The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thaplatpso9, 2022-05-27 03:58:42

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

ร่างรายงานฉบับสมบูรณ์

ปจจัยนาํ เขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou

3.) ทรัพยากรบุคคล : บุคคลากรของ
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว

เปน ผดู าํ เนนิ การวิจยั ดวยตนเอง

4.) องคความรูที่ใชเปนฐานในการวิจยั
: ขอมูลสถิติจากสํานักงานสถิติแหงชาติ
ขอมูลจปฐ. TP-Map และงานวิจัยจาก

แหลง ตาง ๆ อาทิ ฐานขอมลู วิทยานิพนธ

ของมหาวทิ ยาลยั ตา ง ๆ เปนตน
5.) กลไกสนับสนุน :

1. กองทุนพฒั นาบทบาทสตรี

2. กองทุนสงเสริมความเทาเทียม

ระหวา งเพศ

3. พระราชบัญญัติสงเสริมการ

พัฒนาและคุมครองสถาบันครอบครัว

พ.ศ. 2562

4. พระราชบัญญตั ิสงเสริมความเทา
เทียมระหวางเพศ พ.ศ. 25581415

15 พระราชบัญญัติความเทาเทียมทางเพศ พ.ศ. 2558. ราชกิจจานุเบกษา เลม ท่ี 132 ตอนท่ี 18 ก (13 มีนาคม

ลผลิต ผลลพั ธ 26
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจัย (Research
challenges)

ม 2558). สบื คนขอ มูลจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/A/018/17.PDF

ปจจยั นาํ เขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

2.3 กรมกจิ การผูสงู อายุ (ผส.)

1. โจทยวิจยั : 1. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ - รายงานวจิ ยั

1.) คณะกรรมการผูสูงอายุแหงชาติ กรมกิจการผูสงู อายุเปน ผูดาํ เนนิ การวิจยั - รายงานผลการ

คณะรัฐบาล นโยบายของผูบริหาร ดว ยตนเอง ตา งๆ

ระดับสูงของกระทรวงการพัฒนาสังคม 2. หนวยงานกลางที่กํากับดูแลภารกิจ

และความมั่นคงของมนุษย สถานการณ ดานการวิจัยของกรมกิจการผูสูงอายุ :

ดานผูสูงอายุที่อยูในความสนใจ กรมกจิ การผสู งู อายไุ มม หี นวยงานกลางที่

สาธารณะ นักวิชาการ มูลนิธิตาง ๆ กํากับดูแลภารกจิ ดานการวิจัยของตนเอง

ภ า ค เ อ ก ชน ภ า ค ป ร ะ ชา ชน แ ล ะ แตมี มส.ผส ท่ีเปรียบเสมอื นเปน “think

คณะกรรมการที่เกี่ยวของกับภารกิจของ tank” ของกรม ฯ และ “พันธมิตรและ
กลไกทางวชิ าการท่สี ําคญั ”1718
กรมกจิ การผูสงู อายุ

2.) แผนยุทธศาสตรชาติ แผน

ผูสูงอายุแหงชาติ และแผนแมบทฉบับ

ตา ง ๆ

2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน

ทีไ่ ดรับการจดั สรรจาก สกสว.

18 ขอมลู จากการสมั ภาษณผบู รหิ ารจากกรมกิจการผูสูงอายุ
19 ขอมลู จากการสัมภาษณผูบรหิ ารจากกรมกจิ การผสู ูงอายุ

27

ลผลิต ผลลัพธ ความทา ทายของการวิจยั (Research
utput) (Outcome) challenges)

1. กองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและ 1. ผลการวิจัยที่จะนําไปสูการปฏิบัติใน

รดําเนินงานโครงการ ความมั่นคงของมนุษย เปนผูรวบรวม เชิงนโยบายตองสามารถนําไปประยุกติ

และสังเคราะหงานวิจัย และกระจายไป ใชไ ดอ ยา งเปน รูปธรรม ไมใชนามธรรม

ยงั หนว ยงานตา ง ๆ 2. กลไกการสื่อสารทางการเมอื งและการ

2. แตทั้งนี้ การสื่อสารเพื่อผลักดันการ ขับเคลื่อนงานวิจัยดานผูสูงอายุไปใช

วิจัยใหเชื่อมโยงไปสูประเด็นเชิงนโยบาย ประโยชนใ หเปนนโยบายสาธารณะมกั มา

มักประสบปญหาบางประการ จากตัวแสดงอื่นที่มีอิทธิพลตอการ

3 . ง า น ว ิ จ ั ย ท ี ่ ถ ู ก ผ ล ั ก ด ั น ไ ป ถึ ง ตดั สนิ ใจในเชิงนโยบาย

คณะรฐั มนตรมี ักจะมาจาก มส.ผส. ไมใช

กรมกิจการผูสูงอายุ1819 โดยเฉพาะอยาง

ยิง่ “รายงานผูส ูงอายุประจําป”

ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou

3. ทรัพยากรบุคคล: บุคคลากรของกรม
กจิ การผูส ูงอายเุ ปน ผดู าํ เนินการวิจัยดวย
ตนเอง
4. องคความรูที่ใชเปนฐานในการวิจัย:
กรมกิจการผูสูงอายุมิไดระบุถึงแหลง
ความรูท่ีใชเปนฐานในการขับเคลือ่ นการ
ดําเนินการวิจัย แตจากการศึกษาพบวา
ตลอดระยะเวลาทีผ่ า นมา การดําเนนิ การ
วิจยั ของกรมกจิ การผูสงู อายกุ อนการตรา
พระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร
วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่สงผล
ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงใน
กระบวนการวิจัยที่เนนใหบุคลากรของ
หนวยงานภาครัฐเปนผูดําเนินการวิจัย
นั้น มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนา
ผูสูงอายุ (มส.ผส.) เปนผูที่ดําเนินการ
ว ิ จ ั ย แ ล ะ ส น ั บ ส น ุ น อ ง ค ค ว า ม ร ู  ด  า น
ผูส งู อายุใหแกกรมกจิ การผูส ูงอายุมาโดย
ตลอด ดังนั้น จึงอาจกลาวไดวา องค
ความรูของกรมกิจการผูสูงอายุที่ใชเปน
ฐานในการวิจัยมาจากภาคีเครอื ขา ยดาน

ลผลิต ผลลพั ธ 28
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจัย (Research
challenges)

ปจ จยั นาํ เขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

วิชาการโดยเฉพาะอยางยิ่ง มส.ผส.

น่ันเอง

5. กลไกสนับสนนุ :

1. กองทุนผสู งู อายุ

2. มส.ผส.

3. พระราชบัญญัตผิ ูสูงอายุแหงชาติ

พ.ศ. 2546 และทแี่ กไ ขเพม่ิ เตมิ 1617

2.4 กรมสงเสริมและพัฒนาคณุ ภาพชีวิตคนพกิ าร (พก.)

1. โจทยวิจัย : 1. การอนุมัติโครงการวิจัยของ ผลงานวจิ ัยสว นใหญ

1) คณะกรรมการสงเสริมและ หนวยงาน : กรมสงเสริมและพัฒนา นวัตกรรมหรือสิ่ง

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแหงชาติ คณุ ภาพชีวิตคนพิการมีคณะอนุกรรมการ คุณภาพชวี ติ คนพกิ

คณะอนุกรรมการสงเสริมการวิจัย ดานการวิจัยเปนผูกลั่นกรองการขอ

นวตั กรรม และเทคโนโลยีเพอื่ การพัฒนา อนุมัติหัวขอการวิจัยของหนวยงาน อีก

คุณภาพชีวิตคนพิการ คณะรัฐบาล ทั้ง ยังมีคณะทํางานจัดทําแผน

นโยบายจากผูบริหารระดับสูงของ ยุทธศาสตรการวิจัย นวัตกรรม และ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความ เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

มั่นคงของมนุษย สมัชชาคนพิการ คนพกิ าร พ.ศ. 2560 – 2564 ทใ่ี ชในการ

แหง ชาติ กําหนดแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจ

ดา นการวจิ ยั ของกรม ฯ

17 กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย. “พระราชบญั ญตั ิผูส งู อายุ พ.ศ. 2546.” พฤศจิกายน
_1.pdf.

ลผลติ ผลลพั ธ 29
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจยั (Research
challenges)

ญจะอยูใ นรปู แบบของ ผลงานวิจัยของกรมสงเสริมและพัฒนา 1. ผลงานวิจัยสวนใหญเปนงานในเชิง

งประดิษฐเพื่อพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการสวนใหญจะอยูใน นวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ แตงาน

การ รูปแบบของนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ การศึกษาที่มุงเนนการผลิตสรางองค

ตน แบบ (model) ดังน้ัน จงึ ไมมกี ารผลิต ความรูดานผูพิการที่จะผลักดันหรือใช

ซํ้าในเชิงพาณิชย หรือเพื่อใชเปน เปนฐานในการขับเคลื่อนนโยบายไมคอย

สวัสดิการแกกลุมผูพิการเนื่องจากมี มี

ตนทุนที่สูง ดังนั้น การผลิตซํ้าเพื่อใชใน 2. ผลการศึกษาสวนใหญแมวาจะอยูใน

เชิงพาณิชย หรือเพ่ือใชเ ปนสวัสดิการแก รปู แบบของนวัตกรรมหรอื สิง่ ประดิษฐแต

กลุมผูพิการจึงเปนหนาที่ของหนวยงาน ก็มีลักษณะบางประการที่คลายคลึงกัน

อน่ื ที่เกย่ี วของ หรือกลาวอยางถึงที่สุดก็คือ “...เปนงาน

2563. สบื คน ขอมลู จาก https://www.dop.go.th/download/laws/regulation_th_20152509163042

ปจ จยั นาํ เขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)

2) แผนยุทธศาสตรชาติ 20 ป 2. การดําเนินการวิจัย : บุคลากรของ

แผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน

แหงชาติ และพันธกรณีระหวางประเทศ พิการเปน ผูดําเนินการวิจัยดว ยตนเอง

ดา นผพู กิ าร 3. หนวยงานกลางที่กํากับดูแลภารกิจ

2. ทุน/แหลงทุน : งบประมาณแผนดิน ดานการวิจัยของกรมสงเสริมและ

ที่ไดรบั การจัดสรรจาก สกสว. พฒั นาคณุ ภาพชวี ิตคนพกิ าร : กลุม วิจัย

3. ทรัพยากรบุคคล: บุคคลากรของกรม และติดตามประเมินผล กองยุทธศาสตร
สง เสริมและพัฒนาคุณภาพชวี ติ คนพิการ และแผนงาน1920

เปน ผูดําเนนิ การวจิ ยั ดว ยตนเอง

4. องคความรูที่ใชเปนฐานในการวิจัย:

กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน

พิการไมไ ดกลา วถงึ แหลง ท่ีมาของความรู

มี่ใชในการขับเคลื่อนกระบวนการวิจัย

โดยตรง แตจากการศึกษาพบวา กรม

สง เสริมและพฒั นาคุณภาพชีวติ คนพิการ

มีภาคีเครือขายดานวิชาการจาก

สถาบันการศึกษามากกวา 70 แหง จึง

อาจกลาวไดวา องคความรูและทักษะท่ี

20 กรมสงเสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ าร. “โครงสรางหนวยงาน.” กรมสงเสรมิ และพัฒนาคุณภาพชีวิต
21 ขอ มูลจากการสมั ภาษณผ บู รหิ ารของกรมสง เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชีวิตคนพกิ าร

ลผลิต ผลลัพธ 30
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจยั (Research
challenges)

ซํ้า ๆ แคเปลี่ยนพื้นที่เทานั้น...”2021 จึง
สงผลทําใหในระยะหลงั ไมค อยมีงานวจิ ยั
ในรปู แบบของนวัตกรรมใหม ๆ เนื่องจาก
ไมไ ดร ับการอนมุ ตั ใิ นการดําเนินการวิจัย

ตคนพกิ าร. https://dep.go.th/th/about-us/organization-structure.

ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล

(Input) (Process) (Ou

ใชประกอบการดําเนินการวิจัยของกรม

ฯ มาจากภาคีเครือขายดานวิชาการ

น่ันเอง

5. กลไกสนับสนนุ :

1.) กองทุนสงเสริมและพัฒนา

คุณภาพชีวิตคนพกิ าร

2.) พระราชบัญญัติ สงเสริมและ

พฒั นาคณุ ภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550

2.5 สถาบนั พฒั นาองคก รชุมชน (องคก ารมหาชน) (พอช.)

1. โจทยวิจัย : 1. การอนุมัติโครงการวิจัยและการ - รายงานวจิ ยั

1) นโยบายของรัฐบาล ดาํ เนินการวิจัยของหนว ยงาน : - รายงานผลการดาํ

2) นโยบายของ พม. ทางเลือกที่ 1 : พอช. ยื่นคําขอ ๆ

3) สถานการณทางสังคมของ อนุมัติโครงการวิจัยผานกระทรวง พม.

กลมุ เปาหมายของ พอช. เพื่อให สกสว. เปนผูพิจารณาอนุมัติ

2. ทนุ /แหลงทุน : งบประมาณจากกองทุน ววน. ซึ่งใน

ทางเลือกที่ 1 : งบประมาณแผน ดนิ ทางเลือกนี้ บุคลากรของ พอช. ตองเปน

ทไ่ี ดร บั การจัดสรรจาก สกสว. ผดู ําเนินการวจิ ยั ดวยตนเอง

ทางเลือกที่ 2 : งบประมาณของ ทางเลอื กที่ 2 : พอช. ใชเ งินกองทุน

พอช. เน่ืองจากเปน องคการมหาชน จงึ มี ของตนเองในการสนับสนุนภารกิจดาน

22 ขอ มูลจากการสมั ภาษณผ บู ริหารของสถาบันพฒั นาองคกรชุมชน (องคการมหาชน) พอช.

ลผลิต ผลลัพธ 31
utput) (Outcome)
ความทาทายของการวิจยั (Research
challenges)

จากการศึกษาพบวา งานวิจัยของ พอช. เปนหนวยงานที่มุงเนนการปฏิบัติ

าเนนิ งานโครงการตาง พอช. มีปริมาณคอนขางนอย เนื่องจาก ตามภารกิจ ดังนั้นจึงมักไมคอยไดใช

“เปนหนวยงานปฏิบัติ จึงไมคอยไดใช ผลการวิจัยมาขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน

งานวิชาการ”2122 ดังนั้น จึงไมเห็นภาพ อีกทั้ง บุคลากรของ พอช. ไมมีเวลาทํา

ของการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน วิจัยเนื่องจากตองปฏิบัติภารกิจที่เปน

อยา งเปนรปู ธรรม งานประจําตามนโยบายของกระทรวง

อยางไรก็ตาม ภายหลังการ การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ

ประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริม มนุษยและรฐั บาล ซึ่งปริมาณของภารกจิ

วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. สวนทางกับจํานวนของบุคลากรกลาวคือ

2562 ซึ่งเปน การปฏิรปู ระบบการวจิ ัยให พอช. มีภารกิจที่คอนขางมากแตมี

ปจ จัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Ou
(Input) (Process)

ความเปนอิสระในการบริหารเงินทุนเพื่อ การวจิ ัยดวยการจัดซอ้ื จัดจางเพ่ือใหบุคล

สนับสนุนภารกิจมากกวาหนวยงาน ภายนอกที่มีความรูความสามารถ และ

ภาครฐั อ่ืน ๆ ภายในกระทรวง ท ั ก ษ ะ ด  า น ก า ร ว ิ จ ั ย ใ ห  เ ป น

3) ทรัพยากรบุคคล: ผูดําเนนิ การวิจัยใหแ ก พอช.

หาก พอช. ขอทุนสนับสนุนการวิจัยจาก

สกสว. บุคลากรของ พอช. ตอง

ดาํ เนนิ การวจิ ยั ดวยตนเอง

หากใชเ งินทนุ ของ พอช. ในการสนับสนนุ

ภารกิจดานการวิจัย พอช. สามารถ

จัดซื้อจัดจางใหอาจารยมหาวิทยาลัย/

นักวิชาการจากสถาบันการศึกษามาเปน

ผูดาํ เนินการวจิ ัยใหแก พอช. กไ็ ด

4) องคความรูที่ใชเปนฐานในการวิจัย

: จากการศึกษาพบวา พอช. ไมไดร ะบุถงึ

องคความรูหรือแหลงทีม่ าของขอมูลที่ใช

เปนบานในการวิจัยที่ชัดเจน แตทั้งน้ี

พอช. เปนหนวยงานที่เนนการปฏิบัติ

มากกวางานวิชาการ ดังนั้น ปญหาท่ี

23 ธรี วัฒน รงั แกว. พอช. จัดเวทีทําแผนพัฒนา วจิ ยั นวตั กรรมชุมชน จัดการความรูและการสอ่ื สาร รวมกนั จดั
20128-30625/

32

ลผลิต ผลลัพธ ความทาทายของการวิจัย (Research
utput)
(Outcome) challenges)

อยูภายใตระบบ อววน. พอช. ไดมีความ อัตรากําลังพลนอยมีเพียง 310 อัตรา

พยายามในการจัดทํา “แผนพัฒนาวิจัย เทานั้น ดังนั้น พอช. จึงมีอุปสรรคในการ

นวัตกรรมชุมชน จัดการความรูและการ ขับเคลื่อนภารกิจดานการวิจัย แต

สื่อสารของสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน อยางไรก็ตาม พอช. จะใชงานวิจัยใน

(องคการมหาชน) (พ.ศ. 2566- ลักษณะประเมินผลเพื่อประเมินผลการ

2570)”2223 เพื่อใชกําหนดทิศทางการวิจยั ดําเนินงานที่ผานมาในแตละป จากท่ี

ของหนวยงาน จึงอาจกลาวไดวา พอช. กลาวมาขางตน จึงเปนการตอกยํ้าวา

กําลังอยูในชวงของการปรับองคกรเพื่อ พอช. เปนหนวยงานที่มุงเนนการปฏิบัติ

รองรบั การปฏบิ ตั ภิ ารกิจดา นวิชาการ มากกวา งานวิชาการ

ดทําแผนระยะ 5 ป คร้งั 1. แกไขครงั้ ลา สดุ 2565. สถาบนั พฒั นาองคกรชมุ ชน. https://web.codi.or.th/202

ปจจัยนําเขา กระบวนการ ผล
(Input) (Process) (Ou

เกดิ ขึ้นจากการปฏิบตั ิงานจงึ มีสว นสําคัญ

ตอการกําหนดหัวขอ การวจิ ัยของ พอช.

ลผลิต ผลลพั ธ 33
utput) (Outcome)
ความทา ทายของการวิจัย (Research
challenges)

34

ทงั้ นี้ จากทกี่ ลา วมาท้งั หมดขา งตน เพอื่ ใหเ หน็ ภาพรวมของกระบวนการวิจยั ทมี่ ีความชดั เจนมากยิ่งข้ึน
คณะผูวิจัยนําเสนอรายละเอียดหวงโซคุณคาของการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนภายใตโครงสรางของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยโดยจําแนกตามหนวยงาน และจะนําเสนอกรณีศึกษา
กระบวนการวิจัยของ สสว. 1-11 โดยละเอียดไวในภาคผนวกเพื่อแสดงใหเห็นภาพสะทอนของการขับเคลื่อน
กระบวนการวิจัยและการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนของหนวยงานภายตาง ๆ ภายใตโครงสรางของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมแลความมน่ั คงของมนุษย

3.2 หว งโซคณุ คา ของการนําผลการวิจยั ไปใชป ระโยชนของหนวยงานตาง ๆ ภายใตโครงสราง
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย

นอกจากกระบวนการวิจัยและกระบวนการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชประโยชนของหนวยงานตาง ๆ ภายใต
โครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษยดังที่กลาวมาขางตนแลว จากวัตถุประสงค
การวิจัยที่ตองการศึกษากลไกการตัดสินใจเชิงนโยบายในการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน คณะผูวิจัยจึงขอ
อภิปรายผลการวิเคราะหและสังเคราะหขอมูลโดยแสดงผานหวงโซคุณคาของงานวิจัย (Research Value
Chain) ของหนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทากรมภายใตโครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มน่ั คงของมนุษย เพอ่ื แสดงใหเ ห็นถงึ การเช่ือมโยงของกระบวนการวิจยั และการนําผลการวจิ ัยไปใชประโยชนที่
ครอบคลมุ ท้ังกระบวนการ ท่รี วมไปถงึ พลวัตการปรับตวั ของหวงโซคุณคางานวจิ ยั ท้ังของหนว ยงานตา ง ๆ และ
ในภาพรวมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ย โดยในรายละเอียดจะขอนําเสนอในลําดับ
ถดั ไป

หวงโซคุณคาของงานวิจัยในการศึกษานี้ คณะผูวิจัยแบงองคประกอบของกลไกการขับเคลื่อน
กระบวนการศึกษาวิจัยและกระบวนการนาํ ผลการวิจัยไปใชประโยชนออกเปน 5 องคประกอบ ไดแก 1) การ
กําหนดโจทยวิจัย 2) กระบวนการขออนุมัติการวิจัย/งบประมาณ 3) การดําเนินการวิจัย 4) ผลงานวิจัย และ
5) การนําผลการวิจัยไปใชประโยชนยังกลุมเปาหมายตาง ๆ ของแตละหนวยงาน ซึ่งองคประกอบขางตน จะ
เปนการไลเรยี งตามกระบวนการศึกษาวิจยั และการนาํ ผลการวิจัยไปใชประโยชนตามสวนตนของบทนี้ เพื่อให
การวเิ คราะหและสงั เคราะหขอมูลมีความสอดคลองและตอเนื่องเปน ภาพเดียวกนั อีกทั้ง ยังแบงเนื้อหายอยใน
แตละหนวยงานออกเปน 2 ชวงเวลา ไดแก ชวงเวลาที่ 1 กอนการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่สงผลทําใหเกิดกระบวนการวิจัยภายใตระบบ ววน. และ
ชวงเวลาที่ 2 ภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2562 หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง คณะผูวิจัยไดใชการตราและประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร
วิจยั และนวตั กรรม พ.ศ. 2562 และการเรม่ิ ใชกระบวนการวิจยั ภายใตระบบ ววน. เปน “จุดตดั ของเง่ือนเวลา”
ที่ทําใหเห็นถึงพลวัตและการเปล่ียนแปลงในการกระบวนการศึกษาวิจยั และการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน
ของหนวยงานตาง ๆ ภายใตโครงสรางของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยในชวงเวลาที่

35

แตกตางกนั หรือกลาวอยา งถึงท่ีสดุ ก็คือ เปน การแสดงใหเห็นถึงการปรับตวั ของหนวยงานเพ่ือสานภารกิจดาน
การวิจัยตามการบังคบั ใชพระราชบญั ญัติการสง เสริมวทิ ยาศาสตร วจิ ัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 นนั่ เอง

ในสวนนี้ คณะผูวิจัยไดแบงการนําเสนอหวงโซคุณคาของงานวิจัยตามโครงสรางการบริหารของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยออกเปน 2 ระดับ ไดแก 1) หนวยงานบริหารราชการ
สวนกลาง และ 2) หนว ยงานระดับกรม หรอื เทียบเทากรม ประกอบไปดว ย

1. หนวยงานบริหารราชการสว นกลาง:
1.1) กองมาตรฐานการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษย
1.2) สาํ นกั งานสงเสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ (สสว.) 1-11

2.) หนวยงานระดับกรม หรือเทยี บเทากรม :
2.1) กรมพฒั นาสงั คมและสวัสดิการ
2.2) กรมกิจการสตรแี ละสถาบันครอบครวั
2.3) กรมกจิ การผสู งู อายุ
2.4) กรมสง เสริมและพัฒนาคุณภาพชีวติ คนพกิ าร
2.5) สถาบนั พัฒนาองคก รชมุ ชน (องคการมหาชน)

3.2.1 หวงโซคณุ คา ของงานวิจยั ของหนว ยงานบริหารราชการสวนกลาง:
หนวยบริหารราชการสวนกลาง เปนหนวยงานที่อยูภายใตสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม

และความมั่นคงของมนุษย ซึ่งในการศึกษานี้ หนวยบริหารราชการสวนกลาง ประกอบไปดวย 1) กอง
มาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และ 2) สํานักงานสงเสริมและสนับสนุนวชิ าการ (สสว.)
1-11 โดยในรายละเอียดจะขอนําเสนอ ดังนี้

1) หวงโซคณุ คาของงานวจิ ยั ของกองมาตรฐานการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ย (กมพ.)
กองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย หรือ กมพ. เปนหนวยงานรายการบริหาร

สวนกลางสังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย โดยในปจจุบัน กมพ. มี
อํานาจและดําเนินภารกิจหลักในการ “ศึกษา วิเคราะห วิจัย พัฒนา และจัดการฐานขอ มูลทางสงั คมในสวนที่
เกี่ยวของกับการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย”2324 อีกทั้ง ยังมีหนาที่ในการ “สงเสริมและสนับสนุน
งานวิชาการของกระทรวง”2425 ซึ่งกอนที่คณะผูวิจัยจะไดแสดงใหเห็นถึงหวงโซคุณคาดานการวิจัยของ กมพ.
คณะผูวิจัยขออธิบายถึงการปฏิบัติภารกิจดานการวิจัยในมุมมองเชิงประวัติศาสตรของหนวยงานผาน

24 กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563. ราชกิจจา
นเุ บกษา เลม ที่ 137 ตอนท่ี 41 ก (9 มถิ นุ ายน 2563) : 26 ขอ 13/1. สืบคน ขอมูลจาก http://law.msociety.go.th/law2016/uploads
/lawfile/5ee04407182d5.pdf
25 เพิง่ อาง.

36

พัฒนาการดานกฎหมายและคาํ ส่ังตาง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ ง เพื่อแสดงใหเ ห็นถงึ พลวัตหรือววิ ัฒนาการของภารกิจดาน
การวจิ ยั ของ กมพ. โดยมรี ายละเอียดดังตอ ไปนี้

1) กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย พ.ศ. 2545 : ภายหลังจากการจัดตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ตาม
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยไดแบงสวนราชการออกเปนหนว ยงานตาง ๆ โดย กมพ. ในขณะนั้นมีสถานะเปน “สํานักมาตรฐานการ
พัฒนาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย”2526 สงั กดั สาํ นกั งานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย มีอํานาจหนาที่ในกําหนดมาตรฐานและตัวชี้วัดดานการพัฒนาสังคม และพัฒนาระบบที่เกี่ยวของกับ
งานดานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยในภาพรวมของประเทศ อีกทั้ง ยังมีหนาที่ในการศึกษา
วิเคราะห วิจัย และพัฒนาทางวิชาการดานการพัฒนาสังคม สวัสดิการสังคม และความมั่นคงของมนุษย เพ่ือ
นําองคความรูที่ไดจากการปฏิบัติภารกิจขางตน มาหนุนเสริมหรือสนับสนุนการดําเนินภารกิจดานการพัฒนา
และจัดสวัสดิการสังคมของหนวยงานทั้งภาครัฐและเอกชนใหมีความเขมแข็ง2627 โดยภารกิจหนาที่ในการ
“ศกึ ษา-วจิ ัย” ไดถูกระบเุ อาไวใ นกฎกระทรวงฉบบั ดังกลาวอยางชดั แจง

2) คําสั่งสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ที่ 488/2558 เรื่อง
จัดตั้งสวนราชการภายในสํานักงานปลัดกระทรวง2728 : คําสั่งดังกลาวเปนผลสืบเนื่องมาจากการประกาศใช
“พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2558” ซึ่งกอนการตราและประกาศใช
พระราชบัญญัติขางตน การดําเนินงานของกระทรวง พม. อยูในลักษณะที่งานดานนโยบาย ดานวิชาการ และ
ดานปฏิบัติ ในแตละกลุมเปาหมายออกจากกัน ทําใหเกิดกระบวนการทํางานที่ซับซอน และภายหลังการตรา
และประกาศใชพระราชบัญญัติดังกลาว ทําใหเกิดการปฏิรูปโครงสรางการแบงสวนราชการภายในกระทรวง
สง ผลมาสูการลดฐานะของสํานักมาตรฐานการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย และยบุ รวมภารกิจดาน
วิชาการของหนวยงานภายในอื่น ๆ ใหมาอยูภายใต “กองวิชาการ” สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงเพียง
หนวยงานเดียว ซึ่งกองวิชาการยังคงดําเนินภารกิจหนาที่ท่ีเกี่ยวของกับการกําหนดมาตรฐานการพัฒนาสงั คม
และความมั่นคงของมนุษย และภารกิจดานการศึกษา วิเคราะห วิจัย และพัฒนางานวิชาการดานการพัฒนา
สังคม แตภารกิจที่เกี่ยวของกับการสรางเกณฑและดัชนีชี้วัดดานการพัฒนาสังคมไดถูกยกเลิกไป และมี
โครงสรางหนาที่ที่นาสนใจถูกเพิ่มเติมเขามาแทน กลาวคือ การใหการสนับสนุนงานวิชาการแกสํานักงาน
สง เสริมและสนับสนุนวิชาการทัง้ 12 สาํ นัก (11 สาํ นักในปจ จุบัน) และการเปน “ศูนยก ลางขอมลู งานวชิ าการ”

26 กฎกระทรวง แบง สว นราชการสาํ นักงานปลัดกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย พ.ศ. 2545. ราชกจิ จานเุ บกษา เลมที่
119 ตอนที่ 103 ก : 183 ขอ 8.
27 เพงิ่ อา ง, ขอ 8/ ก-ซ
28 สํานักงานปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย. “คําสั่งสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย เร่อื ง จดั ตัง้ สว นราชการภายในสาํ นักงานปลัดกระทรวง.” 6 มีนาคม 2558. http://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER3/
DRAWER089/GENERAL/DATA0000/00000158.PDF.

37

ทีจ่ ะตองเผยแพรใหแกป ระชาชนและหนวยงานทีเ่ ก่ียวขอ งดวย ทงั้ น้ี ในโครงสรา งของกองวิชาการ ไดระบุกลุม
งานวจิ ัยเอาไวอยา งชดั แจง ในคําส่งั ดังกลา วดวย

จากที่กลาวมาขางตน แสดงใหเห็นวา แมวาสํานักมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยจ ะถูกลดฐานะใหเหลือเพยี งกองวิชาการ แตภ ารกจิ หนา ที่ที่เกยี่ วของกับงานดานการศึกษาวิจัยกลับเพ่ิม
มากขึ้น โดยเฉพาะอยางยิ่งการทําหนาที่เปนศูนยขอมูลกลางดานงานวิชาการของกระทรวง หรือซึ่งก็คือ
จะตอ งทําหนา ท่ีในการรวบรวมงานวิจยั และสรา งฐานขอ มลู งานวจิ ัยของกระทรวงนนั่ เอง

3) กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนษุ ย พ.ศ. 25592829 : กฎกระทรวงฉบับน้ีมผี ลผูกพันในทางกฎหมายในการยกเลิกกฎกระทรวง แบงสวนราช
สาํ นักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย พ.ศ. 2545 และกฎหมายอ่ืน ๆ ท่เี กย่ี วขอ ง
โดยบริบทของกฎหมายฉบับนี้ ไดปรับเปลี่ยนหรือเปลี่ยนชือ่ หนวยงานจากกองวิชาใหเปน “กองมาตรฐานการ
พฒั นาสงั คมและความมัน่ คงของมนุษย” แตโครงสรางหนา ท่ีดานงานวชิ าการและงานวจิ ัยจากกองวชิ าการเดิม
ยงั คงอยู เพยี งแตไดเปลยี่ นรูปแบบในเชิงกฎหมายจาก “งานวิจัย” มาเปน “การพัฒนางานวชิ าการ”2930 ซึ่งเหตุ
ในการตรากฎกระทรวงฉบับนี้ที่สงผลทําใหเกิดการปรับโครงสรางหนาที่ของบางหนวยงานที่รวมไปถึงกอง
วิชาการเปนผลสืบเนื่องมาจากสภาพสังคมไดเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็วที่สงผลทําใหภารกิจของกระทรวง
พม. เพิ่มขึ้นดวย ดังนั้น เพื่อใหการดําเนินภารกิจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการเทาทันตอปญหาทางสังคม
และสอดคลอ งกบั สภาพสังคมที่เปลย่ี นแปลง จงึ ตอ งปรบั ปรงุ โครงสรา งการแบง สวนราชการภายในอีกครง้ั หนง่ึ

4) กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 25633031 : กฎกระทรวงฉบับนี้ไดเพิ่มอาํ นาจและหนาท่ีใหแกก องมาตรฐานการพัฒนา
สังคมและความม่ันคงของมนุษย โดยอาจกลาวไดวา นอกเหนือจากการพัฒนางานดานวิชาการที่เกี่ยวของกับ
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยแลว ยังเปนการนําภารกิจหนาที่บางประการที่เคยถูกยกเลิกไปให
กลับมาอยูภายใตโครงสรางหนาที่ของ กมพ. อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกฎกระทรวงฉบับนี้ไดกลับมาระบุหนาที่แรกของ
กมพ. คือ “การศึกษา วิเคราะห วิจัย พัฒนา และจัดทําฐานขอมูลทางสังคมในสวนที่เกี่ยวของกับการพัฒนา
สังคมและความม่นั คงของมนุษย”3132 นอกจากน้ี ยงั ตอ งพฒั นาตวั ช้วี ดั ดานการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของ
มนุษย3233 และขยายขอบเขตการสนับสนุนงานดานวิชาการจากเดิมคือสนับสนุนงานดานวิชาการเฉพาะ สสว.

29 กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของมนษุ ย พ.ศ. 2559. ราชกิจจานเุ บกษา เลม ที่
133 ตอนที่ 94 ก (1 พฤศจิกายน 2559). สืบคน ขอมลู จาก http://law.msociety.go.th/law2016/uploads/lawfile/58196aa5e3603
.pdf.
30 เพิ่งอาง, ขอ 13/2
31 กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563. ราชกิจจา
นุเบกษา เลมที่ 137 ตอนที่ 41 ก : 24. สบื คน ขอ มูลจาก http://law.m-society.go.th/law2016/uploads/lawfile/5ee04407182d5.pdf.
32 อา งแลว, ขอ 13/1
33 เพิง่ อาง, ขอ 13/3

38
แตกฎกระทรวงฉบับนี้ไดระบุเอาไวอยางชัดแจงวา กมพ. จะตองสนับสนุนงานวิชาการของกระทรวง3334 ซึ่ง
เทา กบั วา กมพ. จะตอ งดแู ลงานวชิ าการของกระทรวงในภาพรวมท้งั หมดนน้ั เอง

แตทั้งนี้ มีขอสังเกตที่นาสนใจและขอคําถามบางประการ กลาวคือ การปรับปรุงโครงสรางการแบง
สวนราชการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย โดยการตรากฎกระทรวง แบงสวน
ราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 เปนผล
สืบเนื่องจากการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 หรือไม
เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับดังกลาวถูกตราขึ้นเพื่อปฏิรูประบบการวิจัยของประเทศใหเปนไปในทิศทาง
เดียวกัน และเปนการสรางมาตรฐานการวิจัยใหแกหนวยงานตาง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนใหอยูภายใต
มาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น จึงอาจเปนไปไดวา การตรากฎกระทรวงขางตน เปนความพยายามของกระทรวง
พม. ในการปรับตัวและปรับโครงสรางหนา ที่ใหสอดคลองกับบริบทและสภาพแวดลอมการวิจัยที่เปล่ียนแปลง
โดยทําใหภารกิจดานการวจิ ัยเปนหนึ่งในภารกิจหลกั ที่มีความเดนชัดมากกวาแตกอน ผานการระบุหนาที่ดาน
การวิจัยใหเ ปน กฎหมายลายลกั ษณอ ักษร มีสภาพบังคบั และเปลย่ี นแปลงไดยาก

กลา วโดยสรุป กองมาตรฐานไดถูกออกแบบและปรับปรงุ โครงสรา งหนาทีเ่ รื่อยมาตามบริบททางสังคม
ที่เปลี่ยนแปลง โดยในปจจุบันมีสถานะเปน “ศูนยกลางดานการบริหารงานวิจัย งานวิชาการ และการเก็บ
รวบรวมงานวิจัยของกระทรวง พม.” ซึ่งในลําดบั ถดั ไป คณะผูว ิจัยจะขอนาํ เสนอหวงโซค ุณคา งานวิจัยของกอง
มาตรฐานการพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษย โดยแสดงไดดงั ภาพท่ี 3.1 หวงโซค ุณคางานวิจัยของกอง
มาตรฐานการพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย

34 เพ่ิงอาง, ขอ 13/4

39

ภาพท่ี 3. 1 หวงโซคณุ คา งานวิจยั ของกองมาตรฐานการพัฒนาสงั คมและความม่นั คงของมนุษย (กมพ.)
ทมี่ า : คณะผวู จิ ัย

ภาพที่ 3.1 แสดงหวงโซคุณคาของงานวิจัยของกองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย โดยการกําหนดหัวขอการวิจัยของ กมพ. นั้น ทั้งกอนและหลังการตราพระราชบัญญัติสงเสริม
วทิ ยาศาสตร วิจยั และนวตั กรรม พ.ศ. 2562 หรอื การดําเนินการวิจยั ภายใตระบบ ววน. การกาํ หนดหัวขอการ
วิจัยของ กมพ. จะมาจากนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย นโยบายของ
สํานักงานปลัดกระทรวง นอกจากนี้ กมพ. เปนหนวยงานที่จะตองเฝาติดตามสถานการณทางสังคมและ
รายงานสถานการณดังกลาว เพื่อนําไปใชในการขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาดานสังคมและความมั่นคงของ
มนุษย ตวั แปรหลกั ทีส่ ําคญั อกี ตัวแปรหนึ่งท่ีมอี ิทธิพลตอ การกาํ หนดหัวขอการวจิ ยั จึงเปน สถานการณทางสังคม
แตทง้ั นี้ ขอบเขตของหวั ขอการวจิ ัยท่ีไดรับอิทธิพลจากสถานการณท างสังคมก็เปนส่ิงทม่ี ีพลวัตกลาวคือ กอนป
2562 ซึ่งยังคงอยูในบริบทการจัดโครงสรางการแบงสวนราชการของสํางานปลัดกระทรวง พม. ตามคําสั่ง
สํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ที่ 488/2558 เรื่องจัดตั้งสวนราชการ
ภายในสํานักงานปลัดกระทรวง3435 และกฎกระทรวง แบงสวนราชการสํางานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย พ.ศ. 25593536 ซึ่งในชวงเวลาที่กฎกระทรวงและคําสั่งขางตนยังคงมีผลบังคับใช ได

35 อา งแลว.
36 อางแลว .

40

ระบุอํานาจหนาที่ของ กมพ. เอาไวอ ยางชัดเจนวา จะตอ ง “...สนับสนนุ และสงเสรมิ งานวชิ าการของสํานักงาน
สงเสริมและสนับสนุนวิชาการ 1-12”3637 ดังนั้น ขอบเขตของสถานการณทางสังคมจึงมาจากพื้นที่กลุมจังหวัด
ตามการจัดแบง โครงสรางหนาทข่ี อง สสว. ทงั้ 12 สาํ นัก3738 เปนหลัก

แตภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2562 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ไดปรับปรุงโครงสรางการแบงสวนราชการของ
สํานักงานปลัดกระทรวงใหม และไดเพิ่มอํานาจและหนาที่ของ กมพ. ผานการตรากฎกระทรวง แบงสวน
ราชการสํานักงานปลดั กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 โดยระบุวา
กมพ. ตอง “...สงเสริมและสนับสนุนงานวิชาการของกระทรวง” จากที่กลาวมาขางตน จะเห็นไดวาขอบเขต
ของสถานการณทางสังคมที่ กมพ. จะตองรับผิดชอบและมีอิทธิตอการกําหนดโจทยวิจัยนั้น จากเดิมคือไดรับ
อิทธิพลจากพื้นที่กลุมจังหวัดเปนหลัก ไดขยายกวางขึ้นและครอบคลุมท้ังกระทรวง หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง การ
กําหนดหัวขอการวิจัยของ กมพ. สามารถกําหนดจากกลุมเปาหมายของหนวยงานอื่น ๆ ภายในกระทรวงได
นน่ั เอง

การขออนุมัติกระบวนการวิจัยและงบประมาณ และการดําเนินการวิจัยนั้น กอนป 2562 กมพ.
จะตองขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณลวงหนาเพื่อขอใชงบประมาณประจําปในปถัดไปในการ
ดําเนินการวิจัย โดยขออนุมัติจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยโดยตรง และกระทรวง
พม. จะเปนผูกลั่นกรอง อนุมัติโครงการวิจัย และจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณแผนดินที่กระทรวง พม.
ไดรับจัดสรรตามงบประมาณประจําปใหแก กมพ. หลังจากนั้น กมพ. จะทําการจัดซื้อจัดจางใหอาจารย
มหาวิทยาลัย และผูเชี่ยวชาญจากสถาบันการศึกษาตาง ๆ เปนผูดําเนินการวิจัยใหแก กมพ. แตภายหลังป
2562 หรือภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ท่ี
สงผลทําใหเกิดปรับรูปแบบในกระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณใหอยูภายใตระบบ อววน.
กมพ. ยงั คงตอ งขออนุมตั โิ ครงการวิจยั และขอรบั การจัดสรรงบประมาณลวงหนา เพื่อใชงบประมาณประจําปใน
ปถัดไปในการดําเนินงานวิจัย แตทั้งนี้ กมพ. จะขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณจาก สกสว. โดยมี
กระทรวง พม. เปน ผยู ื่นขอรบั การอนมุ ตั ิโครงการดงั กลา ว หลงั จากท่ี สกสว. กลนั่ กรองและอนมุ ตั โิ ครงการวิจัย
แลว สกสว. จะจัดสรรงบประมาณแผนดินจากกองทุน ววน. ใหแกหนวยงานที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณ
และการดําเนินการวิจัยภายใตระบบ อววน. นี้ บุคลากรของ กมพ. จะเปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง
เนื่องจากพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 มีสภาพบังคับในเชิง
กฎหมายทจ่ี ะตอ งใหบคุ ลากรของหนว ยงานทข่ี อรบั การจดั สรรทุนวจิ ัยเปนผูด าํ เนินการวจิ ยั ดว ยตนเอง

สําหรับผลการวิจัยของ กมพ. จะอยูในลักษณะของรายงานวิจัย ผลการดําเนินโครงการตาง ๆ และ
รายงานสถานการณทางสังคม โดยกอนป 2562 หรือในชวงที่โครงสรางหนาที่ของ กมพ. ยังคงยึดโยงกับ

37 อา งแลง , ขอ13/4
38 ปจจุบันมีเพียง 11 สํานัก ซึ่งเปนผลมาจากการปฏิรูปโครงสรางการแบงสวนราชการตามกฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงาน
ปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนุษย (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563

41

กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย พ.ศ. 2559
ลักษณะของงานวิจัยสวนใหญของ กมพ. จะมีลักษณะที่เนนบริบทเชิงพื้นที่ (area-based) ซึ่งอาจเปนผลสืบ
เนือ่ งมาจากกฎกระทรวงฉบบั ดังกลา ว ไดร ะบุขอบเขตงานดา นวชิ าการของ กมพ. ใหตอ งสงเสรมิ และสนับสนุน
งานของ สสว. ซึ่งมีกลุมเปาหมายเปนพื้นทีก่ ลุมจงั หวดั ดังนั้น ผลงานวิจัยของ กมพ. จึงมีลักษณะที่สอดคลอง
กบั สถานการณท างสงั คมในเชงิ บริบทเชิงพน้ื ที่ดว ย แตภายหลงั ป 2562 ซง่ึ เปนชว งท่ี กมพ. ตองปรบั โครงสราง
หนาทใี่ หมต ามการประกาศใชกฎกระทรวง การแบง สว นราชการสาํ นักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ที่ทําใหขอบเขตงานวิชาการของ กมพ. ตองครอบคลุมทั้ง
กระทรวง ดังนั้น งานวิจัยในชวงหลังของ กมพ. จึงมีลักษณะเปนโครงการที่ผลิตสรางองคความรูที่ไมเนน
กลมุ เปา หมายในเชงิ พื้นท่ี แตเ นน โครงการที่เปนกลุมเปา หมายเฉพาะมากยงิ่ ขึ้น

ในประเด็นการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน ทั้งกอนและหลังป 2562 การใชประโยชนจากงานวิจัย
ของ กมพ. มักถูกนําไปใชประกอบการออกมาตรการ แผนงาน รายงานสถานการณทางสังคม และดัชนีชี้วัด
ทางสังคม นอกจากนี้ จากการที่ กมพ. มีสถานะเปนหนวยงานบริหารกลางดานการวิจยั ของกระทรวง พม. ที่
จะตองรวบรวมและสรา งฐานขอมลู กลางทางวิชาการดานสังคม ดงั นนั้ การนําผลการวิจัยไปใชประโยชนในอีก
ลักษณะหนึ่งของ กมพ. จึงอยูในรูปแบบของการเผยแพรองคความรูใหแกหนวยงานตาง ๆ ทั้งภายในและ
ภายนอกทีเ่ กย่ี วของกับการดําเนนิ ภารกิจดานการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย ทร่ี วมไปถึงภาคสวน
สาธารณะดวย แตเปาหมายของการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนมีพลวัตและเปลี่ยนแปลงไปตามการปรับ
โครงสรางหนาท่ีของกระทรวง กลาวคอื กอ นการประกาศใชพระราชบัญญัตกิ ารสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและ
นวัตกรรม พ.ศ. 2562 ซึ่งเปนชวงที่กฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมน่ั คงของมนุษย พ.ศ. 2559 ยงั คงมผี ลบังคบั ใช กลุมเปา หมายหลักของการนาํ ผลการวิจัยของ กมพ.
ไปใชประโยชนคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย สํานักงานสงเสริมและสนับสนุน
วิชาการ 1-12 หนวยงานภายในที่เก่ียวของ และภาคประชาชน แตภายหลังจากการตราพระราชบัญญัติการ
สงเสริมวิทยาศาสตร วจิ ยั และนวัตกรรม พ.ศ. 2562 หรือภายใตระบบ อววน. เปนชว งเวลาท่กี ระทรวง พม. ได
ปรับโครงสรางของสํานักงานปลัดกระทรวง โดยไดประกาศใชกฎกระทรวง แบงสวนราชการสํานักงาน
ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ดังที่กลาวไวขางตน ทําให
อํานาจหนาที่ของ กมพ. มีขอบเขตในเชิงภารกิจที่กวางขวางมากยิ่งขึ้น โดยเปนการสนับสนุนและสงเสริม
ภารกิจดานวิชาการทีค่ รอบคลุมท้ังกระทรวง ไมใชเพียง สสว. ดังกฎกระทรวงฉบับกอน ดังนั้น กลุมเปาหมาย
หลักของการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนของ กมพ. ในชวงการศึกษานี้จึงประกอบไปดวย กระทรวง พม.
หนวยงานที่เกี่ยวของกับการดําเนินภารกิจดานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยทั้งภายในและ
ภายนอกกระทรวง พม. และภาคประชาชน

อยางไรก็ตาม แมวา กมพ. จะเปนหนวยงานบริหารราชการสวนกลางที่ทําหนาที่หลักเปนหนวย
บริหารกลางดานงานวิจัยของกระทรวง พม. แตจากการศึกษาพบวา การนําผลการวิจัยไปใชป ระโยชนใหเปน
มาตรการ แผนงาน รายงานสถานการณทางสงั คม และดัชนชี ้ีวัดดานสงั คมในมติ ติ าง ๆ มรี ปู ธรรมคอนขางนอย

42
มาก แตบทบาทดานการเก็บรวบรวมงานการศึกษาวิจัย หรือบทบาทของการเปน “ฐานขอมูลกลางดาน
วิชาการของกระทรวง พม.” ที่รวบรวมงานวิจัยของหนวยงานภายในทั้งหมดใหอยูภายในระบบฐานขอมูล
เดียวกัน มพี ลวัตและพฒั นาการทีด่ ีข้นึ เปน ลําดับ นอกจากน้ี ในการปรับโครงสรางสํานักงานปลัดกระทรวงคร้ัง
ลาสุดในป 2563 มีการจัดตั้งกองพัฒนานโยบายและนวัตกรรมทางสังคม (กพน.) ขึ้นมาใหม มีภารกิจใน
การศึกษาและพัฒนาองคความรูที่นําไปสูนโยบายและนวตั กรรมทางสังคม แตก ย็ ังไมเ ห็นความเช่ือมโยงในทาง
ปฏบิ ตั ริ ะหวา ง กมพ. กบั กพน. อยางชดั เจน
2) หว งโซคุณคาการวจิ ยั ของสํานกั งานสงเสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ (สสว.) 1-11

ภาพท่ี 3. 2 หวงโซค ุณคางานวิจัยของสํานกั งานสงเสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ (สสว.) 1-11
ท่มี า : คณะผวู ิจยั

จากภาพท่ี 3.2 หว งโซค ณุ คา งานวจิ ยั ของสํานักงานสงเสริมและสนบั สนนุ วชิ าการ (สสว.) 1-11 ซึง่ เปน
หนวยงานหนึ่งภายใตโครงสรางการบริหารราชการสวนกลาง สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย แสดงใหเห็นวา ในการตั้งโจทยวิจัยทั้งกอนป 2562 และหลังป 2562 การกําหนด
หัวขอวิจัยของ สสว. ทั้ง 11 สํานักนั้น สสว. สามารถตั้งโจทยวิจัยไดดวยตนเอง แตทั้งนี้โจทยวิจัยของ สสว.
จะตองเปนไปตามแผนยุทธศาสตรชาติ 20 ป แผนแมบทดานการพัฒนาในมิติตาง ๆ นโยบายของรัฐบาล
นโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และสถานการณทางสังคมที่เปนปญหาใน

43

บริบทเชิงพื้นที่ จึงอาจกลาวไดวา การตั้งโจทยวิจยั ทั้งกอนและหลังป 2562 นั้น ยังคงเดิมและยังคงมีลักษณะ
ตามโครงสรางสายการบังคับบัญชาแบบบนสูลาง (Top-Down) เนื่องจากยังคงตองยึดโยงกับนโยบายของ
หนวยงานระดับบนดังที่กลาวไวขางตน แตสําหรับประเด็นดานกระบวนการอนุมัติโครงการวิจัยและ
งบประมาณและประเด็นการดําเนินการวิจัยนั้น กอนป 2562 การขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณใน
การดําเนินการของ สสว. ทั้ง 11 สํานัก จะเสนอตอกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย
โดยตรง และกระทรวงจะเปนผูกลั่นกรอง อนุมตั ิ และจดั สรรงบประมาณในการดําเนินการวิจยั ใหแก สสว. ซึ่ง
การขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณจะตองดําเนินเขียนโครงการลวงหนาเพื่อขอใชงบประมาณจาก
งบประมาณในปถัดไป หลังจากนั้น สสว. จึงทําการจัดซื้อจัดจางอาจารยมหาวิทยาลัย นักวิชาการ หรือ
สถาบันการศึกษาและองคกรตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับประเด็นตามที่ สสว. ตองการใหเปนผูดําเนินการวิจัย
เน่อื งจากวาบุคลการของ สสว. สว นใหญเปน นกั ปฏิบัตกิ ารตามภารกจิ หนาท่ี จึงไมมีทักษะและประสบการณใน
การดําเนินการวิจัยใหถูกตองตามหลักการวิจัย อีกทั้ง ดวยภารกิจหนาที่ซึ่งเปนงานประจําที่มีปริมาณมากอยู
เดมิ จึงอาจสง ผลทําใหบคุ ลากรของ สสว. เองไมส ามารถปฏิบตั ภิ ารกิจดา นวชิ าการไดอยา งเต็มศักยภาพ ดังน้ัน
เพื่อใหตอบสนองตอพันธกิจดานวิชาการของหนวยงาน การจัดซื้อจัดจางอาจารยมหาวิทยาลัย
สถาบันการศึกษา นักวิชาการ และองคกรที่เกี่ยวของจึงเปนทางเลือกที่เหมาะสมและสมเหตุสมผลที่สุดใน
บริบทดังกลาว แตหลังจากป 2562 หรือภายหลังการตราพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและ
นวัตกรรม พ.ศ. 2562 ที่สงผลทําใหเกิดการปฏิรูปในกระบวนการวิจัยของประเทศ และเปนภาระผูกพันที่
หนวยงานของรัฐจะตองสนับสนุนใหบุคลากรในสังกัดเปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง กระบวนการวิจัยของ
สสว. จึงเปลี่ยนแปลงไปกลาวคือ การขออนุมัติโครงการวิจัยของ สสว. นั้น จะตองเขียนขอเสนอโครงการวจิ ัย
และขอจัดสรรงบประมาณผานกองมาตรฐานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย สํานักปลัดกระทรวงฯ
ซึ่งกองมาตรฐานจะเปนผูกลั่นกรองหัวขอวิจัยเพื่อไมใหเกิดความซํ้าซอน หรือจัดลําดับความสําคัญของหัวขอ
วิจัยเพื่อใหเปนไปตามนโยบายเรงดวนของทั้งรัฐบาลและกระทรวงฯ หลังจากนั้น จึงสงตอไปยัง
คณะอนุกรรมการวิจัยของกระทรวงฯ เพื่อใหกระทรวงฯ อนุมัติและสงตอเพื่อขออนุมัติโครงการวิจัยและ
งบประมาณจากสกสว. เปน ลาํ ดับสดุ ทา ย และเมอ่ื ขอเสนอโครงการและงบประมาณไดรบั การอนุมัติและไดรับ
การจัดสรรแลว บคุ ลกรผขู อเสนอโครงการจะตองเปนผูดําเนินการวจิ ยั ดว ยตนเอง

ในประเด็นผลการวิจัยและการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนทั้งกอนและหลังป 2562 ยังคงเดิม
กลา วคอื เมอ่ื โครงการวจิ ยั เสรจ็ สน้ิ และไดรับผลการศึกษาแลว สสว. จะสงตอชุดความรูทไ่ี ดจ ากการศกึ ษาไปยัง
หนวยงานในพื้นที่ท้ังหนวยงานการปกครอง องคกรปกครองสวนทองถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดย
รูปแบบของผลการศึกษาวิจัยนัน้ มักจะสอดคลองหรือสะทอนปญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในบริบทเชิงพืน้ ที่ เชน
โครงการวิจัยและพัฒนาการสื่อสารเพื่อยุติปญหาการขอทาน3839 จัดทําโดยสํานักงานสงเสริมและสนับสนุน

39 สาํ นกั งานสง เสริมและสนับสนนุ วิชาการ 3 และสํานักงานสง เสรมิ และสนบั สนนุ วชิ าการ 2. โครงการวิจัยและพฒั นาเพอื่ ยตุ ปิ ญหาการ
ขอทาน (รายงานการวจิ ัย). สบื คน ขอมูลจาก http://tpso3.m-society.go.th/images/pdf/pdf1/วจิ ัยสอื่ สารขอทาน%20(ฉบบั โรงพมิ พ)+
ปก.pdf.

44

วิชาการที่ 3 และ 2 (พื้นที่ภาคตะวันออก คลอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด) โดยโครงการดังกลาว องคกรปกครอง
สวนทองถิ่นในพื้นที่ไดนําไปปรับใชเปนมาตรการการรณรงคใหแกประชาชนเพื่อยุติปญหาขอทานผานการ
จัดทําสื่อประชาสัมพันธประเภทตาง ๆ อยางไรก็ตาม จากการศึกษาพบวา การนําผลการวิจัยไปใชประโยชน
ของสสว. เปน รปู ธรรมคอนขางนอย และสว นใหญจ ะอยูในรูปแบบของการเผยแพรองคความรูใหแกหนวยงาน
และประชาชนในพ้นื ท่ีเทาน้ัน

3.2.2 หว งโซค ณุ คา ของงานวจิ ัยของหนวยงานระดบั กรม หรอื เทียบเทากรม:

หนวยงานระดับกรม หรือเทียบเทากรม เปนหนวยงานหลักของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ

มั่นคงของมนุษยที่ดําเนินภารกิจดานนโยบาย ดานวิชาการ และดานการปฏิบัติตามกลุมเปาหมายเฉพาะของ

หนวยงานตาง ๆ 40 จากที่กลาวมาขางตน แตละกรมจึงลวนแลวแตมีหวงโซการวิจัยที่มีลักษณะเฉพาะตาม
39

กลุมเปาหมายของตนเอง ซึ่งในสวนนี้ คณะผูวิจัยไดแบงเนื้อหาออกเปน 5 กรม ตามโครงสรางการบริหาร

ราชการของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย โดยมีรายละเอียดดังนี้

40 พระราชบัญญัติปรับกรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2558 (ฉบับที่ 14). ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ 132 ตอนที่ 15 ก (5 มีนาคม 2558).
สืบคนขอมลู จาก https://www.dop.go.th/download/laws/regulation_th_20152509165914_1.pdf

45

1) หว งโซค ณุ คา การวจิ ยั ของกรมพฒั นาสังคมและสวัสดกิ าร (พส.)

ภาพที่ 3. 3 หวงโซคณุ คางานวิจยั ของกรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ าร (พส.)
ที่มา : คณะผูวิจัย

จากภาพท่ี 3.3 หว งโซค ณุ คา งานวจิ ยั ของกรมพัฒนาสงั คมและสวัสดิการ (พส.) แสดงใหเ ห็นวา ในการ
ตั้งโจทยวิจัยทั้งกอนป 2562 และหลังป 2562 ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะตองเปนไปตามแผน
ยุทธศาสตรชาติ 20 ป นโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย
และสถานการณทางสังคมที่เนนมิติการพัฒนาสวัสดิการสาธารณะโดยมีกลุมผูดอยโอกาส ผูยากไร คนไรที่พึ่ง

46

และผูประสบปญหาทางสังคมเปนกลุมเปาหมายสําคัญ สําหรับประเด็นดานกระบวนการอนุมัติโครงการวิจัย
และงบประมาณและประเด็นการดําเนินการวิจัยนั้น กอนป 2562 การขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณ
ในการดําเนินการของกรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการจะเสนอตอกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคงของ
มนุษยโดยตรง และกระทรวงจะเปนผูกลั่นกรอง อนุมัติ และจัดสรรงบประมาณในการดําเนินการวิจัยใหแก
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งการขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณจะตองดําเนินเขียนโครงการ
ลว งหนาเพอื่ ขอใชงบประมาณจากงบประมาณในปถดั ไป หลังจากนั้น กรมพฒั นาสงั คมและสวสั ดิการจึงทําการ
จดั ซื้อจัดจางอาจารยม หาวิทยาลัย นักวิชาการ หรอื สถาบนั การศึกษาและองคก รตาง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ งกับประเด็น
ดานสวัสดกิ ารสังคมตามที่กรมพัฒนาสงั คมและสวสั ดิการตองการใหเ ปนผูดําเนินการวิจยั เน่ืองจากบุคลากรไม
มีความรูและทักษะในการทําวิจัย จากที่กลาวมาขางตนจะเห็นไดวา ขั้นตอนการขออนุมัติโครงการวิจัย
งบประมาณ และการดําเนินการวิจัยของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการกอนป 2562 มีลักษณะที่เหมือนกับ
การดําเนินการของ สสว. ดังที่กลาวไวในสวนกอนหนา แตอยางไรก็ตาม กระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัย
และงบประมาณของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการและ สสว. มีองคประกอบที่แตกตางกันบางประการ
กลาวคือ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการมีกลไกสนับสนุนทีท่ ําใหการดาํ เนนิ การวิจัยมีประสิทธิมากยิ่งข้ึน โดย
งบประมาณในการดําเนินการวิจัย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการสามารถขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณ
เพ่ิมเติมไดจ าก “กองทุนสง เสรมิ การจัดสรรสวสั ดิการสังคม” ซงึ่ เงินกองทุนดังกลาว บุคลากรภายในหนวยงาน
หรือบุคคลภายนอกสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนดังกลาวได หรือกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการอาจใชเงินจากกองทุนดังกลาวในการจัดซื้อจัดจางอาจารยมหาวิทยาลัย นักวิชาการ หรือ
สถาบันการศึกษาใหมาเปนผูผลิตงานวิจัยที่ตอบสนองตอประเด็นการพัฒนาสวัสดิการสังคมก็ได โดยกองทุน
ดังกลาวจะมีคณะกรรมการบริหารกองทุนเปนผูกลั่นกรอง อนุมัติ และจัดสรรงบประมาณให นอกจากนี้ กรม
พัฒนาสงั คมและสวสั ดกิ ารยังมีพระราชบัญญัติสง เสริมการจัดสวสั ดกิ ารสังคม พ.ศ.2546 และท่ีแกไ ขเพิ่มเติมท่ี
กําหนดบทบาทหนาที่ในการปฏิบัติงานดานการพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่ชัดเจน และภายหลังป 2562
กลไกการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจจากกองทุนสงเสริมการจัดสวัสดิการสังคมและพระราชบัญญัติสงเสริม
การจดั สวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 และทแ่ี กไขเพิ่มเติมยังคงอยูเชนเดิม จึงอาจกลา วไดว า กรมพัฒนสังคมและ
สวัสดิการมีเครื่องมือทั้งในเชิงกฎหมายและเงินทุนในการปฏิบัติภารกิจที่อาจสงผลทําใหการดําเนินการวิจัย
ของหนวยงานมีประสิทธิภาพและไดรับความสะดวกมากยง่ิ ข้ึน

สําหรับผลการวิจัยและการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนทั้งกอนและหลังป 2562 ของกรมพัฒนา
สังคมและสวสั ดกิ ารยงั คงเหมือนเดมิ ไมเ ปล่ียนแปลง และมีความคลา ยคลึงกบั สสว. กลาวคอื กรมพัฒนาสังคม
และสวัสดิการจะนําองคความรูที่ไดจากงานวิจัยมาขับเคลื่อนเปนมาตรการหรือแผนงาน โดยมุงเนนที่การ
พัฒนาการปฏิบัติงานของบุคลากรใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ “โครงการการศึกษาสัดสวนอาสาสมัคร
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย (อพม.) ที่เหมาะสมตามภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ

47
ความมั่นคงของมนุษย”4041 เปนตน ซึ่งงานวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจัยขางตน อาจกลาวไดอยูใน
ลักษณะ “การพัฒนางานประจําสงู านวจิ ยั ” (Routine to Research: R2R) นอกจากการพัฒนาและเสรมิ สราง
ศักยภาพของบุคลากรแลว กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการยังมุงเนนการใชประโยชนจากงานวิจัยเพื่อ
ตอบสนองตอกลุมเปาหมายของหนวยงาน เชน “การศึกษาการสงเสริมการจัดสวัสดกิ ารสังคมสาํ หรับกลุมคน
ไทยในตางประเทศ กรณีศึกษากลุมประเทศสแกนดิเนเวีย ประเทศนอรเวย” เปนตน แตอยางไรก็ตาม
คณะผูวิจยั ยงั คงไมเหน็ ความเปน รปู ธรรมทช่ี ดั เจนถึงการนาํ ผลการวจิ ยั ไปใชป ระโยชนข องกรมพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการในลกั ษณะของการขับเคลื่อนใหเ ปน นโยบายสาธารณะ
2) หวงโซค ุณคา การวจิ ยั ของกรมกจิ การสตรแี ละสถาบันครอบครวั (สค.)

ภาพที่ 3. 4 หวงโซคณุ คา งานวจิ ัยของกรมกิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครวั (สค.)
ท่ีมา : คณะผูวิจัย

41 รพพี รรณ คาํ หอม และ รณรงค จันได. (2560). สดั สว นอาสาสมัครพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ย (อพม.) ทเ่ี หมาะสมตามภารกิจ
ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย. วารสารสํานักบัณฑิตอาสาสมัคร, ปที่ 14 (1), 77 – 108. https://so05.tci-
thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/110030/89775.

48

จากภาพที่ 3.4 ซึ่งแสดงหวงโซคุณคางานวิจัยของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) แสดง
ใหเห็นวา การตั้งโจทยวิจัยทั้งกอนและหลังป 2562 ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นอกจากแผน
แมบทฉบับตาง ๆ ที่เกี่ยวของกบั กิจการสตรรีและสถาบนั ครอบแลว ยังสามารถจําแนกตัวแสดงท่ีมอี ิทธิพลตอ
การกําหนดโจทยว จิ ยั ออกเปน 3 ประเภท ตามโครงสรางลําดับชนั้ สายการบงั คับบัญชา ไดแ ก

1.) โครงสรางสายบังคับบัญชาที่อยูสูงกวาระดับกระทรวง : หนวยงานหรือคณะบุคคลที่มีอิทธิพลตอ
การกาํ หนดโจทยวจิ ัยประเภทนี้ ไดแก คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตรการพฒั นาสตรีแหง ชาติ (กยส.)
คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตรครอบครัวแหงชาติ (กยค.) คณะกรรมการสงเสริมความเทาเทียม
ระหวางเพศ (สทพ.) คณะกรรมการสงเสริมการพฒั นาและคุมครองสถาบันครอบครวั หรือก็คือคณะกรรมการ
ชาตทิ ีเ่ กย่ี วของกับสงเสรมิ บทบาทสตรี ความเสมอภาคระหวา งเพศ และสถาบันครอบครวั และนโยบายรัฐบาล

2.) โครงสรา งสายบงั คบั บญั ชาระดับกระทรวง : กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมั่นคงของมนุษย
3.) โครงสรางสายบังคับบัญชาภายในกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว : สามารถจําแนก
หนวยงานภายในท่มี ีอทิ ธิพลตอการกําหนดหวั ขอ การวจิ ยั ตามภารกจิ และกลมุ เปาหมายไดดงั นี้

3.1) ภารกจิ การวจิ ัยดา นสตรี : กองสงเสรมิ ความเสมอภาคระหวา งเพศ
3.2) ภารกิจการวจิ ัยดานครอบครัว : กองสงเสรมิ สถาบันครอบครวั
3.3) ภารกจิ การวิจัยดานความเสมอภาคระหวางเพศ : (ยังไมแนชัด)
สําหรับประเดน็ ดานกระบวนการอนุมตั ิโครงการวิจัยและงบประมาณและประเด็นการดําเนินการวิจัย
นัน้ ทง้ั กอนและหลังป 2562 การขออนุมตั โิ ครงการวิจัยและงบประมาณในการดําเนินการของกรมกิจการสตรี
และสถาบันครอบครัวจะมีความคลายคลึงกับกระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณของกรม
พัฒนาสังคมและสวัสดิการดังที่นําเสนอไวในสวนกอนหนา อีกทั้ง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวยังมี
กลไกการสนับสนุนภารกิจดานการปฏิบตั ิและการศึกษาวิจัยเชนเดียวกันกลา วคือ กรมกิจการสตรีและสถาบนั
ครอบครวั มีกองทนุ และกฎหมายเปน ของตนเองโดยจาํ แนกตามกลมุ เปาหมาย
1) กลุมเปาหมายดานสตรี : กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี/ ไมมีกฎหมายท่ีบังคับใชเฉพาะกลุม แตจะใช
กฎหมายอืน่ ๆ ประกอบในการเสรมิ สรา งศักยภาพของกลมุ สตรี
2) กลุมเปาหมายดานสถาบันครอบครัว : ไมแนชัด/ พระราชบัญญัติสงเสริมการพัฒนาและคุมครอง
สถาบนั ครอบครวั พ.ศ. 2562
3) กลุมเปาหมายดานความเสมอภาคระหวางเพศ : กองทุนสงเสริมความเทาเทียมระหวางเพศ/
พระราชบญั ญัตสิ งเสรมิ ความเทาเทียมระหวางเพศ พ.ศ. 2558
แตอยางไรก็ตาม แมวากรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจะมีเครื่องมือทั้งในเชิงกฎหมายและ
เงินทุนที่สามารถใชเพิ่มศักยภาพในการศึกษาวิจัยเปนของตน แตจากการศึกษาพบวา กรมกิจการสตรีและ
สถาบันครอบครัวไมไดน ําผลการวิจยั ไปใชป ระโยชนอ ยา งเปน รปู ธรรม

49

2) หว งโซค ณุ คาการวจิ ยั ของกรมกจิ การผูสงู อายุ (ผส.)

ภาพท่ี 3. 5 หว งโซค ณุ คา งานวจิ ยั ของกรมกิจการผสู งู อายุ (ผส.)
ทีม่ า : คณะผูวิจัย

จากภาพท่ี 3.5 หวงโซค ุณคา งานวิจัยของกรมกจิ การผสู งู อายุ (ผส.) แสดงใหเหน็ วา การกําหนดโจทย
วิจัยของกรมกิจการผูสูงอายุ ทั้งกอนและหลังป 2562 จะตองยึดโยงกับนโยบายของคณะกรรมการผูสูงอายุ
แหงชาติ นโยบายรฐั บาล นโยบายของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย นอกจากน้ี จะตอง
เปนไปตามกรอบที่แผนแมบทการพัฒนาประเทศดานผูสูงอายุฉบับตาง ๆ ไดกําหนดไว เชน แผนยุทธศาสตร
ชาติ 20 ป โดยเฉพาะอยางยิ่ง “แผนผูสูงอายุแหงชาติ” อีกทั้ง โจทยวิจัยจะตองสอดคลองกับความตองการ
ของภาคประชาชน และหนว ยงานทีด่ ําเนนิ ภารกจิ ทเี่ กี่ยวขอ งกบั ดา นผสู ูงอายุ

สําหรับกระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณนั้น กอนป 2562 กรมกิจการผูสูงอายุจะ
ขออนุมัติโครงการวิจัยและการจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย

50

เชนเดียวกับหนวยงานอื่น ๆ ที่กลาวไวในสวนกอนหนา แตทั้งนี้กรมกิจการผูสูงอายุก็มีกลไกสนับสนุนการ
ปฏิบัติภารกิจทั้งในเชิงปฏิบัติและในเชิงวิชาการเปนของตนเองเชนกัน ซึ่งก็คือ “กองทุนผูสูงอายุ” และ
พระราชบัญญัติผูสูงอายุแหงชาติ พ.ศ. 2546 และที่แกไขเพิ่มเติมที่ใชในการกํากับการดําเนินภารกิจของ
หนวยงานโดยตรง และสําหรับการดําเนินการวิจัยนั้น กอนป 2562 กรมกิจการผูสูงอายุจะใชเงินที่ไดรับการ
จดั สรรจากกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษย หรือเงินกองทุนผูสงู อายใุ นการจดั ซื้อจัดจางให
อาจารยมหาวิทยาลัย สถาบันวิชาการ หรอื องคก รอืน่ ๆ ทมี่ คี วามสามารถในการทําวิจยั ดานประชากรผูสูงอายุ
เปน ผดู าํ เนนิ การวจิ ัยแทน โดยเฉพาะอยางยง่ิ “มลู นิธิสถาบนั วจิ ยั และพฒั นาผสู งู อาย”ุ หรอื มส.ผส. มกั จะเปน
หนวยงานที่ดําเนินการวิจัยใหแกกรมกิจการผูสูงอายุมาโดยตลอด จนทําให มส.ผส. มีสถานะเปน “Think-
Tank” ของกรมกิจการผูสูงอายุ4142 แมวาจะเปนหนวยงานภายนอกก็ตาม แตภายหลังการตราพระราชบัญญัติ
สงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 กรมกิจการผูสูงอายุก็เชนเดียวกับหนวยงานอื่น ๆ ของ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่จะตองเนนใหบุคลกรของตนเปนผูดําเนินการวิจัยเอง
โดยอาจให มส.ผส. ปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมคือผูดําเนินการวิจัยมาเปน “ที่ปรึกษาโครงการ” ของกรม
กิจการผสู ูงอายุ

ผลการวิจัยและการนําผลการวิจัยมาใชประโยชนใหเปนนโยบายสาธารณะน้ัน ตลอดระยะเวลาท่ีผาน
มส.ผส. จะเปนตัวแสดงที่สําคัญและมีอิทธิพลในการสงผานองคความรูจากงานวิจัยไปสูวงพิจารณาการ
ตัดสินใจเชิงนโยบายดานผูสูงอายุของรัฐมาโดยตลอด โดยที่การสงเสริมการใชประโยชนจากงานวจิ ัยจากฝาก
ฝงกรมกิจการผูสูงอายุมิไดเห็นอยางเปนรูปธรรมมากนัก ดังนั้น ในประเด็นการนําผลการวิจัยมาใชประโยชน
ตามแนวคดิ หวงโซคณุ คา การวิจัยดานผสู ูงอายนุ นั้ อาจกลาวไดว า บทบาทของตวั แสดงในการสงผานชุดความรู
จากงานวจิ ัยไปสูขั้นแปลงใหเ ปนนโยบายสาธารณะดานผสู งู อายุมไิ ดเ ปลย่ี นแปลงทั้งกอนและหลังป 2562
4) หวงโซค ุณคาการวิจยั ของกรมสง เสริมและพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ (พก.)

จากภาพที่ 3.6 หว งโซค ุณคา งานวิจยั ของกรมสงเสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพิการ (พก.) แสดงให
เห็นวา การกําหนดโจทยว จิ ยั ของกรมสง เสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทั้งกอนและหลังป 2562 มาจาก
หลายตัวแสดงประกอบไปดวย คณะกรรมการสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแหงชาติ รัฐบาล
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และสมัชชาคนพิการ นอกจากนี้ การกําหนดโจทยวิจัย
ของกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการขางตน จะตองสอดคลองกับแผนแมบทการพัฒนาประเทศ
ดานผูพิการฉบับตาง ๆ และพันธกรณีดานผูพิการระหวางประเทศ อาทิ อนุสัญญาวาดวยสิทธิคนพิการ
(Convention on the rights of persons with disabilities: CRPD)43 เปาประสงคเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

42 ขอ มูลจากการสมั ภาษณผแู ทนกรมกจิ การผสู งุ อายุ
43 กลมุ วจิ ัยและตดิ ตามประเมนิ ผล กองยทุ ธศาสตรแ ละแผนงาน กรมสง เสรมิ และพัฒนาคุณภาพชวี ิตคนพิการ. แผนการวิจัย นวตั กรรมและ
เทคโนโลยเี พอื่ การพัฒนาคุณภาพชวี ติ คนพกิ าร พ.ศ. 2561 – 2564.

51
(Sustainable Development Goals: SDGs)44 และยทุ ธศาสตรอินชอนเพ่ือ “ทําสิทธิใหเ ปนจรงิ ” (Incheon
Strategy: Make the Right Real)45 เปน ตน

ภาพที่ 3. 6 หว งโซคณุ คา งานวิจยั ของกรมสง เสริมและพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตคนพิการ (พก.)
ท่มี า : คณะผวู ิจัย

สําหรับการกระบวนการอนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณและการดําเนินการวิจัยของกรมสงเสริม
และพัฒนาคณุ ภาพชีวิตคนพิการนั้น กอ นป 2562 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยจะเปน
ผูอนุมัติและจัดสรรงบประมาณใหแกกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการโดยตรง หรือกรมสงเสริม
และพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตคนพิการอาจใชง บจาก “กองทุนสง เสริมและพฒั นาคุณภาพชวี ติ คนพิการ” ซ่ึงเปน สวน

44 เพ่ิงอาง.
45 เพ่งิ อาง.

52

หนึ่งของกลไกการสนับสนนุ ภารกิจของหนว ยงานในการจัดซื้อจัดจางใหอาจารยมหาวิทยาลัย และนักวิชาการ
จากสถาบันการศึกษาที่มีความรูความสามารถในการทําวิจัยเปนผูดําเนินการวิจัย โดยกรมสงเสริมและพัฒนา
คุณภาพชีวิตคนพิการมีภาคีเครือขายจากสถาบันการศึกษาในการสนับสนุนและสงเสริมภารกิจดานการ
ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุมผูพิการไมตํ่ากวา 70 แหง4546 แตภายหลังการประกาศใช
พระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 กรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน
พกิ ารตองปรับตัวดวยการใหบคุ ลากรของหนว ยงานเปน ผูดาํ เนินการวิจัยแทนเชน เดียวกับหนว ยงานอ่ืน ๆ ของ
กระทรวง ฯ โดยภาคีเครือขา ยจากสถาบันการศึกษาไดปรับเปลี่ยนบทบาทของตนจากเดิมคือผูดําเนินการวิจัย
มาเปนที่ปรึกษาโครงการ หรืออาจปรับเปลี่ยนบทบาทเปน “ผูขอรับบริการ” การจัดสรรงบประมาณจาก
กองทนุ สงเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตคนพิการเพ่ือใชใ นการผลติ งานวจิ ัยตามหนวยงานของตน

ผลงานวิจัยของกรมสงเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนั้น ทั้งกอนและหลังป 2562 สวนใหญ
แลวจะเปนงานวิจัยในเชิงนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐที่มุงเนนใหผูพิการดําเนินชีวิตไดอยางสะดวกสบาย
เชนเดียวกับคนปกติ และเมื่อผลงานวิจัยสวนใหญอยูในลักษณะของสิ่งประดิษฐหรือนวัตกรรม จึงอาจเปน
อุปสรรคตอการนําผลการวิจัยไปใชประโยชน เนื่องจากวา ผลงานวิจัยขางตนมีลักษณะเปนผลงานตนแบบ
(model) ทม่ี ีเพียงไมกีช่ น้ิ และมีมูลคาสูง ดงั นัน้ การจะนําไปใชประโยชนท้งั ในเชิงสวสั ดิการเพื่อผูพิการหรือใน
เชงิ พาณิชยจึงตอ งเปน หนาที่ของหนว ยงานอ่นื ในการผลักดนั หรือหยิบยกผลงานวจิ ยั ไปใชประโยชน

5) หวงโซค ณุ คาการวิจยั ของสถาบนั พฒั นาองคกรชมุ ชน (องคการมหาชน) (พอช.)
ภาพที่ 3.7 แสดงใหเห็นหวงโซคุณคางานวิจัยของสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคการมหาชน)

(พอช.) โดยการกําหนดหัวขอการวิจัยของพอช. นั้น ทั้งกอนและหลังป 2562 มาจากนโยบายของรัฐบาล และ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนุษย แตต ัวแสดงทีส่ าํ คัญทสี่ ดุ ทส่ี งผลตอการกําหนดหัวขอการ
วิจัยของพอช. คือ พอช. เอง เนื่องจากพอช. เปนองคกรที่เนนภารกิจดานการปฏิบัติมากกวาภารกิจดาน
วิชาการ เชน โครงการบานมัน่ คง โครงการบา นพอเพยี ง และชุมชนริมคลอง เปน ตน4647 ดังนน้ั พอช. จึงตอ งการ
งานวิจัยในลกั ษณะการประเมินผลการปฏบิ ัตเิ พื่อนําไปเพ่ิมประสิทธิภาพการดําเนินภารกิจของหนวยงาน โดย
กระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณ กอนป 2562 หรือกอนการประกาศใชพระราชบัญญัติ
สงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 พอช. สามารถจัดซื้อจัดจางอาจารยมหาวิทยาลัย หรือ
นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาตาง ๆ ใหมาเปนผูดําเนินการวิจัยใหแกพอช. โดยใชเงินของหนวยงานเอง
หรืออาจขอรับเงินทุนสนับสนุนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในลักษณะ “วงเงินรวม”
(Block grants) โดยที่ไมตองขออนุมตั ิผานโครงสรางการบังคับบญั ชาของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษยดังเชนหนวยงานอื่น ๆ ขางตน เพราะพอช. เปนหนวยงานของรัฐในรูปแบบ “องคการ

46 ขอ มูลจากการสมั ภาษณผ แู ทนจากกรมสง เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตคนพิการ
47 รายงานฉบบั สมบรู ณ โครงการสาํ รวจความพงึ พอใจและพัฒนาการใหบ ริการ ประจาํ ปงบประมาณ 2563 ของสถาบันพฒั นาองคกรชุมชน
(องคก ารมหาชน)

53
มหาชน” ตามพระราชกฤษฏีกาจัดต้งั สถาบนั พัฒนาองคกรชมุ ชน (องคก ารมหาชน) พ.ศ. 25434748 ดงั นั้น พอช.
จึงมีความเปนอิสระในการดําเนินภารกิจประเภทตาง ๆ ที่รวมไปถึงการจัดสรรงบเพื่อดําเนนิ การวิจัยมากกวา
หนวยงานอื่น ๆ ของรัฐดวย แตอยางไรก็ตาม แมวา พอช. จะมีอิสระในการทําวจิ ัยและสามารถจัดสรรเงินทุน
ของหนว ยงานเพื่อทําวจิ ยั ไดด วยตนเอง แตจ ากการศึกษาพบวา พอช. ไมม งี านวิจัยหรืองานการศึกษาท่ีมุงเนน
การสรางความรูใหมมากนัก เนื่องจากลักษณะการปฏิบัติงานของพอช. นั้น อยูในลักษณะ “เนนปญหา...เนน
การปฏิบัติ...ทดลองแลวปรับ”4849 งานวิจัยในฐานขอมูลของพอช. สวนใหญจึงมีลักษณะเปนงานวิจัย
ประเมินผลการปฏิบตั งิ านมากกวา เปนงานวจิ ัยทผ่ี ลติ สรา งองคความรูใ หม

ภาพที่ 3. 7 หว งโซค ุณคางานวิจยั ของสถาบนั พัฒนาองคกรชมุ ชน (องคก ารมหาชน) (พอช.)
ทม่ี า : คณะผวู จิ ยั

และจากที่กลาวมาขางตนวา กอนป 2562 งานวิจัยของ พอช. มีจํานวนไมมากนัก เนื่องจาก “เปน
หนวยปฏิบัติ การวิจัยจึงไมคอยไดใช”4950 ทําใหหลังการตราพระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและ
นวัตกรรม พ.ศ. 2562 ยังคงไมสามารถระบุไดแนชัดวา พอช. ใชเงินทุนของตนเอง หรือเงินทุนสนับสนุนจาก

48 https://web.codi.or.th/wp-content/uploads/2020/03/Praraj-kridsadeeka-CODI-on-web-13-03-63.pdf
49 ขอ มูลจากการสมั ภาษณผ แู ทนสถาบนั พฒั นาองคกรชุมชน (องคก ารมหาชน) (พอช.)
50 ขอมลู จากการสัมภาษณผ แู ทนสถาบันพฒั นาองคก รชมุ ชน (องคการมหาชน) (พอช.)

54

สกสว. ในการดําเนินการวิจัยหรือไม ซึ่งหาก พอช. ขอเงินทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สกสว. พอช. ก็ตองเขาสู
กระบวนการขออนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณเชนเดียวกับหนวยงานอื่น ๆ แตอาจแตกตางกันตรงท่ี
พอช. สามารถยื่นขอการจัดสรรงบประมาณจากสกสว. ไดโดยตรง โดยที่ไมตองขอผานกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนษุ ย เพราะ พอช. เปนองคก ารมหาชนในกาํ กบั ของกระทรวงฯ ดังทกี่ ลาวไวขางตน
แตอยางไรก็ตาม ในประเด็นการขออนุมัติการทําวิจัยและการจัดสรรงบประมาณของ พอช. หลังป 2562 มี
ขอสังเกตที่นาสนใจประการหนึ่งกลาวคือ ในป 2565 พอช. ไดจัดทํา “แผนพัฒนาวิจัย นวัตกรรมชุมชน
จัดการความรูและการสื่อสารของสถาบันพัฒนาองคกรชุมชน (องคการมหาชน) (พ.ศ. 2566- 2570)”5051 ซึ่ง
เปนแผนราย 5 ป เพื่อใชเปนแผนแมบทในการเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางานใหมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น5152 ซึ่ง
สถานะปจ จบุ ันของแผนดงั กลาว กาํ ลงั อยใู นชวงดําเนินการจัดทาํ ยังไมแลวเสร็จ แตกเ็ ปนหมุดหมายที่แสดงให
เห็นถึงการปรับตัวของ พอช. ในการปฏิบัติภารกิจดานการศึกษาวิจัยที่มีความชัดเจนและเปนรูปธรรมมาก
ย่ิงขนึ้

สําหรับการดําเนินการวิจัยนั้น กอนป 2562 ดังที่กลาวไวขางตน วา พอช. จะจัดซื้อจัดจางใหอาจารย
มหาวิทยาลัย นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาใหเปนผูดําเนินการวิจัยใหแก พอช. โดย พอช. จะเปนผู
กําหนดหัวขอหรือกรอบในการทําวิจัย แตภายหลังป 2562 หรือภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติ
สง เสริมวิทยาศาสตร วจิ ัยและนวตั กรรม พ.ศ. 2562 พอช. อาจมีทางเลอื กในการดําเนนิ ภารกจิ ดานการวิจัยใน
2 แนวทาง กลาวคือ แนวทางแรก ขออนุมัติโครงการวิจัยและเงินทุนสนับสนุนการวิจัยจากสกสว. ซึ่งใน
แนวทางนี้ บุคลากรของ พอช. จะตองเปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง เนื่องจากเปนภาระผูกพันที่เกดิ ขึ้นจาก
สภาพบังคับของ พรบ. ดังกลาว หรือแนวทางที่ 2 พอช. สามารถจัดซื้อจัดจางบุคลากรภายนอกใหเปน
ผูดําเนินการวิจัยได (เหมือนกอนป 2562) โดยการใชเงินทุนขององคกรเอง เนื่องจาก พอช. เปนองคการ
มหาชนที่มีความเปนอิสระมากกวาหนวยงานราชการอื่น ๆ จึงสามารถใชเงินทุนของหนวยงานในการทําวิจัย
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานใหสูงที่สุดได จากที่กลาวมาทั้งหมดขางตนอาจเปรียบไดวา พอช. มีกลไก
สนับสนุนการดําเนินภารกิจทั้งดานการปฏิบัติและดานวิชาการเชนกัน ซึ่งเปนผลสืบเนื่องมาจากรูปแบบของ
องคก รท่ีเปนองคก ารมหาชนน่ันเอง

แตอยางไรก็ตาม จากการศึกษาพบวา หากบุคลากรของ พอช. เปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเอง อาจ
เปนอุปสรรคตอ พอช. เนื่องจากวา พอช. มีวัฒนธรรมองคกรทีม่ ุงเนนการปฏิบัติมากกวาการผลิตงานวชิ าการ
ดังทก่ี ลาวไวขา งตน อกี ทงั้ บคุ ลากรของหนว ยงานท้งั หมดมีเพียง 310 อตั รา5253 เทา น้ัน ซ่ึงบุคลากรเหลาน้ีลวน
แลว แตมีภาระงานประจําทมี่ ากดว ยกันท้งั ส้ิน ดงั นน้ั การเพม่ิ ภารกจิ ดา นการวิจยั อาจจะเปนการเพ่ิมภาระงาน
ใหแ กพอช. ใหเพ่ิมมากขน้ึ ดว ยเชนกนั

51 https://web.codi.or.th/20220128-30625/
52 https://web.codi.or.th/20220128-30625/

53 ขอ มูลจากการสัมภาษณผ แู ทนสถาบันพฒั นาองคก รชุมชน (องคการมหาชน) (พอช.)

55

ผลงานวิจัยและการนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนของ พอช. นั้น ดังที่กลาวมาแลวขางตนวา พอช.
เปนหนวยงานที่เนนภารกิจดานการปฏิบัติ ดังนั้น ผลการศึกษาวิจัยจึงถูกนํามาใชในการปรับปรุงการปฏิบัติ
ภารกิจมากกวาที่จะเปนการผลิตสรางองคความรูใหม จากที่กลาวมาขางตน จึงทําใหการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชนของพอช. มคี วามเปนรูปธรรมคอ นขา งนอ ย

3.3 หว งโซคุณคาของการนําผลการวจิ ัยไปใชป ระโยชนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความม่ันคงของมนุษยใ นภาพรวม และการปรับตัวในชว งเปล่ียนผานของการประกาศใช

พระราชบญั ญัตสิ งเสริมวทิ ยาศาสตร วจิ ยั และนวัตกรรม พ.ศ. 2562

จากที่กลาวมาทั้งหมดขางตน เปนภาพของกระบวนการวิจัยและกระบวนการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชนที่เชื่อมโยงไปถึงหวงโซคุณคาของงานวิจัยของแตละหนวยงานที่อยูภายใตโครงสรางของกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ซึ่งในสวนนี้ คณะผูวิจัยจะขออภิปรายเพ่ือแสดงใหเห็นถึงหวงโซ
คุณคาของงานวิจัยในภาพรวมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย และการปรับตัวใน
ระยะเปลี่ยนผานของการประกาศใชพระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวตั กรรม พ.ศ. 2562 โดย
ในรายละเอยี ดจะขอนําเสนอในลาํ ดบั ถัดไป

56
3.3.1 หว งโซคุณคาของการนําผลการวิจยั ไปใชป ระโยชนข องกระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่นั คง
ของมนุษยใ นภาพรวม

ภาพที่ 3. 8 หว งโซค ณุ คา ของการนาํ ผลการวิจยั ไปใชประโยชนของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย
ท่ีมา : คณะผวู ิจยั

ภาพที่ 3.8 แสดงใหเห็นหวงโซคุณคาของการนําผลการวิจัยไปใชประโยชนของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย ซึ่งในภาพรวมนั้นจะเห็นวา หวงโซคุณคางานวิจัยของกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษยนั้นมีความคลายคลึงกับหวงโซคุณคางานวิจัยของหนวยงานภายใตสังกัด
กระทรวงฯ ดังท่ีกลาวไวในสว นกอ นหนา โดยในรายละเอยี ดสามารถสรุปไดด งั น้ี

1) การกําหนดหัวขอวิจัย : ทั้งกอ นและหลงั การประกาศใชพ ระราชบัญญตั ิสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัย
และนวัตกรรม พ.ศ. 2562 การกําหนดหัวขอวิจัยในภาพรวมของกระทรวง พม. จะมาจากนโยบายของรัฐบาล
กรรมการชาติชุดตาง ๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวขอ งหรือสอดคลองกับพนั ธกิจของหนวยงานยอ ยภายใตโครงสรา งของ
กระทรวง พม. อีกทั้ง การกําหนดหัวขอวิจัยยังตองสอดคลองกับแผนยุทธศาสตรชาติ 20 ป แผนแมบทตาง ๆ
และสถานการณทางสังคมที่เปนปญหาและเกี่ยวของกับพันธกิจของกระทรวง พม. แตทั้งนี้ การกําหนดหัวขอ
วิจัยทั้งกอนและหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562
ยังคงอยูในลักษณะของการกําหนดโจทยวิจัยตามกลุมเปาหมายหลักของหนวยงานยอยภายในกระทรวง เชน
กรมกิจการเด็กและเยาวชน ยังคงดําเนินการวิจัยที่เกี่ยวของกับเด็กและเยาวชน หรือกรมกิจการสตรีและ

57

สถาบันครอบครัว ยังคงดําเนนิ การวิจัยที่เกี่ยวขอ งกับดานสตรี ความเสมอภาคทางเพศ และสถาบันครอบครวั
เปนตน หรือกลาวอยางถึงทีส่ ุดก็คือ ลักษณะของงานวิจัยยังคงอยูในลักษณะของการแยกสวนกนั ไมไดบูรณา
กลุมเปา หมายระหวา งกนั

2) กระบวนการอนุมัติการทาํ วิจยั และงบประมาณ : กอนป 2562 หรือกอ นการตราพระราชบัญญัติ
สงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยจะ
ไดรับการจัดสรรเงินงบประมาณประจําปเพื่อดําเนินภารกิจตาง ๆ จากงบประมาณแผนดิน ซึ่งกระทรวง พม.
จะตองตั้งงบประมาณการการดําเนินภารกิจดานวิชาการและเสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติงบประมาณ
จากงบประมาณรายจา ยประจําปใ นปถ ดั ไป หรือกลา วอยางถึงที่สุดกค็ ือ จะตองต้ังเบกิ งบประมาณดานวิชาการ
เพื่อขอใชงบในปถัดไป หลังจากนั้น กระทรวง พม. ก็จะจัดสรรใหแกหนวยงานภายในตาง ๆ ที่ขออนุมัติ
โครงการวิจัยและงบประมาณ ซึ่งในประเด็นนี้ กระทรวง พม. จึงมีสถานะเปนทั้งผูกลั่นกรองและผูอนุมัติการ
ทําวิจัยและงบประมาณใหแกหนวยงานภายในไดอ ยา งอิสระและตามความเหมาะสม

แตภายหลังป 2562 กระบวนการขออนุมัติการทําวิจัยและงบประมาณของกระทรวง พม. ได
เปลี่ยนแปลงไป กลาวคือ การดําเนินการวิจัยของกระทรวง พม. ตองอยูภายใตระบบ อววน. การขอจัดสรร
งบประมาณเพ่ือดาํ เนนิ การวิจยั ของกระทรวง ฯ จงึ ตองขออนมุ ัตแิ ละความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการสงเสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ซ่ึงลักษณะของงบประมาณที่ไดรับการจัดสรรจะอยูในลักษณะของ
งบประมาณสนบั สนนุ งานพนื้ ฐาน (fundamental fund) แตห ากหนว ยงานเปนผูข อรบั การจัดสรรงบประมาณ
จะอยูในลักษณะของงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ (strategic Fund) ซึ่งบริหารโดยหนวยบริหาร
จัดการโปรแกรม (Program Management Unit: PMU) ตางๆ กลาวโดยสรุป ภายหลังป 2562 บทบาทของ
กระทรวง พม. ไดลดลงและเหลือเพียงการเปน “คนกลาง” ในการกลั่นกรองและสงตอขอเสนอโครงการวิจัย
เทานั้น แตผูที่มีบทบาทหลักในการจัดสรรงบประมาณคือ สกสว. ทําใหการใชงบประมาณเพื่อการทําวิจัยใน
ภาพรวมของกระทรวง พม. มอี สิ ระท่ีลดลง

3) การดําเนินการวิจัย : กอนป 2562 หนวยงานภายในของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษยจะทําการจัดซื้อจัดจางใหอาจารยมหาวิทยาลัย นักวิชาการ และสถาบันการศึกษามาเปน
ผูดําเนินการวิจัย แตภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2562 ซ่งึ เปน การปฏริ ปู ระบบวจิ ยั ของประเทศใหอยูภายใตระบบ อววน. สงผลทาํ ใหก ระทรวงการพฒั นาสังคม
และความมั่นคงของมนุษยจะตองมุงเนนใหบุคลากรซึ่งเปนขาราชการของกระทรวงเปนผูดําเนินการวิจัยดวย
ตนเอง

4) ผลงานวิจยั : ผลงานวจิ ยั ทัง้ กอ นและหลงั การประกาศใชพ ระราชบญั ญตั สิ ง เสริมวิทยาศาสตร วจิ ัย
และนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ยังคงอยูในลักษณะของผลงานวิจัยตามกลุมเปาหมายของหนวยงานยอยภายใน
กระทรวงฯ แตการเก็บรวบรวมงานวิจัยนั้น กอนป 2562 งานวิจัยจะถูกเก็บรวบรวมไวตามฐานขอมูลของ
หนวยงาน ไมไดถูกจัดเก็บเอาไวภายในฐานขอมูลเดียวกัน แตภายหลังป 2562 การเก็บรวบรวมงานวิจัยของ
กระทรวง พม. มพี ัฒนาการในทางที่ดขี ึ้น กลา วคอื กองมาตรฐานการพัฒนาสังคมและความมน่ั คงของมนุษยซึ่ง

58

เปนหนวยงานบริหารสวนกลาง สังกัดสาํ นักปลัดกระทรวง พม. ไดเขามามีบทบาทในการเก็บรวบรวมงานวจิ ัย
ใหอยูภายในระบบฐานขอมูลเดียวกัน โดยแยกประเภทตามกลุมเปาหมายหรือตามหนวยงานตนสังกัดที่ผลิต
งานวจิ ยั และจะเผยแพรง านวจิ ยั ใหแ กหนวยงานภายในเพือ่ นําไปใชประโยชน5354

5) การนําผลงานวิจัยไปใชประโยชน : ทั้งกอนและหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติสงเสริม
วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 การใชประโยชนจากงานวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษยยังคงไมมีความชัดเจนและเปนรูปธรรมมากนัก การสรางนโยบายสาธารณะในมิติดาน
สังคมยังคงอาศัยการชี้นําจากหนวยงานอื่นหรือกลุมบคุ คลอื่นที่มีความเช่ียวชาญในดานตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับ
การพัฒนาสังคมและมีอิทธิพลทางความคิดตอการตัดสินใจเชิงนโยบายของคณะรัฐบาล เชน สภาพัฒนา
เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ หรือ มส.ผส. เปนตน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย
ยังคงรบั บทบาทเปน “ผูต าม” ในการรบั คําแนะนําหรอื นํานโยบายมาปฏิบัติ

ทั้งนี้ ภายหลังจากการประกาศใชพระราชบัญญัติการสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2562 หรอื ภายหลังการปฏริ ปู การวิจยั ใหอยภู ายใตระบบระบบการอดุ มศกึ ษา วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม
(อววน.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยไดด ําเนินการขออนุมัติการทาํ วิจยั และการจัดสรร
งบประมาณจาก สกสว. ประจําปง บประมาณ 2564 ท้งั สนิ้ 2 แผนงาน ซง่ึ ประกอบไปดว ย 7 ชุดโครงการ และ
24 โครงการยอย5455 ซึ่งจากการสังเคราะหขอมูลพบวา แตละหนวยงานยังคงดําเนินการกําหนดหัวขอ วิจัยตาม
กลุมเปาหมายและตามภารกิจหลักของตนเอง ซึ่งหัวขอการวิจัยดังกลาวสอดคลองกับนโยบายของรัฐบาล
นโยบายของกระทรวง พม. และสถานการณทางสังคมของกลุมเปาหมายตาง ๆ ทั้งที่เปนวาระแหงชาติและ
ปญหาในบริบทเชิงพื้นที่ นอกจากนี้ ยังกําหนดหัวขอโครงการวิจัยที่มุง เนนการเสริมสรางศักยภาพและทักษะ
ของบุคลากรดานการดําเนินงานวิจัยของกระทรวงอีกดวย โดยในรายละเอียดดังที่แสดงในตารางที่ 3.2 แสดง
โครงการวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณจาก
กองทนุ ววน. ประจําปง บประมาณ 2564

54 ขอ มูลจากการสมั ภาษณผ ูแทนกรมกิจการสตรแี ละสถาบนั ครอบครัว
55 ขอ มลู จาก “สรปุ โครงการตามแผน ววน. พม. ป 2564”

59

ตารางที่ 3. 2 โครงการวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณจาก
กองทุน ววน. ประจําปง บประมาณ 2564

ชดุ ช่อื หนวยงานที่ งบประมาณ
โครงการ ดําเนนิ งาน ป 2564

แผนปฏิบตั ิการดานวทิ ยาศาสตร วิจัยและนวตั กรรม พม. (หนวย : บาท)
สป. พม. 78,320,000
ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมนั่ คงของมนษุ ย
พอช. 38,320,000
ลาํ ดับที่ 1 แผนงาน : เตรียมความพรอมคนและสังคมดวยระบบกลไกการ พอช.
6,038,000
บริการทางสังคมทีม่ ีประสทิ ธิภาพของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ สสว. 7
4,364,000
ความมน่ั คงของมนุษยภ ายใตบ ริบทสังคมสงู วัย สสว. 10
สสว. 4 684,000
ชุดโครงการสงเสริมพัฒนาแกนนําชุมชนผูนําการเปลี่ยนแปลงชุมชน สสว. 6
สสว. 5 990,000
1 นักวิจัยทองถิ่นนวัตกรรมทางสังคมชุมชน เพื่อเปนกลไกสําคัญในการ สสว. 11 2,100,000
สสว. 4
พฒั นาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ยแบบมสี ว นรว มของภาคีเครอื ขาย สสว. 8 200,000
สค.
1.1) การศึกษาพื้นที่ตนแบบในการพัฒนาชุมชนนเขมแข็งพึ่งพาตนเอง 400,000

และเทาทนั ตอ การเปล่ียนแปลง โดยอาศยั การดําเนินงานบูรณาการ 300,000
1,000,000
1.2) รูปแบบที่เหมาะสมในการเตรียมความพรอมและความเทาทันทาง
200,000
การเงินที่เหมาะสมสําหรับคนกอนวัยเกษียณเพื่อสรางหลักประกันที่ 6,000,000

มั่นคงสําหรับการเขาสูผูสูงอายุ กรณีศึกษาภาคกลางตอนบนและ

ภาคเหนอื ตอนลาง

1.3 กลยุทธการจัดการชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุมชาติพนั ธ

ในบรบิ ทพหวุ ัฒนธรรมภาคใต

2 แนวทางการบูรณาการพัฒนาอยางมีสวนรวมเพื่อการสง เสริมศักยภาพ
และการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของผูสงู อายุในศตวรรษที่ 21

2.1) การสงเสริมการใชนวตกรรมเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนา

คุณภาพชีวิตของผสู งู อายไุ ทย

2.2) กระบวนการสรางคุณคาในตนเองของผูสูงอายุภาค

ตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง สูยากยกระดับชุมชนอยางบูรณาการ

4.0

2.3) การสงเสริมคณุ ภาพชวี ิตของผูสงู อายุโดยการมีสวนรวมของคนทกุ

ชว งวยั ในครอบครวั และชใุ ชน

2.4) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผูสูงอายใุ นทองถิ่นโดยใชโรงเรียน

ผูส ูงอายเุ ปนฐาน

2.5) แนวทางการพัฒนาศักยภาพผูสูงอายุในชุมชน โดยความรวมมือ

ของภาคีเครอื ขา ย

3 ชุดโครงการพัฒนาระบบและกลไก ศพค. เสริมสรางครอบรัวเขมแข็ง
และมีจติ สํานกึ ความเปนไทย ดํารงชวี ติ แบบพอเพียงมากขึ้น

60

ชุด ชื่อ หนว ยงานท่ี งบประมาณ
โครงการ ดาํ เนนิ งาน ป 2564

3.1) การพัฒนารูปแบบและมาตรการขับเคลื่อนการเสริมพลังสุขภาวะ สค. (หนว ย : บาท)
ครอบครัวเชงิ พน้ื ท่ี 1,500,000
4,500,000
3.2) การพัฒนานวัตกรรมการเฝาระวังสถานการณครอบครัวเชิงพื้นที่ สค. 7,900,000
โดยชุมชน 2,800,000
5,100,000
4 การพฒั นาเมืองดวยการมีสว นรวมของภาครฐั และเอกชน กคช. 5,302,000
1,000,000
4.1) โครงการศึกษาความเปนไปไดในการสรางรายไดแกผูสูงอายุโดย กคช.
การแบง ทอี่ ยูอ าศยั ใหเ ชา 1,000,000

4.2) โครงการศึกษาแนวทางและความเปนไปไดในการจัดทําโครงการ กคช. 2,302,000
ฟน ฟชู มุ ชนเมือง ตามแผนพัฒนาเมอื งและยทุ ธศาสตรของภาครฐั
1,000,000
5 ชุดโครงการวิจัยบมเพาะนักวิจัยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ กมพ.
ม่นั คงของมนุษยด วยความรวมมือของภาควิชาการ 10,980,000
1,040,000
5.1) การสงเสริมสนับสนนุ นักวิจัยระดบั กลางดานการพัฒนาสังคมและ กมพ.
ความม่นั คงของมนษุ ย 954,000

5.2) การสงเสริมสนับสนนุ นกั วิจัยดานการพฒั นาสังคมและความม่นั คง 632,000

ของมนุษยใหมีศักยภาพสูงเปนกําลังในการเพิ่มประสิทธิภาพของ กมพ.

กระทรวงการพฒั นาสังคมและความม่ันคงของมนษุ ย

5.3) โครงการพัฒนาระบบกลไกบริหารงานวิจัยเพื่อสนับสนุนพัฒนา กมพ.
นกั วิจัยกระทรวง พม.

5.4) การพัฒนาความรวมมือภาคีเครือขาย ภาครัฐ ภาควิชาการ

ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการสรางและขับเคลื่อนกลไก

เพื่อใหเกิดความมั่นคงทางสังคมในระดับพื้นที่สงเสริมใหชุมชนมีสวน กมพ.

รวมในการตัดสินใจในการกําหนดทิศทางการพัฒนาและบริหารจัดการ

ทรัพยากรในทองถ่นิ

6 พัฒนาระบบบริหารจัดการการบริการทางสังคม แบบบูรณาการเพ่ือ กมพ.
อนาคต “ความปนปว นของเทคโนโลยี” สาํ หรับคนทุกชว งวัย

6.1) รูปแบบการจดั ตัง้ ศนู ยเตือนภยั และเฝาระวังสถานการณท างสงั คม สสว. 1
กลไกกระทรวงการพฒั นาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย

6.2) แนวทางการจดั สวัสดกิ ารทเ่ี หมาะสมสาํ หรับกลมุ เปา หมายตงั้ ครรภ สสว. 2
ในวัยรุน

6.3) รปู แบบท่เี หมาะสมของการจดั บริการทางสังคมสาํ หรับผูสูงอายุท่ีมี

ภาระเลี้ยงดูครอบครัว : ศึกษาเฉพาะกรณีในเขตกลุมจังหวัดภาคกลาง สสว. 3

ตอนลาง

61

ชดุ ชือ่ หนว ยงานที่ งบประมาณ
โครงการ ดาํ เนนิ งาน ป 2564

6.4) การศึกษาแบบปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาเด็ก ดย. (หนวย : บาท)
ปฐมวัย สถานรองรบั เดก็ เอกชน สสว. 9 5,700,000

6.5) แนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีสวนรวมของภาคีเครือขาย ก.ส.ค. 600,000
ดูแลผูสูงอายุในชุมชนเพื่อการยกระดับการรับมือสถานการณภัยพิบัติ สป.พม.
เขตจังหวดั ภาคเหนือตอนบน กมพ. 2,054,000
กมพ.
6.6) การพัฒนาตัวชี้วัดระดับความสําเร็จในการทําโครงการ ซีเอสอาร กมพ. 40,000,000
ของภาคธุรกิจที่มีสวนสนับสนุนการบรรลุเปาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 40,000,000
(SDGs) 29,310,600
ลาํ ดับท่ี 2 แผนงาน : การวิเคราะหสมรรถนะรายบุคคลเพื่อสรา งตน แบบอาชพี ใหม 10,689,400
ในรปู แบบ Reskill หรอื Upskill

การวิเคราะหสมรรถนะรายบคุ คลเพอื่ สรางตนแบบอาชีพใหมในรูปแบบ
Reskill หรือ Upskill

1.1) ปจจัยแหงความสําเร็จในการสรางตนแบบประชาชนที่เขาสูอาชีพ
ใหม เพื่อสรางรายไดแ ละลดความเหลอื่ มล้ําดา นรายได

1.2) โครงการสรางตนแบบระบบในการเก็บขอมูลศักยภาพประชาชน
รายบุคคลเพอื่ ลดความเหลอ่ื มลา้ํ โดยการพัฒนาเขา สูอ าชีพใหม

จากที่กลาวมาทั้งหมดขางตน เปนภาพรวมของหวงโซคุณคางานวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษยใ นภาพรวม ซงึ่ จะเหน็ ไดว า การประกาศใชพระราชบญั ญตั สิ ง เสริมวิทยาศาสตร วจิ ัย
และนวัตกรรม พ.ศ. 2562 เปน มดุ หมายหรอื นัยสาํ คัญทสี่ ง ผลกระทบ ผลสะทอน และผลสะเทือนตอ ระบบการ
วิจัยของประเทศ และผลักใหการดําเนินงานวิจัยของหนวยงานตาง ๆ ตองอยูภายใตระบบ อววน. ที่ทําให
หนวยงานตา ง ๆ ตอ งปรับตัวใหเขากับการวิจยั ภายใตร ะบบใหม ซ่งึ ในชวงท่ีทําการศึกษาน้ีเปน ชว งรอยตอ หรือ
อยูใ นชว งระยะเปล่ียนผานของระบบ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยกไ็ ดปรับตวั ใหเขา
กับระบบ อววน. ดวยเชนกัน หรืออาจกลาวไดวา กําลังอยูในชวงของการ “ติดตั้งระบบปฏิบัติการภายใน”
เพื่อรองรับการดําเนินภารกิจดานการวิจัยแบบใหมดังกลาว ดังนั้น ในสวนถัดไปคณะผูวิจัยจะแสดงใหเห็นถึง
พลวัตการปรับตัวของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยในระยะเปลี่ยนผานของการ
ประกาศใชพระราชบญั ญัติสง เสรมิ วิทยาศาสตร วจิ ัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562

62

3.3.2 การปรับตวั ในชวงเปลี่ยนผานของการประกาศใชพ ระราชบัญญตั สิ งเสริมวิทยาศาสตร วจิ ัยและ
นวัตกรรม พ.ศ. 2562

เมื่อกลาวถึง “สิ่งที่ปรับตัว” ก็มีความจําเปนอยูเองที่จะตองกลาวถึง “สิ่งที่ไมปรับตัว” ดวยเชนกัน
โดยขอสังเกตจากการศึกษาพบวา สิ่งที่ยังคงเดิม หรือกระบวนการวิจัยและการใชประโยชนจากงานวิจัยของ
กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนษุ ย ประกอบไปดวย

1. ลักษณะการตั้งโจทยวิจัยยงั คงเดิม กลาวคือ เปนไปตามกลุมเปา หมายตามพันธกิจของหนวยงาน
ตาง ๆ ตามโครงสรางของกระทรวง พม. อีกทั้ง การกําหนดโจทยวิจัยยังคงมีลักษณะตามโครงสรางสายการ
บังคับบัญชาในลักษณะจากบนสูลาง (Top-Down) เนื่องจากตองทําตามนโยบายของหนวยงานระดับบนที่สูง
กวา เชน นโยบายของคณะรัฐบาล นโยบายของคณะกรรมการชาติชุดตาง ๆ อีกทั้ง ยังตองสอดคลองกับแผน
แมบ ทตา ง ๆ อาทิ แผนยทุ ธศาสตรชาติ 20 ป แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ หรอื แผนชาติในมิติตาง
ๆ ซึ่งหากไมกําหนดโจทยวิจัยใหมีความสอดคลองกับนโยบายของคณะบุคคลและแผนดังกลาวขางตน ก็อาจ
ไดรับการประเมินคะแนน KPI หรือ OKRs ในระดับตํ่า ซึ่งก็เปนภาพสะทอนไดในทางหนึ่งวา การดําเนินงาน
วจิ ยั ของหนว ยงานตา ง ๆ ของกระทรวงพม. ไมมคี วามเปนอิสระและยึดติดกบั กรอบที่ซบั ซอ นหลายเงื่อนไข

2. แตละหนวยงานยังคงทํางานแยกสวนกันโดยปฏิบัติภารกิจตามกลุมเปาหมายของตนเอง หรือ
อยูในลักษณะ “ไซโล” (silo) ตามการแบงโครงสรา งหนาท่ีภายในของกระทรวง ฯ และขาดการเชื่อมประสาน
ภารกิจในลกั ษณะบูรณาการการทาํ งานรว มกนั นอกจากน้ี กลไกสนบั สนุนการปฏิบตั ภิ ารกจิ ของบางหนวยงาน
โดยเฉพาะอยางยิ่งกองทนุ ตามกลุมเปาหมายตา ง ๆ ยังคงอยู แตจ ากการศกึ ษามีขอสงั เกตทน่ี า สนใจวา กองทุน
ตามกลุมเปาหมายตาง ๆ มิไดมีนัยสําคัญตอการขับเคลื่อนภารกิจดานการวิจัยและการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชนใ หมีประสิทธภิ าพและเปน รปู ธรรมเทาท่คี วร

นอกจากนี้ จากการท่ีแตละหนวยงานมุงใหความสําคัญกับการดําเนินการวิจัยเพื่อตอบสนองตอ
กลุมเปาหมายหลักของตนเอง โดยไมไดบูรณการการทําวิจัยระหวางหนวยงาน อาจทําใหประชากรบาง
กลมุ เปน ผทู ี่ “ถกู ท้ิงไวขา งหลัง” และไมไ ดรับการแกไขปญหา เนอื่ งจากวา ในสภาพความเปนจรงิ ในเชงิ สังคม
นั้น ประชากรซึ่งเปนเปาหมายหลักของการพัฒนาและแกปญหาในเชิงสังคม มีประเด็นปญหาที่เหลื่อมซอน
หรือซอนทับกันในหลายประเด็น มิไดจัดประเภทของประชากรตามกลุมเปาหมายของหนวยงานภายใต
กระทรวง พม. อยางตรงไปตรงมายกตัวอยางเชน “เปนผูสูงอายุ-เพศหญิง-มีความพิการทางสายตา” หรือ
“ผสู งู อายุ-มีความบกพรองทางรา งกาย-เปนคนไรบาน” จากท่กี ลาวมาขางตน จะเห็นไดวา โจทยท่ีนําไปสูการ
ต้ังกลุม เปา หมายใหเ ปนประเด็นปญหาเพ่ือรอการแกไข มีความทบั ซอ นของประเด็นปญ หาในเชิงสังคมและทับ
ซอนในเชิงกลุมเปาหมายที่หลากหลาย หากตั้งโจทยหรือกําหนดหัวขอวิจัยตามกลุมเปาหมายของหนวยงาน
เปนหลัก อาจทําใหกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย “ตกหลน” ในการนับรวมประชากร
ซึ่งเปนเปาหมายของนโยบายสาธารณะดานการพฒั นาสังคมและความมั่นคงของมนุษยท่ีไมครอบคลุมทกุ กลุม
คน และทําใหการแกปญหาดวยนโยบายสาธารณะไมมีประสิทธิภาพเพราะไมเทาทันกับสถานการณท างสังคม
ตามความเปนจรงิ

63

3. การขอจัดสรรงบประมาณเพ่ือทําวิจัยยงั เปน การเขียนโครงการลว งหนา ทําใหป งบประมาณกับ
หัวขอการวิจัยยังคงไมสัมพันธกัน กลาวคือ สถานการณณทางสังคมที่เปนปญหาจนกอใหเกิดความพยายาม
ในการศึกษาวิจัยเพื่อแกปญหานั้น เปนส่ิงที่มีพลวัตและเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา และอาจยุติหรือจบลง
กอนที่โครงการศึกษาวิจัยจะไดรับการอนุมติ ดังนั้น แมวา การศึกษาวิจัยตอปรากฎการณทางสังคมที่
ผลกระทบนั้นไดยุติหรือจบลงไปแลว จะทําใหการเขาถึงขอมูลเปนเรื่องงาย แตผลของการศึกษาวิจัยนั้น อาจ
ไมสามารถนํามาใชแกปญหาไดอยา งมีประสิทธิภาพ เนื่องจากผลของการศึกษาไมเทาทันตอปรากฎการณทาง
สังคมที่เกิดขึ้น แมวา ผลการศึกษาจะนั้นไดแสดงความเขาใจตอรากของปญหาและเสนอทางแกไขไดอยาง
เทยี่ งตรงและมปี ระสทิ ธภิ าพก็ตาม

4. การนําผลการวจิ ัยไปใชประโยชนยงั คงไมม คี วามเปน รูปธรรมชัดเจน ซึ่งในประเดน็ นี้ อาจเกดิ ขึ้น
จากวัฒนธรรมองคกรที่ไดรับการสืบทอดจนกลายมาเปน “มรดกเชิงโครงสราง” ที่ไดรับจาก “กรม
ประชาสงเคราะห” ที่เนนการปฏิบัติเพื่อสงเคราะหชวยเหลือมากกวา การผลิตสรา งองคความรูเพื่อปองกันภัย
อันตรายสาธารณะใหแกสังคม แตอยางไรก็ตาม ก็ตองกลาวอยางเปนธรรม ณ ที่นี้วา ชวงเวลาในการศึกษานี้
(2563 – 2565) เปน ชว งรอยตอ หรอื ชวงเปล่ยี นผา นของระบบการวจิ ัยแบบใหมภ ายใตร ะบบ อววน. การวิจัย
ของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนุษยจ ึงยงั ไมมีเสถยี รภาพ หรือเขาสูส ภาวะคงที่ เพราะเปน
สภาพแวดลอมที่เต็มไปดวยเงื่อนไขการดําเนินการวิจัยแบบใหม จึงอาจกลาวไดวา งานการศึกษาวิจัยของ
กระทรวง พม. จึงยัง “ไมเขารูปเขารอย” หรือดําเนินการศึกษาวิจัยไดเต็มตามศักยภาพตามความมุงหวังของ
ระบบการวิจัย อววน. ที่ถูกสรางขึ้นใหมตามพระราชบัญญัติการสงเสริมวทิ ยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.
2562 แตอยางไรก็ตาม คณะผูวิจัยหวังเปนอยางยิ่งวา กระบวนการศึกษาวิจัยและการนําผลการวิจัยไปใช
ประโยชนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยจะมีประสิทธิภาพในการสรางองคความรู
เพอื่ เปลี่ยนแปลงและพฒั นาสังคมใหด ยี ิ่งข้ึนในอนาคต

สําหรับส่งิ ท่เี ปลีย่ นแปลง หรอื พลวัตของการปรับตัวของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนุษยภายหลังการประกาศใชพระราชบัญญัติสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562
ประกอบไปดว ย

1. เกิดการเปลี่ยนแปลงในสถานะของตัวแสดงในหวงโซคุณคา กลาวคือ กอนการประกาศใช
พระราชบัญญตั ิสง เสริมวทิ ยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 กระทรวงการพฒั นาสงั คมและความมั่นคง
ของมนุษย และหนว ยงานตา ง ๆ ภายใตโครงสรา งของกระทรวง ฯ มีสถานะเปน “ผใู ชประโยชนจากงานวิจัย”
(Research User) โดยมีอาจารยมหาวิทยาลยั นกั วิชาการ สถาบนั การศึกษา และองคกรอนื่ ๆ ท่เี ก่ียวของเปน
ผูดําเนินการวิจัยจากการจัดซื้อจัดจางซึ่งมีสถานะเปน “ผูผลิตงานวิจัย” (Research Producer) ในบริบท
ดังกลา ว กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความมนั่ คงของมนษุ ยเปนตัวแสดงท่ีมีอิทธพิ ลและมอี ิสระตอการอนุมัติ
โครงการวิจยั และงบประมาณท่ีใชในการทําวจิ ยั ใหแกหนว ยงานภายในตาง ๆ ตามความเหมาะสม แตภายหลัง
การประกาศใชพ ระราชบัญญัตสิ งเสริมวิทยาศาสตร วิจยั และนวัตกรรม พ.ศ. 2562 ทีเ่ ปน การผลกั ใหกระทรวง
การพัฒนาสังคมคมและความมั่นคงของมนุษยตองเขาสูระบบการวิจัยภายใตระบบ อวนน. ไดนําไปสูการ

64

เปลี่ยนแปลงสถานะในหวงโซคุณคาของการวิจัย โดยทําใหกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยตองเปนทั้ง “ผูผลิตและผูใชประโยชนจากงานวิจัย” (Research User-Producer) เนื่องจากบุคลากร
ของหนวยงานยอยตาง ๆ ซึ่งเปนขาราชการของกระทรวง ฯ ตองเปนผูดําเนินการวิจัยดวยตนเองตามสภาพ
บังคับที่เกิดขึ้นจากพระราชบัญญัติดังกลาว นอกจากสถานะที่เปลี่ยนแปลงขางตนแลว กระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษยยังถูกลดบทบาทในสายพานการผลิตงานวิจัย กลาวคือ จากเดิมที่กระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยนั้นมีอิทธิพลและอํานาจในการตดั สนิ ใจอนุมัติและใหความเห็นชอบ
ในการทําวิจัยและจัดสรรงบประมาณดานการวิจัยใหแกบุคคลหรือองคกรตาง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
หนวยงาน แตภายใตระบบ อววน. นี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยถูกลดบทบาทให
เหลือเพียง “ผูกลั่นกรอง” หรือ “คนกลาง” ในการสงตอขอเสนอโครงการวิจัยไปสูสกสว. เทานั้น หรือกลาว
อกี นัยหนึง่ ภายใตส ภาพแวดลอมการวจิ ัยแบบใหม สกสว. เปนตัวแสดงที่สาํ คัญท่ีสรา งแรงกระเพื่อมทําใหเกิด
การเปล่ยี นแปลงในหวงโซคุณคาของงานวจิ ัย อกี ทั้ง ยังมอี ิทธิพลและอาํ นาจการตดั สินใจตอการผลิตสรางองค
ความรูของกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย

2. การแตง ตงั้ คณะทํางานเพ่ือรองรับสภาพแวดลอมการวจิ ัยทเี่ ปลี่ยนแปลง : กระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย และหนวยงานภายใตโครงสรางของกระทรวง ไดพยายามปรับตัว หรือปรับ
องคกรใหเขา กับระบบการวิจยั แบบใหมดวยการแตง ตง้ั คณะกรรมการและคณะอนกุ รรมการบรหิ ารงานวิจัยชุด
ตา ง ๆ เพอ่ื สรางกลไกในการขับเคล่ือนงานวิจัยของกระทรวง ฯ เชน “คณะกรรมการบรหิ ารนโยบาย งานวิจัย
และนวัตกรรม” ซึ่งเปนคณะกรรมการระดับกระทรวงที่มีอํานาจในการกลั่นกรองและใหความเห็นชอบ
โครงการวจิ ัยตา ง ๆ ของกระทรวง ตามพระราชบัญญัตสิ ง เสริมวทิ ยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 25625556
หรือ “คณะทํางานจัดทําแผนยุทธศาสตรการวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน
พกิ าร พ.ศ. 2560 – 2564”5657 ของกรมสงเสริมและพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพิการ เปนตน อีกทัง้ ยังมีการจัดทํา
แผนยุทธศาสตรการวิจัยของกระทวง ท่เี ปรยี บเสมือนเปนหางเสือดา นการวจิ ัยเพ่ือใชในการกาํ หนดทิศทางการ
ทําวจิ ยั ใหม คี วามชัดเจนและทําใหก ารทาํ วิจยั ของหนว ยงานตา ง ๆ สอดประสานเปนไปในทิศทางเดยี วกัน

3. กระบวนการที่ซับซอนมากยิ่งขึ้นและทักษะการวิจัยที่ไมไดเตรียมการ: จากที่กลาวมาขางตนวา
กระบวนการวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนษุ ยก อนการประกาศใชพระราชบัญญตั ิ
การสงเสริมวิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 การอนุมัติโครงการวิจัยและงบประมาณอยูในดุลย
พินิจและอํานาจการตัดสนิ ใจของกระทรวง ดังนั้น ขั้นตอนการขออนุมัตโิ ครงการและงบประมาณจงึ ไมม ีความ
สลับซับซอน แตเมื่อกระบวนการวิจัยเขาสูระบบการวิจัยภายใตระบบ อวนน. ที่ทําใหกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนษุ ยตอ งเปน ผกู ล่นั กรอง เสนอโครงการวิจัย และขอจัดสรรงบประมาณจาก สกสว.
ซงึ่ เปน กระบวนการการขออนุมัตโิ ครงการวจิ ยั และงบประมาณทเี่ พ่มิ เตมิ ข้ึนมาอีกชน้ั หนงึ่ สง ผลมาสูการเกิดขึ้น

56 คาํ สัง่ กระทรวง พม. ท่ี 639/2563
57 แผนการวจิ ยั นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ พ.ศ. 2561 – 2564

65

โครงสรางที่ทับซอนกันมากยิ่งขึ้น ในประเด็นดังกลาวแสดงใหเห็นไดจากการแตงตั้งคณะกรรมการบริหาร
งานวิจัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยซึ่งเปนการเพิ่มขึ้นของสายโครงสรางการ
บังคับบัญชาตามภารกิจดานการวจิ ัย และนอกจากโครงสรางที่เพิ่มขึ้นแลว ผลสะทอนที่ตามมาของโครงสราง
ดังกลา วกค็ อื ระยะเวลาในการอนมุ ัติโครงการวจิ ยั และงบประมาณท่เี พิ่มขน้ึ ตามโครงสรา งทซ่ี ับซอนขึน้ ดวย

นอกจากน้ี การเขาสูสภาพแวดลอมการวิจัยแบบใหมภายใตระบบ อววน. โดยที่ไมไดเตรียมความ
พรอมดานทกั ษะการทาํ วจิ ยั ใหแกบุคลากร อาจเปนการสรางอุปสรรคตอการขบั เคล่ือนงานวิจยั ของกระทรวงท่ี
ขับเคลื่อนไปดวยความลาชา เนื่องจากบุคลากรสวนใหญเปนนักปฏิบัติการจึงมีความคุนชินกับงานปฏิบัติ อีก
ทั้ง กอ นการประกาศใชพระราชบญั ญัติการสงเสรมิ วิทยาศาสตร วิจัยและนัวตกรรม พ.ศ. 2562 กระทรวงการ
พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยไดใหบุคคลภายนอกผูมีความรูความเชี่ยวชาญดานการวิจัยเปน
ผดู าํ เนนิ การวิจัยเพื่อตอบสนองตอภารกิจดานวชิ าการมาโดยตลอด ดงั น้ัน สภาพบงั คับในเชงิ กฎหมายท่ีเกิดขึ้น
จากพระราชบัญญัติฉบับดังกลาวในการที่ใหบุคคลากรของกระทรวงตองเปนผูทําวิจัยดวยตนเองโดยที่ไมได
เตรียมความพรอมดานทักษะการวิจัยที่ถูกตอง จึงอาจเปนการสรางปญหาใหแกบุคลากรของกระทรวงการ
พัฒนาสงั คมและความมน่ั คงของมนุษยในระยะเปลี่ยนผานดว ย

ทัง้ นี้ จากการศึกษามีขอสังเกตที่สําคัญอยา งนอย 2 ประการ ท่ีเกี่ยวของกบั หวงโซคุณคาของการวิจัย
ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ไดแก ประการแรก ศักยภาพของหวงโซคุณคา
งานวจิ ัยของบางหนว ยงานที่มปี ระสิทธภิ าพสูง มกั ไดร บั อิทธิพลจากอํานาจทางการเมืองจากภายนอกท่ีสูง
กวา ซึ่งเปนขอสังเกตจากการที่บางหนวยงานหรือบางกรมนั้น มีความเหลื่อมซอนกับวงรอบแหงอํานาจการ
ตัดสินใจทางการเมืองที่สูงกวาระดับกระทรวง กลาวคอื บางหนว ยงานหรือบางกรมสามารถเชอื่ มตอกับอํานาจ
การตัดสินใจทางการเมืองจากตัวแสดงทางการเมืองที่มีลําดับชั้นโครงสรางการบงั คับบัญชาที่สูงกวากระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย เชน กรมกิจการสตรีสามารถเชื่อมตอกับคณะกรรมการชาติถึง 3
ชุด ซึ่งคณะกรรมการชาติแตละชุดลวนแลวแตมีอํานาจในการตัดสินใจในการใชทางเลือกเชิงนโยบายในการ
สนับสนุนภารกิจของกรมกิจการสตรีได โดยเฉพาะอยางยิ่ง การอนุมัติการใชเงินกองทุนเพื่อสานภารกิจของ
หนว ยงานใหม ีประสิทธภิ าพ มีความรวดเร็ว และเทาทนั ตอ สถานการณท่เี ปนปญหาของกลุมเปา หมาย เปนตน
ดังนั้น จึงอาจกลาวไดวา การเชื่อมตอกับวงรอบแหงอํานาจการตัดสินใจทางการเมืองที่มีหนาที่ในการออก
นโยบายสาธารณะตามกลุมเปาหมายเฉพาะที่สูงกวา ยอมทําใหการปฏิบัติภารกิจตามกลุมเปาหมายของ
หนวยงานเปน ไปดวยความสะดวกและมปี ระสทิ ธิภาพมากกวาหนวยงานที่ไมไดเชือ่ มตอ ไมไดมีกฎหมาย หรือ
คณะกรรมการชาติในดานนั้น ๆ หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง สายใยที่เชื่อมโยงระหวางหนวยงานกับคณะกรรมการ
ชาติในดานตาง ๆ ที่มีลําดับชั้นสูงกวาระดับกระทรวงสามารถเปนภาพสะทอนของการจัดลําดับความสําคัญ
ของผบู ริหารประเทศหรอื นโยบายของรัฐบาลไดวา ใหความสําคญั กับเรอื่ งใดเปนสาํ คัญกอนหลงั น่นั เอง

ประการท่สี อง เมื่อกลาวถึงการแนบชิดกบั วงรอบแหงอํานาจการตัดสินใจทางการเมืองท่ีสงผลตอการ
ผลกั ดันองคความรูใหเปนนโยบายสาธารณะ กม็ ีความจําเปน อยูเองทจี่ ะตอ งกลาวถึง “ความเปนการเมือง” ใน
การผลักดันองคความรูจากการวิจัยใหเขาสูการพิจารณาวาระในเชิงนโยบาย หรือก็คือ “ความเปนการเมือง

66

ของนโยบายสาธารณะ” ซึ่งในประเด็นน้ี ก็จะตองมีตัวแสดงท่ีมอี ิทธิพลทางการเมอื งที่มอี ํานาจในการครอบงํา
ทางความคิดเขามาเกี่ยวของ โดยอาศยั การส่ือสารเพ่ือถายทอดคุณคา จากงานวจิ ยั บางประการทจี่ ะนําไปสูการ
ตัดสินใจของผูมีอํานาจในการสรางนโยบายสาธารณะ ซึ่งในประเด็นนี้ก็คือ “กลองดํา” (Black box) ที่
คณะผวู จิ ยั เองไมสามารถเขาถึงได แตจ ากการศึกษากส็ ะทอนภาพใหเหน็ วา การจะผลักประเด็นการวิจัยใหอยู
ในความสนใจของผูมีอํานาจการตัดสนิ ใจทางการเมืองน้ัน จะตองอาศัยการส่ือสารโนมนาวเพื่อล็อบบี้ (lobby)
หรือการเจรจาตอรอง ที่รวมไปถึง charisma ของผูนําเสนอคุณคาในเชิงนโยบายสาธารณะของงานวิจัยท่ี
ตอ งการจะผลักใหเปน นโยบายสาธารณะดว ย ดังน้นั การนาํ ผลการวจิ ัยไปใชป ระโยชนจ งึ ไมสามารถแยกขาด
จากอาํ นาจทางการเมอื งได หรือกลาวอยางถึงที่สุดก็คือ “ความรูและอํานาจจึงเปนคูกัน ไมสามารถหลีกเล่ียง
ซึง่ กนั และกันได” ท่ถี งึ แมวาผลงานวิจัยจะมีคุณคาในเชิงวิชาการและมีคุณคาตอสงั คมมากนอยแคไหนก็ตาม ก็
ขึ้นอยกู ับวา ผูมีอํานาจการตดั สินใจทางการเมืองจะเหน็ คุณคาหรือผลประโยชนจ ากการแปลงองคความรูใหเปน
นโยบายสาธารณะหรือไม หรือผูที่มีอิทธิพลทางความคิดตอการตัดสินใจทางการเมืองงในประเด็นปญหา
สาธารณะตาง ๆ หรือเรยี กอยางลาํ ลองวา “เจาของวงการ” จะเห็นคุณคา ของงานวจิ ัยและสงตอคุณคาน้ันไปสู
วงการเมืองที่มีอาํ นาจตดั สินใจในเชิงนโยบายสาธารณะหรอื ไม

จากที่กลาวมาทั้งหมดขางตนจึงแสดงใหวา การนําผลการวิจัยไปใชประโยชนใหเปนนโยบาย
สาธารณะนั้นไมไดกระทําอยางตรงไปตรงมาตามหวงโซคุณคาของการวิจัย ขึ้นอยูกับวา (1.) “ใคร” เปน
เจาของอํานาจความรูที่ชี้นําสังคมในมิติตา ง ๆ และเห็นคุณคาการหยิบยกงานวิจัยนั้น ๆ มาใช (2.) งานวิจัยที่
ถกู ทาํ ใหเ ปน นโยบายสาธารณะนัน้ ๆ ใหผลประโยชนก บั ใคร หรอื ใครคือผมู สี วนไดเ สีย ? และ (3.) งานวิจัยน้ัน
ๆ ใหประโยชนแกผูที่นํามาใชหรือไม ? และอยางไร ? ขอคําถามขางตน ลวนเปนเงื่อนไขที่สงผลตอการนํา
ผลการวิจัยมาใชประโยชนใหเปนรูปธรรมในฐานะของนโยบายสาธารณะแทบทั้งสิ้น สําหรับประเด็นนี้ เปน
เพียงขอ สังเกตท่ไี ดจ ากการศกึ ษาเทานน้ั คณะผวู จิ ยั จงึ ตอ งขอยุติประเด็นดงั กลา วแตเ พยี งเทาน้ี

3.4 การวิเคราะหค วามตองการใชประโยชนจ ากงานวิจัย (demand-sided analysis) ของ
หนวยงานในกระทรวงรวมถึงภาคที เี่ ก่ียวขอ ง

3.4.1 ความตองการใชป ระโยชนจ ากงานวจิ ัยของหนว ยงานตาง ๆ ในกระทรวง (Research users)
ในประเด็นความตองการใชประโยชนจากงานวิจัยของหนวยงานตาง ๆ ภายใตกระทรวงการพัฒนา

สังคมและความมั่นคงของมนุษยนั้น คณะผูวิจัยไดสังเคราะหความตองการในการทําวิจัยของหนวยงานระดับ
ตาง ๆ จากการสัมภาษณเชิงลึกและการสนทนากลุมผูบริหารระดับสูงของหนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทา
กรม และผูแทนหนวยงานบริหารทั้งสวนกลางและสวนภูมิภาค การสังเคราะหขอมูลจากแผนยุทธศาสตรการ
วิจัยของบางหนวยงาน รวมไปถึงการรวมประชุมพิจารณาประเด็นเพื่อจัดเวทีวิชาการทางสังคมเพื่อกําหนด

67

ทิศทางงานวิจัยแหงอนาคต5758 ที่จัดขึ้นโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมัน่ คงของมนุษย ซึ่งคณะผูวิจยั
ไดจําแนกความตองการในการทําวิจัยของหนวยงานภายใตกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ
มนุษยออกเปน 2 ระดับไดแก 1) หนวยงานบริหารกลางสังกัดสํานักปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความ
มั่นคงของมนุษย และ 2) หนวยงานระดับกรมหรือเทียบเทากรม โดยรายละเอียดสามารถแสดงไดดังตารางที่
3.3 แสดงความตองการในการทําวิจัยโดยจําแนกตามหนวยงานระดับตาง ๆ

ตารางท่ี 3. 3 ความตอ งการใชป ระโยชนจ ากงานวิจัยในประเด็นตา งๆ โดยจาํ แนกตามหนว ยงานภายในกระทรวงพัฒนาสงั คม

และความม่ันคงของมนุษย

หนวยงาน ประเดน็ ท่ีตอ งการในการทาํ วจิ ัย

1. หนวยงานบรหิ ารกลางสงั กัดสํานกั ปลัดกระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย (สป.พม.)

1.1 หนวยงานบริหารกลาง

1.1.1 กองตอ ตา นการคา 1.) รปู แบบการคา มนษุ ยแนวใหมโ ดยเฉพาะอยา งยิ่งในชวงการแพรร ะบาดของโรคโควิด-

มนษุ ย 19

2.) Road Map สู Tier 1 ของการจดั อนั ดับสถานการณก ารคามนษุ ยใ นประเทศ

1.2 หนว ยงานบรหิ ารกลางสว นภมู ิภาค

1.2.1 สาํ นักงานสนับสนุนและ งานวิจัยที่มีลักษณะพัฒนาจากงานประจําไปสูงานวิจัยหรือ R2R (Routine-to-

สงเสริมวิชาการ 1-11 Research) และมีวัตถุประสงคสําคัญเพื่อแกไขปญหาสังคมในบริบทเชิงพื้นท่ี5859 เชน

(สสว. 1-11) งานวิจัยเพื่อแกปญหาแมวัยใสในจังหวัดที่พบสถิติการตั้งครรภไมพรอมของเด็กและ

เยาวชนสงู เปน ตน

2. หนว ยงานระดับกรมหรอื เทียบเทากรม

2.1 กรมพัฒนาสงั คมและ 1) การวจิ ัยเพื่อสรา งนวัตกรรมในระดับพ้นื ที่

สวสั ดิการ 2) การวิจัยเพอื่ พฒั นาคน โดยเฉพาะอยา งยิง่ บคุ ลากรของกรมพฒั นาสังคมและสวัสดกิ าร

3) การคืนสถานะพลเมอื งใหแกคนไรท พ่ี ง่ึ และการปอ งกนั การกลบั มาเปน คนไรท ่พี ่ึงซาํ้

4) การสงเสริมกระบวนการเรียนรูดิจิทัลใหแกกลุมราษฎรบนพื้นที่สูง รวมไปถึงการ

สง เสรมิ การสรา งงานและอาชีพ

2.2 กรมกิจการผสู งู อายุ 1) นวัตกรรมการออมสําหรับผูสูงอายุที่นําไปสูความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่สามารถนําไป

ปฏิบัติใชไดอยางเปนรูปธรรม เชน การออมรูปแบบใหมอยาง “ทองคําเขียว” (ตนไมที่

สรางมลู คา เพิม่ ได)

2) อาชีพรูปแบบใหมสําหรับผูสูงอายุ รวมไปถึงลักษณะอาชีพ อัตราคาแรง และชั่วโมง

การทํางานท่ีเหมาะสมสําหรับผสู งู อายุ เชน อาชพี จองควิ เปนตน

3) รัฐสวสั ดกิ ารแนวใหมสําหรบั ผสู ูงอายุ “...ควรใหเปนบคุ คลหรอื ครัวเรอื น ?” (UBI)

58 เวที Social Forum เร่ือง “การประชุมพิจารณาประเด็นเพ่ือจดั เวทวี ิชาการทางสังคมเพอื่ กาํ หนดทศิ ทางงานวิจัยแหง อนาคต” จัดข้ึนโดย

กระทรวงการพฒั นาสังคมและความมน่ั คงของมนษุ ย วนั พฤหสั บดที ่ี 22 กรกฎาคม 2564 ซง่ึ ในการประชุมดงั กลา วไดม กี ารนําเสนอหวั ขอ วิจัย
จากผแู ทนหนวยงานตาง ๆ ทตี่ อ งการดาํ เนนิ การวิจัยในอนาคต
59 สังเคราะหจ ากการสนทนากลุมเฉพาะ (focus group discussion)


Click to View FlipBook Version