คํานํา
หนังสือเลมนี้มีวัตถุประสงคจัดทําขึ้นเพื่อรวบรวมองคความรู และแนวทางปฏิบัตดานการ
ิ
ี
ํ
ุ
ี
ี
ํ
ดาเนินการวิจัยดานสาธารณสุขศาสตรท่มงเนนการแสวงหาคาตอยจากโจทยการวิจัยท่เก่ยวของกับ
่
ี
ั
ุ
ี
่
ปญหาสาธารณสุขชุมชน เนื้อหาจะมงเนนแนวคิดและทฤษฏีทเกยวของกบการวิจัยเพือการแกไข
่
่
ปญหาดานสาธารณสุขชุมชน ภายใตความสัมพันธระหวางคนและสิงแวดลอมในชุมชน โดยยึด
ิ
หลักการพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพิงจากภายนอก ดวยการคํานึงถึงศักยภาพชุมชน ทรัพยากร ภูมปญญา
ชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดลอมในชุมชนเปนฐานในการปฏิบัต หนังสือเลมนีไดรวบรวม
ิ
้
องคความรูเก่ยวกับความรูพ้นฐานดานการวิจัย การเลือกปญหาและกําหนดปญหาการวิจัยดาน
ื
ี
่
ี
่
ี
สาธารณสุข การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของ รูปแบบการวิจัยทางสาธารณสุข เครืองมือการวิจัย
่
ทางสาธารณสุข การวิเคราะหขอมูล การเขียนเคาโครงการวิจัยดานสาธารณสุข และการเขียนรายงาน
การวิจัย
ผูเขียนหวังวาหนังสือเลมนี้คงอํานวยประโยชนตอการเรียนการสอน และการดําเนินงาน
ดานการวิจัยดานสาธารณสุขศาสตรผูปฏิบัตงานดานสาธารณสุขในชุมชน และผูปฏิบัติงานดาน
ิ
สิงแวดลอม นักศึกษา และผูสนใจท่วไปตามสมควร หากทานมีขอเสนอแนะ ผูเขียนยินดีรับฟงและ
่
ั
ขอขอบคุณในความกรุณาของทานมา ณ โอกาสนี้ดวย
สามารถ ใจเตี้ย
13 พฤษภาคม 2564
ข
สารบัญ
หนา
คํานํา ก
สารบัญ ข
สารบัญตาราง จ
สารบัญภาพ ฉ
บทที่ 1 แนวคิดการวิจัย
ความหมายการวิจัย 1
วิธีการแสวงหาความรู 3
ธรรมชาติของการวิจัย 7
ลักษณะของการวิจัยที่ดี 9
ประเภทของการวิจัย 10
บทสรุป 23
ุ
่
บทที 2 การเลือก และการกําหนดปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชมชน
ปจจัยกําหนดสุขภาพชุมชน 24
ขอบเขตการดําเนินงานดานสาธารณสุข 30
การเลือกปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชุมชน 33
หัวขอวิจัยทางดานสาธารณสุขชุมชน 37
การตั้งชื่อเรื่องการวิจัย 42
บทสรุป 45
บทที่ 3 การทบทวนวรรณกรรม
แนวคดการทบทวนวรรณกรรม 46
ิ
คุณลักษณะของการทบทวนวรรณกรรม 51
แหลงการคนควาวรรณกรรมและผลงานวิจัยที่เกี่ยวของ 56
ขอเสนอแนะวิธีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 63
ี
เทคนิคการปรับแกไขการเขยนทบทวนวรรณกรรม 64
บทสรุป 64
บทที 4 รูปแบบการวิจัยทางสาธารณสุขเบื้องตน
่
การวิจัยเชิงสํารวจ 65
การศึกษาเชิงสหสัมพันธ 66
การวิจัยผสานวิธี 70
การวิจัยเชิงทดลอง 76
ค
สารบัญ (ตอ)
หนา
การวิจัยกึ่งทดลอง 81
บทสรุป 91
บทที่ 5 ประชากร และการเลือกกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุข
ประชากรการวิจัย 92
กลุมตัวอยาง 93
เทคนิคการเลือกกลุมตัวอยาง 101
ตัวอยางการนําเสนอขอมูลประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัย 107
บทสรุป 111
บทที่ 6 เครื่องมือการวจัยทางสาธารณสุข
ิ
เครื่องมือการวิจัย 112
การสรางเครื่องมือในการวิจัยดานสาธารณสุข 113
การสรางเครื่องมอแบบประมาณคา 120
ื
การตรวจคุณภาพเครื่องมือ 121
การตรวจสอบเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ 127
บทสรุป 130
บทที่ 7 การวิเคราะหขอมูล
ประเภทขอมูล 131
ู
การวิเคราะหขอมลโดยการใชสถิติเชิงบรรยาย 133
การวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติเชิงอนุมานสถิติอางอิง 135
การทดสอบประสิทธิภาพ (E1/E2) 146
การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ 147
การวิเคราะหขอมูลทุติยภูม ิ 148
บทสรุป 150
บทที่ 8 การเขียนโครงรางการวิจัย
สวนประกอบโครงรางการวิจัย 151
บทสรุป 166
บทที่ 9 การเขียนรายงานการวิจัย
รูปแบบรายงานการวิจัย 167
การเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ 171
บทสรุป 183
บรรณานุกรม 184
ง
สารบัญตาราง
ตารางท ี ่ หนา
1.1 งานวิจัย 4 Tracks 9
ื่
3.1 ตารางสังเคราะหเพอการทบทวนวรรณกรรม 53
3.2 ตัวอยางการวิเคราะหองคประกอบของบทความวิจัยตารางการสังเคราะห 54
4.1 เปรียบเทียบการวิจัยเชิงทดลองกับการวิจัยเชิงบรรยาย 77
5.1 จํานวนประชากรและจํานวนกลุมตัวอยางของ Krejcie & Morgan 97
ี่
7.1 ตัวอยางการนําเสนอขอมูลจากการแจกแจงความถและรอยละ 134
7.2 การใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพื้นบานลานนากลุมขจัดปดเปา 135
7.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์บทเรียนวิทยาศาสตรทองถิ่น 136
7.4 ปริมาณธาตุอาหารพืชในวัสดุปลูก 138
7.5 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางการใชประโยชนแมน้ําลี้และคุณภาพชีวิต 142
ของประชาชน
ื
ั
่
7.6 ปจจัยทมีความสัมพันธกับการปฏิบติตนในการใชการใชประโยชนพช 145
ี
สมนไพรพืนบานของประชาชนดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน
ุ
้
จ
สารบัญภาพ
ภาพที ่ หนา
1.1 ความสัมพันธของการวิจัยพื้นฐานกับการวิจัยประยุกต 12
1.2 รูปแบบของการวิจัยตามวิธีดําเนินการวิจัย 20
ั
2.1 ความเชื่อมโยงของสถานการณปญหาพฤติกรรมสุขภาพกบปญหาการวิจัย 26
2.2 สวนประกอบของชื่อเรื่องวิจัย 44
4.1 กรอบแนวคดการวิจัยแบบผสมผสาน 71
ิ
ิ
5.1 ประชากร กลุมตัวอยางและการสรุปอางอง 93
5.2 ความสัมพันธระหวางความคลาดเคลื่อนในการสุมตัวอยางกับขนาดของ 95
กลุมตัวอยาง
5.3 ตัวอยางตารางเลขสุม 104
5.4 การสุมตัวอยางแบบแบงชั้น (Stratified random sampling) 105
5.5 การสุมตัวอยางแบบแบงกลุม (Cluster sampling) 106
5.6 จํานวนกลุมตัวอยางทกําหนดตามสัดสวนประชากรในหมูบานที่ไดรับการ 107
ี่
คัดเลือกการการสุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน
ั
7.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพนธเปน + 1.00 140
7.2 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปนบวก (แตไมถึง +1.00) 140
7.3 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 141
7.4 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 (แตไมถึง –1.00) 141
ี
8.1 การอางองหลักฐานและสถานการณในการเขยนความเปนมาและ 153
ิ
ความสําคัญของปญหา
8.2 ตัวอยางกรอบแนวคิดการวิจัย 159
1
บทที 1
่
แนวคิดการวิจัย
ี
ี
การวิจัยเปนกระบวนการแสวงหาความรู ความจริงท่มระบบ และวิธีการทนาเชื่อถือเพอนํา
่
่
ี
ื
ั
ความรู ความจริงทไดนั้นไปใชในการตดสินใจแกไขปญหาหรือกอใหเกดความรูใหม ความสําคญของ
ั
ิ
่
ี
่
ิ
่
ี
ู
การวิจัยจึงเปนกระบวนการเพมพนความรูใหมทางวิชาการทผลลัพธจะนําไปสูการสรางเปนหลักการ
ิ
แนวคด สูตรการคํานวณ ทฤษฏี และกฎในแตละสาขาวิชา รวมถึงนําไปประยุกตหรือใชประโยชนใน
่
ี
ํ
ํ
การดาเนินกจกรรมทเก่ยวของ การวิจัยยังนําไปสูแนวทางการดารงชีวิตของมนุษยทเหมาะสมภายใต
ี
ี่
ิ
สถานการณที่เปนปจจัยกําหนดสุขภาพ
ความหมายการวิจัย
การวิจัย (Research) มหนวยงานและนักวิชาการไดใหความหมายไวหลากหลาย โดยการใน
ี
การประชุม Pan Pacific Science Congress เมื่อ พ.ศ. 2504 (ค.ศ.1961) ณ สหรัฐอเมริกา ได
ใหความหมายตามตัวอักษรแตละตัวไว ดังนี้
ี
ึ
R = Recruitment and Relationships หมายถง การฝกคนใหมความรู รวมทัง ้
รวบรวมผูมความรูและการปฏิบัติงานรวมกัน การติดตอสัมพันธและประสานงานกัน
ี
ี
ึ
ี
E = Education and Efficiency หมายถึง ผูวิจัยจะตองมการศกษา มความรูและม ี
สมรรถภาพสูงในการวิจัย
ิ
ี
่
S = Sciences and Stimulation สือความหมายวา การวิจัยเปนศาสตรท่ตองพสูจน
เพอคนควาหาความจริงและผูวิจัยจะตองมแรงกระตนจากภายใน มีความคดริเริมและมีความ
ิ
ื
ุ
่
่
ี
กระตือรือรนที่จะวิจัย
E = Evaluation and Environment หมายความวา ผูวิจัยจะตองรูจักการประเมนผล
ิ
ดูวามีประโยชน สมควรจะทําตอไปหรือไม และตองรูจักใชเครื่องมืออุปกรณตาง ๆ ในการวิจัย
A = Aim and Attitude นั่นคือ มีจุดมุงหมายหรือเปาหมายทแนนอนและมทศนคติท ี่
ี่
ี
ั
จะตองติดตามผลของการวิจัย
R = Result คือ ผลของการวิจัยที่ไดมาจะเปนผลทางไหนก็ตาม จะตองยอมรับผลของ
การวิจัยนั้นอยางดุษฎี เพราะเปนผลที่ไดมาจากการคนควาอยางมีระบบ
C = Curiosity ผูวิจัยตองมีความอยากรูอยากเห็น มความสนใจและขวนขวายในงานวิจัย
ี
อยูตลอดเวลา แมวาความอยากรูนั้นจะเปนเพียงเล็กนอยก็ตาม
H = Horizon เมื่อผลการวิจัยปรากฏมาแลวยอมทําใหทราบและเขาใจในปญหาเหลานั้น
ไดเหมือนกับเกิดแสงสวางขึ้น แตถายังไมเกิดแสงสวางผูวิจัยจะตองดําเนินการตอไปจนกวาจะพบแสง
สวาง
Dictionary of Education ยังอธิบายเพมเตมไวอกวาในแงมมของปรัชญาการวิจัยเปน
ี
ุ
่
ิ
ิ
ี่
การคนหาสาเหตุของปญหาที่ซอนแฝงอยูดวยการตั้งสมมติฐานไวลวงหนาวา สาเหตุทซอนแฝงอยูนั้น
เปนอยางไร และ หรือมอะไรบาง แลวดาเนินการสืบคนเพอพสูจนวา สมมติฐานนั้นถูกตองหรือไม
ํ
ี
ิ
ื
่
2
ั
่
ี
ึ
อยางไร โดยการทดสอบดวยวิธีการซ่งมีมาตรฐานเปนท่ยอมรับกันทวไป และแปลความหมายจาก
ขอมูลที่ไดนั้น
ี
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช (2553) กลาววา การวิจัย หมายถึง การวิเคราะหทม ี
่
ี
่
ั
่
ี
ุ
ระบบ ระเบียบ และจุดมงหมายทชัดเจน อนจะนําไปสูการพฒนาเปนขอสรุปทเปนนัยทวไป หรือ
ั
่
ั
ี
ุ
ไดมาซ่งหลักเกณฑหรือทฤษฎีอันสามารถนําไปใชในการพยากรณไดและมคณลักษณะตาง ๆ
ึ
ดังตอไปนี้
ื
1. การวิจัยจะตองนําไปสูการแกปญหาเพ่อบรรลุเปาหมายสุดทายกลาวคอการคนพบ
ื
ความสัมพนธเชิงเหตุและผลระหวางตัวแปรตาง ๆ
ั
ั่
ึ
2. การวิจัยควรเนนการพัฒนาขอสรุปที่เปนนัยทวไป หลักการหรือทฤษฎีซงจะเปนประโยชน
่
ในการพยากรณสิ่งทจะเกิดขึ้นในอนาคต
ี่
3. การวิจัยตองอยูบนพื้นฐานของประสบการณที่สามารถสังเกตได หรือหลักฐานเชิงประจักษ
ึ
ี
ี
(Empirical evidence) ซ่งในหลายกรณจะเห็นวามคําถามท่นาสนใจหลายประการท่ไมสามารถ
ี
ี
นําไปสูกระบวนการทําวิจัยได เพราะไมสามารถสังเกตได
ี
ี
ู
4. การวิจัยตองมการสังเกตทถกตอง และพรรณนาความไดนักวิจัยอาจเลือกวิธีการวัดและ
่
ี
็
เครื่องมอทางดานปริมาณ หากมความเหมาะสมในการหาคําตอบได นักวิจัยกจะตองใชวิธีการวิจัย
ื
เชิงคุณภาพหรือวิธีการที่ไมใชเชิงปริมาณ
ิ
ี
ึ
่
5. การวิจัยเก่ยวของกบการเก็บขอมลใหมซงเปนขอมูลปฐมภูมหรือขอมูลท่ใชเปนครั้ง
ี
ั
ู
ี
่
ี
้
แรก หรือมฉะนันกจะเปนการใชขอมลทมอยูแลวสําหรับวัตถประสงคใหม ในทางตรงขามการจัดการ
ิ
็
ุ
ู
ใหม (Reorganizing) หรือการนําเอาผลงานของผูทําวิจัยไวแลวมาศึกษาใหม (Restating) ไมถอวา
ื
เปนการทําวิจัยเพราะการศึกษาดังกลาวไมไดทําใหเกิดความรูใหมขึ้นมา
ื
6. การวิจัยมีวิธีการหรือแบบการวิจัยซงนําไปสูการวิเคราะหทเขมแข็งและถอไดวาเปนการ
่
ี
ึ
่
วิจัย
7. การทําวิจัยตองการความรู ความชํานาญหรือความเชี่ยวชาญดงนันผูทาวิจัยจะตองรูและ
ั
้
ํ
เขาใจปญหาท่จะทําพรอมกับตองรูดวยวาคนอ่นไดทําวิจัยอะไรไวบางและอยางไรผูทําวิจัยจะตองรู
ี
ื
ู
ี
ํ
็
่
ถอยคาทใชแนวคิดและทกษะดานเทคนิคเพอท่จะเขาใจและวิเคราะหขอมลท่เกบรวบรวมมาไดอยาง
ี
่
ื
ี
ั
ถูกตอง
8. การวิจัยตองมีวัตถประสงคและเหตผลถูกตองตามหลักตรรกวิทยา ดังนั้นผูทจะทําการ
ุ
ุ
่
ี
่
็
ํ
วิจัยจึงควรใชเครืองทดสอบทกอนทเปนไปไดเพอทาใหวิธีการศกษาทใชขอมลทเกบรวบรวมมา หรือ
ื
่
่
ู
ึ
ั
่
ี
ี
ี
ุ
่
แมแตขอสรุปของงานวิจัยที่คนพบมีเหตุผลและนักวิจัยตองพยายามขจัดอคติสวนตัวหรือไมใชอารมณ
ในการวิเคราะหหากแตใชเหตุผลและความรูทางวิชาการในการทําวิจัย
9. งานวิจัยที่จะทําจะตองเกี่ยวของกับคําถามที่ตองการคําตอบของปญหาที่ยังแกไมได
ํ
ี
10. การทาวิจัยเปนกิจกรรมท่ตองใชความอดทน นักวิจัยควรคาดการณไวกอนถึงความ
ผิดหวังหรือความหมดกําลังใจ หากถึงตอนที่จะหาคําตอบสําหรับคําถามที่ตั้งขึ้นไดอยางยากลําบาก
ํ
ึ
ั
ํ
11. การทาวิจัยจะตองมีการบันทกและรายงานอยางระมดระวัง โดยจะตองใหคานิยาม
ํ
คาศัพทสําคัญและจะตองตระหนักถึงขอจํากัดตาง ๆ ดวยวิธีการศึกษาจะตองกลาวโดยละเอียด
3
ิ
ี
้
็
ั
นอกจากนีการอางองกตองกระทาอยางระมดระวังผลการวิจัยจะตองมการบันทึกไวอยางชัดเจนและ
ํ
จะตองเสนอขอสรุปดวยความระมัดระวัง
ื
12. การทําวิจัยบางครั้งตองการกําลังใจหรือการสนับสนุน ไมวางานวิจัยนั้นจะมีผลเก้อกล
ู
หรือขัดทางตอกลุมคนใดก็ตาม
จากความหมายขางตนจึงสรุปไดวาการวิจัยเปนกระบวนการหรือเทคนิควิธีในการแสวงหา
ุ
ความรู (Knowledge) ความจริง (Fact) ท่นาเชื่อถอได (Reliable) โดยมจุดมงหมาย (Objective)
ี
ี
ื
ี
่
ื
ท่แนนอนการแสวงหาความรูท่นาเชือถอในความหมายนี้นั้นก็คือ การทําวิจัยหรือการทําผลงาน
ี
ทางการวิจัยซงการกระทําดังกลาวมลักษณะสําคญ 3 ประการดวยกน คอ มจุดมงหมายท่แนนอน
ั
ั
ี
ุ
ี
ี
ึ
ื
่
ี
ี
มุงศึกษาคนควาหาขอเท็จจริง และศึกษาคนควาอยางมระบบระเบยบหรือมขนตอน
ี
้
ั
วิธีการแสวงหาความรู
ิ
ี
ี
ี
่
มนุษยเปนสัตวทมความสามารถ มความคด เหนือสัตวอนทวไป เมอเกดปรากฎการณทาง
ั
่
่
ื
ิ
่
ื
ธรรมชาตรอบตวจึงอยากรูวาปรากฎการณเหลานันเกดจากอะไร จะเอาชนะไดหรือไม จึงได
ิ
ั
้
ิ
ํ
ิ
พยายามศึกษาหาความรูจากแหลงความรูตาง ๆ ทคดวาจะใหคาตอบได วิธีการแสวงหาความรูของ
่
ี
มนุษยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ดังเชน
1. ถามจากผูรู วิธีการแสวงหาความรูของมนุษยวิธีหนึ่งที่เปนวิธีที่งาย คือ การถามหากอยาก
็
รูเรืองอะไรกถามจากผูรูหรือผูเชี่ยวชาญก็จะไดคําตอบ เชน อยากรูวาเปนโรคอะไรกไปถามหมอ
็
่
ุ
ึ
ี
่
อยากรูวาอุบติเหตทเกดขนมผูบาดเจ็บก่คนกถามผูเห็นเหตการณ เปนตน แตมขอควรระมดระวังอยู
้
ิ
ี
ั
ั
ี
ุ
็
ี
็
่
้
่
้
ิ
อยางหนึ่งในการถามจากผูรูเพราะบางครังคนทเราคดวารูจริง แลวอาจจะไมรูกได ดังนันในเรืองการ
ี
ถามจากผูรูจะตองระมดระวังวาไดถามจากผูรูจริง
ั
ี
่
ุ
การถามในขั้นที่สูงขึ้นเพื่อปองกนการผิดพลาดนั้นอาจถามผูทอยูในเหตการณหลายคน และ
ั
นํามาวิเคราะหไตรตรองตามเหตุผล แลวจึงสรุปวาเปนอยางไร เชน การตัดสินคดความผูพิพากษาจะ
ี
ทําการสืบสวน - สอบสวนพยานหลักฐานตาง ๆ เพือประกอบการตัดสินใจ
่
2. จากประสบการณ ความรูของมนุษยบางองคความรูไดจากประสบการณของตนเอง เชน
ั
่
เห็นกงไมเสียดสีกันนานจนเกิดเปนไฟมนุษยกรูวา ถาจะกอไฟกสามารถทําไดโดยการนํากงไมมาขดสี
็
ิ
ิ
็
่
กนเปนระยะเวลานาน เปนตน
ั
ิ
ี่
การไดความรูจากประสบการณนี้บางองคความรูอาจจะเปนการพบโดยบังเอญ ดังทบุญธรรม
ื
ิ
ั
ิ
้
กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2531) ไดเสนอเอาไววา การแสวงหาความรูอนเกดจากประสบการณนีอาจพจารณา
อกลักษณะหนึ่งเปนกระบวนการการลองผิดลองถูก (Trial and Error) เมอเกดปญหากลองหา
ี
ิ
็
ื
่
วิธีการแกหลาย ๆ วิธี ในที่สุดกจะพบวิธีการแกปญหาที่มนุษยพอใจ
็
ี
ิ
้
3. จากขนบธรรมเนียมประเพณ ความรูของมนุษย บางครังเกดจากกระบวนการกระทาตาม
ํ
่
่
ี
ี
ี
กันมาในสิงทสังคมยอมรับหรือเห็นวาด เชน การแตงกายไปงานพธีตาง ๆ การไปรวมงานในวิถการ
ิ
ดํารงชีวิตประจําวัน การเลือกใชคําพูด การปฏิบัติตนตอพอแมหรือผูใหญ เปนตน
4. วิธีอนุมาน (Deductive methods) เปนวิธีการคิดเชิงเหตผล ซงเปนกระบวนการคิดคน
่
ุ
ึ
ี่
ี่
จากเรื่องทั่วไป สูเรื่องเฉพาะเจาะจงหรือคิดจากสวนใหญไปสวนยอย จากสิ่งทรูไปสูสิ่งทไมรู ประกอบ
ไปดวย
4
่
ี
ุ
4.1 ขอเทจจริงใหญ เปนเหตการณทเปนจริงอยูในตวมนเองหรือเปนขอตกลงทกาหนดเปน
็
ี
่
ํ
ั
ั
เกณฑ
4.2 ขอเทจจริงยอยซงมีความสัมพันธกบขอเท็จจริงใหญหรือเปนเหตุผลเฉพาะกรณีท ี ่
ึ
็
่
ั
ตองการทราบความจริง
4.3 ผลสรุป เปนขอสรุปทไดจากการพิจารณาความสัมพันธของเหตุใหญและเหตุยอย
ี่
ตัวอยางเชน
ขอเท็จจริงใหญ: ถาเกิดไฟปา นายแดงจะเปนโรคระบบทางเดินหายใจ
ขอเท็จจริงยอย: ไฟปา
ิ
ผลสรุป: นายแดงจะเปนโรคระบบทางเดนหายใจ
ี
ี
่
ถึงแมวาการแสวงหาความรูโดยวิธีการอนุมาน จะเปนวิธีทเปนประโยชนแตก็มขอจํากัด ดังนี้
ั
ั
ู
ู
ั
็
ผลสรุปจะถูกตองหรือไมขึ้นอยูกบขอเทจจริงใหญกบขอเท็จจริงยอยหรือท้งค ถาไมถกตอง ก ็
ิ
จะทําใหขอสรุปพลาดไปดวย เชน จากตัวอยาง ถาเกดไฟปา นายแดงอาจจะไมเปนโรคระบบทางเดน
ิ
หายใจ (ถานายแดงไมอยูในพื้นที่ที่เกิดไฟปา)
ี
่
้
่
่
ี
่
ผลสรุปที่ไดเปนวิธีการสรุปจากสิงทรูไปสูสิงทไมรู แตวิธีการนีไมไดเปนการยืนยันเสมอไปวา
่
่
ี
ี
่
่
ี
็
ผลสรุปทไดจะเชือถือไดเสมอไปเนื่องจากถาสิ่งทรูแตแรกเปนขอมลทคลาดเคลือน กจะสงผลให
่
ู
ขอสรุปนั้นคลาดเคลื่อนไปดวย
่
5. วิธีการอปมาน (Inductive method) วิธีการอุปมานเปนวิธีการแสวงหาความรูทีแก
ุ
็
็
ขอจํากัดของวิธีการอนุมาน โดยการแสวงหาความรูนั้นจะตองศึกษารวบรวมขอเทจจริงจากขอเทจจริง
ยอย ๆ แลวจึงสรุปรวมไปหาขอเท็จจริงใหญ (Major premise) วิธีการอุปมานนี้สามารถแยกออก
ไดเปน 2 แบบดวยกันคือ
5.1 อปมานแบบสมบูรณ (Perfect induction) อปมานแบบสมบูรณเปนวิธีการแสวงหา
ุ
ุ
ความรูจากขอเทจจริงยอยทกหนวยของประชากรแลวจึงรวบรวม วิเคราะหและสรุปไปสูขอเทจจริง
็
ุ
็
ใหญ
5.2 วิธีการอุปมานแบบไมสมบูรณ (Imperfect induction) การแสวงหาความรู ดวย
วิธีการแบบไมสมบูรณ เปนการศึกษาขอเท็จจริงยอยจากกลุมตัวอยาง วิเคราะหและสรุปไปยัง
ขอเท็จจริงใหญหรือประชากร
ี
่
6. กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรเปนความรูเกยวกบสิงตาง ๆ
่
ั
ิ
ี
ั
ในธรรมชาตและกระบวนการคนควาหาความรูทมข้นตอนมระเบียบแบบแผน วิทยาศาสตรมขอบขาย
ี
ี
ี
่
ั
ี
กวางขวางครอบคลุมถึงสิงท่มนุษยพยายามอธิบายเพ่อใหเขาใจถึงสิ่งท่ปรากฏในธรรมชาติท่ใกลตว
ี
ื
ี
่
ที่สุดไปถึงไกลตัวที่สุด จากเรื่องระดับที่งายที่สุดไปถึงระดับที่ซับซอนที่สุด การคนควาโดยวิทยาศาสตร
ํ
่
ี
ทาใหเกดการคนพบขอเทจจริงทเปนปจจัยทสําคญของวิทยาศาสตร การแสวงหาความรู ความเขาใจ
ั
ี
่
ิ
็
ในธรรมชาติของมนุษยนันจะเกดจากการสังเกตธรรมชาติและปรากฏการณทางธรรมชาติ แลว
้
ิ
ิ
ุ
ู
ิ
ิ
ิ
รวบรวมขอมลผานทางประสาทสัมผัส นําขอไดไปจัดคด และจําแนกและคดพจารณาเหตและผลเกด
ิ
่
ิ
ความเชือ นําความคด ความเชือไปปฏิบัตกอใหเกดการสังเกต การรวบรวมขอมล และการคดเปนวัฏ
่
ิ
ิ
ู
ิ
้
ั
จักรอยางนีไปเรือย ๆ วิธีการคดทางวิทยาศาสตร และวิธีการทางวิทยาศาสตรทาใหเกดลําดบขนตอน
่
ํ
้
ั
ิ
5
ี
ในการกระทําตอเนื่องจนไดความรูออกมาท่ระดับหนึงจึงรวมเรียกวิธีการคิด และวิธีการทาง
่
วิทยาศาสตรวากระบวนการทางวิทยาศาสตร
ั้
่
ื
ทงนี้องคประกอบทเปนชนวนของการแสวงหาความรู คอ ความอยากรูอยากเห็น ความไม
ี
ู
ิ
เชื่อ ยึดมั่นและพอใจในความรูเดิม พรอมที่จะยอมรับแนวคดใหมจากผลการสังเกต การทดลองขอมล
ี
่
ุ
ื
่
ใหมเสมอ ความมอิสรเสรีภาพทางความคิด การสนใจในเหตการณ และการเปลียนแปลงใหม เมอ
เริ่มตนไดแลวการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรก็จะดําเนินการตอไป โดยสรางกระบวนการแสวงหา
ความรูทางวิทยาศาสตร กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรเปนวิถีทางของการคดท่สากล
ิ
ี
สําหรับวิทยาศาสตร กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร ประกอบดวย
6.1 วิธีการทางวิทยาศาสตร (Science method) เปนการวิเคราะหความจริงตามแบบ
ุ
ึ่
วิทยาศาสตร ซงจําเปนจะตองอาศยหลักแหงเหตผล (Resoning process) ทตั้งอยูบนพนบานของ
ั
ื้
ี่
่
ั
หลักตรรกวิทยาหรือคณตศาสตร ซงถือเปนหัวใจหรือเปนศาสตรแหงวิทยาศาสตรทงมวล
ึ
้
ิ
่
ี
่
ี
ิ
ิ
กระบวนการพสูจนความจริงทางวิทยาศาสตรเปนแนวทางพสูจนวาขอเสนอทมตอปญหาหนึงปญหา
ี
ี
้
ใดทางวิทยาศาสตรนันจะเปนทยอมรับหรือไมนับวาเปนวิธีการท่จําเปนทางวิทยาศาสตร วิธีการทาง
่
วิทยาศาสตรมีขั้นตอน ดังนี้
ขนท 1 การกาหนดปญหา (Definition of problem) เปนจุดเริมตนของวิธีการทาง
่
ี่
ํ
ั้
ื
ุ
ี่
วิทยาศาสตรปญหามักจะไดจากการสังเกตอยางละเอียดรอบคอบ การสังเกตถอเปนคณสมบัติทสําคญ
ั
ของการศึกษาวิทยาศาสตร การกําหนดปญหาตองกําหนดใหชัดเจน การชางสังเกตและความอยากรู
ิ
ึ่
อยากเห็นอาจเปนสวนหนึ่งที่ทําใหเกิดปญหา การสังเกตจะชวยใหเห็นความผิดปกติซงเปนบอเกดของ
ปญหา ตัวอยางของการชางสังเกตของนักวิทยาศาสตรและทาใหเกิดปญหา
ํ
ขั้นที่ 2 การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis) เปนการคาดหมายวาจะมีความจริง และมทาง
ี
เปนไปไดอยางไรบาง
ั้
ี่
ู
ขนท 3 การรวบรวมขอมล (Data collection) คือ หาหลักฐานมาพิสูจนสมมุติฐาน
ี
ทต้งไววา สมมติฐานใดท่ควรยอมรับได และสมมุติฐานใดท่ไมอาจยอมรับได ขอมูลท่จะนํามาพิสูจน
ี
ี
ั
ุ
่
ี
สมมุติฐานดังกลาวจะตองมีลักษณะสามประการ คือ
1. ตองเปนขอมูลที่เกี่ยวกับปญหาโดยตรง
2. ตองเปนขอมูลที่ไดมาจากแหลงที่เชื่อถอได
ื
ี
ี
3. ตองมีปริมาณขอมูลเพียงพอท่จะตัดสินปญหานั้นได ไมใชสรุปจากการไดฟงมาพยง
เล็กนอย
ี่
ั้
ขนท 4 การแยกประเภท (Classification) และการวิเคราะห (Analysis) คือ การจัด
ั
ี
กระทําขอมูลตามประเด็นท่ต้งไวเปนเรืองนั้นตองนํามาแยกประเภท และวิเคราะหใหเขาใจ และ
่
พิสูจนสมมติฐานที่ตั้งไววาถูกตองหรือไม ทั้งนี้จะตองมีการควบคุมตัวแปรตาง ๆ ที่เกี่ยวของ
ี
ํ
ข้นท่ 5 การทาขอสรุป (Conclusion) คือหาคําตอบปญหาโดยถือเอาเหตุผลตาม
ั
ู
ี
่
ขอมลทรวบรวมมาเปนขอสรุป อาจเปนนิยามทฤษฏี หรือกฎอยางใดอยางหนึ่งก็ได สมมุตฐานขอใด
ิ
็
ที่ตั้งไวในตอนตนแลวไมผานการพิสูจนกจะตองตัดหรือคดออก
ั
6.2 เจตคติทางวิทยาศาสตรเปนลักษณะนิสัยของบุคคล ท้งความรูสึก ความเชื่อ
ั
ี
ั
่
ความคิด การกระทําและการตดสินใจเยียงนักวิทยาศาสตร ท่เกิดจากประสบการณการเรียนรู
6
้
ั
ื
วิทยาศาสตร ไดแก ความอยากรูอยากเห็น ความซ่อสัตย ความพยายาม ความมีเหตุผล ทงความใจ
ั้
ื
ิ
ี
ุ
ู
กวางยอมรับฟงความคดเห็นของผูอ่น ทงนี้ภพ เลาหไพบลย (2542) ไดระบุคณลักษณะผูมเจตคต ิ
ทางวิทยาศาสตรไว ดังนี้
6.2.1 ความอยากรูอยากเห็น นักวิทยาศาสตรควรเปนผูมีความอยากรูอยากเห็น
เกี่ยวกับปรากฏการณธรรมชาติ เพอแสวงหาคาตอบทมีเหตุผลในปญหาตางๆและจะมีความยินดีมาก
ํ
ี่
ื่
ที่ไดคนพบความรูใหม
6.2.2 ความเพียรพยายาม นักวิทยาศาสตรตองเปนผูทมีความเพียรพยายามและไม
ี
่
ื
ี
ี
ี
ทอถอย เมอมอุปสรรคหรือมความลมเหลวในการทาการทดลอง มความตงใจแนวแนในการเสาะ
่
ํ
ั
้
แสวงหาความรู เมอไดคาตอบไมถกตองกจะไดทราบวาวิธีการเดมใชไมได ตองหาแนวทางในการ
็
่
ํ
ื
ู
ิ
แกปญหาใหมและความลมเหลวเกิดขึ้นนั้นถือวาเปนขอมูลที่ตองบันทกไว
ึ
6.2.3 ความมีเหตุผล นักวิทยาศาสตรตองเปนผูมีเหตุผล ยอมรับในคําอธิบายเมื่อม ี
ี
ุ
หลักฐานหรือขอมูลมาสนับสนุนอยางพอเพยง อธิบายหรือแสดงความคดเห็นอยางมเหตผล
ิ
ี
ี
ั
่
ิ
ุ
้
ู
ึ
ุ
หาความสัมพันธของเหตและผลทเกิดขน ตรวจสอบความถกตองสมเหตสมผลของแนวคดตาง ๆ กบ
ื
ื
แหลงขอมลทเชือถอได แสวงหาหลักฐานจากการสังเกตและการทดลอง เพอสนับสนุนหรือคดคนหา
่
่
ู
ี
่
ิ
ู
ุ
ี
่
คําอธิบาย มีหลักฐานและขอมลอยางเพยงพอเสมอกอนทจะสรุปผล เห็นคณคาในการใชเหตุผล ยินด ี
ี
ใหมีการพิสูจนตามเหตุผลและขอเท็จจริง
6.2.4 ความซื่อสัตย นักวิทยาศาสตรตองมีความซื่อสัตย บันทักผลหรือขอมูลตามความ
ี
เปนจริงดวยความละเอยดถูกตอง ผูอ่นสามารถตรวจสอบในภายหลังได เห็นคณคาของการเสนอ
ุ
ื
ขอมูลตามความเปนจริง
ี
6.2.5 ความมีระเบียบและรอบคอบ นักวิทยาศาสตรตองเปนผูเห็นคุณคาของความม
ระเบยบ รอบคอบและยอมรับประโยชนในการวางแผนการทํางานและจัดระบบการทํางาน นําวิธีการ
ี
่
ี
ิ
ี
หลากหลายวิธีมาตรวจสอบผลการทดลองหรือวิธีการทดลอง ไตรตรอง พนิจพเคราะหละเอยดถถวน
ิ
ในการทํางาน ทํางานอยางมีระเบียบเรียบรอย มีความละเอียดกอนการตัดสินใจ
6.2.6 ความใจกวาง นักวิทยาศาสตรตองเปนผูมีความใจกวางที่จะรับฟงความคิดเห็น
ของผูอ่น รับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นท่มเหตุผลของผูอ่นโดยไมยึดม่นความคิด
ั
ื
ี
ี
ื
ของตนฝายเดียว ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยอมพิจารณาขอมูลหรือความคิดที่ยังสรุปแนนอนไมไดและ
พรอมที่จะหาขอมูลเพิ่มเติม
มีนักวิชาการ เชน Sunal & Sunal (2003) ไดกลาวถึงเจตคติที่ควรสรางใหเกดขนในการ
ึ้
ิ
ี
เรียนรูวิทยาศาสตรอยางมความหมาย ประกอบดวย ความอยากรูอยากเห็น การคึงนึงถึงหลักฐาน การ
มีลักษณะที่ยืดหยุนได ความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมและผูอื่นและความซาบซึ้งในธรรมชาติ
6.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร เปนทักษะทางสติปญญา (Inter lectual
ี
skills) ทีนักวิทยาศาสตรและผูท่นําวิธีการทางวิทยาศาสตรมาแกปญหา ใชในการศึกษาคนควาสืบ
่
เสาะหาความรูและแกปญหาตาง ๆ ทงนี้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรยังเปนกระบวนการของ
ั้
การคนพบสิ่งใหมจากธรรมชาต ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร เปนองคประกอบท่สําคญ
ี
ิ
ั
้
ั
่
ประการหนึงของการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร เพราะการทํางานตามขนตอนของวิธีการทาง
้
ั
วิทยาศาสตรแตละขนตอนนั้นจะประสบผลสําเร็จหรือลมเหลว ข้นอยูกับความสามารถและทักษะ
ึ
7
กระบวนการของนักวิทยาศาสตรแตละคน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรนั้น สามารถฝกฝนใหม ี
ขึ้นได ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเปนองคประกอบรวมของการคนควาทางวิทยาศาสตร หรือ
ิ
้
่
ิ
ี
ิ
ี
ุ
ี
อาจกลาวไดวาเปนพฤตกรรมทเกดจากการฝกฝนความคดอยางมเหตผลและมระบบ พฤตกรรมนีจะ
ิ
สะสมขึ้นในตัวผูเรียนขณะที่ทําการทดลองทางวิทยาศาสตรและยังสามารถนําไปประยุกตใชกบวิชาอน
ั
ื่
ไดอยางกวางขวาง ทั้งนี้แบงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ดังนี้
ั
ั
6.3.1 ทกษะกระบวนการขนพ้นฐาน (Basic process skills) อนประกอบดวย การ
ื
้
ั
ั
สังเกต การวัด การจําแนกประเภท การหาความสัมพนธระหวางสเปชกับสเปช และสเปชกับ
ู
เวลา การคํานวณ การจัดกระทําและการสื่อความหมายขอมล การลงความเห็นจากขอมูล และการ
พยากรณ
6.3.2 ทักษะกระบวนการขั้นสูงหรือขั้นผสมผสาน (Integrated process skills) อน
ั
ิ
ํ
้
ั
ํ
ุ
ั
ิ
ประกอบดวยการตงสมมตฐาน การกาหนดนิยามเชิงปฏิบัตการ การกาหนดและควบคมตวแปร การ
ทดลอง และการตีความหมายขอมูลและการลงขอสรุป
ั
ี
่
จากกระบวนการดังกลาวขางตนจะเห็นไดวาความรูทางวิทยาศาสตรมีความเกยวของกบ
ี
ั
ั
้
ั
สุขภาพของปจเจกบุคคลและสังคม ทงในแงการพฒนาบุคลใหมทกษะในการแสวงหาความจริงและ
ั
ั
ความรู พฒนาการคิด การศึกษา และอาชีพ และในแงของการใชวิทยาศาสตรเพ่อพฒนาระบบหรือ
ื
ื่
ื่
วิธีการเพอแกไขปญหาและเพื่อใชประโยชนในการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติเพอการดํารงชีวิต
นอกจากนี้ธรรมชาติของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรยังประกอบดวย การทดสอบทาง
วิทยาศาสตร การสํารวจทางวิทยาศาสตร การหาความสัมพันธระหวางตัวแปร การทดลองทาง
วิทยาศาสตร การสืบเสาะทางวิทยาศาสตรจึงไมจําเปนตองเปนไปตามลําดับขัน ตอนทแนนอน
ี
่
็
อยางไรกตามแมการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรมไดหลายประเภท แตการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรทห
ั
้
ี
มดเริ่มตนดวยคําถามทางวิทยาศาสตร กระบวนการของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรจะเปนไปตาม
ลักษณะของคําถามที่กวิทยาศาสตรไดตั้งขึ้น
ธรรมชาติของการวจัย
ิ
ี
่
ี
ี
ั
ั
ี
ความรูจริงและทฤษฎีท่เกยวของนั่นมอยูมาก และเก่ยวของกบการทําวิจัยท้งสิ้น ดังนั้น
ื
ผูทําวิจัยจะตองมีความรูความเขาใจใน เรืองทจะทาและรูถงทฤษฎีทใชเพ่อเปนพนฐานในการศึกษา
้
ื
่
ํ
ึ
่
่
ี
ี
เรื่องของการวิจัยตอไป ธรรมชาติของการวิจัยทั่วไปจึงมีลักษณะ เชน
ื
1. การวิจัยมักเปนการศึกษาคนควาหาขอเท็จจริงเพ่อใชอธิบายปรากฏการณพัฒนา
กฎเกณฑ ทฤษฎี หรือตรวจสอบทฤษฎี การพยากรณปรากฏการณตาง ๆ และนําขอคนพบไป
แกปญหา
ึ
2. การวิจัยจะตองใชความพยายาม วิริยอุตสาหะ ซอสัตย ขยันอดทน เฝาตดตาม บันทก
ิ
่
ื
รวบรวม บางครั้งงานวิจัยจะตองใชระยะเวลาทยาวนาน ถาหากผูวิจัยขาดความความเพยรพยายาม
ี่
ี
ขาดความอดทน การดําเนินงานวิจัยก็ไมสามารถสําเร็จลุลวงได
ั
ี
3. การวิจัยตองอาศยความกลาหาญเด็ดเดยวของผูวิจัย งานวิจัยบางโจทยขอคนพบอาจจะ
่
ู
ขัดตอความเชื่อเดิมของสังคม ซึ่งการนําเสนอผลงานวิจัย ผูนําเสนออาจจะถกตําหนิ ถกโจมตี หรือ
ู
8
ั
่
อาจถูกต้งกรรมการสอบสวนทางวินัยได ดังนั้นงานวิจัยเปนสิงท่ทาทาย ผูวิจัยจะตองใชความกลา
ี
หาญในการเสนอผลงานวิจัยตามความจริงที่คนพบอยางตรงไปตรงมา
่
่
ี
4. การวิจัย เปนการศกษาคนควาทตองอาศยความรู ความชํานาญในเนือหาหรือเรืองทจะ
้
ึ
ี
่
ั
ศึกษาและตองเปนไปตามระเบียบวิธีวิจัยอยางถกตอง
ู
5. การวิจัย เปนกระบวนการที่มีเหตุมีผลและมีเปาหมาย ขอคนพบหรือขอสรุปตองนําเสนอ
โดยปราศจากอคติใด ๆ และเปนการนําเสนอขอมูลความจริงอยางตรงไปตรงมา
6. การวิจัยจะตองมการจดบันทกและเขยนรายงานผลอยางละเอียด เพราะบางครังสิ่งทเห็น
ี
ี
่
ี
ึ
้
็
วาไมเปนประโยชนในขณะทําวิจัยนั้นอาจจะกอใหเกิดประโยชนในอนาคตกได
่
ี
็
ั
่
ี
7. งานวิจัยตองอาศยเครื่องมือหรือเทคนิคในการเกบรวบรวมขอมูลทมความเทยงตรง
ี
(Validity) และความเชื่อถือได (Reliability)
็
ี
ู
ี
่
8. การวิจัยเปนกระบวนการเกบรวบรวมขอมลใหม หรือถาหากนําขอมลเกาทมอยูแลวมาใช
ู
จะตองเปนการนํามาใชเพื่อจุดประสงคใหม
ื
การวิจัยจะนํามาซงประโยชนเชิงปฏิบัติ เพ่อแกไขปญหา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา
ึ่
เกยวกบกจกรรมในชีวิตประจําวันของมนุษย ซ่งเปาหมายสุดทายกเพอใหมนุษยและสังคมม ี
ิ
ึ
็
ี
่
่
ื
ั
ความกาวหนาและมีความสุข ดังนั้นวิธีการวิจัยเปนวิธีการแสวงหาความรูวิธีหนึ่งท่มความนาเชื่อถือ
ี
ี
มาก ผลการวิจัยจะนํามาซึ่งประโยชนตอมนุษยชาติมากมาย ซึ่งอาจสรุปไดดังนี้
่
ิ
ี
1. การวิจัยจะทําใหเกิดความรูใหมท่ชวยเพมพูนวิทยาการของศาสตรตาง ๆ ใหกวางขวาง
มากยิ่งขึ้น
่
ั
2. นําผลการวิจัยไปแกปญหาไดคาตอบทไดจากการวิจัยจะทําใหมนใจและนําผลการวิจัยไป
่
ํ
ี
ใชแกปญหาหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐใหมได เชน นําผลการวิจัยไปใชในดานสังคมศาสตรหรือพฤติกรรม
ดานการแพทย ดานธุรกิจการคา ดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เปนตน
3. ชวยปรับปรุงการทํางานใหมีประสิทธิภาพ
ิ
4. ชวยในการพสูจน ตรวจสอบ ทฤษฎีและกฎเกณฑ
5. ชวยใหเขาใจปรากฏการณหรือสถานการณที่เกิดขึ้น
6. ชวยในการพยากรณสถานการณ ปรากฏการณ พฤตกรรมไดอยางถูกตอง
ิ
7. ผลที่ไดจะสามารถนําไปประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวของได
ั
จะเห็นไดวาเปาหมายทสําคัญของการวิจัย คือ การสรางและพฒนางาน พฒนาคน และ
่
ั
ี
พัฒนานวัตกรรม ภายใตองคความรูในศาสตรสาขาตาง ๆ ทเปนประโยชนตอการพัฒนากระบวนการ
่
ี
่
เรียนรูท่สอดคลองและเหมาะสมกบความเปลียนแปลงของสังคมโลกท้งในปจจุบันและอนาคต ดัง
ี
ั
ั
ตารางที่ 1.1
9
่
ตารางที 1.1 งานวิจัย 4 Tracks
ิ
ิ
ประเภทของงานวจัย ลักษณะผลงาน การประเมนคุณภาพ
ี
งานวิจัยเพื่อความเปนเลิศ ผลงานวิจัยตีพิมพ ผลงานวิจัยตพิมพในวารสารหรือ
ทางวิชาการ หนังสือ
งานวิจัยเพื่อประโยชนทาง ผลงานวิจัยท่นําไปใชประโยชนใน ประเมินจากหลักฐานทางการเงน
ิ
ี
เศรษฐกจ เชิงเศรษฐกิจ และพาณิชย เศรษฐกจ
ิ
ิ
ี
ี
งานวิจัยเพื่อเสริมสรางพลัง ผลงานวิจัยท่ทําใหเกิดการพัฒนา ประเมินจากศาสตรท่ใช +
สังคมและชุมชน นําเปนประโยชนตอสังคมและ ผลลัพธ / ผลกระทบ
่
ิ
สาธารณะในระดับ ชุมชน ทองถน
และระดบประเทศ
ั
ิ
งานวิจัยเพื่อนโยบาย ผลงานวิจัยท่นําไปใชประโยชนใน ประเมนจากการเปลียนแปลง
ี
่
ิ
เชิงนโยบาย นโยบาย กตกา
ที่มา: รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล (2556)
ลักษณะของการวิจัยที่ดี
ื
่
ี
การทาวิจัยในแตละครั้งผูวิจัยจะตองศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เพอท่นํามาใชใหเกิดประโยชน
ํ
ั
ึ
ตอข้นตอนตางตามประเภทการวิจัยแตละประเภท ซ่งจะสงผลตอคุณภาพของการวิจัยแตละเรื่อง
บุญชม ศรีสะอาด (2543) ไดเสนอแนะวาการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้
1. การวิจัยเปนการคํานวณที่ตองอาศัยความรู ความชํานาญและความมีระบบ
2. การวิจัยเปนงานที่มีเหตุผลและเปาหมาย
่
3. การวิจัยจะตองมีเครื่องมือ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมขอมูลที่มีความ เทียงตรงและ
เชื่อถือได
ู
ิ
่
ี
ี
4. การวิจัยจะตองมการรวบรวมขอมลใหมและไดความรูใหม กรณทใชขอมลเดมจุดประสงค
ู
ี
ื่
ตองแตกตางไปจากจุดประสงคเดิม ความรูที่อาจไดจากความรูเดิมในกรณีที่มุงวิจัยเพอตรวจสอบซ้ํา
ั
5. การวิจัยมกเปนการศกษาคนควาท่มงขอเทจจริงเพ่อใหอธิบายรูปปรากฎการณหรือพฒนา
ึ
ั
ุ
็
ื
ี
่
ื
่
กฎเกณฑ ทฤษฎีหรือตรวจสอบทฤษฎีหรือพยากรณปรากฎการณตางหรือเพอวางทัวไปหรือเพอ
่
ื
แกปญหาตาง ๆ
6. การวิจัยตองอาศยความเพยรพยายาม ความซอสัตย กลาหาญ บางครังตองเฝาตดตาม
้
ั
ิ
่
ื
ี
ั
้
ั
ื
่
ี
และบันทกผลอยางละเอยด ใชเวลานาน บางครังผลการวิจัยคดแยงกบความเชือของบุคคลอนอน
ึ
่
ั
ี
อาจจะใหไดรับการโจมต ผูวิจัยจําตองใชความกลาหาญเสนอผลการวิจัยตามความเปนจริงท่คนพบ
ี
7. การวิจัยจะตองมีการบันทึกและเขียนรายงานการวิจัยอยางระมัดระวัง
10
่
ี
นอกจากนี้การวิจัยทดตองคานึงถงจริยธรรมการวิจัย ซงคณะกรรมการสภาวิจัยแหงชาต ิ
ี
ึ
ึ่
ํ
ํ
ั
ื
สาขาสังคมวิทยาได กาหนดจรรยาบรรณนักวิจัยเพ่อใหนักวิจัยในสาขาตางๆ นําไปปฏิบติและเปน
มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
ิ
ประเภทของการวจัย
ี
พัชรา สินลอยมา (2553) กลาววา การท่จะแบงการวิจัยออกเปนก่ประเภทนั้นข้นอยูกบ
ึ
ี
ั
เกณฑทใชในการแบงวาจะยึดถอสิงใดเปนเกณฑหรือเปนหลัก ทงนีเพราะการใชเกณฑตางกน กจะ
่
่
ี
ื
ั
็
้
ั
้
แบงการวิจัยออกเปนประเภทตาง ๆ ไดไมเหมือนกัน ดวยเหตุนี้ประเภทของการวิจัยจึงแบงกันได
้
ึ
ึ
้
่
ี
ั
หลายแบบเพราะขนอยูกบเกณฑทใชในการแบงดังกลาวแลว ตอไปนีจะขอกลาวถงประเภทของการ
วิจัยโดยใชเกณฑตาง ๆ กัน
ุ
ุ
1. แบงตามจุดมงหมายของการวิจัย การแบงประเภทของการวิจัยโดยใชจุดมงหมายของ
การวิจัยเปนเกณฑในการแบงนั้น อาจแบงไดเปน 3 ประเภทดังนี้
1.1 การวิจัยเชิงพยากรณ (Predictive research) เปนการวิจัยเพื่อที่จะนําผลที่ไดนั้นไป
ใชทํานายสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต เชน
ี
ํ
ี
ื
สามารถ ใจเตี้ย (2558) ทาการศึกษาปจจัยท่มความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพ้นบาน
้
่
ี
ึ
ลานนาของผูสูงอายุในเขตเมือง การศกษานีมีวัตถุประสงคเพอหาปจจัยทมีความสัมพันธกบการ
ื
ั
่
ื
บริโภคอาหารพื้นบานลานนาของผูสูงอายุในเขตเมอง ผลการศึกษา พบวา ปจจัยท่มความสัมพนธกับ
ี
ั
ี
พฤตกรรมการบริโภคอาหารพนบานลานนา พบวา อายุเฉลี่ยและการเขารวมพิธีกรรมในชุมชนม ี
ิ
ื
้
ื
ั
ความสัมพนธกบการบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุอยางมนัยสําคญทางสถต 0.05 (P –
ี
ั
ั
ิ
ิ
value = 0.011 และ 0.028 ตามลําดบ)
ั
ื
ี
่
้
ึ
ํ
้
สามารถ ใจเตย (2563) ทาการศกษาปจจัยพยากรณการบริโภคอาหารพนบานลานนาเพือ
ั
้
การสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุ โดยการศกษานีใชรูปแบบสมการความสัมพนธดงนี y = a +
ั
ึ
้
b x + b x + b x +……+ b x ทั้งนี้ เมื่อนําตัวแปรสวนบุคคลทั้ง 6 ตัวเขาสมการแลวคํานวณดวย
7 7
3 3
2 2
1 1
วิธี Stepwise ไดแก
X อายุเฉลี่ย (ป)
1
X รายไดตอเดือน (บาทตอเดือน)
2
X ระยะเวลาการอาศัยอยูในพื้นที่ (ป)
3
X การเขารวมกิจกรรมในชุมชน
4
(ครั้งตอเดือน)
X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน)
5
X ความรูเกี่ยวกับอาหารพื้นบานลานนา
6
X เจตคติเกี่ยวกับอาหารพื้นบานลานนา
7
ั
ทงนี้ผลการวิเคราะหสมการพยากรณไดคา F เทากบ 21.157 Sig เทากบ 0.000 และเมอ
ั้
ั
่
ื
2
ั
พจารณาคาสัมประสิทธิ์การตดสินใจเชิงพหุ (R ) พบวามีคาเทากับ 0.709 ซึ่งหมายความวา ตวแปร
ั
ิ
้
ั
่
ื
้
ทงหมด 7 ตัวแปร อธิบายการเปลียนแปลงของการบริโภคอาหารพนบานลานนาของผูสูงอายุไดรอย
ละ 70.9 เมื่อวิเคราะหความสัมพันธที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พบวา มีตัวแปร 2 ตัวแปร
11
ั
่
ี
ื
ี
ั
ั
คือ X อายุเฉลี่ย (ป) และ X ความรูเกยวกบอาหารพนบานลานนามความสัมพนธกบการบริโภค
้
1
6
ั
่
อาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุอยางมีนัยสําคญทางสถตท 0.05 ซงเขยนเปนสมการพยากรณ ได
ึ
่
ิ
ี
ิ
ี
ื
ดังนี้
ิ
สมการพยากรณในรูปคะแนนดบ
่
Yi (การบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุ) = 0.808 + 0.018 (อายุเฉลีย) +
ื
1.028 (ความรูเกี่ยวกับอาหารพื้นบานลานนา)
ึ้
ื
จากสมการขางตนจะเห็นไดวา การบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุจะเพมขน
ิ่
0.018 หนวยตอการเพิ่มขึ้นของอายุเฉลี่ย 1 หนวย และการบริโภคอาหารพนบานลานนาของผูสูงอายุ
ื้
ึ
ี
ิ
ึ
ื
่
ื
ิ
จะเพ่มข้น 1.028 หนวยตอการเพ่มข้นของความรูเก่ยวกับอาหารพ้นบานลานนา 1 หนวย เมอ
ื
ี
ทดสอบความมนัยสําคญ พบวา ปจจัยท้ง 2 มความสัมพนธกับการบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของ
ั
ั
ั
ี
ั
ผูสูงอายุอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 (p – value = 0.000 และ 0.000 ตามลําดบ)
่
1.2 การวิจัยเชิงวินิจฉัย (Diagnostic research) เปนการวิจัยเพอศกษาสาเหตของปญหาตาง
ุ
ื
ึ
ิ
ื
่
ิ
่
ุ
ึ
ทเกิดข้นกับบุคคลใดบคคลหนึ่ง กลุมชน หรือชุมชน เพอใหเกดความเขาใจในปญหาเขาใจในพฤตกรรม
ี
ิ
ุ
ี
่
ํ
ตลอดจนเขาใจในสาเหตททาใหเกดปญหาอันจะเปนประโยชนในการชวยเหลือ อนุเคราะห และ
ื่
ทําการแกไขตอไป การวิจัยประเภทนี้นักสังคมสงเคราะหนิยมใชกันมากเพอจะไดแกไขปญหาไดถูกจุด
ุ
่
ื
ึ
1.3 การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย (Explanatory research) เปนการวิจัยเพอศกษาเหตการณท ่ ี
้
้
้
ึ
ี
ิ
ิ
ึ
เกดขนแลววาเกดขนไดอยางไร มสาเหตุมาจากอะไร และทาไมจึงเปนเชนนัน การวิจัยประเภทนีจะ
้
ํ
พยายามชี้ใหเห็นวาตัวแปรใดสัมพันธกับตัวแปรใดบางและสัมพันธกันอยางไรในเชิงของเหตุและผล
ี
2. แบงตามประโยชนของการวิจัย การแบงประเภทของการวิจัยโดยยึดประโยชนท่ได
จากการวิจัยเปนเกณฑนั้น เราจะตองพิจารณาวาในการทําการวิจัยมุงที่จะนําผลไปใชประโยชนหรือไม
ดังนั้นจึงสามารถแบงการวิจัยออกเปน 2 ประเภท ดังนี้
์
้
ื
2.1 การวิจัยพนฐาน (Basic research) หรือการวิจัยบริสุทธิ (Pure research) หรือ
ี
่
ื
การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) เปนการวิจัยทเสาะแสวงหาความรูใหมเพอสรางเปน
่
้
ํ
ิ
ทฤษฎี หรือเพอเพมพนความรูตาง ๆ ใหกวางขวางสมบรณยิงข้นโดยมไดคานึงวาความรูนันจะนําไป
ึ
ิ
่
ื
ู
่
่
ู
้
ึ
้
แกปญหาใดไดหรือไม การวิจัยประเภทนีมีความลึกซงและสลับซับซอนมาก เชน การวิจัยทาง
วิทยาศาสตรและคณิตศาสตร เปนตน
2.2 การวิจัยประยุกต (Applied research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action
่
research) หรือการวิจัยเพ่อหาแนวทางปฏิบัติ (Operational research) เปนการวิจัยทมงเสาะ
ื
ี
ุ
แสวงหาความรู และประยุกตใชความรูหรือวิทยาการตาง ๆ ใหเปนประโยชนในทางปฏิบัติหรือเปน
้
้
่
ื
การวิจัยทนําผลทไดไปแกปญหาโดยตรงนันเอง การวิจัยประเภทนีอาจนําผลการวิจัยพนฐานมาวิจัย
่
ี
ี
่
่
ตอแลวทดลองใช เชน การวิจัยเกยวกับอาหาร ยารักษาโรค การเกษตร การเรียนการสอน เปนตน
ี
ี
่
้
ั
้
ื
ดงนันเราจึงไมสามารถทจะแยกการวิจัยพนฐานและการวิจัยประยุกตออกจากกันไดโดยเดดขาด ดัง
็
ภาพที่ 1.2
12
การวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต
มุงหาความรูใหมที่เปนกฎ
็
สูตร ทฤษฎี และขอเทจจริง มุงนําองครูไประยุกตใช
ตาง ๆ
่
ภาพที 1.2 ความสัมพันธของการวิจัยพื้นฐานกับการวิจัยประยุกต
ตวอยาง เชน สามารถ ใจเต้ย (2564) ทําการสํารวจสถานการณการผลิตลําไยนอกฤดู ใน
ั
ี
ํ
ั
้
ึ
ู
อาเภอบานโฮง จังหวัดลําพน ปการผลิต 2563 ใชวิธีการศกษาแบบผสมผสานทงเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ (Mixed Method) กลาวคือ เชิงปริมาณใชการสํารวจโดยใชแบบสอบถาม การวิจัยเอกสาร
ุ
เชิงคณภาพใชการสัมภาษณแบบไมเปนทางการ และการสังเกตแบบไมมีสวนรวม ครอบคลุมรูปแบบ
่
ี
็
การผลิต การดูแลรักษา การเกบเกยวผลผลิต และปญหาการผลิตลําไยนอกฤดู ซงผูวิจัยไดให
ึ่
่
ี
ี
ความสําคัญอยางยิ่งตอบริบทและเง่อนไขแวดลอม โดยเฉพาะสถานท่ บุคคล และเวลาท่เกยวของ
ื
ี
และในการเลือกตัวบุคคล
1. ประชากรและกลุมตัวอยาง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากเกษตรกรผูผลิตลําไยนอกฤดู
ในรอบปการผลิต พ.ศ. 2562 - 2563 และมีการใชสารชีวภาพในการผลิตลําไยนอกฤด จํานวน 10
ู
ราย และตัวอยางปุยหมักน้ําชีวภาพจํานวน 2 ตัวอยาง
2. เครื่องมือการวิจัย แบบบันทึกการสมัภาษณแบบไมเปนทางการ แบบบันทึกการสังเกต
แบบไมมสวนรวมและพลังการเลาเรื่อง
ี
3. การตรวจสอบขอมล ใชวิธีการตรวจสอบแบบสามเสา (Triangulation) โดยตรวจสอบ
ู
ขอมลจากแหลงขอมลทแตกตางกน ท้งการตรวจทางเอกสาร และการต้งคําถามเดยวกนผูใหขอมล
ู
ั
ั
ู
ู
่
ี
ี
ั
ั
ู
ั
สําคัญ เพอตรวจสอบความเทยงตรงของขอมล มีความสอดคลองหรือขดแยงกันของขอมูล และ
่
ี
ื
่
เพิ่มเติมขอมูลที่ขาดหายไปจนกระทั้งขอมูลทไดมามีความอิ่มตัว
ี่
่
ี
ี
4. การวิเคราะหขอมูล ใชการวิเคราะหเนือหาทไดจากเอกสารและขอมูลท่ไดจากการ
้
ุ
ู
รวบรวมใหครบถวนตามวัตถประสงคการวิจัย นําขอมลท่ไดจาแนกแยกแยะและจัดเปนหมวดหมและ
ี
ู
นําขอมูลแตละหมวดมเชื่อมโยงกันอยางเปนเหตุเปนผล โดยการตีความ (Interpretation) เนื้อหาจาก
เรื่องราวที่ปรากฏและเชื่อมโยงความเกี่ยวของของขอมูลที่ตองการศึกษา
ี
ผลการศึกษา พบวา เกษตรกรจะบังคับการออกดอกโดยใชสารโพแทสเซยมคลอเรต (KClO )
3
ในชวงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม การผลิตลําไยนอกฤดูเผชิญปญหาดานปจจัยการผลิต เชน การ
่
ั
ี
ี
ขาดแคลนแรงงานทไมเพยงพอตอความตองการ ปญหาดานเงนทุน และการขาดแคลนแหลงน้ํา ท้งนี ้
ิ
13
ี
ผูมีสวนไดเสียไดเสนอแนะใหหนวยงานท่เก่ยวของสงเสริมการใชสารชีวภาพทดแทนสารเคม ี
ี
การเกษตร การรวมกลุมเกษตรกร และการใชประโยชนวัสดุเหลือทิ้งจากการตกแตงกิ่งลําไย
สามารถ ใจเต้ย (2561) ทําการศึกษาการเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการ
ี
วิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา กรณีศกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
ึ
้
ั
การศึกษานี้ไดออกแบบการวิจัยโดยการผสมผสานทงวิธีการทางสังคมศาสตรและวิธีการทาง
วิทยาศาสตร ดังกรอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้
Input Process Output
ุ
ั่
สํารวจสภาพทวไปของแมน้ําล ี้ กิจกรรมการเรียนรูชมชน กิจกรรมการเฝาระวัง
ั
(ประสิทธิภาพและผลสมฤทธิ์) ผลกระทบจากคุณภาพ
น้ําเสื่อมโทรมตอ
ุ
การวเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม ประชาชนในพื้นที่ลม
ิ
สภาพทั่วไปของแมน้ําลี้ในปจจุบัน - การตรวจวิเคราะหคณภาพน้า น้ําล ี้
ุ
ํ
ลักษณะทางกายภาพ (กายภาพ ชีวภาพ)
- การวิเคราะหสภาพการณการ
ใชประโยชนแมน้ําลี้ทงการเกษตร
ั้
โครงสรางลุมน้ํา
ุ
กายภาพ อตุนิยมวิทยา การอปโภคบริโภค การเปนแหลง
ุ
ทรัพยากรดิน อาหาร และการสืบสานประเพณ ี
สภาพทางธรณีวิทยา ทองถิ่น (คุณคาการใชประโยชน)
ทรัพยากรน้ําผิวดิน น้ําใตดิน - การรวมกันสํารวจคุณภาพ
้
ํ
ทรัพยากรปาไม และการใช ชีวิตของประชาชนริมฝงแมน้าลี
ประโยชนที่ดิน (คุณคาตอคุณภาพชีวิต)
โครงการพัฒนาแหลงน้ํา - การเรียนรู
หนวยงานราชการ - การเสริมพลังอํานาจ
ชุมชน - การมีสวนรวม
การวิเคราะหผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน
- แผนที่เสี่ยงภัยชุมชน
- แผนที่การเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา
- แผนที่เสี่ยงภัยทางสุขภาพ
- การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน
- แผนที่ความสัมพันธเชิงองคกร
14
่
สามารถ ใจเตี้ย และพัฒนา บุญประภา (2562) ทาการวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมจาก
ํ
ุ
่
ปญหาคุณภาพน้ําและเสนอแนะกิจกรรมการเฝาระวังผลกระทบสิงแวดลอมจากปญหาคณภาพน้ําใน
พื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน ใชการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง พบวา
สภาพปญหาคุณภาพน้ําในแมน้ําลี้มีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของชุมชนริมฝงแมน้ําลี้ท่ปลอยน้ําเสีย
ี
และสิ่งปฏิกูลจากครัวเรือนลงสูทอระบายน้ํา คลองสาธารณะและแมน้ําลี้โดยตรง รวมถงบางพนทยังม ี
ึ
ื้
ี่
ิ
ิ
้
ี
ั
ื
้
ี
ํ
้
้
ํ
การทงขยะริมตลิ่งแมน้าลี ทังนีอาจมกจกรรมการมสวนรวมทงการขุดลอกคลองสงน้าในแตละพ้นท ่ ี
้
และการใชแนวคิดนิเวศวัฒนธรรมผานประสบการณของผูสูงอายุ เพอสรางคณคาของคลองสงน้ําและ
ุ
ื่
่
่
ื
้
ี
การจัดการทรัพยากรปาตนน้ํา และปญหาผลกระทบสิงแวดลอมดานคณภาพชีวิตทพนทตนน้ากาลัง
ํ
ี
ุ
ํ
่
ิ
ํ
่
ํ
เผชิญโอกาสจากการเกิดโรคจากน้าเปนสือ โดยกอเกิดกจกรรมการตรวจวิเคราะหน้า การสรางแหลง
ํ
ี
ู
ุ
่
เรียนรูเกยวกบคุณภาพน้าในชุมชนและการเผยแพรขอมลคณภาพน้าทหนวยงานดานสิงแวดลอมทา
ํ
่
ี
ํ
่
ั
การตรวจวัดเพอใหประชาชนไดเตรียมความพรอมและเขาใจขอมูลทางดานวิทยาศาสตร ท้งนี ้
่
ื
ั
หนวยงานดานสาธารณสุขหนวยงานดานสิ่งแวดลอม องคกรปกครองสวนทองถน สถาบันการศกษา
ึ
ิ่
ควรสนับสนุนงบประมาณ องคความรู บุคลากร และอุปกรณที่เกี่ยวของ สรุปเปนแผนผังได ดังนี้
คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้เสื่อมโทรม
การเขาถึงการใชประโยชนไมเทาเทียม คุณภาพชีวิต
(แนวโนมการเกิดโรคจากน้ําเปนสื่อ)
่
องคกรทองถิน / การเสริมพลังอํานาจชุมชน
เกษตรกร การขุดลอกคลองสงน้ํา การมีสวนรวมของชมชน
นโยบาย / สภาพปญหาในปจจุบัน กิจกรรมการตรวจวิเคราะหน้ํา / การ
การสรางคุณคาคลองสงน้ํา / สรางแหลงเรียนรู / การเผยแพรขอมูล
ผูสูงอายุ แนวคิดนิเวศวัฒนธรรมเพื่อ ้ํ
การจัดการทรัพยากรปาไม ความตองการของชุมชน
การเรียนรูเชิงประสบการณ (การบวชปาตนน้ํา)
หนวยงานดานสาธารณสุข
หนวยงานดานสิ่งแวดลอม
องคกรปกครองสวนทองถิ่น
สถาบันการศึกษา สนับสนุน
งบประมาณ /องคความรู /
ุ
บุคลากร /อปกรณ
15
ื
่
3. แบงตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมล วิธีการเกบรวบรวมขอมลเพอนํามาใชในการวิจัยนัน
ู
็
้
ู
มีหลายวิธี ดังนั้นจึงมีผูแบงประเภทของการวิจัยตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล ซึ่งแบงไดดังนี้
็
ํ
ี
่
3.1 การวิจัยจากเอกสาร (Documentary research) เปนการวิจัยทผูวิจัยทาการเกบ
ิ
ู
ุ
รวบรวมขอมลจากเอกสาร รายงาน จดหมายเหต ศลาจารึก แลวเสนอผลในเชิงวิเคราะห สวนใหญ
้
ี
็
้
่
้
่
เอกสารทผูวิจัยเกบรวบรวมนีจะอยูในหองสมุด ดงนันจึงอาจเรียกการวิจัยประเภทนีอกอยางหนึงวา
ี
ั
การวิจัยจากหองสมุด (Library research)
ี
3.2 การวิจัยจากการสังเกต (Observation research) เปนการวิจัยทผูวิจัยทาการเกบ
่
็
ํ
่
รวบรวมขอมูลดวยวิธีการสังเกต การวิจัยประเภทนี้นิยมใชมากทางดานมานุษยวิทยา ซงสวนใหญเปน
ึ
การสังเกตพฤติกรรมของบุคคลในสังคมในแงของสถานภาพ (Status) และบทบาท (Role)
3.3 การวิจัยแบบสํามะโน (Census research) เปนการวิจัยทผูวิจัยทาการเก็บรวบรวม
่
ี
ํ
ขอมูลจากทุก ๆ หนวยของประชากร
3.4 การวิจัยแบบสํารวจจากตัวอยาง (Sample survey research) เปนการวิจัยท่ผูวิจัย
ี
ทาการเกบรวบรวมขอมูลจากกลุมตัวอยาง เชน สํารวจความคดเห็นของประชาชนในดานการเมอง
็
ํ
ื
ิ
ี
ั
พฤติกรรม นิสัยของกลุมเปาหมาย ดานเอกชน วิจัยเก่ยวกบความพึงพอใจของลูกคาท่มตอสินคา
ี
ี
บริการ
ึ
่
ี
3.5 การศึกษาเฉพาะกรณี (Case study) การศกษาเฉพาะกรณีเปนการวิจัยทนักสังคม
ี
ี
สงเคราะหนิยมใชมาก ทเรียกวาการศกษาเฉพาะกรณกเพราะเปนการศกษาเรืองท่สนใจในขอบเขต
่
็
ึ
ึ
่
ี
่
ื
ึ้
่
ึ
จํากัดและใชจํานวนตัวอยางไมมากนัก แตจะศึกษาอยางลึกซงในเรื่องนั้น ๆ เพอใหไดมาซงขอเท็จจริง
่
้
ุ
ี
้
่
ี
่
ทจะทําใหทราบวาบุคคลนันหรือกลุมบุคคลนันมความบกพรองในเรืองใด เนืองมาจากสาเหตใด เพอ
่
ื
จะไดหาทางแกไขหรือชวยเหลือตอไป
3.6 การศกษาแบบตอเนื่อง (Panel study) เปนการศกษาทมการเกบขอมูลเปนระยะ ๆ
ึ
็
ึ
่
ี
ี
่
ึ
ึ
เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของกลุมตัวอยาง ซงการศกษาแบบตอเนืองนี้จะชวยใหเขาใจและ
่
ทราบถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงไดเปนอยางดี
ี
่
็
3.7 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เปนการวิจัยทผูวิจัยเกบขอมูลมา
ั
จากการทดลอง ซงเปนผลมาจากการกระทา (Treatment) โดยมการควบคุมตวแปรตาง ๆ ให
ึ
่
ํ
ี
เปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว
4. แบงตามลักษณะการวิเคราะหขอมล ถายึดลักษณะของการวิเคราะหขอมูลในการวิจัย
ู
แลว อาจแบงการวิจัยไดเปน 2 ประเภท ดังนี้
ี
ู
4.1 การวิจัยเชิงคณภาพ (Qualitative research) เปนการวิจัยทนําเอาขอมลทางดาน
ุ
่
่
คุณภาพมาวิเคราะห ขอมูลทางดานคุณภาพเปนขอมูลทไมเปนตัวเลขแตจะเปนขอความบรรยาย
ี
ึ
ู
ลักษณะสภาพเหตุการณของสิ่งตาง ๆ ทเกยวของ สวนใหญเปนการศกษาโดยใหความสนใจกับขอมล
่
ี
่
ี
ี
่
ดานความรูสึกนึกคิด คานิยม อุดมการณและการเสนอผลการวิจัยก็จะออกมาในรูปของขอความทไมม ี
ี
ิ
ตัวเลขทางสถิติสนับสนุนเชนเดียวกน หรืออาจใชเพยงสถิตขันตน เชน คาเฉลีย รอยละ เปนตน การ
ั
่
้
วิจัยประเภทนี้จึงมุงบรรยายหรืออธิบายเหตุการณตาง ๆ โดยอาศยความคดวิเคราะห เพอประเมนผล
ิ
ื
่
ั
ิ
หรือสรุปผลนั่นเอง
16
ื
ึ
ั
ตวอยาง เชน สามารถ ใจเตี้ย (2557) ศกษาการใชภูมิปญญาพ้นบานลานนาและพัฒนา
ื
ขอเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะ การวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงคเพ่อ
ึ
ี
ศกษาการใชภูมิปญญาพ้นบานลานนาและพัฒนาขอเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะเก่ยวกับการใช
ื
ื
ภูมิปญญาพ้นบานลานนาดานสุขภาพ กลุม ผลการศกษา พบวา ประชาชนสวนใหญจะใชภูมปญญา
ิ
ึ
พ้นบานลานนาดานสุขภาพ คอ กายภาพบําบัด จิตบําบัด สมนไพรบําบัดและอาหารบําบัดเพอการ
ื
ื
ื่
ุ
สรางเสริมสุขภาพ ในสวนของขอเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะจากการอบรมเชิงปฏิบัตการณแบบม ี
ิ
ั
ิ
ี
ั
สวนรวม พบวา ควรมสรางกจกรรมและการเสริมศกยภาพประชาชนชนและอาสาสมครสาธารณสุข
ื
ู
ื
้
ประจําหมบาน สรางกระบวนการถายทอดองคความรูจากหมอพนบาน รวมถึงสรางความรวมมอในการ
วิจัยกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา
่
ู
ี
4.2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เปนการวิจัยทนําเอาขอมลเชิง
ปริมาณมาวิเคราะห กลาวคือใชตัวเลขประกอบการวิเคราะห สรุปผล และการเสนอผลการวิจัยก ็
ั
้
ุ
่
ั
ี
ุ
ออกมาเปนตัวเลขเชนเดียวกน ดังนั้น การวิจัยประเภทนีจึงมงทจะอธิบายเหตการณตาง ๆ โดยอาศย
ตวเลขยืนยันแสดงปริมาณมากนอยแทนท่จะใชขอความบรรยายใหเหตุผล ตัวอยางการวิจัยเชิง
ี
ั
ปริมาณ เชน
การศึกษาพฤติกรรมการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุ
การศึกษาการใชประโยชนแหลงน้ํา
การศึกษาผลกระทบสุขภาพจากความเสื่อมสภาพของแหลงน้ําเบื้องตน
การศึกษาการใชสมุนไพรพื้นบานของประชาชน
ี
ี
ํ
้
้
ั
้
ทงนีกระบวนการการวิจัยทดนันไมควรใชแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะจะทาใหผลท ่ ี
่
ั
ไดไมสะทอนความเปนจริงมากนัก ดังนั้นในการปฏิบัติมักจะประยุกตการวิจัยท้ง 2 ประเภทนี้เขา
ํ
ดวยกัน เพื่อใหผลการวิจัยมีทั้งเหตุและผลและมีตัวเลขสนับสนุนอนจะทาใหผลการวิจัยนาเชื่อถอมาก
ื
ั
ยิ่งขึ้น
สุมิตร สุวรรณ (ม.ป.พ.) ไดเสนอแนะความแตกตางระหวางการวิจัยเชิงปริมาณและการ
วิจัยเชิงคุณภาพไว ดังนี้
1. การวิจัยเชิงปริมาณ เปนเรื่องของการหาความสัมพันธระหวางตัวแปรอยางนอย 2 ตัว
เพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ไดเจาะจงตั้งเอาไวกอน โดยรองรับดวยแนวคดทฤษฎีหรือองคความรูตาง ๆ
ิ
แตการวิจัยเชิงคณภาพจะเปนเรื่องปรากฏการณทางสังคมเพอทาความเขาใจและอธิบายความหมาย
ํ
ุ
่
ื
ี
ปรากฏการณ 3 ทางสังคม ซงตองดเปนองครวมเพราะชีวิตคนหรือสังคมมีเรืองท่เขามาเกยวพนธกน
่
ี
่
ึ
ู
ั
่
ั
หลายเรือง ไมสามารถดตวแปร 2 - 3 ตัวได การวิจัยเชิงคณภาพจึงไมจําเปนตองต้งสมมติฐานหรือม ี
ั
ั
ุ
่
ู
แนวคิดทฤษฎีรองรับเอาไวกอน แตเปนการสรางองคความรูหรือทฤษฎีใหมตลอดจนขอเทจจริงใหม
็
จากที่เคยรูมาแตเดิม
2. การวิจัยเชิงปริมาณ ไมใหความสนใจในบริบทรอบขางวาเปนอยางไร เพราะสามารถ
ั
ุ
ุ
ควบคมตวแปรไดหมด แตการวิจัยเชิงคณภาพใหความสนใจในเรื่องของบริบท (Context) ทางสังคม
ั
วัฒนธรรม เพราะบริบทในแตละแหงไมเหมือนกน เชน ในเมืองกับในชนบท พุทธกับมุสลิม เปนตน
็
ู
3. การวิจัยเชิงปริมาณ เกบรวบรวมขอมลโดยการใชแบบสอบถามเปนหลักใชระยะเวลา
ื
ํ
ุ
ศึกษาไมนาน ไมตองทาความรูจักหรือสรางความคนเคยสนิทสนมกอนเม่อตอบแบบสอบถามใหเสร็จ
17
่
ี
ี
ี
็
ั
ี
่
เรียบรอยแลวผูวิจัยกจากไปหรือทเรียกวา “ตหัวแลววิงหนี” ในขณะทแบบสอบถามอาจมขอจํากด
่
ั
เชน การเก็บรวบรวมขอมลกบ ผูทไมรูหนังสือหรือมีการศกษานอยไมสามารถตอบแบบสอบถามได
ู
ี
ึ
่
็
หรือถาแบบสอบถามมีจํานวนมากคนก็ไมอยากตอบแบบสอบถาม แตการวิจัยเชิงคุณภาพเกบ
รวบรวมขอมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ การสัมภาษณแบบ
เจาะลึก การตะลอมกลอมเกลา และการสนทนากลุม ซ่งผูวิจัยตองออกไปสัมผัสแหลงขอมูลดวย
ึ
ี
ั
ตนเองกบกลุมคนท่เปนเจาของปญหาในเบืองตนจะตองสรางความคนเคยสนิทสนมกอนและ ใช
ุ
้
การศึกษาติดตามระยะยาว
ั
่
ู
4. การวิจัยเชิงปริมาณ ลักษณะขอมลทไดจะเปนตวเลขหรือสถติสามารถแจงนับไดแตการ
ิ
ี
ี
่
ู
วิจัยเชิงคุณภาพลักษณะขอมลจะเปนการพรรณนาความเกยวกบประวัตความเปนมา สภาพแวดลอม
ั
ิ
ั
่
ิ
บริบททางสังคม วัฒนธรรม รากเหงาของปญหา ความรูสึกนึกคด การใหความหมายหรือคุณคากบสิง
ตาง ๆ ตลอดจนคานิยม พฤติกรรมหรืออุดมการณของบุคคล
ื
่
5. การวิจัยเชิงปริมาณ ตรวจสอบเครืองมือในการวิจัย คอ แบบสอบถามหรือแบบทดสอบ
โดย ผูเชี่ยวชาญท่เปนนักวิชาการ เพอหาความเท่ยงตรงเชิงเนือหา (Content validity) และนํา
่
ื
ี
้
ี
่
ื
่
่
ั
ี
แบบสอบถามไปทดลองใช (Try out) กบกลุมตัวอยางทใกลเคยงกนเพอหาคาความเชือม่น
ี
ั
ั
ี
ุ
(Reliability) ของเครืองมอท่ใชในการวัด แตการวิจัยเชิงคณภาพไมจําเปนตองตรวจสอบเครืองมอใน
่
่
ื
ื
ี
่
การวิจัยเพราะตัวผูวิจัยถือเปนเครืองมอท่สําคัญ ทําการตรวจสอบขอมูลทไดมาโดยวิธีการท่เรียกวา
ี
ื
ี
่
การตรวจสอบแบบสามเสา (Triangulation) ไดแก
ู
่
5.1 การตรวจสอบสามเสาดานขอมลโดยพิจารณาแหลงเวลา แหลงสถานท และแหลง
ี
ู
ั
ี
บุคคลท่แตกตางกัน กลาวคอ ถาขอมลตางเวลากนจะเหมอนกันหรือไมถาขอมลตางสถานท่จะ
ื
ื
ี
ู
เหมือนกันหรือไมและถาบุคคลผูให ขอมูลเปลี่ยนไปขอมูลจะเหมือนเดิมหรือไม
5.2 การตรวจสอบสามเสาดานผูวิจัย โดยการเปลี่ยนตัวผูสังเกตหรือสัมภาษณ
็
5.3 การตรวจสอบสามเสาดานวิธีรวบรวมขอมูล โดยใชวิธีเกบรวบรวมขอมูลตาง ๆ กัน
เพื่อรวบรวมขอมูลเรื่องเดียวกัน เชน ใชวิธีสังเกตควบคูไปกับการซักถาม
ั
ั
ิ
้
ิ
6. การวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะหขอมลโดยอาศยคณตศาสตรหรือสถตขนสูงดวยการปอน
ิ
ู
ั
ขอมลลงในเครืองคอมพวเตอรซงในปจจุบันมกจะนิยมใชโปรแกรมสําเร็จรูป เชน SPSS แตการวิจัย
ู
ิ
ึ
่
่
ู
่
ิ
ี
เชิงคณภาพเปนการวิเคราะหโดยการตความในคําพด ความรูสึกหรือความคดเห็นของคนทเก่ยวของ
ุ
ี
ี
ํ
่
ู
่
ี
ื
่
ึ
ิ
โดยโยงไปถงแนวคดทฤษฎีเพอใหความหมายแกขอมลทไดหลังจากนันจึงทาการสรางขอสรุปในเรือง
้
ู
ั
ึ
ึ
ดงกลาวข้นแตหากเปนการศกษา เอกสาร (Documentary research) การวิเคราะหขอมลจะใชวิธีท ี ่
เรียกวา การวิเคราะหเนื้อหา (Content analysis) ใหเห็นวาใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร...
ู
7. การวิจัยเชิงปริมาณนําเสนอขอมลดวยตัวเลขในลักษณะของตารางประการบรรยาย ม ี
ุ
ความ กระชับตรงไปตรงมาตามหลักฐานหรือผลการวิเคราะหขอมูล สวนการวิจัยเชิงคณภาพนําเสนอ
ั
ขอมลโดยการพรรณนาความเชิงบอกเลาในลักษณะของตวอกษรและรูปภาพของคนในสถานการณท ี ่
ู
ั
ศึกษา เสริมดวยขอมูลซ่งเปนคําพดท่นาสนใจของใหขอมล นอกจากนี้อาจกลาวถึงบริบทใน
ึ
ู
ี
ู
็
สภาพแวดลอม โดยมีขอมูลตัวเลขประกอบบาง เพื่อความนาเชื่อถือของการวิจัยกได
่
ี
ุ
่
ิ
ื
จะเห็นไดวาการวิจัยเชิงคณภาพมพ้นฐานปรัชญาแบบธรรมชาตนิยม (Naturalism) ทเชือ
ี
่
ี
ื
่
ี
วาจักรวาลหรือโลกทประกอบไปดวยสิงธรรมชาตเทานั้นท่เปนจริง สิ่งอนใดท่มใชสิ่งธรรมชาติหรือ
่
ิ
ิ
ี
18
่
ิ
ี
ี
ื
่
ี
ปรากฏการณของสิ่งธรรมชาตไมใชสิงทเปนจริง ในขณะท่การวิจัยเชิงปริมาณมพ้นฐานแบบปรัชญา
แบบปฏิฐานนิยม (Positivism) เชื่อวาวิธีการแสวงหาความรูที่ดีที่สุด คือ การใชวิธีแบบวิทยาศาสตรท ี ่
ื
่
ั
้
ู
มีรากฐานอยูบนขอมลเชิงประจักษ กลาวคอ สิงทมนุษยสามารถรับรูไดดวยประสาทสัมผัสทง 5 เปน
ี
่
สิ่งที่เปนจริงและเปนความรูที่ยอมรับได
ื
5. แบงตามลักษณะวิชาหรือศาสตร เม่อยึดลักษณะวิชาหรือศาสตรเปนเกณฑในการแบง
ประเภทของการวิจัย จะแบงการวิจัยออกไดเปน 2 ประเภทดังนี้
ี
5.1 การวิจัยทางวิทยาศาสตร (Scientific research) เปนการวิจัยท่เก่ยวกับ
ี
ปรากฏการณธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น การวิจัยประเภทนี้ไดกระทํา
กนมานานแลวและกอใหเกดประโยชนตอมวลมนุษยอยางมากมาย เชน การคนพบยารักษาโรค การ
ิ
ั
ี
ิ
่
้
คนพบสิงประดษฐใหม ๆ เปนตน นอกจากนีการวิจัยทางวิทยาศาสตรยังสามารถใช แกปญหาท่เกด
ิ
ี
ี
ี
่
่
ิ
ี
่
จากธรรมชาตไดอกดวย เนืองจากการวิจัยทางวิทยาศาสตรมเครื่องมือและอุปกรณทเทยงตรงและม ี
ํ
กฎเกณฑแนนอน ตลอดจนสามารถควบคุมการทดลองไดเพราะทําการทดลองในหองปฏิบัติการ จึงทา
่
ื
ใหผลการวิจัยทางดานวิทยาศาสตรไดรับความเชือถอมาก การวิจัยทางวิทยาศาสตรอาจจําแนกตาม
สาขาตาง ๆ ไดดังนี้ สาขาวิทยาศาสตรกายภาพและคณิตศาสตร สาขาวิทยาศาสตร สาขา
ุ
วิทยาศาสตรเคมและเภสัช เกษตรศาสตรและชีววิทยา และสาขาวิศวกรรมศาสตรและอตสาหกรรม
ี
วิจัย
่
ี
5.2 วิจัยทางสังคมศาสตร (Social research) เปนการวิจัยทเกยวกับสภาพแวดลอม
ี
่
ิ
สังคม วัฒนธรรม และพฤตกรรมของมนุษย เชน การวิจัยดานปรัชญา สังคมวิทยาศาสตร
เศรษฐศาสตร เปนตน การวิจัยทางสังคมศาสตรนีแตกตางกบการวิจัยทางวิทยาศาสตรมาก เนื่องจาก
้
ั
่
ึ
สังคมศาสตรเปนวิชาทวาดวยสังคม สิงแวดลอม และพฤติกรรมของมนุษย ซงวัดไมไดโดยตรงและ
ี
่
่
ควบคุมไดยาก แตมนุษยก็ไดพยายามวัดโดยใชเครื่องมือวัดทางออม เชน ใชแบบทดสอบ
แบบสอบถาม แบบวัดเจตคติ และไดนําเอาวิธีการทางวิทยาศาสตรมาชวยในการวิจัย ทําให
ผลการวิจัยเปนที่นาเชื่อถือมากยิ่งขึ้นการวิจัยทางสังคมศาสตรอาจจําแนกตามสาขาตาง ๆ ไดดังนี้
สาขาปรัชญา สาขานิติศาสตร สาขารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร สาขาเศรษฐศาสตร สาขา
สังคมวิทยาศาสตร (สาธารณสุขศาสตร การพัฒนาชุมชน)
ทงนี้การวิจัยทางสังคมศาสตรเจริญกาวหนาชากวาการวิจัยทางวิทยาศาสตร เพราะวา
ั้
ุ
ปรากฏการณทางสังคมศาสตรนั้นมีขอจํากัดหลายประการ เชน การควบคมปรากฏการณทางสังคมให
ั
คงทนันทาไดยาก รวมถึงปญหาทางสังคมศาสตรจะเหมอนกบปญหาของสามญชน ทาใหคนทวไปคดวา
ื
ั
ิ
้
่
ี
ํ
ํ
่
ั
ั
ี
วิชาสังคมศาสตรเปนวิชาสามัญสํานึกได แมวาการวิจัยทางสังคมศาสตรจะมขอจํากดอยูหลายประการ
ก็ตาม แตการวิจัยทางดานนี้ก็สามารถศึกษาพฤติกรรมของมนุษยไดมากพอสมควร
6. แบงตามระเบียบวิธีวิจัย
ี
่
ึ่
ี
ั
้
การแบงประเภทการวิจัยโดยยึดระเบยบวิธีวิจัยเปนเกณฑนันเปนทนิยมใชกนมาก ซง
แบงออกไดเปน 3 ประเภท ดังนี้
6.1 การวิจัยเชิงประวัติศาสตร (Historical research) เปนการวิจัยเพื่อคนหาขอเท็จจริง
ี
ุ
ี
่
ี
ุ
ของเหตการณท่ผานมาแลวในอดต โดยมจุดมงหมายทจะบนทึกอดตอยางมระบบ และมความเปน
ี
ี
ี
ี
ั
ี
่
ปรนัยจากการรวบรวมประเมนผล ตรวจสอบ และวิเคราะหเหตการณเพอคนหาขอเท็จจริงในอนทจะ
ื
ุ
ั
่
ิ
19
่
ึ
ี่
นํามาสรุปอยางมีเหตุผล การวิจัยประเภทนี้ตองอางอิงเอกสารและวัตถุโบราณทมเหลืออยู ซงโดยสวน
ี
ี
ี
่
ั
ใหญแลวมกไมใชสถต สรุปไดวาการวิจัยประเภทนีมงทจะบอกวา “เปนอะไรในอดต” (What was)
ิ
ุ
้
ิ
เชน
ระบบการดูแลสุขภาพชุมชนสมัยสุโขทัย
การแพทยแผนไทยในยุครัตนโกสินทรตอนตน
ภูมิปญญาหมอพื้นบานลานนายุคตน
ื
6.2 การวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (Descriptive research) เปนการวิจัยเพ่อคนหา
ี
่
ขอเท็จจริงในสภาพการณหรือภาวการณของสิ่งทเปนอยูในปจจุบันวาเปนอยางไร การวิจัยประเภทนี ้
ั
ั
ิ
่
ั
ี
่
มกจะทําการสํารวจหรือหาความสัมพนธตาง ๆ เกยวกบเรืองของความเชื่อ ความคดเห็น และเจตคต ิ
จึงกลาวไดวาเปนการวิจัยที่มุงจะบอกวา “เปนอะไรในปจจุบัน” (What is) นั่นเอง เชน
การบริโภคอาหารพื้นบานของผูสูงอายุ
ื
ิ
ื
การใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญาพ้นบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิต
รูปแบบการเกษตรเพื่อสุขภาพ
ุ
ึ
ื่
ื้
ตัวอยาง เชน สามารถ ใจเตี้ย และคณะ (2562) ศกษาการใชประโยชนสมนไพรพนบานเพอ
ึ
ํ
ื
้
การสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเทศบาลตําบลสุเทพ อาเภอเมอง จังหวัดเชียงใหม การศกษานีจึง
้
ึ
ื
ุ
ื
ื
ี
ื
่
ุ
มวัตถประสงคเพอศกษาการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานเพ่อการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุ
กลุมตัวอยางเปนผูสูงอายุในเขตเทศบาลตําบลสุเทพ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จาก 265
ํ
ื
้
ุ
ี
ี
่
ครัวเรือนและผูท่เกยวของกับการใชประโยชนสมนไพรพนบานในผูสูงอายุ จํานวน 12 คน เก็บ
รวบรวมขอมูลดวยแบบสอบถาม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการและการสนทนากลุม วิเคราะห
้
ึ
ขอมูลโดยใชสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะหเชิงเนือหา ผลการศกษา พบวา จากขอมล 265
ู
ื
ครัวเรือนระดับการใชประโยชนสมุนไพรพ้นบานเพ่อการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเฉลี่ยอยูใน
ื
ั
ระดับปานกลาง (คาเฉลียเทากบ 1.87 ± 0.69) จากคะแนนเตม 3 ผูสูงอายุใชประโยชนสมนไพร
่
ุ
็
ิ
ุ
่
ื
้
ุ
ื
้
พนบานโดยการนํามาเปนวัตถดบในการปรุงอาหาร การเพมรายได และมการนําสมนไพรพนบานมา
ี
ิ
็
ปลูกบริเวณที่พักอาศัย ทั้งนี้ผูสูงอายุใชตํารับยาตมในการดูแลสุขภาพอยางแพรหลาย อยางไรกตามผู
ื
่
ั
ี
ื
ุ
ี
ท่เกยวของกบการใชสมุนไพรในผูสูงอายุไดเสนอแนะการใชสมนไพรพ้นบานแบบยั่งยืน คอ ให
หนวยงานทเกยวของสรางการมีสวนรวมของทกภาคสวน และสรางแหลงเรียนรูชุมชนภายใตแบบ
ี
ุ
ี
่
่
แผนภูมิปญญาพื้นบานลานนา
6.2 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เปนการวิจัยเพอคนหาความสัมพนธ
ั
ื
่
ั
ุ
ี
ื
เชิงเหตและผลของปรากฏการณตาง ๆ การวิจัยประเภทนีตองมการควบคมตวแปรตน เพ่อสังเกตตว
ั
้
ุ
ั
แปรตามที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อจะไดทราบวาอะไรเปนสาเหตุที่ทําใหเกดผล ดงนันตวแปรในการวิจัยจึง
ิ
้
ั
ั
ตองมีท้งกลุมควบคุมและกลุมทดลอง สรุปไดวา การวิจัยประเภทนีมงท่จะบอกวา “อะไรอาจจะ
ุ
ี
้
เกิดขึ้น” (What may be) เชน
ุ
ั
การทดสอบประสิทธิภาพของสมนไพรในการปองกนกําจัดลูกน้ํายุงลาย
การแยกจุลินทรียจากไสเดือนดิน
การใชไสเดือนดินกําจัดขยะอินทรีย
20
จะเห็นไดวาการแบงประเภทการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยถาผูวิจัยมีการกําหนด หรือใสปจจัย
ี่
เสี่ยงหรือสิ่งแทรกแซง ใหกับตัวอยางที่นํามาศกษายังแบงประเภทไดตามภาพท 1.3
ึ
่
ภาพที 1.3 รูปแบบของการวิจัยตามวิธีดําเนินการวิจัย
ที่มา: http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm
7. แบงตามเวลาทใชในการวิจัย แบงได 2 ประเภท ดังนี้
ี่
ึ
7.1 การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross-sectional research) หมายถง การวิจัยทผูวิจัยใช
่
ี
้
เวลาสั้น ๆ ในการเก็บรวบรวมขอมูล เชน การเก็บขอมูลเพียงครั้งเดียวหรือหลายครัง แตระยะเวลาใน
การเก็บขอมูลไมหางกันมากนัก ขอมูลที่รวบรวมไดจะแสดงลักษณะหรือสภาพของสิ่งทวิจัย ณ เวลาที ่
ี่
รวบรวมขอมูลเทานั้น เชน
ภูมิปญญาพื้นบานลานนาที่ผูปวยเอดสไดนํามาใชในการดูแลดานจิตใจของตนเอง
การดูแลรักษาผูติดเชื้อเอดสแบบองครวม
การเสริมสรางสุขภาพทางรางกายกับจิตวิญญาณผูติดเชื้อและผูปวยเอดส
ึ
ิ
7.2 การวิจัยระยะยาว (Longitudinal research) หมายถง งานวิจัยทผูวิจัยตดตาม
ี
่
ั่
ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนระยะเวลายาวนานหลาย ๆ ป (อุบัติการณของโรค) จนกระทงได
ู
ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค ขอมลท่รวบรวมไดจะแสดงใหเห็นถึงความเปลียนแปลงไปตามกาลเวลา
ี
่
ที่เปลี่ยนแปลงไป ทําใหไดขอเปรียบเทียบในแนวลึก เชน
การเกิดโรคเรื้อรังในผูสูงอายุ
อุบัติการณของการปวดกลามเนื้อในเกษตรกร
อุบัติการของการเกดอุบัติเหตุจากการใชจักยานยนต
ิ
ทั้งนี้การเลือกประเภทการวิจัยถึงขอมูลสภาพปญหาการวิจัยที่ตองการดําเนินการวิจัย รวมถง
ึ
ู
ี
่
ึ
ความเชียวชาญของผูวิจัยซ่งจะสะทอนความสามารถในการดาเนินการวิจัยเพอใหไดคาตอบทถกตอง
่
ํ
่
ํ
ื
21
ึ่
ี
ซง การวางแผนการดําเนินการวิจัยท่ผสมผสานทฤษฎี แนวคิด ขอมูล และแนวทางดําเนินงานวิจัย
ื
ํ
ี
เพ่อใหไดคาตอบมาตอบประเด็นปญหา และวัตถุประสงคการวิจัยอยางมประสิทธิภาพ ดังนั้น
ึ
ประเภทวิจัยจึงแสดงใหเห็นถงโครงสรางปญหาการวิจัยและการวางแผนตรวจสอบโดยใชขอมูลเชิง
ุ
ื
่
่
ั
ประจักษเพอเชือมโยงสูปญหาการวิจัย (Kerlinger & Lee, 2000) จากจุดมงหมายดงกลาวทําใหได
เกณฑ (Criteria) ที่ใชสําหรับเลือกประเภทการวิจัยที่สําคัญ 3 ขอดวยกัน คือ
ํ
้
ํ
ั
1. ประเภทการวิจัยนันทาใหไดแนวทางการวิจัยท่จะไดคาตอบตรงกบประเด็นปญหาท ่ ี
ี
ตองการวิจัย
ั
ี
่
2. ประเภทการวิจัยนันทําใหไดผลงานวิจัยทมีความตรง ท้งความตรงภายใน (Internal
้
validity) และความตรงภายนอก (External validity)
ึ
ี
2.1 ความตรงภายใน หมายถง การท่ผลของการเปลี่ยนแปลงของตัวแปร
ั
ี
ิ
ตาม (Dependent variable) เปนผลมาจากตวแปรอสระ (Independent variable) ท่ใชใน
การศึกษาเทานั้น ไมไดมีผลมาจากตัวแปรอ่น ๆ นอกจากท่กําหนดในการวิจัย งานวิจัยท่จะมีความ
ี
ี
ื
ตรงภายในสูง จะตองมีความคลาดเคลื่อนของการวัดคาตัวแปรต่ํา และจะตองสามารถควบคมตัวแปร
ุ
เกน และตวแปรแทรกซอนทจะมีอิทธิพลตอตวแปรตามไดเปนอยางด (การออกแบบการวัดตวแปรม ี
ี
่
ั
ั
ี
ั
ิ
คุณภาพ) ตลอดจนมีกระบวนการวิเคราะหขอมูลและแปลความหมายท่ถูกตองและเหมาะสม (การ
ี
ี
ออกแบบการวิเคราะหมีคุณภาพ) ทั้งนี้มปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตรงภายใน ดังนี้
ั
2.1.1 ภูมิหลังของกลุมตวอยางหรือประชากรททําการศึกษา ความแตกตางของตว
่
ั
ี
ึ
ั
ี
ั
แปรท่มีต้งแตเริ่มแรกของการศึกษาทําใหนักวิจัยไมสามารถระบุไดอยางชัดเจนวาผลท่เกิดข้นในตว
ี
ี
ิ
ี
ั
ี
ี
ั
แปรตามเปนผลมาจากตวแปรอิสระทศกษา การแกไขทาไดโดยการเลือกตวอยางท่มภูมหลังใกลเคยง
ึ
ํ
่
ั
กนมาศึกษา
ี
2.1.2 วุฒิภาวะ การเจริญเติบโตของตัวอยาง (ประชากรทเปนมนุษย) ท้งทางรางกาย
ั
่
ี
ํ
ี
และจิตใจ ในระหวางการวิจัยเปนสาเหตุอีกประการหนึ่งท่ทาใหผลการวิจัยแตกตางไปจากท่ควรจะ
เปน นักวิจัยจึงควรระมัดระวังการใชระยะเวลาการวิจัยที่ยาวนาน
ึ
ํ
ู
2.1.3 การทดสอบเมอกลุมตวอยางรูตววากาลังถกศกษา การแสดงออกยอมผิดไปจาก
่
ื
ั
ั
ปกติ ทําใหผลการวิจัยผิดไปจากที่ควรจะเปน
ี
ั
ื
่
่
่
2.1.4 เครืองมอทใชในการวัดตวแปร สวนสําคญของการใชเครืองมือ ประกอบดวย
ั
้
็
ิ
ึ
ผูใชเครื่องมือ ผูถกเกบขอมูล ตัวอยางในการศึกษา ความคลาดเคลื่อนจะเกดขนไดจากการท ี ่
ู
ื
ผูใชเครืองมือขาดทกษะในการใช หรือเครืองมอไมด หรือผูตอบไมตงใจตอบ นักวิจัยควรพิจารณา
่
่
้
ั
ั
ี
ทั้ง 3 สวนพรอม ๆ กัน
ั
2.1.5 การคัดเลือกตัวอยาง ความลําเอียงของผูวิจัยในการคดเลือกกลุมตัวอยาง ทาให
ํ
ี
ไดกลุมตัวอยางท่ไมเปนตัวแทนของประชากรท่ศกษา และมีความแตกตางกันต้งแตจุดเริ่มตน และ
ี
ั
ึ
สงผลใหไมสามารถสรุปผลการวิจัยไดอยางชัดเจน
2.1.6 การขาดหายของตัวอยาง ในระหวางการวิจัย นักวิจัยมกพบการขาดหายไปของ
ั
ตัวอยาง เชน ตาย ลาออก ทําใหไดขอมูลไมครบตามจํานวนที่กําหนด
ี
ึ
2.2 ความตรงภายนอก หมายถง การท่ผลการวิจัยสามารถสรุปผลอางอิงกลับไปยัง
้
ิ
เนือหา สถานการณทใกลเคียงกันและประชากรไดอยางถูกตอง ในกรณของการสรุปอางองกลับไปยัง
่
ี
ี
22
ี
ั
่
ี
ี
ประชากร หมายความวา กลุมตัวอยางท่ใชในการศึกษาจะตองเปนตวแทนทดีของประชากร มการ
ิ
เลือกใชสถิติสรุปอางองท่เหมาะสม และแปลความหมายของการวิเคราะหทางสถติไดอยาง
ี
ิ
ถูกตอง ทั้งนี้ปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตรงภายนอก (เอมอร จังศิริพรปกรณ, ม.ป.พ.) คือ
ิ
ั
ั
ั
2.2.1 ปฏิสัมพนธระหวางการคดเลือกตวอยางกบการใชวิธีการทดลอง เกดจากการท ่ ี
ั
กลุมตัวอยางมีความแตกตางในการรับวิธีทดลองที่แตกตางกัน ทําใหผูวิจัยไมสามารถสรุปผลกลับไปยัง
ประชากรไดอยางสมบูรณ
ั
2.2.2 ปฏิกริยารวมระหวางการทดสอบครังแรกกบวิธีทดลองเกดจากผลการสอบครัง
้
ิ
้
ิ
่
แรกทีมีตอวิธีการทดลองและการสอบในครั้งหลัง
ิ
ิ
2.2.3 ปฏิกริยาจากการจัดสภาพการทดลอง เปนความคลาดเคลื่อนทเกดจากการจัด
่
ี
สภาพการทดลอง ทําใหลักษณะบางอยางไมเกิดขึ้นในภาพทั่วไป
ี
่
ี
การทงานวิจัยมความตรงภายนอกไดจะตองเปนผลมาจากความตรงภายในของงานวิจัยนั้น
ิ
ี
เสียกอน จึงจะสามารถนําผลสรุปอางองตอไปได และการสรุปอางองผลการวิจัยท่ดี ไมไดหมายความ
ิ
ถึงการสรุปอางอิงไปยังกลุมประชากรเพียงอยางเดียว แตยังอาจรวมถึงการสรุปอางอิงไปยังเนื้อหา
ี
และสถานการณที่ใกลเคียงกันในบางกรณไดอีกดวย
3. ประเภทการวิจัยนั้นตองมุงใชทรัพยากรที่มีอยูอยางเหมาะสมและใชอยางมประสิทธิภาพ
ี
ึ
ตลอดจนไดประโยชนเหมาะสมกบเหตการณและเวลาสิงทควรคานึงถงในการเลือกประเภทการวิจัย
่
ุ
ี
่
ํ
ั
เชน
3.1 วัตถุประสงคการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ตองการบรรยายสภาพหรืออธิบายความสัมพันธ
ั
หรืออธิบายผลระหวางตวแปร หรือตองการทํานาย หรือตองการควบคุม ผูวิจัยจะตองออกแบบการ
วิจัยใหสอดคลองกับวัตถุประสงคดังกลาว
ี
ั
ี
3.2 สมมติฐานการวิจัยและตวแปรท่เก่ยวของ การวิจัยทางสังคมศาสตรมการ
ี
ึ่
ตั้งสมมติฐานการวิจัย ซงเปนการคาดคะเนคําตอบของปญหาวิจัยอยางมีเหตุมีผล จากนั้นจึงทําการ
เก็บขอมูลเชิงประจักษมาวิเคราะหเพื่อพิสูจนสมมติฐานดังกลาว สมมติฐานการวิจัยนี้ไมใชสิ่งทนักวิจัย
ี่
ี
ิ
ึ
้
่
ี
คดขนมาเอง แตจะตองเปนผลท่ไดหลังจากทนักวิจัยไดทบทวนเอกสารทเก่ยวของอยางละเอยด จน
ี
ี
่
ี
ํ
เห็นแนวทางวาผลการวิจัยนาจะเปนอยางไร ดังนั้นทั้งวัตถุประสงคการวิจัยและสมมติฐานจะทาหนาท ี ่
เปนโจทยในการวิจัยหากผูวิจัยกาหนดโจทยไมเหมาะสม การดําเนินการวิจัยในแตละขนตอนกจะ
็
ํ
ั
้
ี
ี
่
ี
่
ี
ั
ี
ั
ผิดพลาดไปดวย เชนเดยวกบตวแปรทเกยวของในการวิจัยท่ผูวิจัยจะตองมความละเอยดรอบคอบใน
ี
ั
ั
การกาหนดตวแปร ความผิดพลาดของการกาหนดตวแปรจะสงผลกระทบตอไปยังการวัดตวแปรและ
ํ
ํ
ั
ี
ื
่
การเลือกใชเครื่องมอไดซงจะเปนไดอยางชัดเจนวา การทบทวนเอกสารงานวิจัยท่เกยวของเปน
ี
ึ
่
ู
ี
ขั้นตอนที่ตองการความพิถีพิถันในการวิเคราะหเอกสาร หากผูวิจัยตองการโจทยท่ดีและถกตองในการ
ทําวิจัย
ํ
ี
ประเภทการวิจัยแตละประเภทยังมขอจํากัดในการวิจัยทั้งงบประมาณ เวลาการทางานวิจัย
ี
ซึ่งสถานการณทางสังคมมีการเปลียนแปลงอยูตลอดเวลา งานวิจัยทจะมประโยชนตองเปนงานวิจัยท ่ ี
่
่
ี
ี
่
ใหผลในชวงเวลาทเหตุการณกาลังดําเนินการอยู รวมถึงความพรอมของบุคลากรในงานวิจัยจะตอง
ํ
พิจารณาทั้งความรูและจํานวนบุคลากรที่รวมทํางานวิจัย
23
บทสรุป
่
ื
การวิจัยเปนกระบวนการหรือเทคนิควิธีในการแสวงหาความรูใหมเพอนําไปสูแนวทางในการ
แกไขปญหาดานตาง ๆ ผานกระบวนการการแสวงหาความรูจากการถามจากผูรู จากประสบการณ
จากขนบธรรมเนียมประเพณี วิธีอนุมาน วิธีการอุปมาน และกระบวนการแสวงหาความรูทาง
่
ึ
่
ื
ิ
่
ึ
วิทยาศาสตรซงผลของความรูจะนํามาซงประโยชนเชิงปฏิบัต เพอแกไขปญหา ปรับปรุงเปลียนแปลง
่
้
หรือพัฒนาเกยวกับกจกรรมในชีวิตประจําวันของมนุษยทังการสรางและพัฒนางาน พฒนาคน และ
ั
่
ิ
ี
ุ
พัฒนานวัตกรรมภายใตองคความรูในศาสตรสาขาตาง ๆ โดยประเภทการวิจัยไดแบงตามจุดมงหมาย
ของการวิจัย ประโยชนของการวิจัย วิธีการเกบรวบรวมขอมูล ลักษณะการวิเคราะหขอมูล
็
็
ลักษณะวิชาหรือศาสตร ตามระเบียบวิธีวิจัยและเวลาท่ใชในการวิจัย อยางไรกตามการเลือกประเภท
ี
ี
การวิจัยตองพิจารณาถึงผลการศึกษาที่ตรงตามประเด็นการศึกษา ผลการศึกษาตองมความตรงภายใน
และภายนอก และใชทรัพยากรการวิจัยอยางคุมคา
24
บทที่ 2
ั
การเลือก และการกําหนดปญหาการวิจยดานสาธารณสุขชุมชน
ความสัมพันธระหวางพฤติกรรมในชีวิตประจําวัน การพฒนาทางเศรษฐกจและสังคม
ั
ิ
่
้
ั
ิ
ี
สิงแวดลอม กฎหมาย วัฒนธรรม และวิถชีวิตของมนุษย กอเกดปญหาสุขภาพทงระยะสั้นและการ
ทพพลภาพ พการในระยะยาว การวิจัยดานการสาธารณสุขซ่งเปนวิทยาศาสตร และศิลปะแหงการ
ิ
ุ
ึ
ุ
ปองกันโรคจึงเปนกระบวนการในการแสวงหาคําตอบของปญหาสุขภาพท่งมงเนนโดยใหมนุษยท่อยู
ึ
ี
ั
ี
ี่
ี่
รวมกนในแตละพนทมสภาพรางกาย จิตใจท่แข็งแรง สมบูรณและดํารงชีพอยูในสังคมทดี ดังนั้นการ
ี
ื้
่
เลือกประเด็นปญหาดานสาธารณสุขจึงมีความสําคัญอยางยิ่งตอผลลัพธทมงหวังจากการวิจัยทมผลตอ
ี
ี
ุ
่
ี
สุขภาพใหมีความถกตอง เหมาะสม มีความสมบูรณ ครอบคลุม ครบถวนโดยมีการสงเสริมให
ู
ี
ประชาชน ชุมชน และภาคีเครือขายสุขภาพเขามามสวนรวมในการเสนอประเดนปญหาทสอดคลอง
ี
่
็
กับความตองการที่แทจริงของตนเอง
ปจจัยกําหนดสุขภาพชมชน
ุ
ุ
ุ
ุ
ื
ี
่
่
ความพรังพรอมทางวัตถยึดถอวัตถมากกวาจิตใจหรือคณคาของความเปนคนทมิไดทาใหคน
ํ
ในสังคมมีวิถีชีวิตที่เปนสุข กลับนําไปสูการบั่นทอนสุขภาพทั้งทางกาย จิต สังคมและจิตวิญญาณอยาง
ี
ุ
ุ
มาก มงแสวงหาความสนุกสนานทางวัตถและความสะดวกสบาย อกท้งเมอโครงสรางทางสังคม
ั
่
ื
ื
เปลียนไปทาใหวิถชีวิตของคนเปลียน เชน การทามาหากนทจําเปนตองด้นรนตอสูกบความฝดเคอง
ิ
ิ
ํ
่
ํ
ี
ั
ี
่
่
ทางเศรษฐกจ ตลอดจนการแกงแยงกันในอาชีพการงานและรายไดทําใหเกดความเครียด ปญหาสุรา
ิ
ิ
ิ
ั
้
ั
่
ยาเสพตด อาชญากรรม ฆาตวตาย การเอารัดเอาเปรียบ รวมทงอทธิพลทางลบของสือมวลชนและ
ิ
การรับวัฒนธรรมตางชาติเขามาโดยขาดการเลือกสรรคัดกรอง เหลานี้ลวนมีผลกระทบตอสุขภาพ
ตามมา ภาวะความเปนเมืองหรือภาวะความทันสมัยไมไดมีผลตอประชากรในดานเศรษฐกิจเทานั้น
่
ี
แตยังมผลตอรูปแบบทางสังคมอ่นๆ ดวย ไดแก การเปลียนแปลงวิถชีวิต ในดานคานิยม รูปแบบการ
ี
ื
่
ประกอบอาชีพและพฤตกรรมการบริโภคทเปลียนแปลงไปในทางลบ ความเรงรีบ ความเครียดจาก
ี
่
ิ
ี
่
ํ
ิ
่
ี
การทางาน คานิยมตะวันตก และลักษณะอาชีพทไมตองใชแรงตางเปนปจจัยสําคัญททาใหเกดปญหา
ํ
็
ิ
ู
สุขภาพ การดดซบวัฒนธรรม (Cultural assimilation) กไมอาจปฏิเสธไดวามอทธิพลกอใหเกิดการ
ั
ี
เปลี่ยนแปลงทศทางการดําเนินชีวิตได (คณะพยาบาลศาสตร, 2543) ทงนี้มีปจจัยกําหนดสุขภาพ
ั้
ิ
ชุมชน เชน
ั
ั
ี
1. พฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชน พฤตกรรมสุขภาพอันเปนแนวคดเกยวกบท้ง
่
ิ
ิ
ิ
ิ
พฤตกรรมภายนอก (Overt behavior) และพฤตกรรมภายใน (Covert behavior) ซงพฤติกรรม
ึ่
ภายนอก ไดแก การปฏิบัติที่สามารถสังเกตและมองเห็นได สวนพฤติกรรมภายใน ไดแก องคประกอบ
ทางจิตวิทยา (Psychological factors) ซงมีความคดความเชือ การรับรู แรงจูงใจ คานิยม ทศนคต ิ
ิ
ั
ึ
่
่
และความคาดหวัง โดยในทางพฤติกรรมศาสตรเชื่อวา องคประกอบเหลานีมีอิทธิพลตอพฤติกรรม
้
ั
ั
ิ
สุขภาพของบุคคล ดงนั้นพฤตกรรมสุขภาพจึงเปนการแสดงออกของบุคคลท้งภายในและภายนอกที ่
25
่
ี
่
ํ
ิ
สังเกตไดและสังเกตไมไดในการกระทาหรืองดเวนการกระทําสิงทมีผลตอสุขภาพ พฤตกรรมสุขภาพ
ประกอบดวย
่
ี
1.1 พฤตกรรมสงเสริมสุขภาพ (Health promotion behavior) เปนพฤตกรรมทคน
ิ
ิ
ึ
ั
ปฏิบัติเพ่อใหมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณยิ่งข้น ในท่นี้คําวาสุขภาพรวมท้งดานรางกาย จิตใจ อารมณ
ี
ื
ึ
ั
ิ
สังคมและจิตวิญญาณ ซ่งตวอยางพฤตกรรมสงเสริมสุขภาพ ไดแก พฤติกรรมการออกกาลังกาย
ํ
ู
ิ
ิ
ิ
พฤตกรรมการบริโภคอาหารใหถกหลักโภชนาการ พฤตกรรมการผอนคลาย หรือ พฤตกรรมการ
พักผอน เปนตน
ิ
ู
1.2 พฤตกรรมการดแลตนเอง (Self care behavior) เปนกจกรรมการดแลตนเอง ซง
ิ
ู
ึ่
ี
บุคคล ครอบครัว ชุมชน ทําหนาทดูแลตนเองนับต้งแตการปองกันโรคไมใหเจ็บปวย การสงเสริม
่
ั
สุขภาพใหรางกายแข็งแรง การบําบดรักษา และการฟนฟสภาพรางกายและจิตใจภายหลังการ
ู
ั
เจ็บปวย
1.3 พฤตกรรมเสียง (Risk behavior) เปนพฤติกรรมท่เม่อบุคคลปฏิบัติไปแลว อาจ
ิ
ื
ี
่
กอใหเกิดผลเสียตอสุขภาพ เชน เกดโรคหรือการบาดเจ็บ ตัวอยางพฤติกรรมเสียง ไดแก พฤติกรรม
่
ิ
ั
การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล พฤติกรรมการบริโภคอาหารไขมน พฤติกรรมการ
ขบขยานพาหนะโดยไมเคารพกฎจราจร พฤตกรรมการเทยวหญิงบริการหรือพฤติกรรมการเสพสาร
ิ
ี
่
ั
ี
่
เสพติด เปนตน
ิ
ั
ิ
1.4 พฤตกรรมการปองกนโรค (Preventive behavior) หมายถึง การปฏิบัตของบุคคล
ั
ั
็
ึ
่
้
ื
เพอปองกนไมใหเกิดโรคขน ไดแก การไมสูบบุหรี่ การสวมหมวกกนน็อก การคาดเขมขดนิรภัยขณะ
ั
ขับขี่ยวดยานพาหนะ การออกกําลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน เปนตน
ิ
ี
ิ
่
ื
1.5 พฤตกรรมการเจ็บปวย (Illness behavior) หมายถึง การทบุคคลปฏิบัตเม่อมีอาการ
ื
ื
ผิดปกติหรือเม่อรูสึกวาตนเองเจ็บปวย ไดแก การถามบุคคลอ่นหรือผูใกลชิดเก่ยวกับอาการของตน
ี
การเพิกเฉยการแสวงหาการรักษา การหลบหลีกจากสังคม เปนตน
ิ
ิ
ิ
1.6 พฤตกรรมบทบาทคนเจ็บ (Sick role behavior) หมายถึง การปฏิบัตพฤตกรรมของ
่
ื
ี
ิ
ผูท่ทราบแลววาตนเองเจ็บปวย โดยอาจทราบจากความคดเห็นของผูอนหรือเปนความคดเห็นของ
ิ
ผูปวยเอง
ิ
ึ
ี
พฤติกรรมสุขภาพเกิดขนไดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยท่เกดจากการ
้
ื
เรียนรู การรับรู ทัศนคติ คานิยม การเลียนแบบ และการถูกบังคับ ตลอดจนสิ่งแวดลอมอ่น ๆ การ
ิ
ปฏิบัติซึ่งเปนพฤติกรรมทั้งดานบวกและดานลบซงพฤตกรรมทางดานลบเปนสิงท่กอใหเกิดปญหาทาง
ึ่
่
ี
สุขภาพ เชน
1. การเกิดโรคติดตอ เชน พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธที่ไมปลอดภัยกอใหเกดโรคติดตอทาง
ิ
เพศสัมพันธ
2. การเกดโรคไมตดตอ เชน พฤตกรรมการบริโภคอาหารผิดหลักโภชนาการ และมสาร
ิ
ิ
ี
ิ
่
ิ
ํ
ปนเปอน พฤตกรรมการดมสุราและสูบบุหรี พฤตกรรมการไมออกกาลังกาย และพฤตกรรม การขับขี ่
ื
ิ
่
ิ
รถโดยไมเคารพกฎจราจร เปนตน
26
่
3. การเปลียนแปลงสังคมและสิงแวดลอม เปนผลมาจากการเปลียนแปลงทางดาน
่
่
ิ
เศรษฐกจสังคม และกระแสการพัฒนาทางดานอุตสาหกรรมสงผลตอการใชและการทําลาย
สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติกอเกิดมลพิษทั้งในดิน น้ํา อากาศ และขยะมลฝอย
ู
่
ํ
4. ความเสียงจากการทํางาน เชน พฤตกรรมเสียงจากการทางานภาคเกษตรกรรม
่
ิ
พฤติกรรมเสี่ยงจากการทํางานภาคอุตสาหกรรม และพฤติกรรมเสี่ยงจากการทํางานภาคบริการ เปน
ตน
ี
พฤตกรรมสุขภาพมผลตอการเจ็บปวยและการเกดโรค ดังนั้นถาบุคคลมพฤตกรรมสุขภาพท ี ่
ี
ิ
ิ
ิ
็
่
ิ
ี
เหมาะสมกจะลดโอกาสของการเจ็บปวยหรือเปนโรคได ในทางกลับกันการมพฤตกรรมสุขภาพทีไม
ิ
้
ํ
่
ี
ี
ถูกตองยอมทาใหมีโอกาสเกดโรคและความเจ็บปวยตาง ๆ ขนซงการมพฤติกรรมทไมถูกตองเพยง
ึ
ึ่
ี
พฤติกรรมเดียวอาจเปนสาเหตุของการเกิดโรคไดมากมายหลายโรค สภาพปญหาเหลานี้นําไปสูปญหา
การวิจัยได ดังภาพที่ 2.1
สภาพปญหา ประชากรสูงอายุ (Aging Population) มีจํานวน
มากข้นและแนวโนมในอนาคตจะมจํานวนมากขน
ึ
ี
ึ
้
และจํานวนปของการมีจํานวนผูสูงอายุสั้นลง
ื
ผูสูงอายุในเขตเมองรอยละ 60 ตองเผชิญปญหา
่
ิ
ี
ี
ความเจ็บปวยทเกิดจากพฤตกรรมสุขภาพท่ไม
เหมา สม
ปญหาวิจัย การแสวงหารูปแบบการสรางเสริมพฤติกรรม
ื
สุขภาพผูสูงอายุในเขตเมอง เชน การออกกําลังกาย
โภชนาการผูสูงอายุ การอยูอาศัย การเสริมสราง
สุขภาพจิต การพัฒนารูปแบบปฏิสัมพันธทางสังคม
่
ภาพที 2.1 ความเชื่อมโยงของสถานการณปญหาพฤตกรรมสุขภาพกับปญหาการวิจัย
ิ
ั
ี่
2. ปญหาสิ่งแวดลอม มนุษยและสิ่งแวดลอมมีความสัมพนธอนเกยวเนื่องเชื่อมโยง และสงผล
ั
กระทบตอกันทั้งทางบวกและลบดังคํากลาวที่วาสรรพสิ่งทงหลายในโลกนี้ยอมเปนอนหนึ่งอนเดียวกน
ั
ั
ั
ั้
ื
ึ
้
่
ชวยเหลือเกอกูลและพ่งพาอาศัยซ่งกันและกันเพอการดํารงอยูอยางสมดุลและยั่งยืน ดังนั้นการ
ึ
ื
พัฒนาการของโลกท่มมนุษยเปนศนยกลางไดสงผลกระทบตอการเปลียนแปลงสิงแวดลอมอยางใหญ
่
ี
ู
่
ี
่
ั้
ึ
้
หลวง ในอดีตปญหาเรืองความสมดุลของธรรมชาติตามระบบนิเวศยังไมเกิดขนมากนัก ทงนี้
ี
ิ
่
้
เนืองจากผูคนในยุคตน ๆ นันมชีวิตอยูใตอิทธิพลของธรรมชาต ความเปลียนแปลงทางดานธรรมชาติ
่
27
ี่
และสภาวะแวดลอมเปนไปอยางคอยเปนคอยไปจึงอยูในวิสัยทธรรมชาติสามารถปรับดุลของตัวเองได
ปญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากสิ่งแวดลอม เชน
ี
ี
2.1 มลพิษทางอากาศ ปญหาดานอนามัยสิงแวดลอมท่เก่ยวของกับมลพิษทางอากาศจะ
่
ี
ี
ี
มงเนนไปท่การไดรับสารมลพิษจากแหลงท่กําเนิด โดยท่กฎหมายท่เก่ยวของจะเนนท่แหลงปลอย
ี
ุ
ี
ี
มลพษเชน สถานประกอบการตาง ๆ และคุณภาพอากาศในบรรยากาศเทานัน แตในปจจุบัน
ิ
้
ึ
ิ
นักวิชาการดานสิงแวดลอมไดใหความสนใจผลกระทบของมลพษอากาศภายในอาคารมากขน
่
้
องคการอนามัยโลกไดรายงานไววามลพิษอากาศภายในอาคารเปนสาเหตุของการเจ็บปวยของ
ี
ี
ิ
ี
่
ประชากรโลก อากาศภายในอาคารท่มการปนเปอนเปนสาเหตุหนึงในหลายสาเหตุท่กอใหเกดโรค
ปอดไมวาจะเปนการติดเชื้อในหลอดลม มะเร็งในปอด โรคทางเดินหายใจแบบเรื้อรัง เชน โรคหืดหอบ
ี
ี
ู
โรคปอดชื้น นอกจากนั้นยังกอใหเกิดอาการปวดศรษะ ตาแหง นํามกไหล เวียนศรษะ และ ออนเพลีย
้
ั
โดยเฉพาะกลุมเสี่ยง ในประเทศไทยปญหาสาธารณสุขจะกลายเปนปญหาอนดับตนในสภาพ
ิ
ื
ี
ภูมิอากาศท่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเม่อผนวกกับปญหามลพษในสิ่งแวดลอม การเกิดของโรคและ
อัตราชุกของโรคจะเพมมากขึ้นเมื่อมีปจจัยทั้งสองดังกลาวเปนตัวสนับสนุน ซงมโอกาสทําใหประชากร
ิ่
ี
ึ
่
จํานวนมากมีปญหาสุขภาพ
ํ
2.2 คุณภาพน้ําเสื่อมโทรม กิจกรรมในการดํารงชีวิตของมนุษยเปนผูทาลายธรรมชาติมาโดย
ตลอด การบุกรุกทําลายและการใชประโยชนจากทรัพยากรน้ําดวยความกาวหนาทางดาน
ิ
ั้
ํ
ิ
วิทยาศาสตรจนทาใหธรรมชาตเกนความสามารถในการรองรับ (Carrying capacity) ทงนี้
ื
้
Department of Water Affairs and Forestry (2004a) พบวา พนท่ตอนกลางและตอนทายของ
ี
่
ํ
ึ
ุ
แมน้ําออเรนจ ซงไหลผานเขตเมอง อุตสาหกรรมการผลิตทองคา อตสาหกรรมการผลิตถานหิน
ื
ํ
ึ
รวมถงการชลประทานสงผลกระทบรุนแรงตอแมน้าออเรนจ โดยผลกระทบตอสุขภาพจากคณภาพ
ุ
น้ําเสื่อมโทรม มีดังนี้
ั
้
ี
ี
2.2.1 ดานรางกาย เชือโรคบางประเภทสามารถท่จะเพาะพนธุและเจริญเติบโตในดใน
ํ
ั
่
่
้
ี
่
ื
ิ
ึ
แหลงน้าเสีย ซงโดยทวไปเชือโรคทพบและกอใหเกดโรคตอมนุษยได มี 4 ชนิด คอ แบคทีเรีย ไวรัส
โปรโตซัว และพยาธิ โดยมีสาเหตุมาจากอุจจาระของมนุษยปนมากับน้ําเสีย ในปจจุบันความรูเรืองโรค
่
และความเจ็บปวยที่เกี่ยวของกับน้ํา (Water – related diseases) แบงออกไดเปน 4 กลุม ดังนี้
่
ี
กลุมท 1 โรคหรือความเจ็บปวยทมน้ําเปนสื่อในการแพรกระจาย (Waterborne
ี
ี่
้
ี
ิ
่
ํ
diseases) เกดจากการดมน้าทปนเปอนดวยเชือโรคประเภทตาง ๆ ตลอดจนสารเคม โลหะหนัก
่
ื
ี
ํ
ี
่
้
ื
รวมทงการปรุงอาหารโดยใชน้าไมสะอาดท่ปนเปอนดวยเชื้อโรค เม่อรับประทานอาหารทมีสาร
ี
ั
เหลานี้ปนเปอนจะกอใหเกิดโรคบิด ไทฟอยด ตับอักเสบ และพยาธิ เปนตน
ี่
กลุมท 2 โรคหรือความเจ็บปวยทมาจากความขาดแคลนน้าสะอาด (Water –
ํ
ี
่
washed diseases) ในการชําระลางทําความสะอาดรางกายและเสือผา เครืองนุงหมมกจะเปน
ั
่
้
อาการโรคติดเชื้อตามเยื่อบุตา รวมถึงผิวหนังภายนอกรางกาย เชน ริดสีดวงตา หิด เหา แผลตาม
ผิวหนัง เปนตน
้
่
ี่
กลุมท 3 โรคหรือความเจ็บปวยเนืองจากเชือโรคหรือสัตวนําโรคทมวงจรชีวิตอาศัยใน
ี
ี
่
น้ํา (Water – based diseases ) ที่สําคัญ คือ พยาธิใบไมในตับ พยาธิใบไมในเลือด เปนตน
28
ี่
กลุมที่ 4 โรคหรือความเจ็บปวยเนื่องมาจากแมลงเปนพาหะนําโรคทตองอาศัยน้ําในการ
แพรพันธุเปนสําคัญ (Water – related insect vectors) พาหะนําโรคสวนใหญเกิดจากยุง เชน
มาลาเลีย ไขเลือดออก โรคเทาชาง ไขเหลือง เปนตน
่
2.2.2 ดานจิตใจ ผลกระทบดานจิตใจจากคณภาพน้ําเสือมโทรมสวนใหญจะเปน
ุ
ผลกระทบทางออมโดยเฉพาะกลินเหม็นทเกดจากการขาดออกซิเจน ซงปริมาณออกซิเจนในน้ําท ่ ี
่
ิ
ึ
่
่
ี
ิ
ลดลงจะสงผลตอแบคทีเรียกลุมแอโรบิกทจะลดลงดวย อนทรียสารจะถกยอยสลายดวยแบคทเรีย
ู
ี
ี
่
ั
กลุมแอนาโรบิก และแบคทีเรียกลุมแฟคัลเตตีฟตอไป อนจะสงผลใหเกิดแกซตาง ๆ เชน มีเทน
ํ
่
ิ
้
ี
่
ิ
ํ
็
ไฮโดรเจนซัลไฟด แอมโมเนีย แกซเหลานีเองททาใหเกดกลินเหมนและสีของน้าเปลี่ยนไป กอใหเกด
ความเดือดรอน รําคาญแกประชาชนที่อาศัยอยูริมแหลงน้ํา
ิ
2.2.3 ดานความสัมพันธทางสังคม คุณภาพน้ําที่เสื่อมสภาพกอใหเกดคาใชจายทสูงขนใน
ี่
ึ้
การผลิตน้ําเพ่อการอุปโภค บริโภคเม่อน้ําถกปนเปอนดวยสารมลพิษคุณภาพน้ําก็จะลดลง
ู
ื
ื
ํ
ิ
กระบวนการผลิตน้าประปาจึงตองเสียคาใชจายเพ่อกําจัดสารมลพษ เชน หากมีตะกอนหรือความ
ื
ี
ขุนเขมมากก็จะเสียคาใชจายสําหรับซื้อสารสมเพมขน รวมถงคาใชจายในการนําน้าจากแมน้าทเสื่อม
่
ิ่
ํ
ึ้
ึ
ํ
โทรมมาใชในการเกษตร
2.3 ปญหาขยะมูลฝอย ความเจริญทางดานเศรษฐกิจและการพัฒนากอเกดปริมาณขยะมูล
ิ
่
่
ิ
ี
ึ
่
ั
้
ื
ี
ี
ั
ั
ฝอยในกลุมประเทศทพฒนาแลวอตราเพมขนเปน 3 เทา เมอเปรียบเทยบกบ 20 ปทแลว มการ
ี
่
ิ
่
่
ี
ั
คาดการณวาในกลุมประเทศทกาลังพฒนาอตราการเกดขยะมลฝอยจะเพมเปน 2 เทาในอีก 10 ป
ิ
ํ
ู
ั
้
ึ
ู
่
ั
ู
่
ิ
ขางหนา และปริมาณขยะมลฝอยทวโลกจะเพมขนเปน 5 เทาใน ค.ศ. 2025 ขยะมลฝอยย ังปน
สาเหตสําคญทกอใหเกิดปญหาสิงแวดลอมและสงผลกระทบตอสุขภาพของมนุษย บางสวนปนเปอน
ั
ุ
ี
่
่
ิ
่
ํ
ในน้ํา ดน ตลอดจนตกคางในอาหารทําใหการดารงชีวิตของมนุษยเกิดภาวะเสียงตอการเกิดโรคมาก
ขึ้น และการแพรกระจายของสารพิษในสิ่งแวดลอม
้
่
ี
การเปลียนแปลงรูปแบบการเกิดโรคมักจะแปรผันตามสิงแวดลอมท่เก่ยวพันกับโรคทังใน
่
ี
ิ
ลักษณะโรคตดเชื้อ โรคเรือรัง โรคไมตดตอ และปญหาสุขภาพทางจิตสังคมและความเครียด การเกด
้
ิ
ิ
ี
โรคติดเชื้อเก่ยวของกับสิ่งแวดลอมทมีการปนเปอน ขาดการดูแลความสะอาดและการสุขาภิบาลท ี ่
่
ี
ึ
ถกตอง การเพ่มข้นของปริมาณของเสีย และมลพิษ การขาดแคลนน้ํา ขอจํากัดการใชทดินและการ
่
ี
ู
ิ
เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม ผลของปรากฏการณดังกลาวกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพของมนุษย
่
ึ
3. ปญหาสังคม แนวโนมปญหาสังคมของโลกในอนาคตจะมีความสลับซับซอนมากข้นเนืองจากการ
่
่
เปลียนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรมและการเมือง การเปลียนแปลงเหลานี้เปนผลมา
ั
จากการที่ประเทศจําเปนตองพัฒนาเพื่อใหทันกับการแขงขันกับประเทศตาง ๆ ในการพฒนา สําหรับ
ั
ประเทศไทยยังไมมีแนวทางชัดเจน มีผลประโยชนของกลุมตาง ๆ เปนเปาหมายของการพฒนา คนจน
เปนผูเสียเปรียบในสังคมสิ่งเหลานี้สะทอนถึงความลมเหลวในการพัฒนาของประเทศไทย การพฒนาท ี ่
ั
ี
ผิดพลาดที่เนนความมั่งคั่งในที่สุดตกเปนเหยื่อของโลกาภิวัตน ในขณะเดยวกนสังคมไทยยังไมสามารถ
ั
่
ั
นําเอาวัฒนธรรมของประเทศอุตสาหกรรมทอาศยความรู ความคดความเขาใจ ทางวิทยาศาสตรเปน
ี
ิ
ั
ํ
่
ื
้
ั
พนฐานมาเปนเครืองนําทาง ประกอบกบความออนแอของระบบตาง ๆ จึงทาใหไมสามารถรับมอกบ
ื
ี
แรงกดดันของกระแสโลกาภิวัตนได ความมงค่งเปนระบบการผลิตและบริโภคท่มีนัยวาฟมเฟอยไร
ั
ั
ุ
่
ขีดจํากัด ไมคํานึงถึงความสิ้นเปลืองของทรัพยากรนําไปสูปญหาทรัพยากรธรรมชาติและการดํารงชีวิต
29
ี
ของมนุษยและนํามาสูปญหาสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะปญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้วิถีชีวิตท่ม ี
ั
ํ
หลากหลายคูและขาดการมีผัวเดียวเมียเดียวการพัฒนาที่นําไปสูภาวะทนสมยโดยทาใหคนมความพรั่ง
ั
ี
ํ
ุ
พรอมทางดานวัตถ คนรุนใหมไมเห็นความสําคัญของวัฒนธรรมเดิม ทาใหสูญเสียวัฒนธรรมทาง
ี
คานิยม วิถชีวิตทดงามของชุมชนไป เชน การรักนวลสงวนตัวขาดหายไป นําไปสูการสําสอนทางเพศ
ี
ี
่
ี
เปลี่ยนคนอนกันบอย แตภาวะทันสมัยไมไดทําใหคนในสังคมมีชีวิตท่มีความสุขและเกิดการแสวง
ู
ทางออกใหม ๆ ทําใหเกดการแสวงหาการบริโภคสิงแปลก ใหม เชน ประสบการณแปลกใหมทาง
ิ
่
่
ึ
ู
เพศซ่งนําไปสูพฤติกรรมการสําสอนทางเพศ การเปลียนคนอนบอย ไมมีความรูสึกผูกพันกัน
ปรากฏการณเหลานี้นําไปสูการแพรระบาดของโรคเอดสและการฆาตัวตาย
ํ
สามารถ ใจเตย (2562) กลาววา ปจจัยกาหนดสุขภาพสังคมของผูสูงอายุ ทังการ
้
ี
้
ํ
ี
เปลียนแปลงสภาพสังคม เศรษฐกิจและวิถชีวิตความเปนอยูของประชาชนในประเทศไทยจะทาให
่
ื
ี
ึ
ี
ี
้
ํ
่
ื
ื
แนวโนมพ้นทเขตเมืองจะมีขนาดขยายใหญข้นรุกล้าเขาไปในพนท่เขตชนบท พ้นท่บางแหงจะเกิด
ํ
ื
ี
่
ปญหาทซบซอนของความเปนเมองใหญ (Mega cities) เชน ปญหาขยะ น้าเสีย น้าไมพอใช พลังงาน
ํ
ั
ิ
ํ
่
ขาดแคลน จากความเรงรีบและแขงขนในทางเศรษฐกจของสังคมเมอง ลักษณะการเปลียนแปลงนีทา
ั
ื
้
ี
้
ใหปญหาสุขภาพมีรูปแบบเปลี่ยนไป การดํารงชีวิตในสถานการณท่การเปลี่ยนแปลงเกิดขนอยาง
ึ
่
ื
ึ
รวดเร็วทาใหประชาชนตองปรับตวอยางมากเพอการดารงอยูใหได ซงแนวโนมปจจัยทางสังคมท ่ ี
ํ
ํ
่
ั
กําหนดสุขภาพทางสังคมของผูสูงอายุจะมีความสัมพันธกับการเปลี่ยนแปลงโครงสรางของสังคมแตละ
พื้นที่ ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงดานเศรษฐกิจ ประเทศทพัฒนาแลวสวนใหญไดเขาสูการเปนสังคม
่
ี
ิ
ผูสูงอายุมานานกวา 40 - 50 ป ผลกระทบจากการเปนสังคมผูสูงอายุของประเทศตาง ๆ ไดแก เกด
ื
ี
ี
ิ
การยายถ่นของแรงงานขามชาติท้งแรงงานท่มฝมือและไรฝมือเพ่อทดแทนกําลังแรงงานในประเทศท ี ่
ั
เปนสังคมผูสูงอายุ สงผลกระทบตอความมั่นคงและสังคมของประเทศนั้น ๆ เกดความหลากหลายทาง
ิ
่
วัฒนธรรม ขณะเดยวกนกเกดภาวะสมองไหลโครงสรางการผลิตเปลียนจากการใชแรงงานเขมขนมา
็
ิ
ี
ั
ั
เปนการใชองคความรูและเทคโนโลยีมากขึ้น สงผลตอการพัฒนาคนใหมีความรู มีศกยภาพ ทกษะและ
ั
ู
ื
ความชํานาญ ควบคกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่อใชทดแทนกําลังแรงงานท่ขาดแคลน ความเขมขน
ี
ึ
ั
ของการใชเทคโนโลยีจะข้นกับระดบการพัฒนาของแตละประเทศ โครงสรางการใชจายงบประมาณ
ึ้
เปลี่ยนแปลงไปประเทศที่เขาสูสังคมผูสูงอายุจะมีรายจายดานสุขภาพเพิ่มขนทาใหงบประมาณสําหรับ
ํ
การลงทุนพัฒนาดานอื่น ๆ ลดลง
่
2. การเปลี่ยนแปลงดานเทคโนโลยี โดยเฉพาะอยางยิงเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information
technology, IT) จะทําใหมีการพัฒนาสินคา บริการ รวมถงเปนแหลงขอมลทผูบริโภคสามารถเลือก
่
ึ
ี
ู
้
ั
ไดมากขน และผูผลิตสามารถผลิตไดตรงกบความตองการของผูบริโภค สิงเหลานีกระทบตอวิถชีวิต
่
ึ้
ี
ของประชาชนคนไทยอยางมาก สื่อยังกาหนดจิตสํานึกของคนในสังคมได หรือการครอบงําทาง
ํ
วัฒนธรรม (Cultural domination) หรือการครอบงําความคิด (Hegemony) นั่นเอง
ิ
3. การเปลี่ยนแปลงดานวัฒนธรรม การตดตอสือสารแลกเปลี่ยนทงทางดานวัตถและทาง
ุ
ั
้
่
ี
วัฒนธรรมมากขึ้น มผลกระทบตอจริยธรรม คุณคา คานิยมซึ่งสงผลตอไปถงพฤติกรรมของคนรุนใหม
ึ
ํ
ิ
ี
ในสังคม เชน การบริโภคสื่อท่ไมมจิตสํานึกในการถายทอดทาใหเกดการเลียนแบบและสั่งสม
ี
ประสบการณในกลุมวัยรุน ทกคนจะคดเพยงแคตวเอง เอาตัวรอดเปนหลักไมสนใจวาจะตอง
ั
ุ
ี
ิ
30
่
ั
ั
่
ื
ึ
ํ
ี
ั
ี
่
รับผิดชอบสังคมทตวเองอาศัยอยู คานึงถงเพยงการแขงขนเพอใหทนกับการเปลียนแปลง ชีวิตเรงรีบ
่
้
ี
ุ
ี
ึ
ั
เครียดมากขน กรอบกบประเพณวัฒนธรรมทเคยควบคมไวถกลดความสําคัญลง แตละคนสามารถ
ู
เลือกรับขอมล การสังซ้อสินคา และการบริการผานทางเทคโนโลยีการสื่อสารตาง ๆ ทงยังนําเอา
ู
ั
ื
่
้
ี
รูปแบบสากลนิยม (Cosmopolitan style) และรสนิยมการแตงกาย การใชเวลาวาง งานอดิเรก ทถูก
่
ี
ึ
ทําใหเปนรูปแบบโลกาภิวัตนมาใชอกดวยทาใหสังคมไทยกลายเปนสังคมกงตะวันตกท่วิถีชีวิตยึดติด
ี
่
ํ
่
ึ
้
ั
กบเทคโนโลยีมากขน นอกจากนีปจจุบันวัฒนธรรมไทยเปลียนแปลงเปนวัฒนธรรมทางตะวันตกมาก
้
ี
่
ั
่
ิ
ี
่
ี
ขึน ในขณะท่ผูสูงอายุยังมความคดเห็นทคงท ยึดมนกับคตินิยมของตนเอง ขนบธรรมเนียมประเพณ ี
้
ี
ึ
ิ
และวัฒนธรรมดงเดมซ่งเปนผลมาจากความสามารถในการเรียนรูและความจําเก่ยวกับสิ่งใหมลดลง
ี
้
ั
ึ่
ํ
ี่
แตยังสามารถจําเรื่องราวเกาซงเปนสิ่งทประทบใจไดดี จึงทาใหผูสูงอายุเกิดการตอตานความคิดใหม
ั
้
ิ
้
ี
ึ
ํ
กอใหเกดชองวางระหวางวัยมากขน ผูสูงอายุกลายเปนคนลาสมย จูจีขบน ทาใหลูกหลานไมอยาก
้
ั
เลี้ยงดู กลายเปนสวนเกินของครอบครัว ผูสูงอายุจึงแยกตัวเองและเกิดความรูสึกทอแทมากขึ้น
ี
่
ํ
่
ี
ี
ื
้
ู
ิ
ั
ี
้
ทงนีปจจัยการดแลตนเองอกประการหนึงททาใหผูสูงอายุมความสุข คอ การท่ผูสูงอายุคด
ํ
วาการแตงกายทสะอาดสวยงามและเหมาะสมทาใหผูทพบเห็นชืนชมและยอมรับตนเอง ทาใหรูสึกวา
่
่
ี
ํ
่
ี
ตนเองมีคุณคามากขึ้น นอกจากนันยังพบวาผูสูงอายุหลายทานไดปรับตวเพอรักษาสุขภาวะดานจิตใจ
ั
่
้
ื
่
ี
่
ิ
ี
ิ
และสังคมของตนเองโดยการเขารวมกจกรรมชุมชน การคดเชิงบวก และการนับถือศาสนา สิงทมผล
ื
ตอบทบาทผูสูงอายุ บทบาทครอบครัว และบทบาทชุมชนเพ่อใหผูสูงอายุ ดารงชีวิตไดอยางพึงพอใจ
ํ
ุ
ในดานลักษณะภูมิหลังไดแก อายุ เพศ สถานภาพสมรส การศกษา ดานครอบครัว ไดแก คณลักษณะ
ึ
่
ครอบครัว สัมพันธภาพของครอบครัว รายได และสิงแวดลอมของครอบครัว ดานชุมชน ไดแก
ี
ลักษณะของผูนําชุมชน วัฒนธรรม ศาสนา ความเชือ และขนบธรรมเนียมประเพณ สวนภาวะ
่
ิ
เศรษฐกจหรือรายได โรคประจําตวเปนปจจัยทมผลใหผูสูงอายุไมมีความสุข ทงนีผูสูงอายุกาลังเผชิญ
ั
ํ
่
ั
้
ี
้
ี
กับโรคและปญหาสุขภาวะที่หลากหลาย (Rickettes, 2002)
ิ
่
ึ
ํ
ี
้
ิ
ุ
จะเห็นไดวาแนวโนมปจจัยกาหนดสุขภาพมแนวโนมเพมความรุนแรงมากขนสาเหตหลักเกด
ั
จากการเปลี่ยนแปลงทงสภาพสังคม เศรษฐกจและวิถชีวิตความเปนอยูของมนุษย นําไปสูปญหา
ี
ิ
้
สุขภาพทซบซอน ลักษณะการเปลียนแปลงนีทาใหปญหาสุขภาพมรูปแบบเปลียนไป นอกจากนีการ
้
ํ
่
่
ี
้
ั
่
ี
ิ
้
่
ี
่
ดํารงชีวิตในสถานการณที่การเปลี่ยนแปลงทีเกดขนอยางรวดเร็วยังสงผลตอมนุษยทตองปรับตวอยาง
ั
ึ
มากเพื่อการดํารงอยู
ุ
ขอบเขตการดําเนินงานดานสาธารณสข
ี
สภาวะสุขภาพของมนุษยมความสําคญตอการพัฒนาทงดานทรัพยากร มนุษย เศรษฐกจและ
ิ
ั
้
ั
ึ
ี
่
ื
่
ิ
็
ํ
สังคม เพราะเมอใดกตามทมนุษยเกดความเจ็บปวยหรือเกดโรคข้น จะทาใหตองสูญเสียคา
ิ
ี
รักษาพยาบาล สูญเสียเวลาในการประกอบอาชีพ สูญเสียรายไดและอาจตองสูญเสียชีวิตได มมนุษย
จํานวนมากมีสุขภาพที่ไมสมบูรณ มีการเจ็บปวย ความพิการ และเสียชีวิตกอนวัยอนสมควรดวยโรคท ี่
ั
ุ
ั
้
ทราบสาเหตและสามารถปองกนได ปรากฎการณนีเกิดเนืองจากความบกพรองและไมตระหนักใน
่
ั
้
ั
ความสําคญของการปองกนโรคการสงเสริมสุขภาพอนามัย และการจัดการรักษาพยาบาลทงดาน
ั
ปริมาณและคุณภาพ ตลอดทั้งความเหมาะสมในการใหสุขศึกษา ดังนั้นการดําเนินงานดานสาธารณสุข
จึงมุงเนนหลักการดําเนินงาน 5 ประการ คือ
31
ิ
่
1. การสงเสริมสุขภาพ (Health promotion) ในการประชุมนานาชาต เรือง การสงเสริม
่
ื
ี
่
ี
สุขภาพทเมืองออตตาวา ประเทศแคนาดา เม่อป พ.ศ. 2529 ไดสรุปแนวคิดเกยวกับการสงเสริม
ํ
สุขภาพและกาหนดเปนกฎบัตรออตตาวา โดยใหความหมายของคาวา การสงเสริมสุขภาพ
ํ
ี
ิ
ึ
่
้
่
ิ
ุ
หมายถง กระบวนการเพมสมรรถนะใหคนมความสามารถเพมขนในการควบคมและการสงเสริมให
ึ
สุขภาพของตนเองดีข้น ในการท่จะบรรลุสุขภาวะท่สมบูรณท้งรางกาย จิตใจ และสังคม ปจเจก
ึ
ี
ี
ั
ึ
บุคคล หรือกลุมบุคคลควรที่จะตองมีความสามารถที่จะบงบอกและตระหนักถงความมงมาดปรารถนา
ุ
่
ี
่
ี
ของตนเองท่จะสนองความตองการตาง ๆ ของตนเอง และสามารถทจะเปลียนแปลงหรือปรับตนให
เขากับสิ่งแวดลอม เรื่องสุขภาพจึงถูกมองในลักษณะของความจําเปนสําหรับชีวิตประจําวัน มใชเปน
ิ
ํ
ุ
เพียงจุดมงหมายของการดารงชีวิตเทานัน สุขภาพเปนคาท่มีความหมายในทางบวก เนนหนักท ี ่
้
ํ
ี
ทรัพยากรบคคลและสังคม เชนเดยวกบสมรรถนะตาง ๆ ทางรางกาย ดังนั้น การสงเสริมสุขภาพจึง
ี
ุ
ั
ิ
มใชเปนความรับผิดชอบขององคกรในภาคสาธารณสุขเทานัน หากกนความนอกเหนือจากการมชีวิต
ิ
ี
้
อยูอยางมีสุขภาพดีไปสูเรื่องของสุขภาวะโดยรวมอนประกอบดวย สภาวะทางสังคม สิ่งแวดลอม และ
ั
ิ
เศรษฐกจ จะเห็นไดวาการสงเสริมสุขภาพนั้นจะตองเริ่มตนจากบุคคลจะตองเห็นความจําเปนและ
ิ
ู
ี
ี
ี
ตระหนักถงการมสุขภาพด การปฏิบัตตน สํานึกตอสวนรวม สรางสรรคใหสังคมมความสุข ดแลรักษา
ึ
สิ่งแวดลอมเพื่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนจะตองคานึงถงเรื่องสุขภาพของ
ํ
ึ
ประชาชนเปนสําคัญดวย การสรางสุขภาพในชุมชนมีความเปนไปไดที่ประชาชนจะรวมกลุมสรางเสริม
่
สุขภาพตนเองโดยเฉพาะอยางยิ่งเรืองทไมยุงยากและใกลตัว เชน การรับประทานอาหาร การออก
่
ี
กําลังกายและการรักษาสุขภาพจิต
2. การปองกนโรค (Prevention) หมายถง การขจัดหรับยับยังพฒนาการของโรครวมถึงการ
ึ
้
ั
ั
ประเมินและการรักษาเฉพาะ เพอจัดความกาวหนาของโรคในทกระยะ การปองกนโรคแบงไดเปน 3
ุ
่
ื
ั
ระดับ ดังนี้
ั
ั
2.1 การปองกนโรคระดบแรก (Primary prevention) หมายถึง การสงเสริมสุขภาพ
ึ
ึ
โดยทวไปรวมถงการปกปองและตอตานการเกดเฉพาะโรค ไดแก การใหสุขศกษา การรับประทาน
่
ั
ิ
ั
อาหารเหมาะสมตามวัย การพฒนาบุคลิกภาพ การทางาน การพกผอน และนันทนาการอยาง
ํ
ั
เหมาะสม การไดรับคําปรึกษากับการแตงงานและเรื่องเพศ การคัดกรองพันธุกรรม การตรวจสุขภาพ
ี
่
2.2 การปองกนโรคระดบทสอง (Secondary prevention) หมายถึง การไดรับการ
ั
ั
วินิจฉยในระยะแรกของโรคและไดรับการรักษาทนทวงท ความรุนแรงของโรคทเปนมีระยะเวลาสัน
้
ี
่
ี
ั
ั
สามารถกลับสูสภาวะของการมีสุขภาพดีไดอยางรวดเร็ว
ี่
2.3 การปองกนโรคระดับทสาม (Tertiary prevention) เปนระดับทไมเพียงแตหยุดการ
่
ั
ี
็
ดําเนินของโรคเทานั้น แตจะตองปองกันความเสือมสมรรถภาพอยางสมบูรณ จุดประสงคกคอใหกลับ
่
ื
สูสังคมไดอยางมีคุณคา
3. การรักษาพยาบาล (Curation) คือ การตรวจแกสิ่งบกพรองของรางกายแมวาจะมอาการ
ี
ี่
ผิดปกติเล็กนอยถาหากละเลยทิ้งไวอาจเกิดโรครายแรงได ซึ่งเปนกระบวนการทชวยใหบุคคลแตละคน
คงไวซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางม ี
ความสุขตามสภาวะ โดยใชหลักการทางวิทยาศาสตรและศิลปะชวยเหลือผูปวยใหมีสุขภาพที่สมบูรณ
32
ํ
ี
ิ
4. การกาจัดความพการ (Disability limitation) คือ การกระทําท่สามารถชวยใหความ
พิการตาง ๆ ในตัวผูปวยลดนอยลง หรือกลับคืนสูสภาพปกติได มีแนวทางการดําเนินงาน คือ
ิ
ํ
4.1 การดาเนินงานเฝาระวังและปองกันความพการใหมประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
ี
่
ู
ควรเชือมโยงเครือขายการดาเนินงานบนฐานขอมลแบบเครือขายบริการ (Service Link) เปนระบบ
ํ
ั
ั
ิ
การเฝาระวังและปองกนความพิการระดบชาต (National Disabilities Preventive and
Surveillance System, NDPSS) ทั้งในระดับชุมชน ทองถิ่น จังหวัดและประเทศ
4.2 การเฝาระวังและปองกนความพการควรจะมการดําเนินการโดยรัฐเปนผูนํา เนนการ
ิ
ี
ั
เฝาระวังเชิงรุกที่บูรณาการเชื่อโยงระหวางหนวยงานของกระทรวงตาง ๆ ไดแก กระทรวงสาธารณสุข
ั
่
ั
ึ
กระทรวงการพฒนาสังคมและความมนคงของมนุษย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศกษาธิการ
ุ
กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอตสาหกรรม
ี
รวมทงชุมชนและเครือขายตาง ๆ ทเกยวของตองประสานความรวมมอทํา งานเฝาระวังและปองกน
่
่
ื
ี
ั
ั
้
ความพิการภายใตระบบเชื่อมโยงแบบเครือขายคอมพิวเตอร
ิ
่
4.3 สนับสนุนใหองคกรปกครองทองถน (องคการบริหารสวนจังหวัด/เทศบาล/ องคการ
บริหารสวนตําบล) มีสวนรวมในการเรงรัดการคนหาและจดทะเบียนคนพิการ และใหทกองคกร
ุ
ู
ิ
่
ปกครองสวนทองถน จัดต้งศนยเครือขายบริการ (Service Link Center) แบบบริการ ณ จุดเดยว
ี
ั
ิ
ู
(One Stop Service) และใหการฟนฟสมรรถภาพคนพการในรูปแบบตางๆ ของชุมชน และ
ี
หนวยงานท่เก่ยวของตองพัฒนาระบบจากฐานของระบบเครือขายเฝาระวังโรคและระบบการฟนฟ ู
ี
สมรรถภาพคนพการของชุมชน (Community Based Rehabilitation, CBR) เพ่อเปนการใชพลัง
ิ
ื
ของประชาชน ขับเคลื่อนระบบการเฝาระวังความพการในชุมชน ดวยการเชือมโยงเครือขายกบระบบ
่
ิ
ั
การเฝาระวังความพิการของรัฐระดับอําเภอ จังหวัด เขต และประเทศตอไป เชน
็
การศึกษาศักยภาพการสรางเสริมคณภาพชีวิตเดกทมีความตองการพเศษบนฐานการมสวน
ิ
ี
ี
ุ
่
ํ
ึ
รวมของชุมชนเขตเมือง กรณีศกษาเทศบาลตาบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม การครั้งนี้ม ี
ี
่
วัตถประสงคเพอศึกษา 1) บทบาทแกนนําสุขภาพชุมชนตอการสรางเสริมคุณภาพชีวิตเด็กท่มีความ
ื
ุ
ตองการพเศษ 2) สังเคราะหศักยภาพของชุมชนในการสรางเสริมคุณภาพชีวิตเด็กท่มความตองการ
ี
ี
ิ
พเศษ ใชการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง กลุมตวอยางเปนแกนนําสุขภาพ
ิ
ั
ี
ชุมชน จํานวน 96 คน และผูมีสวนไดเสีย จํานวน 19 คน ในพนท่เทศบาลตําบลสุเทพ อําเภอเมือง
้
ื
็
จังหวัดเชียงใหม เกบรวบรวมขอมูลดวยแบบสอบถาม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ และการ
ิ
ู
สัมมนาเชิงปฏิบัตการณแบบมสวนรวม วิเคราะหขอมลโดยใชสถตเชิงพรรณนาและการวิเคราะหเชิง
ี
ิ
ิ
่
็
ุ
ี
ิ
เนื้อหา ผลการศึกษา พบวา การปฏิบัตงานตามบทบาทการพัฒนาคณภาพชีวิตเดกทมความตองการ
ี
ี
่
ิ
พเศษของแกนนําสุขภาพชุมชนโดยรวมเฉลียมการปฏิบัตระดบปานกลาง (คาเฉลียเทากบ 1.82) สวน
ั
ิ
่
ั
ศกยภาพชุมชนไดสะทอนความพรอมดานบุคลากรและความตองการการมสวนรวมในการพฒนา
ั
ั
ี
่
ั
คุณภาพชีวิตเด็กที่มีความตองการพิเศษในชุมชน แตยังขาดองคความรูดานการรักษาโรคทอยูในระดบ
ี
นอย และความไมเพยงพอของงบประมาณจากองคกรปกครองสวนทองถน (อทตยา ใจเตย และคณะ,
ี
ิ
่
ิ
ี
้
2562)
33
็
ํ
ี
ี
่
4.4. หนวยงานทเกยวของควรเสริมสรางความเขมแขงขององคกรชุมชนในการจัดทา
่
ิ
ฐานขอมูล (Data Based) เพื่อเชื่อมตอในระดับชาติ ในการคนหา เฝาระวัง และปองกันความพการท ่ ี
เกิดขึ้นในชุมชน
5. การฟนฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) คือ กระบวนการใดก็ตามที่สามารถชวยใหผูปวย
่
ทไดรับบาดเจ็บดวยโรคใดโรคหนึง กลับมามชีวิตในสภาพปกตในสังคม ท้งรางกายและจิตใจ ดวย
ิ
ี
่
ี
ั
วิธีการใชยา การทําหัตถการ การใชเครืองมือ การออกกาลังกายจําเพาะ การใหคําแนะนําทางการ
ํ
่
ุ
่
แพทย การใชอปกรณชวยเหลือหรือทดแทน หรือวิธีการอนๆ อกทงยังมงสงเสริมสุขภาพ และปองกน
ั
ี
้
ั
ุ
ื
การเปนซาหรือภาวะแทรกซอนใหกบบุคคลทวไปและผูปวยทมความพิการหรือสมรรถภาพเสือมถอย
ั
้
ํ
ั
่
่
่
ี
ี
ทั้งทางรางกาย ทางสติปญญา ทางการเรียนรู ทางการสื่อความหมาย และทางจิตใจ โดยใชบุคลากรท ี่
เกี่ยวของจากหลายสาขารวมกันใหการรักษาและฟนฟู เพื่อสงเสริมศักยภาพที่เหลืออยูของผูปวยนั้น ๆ
ใหสามารถดํารงชีวิตในสภาวะแวดลอมท่เหมาะสมได เพ่อใหเปนภาระตอคนรอบขางและสังคมให
ื
ี
นอยที่สุด
ึ
่
นอกจากนี้ในบริบทของการพงตนเองดานการสาธารณสุขในประเทศไทยนั้นถาพิจารณางาน
ี
่
ํ
ดานสาธารณสุขมลฐาน 14 ดาน ซงยังคงยึดรูปแบบเดมทดาเนินการมากวาทศวรรษ โดยมแบบแผน
ี
ิ
ึ่
ู
ั
ี
ั
ื
ิ
ํ
ี
ี
กจกรรมสําเร็จรูปท่ดาเนินการเหมอนกันท้งประเทศ และมลักษณะทโนมเอยงไปในทางการพฒนา
่
ี
ํ
ชุมชนชนบทเปนหลัก ทาใหรูปแบบและเนือหาของงานสาธารณสุขมูลฐานขาดความหลากหลาย และ
้
ิ
ไมสามารถตอบสนองกับสภาพปญหาของทองถ่นไดอยางเฉพาะเจาะจง หากจะปรับแนวทางไปสูการ
ี
พ่งตนเองทางสุขภาพของชุมชนใหมีความหลากหลาย คือ ควรจะมองไปท่ชุมชนวาความแตกตาง
ึ
ื
หลากหลายดํารงอยูไดอยางไรและมีผลตอการพงพาดานสุขภาพและดานอ่น ๆ อยางไร และม ี
่
ึ
ั
ี
่
ความหมายอยางไรตอการพัฒนาสุขภาพอนามัยในชุมชน แตเรืองทยากทสุดของการพฒนาสุขภาพ
ี
่
่
ั
ื
ี
ึ
ุ
นันอยูทการปรับเปลียนกระบวนทศนหรือแนวคดของเจาหนาท่ซงคนเคยอยูกับนโยบายและเงอนไข
ี
่
่
่
ิ
้
่
้
เดิมท่กาหนดวา เจาหนาทมหนาทตองบริการประชาชน แนวคิดท่ลาสมัยเชนนีสวนทางกบความ
ี
ี
ํ
ี
ี
ั
ี
่
่
ั
ึ
ื
พยายามท่จะใหประชาชนลุกข้นแสดงบทบาทดานพฒนาสุขภาพ อันเปนหลักการพนฐานของงาน
ี
้
สาธารณสุขมูลฐาน
การเลือกปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชมชน
ุ
ึ
การวิจัยทางดานสาธารณสุขเปนการศกษาถงความสําคัญของการวิจัยในเชิงวิทยาศาสตรท ี ่
ึ
่
เกยวของกบเหตุการณ หรือปญหาดานสุขภาพของบุคคลและสังคม (วรพจน พรหมสัตยพรต, ม.
ั
ี
ป.พ.) เพื่อนําไปสู
ี
่
ี
่
ี
1. การแกปญหา ความจําเปนในการแกปญหา เปนสิงทตองมการศึกษาคนควาอยางมระบบ
ั
ี
เพ่อการแกปญหาในสถานการณหนึ่ง ๆ ปญหาทางดานสาธารณสุขนับวันจะมความซบซอนและ
ื
ุ
่
ี
ึ
่
ี
ยุงยากมากข้น การวิจัยทเปนกระบวนการทางวิทยาศาสตรสุขภาพ จึงเปนแนวทางคนหาสาเหตทจะ
ทําใหการแกปญหาสาธารณสุขเปนไปอยางถูกตอง
2. การสรางทฤษฎี ความสําคัญของการวิจัยอยางหนึ่งคือการสรางกฎเกณฑหรือทฤษฎีตาง ๆ
ุ
เพื่อจะเปนประโยชนสามารถนําไปใชอางอิง อธิบาย ทํานาย และควบคม ปรากฏการณตามธรรมชาติ
และพฤตกรรมของมนุษย
ิ
34
ี
3. การพสูจนทฤษฎี ในการสรางกฎเกณฑหรือทฤษฎีตาง ๆ นั้น จําเปนตองมการทดสอบ
ิ
่
หรือพิสูจนอยูเสมอ ทงนีเนื่องจากกฎเกณฑหรือทฤษฎียังตองอยูภายใตกฎของการเปลียนแปลงตาม
้
ั
้
ี
ธรรมชาต ความสําคัญของการวิจัยของการวิจัยจึงตองมการตรวจสอบวาขอคนพบท่ไดจากการวิจัย
ิ
ี
ู
กอนหนานันยังคงถกตองอยูหรือไมเมอกาลเวลาเปลียนแปลงไป เพ่อการนําไปใชอยางถกตองตรงกบ
่
ื
้
ู
ั
่
ื
สถานการณหรือสภาพความเปนจริง
แนวทางขางตนจึงนําไปสูการแสวงหาปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขซ่งขอสงสัยท่เกิดจาก
ี
ึ
่
ี
่
็
ความอยากรูอยากเห็นในขอเทจจริง หรือขอสงสัยท่เปนจุดเริมตนทกอใหเกดการคนควาวิจัย เพอให
ื
่
ี
ิ
ํ
ไดความรูความจริง การดาเนินการวิจัยแตละเรืองจะตองกาหนดประเดนของปญหาในการทําวิจัยให
ํ
็
่
ชัดเจน การเขียนประเด็นของปญหาควรมีหลักการ ดังนี้
1. เปนประเด็นที่นาสนใจ
2. เปนประเด็นที่เปนปญหาจริง ๆ อยูในปจจุบัน
็
ู
ี
ํ
3. เขยนใหตรงประเดน ขอมลเชิงเหตุผลควรจะนําไปสูจุดทเปนปญหาท่จะทาการวิจัย และ
ี
ี
่
ชี้ใหเห็นความสําคัญของสิ่งที่จะทําวิจัย
ื
ู
ื
ี
ี
่
่
้
ื
4. มขอมลอางองทาใหนาเชือถอเพอใหผูอานไดเขาใจวาเปนปญหาทมพนฐานมาจากขอมล
ิ
ํ
ี
่
ู
เชิงประจักษ มิใชเกิดจาก ความรูสึก หรือจินตนาการของผูเขียน
5. ไมยืดยาวจนนาเบื่อ
6. ใชภาษางาย ๆ จัดลําดับประเด็นที่เสนอใหเปนขั้นตอนตอเนื่องกัน
่
ื
7. เปนประเด็นท่นาจะเปนประโยชน เมอทําการวิจัยเสร็จสิ้นแลว ผลการวิจัยสามารถ
ี
นําไปใชประโยชนไดจริงๆ
ี
8. อยูในวิสัยท่ผูวิจัยคิดวานาจะทําไดท้งในแงของเวลา คาใชจาย ตามความสามารถของ
ั
ผูวิจัย
่
ี
ทงนี้แหลงทมาของปญหาท่จะทาการวิจัยนั้นมหลากหลาย อาจเกดข้นจากผูปฏิบัติงาน
ั้
ิ
ึ
ี
ํ
ี
่
ั
ี
ี
ึ
่
็
ปญหาเกยวกบผูใชบริการ นักศกษา ตลอดจนสิงแวดลอมตาง ๆ หากผูวิจัยมความสนใจกจะมองเห็น
ปญหาไดไมยากนัก ที่มาของปญหาการวิจัยสามารถจําแนกไดดังนี้
ี
่
1. ประสบการณของผูวิจัย ผูวิจัยอาจไดปญหาการวิจัยจากปญหาทประสบอยูในการ
ิ
ปฏิบัติงาน หรือจากการสังเกตเหตุการณความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ในสังคมทําใหเกด
ความสงสัยและตองการหาคําตอบ
ื
2. รายงานการวิจัยของคนอน ๆ ทพมพออกอมาแลว ไมวาจะในวารสารการวิจัยตาง ๆ ทัง ้
่
ิ
ี
่
ิ
ภาษาไทยและตางประเทศวิทยานิพนธซ่งเปนผลงานวิจัยของนิสิตระดบบัณฑตศึกษาของ
ั
ึ
ี
่
มหาวิทยาลัยหรืออยูในรูปของรายงานการวิจัยทพิมพเผยแพร
ี
ี
ั
่
่
ี
3. ทฤษฎี ผูวิจัยอาจไดปญหาจากทฤษฎีทเก่ยวของกบเรืองท่สนใจ อาจสงสัยวาใน
สถานการณและเวลาที่แตกตางไป เหตุการณตางๆ จะเปนไปตามที่ทฤษฎีกลาวไวหรือไม
4. การเขารวมสัมมนา ประชุมทางวิชาการในเรื่องตาง ๆ อาจชวยใหพบปญหาทควรทาการ
ี
่
ํ
วิจัยได
5. การเสนอหัวขอที่ควรทําการวิจัยของหนวยงานที่ใหทุนสงเสริมหรือสนับสนุนการวิจัย เชน
สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาต สํานักงานกองทุน
ิ
35
ํ
่
ุ
ุ
สนับสนุนงานวิจัย การใหทนอดหนุนการวิจัยโดยระบุลักษณะโครงการวิจัยหรือโดยการกาหนดเรือง
ของสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ และคณะกรรมการสภาวิจัยแหงชาติ
ึ
ํ
่
้
อยางไรก็ตามควรคานึงถงเกณฑในการเลือกปญหาทจะวิจัยทังดานผูวิจัย โดยควรเปนเรื่องท ่ ี
ี
ผูวิจัยมีความสนใจใครรูอยางแทจริง หรือศรัทธาอยางแรงกลาในการแสวงหาคําตอบ การวิจัยเปน
่
ี
่
กิจกรรมที่ตองอาศัยความเพียง ความอดทน ความตั้งใจทําอยางระมัดระวัง จึงจําเปนอยางยิงทจะตอง
เลือกปญหาที่ตนสนใจ และเปนเรื่องที่สอดคลองกับความรูความสามารถของผูวิจัย
ั
การกําหนดปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชุมชนจําเปนตองจํากดขอบเขตใหเฉพาะเจาะจง
ดวยการกําหนดปญหาการวิจัยวา เรื่องที่เลือกทําวิจัยนั้นเปนปญหาเกิดจากองคประกอบใดบาง แตละ
องคประกอบมีความสัมพันธกันอยางไร เชน
1. การศึกษาระดับสุขภาพของสมาชิกในชุมชน การศึกษาระดับสุขภาพของสมาชิกในชุมชน
ึ
อาจแยกกลุมการศึกษาใหมีลักษณะเฉพาะ อาทิการศึกษาระดับสุขภาพของเด็กวัย 0 - 5 ป การศกษา
ั
ั
ั
ึ
ึ
ระดบสุขภาพของเด็กวัย 6 - 12 ป การศกษาระดบสุขภาพของสตรีวัยเจริญพนธุ และการศกษา
ั
ระดับสุขภาพของผูสูงอายุ เปนตน หรือการศึกษาระดบสุขภาพของสมาชิกในชุมชนอาจแยกกลุม
ึ
ศกษาตามภาวะสุขภาพเฉพาะจุด อาทิการศึกษาภาวะสุขภาพในชองปาก การศกษาภาวะของหู
ึ
ั
การศึกษาภาวะสุขภาพจิตใจ เปนตน หรือการศึกษาระดบสุขภาพของสมาชิกในชุมชนอาจแยกกลุม
ั
ึ
็
ิ
การศึกษาใหมีทงลักษณะเฉพาะและศกษาภาวะสุขภาพเฉพาะจุดพรอมกนกได อาทการศกษาภาวะ
ึ
้
ั
้
ี
ํ
่
ั
สุขภาพในชองปากของเดกวัย 0 - 5 ป เปนตน ดงนันผูวิจัยตองกาหนดปญหาการวิจัยท่ไดเลือกเรือง
็
ึ
ํ
วิจัยการศกษาระดับสุขภาพของสมาชิกในชุมชน โดยกาหนดปญหาใหมีลักษณะเฉพาะวาตองการรู
คาตอบในแงมมใด ตามตัวอยางนั้น
ุ
ํ
ิ
ิ
2. การศึกษาสภาพของการเกดโรค การศึกษาสภาพของการเกดโรคจะชวยใหรูวาการ
ั
ึ
ระบาดของโรคนั้นกวางขวางเพียงใด และการเกดโรคมกเกิดในหวงเวลาใด อาทิการศกษาสภาพของ
ิ
ู
ิ
การเกดโรคไขเลือดออกของหมบานสีแดง ในรอบป พ.ศ. 2560 และการศึกษาสภาพของการเกดโรค
ิ
็
ุ
ู
ํ
ู
อจจาระรวงของเดกวัย 0 - 5 ป ในฤดรอนป พ.ศ. 2560 ในหมบานสีกก อาเภอกองแขก จังหวัดกอง
ั
้
ึ
ั
่
ี
ํ
สถาน เปนตน ดงนันผูวิจัยตองกาหนดปญหาการวิจัยท่ไดเลือกเรืองวิจัยการศกษาระดบสุขภาพของ
การเกิดโรค โดยกําหนดปญหาใหมีลักษณะเฉพาะวาตองการรูคําตอบในแงมุมใด และตองการรู
คําตอบลึกซึ้งเพียงใด
ิ
ึ
ึ
3. การศกษาปจจัยของการเกดโรค การศกษาปจจัยของการเกิดโรคจะชวยใหรูวาสาเหต ุ
ี
่
่
ี
สําคญทมผลทาใหเกิดโรคมสาเหตจากสิงใดบาง ซงจะเปนผลนําไปสูการปองกนและแกไขปญหาการ
ุ
ั
ั
่
ํ
ึ
ี
แพรระบาดของโรคนั้นตอไป อาท การศึกษาปจจัยของการเกดโรคอจจาระรวงในเดกวัย 0 - 10 ป ใน
็
ิ
ิ
ุ
จังหวัดภาคเหนือตอนบน เปนตน
4. การศึกษาลักษณะของประชากรทเปนโรค การศกษาลักษณะของประชากรทเปนโรคจะ
ี
ี
่
่
ึ
ชวยใหรูวาโรคนั้นมกเกดกบประชากรทมีลักษณะอยางไร เชน การสํารวจผูปวยทเปนโรคพยาธิ
ิ
ั
ั
ี
่
ี
่
่
่
ี
ไสเดือนของจังหวัดสีแดง เปนตน ตามตัวอยางนี้จะทําใหรูวาประชากรทปวยเปนโรคพยาธิไสเดอนทีม ี
ื
วัยตางกันมีอตราการปวยตางกันหรือไม หรือประชากรทปวยเปนโรคพยาธิไสเดือนทมเพศตางกัน
ี
ั
ี
ี
่
่
ี
หรือประชากรท่มีระดับการศึกษาตางกัน อัตราการปวยตางกันหรือไม เปนตน ดังนั้นผูวิจัยตอง
36
กําหนดปญหาการวิจัยที่ไดเลือกเรื่องวิจัยการศึกษาลักษณะของประชากรที่เปนโรค โดยกําหนดปญหา
ุ
ํ
ใหมีลักษณะเฉพาะวาตองการรูคาตอบในแงมมใดและตองการรูคําตอบลึกซึ้งเพียงใด ตามตัวอยางนั้น
ี
ิ
ิ
ึ
5. การศกษาความคดเห็นตอการปฏิบัตงานของเจาหนาท่สาธารณสุขการศกษาความคดเห็น
ิ
ึ
่
่
ี
ี
ิ
ตอการปฏิบัตงานของเจาหนาทสาธารณสุขเปนเรืองทนาสนใจมาก เชน อาจศึกษาความคิดเห็นของ
่
ิ
ึ
้
ึ
ี
ผูบังคับบัญชาหรือศกษาความคดเห็นของเจาหนาท่สาธารณสุขนันเอง หรือศกษาความคดเห็นของ
ิ
ี
ประชาชน เปนตน เชน ปจจัยท่มีผลตอการปฏิบัติงานของเจาหนาท่สาธารณสุขในโรงพยาบาล
ี
ี่
สงเสริมสุขภาพตําบล และบทบาทที่เปนจริงและบทบาทที่ประชาชนคาดหวังตอเจาหนาทสาธารณสุข
ในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตาบล ดงนั้นผูวิจัยตองกําหนดปญหาการวิจัยท่ไดเลือกเรื่องวิจัย
ี
ั
ํ
ี
การศึกษาความคิดเห็นตอการปฏิบัติงานของเจาหนาท่สาธารณสุข โดยกําหนดปญหาใหม ี
ลักษณะเฉพาะวาตองการรูคําตอบในแงมุมใด ตามตัวอยางนั้น
ํ
ี
ตัวอยางขางตนเปนแนวทางในการกาหนดปญหาการวิจัยสําหรับผูท่เริ่มทาวิจัยทาง
ํ
สาธารณสุขจะไดนําไปประยุกตใชเพื่อกําหนดปญหาการวิจัยทางสาธารณสุขตอไป ทงนี้ขอผิดพลาดใน
ั้
ื
ิ
้
่
ื
ึ
การเลือกปญหาการวิจัยอาจจะเกดขนจากการเลือกหัวขอปญหาตามผูอ่น หรือผูอนมอบปญหาการ
่
ื
วิจัยให โดยทผูวิจัยไมมีความรูความสนใจพอ เม่อทําวิจัยมักเกิดปญหาอุปสรรคตาง ๆ การเลือก
ี
่
ปญหาทกวางเกนไป เกนกาลังความสามารถของตนเอง รวมถึงขาดการศกษาเอกสารท่เกยวของกบ
ิ
ั
ี
ี
ํ
่
ึ
ิ
ี
ุ
่
การวิจัยหรือศึกษาไมเพียงพอทําใหมีความคิดคับแคบอันจะสงผลตอการดําเนินการวิจัยทีไมรัดกม
ทั้งนี้สภาพการณที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อตองการสรางปญหาการวิจัย เชน
้
ึ
ู
1. โครงการวิจัยไมควรถกสรางขนเพ่อตอบสนองตอความตองการอยากรูของตนเอง (Self-
ื
่
็
ี
enlightenment) แตเพยงอยางเดยว คอ ไมควรจะศกษาแคประเดนทนักวิจัยสนใจแตหากประเด็น
ี
ื
ึ
ี
ี
่
นันไมอาจนําไปสูการสรางองคความรูใหมใดกไมควรนําเรื่องดงกลาวเปนปญหาการวิจัยทจะมา
็
้
ั
ทาการศึกษา
ํ
2. ปญหาการวิจัยที่มีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบสองชุดของขอมูล แตเพียงอยางเดียวไมได
ี
ี
ื
เปนปญหาการวิจัยท่เหมาะสม เพราะเปนการวิจัยท่ไมไดเกิดประโยชนอะไร เหมอนการสรุปขอมูล
มากกวา
3. การแคคํานวณคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางสองชุดของขอมลเพอแสดงความสัมพนธ
ั
ื่
ู
ระหวางปจจัยตาง ๆ นั้นก็ไมถือวาเปนปญหาการวิจัยที่ดีเสมอไป
4. ปญหาการวิจัยที่สรางขึ้นเพื่อเพียงตอบคําถามวาวา”ใช”หรือ”ไมใช” อาจไมไดเปนปญหา
ํ
่
ํ
ที่เหมาะสมสําหรับการวิจัย เพราะปญหาการวิจัยที่ดีควรเปนปญหาท่เมอทาการวิจัยแลวจะไดคาตอบ
ี
ื
ี
ี
ี่
ํ
ที่สามารถแกไขสิ่งทเปนอยูได ดังนั้นการไดรับคาตอบจากปญหาการวิจัยวามปญหาอยูหรือไมมปญหา
อยูอาจไมเพียงพอ ควรจะตองรูวา เกิดที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไรดวย
่
ั
ื
ื
่
สภาพการณขางตนเมอนํามาวิเคราะหรวมกบการวิจัยเพอพัฒนาการแพทยและสาธารณสุข
ซึ่งมีนโยบายและแนวทางการวิจัยเฉพาะดาน ดังนั้นการเลือกประเดนในการวิจัยจึงควรพจารณาอยาง
็
ิ
รอบดานกอนตัดสินใจดําเนินการวิจัย
37
หัวขอวิจัยทางดานสาธารณสุขชมชน
ุ
สภาพปญหาดานสาธารณสุขมีความหลากหลาย และความยาก งายในการดําเนินการวิจัยท ี่
ื
ั
ั
ั
ํ
้
ั
แตกตางกน ดงนันการตดสินใจเลือกปญหาใดมาทาวิจัย ถอวาเปนสิ่งสําคญ ผูวิจัยจะตองวิเคราะห
เวลาท่ใชในการวิจัย ความยากงาย เหมาะสมกบความรูความสามารถทักษะของผูวิจัยหรือไม
ั
ี
งบประมาณในการทาวิจัยมมากนอยแคไหน ความกวาง ความลึกของงานวิจัยเปนอยางไร ดังนั้น
ํ
ี
ื
่
เพอใหการดําเนินการวิจัยสําเร็จ ผูวิจัยควรจะเลือกปญหาวิจัยใหเหมาะสมกับตนเองมากท่สุด
ี
ตัวอยางหัวขอวิจัย เชน
1. การวิจัยเพอพัฒนาบริการสาธารณสุข มวัตถุประสงคเพ่อสงเสริมและสนับสนุนการ
ื
ื
ี
่
ื
พฒนาเพ่อใหเกิดความเทาเทียมกันในการไดรับบริการดานสาธารณสุขของประชาชนอยางม ี
ั
ประสิทธิภาพ โดยขอบเขตดําเนินการวิจัย เชน
ื
ั
1.1 การพัฒนาดานสาธารณสุขท่วไปเพ่อใหเกิดการประหยัดและการใชทรัพยากรทาง
ี
็
ุ
ี
่
ื
สาธารณสุขใหไดอยางเตมทและคมคา เพ่อความเทาเทยมในการไดรับบริการทางการแพทยและ
ั
สาธารณสุข ทั้งดานการสงเสริมสุขภาพ การปองกนโรค การรักษาโรค การฟนฟสภาพในดานรางกาย
ู
และจิตใจ
1.2 การปองกนการเกิดความพการ เชน ภาวะปญญาออนในประชาชนท่วไปรวมท้งการ
ิ
ั
ั
ั
ิ
ี่
พัฒนาการใหบริการแกบุคคลทมีความพการ
1.3 การพัฒนาเพอปรับปรุงระบบประกนสุขภาพของประชาชนกลุมตาง ๆ โดยเฉพาะผูม ี
ั
่
ื
รายไดนอย และผูที่สังคมควรชวยเหลือเกื้อกูล ผูใชแรงงานทงในประเทศและตางประเทศ รวมทงกลุม
ั
ั้
้
ผูดอยโอกาสในสังคมอื่น
1.4 การพัฒนาเกี่ยวกับการใหความรูความเขาใจในการปองกันอันตรายจากโรคตาง ๆ
1.5 การวิจัยและพัฒนาดานวิชาการ และถายทอดเทคโนโลยีเพอสงเสริมสมรรถนะ
ื
่
บุคลากร
1.6 การวิจัยและพัฒนาวิชาการดานการฟนฟูสมรรถภาพผูปวยและผูพิการอยางตอเนื่อง
ิ
1.7 การประยุกตใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เพอชวยเพ่มประสิทธิภาพและคณภาพของการ
่
ื
ุ
บริการทางการแพทยและสาธารณสุข เชน การพฒนาระบบเครือขายการสงตอและการรักษา
ั
1.8 การพฒนาระบบบริหารจัดการในสถานบริการสุขภาพ
ั
ื
ี
2. วิจัยเพอพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีทางสาธารณสุข มวัตถุประสงคเพ่อสงเสริมและ
่
ื
ี
สนับสนุนการใหมเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตรการแพทยและสาธารณสุขดานการสงเสริมคุณภาพ
ปองกนโรค รักษาและควบคุมโรคที่เปนปญหาทางสาธารณสุข โดยขอบเขตดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ
ั
่
ุ
2.1 การวิจัยเพอใหมเทคโนโลยีทมความคมทนสูง และขอมูลทางวิทยาศาสตรการแพทย
่
ี
ื
ี
ุ
ี
ั
และสาธารณสุขดานการสงเสริมสุขภาพ ปองกนโรค รักษาและควบคุมโรคที่เปนปญหาทางสาธารณสุข
ุ
2.2 การพฒนาสงเสริมและเผยแพรเทคโนโลยีในการผลิต การใชยาจากสมนไพรและชีว
ั
วัตถุใหมีความปลอดภัยและไดมาตรฐาน
ื
ั
้
่
2.3 การพฒนาระบบสาธารณสุขและการแพทยแผนไทย การแพทยพนบานทีม ี
้
ประสิทธิภาพ สามารถนําไปใชในการแกปญหาสาธารณสุขของประเทศ รวมทงพฒนารูปแบบ
ั
ั
การแพทยแผนไทย การแพทยพื้นบานใหเปนสวนหนึ่งของระบบสาธารณสุข
38
2.4 การผลิตและการพัฒนาคุณภาพของยาท่ผลิตภายในประเทศ รวมท้งปญหาและ
ั
ี
อปสรรคในการใชยาของประชาชน
ุ
2.5 การพัฒนาวิธีการปองกัน รักษา และควบคุมโรคที่เปนปญหาสาธารณสุขโดยผสมผสาน
วัฒนธรรมสุขภาพ
ื
ู
2.6 การพัฒนาเพ่อสรางองคความรูดานการแพทยและสาธารณสุข เพอเปนขอมลพ้นฐาน
ื
ื
่
สําหรับการกําหนดนโยบายในเรื่องที่เกี่ยวของ
3. วิจัยเพ่อปองกันและควบคุมโรคตดเชือและไมตดเชือ มวัตถประสงค เพอสงเสริมและ
ิ
้
ี
ุ
ื
้
ิ
่
ื
สนับสนุนการลดและควบคมการแพรระบาดของโรค โดยขอบเขตดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ
ุ
3.1 การสํารวจพฤติกรรมเสี่ยงและปจจัยสิ่งแวดลอมที่เปนแหลงรังโรค
3.2 การพฒนากลวิธีในการแกไขปญหาในเนือหาทขาดแคลน โดยใหความสําคญเรงดวน
้
ั
ี
ั
่
เชนเรืองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ บทบาทของครอบครัว ชุมชน และสังคม ในการดแล
่
ู
ผูปวย
3.3 การสรางคานิยมและแรงจูงใจใหเกิดพฤติกรรมที่ไมเสี่ยงตอการติดและแพรเชื้อโรค
ของกลุมเปาหมายทั้งกลุมเด็ก กลุมเยาวชน กลุมสตรี กลุมบุรุษ และกลุมเปาหมายเฉพาะ เชน กลุม
ุ
หญิงบริการในสถานบริการทกประเภท กลุมผูใชแรงงาน กลุมขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ
ลูกจาง
ุ
ั
3.4 การปรับกลยุทธการรณรงค ประชาสัมพันธ ปองกนและควบคมโรค ตลอดจนเนื้อหา
สาระและการใชสื่อใหเหมาะสมกับกลุมเปาหมาย
่
ิ
ั
3.5 การปรับเปลียนทัศนะของผูใหบริการสาธารณสุขใหสอดคลองกบแนวความคดในการ
่
ี
ู
รณรงค โดยมีการสือสารขอมลขาวสารแกเจาหนาท่ผูใหบริการอยางตอเนื่อง รวมถึงการพัฒนา
ํ
ั
ศักยภาพของบุคลากร ทงในแงความรูความสามารถในการบาบัดรักษา และใหคาปรึกษาแกผูปวย
ํ
้
และครอบครัวอยางมีระบบและถูกตองตามหลักวิชาการ
3.6 การผสมผสานภูมิปญญาดานสุขภาพเพอการรักษา ฟนฟูและการเฝาระวังปจจัยเสี่ยง
ื่
การเกิดโรค
ิ
จรวยพร ศรีศศลักษณ (2557) กลาววา การเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วกอใหเกดผลกระทบ
็
ั
ี
่
ี
ตอระบบสุขภาพ แนวโนมโรคและภัยสุขภาพกเปนไปอยางซบซอน ในอดตหนวยงานท่เกยวของใน
ี
้
ุ
ั
ิ
ระบบสุขภาพใหความสําคญกับโรคตดเชือหรือโรคตดตอ (Communicable Disease, CD) ทมเท
ิ
งบประมาณในการสรางงานวิจัยเกี่ยวกับยาแกอักเสบ แตเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปโรคติดตอมสถานการณ
ี
ึ
้
ึ
ี
ดขนเนื่องจากมีองคความรูมาเติมเตม ในขณะทสถานการณของโรคไมติดตอกลับทรงตัวหรือไมดข้น
ี
็
่
ี
ท้งท่หลายภาคสวนตางก็ตระหนักถงความสําคญของโรคไมตดตอเรื้อรัง (Non Communicable
ั
ั
ี
ิ
ึ
Disease, NCD) ซึ่งสัมพันธกับปจจัยสังคมกําหนดสุขภาพ (Social Determinant of Health, SDH)
ี
มองในมุมหนึ่ง การที่ประชากรไทยมีอายุยืนยาวมากขนเปนสิ่งทดี แตเรากอยากใหการมชีวิต
ึ้
ี่
็
ี
ื
ี
่
ึ
ี
ี
่
ยืนยาวนันมคุณภาพชีวิตทดีดวย หากนึกถงชีวิตความเปนอยูในเมอง ทหันไปทางไหนก็มแตความ
้
ั
่
่
ื
ํ
ั
่
ี
ั
แออด เรงรีบ ขาดความสมดุล เชน เนนการรีบบริโภคเพอทจะไปใหทนกบภารกิจทตองทา หรือ
ี
บริโภคมากเกินควร แตขาดการเคลื่อนไหวออกแรง ขาดการออกกาลังกาย ความเครียดสูง สูบบุหรี ่
ํ
ึ
ั
่
ุ
ิ
ึ
ื
้
่
และบริโภคเครืองดมแอลกอฮอลมากขน ซมซบวัฒนธรรมตะวันตก อทธิพลของอตสาหกรรมอาหาร
39
ิ
ิ
ั
็
และเกษตรขามชาติไดกระตนใหเกดพฤตกรรมการบริโภคอาหารประเภทหวาน มน เคมมากเกินไป
ุ
เสี่ยงตอการเกิดโรคไมติดตอ เชน โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
ั
ี
หากหันมามองสถานะทางสุขภาพท่สัมพนธกบการสูญเสียปสุขภาวะ (Disability Adjusted
ั
้
ั
็
Life Year, DALY) ของประชาชนไทยในแตละเขตสุขภาพ จะพบวาทง 13 เขต จะมประเดน NCD
ี
ติดอันดับ 1-3 ไมวาจะเปนโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคปอดอดกนเรื้อรัง โรคซมเศรา
ุ
ั้
ึ
ิ
ั
ี
ิ
่
โรคเบาหวาน โรคมะเร็งตบ ฯลฯ คาใชจายทเกดจากความเจ็บปวยจากโรคไมตดตอ เชน โรคมะเร็ง
ิ
ประมาณการอยูท่ 55,000 ลานบาท คดเปนรอยละ 0.61 ของ GDP ขอมูลเหลานี้ลวนเปนขอมูล
ี
ิ
พื้นฐานที่พอจะคาดแนวโนมและทิศทางที่ควรมีการทําวิจัยเพื่อเติมเต็มชองวางความรู เชน อบัตการณ
ุ
ั
่
ของโรคไมติดตอในแตละเขต ความชุกและอิทธิพลของปจจัยเสี่ยง ควรพฒนาองคความรูเกยวกบ
ี
ั
ี
เครื่องมือคัดกรองหากมการคัดกรองไดเร็วยอมรักษาได การคนหาผูปวยในระยะเริมตนเปนหลัก
่
ั
ี
สําคัญในการท่จะรักษาผูปวยจนหายหรือมีชีวิตยืนยาวและมคุณภาพชีวิตท่ดีได รวมท้งลดภาระ
ี
ี
่
คาใชจายดานสุขภาพของประเทศได ดังนั้นควรมีการศึกษาลักษณะการหารูปแบบผูทมีความเสียงสูงท ี ่
ี
่
จะเปนมะเร็งใหไดรับการคดกรอง หรือหาชองทางในการปองกันโรคมะเร็งระดบรายบุคคลหรือระดบ
ั
ั
ั
ี
ประชากร เชน การปรับเปลี่ยนพฤตกรรมการบริโภค การมกจกรรมทางกาย การลดความเครียด
ิ
ิ
ื
ี
ู
นอกจากนั้นควรมีการวิจัยเชิงระบบเพ่อสังเคราะหนโยบายเกยวกับการพัฒนาระบบการจัดการดแล
่
่
ุ
ํ
ผูปวยโรคไมตดตอ นโยบายลดความเหลือมล้าระหวางกองทน เนืองจากหลักเกณฑผูมสิทธิยืนขอรับ
ิ
่
ี
่
็
ั
บริการทางการแพทยโดยการบําบัดทดแทนไต กยังมีความแตกตางกันระหวางสํานักงานหลักประกน
สุขภาพแหงชาติ สํานักงานประกันสังคม กรมบัญชีกลาง เพื่องานวิจัยเหลานี้จะไดชวยเติมเต็มชองวาง
ความรูเกี่ยวกับการจัดการปญหาโรคไมติดตอในประเทศไทยไดอยางมีประสิทธิภาพ
้
ี
4. การวิจัยเพ่อพัฒนาการสงเสริมสุขภาพ วัคซน และโรคพนธุกรรม รวมทงการสงเสริม
ื
ั
ั
ุ
่
ี
สุขภาพผูสูงอายุ โดยขอบเขตดําเนินการวิจัยเก่ยวกับมวัตถประสงคเพอสงเสริมและสนับสนุนการ
ี
ื
ั
พัฒนาสุขภาพของประชาชน รวมทั้งอนามัยของแมและเด็กใหมีสุขภาพสมบูรณตามวัยท้งรางกายและ
ี
ํ
ิ
่
ั
จิตใจ อารมณ สังคม สติปญญา และปราศจากโรคตดตอทปองกนไดดวย โดยขอบเขตดาเนินการวิจัย
เกี่ยวกับ
4.1 การพัฒนาสุขภาพอนามยแมและเด็กใหมีสุขภาพสมบูรณตามวัย ท้งรางกาย จิตใจ
ั
ั
อารมณ และสติปญญา
4.2 การวางแผนครอบครัวใหแกประชาชนเปาหมายใหมขนาดครอบครัวที่เหมาะสมแก
ี
ุ
การดํารงชีวิตอยางมีคณภาพ
4.3 การพัฒนารูปแบบวิธีการใหประชาชนมความสามารถเพ่มข้นในการปรับปรุงและ
ิ
ี
ึ
ิ
ั
สงเสริมสุขภาพตนเองและครอบครัวใหบรรลุความสมบูรณท้งรางกาย จิตใจ สังคม และสตปญญา
ี
ตามความตองการ ตลอดจนการปรับตัวใหเขากับสภาพแวดลอมเพ่อเปนวิถีชีวิตประจําวันท่สุข
ื
สมบูรณทุกดาน
4.4 การเขาถึงขอมูล ทักษะชีวิต และสิทธิในการเลือกปฏิบัติเก่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม
ี
ิ่
ิ
วัฒนธรรม พฤตกรรม สิ่งแวดลอม กลวิธีที่ปรับใหเหมาะสมกับความตองการเฉพาะถนโดยเฉพาะกลุม
ผูสูงอายุ
40
ื
ื
4.5 การสํารวจและพัฒนารูปแบบการผสมผสานองคความรูภูมิปญญาพ้นบานเพ่อการ
เสริมสรางสุขภาพแมและเด็กและผูสูงอายุ
ุ
ื
5. การเพ่อแกไขปญหาดานอนามยสิ่งแวดลอม มวัตถประสงคเพ่อสงเสริมและสนับสนุนการ
ื
ี
ั
่
ี
แกไขปญหาสุขภาพและสิงแวดลอมท่เชื่อมโยงกับการพฒนา ซงจําเปนอยางยิ่งท่ตองใชการวิจัย
ึ่
ั
ี
้
ื
ี
่
ื
่
ั
ี
้
ื
่
หลากหลายรูปแบบเพอแสวงหาองคความรูพนฐานสูแนวทางการปฏิบัติทเหมาะสมกบพนท โดย
ื
ิ
่
การบูรณาการแนวคดทงทางวิทยาศาสตรและสังคมศาสตรเพอการออกแบบการวิจัย โดยขอบเขต
ั
้
ดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ
5.1 การจัดหาน้ําสะอาดและน้ําประปา การจัดหาแหลงน้ําทสะอาดทไมมการปนเปอนจาก
ี
ี
่
ี
่
สารพิษและเชื้อโรคไวสําหรับอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะอยางยิ่งชุมชนในชนบทยังเปนปญหาทตอง
่
ี
ี
ั
แสวงหาแนวทางแกไข การปรับปรุงคุณภาพน้ําท้งทางดานฟสิกส ทางดานเคม และทางดานชีวภาพ
ของน้ําตามแหลงน้ํามาผลิตเปนน้ําสําหรับอุปโภค บริโภคจึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง
ั้
5.2 การควบคุมมลพิษทางน้ํา เปนการปองกันและควบคุมรักษาแหลงน้ําตาง ๆ ทงน้ําผิวดน
ิ
และน้ําใตดิน ไมใหคุณภาพเสื่อมโทรมลงจนเกิดผลเสียตอสิ่งมีชีวิตในน้ําและสุขภาพอนามัยของมนุษย
ี
ี
่
5.3 การจัดการเก่ยวกับขยะมูลฝอยและของเสียทมีลักษณะเปนของแข็ง การจัดการนี ้
ู
ํ
ั
รวมถึงการเกบ การขนถายและการกาจัดท่ถกหลักสุขาภิบาล ของเสียในลักษณะดงกลาวขางตน
ี
็
เพราะเปนแหลงเพาะเชื้อโรคและพาหะนําโรค
ุ
ึ
5.4 การควบคมสัตวอารโทรพอดและสัตวแทะ ซ่งเปนพาหะนําโรครายแรงหลายอยางมา
สูคน และยังเปนตนเหตทาใหเกิดเหตรําคาญและทาลายทรัพยสิน โรคสําคญ ๆ ทเห็นไดชัด เชน
ี
ั
่
ุ
ํ
ํ
ุ
ไขเลือดออก อหิวาหตกโรค ไขมาลาเรีย เปนตน
5.5 มลพษของดน สวนใหญเกดจากการใชสารเคมีการเกษตรและจากการท้งสิงสกปรก
่
ิ
ิ
ิ
ิ
ตาง ๆ ลงสูพนดิน และเมอเกดการปนเปอนมากข้นกกลายเปนมลพษของดนทาใหเกดผลเสียตอการ
ึ
ิ
ํ
็
ิ
ื
่
ื้
ิ
ิ
ดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในดินและมนุษย
ิ
5.6 การสุขาภิบาลอาหาร เปนการปองกันและควบคุมเชือโรคและสารพษท่สามารถเขาสู
้
ี
็
รางกายมนุษยไดโดยทางอาหาร โดยปองกันและควบคุมสิ่งที่จะใชปรุงอาหาร การปรุงอาหาร การเกบ
รักษา ผูสัมผัสอาหารและอื่น ๆ
ึ
ิ
ิ
้
่
5.7 การควบคุมมลพษทางอากาศ มลพษทางอากาศเปนปญหาสําคัญปญหาหนึ่งทเกดขน
ิ
ี
ในเขตเมืองมลพิษทางอากาศกอใหเกดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น ความ
ิ
รําคาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบหายใจ ระบบหัวใจ และปอด
ิ
5.8 การปองกันอันตรายจากรังสี การใชประโยชนจากรังสีในกจกรรมทางการเกษตรกรรม
ํ
ุ
ุ
อตสาหกรรม การแพทย เปนตน รังสีเหลานีถาขาดการปองกนและควบคมอยางรัดกมแลวก็จะทาให
ุ
้
ั
เกิดเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของมนุษย
5.9 อาชีวอนามัย เปนการจัดการเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมในการทํางานใหดีเหมาะสม ตลอดจน
้
ื่
ื
ั
การดูแลปองกันรักษาสุขภาพอนามยของผูประกอบอาชีพและอน ๆ อาชีวอนามยนันถอเปนสวนหนึง ่
ั
ของความปลอดภัยและสิ่งแวดลอม
41
ุ
ิ
ิ
ี
ุ
5.10 การควบคมมลพษทางเสียง เปนการควบคมมิใหเกดมเสียงดังมาก หรือเกดเสียงดัง
ิ
ึ
ี
เปนเวลายาวนาน ซ่งสภาวะเสียงท่ดังเกินไปจนกอใหเกิดความรําคาญ หรือกอใหเกิดอันตรายตอ
ระบบการไดยินของมนุษยและสัตว
่
ั
5.11 การจัดที่พักอาศัยและสิ่งแวดลอม การจัดใหทพกอาศยและจัดสิ่งแวดลอมตาง ๆ ให
ั
ี
ั
ถกสุขลักษณะตามความตองการทางดานจิตใจและความตองการทางดานกายภาพของผูพักอาศยจะ
ู
สงผลตอสุขภาพทางกาย และสุขภาพจิตที่ดี
ื
่
5.12 การวางผังเมอง เมืองนั้นนอกจากจะเปนศูนยกลางของสิงบริการอํานวยความ
ู
สะดวก เปนศนยกลางความเจริญแลวยังเปนศนยรวมของปญหาตาง ๆ อกดวย การจัดใหสวนตางๆ
ู
ี
ู
ั
ั
ี
ิ
ุ
ของเมองใหถกตองเปนสัดสวน เชน ยานธุรกจ ยานอตสาหกรรม ยานท่พกอาศย เปนแนวทางในการ
ื
ลดผลกระทบจากปญหาในเขตเมือง
่
่
ั
ั
ี
่
ี
5.13 งานอนามยสิงแวดลอมทเกยวของกบการคมนาคม เปนการจัดการผลกระทบจาก
ึ
การสรางเสนทางคมนาคมท้ง ทางอากาศ ทางน้ําและทางบก ซ่งการกอสรางเสนทางคมนาคมได
ั
่
กอใหเกิดปญหาสุขภาพและสิงแวดลอม เชน ปญหาสุขภาพจากมลพิษทางเสียงและสารมลพิษจาก
การใชยานพาหนะ รวมถึงการสูญเสียพื้นที่ทางธรรมชาติของชุมชนอีกดวย
ั
ิ
5.14 การปองกันอุบัติภัยเปนการปองกนไมใหเกดอุบัตภัยและไมใหเกิดการสูญเสียหรือให
ิ
มีการสูญเสียนอยท่สุด เชน การชวยเหลือฉุกเฉินแกผูบาดเจ็บ ใหการปฐมพยาบาลท่ถูกวิธีใน
ี
ี
ึ
ทันทีทันใดมีการเคลื่อนยายผูปวยไปยังโรงพยาบาลโดยรวดเร็วและถูกวิธีรวมถงมาตรการปองกนไมให
ั
ผูปวยเสียชีวิตหรือเกิดความพิการ
ี
ี
ื
5.15 การสุขาภิบาลของสถานท่พักผอน สถานท่พักผอนและสิงท่ใชเพ่อการพักผอน
่
ี
จะตองมคณลักษณะคุณภาพทจะสงเสริมใหสุขภาพอนามัยด มใชเปนการทําใหสุขภาพอนามัยเสือม
ี
ุ
ี
่
่
ิ
ี
โทรม หรือเปนแหลงแพรกระจายโรค
ํ
ุ
ุ
5.16 การดาเนินงานสุขาภิบาลเมอเกดโรคระบาด เหตฉกเฉน ภัยพบัต และการอพยพ
่
ิ
ื
ิ
ิ
ิ
่
ิ
ยายถนของประชากรโดยติดตามสถานการณท่เปนปญหาทางสาธารณสุข อยางทันทวงทีรวมถึง
ี
ุ
แนวโนมทเปลี่ยนแปลงไปของโรค ตลอดจนคนหาความรูใหม เพ่อนําไปใชและปรับปรุงการควบคม
ื
่
ี
ปญหาเหลานั้น
5.17. มาตรการปองกันเพื่อใหสิ่งแวดลอมโดยทั่วไปปราศจากความเสี่ยงหรืออนตรายใด ๆ
ั
ั
เปนการใชแนวทางท้งทางวิศวกรรมศาสตร วิทยาศาสตร เศรษฐศาสตร กฎหมาย รัฐศาสตรในการ
กําหนดนโยบายและแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมของแตละพื้นท ี่
ั
5.18 การประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอม สังคมและสุขภาพ จากโครงการพฒนาหรือสภาพ
ี
ั
่
่
ื
ปญหาสิงแวดลอมในแตละพ้นทอนจะนําไปสูขอเสนอแนะในการปองกนและลดผลกระทบสูนโยบาย
ั
สาธารณะที่นําไปสูการปฏิบัติที่สอดคลองกับความตองการของชุมชน
ํ
ํ
ตัวอยางขางตนเปนแนวทางในการกาหนดปญหาการวิจัยสําหรับผูท่เริ่มทาวิจัยทาง
ี
สาธารณสุขจะไดนําไปประยุกตใชเพื่อกําหนดปญหาการวิจัยทางสาธารณสุขตอไป ทงนี้ขอผิดพลาดใน
ั้
ื
่
ึ
้
ิ
ื
การเลือกปญหาการวิจัยอาจจะเกดขนจากการเลือกหัวขอปญหาตามผูอน หรือผูอนมอบปญหาการ
่
่
ื
วิจัยให โดยทผูวิจัยไมมีความรูความสนใจพอ เม่อทําวิจัยมักเกิดปญหาอุปสรรคตาง ๆ การเลือก
ี
42
ี
ี
่
ั
ึ
ํ
่
ี
ิ
ิ
ปญหาทกวางเกนไป เกนกาลังความสามารถของตนเอง รวมถึงขาดการศกษาเอกสารท่เกยวของกบ
่
ุ
การวิจัยหรือศึกษาไมเพียงพอทําใหมีความคิดคับแคบอันจะสงผลตอการดําเนินการวิจัยทีไมรัดกม
การตั้งชื่อเรื่องการวิจัย
ี
การตั้งชื่อเรื่องงานวิจัยควรเขียนดวยตวอักษรภาษาไทยท่เดน เชน ตัวอักษรขนาดใหญกวา
ั
่
ื
อกษรอน ๆ ในเคาโครงการวิจัยนั้นและเปนตวอักษรชนิดตัวหนานอกจากเขียนชื่องานวิจัยเปน
ั
ั
ั
ั
ํ
ภาษาไทยแลว ควรเขียนชื่องานวิจัยเปนภาษาองกฤษกากับไวดวยโดยใชตัวอกษรขนาดเดียวกบ
ั
ั
ื
่
ั
ภาษาไทยและเปนตวอักษรชนิดหนาเหมอนกัน อนึ่งชืองานวิจัยภาษาอังกฤษนี้ตองตรงกบชื่อ
ภาษาไทยความหมายจะผิดเพี้ยนไมไดโดยเด็ดขาด
นิภา ศรีไพโรจน (2531) กลาววา ชื่อเรื่องวิจัยนับเปนจุดแรกที่จะดึงดูดความสนใจของผูอาน
้
ั
ั
้
ิ
และทําใหผูอานเกดความเขาใจในปญหารวมทงวิธีการดาเนินการวิจัยของผูวิจัยอกดวย ดงนันการตง
ํ
้
ั
ี
่
ชื่อเรืองวิจัยจึงตองเขียนใหชัดเจน เขาใจงาย ไมเขียนอยางคลุมเครือ ดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงตอง
ระมัดระวังในการตั้งชื่อเรื่องวิจัยใหเหมาะสม ซึ่งมีหลักเกณฑในการพิจารณาดังนี้
ี
่
่
ํ
่
่
1. ควรตงชื่อเรืองวิจัยใหสัน โดยใชคาทเฉพาะเจาะจง หรือสือความหมายเฉพาะเรือง และ
้
ั
้
่
่
ี
ิ
ควรเปนภาษาทเขาใจงาย กะทัดรัด แตชื่อเรืองก็ไมควรจะสั้นเกนไปจนทําใหขาดความหมายทาง
วิชาการ
2. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยใหตรงกับประเด็นของปญหา เมื่อผูอานอานแลวจะไดทราบวาเปนการ
ี
วิจัยเก่ยวกับปญหาอะไรไดทันที อยางต้งชื่อเรื่องวิจัยท่ทําใหผูอานตีความไดหลายทิศทาง และอยา
ี
ั
พยายามทําใหผูอานเห็นวาเปนเรื่องที่มีความสําคัญมากเกินความเปนจริง
ึ
ี
่
่
้
ึ
ั
3. ควรตงชื่อเรืองวิจัยโดยการใชคําท่บงบอกใหทราบถงประเภทของการวิจัย ซ่งจะทําใหชือ
เรื่องชัดเจน และเขาใจงายขึ้น เชน
่
ํ
3.1 การวิจัยเชิงสํารวจมักใชคาวา การสํารวจหรือการศกษาในชือเรืองวิจัยหรืออาจระบุ
่
ึ
ี
ึ
ตัวแปรเลยก็ได เชน การศกษาการใชสารเคมทางการเกษตรของเกษตรกรผูปลูกลําไยหรือการสํารวจ
ี
สารเคมทางการเกษตรของเกษตรกรผูปลูกลําไย
้
3.2 การวิจัยเชิงศึกษาเปรียบเทียบ การตงชื่อเรื่องวิจัยในลักษณะนีมักจะใชคําวา
้
ั
ี
ี
ี
การศึกษา เปรียบเทยบ หรือการเปรียบเทยบนําหนา เชน การศึกษาเปรียบเทยบความสามารถในการ
ี
รับรูผลกระทบสุขภาพจากการใชสารเคมทางการเกษตรของเกษตรกรผูปลูกลําไย จังหวัดลําพูน
ึ
้
3.3 การวิจัยเชิงสหสัมพันธ การวิจัยประเภทนีจะใชคําวา การศกษาความสัมพันธหรือ
่
ความสัมพนธนําหนาชือเรืองวิจัย เชน ความสัมพนธระหวางความขัดแยงกับการมีสวนรวมในการ
ั
่
ั
จัดการขยะชุมชน เทศบาลตําบลชางเผือก จังหวัดเชียงใหม
3.4 การวิจัยเชิงการศึกษาพัฒนาการ การวิจัยประเภทนี้มักใชคําวา การศึกษาพฒนาการ
ั
หรือพัฒนาการนําหนาชื่อเรื่องวิจัย เชน การศึกษาพัฒนาการดานการสรางเสริมสุขภาพจิตในผูสูงอายุ
เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม
่
้
ั
้
3.5 การวิจัยเชิงทดลอง การตงชื่อเรื่องวิจัยประเภทนีอาจตงชือไดแตกตางกันออกไป
้
ั
ตามลักษณะของการทดลอง เชน อาจใชคําวา การทดลอง การวิเคราะห การสังเคราะห การศกษา
ึ