The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaplatpso9, 2022-05-27 03:58:42

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

68

หนวยงาน ประเด็นที่ตองการในการทําวจิ ัย
4) การสงเสรมิ ใหภาคเอกชนเขา มาดแู ลผสู งู อายไุ รที่พึง่
2.3 กรมกจิ การเดก็ และ 5) อปุ กรณช วยสนับสนุนการดํารงชีวิตของผูส งู อายุ
เยาวชน5960 6) ระบบการดูแลผูสูงอายุโดยใชชุมชนเปนฐานเพื่อลดการสงผูสูงอายุไปยังสถานพักพิง
โดยเนนการสง เสรมิ บทบาทของครอบครัว
2.4 กรมกจิ การสตรีและ 7) การมสี ว นรว ม ความมั่นคง และภาวะสขุ ภาพของผูส ูงอายุ
สถาบนั ครอบครัว 8) ผูสงู อายุในเมอื งในมิติตาง ๆ
9) การเสรมิ พลังเพื่อสบื ทอดวฒั นธรรมในมิติตาง ๆ ใหแกการรวมกลุมของผูสูงอายุ เชน
2.5 กรมพัฒนาคณุ ภาพชีวิต การสืบทอดองคความรูและภูมิปญญาของผูสูงอายุในชมรมผูสูงอายุประเภทตาง ๆ เปน
คนพกิ าร6061 ตน
10) การเชื่อมตอระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ใหเช่ือมตอกบั ฐานขอ มลู ประชากรผสู งู อายุ

1) สังคมดิจิทัลและการสรา งโอกาสเชิงดจิ ทิ ัลใหแ กเด็กและเยาวชน
2) ความตองการวิจัยในประเด็นเด็กและเยาวชนท่ีถูกสง ตอไปยังหนวยงานระดับพ้นื ทีจ่ ะ
แปรเปลี่ยนไปตามบรบทิ เชงิ พื้นที่ อาทิ การทําวิจัยในประเด็นเด็กและเยาวชนของ สสว.
ยังคงอยใู นกรอบ “ยุวอาชญากร” เปนตน
3) ชองวางของชวงวัย (generation gap) ระหวางกลุมเด็กและกลุมประชากรในรุนตาง

4) การเตรียมทักษะอาชีพสําหรับเดก็ และเยาวชน
5) การเสริมพลังทางสังคมเพื่อปกปองคุมครองความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กและ
เยาวชนในชวงการแพรระบาดของโรคโควดิ -19 และหลงั โควิด-19 (Post-Covid)
6) การกลั่นแกลง ดวยวาจา (bully) ในสถานศกึ ษา

1) การเพ่ิมบทบาทของสตรีในการมสี วนรวมทางการเมอื ง
2) กลไกการพัฒนาบทบาทของสตรแี ละสถาบันครอบครวั ในระดบั ทอ งถนิ่
3) รูปแบบของครอบครวั แนวใหมและฐานขอมลู ของกลมุ LGBTQ+
4) การจัดพน้ื ทก่ี ารเรียนรสู ําหรับครอบครัว
5) การจัดทาํ งบประมาณทคี่ ํานึงถึงเพศสภาวะ (Gender Responsive Budget: GRB)
6) การขบั เคลื่อนประเดน็ ขมขนื กระทําชาํ เราใหเ ปนวาระแหง ชาติและพัฒนาการทางดาน
กฎหมายในความผิดทางเพศ

1) การปองกนั ภาวะความพกิ าร
2) ระบบคมุ ครองทางสังคมสาํ หรับผพู ิการ
3) การผลิตสรางองคความรูดานผูพิการที่สามารถนําไปปฏิบัติใชไดจริงทั้งทางเศรษฐกิจ
และสังคม

60 สังเคราะหจ ากการประชุมพิจารณาประเดน็ เพื่อจัดเวทวี ชิ าการทางสังคมเพื่อกาํ หนดทิศทางงานวจิ ัยแหงอนาคตท่ีจัดขึ้นโดยกระทรวงการ

พัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ย
61 ประเด็นความตองการในการทําวิจัยของกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการต้ังแตประเด็นที่ 5 -12 มาจาก “แผนการวิจัย นวัตกรรมและ

เทคโนโลยเี พ่ือการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ าร พ.ศ. 2561 – 2564”

หนว ยงาน 69

2.6 สถาบันพัฒนาองคกร ประเด็นท่ตี อ งการในการทาํ วิจยั
ชุมชน (องคก ารมหาชน) 4) การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางอาชีพสําหรับผูพิการที่นําไปสู
(พอช.) ความสามารถในการเล่อื นชนั้ ทางอาชีพ
5) สุขภาวะของผูพิการ เชน การศึกษาวิจัยสรางองคความรูดานการสงเสริมสขุ ภาพ การ
พฒั นาระบบบรกิ ารสขุ ภาพทนั สมัยสําหรบั ผพู กิ าร การเพ่ิมทักษะการดูแลสุขภาพใหแกผู
พกิ ารรายใหม ครอบครัวของผพู กิ าร รวมไปถึงผูดูแล เปน ตน
6) การศกึ ษาของเด็กและเยาวชนพกิ ารและการศึกษาตอเนอื่ งตลอดชีวติ
7) การลดความยากจน การทาํ งาน และการจา งงานผพู ิการ
8) เทคโนโลยแี ละนวัตกรรมเพือ่ สนับสนนุ การจัดสภาพแวดลอมท่เี อ้ือตอ คนพกิ าร
9) การพฒั นาขอ มลู และการใชเทคโนโลยีดจิ ิทัลเพ่อื สนบั สนนุ การเขาถงึ ของผูพกิ าร
10) สตรีพกิ าร
11) การจดั การภยั พบิ ตั เิ พอ่ื ลดความเส่ยี งภัยใหแกผูพิการในสถานการณว ิกฤตติ าง ๆ
12) การพฒั นาระบบบริการของหนวยงานหรือองคก รตาง ๆ ที่ใหบรกิ ารแกผูพิการ
1) การประเมินผลตอบแทนทางสงั คม (Social Return on Investment) ท่ีมุง เนน ความ
คุมคา ในการลงทุน
2) รายไดพ ้ืนฐานถว นหนา (Universal Basic Income: UBI)
3) การประเมินความคุมคาในการจัดตั้งและการดําเนินงานของหนวยงานภาครัฐ หรือ
หนวยงานในกํากับของรัฐประเภทตาง ๆ เชน หนวยงานระดับกรมกับองคการมหาชน
เปนตน
4) การพฒั นากลไกการพฒั นาโครงการตา ง ๆ ทมี่ ุงเนน ผลลัพธ

ประเด็นงานวิจัยที่ตองการใชประโยชนของหนวยงานในกระทรวง มีทั้งแบบเนนกลุมเปาหมาย
(Targeted group-based) และเนนประเด็นศึกษา (Issue-based) ซึ่งจากตารางขางตนมีขอ สังเกตที่นาสนใจ
ประการหนึ่ง คือ ความตองการในการทําวิจัยของแตละหนวยงานนั้นจะมุงเนนที่กลุมเปาหมายในเชิงภารกิจ
ของหนวยงานเปนหลัก แตในสภาพความเปนจริงของบริบททางสังคม สภาพบุคคลของบุคคลบางกลุมมีความ
ซบั ซอนในเชิงประเดน็ และทบั ซอนในเชิงกลุมเปาหมายของหนวยงานตา ง ๆ อาทิ “ผสู งู อาย-ุ เพศหญิง-มีความ
พิการทางสายตา-อยูคนเดียว” จากการยกตัวอยางขางตน จึงนํามาสูขอคําถาม 2 ประการ กลาวคือ ประการ
แรก หนวยงานใดจะเปนผูรับผิดชอบกลุมบุคคลดังกลาว และประการที่สอง จะมีความเปนไปไดหรือไม และ
มากนอยเพียงใดในการกาวขามพรมแดนการทําวิจัยของแตละประเด็นใหอยูในลักษณะบูรณาการหัวขอการ
วจิ ยั รวมไปถงึ การประสานความรว มมือในการทําวิจัยของหนว ยงานตาง ๆ เพอื่ ตอบสนองตอทกุ กลุมประชากร
ที่ดํารงอยูในสังคมใหไดมากที่สุด ซึ่งในประเด็นนี้เปนประเด็นที่คณะผูวิจัยหรือผูที่สนใจศึกษาจะตองศึกษา
ตอไปในอนาคต

70

3.4.2 ความตองการงานวจิ ัยในอนาคตของกลุมผผู ลิตงานวิจัยและภาคีในการขบั เคล่อื นนโยบายสาธารณะ
(Research suppliers)

ผลจากการสัมภาษณเชิงลึกและการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของ คณะผูวิจัยไดทําการรวบรวมความ
ตองการงานวิจัยที่จําเปนตอการนํามาใชขับเคลื่อนนโยบายในอนาคตใน 2 กลุมเปาหมาย คือ กลุมผูสูงอายุ
และกลุมคนพกิ าร ซึ่งมีรายละเอียดดังน้ี

ประเดน็ ผสู ูงอายุ
รายงานสถานการณผูสงู อายุไทยถือเปนแหลงขอมูลสําคัญแหลง หนึง่ ท่กี รมกิจการผสู งู อายุไดนําไปใช
เปนแหลงอางอิงสําคัญในการกําหนดนโยบายดานผูสูงอายุในแตละป รวมถึงผลักดันประเด็นปญหาผูสูงอายุ
และขอเสนอแนะเชิงนโยบายจากรายงานดังกลาวใหเปนวาระแหงชาติเพื่อใหเกิดการขับเคลื่อนอยางเปน

รูปธรรมตอไป ดังนนั้ จึงไดร วบรวมงานวจิ ยั เดน ดานผูสงู อายุ และขอเสนอแนะเชิงนโยบายจากรายงานดังกลาว
ในชวงเวลา 5 ปยอนหลัง (พ.ศ. 2559-2563) เพื่อใหเห็นถงึ การเปลีย่ นแปลงของประเด็นดานผูส ูงอายทุ ี่มีการ

ทําวิจยั และบางประเด็นถกู ยกระดับข้ึนมาเปนนโยบายสําคัญในการขับเคลื่อนงานดานผูสูงอายุของกรมกิจการ
ผูสูงอายุ รวมถึงหนวยงานอืน่ ๆ ทีเ่ ก่ียวของ

ตารางที่ 3. 4 งานวิจัยเดนดานผูสูงอายุและขอเสนอแนะเชิงนโยบายจากรายงานสถานการณผูสูงอายุไทยระหวางป พ.ศ.
2559-2563

ป พ.ศ. งานวิจัยเดนดานผสู งู อายใุ นแตล ะรอบป ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากรายงานสถานการณผูสงู อายไุ ทย

2559 1. การศึกษาความสําเร็จในการแปลงนโยบายดาน ขอเสนอแนะเชิงนโยบายเพ่อื สุขภาพอนามัยผูส ูงอายุ

สุขภาพผูสูงอายุสูการปฏิบัติของโรงพยาบาลในสังกัด 1. การเสริมสรางสุขภาพอนามัยและสรางรูปแบบ การ

กระทรวงสาธารณสขุ : กรณีศกึ ษาคลนิ กิ ผสู งู อายุ ใหบริการดานสุขภาพแกผูสูงอายุอยางทั่วถึงและเทา

2. โครงการศกึ ษาตนแบบของการบูรณาการระบบการ เทยี ม ตัวอยา งขอ เสนอยอ ย เชน

ดูแลผสู ูงอายรุ ะยะยาวในกลุมผูสงู อายุทีม่ ภี าวะพง่ึ พิง 1.1 พัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบไรรอยตอเพื่อเพ่ิม

3. การทบทวนเอกสารดานสุขภาพและการดูแลระยะ โอกาสการเขาถึงบริการโดยจัดรถโดยสารรับสง

ยาวของผสู ูงอายุท่ีเกีย่ วของกับกฎหมาย ผูสูงอายุ

4. ถอดบทเรียนสถานประกอบการทม่ี ีการจางแรงงาน 1.2 เพิ่มประสิทธิผลของการดูแลผูสูงอายุนอก

สูงวัย สถานพยาบาลโดยเฉพาะการดูแลระยะยาวที่บาน

5. ผลสมั ฤทธิก์ ารใชบริการสุขภาพในกลุมผูสูงอายุและ และชมุ ชน

ผลกระทบตอคาใชจายสุขภาพของภาครัฐในอนาคต 1.3 เพิ่มประสิทธิผลการสงเสริมสุขภาพ/ปองกันโรค

ในชวงป พ.ศ. 2554-2564 โดยเฉพาะอยางยิ่งเบาหวานความดันเลือด การหก

6. การศกึ ษาศตวรรษิกชนคนรอ ยปใ นประเทศไทย ลม และสขุ ภาพจิต

71

ป พ.ศ. งานวจิ ยั เดน ดา นผสู งู อายุในแตล ะรอบป ขอ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
จากรายงานสถานการณผ สู งู อายไุ ทย

7. การสังเคราะหงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ 1.4 จัดระบบบรกิ ารสาธารณสุขใหเอ้ือตอการใหบ ริการ

ระหวางลักษณะทางจิตและสังคมที่เกี่ยวของกับ ผูสูงอายุที่อยูในชุมชน เชน สงเสริมการจัดตั้งศูนย

คณุ ภาพชีวติ ของผูสงู อายุในประเทศไทย ฟน ฟูสขุ ภาพและระบบการดแู ลระยะกลางในชมุ ชน

8. ระบบการดแู ลทางสังคมสําหรบั ผูส ูงอายุ 2. การสนับสนุนใหผูสูงอายุอยูในที่อยูอาศัยที่ชวย

สงเสริมใหม ีคุณภาพชีวิตที่ดี

2.1 สนับสนุนใหผูสูงอายุคงอยูในที่อยูอาศัยเดิม ใน

ครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดลอมที่ตนคุนชิน โดย

ปรับปรุงสถานที่ และส่ิงกอสรางทั้งภายในบานและ

ภายนอกบา นใหเอือ้ ตอ การใชชีวิตของผูสงู อายุ

2.2 สนบั สนนุ คนในครอบครัวท่ที าํ หนา ทดี่ แู ลผสู งู อายุ

2.3 สงเสริมใหองคกรปกครองสว นทอ งถิ่น (อปท.) และ

เครือขายในชุมชนมีสวนรวมในการสรางกลไกเฝา

ระวังดูแลผูสูงอายุ เชน มีระบบอาสาสมัครเยี่ยม

บา นศูนยด ูแลผูสูงอายกุ ลางวนั

2.4 สงเสริมให อปท. และชุมชน ปรับปรุงสิ่งแวดลอม

และจัดบริการสาธารณะโดยเฉพาะการขนสง

สาธารณะท่ีเอ้อื ตอ การใชช ีวิตนอกบานของผสู ูงอายุ

2.5 ยกระดับมาตรฐานของที่อยูอาศัย ไมวาจะ

ดําเนินการโดยรัฐหรือเอกชน สําหรับผูสูงอายุที่

จาํ เปนตอ งไปอยูในที่อยอู าศยั ใหม

3. การสนับสนนุ ใหผ สู ูงอายุดาํ รงชีวิตอยูอยางม่ันคงและ

มศี ักดิ์ศรี

3.1 สรางภูมิคุมกันใหผูสูงอายุในการปกปองตนเองจาก

ภัยรอบดานดวยการใหขาวสาร ความรู รวมทั้ง

พัฒนาเครื่องมือ/กลไก/เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับ

การดาํ รงชวี ิตอยา งปลอดภยั และมศี กั ดศ์ิ รี

3.2 ลด “วยาคติ” (ageism) หรือแนวความคิดเชิงลบ

ตอ ผูสูงอายใุ นหมูประชากรทุกเพศทุกวัย

3.3 สนบั สนนุ ใหก ลมุ /ชมรมผูสงู อายมุ ีบทบาทและความ

เขม แข็ง

3.4 ใหท กุ หนวยงาน ครอบครวั และสถาบันการศกึ ษา มี

สวนรวมรณรงคใหประชาชนมีคานิยมเอื้ออาทร

เห็นคุณคา และแสดงความกตัญูกตเวทีตอ

ผสู ูงอายุ

72

ป พ.ศ. งานวิจัยเดนดานผสู งู อายใุ นแตล ะรอบป ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากรายงานสถานการณผ สู งู อายไุ ทย

4. การสงเสริมใหผูสูงอายุมีหลักประกันรายไดที่มั่นคง

และย่ังยืน

4.1 สง เสรมิ ใหม กี ารจา งงานผสู ูงอายุ

4.2 สรางมโนทัศนใหมเกี่ยวกับนิยามผูสูงอายุเพื่อให

สังคมเห็นวาผูสูงอายุยังมีพลังและมีศักยภาพเปน

ผผู ลิตในตลาดแรงงานได

4.3 ปรบั แกระเบยี บ/กฎเกณฑ/กฎหมาย ทีเ่ ปนอุปสรรค

ตอการจางงานผูสูงอายุ รวมทั้งการขยายอายุ

เกษยี ณของขาราชการและพนกั งานรฐั วสิ าหกจิ

4.4 สงเสริมใหประชาชนมีความรูและวางแผนการออม

เงินและใชจายอยางประหยัดเพื่อเปนเงินออมไวใช

จายยามชรา

4.5 สนับสนุนใหก องทุนการออมแหง ชาติมีความเขม แขง็

และมีการบรหิ ารจัดการทดี่ ี

4.6 มุงพัฒนาระบบบํานาญใหครอบคลุมผูสูงอายุอยาง

ถวนหนา รวมทั้งปรับปรุงระบบเบี้ยยังชีพให

เหมาะสมกบั คาครองชพี /ภาวะเงินเฟอทสี่ งู ขึน้

5. จดั ทาํ แผนชวยเหลือผสู งู อายเุ มื่อเกดิ ภัยพบิ ัติ

2560 1. การถอดบทเรียนตวั อยา งท่ดี ีของโรงเรยี นและชมรม ขอเสนอแนะเชงิ นโยบายในดา นการสูงวยั อยางมพี ลงั

ผสู ูงอายุทม่ี กี ิจกรรมถา ยทอดความรู 1. ขอเสนอเชิงนโยบายดานสุขภาพของผูสูงอายุ มี

2. การศึกษาและการเรียนรูตลอดชีวิตของผูสูงอายุ ตัวอยางขอ เสนอยอ ย เชน

ไทย 1.1 ปองกันและลดภาระโรคซึ่งเกิดจากความพิการ โรค

3. การศึกษาแนวทางการจัดสวัสดิการสังคมท่ี เรอ้ื รงั และการตายกอนวยั สมควร

เหมาะสมของประเทศไทย 1.2 พัฒนาความตอเนื่องของระบบบริการสุขภาพและ

4. การติดตามและประเมินผลแผนผูสูงอายุแหงชาติ สังคมที่ราคาเหมาะสม เขาถึงไดมีคุณภาพสูง และ

ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 - 2564) ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2555 เหมาะกับคนทุกวัย ซึ่งตรงกับความตองการและ

- 2559) สทิ ธิของทง้ั ชายและหญงิ เมอ่ื มีอายมุ ากข้ึน

5. การศึกษารปู แบบการใหบรกิ ารการบริหารและการ 1.3 จัดใหมีการฝกอบรม และการศึกษาแกผูดูแล

จัดการท่พี กั สาํ หรบั ผูสงู อายุ ผูส ูงอายุ

6. การพัฒนารูปแบบการจัดการสิ่งแวดลอมโดย 2. ขอ เสนอแนะเชิงนโยบายดานการมีสว นรวม

ผูสูงอายุในพ้ืนที่ชนบทของประเทศไทย 2.1 จัดใหผูคนมีโอกาสในการศึกษา และเรียนรูตลอด

7. การศึกษาปญหาและความเสี่ยงในการถูกละเมิด เสน ทางชีวิต

สิทธิและประเมินสถานการณเพื่อพิทักษสิทธิของ 2.2 รับรูและทําใหเกิดการมีสวนรวมอยางมีพลังของ

ผูสูงอายุ ผูคนในกิจกรรมพัฒนาเศรษฐกิจ การทํางานทั้งใน

ระบบและนอกระบบ และกจิ กรรมอาสาสมคั รตา งๆ

73

ป พ.ศ. งานวจิ ัยเดนดา นผสู ูงอายใุ นแตล ะรอบป ขอ เสนอแนะเชิงนโยบาย
จากรายงานสถานการณผ สู ูงอายุไทย

ใหสอดคลองและเปนไปตามความสามารถ

ความชอบ และความตองการของแตละบุคคล

ตลอดเวลาท่ผี คู นเจรญิ วยั ขึน้

2.3 สงเสริมใหผูคนมีสวนรวมอยางเต็มที่ในชีวิต

ครอบครวั และชุมชนตลอดเวลาทีเ่ จรญิ วยั ขึน้

3. ขอเสนอแนะเชิงนโยบายดา นความมน่ั คง

3.1 ใหมหี ลกั ประกนั ในการคมุ ครองความปลอดภัย และ

ศักดิ์ศรี (เกียรติภูมิ)ของผูสูงอายุ โดยคํานึงถงึ ความ

ตองการและสิทธิดานความมั่นคงทางกายการเงิน

และสังคม เม่ือคนมอี ายุสงู ขึน้ เร่อื ยๆ

3.2 ลดความเหลื่อมลํ้าในสิทธิที่เกี่ยวกับความมั่นคง

และความจาํ เปน ของสตรีสูงอายุ

4. การสนับสนุนใหผูสูงอายุอยูในที่อยูอาศัยที่ชวย

สง เสริมใหม ีคณุ ภาพชีวติ ที่ดี

5. การสนับสนนุ ใหผ สู งู อายดุ ํารงชีวิตอยูอยางมั่นคงและ

มศี กั ด์ศิ รี

6. การสงเสริมใหผูสูงอายุมีหลักประกันรายไดที่มั่นคง

และย่ังยืน

7. จดั ทําแผนชว ยเหลือผูสงู อายุเมือ่ เกิดภัยพิบัติ

หมายเหตุ: ขอเสนอที่ 4-7 เปนขอเสนอเดิมที่ใหมีการ

ดาํ เนินการอยา งตอเนื่องจากป พ.ศ. 2559

2561 1. กลไกการสงเสริมการมีงานทําของผูสูงอายุที่เปน ขอเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสงเสริมใหผูสงู อายุยงั คง

แรงงานนอกระบบ อยูในกาํ ลงั แรงงานนานทส่ี ดุ

2. นโยบายการจางงานบุคลากรผูสูงอายุในธุรกิจ 1. การเสริมทักษะ หรือเพิ่มทักษะใหมใหกับแรงงาน

โรงแรมเครือขา ยไทย สงู อายุภายใตแนวคิดการเรยี นรตู ลอดชวี ิต

3. การสงเสริมการมีรายไดและการมีงานทําของ 2. การสรางแรงจูงใจการทํางานใหกับแรงงานสูงอายุ

ผูสูงอายุ ตามนโยบายประชารฐั เพื่อสังคม (E6) ดวยการออกแบบการทํางานที่ยืดหยุน เหมาะสมกับ

4. การถอดบทเรียนสถานประกอบการที่มีการจาง ความตอ งการและเงอ่ื นไขตามวัยของแรงงาน

แรงงานสงู วยั 3. การสรางแรงจูงใจ และขยายสิทธิประโยชนใหกับ

5. การศึกษาสถานการณปจจุบันของการจางงาน นายจางท่จี างงานผูสูงอายุ

ตอเนื่อง ในสถานประกอบการและทัศนคติของ 4. การขยายอายุในการเริ่มรับสิทธิประโยชนกรณีชรา

นายจางในภาคเอกชน ภาพใหยาวนานกวาที่อายุ55 ปขึ้นไป ในกรณีของ

6. การขยายอายุการทํางานในภาคเอกชนที่เปน แรงงานภาคเอกชนที่อยูภายใตร ะบบประกันสงั คม

แรงงานในระบบในภาคอุตสาหกรรมขายสงขายปลีกฯ

ภาคอตุ สาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร

74

ป พ.ศ. งานวจิ ยั เดนดา นผูสงู อายุในแตละรอบป ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากรายงานสถานการณผ ูสูงอายไุ ทย

5. หามาตรการสงเสรมิ ใหแ รงงานนอกระบบเปนสมาชิก

กองทุนการออมแหงชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อมีหลักประกัน

ดา นรายไดยามชราภาพ

6. เพม่ิ บทบาทองคกรปกครองสว นทอ งถิน่ และกจิ กรรม

CSR ของภาคเอกชน ในการสงเสริมสรางงานแกแรงงาน

สูงอายโุ ดยเฉพาะกลมุ แรงงานนอกระบบ

7. ปรับแกระเบียบ กฎเกณฑ กฎหมายที่เปนอุปสรรค

ตอการจา งงานผสู งู อายุรวมท้ังการขยายอายุเกษียณของ

ขาราชการและพนกั งานรฐั วสิ าหกิจ

8. สรางมโนทัศนใหมเกี่ยวกับนิยามผูสูงอายุ เพื่อให

สังคมเห็นวาผูสูงอายุยังมีพลังและมีศักยภาพเปนผูผลติ

ในตลาดแรงงานได

2562 1. การพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมสําหรับผูสูงอายุ ขอ เสนอแนะเชงิ นโยบายเพ่ือการจดั สวสั ดิการผูสงู อายุ

เพือ่ ลดความเหล่ือมลาํ้ ทางสงั คม 1. การทบทวนและคํานึงถึงความยั่งยืน และภาระ

2. การวิจัยเพื่อพฒั นาระบบการดูแลระยะยาว (Long- ทางดานงบประมาณอยางจริงจังตอการจัดสวัสดิการ

term care) สําหรับผูสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงภายใต สังคมสาํ หรับผูสงู อายผุ านโครงการตา งๆ ของภาครัฐ ใน

ระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ การชวยเหลือหรือสงเสริมสวัสดิการสังคมสําหรับ

3. การประเมินผลระบบการใหบริการการดูแลระยะ ผสู งู อายทุ ่ีมีการดําเนนิ การในปจ จุบนั

กลาง (Intermediate care) 2. ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน เกี่ยวกับปรัชญาในการจัด

4. ขอเสนอการพัฒนาการดําเนินงานสงเสรมิ ศักยภาพ สวัสดิการสังคมใหกาวทันกับการเปลี่ยนแปลงในบริบท

ผสู ูงอายุ ของสังคมไทย และมีความเปนสากลมากยิ่งขึ้น ทั้ง

5. ขอเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาระบบหลักประกัน สําหรับผูสูงอายุและประชากรกลุมวัยอื่นในสังคมไทย

ถว นหนา การดแู ลระยะยาวในประเทศไทย ดวยการกาวใหพนจากแนวคิดที่มุงเนน “การ

สงเคราะห” ซงึ่ มีกลมุ เปา หมายทค่ี อนขา งเฉพาะเจาะจง

เพื่อเดินหนาไปสูการยอมรับแนวคิดการจัดสวัสดิการ

สังคมบนพืน้ ฐานของ “สทิ ธพิ ลเมอื ง”

3. การกระจายความรับผิดชอบในการจัดสวัสดิการ

สังคมผานการสราง “หุนสวน” ดวยการใหภาคสวน

ตางๆ ที่มีศักยภาพในสังคม ทั้งจากครอบครัว

อาสาสมัคร ชุมชนทองถิ่น สถาบันศาสนา และภาค

ประชาสังคม รวมถงึ ภาคเอกชน เขา มามสี ว นรว มและ

สนับสนุนการจัดสวัสดิการสังคมสําหรับผูสูงอายุอยาง

เปนรูปธรรม การลดบทบาทการเปน “เจาของ” และ

การเพม่ิ บทบาทการเปน “เจา ภาพ” ในการจดั สวัสดกิ าร

ของรัฐ

75

ป พ.ศ. งานวิจัยเดนดานผูสงู อายุในแตล ะรอบป ขอ เสนอแนะเชงิ นโยบาย
จากรายงานสถานการณผสู ูงอายุไทย

2563 1. ผลกระทบของ COVID-19 ตอผูสูงอายไุ ทย ขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานผลกระทบของโควิด-19

2. การสํารวจความเปนอยูและความตองการดาน ตอ ผูสูงอายใุ นประเทศไทย

บริการและการดูแลสําหรับผูสูงอายุที่มีรายไดนอย 1. ขอเสนอแนะดานเศรษฐกิจ

ในชวงระหวางและหลังการใชมาตรการปดเมืองอัน 1.1 สรางหลักประกันทางเศรษฐกิจที่เปน “มาตรการ

เนื่องมาจากการแพรระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโร ระยะยาว” สาํ หรบั ผสู ูงอายุ โดยพจิ ารณาศึกษาการ

นา 2019 ในประเทศไทย ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผูสูงอายุ ใหเพียงพอตอการ

2. การจัดบริการสังคมทางเลือกสําหรับผูสูงอายุใน ดํารงชวี ิตของผูส งู อายุ

สถานการณวกิ ฤต: กรณีศึกษาชวงการแพรร ะบาดของ 1.2 บูรณาการฐานขอมูลดานสวัสดิการทุกประเภทและ

โรคโควดิ 19 ทุกโครงการของภาครัฐเขาดวยกัน และเปดให

3. โครงการการพัฒนาแนวทางการดําเนินงานเพื่อให หนวยงานที่เกี่ยวของสามารถเขาถึงขอมูลไดอยาง

เกิดการจัดการชุดขอมูลทางสังคมและสุขภาพของ เปน ระบบ

ประชาชนรายเขตกรุงเทพมหานคร 2. ขอเสนอแนะดานสขุ ภาพ

4. โครงการติดตามเฝาระวังสถานการณและแนวโนม 2.1 เรงจัดหาวัคซีนปองกันการติดเชื้อโควิด-19 ที่มี

ดานผูส ูงอายุ (Ageing Watch) ภายใตโครงการ “จุฬา คุณภาพและความปลอดภัย โดยจัดใหมีปริมาณที่

อาร”ี เพียงพอกับประชากรในประเทศ จัดสรรชนิดของ

วัคซีนใหสอดคลองกับสภาพรางกายและเงื่อนไข

ทางสุขภาพของประชากรกลมุ วัยตางๆ และกระจาย

การฉีดวัคซีนใหครอบคลุมประชากรทุกเพศทุกวัย

อยางเหมาะสม ทว่ั ถงึ และเปน ธรรม

2.2 พัฒนาระบบขนสงยาทางไปรษณียใหมีความ

ตอเนื่องสําหรับผูสูงอายุในทุกสิทธิสุขภาพ รวมถึง

ต  อ ย อ ด ไ ป ส ู  ร ะ บ บ ก า ร ร ั ก ษ า ท า ง ไ ก ล ใ ห  เ ป น

ประโยชนต อการสงเสริมการสงู วยั อยางมีพลังและมี

สุขภาวะ ทั้งนี้ระบบดังกลาวควรนํามาใชเพื่อเพ่ิม

ความสะดวกในการเขาถึงบริการ แตตองไมทําให

คุณภาพการรกั ษาลดลง

3. ขอเสนอแนะดานขอ มลู ขา วสาร

3.1 ปรับปรุงวิธีการในการเขาถึงสวัสดิการและความ

ชวยเหลือตางๆ ของภาครัฐ เพื่อใหผูสูงอายุไดรับ

การดูแลอยางเหมาะสมและทั่วถึงเปนพิเศษ (เชน

วิธกี ารลงทะเบยี น)

3.2 สง เสริมใหก ารเขา ถึงระบบอนิ เทอรเ นต็ เปนสิทธิขั้น

พนื้ ฐานท่ปี ระชาชนทุกคนและผูสงู อายุควรไดรับ

4. ขอเสนอแนะดานที่อยูอาศัย: ผลักดันใหการปรับปรุง

ซอมแซมที่อยูอาศัยและการจัดบริการในระดับชุมชน

76

ป พ.ศ. งานวจิ ัยเดน ดา นผูสูงอายใุ นแตละรอบป ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากรายงานสถานการณผูสงู อายไุ ทย

สําหรับผูสูงอายุ เปนนโยบายหลักในการจัดการที่อยู

อาศัยสาํ หรบั ผสู งู อายเุ พ่อื สง เสรมิ แนวทาง “การสงู วัยใน

ที่อยูอ าศัยเดิม” (Ageing in place)

5. ขอเสนอแนะดานบริการทางสังคมทั่วไป: พิจารณา

เพิ่มกําลังคนในระบบอาสาสมัคร จัดทําระบบขอมูล

และนําระบบรางวัลหรือคาตอบแทนมาใชในทางปฏิบัติ

แกอาสาสมัครหรือผูดูแล ทั้งในรูปแบบการดูแลที่เปน

ทางการและไมเ ปน ทางการ

นอกจากนี้ เม่อื พิจารณาจากโครงการวจิ ยั ที่ไดรบั การสนับสนุนจากงบประมาณแผนดิน สาํ นกั งานการ
วิจัยแหงชาติ (วช.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม ในระบบขอมูลสารสนเทศ
วิจัยและนวัตกรรมแหงชาติ (National Research and Innovation Information System: NRIIS) พบวา
งานวิจัยดานผูสูงอายุมีจํานวนมากพอสมควรและทํามาอยางตอเนื่อง ซึ่งหากพิจารณายอนหลัง 5 ป
(ปงบประมาณ) มีงานวิจัยที่ไดรับการสนับสนุนภายใตทุนหลักดังกลาวถึง 1,045 โครงการ6162 เฉพาะใน
ปงบประมาณ 2559-2561 กอนเกิดวกิ ฤตโิ ควดิ -19 มีจาํ นวนโครงการดา นผูสงู อายุทีไ่ ดรับการสนบั สนุนมากถึง
818 โครงการ โดยประเด็นงานวิจัยสวนใหญมุงศึกษาและพัฒนานวัตกรรมดานสุขภาพของผูสูงอายุเปนหลัก
เชน งานวิจัยที่เกี่ยวกับการปองกันและสงเสริมสุขภาพ งานวิจัยดานการรักษาและฟนฟูทั้งดานรางกายและ
จติ ใจของผสู งู อายุ รองลงมาเปน กลุมงานวิจัยเกี่ยวกบั การจัดสวัสดกิ ารสาํ หรบั ผูสงู อายุในรปู แบบตางๆ บทบาท
ขององคกรปกครองสวนทองถ่ินในดําเนนิ งานดานผูสงู อายุ การสงเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจผานการออม
การมีงานทํา และการเพิ่มรายไดใหกับผูส ูงอายุ และกลุมงานวิจัยเชิงสงั คมและวัฒนธรรมเพือ่ สงเสริมคุณภาพ
ชวี ิตผสู งู อายุ

เมื่อพิจารณาถึงในอีก 5 ปขางหนา (พ.ศ.2565-2569) องคความรูหรือประเด็นวิจัยใด ที่ทาง
กระทรวงฯ ตองนํามาใชเพื่อกําหนดนโยบายและวางแผนรองรับความทาทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการ
สัมภาษณผ เู ชี่ยวชาญดานผูสูงอายุ ไดระบุถงึ ประเดน็ สําคัญท่สี อดคลองกบั ขอเสนอแนะเชงิ นโยบายในรายงาน
สถานการณผูสงู อายุไทยทีผ่ า นมา คือ การออกแบบและพัฒนาระบบสวัสดกิ ารสําหรับกลุมผูส งู อายุท่ีจะมีความ
หลากหลายมากขึ้น และการเตรียมรองรับเรื่องการสูงวัยในที่เดิม (Ageing in place)6263 นอกจากนี้ ยังมี
งานวิจัยเชิงสังเคราะหอีกงานหนึ่งที่เปนเสมือนเครื่องมือในการฉายภาพทิศทางงานวิจัยดานผูสูงอายุของไทย
ในอนาคต คือ รายงานการการทบทวน สังเคราะห และจัดทําขอเสนอยุทธศาสตรการขับเคลื่อนงาน

62 คน หาดว ยคําวา “ผูสงู อาย”ุ และคัดเลือกเฉพาะงานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วของกับผสู ูงอายโุ ดยตรงทั้งในช่ือเรอ่ื งและคําสําคญั ชว งเวลาปง บประมาณ

2559-2563 จาก https://nriis.go.th/nrpm_SearchOnProject.aspx
63 วรเวศม สวุ รรณระดา, สัมภาษณ, 1 ธนั วาคม 2564.

77

ผูสูงอายุไทย ของศาสตราจารย ดร.วรเวศม สุวรรณระดา และคณะ6364 โดยไดรวบรวมขอมูลโครงการวิจัย
หรือแผนงานวจิ ยั ท่ีสําคัญของหนว ยงานทเ่ี ก่ยี วของกบั การวิจยั งานดานผสู ูงอายุตั้งแตป พ.ศ. 2557 ถึงปจจุบัน
ซึ่งประกอบดวย 5 แหลงทุนหลัก ไดแก มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผูสูงอายุไทย (มส.ผส.) สํานักงาน
คณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสรางเสริมสุขภาพ (สสส.) และสํานักงานการวิจัยแหง ชาติ (วช.) ซึ่งผลจากการ
วิเคราะหส ถานการณการสรางองคความรูของหนวยงานตา งๆ สถานการณท างประชากรของประเทศไทย และ
การขับเคลื่อนงานผูสูงอายุที่ผานมา องคความรูที่ควรไดรับการคนควาเชิงลึกตอไปควรจะครอบคลุมประเด็น
ตา งๆ ตอไปน้ี

1) การศกึ ษาประชากรสูงอายเุ ฉพาะกลุม
2) การศึกษาเชิงสถาบันที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมของหนวยงานที่เกี่ยวของกับการขับเคลื่อนงาน

ผูสงู อายแุ ละโอกาสการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมระดบั สถาบนั
3) ทัศนคติของประชาชนในเรื่องของ Social Justice (Universal VS Targeting) กับการมีสวนรวม

ในการสรางระบบการคมุ ครองทางสังคมเพ่ือรองรับการใชช ีวิตยามชราภาพ
4) แหลงทม่ี าของเงนิ เพื่อรองรบั สังคมสงู วยั
5) การขับเคลื่อนงานผูสูงอายุขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในเชิงระบบและปฏิสัมพันธกับการ

บรหิ ารราชการสว นกลางและสว นภมู ิภาค
6) การพฒั นาฐานขอมูลเกย่ี วกับการขบั เคล่อื นงานผูสูงอายใุ นระดับพ้ืนท่ี
7) บทบาทของภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนงานผสู งู อายุในรปู แบบตางๆ
8) บทบาทของรัฐบาลกับการสนับสนุนภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนงาน

ผสู งู อายุ

ทั้งนี้ การวิเคราะหทิศทางความตองการงานวิจยั เพื่อมาสนับสนุนในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ดานผูสูงอายุนัน้ จําเปนตองใหความสําคัญงานวิจัยท่ีสะทอ นใหเห็นถึงแนวโนมการเปล่ียนแปลงทางประชากร
ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงงานวิจัยเชิงสํารวจความตองการและทัศนคตขิ องประชาชนตอการสรางระบบคุมครองทาง
สังคมเพื่อรองรับการใชชีวิตยามชราภาพ ดังนั้น การวิจัยพื้นฐาน (Basic research) ยังคงตองไดรับการ
สนบั สนนุ ตอไป ในขณะที่ ประเภทงานวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั ิการเพ่ือทดลองขบั เคล่อื นงานผูสงู อายุโดยองคกรปกครอง
สวนทองถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในแตละพื้นที่ ก็มีความจําเปนเชนกันเพื่อใหสอดรับกับกลุม
ประชากรสูงอายทุ ี่มคี วามหลากหลายแตละกลมุ ในแตละพ้ืนที่

64 วรเวศม สวุ รรณระดา และคณะ, 2565. รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณการการทบทวน สังเคราะห และจัดทาํ ขอเสนอยทุ ธศาสตรก ารขับเคลอ่ื น
งานผูสงู อายไุ ทย. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั งานสนับสนุนการสรา งเสรมิ สุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบนั วิจยั และพฒั นาผูสงู อายุไทย (มส.ผส.).

78

ประเด็นคนพกิ าร

ประเด็น “คนพิการ” มพี ฒั นาการทางกฎหมายมาอยางตอเน่ืองในหวงเวลา 30 ปท ่ผี านมา เร่ิมตั้งแต

มีการตราพระราชบัญญัติการฟนฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 จนมาถึงพระราชบัญญัติสงเสริมและ

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 โดยเนนการเปล่ียนแปลง

เชิงแนวคิดในการจัดการปญหาเรื่องคนพิการ เริ่มดวยแนวคิดเรื่องการสงเคราะหหรือแนวคิดเชิงการกุศล

(Charity Model) ที่เนนการใหความชวยเหลือมากกวาการเสริมพลัง ตอมามีแนวคิดที่สงผลตอการพัฒนา

คุณภาพชีวติ คนพิการคือ แนวคิดความพิการเชิงการแพทย (Medical Model) ท่ีมองวาความพิการคือ “ความ

บกพรองทางกายภาพ” (Impairment) หรือความบกพรองทางรางกายที่ตองไดรับการรักษาและฟนฟูเพื่อให

กลับคืนสูสถานะปกติ ซึ่งเปนปญหาของแตละบุคคลความพิการ นําไปสูแนวคิดในการฟนฟูสมรรถภาพคน

พิการ อีกแนวคิดที่สําคัญคือ แนวคิดความพิการเชิงสังคม (Social Model) ซึ่งพยายามตอตานมุมมองความ

พิการในกระแสหลักที่มองเหตุแหงความพิการจากมุมมองทางการแพทยเปนหลัก โดยกระบวนทัศนนี้มองวา

คนพิการถูกทําใหกลายเปนคนพิการโดยสภาพแวดลอมทางกายภาพ (เชน การจัดสถานที่ อุปกรณตางๆ เปน

ตน) และสภาพแวดลอมทางสังคมและวฒั นธรรม (เชน ความเชื่อ และทัศนคติของคนในสังคม เปนตน) ความ

พิการเปนเรื่องของการถูกปฏิบัติอยางไมเปนธรรมทางสังคมอันเนื่องมาจากอคติ นําไปสูการเคลื่อนไหวทาง

สังคมเพื่อสิทธิมนุษยชนของคนพิการ เปดแนวคิดเรื่องการดํารงชีวิตโดยอิสระ (Independent living: IL)

รวมถึงแนวคิดการออกแบบเพื่อมวลชนหรืออารยสถาปตย (Universal design) 65 อยางไรก็ตาม การ

64

ขับเคลื่อนเชิงแนวคิดจนนําไปสูความเปลี่ยนแปลงในตัวบทกฎหมายนั้นมาจากฐานของกลุมตัวแทนคนพิการ

เปนหลัก เชน การตอสูในการมีอํานาจเหนือการกําหนดนโยบายดานคนพิการของประเทศโดยผูทรงคุณวุฒิที่

เปน คนพิการหรอื องคก รท่ีเปน ตัวแทนคนพกิ าร เปนตน

ในขณะที่การผลิตงานวิจัยเพื่อตอบสนองตอประเด็นปญหาของคนพิการนั้นคอนขางกระจัดกระจาย

ไมมีการกําหนดแนวทางในการขับเคลื่อนที่ชัดเจนเหมือนเชนในกรณีของประเด็นผูสูงอายุ ประการสําคัญคือ

ยังไมมีการสังเคราะหงานวิจัยและองคความรูด านคนพิการอยางเปนระบบและสามารถนําไปใชในการกําหนด

ทิศทางนโยบายดานคนพิการระดับประเทศได งานสังเคราะหงานวิจัยดานคนพิการที่มีอยูยังไมอัพเดท และ

รวบรวมขอมูลเฉพาะของบางหนวยงานเทา น้ัน อยางไรก็ดี มีการสังเคราะหงานวจิ ัยดานคนพิการท่ีสะทอนให

เหน็ ถึงสถานะองคความรูดา นน้ี รวมถงึ ขอ เสนอแนะเชิงนโยบายท่ีบางประเด็นยังคงตองการสานตอในปจจุบัน

คอื งานของ จตรุ งค บุณยรัตนสุนทร และคณะ6566 ที่ไดสงั เคราะหงานวจิ ัยดานคนพิการดําเนินการคัดสรรและ

เลือกงานวิจัยดานคนพิการที่ดําเนินการโดยคณะสังคมสงเคราะหศาสตรและสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัย

หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเปนอีกแหลงผลิตงานงานวิชาการหลักๆ ใหกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความ

65 สรุปและปรับจาก กมลพรรณ พันพึ่ง. (2556) เอกสารประกอบการสอน วิชา ประชากรเปาหมายกับการบริหารการพัฒนา

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. กันยายน.
66 จตุรงค บุณยรัตนสุนทร และคณะ. (2556) การสังเคราะหงานวิจัยดานคนพิการ. http://www.tddf.or.th/research/

detail.php?contentid=0155&postid=0004673&currentpage=6

79

ม่นั คงของมนุษย โดยรวบรวมและคัดเลือกงานวิจยั ในชวงป พ.ศ. 2550-2554 จํานวน 9 เร่ือง ซ่งึ สามารถสรุป
ขอ คนพบและขอเสนอแนะไดด ังน้ี

ขอคน พบ ขอเสนอแนะ

1. สิ่งที่คนพิการตองการคือโอกาสในการทํางาน การศึกษา 1. การสรางสังคมบูรณาการ(Inclusive Society) เพื่อทุก

และการเขาถึงบริการสาธารณะตาง ๆ เชนเดียวกับคนปกติ คนในสังคมรวมถึงคนพิการเปนทิศทางหลักที่ตองยึดไวเปน

ซึ่งเปนสิ่งที่รัฐตองลงทุน เพราะหากทําไดคนพิการจะไม กรอบในการพฒั นาคณุ ภาพชีวติ คนพิการ

เปนภาระแกสังคม แตจะเปนทรัพยากรมนุษยที่สามารถ 2. เพื่อสรางหลักประกันใหคนพิการเขาถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
สรา งผลผลิตใหกับประเทศไดดวย
จําเปนจะตองจัดใหคนพิการเขาถึงและใชประโยชนไดจาก

2. คนพิการยังตองเผชิญกับปญหาอุปสรรคในการเขาถึง ผลิตภัณฑ อุปกรณ และเครื่องชวยความพิการ รวมถึง

สิทธิของคนพิการ โดยเฉพาะอยางยิ่ง การเขาถึงขอมูล เทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวกเพื่อการดํารง

ขา วสารและบรกิ ารสาธารณะของหนว ยงานรฐั การสง เสรมิ ชีวิตประจําวัน ตลอดจนเทคโนโลยีสารสนเทศและการ

คนพกิ ารใหสามารถเขาถงึ และใชประโยชนไดจากสิทธิอยาง สื่อสาร ขอมูลขาวสาร การสื่อสาร บริการโทรคมนาคม

เทาเทียมและเปนธรรม และไมเลือกปฏิบัติตอคนพิการ รวมถงึ เทคโนโลยีสง่ิ อาํ นวยความสะดวกเพ่ือการสื่อสาร

รวมถึงผูดูแลคนพิการ จึงยังควรเปนประเด็นสําคัญท่ีตอง 3. การใหความรูผูปกครองและจัดตั้งกลไกเฝาระวังและ
ดําเนนิ การอยา งจริงจัง
ปองกันการแสวงหาประโยชน การใชความรุนแรง และการ

3. คนพิการหญิงทางสติปญญามักจะตกเปนเหยื่อของการ ลว งละเมิดตอคนพิการ

ถูกละเมดิ ทางเพศ 4. รัฐ และองคกรดานคนพิการตองรวมมือกันจัดใหมี

4. ขอคนพบจากงานวิจัยเรือ่ ง “การพัฒนารปู แบบแผนการ หนวยงานในระดับพื้นที่ในการใหบริการและใหคําปรึกษา

ออมเงนิ ของคนพกิ าร (Disability Saving Plan)” ควรทาํ ให เพื่อใหคนพิการเขาถึงสิทธิตามกฎหมายและตอบสนอง

คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยางมีศักดิ์ศรี มีหลักประกันใน ความจําเปน ของคนพกิ ารแตล ะประเภท

การดาํ รงชีพในยามชราภาพ เชนเดียวกบั กลมุ ผสู งู อายุท่ัวไป 5. ภาครัฐตองปรับปรุงกลไกดานการเงิน การคลังและ
และกลุมแรงงานนอกระบบที่ไดรับการคุมครองตาม
พระราชบญั ญัติกองทนุ การออมแหงชาติ งบประมาณเพ่ือใหเกิดความคลองตัวและมีประสิทธิภาพใน
การสง เสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ

6. องคกรปกครองสวนทองถิ่นตองมีบทบาทมากขึ้นในการ
พัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพิการในพ้นื ท่ี

7. การสรางความเขมแข็งขององคกรดานคนพิการและ
เครือขายในการขับเคลื่อนการดําเนนิ งานดานคนพกิ ารอยาง
เปนระบบและมีประสิทธภิ าพโดยการสงเสรมิ และสนบั สนนุ
ใหมีการรวมตัว จัดตั้ง และสรางความเขมแข็งขององคกร
ดานคนพิการทุกประเภททั้งในระดับจังหวัดและทองถ่ิน
สงเสริมและสนับสนุนทรัพยากร โดยเฉพาะดานการเงิน
และวิชาการ แกองคกรดานคนพิการใหสามารถบริหาร
จัดการ รวมทั้งสนับสนุนใหองคกรดานคนพิการและ

80

ขอ คนพบ ขอ เสนอแนะ
เครือขายมีบทบาทเปนสวนหนึ่งของคณะกรรมการในทุก
ระดับและทกุ มิติในฐานะหนุ สว นการพฒั นา

8. การสรางเสริมเจตคติเชิงสรางสรรคตอความพิการและ
คนพิการโดยการสรางเสริมความรู ความเขาใจ และ
ตระหนักรูเกี่ยวกับศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย ศักยภาพ
และการดํารงชีวิตอิสระ สิทธิ และหนาที่ของคนพิการยัง
เปนเรื่องที่ตองดําเนินการอยางตอเนื่อง หนวยงานภาครัฐ
และภาคเอกชนจึงควรรวมมือกันจัดกิจกรรมในการสราง
เสริมเจตคติ เชิงสรางสรรคตอความพิการ คนพิการ ความ
พิการ ผูดูแล ผูชวยคนพิการ และครอบครัว มิฉะนั้น คน
พกิ ารจะถูกเลือกปฏิบตั ิ

9. การศึกษาและแกไขกฎหมายท่ีเกี่ยวของกับการสงเสริม
แผนการออมของคนพกิ าร รวมถึงการจดั ตัง้ กองทุนการออม
ของคนพกิ าร

สําหรับสถานะองคความรูดานคนพิการในปจจุบัน เมื่อพิจารณาจากขอมูลโครงการวิจัยที่ไดรับการ
จัดสรรงบประมาณในชวง 5 ป ยอนหลังคือ ปงบประมาณ 2559-2563 จากระบบขอมูลสารสนเทศวิจัยและ
นวัตกรรมแหงชาติ (National Research and Innovation Information System: NRIIS) พบวางานวิจัยท่ี
เก่ียวกับคนพิการมีคอนขา งนอยเม่ือเปรียบเทยี บกับงานของกลุม ผูส ูงอายุ โดยมเี พียง 42 โครงการ6667 สวนใหญ
เปนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการออกแบบสภาพแวดลอมทางกายภาพ การออกแบบและพัฒนาอุปกรณสําหรับคน
พิการเปนหลัก รองลงมา คือ การสงเสริมการจัดสวัสดิการสังคม และการแสวงหาแนทางพัฒนาคุณภาพชีวิต
คนพิการ โดยเฉพาะในดานเศรษฐกิจ นอกเหนือจากนั้น พบวาประเด็นวิจัยคอนขา งกระจัดกระจาย เชน การ
จดั การศกึ ษาสําหรบั คนพิการ การสงเสรมิ ดา นการสื่อสารผา นอินเทอรเนต็ การจดั การทองเทย่ี วเพ่ือรองรับคน
ทีม่ คี วามตอ งการเขา ถึงเปน พเิ ศษ เปนตน

เมื่อพิจารณาถึงในอีก 5 ปขางหนา (พ.ศ.2565-2569) องคความรูหรือประเด็นวิจัยใด ที่ทาง
กระทรวงฯ ตองนํามาใชเพื่อกําหนดนโยบายและวางแผนรองรับความทาทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการ
สัมภาษณผูเชี่ยวชาญดานคนพิการ6768 ไดระบุถึงประเด็นสําคัญของงานวิจัยดานคนพิการที่เปนที่ตองการใน
อนาคต โดยเริ่มจากการเปลี่ยนเชิงแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจากในปจจุบันที่มีการกลาวถึง
เรื่อง Inclusive Policy ซึ่งอาจจะยังไมเพียงพอสําหรับกรณีคนพิการ จําเปนตองพิจารณาไปถึง Inclusive

67 คน หาดว ยคาํ วา “คนพกิ าร” และคดั เลอื กเฉพาะงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ งกบั ผสู งู อายโุ ดยตรงทั้งในชือ่ เรื่องและคําสาํ คญั ชวงเวลา

ปง บประมาณ 2559-2563 จาก https://nriis.go.th/nrpm_SearchOnProject.aspx
68 มณเฑยี ร บญุ ตนั , สัมภาษณ, 3 กมุ ภาพันธ 2565. และ วัชรา ร้วิ ไพบูลย, สมั ภาษณ, 7 กมุ ภาพนั ธ 2565.

81

Equality หรือความเทาเทียมและเปนธรรมอยางถวนหนา เนนการมีสวนรว มและเสริมพลงั ใหกับคนพิการทุก
คน สําหรับประเด็นงานวจิ ัยในอนาคตที่ฝายผลิตงานวิจัยและผูที่มีสว นในการขับเคลื่อนนโยบายดานคนพิการ
สะทอนมา สามารถสรปุ ไดดงั นี้

1) เพิม่ การผลิตงานวิจัยบนฐานของ Welfare-based มากกวา Human Rights-based
2) เพิม่ งานวจิ ัยประเภท Functional design infrastructure และบริการสนบั สนุนใหครอบคลุมทุก

ประเภทความพิการ
3) การศกึ ษาชุดสทิ ธปิ ระโยชนท เี่ หมาะสมสาํ หรบั คนพิการแตล ะกลมุ
4) เพิ่มงานวิจัยดา นการจัดการศึกษาสําหรับคนพิการ โดยเนนคุณภาพของการจดั การศึกษา
5) การศกึ ษาเรอ่ื งการสราง Learning capability ของคนพิการตามชว งวัย
6) การศึกษาเรื่อง Inclusive education/learning ที่สอดรับกับความตองการพิเศษของกลุมคน

พิการจากนั้นออกแบบและจัดการเรียนรูที่ยืดหยุนและเหมาะสมกับความสามารถในการเรียนรู
ของคนพิการแตล ะกลมุ
7) การศึกษา Cross-Categorical Special Education สําหรบั คนพกิ ารหลายประเภท

นอกจากน้ี ยงั จาํ เปน ตองมีการเพ่ิมอปุ ทานของงานวิจัยดา นคนพิการ โดยการสรา งผูเชี่ยวชาญดานคน
พิการทั้งในลักษณะของนักวิชาการ และการพัฒนาคนพิการขึ้นมาเปนผูเชี่ยวชาญเอง มีกระบวนการควบคุม
คณุ ภาพของการทาํ วิจยั รวมถงึ มผี ปู ระเมนิ งานวิจัยท่ีมีความเชย่ี วชาญ เพื่อสง เสรมิ ใหม งี านวจิ ยั ดานคนพิการท่ี
มคี ุณภาพและตอบโจทยป ญ หาคนพิการเขาสูกระบวนการนําไปใชประโยชนเชิงนโยบายเพิ่มมากข้นึ

3.5 บทสรปุ การนําผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชนในกระทรวง พม.

1) งานวิจัยในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมีอยูจํานวนมาก แตจากการ
สังเคราะหขอมูลพบวา งานวิจัยจะถูกรวบรวมเอาไวตามกลุมเปาหมายภารกิจ หรือกลาวอยางถึงที่สุดก็คือ
งานวิจัยจะถูกรวบรวมเอาไวในฐานขอมูลของแตละหนวยงาน โดยที่ไมมีการเชื่อมระบบการเก็บรวบรวม
ผลงานวิจัยใหอยูในระบบฐานขอมูลเดียวกัน นอกจากนี้ ยังพบอีกวา งานวิจัยกอนการประกาศใช
พระราชบญั ญัติการสงเสริมวทิ ยาศาสตร วจิ ัย และนวตั กรรม พ.ศ. 2562 หรอื กอ นการปฏริ ูปกระบวนการวิจัย
ตามระบบ อววน. งานวิจัยสว นใหญข องกระทรวง พม. ถูกดําเนนิ การโดยอาจารยม หาวทิ ยาลยั หรอื นักวชิ าการ
จากสถาบันการศึกษาตาง ๆ ซึ่งเปนบุคคลภายนอกที่หนวยงานไดจัดซื้อจัดจางใหดําเนินการวิจัยตามความ
ตองการของหนวยงาน ดังนั้น บุคลากรของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยจึงไมมีทักษะ
และประสบการณในการทําวจิ ยั

2) ผลงานวิจัยที่ถูกรวบรวมเอาไวขาดการสังเคราะหและจัดการความรูใหอยูในรูปแบบที่สามารถใช
ประโยชนไ ด อีกทั้ง ยงั ขาดกลไกหรอื ชองทางท่ีเปน รูปธรรมในการเผยแพรง านวิจัยที่จะสงผลทาํ ใหง านวิจัยเกิด
การนําไปใชประโยชน

82
3) ผลงานวิจัย และหนวยวิจัยมีลักษณะที่แยกขาดออกจากกัน อีกทั้ง ยังไมมีกลไกในการผลักดัน
ผลงานวิจัยไปใชประโยชน จงึ สงผลทําใหก ารใชประโยชนจ ากงานวิจัยของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความ
มั่นคงของมนุษยไมมีประสิทธิภาพและไมเปนรูปธรรม แมจะมีการจัดตั้ง “กองพัฒนานโยบายและนวัตกรรม
ทางสังคม”6869 เพื่อขับเคลื่อนนโยบายดานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยโดยมีการวิจัยและองค
ความรดู านสงั คมเปน ฐาน กย็ งั ไมเ ห็นภาพของความเชอ่ื มโยงงานวิจยั ทัง้ ภายในและภายนอกกระทรวง
4) การแบงโครงสรางกระทรวงตามกลุมเปาหมาย ทําใหความตองการงานวิจัยถูกจํากัดเฉพาะ
กลุมเปาหมายที่หนวยงานรับผิดชอบเทานั้น และดวยบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนษุ ยทเ่ี ปนฝา ย “ตัง้ รับ” ในเชิงนโยบายมาโดยตลอด หรอื กลา วอยางตรงไปตรงมา กระทรวง พม. ดาํ เนิน
ภารกิจตามโครงสรางการบังคับบัญชาจากรัฐบาลโดยเนนที่การปฏิบัติเพื่อตอบสนองตอนโยบายเปนหลัก จึง
ทําใหความตองการงานวิจัยอยูในลักษณะตั้งรับ หรือ “ทําตามคําสั่ง-นโยบาย” ขาดมุมมองเชิงรุกถึงฉากทัศน
(scenario) ของการขับเคลอ่ื นสังคมบนฐานของภารกิจดา นการวิจัย
5) ความชัดเจนของการผลักดันใหเกิดการใชประโยชนจากงานวิจัยดานการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย ตลอดระยะเวลาที่ผานมาพบวา สวนใหญแลวเปนบทบาทของตัวแสดงจากภายนอกที่มี
อิทธิพลตอการตัดสินใจเชิงนโยบาย หรือเปนเจาของความรูที่สามารถชี้นําสังคมได โดยเฉพาะอยางยิ่งใน
ประเดน็ นโยบายสาธารณะดานผสู งู อายุและคนพกิ าร

69 กฎกระทรวง แบง สว นราชการสาํ นักงานปลดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563

บทที่ 4
กลไกการตดั สินใจเชงิ นโยบายกบั การนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชน

กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย

4.1 บทนํา

การนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ถือเปนเปาหมายหนึ่งที่สําคัญของการ
ศกึ ษาวิจยั ผลการศกึ ษาในบทที่ 3 แสดงใหเ ห็นถงึ ขีดจํากัดในการทําวิจยั และการใชป ระโยชนจากงานวิจัยของ
หนวยงานภายในกระทรวง เนื้อหาในบทนี้ จะแสดงใหเห็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวทาง
ปฏิบัติใน 5 กรณีศึกษา ซึ่งจะแสดงใหเห็นหวงโซเชิงคุณคาของการทําวิจัยและการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน ลักษณะการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน รวมไปถึงปจจัยที่เกี่ยวของกับการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชนดวย

คณะผวู จิ ัยไดเ ลอื กกรณศี กึ ษาการตัดสินใจเชิงนโยบาย 5 เร่ือง ไดแ ก

กรณีที่ 1 นโยบายการปองกันและปราบปรามการคามนุษย จุดเดนของกรณีนี้คือแรงกดดันจาก
ภายนอกทําใหรัฐบาลไทยตองกําหนดมาตรการปองกันและปราบปรามการคามนุษยอยางเขมงวด จัดระบบ
การจัดทํารายงานระดับชาติ (country report) เพื่อยกระดับประเทศไทยใหพนจากระดับ 3 (Tier 3) ใน
รายงานการคามนุษยของกระทรวงการตางประเทศสหรัฐอเมริกา (Trafficking in Person Report- TIP
Report) และ IUU ของสหภาพยุโรป ความกาวหนาที่สําคัญคือ การที่สถานะของประเทศไทยไดรับการ
ยกระดับใหอยูในระดับที่ 2 อยางตอเนื่อง ดังนั้นจึงเปนเรื่องนาสนใจวา ในกระบวนการดําเนินงานดังกลาว มี
การใชประโยชนเชงิ นโยบายหรือไม อยา งไร เพราะอะไร

กรณีที่ 2 การราง พ.ร.บ.สงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสังคม พ.ศ.... ซึ่งตอมาถูกปรับเปน
ราง พ.ร.บ.องคกรไมแสวงผลกําไร ซึ่งกอใหเกิดการตอตานจากภาคประชาสังคมอยางยิ่ง กรณีศึกษานี้ เปน
กรณีที่แสดงถึงความสลับซับซอนของกระบวนการนโยบาย ซึ่งแมจะมีความพยายามในการใชองคความรูทาง
วิชาการในการรางกฎหมาย พรอมกับกระบวนการมีสวนรวมของภาคสวนตางๆ แตกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย ก็ไมสามารถมีบทบาทนําในกระบวนการนโยบายเรื่องน้ีได จนทําใหถูกนําไปผนวก
กบั ราง พ.ร.บ.องคกรไมแ สวงกาํ ไร ซ่ึงมเี จตนารมณของกฎหมายทแี่ ตกตางกนั

กรณที ี่ 3 การผลกั ดนั นโยบายศนู ยบ ริการคนพิการ เปนตัวอยางของกรณีศกึ ษาทเี่ ครอื ขายองคกรคน
พกิ ารใชความรูจากการศึกษาวิจัย เปน สวนสนบั สนุนการล็อบบี้เพื่อใหเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในเรื่อง
ศนู ยบริการคนพิการ

กรณที ่ี 4 การผลกั ดนั นโยบายสวัสดกิ ารผสู ูงอายุ เปน ตัวอยางของการสรางแพลทฟอรมและบทบาท
ของสถาบันที่เปนคลังสมองในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องสวัสดิการผูสูงอายุ ซึ่งแมจะมีทรัพยากร มีงานวิจัย

84

สนับสนุนอยูจํานวนมาก แตในที่สุดนโยบายบํานาญผูสูงอายุ ก็กลายเปนทางเลือกเชิงนโยบายหนึ่งที่ไมไดถูก
นําไปใชแ ทนกองทนุ การออมแหงชาติ (กอช.)

กรณีที่ 5 แนวทางการดําเนินงานเกี่ยวกับคนไรบาน เปนตัวอยางของกรณีที่เครือขายวิจัยจาก
ภายนอก ทํางานวิจัยและผลักดันรวมกับหนวยงานในกระทรวงอยางตอเนื่อง มีการนําเอาขอมูล ระเบียบ
วธิ กี ารศกึ ษาไปใชประโยชน รวมถึงมคี วามพยายามในการทํางานวจิ ัยเพ่ือแกไขปญ หาคนไรบานรวมกัน

กรณีศึกษาทั้ง 5 จะแสดงใหเห็นถึงรูปแบบการนําผลงานไปใชประโยชน เงื่อนไขที่สําคัญที่ทําใหเกิด
การนําผลงานวิจยั ไปใชประโยชน รวมทัง้ สถานะของงานวิจยั ในกระบวนการนโยบาย/ภาคปฏิบตั กิ ารดว ย

4.2 กรณศี ึกษาการปอ งกันและปราบปรามการคามนุษย

ปญ หาการคามนษุ ยในประเทศไทยถูกหยบิ ยกมาเปน ประเด็นสําคัญเชงิ นโยบายเม่ือประเทศไทยถูกจัด
อันดับอยูในระดับ 3 (Tier-3) ในรายงานการคามนุษยของกระทรวงการตางประเทศสหรัฐอเมริกา (TIP
Report) และการไดใบเหลือง (yellow card) ในเรื่องการทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไรการ
ควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing Measures: IUU) ซึ่งมีผลตอการรับความ
ชวยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกา และการคาขายสินคาประมงไปยังประเทศยุโรป ประกอบกับการท่ี
สื่อมวลชนเผยแพรขาวชาวประมงที่เปนเหยื่อคามนุษยในประเทศอินโดนีเซียในป 2558691 แรงกดดันทั้งจาก
นานาชาติและภาคประชาสังคมทั้งภายในและตางประเทศ ทําใหรัฐบาลไทยตองหันมาใหความสําคัญและ
จรงิ จังกบั การแกไ ขปญ หาการคามนุษยอยางเขมงวด

4.2.1 กลไกนโยบายในการปอ งกนั และปราบปรามการคา มนุษย
ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการคามนุษย พ.ศ.2551 เปนฉบับแรกซึ่งมีการ

แกไขในป พ.ศ.2562 ในกฎหมาย กําหนดใหมีคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการคามนษุ ย (ปคม.) ซ่ึง
ประกอบดวยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวของ ผูทรงคุณวุฒิ โดยมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย และหนวยงานในกระทรวง คือ กองตอตานการคามนุษย เปนฝายเลขานุการ
ภายใตค ณะกรรมการ ปคม. ยังมกี ารตงั้ คณะกรรมการอีกหลายชุด ไดแก คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย
5 คณะ ประกอบดว ยคณะอนุกรรมการปราบปรามการคา มนุษย อนุกรรมการดา นสตรี ดานการใชแรงงานเด็ก
แรงงานบงั คบั และแรงงานตา งดาว คณะอนกุ รรมการแกไขการทําประมงผดิ กฎหมาย (IUU Fishing)

1 รายละเอยี ดดูใน Jumnianpol, S., Nuangjamnong N, Srakaew, S. Trafficking of Fishermen in Southeast Asia: Sovereignty
Question and Regional Challenges in Hernandez, C., Kim, E., Mine, Y., Xiao, R. (eds) Human Security and Cross-Border
Cooperation in East Asia. Security, Development and Human Rights in East Asia. Palgrave Macmillan, Cham.
https://doi.org/10.1007/978-3-319-95240-6_12

85

การขับเคลื่อนภารกิจดานการปอ งกันและปราบปรามการคามนุษย กองตอตานการคามนุษยจะเปน
ฝายเลขานุการของคณะกรรมการปอ งกันและปราบปรามการคามนษุ ย ซึ่งการขับเคลื่อนงานดานการปองกนั
และปราบปรามการคา มนษุ ยจะอยูในลกั ษณะ “3ป” หรือ “3P”702 กลา วคือ

ดานที่ 1 การปราบปราม (Prosecution) : การดําเนินคดีหรือจับกุมที่เกี่ยวของกับการดําเนินการ
ทางอาญาในฐานความผิดดานการคามนุษย ซึ่งดานที่ 1 นี้เปนอํานาจหนาที่ของหนวยงานฝายความมั่นคง
ไดแ ก ตํารวจ อัยการ หรือ ศาล เปนตน

ดานที่ 2 การปกปอง (Protection) : เปนการปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวของกับหลักการสิทธิมนุษชนขั้น
พื้นฐานในการฟนฟูเยียวยาทั้งทางรางกายและสภาพจิตใจใหแกผูที่ไดรับผลกระทบจากการคามนุษย713 ซ่ึง
ภารกิจดานที่ 2 นี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เปนหนวยงานหลักที่อยูในฐานะ
“เจาภาพ” ในการดําเนินภารกิจดานการปกปองผูเสียหายจากการคามนุษย โดยเปนการบูรณาการทุก
หนวยงานหรือทุกกลุมภารกิจภายในกระทรวงที่เกี่ยวของกับกลุมเปาหมายของการปองกันและปราบปราม
การคา มนษุ ย อาทิ

- สถานคุมครองผูเสียหายจากการคามนุษยที่อยูในการกํากับดูแลของกระทรวง พม. มี
ท้งั หมด 8 แหง

- ถา หากผเู สยี หายเปนกลุมเด็กและเยาวชน จะมีบา นพกั เด็กและครอบครวั ในทุกจังหวัดที่ทํา
หนาที่ในการฟนฟูและเยียวยาสภาพจิตใจของกลุมเด็กและเยาวชาซึ่งเปนผูเสียหายไมใหไดรับความ
กระทบกระเทือน (intact) ท้ังทางกายและจติ ใจ

- ถาหากผูเสียหายเปนกลุมเปราะบาง เชน คนไรบาน คนขอทาน คนไรที่พึ่ง ฯลฯ จะมีศูนย
คุมครองคนไรที่พึ่งของแตละจังหวัดเขามาประสานและดูแลกลุม เปาหมายดังกลาว โดยมี พมจ. ของ
แตละจังหวัดเปนศูนยกลางของการประสานงาน กองคามนุษยเปนผูสนับสนุนภารกิจ และมีผูวา
ราชการจงั หวัดเปน ประธานคณะกรรมการในการขับเคลอื่ นภารกจิ ในระดบั พ้นื ที่อีกดวย
ดานที่ 3 การปองกัน (Prevention) : เปนการดําเนินภารกิจเพื่อสกัดกั้นไมใหสถานการณการคา
มนุษยเกิดขึ้นในอนาคต724 โดยภารกิจดานที่ 3 นี้ กระทรวงแรงงานเปนหนวยงานหลักในการดําเนินภารกิจ
ดังกลาว เนื่องจากสาเหตุที่สําคัญประการหนึ่งที่ทําใหเกิดการคามนุษยคือความเหลื่อมลํ้าทางดานเศรษฐกิจ
และสังคม รวมไปถึงการวางงานที่นําไปสูการขาดแคลนรายไดทีเ่ พียงพอตอการดํารงชีวิต735 ดังนั้น การปองกัน
ผูเ สียหายจากการคา มนุษยรูปแบบหน่ึงคือการจัดหางานท่ีทาํ ใหเกิดรายไดท่ีเหมาะสมใหแกผูที่มีความเส่ียงตอ
การเปน ผเู สยี หายของขบวนการคา มนษุ ย

2 กิตสุรณ สังขสุวรรณ. (2558). “การแกไขปญหาการคามนุษยดวยมาตรการ“3P” Resolving Human Trafficking with the “3P”
Paradigm” วารสารสังคมศาสตร มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ, 18 (มกราคม-ธันวาคม): 314-334.
3 กิตสุรณ สงั ขสวุ รรณ. (2558). เพ่ิงอา ง. น. 323.
4 กิตสุรณ สงั ขสวุ รรณ. (2558). อางแลว . น. 324
5 กิตสรุ ณ สังขสวุ รรณ. (2558). อางแลว . น. 325

86
สําหรับการขบั เคลื่อนนโยบายและภารกิจดานการปองกันและปราบปรามการคามนุษยที่เก่ียวของกับ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยและกองตอตานการคามนุษย คณะผูวิจัยไดสังเคราะห
โครงสรา งอํานาจและหนา ที่จากกฎหมายท่เี ก่ียวของและจากการสมั ภาษณซ่ึงสามารถแสดงไดดังภาพที่ 4.1

ภาพท่ี 4. 1 กลไกการดําเนนิ งานปองกันและปราบปรามการคา มนุษยใ นสว นของกระทรวง พม.

พม. มีคณะอนุกรรมการกํากับและติดตามการคามนุษย โดยมี รมต. พม. เปนประธาน ในการจัดทํา
ทํา “รายงานผลการดําเนินงานปองกันและปราบปรามการคามนุษยของประเทศไทย” (Trafficking in
Persons Report: TIP Report) เพื่อรายงานสถานการณการคามนุษยในประเทศไทยตอสหรัฐอเมริกาเพ่ือ
นําไปสูการประเมินจัดระดับประเทศไทยในรายงานการคามนุษยในแตละป ทั้งนี้ มีหนวยงานที่เกี่ยวของเปน
คณะกรรมการ เชน สํานกั งานตํารวจแหง ชาติ กระทรวงแรงงาน แรงงาน กรมประมง เปนตน หรือกลา วอีกนัย
หนึ่ง หนวยงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติภารกิจการปองกันและปราบปรามการคามนุษยในแตละดาน (การ
ปราบปราม การปกปอง การปองกัน : 3P/3ป) จะดํารงตําแหนงเปนคณะกรรมการของคณะอนุกรรมการ
ดังกลาว โดยมีกระทรวงการตางประเทศทําหนาที่ประสาน และนําสงรายงานดงั กลาวไปยงั หนวยงานดานการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษยระหวางประเทศ และกองตอตานการคามนุษยจะทําหนาที่เปน “...เปน

87

ศูนยกลางประสานงานและรวมมือกับสวนราชการหนวยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวของทั้งภายในและ
ตา งประเทศในการดาํ เนินการตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการคา มนษุ ย...”746

ภาพ 4.1 แสดงใหเห็นวา แมปญหาการคามนุษยจะมีผูมีสวนไดสวนเสียหลายฝาย และมี
สื่อสารมวลชนและองคกรภาคประชาสังคมเปนผูจุดประเด็นใหเกิดการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแกไขปญหา
ดังกลาวอยางจริงจัง การปองกันและปราบปรามการคามนุษยมีขอบขายการดําเนินงานที่ครอบคลุมหลายมิติ
ทัง้ งานปราบปราม การปองกนั และการชว ยเหลอื เยียวยา ในสว นของงานปราบปราม เปน ความรับผิดชอบหลัก
ของหนวยงานดานความมนั่ คง การดําเนนิ งานงานในสวนของประมงทะเล เปนความรับผิดชอบของกรมประมง
และศูนยอํานวยการรักษาผลประโยชนของชาติทางทะเล (ศรชล.) การดําเนินงานที่เกี่ยวของกับแรงงาน เปน
ความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน ในขณะที่กระทรวง พม. รับผิดชอบงานที่เปนปลายทาง คือการ
ชวยเหลอื เยียวยาผเู สียหาย และการจัดระบบเพื่อทํารายงานการปองกันและปราบปรามการคามนุษยประจําป
ดังนั้น ในกระบวนการนโยบายและแกไขปญหา ภาครัฐยังคงเปนตัวแสดงหลัก และแมวาภารกิจการปองกัน
และปราบปรามการคามนุษยจะมีอยูหลายมิติ แตหนวยงานของกระทรวง พม. ใหความสําคัญกับงานจัดทํา
รายงานและการเยียวยาเหย่ือกระบวนการคามนษุ ย โดยมกี องตอตา นการคามนษุ ยเปนกลไกหลัก

4.2.2 กระบวนการวิจยั และนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชนในนโยบายการปอ งกันและปราบปรามการคา
มนษุ ย

พม. มีคณะอนุกรรมการกํากับและติดตามการคามนุษย โดยมี รมต. พม. เปนประธาน ในการจัดทํา
ทํา “รายงานผลการดําเนินงานปองกันและปราบปรามการคามนุษยของประเทศไทย” (Trafficking in
Persons Report: TIP Report) เพื่อรายงานสถานการณการคามนุษยในประเทศไทยตอสหรัฐอเมริกาเพ่ือ
นําไปสูการประเมินจัดระดับประเทศไทยในรายงานการคามนุษยในแตละป ทั้งนี้ มีหนวยงานที่เกี่ยวของเปน
คณะกรรมการ เชน สํานกั งานตาํ รวจแหงชาติ กระทรวงแรงงาน แรงงาน กรมประมง เปน ตน หรอื กลาวอีกนัย
หนึ่ง หนวยงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติภารกิจการปองกันและปราบปรามการคามนุษยในแตละดาน (การ
ปราบปราม การปกปอง การปองกัน : 3P/3ป) จะดํารงตําแหนงเปนคณะกรรมการของคณะอนุกรรมการ
ดังกลาว โดยมีกระทรวงการตางประเทศทาํ หนาท่ีประสาน และนําสง รายงานดังกลาวไปยงั หนวยงานดา นการ
ปองกนั และปราบปรามการคา มนษุ ยระหวางประเทศ

ในประเดน็ การคุม ครองชว ยเหลือผูเสียหายจากการคามนุษยน้ัน ภารกิจดงั กลา วของกระทรวง พม. มี
ตนกําเนิดมาจากกรมประชาสงเคราะห ดังนั้น ในความคิดเห็นของผูรับผิดชอบภารกิจ กระทรวง พม. จึงเปน
“มืออาชีพในการดูแลเรื่องการชวยเหลือเรือ่ งการคามนุษย” อีกทั้งยังมีทักษะหรือความสามารถเฉพาะทางใน
การดําเนินภารกิจดังกลาวดวย อีกดานหนึ่ง กองตอตานการคามนุษยยังเปนหนวยงานเฉพาะของกระทรวง
พม. ในการทําหนาที่ประสานและบูรณาการความรวมมือในการขับเคลื่อนภารกิจดานการปองกันและ

6 แผนภูมิโครงสรา งการแบงสวนราชการ สํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย, อางแลว.

88

ปราบปรามการคามนุษยรวมกับหนวยงานภาคีในลักษณะ “คณะทํางานสหวิชาชีพ” ซ่ึงประกอบไปดวย เจา
พนักงานปกครองและฝายความมน่ั คง เจา หนา ท่ีจาก พม. เจาหนาท่จี ากกระทรวงแรงงาน เปนตน

จุดเดนอีกประการหน่งึ ที่แสดงใหเ ห็นถงึ ศักยภาพในการขับเคล่อื นภารกจิ ของกองตอตา นการคามนุษย
คือในวันตอตานการคามนุษยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผานมานั้น หลายภาคสวนไดชื่นชมการทํางานดานการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษยของประเทศไทย โดยเฉพาะอยางยิ่ง เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจํา
ประเทศไทยไดชื่นชมการดําเนินงานของ “สถานคุมครองสวัสดิภาพผูเสียหายจากการคามนุษย” ซึ่งเปน
นโยบายของกระทรวง พม. ในการปรับวิธกี ารดําเนินงานของสถานคุมครองดงั กลาวใหอยใู นลักษณะ “Happy
Shelter”757 หรือ “สถานคุมครองแหงความสุข” ของภูมิภาคอาเซียน และอยากใหประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
อาเซยี นไดนาํ นโยบายนไ้ี ปประยกุ ตใ ช768

ขอมูลขางตน แสดงใหเหน็ การจัดลําดับความสําคญั ในการดําเนินงานที่เก่ียวของกบั การคามนษุ ยข อง
กองตอตานการคามนุษย และนโยบายการดําเนินงานของกระทรวง พม. ที่เกี่ยวของกับปลายทาง คือ การ
จัดทาํ รายงานและการคุมครองผูเสียหายเปน สําคัญ อยางไรกด็ ี หากพจิ ารณาการนําผลงานวจิ ยั ไปใชประโยชน
ในการดําเนินการที่เกี่ยวของกับการปองกันและปราบปรามการคามนุษยของกระทรวง พม. พบวา นับตั้งแต
ปญหาการคามนุษยปะทุขึ้นมาอีกครั้งในป 2557 นอกจากความเคลื่อนไหวในแวดวงนโยบายแลว ในสถาบัน
วิชาการ เกิดอุตสาหกรรมการวิจัยการปองกันและปราบปรามการคามนุษยอยางมากมาย ในชวงเวลา 8 ปที่
ผา นมา มีงานวจิ ยั จาํ นวนมากทั้งทีเ่ ปน งานวจิ ัยของสถาบันการศึกษา งานวิจัย/วิทยานิพนธระดับปจเจกบุคคล
ในสวนของกระทรวง พม.เอง ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งที่เปนงานวิจัยของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และ
งานวจิ ยั ของ สสว. (รายละเอยี ดดูในภาคผนวก 3) แตดูเหมือนไมมจี ุดเช่ือมโยงเชงิ นโยบายระหวางงานวิจัย
กับกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีอยู สวนหนึ่งอาจเปนเพราะงานวิจัยที่มีอยูไมตองกับความตองการ
ของหนว ยงาน ขอมลู จากการสมั ภาษณ พบวา ผรู บั ผดิ ชอบภารกจิ ใหข อ มลู วา “กองตอ ตา นการคา มนุษยไมได
มียุทธศาสตรการวิจัยเปนการเฉพาะ” แตเนนการทําวิจัยเพื่อพัฒนาประจําและปรับปรุงระบบการทําใหมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น และแมจะเห็นความจําเปนในการศึกษาวิจัยเพื่อคนหาแนวทางใหมๆ ในการชวยเหลือ
เยยี วยาเหยือ่ จากกระบวนการคามนุษย แต “ทุกคนคิดวางานวจิ ยั เปน งานรอง ไมใ ชงานหลกั ” จึงไมไ ดใ หค วาม
สนใจในการนาํ ผลการศึกษาวจิ ัยทีม่ ีอยูมาใชประโยชน และในการปฏิบัติงานกเ็ ปน การแกไขปญหาเฉพาะหนา
จากประสบการณที่ทํางานอยูมากกวา ท่ีจะใชป ระโยชนจากงานวิจัย/การศึกษา เชน กรณีการขยายเพดานเงิน
ชวยเหลือจากเหยื่อการคามนุษย ที่ใชประสบการณในการบริหารจัดการเคสเปนกรณีศึกษาเพื่อแกไขปญหา
ขอ จาํ กดั เรื่องเงินเยียวยา779

7 https://www.thairath.co.th/news/local/2036761
8 https://www.aseanact.org/story/happy-shelters-thai/

9 เพดานในการใหค วามชว ยเหลือเหย่ือคา มนษุ ยตอ ผูเสยี หายเดิมอยทู ่ี 3,000 บาทตอราย แตเมือ่ มเี หย่ือการคามนษุ ยร ายหนง่ึ แสดงความ
ประสงคข อเงนิ ชวยเหลือไปเพือ่ เรยี นภาษาเพอ่ื เตรยี มไปตางประเทศ จงึ มีความพยายามแกไขขอจาํ กดั และอนุมัตใิ หเงนิ ใหเ หย่ือรายนไ้ี ปเกิน
กวา เพดานท่มี ีอยู และเปน เหตุหนง่ึ ในการเปลีย่ นแปลงกฎเกณฑเ รื่องเพดานเงินชวยเหลือ (ผูอํานวยการกองตอ ตา นการคา มนุษย, สัมภาษณ,
6 ตุลาคม 2564)

89

กองตอตานการคามนุษยมี “กองทุนเพื่อการปองกันและปราบปรามการคามนุษย” เปนเครื่องมือ
สําคัญในการดําเนินงาน นอกเหนือไปจากการจายเงนิ เพื่อชวยเหลือเยียวยาเหยือ่ คามนษุ ย การอบรม สัมมนา
แลว ยังมีการใชเงินจากกองทุนในการพัฒนาองคความรูและเครื่องมือในการทํางานดวย เชน โครงการจัดทํา
ระบบฐานขอมูลและรายงานสถิติการคามนุษยรายวันผานแอพพลิเคชั่น “Protect-U”7810 โดยไดรับการ
สนับสนุนการจัดทําระบบดังกลาวจาก สํานักนวัตกรรมดานซอฟตแวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ
“โครงการสมารทกองทุน”เพื่อคนหาอุปสรรคและชองวาที่จะนําไปสูการขับเคลื่อนภารกิจของกองทุนใหมี
ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงโครงการ “Road Map สู Tier 1” ซึ่งเปนโครงการที่มอบหมายใหนักวิชาการ
จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรเปนผูดําเนินงาน ในภาพรวม เงินกองทุนที่ถูกใชเพื่อพัฒนาเครื่องมือ ให
ความสําคัญที่การพัฒนาฐานขอมูล และแนวปฏิบัติในการดําเนินงานมากกวาที่จะเปนการพัฒนาองคความรู
หรืองานวิจัยที่มีความสลับซับซอน และในการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือกลไกการดําเนินงานก็เปนไปเพื่อ
ตอบสนองการจัดทํารายงานเปนสําคัญ เชน การแตงตั้ง “คณะอนุกรรมการรวมวาดวยการตอตานการคา
มนุษยไทย-สหรฐั ” ซึ่งเปนกลไกการทํางานรว มกับคณะทํางานของสหรัฐอเมรกิ า เพื่อรายงานสถานการณดา น
การคา มนุษยระหวางรฐั บาลไทย-สหรัฐอเมริกาเปน การเฉพาะ

ในความรับผดิ ชอบของกระทรวง พม. ผรู ับผดิ ชอบภารกิจ ตระหนกั ถึงจุดออนในการดําเนินงานที่ขาด
องคความรูในการขับเคลื่อนงาน รวมไปถึงปญหาและความทาทายใหมๆ ในภารกิจการปองกันและชวยเหลือ
เยียวยาเหยื่อคามนุษย ประเด็นปญหาที่สําคัญหรือการคามนุษยในรูปแบบใหมๆ รูปแบบของเหยื่อหลัง
สถานการณการแพรระบาดของโรคโควิด-19 เห็นความจําเปนในการศึกษาวิจัยซึ่งจําเปนตองมีนักวิชาการ/
สถาบนั เขามาศึกษาวจิ ัย แตไมใ หค วามสาํ คัญกบั การดาํ เนนิ การเองหรอื ใหห นว ยงานภายในเปน ผูดาํ เนนิ การ

4.3 การรา ง พ.ร.บ.สนบั สนุนและสง เสริมองคก รภาคประชาสังคม พ.ศ....

ทีม่ าสาํ คัญของการจดั ทํารางพระราชบัญญตั สิ งเสริมและสนับสนุนองคก รประชาสังคม พ.ศ.... มาจาก
การออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสริมและพัฒนาประชาสังคม พ.ศ.25587911 ซึ่งกําหนดใหมี
คณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาองคกรประชาสังคม (คสป.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่
นายกรัฐมนตรีมอบหมายเปนประธาน กําหนดใหอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเปนฝายเลขานุการ ใน
สวนของ คสป. ทเ่ี ปน กรรมการผทู รงคุณวุฒิ มวี าระการดาํ รงตําแหนง 4 ป

10 https://www.matichon.co.th/local/news_1940603
11 ระเบยี บสาํ นักนายกรฐั มนตรีวา ดวยการสงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสงั คม พ.ศ.2558. ราชกิจจานเุ บกษา เลม 132 ตอนพิเศษ
194 ง, 24 สงิ หาคม 2558.

90

คณะกรรมการสง เสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสังคม (คสป.)
นายกรฐั มนตรหี รอื รองนายกรัฐมนตรที ีไ่ ดร บั มอบหมาย

รัฐมนตรปี ระจาํ สํานักนายกรัฐมนตรีหรอื ผูชวยรัฐมนตรี ผูทรงคุณวฒุ ิซึง่ นายกรัฐมนตรแี ตง ตง้ั
มณเฑยี ร บญุ ตัน

กรรมการโดยตาํ แหนง 7 คน กรรมการผูท รงคณุ วุฒิ 9 คน 5 ดา น

ปลดั สาํ นักนายกรัฐมนตรี กรรมการและเลขานกุ าร - การเสรมิ สรางความ
ปลดั กระทรวงการคลงั เขมแข็ง
ปลดั กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย อธบิ ดกี รมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร
ปลดั กระทรวงมหาดไทย - สง เสริมสทิ ธมิ นุษยชน
เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคม ผชู วยเลขานุการ 2 คน หรอื สิทธพิ ลเมือง
แหง ชาติ
ผูจดั การกองทุนสนับสนุนการสรางเสรมิ สุขภาพ - สงเสริมความเปน ธรรม
ผูอาํ นวยการสาํ นกั งานสรา งเสริมกิจการเพื่อสงั คมแหงชาติ และลดความเหลอ่ื มลํ้า

- กลมุ ประชากรและ
ผูดอ ยโอกาส

- กฎหมาย

ภาพท่ี 4. 2 โครงสรางคณะกรรมการสง เสริมและพัฒนาองคก รภาคประชาสังคม

ที่มา: คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ 44/2559 เรื่องแตงตั้งกรรมการและเลขานุการ กรรมการผูทรงคุณวุฒิและรอง
ประธานกรรมการคนท่ีสองในคณะกรรมการสง เสริมและพัฒนาองคก รภาคประชาสงั คม 24 กุมภาพันธ 2559

คสป. มีหนาทใ่ี นการสงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสังคมเพื่อการพัฒนาสงั คม ลดความเหลื่อม
ลา้ํ พัฒนาคุณภาพชวี ิตและสุขภาวะของประชาชน ชมุ ชน รวมทง้ั สรา งความเขมแข็งและพึ่งตนเองได โดยตอง
มีการจัดทําแผนงานสงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสังคม สนับสนุนการศึกษาวิจัยและฝกอบรม การ
พัฒนาศกยภาพและธรรมาภิบาลขององคกรภาคประชาสังคม จัดทําฐานขอมูลองคกรภาคประชาสังคม และ
จัดทํานโยบายสาธารณะที่เสนอโดยองคกรประชาสังคม กําหนดหลักเกณฑการจัดสรรเงินอุดหนุนหรือความ
ชวยเหลือแบบอื่นเพื่อสนับสนุนโครการและกิจกรรม จัดใหมีการจัดประชุมรับฟงความคิดเห็นของประชาชน
และผูมีสวนไดสว นเสยี เกีย่ วกบั บทบาทขององคกรภาคประชาสังคมในการพัฒนาประเทศปละ 1 ครง้ั

ผลงานที่ชัดเจนที่สุดของ คสป. คือการจัดทํารางพระราชบัญญัติสงเสริมและสนับสนุนองคกรประชา
สังคม พ.ศ.... ซึ่งสาระสําคัญคือการสรางมาตรการ กลไกสนับสนุนใหองคกรภาคประชาสังคมไดมีบทบาทใน
การเปนหุนสวนการพัฒนา ในฐานะผูมีสวนเกี่ยวของใน คสป. ผูใหขอมูลทานหนึ่งกลาววา ในการดําเนินงาน
รางกฎหมายของ คสป. มีการจัดทําขอมูลวิชาการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายในลักษณะเดียวกันใน
ตางประเทศ เพื่อประโยชนในการยกรางกฎหมาย และกระทรวงฯ ไดจัดเสนอใหคณะรัฐมนตรีรับทราบครั้ง

91

แรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558 โดยในวันที่ 7 มกราคม 2562 รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พลเอก ฉัตรชัย
สาริกัลปยะ) ใหก ระทรวงฯ รับรางไปหารอื รวมกบั หนวยงานอน่ื ๆ ท่เี กี่ยวของ

สาระสําคัญในราง พ.ร.บ.ที่มีขอขัดแยงประการแรกคือ การจัดตั้งกองทุนสงเสริมและพัฒนากองทุน
สงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชาสังคม ซึ่ง คสป. ยินยอมตัดหมวด 3 กองทุนสงเสริมและพัฒนาองคกร
ภาคประชาสงั คม และใหมีการจดั ต้งั สาํ นกั งานสง เสรมิ และพฒั นาองคกรภาคประชาสังคมภายใตกฎหมายฉบับ
นี้ เพื่อเปน กลไกเขา มาชว ยทําหนา ทใ่ี นงานพัฒนาสังคม โดยมกี ารจัดการรับฟงความคิดเห็นตอราง พ.ร.บ.ตาม
ขน้ั ตอน และเสนอคณะรัฐมนตรีอกี ครัง้ เมื่อเม่ือวนั ท่ี 17 ธันวาคม 25638012

อยางไรก็ดี ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของ คสป. สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไดจัดทําราง
กฎหมายอีกฉบับที่เกี่ยวของกับองคกรภาคประชาสังคมคือ ราง พ.ร.บ. กฎหมายวาดวยการดําเนินงานของ
องคกรไมแสวงหารายไดหรือกําไรมาแบงปนกัน พ.ศ.... ตามขอสั่งการของนายกรัฐมนตรี8113 ซึ่งสํานักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกาไดศึกษากฎหมายจากหลายประเทศ และไดรับมอบหมายใหจัดทําและเสนอราง
กฎหมายตอคณะรัฐมนตรี

สาระสําคัญที่รางกฎหมายฉบับนี้ แตกตางจากราง พ.ร.บ. สงเสริมและสนับสนุนองคกรภาคประชา
สังคม คือ ในขณะที่รางของ คสป. มีจุดเนนที่การสงเสริมและสนับสนุน แต ราง พ.ร.บ. ของสํานักงาน
คณะกรรมการกฤษฎกี ามจี ุดเนนท่ีการควบคุมองคกรภาคประชาสังคมหรือ “องคกรไมแ สวงหากําไรมาแบงปน
กัน”โดยเฉพาะในเรื่องของการเงิน โดยในเหตุผลความจําเปนในการตรากฎหมาย ระบุถึงปญหา “การ
หลกี เลี่ยงภาษี ซงึ่ เปน การหลอกลวงประชาชน” รวมไปถึงการรับเงนิ หรือทรพั ยส ินจากผบู ริจาคในตางประเทศ
มาใชในกิจกรรมที่ “อาจสงผลตอความสัมพันธระหวางราชอาณาจักรไทยกับประเทศเพื่อนบาน หรือที่สงผล
กระทบตอความสงบเรียบรอยในราชอาณาจักร”8214 ดังนั้น รางกฎหมายฉบับนี้จึงเนน การควบคุมและกํากับ
การดําเนินงานใหเปดเผย โปรงใส โดยเนนที่การเปดเผยที่มาและจํานวนของทรัพยสิน และในกรณีที่องคกร
ภาคประชาสังคมจะรบั เงินบริจาคจากตางประเทศมาใชในการทํากิจกรรม สามารถกระทาํ ไดเฉพาะกิจกรรมที่
รฐั มนตรกี าํ หนดเทานนั้ 8315

ตอมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการของราง พ.ร.บ. ฉบับของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ 2564 ใหสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับรางพระราชบัญญตั ิสงเสริมและพัฒนา

12 หนังสอื กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ พม 0608/17883 วนั ท่ี 17 ธนั วาคม 2563 ถึงเลขาธกิ ารคณะรัฐมนตรี
เรอ่ื ง รางพระราชบญั ญตั สิ งเสรมิ และพัฒนาองคก รภาคประชาสงั คม พ.ศ....
13 หนังสอื สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า ที่ นร 0913/26 ถึงเลขาธิการสํานกั นายกรัฐมนตรี วนั ท่ี 8 กุมภาพันธ 2564 กลา วท่มี าของ
กฎหมายไวอยา งชดั เจนวา “...นายกรัฐมนตรจี ึงมีขอ สง่ั การ (เนนโดยผูวจิ ยั ) ใหสํานักงานกฤษฎกี าศึกษากฎหมายวาดว ยการดาํ เนินงานของ
องคก รท่ไี มแสวงหารายไดหรือกาํ ไรมาแบงปน กันของตางประเทศเพือ่ หาหลักการที่เหมาะสมมาใชในการยกรา งกฎหมายในทาํ นองเดียวกัน
ของประเทศไทย...”
14 เหตผุ ลในการตรารา งพระราชบัญญตั วิ าดวยการดาํ เนนิ งานขององคกรท่ีไมแ สวงหารายไดหรือกําไรมาแบงปน กนั พ.ศ.... ออนไลน เขาถงึ ได
จาก http://dopacrr.dopa.go.th/draft_law/app/upload/00000401.pdf
15 หนังสือสาํ นกั งานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร 0913/26, อา งแลว.

92

องคกรภาคประชาสังคม พ.ศ. ไปประกอบการยกรางกฎหมายวา ดวยการดําเนินงานขององคกรไมแ สวงกําไร8416
โดยนัย มติ ครม. 23 กุมภาพันธ 2564 แสดงใหเห็นถึงการใหความสําคัญกับหลักการการควบคุมเหนือการ
สนับสนุนองคกรภาคประชาสังคมแบบ คสป. หรือกระทรวง พม. และใหใชรางของสํานักงานกฤษฎีกาเปน
หลัก รางของกระทรวง พม. กลายเปนรอง หรือเปนเพียงสวนประกอบเทานั้น หลังการปรับปรุงสํานักงาน
กฤษฎีกาไดเสนอรางกฎหมายฉบับนี้ โดยรับหลักการในขอกําหนดตามมาตรฐานสากลดานการปองกันและ
ปราบปรามการฟอกเงนิ และการตอตา นการสนับสนนุ ทางการเงินแกการกอการรายและการแพรขยายอาวุธท่ี
มีอานุภาพทําลายลางสูง (Anti-Money Laundering and Combating the Financing of Terrorism-
AML/CFT) จํานวน 8 ประเด็นที่สํานักงานปราบปรามการฟอกเงินเสนอ (มติ ครม. 29 มิถุนายน 2564)
รวมถึงความเห็นขององคกรตาง ที่เกี่ยวของ และเปลี่ยนแปลงผูรักษาการจากรัฐมนตรีวาการ
กระทรวงมหาดไทยมาเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย ประเด็นในราง
พ.ร.บ.ฉบับ คสป. ทถี่ ูกรบั ไปในราง พ.ร.บ.ฉบับใหมคือ การมีกลไก “คณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาองคกร
ไมแสวงหากําไร” เพื่อทําหนาที่แทน คสป. ซึ่งมี รมต. พม. เปนประธานและมีอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการเปนเลขานุการ ประเด็นที่ไมถูกรับไปคือการจัดตั้งสํานักงานสงเสริมและพัฒนาองคกรภาคประชา
สังคมขึ้นมาเปนการเฉพาะ แตผลักใหภารกิจนี้เปนงานประจําของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ8517 ซึ่งราง
กฎหมายฉบับน้ไี ดร บั ความเห็นชอบจาก ครม. ในวันท่ี 4 มกราคม 2565

เมอื่ คณะรฐั มนตรรี บั หลักการของราง พ.ร.บ.องคก รไมแ สวงกําไร กอใหเกิดแรงตอ ตานจากองคกรภาค
ประชาสงั คม และองคกรภาคประชาชนอยางมาก มกี ารจัดเสวนาเพ่ือคดั คานรางกฎหมายฉบับนี้จากเครือขาย
คัดคานรางกฎหมายควบคุมภาคประชาชนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ 25658618มีการเดินขบวนและยื่นรายช่ือ
คัดคานกฎหมาย 13,379 รายชื่อตอนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2565 ซึ่งเปนวันสุดทายของการรับฟงความคิดเห็น8719 หลังจากการ
คดั คาน กระทรวง พม. ไดข ยายเวลารบั ฟง ความคิดเห็นออกไปจนถึงวนั ท่ี 1 เมษายน 2565

แมว ากรณศี ึกษาราง พ.ร.บ.สง เสรมิ และพัฒนาองคกรภาคประชาสงั คม ยังไมมีขอ ยุติที่ชดั เจน แตการ
ถูกปรับเปลี่ยนเปนราง พ.ร.บ.ไมแสวงหากําไร แสดงใหเห็นความสลับซับซอนของกระบวนการนโยบายที่
กระทรวงการพัฒนาสังคมมีบทบาทเปนรองในกระบวนการนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เพราะมีตัว

16 รางพระราชบญั ญัติวาดว ยการดําเนนิ งานขององคก รทไ่ี มแ สวงหารายไดหรือกาํ ไรมาแบงปนกัน พ.ศ. ... , สาํ นกั งานคณะกรรมการ
กฤษฎีกา ออนไลน เขาถึงไดจาก https://www.krisdika.go.th/detail-law-draft-under-consideration-by-the-office-of-the-council-of-
state?billCode=279&type=billMain
17 หนังสอื สาํ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี าท่ี นร 0907/3158 ถงึ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี วนั ท่ี 21 ธนั วาคม 2564
18 กองบรรณาธกิ าร TCIJ, วงเสวนาชีร้ ัฐหวงั “ลม กระดานองคก รไมแ สวงผลกาํ ไร” ดวย “กฎหมายควบคุมภาคประชาสงั คม” 14 กมุ ภาพนั ธ
2565 ออนไลน เขาถึงไดจ าก https://www.tcijthai.com/news/2022/2/scoop/12216
19 BBC News ไทย, พ.ร.บ.เอน็ จีโอ: รางกฎหมายทีถ่ ูกมองวา จาํ กัดสิทธิภาคประชาสงั คม, 25 มีนาคม 2565 ออนไลน เขาถงึ ไดจ าก
https://www.bbc.com/thai/thailand-60872014

93

แสดงที่มีอิทธิพลเหนือกวากระทรวงการพัฒนาสงั คม เมื่อเปนเชนนี้ แมจะมีการใชองคค วามรูท างวิชาการ แต
ความรทู ่ใี ชก เ็ ปนรองความรูแบบอื่นๆ หรือมอี ํานาจไมเทาความรแู บบอื่น

4.4 การขับเคล่อื นนโยบายเพื่อการเพิม่ ประสิทธภิ าพศนู ยบรกิ ารคนพิการท่ัวไปโดยองคก รคน
พกิ าร

ในกรณีถัดมา การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพศูนยบริการคนพิการทั่วไปโดยองคกร
คนพิการ แมวาศูนยบริการคนพิการ ไดรับการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน
พิการ พ.ศ.2550 แกไขเพิ่มเติม พ.ศ.2556 มาตรา 20 (3) ซึ่งกําหนดใหมีการจัดตั้งศูนยบริการคนพิการ 2
ประเภท คือ ศูนยบริการคนพิการระดับจังหวัด และศูนยบริการคนพิการทั่วไป ที่ดําเนินการโดยองคกร
ปกครองทองถิ่น หนวยงานภาครัฐ องคกรพิการหรือองคกรเพื่อคนพิการ8820 ปญหาสําคัญของนโยบายนี้อยูท่ี
การวางหลักเกณฑที่เปนอุปสรรคตอ การรับรองศูนยบริการคนพิการที่ดําเนินงานโดยองคกรพิการหรือองคกร
เพือ่ คนพกิ าร รวมไปถึงขาดกลไกสนบั สนุนทเ่ี พยี งพอ ในกรณีนี้ มลู นธิ สิ ถาบันวจิ ัยและพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คน
พิการ (Thailand Research Institute for Empowerment of Persons with Disability Foundation –
TRIP) และเครอื ขา ยองคกรคนพิการถือเปนกลไกสาํ คัญในการผลกั ดนั เพื่อใหเกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่ม
สมรรถนะใหศ นู ยบ รกิ ารคนพกิ าร
4.4.1 กลไกนโยบาย

การรวมกลุมของคนพิการมีความหลากหลาย แยกไปตามประเภทของความพิการ แตมีสภาคนพิการ
ทุกประเภทแหงประเทศไทยท่ีเชื่อมโยงทั้งการเคลือ่ นไหวภายในและตางประเทศ กลุมคนพิการ ถือเปนกลุมที่
มีประสบการณก ารเคลือ่ นไหวอยางยาวนาน เริ่มจากการตอสูเพื่อลดอคติ การตีตรา การเปลี่ยนกระบวนทศั น
ในการสนับสนุนคนพิการ จากสงเคราะหมาเปนแนวคิดเรื่องสิทธิและการเสริมพลัง8921 จุดเดนที่สําคัญของ
เครือขายคนพิการจงึ เปนเรื่องของประสบการณในการเคลือ่ นไหวที่ยาวนาน และผูนําทีไ่ ดรับการยอมรับทั้งใน
ระดับชาติและนานาชาติ ผลกระทบที่สําคัญของการเคลื่อนไหวกอใหเกิดพระราชบัญญัติสงเสริมและพัฒนา
คุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 ซึ่งกําหนดใหมีคณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
แหงชาติ (กพช.) เปนกลไกนโยบายระดับชาติ และมีกองทุนสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเปน
ทรัพยากรท่สี าํ คญั ในการดาํ เนินงาน มกี ารประชุมสมชั ชาคนพกิ ารระดบั ชาติเปน ประจาํ ทุกป แตกเ็ ปนท่ยี อมรับ
วาการสรางการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้น เปนเรื่องของการผลักดันเคลื่อนไหว (movement) ของ
เจาของปญหามากกวาใชค วามรู เพราะความรูเปน เรือ่ งทถ่ี ูกกดทบั 9022

20 พระราชบัญญัติสง เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพกิ าร พ.ศ.2550
21 สุพรรณี เกลือ่ นกลาด, สุภรธรรม มงคลสวสั ดิ,์ ขบวนการทางสงั คมของคนพิการไทย, บทความนาํ เสนอในการสัมมนาวชิ าการระดบั ชาติ
ดา นคนพกิ าร ครัง้ ท่ี 9
22 พญ. วชั รา รว้ิ ไพบลู ย, คณบดีวิทยาลัยราชสดุ า มหาวทิ ยาลยั มหิดล, สัมภาษณ, 7 กุมภาพนั ธ 2565.

94

สําหรับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาคณุ ภาพชีวิตคนพิการ หรือ TRIP เปนกลไกใหมที่เพิ่งจัดตัง้ ขนึ้
ในป 2556 โดยมติสมัชชาเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในนามของคณะกรรมการเครือขายคนพิการเพื่อการ
ปฏิรูปประเทศ เพื่อใหเปนหนวยทางวิชาการเพื่อสรางความรูท่ีเนนจากปฏิบัติการที่คนพิการรวมกําหนด
เปาหมายและทิศทางการพฒั นา (Empowerment Research) เจตนารมณในชวงกอตั้งคอื การพฒั นางานวิจัย
ตอเนื่อง เพื่อใหเกิดความเขมแข็ง แต “พอเปลี่ยนผูบริหารไป ก็คิดวา TRIP เปนเพียง NGO หนึ่งที่มาขอรับ
ทนุ ”9123ปจ จบุ นั TRIP มบี คุ ลากรไมมากนัก มีโครงการรวมกับสถาบันวิชาการบางแหง โดยอาศัยทรัพยากรจาก
แหลงทุนอื่นๆ มาใชในการทํางาน ไดแก กองทุนเพื่อพัฒนาและคุณภาพชีวิตคนพิการ ฝายวิจัยทองถิ่น
สาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.) และสํานกั งานกองทุนสรางเสริมระบบสุขภาพ (สสส.) และกองทุน
เปดอื่นๆ เปนตน ผลจากการวิจัยจะถูกนําไปเปนเครื่องสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายกับเครือขายโดยตรง
ดงั นน้ั แมจ ะถกู ออกแบบใหเปนหนว ยคลงั สมอง (think tank) แตเน่อื งจากไมม ีทรัพยากรของตนเองที่เพียงพอ
ดังนั้น จะเห็นไดวาแมเครือขายคนพิการจะเปนเครือขายนโยบายที่มีความเขมแข็ง แตเนื่องจากขาดการ
สนบั สนนุ ทรพั ยากรทตี่ อเน่ือง ทาํ ใหย งั ขาดความเขม แขง็ ในเชงิ วิชาการและวจิ ัยอยมู าก

4.4.2 การนําผลงานวจิ ัยไปขบั เคล่ือนนโยบายศูนยบริการคนพกิ ารท่วั ไปโดยองคก รคนพิการ
สําหรบั การขบั เคลื่อนประเด็นการพัฒนาสมรรถนะของศนู ยบ ริการคนพิการทั่วไปโดยองคกรคนพิการ

ถือเปนตัวอยางหนึ่งที่มีการเชื่อมโยงระหวางงานวิจัยกับการขับเคลื่อนนโยบาย โดยอาศัยชุดงานวิจัย 3 ชุด
ไดแก งานวิจัยเพื่อทองถิ่นเพื่อขับเคลื่อนศูนยบริการคนพิการ (2558-2559) ไดรับการสนับสนุนจากฝายวิจัย
เพื่อทองถิ่น สกว. ซึ่งเปนงานวิจัยที่แสดงใหเห็นถึงศักยภาพในการดําเนินงานของศูนยบริการคนพิการทั่วไป
โดยองคกรคนพิการ งานตอมาเปนโครงการพัฒนารูปแบบการจัดบริการทางสังคมของศูนยบริการคนพิการ
ทั่วไปโดยองคกรคนพิการ ไดรับงบประมาณจากกองทุนเพื่อพัฒนาและคุณภาพชีวิตคนพิการ และโครงการ
พัฒนาแบบจําลองระบบบริการในศูนยบริการคนทั่วไปเพื่อการเขาถึงสุขภาวะ ไดรับการสนับสนุนจาก สสส.
งานวิจัยทั้ง 3 ชุด แสดงใหเห็นขอเท็จจริงเชิงประจักษถึงสมรรถนะของศูนยบริการคนพิการ แนวทางการ
จัดบริการ ตนทุน รวมไปถึงรูปแบบการบริหารจัดการงบประมาณเพื่อ (ซื้อ) สนับสนุนใหศูนยบรกิ ารคนพิการ
สามารถดําเนินการไดอยางยั่งยืน ปจจุบัน TRIP และเครือขายคนพิการกําลังอยูในระหวางการขอแกไข
กฎกระทรวงเพ่ือลดขอ จํากัดใหก บั ศนู ยบริการทั่วไปโดยองคกรคนพกิ าร

การขับเคลื่อนประเด็นนี้มีเครื่องมือที่สําคัญหลายประการ ไดแก ชุดความรูหรืองานวิจัยที่กลาวถึง
ขา งตน อยางไรก็ดี ผูทีม่ ีบทบาทในการขับเคล่ือนนโยบายใหขอมลู วา ในการขับเคล่ือนนโยบายดังกลาว ลําพัง
ผลการศึกษาวิจัยไมเพียงพอที่จะขับเคลื่อนนโยบายใหประสบความสําเร็จได หากปราศจากกระบวนการ
ขับเคลื่อนนโยบาย หรือล็อบบ้ีฝายตางๆ ใหรวมกันผลักดันนโยบายดังกลาว เชน ในกรณีที่หนวยงานราชการ

23 มณเฑยี ร บญุ ตัน. ประธานมลู นธิ สิ ถาบนั วจิ ัยและพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพิการ, วุฒสิ มาชิก. สัมภาษณ. 7 กุมภาพันธ 2565.

95

ไมตอบสนองตอปญหาเกี่ยวกับคนพิการ จะมีการเคลื่อนไหวของคนพิการ และอาศัยบทบาทของคณะอนุ
กรรมาธกิ ารในวฒุ สิ ภา เพื่อกระตุนใหเ กิดการตอบสนองผา นกลไกรัฐสภา

ดังนั้น เงื่อนไขความสําเร็จที่สําคัญของการขับเคลื่อนนโยบายนี้ จึงเปนการผนึกกําลังของเครือขาย
นโยบายหลายสว นทเ่ี ชื่อมโยงกัน ทง้ั ที่เปน เครอื ขายคนพกิ าร คณะอนุกรรมาธกิ ารในวุฒสิ ภา เครอื ขา ยวิชาการ
ดา นคนพกิ าร สว นการใชป ระโยชนจากการวจิ ัย แมจะมีการนําไปใชประโยชนโ ดยตรง แตก ย็ งั มสี ถานะเปนรอง
เพราะถึงที่สุดแลว ผลจากการวิจัย มีสถานะเปนทางเลือกนโยบายทางเลือกหน่ึงเทานั้น ซึ่งผูกําหนดนโยบาย
อาจจะไมต ัดสินใจเลอื ก หากปราศจากการสนับสนุนจากกลไกนโยบายและผูมสี วนไดสว นเสยี

4.5 กรณีศกึ ษาการผลกั ดันนโยบายสวัสดกิ ารผูสูงอายุ

การดาํ เนนิ งานดา นผสู ูงอายุถือเปนประเด็นรว มที่ทุกภาคสว นในสงั คมเห็นพองกันตอ งมีการขับเคลื่อน
เพื่อใหเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผูสูงอายุไทย เนื่องจากสถานะของผูสูงอายุในสังคมไทยน้ันแตกตางจาก
ประชากรกลุมอื่นๆ ซึ่งหากเปรียบกับกรณีคนพิการที่ถึงแมจะมีพัฒนาการทางกฎหมายมากอน แตดวย
เครือขายวิชาการดานผูสูงอายุซึ่งมีความเขมแข็ง และมีทรัพยากรมากกวา ทําใหการขับเคลื่อนนโยบายดาน
ผูสูงอายุในปจจุบันดูเหมือนจะไปไดเร็วกวา ซึ่งตัวแสดงสําคัญในการขับเคลื่อนงานดานผูสูงอายุและ
เปรียบเสมือนเปนคลังสมองในการขับเคลื่อนนโยบายดานผูสูงอายุในระดับชาติคือ มูลนิธิสถาบันวิจัยและ
พัฒนาผูสงู อายไุ ทย (มส.ผส.) ซ่งึ เปน ตวั อยางของการสรางแพลทฟอรม และบทบาทของสถาบนั ที่เปนคลังสมอง
ในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องสวัสดิการผูสูงอายุ อยางไรก็ดี แมจะมีทรัพยากร และมีงานวิจัยสนับสนุนอยู
จํานวนมาก แตใ นทีส่ ดุ นโยบายระบบบํานาญแหงชาติ กก็ ลายเปนทางเลือกเชิงนโยบายหน่ึงท่ีไมไดถูกนําไปใช
แทนท่ีดว ยกองทนุ การออมแหง ชาติ (กอช.))

4.5.1 กลไกนโยบาย
กรมกิจการผูสูงอายุ เปนสวนราชการที่มีฐานะเปนกรมในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ

มนั่ คงของมนุษย กอ ตั้งขน้ึ เม่ือวนั ที่ 6 มีนาคม 2558 ตามพระราชบัญญัตปิ รับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับ
ที่ 14) พ.ศ. 2558 มีภารกิจหลกั ในการสงเสริมและพัฒนาศกั ยภาพ การจัดสวัสดิการ และการคุมครองพิทักษ
สิทธผิ สู ูงอายุ โดยการเสนอนโยบาย การพฒั นางานวชิ าการดานมาตรการ กลไก องคค วามรู และนวัตกรรมใน
การปฏิบัติงาน รวมถึงสงเสริมและสนับสนุนในเชิงวิชาการและการปฏิบัติงานในพื้นที่เปาหมายภายใตการบรู
ณาการความรวมมือของทุกภาคสวนที่เกี่ยวของ โดยมีการจัดทําแผนงานบูรณาการสรางความเสมอภาคเพื่อ
รองรับสังคมผูสูงอายุตั้งแตป พ.ศ. 2560 และตอมาในป พ.ศ. 2563 ชื่อเปนแผนงานบูรณาการเตรียมความ
พรอมเพื่อรองรับสังคมสงู วัย ทั้งนี้ แผนงานบูรณาการฯ ดังกลาวเปนกรอบในการเชื่อมโยงการดําเนินงานของ
หนวยงานที่เกี่ยวของจากกระทรวงตางๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผูสูงอายุในทุกมิติ รวมถึงการเตรียมความ
พรอ มใหกับประชากรในวยั อืน่ ๆ ดวย

96

นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ หรือ กผส. จัดตั้งขึ้นภายใตพระราชบัญญัติผูสูงอายุ
พ.ศ. 2546 โดยมีนายกรัฐมนตรเี ปนประธานกรรมการ และใหมีสัดสวนของกรรมการผูทรงคุณวฒุ ิท่ีไดรับการ
แตกตางจากภายนอก ซึ่งถือเปนการเปดโอกาสใหมีนักวิชาการ หรือผูทรงคุณวุฒิจากหลากหลายดานท่ี
เกี่ยวของกับผูสูงอายุเขาไปมีบทบาทในการกําหนดนโยบายบนฐานขององคความรู กผส. นั้นมีอํานาจหนาท่ี
สําคัญในการกําหนดนโยบายและแผนหลักเกี่ยวกับการคุมครอง การสงเสริม และการสนับสนุน สถานภาพ
บทบาท และกิจกรรมของผูสูงอายุโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี รวมถึงการกําหนดระเบียบในการ
บริหารกองทุนผูส ูงอายุ และการเสนอรายงานสถานการณเก่ียวกับผูสูงอายขุ องประเทศตอคณะรัฐมนตรีอยาง
นอยปละหนึ่งครั้ง9224 ซึ่งในสวนนี้ก็มีมูลนิธิสถาบันวิจัยผูสูงอายุไทย (มส.ผส.) ที่ไดรับมอบหมายจาก กผส. ให
เปนหนวยงานหลักในการจัดทํารายงาน และขอเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสนอตอคณะรัฐมนตรี โดยเร่ิม
ดําเนนิ การมาต้งั แตป พ.ศ. 2549

4.5.2 กระบวนการวจิ ัยและนาํ ผลงานวิจยั ไปใชป ระโยชน
มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผูสูงอายุไทย หรือ มส.ผส. ไดจัดตั้งขึ้นตามมติการประชุม

คณะกรรมการผสู ูงอายุแหงชาติ ครง้ั ที่ 2/2549 เม่อื วันที่ 27 กรกฎาคม 2549 โดยมวี ัตถปุ ระสงคในการจัดตั้ง
เพื่อศึกษาวิจยั และรวบรวมความรูเ กยี่ วกบั ผสู ูงอายทุ ั้งไทยและตางประเทศ และสงเสรมิ การพฒั นารูปแบบการ
ดําเนินการดานผูสูงอายุสําหรับใชในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผูสูงอายุไทย ตลอดจนเผยแพรความรูและ
วิทยาการเกี่ยวกับผูสูงอายุใหแกสังคมโดยรวม9325 นอกจากนี้ ยังเปนแพลตฟอรมที่รวบรวมนักวิชาการและ
ผูทรงคุณวุฒิดานผูสูงอายุในทุกมิติจากแทบทุกสถาบันการศึกษา โดยทําหนาที่ทั้งศึกษาวิจัยเพื่อแสวงหาองค
ความรูใหม การนําองคความรูมาสื่อสารสาธารณะ และผลักดันนโยบายผานคณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ
นอกจากนี้ มส.ผส. ยังเปนผูรับผิดชอบหลักในการจัดรายงานสถานการณผูสูงอายุประจําป ซึ่งรวบรวมการ
เปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับผสู ูงอายุท่ีสําคัญในรอบป รวมถึงสรุปขอ เสนอแนะเชงิ นโยบายเพ่ือใหเกิดการขับเคล่ือน
ตอไป ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายผูสูงอายุจึงมีฐานความรูและฐานงานวิจัยจํานวนมากที่ มส.ผส.และ
เครือขายเปนผูผลักดันและนํามาใชประโยชนในการตัดสินใจ เชนเดียวกับกรณีของการขับเคลื่อนเรื่องระบบ
บํานาญแหง ชาติ เพอื่ สรางความม่นั คงทางเศรษฐกิจและเปนหลักประกนั รายไดใหผ ูสงู อายใุ นยามชราภาพ

ทั้งนี้ ในป พ.ศ. 2558 มส.ผส. จัดเวทีเสวนาวิชาการ “เดินหนาปฏิรูประบบบํานาญแหงชาติเพ่ือ
ผูสูงอายุ” เพื่อกระตุนใหสังคมไทยตื่นตัวเรื่องวิกฤติการออมเพื่อชราภาพ เนื่องจากสถานการณการ
เปลี่ยนแปลงทางประชากรในอีก 15 ปขางหนา (ประมาณป พ.ศ. 2573) ประเทศไทยจะมีสัดสวนผูสูงอายุสงู
ถงึ รอยละ 25 หรือคดิ เปน 1 ใน 4 ของประชากรไทย ซงึ่ มีฐานจากงานวิจัยของ รองศาสตราจารย ดร.วรเวศม

24 พระราชบญั ญตั ผิ สู งู อายุ มาตรา 9(10)
25 มลู นิธสิ ถาบนั วจิ ยั และพัฒนาผูสูงอายไุ ทย (มส.ผส.). https://thaitgri.org/?page_id=35858

97

สุวรรณระดา9426 (ตําแหนงทางวิชาการในขณะนั้น) เรื่อง “ประเด็นบํานาญพื้นฐานเพื่อการออกแบบระบบ
บํานาญแหงชาติ” ประกอบกับอีกงานวิจัยหนึ่งของทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เรื่อง
การบูรณาการระบบบํานาญแหงชาติ9527 โดยงานของ รองศาสตราจารย ดร.วรเวศม สุวรรณระดา ยังไดไป
นําเสนอในทีป่ ระชุมคณะกรรมการผูส ูงอายแุ หงชาติ ซึ่งในขณะนั้นกก็ ําลงั มปี ระเด็นอภิปรายทางเลือกระหวาง
ระบบบํานาญแหงชาติที่จะเปนบํานาญพื้นฐานสําหรับผูสูงอายุทุกคน กับกองทุนการออมแหงชาติซึ่งมุงสราง
ระบบการออมเพื่อยามชราภาพเฉพาะกลุมที่ไมไดอยูภายใตระบบสวัสดิการหรือสิทธิประโยชนอื่นใดจาก
หนว ยงานของรฐั รัฐวิสาหกจิ หรือองคก รปกครองสวนทองถ่ิน ซ่งึ หากเลอื กทางที่เปน ระบบบํานาญแหงชาติ ก็
มีขอเสนอสําคัญคือ เมื่อตองมีการเตรียมงบประมาณเพิ่มมากขึ้น จึงจําเปนตองมีการขยายฐานภาษีอากรใหมี
ความกวางขวางมากข้ึนเพอ่ื เพ่มิ รายรับของรฐั บาล ซง่ึ ยอ มกระทบในหลายภาคสว น

ในขณะที่กองทุนการออมแหงชาติ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแหงชาติ พ.ศ.
2554 โดยเริ่มเปดดําเนินการกองทุนฯ คร้ังแรกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2558 ภายใตการกํากับดูแลของ
กระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงคในการสงเสริมการออมใหกับสมาชิก ไดแก ผูประกอบอาชีพอิสระซึ่งมิไดรับ
บําเหน็จบํานาญของรฐั รวมถึงเปนหลักประกันบํานาญใหก ับสมาชกิ และภายในปเดียวกันกับที่เปดกองทุนก็มี
การออกกฎกระทรวงกําหนดกองทุนหรือระบบบํานาญอื่นที่สมาชิกไมมีสิทธิสมัครเปนสมาชกิ ของกองทุนการ
ออมแหงชาติ พ.ศ. 2558 กําหนดใหบุคคลที่มีสิทธิเปนสมาชิกกองทุนการออมแหงชาติตองไมเปนสมาชิก
กองทนุ หรอื อยใู นระบบบํานาญอ่ืนของหนว ยงานรัฐ ท้ังหมด 24 หนว ยงาน

อยางไรก็ดี แม มส.ผส.และเครือขายวิชาการดานผูสงู อายุพยายามผลักดันระบบบาํ นาญแหงชาติ แต
ในช้ันของการตัดสนิ ใจ ผกู าํ หนดนโยบายเลอื กที่จะใชก องทุนการออมแหง ชาติเปนแนวทางในการจัดสวัสดิการ
สําหรับผูสูงอายุ กรณีนี้ชี้ใหเห็นวา แมจะมีงานวิจัยเปนฐาน มีการสังเคราะห สื่อสารงานวิจัยและขับเคลื่อน
นโยบายมาเปน ระยะเวลาหนึ่ง แตก ย็ ังไมประสบความสาํ เรจ็ ในการขบั เคลอ่ื นนโยบาย เน่อื งจากในการตัดสนิ ใจ
เชิงนโยบาย ผลจากงานวิจัยมีฐานะเปนทางเลือกนโยบายทางเลือกหนึ่ง ซึ่งอาจจะถูกหยิบยกมาพิจารณา
หรอื ไมก ็ได

ในปจจุบัน (พ.ศ. 2565) ทาง มส.ผส. ไดหยิบยกเอาเรื่องระบบบํานาญแหงชาติกลับมาขับเคลื่อนอีก
ครง้ั หนงึ่ ภายใตส ถานการณการเปลี่ยนแปลงทางประชากรทสี่ ดั สวนผสู ูงอายุเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ประกอบกับ
เกดิ วิกฤติการแพรระบาดโควิด-19 ทเี่ ผยใหเ หน็ ถงึ ปญหาเชงิ โครงสรางเรือ้ รังคือ ประชากรสูงอายขุ องไทยยังคง
ยากจน และพึ่งพาเพียงแคเบีย้ ยังชพี ผูสูงอายุจากภาครัฐเทานัน้ การขับเคลื่อนครั้งนี้เกดิ ขึน้ จากที่มีการสํารวจ
ผลกระทบจากการใชมาตรการปดเมืองตอสภาพความเปนอยูและการเขาถึงบริการ เฉพาะของผูสูงอายุที่มี
รายไดนอย ซึ่งเปนผูไดรับบัตรสวัสดิการแหงรัฐ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตเมืองของจังหวัดอื่น และเขต

26 วรเวศม สวุ รรณระดา. (2558). รายงานวิจัยฉบับสมบรู ณ โครงการวิจัยประเด็นบาํ นาญพ้นื ฐานเพ่ือการออกแบบระบบบาํ นาญแหง ชาติ.
มลู นธิ สิ ถาบนั วจิ ยั และพัฒนาผูส ูงอายไุ ทย.
27 สถาบันวจิ ยั เพ่ือการพัฒนาประเทศไทย. (2558). รายงานฉบับสมบรู ณ การบรู ณาการระบบบํานาญแหง ชาต.ิ มูลนธิ สิ ถาบนั วิจยั และพัฒนา
ผสู งู อายุไทย.

98

ชนบท โดยพบวาผูสูงอายุที่มีรายไดนอยเกือบทั้งหมด ไดรับและพึ่งพารายไดจากเบี้ยยังชีพผูสูงอายุ ใน
ขณะเดียวกัน สวนใหญก็ไมมีการออม ในขณะที่เบี้ยยังชีพอยูในระดับที่ตํ่าเกินไป ทั้งนี้ การแพรระบาดของ
COVID-19 มีผลอยางมากตอความมั่นคงดานเศรษฐกิจของผูสูงอายุ ทั้งผลกระทบตอรายไดของผูสูงอายุและ
ลูกหลาน ดังนั้น ระบบบํานาญจึงถือเปนระบบความคุมครองทางสังคมสําหรับผูสูงอายุในการชวยบรรเทา
ปญหาความยากจนลงได9628 ซึ่งตองมีการติดตามการขับเคลื่อนประเด็นนี้จากฐานของงานวจิ ยั วาจะสามารถทาํ
ใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลงในระดบั นโยบายไดห รือไม

4.6 กรณีศึกษาแนวทางการดําเนนิ งานเก่ยี วกับคนไรบา น

ประเดน็ คนไรบา นเพง่ิ ไดร ับความสนใจในเชงิ นโยบายสาธารณะอยา งจรงิ จงั เมื่อประมาณป พ.ศ. 2558

เปนตนมา ในสมัย พล.ต.อ.อดุลย แสงสิงแกว เปนรัฐมนตรีวาการกระทรวง พม. เริ่มมีนโยบายใหแกไขปญหา

คนไรบานอยางเปนรูปธรรม รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะคนไรบานใหดีขึ้น ภายใตการ

มอบหมายใหส ถาบันพฒั นาองคกรชมุ ชน (องคก ารมหาชน) หรือ พอช. จดั ทําแผนงานแกไขปญหาประชาชนที่

มีความเดือดรอนและตองการที่อยูอาศัยทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงกลุมคนไรบานดวย9729 ทั้งนี้จุดเริ่มตนสําคัญของ

การจุดประเด็นเรื่องคนไรบานในสังคมไทยใหเปนที่รับรูมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับนโยบายสาธารณะคือ

องคกรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานดานคนจนเมืองและความมั่นคงที่อยูอาศัย รวมกับเครือขายคนไรบาน

เครือขายนักวิชาการ และแหลงทุนหลัก คือ สํานักงานกองทุนสรางเสรมิ สุขภาพ (สสส.) ดําเนินการสํารวจคน

ไรบานและมีขอเสนอแนะเชิงนโยบายออกมา ซึ่งในป 2559 ผลจากการแจงนับคนไรบานภายในคืนเดียวตาม

ระยะเวลาที่กําหนด (Homeless Point-In-Time Count) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบคนไร

บาน จํานวน 1,307 คน 30 และตอมาในป 2562 พบคนไรบานจํานวน 1,259 คน 31 เมื่อมีขอมูลตัวเลขการ
98 99

สํารวจคนไรบา น ทาํ ใหเ ร่มิ มกี ารรบั รถู ึงการมอี ยขู องปญหาคนไรบ า นในเมืองมากข้นึ

4.6.1 กลไกนโยบาย

การพัฒนาคุณภาพชีวิต “คนไรบาน” เริ่มขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2551 โดยเครือขายสลัม 4 ภาค และมูลนิธิ

พัฒนาที่อยูอาศัย รวมกับกลุมคนไรบาน จัดทําโครงการเสริมสรางความเขมแข็งและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุม

คนไรบ าน เสนอตอ คณะอนุกรรมการบา นมัน่ คง สถาบันพฒั นาองคกรชมุ ชน (องคการมหาชน) หรอื พอช. เพ่ือ

สนับสนุนใหเกิดการปองกันและแกไขปญหาคนไรบานในทุกมิติ ทั้งการสรางความมั่นคงในการอยูอาศัย การ

28 “ชงจดั ตั้งระบบบาํ นาญแหงชาติ แกปญ หาสูงวัยยากจน ไรเงินออม,” กรุงเทพธรุ กิจ.

https://www.bangkokbiznews.com/social/1003821

29 “ตัวแทนกลมุ คนไรบานขอบคณุ "บ๊ิกอู" แกปญ หาคนไรบา นอยา งเปนรปู ธรรม,” MGR Online,

https://mgronline.com/uptodate/detail/9600000079464.

30 อนรรฆ พิทักษธานนิ และคณะ. (2559). รายงานวจิ ัยโครงการสาํ รวจขอ มลู ทางประชากรเชงิ ลึกของคนไรบ านในเขตกรุงเทพมหานครและ
พนื้ ทีเ่ กย่ี วเนอื่ ง. กรุงเทพฯ: สํานกั งานกองทุนสนับสนนุ การสรา งเสริมสุขภาพ (สสส.).
31 สมาคมคนไรบาน. (2562). โครงการสํารวจคนไรบ าน. สํานักงานกองทุนสนับสนนุ การสรา งเสรมิ สุขภาพ (สสส.): กรุงเทพฯ.

99

พฒั นาอาชีพและรายได การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต รวมท้ังการพัฒนาเชิงสงั คมดา นตางๆ เพื่อยกระดับการพัฒนา
ขีดความสามารถในการบริหารจัดการตนเองของแกนนําและสมาชิกกลุมคนไรบาน โดยดําเนินการภายใน
ระยะเวลา 1 ป โดยเรม่ิ ต้งั แตเดือนเมษายน 2551 – มนี าคม 2552

ตอมาในป พ.ศ. 2558 เครือขายคนไรบาน เครือขายสลัม 4 ภาค และมูลนิธิพัฒนาที่อยูอาศัย ได
รว มกันผลักดันใหเ กิดนโยบายท่อี ยูอาศัยสําหรบั คนไรบ าน โดยการจัดทาํ แผนการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ กลุมคนไร
บาน เสนอตอกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ซึ่งไดมีการจัดประชุมพิจารณาเห็นชอบ
แผนดังกลาว เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2560 โดยที่ประชุมไดมอบหมายใหสถาบันพัฒนาองคกรชมุ ชน (องคการ
มหาชน) จัดทําแผนงาน/โครงการ แผนการสนับสนนุ เปาหมายการดําเนินงาน รวมทั้งยกรา งกลไกการทํางาน
พัฒนาคุณภาพชีวิตคนไรบานเพื่อใหเกิดทิศทางการทํางานรวมกัน10032 ซึ่งเปนชวงเดียวกันกับที่ทางสํานัก
สนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุมเฉพาะ (สํานัก 9) สาํ นกั งานกองทนุ สนับสนนุ การสรางเสริมสุขภาพ เริ่มจัดต้ัง
แผนงานพัฒนาองคความรูคนไรบ าน รวมกับทางสถาบันวจิ ัยสังคม จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั เริ่มมีการพัฒนา
ระเบียบวิธีการแจงนับคนไรบานอยางเปนระบบ และนําขอมูลมาใชเปนฐานในการขับเคลื่อนทั้งในระดับ
นโยบายและระดบั ปฏบิ ตั กิ าร

ดังน้นั จะเหน็ ไดวา ในชว งแรกของการดําเนนิ งานประเด็นคนไรบา น มีกลไกสาํ คญั ที่รับผดิ ชอบหลักคือ
พอช. ซึง่ มีสถานะเปนองคการมหาชนภายใตการกํากับดูแลของกระทรวง พม. เปนหนว ยงานท่ีดูแลเรื่องความ
มั่นคงดานที่อยูอาศัยของกลุมเปราะบางเปนหลัก อยางไรก็ตาม เมื่อพิจารณากลไกในการทํางานเพื่อแกไข
ปญหาคนไรบานภายใตกระทรวง พม. พบวากรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่รับผิดชอบดูแลคนไรที่พึ่งทั่ว
ประเทศ แตไมมีหนวยงานที่ดูแลคนไรบา นโดยตรง ดังนั้น การดําเนินงานที่เกี่ยวของกบั คนไรบานจะไปอยกู ับ
กองคมุ ครองสวสั ดิภาพและเสริมสรางคุณภาพชีวิต กรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ ท่ีดูแลสถานคุมครองคนไร
ที่พึ่งเปนหลักตามพระราชบัญญัติคุมครองคนไรที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ในขณะที่ ภาควิชาการและ สสส. รวมถึง
เครือขายคนไรบาน พยายามที่จะเขาไปทํากิจกรรมอยา งตอเนื่องรวมกับหนวยงานดังกลา ว เพื่อใหงานพัฒนา
คุณภาพชวี ติ คนไรบา นยังคงไดร บั ความสําคญั ในกลไกทางการของภาครฐั

4.6.2 กระบวนการวจิ ัยและนําผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชน
การขับเคลื่อนเพื่อแกไขปญหาเกี่ยวกับคนไรบานเริ่มจากองคกรภายนอกกระทรวง มีมูลนิธิพัฒนาท่ี

อยูอาศัย (มพศ.) เปนแกนหลัก รวมกับกลุมคนไรบาน และมีองคกรที่เกี่ยวของกับการพัฒนาที่อยูอาศัยอยาง
พอช. ซึ่งผลักดันใหเกิดศูนยคนไรบานในหลายแหง ภายใตภายใตแผนยุทธศาสตรการพัฒนาที่อยูอ าศัย 10 ป
(พ.ศ. 2559 - 2568) มกี ารจดั ทาํ โครงการพัฒนาคุณภาพชวี ติ กลุมคนไรบาน ในระยะเวลา 2 ป (พ.ศ. 2560 –
2561) จัดสรรงบประมาณ จํานวน 118.6 ลานบาท เปาหมาย 698 ครัวเรือน เพื่อสนับสนุนการพัฒนา ซ้ือ
ที่ดิน และสรางศูนยคนไรบานนํารองใน 3 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม และขอนแกน เพื่อใชเปน

32 สาํ นกั บานม่ันคง สถาบนั พัฒนาองคก รชมุ ชน (องคก ารมหาชน). (2562). บา นหลังใหม. ..ของคนไรบาน. https://web.codi.or.th/wp-
content/uploads/2019/05/BMK12092560-4.pdf

100

สถานที่ในการตั้งหลักชีวิต และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไรบาน ผานการทํากิจกรรมตางๆ รวมกัน
รวมถึงมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนากลุมคนไรบานแบบบูรณาการและมีสวนรวมจากภาคีทุกภาคสวน”
ภายใตกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย ประกอบดว ย หนว ยงานภาครฐั ภาคประชาสังคม
นักวิชาการ และเครือขายคนไรบาน โดยมีบทบาทกําหนดแนวทางการดาํ เนินงานพัฒนากลุมคนไรบาน ตั้งแต
การสํารวจขอมูล การสรุปบทเรียนแนวทางการพัฒนาคนไรบาน และพัฒนาทิศทาง แนวนโยบาย มาตรการ
แผนงานตางๆ ในการพฒั นากลุมคนไรบา น

อยางไรก็ดี การดาํ เนินการสรา งศูนยพ กั คนไรบา นดังกลา ว เปนเพียงสว นหน่ึงทช่ี ว ยรองรบั ปญ หาคนไร
บาน แตยังไมสามารถหยุดวงจรการเปนคนไรบาน การปองกันคนไรบานหนาใหม รวมถึงยังไมสามารถแกไข
ปญหาคนไรบานไดอ ยางยั่งยืน ตอมา เริ่มมีงานวิชาการท่ีศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคนไรบานมากขึ้นเรื่อยๆ สสส. ให
ทุนสนับสนุนโครงการสรางเสริมสุขภาวะคนไรบานอยางตอเนื่อง มีการทํางานเชื่อมโยงกับกองคุมครองสวัสดิ
ภาพและเสรมิ สรางคุณภาพชีวิต กรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดิการ ซึง่ มบี ทบาทความรับผิดชอบในการดูแลคนไร
ที่พึ่ง มากขึ้น จนในที่สุด เกิดการลงนามในขอตกลงรวมกันระหวางหนวยงานกระทรวง พม. เครือขายองคกร
ภาคประชาสังคม และสถาบันวิชาการเพื่อใหมีการสํารวจขอมูลคนไรบานเมือ่ วันที่ 1 เมษายน 2562 โดยองค
ความรทู ี่สําคัญจากโครงการวิจัยที่ถูกนําไปใชค ือ ระเบียบวธิ ีการสํารวจประชากรท่ีเขาถึงยาก (hard-to-reach
population) จากแผนงานวิจยั เพื่อใชเปนฐานขอมลู พัฒนาที่อยูอาศัยและคุณภาพชีวติ ของคนไรบ า นและคน
ท่หี ลุดจากวงจรการเปนคนไรบานอยา งยงั่ ยืน

นอกจากนี้ ในชวงสถานการณโควิด-19 ที่คาดการณวาจะมีคนไรบานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นท่ี
กรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย
จงึ บรู ณาการเครือขา ยคนไรบ าน และกรุงเทพมหานคร ลงพืน้ ทส่ี าํ รวจ และใหความชวยเหลอื คนเรร อน ไรบ าน
อยางตอเน่ือง10133 และในชว งเดือนกุมภาพนั ธ 2565 ไดม ีโครงการความรวมมือระหวางแผนงานคนไรบาน สสส.
กับกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในการทําโครงการวิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาที่อยูอาศัยสําหรับคนไรบาน
(sandbox) อันเกิดขึ้นบนฐานของงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการปองกันคนไรบานหนาใหมที่จัดทําโดยแผนงาน
พฒั นาองคความรูฯ คนไรบานของสถาบันเอเชยี ศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซ่ึงคาดการณว าจํานวนคนไร
บานใน กทม.มีแนวโนมเพิ่มขึ้นรอยละ 30 จากสถานการณการระบาดของโควิด-19 ที่สงผลกระทบทาง
เศรษฐกิจและปากทอง ของกลุมเปราะบางในเขตเมือง โดยนายอนุกูล ปดแกว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (พม.) นางภรณี ภูประเสริฐ ผูอํานวยการสํานัก
สนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุมเฉพาะ (สํานัก 9) สสส. รศ.ดร.นวลนอย ตรีรัตน ผูอํานวยการสถาบันเอเชีย
ศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั พรอมดวยเครือขายคนไรบาน มูลนิธิพัฒนาทีอ่ ยูอาศัย สถาบันพัฒนาองคกร
ชมุ ชน (พอช.) ไดลงพนื้ ทีพ่ บคนไรบานบริเวณหวั ลาํ โพง พรอ มเปดตวั “นวตั กรรมการจัดบริการท่ีอยูอาศัยและ
ความชวยเหลือฉุกเฉินบนฐานการมีสวนรวมของคนไรบาน” ทั้งนี้ การพัฒนานวัตกรรมฯ ดังกลาวเริ่ม

33 “กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการระดมเครอื ขายลงพ้นื ท่ชี ว ยเหลอื คนไรบา น,” ไทยรัฐ, 23 กรกฎาคม 2564.
https://www.thairath.co.th/news/local/2148048

101

ดําเนินการตั้งแตช ว งเดอื นมกราคมที่ผานมา อยูในชวงของการประเมินผลและการออกแบบเพื่อตอบโจทยเชงิ
ระบบและการขยายผลในระยะยาว10234

สําหรับในการขับเคลื่อนประเด็นคนไรบาน ผูที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนประเด็นชี้ใหเห็นวา แมวา
กระทรวงฯ จะมีการตั้งกรรมการรวม แตก็ไมไดมีการประชุมอยางตอเนื่อง ดังนั้น เงื่อนไขสําคัญที่ทําใหการ
ขับเคลื่อนเรื่องคนไรบานมีความกาวหนาเปนเรื่องของการรวมมือทํางานรวมกันอยางตอเนื่องของเครือขาย
คนไรบานและกระทรวง พม. ซึ่งความรวมมือในการทํางานนี้ไมไดจํากัดเฉพาะเรื่องคนไรบาน แตขยายไปถึง
เรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อ “คนไทยไรสิทธิ” หรือคนไรสถานะดวย ซึ่งมีสํานักงานหลักประกันสุขภาพแหงชาติ
(สป.สช.) เปนหนวยงานนําในการคนหาคนไทยที่ตกหลนจากทะเบียนราษฎรใหสามารถเขาถึงสิทธิในการ
รักษาพยาบาลได โดยสรุป การผลักดันประเด็นคนไรบานบนฐานขอมูลเชิงวิชาการจากเครือขายวิจัยจาก
ภายนอก โดยทํางานวิจัยและผลักดันรวมกับหนวยงานในกระทรวง พม. อยางตอเนื่อง มีการนําเอาขอมูล
ระเบียบวิธีการศึกษาไปใชประโยชน รวมถึงมีความพยายามในการทํางานวิจัยเพื่อแกไขปญหาคนไรบาน
รวมกัน ถอื เปนกลไกสําคัญในการขบั เคลอ่ื นการแกไขปญหาคนไรบ า นในระดบั นโยบายสาธารณะ

4.7 บทสรุป

ตารางท่ี 4. 1 เปรยี บเทยี บกรณีศกึ ษาการผลกั ดันผลงานวิจัยไปใชป ระโยชนภายใตก ระทรวง พม.

กรณีศึกษา หนวยงานรบั ผดิ ชอบ ตวั แสดงหลัก งานวจิ ัย/องคค วามรู ผลลพั ธเ ชิงนโยบาย/
ท่ีใช แนวปฏิบตั ิ
การปอ งกนั และ คณะกรรมการปอ งกนั กระทรวงแรงงาน
ปราบปรามการคา ใชขอ มลู /การทํา การปรบั อันดบั ของ
มนุษย (พ.ร.บ. และปราบปราม กระทรวงการ ฐานขอมลู ใหเ ปน ประเทศไทยใน TIP
ปองกันและ ปจ จบุ นั ในสวนของ Report และ IUU
ปราบปรามการคา การคา มนษุ ย (ปคม.) ตา งประเทศ การแกไขปญหาและ
มนษุ ย พ.ศ.2551) พม. ไมม ีการใช ชว ยเหลือเหยอื่ คา
ปลัดกระทรวงเปน กรมประมง งานวิจัย มนษุ ย
ราง พ.ร.บ.สง เสรมิ
และพัฒนาองคกร เลขานกุ าร กองทัพเรือ
ภาคประชาสังคม
(กองตอตานการคา มูลนธิ ิเครอื ขา ย

มนษุ ยส าํ นกั งาน สงเสรมิ คณุ ภาพชีวติ

ปลัดกระทรวงเปน แรงงาน (LPN)

หนว ยงานเลขานุการ) สือ่ สารมวลชน

คณะกรรมการ องคกรภาคประชา รายงานการศึกษา มติ ครม. 23
ภายในศึกษา
สง เสรมิ และพัฒนา สงั คม เปรียบเทยี บ กม. กุมภาพนั ธ 2564
ประชาสงั คมของ เหน็ ชอบหลักการราง
องคกรภาคประชา ประเทศตางๆ กฎหมายวาดวยการ

สังคม (คสป.) ดาํ เนนิ งานของ
องคก ารไมแสวงหา
(กรมพฒั นาสังคมและ รายไดหรอื กําไรมา

สวสั ดิการ)

34 “หลายหนวยงานเรง พัฒนาความรวมมือชวยเหลือคนไรบ านใหมที ี่อยอู าศัย,” โพสตท ูเดย, 16 กุมภาพนั ธ 2565.
https://www.posttoday.com/social/general/675810

102

กรณีศึกษา หนว ยงานรับผิดชอบ ตวั แสดงหลกั งานวจิ ยั /องคความรู ผลลพั ธเชงิ นโยบาย/

ทใ่ี ช แนวปฏิบัติ

แบง ปน กันที่

สํานกั งาน

คณะกรรมการ

กฤษฎีกาเสนอ และ

รับรา ง พ.ร.บ.สง เสรมิ

และพฒั นาประชา

สังคม ของกระทรวง

พฒั นาสังคมไป

ประกอบการยกราง

กฎหมาย

นโยบายศนู ยบ ริการ คณะกรรมการ มูลนธิ สิ ถาบนั วจิ ัยและ ชุดโครงการวิจยั เพ่อื ขอเสนอเชิงนโยบาย

คนพกิ าร สง เสริมและพฒั นา พัฒนาคุณภาพชีวติ ทอ งถ่นิ จํานวน 5 เพ่ือเพ่มิ ประสิทธภิ าพ

คุณภาพชีวติ คนพิการ คนพิการ โครงการ รวมกบั ใหศ ูนยบรกิ ารคน

แหงชาติ และ องคก รคนพกิ าร งานวิจยั ทไี่ ดรับ พิการทัว่ ไปท่ี

คณะอนกุ รรมการ สมัชชาคนพิการ งบประมาณจาก ดําเนินการโดยคน

บริหารกองทุน (กรม แหง ชาติ สสส. พิการเอง (อยรู ะหวา ง

สง เสรมิ และพฒั นา คณะอนกุ รรมาธกิ าร การผลกั ดนั นโยบาย)

คุณภาพชวี ติ คน กจิ การคนพิการ

พกิ าร) วฒุ ิสภา

นโยบายสวัสดกิ าร คณะกรรมการ มูลนธิ ิสถาบนั วจิ ยั และ แผนงานวิจัย และชุด กองทุนการออม

ผสู ูงอายุ ผูสงู อายุแหงชาติ พัฒนาผสู ูงอายุไทย โครงการวิจัยซึ่ง มส. แหงชาติ

(กรมกิจการผูส งู อายุ) (มส.ผส.) เครอื ขาย ผส. ไดร บั งบประมาณ

ผูสูงอายุ สมชั ชา จากสาํ นกั งาน

ผูสงู อายแุ หงชาติ คณะกรรมการวจิ ัย

แหงชาติอยางตอ เนื่อง

แนวทางการ กองคุม ครองสวัสดิ เครอื ขา ยวิชาการคน แผนงานวจิ ัยเพ่ือ การวิจยั เชิงทดลอง

ดาํ เนนิ งานเกย่ี วกับ ภาพและเสรมิ สรา ง ไรบ าน สนบั สนุนคณุ ภาพ เพ่ือพัฒนาโมเดลทอ่ี ยู

คนไรบาน คณุ ภาพชีวติ กรม มลู นิธิพัฒนาท่อี ยู ชวี ิตคนไรบ าน (สสส.) อาศัยระยะส้นั สาํ หรบั

พัฒนาสงั คม อาศัย (มพศ.) คนไรบ าน

ท่มี า: สังเคราะหโ ดยคณะผวู ิจัย

กรณีศึกษาการตัดสินใจเชิงนโยบายทั้ง 5 กรณี แสดงใหเห็นถึงความ (ไม) เชื่อมโยงระหวางการใช
ประโยชนจากงานวิจยั กับกระบวนการตัดสินใจไดอยางชดั เจน มขี อคนพบทีส่ าํ คัญเร่ืองการนําผลงานวิจัยไปใช

103

ประโยชน และเงอ่ื นไขสนบั สนนุ การนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนษุ ยดังนี้

1. งานวิจัยมีสถานะเปน “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ทางเลือกหนึ่งเทานั้น ไมใชนโยบายสําเร็จรูป ดัง
จะเห็นไดจากกรณีการผลักดันนโยบายบํานาญผูสูงอายุ จะมีงานวิจัยเปนฐานสนับสนุน มีกระบวนการสื่อสาร
สาธารณะอยา งตอ เนอ่ื ง สอดคลองกับทิศทางนโยบายการวจิ ยั เร่ืองสังคมผูสงู อายุ รวมไปถึงมเี ครือขา ยนโยบาย
ทีเ่ ขม แขง็ แตกไ็ มส ามารถผลกั ดันนโยบายผสู งู อายุเปนนโยบายหลักในเรื่องสวสั ดิการผูสงู อายไุ ด

2. การขับเคลื่อนใหเกิดการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนสวนใหญเกิดขึ้นจากองคกรที่เปนเจาของ
ปญ หา ซ่ึงอยภู ายนอกกระทรวง พม.

3. งานวิจัยที่ถูกนําไปใชประโยชนเชิงนโยบาย ไมไดมาจากผลงานวิจัยฉบับสมบูรณโดยตรง แต
จําเปนตองผานกระบวนการจัดการความรู การสื่อสารสาธารณะเพื่อแสวงหาแนวรวมเชิงนโยบาย งานวิจัย
หนึ่งๆ อาจถูกนําไปใชประโยชนไดหลายสวน ทั้งสวนที่เปนขอมูล ขอเสนอแนะ รวมไปถึงระเบียบวิธีการ
ดําเนินงาน

4. แมจะมีกระบวนการจัดการความรูจากการวิจัย การสื่อสารนโยบาย แตหากปราศจาก
กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายจากเจาของปญหา หรือผูมีสวนไดสวนเสีย ก็ไมสามารถนําผลงานวิจัยสู
กระบวนการนโยบายได

5. กระทรวง พม. ไมใชองคกรที่มีอาํ นาจหลัก (authorize) ในกระบวนการนโยบายการพัฒนาสังคม
แตม ีอาํ นาจอ่ืนที่เหนือกวา ดวยความสัมพันธเ ชิงอํานาจในลกั ษณะนี้ ทาํ ใหแ มจะมีการพัฒนางานวิจัยและองค
ความรู แตความรูทไ่ี ด ก็ยังมีสถานะเปน รองในกระบวนการตดั สินใจเชงิ นโยบายอยูดี

บทท่ี 5
บทสรปุ และขอเสนอแนะ

5.1 บทนํา

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เปนกระทรวงที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ
ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 โดยรวบรวมจากหนวยงานที่สําคัญคือ กรมประชาสงเคราะห
สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมและประสานงานเยาวชนแหงชาติ (สยช.) สํานักงานงานคณะกรรมการ
สงเสริมและประสานงานสตรีแหงชาติ (กสส.) กองพฒั นาสตรี เด็กและเยาวชน กรมการพัฒนาชมุ ชน การเคหะ
แหงชาติ และสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (พอช.) (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย,
2561) ยุทธศาสตรกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย 20 ป (พ.ศ.2561-2580) กําหนด
วสิ ัยทัศนของกระทรวงไววา “สรา งสงั คมดี คนมีคุณภาพ” มีพันธกิจหลัก 4 ประการ ไดแ ก

(1) พัฒนาคนและสงั คมใหม ีคุณภาพเต็มศักยภาพและมีภูมคิ ุมกันตอการเปลี่ยนแปลง
(2) สรางเสรมิ เครอื ขา ยจากทกุ ภาคสว นในการมีสว นรวมพัฒนาสงั คม
(3) พัฒนาองคค วามรู ขดี ความสามารถและระบบการบริหารจดั การดานการพฒั นาสงั คม
(4) จัดระบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อใหประชาชนมีหลักประกันและมี

ความม่ันคงในชีวิต
ปจจุบนั นอกเหนือจากสํานักงานปลดั กระทรวงและสํานักงานรัฐมนตรแี ลว แบงโครงสรางเปน 6 กรม
ตามกลุมเปาหมายหลัก ไดแก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการผูสูงอายุ กรมกิจการสตรีและสถาบัน
ครอบครวั กรมสง เสริมและพฒั นาคณุ ภาพชีวิตคนพิการ กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการ มีภารกิจในการพัฒนา
สังคม จัดสวัสดิการสังคมในภาพรวม การสังคมสงเคราะห และใหบริการกลุมเปาหมายอื่นๆ ไดแก คนไรที่พง่ึ
ขอทาน นิคมสรางตนเอง ชนเผา (ราษฎรบนพื้นที่สูง) และกลุมเปาหมายพิเศษ โดยมีการเคหะแหงชาติ ใน
ฐานะรัฐวิสาหกิจ และสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (พอช.) องคการมหาชน เปนหนวยงานภายใตกํากับของ
กระทรวง
หากพิจารณาจากประวัติความเปนมาและโครงสรางของกระทรวง พบวา มีกับดักซึ่งมาจากมรดก
ประวัติศาสตรอยางนอ ย 3 ประการ ทีม่ ผี ลตอ การนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชป ระโยชน
ประการแรก ประสบการณในการทํางานเชิงปฏิบัติการ (operation) โดยเฉพาะการสงเคราะห
ผูดอยโอกาสกลุมตางๆ ถือเปนประสบการณที่มีอิทธิพลตอการปฏิบัติงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษยอยางมาก ดวยธรรมชาติของการทํางานเชิง “สงเคราะห” “ผูดอยโอกาสจากการ
พฒั นา” การทํางานของกระทรวงฯ จึงเปน “ปลายทาง” และ “ตั้งรบั ” นโยบายการพัฒนาท่ีมาจากหนวยงาน
อน่ื ๆ เปน สําคัญ กลา วอกี นยั หน่ึง กระทรวงฯ ขาดอํานาจ (authority) ในการกําหนดนโยบายเพื่อพัฒนาสังคม
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายสวนใหญเปนผลมาจากหนวยงานอื่นๆ ที่มีอิทธิพลมากกวา เชน สภาพัฒนา

105

เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (การกําหนดประเด็นในแผนพัฒนา ยุทธศาสตรชาติ 20 ป การจัดทําแผนแมบ ท)
กระทรวงการคลงั (นโยบายบตั รสวสั ดกิ ารแหงรัฐ) เปน ตน

ดังน้ัน การริเริ่มวิจัย พัฒนา รวมไปถึงการใชประโยชนจากงานวิจยั และองคความรู จึงกลายเปนเรื่อง
รอง และเปนเร่ืองยากทีจ่ ะนาํ ไปสูการผลักดันนโยบายหรือการใชป ระโยชนจ ากงานวจิ ัยจากภายใน

อยางไรก็ดี ภายใตโครงสรางสํานักงานปลัดกระทรวง มีสํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการ
(สสว.) 11 แหงทั่วประเทศ ในฐานะหนวยงานคลังความรู (think tank) ระดับพื้นที่ (ภาค) แตดวยขอจํากัด
เรื่องทรัพยากร (และศักยภาพของบุคลากร) ทําใหงานวิจัยมีลักษณะกระจัดกระจาย ไมสามารถสราง
ผลกระทบ (impact) ไดอ ยา งชดั เจน

ประการที่สอง โครงสรางกระทรวงที่แบงความรับผิดชอบไปตามกลุมเปาหมายเฉพาะ ทําใหการ
ทํางานมีลกั ษณะเปน ไซโล (silo) ขาดการบรู ณาการระหวา งกลมุ เปา หมาย1031 ดงั น้ัน ถึงแมจ ะมงี านวจิ ัย กก็ ระจัด
กระจายไปตามกลุมเปาหมายตางๆ ดังสะทอนไดจากความตองการงานวิจัยในบทที่ 3 (หัวขอ 3.4) ที่แตละ
หนว ยงานก็จํากดั ความตองการวจิ ัยไปตามขอบเขตกลุมเปา หมายท่ตี นรับผิดชอบ และเนนไปที่การตั้งรับ (การ
ชวยเหลือ เยียวยา) มากกวาการสรางประเด็นเชิงรกุ ในขณะเดียวกัน โครงสรางหนวยงานที่ไมใหความสําคัญ
กับงานวิจัยและวิชาการโดยตรง มีเพียงหนวยงานระดับกลุมงานที่รับผิดชอบงานวิจัย/วิชาการ แมจะมีสํานัก
สงเสริมและสนับสนุนวิชาการ 11 แหง แตภารกิจในการดําเนินงานวิชาการ/วิจัยก็ไมไดมีผลกระทบชัดเจน
(ขาด think thank)

ในขณะที่หนวยงานในกํากับอยางการเคหะแหงชาติ มีหนวยงานวิจัยที่ชัดเจน จึงเปนหนวยงานที่มี
ผลงานวิจัยจํานวนมากกวาหนวยงานอื่นๆ สวนสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคกรมหาชน) เปนหนวยงานท่ี
เนน การปฏบิ ัติการ ดงั นั้น งานวจิ ัยและวชิ าการจงึ เปน สวนหน่ึงของสํานักพฒั นานวตั กรรมชมุ ชน จดั การความรู
และการสอ่ื สารเทาน้ัน

ดวยโครงสรางการภารกิจที่แยกกลุมเปาหมาย ประกอบกับความไมเขมแข็งและประสิทธิภาพท่ี
แตกตา งกันของหนวยงานวิจยั จงึ กลายเปน ขีดจํากดั ท่สี ําคญั ของการพฒั นางานวิจัย และการนําผลงานวิจัยไป
ใชป ระโยชนข องกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย

1 ประเด็นนีถ้ กู ระบุไววา เปนจดุ ออ นหน่ึงในการจดั ทํายุทธศาสตรก ระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย พ.ศ.2560-2564
(2558) ซึง่ จดั ทําโดยคณะเศรษฐศาสตร มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร

106

ตารางท่ี 5. 1 หนว ยงานท่ีมหี นาท่ีรบั ผดิ ชอบงานวิจัย/วชิ าการในกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษย

หนว ยงาน หนว ยงานรบั ผดิ ชอบดานการวิจยั /วชิ าการ

สาํ นักงานปลดั กระทรวง กลุมการวิจัยและการพัฒนา (กลุมวิเคราะหและเฝาระวังสถานการณทางสังคม)

กองมาตรฐานการพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนุษย1042

สํานักสง เสริมและสนบั สนุนวิชาการ 1-11

กรมกิจการผสู งู อายุ กลมุ วชิ าการ กองบริหารกองทนุ ผูสูงอายุ

กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดกิ าร กลุมงานวจิ ยั และติดตามประเมินผล กองยุทธศาสตรแ ละแผนงาน

กรมกจิ การเดก็ และเยาวชน กลุมนโยบายและยุทธศาสตร กองยุทธศาสตรแ ละแผนงาน

กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพ กลมุ วิจยั และตดิ ตามประเมนิ ผล กองยทุ ธศาสตรแ ละแผนงาน

ชวี ิตคนพกิ าร

ก ร ม ก ิ จ ก า ร ส ต ร ี แ ล ะ ส ถ า บั น กลมุ วิจยั และตดิ ตามประเมนิ ผล กองยุทธศาสตรแ ละแผนงาน

ครอบครัว

สถาบนั พัฒนาองคก รชุมชน สํานักพัฒนานวัตกรรมชุมชน จดั การความรูแ ละสื่อสาร

การเคหะแหง ชาติ ฝา ยวชิ าการและพัฒนานวัตกรรมเพอ่ื ท่อี ยูอาศยั กองวิจยั และพัฒนาทอี่ ยูอาศัย

สํานักงานพัฒนาสังคมและความ กลุมนโยบายและวชิ าการ

มน่ั คงมนุษยจังหวดั 76 จังหวดั

ประการสุดทาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยมีจุดเดนสําคัญเรื่องการมี
ทรัพยากรนอกเหนือกองทุน ววน. ที่มีวัตถุประสงคหลักในการชวยเหลือกลุมเฉพาะแตละกลุม และ
งบประมาณสวนใหญของกองทุนใชจายเพื่อกลุมเปาหมายเฉพาะ กองทุนบางแหง ไดกําหนดวัตถุประสงคที่
เกี่ยวของกับการศึกษาวิจัยเพื่อกลุม เปาหมายดงั กลาวดว ย และไดสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจัย เชน
กองทุนผูสูงอายุ เคยใหทุนวิจัยกับวิทยาลัยประชากรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยในการศึกษาการเพ่ิม
ประสทิ ธิภาพของกองทุนผสู ูงอายุ กองทุนสง เสรมิ และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ไดสนับสนุนโครงการวิจัย
เรื่องการพัฒนาคุณภาพชวี ติ คนพิการผานระบบการคุมครองทางสังคมเพื่อคนพิการตลอดชวงชวี ิตใหกับมลู นิธิ
สถาบันวิจัยเพอื่ การพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพิการ (TRIP) และการพัฒนานวัตกรรมทางสงั คมเพ่ือคนพิการใหกับ
องคกรตางๆ อยางไรก็ดี กองทนุ สวนใหญก ็มไิ ดใหความสาํ คัญในเรอื่ งการพฒั นาระบบและองคค วามรูมากนัก

2ตามกฎกระทรวงแบงสว นราชการสํานกั งานปลดั กระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย พ.ศ.2559 มกี ารยุบกอง

วชิ าการ ปรับสํานกั มาตรฐานการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ยใ หเ ปน “กอง” ซ่งึ มีภารกิจหน่ึงในการพัฒนางานวชิ าการ สว นภารกจิ
ทีเ่ กย่ี วของกบั การศึกษา วิเคราะห พัฒนา วิจยั และจัดการฐานขอมลู ทางสงั คม เพิ่มมาในป 2563 (กฎกระทรวงแบง สวนราชการสํานัก
ปลดั กระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย ฉบับท่ี 2 พ.ศ.2563)

107

ตารางท่ี 5. 2 กองทนุ ภายใตก ารดูแลของหนวยงานในสังกดั กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย

กองตอตานการคามนุษย สํานักงาน กองทนุ เพอื่ การปองกันและปราบปรามการคามนษุ ย1053

ปลดั กระทรวง

กรมกิจการผูสงู อายุ กองทุนผูสงู อายุ1064

กรมพฒั นาสงั คมและสวัสดกิ าร กองทุนสง เสรมิ การจดั สวสั ดิการสังคม1075

กรมกิจการเดก็ และเยาวชน กองทุนคุมครองเดก็ 1086

กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต กองทุนสงเสริมและพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ าร1097

คนพกิ าร

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กองทนุ สง เสรมิ ความเทาเทียมระหวางเพศ1108

บริบทเชิงประวัติศาสตรเหลานี้ถือเปนเงื่อนไขสําคัญที่มีผลตอการพัฒนางานวิจัย และการนํา
ผลงานวิจัยไปใชประโยชนขององคกร ดังนั้น การทําความเขาใจเงื่อนไขเหลานี้ จะทําใหสามารถเขาใจบริบท
เงื่อนไขของขอ คน พบในแตล ะเรื่องได

ในสว นตอ ไป คณะผูวิจยั จะนาํ เสนอขอ คน พบจากการศึกษาใน 3 ประเดน็ ไดแก
(1) ผูใช ความตอ งการการวิจัย การนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนและรูปแบบการนําผลงานวิจัยไปใช

ประโยชนจ ากงานวิจัยของหนวยงานในกระทรวง ผานการวิเคราะหก ารปรบั เปลี่ยนหวงโซค ุณคา
ของการวจิ ัยในกระทรวง พม.
(2) กลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายทีม่ ตี อการนําผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน
(3) แนวทางการสรางกลไกผลักดัน/สงเสริมการใชประโยชนจากผลงานวิจัยในกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย

3 กองทนุ มวี ตั ถุประสงคห ลักในการชวยเหลือผูเสียหาย คุมครองความปลอดภยั ใหผ เู สยี หาย ปอ งกนั และปราบปรามการคา มนุษยแ ละการ

บรหิ ารจัดการกองทนุ
4 1 ใน 4 พันธกจิ ของกองทุนคือ การพัฒนาองคความรูและระบบบริหารจัดการใหส อดคลองกับหลักธรรมาภิบาล

5 วัตถุประสงคห ลกั คอื เพื่อสง เสรมิ สวสั ดิการสังคมโดยองคกรภาคประชาชน

6 กองทนุ มีวัตถปุ ระสงคเ พอ่ื เปน ทนุ ใชจ า ยในการสงเคราะห คุมครองสวัสดิภาพและสง เสรมิ ความประพฤติเดก็ รวมทงั้ ครอบครวั และ

ครอบครัวอปุ ถัมภข องเด็ก
7 มวี ตั ถปุ ระสงคเพือ่ เปน ทุนสําหรับการใชจ ายเก่ยี วกบั การคมุ ครองและพฒั นาสมรรถภาพคนพกิ าร การศกึ ษาและการประกอบอาชพี ของคน

พกิ าร รวมทงั้ การสงเสริมและสนบั สนนุ การดาํ เนนิ งานขององคก รทเี่ ก่ยี วขอ งกับคนพกิ าร
8 ใชเ พ่ือกจิ กรรมหรือกจิ การทเี่ กย่ี วของกบั การสง เสริมความเทาเทยี มระหวางเพศ คมุ ครองและปองกนั มิใหมกี ารเลอื กปฏบิ ัตโิ ดยไมเปน ธรรม

ระหวา งเพศ เพอ่ื ชว ยเหลือ ชดเชยและเยยี วยาหรือบรรเทาทกุ ขแ กบุคคลซ่งึ เปน ผเู สียหาย เพอื่ สดอสองดแู ลและใหค าํ แนะนาํ หรือปรกึ ษา
เก่ียวกับการดาํ เนินของตามพระราชบัญญตั ิ เพอื่ สงเสริมการศึกษา การวิจยั และการเผยแพรค วามรูเ ก่ียวกบั กบั ปอ งกันมิใหม กี ารเลอื กปฏบิ ัติ
โดยไมเ ปน ธรรมระหวางเพศ และเพ่ือการติดตอและประสานงาน

108

5.2 ผลการศกึ ษา

5.2.1 การปรับเปลยี่ นหวงโซคุณคา ของการวจิ ัย: การเปล่ียนแปลงบทบาทและความสัมพนั ธของผผู ลติ
และผใู ชง านวิจัย

ระยะที่ศึกษาวิจัย เปนชวงระยะเวลาแหงการเปลี่ยนผานระหวางระบบการวิจัยแบบเกา ไปสูระบบ
การวิจัยภายใต อววน. โดยการเปลี่ยนแปลงที่สาํ คัญคือ ความสัมพันธระหวางผูผลิตกับผูใชงานวิจัย ในระบบ
การวิจัยแบบเดิม งบประมาณที่ใชในการวิจัยมีที่มาจากสองสวน สวนแรก คือ หนวยงานภายใตกระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย กําหนดโจทยวิจัยและของบประมาณประจําปไดโดยตรง สวนที่สอง
เปนการเสนอของบประมาณการวิจัยจากทนุ วิจัยเงินงบประมาณแผนดนิ หรืองบประมาณจากแหลงอื่นๆ เม่ือ
ไดงบประมาณมาแลว ทุกหนวยงาน มักจะใชวิธีการจัดจางที่ปรึกษา ซึ่งเปนสถาบันวิชาการเขามาดําเนินการ
ศกึ ษา (เปน ผผู ลิตงานวจิ ัย) สวนหนว ยงานเปนผูใ ชผ ลงานวิจัย แตส ําหรับในระบบการวจิ ัยภายใต อววน. การ
เสนองบประมาณในสวนวิจัยของกระทรวงในสวนของงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานพื้นฐาน (fundamental
fund) จะตองเสนอใหคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปนผูตั้งคําขอ
งบประมาณ (พรบ. กสว. มาตรา 17) ดังนั้น จึงไมสามารถตั้งงบประมาณเพื่อการวิจัยไดอยางเปนอิสระ แต
ตอ งเสนองบประมาณใหส อดคลองกับนโยบายและยุทธศาสตรก ารวิจยั ของประเทศ และทสี่ าํ คญั ท่สี ุด การวิจัย
ภายใตระบบ ววน.นี้ หนวยงานไมสามารถจัดจางที่ปรึกษาเพื่อทําการวิจัยได โดยนัยนี้ ระบบ ววน.จึงมีผลให
ผูผลิตและผูใชผลงานวิจัยเปน คนกลุมเดียวกัน ดังนั้น ในระยะเวลาทีท่ ําการศึกษา บุคลากรที่เกี่ยวของกบั การ
วิจัยในกระทรวงการพฒั นาสงั คม โดยเฉพาะกองมาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย ซ่งึ เปนผู
ประสานงานหลักในเรื่องบทบาทในการศึกษาวิจัยของหนวยงาน จึงอยูในระหวางการปรับตัว ปรับทักษะเพ่ือ
ทําการวิจยั และกําหนดกลไกเพ่ือวางยุทธศาสตรในการวิจัยของหนวยงาน ทั้งในรูปของคณะกรรมการบริหาร
งานวิจัย นโยบายและนวัตกรรม (ระดับกระทรวง) ซึ่งมีการแตงตั้งคณะทํางานขับเคลื่อน ติดตามและ
ประเมนิ ผลโครงการท่ีไดร ับรการสนับสนุนงบประมาณดานการวจิ ัย ประจําปง บประมาณ 2564 จํานวน 7 ชุด
1119 และการจัดเวที Social Forum อยางตอเนือ่ ง อีกชองทางหนึ่งเปนงบประมาณวิจัยเพื่อสนับสนุนงานเชิงกล
ยุทธ (strategic fund) ซึ่งบริหารโดยหนวยบริหารจัดการโปรแกรม (Program Management Unit-PMU)
ตางๆ ซึ่งหากหนวยงานมีความตองการก็ตองยื่นขอเสนอการวิจัยไปตามชองทางที่กําหนด (ออนไลน) ซ่ึง
ชองทางนี้ มีคูแขงที่เปนสถาบันทางวิชาการตางๆ และหนวยงานอื่นๆ มากขึ้น ยิ่งไปกวานั้นขอจํากัดที่สําคัญ
ของระบบการบริหารงบประมาณของ PMU คือ การคัดเลือกโครงการวิจัยในรอบแรกๆ เปนการสื่อสารแบบ
ทางเดียว ซ่งึ นกั วจิ ยั ไมมโี อกาสไดช ี้แจงหรือปรบั แกเอกสาร จนเมื่อไดร บั การคัดเลอื กโครงการแลว จึงจะมีการ
สื่อสารสองทางระหวาง PMU กับนักวิจัย ดังนั้น จึงเปนเรื่องยากที่หนวยงานในกระทรวงจะไดรับงบประมาณ
การวจิ ัยจาก PMU

9คาํ สั่งคณะกรรมการบรหิ ารนโยบาย งานวจิ ยั และนวัตกรรมท่ี 1/2654 (วนั ที่ 17 กุมภาพันธ 2564)

109
ดังนั้น นอกจากขอจํากัดเรื่องทักษะในการทําวิจัย และการผลักดันผลงานวิจัยไปใชประโยชนของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย โจทยส าํ คัญในที่น้ี กลายเปน เรอื่ งการเปลย่ี นแปลงหวงโซ
คุณคาของงานวิจัยภายในหนวยงานของรัฐ โดยผนวกรวมผูผลิตและผูใชประโยชนจากงานวิจัยไวดวยกัน
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติสงเสริมการใชประโยชนจากงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.2564
กําหนดใหผูรับทุนหรือนักวิจัยมีหนาที่ในการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม และรายงานการใช
ประโยชนตอผูใหทุนภายใน 2 ป (มาตรา 12) ยิ่งแสดงใหเหน็ การผนวกรวมระหวางผูผลิตและผูใชผลงานวจิ ยั
และนวัตกรรมไวดวยกนั ดังนั้น ความทาทายที่สําคัญในยุคปจจุบันคอื การนิยามวา ใครจะเปน “ผูใชงานวจิ ัย”
ทีแ่ ทจ ริงในอนาคต

5.2.2 ประสบการณว ิจัยและการนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน
ขอมูลจากการสัมภาษณผูใหขอมูลหลักในทุกหนวยงาน ยืนยันตรงกันวา ผลงานวิจัยที่ผานมาของ

กระทรวง มกั จะเปน ผลงานของท่ีปรกึ ษาจากหนวยงานภายนอก รวมไปถงึ งานวิชาการ/วจิ ัยของสาํ นักสงเสริม
และสนับสนุนวิชาการดว ย บุคลากรในกระทรวงจึงมีบทบาทเปน ผูกําหนดโจทยวจิ ยั และเปนผูกํากับงานวจิ ัย
ผานกระบวนการตรวจรับงานเปน หลกั

ในสวนของงานวิจัย จากการทบทวนผลงานวิจัยของกระทรวงในบทที่ 2 คณะผูวิจัย พบวา แมจะมี
งานวิจัยเปนจํานวนมาก แตกระทรวงตองพึ่งพางานวิจัยจากภายนอกเปนหลัก ประเด็นการวิจัยกระจัด
กระจายไปตามกลุมเปาหมาย แมสํานักงานปลัดกระทรวง จะพยายามรวบรวมผลงานวิจยั แตก็ยังไมสามารถ
ทําฐานขอมูลทีเ่ ช่อื มผลงานวจิ ยั ของทุกหนว ยงานเขาดวยกันได

110

ตารางที่ 5. 3 ตัวอยางผผู ลติ งานวจิ ัยใหแตละหนวยงาน

หนว ยงาน ผผู ลิตงานวจิ ยั

สํานกั งานปลัดกระทรวง

กองตอ ตานการคามนุษย เชาวริน สกุลวรากลาง คณะวิทยาการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีมหานคร

อารีรัตน อดิศัยเดชรินทร คณะสังคมสงเคราะหศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร

กรมกิจการผูสงู อายุ วรเวศม สวุ รรณระดา

วทิ ยาลัยประชากรศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั

สถาบันวิจยั ประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหดิ ล

กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดกิ าร ระพพี รรณ คาํ หอม (2559)

สํานกั งานศนู ยว ิจัยและใหค าํ ปรกึ ษาแหงมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร

กรมกิจการเด็กและเยาวชน สมชัย จิตสุชน (2559)

วิมลทิพย มุสิกพันธและคณะ (2560) สถาบันแหงชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและ

ครอบครัว

ม่ิงขวญั คงเจรญิ (2558) คณะศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ

ศรศี ักด์ิ ไทยอารี (2560) สภาองคการเดก็ และเยาวชน ในพระราชูปถมั ภ

สมพงษ จติ ระดับและคณะ (2562) คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั

ชานนท โกมลมาลยและคณะ (2562) คณะสังคมสงเคราะหศาสตร

มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร

กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพ สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกลา เจาคณุ ทหารลาดกระบัง

ชีวติ คนพิการ สมาคมคนตาบอดแหงประเทศไทย

วทิ ยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลยั มหดิ ล

มลู นธิ ิสถาบนั วิจยั เพือ่ การพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพกิ าร

ก ร ม ก ิ จ ก า ร ส ต ร ี แ ล ะ ส ถ า บั น สุพจน เดน ดวงและคณะ (2558) มหาวิทยาลยั มหิดล

ครอบครวั ภุชงค เสนานุช มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร

สถาบนั พฒั นาองคก รชุมชน ไมไดมีงานวิจัยของตนเองชัดเจน แตมีจุดเดนในการสังเคราะหและสื่อสารงาน

วชิ าการของตนเองรวมกบั ภาคี

การเคหะแหง ชาติ รศ.ดร.วันเพญ็ วิโรจนกูฎ สมาคมวศิ วกรรมส่งิ แวดลอมแหงประเทศไทย

ดร.ธนภณ พนั ธเสนอ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร

รศ.ดร.ฉวีวรรณ เดนไพบลู ย มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร

รศ.ดร.วทิ วสั รงุ เรืองผล มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร

นพิ นธ กลนิ่ ชีวติ คณะสถาปต ยกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลยั กรงุ เทพ

ผศ.ดร.ธราวฒุ ิ บุญเหลอื คณะสถาปต ยกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ดร.ปราโมทย ประสาทกลุ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล

ผศ.ดร.อรรจน เศรษฐบุตร จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย

บรษิ ัทโบลลเิ กอร แอนด คอมพานี (ประเทศไทย) จํากดั

111

สําหรับงานวิชาการ/วิจัยที่หนวยงานของกระทรวงดําเนินการเองนั้น สวนใหญมีลักษณะเปนรายงาน
ผลการดําเนินงาน หรือการประเมินโครงการที่หนวยงานดําเนินการมิไดเปนผลงานวิจัยที่มีการตั้งโจทยวิจัย มี
กรอบแนวคิด หรอื วิธีการวิเคราะหขอ มูลท่ีสลบั ซบั ซอน งานมีลกั ษณะเปนการรายงาน “ขอมลู ” มากกวา การ
สรา ง “องคค วามรู” หรือแสวงหา “นวตั กรรม” เพอื่ การแกไขปญ หาใหมๆ จากการทบทวนงานวิจยั พบวา แม
จะมงี านวิจัยในกลุม เรื่องใกลเคยี งกนั แตกข็ าดการสังเคราะหประเด็น หรือหยิบยกประเดน็ ข้นึ มาเปนนโยบาย

ในกรณีของการเคหะแหงชาติซึ่งเปนรัฐวิสาหกิจ แมจะมีงานวิจัยจํานวนมาก แตงานทั้งหมดก็อาศัย
บุคลากรจากภายนอก เปนการตั้งโจทยวิจัยเพื่อหาทางออกหรือแนวปฏิบัติเฉพาะเรื่อง เชน การวิจัยบทบาท
ของการเคหะแหงชาติในการพัฒนาที่อยูอาศัยสําหรับผูยากจนในชนบท (2557) การศึกษาพฤติกรรมการใช
สอยพื้นที่ภายในอาคารและพื้นที่สวนกลางในโครงการพัฒนาที่อยูอาศัยสําหรับผูมีรายไดนอยของการเคหะ
แหงชาติ (2558) การเสริมความแข็งแรงของโครงสรางอาคารที่มีอยูเดิมของการเคหะแหงชาติเพื่อรองรับภัย
แผนดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โครงการวิจัยและพัฒนาการสํารวจและการคาดประมาณความตองการท่ี
อยอู าศัยของประเทศไทยในชว งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 12 (2558)

สําหรับสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (พอช.) ในฐานะองคการมหาชน ก็เปนอีกหนวยงานที่เนนการ
ปฏิบัติการ บทบาทดานงานวิจัยและวิชาการ ไมคอยชัดเจนนัก มีความพยายามในการพัฒนางานวิจัยรวมกับ
สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยทํางานรวมกับเครือขายระดับ
พื้นที่ เชน โครงการการพัฒนาชุมชนเขมแข็งพึ่งพาตนเองและเทาทันตอการเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยการ
ดําเนินงานอยางบูรณาการ กรณีศึกษาบทเรียนจากชุมชนทองถิ่นพื้นที่ 5 จังหวัด: จ.ชัยนาท จ.ปราจีนบุรี
จ.เชียงใหม จ.มหาสารคามและ จ.สตูล เมื่อเปรียบเทียบกับหนวยงานอื่นๆ แตบทบาทการทําวิจัยและการนํา
ผลงานวิจัยไปใชประโยชนก็มิไดชัดเจนนัก แต พอช. มีจุดเดนในการสื่อสารชุดขอมูลความรู และแนวปฏิบัติ
ไปสกู ารขับเคลือ่ น (movement) กับภาคีเครอื ขาย

ประสบการณงานวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจยั ของกระทรวง พม. ชี้ใหเห็นถึง ภาวะการแยก
สว นระหวางงานวิจัยกับการใชป ระโยชนจ ากงานวจิ ัย โดยเฉพาะงานวิจยั ที่บุคลากรกระทรวงดําเนนิ การเอง มี
การนํามาใชประโยชนเ ชงิ รูปธรรมนอยมาก แมหนว ยงานในกระทรวงจะมีงานวจิ ยั อยจู ํานวนมาก แตข าดการ
เอามาใชงาน สวนหนึ่งเปนเพราะขาราชการในหนวยงาน และแมแตตัวนักวิจัย ขาดความมั่นใจในเรื่องความ
ถูกตอ งเชิงระเบยี บวิธี ดังน้นั งานวจิ ัยทีด่ าํ เนินการเสรจ็ แลว ก็ทาํ ไดเ พียงเผยแพรไวในเว็บไซตหรือในหองสมุด
ไมไดมีการดําเนินการตอแตอยางใด สวนในระดับพ้ืนที่ มีความพยายามในการสง ตอผลการวิจัยใหหนว ยงานที่
เกี่ยวของ เชน องคกรปกครองทองถิ่น และทําชุดความรูเพื่อสื่อสารสาธารณะดวย แตก็ไมไดเห็นผลในเชิง
ปฏิบัติ11210 อยา งไรกด็ ี สาํ หรบั สสว. ในฐานะหนวยงานวชิ าการสว นกลางที่อยูในภูมิภาค 11 แหง ในชวง 2-3 ป
หลงั มาน้ี มคี วามพยายามดาํ เนินการวิจัยรว มในหวั ขอเดียวกัน เชน อนาคตการจัดสวสั ดิการสังคมไทย เมื่อเขา
สปู ระชาคมอาเซียนภายใตภารกิจของกรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการ (2558) ดาํ เนินการโดย สสว. 1-12 ซึ่งมี

10 ตวั อยางจากงานวจิ ยั เร่ืองโครงการวจิ ัยและพัฒนาการส่ือสารเพ่ือยตุ ิขอทาน (2561) จัดทาํ โดยสํานกั งานสนบั สนนุ และสง เสริมวิชาการ 3
(สสว.3) และ 2 (สสว.2)

112

ขอเสนอสําคัญคือการมีนโยบายสงเสริมการจดั สวัสดิการสังคมแบบพหุวัฒนธรรม การตั้งประชาคมสวัสดิการ
อาเซียน (ASEAN Welfare) แตก็ยงั ไมพ บวา มกี ารนําขอเสนอจากงานวจิ ัยไปใชอยา งชัดเจน

5.3 การใชประโยชนจากงานวจิ ยั สกู ารผลักดันนโยบาย (Policy-Research Nexus) ดานการ
พัฒนาสังคม

ขอคนพบในหัวขอ 5.2.1 แสดงใหเห็นขอจํากัดในการผลักดันงานวิจัยไปสูนโยบายจากภายใน
องคาพยพของกระทรวงเอง เนื้อหาในสวนนี้วิเคราะหเปรียบเทียบกรณีศึกษานโยบาย 5 เรื่อง ไดแก นโยบาย
การปองกันและปราบปรามการคามนุษย กระบวนการรางกฎหมายองคกรไมแสวงกําไร นโยบายดา นผูสูงอายุ
นโยบายดานคนพิการ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับคนไรบาน เนื้อหาในบทที่ 4 แสดงใหเห็นที่มาท่ีไปของนโยบาย
กระบวนการขับเคลื่อนและผลักดัน การใชองคความรูจากหนวยงานภายนอก และผลลัพธจากการขับเคลื่อน
ของนโยบายท้ัง 5 เร่ือง

หากพจิ ารณาจากการขบั เคล่ือนเชงิ นโยบาย โดยจาํ แนกนโยบายตามตัวแสดงในการดาํ เนินนโยบาย 2
กลุม คือ กลุมที่ดําเนินการโดยหนวยงานรัฐ ไดแก นโยบายการปองกันและปราบปรามการคามนุษย และ
กระบวนการรางกฎหมายสงเสริมและพัฒนาประชาสงั คม11311 และกลุมที่ดําเนินโดยการผลักดันจากหนวยงาน
ภายนอก ไดแ ก นโยบายเรือ่ งคนพกิ าร ผูสูงอายุ และคนไรบาน

สําหรับในกลุมแรก การดําเนินงานโดยหนวยงานรัฐ โดยเฉพาะในสวนของนโยบายปองกันและ
ปราบปรามการคา มนษุ ย เปนประเดน็ ท่ปี ระเทศไทยตอบสนองตอแรงกดดนั ภายนอกประเทศ โดยเฉพาะจากคู
คาที่เปน มหาอํานาจ ทง้ั TIP Report จากสหรัฐอเมรกิ า และ IUU Report จากสหภาพยโุ รป การถูกจัดอันดับ
ใน Tier 3 มีผลกระทบตออุตสาหกรรมประมงทะเลอยางมาก ประกอบกับการเคลื่อนไหวขององคกรพัฒนา
เอกชน (มูลนิธิเครือขายสงเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน) รวมกับสื่อสารมวลชน (ชอง 3) ที่แสดงใหเห็นขอมูล
ขบวนการคามนุษยขา มชาตใิ นประเทศอินโดนีเซยี ทําใหร ัฐบาลไทยตองตอบสนองกับปญหาการคามนุษยอยาง
ทนั ทวงที นอกจากปฏิบตั ิการการชวยเหลอื ฉุกเฉิน การกวดขนั จับกุม รฐั บาลไทยจาํ เปนตองปรับปรุงมาตรการ
ปองกันและปราบปรามการคามนุษย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เปนฝายเลขาของคณะกรรมการ ให
ความสําคญั กับงานชว ยเหลอื เยียวยาเหย่ือการคา มนษุ ย ขอ มลู จากการสมั ภาษณแ สดงใหเ ห็นวา ความสาํ เร็จใน
การยกระดับประเทศไทยจาก Tier 3 เกิดจากความพยายามในการปองกันและปราบปรามการคามนุษย การ
จัดทําระบบขอมูลเชื่อมโยงระหวางหนวยงานเพื่อการจัดทํารายงานการคามนุษย ในสถานการณดังกลาว
แมว า สถาบนั วชิ าการหลายแหงจะมีการทําวิจยั เรื่องการคา มนษุ ยจ าํ นวนมาก11412 การปรับเปลีย่ นนโยบายเปน ไป

11 เกดิ จากระเบียบสํานกั นายกรัฐมนตรีวา ดวยการสง เสริมและพฒั นาองคกรภาคประชาสังคม พ.ศ.2558 และคาํ สงั่ สาํ นักนายกที่ 44/2559
เรื่องแตง ตง้ั กรรมการและเลขานุการ กรรมการผทู รงคุณวฒุ ิ และรองประธานคนทีส่ องในคณะกรรมการสง เสริมและพฒั นาองคกรภาคประชา
สงั คม (คสป.) วนั ที่ 24 กุมภาพนั ธ 2559 ซึง่ กําหนดใหอธบิ ดีกรมพฒั นาสงั คมและสวัสดิการเปน คณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ
12 จากการคน ขอมลู ในระบบคลงั ขอ มลู งานวจิ ยั ไทย พบผลงานวจิ ยั เกี่ยวกบั การคา มนษุ ย 19 เรอื่ ง ในจาํ นวนน้เี ปน งานทจี่ ัดทําหลงั ป 2557
จาํ นวน 13 เรือ่ ง

113

เพอื่ ตอบสนองกับสถานการณเรง ดว นมากกวาทจ่ี ะมีการสรางองคความรู หรือการใชป ระโยชนจากงานวิจัยท่ีมี
อยู กลา วอกี นัยหนงึ่ การวจิ ัยกลายเปน เร่ืองแยกสวนกบั กระบวนการดําเนินงานและกระบวนการนโยบาย

กรณีศึกษาราง พ.ร.บ.สง เสรมิ และพัฒนาองคก รภาคประชาสังคม ที่ถูกปรับเปลี่ยนเปนราง พ.ร.บ.ไม
แสวงหากําไร แสดงใหเห็นความสลับซับซอ นของกระบวนการนโยบายท่ีกระทรวงการพัฒนาสังคมมีบทบาท
เปนรองในกระบวนการนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม เพราะมีหนวยงานอื่นที่มีอิทธิพลเหนือกวา
กระทรวงการพัฒนาสงั คม เมือ่ เปน เชน นี้ แมจ ะมีการใชองคความรูทางวิชาการ แตค วามรทู ีใ่ ชก็เปนรองความรู
แบบอนื่ ๆ หรอื มีอํานาจไมเ ทา ความรแู บบอ่นื

กลุมที่สอง การผลักดันกระบวนการนโยบายจากองคกรภายนอก 3 กรณีศึกษา ทั้งสามกรณีมี
ลักษณะรวมกันคือ มีองคกรเจา ภาพ/เจาของปญ หาทีเ่ ขา มาผลักดันกระบวนการนโยบาย ในกรณีนโยบายการ
จดั สวัสดิการผูสูงอายุ มี มส.ผส. เปน platform ทีม่ จี ุดแขง็ ในการขับเคลือ่ นงานวิจัยและองคความรเู พือ่ พัฒนา
คุณภาพชีวิตผูสูงอายุ ทั้งผลักดันใหเกิดการวิจัยเพื่อแสวงหาองคความรูใหม การนําองคความรูมาสื่อสาร
สาธารณะ และผลกั ดนั นโยบายผา นคณะกรรมการผสู งู อายุแหงชาติ ดังนั้น การขบั เคลอ่ื นนโยบายผูสูงอายุจึงมี
ฐานความรูและฐานงานวิจัยจํานวนมากที่ มส.ผส.และเครือขายเปนผูผลักดันและนํามาใชประโยชนในการ
ตัดสินใจ แตก็ไมอาจรับประกันไดวาในชั้นการตัดสินใจ ผูกําหนดนโยบายเลือกที่จะใชระบบบํานาญแหงชาติ
เปน แนวทางการจัดสวสั ดิการหลักสาํ หรับผสู งู อายุ กรณนี ้ชี ีใ้ หเห็นวา แมจ ะมงี านวิจยั เปน ฐาน มีการสังเคราะห
สื่อสารงานวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายมาเปนระยะเวลาหนึ่ง แตก็ยังไมประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อน
นโยบาย ในการตดั สนิ ใจเชิงนโยบาย ผลจากงานวิจัยมีฐานะเปนทางเลือกนโยบายทางเลือกหนง่ึ ซ่ึงอาจจะถูก
หยิบยกมาพจิ ารณาหรือไมก็ได

ในกรณีถัดมา การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพศูนยบริการคนพิการทั่วไปโดยองคกร
คนพิการ ซึ่งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และเครือขายองคกรคนพิการถือเปนกลไก
สําคัญในการผลักดันเพื่อใหเกิดการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มสมรรถนะใหศูนยบริการคนพิการ หาก
เปรียบเทียบกับการขับเคลื่อนโยบายเรื่องผูสูงอายุซึ่งมีจุดเดนเรื่องการสรางองคความรูและจัดการความรู
จุดเดนของเครือขายคนพิการคือการมีเครือขายนโยบายที่เขมแข็ง และสามารถใชประโยชนจากงานวิจัยมา
เสริมพลังกระบวนการล็อบบี้ได แมวาจะมีทรัพยากรในการทําวิจัยนอยกวาประเด็นผูสูงอายุก็ตาม เงื่อนไข
ความสําเร็จที่สําคัญเปนการผนึกกําลังของเครือขายนโยบายหลายสวน ทั้งที่เปนเครือขายคนพิการ คณะอนุ
กรรมาธิการในวุฒสิ ภา เครอื ขายวชิ าการดานคนพิการ หากเปรยี บเทยี บกับเครือขายวิชาการดานผูสูงอายุซึ่งมี
ความเขมแข็ง และมีทรัพยากรมากกวา เครือขายวิชาการดานคนพิการ ยังเปนเครือขายเล็ก ซึ่งจําเปนตอง
ระดมหาทรพั ยากรจากหนวยงานตา งๆ มาทาํ วิจยั และแมจะมปี ระสบการณในการเคลอ่ื นไหวมาเปน ระยะเวลา
ยาวนานกวา แตเนื่องจากประเด็นคนพิการ เปนประเด็นชายขอบ และเปนกลุมคนที่ถูกตีตรา (stigmatized)
มาโดยตลอด การขับเคลื่อนประเด็นคนพิการจึงมีอุปสรรคมากกวา และจําเปนตองใชพลังทางการเมือง
มากกวา

114
กรณีสุดทาย การขับเคลื่อนแนวทางการดาํ เนินงานเกี่ยวกับคนไรบาน ในการขับเคล่ือนประเดน็ คนไร
บาน ผูท่ีมบี ทบาทในการขับเคลื่อนประเด็นชใ้ี หเ หน็ วา แมวากระทรวงฯ จะมีการตั้งกรรมการรวม แตก็ไมไดมี
การประชุมอยางตอเนื่อง แตเงื่อนไขที่ทําใหการขับเคลื่อนมีความกาวหนาเปนเรื่องของการรวมมือทํางาน
รวมกันอยางตอเนื่องของเครือขายคนไรบานและกระทรวง ซ่ึงความรวมมือในการทํางานนี้ไมไดจํากัดเฉพาะ
เร่อื งคนไรบ า น แตขยายไปถึงเร่ืองการเคล่อื นไหวเพ่อื “คนไทยไรสทิ ธ”ิ หรือคนไรสถานะดว ย

โดยสรุป กรณีศึกษาทั้งหมดแสดงใหเห็นกลไกการตัดสินเชิงนโยบายที่มีตอการนําผลงานวิจัยไปใช
ประโยชน ทั้งในการขับเคลื่อนนโยบาย/แนวปฏิบัติที่แตกตางกัน แตจุดรวมที่สําคัญคือ งานวิจัย/วิชาการไม
ถูกนําไปใชประโยชนโดยตรงในกระบวนการนโยบายซึ่งมีความสลับซับซอน งานวิจัยมีฐานะเปนเพียง
ทางเลือกนโยบาย หรือแนวปฏิบัติแบบหนึ่ง ซึ่งผูกําหนดนโยบายหรือผูมีบทบาทในการปฏิบัติเลือกที่จะใช
หรือไมก็ได และเงื่อนไขสําคัญที่ผูกําหนดนโยบาย/ผูปฏิบัติจะนําผลการศึกษาวิจัยไปใช ประกอบดวยเงื่อนไข
ทางการเมือง เงื่อนไขเรื่องความสัมพันธระหวางหนวยงาน รวมไปถึงความสัมพันธระหวางปจเจกบุคคลดวย
นอกจากนี้ งานวิจัยที่ถูกนํามาใชในการขับเคลื่อนนโยบาย ไมไดเปนงานวิจัยทั่วไป แตเปนงานวิจัยที่ตองการ
การยอย และมีการจัดทําองคความรูใหงายตอการสื่อสาร ทั้งตอสาธารณะและตอผูกําหนดนโยบาย โดยนัยน้ี
กระบวนการผลักดันใหมีการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน จําเปนตองคํานึงถึงกระบวนการสื่อสาร และกลไก
ในการสอ่ื สารผลงานวิจยั ดวย

นอกจากน้ี จากประสบการณขับเคลื่อนนโยบายเครือขายคนพิการ และการทํางานเรื่องคนไรบาน
ชี้ใหเห็นบทบาทขององคกรอื่นๆ ที่สนับสนุนทุนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในสวนอื่นๆ เชน สสส.11513 ที่เปดโอกาส
ใหภาคีนโยบายสามารถขอทุนสนับสนุนการวิจัย/ปฏิบัติการที่สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายและ/หรือ

13 โดยปกติ สสส.จะไมใ หท นุ วิจยั ในลักษณะเดียวกับ สกสว. หรือ วช. แตจ ะใหทนุ ในงานทม่ี ีการปฏิบตั กิ ารขับเคลื่อนประเด็นทช่ี ัดเจน

115

แนวทางปฏิบัติที่เปนนวัตกรรม ประเด็นใหม ซึ่งเปนการปดชองวางการใหทุนวิจัยจากงบประมาณแผนดินซึ่ง
จาํ เปนตองใหความสาํ คัญกบั ยทุ ธศาสตรการวิจัยระดับชาตเิ ทา นั้น

5.4 บทสรปุ และขอ เสนอแนะ

คําถามวจิ ยั สําคัญในงานวิจัยฉบับน้ีคอื กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ยมีงานวิจัย
และการใชประโยชนจากงานวิจัยอยางไร และจะพัฒนาแนวทางการสรางกลไกการผลักดันและสง เสรมิ การใช
ประโยชนจากผลงานวจิ ัยในกระทรวงไดอยางไร คณะผูวจิ ัยไดวเิ คราะหใ หเหน็ บริบทของกระทรวง ผลงานวิจัย
และการใชผลงานวจิ ัย รวมท้ังกรณศี กึ ษาการตดั สินใจเชิงนโยบายในเรื่องตางๆ และสามารถสรุปรวบยอดไดวา
แมวาหนวยงานในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย จะมีงานวิจัยจํานวนมาก แตลําพัง
เฉพาะงานวิจัย ไมสามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง หากขาดการสังเคราะห ยอยประเด็นและสื่อสาร
งานวิจัย ซึ่งในปจจุบันกระทรวงฯ ไมมีกลไกในการดําเนินงานในลักษณะดังกลาว ประกอบกับการจัดวาง
ตาํ แหนง (positioning) ของกระทรวงในการเปนฝา ยตั้งรับนโยบายและผลจากนโยบายของหนวยงานอ่ืน การ
มีบทบาทรองในกระบวนการนโยบายที่เกี่ยวของกับการพัฒนา ความสลับซับซอนและความเปนการเมืองใน
กระบวนการนโยบาย ทําใหไมเ ห็นการใชป ระโยชนจ ากงานวิจยั ในกระบวนการนโยบายมากเทา ใดนัก

ขอพจิ ารณาอกี ประการหน่งึ คืองานวิจัยในงานของกระทรวงพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยทํา
หนาที่อะไร (function) หากจําแนกประเภทการใชงานวิจัยออกเปน 3 ประเภท ไดแก งานวิจัยเพื่อปรับปรุง
กระบวนการทํางาน (routine to research – R2R) งานวิจัยเพื่อการเคลื่อนไหวทางสังคม (research to
movement – R2M) และงานวิจัยเพอื่ ผลักดันนโยบาย (research to policy) จะเห็นไดว า งานวจิ ัยสวนใหญ
ในกระทรวง พม. ยงั เปนงานวจิ ัยเพื่อตอบโจทยง านประจําหรืองานเฉพาะหนาเปน หลกั และแทนที่จะเปนการ
วจิ ัยเพ่ือผลกั ดันนโยบาย แนวทางการทํางานวิจัยของกระทรวงเปนการทํางานวจิ ัยเพ่ือตั้งรับตามนโยบายที่ถูก
กําหนดมามากกวา ในขณะที่งานวิจัยของ พอช. ซ่งึ เปน หนว ยงานทม่ี เี ปาหมายเฉพาะ ใหค วามสาํ คัญกับการใช
งานวจิ ัยเพือ่ การขับเคลือ่ นงานพัฒนาศกั ยภาพชมุ ชน

บทเรียนการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันนโยบายของหนวยงานจากภายนอกกระทรวงชี้ใหเห็นวา ในการ
ผลักดันนโยบายหนึ่งๆ จําเปนตองใชลงทุนทรัพยากร และขับเคลื่อนอยางตอเนื่อง บางนโยบายใชเวลานับ
หลายปกวาจะมีความกาวหนา นอกจากนี้ยังตองมีภาคีหรือเครือขายที่รวมกันขับเคล่ือนนโยบายดังกลาวดว ย
ซึ่งวิธีคิดเรื่องตัวชี้วัด (Key Performance Indicator-KPI) หรือ Objective Key Results (OKRs) ในปจจุบัน
ไมเปดโอกาสใหมีการตั้งเปาหมายในลักษณะดังกลาว ยิ่งไปกวานั้น ในการทําวิจัยหรือขับเคลื่อนนโยบายดาน
สงั คม ยังมีปจจยั ท่มี อี ิทธพิ ลแทรกแซงไดอ กี หลายทิศทาง แมจ ะตอบโจทย OKRs ได แตกไ็ มอาจรบั รองไดวามา
จากงานวิจยั จากหนว ยงานเดยี ว

ในสถานการณการเปลี่ยนแปลงบริบทและโครงสรางงานวิจัยของประเทศ เมื่อหนวยงานผูรับทุน
จะตอ งเปนผดู ําเนนิ การทําวิจยั และผลกั ดนั ใหเ กดิ การใชประโยชนจากผลงานวิจยั ในอนาคต จําเปนตองนิยาม
วา ใครคือผูใชป ระโยชนจากงานวิจัยที่แทจริง และจะใชประโยชนในรปู แบบใด หากเปนผูก ําหนดนโยบาย ทํา

116

อยางไรจะใหผลงานวิจัยเปนทางเลือกเชิงนโยบายที่สําคัญ และหากเปนผูปฏิบัติ จะแปลงผลการวิจัยไปสู
แนวทางปฏิบัตทิ ่ีเปนรปู ธรรมและไดร บั การยอมรบั มากขึ้นไดอยางไร

มีขอพิจารณาเพื่อการปรับปรุงการดําเนินงานในภารกจิ ที่เกี่ยวของกับการวิจัยและการนําผลงานวจิ ัย
ไปใชป ระโยชนด ังนี้

4. การสรางกลไกเพื่อผลักดันใหเกิดงานวิจัย และการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนในระดับ
กระทรวง ผลการศกึ ษาแสดงใหเห็นภาวะทโ่ี ครงสรา งกระทรวงมีความออนแอในเร่ืองภารกิจการวจิ ยั ช้ีใหเห็น
ความจําเปนในการพฒั นากลไกท่ีเปนคลังสมอง (think tank) ของกระทรวง ดังนั้น จึงมีความจาํ เปนตองปรบั
บทบาทหนว ยวจิ ยั ที่มีอยใู นปจจุบนั ใหท ําหนา ทมี่ ากกวาการทํางานธุรการและรายงานผลการดําเนนิ งานในแบบ
ทว่ั ไป แตตอ งเพ่มิ บทบาทการกาํ หนดยทุ ธศาสตรง านวิจัยและการนาํ ผลงานวิจัยไปใชประโยชนดวย

5. การสงเสริมการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน ผานกระบวนการจัดการความรู และสื่อสาร
ความรูจากงานวิจัยทั้งภายในและนอกกระทรวง ผลการศึกษาแสดงใหเห็นวา ลําพังรูปเลมผลงานวิจัย ไมถูก
นาํ ไปใชประโยชนไดโ ดยตรง แตจําเปนตอ งมกี ารยอย สือ่ สารขอมลู ไปยงั ผมู สี วนไดสวนเสยี ในเรื่องน้นั ๆ ซ่ึง ผล
จากงานวิจัยหนึ่งๆ สามารถใชประโยชนไดทั้งเรื่องระเบียบวิธี ขอมูล และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนั้น ใน
อนาคต การวิจยั ของกระทรวง จําเปน ตอ งออกแบบกระบวนการวจิ ยั ที่เชื่อมโยงกับการสื่อสารผลการวิจัย และ
การขับเคล่ือนประเดน็ กบั ผมู ีสว นไดส วนเสยี ดว ย

6. ในบริบทของระบบการใหทุนในการวิจัยในปจจุบัน ซึ่งแยกความสัมพันธระหวางกระทรวงกับ
สถาบันการศึกษาออกจากกัน แตละฝายจําเปนตองทําผลงานวิจัย/และใชประโยชนจากงานวิจัยของตนเอง
กระทรวงจําเปนตองพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการศึกษาวิจัยใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน
จําเปนตองเพิ่มบทบาทในการสราง platform เพื่อเชื่อมโยงเครือขายสถาบันการศึกษา องคกรภาคประชา
สังคม และผูมีสวนไดสวนเสียแตละกลุม เพื่อใหเกิดการผลักดันงานวิจัย และนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน
รวมกนั

ภาคผนวก 1
เคร่ืองมือการวจิ ัย

1) แนวคําถามการสัมภาษณแบบอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) สํานักงานสงเสริมและสนับสนุน
วิชาการ 1 – 11

ขอท่ี คาํ ถาม ผลทค่ี าดวาจะไดร บั

1 ทา นมคี วามคิดเห็นวา การทํางานวจิ ยั และการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน

ในภาพรวมของกระทรวง พม. หรอื ของหนว ยงานตาง ๆ ภายในกระทรวงมี

ลักษณะอยา งไร

2 ทานมีความคิดเห็นวา ในปจจุบันการทํางานวิจัยในภาพรวมของกระทรวง

3 พม. มุงเนนไปท่ปี ระเด็นใด หรอื กลุม เปา หมายใดเปน สาํ คญั - ลักษณะของความตองการการวิจัย
และรูปแบบการนําไปใชประโยชน
ในการดําเนินงานตามภารกิจของกระทรวง พม. หรือของหนวยงานของ จากงานวิจัยของหนวยงานใน
ทานในแตละครั้งนั้น มีการนําผลงานวิจัยหรือผลการศึกษากอนหนามา กระทรวง
ประยุกตใชก ับการดําเนินงานหรือไม/ หากมี งานการศึกษาดังกลาวมาจาก
หนวยงานใดและรูปแบบการนาํ มาประยกุ ตใชม ีลักษณะอยางไร

4 ในปจจุบัน งานวิจัยหรืองานการศึกษาของหนวยงานของทาน มีลักษณะ

อยางไร หรอื มุงเนนทป่ี ระเดน็ ใด/ กลุม เปาหมายใดเปนสําคญั

5 การทํางานวิจัย/งานการศึกษาในแตละครั้ง ทานและหนวยงานของทาน

กําหนดหวั ขอการวจิ ยั จากปจ จัยใดเปน สําคญั

6 ทานและหนวยงานของทานมีวิธีการในการกําหนดหัวขอ รวมถึง - กลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายของ

กระบวนการวจิ ยั อยา งไร กระทรวง พม. และลักษณะงานวิจัย

7 หนวยงาน หรือคณะทํางานใดที่มีสวนเกี่ยวของในการตัดสินใจเชิง ที่ถูกนาํ ไปใชประโยชน

กระบวนการในการกาํ หนดหัวขอรวมถึงการทําวิจัย - การเชื่อมโยงผูผลิตองคความรูที่

8 เม่ือกาํ หนดหัวขอ การวจิ ยั แลว ใครเปนผทู ําวิจัย/งานการศึกษา เกี่ยวของกับผูใชประโยชนของ

9 คณะผูวิจยั มกี ระบวนการในการทาํ วจิ ยั อยา งไร งานวจิ ัยในภารกิจของกระทรวง พม.

10 ใครหรอื หนวยงานใดบา งท่นี ําผลการวจิ ัย/งานการศึกษาของหนวยงานทาน - การพฒั นาศักยภาพบุคลากรในการ
ทําวิจัยและพัฒนาชองทางในการใช
ไปใชป ระโยชน
11 งานวิจัยของหนวยงานของทานที่ถูกนําไปใชประโยชนสวนใหญมีลักษณะ ประโยชนจากงานวิจัยจากแหลงอ่ืน

อยา งไร/ และถูกนําไปใชอ ยา งไร

12 ทานใชอ งคค วามรู ขอ มูล รวมถึงทรัพยากรในการทําวิจัยจากแหลง ใดบาง


Click to View FlipBook Version