รวมบทคัดย่อ งานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระ Independent Study หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2566
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 2 บทน า หนังสือรวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาเล่มนี้ จัดท าขึ้นโดยบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหน่วยงานก ากับมาตรฐานการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและแสดงผลงานด้านการวิจัยของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่ด าเนิน งานวิจัยแล้วเสร็จตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 - 2565 เนื้อหาในเล่มประกอบด้วย บทคัดย่องานวิจัยระดับ บัณฑิตศึกษา “หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา” ที่ได้จัดท างานวิจัยใน รูปแบบ “การค้นคว้าอิสระ” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักศึกษาระดับ บัณฑิตศึกษา และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงงานวิจัยได้อย่างเสมอภาค หวังเป็นอย่างยิ่งวา่หนังสือรวมบทคัดย่อเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ส าหรบัผู้ที่สนใจสามารถ น าไปประยุกต์ใช้ในการท าวจิ ัยได้อย่างดียิง่ บัณฑิตวิทยาลัย สิงหาคม 2566
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 3 การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียน วัดสมัยสุวรรณ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 Teacher Development for Learning Management in the 21St Century of Watsamaisuwan School Under Suratthani Primary Educational Service Area Office 3 กมลพร เพชรกาฬ1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครู 2) พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูด้านการจัดการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนวัดสมัยสุวรรณ จ านวน 12 คน เก็บรวบรวม ข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์ เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของครูโรงเรียนวัดสมัย สุวรรณ ยังไม่ได้รับพัฒนาอย่างจริงจัง ผู้รับผิดชอบยังไม่ค่อยให้ความส าคัญ ขาดการนิเทศติดตามผล อย่างต่อเนื่อง การใช้สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ครูส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับพัฒนาท าให้ขาดทักษะการ จัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย ส่งผลให้นักเรียนไม่สนใจการเรียน และการบริหารจัดการชั้นเรียนท าได้ยาก 2) การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนวัดสมัยสุวรรณ ด าเนินการโดยจัด อบรมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การน าแผนการ จัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ และนิเทศติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) ผล การประเมินการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนวัดสมัยสุวรรณ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนการสอน และ มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 4 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of learning management in the 21st century of teachers; 2) to develop the teachers for learning management in the 21st century; and 3) to assess the teacher development for learning management in the 21st century. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group included 12 teachers of Watsamaisuwan School. Data were collected by an interview form, a test, a skills assessment form, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state of learning management in the 21st century of the teachers showed that the teachers had not been seriously developed. Moreover, the responsible persons did not give a priority as there was a lack of constant supervision and monitoring. The level of media and technology use was low. Most of the teachers were still underdeveloped which led to a lack of modern learning management skills. As a result, students were not interested in learning and classroom management was difficult. 2) The teacher development was conducted by the workshop which allowed the teachers to practice writing learning management plans for the 21st century and to apply the plans into practice. 3) The teacher development assessment showed that the level of knowledge and understanding of the teachers after attending the workshop was higher than before as the teachers improved the learning management skills. The satisfaction of the teachers was very high. Keywords: teacher development, learning management in the 21st century
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 5 การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาในโรงเรียน วัดหัวกรูด สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 Development of Teachers in STEM Learning Management in Wathuakrood School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 1 สุธิดา ศรีภักดี1 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 2) พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา 3) ประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครูด้านการ จัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ในโรงเรียนวัดหัวกรูด สังกัดส านั กงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนวัดหัวกรูด สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1 จ านวน 7 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบส ารวจ แบบทดสอบและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา โดยรวมและรายด้าน อยู่ใน ระดับปานกลาง เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านมุ่งเน้นบูรณาการ ด้านกระตุ้นการ เรียนแบบ Active Learning ด้านการท้าทายความคิดของนักเรียน ด้านความเชื่อมโยงระหว่าง เนื้อหาวิชากับชีวิตจริง และด้านมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 2) ผลการพัฒนาครูในการ จัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษามากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนการ พัฒนาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการจัดการ เรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา การประชุมเชิงปฏิบัติการ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 6 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of STEM learning management; 2) to develop the teachers in STEM learning management; and 3) to assess the satisfaction towards the development of teachers in STEM learning management in Wathuakrood School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 1. This study was conducted by action research method introduced by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and took two cycles. The target group included seven teachers in Wathuakrood School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 1, which were selected by purposive sampling. Data were collected by a survey, a test, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research findings were as follows. 1) The state of STEM learning management in overall and each aspect was in moderate level ranked in descending order: integration, active learning stimulation, thinking challenges of students, connections between subject matter and real life, and development of 21st century skills. 2) The development of the teachers in STEM learning management by using workshop showed that the teachers improved knowledge and understanding in STEM learning management as the post-test score was higher than the pre-test score at a significance level of .05. 3) The satisfaction towards the development of the teachers in STEM learning management was in the highest level in overall. Keywords: development of teachers, STEM learning management, workshop
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 7 การประเมินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของวิทยาลัยอาชีวศึกษา เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี Assessment of Sufficiency Economy Project of Nasan Municipality Vocational College in Suratthani Province กฤษฐาปณัฐ แก้วชัด1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินปัจจัยน าเข้า 3) ประเมิน กระบวนการ และ 4) ประเมินผลผลิตการด าเนินโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของวิทยาลัยอาชีวศึกษา เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2563 การวิจัยมี 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การประเมินโครงการก่อนด าเนินการ ประชากร ได้แก่ กรรมการสถานศึกษา 9 คน และครู จ านวน 27 คน รวม 36 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .89 ระยะที่ 2 การประเมิน ระหว่างด าเนินโครงการ ประชากร ได้แก่ กรรมการสถานศึกษา จ านวน 9 คน ครู จ านวน 27 คน และ นักเรียน จ านวน 162 คน รวม 198 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นกรรมการสถานศึกษา จ านวน 6 คน ครู จ านวน 18 คน และนักเรียน จ านวน 108 คน รวม 132 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .80 ระยะที่ 3 การประเมินผลผลิตของโครงการ จ านวนประชากร และกลุ่มตัวอย่างจ านวนเดียวกับ ขั้นตอนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .90 และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินบริบทโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมมีความ เหมาะสมในระดับมากที่สุด เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยได้แก่ ความต้องการจ าเป็นในการ จัดท าโครงการ และความเหมาะสมและเป็นไปได้ของโครงการ 2) การประเมินปัจจัยน าเข้าโครงการ เศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมมีความพร้อมในระดับมากที่สุด เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านสถานที่และแหล่งเรียนรู้ ด้านบุคลากร ด้านวัสดุอุปกรณ์และด้านงบประมาณ 3) การประเมิน กระบวนการของโครงการเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 4) การ ประเมินผลผลิตของโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจ พอเพียง และกิจกรรมการด าเนินการโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินความพึงพอใจของ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การประเมินโครงการ หลักปรัชญาเของเศรษฐกิจพอเพียง โครงการเศรษฐกิจพอเพียง
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 8 ABSTRACT The objectives of this study were to analyze: 1) context, 2) input, 3) process, and 4) product for the operation of sufficiency economy project in academic 2020 of Nasan Municipality Vocational College in Suratthani Province. The research procedure consisted of three steps as follows. Step 1 referred to the preimplementation assessment. The population were 36 respondents including nine administrators and 27 teachers. Data were collected by the questionnaire with a reliability of 0.89. Step 2 referred to the operation assessment during the project. The population were 198 respondents including nine administrators, 27 teachers, and 162 students. The sample were 132 respondents, including six school board members, 18 teachers, and 108 students, selected by simple random sampling. Data were collected by the questionnaire with a reliability of 0.80. Step 3 referred to the product assessment. The number of population and sample were similar to Step 2. Data were collected by the questionnaire and satisfaction questionnaire with a reliability of 0.90 and 0.85, respectively. Data were collected by mean and standard deviation. The research findings were as follows.1) The context assessment of the project showed that the overall suitability was very high ranked in descending order: need and necessity for the preparation, and suitability and feasibility of the project, respectively. 2) The input assessment of the project showed that the overall readiness was very high ranked in descending order: location and learning source, personnel, material, and budget, respectively. 3) The process assessment of the project showed that the overall performance of the context was very high. 4)The product assessment of the project regarding knowledge about philosophy of sufficiency economy and activity showed that the overall operation was high. In addition, the assessment of the satisfaction towards the project showed that the satisfaction was very high. Keywords: project assessment, philosophy of sufficiency economy, sufficiency economy project.
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 9 การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชี ของโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานีเขต 3 The Development of Financial Accounting Management Information Program for Small-Sized Schools under the Primary Educational Service Area Office Suratthani 3 กุลวิชญ์ ตันจะโข1 , รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 และผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการใช้โปรแกรม สารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรม สารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก 3) เพื่อประเมินประสิทธิภาพ โปรแกรมสารสนเทศ เพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยวิธีการ ด าเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการใช้โปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงาน การเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่การเงิน/บัญชี จ านวน 73 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 2) พัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงิน และบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก ประเมินโปรแกรมฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่ สามารถใช้งานได้ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและ บัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยกลุ่มตัวอย่างทดลองระบบ ฯ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่การเงิน/บัญชี จ านวน 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบแบบประเมินโปรแกรมฯ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศ เพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า ครูมีภาระมากเกินไปทั้งงานสอน และงานสนับสนุนการสอน เกิดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูลของครู ความต้องการโดยรวมมี ความต้องการใช้อยู่ในระดับมากที่สุดและเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า โปรแกรมสามารถบันทึก รายรับ-รายจ่ายได้และโปรแกรมสามารถสรุปยอดเงินคงเหลือประจ าวันได้มีค่าร้อยละความต้องการ สูงสุด รองลงมาคือ โปรแกรมมีขั้นตอนที่ใช้งานได้งา่ยและโปรแกรมสามารถเพิ่ม-ลบ แก้ไขผู้ใช้งาน และรหัสผ่านเป็นข้อที่มีค่าร้อยละความต้องการต ่าสุด 2) ผลการพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการ บริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็กประกอบด้วย โปรแกรมสามารถเข้าใช้งานได้จาก หลายอุปกรณ์สามารถก าหนดสิทธผิ์ู้ใช้งานในระดับต่าง ๆ สามารถบันทึกรายรับรายจ่ายสามารถสรุป เงินคงเหลือประจ าวันสามารถบันทึกทะเบียนคุมแยกตามประเภทเงินต่าง ๆ ได้สามารถสืบค้นข้อมูล ย้อนหลังและสามารถออกรายงานการเงินได้ ผลการตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 10 พบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 - 1.00 สามารถใช้งานได้ 3) ผลการประเมิน ประสิทธิภาพของโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่าผลการประเมินประสิทธิภาพโปรแกรมสารสนเทศเพื่อการบริหารงานการเงินและบัญชีของ โรงเรียนขนาดเล็กโดยผู้ทดลองใช้ทั้ง 5 ด้าน มีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากเรียงตามล าดับ ดังนี้ ด้านความสามารถท างานตรงตามความต้องการ ด้านการใช้งานทั่วไปของโปรแกรมด้านหน้าที่ ของโปรแกรมและด้านความปลอดภัย ด้านคู่มือการใช้งาน ค าส าคัญ: การพัฒนาโปรแกรมสารสนเทศ การบริหารงานการเงินและบัญชี การบริหารสถานศึกษา ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems and needs for financial accounting management information program for small-sized schools; 2) to develop the financial accounting management information program for smallsized schools; and 3) to evaluate the efficiency of the financial accounting management information program for small-sized schools. The research procedure was as follows. 1) To study he problems and needs for financial accounting management information program for small-sized schools. The populations consisted of 73 respondents including administrators and finance/ accounting officers. 2) To develop the financial accounting management information program to be applicable and evaluate the program by five experts. 3) To evaluate the efficiency of the financial accounting management information program for smallsized schools. The sample of the pilot study were six respondents including administrators and finance/accounting officers selected by purposive sampling. Data were collected by a program evaluation form and were analyzed by mean and standard deviation. The research finding were as follows. 1) The problems and needs for the program for small-sized schools were teachers were overburdened in both teaching and teaching support and there was an error in recording information of teachers. The overall needs for the program was in the highest level. When considering each aspect, it was found that the program was capable of recording income – expenses and summarizing daily balance with the highest percentage of needs; the program comprised easy-to-use steps and was capable of adding-removing and editing users; and password was found in the lowest percentage of needs. 2) The development of the program showed that the program could be accessed from multiple devices and could be authorized with different levels. The program was capable of recording
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 11 income and expenses, summarizing daily balance, recording control registrations based on different types of money, searching historical data, and issuing financial reports. The consistency index of the program evaluated by five experts was between 0.80 - 1.00 which implied that the program was applicable. 3) The evaluation of the efficiency of the program showed that the overall efficiency obtained from the sample in all five areas of the program was in a high level ranked in descending order: ability to work according to the needs, general use, functions and security, and user manual, respectively. Keywords: development of information program, finance and accounting management, school administration
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 12 การประเมินโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียน บ้านกลาง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 Assessment of Student Health Behavior Development Program of Bankhang School under The Chumphon Primary Education Service Area Office 1 จารุวรรณ อินทะเสม1 , ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินปัจจัยน าเข้า 3) ประเมิน กระบวนการ และ 4) ประเมินผลผลิตการด าเนินโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน โรงเรียนบ้านกลาง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 การวิจัยมี 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การประเมินโครงการก่อนด าเนินการ ประชากร ได้แก่ กรรมการสถานศึกษา 9 คน และครู จ านวน 10 คน รวม 19 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น .80 ระยะที่ 2 การประเมินระหว่างด าเนินโครงการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กรรมการสถานศึกษา จ านวน 7 คน ครู จ านวน 7 คน และผู้ปกครอง จ านวน 89 คน รวม 103 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .88 ระยะที่ 3 การประเมินผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่าง เดียวกับ ขั้นตอนที่ 2 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .87 และแบบสอบถาม ความ พึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่น .85 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประเมินบริบทโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน โดยรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ความต้องการ จ าเป็นในการจัดท าโครงการ และความเหมาะสมและเป็นไปได้ของโครงการ 2) การประเมินปัจจัย น าเข้าโครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน โดยรวมมีความพร้อมในระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านกิจกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้านบุคลากร และด้านงบประมาณ อยู่ในระดับมาก 3) การประเมินกระบวนการของโครงการพัฒนาพฤติกรรม สุขภาพของนักเรียน โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด 4) การประเมินผลผลิตของโครงการ พัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียน ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ และผลการ ด าเนินกิจกรรม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินความพึงพอใจของโครงการพัฒนาพฤติกรรม สุขภาพของนักเรียน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การประเมินโครงการ, พฤติกรรมสุขภาพ, โครงการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 13 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) context; 2) input; 3) process, and 4) product of the student health behavior development program at Bankhang School under The Chumphon Primary Education Service Area Office 1. The research procedure consisted of three phases as follows. Phase 1 referred to the preliminary evaluation with the populations of 19 respondents including nine members of school committee and 10 teachers. Data were collected from a questionnaire with the reliability of .80. Phase 2 referred to the formative evaluation with the samples of 103 respondents including seven members of school committee and 89 parents selected by simple random sampling. Data were collected from a questionnaire with the reliability of .88. Phase 3 referred to the summative evaluation with the same samples used in Phase 2. Data were collected from a questionnaire with the reliability of .87 and a satisfaction questionnaire with the reliability of .85. The data were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The overall context evaluation of the program showed that the appropriateness was in the highest level ranked in descending order: needs of the project, and appropriateness and feasibility of the project, respectively. 2) The overall input evaluation of the program showed that the readiness was in a high level. When considering each aspect, readiness in activities was in the highest level; whereas, readiness in material, personnel, and budget were in a high level. 3) The overall process evaluation of the program showed that the performance was in the highest level. 4) The overall product evaluation of the program regarding knowledge and understanding about health behavior and the result of the operation was in a high level. The overall satisfaction evaluation of the program was in the highest level. Keywords: program evaluation, health behavior, health behavior development program
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 14 การพัฒนาครูผู้สอนในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียนของ โรงเรียนบ้านโคกมะม่วง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 The Development of Teachers in the Use of Learning Assessment Program at Bankhokmamuang School under Suratthani Primary Educational Service Area Office 3 จินตนา ล้ิมป้ี 1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมประเมินผล ทางการเรียน 2) พัฒนาครูผู้สอนในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียน และ 3) ประเมินผลการ พัฒนาครูผู้สอนในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียนของโรงเรียนบ้านโคกมะม่วง สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการตาม แนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การ สังเกตการณ์ และการสะท้อนผล จ านวน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความรู้ ความเข้าใจ แบบนิเทศภายใน แบบประเมิน ทักษะการปฏิบัติงาน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการ เรียน พบว่า ครูผู้สอนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียน และ ต้องการให้โรงเรียนพัฒนาครูในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียน 2) ผลการพัฒนาครูผู้สอน ในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียน ด าเนินการโดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการฝึกปฏิบัติการ ใช้งานโปรแกรม และการนิเทศภายใน 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูผู้สอนในการใช้โปรแกรม ประเมินผลทางการเรียน พบว่า ครูผู้สอนมีความรู้ ความเข้าใจหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการมากกว่า ก่อนการประชุมเชิงปฏิบัติการทุกด้าน ผลการประเมินทักษะการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียน พบว่า ครูผู้สอนมีทักษะการปฏิบัติงานในการใช้โปรแกรมประเมินผลทางการเรียนและสามารถ ปฏิบัติงานได้ร้อยละ 100 และครูผู้สอนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครูผู้สอน โปรแกรมประเมินผลทางการเรียน
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 15 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems of the use of learning assessment program; 2) to develop the teachers in the use of learning assessment program; and 3) to evaluate the development of teacher in the use of learning assessment program at Bankhokmamuang School under Suratthani Primary Educational Service Area Office 3. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, acting, observing, and reflecting; and consisted of two cycles. The target group included 15 teachers. The research instruments included an interview form, a cognitive assessment form, an internal supervision form, a performance assessment, and a satisfaction assessment form. Data were analyzed by mean, standard deviation, and percentage. The research findings were as follows. 1) The problems of the use of the program showed that the target group lacked of knowledge and understanding in the use of the program and showed the needs to be developed by the school in regard to the use of the program. 2) The development of teachers in the use of the program was conducted by workshop and internal supervision. 3) The evaluation of the development of the target group in the use of the program showed that the knowledge and understanding of the target group after attending the workshop was higher than before in all aspects. The evaluation of skills for using the program showed that 100% of the target group had the skills for using the program and the satisfaction level of the target group towards the development was very high. Keywords: development of teachers, learning assessment program
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 16 การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของผู้เรียน โรงเรียนสวีวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 Teacher Development in Organizing Activities to Develop Desirable Characteristics of Learners at Sawiwittaya School under the Secondary Educational Service Area Office 11 จิรฐา มาพะเนาว์1 , ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการจัดกิจกรรมเพื่อ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของ 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ของผู้เรียน 3) เพื่อติดตามและประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน กลุ่มเข้าร่วมปฏิบัติการ เป็นครูของโรงเรียนสวีวิทยา สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ปีการศึกษา 2563 จ านวน จ านวน 22 คน เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการประชุม แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการประชุมเชิงปฏิบัติการ คู่มือฝึกอบรมครูในการจัดกิจกรรมเพื่อ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ และแบบประเมิน คู่มือฝึกอบรมครูในการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนโรงเรียนสวี วิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยด าเนินการ เป็น 2 วงรอบ แต่ละวงรอบ ประกอบด้วย 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติการ 3) การสังเกต 4) การ สะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพ ปัญหา การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของผู้เรียน โรงเรียนสวีวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ด้านรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นักเรียนบางส่วนไม่ยืนตรงเคารพธงชาติ เมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติไทย ด้านซื่อสัตย์ สุจริต นักเรียนบางส่วนไม่ให้ข้อมูลของตนเองตามความเป็นจริง ไม่ปฏิบัติตามค ามั่นสัญญาของ ตนเอง ด้านมีวินัย นักเรียนบางส่วนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของห้องเรียน ไม่ปฏิบัติตนตามระเบียบ กฎเกณฑ์ของโรงเรียนและสังคม ด้านใฝ่เรียนรู้ นักเรียนบางส่วนไม่ตั้งใจเรียน ขาดเรียนเป็นประจ า ด้านอยู่อย่างพอเพียง นักเรียนบางส่วนไม่ได้ช่วยผู้ปกครองใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ไม่มีการออม ทรัพย์อย่างสม ่าเสมอ ด้านมุ่งมั่นในการท างาน นักเรียนบางส่วนไม่ตั้งใจท างานที่ได้รับมอบหมาย ไม่มี ความรับผิดชอบในการท างาน ด้านรักความเป็นไทย นักเรียนบางส่วนแต่งกายไม่เหมาะสมกับ กาลเทศะ ไม่มีมารยาทที่ดี และด้านมีจิตสาธารณะ นักเรียนบางส่วนไม่ช่วยเหลือผู้ปกครองในการ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 17 ท างานบ้าน ไม่ช่วยเหลือครูในการท างาน 2) การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ของผู้เรยีน พบวา่หลังการฝึกอบรมครูมีความรูเ้พิ่มขึ้นกวา่ก่อนการฝึกอบรม อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน โรงเรียนสวีวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 พบว่า ครูมีความต้องการให้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเพื่อ พัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง 3) การติดตามและประเมินผลการจัด กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน พบว่า ครูมีความร่วมมือในการปฏิบัติ กิจกรรมตามการฝึกอบรม มีการแสดงความคิดเห็น มีความกระตือรือร้น ร่วมกิจกรรมอย่างมี ความสุข ความพึงพอใจต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการในการจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณลักษณะอัน พึงประสงค์ของผู้เรียน โรงเรียนสวีวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state, problems, and needs in organizing activities to develop desirable characteristics of students; 2) to develop the teachers in organizing activities to develop desirable characteristics of students; and 3) to monitor and assess the teacher development in organizing activities to develop desirable characteristics of students. The participants were 22 teachers from academic year 2020 of Sawiwittaya School under The Secondary Educational Service Area Office 11. The research instruments included an interview form, a meeting record, a behavioral observation form, a satisfaction questionnaire for workshop, a teacher training manual on organizing activities to develop desirable characteristics of students, a cognitive test, and an assessment form for the teacher training manual. The study was conducted by action research model and consisted of two cycles; each cycle comprised of four steps: planning, action, observation, and reflection. Data were analyzed by frequency, percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state and problems in organizing the activities showed that, regarding love of nation, religion, and king, some students did not stand up to salute the national flag when hearing Thai national anthem; regarding royalty, some students neither gave their correct information nor follow their promises; regarding discipline, some students neither
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 18 complied with the classroom regulations nor follow the rules of the school or society; regarding avidity for learning, some students did not pay attention to class and were often absent; regarding modesty, some students neither helped their parents spend money wisely nor save money regularly; regarding work passion, some students neither paid attention to their assignments nor be responsible for their works; regarding love of Thainess, some students neither dressed appropriately nor expressed good manners; and regarding public mind, some students neither helped parents with household chores nor helped teachers with their works. 2) The teacher development in organizing the activities showed that the knowledge of the teachers after attending the workshop was higher than before at a statistical significance level of 0.05. Regarding the workshop for the teacher development, the teachers required to have such a workshop constantly. 3) The monitoring and assessment of the organization of the activities showed that the teachers were collaboratively performed the workshop activities, expressed opinions, showed enthusiasm, and happily participated in the activities. The overall satisfaction towards the workshop was high. Keywords: teacher development, organizing activities to develop desirable characteristics, desirable characteristics of learners
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 19 การพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายภูผานาสัก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2 Development of Teachers in Active Learning Management in Small Schools in Phu Pha Nasak Network under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 2 จิราพร ยมสงค์1 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 2) พัฒนาครู ด้านการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก 3) ประเมินความพึงพอใจการพัฒนาครูด้านการจัดการเรียนรู้ แบบ เชิงรุกในโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายภูผานาสัก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชุมพร เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูในโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายภูผานาสัก สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2 จ านวน 6 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบส ารวจ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับ ปานกลาง เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการวัด และประเมินผล และด้านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 2) ผลการ พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุกโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเชิงรุกมากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อน การพัฒนาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการการ จัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก การประชุมเชิงปฏิบัติการ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 20 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of active learning management; 2) to develop the teachers in active learning management; and 3) to assess the satisfaction towards the development of teachers in active learning management in small schools in Phu Pha Nasak Network under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 2. This study was conducted by action research method introduced by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and took two cycles. The target group included six teachers in small schools in Phu Pha Nasak Network under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 2, which were selected by purposive sampling. Data were collected by a survey, a test, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research findings were as follows. 1) The state of active learning management in overall and each aspect was in moderate level ranked in descending order: learning activity model, assessment and evaluation, and engineering design process-based learning model. 2) The development of the teachers in active learning management by using workshop showed that the teachers improved knowledge and understanding in active learning management as the post-test score was higher than the pre-test score at a statistical significance level of .05. 3) The satisfaction towards the development of the teachers in active learning management was in the highest level in overall. Keywords: development of teachers, active learning management, workshop
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 21 การพัฒนาการบริหารงานตามบทบาทของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 12 The Development of Management According to Roles of Heads of Departments at Sichonkunatanvittaya School under the Secondary Educational Service Area Office 12 ฉันทลักษณ์ ทานทน1 , รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 และ ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงาน 2) พัฒนาทักษะการ บริหารงาน และ3) ประเมินผลการพัฒนาการบริหารงานตามบทบาทของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 โดยใช้การวิจัย เชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ หัวหน้า และรองหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จ านวน 16 คน โดยเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน น าเสนอผลในเชิงบรรยายและ พรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานตามบทบาทของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการพัฒนา หลักสูตร ด้านการวัดและประเมินผล และด้านการนิเทศครูผู้สอน 2) ผลการพัฒนาการบริหารงาน ตามบทบาทของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สภาพการ บริหารงานตามบทบาทของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้และร่วมกันวางแผนก าหนดแนวทางการ พัฒนาการบริหารงาน โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อวิเคราะห์และก าหนดแนวทางการบริหารงาน ตาม บทบาทของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ 3) ผลการประเมินการพัฒนาการบริหารงานตามบทบาทของ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ พบว่า บริหารงานด้วยการวางแผนการด าเนินงาน การจัดโครงสร้างของ งานและอ านาจหน้าที่ การสั่งการด้วยวิธีการที่เหมาะสม การประสานงานเพื่อเชื่อมโยงงานในกลุ่ม สาระการเรียนรู้เข้าด้วยกัน และการควบคุมดูแลการจัดการงานของกลุ่มสาระการเรียนรู้ให้บรรลุผล ตามวัตถุประสงค์ โดยเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการด าเนินงาน ที่สอดคล้องกับขอบเขตภารกิจ การบริหารสถานศึกษา และผลการประเมินความพึงพอใจพัฒนาการบริหารงานตามบทบาทของ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ พบว่า ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนาการบริหารงาน, บทบาทหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 22 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the states of management; 2) to develop the management skills; and 3) to study the development of management according to roles of heads of departments at Sichonkunatanvittaya School under The Secondary Educational Service Area Office 12. This study was conducted by action research method based on Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection, and was carried out for two cycles. The target groups involved 16 participants, including heads and deputy heads of departments, selected by purposive sampling. Data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation, and were presented in a descriptive analysis. The research findings were as follows. 1) The states of the management were in a moderate level in overall and each aspect ranked in descending order: curriculum development, assessment and evaluation, and teacher supervision, respectively. 2) The development of the management was carried out by a workshop. The states of the management were analyzed and planned by group process in order to analyze and formulate guidelines for the management. 3) The evaluation of the development of the management revealed that the management was carried out by an operational planning, an organization of work structure and authority, an appropriate order, a coordination bonding tasks in departments, a supervision and a management of works of departments to achieve the objectives, which allowed the teachers to participate in the operation which was consistent with the scope of the mission of school administration. The satisfaction evaluation towards the development of the management revealed that the satisfaction of the participants was in a high level. Keywords: development of management, roles of heads of departments, action research
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 23 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ของครู เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะผู้เรียน ตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากล ของโรงเรียนพนมศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 The Development of Teacher Learning Activities to World Class Standard School for Students’ Desirable Features of Phanomsuksa School under The Secondary Educational Service Area Office 11 ณัฐิญา คาโส1 , ผศ.ดร.นัฎจรีย์ เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชูศักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาคุณลักษณะทางวิชาการของ ผู้เรียนตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากล 2) เพื่อพัฒนาครูให้สามารถออกแบบและจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ที่ส่งเสริมคุณลักษณะของผู้เรียนตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากล 3) เพื่อประเมินผล การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมคุณลักษณะของผู้เรียนตามแนวทางโรงเรียน มาตรฐานสากล กลุ่มเป้าหมายการวิจัยได้แก่ ครูผู้สอนในปีการศึกษา 2563 โรงเรียนพนมศึกษา จ านวน 42 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบ ประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ ของเคมมิน และเม็คแท็กการ์ด ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาด้านคุณลักษณะของผู้เรียนตามแนวทาง โรงเรียนมาตรฐานสากล ยังไม่ปรากฏผลเด่นชัด นักเรียนยังขาดทักษะทางภาษา การประเมินผลงาน ขาดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน กิจกรรมการเรียนรู้ยังไม่หลากหลาย ผู้เรียนขาดจินตนาการและ ความคิดสร้างสรรค์ ครูผู้สอนมีรูปแบบการสอนไม่หลากหลาย 2) ผลการพัฒนาครูให้สามารถ ออกแบบและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จากผลการด าเนินการพบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ รูปแบบการสอนแบบต่าง ๆ สามารถเลือกรูปแบบการสอน และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริม คุณลักษณะของผู้เรียนได้ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริม คุณลักษณะของผู้เรียนตามแนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากล พบว่า ครูและผู้เรียนมีความพึงพอใจ ต่อการน ารูปแบบการสอนไปพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะของผู้เรียนตาม แนวทางโรงเรียนมาตรฐานสากล อยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: กิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบการสอน คุณลักษณะผู้เรียนตามแนวทางโรงเรียน มาตรฐานสากล
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 24 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems of student academic characteristics according to world class standard school guidelines; 2) to develop the teachers to be able to design and organize learning activities promoting student characteristics according to world class standard school guidelines; and 3) to evaluate the teacher development in organizing learning activities promoting student characteristics according to world class standard school guidelines. The target group included 42 teachers of Phanomsuksa School in academic year 2020. Data were collected by a group discussion record, a test a workshop document, a satisfaction questionnaire, and an observation form. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart. The research findings were as follows. 1) The problems of student academic characteristics were there was no apparent effect as the students neither had any outstanding academic excellence nor effective communication skills in Thai, English, and Chinese. In addition, the evaluation criteria for workpiece was unclear and the learning management activities were not diverse. The students lacked of imagination and creativity as the teachers did not come up with a variety of instructional models. 2) The teacher development in designing and organizing the learning activities showed that the knowledge and understanding about different instructional models of the teachers was improved as the teachers were able to select instructional models and organize the learning activities. 3) The evaluation of the teacher development showed that the satisfaction of the teachers and students towards the application of the instructional model was high. Keywords: learning activities, instructional model, student characteristics according to world class standard school guidelines
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 25 การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา ชุมพร เขต 2 The Development of Teacher Participation in School Internal Quality Assurance of Bannaimuang School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 2 ทิพย์ชนก มณีนวล1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 และ ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการ ด าเนินงานประกันคุณภาพภายใน 2) พัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานประกันคุณภาพ ภายใน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการด าเนินงานการประกันคุณภาพภายใน โรงเรียนบ้านในเหมือง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 โดยใช้การวิจัย เชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ดประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 20 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน น าเสนอผลในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานประกันคุณภาพ ภายในโรงเรียนบ้านในเหมือง พบว่า โดยรวมมีสภาพปัญหาอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจาก มากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการด าเนินงาน ด้านการวางแผน ด้านการตรวจสอบและทบทวน และด้าน การพัฒนาและปรับปรุง 2) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานประกันคุณภาพภายใน ได้ด าเนินการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์สภาพปัญหาในการด าเนินงานประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษาและร่วมกันวางแผนก าหนดแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ก าหนด แนวทางในการมีส่วนร่วมของครูในการประกันคุณภาพภายใน โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เน้นการจัดท า แผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามวงจรคุณภาพ 3) ผลการประเมินการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการ ด าเนินงานการประกันคุณภาพภายใน พบว่า โรงเรียนเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการก าหนด มาตรฐานการศึกษา การวางแผน การปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ประเมินผล และตรวจสอบ คุณภาพการศึกษา และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามวงจรคุณภาพ โดยก ากับ ติดตามผลการด าเนินงานอย่างมีระบบ และ ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการมีส่วน ร่วมของครูในการด าเนินงานประกันคุณภาพภายใน พบว่า ผู้เข้าร่วมปฏิบัติการมีความพึงพอใจโดย รวมอยู่ในระดับมาก
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 26 ค าส าคัญ: การพัฒนาคุณภาพการศึกษา การมีส่วนร่วม การประกันคุณภาพภายใน ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems of teacher participation in school internal quality assurance, 2) to develop the teacher participation in school internal quality assurance, and 3) to evaluate the results of the development of the teacher participation in school internal quality assurance of Bannaimuang School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 2. This study was conducted by action research method by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group included 20 teachers. Data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation, and were presented in descriptive analysis. The research findings were as follows. 1) The problems of the teacher participation showed that the overall problems were high, which could be ranked in descending order: operation, planning, audit and review, and development and improvement, respectively. 2) The teacher development in school internal quality assurance was carried out by the workshop where the target group was allowed to analyze the problems in quality assurance operation and jointly established guidelines for educational quality development and teacher participation in school internal quality assurance by using group process which emphasized the preparation of an educational quality plan according to the quality cycle. 3) The evaluation of the development of the teacher participation revealed that the teachers were allowed to participate in setting educational standards, planning assignments, assessing the result and verifying educational quality; and continuously improve the quality of educational management according to the quality cycle by systematical performance monitoring. In addition, the assessment of the satisfaction towards teacher participation showed that the overall satisfaction of the participants was high. Keywords: educational quality development, participation, internal quality assurance
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 27 การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนโรงเรียนเขาพนมแบกศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร The Development of Teachers’ Participation in The Operation of Student Care System of Khao Phanombaeksueksa School under the Secondary Educational Service Area Office Surat Thani Chumphon นาฏยาณี เทพนรินทร์1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูใน การด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) เพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการ ด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาการมีส่วนร่วม ของครูในการด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนเขาพนมแบกศึกษา สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สุราษฎร์ธานี ชุมพร โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การ ปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล จ านวน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินความรู้ความ เข้าใจ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานระบบดูแล ช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนเขาพนมแบกศึกษา พบว่า การมีส่วนร่วมของครูในการ ด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้ง 5 ด้าน พบว่า โดยภาพรวมมีปัญหาอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.92 ด้านการคัดกรองนักเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือปัญหาด้าน การส่งต่อนักเรียน ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็น รายบุคคลและด้านการส่งเสริมพัฒนานักเรียน ตามล าดับ การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครู ในการด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด าเนินการโดยใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยมี คะแนนสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.37 และกิจกรรมการปฏิบัติ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลัง การอบรมเชิงปฏิบัติการมากกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุดโดยครูมี
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 28 ส่วนร่วมในการปฏิบัติทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับดีมาก และการประเมินความพึงพอใจต่อการ พัฒนาการมีส่วนร่วมของครูในการด าเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า ครูมี ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดอยู่ในระดับมากที่สุด ที่ค่าเฉลี่ย 4.56 ค าส าคัญ: วิจัยปฏิบัติการ การพัฒนาการมีส่วนร่วมของครู ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems of teachers’ participation in the operation of student care system, 2) to develop the teachers’ participation in the operation of student care system, and 3) to evaluate the development of teachers’ participation in the operation of student care system of Khao Phanombaeksueksa School under The Secondary Educational Service Area Office Surat Thani Chumphon. This study was conducted by action research method by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group included 14 teachers. Data were collected by a questionnaire, a cognitive assessment form, and a satisfaction assessment form. Data were analyzed by mean, standard deviation, percentage, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The problems of the teachers’ participation showed that the overall problems of the participation in five aspects were high, with an average of 3.92, ranked in descending order: student screening, student transfer, student problem prevention and resolution, knowing individual students, and student promotion and development, respectively. The development of the teachers’ participation carried out using the workshop showed that the postworkshop score was higher than the pre-workshop score with an average score of 6.37 percent. In addition, it was found that the teachers had more knowledge and understanding after attending the workshop than before attending the workshop at the highest level and the teachers’ participation in five aspects was good. The assessment of satisfaction towards the development showed that the satisfaction was very high with an average of 4.56. Keywords: action research, development of teachers’ participation, student care system
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 29 การประเมินโครงการพัฒนาทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส าหรับนักเรียน โรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” An Evaluation of Computer Skill Development Program Project for Students at Takuapa Senanukul School บุญเลิศ ดังใจปอง1 , ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยน าเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการพัฒนาทักษะการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ส าหรับนักเรียน โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครงั้นี้รวมทั้งสิ้นจ านวน 946 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 2 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จ านวน 6 คน และนักเรียน จ านวน 938 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ตารางบันทึกคะแนนและแบบสอบถาม จ านวน 5 ฉบับ มีความเชื่อมั่น 0.725 – 0.965 วิเคราะห์ ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ ในระดับมาก 2) การประเมินด้านปัจจัยน าเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ที่สุด และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีผลการประเมินทักษะการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ของนักเรียน โดยภาพรวมมีนักเรียนได้คะแนนหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรม คิดเป็นร้อย ละ 99.79 ความพึงพอใจต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และการน าความรู้ที่ได้รับไป ประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนร้อยละ 87.544 ได้ น าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ และเมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควร ด าเนินการโครงการพัฒนาทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าหรับนักเรียน โรงเรียนตะกั่วป่า “เสนานุกูล” ต่อไป ค าส าคัญ: การบริหารสถานศึกษา การประเมินโครงการ ซิปป์โมเดล ทักษะการใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 30 ABSTRACT The objectives of this study were to evaluate: 1) the context, 2) the input, 3) the process, and 4) the product of the computer skill development program project for students by using the CIPP model evaluation by Stufflebeam. The target group included 946 respondents including two administrators, six teachers responsible for the project, and 938 students. Data were collected by five score table s and questionnaires, with a reliability between 0.725 and 0.965. The data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation. The research findings were as follows: 1) regarding the context evaluation, the overall context was suitable at the high level; 2) regarding the input evaluation, the overall input was suitable at the high level; 3) regarding the process evaluation, the overall process was suitable at the very high level; and 4) regarding the product evaluation, the overall computer skill of the students after attending the project was higher than before by 99.79 percent. The overall satisfaction towards the project was high. Regarding the application of knowledge after attending the project of the students, 87.544 percent of the students applied acquired knowledge in daily life. When compared with the criteria, all four evaluations passed the criteria, which suggests that the project should be continued. Keywords: school administration, project evaluation, CIPP model, computer program skill
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 31 การพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ โรงเรียนเวียงสระ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 Development of Senior Scout Administration for Wiengsa School under Secondary Education Service Area Office 11 ปริตา พืชผล1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 2) พัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ และ 3) ประเมินผลการพัฒนาการบริหารงานลูกเสือ สามัญรุ่นใหญ่ของโรงเรียนเวียงสระ โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิด ของ Kemmis and McTaggart ซึ่งปรับขั้นตอนการด าเนินการวิจัยเป็น 5 ขั้นตอนคือ การเตรียมการ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมายการวิจัยคือ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่โรงเรียนเวียงสระ จ านวน 36 คน แนวทางที่ใช้ในการพัฒนาคือ การอบรมเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมปฏิบัติการภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน น าเสนอผลในเชิงบรรยายและพรรณนาวิเคราะห์ โดย การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ของโรงเรียนเวียงสระ ในภาพรวม มีปัญหาอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดกิจกรรมลูกเสือ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ปัญหาด้านการเงินลูกเสือ ด้านการตั้งกลุ่ม กองลูกเสือ และ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และด้านพิธีการลูกเสือ ตามล าดับ 2) การพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญ รุ่นใหญ่ 4 ด้านคือ ด้านการตั้งกลุ่ม กองลูกเสือ และผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ด้านการจัดกิจกรรมลูกเสือ ด้านการเงินลูกเสือ และด้านพิธีการลูกเสือ ใช้กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการและกิจกรรมฝึกปฏิบัติ ภาคสนาม และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ พบว่า ผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารงานลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ หลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรม และผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการบริหารงานลูกเสือ สามัญรุ่นใหญ่ โรงเรียน เวียงสระ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด ค าส าคัญ: การบริหารสถานศึกษา ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 32 ABSTRACT The aims of this research were 1) to study problems of senior scout administration, 2) to develop of senior scout administration and 3) to evaluate the development of senior scout administration for Wiengsa school. The study was conducted by action research based on the concept of Kemmis and McTaggart. The research procedure was divided into 5 steps including preparation, planning, action, observation, and reflection. The target group was 36 senior scout commanders of Wiengsa School. The research methodology for the development included workshops and field operation activities. Data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation. The result was presented in explanatory and descriptive analytics with content analysis. The research results revealed that: 1) The problems of senior scout administration for Wiengsa School was at high level in overall. When considering in each aspect, scout activities had the highest average, following by scout financial problems, establishment of scout group and senior scout commander, and scout ceremony, respectively. 2)The development of senior scout administration were in 4 areas namely, establishment of scout group and senior scout commander, scout activities, scout finance and scout ceremony through the use of workshops and field practice activities. 3) The results of the evaluation of the development found that the knowledge and understanding about senior scout administration of the scout commander after training was higher than before the training. The results of the satisfaction assessment towards the development showed that the satisfaction of the scout commander was at the highest level. Keywords: School administration, Senior scout
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 33 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียน ขนาดเล็กในเขตอ าเภอคีรีรัฐนิคม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 Development of Educational Management of Distance Learning Television for Small-Sized Schools in Kiriratnikom District under Suratthani Primary Educational Service Area Office 2 พรศักด์ิพัฒนะ 1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 และ ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน ทางไกลผ่านดาวเทียม 2) พัฒนาครูด้านการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม และ 3) ประเมินผลการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผลด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนขนาดเล็ก ในเขตอ าเภอคีรีรัฐนิคม ปีการศึกษา 2563 จ านวน 10 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบส ารวจ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่าน ดาวเทียมของครูโรงเรียนขนาดเล็กในเขตอ าเภอคีรีรัฐนิคม โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับได้ คือ ด้านการสรุปบทเรียน ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผล ด้านการสอนซ่อมเสริม ด้านการเตรียมการสอน และด้านการบันทึกหลังสอน ส่วนปัญหาการจัดการ เรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม พบว่า ยังไม่ได้รับพัฒนาอย่างจริงจัง ผู้รับผิดชอบยังไม่ค่อยให้ ความส าคัญ ขาดการนิเทศติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การใช้สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ครูส่วนใหญ่ยัง ไม่ได้รับพัฒนาท าให้ขาดทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง 2) ผลการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ทางไกลผ่านดาวเทียมโรงเรียนขนาดเล็กในเขตอ าเภอคีรีรัฐนิคม ได้ด าเนินการโดยจัดอบรมเชิง ปฏิบัติการให้ครูผู้สอนและให้ฝึกปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมโดยมีการนิเทศ ติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูด้านการ จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิง ปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนการสอน และมีความพึงพอใจต่อการอบรมเชิง ปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม โรงเรียนขนาดเล็ก
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 34 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state and problems of educational management of distance learning television; 2) to develop the teachers in the field of educational management of distance learning television; and 3) to evaluate the development of educational management of di stance learning television. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, acting, observing, and reflecting; and consisted of two cycles. The target group included 10 teachers selected from smallsized schools located in Kiriratnikom District in academic year 2020. Data were collected by a survey form, a test, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by basic statistical tools including percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state and problems of the education management the teachers revealed that the implementation was high in overall aspects, which are ranked in descending order: lesson summary, learning management, assessment and evaluation, remedial teaching, teaching preparation, and post-lesson report, respectively. In addition, the problems of the education management were the system had not been practically developed. Moreover, responsible persons did not seriously give a first priority as there was a lack of continuous monitoring. The use of media and technology was low and most of the teachers had not been prepared, which consequently led to a lack of the right management skills. 2) The development of educational management of distance learning television was held by the use of workshop, which teachers were allowed practice teaching and learning by using distance learning television and there was a supervision and monitoring regarding the results of classroom learning activities of the teachers. 3) The evaluation of the development revealed that the teachers gained a higher level of knowledge after attending the workshop as the teachers improved teaching and learning skills. Furthermore, the satisfaction towards the workshop of the teachers was very high. Keywords: teacher development, educational management of distance learning television, small-sized schools
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 35 การพัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ สังกัดส านักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัดชุมพร The Manual Development for A Supervisory Teacher in Workplace under The Office of The Vocational Education Commission in Chumphon Province เพชรรัตน์ บัวอินทร์1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาของครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ 2) พัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ 3) ประเมินความเหมาะสมของคู่มือครูนิเทศก์ในสถาน ประกอบการ ในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี สังกัดส านักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จังหวัด ชุมพร การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาของครูนิเทศก์ในสถาน ประกอบการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ หัวหน้างานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จ านวน 7 คน ได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของคู่มือ (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือครูนิเทศในสถานประกอบการกลุ่ม ตัวอย่าง ได้แก่ หัวหน้างานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี จ านวน 7 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมมีค่าความเชื่อมั่น 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาของครูนิเทศในสถานประกอบการ ได้แก่ การจัดท า แผนการฝึกอาชีพร่วมกับครูฝึก การให้ค าแนะน าปรึกษาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสถาน ประกอบการ .การนิเทศติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน และการรายงานผลการนิเทศต่อผู้บริหาร 2) ผลการพัฒนาคู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ ประกอบด้วย (1) บทน า (2) การจัดการศึกษา อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี (3) การนิเทศการศึกษาในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี และ (4) แนว ทางการนิเทศการศึกษาของครูนิเทศในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ผลการประเมินความ สอดคล้องของคู่มือ พบว่า ทุกข้อมีดัชนีความสอดคล้อง 1.00 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของ คู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมาก ไปน้อย ได้แก่ ด้านการใช้ภาษา ด้านการออกแบบ ด้านเนื้อหาและด้านรูปเล่ม ค าส าคัญ: การพัฒนาคู่มือ คู่มือครูนิเทศก์ในสถานประกอบการ การจัดการศึกษาระบบทวิภาคี
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 36 ABSTRACT The objectives of this study were to: 1) to study the state of problems of a supervisory teacher in workplace; 2) to develop the manual for a supervisory teacher in workplace, and 3) to assess the suitability of the manual for a supervisory teacher in workplace for Dual Vocational Education management under The Office of The Vocational Education Commission in Chumphon Province. The research procedure consisted of three steps as follows. Step 1 was used to study the state of problems of a supervisory teacher in workplace from the sample of seven heads of Dual Vocational Education selected by purposive sampling. Data were collected by an interview form and were analyzed by content analysis. Step 2 was used to develop the manual for a supervisory teacher in workplace which index of consistency (IOC) was evaluated by five experts. Step 3 was used to assess the suitability of the manual of a supervisory teacher in workplace from the sample of seven heads of Dual Vocational Education selected by purposive sampling. The research instruments was a suitability test with the reliability of 0.86. The data were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The state of problems of the sample were about establishing a career training plan with a trainer, giving advices and solving problems in workplace, supervising and monitoring the student progress, and reporting results of supervision to administrators. 2) The development of the manual comprised (1) Introduction, (2) Dual Vocational Education management, (3) Educational supervision in Dual Vocational Education management, and (4) Guidelines on educational supervision in Dual Vocational Education management. 3) The index of consistency (IOC) of the manual showed that the index of consistency index of every item was 1.00. The suitability assessment of the manual showed that the overall suitability was in the highest level ranked in descending order: language use, design, content, and format, respectively. Keywords: manual development, manual of a supervisory teacher in workplace, Dual Vocational Education management
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 37 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี The Use of Information Technology for Administration of School Administrators under The Secondary Educational Service Area Office Suratthani Chumphon in Suratthani Province ภราดร ไชยเขียว1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงาน ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร ในจังหวัดสุราษฎร์ ธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการครู จ านวน 338 คน ได้มาโดยใช้ตารางก าหนด ขนาดกลุ่มตัวอย่างของเครซี่และมอร์แกน แล้วสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบ ได้แก่ สถิติทดสอบทีและ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร ในจังหวัดสุราษฎร์ ธานี โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่ามากทุกด้าน เรียงล าดับตามค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านการบริหารงานทั่วไป ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงาน บุคคลและด้านการบริหารงานงบประมาณตามล าดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้าน การบริหารงานงบประมาณและด้านการบริหารงานทั่วไป พบว่า ทั้งโดยรวมและรายด้านไม่แตกต่าง กัน เมื่อเปรียบเทียบตัวแปรต้น พบว่า 2.1) ผลการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของ ผู้บริหารสถานศึกษา ตามระดับการศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารบุคคลแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .05 2.2) ผลการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ตามประสบการณ์ในการท างาน พบว่า โดยรวมและราย ด้านไม่แตกต่างกัน และ 2.3) ผลการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงานของผู้บริหาร สถานศึกษา ตามขนาดสถานศึกษาที่สังกัด พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ค าส าคัญ: เทคโนโลยีสารสนเทศ, การบริหารสถานศึกษา, ผู้บริหารสถานศึกษา
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 38 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to study the use of information technology for administration of school administrators and 2) to compare the use of information technology for administration of school administrators under The Secondary Educational Service Area Office Suratthani Chumphon in Suratthani Province. The sample included 338 government teachers selected based on the sample size table of Krejcie and Morgan and random simple sampling using lottery method. Data were collected by a 5-point Likert scale questionnaire with the reliability of .97 and were analyzed by mean, standard deviation, t-test, and one-way analysis of variance. The research findings were as follows. 1) The overall use of information technology for administration of the school administrators was in a high level. When considering each aspect, it could be ranked in descending order: general administration, academic administration, personnel administration, and budget administration, respectively. When considering each aspect, each aspect was in a high level ranked in descending order: general administration, academic administration, personnel administration, and budget administration, respectively. 2) The comparison of the information technology for administration of the school administrators in four aspects: personnel administration, academic administration, budget administration, and general administration, showed that the use of technology and information in overall and each aspect was identical. When considering each independent variable, the findings were: 2.1) the overall use of technology and information for administration of the school administrators based on levels of education was identical. However, when considering each aspect, the use of technology and information based on personnel administration was different at a statistical significance level of .05; 2.2) the use of information technology for administration of the school administrators based on work experience in overall and each aspect was identical; and 2.3) the use of information technology for administration of the school administrators based on affiliated school size in overall and each aspect was identical. Keywords: Information Technology, School Administrators, School Management
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 39 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ของโรงเรียนปะทิววิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร Teacher Development in Learning Management Focusing on Critical Thinking in Pathiuwittaya School under The Secondary Educational Service Area Office Surat Thani Chumphon วรรณพลอย แจ้งเพชร1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพในการจัดการเรียนรู้ของครู ที่เน้น ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) เพื่อ ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิส และแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และ การสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนปะทิววิทยา ในปีการศึกษา 2563 จ านวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินทักษะ และ แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ของครูโรงเรียน ปะทิววิทยายังไม่ได้รับพัฒนาอย่างจริงจัง ผู้รับผิดชอบยังไม่ค่อยให้ความส าคัญ ขาดการสังเกตและ ติดตามผลอย่างต่อเนื่องครูส่วนใหญ่ยังใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบเดิม ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สนใจ การเรียน 2) การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ โรงเรียนปะทิววิทยา ด าเนินการโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด วิเคราะห์ การน าแผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ สังเกตและติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ของครูในชั้นเรียน 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์ ของโรงเรียนปะทิววิทยา พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะ ใน การจัดการเรียนการสอน และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดวิเคราะห์
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 40 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of learning management focusing on critical thinking of teachers, 2) to develop the teachers in learning management focusing on critical thinking, 3) to evaluate the teacher development in learning management by action research method by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection. The research procedure consisted of two cycles. The target group included eight teachers of Pathiuwittaya School in academic year 2020. Data were collected by a questionnaire, a test, a skill assessment form, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state of the learning management of the teachers showed that the management was not fully developed; the responsible person did not give a priority and lacked constant observations and follow-ups; and most of the teachers still used traditional learning management methods which could not attract students to study. 2) The teacher development in learning management focusing on critical thinking was carried out by the workshop which allowed the teachers to practice writing learning management plans focusing on critical thinking, implementing learning management plans, observing and monitoring the results of organizing classroom learning activities of the teachers. 3) The evaluation of the teacher development revealed that the post-workshop knowledge of the teachers was higher. In addition, learning management skills and the satisfaction of the teachers were very high. Keywords: teacher development, learning management focusing on critical thinking
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 41 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ระดับประถมศึกษา ของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี สังกัดส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 The Development of Teachers in Independent Study Learning Management for Primary Level of Anuban Suratthani School under the Primary Educational Service Area Office Surat Thani 1 วรลักษณ์ สุขเมือง1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครู ในการพัฒนาการจัดการ เรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 2) จัดท าคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 3) ประเมินความเหมาะสมของคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ใน สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองของโรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ธานี ใช้วิธีการด าเนินการวิจัยพัฒนา ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการของครู ในการจัดการเรียนรู้ในสาระ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้สอนระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลสุราษฎร์ ธานี จ านวน 68 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 จัดท าคู่มือการพัฒนาครูใน การจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ตรวจสอบความสอดคล้องเชิงเนื้อหา โดย ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินความเหมาะสมของคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ใน สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้ให้ข้อมูลส าคัญ ได้แก่ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จ านวน 8 คน หัวหน้าสายชั้นระดับประถมศึกษา จ านวน 6 คน หัวหน้างานวิชาการ จ านวน 1 คน และผู้บริหารฝ่าย วชิาการจ านวน 1 คน รวมจ านวนทัง้สิ้น 16 คน เครอ่ืงมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความเหมาะสมของคู่มือ มี ค่าความเชื่อมั่น .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเองของครูอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความรู้เกี่ยวกับ การจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในสาระ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 2) คู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ประกอบไปด้วย การ จัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล การจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แนว ทางการจัดการเรียนรู้สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของคู่มือ โดยผู้เชี่ยวชาญ มีดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป 3) ผลการประเมินความเหมาะสม พบว่า ความเหมาะสมของคู่มือการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 42 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ รูปเล่ม ด้านการใช้ภาษา การจัดการในเนื้อหา ด้านการออกแบบ และด้านเนื้อหา ค าส าคัญ: การพัฒนาครู, คู่มือครู, การเรียนรู้ในสาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the needs of teachers in independent study learning management, 2) to produce the teacher development manual in independent study learning management, and 3) to assess the suitability of the teacher development manual in independent study learning management of Anuban Suratthani School. This study was conducted by research and development method including three steps as follows. Step 1 referred to the needs of teachers in independent study learning management. The target group included 68 primary level teachers of Anuban Suratthani School. Data were collected by the questionnaire with a reliability of 0.98 and were analyzed by mean and standard deviation. Step 2 referred to the production of the teacher development manual in independent study learning management, which content consistency was validated by five experts. Step 3 referred to the suitability assessment of the teacher development manual in independent study learning management. The 16 key informants included eight heads of departments, six heads of primary levels, one academic supervisor, and one academic administrator. Data were collected by the questionnaire with a reliability of 0.85 and were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The needs of the teachers were high ranked in descending order: knowledge about independent study learning management, assessment and evaluation for independent study learning management, and independent study leaning activities management, respectively. 2) The manual consisted of world-class standard school learning management, independent study learning management, guidelines for independent study learning management. The consistency index of the manual assessed by five experts ranged from 0.50 or above. 3) The suitability assessment of the manual showed that the overall suitability of the manual was very high ranked in descending order: format, language use, content management, design, and content. Keywords: teacher development, teacher manual, independent study learning management
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 43 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของโรงเรียนบ้านน ้าราด สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 The Development of Teacher in Learning Management by Using the Principle of Philosophy of Sufficiency Economy: A Case Study of Bannamrad School under The Primary Educational Service Area Office Surat Thani 2 วิษณุ ขวัญเพชร1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2และ ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) ประเมินผลการ พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้านน ้าราด สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการของเคมมิส และแม็คแท็กการ์ด โดยมีวิธีด าเนินการ 4 ขั้นตอน จ านวน 2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 13 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรมการ อบรม แบบบันทึกการนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงของโรงเรียนบ้านน ้าราด พบว่า โรงเรียนได้น าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการ ก าหนดหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรอยู่เสมอ แต่ครูน าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ไม่ครบทุก กลุ่มสาระ ครูขาดความรู้ในการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ และขาดทักษะในการจัดการเรียนการ สอน โรงเรียนมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้บูรณาการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ ได้จัดท าเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและประเมินผลครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะกระบวนการ และ ด้านเจตคติ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียน บ้านน ้าราด ได้ด าเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการนิเทศภายในชั้นเรียน พบว่า ผลการประเมินแผนการจัดการ เรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลการสังเกตพฤติกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ และผล การนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก และ 3) ผล การประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนบ้าน น ้าราด พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 44 เรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจในการพัฒนาครูใน การจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of learning management b y using the principle of philosophy of sufficiency economy, 2) to develop the teachers in learning management by using the principle of philosophy of sufficiency economy, and 3) to evaluate the development of teachers in learning management by using the principle of philosophy of sufficiency economy under The Primary Educational Service Area Office Surat Thani 2. This study was conducted by action research method by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group included 13 teachers. Data were collected by an interview form, a test, a learning management plan assessment form, a training behavior observation form, a supervision record form, a skill assessment form, and a satisfaction assessment form. Data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state of the learning management of the school were the school regularly applied the principle of philosophy of sufficiency economy in defining and developing the school curriculum; however, some of the teachers did not. The teachers lacked knowledge in creating learning management plans and skills. The school used the integrated learning assessment and evaluation according to the principle of philosophy of sufficiency economy and prepared the learning assessment and evaluation tools which covered knowledge, process, and attitude aspects. 2) The development of the teachers carried out by the workshop focusing on writing learning management plans by using the principle of philosophy of sufficiency economy and classroom supervision showed that the results regarding learning management plan, behavior observation, and learning management supervision and monitoring were high. 3) The evaluation results of the development of the teachers showed that the knowledge and understanding after attending the workshop of the teachers was higher and the learning management by using the philosophy of the teachers was high. In addition, the satisfaction towards the development of the teachers was very high. Keywords: development of teacher, teaching management, principle of sufficiency of economy philosophy
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 45 การพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนบ้านหัวหมากบน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 Teacher Development in Classroom Action Research of Banhuamarkbon School under Suratthani Primary Educational Service Area Office 1 ศรมิา เสนยิ้ม 1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 และ ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครู 2) พัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียน ของครูในโรงเรียนบ้านหัวหมากบน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล จ านวน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินคุณภาพรายงานการวิจัยในชั้นเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียน บ้านหัวหมากบน พบว่า ครูยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการท าวิจัยในชั้นเรียน ขาดทักษะในการ วิเคราะห์ปัญหาในชั้นเรียน ขาดทักษะในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียน ขาดทักษะ ในการออกแบบเครื่องมือในการวิจัย และการเขียนรายงานการวิจัยยังไม่เป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัย 2) ผลการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครูในโรงเรียนบ้านหัวหมากบน ได้ด าเนินการโดยการ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการท าวิจัยในชั้นเรียน และนิเทศติดตามแบบสอนแนะ ผลการ ด าเนินการพบว่า ครูทุกคนสามารถพัฒนาวิจัยในชั้นเรียนของตนเองได้ 3) ผลการประเมินการพัฒนา ครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนบ้านหัวหมากบน พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจหลังการ พัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา ครูมีทักษะในการท าวิจัยในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี และมีความ พึงพอใจต่อการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การท าวิจัยในชั้นเรียน
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 46 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems in classroom action research; 2) to develop the teachers in classroom action research; and 3) to assess the development in classroom action research of teachers at Banhuamarkbon School under Suratthani Primary Educational Service Area Office 1. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group included 12 teachers. Data were collected by an interview form, a test, an assessment form for classroom research report quality, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The problems of classroom action research of the teachers were the teachers lacked of knowledge and understanding in classroom action research, classroom problem analysis skills, innovative design skills for solving classroom problems, and research tool design skills; and research paper writing did not meet the research methodology. 2) The teacher development was conducted by the workshop focusing on classroom action research practices and coaching supervision. As a result, the teachers were capable of developing their own classroom action research studies. 3) The assessment of the teacher development showed that the level of knowledge and understanding of the teachers after attending the workshop was higher than before. In addition, the overall classroom action research skills of the teachers were good and the overall satisfaction towards the development was high. Keywords: teacher development, classroom action research
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 47 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่ นักเรียน โรงเรียนวัดดอนรวบ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1 Teacher Development in Learning Management Focusing on Promoting Vocational Skills for Students at Watdonroub School under the Primary Educational Service Area Office Chumphon 1 โศจิรัตน์ แก้ววิจิตร1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการ เรียนรู้ของครูที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่นักเรียน โรงเรียนวัดดอนรวบ สังกัดส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริม ทักษะอาชีพแก่นักเรียน โรงเรียนวัดดอนรวบ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ตามทางเลือกและแผนปฏิบัติการร่วมกัน 3) เพื่อประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่นักเรียน โรงเรียนวัดดอนรวบ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดยใช้รูปแบบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการตามวงจร PAOR 2 วงรอบ คือ การ วางแผน (Planning) การปฏิบัติการ (Action) การสังเกตการณ์ (Observation) และการสะท้อน กลับ (Reflection) กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนวัดดอนรวบ ในปีการศึกษา 2563 จ านวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบ สังเกตและติดตามการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ พื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่ นักเรียน ของครูโรงเรียนวัดดอนรวบ ยังไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม ครูผู้สอนยังไม่เห็นถึงความส าคัญของการส่งเสริมทักษะอาชีพ และยังยึดติดถึงแนวทางการส่งเสริม ทักษะอาชีพแบบเดิมที่สามารถสอนได้ในเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเพียงเท่านั้น อีกทั้ง ครูยังไม่สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่นักเรียนได้ 2) การ พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่นักเรียน โรงเรียนวัดดอนรวบ ด าเนินการโดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริม ทักษะอาชีพแก่นักเรียน น าแผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ สังเกตและติดตามผลการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริม ทักษะอาชีพแก่นักเรียน โรงเรียนวัดดอนรวบ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการประชุมเชิง
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 48 ปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพในทุกกลุ่มสาระการ เรียนรู้ และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการส่งเสริมทักษะอาชีพแก่นักเรียน วิจัยเชิงปฏิบัติการ ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state and problems in learning management focusing on promoting vocational skills for students at Watdonroub School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 1, 2) to develop the teachers in learning management focusing on promoting vocational skills for students at Watdonroub School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 1 according to alternative and joint action plans, and 3) to evaluate the teacher development in learning management focusing on promoting vocational skills for students at Watdonroub School under The Primary Educational Service Area Office Chumphon 1. This study was conducted by action research based on two PAOR cycles which each cycle consisted of planning, action, observation, and reflection. The target group were eight teachers of Watdonroub School in academic 2020. Data were collected by a questionnaire, a test, a learning management plan assessment form, an internal supervision form, and a satisfaction assessment form. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state in the learning management of the teachers showed that the learning management was not yet promoted systematically and substantially. The teachers did not give a priority to promoting vocational skills and was adhered to promoting traditional vocational skills which could be taught especially in occupation department. In addition, the teachers were unable to write learning management plans focusing on promoting vocational skills for students. 2) The teacher development in the learning management carried out by the workshop, where the teachers were allowed to practice writing learning management plans focusing on promoting vocational skills for students, applying the plans into practice, and observing and monitoring the results of organizing classroom teacher learning activities. 3) The evaluation of the teacher development revealed that the teachers had a higher knowledge and understanding. The learning management skills focusing on promoting vocational skills for students were in every subject area. The satisfaction towards the development was very high. Keywords: teacher development, learning management focusing on promoting vocational skills for students, action research
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 49 การพัฒนาทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วยโรงเรียน เวียงสระ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 The Development of Coaching and Mentoring Skills of Assistant Teachers of Wiengsa School under The Secondary Educational Service Area Office 11 สิเรมอร ฤทธยานนท์1 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะ 2) พัฒนา ทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะ 3) ประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาทักษะการให้ค าปรึกษา และการชี้แนะของครูผู้ช่วยโรงเรียนเวียงสระ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 11 โดย ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การ วางแผนการปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้ช่วยโรงเรียนเวียงสระ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 จ านวน 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบส ารวจ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึง พอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะของครูผู้ช่วย โดยรวมและราย ด้าน อยู่ในระดับน้อย เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้าน การวัดและประเมินผล และด้านครูผู้สอน 2) ผลการพัฒนาทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะของ ครูผู้ช่วยโดยการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจในทักษะการให้ค าปรึกษาและ การชี้แนะมากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาพัฒนาทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะของ ครูผู้ช่วย พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครูผู้ช่วย ทักษะการให้ค าปรึกษาและการชี้แนะ การประชุมเชิงปฏิบัติการ
รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 50 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the coaching and mentoring skills; 2) to develop the coaching and mentoring skills; and 3) to assess the satisfaction towards the development of the coaching and mentoring skills of assistant teachers of Wiengsa School under The Secondary Educational Service Area Office 11. This study was conducted by action research method introduced by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and took two cycles. The target group involved 20 assistant teachers of Wiengsa School, which were selected by purposive sampling. Data were collected by a survey, a test, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research findings were as follows. 1) The coaching and mentoring skills of the target group were in a low level in overall and each aspect ranked in descending order: learning management, assessment and evaluation, and teacher, respectively. 2) The development of the skills of the target group by using workshop showed that the target group enhanced the knowledge and understanding about coaching and mentoring skills as the post-workshop score was higher than the preworkshop score at a statistical significance level of .05. 3) The target group was satisfied withthe development of the skills in the highest level in overall. Keywords: development of teachers, coaching and mentoring skills, workshop