The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-27 07:20:25

วิธีวิจัยทางสาธารณสุขศาสตร์เบื้องต้น

คํานํา


หนังสือเลมนี้มีวัตถุประสงคจัดทําขึ้นเพื่อรวบรวมองคความรู และแนวทางปฏิบัตดานการ









ดาเนินการวิจัยดานสาธารณสุขศาสตรท่มงเนนการแสวงหาคาตอยจากโจทยการวิจัยท่เก่ยวของกับ






ปญหาสาธารณสุขชุมชน เนื้อหาจะมงเนนแนวคิดและทฤษฏีทเกยวของกบการวิจัยเพือการแกไข




ปญหาดานสาธารณสุขชุมชน ภายใตความสัมพันธระหวางคนและสิงแวดลอมในชุมชน โดยยึด

หลักการพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพิงจากภายนอก ดวยการคํานึงถึงศักยภาพชุมชน ทรัพยากร ภูมปญญา
ชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดลอมในชุมชนเปนฐานในการปฏิบัต หนังสือเลมนีไดรวบรวม


องคความรูเก่ยวกับความรูพ้นฐานดานการวิจัย การเลือกปญหาและกําหนดปญหาการวิจัยดาน








สาธารณสุข การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของ รูปแบบการวิจัยทางสาธารณสุข เครืองมือการวิจัย

ทางสาธารณสุข การวิเคราะหขอมูล การเขียนเคาโครงการวิจัยดานสาธารณสุข และการเขียนรายงาน
การวิจัย
ผูเขียนหวังวาหนังสือเลมนี้คงอํานวยประโยชนตอการเรียนการสอน และการดําเนินงาน



ดานการวิจัยดานสาธารณสุขศาสตรผูปฏิบัตงานดานสาธารณสุขในชุมชน และผูปฏิบัติงานดาน

สิงแวดลอม นักศึกษา และผูสนใจท่วไปตามสมควร หากทานมีขอเสนอแนะ ผูเขียนยินดีรับฟงและ


ขอขอบคุณในความกรุณาของทานมา ณ โอกาสนี้ดวย
สามารถ ใจเตี้ย
13 พฤษภาคม 2564











สารบัญ


หนา

คํานํา ก
สารบัญ ข

สารบัญตาราง จ
สารบัญภาพ ฉ
บทที่ 1 แนวคิดการวิจัย

ความหมายการวิจัย 1
วิธีการแสวงหาความรู 3
ธรรมชาติของการวิจัย 7
ลักษณะของการวิจัยที่ดี 9

ประเภทของการวิจัย 10
บทสรุป 23



บทที 2 การเลือก และการกําหนดปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชมชน
ปจจัยกําหนดสุขภาพชุมชน 24
ขอบเขตการดําเนินงานดานสาธารณสุข 30

การเลือกปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชุมชน 33
หัวขอวิจัยทางดานสาธารณสุขชุมชน 37

การตั้งชื่อเรื่องการวิจัย 42
บทสรุป 45

บทที่ 3 การทบทวนวรรณกรรม
แนวคดการทบทวนวรรณกรรม 46

คุณลักษณะของการทบทวนวรรณกรรม 51
แหลงการคนควาวรรณกรรมและผลงานวิจัยที่เกี่ยวของ 56

ขอเสนอแนะวิธีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ 63


เทคนิคการปรับแกไขการเขยนทบทวนวรรณกรรม 64
บทสรุป 64
บทที 4 รูปแบบการวิจัยทางสาธารณสุขเบื้องตน

การวิจัยเชิงสํารวจ 65

การศึกษาเชิงสหสัมพันธ 66
การวิจัยผสานวิธี 70
การวิจัยเชิงทดลอง 76









สารบัญ (ตอ)

หนา


การวิจัยกึ่งทดลอง 81
บทสรุป 91
บทที่ 5 ประชากร และการเลือกกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุข

ประชากรการวิจัย 92
กลุมตัวอยาง 93
เทคนิคการเลือกกลุมตัวอยาง 101
ตัวอยางการนําเสนอขอมูลประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัย 107

บทสรุป 111
บทที่ 6 เครื่องมือการวจัยทางสาธารณสุข

เครื่องมือการวิจัย 112

การสรางเครื่องมือในการวิจัยดานสาธารณสุข 113
การสรางเครื่องมอแบบประมาณคา 120


การตรวจคุณภาพเครื่องมือ 121
การตรวจสอบเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ 127
บทสรุป 130


บทที่ 7 การวิเคราะหขอมูล
ประเภทขอมูล 131

การวิเคราะหขอมลโดยการใชสถิติเชิงบรรยาย 133
การวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติเชิงอนุมานสถิติอางอิง 135
การทดสอบประสิทธิภาพ (E1/E2) 146
การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ 147
การวิเคราะหขอมูลทุติยภูม ิ 148

บทสรุป 150
บทที่ 8 การเขียนโครงรางการวิจัย
สวนประกอบโครงรางการวิจัย 151
บทสรุป 166

บทที่ 9 การเขียนรายงานการวิจัย
รูปแบบรายงานการวิจัย 167
การเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ  171
บทสรุป 183

บรรณานุกรม 184








สารบัญตาราง


ตารางท ี ่ หนา

1.1 งานวิจัย 4 Tracks 9
ื่
3.1 ตารางสังเคราะหเพอการทบทวนวรรณกรรม 53
3.2 ตัวอยางการวิเคราะหองคประกอบของบทความวิจัยตารางการสังเคราะห  54
4.1 เปรียบเทียบการวิจัยเชิงทดลองกับการวิจัยเชิงบรรยาย 77
5.1 จํานวนประชากรและจํานวนกลุมตัวอยางของ Krejcie & Morgan 97

ี่
7.1 ตัวอยางการนําเสนอขอมูลจากการแจกแจงความถและรอยละ 134

7.2 การใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพื้นบานลานนากลุมขจัดปดเปา 135

7.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์บทเรียนวิทยาศาสตรทองถิ่น 136
7.4 ปริมาณธาตุอาหารพืชในวัสดุปลูก 138

7.5 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางการใชประโยชนแมน้ําลี้และคุณภาพชีวิต 142
ของประชาชน



7.6 ปจจัยทมีความสัมพันธกับการปฏิบติตนในการใชการใชประโยชนพช 145

สมนไพรพืนบานของประชาชนดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน











สารบัญภาพ


ภาพที ่ หนา

1.1 ความสัมพันธของการวิจัยพื้นฐานกับการวิจัยประยุกต 12
1.2 รูปแบบของการวิจัยตามวิธีดําเนินการวิจัย 20


2.1 ความเชื่อมโยงของสถานการณปญหาพฤติกรรมสุขภาพกบปญหาการวิจัย 26
2.2 สวนประกอบของชื่อเรื่องวิจัย 44

4.1 กรอบแนวคดการวิจัยแบบผสมผสาน 71


5.1 ประชากร กลุมตัวอยางและการสรุปอางอง 93
5.2 ความสัมพันธระหวางความคลาดเคลื่อนในการสุมตัวอยางกับขนาดของ 95
กลุมตัวอยาง

5.3 ตัวอยางตารางเลขสุม 104
5.4 การสุมตัวอยางแบบแบงชั้น (Stratified random sampling) 105
5.5 การสุมตัวอยางแบบแบงกลุม (Cluster sampling) 106

5.6 จํานวนกลุมตัวอยางทกําหนดตามสัดสวนประชากรในหมูบานที่ไดรับการ 107
ี่
คัดเลือกการการสุมตัวอยางแบบหลายขั้นตอน

7.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพนธเปน + 1.00 140
7.2 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปนบวก (แตไมถึง +1.00) 140
7.3 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 141

7.4 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 (แตไมถึง –1.00) 141


8.1 การอางองหลักฐานและสถานการณในการเขยนความเปนมาและ 153


ความสําคัญของปญหา
8.2 ตัวอยางกรอบแนวคิดการวิจัย 159

1






บทที 1



แนวคิดการวิจัย




การวิจัยเปนกระบวนการแสวงหาความรู ความจริงท่มระบบ และวิธีการทนาเชื่อถือเพอนํา







ความรู ความจริงทไดนั้นไปใชในการตดสินใจแกไขปญหาหรือกอใหเกดความรูใหม ความสําคญของ
















การวิจัยจึงเปนกระบวนการเพมพนความรูใหมทางวิชาการทผลลัพธจะนําไปสูการสรางเปนหลักการ


แนวคด สูตรการคํานวณ ทฤษฏี และกฎในแตละสาขาวิชา รวมถึงนําไปประยุกตหรือใชประโยชนใน





การดาเนินกจกรรมทเก่ยวของ การวิจัยยังนําไปสูแนวทางการดารงชีวิตของมนุษยทเหมาะสมภายใต


ี่

สถานการณที่เปนปจจัยกําหนดสุขภาพ

ความหมายการวิจัย
การวิจัย (Research) มหนวยงานและนักวิชาการไดใหความหมายไวหลากหลาย โดยการใน

การประชุม Pan Pacific Science Congress เมื่อ พ.ศ. 2504 (ค.ศ.1961) ณ สหรัฐอเมริกา ได
ใหความหมายตามตัวอักษรแตละตัวไว ดังนี้


R = Recruitment and Relationships หมายถง การฝกคนใหมความรู รวมทัง ้

รวบรวมผูมความรูและการปฏิบัติงานรวมกัน การติดตอสัมพันธและประสานงานกัน






E = Education and Efficiency หมายถึง ผูวิจัยจะตองมการศกษา มความรูและม ี
สมรรถภาพสูงในการวิจัย



S = Sciences and Stimulation สือความหมายวา การวิจัยเปนศาสตรท่ตองพสูจน
เพอคนควาหาความจริงและผูวิจัยจะตองมแรงกระตนจากภายใน มีความคดริเริมและมีความ







กระตือรือรนที่จะวิจัย
E = Evaluation and Environment หมายความวา ผูวิจัยจะตองรูจักการประเมนผล



ดูวามีประโยชน สมควรจะทําตอไปหรือไม และตองรูจักใชเครื่องมืออุปกรณตาง ๆ ในการวิจัย
A = Aim and Attitude นั่นคือ มีจุดมุงหมายหรือเปาหมายทแนนอนและมทศนคติท ี่
ี่


จะตองติดตามผลของการวิจัย
R = Result คือ ผลของการวิจัยที่ไดมาจะเปนผลทางไหนก็ตาม จะตองยอมรับผลของ
การวิจัยนั้นอยางดุษฎี เพราะเปนผลที่ไดมาจากการคนควาอยางมีระบบ
C = Curiosity ผูวิจัยตองมีความอยากรูอยากเห็น มความสนใจและขวนขวายในงานวิจัย

อยูตลอดเวลา แมวาความอยากรูนั้นจะเปนเพียงเล็กนอยก็ตาม
H = Horizon เมื่อผลการวิจัยปรากฏมาแลวยอมทําใหทราบและเขาใจในปญหาเหลานั้น
ไดเหมือนกับเกิดแสงสวางขึ้น แตถายังไมเกิดแสงสวางผูวิจัยจะตองดําเนินการตอไปจนกวาจะพบแสง
สวาง
Dictionary of Education ยังอธิบายเพมเตมไวอกวาในแงมมของปรัชญาการวิจัยเปน






ี่

การคนหาสาเหตุของปญหาที่ซอนแฝงอยูดวยการตั้งสมมติฐานไวลวงหนาวา สาเหตุทซอนแฝงอยูนั้น
เปนอยางไร และ หรือมอะไรบาง แลวดาเนินการสืบคนเพอพสูจนวา สมมติฐานนั้นถูกตองหรือไม 






2












อยางไร โดยการทดสอบดวยวิธีการซ่งมีมาตรฐานเปนท่ยอมรับกันทวไป และแปลความหมายจาก
ขอมูลที่ไดนั้น

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช (2553) กลาววา การวิจัย หมายถึง การวิเคราะหทม ี










ระบบ ระเบียบ และจุดมงหมายทชัดเจน อนจะนําไปสูการพฒนาเปนขอสรุปทเปนนัยทวไป หรือ







ไดมาซ่งหลักเกณฑหรือทฤษฎีอันสามารถนําไปใชในการพยากรณไดและมคณลักษณะตาง ๆ

ดังตอไปนี้

1. การวิจัยจะตองนําไปสูการแกปญหาเพ่อบรรลุเปาหมายสุดทายกลาวคอการคนพบ



ความสัมพนธเชิงเหตุและผลระหวางตัวแปรตาง ๆ

ั่

2. การวิจัยควรเนนการพัฒนาขอสรุปที่เปนนัยทวไป หลักการหรือทฤษฎีซงจะเปนประโยชน

ในการพยากรณสิ่งทจะเกิดขึ้นในอนาคต
ี่
3. การวิจัยตองอยูบนพื้นฐานของประสบการณที่สามารถสังเกตได หรือหลักฐานเชิงประจักษ 



(Empirical evidence) ซ่งในหลายกรณจะเห็นวามคําถามท่นาสนใจหลายประการท่ไมสามารถ


นําไปสูกระบวนการทําวิจัยได เพราะไมสามารถสังเกตได





4. การวิจัยตองมการสังเกตทถกตอง และพรรณนาความไดนักวิจัยอาจเลือกวิธีการวัดและ





เครื่องมอทางดานปริมาณ หากมความเหมาะสมในการหาคําตอบได นักวิจัยกจะตองใชวิธีการวิจัย


เชิงคุณภาพหรือวิธีการที่ไมใชเชิงปริมาณ




5. การวิจัยเก่ยวของกบการเก็บขอมลใหมซงเปนขอมูลปฐมภูมหรือขอมูลท่ใชเปนครั้ง










แรก หรือมฉะนันกจะเปนการใชขอมลทมอยูแลวสําหรับวัตถประสงคใหม ในทางตรงขามการจัดการ





ใหม (Reorganizing) หรือการนําเอาผลงานของผูทําวิจัยไวแลวมาศึกษาใหม (Restating) ไมถอวา






เปนการทําวิจัยเพราะการศึกษาดังกลาวไมไดทําใหเกิดความรูใหมขึ้นมา


6. การวิจัยมีวิธีการหรือแบบการวิจัยซงนําไปสูการวิเคราะหทเขมแข็งและถอไดวาเปนการ




วิจัย
7. การทําวิจัยตองการความรู ความชํานาญหรือความเชี่ยวชาญดงนันผูทาวิจัยจะตองรูและ





เขาใจปญหาท่จะทําพรอมกับตองรูดวยวาคนอ่นไดทําวิจัยอะไรไวบางและอยางไรผูทําวิจัยจะตองรู 









ถอยคาทใชแนวคิดและทกษะดานเทคนิคเพอท่จะเขาใจและวิเคราะหขอมลท่เกบรวบรวมมาไดอยาง







ถูกตอง
8. การวิจัยตองมีวัตถประสงคและเหตผลถูกตองตามหลักตรรกวิทยา ดังนั้นผูทจะทําการ










วิจัยจึงควรใชเครืองทดสอบทกอนทเปนไปไดเพอทาใหวิธีการศกษาทใชขอมลทเกบรวบรวมมา หรือ














แมแตขอสรุปของงานวิจัยที่คนพบมีเหตุผลและนักวิจัยตองพยายามขจัดอคติสวนตัวหรือไมใชอารมณ 

ในการวิเคราะหหากแตใชเหตุผลและความรูทางวิชาการในการทําวิจัย
9. งานวิจัยที่จะทําจะตองเกี่ยวของกับคําถามที่ตองการคําตอบของปญหาที่ยังแกไมได



10. การทาวิจัยเปนกิจกรรมท่ตองใชความอดทน นักวิจัยควรคาดการณไวกอนถึงความ
ผิดหวังหรือความหมดกําลังใจ หากถึงตอนที่จะหาคําตอบสําหรับคําถามที่ตั้งขึ้นไดอยางยากลําบาก





11. การทาวิจัยจะตองมีการบันทกและรายงานอยางระมดระวัง โดยจะตองใหคานิยาม

คาศัพทสําคัญและจะตองตระหนักถึงขอจํากัดตาง ๆ ดวยวิธีการศึกษาจะตองกลาวโดยละเอียด

3












นอกจากนีการอางองกตองกระทาอยางระมดระวังผลการวิจัยจะตองมการบันทึกไวอยางชัดเจนและ


จะตองเสนอขอสรุปดวยความระมัดระวัง


12. การทําวิจัยบางครั้งตองการกําลังใจหรือการสนับสนุน ไมวางานวิจัยนั้นจะมีผลเก้อกล

หรือขัดทางตอกลุมคนใดก็ตาม
จากความหมายขางตนจึงสรุปไดวาการวิจัยเปนกระบวนการหรือเทคนิควิธีในการแสวงหา


ความรู (Knowledge) ความจริง (Fact) ท่นาเชื่อถอได (Reliable) โดยมจุดมงหมาย (Objective)








ท่แนนอนการแสวงหาความรูท่นาเชือถอในความหมายนี้นั้นก็คือ การทําวิจัยหรือการทําผลงาน

ทางการวิจัยซงการกระทําดังกลาวมลักษณะสําคญ 3 ประการดวยกน คอ มจุดมงหมายท่แนนอน












มุงศึกษาคนควาหาขอเท็จจริง และศึกษาคนควาอยางมระบบระเบยบหรือมขนตอน




วิธีการแสวงหาความรู





มนุษยเปนสัตวทมความสามารถ มความคด เหนือสัตวอนทวไป เมอเกดปรากฎการณทาง







ธรรมชาตรอบตวจึงอยากรูวาปรากฎการณเหลานันเกดจากอะไร จะเอาชนะไดหรือไม จึงได 









พยายามศึกษาหาความรูจากแหลงความรูตาง ๆ ทคดวาจะใหคาตอบได วิธีการแสวงหาความรูของ



มนุษยตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน ดังเชน

1. ถามจากผูรู วิธีการแสวงหาความรูของมนุษยวิธีหนึ่งที่เปนวิธีที่งาย คือ การถามหากอยาก



รูเรืองอะไรกถามจากผูรูหรือผูเชี่ยวชาญก็จะไดคําตอบ เชน อยากรูวาเปนโรคอะไรกไปถามหมอ









อยากรูวาอุบติเหตทเกดขนมผูบาดเจ็บก่คนกถามผูเห็นเหตการณ เปนตน แตมขอควรระมดระวังอยู




















อยางหนึ่งในการถามจากผูรูเพราะบางครังคนทเราคดวารูจริง แลวอาจจะไมรูกได ดังนันในเรืองการ


ถามจากผูรูจะตองระมดระวังวาไดถามจากผูรูจริง







การถามในขั้นที่สูงขึ้นเพื่อปองกนการผิดพลาดนั้นอาจถามผูทอยูในเหตการณหลายคน และ

นํามาวิเคราะหไตรตรองตามเหตุผล แลวจึงสรุปวาเปนอยางไร เชน การตัดสินคดความผูพิพากษาจะ

ทําการสืบสวน - สอบสวนพยานหลักฐานตาง ๆ เพือประกอบการตัดสินใจ


2. จากประสบการณ ความรูของมนุษยบางองคความรูไดจากประสบการณของตนเอง เชน





เห็นกงไมเสียดสีกันนานจนเกิดเปนไฟมนุษยกรูวา ถาจะกอไฟกสามารถทําไดโดยการนํากงไมมาขดสี









กนเปนระยะเวลานาน เปนตน


ี่
การไดความรูจากประสบการณนี้บางองคความรูอาจจะเปนการพบโดยบังเอญ ดังทบุญธรรม







กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2531) ไดเสนอเอาไววา การแสวงหาความรูอนเกดจากประสบการณนีอาจพจารณา
อกลักษณะหนึ่งเปนกระบวนการการลองผิดลองถูก (Trial and Error) เมอเกดปญหากลองหา





วิธีการแกหลาย ๆ วิธี ในที่สุดกจะพบวิธีการแกปญหาที่มนุษยพอใจ




3. จากขนบธรรมเนียมประเพณ ความรูของมนุษย บางครังเกดจากกระบวนการกระทาตาม








กันมาในสิงทสังคมยอมรับหรือเห็นวาด เชน การแตงกายไปงานพธีตาง ๆ การไปรวมงานในวิถการ


ดํารงชีวิตประจําวัน การเลือกใชคําพูด การปฏิบัติตนตอพอแมหรือผูใหญ เปนตน
4. วิธีอนุมาน (Deductive methods) เปนวิธีการคิดเชิงเหตผล ซงเปนกระบวนการคิดคน



ี่

ี่
จากเรื่องทั่วไป สูเรื่องเฉพาะเจาะจงหรือคิดจากสวนใหญไปสวนยอย จากสิ่งทรูไปสูสิ่งทไมรู ประกอบ
ไปดวย

4










4.1 ขอเทจจริงใหญ เปนเหตการณทเปนจริงอยูในตวมนเองหรือเปนขอตกลงทกาหนดเปน









เกณฑ
4.2 ขอเทจจริงยอยซงมีความสัมพันธกบขอเท็จจริงใหญหรือเปนเหตุผลเฉพาะกรณีท ี ่






ตองการทราบความจริง
4.3 ผลสรุป เปนขอสรุปทไดจากการพิจารณาความสัมพันธของเหตุใหญและเหตุยอย
ี่
ตัวอยางเชน
ขอเท็จจริงใหญ: ถาเกิดไฟปา นายแดงจะเปนโรคระบบทางเดินหายใจ
ขอเท็จจริงยอย: ไฟปา

ผลสรุป: นายแดงจะเปนโรคระบบทางเดนหายใจ




ถึงแมวาการแสวงหาความรูโดยวิธีการอนุมาน จะเปนวิธีทเปนประโยชนแตก็มขอจํากัด ดังนี้












ผลสรุปจะถูกตองหรือไมขึ้นอยูกบขอเทจจริงใหญกบขอเท็จจริงยอยหรือท้งค ถาไมถกตอง ก ็


จะทําใหขอสรุปพลาดไปดวย เชน จากตัวอยาง ถาเกดไฟปา นายแดงอาจจะไมเปนโรคระบบทางเดน

หายใจ (ถานายแดงไมอยูในพื้นที่ที่เกิดไฟปา)













ผลสรุปที่ไดเปนวิธีการสรุปจากสิงทรูไปสูสิงทไมรู แตวิธีการนีไมไดเปนการยืนยันเสมอไปวา










ผลสรุปทไดจะเชือถือไดเสมอไปเนื่องจากถาสิ่งทรูแตแรกเปนขอมลทคลาดเคลือน กจะสงผลให


ขอสรุปนั้นคลาดเคลื่อนไปดวย

5. วิธีการอปมาน (Inductive method) วิธีการอุปมานเปนวิธีการแสวงหาความรูทีแก 






ขอจํากัดของวิธีการอนุมาน โดยการแสวงหาความรูนั้นจะตองศึกษารวบรวมขอเทจจริงจากขอเทจจริง

ยอย ๆ แลวจึงสรุปรวมไปหาขอเท็จจริงใหญ (Major premise) วิธีการอุปมานนี้สามารถแยกออก
ไดเปน 2 แบบดวยกันคือ

5.1 อปมานแบบสมบูรณ (Perfect induction) อปมานแบบสมบูรณเปนวิธีการแสวงหา


ความรูจากขอเทจจริงยอยทกหนวยของประชากรแลวจึงรวบรวม วิเคราะหและสรุปไปสูขอเทจจริง






ใหญ

5.2 วิธีการอุปมานแบบไมสมบูรณ (Imperfect induction) การแสวงหาความรู ดวย
วิธีการแบบไมสมบูรณ เปนการศึกษาขอเท็จจริงยอยจากกลุมตัวอยาง วิเคราะหและสรุปไปยัง
ขอเท็จจริงใหญหรือประชากร




6. กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร วิทยาศาสตรเปนความรูเกยวกบสิงตาง ๆ






ในธรรมชาตและกระบวนการคนควาหาความรูทมข้นตอนมระเบียบแบบแผน วิทยาศาสตรมขอบขาย








กวางขวางครอบคลุมถึงสิงท่มนุษยพยายามอธิบายเพ่อใหเขาใจถึงสิ่งท่ปรากฏในธรรมชาติท่ใกลตว





ที่สุดไปถึงไกลตัวที่สุด จากเรื่องระดับที่งายที่สุดไปถึงระดับที่ซับซอนที่สุด การคนควาโดยวิทยาศาสตร





ทาใหเกดการคนพบขอเทจจริงทเปนปจจัยทสําคญของวิทยาศาสตร การแสวงหาความรู ความเขาใจ







ในธรรมชาติของมนุษยนันจะเกดจากการสังเกตธรรมชาติและปรากฏการณทางธรรมชาติ แลว










รวบรวมขอมลผานทางประสาทสัมผัส นําขอไดไปจัดคด และจําแนกและคดพจารณาเหตและผลเกด





ความเชือ นําความคด ความเชือไปปฏิบัตกอใหเกดการสังเกต การรวบรวมขอมล และการคดเปนวัฏ







จักรอยางนีไปเรือย ๆ วิธีการคดทางวิทยาศาสตร และวิธีการทางวิทยาศาสตรทาใหเกดลําดบขนตอน






5








ในการกระทําตอเนื่องจนไดความรูออกมาท่ระดับหนึงจึงรวมเรียกวิธีการคิด และวิธีการทาง

วิทยาศาสตรวากระบวนการทางวิทยาศาสตร

ั้


ทงนี้องคประกอบทเปนชนวนของการแสวงหาความรู คอ ความอยากรูอยากเห็น ความไม 







เชื่อ ยึดมั่นและพอใจในความรูเดิม พรอมที่จะยอมรับแนวคดใหมจากผลการสังเกต การทดลองขอมล






ใหมเสมอ ความมอิสรเสรีภาพทางความคิด การสนใจในเหตการณ และการเปลียนแปลงใหม เมอ
เริ่มตนไดแลวการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรก็จะดําเนินการตอไป โดยสรางกระบวนการแสวงหา
ความรูทางวิทยาศาสตร กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตรเปนวิถีทางของการคดท่สากล





สําหรับวิทยาศาสตร กระบวนการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร ประกอบดวย
6.1 วิธีการทางวิทยาศาสตร (Science method) เปนการวิเคราะหความจริงตามแบบ

ึ่
วิทยาศาสตร ซงจําเปนจะตองอาศยหลักแหงเหตผล (Resoning process) ทตั้งอยูบนพนบานของ


ื้
ี่


หลักตรรกวิทยาหรือคณตศาสตร ซงถือเปนหัวใจหรือเปนศาสตรแหงวิทยาศาสตรทงมวล










กระบวนการพสูจนความจริงทางวิทยาศาสตรเปนแนวทางพสูจนวาขอเสนอทมตอปญหาหนึงปญหา




ใดทางวิทยาศาสตรนันจะเปนทยอมรับหรือไมนับวาเปนวิธีการท่จําเปนทางวิทยาศาสตร วิธีการทาง

วิทยาศาสตรมีขั้นตอน ดังนี้

ขนท 1 การกาหนดปญหา (Definition of problem) เปนจุดเริมตนของวิธีการทาง


ี่

ั้


ี่
วิทยาศาสตรปญหามักจะไดจากการสังเกตอยางละเอียดรอบคอบ การสังเกตถอเปนคณสมบัติทสําคญ


ของการศึกษาวิทยาศาสตร การกําหนดปญหาตองกําหนดใหชัดเจน การชางสังเกตและความอยากรู 

ึ่
อยากเห็นอาจเปนสวนหนึ่งที่ทําใหเกิดปญหา การสังเกตจะชวยใหเห็นความผิดปกติซงเปนบอเกดของ
ปญหา ตัวอยางของการชางสังเกตของนักวิทยาศาสตรและทาใหเกิดปญหา

ขั้นที่ 2 การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis) เปนการคาดหมายวาจะมีความจริง และมทาง

เปนไปไดอยางไรบาง
ั้
ี่


ขนท 3 การรวบรวมขอมล (Data collection) คือ หาหลักฐานมาพิสูจนสมมุติฐาน

ทต้งไววา สมมติฐานใดท่ควรยอมรับได และสมมุติฐานใดท่ไมอาจยอมรับได ขอมูลท่จะนํามาพิสูจน







สมมุติฐานดังกลาวจะตองมีลักษณะสามประการ คือ
1. ตองเปนขอมูลที่เกี่ยวกับปญหาโดยตรง
2. ตองเปนขอมูลที่ไดมาจากแหลงที่เชื่อถอได




3. ตองมีปริมาณขอมูลเพียงพอท่จะตัดสินปญหานั้นได ไมใชสรุปจากการไดฟงมาพยง
เล็กนอย
ี่
ั้
ขนท 4 การแยกประเภท (Classification) และการวิเคราะห (Analysis) คือ การจัด



กระทําขอมูลตามประเด็นท่ต้งไวเปนเรืองนั้นตองนํามาแยกประเภท และวิเคราะหใหเขาใจ และ


พิสูจนสมมติฐานที่ตั้งไววาถูกตองหรือไม ทั้งนี้จะตองมีการควบคุมตัวแปรตาง ๆ ที่เกี่ยวของ


ข้นท่ 5 การทาขอสรุป (Conclusion) คือหาคําตอบปญหาโดยถือเอาเหตุผลตาม




ขอมลทรวบรวมมาเปนขอสรุป อาจเปนนิยามทฤษฏี หรือกฎอยางใดอยางหนึ่งก็ได สมมุตฐานขอใด





ที่ตั้งไวในตอนตนแลวไมผานการพิสูจนกจะตองตัดหรือคดออก

6.2 เจตคติทางวิทยาศาสตรเปนลักษณะนิสัยของบุคคล ท้งความรูสึก ความเชื่อ





ความคิด การกระทําและการตดสินใจเยียงนักวิทยาศาสตร ท่เกิดจากประสบการณการเรียนรู 

6









วิทยาศาสตร ไดแก ความอยากรูอยากเห็น ความซ่อสัตย ความพยายาม ความมีเหตุผล ทงความใจ
ั้








กวางยอมรับฟงความคดเห็นของผูอ่น ทงนี้ภพ เลาหไพบลย (2542) ไดระบุคณลักษณะผูมเจตคต ิ
ทางวิทยาศาสตรไว ดังนี้
6.2.1 ความอยากรูอยากเห็น นักวิทยาศาสตรควรเปนผูมีความอยากรูอยากเห็น

เกี่ยวกับปรากฏการณธรรมชาติ เพอแสวงหาคาตอบทมีเหตุผลในปญหาตางๆและจะมีความยินดีมาก

ี่
ื่
ที่ไดคนพบความรูใหม 
6.2.2 ความเพียรพยายาม นักวิทยาศาสตรตองเปนผูทมีความเพียรพยายามและไม 






ทอถอย เมอมอุปสรรคหรือมความลมเหลวในการทาการทดลอง มความตงใจแนวแนในการเสาะ





แสวงหาความรู เมอไดคาตอบไมถกตองกจะไดทราบวาวิธีการเดมใชไมได ตองหาแนวทางในการ












แกปญหาใหมและความลมเหลวเกิดขึ้นนั้นถือวาเปนขอมูลที่ตองบันทกไว

6.2.3 ความมีเหตุผล นักวิทยาศาสตรตองเปนผูมีเหตุผล ยอมรับในคําอธิบายเมื่อม ี


หลักฐานหรือขอมูลมาสนับสนุนอยางพอเพยง อธิบายหรือแสดงความคดเห็นอยางมเหตผล












หาความสัมพันธของเหตและผลทเกิดขน ตรวจสอบความถกตองสมเหตสมผลของแนวคดตาง ๆ กบ


แหลงขอมลทเชือถอได แสวงหาหลักฐานจากการสังเกตและการทดลอง เพอสนับสนุนหรือคดคนหา














คําอธิบาย มีหลักฐานและขอมลอยางเพยงพอเสมอกอนทจะสรุปผล เห็นคณคาในการใชเหตุผล ยินด ี



ใหมีการพิสูจนตามเหตุผลและขอเท็จจริง
6.2.4 ความซื่อสัตย นักวิทยาศาสตรตองมีความซื่อสัตย บันทักผลหรือขอมูลตามความ

เปนจริงดวยความละเอยดถูกตอง ผูอ่นสามารถตรวจสอบในภายหลังได เห็นคณคาของการเสนอ




ขอมูลตามความเปนจริง

6.2.5 ความมีระเบียบและรอบคอบ นักวิทยาศาสตรตองเปนผูเห็นคุณคาของความม
ระเบยบ รอบคอบและยอมรับประโยชนในการวางแผนการทํางานและจัดระบบการทํางาน นําวิธีการ






หลากหลายวิธีมาตรวจสอบผลการทดลองหรือวิธีการทดลอง ไตรตรอง พนิจพเคราะหละเอยดถถวน

ในการทํางาน ทํางานอยางมีระเบียบเรียบรอย มีความละเอียดกอนการตัดสินใจ
6.2.6 ความใจกวาง นักวิทยาศาสตรตองเปนผูมีความใจกวางที่จะรับฟงความคิดเห็น
ของผูอ่น รับฟงคําวิพากษวิจารณ ขอโตแยงหรือขอคิดเห็นท่มเหตุผลของผูอ่นโดยไมยึดม่นความคิด








ของตนฝายเดียว ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ยอมพิจารณาขอมูลหรือความคิดที่ยังสรุปแนนอนไมไดและ
พรอมที่จะหาขอมูลเพิ่มเติม
มีนักวิชาการ เชน Sunal & Sunal (2003) ไดกลาวถึงเจตคติที่ควรสรางใหเกดขนในการ
ึ้





เรียนรูวิทยาศาสตรอยางมความหมาย ประกอบดวย ความอยากรูอยากเห็น การคึงนึงถึงหลักฐาน การ
มีลักษณะที่ยืดหยุนได ความรับผิดชอบตอสิ่งแวดลอมและผูอื่นและความซาบซึ้งในธรรมชาติ
6.3 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร เปนทักษะทางสติปญญา (Inter lectual



skills) ทีนักวิทยาศาสตรและผูท่นําวิธีการทางวิทยาศาสตรมาแกปญหา ใชในการศึกษาคนควาสืบ

เสาะหาความรูและแกปญหาตาง ๆ ทงนี้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรยังเปนกระบวนการของ
ั้
การคนพบสิ่งใหมจากธรรมชาต ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร เปนองคประกอบท่สําคญ







ประการหนึงของการแสวงหาความรูทางวิทยาศาสตร เพราะการทํางานตามขนตอนของวิธีการทาง



วิทยาศาสตรแตละขนตอนนั้นจะประสบผลสําเร็จหรือลมเหลว ข้นอยูกับความสามารถและทักษะ


7






กระบวนการของนักวิทยาศาสตรแตละคน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรนั้น สามารถฝกฝนใหม ี
ขึ้นได ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเปนองคประกอบรวมของการคนควาทางวิทยาศาสตร หรือ









อาจกลาวไดวาเปนพฤตกรรมทเกดจากการฝกฝนความคดอยางมเหตผลและมระบบ พฤตกรรมนีจะ

สะสมขึ้นในตัวผูเรียนขณะที่ทําการทดลองทางวิทยาศาสตรและยังสามารถนําไปประยุกตใชกบวิชาอน

ื่
ไดอยางกวางขวาง ทั้งนี้แบงทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร ดังนี้


6.3.1 ทกษะกระบวนการขนพ้นฐาน (Basic process skills) อนประกอบดวย การ





สังเกต การวัด การจําแนกประเภท การหาความสัมพนธระหวางสเปชกับสเปช และสเปชกับ

เวลา การคํานวณ การจัดกระทําและการสื่อความหมายขอมล การลงความเห็นจากขอมูล และการ
พยากรณ
6.3.2 ทักษะกระบวนการขั้นสูงหรือขั้นผสมผสาน (Integrated process skills) อน










ประกอบดวยการตงสมมตฐาน การกาหนดนิยามเชิงปฏิบัตการ การกาหนดและควบคมตวแปร การ
ทดลอง และการตีความหมายขอมูลและการลงขอสรุป




จากกระบวนการดังกลาวขางตนจะเห็นไดวาความรูทางวิทยาศาสตรมีความเกยวของกบ








สุขภาพของปจเจกบุคคลและสังคม ทงในแงการพฒนาบุคลใหมทกษะในการแสวงหาความจริงและ


ความรู พฒนาการคิด การศึกษา และอาชีพ และในแงของการใชวิทยาศาสตรเพ่อพฒนาระบบหรือ

ื่
ื่
วิธีการเพอแกไขปญหาและเพื่อใชประโยชนในการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติเพอการดํารงชีวิต
นอกจากนี้ธรรมชาติของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรยังประกอบดวย การทดสอบทาง
วิทยาศาสตร การสํารวจทางวิทยาศาสตร การหาความสัมพันธระหวางตัวแปร การทดลองทาง
วิทยาศาสตร การสืบเสาะทางวิทยาศาสตรจึงไมจําเปนตองเปนไปตามลําดับขัน ตอนทแนนอน




อยางไรกตามแมการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรมไดหลายประเภท แตการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรทห




มดเริ่มตนดวยคําถามทางวิทยาศาสตร กระบวนการของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตรจะเปนไปตาม

ลักษณะของคําถามที่กวิทยาศาสตรไดตั้งขึ้น

ธรรมชาติของการวจัย








ความรูจริงและทฤษฎีท่เกยวของนั่นมอยูมาก และเก่ยวของกบการทําวิจัยท้งสิ้น ดังนั้น

ผูทําวิจัยจะตองมีความรูความเขาใจใน เรืองทจะทาและรูถงทฤษฎีทใชเพ่อเปนพนฐานในการศึกษา










เรื่องของการวิจัยตอไป ธรรมชาติของการวิจัยทั่วไปจึงมีลักษณะ เชน

1. การวิจัยมักเปนการศึกษาคนควาหาขอเท็จจริงเพ่อใชอธิบายปรากฏการณพัฒนา





กฎเกณฑ ทฤษฎี หรือตรวจสอบทฤษฎี การพยากรณปรากฏการณตาง ๆ และนําขอคนพบไป

แกปญหา

2. การวิจัยจะตองใชความพยายาม วิริยอุตสาหะ ซอสัตย ขยันอดทน เฝาตดตาม บันทก




รวบรวม บางครั้งงานวิจัยจะตองใชระยะเวลาทยาวนาน ถาหากผูวิจัยขาดความความเพยรพยายาม
ี่

ขาดความอดทน การดําเนินงานวิจัยก็ไมสามารถสําเร็จลุลวงได





3. การวิจัยตองอาศยความกลาหาญเด็ดเดยวของผูวิจัย งานวิจัยบางโจทยขอคนพบอาจจะ



ขัดตอความเชื่อเดิมของสังคม ซึ่งการนําเสนอผลงานวิจัย ผูนําเสนออาจจะถกตําหนิ ถกโจมตี หรือ


8








อาจถูกต้งกรรมการสอบสวนทางวินัยได ดังนั้นงานวิจัยเปนสิงท่ทาทาย ผูวิจัยจะตองใชความกลา

หาญในการเสนอผลงานวิจัยตามความจริงที่คนพบอยางตรงไปตรงมา



4. การวิจัย เปนการศกษาคนควาทตองอาศยความรู ความชํานาญในเนือหาหรือเรืองทจะ







ศึกษาและตองเปนไปตามระเบียบวิธีวิจัยอยางถกตอง

5. การวิจัย เปนกระบวนการที่มีเหตุมีผลและมีเปาหมาย ขอคนพบหรือขอสรุปตองนําเสนอ
โดยปราศจากอคติใด ๆ และเปนการนําเสนอขอมูลความจริงอยางตรงไปตรงมา

6. การวิจัยจะตองมการจดบันทกและเขยนรายงานผลอยางละเอียด เพราะบางครังสิ่งทเห็น







วาไมเปนประโยชนในขณะทําวิจัยนั้นอาจจะกอใหเกิดประโยชนในอนาคตกได







7. งานวิจัยตองอาศยเครื่องมือหรือเทคนิคในการเกบรวบรวมขอมูลทมความเทยงตรง

(Validity) และความเชื่อถือได (Reliability)











8. การวิจัยเปนกระบวนการเกบรวบรวมขอมลใหม หรือถาหากนําขอมลเกาทมอยูแลวมาใช

จะตองเปนการนํามาใชเพื่อจุดประสงคใหม 

การวิจัยจะนํามาซงประโยชนเชิงปฏิบัติ เพ่อแกไขปญหา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา
ึ่
เกยวกบกจกรรมในชีวิตประจําวันของมนุษย ซ่งเปาหมายสุดทายกเพอใหมนุษยและสังคมม ี








ความกาวหนาและมีความสุข ดังนั้นวิธีการวิจัยเปนวิธีการแสวงหาความรูวิธีหนึ่งท่มความนาเชื่อถือ


มาก ผลการวิจัยจะนํามาซึ่งประโยชนตอมนุษยชาติมากมาย ซึ่งอาจสรุปไดดังนี้






1. การวิจัยจะทําใหเกิดความรูใหมท่ชวยเพมพูนวิทยาการของศาสตรตาง ๆ ใหกวางขวาง
มากยิ่งขึ้น


2. นําผลการวิจัยไปแกปญหาไดคาตอบทไดจากการวิจัยจะทําใหมนใจและนําผลการวิจัยไป







ใชแกปญหาหรือพัฒนาสิ่งประดิษฐใหมได เชน นําผลการวิจัยไปใชในดานสังคมศาสตรหรือพฤติกรรม
ดานการแพทย ดานธุรกิจการคา ดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี เปนตน
3. ชวยปรับปรุงการทํางานใหมีประสิทธิภาพ

4. ชวยในการพสูจน ตรวจสอบ ทฤษฎีและกฎเกณฑ
5. ชวยใหเขาใจปรากฏการณหรือสถานการณที่เกิดขึ้น

6. ชวยในการพยากรณสถานการณ ปรากฏการณ พฤตกรรมไดอยางถูกตอง


7. ผลที่ไดจะสามารถนําไปประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวของได 


จะเห็นไดวาเปาหมายทสําคัญของการวิจัย คือ การสรางและพฒนางาน พฒนาคน และ



พัฒนานวัตกรรม ภายใตองคความรูในศาสตรสาขาตาง ๆ ทเปนประโยชนตอการพัฒนากระบวนการ







เรียนรูท่สอดคลองและเหมาะสมกบความเปลียนแปลงของสังคมโลกท้งในปจจุบันและอนาคต ดัง



ตารางที่ 1.1

9







ตารางที 1.1 งานวิจัย 4 Tracks



ประเภทของงานวจัย ลักษณะผลงาน การประเมนคุณภาพ


งานวิจัยเพื่อความเปนเลิศ ผลงานวิจัยตีพิมพ  ผลงานวิจัยตพิมพในวารสารหรือ
ทางวิชาการ หนังสือ
งานวิจัยเพื่อประโยชนทาง ผลงานวิจัยท่นําไปใชประโยชนใน ประเมินจากหลักฐานทางการเงน


เศรษฐกจ เชิงเศรษฐกิจ และพาณิชย เศรษฐกจ




งานวิจัยเพื่อเสริมสรางพลัง ผลงานวิจัยท่ทําใหเกิดการพัฒนา ประเมินจากศาสตรท่ใช +
สังคมและชุมชน นําเปนประโยชนตอสังคมและ ผลลัพธ / ผลกระทบ


สาธารณะในระดับ ชุมชน ทองถน

และระดบประเทศ


งานวิจัยเพื่อนโยบาย ผลงานวิจัยท่นําไปใชประโยชนใน ประเมนจากการเปลียนแปลง



เชิงนโยบาย นโยบาย กตกา

ที่มา: รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล (2556)

ลักษณะของการวิจัยที่ดี




การทาวิจัยในแตละครั้งผูวิจัยจะตองศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เพอท่นํามาใชใหเกิดประโยชน




ตอข้นตอนตางตามประเภทการวิจัยแตละประเภท ซ่งจะสงผลตอคุณภาพของการวิจัยแตละเรื่อง


บุญชม ศรีสะอาด (2543) ไดเสนอแนะวาการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะ ดังนี้
1. การวิจัยเปนการคํานวณที่ตองอาศัยความรู ความชํานาญและความมีระบบ
2. การวิจัยเปนงานที่มีเหตุผลและเปาหมาย

3. การวิจัยจะตองมีเครื่องมือ หรือเทคนิคในการเก็บรวบรวมขอมูลที่มีความ เทียงตรงและ
เชื่อถือได








4. การวิจัยจะตองมการรวบรวมขอมลใหมและไดความรูใหม กรณทใชขอมลเดมจุดประสงค 



ื่
ตองแตกตางไปจากจุดประสงคเดิม ความรูที่อาจไดจากความรูเดิมในกรณีที่มุงวิจัยเพอตรวจสอบซ้ํา


5. การวิจัยมกเปนการศกษาคนควาท่มงขอเทจจริงเพ่อใหอธิบายรูปปรากฎการณหรือพฒนา













กฎเกณฑ ทฤษฎีหรือตรวจสอบทฤษฎีหรือพยากรณปรากฎการณตางหรือเพอวางทัวไปหรือเพอ


แกปญหาตาง ๆ
6. การวิจัยตองอาศยความเพยรพยายาม ความซอสัตย กลาหาญ บางครังตองเฝาตดตาม













และบันทกผลอยางละเอยด ใชเวลานาน บางครังผลการวิจัยคดแยงกบความเชือของบุคคลอนอน





อาจจะใหไดรับการโจมต ผูวิจัยจําตองใชความกลาหาญเสนอผลการวิจัยตามความเปนจริงท่คนพบ


7. การวิจัยจะตองมีการบันทึกและเขียนรายงานการวิจัยอยางระมัดระวัง

10








นอกจากนี้การวิจัยทดตองคานึงถงจริยธรรมการวิจัย ซงคณะกรรมการสภาวิจัยแหงชาต ิ


ึ่






สาขาสังคมวิทยาได กาหนดจรรยาบรรณนักวิจัยเพ่อใหนักวิจัยในสาขาตางๆ นําไปปฏิบติและเปน
มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ


ประเภทของการวจัย

พัชรา สินลอยมา (2553) กลาววา การท่จะแบงการวิจัยออกเปนก่ประเภทนั้นข้นอยูกบ



เกณฑทใชในการแบงวาจะยึดถอสิงใดเปนเกณฑหรือเปนหลัก ทงนีเพราะการใชเกณฑตางกน กจะ












แบงการวิจัยออกเปนประเภทตาง ๆ ไดไมเหมือนกัน ดวยเหตุนี้ประเภทของการวิจัยจึงแบงกันได 











หลายแบบเพราะขนอยูกบเกณฑทใชในการแบงดังกลาวแลว ตอไปนีจะขอกลาวถงประเภทของการ
วิจัยโดยใชเกณฑตาง ๆ กัน



1. แบงตามจุดมงหมายของการวิจัย การแบงประเภทของการวิจัยโดยใชจุดมงหมายของ
การวิจัยเปนเกณฑในการแบงนั้น อาจแบงไดเปน 3 ประเภทดังนี้
1.1 การวิจัยเชิงพยากรณ (Predictive research) เปนการวิจัยเพื่อที่จะนําผลที่ไดนั้นไป
ใชทํานายสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอไปในอนาคต เชน




สามารถ ใจเตี้ย (2558) ทาการศึกษาปจจัยท่มความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพ้นบาน





ลานนาของผูสูงอายุในเขตเมือง การศกษานีมีวัตถุประสงคเพอหาปจจัยทมีความสัมพันธกบการ




บริโภคอาหารพื้นบานลานนาของผูสูงอายุในเขตเมอง ผลการศึกษา พบวา ปจจัยท่มความสัมพนธกับ



พฤตกรรมการบริโภคอาหารพนบานลานนา พบวา อายุเฉลี่ยและการเขารวมพิธีกรรมในชุมชนม ี





ความสัมพนธกบการบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุอยางมนัยสําคญทางสถต 0.05 (P –






value = 0.011 และ 0.028 ตามลําดบ)









สามารถ ใจเตย (2563) ทาการศกษาปจจัยพยากรณการบริโภคอาหารพนบานลานนาเพือ


การสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุ โดยการศกษานีใชรูปแบบสมการความสัมพนธดงนี y = a +




b x + b x + b x +……+ b x ทั้งนี้ เมื่อนําตัวแปรสวนบุคคลทั้ง 6 ตัวเขาสมการแลวคํานวณดวย
7 7
3 3
2 2
1 1
วิธี Stepwise ไดแก
X อายุเฉลี่ย (ป)
1
X รายไดตอเดือน (บาทตอเดือน)
2
X ระยะเวลาการอาศัยอยูในพื้นที่ (ป)
3
X การเขารวมกิจกรรมในชุมชน
4
(ครั้งตอเดือน)
X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน)
5
X ความรูเกี่ยวกับอาหารพื้นบานลานนา
6
X เจตคติเกี่ยวกับอาหารพื้นบานลานนา
7

ทงนี้ผลการวิเคราะหสมการพยากรณไดคา F เทากบ 21.157 Sig เทากบ 0.000 และเมอ


ั้





2


พจารณาคาสัมประสิทธิ์การตดสินใจเชิงพหุ (R ) พบวามีคาเทากับ 0.709 ซึ่งหมายความวา ตวแปร








ทงหมด 7 ตัวแปร อธิบายการเปลียนแปลงของการบริโภคอาหารพนบานลานนาของผูสูงอายุไดรอย

ละ 70.9 เมื่อวิเคราะหความสัมพันธที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พบวา มีตัวแปร 2 ตัวแปร

11














คือ X อายุเฉลี่ย (ป) และ X ความรูเกยวกบอาหารพนบานลานนามความสัมพนธกบการบริโภค

1
6



อาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุอยางมีนัยสําคญทางสถตท 0.05 ซงเขยนเปนสมการพยากรณ ได









ดังนี้


สมการพยากรณในรูปคะแนนดบ


Yi (การบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุ) = 0.808 + 0.018 (อายุเฉลีย) +


1.028 (ความรูเกี่ยวกับอาหารพื้นบานลานนา)
ึ้

จากสมการขางตนจะเห็นไดวา การบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของผูสูงอายุจะเพมขน
ิ่
0.018 หนวยตอการเพิ่มขึ้นของอายุเฉลี่ย 1 หนวย และการบริโภคอาหารพนบานลานนาของผูสูงอายุ
ื้









จะเพ่มข้น 1.028 หนวยตอการเพ่มข้นของความรูเก่ยวกับอาหารพ้นบานลานนา 1 หนวย เมอ



ทดสอบความมนัยสําคญ พบวา ปจจัยท้ง 2 มความสัมพนธกับการบริโภคอาหารพ้นบานลานนาของ





ผูสูงอายุอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 (p – value = 0.000 และ 0.000 ตามลําดบ)

1.2 การวิจัยเชิงวินิจฉัย (Diagnostic research) เปนการวิจัยเพอศกษาสาเหตของปญหาตาง














ทเกิดข้นกับบุคคลใดบคคลหนึ่ง กลุมชน หรือชุมชน เพอใหเกดความเขาใจในปญหาเขาใจในพฤตกรรม








ตลอดจนเขาใจในสาเหตททาใหเกดปญหาอันจะเปนประโยชนในการชวยเหลือ อนุเคราะห และ
ื่
ทําการแกไขตอไป การวิจัยประเภทนี้นักสังคมสงเคราะหนิยมใชกันมากเพอจะไดแกไขปญหาไดถูกจุด





1.3 การวิจัยเชิงอรรถาธิบาย (Explanatory research) เปนการวิจัยเพอศกษาเหตการณท ่ ี









เกดขนแลววาเกดขนไดอยางไร มสาเหตุมาจากอะไร และทาไมจึงเปนเชนนัน การวิจัยประเภทนีจะ


พยายามชี้ใหเห็นวาตัวแปรใดสัมพันธกับตัวแปรใดบางและสัมพันธกันอยางไรในเชิงของเหตุและผล


2. แบงตามประโยชนของการวิจัย การแบงประเภทของการวิจัยโดยยึดประโยชนท่ได 
จากการวิจัยเปนเกณฑนั้น เราจะตองพิจารณาวาในการทําการวิจัยมุงที่จะนําผลไปใชประโยชนหรือไม 
ดังนั้นจึงสามารถแบงการวิจัยออกเปน 2 ประเภท ดังนี้



2.1 การวิจัยพนฐาน (Basic research) หรือการวิจัยบริสุทธิ (Pure research) หรือ



การวิจัยเชิงทฤษฎี (Theoretical research) เปนการวิจัยทเสาะแสวงหาความรูใหมเพอสรางเปน







ทฤษฎี หรือเพอเพมพนความรูตาง ๆ ใหกวางขวางสมบรณยิงข้นโดยมไดคานึงวาความรูนันจะนําไป
















แกปญหาใดไดหรือไม การวิจัยประเภทนีมีความลึกซงและสลับซับซอนมาก เชน การวิจัยทาง
วิทยาศาสตรและคณิตศาสตร เปนตน
2.2 การวิจัยประยุกต (Applied research) หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action

research) หรือการวิจัยเพ่อหาแนวทางปฏิบัติ (Operational research) เปนการวิจัยทมงเสาะ





แสวงหาความรู และประยุกตใชความรูหรือวิทยาการตาง ๆ ใหเปนประโยชนในทางปฏิบัติหรือเปน






การวิจัยทนําผลทไดไปแกปญหาโดยตรงนันเอง การวิจัยประเภทนีอาจนําผลการวิจัยพนฐานมาวิจัย





ตอแลวทดลองใช เชน การวิจัยเกยวกับอาหาร ยารักษาโรค การเกษตร การเรียนการสอน เปนตน











ดงนันเราจึงไมสามารถทจะแยกการวิจัยพนฐานและการวิจัยประยุกตออกจากกันไดโดยเดดขาด ดัง

ภาพที่ 1.2

12







การวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต 




มุงหาความรูใหมที่เปนกฎ

สูตร ทฤษฎี และขอเทจจริง มุงนําองครูไประยุกตใช 
ตาง ๆ





ภาพที 1.2 ความสัมพันธของการวิจัยพื้นฐานกับการวิจัยประยุกต


ตวอยาง เชน สามารถ ใจเต้ย (2564) ทําการสํารวจสถานการณการผลิตลําไยนอกฤดู ใน








อาเภอบานโฮง จังหวัดลําพน ปการผลิต 2563 ใชวิธีการศกษาแบบผสมผสานทงเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ (Mixed Method) กลาวคือ เชิงปริมาณใชการสํารวจโดยใชแบบสอบถาม การวิจัยเอกสาร




เชิงคณภาพใชการสัมภาษณแบบไมเปนทางการ และการสังเกตแบบไมมีสวนรวม ครอบคลุมรูปแบบ



การผลิต การดูแลรักษา การเกบเกยวผลผลิต และปญหาการผลิตลําไยนอกฤดู ซงผูวิจัยไดให
ึ่




ความสําคัญอยางยิ่งตอบริบทและเง่อนไขแวดลอม โดยเฉพาะสถานท่ บุคคล และเวลาท่เกยวของ


และในการเลือกตัวบุคคล
1. ประชากรและกลุมตัวอยาง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากเกษตรกรผูผลิตลําไยนอกฤดู
ในรอบปการผลิต พ.ศ. 2562 - 2563 และมีการใชสารชีวภาพในการผลิตลําไยนอกฤด จํานวน 10


ราย และตัวอยางปุยหมักน้ําชีวภาพจํานวน 2 ตัวอยาง
2. เครื่องมือการวิจัย แบบบันทึกการสมัภาษณแบบไมเปนทางการ แบบบันทึกการสังเกต
แบบไมมสวนรวมและพลังการเลาเรื่อง


3. การตรวจสอบขอมล ใชวิธีการตรวจสอบแบบสามเสา (Triangulation) โดยตรวจสอบ


ขอมลจากแหลงขอมลทแตกตางกน ท้งการตรวจทางเอกสาร และการต้งคําถามเดยวกนผูใหขอมล

















สําคัญ เพอตรวจสอบความเทยงตรงของขอมล มีความสอดคลองหรือขดแยงกันของขอมูล และ





เพิ่มเติมขอมูลที่ขาดหายไปจนกระทั้งขอมูลทไดมามีความอิ่มตัว

ี่




4. การวิเคราะหขอมูล ใชการวิเคราะหเนือหาทไดจากเอกสารและขอมูลท่ไดจากการ




รวบรวมใหครบถวนตามวัตถประสงคการวิจัย นําขอมลท่ไดจาแนกแยกแยะและจัดเปนหมวดหมและ




นําขอมูลแตละหมวดมเชื่อมโยงกันอยางเปนเหตุเปนผล โดยการตีความ (Interpretation) เนื้อหาจาก
เรื่องราวที่ปรากฏและเชื่อมโยงความเกี่ยวของของขอมูลที่ตองการศึกษา

ผลการศึกษา พบวา เกษตรกรจะบังคับการออกดอกโดยใชสารโพแทสเซยมคลอเรต (KClO )
3
ในชวงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม การผลิตลําไยนอกฤดูเผชิญปญหาดานปจจัยการผลิต เชน การ








ขาดแคลนแรงงานทไมเพยงพอตอความตองการ ปญหาดานเงนทุน และการขาดแคลนแหลงน้ํา ท้งนี ้


13








ผูมีสวนไดเสียไดเสนอแนะใหหนวยงานท่เก่ยวของสงเสริมการใชสารชีวภาพทดแทนสารเคม ี


การเกษตร การรวมกลุมเกษตรกร และการใชประโยชนวัสดุเหลือทิ้งจากการตกแตงกิ่งลําไย
สามารถ ใจเต้ย (2561) ทําการศึกษาการเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการ

วิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา กรณีศกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน



การศึกษานี้ไดออกแบบการวิจัยโดยการผสมผสานทงวิธีการทางสังคมศาสตรและวิธีการทาง
วิทยาศาสตร ดังกรอบแนวคิดการวิจัย ดังนี้

Input Process Output



ั่
สํารวจสภาพทวไปของแมน้ําล ี้ กิจกรรมการเรียนรูชมชน กิจกรรมการเฝาระวัง


(ประสิทธิภาพและผลสมฤทธิ์) ผลกระทบจากคุณภาพ
น้ําเสื่อมโทรมตอ
ุ
การวเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม ประชาชนในพื้นที่ลม


สภาพทั่วไปของแมน้ําลี้ในปจจุบัน - การตรวจวิเคราะหคณภาพน้า น้ําล ี้



ลักษณะทางกายภาพ (กายภาพ ชีวภาพ)

- การวิเคราะหสภาพการณการ

ใชประโยชนแมน้ําลี้ทงการเกษตร
ั้

โครงสรางลุมน้ํา


กายภาพ อตุนิยมวิทยา การอปโภคบริโภค การเปนแหลง


ทรัพยากรดิน อาหาร และการสืบสานประเพณ ี

สภาพทางธรณีวิทยา ทองถิ่น (คุณคาการใชประโยชน)

ทรัพยากรน้ําผิวดิน น้ําใตดิน - การรวมกันสํารวจคุณภาพ







ทรัพยากรปาไม และการใช ชีวิตของประชาชนริมฝงแมน้าลี

ประโยชนที่ดิน (คุณคาตอคุณภาพชีวิต)


โครงการพัฒนาแหลงน้ํา - การเรียนรู 
หนวยงานราชการ - การเสริมพลังอํานาจ
ชุมชน - การมีสวนรวม





การวิเคราะหผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน
- แผนที่เสี่ยงภัยชุมชน
- แผนที่การเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา
- แผนที่เสี่ยงภัยทางสุขภาพ
- การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน
- แผนที่ความสัมพันธเชิงองคกร

14







สามารถ ใจเตี้ย และพัฒนา บุญประภา (2562) ทาการวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมจาก




ปญหาคุณภาพน้ําและเสนอแนะกิจกรรมการเฝาระวังผลกระทบสิงแวดลอมจากปญหาคณภาพน้ําใน
พื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน ใชการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง พบวา
สภาพปญหาคุณภาพน้ําในแมน้ําลี้มีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของชุมชนริมฝงแมน้ําลี้ท่ปลอยน้ําเสีย



และสิ่งปฏิกูลจากครัวเรือนลงสูทอระบายน้ํา คลองสาธารณะและแมน้ําลี้โดยตรง รวมถงบางพนทยังม ี

ื้
ี่













การทงขยะริมตลิ่งแมน้าลี ทังนีอาจมกจกรรมการมสวนรวมทงการขุดลอกคลองสงน้าในแตละพ้นท ่ ี


และการใชแนวคิดนิเวศวัฒนธรรมผานประสบการณของผูสูงอายุ เพอสรางคณคาของคลองสงน้ําและ



ื่






การจัดการทรัพยากรปาตนน้ํา และปญหาผลกระทบสิงแวดลอมดานคณภาพชีวิตทพนทตนน้ากาลัง











เผชิญโอกาสจากการเกิดโรคจากน้าเปนสือ โดยกอเกิดกจกรรมการตรวจวิเคราะหน้า การสรางแหลง





เรียนรูเกยวกบคุณภาพน้าในชุมชนและการเผยแพรขอมลคณภาพน้าทหนวยงานดานสิงแวดลอมทา







การตรวจวัดเพอใหประชาชนไดเตรียมความพรอมและเขาใจขอมูลทางดานวิทยาศาสตร ท้งนี ้





หนวยงานดานสาธารณสุขหนวยงานดานสิ่งแวดลอม องคกรปกครองสวนทองถน สถาบันการศกษา

ิ่


ควรสนับสนุนงบประมาณ องคความรู บุคลากร และอุปกรณที่เกี่ยวของ สรุปเปนแผนผังได ดังนี้


คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้เสื่อมโทรม




การเขาถึงการใชประโยชนไมเทาเทียม คุณภาพชีวิต
(แนวโนมการเกิดโรคจากน้ําเปนสื่อ)




องคกรทองถิน / การเสริมพลังอํานาจชุมชน

เกษตรกร การขุดลอกคลองสงน้ํา การมีสวนรวมของชมชน


นโยบาย / สภาพปญหาในปจจุบัน กิจกรรมการตรวจวิเคราะหน้ํา / การ


การสรางคุณคาคลองสงน้ํา / สรางแหลงเรียนรู / การเผยแพรขอมูล
ผูสูงอายุ แนวคิดนิเวศวัฒนธรรมเพื่อ ้ํ
การจัดการทรัพยากรปาไม ความตองการของชุมชน

การเรียนรูเชิงประสบการณ  (การบวชปาตนน้ํา)

หนวยงานดานสาธารณสุข
หนวยงานดานสิ่งแวดลอม
องคกรปกครองสวนทองถิ่น
สถาบันการศึกษา สนับสนุน
งบประมาณ /องคความรู /

บุคลากร /อปกรณ

15









3. แบงตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมล วิธีการเกบรวบรวมขอมลเพอนํามาใชในการวิจัยนัน




มีหลายวิธี ดังนั้นจึงมีผูแบงประเภทของการวิจัยตามวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล ซึ่งแบงไดดังนี้




3.1 การวิจัยจากเอกสาร (Documentary research) เปนการวิจัยทผูวิจัยทาการเกบ





รวบรวมขอมลจากเอกสาร รายงาน จดหมายเหต ศลาจารึก แลวเสนอผลในเชิงวิเคราะห สวนใหญ 









เอกสารทผูวิจัยเกบรวบรวมนีจะอยูในหองสมุด ดงนันจึงอาจเรียกการวิจัยประเภทนีอกอยางหนึงวา


การวิจัยจากหองสมุด (Library research)

3.2 การวิจัยจากการสังเกต (Observation research) เปนการวิจัยทผูวิจัยทาการเกบ





รวบรวมขอมูลดวยวิธีการสังเกต การวิจัยประเภทนี้นิยมใชมากทางดานมานุษยวิทยา ซงสวนใหญเปน


การสังเกตพฤติกรรมของบุคคลในสังคมในแงของสถานภาพ (Status) และบทบาท (Role)

3.3 การวิจัยแบบสํามะโน (Census research) เปนการวิจัยทผูวิจัยทาการเก็บรวบรวม



ขอมูลจากทุก ๆ หนวยของประชากร
3.4 การวิจัยแบบสํารวจจากตัวอยาง (Sample survey research) เปนการวิจัยท่ผูวิจัย


ทาการเกบรวบรวมขอมูลจากกลุมตัวอยาง เชน สํารวจความคดเห็นของประชาชนในดานการเมอง










พฤติกรรม นิสัยของกลุมเปาหมาย ดานเอกชน วิจัยเก่ยวกบความพึงพอใจของลูกคาท่มตอสินคา




บริการ



3.5 การศึกษาเฉพาะกรณี (Case study) การศกษาเฉพาะกรณีเปนการวิจัยทนักสังคม


สงเคราะหนิยมใชมาก ทเรียกวาการศกษาเฉพาะกรณกเพราะเปนการศกษาเรืองท่สนใจในขอบเขต








ึ้



จํากัดและใชจํานวนตัวอยางไมมากนัก แตจะศึกษาอยางลึกซงในเรื่องนั้น ๆ เพอใหไดมาซงขอเท็จจริง









ทจะทําใหทราบวาบุคคลนันหรือกลุมบุคคลนันมความบกพรองในเรืองใด เนืองมาจากสาเหตใด เพอ


จะไดหาทางแกไขหรือชวยเหลือตอไป
3.6 การศกษาแบบตอเนื่อง (Panel study) เปนการศกษาทมการเกบขอมูลเปนระยะ ๆ













เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาของกลุมตัวอยาง ซงการศกษาแบบตอเนืองนี้จะชวยใหเขาใจและ

ทราบถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงไดเปนอยางดี




3.7 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เปนการวิจัยทผูวิจัยเกบขอมูลมา


จากการทดลอง ซงเปนผลมาจากการกระทา (Treatment) โดยมการควบคุมตวแปรตาง ๆ ให




เปนไปตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว
4. แบงตามลักษณะการวิเคราะหขอมล ถายึดลักษณะของการวิเคราะหขอมูลในการวิจัย


แลว อาจแบงการวิจัยไดเปน 2 ประเภท ดังนี้



4.1 การวิจัยเชิงคณภาพ (Qualitative research) เปนการวิจัยทนําเอาขอมลทางดาน




คุณภาพมาวิเคราะห ขอมูลทางดานคุณภาพเปนขอมูลทไมเปนตัวเลขแตจะเปนขอความบรรยาย









ลักษณะสภาพเหตุการณของสิ่งตาง ๆ ทเกยวของ สวนใหญเปนการศกษาโดยใหความสนใจกับขอมล









ดานความรูสึกนึกคิด คานิยม อุดมการณและการเสนอผลการวิจัยก็จะออกมาในรูปของขอความทไมม ี



ตัวเลขทางสถิติสนับสนุนเชนเดียวกน หรืออาจใชเพยงสถิตขันตน เชน คาเฉลีย รอยละ เปนตน การ




วิจัยประเภทนี้จึงมุงบรรยายหรืออธิบายเหตุการณตาง ๆ โดยอาศยความคดวิเคราะห เพอประเมนผล





หรือสรุปผลนั่นเอง

16











ตวอยาง เชน สามารถ ใจเตี้ย (2557) ศกษาการใชภูมิปญญาพ้นบานลานนาและพัฒนา


ขอเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะ การวิจัยครั้งนี้เปนการศึกษาเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงคเพ่อ


ศกษาการใชภูมิปญญาพ้นบานลานนาและพัฒนาขอเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะเก่ยวกับการใช



ภูมิปญญาพ้นบานลานนาดานสุขภาพ กลุม ผลการศกษา พบวา ประชาชนสวนใหญจะใชภูมปญญา



พ้นบานลานนาดานสุขภาพ คอ กายภาพบําบัด จิตบําบัด สมนไพรบําบัดและอาหารบําบัดเพอการ



ื่

สรางเสริมสุขภาพ ในสวนของขอเสนอแนะเชิงนโยบายสาธารณะจากการอบรมเชิงปฏิบัตการณแบบม ี







สวนรวม พบวา ควรมสรางกจกรรมและการเสริมศกยภาพประชาชนชนและอาสาสมครสาธารณสุข









ประจําหมบาน สรางกระบวนการถายทอดองคความรูจากหมอพนบาน รวมถึงสรางความรวมมอในการ
วิจัยกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา




4.2 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) เปนการวิจัยทนําเอาขอมลเชิง
ปริมาณมาวิเคราะห กลาวคือใชตัวเลขประกอบการวิเคราะห สรุปผล และการเสนอผลการวิจัยก ็








ออกมาเปนตัวเลขเชนเดียวกน ดังนั้น การวิจัยประเภทนีจึงมงทจะอธิบายเหตการณตาง ๆ โดยอาศย
ตวเลขยืนยันแสดงปริมาณมากนอยแทนท่จะใชขอความบรรยายใหเหตุผล ตัวอยางการวิจัยเชิง


ปริมาณ เชน
การศึกษาพฤติกรรมการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุ
การศึกษาการใชประโยชนแหลงน้ํา
การศึกษาผลกระทบสุขภาพจากความเสื่อมสภาพของแหลงน้ําเบื้องตน
การศึกษาการใชสมุนไพรพื้นบานของประชาชน








ทงนีกระบวนการการวิจัยทดนันไมควรใชแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะจะทาใหผลท ่ ี




ไดไมสะทอนความเปนจริงมากนัก ดังนั้นในการปฏิบัติมักจะประยุกตการวิจัยท้ง 2 ประเภทนี้เขา



ดวยกัน เพื่อใหผลการวิจัยมีทั้งเหตุและผลและมีตัวเลขสนับสนุนอนจะทาใหผลการวิจัยนาเชื่อถอมาก


ยิ่งขึ้น

สุมิตร สุวรรณ (ม.ป.พ.) ไดเสนอแนะความแตกตางระหวางการวิจัยเชิงปริมาณและการ
วิจัยเชิงคุณภาพไว ดังนี้
1. การวิจัยเชิงปริมาณ เปนเรื่องของการหาความสัมพันธระหวางตัวแปรอยางนอย 2 ตัว
เพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ไดเจาะจงตั้งเอาไวกอน โดยรองรับดวยแนวคดทฤษฎีหรือองคความรูตาง ๆ



แตการวิจัยเชิงคณภาพจะเปนเรื่องปรากฏการณทางสังคมเพอทาความเขาใจและอธิบายความหมาย





ปรากฏการณ 3 ทางสังคม ซงตองดเปนองครวมเพราะชีวิตคนหรือสังคมมีเรืองท่เขามาเกยวพนธกน









หลายเรือง ไมสามารถดตวแปร 2 - 3 ตัวได การวิจัยเชิงคณภาพจึงไมจําเปนตองต้งสมมติฐานหรือม ี







แนวคิดทฤษฎีรองรับเอาไวกอน แตเปนการสรางองคความรูหรือทฤษฎีใหมตลอดจนขอเทจจริงใหม 


จากที่เคยรูมาแตเดิม

2. การวิจัยเชิงปริมาณ ไมใหความสนใจในบริบทรอบขางวาเปนอยางไร เพราะสามารถ





ควบคมตวแปรไดหมด แตการวิจัยเชิงคณภาพใหความสนใจในเรื่องของบริบท (Context) ทางสังคม

วัฒนธรรม เพราะบริบทในแตละแหงไมเหมือนกน เชน ในเมืองกับในชนบท พุทธกับมุสลิม เปนตน




3. การวิจัยเชิงปริมาณ เกบรวบรวมขอมลโดยการใชแบบสอบถามเปนหลักใชระยะเวลา






ศึกษาไมนาน ไมตองทาความรูจักหรือสรางความคนเคยสนิทสนมกอนเม่อตอบแบบสอบถามใหเสร็จ


17
















เรียบรอยแลวผูวิจัยกจากไปหรือทเรียกวา “ตหัวแลววิงหนี” ในขณะทแบบสอบถามอาจมขอจํากด




เชน การเก็บรวบรวมขอมลกบ ผูทไมรูหนังสือหรือมีการศกษานอยไมสามารถตอบแบบสอบถามได 







หรือถาแบบสอบถามมีจํานวนมากคนก็ไมอยากตอบแบบสอบถาม แตการวิจัยเชิงคุณภาพเกบ

รวบรวมขอมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสังเกต การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ การสัมภาษณแบบ


เจาะลึก การตะลอมกลอมเกลา และการสนทนากลุม ซ่งผูวิจัยตองออกไปสัมผัสแหลงขอมูลดวย



ตนเองกบกลุมคนท่เปนเจาของปญหาในเบืองตนจะตองสรางความคนเคยสนิทสนมกอนและ ใช



การศึกษาติดตามระยะยาว






4. การวิจัยเชิงปริมาณ ลักษณะขอมลทไดจะเปนตวเลขหรือสถติสามารถแจงนับไดแตการ






วิจัยเชิงคุณภาพลักษณะขอมลจะเปนการพรรณนาความเกยวกบประวัตความเปนมา สภาพแวดลอม








บริบททางสังคม วัฒนธรรม รากเหงาของปญหา ความรูสึกนึกคด การใหความหมายหรือคุณคากบสิง
ตาง ๆ ตลอดจนคานิยม พฤติกรรมหรืออุดมการณของบุคคล


5. การวิจัยเชิงปริมาณ ตรวจสอบเครืองมือในการวิจัย คอ แบบสอบถามหรือแบบทดสอบ
โดย ผูเชี่ยวชาญท่เปนนักวิชาการ เพอหาความเท่ยงตรงเชิงเนือหา (Content validity) และนํา













แบบสอบถามไปทดลองใช (Try out) กบกลุมตัวอยางทใกลเคยงกนเพอหาคาความเชือม่น






(Reliability) ของเครืองมอท่ใชในการวัด แตการวิจัยเชิงคณภาพไมจําเปนตองตรวจสอบเครืองมอใน







การวิจัยเพราะตัวผูวิจัยถือเปนเครืองมอท่สําคัญ ทําการตรวจสอบขอมูลทไดมาโดยวิธีการท่เรียกวา




การตรวจสอบแบบสามเสา (Triangulation) ไดแก




5.1 การตรวจสอบสามเสาดานขอมลโดยพิจารณาแหลงเวลา แหลงสถานท และแหลง





บุคคลท่แตกตางกัน กลาวคอ ถาขอมลตางเวลากนจะเหมอนกันหรือไมถาขอมลตางสถานท่จะ






เหมือนกันหรือไมและถาบุคคลผูให ขอมูลเปลี่ยนไปขอมูลจะเหมือนเดิมหรือไม
5.2 การตรวจสอบสามเสาดานผูวิจัย โดยการเปลี่ยนตัวผูสังเกตหรือสัมภาษณ


5.3 การตรวจสอบสามเสาดานวิธีรวบรวมขอมูล โดยใชวิธีเกบรวบรวมขอมูลตาง ๆ กัน


เพื่อรวบรวมขอมูลเรื่องเดียวกัน เชน ใชวิธีสังเกตควบคูไปกับการซักถาม






6. การวิจัยเชิงปริมาณ วิเคราะหขอมลโดยอาศยคณตศาสตรหรือสถตขนสูงดวยการปอน




ขอมลลงในเครืองคอมพวเตอรซงในปจจุบันมกจะนิยมใชโปรแกรมสําเร็จรูป เชน SPSS แตการวิจัย










เชิงคณภาพเปนการวิเคราะหโดยการตความในคําพด ความรูสึกหรือความคดเห็นของคนทเก่ยวของ

















โดยโยงไปถงแนวคดทฤษฎีเพอใหความหมายแกขอมลทไดหลังจากนันจึงทาการสรางขอสรุปในเรือง






ดงกลาวข้นแตหากเปนการศกษา เอกสาร (Documentary research) การวิเคราะหขอมลจะใชวิธีท ี ่
เรียกวา การวิเคราะหเนื้อหา (Content analysis) ใหเห็นวาใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยางไร...

7. การวิจัยเชิงปริมาณนําเสนอขอมลดวยตัวเลขในลักษณะของตารางประการบรรยาย ม ี



ความ กระชับตรงไปตรงมาตามหลักฐานหรือผลการวิเคราะหขอมูล สวนการวิจัยเชิงคณภาพนําเสนอ


ขอมลโดยการพรรณนาความเชิงบอกเลาในลักษณะของตวอกษรและรูปภาพของคนในสถานการณท ี ่



ศึกษา เสริมดวยขอมูลซ่งเปนคําพดท่นาสนใจของใหขอมล นอกจากนี้อาจกลาวถึงบริบทใน





สภาพแวดลอม โดยมีขอมูลตัวเลขประกอบบาง เพื่อความนาเชื่อถือของการวิจัยกได






จะเห็นไดวาการวิจัยเชิงคณภาพมพ้นฐานปรัชญาแบบธรรมชาตนิยม (Naturalism) ทเชือ








วาจักรวาลหรือโลกทประกอบไปดวยสิงธรรมชาตเทานั้นท่เปนจริง สิ่งอนใดท่มใชสิ่งธรรมชาติหรือ






18















ปรากฏการณของสิ่งธรรมชาตไมใชสิงทเปนจริง ในขณะท่การวิจัยเชิงปริมาณมพ้นฐานแบบปรัชญา
แบบปฏิฐานนิยม (Positivism) เชื่อวาวิธีการแสวงหาความรูที่ดีที่สุด คือ การใชวิธีแบบวิทยาศาสตรท ี ่







มีรากฐานอยูบนขอมลเชิงประจักษ กลาวคอ สิงทมนุษยสามารถรับรูไดดวยประสาทสัมผัสทง 5 เปน



สิ่งที่เปนจริงและเปนความรูที่ยอมรับได

5. แบงตามลักษณะวิชาหรือศาสตร เม่อยึดลักษณะวิชาหรือศาสตรเปนเกณฑในการแบง

ประเภทของการวิจัย จะแบงการวิจัยออกไดเปน 2 ประเภทดังนี้

5.1 การวิจัยทางวิทยาศาสตร (Scientific research) เปนการวิจัยท่เก่ยวกับ

ปรากฏการณธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไมเห็น การวิจัยประเภทนี้ไดกระทํา
กนมานานแลวและกอใหเกดประโยชนตอมวลมนุษยอยางมากมาย เชน การคนพบยารักษาโรค การ











คนพบสิงประดษฐใหม ๆ เปนตน นอกจากนีการวิจัยทางวิทยาศาสตรยังสามารถใช แกปญหาท่เกด










จากธรรมชาตไดอกดวย เนืองจากการวิจัยทางวิทยาศาสตรมเครื่องมือและอุปกรณทเทยงตรงและม ี


กฎเกณฑแนนอน ตลอดจนสามารถควบคุมการทดลองไดเพราะทําการทดลองในหองปฏิบัติการ จึงทา



ใหผลการวิจัยทางดานวิทยาศาสตรไดรับความเชือถอมาก การวิจัยทางวิทยาศาสตรอาจจําแนกตาม
สาขาตาง ๆ ไดดังนี้ สาขาวิทยาศาสตรกายภาพและคณิตศาสตร สาขาวิทยาศาสตร สาขา

วิทยาศาสตรเคมและเภสัช เกษตรศาสตรและชีววิทยา และสาขาวิศวกรรมศาสตรและอตสาหกรรม

วิจัย


5.2 วิจัยทางสังคมศาสตร (Social research) เปนการวิจัยทเกยวกับสภาพแวดลอม



สังคม วัฒนธรรม และพฤตกรรมของมนุษย เชน การวิจัยดานปรัชญา สังคมวิทยาศาสตร
เศรษฐศาสตร เปนตน การวิจัยทางสังคมศาสตรนีแตกตางกบการวิจัยทางวิทยาศาสตรมาก เนื่องจาก






สังคมศาสตรเปนวิชาทวาดวยสังคม สิงแวดลอม และพฤติกรรมของมนุษย ซงวัดไมไดโดยตรงและ




ควบคุมไดยาก แตมนุษยก็ไดพยายามวัดโดยใชเครื่องมือวัดทางออม เชน ใชแบบทดสอบ

แบบสอบถาม แบบวัดเจตคติ และไดนําเอาวิธีการทางวิทยาศาสตรมาชวยในการวิจัย ทําให
ผลการวิจัยเปนที่นาเชื่อถือมากยิ่งขึ้นการวิจัยทางสังคมศาสตรอาจจําแนกตามสาขาตาง ๆ ไดดังนี้
สาขาปรัชญา สาขานิติศาสตร สาขารัฐศาสตรและรัฐประศาสนศาสตร สาขาเศรษฐศาสตร สาขา
สังคมวิทยาศาสตร (สาธารณสุขศาสตร การพัฒนาชุมชน)
ทงนี้การวิจัยทางสังคมศาสตรเจริญกาวหนาชากวาการวิจัยทางวิทยาศาสตร เพราะวา
ั้



ปรากฏการณทางสังคมศาสตรนั้นมีขอจํากัดหลายประการ เชน การควบคมปรากฏการณทางสังคมให

คงทนันทาไดยาก รวมถึงปญหาทางสังคมศาสตรจะเหมอนกบปญหาของสามญชน ทาใหคนทวไปคดวา













วิชาสังคมศาสตรเปนวิชาสามัญสํานึกได แมวาการวิจัยทางสังคมศาสตรจะมขอจํากดอยูหลายประการ
ก็ตาม แตการวิจัยทางดานนี้ก็สามารถศึกษาพฤติกรรมของมนุษยไดมากพอสมควร
6. แบงตามระเบียบวิธีวิจัย


ึ่





การแบงประเภทการวิจัยโดยยึดระเบยบวิธีวิจัยเปนเกณฑนันเปนทนิยมใชกนมาก ซง

แบงออกไดเปน 3 ประเภท ดังนี้
6.1 การวิจัยเชิงประวัติศาสตร (Historical research) เปนการวิจัยเพื่อคนหาขอเท็จจริง







ของเหตการณท่ผานมาแลวในอดต โดยมจุดมงหมายทจะบนทึกอดตอยางมระบบ และมความเปน








ปรนัยจากการรวบรวมประเมนผล ตรวจสอบ และวิเคราะหเหตการณเพอคนหาขอเท็จจริงในอนทจะ








19








ี่
นํามาสรุปอยางมีเหตุผล การวิจัยประเภทนี้ตองอางอิงเอกสารและวัตถุโบราณทมเหลืออยู ซงโดยสวน







ใหญแลวมกไมใชสถต สรุปไดวาการวิจัยประเภทนีมงทจะบอกวา “เปนอะไรในอดต” (What was)




เชน
ระบบการดูแลสุขภาพชุมชนสมัยสุโขทัย

การแพทยแผนไทยในยุครัตนโกสินทรตอนตน
ภูมิปญญาหมอพื้นบานลานนายุคตน


6.2 การวิจัยเชิงบรรยายหรือพรรณนา (Descriptive research) เปนการวิจัยเพ่อคนหา





ขอเท็จจริงในสภาพการณหรือภาวการณของสิ่งทเปนอยูในปจจุบันวาเปนอยางไร การวิจัยประเภทนี ้







มกจะทําการสํารวจหรือหาความสัมพนธตาง ๆ เกยวกบเรืองของความเชื่อ ความคดเห็น และเจตคต ิ
จึงกลาวไดวาเปนการวิจัยที่มุงจะบอกวา “เปนอะไรในปจจุบัน” (What is) นั่นเอง เชน
การบริโภคอาหารพื้นบานของผูสูงอายุ



การใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญาพ้นบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิต
รูปแบบการเกษตรเพื่อสุขภาพ


ื่
ื้
ตัวอยาง เชน สามารถ ใจเตี้ย และคณะ (2562) ศกษาการใชประโยชนสมนไพรพนบานเพอ





การสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเทศบาลตําบลสุเทพ อาเภอเมอง จังหวัดเชียงใหม การศกษานีจึง












มวัตถประสงคเพอศกษาการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานเพ่อการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุ
กลุมตัวอยางเปนผูสูงอายุในเขตเทศบาลตําบลสุเทพ อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม จาก 265










ครัวเรือนและผูท่เกยวของกับการใชประโยชนสมนไพรพนบานในผูสูงอายุ จํานวน 12 คน เก็บ

รวบรวมขอมูลดวยแบบสอบถาม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการและการสนทนากลุม วิเคราะห



ขอมูลโดยใชสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะหเชิงเนือหา ผลการศกษา พบวา จากขอมล 265




ครัวเรือนระดับการใชประโยชนสมุนไพรพ้นบานเพ่อการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเฉลี่ยอยูใน


ระดับปานกลาง (คาเฉลียเทากบ 1.87 ± 0.69) จากคะแนนเตม 3 ผูสูงอายุใชประโยชนสมนไพร















พนบานโดยการนํามาเปนวัตถดบในการปรุงอาหาร การเพมรายได และมการนําสมนไพรพนบานมา



ปลูกบริเวณที่พักอาศัย ทั้งนี้ผูสูงอายุใชตํารับยาตมในการดูแลสุขภาพอยางแพรหลาย อยางไรกตามผู









ท่เกยวของกบการใชสมุนไพรในผูสูงอายุไดเสนอแนะการใชสมนไพรพ้นบานแบบยั่งยืน คอ ให
หนวยงานทเกยวของสรางการมีสวนรวมของทกภาคสวน และสรางแหลงเรียนรูชุมชนภายใตแบบ







แผนภูมิปญญาพื้นบานลานนา
6.2 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) เปนการวิจัยเพอคนหาความสัมพนธ








เชิงเหตและผลของปรากฏการณตาง ๆ การวิจัยประเภทนีตองมการควบคมตวแปรตน เพ่อสังเกตตว





แปรตามที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อจะไดทราบวาอะไรเปนสาเหตุที่ทําใหเกดผล ดงนันตวแปรในการวิจัยจึง




ตองมีท้งกลุมควบคุมและกลุมทดลอง สรุปไดวา การวิจัยประเภทนีมงท่จะบอกวา “อะไรอาจจะ



เกิดขึ้น” (What may be) เชน


การทดสอบประสิทธิภาพของสมนไพรในการปองกนกําจัดลูกน้ํายุงลาย
การแยกจุลินทรียจากไสเดือนดิน
การใชไสเดือนดินกําจัดขยะอินทรีย

20






จะเห็นไดวาการแบงประเภทการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยถาผูวิจัยมีการกําหนด หรือใสปจจัย
ี่
เสี่ยงหรือสิ่งแทรกแซง ใหกับตัวอยางที่นํามาศกษายังแบงประเภทไดตามภาพท 1.3






























ภาพที 1.3 รูปแบบของการวิจัยตามวิธีดําเนินการวิจัย
ที่มา: http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm

7. แบงตามเวลาทใชในการวิจัย แบงได 2 ประเภท ดังนี้
ี่


7.1 การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross-sectional research) หมายถง การวิจัยทผูวิจัยใช




เวลาสั้น ๆ ในการเก็บรวบรวมขอมูล เชน การเก็บขอมูลเพียงครั้งเดียวหรือหลายครัง แตระยะเวลาใน
การเก็บขอมูลไมหางกันมากนัก ขอมูลที่รวบรวมไดจะแสดงลักษณะหรือสภาพของสิ่งทวิจัย ณ เวลาที ่
ี่
รวบรวมขอมูลเทานั้น เชน
ภูมิปญญาพื้นบานลานนาที่ผูปวยเอดสไดนํามาใชในการดูแลดานจิตใจของตนเอง
การดูแลรักษาผูติดเชื้อเอดสแบบองครวม
การเสริมสรางสุขภาพทางรางกายกับจิตวิญญาณผูติดเชื้อและผูปวยเอดส


7.2 การวิจัยระยะยาว (Longitudinal research) หมายถง งานวิจัยทผูวิจัยตดตาม




ั่
ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเปนระยะเวลายาวนานหลาย ๆ ป (อุบัติการณของโรค) จนกระทงได

ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค ขอมลท่รวบรวมไดจะแสดงใหเห็นถึงความเปลียนแปลงไปตามกาลเวลา




ที่เปลี่ยนแปลงไป ทําใหไดขอเปรียบเทียบในแนวลึก เชน
การเกิดโรคเรื้อรังในผูสูงอายุ
อุบัติการณของการปวดกลามเนื้อในเกษตรกร
อุบัติการของการเกดอุบัติเหตุจากการใชจักยานยนต 

ทั้งนี้การเลือกประเภทการวิจัยถึงขอมูลสภาพปญหาการวิจัยที่ตองการดําเนินการวิจัย รวมถง







ความเชียวชาญของผูวิจัยซ่งจะสะทอนความสามารถในการดาเนินการวิจัยเพอใหไดคาตอบทถกตอง







21







ึ่

ซง การวางแผนการดําเนินการวิจัยท่ผสมผสานทฤษฎี แนวคิด ขอมูล และแนวทางดําเนินงานวิจัย



เพ่อใหไดคาตอบมาตอบประเด็นปญหา และวัตถุประสงคการวิจัยอยางมประสิทธิภาพ ดังนั้น


ประเภทวิจัยจึงแสดงใหเห็นถงโครงสรางปญหาการวิจัยและการวางแผนตรวจสอบโดยใชขอมูลเชิง






ประจักษเพอเชือมโยงสูปญหาการวิจัย (Kerlinger & Lee, 2000) จากจุดมงหมายดงกลาวทําใหได 
เกณฑ (Criteria) ที่ใชสําหรับเลือกประเภทการวิจัยที่สําคัญ 3 ขอดวยกัน คือ






1. ประเภทการวิจัยนันทาใหไดแนวทางการวิจัยท่จะไดคาตอบตรงกบประเด็นปญหาท ่ ี

ตองการวิจัย



2. ประเภทการวิจัยนันทําใหไดผลงานวิจัยทมีความตรง ท้งความตรงภายใน (Internal

validity) และความตรงภายนอก (External validity)


2.1 ความตรงภายใน หมายถง การท่ผลของการเปลี่ยนแปลงของตัวแปร




ตาม (Dependent variable) เปนผลมาจากตวแปรอสระ (Independent variable) ท่ใชใน
การศึกษาเทานั้น ไมไดมีผลมาจากตัวแปรอ่น ๆ นอกจากท่กําหนดในการวิจัย งานวิจัยท่จะมีความ




ตรงภายในสูง จะตองมีความคลาดเคลื่อนของการวัดคาตัวแปรต่ํา และจะตองสามารถควบคมตัวแปร

เกน และตวแปรแทรกซอนทจะมีอิทธิพลตอตวแปรตามไดเปนอยางด (การออกแบบการวัดตวแปรม ี










คุณภาพ) ตลอดจนมีกระบวนการวิเคราะหขอมูลและแปลความหมายท่ถูกตองและเหมาะสม (การ


ออกแบบการวิเคราะหมีคุณภาพ) ทั้งนี้มปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตรงภายใน ดังนี้

2.1.1 ภูมิหลังของกลุมตวอยางหรือประชากรททําการศึกษา ความแตกตางของตว








แปรท่มีต้งแตเริ่มแรกของการศึกษาทําใหนักวิจัยไมสามารถระบุไดอยางชัดเจนวาผลท่เกิดข้นในตว










แปรตามเปนผลมาจากตวแปรอิสระทศกษา การแกไขทาไดโดยการเลือกตวอยางท่มภูมหลังใกลเคยง




กนมาศึกษา

2.1.2 วุฒิภาวะ การเจริญเติบโตของตัวอยาง (ประชากรทเปนมนุษย) ท้งทางรางกาย





และจิตใจ ในระหวางการวิจัยเปนสาเหตุอีกประการหนึ่งท่ทาใหผลการวิจัยแตกตางไปจากท่ควรจะ
เปน นักวิจัยจึงควรระมัดระวังการใชระยะเวลาการวิจัยที่ยาวนาน




2.1.3 การทดสอบเมอกลุมตวอยางรูตววากาลังถกศกษา การแสดงออกยอมผิดไปจาก





ปกติ ทําใหผลการวิจัยผิดไปจากที่ควรจะเปน






2.1.4 เครืองมอทใชในการวัดตวแปร สวนสําคญของการใชเครืองมือ ประกอบดวย






ผูใชเครื่องมือ ผูถกเกบขอมูล ตัวอยางในการศึกษา ความคลาดเคลื่อนจะเกดขนไดจากการท ี ่



ผูใชเครืองมือขาดทกษะในการใช หรือเครืองมอไมด หรือผูตอบไมตงใจตอบ นักวิจัยควรพิจารณา









ทั้ง 3 สวนพรอม ๆ กัน

2.1.5 การคัดเลือกตัวอยาง ความลําเอียงของผูวิจัยในการคดเลือกกลุมตัวอยาง ทาให



ไดกลุมตัวอยางท่ไมเปนตัวแทนของประชากรท่ศกษา และมีความแตกตางกันต้งแตจุดเริ่มตน และ



สงผลใหไมสามารถสรุปผลการวิจัยไดอยางชัดเจน
2.1.6 การขาดหายของตัวอยาง ในระหวางการวิจัย นักวิจัยมกพบการขาดหายไปของ

ตัวอยาง เชน ตาย ลาออก ทําใหไดขอมูลไมครบตามจํานวนที่กําหนด


2.2 ความตรงภายนอก หมายถง การท่ผลการวิจัยสามารถสรุปผลอางอิงกลับไปยัง



เนือหา สถานการณทใกลเคียงกันและประชากรไดอยางถูกตอง ในกรณของการสรุปอางองกลับไปยัง






22











ประชากร หมายความวา กลุมตัวอยางท่ใชในการศึกษาจะตองเปนตวแทนทดีของประชากร มการ

เลือกใชสถิติสรุปอางองท่เหมาะสม และแปลความหมายของการวิเคราะหทางสถติไดอยาง


ถูกตอง ทั้งนี้ปจจัยที่มีอิทธิพลตอความตรงภายนอก (เอมอร จังศิริพรปกรณ, ม.ป.พ.) คือ




2.2.1 ปฏิสัมพนธระหวางการคดเลือกตวอยางกบการใชวิธีการทดลอง เกดจากการท ่ ี

กลุมตัวอยางมีความแตกตางในการรับวิธีทดลองที่แตกตางกัน ทําใหผูวิจัยไมสามารถสรุปผลกลับไปยัง
ประชากรไดอยางสมบูรณ 

2.2.2 ปฏิกริยารวมระหวางการทดสอบครังแรกกบวิธีทดลองเกดจากผลการสอบครัง





แรกทีมีตอวิธีการทดลองและการสอบในครั้งหลัง


2.2.3 ปฏิกริยาจากการจัดสภาพการทดลอง เปนความคลาดเคลื่อนทเกดจากการจัด


สภาพการทดลอง ทําใหลักษณะบางอยางไมเกิดขึ้นในภาพทั่วไป





การทงานวิจัยมความตรงภายนอกไดจะตองเปนผลมาจากความตรงภายในของงานวิจัยนั้น




เสียกอน จึงจะสามารถนําผลสรุปอางองตอไปได และการสรุปอางองผลการวิจัยท่ดี ไมไดหมายความ





ถึงการสรุปอางอิงไปยังกลุมประชากรเพียงอยางเดียว แตยังอาจรวมถึงการสรุปอางอิงไปยังเนื้อหา

และสถานการณที่ใกลเคียงกันในบางกรณไดอีกดวย
3. ประเภทการวิจัยนั้นตองมุงใชทรัพยากรที่มีอยูอยางเหมาะสมและใชอยางมประสิทธิภาพ



ตลอดจนไดประโยชนเหมาะสมกบเหตการณและเวลาสิงทควรคานึงถงในการเลือกประเภทการวิจัย







เชน
3.1 วัตถุประสงคการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ตองการบรรยายสภาพหรืออธิบายความสัมพันธ



หรืออธิบายผลระหวางตวแปร หรือตองการทํานาย หรือตองการควบคุม ผูวิจัยจะตองออกแบบการ
วิจัยใหสอดคลองกับวัตถุประสงคดังกลาว



3.2 สมมติฐานการวิจัยและตวแปรท่เก่ยวของ การวิจัยทางสังคมศาสตรมการ

ึ่
ตั้งสมมติฐานการวิจัย ซงเปนการคาดคะเนคําตอบของปญหาวิจัยอยางมีเหตุมีผล จากนั้นจึงทําการ
เก็บขอมูลเชิงประจักษมาวิเคราะหเพื่อพิสูจนสมมติฐานดังกลาว สมมติฐานการวิจัยนี้ไมใชสิ่งทนักวิจัย

ี่








คดขนมาเอง แตจะตองเปนผลท่ไดหลังจากทนักวิจัยไดทบทวนเอกสารทเก่ยวของอยางละเอยด จน






เห็นแนวทางวาผลการวิจัยนาจะเปนอยางไร ดังนั้นทั้งวัตถุประสงคการวิจัยและสมมติฐานจะทาหนาท ี ่
เปนโจทยในการวิจัยหากผูวิจัยกาหนดโจทยไมเหมาะสม การดําเนินการวิจัยในแตละขนตอนกจะ

















ผิดพลาดไปดวย เชนเดยวกบตวแปรทเกยวของในการวิจัยท่ผูวิจัยจะตองมความละเอยดรอบคอบใน





การกาหนดตวแปร ความผิดพลาดของการกาหนดตวแปรจะสงผลกระทบตอไปยังการวัดตวแปรและ







การเลือกใชเครื่องมอไดซงจะเปนไดอยางชัดเจนวา การทบทวนเอกสารงานวิจัยท่เกยวของเปน







ขั้นตอนที่ตองการความพิถีพิถันในการวิเคราะหเอกสาร หากผูวิจัยตองการโจทยท่ดีและถกตองในการ
ทําวิจัย


ประเภทการวิจัยแตละประเภทยังมขอจํากัดในการวิจัยทั้งงบประมาณ เวลาการทางานวิจัย

ซึ่งสถานการณทางสังคมมีการเปลียนแปลงอยูตลอดเวลา งานวิจัยทจะมประโยชนตองเปนงานวิจัยท ่ ี








ใหผลในชวงเวลาทเหตุการณกาลังดําเนินการอยู รวมถึงความพรอมของบุคลากรในงานวิจัยจะตอง


พิจารณาทั้งความรูและจํานวนบุคลากรที่รวมทํางานวิจัย

23






บทสรุป



การวิจัยเปนกระบวนการหรือเทคนิควิธีในการแสวงหาความรูใหมเพอนําไปสูแนวทางในการ



แกไขปญหาดานตาง ๆ ผานกระบวนการการแสวงหาความรูจากการถามจากผูรู จากประสบการณ





จากขนบธรรมเนียมประเพณี วิธีอนุมาน วิธีการอุปมาน และกระบวนการแสวงหาความรูทาง









วิทยาศาสตรซงผลของความรูจะนํามาซงประโยชนเชิงปฏิบัต เพอแกไขปญหา ปรับปรุงเปลียนแปลง


หรือพัฒนาเกยวกับกจกรรมในชีวิตประจําวันของมนุษยทังการสรางและพัฒนางาน พฒนาคน และ





พัฒนานวัตกรรมภายใตองคความรูในศาสตรสาขาตาง ๆ โดยประเภทการวิจัยไดแบงตามจุดมงหมาย

ของการวิจัย ประโยชนของการวิจัย วิธีการเกบรวบรวมขอมูล ลักษณะการวิเคราะหขอมูล


ลักษณะวิชาหรือศาสตร ตามระเบียบวิธีวิจัยและเวลาท่ใชในการวิจัย อยางไรกตามการเลือกประเภท


การวิจัยตองพิจารณาถึงผลการศึกษาที่ตรงตามประเด็นการศึกษา ผลการศึกษาตองมความตรงภายใน
และภายนอก และใชทรัพยากรการวิจัยอยางคุมคา

24






บทที่ 2



การเลือก และการกําหนดปญหาการวิจยดานสาธารณสุขชุมชน

ความสัมพันธระหวางพฤติกรรมในชีวิตประจําวัน การพฒนาทางเศรษฐกจและสังคม







สิงแวดลอม กฎหมาย วัฒนธรรม และวิถชีวิตของมนุษย กอเกดปญหาสุขภาพทงระยะสั้นและการ

ทพพลภาพ พการในระยะยาว การวิจัยดานการสาธารณสุขซ่งเปนวิทยาศาสตร และศิลปะแหงการ





ปองกันโรคจึงเปนกระบวนการในการแสวงหาคําตอบของปญหาสุขภาพท่งมงเนนโดยใหมนุษยท่อยู 





ี่
ี่
รวมกนในแตละพนทมสภาพรางกาย จิตใจท่แข็งแรง สมบูรณและดํารงชีพอยูในสังคมทดี ดังนั้นการ

ื้

เลือกประเด็นปญหาดานสาธารณสุขจึงมีความสําคัญอยางยิ่งตอผลลัพธทมงหวังจากการวิจัยทมผลตอ






สุขภาพใหมีความถกตอง เหมาะสม มีความสมบูรณ ครอบคลุม ครบถวนโดยมีการสงเสริมให




ประชาชน ชุมชน และภาคีเครือขายสุขภาพเขามามสวนรวมในการเสนอประเดนปญหาทสอดคลอง



กับความตองการที่แทจริงของตนเอง

ปจจัยกําหนดสุขภาพชมชน









ความพรังพรอมทางวัตถยึดถอวัตถมากกวาจิตใจหรือคณคาของความเปนคนทมิไดทาใหคน


ในสังคมมีวิถีชีวิตที่เปนสุข กลับนําไปสูการบั่นทอนสุขภาพทั้งทางกาย จิต สังคมและจิตวิญญาณอยาง



มาก มงแสวงหาความสนุกสนานทางวัตถและความสะดวกสบาย อกท้งเมอโครงสรางทางสังคม




เปลียนไปทาใหวิถชีวิตของคนเปลียน เชน การทามาหากนทจําเปนตองด้นรนตอสูกบความฝดเคอง












ทางเศรษฐกจ ตลอดจนการแกงแยงกันในอาชีพการงานและรายไดทําใหเกดความเครียด ปญหาสุรา








ยาเสพตด อาชญากรรม ฆาตวตาย การเอารัดเอาเปรียบ รวมทงอทธิพลทางลบของสือมวลชนและ


การรับวัฒนธรรมตางชาติเขามาโดยขาดการเลือกสรรคัดกรอง เหลานี้ลวนมีผลกระทบตอสุขภาพ
ตามมา ภาวะความเปนเมืองหรือภาวะความทันสมัยไมไดมีผลตอประชากรในดานเศรษฐกิจเทานั้น



แตยังมผลตอรูปแบบทางสังคมอ่นๆ ดวย ไดแก การเปลียนแปลงวิถชีวิต ในดานคานิยม รูปแบบการ







ประกอบอาชีพและพฤตกรรมการบริโภคทเปลียนแปลงไปในทางลบ ความเรงรีบ ความเครียดจาก










การทางาน คานิยมตะวันตก และลักษณะอาชีพทไมตองใชแรงตางเปนปจจัยสําคัญททาใหเกดปญหา






สุขภาพ การดดซบวัฒนธรรม (Cultural assimilation) กไมอาจปฏิเสธไดวามอทธิพลกอใหเกิดการ


เปลี่ยนแปลงทศทางการดําเนินชีวิตได (คณะพยาบาลศาสตร, 2543) ทงนี้มีปจจัยกําหนดสุขภาพ
ั้


ชุมชน เชน



1. พฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในชุมชน พฤตกรรมสุขภาพอันเปนแนวคดเกยวกบท้ง





พฤตกรรมภายนอก (Overt behavior) และพฤตกรรมภายใน (Covert behavior) ซงพฤติกรรม
ึ่
ภายนอก ไดแก การปฏิบัติที่สามารถสังเกตและมองเห็นได สวนพฤติกรรมภายใน ไดแก องคประกอบ


ทางจิตวิทยา (Psychological factors) ซงมีความคดความเชือ การรับรู แรงจูงใจ คานิยม ทศนคต ิ







และความคาดหวัง โดยในทางพฤติกรรมศาสตรเชื่อวา องคประกอบเหลานีมีอิทธิพลตอพฤติกรรม




สุขภาพของบุคคล ดงนั้นพฤตกรรมสุขภาพจึงเปนการแสดงออกของบุคคลท้งภายในและภายนอกที ่

25














สังเกตไดและสังเกตไมไดในการกระทาหรืองดเวนการกระทําสิงทมีผลตอสุขภาพ พฤตกรรมสุขภาพ


ประกอบดวย


1.1 พฤตกรรมสงเสริมสุขภาพ (Health promotion behavior) เปนพฤตกรรมทคน




ปฏิบัติเพ่อใหมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณยิ่งข้น ในท่นี้คําวาสุขภาพรวมท้งดานรางกาย จิตใจ อารมณ 







สังคมและจิตวิญญาณ ซ่งตวอยางพฤตกรรมสงเสริมสุขภาพ ไดแก พฤติกรรมการออกกาลังกาย





พฤตกรรมการบริโภคอาหารใหถกหลักโภชนาการ พฤตกรรมการผอนคลาย หรือ พฤตกรรมการ
พักผอน เปนตน


1.2 พฤตกรรมการดแลตนเอง (Self care behavior) เปนกจกรรมการดแลตนเอง ซง


ึ่

บุคคล ครอบครัว ชุมชน ทําหนาทดูแลตนเองนับต้งแตการปองกันโรคไมใหเจ็บปวย การสงเสริม




สุขภาพใหรางกายแข็งแรง การบําบดรักษา และการฟนฟสภาพรางกายและจิตใจภายหลังการ


เจ็บปวย
1.3 พฤตกรรมเสียง (Risk behavior) เปนพฤติกรรมท่เม่อบุคคลปฏิบัติไปแลว อาจ




กอใหเกิดผลเสียตอสุขภาพ เชน เกดโรคหรือการบาดเจ็บ ตัวอยางพฤติกรรมเสียง ไดแก พฤติกรรม





การสูบบุหรี่ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล พฤติกรรมการบริโภคอาหารไขมน พฤติกรรมการ
ขบขยานพาหนะโดยไมเคารพกฎจราจร พฤตกรรมการเทยวหญิงบริการหรือพฤติกรรมการเสพสาร






เสพติด เปนตน



1.4 พฤตกรรมการปองกนโรค (Preventive behavior) หมายถึง การปฏิบัตของบุคคล










เพอปองกนไมใหเกิดโรคขน ไดแก การไมสูบบุหรี่ การสวมหมวกกนน็อก การคาดเขมขดนิรภัยขณะ

ขับขี่ยวดยานพาหนะ การออกกําลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน เปนตน





1.5 พฤตกรรมการเจ็บปวย (Illness behavior) หมายถึง การทบุคคลปฏิบัตเม่อมีอาการ


ผิดปกติหรือเม่อรูสึกวาตนเองเจ็บปวย ไดแก การถามบุคคลอ่นหรือผูใกลชิดเก่ยวกับอาการของตน

การเพิกเฉยการแสวงหาการรักษา การหลบหลีกจากสังคม เปนตน



1.6 พฤตกรรมบทบาทคนเจ็บ (Sick role behavior) หมายถึง การปฏิบัตพฤตกรรมของ




ผูท่ทราบแลววาตนเองเจ็บปวย โดยอาจทราบจากความคดเห็นของผูอนหรือเปนความคดเห็นของ

ผูปวยเอง




พฤติกรรมสุขภาพเกิดขนไดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษยท่เกดจากการ


เรียนรู การรับรู ทัศนคติ คานิยม การเลียนแบบ และการถูกบังคับ ตลอดจนสิ่งแวดลอมอ่น ๆ การ


ปฏิบัติซึ่งเปนพฤติกรรมทั้งดานบวกและดานลบซงพฤตกรรมทางดานลบเปนสิงท่กอใหเกิดปญหาทาง
ึ่



สุขภาพ เชน

1. การเกิดโรคติดตอ เชน พฤติกรรมการมีเพศสัมพันธที่ไมปลอดภัยกอใหเกดโรคติดตอทาง

เพศสัมพันธ
2. การเกดโรคไมตดตอ เชน พฤตกรรมการบริโภคอาหารผิดหลักโภชนาการ และมสาร










ปนเปอน พฤตกรรมการดมสุราและสูบบุหรี พฤตกรรมการไมออกกาลังกาย และพฤตกรรม การขับขี ่




รถโดยไมเคารพกฎจราจร เปนตน

26









3. การเปลียนแปลงสังคมและสิงแวดลอม เปนผลมาจากการเปลียนแปลงทางดาน




เศรษฐกจสังคม และกระแสการพัฒนาทางดานอุตสาหกรรมสงผลตอการใชและการทําลาย
สิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติกอเกิดมลพิษทั้งในดิน น้ํา อากาศ และขยะมลฝอย




4. ความเสียงจากการทํางาน เชน พฤตกรรมเสียงจากการทางานภาคเกษตรกรรม


พฤติกรรมเสี่ยงจากการทํางานภาคอุตสาหกรรม และพฤติกรรมเสี่ยงจากการทํางานภาคบริการ เปน
ตน


พฤตกรรมสุขภาพมผลตอการเจ็บปวยและการเกดโรค ดังนั้นถาบุคคลมพฤตกรรมสุขภาพท ี ่









เหมาะสมกจะลดโอกาสของการเจ็บปวยหรือเปนโรคได ในทางกลับกันการมพฤตกรรมสุขภาพทีไม 









ถูกตองยอมทาใหมีโอกาสเกดโรคและความเจ็บปวยตาง ๆ ขนซงการมพฤติกรรมทไมถูกตองเพยง

ึ่

พฤติกรรมเดียวอาจเปนสาเหตุของการเกิดโรคไดมากมายหลายโรค สภาพปญหาเหลานี้นําไปสูปญหา
การวิจัยได ดังภาพที่ 2.1

สภาพปญหา ประชากรสูงอายุ (Aging Population) มีจํานวน
มากข้นและแนวโนมในอนาคตจะมจํานวนมากขน




และจํานวนปของการมีจํานวนผูสูงอายุสั้นลง



ผูสูงอายุในเขตเมองรอยละ 60 ตองเผชิญปญหา





ความเจ็บปวยทเกิดจากพฤตกรรมสุขภาพท่ไม 
เหมา สม


ปญหาวิจัย การแสวงหารูปแบบการสรางเสริมพฤติกรรม


สุขภาพผูสูงอายุในเขตเมอง เชน การออกกําลังกาย
โภชนาการผูสูงอายุ การอยูอาศัย การเสริมสราง
สุขภาพจิต การพัฒนารูปแบบปฏิสัมพันธทางสังคม



ภาพที 2.1 ความเชื่อมโยงของสถานการณปญหาพฤตกรรมสุขภาพกับปญหาการวิจัย



ี่
2. ปญหาสิ่งแวดลอม มนุษยและสิ่งแวดลอมมีความสัมพนธอนเกยวเนื่องเชื่อมโยง และสงผล

กระทบตอกันทั้งทางบวกและลบดังคํากลาวที่วาสรรพสิ่งทงหลายในโลกนี้ยอมเปนอนหนึ่งอนเดียวกน



ั้




ชวยเหลือเกอกูลและพ่งพาอาศัยซ่งกันและกันเพอการดํารงอยูอยางสมดุลและยั่งยืน ดังนั้นการ


พัฒนาการของโลกท่มมนุษยเปนศนยกลางไดสงผลกระทบตอการเปลียนแปลงสิงแวดลอมอยางใหญ 







ั้



หลวง ในอดีตปญหาเรืองความสมดุลของธรรมชาติตามระบบนิเวศยังไมเกิดขนมากนัก ทงนี้







เนืองจากผูคนในยุคตน ๆ นันมชีวิตอยูใตอิทธิพลของธรรมชาต ความเปลียนแปลงทางดานธรรมชาติ


27







ี่
และสภาวะแวดลอมเปนไปอยางคอยเปนคอยไปจึงอยูในวิสัยทธรรมชาติสามารถปรับดุลของตัวเองได
ปญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากสิ่งแวดลอม เชน


2.1 มลพิษทางอากาศ ปญหาดานอนามัยสิงแวดลอมท่เก่ยวของกับมลพิษทางอากาศจะ





มงเนนไปท่การไดรับสารมลพิษจากแหลงท่กําเนิด โดยท่กฎหมายท่เก่ยวของจะเนนท่แหลงปลอย




มลพษเชน สถานประกอบการตาง ๆ และคุณภาพอากาศในบรรยากาศเทานัน แตในปจจุบัน




นักวิชาการดานสิงแวดลอมไดใหความสนใจผลกระทบของมลพษอากาศภายในอาคารมากขน





องคการอนามัยโลกไดรายงานไววามลพิษอากาศภายในอาคารเปนสาเหตุของการเจ็บปวยของ






ประชากรโลก อากาศภายในอาคารท่มการปนเปอนเปนสาเหตุหนึงในหลายสาเหตุท่กอใหเกดโรค
ปอดไมวาจะเปนการติดเชื้อในหลอดลม มะเร็งในปอด โรคทางเดินหายใจแบบเรื้อรัง เชน โรคหืดหอบ




โรคปอดชื้น นอกจากนั้นยังกอใหเกิดอาการปวดศรษะ ตาแหง นํามกไหล เวียนศรษะ และ ออนเพลีย


โดยเฉพาะกลุมเสี่ยง ในประเทศไทยปญหาสาธารณสุขจะกลายเปนปญหาอนดับตนในสภาพ



ภูมิอากาศท่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเม่อผนวกกับปญหามลพษในสิ่งแวดลอม การเกิดของโรคและ
อัตราชุกของโรคจะเพมมากขึ้นเมื่อมีปจจัยทั้งสองดังกลาวเปนตัวสนับสนุน ซงมโอกาสทําใหประชากร
ิ่



จํานวนมากมีปญหาสุขภาพ

2.2 คุณภาพน้ําเสื่อมโทรม กิจกรรมในการดํารงชีวิตของมนุษยเปนผูทาลายธรรมชาติมาโดย
ตลอด การบุกรุกทําลายและการใชประโยชนจากทรัพยากรน้ําดวยความกาวหนาทางดาน

ั้


วิทยาศาสตรจนทาใหธรรมชาตเกนความสามารถในการรองรับ (Carrying capacity) ทงนี้


Department of Water Affairs and Forestry (2004a) พบวา พนท่ตอนกลางและตอนทายของ






แมน้ําออเรนจ ซงไหลผานเขตเมอง อุตสาหกรรมการผลิตทองคา อตสาหกรรมการผลิตถานหิน






รวมถงการชลประทานสงผลกระทบรุนแรงตอแมน้าออเรนจ โดยผลกระทบตอสุขภาพจากคณภาพ

น้ําเสื่อมโทรม มีดังนี้





2.2.1 ดานรางกาย เชือโรคบางประเภทสามารถท่จะเพาะพนธุและเจริญเติบโตในดใน












แหลงน้าเสีย ซงโดยทวไปเชือโรคทพบและกอใหเกดโรคตอมนุษยได มี 4 ชนิด คอ แบคทีเรีย ไวรัส
โปรโตซัว และพยาธิ โดยมีสาเหตุมาจากอุจจาระของมนุษยปนมากับน้ําเสีย ในปจจุบันความรูเรืองโรค


และความเจ็บปวยที่เกี่ยวของกับน้ํา (Water – related diseases) แบงออกไดเปน 4 กลุม ดังนี้


กลุมท 1 โรคหรือความเจ็บปวยทมน้ําเปนสื่อในการแพรกระจาย (Waterborne

ี่







diseases) เกดจากการดมน้าทปนเปอนดวยเชือโรคประเภทตาง ๆ ตลอดจนสารเคม โลหะหนัก










รวมทงการปรุงอาหารโดยใชน้าไมสะอาดท่ปนเปอนดวยเชื้อโรค เม่อรับประทานอาหารทมีสาร


เหลานี้ปนเปอนจะกอใหเกิดโรคบิด ไทฟอยด ตับอักเสบ และพยาธิ เปนตน
ี่
กลุมท 2 โรคหรือความเจ็บปวยทมาจากความขาดแคลนน้าสะอาด (Water –



washed diseases) ในการชําระลางทําความสะอาดรางกายและเสือผา เครืองนุงหมมกจะเปน




อาการโรคติดเชื้อตามเยื่อบุตา รวมถึงผิวหนังภายนอกรางกาย เชน ริดสีดวงตา หิด เหา แผลตาม
ผิวหนัง เปนตน


ี่
กลุมท 3 โรคหรือความเจ็บปวยเนืองจากเชือโรคหรือสัตวนําโรคทมวงจรชีวิตอาศัยใน



น้ํา (Water – based diseases ) ที่สําคัญ คือ พยาธิใบไมในตับ พยาธิใบไมในเลือด เปนตน

28







ี่
กลุมที่ 4 โรคหรือความเจ็บปวยเนื่องมาจากแมลงเปนพาหะนําโรคทตองอาศัยน้ําในการ
แพรพันธุเปนสําคัญ (Water – related insect vectors) พาหะนําโรคสวนใหญเกิดจากยุง เชน
มาลาเลีย ไขเลือดออก โรคเทาชาง ไขเหลือง เปนตน

2.2.2 ดานจิตใจ ผลกระทบดานจิตใจจากคณภาพน้ําเสือมโทรมสวนใหญจะเปน

ผลกระทบทางออมโดยเฉพาะกลินเหม็นทเกดจากการขาดออกซิเจน ซงปริมาณออกซิเจนในน้ําท ่ ี








ลดลงจะสงผลตอแบคทีเรียกลุมแอโรบิกทจะลดลงดวย อนทรียสารจะถกยอยสลายดวยแบคทเรีย









กลุมแอนาโรบิก และแบคทีเรียกลุมแฟคัลเตตีฟตอไป อนจะสงผลใหเกิดแกซตาง ๆ เชน มีเทน













ไฮโดรเจนซัลไฟด แอมโมเนีย แกซเหลานีเองททาใหเกดกลินเหมนและสีของน้าเปลี่ยนไป กอใหเกด
ความเดือดรอน รําคาญแกประชาชนที่อาศัยอยูริมแหลงน้ํา

2.2.3 ดานความสัมพันธทางสังคม คุณภาพน้ําที่เสื่อมสภาพกอใหเกดคาใชจายทสูงขนใน

ี่

ึ้
การผลิตน้ําเพ่อการอุปโภค บริโภคเม่อน้ําถกปนเปอนดวยสารมลพิษคุณภาพน้ําก็จะลดลง





กระบวนการผลิตน้าประปาจึงตองเสียคาใชจายเพ่อกําจัดสารมลพษ เชน หากมีตะกอนหรือความ


ขุนเขมมากก็จะเสียคาใชจายสําหรับซื้อสารสมเพมขน รวมถงคาใชจายในการนําน้าจากแมน้าทเสื่อม

ิ่

ึ้



โทรมมาใชในการเกษตร
2.3 ปญหาขยะมูลฝอย ความเจริญทางดานเศรษฐกิจและการพัฒนากอเกดปริมาณขยะมูล

















ฝอยในกลุมประเทศทพฒนาแลวอตราเพมขนเปน 3 เทา เมอเปรียบเทยบกบ 20 ปทแลว มการ







คาดการณวาในกลุมประเทศทกาลังพฒนาอตราการเกดขยะมลฝอยจะเพมเปน 2 เทาในอีก 10 ป















ขางหนา และปริมาณขยะมลฝอยทวโลกจะเพมขนเปน 5 เทาใน ค.ศ. 2025 ขยะมลฝอยย ังปน
สาเหตสําคญทกอใหเกิดปญหาสิงแวดลอมและสงผลกระทบตอสุขภาพของมนุษย บางสวนปนเปอน










ในน้ํา ดน ตลอดจนตกคางในอาหารทําใหการดารงชีวิตของมนุษยเกิดภาวะเสียงตอการเกิดโรคมาก
ขึ้น และการแพรกระจายของสารพิษในสิ่งแวดลอม



การเปลียนแปลงรูปแบบการเกิดโรคมักจะแปรผันตามสิงแวดลอมท่เก่ยวพันกับโรคทังใน



ลักษณะโรคตดเชื้อ โรคเรือรัง โรคไมตดตอ และปญหาสุขภาพทางจิตสังคมและความเครียด การเกด








โรคติดเชื้อเก่ยวของกับสิ่งแวดลอมทมีการปนเปอน ขาดการดูแลความสะอาดและการสุขาภิบาลท ี ่



ถกตอง การเพ่มข้นของปริมาณของเสีย และมลพิษ การขาดแคลนน้ํา ขอจํากัดการใชทดินและการ




เปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดลอม ผลของปรากฏการณดังกลาวกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพของมนุษย


3. ปญหาสังคม แนวโนมปญหาสังคมของโลกในอนาคตจะมีความสลับซับซอนมากข้นเนืองจากการ


เปลียนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรมและการเมือง การเปลียนแปลงเหลานี้เปนผลมา

จากการที่ประเทศจําเปนตองพัฒนาเพื่อใหทันกับการแขงขันกับประเทศตาง ๆ ในการพฒนา สําหรับ

ประเทศไทยยังไมมีแนวทางชัดเจน มีผลประโยชนของกลุมตาง ๆ เปนเปาหมายของการพฒนา คนจน
เปนผูเสียเปรียบในสังคมสิ่งเหลานี้สะทอนถึงความลมเหลวในการพัฒนาของประเทศไทย การพฒนาท ี ่


ผิดพลาดที่เนนความมั่งคั่งในที่สุดตกเปนเหยื่อของโลกาภิวัตน ในขณะเดยวกนสังคมไทยยังไมสามารถ




นําเอาวัฒนธรรมของประเทศอุตสาหกรรมทอาศยความรู ความคดความเขาใจ ทางวิทยาศาสตรเปน










พนฐานมาเปนเครืองนําทาง ประกอบกบความออนแอของระบบตาง ๆ จึงทาใหไมสามารถรับมอกบ


แรงกดดันของกระแสโลกาภิวัตนได ความมงค่งเปนระบบการผลิตและบริโภคท่มีนัยวาฟมเฟอยไร







ขีดจํากัด ไมคํานึงถึงความสิ้นเปลืองของทรัพยากรนําไปสูปญหาทรัพยากรธรรมชาติและการดํารงชีวิต

29









ของมนุษยและนํามาสูปญหาสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะปญหาสุขภาพจิต นอกจากนี้วิถีชีวิตท่ม ี


หลากหลายคูและขาดการมีผัวเดียวเมียเดียวการพัฒนาที่นําไปสูภาวะทนสมยโดยทาใหคนมความพรั่ง






พรอมทางดานวัตถ คนรุนใหมไมเห็นความสําคัญของวัฒนธรรมเดิม ทาใหสูญเสียวัฒนธรรมทาง

คานิยม วิถชีวิตทดงามของชุมชนไป เชน การรักนวลสงวนตัวขาดหายไป นําไปสูการสําสอนทางเพศ






เปลี่ยนคนอนกันบอย แตภาวะทันสมัยไมไดทําใหคนในสังคมมีชีวิตท่มีความสุขและเกิดการแสวง

ทางออกใหม ๆ ทําใหเกดการแสวงหาการบริโภคสิงแปลก ใหม เชน ประสบการณแปลกใหมทาง








เพศซ่งนําไปสูพฤติกรรมการสําสอนทางเพศ การเปลียนคนอนบอย ไมมีความรูสึกผูกพันกัน
ปรากฏการณเหลานี้นําไปสูการแพรระบาดของโรคเอดสและการฆาตัวตาย

สามารถ ใจเตย (2562) กลาววา ปจจัยกาหนดสุขภาพสังคมของผูสูงอายุ ทังการ






เปลียนแปลงสภาพสังคม เศรษฐกิจและวิถชีวิตความเปนอยูของประชาชนในประเทศไทยจะทาให











แนวโนมพ้นทเขตเมืองจะมีขนาดขยายใหญข้นรุกล้าเขาไปในพนท่เขตชนบท พ้นท่บางแหงจะเกิด





ปญหาทซบซอนของความเปนเมองใหญ (Mega cities) เชน ปญหาขยะ น้าเสีย น้าไมพอใช พลังงาน








ขาดแคลน จากความเรงรีบและแขงขนในทางเศรษฐกจของสังคมเมอง ลักษณะการเปลียนแปลงนีทา






ใหปญหาสุขภาพมีรูปแบบเปลี่ยนไป การดํารงชีวิตในสถานการณท่การเปลี่ยนแปลงเกิดขนอยาง




รวดเร็วทาใหประชาชนตองปรับตวอยางมากเพอการดารงอยูใหได ซงแนวโนมปจจัยทางสังคมท ่ ี






กําหนดสุขภาพทางสังคมของผูสูงอายุจะมีความสัมพันธกับการเปลี่ยนแปลงโครงสรางของสังคมแตละ
พื้นที่ ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงดานเศรษฐกิจ ประเทศทพัฒนาแลวสวนใหญไดเขาสูการเปนสังคม







ผูสูงอายุมานานกวา 40 - 50 ป ผลกระทบจากการเปนสังคมผูสูงอายุของประเทศตาง ๆ ไดแก เกด




การยายถ่นของแรงงานขามชาติท้งแรงงานท่มฝมือและไรฝมือเพ่อทดแทนกําลังแรงงานในประเทศท ี ่

เปนสังคมผูสูงอายุ สงผลกระทบตอความมั่นคงและสังคมของประเทศนั้น ๆ เกดความหลากหลายทาง


วัฒนธรรม ขณะเดยวกนกเกดภาวะสมองไหลโครงสรางการผลิตเปลียนจากการใชแรงงานเขมขนมา







เปนการใชองคความรูและเทคโนโลยีมากขึ้น สงผลตอการพัฒนาคนใหมีความรู มีศกยภาพ ทกษะและ



ความชํานาญ ควบคกับการพัฒนาเทคโนโลยีเพ่อใชทดแทนกําลังแรงงานท่ขาดแคลน ความเขมขน



ของการใชเทคโนโลยีจะข้นกับระดบการพัฒนาของแตละประเทศ โครงสรางการใชจายงบประมาณ
ึ้
เปลี่ยนแปลงไปประเทศที่เขาสูสังคมผูสูงอายุจะมีรายจายดานสุขภาพเพิ่มขนทาใหงบประมาณสําหรับ

การลงทุนพัฒนาดานอื่น ๆ ลดลง

2. การเปลี่ยนแปลงดานเทคโนโลยี โดยเฉพาะอยางยิงเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information
technology, IT) จะทําใหมีการพัฒนาสินคา บริการ รวมถงเปนแหลงขอมลทผูบริโภคสามารถเลือก










ไดมากขน และผูผลิตสามารถผลิตไดตรงกบความตองการของผูบริโภค สิงเหลานีกระทบตอวิถชีวิต

ึ้


ของประชาชนคนไทยอยางมาก สื่อยังกาหนดจิตสํานึกของคนในสังคมได หรือการครอบงําทาง

วัฒนธรรม (Cultural domination) หรือการครอบงําความคิด (Hegemony) นั่นเอง


3. การเปลี่ยนแปลงดานวัฒนธรรม การตดตอสือสารแลกเปลี่ยนทงทางดานวัตถและทาง








วัฒนธรรมมากขึ้น มผลกระทบตอจริยธรรม คุณคา คานิยมซึ่งสงผลตอไปถงพฤติกรรมของคนรุนใหม 




ในสังคม เชน การบริโภคสื่อท่ไมมจิตสํานึกในการถายทอดทาใหเกดการเลียนแบบและสั่งสม

ประสบการณในกลุมวัยรุน ทกคนจะคดเพยงแคตวเอง เอาตัวรอดเปนหลักไมสนใจวาจะตอง










30




















รับผิดชอบสังคมทตวเองอาศัยอยู คานึงถงเพยงการแขงขนเพอใหทนกับการเปลียนแปลง ชีวิตเรงรีบ







เครียดมากขน กรอบกบประเพณวัฒนธรรมทเคยควบคมไวถกลดความสําคัญลง แตละคนสามารถ

เลือกรับขอมล การสังซ้อสินคา และการบริการผานทางเทคโนโลยีการสื่อสารตาง ๆ ทงยังนําเอา









รูปแบบสากลนิยม (Cosmopolitan style) และรสนิยมการแตงกาย การใชเวลาวาง งานอดิเรก ทถูก



ทําใหเปนรูปแบบโลกาภิวัตนมาใชอกดวยทาใหสังคมไทยกลายเปนสังคมกงตะวันตกท่วิถีชีวิตยึดติด








กบเทคโนโลยีมากขน นอกจากนีปจจุบันวัฒนธรรมไทยเปลียนแปลงเปนวัฒนธรรมทางตะวันตกมาก










ขึน ในขณะท่ผูสูงอายุยังมความคดเห็นทคงท ยึดมนกับคตินิยมของตนเอง ขนบธรรมเนียมประเพณ ี




และวัฒนธรรมดงเดมซ่งเปนผลมาจากความสามารถในการเรียนรูและความจําเก่ยวกับสิ่งใหมลดลง



ึ่

ี่
แตยังสามารถจําเรื่องราวเกาซงเปนสิ่งทประทบใจไดดี จึงทาใหผูสูงอายุเกิดการตอตานความคิดใหม 











กอใหเกดชองวางระหวางวัยมากขน ผูสูงอายุกลายเปนคนลาสมย จูจีขบน ทาใหลูกหลานไมอยาก





เลี้ยงดู กลายเปนสวนเกินของครอบครัว ผูสูงอายุจึงแยกตัวเองและเกิดความรูสึกทอแทมากขึ้น















ทงนีปจจัยการดแลตนเองอกประการหนึงททาใหผูสูงอายุมความสุข คอ การท่ผูสูงอายุคด

วาการแตงกายทสะอาดสวยงามและเหมาะสมทาใหผูทพบเห็นชืนชมและยอมรับตนเอง ทาใหรูสึกวา










ตนเองมีคุณคามากขึ้น นอกจากนันยังพบวาผูสูงอายุหลายทานไดปรับตวเพอรักษาสุขภาวะดานจิตใจ













และสังคมของตนเองโดยการเขารวมกจกรรมชุมชน การคดเชิงบวก และการนับถือศาสนา สิงทมผล

ตอบทบาทผูสูงอายุ บทบาทครอบครัว และบทบาทชุมชนเพ่อใหผูสูงอายุ ดารงชีวิตไดอยางพึงพอใจ






ในดานลักษณะภูมิหลังไดแก อายุ เพศ สถานภาพสมรส การศกษา ดานครอบครัว ไดแก คณลักษณะ






ครอบครัว สัมพันธภาพของครอบครัว รายได และสิงแวดลอมของครอบครัว ดานชุมชน ไดแก 

ลักษณะของผูนําชุมชน วัฒนธรรม ศาสนา ความเชือ และขนบธรรมเนียมประเพณ สวนภาวะ



เศรษฐกจหรือรายได โรคประจําตวเปนปจจัยทมผลใหผูสูงอายุไมมีความสุข ทงนีผูสูงอายุกาลังเผชิญ












กับโรคและปญหาสุขภาวะที่หลากหลาย (Rickettes, 2002)









จะเห็นไดวาแนวโนมปจจัยกาหนดสุขภาพมแนวโนมเพมความรุนแรงมากขนสาเหตหลักเกด


จากการเปลี่ยนแปลงทงสภาพสังคม เศรษฐกจและวิถชีวิตความเปนอยูของมนุษย นําไปสูปญหา



สุขภาพทซบซอน ลักษณะการเปลียนแปลงนีทาใหปญหาสุขภาพมรูปแบบเปลียนไป นอกจากนีการ















ดํารงชีวิตในสถานการณที่การเปลี่ยนแปลงทีเกดขนอยางรวดเร็วยังสงผลตอมนุษยทตองปรับตวอยาง



มากเพื่อการดํารงอยู


ขอบเขตการดําเนินงานดานสาธารณสข

สภาวะสุขภาพของมนุษยมความสําคญตอการพัฒนาทงดานทรัพยากร มนุษย เศรษฐกจและ















สังคม เพราะเมอใดกตามทมนุษยเกดความเจ็บปวยหรือเกดโรคข้น จะทาใหตองสูญเสียคา




รักษาพยาบาล สูญเสียเวลาในการประกอบอาชีพ สูญเสียรายไดและอาจตองสูญเสียชีวิตได มมนุษย



จํานวนมากมีสุขภาพที่ไมสมบูรณ มีการเจ็บปวย ความพิการ และเสียชีวิตกอนวัยอนสมควรดวยโรคท ี่





ทราบสาเหตและสามารถปองกนได ปรากฎการณนีเกิดเนืองจากความบกพรองและไมตระหนักใน






ความสําคญของการปองกนโรคการสงเสริมสุขภาพอนามัย และการจัดการรักษาพยาบาลทงดาน

ปริมาณและคุณภาพ ตลอดทั้งความเหมาะสมในการใหสุขศึกษา ดังนั้นการดําเนินงานดานสาธารณสุข
จึงมุงเนนหลักการดําเนินงาน 5 ประการ คือ

31









1. การสงเสริมสุขภาพ (Health promotion) ในการประชุมนานาชาต เรือง การสงเสริม





สุขภาพทเมืองออตตาวา ประเทศแคนาดา เม่อป พ.ศ. 2529 ไดสรุปแนวคิดเกยวกับการสงเสริม

สุขภาพและกาหนดเปนกฎบัตรออตตาวา โดยใหความหมายของคาวา การสงเสริมสุขภาพ









หมายถง กระบวนการเพมสมรรถนะใหคนมความสามารถเพมขนในการควบคมและการสงเสริมให

สุขภาพของตนเองดีข้น ในการท่จะบรรลุสุขภาวะท่สมบูรณท้งรางกาย จิตใจ และสังคม ปจเจก





บุคคล หรือกลุมบุคคลควรที่จะตองมีความสามารถที่จะบงบอกและตระหนักถงความมงมาดปรารถนา
ุ




ของตนเองท่จะสนองความตองการตาง ๆ ของตนเอง และสามารถทจะเปลียนแปลงหรือปรับตนให
เขากับสิ่งแวดลอม เรื่องสุขภาพจึงถูกมองในลักษณะของความจําเปนสําหรับชีวิตประจําวัน มใชเปน



เพียงจุดมงหมายของการดารงชีวิตเทานัน สุขภาพเปนคาท่มีความหมายในทางบวก เนนหนักท ี ่




ทรัพยากรบคคลและสังคม เชนเดยวกบสมรรถนะตาง ๆ ทางรางกาย ดังนั้น การสงเสริมสุขภาพจึง




มใชเปนความรับผิดชอบขององคกรในภาคสาธารณสุขเทานัน หากกนความนอกเหนือจากการมชีวิต



อยูอยางมีสุขภาพดีไปสูเรื่องของสุขภาวะโดยรวมอนประกอบดวย สภาวะทางสังคม สิ่งแวดลอม และ



เศรษฐกจ จะเห็นไดวาการสงเสริมสุขภาพนั้นจะตองเริ่มตนจากบุคคลจะตองเห็นความจําเปนและ






ตระหนักถงการมสุขภาพด การปฏิบัตตน สํานึกตอสวนรวม สรางสรรคใหสังคมมความสุข ดแลรักษา


สิ่งแวดลอมเพื่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้องคกรทั้งภาครัฐและเอกชนจะตองคานึงถงเรื่องสุขภาพของ


ประชาชนเปนสําคัญดวย การสรางสุขภาพในชุมชนมีความเปนไปไดที่ประชาชนจะรวมกลุมสรางเสริม

สุขภาพตนเองโดยเฉพาะอยางยิ่งเรืองทไมยุงยากและใกลตัว เชน การรับประทานอาหาร การออก


กําลังกายและการรักษาสุขภาพจิต
2. การปองกนโรค (Prevention) หมายถง การขจัดหรับยับยังพฒนาการของโรครวมถึงการ





ประเมินและการรักษาเฉพาะ เพอจัดความกาวหนาของโรคในทกระยะ การปองกนโรคแบงไดเปน 3






ระดับ ดังนี้


2.1 การปองกนโรคระดบแรก (Primary prevention) หมายถึง การสงเสริมสุขภาพ




โดยทวไปรวมถงการปกปองและตอตานการเกดเฉพาะโรค ไดแก การใหสุขศกษา การรับประทาน





อาหารเหมาะสมตามวัย การพฒนาบุคลิกภาพ การทางาน การพกผอน และนันทนาการอยาง


เหมาะสม การไดรับคําปรึกษากับการแตงงานและเรื่องเพศ การคัดกรองพันธุกรรม การตรวจสุขภาพ


2.2 การปองกนโรคระดบทสอง (Secondary prevention) หมายถึง การไดรับการ



วินิจฉยในระยะแรกของโรคและไดรับการรักษาทนทวงท ความรุนแรงของโรคทเปนมีระยะเวลาสัน








สามารถกลับสูสภาวะของการมีสุขภาพดีไดอยางรวดเร็ว
ี่

2.3 การปองกนโรคระดับทสาม (Tertiary prevention) เปนระดับทไมเพียงแตหยุดการ








ดําเนินของโรคเทานั้น แตจะตองปองกันความเสือมสมรรถภาพอยางสมบูรณ จุดประสงคกคอใหกลับ



สูสังคมไดอยางมีคุณคา
3. การรักษาพยาบาล (Curation) คือ การตรวจแกสิ่งบกพรองของรางกายแมวาจะมอาการ


ี่
ผิดปกติเล็กนอยถาหากละเลยทิ้งไวอาจเกิดโรครายแรงได ซึ่งเปนกระบวนการทชวยใหบุคคลแตละคน
คงไวซึ่งสุขภาพที่ดีทั้งทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม ใหสามารถดํารงชีวิตอยูในสังคมไดอยางม ี

ความสุขตามสภาวะ โดยใชหลักการทางวิทยาศาสตรและศิลปะชวยเหลือผูปวยใหมีสุขภาพที่สมบูรณ

32










4. การกาจัดความพการ (Disability limitation) คือ การกระทําท่สามารถชวยใหความ
พิการตาง ๆ ในตัวผูปวยลดนอยลง หรือกลับคืนสูสภาพปกติได มีแนวทางการดําเนินงาน คือ


4.1 การดาเนินงานเฝาระวังและปองกันความพการใหมประสิทธิภาพ และประสิทธิผล



ควรเชือมโยงเครือขายการดาเนินงานบนฐานขอมลแบบเครือขายบริการ (Service Link) เปนระบบ







การเฝาระวังและปองกนความพิการระดบชาต (National Disabilities Preventive and
Surveillance System, NDPSS) ทั้งในระดับชุมชน ทองถิ่น จังหวัดและประเทศ
4.2 การเฝาระวังและปองกนความพการควรจะมการดําเนินการโดยรัฐเปนผูนํา เนนการ






เฝาระวังเชิงรุกที่บูรณาการเชื่อโยงระหวางหนวยงานของกระทรวงตาง ๆ ไดแก กระทรวงสาธารณสุข




กระทรวงการพฒนาสังคมและความมนคงของมนุษย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศกษาธิการ

กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอตสาหกรรม



รวมทงชุมชนและเครือขายตาง ๆ ทเกยวของตองประสานความรวมมอทํา งานเฝาระวังและปองกน










ความพิการภายใตระบบเชื่อมโยงแบบเครือขายคอมพิวเตอร


4.3 สนับสนุนใหองคกรปกครองทองถน (องคการบริหารสวนจังหวัด/เทศบาล/ องคการ


บริหารสวนตําบล) มีสวนรวมในการเรงรัดการคนหาและจดทะเบียนคนพิการ และใหทกองคกร





ปกครองสวนทองถน จัดต้งศนยเครือขายบริการ (Service Link Center) แบบบริการ ณ จุดเดยว









(One Stop Service) และใหการฟนฟสมรรถภาพคนพการในรูปแบบตางๆ ของชุมชน และ

หนวยงานท่เก่ยวของตองพัฒนาระบบจากฐานของระบบเครือขายเฝาระวังโรคและระบบการฟนฟ ู


สมรรถภาพคนพการของชุมชน (Community Based Rehabilitation, CBR) เพ่อเปนการใชพลัง


ของประชาชน ขับเคลื่อนระบบการเฝาระวังความพการในชุมชน ดวยการเชือมโยงเครือขายกบระบบ





การเฝาระวังความพิการของรัฐระดับอําเภอ จังหวัด เขต และประเทศตอไป เชน

การศึกษาศักยภาพการสรางเสริมคณภาพชีวิตเดกทมีความตองการพเศษบนฐานการมสวน








รวมของชุมชนเขตเมือง กรณีศกษาเทศบาลตาบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม การครั้งนี้ม ี




วัตถประสงคเพอศึกษา 1) บทบาทแกนนําสุขภาพชุมชนตอการสรางเสริมคุณภาพชีวิตเด็กท่มีความ



ตองการพเศษ 2) สังเคราะหศักยภาพของชุมชนในการสรางเสริมคุณภาพชีวิตเด็กท่มความตองการ




พเศษ ใชการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง กลุมตวอยางเปนแกนนําสุขภาพ



ชุมชน จํานวน 96 คน และผูมีสวนไดเสีย จํานวน 19 คน ในพนท่เทศบาลตําบลสุเทพ อําเภอเมือง



จังหวัดเชียงใหม เกบรวบรวมขอมูลดวยแบบสอบถาม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ และการ


สัมมนาเชิงปฏิบัตการณแบบมสวนรวม วิเคราะหขอมลโดยใชสถตเชิงพรรณนาและการวิเคราะหเชิง









เนื้อหา ผลการศึกษา พบวา การปฏิบัตงานตามบทบาทการพัฒนาคณภาพชีวิตเดกทมความตองการ






พเศษของแกนนําสุขภาพชุมชนโดยรวมเฉลียมการปฏิบัตระดบปานกลาง (คาเฉลียเทากบ 1.82) สวน







ศกยภาพชุมชนไดสะทอนความพรอมดานบุคลากรและความตองการการมสวนรวมในการพฒนา







คุณภาพชีวิตเด็กที่มีความตองการพิเศษในชุมชน แตยังขาดองคความรูดานการรักษาโรคทอยูในระดบ



นอย และความไมเพยงพอของงบประมาณจากองคกรปกครองสวนทองถน (อทตยา ใจเตย และคณะ,








2562)

33















4.4. หนวยงานทเกยวของควรเสริมสรางความเขมแขงขององคกรชุมชนในการจัดทา



ฐานขอมูล (Data Based) เพื่อเชื่อมตอในระดับชาติ ในการคนหา เฝาระวัง และปองกันความพการท ่ ี
เกิดขึ้นในชุมชน
5. การฟนฟูสมรรถภาพ (Rehabilitation) คือ กระบวนการใดก็ตามที่สามารถชวยใหผูปวย

ทไดรับบาดเจ็บดวยโรคใดโรคหนึง กลับมามชีวิตในสภาพปกตในสังคม ท้งรางกายและจิตใจ ดวย







วิธีการใชยา การทําหัตถการ การใชเครืองมือ การออกกาลังกายจําเพาะ การใหคําแนะนําทางการ






แพทย การใชอปกรณชวยเหลือหรือทดแทน หรือวิธีการอนๆ อกทงยังมงสงเสริมสุขภาพ และปองกน






การเปนซาหรือภาวะแทรกซอนใหกบบุคคลทวไปและผูปวยทมความพิการหรือสมรรถภาพเสือมถอย











ทั้งทางรางกาย ทางสติปญญา ทางการเรียนรู ทางการสื่อความหมาย และทางจิตใจ โดยใชบุคลากรท ี่
เกี่ยวของจากหลายสาขารวมกันใหการรักษาและฟนฟู เพื่อสงเสริมศักยภาพที่เหลืออยูของผูปวยนั้น ๆ
ใหสามารถดํารงชีวิตในสภาวะแวดลอมท่เหมาะสมได เพ่อใหเปนภาระตอคนรอบขางและสังคมให



นอยที่สุด


นอกจากนี้ในบริบทของการพงตนเองดานการสาธารณสุขในประเทศไทยนั้นถาพิจารณางาน



ดานสาธารณสุขมลฐาน 14 ดาน ซงยังคงยึดรูปแบบเดมทดาเนินการมากวาทศวรรษ โดยมแบบแผน


ึ่









กจกรรมสําเร็จรูปท่ดาเนินการเหมอนกันท้งประเทศ และมลักษณะทโนมเอยงไปในทางการพฒนา




ชุมชนชนบทเปนหลัก ทาใหรูปแบบและเนือหาของงานสาธารณสุขมูลฐานขาดความหลากหลาย และ


ไมสามารถตอบสนองกับสภาพปญหาของทองถ่นไดอยางเฉพาะเจาะจง หากจะปรับแนวทางไปสูการ


พ่งตนเองทางสุขภาพของชุมชนใหมีความหลากหลาย คือ ควรจะมองไปท่ชุมชนวาความแตกตาง


หลากหลายดํารงอยูไดอยางไรและมีผลตอการพงพาดานสุขภาพและดานอ่น ๆ อยางไร และม ี






ความหมายอยางไรตอการพัฒนาสุขภาพอนามัยในชุมชน แตเรืองทยากทสุดของการพฒนาสุขภาพ










นันอยูทการปรับเปลียนกระบวนทศนหรือแนวคดของเจาหนาท่ซงคนเคยอยูกับนโยบายและเงอนไข










เดิมท่กาหนดวา เจาหนาทมหนาทตองบริการประชาชน แนวคิดท่ลาสมัยเชนนีสวนทางกบความ













พยายามท่จะใหประชาชนลุกข้นแสดงบทบาทดานพฒนาสุขภาพ อันเปนหลักการพนฐานของงาน


สาธารณสุขมูลฐาน

การเลือกปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชมชน


การวิจัยทางดานสาธารณสุขเปนการศกษาถงความสําคัญของการวิจัยในเชิงวิทยาศาสตรท ี ่




เกยวของกบเหตุการณ หรือปญหาดานสุขภาพของบุคคลและสังคม (วรพจน พรหมสัตยพรต, ม.




ป.พ.) เพื่อนําไปสู








1. การแกปญหา ความจําเปนในการแกปญหา เปนสิงทตองมการศึกษาคนควาอยางมระบบ



เพ่อการแกปญหาในสถานการณหนึ่ง ๆ ปญหาทางดานสาธารณสุขนับวันจะมความซบซอนและ








ยุงยากมากข้น การวิจัยทเปนกระบวนการทางวิทยาศาสตรสุขภาพ จึงเปนแนวทางคนหาสาเหตทจะ
ทําใหการแกปญหาสาธารณสุขเปนไปอยางถูกตอง

2. การสรางทฤษฎี ความสําคัญของการวิจัยอยางหนึ่งคือการสรางกฎเกณฑหรือทฤษฎีตาง ๆ


เพื่อจะเปนประโยชนสามารถนําไปใชอางอิง อธิบาย ทํานาย และควบคม ปรากฏการณตามธรรมชาติ
และพฤตกรรมของมนุษย


34








3. การพสูจนทฤษฎี ในการสรางกฎเกณฑหรือทฤษฎีตาง ๆ นั้น จําเปนตองมการทดสอบ




หรือพิสูจนอยูเสมอ ทงนีเนื่องจากกฎเกณฑหรือทฤษฎียังตองอยูภายใตกฎของการเปลียนแปลงตาม






ธรรมชาต ความสําคัญของการวิจัยของการวิจัยจึงตองมการตรวจสอบวาขอคนพบท่ไดจากการวิจัย







กอนหนานันยังคงถกตองอยูหรือไมเมอกาลเวลาเปลียนแปลงไป เพ่อการนําไปใชอยางถกตองตรงกบ








สถานการณหรือสภาพความเปนจริง
แนวทางขางตนจึงนําไปสูการแสวงหาปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขซ่งขอสงสัยท่เกิดจาก










ความอยากรูอยากเห็นในขอเทจจริง หรือขอสงสัยท่เปนจุดเริมตนทกอใหเกดการคนควาวิจัย เพอให






ไดความรูความจริง การดาเนินการวิจัยแตละเรืองจะตองกาหนดประเดนของปญหาในการทําวิจัยให






ชัดเจน การเขียนประเด็นของปญหาควรมีหลักการ ดังนี้
1. เปนประเด็นที่นาสนใจ
2. เปนประเด็นที่เปนปญหาจริง ๆ อยูในปจจุบัน




3. เขยนใหตรงประเดน ขอมลเชิงเหตุผลควรจะนําไปสูจุดทเปนปญหาท่จะทาการวิจัย และ




ชี้ใหเห็นความสําคัญของสิ่งที่จะทําวิจัย










4. มขอมลอางองทาใหนาเชือถอเพอใหผูอานไดเขาใจวาเปนปญหาทมพนฐานมาจากขอมล







เชิงประจักษ มิใชเกิดจาก ความรูสึก หรือจินตนาการของผูเขียน
5. ไมยืดยาวจนนาเบื่อ
6. ใชภาษางาย ๆ จัดลําดับประเด็นที่เสนอใหเปนขั้นตอนตอเนื่องกัน


7. เปนประเด็นท่นาจะเปนประโยชน เมอทําการวิจัยเสร็จสิ้นแลว ผลการวิจัยสามารถ


นําไปใชประโยชนไดจริงๆ


8. อยูในวิสัยท่ผูวิจัยคิดวานาจะทําไดท้งในแงของเวลา คาใชจาย ตามความสามารถของ

ผูวิจัย


ทงนี้แหลงทมาของปญหาท่จะทาการวิจัยนั้นมหลากหลาย อาจเกดข้นจากผูปฏิบัติงาน
ั้














ปญหาเกยวกบผูใชบริการ นักศกษา ตลอดจนสิงแวดลอมตาง ๆ หากผูวิจัยมความสนใจกจะมองเห็น

ปญหาไดไมยากนัก ที่มาของปญหาการวิจัยสามารถจําแนกไดดังนี้





1. ประสบการณของผูวิจัย ผูวิจัยอาจไดปญหาการวิจัยจากปญหาทประสบอยูในการ

ปฏิบัติงาน หรือจากการสังเกตเหตุการณความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงตาง ๆ ในสังคมทําใหเกด
ความสงสัยและตองการหาคําตอบ

2. รายงานการวิจัยของคนอน ๆ ทพมพออกอมาแลว ไมวาจะในวารสารการวิจัยตาง ๆ ทัง ้








ภาษาไทยและตางประเทศวิทยานิพนธซ่งเปนผลงานวิจัยของนิสิตระดบบัณฑตศึกษาของ




มหาวิทยาลัยหรืออยูในรูปของรายงานการวิจัยทพิมพเผยแพร






3. ทฤษฎี ผูวิจัยอาจไดปญหาจากทฤษฎีทเก่ยวของกบเรืองท่สนใจ อาจสงสัยวาใน
สถานการณและเวลาที่แตกตางไป เหตุการณตางๆ จะเปนไปตามที่ทฤษฎีกลาวไวหรือไม 

4. การเขารวมสัมมนา ประชุมทางวิชาการในเรื่องตาง ๆ อาจชวยใหพบปญหาทควรทาการ



วิจัยได
5. การเสนอหัวขอที่ควรทําการวิจัยของหนวยงานที่ใหทุนสงเสริมหรือสนับสนุนการวิจัย เชน
สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาต สํานักงานกองทุน


35











สนับสนุนงานวิจัย การใหทนอดหนุนการวิจัยโดยระบุลักษณะโครงการวิจัยหรือโดยการกาหนดเรือง
ของสํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ และคณะกรรมการสภาวิจัยแหงชาติ






อยางไรก็ตามควรคานึงถงเกณฑในการเลือกปญหาทจะวิจัยทังดานผูวิจัย โดยควรเปนเรื่องท ่ ี



ผูวิจัยมีความสนใจใครรูอยางแทจริง หรือศรัทธาอยางแรงกลาในการแสวงหาคําตอบ การวิจัยเปน



กิจกรรมที่ตองอาศัยความเพียง ความอดทน ความตั้งใจทําอยางระมัดระวัง จึงจําเปนอยางยิงทจะตอง
เลือกปญหาที่ตนสนใจ และเปนเรื่องที่สอดคลองกับความรูความสามารถของผูวิจัย




การกําหนดปญหาการวิจัยดานสาธารณสุขชุมชนจําเปนตองจํากดขอบเขตใหเฉพาะเจาะจง
ดวยการกําหนดปญหาการวิจัยวา เรื่องที่เลือกทําวิจัยนั้นเปนปญหาเกิดจากองคประกอบใดบาง แตละ
องคประกอบมีความสัมพันธกันอยางไร เชน
1. การศึกษาระดับสุขภาพของสมาชิกในชุมชน การศึกษาระดับสุขภาพของสมาชิกในชุมชน


อาจแยกกลุมการศึกษาใหมีลักษณะเฉพาะ อาทิการศึกษาระดับสุขภาพของเด็กวัย 0 - 5 ป การศกษา






ระดบสุขภาพของเด็กวัย 6 - 12 ป การศกษาระดบสุขภาพของสตรีวัยเจริญพนธุ และการศกษา


ระดับสุขภาพของผูสูงอายุ เปนตน หรือการศึกษาระดบสุขภาพของสมาชิกในชุมชนอาจแยกกลุม

ศกษาตามภาวะสุขภาพเฉพาะจุด อาทิการศึกษาภาวะสุขภาพในชองปาก การศกษาภาวะของหู




การศึกษาภาวะสุขภาพจิตใจ เปนตน หรือการศึกษาระดบสุขภาพของสมาชิกในชุมชนอาจแยกกลุม





การศึกษาใหมีทงลักษณะเฉพาะและศกษาภาวะสุขภาพเฉพาะจุดพรอมกนกได อาทการศกษาภาวะ









สุขภาพในชองปากของเดกวัย 0 - 5 ป เปนตน ดงนันผูวิจัยตองกาหนดปญหาการวิจัยท่ไดเลือกเรือง





วิจัยการศกษาระดับสุขภาพของสมาชิกในชุมชน โดยกาหนดปญหาใหมีลักษณะเฉพาะวาตองการรู 

คาตอบในแงมมใด ตามตัวอยางนั้น





2. การศึกษาสภาพของการเกดโรค การศึกษาสภาพของการเกดโรคจะชวยใหรูวาการ


ระบาดของโรคนั้นกวางขวางเพียงใด และการเกดโรคมกเกิดในหวงเวลาใด อาทิการศกษาสภาพของ




การเกดโรคไขเลือดออกของหมบานสีแดง ในรอบป พ.ศ. 2560 และการศึกษาสภาพของการเกดโรค









อจจาระรวงของเดกวัย 0 - 5 ป ในฤดรอนป พ.ศ. 2560 ในหมบานสีกก อาเภอกองแขก จังหวัดกอง










สถาน เปนตน ดงนันผูวิจัยตองกาหนดปญหาการวิจัยท่ไดเลือกเรืองวิจัยการศกษาระดบสุขภาพของ
การเกิดโรค โดยกําหนดปญหาใหมีลักษณะเฉพาะวาตองการรูคําตอบในแงมุมใด และตองการรู
คําตอบลึกซึ้งเพียงใด




3. การศกษาปจจัยของการเกดโรค การศกษาปจจัยของการเกิดโรคจะชวยใหรูวาสาเหต ุ




สําคญทมผลทาใหเกิดโรคมสาเหตจากสิงใดบาง ซงจะเปนผลนําไปสูการปองกนและแกไขปญหาการ








แพรระบาดของโรคนั้นตอไป อาท การศึกษาปจจัยของการเกดโรคอจจาระรวงในเดกวัย 0 - 10 ป ใน





จังหวัดภาคเหนือตอนบน เปนตน
4. การศึกษาลักษณะของประชากรทเปนโรค การศกษาลักษณะของประชากรทเปนโรคจะ





ชวยใหรูวาโรคนั้นมกเกดกบประชากรทมีลักษณะอยางไร เชน การสํารวจผูปวยทเปนโรคพยาธิ











ไสเดือนของจังหวัดสีแดง เปนตน ตามตัวอยางนี้จะทําใหรูวาประชากรทปวยเปนโรคพยาธิไสเดอนทีม ี


วัยตางกันมีอตราการปวยตางกันหรือไม หรือประชากรทปวยเปนโรคพยาธิไสเดือนทมเพศตางกัน









หรือประชากรท่มีระดับการศึกษาตางกัน อัตราการปวยตางกันหรือไม เปนตน ดังนั้นผูวิจัยตอง


36







กําหนดปญหาการวิจัยที่ไดเลือกเรื่องวิจัยการศึกษาลักษณะของประชากรที่เปนโรค โดยกําหนดปญหา


ใหมีลักษณะเฉพาะวาตองการรูคาตอบในแงมมใดและตองการรูคําตอบลึกซึ้งเพียงใด ตามตัวอยางนั้น




5. การศกษาความคดเห็นตอการปฏิบัตงานของเจาหนาท่สาธารณสุขการศกษาความคดเห็น








ตอการปฏิบัตงานของเจาหนาทสาธารณสุขเปนเรืองทนาสนใจมาก เชน อาจศึกษาความคิดเห็นของ








ผูบังคับบัญชาหรือศกษาความคดเห็นของเจาหนาท่สาธารณสุขนันเอง หรือศกษาความคดเห็นของ


ประชาชน เปนตน เชน ปจจัยท่มีผลตอการปฏิบัติงานของเจาหนาท่สาธารณสุขในโรงพยาบาล

ี่
สงเสริมสุขภาพตําบล และบทบาทที่เปนจริงและบทบาทที่ประชาชนคาดหวังตอเจาหนาทสาธารณสุข
ในโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตาบล ดงนั้นผูวิจัยตองกําหนดปญหาการวิจัยท่ไดเลือกเรื่องวิจัย





การศึกษาความคิดเห็นตอการปฏิบัติงานของเจาหนาท่สาธารณสุข โดยกําหนดปญหาใหม ี
ลักษณะเฉพาะวาตองการรูคําตอบในแงมุมใด ตามตัวอยางนั้น





ตัวอยางขางตนเปนแนวทางในการกาหนดปญหาการวิจัยสําหรับผูท่เริ่มทาวิจัยทาง

สาธารณสุขจะไดนําไปประยุกตใชเพื่อกําหนดปญหาการวิจัยทางสาธารณสุขตอไป ทงนี้ขอผิดพลาดใน
ั้








การเลือกปญหาการวิจัยอาจจะเกดขนจากการเลือกหัวขอปญหาตามผูอ่น หรือผูอนมอบปญหาการ


วิจัยให โดยทผูวิจัยไมมีความรูความสนใจพอ เม่อทําวิจัยมักเกิดปญหาอุปสรรคตาง ๆ การเลือก


ปญหาทกวางเกนไป เกนกาลังความสามารถของตนเอง รวมถึงขาดการศกษาเอกสารท่เกยวของกบ












การวิจัยหรือศึกษาไมเพียงพอทําใหมีความคิดคับแคบอันจะสงผลตอการดําเนินการวิจัยทีไมรัดกม
ทั้งนี้สภาพการณที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อตองการสรางปญหาการวิจัย เชน






1. โครงการวิจัยไมควรถกสรางขนเพ่อตอบสนองตอความตองการอยากรูของตนเอง (Self-








enlightenment) แตเพยงอยางเดยว คอ ไมควรจะศกษาแคประเดนทนักวิจัยสนใจแตหากประเด็น






นันไมอาจนําไปสูการสรางองคความรูใหมใดกไมควรนําเรื่องดงกลาวเปนปญหาการวิจัยทจะมา



ทาการศึกษา

2. ปญหาการวิจัยที่มีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบสองชุดของขอมูล แตเพียงอยางเดียวไมได




เปนปญหาการวิจัยท่เหมาะสม เพราะเปนการวิจัยท่ไมไดเกิดประโยชนอะไร เหมอนการสรุปขอมูล
มากกวา
3. การแคคํานวณคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางสองชุดของขอมลเพอแสดงความสัมพนธ

ื่


ระหวางปจจัยตาง ๆ นั้นก็ไมถือวาเปนปญหาการวิจัยที่ดีเสมอไป

4. ปญหาการวิจัยที่สรางขึ้นเพื่อเพียงตอบคําถามวาวา”ใช”หรือ”ไมใช” อาจไมไดเปนปญหา





ที่เหมาะสมสําหรับการวิจัย เพราะปญหาการวิจัยที่ดีควรเปนปญหาท่เมอทาการวิจัยแลวจะไดคาตอบ






ี่

ที่สามารถแกไขสิ่งทเปนอยูได ดังนั้นการไดรับคาตอบจากปญหาการวิจัยวามปญหาอยูหรือไมมปญหา
อยูอาจไมเพียงพอ ควรจะตองรูวา เกิดที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไรดวย






สภาพการณขางตนเมอนํามาวิเคราะหรวมกบการวิจัยเพอพัฒนาการแพทยและสาธารณสุข

ซึ่งมีนโยบายและแนวทางการวิจัยเฉพาะดาน ดังนั้นการเลือกประเดนในการวิจัยจึงควรพจารณาอยาง


รอบดานกอนตัดสินใจดําเนินการวิจัย

37







หัวขอวิจัยทางดานสาธารณสุขชมชน


สภาพปญหาดานสาธารณสุขมีความหลากหลาย และความยาก งายในการดําเนินการวิจัยท ี่









แตกตางกน ดงนันการตดสินใจเลือกปญหาใดมาทาวิจัย ถอวาเปนสิ่งสําคญ ผูวิจัยจะตองวิเคราะห

เวลาท่ใชในการวิจัย ความยากงาย เหมาะสมกบความรูความสามารถทักษะของผูวิจัยหรือไม 



งบประมาณในการทาวิจัยมมากนอยแคไหน ความกวาง ความลึกของงานวิจัยเปนอยางไร ดังนั้น






เพอใหการดําเนินการวิจัยสําเร็จ ผูวิจัยควรจะเลือกปญหาวิจัยใหเหมาะสมกับตนเองมากท่สุด

ตัวอยางหัวขอวิจัย เชน
1. การวิจัยเพอพัฒนาบริการสาธารณสุข มวัตถุประสงคเพ่อสงเสริมและสนับสนุนการ








พฒนาเพ่อใหเกิดความเทาเทียมกันในการไดรับบริการดานสาธารณสุขของประชาชนอยางม ี

ประสิทธิภาพ โดยขอบเขตดําเนินการวิจัย เชน


1.1 การพัฒนาดานสาธารณสุขท่วไปเพ่อใหเกิดการประหยัดและการใชทรัพยากรทาง










สาธารณสุขใหไดอยางเตมทและคมคา เพ่อความเทาเทยมในการไดรับบริการทางการแพทยและ


สาธารณสุข ทั้งดานการสงเสริมสุขภาพ การปองกนโรค การรักษาโรค การฟนฟสภาพในดานรางกาย

และจิตใจ
1.2 การปองกนการเกิดความพการ เชน ภาวะปญญาออนในประชาชนท่วไปรวมท้งการ





ี่
พัฒนาการใหบริการแกบุคคลทมีความพการ


1.3 การพัฒนาเพอปรับปรุงระบบประกนสุขภาพของประชาชนกลุมตาง ๆ โดยเฉพาะผูม ี




รายไดนอย และผูที่สังคมควรชวยเหลือเกื้อกูล ผูใชแรงงานทงในประเทศและตางประเทศ รวมทงกลุม

ั้


ผูดอยโอกาสในสังคมอื่น
1.4 การพัฒนาเกี่ยวกับการใหความรูความเขาใจในการปองกันอันตรายจากโรคตาง ๆ
1.5 การวิจัยและพัฒนาดานวิชาการ และถายทอดเทคโนโลยีเพอสงเสริมสมรรถนะ




บุคลากร
1.6 การวิจัยและพัฒนาวิชาการดานการฟนฟูสมรรถภาพผูปวยและผูพิการอยางตอเนื่อง

1.7 การประยุกตใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เพอชวยเพ่มประสิทธิภาพและคณภาพของการ




บริการทางการแพทยและสาธารณสุข เชน การพฒนาระบบเครือขายการสงตอและการรักษา

1.8 การพฒนาระบบบริหารจัดการในสถานบริการสุขภาพ



2. วิจัยเพอพัฒนาวิชาการและเทคโนโลยีทางสาธารณสุข มวัตถุประสงคเพ่อสงเสริมและ



สนับสนุนการใหมเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตรการแพทยและสาธารณสุขดานการสงเสริมคุณภาพ
ปองกนโรค รักษาและควบคุมโรคที่เปนปญหาทางสาธารณสุข โดยขอบเขตดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ



2.1 การวิจัยเพอใหมเทคโนโลยีทมความคมทนสูง และขอมูลทางวิทยาศาสตรการแพทย







และสาธารณสุขดานการสงเสริมสุขภาพ ปองกนโรค รักษาและควบคุมโรคที่เปนปญหาทางสาธารณสุข

2.2 การพฒนาสงเสริมและเผยแพรเทคโนโลยีในการผลิต การใชยาจากสมนไพรและชีว

วัตถุใหมีความปลอดภัยและไดมาตรฐาน




2.3 การพฒนาระบบสาธารณสุขและการแพทยแผนไทย การแพทยพนบานทีม ี

ประสิทธิภาพ สามารถนําไปใชในการแกปญหาสาธารณสุขของประเทศ รวมทงพฒนารูปแบบ


การแพทยแผนไทย การแพทยพื้นบานใหเปนสวนหนึ่งของระบบสาธารณสุข

38







2.4 การผลิตและการพัฒนาคุณภาพของยาท่ผลิตภายในประเทศ รวมท้งปญหาและ


อปสรรคในการใชยาของประชาชน

2.5 การพัฒนาวิธีการปองกัน รักษา และควบคุมโรคที่เปนปญหาสาธารณสุขโดยผสมผสาน
วัฒนธรรมสุขภาพ




2.6 การพัฒนาเพ่อสรางองคความรูดานการแพทยและสาธารณสุข เพอเปนขอมลพ้นฐาน



สําหรับการกําหนดนโยบายในเรื่องที่เกี่ยวของ


3. วิจัยเพ่อปองกันและควบคุมโรคตดเชือและไมตดเชือ มวัตถประสงค เพอสงเสริมและ









สนับสนุนการลดและควบคมการแพรระบาดของโรค โดยขอบเขตดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ

3.1 การสํารวจพฤติกรรมเสี่ยงและปจจัยสิ่งแวดลอมที่เปนแหลงรังโรค
3.2 การพฒนากลวิธีในการแกไขปญหาในเนือหาทขาดแคลน โดยใหความสําคญเรงดวน






เชนเรืองการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ บทบาทของครอบครัว ชุมชน และสังคม ในการดแล


ผูปวย

3.3 การสรางคานิยมและแรงจูงใจใหเกิดพฤติกรรมที่ไมเสี่ยงตอการติดและแพรเชื้อโรค
ของกลุมเปาหมายทั้งกลุมเด็ก กลุมเยาวชน กลุมสตรี กลุมบุรุษ และกลุมเปาหมายเฉพาะ เชน กลุม

หญิงบริการในสถานบริการทกประเภท กลุมผูใชแรงงาน กลุมขาราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และ
ลูกจาง



3.4 การปรับกลยุทธการรณรงค ประชาสัมพันธ ปองกนและควบคมโรค ตลอดจนเนื้อหา
สาระและการใชสื่อใหเหมาะสมกับกลุมเปาหมาย




3.5 การปรับเปลียนทัศนะของผูใหบริการสาธารณสุขใหสอดคลองกบแนวความคดในการ



รณรงค โดยมีการสือสารขอมลขาวสารแกเจาหนาท่ผูใหบริการอยางตอเนื่อง รวมถึงการพัฒนา




ศักยภาพของบุคลากร ทงในแงความรูความสามารถในการบาบัดรักษา และใหคาปรึกษาแกผูปวย


และครอบครัวอยางมีระบบและถูกตองตามหลักวิชาการ
3.6 การผสมผสานภูมิปญญาดานสุขภาพเพอการรักษา ฟนฟูและการเฝาระวังปจจัยเสี่ยง
ื่
การเกิดโรค



จรวยพร ศรีศศลักษณ (2557) กลาววา การเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วกอใหเกดผลกระทบ








ตอระบบสุขภาพ แนวโนมโรคและภัยสุขภาพกเปนไปอยางซบซอน ในอดตหนวยงานท่เกยวของใน






ระบบสุขภาพใหความสําคญกับโรคตดเชือหรือโรคตดตอ (Communicable Disease, CD) ทมเท


งบประมาณในการสรางงานวิจัยเกี่ยวกับยาแกอักเสบ แตเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปโรคติดตอมสถานการณ 





ดขนเนื่องจากมีองคความรูมาเติมเตม ในขณะทสถานการณของโรคไมติดตอกลับทรงตัวหรือไมดข้น







ท้งท่หลายภาคสวนตางก็ตระหนักถงความสําคญของโรคไมตดตอเรื้อรัง (Non Communicable







Disease, NCD) ซึ่งสัมพันธกับปจจัยสังคมกําหนดสุขภาพ (Social Determinant of Health, SDH)

มองในมุมหนึ่ง การที่ประชากรไทยมีอายุยืนยาวมากขนเปนสิ่งทดี แตเรากอยากใหการมชีวิต
ึ้
ี่











ยืนยาวนันมคุณภาพชีวิตทดีดวย หากนึกถงชีวิตความเปนอยูในเมอง ทหันไปทางไหนก็มแตความ










แออด เรงรีบ ขาดความสมดุล เชน เนนการรีบบริโภคเพอทจะไปใหทนกบภารกิจทตองทา หรือ


บริโภคมากเกินควร แตขาดการเคลื่อนไหวออกแรง ขาดการออกกาลังกาย ความเครียดสูง สูบบุหรี ่










และบริโภคเครืองดมแอลกอฮอลมากขน ซมซบวัฒนธรรมตะวันตก อทธิพลของอตสาหกรรมอาหาร

39











และเกษตรขามชาติไดกระตนใหเกดพฤตกรรมการบริโภคอาหารประเภทหวาน มน เคมมากเกินไป


เสี่ยงตอการเกิดโรคไมติดตอ เชน โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง


หากหันมามองสถานะทางสุขภาพท่สัมพนธกบการสูญเสียปสุขภาวะ (Disability Adjusted




Life Year, DALY) ของประชาชนไทยในแตละเขตสุขภาพ จะพบวาทง 13 เขต จะมประเดน NCD


ติดอันดับ 1-3 ไมวาจะเปนโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคปอดอดกนเรื้อรัง โรคซมเศรา

ั้







โรคเบาหวาน โรคมะเร็งตบ ฯลฯ คาใชจายทเกดจากความเจ็บปวยจากโรคไมตดตอ เชน โรคมะเร็ง


ประมาณการอยูท่ 55,000 ลานบาท คดเปนรอยละ 0.61 ของ GDP ขอมูลเหลานี้ลวนเปนขอมูล


พื้นฐานที่พอจะคาดแนวโนมและทิศทางที่ควรมีการทําวิจัยเพื่อเติมเต็มชองวางความรู เชน อบัตการณ 






ของโรคไมติดตอในแตละเขต ความชุกและอิทธิพลของปจจัยเสี่ยง ควรพฒนาองคความรูเกยวกบ








เครื่องมือคัดกรองหากมการคัดกรองไดเร็วยอมรักษาได การคนหาผูปวยในระยะเริมตนเปนหลัก





สําคัญในการท่จะรักษาผูปวยจนหายหรือมีชีวิตยืนยาวและมคุณภาพชีวิตท่ดีได รวมท้งลดภาระ



คาใชจายดานสุขภาพของประเทศได ดังนั้นควรมีการศึกษาลักษณะการหารูปแบบผูทมีความเสียงสูงท ี ่



จะเปนมะเร็งใหไดรับการคดกรอง หรือหาชองทางในการปองกันโรคมะเร็งระดบรายบุคคลหรือระดบ




ประชากร เชน การปรับเปลี่ยนพฤตกรรมการบริโภค การมกจกรรมทางกาย การลดความเครียด





นอกจากนั้นควรมีการวิจัยเชิงระบบเพ่อสังเคราะหนโยบายเกยวกับการพัฒนาระบบการจัดการดแล




ผูปวยโรคไมตดตอ นโยบายลดความเหลือมล้าระหวางกองทน เนืองจากหลักเกณฑผูมสิทธิยืนขอรับ










บริการทางการแพทยโดยการบําบัดทดแทนไต กยังมีความแตกตางกันระหวางสํานักงานหลักประกน
สุขภาพแหงชาติ สํานักงานประกันสังคม กรมบัญชีกลาง เพื่องานวิจัยเหลานี้จะไดชวยเติมเต็มชองวาง
ความรูเกี่ยวกับการจัดการปญหาโรคไมติดตอในประเทศไทยไดอยางมีประสิทธิภาพ


4. การวิจัยเพ่อพัฒนาการสงเสริมสุขภาพ วัคซน และโรคพนธุกรรม รวมทงการสงเสริม






สุขภาพผูสูงอายุ โดยขอบเขตดําเนินการวิจัยเก่ยวกับมวัตถประสงคเพอสงเสริมและสนับสนุนการ





พัฒนาสุขภาพของประชาชน รวมทั้งอนามัยของแมและเด็กใหมีสุขภาพสมบูรณตามวัยท้งรางกายและ






จิตใจ อารมณ สังคม สติปญญา และปราศจากโรคตดตอทปองกนไดดวย โดยขอบเขตดาเนินการวิจัย
เกี่ยวกับ
4.1 การพัฒนาสุขภาพอนามยแมและเด็กใหมีสุขภาพสมบูรณตามวัย ท้งรางกาย จิตใจ


อารมณ และสติปญญา
4.2 การวางแผนครอบครัวใหแกประชาชนเปาหมายใหมขนาดครอบครัวที่เหมาะสมแก 


การดํารงชีวิตอยางมีคณภาพ
4.3 การพัฒนารูปแบบวิธีการใหประชาชนมความสามารถเพ่มข้นในการปรับปรุงและ





สงเสริมสุขภาพตนเองและครอบครัวใหบรรลุความสมบูรณท้งรางกาย จิตใจ สังคม และสตปญญา


ตามความตองการ ตลอดจนการปรับตัวใหเขากับสภาพแวดลอมเพ่อเปนวิถีชีวิตประจําวันท่สุข

สมบูรณทุกดาน
4.4 การเขาถึงขอมูล ทักษะชีวิต และสิทธิในการเลือกปฏิบัติเก่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม


ิ่

วัฒนธรรม พฤตกรรม สิ่งแวดลอม กลวิธีที่ปรับใหเหมาะสมกับความตองการเฉพาะถนโดยเฉพาะกลุม
ผูสูงอายุ

40











4.5 การสํารวจและพัฒนารูปแบบการผสมผสานองคความรูภูมิปญญาพ้นบานเพ่อการ
เสริมสรางสุขภาพแมและเด็กและผูสูงอายุ



5. การเพ่อแกไขปญหาดานอนามยสิ่งแวดลอม มวัตถประสงคเพ่อสงเสริมและสนับสนุนการ







แกไขปญหาสุขภาพและสิงแวดลอมท่เชื่อมโยงกับการพฒนา ซงจําเปนอยางยิ่งท่ตองใชการวิจัย
ึ่














หลากหลายรูปแบบเพอแสวงหาองคความรูพนฐานสูแนวทางการปฏิบัติทเหมาะสมกบพนท โดย



การบูรณาการแนวคดทงทางวิทยาศาสตรและสังคมศาสตรเพอการออกแบบการวิจัย โดยขอบเขต


ดําเนินการวิจัยเกี่ยวกับ

5.1 การจัดหาน้ําสะอาดและน้ําประปา การจัดหาแหลงน้ําทสะอาดทไมมการปนเปอนจาก







สารพิษและเชื้อโรคไวสําหรับอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะอยางยิ่งชุมชนในชนบทยังเปนปญหาทตอง







แสวงหาแนวทางแกไข การปรับปรุงคุณภาพน้ําท้งทางดานฟสิกส ทางดานเคม และทางดานชีวภาพ
ของน้ําตามแหลงน้ํามาผลิตเปนน้ําสําหรับอุปโภค บริโภคจึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่ง
ั้
5.2 การควบคุมมลพิษทางน้ํา เปนการปองกันและควบคุมรักษาแหลงน้ําตาง ๆ ทงน้ําผิวดน

และน้ําใตดิน ไมใหคุณภาพเสื่อมโทรมลงจนเกิดผลเสียตอสิ่งมีชีวิตในน้ําและสุขภาพอนามัยของมนุษย



5.3 การจัดการเก่ยวกับขยะมูลฝอยและของเสียทมีลักษณะเปนของแข็ง การจัดการนี ้



รวมถึงการเกบ การขนถายและการกาจัดท่ถกหลักสุขาภิบาล ของเสียในลักษณะดงกลาวขางตน


เพราะเปนแหลงเพาะเชื้อโรคและพาหะนําโรค


5.4 การควบคมสัตวอารโทรพอดและสัตวแทะ ซ่งเปนพาหะนําโรครายแรงหลายอยางมา


สูคน และยังเปนตนเหตทาใหเกิดเหตรําคาญและทาลายทรัพยสิน โรคสําคญ ๆ ทเห็นไดชัด เชน







ไขเลือดออก อหิวาหตกโรค ไขมาลาเรีย เปนตน
5.5 มลพษของดน สวนใหญเกดจากการใชสารเคมีการเกษตรและจากการท้งสิงสกปรก








ตาง ๆ ลงสูพนดิน และเมอเกดการปนเปอนมากข้นกกลายเปนมลพษของดนทาใหเกดผลเสียตอการ







ื้


ดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในดินและมนุษย


5.6 การสุขาภิบาลอาหาร เปนการปองกันและควบคุมเชือโรคและสารพษท่สามารถเขาสู 



รางกายมนุษยไดโดยทางอาหาร โดยปองกันและควบคุมสิ่งที่จะใชปรุงอาหาร การปรุงอาหาร การเกบ
รักษา ผูสัมผัสอาหารและอื่น ๆ





5.7 การควบคุมมลพษทางอากาศ มลพษทางอากาศเปนปญหาสําคัญปญหาหนึ่งทเกดขน


ในเขตเมืองมลพิษทางอากาศกอใหเกดผลกระทบดานสุขภาพอนามัย ไมวาจะเปนดานกลิ่น ความ



รําคาญ ตลอดจนผลกระทบตอสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบหายใจ ระบบหัวใจ และปอด

5.8 การปองกันอันตรายจากรังสี การใชประโยชนจากรังสีในกจกรรมทางการเกษตรกรรม




อตสาหกรรม การแพทย เปนตน รังสีเหลานีถาขาดการปองกนและควบคมอยางรัดกมแลวก็จะทาให




เกิดเปนอันตรายตอสุขภาพอนามัยของมนุษย
5.9 อาชีวอนามัย เปนการจัดการเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมในการทํางานใหดีเหมาะสม ตลอดจน

ื่


การดูแลปองกันรักษาสุขภาพอนามยของผูประกอบอาชีพและอน ๆ อาชีวอนามยนันถอเปนสวนหนึง ่

ของความปลอดภัยและสิ่งแวดลอม

41












5.10 การควบคมมลพษทางเสียง เปนการควบคมมิใหเกดมเสียงดังมาก หรือเกดเสียงดัง




เปนเวลายาวนาน ซ่งสภาวะเสียงท่ดังเกินไปจนกอใหเกิดความรําคาญ หรือกอใหเกิดอันตรายตอ
ระบบการไดยินของมนุษยและสัตว


5.11 การจัดที่พักอาศัยและสิ่งแวดลอม การจัดใหทพกอาศยและจัดสิ่งแวดลอมตาง ๆ ให





ถกสุขลักษณะตามความตองการทางดานจิตใจและความตองการทางดานกายภาพของผูพักอาศยจะ



สงผลตอสุขภาพทางกาย และสุขภาพจิตที่ดี


5.12 การวางผังเมอง เมืองนั้นนอกจากจะเปนศูนยกลางของสิงบริการอํานวยความ



สะดวก เปนศนยกลางความเจริญแลวยังเปนศนยรวมของปญหาตาง ๆ อกดวย การจัดใหสวนตางๆ









ของเมองใหถกตองเปนสัดสวน เชน ยานธุรกจ ยานอตสาหกรรม ยานท่พกอาศย เปนแนวทางในการ

ลดผลกระทบจากปญหาในเขตเมือง








5.13 งานอนามยสิงแวดลอมทเกยวของกบการคมนาคม เปนการจัดการผลกระทบจาก

การสรางเสนทางคมนาคมท้ง ทางอากาศ ทางน้ําและทางบก ซ่งการกอสรางเสนทางคมนาคมได 



กอใหเกิดปญหาสุขภาพและสิงแวดลอม เชน ปญหาสุขภาพจากมลพิษทางเสียงและสารมลพิษจาก
การใชยานพาหนะ รวมถึงการสูญเสียพื้นที่ทางธรรมชาติของชุมชนอีกดวย




5.14 การปองกันอุบัติภัยเปนการปองกนไมใหเกดอุบัตภัยและไมใหเกิดการสูญเสียหรือให

มีการสูญเสียนอยท่สุด เชน การชวยเหลือฉุกเฉินแกผูบาดเจ็บ ใหการปฐมพยาบาลท่ถูกวิธีใน




ทันทีทันใดมีการเคลื่อนยายผูปวยไปยังโรงพยาบาลโดยรวดเร็วและถูกวิธีรวมถงมาตรการปองกนไมให


ผูปวยเสียชีวิตหรือเกิดความพิการ



5.15 การสุขาภิบาลของสถานท่พักผอน สถานท่พักผอนและสิงท่ใชเพ่อการพักผอน


จะตองมคณลักษณะคุณภาพทจะสงเสริมใหสุขภาพอนามัยด มใชเปนการทําใหสุขภาพอนามัยเสือม







โทรม หรือเปนแหลงแพรกระจายโรค



5.16 การดาเนินงานสุขาภิบาลเมอเกดโรคระบาด เหตฉกเฉน ภัยพบัต และการอพยพ








ยายถนของประชากรโดยติดตามสถานการณท่เปนปญหาทางสาธารณสุข อยางทันทวงทีรวมถึง



แนวโนมทเปลี่ยนแปลงไปของโรค ตลอดจนคนหาความรูใหม เพ่อนําไปใชและปรับปรุงการควบคม






ปญหาเหลานั้น
5.17. มาตรการปองกันเพื่อใหสิ่งแวดลอมโดยทั่วไปปราศจากความเสี่ยงหรืออนตรายใด ๆ


เปนการใชแนวทางท้งทางวิศวกรรมศาสตร วิทยาศาสตร เศรษฐศาสตร กฎหมาย รัฐศาสตรในการ
กําหนดนโยบายและแนวทางในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอมของแตละพื้นท ี่

5.18 การประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอม สังคมและสุขภาพ จากโครงการพฒนาหรือสภาพ








ปญหาสิงแวดลอมในแตละพ้นทอนจะนําไปสูขอเสนอแนะในการปองกนและลดผลกระทบสูนโยบาย

สาธารณะที่นําไปสูการปฏิบัติที่สอดคลองกับความตองการของชุมชน



ตัวอยางขางตนเปนแนวทางในการกาหนดปญหาการวิจัยสําหรับผูท่เริ่มทาวิจัยทาง



สาธารณสุขจะไดนําไปประยุกตใชเพื่อกําหนดปญหาการวิจัยทางสาธารณสุขตอไป ทงนี้ขอผิดพลาดใน
ั้








การเลือกปญหาการวิจัยอาจจะเกดขนจากการเลือกหัวขอปญหาตามผูอน หรือผูอนมอบปญหาการ



วิจัยให โดยทผูวิจัยไมมีความรูความสนใจพอ เม่อทําวิจัยมักเกิดปญหาอุปสรรคตาง ๆ การเลือก


42


















ปญหาทกวางเกนไป เกนกาลังความสามารถของตนเอง รวมถึงขาดการศกษาเอกสารท่เกยวของกบ


การวิจัยหรือศึกษาไมเพียงพอทําใหมีความคิดคับแคบอันจะสงผลตอการดําเนินการวิจัยทีไมรัดกม

การตั้งชื่อเรื่องการวิจัย

การตั้งชื่อเรื่องงานวิจัยควรเขียนดวยตวอักษรภาษาไทยท่เดน เชน ตัวอักษรขนาดใหญกวา




อกษรอน ๆ ในเคาโครงการวิจัยนั้นและเปนตวอักษรชนิดตัวหนานอกจากเขียนชื่องานวิจัยเปน






ภาษาไทยแลว ควรเขียนชื่องานวิจัยเปนภาษาองกฤษกากับไวดวยโดยใชตัวอกษรขนาดเดียวกบ






ภาษาไทยและเปนตวอักษรชนิดหนาเหมอนกัน อนึ่งชืองานวิจัยภาษาอังกฤษนี้ตองตรงกบชื่อ
ภาษาไทยความหมายจะผิดเพี้ยนไมไดโดยเด็ดขาด
นิภา ศรีไพโรจน (2531) กลาววา ชื่อเรื่องวิจัยนับเปนจุดแรกที่จะดึงดูดความสนใจของผูอาน







และทําใหผูอานเกดความเขาใจในปญหารวมทงวิธีการดาเนินการวิจัยของผูวิจัยอกดวย ดงนันการตง











ชื่อเรืองวิจัยจึงตองเขียนใหชัดเจน เขาใจงาย ไมเขียนอยางคลุมเครือ ดวยเหตุนี้ผูวิจัยจึงตอง
ระมัดระวังในการตั้งชื่อเรื่องวิจัยใหเหมาะสม ซึ่งมีหลักเกณฑในการพิจารณาดังนี้






1. ควรตงชื่อเรืองวิจัยใหสัน โดยใชคาทเฉพาะเจาะจง หรือสือความหมายเฉพาะเรือง และ








ควรเปนภาษาทเขาใจงาย กะทัดรัด แตชื่อเรืองก็ไมควรจะสั้นเกนไปจนทําใหขาดความหมายทาง
วิชาการ

2. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยใหตรงกับประเด็นของปญหา เมื่อผูอานอานแลวจะไดทราบวาเปนการ

วิจัยเก่ยวกับปญหาอะไรไดทันที อยางต้งชื่อเรื่องวิจัยท่ทําใหผูอานตีความไดหลายทิศทาง และอยา


พยายามทําใหผูอานเห็นวาเปนเรื่องที่มีความสําคัญมากเกินความเปนจริง







3. ควรตงชื่อเรืองวิจัยโดยการใชคําท่บงบอกใหทราบถงประเภทของการวิจัย ซ่งจะทําใหชือ
เรื่องชัดเจน และเขาใจงายขึ้น เชน


3.1 การวิจัยเชิงสํารวจมักใชคาวา การสํารวจหรือการศกษาในชือเรืองวิจัยหรืออาจระบุ




ตัวแปรเลยก็ได เชน การศกษาการใชสารเคมทางการเกษตรของเกษตรกรผูปลูกลําไยหรือการสํารวจ

สารเคมทางการเกษตรของเกษตรกรผูปลูกลําไย

3.2 การวิจัยเชิงศึกษาเปรียบเทียบ การตงชื่อเรื่องวิจัยในลักษณะนีมักจะใชคําวา





การศึกษา เปรียบเทยบ หรือการเปรียบเทยบนําหนา เชน การศึกษาเปรียบเทยบความสามารถในการ

รับรูผลกระทบสุขภาพจากการใชสารเคมทางการเกษตรของเกษตรกรผูปลูกลําไย จังหวัดลําพูน


3.3 การวิจัยเชิงสหสัมพันธ การวิจัยประเภทนีจะใชคําวา การศกษาความสัมพันธหรือ

ความสัมพนธนําหนาชือเรืองวิจัย เชน ความสัมพนธระหวางความขัดแยงกับการมีสวนรวมในการ



จัดการขยะชุมชน เทศบาลตําบลชางเผือก จังหวัดเชียงใหม 
3.4 การวิจัยเชิงการศึกษาพัฒนาการ การวิจัยประเภทนี้มักใชคําวา การศึกษาพฒนาการ

หรือพัฒนาการนําหนาชื่อเรื่องวิจัย เชน การศึกษาพัฒนาการดานการสรางเสริมสุขภาพจิตในผูสูงอายุ

เขตเมือง จังหวัดเชียงใหม 




3.5 การวิจัยเชิงทดลอง การตงชื่อเรื่องวิจัยประเภทนีอาจตงชือไดแตกตางกันออกไป



ตามลักษณะของการทดลอง เชน อาจใชคําวา การทดลอง การวิเคราะห การสังเคราะห การศกษา


Click to View FlipBook Version