The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaplatpso9, 2022-05-27 03:58:42

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

118

13 ในปจจุบัน ทานคิดวาหนวยงานของทานมีงานวิจัยหรืองานการศึกษาท่ี - กลไกการผลักดัน/สงเสริมการใช

เพียงพอตอการนําไปประยุกตใชกับการดําเนินงานตามภารกิจของ ประโยชนจากผลงานวิจัยเพื่อภารกจิ

กระทรวง พม. หรือเพือ่ ตอบสนองตอกลุมเปา หมายหรือไม/ อยา งไร ของกระทรวง พม.

14 ทานประสบปญหาการนําผลงานวิจัยหรือผลการศึกษาจากหนวยงานอืน่ ๆ

ภายในกระทรวง หรือจากหนวยงานภายนอกมาประยุกตใชกับการศึกษา

ของทานบา งหรือไม/ หากมี ปญหาหรอื อุปสรรคดงั กลาวมีลกั ษณะอยา งไร

15 ปญ หาและอุปสรรคในการทาํ วจิ ัยในหนวยงานของทา นมอี ะไรบาง

16 ทานคิดวามีปจจยั ภายนอกท่ีชว ยหนนุ เสรมิ หรือเปน อปุ สรรคตอ การทําวิจัย

ของหนว ยงานของทานหรอื ไม/ อยางไร

17 ทานคิดวามีปญหาหรืออุปสรรคตอการที่หนวยงานอื่นหรือบุคคลอื่นนํา

ผลการวิจัยที่เปนผลผลิตของทานไปใชประโยชนตอหรือไม/ หากมี ปญหา

ดงั กลา วมีลกั ษณะอยางไร

18 ทานคิดวามีปจจัยภายนอกที่ชวยหนุนเสริม หรือเปนอุปสรรคตอการนํา

งานวิจัยของหนว ยงานทานไปใชป ระโยชนหรือไม/ อยา งไร

19 หัวขอใดหรือประเด็นใดท่ีหนวยงานของทานใหค วามสนใจ หรือเห็นสมควร

ท่จี ะกาํ หนดเปนหวั ขอ ในการทําวจิ ยั ในคร้งั ตอ ๆ ไป

20 ขอเสนอแนะเชิงนโยบายตอกระบวนการทําวิจัย และการนําผลงานวิจัยไป

ใชป ระโยชนใ นอนาคต

2) แนวคาํ ถามในการสมั ภาษณเชิงลึก/ประชมุ กลุมยอ ยกลุมผูบ ริหารระดับกอง กรมหรือเทียบเทา กรมของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย
วตั ถปุ ระสงค ประเดน็ คาํ ถาม
1. วเิ คราะหผูใชป ระโยชนจากงานวจิ ัย (User (1) ตัวแสดงทส่ี ําคัญ (หนวยงาน/คณะทาํ งาน/กลไกรูปแบบตา งๆ) ใน
analysis) และรูปแบบการใชป ระโยชนจ าก การกาํ หนดนโยบายท้ังในระดับภาพรวมของกระทรวง กรม และของ
งานวจิ ัยในภารกิจของกระทรวง แตละหนว ยงานยอ ย
(2) ตัวแสดงท่สี ําคัญ (หนว ยงาน/คณะทํางาน/กลไกรปู แบบตา งๆ) ใน
การนาํ ผลงานวิจยั ไปประโยชนในภารกิจในระดบั กรม
(3) รูปแบบหลกั ในการนําผลงานวจิ ยั ไปประโยชนในภารกิจของ
กระทรวง และในระดับกรมเปนอยา งไร
(4) กระบวนการพฒั นาคาํ ถามวจิ ยั หรอื การกําหนดองคความรทู จี่ าํ เปน
สาํ หรบั การกําหนดหรือตัดสินใจเชิงนโยบายทง้ั ในระดับภาพรวมของ
กรม และของแตล ะหนวยงานยอ ย
(5) แหลง คน ควา ขอมลู และผลงานวิจยั ทใ่ี ชในการนาํ ไปอางองิ การ
กําหนดนโยบายและปฏิบัติงานมแี หลง ใดบาง

119

วัตถปุ ระสงค ประเดน็ คาํ ถาม
2. วเิ คราะหค วามตองการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใช (1) ในชวง 5 ปที่ผานมา (พ.ศ.2559-2563) องคค วามรูหรือประเดน็
ประโยชน (demand-sided) ของหนวยงาน วจิ ยั ที่หนว ยงานสามารถนาํ มาใชประโยชนใ นการกําหนดนโยบายและ
ในกระทรวง แกไขปญหาไดอ ยางมปี ระสิทธภิ าพ
(2) ในอกี 5 ปขางหนา (พ.ศ.2564-2568) องคความรหู รือประเดน็
3. วิเคราะหเงื่อนไข ขอจาํ กัด ตลอดจนปจ จัย วิจยั ใด ท่ีหนวยงานตอ งการนํามาใชเพ่ือกาํ หนดนโยบายและวางแผน
ทเ่ี กย่ี วของในการดาํ เนนิ งานวิจัยของ รองรับความทา ทายท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต
กระทรวงการพฒั นาสังคม เชน แหลงขอ มลู (3) จากการใชป ระโยชนจ ากงานวจิ ัยที่ผา นมา รูปแบบของการไดมาซง่ึ
ทกั ษะในการทําวจิ ัย เปน ตน องคความรูหรอื ผลงานวิจัยทีจ่ ะสามารถนาํ มาใชป ระโยชนใ นการ
4. วเิ คราะหกรณีศึกษาการตัดสนิ ใจเชิง กาํ หนดนโยบายและนําไปสกู ารปฏบิ ตั ไิ ดจรงิ นน้ั ควรเปน อยางไร (เชน
นโยบายทม่ี ีการนาํ ผลงานวจิ ัยไปใชประโยชน ทํางานวจิ ัยโดยนักวชิ าการ/ผเู ชีย่ วชาญจากภายนอกหนวยงาน ทํางาน
จากงานวิจยั ของหนว ยงานในกระทรวง วจิ ัยรวมระหวางบคุ ลากรภายในและนักวิชาการ/ผูเ ชย่ี วชาญจาก
5. ขอเสนอตอกลไกสนบั สนุนการเช่อื มโยง ภายนอก ทํางานวจิ ัยโดยบคุ ลากรภายในเพียงอยางเดยี ว เปน ตน )
ผลงานวจิ ัยทั้งภายในหนว ยงานและภาคนี อก (1) ผลงานวจิ ยั หรอื งานวิชาการในรปู แบบใด ท่ีไมส ามารถนาํ ไปใช
หนวยงานเพือ่ การผลกั ดันงานตามภารกิจ ประโยชนใ นการกาํ หนดนโยบายและดาํ เนินการเพ่ือแกไ ขปญหาได
อยางมีประสิทธิภาพ เพราะเหตุใด
(2) เง่ือนไข และขอจํากดั ทส่ี าํ คัญในการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน
ในการกําหนดนโยบายและดาํ เนินการแกไขปญหาตามภารกจิ ของ
หนวยงาน
(3) แนวทางการพฒั นาศกั ยภาพบคุ ลากรภายในหนว ยงานเพือ่ ทําวิจัย
ควรเปน อยางไร
ยกตัวอยา งกรณีศึกษาทมี่ ีการนําผลงานวิจยั ไปใชใ นการกําหนด
นโยบาย สามารถดาํ เนนิ การแกไ ขปญหาไดเปนผลสําเรจ็ (ปจจยั /
เงอื่ นไขทส่ี ง ผลตอความสําเร็จ)
กลไกสนบั สนุนการเชอ่ื มโยงผลงานวิจยั ท้ังภายในหนว ยงานและภาคี
นอกหนว ยงานเพอื่ นาํ ไปสูการกาํ หนดนโยบายและการดําเนินงาน
แกไ ขปญหาอยา งมปี ระสทิ ธิภาพควรเปน อยางไร

ภาคผนวก 2
รายชอ่ื ผใู หขอ มลู

1. รายชื่อผใู หส มั ภาษณเชิงลึกผูบรหิ ารหรือผแู ทนหนว ยงานระดบั กอง กรม หรือเทียบเทา

กรมภายใตสังกัดของกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย

……………………………………………………..

หนวยงาน ผูใหสัมภาษณ วัน - เวลาทด่ี ําเนนิ การสมั ภาษณ

1) หนวยงานระดบั กอง

1.1 กองมาตรฐานพัฒนาสังคม นางสาวจรี ดา ธรรมาภิมขุ วนั พฤหัสบดีท่ี 16 กนั ยายน 2564

และความมัน่ คงของมนุษย สงั กดั ผอู ํานวยการกลมุ การวิจัยและพฒั นา เวลา 13.30 – 15.00 น.

สป.พม.

1.2 กองตอตานการคามนุษย นางวรรณภา สุขคง วนั พธุ ท่ี 6 ตลุ าคม 2564

สังกดั สป.พม. ผอู ํานวยการกองตอตา นการคามนุษย เวลา 13.30 – 15.00 น.

2.) หนวยงานระดบั กรม

2.1 สถาบันพัฒนาองคกรชุมชน นายอมั พร แกวหนู วนั ศุกรท ่ี 2 เมษายน 2564

(องคการมหาชน) รองผูอํานวยการ พอช. เวลา 10.00 – 12.00 น.

2 . 2 ก รม พั ฒน าส ั ง ค ม แ ล ะ นางสาวซาราห บนิ เยาะ วันพธุ ท่ี 19 เมษายน 2564

สวสั ดิการ รองอธบิ ดกี รมพฒั นาสงั คมและสวัสดิการ

2.3 กรมกิจการสตรีและสถาบัน นางสาวราภรณ พงศพนิตานนท วันศุกรท ่ี 23 เมษายน 2564
เวลา 13.30 – 15.00 น.
ครอบครัว ผูเ ช่ียวชาญเฉพาะดา นครอบครวั

2.4 กรมสงเสริมและพัฒนา 1. นางสาวพัฒนา วชั รงค วนั จันทรที่ 26 เมษายน 2564

คณุ ภาพชวี ิตคนพิการ ผูอํานวยการกลุมวิจัยและติดตาม เวลา 10.00 – 12.00 น.

ประเมนิ ผล

2. นางสาวพรอนันต บุญเลิศ

นักสังคมสงเคราะหป ฏบิ ัติการ

3. นายอดลุ ย ไทยเจรญิ

นกั พฒั นาสังคม

2.5 กรมกิจการผสู งู อายุ นางสาวจารวุ รรณ ศรภี กั ดี วันศกุ รที่ 7 มกราคม 2565

ผอู ํานวยการกลมุ นโยบายและยุทธศาสตร เวลา 13.30 – 15.00 น.

121

2. รายชอื่ ผใู หส มั ภาษณเชงิ ลึกผูผ ลิตงานวิจัยและมีสว นเกีย่ วขอ งกับการผลกั ดนั งานวิจัยไปใช

ประโยชนใ นเชงิ นโยบายสาธารณะ

……………………………………………………..

งานวจิ ัย/ ชอ่ื – นามสกุล วัน-เวลาท่ดี าํ เนินการ ชองทางการ
นโยบาย สมั ภาษณ สมั ภาษณ
สาธารณะ

ดา นผสู งู อายุ ศ.ดร. วรเวศม สวุ รรณระดา วันพฤหัสบดีท่ี 1 ธันวาคม 2564 สัมภาษณผ า น Zoom
เวลา 10.00 – 11.00 น.

ดานผสู งู อายุ/ อ.พญ. วชั รา ริว้ ไพบูลย วันจนั ทรท ่ี 7 กุมภาพันธ 2565 สมั ภาษณผ า น Zoom
ดา นผูพิการ เวลา 13.30 – 15.30 น.

ดานผูพิการ อ. มณเฑียร บุญตนั วนั พธุ ท่ี 2 กมุ ภาพันธ 2565 สมั ภาษณผ าน Zoom
เวลา 10.00 – 11.15 น.

ดา นคนไรบ าน นายอนรรฆ พทิ ักษธานนิ วันพุธท่ี 13 เมษายน 2565 สัมภาษณผ า น Zoom
เวลา 14.00 – 15.30 น.

3. ผเู ขาการอภิปรายกลุมเฉพาะ

หนวยงาน สาํ นักงานสงเสริมและสนบั สนนุ วิชาการ 1 – 11 ตาํ แหนง
วันศกุ รท ่ี 22 มกราคม 2564 เวลา 13.00 – 15.00 น.

…………………………………………………………………………………………

ชื่อ – สกุล

สสว. 1 นางวรรทณา นวลยอ ง นกั พัฒนาสังคมชาํ นาญการพเิ ศษ
(ปทมุ ธาน)ี นางประไพศรี คํามุง นักพัฒนาสงั คมชํานาญการ
นางสาวขนิษฐา นักพฒั นาสงั คม
สสว. 2 นางรุงทวิ า สดุ แดน ผูอ ํานวยการ
(ชลบุรี) นายณัฐวุฒิ สินธาราศิริกลุ ชยั
นางนศิ านาถ ศรสี ังวร นักพัฒนาสงั คมชํานาญการพเิ ศษ
สสว.3 นกั พัฒนาสงั คมปฏิบตั กิ าร
(นครปฐม) นางสาวขนษิ ฐา ตรากลาง
นางสาวอารยา จา โนนสงู ผูแ ทนจาก สสว. 3
สสว.4
(นครราชสีมา) นางอรทยั แพงโสภา นักพฒั นาสังคมปฏิบตั ิการ
นกั พฒั นาสังคม
สสว. 5
(ขอนแกน) นกั พัฒนาสังคมชาํ นาญการพเิ ศษ

หนว ยงาน ชอื่ – สกลุ 122

สสว.6 นางสาวศรวี รรณ สระแกว ตําแหนง
นางสุดา สหุ ลง
สสว.7 นางสาวชลธษิ า ถาดวจิ ติ ร นกั พัฒนาสงั คมชํานาญการพเิ ศษ
(ลพบรุ ี) นางสาวยุวันดา เนือ้ เทศ ผูอาํ นวยการ

สสว.8 นายพงษภทั ร แสงพฑิ ูร นักพฒั นาสังคมปฏบิ ตั ิการ
(อตุ รดิตถ) นางสรัลชนา หงซว ิวัฒน พนกั งานบริการ
นางสาวทพิ วดี มะฮง
สสว.9 ผแู ทนจาก สสว. 8
(เชียงใหม)
ผูแทนจาก สสว. 9
สสว.10
(นครศรีธรรมราช) นักพัฒนาสังคมชาํ นาญการพเิ ศษ
นักสงคมสงเคราะหช าํ นาญการ
สสว.11
(สงขลา) พนกั งานบริการ

ผแู ทนจาก สสว. 11

ภาคผนวก 3

ตวั อยา งงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ งกับการคามนษุ ย ตัง้ แตป  2557

ลาํ ดับ ช่อื ผลงาน/ ปท ี่ดําเนนิ โครงการ ผจู ัดทาํ หนว ยงาน
ท่ี

1. งานวจิ ยั ภายใตกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษย

1.1 รายงานการศึกษารูปแบบและเสนทางที่นําไปสูการตก - ไมปรากฏชื่อผูจ ัดทาํ กรมพัฒนาสงั คมและสวัสดกิ าร
เปนผูเ สียหายจากการคามนุษย

ปที่ดําเนนิ โครงการ : ไมปรากฏปท ีจ่ ัดทํา

1.2 โครงการวิจัยเสนทางการคามนุษยขามชาติ: กลไกการ 1. อัจฉรา ชลายนนาวนิ สาํ นกั งานสงเสรมิ และสนับสนนุ

ขับเคลื่อนกระบวนการปองกันและแกไขปญหาการคา 2. กีรติกา กรี ตพิ งษไ พศาล วิชาการ 6 (ขอนแกน)
มนุษยในพ้นื ทเี่ สยี่ งระหวางประเทศ

ปท ีด่ ําเนนิ โครงการ : 2563

1.3 โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาอาสาสมัคร พม.ใหเปน 1. ไพบูลย นาคเจือ สํานักงานสง เสริมและสนับสนนุ
วชิ าการ 3 (ชลบุรี)
แกนนาํ ชมุ ชนในการปองกนั ปญหาการคามนษุ ย 2. นศิ านาถ ศรีสังวร

ปท ีด่ าํ เนินโครงการ : 2563 3. พนดิ า แนน อดุ ร

1.4 การสรางและพัฒนากระบวนการทาํ งานเครือขายปญหา สุทธริ ัตน โทชนบท และคณะ สํานักงานสงเสรมิ และสนบั สนุน

คามนษุ ยท ่ีเหยื่อเปน เด็กและสตรใี นประเทศไทย วชิ าการ 3 (ชลบุร)ี
ปท ่ดี ําเนนิ โครงการ : 2560

1.5 การศึกษาการสรางและพัฒนากระบวนการทํางาน พิรยิ า เลิศมงคลนาม และคณะ สํานกั งานสงเสรมิ และสนับสนนุ

เครือขายปญหาคามนุษยที่เหยื่อเปนเด็กและสตรีใน วิชาการ 2

ประเทศไทย
ปทด่ี ําเนินโครงการ : 2562

1.6 รายงานผลการสํารวจครั้งที่ 3 โครงการวัดอุณหภูมิทาง - ไมปรากฏชอ่ื ผจู ัดทํา สาํ นักงานสงเสริมและสนับสนุน

สังคม (TPSO Poll) เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนท่ี วชิ าการ 10

มีตอปญ หา “การคา มนษุ ย”
ปท ด่ี าํ เนนิ โครงการ : 2560

2. งานศกึ ษาวิจัยจากสถาบันทางวชิ าการ

2.1 การคามนุษย: สถานการณ ปญหาและความชวยเหลือ จตรุ งค บุณยรตั นสุนทร ศนู ยศ กึ ษาสันตภิ าพและความ

ผูเสยี หาย ขัดแยง จุฬาลงกรณ

ปที่ดําเนินโครงการ : 2561 มหาวิทยาลยั .

2.2 การปองกันและแกไขปญหาการคามนุษย: ศึกษา 1. สภุ างค จันทวานิช ศนู ยว ิจยั การยายถ่ินแหงเอเชีย
สถาบนั เอเชียศึกษา จฬุ าลงกรณ
เปรียบเทียบสหรัฐอเมรกิ า ไตห วนั และไทย 2. วรัญญา จิตรผอง

ปท่ีดาํ เนนิ โครงการ : 2560 3. พศกร โยธนิ นรี นาท มหาวทิ ยาลยั

124

ลําดบั ชือ่ ผลงาน/ ปท ด่ี าํ เนินโครงการ ผูจดั ทํา หนว ยงาน
ท่ี
ศนู ยว จิ ัยการยายถน่ิ แหงเอเชยี
2.3 รายงานวิจัยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในคดีคา สภุ างค จนั ทวานิช และคณะ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลยั
มนษุ ยในประเทศไทย ศนู ยว จิ ัยการยา ยถน่ิ แหง เอเชยี
สถาบนั เอเชยี ศึกษา จุฬาลงกรณ
ปทด่ี าํ เนนิ โครงการ : 2559 มหาวทิ ยาลยั และศูนยยโุ รป
ศกึ ษาแหง จุฬาลงกรณ
2.4 รายงานผลการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายการแกไข - ไมปรากฏช่อื ผจู ัดทาํ มหาวทิ ยาลยั
โรงเรยี นนายรอยตํารวจ
ปญ หาการทําประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร
โรงเรียนนายรอ ยตํารวจ
การควบคุมการคามนษุ ยและแรงงานบงั คับ พ.ศ.2559
วทิ ยาลัยปองกันราชอาณาจักร
ปท ีด่ าํ เนนิ โครงการ : 2559
วทิ ยาลยั ปองกันราชอาณาจักร
2.5 ปญหาอปุ สรรคการดําเนินคดีอาญาการคามนุษย 1. กติ ติ์ธนทตั เลอวงศร ตั น 2.
วทิ ยาลยั ปอ งกันราชอาณาจักร
ปท ่ีดําเนนิ โครงการ : 2560 วรธัช วชิ ชวุ าณชิ ย คณะรฐั ศาสตร
จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย
3.สฤษด์ิ สืบพงษศริ ิ
กองตอ ตา นการคามนุษย
2.6 คูมือถอดบทเรียนมาตรการที่เหมาะสม เพื่อใหประเทศ 1. กิตตธ์ิ นทตั เลอวงศรตั น 2. กระทรวงการพฒั นาสังคมและ
ความมน่ั คงของมนษุ ย
ไทยสามารถยกระดับการบริหารจัดการกระบวนการ วรธชั วิชชวุ าณชิ ย

ยตุ ธิ รรมเรอื่ งคามนุษยใ หด ีขึ้น 3.สฤษดิ์ สบื พงษศริ ิ

ปท ด่ี ําเนนิ โครงการ : 2560

3. งานวิจยั ระดบั บุคคล/วิทยานิพนธ

3.1 แนวทางกําหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อการแกไข ชาํ นาญพจน พูลเกษ

ปญหาการคามนุษยใ นประเทศไทย

ปท่ีดําเนินโครงการ : 2561

3.2 ปญหาการลวงละเมิดทางเพศตอเด็กและการคา มนุษยท่ี จินตนนั ท ชญาตร ศภุ มติ ร

เกิดจากสอ่ื ลามกอนาจารเดก็ อันสงผลตอ การสรางความ

มัน่ คงทางเศรษฐกิจและสังคม

ปที่ดาํ เนนิ โครงการ : 2560

3.3 แนวทางการแกไขปญหาคา มนุษยใ หม ปี ระสทิ ธิภาพ วราภรณ จนั ทนากลู

ปท ด่ี ําเนินโครงการ : 2560

3.4 การเปลี่ยนปญหาการคามนุษยใหเปนประเด็น “ความ สทุ ธพิ งศ วรอุไร

มั่นคง” ในประเทศไทย: การวเิ คราะหวัจนกรรม

ปทดี่ ําเนินโครงการ : 2560

ระดบั : วทิ ยานิพนธรัฐศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑิต

4. คมู อื การปฏิบตั ิงาน

4.1 คูมือการปราบปรามการคามนุษยและคุมครองชวยเหลอื - ไมป รากฏชอื่ ผจู ัดทาํ

ผเู สียหายจากการคา มนษุ ย

ปทดี่ ําเนินโครงการ : 2560

ลําดบั ช่อื ผลงาน/ ปท ่ีดําเนนิ โครงการ ผจู ัดทาํ 125
ท่ี
หนว ยงาน
4.2 คูมือการสงกลับและการคืนสูสังคมของผูเสียหายจาก - ไมปรากฏช่ือผจู ดั ทํา
กระทรวงการพัฒนาสังคมและ
การคา มนุษยช าวไทย ความมน่ั คงของมนุษย

ปท ีด่ ําเนนิ โครงการ : 2562 กองตอตานการคา มนุษย
กระทรวงการพฒั นาสงั คมและ
4.3 นโยบาย ยุทธศาสตรและมาตรการปองกันและ - ไมป รากฏช่อื ผูจดั ทาํ ความมั่นคงของมนษุ ย
กองตอ ตานการคามนษุ ย
ปราบปรามการคามนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560-2564 กระทรวงการพฒั นาสังคมและ
ความม่นั คงของมนษุ ย
ปท่ดี าํ เนนิ โครงการ : 2561

4.4 ตัวอยางและกรณีศึกษาในการปราบปรามการคามนุษย - ไมป รากฏชื่อผจู ัดทํา

และคมุ ครองชว ยเหลอื ผูเสยี หายจากการคามนุษย

ปท่ีดําเนินโครงการ : 2560

ภาคผนวก 4
กระบวนการวจิ ยั และการนําผลงานวจิ ยั ไปใชป ระโยชนข องสํานักงานสง เสรมิ และ

สนบั สนนุ วิชาการ (สสว.) 1-11

สํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการ หรือ “สสว.” เปนหนวยราชการบริหารสวนกลางใน
ภูมิภาค ภายใตโครงสรางของสํานักปลัดกระทรวง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย116117 มี
หนาที่ในการพัฒนา สงเสริม และสนับสนุนงานดานวิชาการ รวมไปถึงการศึกษาและจัดทําองคความรูหรือ
ยุทธศาสตรท จี่ ําเปนตอการแกไขปญหาและพัฒนาสภาพแวดลอมทางสังคมท่ีสอดคลองกับบริบทเชิงพื้นที่และ
กลุมเปาหมาย อีกท้ัง ยังมีหนาที่ในการใหคาํ ปรึกษาแกหนว ยงานบริการทุกกลุมเปาหมายของกระทรวงพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย รวมไปถึงหนวยงานภายนอกที่เกี่ยวของกับการดูแลสวัสดิภาพและความ
มั่นคงดานสังคมของประชาชน อาทิ องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกรภาคเอกชน และประชาชน117118 โดย
สสว. แบง โครงสรา งองคกรออกเปน 11 เขตพ้ืนท1ี่18119 ครอบคลมุ ทั้ง 77 จังหวัด โดยแบง เขตพื้นที่ออกเปนกลุม
จังหวัดตาง ๆ ดงั นี้

1. สํานักงานสง เสริมและสนับสนุนวิชาการ 1 (สสว. 1 - ปทมุ ธานี) : รับผิดชอบ 8 จังหวัด ไดแก
กรงุ เทพมหานคร นนทบุรี นครนายก ปทุมธานี พระนครศรอี ยธุ ยา สมทุ รปราการ สระบรุ ี และอา งทอง

2. สาํ นกั งานสงเสรมิ และสนบั สนุนวชิ าการ 2 (สสว. 2 - ชลบรุ ี) : รบั ผดิ ชอบ 7 จังหวัด ไดแก
จนั ทบรุ ี ฉะเชงิ เทรา ชลบุรี ตราด ปราจนี บรุ ี ระยอง และสระแกว

3. สํานกั งานสงเสรมิ และสนบั สนนุ วิชาการ 3 (สสว. 3 - นครปฐม) : รับผิดชอบ 8 จังหวดั ไดแ ก
กาญจนบรุ ี นครปฐม ประจวบครี ขี นั ธ เพชรบรุ ี สพุ รรณบุรี ราชบรุ ี สมทุ รสงคราม และสมทุ รสาคร

4. สาํ นักงานสงเสริมและสนบั สนนุ วชิ าการ 4 (สสว. 4 – นครราชสีมา) : รบั ผดิ ชอบ 6 จงั หวดั ไดแ ก
ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรมั ย ยโสธร ศรษี ะเกษ และสรุ นิ ทร

5. สํานักงานสงเสรมิ และสนบั สนุนวชิ าการ 5 (สสว. 5 - ขอนแกน ) : รบั ผิดชอบ 7 จงั หวดั ไดแก
ขอนแกน มหาสารคาม รอยเอด็ เลย หนองบวั ลาํ ภู หนองคาย และอดุ รธานี

6. สาํ นักงานสง เสริมและสนับสนนุ วชิ าการ 6 (สสว. 6 - กาฬสินธ)ุ : รบั ผิดชอบ 7 จังหวดั ไดแก

117 เดมิ สสว . มี 12 สาํ นัก หรอื 12 พนื้ ที่ แตหลักจากการปรับปรุงโครงสรางกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ยใ นป 2563
สงผลทําให สสว. เหลือเพียง 11 สํานัก หรือ 11 พื้นที่เทานั้น ดูเพิ่มเติมไดจาก กฎกระทรวงแบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวง
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย. (2563, 9 มิถุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม 137 หรือสืบคนขอมูลเพิ่มเติมไดจาก
http://law.m-society.go.th/law2016/ uploads/lawfile/5ee04407182d5.pdf.
118 เพิง่ อา ง. หนา 27.
119 สํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการ 3 จังหวดนครปฐม. (ม.ป.ป.). ประวัติความเปนมา. สืบคนจาก http://tpso4.m-
society.go.th/index.php/th/2017-04-09-05-39-56/2017-05-16-14-49-20

127

กาฬสินธุ นครพนม บงึ กาฬ มกุ ดาหาร สกลนคร อุบลราชธานี และอาํ นาจเจริญ
7. สาํ นักงานสง เสริมและสนับสนุนวชิ าการ 7 (สสว. 7 - ลพบรุ ี) : รบั ผิดชอบ 6 จงั หวดั ไดแ ก

ชยั นาท นครสวรรค พิจติ ร ลพบรุ ี สงิ หบ ุรี และอุทยั ธานี
8. สาํ นักงานสงเสริมและสนบั สนุนวิชาการ 8 (สสว. 8 – อุตรดติ ถ) : รับผิดชอบ 6 จงั หวัด ไดแ ก

กําแพงเพชร ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ สุโขทยั และอตุ รดติ ถ
9. สํานกั สง เสรมิ และสนับสนุนวชิ าการ 9 (สสว. 9 – เชียงใหม) : รับผดิ ชอบ 8 จงั หวดั ไดแ ก

เชยี งราย เชียงใหม นาน พะเยา แพร แมฮ อ งสอน ลาํ ปาง และลาํ พูน
10. สํานักสง เสรมิ และสนับสนนุ วชิ าการ 10 (สสว. 10 – สุราษฎรธ าน)ี : รับผิดชอบ 7 จังหวัด ไดแก

กระบ่ี ชุมพร นครศรธี รรมราช พงั งา ภเู ก็ต ระนอง และสุราษฎรธานี
11. สํานกั สงเสรมิ และสนบั สนุนวชิ าการ 11 (สสว. 11 – สงขลา) : รบั ผิดชอบ 7 จังหวัด ไดแ ก

ตรงั นราธวิ าส ปต ตานี พทั ลุง ยะลา สงขลา และสตลู

ดังทก่ี ลา วมาขา งตน วา การจดั โครงสรางองคก รของ สสว. โดยแบงเปน กลุมจงั หวดั ตาง ๆ ที่ครอบคลุม
ทุกพื้นท่ีของประเทศ และจากหนา ท่ีขององคกรในการผลิตสรางองคความรูท่ีเกี่ยวขอ งกบั การแกไขปญหาและ
พัฒนาสังคมและสวัสดิภาพของประชาชนที่สอดคลองกับบริบทความแตกตางเชิงพื้นที่ สสว. จึงมีบทบาท
สําคัญที่เปรยี บเสมือน “คลงั สมอง” (think tank) ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยในการ
เกบ็ รวบรวมขอมูลทเี่ กยี่ วขอ งกับประเด็นปญ หาทางดานสงั คมท่กี ระจัดกระจายอยูในทุกพ้นื ท่ขี องประเทศ และ
นําไปผลิตสรางเปนองคความรู งานวิจัย หรืองานการศึกษาที่จะถูกนําไปใชประโยชนในการการพัฒนา
ยุทธศาสตรและแผนนโยบายที่จะนําไปสูการแกไขปญหาสาธารณะในระดับตาง ๆ ที่เหมาะสมและสอดคลอง
กับภูมิทัศนและสถานการณดานเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในระดับประเทศ ซึ่งจากการที่คณะผูวิจัยได
สํารวจและทบทวนงานวิจัยและงานการศึกษาของหนวยงานตาง ๆ ภายใตสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย ตั้งแตป 2557 – 2561 ซึ่งมีงานวิจัยและงานการศึกษาที่ถูกเก็บรวบรวมไวทั้งสิ้น 190
โครงการ ในจํานวนดังกลาวพบวา หนวยงานที่ผลิตงานวิจัยและงานการศึกษาที่มีจํานวนมากที่สุดคือ สสว.
โดยมีจํานวนชน้ิ งานทง้ั สิ้น 46 โครงการ หรอื คดิ เปน รอ ยละ 24 ของงานวจิ ัยทง้ั หมด

จากที่กลาวมาทั้งหมด สสว. จึงเปน “ตัวแสดง” (actor) หรือ “ผูเลน” ที่มีบทบาทสําคัญใน
กระบวนการวิจัยและการผลิตสรางองคความรู และนําองคความรู งานการศึกษา และงานวิจัยตาง ๆ ไปใช
ประโยชนตอการผลักดันนโยบายและยุทธศาสตร หรือเปนรากฐานทางความคิดตอการพัฒนาแผนงานของ
กระทรวงพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษยและหนวยงานตา ง ๆ ท้ังภายในและภายนอกทเี่ กีย่ วของ จาก
บทบาทดงั กลาว คณะผวู ิจัยจึงเหน็ สมควรที่จะจดั ทําการสมั ภาษณ สสว. ทุกเขตพ้นื ท่แี บบสนทนากลมุ (focus
group) เพ่ือใหไ ดขอมลู เกยี่ วกบั กระบวนการตดั สินใจในการกําหนดประเด็นวจิ ัย รวมไปถงึ กระบวนการทําวิจัย
ปจจัย สภาพแวดลอม และเงื่อนไขตาง ๆ ที่สงผลตอการทําวิจัยและการนําวจิ ัยไปใชประโยชนในระดับตา ง ๆ

128

ซึ่งจากการสัมภาษณผูอํานวยการหรือผูแทนจากสํานักสงเสริมและสนับสนุนวิชาการทั้ง 11 สํานัก119120 มี
ประเดน็ ทน่ี า สนใจหลายประการ ซ่ึงผวู จิ ยั ไดจ าํ แนกขอมูลจากการสมั ภาษณและเน้ือหาของรายงานออกเปน 5
หัวขอ ไดแก 1. ปจจัยนําเขา (Input) 2. กระบวนการ (Process) 3. ผลผลิต (Output) 4. ความทาทายของ
การวจิ ยั (Research challenges) และ 5. สว นสรุป โดยในรายละเอยี ดจะขอกลาวในลําดบั ถัดไป

1. ปจจัยนาํ เขา (Inputs)
จากการสัมภาษณ สสว. คณะผูวิจัยไดแบงปจจัยนําเขาซึ่งเปนทรัพยากรที่สําคัญและสงผลตอ

กระบวนการวจิ ยั ของ สสว. ออกเปน 6 ปจ จัย ไดแ ก (1.) โจทยว ิจยั (2.) สถานการณทางสังมคม (3.) นโยบาย
(4.) ทุน/แหลงทนุ (5.) ทรัพยากรบุคคล และ (6.) ความรู โดยในรายละเอยี ดจะขอกลา วในลําดบั ถดั ไป

1.1 โจทยวิจัย : การตั้งโจทยวิจัยของ สสว. แตละพื้นที่นั้น จะตองประกอบไปดวยอยางนอย 4
เงื่อนไขจึงจะสามารถต้ังโจทยวจิ ัยและขออนุมัตโิ ครงการได ไดแก (1.) โจทยวิจัยดงั กลาวจะตอ งสอดคลองกบั
สถานการณที่เปน ประเดน็ ปญหาในพ้ืนท่ี หรือเปน ประเด็นทอ่ี ยูในความสนใจสาธารณะ หรอื เปนวาระแหงชาติ
(2.) จะตองตรงกับวัตถุประสงคของนโยบายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และ (3.)
โจทยวิจัยดังกลาว จะตองสอดคลองกับประเด็นที่สํานักงานวิจัยแหงชาติ (วช.) หรือสํานักงานคณะกรรมการ
สงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปนผูกําหนด และ (4.) โจทยวิจัยในหัวขอดังกลาวจะตอง
สอดคลองกบั แหลง ทนุ ผูอนุมัตโิ ครงการวิจัย

1.2 สถานการณ : สถานการณทเี่ ปนประเด็นปญหาในเชงิ พ้ืน หรอื เปน วาระแหงชาติซึ่งเปน “สารต้ัง
ตน” ในการกําหนดหวั ขอวิจัยหรือโจทยวิจัยนนั้ จะสอดคลอ งกบั สถานการณท างสังคมที่เกิดข้นึ แบบปกติ หรือ
เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันของประชาชนทั้งในระดับเชิงพื้นที่หรือระดับประเทศ ทั้งที่เปนประเด็นที่อยูในความ
สนใจสาธารณะ หรือเปนประเดน็ ที่ประชาคมโลกกําลังตระหนักและเหน็ วาเปน วาระเรงดวนท่ีจะตองเรงแกไ ข
เชน ปญ หาการอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ปญหาการคา มนุษย หรอื ปญ หาดา นชาติพันธุ เปน
ตน ทั้งนี้ สถานการณทางสังคมที่เปนตัวแปรสําคัญในการตั้งโจทยวิจัยของ สสว. คณะผูวิจัยขอจําแนก

120 สัมภาษณแ บบการอภิปรายกลุมเฉพาะ (focus group) เมอ่ื วนั ศุกรท ี่ 22 มกราคม 2564 ทัง้ น้ี การอางอิงหรือยกคําพูด ประโยค หรือ
ขอความอื่นใดจากการสัมภาษณ สสว. ที่ปรากฏในรายงานฉบับนี้ คณะผูวิจัยจะใชพยัญชนะภาษาไทย “ก - ฮ” เปนสัญลักษณแทนตัวเลข
หนวยงาน หรือพื้นที่กลุมจังหวัด อาทิ “สสว. – ก” “สสว. – ช” โดยลําดับของพยัญชนะภาษาไทยขางตนมิไดมีนัยหรือสื่อความถึงการ
เรยี งลําดับในเชิงตวั เลขท่ยี ึดโยงกับเขตพ้นื ท่ีของหนวยงาน เชน สสว. - ก มิไดหมายความถึง สสว. – 1 หรอื สสว. - ข ไมไดส อ่ื ความถึง สสว.
– 2 เปน ตน อกี ท้ัง พยัญชนะดงั กลาวมิใชส ญั ลักษณโดยยอท่ีอาจสอื่ ความถึงเขตกลมุ จงั หวดั หรอื ช่อื จงั หวดั ซ่ึงเปน ท่ีตั้งและเปนพ้ืนท่ีในความ
รับผิดชอบของ สสว. เชน สสว. - ก มิไดหมายถึง สสว. – กาฬสินธุ หรือกลุมจังหวัดในความรับผิดชอบของ สสว. - กาฬสินธุ หรือ สสว.-ข
มไิ ดส ือ่ ความถึง สสว. - ขอนแกน หรอื กลมุ จงั หวดั ในความรับผดิ ชอบของจงั หวัดขอนแกน เปนตน คณะผูวิจยั เพียงแตใชในการอา งองิ ขอความ
ประโยค หรือคําพูดเมื่อเห็นวาเปนสาระสําคัญ หรือจําเปนเพื่อใหขอคนพบมีความสมบูรณและชัดเจนมากยิ่งขึ้นเทาน้ัน แตทั้งนี้หากเห็นวา
ขอ เทจ็ จริงใดเปนขอมูลเชิงประจักษ คณะผวู จิ ัยจะกลา วอางถึง สสว. ในเขตพื้นท่นี ้ันโดยตรง เชน การยกตัวอยา งงานวจิ ัยที่ทําแลวเสร็จ เปน
ตน

129

สถานการณทางสังคมท่ีนําไปสูการตัง้ โจทยวจิ ยั ออกเปน 2 กรณี ไดแก กรณีที่ 1: สถานการณทางสังคมในเชิง

พนื้ ที่ และ กรณีท่ี 2: สถานการณท างสงั คมทีเ่ ปนวาระแหง ชาติ

สาํ หรบั กรณีที่ 1: สถานการณท างสังคมในเชิงพื้นท่ีท่ีมีลักษณะทว่ั ไป สสว. ในแตละพ้ืนท่ีมีอิสระและ

ความสามารถในการหยิบยกสถานการณทางสังคมที่กําลังเปนปญหาในระดับพื้นที่หรือกลุมจังหวัดในความ

รับผิดชอบของตนมาตั้งโจทยวิจัยไดดวยตนเอง โดยคํานึงถงึ ความเหมาะสมในเร่ืองของความแตกตา งทางดา น

ประชากรหรือกลุมเปาหมาย ภูมิศาสตร วัฒนธรรมหรือประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวของทางดานสังคม เพื่อมุง

ตอบสนองตอประเด็นปญหาสาธารณะในเชิงพื้นที่ โดยมีตัวเลขทางสถิติในประเด็นตาง ๆ เปนหลักฐานเชิง

ประจักษถึงระดับความรุนแรงของประเด็นปญหาดังกลาว อาทิ สสว. 9 - เชียงใหม มีพื้นที่ในความรับผดิ ชอบ

ครอบคลุมกลุมจังหวัดภาคเหนือตอนบนและเปนพื้นที่ที่มีกลุมชาติพันธุและอาศัยอยูบนพื้นที่สูง ไดทํา

โครงการวิจยั เร่อื ง “ภูมปิ ญญาเชงิ อัตลกั ษณข องผสู งู วัยกลุมชาติพันธุบนพื้นทีส่ ูงในพืน้ ท่ภี าคเหนือตอนบน”120121

(ขอมูลจากการสัมภาษณ สสว., 2564) หรือ สสว. 2 - ชลบุรี ประสบปญหาการคามนุษยในพื้นที่จึงไดจัดทํา

“โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาอาสาสมัคร พม. ใหเปนแกนนําชุมชน ในการปองกันปญหาการคามนุษย”

122 (ขอมูลจากการสัมภาษณ สสว., 2564) เปนตน กลาวโดยสรุป บริบทความแตกตางของสถานการณและ

121

เงื่อนไขในเชิงพื้นที่ นําไปสูความอิสระของ สสว. ในการตั้งโจทยวิจัยหรือหัวขอวิจัยของตนเอง จึงสงผลให

ลักษณะงานวิจัยของ สสว. ในแตละพื้นที่มีความแตกตางกัน แตทั้งนี้จะตองสอดคลองกับนโยบายและ

ตอบสนองตอ ยทุ ธศาสตรข องกระทรวงพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ยดว ย

สําหรับ กรณีที่ 2: สถานการณท างสังคมที่เปน วาระแหงชาติ หรอื เปน วาระเรงดว นทรี่ ัฐบาลกําหนดให

เปน ยทุ ธศาสตรชาติ หรือเปน สถานการณเรงดวนทจี่ ะตองเรงคลี่คลายปญ หา กระทรวงพัฒนาสังคมและความ

มั่นคงของมนุษยในฐานะหนวยงานหนึ่งของรัฐบาลอาจจะกําหนดเปนประเด็น หรือเปนกรอบนโยบายกวาง ๆ

ให สสว. หยิบประเด็นดังกลาวมาเปนสารตั้งตนหรือมาใชเปนกรอบในการกําหนดหัวขอวิจัยและพิจารณาวา

ในบรบิ ทเชิงพื้นที่ของตนน้ันมีประเด็นปญหาสาธารณะ หรอื ตวั แปรท่ีสอดคลองกบั กรอบหรือนโยบายดังกลาว

หรือไม หากมีความสอดคลองกันก็สามารถนําประเด็นดังกลาวไปประยุกตใชกับการตั้งโจทยวิจัยและการ

ดําเนนิ การวจิ ัยโดยคาํ นงึ ถงึ ตวั แปรหรือกลุมเปาหมายในเชิงพ้นื ท่ีท่ตี องสอดคลองกบั ยุทธศาสตรก ารพัฒนาของ

กระทรวง อาทิ ประเดน็ ดา นสงั คมสูงวยั (aging society) ประเด็นดา นการใชค วามรุนแรงในเด็กและครอบครัว

เปนตน หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยอาจมีคําสั่งโดยตรงเปนการเฉพาะให สสว. ทํา

วจิ ยั ในประเด็นใดประเด็นหนง่ึ เมอ่ื เห็นวา เปนวาระสาํ คญั หรือเรงดวน

121 ดูขอมูลเพิ่มเติมไดจาก สํานักงานสนับสนุนและสงเสริมวิชาการ 10. (2561). รายงานวิจัยภูมิปญญาเชิงอัตลักษณของผูสูงอายุกลุมชาติ

พันธุบนพื้นที่สูงในพื้นท่ีภาคเหนือตอนบน. สืบคนจากhttps://drive.google.com/file/d/1n0EJcgyaLkm5u9z4zzPkZ5yTV0C24byp/
view?usp=sharing.
122 ดูขอมูลเพิ่มเติมไดจาก สํานักงานสนับสนุนและสงเสริมวิชาการ 3. (2563). โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาอาสาสมัครใหเปนแกนนํา

ชมุ ชนในการปองกนั ปญหาการคามนุษย. สบื คน จาก http://tpso3.m-society.go.th/images/pdf/pdf1/%E0%B9%80%E0%B8%A5%
E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%20%E0%B8%AD%E0%B8%9
E%E0%B8%A1.pdf

130

แตทัง้ น้ี สถานการณทางสงั คมท่ีเปนวาระแหง ชาติหรอื เปนประเด็นปญหาสาธารณะทจ่ี ะตองเรงศึกษา
และแกไขอยา งเรงดว น หรอื เพ่ือใหเกิดการพัฒนาทางสังคมอยางตอเน่ืองและย่งั ยนื สสว. เขตพ้นื ท่ใี ดพนื้ ที่หน่ึง
อาจรับหนาที่เปน “หัวหนาทีมวิจัย” หรือเปนผูตั้งโจทยวิจัยหลักรวมถึงกรอบการดําเนินงานโดยมี สสว. เขต
พนื้ ทีอ่ ่ืน ๆ เปน เสมอื น “ผูชวยวจิ ยั ” ในการเก็บบรวบรวมขอมูลและดาํ เนินการวจิ ัย ยกตัวอยางเชน “โครงการ
จัดตั้งศูนยเตือนภัยทางสังคม”122123 (social warning) ซึ่งเปนนโยบายและความตองการของกระทรวงพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษยในการสรางเครื่องมือดังกลาว โดยมี สสว.1 – ปทุมธานี เปนคณะวิจัยหลัก
และ สสว. เขตพื้นที่อื่น ๆ เปนคณะวิจัยที่ทํางานคูขนานและบูรณาการรวมกันกับ สสว. 1 เพื่อใหการ
ดําเนินการวจิ ยั ครอบคลมุ ทุกพ้ืนทข่ี องประเทศ (ขอ มลู จากการสัมภาษณ สสว., 2564) เปนตน

ทีก่ ลาวมาขา งตน เปนสถานการณทางสงั คมที่เกิดในภาวะปกติ และ มลี กั ษณะทั่วไปท่สี งผลตอการตั้ง
โจทยวิจัยของ สสว. ทั้งนี้ คณะผูวิจัยจะตองขอกลาวถึงสถานการณทางสังคมที่ไมปกติ หรือเปนวิกฤติ (Crisis
circumstances) เอาไว ณ ที่นี้ดวย เพราะมีขอสังเกตบางประการที่นาสนใจกลาวคือ สถานการณทางสังคม
และเศรษฐกิจที่ไมปกติ หรือเปนวิกฤติระดับชาติและ/หรือระดับโลก อาทิ การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา
2019 (Covid-19) ยอมสงผลตอการกําหนดหัวขอวิจัยหรือโจทยวิจัย การขออนุมัติโครงการและงบประมาณ
การวิจยั (ในประเด็นสถานการณทางสังคมท่ีวิกฤติอาจเปนทั้งโอกาสและอปุ สรรคตอการดําเนินงานวิจัย ซึ่งใน
รายละเอียดคณะผูวิจัยจะขอกลาวในสวนตอ ๆ ไป) และ/หรือความเรงดวนในการทําวิจัยและการสรางองค
ความรูใหมเพื่อตอบสนองตอวิกฤติดังกลาวอยางเรงดวน เพื่อที่จะใชเปนแบบแผนในการปฏิบัติเพื่อแกไข
สถานการณหรือการถอดบทเรียนเพื่อที่จะมุงสูการแกไขสถานการณที่อาจเกิดซํ้าในอนาคต (future
orientation) ซึ่งการทําวิจัยและผลของการวิจัยนั้นจะตองยึดโยงกับการคาดการณสภาพสังคมและเศรษฐกิจ
ในอนาคต แตเนื่องดวยความไมแนนอนของสถานการณวกิ ฤติที่ไมสามารถคาดเดาระยะเวลาของผลกระทบท่ี
เกิดขน้ึ ไดอยางแมนยํา ผลของการศึกษาหรือการวจิ ยั จงึ อาจไมตรงกับสภาพความเปนจริงท้งั ในปจจุบันและใน
อนาคต การกําหนดหัวขอวิจัยที่ยึดโยงกับสถานการณทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไดรับผลกระทบจาก
สถานการณว ิกฤติและยังมีพลวตั สูง จงึ อาจเปน ทัง้ ความทาทายและอปุ สรรคตอ การทาํ วจิ ัย แตท ง้ั น้ี กต็ อ งกลา ว
เอาไวอยางเปนธรรม ณ ที่นี้ดวยวา การวิจัยหรือกระบวนการวิจัยในประเด็นที่มีความทาทายในบริบทของ
สถานการณทางสงั คมและเศรษฐกจิ ทมี่ ีพลวัตสูง หรอื ทีเ่ รียกวา “เปน เหตุการณที่ยงั ไมจบ” (ongoing events)
เปนเรื่องยากตอนักวิจัยโดยทั่วไปเพราะไมสามารถคาดเดาหรือทํานายผลที่อาจเกิดขึ้นได ดังนั้น จึงอาจจะ
ขึ้นอยูกับการกําหนดเนื้อหา พื้นที่ กลุมตัวอยาง ระยะเวลา รวมไปถึงเครื่องมือ และวิธีการเขาถึงขอมูลของ
นักวิจัยเองวาจะเขาถึงและเก็บขอมูลไดมากนอยเพียงใด เพราะในอีกดานหนึ่ง สถานการณที่วิกฤติก็ยอมจะ
เปนโอกาสของนักวิจัยที่จะรับทราบขอมูลที่ตรงกับสภาพความเปนจริงมากที่สุดทั้งในดานของเวลา และ

123 ขอมูลจากการสมั ภาษณซ ึง่ สอดคลองกับสรุปโครงการตามแผน ววน. พม. ป 2564 ดขู อมูลเพม่ิ เตมิ ไดจ าก กองมาตรฐานการพฒั นาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย. (2563). สรุปโครงการตามแผน ววน. พม. ป 2564. สืบคนจาก http://www.dsdhss.m-society.go.th/wp-
content/uploads/2021/01/สรุปโครงการตามแผน-ววน.-พม.-ป2564.pdf

131

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลุม เปาหมายในแตละพื้นที่ ในประเด็นนี้จึงอาจจะขึ้นอยูก ับทกั ษะและความเชี่ยวชาญ

ของนกั วจิ ัยเองวา จะมีความสามารถมากนอยเพียงใดในการเขาถงึ ขอมูลและการสรุปผลการวิจัย

1.3 นโยบาย : สําหรับประเด็นทางดานนโยบายที่เกี่ยวของกับการพัฒนาองคความรูและสงเสริม

ทางดา นวิชาการของกระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษยนนั้ และทนี่ อกเหนือไปจากการตั้งกรอบ

หรอื ยุทธศาสตรจ ากรัฐบาล และ/หรอื กระทรวงพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ยด ังที่กลาวไวในสวนการ

ตงั้ โจทยวจิ ัยแลว จากการสํารวจและทบทวนการวิจัยและงานการศึกษาภายใตสังกดั ของกระทรวงพฒั นาสังคม

และความมั่นคงของมนุษยตั้งแตป 2557 – 2561 คณะผูวิจัยพบวา แนวโนมการทําวิจัยและการเก็บรวบรวม

งานวิจยั ของกระทรวงพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษยน ั้นลดลงอยา งตอเนื่องตั้งแตช วงป 2559 เปนตน

มา ซึ่งจากการสัมภาษณ สสว. ทําใหทราบขอสังเกต 2 ประการที่อาจเปนสาเหตุที่ทําใหการวิจัยภายใตคําสั่ง

ของกระทรวง ฯ ลดลงกค็ ือ หนง่ึ การปฏริ ปู การวจิ ยั และ สอง งบประมาณการทําวิจยั ทล่ี ดนอยลง

สําหรับการปฏิรปู ระเบียบและวิธีการศึกษาวิจัยของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย

เกิดขึ้นมาจากการที่รัฐบาลไดตรา “พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.

2562” 124 โดยเจตนารมณในการตราพระราชบญั ญตั ินี้เพื่อใหการวจิ ยั และการพฒั นานวตั กรรมในศาสตรแขนง
123

ตาง ๆ ถูกนํามาใชในการขับเคลือ่ นและเสรมิ สรางความแขง็ แกรง ใหกับมิติทางเศรษฐกิจและมิตทิ างสังคมของ

ประเทศ โดยมุงเนนที่การเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยจากศาสตรตาง ๆ เพื่อนํามาปรับใชกับการกําหนด

นโยบายเพื่อนําไปสูการปฏิบัติไดอยางเปนรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งอํานาจของการตราพระราชบัญญัติดังกลาว

ครอบคลุมหนว ยงานของรัฐทุกหนวยงาน124125 และมีผลผูกพันธทาํ ใหกระทรวงพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของ

มนุษยในฐานะ “หนวยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม”125126 มีคําสั่งกระทรวง ที่ 639/2563 ลงวันที่ 30

กันยายน 2563 เรื่อง “แตงตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย งานวิจัยและนวัตกรรม”126127 เพื่อสนองตอความ

รับผิดและรับชอบ และประสานหนาที่ตามพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.

124 พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562. (2562, 25 พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม 136 หรือ

สบื คนขอ มลู ไดจาก https://www.nxpo.or.th/th/wp-content/uploads/2019/05/พระราชบญั ญัตกิ ารสงเสริมวิทยาศาสตร- การวจิ ัยและ
นวตั กรรม-พ.ศ..๒๕๖๒.pdf.
125 เพิ่งอาง. มาตรา 11 วรรค 3

126 พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 3 ระบุวา “...หนวยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม

หมายความวา หนวยงานของรัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาที่ดําเนินการเกี่ยวกับการวิจัยและนวัตกรรม...” ดังนั้น กระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนุษยและหนวยงานในสังกัดทุกระดับไมวาจะเปนกรม กอง สํานักงาน จึงอยูในฐานะ “หนวยงานของรัฐ”
ตามพระราชบัญญัติฉบบั ดังกลา ว และมภี ารผกู พนั ทจี่ ะตอ งปฏบิ ัตภิ ารกจิ ดานการวจิ ัยตามพระราชบญั ญตั ฉิ บบั นด้ี ว ย.
127 คําสั่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ ๖๓๙/๒๕๖๔ เรื่อง “แตงตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย งานวิจัยและ

นวัตกรรม” สืบคนจาก http://www.dsdhss.m-society.go.th/wp-content/uploads/2021/01/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0
%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-639-2563.pdf.

132

2562 128 โดยมปี ลัดกระทรวงพัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษยเปนประธานกรรมการ โดยคณะกรรมการ
127

ชุดดังกลาวมีอํานาจและหนาที่ในการสงเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรของกระทรวงในดานการวิจัย

และนวัตกรรม เพื่อใหมีความรู ทักษะ และศักยภาพดานการวิจัยและการพัฒนานวัตรกรรม ซึ่งผลของ

พระราชบัญญัติและคําสั่งของกระทรวงดังกลาวขางตน ทําใหระบบการขออนุมัติและดําเนินการวิจัยของ

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยถูกผลักเขาสูระบบการขออนุมัติการวิจัยระบบใหมตาม

หลักเกณฑที่ระบุไวในพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 129 และ
128

โครงสรางหนา ท่ีของขาราชการในสงั กัดกระทรวงพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ยตอ งยดึ ถอื และปฏบิ ตั ิ

ซง่ึ เปน การปฏิรปู กระบวนการวิจยั ของกระทรวงและหนวยงานภายในโดยเฉพาะอยา งย่ิง สสว. ไปโดยปรยิ าย

การปฏิรูปดังกลาวสงผลกระทบตอภูมิทัศนหรือนิเวศการวิจัย เพราะมีการนํา “เปาหมายและ

ผลสัมฤทธิ์สําคัญ”129130 หรือ “OKRs” (Objective and Key Results) ที่กําหนดโดยสํานักงานคณะกรรมการ

สงเสริมวิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม หรือ “สกสว.” มาใชในการขออนุมัติหรือผานโครงรางการวิจัย

รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ สถานการณดังกลาวเปนการผลักให สสว. ตองเขาสูระบบการทําวิจัยตาม

“นโยบาย ยุทธศาสตร และแผนดานวิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม” หรือ “ววน.” (ซึ่งจะสงผลตอ ลกั ษณะ

ของทุนวิจัยและขออนุมัติงบประมาณการวิจยั ของ สสว. ดวยโดยในรายละเอียดจะขอกลาวในหวั ขอทุน) และ

ตองยึดเครื่องมอื OKRs เปนตัวช้ีวัดความสําเรจ็ ที่สําคัญดานหนึ่งขององคก ร130131 อีกทั้ง OKRs ยังเปนเครือ่ งมือ

เชิงนโยบายที่ยึดหลักการตามยุทธศาสตรชาติที่มุงเนนการพัฒนาในทุกกลุมเปาหมายทั้งในระดับพื้นที่และ

ระดับชาติ131132 จึงมีความสอดคลองในหลักการ พันธกิจ และเปาหมายการทําวิจัยของ สสว. กลาวโดยสรุป

สกสว. และ ววน. เปนอีกตัวแสดงหนึ่งทีม่ ีอิทธพิ ลตอการกําหนดและการตัดสินใจในการตั้งหัวขอการวจิ ัยและ

กระบวนการวจิ ัยของ สสว. เปนอยา งมาก นอกจากน้ี การประเมนิ ผลตามเครื่องมือ OKRs เปนกลไกที่สามารถ

128 โดยอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 21 แหง พระราชบัญญตั ิระเบียบบริหารราชการแผน ดิน พ.ศ. 2534 ในการแตงตัง้ และจัดโครงสราง

องคก รเพ่อื สนับสนนุ การทาํ วจิ ัยแนวใหม.
129 พระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วจิ ัยและนวตั กรรม พ.ศ. 2562 มาตรา 17 ระบุวา “...ใหห นวยงานในระบบวจิ ัยและนวัตกรรมท่ี

จะของบประมาณจัดทําคําของบประมาณดังตอไปนี้...(2) คําของบประมาณเพื่อโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และโครงการวิจัย
และนวัตกรรม ใหเสนอตอ กสว. ตามหลักเกณฑที่ กสว. กําหนด และให กสว. พิจารณาคําขอและผลการดําเนินงานของหนวยงานแตละ
หนวยในปท ่ผี า นมาประกอบการจดั สรรเงินกองทุนใหเ ปน งบประมาณของหนวยงานนนั้ ...”
130 ดูขอมูลเพิ่มเติมไดจาก สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม. (ม.ป.ป.). เปาหมายและผลสัมฤทธิ์สําคัญ

(Objectives and Key Results: OKRs). สบื คน จาก https://www.tsri.or.th/th/page/What-is-Objectives-and-Key-Results-OKRs.
131 ตัวชี้วัดความสําเร็จขององคกรดังกลาว สามารถศึกษาหรือพิจารณาไดจากการจัดทํา “แผนปฏิบัติราชการระยะ 3 ป (พ.ศ. 2563 –

2565) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย” โดยในแผนดังกลาวไดระบุถึงผลที่คาดหวังจากการขับเคลื่อน
กระบวนการวิจัย โดยอยูในหัวขอ “3.2.4 แผนปฏิบัติราชการ เรื่อง ยกระดับองคกรสูความเปนผูน ําทางสังคม” ตัวชี้วัดและคาเปาหมายที่
“(2.3) รอยละของผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับคุณภาพทางสังคมจากผลการวิจัย” ดูเพิ่มเติมไดจาก “แผนปฏิบัติราชการระยะ 3 ป (พ.ศ.
2563 – 2565) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย” หนา 33 สืบคนจาก http://ebooks.m-
society.go.th/ebooks/download/458.
132 เพิ่งอาง.

133

ดูดซับ (absorb) หลักการและกระบวนการวิจัยของ สสว. ไดเปนอยางดี อีกทั้งยังสามารถไปกันไดดีกับการ
กําหนดเปาหมายการวจิ ัย และการขบั เคลื่อนการวจิ ัยไปสกู ารปฏิบตั ิ (ในเชงิ หลักการหรือในเชงิ นามธรรม)

นอกจากนโยบายท่ีมกี ารนาํ เครื่องมือ OKRs มาใชขางตน แลว นโยบายการทําวิจัยและการพัฒนาองค
ความรูข องกระทรวงพฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนุษยย งั ตองยึดโยงกับ “ระบบขอมูลสารสนเทศวิจัยและ
นวัตกรรมแหงชาติ” หรือ “ระบบ NRIIS” (National Research and Innovation Information System)
ของสํานักงานคณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัย และนวัตกรรม หรือ สกสว. ดวย ซึ่งทั้งสองหลักเกณฑ
ขางตนเปนกระบวนการใหมที่สงผลทําใหการดําเนินการวิจัยมีความสลับซับซอนมากยิ่งขึ้น และการขอ
งบประมาณเพ่ือการทาํ วจิ ยั มคี วามยากขึ้น

จากท้ังสองเงื่อนไขขางตนจึงอาจสงผลตอจํานวนงานวิจยั ท่ลี ดลงอยางตอเน่ืองรวมไปถึงความตอเน่ือง
ในการทําวจิ ยั อกี ดว ย ซึ่งในประเดน็ นโยบายการปฏิรูปกระบวนการทาํ วิจัยของกระทรวงพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย สสว.-ข ใหความเห็นเอาไวอยางนาสนใจวา “...การปฏิรูปการวิจัยทําใหการวิจัยปนปวน...
งบประมาณก็นอยลง...เพราะเปนระบบใหม เลยยังไมแนนอน แตคิดวาป 64 นาจะดีขึ้น...” กลาวโดยสรุป
กระบวนการทําวิจัยของ สสว. ในปจจุบัน (2564) จะตองยึดเครื่องมือ OKRs และ NRIIS ตามนโยบายของ
กระทรวงพฒั นาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย ซ่งึ เปน กระบวนการใหมจึงยงั ไมม ีเสถียรภาพเชิงระบบ เพราะ
บคุ ลากรตองอาศยั การเรียนรูในการเขาถงึ ระบบ รวมทั้งจะตองอาศยั ระยะเวลาการทําวิจัยท่ีจะสะทอนผลของ
การศึกษาและระบบการทําวิจัยวามีประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือไม สถานการณดังกลาวจึงสงผลตอภูมิ
ทัศนการวิจัยและสถานะของงานวิจัยของ สสว. และยังเปนขอจํากัดของนักวิจัยที่จะตองอาศัยระยะเวลาใน
การปรบั ตวั เพือ่ ใหเขา กับระบบการวิจัยใหมด วย

ถึงแมวาการปฏิรูปการทําวิจัยและกระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยแบบใหมจะสงผลกระทบและ
เปนอุปสรรคตอกระบวนการวิจัยของ สสว. ในทุกพื้นที่ แตดวยนโยบายของผูบริหารกระทรวง พม. และ
บทบาทของผูประสานงานสวนกลางซึ่งก็คือ “กองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย” ก็
พยายามที่จะประสานงานและแกไขสถานการณเฉพาะหนาใหกระบวนการวจิ ัยของ สสว. สามารถดําเนินการ
ตอไปไดอยางราบรื่นที่สุด ซึ่ง สสว. - ง ไดกลาวถึงสถานการณและบทบาทการแกไขปญหาของกระทรวง ฯ
เอาไวว า “...สว นกลางก็พยายามประสานงานเพื่อปรบั แกแ ตกเ็ รง รีบดว ยเง่ือนไขของเวลา ซง่ึ จากวาระของทาน
ปลัดกระทรวง132133 ที่พยายามผลักดันนโยบายขับเคลื่อนการทําวิจัยและหาแหลงทุนจาก สกสว. ...จึงเปนการ
แกปญหาเชิงบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการทําวิจัย” ซึ่งในประเด็นนี้ มีขอสังเกตที่นาสนใจประการหน่ึงที่สงผล
ตอ ความรวดเรว็ และความตอเน่ืองในการดําเนินการวจิ ัยของ สสว. ก็คอื การใหค วามสําคัญของผูบริหารท่ีมีตอ
นโยบายโดยเฉพาะอยางยิ่งการทําวิจัยของ สสว. ซึ่งเปนเสมือนขุมคลังทางปญญาของกระทรวงพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย ซึ่งจากการสัมภาษณไ ดสะทอนภาพวา การใหความสําคัญกับการวจิ ยั ของผูบ ริหาร
ยอมมีอทิ ธพิ ลตอ กระบวนการวจิ ัย ความรวดเรว็ และความตอเนอ่ื งในการทําวิจยั เชนกัน หากนโยบายดานการ

133 คําสั่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ ๖๓๙/๒๕๖๔ เรื่อง “แตงตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย งานวิจัยและ
นวตั กรรม”, อา งแลว .

134

ทําวิจัยถูกใหความสําคัญเปนอันดับตน ๆ ปญหาในเชิงนโยบายและในเชิงระบบก็จะไดรับการแกไขอยาง
รวดเร็วและตอเนื่อง แตหากไมไดรับความสําคัญ หรือไดรับความสนใจนอยกวานโยบายดานอื่น ๆ
กระบวนการวิจัยก็จะมีความลาชา ไมตอเนื่อง ดังนั้น วิสัยทัศนของผูบริหารจึงมีอิทธิตอนโยบายการทําวิจัย
ดวยเหตุผลที่กลาวมาขางตน แตสิ่งที่ชวนใหตั้งคําถามตอมาก็คือ ภาพสะทอนประสิทธิภาพของระบบและ
ความตอเนื่องในการดําเนินนโยบายที่เกี่ยวของกับการวิจัยนั้นยึดโยงกับวิสัยทัศนสวนบุคคลของผูบริหารใช
หรือไม? หรือเปนสิ่งที่ควรยึดโยงกับระบบมากกวาตัวบุคคล? และหากเปลี่ยนตัวผูบริหารจะสงผลตอ
ประสทิ ธภิ าพของนโยบายและระบบการดาํ เนนิ การวจิ ยั หรือไม? ซ่ึงในประเดน็ ตา ง ๆ เหลา น้ี เปน ตัวแปรหน่งึ ท่ี
ผูวิจัยใหความสาํ คญั และจะไดท ําการศึกษาในเชงิ ลกึ เพ่อื หาขอ คนพบตอไป

ทั้งนี้ จากการสัมภาษณ สสว. มีประเด็นหนึ่งที่นาสนใจและตองขอกลา วเพิ่มเตมิ เอาไวก ็คือเรื่องความ
ตระหนักรูในปญหารวมกันของประชาคมโลก หรือในการเมืองระหวางประเทศ เพราะเปนอีกเงื่อนไขหรือ
ตัวชี้วัดหนึ่งทส่ี ง ผลกระทบตอการตง้ั เง่อื นไขเชงิ นโยบายในการกําหนดหวั ขอการวจิ ัยและการพฒั นาองคความรู
ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเ ชนกัน เพราะกระทรวงพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของ
มนุษยในฐานะหนวยงานหน่ึงของรัฐบาลจะตอ งทาํ งานที่สอดคลองกับเปา หมายการพัฒนาอยางยั่งยนื (SDGs)
ที่ถูกกําหนดโดยองคการสหประชาชาติ (United Nations : UN) ซึ่งเปนหนวยงานระหวางประเทศที่ประเทศ
ไทยและรัฐบาลเปนสมาชิกอยู ดังนั้น การขับเคลื่อนนโยบายในทุกองคาพยพของรัฐบาลไทยจึงตองสอดคลอ ง
และสอดรับกับเปาหมายดังกลาวดวย จึงสงผลใหกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยจะตอง
ขับเคลื่อนนโยบายในดานตาง ๆ ที่สอดคลองกับเปาหมายการพัฒนาอยางยั่งยืน และทําให สสว. ซึ่งเปน
หนวยงานยอยที่มีหนาที่ในการวิจัยและผลิตสรางองคความรูที่ใชเปนรากฐานในการพัฒนาสังคมจะตองนํา
เปาหมายการพัฒนาอยางยั่งยืนขององคการสหประชาชาติมาเปนกรอบในการกําหนดหัวขอการวิจัยให
สอดคลองกับเปาหมายดังกลาวดวยเชนกัน ดังตัวอยางการวิจัยในบางโครงการที่ สสว. บางพื้นที่หยิบยก
เปาหมายการพัฒนาอยางยั่งยืนมาปรับใชกบั การตั้งโจทยวิจัย เชน สสว. 7 ไดนําเปาหมายที่ 5 เรื่องความเทา
เทียมระหวางเพศ133134 (gender equality) มาปรับใชในการกําหนดหัวขอวิจัยเรื่อง “แนวทางการสงเสริม
บทบาทสตรีในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมเพื่อปองกันและแกไขปญหาความรุนแรงใครครอบครัว”134135
(ขอมูลจากการสัมภาษณ สสว., 2564) โดยมีวัตถุประสงคการวจิ ัยเพื่อขับเคล่ือนและสง เสริมบทบาทของเพศ
หญิงในการเขาไปมีสวนรวมกับการพัฒนาชุมชน ซึ่งวัตถุประสงคของหัวขอวิจัยดังกลาวก็สอดคลองกับ
เปา หมายการพฒั นาอยา งยั่งยืน ในประเดน็ ความเสมอภาคระหวางเพศ เปนตน

1.4 ทุน/แหลงทุน : ในประเด็นที่เกี่ยวของกับทุนนั้น ดังที่ไดกลาวเอาไวในสวนตนวา ทุนนับวาเปน
อุปสรรคหน่ึงตอ การกาํ หนดหวั ขอ วิจัยและการดาํ เนนิ งานวจิ ัย ซง่ึ จากการสัมภาษณพ บวา แหลงทุนหลกั ในการ

134 SDGMOVE. ( ม . ป . ป . ) . Goal5: Gender Equality. ส ื บ ค  น จ า ก https://www.sdgmove.com/2016/10/06/goal-5-gender-
equality/.
135 Takkey Chaiyasing. (2563). แนวทางการสงเสริมบทบาทสตรีในการขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมเพื่อปองกันและแกไขปญหาความ
รนุ แรงใครครอบครัว. สืบคนจาก https://pubhtml5.com/wiyn/sepc/basic.

135

ดําเนินการวิจัยของ สสว. มาจากงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยโดยตรง ซ่ึง

กระทรวง พม. ไดรับการจัดสรรจาก สกสว. มาอีกชั้นหนึ่งตามระบบการขออนุมัติการวิจัยและการจัดสรร

งบประมาณเพื่อการวิจัยแบบใหม แตทั้งนี้ โครงการวิจัยและงบประมาณเพื่อการวิจัยของ สสว. ที่ถูกนําเสนอ

โดยกระทรวง พม. จะไดร ับการอนุมตั หิ รอื ไมนั้น ขน้ึ อยูกับความเห็นชอบของ สกสว. 136 โดยมี “คณะกรรมการ
135

สงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม” หรือ กสว. เปนผูมีอํานาจและหนาที่ในการอนุมัติการจัดสรร

งบประมาณในอีกชั้นหนึ่งเพื่อใหโครงการวิจัยที่ถูกเสนอมานั้นมีทิศทางที่สอดคลองกับยุทธศาสตร และ

แผนงานดานการวจิ ยั ของประเทศ หรอื กลา วอกี นัยหนงึ่ กสว. และ สกสว. ลวนแลว แตมีอิทธิพลตอ การกําหนด

และตัดสินใจในหลักการของโครงการวิจัยรวมไปถึงงบประมาณที่เหมาะสมตอการดําเนินโครงการวิจัยตาง ๆ

ของกระทรวง พม. และ สสว. ดว ย

นอกเหนือไปจากเงินทุนหลักจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยในการดําเนินการ

วิจัย มีบางในบางปงบประมาณที่ สสว. ขอการจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนตาง ๆ อาทิ กองทุนเพื่อ

ปองกันและปราบปรามการคามนุษย กองทุนผูพิการ และกองทุนผูสูงอายุ เปนตน เพื่อใหเห็นภาพที่ชัดเจน

มากยิ่งขึ้น คณะผูวิจัยขอยกตัวอยางโครงการวิจัยที่ขอจัดสรรงบประมาณจากกองทุนตาง ๆ ภายนอก

งบประมาณหลักของกระทรวง ฯ อาทิ “โครงการวจิ ัยแนวทางการพัฒนาอาสาสมคั ร พม. ใหเปน แกนนาํ ชมุ ชน

ในการปองกันการแกปญหาการคามนุษย”136137 ซึ่งทําการศึกษาและวิจัยโดย สสว. 2 – ชลบุรี และขอจัดสรร

งบประมาณบางสว นจากกองทุนเพอ่ื ปองกนั และปราบปรามการคามนษุ ย เปน ตน

แตการขอจัดสรรงบประมาณจากเงินกองทุนตาง ๆ จะเกิดขึ้นไมบอยครั้งนัก เนื่องจากหลักการของ

โครงรางวิจัยหรือโครงการวิจัยอาจไมตรงกับจุดประสงคของกองทุนที่ตั้งไว และ/หรือไมตรงกับพันธกิจของ

หนวยงานผูใหทุน เชน โครงการวิจัยที่เกี่ยวของกับสุขภาพที่ถึงแมวาจะเกี่ยวของกับมิติทางดานสังคมและ

ความม่นั คงของประชากรซึ่งเปนภารกิจหน่งึ ที่ สสว. ในฐานะหนว ยงานภายใตสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและ

136 พระราชบญั ญตั สิ ภานโยบายการอดุ มศึกษา วทิ ยาศาสตร วิจยั และนวัตกรรมแหง ชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 41 ,มาตรา 44 และ มาตรา 57

ระบุวา
“มาตรา 41 กสว. มีหนาท่ีและอํานาจ ดังตอไปนี้...(6) บริหารกองทุนสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมตามมาตรา 54 ให

เปน ไปตามระเบยี บที่สภานโยบายกําหนด...”,
“มาตรา 44...ให สกสว. มหี นาทแ่ี ละอาํ นาจ ดงั ตอไปน้ี...(7) กลัน่ กรองคาํ ของบประมาณของหนว ยงานในระบบวิจยั และนวัตกรรม

ใหส อดคลองกับแผนดานวทิ ยาศาสตร วิจยั และนวตั กรรมของประเทศ...”
“มาตรา 57 การใชจายเงนิ กองทุนใหเปนไปตามที่ กสว. กําหนด โดยใหใ ชตามวตั ถปุ ระสงคข องกองทุนเพ่อื กจิ การ ดังตอ ไปน้ี
(1) การจัดสรรเปนเงินอุดหนุนทั่วไปแกหนวยงานในระบบวิจัยและนวัตกรรม ใหสอดคลองกับแผนดานวิทยาศาสตร วิจัยและ

นวตั กรรมของประเทศ และหลกั เกณฑตามมาตรา 41 (4) จากกฎหมายทง้ั 3 มาตราของพระราชบญั ญตั ิฉบบั น้ีจงึ อาจนาํ ไปสกู ารตีความไดวา
กสว. และ สกสว. มีอํานาจหนาทีใ่ นการอนุมัติการดําเนินโครงการวิจยั และงบประมาณเพื่อการวิจัยของหนวยงานภาครัฐซึ่งมีบทบาท
เปน หนว ยงานดานการวจิ ัยดวยน่นั เอง. ดูขอ มูลเพ่มิ เติมไดจ าก พระราชบัญญตั สิ ภานโยบายการอดุ มศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม
แหง ชาติ พ.ศ. 2562. ราชกจิ จานุเบกษา (2562, 1 พฤษภาคม). เลม ที่ 136 ตอนที่ 57 ก. สบื คนขอมลู จาก https://www.nxpo.or.th/th/wp-
content/uploads/2019/05/1-สภานโยบายการอุดมศกึ ษา.pdf.
137 อา งแลว .

136

ความมั่นคงของมนุษยจะตองดําเนินการผลิตสรางองคความรูเพื่อตอบสนองตอภารกิจดังกลาว แตแหลงทุน
หรือเงินกองทุนจากหนวยงานดานสุขภาพอาจมีหลักการที่ครอบคลุม หรือหลักเกณฑการขออนุมัติทุนท่ี
เฉพาะเจาะจง ซึ่งโครงการวิจัยของหนวยงานที่รับผิดชอบหลักดานสุขภาพในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข
อาจจะเหมาะสมและสอดคลองกับหลักการของเงินกองทุนดังกลาวมากกวา ดังน้ัน ประเด็นดานความเดนชัด
ของพันธกจิ ของหนวยงานกส็ งผลตอหลกั การและการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวจิ ยั และความเหล่ือนซอนใน
พันธกิจและภารกิจของหนวยงานภาครัฐก็เปนอุปสรรคตอการจัดหาแหลงทุนวิจัยของ สสว. เชนกัน ซึ่งจาก
ความคดิ เห็นของ สสว. – ข ท่กี ลาวเอาไวจ ะชวยขยายอาณาบรเิ วณของปญหาเรื่องการจดั สรรงบประมาณใหมี
ความชัดเจนมากยง่ิ ขนึ้ “...เพราะ (การทาํ งานของ สสว.) ไมเกย่ี วของกบั เร่ืองสุขภาพ...แตพอเปนเรื่องสุขภาพ
กจ็ ะเปนเรอ่ื งของหนวยงานของกระทรวงสาธารณสุข ดงั นน้ั จะเห็นไดว า เนื้อหาของงานไมมีความเกี่ยวของกับ
สสว. ...”

ในประเด็นลักษณะของทุน จากการสัมภาษณพบวา หลักการขอจัดสรรงบประมาณของ สสว. ใน
ปจ จบุ ันมลี กั ษณะเปน การขอทนุ เปนกอน หรือ “Block Grant” โดยมี สกสว. เปนหนวยงานหลกั ในการอนุมัติ
หลกั การและการจัดสรรงบประมาณของโครงการ (ดังที่กลาวไวในหวั ขอนโยบาย) โดย สสว. - ฉ. ใหความเห็น
ในกรณีการขอทุนในลักษณะดังกลาววา “...คลายกับการขอทุนเพื่อดําเนินการวิจัยของมหาวทยาลัย...” ซ่ึง
หากพิจารณาตามหลักการและกระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยของ สกสว. เงินทุนอุดหนุนในการทําวิจัย
ของ สสว. จะอยูในลักษณะ “ทุนสนับสนุน ววน. พื้นฐาน” (fundamental fund) ซึ่งเปนการจัดสรรทุนวิจัย
จากงบประมาณแผนดินในประเภท “Basic Function Fund” จาก “หนวยงานบริหารจัดการโปรแกรม”
(Program Management Unit: PMU)138 ซึ่งเปนการจัดสรรงบประมาณใหกับหนวยงานที่ไมใช
สถาบันการศึกษาในการทําวิจัยเพื่อตอบสนองตามพันธกิจของตนเอง ดังนั้น วัตถุประสงคของการขอและ
จดั สรรงบประมาณในลักษณะเงินกอนแก สสว. กเ็ พือ่ ใหตอบโจทยการวจิ ัยทเี่ ปนวาระสําคัญของประเทศ ซึ่งก็
สอดคลองกับเง่อื นไขการตง้ั โจทยวิจยั ของ สสว. ดังทไี่ ดกลาวไวข างตน

แมวา สสว. จะไดรับจัดสรรเงินทุนวิจัยในลักษณะเงินกอนจาก ววน. แตดวยความสลับซับซอนของ
ระบบการขออนุมตั โิ ครงรา งวจิ ัยและทนุ รวมไปถงึ เกณฑตัวชี้วดั ตา ง ๆ ทาํ ใหการสง ผานงบประมาณมายงั สสว.
มคี วามลา ชาและสงผลตอการดําเนนิ งานและความตอเนื่องในการดําเนินงานวิจัย และจากการสัมภาษณพบวา
สสว. ทุกพื้นที่ยังไมไดรับงบประมาณเพื่อดําเนินงานวิจัยในป 2564 แมวาโครงการวิจัยจะไดรับการอนุมัติ
งบประมาณแลวก็ตาม สภาวการณดังกลาวทําใหคณะวิจัยของ สสว. บางแหงเกิดความกังวลในคุณภาพของ
งานวิจัยผนวกกับขอจํากัดของเวลาที่จะตองเสร็จตามกําหนดของกรอบปงบประมาณ ซึ่ง สสว. - ก. กลาวถึง
ขอกังวลในประเด็นนี้ไววา “...กลัวจะไดแค “งานกระดาษ”...เพราะเหลือเวลาไมมากในขณะที่งบยังไมได...”
อีกทั้ง จากการสัมภาษณก็พบวา สสว. ไมมีศักยภาพในการจัดสรรงบประมาณจากแหลงอื่น ๆ ที่ไมไดขึ้นตอ

138 สํานักงานนวัตกรรมแหงชาติ. (2562). บทบาทหหนาที่ของหนวยบริหารโปรแกรม (Program Management Unit : PMU) ในการ
ขับเคลื่อน ววน. ของประเทศ. สืบคนจาก https://www.nia.or.th/frontend/article/iiltxaflqlj/editor/files/NIA%20Strategy
%20and%20PMU%20Concept%20-%20%20Presentation.pdf.

137

กระทรวง กองทนุ ววน. หรือกองทุนอื่น ๆ หรือกลา วอยา งถงึ ท่ีสดุ วา “...ไมมีศกั ยภาพทจ่ี ะหาเงินจากแหลงอ่ืน
มาหมุน...” (สสว. – ข.) จากขอเท็จจริงดังกลาว จึงอาจสรุปไดวา หาก สสว. ไมไดรับการจัดสรรงบประมาณ
อยางรวดเร็วและเพียงพอ หรือตรงตามกําหนดระยะเวลา อาจสง ผลตอ การดําเนินงานวิจยั ระยะเวลาที่หดส้ัน
ลง ประสทิ ธิภาพ ความตอ เนื่อง และคณุ ภาพของผลงานวจิ ยั ได

นอกจากประเด็นเรื่องความลาชาของการจัดสรรงบประมาณวิจัยดังที่ไดกลาวไวขางตน ประเด็น
ปญหาที่พบอีกประการหนึ่งคือ หัวขอวิจัยกับปงบประมาณไมสัมพันธหรือไมสอดคลองกับสถานการณทาง
สังคมที่เกิดขึ้นในสภาพจริง ดังที่ไดกลาวไวในหัวขอโจทยวิจัยวา การตั้งโจทยวิจัยของ สสว. จะเชื่อมโยงกับ
สถานการณทางสังคมทั้งในบริบทพื้นที่ และ/หรือที่เปน วาระแหงชาติ การตั้งหวั ขอวิจัยและการเขียนโครงราง
วจิ ยั จึงยึดโยงกับสถานการณที่เกดิ ข้นึ ณ หวงเวลาน้ัน และขออนมุ ัติโครงการและงบประมาณในปงบประมาณ
ถัดไป ซึ่งเมื่อโครงการไดรับการอนุมัติและจัดสรรงบประมาณแลว อาจพบวา สถานการณทางสังคมที่ถูกหยบิ
ยกมาเปน หวั ขอวิจัยน้ันไดร บั การแกไ ขหรือคลค่ี ลายไปในทางทดี่ ขี ้ึน หรือไมไดอยูใ นความสนใจสาธารณะและท่ี
เปนวาระแหงชาติอีกตอไป หรือนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเปล่ียน สภาวการณเชนนี้ยอมสงผลกระทบ
ตอกระบวนทัศนในการศึกษาวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย รวมไปถึงกลุมเปาหมายที่จะตองปรับเปลี่ยนไปตามบริบท
ของสภาพสงั คมทีเ่ ปลี่ยนแปลง ซ่ึง สสว. - ง. ไดกลาวถงึ ขอเท็จจริงซ่งึ เปนภาพสะทอนของปญ หาดังกลาวเอาไว
วา “...เขยี น (โครงการวจิ ัย) ป 62...เพื่อของบของป 64...ซึ่งตอนนัน้ ตัวเลขสถิตแิ ละสถานการณมันเปล่ียน...”
ทั้งนี้ หากนักวิจัยของ สสว. จะเขียนโครงการวิจัยที่ครอบคลุมประเด็นปญหาที่มุงหวงเวลาอนาคตเพื่อตอบ
โจทยสภาพการณจริงที่อาจเกิดขึ้นในหวงเวลาดังกลาว และตอบสนองตอยุทธศาสตรหรือนโยบายสําคัญใน
ปงบประมาณนั้น ๆ กเ็ ปนส่ิงทท่ี าํ ไดย ากดวยเหตผุ ลอยางนอย 2 ประการ ประการแรก หวั ขอ วิจัยหรือประเด็น
วิจัยไมตอบโจทยหรือสอดคลองกับกรอบนโยบายของกระทรวงและแหลงทุนในปจจุบัน และประการที่สอง
สภาพสังคมมีพลวัตสูงและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเปนเรื่องยากที่จะระบุหัวขอการทําวิจัยอยางแคบหรือ
อยางเฉพาะเจาะจง ดังนั้น นี่จึงเปนอีกปญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากความเหลื่อมซอนของปงบประมาณกับพลวัต
ของสถานการณทางสังคมที่ไมคูขนานกัน และเปนความทาทายของ สสว. ในการกําหนดหัวขอวิจัยใหตรงกับ
สภาพความเปนจริงโดยมหี ว งเวลาและสถานการณท างสงั คมเปน ตวั แปรท่สี ําคญั

ขอกลาวยอนถึงสถานการณทางสังคมที่ไมปกติหรือเปนสถานการณที่วิกฤติที่กระทบตอมิติทางดาน
สังคมและเศรษฐกจิ ในวงกวา ง โดยเฉพาะอยา งยง่ิ สถานการณก ารแพรระบาดของโรคโควิด-19 ไดสงผลกระทบ
ผลสะทอน และผลสะเทือนตอการดําเนินงานวิจัยโดยเฉพาะอยางยิ่งดานงบประมาณการวิจัยโดยตรง เพราะ
ในดานระเบียบวิธีวิจัย ทําใหการวิจัยไมสามารถเขาถึงกลุมเปาหมาย การดําเนินงานวิจัยตองหยุดชะงักและ
ขาดความตอเนื่อง ทําใหตองปรับระเบียบวิธีวิจัยใหมใหสอดคลองกับบริบททางสังคมและความเปนไปไดใน
การเขาถึงขอมูลโดยตองคํานึงถึงความปลอดภัยจากความเสี่ยงในการแพรระบาดของเชื้อไวรัสดังกลาว
นอกจากนี้ จากการสัมภาษณพ บวา ในชวงกระแพรระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกแรก (ตั้งแตชวงมนี าคม
2563) การดําเนินการวิจัยของ สสว. ในบางพื้นทแี่ ละในบางโครงการถูกดึงงบประมาณกลับไป (สสว. - ซ.) ทํา
ใหการวิจัยไมสามารถดําเนินการและจะตองยุติลงในที่สุด จากปญหาดังกลาวนํามาสูขอสังเกตที่นาสนใจวา

138

เมื่อเกิดสถานการณที่วิกฤติที่สงผลกระทบตอสังคมในวงกวาง สสว. และหนวยงานระดับบนจะมีมาตรการ
รองรับปญ หาดังกลาวอยางไร เพื่อใหการวจิ ัยและการทํางานของ สสว. ไมห ยุดชะงัก

1.5 ทรัพยากรบุคคล : ปจจัยนาํ เขา ทส่ี ําคญั อีกปจ จยั หนง่ึ ของกระบวนการทําวจิ ยั คือทรัพยากรบุคคล
หรอื กลา วอยา งถึงท่สี ุดก็คอื บุคลากรทด่ี ําเนนิ การวิจัย ซ่ึงจากการสมั ภาษณ สสว. พบวา ประเดน็ ดา นทรพั ยากร
บุคคลเปนประเด็นท่ี สสว. ทกุ พนื้ ทีใ่ หความสาํ คญั เพราะ “...งานวิจยั เปน งานสําคญั ...และเปน งานรากฐานของ
พม....” (สสว. - ฉ) เพราะตองเปนผผู ลิตสรางองคความรูท ี่จะนําไปสยู ทุ ธศาสตรการแกป ญหาและพัฒนาสังคม
แตปญหาที่สําคัญที่สุดของ สสว. ที่กําลังเผชิญอยูในปจจบุ ันก็คือ จากนโยบายที่เนนการปฏริ ูประบบวจิ ัยแบบ
ใหมข องกระทรวงพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย สง ผลใหบ ุคลากรในสงั กัดของ สสว. จะตองเพิ่มความ
เขมขนในการทําวิจัยดวยตนเอง แตบุคลากรในสังกัดสวนใหญเคยชินกับงานสายปฏิบัติการมากกวาสาย
วชิ าการ (สสว. - ก.) อกี ทั้ง ตําแหนงงานในหนว ยงานไมมีตาํ แหนงนักวจิ ัยเปนการเฉพาะในสงั กัดของ สสว. จึง
ไมคุนชินหรือมีประสบการณ ทักษะ หรือความรูที่จะสนองตอบตอระบบการวิจัยใหมไดอยางรวดเร็ว หรือ
กลาวอยางถึงที่สุด สถานะของ สสว. ณ ปจจุบัน ซึ่งเปนหนวยงานที่ตองผลิตสรางองคความรูที่ตองปอนเขา สู
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยเพื่อใชเปนรากฐานในการสรางนโยบายเพื่อพัฒนาสังคม แต
กลับไมมีผูเชี่ยวชาญเปนการเฉพาะในการผลิตสรางองคความรูเปนของตนเอง ซึ่งในอดีตที่ผานมา สสว. เคย
พยายามแกป ญ หาการขาดแคลนบุคลากรดานการวิจัยดวยการเปดรบั สมัครบุคคลภายนอกที่มวี ฒุ ิการศึกษาใน
ระดบั ปรญิ ญาโทท่ีมคี วามรูความสามารถในการทําวจิ ัยเพื่อมาบรรจเุ ปน ขา ราชการในสงั กัด เพราะเง่อื นไขอยาง
นอยที่สุดก็คือ บุคคลดังกลาวไดผานการทําวิจัยเพื่อขอสําเร็จการศึกษาและมีวุฒิการศึกษาจาก
สถาบันการศึกษาเปนเครื่องรับรอง ซึ่งทักษะและความรูดังกลาวจะสามารถขับเคลื่อนการทําวิจัยท่ีตอบสนอง
ตอพันธกิจขององคกรไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยเมื่อถูกบรรจุและแตงตั้งเปนขาราชการจะอยูในตําแหนง
“นักพัฒนาสังคม” ซึ่งเปนตําแหนงในสายวิชาการ และมีการอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะและศักยภาพในการทํา
วิจยั ใหบ รรลเุ ปา หมายขององคก ร

แตขาราชการในตําแหนงดังกลาวมักปฏิบัติงานไดไมนาน เนื่องดวยปญหาตาง ๆ โดยเฉพาะอยางย่ิง
ปญหาดาน “เสนทางความกาวหนาในสายอาชีพ” (career path) เพราะจุดสูงสุดหรือตําแหนงสูงสุดของ
นกั พัฒนาสังคมก็คือ “นกั พัฒนาสงั คมชํานาญการพิเศษ” (ขอ มูลจากการสัมภาษณ สสว., 2564) ซ่ึงยังคงเปน
งานในสายวชิ าการ ตําแหนง นกั พัฒนาสังคมชํานาญการพิเศษจึงเปนเพดานสูงสดุ ท่บี ุคลากรในตาํ แหนงนักวิจัย
ของ สสว. จะสามารถเปนได และโดยปกติเมือ่ ถงึ ตาํ แหนง นี้ หรอื ไดเ ล่อื นตาํ แหนงทีส่ ูงขึ้น บุคคลดังกลา วก็มักท่ี
จะขอโอนยายหนวยงาน อาทิ ยายหนวยงานจาก สสว. ไปเปนขาราชการในหนวยงานพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษยในจังหวัดตา ง ๆ หรือ “พมจ.” (ขอมูลจากการสัมภาษณ สสว., 2564) ซึ่งเปนงานอํานวยการ
ในสายงานบริหารและมีเสนทางความเจริญกาวหนาในอาชีพที่สูงกวา จึงอาจกลาวไดวา ตําแหนงงานที่ถูก
กําหนดโดยโครงสรางองคกรเปนอุปสรรคตอความเจริญกาวหนาในอาชีพและทําใหขาราชการในตําแหนง
นักวิจัยไมมีแรงผลักดันหรือแรงจูงใจในการทํางานในตําแหนงดังกลาว หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง ดวยระบบและ
โครงสรางหนาที่ตามตําแหนงงานของ สสว. ที่ไมปรับใหสอดคลองกับเปาหมายและพันธกิจทั้งของกระทรวง

139

พฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนุษยและของ สสว. เอง จึงเปนระบบที่ไมสนับสนุนและไมมีกลไกตอบสนอง
ตอความตองการทํางานในสายอาชีพขาราชการที่เปนนักวิจัยเฉพาะทางและกลายเปน “กับดักเชิงระบบ”
(functional trap/systematic trap) ที่ทําใหการดําเนินงานวิจัยซึ่งเปนภารกิจหลักของ สสว. ไมมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิพล ซึ่งในประเด็นดังกลาว มีผูใหความคิดเห็นเอาไวในทํานองเดียวกันวา “....เรา
(สสว.) ไมโต พอคนเกง มา พอเขาโต เขาก็ไป งานเลยไมต อเนื่อง...” (สสว. - ซ.) และ “...ถา เขาอยากโตตองไป
สายอน่ื ...” (สสว. - ฉ.) สถานการณเ ชน นี้อาจอนมุ านไดวา สสว. มีอัตราการหมุนเวยี นของกําลงั พล (turnover
rate) ในตาํ แหนง ขาราชการท่ีเกีย่ วของกับการวจิ ัยที่สงู จนนาํ มาสูการไมมีขาราชการในตาํ แหนงนักวิจัยเฉพาะ
ทางในปจจุบนั

ในประเด็นปญหาดังกลาว สวนราชการระดับบนหรือก็คือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนษุ ยเคยแกปญ หาการขาดแคลนบุคลากรผูเ ช่ียวชาญและมีทักษะการในการทําวิจยั ดวยการนําขาราชการที่มี
อยูมาฝกอบรมทักษะการในการทําวิจัยแตก็ขาดความตอเนื่อง ทําใหในปจจุบัน สสว. ตองแกปญหาดวยการ
จางอาจารยมหาวิทยาลัยซึ่งเปนการจางบุคคลภายนอก (outsourcing) มาดําเนินการวิจัยหรือเปนผูคิด
ระเบียบวิธวี ิจัย หรือวิเคราะหขอมลู ใหกบั สสว. ซ่ึง สสว. ในทุกเขตพนื้ ท่ตี า งใหขอมูลในทาํ นองเดยี วกันวา ตาง
ก็จางอาจารยมหาวิทยาลัยเปนผูดําเนินการวิจัยใหกับ สสว. ทั้งสิ้น โดย สสว. ในแตละพื้นที่จะเปนผูตั้งโจทย
หรือกรอบการวิจัยอยางกวา ง และมีอาจารยมหาวิทยาลยั เปน ผคู อยสนบั สนุนการดําเนนิ การวิจัยใหสัมฤทธ์ิผล
ตามเปาหมายซึ่งจะเปน “...การเติมเต็มในทางวิชาการใหสมบูรณที่สุด...” (สสว. - ข.) ซึ่งถึงแมวาจะสามารถ
แกไขการขาดแคลนกําลังคนผูมีความชํานาญในการทําวิจัยและทําใหการผลิตสรางองคความรูผานงานวิจัย
สามารถดาํ เนินไปไดอยางตอเน่ือง มีประสิทธภิ าพ และประสทิ ธิพล แตสภาวการณดงั กลาวก็นํามาสูอีกปญหา
หนงึ่ ของ สสว. ก็คอื ปญหาดา นภาพลกั ษณขององคกรเพราะมีบุคคลจากหนวยงานอนื่ หรอื หนว ยงานภายนอก
ตั้งคําถามตอ สสว. เอาไวอยางนาสนใจวา “สสว. ทําวิจัยมาตั้งนาน...ทําไมตองพึ่งอาจารยมหาวิทยาลัยจาก
ภายนอก?” (สสว. - ซ.)

จากปญหาดานบุคลากรท้ังหมดทีก่ ลา วเอาไวข างตน สสว. ทุกพื้นที่เห็นพองตอ งกันวาควรดําเนินการ
แกไขอยางเรง ดวน และจะเปนการดีกวา ถา สสว. มขี าราชการในตาํ แหนง นักวจิ ยั เฉพาะทางในสังกดั ของตนเอง
นอกจากนี้ ควรสรา งกลไกหรือระบบที่เอ้ือตอการเจริญเติบโตในสายอาชีพนักวิจัยเพื่อใหมีขวัญและกําลังใจใน
การทํางาน ซึ่งในประเด็นดานกลไกที่ชวยหนุนเสริมกําลังใจและเปนแรงผลักดันในการทํางานของบุคลากร
สสว. - ฉ ไดเสนอแนวทางเอาไววา “...ควรมีแตมสะสมเพือ่ การเติบโตในตําแหนงและอาชีพ...” ซึ่งก็เปนภาพ
สะทอนของการประเมินผลสัมฤทธิ์และสมรรถนะของบุคลากรหากมีตําแหนงนักวิจัย ซึ่งก็เปนแนวทางที่อาจ
นําไปศึกษาถึงความเปนไปไดในการเปดรับบุคลากรมาดํารงตําแหนงดังกลาว หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ
ทํางานของบุคลากรที่มีอยูในปจจุบัน ซึ่งในประเด็นดานการสรางกลไกเพื่อรองรับการประเมินขาราชการใน
ตําแหนงนักวิจัยไมไดอยูในเนื้อหาหลักของรายงานฉบับนี้ เปนแตเพียงขอสังเกตที่สะทอนผานผูใหสัมภาษณ
เทา น้นั คณะผวู ิจยั จึงขอยตุ ปิ ระเดน็ ดังกลาวเอาไวแตเพียงเทา น้ี

140

อน่งึ จากแนวนโยบายใหมข องกระทรวงทต่ี องการปฏิรูปกระบวนการวิจยั ดังที่กลาวไวในสวนนโยบาย
สงผลทําใหบุคลากรของ สสว. ตองปรับตัวและมีความเขมขนในการทําวิจัยที่เพิ่มขึ้น หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง
นโยบายดงั กลาวพยายามเสริมสรา งสมรรถนะและศักยภาพในการทาํ งานวิจัยใหกับบุคลากรในองคกรมากกวา
ที่จะเนนไปที่การจางบคุ ลากรภายนอกมาเปนผูล งมือปฏิบัติหลัก แนวนโยบายดังกลา วจึงอาจชวยแกไขปญหา
เรื่องการขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีความรูและความเชี่ยวชาญดานการวิจัยได เพราะจะเปนการสราง
ความรูในการทําวิจัยใหแกบุคลากรภายในอยางยั่งยืนและตรงกับสภาพปญหามากที่สุด แตอยางที่กลาวมา
ขา งตน วา แนวนโยบายน้ีเปน แนวนโยบายใหม รวมถงึ เปนกระบวนการใหม บุคลากรของ สสว. จงึ ยงั ไมคุนเคย
จงึ ตอ งอาศยั ระยะเวลาในการเรยี นรู ฝก ฝน และปรับตวั เพ่ือใหสามารถตอบสนองตอระบบใหมดังกลา วได

1.6 องคความรู : เมื่อถามถึงองคความรูที่ใชเปนฐานในการผลิตสรางองคความรูใหม หรือเพ่ือ
ขับเคลื่อนงานวิจัยใหม สสว. ยังไมไดชี้ใหเห็นภาพที่ชัดเจนวา ใชองคความรูจากแหลงใดที่นอกเหนือไปจาก
สถานการณทางสังคมในเชิงพื้นทีห่ รือทีเ่ ปนวาระแหงชาติ แตมี สสว. ในบางพื้นที่ที่เสนอภาพกวางของการนํา
องคความรูมาขับเคลื่อนกระบวนการวิจัย หรือเพื่อตั้งโจทยวิจัย อาทิ สสว. – ง. และ สสว. – จ. ใชสถิติใน
ประเด็นตาง ๆ ทางสังคมมาใชประโยชนโดยใชเปนตัวกําหนดโจทยวิจัย รวมถึงหาชองวางของงานวิจัยที่มีอยู
เดิม หรือ สสว. – จ. จะพิจารณาจากสถิติในภาพรวมของประเทศ หรือในกลุมจงั หวัดวา มปี ระเดน็ ใดทางสังคม
ที่มีอัตราความนากังวลท่ีสูงขึ้นและสมควรนําไปสูการสรางงานวิจัยเพื่อตอบสนองตอการแกปญหาในประเดน็
ดังกลาว หรอื รวมไปถงึ การสาํ รวจและทบทวนงานวิจยั ทม่ี ีอยูภายในกระทรวงพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของ
มนุษยวางานวิจัยในเรื่องใดที่มีชองวางเพื่อที่จะนําไปสูการวิจัยเพื่ออุดชองวางในองคความรูประเภทดังกลาว
ซึ่ง สสว. – จ. ใชประโยชนจากองคความรูในลกั ษณะดังกลาวและกําลังพัฒนากลายเปน หัวขอวจิ ัยที่เกี่ยวขอ ง
กบั ความตอ งการรับบรกิ ารพิเศษของผูสงู อายุพกิ ารทจ่ี ะขอใชง บประมาณในป 2565 เปน ตน

จากการสมั ภาษณในขอคําถามท่ีเกย่ี วของกับองคความรูที่ใชเ ปน รากฐานในการทําวิจัย คณะผูวิจัยยัง
ไมไ ดเ ห็นภาพที่ชัดเจนวา สสว. ใชองคความรูจ ากแหลงใดเปนสําคญั ดังท่ีกลา วไวขางตน ซง่ึ เปนส่ิงท่ีคณะผูวิจัย
จะตองคนควาตอไป แตมีขอสังเกตและภาพสะทอนจากการสัมภาษณในประเด็นที่เกี่ยวของกับการเก็บ
รวบรวมขอมูลงานวิจัยของ สสว. ทุกพื้นที่วา ณ ปจจุบัน (2564) งานวิจัยและงานการศึกษาของ สสว. ในแต
ละพื้นที่จะกระจายอยูในหนาเว็บไซตหรือที่เปนฐานขอมูลของแตละพื้นที่เอง โดยยังไมมีการสรางระบบ
ฐานขอมูลกลางที่เช่ือมตอและรวบรวมงานวิจัยของ สสว. ทุกเขตพื้นที่มาไวในระบบฐานขอมูลเดียวกัน อีกท้ัง
หนาเว็บไซตหรือระบบฐานขอมูลกลางของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยก็ปรากฏงานวิจัย
ของ สสว. เพียงไมกี่โครงการหรือมีไมครบ ซึ่งก็สอดคลองกับผลสํารวจและทบทวนงานวิจัยภายใตการเก็บ
รวบรวมกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยในเบอ้ื งตนของคณะผูวิจยั ซงึ่ ในประเด็นนี้อาจสรุปได
วา การขาดการรวบรวมขอมูลเอาไวในระบบฐานขอมูลกลางหรือจัดเก็บเอาไวในระบบฐานขอมูลเดียวกันจึง
อาจเปน ขอ จาํ กดั ในการดึงทรัพยากรดา นองคค วามรูทีม่ ีอยเู ดิมมาใชประโยชน และทาํ ใหไ มเ ห็นภาพทช่ี ดั เจนวา
องคกรมีการนําความรูที่มีอยูเดิมมาใชอยางไร และ/หรืองานวิจัยในแตละประเภทมีความตอเนื่องในการผลิต

141

สรางองคความรูหรือไม แตจากการสัมภาษณพบวา มีแนวคิดและความพยายามที่จะรวบรวมงานวิจัยจากทุก
เขตพน้ื ทีแ่ ละสรางเปน ระบบฐานขอมลู กลางของ สสว. ในอนาคต (สสว. - ง.)

เนือ้ หาในหัวขอปจจัยนําเขา คณะผูวิจัยขอยุติเอาไวแ ตเ พียงเทาน้ี ในสว นถัดไปคณะผูวิจัยจะนําเสนอ
หัวขอ ท่ี 2 คอื กระบวนการวิจยั ซ่ึงในรายละเอียดจะขอกลา วในลําดบั ถดั ไป

2. กระบวนการ (Process)
จากหัวขอปจ จัยนําเขาท่กี ลาวไวส ว นตนของรายงานฉบับนจ้ี ะนาํ มาสูกระบวนการวจิ ัยของ สสว. ซ่ึงใน

หวั ขอ น้ี คณะผวู ิจยั จะแบงประเด็นที่ไดจากการสัมภาษณออกเปน 3 ประเดน็ ไดแก 1. การดาํ เนินการวิจัย 2.
ระเบียบวิธวี ิจัยและปญ หาทเ่ี กี่ยวของกับระเบยี บวธิ ีวจิ ยั และ 3. ภาพรวมของกระบวนการวิจยั

2.1 การดําเนินการวิจัย : จากการสัมภาษณสัมภาษณพบวา สสว. ทุกเขตพื้นที่จะจัดจางอาจารย
มหาวิทยาลัยทั้งในพื้นที่ หรือนอกพื้นที่ที่มีความรูความสามารถ มีประสบการณ และมีทักษะใน
กระบวนการวิจัยมาเปนที่ปรึกษา หรือเปนผูคิดระเบียบวิธิวิจัย และวิเคราะหผลของขอมูล ซึ่งสาเหตุที่จาง
บุคคลภายนอกมาเปนผูดําเนินการวิจัยก็สืบเนื่องมาจากปญหาการขาดแคลนบุคลากรภายในที่มีความ
เชี่ยวชาญในการทําวิจัย และไมมีองคความรูหรือทักษะในการทําวิจัยซึ่งนําไปสูความกังวลของ สสว. ใน
ความถูกตองและความเชื่อมั่นในผลการวิจัย ดังที่ สสว. - ข. ไดกลาวสะทอนประเด็นปญหานี้เอาไววา “...
เนื่องจากเพิ่งมาทํา (วิจัย) ไดไมนาน...การวเิ คราะหขอมูลเปนเร่ืองยากตอการแปรผล...เพราะไมมีความรู...แต
อาจารยมหาวิทยาลัยจะคอยชี้แนะกระบวนการวิเคราะหขอมูล...” ซึ่งก็เปนปญหาการคลาดแคลนบุคลากรท่ี
กระทบตอองคความรูขององคกรในการดําเนินภารกิจดังที่ไดเสนอไวในสวนตนของรายงานฉบับนี้ แตทั้งนี้
สสว. จะเปนผูควบคุมการทําวิจัย ซึ่งเปรียบเสมือนเปน “ผูจัดการ” เพื่อไมใหการปฏิบัติของผูดําเนินการวิจยั
หลุดประเด็นหรือหลุดออกจากกรอบวิจัยที่ไดตั้งเอาไว และมีอาจารยมหาวิทยาลัยเปนเสมือน “เมนเตอร”
(mentor) (สสว. - ข.) ที่คอยใหคําปรึกษาแกผูปฏิบัติงาน (ซึ่งประเด็นปญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความ
ชํานาญในการทําวิจัยและแนวทางแกปญหาในประเด็นดังกลาว คณะผูวิจัยไดกลาวเอาไวในสวนปจจัยนําเขา
หัวขอทรพั ยากรบุคคลแลว จงึ ไมขอกลาวซํา้ ณ ท่ีนี)้ แตท ้งั น้ี การดึงอาจารยม หาวทิ ยาลัยจากภายนอกก็มีประ
โยชยอยางนอย 2 ประการ กลาวคือ ประการแรก เปนการสรางภาคีเครือขายนักวิจัยรวมกันระหวาง สสว.
และบุคลากรจากสถาบันการศึกษาซึ่งจะเปนการสานประโยชนทางวิชาการรวมกัน และประการที่สอง
บุคลากรจาก สสว. ที่มีหนาที่เกี่ยวของกับการวิจัยจะไดรับโอกาสในการเรียนรูทักษะและไดรับประสบการณ
ตรงจากการทาํ วิจยั ไปพรอมกนั ดวย

2.2 ระเบียบวธิ วี จิ ัยและปญหาที่เกีย่ วของกับระเบยี บวธิ ีวิจัย : เม่อื ถามถงึ ประเด็นปญหาทเี่ กี่ยวของ
กับระเบียบวิธีวิจัย ดังที่กลาวไวในสวนกอนหนาแลววา บุคลากรของ สสว. ไมมีทักษะหรือความเชี่ยวชาญใน
การดําเนินงานวจิ ัยจงึ จัดจางบุคลากรจากหนวยงานภายนอกโดยเฉพาะอยางยิ่งอาจารยม หาวิทยาลัยทั้งจาก
ในพื้นที่และนอกพื้นที่มาเปนผูดําเนินการวิจัย เปนที่ปรึกษาโครงการ หรือเปนผูคิดระเบียบวิธีวิจัยและ
วิเคราะหขอมูล ซึ่งเปนการสะทอนภาพของความเชื่อมั่นของ สสว. ที่มีตออาจารยมหาวิทยาลัยซึ่งเปน

142

บคุ คลภายนอกวา นาจะเปน ผเู ชย่ี วชาญ มีทกั ษะ และมปี ระสบการณในการทาํ วิจัยมากกวาบคุ ลากรของ สสว.
ดังนั้น อาจารยมหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทสําคัญตอการวิเคราะหขอมูลและการแปรผลขอมูลในงานวิจัย ของ
สสว. ทง้ั ในอดีตและปจ จุบนั

นอกจากเรื่องการวเิ คราะหและแปรผลขอมลู แลว การเก็บขอมลู ก็เปนอีกหนึ่งปจจัยสาํ คัญทีส่ งผลตอ
คุณภาพของงานวิจัยของ สสว. จากการสัมภาษณพบวา สสว. มักจะใชบุคลากรของตนเองในการเก็บรวบรวม
ขอมูลหรือเขาถึงขอมูลโดยมีอาจารยมหาวิทยาลัยเปนผูคอยใหคําแนะนําในกระบวนการวิจัยและระเบียบวิธี
วิจยั แตทั้งนี้กม็ ีปญ หาสําคัญอยา งนอย 2 ประการ ที่มกั จะเกิดขึน้ กบั การเกบ็ ขอมูลกลาวคือ ประการแรก การ
ขาดกําลังพลในการเขาถึงขอมูล และ ประการที่สอง ความยากในการเขาถึงขอมูลซึ่งเปนกลุมเปาหมายของ
การวจิ ัย

ปญหาประการแรก การขาดกําลังพลเพื่อเก็บขอมูลนั้น สสว. ในพื้นที่มักจะสรางภาคีเครือขายวิจัย
รวมกับหนวยงานบริการชุมชนในพื้นที่ อาทิ อพม. โดย สสว. จะเปนผูจัดอบรมและถายทอดความรูในวิธีการ
การเก็บขอมูลใหกับอาสาสมัครตาง ๆ ซึ่งวิธีการนี้จะชวยลดขอจํากัดในปญหาเรื่องการขาดแคลนกําลังพลใน
การเก็บขอมูลได แตสําหรับปญหาประการที่สอง ความยากในการเขาถึงขอมูล จากการสัมภาษณพบวา การ
วิจัยในบางประเด็นหลังจากที่ไดรับการอนุมัติโครงการวิจัยแลว ไมสามารถเขาถึงกลุมเปาหมายหรือเขาถึง
ขอมูลไดยาก อันเนื่องมาจากมีความอันตราย ความสุมเสี่ยง หรือความเปราะบางทั้งที่เกิดขึ้นจากการเขาถึง
ขอมูลหรือกลุมเปาหมายของการวิจัย และการเขาถึงพื้นที่ซึ่งเปนบริบทเฉพาะซึ่งอาจเปนอันตรายตอนักวิจัย
และกลุมเปาหมาย อาทิ การเขาถึงเยาวชนผูเสพยาเสพติด (สสว. – ซ.) หรือ “กลุมผีนอย” ซึ่งเปนแรงงานที่
ลกั ลอบไปทํางานในตางประเทศอยางผดิ กฎหมาย (สสว. – ฝ.) เปน ตน จากตัวอยางขางตน จงึ สงผลทําใหการ
วิจัยตองปรับกระบวนการและนําไปสูการปรับระเบียบวิธีวิจัยหรือเครื่องมือที่ไมตรงกับวัตถุประสงคของการ
วิจัยในที่สุด

นอกจากนี้ ชวงเวลาในการเขาถึงกลุมเปาหมายก็เปนขอจํากัดที่สําคัญดานหนึ่ง เพราะในบางกรณี
ชวงเวลาในการเขา ถึงกลุม เปาหมายอาจยดึ โยงกับมิติดา นประเพณี ศาสนา และวัฒนธรรมในบริบทเชิงพืน้ ท่ที ่ี
สงผลตอวิถีชีวิตและความเขมขนในวัตรปฏิบัติของกลุมเปาหมาย ซึ่งอาจเปนการปดกั้นตนเองออกจากบริบท
ทางสังคมอื่น ๆ ดังที่ สสว. - ซ. ไดยกตัวอยางอุปสรรคและขอจํากัดในการเขาถึงขอมูลที่เกิดขึ้นจากบรบิ ทเชิง
วัฒนธรรม อาทิ กลุมเปาหมายที่เปนชาวมุสลิมในชวง “การถือบวช” หรือ “การถือศีลอด” หรือที่รูจักกันใน
ชื่อ“เดือนรอมฎอน”138139 ซึ่งเปนชวงเวลาที่ศาสนิกชาวมุสลิมจะประพฤติตนตามวัฏปฏิบัติของศาสนาอิสลาม
อยางเครงครัด เชน การงดรับประทานอาหารหลังดวงอาทิตยลับขอบฟา การไมพูดคุยกันในสิ่งที่ไมเปนสาระ
การละมาดวันละ 5 เวลา เปนตน ซึ่งชวงเวลาของการถือศีลอดจะใชเวลาประมาณ 29 – 30 วัน ซึ่งเปน
ระยะเวลาทคี่ อ นขา งนานจึงอาจเปน อุปสรรคตอ การเกบ็ ขอมลู ของนักวจิ ยั ดงั ที่กลาวไวข างตน

139 มติชนออนไลน. (2562). ‘รอมฎอน’ เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม. สืบคนขอมูลจาก https://www.matichon.co.th/bullet-news-
today/news_1467025.

143

จากประเด็นปญหาเรื่องความยากหรืออุปสรรคในการเขาถึงขอมูลและกลุมเปาหมายนั้น จากการให
สัมภาษณของ สสว. ทําใหทราบวา การใชหรือการสรางภาคีเครือขายนักวิจัยโดยใชอาสาสมัครบริการ
ประชาชนในพื้นที่ หรือคนในชุมชนเพื่อเก็บขอมูลการวิจัยและการเขาถึงกลุมเปาหมาย จะเปนอีกเครื่องมือ
หนึ่งท่ีมีประสทิ ธภิ าพในการชวยอุดชอ งวางหรือบรรเทาปญหาเรื่องการเขาถงึ ขอมลู ท่ียากไดท ี่นอกเหนือไปจาก
ปญหาเรื่องการขาดแคลนกําลังพลในการเก็บขอมูลอีกดวย ยกตัวอยางเชน สสว. ในบางเขตพื้นที่จะให อพม.
เปนผูเก็บขอมูลการวิจัย เพราะ อพม. เปนผูที่มีภูมิลําเนาหรืออาศัยอยูในพื้นที่นั้น ๆ จึงเปนผูที่มีความคุนชนิ
กับบรบิ ทเชิงพ้ืนที่ อีกทง้ั ยงั เปน ผทู อี่ าจคุนเคยหรือรูจักกับคนในชุมชน กลา วโดยสรุป การใชบุคคลในพื้นท่ีซึ่ง
มีสถานะทางสังคมกึ่งขาราชการ หรือเปนผูที่สังกัดหนวยงานอาสาสมัครบริการประชาชนหนวยงานใด
หนวยงานหนงึ่ ซ่ึงเปนผทู ีม่ คี วามคนุ เคยและคุนชินกบั คนในชุมชนมาเปนผเู กบ็ รวบรวมขอมลู จะเปนประโยชน
และอํานวยความสะดวกในการเขาถึงขอมูลการวิจัยหรือกลุมเปาหมาย เพราะเปนผูที่มีความรูในมิติ
ความสัมพันธท างสังคมในพื้นทีซ่ ึ่งจะเปนการลดอุปสรรคของนกั วจิ ยั ที่ตองเผชิญกับอันตรายจากความเสี่ยงใน
เชิงพื้นที่ หรือไมมีความคุนเคยกับกลุมเปาหมาย อีกทั้ง ยังชวยลดระยะเวลาในการเขาถึงขอมูลใหสั้นลงและ
เขาถึงกลุมเปาหมายที่ตองการไดอยางรวดเร็วและตรงกับวัตถุประสงคของการวิจัยมากที่สุด เพราะบุคคลใน
พื้นที่ยอมรูสภาพความเปนจริงในพื้นที่นั้น ๆ ไดดีกวานักวิจัยซึ่งเปนบุคคลนอกพ้ืนที่ การเขาถึงขอมูลใน
ลักษณะเชนนี้ยอมสงผลตอคุณภาพของของงานวิจัยที่สะทอนความเที่ยงตรงของขอมูลไดอยางแมนยําและมี
ความนาเชื่อถือ ดังนั้น การสรางเครือขายนักวิจัยโดยการสานประโยชนและบูรณาการรวมกันระหวาง
หนวยงานบริการประชาชนในทองถิ่น หรือคนในพื้นท่ีจะชวยลดปญหาดานการขาดแคลนบุคลากรในการ
เขาถงึ ขอมลู ชวยอาํ นวยความสะดวกในการเขาถึงขอมูล และชว ยลดความเสย่ี งภัยที่อาจเกิดข้นึ จากการเขาถึง
ขอมูลของนักวิจัยโดยตรง และทําใหคุณภาพของขอ มูลทีเ่ กบ็ มาไดนั้นมีความเท่ียงตรง (reliability) และความ
นาเช่อื ถอื (validity) ทีต่ รงกับสภาพความเปน จรงิ ในบรบิ ทเชงิ พื้นทมี่ ากทส่ี ุด

นอกจากน้ี เวลาและงบประมาณเปนอีกเงื่อนไขทสี่ าํ คัญตอกระบวนการวจิ ัย จากการสัมภาษณพบวา
เงื่อนเวลาเปนอุปสรรคที่ทําใหเกิดขอจํากัดในการเก็บรวมรวมขอมูล โดยมีสาเหตุมาจากงบประมาณที่จัดสรร
ลาชาจากระบบการขออนุมัติที่สลับซับซอนดังที่กลาวไวในสวนตน จึงทําใหการเก็บขอมูลเกิดความลาชาใน
ขณะทีร่ ะยะเวลาส้ินสุดโครงการ (ตามปงบประมาณ) ยงั คงเปน กําหนดเดิม ดงั ท่ี สสว. - ช. ไดส ะทอนภาพของ
ปญหาดังกลาวเอาไววา “...การเริ่มดําเนินการวิจัยสวนใหญจะสามารถดําเนินการไดในไตรมาสที่ 2 อัน
เนื่องมาจากการไดรับงบประมาณลาชา สงผลใหกระทบกับแผนงานขั้นตอนการวิจัยที่ไดวางเอาไว...”
สถานการณเชนนี้จึงสงผลกระทบตอกระบวนการวิจัยในทุกมิติ โดยเฉพาะอยางยิ่งทําให สสว. ในบางพื้นที่มี
ระยะเวลาในการทําวิจัยที่ลดนอยลงและสงผลกระทบตอคุณภาพของงานวิจัยดังที่ สสว. - ก. กลาวเสริมใน
ประเด็นดังกลาววา “...ระยะเวลาเก็บขอมูลมันสั้นไป...ทําใหการเก็บขอมูลไมสมบูรณ...ทําใหเกิดขอจํากัดใน
การวิเคราะหและเขียนงานวิจัย...” เงื่อนไขดานเวลาที่ลดนอยลงอันเนื่องมาจากงบประมาณที่จัดสรรลาชาจึง
เปน อีกหนึ่งกลไกที่เปน กับดกั เชงิ ระบบทีส่ งผลตอ การดอยคางานวจิ ยั โดยปริยาย

144

หลังจากที่ดําเนินการวิจัยเสร็จสิ้นแลว สสว. จะมีการเผยแพรงานวิจัยผานชองทางตาง ๆ ใหแก
หนว ยงานและบุคคลภายนอกเพ่ือนําไปใชประโยชนหรือเปนองคความรูทจี่ ะนําไปใชศึกษาวิจัยหรือพัฒนาเปน
แผนงานของหนวยงานตาง ๆ ตอไป อาทิ องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกรภาครัฐและเอกชน ภาคประชา
สงั คม และประชาชนท่ัวไป โดยมีทั้งท่ีเผยแพรผ านชอ งทางออนไลนอยางเวบ็ ไซตของ สสว. ในแตล ะพื้นท่ี หรือ
ผานชองทางแอพพลิเคชั่นไลน (Line) ดังที่ สสว. 2 – ชลบุรี และ สสว. 7 – ลพบุรี (ขอมูลจากการสัมภาษณ
สสว., 2564) ใชเ ปน ชอ งทางหนง่ึ ในการสื่อสารกบั สาธารณะ

2.3 ภาพรวมของกระบวนการวจิ ัย : เมื่อถามเพ่อื เนนประเดน็ ปญ หาในภาพรวมของ สสว. วา ประสบ
ปญหากบั การดาํ เนินงานวิจยั หรือไม คําตอบของ สสว. สวนใหญก ลับมีทศิ ทางไปในทาํ นองเดียวกันวา “...ไมมี
ปญหา...เพราะเรากําหนดเองและพิจารณาจากบริบทพื้นที่...” (สสว. - จ.) และ “...ปญหาสว นใหญ (การขาด
แคลนกําลังคน การเขาถึงขอมูล เวลา และอื่น ๆ)...เปนปญหาเล็กนอย...” (สสว. – ง) การสะทอนภาพของ
ปญหาที่กลับทิศทางกับการสัมภาษณขางตนอาจเกิดจากคานิยมและความเชื่อขององคกรในการจาง
บุคคลภายนอกผูมีความรูและความเช่ยี วชาญมาเปน ผดู าํ เนนิ การวจิ ยั ดงั การใหส ัมภาษณข อง สสว. - ข. “...ดึง
อาจารยมหาวิทยาลัยมาชวย ดึง พมจ. มาเปนนักวิจัยรวม...ทําใหไมมีปญหา...” ในทางหนึ่ง การจางหรือการ
สรางเครือขายการทํางานกับบคุ คลภายนอกผูมีทักษะตรงกับพันธกิจขององคกรยอมเปนเรื่องที่ดี เพราะทําให
ภารงานตามพันธกิจมีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงค แตในอีกทางหนึ่ง เทากับวาเปน “การ
โยน” หรือ “การปดปญหา” ไปใหกับผูปฏิบัติงาน แตทั้งนี้ ปญหาที่เกิดขึ้นกับการวิจัยในมุมหนึ่งคือ “ความ
ยาก” ของการทาํ งานหรอื การสานภารกิจใหส ําเร็จลุลวง ซง่ึ กค็ อื “ยาขม” ที่ทกุ องคกรจะตองประสบ แตถายา
ขมท่ีตองเผชญิ น้นั เกดิ ขึ้นจากคําส่งั หรอื นโยบาย “...ก็เปนสง่ิ ท่ีจะตอ งทาํ ปฏิเสธไมไ ด. ..” (สสว. - ข.)

3. ผลลพั ธ (output)
ดังที่คณะผูวิจัยไดนําเสนอไปในสองหัวขอขางตน คือ ปจจัยนําเขา และกระบวนการวิจัย ในสวนนี้

คณะผูวิจัยจะขอนําเสนอการวิเคราะหขอมูลจากการสัมภาษณในหัวขอผลลัพธจากการวิจัยซึ่งเปนประเด็นท่ี
เชือ่ มโยงมาจากปจจัยนําเขาและกระบวนการวจิ ัย ซง่ึ ในหวั ขอ นี้คณะผวู ิจยั จะมงุ เนนไปท่ี (1) การนําวิจัยไปใช
ประโยชนและ (2) ความไมชัดเจนของการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน โดยรายละเอียดจะขอนําเสนอใน
ลําดับถัดไป

3.1 การนําวิจัยไปใชประโยชนเปนประเด็นหลักของงานวิจัยฉบับนี้ ซึ่งจากการสัมภาษณ สสว.
พบวา การนําวิจัยของ สสว. ไปใชประโยชนมักจะเชื่อมโยงกับแผนงานขององคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือ
สอดคลองกับกลุมเปาหมายของหนวยงานตาง ๆ กลาวคือ สสว. แตละพื้นที่จะประชาสัมพันธหรือสงตอ
งานวิจัยของตนเองไปยังหนวยงานตาง ๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน ซึ่งหนวยงานตาง ๆ โดยเฉพาะอยางย่ิง
องคกรปกครองสวนทองถิ่นหรือหนวยราชการในพื้นที่ก็จะนํางานวิจัยของ สสว. ที่มีอยูและที่สอดคลองกับ
ความตองการในการแกปญหาทางสังคมตาง ๆ ในบริบทเชิงพื้นที่ หรือนําไปใชขับเคลื่อนในการสรางนโยบาย
โครงการ หรือแผนแมบทในการแกปญหาและพัฒนาสังคม ในประเด็นนี้ สสว. 10 – สุราษฎรธานี ได

145

ยกตัวอยางการนํางานวิจัยไปใชประโยชนที่เห็นเปนรูปธรรมของหนวยงานในพื้นที่ คือ “รายงานวิจัยรูปแบบ
การปอ งกนั และแกไขปญหาขอทานแบบมีสว นรวม”139140 ซึง่ เปนการบูรณาการการทําวิจัยรว มกันระหวาง สสว.
1-11 โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการนําผลการวิจัยดังกลาวไปปรับใชเพื่อแกไขปญหาขอทานในพื้นท่ี
เกาะสมุย จ.สุราษฎรธานี โดยมีการประชาสัมพันธแกสาธารณะในวงกวางภายใตคําขวัญ (slogan) ที่วา
“เลอื ก-กอ น-ให ใหอ ยางมีเหตุผล” ซ่งึ จากการนาํ วจิ ัยไปใชป ระโยชนในลักษณะดังกลาวก็เปน ภาพสะทอนของ
การตั้งโจทยวิจัยของ สสว. ที่จะตองสอดคลองกับสภาพปญหาทางสังคมในบริบทเชิงพื้นที่และมุงเนนไปท่ี
กลุมเปาหมาย (ดังที่กลาวเอาไวใ นสวนปจ จัยนําเขา หัวขอโจทยวิจัยและสถานการณทางสังคม) ทั้งนี้ จากการ
นําการวิจัยไปใชประโยชนทําใหเห็นภาพของตัวแสดงอื่น ๆ ที่อยูในวงรอบของการวิจัยไดชัดเจนมากยิ่งขึ้น
กลาวคือ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หนวยงานราชการอื่น ๆ หนวยงานภาคเอกชน ภาคประชาชน และ
ประชาชนทว่ั ไปผูเปนกลมุ เปาหมายของงานวจิ ัยตาง ๆ นับไดว า เปน “ผูม สี วนไดเ สีย” (stakeholders) กบั การ
วิจัยและการนําการวิจยั ไปใชประโยชน ซึ่งตัวแสดงตาง ๆ เหลานี้ลวนตอ งสัมพันธและมีอิทธิพลตองานวิจัยไม
มากกน็ อย ซง่ึ เปน ประเดน็ ท่ีคณะผูวิจัยจะตองทําการศึกษาตอไป

เมื่อถามถึงสาเหตุที่หรือเงื่อนไขที่หนวยงานอื่น ๆ นําผลงานวิจัยของ สสว. ไปใชประโยชนในการ
ผลักดันเชงิ นโยบาย หรอื ประยุกตใชเปนแผนแมบท สสว. สวนใหญไดสะทอนความคิดเห็นในประเด็นดังกลาว
โดยอาจแบงออกเปน 3 สาเหตุหลักดวยกัน กลาวคือ 1. ความเชื่อมั่นของหนวยงานอื่นที่มีตอ สสว. กลาวคือ
หากพิจารณาถึงหนวยงานที่ทําการเก็บรวบรวมขอมูลและผลิตสรางองคความรูที่เกี่ยวของกับสถานการณ
ปญหาในบริบทเชิงพื้นที่ สสว. มีหนาที่โดยตรงในการตอบสนองตอหนาที่และความรับผิดชอบในมิติดังกลาว
เชน กองอาํ นวยการรักษาความมัน่ คงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. จะแสดงความตองการในงานวิจัยท่ี
เกี่ยวของกับประเด็นดานการคามนุษยเสมอ เพราะเปนประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจหลักของ กอ.รมน.
(สสว. - ข.) 2. ภารกิจของหนว ยงานอน่ื ๆ มคี วามเกีย่ วขอ งกับงานวิจยั ของ สสว. โดยตรง ดังท่ีแสดงตวั อยางไว
ในขอที่ 1 และ 3.) การของบประมาณเพื่ออนุมัติโครงการของหนวยงานอื่น ๆ ซึ่งการของบประมาณเพื่อขอ
ดําเนินโครงการตาง ๆ จะตองอางอิงขอ มูลจากผลงานวจิ ยั เพื่อสรางขอยืนยันหรือเปนหลักฐานเชงิ ประจกั ษให
เห็นความสําคัญของปญหาและความสําคัญของโครงการท่จี ะตองดําเนินการเพื่อแกไขปญหาดงั กลาว งานวิจัย
ของ สสว. จึงมกั ถูกหนว ยงานอื่น ๆ นําไปใชประโยชนดวยเหตผุ ลท่ีกลาวมาขา งตน

แตทั้งนี้ การนําไปใชประโยชนจากงานวิจัยดังกลาว คณะผูวิจัยยังไมเห็นภาพที่ชัดเจนเพราะยังขาด
ผลกระทบ ผละสะทอน และผลสะเทือนจากการนําวิจัยของ สสว. ไปใชประโยชนทั้งในมิติสาธารณะ มิติเชิง
พื้นที่ หรือมิติเฉพาะตอกลุมเปาหมาย เพราะมีแตเพียงนําไปใชในการกําหนดนโยบาย ยุทธศาสตร หรือ
แผนงานของหนวยงานปกครองในพน้ื ที่เทา น้ัน

3.2 ความไมชัดเจนของการนําวิจัยไปใชประโยชนอาจเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ กลาวคือ 1. การ
ไมมีระบบติดตามผลซึ่งจะเปนกลไกที่สะทอนถึงผลลัพธของงานวิจัย และ 2. ไมมีกลไกการประสาน

140 ดูขอมูลไดจาก สํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-12. (2561). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณโครงการวิจัยรูปแบบการปองกันและ
แกไขปญ หาขอทานแบบมีสว นรวม. สืบคน จาก https://drive.google.com/file/d/1XIo9EGyT6zNpl8_mx5y8heZnm7K8pVq8/view.

146

ผลประโยชนรวมในการนําองคความรูจากงานวิจัยไปใชประโยชนระหวาง สสว. กับหนวยงานอื่น ซึ่งจากการ
ยกตัวอยา งโครงการรูปแบบการปองกันและแกไขปญหาขอทานแบบมีสว นรว มขางตน สสว. 10 - สรุ าษฎรธ านี
ก็กลาวถึงประเด็นปญหาในทํานองเดียวกันวา “...สิ่งที่ขาดคือ...การติดตามผลจากการนําวิจัยไปใชประโยชน
...” จึงอาจกลาวไดวา ทําใหกระบวนการวิจัยขาดชวงและองคความรูไมตอเนื่อง ทําใหไมเห็นภาพของ
ความสาํ เรจ็ จากการนาํ งานวิจยั ไปใชประโยชนท่ีชัดเจนและสงผลสะเทือนตอการเปล่ยี นแปลงและพัฒนาสังคม
อยางยง่ั ยนื

4. ความทาทายของการวจิ ยั (Research challenges)
จากบริบทการทําวิจัยของ สสว. และจากการตั้งขอสังเกตของคณะวิจัยดังที่ไดกลาวไวทั้งหมดขา งตน

คณะผวู จิ ยั ยังมขี อสงั เกตอีก 7 ประการท่ีนาํ ไปสคู วามทาทายกระบวนการวิจัยของ สสว. โดยมีรายละเอียดดงั นี้
ความทาทายประการแรก การตั้งโจทยวิจัยของ สสว. แมวาจะสามารถตั้งโจทยวิจัยตามความสนใจ

ของแตละเขตพื้นท่ีไดดวยตนเอง แตโจทยวิจัยดังกลาวถูกยึดติดกับ “กรอบ” และเงื่อนไขที่สลับซับซอน
โดยเฉพาะอยางยิ่งกรอบนโยบายการขออนุมัติโครงการและการจัดสรรงบประมาณการวิจัยของ สกสว. และ
ววน. ทําใหกลายเปน “เพดาน” หรือเปนเงื่อนไขบังคับวา สสว. “ทําอะไรไดบาง” และ “ทําอะไรไมไดบาง”
สงผลทําใหทางเลือกในการเลือกหัวขอทําวิจัยของ สสว. นั้นมีนอย หรือแคบ งานวิจัยหรืองานการศึกษาท่ี
ปรากฏในปจจุบันจึงมีลักษณะเปนไปในทิศทางเดียวกัน หรือมีความคลายคลึงกัน ไมมีประเด็นอะไรที่เปน
ความทา ทายใหม หรือเปน ประเด็นใหม เพียงแตเปนการวจิ ัยหรืองานการศึกษาที่อิงกับสถานการณ และ/หรือ
บริบทเชงิ พืน้ ทีเ่ ทาน้นั น่ีจงึ อาจเปน ประเด็นหน่ึงที่เปนความทาทายของ สสว. และหนวยงานที่เกี่ยวของในการ
สลัดทิ้งกรอบ หรือ “ปลดแอก” ตนเองออกจากกรอบ เพื่อใหเกิดความทาทาย และการสรางหัวขอวิจัยที่มี
ความสรางสรรค หรอื เปนนวตั กรรมทางสงั คมที่สามารถตอบสนองตอปญหาไดตรงกบั สภาพความเปนจริงมาก
ทส่ี ุด

ความทาทายประการที่สอง หากพิจารณาจากบริบทสถานการณในเชิงพื้นที่ ซึ่ง สสว. ในแตละเขต
พื้นที่มีอิสระในการกําหนดหัวขอ วจิ ัยไดดว ยตนเองเปน หลกั การตั้งโจทยว ิจยั และการผลิตงานวิจยั ซึ่งเปนหน่งึ
ในภารกิจของ สสว. ตามโครงสรางอํานาจและโครงสรางหนาที่ของหนวยงานตาง ๆ ภายใตกระทรวงพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษยจะเปนไปในลักษณะจาก “จากลางสูบน” (bottom – up) เพราะโดย
หลกั การแลวงานวจิ ัยและงานการศึกษาตาง ๆ จะถกู นาํ ไปใชเปน แหลงอางอิง หรอื นาํ ไปถอดบทเรียนเพื่อปรับ
ใชเปน แผนแมบท หรือถูกผลกั ใหเ ปนวาระเชงิ นโยบายทีน่ าํ ไปสกู ารพฒั นาเปนนโยบายปฏิบตั ิในระดับบน และ
ระดับตาง ๆ ตอไป แตหากพิจารณาโดยยึดประเด็นที่เปนวาระแหงชาติที่ถูกกําหนดโดยรัฐบาล หรือนโยบาย
และกรอบยุทธศาสตรของกระทรวงที่ตองการแกไขปญหาสังคมในมิติตาง ๆ รวมไปถึงเกณฑการขออนุมัติราง
โครงการวจิ ยั และงบประมาณจาก สกสว. และ ววน. ซึ่งเปนเงือ่ นไขสําคัญของการตัง้ โจทยวจิ ยั ของ สสว. อาจ
อนมุ านไดว า การทาํ งานวจิ ัยเพื่อตอบสนองตอภารกิจขององคกรและสังคมเปนไปในลักษณะ “จากบนลงลาง”
(top-down) จึงอาจกลาวไมไดอยางเต็มที่วา “สสว. มีอิสระในทางวิชาการ” ซึ่งในประเด็นนี้เปนเพียง

147

ขอสังเกตประการหนึ่งที่คณะผูวิจัยจะตองทําการศึกษาที่จะนําไปสูนิยามในลักษณะการทํางานวิจัยของ สสว.
ตอ ไป

ความทาทายประการที่สาม จากสถานการณทางสังคมทั้งในบรบิ ทเชิงพื้นที่และที่เปนวาระแหงชาติท่ี
นํามาสูโจทยวิจัยและกระบวนการวิจัย เปนไปในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) โดยมี
ปญหาในบริบทเชงิ พน้ื ท่ี หรอื กลุมเปาหมายเปนตวั ตงั้ ในการนําไปสโู จทยวจิ ัย ซ่งึ เปน ไปในลกั ษณะการวิจัยที่มุง
ตอบสนองตอประเด็นปญหาในเชิงพื้นที่ (area-based research) และปญหาในเชิงกลุมเปาหมาย (target-
based research) เปน หลกั เม่อื การวจิ ัยไดดําเนนิ การสําเร็จลลุ ว งแลวไมม ีการพัฒนาตอยอดองคความรู ทั้งน้ี
ขอจํากัดดังกลาว อาจมีสาเหตุมาจากกรอบนโยบายและพันธกิจขององคกรที่มุงแกไขปญหาสังคมโดยตองยึด
โยงกับเง่ือนไขของเวลา (ปง บประมาณ) และบรบิ ทเชิงพน้ื ท่ีมากกวา ทจ่ี ะเปนการสรา งองคค วามรอู ยางตอเนื่อง
จึงเปนความทาทายที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจเปนกับดักเชิงระบบที่ทําใหผลงานวิจัยไมมีความตอเนื่อง
และไมมีความยัง่ ยนื ในการนาํ ผลของการวจิ ยั ไปสกู ารปฏบิ ัติ

ความทาทายประการทส่ี ี่ ความตง้ั ใจที่อยากจะทาํ งานวิจัยของนกั วิจัยเอง ดังท่ีกลาวไปขางตนวา การ
ตั้งโจทยวิจัยที่ตอ งยึดโยงกับนโยบายของกระทรวง สถานการณทางสังคม และแหลงทุน อาจสงผลใหงานวจิ ัย
และงานการศึกษาไมมีประเด็นอะไรที่เปนประเด็นใหม หรือสรางองคความรูที่มีลักษณะหลากหลาย เพราะ
ทางเลือก หรือตัวเลือกหัวขอวิจัยนั้นมีจํากัด ความตองการหรือแรงขับที่จะกําหนดหัวขอวิจัยของนักวิจัยใน
พืน้ ท่ีจงึ ตอ งถูกกําหนดหรือถกู ผูกตดิ กบั ประเด็นดังกลาวดวยเชนกัน ดังนั้น จึงอาจสง ผลตอความคิดสรางสรรค
ในการกําหนดหัวขอวิจัย หรือโจทยวจิ ยั ใหม หรืออาจรวมไปถึงความทาทาย ศักยภาพ และแรงผลักดนั ในการ
ทํางานของบุคลากรในองคก รดว ย

ความทาทายประการที่หา การเรงขีดความสามารถและการเสริมสมรรถนะ ประสบการณ ความรู
ตลอดจนทักษะในกระบวนการวิจัยใหกับบุคลากร รวมไปถึงการสรางระบบฐานขอมูลการวิจัยที่มีเสถียรภาพ
และเขา ถึงไดอยางมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว อกี ทัง้ สรางแรงจูงใจใหกับบุคลากรดว ยการปรับปรุงและพัฒนา
กลไกในการเติบโตทางสายอาชีพที่สอดคลองกับความตองการของบุคลากร อาจจะเปนอีกปจจัยหนึ่งที่ชวย
สรางภูมิคุมกันทางปญญาใหกับ สสว. ในการปองกันการสูญเสียบุคลากรผูมีความรูความสามารถ และชวย
เสริมสรา งระบบการวิจัยใหม คี วามแขง็ แกรง อีกดว ย

ความทาทายประการที่หก ในประเด็นการจางอาจารยมหาวิทยาลัยซึ่งเปนบุคคลภายนอกมา
ขบั เคลอ่ื นกระบวนการวิจัยของ สสว. หากอาจารยมหาวทิ ยาลัยจากภายนอกไมต อบรบั การเขารว มทาํ วิจัย จะ
สงผลตอการอนุมัติโครงรางวิจัย การดําเนินการวจิ ัย และความตอเนื่องในการทําวิจัยหรือไม หรือกลาวอีกนยั
หนึ่ง ความตองการทําวิจัยของบุคลากรผูมีความรูความเชี่ยวชาญและทักษะการทําวิจัยจากภายนอกจะสงผล
ตอ กระบวนการวจิ ยั ของ สสว. อยางมีนัยสําคัญหรือไม

ความทาทายประการที่เจ็ด ในปจจุบัน (2564) มีการราง “พระราชบัญญัติสงเสริมการใชประโยชน
ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ...” ซึ่งกระทรวงวิอุดมศึกษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมเปนผูเสนอราง
พระราชบัญญตั ดิ ังกลา ว และคณะรฐั มนตรไี ดเ หน็ ชอบในรางพระราชบญั ญัติดงั กลาวแลวเมื่อวนั ท่ี 22 ธันวาคม

148

2563 141 และคาดวา จะมีการประกาศใชพระราชบญั ญตั ิฉบับดังกลาวโดยเร็ว เพอ่ื ใหสอดคลองกับความจําเปน
140

เรงดว นในการปฏริ ูปประเทศทางดานเศรษฐกิจและสังคม141142 โดยใจความสําคัญของรา งพระราชบัญญัติฉบับน้ี

เพื่อผลักดันและสนับสนุนการนําผลการวจิ ัยไปใชประโยชน “ในเชิงพาณิชยหรือสาธารณะประโยชน หรือเพื่อ

การศึกษา คนควา ทดลอง หรือวิจัย”142143 (ตามมาตรา 3) ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงตอการปรับเปลี่ยนโครงสราง

ความสัมพันธระหวาง “ผูใหทุน” ซึ่งเปนหนวยงานรัฐ และ “ผูรับทุน” ซึ่งเปนหนวยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ

หนวยงานภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หรือสถาบันการวิจัย ซึ่งเปนคูสัญญาของผูใหทุน143144 จะตองมีพันธะ

ทางกฎหมายระหวางกันในเรือ่ งสิทธิ กรรมสิทธิ์ และการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน ถึงแมวา หากพิจารณา

อยางผิวเผินรางพระราชบัญญัติฉบับนี้มุงการสรางภาระผูกพันธในเชิงพาณิชยระหวางรัฐกับเอกชน หรือ

ระหวางเอกชนดวยกันเองมากกวาที่จะมุงเนนผลประโยชนในเชิงสาธารณะ แตก็มีประโยคหนึ่งที่สามารถ

นําไปสูการตีความในเจตนารมณในขอกฎหมายที่ครอบคลุมไปไกลกวาประโยชนในเชิงพาณิชยคือ

“ผลงานวจิ ัยและนวตั กรรม” น้นั คลอบคลมุ “...ประโยชนอ ยางอ่นื ในทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเปน พื้นฐาน

ของการพัฒนาประเทศ...”144145 ซึ่งประโยชนอยางอื่นในทางสังคมและเปนไปเพื่อสาธารณะประโยชน เปนหนึ่ง

ในพันธกจิ หลกั ของ สสว. ดวยเชน กนั อีกทั้ง สสว. ยงั เปนหนวยงานของรัฐท่ีไดร ับเงินสนบั สนุนการทําวิจัยจาก

งบประมาณแผนดินเปนหลัก จากเหตุผลทั้งสองประการขางตน จึงสามารถอนุมานไดวา สสว. ยอมไดรับ

ผลกระทบในวิถีการวิจัยและการผลิตสรางองคความรูจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ไมมากก็นอย แตผลกระทบ

ดังกลาวจะสงผลตอรปู แบบการทาํ วิจยั ของ สสว. อยางไร จะเปนแรงเสียดทานหรือเปน แรงกระตุนในการผลิต

งานวิจัยและการนาํ ผลงานวจิ ัยของ สสว. ไปใชประโยชนหรอื ไมและมากนอยเพียงใด เปนสง่ิ คณะผูวิจัยจะตอง

ประเมินและทําการศึกษาตอ ไปใสนอนาคต

5. สรปุ : ภาพรวมการดาํ เนินการวจิ ัยของ สสว.

กลาวโดยสรุป กระบวนการวิจัยของ สสว. ทั้งหมดตั้งแต “ตนนํ้า-กลางนํ้า-ปลายนํ้า” จะประกอบไป

ดวย 1. ปจจัยนําเขาที่นําไปสูการสรางกระบวนการวิจัยของ สสว. ซึ่งจะประกอบไปดวย สถานการณทาง

สงั คมในเชงิ พน้ื ท่ี หรอื ทเี่ ปน วาระแหงชาติ ยทุ ธศาสตรชาติ หรือยุทธศาสตรก ระทรวง โดยอาจมตี วั เลขทางสถิติ

และงานวจิ ยั ทีม่ อี ยเู ดิมเปน หลักฐานเชงิ ประจักษถึงความเขม ขน ในประเด็นปญหาทางสงั คมในดานตาง ๆ ซึง่ จะ

141 สอวช. (2563). ครม. เห็นชอบ ราง พ.ร.บ. สงเสริมการใชประโยชนผ ลงานวจิ ัยและนวตั กรรม พ.ศ. … ผลกั ดันเปนวาระเรง ดวนสอดคลอง

การปฏิรูปประเทศดานเศรษฐกิจ พรอมเขาสูการพิจารณาของคณะกรรมาธิการรวมสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา กอนประกาศใช คาดวา
แลว เสรจ็ ภายใน 3 เดือน. สืบคนจาก https://www.nxpo.or.th/th/6549/.
142 เพ่ิงอา ง.

143 ดูเพ่ิมเติมไดจ าก บันทึกขอ ความ ท่ี สผ ๐๐๑๗.๐๘/ วนั ท่ี มกราคม ๒๕๖๒ เรอื่ ง “รา งพระราชบัญญตั ิสง เสรมิ การใชป ระโยชนผลงานวจิ ัย

และนัวตกรรม พ.ศ. ...” สํานักกรรมาธิการ ๑ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สืบคนจาก https://edoc.parliament.go.th/
getfile.aspx?id=704518&file=Economic025.Q1.pdf&download=1. ในสว นเอกสารแนบ หนา 2-3.
144 เพ่งิ อาง.

145 เพิ่งอาง.

149

นํามาสูการตั้งโจทยหรือหัวขอวิจัยในแตละพื้นที่ หรือเปนการตั้งหัวขอวิจัยแบบบูรณาการทุกภาคสวนของ
สสว. โดยมี สสว. พื้นที่ใดพืน้ ท่ีหน่ึงเปน “หัวหนาทีมหลัก” ในการขับเคล่ือนกระบวนการวจิ ยั โดยมี สสว. เขต
พนื้ ที่อืน่ ๆ เปน “ทมี วจิ ยั ” หรอื “ผชู วยวจิ ัย” แตทั้งนี้ หวั ขอ วจิ ยั ดงั กลาวจะตอ งสอดคลอ งกบั ประเด็นการวิจัย
ท่ี สกสว. เปน ผูกําหนด โดยตอ งขออนุมัตโิ ครงการและการจัดสรรงบประมาณการวจิ ยั จาก ววน. อกี ทงั้ ยงั ตอง
สอดคลอ งกับเครื่องมือ OKRs และระบบ NRIIS ในประเดน็ ดานผดู าํ เนินการวจิ ยั สสว. ทกุ พืน้ ที่จะจางอาจารย
มหาวิทยาลัยซึ่งเปนบุคคลภายนอกมาเปนผูดําเนินการวิจัย หรือเปนที่ปรึกษาโครงการ โดย สสว. ยังคงเปนผู
ควบคุมการปฏิบัติการวิจัยทั้งหมด ซึ่งจะนําไปสู 2. กระบวนการวิจัย ซึ่งกระบวนการวิจัยของ สสว. จะใช
บุคลากรของ สสว. ในแตละพื้นที่เปนผูเก็บขอมูลการวิจัยเอง แตถาประสบปญหาดานการขาดแคลนกําลังพล
ในการเก็บขอมูล หรอื ความเส่ียงภัยจากการเขาถงึ ขอมูล สสว. จะสรางภาคเี ครือขายนักวจิ ัยรวมกับหนวยงาน
บริการประชาชนในทองที่ เชน อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย หรือ “อพม.” ซ่งึ จะเปนผูที่
มีความรแู ละคุนเคยกบั บริบททางสงั คมในทองที่ อีกทัง้ ยงั มคี วามคุนชินกบั กลมุ เปา หมายของงานวิจัย จงึ ทําให
มีศักยภาพและประสิทธิภาพในการเขาถึงขอ มูลไดดีกวาการใชน ักวิจัยซ่ึงเปนบุคคลภายนอกพื้นท่ี ซึ่งหลักจาก
เก็บรวบรวมขอมูลแลวก็จําไปสูขั้นตอนการวิเคราะหและประมวลผลขอมูล ซึ่งในขั้นตอนนี้ ณ สถานการณ
ปจจุบัน (ป 2564) จากการสัมภาษณพบวา บทบาทในการวิเคราะหและประมวลผลขอมูลยังเปนหนาที่ของ
อาจารยมหาวิทยาลัยซึ่งเปนบุคคลภายนอก เพราะมีความรูและทักษะในการแปรผลขอมูลใหมีความเท่ียง
ความตรง และความนาเชื่อถือของขอมูลไดดีกวา ซงึ่ หลังจากแปรผลขอมูลและสรปุ ผลการวิจยั แลว สสว. จะมี
การประชาสมั พันธง านวิจัยของตนผา นหนาเว็บไซตของแตล ะพื้นที่ หรอื ผานชองทางการส่ือสารเชิงดิจิทัลตาง
ๆ (digital communication channels) แกสาธารณะ อาทิ แอพพลิเคช่นั ไลน เปนตน

องคประกอบสุดทาย 3. ผลลัพธที่ไดจากการวิจัยจะถูกเผยแพรสูองคกรปกครองสวนทองถ่ิน
หนวยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในฐานะผูมีสวนไดเสียกับงานวิจัยดังกลาว โดย
หนวยงานปกครองสวนทองถิ่นหรือหนว ยงานราชการในทองที่มักจะนาํ งานวิจัยของ สสว. ไปใชอางอิงเพื่อตอ
ยอดองคความรูและผลักดันกลายเปนแผนนโยบาย ยุทธศาสตร หรือโครงการในการพัฒนาสังคมตาง ๆ แต
ท้งั นี้ กระบวนการวจิ ยั ขา งตน ยงั ขาดความตอเน่ืองในวัดและประเมนิ ผลผลลัพธทีเ่ กิดข้ึนจากการวิจยั รวมไปถึง
ภาพของการวิจัยท่ีถูกนําไปใชประโยชนในการเปลี่ยนแปลงสังคมอยางชัดเจน และเพื่อใหเห็นภาพของ
กระบวนการวิจัยของ สสว. ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น คณะผูวิจัยจึงจัดทําแผนภาพกระบวนการวิจัยดังที่นําเสนอ
ขา งลา งนี้

ภาพกระบวนการวจิ ัยของสาํ นกั งานส

สง เสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ (สสว.)

ภาคผนวก 5
ประมวลโครงการวจิ ยั เก่ยี วกับ “ผูส งู อายุ” ในป พ.ศ. 2559-2563

จากระบบขอมลู สารสนเทศวจิ ยั และนวัตกรรมแหง ชาติ

ป พ.ศ. 2559

ชอ่ื โครงการ ช่อื นกั วิจัย หนว ยงาน

1. สขุ ภาพและระบบบริการสาธารณสขุ

กรอบการยอมรับการแพทยทางไกลสาํ หรับ นางอัจฉรา ธารอุไรกลุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระ
การใหบ รกิ ารเชงิ รุกในสงั คมผสู ูงอายุ จอมเกลา ธนบรุ ี

ผลของการสวดมนตและการแผเมตตาตอ นายนิวตั ิ เทพาวราพฤกษ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
คลื่นสมองและการทํางานของระบบ
ประสาทอัตโนมัติในกลุมนักศึกษา

การพฒั นาผลิตภัณฑขา วไรซเ บอรร ีเ่ สรมิ ดร. มะลิ สโรบล มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
โภชนาการแบบกึง่ สาํ เร็จรปู ท่ีมแี อนโธไซ มหาสารคาม
ยานินสูงเพ่อื สุขภาพสาํ หรับผูสงู อายุ

การสง เสริมการดูแลสขุ ภาพของผสู งู อายุ นางสาวอรนุช วงศว ฒั นาเสถียร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
โดยใชภ ูมิปญ ญาพืน้ บา นของไทยแบบมสี วน มหาสารคาม
รว มของชมุ ชน ตําบลแวงนาง อาํ เภอเมือง
จังหวดั มหาสารคาม

การพัฒนารูปแบบการออกกําลังกายโดยใช ผชู วยศาตราจารย ดร. ศรญั ญา มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยสี รุ
การฟอนราํ พ้นื บานเปนฐานสาํ หรับผสู งู อายุ จฬุ ารี นารี
จังหวดั สรุ ินทร

การวัดและวเิ คราะหสัดสว นรางกายของผูใช รศ.ดร. พรศิริ จงกล มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสรุ
รถเขน็ น่ัง นารี

การศกึ ษาและพฒั นาระบบสนบั สนุนการ นายอทุ ศิ จติ เงนิ กรมสนับสนุนบริการสขุ ภาพ
ดูแลสขุ ภาพและการคุมครองผูบรโิ ภคใน
กลุมผสู งู อายทุ ี่อาศัยลําพังโดยการมีสวนรว ม
ของรัฐ ทองถ่นิ และชุมชน

ตํารับอาหารพืน้ เมืองในการปองกันภาวะ ผศ. ปย ะภร ไพรสนธิ์ มหาวทิ ยาลยั แมฟาหลวง
โลหิตจางจากการขาดสารอาหารในผูส งู อายุ
ภาคเหนือตอนบน

152

ชื่อโครงการ ชอื่ นกั วจิ ัย หนว ยงาน

การศกึ ษาความสัมพันธระหวางคา ดชั นมี วล นางสาวกวีญา สนิ ธารา มหาวิทยาลยั บูรพา
กาย คาดัชนีความสูงของโคงฝา เทา และ
การทรงตวั ในผสู ูงอายุ

การพฒั นารูปแบบการสงเสริมสุขภาพ นางศรีวรรณ ทาวงศมา กรมอนามัย
ผูสงู อายุชาวไทยภเู ขาเผา กะเหรยี่ ง พื้นที่
หมูบา นพัฒนาเพ่ือความมั่นคงพ้ืนที่ชายแดน
ตามแนวทางพระราชทานพระบาทสมเด็จ
พระเจาอยหู วั ฯ จังหวัดแมฮองสอน

ระบบการสงเสริมสุขภาพผสู ูงอายุ นายเอกชัย เพยี รศรีวชั รา กรมอนามยั

มาตรฐานบริการสง เสริมสขุ ภาพผสู ูงอายุใน นายเอกชยั เพยี รศรวี ชั รา กรมอนามัย
โรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล

มาตรฐานบรกิ ารสง เสรมิ สุขภาพผูสงู อายุใน นางสาวพวงเพ็ญ ชัน้ ประเสริฐ กรมอนามัย
โรงพยาบาลชมุ ชน

การพฒั นาระบบดูแลสุขภาพผสู งู อายใุ น นางนัยนา หนนู ิล มหาวทิ ยาลยั วลัยลักษณ
ชุมชนจงั หวัดนครศรีธรรมราช

การประยุกตใ ชภ ูมปิ ญญาทองถน่ิ เพื่อการ นางสาวสายฝน เอกวรางกรู มหาวิทยาลัยวลยั ลกั ษณ
สรา งเสริมสุขภาพผูสูงอายุในชมุ ชน

การปอ งกันและการจัดการปญหาสขุ ภาพ ผศ.ดร. เรวดี เพชรศิราสณั ห มหาวทิ ยาลัยวลัยลักษณ
ทัว่ ไปท่ีพบบอยในผูสูงอายุ

การจดั การปญหาความเจ็บปวยเรือ้ รงั ของ นางสาวเจนเนตร พลเพชร มหาวิทยาลยั วลัยลกั ษณ
ผสู งู อายุในชุมชน

การลดคาใชจา ยดานการรกั ษาพยาบาลขอ อาจารย ดร. อรทัย นนทเภท มหาวิทยาลยั วลัยลักษณ
ผูสงู อายุ โรงพยาบาลสงเสรมิ สุขภาพระดับ
ตาํ บลบา นประดหู อม อําเภอทา ศาลา
จงั หวดั นครศรธี รรมราช

การพฒั นารูปแบบการจัดการกฬี าเพ่ือ นายวิชติ อิม่ อารมย มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร
สุขภาพเชิงสรา งสรรคส าํ หรบั ผสู งู อายุ
จงั หวดั นครปฐม

การวเิ คราะหสถานการณการดูแลผูสูงอายุที่ นางสาวไพรวัลย โคตรตะ มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
มีภาวะสมองเส่ือมในจังหวัดอุบลราชธานี อบุ ลราชธานี

การประยุกตใชระบบควบคุมสาหรบั รถนง่ั ผู ผูช วยศาสตราจารย คมสัน มุยสี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏราํ ไพ
พิการชนดิ มือบังคับการเคลื่อน พรรณี

ชอื่ โครงการ ชือ่ นักวจิ ัย 153
หนว ยงาน
การพฒั นาแอพพลิเคชั่นสนบั สนุนการดูแล นางปตพิ ร จูปราง มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช
สขุ ภาพของผูสงู อายุบนอปุ กรณไรสาย มงคลกรุงเทพ
มหาวิทยาลัยการกีฬา
นวัตกรรม Balance testing fun ทีม่ ีผลตอ ผศ.ดร. อภิวันท โอนสูงเนนิ แหงชาติ
ความสามารถในการทรงตัวของผูสูงอายุ มหาวทิ ยาลัยการกีฬา
แหง ชาติ
การออกกาํ ลังกายแบบผสมผสานเพอ่ื นางพรรณิภา กาวิละ มหาวิทยาลยั การกีฬา
พัฒนาความสามารถในการทรงตวั ของ แหง ชาติ
ผูสงู อายใุ นพืน้ ทภี าคเหนือ ตอนบน จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั

ผลของการใชรูปแบบการเตน แอโรบิก นายกฤษณะ อรณุ โชติ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั
สาํ หรบั ผูม ภี าวะนํ้าหนักตัวเกินในคนอวน
และผสู งู อายุ จงั หวดั ปทุมธานี มหาวทิ ยาลัยกาฬสนิ ธุ

การขาดวิตามินดแี ละภาวะกระดกู พรุนใน นายสารชั สนุ ทรโยธนิ มหาวิทยาลยั ราชภัฏบรุ รี มั ย
ผูสูงอายุท่ีติดเช้ือเอชไอวีและไมต ิดเชื้อเอช มหาวิทยาลัยราชภัฏบรุ รี มั ย
ไอวีในประเทศไทย มหาวทิ ยาลยั นราธิวาสราช
นครินทร
การวเิ คราะหหาปจ จยั เสย่ี งและการตดิ ตาม ศาสตราจารย นายแพทย
ความเส่ยี งตอ การหกลม ในชวงเวลากลางคนื รุงโรจน พทิ ยศริ ิ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ
ของผสู งู อายโุ ดยใชผูปว ยพารกินสันเปน ราชวทิ ยาลัย
ตนแบบในการศึกษา

การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัติการแบบมีสวนรว ม เพ่ือ นายธวชั ชัย เคหะบาล
พฒั นานโยบายสาธารณะเพอื่ สขุ ภาพ
ผูสงู อายใุ นทองถ่นิ :กรณีศกึ ษาตําบลยอด
แกง อําเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ

การพัฒนารปู แบบกิจกรรมทางกายทม่ี ีผล นายกริชเพชร นนทโคตร
ตอ สุขภาพของผสู ูงอายุ

การพัฒนาทา มวยไทยโบราณที่มีผลตอ นายบาล ชะใบรัมย
สมรรถภาพทางกายของผสู งู อายุ

ประสบการณของผูสงู อายใุ นการใชภูมิ นางสาวรสสุคนธ แสงมณี
ปญ ญาทองถน่ิ ในการดแู ลตนเองขณะที่มี
ภาวะความดันโลหิตสงู ทามกลางความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมในจงั หวดั
นราธิวาส

รปู แบบพฤติกรรมสรา งเสริมสุขภาพของ ฤทธิชัย แกมนาค
ผสู งู อายโุ รงเรยี นผสู งู อายวุ ัดหัวฝาย ตําบล
สันกลาง อําเภอพาน จังหวัดเชยี ราย

154

ชอื่ โครงการ ช่ือนกั วิจัย หนวยงาน
มหาวิทยาลัยนเรศวร
การสาํ รวจสมนุ ไพรสําหรบั โรคท่ีเกิดจาก รศ. กรกนก อิงคนนิ นั ท มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงใหม
การเส่ือมในผูส งู อายุ โดยรอบมหาวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชยี งใหม
นเรศวร ระยะ 2
มหาวิทยาลัยราชภฏั เชยี งใหม
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพือ่ ใหความรู นางสาวภัทราพร พรหมคําตนั มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชียงใหม
โรคหลอดเลือดสมองตบี กรณีศกึ ษา: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม
โรงพยาบาลนครพิงค จังหวัดเชยี งใหม มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
มหาวิทยาลยั มหิดล
การพัฒนารูปแบบการเสรมิ สรา งสุขภาพ รองศาสตราจารย ดร. สามารถ มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล
ผูส งู อายุโดยใชภ มู ิปญ ญาพนื้ บานลานนา ใจเต้ีย มหาวิทยาลยั มหดิ ล
เปนฐาน องคก ารบริหารสว นตาํ บลสะลวง
อําเภอแมริม จงั หวดั เชยี งใหม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าช
มงคลอีสาน
การศกึ ษาภาวะสขุ ภาพและพฤตกิ รรมการ นางสาวณัทธร สขุ สที อง
สรา งเสริมสขุ ภาพของผูสงู อายุ

การพฒั นาบทเรียนวิทยาศาสตรทองถิ่น รองศาสตราจารย ดร. สามารถ
เรอื่ ง การเสริมสรางสุขภาพจิตผสู ูงอายุดวย ใจเตีย้
ภมู ปิ ญญาพื้นบานลา นนาดานจิตบาํ บัด

การพฒั นารปู แบบการเสริมสรา งภาวะ นางมจุ ลนิ ท แปงศิริ
โภชนาการผสู งู อายดุ วยภมู ปิ ญญาพื้นบา น
ลานนาดา นอาหารพ้ืนบาน

แผนงานวิจัยเพอ่ื พัฒนายาและผลิตภัณฑ ศ.ดร. ปทุมรัตน ตจู ินดา
สําหรับการรักษาและบรรเทาอาการของโรค
ท่ีเกิดในผสู งู อายุ

ระบบเฝาระวังและแจง เตือนการลมสาํ หรับ ผศ.ดร. ลลิตา นฤปย ะกลุ
ผทู พุ ลภาพและผสู ูงวัย

งานวจิ ัยทางชวี วทิ ยาศาสตรค อมพิวเตอร ผศ.ดร. ลลติ า นฤปย ะกลุ
เพ่ือสขุ ภาพและการมีอายสุ ูงข้ึนของ
ประชากรไทย

การวเิ คราะหต น ทนุ ตอประสิทธิผลของ นางสาววิราพรรณ วิโรจนรัตน
โปรแกรมการควบคมุ ตวั เองโดยใชร ูปแบบ
พยาบาลเปนผนู ําในการดแู ลสุขภาพของ
ผสู งู อายุ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชน

เคร่อื งยกผสู ูงอายุควบคุมดว ยโปรแกรมแอน นายสมใจ อารยวฒั น
ดรอย

ช่ือโครงการ ชอื่ นกั วจิ ัย 155
หนวยงาน
โครงการวจิ ยั และพัฒนาผลติ ภณั ฑจ าก นางรัตนศิริ จิวานนท สถาบนั วิจยั วิทยาศาสตรและ
สมนุ ไพรตานเชอ้ื ราบริเวณซอกพบั ใน เทคโนโลยีแหง ประเทศไทย
ผสู ูงอายุ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรแ ละ
เทคโนโลยแี หงประเทศไทย
วจิ ัยและพัฒนาผลิตภณั ฑนวตั กรรมใหมจ าก นายสทิ ธิพงศ สรเดช
สมุนไพรเพอ่ื ยอมสผี มและชะลอความเสือ่ ม มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าช
ของเซลลเ สน ผมสําหรับผูส งู อายุโดยใช มงคลอีสาน
เทคโนโลยไี มโครอิมลั ชัน สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรแ ละ
เทคโนโลยีแหงประเทศไทย
เครอ่ื งยกผสู ูงอายุควบคมุ ดว ยโปรแกรมแอน นายสมใจ อารยวฒั น สถาบันวจิ ัยวทิ ยาศาสตรแ ละ
ดรอย เทคโนโลยแี หง ประเทศไทย

โครงการวจิ ยั และพัฒนาผลติ ภัณฑจ าก นางรตั นศริ ิ จวิ านนท มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราช
สมุนไพรตานเชื้อราบริเวณซอกพับใน มงคลอสี าน
ผสู งู อายุ สถาบันวจิ ยั วทิ ยาศาสตรและ
เทคโนโลยีแหง ประเทศไทย
วจิ ยั และพฒั นาผลติ ภัณฑน วัตกรรมใหมจาก นายสทิ ธิพงศ สรเดช สถาบนั วจิ ัยวทิ ยาศาสตรแ ละ
สมุนไพรเพอ่ื ยอมสีผมและชะลอความเสื่อม เทคโนโลยีแหง ประเทศไทย
ของเซลลเสน ผมสําหรบั ผูสงู อายโุ ดยใช
เทคโนโลยีไมโครอิมัลชัน มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราช
มงคลอีสาน
เครื่องยกผูสงู อายุควบคุมดวยโปรแกรมแอน นายสมใจ อารยวฒั น สถาบนั วิจัยวทิ ยาศาสตรแ ละ
ดรอย เทคโนโลยีแหง ประเทศไทย
สถาบนั วิจัยวิทยาศาสตรและ
โครงการวิจัยและพัฒนาผลติ ภณั ฑจ าก นางรัตนศริ ิ จิวานนท เทคโนโลยแี หง ประเทศไทย
สมนุ ไพรตา นเช้อื ราบรเิ วณซอกพบั ใน
ผูสูงอายุ

วิจยั และพฒั นาผลติ ภณั ฑน วตั กรรมใหมจ าก นายสทิ ธพิ งศ สรเดช
สมุนไพรเพื่อยอมสผี มและชะลอความเสอ่ื ม
ของเซลลเ สนผมสําหรบั ผสู งู อายุโดยใช
เทคโนโลยีไมโครอิมัลชัน

เครอ่ื งยกผูสงู อายุควบคุมดว ยโปรแกรมแอน นายสมใจ อารยวฒั น
ดรอย

โครงการวิจยั และพัฒนาผลิตภัณฑจาก นางรัตนศริ ิ จวิ านนท
สมุนไพรตา นเชื้อราบริเวณซอกพบั ใน
ผสู งู อายุ

วจิ ยั และพัฒนาผลิตภัณฑน วัตกรรมใหมจ าก นายสทิ ธพิ งศ สรเดช
สมุนไพรเพอื่ ยอมสีผมและชะลอความเสอ่ื ม

156

ช่ือโครงการ ช่อื นักวิจัย หนว ยงาน

ของเซลลเสน ผมสําหรบั ผูส งู อายโุ ดยใช
เทคโนโลยีไมโครอิมลั ชัน

การศกึ ษาคุณสมบัตเิ กาะติดกับเซลลบุผนงั ดร. มัสลิน นาคไพจิตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร
ทางเดินอาหารของมนุษยข อง สายพันธุ
Lactobacillus plantarum และผลตอ
จุลินทรียใ นลําไสข องผสู ูงอายุ

การพัฒนาผลิตภัณฑถนอมผวิ สาํ หรับ รองศาสตราจารย ดร. หทยั รัตน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
ผูสงู อายทุ ี่มีสว นผสมของน้ํามันราํ ขาวก่าํ ท่ี ริมคีรี
ถกู กักเก็บในนีโอโซม

การพัฒนารปู แบบการสง เสริมสุขภาพ นางราตรี เรืองไทย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร
ผูสงู อายทุ ั้งดานรางกายและจิตใจสําหรบั
ศูนยส ง เสรมิ สขุ ภาพ

ผลของการบรโิ ภคสารสกัดจากบวั บกตอ ดร. จตุพร เพ่มิ ทรัพยทวี มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร
การทาํ งานของเอนไซมอะซตี ิลโคลนี เอสเตอ
เรสและตัวบงช้ีภาวะอักเสบในผูสูงอายทุ ่ีมี
ความผิดปกติเล็กนอยดานความจาํ และ
ความเขาใจของสมอง

การศึกษาเชงิ วเิ คราะหเ ปรยี บเทียบปจจัยที่ รศ.ดร. กลุ วดี โรจนไ พศาลกจิ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏราช
สงผลตอ สุขภาวะของผสู งู อายุในชนบทและ นครินทร
ผสู งู อายใุ นเขตเมอื งในประเทศไทย

การออกแบบและพัฒนาพรมแจงเตือน นางสาววราภรณ ทุมชาติ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ลาํ ปาง
สําหรับการหกลมของผสู งู อายุ

การพัฒนาแนวปฏบิ ตั ิการพยาบาลเพ่อื ผศ.ดร. ปะราลี โอภาสนนั ท มหาวิทยาลยั พะเยา
ปอ งกันการหกลม สําหรับผูสูงอายุในชุมชน

การพฒั นาผลติ ภัณฑแผน ปะสมุนไพรไทย ผศ.ดร. กรวินทวชิ ญ บญุ พสิ ทุ ธิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
เพอ่ื บรรเทาอาการปวดและอักเสบจากตํารา นนั ท มงคลธัญบุรี
โรคนิทานคาํ ฉันท 11 ท่ีกักเก็บในนาโน
แคปซูลสําหรับผสู งู อายุ

การศึกษาฤทธต์ิ า นปวดและอักเสบของ ผศ.ดร. กรวินทว ชิ ญ บญุ พิสุทธิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราช
ตาํ รบั ยาสมนุ ไพรไทยจากตาํ ราโรคนทิ านคาํ นันท มงคลธญั บรุ ี
ฉนั ท 11เพื่อประยุกตใชในผสู งู อายุ

การวิจยั และพฒั นาผลิตภณั ฑแผน ปะจาก รองศาสตราจารย ดร. ปรยี า มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราช
วสั ดุชีวภาพดวยเทคนคิ การ ประกอบไดเ อง ภรณ ไชยสตั ย มงคลธญั บรุ ี

157

ชอื่ โครงการ ชือ่ นักวจิ ัย หนว ยงาน
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
สําหรบั สง ผา นยาสมุนไพรไทย เพือ่ บรรเทา มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
อาการปวดและอักเสบในผสู งู อายุ มหาวิทยาลัยขอนแกน

การพฒั นาการตรวจประเมนิ และการรักษา รศ.ดร. สกุ ลั ยา อมตฉายา มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
สําหรบั ผูป ว ยบาดเจบ็ ไขสนั หลงั ผูป ว ยโรค มหาวิทยาลัยขอนแกน
หลอดเลือดสมอง และผูส ูงอายุ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน
มหาวิทยาลยั ขอนแกน
อุปกรณวดั กระดูกสนั หลงั คอมโดยใชระยะ นางสาวมณีพรรณ เหลา โพธ์ิศรี มหาวิทยาลัยขอนแกน
จากผนงั : การวัดกระดูกสนั หลังคอ มทใี่ ชไ ด กรมการแพทย
งาย

ตัวบงชีท้ างชวี เคมที ่เี ก่ยี วกับภาวะเครียด นางนงนุช เศรษฐเสถียร
ออกซิเดชัน การอกั เสบ กระบวนการหาม
เลือด และสภาวะทางภูมคิ มุ กัน รวมทง้ั ยีน
โพลิมอรฟซึมตอความเสย่ี งของโรคหัวใจ
และหลอดเลือดในผสู งู อายุ

ภาวะเครยี ดออกซเิ ดชนั และยีนโพลมิ อรฟ  นางนงนชุ เศรษฐเสถียร
ซึมของซปุ เปอรอ อกไซดด ีสมิวเตสตอความ
เสี่ยงตอโรคหวั ใจและหลอดเลือดในผูส ูงอายุ

ระดบั ตัวบง ชท้ี ่เี กีย่ วของกบั การอกั เสบใน นายชาตรี เศรษฐเสถียร
เลือดและยีนโพลมิ อรฟซึมท่ีเกีย่ วขอ งท่ี
สมั พันธกับปจจัยเสี่ยงตอโรคหัวใจและ
หลอดเลอื ดในผูสูงอายุ

ตัวบง ชีท้ างชีวภาพและสภาวะทางภูมิคุมกัน รศ.ดร. ชาญวทิ ย ลลี ายุวฒั น
ท่สี มั พนั ธก บั ความเสยี่ งในการเปน โรคหวั ใจ
และหลอดเลือดในผูส ูงอายุ

ความสัมพันธร ะหวา งตัวบงชีก้ ระบวนการ รศ.ดร. นันทรัตน โฆมานะสนิ
หามเลือดทีเ่ กี่ยวของกบั การอักเสบและโพลี
มอรฟซึมของยนี ท่ีเกย่ี วของกับความเส่ียงตอ
การเกดิ โรคหัวใจและหลอดเลือดในผูส งู อายุ

การรักษาความดนั โลหิตสูงโดยไมใ ชย าใน ดร. ชลุ ี โจนส
ผูสงู อายทุ ่ีมภี าวะความดนั ซสิ โทลกิ สูงชนดิ
ไมท ราบสาเหตุ: ผลของการฝกหายใจชา
แบบมีและไมมีแรงตาน

การพัฒนาชุดแบบทดสอบระดบั สมรรถภาพ นายสพุ ิชชพงศ ธนาเกยี รติ
ทางกายในการทํากิจวตั รประจาํ วันที่ ภญิ โญ

158

ช่อื โครงการ ชอ่ื นกั วจิ ัย หนว ยงาน

สมั พนั ธตอความเสีย่ งดา นความบกพรอง กรมการแพทย
ทางการเคลือ่ นไหวสาํ หรับผสู ูงอายไุ ทย
กรมการแพทย
การพัฒนาภาพสญั ลกั ษณท างเภสัชกรรม นางสาวสวุ ิมล พงษสมบูรณ
บนฉลากยาโรคความดันโลหิตสงู ในผูสงู อายุ กรมการแพทย
ไทย กรมการแพทย
กรมการแพทย
การพฒั นารูปแบบการปรบั เปลย่ี น นางวาสนา มากผาสุข กรมการแพทย
พฤติกรรมเพื่อปองกนั ภาวะแทรกซอนใน
ผสู งู อายุโรคเรื้อรงั กรมการแพทย

คลนิ กิ ทนั ตกรรมผสู ูงอายุที่เหมาะสมสาํ หรับ นายอรรถสทิ ธิ์ ศรสี ุบัติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ประเทศไทย ราชวทิ ยาลัย
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ
การพัฒนารปู แบบคลนิ กิ ทันตกรรมผูสงู อายุ นางฉววี รรณ ภักดธี นากุล ราชวิทยาลัย
ท่ีเหมาะสมสําหรบั ประเทศไทย มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลยั
ประเมินความคุมคา คลินิกทันตกรรม นายอรรถสิทธิ์ ศรีสบุ ัติ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ผสู ูงอายทุ เ่ี หมาะสมสําหรบั ประเทศไทย ราชวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
พฒั นารปู แบบการดแู ลระยะยาวสาํ หรบั ดร. ฬฬุ ีญา โอชารส ราชวิทยาลยั
ผสู งู อายโุ รคหลอดเลือดสมองภายหลงั
จาํ หนายออกจากโรงพยาบาล

ระดบั และปจจัยดานสขุ อนามัยอนื่ ทมี่ ผี ลตอ นายกิตติชาติ อินทุสร
ฮอรโมน (Testrosterone ) ในผชู ายวัยกอน
เกษยี ณและสูงอายุในเขตจังหวัดชลบุรี

บูรณาการพทุ ธธรรมกับระบบการดแู ล รศ.ดร. พระราเชนทร
สขุ ภาพระยะยาวสาํ หรับผสู งู อายุ ของ (ราเชนทร ไชยเจรญิ )
อาํ เภอศรีวิไล จงั หวัดบึงกาฬ

ศกึ ษาการเสรมิ สรางสขุ ภาวะผสู ูงอายุตาม นายประยงค ศรไชย
หลกั พระพทุ ธศาสนาในจังหวัดอบุ ลราชธานี

การพฒั นาและเสริมสรา งสุขภาวะผูสงู อายุ พระครูศรีวรพินจิ คมฺภรี ญาโณ
ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดพะยา

การพฒั นาและเสรมิ สรา งสขุ ภาวะผูสูงอายุ พระครูศรีวรพินิจ คมฺภรี ญาโณ
จงั หวัดพะเยา ตามหลักพทุ ธธรรม

การพัฒนาและเสริมสรา งสุขภาวะของ ผศ. จกั รแกว นามเมือง
ผสู งู อายุ โดยวิถีวฒั นธรรมเชงิ พุทธใน
จังหวดั พะเยา

159

ชอื่ โครงการ ชื่อนกั วิจัย หนว ยงาน
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
การศกึ ษาองคป ระกอบและเกณฑช้ีวดั ใน เสาวนีย ไชยกลุ ราชวิทยาลยั
การเสรมิ สรางสุขภาวะของผสู ูงอายตุ ามแนว
พระพทุ ธศาสนา ในจังหวดั พะเยา มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ
ราชวิทยาลยั
การศึกษานโยบาย กลไก และกระบวนการ พระครวู รวรรณวิฑรู ย ฟก แกว
เสรมิ สรา งสขุ ภาวะผสู งู อายุขององคกร มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณ
ปกครองสวนทองถ่ินจังหวัดพะเยา ราชวทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
การจดั การความรแู ละเครอื ขายองคกรสุข ผศ.ดร. สเุ ทพ สารบรรณ ราชวทิ ยาลยั
ภาวะของผูส ูงอายุในจังหวัดพะเยา มหาวทิ ยาลัยสวนดสุ ติ

การพฒั นาและเสริมสรางสขุ ภาวะผูสงู อายุ ดร. พระราชปรยิ ัติ ปน ะดวง มหาวิทยาลัยสวนดสุ ติ
ตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดพะยา
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราช
การพัฒนาตํารับอาหารพ้ืนบานเสริม ผศ.ดร. ชฎามาศ ขาวสะอาด มงคลรตั นโกสนิ ทร
แคลเซียมสาํ หรับผูสงู อายไุ ทย มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าช
มงคลรัตนโกสินทร
ปจ จัยเชงิ สาเหตุและผลของพฤตกิ รรมการ นางสาวยพุ ิน พิพฒั นพวงทอง
ทาํ งานในแพทยแผนไทยประจาํ สถาบัน กองบริหารแผนและ
การแพทยแผนไทยเนตรดาวเพ่ือเสรมิ สราง งบประมาณการวจิ ยั (กบง.)
สุขภาพผูสงู อายุ
กองบรหิ ารแผนและ
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของ นางสาวศริ ิสุข นาคะเสนยี  งบประมาณการวจิ ยั - ทุน
ผูสงู อายุในกรุงเทพมหานคร บณั ฑิต (กบง.)
กองบริหารแผนและ
การพฒั นาเครื่องมือสงเสริมสุขภาพอยาง นายสุรเชษฐ ลมิ้ เฉลิม งบประมาณการวิจยั - ทนุ
งายจากคลังปญญาผสู งู อายุเพ่ือเพ่ิม บณั ฑิต (กบง.)
สมรรถภาพทางกายของผูส งู อายุ

โครงการวจิ ยั นวัตกรรมเครื่องด่ืมอิมัลชัน นายวชิ ชา ตรสี ุวรรณ
จากวตั ถุดิบไทย สผู รู ักสขุ ภาพและผสู งู อายุ
ทวั่ โลก

ผลของการฝกบรหิ ารกลามเนื้อองุ เชิงกราน เรือเอกหญิง โชติกา สุจารี
แบบผสมผสานตอความรนุ แรงของการกลั้น
ปส สาวะไมอยูในผสู ูงอายุหญงิ

ผลของโปรแกรมการโคช ตอการ นางสาวนยั นป พร จนั ทรธิมา
เตรยี มพรอมและภาระของผูดูแลผูส ูงอายทุ ี่
เปนโรคหลอดเลือดสมอง

160

ชอื่ โครงการ ชอื่ นักวิจัย หนวยงาน
การศกึ ษาและพัฒนากายอปุ กรณช วยพยงุ นายธเนศ โชติกรรณยุธร กองบริหารแผนและ
ผสู ูงอายุ งบประมาณการวิจยั - ทุน
บัณฑิต (กบง.)
การผลิตผงใยอาหารทมี่ สี ารตานอนมุ ลู อสิ ระ นางสาวอนสุ รา พลบจู กองบรหิ ารแผนและ
จากเปลือกเสาวรสสีมวงและการประยุกตใ ช งบประมาณการวจิ ัย - ทนุ
เปนสว นผสมของอาหารจําลองสําหรบั บัณฑิต (กบง.)
ผสู งู อายุ กองบริหารแผนและ
พฒั นาสตู รอาหารดัดแปลงเน้ือสัมผัสสําหรับ นางสาวบุญญริน ชาครยิ านกุ ูล งบประมาณการวิจยั - ทนุ
ผสู ูงอายุทม่ี ภี าวะกลนื ลาํ บาก บณั ฑิต (กบง.)
กองบรหิ ารแผนและ
การพัฒนาแบบคัดกรองภาวะขาดโปรตีน นางสาวฐติ ิมา โพธิ์ชยั งบประมาณการวิจยั - ทุน
และพลังงานในผสู งู อายุทพ่ี ักอาศัยในสถาน บัณฑติ (กบง.)
สงเคราะหคนชราของรัฐ กลมุ ทรพั ยากรบุคคล (ทบ.)
กลมุ ทรพั ยากรบุคคล (ทบ.)
การพัฒนาสมรรถภาพทางกายเพื่อชวยใน นางสาวอาพัทธ เตียวตระกูล
การทรงตัวและปองกนั การหกลมในผสู ูงอายุ กลมุ ทรพั ยากรบุคคล (ทบ.)

แนวทางการสรางศกั ยภาพชมุ ชนในการ นางอาทิตยา วงั วนสินธุ กลุมทรพั ยากรบุคคล (ทบ.)
สนบั สนุนการจัดการดูแลสุขภาพตนเองใน
ผสู งู อายทุ เ่ี ปนเบาหวานชนิดที่ 2 มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
เพชรบูรณ
ผลของกลุมบําบดั ดวยการแกไขปญหา นางสาวเกษร สายธนู กลมุ ทรัพยากรบุคคล (ทบ.)
รว มกบั การเจริญสติตอภาวะซึมเศรา ของ
ผูสูงอายทุ เ่ี ปนโรคเรื้อรงั ในชมุ ชนเทศบาล
ตําบลธาตุ อําเภอวารินชาํ ราบ จังหวดั
อบุ ลราชธานี

ผลของการออกกําลงั กายแกวงแขนตอความ นายปย ะพงษ ประเสรฐิ ศรี
ดนั โลหิต ปจจัยเสย่ี งของโรคหัวใจและ
หลอดเลอื ด และการปรบั เปลี่ยนประสาท
อัตโนมัติของหวั ใจในผสู งู อายุโรคความดนั
โลหติ สูง

ผลของการปรับสมดุลรางกายดว ยมณเี วช นางเพชรธยา แปนวงษา
ตอ อาการปวดเม่ือยกลามเน้อื ในผูส ูงอายุ

ผลของการออกกําลงั กายแกวงแขนตอความ นายปยะพงษ ประเสริฐศรี
ดนั โลหติ ปจ จัยเสี่ยงของโรคหัวใจและ
หลอดเลอื ด และการปรบั เปลี่ยนประสาท

161

ชอื่ โครงการ ช่อื นักวจิ ัย หนวยงาน

อตั โนมตั ิของหวั ใจในผูสงู อายุโรคความดนั มหาวิทยาลยั ราชภฏั
โลหิตสงู เพชรบรู ณ
กองบรหิ ารแผนและ
ผลของการปรบั สมดลุ รา งกายดว ยมณเี วช นางเพชรธยา แปนวงษา งบประมาณการวิจยั (กบง.)
ตอ อาการปวดเมื่อยกลา มเนื้อในผสู งู อายุ กองบรหิ ารแผนและ
งบประมาณการวิจัย (กบง.)
การศกึ ษาการดําเนนิ มาตรการปองกนั การ กองบริหารแผนและ
พลดั ตกหกลม และภาวะสมองเสอื่ มของ งบประมาณการวิจัย (กบง.)
ผสู งู อายุในชุมชนในประเทศไทย
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีพระ
การใชว ปิ ส สนากรรมฐานลดความเครยี ด พระเมธสี ุตาภรณ (เหมอื น ยาง จอมเกลาธนบุรี
ผูสูงอายใุ นจงั หวัดนครราชสมี าและจังหวดั นอก) มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร
ชัยภมู ิ มหาวิทยาลยั ราชภฏั
เพชรบูรณ
ระบบวิเคราะหความแปรปรวนของการเดนิ นายเทอดศกั ด์ิ ลวิ่ หาทอง มหาวิทยาลัยราชภฏั พิบูล
แบบสวมใสไดโดยใชเซนเซอรวดั ความเรง สงคราม
และเซนเซอรว ัดความเรง เชิงมุมเพ่ือประเมนิ
ความเสี่ยงในการหกลม ของผูสงู อายุ มหาวทิ ยาลัยนราธวิ าสราช
นครินทร
2. การศกึ ษาและการเรียนรูตลอดชีวิต

หนวยประสานการนําสงขอมูลมลั ตมิ เี ดยี ผศ.ดร. พรชัย มงคลนาม
สาํ หรบั ผูส งู อายุผา นสมารททีวแี ละแทบ็ เล็ต
คอมพวิ เตอร

การศกึ ษาแนวทางสง เสริมการถายทอด นางจิตตรา มาคะผล
วฒั นธรรมอาหารของผูสูงอายุในอาเซยี น

รปู แบบวถิ ีชีวติ ภมู ปิ ญ ญาทองถิน่ ของ นางสาวปวิตรา โคบาํ รงุ
ผูสูงอายเุ พ่ือการถายทอดสุขภาวะสาํ หรบั
ชมุ ชน ในจังหวัดเพชรบรู ณ

การสือ่ สารอยางมีสว นรว มเพื่อสรางสรรค นายยรรยงวรกร ทองแยม
สือ่ สงเสริมสขุ ภาพจิตผูสูงอายุ กรณีศึกษา
ชมุ ชนบรมไตรโลกนาถ 21 อาํ เภอเมอื ง
จงั หวัดพษิ ณโุ ลก

ผลของโปรแกรมฝกสมองตามหลักวถิ ชี ีวิต นางสาวอนงค ภิบาล
มุสลิมตอ พทุ ธปิ ญญาในผสู ูงอายมุ ุสลิมที่
เส่ยี งตอโรคสมองเสอื่ ม ในจังหวดั นราธิวาส

162

ชื่อโครงการ ช่ือนกั วิจัย หนว ยงาน
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าช
ความสัมพันธร ะหวางความรคู ําทับศัพท นางกรกมล ศรเี ดือนดาว มงคลกรงุ เทพ
ภาษาองั กฤษกบั คุณภาพการบรโิ ภคขาวสาร มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงใหม
ของผูสงู อายใุ นกรงุ เทพมหานคร
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม
การพฒั นารูปแบบการสรา งเสรมิ สขุ ภาพ อาจารย ดร. จิตมิ า กตัญู
ทางจิตวิญญาณของผสู ูงอายุดวยภมู ปิ ญ ญา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชียงใหม
พ้นื บา นลานนา
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งใหม
การสรา งเสรมิ สขุ ภาพทางสังคมในผูสูงอายุ นางสาวกานตช ญั ญา แกวแดง
โดยการเรียนรแู บบพุทธรวมกับภมู ิปญญา มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราช
พน้ื บานลานนา วทิ ยาลยั
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าช
การถา ยทอดภมู ปิ ญญาการดูแลสขุ ภาพดาน นางสาวศริ ิจนั ทร อปุ าละ มงคลพระนคร
เครอ่ื งนงุ หมของผสู ูงอายุชนเผา กะเหรีย่ งใน
ตาํ บลสะลวง อําเภอแมร มิ จังหวดั เชยี งใหม มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี รุ
นารี
การศึกษาความตอ งการทางดานเทคโนโลยี นางสาวกาญจนา ขัติทะจักร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุร
สารสนเทศและการการส่ือสารของผสู งู อายุ นารี
ในเขตชมุ ชนเทศบาลเมืองเมืองแกนพฒั นา มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ัน
อาํ เภอแมแตง จงั หวัดเชยี งใหม ทา

รูปแบบการสง เสริมและปองกันปญ หา นางบานชนื่ นักการเรียน
สขุ ภาพจิตตามหลักวฒุ ธิ รรม 4 สาํ หรบั
ผสู ูงอายุในจังหวัดสมทุ รสงคราม

ภูมปิ ญ ญาทองถ่ินดานอาหารพ้นื บานจงั หวัด รศ. จฑุ ามาศ พรี พัชระ
เพชรบรุ ขี องกลมุ ผสู งู อายุบานหว ยทราย
เหนอื เพ่ือการถายทอดและเสริมสรา ง
สมรรถนะการเรยี นรผู า นระบบออนไลน

แนวทางการออกแบบเว็บเพือ่ ผสู งู อายุ: แนว นายสรชยั กมลลิ้มสกลุ
ทางการนําเสนอเนื้อหาตามหลักฐานดาน
มนุษยปจ จยั

ขนาดมือและเทา ของผูส ูงอายุสาํ หรบั การ รศ.ดร. พรศิริ จงกล
ออกแบบผลติ ภัณฑ

การศกึ ษาการออกแบบสญั ลักษณกราฟก ผชู วยศาสตราจารย ดร.
และจติ วิทยาสที มี่ ผี ลตอการรับรูและความ ปรีชญา ครูเกษตร
เขา ใจของผสู งู อายุ เพื่อนาํ มาใชในการ
ออกแบบบนบรรจุภณั ฑยา

163

ชื่อโครงการ ช่ือนักวจิ ัย หนวยงาน
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสนุ ัน
แนวทางการออกแบบกราฟกบนบรรจภุ ัณฑ ผูช ว ยศาสตราจารย ดร. พิบูล ทา
อาหารสาํ เรจ็ รูปของไทยสําหรับผสู ูงอายใุ น ไวจติ รกรรม กองบริหารแผนและ
ประเทศญ่ีปนุ งบประมาณการวจิ ยั - ทนุ
บณั ฑติ (กบง.)
การพฒั นาสมรรถนะการใชเ ทคโนโลยี นางวีนารัตน แสวงกิจ กองบรหิ ารแผนและ
สารสนเทศสาํ หรบั ผสู ูงอายุในจังหวดั งบประมาณการวิจัย - ทุน
เชียงราย โดยใชร ูปแบบการฝก อบรมฐาน บณั ฑิต (กบง.)
สมรรถนะ กลุม ทรัพยากรบุคคล (ทบ.)
กองบริหารแผนและ
ผลของโปรแกรมการสง เสริมการรบั รู นางสาวหทยั ทพิ ย ใจปต ิ งบประมาณการวิจัย (กบง.)
สมรรถนะแหง ตนตอ ความกลัวการหกลมใน
ผสู ูงอายทุ ่ีไดร ับการผา ตดั เปล่ียนขอสะโพก มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ลาํ ปาง
เทียม
สาํ นักงานปลัดกระทรวงการ
ระบบสารสนเทศจดั การความรภู มู ิปญ ญา นางสาวอรยา สขุ นติ ย พัฒนาสังคมและความมนั่ คง
การทอผา ของผสู งู อายใุ นเขตภาคใตต อนบน ของมนุษย
สํานักงานปลัดกระทรวงการ
การประเมินการเขาถึงเวบ็ ไซตไทยที่คน ดร เกวลนิ อังคณานนท พัฒนาสังคมและความมน่ั คง
พกิ ารและผสู งู อายุเขาถึงได ของมนุษย
มหาวทิ ยาลยั กาฬสินธุ
3. การมีงานทาํ และการสรา งรายได
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ธนบรุ ี
การศกึ ษาบทบาทขององคกรปกครองสวน รศ. วิไลลักษณ พรมเสน
ทองถิ่นในจงั หวัดลําปางตอการสงเสรมิ การ
มงี านทาํ และการสรางรายไดแกผสู งู อายุ

กลยทุ ธสงเสริมการออมใหแ กวัยผูใหญเพ่ือ นางสาวซาราห บนิ เยา ะ
เตรยี มการเขาสวู ยั ผสู งู อายุ

การพัฒนาศักยภาพดา นอาชพี ของผูส งู อายุ นายสเุ มษ สายสงู
เพอ่ื ลดการพึ่งพาสงั คม

ทองถน่ิ จังหวัดกาฬสินธกุ บั การเสริมสรา ง นางสาวณภทั ร สรอ ยจิต
ศักยภาพการออมของประชากรวยั กลางคน
เพื่อเตรียมความพรอมเขา สูสังคมผูสูงอายุ
การมสี วนรว มของชมุ ชนในการพฒั นาอาชีพ นางพิมพงา เพง็ นาเรนทร
เพอ่ื เพมิ่ รายไดข องผสู งู อายุ ในชนบท

164

ชือ่ โครงการ ชอื่ นักวิจัย หนวยงาน
การพัฒนาอาหารพน้ื บานตามสายนา้ํ คลอง นางพูลทรัพย อนิ ทรสังข มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช
ทาแพ จงั หวดั นครศรีธรรมราช เพอ่ื เพิ่ม มงคลศรีวิชัย
มลู คา ตามหลกั เศรษฐกจิ พอเพียง นางสาวอมรรตั น อภินนั ทมห สถาบันบัณฑติ พฒั นบริหาร
หลักประกันรายไดเ พือ่ การพัฒนาอยาง กลุ ศาสตร
ยงั่ ยนื นางสาวดารารตั น อานันทนะสุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบรหิ าร
การมงี านทําและการเกษียณของผูสูงอายุ วงศ ศาสตร
ไทย: รอบท่ี 2 อ. ดร. ทองใหญ อัยยะวรากูล สถาบนั บัณฑิตพฒั นบรหิ าร
ความมน่ั คงทางเงินของผูส งู อายไุ ทย: รอบท่ี นางสาวเพยี งตะวนั พลอาจ ศาสตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งใหม
2 ผชู วยศาสตราจารยว า ที่ ร.ต.
หญิง จินตนา อนิ ภักดี มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงใหม
การสรางเสรมิ การขยายโอกาสในการ
ทาํ งาน และจดั การสวสั ดกิ ารผูสงู อายุชุมชน นางศศพร มุงวิชา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราช
ริมเหนือ อําเภอแมริม จงั หวดั เชยี งใหม มงคลพระนคร
ภายใตแนวคิดความรบั ผดิ ชอบตอสังคมของ นางศศพร มงุ วิชา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าช
องคกรธุรกิจนอกชุมชน นางศศพร มุงวิชา มงคลพระนคร
การพฒั นาผลิตภณั ฑเ สนใยกลว ยหอมทอง มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าช
ยอ มสธี รรมชาติ สาํ หรับการนําไปใช นางสาวณัฐชา ธาํ รงโชติ มงคลพระนคร
ประโยชนดา นการจักสาน เพื่อสง เสริม มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราช
อาชีพใหแ กผสู ูงอายุบา นชอ แล ตาํ บลชอแล นายอาํ นวย ปาอาย มงคลพระนคร
อาํ เภอแมแ ตง จงั หวดั เชียงใหม มหาวิทยาลัยราชภฏั ราช
กลยทุ ธการตลาดสนิ คา SME กลุม นครินทร
เครอื่ งสําอางสมุนไพรไทยเพื่อสขุ ภาพ
สําหรบั ผสู ูงอายุไทย
ผลติ ภัณฑ SME กลุมเคร่ืองสาํ อางสมุนไพร
ไทยเพอ่ื สขุ ภาพสาํ หรบั ผูสงู อายไุ ทย
การขยายโอกาสทางการตลาดสนิ คา SME
กลมุ เครื่องสาํ อางสมุนไพรไทยเพอ่ื สุขภาพ
สาํ หรับผูสงู อายุไทย
การวางแผนการตลาด สินคา SME กลุม
เครอ่ื งสําอางสมุนไพรไทยเพ่ือสุขภาพ
สําหรับผูสูงอายไุ ทย
ภาวะหนส้ี ินและการจดั การการเงินของ
ผสู ูงอายใุ นประเทศไทย

165

ชอื่ โครงการ ชอื่ นักวจิ ัย หนว ยงาน
กองบริหารแผนและ
การศึกษาสถานการณป จจุบนั ของการจาง ศ.ดร.วรเวศม สวุ รรณระดา งบประมาณการวจิ ยั (กบง.)
งานตอ เน่ืองในสถานประกอบการและ กองบริหารแผนและ
ทศั นคติของนายจา งในภาคเอกชน งบประมาณการวจิ ัย (กบง.)

การพัฒนาระบบงานเพื่อสรา งเครอื ขายผสู ูง นายกฤษฎา บุศรา กองบรหิ ารแผนและ
วัยทีม่ ีศักยภาพเชงิ รกุ ในการรองรับการ งบประมาณการวจิ ัย (กบง.)
ดาํ เนินธรุ กิจของผูป ระกอบการดว ย กองบรหิ ารแผนและ
วทิ ยาการขอมลู งบประมาณการวิจัย (กบง.)

ขอเสนอการพัฒนาการดําเนินงานสงเสริม มหาวทิ ยาลยั นเรศวร
ศักยภาพผูสงู อายุ
มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
การพฒั นาแผนยุทธศาสตรงานวจิ ัยเรือ่ ง นายถาวร สกุลพาณชิ ย มหาสารคาม
Active and Productive Aging ระยะที่ สถาบันเทคโนโลยพี ระจอม
สอง เกลาเจา คณุ ทหารลาดกระบงั
มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งราย
4. การพฒั นาคุณภาพชวี ิต สังคมและวฒั นธรรม
มหาวทิ ยาลัยการกีฬา
รปู แบบแรงสนบั สนนุ ทางสังคมตอการ นางสาวสภุ าภรณ สดุ หนองบัว แหง ชาติ
พฒั นาคุณภาพชีวติ ของผูสูงอายุในเขต
ชายแดนไทย-พมา : กรณีศกึ ษาหมบู า นเลต
องคุ ตาํ บลแมจนั อาํ เภออุมผาง จงั หวัดตาก

การเรียนรูราํ วงชาวบานอยา งมีสว นรว มโดย รศ. ประสพสุข ฤทธเิ ดช
องคกรชมุ ชน เพ่ือเสริมสรางสขุ ภาวะของ
ผูส ูงอายุ

การประเมนิ เคร่ืองมือออกแบบบรรจภุ ณั ฑ นางสาวญาดา ชวาลกลุ
เพอ่ื ส่ือสารวธิ ีการเปดสาํ หรับผสู งู อายไุ ทย

การบูรณาการรปู แบบการพฒั นาศกั ยภาพ อาจารย ดร. เศรษฐชัย ใจฮึก
การพึ่งตนเองในกลมุ ผสู ูงอายุและหมอเมือง
แบบยั่งยืน โดยเคร่อื งมอื และกระบวนการ
ทางเทคโนโลยีสารสนเทศตาํ บลทา กอ
อาํ เภอแมส รวย จังหวัดเชียงราย

ผลของการใชร ปู แบบการสง เสรมิ นางรชาดา เครอื ทิวา
นันทนาการสาํ หรับประชาชนทสี่ อดคลอง
กบั แผนพฒั นานันทนาการแหงชาติ ทม่ี ตี อ
การพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของผูสงู อายุใน
สถานสงเคราะหคนชราในภาคกลาง

166

ช่ือโครงการ ช่ือนกั วิจัย หนว ยงาน

กลยุทธก ารสรา งความเขม แข็งของเครอื ขา ย นางสาวกีรติกา กรี ติพงษไพศาล สาํ นักงานปลัดกระทรวงการ
ผูสูงอายุ ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ พัฒนาสงั คมและความมัน่ คง
ความมัน่ คงของมนษุ ย ของมนุษย

ส่ือประชาสมั พนั ธทีม่ ีผลตอพฤติกรรมการ ผศ. วชริ า รินทรศ รี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ
ทองเที่ยวเชิงสุขภาพของผูส งู อายจุ ังหวดั นครสวรรค
นครสวรรค

การสือ่ สารแบบมสี ว นรว มในการพัฒนา รศ.ดร. จุไรรตั น ทองคาํ ชนื่ มหาวิทยาลัยราชภฏั จนั ทร
ศักยภาพชมรมผูสงู อายเุ พ่อื เสริมสรางสุข วิวัฒน เกษม
ภาวะของผสู ูงอายใุ นเขตจตุจักร
กรุงเทพมหานคร

คุณภาพชวี ติ ของผสู ูงอายภุ ายใตก ารดแู ล นางปยวรรณ เสรีพงศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าช
ของสมาชิกในครอบครัว กรณีศกึ ษา จังหวดั มงคลศรีวชิ ยั
นครศรีธรรมราช

ความอยดู ีมีสุขของผสู ูงอายุไทย รอบที่ 2 นางสาวดารารตั น อานันทนะสุ สถาบนั บัณฑิตพฒั นบริหาร
วงศ ศาสตร

ครอบครัวและระบบการเก้ือหนนุ ของ รศ. ดร. เดือนเพ็ญ ธรี วรรณ สถาบนั บัณฑติ พฒั นบริหาร
ผูสูงอายไุ ทย: รอบที่ 2 วิวฒั น ศาสตร

สขุ ภาพและความคาดหวังในชวี ิตของ ผศ.ดร. ปรีชา วจิ ติ รธรรมรส สถาบนั บัณฑติ พฒั นบรหิ าร
ผูสูงอายไุ ทย: รอบท่ี 2 ศาสตร

แผนกลยุทธก ารเพมิ่ ขดี ความสามารถของ นางสาวแสงจนั ทร เกษากิจ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั เชยี งใหม
องคกรผสู ูงอายุและผูพิการของชุมชน
จงั หวดั เชียงใหม ภายใตก รอบประชาคม
อาเซียน ปที่ 2

รูปแบบการพัฒนาศักยภาพและเสรมิ สราง ผศ.ดร. เพ็ญจันทร เชอรเ รอร มหาวิทยาลยั มหดิ ล
ความม่ันคงทางสังคมผสู งู อายุ

การมสี วนรว มของชุมชนในการพัฒนา รองศาสตราจารย ดร. สนุ ทร มหาวิทยาลยั ราชภัฏชยั ภูมิ
คณุ ภาพชวี ิตของผูส ูงอายุในสังคมไทย ปญ ญะพงษ

การศกึ ษาพฤติกรรมการซ้ือสินคา สมุนไพร นางสาวกมลพร นครชยั กลุ มหาวิทยาลยั อบุ ลราชธานี
แปรรปู ของผสู งู อายุในจงั หวัด อุบลราชธานี

การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตใหกับผสู งู อายุในการ นายนริ ุตติ์ ชัยโชค มหาวิทยาลัยราชภฏั เชียงราย
แปรรูปผลิตภัณฑทางการเกษตร ตาํ บลสันส
ลี อําเภอเวยี งปา เปา จังหวดั เชยี งราย


Click to View FlipBook Version