The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มแผนการจัดการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by guide_inspirit, 2021-12-19 09:24:40

เล่มแผนการจัดการเรียนรู้

เล่มแผนการจัดการเรียนรู้

แผนการจดั การเรียนรู้

วิชาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชนั้ ประถมศึกษาปี ที่ 4 และ ชนั้ ประถมศึกษาปี ที่ 5

โรงเรียนบา้ นสามหลงั (ประชารงั สรรค)์

นางสาวกมลพรรณ แตงสวุ รรณ

รหสั นักศึกษา 62031050101
สาขาวิชาวิทยาศาสตรท์ วั่ ไป คณะครศุ าสตร์

ชนั้ ปี ที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2564
มหาวิทยาลยั ราชภฏั อตุ รดิตถ์

แผนการจัดการเรยี นรู

รายวิชา วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี

ชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี 4
ชั้นประถมศกึ ษาปที่ 5
นางสาวกมลพรรณ แตงสวุ รรณ
รหัสนกั ศึกษา 62031050101
คณะครุศาสตร สาขาวิชาวิทยาศาสตรท ่วั ไป
ช้ันปท ี่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปก ารศึกษา 2564

โรงเรยี นบานสามหลัง(ประชารงั สรรค) อ.ทุงเสลี่ยม จ.สุโขทยั

แผนการจัดการเรยี นรู
รายวชิ า วทิ ยาศาสตรทว่ั ไป

ช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 4

แผนการจดั การเรยี นรทู ่ี 1 ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 4
กลุม สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เรอ่ื ง การนำความรอนของวัสดุ
รายวชิ า วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
หนวยการเรยี นรูท่ี 3 เรือ่ ง วัสดุและสสาร เวลา 1 ช่วั โมง
ภาคเรยี นที่ 2 ปการศกึ ษา 2564
ผูสอน นางสาวกมลพรรณ แตงสุวรรณ

1. มาตรฐานการเรยี นรู
ว 2.1 เขา ใจสมบัติของสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธระหวางสมบัติของสารกับโครงสราง

และแรงยดึ เหนยี่ วระหวา งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย
และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี

ตวั ชี้วดั
ว 2.1 ป.4/1 เปรยี บเทียบสมบัติทางกายภาพดานความแข็ง สภาพยืดหยนุ การนำความรอ น

และการนำไฟฟาของวัสดุโดยใชหลักฐานเชงิ ประจักษจากการทดลองและระบุการนำสมบตั เิ ร่อื ง ความแข็ง
สภาพยดื หยุน การนำความรอน และการนำไฟฟา ของวัสดุไปใชใ นชีวติ ประจำวนั ผา นกระบวนการออกแบบชนิ้ งาน

ว 2.1 ป.4/1 แลกเปลย่ี นความคิดกบั ผูอื่นโดยการอภิปรายเก่ยี วกับสมบัตทิ างกายภาพของวัสดุ
อยา งมีเหตผุ ลจากการทดลอง

2. จุดประสงคการเรยี นรู
1. อธบิ ายสมบัตดิ านการนำความรอ นของวสั ดุตางๆ ได (K)
2. ยกตัวอยางการนำวัสดุทีม่ สี มบัตดิ านการนำความรอนมาใชประโยชนใ นชีวติ ประจำวันได (K)

3. ทดลองสมบตั ดิ า นการนำความรอนของวัสดุตางๆ ได (P)
4. เปรียบเทียบสมบัตดิ า นการนำความรอนของวสั ดุตา งๆ ได (P)
5. มีความรบั ผดิ ชอบในการสง งานตรงเวลา (A)

3. สาระการเรยี นรู
วสั ดุบางชนิดมีสมบตั ิทางกายภาพดานการนำความรอนได และสามารถใชวสั ดุท่ีมสี มบตั ิดานการนำความ

รอ นทำอุปกรณตางๆ ได เชน กระทะ เปนตน

4. สาระสำคญั /ความคดิ รวบยอด
การนำความรอนของวัสดุ คือ การถายโอนความรอนผานของแข็งจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงไปยัง

บริเวณที่มีอุณหภูมิตำ่ การเรียนรูเกีย่ วกับสมบัติดานการนำความรอนของวสั ดุ ทำใหนำวัสดุตางๆ มาใชทำ

สง่ิ ของเครื่องใชใ นชวี ิตประจำวนั ไดต ามสมบัตขิ องวสั ดุนนั้ ๆ อยา งเหมาะสม

5. สมรรถนะสำคญั ของผูเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค

สมรรถนะสำคัญของผเู รยี น คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค

1. ความสามารถในการสอ่ื สาร 1. มวี นิ ัย

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเรียนรู

1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มุงม่ันในการทำงาน

2) ทักษะการสำรวจคนหา

3) ทกั ษะการต้งั สมมติฐาน

4) ทักษะการทดสอบสมมตฐิ าน

5) ทกั ษะการสรุปอา งอิง

6) ทกั ษะการนำความรูไปใชประโยชน

3. ความสามารถในการแกป ญหา

4. ความสามารถในการใชท ักษะชวี ติ

5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

6. กิจกรรมการเรียนรู
 แนวคดิ /รูปแบบการสอน/วธิ กี ารสอน/เทคนิค : สบื เสาะหาความรู (5Es)

ขนั้ นำ

ข้นั กระตุน ความสนใจ (Engage)
1. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามนักเรียนวา นักเรียนทราบหรือไมวา วันนี้จะไดเรียนรูเกี่ยวกับเรื่อง
อะไร แลวใหนักเรียนชวยกันตอบคำถาม จากนั้นครูแจงชื่อเรื่องที่จะเรียนรู และผลการเรียนรูให

นกั เรยี นทราบ
2. ครูนำชอนโลหะ ตะเกียบไม แทงแกวคนสาร หลอดพลาสติก มาใหนักเรียนสังเกต จากนั้นให

นักเรียนรวมกันอภิปรายและคาดเดาวา วัตถุชนิดใดนำความรอนไดดีที่สุด และวัตถุชนิดใด
ไมน ำความรอ น โดยครยู งั ไมส รุปคำตอบ

3. ครูตั้งคำถามถามนักเรียนตอวา ทำไมเราจึงไมสามารถยกหมอตมน้ำที่กำลังเดือดได แตเมื่อ
ใชผาหรือถุงมือผาจับจะทำใหเราสามารถยกหมอตมน้ำที่กำลังเดือดได โดยครูยังไมเฉลย
คำตอบ

ขั้นสอน

ขน้ั สำรวจคน หา (Explore)
1. ครูแบงกลุมใหนักเรียนออกเปนกลุมละ 4 คน และมีความสามารถคละกัน คือ เกง ปานกลาง
(คอนขางเกง) ปานกลาง (คอ นขา งออ น) และออ น
2. นักเรียนแตล ะกลุม ศึกษาขน้ั ตอนการทำกจิ กรรม เร่ือง การนำความรอ นของวัสดุ ตอนที่ 1 จาก
หนงั สอื วทิ ยาศาสตร หนา 15-16
3. นักเรียนแตละคนชวยกันสังเกตลักษณะของวัสดุตางๆ จากนั้นลงความเห็นวา วัตถุแตละชิ้นทำมา
จากวสั ดชุ นดิ ใด แลว บันทกึ ผลลงในสมุดประจำตัวนักเรยี น
4. นักเรียนชวยกนั กำหนดปญหาในการทดลองและตัง้ สมมติฐาน กำหนดตัวแปรตน ตัวแปรตาม และ
ตัวแปรควบคมุ แลวบันทึกลงในสมุดประจำตัวนกั เรยี น
5. กลมุ ชวยกนั ทำการทดลองตามข้ันตอนในกจิ กรรม โดยปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ดงั นี้
1) หยดน้ำตาเทียนลงบนวัตถุที่นำมาทดสอบอยางละ 1 หยด โดยกำหนดระยะหางจาก
ปลายของวตั ถุท้งั 4 ใหเ ทา ๆ กัน
2) นำวัตถุทั้ง 4 ชนิด ใสในบีกเกอรที่มีน้ำรอนอยู แลวตั้งทิ้งไวประมาณ 3-5 นาที สังเกต
และจบั เวลาการละลายของน้ำตาเทยี น จากนนั้ บนั ทกึ ลงในสมดุ ประจำตวั นักเรยี น
3) เปรียบเทียบความรูสึกรอนเมื่อใชมือจับวัตถุทั้ง 4 ชนิด ขณะแชอยูในบีกเกอร โดยจับท่ี
ปลายของวตั ถุ แลว สงั เกตวารูสึกรอ นหรือไม

ขั้นอธบิ ายความรู (Explain)
1. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายผลการทำกิจกรรมภายในกลุม จากนั้นชวยกันตรวจสอบ
ความถกู ตองเพอื่ เตรียมความพรอมในการนำเสนอหนาชน้ั เรยี น
2. นกั เรียนแตล ะกลมุ ออกมานำเสนอผลการทำกจิ กรรมหนา ช้นั เรยี นทลี ะกลุม จนครบทกุ กลมุ
3. ครแู ละเพอื่ นในชั้นเรยี นชวยกนั ตรวจสอบความถูกตองของแตล ะกลุม
4. นกั เรียนทุกคนรว มกันอภปิ รายและสรุปผลการทำกิจกรรมใหไดว า วสั ดแุ ตล ะชนดิ นำความรอนไดดี
ไมเทากัน เนื่องจากน้ำตาเทียนที่อยูบนปลายชอนโลหะละลาย และเมื่อใชมือสัมผัสที่ปลายชอน
โลหะจะรสู กึ รอน สว นน้ำตาเทยี นท่ีอยูบนหลอดพลาสติก ตะเกยี บไม และแทงแกว คนสารไมล ะลาย
เมือ่ ใชม ือสมั ผัสวัตถเุ หลานัน้ ไมรูสกึ รอ น
5. ครูอธิบายเพ่ิมเติมเกี่ยวกับการนำความรอนใหนักเรียนฟงวา เมื่อวัสดุชนิดนั้นไดรับความรอนท่ี
บรเิ วณใดบริเวณหนงึ่ จะถายโอนความรอนไปสูบริเวณอนื่ ๆ ดวย

ขัน้ สรุป

ข้นั ขยายความเขาใจ (Elaborate)
1. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามคำถามนักเรียนวา ในชีวิตประจำวนั ส่ิงของใดบางที่สามารถนำความรอน
ได แลวใหน ักเรยี นตอบคำถามไดอ ยา งอสิ ระ
2. นักเรียนกลุมเดิม ชวยกันทำกิจกรรม เรื่อง การนำความรอนของวัสดุ ตอนที่ 2 จากหนังสือ
วิทยาศาสตร หนา 16 โดยใหสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการใชประโยชนจากสมบัติทางกายภาพดานการ
นำความรอ นของวสั ดทุ ี่นำมาใชใ นชวี ิตประจำวันจากแหลง ขอมลู ตางๆ เชน หนังสือ อนิ เทอรเนต็ เปน ตน
3. นำขอมูลที่ไดจากการสืบคนมาจัดทำเปนใบความรู เรื่อง ประโยชนจากการนำความรอนของวัสดุ เพ่ือ
เผยแพรข อ มูล พรอมตกแตงใหส วยงาม
4. นกั เรียนตัวแทนของแตละกลมุ ออกมานำเสนอใบความรูที่ไดจากการสืบคน หนา ชั้นเรยี น
5. นกั เรียนทุกคนรวมกันสรปุ สมบตั ิการนำความรอนของวัสดุ จนไดขอสรุปวา การนำความรอ น คือ สมบัติ
ของวัสดุท่พี ลงั งานความรอ นสามารถถา ยโอนผานวสั ดุนไ้ี ด แลวชว ยกนั ยกตัวอยางวัสดุทน่ี ำความรอ นได
6. ครูใชรูปแบบการเรียนรูแบบรวมมือ เทคนิคคูคิดสี่สหาย โดยใหนักเรียนแตละคนในกลุมเดิมทำกิจกรรม
หนตู อบไดจากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร หนา 16 ลงในสมุดประจำตวั นักเรียน
7. เม่ือนักเรียนแตล ะคนทำกิจกรรมเสรจ็ ใหจ บั คกู ับเพ่ือนทอี่ ยใู นกลุมเดียวกนั จะไดกลุม ละ 2 คู
8. นักเรียนแตละคูชวยกันตรวจสอบคำตอบของการทำกิจกรรมหนูตอบได จากนั้นสนทนาซักถามซึ่งกัน
และกนั จนเปน ท่ีเขา ใจรวมกันท้งั 2 คน
9. นักเรียนแตละคูกลับมารวมกลุม 4 คน จากนั้นแตละคูผลัดกันอธิบายคำตอบของคูตนเองใหเพื่อนใน
กลมุ ฟง จากนั้นสนทนาซักถามซงึ่ กันและกนั จนเปนท่เี ขาใจรวมกนั ท้ังกลมุ
10. ครูเฉลยคำตอบแลวใหนักเรียนผลัดกันตรวจกิจกรรมหนูตอบไดของเพื่อน จากนั้นเฉลี่ยคะแนนของ
แตล ะคเู ปน คะแนนของกลุม
11. ครูกระตุนใหนักเรียนชวยกันคิดวา หากภาชนะหุงตมทำจากวัสดุที่นำความรอนไดไมดี จะมีผลตอการ
นำไปใชง านหรือไม อยา งไร
(แนวตอบ : มีผล เนื่องจากหากภาชนะหุงตมทำจากวัสดุที่นำความรอนไดไมดี อาจทำใหใชเวลาในการ
ประกอบอาหารนาน จึงควรใชว ัสดุท่นี ำความรอนไดด ีมาใชท ำเปน ภาชนะหงุ ตม)
12. นักเรียนทุกคนอานขอมูลในหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร แลว นักเรยี นรวมกนั สรุปความรูทไ่ี ด
13. ครูเสริมความรูใหนักเรียนฟงวา อะลูมิเนียมเปนวัสดุที่ความรอนนั้นผานไดดี เรียกวา ตัวนำความรอน
จึงนิยมนำมาทำภาชนะหุงตมในสวนที่ตองการความรอน สวนพลาสติกเปนวัสดุที่ความรอนนั้นผานได
ไมดีหรือผานไมไ ด เรียกวา ฉนวนความรอน จึงนิยมนำมาใชเปน สวนประกอบของภาชนะหุงตมในสว น
ท่ไี มต อ งการใหมีความรอ น

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หนักเรยี นสรปุ ความรูจากการเรยี นจนไดขอสรปุ รวมกันวา เปน สมบัตขิ องวัสดทุ ี่พลังงานความรอน
สามารถถายโอนผานวัสดุน้ไี ด
2. ครูประเมนิ ผลนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานกลุม และจาก
การนำเสนอผลการทำกจิ กรรมหนา ช้นั เรยี น
3. ครตู รวจสอบผลการทำกิจกรรม เรือ่ ง การนำความรอ นของวัสดุ ลงในสมดุ ประจำตวั นักเรยี น

4. ครตู รวจสอบผลการทำใบงาน เร่ือง ตวั นำความรอน ฉนวนความรอ นในบานของเรา
5. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมหนูตอบไดในสมุดประจำตวั

7. สอื่ /แหลงการเรียนรู
7.1 สอื่ การเรยี นรู
1) หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร ป.4 เลม 2 หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 วสั ดุและสสาร

2) ใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง ตัวนำความรอน ฉนวนความรอ นในบา นของเรา
3) วัสดุ-อุปกรณการทดลองในกิจกรรมที่ 4 เชน เทียนไข ชอนโลหะ ตะเกียบไม แทงแกวคนสาร

หลอดพลาสตกิ นำ้ รอนจัด ไมขดี ไฟ บีกเกอร เปน ตน

4) สมดุ ประจำตวั นกั เรยี น

7.2 แหลงการเรียนรู
1) หอ งสมดุ

2) หองเรยี น

3) อนิ เทอรเ นต็

8. การวดั และประเมินผล วิธกี าร เครื่องมือ เกณฑก ารประเมนิ
รายการวดั

1. . อธบิ ายสมบัติดา นการ - การตอบคำถามระหวา ง - การซักถาม - ไดไมน อยกวา 2
นำความรอนของวสั ดตุ า งๆ เรยี น คะแนน ระดับ
ได (K) - ตรวจใบงานท่ี 1 เรอ่ื ง - ใบงานท่ี 1 เรื่องตัวนำ คณุ ภาพดี ถอื วา ผาน
2. ยกตัวอยางการนำวัสดุท่ี ตวั นำความรอ น ฉนวน ความรอน ฉนวนความ การประเมนิ ดา น
มีสมบัตดิ า นการนำความ ความรอ นในบานของเรา รอนในบานของเรา ความรู
รอ นมาใชประโยชนใน
ชวี ิตประจำวันได (K)

3. ทดลองสมบตั ิดา นการ - ตรวจการนำเสนอ - แบบประเมินการ - ไดไมน อยกวา2
นำความรอนของวัสดุตา งๆ ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ นำเสนอผลงาน/ผลการ คะแนน ระดบั
ได (P) กิจกรรม ปฏบิ ตั ิกิจกรรม คณุ ภาพดี ถอื วา ผาน
การประเมนิ ดาน
4. เปรยี บเทยี บสมบตั ิดาน กระบวนการ
การนำความรอนของวัสดุ
ตางๆ ได (P)

4. มคี วามรับผดิ ชอบในการ - สงั เกตความมวี นิ ยั - แบบสงั เกตความมี - ไดไ มน อยกวา 2
วนิ ัย รับผิดชอบ ใฝ คะแนน ระดบั
สงงานตรงเวลา (A) ใฝเ รียนรู และมงุ มัน่ เรยี นรแู ละมุง ม่ันในการ คุณภาพดี ถือวาผาน
ทำงาน การประเมนิ ดานเจต
ในการทำงาน
คติ

9 เกณฑก ารประเมินผลงานนักเรยี น เกณฑการประเมนิ (Rubrics Score)

ประเด็นการประเมนิ คาน้ำหนัก แนวทางการใหคะแนน
คะแนน

การใหค ะแนนตอบ 3 ตอบคำถามทายกจิ กรรมและคำถามระหวา งเรยี น ถูกตอ ง จำนวน 5-6 ขอ
คำตอบหลงั ทำกจิ กรรม 2 ตอบคำถามทา ยกจิ กรรมและคำถามระหวางเรียน ถูกตอง จำนวน 3-4 ขอ

1 ตอบคำถามทายกิจกรรมและคำถามระหวา งเรียน ถูกตอง จำนวน 1-2 ขอ

การใหคะแนนการจดั 3 ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองไดดี มีการนำเสนอขอมลู เขา ใจงาย
กระทำและสื่อความหมาย มลี ำดับขั้นตอน ระบุชอ่ื ตารางบนั ทึกผลการทดลอง หวั เร่อื งตารางบันทึกผล
ตารางบันทกึ ผล และบนั ทึกผลการทดลองไดถูกตอ ง ครบถวน
การทดลอง 2 ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองได มีการนำเสนอขอมูลเขาใจงา ย
มีลำดับขั้นตอน ระบุชอ่ื ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง หัวเรอ่ื งตารางบนั ทึกผล
แตบ ันทกึ ผลการทดลองไมถูกตอง
1 ออกแบบตารางบนั ทึกผลการทดลองได แตก ารนำเสนอขอมูลเขาใจยาก
ไมม ีลำดบั ข้นั ตอน ไมระบชุ ่ือตารางบันทกึ ผลการทดลอง ไมม ีหวั เรอื่ งตาราง
บนั ทึกผล และบันทึกผลการทดลองไมถกู ตอ ง

การใหค ะแนนความ ใหความรวมมือในทำกจิ กรรมรวมกับผอู น่ื ตลอดท้ังคาบเรยี น ไมก อความ
รว มมือในการทำกจิ กรรม 3 วุนวายหรือปญหาท่ีรบกวนการเรียนของผูอ่ืน เชน พดู เสียงดงั โวยวาย ลกุ
รวมกบั ผูอน่ื
เดนิ ไปมา หรือชวนผอู นื่ คยุ เลน ขณะครูทำการสอน

ใหความรว มมือในทำกิจกรรมรวมกับผูอ น่ื เปนบางคร้ังในคาบเรยี น และกอ
2 ความวนุ วายหรอื ปญหาท่ีรบกวนการเรียนของผูอืน่ เชน พูดเสียงดงั

โวยวาย ลกุ เดนิ ไปมา หรือชวนผอู ่นื คุยเลน ขณะครูสอน

ไมใ หค วามรวมมือในทำกจิ กรรมรว มกบั ผอู ื่น ทำใหเ กดิ ความวนุ วายหรือ
1 ปญ หาท่รี บกวนการเรยี นของผอู ่นื เชน พูดเสียงดังโวยวาย ลกุ เดินไปมา

หรอื ชวนผอู ่ืนคยุ เลน ขณะครูทำการสอน

ระดบั คุณภาพ (โดยนำคะแนนรวมทกุ ดาน K P A แลว หาคาเฉลย่ี )

คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 2.99 หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99 หมายถงึ พอใช

ดังน้ัน นักเรียนตอ งไดคะแนนเฉลี่ยทุกประเด็นการประเมิน ไมตำ่ กวา 2.00 คะแนน แสดง
ระดับคุณภาพดี ถอื วาผา นเกณฑก ารประเมนิ

แบบบนั ทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรูของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4/1
คำชแี้ จง: ทำเครื่องหมาย  ในชองคา น้ำคะแนนแตละดานตามจุดประสงคการเรียนรู โดยประเมนิ ตามเกณฑ
Rubrics Score

เลข ชื่อ-นามสกุล/ ดา นความรู (K) ดานกระบวนการ (P) ดานเจตคติ (A)คะแนนรวม
ที่ รหสั นักเรียน คานำ้ หนักคะแนน คานำ้ หนกั คะแนน คาน้ำหนกั คะแนนระดับ
1 เด็กชาย จักรวาล มะริด 3 2 1 3 2 1 3 21 คุณภาพ
2 เด็กชาย จนั ทรัช ติ๊บปะระ
✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

3 เด็กชาย ปริพล หอมบุปผา ✓ ✓ ✓ 8 ดมี าก

4 เด็กชาย ปญญาพฒั น ออนดา ✓ ✓✓ 7 ดี

5 เด็กชาย พัทธดนย อนิ ตอน ✓ ✓✓ 8 ดี

6 เด็กชาย รัฐภมู ิ สงั ขบ ัวแกว ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

7 เด็กชาย สมยศ ก่ิงแกว ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

8 เด็กชาย สุทธิภทั ร ถาวร ✓ ✓ 9 ดีมาก

9 เด็กชาย อิทธเิ ชษฐ จนุ คง ✓ ✓ ✓ 7 ดี
10 เด็กหญิง กนกกร กนั ทะวงศ ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
11 เดก็ หญิง จันทริ า บตุ รสา ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
12 เดก็ หญิง ณฐั ติกาล เกตเุ ลก็ ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
13 เด็กหญงิ ธญั รัตน ทิพเนตร ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
14 เด็กหญิง ธรี สุดา คำหลา ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
15 เดก็ หญิง ภัทรภร นอย ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
16 เด็กหญงิ ศิริรัตน โคกสถาน ✓ ✓ 8 ดี


17 เด็กหญงิ ศศิชา ชาวดง ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

18 เด็กหญิง กญั จณา ประจุพร ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

เกณฑการพจิ ารณาคณุ ภาพ (โดยนำคะแนนรวมทุกดาน K P A แลวหาคา เฉลีย่ )
- คะแนนรวมเฉล่ยี 3.00 หมายถงึ ดมี าก
- คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00-2.99 หมายถงึ ดี
- คะแนนรวมเฉล่ยี 0.01-1.99 หมายถึง พอใช
ตอ งไดคะแนนเฉลี่ยทกุ ประเดน็ การประเมิน ไมต่ำกวา 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ขึ้นไปเทา นนั้

ถงึ จะผานการเรียนรตู ามตัวชี้วดั
ผลการประเมนิ การเรียนรขู องนักเรียน

ผเู รยี นที่ ผา น ตัวชวี้ ัด
มีจำนวน……………18……………คน คดิ เปนรอ ยละ………………100…………………..

ผเู รียนที่ ไมผ าน ตัวชว้ี ัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปนรอยละ………………………………………………..

1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
4)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
5)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
6)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

แบบบนั ทึกการประเมนิ คณุ ภาพการเรยี นรขู องนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 4/2

คำชีแ้ จง: ทำเครื่องหมาย  ในชอ งคา น้ำคะแนนแตล ะดา นตามจดุ ประสงคการเรียนรู โดยประเมินตามเกณฑ
Rubrics Score
ดา นความรู (K) ดา นกระบวนการ (P) ดา นเจตคติ (A)
เลข ชอ่ื -นามสกุล/ คานำ้ หนักคะแนน คา นำ้ หนกั คะแนน คาน้ำหนกั คะแนน คะแนนรวม
ท่ี รหสั นักเรียน 3 21 3 2 1 3 21 ระดับ
คุณภาพ

1 เด็กชายธนชยั พรมไชย ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
ดมี าก
2 เด็กชายนภสินธุ์ เทพทอง ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

3 เด็กชายพีรวิชญ์ ใจอา้ ย ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
ดมี าก
4 เดก็ ชายวรปรชั ญ์ ทานะแจ่ม ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ 9
5 เดก็ ชายศกุ ลภทั ร เผือดผอ่ ง ✓ ✓ ✓ 9 ดี
✓ ✓ 8 ดี
6 เด็กชายสหสั ภพ นะหนู ✓ ✓ ✓ 8 ดี
✓ 8 ดมี าก
7 เด็กหญิงกญั ญรตั น์ อ่อนทอง ✓ ✓ ✓ 9
✓ ดมี าก
8 เดก็ หญิงชะนสิ รา เมทาวงศ์ ✓ ดี
ดี
9 เด็กหญิงชตุ ิกาญจน์ เมาสาย ✓
ดีมาก
10 เด็กหญิงทตั ติยาพร ชนะชยั ✓ ดมี าก

11 เด็กหญิงธญั ญน์ ริ ชาโสโรรมั ย์ ✓ ✓ ✓ 9
12 เด็กหญิงนนั ทน์ ภสั ปัญญาธิ ✓ ✓ ✓ 8
13 เด็กหญิงนิชาภทั ร แสนสีหา ✓ ✓ ✓ 8
14 เดก็ หญิงประภาวรนิ ทร์ แหว้ เพ็ชร ✓ ✓ 9
15 เด็กหญิงภทั รวรรณ เมนชนั ✓ ✓ ✓ 9


16 เด็กหญิงวรทิ ธิธ์ ร เสนามนตรี ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
✓ ✓ 9 ดีมาก
17 เด็กหญิงสพุ ตั รา ศรีกล่าํ ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ 8 ดี
18 เด็กหญิงอมรรตั น์ เทอื กถา ✓ ✓ 8 ดี
✓ ✓ 8 ดี
19 เด็กหญิงเกศกนก มีศริ ิ ✓ ✓

20 เดก็ หญิงวรรณา จนั ทรพ์ รม ✓

21 เด็กหญิงสลุ ิสา เฉพาะตรง ✓

เกณฑก ารพจิ ารณาคณุ ภาพ (โดยนำคะแนนรวมทุกดาน K P A แลว หาคาเฉลีย่ )
- คะแนนรวมเฉลี่ย 3.00 หมายถึง ดมี าก
- คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00-2.99 หมายถงึ ดี
- คะแนนรวมเฉลีย่ 0.01-1.99 หมายถงึ พอใช
ตอ งไดคะแนนเฉลยี่ ทุกประเดน็ การประเมิน ไมต ำ่ กวา 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทา นน้ั

ถงึ จะผานการเรยี นรูตามตัวช้ีวัด
ผลการประเมินการเรยี นรูของนกั เรียน

ผเู รียนท่ี ผา น ตัวชว้ี ัด
มจี ำนวน……………21……………คน คิดเปน รอ ยละ……………………100…………….

ผูเรยี นท่ี ไมผาน ตวั ชีว้ ัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปน รอยละ………………………………………………..

1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
4)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
5)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
6)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................





ใบงานท่ี 1

ตัวนำความรอ น ฉนวนความรอนในบานของเรา

คำชแี้ จง : ใหน กั เรยี นระบชุ ่อื วัตถุทีเ่ ปนตวั นำความรอ น ฉนวนความรอ น และวาดภาพประกอบตกแตง ให

สวยงาม

ตัวนำความรอน ฉนวนความรอน

1........................................................ 1........................................................

2........................................................ 2........................................................
3........................................................ 3........................................................





แผนการจัดการเรยี นรทู ี่ 2 ชั้นประถมศกึ ษาปท่ี 4
กลุมสาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เร่อื ง การนำไฟฟา ของวสั ดุ
รายวชิ า วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี
หนวยการเรียนรทู ี่ 3 เร่อื ง วัสดุและสสาร เวลา 1 ช่วั โมง
ภาคเรียนท่ี 2 ปการศกึ ษา 2564
ผสู อน นางสาวกมลพรรณ แตงสุวรรณ

1. มาตรฐานการเรยี นรู
ว 2.1 เขาใจสมบัติของสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธระหวา งสมบัติของสารกบั โครงสราง

และแรงยึดเหนี่ยวระหวา งอนุภาค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ยี นแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย
และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

ตวั ช้ีวดั
ว 2.1 ป.4/1 เปรยี บเทียบสมบัติทางกายภาพดานความแข็ง สภาพยดื หยุน การนำความรอน

และการนำไฟฟาของวัสดุโดยใชห ลักฐานเชงิ ประจกั ษจากการทดลองและระบุการนำสมบตั ิเร่ือง ความแข็ง
สภาพยืดหยุน การนำความรอน และการนำไฟฟา ของวัสดไุ ปใชใ นชีวติ ประจำวนั ผา นกระบวนการออกแบบชิน้ งาน

ว 2.1 ป.4/1 แลกเปล่ียนความคิดกับผูอ่ืนโดยการอภิปรายเกีย่ วกบั สมบัติทางกายภาพของวัสดุ
อยา งมีเหตผุ ลจากการทดลอง

2. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
1. อธบิ ายสมบัตดิ านการนำไฟฟาของวสั ดุตา งๆ ได (K)

2. ยกตวั อยา งการนำวสั ดุท่ีมีสมบัติดา นการนำไฟฟา มาใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจำวนั ได (K)
3. ทดลองสมบัติดา นการนำไฟฟาของวสั ดตุ างๆ ได (P)
4. เปรียบเทยี บสมบัติดานการนำไฟฟาของวัสดุตางๆ ได (P)
5. มีความรบั ผิดชอบในการสงงานตรงเวลา (A)

3. สาระการเรียนรู
วัสดบุ างชนดิ มีสมบัตทิ างกายภาพดานการนำไฟฟา ได และสามารถใชวสั ดุท่ีมีสมบตั ิดานการนำไฟฟา

ทำอปุ กรณตางๆ ได เชน สายไฟ เปน ตน

4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
การนำไฟฟาของวัสดุ คอื สมบตั ิของวัสดุที่พลงั งานไฟฟา สามารถถา ยโอนผานวสั ดุชนิดนนั้ ได การเรียนรู

เกี่ยวกับสมบัติดานการนำไฟฟาของวัสดุ ทำใหนำวัสดุตางๆ มาใชทำสิ่งของเครื่องใชในชีวิตประจำวันได

ตามสมบัติของวสั ดุนัน้ ๆ อยา งเหมาะสม

5. สมรรถนะสำคญั ของผเู รยี นและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค

สมรรถนะสำคัญของผเู รียน คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค

1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มวี นิ ัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเรยี นรู
3. มุงมน่ั ในการทำงาน
1) ทักษะการสังเกต
2) ทกั ษะการสำรวจคนหา
3) ทกั ษะการต้ังสมมติฐาน
4) ทกั ษะการทดสอบสมมติฐาน
5) ทักษะการสรปุ อา งอิง
6) ทกั ษะการนำความรูไปใชป ระโยชน
3. ความสามารถในการแกป ญหา
4. ความสามารถในการใชท ักษะชวี ติ
5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

6. กิจกรรมการเรียนรู
 แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู (5Es)

ขัน้ นำ

ข้นั กระตนุ ความสนใจ (Engage)
4. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามนักเรียนวา นักเรียนทราบหรือไมวา วันนี้จะไดเรียนรูเกี่ยวกับเรื่อง
อะไร แลวใหนักเรียนชวยกันตอบคำถาม จากนั้นครูแจงชื่อเรื่องที่จะเรียนรู และผลการเรียนรูให
นักเรยี นทราบ
5. ครูนำตัวอยางเสนลวด ตะเกียบไม ตะปู หนังยาง ผาเช็ดหนา ชอนโลหะ กระดาษ บีกเกอร มาให
นักเรียนดู และรวมกันอภิปรายและคาดเดาวา วัสดุชนิดใดนำไฟฟาและวัสดุชนิดใดไมนำไฟฟา
ทราบไดอ ยางไร
6. ครูอธิบายใหนักเรียนฟงวา การนำไฟฟาเปนสมบัติของวัสดุที่พลังงานไฟฟาสามารถเคลื่อนที่ผาน
วัสดนุ ัน้ ๆ ได

ขน้ั สอน

ข้ันสำรวจคน หา (Explore)
6. ครแู บง กลุมใหนกั เรียนกลุมละ 4 คน และมคี วามสามารถคละกัน คือ เกง ปานกลาง (คอนขางเกง)
ปานกลาง (คอ นขางออน) และออน
7. นักเรียนแตละกลุม ศึกษาขัน้ ตอนการทำกิจกรรม เรื่อง การนำไฟฟาของวัสดุ ตอนที่ 1 จากหนังสือ
เรียนวิทยาศาสตร หนา 18-19 จากนั้นชวยกันทำการทดลองตามขั้นตอน แลวบันทึกลงในสมุด
ประจำตวั นักเรียน

ขน้ั อธิบายความรู (Explain)
6. นักเรียนแตละกลุมรวมกันอภิปรายผลการทำกิจกรรมภายในกลุม และชวยกันตรวจสอบความถูก
ตอ งเพ่อื เตรยี มความพรอมในการนำเสนอหนา ชน้ั เรียน
7. นกั เรียนแตล ะกลุม ออกมานำเสนอผลการทำกจิ กรรมหนา ชน้ั เรยี นทลี ะกลุม จนครบทกุ กลมุ
8. ครแู ละเพอ่ื นชวยกันตรวจสอบความถกู ตอ งของแตละกลุม
9. นกั เรียนทุกคนรวมกนั อภปิ รายและสรุปผลการทำกจิ กรรมใหไ ดว า วสั ดุแตละชนิดนำความรอนไดดี
ไมเทากัน เนื่องจากน้ำตาเทียนที่อยูบนปลายชอนโลหะละลาย และเมื่อใชมือสัมผัสที่ปลายชอน
โลหะจะรสู กึ รอ น สว นน้ำตาเทียนทอี่ ยูบนหลอดพลาสตกิ ตะเกยี บไม และแทง แกวคนสารไมละลาย
เมอื่ ใชม อื สมั ผัสวัตถเุ หลาน้ันไมร สู ึกรอ น
10. ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำความรอนใหนักเรียนฟงวา เมื่อวัสดุชนิดนั้นไดรับความรอนท่ี
บรเิ วณใดบริเวณหนึ่ง จะถายโอนความรอ นไปสบู ริเวณอื่นๆ ดว ย

ขั้นสรปุ

ขั้นขยายความเขาใจ (Elaborate)
1. ครสู นทนากบั นกั เรยี นโดยถามคำถามนักเรยี นวา ในชวี ิตประจำวันสิ่งของใดบางท่ีสามารถนำไฟฟาได
แลว ใหน ักเรียนตอบคำถามไดอยา งอิสระ
2. นักเรียนจับกลุมเดมิ คอื กลุม ละ 4 คน และมีความสามารถคละกนั คือ เกง ปานกลาง (คอ นขางเกง)
ปานกลาง (คอนขางออ น) และออน
3. สมาชิกทุกคนในกลุมชวยกันทำกิจกรรม เรื่อง การนำไฟฟาของวัสดุ ตอนที่ 2 จากหนังสือ
วิทยาศาสตร หนา 19 โดยใหสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการใชประโยชน จากสมบัติทางกายภาพดานการ
นำไฟฟาของวัสดทุ ่ีนำมาใชในชวี ิตประจำวันจากแหลงขอมูลตางๆ เชน หนงั สือ อินเทอรเ น็ต เปน ตน
4. นกั เรียนนำขอมลู ที่ไดจากการสืบคนมาจัดทำเปนแผนพับใหความรู เรื่อง ประโยชนจากการนำไฟฟา
ของวสั ดแุ ละตกแตงใหส วยงาม
5. ตวั แทนของแตล ะกลมุ ออกมานำเสนอแผนพับใหค วามรู เรื่อง ประโยชนจ ากการนำไฟฟาของวสั ดุ

6. ครูสรปุ ความรูเพ่ิมเติมใหนักเรียนฟง วา การนำไฟฟา ของโลหะนำมาใชประโยชนได เชน ทองแดงใชทำ
สวนประกอบของเคร่ืองใชไฟฟา เชน เตารีด หลอดไฟ เปนตน สวนวสั ดุทีไ่ มนำไฟฟาสามารถนำมาใช
ปองกันไฟฟารั่วหรอื ไฟฟาดูด เชน ปลก๊ั ไฟ สายไฟ แลวครูเปด โอกาสใหนักเรยี นซกั ถามในสว นทีส่ งสัย

7. นักเรียนแตละคนทำกิจกรรมหนูตอบไดจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 19 ลงในสมุดประจำตัว
นักเรยี น

8. ครูใชเทคนิคคูคิด โดยใหนักเรียนจับคูกับเพื่อน แลวนำคำตอบของตนเองมาเปรียบเทียบกับคูของ
ตนเอง และใหผ ลัดกันอภิปรายคำตอบ

9. หากนักเรียนเกิดขอสงสัยใหท ำการสบื คน เพ่ิมเติมเพื่อหาคำตอบ
10. ครูสมุ ตัวแทน 4-5 คู เพอื่ ใหอ อกมาอธิบายคำตอบใหเพื่อนฟงหนา ชั้นเรียน โดยมีครูคอยตรวจสอบ

ความถูกตอ งของคำตอบ
11. นักเรยี นทกุ คนอานขอ มูลในหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร หนา 20 เรือ่ ง สมบตั ิทางกายภาพของวสั ดุ

(การนำไฟฟาของวสั ด)ุ จากน้ันนกั เรียนรว มกนั สรุปความรูที่ไดจ ากการอาน
12. ครเู สริมความรใู หนักเรียนฟง วา ทองแดง เปนวัสดทุ ีใ่ หกระแสไฟฟาไหลผานได เรยี กวา ตัวนำไฟฟา จึง

สามารถนำมาใชท ำอุปกรณ เคร่ืองใชไฟฟา เชน สายไฟสว นพลาสติก เปน วัสดุทก่ี ระแสไฟฟา ไหลผาน
ไมได จงึ สามารถนำมาทำอุปกรณปอ งกนั ไฟฟาดูด เชน ปลอกหุมสายไฟ
13. นักเรียนแตละคนทำกิจกรรมพัฒนาการเรียนรูที่ 1 จากหนังสือเรียน หนา 21 ลงในสมุดประจำตัว
นกั เรยี น หรือทำในใบงานท่ี 2 เรื่อง การเลอื กใชว สั ดุ
14. นกั เรยี นแตล ะคนทำกจิ กรรมสรปุ ความรบู ทที่ 1 ลงในสมุดประจำตัวนักเรียน
15. นักเรียนแตละคนทำกิจกรรมฝกทักษะบทที่ 1 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 22-23 ลงในสมุด
ประจำตัวนกั เรยี น
16. นกั เรยี นทกุ คนทำกจิ กรรมทา ทายการคดิ ขัน้ สูงบทที่ 1 ในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร ป.4 เลม 2 หนา 27
17. นักเรียนกลุมเดิมชวยกันทำกิจกรรมสรางสรรคผลงาน จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 23 หรือ
แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร หนา 28 เปน การบา น

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ใหนกั เรยี นดตู ารางตรวจสอบตนเอง จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 21 จากนนั้ ครถู ามนักเรียนเปน
รายบุคคลตามรายการขอ 1-5 จากตาราง เพื่อเปนการตรวจสอบความรูความเขาใจของนักเรียน
หลังจากการเรียน หากนักเรียนคนใดตรวจสอบตนเองโดยใหอยูในเกณฑที่ควรปรับปรุง ใหครูทบทวน
บทเรียนหรือหากจิ กรรมอนื่ ซอ มเสรมิ เพ่ือใหนกั เรียนมคี วามรคู วามเขา ใจในบทเรียนมากข้นึ
2. ครูประเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานกลุม และจาก
การนำเสนอผลการทำกิจกรรมหนาช้ันเรียน
3. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมท่ี 5 เรื่อง การนำไฟฟา ของวสั ดุ ในสมดุ ประจำตวั นกั เรยี น

4. ครตู รวจสอบผลงานแผน พับความรู เรื่อง ประโยชนจ ากการนำไฟฟา ของวัสดุ
5. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมหนูตอบไดใ นสมุดหรือในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร หนา 22
6. ครตู รวจสอบผลการทำกิจกรรมพัฒนาการเรียนรทู ี่ 1 ในสมดุ ประจำตัวนกั เรียน
7. ครูตรวจสอบผลการทำกิจกรรมสรปุ ความรบู ทที่ 1 ในสมดุ ประจำตวั
8. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมฝกทักษะบทท่ี 1 ในสมุดประจำตวั นกั เรยี น
9. ครตู รวจสอบผลการทำกจิ กรรมทาทายการคดิ ขั้นสูง บทที่ 2 ในสมุดประจำตัวนักเรียน
10. ครูตรวจช้นิ งานกลองดินสอจากวสั ดุเหลือใช และการนำเสนอชิ้นงาน/ผลงาน หนาชั้นเรียน

7. ส่อื /แหลงการเรยี นรู
7.1 สือ่ การเรยี นรู
5) หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร ป.4 เลม 2 หนวยการเรยี นรูที่ 3 วสั ดแุ ละสสาร
6) วสั ด-ุ อปุ กรณการทดลองในกิจกรรมที่ 5 เชน ตะปู ดินสอ หนงั ยาง บีกเกอร กระดาษ ไมบ รรทัด
พลาสติก ชอนโลหะ คลปิ หนบี กระดาษ ผาเช็ดหนา เปน ตน
7) วัสด-ุ อุปกรณกจิ กรรมสรา งสรรคผ ลงาน

8) สมุดประจำตัวนกั เรียน
7.2 แหลง การเรยี นรู

1) หอ งสมดุ

2) หอ งเรียน
3) อินเทอรเ นต็
8. การวดั และประเมินผล

รายการวัด วิธกี าร เครื่องมือ เกณฑก ารประเมนิ

1. อธบิ ายสมบัตดิ า นการ - การตอบคำถามระหวาง - การซักถาม - ไดไมนอยกวา 2
นำไฟฟา ของวัสดตุ า งๆ ได เรยี น คะแนน ระดบั
- ตรวจการทำกจิ กรรม - กจิ กรรมพฒั นาการ คณุ ภาพดี ถอื วา ผาน
(K) พฒั นาการเรียนรใู นสมดุ เรยี นรู หนา 21 การประเมนิ ดา น
2. ยกตัวอยา งการนำวัสดทุ ่ี ประจำตัว ความรู
มีสมบัตดิ า นการนำไฟฟา

มาใชประโยชนใน

ชีวิตประจำวันได (K)

3. ทดลองสมบัตดิ านการ - ตรวจการนำเสนอ - แบบประเมนิ การ - ไดไมนอยกวา 2
นำไฟฟาของวัสดุตา งๆ ได ผลงาน/ผลการปฏิบตั ิ นำเสนอผลงาน/ผลการ คะแนน ระดบั
(P) กจิ กรรม ปฏิบตั ิกิจกรรม คณุ ภาพดี ถอื วาผา น
4. เปรียบเทียบสมบัติดา น - ตรวจการทำกจิ กรรม - กจิ กรรมหนตู อบได การประเมนิ ดา น
การนำไฟฟาของวัสดตุ างๆ หนูตอบไดในสมุด หนา 19 กระบวนการ
ได (P) ประจำตวั

4. มีความรบั ผดิ ชอบในการ - สังเกตความมวี นิ ยั - แบบสงั เกตความมี - ไดไ มนอยกวา 2
วินยั รบั ผิดชอบ ใฝ คะแนน ระดับ
สง งานตรงเวลา (A) ใฝเ รียนรู และมงุ ม่ัน เรียนรูแ ละมงุ ม่ันในการ คณุ ภาพดี ถอื วา ผาน
ทำงาน การประเมนิ ดา นเจต
ในการทำงาน
คติ

9 เกณฑการประเมนิ ผลงานนักเรยี น เกณฑก ารประเมนิ (Rubrics Score)

ประเด็นการประเมนิ คานำ้ หนกั แนวทางการใหค ะแนน
คะแนน

การใหค ะแนน 3 ตอบคำถามทา ยกจิ กรรมและคำถามระหวางเรยี น ถูกตอ ง จำนวน 3 ขอ
หลงั ทำกจิ กรรม 2 ตอบคำถามทา ยกิจกรรมและคำถามระหวางเรียน ถูกตอ ง จำนวน 2 ขอ

1 ตอบคำถามทา ยกิจกรรมและคำถามระหวา งเรียน ถูกตอง จำนวน 1 ขอ

การใหคะแนนการจัด 3 ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองไดดี มกี ารนำเสนอขอมลู เขาใจงา ย
กระทำและสื่อความหมาย มีลำดับขัน้ ตอน ระบชุ อ่ื ตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง หวั เรอ่ื งตารางบนั ทึกผล
ตารางบนั ทึกผล และบันทึกผลการทดลองไดถูกตอ ง ครบถว น
การทดลอง 2 ออกแบบตารางบันทึกผลการทดลองได มกี ารนำเสนอขอมูลเขา ใจงาย
มีลำดับขนั้ ตอน ระบชุ ่ือตารางบนั ทกึ ผลการทดลอง หัวเรื่องตารางบนั ทึกผล
แตบ ันทึกผลการทดลองไมถูกตอ ง
1 ออกแบบตารางบนั ทึกผลการทดลองได แตการนำเสนอขอ มูลเขา ใจยาก
ไมมีลำดับข้ันตอน ไมระบชุ ือ่ ตารางบันทึกผลการทดลอง ไมม ีหวั เร่ืองตาราง
บันทึกผล และบนั ทึกผลการทดลองไมถ กู ตอ ง

การใหค ะแนนความ ใหความรวมมือในทำกจิ กรรมรวมกับผอู น่ื ตลอดท้ังคาบเรยี น ไมก อความ
รว มมือในการทำกจิ กรรม 3 วุนวายหรือปญหาท่ีรบกวนการเรียนของผูอ่ืน เชน พดู เสียงดงั โวยวาย ลกุ
รวมกบั ผูอน่ื
เดนิ ไปมา หรือชวนผอู นื่ คยุ เลน ขณะครูทำการสอน

ใหความรว มมือในทำกิจกรรมรวมกับผูอ น่ื เปนบางคร้ังในคาบเรยี น และกอ
2 ความวนุ วายหรอื ปญหาท่ีรบกวนการเรียนของผูอืน่ เชน พูดเสียงดงั

โวยวาย ลกุ เดนิ ไปมา หรือชวนผอู ่นื คุยเลน ขณะครูสอน

ไมใ หค วามรวมมือในทำกจิ กรรมรว มกบั ผอู ื่น ทำใหเ กดิ ความวนุ วายหรือ
1 ปญหาท่รี บกวนการเรยี นของผอู ่นื เชน พูดเสียงดังโวยวาย ลกุ เดินไปมา

หรอื ชวนผอู ่ืนคยุ เลน ขณะครูทำการสอน

ระดบั คุณภาพ (โดยนำคะแนนรวมทกุ ดาน K P A แลว หาคาเฉลย่ี )

คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 2.99 หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99 หมายถงึ พอใช

ดังน้ัน นักเรยี นตอ งไดคะแนนเฉลี่ยทุกประเด็นการประเมิน ไมตำ่ กวา 2.00 คะแนน แสดง
ระดับคุณภาพดี ถอื วาผา นเกณฑก ารประเมนิ

แบบบันทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรขู องนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 4/1
คำชี้แจง: ทำเครอื่ งหมาย  ในชองคานำ้ คะแนนแตล ะดา นตามจุดประสงคก ารเรียนรู โดยประเมินตามเกณฑ
Rubrics Score

เลข ชื่อ-นามสกุล/ ดานความรู (K) ดานกระบวนการ (P) ดานเจตคติ (A)คะแนนรวม
ท่ี รหสั นักเรียน คา น้ำหนกั คะแนน คา นำ้ หนกั คะแนน คา น้ำหนักคะแนนระดับ
1 เดก็ ชาย จกั รวาล มะริด 3 2 1 3 2 1 3 21 คุณภาพ
2 เด็กชาย จนั ทรชั ต๊ิบปะระ
✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

3 เด็กชาย ปริพล หอมบุปผา ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

4 เด็กชาย ปญ ญาพฒั น ออ นดา ✓ ✓ ✓ 8 ดี

5 เด็กชาย พัทธดนย อินตอน ✓✓ ✓ 8 ดี

6 เดก็ ชาย รัฐภูมิ สังขบ ัวแกว ✓ ✓ ✓ 8 ดี
7 เด็กชาย สมยศ ก่งิ แกว ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
8 เดก็ ชาย สุทธภิ ทั ร ถาวร ✓ ✓ 8 ดี


9 เดก็ ชาย อิทธเิ ชษฐ จุนคง ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
10 เด็กหญิง กนกกร กันทะวงศ ✓ ✓ ✓ 8 ดี
11 เดก็ หญงิ จันทิรา บุตรสา ✓ ✓ 9 ดีมาก
12 เดก็ หญิง ณัฐติกาล เกตเุ ลก็ ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
13 เด็กหญิง ธญั รัตน ทิพเนตร ✓ ✓ 8 ดี
14 เด็กหญงิ ธรี สุดา คำหลา ✓ ✓ ✓ 8 ดี
15 เด็กหญิง ภัทรภร นอย ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
16 เดก็ หญงิ ศิริรัตน โคกสถาน ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓

17 เดก็ หญิง ศศิชา ชาวดง ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

18 เด็กหญิง กญั จณา ประจุพร ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

เกณฑก ารพจิ ารณาคณุ ภาพ (โดยนำคะแนนรวมทกุ ดา น K P A แลว หาคาเฉลีย่ )
- คะแนนรวมเฉล่ีย 3.00 หมายถงึ ดีมาก
- คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00-2.99 หมายถงึ ดี
- คะแนนรวมเฉล่ยี 0.01-1.99 หมายถงึ พอใช
ตอ งไดค ะแนนเฉลี่ยทกุ ประเด็นการประเมนิ ไมต ำ่ กวา 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ขึ้นไปเทานั้น

ถงึ จะผานการเรยี นรูตามตวั ช้ีวัด
ผลการประเมินการเรียนรขู องนักเรียน

ผเู รียนที่ ผา น ตวั ชีว้ ัด
มีจำนวน……………18……………คน คดิ เปน รอ ยละ…………………100…………………..

ผเู รียนท่ี ไมผา น ตวั ช้วี ดั
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปนรอ ยละ………………………………………………..

1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
4)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
5)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
6)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

แบบบนั ทึกการประเมินคณุ ภาพการเรยี นรขู องนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปท่ี 4/2
คำชี้แจง: ทำเครื่องหมาย  ในชอ งคาน้ำคะแนนแตละดา นตามจดุ ประสงคก ารเรียนรู โดยประเมนิ ตามเกณฑ
Rubrics Score

เลข ช่อื -นามสกุล/ ดา นความรู (K) ดานกระบวนการ (P) ดา นเจตคติ (A) คะแนนรวม
ที่ รหสั นักเรยี น คาน้ำหนักคะแนน คานำ้ หนักคะแนน คาน้ำหนกั คะแนน ระดับ
1 เด็กชายธนชยั พรมไชย 3 21 3 2 1 3 21 คุณภาพ
2 เด็กชายนภสนิ ธุ์ เทพทอง
3 เด็กชายพรี วิชญ์ ใจอา้ ย ✓✓ ✓ 8 ดี
8 ดี
✓✓ ✓ 8 ดี

✓✓ ✓

4 เดก็ ชายวรปรชั ญ์ ทานะแจม่ ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ 8 ดี
5 เด็กชายศกุ ลภทั ร เผือดผอ่ ง ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ 9 ดีมาก
6 เด็กชายสหสั ภพ นะหนู ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
✓ ✓ 8 ดี
7 เด็กหญิงกญั ญรตั น์ อ่อนทอง ✓ ✓ 8 ดี

8 เด็กหญิงชะนสิ รา เมทาวงศ์ ✓ ✓

9 เด็กหญิงชตุ ิกาญจน์ เมาสาย ✓

10 เด็กหญิงทตั ติยาพร ชนะชยั ✓

11 เด็กหญิงธัญญน์ ริ ชาโสโรรมั ย์ ✓ ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
12 เด็กหญิงนนั ทน์ ภสั ปัญญาธิ ✓ ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
13 เด็กหญิงนชิ าภทั ร แสนสหี า ✓ ✓ 8 ดี
✓ ✓ 8 ดี
14 เดก็ หญิงประภาวรนิ ทร์ แหว้ เพ็ชร ✓ ✓ 8 ดี

15 เดก็ หญิงภทั รวรรณ เมนชนั

16 เด็กหญิงวรทิ ธิ์ธร เสนามนตรี ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
✓ ✓ 9 ดมี าก
17 เด็กหญิงสพุ ตั รา ศรีกล่าํ ✓ ✓ 8 ดี
✓ ✓ 8 ดี
18 เด็กหญิงอมรรตั น์ เทือกถา ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
✓ ✓ 8 ดี
19 เด็กหญิงเกศกนก มศี ิริ ✓ ✓

20 เด็กหญิงวรรณา จนั ทรพ์ รม ✓

21 เดก็ หญิงสลุ ิสา เฉพาะตรง ✓

เกณฑการพิจารณาคณุ ภาพ (โดยนำคะแนนรวมทุกดาน K P A แลวหาคา เฉลี่ย)
- คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง ดมี าก
- คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00-2.99 หมายถงึ ดี
- คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01-1.99 หมายถงึ พอใช
ตองไดค ะแนนเฉลย่ี ทุกประเด็นการประเมนิ ไมต ำ่ กวา 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้ึนไปเทานั้น

ถงึ จะผานการเรียนรตู ามตวั ชี้วดั
ผลการประเมินการเรียนรูของนกั เรียน

ผเู รยี นท่ี ผา น ตัวชวี้ ดั
มีจำนวน……………21……………คน คดิ เปนรอยละ…………………100………………………..

ผูเรยี นที่ ไมผาน ตวั ชวี้ ัด
มีจำนวน…………………………คน คดิ เปน รอ ยละ………………………………………………..

1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
4)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
5)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
6)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................





แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 3 ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 4
กลมุ สาระการเรยี นรวู ิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เร่ือง สถานะของสสาร
รายวิชา วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เวลา 1 ช่ัวโมง
หนว ยการเรียนรทู ่ี 3 เร่อื ง วัสดแุ ละสสาร ปการศึกษา 2564
ภาคเรียนที่ 2
ผูส อน นางสาวกมลพรรณ แตงสวุ รรณ

1. มาตรฐานการเรยี นรู
ว 2.1 เขา ใจสมบัติของสาร องคประกอบของสสาร ความสมั พนั ธระหวางสมบตั ิของสารกับโครงสราง

และแรงยดึ เหนีย่ วระหวา งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลีย่ นแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย
และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี

ตัวชี้วัด
ว 2.1 ป.4/3 เปรยี บเทยี บสมบตั ิของสสารทั้ง 3 สถานะจากขอ มลู ทีไ่ ดจ ากการสังเกต มวล

การตองการท่ีอยู รปู รา งและปริมาตรของสสาร

2. จดุ ประสงคการเรยี นรู

1. ระบสุ ถานะของของแข็ง ของเหลว และแกส ได (K)

2. จำแนกสสารวาอยใู นสถานะของของแข็ง ของเหลว และแกสได (P)
3. ใหค วามรวมมอื ในการทำกิจกรรมกลมุ (A)

3. สาระการเรียนรู

สสารแบงออกเปน 3 สถานะ ไดแก สถานะของแข็ง สถานะของเหลว และสถานะแกส

4. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด

สสารในชีวิตประจำวันมีมากมายหลายชนิด แตละชนิดมีสถานะที่แตกตางกัน สสารบางชนิดอยูใน

สถานะของแข็ง ของเหลว หรือแกส

5. สมรรถนะสำคัญของผเู รยี นและคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค

สมรรถนะสำคญั ของผูเรยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค

1. ความสามารถในการสื่อสาร 1. มวี ินัย
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเรยี นรู
3. มงุ มนั่ ในการทำงาน
1) ทกั ษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการสำรวจคน หา
3) ทกั ษะการระบุ
4) ทักษะการสรปุ อางอิง
3. ความสามารถในการแกปญหา
4. ความสามารถในการใชท ักษะชวี ติ
5. ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

6. กิจกรรมการเรยี นรู

 แนวคดิ /รปู แบบการสอน/วิธกี ารสอน/เทคนคิ : สบื เสาะหาความรู (5Es)

ขน้ั นำ

ข้นั กระตุน ความสนใจ (Engage)
7. ครูสนทนากับนักเรียนโดยถามนักเรียนวา นักเรียนทราบหรือไมวา วันนี้จะไดเรียนรูเกี่ยวกับเรื่อง
อะไร แลวใหนักเรียนชวยกันตอบคำถาม จากนั้นครูแจงชื่อเรื่องที่จะเรียนรู และจุดประสงคให
นกั เรียนทราบ
8. นักเรียนเรียนรูคำศัพทที่เกี่ยวขอ งกับการเรียนในหนวยที่ 3 บทที่ 2 จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร

ป.4 เลม 2 หนา 24 โดยครสู มุ เลือกตัวแทนหรือขออาสาสมัคร นกั เรยี น 1 คน ออกมาหนาชั้นเรียน
เพือ่ เปน ผูอานนำ และใหเ พ่ือนคนอน่ื ๆ อานตาม ดังนี้

States of matter (สเตท เอิฟว‘แมท็ เทอ) สถานะของสสาร
Solid (‘ซอลดิ ) ของแข็ง
Liquid (‘ลิควดิ ) ของเหลว
Gas (แก็ส) แกส

9. ครูถามคำถามสำคัญประจำบทจากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร หนา 24 วา วัตถุในชีวิตประจำวันอยู
ในสถานะใดบา ง จากน้นั ใหนกั เรยี นรวมกนั แสดงความคิดเห็นอยา งอสิ ระในการตอบคำถาม
(แนวตอบ : สถานะของแขง็ สถานะของเหลว และสถานะแกส )

10. นักเรียนแตละคนวาดภาพหรือตดิ ภาพสสารที่อยูในสถานะของแข็ง ของเหลว และแกส สถานะละ
2 ภาพ ลงในสมุดประจำตัวนักเรยี น

ขนั้ สอน

ขนั้ สำรวจคน หา (Explore)
8. นักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับสสารวามีกี่สถานะ อะไรบาง พรอมยกตัวอยาง จาก
แหลงขอมูลตา งๆ เชน หนงั สอื อินเทอรเ น็ต เปน ตน แลวบนั ทกึ ลงในสมุดประจำตัวนกั เรยี น
9. นักเรียนแตละคนนำขอมูลที่ไดจากการสืบคนมาจัดทำเปนแผนผังลงในสมุดประจำตัวนักเรียน
พรอมตกแตง ใหส วยงาม

ข้ันอธิบายความรู (Explain)
11. ครูใชเทคนิคคูคิด โดยใหนักเรียนจับคูกับเพื่อน แลวนำคำตอบของตนเองมาเปรียบเทียบกับคูของ
ตนเอง และใหผ ลดั กันอภปิ รายคำตอบ ถา นักเรยี นเกิดขอ สงสยั ใหสืบคน เพมิ่ เติมเพ่ือหาคำตอบ
12. ครสู มุ เลอื กตวั แทนของแตล ะคูใหอ อกมานำเสนอผลงานใหเพ่ือนฟงหนา ชน้ั เรียน

ขั้นสรปุ

ขั้นขยายความเขาใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแตละคนสำรวจสสารในสถานะตางๆ ภายในบริเวณโรงเรียน จากนั้นวาดภาพตัวอยาง
สสารพรอมระบชุ ่อื และสถานะของสสาร อยา งนอยสถานะละ 1 ชนดิ ลงในสมดุ ประจำตัวนักเรยี น
2. ครูสุมตัวแทน 3-4 คนออกมานำเสนอผลงานหนาชั้นเรียน โดยมีครูและเพื่อนคนอื่นๆ ชวยกัน
ตรวจสอบความถกู ตอ ง
3. ครูใหความรูเพิ่มเตมิ กับนักเรียนวา สสารมี 3 สถานะ ซึ่งสารแตละสถานะอาจมีสมบัติบางประการ
เหมือนกัน เชน มีมวล ตองการที่อยู เปนตน หรืออาจแตกตางกัน เชน สสารบางชนิดมีรูปรางคงที่
สสารบางชนดิ มีรปู รา งไมคงท่ี เปนตน
4. นักเรยี นแตล ะคนทำกิจกรรมฝกทกั ษะ หนา 37 ลงในสมดุ ประจำตวั นักเรยี น

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครสู ุม เลือกนกั เรยี น 3-4 คน จากน้ันใหยกตัวอยา งสสารคนละ 1 ชนดิ และบอกสถานะของสสาร
2. ครูประเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
และจากการนำเสนอผลการทำกิจกรรมหนาชน้ั เรยี น
3. ครูตรวจการวาดภาพหรือติดภาพสสารที่อยูในสถานะของแข็ง ของเหลว และแกส ในสมุด
ประจำตัวนกั เรียน
4. ครูตรวจกจิ กรรมฝกทกั ษะ ขอ 1 หนา 37 ในสมดุ ประจำตวั นกั เรียน

7. สื่อ/แหลงการเรียนรู

7.1 สอื่ การเรียนรู
9) หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร ป.4 เลม 2 หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 วัสดแุ ละสสาร

10) สมดุ ประจำตัวนักเรยี น

7.2 แหลงการเรียนรู
1) หองสมุด

2) หองเรียน

3) อินเทอรเน็ต

8. การวัดและประเมินผล วิธกี าร เครอื่ งมอื เกณฑก ารประเมิน

รายการวดั

1. ระบุสถานะของของแข็ง - การตอบคำถามระหวาง - การซักถาม - ไดไมนอยกวา 2
เรยี น คะแนน ระดบั
ของเหลว และแกสได (K) - ตรวจแผนผังความคดิ ใน - กิจกรรมฝกทักษะ คุณภาพดี ถือวาผาน
การประเมนิ ดา น
สมุดประจำตวั หนา 37 ความรู

2. จำแนกสสารวาอยูใ น - ตรวจการทำกิจกรรมฝก - กิจกรรมฝก ทักษะ - ไดไมนอยกวา2
สถานะของของแข็ง ทกั ษะ หนา 37 ในสมดุ หนา 37 คะแนน ระดบั
ของเหลว และแกส ได (P) ประจำตัว คณุ ภาพดี ถอื วาผา น
การประเมนิ ดา น
กระบวนการ

3. ใหความรว มมือในการ - สังเกตความมีวนิ ัย - แบบสังเกตความมี - ไดไมน อยกวา 2
ทำกจิ กรรมกลุม (A) ใฝเรียนรู และมุงมนั่ วินัย รบั ผิดชอบ ใฝ คะแนน ระดบั
ในการทำงาน เรยี นรแู ละมงุ มั่นในการ คณุ ภาพดี ถอื วา ผาน
ทำงาน การประเมินดานเจต
คติ

9 เกณฑการประเมนิ ผลงานนักเรยี น เกณฑการประเมิน (Rubrics Score)

ประเด็นการประเมนิ คานำ้ หนัก แนวทางการใหคะแนน
คะแนน

การใหค ะแนน 3 แผนผังความคดิ มขี อมูลครบถวน เนอ้ื หาถกู ตอง มีการยกตัวอยางไดถกู ตอง
หลงั ทำกจิ กรรม 2 แผนผังความคิดมีขอมลู ครบถวน เนือ้ หาถกู ตอง ไมมีการยกตวั อยา ง

1 แผนผงั ความคดิ มีขอมูลไมค รบถวน เน้อื หาถูกตอง ไมมีการยกตัวอยา ง

การใหค ะแนนการจดั 3 การทำกจิ กรรมฝก ทักษะเรื่อง การจดั กลุม สสาร หนา 37 ไดถกู ตองจำนวน
กระทำและสื่อความหมาย 10-12 ขอ
2 การทำกิจกรรมฝก ทักษะเร่ือง การจัดกลุมสสาร หนา 37 ไดถ กู ตองจำนวน
6-9 ขอ
1 การทำกจิ กรรมฝกทักษะเร่ือง การจดั กลุม สสาร หนา 37 ไดถูกตองจำนวน
1-5 ขอ
ใหค วามรวมมือในทำกิจกรรมรวมกับผูอื่นตลอดท้ังคาบเรียน ไมก อความ

3 วุนวายหรือปญ หาที่รบกวนการเรยี นของผูอืน่ เชน พูดเสียงดังโวยวาย ลกุ

เดนิ ไปมา หรือชวนผอู ่ืนคุยเลน ขณะครูทำการสอน

การใหคะแนนความ ใหค วามรว มมือในทำกจิ กรรมรว มกบั ผูอืน่ เปนบางครั้งในคาบเรียน และกอ
รว มมือในการทำกจิ กรรม 2 ความวนุ วายหรือปญหาทีร่ บกวนการเรียนของผูอ่นื เชน พูดเสยี งดงั
รวมกับผูอืน่
โวยวาย ลุกเดนิ ไปมา หรือชวนผูอ่ืนคยุ เลน ขณะครสู อน

ไมใหค วามรวมมือในทำกิจกรรมรวมกบั ผอู นื่ ทำใหเ กิดความวนุ วายหรอื
1 ปญหาท่รี บกวนการเรยี นของผูอ่นื เชน พูดเสยี งดงั โวยวาย ลกุ เดนิ ไปมา

หรือ ชวนผอู น่ื คุยเลน ขณะครูทำการสอน

ระดบั คุณภาพ (โดยนำคะแนนรวมทกุ ดา น K P A แลวหาคาเฉล่ยี )

คะแนนรวมเฉล่ีย 3.00 หมายถงึ ดมี าก
คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 2.99 หมายถงึ ดี
คะแนนรวมเฉลี่ย 0.01 - 1.99 หมายถึง พอใช

ดังน้นั นกั เรียนตองไดคะแนนเฉลยี่ ทกุ ประเดน็ การประเมิน ไมต ่ำกวา 2.00 คะแนน แสดง
ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา ผานเกณฑการประเมิน

แบบบันทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรขู องนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปท่ี 4/1
คำช้ีแจง: ทำเครื่องหมาย  ในชอ งคาน้ำคะแนนแตละดา นตามจดุ ประสงคก ารเรียนรู โดยประเมินตามเกณฑ
Rubrics Score

เลข ชอ่ื -นามสกุล/ ดานความรู (K) ดา นกระบวนการ (P) ดานเจตคติ (A)คะแนนรวม
ที่ รหสั นกั เรยี น คา นำ้ หนักคะแนน คา น้ำหนกั คะแนน คานำ้ หนักคะแนนระดับ
1 เด็กชาย จักรวาล มะริด 3 2 1 3 2 1 3 21 คุณภาพ
2 เด็กชาย จันทรชั ต๊ิบปะระ
✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

3 เดก็ ชาย ปรพิ ล หอมบุปผา ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

4 เด็กชาย ปญญาพฒั น ออนดา ✓ ✓✓ 8 ดี

5 เด็กชาย พทั ธดนย อินตอน ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

6 เด็กชาย รฐั ภูมิ สงั ขบวั แกว ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

7 เด็กชาย สมยศ ก่ิงแกว ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

8 เด็กชาย สทุ ธิภทั ร ถาวร ✓✓ ✓ 8 ดี

9 เดก็ ชาย อทิ ธเิ ชษฐ จุน คง ✓ ✓ ✓ 8 ดี
10 เด็กหญงิ กนกกร กนั ทะวงศ ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
11 เดก็ หญิง จันทิรา บุตรสา ✓ ✓ 8 ดี
12 เด็กหญงิ ณัฐติกาล เกตเุ ล็ก ✓ ✓ ✓ 8 ดี
13 เด็กหญงิ ธญั รัตน ทิพเนตร ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
14 เด็กหญงิ ธรี สดุ า คำหลา ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
15 เด็กหญิง ภทั รภร นอย ✓ ✓ 8 ดี
16 เดก็ หญงิ ศิรริ ัตน โคกสถาน ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓

17 เด็กหญงิ ศศิชา ชาวดง ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

18 เดก็ หญิง กญั จณา ประจุพร ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

เกณฑการพจิ ารณาคณุ ภาพ (โดยนำคะแนนรวมทกุ ดาน K P A แลว หาคา เฉลี่ย)
- คะแนนรวมเฉลยี่ 3.00 หมายถึง ดมี าก
- คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00-2.99 หมายถงึ ดี
- คะแนนรวมเฉลีย่ 0.01-1.99 หมายถึง พอใช
ตอ งไดคะแนนเฉลี่ยทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ำกวา 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทา นน้ั

ถงึ จะผานการเรยี นรตู ามตัวชว้ี ดั
ผลการประเมนิ การเรียนรขู องนักเรียน

ผเู รยี นท่ี ผาน ตัวชวี้ ดั
มจี ำนวน……………18……………คน คิดเปน รอยละ…………………100………………….

ผเู รยี นท่ี ไมผ าน ตัวชว้ี ัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปน รอยละ………………………………………………..

1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
4)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
5)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
6)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................

แบบบนั ทกึ การประเมินคุณภาพการเรียนรูข องนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4/2
คำชีแ้ จง: ทำเครื่องหมาย  ในชอ งคา นำ้ คะแนนแตล ะดานตามจดุ ประสงคก ารเรียนรู โดยประเมินตามเกณฑ
Rubrics Score

เลข ชอ่ื -นามสกุล/ ดา นความรู (K) ดา นกระบวนการ (P) ดา นเจตคติ (A)คะแนนรวม
ท่ี รหสั นกั เรียน คา นำ้ หนักคะแนน คาน้ำหนักคะแนน คา นำ้ หนกั คะแนนระดับ
1 เด็กชายธนชยั พรมไชย 3 21 3 2 1 3 21 คุณภาพ
2 เด็กชายนภสนิ ธุ์ เทพทอง
3 เด็กชายพีรวิชญ์ ใจอา้ ย ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก

✓ ✓✓ 8 ดี

✓ ✓ ✓ 8 ดี

4 เดก็ ชายวรปรชั ญ์ ทานะแจม่ ✓ ✓ ✓ 7 ดี
✓ ✓ 8 ดี
5 เดก็ ชายศกุ ลภทั ร เผอื ดผ่อง ✓ ✓ 7 ดี
✓ ✓ 9 ดมี าก
6 เด็กชายสหสั ภพ นะหนู ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ 8 ดี
7 เด็กหญิงกญั ญรตั น์ อ่อนทอง ✓ ✓ ✓ 8 ดี

8 เดก็ หญิงชะนสิ รา เมทาวงศ์ ✓ ✓

9 เด็กหญิงชตุ ิกาญจน์ เมาสาย ✓

10 เด็กหญิงทตั ติยาพร ชนะชยั ✓

11 เด็กหญิงธญั ญน์ ิรชาโสโรรมั ย์ ✓ ✓ ✓ 8 ดี
12 เด็กหญิงนนั ทน์ ภสั ปัญญาธิ ✓ ✓ ✓ 8 ดี
13 เด็กหญิงนิชาภทั ร แสนสีหา ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
14 เดก็ หญิงประภาวรนิ ทร์ แหว้ เพ็ชร ✓ ✓ ✓ 9 ดีมาก
15 เด็กหญิงภทั รวรรณ เมนชนั ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก

16 เด็กหญิงวรทิ ธิธ์ ร เสนามนตรี ✓ ✓ ✓ 9 ดมี าก
✓ ✓ 9 ดีมาก
17 เด็กหญิงสพุ ตั รา ศรกี ลา่ํ ✓ ✓ ✓ 8 ดี
✓ 8 ดี
18 เดก็ หญิงอมรรตั น์ เทอื กถา ✓ ✓ ✓ 8 ดี
✓ ✓ 9 ดีมาก
19 เดก็ หญิงเกศกนก มีศิริ ✓ ✓

20 เดก็ หญิงวรรณา จนั ทรพ์ รม ✓

21 เด็กหญิงสลุ ิสา เฉพาะตรง ✓

เกณฑก ารพจิ ารณาคุณภาพ (โดยนำคะแนนรวมทกุ ดาน K P A แลวหาคา เฉล่ยี )
- คะแนนรวมเฉลีย่ 3.00 หมายถึง ดมี าก
- คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00-2.99 หมายถงึ ดี
- คะแนนรวมเฉลยี่ 0.01-1.99 หมายถงึ พอใช
ตอ งไดค ะแนนเฉลีย่ ทุกประเดน็ การประเมนิ ไมต ำ่ กวา 2.00 แสดงระดับคุณภาพ ดี ข้ึนไปเทานั้น

ถึงจะผา นการเรยี นรูตามตัวช้วี ัด
ผลการประเมนิ การเรียนรูข องนักเรียน

ผเู รียนที่ ผาน ตัวช้ีวัด
มีจำนวน……………21……………คน คดิ เปนรอยละ…………………100……………………..

ผเู รียนที่ ไมผ า น ตวั ช้ีวัด
มจี ำนวน…………………………คน คิดเปนรอยละ………………………………………………..

1)………………………………………………........……….สาเหตุ……………….........................................................
2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
4)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
5)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
6)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................









แผนการจัดการเรียนรูที่ 4 ชัน้ ประถมศึกษาปที่ 4
กลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เร่ือง สมบตั ิของของแข็ง
รายวชิ า วิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี เวลา 1 ช่ัวโมง
หนวยการเรยี นรทู ี่ 3 เรอ่ื ง วัสดุและสสาร ปการศกึ ษา 2564
ภาคเรยี นที่ 2
ผสู อน นางสาวกมลพรรณ แตงสุวรรณ

1. มาตรฐานการเรียนรู
ว 2.1 เขา ใจสมบัติของสาร องคป ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธร ะหวา งสมบตั ิของสารกบั โครงสราง

และแรงยดึ เหนย่ี วระหวางอนุภาค หลกั และธรรมชาติของการเปล่ยี นแปลงสถานะของสาร การเกดิ สารละลาย
และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี

ตัวชี้วดั
ว 2.1 ป.4/3 เปรียบเทยี บสมบตั ขิ องสสารทั้ง 3 สถานะ จากขอ มูลท่ไี ดจากการสังเกต มวล

การตองการที่อยู รปู รา งและปรมิ าตรของสสาร
ว 2.1 ป.4/4 ใชเ ครื่องมอื เพ่ือวัดมวล และปรมิ าตรของสสารทงั้ 3 สถานะ

2. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู

1. สังเกต และอธิบายสมบตั ขิ องของแขง็ (K)

2. ใชเครือ่ งมือเพื่อวัดมวล และปริมาตรของสสารที่อยใู นสถานะของแขง็ ได (P)

3. ใหค วามรวมมือในการทำกจิ กรรมกลุม (A)

3. สาระการเรยี นรู

สมบัตขิ องของแขง็ มีมวล และตองการที่อยู มรี ูปรางและปริมาตรคงท่ี

4. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด

สมบัติของของแข็ง คือ มีมวล ตองการที่อยู สามารถสัมผสั ได มีรูปรางและปริมาตรคงที่ มีอนุภาคยดึ
กันอยา งหนาแนน เรยี งชดิ กนั ไมส ามารถเคลื่อนท่ไี ด

5. สมรรถนะสำคัญของผูเ รยี นและคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค

สมรรถนะสำคัญของผูเรียน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค

1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มวี ินัย

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเรยี นรู

1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มงุ ม่นั ในการทำงาน

2) ทักษะการสำรวจคนหา

3) ทักษะการระบุ

4) ทักษะการสรุปอางองิ

3. ความสามารถในการแกป ญหา

4. ความสามารถในการใชทักษะชวี ิต

5. ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

6. กิจกรรมการเรยี นรู

 แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนคิ : สืบเสาะหาความรู (5Es)

ข้ันนำ

ขน้ั กระตนุ ความสนใจ (Engage)
11. นักเรียนแตละคนอานขอมูลและดูภาพในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ป.4 เลม 2 หนา 25 แลวถาม
คำถามนักเรียนวา สสารในแตละสถานะมีสมบัติแตกตางกันหรือไม อยางไร ซึ่งครูใหนักเรียน
รว มกันตอบคำถาม โดยครูยังไมเฉลยคำตอบ
(แนวตอบ : สสารแตละสถานะอาจมีสมบตั บิ างประการเหมือนกนั เชน มมี วล ตอ งการท่ีอยู หรือ
อาจแตกตา งกนั เชน สสารบางชนดิ มีรูปรา งคงที่ สสารบางชนดิ มีรูปรา งไมคงที่ )
12. ครตู ั้งคำถามถามนกั เรียนวา สสารที่อยูในสถานะของแข็งมสี มบัติอยา งไร
13. ใหน กั เรียนรวมกนั แสดงความคดิ เห็นอยา งอิสระในการตอบคำถาม โดยครูยงั ไมเฉลย

ขัน้ สอน

ขนั้ สำรวจคน หา (Explore)
10. นักเรียนทำกิจกรรมเพ่อื แบง กลุม ออกเปน กลมุ ละ 3-4 คน โดยปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
1) กำหนดใหนักเรียนหญิง มีคาเทา กับเงิน 50 สตางค สว นนกั เรยี นชายมคี าเทากับเงิน 1 บาท
2) ครูบอกใหน กั เรียนรวมกลมุ กนั ใหไ ดจำนวนเงนิ 2 บาท และมีจำนวนคนรวมกัน 3-4 คนเทา นนั้
3) ครคู ดั นักเรียนที่ไมมีกลุม กลมุ ที่มีจำนวนคนนอ ยกวา 3 และมากกวา 4 ออกมาอยูหนาหอง แลว
ใหรวมตัวใหไ ดจ ำนวนเงิน 2 บาท และมีจำนวนคนรวมกนั 3-4 คน อีกครัง้
(หากมนี ักเรยี นท่ียงั ไมมกี ลมุ ใหอ ยกู ลุมท่ีมีนกั เรยี นจำนวน 3 คน)

11. ครูใชวิธีสอนโดยใชการสาธิต (Demonstration) มาจัดกระบวนการเรียนรู โดยครูใหนักเรียน
แตละกลุมศึกษาขั้นตอนการทำกิจกรรมเรื่อง สมบัติของของแข็ง ตอนที่ 1 จากหนังสือเรียน

วทิ ยาศาสตร หนา 26-27
12. ครูจบั ฉลากเลือกนักเรียน 2 กลมุ จากนน้ั ใหอ อกมาสาธิตการทำกิจกรรมตามที่ไดศึกษาข้ันตอนการ

ทำกจิ กรรม
13. นักเรียนกลุมอื่นๆ ชวยกันสังเกตการสาธิตการทำกิจกรรมจากกลุมที่ทำการสาธิต จากนั้นนำผล

การสงั เกตบนั ทกึ ลงในสมุดประจำตวั นกั เรียน
14. ครูทบทวนความรเู ดมิ โดยถามคำถามนกั เรยี นวา สสารทีอ่ ยใู นสถานะของแข็งมีมวลหรือไม และหา

ไดโ ดยใชว ิธีการใด
(แนวตอบ : สสารที่อยูใ นสถานะของแขง็ มีมวล หามวลของสารท่ีอยูใ นสถานะของแข็งไดโดย

ใชก ารชงั่ ดวยเคร่ืองชงั่ )
15. ครูตั้งคำถามถามนักเรียนวา สสารที่อยูในสถานะของแข็งมีรูปรางและปริมาตรคงที่หรือไม โดยให

นกั เรียนรว มกันตอบคำถามอยา งอิสระ
16. ครูอธิบายใหนักเรียนฟงวา นักเรียนจะไดคำตอบจากการทำกิจกรรมเรือ่ ง สมบัติของของแข็ง ตอน

ที่ 2-3 จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร หนา 26-27
17. ครูใชวิธีสอนโดยใชการสาธิต (Demonstration) มาจัดกระบวนการเรียนรู โดยครูใหแตละกลุม

ชวยกันศึกษาขั้นตอนการทำกิจกรรมเรื่อง สมบัติของของแข็ง ตอนที่ 2-3 จากหนังสือเรียน

วิทยาศาสตร หนา 26-27
18. ครูจับฉลากเลือกนักเรียน 2 กลุม ที่ยังไมไดทำการสาธิต จากนั้นใหออกมาสาธิตการทำกิจกรรม

ตามทไี่ ดศกึ ษาข้นั ตอนการทำกิจกรรม
19. นกั เรียนกลมุ อ่ืนๆ ชว ยกนั สงั เกตการสาธิตการทำกิจกรรมจากกลุมท่ีทำการสาธิต จากน้นั นำผล

การสังเกตบนั ทึกลงในสมดุ ประจำตัวนกั เรียน
ข้นั อธบิ ายความรู (Explain)

13. นักเรยี นทุกคนชว ยกนั บอกวา นักเรยี นไดท ำกิจกรรมเกยี่ วกบั เร่ืองอะไร
(แนวตอบ : ทดสอบสมบัตขิ องของแข็ง คอื หามวล รปู รา ง ปริมาตร และการตอ งการที่อยู)

14. นักเรียนแตละกลุมชวยกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับขอมูลที่ไดจากการชั่งมวลของลูกแกว รูปราง
ของลกู แกว การตองการทอ่ี ยู เมื่อวางในภาชนะทตี่ า งกัน และปริมาตรของลูกแกว

15. นกั เรียนแตล ะกลมุ สง ตัวแทนออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรมหนา ชัน้ เรยี นทีละกลุม
16. นักเรียนทกุ คนรวมกนั อภิปรายและสรปุ ผลการทำกิจกรรมใหไดว า ลูกแกว อยใู นสถานะ ของแข็ง มี

มวล ตองการทีอ่ ยู และมีรปู รางและปรมิ าตรคงที่

ขน้ั สรุป

ข้ันขยายความเขาใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูลจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 35-36 และชวยกันคิด
วิธีการนำเสนอวิธีการหามวลและหาคาปริมาตรของของแข็ง เชน ออกมาสาธิตวิธีการหามวลและ
หาคาปรมิ าตรของของแขง็ หนา ชั้นเรยี น เปน ตน
2. นักเรียนกลุมอื่นๆ ผลัดกันใหคะแนนกลุมที่ออกมานำเสนอ จากนั้นครูรวบรวมคะแนนแลวนำมา
รวมกบั คะแนนของครู
3. ครยู กตัวอยา งสสาร เชน เกลอื ผงชูรส จาน ชอน เปนตน แลว ใหนักเรยี นชว ยกนั ตอบวา เปนสสารท่ี
อยูในสถานะของแขง็ หรอื ไม เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : เกลือ ผงชูรส จาน และชอน เปนสสารที่อยูในสถานะของแข็ง เพราะ มีมวล ตองการ
ท่ีอยู สามารถสัมผสั ได มีรูปรา งและปรมิ าตรคงท่)ี
4. ครูแบงนักเรียนออกเปน 2 กลุม แลวใหสมาชิกในแตละกลุมเลือกหัวหนากลุมและรองหัวหนากลุม
พรอ มทงั้ ต้ังช่อื กลุมของตนเอง
5. ครูแจงใหนกั เรียนทราบวา จะใหนักเรียนเลน เกม แลวแจง ช่อื เกม วตั ถปุ ระสงค และกตกิ าในการ
เลนเกม ดงั น้ี
1) ชือ่ เกม คอื สสารท่ีอยใู นสถานะของแขง็
2) วัตถปุ ระสงค คอื เพื่อใหน ักเรยี นสามารถวเิ คราะหแ ละอธบิ ายสสารทอ่ี ยใู นสถานะของแข็งได
3) กติกา คือ กลุมที่เขียนช่ือสสารทีอ่ ยใู นสถานะของแขง็ ไดมากและถูกตองที่สุด ภายในเวลาทคี่ รู
กำหนด จะเปน กลุมท่ีชนะ
6. ครูอธิบายวิธีการเลน เกมตามลำดับขัน้ ตอน เพื่อใหนักเรียนมีความรูความเขา ใจที่ถกู ตอง ชัดเจน
ดงั นี้
1) กำหนดใหแตละกลุมมีเวลากลุมละ 10 นาที เพื่อชวยกันคิดชื่อสสารที่อยูในสถานะของแข็ง
ในชีวติ ประจำวัน
2) ใหแตล ะกลมุ เขาแถวเรียงลำดับตอนลกึ จากนั้นใหออกมาเขยี นชอ่ื สสารที่อยใู นสถานะของแข็ง
บนกระดาน คนละชือ่ ดังน้ี

กลมุ่ ที่ 1 กลุ่มท่ี 2

สสารที่อยใ่ นสถานะ สสารท่ีอยใ่ นสถานะของแขง็

1…………. 3…………. 1…………. 3………….
2…………. 4…………. 2…………. 4………….

3) เม่ือเขียนเสรจ็ แลว ใหว่งิ ไปตอทา ยเพื่อนในแถวเดิม คนถัดไปออกไปเขยี นเหมือนคนแรก ทำแบบนี้
ไปเร่ือยๆ เมือ่ ครสู ่ังใหห ยดุ ใหนักเรียนหยดุ เขยี นและน่งั ลงทันที

7. ครูใหนกั เรยี นทบทวนลำดบั ขนั้ ตอนการเลน เกม 1 รอบ กอ นการเลน จรงิ
8. นักเรียนแตละกลุมรวมกันเลนเกม “สสารที่อยูในสถานะของแข็ง” โดยครูคอยสังเกตควบคุมดูแล

และกระตุนใหนกั เรยี นมีสวนรว มในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม
9. ครูตรวจสอบความถกู ตอง จากคำตอบของนักเรยี นบนกระดานดำ แลวมอบรางวลั ใหก ลมุ ทีช่ นะ
10. นักเรียนแตละคนทำกิจกรรมหนูตอบได จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 27 ลงในสมุด

ประจำตวั นกั เรียน

11. นักเรียนแตละกลุมชวยกันสืบคนขอมูลจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร หนา 32 จากนั้นรวมกัน
สรุปความรทู ่ีได

12. ครูตั้งคำถามเพื่อใหนักเรียนรวมกันอภิปรายวา เพราะเหตุใดของแข็งจึงสามารถรักษารูปรางให
คงที่ได โดยใหแตล ะกลมุ สง ตวั แทนออกมาเขียนคำตอบบนกระดาน

(แนวตอบ : เพราะอนภุ าคของของแขง็ ยึดกันอยา งหนาแนน เรียงตวั ชดิ กัน ไมส ามารถเคลือ่ นทไ่ี ด)
13. นักเรยี นทกุ คนรว มกนั ตรวจคำตอบบนกระดาน
ขน้ั ตรวจสอบผล (Evaluate)
5. ครูใหนักเรียนสรุปความรูจากการเรียนโดยการทำแผนผังความคิด พรอมวาดรูปและยกตัวอยาง

ของแข็งมา 3 ชนิด จนไดขอสรุปรวมกันวา สสารที่อยูในสถานะของแข็ง มีมวล ตองการที่อยู
สามารถสัมผัสได มีรูปรางและปริมาตรคงท่ี มีอนุภาคยึดกันอยางหนาแนน เรียงชิดกัน ไมสามารถ
เคลอ่ื นท่ีได
6. ครูประเมินผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
พฤติกรรมการทำงานกลุม และจากการนำเสนอผลการทำกจิ กรรมหนาชนั้ เรียน
7. ครูตรวจสอบผลการทำกิจกรรมเรอ่ื ง สมบตั ิของของแขง็ ในสมดุ ประจำตัวนักเรียน
8. ครูตรวจสอบผลการทำกจิ กรรมหนตู อบไดใ นสมุดประจำตวั นักเรยี น

7. สอ่ื /แหลงการเรียนรู

7.1 สอื่ การเรียนรู
11) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร ป.4 เลม 2 หนวยการเรยี นรทู ี่ 3 วัสดแุ ละสสาร
12) วัสดุ-อุปกรณการทดลองในกิจกรรมที่ 1 เชน จานพลาสติก เครื่องชั่งดิจิทัล น้ำเปลา บีกเกอร
กระบอกตวง ลกู แกว ถว ยยูรกี า เปน ตน

13) สมุดประจำตวั นกั เรียน
7.2 แหลง การเรียนรู

1) หอ งเรยี น
2) หอ งสมุด

3) อนิ เทอรเน็ต


Click to View FlipBook Version