายวิชาการดานคนพิการ ยังเปนเครือขายเล็ก ซึ่งจําเปนตอง
ระดมหาทรัพยากรจากหนว ยงานตางๆ มาทําวจิ ยั และแมจ ะมีประสบการณใ นการเคลอื่ นไหวมาเปนระยะเวลา
ยาวนานกวา แตเนื่องจากประเด็นคนพิการ เปนประเด็นชายขอบ และเปนกลุมคนที่ถูกตีตรา (stigmatized)
VII
มาโดยตลอด การขับเคลื่อนประเด็นคนพิการจึงมีอุปสรรคมากกวา และจําเปนตองใชพลังทางการเมือง
มากกวา
กรณีสุดทาย การขับเคลื่อนแนวทางการดาํ เนินงานเกี่ยวกบั คนไรบาน ในการขับเคลื่อนประเดน็ คนไร
บาน ผูท่มี ีบทบาทในการขบั เคล่ือนประเด็นช้ีใหเห็นวา แมว า กระทรวงฯ จะมีการตง้ั กรรมการรวม แตก็ไมไดมี
การประชุมอยางตอเนื่อง แตเงื่อนไขที่ทําใหการขับเคลื่อนมีความกาวหนาเปนเรื่องของการรวมมือทํางาน
รวมกันอยางตอเนื่องของเครือขายคนไรบานและกระทรวง ซึ่งความรวมมือในการทํางานนี้ไมไดจํากัดเฉพาะ
เรื่องคนไรบ าน แตข ยายไปถงึ เรื่องการเคลื่อนไหวเพอ่ื “คนไทยไรส ทิ ธ”ิ หรอื คนไรสถานะดว ย
โดยสรุป กรณีศึกษาทั้งหมดแสดงใหเห็นกลไกการตัดสินเชิงนโยบายที่มีตอการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน ทั้งในการขับเคลื่อนนโยบาย/แนวปฏิบัติที่แตกตางกัน แตจุดรวมที่สําคัญคือ งานวิจัย/วิชาการไม
ถูกนําไปใชประโยชนโดยตรงในกระบวนการนโยบายซึ่งมีความสลับซับซอน งานวิจัยมีฐานะเปนเพียง
ทางเลือกนโยบาย หรือแนวปฏิบัติแบบหนึ่ง ซึ่งผูกําหนดนโยบายหรือผูมีบทบาทในการปฏิบัติเลือกที่จะใช
หรือไมก็ได และเงื่อนไขสําคัญที่ผูกําหนดนโยบาย/ผูปฏิบัติจะนําผลการศึกษาวิจัยไปใช ประกอบดวยเงื่อนไข
ทางการเมือง เงื่อนไขเรื่องความสัมพันธระหวางหนวยงาน รวมไปถึงความสัมพันธระหวางปจเจกบุคคลดวย
นอกจากนี้ งานวิจัยที่ถูกนํามาใชในการขับเคลื่อนนโยบาย ไมไดเปนงานวิจัยทั่วไป แตเปนงานวิจัยที่ตองการ
การยอย และมีการจัดทําองคความรูใหงายตอการสื่อสาร ทั้งตอสาธารณะและตอผูกําหนดนโยบาย โดยนัยน้ี
กระบวนการผลักดันใหมีการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน จําเปนตองคํานึงถึงกระบวนการสื่อสาร และกลไก
ในการสอื่ สารผลงานวิจยั ดวย
นอกจากนี้ จากประสบการณขับเคลื่อนนโยบายเครือขายคนพิการ และการทํางานเรื่องคนไรบาน
ชี้ใหเห็นบทบาทขององคกรอื่นๆ ที่สนับสนุนทุนเพื่อขับเคลือ่ นนโยบายในสวนอื่นๆ เชน สสส. ที่เปดโอกาสให
ภาคีนโยบายสามารถขอทุนสนับสนุนการวิจัย/ปฏบิ ตั กิ ารที่สนับสนนุ การขบั เคลื่อนนโยบายและ/หรือแนวทาง
ปฏบิ ตั ิท่ีเปนนวตั กรรม ประเด็นใหม ซง่ึ เปนการปด ชอ งวางการใหท นุ วจิ ยั จากงบประมาณแผนดินซ่ึงจาํ เปนตอง
ใหค วามสาํ คัญกบั ยุทธศาสตรการวจิ ยั ระดบั ชาติเทาน้ัน
บทสรุปและขอ เสนอแนะ
คําถามวจิ ัยสําคญั ในงานวจิ ัยฉบับนี้คอื กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมีงานวิจัย
และการใชประโยชนจ ากงานวิจัยอยางไร และจะพัฒนาแนวทางการสรางกลไกการผลักดันและสง เสรมิ การใช
ประโยชนจ ากผลงานวิจยั ในกระทรวงไดอยางไร คณะผวู จิ ัยไดวิเคราะหใหเห็นบรบิ ทของกระทรวง ผลงานวิจัย
และการใชผ ลงานวิจัย รวมทั้งกรณศี ึกษาการตัดสินใจเชิงนโยบายในเรื่องตา งๆ และสามารถสรปุ รวบยอดไดวา
แมวาหนวยงานในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย จะมีงานวิจัยจํานวนมาก แตลําพัง
เฉพาะงานวิจัย ไมสามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง หากขาดการสังเคราะห ยอยประเด็นและสื่อสาร
งานวิจัย ซึ่งในปจจุบันกระทรวงฯ ไมมีกลไกในการดําเนินงานในลักษณะดังกลาว ประกอบกับการจัดวาง
ตาํ แหนง (positioning) ของกระทรวงในการเปนฝา ยตั้งรับนโยบายและผลจากนโยบายของหนวยงานอ่ืน การ
VIII
มีบทบาทรองในกระบวนการนโยบายที่เกี่ยวของกับการพัฒนา ความสลับซับซอนและความเปนการเมืองใน
กระบวนการนโยบาย ทาํ ใหไมเหน็ การใชประโยชนจากงานวจิ ยั ในกระบวนการนโยบายมากเทาใดนัก
ขอพจิ ารณาอกี ประการหนง่ึ คืองานวจิ ยั ในงานของกระทรวงพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษยทํา
หนาที่อะไร (function) หากจําแนกประเภทการใชงานวิจัยออกเปน 3 ประเภท ไดแก งานวิจัยเพื่อปรับปรุง
กระบวนการทํางาน (routine to research – R2R) งานวิจัยเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม (research to
movement – R2M) และงานวจิ ัยเพ่ือผลกั ดันนโยบาย (research to policy) จะเหน็ ไดว า งานวิจยั สวนใหญ
ในกระทรวง พม. ยงั เปน งานวจิ ัยเพื่อตอบโจทยงานประจําหรืองานเฉพาะหนาเปนหลัก และแทนท่ีจะเปนการ
วิจัยเพอ่ื ผลกั ดันนโยบาย แนวทางการทํางานวิจัยของกระทรวงเปนการทํางานวิจัยเพ่ือต้ังรับตามนโยบายท่ีถูก
กําหนดมามากกวา ในขณะทีง่ านวจิ ยั ของ พอช. ซง่ึ เปน หนว ยงานที่มีเปาหมายเฉพาะ ใหค วามสําคัญกับการใช
งานวิจยั เพื่อการขับเคลอื่ นงานพัฒนาศกั ยภาพชมุ ชน
บทเรียนการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันนโยบายของหนวยงานจากภายนอกกระทรวงชี้ใหเห็นวา ในการ
ผลักดันนโยบายหนึ่งๆ จําเปนตองใชลงทุนทรัพยากร และขับเคลื่อนอยางตอเนื่อง บางนโยบายใชเวลานับ
หลายปกวาจะมีความกาวหนา นอกจากนี้ยังตองมีภาคีหรือเครอื ขายที่รวมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกลาวดว ย
ซึ่งวิธีคิดเรื่องตัวชี้วัด (Key Performance Indicator-KPI) หรือ Objective Key Results (OKRs) ในปจจุบัน
ไมเปดโอกาสใหมีการตั้งเปา หมายในลักษณะดังกลาว ยิ่งไปกวานั้น ในการทําวิจัยหรือขับเคล่ือนนโยบายดาน
สงั คม ยงั มีปจ จัยท่มี อี ิทธิพลแทรกแซงไดอีกหลายทศิ ทาง แมจ ะตอบโจทย OKRs ได แตก ็ไมอ าจรับรองไดวามา
จากงานวิจยั จากหนว ยงานเดียว
ในสถานการณการเปลี่ยนแปลงบริบทและโครงสรางงานวิจัยของประเทศ เมื่อหนวยงานผูรับทุน
จะตองเปนผูดาํ เนินการทําวจิ ัย และผลกั ดันใหเกดิ การใชประโยชนจ ากผลงานวิจัยในอนาคต จําเปนตองนิยาม
วา ใครคือผูใชประโยชนจากงานวิจัยทีแ่ ทจริง และจะใชประโยชนในรูปแบบใด หากเปนผูก ําหนดนโยบาย ทํา
อยางไรจะใหผลงานวิจัยเปนทางเลือกเชิงนโยบายที่สําคัญ และหากเปนผูปฏิบัติ จะแปลงผลการวิจัยไปสู
แนวทางปฏิบัติทเ่ี ปนรปู ธรรมและไดรับการยอมรับมากข้ึนไดอ ยางไร
มีขอพิจารณาเพื่อการปรับปรุงการดําเนินงานในภารกิจที่เกี่ยวของกับการวิจัยและการนําผลงานวจิ ัย
ไปใชประโยชนด ังน้ี
1. การสรางกลไกเพื่อผลักดันใหเกิดงานวิจัย และการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในระดับ
กระทรวง ผลการศึกษาแสดงใหเ ห็นภาวะท่ีโครงสรา งกระทรวงมีความออนแอในเรื่องภารกจิ การวิจัย ช้ีใหเห็น
ความจําเปนในการพฒั นากลไกที่เปนคลังสมอง (think tank) ของกระทรวง ดังนั้น จึงมีความจําเปนตองปรบั
บทบาทหนวยวิจัยท่ีมีอยูในปจ จุบนั ใหท าํ หนาทม่ี ากกวาการทํางานธรุ การและรายงานผลการดําเนนิ งานในแบบ
ทวั่ ไป แตต อ งเพม่ิ บทบาทการกําหนดยทุ ธศาสตรงานวจิ ยั และการนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนด วย
2. การสงเสริมการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน ผานกระบวนการจัดการความรู และสื่อสาร
ความรูจากงานวิจัยทั้งภายในและนอกกระทรวง ผลการศึกษาแสดงใหเห็นวา ลําพังรูปเลมผลงานวิจัย ไมถูก
นาํ ไปใชประโยชนไ ดโดยตรง แตจ ําเปน ตอ งมกี ารยอย ส่ือสารขอมลู ไปยังผมู ีสว นไดส วนเสียในเร่ืองน้นั ๆ ซึ่ง ผล
IX
จากงานวิจัยหนึ่งๆ สามารถใชประโยชนไดทั้งเรือ่ งระเบียบวิธี ขอมูล และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนั้น ใน
อนาคต การวิจัยของกระทรวง จําเปน ตองออกแบบกระบวนการวจิ ัยทเี่ ชื่อมโยงกับการส่ือสารผลการวจิ ัย และ
การขบั เคลอื่ นประเด็นกบั ผูม ีสวนไดสวนเสียดวย
3. ในบริบทของระบบการใหทุนในการวิจัยในปจจุบัน ซึ่งแยกความสัมพันธระหวางกระทรวงกับ
สถาบันการศึกษาออกจากกัน แตละฝายจําเปนตองทําผลงานวิจัย/และใชประโยชนจากงานวิจัยของตนเอง
กระทรวงจําเปนตองพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการศึกษาวิจัยใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน
จําเปนตองเพิ่มบทบาทในการสราง platform เพื่อเชื่อมโยงเครือขายสถาบันการศึกษา องคกรภาคประชา
สังคม และผูมีสวนไดสวนเสียแตละกลุม เพื่อใหเกิดการผลักดันงานวิจัย และนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน
รวมกนั
กิตติกรรมประกาศ
การวิจัยครั้งนี้จะสําเร็จลุลวงไมไดหากปราศจากความอนุเคราะหและความกรุณาจากผูบริหารหรือ
ผูแทนจากหนวยงานระดับตาง ๆ ภายใตกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ไดถายทอด
ขอมูลของการขบั เคลอื่ นนโยบายไปสูการปฏิบัติเพ่ือตอบสนองตอกลมุ เปา หมายตาง ๆ รวมไปถึงขอคดิ เห็นและ
ประสบการณจากการปฏิบัติงานในดานตาง ๆ ที่นํามาสูการตกผลึกของชุดขอมูลอันมีคาและมีประโยชนตอ
งานวิจัยชิ้นนี้ ไมวาจะเปน 1) สํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการทั้ง 11 สํานัก 2) กองตอตานการคา
มนุษย 3) กองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย 4) กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร 5) กรม
กิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครวั 6) กรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพิการ 7) กรมกจิ การผสู ูงอายุ และ
7) สถาบนั พฒั นาองคก รชมุ ชน (องคก ารมหาชน)
คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณผูทรงคุณวุฒิที่ไดถายทอดประสบการณการทํางานดานสังคมในมิติตาง ๆ
รวมไปถงึ ประสบการณจากการผลักดนั องคความรูไปสวู งการตัดสนิ ใจเชิงนโยบายสาธารณะ ที่ทาํ ใหคณะผูวิจัย
เกิดความเขาใจและสามารถเช่ือมตอกลไกการขับเคล่ือนงานวิจัยไปสูการใชป ระโยชนจากงานวิจัยในการสราง
นโยบายสาธารณะ ไมว า จะเปน ศ.ดร. วรเวศม สวุ รรณะระดา ผถู า ยทอดขอมูลและประสบการณการวิจัยดาน
ผูสูงอายุและผลักดันใหเกดิ เปนนโยบายสาธารณะดา นผูสงู อายุ อ.พญ. วัชรา ริ้วไพบูลย ผูมีความรูความเขาใจ
และความเชี่ยวชาญในการทําวจิ ัยดานผูสูงอายุและผูพิการที่นําไปสูการผลักดนั นโยบายในการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตทั้งดานผูสูงอายุและผูพิการ อ.มณเฑียร บุญตัน ผูที่มีความรูและความเขาใจอยางทองแทดานความรูท่ี
เกี่ยวของกับการพัฒนานโยบายสาธารณะดานผูพิการ และคุณอนรรฆ พิทักษธานิน นักวิจัยและนักวิชาการท่ี
ถายทอดขอมูลการวิจัยและการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวของกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไรบาน ซึ่งหาก
ปราศจากผูทรงคุณวฒุ ทิ ้ัง 4 ทา นท่ีกลา วมาขา งตน น้ี งานวจิ ัยชิ้นน้ีจะไมส ามารถบรรลวุ ัตถปุ ระสงคไดเลย
นอกจากนี้ คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณผูบริหารและคณะทํางานของกองมาตรฐานการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษยที่ไดประสานความรวมมือและไดมอบชุดขอมูลที่จําเปนอันเปน “สารตั้งตน” ของ
งานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะอยางยิ่ง ผอ. ณัฐสุรีย อนุศาสนัน ที่ไดมอบความคิดเห็นที่เกี่ยวของในโอกาสตาง ๆ
รวมไปถึงการเขารวมการประชุมวิชาการอีกหลายวาระของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนษุ ย ทท่ี าํ ใหค ณะผูวิจยั สามารถเชือ่ มโยงและสังเคราะหข อ มูลทเ่ี ปน ประโยชนตอ งานวิจยั ชน้ิ น้ีได
ทายนี้ คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณสํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม
(สกสว.) ทไ่ี ดม อบโอกาสใหแกคณะผูว ิจยั ในการศึกษาและพฒั นาองคความรูดา นสงั คมในมิติตาง ๆ ท่ีจะนําไปสู
การสรางกลไกการขับเคล่อื นการพฒั นามนุษยและสังคมบนบนฐานของการวจิ ัยทเ่ี ปนรูปธรรม
คาํ นาํ
การศึกษาโครงการ “ความตองการและการนําไปใชประโยชนจากงานวิจัยกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย” เปน การศึกษาเพอ่ื วิเคราะหผูใ ชและความตองการการวจิ ัย และการนาํ ผลงานวิจัย
ไปใชประโยชนในลักษณะตาง ๆ โดยทําการศึกษาตั้งแตระดับกลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกี่ยวของกับ
ภารกิจดานการวิจัยไปจนถึงการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนเชิงนโยบายและในเชิงปฏิบัติอยางเปนรูปธรรม
เพอ่ื ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนุษย
การศึกษาน้ีมิเพยี งแตศึกษาถงึ กลไกการขบั เคลื่อนกระบวนการวิจยั และกระบวนการนําผลการวิจัยไป
ใชประโยชนแตเพียงเทานั้น แตยังศึกษาถึงเงื่อนไข ปจจัย และสภาพแวดลอมที่สนับสนุนหรือเปนอุปสรรค
ขัดขวางตอ การเชื่อมโยงกระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใชป ระโยชนในทุกมิติ ทง้ั ในเชิงของ
หนวยงานตั้งแตหนวยบริหารราชการสวนกลางไปจนถึงหนวยปฏิบัติ และในเชิงบุคลากรตั้งแตผูบริหารระดับ
กระทรวงไปจนถงึ ผูปฏิบัติงานกบั กลุม เปาหมายในพน้ื ท่ี เพื่อแสดงใหเ ห็นวา เสนทางของกระบวนการวิจัยต้ังแต
การกําหนดนโยบายดา นการวิจัย การกําหนดประเด็น/หัวขอวิจัย การดําเนินการวิจัย การไดมาซึ่งผลการวจิ ัย
และการนําผลการวิจัยไปสูการปฏิบัตินั้นมีลักษณะอยางไร อีกทั้ง ยังไดมุงศึกษาและพัฒนาแนวทางการสราง
กลไกผลักดัน/สงเสริมการใชประโยชนจากผลงานวิจัยทั้งในมิตินโยบายและในมิติบุคลากรของกระทรวงการ
พฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษยใหมีประสทิ ธภิ าพมากยิง่ ขึ้น
การศึกษานี้เปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) โดยในเบื้องตนไดทําการสํารวจ
รวบรวม และทบทวนงานวิจัยที่กระจัดกระจายอยูในหนวยงานตาง ๆ ภายใตสังกัดของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษยตั้งแตป 2557 – 2561 โดยนํามาวิเคราะหและสังเคราะหเพื่อใหไดมาซึ่ง
ภาพรวมของงานวิจัยของกระทรวง พม. ทั้งหมด เพื่อใชเปนองคความรูพื้นฐานที่จะนําไปสูการสังเคราะห
เนื้อหาและความตองการในการใชงานวิจัยของหนวยงานตาง ๆ ภายใตกระทรวง พม. ซึ่งเปนผูใหขอมูลหลัก
(key informants) และเปนผูมีสวนเกี่ยวของกับกระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชน โดยใชการสัมภาษณเชิงลึกและการอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) เปนเครื่องมือในการ
ดําเนินงานวิจัยรวมกับการศึกษาผานกรณีศึกษาการสรางนโยบายสาธารณะใน 5 กรณี ไดแก 1) นโยบายการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษย 2) การราง พ.ร.บ. สงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาชน พ.ศ. ... 3)
การผลักดันนโยบายศูนยบริการคนพิการ 4) การผลักดันนโยบายสวัสดิการผูสูงอายุ และ 5) แนวทางการ
ดําเนินงานเกี่ยวกับคนไรบาน อีกทั้ง ยังไดดําเนินการสัมภาษณผูทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณในการการวิจัย
และมีสวนผลักดันงานวิจัยไปใชประโยชนในการตัดสินใจเชิงนโยบายสาธารณะ เพื่อวิเคราะหกลไกการ
เชื่อมโยงงานวิจัยไปสูนโยบายสาธารณะ ตั้งแต “ผูผลิต” (supply-sided) ไปจนถึง “ผูใชงาน” (demand-
sided) นอกจากนี้ ยังวิเคราะหใหเห็นถึงพลวัตและการปรับตัวของหวงโซคุณคา (Value Chain) ของการวิจยั
และการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนของกระทรวง พม. ในระยะเปลี่ยนผานของการกระกาศใช
พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่ทําใหเกิดการปฏิรูป
กระบวนการวจิ ยั ของประเทศใหอ ยูภ ายใตระบบ อววน.
หากการศึกษานี้จะเปนประโยชนในการพัฒนากระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชนในการขับเคลื่อนนโยบายตาง ๆ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเพื่อแกไข
ปญหาสาธารณะใหแกประชาชนกลุมตาง ๆ อยางเปนรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต ยอม
เปนผลมาจากความรวมมือของผูมีสวนเกี่ยวของทุกภาคสวนที่ใหขอมูลซึ่งเปน “สารตั้งตน” ที่สําคัญของ
การศึกษานี้ ตัง้ แตผูบรหิ ารของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนุษยทุกระดับและทุกหนวยงาน
ไปจนถึงบุคลากรผูปฏิบัติงาน ผูใชประโยชนจากงานวิจัย และกลุมเปาหมายของการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชน และหากมีขอบกพรองประการใดที่เกิดขึ้นจากการศึกษานี้ ยอมเปนความผิดและอยูในความ
รับผิดชอบของคณะผูวิจัยเทานั้น ทายที่สุด คณะผูวิจัยขอขอบพระคุณกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย และสํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ที่ใหโอกาส
และเปด “พื้นที่แหงการเรียนรู” อีกแหงหนึ่งใหแกคณะผูวิจัยในการศึกษา เรียนรู และไดสราง “ชุดความรู
ใหม” เพือ่ สงมอบความรูน้ันกลับคนื สูส งั คม
สารบญั
บทที่ 1 บทนาํ ..........................................................................................................................................1
1.1 หลกั การและเหตผุ ล............................................................................................................................ 1
1.2 วตั ถปุ ระสงคของการวจิ ัย ................................................................................................................... 4
1.3 ขอบเขตของการศึกษา ....................................................................................................................... 4
1.4 กรอบการดาํ เนินงาน .......................................................................................................................... 5
1.4 ระเบยี บวธิ ีการดําเนินงาน................................................................................................................... 6
1.5 เครอ่ื งมือการวจิ ยั ............................................................................................................................... 7
1.6 ขอจํากัดในการศึกษา.......................................................................................................................... 7
1.7 ผลทค่ี าดวา จะไดรับ............................................................................................................................ 8
บทที่ 2 การทบทวนและสังเคราะหงานวจิ ัยและงานการศึกษาของหนวยงาน ภายใตสงั กดั กระทรวงการ
พฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย ....................................................................................................9
2.1 การจัดประเภทและวิเคราะหง านวจิ ัยและนวัตกรรมเบื้องตน.............................................................. 9
2.2 การคน ควา และระบสุ ถานะของงานวจิ ัยตามรายช่ืองานวิจยั และนวตั กรรมทป่ี รากฏอยูใ นเอกสาร
สรุปผลงานวจิ ัยและนวตั กรรมของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย ตงั้ แตป 2557 –
2561 ...................................................................................................................................................... 13
บทที่ 3 หวงโซค ุณคา ของการนําผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนของหนวยงานภายใตกระทรวงการพัฒนา
สงั คมและความม่ันคงของมนุษย.............................................................................................................17
3.1 บทนาํ ............................................................................................................................................... 17
3.2 หวงโซคุณคาของการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนของหนวยงานตา ง ๆ ภายใตโ ครงสรางกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย................................................................................................... 34
3.2.1 หวงโซคณุ คาของงานวิจยั ของหนวยงานบริหารราชการสวนกลาง: .......................................... 35
3.2.2 หวงโซคณุ คา ของงานวิจยั ของหนว ยงานระดบั กรม หรือเทียบเทากรม:.................................... 44
3.3 หว งโซค ณุ คา ของการนาํ ผลการวจิ ัยไปใชประโยชนข องกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของ
มนุษยใ นภาพรวม และการปรับตวั ในชว งเปล่ียนผานของการประกาศใชพ ระราชบัญญตั สิ งเสริม
วิทยาศาสตร วจิ ยั และนวตั กรรม พ.ศ. 2562........................................................................................... 55
3.3.1 หว งโซคุณคาของการนําผลการวิจยั ไปใชประโยชนข องกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความ
ม่นั คงของมนุษยใ นภาพรวม.............................................................................................................. 56
3.3.2 การปรบั ตวั ในชวงเปลี่ยนผานของการประกาศใชพ ระราชบญั ญตั ิสง เสรมิ วิทยาศาสตร วจิ ยั และ
นวตั กรรม พ.ศ. 2562....................................................................................................................... 62
3.4 การวิเคราะหความตองการใชประโยชนจากงานวิจยั (demand-sided analysis) ของหนวยงานใน
กระทรวงรวมถึงภาคีทเี่ กย่ี วของ .............................................................................................................. 66
3.4.1 ความตอ งการใชประโยชนจากงานวิจยั ของหนวยงานตาง ๆ ในกระทรวง (Research users). 66
3.4.2 ความตองการงานวิจัยในอนาคตของกลุมผผู ลิตงานวิจัยและภาคใี นการขบั เคลื่อนนโยบาย
สาธารณะ (Research suppliers).................................................................................................... 70
3.5 บทสรปุ การนําผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนในกระทรวง พม................................................................ 81
บทท่ี 4 กลไกการตดั สนิ ใจเชิงนโยบายกบั การนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมน่ั คงของมนษุ ย............................................................................................................................83
4.1 บทนํา............................................................................................................................................... 83
4.2 กรณศี ึกษาการปอ งกันและปราบปรามการคา มนุษย......................................................................... 84
4.2.1 กลไกนโยบายในการปอ งกันและปราบปรามการคา มนษุ ย....................................................... 84
4.2.2 กระบวนการวิจัยและนําผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชนใ นนโยบายการปองกนั และปราบปรามการคา
มนุษย ............................................................................................................................................... 87
4.3 การราง พ.ร.บ.สนับสนุนและสงเสรมิ องคกรภาคประชาสงั คม พ.ศ................................................... 89
4.4 การขบั เคลื่อนนโยบายเพื่อการเพิ่มประสทิ ธภิ าพศนู ยบรกิ ารคนพิการทว่ั ไปโดยองคก รคนพิการ....... 93
4.4.1 กลไกนโยบาย.......................................................................................................................... 93
4.4.2 การนาํ ผลงานวจิ ยั ไปขับเคลื่อนนโยบายศนู ยบริการคนพกิ ารท่ัวไปโดยองคกรคนพิการ ........... 94
4.5 กรณีศึกษาการผลกั ดันนโยบายสวสั ดกิ ารผูสงู อายุ ............................................................................ 95
4.5.1 กลไกนโยบาย.......................................................................................................................... 95
4.5.2 กระบวนการวิจยั และนําผลงานวิจัยไปใชป ระโยชน ................................................................. 96
4.6 กรณศี ึกษาแนวทางการดําเนินงานเกี่ยวกับคนไรบ า น ....................................................................... 98
4.6.1 กลไกนโยบาย.......................................................................................................................... 98
4.6.2 กระบวนการวิจัยและนําผลงานวิจยั ไปใชประโยชน ................................................................. 99
4.7 บทสรปุ .......................................................................................................................................... 101
บทท่ี 5 บทสรุปและขอ เสนอแนะ......................................................................................................... 104
5.1 บทนาํ ............................................................................................................................................. 104
5.2 ผลการศึกษา .................................................................................................................................. 108
5.2.1 การปรับเปล่ยี นหวงโซคณุ คาของการวิจัย: การเปลย่ี นแปลงบทบาทและความสัมพนั ธข องผผู ลิต
และผูใ ชงานวิจยั .............................................................................................................................. 108
5.2.2 ประสบการณวจิ ัยและการนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน........................................................ 109
5.3 การใชประโยชนจากงานวิจยั สกู ารผลกั ดนั นโยบาย (Policy-Research Nexus) ดานการพฒั นาสงั คม
............................................................................................................................................................. 112
5.4 บทสรุปและขอเสนอแนะ................................................................................................................ 115
ภาคผนวก 1 เคร่อื งมือการวจิ ัย .......................................................................................................... 117
ภาคผนวก 2 รายชื่อผใู หข อมลู .......................................................................................................... 120
ภาคผนวก 3 ตัวอยา งงานวิจยั ท่เี ก่ียวของกับการคามนษุ ย ตั้งแตป 2557 .......................................... 123
ภาคผนวก 4 กระบวนการวิจัยและการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนของสาํ นักงานสงเสรมิ และสนบั สนุน
วิชาการ (สสว.) 1-11.......................................................................................................................... 126
ภาคผนวก 5 ประมวลโครงการวิจยั เกี่ยวกบั “ผูส งู อายุ” ในป พ.ศ. 2559-2563 จากระบบขอมูล
สารสนเทศวจิ ัยและนวตั กรรมแหง ชาติ ................................................................................................ 151
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี 1. 1 กลไกการเช่ือมโยงการวิจัย (Research-Policy Nexus) ระหวา งกระบวนการศึกษาและผลผลิต5
ตารางที่ 2. 1 จํานวนงานวจิ ยั /งานการศึกษาที่ปรากฏตามเอกสารการสรุปผลงานวิจยั และนวตั กรรมของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย ปงบประมาณ 2557 – 2561...................................... 10
ตารางท่ี 2. 2 จาํ นวนงานวจิ ยั ท่สี ามารถสืบคน ไดจ ริงผานระบบอนิ เตอรเ น็ต จาํ แนกตามหนวยงานทีร่ บั ผดิ ชอบ
และปท ่ที ําการศึกษา ..................................................................................................................................... 14
ตารางที่ 3. 1 กระบวนการวจิ ัยและการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนข องหนว ยงานระดบั ตา ง ๆ ภายใต
โครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย.............................................................. 19
ตารางท่ี 3. 2 โครงการวิจยั ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ยท่ีขอรับการจดั สรร
งบประมาณจากกองทนุ ววน. ประจาํ ปง บประมาณ 2564............................................................................ 59
ตารางที่ 3. 3 ความตองการใชประโยชนจ ากงานวจิ ัยในประเด็นตา งๆ โดยจําแนกตามหนว ยงานภายใน
กระทรวงพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย .......................................................................................... 67
ตารางที่ 3. 4 งานวิจยั เดนดา นผสู งู อายแุ ละขอ เสนอแนะเชิงนโยบายจากรายงานสถานการณผสู ูงอายุไทย
ระหวางป พ.ศ. 2559-2563.......................................................................................................................... 70
ตารางที่ 4. 1 เปรียบเทยี บกรณีศกึ ษาการผลักดันผลงานวิจยั ไปใชประโยชนภ ายใตก ระทรวง พม...............101
ตารางท่ี 5. 1 หนวยงานท่มี ีหนา ทีร่ ับผิดชอบงานวิจยั /วิชาการในกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษย................................................................................................................................................... 106
ตารางท่ี 5. 2 กองทุนภายใตการดแู ลของหนวยงานในสังกดั กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของ
มนษุ ย ......................................................................................................................................................... 107
ตารางที่ 5. 3 ตวั อยางผผู ลิตงานวจิ ัยใหแตละหนว ยงาน.............................................................................. 110
สารบญั ภาพ
ภาพที่ 1. 1 งานวจิ ยั พม. 2551 - 2563........................................................................................................ 3
ภาพที่ 1. 2 กรอบการดําเนินงานวิจยั ............................................................................................................. 5
ภาพท่ี 2. 1 จาํ นวนงานวจิ ยั /งานการศึกษาท่ีปรากฎตามเอกสารการสรุปผลงานวิจยั และนวัตกรรมของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย ปงบประมาณ 2557 – 2561...................................... 11
ภาพท่ี 2. 2: แนวโนมการเก็บรวบรวมงานวิจัยตลอดระยะเวลา 5 ป โดยจาํ แนกตามหนวยงานท่ผี ลติ งานวิจัย
และงานการศกึ ษา......................................................................................................................................... 12
ภาพท่ี 3. 1 หว งโซค ณุ คางานวิจัยของกองมาตรฐานการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย (กมพ.)....... 39
ภาพท่ี 3. 2 หว งโซค ุณคา งานวจิ ัยของสํานักงานสง เสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) 1-11......................... 42
ภาพท่ี 3. 3 หว งโซคณุ คา งานวจิ ยั ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ................................................. 45
ภาพที่ 3. 4 หวงโซคณุ คา งานวจิ ยั ของกรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครัว (สค.)...................................... 47
ภาพท่ี 3. 5 หว งโซคุณคางานวจิ ัยของกรมกจิ การผสู งู อายุ (ผส.).................................................................. 49
ภาพที่ 3. 6 หวงโซคุณคา งานวิจยั ของกรมสงเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ าร (พก.)........................... 51
ภาพที่ 3. 7 หว งโซคุณคา งานวิจัยของสถาบนั พัฒนาองคกรชมุ ชน (องคการมหาชน) (พอช.)....................... 53
ภาพท่ี 3. 8 หวงโซค ณุ คา ของการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนข องกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คง
ของมนษุ ย..................................................................................................................................................... 56
ภาพท่ี 4. 1 กลไกการดําเนินงานปองกนั และปราบปรามการคามนษุ ยในสว นของกระทรวง พม.................. 86
ภาพที่ 4. 2 โครงสรางคณะกรรมการสง เสรมิ และพฒั นาองคก รภาคประชาสงั คม ......................................... 90
บทที่ 1
บทนาํ
1.1 หลกั การและเหตผุ ล
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย มีภารกิจหลักในการพฒั นา เสริมสรางศักยภาพ
ของมนุษย การมีสวนรวมในการพัฒนาสังคมใหเปนสังคมคุณภาพ โดยมีเครื่องมือสําคัญคือระบบสวัสดิการ
เครือขาย บนฐานการพัฒนาองคความรูเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของสังคม ประเด็นยุทธศาสตรคือการ
พัฒนาศกั ยภาพคน ครอบครัวและชุมชน สรางหลกั ประกันทางสังคม และสงเสรมิ ภาคีเครือขาย สรางการเปน
หุนสวนทางสังคม ปจจุบันโครงสรางในกระทรวง แบงเปน 5 กรมหลัก แตละกรมมีภารกิจในการดูแล
กลุมเปาหมายเฉพาะ ไดแก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการผูสูงอายุ กรมกิจการสตรีและสถาบัน
ครอบครัว กรมสงเสริมและพฒั นาคุณภาพชีวติ คนพิการ สาํ หรับกรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ เปนหนว ยงาน
ที่มหี นา ทีร่ ับผิดชอบในภาพรวม ในเร่ืองการพัฒนาและจดั สวสั ดิการสังคมแกกลุมเปาหมาย และมีหนวยงานที่
มีภารกิจเฉพาะคือ การเคหะแหงชาติ และสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคการมหาชน) โดยมีสํานักงาน
ปลัดกระทรวงเปนศูนยกลางในการบริหารของกระทรวง พัฒนาและแปลงยุทธศาสตรใหเปนแผนปฏิบัติงาน
โดยประสานงานกับหนวยงานในสงั กดั
นอกจากการทํางานตามโครงสรางหนาที่ของหนวยงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
มนษุ ย ยงั มบี ทบาทในการรวมเปน คณะกรรมการตามกฎหมาย รวม 34 ชุด ที่สาํ คัญไดแก
งานทเ่ี กย่ี วขอ งกบั เดก็ และเยาวชน
1) คณะกรรมการคุมครองเด็กแหงชาติ และคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติ
คมุ ครองเดก็ แหง ชาติ พ.ศ.2546
2) คณะกรรมการสง เสรมิ การพัฒนาเด็กและเยาวชนแหงชาติ ตามพระราชบญั ญัติสงเสริมการพัฒนา
เด็กและเยาวชนแหงชาติ
งานท่ีเกยี่ วขอ งกับสตรแี ละครอบครัว
1) คณะกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีแหงชาติ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวย
กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี พ.ศ. 2555 และคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตรการพัฒนา
สถาบันสตรีแหงชาติ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการสงเสริมและประสานงานสตรี
แหงชาติ พ.ศ. 2551
2) คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตรครอบครัวแหงชาติ (กยค.) ตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสริมและประสานงานสถาบนั ครอบครัวแหง ชาติ พ.ศ. 2551
2
งานท่ีเก่ยี วของกับคนพกิ าร
1) คณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแหงชาติ และคณะอนุกรรมการบริหาร
กองทุน ตามพระราชบญั ญตั ิสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวติ คนพิการ พ.ศ. 2550 และฉบับแกไ ข
(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556
งานท่เี กีย่ วขอ งกับผูสูงอายุ
1) คณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ และคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติผูสูงอายุ
พ.ศ.2546
2) คณะกรรมการสงเสริมและประสานงานผูสูงอายุแหงชาติ (กสผ.) ตามระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรี วา ดว ยการสงเสรมิ และประสานงานผูส งู อายุแหงชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546
3) คณะกรรมการบริหารกองทุน ตามระเบียบคณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ วาดวยการบริหาร
กองทนุ การรับเงนิ การจา ยเงนิ การเก็บรักษาเงิน การจดั หาผลประโยชน และการจัดการกองทุน
ผสู ูงอายุ พ.ศ. 2548
งานเก่ยี วกับสวสั ดกิ ารสังคม
1) คณะกรรมการสงเสรมิ การจัดสวัสดิการสังคมแหง ชาติ (ก.ส.ค.) และคณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ
ตามพระราชบัญญัติสง เสริมการจดั สวัสดิการสงั คม พ.ศ. 2546 และฉบบั แกไ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2550
2) คณะกรรมการบริหารกองทุนสงเสริมการจัดสวัสดกิ ารสังคม ตามระเบียบคณะกรรมการสง เสรมิ
การจัดสวสั ดิการสังคมแหง ชาติ วา ดวยการบรหิ ารกองทนุ การรับเงนิ การจายเงนิ การเก็บรักษา
เงิน การจัดหาผลประโยชน และการจัดการกองทนุ สงเสรมิ การจดั สวสั ดิการสังคม พ.ศ. 2562
งานเก่ยี วกบั ท่อี ยอู าศัย
1) คณะกรรมการนโยบายทอ่ี ยูอาศยั แหงชาติ (กอช.) คณะอนุกรรมการดานนโยบายและแผนการ
พัฒนาท่ีอยอู าศัย คณะอนุกรรมการดานการเงนิ เพ่ือทอ่ี ยูอาศยั และคณะอนุกรรมการดาน
กฎหมายและระเบยี บเพ่อื ท่อี ยอู าศยั ตามระเบียบสาํ นักนายกรฐั มนตรี วาดวย
คณะกรรมการนโยบายทีอ่ ยูอาศยั แหงชาติ พ.ศ. 2551
งานเกี่ยวกับการคามนุษย
1) คณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการคามนุษย คณะกรรมการประสานและกํากับการ
ดาํ เนินการงานปองกันและปราบปรามการคา มนุษย คณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ
คณะกรรมการนโยบายแกไขปญหาการคามนษุ ยแ ละการทําประมงผิดกฎหมาย
คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจประสานความรว มมือในอนุภมู ิภาคแมน า้ํ โขงเพื่อตอ ตานการคา มนษุ ย
คณะอนุกรรมการดําเนนิ งานตามแผนปฏิบัติการอาเซยี นวาดวยการตอ ตา นการคามนุษย
โดยเฉพาะสตรีและเด็ก คณะอนุกรรมการดาํ เนินงานตามแผนปฏบิ ัตกิ ารอาเซยี นวาดว ยการ
ตอตา นการคา มนุษยโดยเฉพาะสตรีและเด็ก คณะอนุกรรมการดา นการคุมครองชวยเหลือ
3
คณะอนุกรรมการดานประชาสัมพันธและกฎหมายทเี่ ก่ยี วขอ งกับการปอ งกันและแกไขปญหาการคา
มนษุ ย คณะอนุกรรมการพจิ ารณาคาํ ส่งั ทางปกครองเพื่อปองกันและปราบปรามการคามนุษย
ตามพระราชบญั ญัตปิ องกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ. 2551
นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการคุมครองคนไรที่พึ่ง คณะกรรมการควบคุมการขอทาน คณะกรรมการ
สงเสริมการพัฒนาและคุมครองสถาบันครอบครัว คณะกรรมการสงเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยในงานที่
เกี่ยวขอ งจะมขี าราชการระดบั สงู ของกระทรวง เชน ปลัดกระทรวง หรอื อธบิ ดีเปน เลขานกุ ารคณะกรรมการชุด
ดังกลาว
จากการศึกษางานศึกษา/วิจัยที่เผยแพรในเว็บไซตข องกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยพบวามีการเผยแพรงานวิจัยในชวงป 2551-2563 โดยงานที่ขาดหายไปเปนงานชวงป 2551-2555
เฉพาะงานที่เผยแพรในเว็บไซต 89 ฉบับ หากแบงเปน 2 กลุมตามการรวบรวมงานวิจยั พม.ระหวางป 2553-
2556 พบวา ในสว นของวิจยั ท่เี ปน ประเด็นยุทธศาสตร มจี าํ นวน 9 ฉบับ ไดแกเร่อื งอาเซียน การคา มนุษยและ
ประชารัฐ งานวิจัยสวนใหญเปนงานวิจัยที่เปนภารกิจภาพรวมของกระทรวง (45 ฉบับ) และงานวิจัยที่ระบุ
กลุมเปาหมายเฉพาะ รวม 35 ฉบบั (ดรู ายละเอยี ดในภาพ)
งานวิจัย พม. 2551-2563
ภาพรวม ผสู ูงอายุ สตรี/ครอบครวั เด็กและเยาวชน คนพกิ าร
7% 3% 10%
8%
21%
51%
ภาพท่ี 1. 1 งานวิจัย พม. 2551 - 2563
จากภาพขางตน มปี ระเดน็ ท่เี ปน ขอ สงั เกตทส่ี ําคัญคือ
1. แมภารกิจของหนวยงานระดับกรมจะเปนภารกิจที่มีกลุมเปาหมายเฉพาะ แตงานวิจัยที่เนนการ
ตอบโจทยวิจัยที่เปนกลุมเฉพาะยังมีไมมากนัก บางหนวยงานกลุมเปาหมายมีนอยมาก อาจตองไปคนหา
เพม่ิ เติมจากเว็บไซตข องหนว ยงาน
4
2. งานวจิ ัยทเี่ ปน ชุดโครงการวจิ ยั ที่มุงตอบโจทยภ าพรวมมีนอย สว นใหญเปน โครงการเด่ียว แทบไม
มีโครงการตอ เนือ่ ง มโี ครงการวิจยั ชดุ เพียงโครงการเดียว แตก น็ ําเสนอเปน ชนิ้ ๆ ขาดการสงั เคราะห
3. ขาดการจัดการความรจู ากงานวจิ ัยไปใชไ ปประโยชน งานวจิ ยั มีจํานวนมาก กระจัดกระจายและ
ไมเหน็ ความตอเน่ืองระหวางการสรา งงานวิจยั กบั การผลักดันใหเ กดิ ผล
ลําพังงานวิจัยในกระทรวงจึงไมสามารถนํามาใชผลักดันขับเคลื่อนภารกิจไดอยางมีประสิทธิภาพ
ประกอบกับบุคลากรในกระทรวงยังขาดความมั่นใจในผลงานการวิจัยของตนเอง บุคลากรในกระทรวงจึงตอง
ใชวิธีการสืบคนงานวิจัยจากแหลงอื่น ๆ ทั้งในประเทศและตางประเทศ ดังนั้น กระทรวง พม.จึงจําเปนตอง
พฒั นางานวิจัยและใชประโยชนจากงานวิจัยไปใน 2 แนวทางในเวลาเดียวกัน กลา วคือ พัฒนาศกั ยภาพการทํา
วิจัยหรือเชื่อมโยงกับงานวิจัยที่สามารถนํามาใชประโยชนในการขับเคลื่อนภารกิจของตนเอง และการสํารวจ
ความตองการงานวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจัย เพื่อใหหนวยวิจัยในกระทรวงและหนวยวิจัยใน
หนวยงานอนื่ สามารถพัฒนาองคค วามรทู ีต่ อบสนองภารกิจของกระทรวงในการพฒั นามนุษยต อไป
โจทยวิจัยหลักทีจ่ ะมาเตมิ ชองวา งน้ีคือ จะสงเสรมิ ใหห นวยงานในกระทรวง พม. ทําการวิจัยและนํา
งานวิจัยไปใชประโยชนอยางไร ในสถานการณที่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการบริหารจัดการทุนวิจัย เพื่อให
บคุ ลากรในกระทรวงสามารถพฒั นาศกั ยภาพในการทําวิจัย ในขณะเดยี วกนั สามารถสรา งองคค วามรใู นการทํา
วจิ ัยในหนวยงานเพื่อใหไดประโยชนก บั การขบั เคลอ่ื นภารกจิ ในอนาคต
1.2 วตั ถุประสงคข องการวจิ ยั
(4) วเิ คราะหผูใช และความตองการการวจิ ัย การนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนแ ละรูปแบบการ
นําไปใชป ระโยชนจ ากงานวิจัยของหนว ยงานในกระทรวง
(5) ศกึ ษากลไกการตัดสนิ ใจเชงิ นโยบายท่ีมกี ารนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชน โดยพิจารณาท้ังเงื่อนไข
ขอจํากัด ตลอดจนปจ จัยทเ่ี กี่ยวขอ งในการนาํ งานวจิ ยั ไปใชประโยชนข องกระทรวงการพัฒนา
สงั คม
(6) ศึกษาและพัฒนาแนวทางการสรา งกลไกผลกั ดัน/สง เสรมิ การใชประโยชนจ ากผลงานวจิ ยั เพื่อ
ภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย
1.3 ขอบเขตของการศึกษา
(1) การใชป ระโยชนจากงานวิจยั ผมู ีสวนไดสว นเสียกับกลไกการตดั สนิ ใจเชงิ นโยนบายและขั้นตอน
การนําผลงานวิจยั ไปประโยชนใ นภารกจิ ของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย
ในระดบั ตางๆ (value chain การนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนใ นกระบวนการทํางาน)
(2) วิเคราะหความตองการการวจิ ัยไปใชป ระโยชนของหนวยงานตา งๆ (คุณลกั ษณะ/ทม่ี าของความ
ตอ งการ) ท้ังความตองการในปจจุบนั และแนวโนม ในอนาคต ทงั้ ในสวนกลาง/ภูมิภาค
5
(3) กรณีศึกษาการตดั สนิ ใจเชิงนโยบายท่ีมกี ารนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนจากงานวิจยั ของ
หนว ยงานในกระทรวง ทัง้ ท่ีเปนบทเรยี นความสาํ เรจ็ และบทเรยี นที่ลมเหลว
(4) เง่ือนไข ขอจํากัด ตลอดจนปจจยั ทเี่ กี่ยวขอ งในการดําเนนิ งานวิจัยของกระทรวงการพฒั นาสังคม
เชน แหลงขอ มูล ทักษะในการทาํ วจิ ยั
(5) แหลง คนควาผลงานวจิ ัยทกี่ ระทรวงพฒั นาสงั คมใชในการนําไปอางองิ การปฏิบัติงาน
(6) กลไกการสนับสนุนการเชือ่ มโยงผลงานวิจัยท้ังภายในหนว ยงานและภาคีนอกหนว ยงานเพ่อื การ
ผลักดันงานตามภารกจิ
1.4 กรอบการดาํ เนินงาน
Research Policy-Research
demand/supply Nexus
mechanism
- source of
demand (platform)
Stakeholder
(user) analysis --
policy-making
analysis
ภาพที่ 1. 2 กรอบการดําเนนิ งานวจิ ยั
การศึกษาคร้งั นี้มเี ปา หมายสาํ คัญในการเสนอกลไกการเช่อื มโยงการวิจยั (Research-Policy Nexus)
(Solinis & Baya-laffite, 2011) ในการดําเนินงานตามภารกจิ ของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคง
ของมนุษย จึงออกแบบใหมีงาน 3 สว นทีป่ ระกอบและเชือ่ มโยงกัน ดังนี้
ตารางท่ี 1. 1 กลไกการเชอ่ื มโยงการวจิ ยั (Research-Policy Nexus) ระหวางกระบวนการศึกษาและผลผลติ
กระบวนการศึกษา ผลผลิต
1. User analysis การวิเคราะหผ ใู ชประโยชนจาก User-mapping และ Value-chain ของงานวิจยั ภายใน
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย
งานวจิ ยั และรูปแบบการใชประโยชนจากงานวิจยั ใน รปู แบบการนาํ ผลงานวิจยั ไปใชประโยชน
ภารกจิ ของกระทรวง โดยวิเคราะหใหเ ห็นกลไกการ กลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวง พม.
ตดั สินใจเชิงนโยบาย และการใชประโยชนจ ากงานวจิ ยั
6
กระบวนการศกึ ษา ผลผลติ
ในการตดั สนิ ใจเชิงนโยบายจากกรณีศกึ ษาท่สี ําคญั ของ บทเรียนความสําเร็จ/ลม เหลวของการนาํ ผลงานวจิ ัยไป
กระทรวง ผลกั ดนั ภารกจิ ของกระทรวง
แหลง ขอ มลู งานวิจัยที่กระทรวงนาํ มาใชประโยชน (บทที่ 2-
3)
2. Research demand/supply analysis นยิ ามปญ หา/ความทา ทายของภารกจิ ของกระทรวงพัฒนา
2.1 ความตอ งการการใชประโยชนจากงานวิจัย สังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย (บทที่ 5-5.1)
(demand-sided) ของหนว ยงานในกระทรวงรวม การกําหนดปญ หา/ประเดน็ วิจยั จากหนวยงานในกระทรวง
ไปถงึ ภาคที เี่ ก่ยี วของ และภาคีทีเ่ ก่ยี วขอ ง
ทม่ี า/และลักษณะของความตอ งการงานวิจยั ในปจ จุบันและ
อนาคต
ความตองการการใชประโยชนจ ากงานวจิ ยั ของกระทรวง
การพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย
(บทท่ี 3)
2.2 Supply-sided analysis วิเคราะหผ ูผลิตงานวจิ ยั การวเิ คราะหบ ทบาทของผผู ลิตงานวจิ ัยและภาคที ่เี ก่ยี วขอ ง
ท่ีเกี่ยวขอ งกบั ภารกจิ ของกระทรวงการพัฒนา กบั การขบั เคล่อื นนโยบาย พจิ ารณาจากกรณีศกึ ษากลไก
สังคมและความตองการของมนุษย การตัดสนิ ใจเชงิ นโยบาย 5 กรณี (บทท่ี 4)
3. Constructing Policy-Research Nexus เชื่อมโยง ขอ เสนอแนวทางการพัฒนากลไกการเชื่อมโยงการนาํ
ผูผ ลติ องคค วามรทู ีเ่ กย่ี วขอ ง กับผใู ชป ระโยชนของ ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชน (บทท่ี 5)
งานวจิ ัยในภารกจิ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมัน่ คงของมนุษย
นอกจากนี้ ในแตล ะขน้ั ตอนยังมกี ารวิเคราะหใหเ ห็นถึงชอ งวาง ปญหาอุปสรรค กลไกสาํ คัญและปจจัยที่
เอ้อื ตอความสาํ เรจ็ ของการนํางานวิจยั ไปใชป ระโยชนดว ย
1.4 ระเบียบวิธกี ารดาํ เนนิ งาน
การศึกษาครั้งนี้ ออกแบบใหเปนการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เนนการสังเคราะหเนื้อหาและความ
ตองการของผูใหขอมูลหลัก (Key Informants) และผูมีสวนเกี่ยวของ รวมกับการศึกษากรณีศึกษา เพ่ือ
วเิ คราะหใ หเห็นกลไกการตดั สินใจเชิงนโยบายท่ีเช่ือมโยงกับการนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน ขัน้ ตอนการวิจัย
โดยสังเขปมีดงั นี้
(8) ทบทวน/สังเคราะหงานวิจัยที่มีอยูของกระทรวงการพัฒนาสังคม รวมถึงงานวิจัยที่กระทรวง
นํามาใชเพ่ือผลกั ดนั ภารกิจตามบทบาทของกระทรวง เพ่ือพิจารณาชองวา ง/ขอจาํ กดั ของงานวิจัย
ที่มีอยู ผลการทบทวนจะเปนประเด็นสําคัญในการพัฒนาแบบสัมภาษณสําหรับผูใหขอมูลหลัก
ตอ ไป
7
(9) สมั ภาษณเชงิ ลกึ ผใู หข อมูลหลัก ผูบรหิ ารและผูที่เกี่ยวของกบั การนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนใน
หนวยงานระดับตางๆ รวมไปถึงผูมีสวนเกี่ยวของ เชน ผูผลิตงานวิจัยที่กระทรวงนํามาใช
ประโยชน สถาบนั การศกึ ษาทเี่ ก่ยี วขอ ง
(10)การอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) สําหรับผูมีสวนเกี่ยวของกับการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน โดยผูเขารวมประกอบดวยผูมีสวนเกี่ยวของโดยตรงจากหนวยงานในกระทรวง และ
ภาคที ่เี ก่ยี วขอ งกับประเด็นนน้ั ๆ เพื่อสกัดประเด็นรว มของหนวยงานในภาพรวม
(11)การจัดทํากรณีศึกษาเพื่อวิเคราะหใหเห็นกลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายท่ีเชื่อมโยงกับการนํา
ผลงานวิจัยไปใชประโยชน จํานวน 5 กรณี เพื่อเปรียบเทียบใหเห็นลักษณะรวม/ลักษณะท่ี
แตกตางกันและเงื่อนไขที่สงผลใหเกิดความแตกตางของผลของนโยบายที่แตกตางกัน โดยเกณฑ
การคัดเลือกกรณีศึกษา จะมาจากขอเสนอของผูมีสวนไดสวนเสียกับกระบวนการนโยบายใน
กระทรวง
(12)สรุปและจัดทาํ รา งผลการศกึ ษา
(13)นาํ เสนอผลการศึกษาตอผมู สี วนเกยี่ วของ
(14)ปรับปรงุ และจดั ทํารายงานฉบบั สมบูรณ
1.5 เครือ่ งมอื การวจิ ยั
เน่อื งจากการศึกษาครั้งนี้ออกแบบใหเ ปน การศึกษาเชิงคุณภาพ เครือ่ งมอื สําคัญคือแนวคําถามที่ใชใน
การสัมภาษณเชิงลึก การอภิปรายกลุมเฉพาะ และการประชุมเชิงปฏิบัตกิ าร สวนหนึ่งจะปรับมาจากแนวทาง
การศึกษาของ UNESCO เรื่อง Mapping out the Research-Policy Matrix: Highlights from the First
International Forum on the Social Science-Policy Nexus (Solinis & Baya-laffite, 2011)
1.6 ขอจาํ กดั ในการศกึ ษา
1. เนื่องจากการศึกษาครั้งนี้อยูในระยะการเปลี่ยนผานของระบบการใหทุนวิจัยของประเทศตาม
พระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมแหงชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งเปนการ
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธระหวางผูผลิต-ผูใชงานวิจัย ซึ่งหนวยงานในกระทรวงจําเปนตอ งทําวิจัยดวยตนเอง
ดังนั้น การศึกษาในฝงอุปทาน (ผูผลิตงานวิจัยในระบบเดิม) จึงมีขอจํากัด คณะผูวิจัยจึงวิเคราะหจาก
กรณีศึกษากลไกการตัดเชิงนโยบายเพื่อใหเห็นท้ังสวนที่เปนผูผลิตงานวิจยั (เดิม) และผูมีสวนไดสวนเสยี ในแต
ละกรณี
2. แตละหนวยงาน มีการปรับเปลี่ยนบุคลากรที่รับผิดชอบงานวิจัย ทําใหผูใหขอมูลจํานวนมาก ไม
สามารถสะทอนใหเ หน็ พัฒนาการในการทํางานวิจยั และการนาํ ผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนม ากนกั
8
3. ที่ผานมากระทรวง พม. ไมไดจ ดั ทําฐานขอ มูลงานวิจยั ทีเ่ ช่ือมโยงจากทุกหนว ยงาน และไมเ คยมกี าร
เก็บขอมูลการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในหนวยงานมากอนเลย การเก็บขอมูลครั้งนี้เปนครั้งแรก ทําให
ขอ มูลอาจไมส มบรู ณ
1.7 ผลทค่ี าดวา จะไดร ับ
(1) ลักษณะของความตองการการวิจัย และรูปแบบการนําไปใชประโยชนจากงานวิจัยของหนวยงาน
ในกระทรวง
(2) กลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และ
ลกั ษณะงานวจิ ยั ท่ีถกู ใชประโยชน
(3) กลไกการผลักดัน/สงเสริมการใชประโยชนจากผลงานวิจัยเพื่อภารกิจของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมัน่ คงของมนุษย
(4) การเชื่อมโยงผูผลิตองคความรูที่เกี่ยวของ กับผูใชประโยชนของงานวิจัยในภารกิจของกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย
(5) การพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรในการทําวจิ ยั และพัฒนาชองทางในการใชป ระโยชนจ ากงานวิจัยจาก
แหลงอ่นื ๆ
บทที่ 2
การทบทวนและสังเคราะหง านวิจัยและงานการศกึ ษาของหนว ยงาน
ภายใตส ังกัดกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย
รายงานนี้เปนการสํารวจและวิเคราะหงานวิจัยและงานการศึกษาโดยอางอิงตามเอกสารการสรุปผล
สํารวจวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557 – 2561 เปนเกณฑหลักในการสํารวจเพื่อ
รวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษาที่ปรากฏและกระจัดกระจายอยูในระบบฐานขอมูลอินเตอรเน็ตของ
หนวยงานตาง ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย รวมไปถึง
หนวยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงคหลักเพื่อสํารวจวา ในความเปนจริงแลวมีงานวิจัยท่ี
สามารถเขาถึงผานระบบอินเตอรเน็ตไดนั้นมีจํานวนเทาใด ทั้งนี้ การสํารวจดังกลาวเปนการสํารวจโดยคราว
และเขาถึงดวยการสืบคนผานระบบอินเตอรเน็ตเทานั้น โดยคณะผูวิจัยไดสรุปเนื้อหาออกเปน 2 สวน ไดแก
สวนแรก การจัดประเภทและวิเคราะหงานวิจัยและนวัตกรรมโดยอางอิงตามเอกสารการสรุปผลสํารวจ
งานวจิ ยั และนวตั กรรมของกระทรวง พม. ตง้ั แตป 2557 – 2561 และสว นที่ 2 คอื การคนควาและระบุสถานะ
ของงานวิจัยตามรายชื่องานวิจัยและนวัตกรรมที่ปรากฎอยูในเอกสารการสรุปผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ
พม. ฉบับดังกลาว เพื่อตอบคําถามตามวัตถุประสงคดังที่กลาวมาขางตน ซึ่งในรายละเอียดคณะผูวิจัยจะขอ
กลา วในลําดับถดั ไป
2.1 การจดั ประเภทและวเิ คราะหง านวิจัยและนวตั กรรมเบื้องตน
คณะผูวิจัยไดนาํ ขอ มูลเอกสารการสรุปผลสํารวจวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557
– 2561 มาจดั ประเภทงานวิจัยโดยเรยี งลําดับตามปท ีท่ าํ การศกึ ษา และรวมกลมุ เปน หนว ยงานตา ง ๆ ซึ่งพบวา
ตลอดระยะเวลา 5 ปที่ผานมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมีงานวิจัยและงาน
การศกึ ษาจํานวนท้งั ส้นิ 190 ชิ้น และมีหนว ยงานท่รี ับผิดชอบการทาํ วิจยั และงานการศึกษาท้งั สน้ิ 8 หนว ยงาน
ไดแ ก
1. กรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพิการ
2. การเคหะแหงชาติ
3. สํานกั งานสนับสนุนและสงเสรมิ วชิ าการ พม. (สสว. 1 – 12)
4. กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ
5. สํานกั ปลดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย (สป. พม.)
6. กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
7. กรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครัว
8. พัฒนาสงั คและความมน่ั คงมนุษยจ ังหวัด (พมจ.)
10
จากทกี่ ลา วมาขา งตน สามารถจําแนกจํานวนช้ินงานวิจยั และงานการศกึ ษาตามหนว ยงานที่รบั ผิดชอบ
รวมถึงจํานวนงานวิจยั ในแตล ะปไ ดดงั ตารางที่ 2. 1 และภาพท่ี 2. 1
ตารางที่ 2. 1 จํานวนงานวจิ ยั /งานการศึกษาทีป่ รากฏตามเอกสารการสรุปผลงานวจิ ยั และนวตั กรรมของกระทรวงการพฒั นา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย ปงบประมาณ 2557 – 2561
หนว ยงาน ป พ.ศ. รวม
2557 2558 2559 2560 2561
กรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชีวติ คนพิการ 4 3 4 10 5 26
การเคหะแหงชาติ 5 12 17 4 0 38
สาํ นกั งานสนบั สนุนและสงเสรมิ วิชาการ พม. (สสว. 1 – 12) 4 10 13 12 7 46
สํานักปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย 2 3 3 5 2 15
(สป. พม.)
กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการ 0 1 2 3 4 10
กรมกจิ การเด็กและเยาวชน 0 2 1 3 5 11
กรมกิจการสตรีและสถาบนั ครอบครัว 0 1 6 7 4 18
พัฒนาสงั คมและความม่นั คงมนุษยจงั หวัด (พมจ.) 0 1 4 7 14 26
รวม 15 33 50 51 41 190
ท่มี า: เอกสารการสรุปผลสาํ รวจวจิ ยั และนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตง้ั แตป 2557 – 2561
11
จาํ นวนงานวิจยั /งานการศกึ ษาท่ปี รากฎตามเอกสารการสรุปผลงานวจิ ยั และนวตั กรรมของ
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย์ ปีงบประมาณ 2557 – 2561
14% 14% กรมสง่ เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต
คนพกิ าร
การเคหะแหง่ ชาติ
สาํ นกั งานสนบั สนนุ และสง่ เสรมิ
9% วิชาการ (สสว. 1 - 12)
20% สาํ นกั งานปลดั กระทรวงพฒั นาสงั คม
6% และความม่นั คงของมนษุ ย์ (สป. พม.)
5% กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการ
8% กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
24% กรมกิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครวั
ภาพที่ 2. 1 จํานวนงานวจิ ัย/งานการศกึ ษาที่ปรากฎตามเอกสารการสรุปผลงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวงการพฒั นา
สังคมและความมนั่ คงของมนษุ ย ปง บประมาณ 2557 – 2561
ขอ มลู ขางตนแสดงใหเห็นวาหนว ยงานภายใตโ ครงสรา งของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษยที่ผลิตงานวิจัยและงานการศึกษามากที่สุดในระยะเวลา 5 ปที่ผานมา (ป 2557 – 2561) คือ
สาํ นกั งานสนบั สนนุ และสงเสริมวชิ าการ (สสว. 1 – 12) มจี าํ นวนชนิ้ งานทง้ั สน้ิ 46 ชนิ้ คดิ เปน รอ ยละ 24 ของ
งานวิจัยและงานการศึกษาทั้งหมด รองลงมาคือการเคหะแหงชาติ มีจํานวนชิ้นงานทั้งสิ้น 38 ชิ้น คิดเปนรอย
ละ 20 ในขณะที่กรมสงเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ และพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษยจังหวัด (พมจ.) มี
จํานวนงานวิจัยและงานการศึกษาที่เทากันคือ 26 ชิ้น คิดเปนรอยละ 14 ของงานวิจัยและงานการศึกษา
ทั้งหมด สวนหนวยงานที่ผลิตงานวิจัยและงานการศึกษาที่นอยที่สุดคือกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่ง
ตลอดระยะเวลา 5 ปที่ผานมา กรมดังกลาวผลิตงานวิจัยออกมาเพียง 10 ชิ้น คิดเปนรอยละ 5 ของงานวิจัย
และงานการศกึ ษาท้ังหมดภายใตก ารกาํ กบั ดแู ลของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย
นอกจากนี้ จําเปนตองบันทึกไววากอนการปรับโครงสรางกระทรวงซึ่งแยกภารกิจตามกลุมเปาหมาย
ในป 2557 มีการเก็บรวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษาไวเพียง 4 หนวยงานเทานั้น สวนหนวยงานอื่น ๆ
ไดแ ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเดก็ และเยาวชน กรมกิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครัว และ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษยจังหวัด (พมจ.) มิไดมีการเก็บรวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษาเลย
นอกจากนี้ การเก็บรวบรวมงานวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษยในภาพรวมตั้งแต
ป 2557 สูงขน้ึ อยา งตอ เน่อื งโดยปที่มีการเกบ็ รวบรวมงานวจิ ัยและงานการศกึ ษาไดมากท่สี ดุ คือ ป 2560 โดยมี
งานวิจัยทัง้ สิน้ 51 ช้นิ แตหลังจากปดังกลาว การเกบ็ รวบรวมงานวจิ ยั และงานการศึกษาก็ลดลงและเหลือเพียง
41 ชิ้นในป 2561 จํานวนงานวิจัยท่ีเปลีย่ นแปลงในแตละป อาจสะทอนใหเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการให
12
ทุนสนับสนุนการวิจัย ความตองการในการผลิตงานวิจัยเพื่อนําไปใชประโยชน รวมไปถึงบริบททางการเมือง
เศรษฐกจิ และสังคม
สําหรับแนวโนมการเก็บรวบรวมงานวจิ ัยและงานการศึกษาอางอิงตามเอกสารการสรุปผลสํารวจวจิ ัย
และนวัตกรรมของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557 – 2561 โดยจําแนกเปนหนวยงานตาง ๆ ที่ผลิตงานวจิ ัยและ
งานการศกึ ษา สามารถแสดงไดตามภาพที่ 2.2
18 กรมสง่ เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชีวติ คน
16 พกิ าร
14 การเคหะแหง่ ชาติ
12 สสว. 1 - 12
10 สป. พม.
กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดกิ าร
8 กรมกิจการเดก็ และเยาวชน
6 กรมกิจการสตรแี ละสงั คม
4 พมจ.
2
0
2557 2558 2559 2560 2561
ภาพที่ 2. 2: แนวโนม การเกบ็ รวบรวมงานวจิ ยั ตลอดระยะเวลา 5 ป โดยจําแนกตามหนว ยงานที่ผลิตงานวิจยั และงาน
การศกึ ษา
จากภาพที่ 2. 2 หนวยงานที่มีความตอเนื่องในการเก็บรวบรวมงานวิจัยคือการเคหะแหงชาติ โดย
ตั้งแตป 2557 – 2559 การเคหะแหงชาติมีการเก็บรวบรวมงานวิจัยสูงขึ้นอยางตอเนื่องและเดนชัดที่สุดจาก
หนวยงานภายใตการกํากับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย แตการเก็บรวบรวม
งานวิจัยของการเคหะแหงชาติก็ลดลงในป 2560 และในป 2561 ไมปรากฏการบันทึกขอมูลงานวิจัย แต
สําหรับสํานักงานสนับสนุนและสงเสริมวิชาการ พม. (สสว. 1 – 12) แมวาจะไมโดดเดนเทากับการเคหะ
แหงชาติ แตการเก็บรวบรวมงานวิจัยก็เปนไปในลักษณะตอเนื่อง กลาวคือ มีการเก็บรวบรวมงานวิจัยตลอด
ระยะเวลา 5 ป ไมข าดชว ง แมวาภายหลังป 2559 จะลดลงอยา งตอเน่ืองกต็ าม
สําหรับหนวยงานที่เก็บรวบรวมงานวิจัยที่มีความตอเนื่องและสูงขึ้นโดยลําดับ คือพัฒนาสังคมและ
ความม่ันคงมนุษยจงั หวัด (พมจ.) และกรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร กลาวเฉพาะพัฒนาสังคมและความมั่นคง
มนษุ ยจงั หวดั หรือ พมจ. จากภาพที่ 2.2 จะพบวา หนวยงานดงั กลา วมีการเก็บรวบรวมงานวิจัยอยางตอเนื่อง
และเปนไปในลักษณะกาวกระโดด ซึ่งผูวิจัยตั้งขอสังเกตวา งานในสวนของ พมจ. สวนใหญเปนไปในลักษณะ
13
ของรายงานการดาํ เนินงาน การประเมินผล ไมใ ชรายงาน “การวจิ ัย”01 แตถูกนาํ มารวบรมใหเปนงานวิจัยและ
นวัตกรรมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย ในขณะที่งานการศึกษาของหนวยงานอ่ืนๆ
เปนไปในลักษณะทตี่ องการผลหรือชุดความรูใหมท ี่สามารถนําไปประยุกตใ ชไดกบั พน้ื ที่อ่นื ๆ เปนการทั่วไปซ่ึง
การศกึ ษาวจิ ัยในลักษณะดังกลาวจะตองอาศยั ระยะเวลาในการคนควาและศึกษา จงึ อาจทําใหจ ํานวนงานวิจัย
ของหนวยงานอื่น ๆ มีจํานวนนอยกวางานวจิ ยั ของ พมจ. โดยเปรียบเทียบ ดังนั้น จึงอาจสงผลตอ ความเขา ใจ
ผดิ ในสาระสําคญั ของการศึกษา หรือไมส ามารถนาํ ผลการศึกษาไปใชประโยชนไดอยา งแทจริง และลําดับถัดไป
คณะผูวิจัยจะขออธิบายขอคนพบบางประการหลังจากที่ไดดําเนินการคนควาสถานะของงานวิจัยชิ้นตาง ๆ ท่ี
ระบอุ ยใู นเอกสารการสรุปผลสาํ รวจวิจัยและนวตั กรรมของกระทรวง พม. ตง้ั แตป 2557 – 2561
2.2 การคน ควา และระบุสถานะของงานวจิ ัยตามรายชอื่ งานวิจัยและนวตั กรรมทป่ี รากฏอยใู น
เอกสารสรปุ ผลงานวจิ ยั และนวัตกรรมของกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของ
มนุษย ตั้งแตป 2557 – 2561
ที่กลาวมาทั้งหมดในสวนแรก เปนเพียงการอธิบายภาพรวมของงานวิจัยที่ปรากฏอยูในเอกสารการ
สรุปผลสํารวจวจิ ยั และนวตั กรรมของกระทรวง พม. ต้ังแตป 2557 – 2561 เทา น้นั ซง่ึ หลังจากท่ีคณะผูวิจัยได
คนควาเพื่อระบุสถานะการเขาถึงงานวิจัยตาง ๆ ดวยการสืบคนผานระบบอินเตอรเน็ตจากฐานขอมูลของ
หนวยงานตาง ๆ ทั้งจากหนวยงานภายในกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และหนวยงาน
ภายนอกอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนตามรายชื่อของงานวิจัย ผลปรากฏวา สามารถเขาถึงงานวิจัยไดเพียง
93 ชิ้น จากทั้งหมด 190 ชิ้น หรือคิดเปนรอยละ 48.95 ของงานวิจัยและงานการศึกษาทั้งหมด ซึ่งสามารถ
จําแนกงานวิจัยและงานการศึกษาตามหนวยงานที่รับผิดชอบและปที่ทําการศึกษาไดตามตารางที่ 2.2 ทั้งน้ี
งานวิจยั ทสี่ ามารถเขาถงึ และสบื คน ผานระบบอนิ เตอรเนต็ ได คณะผูวจิ ัยไดร ะบเุ อาไวในแบบสาํ รวจงานวิจัย ฯ
1 อาทิ โครงการ “สอนเย็บผาสําหรับคนไมรูหนังสอื ” เปนโครงการของ พมจ. เชียงราย ป 2561 หรือ “รายงานสถานการณจังหวัดพะเยา”
จัดทําโดย พมจ. พะเยา ป 2561 เปนตน สามารถดูเพิ่มเติมไดจาก แบบสํารวจงานวจิ ัยและงานการศึกษาภายใตโครงการ “การศึกษาความ
ตอ งการและการนาํ ไปใชประโยชนจากงานวิจัย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย”
14
ตารางที่ 2. 2 จาํ นวนงานวิจัยทส่ี ามารถสบื คน ไดจ ริงผานระบบอินเตอรเนต็ จําแนกตามหนว ยงานท่รี บั ผดิ ชอบและปท ี่
ทําการศกึ ษา
หนว ยงาน ป พ.ศ. รวม
2557 2558 2559 2560 2561
กรมสง เสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวิตคนพิการ 5
การเคหะแหง ชาติ 00230 38
สํานกั งานสนับสนุนและสงเสริมวชิ าการ พม. (สสว. 1 - 12) 5 12 17 4 0 30
สาํ นักงานปลดั กระทรวงพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย 26787
(สป. พม.) 4
กรมพัฒนาสงั คมและสวัสดกิ าร 01021
กรมกิจการเดก็ และเยาวชน 2
กรมกิจการสตรีและสถาบนั ครอบครัว 00101 6
พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนษุ ยจงั หวดั (พมจ.) 00114 4
01210 4
00013 93
7 20 30 20 16
จากตารางท่ี 2.2 จะพบวา หนวยงานที่สามารถสืบคนงานวิจัยและงานการศึกษาไดมากทีส่ ุด คือ การ
เคหะแหงชาติ โดยสามารถสืบคนไดทั้งหมด 38 ชิ้น หรือคิดเปนรอยละ 100 จากรายชื่องานวิจัยที่ระบุใน
เอกสารการสํารวจงานวิจัยและนวัตกรรมของ พม. ทั้งหมด (เปรียบเทียบกับตารางที่ 2.1 ) รองลงมาคือ
สํานกั งานสนับสนุนและสง เสริมวชิ าการ พม. (สสว. 1 - 12) สามารถสืบคนไดท ัง้ สนิ้ 30 ชน้ิ จากท้งั หมด 60 ชิ้น
หรือคิดเปน รอยละ 65.22 จากรายชือ่ งานวิจัยทัง้ หมด ในขณะที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปนหนวยงาน
ท่ีสามารถสบื คนควางานวิจัยไดนอยที่สุดมเี พียง 2 ชนิ้ จากทง้ั หมด 10 ชน้ิ แตห ากเปรยี บเทียบในอัตรารอยละ
ระหวางจํานวนรายชื่องานวิจัยที่ปรากฏกับจํานวนงานวิจัยที่สามารถสืบคนไดจริงจะพบวา หนวยงานที่
สามารถคน ควางานวจิ ยั ไดน อยทีส่ ดุ คือ พมจ. โดยสามารถสบื คนไดเ พยี งรอ ยละ 15.38 เทา นน้ั
กลาวเฉพาะการเคหะแหงชาติ หากพิจารณาจากตารางที่ 2.2 จะพบวา จํานวนงานวิจัยที่สามารถ
สืบคนไดจริงของการเคหะแหงชาติกับงานวิจัยที่สามารถสืบคนไดทั้งหมดคิดเปนรอยละ 40.86 หรือกลาวอีก
นัยหนึ่งคือ เกือบครึ่งหนึ่งของงานวิจัยที่สามารถสืบคนไดจริงเปนงานวิจัยที่ถูกเก็บรักษาและรวบรวมไวใน
ฐานขอ มูลของการเคหะแหงชาติ ซึ่งในปจ จบุ นั ระบบฐานขอมูลของการเคหะแหงชาติมีงานวิจยั ทั้งสน้ิ 301 ชิ้น
12 ต้งั แตป 2542 – 2562 แตหากสบื คนผานระบบฐานขอมูลของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของ
มนษุ ยซึ่งเปนหนวยงานหลักและเปนหนว ยงานตน สงั กัดของการเคหะแหงชาติ จะพบวา งานวิจัยที่ถูกผลิตโดย
2 ดูง านวิจัยอ่ืน ๆ ไดท่ี ระบ บ สารสนเทศเพ่ือจัดการเผยแพรง านวิจัยของการเคหะแหงชาติ http://housingresearch.
nha.co.th/Retrival/Retrival.aspx
15
การเคหะแหงชาติและทีส่ ามารถสบื คนไดผ านระบบฐานขอมูลของกระทรวง พม. จะมีเพียง 4 ชิ้นเทานั้น23 ซึ่ง
สภาพการณดังกลาวสะทอนวา ระบบฐานขอมูลและระบบสารสนเทศของหนวยงานภายในมิไดเชื่อมโยงกัน
หากประเมินในภาพรวมโดยเปรียบเทียบกับระบบสารสนเทศของหนวยงานอื่น ๆ อาจอนุมานไดวา ระบบ
ฐานขอมูลของการเคหะแหง ชาติเปน ระบบสารสนเทศทมี่ ีประสิทธิภาพมากทสี่ ดุ ในการเก็บรวบรวมงานวจิ ยั
ขอคนพบอีกประการหนึ่งคือ จํานวนงานวิจัยในระบบฐานขอมูลของการเคหะแหงชาติตั้งแตป 2557
– 2561 มีทั้งสิ้น 47 ชิ้น ในขณะที่จํานวนงานวิจัยที่ปรากฏในเอกสารการสรุปผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ
กระทรวง ฯ มีเพียง 38 ชิ้น ซึ่งสะทอนวา หนวยงานภายในของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยที่มีหนาทีใ่ นการรวบรวมงานวิจัยเพือ่ บันทกึ ในฐานขอมูลไดรวบรวมงานวิจัยไมครบถวน ซึ่งอาจอนุมาน
ไปยังการรวบรวมงานวจิ ัยของหนวยงานอื่น ๆ ไดวามีความบกพรองเชนเดยี วกัน ซึ่งสาเหตขุ องความบกพรอ ง
ดังกลาวอาจเกิดขึ้นจากคุณภาพการสื่อสารระหวางหนวยงานภายในองคกร หรืออาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นซึ่ง
เปนสิ่งทีผ่ ูวิจยั จะตองทําการศึกษาตอไปเพ่ือใหก ารรวบรวมและปรับปรุงระบบสารสนเทศเพ่ือการคนควาวจิ ยั
เกดิ ประสิทธภิ าพสูงทีส่ ดุ
สําหรับการเช่ือมตอขอมูลและระบบสารสนเทศระหวางหนวยงานภายในองคกร ดังที่กลาวมาขางตน
วา งานวิจัยที่คนพบผานระบบสารสนเทศของกระทรวง พม. กับระบบสารสนเทศของการเคหะแหงชาตนิ ้ัน มี
จํานวนการคนพบงานวิจัยที่ไมเทากันท้ังที่ในความเปนจริงแลว การเคหะแหงชาติเปนหนวยงานภายใต
โครงสรางของกระทรวง ฯ แตก็ตองกลาวเอาไว ณ ที่นี้ดวยวา วัตถุประสงคและลักษณะงานของการเคหะ
แหงชาตินั้น เปนงานทางดานสถาปตยกรรมและวิศวกรรมทีเ่ กี่ยวของกับที่อยูอาศัย หรือเนนไปที่สิ่งปลกู สราง
ซึ่งตองอาศัยเทคนิควิธีที่มีลักษณะเฉพาะจึงทําใหลักษณะงานมีความแตกตางกับงานของหนวยงานอื่น ๆ ที่
มุงเนนที่ตัวบุคคลเปนหลัก ดังนั้น การจัดประเภทและรวบรวมงานวิจัยเอาไวในระบบฐานขอมูลใน
ลักษณะเฉพาะของการเคหะแหงชาติเอง จึงอาจอํานวยความสะดวกและงายตอการคนความากกวาที่จะ
รวบรวมเอาไวในระบบฐานขอมูลเพียงแหงเดียว คณะผวู ิจยั มไิ ดปฏิเสธในขอดขี องการมีระบบฐานขอมูลหลาย
แหลง และมีการจัดประเภทตามลักษณะงานที่ชัดเจน เพียงแตตั้งคําถามวา จะทําอยางไรใหระบบฐานขอมูล
ตาง ๆ ภายในองคกรนั้นเชื่อมโยงและเชื่อมตอกันอยางมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อทําให
กระบวนการคน ควาและการนาํ ผลงานวิจัยไปใชใ หเกิดประโยชนส งู สดุ
นอกจากการเคหะแหงชาติจะเปนหนวยงานที่มีศักยภาพสูงสุดในการเก็บรวบรวมและเผยแพร
งานวิจัยแลว ขอสังเกตอีกประการหนึ่งซึ่งผูวิจัยจะขอกลาวเฉพาะการเก็บรวบรวมงานวิจัยและงานการศึกษา
ของสํานักงานสนับสนุนและสงเสริมวิชาการ พม. (สสว. 1 - 12) เพราะนอกจากจะเก็บรวบรวมงานวจิ ยั เอาไว
ไดเปนจาํ นวนมากเมือ่ เปรียบเทียบกับหนวยงานอืน่ ๆ แลว ลักษณะการเก็บรวบรวมและเผยแพรงานวจิ ยั ของ
3 ดูงานวิจัยอ่ืน ๆ ไดที่หองสมุดอิเล็กทรอนิกส (e-Library) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย http://ebooks.m-
society.go.t h/home/search?sch_dept_id=11&schEbookType=&schText=
16
สสว. 1 – 124 ยังเปนไปในลักษณะจัดแบงตามบริบทพื้นท่ี หรือตามกลุมจงั หวัดที่ สสว. พื้นที่ใดพืน้ ทีห่ นึ่งเปน
ผูด ูแลกลาวคอื สสว. แตละแหงจะมรี ะบบฐานขอมลู ของตนเองจึงอาจทําใหงา ยตอการจัดประเภทงานวิจัยโดย
ใชเกณฑความแตกตางและบริบทเฉพาะเชิงพื้นที่เปนเกณฑในการจัดกระทําและสืบคนขอมูล แตปญหาและ
อุปสรรคก็เชนเดียวกับการเคหะแหงชาติคือ ระบบฐานขอมูลและระบบสารสนเทศของ สสว. แตละแหงไมได
เชื่อมโยงกัน และไมไดเชื่อมโยงเขาสูระบบฐานขอ มูลสวนกลางของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย อีกทั้ง ดังที่กลาวมาขางตนแลววา สสว. แบงพื้นที่ออกเปน 12 พื้นที่ และแตละแหงตางมีระบบ
ฐานขอมูลเฉพาะเปนของตนเอง จึงทําใหการเก็บรวบรวมขอมูลมีลักษณะกระจัดกระจายตามบริบทเชิงพื้นท่ี
ตามไปดวย จึงทําใหการสืบคนขอมูลมีความยากลําบากซึ่งอาจสงผลทําใหงานวิจัยแตละพื้นที่ไมถูกนําไปใช
ประโยชนอ ยา งทีค่ วรจะเปน
กลาวโดยสรุป จากการสืบคนและวิเคราะหขอมูลในเบื้องตนพบวา การเก็บรวบรวมงานวิจัยของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยอางอิงตามเอกสารการสรุปผลสํารวจวิจัยและนวัตกรรม
ของกระทรวง พม. ตั้งแตป 2557 – 2561 อาจไมตรงกับความเปนจริง อีกทั้ง ในความเปนจริงแลวมีงานวิจัย
และงานการศึกษาเพียงเกือบครึ่งหนึ่งของจํานวนงานวิจัยทั้งหมดที่สามารถสืบคนและนํามาใชประโยชนได
นอกจากนี้ งานบางชิ้นที่ปรากฏในเอกสารการสรุปผลสํารวจงานวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวง ฯ ฉบับ
ดังกลา ว ยงั มีลักษณะเปน รายงานผลการดาํ เนินงาน หรอื อธิบายสถานการณโ ดยท่วั ไปมากกวาจะเปนงานวิจัย
และงานการศึกษาที่ผลิตองคความรูหรือชุดความรูใหม จึงอาจไมสามารถนํามารวบรวมและสังเคราะหเปน
งานวิจัยท่จี ะสามารถนําไปใชประโยชนได ซึ่งสะทอ นวา กระทรวงพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษยยังไม
มีระบบการคัดกรองขอมูลและจัดประเภทงานวิจัยที่มีคุณภาพ อีกทั้ง ระบบฐานขอมูลและระบบสารสนเทศ
ของหนวยงานตาง ๆ ภายในองคกรก็มิไดเชื่อมตอกันทําใหการคนควางานวิจัยมีความยากลําบากและเปน
อปุ สรรคตอกระบวนการศกึ ษาและผลิตงานวจิ ัยเพ่ือสรางองคความรูใหม ซ่งึ จากทกี่ ลา วมาท้งั หมดจะเห็นไดวา
ระบบการคัดกรอง กระบวนการจดั เก็บขอมูล รวมถึงกระบวนการเผยแพรขอ มูลลว นแลวแตเปนอุปสรรคและ
เปนสิง่ ที่ทําใหงานวจิ ัยและงานการศึกษาท่ีมีอยูนัน้ ถูกทาํ ใหดอยคาลง สถานการณดงั กลาวจึงเปนทั้งโจทยและ
เปาหมายที่ทาทายคณะผูวิจัยจะตองทําการศึกษาและพัฒนากระบวนการคนควา จัดประเภทงานวิจัย และ
พัฒนากระบวนการรวมถึงชองทางการเผยแพรงานวิจัยที่เอื้อตอความตองการที่จะนําการวิจัยไปใชประโยชน
ตอไป
4 ภายหลังป 2563 มีการปรับโครงสรางองคกรภายในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ทําใหสํานักงานสงเสริมและ
สนับสนุนวิชาการเหลือเพียง 11 พ้ืนท่ี หรือ 11 สํานักเทานั้น. ดูเพิ่มเติมไดจากบทท่ี 3 การสัมภาษณและอภิปรายกลุมเฉพาะในสวนของ
บทบาททางดานการวิจัยของ สสว. หรือดไู ดจ าก กฎกระทรวงแบงสวนราชการสํานักงานปลดั กระทรวง กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความ
ม่ันคงของมนุษย พ.ศ. 2563. (2563, 9 มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม 137 ตอนท่ี 41 ก. หนา 24 – 29. สืบคนจาก http://law.m-
society.go.th/law2016/uploads/lawfile/5ee04407182d5.pdf.
บทท่ี 3
หวงโซค ุณคาของการนาํ ผลการวิจยั ไปใชป ระโยชนของหนว ยงานภายใตก ระทรวง
การพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ย
3.1 บทนาํ
ในบทนี้ คณะผูวิจัยไดทําการศึกษากระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใชประโยชย
ของหนวยงานตาง ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และองคการ
มหาชนที่อยูภายใตการกํากับดูแลของกระทรวง พม. ซึ่งหนวยงานตาง ๆ เหลานี้ลวนแลวแตเปนทั้ง “ผูผลิต
งานวิจัย” (supply-sided) และ “ผนู าํ ผลการวิจัยไปใชป ระโยชน” (demand-sided) หรอื กค็ ือผใู หข อมูลหลัก
(key informants) ของการศึกษานี้โดยใชวิธีการสัมภาษณเชิงลึก และอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group)
เปน เครือ่ งมือหลักในการศึกษา อกี ทั้ง ยงั ไดพ ฒั นาแนวคาํ ถามท่ีใชในการสัมภาษณห นว ยงานตาง ๆ ใหมีความ
แตกตางกันไปตามระดับของหนวยงานเพื่อใหไดมาซึ่งขอมูลที่เกี่ยวของกับกระบวนการวิจัยและกลไกการ
เชอื่ มโยงนําผลการวจิ ยั ไปใชป ระโยชนในเชงิ ปฏบิ ัติ
สําหรับหนวยงานที่เปนผูใหขอ มูลหลักของการศึกษานี้ คณะผูวิจัยไดแบงหนวยงานออกเปน 2 ระดับ
กลาวคือ 1) หนวยงานบริหารราชการสวนกลาง และ 2) หนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทากรม โดย
จําแนกตามโครงสรางการบริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ตราไวใน
“พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2558”41 และ “กฎกระทรวง แบงสวน
ราชการสํานักงานปลดั กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของมนษุ ย” ทัง้ 2 ฉบบั 52 ดงั น้ี
1. หนว ยงานบรหิ ารราชการสว นกลาง :
1.1) กองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย
1.2) สํานกั งานสง เสริมและสนบั สนนุ วิชาการ 1-11
2.) หนว ยงานระดับกรม หรอื เทยี บเทา กรม :
2.1) กรมพฒั นาสังคมและสวัสดิการ
2.2) กรมกิจการสตรแี ละสถาบันครอบครวั
2.3) กรมกจิ การผูสงู อายุ
2.4) กรมสงเสรมิ และพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพกิ าร
2.5) สถาบันพัฒนาองคกรชมุ ชน (องคการมหาชน)
1 พระราชบญั ญัติปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับท่ี 14) พ.ศ. 2558
2 กฎกระทรวง แบงสว นราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย พ.ศ. 2559 และกฎกระทรวง แบงสวน
ราชการสาํ นกั งานปลดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2563
18
คณะผูวิจยั ไดดําเนินการสัมภาษณผูบริหารหนว ยงาน อาทิ อธิบดีกรม ผูอํานวยการสํานัก หรือผูแทน
ระดับผูบริหารหนวยงานที่มีความรูความเขาใจ และมีสวนเกี่ยวของกับการตัดสินใจในการกําหนดหรือดําเนนิ
นโยบายท่ีเก่ยี วของกบั การวิจัย เพอ่ื ใหท ราบถึง “ภาพกวาง” และความแตกตา งในกระบวนการวิจัยของแตละ
หนวยงาน (หรือกลาวอยางถึงที่สุดก็คือ เอกลักษณของแตละหนวยงานในการดําเนินการวิจัยและการนํา
ผลการวิจัยไปใชประโยชนวามีความเหมือนหรือความตางกันอยางไร) ตั้งแตการกําหนดหัวขอวิจัย การ
ดาํ เนินการวจิ ัย ผลการวิจยั การนําผลการวจิ ัยไปใชประโยชน และการประเมนิ ผลการวจิ ัย หรือตั้งแต “ตนนํ้า
- กลางนํ้า - ปลายนํ้า” ของกระบวนการวิจัยที่จะนําไปสูการสรางหวงโซอุปสงคและอุปทานของการทําวิจัย
(research demand and supply chain) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยซึ่งเปน
วัตถุประสงคห ลกั ของการศกึ ษานี้
จากที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวา การดําเนินการศึกษาของคณะผูวิจัยที่ใชการสัมภาษณและการ
อภิปรายกลุมเฉพาะเปนเครื่องมือในการศึกษานี้จะเปนการจัดเรียงลําดับการสัมภาษณจากหนวยงานระดับ
ปฏิบัติไปจนถึงหนวยงานระดับกรม หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง เปนการศึกษาที่เรียงลําดับจาก “ลางขึ้นบน”
(bottom-up) เพื่อใหเห็นถึงกระบวนการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนในระดับปฏิบัติการ หรือขั้นการนํา
ผลการวจิ ยั ไปใชใ นเชิงปฏิบัติที่เปน รูปธรรม จากน้นั จงึ ไลเ รยี งข้ึนไปตามสายการปฏิบัติงาน หรือตามโครงสราง
อํานาจของหนวยงานเพื่อใหเห็นถึงกลไกการเชื่อมตอกระบวนการขับเคลื่อนนําผลการวิจัยไปใชประโยชนกับ
กระบวนการผลักดันนโยบายไปสูสาธารณะที่รอยรัดเขาดวยกันจนกลายเปนเสนทางการขับเคลื่อนนโยบาย
ดงั กลา ว หรอื อกี นัยหนง่ึ ซ่งึ ก็คือหว งโซอ ปุ สงคแ ละอุปทานของการวจิ ัยนนั่ เอง
สําหรบั ภาพรวมของกระบวนการวจิ ยั และการนาํ ผลการวิจัยไปใชประโยชนของหนวยงานระดบั ตา ง ๆ
ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย จากการเก็บรวบรวมขอมูลดวยการ
สัมภาษณ หรือสนทนากลุมผูบริหารระดับสูงหรือผูแทนหนวยงานทั้งระดับกรมหรือเทียบเทากรม และหนวย
บริหารกลางสวนภูมิภาคซึ่งเปนหนวยปฏิบัติการในเชิงพื้นที่ มีขอมูลที่นาสนใจหลายประการที่เกี่ยวของกับ
กระบวนการวิจัยและการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน แตทั้งนี้จากการตราพระราชบัญญัติสงเสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่สงผลกระทบทําใหเกิดการปฏิรูปกระบวนการวิจัยของ
หนวยงานภายใตสังกดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย การศึกษานี้จึงเปนการศึกษาที่อยู
ในชวง “รอยตอ” หรือในระยะเปลี่ยนผานของกระบวนการวิจัย คณะผูวิจัยจึงขอนําเสนอภาพรวมของบริบท
การดําเนินการวิจัยในปจจุบัน (ภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและ
นวตั กรรม พ.ศ. 2562) ของหนวยงานตาง ๆ ภายใตสังกัดกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย
โดยจําแนกขอมูลในประเด็นดังกลาวออกเปน 5 หัวขอ ไดแก 1. ปจจัยนําเขา (Input) 2. กระบวนการ
(Process) 3. ผลผลิต (Output) 4. ผลลัพธ (Outcome) และ 5. ความทาทายของการวิจัย (Research
challenges) ซึ่งในรายละเอียดสามารถแสดงไดดังตารางที่ 3.1 แสดงกระบวนการวิจัยและการนาํ ผลการวจิ ยั
ไปใชป ระโยชนของหนว ยงานระดับตาง ๆ ภายใตโ ครงสรา งของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของ
มนุษย
ตารางที่ 3. 1 กระบวนการวิจัยและการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนข องหนว ยงานระดบั ตาง ๆ
ปจจยั นําเขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou
1. หนวยงานบริหารกลางสว นภูมภิ าค
1.1 กองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนษุ ย (กมพ.)
1. โจทยว ิจัย : 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวจิ ัย
1) นโยบายของกระทรวง พม. กมพ. เปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง - โครงการตา ง ๆ
2) นโยบายของ สป.พม. โดยอาจใหอาจารยมหาวิทยาลัย หรือ - รายงานสถานการ
3) สถานการณทางสงั คมท่ีเปนปญ หา ผูเชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษามาเปน
2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน ทปี่ รกึ ษาโครงการวจิ ยั ก็ได
ที่ไดรับการจดั สรรจาก สกสว. 2. ระเบียบวิธีวิจัยและกรอบแนวคิดใน
3. ทรัพยากรบคุ คล: บุคลากรของ กมพ. การวิจัย : เนื่องจากบุคลากรของ กมพ.
เปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง แตทั้งน้ี ยังขาดทักษะและประสบการณในการ
อาจใหอาจารยมหาวิทยาลัยหรือ วิ จ ั ย ด ั งน ั ้ น จ ึ งอา จ ให อา จ า รย
ผูเชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาที่มี มหาวิทยาลัยและผูเชี่ยวชาญจาก
ทักษะในการทําวิจัยมาเปนที่ปรึกษา สถาบันการศึกษาตาง ๆ ซึ่งเปนผูที่มี
โครงการวจิ ยั ความรูความเชี่ยวชาญในดานการวิจัย
4. องคค วามรทู ่ใี ชเปน ฐานในการวจิ ยั : เปนผูคอยใหคําปรึกษาในการออกแบบ
กมพ. ไมไดแสดงภาพที่ชัดเจนวาไดนํา ระเบียบวิธีวิจัยและกรอบแนวคิดในการ
องคความรูประเภทใด หรือจากแหลงใด วิจยั
มาใชเปนฐานในการวิจัย นอกจาก
สถานการณทางสังคมที่เปนปญหา
สถานการณทางสังคมของหนวยงาน
19
ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย
ลผลิต ผลลพั ธ ความทาทายของการวิจัย (Research
utput) (Outcome) challenges)
- มาตรการ/ แผนงาน - การดําเนินกลไกการขับเคลื่อนงานวจิ ยั
- ดัชนีชวี้ ัดทางสังคมในมติ ติ าง ๆ การรวบรวมงานวิจัย และการนํา
รณท างสงั คม - กลไกและระบบการพัฒนาสังคมและ ผลการวิจัยไปใชประโยชนของ กมพ. มี
ความมัน่ คงของมนุษย พลวัตตามนโยบายของกระทรวง หรือ
- การพัฒนาระบบฐานขอมูลงานวิจัย กลาวอีกนัยหนึ่ง ไมมีความเปนสถาบัน
สวนกลางของกระทรวง พม. เพื่อเก็บ (institutionalization) ที่จะทําใหระบบ
รวบรวมงานวิจัยของหนวยงานภายใน การพัฒนาและขับเคลื่อนงานวิจัยของ
กระทรวงทั้งหมดใหอยูในระบบ กระทรวงในภาพรวม ในฐานะที่ กมพ.
ฐานขอมูลเดียวกัน และเผยแพรง านวิจัย เปนหนวยงานบริหารวิชาการสวนกลาง
ใหแกหนวยงานตาง ๆ ทั้งภายในและ ไมมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ
ภายนอกกระทรวงที่ปฏิบัติภารกิจดาน เนื่องจากเมื่อผูบริหารระดับสูงของ
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ กระทรวงเปลี่ยน การใหความสําคัญกับ
มนุษย รวมไปถึงภาคสวนสาธารณะดว ย น โ ย บ า ย ด า น ก า ร บ ร ิ ห า ร ว ิ จ ั ย ก็
- แตทั้งนี้ จากการศึกษาพบวา การนํา เปลี่ยนแปลงตามไปดวย
ผลการวิจัยไปใชประโยชนของ กมพ. ยัง - บุคลการของ กมพ. ยังขาดทักษะและ
มีความเปน รปู ธรรมคอ นขา งนอย ความเขา ใจทีถ่ ูกตองเกี่ยวกับงานวิจัย จึง
สง ผลตอ การทํางานวจิ ัยและคุณภาพของ
งานวิจัย
ปจ จยั นาํ เขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou
ตางๆ ตามกลุมเปาหมายเฉพาะ และ
ขอมูลสถิติจากหนวยงานตาง ๆ หรือ
กลาวอยางถึงที่สุดก็คือ “ปญหาเฉพาะ
หนา ” นั่นเอง
1.2 สาํ นกั งานสงเสริมและสนับสนนุ วชิ าการ (สสว.) 1-11
1. โจทยวิจัย : การตั้งโจทยวิจัยของ 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวิจัย
สสว. 1-11 ประกอบไปดวย 4 เงื่อนไข สสว. ทั้ง 11 สํานกั เปน ผูดําเนนิ การวิจัย - รายงานผลการ
ไดแ ก ด ว ย ต น เ อ ง โ ด ย อ า จ ให อ า จ า ร ย ตางๆ
(1) จะตอ งสอดคลองกับสถานการณ ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ม า เ ป น ท ี ่ ป ร ึ ก ษ า
ทางสังคมที่เปนประเด็นปญหาในบริบท โครงการวิจยั กไ็ ด
เชิงพื้นที่ หรือเปนประเด็นที่อยูในความ 2. ระเบียบวิธีวิจัยและกรอบแนวคิดใน
สนใจสาธารณะ หรอื เปนวาระแหง ชาติ การวิจัย : เนื่องจากบุคลากรของ สสว.
(2) จะตองตรงกับวัตถุประสงคของ ยังขาดทักษะในกระบวนการวิจัย ดังน้ัน
นโยบายของกระทรวงพัฒนาสังคมและ จึงอาจใหอ าจารยมหาวิทยาลัยซ่ึงเปนผูท่ี
ความมัน่ คงของมนษุ ย มีความรูความเชี่ยวชาญเปนผูคอยให
(3) จะตองสอดคลองกับประเด็นท่ี คําปรึกษาในการออกแบบระเบียบวิธี
สํานักงานวิจัยแหงชาติ (วช.) หรือ วจิ ยั และกรอบแนวคดิ ในการวิจยั
สํานักงานคณะกรรมการสงเสริม 3. การเก็บขอมูล : บุคลากรของ สสว.
วทิ ยาศาสตร วจิ ัยและนวตั กรรม (สกสว.) เปนผูเก็บขอมูลดวยตนเอง หรืออาจให
เปนผูกําหนด ภาคเี ครอื ขา ยเปน ผเู กบ็ ขอมลู เชน อพม.
(4) จะตองสอดคลองกับแหลงทุน หรืออาสาสมัครในพื้นที่ที่มีความคุนชิน
ผอู นุมตั ิโครงการวิจัย และมีความเขาใจตอประเด็นปญหาใน
ลผลติ ผลลพั ธ 20
utput) (Outcome)
ความทาทายของการวิจยั (Research
challenges)
หนวยงานในพนื้ ที่ท้ังภาครัฐและเอกชนท่ี 1. การตั้งโจทยวิจัยของ สสว. มีเงื่อนไข
รดําเนินงานโครงการ มีพันธกิจสอดคลองกับผลการศึกษาใน หรือกรอบทส่ี ลับซบั ซอ น
ประเด็นตาง ๆ ตามกลุมเปาหมายของ 2. การตั้งโจทยวิจัยและการดําเนินงาน
ตนไดนําผลการวิจัยไปใชประโยชนใน วิจัยของ สสว. ถูกครอบดวยโครงสราง
ระดับพนื้ ที่ แตท ัง้ นี้ จากการเก็บรวบรวม สายการบังคับบัญชาที่มีลักษณะจาก
ขอมูลพบวา ยังไมเห็นการนําผลการวิจัย “บนสูลาง” (top-down) เพราะยังคง
ไปใชประโยชนที่สงผลกระทบตอสังคม ตองสนองตอนโยบายของหนวยงาน
อยา งเปนรปู ธรรม ระดับบน จงึ อาจสงผลตอความเปน อสิ ระ
ในการดําเนนิ การวิจัย
3. ไมไดนําผลการศึกษาหรืองานวิจัยที่มี
อยูเดิมมาตอยอดองคความรู จึงทําให
งานวิจัยในบางประเด็นไมไดถูกพัฒนา
อยา งตอเน่อื ง
4. เน่ืองจากการขออนุมตั ิการวิจัยมคี วาม
สลับซับซอน หลายขั้นตอน และยึดโยง
ดวยเงื่อนไขหลากหลากหลายประการ
จึงอาจสงผลตอความตั้งใจ ความคิด
ปจ จยั นาํ เขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)
2. นโยบาย : นโยบายของรัฐบาล และ บริบทเชิงพื้นที่ซึ่งสอดคล อ งกับ
ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความ วัตถุประสงคการวิจัยในแตละประเด็นที่
มั่นคงของมนุษย รวมไปถึงยุทธศาสตร ไดต้งั เอาไว
ชาติ 20 ป และแผนแมบทในประเด็น
ตา ง ๆ
3. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน
ทไี่ ดรบั การจดั สรรจาก สกสว.
4. ทรัพยากรบคุ คล : บคุ ลากรของ สสว.
เปนผูดําเนินการวจิ ัยดวยตนเอง แตทั้งนี้
อ า จ ใ ห อ า จ า ร ย ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ห รื อ
ผูเชี่ยวชาญที่มีทักษะในการทําวิจัยมา
เปนท่ีปรึกษาโครงการวิจัย
5. องคความรทู ่ีใชเ ปนฐานในการวจิ ยั :
สสว. ไมไดแสดงภาพที่ชัดเจนวาไดนํา
องคความรูประเภทใด หรือจากแหลงใด
มาใชเปนฐานในการวิจัย นอกจาก
สถานการณทางสังคมที่เปนปญหาใน
บริบทเชิงพื้นที่ และขอมูลสถิติจาก
หนวยงานตาง ๆ
2. หนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทา กรม
2.1 กรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร (พส.)
ลผลติ ผลลพั ธ 21
utput) (Outcome)
ความทาทายของการวิจัย (Research
challenges)
สรางสรรค และแรงจูงใจของบุคลากร
ของ สสว. ในการทาํ วจิ ยั
5. บุคลากรขาดทักษะดานการวิจัย อีก
ทง้ั ภาระงานตามตาํ แหนง ท่ีมีปริมาณมาก
จงึ อาจสง ผลตอ คุณภาพของงานวิจัย
7. การเขาถึงขอมูลในประเด็นที่มีความ
เปราะบาง อาจกอใหเกิดอันตรายแกผู
เก็บขอ มลู
6. ความไมสอดคลองสัมพันธระหวาง
ส ถ า น ก า ร ณ ท า ง ส ั ง ค ม ท ี ่ เ ก ิ ด ข ึ ้ น กั บ
ปงบประมาณและการขออนุมัติการวิจัย
จึงอาจทําใหผลการศึกษาไมตรงกับ
สภาพปญหาที่เกิดขึ้นจริง และไม
สามารถนําไปใชแกปญหาไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ
ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou
1. โจทยวิจัย : การตั้งหัวขอวิจัยหรือ 1. การอนุมัติโครงการวิจัยของ - รายงานวจิ ยั
โจทยวิจัยของกรมพัฒนาสังคมและ หนวยงาน : คณะทํางานบริหารการวิจยั - รายงานผลการดาํ
และนวัตกรรม78 กรมพัฒนาสังคมและ ๆ
สวัสดิการมาจาก
(1) นโยบายของรัฐบาล นโยบาย สวัสดิการ โดยมีอธิบดีกรม ฯ เปน
ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความ ประธาน เปนคณะทํางานในการ
มนั่ คงของมนุษย กลั่นกรองการขออนุมัติการวิจัยจาก
(2) หัวขอวิจัยจะตองสอดคลองกับ บคุ ลากรของกรม
แผนยุทธศาสตรชาติ 20 ป แผนแมบท การ
ในมิตทิ ่ีเก่ยี วขอ งกบั การพัฒนาสวัสดิการ 2. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ
สงั คม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปน
( 3 ) จ ะ ต อ ง ส อ ด ค ล อ ง แ ผ น ผดู าํ เนินการวิจัยดว ยตนเอง
ยุทธศาสตรการวิจัยของกระทรวงการ 3. หนวยงานกลางทีกํากับดูแลภารกิจ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ดานการวิจัยของกรมพัฒนาสังคมและ
และแผนยุทธศาสตรกรมพัฒนาสังคม สวัสดิการ : กองยุทธศาสตรและ
และสวัสดกิ าร พ.ศ. 2560 – 256467 แผนงาน โดยในปจจุบนั กาํ ลงั อยูในวาระ
(4) หัวขอวิจัยถูกกําหนดจากงาน การจัดทํา “แผนงานวิจัยและนวัตกรรม
ประจาํ ของบคุ ลากร (R2R) ของกรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร พ.ศ.
7 กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ. (2559). แผนยทุ ธศาสตรกรมพัฒนาสังคมและสวัสดกิ าร พ.ศ. 2560 – 256
8 ขอมูลจากการสัมภาษณผ บู รหิ ารจากกรมพฒั นาสงั คมและสวัสดกิ าร
10 ขอ มลู จากการสมั ภาษณผ บู ริหารกรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร
22
ลผลิต ผลลพั ธ ความทา ทายของการวิจัย (Research
utput) (Outcome) challenges)
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการนํา 1. บุคลากรไมมีทักษะในการดําเนินการ
าเนินงานโครงการตาง ผลการวิจัยไปใชประโยชนใน 3 รูปแบบ วิจัย อีกทั้ง ยังมีภาระงานที่มากจึงทําให
10 กลาวคอื ไมสามารถแบงเวลาไปทําภารกิจที่
9
1.) นําผลการวิจัยไปใชประโยชนต าม เกย่ี วของกับการวิจัยไดเทาที่ควร
วัตถุประสงคของการวิจัยในแตละ 2. จากการตราพระราชบัญญัติสงเสริม
ประเดน็ หรอื “งานวิจัยเชิงประเดน็ ” วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2.) นําผลการวิจัยไปใชประโยชนใน 2562 ที่สงผลทําใหการขออนุมัติ
เชงิ นโยบาย งบประมาณตอ งเปนไปตามระบบ อววน.
3.) นาํ ผลการวจิ ยั ไปใชใ นเชงิ ปฏิบตั ิ ซึ่งในระบบดังกลาว มีหนวยงานที่ขอ
อนุมัติงบประมาณเพื่อการวิจัยจํานวน
แตทั้งนี้ จากการศึกษาพบวา ยังไม มาก ดังนั้น หนวยงานอื่น ๆ จึงอยูใน
เห็นภาพของการนําผลการวิจัยไปใช ลักษณะ “คูแขง” ของกรมพัฒนาสังคม
ประโยชนหรือนําไปขับเคลื่อนเปน และสวัสดิการ และทําใหงบประมาณใน
นโยบายสาธารณะท่ีเปน รปู ธรรม การทาํ วิจยั ลดนอ ยลงไปดว ย
3. ขาดชองทาง หรือเวทีในการเผยแพร
งานวจิ ยั อยางสมํา่ เสมอ จงึ ทําใหงานวิจัย
มีลักษณะ “อยูบนหิ้ง” และ “...
ผลการวิจัยบางงานตกหลน ไมไ ดถกู นํามา
64. สืบคน ขอมลู จาก http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/doc_pr/20170130115026.pdf.
ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)
2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน 2566 – 2568”89 เพื่อใหเปน “เข็มทิศ”
ทีไ่ ดร ับการจัดสรรจาก สกสว. ในการกาํ หนดทศิ ทางการวิจัยของกรม ฯ
3.) ทรพั ยากรบคุ คล : บคุ ลากรของกรม ใหมีความชดั เจนมากยง่ิ ข้นึ
พั ฒ น า ส ั ง ค ม แ ล ะ ส ว ั ส ด ิ ก าร เ ป น
ผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง โดยกรม
พัฒนาสังคมและสวัสดิการมุงเนนให
บุคลากรของตนเปนทั้ง “นักปฏิบัติและ
นกั วิชาการ”
4. องคความรูท ่ใี ชเปนฐานในการวจิ ัย :
จากการศึกษาและสัมภาษณยังไมเห็น
ภาพของแหลงความรทู ี่ชัดเจน มแี ตเ พยี ง
ภาพครา วของแหลง ความรู หรอื สามารถ
อธิบายไดวาเปนหลักการทั่วไปของการ
ดําเนินการวิจัยเทานั้น เชน เว็บไซต
ขอมูลเชิงสถิติจากหนวยงานตาง ๆ
ทรัพยากรจากหอ งสมุด รวมไปถึงการขอ
ขอมูลจากผูทํางานวิจัยที่เกี่ยวของ
โดยตรง เปน ตน
9 ขอมูลจากการสัมภาษณผ ูบริหารกรมพฒั นาสังคมและสวัสดกิ าร
11 ขอมูลจากการสมั ภาษณผ ูบ รหิ ารกรมพัฒนาสังคมและสวสั ดกิ าร
ลผลิต ผลลัพธ 23
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจยั (Research
challenges)
ประกอบการตัดสินใจ กําหนดนโยบาย
แนวทาง มาตรการ หรือโครงการตาง ๆ
...”1011
ปจจยั นําเขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou
5. กลไกสนับสนุน :
1.) กองทุนสงเสริมการจัดสวสั ดิการ
สังคม
2.) พระราชบัญญัติสงเสริมการจัด
สวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 และที่แกไข
เพิ่มเติม
2.2 กรมกิจการสตรีและสถาบนั ครอบครวั (สค.)
1. โจทยว จิ ยั : 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวจิ ยั
1.) โจทยวิจัยที่มาจากหนว ยงานที่มี กรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครบั - รายงานผลการ
โครงสรางหนาที่สูงกวาระดับกรม : 2. หนวยงานกลางที่กํากับดูแลภารกิจ ตา งๆ
นโยบายจากคณะกรรมการนโยบายและ ดานการวิจัยของกรมกิจการสตรีและ
ยุทธศาสตรการพัฒนาสตรีแหงชาติ สถาบันครอบครวั : กองยุทธศาสตรแ ละ
12
( ก ย ส . ) ค ณ ะ ก รร มกา รนโยบายและ แผนงานมีฐานะเปน หนว ยวิจยั หรอื หนวย
11
ยุทธศาสตรครอบครัวแหงชาติ (กยค.) วิชาการของกรม สค. แต ณ ปจจุบัน
คณะกรรมการสงเสริมความเทาเทียม ภารกิจดานการวิจัยของกองดังกลาวยัง
ระหวางเพศ (สทพ.)1213 คณะกรรมการ มิไดถูกขับเคลื่อนอยางเปนรูปธรรม แต
12 กรมกจิ การสตรีและสถาบนั ครอบครวั . กลไกหลักในการขับเคลื่อนการสง เสริมความเสมอภาคระหวา งเพศข
13 วรชัย แสนสรี ะ. พระราชบญั ญัติความเทา เทยี มทางเพศ พ.ศ. 2558 กับการคมุ ครองบุคคลหลากหลายทางเ
%B9%88ub_Jun/9legal/legal75.pdf.
16 ขอ มลู จากการสัมภาษณผ บู ริหารจากกรมกิจการสตรแี ละสถาบันครอบครัว
ลผลิต ผลลพั ธ 24
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจัย (Research
challenges)
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 1. บุคลากรไมเ พียงพอ และไมมที ักษะใน
รดําเนินงานโครงการ ไมไ ดน าํ ผลการวิจัยไปใชประโยชนในการ การทําวจิ ัย
ผลักดันเปนนโยบายสาธารณะอยางเปน 2. หากเปนประเด็นเรงดวนอาจไม
รูปธรรม เนื่องจาก “...ไมมีงบทํา...แต สอดคลองหรือสัมพันธกับปงบประมาณ
บางนโยบายก็ตองกลับไปดูงานวิจัยอยู เน่อื งจากการวิจัยของมิตสิ ตรีและสถาบนั
บา ง...”1516 ครอบครัวในบางประเด็นตองอาศัย
ระยะเวลาในการศึกษาวิจัยที่คอนขาง
ยาวนาน
ของหนวยงานภาครัฐ. สบื คนขอมลู จาก https://www.ocpb.go.th/ewt_dl_link.php?nid=12629.
เพศ(จลุ สาร). สบื คน ขอมลู จาก https://www.senate.go.th/assets/portals/93/fileups/272/files/S%E0
ปจจัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)
สงเสริมการพัฒนาและคุมครองสถาบัน ดําเนนิ ภารกิจท่ีเกีย่ วของกับการวางแผน
ครอบครัว1314 รัฐบาล และนโยบายจาก ยุทธศาสตรแตเ พยี งเทา น้นั
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย
2) โจทยวิจัยที่มาจากหนวยงาน
ภายในกรม :
2.1) โจทยวิจัยประเด็นสตรี : กอง
สงเสริมความเสมอภาคระหวา งเพศ
2.2) โจทยวิจัยประเด็นครอบครัว :
กองสง เสรมิ สถาบนั ครอบครัว
3) โจทยวิจัยของกรมกิจการสตรี
และสถาบันครอบครัวจะตองสอดคลอง
กับแผนยุทธศาสตรชาติดานสตรีและ
สถาบันครอบครัว และแผนแมบทฉบับ
ตาง ๆ
2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน
ทไ่ี ดร ับการจดั สรรจาก สกสว.
14 พระราชบญั ญตั ิ สง เสริมการพฒั นาและคมุ ครองสถาบนั ครอบครวั . ราชกจิ จานเุ บกษา เลม ที่ 136 ตอนท่ี 67
/067/T_0171.PDF
ลผลิต ผลลพั ธ 25
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจยั (Research
challenges)
3. ไมมีขอมูลที่ทันสมัยและเทาทันตอ
สถานการณทางสังคมที่สงผลกระทบตอ
กลุมสตรีหรือกลุมเปราะบางที่ไดรับ
ผลกระทบจากครอบครัว ดังนั้น จึงไม
สามารถนาํ มากาํ หนดเปนโจทยว จิ ยั หรือ
ดําเนินการวจิ ัยท่ีมปี ระสทิ ธิภาพได
7 ก (22 พฤษภาคม 2562). สบื คน ขอมูลจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A