The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by บัณฑิตวิทยาลัย มรส, 2023-08-22 13:55:39

รวมบทคัดย่อ งานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา

การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 51 ประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมด้านวินัยและความซื่อสัตย์ ของนักเรียนโรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11 An Evaluation of Moral and Ethical Development Program for Discipline and Honesty of Students at Bantakhunwittaya School under The Secondary Educational Service Area Office 11 สุดา เอ้งฉ้วน1 , ผศ.ดร.นัฏจรี เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชูศักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ด้านวินัย และความซื่อสัตย์ของนักเรียน โรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 1) เพื่อประเมินบริบทตามตัวชี้วัดระดับความต้องการจ าเป็นในการจัดท าโครงการและระดับ ความเป็นไปได้ของโครงการ 2) เพื่อประเมินปัจจัยน าเข้า ตามตัวชี้วัดระดับความเหมาะสมของ บุคลากรและระดับความเหมาะสมของกิจกรรม 3) เพื่อประเมินกระบวนการตามตัวชี้วัดร้อยละของ กิจกรรมที่ด าเนินการและร้อยละการติดตามโครงการ 4) เพื่อประเมินผลผลิตตามตัวชี้วัดความรู้เรื่อง วินัยและความซื่อสัตย์นักเรียนที่มีวินัยและความซื่อสัตย์และความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องได้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและครู โดยใช้การประเมินแบบซิปป์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 จ านวน 135 คน ครูผู้สอน จ านวน 60 คน ผู้ปกครองนักเรียน จ านวน 135 คน และคณะกรรมการสถานศึกษา ขั้นพื้นฐาน จ านวน 9 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง รวมทั้งหมด 339 คน สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลจากการวิจัยพบว่า การประเมินด้านบริบทของโครงการตามตัวชี้วัดความต้องการจ าเป็น ในการจัดท าโครงการมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด การประเมินด้านระดับความคิดเห็นใน ประเด็นการประเมินบริบทของโครงการตามตัวชี้วัดความเป็นไปได้ของโครงการ มีผลการประเมินอยู่ ในระดับมากที่สุด การประเมินด้านปัจจัยน าเข้าของโครงการตามตัวชี้วัดความเหมาะสมของบุคลากร ที่รับผิดชอบโครงการ ผลการประเมินพบว่าความเหมาะสมของบุคลากรที่รับผิดชอบโครงการอยู่ใน ระดับมาก ระดับความคิดเห็นการประเมินปัจจัยน าเข้าของโครงการ ตามตัวชี้วัดความเหมาะสมของ กิจกรรม ผลการประเมินในระดับมาก ร้อยละของกิจกรรมที่ด าเนินการคิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งผ่าน เกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละของการติดตามโครงการ คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งผ่าน เกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบความรู้เรื่องวินัยและความซื่อสัตย์ของ นักเรียน ก่อน – หลัง เข้าร่วมโครงการ พบว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้วนักเรียนมีความรู้เรื่องวินัย และความซ่ือสัตย์เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 32.19 ; P< 0.01) ผลการ


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 52 เปรียบเทียบการมีวินัยของนักเรียนก่อน – หลัง เข้าร่วมโครงการ พบว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว นักเรียน มีวินัยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 15.32 ; P< 0.01 ).ผลการ เปรียบเทียบความซื่อสัตย์ของนักเรียนก่อน - หลัง เข้าร่วมโครงการ พบว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการ แล้วนักเรียนมีความรูด้ ้านความซ่ือสัตย์เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 30.60 ; P < 0.01) ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อความส าเร็จของโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ด้านวินัยและความซื่อสัตย์ของนักเรียน โรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา เขต 11ผู้ตอบแบบสอบถามทุกกลุ่มมีความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อ พิจารณาเป็นรายกลุ่ม พบว่า กลุ่มที่มีความพึงพอใจเฉลี่ยมากที่สุด คือกลุ่มนักเรียนมี และกลุ่ม ผู้ปกครอง และกลุ่มที่มีความพึงพอใจเฉลี่ย มากคือกลุ่มครูและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ค าส าคัญ: พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ด้านวินัยและความซื่อสัตย์ของนักเรียน ABSTRACT This study aimed to evaluate the moral and ethical development program for discipline and honesty of students at Bantakhunwittaya School under The Secondary Educational Service Area Office 11. The objectives of the study were to evaluate: 1) the context according to the indicators of demand needed for the program preparation and feasibility; 2) the input according to the indicators of the suitability of personnel and activities; 3) the process according to the indicators of percentages of activities carried out and program tracking; and 4) the product according to the indicators of knowledge regarding discipline and honesty of disciplinary and honest students; and the satisfaction of those involved including students, parents, basic education committee members, and teachers by using the CIPP model evaluation. The sample were 339 respondents including 135 Mathayomsuksa 1 – 6 students at Bantakhunwittaya School, 60 teachers, 135 student parents, and nine basic education committee members selected by purposive sampling. Data were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. The context evaluation of the program regarding preparation was very high. The evaluation of opinions based on the contest evaluation of the program regarding feasibility was very high. The input evaluation of the program regarding the suitability of responsible persons was high. The evaluation of opinions based on the input evaluation of the program regarding the suitability of activities was high. The percentage of activities carried out accounted for 100% which passed the evaluation criteria at the highest level. The percentage of program tracking accounted for 100% which passed the evaluation


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 53 criteria at the highest level. The comparison of knowledge about discipline and honesty of the students before and after attending the program showed that the knowledge about discipline and honesty of the students after attending the program was increased at a statistical significance level of 0.01 (t = 32.19; P < 0.01). The comparison of discipline of the students before and after attending the program showed that the discipline of the students after attending the program was increased at a statistical significance level of 0.01 (t = 15.32; P < 0.01). The comparison of honesty of the students before and after attending the program showed that the knowledge about honesty of the students was increased at a statistical significance level of 0.01 (t = 30.60; P < 0.01). The satisfaction towards of the success of the program showed that the overall satisfaction of every group of the respondents was very high; the satisfaction of students and parents were very high, whereas the satisfaction of the teachers and basic education committee members was high. Keywords: morality, ethics, discipline and honesty of students


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 54 การพัฒนาระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ส าหรับครูอ าเภอ สุขส าราญ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง Development of an Electronic Classroom Administrative Document System for Teachers in Suksamran District under Ranong Primary Educational Service Area Office สุนิสา คงเจริญ1 , รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 และ ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการด้านการใช้ เอกสารธุรการชั้นเรียน 2) พัฒนาระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ประเมิน ประสิทธิภาพของระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ โดยวิธีการด าเนินการดังนี้ 1) ศึกษา สภาพปัญหาและความต้องการด้านการใช้เอกสารธุรการชั้นเรียนของครูในอ าเภอสุขส าราญ ประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนประจ าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จ านวน 54 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนประจ าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จ านวน 48 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถาม ความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2) พัฒนาระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน ประเมินประสิทธิภาพของระบบซึ่งอยู่เกณฑ์ที่สามารถใช้งานระบบได้ และ 3) ประเมินระบบเอกสาร ธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนประจ าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 จ านวน 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ความเชื่อมั่นเท่ากับ .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการใช้เอกสารธุรการชั้นเรียนของครูอ าเภอสุขส าราญ สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง พบว่า โดยรวมทั้งและรายด้านอยู่ในระดับมาก ซึ่ง สามารถเรียงล าดับได้ดังนี้ ด้านสุขภาพพลานามัย ด้านระบบ ด้านพฤติกรรมนักเรียน และ ด้าน วิชาการ 2) ผลการพัฒนาระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยเอกสารธุรการชั้น เรียน 3 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านสุขภาพพลานามัย ด้านพฤติกรรมนักเรียน ผลการตรวจสอบระบบ โดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 ท่านพบว่า มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80 - 1.00 สามารถใช้งาน ระบบได้ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับคะแนนเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ ด้านพฤติกรรมนักเรียน ด้านรูปแบบการใช้งานระบบเอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ด้านงานวิชาการ และด้านสุขภาพ พลานามัย ค าส าคัญ: ระบบเอกสารธุรการชั้นเรียน เอกสารธุรการชั้นเรียนอิเล็กทรอนิกส์


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 55 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems and needs of the use of classroom administrative documents; 2) to develop the classroom administrative document system; and 3) to evaluate the effectiveness of the classroom administrative document system. The research procedures were as follows. Step 1) was used to study the problems and needs of the use of classroom administrative documents of teachers in Suksamran District. The population were 54 Prathomsuksa 1 – 6 teachers and the sample were 48 Prathomsuksa 1 – 6 teachers selected by simple random sampling. Data were collected by the questionnaire with a reliability of 0.87 and were analyzed by mean and standard deviation. Step 2) was used to develop the classroom administrative document system evaluated by five experts, which performance of the system was usable. Step 3) was used to evaluate the classroom administrative document system. The sample were six teachers of Prathomsuksa 1 – 6 selected by purposive sampling. Data were collected by the questionnaire with a reliability of .90. The data were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The problems of the use of classroom administrative documents of the teachers were high in overall and individual aspects ranked in descending order: health, system, student behavior, and academic, respectively. 2) The development of the classroom administrative document system consisted of administrative documents covering three aspects: academic, health, and student behavior. The validity of the classroom administrative document system evaluated by five experts was between 0.80 – 1.00, which means that the system was usable. 3) The performance evaluation of the classroom administrative document system was high in overall aspects ranked in descending order: student behavior, usage pattern, academic, and health. Keywords: classroom administrative document system, electronic classroom \ administrative document system


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 56 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงาน ของโรงเรียนขนาดเล็ก อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี The Development of Parental Involvement Model in Operation of Small Schools in Chaiya District, Surat Thani Province สุภาวดีจิว๋สุวรรณ1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2และ ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการมีส่วนร่วม 2) พัฒนารูปแบบการมีส่วน ร่วม และ 3) ตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการมี ส่วนร่วมของผู้ปกครอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน จ านวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .90 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการ มีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก ประเมินความตรงเชิงเนื้อหาโดย ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงานของ โรงเรียนขนาดเล็ก กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน จ านวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ของรูปแบบ มีค่าความเชื่อมั่น .95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงานของโรงเรียน ขนาดเล็ก โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้าน การร่วมกิจกรรม ด้านการร่วมตัดสินใจ ด้านการร่วมวางแผน ด้านการร่วมระดมทรัพยากร และด้าน การร่วมประเมินผล 2) รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) กระบวนการมีส่วนร่วม ประกอบด้วย (3.1) ร่วมวางแผน (3.2) ร่วมตัดสินใจ (3.3) ร่วมกิจกรรม (3.4) ร่วมระดมทรัพยากร (3.5) ร่วมประเมินผล และ (4) เงื่อนไขแห่งความส าเร็จ 3) ผลการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการด าเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า โดยรวมมีความ เหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับมาก ค าส าคัญ: การมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง การด าเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็ก รูปแบบการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 57 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of parental involvement, 2) to develop the parental involvement model, and 3) to examine the parental involvement model in operation of small schools in Chaiya District, Surat Thani Province. The research procedure consisted of three steps as follows. Step 1 was used to study the state of parental involvement from the sample of 60 respondents, including school administrators and parents, selected by purposive sampling. Data were collected by the questionnaire with the reliability of 0.90 and were analyzed by mean and standard deviation. Step 2 was used to develop the parental involvement model in operation of small schools, which content validity was evaluated by five experts. Step 3 was used to examine the parental involvement model in operation of small schools. The sample were 40 respondents, including school administrators and parents, selected by purposive sampling. Data were collected by the suitability and feasibility assessment form with the reliability of .95 and were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The state of the parental involvement of small schools was in a moderate level in overall and each aspect ranked in descending order: Activity, Decision Making, Planning, Resource Mobilization, and Evaluation. 2) The parental involvement model in operation of small schools comprised four components: (1) Rationale, (2) Objectives, (3) Process of Involvement, including (3.1) Planning, (3.2) Decision Making, (3.3) Activity, (3.4) Resource Mobilization, and (3.5) Evaluation; and (4) Success Conditions. 3) The assessment of suitability and feasibility of the parental involvement model showed that overall the suitability and feasibility were in a high level. Keywords: parental involvement, operation of small schools, parental involvement model


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 58 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับ การบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11 ในจังหวัดชุมพร The Development of Information System for Storage and Searching for Personnel Management of Large Schools under The Secondary Educational Service Area Office Chumphon 11 อภิเดช พงศ์แผ้ว1 , รศ.ดร.ชูศักดิ์เอกเพชร 2และ ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนา ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียน ขนาดใหญ่ 3) ประเมินประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับ การบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยวิธีการด าเนินการดังนี้ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความ ต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคล โรงเรียนขนาดใหญ่ ซึ่งประชากร ได้แก่ ผู้บริหาร จ านวน 10 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จ านวน 10 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อ การจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ ประเมินระบบ ฯ โดย ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน ซึ่งอยู่เกณฑ์ที่สามารถใช้งานระบบได้ และ 3) ประเมินประสิทธิภาพระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยกลุ่ม ตัวอย่างทดลองระบบ ฯ ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่บุคคล ครูและบุคลากร จ านวน 40 คน ได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบแบบประเมินระบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการ จัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ พบว่า มีการจัดเก็บข้อมูลแยก ส่วน การสืบค้นข้อมูลท าได้ยาก มีความต้องการจัดเก็บข้อมูลในขอบข่ายงานบุคคลของส านักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ การรายงานในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีการ ก าหนดสิทธิ์การใช้งานออกเป็น 3 ระดับ คือ ผู้ดูแลระบบ/ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่งานบุคคล ครูและ บุคลากร 2) ผลการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงาน บุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนตัว การลาหยุดราชการ การไปราชการ การ ประเมินผลการปฏิบัติงาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์/เหรียญตรา อัตราก าลัง พฤติกรรมโทษทางวินัย/ และการล้างมลทิน เงินเดือน ผลการตรวจสอบระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน พบว่า มีค่าดัชนี


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 59 ความสอดคล้อง ระหว่าง 0.80-1.00 สามารถใช้งานระบบได้ 3) ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบ สารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้นส าหรับการบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ พบว่า โดยรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก เรียงตามล าดับมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความปลอดภัย ด้าน คู่มือการใช้งาน ด้านการใช้งานทั่วไปของโปรแกรม ด้านหน้าที่ของระบบ และด้านความสามารถ ท างานตรงตามความต้องการ ค าส าคัญ: ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดเก็บและการสืบค้น, การบริหารงานบุคคลโรงเรียนขนาดใหญ่ ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems and needs of developing the information system for storage and searching for personnel management of large schools; 2) to develop the information system for storage and searching for personnel management of large schools; and 3) to assess the performance of the information system for storage and searching for personnel management of large schools. The research procedure was as follows. Step 1) was used to study the problems and needs of developing the information system for storage and searching for personnel management of large schools. The population was 10 administrators and the sample were 10 administrators selected by simple random sampling. The research instrument was the interview form. Step 2) was used to develop the information system for storage and searching for personnel management of large schools, which was assessed by five experts, and revealed that the system was applicable. Step 3) was used to assess the performance of the information system for storage and searching for personnel management of large schools. The sample group for testing the system were 40 sample including administrators, personnel officers, teachers, and staff, selected by purposive sampling. The research instrument was the assessment form for information system for storage and searching. Data were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The problems and needs of developing the information system showed that the data were stored separately which made it difficult to find the data. There were the needs to collect information in the personal framework of the Basic Education Commission under Ministry of Education. Reporting in different formats involved three levels of license assignments: administrator/executive, personnel officer, and teacher and staff. 2) The results of developing the information system consisted of personal information, government leave, official visit, performance appraisal, insignia/badge, manpower


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 60 rate, behavior, disciplinary punishment/rehabilitation, and salary. The information system assessed by five experts showed that the consistency index was between 0.80 – 1.00, which implied that the system was applicable. 3) The performance of the information system showed that the overall efficiency was in a high level ranked in descending order: safety, manual, general use of the system, system function, and ability to work according to the needs, respectively. Keywords: information system for storage and searching, personnel management in large schools


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 61 การพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียน ขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 The Development of Teachers’ Potential in STEM Learning Management for Small Size Schools in Kanchanadit Network under the Suratthani Primary Educational Service Area Office 1 อมรรัตน์ สายชนะพันธ์1 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ ธานี เขต 1 2) เพื่อพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก เครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 3) เพื่อ ประเมินผลการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่าย กาญจนดิษฐ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้การวิจัยเชิง ปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การ ปฏิบัติการ การสังเกตการณ์และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครู โรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ ปีการศึกษา 2563 จ านวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาด เล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยรวม มีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย เรียงล าดับได้ คือ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรม ด้านการวัดและประเมินผล และด้านรูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ การ จัดการเรียนการสอนแบบสะเต็มศึกษา พบว่า ยังไม่ได้รับพัฒนาอย่างจริงจัง ผู้รับผิดชอบยังไม่ค่อยให้ ความส าคัญ ขาดการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การใช้สื่อและเทคโนโลยีมีน้อย ครูส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับ พัฒนาท าให้ขาดทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง 2) ผลการพัฒนาศักยภาพครูในการจัดการเรียน การรู้แบบสะเต็มศึกษาโรงเรียนขนาดเล็กเครือข่ายกาญจนดิษฐ์ ได้ด าเนินการโดยจัดอบรมเชิง ปฏิบัติการให้ครูผู้สอน ฝึกเขียนแผนการสอนและให้ฝึกปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนแบบสะเต็ม ศึกษาโดยมีการติดตามผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาของครูในชั้นเรียน 3) ผลการ ประเมินผลการพัฒนาศักยภาพครูด้านการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา พบว่า ครูมีความรู้ความ


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 62 เข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดการเรียนการสอน และมีความพึงพอใจ ต่อการอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาศักยภาพครู การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา โรงเรียนขนาดเล็ก ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of STEM learning management for small size schools in Kanchanadit Network under The Suratthani Primary Educational Service Area Office 1; 2) to develop the teachers’ potential in STEM learning management in small size schools in Kanchanadit Network under The Suratthani Primary Educational Service Area Office 1; and 3) to evaluate the development of teachers’ potential in STEM learning management for small size schools in Kanchanadit Network under The Suratthani Primary Educational Service Area Office 1. This study was conducted by action research method introduced by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and took two cycles. The target group involved eight teachers of small size schools in Kanchanadit Network of academic year 2020. Data were collected by a questionnaire, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state of STEM learning management for the schools showed that the performance of the management was low in overall ranked in order: engineering design process -based learning management, assessment and evaluation, and learning activity management model, respectively. The management had not been developed seriously as the responsible person did not give priority to the management and lacked of constant follow-ups. In addition, the use of media and technology was low. Most of the teachers were still undeveloped and lacked correct learning management skills. 2) The development of the teachers’ potential was carried out by using workshop which allowed the teachers to practice writing learning management plans and teaching using STEM learning management; and the effects of the use of STEM learning activities in classroom of the teachers were monitored. 3) The evaluation of the development of teachers’ potential showed that the knowledge and understanding of the teachers after attending the workshop was higher. Moreover, the teachers were able to enhance the skills and were satisfied with the workshop in the highest level. Keywords: teachers’ potential development, STEM learning management, small size schools


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 63 การพัฒนาบุคลากรในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการของศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอ าเภอพุนพิน ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี Personnel Development in Integrated Learning Management of Phunphin District Non-Formal and Informal Education Center under Suratthani Provincial Office of the Non-Formal and Informal Education อรทัย เกตุเผือก1 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 และผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ 2) พัฒนาบุคลากรในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ 3) ศึกษาความพึงพอใจในการพัฒนา บุคลากรในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอพุนพิน ส านักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด สุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคมมิสและแม็คแทกการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูอาสาสมัคร และครู กศน.ต าบล ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยอ าเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 22 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบส ารวจ แบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ พื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และด้านสื่อการเรียนรู้ 2) ผลการพัฒนาบุคลากรในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการพบว่า บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการมากขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนการ พัฒนาอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจในการพัฒนาบุคลากรในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาบุคลากร, การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการ , การประชุมเชิงปฏิบัติการ


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 64 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of integrated learning management, 2) to develop the personnel in integrated learning management, 3) to study the satisfaction towards the personnel development in integrated learning management under Suratthani Provincial Office of the Non-Formal and Informal Education. This study was conducted by action research method by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group were 22 participants, who were voluntary teachers and teachers of Phunphin District Non-Formal and Informal Education Center, selected by purposive sampling. Data were collected by using a survey, a test, and a satisfaction assessment form. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and t-test. The research findings were as follows. 1) The state of integrated learning management was moderate in overall and each aspect ranked in descending order: learning assessment and evaluation, learning activity management, and learning materials, respectively. 2) The personnel development carried out by the workshop showed that the participants had more knowledge and understanding in integrated learning management as the post-development score was higher than before the pre-development score at the statistical significance level of .05. 3) The satisfaction towards the personnel development was very high. Keywords: personnel development, integrated learning management, workshop


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 65 การพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม นักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากระบี่ The Teacher Development by Using Project for Raising Students Morality and Ethics at Choomchonwathadtua School Krabi Primary Educational Service Area Office เกรยีงศักด์ิอุไรโรจน์ 1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 และ ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมนักเรียน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของ นักเรียน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม นักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ใช้วิธีการ วิจัยเชิงปฏิบัติการ ของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด โดยมีวิธีด าเนินการ 4 ขั้นตอน จ านวน 2 วงรอบ คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 14 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบสังเกตพฤติกรรมการอบรม แบบบันทึก การนิเทศ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ พื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาปัญหาในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับน้อย เรียงล าดับดังนี้ ด้านกระบวนการบริหารโรงเรียน คุณธรรม ด้านกระบวนการจัดท าโครงงานคุณธรรม โดยรวมอยู่ในระดับน้อย และด้านคุณธรรมอัต ลักษณ์ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) ผลการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ของโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว ได้ด าเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ สังเกตพฤติกรรม การปฏิบัติการ และการนิเทศภายในชั้นเรียน ผลการประเมินโครงงานส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมนักเรียนของครูโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการสังเกต พฤติกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการของครูผู้สอนโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว โดยรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด ผลการนิเทศติดตามการจัดกิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก และ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียนของครูโรงเรียนชุมชนวัดหาดถั่ว พบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิง ปฏิบัติการสูงขึ้น ครูมีทักษะในการจัดกิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนักเรียนอยู่ใน ระดับมาก และมีความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการใช้กิจกรรมโครงงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 66 ค าส าคัญ: การพัฒนาครู โครงงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม คุณธรรมจริยธรรมนักเรียน ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems in the use of the project activities promoting morality and ethics of students; 2) to develop the teachers in the use of the project activities promoting morality and ethics of students; and 3) to evaluate the teacher development in the use of the project activities promoting morality and ethics of students at Choomchonwathadtua School under Krabi Primary Educational Service Area Office. This study was an action research based on Kemmis and McTaggart’s model consisting of four steps including planning, action, observation, and reflection; and was carried out for two cycles. The target group involved 14 teachers. Data were collected by a questionnaire, a test, a training behavior observation form, a supervision form, a skill assessment form, and a satisfaction assessment form. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The overall problems in the use of the project activities promoting morality and ethics of the students were in a low level ranked in descending order: administration process of moral school and preparation process of moral projects; whereas, moral identity was in a moderate level, respectively. 2) The development of the teachers in the use of the project activities promoting raising morality and ethics of the students was carried out by a workshop, an operating behavior observation, and an in-class supervision. In addition, the overall evaluation, observation assessment, and supervision and monitoring of the project activities promoting morality and ethics of the students was in a high level, the highest level, and a high level, respectively. 3) The evaluation of the teacher development in the use of the project activities promoting raising morality and ethics of the students showed that the knowledge and understanding of the teachers after attending the workshop was higher and the skills in the use of the project activities of the teachers were in a high level. Moreover, the satisfaction towards the teacher development in the use of the project activities promoting raising morality and ethics of the students was in the highest level. Keywords: Teacher Development, Project for Raising Morality and Ethics, Morality and Ethics of Students


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 67 การประเมินโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณขยะ ด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา ส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร An Evaluation of Waste Management Promotion Project and Waste Reduction with ECO Concrete at Theeparatpittaya School under The Secondary Educational Service Area Office Surat Thani Chumphon จตุรงค์ ขุนปักษี1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2และ ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยน าเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลด ปริมาณขยะด้วย ECO Concrete โดยใช้ใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม ในการประเมิน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครงั้นี้รวมทั้งสิ้นจ านวน 1,510 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จ านวน 6 คน และนักเรียน 1,500 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตารางบันทึกคะแนน และ แบบสอบถาม จ านวน 7 ฉบับ มีความเชื่อมั่น 0.81 – 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ใน ระดับมากที่สุด 2) การประเมินด้านปัจจัยน าเข้าของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีนักเรียนเข้าร่วมโครงการ 1,214 คน คิดเป็นร้อยละ 80.93 มีความพึงพอใจต่อโครงการ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ในขณะท าโครงการขยะลดลง โดยรวมรอ้ยละ 39.78 และได้ชิ้นงานทั้งหมด 255 ชิ้น โดยทุกชิน้ผ่านระดับดีและเม่ือเทียบกับเกณฑ์ การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน ควรด าเนินการโครงการส่งเสริมการจัดการขยะ และลดปริมาณ ขยะ ด้วย ECO Concrete โรงเรียนทีปราษฎร์พิทยา ค าส าคัญ: โครงการ การประเมินโครงการ ซิปป์โมเดล ขยะ ECO Concrete


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 68 ABSTRACT The objectives of this study were to evaluate: 1) the context, 2) the input, 3) the process, and 4) the product of waste management promotion project and waste reduction with ECO Concrete by Stufflebeam’s CIPP model for project evaluation model. The target groups of the study were 1,510 participants, including four school administrators, six teachers responsible for the project, and 1,500 students. Data were collected by score tables and seven questionnaires with reliabilities from 0.81- 0.92. The data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The context evaluation of the project showed that the overall suitability was in the highest level. 2) The input evaluation of the project showed that the overall suitability was in a high level. 3) The process evaluation of the project showed that the overall suitability was in the highest level. 4) Regarding the product evaluation, the overall satisfaction towards the project of 1,214 students (80.93%) who attended the project was in the highest level. Moreover, during the project, the total waste was reduced by 39.78 percent and a total of 255 pieces of work were collected, all of which passed at a good level. When compared to the criteria, the project evaluation met all four aspects which suggested that the project should be carried out. Keywords: Project, Project Evaluation, CIPP Model, Waste, ECO Concrete


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 69 การพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ The Teacher Development to Enhance Creative Multimedia Creation Skills at Bankuanmuang School under The Krabi Primary Educational Service Area Office จีราวุฒ ก๊กใหญ่1 , รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 และ ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาครูเพื่อ เสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ 2) เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการสร้างสื่อ มัลติมีเดียสร้างสรรค์ และ 3) เพื่อติดตามผลความพึงพอใจ การพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการ สร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis and Mctaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านควนม่วง จ านวน 15 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความต้องการ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม แบบสัมภาษณ์และแบบ ประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาความต้องการการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการ สร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับความต้องการตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการตัดต่อ วีดีโอโดยใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ VN ด้านการตัดต่อวีดีโอโดยใช้โปรแกรม Coral video Studio ด้านหลักการ ทฤษฎีและทักษะในการจัดท าสื่อวีดิทัศน์ ด้านการจัดท าภาพอินโฟกราฟิก โดยใช้ โปรแกรม Microsoft power point และด้านความรู้และทักษะในการสร้างสื่อมัลติมีเดีย 2) ผลการ พัฒนาความรู้โดยการอบรมพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ ก่อนและหลังอบรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังการพัฒนามีค่ามากกว่าก่อนพัฒนา อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผล การพัฒนาทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ พบว่า ครูมีการน าทักษะไปใช้ในการพัฒนาสื่อ มัลติมีเดีย มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาครู เพื่อ เสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดียสร้างสรรค์ โรงเรียนบ้านควนม่วง ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษากระบี่ โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงล าดับความพึงพอใจ


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 70 จากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านวิทยากร ด้านสถานที่และระยะเวลา ด้านความรู้ความเข้าใจของเนื้อหาวิชา ด้านเนื้อหา ทักษะและสื่อประกอบการบรรยาย และด้านการน าความรู้ไปใช้ ค าส าคัญ: การพัฒนาครู เสริมสร้างทักษะการสร้างสื่อมัลติมีเดีย เทคโนโลยีทางการศึกษา ABSTRACT The objectives of this study were to: 1) study the needs for development of teachers in enhancing the creative multimedia creation skills; 2) enhance the knowledge and skills of the creative multimedia creation; and 3) evaluate the satisfaction of the teachers towards development to enhance the creative multimedia creation skills at Bankuanmuang school under The Krabi Primary Educational Service Area Office. This study was conducted using action research design based on Kemmis and Mctaggart’s design consisting 4 steps of two rounds: planning, action, observation, and reflection. The participants of the study were 15 Bankuanmuang school teachers. Data were collected by a needs questionnaire, a knowledge test, an observation, form, a supervision form, an interview and a satisfaction questionnaire. The data were collected by a percentage, mean, standard deviation and data synthesis. The research findings were as follows. 1) The needs for development of teachers in enhancing the creative multimedia creation skills at Bankuanmuang school under The Krabi Primary Educational Service Area Office were in a high level in overall ranked in descending order: video editing using VN mobile phone application, video editing using Corel VideoStudio program; principle, theory, and skills for creating videos; the infographic design using Microsoft PowerPoint, and knowledge and skills of creating multimedia, respectively. 2) Regarding the development of the teachers by using the workshop to enhance the knowledge and skills of creating the creative multimedia at Bankuanmuang School under The Krabi Primary Educational Service Area Office, the finding showed that the average score of the teachers after attending the development was higher than before at a statistical significant level of .01. The development of the creative multimedia creation skills showed that the teachers could apply the skills for creating multimedia in the highest level. 3) The evaluation of the satisfaction towards the development to enhance the creative multimedia creation skills at Bankuanmuang School under The Krabi Primary Educational Service Area Office was in a high level ranked in descending order: speaker, location and period of time, knowledge and understanding of the contents, skills and teaching material, and application of knowledge, respectively. Keywords: teacher development, enhancement of multimedia creation skills, educational technology


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 71 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียนโรงเรียน ในเครือข่ายนาสาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 The Development of Model Management for Student Screening System of Schools in Nasan Network under Suratthani Primary Educational Service Area Office 3 ชนม์พิชา กิตติญาณกุล1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน 3) ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการ ระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3 มีวิธีด าเนินการวิจัยและพัฒนา 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการ บริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จ านวน 69 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น .95 ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบการบริหาร จัดการระบบคัดกรองนักเรียน ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบการบริหารจัดการ ระบบคัดกรอง นักเรียน โรงเรียนในเครือข่ายนาสาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จ านวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมิน ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียนในเครือข่าย นาสาร สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 โดยรวมและรายด้าน มี การปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน โรงเรียน ในเครือข่ายนาสาร พบว่า มี 4 องค์ประกอบ คือ (1) ปัจจัยน าเข้า ประกอบด้วย บุคลากร งบประมาณ สื่อ เครื่องมือ และนวัตกรรม (2) กระบวนการบริหารจัดการระบบคัดกรองนักเรียน ใช้วงจรการบริหาร คุณภาพ 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปรับปรุง (3) ด้าน ผลผลิต ประกอบด้วย คุณภาพนักเรียน และสารสนเทศ และ (4) เงื่อนไขความส าเร็จ ประกอบด้วย การบริหารแบบมีส่วนร่วมและการประสานงาน 3) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ของรูปแบบ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนารูปแบบ ระบบคัดกรองนักเรียน การบริหารสถานศึกษา


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 72 ABSTRACT The objectives of this research were 1) to study the management condition of the student screening system; 2) to develop the model management of the student screening system; and 3) to examine the model management for the student screening system of schools in the Nasan network under the Suratthani Primary Educational Service Area Office 3. There were 3 steps in conducting the research and development including Step 1: Study the condition of the management of the student screening system. The sample group consisted of 69 school administrators and teachers. The confidence value was .95. Step 2: Develop the model management for the student screening system. Step 3: Evaluate the model management of the student screening system of schools in the Nasan network under the Suratthani Primary Educational Service Area Office 3. The sample group consisted of 30 school administrators and teachers. The tools used were the applicable assessment and model probability forms. Data were analyzed by using basic statistics such as mean, standard deviation. and content analysis. The findings revealed that 1) The management condition of the student screening system of the schools in the Nasan network under the Surat Thani Primary Educational Service Area Office 3 overall and by each aspect were at the high level. 2) The results of the development of student screening system model management of schools in the Nasan network showed that there were 4 components: (1) The input factors consisted of personnel, budget, media, tools, and innovation; (2) The process of the student screening system management adopted a four -step quality management cycle; planning, implementation, monitoring and improvement; (3) The outcome aspect consisted of student quality and information system, and (4) Success criteria consisted of participatory management and collaboration amongst the schools. 3) The results of the suitability and feasibility of the model found that the overall levels were at high levels. Keywords: Model Development, Student Screening System, School Administration


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 73 การพัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน The Development of a Manual of Learning Resources in Ranong Province for Basic Education Schools ชวณัฐ หาญโสดา1 , ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2และ รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2565 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขึ้นพื้นฐาน 2) พัฒนาคู่มือการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับ สถานศึกษาขึ้นพื้นฐาน และ 3) ประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ระเบียบวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้น พื้นฐาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาระนอง จ านวน 262 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็น แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอน ที่ 2 พัฒนาคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนองส าหรับสถานศึกษาขึ้นพื้นฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน พิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของหลักสูตร ขั้นตอนที่ 3 การประเมินความเหมาะสม ของคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็น หัวหน้างานบริหารวิชาการของโรงเรียนในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง จ านวน 66 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ พื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานพบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไป น้อย ได้แก่ ด้านวิธีด าเนินการใช้แหล่งเรียนรู้ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากแหล่งเรียนรู้ ด้านรูปแบบการ ใช้แหล่งเรียนรู้ และด้านปริมาณการใช้แหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง 2) การพัฒนาคู่มือแหล่ง เรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขึ้นพื้นฐาน พบว่า องค์ประกอบของคู่มือแหล่งเรียนรู้ ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80 -1.00 แสดงว่าคู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องกับ เนื้อหาสามารถน าไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือแหล่งเรียนรู้ ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า คู่มือแหล่งเรียนรู้ภายในจังหวัดระนอง ส าหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความเหมาะสมในการน าไปใช้ อยู่ในระดับมาก


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 74 ค าส าคัญ: การพัฒนาคู่มือ แหล่งเรียนรู้ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ABSTRACT The objectives of this study were 1) to study the use of learning resources in Ranong province for basic education schools; 2) to develop the manual of learning resources in Ranong province for basic education schools; and 3) to assess the suitability and feasibility of the manual of learning resources in Ranong province for basic education schools. The research procedure consisted of three steps as follows. Step 1 was used to study the use of learning resources in Ranong province for basic education schools from the sample of 262 respondents, including government teachers and education personnel under Ranong Primary Educational Service Area Office, selected by the simple random sampling method. Data were collected by a questionnaire and were analyzed by mean and standard deviation. Step 2 was used to develop the manual of learning resources in Ranong province for basic education schools, which index of consistency was evaluated by experts. Step 3 was used to assess the suitability of the manual of learning resources in Ranong province for basic education schools from the sample of 66 heads of academic affairs administration of schools under Ranong Primary Educational Service Area Office, selected by the simple random sampling method. Data were collected by a questionnaire and were analyzed by mean and standard deviation. The research findings were as follows: 1) the use of learning resources in Ranong province for basic education schools were in a high level in overall and each aspect ranked in descending order: use of learning resources, benefits from learning resources, usage patterns of learning resources, and amount of use of learning resources in Ranong province; 2) the development of the manual of learning resources in Ranong province for basic educational schools showed that, regarding the appropriateness of elements of the manual, the consistency index was between 0.80 - 1.00 which indicated that the manual was consistent with the contents and could be used for the intended purpose; and 3) the assessment of the suitability of the manual of learning resources in Ranong province for basic educational schools showed that the manual was suitable for use in a high level. Keywords: Development of a Manual, Learning Resources, Basic Education Schools


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 75 การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียน ชุมชนบ้านศาลาด่าน สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากระบี่ Teacher Development on Health Promotion Activities of Chumchon Ban Sala Dan School under Krabi Primary Educational Service Area Office ณรงค์ชัย แซ่เตี้ย1 , ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริม สุขภาพนักเรียนของครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ นักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 ขั้นตอน คือ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติการ 3) การสังเกตผล และ 4) การสะท้อนผล โดย ด าเนินการเป็น 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน ปีการศึกษา 2564 จ านวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและปัญหาในการจัด กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน 2) แบบสังเกตพฤติกรรมการอบรม เชิงปฏิบัติการของครู 3) คู่มือการกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 4) แบบประเมินการจัดกิจกรรม ส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 4 กิจกรรม 5) แบบทดสอบความรู้ก่อน - หลังการอบรม และ 6) แบบประเมิน ความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 4 กิจกรรม สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบที ส าหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา จัดหมวดหมู่ของเนื้อหา และน าเสนอ โดยความเรียง ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสภาพและปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน ของครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่าน พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงล าดับค่าเฉลี่ย จากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการบริการอนามัยโรงเรียน ด้านการด าเนินงานส่งเสริมสุขภาพนักเรียน ด้านโภชนาการและอาหารที่ปลอดภัย ด้านการบริหารจัดการในโรงเรียน ด้านการออกก าลังกาย ด้าน การจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนที่เอ้ือต่อการส่งเสริมสุขภาพนักเรียน ด้านการให้ค าปรึกษาและ สนับสนุน ด้านสุขศึกษาในโรงเรียน และด้านการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 2) การ พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนของโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่านครูผู้เข้ารับการ อบรม มีพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการอยู่ในระดับดีเยี่ยม หลังการอบรมครูสามารถจัด กิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากครูเข้าใจวัตถุประสงค์การจัด กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน มีความรู้ ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียนทั้ง


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 76 4 กิจกรรม สามารถน าเสนอการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน 4 กิจกรรมดีกว่าก่อนการอบรม เชิงปฏิบัติการ และ 3) ผลการพัฒนาครูโรงเรียนชุมชนบ้านศาลาด่านโดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ ส่งเสริมสุขภาพนักเรียน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนการทดสอบก่อนและหลังการอบรมเชิง ปฏิบัติการ พบว่า ครูโรงเรยีนชุมชนบ้านศาลาด่าน มีผลสัมฤทธิท์างการอบรมเชิงปฏิบัติการการจัด กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน สูงกว่าก่อนการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .05 ค าส าคัญ: การพัฒนาครู กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน การวิจัยปฏิบัติการ ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the conditions and problems of health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School; 2) to develop teachers on health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School, and 3) to evaluate teachers’ development on health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School under Krabi Primary Educational Service Area Office. The methodology used was an action research with PAOR process: planning, action, observing and reflection, in two cycles. The target group were 22 teachers in Chumchon Ban Sala Dan School, academic year 2021, selected by purposive sampling. Data were collected by 1) a questionnaire on conditions and problems in health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School, 2) an observation form for teachers' workshop behavior, 3) Health Promotion Activities Guide, 4) an assessment form of 4 activities for student health promotion, 5) knowledge test before and after training, and 6) teacher satisfaction assessment form of 4 activities for the development of student health promotion. The statistics used in quantitative data analysis, including percentage, mean, standard deviation and t-test for qualitative data. The data were analyzed by content analysis, content grouping, and essay. The research findings were as follows. 1) The result of conditions and problems of health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School were in a high level in overall and each aspect ranked in descending order: hygiene service, health promotion activities operations, nutrition and food safety, management in school, exercise and sports, environment management which is conducive to health in schools support and advice service, health education in schools and activities to promote student health. 2) The results of teachers’ development on health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School were excellent. After the workshop, teachers could organize health promotion activities for students effectively as the teachers understood the objectives of four health promotion activities. They also


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 77 obtained knowledge and understanding of four health promotion activities, and were able to present four health promotion activities better than before the workshop. And 3) the results of teachers’ development on four health promotion activities of Chumchon Ban Sala Dan School after the workshop was significantly higher than before the workshop at .05 level. Keywords: teacher development, health promotion activities, action research


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 78 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง อ าเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 3 The Development of Teachers in Research–Based Learning Management at Wat Ban Song School, Wiang Sa, Surat Thani, under Suratthani Primary Educational Service Area Office 3 ณัฐพร นิลโกสีย์1 , รศ.ดร.ชศูักดิ์เอกเพชร 2 และ ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็น ฐานของครู 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู และ 3) เพื่อ ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู และศึกษาความ พึงพอใจของครู ต่อการพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัด บ้านส้อง อ าเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต 3 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 และ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564 จ านวน 18 คน โดยเลือกแบบ เจาะจง การวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นการวางแผน ขั้นการปฏิบัติการ ขั้นการสังเกตการณ์ และ ขั้นการสะท้อนกลับ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสัมภาษณ์สภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัย เป็นฐานจากผู้บริหารและจากครูผู้สอน จ านวน 2 ฉบับ แบบสังเกต จ านวน 1 ฉบับ เอกสาร ประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ของ ครูโรงเรียนวัดบ้านส้อง จ านวน 1 เล่ม แบบประเมินพฤติกรรม และแบบประเมินการเขียนแผนการ จัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน จ านวน 1 ฉบับ และแบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อการ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครูโรงเรียนวัดบ้านส้อง จ านวน 1 ฉบับ สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส าหรับ ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน พบว่า ครูส่วนใหญ่ ใช้วิธีการสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง คือการสอนแบบบรรยาย การอธิบาย การบอก แล้วให้นักเรียนท า โจทย์ หรือ แบบฝึกหัด นักเรียนขาดทักษะในการใฝ่เรียนรู้ และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สาเหตุหนึ่ง เกิดจากการที่ครูขาดความรู้ ความเข้าใจในวิธีการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ทั้งนี้ ผู้บริหารและครูมี ความต้องการพัฒนาด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ให้เข้าใจวิธีการและ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน และแนวทางในการเขียนแผนการจัดการเรียน การสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน การวัดและประเมินผล และน าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็น


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 79 ฐานมาสอนในทุกสาระวิชา 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู โรงเรียนวัดบ้านส้อง จากการปฏิบัติจริงหลังผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลการประชุมเชิง ปฏิบัติการ พบว่า คะแนนทดสอบหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนการประชุม เชิงปฏิบัติการ และด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากการประเมิน พบว่า วงรอบที่ 2 มีค่าเฉลี่ย โดยรวมสูงกว่าวงรอบที่ 1 3) ผลการประเมินด้านการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน พบว่า วงรอบที่ 2 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมสูงกว่าวงรอบที่ 1 และด้านพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู พบว่า โดยภาพรวมครูมีพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็น ฐานอยู่ในระดับมาก และผลการศึกษาความพึงพอใจของครูต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานของครู พบว่า โดยรวมครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐานอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิจัยเป็นฐาน ABSTRACT The purposes of this research were 1) to study the state of research-based learning management of teachers; 2) to develop the teachers in research-based learning management; 3) to evaluate the development of teachers in research-based learning management and to study the satisfaction in the development of teachers in research-based learning management. The study was an action research study carried out with the sample of 18 teachers, who were in Grade 5 and Grade 6 of academic year 2021, selected by purposive sampling, at Wat Ban Song School, Wiang Sa, Surat Thani, under Suratthani Primary Educational Service Area Office 3. The research procedure consisted of four steps: planning, action, observation, and reflection. Data were collected by two interview forms regarding the state of research-based learning management for administrators and teachers, an observation form, a workshop document on the development of teachers in research-based learning management for teachers at Wat Ban Song School, a behavioral evaluation form, an evaluation form for research-based learning management plan writing, and a satisfaction questionnaire for the development of teachers in research-based learning management for teachers The research findings were as follows: 1) the state of research-based learning management showed that most of the sample used teacher -centered approach, which focused on lecturing, giving explanations, telling, and having students work on drills and exercises which resulted in the lack of skills and enthusiasm to learn and seek knowledge on their own. One of the underlying


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 80 reasons was the sample lacked of knowledge and understanding about researchbased learning management. However, school administrators and teachers needed the development of teachers in research-based learning management and understanding about methods and processes of research-based learning management, and guidelines for writing research-based learning management plans, assessment and evaluation methods, and application of research-based learning management in all subject areas; 2) in regard to the development of teachers in research-based learning management for the sample, data obtained from the actual practice in the workshop showed that the post-workshop test score was higher than the pre- workshop test score; furthermore, regarding writing researchbased learning management plans, the evaluation showed that the average score of the second cycle was higher than the first cycle; and 3) the evaluation results of writing a research-based learning management plans found that the second cycle was higher than overall average than the first cycle and the research-based teachinglearning management behavior of the teachers was found that overall, the teachers' behavior in teaching and learning by using research was at a high level. And the satisfaction in the development of teachers in research-based learning management showed that the overall satisfaction of the sample was in a high level. Keywords: Development of Teachers, Learning Management, Research-based Learning Management


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 81 การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของ โรงเรียนวัดสุทธาวาส อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี Teacher Development in Integrated Learning Management for Waste Management of Wat Sutthawat School, Chaiya District, Surat Thani Province ธีระพล ศรีแสง1 , ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 และ ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อ จัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส 2) พัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะ ของโรงเรียนวัดสุทธาวาส และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อ จัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส อ าเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้กระบวนการวิจัย เชิง ปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ด ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การ ปฏิบัติการ การสังเกตผลและการสะท้อนผล โดยด าเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จ านวน 12 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามสภาพการพัฒนาครู มี ค่าความเชื่อมั่น .99 แบบทดสอบ แบบนิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ มีค่าความ เชื่อมั่น .93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะ ของโรงเรียนวัดสุทธาวาส ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงตามล าดับจากมากไปน้อย ดังนี้ การวัดผลและประเมินผล การจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ สู่ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการเตรียมสื่อและแหล่งเรียนรู้ และด้านการจัดการขยะใน โรงเรียน 3 R โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เรียงตามล าดับจากมากไปน้อย ดังนี้ การใช้ซ ้า การลดการ ใช้ และการน าขยะมาใช้ใหม่ 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะ ของโรงเรียนวัดสุทธาวาส ด าเนินการประชุมเชิงปฏิบัติการผ่านระบบออนไลน์ การด าเนินการปฏิบัติ จริง และการนิเทศติดตามผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อการจัดการขยะของครู 3) ผลการ ประเมินการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อจัดการขยะของโรงเรียนวัดสุทธาวาส พบว่า คะแนนวัดความรู้ความเข้าใจหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 ผลการนิเทศติดตามการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อการจัดการขยะ โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด และความพึงพอใจ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 82 ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการเพื่อ จัดการขยะ ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the state of integrated learning management for waste management of Wat Sutthawat School; 2) to develop the teachers in integrated learning management for waste management of Wat Sutthawat School; and 3) to evaluate the teacher development in integrated learning management for waste management of Wat Sutthawat School, Chaiya District, Surat Thani Province. The study was an action research based on Kemmis and McTaggart’s model consisting of four steps including planning, action, observation, and reflection; and was carried out for two cycles. Data were collected from 12 participants including school administrators and teachers and were collected by a questionnaire on the teacher development with the reliability of .99, a test, a supervision form, and a satisfaction with the reliability of .93. The data were analyzed by mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The state of integrated learning management for waste management of the school showed that the overall integrated learning process was in a high level ranked in order: assessment and evaluation, preparation of learning management plans towards integrated learning management, and preparation of media and learning resources; and the overall waste management (3R) of the school was in the highest level ranked in order: Reuse, Reduce, and Recycle. 2) The teacher development in integrated learning management for waste management of the school was carried out by online workshop, implementation, and integrated learning management supervision for waste management of the teachers. 3) The teacher development in integrated learning management for waste management of Wat Sutthawat School revealed that the test score of knowledge and understanding after attending the workshop of the teachers was higher at a statistical significance level of .01. The overall integrated learning management supervision and the satisfaction towards the integrated learning management for waste management were in the highest level, respectively. Keywords: Teacher Development, Teacher Development in Learning Management, Integrated Learning Management of Waste Management


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 83 การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดส านักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 Teacher Development in Creating Learning Management Innovation at Maharat Ban Sangaroon School under Suratthani Primary Education Service Area Office 2 นันทิดา ทิพย์สุวรรณ1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ของครู 2) เพื่อพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และ 3) เพื่อ ประเมินผลการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ของโรงเรียนมหาราชบ้านแสงอรุณ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ตามแนวคิดของเคมมิสและแม็กแทกการ์ต ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือการวางแผน การปฏิบัติ การ สังเกตการณ์ และการสะท้อนผล โดยด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูโรงเรียนมหาราช บ้านแสงอรุณ ในปีการศึกษา 2564 จ านวน 9 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึก การสนทนากลุ่ม แบบทดสอบ แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินทักษะ และแบบประเมิน ความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมการ จัดการเรียนรู้ของครู พบว่า ครูยังขาดความรู้ความเข้าใจในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และ มีความต้องการให้โรงเรียนด าเนินการในเรื่องการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยการสนับสนุนด้านงบประมาณ และการอบรมให้ความรู้ในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ แก่ครูผู้สอน 2) การพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ด าเนินการโดยการอบรมเชิง ปฏิบัติการ การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ และการ นิเทศติดตามผล 3) ผลการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครูมีความรู้ความ เข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้น มีทักษะการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับ มากที่สุด และความพึงพอใจในการพัฒนาครูในการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 84 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to examine the condition of the learning management and to create the learning management innovation of teachers; 2) to develop the teachers in creating the learning management innovation; and 3) to evaluate the results of using the teacher development in creating the learning management innovation at Maharat Ban Sangaroon School under Suratthani Primary Education Service Area Office 2. It was conducted by using the action research method based on Kemmis and Mctaggar’s concept. The research was divided into four procedures consisting of planning, action, observation, and reflection and it was run into 2 cycles. The sampling group was 9 teachers from Maharat Ban Sangaroon School in the academic year 2021. Data were collected from the interview, the focus group discussion, the tests, the observation, the skill evaluation form and the satisfaction questionnaire. The statistics used in the research were percentage, mean, standard deviation, and the content analysis. The research findings were as follows: 1) according to the condition of the learning management and creating the learning management innovation of teachers, it was found that the teachers lacked of knowledge to create the learning management innovation and they required the school to provide the budget and the workshop for the teacher development in creating the learning management innovation; 2) according to the teacher development in creating the learning management innovation, it consisted of the workshop, the knowledge exchange session, the practice in creating the learning management innovation, and the supervision; 3) according to the results of the teacher development in creating the learning management innovation, it was found that the knowledge of teachers in creating the learning management innovation after the workshop was higher. Their skills in creating the learning management innovation were at the highest level. In addition, the overall satisfaction level towards the teacher development in creating the learning management innovation was at the highest level. Keywords: Teacher Development, Learning Management Innovation, Learning Management


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 85 การพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร Development of Training Package of English Communication Skills for Teachers at Thakham Wittaya School under The Secondary Educational Service Area Office Suratthani Chumphon สุภาวิณี สีหาพงษ์1 , ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 และ ผศ.ดร.โสภณ เพ็ชรพวง2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2563 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนา ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2) พัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการ สื่อสาร และ 3) ประเมินผลการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครู โรงเรียนท่าข้ามวิทยา การวิจัยมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและความ ต้องการในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา กลุ่ม ตัวอย่างได้แก่ ครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา ปีการศึกษา 2564 จ านวน 25 คน โดยวิธีการเลือกแบบ เฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ส าหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 5 คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 7 คน ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลการใช้ชุดฝึก อบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารส าหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา จ านวน 25 คน โดยใช้แบบทดสอบความรู้และแบบวัดทักษะการใช้ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านการพูด ทักษะด้านการอ่าน ทักษะด้านการเขียน และทักษะด้านการฟัง ส่วนความต้องการในการพัฒนาทักษะ การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารโดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงล าดับค่าเฉลี่ยจากมาก ไปน้อย ได้แก่ ทักษะด้านการพูด ทักษะด้านการฟัง ทักษะด้านการอ่าน และทักษะด้านการเขียน 2) ผลการพัฒนาชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารส าหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา พบว่า ชุดฝึกอบรมมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.95 มีความเห็นพ้องของผู้เชี่ยวชาญก าหนดให้ เนื้อหาชุดฝึกอบรมประกอบด้วย (1) ชื่อชุดฝึกอบรม (2) หลักการและเหตุผล (3) ค าอธิบายชุดฝึก อบรม (4) จุดมุ่งหมายของชุดฝึกอบรม (5) ระยะเวลาการฝึกอบรม (6) สื่อการฝึกอบรม (7) การ ประเมินผลการฝึกอบรม (8) ค าแนะน าส าหรับวิทยากร (9) กระบวนการฝึกอบรม และ (10) เนื้อหา


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 86 สาระของชุดฝึกอบรม และชุดฝึกอบรม มีความเหมาะสมและเป็นไปได้และมีความเป็นประโยชน์โดย รวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ส าหรับครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยา พบว่า ผลการทดสอบความรู้และทักษะ ก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 11.72 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 58.6 หลังการทดลองใช้ชุดฝึกอบรม มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.6 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 83 โดยมีความก้าวหน้าหลังการทดลองใช้ชุดฝึกอบรม ร้อยละ 24.4 โดยมี ผลสัมฤทธิการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมสูงกว่าก่อนการทดลองใช้ชุดฝึกอบรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ์ ที่ระดับ .05 และครูโรงเรียนท่าข้ามวิทยามีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดฝึกอบรมทักษะการใช้ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนาชุดฝึกอบรม ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร วิจัยและพัฒนา ABSTRACT The objectives of this study were 1) to examine problems and needs for the development of English communication skills; 2) to develop the training package of English communication skills; and 3) to evaluate the use of the training package of English communication skills of teachers at Thakham Wittaya School. The research procedure consisted of three steps. Step 1 was used to examine the problems and the needs for the development of English communication skills of teachers at Thakham Wittaya School. The sample of 25 teachers in the academic year 2021 was selected by the purposive sampling method. Data were collected by using a questionnaire and were analyzed by mean and standard deviation. Step 2 was used to develop the training package of English communication skills for teachers at Thakham Wittaya School, which its index of consistency was evaluated by five experts and a group discussion with seven connoisseurs. Step 3 was used to evaluate the use of the training package of English communication skills for teachers at Thakham Wittaya School. Data were collected by using knowledge and English skills assessment tests, and a satisfaction evaluation form. The research findings were as follows: 1) the problems in the development of English communication skills were in a high level in overall and each aspect ranked in descending order: speaking skills, reading skills, writing skills, and listening skills. The needs for the development of English communication skills were in a high level in overall and each aspect ranked in descending order: speaking skills, listening skills, reading skills, and writing skills. 2) Regarding the development of the training package of English communication skills, it was found that the index of consistency was 0.95. With the consensus of experts, the content in the training


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 87 package consisted of these components: (1) Name, (2) Rationale, (3) Description, (4) Aim, (5) Training Duration, (6) Training Material, (7) Training Evaluation, (8) Guidance for Speakers, (9) Training Process, and (10) Content. The training package was appropriate and feasible and the overall level of its benefit was high. 3) Regarding the evaluation of the use of the training program of English communication skills for teachers at Thakham Wittaya School showed that the mean score was 11.72 (58.6%) before the training, and 16.6 (83%) after the training. In addition, the progression after the training was 24.4 percent. It can be concluded that the achievement after using the training package was significantly higher than before at .05 level. Moreover, the teachers were satisfied with the training package at a high level. Keywords: Development of Training Package, English Communication Skills, Research and Development


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 88 การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน โรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 Development of Teachers in Organizing Health Promotion Activities for Students at Bansuansomboon School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 2 ประภาภรณ์ พรหมมณี1 , ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ2 และ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ของนักเรียน 2) พัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนและ 3) ประเมินความพึง พอใจของครูในการเข้าร่วมพัฒนาการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวน สมบูรณ์ สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิง ปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็กแทกการ์ต ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การ ปฏิบัติการ การสังเกตผล และการสะท้อนผล ด าเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ จ านวน 10 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบติดตาม แบบทดสอบ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมิน ความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียน บ้านสวนสมบูรณ์ คือครูยังขาดความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน 2) การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโรงเรียนบ้านสวนสมบูรณ์ ช่วยให้ครู มีความรู้และทักษะในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนสูงกว่าก่อนการพัฒนาร้อยละ 3.80 3) ครูมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนโดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การส่งเสริมสุขภาพนักเรียน กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพนักเรียน


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 89 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to examine the problems in organizing health promotion activities for students; 2) to develop the teachers in organizing health promotion activities for students; and 3) to evaluate the satisfaction of teachers in organizing health promotion activities for students. This study was an action research based on Kemmis and McTaggart’s model consisting of four steps, including planning, action, observation, and reflection; and was carried out for two cycles. The target group included 10 teachers, selected by simple random sampling, at Bansuansomboon School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 2. Data were collected by using a questionnaire, an observation form, a followup report, a test, a focus group discussion, and a satisfaction evaluation form. The data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation. The research findings were as follows: 1) the problems in organizing health promotion activities for students at Bansuansomboon School showed that the target group lacked the knowledge and skills in organizing health promotion activities for students; 2) the development of teachers in organizing health promotion activities for students at Bansuansomboon School revealed that the knowledge and skills in organizing health promotion activities for students of the target group were 3.80 percent which was higher than before the development; 3) the evaluation of the satisfaction of teachers in organizing health promotion activities for students at Bansuansomboon School revealed that the overall satisfaction of the target group was in the highest level. Keywords: Development of Teachers, Health Promotion for Students, Health Promotion Activities for Students


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 90 การพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษของครู โรงเรียนบ้านอ่างทอง อ าเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี The Development of Skills to Integrate English Teaching for Teachers of Ban Angthong School, Koh Samui District, Suratthani Province เป็นต้น จินะกุล1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2565 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครูในการพัฒนาทักษะการบูร ณาการการสอนภาษาอังกฤษ 2) พัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ และ 3) ประเมินผลการพัฒนาทักษะในการพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษของครู โรงเรียน บ้านอ่างทอง อ าเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ เคม มิสและแม็คแท็กการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล ด าเนินการ 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูโรงเรียนบ้านอ่างทอง จ านวน 24 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามความต้องการ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบสังเกต พฤติกรรม แบบนิเทศติดตาม แบบประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบ ประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการของครูในการพัฒนาทักษะการบูรณาการการสอน ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกเป็นรายด้านสามารถเรียงล าดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ความต้องการด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษในทุก กลุ่มสาระ ด้านความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ และด้านความรู้และทักษะในการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการทั้งหมดมีความต้องการอยู่ในระดับมาก ตามล าดับ 2) การพัฒนาทักษะการบูรณาการการ สอนภาษาอังกฤษด าเนินการโดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ การน าแผนการจัดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ และนิเทศติดตามผล การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียน 3) การประเมินผลการพัฒนาทักษะการบูรณาการการ สอนภาษาอังกฤษของครูพบว่า ครูมีความรู้ความเข้าใจหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการสูงขึ้นร้อยละ 27.77 ครูมีทักษะในการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ และมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาอยู่ใน ระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู ทักษะการบูรณาการการสอนภาษาอังกฤษ การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 91 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to study the needs for the development of skills to integrate English teaching of teachers; 2) to develop the skills to integrate English teaching; and 3) to evaluate the development of the skills to integrate English teaching of teachers. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart including four steps with the cycles: planning, action, observation, and reflection. The target group included 24 teachers of Ban Angthong School. Data were collected by a needs questionnaire, a knowledge and understanding test, an observation form, a supervision form, a suitability evaluation form of lesson plans, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content synthesize. The research findings were as follows: 1) the needs for the development of the target group were in a high level in overall ranked in descending order: knowledge and skills to integrate English teaching in all subject groups, knowledge of learning management, and knowledge and skills of integrated learning management, respectively; 2) the development of the skills to integrate English teaching was conducted by the workshop which allowed the target group to practice writing integrated English lesson plans as well as to apply the plans into practice and classroom supervision; 3) the evaluation of the development showed that the level of knowledge and understanding of the target group after attending the workshop was higher than before as the skills to integrate English teaching were improved and the satisfaction of the target group was very high. Keywords: Teacher Development, Skills to Integrate English Teaching, Integrated Learning Management


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 92 การประเมินโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูล ส านักบริหารงานการศึกษาพิเศษ Independent Study Title Evaluation of Safety School Project of Phuket Panyanukul School under the Bureau of Special Education Administration พงศราญ ไกรด า1 , ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 และ ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยน าเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการสถานศึกษาปลอดภัยโรงเรียน ภูเก็ตปัญญานุกูล ส านักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดล ของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครัง้นี้รวมทั้งสิ้นจ านวน 89 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษา จ านวน 4 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการ จ านวน 5 คน ครูผู้เข้าร่วมโครงการ จ านวน 20 คน และนักเรียน 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบและแบบสอบถามจ านวน 5 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .73 – .83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การทดสอบที ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ ในระดับมาก 2) การประเมินด้านปัจจัยน าเข้าของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ ความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัย พบว่า หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมแล้วนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจต่อโครงการสถานศึกษาปลอดภัย เพิม่ขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจาก การเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนได้น าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้อยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจต่อโครงการโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเทียบกับเกณฑ์การตัดสินถือว่า ผ่านเกณฑ์ ทั้ง 4 ด้าน ควรด าเนินการโครงการสถานศึกษาปลอดภัย โรงเรียนภูเก็ตปัญญานุกูลต่อไป ค าส าคัญ: การบริหารสถานศึกษา การประเมินโครงการ ซิปป์โมเดล สถานศึกษาปลอดภัย


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 93 ABSTRACT The objectives of this study were to evaluate: 1) the context, 2) the input, 3) the process, and 4) the product of safety school project of Phuket Panyanukul School under the Bureau of Special Education Administration by Stufflebeam’s CIPP model for project evaluation model. The target groups of the study were 89 participants, including four school administrators, five teachers responsible for the project, 20 teachers who participated in the project, and 60 students. Data were collected by five tests and questionnaires with the reliability from .73 - .83 and were analyzed by t-test, mean, and standard deviation. The research findings were as follows. 1) The context evaluation of the project showed that the overall suitability was in a high level. 2) The input evaluation of the project showed that the overall suitability was in a high level. 3) The process evaluation of the project showed that the overall suitability was in a high level. 4) Regarding the product evaluation and the knowledge and understanding about the project, it was found that the knowledge and understanding of the students after attending the project was higher than before at a statistical significance level of 0.05. In addition, the overall application of the knowledge gained by the students after attending the project showed that the overall application was in a high level and the satisfaction towards the project was in the highest level. When compared to the criteria, the project evaluation met all four aspects which suggested that the project should be carried out. Keywords: School Administration, Project Evaluation, CIPP Model, Safety School


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 94 การพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 Teacher Development in Classroom Action Research of Watkanjanaram School under Suratthani Primary Educational Service Area Office 1 พรทิพย์ ย่องอั้น1 , ผศ.ดร.นัฎจรี เจริญสุข2 และ รศ.ดร.ชูศักดิ์เอกเพชร 2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครู 2) พัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียน และ 3) ประเมินผลการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียน ของครูในโรงเรียนวัดกาญจนาราม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแทกการ์ท ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล จ านวน 2 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอน จ านวน 23 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบประเมิน คุณภาพรายงานการวิจัยในชั้นเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ พื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัญหาด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียน วัดกาญจนารามพบว่า ครูยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการท าวิจัยในชั้นเรียน ขาดทักษะในการ วิเคราะห์ ปัญหาในชั้นเรียน ขาดทักษะในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาในชั้นเรียน ขาดทักษะ ในการออกแบบเครื่องมือในการวิจัย และการเขียนรายงานการวิจัยยังไม่เป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัย ขาดความเข้าใจในการน าเสนองานวิจัย 2) ผลการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครูใน โรงเรียนวัดกาญจนาราม ได้ด าเนินการโดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ฝึกปฏิบัติการท าวิจัยในชั้น เรียน และนิเทศติดตามแบบสอนแนะ ผลการด าเนินการพบว่า ครูทุกคนสามารถพัฒนาวิจัยในชั้น เรียนของตนเองได้ 3) ผลการประเมินการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนวัด กาญจนาราม พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจหลังการ พัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา ครูมีทักษะในการ ท าวิจัยในชั้นเรียนโดยรวมอยู่ในระดับดี และมีความ พึงพอใจต่อการพัฒนาครูด้านการท าวิจัยในชั้น เรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค าส าคัญ: การพัฒนาครู วิจัยเชิงปฏิบัติการ การวิจัยในชั้นเรียน


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 95 ABSTRACT The objectives of this study were: 1) to study the problems in classroom action research; 2) to develop the teachers in classroom action research; and 3) to assess the development in classroom action research of teachers at Watkanjanaram School under Suratthani Primary Educational Service Area Office 1. The study was conducted by action research model by Kemmis and McTaggart including four steps: planning, action, observation, and reflection; and consisted of two cycles. The target group included 23 teachers. Data were collected by an interview form, a test, an assessment form for classroom research report quality, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, standard deviation, and content analysis. The research findings were as follows. 1) The problems of classroom action research of the teachers were the teachers lacked of knowledge and understanding in classroom action research, classroom problem analysis skills, innovative design skills for solving classroom problems, and research tool design skills; and research paper writing did not meet the research methodology. Lack of understanding Presentation 2) The teacher development was conducted by the workshop focusing on classroom action research practices and coaching supervision. As a result, the teachers were capable of developing their own classroom action research studies. 3) The assessment of the teacher development showed that the level of knowledge and understanding of the teachers after attending the workshop was higher than before. In addition, the overall classroom action research skills of the teachers were good and the overall satisfaction towards the development was high. Keywords: teacher development, action research, classroom action research


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 96 บทคัดย?อ ชื่อเรื่องการค้นคว้าอิสระ การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการ อ่านของนักเรียน โรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 2 ชื่อผู้วิจัย นางสาวพัชรี เอียดวงศ์ ชื่อปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2564 อาจารย?ที่ปรึกษาการค?นคว?าอิสระ 1. อาจารย์ ดร.มัทนียา พงศ์สุวรรณ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก 2. อาจารย์ ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค? 1) เพื่อศึกษาสภาพการด าเนินงานจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัย รักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาชุมพร เขต 2 2) เพื่อพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของ นักเรียนโรงเรียน วัดเทพนิมิตวนาราม 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมนิสัย รักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม โดยใช?กระบวนการวิจัยเชิง ปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ?ด ประกอบด?วย 4 ขั้นตอน คือ การ วางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตผล การสะท?อนผล ด าเนินการพัฒนา 2 วงรอบ กลุ? มเป?าหมาย ได?แก?ผู?บริหารและครูผู?สอน จ านวน 10 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบทดสอบ แบบ นิเทศติดตาม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห?ข?อมูลโดยใช?สถิติพื้นฐาน ได? แก? ค่าร้อยละ ค?าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า1) การศึกษาสภาพการด าเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพนิมิตวนาราม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ชุมพร เขต 2 มีสภาพการด าเนินงานปรากฏรายด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายและแผนงานยังขาด ความต่อเนื่อง


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 97 ในการด าเนินการและขาดการนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ ด้านสถานที่ สื่อ อุปกรณ์และ การออกแบบกิจกรรมในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านยังขาดความหลากหลาย และความน่าสนใจ ด้านความรู้ ความเข้าใจและทักษะของครู ครูยังขาดทักษะความเข้าใจในการจัดกิจกรรม ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ชัดเจน ด้านผู้เรียน ผู้เรียนไม่เห็นความส าคัญของการแสวงหา ความรู้จากการอ่าน 2) ผลการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของนักเรียนโรงเรียนวัดเทพ นิมิตวนาราม พบว่า คะแนนทดสอบหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าคะแนนทดสอบ ก่อนการประชุม เชิงปฏิบัติการและผลของการสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ อยู่ในระดับ มาก ผลการสัมภาษณ์และนิเทศติดตามการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรัก การอ่าน พบว่า กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่ครูจัดขึ้น มีจุดเด่นที่สามารถดึงดูดใจ นักเรียนให้ต้องการข้าร่วมกิจกรรม ได้จ านวนมาก 3) ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริม นิสัยรัก การอ่าน กลุ่มเป้าหมายความพึงพอใจต่อการพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรัก การอ่าน ในระดับมากที่สุด ค าส าคัญ: การพัฒนาครู การจัดกิจกรรม การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ABSTRACT Independent Study Title The Development of Teachers in Organizing Activities to Promote Reading Habits of Students at Watthepnimitwanaram School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 2


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 98 Student’s Name Miss Phatcharee Hiedwong Degree Sought Master of Education Major Educational Administration Academic Year 2021 Independent Study Advisors 1. Dr. Mattaniya Phongsuwan Advisor 2. Dr. Sathaporn Sangkaosuttirak Co-Advisor The purposes of this research were 1) to study the state of operation of organizing activities to promote reading habits of students at Watthepnimitwanaram School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 2; 2) to develop the teachers in organizing activities to promote reading habits of students at Watthepnimitwanaram School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 2; 3) to evaluate the satisfaction toward the development of teachers in organizing activities to promote reading habits of students at Watthepnimitwanaram School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 2. The study was an action research study based on Kemmis and McTaggart model comprising four steps, 2 cycles including planning, action, observation, and reflection, and was carried out for two cycles. Data were collected from 10 participants, including school administrators and teachers, by an interview form, an observation form, a test, a follow-up supervision, and a satisfaction questionnaire. The data were analyzed by percentage, mean, and standard deviation. The research findings were as follows: 1) the state of operation of organizing activities to promote reading habits of the students was operated in the following aspects: regarding the policy and plan, there was a lack of continuity in operations and systematic follow-up supervisions; regarding the location, media, and equipment, regarding the knowledge and understanding, and skills, the teachers lacked of clear understanding skills in organizing the activities; and regarding the


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 99 learners, the learners did not realize the importance of acquiring knowledge from reading; 2) the development of teachers in organizing activities to promote reading habits of the students showed data obtained from the actual practice in the workshop showed that the post-workshop test score was higher than the pre-workshop test score. The behavior observation of teachers who attended the workshop was in a high level From the interview and follow-up supervision on the development of teachers in arranging the activities, the strong point of the activities was in which the activities could attract a lot of students to participate; 3) the satisfaction evaluation in organizing the activities showed that the satisfaction of the participants was in the highest level. Keywords: Development of Teachers, Organizing Activities, Promotion of Reading Habits


รวมบทคัดย่องานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา การค้นคว้าอิสระหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา 100 การประเมินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะอาชีพ นักเรียนโรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา ชุมพร เขต 1 The Evaluation of Organic Fertilizer from Chamchuri Leaves to Students’ Career Skills Project of Wat Na Thung School under Chumphon Primary Educational Service Area Office 1 พันธุ์ธัช ศรีไสยเพชร1 , ผศ.ดร.บรรจง เจริญสุข2 และ ดร.ญาณิศา บุญจิตร์2 1หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2565 2ที่ปรึกษาการค้นคว้าอิสระ, อาจารย์ประจ าคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินด้านบริบท 2) ประเมินด้านปัจจัยน าเข้า 3) ประเมินด้านกระบวนการ และ 4) ประเมินด้านผลผลิตของโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ทักษะ อาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 โดย การประเมินโครงการใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม ประชากรที่ใช้ใน การศึกษาครงั้นี้รวมทัง้สิ้นจ านวน 132 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จ านวน 1 คน บุคลากร ผู้รับผิดชอบโครงการ จ านวน 10 คน และนักเรียน จ านวน 121 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ตาราง บันทึกคะแนน และแบบสอบถาม จ านวน 5 ฉบับ มีความเชื่อมั่น 0.84, 0.85, 0.87, 0.88, 0.91 โดยใช้ สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) การประเมินด้านบริบทของโครงการ โดยรวมและรายด้านมีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การประเมินด้านปัจจัยน าเข้าของโครงการ โดยรวมและรายด้านมี ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) การประเมินด้านกระบวนการของโครงการ โดยรวมและรายด้านมี ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และ 4) การประเมินด้านผลผลิตของโครงการ มีผลการประเมิน ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพและทักษะในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรีของนักเรียน โดยรวมมีนักเรียนได้คะแนนหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 95.04 การน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ของนักเรียนหลังจากการเข้าร่วมโครงการ พบว่า โดยรวมอยู่ใน ระดับมาก และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อโครงการโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อเทียบ กับเกณฑ์การตัดสินถือว่าผ่านเกณฑ์ทั้ง 4 ด้าน เห็นควรด าเนินโครงการปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี สู่ ทักษะอาชีพนักเรียน โรงเรียนวัดนาทุ่ง สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ต่อไป ค าส าคัญ: การบริหารสถานศึกษา การประเมินโครงการ ซิปป์โมเดล ปุ๋ยอินทรีย์จากใบจามจุรี


Click to View FlipBook Version