43
ิ
ี
การเปรียบเทยบนําหนา หรือาจจะไมใชคําเหลานี้นําหนาก็ได เชน การทดลองเพาะเลี้ยงไสเดือนดนใน
ื่
เพื่อการคา การสกัดสารอินดิเคเตอรจากดอกอัญชันเพอใชรักษาผมหงอกกอนวัย และอื่น ๆ
ึ่
4. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยในลักษณะของคานาม ซงจะทาใหเกดความไพเราะ สละสลวยกวาการ
ํ
ํ
ิ
่
่
ี
ํ
ี
็
ี
ํ
่
ี
ใชคากริยานําหนาชือเรือง เชน แทนทจะใชคาวา ศึกษา เปรียบเทยบ สํารวจกควรใชคําท่มลักษณะ
เปนคํานามนําหนา เชน การศกษา การเปรียบเทยบ การสํารวจ
ึ
ี
ั
่
้
่
ี
ี
ื
5. ควรตงชือเรื่องวิจัยทประกอบดวยขอความเรียงท่สละสลวยไดใจความสมบูรณ คอเปนชือ
่
ั
้
เรื่องทระบุใหทราบตงแตจุดมงหมายของการวิจัย ตัวแปร และกลุมตัวอยางท่จะศกษาวิจัยดวย เชน
ี
่
ึ
ุ
ี
การศึกษาความสัมพันธระหวางการรับรูผลกระทบสุขภาพกับการใชสารเคมีทางการเกษตรของ
เกษตรกรผูปลูกลําไย จังหวัดลําพูน
่
ี
ั
่
้
ทั้งนี้บุญชม ศรีสะอาด (2554) ใหขอเสนอแนะวาชือเรืองควรมความหมายสัน กะทดรัดและ
ี
่
ํ
่
ั
ึ
่
ื
ี
่
ื
่
ึ
ชัดเจน เพอระบุถงเรืองทจะทาการศกษาวิจัย วาทําอะไร กบใคร ทไหน อยางไร เมอใด หรือตองการ
ั
ั
ผลอะไร ยกตวอยางเชน “ประสิทธิผลของการใชวัคซีนปองกันโรคหัดเยอรมนกบทหารในศนยฝก
ั
ู
่
่
ทหารใหม กรมยุทธศกษาทหารเรือ ปงบประมาณ พ.ศ. 2559” ในกรณทจําเปนตองใชชือทยาวมาก
ี
ึ
ี
ี
่
ี
่
ี
่
ั
ํ
อาจแบงชื่อเรืองออกเปน 2 ตอน โดยใหชือในตอนแรกมน้าหนักความสําคญมากกวา และตอนท่สอง
ั
ี
ั
เปนเพยงสวนประกอบหรือสวนขยาย เชน “โรคติดตอทางเพศสัมพนธและการใชถุงยางอนามย เพือ
่
ั
ั
ึ
ปองกนโรคของนักเรียนชาย :การเปรียบเทียบระหวางนักเรียนอาชีวศกษากับนักเรียนมธยมศึกษา
่
ั
ํ
ตอนปลายในกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนท 1/2559” นอกจากนี้ ควรคานึงดวยวาชือเรื่องกบเนือหา
้
่
ี
ของเรื่องที่ตองการศึกษาควรมีความสอดคลองกันการเลือกเรื่องในการทําวิจัยเปนจุดเริ่มตนทสําคญ ท ี่
ั
ี่
ี่
ตองพิจารณารายละเอียดตาง ๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชนทจะไดรับจากผลของการวิจัย ใน
การเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีขอควรพิจารณา 4 หัวขอ คือ
ี
ี
1. ความสนใจของผูวิจัยควรเลือกเรืองทตนเองสนใจมากทสุด และควรเปนเรืองทไมยากจน
่
ี
่
่
่
่
เกินไป
2. ความสําคญของเรื่องท่จะทําวิจัยควรเลือกเรื่องท่มีความสําคัญ และนําไปใชปฏิบัตหรือ
ิ
ั
ี
ี
ิ
ั
สรางแนวความคดใหมไดโดยเฉพาะเก่ยวกบงานดานเวชศาสตรครอบครัวหรือเชือมโยงกบระบบ
่
ั
ี
สุขภาพ
ี
ี
่
่
่
3. เปนเรืองท่สามารถทาวิจัยไดเรืองทเลือกตองอยูในวิสัยทจะทาวิจัยได โดยไมมผลกระทบ
ี
ํ
่
ํ
ี
ั
็
อนเนื่องจากปญหาตาง ๆ เชน ดานจริยธรรม ดานงบประมาณ ดานตัวแปรและการเกบขอมูล ดาน
ระยะเวลาและการบริหาร ดานการเมือง หรือเกินความสามารถของผูวิจัย
้
ี
ึ
้
4. ไมซําซอนกับงานวิจัยท่ทํามาแลวซงอาจมีความซําซอนในประเด็นตางๆ ท่ตองพิจารณา
ี
่
่
เพื่อหลีกเลี่ยง ไดแก ชื่อเรื่องและปญหาของการวิจัย (พบมากทสุด) สถานทททาการวิจัย ระยะเวลาท ่ ี
ี
ี
่
่
ี
ํ
ทําการวิจัย วิธีการ หรือระเบียบวิธีของการวิจัย
การตั้งชื่องานวิจัยอาจใชทฤษฏีเปนคํานําหนาประเด็นปญหา เชน
ํ
การรับรูความสามารถตนเองในการออกกาลังกายของผูสูงอายุเขตเมือง จังหวัด
เชียงใหม
ี
การมสวนรวมของประชาชนในการคดแยกขยะในครัวเรือนองคการบริหารสวนตาบลทุง
ํ
ั
สะลวง อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม
44
การเสริมพลังอํานาจเกษตรกรเพ่อลดการใชสารเคมีปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชในการ
ื
ปลูกหอมแดง อําเภอแมแจม จังหวัดเชียงใหม
จะเห็นไดวาการตั้งชื่อเรื่องควรประกอบดวยการศกษาประเดนใด (ตัวแปรท่ศึกษา) กลุม
ึ
ี
็
ประชากรเปนใคร และพื้นที่ใดเปนพื้นที่การศึกษา ดังภาพที่ 2.2
ตัวแปรที่ศึกษา: ผลกระทบสุขภาพจากภัย
แลง (กาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ)
ชื่อเรื่อง: ผลกระทบสุขภาพจาก
ภัยแลงของประชาชนลุมน้ําลี้ ประชากร: ประชาชน
ตอนบน จังหวัดลําพูน
พื้นทศึกษา: ลุมน้ําลี้ตอนบน จังหวัดลําพูน
ี่
ภาพที่ 2.2 สวนประกอบของชื่อเรื่องวิจัย
ึ
ี
นอกจากนี้การตั้งชื่อเรื่องจากการวิจัยตองพิจารณาถงประโยชนท่จะไดรับจากการวิจัย
ุ
ประเด็นการวิจัยที่แหลงทนตองการ รวมถงความทนสมยของสถานการณปญหาทเลือกมาทาการวิจัย
ึ
ั
ั
ํ
ี
่
ํ
็
ทาใหชื่อเรื่องการวิจัยมีประเดนการศึกษาท่หลากหลายภายใตความเชื่อมโยงของปญหาการวิจัยนั้น
ี
เชน
ื
้
วิถีชุมชน ความหลากหลาย และแนวทางการอนุรักษพืชสมุนไพรพนบาน ชุมชนสะลวง –
ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม.
แนวทางการเพิ่มมูลคา วัฒนธรรมการบริโภค และการมีสวนรวมในการอนุรักษพืชอาหารปา
ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม
ภูมิปญญาอาหารพ้นบานและแนวทางการสรางมูลคาเพ่มจากอาหารพนบานเพ่อการสราง
ื
้
ิ
ื
ื
เสริมสุขภาพผูสูงอายุตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมและสุขภาพ
่
จากปญหาคุณภาพน้ํา กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
่
ื
ิ
ื
ึ
การศกษารูปแบบการผสานพธีกรรมพ้นบานลานนารวมกับกลไกทางพุทธศาสนาเพอการ
สรางเสริมสุขภาพสังคมของประชาชน อําเภอบานโฮง จังหวัดลําพูน
อยางไรก็ตามนักวิจัยตองใหความสําคญกับชื่อเรื่องการวิจัยอยางยิ่ง อันจะนําไปสูความ
ั
นาสนใจของผูอาน และตรงประเด็นกับความตองการของแหลงสนับสนุนทุนวิจัย
45
บทสรุป
ิ
ิ
ึ
ปญหาปจจัยกําหนดสุขภาพมีแนวโนมเพ่มความรุนแรงมากข้นสาเหตุหลักเกดจากการ
ั
เปลี่ยนแปลงท้งสภาพสังคม เศรษฐกิจและวิถชีวิตความเปนอยูของมนุษย นําไปสูปญหาสุขภาพท ่ ี
ี
ั
ั
ซบซอนนําภายใตการดําเนินงานดานสาธารณสุขท้งการสงเสริมสุขภาพ การปองกนโรค การ
ั
้
ิ
รักษาพยาบาล การกาจัดความพการ การฟนฟูสมรรถภาพ ท้งนี้การดาเนินการเหลานีมีความ
ํ
ํ
ั
จําเปนตองแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการประยุกตใชเพื่อแกไขปญหาสุขภาพจึงนํามาสูปญหาการ
ํ
ั้
ิ
ี
่
ึ่
่
วิจัยทางดานสาธารณสุขซงเปนจุดเริมตนทกอใหเกดการคนควาวิจัย ทงนี้การกาหนดปญหาการวิจัย
็
ดานสาธารณสุขควรเฉพาะเจาะจงในแตละปญหาทสนใจ สวนการต้งชือเรื่องวิจัยควรตรงกับประเดน
่
ั
่
ี
ของปญหาและมีสวนประกอบที่สําคัญทั้งประเด็นที่ตองการศกษา ประชากรและพื้นที่การศึกษา
ึ
46
บทที 3
่
การทบทวนวรรณกรรม
ี
การทบทวนวรรณกรรมทเก่ยวของจะชวยใหผูวิจัยเห็นแนวทางในการวิจัยวาจะดําเนินการวิจัย
ี
่
ี
ํ
่
ี
้
้
ั
้
อยางไร จึงจะทําใหงานวิจัยทําสําเร็จไดอยางมคุณภาพ และนอกจากนีในขนนียังบอกใหผูวิจัยทจะทาใน
ั
ํ
เรื่องนั้นทราบวาเรื่องที่จะทํานั้นมีผูใดทําไวบางแลว ทาในลักษณะไหน ตวแปรเปนอยางไร ระเบียบวิธีการ
ี
วิจัยท่ทํานั้นทําอยางไร พบอะไร เสนอแนะไวอยางไรบาง การทบทวนวรรณกรรมและผลงานวิจัยท ่ ี
ี
ั
่
เกยวของจึงตองทบทวนแนวคิด ทฤษฎี วิธีการ ขอคนพบจากงานวิจัย ตํารา หนังสือ วารสาร ตลอดท้ง
ี
่
่
ิ
ิ
ี
่
่
้
ี
เอกสาร สิงพมพทีมเนือหาสาระเกยวของกับเรื่องทสนใจและสามารถนํามาอางองได ดังนั้นการทบทวน
วรรณกรรมทเกยวของจึงตองทาการวิเคราะหและสังเคราะหขอมลทไดอยางรอบดานและครอบคลุม
่
่
ี
่
ี
ู
ี
ํ
ประเด็นปญหาการวิจัยที่ผูวิจัยกําลังศึกษา
แนวคิดการทบทวนวรรณกรรม
่
การทบทวนวรรณกรรม (Systematic Literature Review, SLR) เปนวิธีการทใชสําหรับการ
ี
ิ
ี
ํ
่
้
ั
ี
ี่
กาหนด ประเมน แปลความขอคนพบทผานมาและมีความเก่ยวของกับสิงท่ผูวิจัยสนใจอนจะนําไปสูเนือหา
ื่
ํ
ํ
ํ
ี่
และคาตอบมาวิเคราะห สังเคราะหเพอตอบคาถามการวิจัยทกาลังสนใจอยู การทบทวนวรรณกรรมยังเปน
ี่
ั
ี่
ั
ึ
ี่
การสรุปงานวรรณกรรมทผานมาจนถงงานททนสมยทสุดในสาขาวิชาทศกษา ทําใหสามารถนําไปสูการตอ
ี่
ึ
ยอดในการพฒนางานวิจัยใหมทเปนประโยชนในอนาคตได การทบทวนวรรณกรรมไมใชการรวบรวมงานของ
ั
่
ี
้
่
ุ
นักวิจัยหรือนักวิชาการทานอนมาไวในงานของตน และไมใชการนํา เอางานวรรณกรรมทกเรืองในสาขานันที ่
ื
่
ี
ื
ไมเก่ยวของกับหัวขอหรือคาถามในการวิจัยมาใสไวในงานวิจัยของตน แตการทบทวนวรรณกรรม คอ การ
ํ
ั
ื่
จัดระบบหัวขอที่เกี่ยวของกับวัตถุประสงคของการวิจัยโดยผานการสังเคราะหเพอนํา ไปสูการพฒนางานวิจัย
้
ั
้
ั
ครังตอไป (The University of Sydney, 2010) ดังนั้นขนตอนการทบทวนวรรณกรรม จึงมความสําคญ
ี
และมีประโยชนตอการทําวิจัยอยางยิ่ง ดังนี้
1. การทบทวนวรรณกรรมทําใหผูวิจัยเขาใจแนวความคด ทฤษฎีและแนวทางดาเนินการวิจัยที ่
ิ
ํ
เกี่ยวของกับเรื่องที่จะทําวิจัย อันจะนํามาสูการปรับปรุงงานวิจัยที่กําลังจะทําใหดีขึ้น
ื
ี
2. การทบทวนวรรณกรรมทําใหการดําเนินการวิจัยไมซํากบผูอ่นททาวิจัยไปแลวเม่อมีการทบทวน
่
้
ื
ั
ํ
วรรณคดีและผลงานวิจัยไวมาก ก็ยิ่งจะทําใหมีความรูมากขึ้นวามีใครทําเรื่องอะไรไวบาง เปนตน
่
ี
3. การทบทวนวรรณกรรมทําใหผูวิจัยทราบผลงานวิจัยทผานมาทเกยวของกับงานวิจัยนั้น
่
ี
่
ี
ึ
ึ
ดําเนินการวิจัยในลักษณะไหน ศกษากวาง แคบแคไหน หรือศกษาในแงมุมใด ผลการศกษาพบอะไรบาง
ึ
ึ่
ซงขอคนพบของงานวิจัยที่ผานมาจะนํามาประกอบการอภิปรายผลงานของงานวิจัยของผูวิจัยดวย
้
้
ั
ั
ิ
้
ู
4. การทบทวนวรรณกรรมทําใหผูวิจัยตงสมมตฐานในการวิจัยไดถกตอง เหมาะสม ทงนีเพราะ
การตั้งสมมติฐานในการวิจัยนั้นตองอาศัยขอมูล ขอคนพบและผลการวิจัยกอน ๆ มาสนับสนุน
ั
่
การทบทวนวรรณกรรมจึงเปนประโยชนท่จะชวยใหผูวิจัยทาวิจัยในเรืองนันทกข้นตอน ทงนี้การ
ี
ํ
้
ั้
ุ
ทําวิจัยตองมการทบทวนวรรณกรรม แตไมสามารถบอกวาการทบทวนวรรณกรรมท่ผานมามีความ
ี
ี
ครบถวนหรือละเอยดมากพอหรือไม และไมเกดความเอนเอียง (Bias) ตามความรูสึกของผูทบทวนหรือ
ี
ิ
ื่
ของงาน ทงนี้เมอไดขอมลท่เกยวของเพยงพอแลวควรใชการสังเคราะห (Meta – Analysis) สําหรับสรุป
ั้
ี
ี
่
ู
ี
47
่
้
ึ
ขอมลนัน ซงการสังเคราะหขอมูลดวยวิธีการนี้จะชวยแกไขปญหาในชวงการเขยนบททบทวนวรรณกรรม
ู
ี
้
ิ
้
ทังปญหาดานการจัดวางรูปแบบ ปญหาดานเนือหา ปญหาดานการใชภาษาและการพมพและปญหาดาน
การอางอิง (กวินธร เสถียร, 2552)
การทบทวนวรรณกรรมที่เกยวของเปนขั้นตอนการวิจัยที่นักวิจัยตองทมเทเวลาใหมากเปนพเศษ
ุ
ี่
ิ
ั
แตการใชเวลาอยางไมจํากดจะสงผลใหงานวิจัยลาชาจนเปนเหตุใหผลงานวิจัยไมทันตอเหตการณก็ได
ุ
ี
ี
นักวิจัยตองศึกษาคนควาใหกวางขวางท่สุดเทาท่เวลาจะอํานวยมนักวิจัยจํานวนไมนอยท่ใหความสําคัญ
ี
ี
การวิจัยข้นตอนนีนอยทําการศึกษาคนควาเพียงใหครบข้นตอนของการวิจัย ซงใหความสําคญตอการ
ึ
ั
ั
ั
้
่
ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่เกยวของนอยจะเปนผลใหงานวิจัยชินนันคุณภาพดอยลงอยางนาเสียดาย
้
่
ี
้
ี
ทั้งที่อาจเปนหัวขอวิจัยที่มีคุณคามากกได ทงนี้ดุษฎี โยเหลา (ม.ป.พ.) กลาววา การทบทวนวรรณกรรมม ี
็
ั้
วัตถุประสงค ดังนี้
ี
ั
ี
ี
ื
1. เพ่อเลือกปญหาการวิจัยท่มประโยชนตอการแกไขปญหา และมความทันสมยทางวิชาการ
ื
่
การประมวลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของที่มีผูอื่นทําไวแลวเปนการสํารวจขอมลเบื้องตนเพอนําไปสูการ
ู
กาหนดขอบเขตความสนใจและเลือกปญหาทจะทาวิจัยไดตรงจุดมากขนกรณทผูวิจัยมความสนใจทจะทํา
ี
่
ี
ํ
่
ํ
ี
ี
ี
่
ึ
้
่
ปญหาใดในระยะแรกยังอาจพบความมดมนอยูจําเปนตองศกษาเอกสารและงานวิจัยท่เกยวของกบปญหา
ั
ี
ื
ี
ึ
ํ
ิ
ี
ี
ี
้
้
่
นันเพอใหเกดความกระจางในปญหานัน ทราบรายละเอยดทศทางท่จะดาเนินการวิจัยปญหาท่สนใจและ
ื
ิ
ใชเปนแนวทางในการตัดสินใจกําหนดปญหาวิจัยไดชัดเจนขึ้น
2. เพื่อแสวงหาพื้นฐานทางทฤษฎีของการวิจัยทีตองการศึกษา ผูวิจัยตองเริมตนดวยการประมวล
่
่
ั
ทฤษฎีและแนวความคดของทกฝายในเรืองนั้นโดยใหความสําคญเทาเทียมกันแลวผูวิจัยกเสนอขอ
ิ
ุ
่
็
วิเคราะหวิจารณของตนตอทฤษฎีเหลานี้ประกอบการตัดสินใจเลือกใชหรือปฏิเสธแนวความคิด แนวใด
แนวหนึ่ง
3. เพื่อบงบอกสถานภาพของการวิจัยของปญหาการวิจัยหนึ่ง ๆ
ึ
ี
่
3.1 “อะไร” หมายถง การประมวลเอกสารจะทาใหทราบวาจากการวิจัยทผานมามการศกษา
ํ
ี
ึ
ี
ั
ตัวแปรอสระและตวแปรตามอะไรไปบางแลวในขอบเขตของปญหาวิจัยนันมากนอยเพยงใด
้
ิ
ผลการวิจัยสําคญทไดเปนอยางไร ผลวิจัยพบความสัมพันธอยางไรระหวางของตัวแปรเหลานัน และ
้
ั
่
ี
ึ
ั
ผลการวิจัยที่ไดมีความสอดคลองกันหรือขัดแยงกันอยูจากขอมูลเหลานี้ชวยใหผูวิจัยสามารถเลือกศกษาตว
ิ
ั
แปรอสระและตวแปรตามทไมซาซอนและสามารถกาหนดตวแปรเพ่มเตมไดอยางเหมาะสม เชน ตวแปร
ํ
ิ
ิ
ั
้ํ
ี่
ั
ั
่
ิ
ื
ํ
เชื่อมแทรกที่ชวยอธิบายความสัมพนธระหวางตัวแปรอสระและตัวแปรตาม เพอใหไดคาตอบในการวิจัยท ี ่
ลึกซึ้งมากขึ้น
่
ื
3.2 “อยางไร” หมายถึง การพิจารณาแนวทางดําเนินการวิธีการวิจัยและเครืองมอวัด โดยผูวิจัย
ควรศึกษาวางานวิจัยแตละเรื่องทเกี่ยวของมีวิธีการดําเนินการอยางไร การวิจัยนั้นใชวิธีการวิจัยประเภทใด
ี่
ึ
ี
เปนการวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยก่งทดลอง หรือเชิงทดลอง และคําตอบของงานวิจัยนันมลักษณะใดเปน
้
ี
ี
ั
ี
คําตอบเชิงความสัมพนธ เปรียบเทยบหรือเชิงอธิบายและทํานาย มวิธีการวิจัยอยางไร วิธีการวิจัยมความ
นาเชื่อถือมากนอยเพียงใด มีจุดเดนจุดดอยอยางไร และเครื่องวัดเปนอยางไร
3.3 “ใคร” หมายถง กลุมประชากร กลุมตัวอยางหรือผูถูกศึกษาเปนตัวแทนของประชากร
ึ
่
ั
ี
้
ประเภทใดเพ่อผูวิจัยจะไดทราบวาขอสรุปจากงานวิจัยทเกยวของนันจะสามารถนําไปใชไดกบประชากร
ื
ี
่
กลุมที่กวางขวางเพียงใด และใกลเคียงกับกลุมตัวอยางที่ผูวิจัยจะศึกษาเพียงใด
48
3.4 “เมื่อใด” หมายถึง งานวิจัยเรื่องหนึ่งไดถูกศึกษามาแลวเมื่อใดบาง ชวงใดมการวิจัยเรื่องนั้น
ี
่
ั
ี
มาก และชวงใดมีการวิจัยเรื่องนั้นนอย และขาดตอนไปบาง มความเปลียนแปลงอะไรทแปลกใหมอนเปน
ี
่
ี
ผลใหมีการวิจัยมากขึ้นอีกในภายหลัง การศึกษาชวงเวลาที่มการทําวิจัยจะเปนประโยชนให ผูวิจัยสามารถ
กาหนดไดวาตองติดตามงานวิจัยนี้ยอนหลังไปในอดีตไกลมากนอยเพียงใด
ํ
ี
้
่
่
ี
่
่
้
3.5 “ที่ไหน” หมายถง สถานทีทีเคยมการวิจัยเรืองท่เก่ยวของ ทงนีการทราบขอมลสถานทจะ
ู
ึ
ี
ี
ั
ั
ื้
สงผลตอการกาหนดขอบเขตพนท การวิจัยบางประเภท เชน การวิจัยเก่ยวกับการสํารวจทศนคตของ
ิ
ี่
ํ
ี
ี
บุคคล หลักสูตร นโยบาย การบริหาร เปนตน การทราบวามงานวิจัยใดศกษา “ทีไหน” อาจมความสําคัญ
ึ
ี
่
ึ
มากในการนําผลการวิจัยมาใชเพื่อเปนแนวทางในการวางแผนการวิจัยที่จะศกษาไดอยางเหมาะสม
ื
่
ํ
่
่
ี
4. เพื่อประเมินเบื้องตนถึงความสําเร็จของงานวิจัยและเรียนรูสิงททาใหงานวิจัยอนลมเหลว หาก
พบวางานวิจัยเรื่องนั้นประสบความลมเหลว ผลการวิจัยที่สรุปไมแนชัดหรือขัดแยงกันมาก อาจไมเหมาะท ่ ี
ํ
้
่
่
ํ
จะทาการวิจัยในแนวทางเดิมตอไปควรจะคิดหาแนวทางใหมในเรืองนันทีจะทาใหเกิดผลดีทางวิจัย และม ี
ิ
ประโยชนชวยใหเกิดความเขาใจประเด็นทางทฤษฎีมากขนหรือเกดประโยชนในทางนําผลวิจัยไปใชในทาง
ึ้
ปฏิบัติจริงไดมากขึ้น
5. เพื่อวางแผนดําเนินการวิจัยที่เหมาะสม
5.1 ดานการกําหนดตัวแปรทจะวิจัย การประมวลเอกสารทาใหผูวิจัย พบวา การศึกษาตัวแปร
ี
่
ํ
ี
่
ี
่
ิ
อะไรมาบางแลวท่เกยวของกับปญหาทผูวิจัยสนใจ และตัวแปรทสนใจนันถูกศึกษาในฐานะตวแปรอสระ
้
ี
่
ี
ั
และตัวแปรตามในลักษณะใดบาง
ี
ํ
5.2 ดานการกําหนดนิยามปฏิบัติการ การประมวลเอกสารและงานวิจัยทีเกยวของทาใหผูวิจัย
่
ี
้
ั
ทราบวาตวแปรท่เกยวของนั้น ไดถูกใชในความหมายอยางไรทงทางดานทฤษฎี และงานวิจัยเพ่อนํามา
ื
ี
่
ั
ํ
กาหนดใหความหมายที่แคบเฉพาะและชัดเจนของตัวแปรแตละตัวที่จะใชในการวิจัย
5.3 ดานขอจํากดของงานวิจัยในอดีต การประมวลเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของจะทําให
ี
ั
่
ี
ผูวิจัยตระหนักถึงปญหาหรือชองโหวบางดานของการวิจัยในปญหานั้น ซ่งผูวิจัยอาจจะพยายามปดชอง
ึ
่
ี
ี
็
ี
โหวหรือแกไขสิ่งท่เปนปญหาบางดานท่ทําไดในงานวิจัยใหมของตน และในสิ่งททําไมไดกตองยอมรับวา
เปนขอจํากัดในงานวิจัยของตนตอไป
ั
ึ
5.4 ดานการตั้งสมมตฐานจากการประมวลผลงานวิจัยทศกษาความสัมพนธระหวางตวแปร
ิ
่
ั
ี
้
ั
ํ
ุ
อสระและตวแปรตามในแงมมตาง ๆ ทําใหผูวิจัยไดขอสรุปท่สามารถคาดหมายหรือทานายผลการวิจัยขน
ิ
ั
ี
ื
ี
่
้
ั
ตอไปไดจะทําใหผูวิจัยสามารถตงสมมติฐานท่ไมเรียบงาย จนเกินไปเปนท่ยอมรับ มีความนาเชือถอเพราะ
ี
ี
มหลักฐานจากการประมวลทฤษฎีและผลการวิจัยยืนยัน
การทบทวนวรรณกรรมจะชวยใหนักวิจัยมีความรูกวางขวางลึกซ้งและทันสมัย ชวยใหเกด
ิ
ึ
แนวคิดท่มประโยชนตอการวิจัยข้นตอนตอไปทกข้นตอน โดยเฉพาะอยางยิ่งในข้นตอนการสรางกรอบ
ี
ี
ั
ั
ุ
ั
แนวคิดและกําหนดตัวแปรและการกําหนดรูปแบบการวิจัยเพราะการทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของจะ
ี
ี
ครอบคลุมไปถึงการศึกษาคนควาทฤษฎีจากตํารา บทความทางวิชาการ ขอมูลจากการรายงานของหนวย
ี
ราชการ ขอมูลจากการสัมภาษณตลอดจนขอมูลอนใดทกรูปแบบ นักวิจัยจะไดรูวาปญหาการวิจัยท่เรา
ุ
ื
่
ึ
ี่
ศึกษานั้นตองอาศัยทฤษฎีใดบาง มีใครศึกษาไวบาง ผลการศกษาเปนอยางไร และปญหาทคลายคลึงหรือ
เกี่ยวของสัมพันธกับปญหาการวิจัยที่เราจะศึกษานั้น มีใครศึกษาไวบาง และผลการศึกษาเปนอยางไร
49
่
ี
่
ี
ิ
การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของจะนํามาผลการคนควาใชอางองในการวิจัยได 2 ลักษณะใหญ
ื
คอ
1. การอางองเชิงทฤษฎี การนําผลการทบทวนวรรณกรรมซงไดสาระเก่ยวกบทฤษฎี แนวคด
ิ
่
ึ
ี
ิ
ั
และผลงานวิจัยตาง ๆ มาอางอิงในขั้นตอนของการวิจัยไดหลายขั้นตอน เชน
1.1 ขั้นตอนการเลือกเรื่องวิจัยหรือการกําหนดหัวขอวิจัย รางหัวขอวิจัยทเคยกาหนดไวเดมนัน
ี
่
ํ
้
ิ
หลังจากทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงหัวขอวิจัยใหรัดกุมมากยิ่งขึ้น
ี
ํ
ํ
ั
1.2 ข้นตอนการกาหนดปญหาการวิจัย รางการกําหนดปญหาการวิจัยท่กาหนดไวเดิมอาจม ี
ขอบเขตเฉพาะเจาะจงท่ยังไมครอบคลุมองคประกอบของปญหาทกวางขวางมากพอ หลังจากทบทวน
ี
ี
่
ุ
วรรณกรรมที่เกี่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงการกําหนดปญหาการวิจัยใหรัดกมมากยิ่งขึ้น
ํ
้
1.3 ขนตอนการกําหนดความเปนมาและความสําคัญของปญหา รางการกาหนดความเปนมา
ั
่
ี
้
ิ
และความสําคญของปญหาทเคยกําหนดไวเดมนัน หลังจากทบทวนวรรณกรรมทเกยวของแลวอาจมีการ
ี
่
ั
ี
่
ปรับปรุงความเปนมาและความสําคัญของปญหาใหมีเหตุผลกวางขวางมากยิ่งขึ้น
ํ
้
ี่
1.4 ขันตอนการกําหนดสมมติฐานการวิจัยรางการคาดคะเนคําตอบของปญหาการวิจัยทกาหนด
ไวเปนสมมตฐานการวิจัยเดมนั้น หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เกยวของแลวอาจมีการปรับปรุงการ
ี
ี
่
ิ
ิ
กําหนดสมมติฐานการวิจัยใหรัดกุมมากยิ่งขึ้น
1.5 ขั้นตอนการกําหนดตัวแปรการวิจัย รางการกําหนดตัวแปรการวิจัยท่เคยกาหนดไวเดิมนั้น
ํ
ี
หลังจากทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงตัวแปรการวิจัยใหรัดกุมมากยิ่งขึ้น
1.6 ขั้นตอนการกําหนดนิยามศพท รางการกาหนดนิยามศพททเคยกาหนดไวเดมนันหลังจาก
ํ
้
ั
ํ
ั
ิ
ี
่
ุ
ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของแลวอาจจะมีการปรับปรุงนิยามศัพทใหรัดกมมากยิ่งขึ้น
1.7 ขั้นตอนการกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางและวิธีการสุมกลุมตัวอยาง รางการกาหนดขนาด
ํ
กลุมตัวอยางและวิธีการสุมกลุมตัวอยางท่เคยกําหนดไวเดิมนั้น หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของ
ี
ี
ี
แลวอาจจะมีการปรับปรุงขนาดกลุมตัวอยางและวิธีการสุมกลุมตัวอยางใหเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
่
ื
่
ี
ื
ี
่
้
1.8 ขนตอนการกําหนดเครืองมอท่ใชรวบรวมขอมูลการวิจัย รางเครืองมอทใชรวบรวมขอมล
ั
ู
ี
ี
ี
ี
ท่เคยกําหนดไวเดิมนั้น หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงเครื่องมือท่ใชใน
การรวบรวมขอมูลใหรัดกุมเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ั
ี
ู
ํ
ิ
1.9 ข้นตอนการวิเคราะหขอมูล รางการกาหนดการวิเคราะหขอมลท่เคยกําหนดไวเดมนั้น
ู
หลังจากทบทวนวรรณกรรมทเกยวของแลวอาจมีการปรับปรุงสถิติท่ใชในการวิเคราะหขอมลใหเหมาะสม
ี
ี
่
ี
่
มากยิ่งขึ้น
ตัวอยาง เชน บทความวิจัย เรื่อง ปจจัยที่มีความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพนบานลานนาของ
ื้
ผูสูงอายุในเขตเมือง
ุ
ี
่
ั
ั
ี
ึ
้
้
การศกษานีมีวัตถประสงคเพอศกษาปจจัยทมความสัมพนธกบการบริโภคอาหารพนบานลานนา
่
ึ
ื
ื
ั
ี่
ั
ของผูสูงอายุในเขตเมือง (ประเด็นปญหา) โดยสุมตวอยางจากครัวเรือนผูสูงอายุทอาศยอยูในเขตเทศบาล
็
ุ
ตําบลสุเทพ อําเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม จํานวน 279 ครัวเรือน (กลมตัวอยาง) เกบรวบรวม
่
ู
ขอมูลดวยแบบสอบถามและการสนทนากลุม (เครืองมอ) วิเคราะหขอมลเชิงปริมาณดวยสถิติเชิง
ื
พรรณนาและการวิเคราะหการถดถอยพหุสวนขอมูลเชิงคุณภาพใชการวิเคราะหเนือหา (การวเคราะห
้
ิ
ั
้
ื
ึ
ขอมูล) ผลการศกษา พบวา ผูสูงอายุสวนใหญบริโภคอาหารพ้นบานลานนาบางครัง (คาเฉลี่ยเทากบ
่
2.10) ปจจัยที่มีความสัมพันธกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารพื้นบานลานนา พบวา อายุเฉลียและการเขา
50
ี
ั
รวมพิธีกรรมในชุมชนมีความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพื้นบานลานนาของผูสูงอายุอยางมนัยสําคญทาง
ิ
สถต 0.05 (P – value = 0.011 และ 0.028 ตามลําดบ) (ตัวแปรการวิจัย) ทงนี้ผูสูงอายุยังให
ั
ั้
ิ
ื
่
ื
ขอเสนอแนะปจจัยการดํารงอยูของอาหารพ้นบานเพอการเสริมสรางสุขภาพผูสูงอายุในเขตเมือง โดย
หนวยงานที่เกี่ยวของตองใหความสําคัญกับนโยบายการพงตนเองดานอาหารของผูสูงอายุ วัฒนธรรมการ
ึ่
ื
่
่
่
ิ
ี
ี
ิ
บริโภคอาหารของกลุมชาตพันธุ และเสริมสรางองคความรูทองถนเกยวกับอาหารพ้นบานทเหมาะสม
ใหกับสมาชิกกลุมแมบาน (การเลือกเรื่องการวิจัย)
ั
ิ
ํ
ึ
่
ั
สามารถ ใจเตี้ย และพฒนา บุญญประภา (2562) ทาการศกษาทศนคตตอความเสือมสภาพของ
ึ
แมน้ําและคุณภาพชีวิตของประชาชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน (ประเด็นปญหา) การศกษาแบบผสานวิธี
ี
(วิธีการวิจัย) ครั้งนี้มวัตถุประสงคเพื่อวิเคราะหมิติสังคม ทัศนคติตอความเสื่อมสภาพของแมน้ําและระดับ
คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงวิเคราะหปจจัยพยากรณคุณภาพชีวิตของประชาชน (วตถประสงคการ
ุ
ั
วิจัย) กลุมตัวอยางเปนประชาชนในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน จํานวน 323 ครัวเรือนและผูมสวนไดเสีย
ี
ู
ู
จํานวน 16 คน รวบรวมขอมลโดยใชแบบสอบถามและการสนทนากลุม การวิเคราะหขอมูลใชสถิติเชิง
ึ
พรรณนา การวิเคราะหการถดถอยพหุคณแบบเสนตรง และการวิเคราะหแบบอปนัย ผลการศกษา พบวา
ู
ุ
ั
ี
ประชาชนมทศนคติตอความเสื่อมสภาพของแมน้ําลี้โดยเฉลี่ยระดับปานกลาง (คาเฉลีย 2.08 ± 0.71)
่
่
ั
ี
ิ
ั
ุ
ระดบคณภาพชีวิตโดยรวมเฉลี่ยระดบด (คาเฉลีย 3.81 ± 0.98) อายุและทศนคตตอความเสือมสภาพ
่
ั
ิ
ของแมน้ําลี้สามารถพยากรณระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอยางมนัยสําคญทางสถติ 0.05 (p – value
ี
ั
่
้
่
ั
ํ
้
= 0.009 และ 0.022 ตามลําดบ) ทังนี้สภาพความเสือมสภาพของแมน้าลีในปจจุบันมีการเปลียนแปลงใน
ระดบสูงท้งคุณภาพน้ําทเสื่อมโทรมและการเปลี่ยนแปลงทางดานปริมาณการไหลและแหงขอด สาเหตุมา
ี
ั
ั
่
ํ
ํ
ํ
ิ
จากกจกรรมการใชประโยชนแมน้าของประชาชนในลุมน้า และการบริหารจัดการการใชประโยชนแมน้าท ่ ี
ี
ไมมประสิทธิภาพ
ึ
่
ี
่
2. การอางองเชิงประจักษ การนําผลการทบทวนวรรณกรรมทเกยวของซงเปนการนําผลการ
่
ี
ิ
ี
้
ั
่
ั
ี
รวบรวมขอมลทผูวิจัยไดจากสภาพทเปนจริงมาเทยบเคยงกบขนตอนตาง ๆ ของการอางอิงเชิงทฤษฎีมา
่
ี
ี
ู
อางอิงในขั้นตอนตาง ๆ ของการวิจัยไดหลายขั้นตอน เชน
้
ั
ี
2.1 ขนตอนการรวบรวมขอมูล หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของแลวพบวาขอมูลท ี ่
ี
ู
ี
้
นํามาใชในการวิจัยจะมทังขอมลปฐมภูม ขอมลทุตยภูม และอาจมขอมลตตยภูมการใชขอมลประเภทใดก ็
ิ
ิ
ู
ิ
ู
ิ
ู
ี
ิ
ตามตองคํานึงถึงความถูกตองของขอมูลนั้นเปนสําคัญมฉะนั้นผลการวิจัยอาจจะคลาดเคลื่อนได
ิ
ู
ื
ี
2.2 ขันตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครืองมอทใชรวบรวมขอมล ในกรณทผูวิจัยใชขอมล
ี
่
่
ู
้
่
ี
ี
ึ
่
ุ
ื
ื
่
ิ
ั
่
่
่
ปฐมภูมตองมีการสรางเครืองมอข้นซงคณภาพของเครืองมอเปนสิงสําคญ ผูวิจัยตองนําเครืองมือท่สราง
ึ
ุ
ี
่
ึ
ข้นไปทดลองใช และดําเนินการตรวจสอบคณภาพหากคณภาพของเครืองมอยังไมอยูในเกณฑทกําหนดก ็
่
ุ
ื
ตองปรับปรุงเครื่องมือจนเปนที่นาพอใจกอนนําเครื่องมอนั้นไปเก็บรวบรวมขอมูล
ื
ี
ึ
่
ี
่
ุ
การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของทีจะใหคณคาแกนักวิจัยครบถวนนอกจากการศกษาเนือหา
้
่
ั
้
สาระแลวนักวิจัยจะตองศึกษารายละเอียดของการวิจัยทุกประเด็น ตงแตชื่องาน วัตถประสงคการวิจัย
ุ
ี่
กรอบแนวคิดการวิจัย การกําหนดสมมติฐานการวิจัย ระเบียบวิธีวิจัยโดยเฉพาะอยางยิ่งเครื่องมอทใชใน
ื
ู
การรวบรวมขอมล สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ตลอดจนการเขียนรายงานการวิจัย
51
คุณลักษณะของการทบทวนวรรณกรรม
ื
ิ
วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่ชวยเริ่มตนการวางแผนสําหรับการทบทวนวรรณกรรม คอ การพจารณา
ุ
ี
่
วาวรรณกรรมทนําเสนอสอดคลองกบประเภทหรือคณลักษณะของการทบทวนวรรณกรรมแบบใดตาม
ั
ิ
ุ
แนวคดของ Cooper’s โดย Cooper (1998) ไดเสนอวาการทบทวนวรรณกรรมแบงเปน 6 คณลักษณะ
ไดแก
่
ี
ุ
ุ
1. การมงเนน การทบทวนวรรณกรรมลักษณะนี้จะมงความสนใจไปทผลลัพธของการวิจัย
วิธีการวิจัย ทฤษฎีและการปฏิบัติหรือการนํา ไปประยุกตใชซ่งการทบทวนวรรณกรรมโดยการมงความ
ุ
ึ
ี
ี
ี
่
่
ี
ึ
ั
็
่
ี
ี
สนใจไปทผลลัพธของการวิจัยจะบอกถงประเดนทสําคญทยังมขอมลไมเพยงพอหรือยังไมมการศกษามาก
ึ
ู
นัก และนําไปสูการพัฒนาประเดนหรือหัวขอทางการวิจัยใหม ในสวนของวิธีการดาเนินการวิจัยจะมง
็
ุ
ํ
ความสนใจไปที่ตัวแปร วิธีการที่ใชในการวัด วิธีการที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ซึ่งจะชวยบอกผูวิจัยวาอะไร
ั
ี
ื่
เปนจุดแข็งหรือจุดออนของงานวิจัยที่ไดทําการทบทวนเหลานั้นเพอนํามาเปรียบเทยบและพฒนาแนวทาง
ํ
ในการกาหนดวิธีการดําเนินการวิจัยสําหรับงานวิจัยตอไป
่
ตวอยางขอหัวการทบทวนวรณณกรรมการวิจัย เรือง วิถชุมชน ความหลากหลาย และแนวทาง
ั
ี
ํ
ี
ี
้
ื
้
ุ
ื
การอนุรักษพชสมนไพรพนบานชุมชนสะลวง – ข้เหล็ก อาเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม (สามารถ ใจเตย,
2563) ประกอบดวย
ขอมูลทวไปของพืชสมนไพรพื้นบาน
ั่
ุ
การใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน
แนวคิดการอนุรักษสมุนไพรพื้นบาน
่
ขอหัวการทบทวนวรณณกรรมการวิจัย เรือง การพัฒนากิจกรรมการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุใน
ํ
เขตเมืองโดยใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพเปนฐาน กรณศกษาเทศบาลตําบลสุเทพ อาเภอเมือง
ี
ึ
เชียงใหม จังหวัดเชียงใหม (สามารถ ใจเตี้ย, 2561) ประกอบดวย
สถานการณสุขภาพผูสูงอายุในเขตเมอง
ื
แนวทางการเสริมสรางสุขภาพผูสูงอายุโดยใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพ
ื่
แนวคิดการพัฒนากิจกรรมเพอการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุ
ี
ี
ี
่
ี
ุ
สําหรับการมงเนนไปท่ทฤษฎีชวยใหทราบวามีทฤษฎีอะไรท่เกยวของกับหัวขอท่ตองการศึกษา
ึ
ี
และความสัมพันธของทฤษฎีเหลานัน ซ่งการศกษาทฤษฎีท่ผานมามีความสําคัญอยางยิ่งสําหรับงานวิจัย
ึ
้
ุ
ื
่
ี
ี
่
่
ี
่
ั
่
ี
หรือวิทยานิพนธทตองการพฒนาทฤษฎีหรือรูปแบบใหมในสาขาทเกยวของเพอใหเหตผลไดวาทฤษฎีทม ี
อยูยังไมเพียงพอและสนับสนุนความสําคัญของการพัฒนาทฤษฎีใหม
่
ื
การทบทวนวรรณกรรมยังสามารถทบทวนขอเสนอแนะในการประยุกตผลการวิจัยเพอการใช
ี
้
่
ประโยชน ในสวนนีของรายงานการวิจัยหรือบทความวิจัยทตพมพเผยแพรจะชวยใหทราบถึงชองวางหรือ
ิ
ี
สวนที่ยังไมไดรับการตอบสนองเพื่อนําไปสูเหตุผลในการพัฒนางานวิจัยตอไป
ื
ุ
ตัวอยางขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัย เรื่อง “ความหลากหลาย การใชประโยชนพชสมนไพร
พื้นบานและนิเวศวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน” ไปประยุกตใช
1. ความหลากหลายของสังคมพชสมนไพรทังทสํารวจไดและสํารวจไมไดเปนขอมลท่แสดงใหเห็น
ู
ี
ุ
ื
้
ี
่
ี
ั
ิ
ถึงความเสือมโทรมของสภาพปาในพนทลุมน้ําลี้ ซงมสวนสําคญในการผลักดันใหเกดการพฒนาแนวทางใน
ื้
่
ึ่
ั
ี่
ู
ื่
ี่
ี่
การปฏิบัติทนําไปสูกจกรรมเพอการแกไขฟนฟและอนุรักษพนทปาธรรมชาติ ทีหนวยงานท่เก่ยวของควร
่
ี
ี
ิ
ื้
สนับสนุน และสรางกิจกรรมที่ใหเกิดการเรียนรูรวมกัน
52
ื
ื
้
2. การใชประโยชนพืชสมุนไพรพนบานภายใตสภาพการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพ้นท ี ่
ื
ชุมชนและพ้นทปาธรรมชาตในปจจุบันควรมการเสริมสรางกระบวนการเรียนรูและการมสวนรวม ซงควร
่
่
ี
ึ
ี
ี
ิ
้
ั
่
เปนกระบวนการเรียนรูทผสมผสานกระบวนการปฏิบัตการณตงแตการคนหาปญหา การรวมกัน
ิ
ี
ั
เรียงลําดบความสําคัญของปญหา การแสวงหาแนวทางแกไขปญหาและการติดตามประเมนผล อันจะ
ิ
ิ
กอใหเกดความเขาใจและสรางจิตสํานึกของประชาชนตอการลดลงและการสูญหายของความหลากหลาย
พืชสมุนไพรพื้นบานในปจจุบันและอนาคต
ี
ุ
ื
่
3. องคความรูตารับยาสมนไพรของหมอพนบานเปนการรวบรวมองคความรูทผานการทดลองใช
้
ํ
ู
เพอการดแลและรักษาสุขภาพ ดงนันควรมการนําไปเผยแพรสูประชาชนทงการทําเปนแหลงการเรียนรู คมือ
ี
่
้
ั
ู
ื
้
ั
ั
การเรียนรู รวมถึงมีการสงเสริมการเรียนรูใหกบเยาวชนและผูสนใจทั่วไป
ื
่
ี
4. กลยุทธการนําศักยภาพชุมชนมาใชเพ่อการฟนฟูและอนุรักษพนทปาทไดจากการใช
ี่
้
ื
กระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการณของกลุมผูมีสวนไดเสียเปนการระดมความคดเห็นทครอบคลุมจากทก
ุ
ี่
ิ
ั
่
ฝายท้งภาคประชาชนและหนวยงานภาครัฐ ดังนั้นสํานักงานทรัพยากรธรรมชาตและสิงแวดลอม จังหวัด
ิ
ี
ี
ั
ื
ลําพูนควรผลักดันใหเกิดแนวทางในการปฏิบัติท่สอดคลองกบวิถีชีวิตของประชาชนในพ้นท่ และให
ประชาชนไดมีสวนรวมอยางแทจริง
็
อยางไรกตามการทบทวนวรรณกรรมโดยการมงเนนท้งวิธีการดําเนินการวิจัย ทฤษฏีและการ
ุ
ั
ี
ประยุกตใชผูวิจัยตองใหความสําคัญการายละเอียดท่ตองสังเคราะหอยางละเอียดซ่งอาจจะสงผลตอ
ึ
ระยะเวลาทใชในการทบทวนวรรณกรรม
่
ี
ื
2. เปาหมาย เปาหมายของการทบทวนวรรณกรรม คอ การบูรณาการและการนําเอาผลการวิจัย
ไปประยุกตใชกับหนวยงานอื่นเพื่อชวยในการแกปญหาในเรื่องนั้น โดยมีการนําเอาวิธีการ Meta-Analysis
มาใชเพื่อบูรณาการผลการวิจัยเชิงปริมาณตาง ๆ เขาดวยกัน เปนตน
3. มมมอง สําหรับการทบทวนงานวรรณกรรมงานวิจัยเชิงคณภาพ ผูวิจัยอาจสามารถพจารณาวา
ุ
ุ
ิ
อคติของผูเขียนงานวิจัยเชิงคุณภาพเปนอยางไร ในขณะทงานวิจัยเชิงปริมาณผูวิจัยควรพยายามใชมมมอง
ุ
ี่
ที่เปนกลางในการนําเสนอขอคนพบตามความเปนจริงได
ี
่
็
ํ
่
ี
่
ี
ั
ี
4. การครอบคลุม การทบทวนวรรณกรรมมการครอบคลุมประเดนทเกยวของกบหัวขอททามาก
นอยเพียงใด ทั้งจากงานที่ตีพิมพและงานที่ไมไดรับการตีพิมพ อยางไรกตามการทบทวนวรรณกรรมอาจไม
็
ั
สามารถครอบคลุมไดทงหมด ดงนันการกําหนดกลุมประชากรเพอสรางความชัดเจนสําหรับคนควาขอมูล
้
่
ื
ั
้
ั
โดยพิจารณาจากงานวิจัยที่ผานมาวากลุมตวอยางทศกษาเปนใครมีความเปนตวแทนของประชากรหรือไม
ึ
่
ั
ี
ชวยทําใหการตอยอดในการทําวิจัยสะดวกมากยิ่งข้น นอกจากนี้อาจจํากัดจํานวนของบทความหรือ
ึ
เอกสารที่เกี่ยวของโดยคนควาเฉพาะบทความที่ตีพิมพในวารสารเทานั้น
5. การจัดระบบ รูปแบบในการจัดระบบการทาวิจัยมีหลายรูปแบบ เชน การจัดรูปแบบโดย
ํ
เรียงลําดบเหตการณจากอดตสูปจจุบัน (กลาวถงพฒนาการหรือความกาวหนาของวิธีการวิจัยหรือทฤษฎี
ึ
ั
ี
ั
ุ
ึ
่
ํ
ี
ี
่
หรือการเปลี่ยนแปลงของการปฏิบัติในชวงเวลาทผานมา) รูปแบบทกาหนดจากแนวคิด (กลาวถงทฤษฎี
็
และแนวคิดตาง ๆ) และรูปแบบจากวิธีการวิจัย อยางไรกดีการนําเอารูปแบบท้งหมดมาผสมผสานเขา
ั
ดวยกันอาจเปนวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก
6. กลุมเปาหมาย คุณลักษณะประการสุดทายของการทบทวนวรรณกรรม คือ การพิจารณากลุม
ี
เปาหมายวาใครคือคนท่อานงานวรรณกรรมของเรา ในสวนของงานวิทยานิพนธบุคคลท่อาน ไดแก
ี
้
ี
่
ุ
ี
ี
อาจารยทปรึกษาและผูทรงคณวุฒิรวมถึงนักวิชาการทเกยวของกับสาขาหรืออยูในแวดวงวิชาการนัน
่
่
53
ี
้
ดงนัน การเขยนการทบทวนวรรณกรรมจึงตองเขียนในลักษณะของงานวิชาการไมใชการเขียนแบบงาน
ั
ทั่วไป
้
ั
นอกจากนีการทบทวนวรรณกรรมควรสรางหลักเกณฑโดยกาหนดกจกรรมตงแตเริมจนจบวา
้
่
ํ
ิ
จะตองทาอะไรบางบนพ้นฐานของคําถามการวิจัยและกาหนดเง่อนไข (Criteria) ในการนําเขาขอมล
ํ
ื
ื
ํ
ู
ี่
วรรณกรรมที่สืบคนเพื่อจะนํามาอานตอหรือคัดออกงานทไมเกี่ยวของออกไป
ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม
ผูวิจัยจะตองจํากัดขอบเขตของเนื้อหาท่ตองการศึกษากอนลงมือคนควาเพ่อใหการคนหา
ื
ี
วรรณกรรมมีความเฉพาะเจาะจงจะชวยประหยัดเวลาการรวบรวมวรรณกรรมตาง ๆ จากนั้นผูวิจัยจะตอง
ั
ั
ี
ี
ี
่
คนหาขอมูลวรรณกรรมท่เก่ยวของในเรื่องทจะทําท้งหมด โดยพยายามใหครอบคลุมท้งเนื้อหา ประเด็น
ุ
ึ
่
ํ
ี
ปญหา และวัตถประสงค รวมถงครอบคลุมระยะเวลาของการวิจัยททามาแลวความครอบคลุมในแงของ
เวลาไมสามารถกาหนดแนนอนวาควรคนหางานวิจัยยอนหลังไปนานเทาไหร (โดยท่วไปกาหนดเวลา
ั
ํ
ํ
ิ
ั
้
้
้
ึ
ยอนหลังไมเกน 5 ปสําหรับงานวิจัย) ทงนีขนอยูกับปญหาการวิจัยนันมผูเคยศึกษาไวมากนอยเพียงใด
ี
้
ี
ี
่
ี่
่
ํ
ขึ้นอยูกับภูมิหลังของผูวิจัย ความซับซอนของงานวิจัยทจะทา และวรรณกรรมทเกยวของมการตีพมพมาก
ิ
ี
ี
หรือนอย Academic Writing Help Centre (2007) ไดแนะนําวิธีการเขยนงานทบทวนวรรณกรรมใหม ี
ประสิทธิภาพ โดยสรุปแนวทาง 5 ขั้นตอนที่สําคัญ ดังนี้
ู
ู
ู
ี
1. การกลันกรองขอมลจากการสังเคราะหและประเมนขอมล ผูวิจัยรวบรวมขอมลทเกยวของกบ
ี
่
่
่
ั
ิ
ี
่
ื
ื
ิ
หัวขอวิจัยทจะศึกษาโดยการอานขอมูลเหลานั้นเพ่อนํามาสังเคราะห และประเมนเพ่อระบถึงแนวคิดที ่
ุ
่
ี
่
ั
ื
สําคัญและความสําคญของวรรณกรรมนัน วิธีการทนิยมใช คือ การจดบันทึกหัวขอทเก่ยวของเพอจะ
้
ี
ี
่
นําไปสูการกําหนดโครงสรางของการทบทวนวรรณกรรม โดยอาจนําเอาวิธีการใชแผนท่แนวคิด
ี
ิ
่
(Concept map) และการใชตารางการสังเคราะห Synthesis matrix) มาใชเพอกลั่นกรองแนวคดและ
ื
(
ึ
ทฤษฎีที่เกี่ยวของใหอยูในขอบเขตที่ตองการศกษา
ิ
ื
่
ํ
2. การกาหนดแนวคดหลักของวรรณกรรมและการโตแยงหลักของการทบทวนวรรณกรรม เมอ
ื
ี
นักวิจัยไดเริ่มตนในการสังเคราะหในการวิจัย ใหระบุวาอะไรคอแนวคดหลักท่เก่ยวของกับหัวขอหรือ
ิ
ี
ิ
่
ึ่
คําถามของการวิจัยและแนวคดท่แตกตางจากสิงทนักวิจัยตองการศกษา ซงดําเนินการผานการใชตาราง
ี่
ึ
ี
การสังเคราะหการทบทวนวรรณกรรมดังตารางที่ 3.1 และตารางที่ 3.2
ตารางที่ 3.1 ตารางสังเคราะหเพื่อการทบทวนวรรณกรรม
ี่
ชื่อผูแตง วิธีการดําเนินการ กลุมตัวอยาง เครื่องมือวิจัยท ตัวแปรที่ใชสําหรับ ผลการศึกษาที่ได
วิจัย และวิธีการสุม ใชสําหรับการ การศึกษา / สิถิติท ี่
วิจัย ใชในการวิเคราะห
1..............
2.............
ที่มา: ชัยเสฏฐ พรหมศร (2557)
54
ี
ตารางท 3.2 ตัวอยางการวิเคราะหองคประกอบของบทความวิจัยตารางการสังเคราะห
่
ชื่อผูแตง วิธีการดําเนินการวิจัย กลุมตัวอยางและ เครื่องมือวิจัยที่ใช ตัวแปรทีใชสําหรับ ผลการศกษาทีได
ึ
่
่
วิธีการสุม สําหรับการวิจัย การศกษา / สิถิติที่
ึ
ใชในการวิเคราะห
ู
ู
สามารถ ใจเตี้ย การวิจัยเชิงวิเคราะห ณ ครัวเรือนผสูงอายุ - แบบสอบถาม ตัวแปรตน ผสูงอายุสวนใหญบริโภค
ํ
จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เขตเทศบาลตาบล มาตราสวนประมาณ X 1 ระดับอายุ (ป) อาหารพื้นบานลานนาบางครง
้
ั
(Cross-Sectional สุเทพ อําเภอเมือง คา (Rating scale) X 2 คาใชจาย (คาเฉลี่ยเทากับ 2.10) ปจจัยที่
Analytic Studies) จังหวัดเชียงใหม 3 ระดับ (บาทตอเดือน) มีความสมพันธกับพฤติกรรม
ั
้
เฉพาะพื้นที่เขต - แบบสัมภาษณแบบ X 3 ระยะเวลาการ การบริโภคอาหารพืนบาน
่
เมือง จํานวน 297 ไมมีโครงสราง อาศัยอยูในพื้นที่ (ป) ลานนา พบวา อายุเฉลียและ
ครัวเรือน วิธีการ - การสนทนากลุม X 4 การเขารับบริการ การเขารวมพิธีกรรมในชุมชนมี
ุ
ิ
สมตัวอยางใชการ - การสัมมนาเชง ดานสุขภาพ ความสมพันธกับการบริโภค
ั
ุ
สมแบบแบงชั้นภูมิ ปฏิบัติการแบบมีสวน (ครั้งตอเดือน) อาหารพืนบานลานนาของ
้
ุ
และการสมอยาง รวม X 5 จํานวนสมาชิกใน ผูสูงอายุอยางมีนัยสําคัญทาง
งาย และใชตาราง ครัวเรือน (คน) สถิต 0.05 (P – value =
ิ
เ ล ข ส มใ นก า ร X 6 จํานวนครั้งในการ 0.011 และ 0.028 ตามลาดบ)
ํ
ั
ุ
คัดเลือกครัวเรือน ประกอบอาหารใน
ตวอยาง ครัวเรือน (ครั้งตอวัน)
ั
X 7 การเขารวม
พิธีกรรมในชมชน
ุ
(ครั้ง)
ตัวแปรตาม
ิ
การบรโภคอาหาร
พื้นบาน (คาเฉลี่ย)
สถิติที่ใช
- สถิติเชิงพรรณนา
ไดแก คาความถี่
คารอยละ คาเฉลี่ย
และคาสวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
- การวิเคราะหการ
ถดถอยเชิงเสน
(Linear regession
analysis)
จากตารางตัวอยางดานบนเมื่อผูวิจัยสามารถแยกองคประกอบของขอมลวรรณกรรมทนํามาใชใน
่
ี
ู
ี
ํ
งานวิจัย ผูวิจัยจะสามารถเปรียบเทยบและเลือกวิธีการดาเนินการวิจัยตามประเดนท่ตนเองสนใจไดอยาง
ี
็
รัดกุมมากขึ้น อันจะสงผลกระบวนการการดําเนินการวิจัยและผลการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ และยังเปนการ
เรียนรูกระบวนการวิจัยอน
่
ื
ํ
3. การกําหนดโครงสรางและจัดระบบการทบทวนวรรณกรรม การกาหนดโครงสรางของการ
ี
ื
ทบทวนวรรณกรรมตองครอบคลุมถึงนิยามศัพทพ้นฐานท่เก่ยวของกับหัวขอท่จะศึกษา กลาวถึง
ี
ี
ความสําคัญของหัวขอที่ศึกษา งานวิจัยที่ไดดําเนินการในหัวขอที่เกี่ยวของและประเด็นทควรจะดําเนินการ
ี่
หรือตรวจสอบเพิ่มเติม และขอสรุปที่ชัดเจนถึงความจําเปนในการศึกษาและวัตถุประสงคของการวิจัยที่ได
มาจากการทบทวนวรรณกรรม
55
ื
ี
4. การเขยนงานการทบทวนวรรณกรรม เมอมแนวคดหลักของการทบทวนวรรณกรรมเปนระบบ
ิ
ี
่
ื
ุ
ั
ตามลําดับข้นตอไป คอ การเขยนงานทบทวนวรรณกรรมทประกอบดวยบทนําทีมงเนนไปท่ความสําคัญ
ี
่
ี
ี
่
ี
่
ของหัวขอทศึกษา งานวิจัยทผานมาและขอโตแยงในหัวขอหรือสาขาท่ศึกษา เนือหาครอบคลุมถึงหัวขอ
่
ี
ี
้
ี
ี
ี
ี
่
หลักและหัวขอรองของงานทไดทําการทบทวนท่ประเมนจากองคความรูลาสุดท่เก่ยวของในหัวขอหรือ
ิ
สาขานั้น และบทสรุปชี้ใหเห็นวางานวิจัยที่ผานมานําไปสูการพฒนางานของนักวิจัยไดอยางไร และการนํา
ั
เอาไปประยุกตใชในการอภิปรายผล และนําไปสูการเสนอแนะเพื่อการวิจัยในครั้งตอไป
ุ
ํ
ุ
ตัวอยางเชน งานวิจัยเรื่อง “คณภาพน้าและการใชประโยชนแมน้ําตอคณภาพชีวิตของประชาชน
่
ี
ั
่
ึ
ี
ู
และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณศกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพน” เอกสารและงานวิจัยทีเกยวของกบ
้
ี
ื
การศกษาครั้งนี้ผูวิจัยไดคนควาเอกสารและงานวิจัยท่เก่ยวของเพ่อใหครอบคลุมตามเนือหาท่ตองการ
ี
ึ
ี
ศึกษา ดังนี้
1. ขอมูลทั่วไปเกี่ยวกับทรัพยากรน้ํา
2. สภาพปญหาทรัพยากรน้ํา
3. การตรวจวัดคุณภาพน้ํา
4. ดัชนีคุณภาพน้ํา
5. แนวคิดและเครื่องมือการประเมินคุณภาพชีวิต
6. ผลกระทบคุณภาพชีวิตจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม
7. แนวคิดนิเวศวัฒนธรรม
8. งานวิจัยที่เกี่ยวของ
ี
่
ั
ี
่
ผูวิจัยไดสรุปการทบทวนวรรณกรรมไว ดงนี้ จากสังเคราะหวรรณกรรมทเกยวของทงหนังสือ
ั
้
ี
ั
ื
ี
ตารา บทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานประจําปและรายงานท่วไปของหนวยงานท่เก่ยวของเพ่อ
ํ
่
ู
ึ
ุ
้
ํ
เปนขอมลประกอบการศกษานี สรุปโดยรวมได คอ ความเสือมโทรมของคณภาพน้า ไดสงผลกระทบตอ
ื
ี
ี
ั
ื
สงผลตอคุณภาพชีวิตของประชาชนท่อาศัยอยูริมฝงแมน้ําสายหลักในพ้นท่ลุมน้ํา ท้งนี้การแกไขปญหา
ั
ตองแสวงหาแนวทางการดํารงชีวิตอยูในสิงแวดลอมทเออตอสุขภาพรวมกนโดยใชแนวทางการสรางความ
ื
ี
่
้
่
้
สมดุลระหวางปจจัยดานคุณภาพน้ําและการใชประโยชน ดังนันมนุษยในฐานะเปนโฮสทจึงตองเขาใจ
ื่
ธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของตนตลอดจนเรียนรูปจจัยหรือสิ่งตาง ๆ ที่ทําใหเกิดโรคอยูตลอดเวลาเพอทจะ
ี่
ั
รักษาภาวะความสมดุลของปจจัยสิ่งแวดลอม สิ่งกอโรคและตัวมนุษย อนจะนําไปสูกระบวนการการคนหา
่
ุ
ื
ิ
ั
สาเหตของปญหาเพอนํามาใชปองกน ปรับปรุง แกไขการเกดโรคในมนุษยใหลดนอยลงหรือลดความ
ํ
ี
ํ
่
ุ
ํ
ี
่
ั
ี
รุนแรงลงจนดารงชีวิตอยูไดอยางมปกติสุข คณภาพน้าทเสือมโทรมในแหลงน้าก็เชนเดยวกนการแกไข
ี
ปญหาที่จะไดผลนั้นจําเปนตองพึ่งพาความรวมมอจากประชาชนประกอบดวย ทงนีการท่จะใหประชาชน
้
ื
้
ั
ื่
ี่
เขามามีสวนรวมเพื่อแกไขปญหาจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีระบบและวิธีการทสามารถปฏิบัติไดโดยงายเพอ
นําไปสูการเรียนรูและการปฏิบัติรวมกัน
5. การเขยนบรรณานุกรม การเขียนบรรณานุกรมเพ่อระบุแหลงท่มาของขอมูลตามรูปแบบท ี ่
ี
ื
ี
ู
ี
ั
่
กาหนดเพอใหผูทจะทําวิจัยในหัวขอท่เกยวของสามารถนําไปศึกษาขอมลเพ่มเติมได ตวอยางเชน
ื่
ี่
ิ
ี
ํ
่
ิ
ิ
่
ึ
ั
ี
บรรณานุกรมตามแบบ APA 6 (ศกษาเพมเตมในบทท 10) การศึกษาเรื่อง “การพฒนาบทเรียน
ื
วิทยาศาสตรทองถิ่น เรื่อง การเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุดวยภูมิปญญาพ้นบานลานนาดานจิตบําบัด”
เชน
56
เกสร มุยจีน.(2558). ปจจัยที่มีผลตอระดับสุขภาพจิตของผูสูงอายุ. วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี,
23(2): 306 – 318.
โกมาตร จึงเสถยรทรัพย. (2550). สุขภาพไทย วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สํานักวิจัยสังคมและสุขภาพ.
ี
ชนกพร ไผทสิทธิกล. (2554). การอนุรักษชุมชนและสภาพแวดลอมทางวัฒนธรรมริมแมน้ํากก จังหวัด
ุ
เชียงราย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
ชัญญาภรณ น้ําคาง. (2557). สรางเสริมสุขภาพใจผูสูงวัยเปนสุข. สืบคนจาก
http://www.hiso.or.th/hiso/health_event/ghealth_event22.php
Celeste, S. (2010). Assessing and Maintaining Mental Health in Elderly Individuals Nursing,
Clinics of North America, 45 (4): 635 – 650.
ี
้
ั
ึ
่
ทงนีอาจจัดเกบบรรณานุกรมโดยใชโปรแกรมชือ Endnote ซงเปนโปรแกรมสําเร็จรูปทจัดการ
่
่
็
้
ิ
ู
และจัดเก็บรายการทางบรรณานุกรม หรือรายการอางอิงที่สืบคนจากฐานขอมลอเล็กทรอนิกสสาขาตาง ๆ
หรือจากฐานขอมูลของหองสมุด (CMUL OPAC) ไดอยางเปนระบบ ปจจุบันมีบริการ 2 รูปแบบ คือ
EndNote Web ใชบริการไดที่ฐานขอมูล Web of Science และ EndNote CD
แหลงการคนควาวรรณกรรมและผลงานวิจัยที่เกี่ยวของ
ี
ี
่
ผลงานวรรณกรรมและงานวิจัยทเกยวของ มีอยูมากมายในแตละสาขา การเลือกใชผูวิจัยจะตอง
่
เลือกผลงานอยางระมัดระวังและเลือกผลงานท่มีคุณภาพ รายงานการวิจัยแตละฉบับเปนผลงานของ
ี
ี
มนุษยซงมทงผิดพลาดนอย ผิดพลาดมาก ผูอานจะตองอานอยางเลือกสรรและวิพากษวิจารณ (Critical
ั้
ึ่
reading) ซ่งใชความคิดเปนอิสระของตนเองวิเคราะหตัดสินความเปนเหตุเปนผล ในสวนของการใช
ึ
วิทยานิพนธ ผูวิจัยจะตองเลือกใชอยางระมัดระวัง ท้งนี้เพราะคุณภาพของวิทยานิพนธแตกตางกน
ั
ั
ี
ั
ั
ํ
่
เนื่องจากอาจารยแตละคณะ แตละสถาบันมนโยบายเก่ยวกบการทาวิทยานิพนธทีแตกตางกน หากผูวิจัย
ี
ั
ํ
ั
ึ
ี
ุ
ี
่
่
นําวิทยานิพนธทมคณภาพตํามาเปนตวอยาง มาศกษาอาจจะพบกบอุปสรรคและปญหาตาง ๆ ในการทา
วิจัยได นอกจากนีในการรายงานผลของเอกสารแตละประเภทผลงานวิจัยสวนมากจะรายงานผลแตเชิง
้
่
ี
ขอมูลเชิงบวกจึงควรสืบคนเอกสารรายงาน (Gray Literacy) ทีมมีความนาเชื่อถือ เชน
1. หนังสือ เปนเอกสารทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเผยแพรความรูไปสูวงวิชาการหรือผูอานทั่วไป
โดยไมจําเปนตองเปนไปตามขอกําหนดของหลักสูตรหรือตองนํามาประกอบการเรียนการสอนในวิชาใด
วิชาหนึ่ง ทั้งนี้จะตองเปนเอกสารที่เรียบเรียงขึ้นอยางมีเอกภาพ มีรากฐานทางวิชาการที่มั่งคงและใหทศนะ
ั
ี
ของผูเขยนท่สรางเสริมปญญาความคิด และสรางความแข็งแกรงทางวิชาการใหแกสาขาวิชานั้น ๆ หรือ
ี
สาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่อง ตัวอยางหนังสือทางดานสาธารณสุข เชน
กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). สุขกายกับวัยสูงอายุ. กรุงเทพฯ: เรือนปญญา.
Monroe, T.Morgan. (2003). Environmental Health. Canada: Thomson Learning
Academic Resource Center .
ี
่
ทงนี้เนื้อหาในหนังสือสวนใหญจะเนนความเปนแนวคิดทฤษฎี ทผูเขียนตองการสือสารใหกบ
้
ั
่
ั
้
ผูอานไดทราบ การเรียบเรียงเนือหาเปนระบบระเบียบ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการจะมีการแบงเนือหา
้
ึ
่
ี
ออกเปนบทซงหนังสือแตละเลมจะมก่บทก็ได แลวแตการจัดแบงของผูเขยนตามความเหมาะสม ในกรณ ี
ี
ี
ี
่
ทเปนหนังสือวิชาการมักจะพบสวนประกอบ ท่เรียกวา “การอางองแทรกในเนือหา” หรือ“เชิงอรรถ”
้
ิ
ี
57
อยางใดอยางหนึ่ง ปรากฏอยูในเนื้อเรื่องเสมอเพราะเปนการแสดงใหเห็นถึงการคนควาอยางจริงจังจาก
ื
เอกสารหลายเลม เพ่อใหไดความรูใหมมาเรียบเรียงในการเขียนหนังสือเลมนั้น นอกจากนี้หนังสือก็เปน
ี
่
ี
ั
่
ู
ี
้
แหลงขอมลชันดทนํามาใชสําหรับการเริมตนทบทวนวรรณกรรมเพราะหนังสือใหบทสรุปเก่ยวกบแนวคด
ิ
ึ
ลาสุดและหลักการที่เกี่ยวของกับสาขาที่นักวิจัยตองการศกษา ซึ่งหนังสือที่ดีและเหมาะสมจะนํามาใช
ี
ี
ี
่
ี
่
สําหรับการทบทวนวรรณกรรมควรมความเกยวของกับหัวขอในการวิจัย เขียนโดยบุคคลท่มชือเสียง และ
ู
เชียวชาญในแวดวงหรือสาขานั้น มความทันสมัยโดยดไดจากปทพมพจัดพมพโดยสํา นักพมพท่มชือเสียง
ิ
ี
ี
ิ
่
่
ี
ี
่
ิ
ในสาขานัน มีการใชเอกสารอางองจํานวนมากพอเพอนําไปสูการคนควาเพมเติมสําหรับการทบทวน
่
ื
ิ
ิ
้
่
วรรณกรรมไดและมโครงสรางทางภาษาและการนําเสนอที่ชัดเจนและอานงาย (Rowley & Slack, 2004)
ี
่
ี
้
ึ
2. ตํารา เปนผลงานวิชาการทเรียบเรียงขนอยางเปนระบบ ครอบคลุมเนื้อหาวาระของวิชาหรือ
่
ึ
ี
เปนสวนหนึ่งของวิชา หรือหลักสูตรทสะทอนใหเห็นถงความสามารถในการถายทอดวิชาการ เนือหาสาระ
้
ของตําราตองมีความทันสมัย ผูอานสามารถทําความเขาใจในสาระของตํารานั้นไดโดยไมจําเปนตองเขา
ศึกษาในวิชานั้น ตัวอยางตําราทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย.(2547). วิทยาศาสตรกับสุขภาพ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
สามารถ ใจเตี้ย.(2554). การพัฒนาสุขภาพชุมชน. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
สามารถ ใจเตี้ย. (2557). สุขภาพกับการเกษตรและสิ่งแวดลอม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัย
ราชภัฏเชียงใหม
สามารถ ใจเตี้ย. (2558). อนามัยสิ่งแวดลอม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ี
ั
ั
ั
ี
ทั้งนี้ตําราจะมการอางองแหลงขอมูลททนสมยและครบถวน สมบูรณ มดชนีคนคํา/ขอความ การ
ี
่
ิ
ั
ี
ึ
อธิบายสาระสําคัญมีความชัดเจน โดยอาจใชรูปถาย แผนภาพ ตวอยาง กรณศกษาประกอบจนผูอาน
สามารถทําความเขาใจในสาระนั้นไดโดยเบ็ดเสร็จ
3. รายงานผลการวิจัยเปนแหลงสําคัญที่ชวยใหผูวิจัยทราบวาองคความรูเรื่องนั้นเปนอยางไร มา
่
จากแหลงใด ใชกรอบแนวคิดใด รวมทั้งวิธีการวิจัย ทั้งนี้รายงานการวิจัยจะนําเสนอเรื่องราวทเปนผลจาก
ี
ี
ี
การคนควาทางวิชาการ แลวนํามาเรียบเรียงอยางมระเบียบแบบแผน เรื่องราวทนํามาเขยนรายงานตอง
ี
่
เปนขอเท็จจริงหรือความรูอนเกดจากการรวบรวมขอมูลดวยวิธีการคนควาทเปนระบบมลักษณะเปน
ี
่
ี
ิ
ั
วิทยาศาสตร ตัวอยางรายงานการวิจัยทางดานสาธารณสุข เชน
่
้
ั
ี
สามารถ ใจเตย. (2557). การพฒนาบทเรียนวิทยาศาสตรทองถน เรือง การเสริมสรางสุขภาพ
ิ
่
ผูสูงอายุในเขตเมืองดวยภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานอาหารพื้นบาน. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะ
กรรมการวิจัยแหงชาติ.
ี
ื
สามารถ ใจเต้ย. (2558). ความหลากหลาย การใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานและนิเวศ
ี
้
ํ
วัฒนธรรมเพอการอนุรักษในพนทลุมน้าลี จังหวัดลําพน.กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการการ
ื
่
ู
้
ื
่
อดมศึกษา.
ุ
4. บทความวิจัยที่ลงพิมพในวารสารวิชาการ จัดเปนสิ่งพิมพที่มีกําหนดออกที่แนนอนและตอเนื่อง
่
ี
โดยมีการนําเสนอเนื้อหาในลักษณะบทความและเรืองราวทางวิชาการซ่งเขยนโดยผูเชี่ยวชาญและ
ึ
ิ
ั
ี
่
ึ
่
่
ผูทรงคุณวุฒิ มความยาวของเนื้อหามากกวาเม่อเปรียบเทยบกบหนังสือพมพซงเปนสิงพิมพตอเนือง
ื
ี
ประเภทหนึ่ง อีกทั้งมีการออกแบบและเทคนิคการจัดพิมพเพื่อดึงดูดความสนใจของผูอานดวยภาพและสี
วารสารวิชาการจัดเปนแหลงคนควาและติดตามเรื่องราวและผลการศึกษาวิจัยใหม ๆ ทางดานวิชาการ
ิ
ื
่
่
ิ
และความรูที่ทันสมัย ตลอดจนทัศนะและความคดเห็นของผูเชียวชาญ รวดเร็วกวาหนังสือหรือสิงพมพอ่น
58
ั
ี
ั
่
ื
ดังนั้นสารสนเทศจากวารสารจึงมความทนสมัยกวาสารสนเทศจากแหลงอน ท้งนี้บทความวิจัยจะให
่
่
่
ผูเชียวชาญจํานวนไมนอยกวา 2 ทานอานตรวจสอบกอนซงหลังจากผูเชียวชาญอานตรวจสอบแลวถา
ึ
้
ผูเชี่ยวชาญเห็นวาควรปรับปรุงแกไขจุดใด เจาของบทความวิจัยตองปรับปรุงแกไขตามขอสังเกตเหลานัน
ทั้งหมดเสียกอนจึงจะลงพิมพได ตัวอยางบทความวิจัยที่ตีพิมพเผยแพรดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ยและพัชรี วงศฝน. (2560). ความหลากหลายและการใชประโยชนจากพืชสมุนไพรพื้นบาน
้
ในพืนท่ลุมน้าลี จังหวัดลําพูน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนี อตรดตถ, 9 (1), 13 – 22.
ํ
้
ิ
ี
ุ
(ฐาน TCI วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีกลุม 1)
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). ภูมิปญญาพื้นบานดานการเกษตรของเกษตรกร เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา
ํ
อาเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม.วารสารวิจัยและสงเสริมวิชาการเกษตร, 33(3), 64 – 72. (ฐาน
TCI วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีกลุม 1)
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). วัฒนธรรมสุขภาพชุมชนลุมนํ้าลี้ จังหวัดลําพูน.วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรม
ราชชนนี นครราชสีมา, 22(2) , 61 - 73. (ฐาน TCI วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีกลุม 1)
ุ
ั
ั
ั
ั
ในปจจุบนมีวารสารวิชาการท้งในประเทศและตางประเทศมากมายจึงมีการจัดอนดบคณภาพ
ุ
วารสาร ซงผลการจัดระดบคณภาพวารสารวิชาการในประเทศดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของ
ั
ึ่
ื
สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพ่อใชเปนเกณฑในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิง
วิชาการดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในสถาบันอดมศึกษา (คณะวิทยาศาสตร, 2555) แบงเปน 5
ุ
ระดับ คือ
่
ี
ู
ี
วารสารระดับ 5 (ดเดน) ไดแก วารสารวิชาการในประเทศทอยูในฐานขอมล Web of Science -
Science Citation Index Expanded ของ Thomson จํานวน 8 ชื่อ
ี
ี
ั
วารสารระดบ 4 (ดีมาก) ไดแก วารสารวิชาการในประเทศทอยูในฐานขอมูลท่เปนทยอมรับใน
ี
่
่
่
ื
ระดบสากลอนๆ นอกเหนือจากฐานขอมล Web of Science - Science Citation Index Expanded
ั
ู
เชน Scopus, Biosis, PubMed, SciFinder, MathSCiNet, Zentralblatt MATH, CINAHL, IPA และ
วารสารวิชาการทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีท่เปนท่ยอมรับระดับนานาชาติ ตามเกณฑของ
ี
ี
ุ
สํานักงานคณะกรรมการการอดมศึกษา (สกอ.)
่
ี
ั
ี
วารสารระดบ 3 (ด) ไดแก วารสารวิชาการทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทเปนทียอมรับ
่
ระดบชาต ตามเกณฑของสกอ. และวารสารท่มีคา TCI impact factor เฉลี่ยยอนหลัง 3 ป (จาก
ั
ี
ิ
ฐานขอมูล TCI ป 2551-2553) ไมต่ํากวา 0.025
่
่
ี
วารสารระดับ 2 (พอใช) ไดแก วารสารทมคา TCI impact factor เฉลียยอนหลัง 3 ป (จาก
ี
ฐานขอมูล TCI ป 2551-2553) ต่ํากวา 0.025 และไมต่ํากวา 0.01
วารสารระดบ 1 (ควรปรับปรุง) ไดแก วารสารท่มคา TCI impact factor เฉลียยอนหลัง 3 ป
ี
ั
ี
่
(จากฐานขอมูล TCI ป 2551-2553) ต่ํากวา 0.01 และไมเทากับ 0
ตัวอยางวารสารวิชาการในประเทศดานสาธารณสุข เชน International Journal of Child
Devlelopment and Mental Health Journal of Health Research วารสารกองการพยาบาล
วารสารการพยาบาลและการดแลสุขภาพ วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก วารสาร
ู
การแพทยและวิทยาศาสตรสุขภาพ วารสารวิชาการสาธารณสุข วารสารสาธารณสุขศาสตร เปนตน
5. บทความทางวิชาการ เปนแหลงรวมองคความรูคลายกับตําราแตความรูในบทความทาง
ี
ํ
ั
ั
วิชาการจะคอนขางทนสมยมากกวาตาราเพราะผูเขยนบทความทางวิชาการมกจะรวบรวมความรูจาก
ั
59
ั
ี
่
่
ึ
่
ี
ี
็
ผลการวิจัยใหม ๆ ซงเกยวของกบหัวขอบทความทตนเขยน อยางไรกตามบทความทางวิชาการก็ม ี
ั
้
ี
่
ี
่
้
ี
ขอดอยอยูเชนเดยวกนกลาวคือ เปนความรูเฉพาะจุดทเกยวของกับหัวขอบทความนันเทานันไมไดเปน
ี
ความรูท่กวางขวางเหมือนในตาราดังนั้นผูวิจัยจึงควรเอาขอเดนของตํารามาใชผสมผสานกับขอเดนของ
ํ
บทความทางวิชาการโดยใชตาราเปนหลักเบ้องตนแลวใชบทความทางวิชาการเสริมเฉพาะจุด ตวอยาง
ํ
ื
ั
บทความทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย สิวลี รัตนปญญา และจันจิราภรณ จันตะ. (2563). ความเสื่อมสภาพของแมน้ํา
ผลกระทบตอสุขภาพ และการแกไขปญหาดวยแนวคิดนิเวศวัฒนธรรม. วารสารวิจัยราชภัฏพระ
นคร สาขาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 16(2), 18 - 33.
สามารถ ใจเตี้ย. (2560). การจัดการน้ําในพื้นที่ลุมน้ําลี้ แนวคิด การปฏิบัติตามแบบแผนนิเวศวัฒนธรรม
สิ่งแวดลอม, 21(1), 41 – 48.
สามารถ ใจเตี้ย. (2558). การผลิตปุยหมักมูลไสเดือนดินจากขยะอินทรีย.วิชาการและวิจัยมทร.พระนคร,
9 (2), 189 – 200.
ุ
สามารถ ใจเตี้ย. (2557). ความเสื่อมสภาพของแมน้ํากับคณภาพชีวิตชุมชนริมฝงแมน้ําลี้. สิ่งแวดลอม,
15 (4), 18 – 24.
สามารถ ใจเตี้ย.(2557). วัฒนธรรมสุขภาพ. ขวงผญา, 9, 120 – 153.
ิ
สามารถ ใจเตี้ย. (2552). สารเคมีกําจัดศัตรูพืชบนพื้นที่สูง. พฆเนศวรสาร.5 (1), 23 - 32.
นอกจากนี้ลักษณะสําคัญของบทความทางวิชาการจะมีการนําเสนอความรู ความคิดท่ตงอยูบน
ั
้
ี
ื
ิ
พนฐานทางวิชาการท่เชื่อถอไดในเรื่องนั้น ๆ โดยมหลักฐานทางวิชาการอางอง รวมถึงมีการวิเคราะห
ี
้
ื
ี
ี
ั
่
่
ึ
วิจารณ ใหผูอานเห็นประเดนสําคญอันเปนสาระประโยชนทผูเขียนตองการนําเสนอแกผูอาน ซงอาจ
็
ื
จําเปนตองใชประสบการณสวนตัวหรือประสบการณและผลงานของผูอ่นมาใช รวมถึงมการอภิปรายให
ี
ี
็
ี่
แนวคิด แนวทางในการนําความรู ความคิดที่นําเสนอไปใชใหเปนประโยชน หรือมประเดนใหมทกระตุนให
ผูอานเกิดความตองการสืบเสาะหาความรูหรือพัฒนาความคิดในประเด็นนั้นตอไป ตัวอยาง เชน
บทสรุปจากบทความวิชาการเรื่อง “ความเสื่อมสภาพของแมน้ํากับสุขภาพ” (ตีพิมพในวารสาร
สาธารณสุขลานนา, 8 (3), 57 – 68.)
่
่
ั
ั
สภาพความเสือมโทรมของแหลงน้าถามองในมุมของความสัมพนธระหวางสิงแวดลอมกบสุขภาพ
ํ
ั
ั
้
จะเห็นไดวาคณภาพสิงแวดลอมเปนตัวกาหนดสุขภาพทสําคญของมนุษย ทงทางตรงและทางออม ความ
ุ
ํ
่
่
ี
ี
เสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดลอมเปนปจจัยสําคัญยิ่งท่มีผลทําใหเกิดความเจ็บปวยของมนุษย การแกไข
่
ี
ึ
ี
่
ั
ปญหาทจะไดผลนั้นจําเปนตองพ่งพาความรวมมอจากประชาชนประกอบดวยทงนี้การทจะใหประชาชน
้
ื
ี
ื
เขามามีสวนรวมเพื่อแกไขปญหาจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีระบบและวิธีการท่สามารถปฏิบัตไดโดยงายเพอ
่
ิ
นําไปสูการเรียนรูและการปฏิบัติรวมกัน
6. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการ เปนแหลงรวมองคความรูทพยายามรวบรวม
ี
่
ี่
ผลการวิจัยทเกี่ยวของกับหัวขอการประชุม และแนวความคดของผูทรงคณวุฒิทเกยวของกับหัวขอประชุม
ุ
ี
่
่
ี
ิ
ซงมักจะเปนผูเชี่ยวชาญในสาขาท่เปนหัวขอของการประชุมดังนั้นจึงสามารถนําเอาแนวคิดเหลานั้นมา
ึ่
ี
ั
ศึกษาได ทั้งนี้รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการจะรวบรวมบทความวิจัย บทคดยอ หรือเอกสาร
้
ั
ั
นําเสนอในการประชุมวิชาการหรือวิชาชีพทจัดขนทงในระดบทองถน ระดบชาต และระดับนานาชาตโดย
ิ
้
ั
ิ
่
ี
ิ
ึ
่
สมาคม หนวยงานหรือองคกรจัดใหมีการประชุมวัตถุประสงคเพื่อเปนการแลกเปลี่ยนความรู ความคดเห็น
ิ
60
่
ั
ี
ั
ื
่
และความรวมมอกน มีการนําเสนอผลการคนควาวิจัยใหมในทประชุม ตวอยางรายงานสืบเนืองจากการ
ประชุมทางวิชาการทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). ความหลากหลาย ภูมิปญญาและพฤติกรรมการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน
้
ี
ในลุมน้าลี จังหวัดลําพูน. เอกสารนําเสนอในทประชุมใหญ HERP CONGRESS IV ครั้งท 4,
ํ
ี่
่
โครงการสงเสริมการวิจัยในกุดมศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, อุบลราชธานี.
สามารถ ใจเตี้ย.(2559). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูแบบโมเดลซิปปาเรื่อง การประเมินผลกระทบ
สุขภาพจากความเสื่อมสภาพของแหลงน้ํา. เอกสารนําเสนอในท่ประชุมพลวัตรและความ
ี
ี
หลากหลายของมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร ครั้งท่ 1, คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง, ลําปาง.
ทั้งนี้รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการจะแบงเปน 2 ลักษณะตามเกณฑการประเมิน
คุณภาพของสํานักงานมาตรฐานการศึกษา (สมศ.) คือ
ั
ี
ึ
ระดบชาติ หมายถง การนําเสนอบทความวิจัยในท่ประชุมวิชาการและบทความฉบับสมบูรณ
ิ
ี
่
ั
(Full paper) ไดรับการตพมพในรายงานสืบเนืองจากการประชุมวิชาการ (Proceedings) ระดบชาตทม ี
ี
่
ิ
กองบรรณาธิการจัดทารายงานฉบับสมบูรณหรือคณะกรรมการจัดประชุมประกอบดวย ศาสตราจารย
ํ
ี
หรือผูทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกหรือผูทรงคณวุฒิทมีผลงานเปนท่ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ นอกจาก
ี
ุ
่
สถาบันเจาภาพอยางนอยรอยละ 25
ระดับนานาชาต หมายถึง การนําเสนอบทความวิจัยในท่ประชุมวิชาการและบทความฉบับ
ี
ิ
ี
ิ
่
สมบูรณ (Full Paper) ไดรับการตพมพในรายงานสืบเนืองจากการประชุมวิชาการ (Proceedings) ระดับ
ี
่
นานาชาตทมกองบรรณาธิการจัดทํารายงานฉบับสมบูรณหรือคณะกรรมการจัดประชุม ประกอบดวย
ี
ิ
ศาสตราจารย หรือผูทรงคณวุฒิระดบปริญญาเอก หรือผูทรงคณวุฒิทมผลงานเปนทยอมรับในสาขาวิชา
ี
่
ี
ุ
่
ี
ั
ุ
นั้นๆ จากตางประเทศอยางนอยรอยละ 25
7. รายงานประจําป เปนหนังสือที่มีจํานวนหนานอยกวา 100 หนา จัดเปนหนังสือรายปประเภท
ื
หนึ่งสวนมากเปนหนังสือท่จัดทําโดยหนวยงานราชการ องคการ สถาบันตาง ๆ เพอเสนอตอคณะ
่
ี
ื
่
ี
่
ั
กรรมการบริหารหรือองคกรบริหารอน ๆ ของหนวยงาน และเพอเผยแพรเกยวกบกจกรรมขององคกร
่
ื
ิ
ั
ในรอบปงบประมาณท่ผานไปแกบุคคลท่วไป ในรายงานประจําปจะมีเรื่องเก่ยวกบผลการดําเนินงานใน
ั
ี
ี
รอบปทผานไปขององคการ งบประมาณและการใชจาย รายนามผูบริหารหรือบคลากร รวมถึงอาจมีการ
่
ี
ุ
ั
ี
เปรียบเทยบกับผลงานในปกอน ๆ และการคาดคะเนผลงานในปตอไปดวย ตวอยางรายงานประจําป
ทางดานสาธารณสุข เชน
สํานักสงเสริมและพิทักษผูสูงอายุ. (2554). รายงานสถานการณผูสูงอายุไทย พ.ศ.2550. สืบคนจาก
http://www.oppo.opp.go.th/info/satanakarn50.pdf
สํานักนโยบายและยุทธศาสตร .(2557). ยุทธศาสตร ตัวชี้วัด และแนวทางการจัดเก็บขอมูลกระทรวง
สาธารณสุขประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2558. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
United Nations. (2015). 2015 Revision of World Population Prospects. Retrieved
From https://esa.un.org/unpd/wpp/Publications/Files/World_Population_2015_
Wallchart.pdf
61
ิ
ในรายงานประจําปจะมีการนําสถติท่เกยวของกับสภาพปญหา แนวโนมของปญหาและแนวทาง
ี
่
ี
ํ
ึ
่
ํ
่
ี
ู
ในการดาเนินงานของหนวยงานทจัดทาซงขอมลเหมาะสมสําหรับการนํามาเขียนความเปนมาและ
ความสําคัญของปญหาการวิจัย
8. วิทยานิพนธ เปนงานวิจัยทางดานวิชาการท่ไดมีการไตรตรองหรือวางแผนงานวิจัยออกมา
ี
อยางมีรูปแบบและเปนระบบระเบียบ โดยผูจัดทําวิทยานิพนธจะเปน นิสิต นักศึกษา นักวิจัย หรือ
นักวิชาการตาง ๆ กระบวนการการจัดทําวิทยานิพนธเปนการนําทฤษฎีเกา ๆ มาวิเคราะห และรวบรวม
ี
ี
่
ื
่
ู
ขอมลตาง ๆ เพอนํามาใชวิเคราะหหรืออางอิงตามหลักเหตและผลจนกลายเปนขอมลทมความนาเชือถอ
่
ื
ู
ุ
ผานกระบวนการคด ข้นตอน วิธีการ และผลการศึกษาท่คนควาวิจัยมาได ซงวิทยานิพนธ (ระดบปริญญา
ี
ึ
ั
ิ
่
ั
โท) ดุษฏีนิพนธ (ระดับปริญญาเอก) เปนขอกําหนดท่นักศึกษาในระดับบัณฑตศกษาทุกคนตองทํา สวน
ิ
ี
ึ
้
ั
่
ึ
ี
่
ความแมนยําและถกตองของการหาคําตอบใหกบสมมตฐานทตงไวนันจะขนอยูกบการเลือกเครืองมอและ
้
้
ื
ั
ิ
ู
ั
่
ํ
วิธีวิจัยของผูจัดทาวิทยานิพนธเลมนันๆ ผลลัพธของการวิเคราะหขอมูลทไดจะนําเสนอในรูปแบบการ
้
ี
้
ั
ั
ยืนยันหรือขดแยงกบสมมตฐานหรือทฤษฎีทนักวิจัยทานอนไดเคยกลาวไวแลว ทงนีความสอดคลองหรือ
ี
ื
ั
่
้
่
ิ
ั
ึ
ขัดแยงของทฤษฎีในการทาวิทยานิพนธจะข้นอยูกบปจจัยหลายสวน อาทิสถานท่ทําวิจัย กลุมตัวอยาง
ี
ํ
ี
ื
้
ํ
วิธีการวิจัย และพนฐานความรูของผูจัดทาวิทยานิพนธ (โดยเฉพาะในกรณงานวิจัยเชิงคุณภาพ) อยางไรก ็
ี
ํ
ํ
่
ี
ตามผูจัดทาวิทยานิพนธควรจะคานึงถึงบทสรุปท่ใหความรูใหม ขอคิดและคําแนะนําทมีประโยชนในการ
กอเกิดความรูใหแกวงการวิชาการและบุคคลทั่วไป ตัวอยางวิทยานิพนธทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). คุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชนและ
ุ
ู
ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณศกษาแมน้าลี จังหวัดลําพน. วิทยานิพนธสาธารณสุขศาสตรดษฎี
ี
ึ
้
ํ
บัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร, พษณุโลก.
ิ
ี
้
สามารถ ใจเตย. (2547). ระดับไนโตรเจนที่มีผลตอการผลิตปุยหมักที่ผลิตจากมูลไสเดือนดิน.วิทยานิพนธ
ิ
วิทยาศาสตรมหาบัณฑต สาขาการจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดลอม (วิชาเอกมลพิษ
สิ่งแวดลอม) คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแมโจ, เชียงใหม.
่
่
ี
ี
ผลงานวิจัยท่เปนวิทยานิพนธจะเหมาะสมสําหรับผูวิจัยท่เพงเริมทําวิจัยเนืองจากกระบวนการ
ิ
่
ศึกษาจะดาเนินการตามแนวทางของการวิจัยอยางเครงครัดและมอาจารยทปรึกษาใหคําชีแนะอยาง
ี
่
ี
้
ํ
ตอเนื่อง
ี
ึ
9. การคนควาอิสระ เปนรายงานการวิจัยท่กอเกิดจากการเลือกศกษาคนควาจากเอกสาร ใน
หนวยงานหรือองคกรตาง ๆ หรือการคนควาวิจัยในเรื่อง/ปญหาท่เก่ยวของกบการศึกษาระดบ
ั
ี
ี
ั
บัณฑิตศึกษาท่เลือกเรียน แผน ข. โดยการศึกษาคนควาหรือการวิจัยจะตองเปนหัวเรืองท่ไดรับความ
่
ี
ี
ั่
เห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและดําเนินการจนกระทงไดผลครบถวนตามกระบวนการ และ
เสร็จสิ้นสมบูรณตามขอกําหนด เพ่อขออนุมัติรับปริญญาระดับมหาบัณฑิต ซงขนตอนและกระบวนการ
ึ
่
ื
้
ั
ทําการศึกษาคนควาอิสระหากเปนการทําวิจัยจะมีลักษณะเหมือนกับการทําวิทยานิพนธทุกข้นตอน แต
ั
ความเขมขนในการสอบปกปอง (Defense) และความลุมลึกในเนื้อหาจะลดลงตามจํานวนหนวยกิตท ี ่
ํ
ิ
ั
ี
กาหนดไว ท้งนี้เพราะการคนควาอสระ ม 6 หนวยกิต สวนวิทยานิพนธ ม 12 หนวยกิต ดังนั้นการ
ี
ทําการคนควาอิสระจึงเหมาะสําหรับนักศึกษาที่ทํางาน ตัวอยางวิทยานิพนธทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย. (2551). ภาวะโภชนาการและทัศนคติตอโรคอวนของบุคลกรมหาวิทยาลัยราชภัฎ
ิ
เชียงใหม. การคนควาแบบอสระ สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑต เชียงใหม:บัณฑตวิทยาลัย
ิ
ิ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม.
62
ี
ิ
่
ี
10. การสืบคนขอมลจากเครือขายอนเตอรเน็ต การทบทวนเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของจาก
ู
ิ
ั
เครือขายอนเตอรเน็ตจะชวยใหนักวิจัยศึกษาคนควาไดกวางขวาง เพราะสามารถสืบคนไดท้งความรูดาน
ู
ทฤษฎีตาง ๆ และรายงานผลการวิจัย โดยแหลงการสืบคนมกจะเปนศูนยขอมลของมหาวิทยาลัยตาง ๆ
ั
ู
้
ั
ี
ี
่
ู
ึ่
ซงศนยขอมลเหลานีบางแหงอาจมเฉพาะชืองานวิจัยและบทคดยอ และบางแหงอาจมรายงานวิจัยฉบับ
สมบูรณ
ิ
การสืบคนขอมูล ผูวิจัยจะตองรูจักชื่อของหนวยงานนั้นในระบบเครือขายอนเตอรเน็ต (The
names and Uniform Resource Locator, URL) ตัวอยางเชน
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (http://www.chula.ac.th/)
มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.mu.ac.th/)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร (http://www.psu.ac.th/)
มหาวิทยาลัยฮารวาด (http:// www.harvard.edu/)
มหาวิทยาลัยสแตนฟอรด (http:// www.stanford.edu/) เปนตน
การสืบคนขอมูลจากเครือขายอินเตอรเน็ตนั้นมใชสืบคนเพียงงานวิจัยเทานั้นแตความรูดานทฤษฎี
ิ
ั
ี
ี
ั
ท้งหลายจะมอยูมากมาย สําหรับนักวิจัยท่ไมคอยสันทัดภาษาองกฤษก็สามารถสืบคนไดอยางกวาง
พอสมควร เพราะปจจุบันมหาวิทยาลัยในเมองไทยและกระทรวงสาธารณสุขไดเผยแพรท้งองคความรู
ื
ั
ตาง ๆ และงานวิจัยเปนภาษาไทย นอกจากนี้ยังมเครื่องมือที่ชวยในการคนควางานวรรณกรรมทีมคณภาพ
ุ
ี
ี
่
และหาไดจากระบบฐานขอมูลของหองสมุด และการใชฐานขอมูลงานวิจัย อาท ิ ProQuest
ี
่
ื
ั
(ABI/INFORM) Elsevier IEEE หรือ EBSCOhost และอ่น ๆ ทรวบรวมงานวิทยานิพนธระดบ
ึ
ี
บัณฑิตศกษา บทความวิจัยบทความวิชาการ และงานวิจัยทนํา เสนอในงานประชุมวิชาการตางๆ
่
(Proceedings) ซึ่งทําใหผูวิจัยสามารถหางานวิชาการไดตรงกับหัวขอและสาขาทศกษามากทสุด (ชัยเสฏฐ
ี่
ี่
ึ
พรมศร, 2557)
ู
ในสวนประเทศไทยมีฐานขอมลหองสมุด (Library database) และหนวยงานดานการวิจัยของ
ประเทศที่ทําการเผยแพรผลงานวิจัย เชน
ฐานขอมูลวิทยานิพนธไทย (http://dcms.thailis.or.th/dcms/basic.php)
ฐานขอมูล CMU e-Theses (http://library.cmu.ac.th/digital_ collection /etheses/ )
คลังขอมูลงานวิจัยไทย (http://www.tnrr.in.th/2558/welcome.php)
หองสมด สกว. (http://elibrary.trf.or.th/)
ุ
คลังขอมูลและความรูระบบสุขภาพ (http://kb.hsri.or.th/dspace/)
Thai Journal Online (ThaiJO) (https://www.tci-thaijo.org/) เปนตน
อยางไรก็ตามการนําขอมลจากฐานขอมูลมาใชประกอบการศึกษาวิจัย นักวิจัยควรตรวจสอบ
ู
่
่
ึ
ี
ี
ู
ี
ี
ขอมลเกยวกบหนวยงานทเขยนเอกสารวามความนาเชือถอหรือไม อยางไร รวมถงขอมลทปรากฏใน
่
ื
ั
ี
่
ู
่
้
ื
่
ื
่
เอกสารนันสอดคลองกบขอมลในบริบทอน ๆ ทเกดขน ณ ชวงเวลาทมการเขียนเอกสารนันอยางไรเพอ
ั
้
ู
ี
่
ี
้
ี
ิ
ึ
ปองกันขอมูลที่ผิดพลาด บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเปนจริง
63
ขอเสนอแนะวิธีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ
่
ิ
ั
นักวิจัยท่วไปนิยมทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่เกยวของโดยชองทางเครือขายอนเตอรเน็ตมาก
ี
ี
ี
้
ขึนมากแตขอมูลท่สืบคนอาจจะมรายละเอยดไมมากนัก หองสมดยังคงเปนแหลงขอมูลเอกสารทีม ี
ุ
่
ี
ี
รายละเอยดขอมลมากท่สุด สําหรับนักวิจัยทยังไมมีทักษะขอเสนอแนะวิธีทบทวนเอกสารและงานวิจัยท ี ่
ู
ี
ี
ี
่
เกี่ยวของพอเปนสังเขปดังนี้
ู
ู
1. จัดเตรียมแฟมรวบรวมขอมลแยกประเภท ๆ เชน แฟมรวบรวมขอมลจากตําราแฟมรวบรวม
ู
ขอมูลจากบทความวิชาการ แฟมรวบรวมขอมูลจากรายงานผลการประชุม แฟมรวบรวมขอมลจาก
รายงานผลการวิจัยท่ลงพมพในวารสารตาง ๆ แฟมรวบรวมวิทยานิพนธของนักศกษา และแฟมรวบรวม
ิ
ี
ึ
ขอมูลจากการสืบคนทางเครือขายอินเตอรเน็ต เปนตน
2. กําหนดเวลาที่จะใชทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของใหชัดเจน เชน จะศึกษาคนควาให
เสร็จภายในเวลา 1 เดือนหรือ 3 เดือน เปนตน
ึ
3. กําหนดแหลงการศึกษาคนควาทําเปนตารางเวลาใหชัดเจน เชน สัปดาหแรกจะศกษาคนควา
ที่หองสมุด ก สัปดาหที่ 2 จะศึกษาคนควาที่หองสมุด ข เปนตน
ื
4. การศึกษาคนควาในหองสมุดแตละแหลงใหแบงการศึกษาคนควาเปน 3 ระยะ คอ
่
ี
ี
ู
ุ
ี
ระยะแรก เปนการรวบรวมชื่อเอกสารและขอมลทนาจะเกยวของทงหมดทมีอยูในหองสมด
่
่
ั
้
่
่
ี
ี
่
ี
ี
นั้นเอกสารท่จะรวบรวมชือควรจะใชเอกสารทพิมพเผยแพรยอนหลังไปนานเทาใดไมมเกณฑทแนนอน
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับลักษณะขอมลนั้น ๆ เชน ถาเปนขอมูลเก่ยวกับประวัติยอนหลังไปนานมากกยิงดี แตถาเปน
่
ี
็
ู
ั
ี
ขอมูลดานทฤษฎีก็ควรจะเปนทฤษฎีท่ยอนหลังไปไมนานนัก เปนตน อยางไรก็ตามสําหรับขอมูลท่วไปท ี ่
ู
ู
ไมใชขอมลเกยวกับประวัติ ขอเสนอแนะใหใชขอมลยอนหลังประมาณ 5 ป แตถาขอมูลยอนหลัง 5 ป
่
ี
ี
่
แลวจํานวนขอมูลนั้นนอยเกินไปกใหยอนหลังไปชวงละ 5 ป จนกวาจะไดจํานวนขอมลมากจนเปนทพอใจ
็
ู
การศกษาเอกสารแตละชินโดยสังเขปเพอคดเลือกเอกสารทเห็นวาเกยวของจริงการศกษาคนควาในระยะ
ึ
ั
ื
่
่
ี
่
้
ึ
ี
ี
นีเปนการอานเพยงอยางเดยวไมตองมการบันทกสาระ การอานอาจอานจากหัวขอสรุปของแตละบทหรือ
ี
้
ึ
ี
็
ี่
ี่
อานจากบทคัดยอหรืออานเฉพาะสรุปผลการวิจัย เมื่ออานแลวเห็นวาเอกสารชิ้นใดทเกยวของกคดเลือกไว
ั
้
ทังหมด
่
่
่
ี
ี
ื
ั
ึ
้
ระยะทีสอง เปนการศกษาเอกสารแตละชินโดยสังเขปเพ่อคดเลือกเอกสารทเห็นวาเกยวของ
็
ั
จริงการศึกษา การศึกษาคนควาในระยะนี้กินเวลามากเพราะตองอานทงหมดแลวสรุปสาระประเดนสําคัญ
้
ิ
ั
ั้
โดยยอไวทั้งหมดทีละชิ้นซึ่งการสรุปสาระประเด็นสําคญโดยยอทงหมดแตละชิ้นนั้น ผูวิจัยตองคดรูปแบบ
ั
ึ
ี
ของตนแลวบันทกสรุปสาระประเดนสําคญในรูปแบบเดยวกันอยางเปนระบบ ตัวอยางเชน ใชระบบการ
็
ั
่
่
ื
่
ิ
ี
เขยนบรรณานุกรม คอ ชือผูเขยน ชือเอกสาร ครังท่พมพเผยแพร จังหวัดทตงโรงพมพ ชือโรงพิมพ
ี
ิ
้
ี
้
ี
่
ี
่
ั
่
ี
ิ
และปทพมพเผยแพร เปนตน และถาจะคดลอกขอความใดไปใชอางอิงจะตองไมลืมบันทึกหนาทคดลอก
ั
มาดวย
ระยะทสาม เปนการศกษาเอกสารท่คดเลือกไวในระยะทสองอยางละเอียดเม่อบันทึกสรุป
่
ี
ี
ึ
ั
ื
่
ี
่
ี
ั
สาระประเด็นสําคัญโดยยอท้งหมดเสร็จไปชิ้นหนึ่งแลวกอนทจะเริ่มคนควาชิ้นตอไปตองเก็บบันทกสรุป
ึ
สาระประเด็นสําคัญชิ้นนั้นเขาแฟมตามประเภทแฟมที่เตรียมไวกอนเสมอ
การนําเสนอขอมูลอาจจะนําขอมลมาเรียงตอกันใหเปนระบบกอนโดยอาจเรียงตอกันตาม
ู
ั้
ู
ระยะเวลาและหรือเรียงตอกันตามความเปนเหตุเปนผลของสถานการณหลังจากนั้นจึงนําขอมลทงหมดมา
่
ั
่
เรียบเรียงเชือมโยงใหตอเนืองสละสลวย การนําขอมูลท้งหมดมาเรียบเรียงเชือมโยงใหตอเนืองไมใชนํา
่
่
64
ู
่
่
ี
ี
ี
ั
่
ขอมูลมาเรียงตอกันใหเปนระบบ แตเปนการนําขอมลทงหมดมาเขยนเรียงความทเปนเรืองเพยงเรืองเดยว
ี
้
ี
่
ิ
้
ี
่
ี
่
็
แมวาเรื่องเดียวนันจะมการอางองหลายลักษณะกตองวางโครงเรืองทเปนเรืองเดยวใหจง การจัดเรียงเปน
ระบบจะชวยปองกันขอมูลตกหลน และทําใหนักวิจัยเห็นความตอเนื่องของขอมลไดชัดเจน
ู
เทคนิคการปรับแกไขการเขยนทบทวนวรรณกรรม
ี
่
ื
เมอนักวิจัยไดทบทวนวรรณกรรมแลวสิ่งทนักวิจัยควรดําเนินการเพอสรางความแนใจวาการ
ี
่
ื
่
ี
ี
้
ทบทวนวรรณกรรมของตนนั้นมคุณภาพท้งในสวนเนือหาและการใชภาษามากนอยเพยงใด โดยแนวทาง
ั
ดังกลาว Writing Services University of Guelph (2004) ไดนําเสนอไวดังตอไปนี้
ึ่
ี
1. ใหอานงานของตนเองอกครั้งโดยใชวิธีการอานออกเสียง ซงจะชวยทําใหเราทราบไดวาตรง
ี่
ประโยคหรือสวนใดของขอความที่ตองมการเวนวรรค หรือขึ้นยอหนาใหมหรือบรรทดไหนทมีการสะกดคํา
ั
ี
หรือใชคําสรรพนาม คําบุพบทหรือคําสันธานผิด
2. เนื่องจากวัตถุประสงคของการทบทวนวรรณกรรม คือ การแสดงใหเห็นวาผูวิจัยม ี
ี
่
ี
่
ุ
ความคนเคยกบเนือหาหรือวรรณกรรมทเกยวขอกับหัวขอท่เลือกดาเนินการวิจัย ดังนั้นการตรวจสอบ
ํ
ี
ั
้
ั
่
ั
ความครอบคลุม ความสอดคลองและความทนสมยของงานวรรณกรรมทีหยิบยกมาศึกษาในงานของตนจึง
มีความสําคัญเปนอยางยิ่ง
ี
ี
3. ตรวจสอบใหแนใจวาการอางอิงในเนื้อหาและการเขยนบรรณานุกรมมการใชรูปแบบท ่ ี
ถูกตองตามมาตรฐานที่กําหนดในการทําวิจัยในสาขาของนักวิจัย
ี
ี
4. ตรวจสอบใหแนใจวาการเขยนทบทวนวรรณกรรมไมไดมการลอกเลียนงานวรรณกรรมของ
นักวิชาการหรือผูเขียนทานอนทั้งโดยตั้งใจและไมตั้งใจ เชน การลืมอางองผูแตงหรือแหลงที่มาของขอมูล
ิ
ื่
ในสวนของเนื้อหา
5. ตรวจสอบการใชภาษาของงานวรรณกรรมอีกครั้งวาใชภาษาเขียนในเชิงวิชาการไมใชภาษา
พูดที่ใชในชีวิตประจําวัน
6. ไมควรมีการใชไวยกรณหรือการสะกดคําผิดในงานเขยนทบทวนวรรณกรรม
ี
อยางไรก็ตามผูวิจัยจะตองแสดงใหเห็นวาสิ่งท่ไดศึกษามามีอะไรบาง คนพบความรูใหมอะไร สิ่ง
ี
ี
ี
ไหนเปนขอเท็จจริงท่มีอยูแลว สิ่งไหนคนพบใหม ยังมีชองวางตรงจุดไหน ในสวนขอมูลท่เปนการแสดง
ความคิดเห็น การชีจุดประเด็นสําคัญ และการสรุปผลของการวิจัยตองมีการอางอิงแหลงขอมูลกํากับไว
้
ดวยเสมอ
บทสรุป
ิ
การทบทวนวรรณกรรมเปนวิธีการท่ใชสําหรับการกาหนด ประเมน แปลความขอคนพบทผานมา
ํ
ี
่
ี
่
ื
่
ี
้
ี
ั
่
และมีความเกยวของกบสิ่งทผูวิจัยสนใจอันจะนําไปสูเนือหาและคําตอบมาวิเคราะห สังเคราะหเพอตอบ
่
คําถามการวิจัยที่กําลังสนใจอยู การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของจะนํามาผลการคนควาใชเพือการอางอิง
เชิงทฤษฎีและการอางอิงเชิงประจักษ ข้นตอนการทบทวนวรรณกรรมประกอบดวยการกลันกรองขอมล
่
ั
ู
จากการสังเคราะหและประเมินขอมูล การกาหนดแนวคิดหลักของวรรณกรรมและการโตแยงหลักของ
ํ
การทบทวนวรรณกรรม การกาหนดโครงสรางและจัดระบบการทบทวนวรรณกรรม การเขียนงานการ
ํ
ํ
ั
ู
ทบทวนวรรณกรรม การเขยนบรรณานุกรม โดยมแหลงขอมลในการทบทวนวรรณกรรมทงหนังสือ ตารา
ี
ี
้
รายงานการวิจัย บทความวิจัย บทความวิชาการ และอื่น ๆ ที่มีแหลงอางอิงชัดเจน
65
่
บทที 4
รปแบบการวิจยทางสาธารณสุขเบื้องตน
ู
ั
การวิจัยทางสาธารณสุขเปนกระบวนการแสวงหาความรู หาวิธีการใหม คดคนเทคโนโลยีทเหมาะสม
่
ิ
ี
ี
ั้
ื
และมประสิทธิภาพในการปองกัน รักษาโรค รวมทงในการแกไขปญหาในการปฏิบัติงานทางสาธารณสุขเพ่อให
ึ่
ํ
ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี สามารถประกอบอาชีพ และดารงชีวิตประจําวันไดอยางปกติสุข ซงรูปแบบการ
วิจัยมีความแตกตางกันตามจุดเนนของแตละสาขาวิชา โดยท่วไปรูปแบบการวิจัยจะเก่ยวของกับการวิจัยใน
ี
ั
มนุษยซ่งมีความจําเปนเพ่อสรางองคความรู และความเขาใจเก่ยวกับสาเหตุของโรค การดําเนินโรค
ื
ี
ึ
ั
่
ี
ิ
พฤตกรรมของมนุษยทกอเกดปจจัยกําหนดสุขภาพท้งสวนบุคลล และชุมชนเพ่อแสวงหาแนวทางสูความ
ิ
ื
ี่
เปนอยูทดีของมนุษย การวิเคราะหนโยบายและประเมินคุณคาทางนโยบายสุขภาพ รวมถึงพิสูจนและ
ประยุกตใชทฤษฎีทางวิทยาศาสตรเพื่อการดูแลสุขภาพ
การวิจัยเชิงสํารวจ
ู
ี
การวิจัยเชิงสํารวจ (Survey research) เปนการวิจัยทเกบขอมลจากกลุมตวอยางทใชเทคนิคในการ
็
ั
ี
่
่
ิ
ี่
คัดเลือกกลุมตัวอยาง เพื่อใหไดกลุมตัวอยางที่เปนตัวแทนที่ดีของประชากร และผลการวิจัยทไดสามารถอางอง
ื
ี
กลับไปยังกลุมประชากรได การวิจัยเชิงสารวจออกแบบมาเพ่อใหไดขอมูลเก่ยวกับความซุก (Prevalence)
การกระจายตัว (Distribution) และความเกี่ยวเนื่องระหวางตัวแปรในกลุมประชากร การวิจัยเชิงสํารวจยังเปน
็
ั
ี
่
่
ี
ี
ั
่
ึ
การวิจัยทเกยวของกบการศกษาคนควาหาขอเทจจริงเกยวกบสภาพการณท่เปนอยุในปจจุบันของตวแปรตาง
ั
ี
ื
่
ๆ ขณะททาการศึกษาโดยมงตอบคําถามเชิงวิจัยในลักษณะอยางไรหรือเปรียบเทียบระหวางสภาพเงอนไขท ่ ี
ํ
ุ
่
ี
ั
ี
่
ั
่
ี
ี
แตกตางกัน และยังเปนการวิจัยทเนนการศึกษาตวแปรทเก่ยวกบลักษณะความเชื่อความคิดเห็นทัศนคต ิ
แรงจูงใจหรือพฤตกรรมของมนุษย ท้งองคประกอบทางสังคมวิทยา (Sociological factors) ทางจิตวิทยา
ิ
ั
(Psychology factors) แบบการวิจัยเชิงสํารวจ เชน
1. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case study) หรือรายงานผูปวยเฉพาะราย (Case report) เปน
ี
กระบวนการศึกษารายละเอยดเก่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหลายคนเปนระยะเวลาตอเนืองกันไปใน
ี
่
ึ
่
ระยะเวลาหนึงโดยใชเครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการตาง ๆ เพ่อใหไดมาซ่งรายละเอยดของขอมูลแลวนําขอมล
ี
ู
ื
เหลานั้นมาวิเคราะหเพื่อทําความเขาใจสภาพผูถูกศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมตลอดจนขอเสนอแนะทเปนแนว
ี่
ี
ึ
ทางการใหความชวยเหลือกรณีที่ผูศึกษากําลังประสบปญหาสุขภาพ ถาเปนการศกษาในผูปวยรายเดยวเรียกวา
่
ี
้
Case report ถามากกวาหนึ่งรายเรียกวา Case series การศึกษาวิธีนีมกใชในผูปวยใหมทปวยเปนโรคทพบ
ี
่
ั
ยากนําเสนอขอมลจากการศกษาดวยการเขียนอธิบายรายละเอยดใหผูสนใจทราบ ไมมการใชสถตในการแปล
ี
ึ
ิ
ิ
ู
ี
ผล
ุ
ิ
2. การศกษาธรรมชาตการเกิดโรค (Natural history of disease) เปนการศกษาเหตการณของ
ึ
ึ
่
โรคนับตงแตการเริ่มกอเกิดในคนและเปลียนแปลงไปตามกาลเวลา รวมถงแสวงหาความรูเรืองธรรมชาตของ
ึ
่
ิ
้
ั
โรคทั้งระยะเสี่ยง ระยะกอนมีอาการ ระยะแสดงอาการ และระยะสิ้นสุดของโรค
ี
่
ู
ึ
ํ
ิ
่
ี
3. การศึกษาสถิตชีพ (Vital statistics) เปนการศกษาขอมล ขาวสารทเกยวกับการดารงชีวิตของ
่
ั
ประชาชน เพื่อใหทราบถึงสภาพการณของสุขภาพอนามยของประชาชน และการเปลียนแปลงของประชากรท ี ่
ิ
อาจจะเกิดขึ้นและสามารถนํามาพิจารณาเปรียบเทียบกันได ไดแก ประชากรการเกด การตาย การยายถ่นฐาน
ิ
และการหยาราง
66
4. การศึกษาระยะยาว (Longitudinal study) เปนการศกษาการเกดของโรคในชวงระยะเวลา
ิ
ึ
็
จากจุดหนึ่งไปยังอกจุดหนึง แลวเกบขอมูลของการเกิดโรคในชวงระยะเวลาท่ทาการศกษา ถาเปนการเกบ
ี
ํ
ึ
่
ี
็
ขอมูลไปขางหนา นักระบาดวิทยาเรียกการศึกษาแบบนี้วาการศึกษาไปขางหนาเชิงพรรณนา (Prospective
ี
ิ
ึ
ี
descriptive study) ถาเปนการศกษายอนหลังเพ่อรวบรวมขอมูลท่เกดข้น เชน การทบทวนเวชระเบยน
ึ
ื
ึ
ยอนหลังเรียกวาการศกษายอนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective descriptive study) การศกษาระยะยาว
ึ
ั
ื
ั
ั
ํ
เปนการศึกษาที่ดําเนินการและติดตามผลการศึกษาในประชากรกลุมเดียวกนแตตางเวลากน เหมอนกบทาการ
สํารวจ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง แตเปนการทําหลายครั้งในประชากรกลุมเดียวกัน การศึกษาระยะยาวนี้มีชื่อ
ิ
ุ
เรียกอกอยางวา Incidence study หรือการศกษาหาอบัติการณของโรค เพราะขอมลของการเกดโรคในชวง
ึ
ี
ู
ระยะเวลาที่ทําการศึกษาทําใหไดขอมูลเกี่ยวผูปวยใหมหรือเหตุการณใหมที่เกิดขึ้น
่
ึ
5. การศึกษาทางนิเวศวิทยา (Ecological study) เปนการศกษาระดบประชากรทอธิบายถงการ
ึ
ั
ี
ิ
เกดโรคและองคประกอบของการเกดโรค (Determinants) ในประชากรทงหมด เปนการศกษาเปรียบเทียบ
ิ
ึ
้
ั
ิ
ความถี่ของการเกิดโรคในระยะเวลาเดียวกันของประชากรกลุมตาง ๆ หรือเปรียบเทียบความถของการเกดโรค
ี
่
ี
ึ
ในระยะเวลาท่ตางกันของประชากรกลุมเดียวกัน ผลท่ไดจากการศกษาระดับประชากรชนิดนี้นํามาใช
ี
ประโยชนในการตงสมมติฐาน และใชการศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะหทกระทาในรายบคคล เชน Case
ุ
ี
ุ
้
ั
ํ
่
control หรือ Cohort Study เพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ไดจากการศึกษาชนิดนี้
6. การศกษาระบาดวิทยาภูมิศาสตร (Geographical epidemiolog) เปนการประยุกตใชขอมูล
ึ
เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร ขอมูลสุขภาพ และขอมูลดานกายภาพและชีวภาพ จากระบบเฝาระวังโรค
ี่
ี่
ื้
ื่
และระบบรายงานตาง ๆ เพื่ออธิบายสถานการณโรค รวมถึงการประยุกตใชสถิติเชิงภูมิศาสตรเพอระบุพนททม ี
ี
การรวมกลุมกันของสถานการณโรค และคนหาปจจัยทางกายภาพและชีวภาพท่มผลตอสถานการณโรคและ
ี
ั
ี
การรวมกลุมกนของสถานการณโรค การศกษาทไดจากการศกษาทางดานระบาดวิทยาภูมิศาสตรมประโยชน
ึ
่
ี
ึ
ในงานสาธารณสุขเปนอยางยิง โดยเฉพาะการนํา ไปใชในการบริหารทรัพยากร และการวางแผนเฝาระวัง
่
ปองกนและควบคมโรคเชิงนโยบาย (มธุรส ทิพยมงคลกล, 2555)
ุ
ั
ุ
7. การศึกษาภาคตัดขวาง (Cross – sectional study) เปนการสํารวจปญหาท่เฉพาะเจาะจงใน
ี
ึ
่
กลุมใดกลุมหนึง นิยมใชในการสํารวจภาวะสุขภาพของชุมชน การออกแบบการศกษาสามารถใชการคัดกรอง
่
ื
ี
้
โรคเพ่อคนหาผูปวยหรือผูทมีความเสี่ยงได ขอดีของการวิจัยแบบนี คือ สามารถทําไดงายและรวดเร็วใช
งบประมาณและเวลานอย เพราะเปนการศึกษา ณ จุดเวลา ไมตองมีการติดตามไปขางหนา ขอดอย คอ
ื
สามารถใชทดสอบความสัมพันธไดแตไมสามารถบอกความเปนเหตุเปนผลไดบอกไดแคขนาดของปญหาเทานั้น
การวิจัยตามแบบการวิจัยขางตนแตละแบบมความสําคัญตอการคนหาสภาพปญหาสาธารณสุข ซ่งม ี
ี
ึ
็
ั
สวนสําคัญอยางยิ่งตอการพฒนารูปแบบการแกไขปญหาสาธารณสุขทั้งตัวบุคคลและชุมชน อยางไรกตามผูวิจัย
ควรมีความรูความเขาใจดานระบาดวิทยาพอสมควร ซึ่งจะนําไปสูการออกแบบการวิจัยไดอยางเหมาะสม
การศึกษาเชงสหสัมพันธ
ิ
การศึกษาเชิงสหสัมพันธ (Correlation study) เปนการศึกษาความสัมพนธของปรากฏการณท ่ ี
ั
เกิดขึ้นรวมกัน เพราะในปรากฏการณปญหาดานสาธารณสุขหนึ่งอาจมีเหตการณมากกวา 1 เหตการณเกิดขน
ุ
้
ึ
ุ
ี
ี
ื
ึ
ั
และมความสัมพนธกันดวย การทํานายจะแมนยําเชื่อถอไดมากนอยเพยงใดยอมขนอยูกับคาของผลการ
้
ุ
วิเคราะหทางสถิติเนื่องจากการวิจัยแบบหาความสัมพนธมหลายแบบและแตละแบบตางก็มีความมงหมายและ
ั
ี
วิธีการแตกตางกัน เชน
67
ั
ั
1. การวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (The explanatory design) เปนการหาความสัมพนธของตวแปร
ั
ี
ู
่
ื
่
ั
2 ตว เพอบรรยายความสัมพนธใน 2 ลักษณะ โดยดทขนาดของความสัมพนธ วาตวแปร X และตัวแปร Y ม ี
ั
ั
ั
ความสัมพนธกับแบบใด หรือทิศทางความสัมพันธแบบแปรแปรผันตามกนหรือวาแปรผกผันในทิศทางตรงขาม
ั
กันในประชากรกลุมเดียว และยังเปนการวิจัยเพื่อศึกษาเหตุการณที่เกิดขึ้นแลววาเกดขนไดอยางไร มีสาเหตมา
ึ้
ุ
ิ
จากอะไร และทําไมจึงเปนเชนนั้น การวิจัยประเภทนี้จะพยายามชี้ใหเห็นวาตวแปรใดสัมพนธกับตัวแปรใดบาง
ั
ั
และสัมพันธกันอยางไรในเชิงของเหตุและผล
ึ
ุ
2. การวิจัยเชิงพยากรณ (Predictive research) เปนการศกษาเพอมงเนนการคาดการณ หรือทา
ื
่
้
นายเหตุการณ (ตัวแปร) อยางใดอยางหนึ่ง ทอาจเกิดขนในอนาคตโดยอาศัยขอมลทงหมดในอดีตและปจจุบน
ี
่
ู
ั
ั
้
ึ
รวมทั้งทฤษฎีที่เกี่ยวของเปนกรอบในการคาดการณ แตการพยากรณนีเปนการพยากรณประชากรทงกลุม มได
ิ
ั้
้
ี
ื
่
ิ
ิ
่
พยากรณเปนรายบุคคล และมไดหมายความวาจะถูกตองเสมอไปเพราะอาจมสาเหตุอนทีทําใหเกดความ
คลาดเคลื่อนในการพยากรณได
ั
การศึกษาลักษณะนีจึงเปนการคนหาขอมูลพื้นฐานเพื่อการสรางสมมติฐานเกี่ยวกบปจจัยกาหนดความ
้
ํ
ี่
ื่
เปนโรค เปนการศึกษาในกลุมประชากรเพอดูการกระจายของโรคทตองการศึกษา หรือดูความสัมพันธระหวาง
การเกิดโรคในประชากรกบปจจัยบางอยาง
ั
ตัวอยางวิจัยเชิงสหสมพันธ
ั
ื
การวิจัย เรื่อง ความรู และเจตคติตอการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุดวยพิธีกรรมพ้นบานลานนา
องคการบริหารสวนตําบลสะลวง อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม
วัตถุประสงคของการวิจัย
่
ื
1. เพอศึกษาระดบความรู และเจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการสรางเสริมสุขภาพจิต
ื
ื
ั
ผูสูงอายุ
ื
2. พยากรณปจจัยทมอทธิพลกบเจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการสรางเสริมสุขภาพจิต
่
ี
ื
ี
ั
ิ
ผูสูงอายุ
วิธีดําเนินการวิจัย
การศึกษานี้ใชรูปแบบการศึกษาเชิงสํารวจแบบภาคตัดขวาง (Cross sectional study) ม ี
กระบวนการศึกษา ดังนี้
1. ประชากรและกลุมตวอยาง ประชากรเปนผูสูงอายุในเขตองคการบริหารสวนตําบลสะลวง
ั
อาเภอแมริม จังหวัดเชียงใหมจํานวน 873 คน กลุมตวอยางในการศกษา สุมตวอยางจากผูสูงอายุในเขต
ึ
ั
ั
ํ
องคการบริหารสวนตําบลสะลวง อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหมดวยวิธีการสุมแบบหลายชั้น (Multistage
ั
ั
ํ
random sampling) การคานวณขนาดตวอยาง ผูวิจัยไดเลือกใชวิธีการคํานวณขนาดตวอยางจากสูตร
Cochran (1977 ) ไดขนาดกลุมตัวอยางจํานวน 236 คน
2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เปนแบบสอบถาม มี 3 สวน คือ
สวนท 1 ขอมูลสวนบุคคล เปนแบบสอบถามชนิดเติมคํา และเลือกคําตอบ ขอคําถาม
่
ี
่
ประกอบดวย เพศ อายุ รายไดเฉลียตอเดอน รายจายเฉลีย ระยะเวลาการอยูอาศัยในชุมชน จํานวนสมาชิก
ื
่
ในครัวเรือน การเขารวมกิจกรรมชุมชน การเขารวมกิจกรรมที่หนวยงานเปนผูจัด และการเขาวัดทําบุญ
่
่
สวนท 2 ความรูพธีกรรมพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ ประกอบดวย
ี
้
ื
ื
ิ
่
ความรูเกยวกับพิธีกรรมเพอหาสาเหตุความเจ็บปวย เครื่องประกอบพิธีกรรม และความรูเกยวกับการใช
่
่
ี
ี
ื
พิธีกรรมเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิต ลักษณะแบบสอบถามเปนมาตราวัด 2 ระดับ แบบสอบถามแตละขอ
68
ี
ั
้
มีคะแนนตั้งแต 0 - 1 คะแนน การแปลผล ระดบความรูด คะแนนตงแตรอยละ 80 – 100 ระดบความรูปาน
ั
ั
ํ
ี
้
ั
ั
กลาง คะแนนตั้งแตรอยละ 60 – 79 และระดบความรูตํา คะแนนนอยกวารอยละ 60 ขอคาถามมทงหมด 15
่
ขอ มีคาความเที่ยงดวยวิธีคูเดอร ริชารดสัน (Kuder-Richardson, KR - 21) เทากับ 0.83
ื
ี
สวนท่ 3 เจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ ประกอบดวย
ื
ิ
เจตคติตอการประกอบพิธีกรรม เจตคติตอผลลัพธของการประกอบพธีกรรม และเจตคติตอการอนุรักษและสืบ
ิ
ั
ทอดพธีกรรม ลักษณะแบบสอบถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 3 ระดบ แบบสอบถามแตละ
ื
้
ั
้
ิ
ิ
ขอมคะแนนตงแต 1 - 3 คะแนน การแปลผล 1.00 -1.67 หมายถึง ผูสูงอายุมเจตคตตอพธีกรรมพนบาน
ี
ี
ลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตในระดบนอย 1.69 - 2.32 หมายถง ผูสูงอายุมเจตคตตอพธีกรรมพนบาน
ั
ิ
ี
ื
้
ึ
ิ
ิ
ลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตในระดบปานกลาง 2.33 – 3.00 หมายถึง ผูสูงอายุมเจตคตตอพธีกรรม
ั
ิ
ี
้
ี
ี
ี
ั
ื
้
ํ
พนบานลานนาเพ่อการสรางเสริมสุขภาพจิตในระดับระดบมาก ขอคาถามมทงหมด 18 ขอ มคาความเทยง
ั
่
ื
ของเครื่องมือดวยวิธีการหา Alpha Coefficient เทากบ 0.88
ั
3. การวิเคราะหขอมูล
ิ
ั
ื
ู
้
3.1 ขอมลปจจัยสวนบุคคลของกลุมตวอยาง ความรูและเจตคตตอพธีกรรมพนบานลานนาเพอการ
่
ื
ิ
่
สรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุ วิเคราะหโดยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ไดแก คาความถี คารอย
ละ คาเฉลี่ย และคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ื
่
ู
3.2 ขอมลปจจัยพยากรณ (ปจจัยสวนบุคคลและความรู) เจตคตตอพิธีกรรมเพอการเสริมสราง
ิ
สุขภาพจิตผูสูงอายุ ใชการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณ (Regression analysis)
ผลการวิจัย
สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไป พบวา ผูสูงอายุสวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 54.70 อายุเฉลี่ย 71.31 ± 6.98
ป มรายไดเฉลีย 2,727.54 ± 3,271.28 บาทตอเดอน รายจายเฉลีย 2,205.08 ± 2,322.90 บาทตอเดอน
่
ื
ื
่
ี
ั
ั
่
ี
ระยะเวลาทอาศยอยูในชุมชนเฉลียเทากับ 65.48 ± 15.19 ป จํานวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยเทากบ 3.74
่
±1.54 คน ผูสูงอายุเขารวมกจกรรมชุมชนในชวงสามเดอนทผานมา เฉลียเทากบ 4.23 ± 3.18 ครัง เขารวม
ื
่
ี
่
ิ
ั
้
กิจกรรมชุมชนที่หนวยงานเปนผูจัดในชวงสามเดือนทผานมาเฉลี่ยเทากบ 2.25 ± 2.35 ครั้ง และเขาวัดทาบุญ
ี่
ํ
ั
ในชวงสามเดือนที่ผานมาเฉลี่ยเทากับ 6.03 ± 3.35 ครั้ง
ั
ิ
สวนท 2 การศึกษาระดบความรูพธีกรรมพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ พบวา
่
ี
ื
่
ื
้
ผูสูงอายุมีระดับความรูเกียวกับพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตโดยรวมเฉลี่ยระดับดี (รอย
ละ 89.01) โดยมีคาคะแนนระดับความรูเกยวกับการใชพิธีกรรมพ้นบานลานนาในการสรางเสริมสุขภาพจิต
ื
่
ี
ระดับดี (รอยละ 98.55) รองลงมาความรูเกี่ยวกับเครื่องประกอบพิธีกรรมระดับดี (รอยละ 86.58) และความรู
เกี่ยวกับพิธีกรรมเพื่อหาสสาเหตุความเจ็บปวยระดับดี (รอยละ 81.88) ดังนําเสนอในตารางที่ 1
ตารางท 1 ความรูเกี่ยวกับพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ
่
ี
ความรู รอยละ ระดับความรู
พิธีกรรมเพื่อหาสาเหตุความเจ็บปวย 81.88 ดี
เครื่องประกอบพิธีกรรม 86.58 ดี
ื่
การใชพิธีกรรมเพอการสรางเสริมสุขภาพจิต 98.55 ดี
โดยรวมเฉลี่ย 89.01 ดี
69
ื้
สวนที่ 3 เจตคติตอพิธีกรรมพนบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ พบวา ผูสูงอายุม ี
ื
ั
่
ื
ิ
ั
้
ิ
ั
ระดบเจตคตตอการสรางเสริมสุขภาพจิตดวยพธีกรรมพนบานลานนาโดยรวมเฉลีย ระดบสูง (คาเฉลียเทากบ
่
2.64 ± 0.30) โดยมีระดับเจตคติตอผลการสรางเสริมกําลังใจ ระดับสูง (คาเฉลี่ยเทากับ 2.93 ± 0.26)
ั
รองลงมา เจตคติตอทางเลือกและการเรียนรูชุมชนในการสรางเสริมสุขภาพจิต ระดับสูง (คาเฉลี่ยเทากบ 2.83
± 0.25) และเจตคติตอรูปแบบการประกอบพิธีกรรม ระดับปานกลาง (คาเฉลี่ยเทากับ 2.15 ± 0.38) โดยรวม
เฉลี่ย (คาเฉลี่ยเทากับ 2.64 ± 0.30) ระดับสูง ดังนําเสนอในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 ระดับเจตคติตอพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ
เจตคติ คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบน ระดับเจตคติ
มาตรฐาน
รูปแบบการประกอบพธีกรรม 2.15 ± 0.38 ปานกลาง
ิ
ผลตอการสรางเสริมกําลังใจ 2.93 ± 0.26 สูง
ทางเลือกและการเรียนรูชุมชนในการสรางเสริม 2.83 ± 0.25 สูง
สุขภาพจิต
โดยรวมเฉลี่ย 2.64 ± 0.30 สูง
สวนที 4 การวิเคราะหปจจัยพยากรณท่มีอิทธิพลกับเจตคตตอพธีกรรมพ้นบานลานนาเพอการ
่
ี
่
ื
ื
ิ
ิ
เสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ
การศึกษานี้ใชรูปแบบสมการความสัมพันธดังนี้ y = a + b x + b x + b x +……+ b x ทั้งนี้เมื่อ
2 2
9 9
3 3
1 1
นําตัวแปรทั้ง 9 ตัวเขาสมการแลวคํานวณดวยวิธี Stepwise ไดแก
X ระดับอายุ (ป)
1
X รายไดเฉลี่ย (บาทตอเดือน)
2
X รายจายเฉลี่ย (บาทตอเดือน)
3
X ระยะเวลาการอาศัยอยูในชุมชน (ป)
4
X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน)
5
X การเขารวมกิจกรรมชุมชน (ครั้งในชวง 3 เดือน)
6
X การเขารวมกิจกรรมชุมชนที่หนวยงานเปนผูจัด (ครั้งในชวง 3 เดือน)
7
X การเขาวัดเพื่อทําบุญ (ครั้งในชวง 3 เดือน)
8
X ความรูพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ (คาเฉลี่ย)
9
ผลการวิเคราะหไดคา F เทากบ 38.642 p-value = 0.00 และเม่อพจารณาคาการตดสินใจเชิง
ั
ื
ิ
ั
2
ั
พหุ (R ) พบวามีคาเทากับ 0.547 ซึ่งหมายความวา ตัวแปรทั้งหมด 9 ตวแปร พยากรณเจตคติตอพิธีกรรม
ื
ื
่
่
้
ี
พืนบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุไดรอยละ 54.7 เมอวิเคราะหความสัมพันธทระดับ
ั
ั
ิ
นัยสําคญทางสถิตท่ระดบ 0.05 พบวา มตัวแปร 2 ตัวแปร คอ X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน) และ X
ี
ื
ี
9
5
ี
ิ
ิ
ความรูพธีกรรมพนบานลานนาเพอการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ (คาเฉลีย) มอทธิพลกบเจตคตตอการใช
ื
ิ
ื
ั
่
้
่
ื
ึ
ิ
ี
ื
ิ
พธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตของผูสูงอายุอยางมนัยสําคัญทางสถิตท่ 0.05 ซ่งเขียน
ี
เปนสมการพยากรณ ไดดังนี้
70
ิ
สมการพยากรณในรูปคะแนนดบ
ิ
ิ
ื
ื
่
้
Yi (เจตคตตอพธีกรรมพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ) = 2.189 - 0.027
(จํานวนสมาชิกในครัวเรือน) + 0.554 (ความรูพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ)
ื
่
จากสมการขางตนจะเห็นไดวา เจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิต
ื
ื
้
ิ
ิ
ผูสูงอายุจะลดลง 0.027 หนวยตอการเพิ่มขึ้นของสมาชิกในครัวเรือน 1 หนวย และเจตคตตอพธีกรรมพนบาน
ิ
ลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุจะเพ่มข้น 0.554 หนวยตอการเพมข้นของความรูพธีกรรม
ื
ึ
ิ
ึ
่
ิ
ื
พนบานลานนาเพอการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ 1 หนวยอยางมนัยสําคญทางสถิติ 0.05 (p – value =
่
ั
ี
ื
้
0.000 และ 0.000 ตามลําดับ) ดังนําเสนอในตารางที่ 3
่
ี
ื
ตารางท 3 ปจจัยพยากรณทมอทธิพลกบเจตคติตอพธีกรรมพนบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิต
ิ
้
ื
ี
ิ
ั
ี
่
ผูสูงอายุดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน
ตัวแปรพยากรณ คาสัมประสทธิ์การถดถอย (b) t p – value*
ิ
คาคงท ี่ 2.189 37.474
จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน) - .027 - 6.216 0.000
ความรูพิธีกรรมพนบานลานนาเพ่อ .554 8.288 0.000
ื
ื
้
การสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ
(คาเฉลี่ย)
2
R = 0.547 SEE = 0.058 F = 38.642 000
= .
S
g
i
* นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
้
ั
้
ั
จะเห็นไดวาการศึกษาชนิดนี้เปนการวิเคราะหคาความสัมพนธจากคาเฉลียในกลุมประชากร ทงนีการ
่
ั
วิเคราะหขอมูลจะวิเคราะหในระดับประชากรไมใชระดบบุคคล ทําใหการอางอิงขอมูลไมสัมพันธกับการเกิด
ึ
โรคในระดบบุคคล แตอยางไรก็ตามการวิจัยลักษณะนี้เปนการคัดสรรตัวแปรทจะใชเปนแนวทางการศกษาครั้ง
ั
ี่
ตอไป ดังนั้นสิ่งสําคัญคือการทบทวนวรรณกรรมที่ตองใหความสําคัญอยางยวดยิ่ง
การวิจัยผสานวิธี
ภัทรวดี มากมี (2559) กลาววา การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method research) เปนเทคนิควิธี
วิจัยแบบนี้เปนการนําเทคนิควิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเทคนิควิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมาผสานกันในการทํา
วิจัยเรื่องเดยวกน เพอท่จะตอบคําถามการวิจัยไดสมบูรณขนกวาในอดีต มพนฐานแนวคดจากการหลอมรวม
ื
้
ี
ื
่
ั
ี
ิ
้
ึ
ี
ิ
ปรัชญาของกลุมปฏิฐาน นิยม และกลุมปรากฏการณนิยมเขาดวยกน อาจเรียกวา เปนกลุมแนวคดของกลุม
ั
ิ
ปฏิบัตินิยม (Pragmatist) ซึ่งมีความเชื่อวาการยอมรับธรรมชาติของความจริงนั้นมีทั้งสองแบบตามแนวคดของ
้
ั
ั
นักปรัชญาทงสองกลุม ผลการวิจัยจากวิธีการวิจัยแบบผสานวิธีสามารถเสริมตอกนโดยใชผลการวิจัยจากวิธี
ี
่
่
ี
หนึงอธิบายขยายความผลการวิจัยอกวิธีหนึงชวยใหการตอบคําถามการวิจัยไดละเอยดชัดเจนมากกวาการใช
รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพเพียงรูปแบบเดียว
วัลนิกา ฉลากบาง (2560) กลาววา การวิจัยแบบผสมผสาน หมายถง การแสวงหาความรูความจริง
ึ
ี
ดวยการใชวิธีเชิงปริมาณและวิธี เชิงคุณภาพรวมกันในระยะใดระยะหนึ่งหรือใชตอเนื่อง ในระยะทตางกัน แลว
่
นําาผลทไดจากแตละวิธีมาสรุปรวมกน ซ่งจะทาใหเกิดความเขาใจอยางลึกซงในสิงทศึกษา สําหรับการ
่
ี
ึ
้
่
ี
ํ
ึ
ั
่
71
่
ื
ั
ผสมผสานรูปแบบนี้ปจจัยที่สงผลตอการตัดสินใจเลือกรูปแบบการวิจัย คอ ระดบการเชือมโยงของผลการวิจัย
เชิงปริมาณและเชิงคณภาพ ระดบความสําาคญของผลการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคณภาพ เวลาในการ
ั
ุ
ั
ุ
ํ
ุ
ดาเนินการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคณภาพ และชวงเวลาและวิธีการผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ (Creswell & Clark, 2011)
้
ั
1. รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน Creswell & Clark (2007) แบงออกเปน 3 รูปแบบ ดงนี
ั
ู
ู
1.1 การวิจัยแบบฐานขอมลคขนาน (The parallel databases variant) เปนการคดเลือกเอา
ผลการวิจัยท่เหมือนกันมาวิเคราะหเพอแสดงถึงความสอดคลองกันของผลการวิจัยและนำขอมูลท่ตางกันมา
่
ี
ี
ื
เปรียบเทียบเพื่อสังเคราะหเปนผลการวิจัยและอภิปรายผล
1.2 การวิจัยแบบแปลงรูปขอมูล (The data – transformation variant) เปนการนําผลการวิจัย
ี
ั
ุ
่
ู
เชิงคณภาพมาแปลงเปนขอมูลเชิงปริมาณ จากนั้นจึงนำผลลัพธทไดไปเปรียบเทียบกบผลการวิเคราะหขอมล
เชิงปริมาณซึ่งวิธีนี้จะทำใหการผสมผสานขอมูลสามารถกระทำไดโดยตรง
ี
่
1.3 การวิจัยแบบยืนยันผลลัพธเชิงปริมาณ (The data - validation variant) เปนการวิจัยทตอง
ยืนยันความถูกตองของขอมูลเชิงปริมาณทไดจากการใชขอคeถามแบบปลายปด ซงทําไดโดยการเพมขอ
ิ่
ี
ึ่
่
คำถามเชิงคุณภาพลงในแบบสอบถาม แลวนำผลการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพมาใชสนับสนุนผลหรือขอ
คนพบเชิงปริมาณ แตการทำวิจัยรูปแบบนี้อาจทำใหขอมลเชิงคุณภาพทไดอาจไมครอบคลุมวัตถุประสงคการ
ู
่
ี
วิจัย
้
ั
ํ
้
ู
้
ั
ู
ทงนีการออกแบบการวิจัยแบบผสมผสานตองดาเนินการเก็บขอมลและวิเคราะหขอมลทงเชิงปริมาณ
และคณภาพเพอใหเกดการผสมผสานผลการศกษาทไดอยางครอบคลุม อยางไรก็ตามการดำเนินการวิจัยแบบ
ิ
ุ
ึ
ื
่
่
ี
ผสมผสานนีจะใชในกรณทนักวิจัยมีเวลาหรือทรัพยากรจำกดในการเกบขอมล และนักวิจัยควรมทักษะความ
็
ี
ี
่
ี
ู
้
ั
ั
ชำนาญทงการวิจัยเชิงคณภาพและเชิงปริมาณเพราะตองสามารถเกบและวิเคราะหผลการวิจัยทงสองรูปแบบ
ุ
้
ั
้
็
พรอมกันได
ขอมูลเชิงปริมาณ
แบบสอบถาม
ู
ื
่
เชอมโยงขอมล สรุปผล
ู
ขอมลเชิงคุณภาพ
แบบสอบถามปลายเปด
การสัมภาษณ
การสนทนากลุม
ภาพที่ 4.1 กรอบแนวคดการวิจัยแบบผสมผสาน
ิ
ตัวอยางการวิจัยแบบผสมผสาน
ื่
การวิจัย เรื่อง ภูมิปญญาและปจจัยที่มความสัมพันธกบการใชประโยชนสมุนไพรพื้นบานเพอการดูแล
ี
ั
สุขภาพ กรณีศึกษา: ชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม
72
วัตถุประสงคของงานวิจัย
่
ื
่
ู
้
ื
่
ิ
ื
ุ
ี
ั
เพอรวบรวมภูมปญญาสมนไพรพนบานเพอการดแลสุขภาพ และวิเคราะหปจจัยทมความสัมพันธกบ
ี
การใชประโยชนสมุนไพรพื้นบานเพื่อการดูแลสุขภาพ
การดําเนินการวิจัย
การวิจัยฉบับนี้ใชกระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) โดยใชกระบวนการเกบขอมูล
็
ุ
แบบผสมผสานท้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพ่อใหไดขอมลความหลากหลายและการใชประโยชนสมนไพร
ั
ื
ู
ึ
พื้นบานเพื่อการดูแลสุขภาพในสถานการณปจจุบัน มกระบวนการศกษา ดังนี้
ี
้
1. การสังเคราะหภูมิปญญาสมนไพรพนบาน ใชการวิจัยจากเอกสาร (Documentary studies) โดย
ื
ุ
ี
ี
การทบทวนวรรณกรรมแบบเรียงรอยถอยคา (Narrative review) จากเอกสารท่เก่ยวของกับภูมิปญญาพืช
ํ
้
ื
ี
ุ
ึ
้
้
ื
ี
่
สมนไพรพนบานในพนทชุมชนสะลวง – ขเหล็ก รวมกับการศกษาเชิงคณภาพโดยการสัมภาษณแบบไมม ี
ุ
ู
้
โครงสราง (Non-structured interview) ตามข้นตอน ดังนี การรวบรวมขอมล ดาเนินการสํารวเอกสารท ี ่
ั
ํ
ื
้
ี
ุ
้
ื
ึ
ื
ี
่
ุ
ึ
่
เกยวของกบสมนไพรพนบานในพนทศกษา โดยพบเอกสาร ไดแก สมดบันทกของหมอพนบานดานสมนไพร 1
ั
ุ
้
ั
ฉบับ บันทกของประชาชน จํานวน 4 ฉบบ และเอกสารงานวิจัย ไดแก รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ จํานวน
ึ
ี
ื
ุ
2 เลม สวนการสัมภาษณแบบไมมโครงสราง ทําการสัมภาษณ หมอพนบานดานสมนไพร จํานวน 1 คน
้
ั
ู
อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมบาน จํานวน 3 คน และประชาชนท่วไปจํานวน 4 คน สวนการวิเคราะห
ู
ขอมล ดาเนินการวิเคราะหตความหมายขอมลดวยวิธีการวิเคราะหหากระบวนทศน (Thematic analysis)
ํ
ั
ู
ี
เพื่อทําความเขาใจขอมูลที่เกี่ยวของ
่
2. การศึกษาการใชประโยชนสมุนไพรพนบานเพอการดูแลสุขภาพ ใชการศึกษาเชิงสํารวจแบบ
้
ื
ื
ภาคตัดขวาง (Cross sectional survey)
2.1 ประชากรและกลุมตวอยาง ประชากรในการศึกษาเชงปริมาณ เปนประชาชนทอาศยอยูใน
ั
ั
่
ี
ิ
ครัวเรือนทต้งอยูในพนทชุมชนสะลวง – ข้เหล็ก จํานวน 4,477 ครัวเรือน ตงแตเดอนกนยายน พ.ศ. 2562 –
ื
้
ื
ั
ั
้
ี
่
ั
ี
ี
่
ิ
ั
ุ
มถนายน พ.ศ. 2563 คานวณขนาดตวอยางดวยสูตรของ Daniel ไดขนาดกลุมตัวอยางจํานวน 301
ํ
ู
ครัวเรือน หลังจากนันคณะผูวิจัยไดเลือกกลุมตวอยางระดบหมบาน รอยละ 30 ดวยวิธีการสุมอยางงายโดย
ั
้
ั
ู
ั
ึ
ั
การจับฉลากแบบไมกลับคืน การคดเลือกครัวเรือนแตละหมบานมาศกษาคณะผูวิจัยใชตารางการสุมตวอยาง
ั
้
ู
ี
แบบมระบบ (Systematic Random Sampling) ตามสัดสวนของจํานวนหลังคาเรือนแตละหมบาน ทงนี ้
ี่
ผูวิจัยไดใชเลขที่บาน 3 ครัวเรือนแรกมาสุมตัวอยางกอนแลวจึงเก็บขอมลจากเลขทบานทเรียงลําดับแลวเวน 4
ี่
ู
ู
หลังคาเรือนในแตละหมบานจนครบจํานวนตามสัดสวน ครัวเรือนในแตละหมบาน ทงนีผูวิจัยเลือกประชาชน
ั
้
้
ู
ี
้
็
เปนผูใหขอมูล เม่อไมพบผูวิจัยจะไดเขาเกบขอมูลซําอีกครั้งและถาไมพบเปนครั้งท่ 2 ผูวิจัยไดเปลี่ยนเปน
ื
หลังคาเรือนถัดไป
ั
ั
ั
้
สวนการศึกษาเชงคุณภาพประชากรและกลุมตวอยางทําการคดเลือกแบบเจาะจง ดงนี 1) การสัม
ิ
ภาษแบบไมเปนทางการ สัมภาษณจากประชาชนท่วไป จํานวน 6 คน 2) การสนทนากลุม ผูเขารวม จํานวน
ั
ั
12 คน ประกอบดวย ตวแทนประชาชนทวไป จํานวน 4 คน ผูสูงอายุ จํานวน 2 คน อาสาสมครสาธารณสุข
ั
่
ั
ิ
่
ื
ประจําหมูบาน จํานวน 2 คน ผูนําชุมชน จํานวน 2 คน บุคลากรจากองคกรปกครองสวนทองถน จํานวน
1 คน และนักวิชาการ จํานวน 1 คน
2.2 เครื่องมือที่ใชในการศึกษา
ั
ั
การศึกษาเชงปริมาณ เปนแบบสอบถามท้งปลายปด และปลายเปด ประกอบดวยขอมูลท่วไป
ิ
ื
ื
ื
ื
การใชสมุนไพรพ้นบานเพ่อบรรเทาอาการไข การใชสมุนไพรพ้นบานเพ่อรักษาโรคผิวหนัง การใชสมุนไพร
ื
่
พนบานเพอบํารุงรางกาย และการใชสมุนไพรเก่ยวกบระบบทางเดนอาหาร แบบสอบถามเปนมาตราสวน
ิ
ี
ั
้
ื
73
ี
ประมาณคา (Rating scale) ตามแบบของ Likert Scale แบบสอบถามแตละขอมคะแนนตั้งแต 1- 5 คะแนน
มีคาความเที่ยงเทากับ 0.89
การศึกษาเชิงคุณภาพ ใชการสัมภาษณแบบไมมโครงสราง (Non-structured interview) โดย
ี
ื
ื
ั
ํ
ี
ดาเนินการสัมภาษณเก่ยวกบปญหา และแนวทางการแกไขปญหาการใชสมุนไพรพ้นบานเพ่อการดูแลสุขภาพ
ของประชาชน
2.3 การวิเคราะหขอมล ขอมลเชงปริมาณ วิเคราะหโดยสถตเชิงพรรณนา (Descriptive statistics)
ิ
ิ
ู
ู
ิ
ขอมูลเชิงคุณภาพ จากแบบสอบถามปลายเปด การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง และการสนทนากลุมใชการ
ี
วิเคราะหเนือหา (content analysis) การวิเคราะหปจจัยท่มีความสัมพันธกบการใชประโยชนสมุนไพร
้
ั
พื้นบานเพื่อการดูแลสุขภาพ ใชสถิติอนุมานโดยการวิเคราะหการสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบเพียรสัน
ผลการวิจัย
ขอมูลทั่วไป พบวา ประชาชนสวนใหญเปนเปนเพศหญง รอยละ 72.80 มอายุเฉลียเทากบ 61.01 ป
่
ี
ิ
ั
ึ
ั
ึ
ระดบการศกษาประถมศกษา รอยละ 67.40 สถานภาพสมรส รอนละ 59.80 ประกอบอาชีพรับจางเปนอาชีพ
หลัก รอยละ 32.60 จํานวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลีย 3.31 คน รายไดของครอบครัวเฉลีย 20,722.57 บาท
่
่
ิ
้
ระยะเวลาที่อาศัยในชุมชนเฉลี่ย 48.62 ป เขารวมกจกรรมชุมชนเฉลี่ย 5.06 ครังตอป ใชบริการโรงพยาบาล
ั
ื
ิ
ํ
สงเสริมสุขภาพตาบลเมอเจ็บปวย รอยละ 87.70 ไมมีโรคประจําตว คดเปนรอยละ 50.20 ประชาชนเรียนรู
่
้
ื
้
ิ
ื
ุ
การใชประโยชนสมนไพรพนบานจากบดา-มารดา รอยละ 86.00 สมนไพรพนบานทนํามาใชมาจากการปลูก
ี
่
ุ
ี
ุ
ื
ื
ุ
ี
่
ั
เองในทพกอาศัย รอยละ 84.40 ลักษณะพชสมนไพรพ้นบานท่ใชเปนสมนไพรสด รอยละ 84.70 ประชาชน
ื
่
ั
รับรูเก่ยวกบการสมุนไพรพ้นบานนํามาประยุกตใชเพอรักษาโรค รอยละ 51.50 ประชาชนเห็นดวยในระดับ
ี
ื
ื
่
ุ
ื
มากกับการใชสมนไพรพ้นบานเพ่อการดูแลสุขภาพ (คาเฉลียเทากับ 3.85) ประชาชนใชตะไครเปนประจํา
ี
ั
ื
ุ
้
ื
้
รอยละ 35.50 และในพนทมแนวโนมการใชประโยชนสมนไพรพนบานของประชาชนในปจจุบนเพมขน รอยละ
่
ึ
ิ
้
่
ี
92.00
้
ี
ื
ี
้
ภูมิปญญาสมนไพรพนบาน พบวา ในพืนท่มหมอสมนไพรพนบานเปนผูชีแนะในการใชสมุนไพร
ุ
ุ
้
้
ื
้
พนบาน โดยสมนไพรสวนใหญใชรักษาอาการของโรคหลายอาการจากสมนไพรเพยงชนิดเดยว มการใชสวน
ี
ี
ื
ุ
ี
ุ
ื่
ของพืชทั้งที่ยังสดหรือตากใหแหง สวนใหญใชวิธีการ รับประทานสด บดใหแหลก ตมกับน้ํา และดองเหลา เพอ
การบําบัดรักษาโรค สวนที่นํามาใชประโยชนมากที่สุดนั้นเปนสวนของใบ ลําตน และราก ทงนีประชาชนมีการ
ั
้
้
ใชสมุนไพรพื้นบานเพื่อดูแลสุขภาพแบงตามกลุมอาการเจ็บปวย ดังนี้
ื
่
ั
ํ
กลุมสมนไพรเพอบรรเทาอาการปวดเมอยกลามเนือ นําบางสวนมาตมกบน้าแลวนํามาดม เชน
้
ื
่
่
ุ
ื
ู
เปลาใหญ (Croton oblongifolius Roxb.) ผักกด (Diplazium esculentum (Retz.) Sw.) บางชนิดนําใบ
ื
่
ี
่
มาบดใหแหลกแลวนําไปพอกตามสวนของรางกายทปวดเมอย เชน วานคางคาว (Tacca chantrieri Andre)
็
เปราะหอม (Kaempferia galanga L.) เถาเอ็นออน (Cryptolepis buchanani Roem.&Schult.) หญาเอน
ยืด (Plantago major L.)
ี
้
ื
กลุมสมุนไพรเพ่อบรรเทาอาการไข นําบางสวนมาตมกับน้ําแลวนํามาด่ม เชน มะดะขหนอน
ื
ั
(Garcinia thorelii . Pierre) กายขด (Mallotus philippensis (Lam.) Müll.Arg.) มะดะ (Garcinia sp.)
ั
มะดูก (Siphonodon celastrineus Griff.) หญาขดแดง (Sida acuta Burm F.) นางพญาเสือโครง (เปลือก)
ุ
ํ
ั
ื
่
บางชนิดนําเปลือกไปปรุงรวมกบสมนไพรชนิดอนเปนตารับยาแกไข เชน คาง (Albizia lebbekoides (DC.)
Benth.) บางชนิดนําใบมาบดใหแหลกแลวนําไปพอกหนาผาก เชน เนียมหูเสือ (Plectranthus amboinicus
(Lour.) Spreng.) ผักกะโฉม (Limnophila rugosa (Roth) Merr.) หญาดอกขาว Cyanthillium cinereum
(L.) H.Rob.) มะคาโมง (Scientific Name Afzeliaxylocarpa (Kurz) Craib.)
74
ื
ี
นอกจากนียังมีสมุนไพรพนบานท่ประชาชนนํามาใชประโยชนดานการเกษตร เชน หนอนตายยาก
้
้
(Stemona tuberosa Lour.) สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใบยาสูบ (Nicotiana tabacum L.)
ตะไครหอม (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) หางไหล (Derris malaccensis Prain) มะแขวน
ี
(Zanthoxylum limonella Alston) ใบมะกรูด ฝกข้เหล็ก (Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby)
บอระเพด (Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f.& Thomson.) รางแดง (Ventilago denticulata
็
Willd.)
ื
การใชประโยชนสมุนไพรเพ่อการดูแลสุขภาพ พบวา ประชาชนมีการใชประโยชนสมนไพร
ุ
ั
โดยรวมอยูในระดับนอยที่สุด (คาเฉลี่ยเทากบ 1.46 ) โดยมีการใชประโยชนเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารระดับ
่
่
ั
ั
ั
นอย (คาเฉลียเทากบ 1.80) การรักษาโรคผิวหนังระดบนอย (คาเฉลียเทากบ 1.56) การบํารุงรางกายระดบ
ั
ั
ั
ี่
นอยที่สุด (คาเฉลี่ยเทากับ 1.33) และการบรรเทาอาการไขระดับนอยทสุด (คาเฉลี่ยเทากบ 1.23) ดงนําเสนอ
ในตารางที่ 1
Table 1 The traditional herbal utilization for healthcare of people
n = 301
Healthcare Mean S.D. Level
Antipyretics 1.23 0.52 Lest
Skin disease treatment 1.56 0.55 Low
Body tonic 1.33 0.47 Lest
Alimentary System 1.80 0.68 Low
Total average 1.45 0.50 Lest
ี
การสัมภาษณแบบไมมโครงสราง และการสนทนากลุม ยังสรุปไดวา ประชาชนบางสวนพยายาม
ิ
้
แสวงหารูปแบบการใชประโยชนสมนไพรพนบานเพอการดแลสุขภาพเพมขน และไดนําสมนไพรพนบานมาใช
่
ู
ึ
่
ื
ุ
้
ื
ุ
ื
้
ี
ู
ั
่
่
ควบคกับการรักษาโรคแผนปจจุบัน บางครัวเรือนมีการใชผลิตภัณฑสมุนไพรทจําหนายทวไป เชน ยาแกไอ
มะขามปอม ยาอมมะแวง ขม้นชันแคปซูล แตสมุนไพรเหลานี้บางชนิดไมมีขอมูลสรพพคณทางยาและขอมูล
ุ
ิ
ื
ประสิทธิภาพในการรักษาความเจ็บปวย การใชเปนการบอกเลาผานเพอนบาน เครือญาต และกลุมผูปวย
ิ
่
ุ
้
่
ั
ื
อาการเดียวกน ผูสูงอายุทานหนึง กลาววา “การใชสมนไพรพนบานประหยัดคาใชจายในการดูแลสุขภาพได
ในพื้นที่วางรอบบานปลูกสมุนไพรหลายชนิดไวใช เหลือกแบงปนเพอนบาน สมนไพรบางชนิดไมรูจักแตปลูกไว
ุ
ื่
็
เพราะมีคนเลาใหฟงวารักษาโรคได” (สัมภาษณผูสูงอายุ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563)
ื
สวนผูปวยโรคเบาหวานทานหนึ่ง กลาววา “ทุกวันนี้พยายามแสวงหาสมุนไพรเพ่อการรักษาอาการ
่
่
ั
ั
ของโรคที่เปนอยู รับขอมูลจากสื่อตาง ๆ ทั้งหนังสือ ขาว การโฆษณาจากโทรทัศน แตไมมนใจกบขอมลทไดรับ
ู
ี
ื
ี
วาสมนไพรจะมประสิทธิภาพในการรักษาไดจริงหรือไม” (สัมภาษณผูปวยเบาหวาน เม่อวันท 28 พฤษภาคม
ุ
่
ี
ุ
2563) เชนเดยวกับอาสาสมครสาธารณสุขประจําหมบานทานหนึง กลาววา “ในพนทรอบบานปลูกสมนไพร
้
ั
ี
ื
่
ู
่
ี
ุ
ุ
พื้นบานไวหลากหลายชนิดทั้งสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง สมนไพรทใชรักษาอาการไข สมนไพรทใชรักษาอาการ
ี่
ี่
เกี่ยวกับทางเดินอาหาร แตไมมีองคความรูเกยวกบสมนไพรเหลานี้มากนัก” (สัมภาษณอาสาสมครสาธารณสุข
ั
ี่
ุ
ั
ประจําหมูบาน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563)
75
่
ิ
ํ
ประชาชนอยากใหทางโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตาบล องคกรปกครองสวนทองถน และหนวยงาน
ราชการสนับสนุนขอมูลท่ถูกตองเก่ยวกับการใชประโยชนของพืชสมุนไพรพ้นบานโดยการนําผูเชียวชาญมา
ี
ี
่
ื
ุ
ั
ี
ํ
่
ี
้
ั
ุ
ํ
ํ
ํ
สอนเกยวกบการปรุงตารับยาสมนไพร การทาลูกประคบและทาน้าสมนไพรไวบริโภคในครัวเรือน อกทงมีการ
ุ
ั
ุ
้
ํ
ี
ื
จัดบอรดหรือมมความรูใหคาแนะนํา แลกเปลี่ยนเรียนรูเก่ยวกบสมนไพรพนบาน ผูสูงอายุทานหนึ่ง กลาววา
ื
ิ
“การใชสมุนไพรพ้นบานโดยเฉพาะการนํามาปรุงเปนตํารับยาสมุนไพรจะเกดประโยชนอยางยิ่งตอการดูแล
่
่
ี
ี
ั
ี
่
รักษาความเจ็บปวย จึงอยากใหหนวยงานทเกยวของดานสุขภาพมาใหความรูทถูกตองอนจะสงผลตอการลด
ุ
ความเสี่ยงสุขภาพที่อาจจะเกิดจากการใชสมนไพรพนบาน” (สัมภาษณผูสูงอายุ เมอวันท่ 14 มิถนายน 2563)
ื้
่
ี
ื
ุ
ึ
เชนเดียวกับกับอาสามัครสาธารณสุขประจําหมูบานทานหนึ่ง กลาววา “หนวยงานโดยเฉพาะสถาบันการศกษา
ื
ื
ระดบสูงในพนทควรสนับสนุนองคความรูจากงานวิจัยท่ดาเนินการในพ้นท รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมท่ให
้
่
ี
่
ี
ํ
ี
ั
ี
ี
ประชาชนมีสวนรวมในการอนุรักษ ฟนฟู และใชประโยชนพนท่แหลงสมุนไพร” (สัมภาษณอาสาสมัคร
้
ื
สาธารณสุขประจําหมูบาน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563)
ั
ี
ี
่
การวิเคาระหปจจัยทมความสัมพนธกับการใชประโยชนสมนไพรพ้นบานเพอการดูแลสุขภาพของ
ื
ื
ุ
่
ี
้
ื
ั
ั
ิ
่
ื
ประชาชน พบวา ทศนคตตอการใชประโยชนสมุนไพรพนบานเพอการดแลสุขภาพมความสัมพนธทางบวกใน
ู
่
ื
ี
ื
ระดับคอนขางตํากับการใชประโยชนสมุนไพรพ้นบานเพ่อการดูแลสุขภาพ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ระดับ
.05 (r =.308, p - value< 0.0001) ดังนําเสนอในตารางที่ 2
Table 2 Factors including the traditional herbs for health care of people
Variables Pearson product moment p - value *
correlation coefficient (r)
Age (year) .095 .100
Monthly of income (Bath) .048 .676
Members in household -.024 .406
(number)
Length of being residents in .061 .289
the community (year)
The attitude towards using .308 < 0.0001 *
traditional herbs for
healthcare (total score)
* นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
76
การวิจัยเชิงทดลอง
่
ั
ุ
ึ
ื
เปนการศกษาปฏิสัมพนธของสาเหตและผล (Cause – effect interaction) นิยมใชเพอการ
้
พัฒนา ปรับปรุงวิธีการรักษา วิธีการปองกันโรค รูปแบบการแกปญหาสุขภาพตาง ๆ การศกษานีจะม ี
ึ
กลุมทดลอง (Experimental group) ซ่งไดรับการกระตนหรือไดรับองคประกอบบางอยาง (Test
ึ
ุ
ึ
่
ุ
stimuli หรือ Intervention) จากผูทาการศึกษาและอาจมกลุมควบคม (Control group) ซงไมไดรับ
ํ
ี
การกระตุนหรือองคประกอบทศึกษาเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้น
ี่
ั
ในการศึกษาแบบนีอาจทําไดทงกบมนุษยและสัตวหรืออาจทําการศึกษาในหองปฏิบัตการ ซง
้
ั
ิ
้
ึ่
ึ
ควบคุมสภาวะแวดลอมตาง ๆ ได (True experimental study) หรือทาการศกษาในภาคสนาม (Field)
ํ
ก็ได การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) จึงเปนการวิจัยทมงอธิบายความสัมพนธเชิงสาเหต ุ
ั
ุ
ี
่
ระหวางตัวแปร โดยนักวิจัยมการควบคุมและจัดกระทํา (Manipulation) กับตวแปรอิสระหรือสิ่ง
ี
ั
ี
แทรกแซงท่สนใจศกษา การวิจัยเชิงทดลองบางครั้งเรียกวา True experimental research design
ึ
เนืองจากประกอบดวย 3 ลักษณะ คอ กิจกรรมการทดลอง การควบคุม และการสุมตัวอยางเขากลุม
ื
่
ิ
(ศุภกจ วงศวิวัฒนนุกิจ, 2550)
ั้
ทงนี้แนวความคดของ Fraenkel & Wallen (2006 ) ไดเสนอแนะลักษณะของการวิจัยเชิง
ิ
ทดลองไว ดังนี้
ี
1. ตองมการแบงกลุมทดลอง (Comparisons of groups) หมายถึง การวิจัยทดลองจะตองม ี
กลุมควบคม (Control group) เพ่อใชเปนขอมูลเปรียบเทยบผลการทดลองท่ไดกับกลุมทดลอง
ุ
ี
ี
ื
(Experimental group)
ํ
ี
ึ
2. ตองมการกระทากับตัวแปร (Manipulation of the independent variable) หมายถง
ิ
ี
การวิจัยเชิงทดลองจะตองมกจกรรมการทดลองกบตวแปรอิสระ หรือมีการทดลองเพอใหเกดผลการ
ิ
ื
่
ั
ั
ทดลองขึ้นในภายหลัง
ึ่
ึ
ี
3. ตองมการสุม (Randomization) หมายถง การวิจัยเชิงทดลองจะตองมีการสุมตัวอยางซง
การสุมนั้นทําได 2 รูปแบบ คือ
ี
ํ
ั
3.1 การสุมแบบกาหนด (Random assignment) หมายถึง ทกหนวยท่เปนกลุมตวอยาง
ุ
จะมีโอกาสเทากัน และแตละหนวยจะถูกสุมใหไดรับเงื่อนไขการทดลองหรือการควบคุม
3.2 การสุมแบบเลือก (Random selection) หมายถง สมาชิกทกหนวยของประชากรม ี
ุ
ึ
โอกาสเทากันที่จะถูกเลือกใหเขามาเปนสมาชิกในกลุมตัวอยาง
ั
ี
่
อาจเปรียบเทยบลักษณะของการวิจัยเชิงทดลองกบการวิจัยทไมทดลองหรือการวิจัยเชิงบรรยาย
ี
ได ดังตารางที่ 4.1
77
ี
่
ตารางท 4.1 เปรียบเทียบการวิจัยเชิงทดลองกับการวิจัยเชิงบรรยาย
ิ
ิ
ที ่ การวิจัยเชิงทดลอง การวจัยเชงบรรยาย
ิ
ี
1 ผลหรือตัวแปรตามท่วัดได มาจากกจกรรม ผลหรือตัวแปรตามทวัดไดมาตามธรรมชาตไมม ี
ิ
่
ี
การทดลองภายใตการควบคุม การปรุงแตง
2 สามารถควบคุมตัวแปรทเก่ยวของได ตองเฝาสังเกตปรากฏการณโดยท่ไมทราบวา
ี
ี
ี
่
้
ทังหมด เพ่อใหเกิดผลตามท่ตองการและ จะเกิดผลเมื่อใด และอาจตองใชเวลารอนาน
ี
ื
ภายในเวลาที่กําหนด
้
ํ
ํ
ื
3 ทาซา เพอใหเกดผลเดมได และทดสอบผล สวนใหญทําซ้ําไมได ทดสอบผลซ้ําทําไดยาก
ิ
่
ิ
ซ้ําไดทุกขณะ
่
ื
ื
4 เปลี่ยนสภาพและเง่อนไขใหมไดเพือ ไมสามารถเปลี่ยนสภาพและเง่อนไขใหมได ตอง
เปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้น ปลอยใหเปนไปตามธรรมชาติ
5 สรุปความสัมพันธเชิงเหตุและผลได สรุปความสัมพันธเชิงเหตุและผลไมได
ิ
ั
รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง กระบวนการในการวิจัยเชิงทดลองจะศกษาผลอทธิพลของตวแปร
ึ
ี
่
อิสระหรือตัวแปรตนทีมตอตัวแปรตามในการวิจัย การวิจัยเชิงทดลองสวนใหญจึงจะตองมีการกําหนด
ั
้
ื
ู
แบบแผนการทดลองไวกอน เพ่อใชเปนแนวทางศกษาทงการแบงกลุมตัวอยาง การเกบขอมล และการ
็
ึ
ื
ํ
่
ั
ู
วิเคราะหขอมล อนจะสงผลตอการคนหาคาตอบเพอทดสอบสมมตฐานตามประเดนปญหาของการวิจัยท
็
ิ
กาหนดไว การวิจัยเชิงทดลองแบบตองมกลุมควบคม (Controlled experimental design) เริ่มจากสุม
ุ
ี
ํ
่
ี
แยกตัวอยาง (Random allocation) ออกเปนสองกลุมกลุมท่หนึงเรียกวากลุมทดลอง (Experiment
้
ั
group) สวนอีกกลุมเรียกวากลุมควบคม (Control) จากนั้นวัดผลหรือตวแปรตามในทงสองกลุมกอน
ั
ุ
ิ
(Pretest) หลังจากนั้นใหกจกรรมการทดลอง (Intervention) หรือการรักษา (Treatment) แกกลุม
ุ
ทดลอง สวนกลุมควบคมจะไมมการใหกจกรรมการทดลองแลวทาการวัดวัดผลหรือตัวแปรตามในทงสอง
้
ี
ิ
ํ
ั
ั
ั้
ี
ี
้
กลุมอกครัง (Posttest) ทงนี้การสรุปผลจะทําโดยการเปรียบเทยบตวแปรตามจากการวัดกอนและหลัง
การใหกจกรรมการทดลองของท้งสองกลุม ถากลุมทดลองมีการเปลียนแปลงมากกวา นักวิจัยจะมนใจวา
่
่
ั
ิ
ั
ิ
การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากผลของกจกรรมการทดลอง (คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, 2559) แบงรูปแบบ
การวิจัยเชิงทดลอง ดังนี้
1. แบบแผนการทดลองขนตน (Pre-Experimental Design) ไดแก
ั
้
ี
แบบท 1: การวัดครั้งเดียว E - X O
่
2
ิ
แบบวิจัยนีใชตวอยางเพียงกลุมเดยวทาโดยมการใหกจกรรมการทดลอง (X) แลวสังเกตผล
ั
้
ี
ี
ํ
ิ
ี
่
การเปลียนแปลง (O) แบบวิจัยชนิดนีมขอผิดพลาดของผลการวิจัยจากอคตการเลือกกลุมเปรียบเทยบ
้
ี
ี
เพราะไมมการวัดผลกอนและไมมกลุมเปรียบเทยบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตวอยาง การทเครืองมอ
ี
่
ั
ี
ี
่
ื
ั
วัดไมเที่ยง การถดถอยทางสถิติ และการสูญเสียตัวอยาง นักวิจัยไมอาจแนใจไดวาการเปลียนแปลงในตว
่
ิ
แปรตามมีมากนอยเพียงไร และการเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดจากกจกรรมการทดลองหรือไม
ตวอยางการวิจัย เชน การตรวจวัดคณภาพน้ําในแมน้ําลี้หนาฝายสงน้าระหวางเดอนมกราคม
ื
ุ
ั
ํ
พ.ศ.2556 จํานวน 10 สถานี (ตวแทนฤดแลง) พบวา คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้สวนใหญอยูในระดับพอใช
ั
ู
ํ
ิ
(เทยบไดกบคามาตรฐานน้ําผิวดนปะเภท 3) มคา WQI อยูระหวาง 58 – 68 คะแนน โดยฝายทดน้าใน
ี
ั
ี
78
้
ํ
ุ
ํ
ื
้
แมน้าลีตอนบน คอ ฝายแมลีและฝายใหมคณภาพน้าอยูในระดบพอใช มคาคะแนนรวม 66 และ 62
ี
ั
คะแนน ตามลําดับ
ั
แมน้ําลี้ตอนกลาง คอ ฝายหวยดั้งคุณภาพน้ําอยูในระดับพอใช ฝายแมตืนคณภาพน้าอยูในระดบ
ุ
ื
ํ
เสือมโทรม (เทยบไดกบคามาตรฐานน้ําผิวดนปะเภท 4) ฝายโรงเรียนคณภาพน้าอยูในระดบพอใช และ
ั
ุ
ี
ั
่
ํ
ิ
ฝายศรีวิชัยคุณภาพน้ําอยูในระดับพอใช โดยมคาคะแนนรวม 68 59 66 และ 63 คะแนน ตามลําดบ
ี
ั
ุ
ั
แมน้ําลี้ตอนปลาย คือ ฝายเหมืองด้งคุณภาพน้ําอยูในระดับพอใช ฝายปนใจคณภาพน้ําอยูใน
ี
ํ
ิ
ระดบพอใช (เทยบไดกบคามาตรฐานน้ําผิวดนปะเภท 3) ฝายกันงอคณภาพน้าในระดับเสือมโทรม และ
ุ
่
ั
ั
ฝายดงข้เหล็กคณภาพน้าอยูในระดบพอใช โดยมคาคะแนนรวม 64 66 58 และ 62 คะแนน
ํ
ี
ั
ี
ุ
ตามลําดับ ดังเสนอในตารางที่ 1
่
ตารางที 1 คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้จากการตรวจวัดระหวางเดือนมกราคม พ.ศ. 2556
ํ
ุ
พารามิเตอร คาคะแนน เกณฑคณภาพน้า
สถานีตรวจวัด DO BOD TCB FCB NH รวม
3
mg/l mg/l MPN/ MPN/ mg/l
100 ml 100 ml
แมน้ําลี้ตอนบน
ฝายแมลี้ 6.8 1.4 18000 800 0.1 66 พอใช
ฝายใหม 6.6 1.3 16000 1200 0.2 62 พอใช
แมน้ําลี้ตอนกลาง
ฝายหวยดั้ง 5.4 1.1 3000 150 0.3 68 พอใช
ฝายแมตืน 5.3 0.9 11000 800 1.0 59 เสือมโทรม
่
ฝายโรงเรียน 6.9 1.9 5000 220 0.3 66 พอใช
ฝายศรีวิชัย 7.0 1.2 16000 1500 0.2 63 พอใช
แมน้ําลี้ตอนลาง
ฝายเหมืองดั้ง 6.2 1.3 18000 300 0.3 64 พอใช
ฝายปนใจ 6.8 1.4 16000 200 0.3 66 พอใช
่
ฝายกันงอ 5.1 0.9 12000 900 0.9 58 เสือมโทรม
ฝายดงขี้เหล็ก 6.0 0.9 18000 700 0.4 62 พอใช
ทั้งนี้ผลการตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําไดผลเชนเดียวกับรายงานของสํานักงานสิ่งแวดลอมภาคท 1
ี่
้
ํ
ี
(2554) พบวา สภาพน้าลีโดยท่วไปน้าจะมสีเขยวของสาหรายบริเวณสะพานบานตนผึง อาเภอเวียงหนอง
ํ
ั
ํ
ี
้
ํ
ั
ิ
ํ
ลอง บริเวณหนาฝายเรงรัดพฒนาชนบท อาเภอบานโฮง และบริเวณสะพานบานใหมศวิไล อาเภอลี้
คณภาพน้าอยูในเกณฑพอใชสามารถนําน้ามาใชเพอการอปโภคบริโภคไดโดยผานการฆาเชื้อโรคและ
ุ
ํ
ุ
ํ
ื
่
ปรับปรุงคุณภาพน้ําโดยทั่วไปกอน
ี
่
แบบท 2: การวัดผลกอนและหลัง E O X O
2
1
ิ
ั
แบบวิจัยนี้ทําในตวอยางกลุมเดียวโดยวัดผลกอน (Pretest หรือ O1) แลวใหกจกรรมการ
ทดลอง (X) ตามดวยการวัดผลอกครั้ง (Posttest หรือ O2) โดยนักวิจัยคาดวาความแตกตางของการ
ี
วัดผลกอนและหลัง (O2 - O1) เปนผลมาจากกิจกรรมการทดลองท่ให อยางไรก็ตามแบบวิจัยนี้ไม
ี
่
ั
ุ
สามารถควบคมปจจัยภายนอก เชน การเปลียนแปลงของตวอยาง ผลการวัดกอน ความคลาดเคลื่อน
79
ั
้
ิ
ิ
จากการวัด การถดถอยทางสถต และการสูญเสียตวอยาง ผลการวิจัยจากแบบวิจัยชนิดนีจะสรุปไดยากวา
ื
ิ
้
ั
ตวแปรตามเปลี่ยนไป เพราะการใหกจกรรมการทดลอง แตแบบวิจัยนีถอวาดีกวาแบบแรกอยางมาก
เพราะนักวิจัยทราบระดับของการเปลี่ยนแปลงตัวแปรตามกอนและหลังการใหกจกรรมการทดลอง
ิ
ี่
แบบที่ 3: การเปรียบเทียบกลุมคงท (Static-group comparison)
E - X O
1
C - - O
2
ิ
้
แบบวิจัยนีเปนการเปรียบเทยบ 2 กลุม โดยกลุมแรกไดกจกรรมการทดลอง (X) สวนกลุมทสอง
ี
่
ี
ี
ไมไดกิจกรรมการทดลอง ตัวอยางเชน การวัดผลการรักษาของผูปวยท่ไดรับบริการเภสัชจลนศาสตร
้
่
ี
ุ
้
ี
(กลุมแรก) และกลุมที่ไมไดบริการดังกลาว (กลุมที่สอง) แบบวิจัยนีไมมการวัดผลกอนผูทใชวิจัยแบบนีมง
้
หมายใหความแตกตางของ O และ O บอกถึงผลของกิจกรรมการทดลองที่ให ทั้งนี้แบบวิจัยนีนักวิจัยไม
2
1
อาจแนใจวาท้งสองกลุมตัวอยางมีลักษณะเหมือนกันเพราะไมมีการวัดผลกอนและไมไดใชการสุมในการ
ั
แบงกลุม (Random allocation) นอกจากนี้ยังมีปจจัยที่สงผลตอกระบวนการวิจัยนี้ทงความคลาดเคลือน
ั้
่
จากการวัด อคติในการแบงกลุมหรือปฏิสัมพันธระหวางการแบงกลุม และการเปลี่ยนแปลงของตัวอยาง
ั
้
ั
(ทงนีเพราะไมไดใชการสุมแยกตวอยางออกเปนสองกลุม) การถดถอยทางสถิติ และการสูญเสียตวอยาง
ั
้
โดยเฉพาะอยางยิ่งในการวิจัยระยะยาว
ี
แบบวิจัยแบบท 1 - 3 ที่กลาวมาขางตนมีเพียงกจกรรมการทดลองแตไมมีการสุมแยกตัวอยาง
ิ
่
ื
ี
ออกเปนกลุม ถามการสุมแยกตัวอยางออกเปนกลุมจะทําใหแนใจไดวากลุมตาง ๆ มความเสมอเหมอน
ี
ิ
นั่นคือไมเกดอคติในการเลือกตัวอยาง
2. แบบแผนการทดลองจริง (True - Experimental Design) จะมุงเนนการวิจัยเชิงทดลองแบบ
ื
่
ุ
ิ
เต็มรูปแบบ กลาวคือ มีการสุมกลุมตัวอยางเพอใหเกดการกระจายของกลุมทดลองและกลุมควบคม ให
ครอบคลุมประชากรทงหมด รวมทงมการควบคมตวแปรอสระหรือตวแปรตน และมการสรางกลุมเพือ
ั
้
ั
ั
ี
่
ุ
ั
ิ
้
ี
เปรียบเทยบผลการทดลอง (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรี, มปพ.) แบงออกเปน
ี
แบบที่ 1: Posttest - Only Control Group Design
วิธีการทดลอง : ER - X O2
CR - - O2
้
ี
แบบวิจัยนีมการแบงตัวอยางเปนกลุมควบคุมและกลุมทดลองโดยใชวิธีการสุมแยก (R=
random allocation) ทําใหแนใจไดวากลุมตาง ๆ มีความเสมอเหมือน ดังนั้นความแตกตางของ O และ
1
ี
้
O บอกถึงผลของกิจกรรมการทดลองที่ให แบบวิจัยนี้ใชการวัดผลหลังกิจกรรมการทดลองเพียงครังเดยว
2
ํ
ทําใหประหยัดเงินคาวิจัย วิธีนี้ควรใชถาตัวอยางหายากและการวัดผลจะตองทาโดยการบดตัวอยางหรือม ี
ผลทําใหตัวอยางเสียไปหรือกรณีที่การวัดผลกอนทําไมได วิธีการทดลองทําไดโดย
1. สุมกลุมตัวอยางจากประชากรตามจํานวนที่ตองการ
2. สุมกลุมตัวอยางเขาเปนกลุมควบคุมและกลุมทดลอง
3. ทดสอบกอนการทดลอง (Pretest) กับทั้ง 2 กลุม
ิ
4. จัดกระทํากับกลุมตัวอยาง (ใหกจกรรมการทดลอง)
้
ุ
5. ทดสอบหลังการทดลอง (Post-test) ทังกลุมควบคมและกลุมทดลอง
6. เปรียบเทยบ Pre-test และ Post-test ของทังกลุมทดลองและกลุมควบคม
้
ุ
ี
80
ิ
ิ
ี
ี
7. เปรียบเทียบคาทวัดไดจากทง 2 กลุม โดยสถตท่ใชในการเปรียบเทยบจะใชกลุม T - test
ี
่
ั
้
หรือ ANCOVA
แบบที่ 2: Post - test only control group design
วิธีการทดลอง : ER O X O
1
2
CR O - O
1
2
เปนแบบวิจัยทมีการสุมกลุมควบคมและกลุมทดลอง แตทดสอบหลังการทดลองอยางเดียว และ
ุ
ี
่
มงเนนการทดลองกับกลุมตัวอยางท่เกิดจากการสุมจากกลุมประชากรจํานวน 2 กลุมดวยกน ไดแก กลุม
ั
ี
ุ
ุ
ทดลอง (ER) และกลุมควบคม (CR) โดยใหกลุมตัวอยางท่มคณลักษณะเหมอนกนไดมโอกาสไดเขารวมทัง
ี
ั
ี
ุ
ื
ี
ู
ั
2 กลุมอยางเทาเทยมกน กอนเริม กระบวนการทดลองทง 2 กลุมจะถกวัดหรือสังเกตกอน (O1) หลังจาก
ี
ั
้
ี
ู
่
ํ
ํ
ู
่
ี
นั้นจึงเริมกระบวนการทดลอง โดยทกลุมทดลองจะถกกระทา (X) ในขณะทกลุมควบคุมไมไดถกกระทา
่
้
่
ใด ๆ หลังจากเสร็จสินกระบวนการทดลองแลวจึงใหทัง 2 กลุมถกวัดอกครั้งหนึง (O2) แลวนําผลการ
้
ี
ู
ี
ั
ทดลองไปเปรียบเทยบกน มวิธีการดําเนินการวิจัย ดังนี้
ี
1. สุมตัวอยางจากประชากรตามจํานวนตองการ
2. สุมกลุมตัวอยางเปนกลุมทดลอง 1 กลุม กลุมควบคุม 1 กลุม
3. ใหกจกรรมการทดลองแกกลุมทดลอง
ิ
4. วัดคาตัวแปรตามและเปรียบเทียบคาที่วัดไดทั้งสองกลุมโดยสถิติเปรียบเทยบ T - test
ี
แบบที่ 3: Solomon four group design
วิธีการทดลอง : ER O X O
2
1
CR O - O
2
1
E R - X O
2
2
C R - - O
2
2
ี
แบบแผนการทดลองแบบ Solomon Four Group Design เปนการทดลองท่ผนวกแบบ
ั
แผนการทดลองแบบ Pretest Posttest Control Group Design กบ Posttest - Only Control
Group Design เขาดวยกน โดยแบงกลุมตวอยางออกเปน 4 กลุมจํานวนเทา ๆ กัน ไดแก กลุมทดลอง
ั
ั
และกลุมควบคุมอยางละ 2 กลุม โดยใชวิธีการสุมเพอกระจายกลุมตวอยางใหมโอกาสไดเขารวมในกลุม
ี
ื
ั
่
ตาง ๆ อยางเทาเทียมกัน มวิธีการดําเนินการวิจัย ดังนี้
ี
1. สุมตัวอยางจากประชากรเทาที่ตองการ (ควรมีขนาดตัวอยางที่คลายกันมากพอ)
2. สุมกลุมตัวอยางจาก 1 เขากลุมโดยแบงเปน 4 กลุม
3. สุมกลุมรับการทดลอง 2 กลุม จัดใหเปนกลุม 1 และ 3
4. สุมกลุมตัวอยาง 2 กลุมจากกลุมทดลอง 1 กลุม และกลุมควบคุม 1 กลุม
5. ทําการทดสอบกอนทดลองในกลุม 1 และ 2
6. จัดกระทํา / ให Treatment กบกลุม 1 และ 3
ั
7. ทําการทดสอบหลักการทดลองทั้ง 4 กลุม
ิ
8. ทดสอบผลกจกรรมการทดลอง โดยหาความแตกตางระหวาง Pretest - Posttest ดวย
สถิติ T - test, ANOVA หรือ ANCOVA
81
ตัวอยางงานวจัย
ิ
้
ิ
การวิจัยเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพสารสกัดจากขมนชันรวมกับการใช Bacillus
ื
ู
thuringiensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus เพอปองกันหนอนกระทหอม (Spodoptera
่
exigua) ในการปลูกหอมแดงในระบบเกษตรปลอดภัย
1. วัตถประสงคของการศึกษา เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากขม้นชันรวมกับ
ิ
ุ
ู
ั
Bacillus thuringiensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus ในการปองกนหนอนกระทหอมในแปลง
ปลูกหอมแดงของเกษตรกร
2. วิธีการศึกษา
2.1 วัสดุอุปกรณการทดลอง
้
2.1.1 ขมินชันสด
2.1.2 หัวพันธุหอมแดง สายพันธุบางชางหรือหอมแดงศรีษะเกษ
2.1.3 เชือ Bacillus thuringiensis subsp. kurstaki จากหองปฏิบัตการความเขมขน
ิ
้
16,000 IU/mg
้
ิ
2.1.4 เชือ Nuclelar Polyhedrosis Virus (SeNPV) จากหองปฏิบัตการความเขมขน
9
10 x 10 ผลึกตอมิลิลิตร
2.1.5 ฟางขาว
2.1.6 ปุยเคมีสูตร 14 – 14 – 21 และ 15 – 15 - 15
2.1.7 เครื่องพนสารชนิดสูบโยกสะพายหลัง
2.1.8 ถังหมักขมิ้นชันขนาด 10 ลิตร
2.2 การวางแผนการทดลอง วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block
้ํ
ั
้
Design (RCBD) ม 6 กรรมวิธี 3 ซา (Replications) โดยใชสารสกดขมนชันรวมกบเชือ Bacillus
ิ
ี
้
ั
thuringiensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus ตามอัตราสวน ดังนี้
ควบคุม สารสกัดขมิ้นชัน (1 : 10)
กรรมวิธีที่ 1 อัตราสวน 1 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 2 อัตราสวน 2 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 3 อัตราสวน 3 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 4 อัตราสวน 4 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 5 อัตราสวน 5 : 4 : 1
ํ
3. การบันทกขอมล อตราการเขาทาลายของหนอนกระทหอม ทาการสุมตรวจสอบใบ
ึ
ู
ั
ํ
ู
หอมแดงจํานวน 100 ใบ ตอ 1 แปลงปลูก หลังจากปลูกหอมแดงแลว 45 วัน
ี
4. การวิเคราะหขอมูล นําขอมูลมาวิเคราะหผลทางสถิติตามแผนการทดลองและเปรียบเทยบ
คาเฉลี่ยในแตละกรรมวิธีโดยวิธี Duncan’s Multiple Range Test (DMRT)
5. ผลการศึกษา พบวา เปอรเซนตการทาลายของหนอนกระทหอม พบวา กรรมวิธีทีควบคม
ู
ุ
็
ํ
่
ี
ี
ิ
่
่
ี
ื
ํ
มเปอรเซนตการทาลายมากทสุด คอ 21.34 เปอรเซ็นต ไมเทากนทางสถตกับกรรมวิธีท 1 กรรมวิธีท 2
ี
็
ิ
ั
ี
็
ี
และกรรมวิธีท่ 3 มเปอรเซนตการทาลายเปน 14.29 15.33 และ 15.45 เปอรเซนต ตามลําดบ
ํ
ั
็
ี
สวนกรรมวิธีท 4 และ 5 พบเปอรเซนตการทาลายอยูในกลุมนอยท่สุด คอ 11.99 และ 9.33 เปอรเซนต
ื
็
็
ํ
ี
่
ตามลําดับ ดังตารางที่ 1
82
ี
่
ี
่
ํ
่
่
ั
ื
ู
ู
ี
่
ตารางท 1 จํานวนใบหอมแดงเฉลียเมอแบงตามระดบความเสียหายทถกหนอนกระทหอมทาลายทแปลง
ปลูกในพื้นท 2 ตารางเมตร (อายุ 45 วัน)
ี่
Percentage of
Treatment Damage levels of shallots beet armyworm
damage
0 1 3 5 7
control - 12.23a 5.78bc 9.34a 10.45a 21.34a
Treatment 1 - 6.78ab 7.45b 6.56a 5.45ab 14.29ab
Treatment 2 - 7.65ab 8.55a 7.50a 6.31b 15.33ab
Treatment 3 - 4.56bc 6.45ab 8.76a 5.78ab 15.45ab
Treatment 4 - 6.89ab 6.90ab 8.00a 2.34bc 11.99bc
Treatment 5 - 5.48bc 3.45abc 7.56a 1.67abc 9.33bc
F – test - * 5.78 * 5.34 6.80 ns *10.57 *13.60
CV (%) - 34.13 33.34 41.23 35.80 39.00
** = significant at p < 0.01 Means within each column followed by the same letters are not
significantly different at p ≥ 0.5 by DMRT
การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
การวิจัยแบบก่งทดลอง (Quasi - Experimental research design) มแบบแผนคลายการวิจัย
ี
ึ
ี
ุ
ี
แบบทดลอง คอ มกจกรรมการทดลองแตควบคมไดไมเต็มท่เพราะไมตองมการควบคมหรือการสุม อาจไม
ุ
ื
ิ
ี
ั
ั
้
ี
ี
ตองมกลุมเปรียบเทียบหรือการสุมไมตองครบทุกขนตอน เปนการวิจัยท่กระทํากบมนุษยและทําให
่
สภาพแวดลอมจริงตามธรรมชาต ทําใหมีขอจํากัดบางครั้งทีไมสามารถสุมกลุมตัวอยางได หรือไมไดจัด
ิ
ิ
ี
ิ
ุ
ิ
กลุมควบคมแตอยางไรก็ดีตองมกจกรรมการทดลองและตดตามศึกษาผลจากกจกรรมการทดลองนั้น ใน
ที่นี้จะนําเสนอแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลองที่มีนักวิจัยนิยมใชเพียง 3 แบบ ไดแก
แบบที่ 1: Non - randomized control group pretest - posttest design
วิธีการทดลอง : E O X O
1
2
C O - O
2
1
เปนการวิจัยแบบกลุมควบ คุมไมไดสุมแตมีการทดสอบกอนหลังการทดลอง แตไมสามารถ
ิ
ี
ั
ควบคุมปฏิกิริยา รวมระหวางการทดสอบกอนทดสอบ กบกจกรรมการทดลองท่ใหในกลุมควบคุมได ม ี
วิธีการการดําเนินการวิจัย ดังนี้
1. เลือกกลุมตัวอยาง 2 กลุม จัดใหเปนกลุมทดลอง 1 กลุม กลุมควบคุม 1 กลุม
้
2. ทดสอบกอนทดลอง (Pretest) แกทัง 2 กลุม
3. ใหกจกรรมการทดลองกับกลุมทดลอง
ิ
ั
4. ทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) กบกลุมทดลองและทดสอบ Posttest กับกลุมควบคุม
83
ั
ี
ี
5. เปรียบเทยบความแตกตางระหวาง Pretest - Posttest ของทง 2 กลุม โดยสถิติท่ใช
้
ี
เปรียบเทยบ T - test , ANCOVA
ั
ื
ี
ี
ั
ี
่
ขอจํากดของแบบแผนการทดลองนี้ คอ การทีไมไดมการสุมกลุมตัวอยางใหมโอกาสเทาเทยมกน
ิ
ุ
่
ในการเขารวมกลุมทดลองและกลุมควบคมในชวงเริ่มตนทําใหเกดความแตกตางของกลุมตัวอยางทีอาจ
สงผลไปยังผลการทดลองได แตกตางจากแบบแผนการทดลองแบบ Posttest Only Control Group
ึ่
ิ
่
ี
ี
Design ซงประชากรทั้ง 2 กลุมเกดจากการสุมมาจากประชากรกลุม เดยวกนทมคณลักษณtคลายคลึงกัน
ุ
ั
ี
อยางไรก็ตามแบบแผนการทดลองแบบนี้จะกระทําไดงายกวาจึงเหมาะสําหรับประชากรจํานวนนอยโดยไม
สามารถคัดเลือกเปนกลุมตัวอยางโดยวิธีการสุมได
แบบที่ 2: Time series design
วิธีการทดลอง : E O O O X O O O
20
21
22
10
11
12
การวิจัยแบบอนุกรมเวลา ใชสําหรับการศึกษาระยะยาวทําให เห็นลําดับขั้นตอนการพัฒนาของ
ี
ตัวแปรตองใชเวลาในการติดตามนานไมตองมีกลุมเปรียบเทยบ ไมมการควบคม วิธีการดําเนินการวิจัยมี
ุ
ี
ดังนี้
1. เลือกกลุมตัวอยาง 1 กลุม
2. ทดสอบติดตอกันหลายครั้งกอนใหกจกรรมการทดลองเวนระยะเวลาในการทดสอบพอสมควร
ิ
3. ใหกิจกรรมการทดลอง
4. ทดสอบหลังกจกรรมการทดลองหลายครั้งใหแตละครั้งหางกันพอสมควร
ิ
5. สังเกตผลการเปลี่ยนแปลงของการทดสอบกอนการใหกจกรรมการทดลองครั้งสุดทายกบการ
ั
ิ
ใหกจกรรมครังแรกวาแตกตางจากครั้งที่ 1 ไปครั้งที่ 5 มากนอยเพียงใด
้
ิ
ิ
ี่
6. พจารณาคาความแตกตางของการทดสอบกอนการใหกจกรรมการทดลอง ครั้งท 1 - 2 - 3
ิ
ิ
ี
้
ั
ิ
กบ การทดสอบหลังกระทําครังท 2 - 3 - 4 ถาเกดความตางกันมากกวาปกตนาจะเปน ผลจากการให
่
ิ
กจกรรมการทดลอง โดยใชสถิติ ANOVA แบบวัดซ้ํา
แบบที่ 3: Control group time series design
ิ
ี
ั
้
ั
ั
ใชกรณตดตามกลุมตวอยางเปนเวลานานตามธรรมชาติ อาจไดลําดับขนตอนของการพฒนาการ
เปลียนแปลงหรือแนวโนมไดชัดเจน แตจะเสียเวลานานและไมสามารถควบคุมปฏิกิริยารวมระหวางการ
่
ิ
เลือกกบกจกรรมการทดลองและการทดสอบกอนการทดลองกบกจกรรมการทดลองได วิธีการดาเนินการ
ั
ั
ิ
ํ
วิจัยมี ดังนี้
1. เลือกกลุมตัวอยางจากประชากรใหเปนกลุมทดลองและกลุมควบคุม
2. ทดสอบกอนกิจกรรมการทดลองท้งสองกลุม ติดตอกันหลายครั้งโดยการทดสอบแตละครั้ง
ั
เวนระยะหางกันพอสมควร
3. จัดกระทํากับกลุมทดลอง สวนกลุมควบคุมจัดสภาพทุกอยางใหเหมือนกลุมทดลอง
ิ
4. ทดสอบหลังกจกรรมการทดลอง ใหแตครั้งตางกันพอสมควร
5. สังเกตการเปลี่ยนแปลงจาก Posttest ครั้งที่ 1 กับ Pretest ครั้งที่ 4 ทั้งสองกลุม โดยสถิติ
T - test
ี
ั
่
ิ
ั
ั
ํ
จะเห็นไดวารูปแบบการวิจัยขางตนเปนกระบวนการการวิจัยทจัดกระทากบตวแปรอสระหรือตว
ึ้
ิ
ั
แปรตนแลวศึกษาผลที่เกิดขนกับตัวแปรตาม อันเปนผลมาจากอธิพลของตัวแปรอสระหรือตวแปรตน โดย
84
ื่
ั
ี
่
เปรียบเทยบกบกลุมทีไมไดจัดกระทํา มีการควบคุมตัวแปรภายนอกเพอใหผลลัพธทีไดจากการทดลองเปน
ผลมาจากตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตนที่ไดจากการกระทําอยางแทจริง
ตัวอยางงานวิจัย
การวิจัยเรื่อง การพัฒนากจกรรมการเรียนรูชุมชน เรื่อง เครื่องมือการวิเคราะหผลกระทบทาง
ิ
สุขภาพในระดับชุมชนจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม
วัตถุประสงคการวิจัย
เพอพฒนาและทดสอบประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูของกิจกรรมการเรียนรู
ั
่
ื
ุ
ชุมชน เรื่อง เครื่องมือการวิเคราะหผลกระทบทางสุขภาพในระดับชุมชนจากคณภาพน้ําเสื่อมโทรม
วิธีดําเนินการวิจัย
การวิจัยฉบบนีใชรูปแบบการวิจัยเปนการวิจัยกงเชิงทดลอง (Quasi-experimental Research)
ึ
ั
้
่
ี
่
ี
มีแบบแผนการทดลอง แบบกลุมเดยวทมการทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน (One group pretest-
ี
posttest design) ประกอบดวย
ึ
1. การศกษาคณภาพน้ําเสื่อมโทรม กระบวนการวิจัยเปนการรวมกันสังเคราะหขอมลระหวาง
ู
ุ
ผูวิจัยกับผูเขารวมการเรียนรูโดยใชขอมูลจากรายงานสถานการณผลการติดตามตรวจสอบและเฝาระวัง
ํ
ํ
ิ
ิ
ํ
ํ
คณภาพน้าแหลงน้าผิวดน แมน้าปง (ตอนบน) กวง ลี้ กก อง และแมน้าปาย ระหวางเดือน มกราคม-
ุ
ื
ี
กุมภาพันธ พ.ศ. 2560 โดยสวนเฝาระวังและเตอนภัย สํานักงานสิ่งแวดลอมภาคท่ 1 (เชียงใหม) และ
ระบบฐานขอมูลคณภาพน้ําแหลงน้าผิวดินท่วประเทศ (IWIS) ของสํานักจัดการคุณภาพน้ํา กรมควบคุม
ุ
ั
ํ
มลพษ พ.ศ. 2560
ิ
ู
การวิเคราะหขอมล ใชการวิเคราะหตความหมายขอมลดวยวิธีการวิเคราะหหากระบวนทัศน
ี
ู
(Thematic Analysis) (Morse and Field, 1996: 72 - 102) ประกอบดวยขั้นตอน ดังนี้
1. อานขอความในเอกสารที่คัดเลือกไดอยางรอบคอบ
็
ี
ั
2. กําหนดรหัส (Coding) ของประเดนทสําคญแบบประโยคตอประโยคในแตละบรรทัดโดย
่
การศึกษานี้ใหความสําคัญกับคําวา คุณภาพน้ํา
3. กาหนดกระบวนทศน (Theme) โดยพิจารณาจากขอความท่ไดจากเอกสาร ทําการจัด
ั
ํ
ี
หมวดหมูของกลุมรหัสที่มีความสัมพันธกันแลวทําการสรุปประเด็นหลักเพอนําไปสูกระบวนทศน
ื่
ั
ี
ี
ี่
ั
ื
่
ั
4. วิเคราะหกระบวนทศนทได สรุปหาแนวคดหลักและแนวคิดรองท่มความสัมพนธกันเพอให
ิ
ไดคําตอบของการวิจัย
ี่
5. ตรวจสอบขอมูลที่วิเคราะหไดกับแหลงขอมูลเพื่อใหไดขอมูลทถูกตอง
2. การพัฒนาและทดสอบกิจกรรมการเรียนรูชุมชน ใชกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูม ี
สวนไดเสีย (Stakeholder Group Operational Seminar) รวมกับการวิเคราะหขอมูลในการศึกษาขั้นที่
1 ดังนี้
2.1 การพัฒนาเนื้อหากิจกรรมการเรียนรูชุมชน มีขั้นตอน ดังนี้
ุ
่
ื
ี
2.1.1 การจัดทําขอเสนอแนะหัวเรื่องกิจกรรมการเรียนรูชุมชน โดยมวัตถประสงคเพอใหผูม ี
สวนไดเสียไดทราบถึงแนวโนมสถานการณในปจจุบัน และรวมคดและวิจารณ รวมถงสังเคราะหองค
ิ
ึ
ิ
ั
่
ความรูอนจะนําไปสูขอเสนอแนะในการกําหนดกิจกรรมในกจกรรมการเรียนรูชุมชนทกําหนดจากความ
ี
ั
ั
่
ุ
ํ
ตองการของชุมชน ทั้งนี้ผูวิจัยรวมกบชุมชนรวมกนจัดลําดับความสําคัญของสถานการณคณภาพน้าเสือม
85
่
โทรม และทําการสังเคราะหและจัดทําขอเสนอแนะการกําหนดกิจกรรมผานเครืองมือการวิเคราะห
่
ี
่
ี
ี
่
่
่
ผลกระทบทางสุขภาพชุมชน ไดแก แผนทเสียงภัยชุมชน แผนท่การเปลียนแปลงเชิงกาลเวลา แผนทเสียง
ภัยทางสุขภาพ การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน และแผนที่ความสัมพันธเชิงองคกร
ิ
ั
2.1.2 กลุมผูเขารวมสัมมนาการพัฒนากจกรรมการเรียนรูชุมชน คดเลือกโดยความสมครใจ
ั
ํ
จากผูเขารวมกิจกรรมการสังเคราะหสภาพการณการใชประโยชนแมน้าลี โครงการการเสริมสราง
้
กระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา
ิ
กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน จํานวน 14 คน ประกอบดวย ตวแทนจากองคกรปกครองสวนทองถน
ั
ู
่
จํานวน 1 คน ตัวแทนจากสํานักงานสาธารณสุขอําเภอ จํานวน 1 คน ตัวแทนจากนักวิชาการ จํานวน 2
ั
คน ผูนําชุมชน จํานวน 2 คน สมาชิกสภาองคกรปกครองสวนทองถน จํานวน 3 คน และตวแทน
ิ
่
ประชาชน จํานวน 5 คน
2.1.3 เครืองมอ เปนแบบบันทึกการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูมีสวนไดเสีย
ื
่
้
้
2.1.4 การวิเคราะหขอมูล ใชการวิเคราะหเนือหา (Content Analysis) จากนันสรุปเรียบ
เรียงเปนลายลักษณอักษรและตรวจสอบความถูกตองของขอมูลโดยผูเชี่ยวชาญ
2.2 การทดสอบประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมการเรียนรูชุมชน
ใชกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูมีสวนไดเสีย (Stakeholder Group
Operational Seminar) มีวัตถุประสงคเพื่อใหผูมีสวนไดเสียไดรวมกนเรียนรูการใชเครื่องมอการวิเคราะห
ั
ื
ผลกระทบสุขภาพระดับชุมชนที่สะทอนผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม ประกอบดวย
ิ
2.2.1 ผูเขารวมกจกรรมการทดสอบกจกรรมการเรียนรูชุมชน ใชการสุมแบบกลุมจาก
ิ
ผูเขารวมกจกรรมการสังเคราะหผลกระทบสุขภาพชุมชนจากปญหาคณภาพแมน้าลีเสื่อมโทรม โครงการ
ุ
ิ
ํ
้
การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหา
ุ
คณภาพน้ํา กรณศึกษาลุมน้าลี จังหวัดลําพูน จํานวน 30 คน ประกอบดวย ตวแทนประชาชน 10 คน
ํ
้
ั
ี
ตัวแทนผูนําชุมชน 2 คน ตัวแทนเกษตรกร จํานวน 10 คน ตวแทนอาสาสมครสาธารณสุขประจําหมบาน
ั
ู
ั
4 คน ตัวแทนหนวยงานดานสิ่งแวดลอม 1 คน ตวแทนหนวยงานดานสาธารณสุข 1 คน และตัวแทน
ั
ิ
จากองคกรปกครองสวนทองถน จํานวน 2 คน
่
2.2.2 เครื่องมือ เปนแบบทดสอบกอน-หลังการใชกิจกรรมการเรียนรูชุมชน จํานวน
้
ทังสิน 20 ขอ ครอบคลุมความรูดานแผนที่เสี่ยงภัยชุมชน แผนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา แผนที ่
้
ี
เสี่ยงภัยทางสุขภาพ การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน และแผนทความสัมพันธเชิงองคกร ลักษณะ
่
ี
แบบสอบถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 2 ระดับ แบบสอบถามแตละขอมคะแนน
ตั้งแต 0 - 1 คะแนน มคาความเท่ยงดวยวิธีคเดอร ริชารดสัน (Kuder-Richardson, KR - 21) เทากบ
ี
ั
ี
ู
0.86
2.2.3 การเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูลในการศึกษาครั้งนี้ผูวิจัยไดทําการ
ํ
้
ึ
้
ชีแจงความเปนมาของการศกษา วัตถุประสงค เนือหา กิจกรรม รายละเอียดของขอคาถาม และวิธีการ
ื
่
เกบรวบรวมขอมูลโดยผูวิจัย เพอใหมความเขาใจตรงกนเกยวกบวัตถประสงคของการเกบรวบรวมขอมล
ู
็
ี
่
ี
ั
ุ
ั
็
รวมถงขอความคดเห็นในการวางแผนการดาเนินงานท่ชวยใหเกดความสะดวก รวดเร็ว และเหมาะสมตอ
ิ
ํ
ิ
ึ
ี
การดําเนินการวิจัย
86
ิ
2.2.4 การวิเคราะหขอมูล วิเคราะหประสิทธิภาพของกจกรรมการเรียนรูชุมชนดวยการ
หาอตราสวนประสิทธิภาพตามเกณฑรอยละ 80 / 80 (E1 / E2) (ชัยยงค พรมวงศ, 2556) เกณฑ
ั
ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู กําหนดไว 3 ระดับ ดังนี้
่
ี
ํ
ผลลัพธท่ไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตาจากเกณฑไมเกินรอยละ 2.5 ใหยอมรับวา
กิจกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว
ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตาจากเกณฑไมเกนรอยละ - 2.5 ใหปรับปรุงและ
ํ
่
่
ี
ิ
ทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ําจนกวาจะถึงเกณฑ
็
ิ
ผลลัพธที่ไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากหากสูงกวาเกณฑไมเกนรอยละ +2.5 กยอมรับวา
ี
ี
่
ั
กิจกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพตามเกณฑท่ต้งไวหากคาทไดสูงกวาเกณฑเกนรอยละ + 2.5 ใหปรับ
ิ
เกณฑขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น
ั
สวนการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนกบหลังการใชกจกรรมการเรียนรูชุมชน
ิ
วิเคราะหดวยสถิติ paired t – test
ผลการวิจัย
ขอมูลคุณภาพน้ํา พบวา คุณภาพน้ําโดยรวมจากการตรวจวัด 4 จุด ตั้งแตเดือนพฤษภาคม พ.ศ.
2559 ถงเดอนกมภาพนธ พ.ศ. 2560 โดยสวนเฝาระวังและเตือนภัย สํานักงานสิงแวดลอมภาคท่ 1
ุ
ื
ี
่
ั
ึ
ํ
(เชียงใหม) คุณภาพน้าในแมน้าลี้มแนวโนมอยูในเกณฑด ((WQI = 71 - 90) โดยคณภาพน้ําจากการ
ี
ํ
ุ
ี
ตรวจวัดครั้งท 3/59 ชวงเดอนพฤษภาคมคณภาพน้าอยูในเกณฑเสือมโทรม (WQI = 40) การตรวจวัด
ื
่
ุ
ี
ํ
่
ื
ํ
ุ
่
ี
ครั้งท 4/59 ชวงเดือนสิงหาคมคณภาพน้าอยูในเกณฑด (WQI = 70) การตรวจวัดชวงเดอนมกราคม ถึง
ี
เดือนกมภาพนธคุณภาพน้าอยูในเกณฑดี (WQI = 76) โดยคุณภาพน้ําบริเวณตนน้าถึงปลายน้าอยูใน
ุ
ํ
ํ
ั
ํ
้
ั
ํ
้
ี
เกณฑพอใชถึงด (WQI = 66 - 80) ทงนี พบวา บริเวณตนน้าสถานี LE03 เริ่มปรากฏการปนเปอนของ
ี
แบคทเรียกลุมฟคอลโคลิฟอรม (FCB) สูงเกินกวามาตรฐานกําหนดแสดงถึงการปนเปอนจากอจาระของ
ุ
ึ
ุ
สัตวเลือดอนสูง เชน มนุษย และยังแสดงถงความไมสะอาดและไมปลอดภัยในการบริโภคโดยไมผานการ
ํ
ั
ั
ํ
้
้
ฆาเชือโรคกอน ทงนีขอมูลคุณภาพภาพน้าในแมน้าลี้จากการตรวจวัดท้งสองชวงแสดงใหเห็นวาแมน้ําลี ้
้
บริเวณตนน้ํามคุณภาพน้ําไมเหมาะสมตอการนํามาใชประโยชนเพอการอปโภคและมแนวโนมคณภาพ
ี
ุ
่
ี
ุ
ื
ั
เสื่อมโทรมเมื่อพิจารณาดัชนีตรวจวัดทสําคญจะพบวาขอมลการตรวจวัดคณภาพน้ําทง 2 หนวยงานตรวจ
ั้
ุ
ี่
ู
พบการปนเปอนของแบคทีเรียกลุมฟคอลโคลิฟอรมท้ง FCB และ TCB ซ่งอาจมาจากการปนเปอนของสิ่ง
ึ
ั
ปฏิกูลจากชุมชน
2. การพัฒนาและทดสอบกิจกรรมการเรียนรูชุมชน ดาเนินกจกรรมดวยกระบวนการสัมมนาเชิง
ํ
ิ
ี
ปฏิบัตการกลุมผูมสวนไดเสีย โดยการนําผลการศกษาคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมมาสังเคราะหผานเครืองมือ
ิ
่
ึ
การวิเคราะหผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน พบวา
่
2.1 แผนทเสียงภัยชุมชน พบวา จากการตรวจวัดคณภาพน้ําในจุด LE 4 สะพานบานใหม
่
ุ
ี
ํ
ํ
้
่
ุ
ื
ํ
่
ุ
ั
้
ิ
ี
่
ศวิไล อาเภอลีมคณภาพน้าเสือมโทรม ดงนันพ้นทชุมชนทอาจไดรับผลกระทบจากคณภาพน้าเสือมโทรม
่
ี
ี
จะครอบคลุมพนทตาบลลี อาเภอลี จังหวัดลําพน จํานวน 14 หมบาน ประกอบดวย หม 1 บานแวนนา
่
ี
ู
ํ
ํ
้
้
ู
ู
ื
้
ริน หม 2 บานนากลาง หม 3 บานป หม 4 บานวังดน หม 5 บานฮอมตอ หม 6 บานลี้ หม 7 บานปา
ู
ู
ู
ู
ู
ิ
ู
ู
ู
ํ
ู
ู
ู
หก หม 8 บานมวงสามป หม 9 บานปวงคา หม 10 บานกลาง หม 11 บานโฮง หม 12 บานใหม
ู
ศิวิไล หม 13 บานแพะหนองหา และหม 14 บานวังดินใหม ดังแสดงในภาพที่ 1
ู
ู
87
ภาพที่ 1 แผนที่เสี่ยงภัยชุมชนจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมตําบลลี้ อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน
่
ี
้
ื
2.2 แผนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา พบวา คุณภาพน้ําในแมน้ําลีในพ้นทตําบลลี้ม ี
แนวโนมเสื่อมโทรมตั้งแตป พ.ศ. 2550 โดยชาวบานสังเกตการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ําจากปริมาณปลาใน
้
ุ
่
ี่
แมน้ําลี้ทลดลงและสีของน้ําขนในชวงฤดแลง ทงนีคณภาพน้าในแมน้าลีมีแนวโนมเสือมโทรม ดังแสดงใน
ุ
ํ
ํ
้
ู
ั
้
ภาพที่ 2
…………………………………………………………………………………………………………………………
พ.ศ. 2550 พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2557 พ.ศ. 2558
พ.ศ. 2555
ปริมาณปลาในแมน้ําล ี้
คุณภาพน้ําอยูในเกณฑ คุณภาพน้ําอยูในเกณฑ คุณภาพน้ําอยูใน คุณภาพน้ําอยูในเกณฑพอใช / ปญหา
ลดลง / น้ํามีสีขุนใน พอใช เสื่อมโทรม / ปญหา เกณฑพอใช คุณภาพน้ําที่สําคัญโคลิฟอรมแบคทีเรีย
ฤดูแลง คุณภาพน้ําที่สําคัญโคล ิ
ฟอรมแบคทีเรียทั้งหมด ทั้งหมด (TCB ) และฟคัลโคลิฟอร
ทั้งหมด (FCB)
(TCB )
พ.ศ. 2560 คุณภาพน้ําอยูในเกณฑพอใช / ปญหาคุณภาพน้ํา
ที่สําคัญโคลิฟอรมแบคทีเรียทั้งหมด (TCB ) และฟคัล
โคลิฟอมรทั้งหมด (FCB)
ภาพท 2 แผนที่การเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา
ี่
2.3 แผนที่เสี่ยงภัยทางสุขภาพ พบวา กลุมที่มีความเสี่ยงภัยทางสุขภาพเปนประชาชนสวนใหญท ี่
ใชประโยชนแมน้ําลี้ทั้งทางตรงและทางออม ความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นสวนใหญเปนความเสี่ยงภัยดานสังคมท ี่
ั
เปนผลมาจากการไมสามารถเขาถึงการใชประโยชนแมน้ําลี้ไดอยางเหมาะสม เชน ความขดแยงในการใช
ประโยชนแมน้าลีเพ่อการเกษตร ความขัดแยงในการพฒนาแมน้ําลี้ของหนวยงานภาครัฐและองคกร
ื
ั
้
ํ
88
่
ํ
ี
ิ
ั
ปกครองสวนทองถน และ นโยบายภาครัฐไมสนองตอบความตองการเขามามสวนรวมในการพฒนาแมน้า
ลีและคลองสงน้ํา
้
ี่
ุ
2.4 การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน พบวา คณภาพน้ําทสําคญทงโคลิฟอรมแบคทเรียทงหมด
ั้
ั้
ั
ี
ั
ั
ั
(TCB ) และฟคลโคลิฟอรมท้งหมด (FCB) ไดกอเกิดความเสียงท้งชาวบานทใชประโยชนน้ําในแมน้ําลี้ท้ง
่
่
ี
ั
ุ
การอปโภค การเกษตร การเปนแหลงอาหารและการสืบสานประเพณีทองถน ซ่งในชุมชนมีศกยภาพใน
ึ
่
ิ
ั
ิ
ี
ํ
ั
การแกไขความเสี่ยงภัยโดยใชน้าใตดนและระบบประปาหมบานและเขาไปมสวนรวมในการพฒนาแหลง
ู
่
ึ
ํ
ํ
้
ี
น้าในชุมชน รวมถงการลดการใชสารเคมทางการเกษตรและไมทงขยะสิงปฏิกลลงในแมน้าลี้และคลองสง
ู
ิ
น้ํา ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 การประเมนความเสี่ยงภัยในชุมชนจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมตําบลลี้ อําเภอลี้
ิ
ื
ภาวะอนตรายที ่ ความเสี่ยง ศักยภาพชุมชนในการรับมอ
ั
เกิดขึ้น ความเสี่ยง
(คุณภาพน้ําในแมน้ําล ี้
มีแนวโนมเสื่อมโทรม)
ทางกายภาพ
้
- สิ่งที่มีความเสี่ยง คุณภาพน้ําในแมน้ําลีบริเวณตําบลลี้ มีหนวยงานภาครัฐทําการตรวจวัดคุณภาพ
ํ
มีปญหาการปนเปอนของปญหา น้าและรายงานขอมลตอสาธารณะเพอ
ื
่
ู
ี
คุณภาพน้าท่สําคัญโคลิฟอรม การใชประโยชนขอมูล
ํ
้
ั
ั
แบคทเรียทงหมด (TCB ) และฟคล
ี
โคลิฟอรทั้งหมด (FCB)
ั
ทางสงคมและกลม
ุ
องคกรชุมชน
ี
ํ
้
ํ
- กลุมเสี่ยง ชาวบานท่ใชประโยชนน้าในแมน้าลี ใชน้ําใตดิน (บอน้ําตื้นและบอบาดาล)
ทังการอปโภค การเกษตร การเปน และระบบประปาหมูบานที่ใชน้ําดิบจาก
ุ
้
แหลงอาหารและการสืบสาน แหลงน้ําใตดิน โดยในตําบลลี้มีประปา
ี
ประเพณีทองถิ่น หมูบานจํานวน 34 แหง และมบอบาดาล
(บอโยก) จํานวน 21 แหง อยางไรก็ตาม
ี
ํ
มบางแหงที่ชํารุด เชน ระบบกรองน้า
ั
เสื่อมสภาพ คนโยกเสีย และปริมาณน้ํา
ไมพอใชในฤดูแลง
89
ตารางที่ 1 (ตอ)
ั
ื
ภาวะอนตรายที ่ ความเสี่ยง ศักยภาพชุมชนในการรับมอ
เกิดขึ้น ความเสี่ยง
(คุณภาพน้ําในแมน้ําล ี้
มีแนวโนมเสื่อมโทรม)
เหตุจูงใจและทัศนคติ
ั
- ทศนคตหรือ ชาวบานบางสวนไมเห็นคุณคาของ หนวยงานทังภาครัฐและองคกรปกครอง
ิ
้
ี่
พฤติกรรมทนําไปสู แมน้ําลี้และคลองสงน้ํามีการทิงขยะ สวนทองถิ่นจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยง
้
่
ู
่
้
ํ
ความเสี่ยง และสิงปฏิกลลงสูแมน้าลีและคลอง วัฒนธรรมทองถินกับการอนุรักษและฟนฟู
สงน้ําอยางตอเนื่อง แมน้ําลี้
่
ี
ิ
ื
ั
ี
2.5 การวิเคราะหองคกรความรวมมือ พบวา ในพ้นทมศกยภาพของหนวยบริการปฐมภูมและ
็
ี
ี
ี
่
่
ิ
่
องคกรปกครองสวนทองถนทมความพรอมดานบุคลากรและสถานท่ การมเครือขายชุมชนทเขมแขง และ
ี
ี
ความพรอมดานงบประมาณ แตหนวยงานยังไมใหความสําคัญกับปญหาคุณภาพน้ํามากนัก ดังแสดงใน
ตารางที่ 2
ุ
ตารางที่ 2 การวิเคราะหองคกรความรวมมือในการจัดการคณภาพน้ําเสื่อมโทรมตําบลลี้ อําเภอลี้
องคกร ประสบการณ ศักยภาพองคกรในการ ขอจํากัดในการรวมมือกับ
ุ
ความสัมพันธกับ สนับสนุนชุมชน ชมชน
ชมชน
ุ
สถานบริการสุขภาพ มีเจาหนาที่ประจําเพอ - มีความพรอมดานสถานที่ หนวยงานยังไมให
ื่
(โรงพยาบาลชุมชน การสงเสริม ปองกัน บุคลากร และเครื่องมือทางการ ความสําคัญกับปญหา
และโรงพยาบาล รักษาและฟนฟูสุขภาพ แพทยในการรักษาพยาบาล คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้
สงเสริมสุขภาพ เบื้องตนใหกับชาวบาน - มีเครือขายชุมชนในการแกไข
ตําบล) ปญหาสุขภาพเบื้องตน
(อาสาสมครสาธารณสุขประจํา
ั
หมูบาน)
- มีฐานขอมูลความเจ็บปวยทใช
ี่
เพื่อการเรียกรองเพื่อให
หนวยงานที่เกี่ยวของดําเนินการ
แกไขปญหา
90
ตารางที่ 2 (ตอ)
องคกร ประสบการณ ศักยภาพองคกรในการ ขอจํากัดในการรวมมือกับ
ความสัมพันธกับ สนับสนุนชุมชน ชมชน
ุ
ุ
ชมชน
เทศบาลตําบล เทศบาลมกจกรรม มความพรอมดานงบประมาณ หนวยงานยังไมให
ิ
ี
ี
สงเสริมการมีสวนรวม และประสบการณการดําเนิน ความสําคัญกับปญหา
ของประชาชนในดาน กิจกรรมดานการจัดการ คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้
การสรางฝายชะลอน้ํา ทรัพยากรธรรมชาตและ
ิ
(ฝายแมว) การปองกน สิ่งแวดลอม
ั
การทําลาปา สงเสริม
การอนุรักษปา
ชุมชน ดําเนินกิจกรรม
ปลูกตนไม เพื่อคืน
ความสมดุลใหระบบ
นิเวศทางธรรมชาติ
และสรางจิตสํานึกให
ี
ประชาชนมสวนรวม
ปลูก ดแล และ
ู
บํารุงรักษาตนไมและ
ไดดําเนินกิจกรรม
ปลอยปลาหรือสัตวน้ํา
ลงสูแมน้ําเนื่องในวัน
เฉลิมพระเกียรติ
ผลกระทบสุขภาพระดับชุมชนในพ้นทยังสะทอนสภาพปญหาผลกระทบจากคณภาพน้าเสื่อม
ื
ุ
ี
่
ํ
้
ึ
โทรมทมแนวโนมความรุนแรงมากขน ในสวนของประชาชนไดพยายามแสวงหาแนวทางการแกไขปญหา
่
ี
ี
รวมกันโดยเฉพาะปญหาการขาดแคลนน้ําอุปโภคแตยังไมสามารถแกไขปญหาไดอยางเหมาะสม
3. ผลการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรูชุมชน โดยการหาอตราสวนประสิทธิภาพ
ั
กระบวนการระหวางเรียน (E1) และผลของการใชกจกรรมการเรียนรู (E2) พบวา ผลการวิเคราะหขอมล
ู
ิ
ิ
จากคะแนนในการทากจกรรมระหวางเรียน (E1) และผลของการใชกจกรรมการเรียนรู (E2) เทากับ
ิ
ํ
่
ิ
ี
้
้
ี
่
ึ
ั
ั
80.56 / 84.25 ทงนีกจกรรมทผูวิจัยรวมกบผูเกยวของไดสรางข้นมีประสิทธิภาพใหคา E1 / E2 ตาม
เกณฑ 80 / 80 ที่กําหนดไว ดังแสดงในตารางที่ 3
91
่
ี
ิ
ตารางท 3 ประสิทธิภาพของกจกรรมการเรียนรูชุมชนตามเกณฑ E1 / E2
ิ
กจกรรมการเรียนรู กลุมทดลอง จํานวน E1 E2 E1 / E2
การเสริมสรางการเรียนรู ผูมีสวนไดสวน 30 80.56 84.25 80.56 / 84.25
ชุมชนผานเครื่องมือการ เสีย
วิเคราะหผลกระทบสุขภาพ
ระดับชุมชน
4. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนกอนและหลังการทดลองใชกิจกรรม
่
ั
พบวา คาคะแนนทดสอบความรูเฉลียกอนและหลังทดลองใชบทเรียนเทากบ 3.89 และ 8.41 ตามลําดบ
ั
่
คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทากับ 0.59 และ 0.77 ตามลําดับ เมอวิเคราะหความแตกตางของคา
ื
คะแนนทดสอบความรูเฉลียกอนและหลังทดลองใชกจกรรมการเรียนรู พบวา คาคะแนนทดสอบความรู
่
ิ
ิ
ี่
ี
ั
ั
เฉลี่ยหลังทดลองใชมีคาสูงกวากอนทดลองใชอยางมนัยสําคญทางสถติทระดับนัยสําคญ 0.05 (P-value =
0.002) ดังแสดงในตารางที่ 4
ตารางท 4 การเปรียบเทยบผลสัมฤทธิกจกรรมการเรียนรูชุมชน (N = 30 คน)
ิ
์
ี
่
ี
ระยะเวลา คาเฉลี่ยเลข คาสวนเบี่ยงเบน คา t -test p -
คณิต มาตรฐาน value*
กลุมผูมีสวนไดสวนเสีย 2.158 0.002
กอนการดําเนินกิจกรรม 3.89 0.59
หลังการดําเนินกิจกรรม 8.41 0.77
*paired t - test ที่ระดับนัยสําคัญทางสถติ 0.05
ิ
จะเห็นไดวารูปแบบการวิจัยทางดานสาธารณสุขจะนําไปสูการแสวงหาคําตอบและแนวทางความ
การแกปญหาซงเปนสิ่งทตองมีการศึกษาคนควาอยางมระบบเพอการแกปญหาในสถานการณปญหา
่
ื
่
ี
ี
ึ่
ทางดานสาธารณสุขทีนับวันจะมความซบซอนและยุงยากมากขน นอกจากนียังนําไปสูการสรางกฎเกณฑ
้
ี
่
ั
้
ึ
่
หรือทฤษฎีตาง ๆ เพอจะเปนประโยชนสามารถนําไปใชอางอิง อธิบาย ทํานาย และควบคุมปรากฏการณ
ื
ดานสาธารณสุขได
บทสรุป
ี
การวิจัยทางดานสาธารณสุขเปนการหาคําตอบของปญหาดานสุขภาพในชุมชนทมีระเบียบ
่
ั
ึ
ข้นตอน โดยกระบวนการศกษาเริ่มตนจากการประเมินและการวินิจฉยปญหา สวนการออกแบบการวิจัย
ั
ี
สามารถประยุกตใชการวิจัยหลากหลายรูปแบบ ซงเปนการปรับปรุงผลลัพธทางสุขภาพจากการมสวนรวม
่
ึ
ั
หรือการใชขอคนพบจากการวิจัยในการปฏิบัตการสําหรับการเปลียนแปลง อนจะนําไปสูการแกไขปญหา
ิ
่
สุขภาพ ซึ่งการดําเนินการวิจัยควรใหสมาชิกของชุมชนเปนผูดาเนินกิจกรรม และมนักวิจัยทาหนาทเปนผู
ี
่
ี
ํ
ํ
ั
ี
เอ้ออํานวยใหกระบวนการวิจัยบังเกิดผลสอดคลองกับเปาหมายท่วางไวท้งนี้ผลของการดําเนินกิจกรรม
ื
การวิจัยจะกอเกิดการเรียนรูของชุมชนอันเปนแนวทางในการสรางเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนตอไป
92
บทที 5
่
ประชากร และการเลือกกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุข
่
ั
ี
ี
ั
การเลือกประชากรและกลุมตวอยางในการวิจัยเปนข้นตอนทมความสําคญอกขนตอนหนึงเพราะ
ั
ั
้
่
ี
ั
เปนการเลือกตัวแทนมาศึกษา ผลจากการศึกษาทีไดจะสรุปอางองไปยังประชากร ดังนันถากลุมตวอยางท ี ่
่
ิ
้
ี
ไดไมเปนตัวแทนทดีผลการวิจัยทกลาวอางอิงไปยังประชากรก็จะไมถูกตองตามความเปนจริง ดังนั้นการ
ี่
่
ึ
ี
เลือกวิธีการสุมตัวอยางตองพิจารณาโอกาสท่ทุกหนวยประชากรไดรับเลือกอยางเทาเทียมกัน ซ่งจะ
ี
ั
ึ
สามารถใหความม่นใจในการสรุปอางถงประชากรท่ศกษาได หรือ สามารถเปนตวแทนของประชากรท ่ ี
ึ
ั
ศึกษาได ทงนีประชากรในการวิจัยอาจเปนปรากฏการณ สิงมชีวิตหรือสิงไมมีชีวิตข้นอยูกบการออกแบบ
ึ
ั
่
่
ี
้
ั
้
ี
่
ั
การวิจัย สถานท งบประมาณการวิจัย ผูวิจัยตองใหความสําคัญและเลือกเทคนิคการสุมตวอยางท ่ ี
เหมาะสมกับการศึกษานั้น
ประชากรการวิจัย
่
ั
ประชากร (Population) เปนกลุมของสิ่งตาง ๆ ทงหมดทผูวิจัยสนใจ อาจจะเปนสิ่งมชีวิตหรือไม
้
ี
ี
ึ
มีชีวิตก็ได ประชากรในทางสถตอาจจะหมายถง บุคคล กลุมบุคคล องคกรตาง ๆ สัตว และสิ่งของ
ิ
ิ
โดยทั่วไปจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ
1. จําแนกตามขอบเขตของประชากร แบงออกเปน 2 ประเภท คือ
1.1 ประชากรทสามารถนับจํานวนได (Finite population) หมายถึง ประชากรมปริมาณ
ี
่
ี
ู
สามารถนับจํานวนไดอยางครบถวน เชน จํานวนอาสาสมัครประจําหมบานในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาล
สงเสริมสุขภาพตําบลเหลายาว ปงบประมาณ 2560 จํานวนผูปวยโรคเบาหวานในจังหวัดเชียงใหม ป
2560 เปนตน
ึ
ี
ี
ี
1.2 ประชากรทไมสามารถนับได (Infinite population) หมายถง ประชากรท่มปริมาณท่ไม
ี
่
สามารถนับจํานวนไดครบถวน เชน ประชาชนท่ไมเห็นดวยกบการรับประทานอาหารเสริมสุขภาพท ่ ี
ั
ี
ตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเอกชน เปนตน
2. จําแนกตามลักษณะของประชากร แบงออกเปน 2 ประเภท คือ
ุ
ี
ึ
ั
2.1. ประชากรทมลักษณะเปนเอกพนธ (Homogeneity) หมายถง ประชากรในทก ๆ หนวย ม ี
ี
่
คุณลักษณะ/โครงสรางที่คลายคลึงกัน
ึ
2.2. ประชากรทมีลักษณะเปนวิวิธพันธ (Heterogeneity) หมายถง ประชากรในแตละหนวย ม ี
ี
่
ั
ี
่
ี
ี
่
คุณลักษณะและโครงสรางทแตกตางกน ประชากรท่ใชในการวิจัยแตละเรืองจะมีลักษณะทแตกตางกน
่
ั
โดยเฉพาะประชากรท่เปนมนุษยจะมีความแตกตางกันทง สังคม อารมณ สติปญญา ฐานะ การศกษา
้
ั
ี
ึ
ี
่
ื
สภาพแวดลอม ถาลักษณะของประชากรยิงแตกตางกันมากการสุมตัวอยางเพอใหไดกลุมตัวอยางท่ดก ็
่
ี
ซับซอนมากขึ้น
อยางไรก็ตามในการบรรยายลักษณะของประชากรผูวิจัยจะตองอธิบายใหชัดเจนวาคือใคร ม ี
้
หลักเกณฑอยางไรในการเลือกกลุมประชากรนัน ๆ มีประชากรเทาไรในการศกษาวิจัย แบงออกเปนกลุม
ึ
ั้
ั
ยอยหรือไม และกระบวนการเลือกกลุมตวอยางเปนอยางไร ทงนี้ในการวิจัยสวนใหญนั้นประชากรจะตอง