The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-27 07:20:25

วิธีวิจัยทางสาธารณสุขศาสตร์เบื้องต้น

43









การเปรียบเทยบนําหนา หรือาจจะไมใชคําเหลานี้นําหนาก็ได เชน การทดลองเพาะเลี้ยงไสเดือนดนใน
ื่
เพื่อการคา การสกัดสารอินดิเคเตอรจากดอกอัญชันเพอใชรักษาผมหงอกกอนวัย และอื่น ๆ
ึ่
4. ควรตั้งชื่อเรื่องวิจัยในลักษณะของคานาม ซงจะทาใหเกดความไพเราะ สละสลวยกวาการ













ใชคากริยานําหนาชือเรือง เชน แทนทจะใชคาวา ศึกษา เปรียบเทยบ สํารวจกควรใชคําท่มลักษณะ
เปนคํานามนําหนา เชน การศกษา การเปรียบเทยบ การสํารวจ












5. ควรตงชือเรื่องวิจัยทประกอบดวยขอความเรียงท่สละสลวยไดใจความสมบูรณ คอเปนชือ



เรื่องทระบุใหทราบตงแตจุดมงหมายของการวิจัย ตัวแปร และกลุมตัวอยางท่จะศกษาวิจัยดวย เชน






การศึกษาความสัมพันธระหวางการรับรูผลกระทบสุขภาพกับการใชสารเคมีทางการเกษตรของ

เกษตรกรผูปลูกลําไย จังหวัดลําพูน






ทั้งนี้บุญชม ศรีสะอาด (2554) ใหขอเสนอแนะวาชือเรืองควรมความหมายสัน กะทดรัดและ













ชัดเจน เพอระบุถงเรืองทจะทาการศกษาวิจัย วาทําอะไร กบใคร ทไหน อยางไร เมอใด หรือตองการ


ผลอะไร ยกตวอยางเชน “ประสิทธิผลของการใชวัคซีนปองกันโรคหัดเยอรมนกบทหารในศนยฝก





ทหารใหม กรมยุทธศกษาทหารเรือ ปงบประมาณ พ.ศ. 2559” ในกรณทจําเปนตองใชชือทยาวมาก












อาจแบงชื่อเรืองออกเปน 2 ตอน โดยใหชือในตอนแรกมน้าหนักความสําคญมากกวา และตอนท่สอง



เปนเพยงสวนประกอบหรือสวนขยาย เชน “โรคติดตอทางเพศสัมพนธและการใชถุงยางอนามย เพือ




ปองกนโรคของนักเรียนชาย :การเปรียบเทียบระหวางนักเรียนอาชีวศกษากับนักเรียนมธยมศึกษา




ตอนปลายในกรุงเทพมหานคร ภาคเรียนท 1/2559” นอกจากนี้ ควรคานึงดวยวาชือเรื่องกบเนือหา



ของเรื่องที่ตองการศึกษาควรมีความสอดคลองกันการเลือกเรื่องในการทําวิจัยเปนจุดเริ่มตนทสําคญ ท ี่

ี่
ี่
ตองพิจารณารายละเอียดตาง ๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชนทจะไดรับจากผลของการวิจัย ใน
การเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีขอควรพิจารณา 4 หัวขอ คือ



1. ความสนใจของผูวิจัยควรเลือกเรืองทตนเองสนใจมากทสุด และควรเปนเรืองทไมยากจน







เกินไป
2. ความสําคญของเรื่องท่จะทําวิจัยควรเลือกเรื่องท่มีความสําคัญ และนําไปใชปฏิบัตหรือ








สรางแนวความคดใหมไดโดยเฉพาะเก่ยวกบงานดานเวชศาสตรครอบครัวหรือเชือมโยงกบระบบ



สุขภาพ








3. เปนเรืองท่สามารถทาวิจัยไดเรืองทเลือกตองอยูในวิสัยทจะทาวิจัยได โดยไมมผลกระทบ








อนเนื่องจากปญหาตาง ๆ เชน ดานจริยธรรม ดานงบประมาณ ดานตัวแปรและการเกบขอมูล ดาน
ระยะเวลาและการบริหาร ดานการเมือง หรือเกินความสามารถของผูวิจัย




4. ไมซําซอนกับงานวิจัยท่ทํามาแลวซงอาจมีความซําซอนในประเด็นตางๆ ท่ตองพิจารณา



เพื่อหลีกเลี่ยง ไดแก ชื่อเรื่องและปญหาของการวิจัย (พบมากทสุด) สถานทททาการวิจัย ระยะเวลาท ่ ี






ทําการวิจัย วิธีการ หรือระเบียบวิธีของการวิจัย
การตั้งชื่องานวิจัยอาจใชทฤษฏีเปนคํานําหนาประเด็นปญหา เชน

การรับรูความสามารถตนเองในการออกกาลังกายของผูสูงอายุเขตเมือง จังหวัด
เชียงใหม 

การมสวนรวมของประชาชนในการคดแยกขยะในครัวเรือนองคการบริหารสวนตาบลทุง




สะลวง อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม 

44







การเสริมพลังอํานาจเกษตรกรเพ่อลดการใชสารเคมีปองกันกําจัดแมลงศัตรูพืชในการ

ปลูกหอมแดง อําเภอแมแจม จังหวัดเชียงใหม 
จะเห็นไดวาการตั้งชื่อเรื่องควรประกอบดวยการศกษาประเดนใด (ตัวแปรท่ศึกษา) กลุม



ประชากรเปนใคร และพื้นที่ใดเปนพื้นที่การศึกษา ดังภาพที่ 2.2



ตัวแปรที่ศึกษา: ผลกระทบสุขภาพจากภัย

แลง (กาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ)
ชื่อเรื่อง: ผลกระทบสุขภาพจาก
ภัยแลงของประชาชนลุมน้ําลี้ ประชากร: ประชาชน
ตอนบน จังหวัดลําพูน


พื้นทศึกษา: ลุมน้ําลี้ตอนบน จังหวัดลําพูน
ี่



ภาพที่ 2.2 สวนประกอบของชื่อเรื่องวิจัย




นอกจากนี้การตั้งชื่อเรื่องจากการวิจัยตองพิจารณาถงประโยชนท่จะไดรับจากการวิจัย


ประเด็นการวิจัยที่แหลงทนตองการ รวมถงความทนสมยของสถานการณปญหาทเลือกมาทาการวิจัย










ทาใหชื่อเรื่องการวิจัยมีประเดนการศึกษาท่หลากหลายภายใตความเชื่อมโยงของปญหาการวิจัยนั้น

เชน


วิถีชุมชน ความหลากหลาย และแนวทางการอนุรักษพืชสมุนไพรพนบาน ชุมชนสะลวง –

ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม.

แนวทางการเพิ่มมูลคา วัฒนธรรมการบริโภค และการมีสวนรวมในการอนุรักษพืชอาหารปา
ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษาชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม 
ภูมิปญญาอาหารพ้นบานและแนวทางการสรางมูลคาเพ่มจากอาหารพนบานเพ่อการสราง





เสริมสุขภาพผูสูงอายุตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมและสุขภาพ

จากปญหาคุณภาพน้ํา กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน





การศกษารูปแบบการผสานพธีกรรมพ้นบานลานนารวมกับกลไกทางพุทธศาสนาเพอการ
สรางเสริมสุขภาพสังคมของประชาชน อําเภอบานโฮง จังหวัดลําพูน
อยางไรก็ตามนักวิจัยตองใหความสําคญกับชื่อเรื่องการวิจัยอยางยิ่ง อันจะนําไปสูความ

นาสนใจของผูอาน และตรงประเด็นกับความตองการของแหลงสนับสนุนทุนวิจัย

45







บทสรุป



ปญหาปจจัยกําหนดสุขภาพมีแนวโนมเพ่มความรุนแรงมากข้นสาเหตุหลักเกดจากการ

เปลี่ยนแปลงท้งสภาพสังคม เศรษฐกิจและวิถชีวิตความเปนอยูของมนุษย นําไปสูปญหาสุขภาพท ่ ี




ซบซอนนําภายใตการดําเนินงานดานสาธารณสุขท้งการสงเสริมสุขภาพ การปองกนโรค การ



รักษาพยาบาล การกาจัดความพการ การฟนฟูสมรรถภาพ ท้งนี้การดาเนินการเหลานีมีความ




จําเปนตองแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมในการประยุกตใชเพื่อแกไขปญหาสุขภาพจึงนํามาสูปญหาการ



ั้



ึ่

วิจัยทางดานสาธารณสุขซงเปนจุดเริมตนทกอใหเกดการคนควาวิจัย ทงนี้การกาหนดปญหาการวิจัย


ดานสาธารณสุขควรเฉพาะเจาะจงในแตละปญหาทสนใจ สวนการต้งชือเรื่องวิจัยควรตรงกับประเดน





ของปญหาและมีสวนประกอบที่สําคัญทั้งประเด็นที่ตองการศกษา ประชากรและพื้นที่การศึกษา


46



บทที 3


การทบทวนวรรณกรรม



การทบทวนวรรณกรรมทเก่ยวของจะชวยใหผูวิจัยเห็นแนวทางในการวิจัยวาจะดําเนินการวิจัย












อยางไร จึงจะทําใหงานวิจัยทําสําเร็จไดอยางมคุณภาพ และนอกจากนีในขนนียังบอกใหผูวิจัยทจะทาใน


เรื่องนั้นทราบวาเรื่องที่จะทํานั้นมีผูใดทําไวบางแลว ทาในลักษณะไหน ตวแปรเปนอยางไร ระเบียบวิธีการ

วิจัยท่ทํานั้นทําอยางไร พบอะไร เสนอแนะไวอยางไรบาง การทบทวนวรรณกรรมและผลงานวิจัยท ่ ี



เกยวของจึงตองทบทวนแนวคิด ทฤษฎี วิธีการ ขอคนพบจากงานวิจัย ตํารา หนังสือ วารสาร ตลอดท้ง
















เอกสาร สิงพมพทีมเนือหาสาระเกยวของกับเรื่องทสนใจและสามารถนํามาอางองได ดังนั้นการทบทวน
วรรณกรรมทเกยวของจึงตองทาการวิเคราะหและสังเคราะหขอมลทไดอยางรอบดานและครอบคลุม











ประเด็นปญหาการวิจัยที่ผูวิจัยกําลังศึกษา

แนวคิดการทบทวนวรรณกรรม

การทบทวนวรรณกรรม (Systematic Literature Review, SLR) เปนวิธีการทใชสําหรับการ









ี่
กาหนด ประเมน แปลความขอคนพบทผานมาและมีความเก่ยวของกับสิงท่ผูวิจัยสนใจอนจะนําไปสูเนือหา

ื่



ี่
และคาตอบมาวิเคราะห สังเคราะหเพอตอบคาถามการวิจัยทกาลังสนใจอยู การทบทวนวรรณกรรมยังเปน
ี่

ี่


ี่
การสรุปงานวรรณกรรมทผานมาจนถงงานททนสมยทสุดในสาขาวิชาทศกษา ทําใหสามารถนําไปสูการตอ
ี่




ยอดในการพฒนางานวิจัยใหมทเปนประโยชนในอนาคตได การทบทวนวรรณกรรมไมใชการรวบรวมงานของ







นักวิจัยหรือนักวิชาการทานอนมาไวในงานของตน และไมใชการนํา เอางานวรรณกรรมทกเรืองในสาขานันที ่







ไมเก่ยวของกับหัวขอหรือคาถามในการวิจัยมาใสไวในงานวิจัยของตน แตการทบทวนวรรณกรรม คอ การ


ื่
จัดระบบหัวขอที่เกี่ยวของกับวัตถุประสงคของการวิจัยโดยผานการสังเคราะหเพอนํา ไปสูการพฒนางานวิจัย






ครังตอไป (The University of Sydney, 2010) ดังนั้นขนตอนการทบทวนวรรณกรรม จึงมความสําคญ

และมีประโยชนตอการทําวิจัยอยางยิ่ง ดังนี้
1. การทบทวนวรรณกรรมทําใหผูวิจัยเขาใจแนวความคด ทฤษฎีและแนวทางดาเนินการวิจัยที ่




เกี่ยวของกับเรื่องที่จะทําวิจัย อันจะนํามาสูการปรับปรุงงานวิจัยที่กําลังจะทําใหดีขึ้น


2. การทบทวนวรรณกรรมทําใหการดําเนินการวิจัยไมซํากบผูอ่นททาวิจัยไปแลวเม่อมีการทบทวน






วรรณคดีและผลงานวิจัยไวมาก ก็ยิ่งจะทําใหมีความรูมากขึ้นวามีใครทําเรื่องอะไรไวบาง เปนตน


3. การทบทวนวรรณกรรมทําใหผูวิจัยทราบผลงานวิจัยทผานมาทเกยวของกับงานวิจัยนั้น









ดําเนินการวิจัยในลักษณะไหน ศกษากวาง แคบแคไหน หรือศกษาในแงมุมใด ผลการศกษาพบอะไรบาง

ึ่
ซงขอคนพบของงานวิจัยที่ผานมาจะนํามาประกอบการอภิปรายผลงานของงานวิจัยของผูวิจัยดวย









4. การทบทวนวรรณกรรมทําใหผูวิจัยตงสมมตฐานในการวิจัยไดถกตอง เหมาะสม ทงนีเพราะ

การตั้งสมมติฐานในการวิจัยนั้นตองอาศัยขอมูล ขอคนพบและผลการวิจัยกอน ๆ มาสนับสนุน


การทบทวนวรรณกรรมจึงเปนประโยชนท่จะชวยใหผูวิจัยทาวิจัยในเรืองนันทกข้นตอน ทงนี้การ



ั้





ทําวิจัยตองมการทบทวนวรรณกรรม แตไมสามารถบอกวาการทบทวนวรรณกรรมท่ผานมามีความ



ครบถวนหรือละเอยดมากพอหรือไม และไมเกดความเอนเอียง (Bias) ตามความรูสึกของผูทบทวนหรือ






ื่
ของงาน ทงนี้เมอไดขอมลท่เกยวของเพยงพอแลวควรใชการสังเคราะห (Meta – Analysis) สําหรับสรุป
ั้






47








ขอมลนัน ซงการสังเคราะหขอมูลดวยวิธีการนี้จะชวยแกไขปญหาในชวงการเขยนบททบทวนวรรณกรรม







ทังปญหาดานการจัดวางรูปแบบ ปญหาดานเนือหา ปญหาดานการใชภาษาและการพมพและปญหาดาน
การอางอิง (กวินธร เสถียร, 2552)

การทบทวนวรรณกรรมที่เกยวของเปนขั้นตอนการวิจัยที่นักวิจัยตองทมเทเวลาใหมากเปนพเศษ

ี่









แตการใชเวลาอยางไมจํากดจะสงผลใหงานวิจัยลาชาจนเปนเหตุใหผลงานวิจัยไมทันตอเหตการณก็ได




นักวิจัยตองศึกษาคนควาใหกวางขวางท่สุดเทาท่เวลาจะอํานวยมนักวิจัยจํานวนไมนอยท่ใหความสําคัญ


การวิจัยข้นตอนนีนอยทําการศึกษาคนควาเพียงใหครบข้นตอนของการวิจัย ซงใหความสําคญตอการ







ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่เกยวของนอยจะเปนผลใหงานวิจัยชินนันคุณภาพดอยลงอยางนาเสียดาย





ทั้งที่อาจเปนหัวขอวิจัยที่มีคุณคามากกได ทงนี้ดุษฎี โยเหลา (ม.ป.พ.) กลาววา การทบทวนวรรณกรรมม ี

ั้
วัตถุประสงค ดังนี้






1. เพ่อเลือกปญหาการวิจัยท่มประโยชนตอการแกไขปญหา และมความทันสมยทางวิชาการ



การประมวลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของที่มีผูอื่นทําไวแลวเปนการสํารวจขอมลเบื้องตนเพอนําไปสูการ

กาหนดขอบเขตความสนใจและเลือกปญหาทจะทาวิจัยไดตรงจุดมากขนกรณทผูวิจัยมความสนใจทจะทํา
















ปญหาใดในระยะแรกยังอาจพบความมดมนอยูจําเปนตองศกษาเอกสารและงานวิจัยท่เกยวของกบปญหา















นันเพอใหเกดความกระจางในปญหานัน ทราบรายละเอยดทศทางท่จะดาเนินการวิจัยปญหาท่สนใจและ


ใชเปนแนวทางในการตัดสินใจกําหนดปญหาวิจัยไดชัดเจนขึ้น

2. เพื่อแสวงหาพื้นฐานทางทฤษฎีของการวิจัยทีตองการศึกษา ผูวิจัยตองเริมตนดวยการประมวล






ทฤษฎีและแนวความคดของทกฝายในเรืองนั้นโดยใหความสําคญเทาเทียมกันแลวผูวิจัยกเสนอขอ





วิเคราะหวิจารณของตนตอทฤษฎีเหลานี้ประกอบการตัดสินใจเลือกใชหรือปฏิเสธแนวความคิด แนวใด
แนวหนึ่ง
3. เพื่อบงบอกสถานภาพของการวิจัยของปญหาการวิจัยหนึ่ง ๆ



3.1 “อะไร” หมายถง การประมวลเอกสารจะทาใหทราบวาจากการวิจัยทผานมามการศกษา





ตัวแปรอสระและตวแปรตามอะไรไปบางแลวในขอบเขตของปญหาวิจัยนันมากนอยเพยงใด


ผลการวิจัยสําคญทไดเปนอยางไร ผลวิจัยพบความสัมพันธอยางไรระหวางของตัวแปรเหลานัน และ







ผลการวิจัยที่ไดมีความสอดคลองกันหรือขัดแยงกันอยูจากขอมูลเหลานี้ชวยใหผูวิจัยสามารถเลือกศกษาตว


แปรอสระและตวแปรตามทไมซาซอนและสามารถกาหนดตวแปรเพ่มเตมไดอยางเหมาะสม เชน ตวแปร






้ํ
ี่








เชื่อมแทรกที่ชวยอธิบายความสัมพนธระหวางตัวแปรอสระและตัวแปรตาม เพอใหไดคาตอบในการวิจัยท ี ่
ลึกซึ้งมากขึ้น



3.2 “อยางไร” หมายถึง การพิจารณาแนวทางดําเนินการวิธีการวิจัยและเครืองมอวัด โดยผูวิจัย
ควรศึกษาวางานวิจัยแตละเรื่องทเกี่ยวของมีวิธีการดําเนินการอยางไร การวิจัยนั้นใชวิธีการวิจัยประเภทใด
ี่


เปนการวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยก่งทดลอง หรือเชิงทดลอง และคําตอบของงานวิจัยนันมลักษณะใดเปน





คําตอบเชิงความสัมพนธ เปรียบเทยบหรือเชิงอธิบายและทํานาย มวิธีการวิจัยอยางไร วิธีการวิจัยมความ
นาเชื่อถือมากนอยเพียงใด มีจุดเดนจุดดอยอยางไร และเครื่องวัดเปนอยางไร

3.3 “ใคร” หมายถง กลุมประชากร กลุมตัวอยางหรือผูถูกศึกษาเปนตัวแทนของประชากร







ประเภทใดเพ่อผูวิจัยจะไดทราบวาขอสรุปจากงานวิจัยทเกยวของนันจะสามารถนําไปใชไดกบประชากร



กลุมที่กวางขวางเพียงใด และใกลเคียงกับกลุมตัวอยางที่ผูวิจัยจะศึกษาเพียงใด

48



3.4 “เมื่อใด” หมายถึง งานวิจัยเรื่องหนึ่งไดถูกศึกษามาแลวเมื่อใดบาง ชวงใดมการวิจัยเรื่องนั้น





มาก และชวงใดมีการวิจัยเรื่องนั้นนอย และขาดตอนไปบาง มความเปลียนแปลงอะไรทแปลกใหมอนเปน



ผลใหมีการวิจัยมากขึ้นอีกในภายหลัง การศึกษาชวงเวลาที่มการทําวิจัยจะเปนประโยชนให ผูวิจัยสามารถ

กาหนดไดวาตองติดตามงานวิจัยนี้ยอนหลังไปในอดีตไกลมากนอยเพียงใด









3.5 “ที่ไหน” หมายถง สถานทีทีเคยมการวิจัยเรืองท่เก่ยวของ ทงนีการทราบขอมลสถานทจะ








ื้
สงผลตอการกาหนดขอบเขตพนท การวิจัยบางประเภท เชน การวิจัยเก่ยวกับการสํารวจทศนคตของ

ี่





บุคคล หลักสูตร นโยบาย การบริหาร เปนตน การทราบวามงานวิจัยใดศกษา “ทีไหน” อาจมความสําคัญ




มากในการนําผลการวิจัยมาใชเพื่อเปนแนวทางในการวางแผนการวิจัยที่จะศกษาไดอยางเหมาะสม







4. เพื่อประเมินเบื้องตนถึงความสําเร็จของงานวิจัยและเรียนรูสิงททาใหงานวิจัยอนลมเหลว หาก
พบวางานวิจัยเรื่องนั้นประสบความลมเหลว ผลการวิจัยที่สรุปไมแนชัดหรือขัดแยงกันมาก อาจไมเหมาะท ่ ี






จะทาการวิจัยในแนวทางเดิมตอไปควรจะคิดหาแนวทางใหมในเรืองนันทีจะทาใหเกิดผลดีทางวิจัย และม ี

ประโยชนชวยใหเกิดความเขาใจประเด็นทางทฤษฎีมากขนหรือเกดประโยชนในทางนําผลวิจัยไปใชในทาง
ึ้
ปฏิบัติจริงไดมากขึ้น
5. เพื่อวางแผนดําเนินการวิจัยที่เหมาะสม
5.1 ดานการกําหนดตัวแปรทจะวิจัย การประมวลเอกสารทาใหผูวิจัย พบวา การศึกษาตัวแปร








อะไรมาบางแลวท่เกยวของกับปญหาทผูวิจัยสนใจ และตัวแปรทสนใจนันถูกศึกษาในฐานะตวแปรอสระ





และตัวแปรตามในลักษณะใดบาง


5.2 ดานการกําหนดนิยามปฏิบัติการ การประมวลเอกสารและงานวิจัยทีเกยวของทาใหผูวิจัย





ทราบวาตวแปรท่เกยวของนั้น ไดถูกใชในความหมายอยางไรทงทางดานทฤษฎี และงานวิจัยเพ่อนํามา






กาหนดใหความหมายที่แคบเฉพาะและชัดเจนของตัวแปรแตละตัวที่จะใชในการวิจัย
5.3 ดานขอจํากดของงานวิจัยในอดีต การประมวลเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของจะทําให





ผูวิจัยตระหนักถึงปญหาหรือชองโหวบางดานของการวิจัยในปญหานั้น ซ่งผูวิจัยอาจจะพยายามปดชอง







โหวหรือแกไขสิ่งท่เปนปญหาบางดานท่ทําไดในงานวิจัยใหมของตน และในสิ่งททําไมไดกตองยอมรับวา
เปนขอจํากัดในงานวิจัยของตนตอไป


5.4 ดานการตั้งสมมตฐานจากการประมวลผลงานวิจัยทศกษาความสัมพนธระหวางตวแปร











อสระและตวแปรตามในแงมมตาง ๆ ทําใหผูวิจัยไดขอสรุปท่สามารถคาดหมายหรือทานายผลการวิจัยขน









ตอไปไดจะทําใหผูวิจัยสามารถตงสมมติฐานท่ไมเรียบงาย จนเกินไปเปนท่ยอมรับ มีความนาเชือถอเพราะ



มหลักฐานจากการประมวลทฤษฎีและผลการวิจัยยืนยัน
การทบทวนวรรณกรรมจะชวยใหนักวิจัยมีความรูกวางขวางลึกซ้งและทันสมัย ชวยใหเกด


แนวคิดท่มประโยชนตอการวิจัยข้นตอนตอไปทกข้นตอน โดยเฉพาะอยางยิ่งในข้นตอนการสรางกรอบ






แนวคิดและกําหนดตัวแปรและการกําหนดรูปแบบการวิจัยเพราะการทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของจะ


ครอบคลุมไปถึงการศึกษาคนควาทฤษฎีจากตํารา บทความทางวิชาการ ขอมูลจากการรายงานของหนวย

ราชการ ขอมูลจากการสัมภาษณตลอดจนขอมูลอนใดทกรูปแบบ นักวิจัยจะไดรูวาปญหาการวิจัยท่เรา






ี่
ศึกษานั้นตองอาศัยทฤษฎีใดบาง มีใครศึกษาไวบาง ผลการศกษาเปนอยางไร และปญหาทคลายคลึงหรือ
เกี่ยวของสัมพันธกับปญหาการวิจัยที่เราจะศึกษานั้น มีใครศึกษาไวบาง และผลการศึกษาเปนอยางไร

49









การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของจะนํามาผลการคนควาใชอางองในการวิจัยได 2 ลักษณะใหญ 



คอ
1. การอางองเชิงทฤษฎี การนําผลการทบทวนวรรณกรรมซงไดสาระเก่ยวกบทฤษฎี แนวคด








และผลงานวิจัยตาง ๆ มาอางอิงในขั้นตอนของการวิจัยไดหลายขั้นตอน เชน

1.1 ขั้นตอนการเลือกเรื่องวิจัยหรือการกําหนดหัวขอวิจัย รางหัวขอวิจัยทเคยกาหนดไวเดมนัน






หลังจากทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงหัวขอวิจัยใหรัดกุมมากยิ่งขึ้น




1.2 ข้นตอนการกาหนดปญหาการวิจัย รางการกําหนดปญหาการวิจัยท่กาหนดไวเดิมอาจม ี
ขอบเขตเฉพาะเจาะจงท่ยังไมครอบคลุมองคประกอบของปญหาทกวางขวางมากพอ หลังจากทบทวน





วรรณกรรมที่เกี่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงการกําหนดปญหาการวิจัยใหรัดกมมากยิ่งขึ้น


1.3 ขนตอนการกําหนดความเปนมาและความสําคัญของปญหา รางการกาหนดความเปนมา





และความสําคญของปญหาทเคยกําหนดไวเดมนัน หลังจากทบทวนวรรณกรรมทเกยวของแลวอาจมีการ






ปรับปรุงความเปนมาและความสําคัญของปญหาใหมีเหตุผลกวางขวางมากยิ่งขึ้น


ี่
1.4 ขันตอนการกําหนดสมมติฐานการวิจัยรางการคาดคะเนคําตอบของปญหาการวิจัยทกาหนด
ไวเปนสมมตฐานการวิจัยเดมนั้น หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เกยวของแลวอาจมีการปรับปรุงการ





กําหนดสมมติฐานการวิจัยใหรัดกุมมากยิ่งขึ้น
1.5 ขั้นตอนการกําหนดตัวแปรการวิจัย รางการกําหนดตัวแปรการวิจัยท่เคยกาหนดไวเดิมนั้น


หลังจากทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงตัวแปรการวิจัยใหรัดกุมมากยิ่งขึ้น

1.6 ขั้นตอนการกําหนดนิยามศพท รางการกาหนดนิยามศพททเคยกาหนดไวเดมนันหลังจาก










ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของแลวอาจจะมีการปรับปรุงนิยามศัพทใหรัดกมมากยิ่งขึ้น
1.7 ขั้นตอนการกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางและวิธีการสุมกลุมตัวอยาง รางการกาหนดขนาด


กลุมตัวอยางและวิธีการสุมกลุมตัวอยางท่เคยกําหนดไวเดิมนั้น หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของ



แลวอาจจะมีการปรับปรุงขนาดกลุมตัวอยางและวิธีการสุมกลุมตัวอยางใหเหมาะสมมากยิ่งขึ้น









1.8 ขนตอนการกําหนดเครืองมอท่ใชรวบรวมขอมูลการวิจัย รางเครืองมอทใชรวบรวมขอมล






ท่เคยกําหนดไวเดิมนั้น หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของแลวอาจมีการปรับปรุงเครื่องมือท่ใชใน
การรวบรวมขอมูลใหรัดกุมเหมาะสมมากยิ่งขึ้น







1.9 ข้นตอนการวิเคราะหขอมูล รางการกาหนดการวิเคราะหขอมลท่เคยกําหนดไวเดมนั้น


หลังจากทบทวนวรรณกรรมทเกยวของแลวอาจมีการปรับปรุงสถิติท่ใชในการวิเคราะหขอมลใหเหมาะสม






มากยิ่งขึ้น
ตัวอยาง เชน บทความวิจัย เรื่อง ปจจัยที่มีความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพนบานลานนาของ
ื้
ผูสูงอายุในเขตเมือง










การศกษานีมีวัตถประสงคเพอศกษาปจจัยทมความสัมพนธกบการบริโภคอาหารพนบานลานนา





ี่

ของผูสูงอายุในเขตเมือง (ประเด็นปญหา) โดยสุมตวอยางจากครัวเรือนผูสูงอายุทอาศยอยูในเขตเทศบาล




ตําบลสุเทพ อําเภอเมืองเชียงใหม จังหวัดเชียงใหม จํานวน 279 ครัวเรือน (กลมตัวอยาง) เกบรวบรวม




ขอมูลดวยแบบสอบถามและการสนทนากลุม (เครืองมอ) วิเคราะหขอมลเชิงปริมาณดวยสถิติเชิง

พรรณนาและการวิเคราะหการถดถอยพหุสวนขอมูลเชิงคุณภาพใชการวิเคราะหเนือหา (การวเคราะห 






ขอมูล) ผลการศกษา พบวา ผูสูงอายุสวนใหญบริโภคอาหารพ้นบานลานนาบางครัง (คาเฉลี่ยเทากบ


2.10) ปจจัยที่มีความสัมพันธกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารพื้นบานลานนา พบวา อายุเฉลียและการเขา

50





รวมพิธีกรรมในชุมชนมีความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพื้นบานลานนาของผูสูงอายุอยางมนัยสําคญทาง

สถต 0.05 (P – value = 0.011 และ 0.028 ตามลําดบ) (ตัวแปรการวิจัย) ทงนี้ผูสูงอายุยังให

ั้






ขอเสนอแนะปจจัยการดํารงอยูของอาหารพ้นบานเพอการเสริมสรางสุขภาพผูสูงอายุในเขตเมือง โดย

หนวยงานที่เกี่ยวของตองใหความสําคัญกับนโยบายการพงตนเองดานอาหารของผูสูงอายุ วัฒนธรรมการ
ึ่











บริโภคอาหารของกลุมชาตพันธุ และเสริมสรางองคความรูทองถนเกยวกับอาหารพ้นบานทเหมาะสม
ใหกับสมาชิกกลุมแมบาน (การเลือกเรื่องการวิจัย)







สามารถ ใจเตี้ย และพฒนา บุญญประภา (2562) ทาการศกษาทศนคตตอความเสือมสภาพของ


แมน้ําและคุณภาพชีวิตของประชาชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน (ประเด็นปญหา) การศกษาแบบผสานวิธี

(วิธีการวิจัย) ครั้งนี้มวัตถุประสงคเพื่อวิเคราะหมิติสังคม ทัศนคติตอความเสื่อมสภาพของแมน้ําและระดับ

คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงวิเคราะหปจจัยพยากรณคุณภาพชีวิตของประชาชน (วตถประสงคการ


วิจัย) กลุมตัวอยางเปนประชาชนในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน จํานวน 323 ครัวเรือนและผูมสวนไดเสีย






จํานวน 16 คน รวบรวมขอมลโดยใชแบบสอบถามและการสนทนากลุม การวิเคราะหขอมูลใชสถิติเชิง

พรรณนา การวิเคราะหการถดถอยพหุคณแบบเสนตรง และการวิเคราะหแบบอปนัย ผลการศกษา พบวา




ประชาชนมทศนคติตอความเสื่อมสภาพของแมน้ําลี้โดยเฉลี่ยระดับปานกลาง (คาเฉลีย 2.08 ± 0.71)











ระดบคณภาพชีวิตโดยรวมเฉลี่ยระดบด (คาเฉลีย 3.81 ± 0.98) อายุและทศนคตตอความเสือมสภาพ




ของแมน้ําลี้สามารถพยากรณระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอยางมนัยสําคญทางสถติ 0.05 (p – value









= 0.009 และ 0.022 ตามลําดบ) ทังนี้สภาพความเสือมสภาพของแมน้าลีในปจจุบันมีการเปลียนแปลงใน
ระดบสูงท้งคุณภาพน้ําทเสื่อมโทรมและการเปลี่ยนแปลงทางดานปริมาณการไหลและแหงขอด สาเหตุมา











จากกจกรรมการใชประโยชนแมน้าของประชาชนในลุมน้า และการบริหารจัดการการใชประโยชนแมน้าท ่ ี

ไมมประสิทธิภาพ





2. การอางองเชิงประจักษ การนําผลการทบทวนวรรณกรรมทเกยวของซงเปนการนําผลการ











รวบรวมขอมลทผูวิจัยไดจากสภาพทเปนจริงมาเทยบเคยงกบขนตอนตาง ๆ ของการอางอิงเชิงทฤษฎีมา







อางอิงในขั้นตอนตาง ๆ ของการวิจัยไดหลายขั้นตอน เชน



2.1 ขนตอนการรวบรวมขอมูล หลังจากทบทวนวรรณกรรมท่เก่ยวของแลวพบวาขอมูลท ี ่




นํามาใชในการวิจัยจะมทังขอมลปฐมภูม ขอมลทุตยภูม และอาจมขอมลตตยภูมการใชขอมลประเภทใดก ็













ตามตองคํานึงถึงความถูกตองของขอมูลนั้นเปนสําคัญมฉะนั้นผลการวิจัยอาจจะคลาดเคลื่อนได





2.2 ขันตอนการตรวจสอบคุณภาพของเครืองมอทใชรวบรวมขอมล ในกรณทผูวิจัยใชขอมล























ปฐมภูมตองมีการสรางเครืองมอข้นซงคณภาพของเครืองมอเปนสิงสําคญ ผูวิจัยตองนําเครืองมือท่สราง






ข้นไปทดลองใช และดําเนินการตรวจสอบคณภาพหากคณภาพของเครืองมอยังไมอยูในเกณฑทกําหนดก ็





ตองปรับปรุงเครื่องมือจนเปนที่นาพอใจกอนนําเครื่องมอนั้นไปเก็บรวบรวมขอมูล











การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของทีจะใหคณคาแกนักวิจัยครบถวนนอกจากการศกษาเนือหา





สาระแลวนักวิจัยจะตองศึกษารายละเอียดของการวิจัยทุกประเด็น ตงแตชื่องาน วัตถประสงคการวิจัย

ี่
กรอบแนวคิดการวิจัย การกําหนดสมมติฐานการวิจัย ระเบียบวิธีวิจัยโดยเฉพาะอยางยิ่งเครื่องมอทใชใน



การรวบรวมขอมล สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ตลอดจนการเขียนรายงานการวิจัย

51



คุณลักษณะของการทบทวนวรรณกรรม




วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่ชวยเริ่มตนการวางแผนสําหรับการทบทวนวรรณกรรม คอ การพจารณา



วาวรรณกรรมทนําเสนอสอดคลองกบประเภทหรือคณลักษณะของการทบทวนวรรณกรรมแบบใดตาม




แนวคดของ Cooper’s โดย Cooper (1998) ไดเสนอวาการทบทวนวรรณกรรมแบงเปน 6 คณลักษณะ

ไดแก




1. การมงเนน การทบทวนวรรณกรรมลักษณะนี้จะมงความสนใจไปทผลลัพธของการวิจัย

วิธีการวิจัย ทฤษฎีและการปฏิบัติหรือการนํา ไปประยุกตใชซ่งการทบทวนวรรณกรรมโดยการมงความ

















สนใจไปทผลลัพธของการวิจัยจะบอกถงประเดนทสําคญทยังมขอมลไมเพยงพอหรือยังไมมการศกษามาก



นัก และนําไปสูการพัฒนาประเดนหรือหัวขอทางการวิจัยใหม ในสวนของวิธีการดาเนินการวิจัยจะมง






ความสนใจไปที่ตัวแปร วิธีการที่ใชในการวัด วิธีการที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ซึ่งจะชวยบอกผูวิจัยวาอะไร


ื่
เปนจุดแข็งหรือจุดออนของงานวิจัยที่ไดทําการทบทวนเหลานั้นเพอนํามาเปรียบเทยบและพฒนาแนวทาง

ในการกาหนดวิธีการดําเนินการวิจัยสําหรับงานวิจัยตอไป

ตวอยางขอหัวการทบทวนวรณณกรรมการวิจัย เรือง วิถชุมชน ความหลากหลาย และแนวทาง












การอนุรักษพชสมนไพรพนบานชุมชนสะลวง – ข้เหล็ก อาเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม (สามารถ ใจเตย,
2563) ประกอบดวย

ขอมูลทวไปของพืชสมนไพรพื้นบาน
ั่

การใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน
แนวคิดการอนุรักษสมุนไพรพื้นบาน


ขอหัวการทบทวนวรณณกรรมการวิจัย เรือง การพัฒนากิจกรรมการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุใน

เขตเมืองโดยใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพเปนฐาน กรณศกษาเทศบาลตําบลสุเทพ อาเภอเมือง



เชียงใหม จังหวัดเชียงใหม (สามารถ ใจเตี้ย, 2561) ประกอบดวย

สถานการณสุขภาพผูสูงอายุในเขตเมอง

แนวทางการเสริมสรางสุขภาพผูสูงอายุโดยใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพ
ื่
แนวคิดการพัฒนากิจกรรมเพอการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุ






สําหรับการมงเนนไปท่ทฤษฎีชวยใหทราบวามีทฤษฎีอะไรท่เกยวของกับหัวขอท่ตองการศึกษา


และความสัมพันธของทฤษฎีเหลานัน ซ่งการศกษาทฤษฎีท่ผานมามีความสําคัญอยางยิ่งสําหรับงานวิจัย
















หรือวิทยานิพนธทตองการพฒนาทฤษฎีหรือรูปแบบใหมในสาขาทเกยวของเพอใหเหตผลไดวาทฤษฎีทม ี

อยูยังไมเพียงพอและสนับสนุนความสําคัญของการพัฒนาทฤษฎีใหม




การทบทวนวรรณกรรมยังสามารถทบทวนขอเสนอแนะในการประยุกตผลการวิจัยเพอการใช



ประโยชน ในสวนนีของรายงานการวิจัยหรือบทความวิจัยทตพมพเผยแพรจะชวยใหทราบถึงชองวางหรือ



สวนที่ยังไมไดรับการตอบสนองเพื่อนําไปสูเหตุผลในการพัฒนางานวิจัยตอไป


ตัวอยางขอเสนอแนะในการนําผลการวิจัย เรื่อง “ความหลากหลาย การใชประโยชนพชสมนไพร

พื้นบานและนิเวศวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน” ไปประยุกตใช
1. ความหลากหลายของสังคมพชสมนไพรทังทสํารวจไดและสํารวจไมไดเปนขอมลท่แสดงใหเห็น














ถึงความเสือมโทรมของสภาพปาในพนทลุมน้ําลี้ ซงมสวนสําคญในการผลักดันใหเกดการพฒนาแนวทางใน
ื้

ึ่

ี่




ื่

ี่
ี่
การปฏิบัติทนําไปสูกจกรรมเพอการแกไขฟนฟและอนุรักษพนทปาธรรมชาติ ทีหนวยงานท่เก่ยวของควร




ื้

สนับสนุน และสรางกิจกรรมที่ใหเกิดการเรียนรูรวมกัน

52







2. การใชประโยชนพืชสมุนไพรพนบานภายใตสภาพการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพ้นท ี ่

ชุมชนและพ้นทปาธรรมชาตในปจจุบันควรมการเสริมสรางกระบวนการเรียนรูและการมสวนรวม ซงควร












เปนกระบวนการเรียนรูทผสมผสานกระบวนการปฏิบัตการณตงแตการคนหาปญหา การรวมกัน





เรียงลําดบความสําคัญของปญหา การแสวงหาแนวทางแกไขปญหาและการติดตามประเมนผล อันจะ





กอใหเกดความเขาใจและสรางจิตสํานึกของประชาชนตอการลดลงและการสูญหายของความหลากหลาย
พืชสมุนไพรพื้นบานในปจจุบันและอนาคต






3. องคความรูตารับยาสมนไพรของหมอพนบานเปนการรวบรวมองคความรูทผานการทดลองใช







เพอการดแลและรักษาสุขภาพ ดงนันควรมการนําไปเผยแพรสูประชาชนทงการทําเปนแหลงการเรียนรู คมือ










การเรียนรู รวมถึงมีการสงเสริมการเรียนรูใหกบเยาวชนและผูสนใจทั่วไป



4. กลยุทธการนําศักยภาพชุมชนมาใชเพ่อการฟนฟูและอนุรักษพนทปาทไดจากการใช
ี่



กระบวนการประชุมเชิงปฏิบัติการณของกลุมผูมีสวนไดเสียเปนการระดมความคดเห็นทครอบคลุมจากทก

ี่



ฝายท้งภาคประชาชนและหนวยงานภาครัฐ ดังนั้นสํานักงานทรัพยากรธรรมชาตและสิงแวดลอม จังหวัด





ลําพูนควรผลักดันใหเกิดแนวทางในการปฏิบัติท่สอดคลองกบวิถีชีวิตของประชาชนในพ้นท่ และให

ประชาชนไดมีสวนรวมอยางแทจริง

อยางไรกตามการทบทวนวรรณกรรมโดยการมงเนนท้งวิธีการดําเนินการวิจัย ทฤษฏีและการ





ประยุกตใชผูวิจัยตองใหความสําคัญการายละเอียดท่ตองสังเคราะหอยางละเอียดซ่งอาจจะสงผลตอ

ระยะเวลาทใชในการทบทวนวรรณกรรม



2. เปาหมาย เปาหมายของการทบทวนวรรณกรรม คอ การบูรณาการและการนําเอาผลการวิจัย

ไปประยุกตใชกับหนวยงานอื่นเพื่อชวยในการแกปญหาในเรื่องนั้น โดยมีการนําเอาวิธีการ Meta-Analysis
มาใชเพื่อบูรณาการผลการวิจัยเชิงปริมาณตาง ๆ เขาดวยกัน เปนตน

3. มมมอง สําหรับการทบทวนงานวรรณกรรมงานวิจัยเชิงคณภาพ ผูวิจัยอาจสามารถพจารณาวา



อคติของผูเขียนงานวิจัยเชิงคุณภาพเปนอยางไร ในขณะทงานวิจัยเชิงปริมาณผูวิจัยควรพยายามใชมมมอง

ี่

ที่เปนกลางในการนําเสนอขอคนพบตามความเปนจริงได











4. การครอบคลุม การทบทวนวรรณกรรมมการครอบคลุมประเดนทเกยวของกบหัวขอททามาก
นอยเพียงใด ทั้งจากงานที่ตีพิมพและงานที่ไมไดรับการตีพิมพ อยางไรกตามการทบทวนวรรณกรรมอาจไม 




สามารถครอบคลุมไดทงหมด ดงนันการกําหนดกลุมประชากรเพอสรางความชัดเจนสําหรับคนควาขอมูล








โดยพิจารณาจากงานวิจัยที่ผานมาวากลุมตวอยางทศกษาเปนใครมีความเปนตวแทนของประชากรหรือไม 




ชวยทําใหการตอยอดในการทําวิจัยสะดวกมากยิ่งข้น นอกจากนี้อาจจํากัดจํานวนของบทความหรือ

เอกสารที่เกี่ยวของโดยคนควาเฉพาะบทความที่ตีพิมพในวารสารเทานั้น
5. การจัดระบบ รูปแบบในการจัดระบบการทาวิจัยมีหลายรูปแบบ เชน การจัดรูปแบบโดย

เรียงลําดบเหตการณจากอดตสูปจจุบัน (กลาวถงพฒนาการหรือความกาวหนาของวิธีการวิจัยหรือทฤษฎี














หรือการเปลี่ยนแปลงของการปฏิบัติในชวงเวลาทผานมา) รูปแบบทกาหนดจากแนวคิด (กลาวถงทฤษฎี


และแนวคิดตาง ๆ) และรูปแบบจากวิธีการวิจัย อยางไรกดีการนําเอารูปแบบท้งหมดมาผสมผสานเขา

ดวยกันอาจเปนวิธีการที่มีประสิทธิภาพมาก
6. กลุมเปาหมาย คุณลักษณะประการสุดทายของการทบทวนวรรณกรรม คือ การพิจารณากลุม

เปาหมายวาใครคือคนท่อานงานวรรณกรรมของเรา ในสวนของงานวิทยานิพนธบุคคลท่อาน ไดแก 








อาจารยทปรึกษาและผูทรงคณวุฒิรวมถึงนักวิชาการทเกยวของกับสาขาหรืออยูในแวดวงวิชาการนัน



53






ดงนัน การเขยนการทบทวนวรรณกรรมจึงตองเขียนในลักษณะของงานวิชาการไมใชการเขียนแบบงาน

ทั่วไป


นอกจากนีการทบทวนวรรณกรรมควรสรางหลักเกณฑโดยกาหนดกจกรรมตงแตเริมจนจบวา






จะตองทาอะไรบางบนพ้นฐานของคําถามการวิจัยและกาหนดเง่อนไข (Criteria) ในการนําเขาขอมล







ี่
วรรณกรรมที่สืบคนเพื่อจะนํามาอานตอหรือคัดออกงานทไมเกี่ยวของออกไป

ขั้นตอนการทบทวนวรรณกรรม

ผูวิจัยจะตองจํากัดขอบเขตของเนื้อหาท่ตองการศึกษากอนลงมือคนควาเพ่อใหการคนหา



วรรณกรรมมีความเฉพาะเจาะจงจะชวยประหยัดเวลาการรวบรวมวรรณกรรมตาง ๆ จากนั้นผูวิจัยจะตอง







คนหาขอมูลวรรณกรรมท่เก่ยวของในเรื่องทจะทําท้งหมด โดยพยายามใหครอบคลุมท้งเนื้อหา ประเด็น






ปญหา และวัตถประสงค รวมถงครอบคลุมระยะเวลาของการวิจัยททามาแลวความครอบคลุมในแงของ
เวลาไมสามารถกาหนดแนนอนวาควรคนหางานวิจัยยอนหลังไปนานเทาไหร (โดยท่วไปกาหนดเวลา













ยอนหลังไมเกน 5 ปสําหรับงานวิจัย) ทงนีขนอยูกับปญหาการวิจัยนันมผูเคยศึกษาไวมากนอยเพียงใด






ี่



ขึ้นอยูกับภูมิหลังของผูวิจัย ความซับซอนของงานวิจัยทจะทา และวรรณกรรมทเกยวของมการตีพมพมาก




หรือนอย Academic Writing Help Centre (2007) ไดแนะนําวิธีการเขยนงานทบทวนวรรณกรรมใหม ี
ประสิทธิภาพ โดยสรุปแนวทาง 5 ขั้นตอนที่สําคัญ ดังนี้






1. การกลันกรองขอมลจากการสังเคราะหและประเมนขอมล ผูวิจัยรวบรวมขอมลทเกยวของกบ














หัวขอวิจัยทจะศึกษาโดยการอานขอมูลเหลานั้นเพ่อนํามาสังเคราะห และประเมนเพ่อระบถึงแนวคิดที ่







สําคัญและความสําคญของวรรณกรรมนัน วิธีการทนิยมใช คือ การจดบันทึกหัวขอทเก่ยวของเพอจะ





นําไปสูการกําหนดโครงสรางของการทบทวนวรรณกรรม โดยอาจนําเอาวิธีการใชแผนท่แนวคิด




(Concept map) และการใชตารางการสังเคราะห Synthesis matrix) มาใชเพอกลั่นกรองแนวคดและ

(

ทฤษฎีที่เกี่ยวของใหอยูในขอบเขตที่ตองการศกษา




2. การกาหนดแนวคดหลักของวรรณกรรมและการโตแยงหลักของการทบทวนวรรณกรรม เมอ




นักวิจัยไดเริ่มตนในการสังเคราะหในการวิจัย ใหระบุวาอะไรคอแนวคดหลักท่เก่ยวของกับหัวขอหรือ





ึ่
คําถามของการวิจัยและแนวคดท่แตกตางจากสิงทนักวิจัยตองการศกษา ซงดําเนินการผานการใชตาราง
ี่


การสังเคราะหการทบทวนวรรณกรรมดังตารางที่ 3.1 และตารางที่ 3.2

ตารางที่ 3.1 ตารางสังเคราะหเพื่อการทบทวนวรรณกรรม

ี่
ชื่อผูแตง วิธีการดําเนินการ กลุมตัวอยาง เครื่องมือวิจัยท ตัวแปรที่ใชสําหรับ ผลการศึกษาที่ได
วิจัย และวิธีการสุม ใชสําหรับการ การศึกษา / สิถิติท ี่
วิจัย ใชในการวิเคราะห
1..............
2.............

ที่มา: ชัยเสฏฐ พรหมศร (2557)

54




ตารางท 3.2 ตัวอยางการวิเคราะหองคประกอบของบทความวิจัยตารางการสังเคราะห 

ชื่อผูแตง วิธีการดําเนินการวิจัย กลุมตัวอยางและ เครื่องมือวิจัยที่ใช ตัวแปรทีใชสําหรับ ผลการศกษาทีได



วิธีการสุม สําหรับการวิจัย การศกษา / สิถิติที่

ใชในการวิเคราะห



สามารถ ใจเตี้ย การวิจัยเชิงวิเคราะห ณ ครัวเรือนผสูงอายุ - แบบสอบถาม ตัวแปรตน ผสูงอายุสวนใหญบริโภค


จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เขตเทศบาลตาบล มาตราสวนประมาณ X 1 ระดับอายุ (ป) อาหารพื้นบานลานนาบางครง


(Cross-Sectional สุเทพ อําเภอเมือง คา (Rating scale) X 2 คาใชจาย (คาเฉลี่ยเทากับ 2.10) ปจจัยที่
Analytic Studies) จังหวัดเชียงใหม 3 ระดับ (บาทตอเดือน) มีความสมพันธกับพฤติกรรม


เฉพาะพื้นที่เขต - แบบสัมภาษณแบบ X 3 ระยะเวลาการ การบริโภคอาหารพืนบาน

เมือง จํานวน 297 ไมมีโครงสราง อาศัยอยูในพื้นที่ (ป) ลานนา พบวา อายุเฉลียและ
ครัวเรือน วิธีการ - การสนทนากลุม X 4 การเขารับบริการ การเขารวมพิธีกรรมในชุมชนมี



สมตัวอยางใชการ - การสัมมนาเชง ดานสุขภาพ ความสมพันธกับการบริโภค

ุ
สมแบบแบงชั้นภูมิ ปฏิบัติการแบบมีสวน (ครั้งตอเดือน) อาหารพืนบานลานนาของ


และการสมอยาง รวม X 5 จํานวนสมาชิกใน ผูสูงอายุอยางมีนัยสําคัญทาง

งาย และใชตาราง ครัวเรือน (คน) สถิต 0.05 (P – value =

เ ล ข ส มใ นก า ร X 6 จํานวนครั้งในการ 0.011 และ 0.028 ตามลาดบ)




คัดเลือกครัวเรือน ประกอบอาหารใน
ตวอยาง ครัวเรือน (ครั้งตอวัน)


X 7 การเขารวม
พิธีกรรมในชมชน

(ครั้ง)
ตัวแปรตาม

การบรโภคอาหาร
พื้นบาน (คาเฉลี่ย)
สถิติที่ใช
- สถิติเชิงพรรณนา

ไดแก คาความถี่
คารอยละ คาเฉลี่ย
และคาสวนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน
- การวิเคราะหการ
ถดถอยเชิงเสน
(Linear regession
analysis)

จากตารางตัวอยางดานบนเมื่อผูวิจัยสามารถแยกองคประกอบของขอมลวรรณกรรมทนํามาใชใน








งานวิจัย ผูวิจัยจะสามารถเปรียบเทยบและเลือกวิธีการดาเนินการวิจัยตามประเดนท่ตนเองสนใจไดอยาง


รัดกุมมากขึ้น อันจะสงผลกระบวนการการดําเนินการวิจัยและผลการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ และยังเปนการ
เรียนรูกระบวนการวิจัยอน




3. การกําหนดโครงสรางและจัดระบบการทบทวนวรรณกรรม การกาหนดโครงสรางของการ


ทบทวนวรรณกรรมตองครอบคลุมถึงนิยามศัพทพ้นฐานท่เก่ยวของกับหัวขอท่จะศึกษา กลาวถึง


ความสําคัญของหัวขอที่ศึกษา งานวิจัยที่ไดดําเนินการในหัวขอที่เกี่ยวของและประเด็นทควรจะดําเนินการ
ี่

หรือตรวจสอบเพิ่มเติม และขอสรุปที่ชัดเจนถึงความจําเปนในการศึกษาและวัตถุประสงคของการวิจัยที่ได
มาจากการทบทวนวรรณกรรม

55





4. การเขยนงานการทบทวนวรรณกรรม เมอมแนวคดหลักของการทบทวนวรรณกรรมเปนระบบ






ตามลําดับข้นตอไป คอ การเขยนงานทบทวนวรรณกรรมทประกอบดวยบทนําทีมงเนนไปท่ความสําคัญ









ของหัวขอทศึกษา งานวิจัยทผานมาและขอโตแยงในหัวขอหรือสาขาท่ศึกษา เนือหาครอบคลุมถึงหัวขอ














หลักและหัวขอรองของงานทไดทําการทบทวนท่ประเมนจากองคความรูลาสุดท่เก่ยวของในหัวขอหรือ

สาขานั้น และบทสรุปชี้ใหเห็นวางานวิจัยที่ผานมานําไปสูการพฒนางานของนักวิจัยไดอยางไร และการนํา



เอาไปประยุกตใชในการอภิปรายผล และนําไปสูการเสนอแนะเพื่อการวิจัยในครั้งตอไป



ตัวอยางเชน งานวิจัยเรื่อง “คณภาพน้าและการใชประโยชนแมน้ําตอคณภาพชีวิตของประชาชน








และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณศกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพน” เอกสารและงานวิจัยทีเกยวของกบ




การศกษาครั้งนี้ผูวิจัยไดคนควาเอกสารและงานวิจัยท่เก่ยวของเพ่อใหครอบคลุมตามเนือหาท่ตองการ





ศึกษา ดังนี้
1. ขอมูลทั่วไปเกี่ยวกับทรัพยากรน้ํา
2. สภาพปญหาทรัพยากรน้ํา
3. การตรวจวัดคุณภาพน้ํา
4. ดัชนีคุณภาพน้ํา
5. แนวคิดและเครื่องมือการประเมินคุณภาพชีวิต
6. ผลกระทบคุณภาพชีวิตจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม
7. แนวคิดนิเวศวัฒนธรรม
8. งานวิจัยที่เกี่ยวของ






ผูวิจัยไดสรุปการทบทวนวรรณกรรมไว ดงนี้ จากสังเคราะหวรรณกรรมทเกยวของทงหนังสือ






ตารา บทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานประจําปและรายงานท่วไปของหนวยงานท่เก่ยวของเพ่อ










เปนขอมลประกอบการศกษานี สรุปโดยรวมได คอ ความเสือมโทรมของคณภาพน้า ไดสงผลกระทบตอ






สงผลตอคุณภาพชีวิตของประชาชนท่อาศัยอยูริมฝงแมน้ําสายหลักในพ้นท่ลุมน้ํา ท้งนี้การแกไขปญหา

ตองแสวงหาแนวทางการดํารงชีวิตอยูในสิงแวดลอมทเออตอสุขภาพรวมกนโดยใชแนวทางการสรางความ








สมดุลระหวางปจจัยดานคุณภาพน้ําและการใชประโยชน ดังนันมนุษยในฐานะเปนโฮสทจึงตองเขาใจ


ื่
ธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของตนตลอดจนเรียนรูปจจัยหรือสิ่งตาง ๆ ที่ทําใหเกิดโรคอยูตลอดเวลาเพอทจะ
ี่


รักษาภาวะความสมดุลของปจจัยสิ่งแวดลอม สิ่งกอโรคและตัวมนุษย อนจะนําไปสูกระบวนการการคนหา





สาเหตของปญหาเพอนํามาใชปองกน ปรับปรุง แกไขการเกดโรคในมนุษยใหลดนอยลงหรือลดความ












รุนแรงลงจนดารงชีวิตอยูไดอยางมปกติสุข คณภาพน้าทเสือมโทรมในแหลงน้าก็เชนเดยวกนการแกไข

ปญหาที่จะไดผลนั้นจําเปนตองพึ่งพาความรวมมอจากประชาชนประกอบดวย ทงนีการท่จะใหประชาชน





ื่
ี่
เขามามีสวนรวมเพื่อแกไขปญหาจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีระบบและวิธีการทสามารถปฏิบัติไดโดยงายเพอ
นําไปสูการเรียนรูและการปฏิบัติรวมกัน
5. การเขยนบรรณานุกรม การเขียนบรรณานุกรมเพ่อระบุแหลงท่มาของขอมูลตามรูปแบบท ี ่








กาหนดเพอใหผูทจะทําวิจัยในหัวขอท่เกยวของสามารถนําไปศึกษาขอมลเพ่มเติมได ตวอยางเชน
ื่

ี่










บรรณานุกรมตามแบบ APA 6 (ศกษาเพมเตมในบทท 10) การศึกษาเรื่อง “การพฒนาบทเรียน



วิทยาศาสตรทองถิ่น เรื่อง การเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุดวยภูมิปญญาพ้นบานลานนาดานจิตบําบัด”

เชน

56





เกสร มุยจีน.(2558). ปจจัยที่มีผลตอระดับสุขภาพจิตของผูสูงอายุ. วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี,
23(2): 306 – 318.
โกมาตร จึงเสถยรทรัพย. (2550). สุขภาพไทย วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สํานักวิจัยสังคมและสุขภาพ.

ชนกพร ไผทสิทธิกล. (2554). การอนุรักษชุมชนและสภาพแวดลอมทางวัฒนธรรมริมแมน้ํากก จังหวัด

เชียงราย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีปทุม.
ชัญญาภรณ น้ําคาง. (2557). สรางเสริมสุขภาพใจผูสูงวัยเปนสุข. สืบคนจาก
http://www.hiso.or.th/hiso/health_event/ghealth_event22.php
Celeste, S. (2010). Assessing and Maintaining Mental Health in Elderly Individuals Nursing,

Clinics of North America, 45 (4): 635 – 650.





ทงนีอาจจัดเกบบรรณานุกรมโดยใชโปรแกรมชือ Endnote ซงเปนโปรแกรมสําเร็จรูปทจัดการ








และจัดเก็บรายการทางบรรณานุกรม หรือรายการอางอิงที่สืบคนจากฐานขอมลอเล็กทรอนิกสสาขาตาง ๆ

หรือจากฐานขอมูลของหองสมุด (CMUL OPAC) ไดอยางเปนระบบ ปจจุบันมีบริการ 2 รูปแบบ คือ
EndNote Web ใชบริการไดที่ฐานขอมูล Web of Science และ EndNote CD

แหลงการคนควาวรรณกรรมและผลงานวิจัยที่เกี่ยวของ







ผลงานวรรณกรรมและงานวิจัยทเกยวของ มีอยูมากมายในแตละสาขา การเลือกใชผูวิจัยจะตอง

เลือกผลงานอยางระมัดระวังและเลือกผลงานท่มีคุณภาพ รายงานการวิจัยแตละฉบับเปนผลงานของ



มนุษยซงมทงผิดพลาดนอย ผิดพลาดมาก ผูอานจะตองอานอยางเลือกสรรและวิพากษวิจารณ (Critical
ั้

ึ่


reading) ซ่งใชความคิดเปนอิสระของตนเองวิเคราะหตัดสินความเปนเหตุเปนผล ในสวนของการใช


วิทยานิพนธ ผูวิจัยจะตองเลือกใชอยางระมัดระวัง ท้งนี้เพราะคุณภาพของวิทยานิพนธแตกตางกน








เนื่องจากอาจารยแตละคณะ แตละสถาบันมนโยบายเก่ยวกบการทาวิทยานิพนธทีแตกตางกน หากผูวิจัย











นําวิทยานิพนธทมคณภาพตํามาเปนตวอยาง มาศกษาอาจจะพบกบอุปสรรคและปญหาตาง ๆ ในการทา
วิจัยได นอกจากนีในการรายงานผลของเอกสารแตละประเภทผลงานวิจัยสวนมากจะรายงานผลแตเชิง







ขอมูลเชิงบวกจึงควรสืบคนเอกสารรายงาน (Gray Literacy) ทีมมีความนาเชื่อถือ เชน

1. หนังสือ เปนเอกสารทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเผยแพรความรูไปสูวงวิชาการหรือผูอานทั่วไป
โดยไมจําเปนตองเปนไปตามขอกําหนดของหลักสูตรหรือตองนํามาประกอบการเรียนการสอนในวิชาใด


วิชาหนึ่ง ทั้งนี้จะตองเปนเอกสารที่เรียบเรียงขึ้นอยางมีเอกภาพ มีรากฐานทางวิชาการที่มั่งคงและใหทศนะ


ของผูเขยนท่สรางเสริมปญญาความคิด และสรางความแข็งแกรงทางวิชาการใหแกสาขาวิชานั้น ๆ หรือ

สาขาวิชาที่เกี่ยวเนื่อง ตัวอยางหนังสือทางดานสาธารณสุข เชน
กุลยา ตันติผลาชีวะ. (2551). สุขกายกับวัยสูงอายุ. กรุงเทพฯ: เรือนปญญา.
Monroe, T.Morgan. (2003). Environmental Health. Canada: Thomson Learning
Academic Resource Center .




ทงนี้เนื้อหาในหนังสือสวนใหญจะเนนความเปนแนวคิดทฤษฎี ทผูเขียนตองการสือสารใหกบ





ผูอานไดทราบ การเรียบเรียงเนือหาเปนระบบระเบียบ โดยเฉพาะหนังสือวิชาการจะมีการแบงเนือหา








ออกเปนบทซงหนังสือแตละเลมจะมก่บทก็ได แลวแตการจัดแบงของผูเขยนตามความเหมาะสม ในกรณ ี





ทเปนหนังสือวิชาการมักจะพบสวนประกอบ ท่เรียกวา “การอางองแทรกในเนือหา” หรือ“เชิงอรรถ”





57




อยางใดอยางหนึ่ง ปรากฏอยูในเนื้อเรื่องเสมอเพราะเปนการแสดงใหเห็นถึงการคนควาอยางจริงจังจาก

เอกสารหลายเลม เพ่อใหไดความรูใหมมาเรียบเรียงในการเขียนหนังสือเลมนั้น นอกจากนี้หนังสือก็เปน








แหลงขอมลชันดทนํามาใชสําหรับการเริมตนทบทวนวรรณกรรมเพราะหนังสือใหบทสรุปเก่ยวกบแนวคด



ลาสุดและหลักการที่เกี่ยวของกับสาขาที่นักวิจัยตองการศกษา ซึ่งหนังสือที่ดีและเหมาะสมจะนํามาใช








สําหรับการทบทวนวรรณกรรมควรมความเกยวของกับหัวขอในการวิจัย เขียนโดยบุคคลท่มชือเสียง และ

เชียวชาญในแวดวงหรือสาขานั้น มความทันสมัยโดยดไดจากปทพมพจัดพมพโดยสํา นักพมพท่มชือเสียง













ในสาขานัน มีการใชเอกสารอางองจํานวนมากพอเพอนําไปสูการคนควาเพมเติมสําหรับการทบทวน







วรรณกรรมไดและมโครงสรางทางภาษาและการนําเสนอที่ชัดเจนและอานงาย (Rowley & Slack, 2004)






2. ตํารา เปนผลงานวิชาการทเรียบเรียงขนอยางเปนระบบ ครอบคลุมเนื้อหาวาระของวิชาหรือ





เปนสวนหนึ่งของวิชา หรือหลักสูตรทสะทอนใหเห็นถงความสามารถในการถายทอดวิชาการ เนือหาสาระ


ของตําราตองมีความทันสมัย ผูอานสามารถทําความเขาใจในสาระของตํารานั้นไดโดยไมจําเปนตองเขา
ศึกษาในวิชานั้น ตัวอยางตําราทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย.(2547). วิทยาศาสตรกับสุขภาพ. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
สามารถ ใจเตี้ย.(2554). การพัฒนาสุขภาพชุมชน. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม



สามารถ ใจเตี้ย. (2557). สุขภาพกับการเกษตรและสิ่งแวดลอม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัย

ราชภัฏเชียงใหม

สามารถ ใจเตี้ย. (2558). อนามัยสิ่งแวดลอม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม








ทั้งนี้ตําราจะมการอางองแหลงขอมูลททนสมยและครบถวน สมบูรณ มดชนีคนคํา/ขอความ การ









อธิบายสาระสําคัญมีความชัดเจน โดยอาจใชรูปถาย แผนภาพ ตวอยาง กรณศกษาประกอบจนผูอาน

สามารถทําความเขาใจในสาระนั้นไดโดยเบ็ดเสร็จ
3. รายงานผลการวิจัยเปนแหลงสําคัญที่ชวยใหผูวิจัยทราบวาองคความรูเรื่องนั้นเปนอยางไร มา

จากแหลงใด ใชกรอบแนวคิดใด รวมทั้งวิธีการวิจัย ทั้งนี้รายงานการวิจัยจะนําเสนอเรื่องราวทเปนผลจาก




การคนควาทางวิชาการ แลวนํามาเรียบเรียงอยางมระเบียบแบบแผน เรื่องราวทนํามาเขยนรายงานตอง



เปนขอเท็จจริงหรือความรูอนเกดจากการรวบรวมขอมูลดวยวิธีการคนควาทเปนระบบมลักษณะเปน








วิทยาศาสตร ตัวอยางรายงานการวิจัยทางดานสาธารณสุข เชน




สามารถ ใจเตย. (2557). การพฒนาบทเรียนวิทยาศาสตรทองถน เรือง การเสริมสรางสุขภาพ



ผูสูงอายุในเขตเมืองดวยภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานอาหารพื้นบาน. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะ
กรรมการวิจัยแหงชาติ.


สามารถ ใจเต้ย. (2558). ความหลากหลาย การใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานและนิเวศ



วัฒนธรรมเพอการอนุรักษในพนทลุมน้าลี จังหวัดลําพน.กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรมการการ







อดมศึกษา.

4. บทความวิจัยที่ลงพิมพในวารสารวิชาการ จัดเปนสิ่งพิมพที่มีกําหนดออกที่แนนอนและตอเนื่อง


โดยมีการนําเสนอเนื้อหาในลักษณะบทความและเรืองราวทางวิชาการซ่งเขยนโดยผูเชี่ยวชาญและ










ผูทรงคุณวุฒิ มความยาวของเนื้อหามากกวาเม่อเปรียบเทยบกบหนังสือพมพซงเปนสิงพิมพตอเนือง


ประเภทหนึ่ง อีกทั้งมีการออกแบบและเทคนิคการจัดพิมพเพื่อดึงดูดความสนใจของผูอานดวยภาพและสี
วารสารวิชาการจัดเปนแหลงคนควาและติดตามเรื่องราวและผลการศึกษาวิจัยใหม ๆ ทางดานวิชาการ







และความรูที่ทันสมัย ตลอดจนทัศนะและความคดเห็นของผูเชียวชาญ รวดเร็วกวาหนังสือหรือสิงพมพอ่น


58








ดังนั้นสารสนเทศจากวารสารจึงมความทนสมัยกวาสารสนเทศจากแหลงอน ท้งนี้บทความวิจัยจะให







ผูเชียวชาญจํานวนไมนอยกวา 2 ทานอานตรวจสอบกอนซงหลังจากผูเชียวชาญอานตรวจสอบแลวถา






ผูเชี่ยวชาญเห็นวาควรปรับปรุงแกไขจุดใด เจาของบทความวิจัยตองปรับปรุงแกไขตามขอสังเกตเหลานัน
ทั้งหมดเสียกอนจึงจะลงพิมพได ตัวอยางบทความวิจัยที่ตีพิมพเผยแพรดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ยและพัชรี วงศฝน. (2560). ความหลากหลายและการใชประโยชนจากพืชสมุนไพรพื้นบาน

ในพืนท่ลุมน้าลี จังหวัดลําพูน. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนี อตรดตถ, 9 (1), 13 – 22.






(ฐาน TCI วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีกลุม 1)
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). ภูมิปญญาพื้นบานดานการเกษตรของเกษตรกร เทศบาลเมืองเมืองแกนพัฒนา



อาเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม.วารสารวิจัยและสงเสริมวิชาการเกษตร, 33(3), 64 – 72. (ฐาน
TCI วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีกลุม 1)
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). วัฒนธรรมสุขภาพชุมชนลุมนํ้าลี้ จังหวัดลําพูน.วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรม
ราชชนนี นครราชสีมา, 22(2) , 61 - 73. (ฐาน TCI วิทยาศาสตรและเทคโนโลยีกลุม 1)





ในปจจุบนมีวารสารวิชาการท้งในประเทศและตางประเทศมากมายจึงมีการจัดอนดบคณภาพ


วารสาร ซงผลการจัดระดบคณภาพวารสารวิชาการในประเทศดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของ

ึ่

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพ่อใชเปนเกณฑในการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิง
วิชาการดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในสถาบันอดมศึกษา (คณะวิทยาศาสตร, 2555) แบงเปน 5


ระดับ คือ









วารสารระดับ 5 (ดเดน) ไดแก วารสารวิชาการในประเทศทอยูในฐานขอมล Web of Science -
Science Citation Index Expanded ของ Thomson จํานวน 8 ชื่อ





วารสารระดบ 4 (ดีมาก) ไดแก วารสารวิชาการในประเทศทอยูในฐานขอมูลท่เปนทยอมรับใน







ระดบสากลอนๆ นอกเหนือจากฐานขอมล Web of Science - Science Citation Index Expanded


เชน Scopus, Biosis, PubMed, SciFinder, MathSCiNet, Zentralblatt MATH, CINAHL, IPA และ
วารสารวิชาการทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีท่เปนท่ยอมรับระดับนานาชาติ ตามเกณฑของ



สํานักงานคณะกรรมการการอดมศึกษา (สกอ.)






วารสารระดบ 3 (ด) ไดแก วารสารวิชาการทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีทเปนทียอมรับ


ระดบชาต ตามเกณฑของสกอ. และวารสารท่มีคา TCI impact factor เฉลี่ยยอนหลัง 3 ป (จาก



ฐานขอมูล TCI ป 2551-2553) ไมต่ํากวา 0.025






วารสารระดับ 2 (พอใช) ไดแก วารสารทมคา TCI impact factor เฉลียยอนหลัง 3 ป (จาก

ฐานขอมูล TCI ป 2551-2553) ต่ํากวา 0.025 และไมต่ํากวา 0.01

วารสารระดบ 1 (ควรปรับปรุง) ไดแก วารสารท่มคา TCI impact factor เฉลียยอนหลัง 3 ป





(จากฐานขอมูล TCI ป 2551-2553) ต่ํากวา 0.01 และไมเทากับ 0
ตัวอยางวารสารวิชาการในประเทศดานสาธารณสุข เชน International Journal of Child
Devlelopment and Mental Health Journal of Health Research วารสารกองการพยาบาล
วารสารการพยาบาลและการดแลสุขภาพ วารสารการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก วารสาร

การแพทยและวิทยาศาสตรสุขภาพ วารสารวิชาการสาธารณสุข วารสารสาธารณสุขศาสตร เปนตน



5. บทความทางวิชาการ เปนแหลงรวมองคความรูคลายกับตําราแตความรูในบทความทาง







วิชาการจะคอนขางทนสมยมากกวาตาราเพราะผูเขยนบทความทางวิชาการมกจะรวบรวมความรูจาก


59















ผลการวิจัยใหม ๆ ซงเกยวของกบหัวขอบทความทตนเขยน อยางไรกตามบทความทางวิชาการก็ม ี











ขอดอยอยูเชนเดยวกนกลาวคือ เปนความรูเฉพาะจุดทเกยวของกับหัวขอบทความนันเทานันไมไดเปน


ความรูท่กวางขวางเหมือนในตาราดังนั้นผูวิจัยจึงควรเอาขอเดนของตํารามาใชผสมผสานกับขอเดนของ

บทความทางวิชาการโดยใชตาราเปนหลักเบ้องตนแลวใชบทความทางวิชาการเสริมเฉพาะจุด ตวอยาง




บทความทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย สิวลี รัตนปญญา และจันจิราภรณ จันตะ. (2563). ความเสื่อมสภาพของแมน้ํา
ผลกระทบตอสุขภาพ และการแกไขปญหาดวยแนวคิดนิเวศวัฒนธรรม. วารสารวิจัยราชภัฏพระ
นคร สาขาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี, 16(2), 18 - 33.
สามารถ ใจเตี้ย. (2560). การจัดการน้ําในพื้นที่ลุมน้ําลี้ แนวคิด การปฏิบัติตามแบบแผนนิเวศวัฒนธรรม
สิ่งแวดลอม, 21(1), 41 – 48.
สามารถ ใจเตี้ย. (2558). การผลิตปุยหมักมูลไสเดือนดินจากขยะอินทรีย.วิชาการและวิจัยมทร.พระนคร,
9 (2), 189 – 200.

สามารถ ใจเตี้ย. (2557). ความเสื่อมสภาพของแมน้ํากับคณภาพชีวิตชุมชนริมฝงแมน้ําลี้. สิ่งแวดลอม,
15 (4), 18 – 24.
สามารถ ใจเตี้ย.(2557). วัฒนธรรมสุขภาพ. ขวงผญา, 9, 120 – 153.

สามารถ ใจเตี้ย. (2552). สารเคมีกําจัดศัตรูพืชบนพื้นที่สูง. พฆเนศวรสาร.5 (1), 23 - 32.
นอกจากนี้ลักษณะสําคัญของบทความทางวิชาการจะมีการนําเสนอความรู ความคิดท่ตงอยูบน






พนฐานทางวิชาการท่เชื่อถอไดในเรื่องนั้น ๆ โดยมหลักฐานทางวิชาการอางอง รวมถึงมีการวิเคราะห












วิจารณ ใหผูอานเห็นประเดนสําคญอันเปนสาระประโยชนทผูเขียนตองการนําเสนอแกผูอาน ซงอาจ




จําเปนตองใชประสบการณสวนตัวหรือประสบการณและผลงานของผูอ่นมาใช รวมถึงมการอภิปรายให





ี่
แนวคิด แนวทางในการนําความรู ความคิดที่นําเสนอไปใชใหเปนประโยชน หรือมประเดนใหมทกระตุนให

ผูอานเกิดความตองการสืบเสาะหาความรูหรือพัฒนาความคิดในประเด็นนั้นตอไป ตัวอยาง เชน
บทสรุปจากบทความวิชาการเรื่อง “ความเสื่อมสภาพของแมน้ํากับสุขภาพ” (ตีพิมพในวารสาร
สาธารณสุขลานนา, 8 (3), 57 – 68.)




สภาพความเสือมโทรมของแหลงน้าถามองในมุมของความสัมพนธระหวางสิงแวดลอมกบสุขภาพ





จะเห็นไดวาคณภาพสิงแวดลอมเปนตัวกาหนดสุขภาพทสําคญของมนุษย ทงทางตรงและทางออม ความ







เสื่อมโทรมของสภาพสิ่งแวดลอมเปนปจจัยสําคัญยิ่งท่มีผลทําใหเกิดความเจ็บปวยของมนุษย การแกไข







ปญหาทจะไดผลนั้นจําเปนตองพ่งพาความรวมมอจากประชาชนประกอบดวยทงนี้การทจะใหประชาชน






เขามามีสวนรวมเพื่อแกไขปญหาจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีระบบและวิธีการท่สามารถปฏิบัตไดโดยงายเพอ


นําไปสูการเรียนรูและการปฏิบัติรวมกัน
6. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการ เปนแหลงรวมองคความรูทพยายามรวบรวม



ี่
ผลการวิจัยทเกี่ยวของกับหัวขอการประชุม และแนวความคดของผูทรงคณวุฒิทเกยวของกับหัวขอประชุม








ซงมักจะเปนผูเชี่ยวชาญในสาขาท่เปนหัวขอของการประชุมดังนั้นจึงสามารถนําเอาแนวคิดเหลานั้นมา

ึ่


ศึกษาได ทั้งนี้รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการจะรวบรวมบทความวิจัย บทคดยอ หรือเอกสาร



นําเสนอในการประชุมวิชาการหรือวิชาชีพทจัดขนทงในระดบทองถน ระดบชาต และระดับนานาชาตโดย










สมาคม หนวยงานหรือองคกรจัดใหมีการประชุมวัตถุประสงคเพื่อเปนการแลกเปลี่ยนความรู ความคดเห็น


60











และความรวมมอกน มีการนําเสนอผลการคนควาวิจัยใหมในทประชุม ตวอยางรายงานสืบเนืองจากการ
ประชุมทางวิชาการทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). ความหลากหลาย ภูมิปญญาและพฤติกรรมการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน



ในลุมน้าลี จังหวัดลําพูน. เอกสารนําเสนอในทประชุมใหญ HERP CONGRESS IV ครั้งท 4,


ี่

โครงการสงเสริมการวิจัยในกุดมศึกษาวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, อุบลราชธานี.
สามารถ ใจเตี้ย.(2559). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูแบบโมเดลซิปปาเรื่อง การประเมินผลกระทบ
สุขภาพจากความเสื่อมสภาพของแหลงน้ํา. เอกสารนําเสนอในท่ประชุมพลวัตรและความ


หลากหลายของมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร ครั้งท่ 1, คณะมนุษยศาสตรและสังคมศาสตร
มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง, ลําปาง.
ทั้งนี้รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการจะแบงเปน 2 ลักษณะตามเกณฑการประเมิน
คุณภาพของสํานักงานมาตรฐานการศึกษา (สมศ.) คือ



ระดบชาติ หมายถง การนําเสนอบทความวิจัยในท่ประชุมวิชาการและบทความฉบับสมบูรณ 





(Full paper) ไดรับการตพมพในรายงานสืบเนืองจากการประชุมวิชาการ (Proceedings) ระดบชาตทม ี





กองบรรณาธิการจัดทารายงานฉบับสมบูรณหรือคณะกรรมการจัดประชุมประกอบดวย ศาสตราจารย



หรือผูทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกหรือผูทรงคณวุฒิทมีผลงานเปนท่ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ นอกจาก



สถาบันเจาภาพอยางนอยรอยละ 25
ระดับนานาชาต หมายถึง การนําเสนอบทความวิจัยในท่ประชุมวิชาการและบทความฉบับ







สมบูรณ (Full Paper) ไดรับการตพมพในรายงานสืบเนืองจากการประชุมวิชาการ (Proceedings) ระดับ


นานาชาตทมกองบรรณาธิการจัดทํารายงานฉบับสมบูรณหรือคณะกรรมการจัดประชุม ประกอบดวย



ศาสตราจารย หรือผูทรงคณวุฒิระดบปริญญาเอก หรือผูทรงคณวุฒิทมผลงานเปนทยอมรับในสาขาวิชา









นั้นๆ จากตางประเทศอยางนอยรอยละ 25
7. รายงานประจําป เปนหนังสือที่มีจํานวนหนานอยกวา 100 หนา จัดเปนหนังสือรายปประเภท

หนึ่งสวนมากเปนหนังสือท่จัดทําโดยหนวยงานราชการ องคการ สถาบันตาง ๆ เพอเสนอตอคณะ








กรรมการบริหารหรือองคกรบริหารอน ๆ ของหนวยงาน และเพอเผยแพรเกยวกบกจกรรมขององคกร





ในรอบปงบประมาณท่ผานไปแกบุคคลท่วไป ในรายงานประจําปจะมีเรื่องเก่ยวกบผลการดําเนินงานใน



รอบปทผานไปขององคการ งบประมาณและการใชจาย รายนามผูบริหารหรือบคลากร รวมถึงอาจมีการ






เปรียบเทยบกับผลงานในปกอน ๆ และการคาดคะเนผลงานในปตอไปดวย ตวอยางรายงานประจําป
ทางดานสาธารณสุข เชน
สํานักสงเสริมและพิทักษผูสูงอายุ. (2554). รายงานสถานการณผูสูงอายุไทย พ.ศ.2550. สืบคนจาก
http://www.oppo.opp.go.th/info/satanakarn50.pdf
สํานักนโยบายและยุทธศาสตร .(2557). ยุทธศาสตร ตัวชี้วัด และแนวทางการจัดเก็บขอมูลกระทรวง
สาธารณสุขประจําปงบประมาณ พ.ศ. 2558. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
United Nations. (2015). 2015 Revision of World Population Prospects. Retrieved
From https://esa.un.org/unpd/wpp/Publications/Files/World_Population_2015_
Wallchart.pdf

61





ในรายงานประจําปจะมีการนําสถติท่เกยวของกับสภาพปญหา แนวโนมของปญหาและแนวทาง











ในการดาเนินงานของหนวยงานทจัดทาซงขอมลเหมาะสมสําหรับการนํามาเขียนความเปนมาและ

ความสําคัญของปญหาการวิจัย
8. วิทยานิพนธ เปนงานวิจัยทางดานวิชาการท่ไดมีการไตรตรองหรือวางแผนงานวิจัยออกมา

อยางมีรูปแบบและเปนระบบระเบียบ โดยผูจัดทําวิทยานิพนธจะเปน นิสิต นักศึกษา นักวิจัย หรือ
นักวิชาการตาง ๆ กระบวนการการจัดทําวิทยานิพนธเปนการนําทฤษฎีเกา ๆ มาวิเคราะห และรวบรวม










ขอมลตาง ๆ เพอนํามาใชวิเคราะหหรืออางอิงตามหลักเหตและผลจนกลายเปนขอมลทมความนาเชือถอ






ผานกระบวนการคด ข้นตอน วิธีการ และผลการศึกษาท่คนควาวิจัยมาได ซงวิทยานิพนธ (ระดบปริญญา






โท) ดุษฏีนิพนธ (ระดับปริญญาเอก) เปนขอกําหนดท่นักศึกษาในระดับบัณฑตศกษาทุกคนตองทํา สวน










ความแมนยําและถกตองของการหาคําตอบใหกบสมมตฐานทตงไวนันจะขนอยูกบการเลือกเครืองมอและ










วิธีวิจัยของผูจัดทาวิทยานิพนธเลมนันๆ ผลลัพธของการวิเคราะหขอมูลทไดจะนําเสนอในรูปแบบการ







ยืนยันหรือขดแยงกบสมมตฐานหรือทฤษฎีทนักวิจัยทานอนไดเคยกลาวไวแลว ทงนีความสอดคลองหรือ










ขัดแยงของทฤษฎีในการทาวิทยานิพนธจะข้นอยูกบปจจัยหลายสวน อาทิสถานท่ทําวิจัย กลุมตัวอยาง







วิธีการวิจัย และพนฐานความรูของผูจัดทาวิทยานิพนธ (โดยเฉพาะในกรณงานวิจัยเชิงคุณภาพ) อยางไรก ็







ตามผูจัดทาวิทยานิพนธควรจะคานึงถึงบทสรุปท่ใหความรูใหม ขอคิดและคําแนะนําทมีประโยชนในการ


กอเกิดความรูใหแกวงการวิชาการและบุคคลทั่วไป ตัวอยางวิทยานิพนธทางดานสาธารณสุข เชน

สามารถ ใจเตี้ย. (2556). คุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชนและ


ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณศกษาแมน้าลี จังหวัดลําพน. วิทยานิพนธสาธารณสุขศาสตรดษฎี






บัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยนเรศวร, พษณุโลก.



สามารถ ใจเตย. (2547). ระดับไนโตรเจนที่มีผลตอการผลิตปุยหมักที่ผลิตจากมูลไสเดือนดิน.วิทยานิพนธ

วิทยาศาสตรมหาบัณฑต สาขาการจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดลอม (วิชาเอกมลพิษ
สิ่งแวดลอม) คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแมโจ, เชียงใหม.






ผลงานวิจัยท่เปนวิทยานิพนธจะเหมาะสมสําหรับผูวิจัยท่เพงเริมทําวิจัยเนืองจากกระบวนการ


ศึกษาจะดาเนินการตามแนวทางของการวิจัยอยางเครงครัดและมอาจารยทปรึกษาใหคําชีแนะอยาง





ตอเนื่อง



9. การคนควาอิสระ เปนรายงานการวิจัยท่กอเกิดจากการเลือกศกษาคนควาจากเอกสาร ใน
หนวยงานหรือองคกรตาง ๆ หรือการคนควาวิจัยในเรื่อง/ปญหาท่เก่ยวของกบการศึกษาระดบ





บัณฑิตศึกษาท่เลือกเรียน แผน ข. โดยการศึกษาคนควาหรือการวิจัยจะตองเปนหัวเรืองท่ไดรับความ





ั่

เห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและดําเนินการจนกระทงไดผลครบถวนตามกระบวนการ และ
เสร็จสิ้นสมบูรณตามขอกําหนด เพ่อขออนุมัติรับปริญญาระดับมหาบัณฑิต ซงขนตอนและกระบวนการ





ทําการศึกษาคนควาอิสระหากเปนการทําวิจัยจะมีลักษณะเหมือนกับการทําวิทยานิพนธทุกข้นตอน แต 

ความเขมขนในการสอบปกปอง (Defense) และความลุมลึกในเนื้อหาจะลดลงตามจํานวนหนวยกิตท ี ่





กาหนดไว ท้งนี้เพราะการคนควาอสระ ม 6 หนวยกิต สวนวิทยานิพนธ ม 12 หนวยกิต ดังนั้นการ

ทําการคนควาอิสระจึงเหมาะสําหรับนักศึกษาที่ทํางาน ตัวอยางวิทยานิพนธทางดานสาธารณสุข เชน
สามารถ ใจเตี้ย. (2551). ภาวะโภชนาการและทัศนคติตอโรคอวนของบุคลกรมหาวิทยาลัยราชภัฎ



เชียงใหม. การคนควาแบบอสระ สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑต เชียงใหม:บัณฑตวิทยาลัย




มหาวิทยาลัยเชียงใหม.

62








10. การสืบคนขอมลจากเครือขายอนเตอรเน็ต การทบทวนเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของจาก







เครือขายอนเตอรเน็ตจะชวยใหนักวิจัยศึกษาคนควาไดกวางขวาง เพราะสามารถสืบคนไดท้งความรูดาน



ทฤษฎีตาง ๆ และรายงานผลการวิจัย โดยแหลงการสืบคนมกจะเปนศูนยขอมลของมหาวิทยาลัยตาง ๆ










ึ่
ซงศนยขอมลเหลานีบางแหงอาจมเฉพาะชืองานวิจัยและบทคดยอ และบางแหงอาจมรายงานวิจัยฉบับ
สมบูรณ 




การสืบคนขอมูล ผูวิจัยจะตองรูจักชื่อของหนวยงานนั้นในระบบเครือขายอนเตอรเน็ต (The
names and Uniform Resource Locator, URL) ตัวอยางเชน
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (http://www.chula.ac.th/)
มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.mu.ac.th/)
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร (http://www.psu.ac.th/)
มหาวิทยาลัยฮารวาด (http:// www.harvard.edu/)
มหาวิทยาลัยสแตนฟอรด (http:// www.stanford.edu/) เปนตน
การสืบคนขอมูลจากเครือขายอินเตอรเน็ตนั้นมใชสืบคนเพียงงานวิจัยเทานั้นแตความรูดานทฤษฎี






ท้งหลายจะมอยูมากมาย สําหรับนักวิจัยท่ไมคอยสันทัดภาษาองกฤษก็สามารถสืบคนไดอยางกวาง

พอสมควร เพราะปจจุบันมหาวิทยาลัยในเมองไทยและกระทรวงสาธารณสุขไดเผยแพรท้งองคความรู 


ตาง ๆ และงานวิจัยเปนภาษาไทย นอกจากนี้ยังมเครื่องมือที่ชวยในการคนควางานวรรณกรรมทีมคณภาพ







และหาไดจากระบบฐานขอมูลของหองสมุด และการใชฐานขอมูลงานวิจัย อาท ิ ProQuest




(ABI/INFORM) Elsevier IEEE หรือ EBSCOhost และอ่น ๆ ทรวบรวมงานวิทยานิพนธระดบ



บัณฑิตศกษา บทความวิจัยบทความวิชาการ และงานวิจัยทนํา เสนอในงานประชุมวิชาการตางๆ

(Proceedings) ซึ่งทําใหผูวิจัยสามารถหางานวิชาการไดตรงกับหัวขอและสาขาทศกษามากทสุด (ชัยเสฏฐ
ี่
ี่

พรมศร, 2557)

ในสวนประเทศไทยมีฐานขอมลหองสมุด (Library database) และหนวยงานดานการวิจัยของ
ประเทศที่ทําการเผยแพรผลงานวิจัย เชน
ฐานขอมูลวิทยานิพนธไทย (http://dcms.thailis.or.th/dcms/basic.php)
ฐานขอมูล CMU e-Theses (http://library.cmu.ac.th/digital_ collection /etheses/ )
คลังขอมูลงานวิจัยไทย (http://www.tnrr.in.th/2558/welcome.php)
หองสมด สกว. (http://elibrary.trf.or.th/)

คลังขอมูลและความรูระบบสุขภาพ (http://kb.hsri.or.th/dspace/)
Thai Journal Online (ThaiJO) (https://www.tci-thaijo.org/) เปนตน
อยางไรก็ตามการนําขอมลจากฐานขอมูลมาใชประกอบการศึกษาวิจัย นักวิจัยควรตรวจสอบ










ขอมลเกยวกบหนวยงานทเขยนเอกสารวามความนาเชือถอหรือไม อยางไร รวมถงขอมลทปรากฏใน













เอกสารนันสอดคลองกบขอมลในบริบทอน ๆ ทเกดขน ณ ชวงเวลาทมการเขียนเอกสารนันอยางไรเพอ












ปองกันขอมูลที่ผิดพลาด บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเปนจริง

63




ขอเสนอแนะวิธีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ





นักวิจัยท่วไปนิยมทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่เกยวของโดยชองทางเครือขายอนเตอรเน็ตมาก




ขึนมากแตขอมูลท่สืบคนอาจจะมรายละเอยดไมมากนัก หองสมดยังคงเปนแหลงขอมูลเอกสารทีม ี






รายละเอยดขอมลมากท่สุด สําหรับนักวิจัยทยังไมมีทักษะขอเสนอแนะวิธีทบทวนเอกสารและงานวิจัยท ี ่






เกี่ยวของพอเปนสังเขปดังนี้






1. จัดเตรียมแฟมรวบรวมขอมลแยกประเภท ๆ เชน แฟมรวบรวมขอมลจากตําราแฟมรวบรวม





ขอมูลจากบทความวิชาการ แฟมรวบรวมขอมูลจากรายงานผลการประชุม แฟมรวบรวมขอมลจาก
รายงานผลการวิจัยท่ลงพมพในวารสารตาง ๆ แฟมรวบรวมวิทยานิพนธของนักศกษา และแฟมรวบรวม





ขอมูลจากการสืบคนทางเครือขายอินเตอรเน็ต เปนตน
2. กําหนดเวลาที่จะใชทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของใหชัดเจน เชน จะศึกษาคนควาให
เสร็จภายในเวลา 1 เดือนหรือ 3 เดือน เปนตน

3. กําหนดแหลงการศึกษาคนควาทําเปนตารางเวลาใหชัดเจน เชน สัปดาหแรกจะศกษาคนควา

ที่หองสมุด ก สัปดาหที่ 2 จะศึกษาคนควาที่หองสมุด ข เปนตน

4. การศึกษาคนควาในหองสมุดแตละแหลงใหแบงการศึกษาคนควาเปน 3 ระยะ คอ







ระยะแรก เปนการรวบรวมชื่อเอกสารและขอมลทนาจะเกยวของทงหมดทมีอยูในหองสมด















นั้นเอกสารท่จะรวบรวมชือควรจะใชเอกสารทพิมพเผยแพรยอนหลังไปนานเทาใดไมมเกณฑทแนนอน
ทั้งนี้ขึ้นอยูกับลักษณะขอมลนั้น ๆ เชน ถาเปนขอมูลเก่ยวกับประวัติยอนหลังไปนานมากกยิงดี แตถาเปน











ขอมูลดานทฤษฎีก็ควรจะเปนทฤษฎีท่ยอนหลังไปไมนานนัก เปนตน อยางไรก็ตามสําหรับขอมูลท่วไปท ี ่






ไมใชขอมลเกยวกับประวัติ ขอเสนอแนะใหใชขอมลยอนหลังประมาณ 5 ป แตถาขอมูลยอนหลัง 5 ป





แลวจํานวนขอมูลนั้นนอยเกินไปกใหยอนหลังไปชวงละ 5 ป จนกวาจะไดจํานวนขอมลมากจนเปนทพอใจ




การศกษาเอกสารแตละชินโดยสังเขปเพอคดเลือกเอกสารทเห็นวาเกยวของจริงการศกษาคนควาในระยะ


















นีเปนการอานเพยงอยางเดยวไมตองมการบันทกสาระ การอานอาจอานจากหัวขอสรุปของแตละบทหรือ







ี่

ี่
อานจากบทคัดยอหรืออานเฉพาะสรุปผลการวิจัย เมื่ออานแลวเห็นวาเอกสารชิ้นใดทเกยวของกคดเลือกไว


ทังหมด











ระยะทีสอง เปนการศกษาเอกสารแตละชินโดยสังเขปเพ่อคดเลือกเอกสารทเห็นวาเกยวของ



จริงการศึกษา การศึกษาคนควาในระยะนี้กินเวลามากเพราะตองอานทงหมดแลวสรุปสาระประเดนสําคัญ



ั้
โดยยอไวทั้งหมดทีละชิ้นซึ่งการสรุปสาระประเด็นสําคญโดยยอทงหมดแตละชิ้นนั้น ผูวิจัยตองคดรูปแบบ



ของตนแลวบันทกสรุปสาระประเดนสําคญในรูปแบบเดยวกันอยางเปนระบบ ตัวอยางเชน ใชระบบการ










เขยนบรรณานุกรม คอ ชือผูเขยน ชือเอกสาร ครังท่พมพเผยแพร จังหวัดทตงโรงพมพ ชือโรงพิมพ















และปทพมพเผยแพร เปนตน และถาจะคดลอกขอความใดไปใชอางอิงจะตองไมลืมบันทึกหนาทคดลอก







มาดวย
ระยะทสาม เปนการศกษาเอกสารท่คดเลือกไวในระยะทสองอยางละเอียดเม่อบันทึกสรุป











สาระประเด็นสําคัญโดยยอท้งหมดเสร็จไปชิ้นหนึ่งแลวกอนทจะเริ่มคนควาชิ้นตอไปตองเก็บบันทกสรุป


สาระประเด็นสําคัญชิ้นนั้นเขาแฟมตามประเภทแฟมที่เตรียมไวกอนเสมอ

การนําเสนอขอมูลอาจจะนําขอมลมาเรียงตอกันใหเปนระบบกอนโดยอาจเรียงตอกันตาม




ั้

ระยะเวลาและหรือเรียงตอกันตามความเปนเหตุเปนผลของสถานการณหลังจากนั้นจึงนําขอมลทงหมดมา







เรียบเรียงเชือมโยงใหตอเนืองสละสลวย การนําขอมูลท้งหมดมาเรียบเรียงเชือมโยงใหตอเนืองไมใชนํา



64












ขอมูลมาเรียงตอกันใหเปนระบบ แตเปนการนําขอมลทงหมดมาเขยนเรียงความทเปนเรืองเพยงเรืองเดยว















แมวาเรื่องเดียวนันจะมการอางองหลายลักษณะกตองวางโครงเรืองทเปนเรืองเดยวใหจง การจัดเรียงเปน

ระบบจะชวยปองกันขอมูลตกหลน และทําใหนักวิจัยเห็นความตอเนื่องของขอมลไดชัดเจน


เทคนิคการปรับแกไขการเขยนทบทวนวรรณกรรม




เมอนักวิจัยไดทบทวนวรรณกรรมแลวสิ่งทนักวิจัยควรดําเนินการเพอสรางความแนใจวาการ







ทบทวนวรรณกรรมของตนนั้นมคุณภาพท้งในสวนเนือหาและการใชภาษามากนอยเพยงใด โดยแนวทาง


ดังกลาว Writing Services University of Guelph (2004) ไดนําเสนอไวดังตอไปนี้
ึ่

1. ใหอานงานของตนเองอกครั้งโดยใชวิธีการอานออกเสียง ซงจะชวยทําใหเราทราบไดวาตรง
ี่
ประโยคหรือสวนใดของขอความที่ตองมการเวนวรรค หรือขึ้นยอหนาใหมหรือบรรทดไหนทมีการสะกดคํา


หรือใชคําสรรพนาม คําบุพบทหรือคําสันธานผิด
2. เนื่องจากวัตถุประสงคของการทบทวนวรรณกรรม คือ การแสดงใหเห็นวาผูวิจัยม ี






ความคนเคยกบเนือหาหรือวรรณกรรมทเกยวขอกับหัวขอท่เลือกดาเนินการวิจัย ดังนั้นการตรวจสอบ








ความครอบคลุม ความสอดคลองและความทนสมยของงานวรรณกรรมทีหยิบยกมาศึกษาในงานของตนจึง
มีความสําคัญเปนอยางยิ่ง


3. ตรวจสอบใหแนใจวาการอางอิงในเนื้อหาและการเขยนบรรณานุกรมมการใชรูปแบบท ่ ี
ถูกตองตามมาตรฐานที่กําหนดในการทําวิจัยในสาขาของนักวิจัย



4. ตรวจสอบใหแนใจวาการเขยนทบทวนวรรณกรรมไมไดมการลอกเลียนงานวรรณกรรมของ

นักวิชาการหรือผูเขียนทานอนทั้งโดยตั้งใจและไมตั้งใจ เชน การลืมอางองผูแตงหรือแหลงที่มาของขอมูล




ื่
ในสวนของเนื้อหา
5. ตรวจสอบการใชภาษาของงานวรรณกรรมอีกครั้งวาใชภาษาเขียนในเชิงวิชาการไมใชภาษา
พูดที่ใชในชีวิตประจําวัน

6. ไมควรมีการใชไวยกรณหรือการสะกดคําผิดในงานเขยนทบทวนวรรณกรรม


อยางไรก็ตามผูวิจัยจะตองแสดงใหเห็นวาสิ่งท่ไดศึกษามามีอะไรบาง คนพบความรูใหมอะไร สิ่ง






ไหนเปนขอเท็จจริงท่มีอยูแลว สิ่งไหนคนพบใหม ยังมีชองวางตรงจุดไหน ในสวนขอมูลท่เปนการแสดง
ความคิดเห็น การชีจุดประเด็นสําคัญ และการสรุปผลของการวิจัยตองมีการอางอิงแหลงขอมูลกํากับไว

ดวยเสมอ

บทสรุป

การทบทวนวรรณกรรมเปนวิธีการท่ใชสําหรับการกาหนด ประเมน แปลความขอคนพบทผานมา














และมีความเกยวของกบสิ่งทผูวิจัยสนใจอันจะนําไปสูเนือหาและคําตอบมาวิเคราะห สังเคราะหเพอตอบ

คําถามการวิจัยที่กําลังสนใจอยู การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของจะนํามาผลการคนควาใชเพือการอางอิง
เชิงทฤษฎีและการอางอิงเชิงประจักษ ข้นตอนการทบทวนวรรณกรรมประกอบดวยการกลันกรองขอมล







จากการสังเคราะหและประเมินขอมูล การกาหนดแนวคิดหลักของวรรณกรรมและการโตแยงหลักของ


การทบทวนวรรณกรรม การกาหนดโครงสรางและจัดระบบการทบทวนวรรณกรรม การเขียนงานการ




ทบทวนวรรณกรรม การเขยนบรรณานุกรม โดยมแหลงขอมลในการทบทวนวรรณกรรมทงหนังสือ ตารา




รายงานการวิจัย บทความวิจัย บทความวิชาการ และอื่น ๆ ที่มีแหลงอางอิงชัดเจน

65




บทที 4

รปแบบการวิจยทางสาธารณสุขเบื้องตน





การวิจัยทางสาธารณสุขเปนกระบวนการแสวงหาความรู หาวิธีการใหม คดคนเทคโนโลยีทเหมาะสม






ั้

และมประสิทธิภาพในการปองกัน รักษาโรค รวมทงในการแกไขปญหาในการปฏิบัติงานทางสาธารณสุขเพ่อให
ึ่

ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี สามารถประกอบอาชีพ และดารงชีวิตประจําวันไดอยางปกติสุข ซงรูปแบบการ
วิจัยมีความแตกตางกันตามจุดเนนของแตละสาขาวิชา โดยท่วไปรูปแบบการวิจัยจะเก่ยวของกับการวิจัยใน


มนุษยซ่งมีความจําเปนเพ่อสรางองคความรู และความเขาใจเก่ยวกับสาเหตุของโรค การดําเนินโรค








พฤตกรรมของมนุษยทกอเกดปจจัยกําหนดสุขภาพท้งสวนบุคลล และชุมชนเพ่อแสวงหาแนวทางสูความ


ี่

เปนอยูทดีของมนุษย การวิเคราะหนโยบายและประเมินคุณคาทางนโยบายสุขภาพ รวมถึงพิสูจนและ
ประยุกตใชทฤษฎีทางวิทยาศาสตรเพื่อการดูแลสุขภาพ

การวิจัยเชิงสํารวจ




การวิจัยเชิงสํารวจ (Survey research) เปนการวิจัยทเกบขอมลจากกลุมตวอยางทใชเทคนิคในการ







ี่
คัดเลือกกลุมตัวอยาง เพื่อใหไดกลุมตัวอยางที่เปนตัวแทนที่ดีของประชากร และผลการวิจัยทไดสามารถอางอง



กลับไปยังกลุมประชากรได การวิจัยเชิงสารวจออกแบบมาเพ่อใหไดขอมูลเก่ยวกับความซุก (Prevalence)
การกระจายตัว (Distribution) และความเกี่ยวเนื่องระหวางตัวแปรในกลุมประชากร การวิจัยเชิงสํารวจยังเปน














การวิจัยทเกยวของกบการศกษาคนควาหาขอเทจจริงเกยวกบสภาพการณท่เปนอยุในปจจุบันของตวแปรตาง





ๆ ขณะททาการศึกษาโดยมงตอบคําถามเชิงวิจัยในลักษณะอยางไรหรือเปรียบเทียบระหวางสภาพเงอนไขท ่ ี











แตกตางกัน และยังเปนการวิจัยทเนนการศึกษาตวแปรทเก่ยวกบลักษณะความเชื่อความคิดเห็นทัศนคต ิ
แรงจูงใจหรือพฤตกรรมของมนุษย ท้งองคประกอบทางสังคมวิทยา (Sociological factors) ทางจิตวิทยา


(Psychology factors) แบบการวิจัยเชิงสํารวจ เชน
1. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case study) หรือรายงานผูปวยเฉพาะราย (Case report) เปน

กระบวนการศึกษารายละเอยดเก่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหลายคนเปนระยะเวลาตอเนืองกันไปใน





ระยะเวลาหนึงโดยใชเครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการตาง ๆ เพ่อใหไดมาซ่งรายละเอยดของขอมูลแลวนําขอมล








เหลานั้นมาวิเคราะหเพื่อทําความเขาใจสภาพผูถูกศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมตลอดจนขอเสนอแนะทเปนแนว
ี่



ทางการใหความชวยเหลือกรณีที่ผูศึกษากําลังประสบปญหาสุขภาพ ถาเปนการศกษาในผูปวยรายเดยวเรียกวา




Case report ถามากกวาหนึ่งรายเรียกวา Case series การศึกษาวิธีนีมกใชในผูปวยใหมทปวยเปนโรคทพบ





ยากนําเสนอขอมลจากการศกษาดวยการเขียนอธิบายรายละเอยดใหผูสนใจทราบ ไมมการใชสถตในการแปล










ผล



2. การศกษาธรรมชาตการเกิดโรค (Natural history of disease) เปนการศกษาเหตการณของ



โรคนับตงแตการเริ่มกอเกิดในคนและเปลียนแปลงไปตามกาลเวลา รวมถงแสวงหาความรูเรืองธรรมชาตของ






โรคทั้งระยะเสี่ยง ระยะกอนมีอาการ ระยะแสดงอาการ และระยะสิ้นสุดของโรค










3. การศึกษาสถิตชีพ (Vital statistics) เปนการศกษาขอมล ขาวสารทเกยวกับการดารงชีวิตของ



ประชาชน เพื่อใหทราบถึงสภาพการณของสุขภาพอนามยของประชาชน และการเปลียนแปลงของประชากรท ี ่



อาจจะเกิดขึ้นและสามารถนํามาพิจารณาเปรียบเทียบกันได ไดแก ประชากรการเกด การตาย การยายถ่นฐาน

และการหยาราง

66


4. การศึกษาระยะยาว (Longitudinal study) เปนการศกษาการเกดของโรคในชวงระยะเวลา



จากจุดหนึ่งไปยังอกจุดหนึง แลวเกบขอมูลของการเกิดโรคในชวงระยะเวลาท่ทาการศกษา ถาเปนการเกบ









ขอมูลไปขางหนา นักระบาดวิทยาเรียกการศึกษาแบบนี้วาการศึกษาไปขางหนาเชิงพรรณนา (Prospective





descriptive study) ถาเปนการศกษายอนหลังเพ่อรวบรวมขอมูลท่เกดข้น เชน การทบทวนเวชระเบยน



ยอนหลังเรียกวาการศกษายอนหลังเชิงพรรณนา (Retrospective descriptive study) การศกษาระยะยาว






เปนการศึกษาที่ดําเนินการและติดตามผลการศึกษาในประชากรกลุมเดียวกนแตตางเวลากน เหมอนกบทาการ
สํารวจ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง แตเปนการทําหลายครั้งในประชากรกลุมเดียวกัน การศึกษาระยะยาวนี้มีชื่อ




เรียกอกอยางวา Incidence study หรือการศกษาหาอบัติการณของโรค เพราะขอมลของการเกดโรคในชวง




ระยะเวลาที่ทําการศึกษาทําใหไดขอมูลเกี่ยวผูปวยใหมหรือเหตุการณใหมที่เกิดขึ้น




5. การศึกษาทางนิเวศวิทยา (Ecological study) เปนการศกษาระดบประชากรทอธิบายถงการ




เกดโรคและองคประกอบของการเกดโรค (Determinants) ในประชากรทงหมด เปนการศกษาเปรียบเทียบ






ความถี่ของการเกิดโรคในระยะเวลาเดียวกันของประชากรกลุมตาง ๆ หรือเปรียบเทียบความถของการเกดโรค





ในระยะเวลาท่ตางกันของประชากรกลุมเดียวกัน ผลท่ไดจากการศกษาระดับประชากรชนิดนี้นํามาใช


ประโยชนในการตงสมมติฐาน และใชการศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะหทกระทาในรายบคคล เชน Case







control หรือ Cohort Study เพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ไดจากการศึกษาชนิดนี้
6. การศกษาระบาดวิทยาภูมิศาสตร (Geographical epidemiolog) เปนการประยุกตใชขอมูล

เทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร ขอมูลสุขภาพ และขอมูลดานกายภาพและชีวภาพ จากระบบเฝาระวังโรค
ี่
ี่
ื้
ื่
และระบบรายงานตาง ๆ เพื่ออธิบายสถานการณโรค รวมถึงการประยุกตใชสถิติเชิงภูมิศาสตรเพอระบุพนททม ี



การรวมกลุมกันของสถานการณโรค และคนหาปจจัยทางกายภาพและชีวภาพท่มผลตอสถานการณโรคและ






การรวมกลุมกนของสถานการณโรค การศกษาทไดจากการศกษาทางดานระบาดวิทยาภูมิศาสตรมประโยชน







ในงานสาธารณสุขเปนอยางยิง โดยเฉพาะการนํา ไปใชในการบริหารทรัพยากร และการวางแผนเฝาระวัง

ปองกนและควบคมโรคเชิงนโยบาย (มธุรส ทิพยมงคลกล, 2555)



7. การศึกษาภาคตัดขวาง (Cross – sectional study) เปนการสํารวจปญหาท่เฉพาะเจาะจงใน



กลุมใดกลุมหนึง นิยมใชในการสํารวจภาวะสุขภาพของชุมชน การออกแบบการศกษาสามารถใชการคัดกรอง










โรคเพ่อคนหาผูปวยหรือผูทมีความเสี่ยงได ขอดีของการวิจัยแบบนี คือ สามารถทําไดงายและรวดเร็วใช

งบประมาณและเวลานอย เพราะเปนการศึกษา ณ จุดเวลา ไมตองมีการติดตามไปขางหนา ขอดอย คอ



สามารถใชทดสอบความสัมพันธไดแตไมสามารถบอกความเปนเหตุเปนผลไดบอกไดแคขนาดของปญหาเทานั้น

การวิจัยตามแบบการวิจัยขางตนแตละแบบมความสําคัญตอการคนหาสภาพปญหาสาธารณสุข ซ่งม ี




สวนสําคัญอยางยิ่งตอการพฒนารูปแบบการแกไขปญหาสาธารณสุขทั้งตัวบุคคลและชุมชน อยางไรกตามผูวิจัย
ควรมีความรูความเขาใจดานระบาดวิทยาพอสมควร ซึ่งจะนําไปสูการออกแบบการวิจัยไดอยางเหมาะสม

การศึกษาเชงสหสัมพันธ


การศึกษาเชิงสหสัมพันธ (Correlation study) เปนการศึกษาความสัมพนธของปรากฏการณท ่ ี

เกิดขึ้นรวมกัน เพราะในปรากฏการณปญหาดานสาธารณสุขหนึ่งอาจมีเหตการณมากกวา 1 เหตการณเกิดขน












และมความสัมพนธกันดวย การทํานายจะแมนยําเชื่อถอไดมากนอยเพยงใดยอมขนอยูกับคาของผลการ


วิเคราะหทางสถิติเนื่องจากการวิจัยแบบหาความสัมพนธมหลายแบบและแตละแบบตางก็มีความมงหมายและ


วิธีการแตกตางกัน เชน

67




1. การวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (The explanatory design) เปนการหาความสัมพนธของตวแปร







2 ตว เพอบรรยายความสัมพนธใน 2 ลักษณะ โดยดทขนาดของความสัมพนธ วาตวแปร X และตัวแปร Y ม ี



ความสัมพนธกับแบบใด หรือทิศทางความสัมพันธแบบแปรแปรผันตามกนหรือวาแปรผกผันในทิศทางตรงขาม

กันในประชากรกลุมเดียว และยังเปนการวิจัยเพื่อศึกษาเหตุการณที่เกิดขึ้นแลววาเกดขนไดอยางไร มีสาเหตมา
ึ้


จากอะไร และทําไมจึงเปนเชนนั้น การวิจัยประเภทนี้จะพยายามชี้ใหเห็นวาตวแปรใดสัมพนธกับตัวแปรใดบาง


และสัมพันธกันอยางไรในเชิงของเหตุและผล






2. การวิจัยเชิงพยากรณ (Predictive research) เปนการศกษาเพอมงเนนการคาดการณ หรือทา



นายเหตุการณ (ตัวแปร) อยางใดอยางหนึ่ง ทอาจเกิดขนในอนาคตโดยอาศัยขอมลทงหมดในอดีตและปจจุบน











รวมทั้งทฤษฎีที่เกี่ยวของเปนกรอบในการคาดการณ แตการพยากรณนีเปนการพยากรณประชากรทงกลุม มได

ั้








พยากรณเปนรายบุคคล และมไดหมายความวาจะถูกตองเสมอไปเพราะอาจมสาเหตุอนทีทําใหเกดความ
คลาดเคลื่อนในการพยากรณได

การศึกษาลักษณะนีจึงเปนการคนหาขอมูลพื้นฐานเพื่อการสรางสมมติฐานเกี่ยวกบปจจัยกาหนดความ


ี่
ื่
เปนโรค เปนการศึกษาในกลุมประชากรเพอดูการกระจายของโรคทตองการศึกษา หรือดูความสัมพันธระหวาง

การเกิดโรคในประชากรกบปจจัยบางอยาง


ตัวอยางวิจัยเชิงสหสมพันธ


การวิจัย เรื่อง ความรู และเจตคติตอการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุดวยพิธีกรรมพ้นบานลานนา
องคการบริหารสวนตําบลสะลวง อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม 
วัตถุประสงคของการวิจัย



1. เพอศึกษาระดบความรู และเจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการสรางเสริมสุขภาพจิต



ผูสูงอายุ

2. พยากรณปจจัยทมอทธิพลกบเจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการสรางเสริมสุขภาพจิต








ผูสูงอายุ
วิธีดําเนินการวิจัย
การศึกษานี้ใชรูปแบบการศึกษาเชิงสํารวจแบบภาคตัดขวาง (Cross sectional study) ม ี
กระบวนการศึกษา ดังนี้
1. ประชากรและกลุมตวอยาง ประชากรเปนผูสูงอายุในเขตองคการบริหารสวนตําบลสะลวง

อาเภอแมริม จังหวัดเชียงใหมจํานวน 873 คน กลุมตวอยางในการศกษา สุมตวอยางจากผูสูงอายุในเขต





องคการบริหารสวนตําบลสะลวง อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหมดวยวิธีการสุมแบบหลายชั้น (Multistage





random sampling) การคานวณขนาดตวอยาง ผูวิจัยไดเลือกใชวิธีการคํานวณขนาดตวอยางจากสูตร


Cochran (1977 ) ไดขนาดกลุมตัวอยางจํานวน 236 คน
2. เครื่องมือที่ใชในการวิจัย เปนแบบสอบถาม มี 3 สวน คือ
สวนท 1 ขอมูลสวนบุคคล เปนแบบสอบถามชนิดเติมคํา และเลือกคําตอบ ขอคําถาม






ประกอบดวย เพศ อายุ รายไดเฉลียตอเดอน รายจายเฉลีย ระยะเวลาการอยูอาศัยในชุมชน จํานวนสมาชิก


ในครัวเรือน การเขารวมกิจกรรมชุมชน การเขารวมกิจกรรมที่หนวยงานเปนผูจัด และการเขาวัดทําบุญ


สวนท 2 ความรูพธีกรรมพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ ประกอบดวย








ความรูเกยวกับพิธีกรรมเพอหาสาเหตุความเจ็บปวย เครื่องประกอบพิธีกรรม และความรูเกยวกับการใช









พิธีกรรมเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิต ลักษณะแบบสอบถามเปนมาตราวัด 2 ระดับ แบบสอบถามแตละขอ

68








มีคะแนนตั้งแต 0 - 1 คะแนน การแปลผล ระดบความรูด คะแนนตงแตรอยละ 80 – 100 ระดบความรูปาน







กลาง คะแนนตั้งแตรอยละ 60 – 79 และระดบความรูตํา คะแนนนอยกวารอยละ 60 ขอคาถามมทงหมด 15


ขอ มีคาความเที่ยงดวยวิธีคูเดอร ริชารดสัน (Kuder-Richardson, KR - 21) เทากับ 0.83



สวนท่ 3 เจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ ประกอบดวย




เจตคติตอการประกอบพิธีกรรม เจตคติตอผลลัพธของการประกอบพธีกรรม และเจตคติตอการอนุรักษและสืบ


ทอดพธีกรรม ลักษณะแบบสอบถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 3 ระดบ แบบสอบถามแตละ








ขอมคะแนนตงแต 1 - 3 คะแนน การแปลผล 1.00 -1.67 หมายถึง ผูสูงอายุมเจตคตตอพธีกรรมพนบาน



ลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตในระดบนอย 1.69 - 2.32 หมายถง ผูสูงอายุมเจตคตตอพธีกรรมพนบาน










ลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตในระดบปานกลาง 2.33 – 3.00 หมายถึง ผูสูงอายุมเจตคตตอพธีกรรม














พนบานลานนาเพ่อการสรางเสริมสุขภาพจิตในระดับระดบมาก ขอคาถามมทงหมด 18 ขอ มคาความเทยง



ของเครื่องมือดวยวิธีการหา Alpha Coefficient เทากบ 0.88

3. การวิเคราะหขอมูล








3.1 ขอมลปจจัยสวนบุคคลของกลุมตวอยาง ความรูและเจตคตตอพธีกรรมพนบานลานนาเพอการ






สรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุ วิเคราะหโดยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ไดแก คาความถี คารอย

ละ คาเฉลี่ย และคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน





3.2 ขอมลปจจัยพยากรณ (ปจจัยสวนบุคคลและความรู) เจตคตตอพิธีกรรมเพอการเสริมสราง

สุขภาพจิตผูสูงอายุ ใชการวิเคราะหการถดถอยพหุคูณ (Regression analysis)
ผลการวิจัย
สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไป พบวา ผูสูงอายุสวนใหญเปนเพศหญิง รอยละ 54.70 อายุเฉลี่ย 71.31 ± 6.98




ป มรายไดเฉลีย 2,727.54 ± 3,271.28 บาทตอเดอน รายจายเฉลีย 2,205.08 ± 2,322.90 บาทตอเดอน










ระยะเวลาทอาศยอยูในชุมชนเฉลียเทากับ 65.48 ± 15.19 ป จํานวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ยเทากบ 3.74


±1.54 คน ผูสูงอายุเขารวมกจกรรมชุมชนในชวงสามเดอนทผานมา เฉลียเทากบ 4.23 ± 3.18 ครัง เขารวม









กิจกรรมชุมชนที่หนวยงานเปนผูจัดในชวงสามเดือนทผานมาเฉลี่ยเทากบ 2.25 ± 2.35 ครั้ง และเขาวัดทาบุญ

ี่



ในชวงสามเดือนที่ผานมาเฉลี่ยเทากับ 6.03 ± 3.35 ครั้ง



สวนท 2 การศึกษาระดบความรูพธีกรรมพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ พบวา






ผูสูงอายุมีระดับความรูเกียวกับพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตโดยรวมเฉลี่ยระดับดี (รอย
ละ 89.01) โดยมีคาคะแนนระดับความรูเกยวกับการใชพิธีกรรมพ้นบานลานนาในการสรางเสริมสุขภาพจิต



ระดับดี (รอยละ 98.55) รองลงมาความรูเกี่ยวกับเครื่องประกอบพิธีกรรมระดับดี (รอยละ 86.58) และความรู 
เกี่ยวกับพิธีกรรมเพื่อหาสสาเหตุความเจ็บปวยระดับดี (รอยละ 81.88) ดังนําเสนอในตารางที่ 1

ตารางท 1 ความรูเกี่ยวกับพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ


ความรู  รอยละ ระดับความรู 
พิธีกรรมเพื่อหาสาเหตุความเจ็บปวย 81.88 ดี
เครื่องประกอบพิธีกรรม 86.58 ดี
ื่
การใชพิธีกรรมเพอการสรางเสริมสุขภาพจิต 98.55 ดี
โดยรวมเฉลี่ย 89.01 ดี

69


ื้
สวนที่ 3 เจตคติตอพิธีกรรมพนบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ พบวา ผูสูงอายุม ี














ระดบเจตคตตอการสรางเสริมสุขภาพจิตดวยพธีกรรมพนบานลานนาโดยรวมเฉลีย ระดบสูง (คาเฉลียเทากบ


2.64 ± 0.30) โดยมีระดับเจตคติตอผลการสรางเสริมกําลังใจ ระดับสูง (คาเฉลี่ยเทากับ 2.93 ± 0.26)

รองลงมา เจตคติตอทางเลือกและการเรียนรูชุมชนในการสรางเสริมสุขภาพจิต ระดับสูง (คาเฉลี่ยเทากบ 2.83


± 0.25) และเจตคติตอรูปแบบการประกอบพิธีกรรม ระดับปานกลาง (คาเฉลี่ยเทากับ 2.15 ± 0.38) โดยรวม
เฉลี่ย (คาเฉลี่ยเทากับ 2.64 ± 0.30) ระดับสูง ดังนําเสนอในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ระดับเจตคติตอพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ
เจตคติ คาเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบน ระดับเจตคติ
มาตรฐาน
รูปแบบการประกอบพธีกรรม 2.15 ± 0.38 ปานกลาง

ผลตอการสรางเสริมกําลังใจ 2.93 ± 0.26 สูง
ทางเลือกและการเรียนรูชุมชนในการสรางเสริม 2.83 ± 0.25 สูง
สุขภาพจิต
โดยรวมเฉลี่ย 2.64 ± 0.30 สูง

สวนที 4 การวิเคราะหปจจัยพยากรณท่มีอิทธิพลกับเจตคตตอพธีกรรมพ้นบานลานนาเพอการ








เสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ
การศึกษานี้ใชรูปแบบสมการความสัมพันธดังนี้ y = a + b x + b x + b x +……+ b x ทั้งนี้เมื่อ
2 2
9 9
3 3
1 1
นําตัวแปรทั้ง 9 ตัวเขาสมการแลวคํานวณดวยวิธี Stepwise ไดแก
X ระดับอายุ (ป)
1
X รายไดเฉลี่ย (บาทตอเดือน)
2
X รายจายเฉลี่ย (บาทตอเดือน)
3
X ระยะเวลาการอาศัยอยูในชุมชน (ป)
4
X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน)
5
X การเขารวมกิจกรรมชุมชน (ครั้งในชวง 3 เดือน)
6
X การเขารวมกิจกรรมชุมชนที่หนวยงานเปนผูจัด (ครั้งในชวง 3 เดือน)
7
X การเขาวัดเพื่อทําบุญ (ครั้งในชวง 3 เดือน)
8
X ความรูพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ (คาเฉลี่ย)
9
ผลการวิเคราะหไดคา F เทากบ 38.642 p-value = 0.00 และเม่อพจารณาคาการตดสินใจเชิง








2

พหุ (R ) พบวามีคาเทากับ 0.547 ซึ่งหมายความวา ตัวแปรทั้งหมด 9 ตวแปร พยากรณเจตคติตอพิธีกรรม






พืนบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุไดรอยละ 54.7 เมอวิเคราะหความสัมพันธทระดับ



นัยสําคญทางสถิตท่ระดบ 0.05 พบวา มตัวแปร 2 ตัวแปร คอ X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน) และ X



9
5






ความรูพธีกรรมพนบานลานนาเพอการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ (คาเฉลีย) มอทธิพลกบเจตคตตอการใช













พธีกรรมพ้นบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตของผูสูงอายุอยางมนัยสําคัญทางสถิตท่ 0.05 ซ่งเขียน

เปนสมการพยากรณ ไดดังนี้

70




สมการพยากรณในรูปคะแนนดบ








Yi (เจตคตตอพธีกรรมพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ) = 2.189 - 0.027
(จํานวนสมาชิกในครัวเรือน) + 0.554 (ความรูพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ)



จากสมการขางตนจะเห็นไดวา เจตคติตอพิธีกรรมพ้นบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิต






ผูสูงอายุจะลดลง 0.027 หนวยตอการเพิ่มขึ้นของสมาชิกในครัวเรือน 1 หนวย และเจตคตตอพธีกรรมพนบาน

ลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุจะเพ่มข้น 0.554 หนวยตอการเพมข้นของความรูพธีกรรม








พนบานลานนาเพอการสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ 1 หนวยอยางมนัยสําคญทางสถิติ 0.05 (p – value =





0.000 และ 0.000 ตามลําดับ) ดังนําเสนอในตารางที่ 3






ตารางท 3 ปจจัยพยากรณทมอทธิพลกบเจตคติตอพธีกรรมพนบานลานนาเพ่อการเสริมสรางสุขภาพจิต








ผูสูงอายุดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน
ตัวแปรพยากรณ คาสัมประสทธิ์การถดถอย (b) t p – value*

คาคงท ี่ 2.189 37.474
จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน) - .027 - 6.216 0.000
ความรูพิธีกรรมพนบานลานนาเพ่อ .554 8.288 0.000



การสรางเสริมสุขภาพจิตผูสูงอายุ
(คาเฉลี่ย)
2
R = 0.547 SEE = 0.058 F = 38.642 000
= .
S

g
i
* นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05






จะเห็นไดวาการศึกษาชนิดนี้เปนการวิเคราะหคาความสัมพนธจากคาเฉลียในกลุมประชากร ทงนีการ



วิเคราะหขอมูลจะวิเคราะหในระดับประชากรไมใชระดบบุคคล ทําใหการอางอิงขอมูลไมสัมพันธกับการเกิด

โรคในระดบบุคคล แตอยางไรก็ตามการวิจัยลักษณะนี้เปนการคัดสรรตัวแปรทจะใชเปนแนวทางการศกษาครั้ง

ี่
ตอไป ดังนั้นสิ่งสําคัญคือการทบทวนวรรณกรรมที่ตองใหความสําคัญอยางยวดยิ่ง

การวิจัยผสานวิธี
ภัทรวดี มากมี (2559) กลาววา การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method research) เปนเทคนิควิธี
วิจัยแบบนี้เปนการนําเทคนิควิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเทคนิควิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมาผสานกันในการทํา
วิจัยเรื่องเดยวกน เพอท่จะตอบคําถามการวิจัยไดสมบูรณขนกวาในอดีต มพนฐานแนวคดจากการหลอมรวม
















ปรัชญาของกลุมปฏิฐาน นิยม และกลุมปรากฏการณนิยมเขาดวยกน อาจเรียกวา เปนกลุมแนวคดของกลุม



ปฏิบัตินิยม (Pragmatist) ซึ่งมีความเชื่อวาการยอมรับธรรมชาติของความจริงนั้นมีทั้งสองแบบตามแนวคดของ





นักปรัชญาทงสองกลุม ผลการวิจัยจากวิธีการวิจัยแบบผสานวิธีสามารถเสริมตอกนโดยใชผลการวิจัยจากวิธี




หนึงอธิบายขยายความผลการวิจัยอกวิธีหนึงชวยใหการตอบคําถามการวิจัยไดละเอยดชัดเจนมากกวาการใช
รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพเพียงรูปแบบเดียว
วัลนิกา ฉลากบาง (2560) กลาววา การวิจัยแบบผสมผสาน หมายถง การแสวงหาความรูความจริง


ดวยการใชวิธีเชิงปริมาณและวิธี เชิงคุณภาพรวมกันในระยะใดระยะหนึ่งหรือใชตอเนื่อง ในระยะทตางกัน แลว


นําาผลทไดจากแตละวิธีมาสรุปรวมกน ซ่งจะทาใหเกิดความเขาใจอยางลึกซงในสิงทศึกษา สําหรับการ













71





ผสมผสานรูปแบบนี้ปจจัยที่สงผลตอการตัดสินใจเลือกรูปแบบการวิจัย คอ ระดบการเชือมโยงของผลการวิจัย
เชิงปริมาณและเชิงคณภาพ ระดบความสําาคญของผลการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคณภาพ เวลาในการ






ดาเนินการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคณภาพ และชวงเวลาและวิธีการผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ (Creswell & Clark, 2011)


1. รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน Creswell & Clark (2007) แบงออกเปน 3 รูปแบบ ดงนี





1.1 การวิจัยแบบฐานขอมลคขนาน (The parallel databases variant) เปนการคดเลือกเอา
ผลการวิจัยท่เหมือนกันมาวิเคราะหเพอแสดงถึงความสอดคลองกันของผลการวิจัยและนำขอมูลท่ตางกันมา






เปรียบเทียบเพื่อสังเคราะหเปนผลการวิจัยและอภิปรายผล
1.2 การวิจัยแบบแปลงรูปขอมูล (The data – transformation variant) เปนการนําผลการวิจัย








เชิงคณภาพมาแปลงเปนขอมูลเชิงปริมาณ จากนั้นจึงนำผลลัพธทไดไปเปรียบเทียบกบผลการวิเคราะหขอมล
เชิงปริมาณซึ่งวิธีนี้จะทำใหการผสมผสานขอมูลสามารถกระทำไดโดยตรง



1.3 การวิจัยแบบยืนยันผลลัพธเชิงปริมาณ (The data - validation variant) เปนการวิจัยทตอง

ยืนยันความถูกตองของขอมูลเชิงปริมาณทไดจากการใชขอคeถามแบบปลายปด ซงทําไดโดยการเพมขอ
ิ่

ึ่

คำถามเชิงคุณภาพลงในแบบสอบถาม แลวนำผลการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพมาใชสนับสนุนผลหรือขอ

คนพบเชิงปริมาณ แตการทำวิจัยรูปแบบนี้อาจทำใหขอมลเชิงคุณภาพทไดอาจไมครอบคลุมวัตถุประสงคการ







วิจัย










ทงนีการออกแบบการวิจัยแบบผสมผสานตองดาเนินการเก็บขอมลและวิเคราะหขอมลทงเชิงปริมาณ

และคณภาพเพอใหเกดการผสมผสานผลการศกษาทไดอยางครอบคลุม อยางไรก็ตามการดำเนินการวิจัยแบบ








ผสมผสานนีจะใชในกรณทนักวิจัยมีเวลาหรือทรัพยากรจำกดในการเกบขอมล และนักวิจัยควรมทักษะความ











ชำนาญทงการวิจัยเชิงคณภาพและเชิงปริมาณเพราะตองสามารถเกบและวิเคราะหผลการวิจัยทงสองรูปแบบ





พรอมกันได 


ขอมูลเชิงปริมาณ
แบบสอบถาม




เชอมโยงขอมล สรุปผล



ขอมลเชิงคุณภาพ
แบบสอบถามปลายเปด
การสัมภาษณ
การสนทนากลุม

ภาพที่ 4.1 กรอบแนวคดการวิจัยแบบผสมผสาน


ตัวอยางการวิจัยแบบผสมผสาน
ื่
การวิจัย เรื่อง ภูมิปญญาและปจจัยที่มความสัมพันธกบการใชประโยชนสมุนไพรพื้นบานเพอการดูแล


สุขภาพ กรณีศึกษา: ชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม 

72


วัตถุประสงคของงานวิจัย












เพอรวบรวมภูมปญญาสมนไพรพนบานเพอการดแลสุขภาพ และวิเคราะหปจจัยทมความสัมพันธกบ

การใชประโยชนสมุนไพรพื้นบานเพื่อการดูแลสุขภาพ
การดําเนินการวิจัย
การวิจัยฉบับนี้ใชกระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) โดยใชกระบวนการเกบขอมูล


แบบผสมผสานท้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพ่อใหไดขอมลความหลากหลายและการใชประโยชนสมนไพร






พื้นบานเพื่อการดูแลสุขภาพในสถานการณปจจุบัน มกระบวนการศกษา ดังนี้


1. การสังเคราะหภูมิปญญาสมนไพรพนบาน ใชการวิจัยจากเอกสาร (Documentary studies) โดย





การทบทวนวรรณกรรมแบบเรียงรอยถอยคา (Narrative review) จากเอกสารท่เก่ยวของกับภูมิปญญาพืช














สมนไพรพนบานในพนทชุมชนสะลวง – ขเหล็ก รวมกับการศกษาเชิงคณภาพโดยการสัมภาษณแบบไมม ี



โครงสราง (Non-structured interview) ตามข้นตอน ดังนี การรวบรวมขอมล ดาเนินการสํารวเอกสารท ี ่

















เกยวของกบสมนไพรพนบานในพนทศกษา โดยพบเอกสาร ไดแก สมดบันทกของหมอพนบานดานสมนไพร 1







ฉบับ บันทกของประชาชน จํานวน 4 ฉบบ และเอกสารงานวิจัย ไดแก รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ จํานวน






2 เลม สวนการสัมภาษณแบบไมมโครงสราง ทําการสัมภาษณ หมอพนบานดานสมนไพร จํานวน 1 คน





อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมบาน จํานวน 3 คน และประชาชนท่วไปจํานวน 4 คน สวนการวิเคราะห


ขอมล ดาเนินการวิเคราะหตความหมายขอมลดวยวิธีการวิเคราะหหากระบวนทศน (Thematic analysis)






เพื่อทําความเขาใจขอมูลที่เกี่ยวของ

2. การศึกษาการใชประโยชนสมุนไพรพนบานเพอการดูแลสุขภาพ ใชการศึกษาเชิงสํารวจแบบ




ภาคตัดขวาง (Cross sectional survey)
2.1 ประชากรและกลุมตวอยาง ประชากรในการศึกษาเชงปริมาณ เปนประชาชนทอาศยอยูใน







ครัวเรือนทต้งอยูในพนทชุมชนสะลวง – ข้เหล็ก จํานวน 4,477 ครัวเรือน ตงแตเดอนกนยายน พ.ศ. 2562 –

















มถนายน พ.ศ. 2563 คานวณขนาดตวอยางดวยสูตรของ Daniel ไดขนาดกลุมตัวอยางจํานวน 301



ครัวเรือน หลังจากนันคณะผูวิจัยไดเลือกกลุมตวอยางระดบหมบาน รอยละ 30 ดวยวิธีการสุมอยางงายโดย


















การจับฉลากแบบไมกลับคืน การคดเลือกครัวเรือนแตละหมบานมาศกษาคณะผูวิจัยใชตารางการสุมตวอยาง





แบบมระบบ (Systematic Random Sampling) ตามสัดสวนของจํานวนหลังคาเรือนแตละหมบาน ทงนี ้

ี่
ผูวิจัยไดใชเลขที่บาน 3 ครัวเรือนแรกมาสุมตัวอยางกอนแลวจึงเก็บขอมลจากเลขทบานทเรียงลําดับแลวเวน 4
ี่


หลังคาเรือนในแตละหมบานจนครบจํานวนตามสัดสวน ครัวเรือนในแตละหมบาน ทงนีผูวิจัยเลือกประชาชน










เปนผูใหขอมูล เม่อไมพบผูวิจัยจะไดเขาเกบขอมูลซําอีกครั้งและถาไมพบเปนครั้งท่ 2 ผูวิจัยไดเปลี่ยนเปน

หลังคาเรือนถัดไป





สวนการศึกษาเชงคุณภาพประชากรและกลุมตวอยางทําการคดเลือกแบบเจาะจง ดงนี 1) การสัม







ภาษแบบไมเปนทางการ สัมภาษณจากประชาชนท่วไป จํานวน 6 คน 2) การสนทนากลุม ผูเขารวม จํานวน



12 คน ประกอบดวย ตวแทนประชาชนทวไป จํานวน 4 คน ผูสูงอายุ จํานวน 2 คน อาสาสมครสาธารณสุข








ประจําหมูบาน จํานวน 2 คน ผูนําชุมชน จํานวน 2 คน บุคลากรจากองคกรปกครองสวนทองถน จํานวน
1 คน และนักวิชาการ จํานวน 1 คน
2.2 เครื่องมือที่ใชในการศึกษา



การศึกษาเชงปริมาณ เปนแบบสอบถามท้งปลายปด และปลายเปด ประกอบดวยขอมูลท่วไป





การใชสมุนไพรพ้นบานเพ่อบรรเทาอาการไข การใชสมุนไพรพ้นบานเพ่อรักษาโรคผิวหนัง การใชสมุนไพร


พนบานเพอบํารุงรางกาย และการใชสมุนไพรเก่ยวกบระบบทางเดนอาหาร แบบสอบถามเปนมาตราสวน






73




ประมาณคา (Rating scale) ตามแบบของ Likert Scale แบบสอบถามแตละขอมคะแนนตั้งแต 1- 5 คะแนน
มีคาความเที่ยงเทากับ 0.89
การศึกษาเชิงคุณภาพ ใชการสัมภาษณแบบไมมโครงสราง (Non-structured interview) โดย








ดาเนินการสัมภาษณเก่ยวกบปญหา และแนวทางการแกไขปญหาการใชสมุนไพรพ้นบานเพ่อการดูแลสุขภาพ
ของประชาชน
2.3 การวิเคราะหขอมล ขอมลเชงปริมาณ วิเคราะหโดยสถตเชิงพรรณนา (Descriptive statistics)







ขอมูลเชิงคุณภาพ จากแบบสอบถามปลายเปด การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง และการสนทนากลุมใชการ


วิเคราะหเนือหา (content analysis) การวิเคราะหปจจัยท่มีความสัมพันธกบการใชประโยชนสมุนไพร


พื้นบานเพื่อการดูแลสุขภาพ ใชสถิติอนุมานโดยการวิเคราะหการสัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบเพียรสัน
ผลการวิจัย

ขอมูลทั่วไป พบวา ประชาชนสวนใหญเปนเปนเพศหญง รอยละ 72.80 มอายุเฉลียเทากบ 61.01 ป









ระดบการศกษาประถมศกษา รอยละ 67.40 สถานภาพสมรส รอนละ 59.80 ประกอบอาชีพรับจางเปนอาชีพ
หลัก รอยละ 32.60 จํานวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลีย 3.31 คน รายไดของครอบครัวเฉลีย 20,722.57 บาท






ระยะเวลาที่อาศัยในชุมชนเฉลี่ย 48.62 ป เขารวมกจกรรมชุมชนเฉลี่ย 5.06 ครังตอป ใชบริการโรงพยาบาล




สงเสริมสุขภาพตาบลเมอเจ็บปวย รอยละ 87.70 ไมมีโรคประจําตว คดเปนรอยละ 50.20 ประชาชนเรียนรู 









การใชประโยชนสมนไพรพนบานจากบดา-มารดา รอยละ 86.00 สมนไพรพนบานทนํามาใชมาจากการปลูก











เองในทพกอาศัย รอยละ 84.40 ลักษณะพชสมนไพรพ้นบานท่ใชเปนสมนไพรสด รอยละ 84.70 ประชาชน



รับรูเก่ยวกบการสมุนไพรพ้นบานนํามาประยุกตใชเพอรักษาโรค รอยละ 51.50 ประชาชนเห็นดวยในระดับ






มากกับการใชสมนไพรพ้นบานเพ่อการดูแลสุขภาพ (คาเฉลียเทากับ 3.85) ประชาชนใชตะไครเปนประจํา







รอยละ 35.50 และในพนทมแนวโนมการใชประโยชนสมนไพรพนบานของประชาชนในปจจุบนเพมขน รอยละ






92.00






ภูมิปญญาสมนไพรพนบาน พบวา ในพืนท่มหมอสมนไพรพนบานเปนผูชีแนะในการใชสมุนไพร







พนบาน โดยสมนไพรสวนใหญใชรักษาอาการของโรคหลายอาการจากสมนไพรเพยงชนิดเดยว มการใชสวน







ื่
ของพืชทั้งที่ยังสดหรือตากใหแหง สวนใหญใชวิธีการ รับประทานสด บดใหแหลก ตมกับน้ํา และดองเหลา เพอ
การบําบัดรักษาโรค สวนที่นํามาใชประโยชนมากที่สุดนั้นเปนสวนของใบ ลําตน และราก ทงนีประชาชนมีการ



ใชสมุนไพรพื้นบานเพื่อดูแลสุขภาพแบงตามกลุมอาการเจ็บปวย ดังนี้





กลุมสมนไพรเพอบรรเทาอาการปวดเมอยกลามเนือ นําบางสวนมาตมกบน้าแลวนํามาดม เชน








เปลาใหญ (Croton oblongifolius Roxb.) ผักกด (Diplazium esculentum (Retz.) Sw.) บางชนิดนําใบ




มาบดใหแหลกแลวนําไปพอกตามสวนของรางกายทปวดเมอย เชน วานคางคาว (Tacca chantrieri Andre)


เปราะหอม (Kaempferia galanga L.) เถาเอ็นออน (Cryptolepis buchanani Roem.&Schult.) หญาเอน

ยืด (Plantago major L.)



กลุมสมุนไพรเพ่อบรรเทาอาการไข นําบางสวนมาตมกับน้ําแลวนํามาด่ม เชน มะดะขหนอน


(Garcinia thorelii . Pierre) กายขด (Mallotus philippensis (Lam.) Müll.Arg.) มะดะ (Garcinia sp.)

มะดูก (Siphonodon celastrineus Griff.) หญาขดแดง (Sida acuta Burm F.) นางพญาเสือโครง (เปลือก)






บางชนิดนําเปลือกไปปรุงรวมกบสมนไพรชนิดอนเปนตารับยาแกไข เชน คาง (Albizia lebbekoides (DC.)
Benth.) บางชนิดนําใบมาบดใหแหลกแลวนําไปพอกหนาผาก เชน เนียมหูเสือ (Plectranthus amboinicus
(Lour.) Spreng.) ผักกะโฉม (Limnophila rugosa (Roth) Merr.) หญาดอกขาว Cyanthillium cinereum


(L.) H.Rob.) มะคาโมง (Scientific Name Afzeliaxylocarpa (Kurz) Craib.)

74





นอกจากนียังมีสมุนไพรพนบานท่ประชาชนนํามาใชประโยชนดานการเกษตร เชน หนอนตายยาก



(Stemona tuberosa Lour.) สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใบยาสูบ (Nicotiana tabacum L.)
ตะไครหอม (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) หางไหล (Derris malaccensis Prain) มะแขวน

(Zanthoxylum limonella Alston) ใบมะกรูด ฝกข้เหล็ก (Senna siamea (Lam.) Irwin & Barneby)
บอระเพด (Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f.& Thomson.) รางแดง (Ventilago denticulata

Willd.)

การใชประโยชนสมุนไพรเพ่อการดูแลสุขภาพ พบวา ประชาชนมีการใชประโยชนสมนไพร


โดยรวมอยูในระดับนอยที่สุด (คาเฉลี่ยเทากบ 1.46 ) โดยมีการใชประโยชนเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารระดับ









นอย (คาเฉลียเทากบ 1.80) การรักษาโรคผิวหนังระดบนอย (คาเฉลียเทากบ 1.56) การบํารุงรางกายระดบ






ี่
นอยที่สุด (คาเฉลี่ยเทากับ 1.33) และการบรรเทาอาการไขระดับนอยทสุด (คาเฉลี่ยเทากบ 1.23) ดงนําเสนอ
ในตารางที่ 1

Table 1 The traditional herbal utilization for healthcare of people
n = 301
Healthcare Mean S.D. Level
Antipyretics 1.23 0.52 Lest
Skin disease treatment 1.56 0.55 Low
Body tonic 1.33 0.47 Lest
Alimentary System 1.80 0.68 Low
Total average 1.45 0.50 Lest


การสัมภาษณแบบไมมโครงสราง และการสนทนากลุม ยังสรุปไดวา ประชาชนบางสวนพยายาม



แสวงหารูปแบบการใชประโยชนสมนไพรพนบานเพอการดแลสุขภาพเพมขน และไดนําสมนไพรพนบานมาใช

















ควบคกับการรักษาโรคแผนปจจุบัน บางครัวเรือนมีการใชผลิตภัณฑสมุนไพรทจําหนายทวไป เชน ยาแกไอ
มะขามปอม ยาอมมะแวง ขม้นชันแคปซูล แตสมุนไพรเหลานี้บางชนิดไมมีขอมูลสรพพคณทางยาและขอมูล





ประสิทธิภาพในการรักษาความเจ็บปวย การใชเปนการบอกเลาผานเพอนบาน เครือญาต และกลุมผูปวย








อาการเดียวกน ผูสูงอายุทานหนึง กลาววา “การใชสมนไพรพนบานประหยัดคาใชจายในการดูแลสุขภาพได 
ในพื้นที่วางรอบบานปลูกสมุนไพรหลายชนิดไวใช เหลือกแบงปนเพอนบาน สมนไพรบางชนิดไมรูจักแตปลูกไว



ื่

เพราะมีคนเลาใหฟงวารักษาโรคได” (สัมภาษณผูสูงอายุ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2563)

สวนผูปวยโรคเบาหวานทานหนึ่ง กลาววา “ทุกวันนี้พยายามแสวงหาสมุนไพรเพ่อการรักษาอาการ






ของโรคที่เปนอยู รับขอมูลจากสื่อตาง ๆ ทั้งหนังสือ ขาว การโฆษณาจากโทรทัศน แตไมมนใจกบขอมลทไดรับ









วาสมนไพรจะมประสิทธิภาพในการรักษาไดจริงหรือไม” (สัมภาษณผูปวยเบาหวาน เม่อวันท 28 พฤษภาคม




2563) เชนเดยวกับอาสาสมครสาธารณสุขประจําหมบานทานหนึง กลาววา “ในพนทรอบบานปลูกสมนไพร












พื้นบานไวหลากหลายชนิดทั้งสมุนไพรรักษาโรคผิวหนัง สมนไพรทใชรักษาอาการไข สมนไพรทใชรักษาอาการ
ี่
ี่

เกี่ยวกับทางเดินอาหาร แตไมมีองคความรูเกยวกบสมนไพรเหลานี้มากนัก” (สัมภาษณอาสาสมครสาธารณสุข


ี่


ประจําหมูบาน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563)

75






ประชาชนอยากใหทางโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตาบล องคกรปกครองสวนทองถน และหนวยงาน

ราชการสนับสนุนขอมูลท่ถูกตองเก่ยวกับการใชประโยชนของพืชสมุนไพรพ้นบานโดยการนําผูเชียวชาญมา
















สอนเกยวกบการปรุงตารับยาสมนไพร การทาลูกประคบและทาน้าสมนไพรไวบริโภคในครัวเรือน อกทงมีการ









จัดบอรดหรือมมความรูใหคาแนะนํา แลกเปลี่ยนเรียนรูเก่ยวกบสมนไพรพนบาน ผูสูงอายุทานหนึ่ง กลาววา



“การใชสมุนไพรพ้นบานโดยเฉพาะการนํามาปรุงเปนตํารับยาสมุนไพรจะเกดประโยชนอยางยิ่งตอการดูแล











รักษาความเจ็บปวย จึงอยากใหหนวยงานทเกยวของดานสุขภาพมาใหความรูทถูกตองอนจะสงผลตอการลด


ความเสี่ยงสุขภาพที่อาจจะเกิดจากการใชสมนไพรพนบาน” (สัมภาษณผูสูงอายุ เมอวันท่ 14 มิถนายน 2563)
ื้






เชนเดียวกับกับอาสามัครสาธารณสุขประจําหมูบานทานหนึ่ง กลาววา “หนวยงานโดยเฉพาะสถาบันการศกษา


ระดบสูงในพนทควรสนับสนุนองคความรูจากงานวิจัยท่ดาเนินการในพ้นท รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมท่ให











ประชาชนมีสวนรวมในการอนุรักษ ฟนฟู และใชประโยชนพนท่แหลงสมุนไพร” (สัมภาษณอาสาสมัคร



สาธารณสุขประจําหมูบาน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563)




การวิเคาระหปจจัยทมความสัมพนธกับการใชประโยชนสมนไพรพ้นบานเพอการดูแลสุขภาพของ













ประชาชน พบวา ทศนคตตอการใชประโยชนสมุนไพรพนบานเพอการดแลสุขภาพมความสัมพนธทางบวกใน





ระดับคอนขางตํากับการใชประโยชนสมุนไพรพ้นบานเพ่อการดูแลสุขภาพ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติท่ระดับ
.05 (r =.308, p - value< 0.0001) ดังนําเสนอในตารางที่ 2

Table 2 Factors including the traditional herbs for health care of people
Variables Pearson product moment p - value *
correlation coefficient (r)
Age (year) .095 .100
Monthly of income (Bath) .048 .676
Members in household -.024 .406
(number)
Length of being residents in .061 .289
the community (year)
The attitude towards using .308 < 0.0001 *
traditional herbs for
healthcare (total score)
* นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

76




การวิจัยเชิงทดลอง






เปนการศกษาปฏิสัมพนธของสาเหตและผล (Cause – effect interaction) นิยมใชเพอการ

พัฒนา ปรับปรุงวิธีการรักษา วิธีการปองกันโรค รูปแบบการแกปญหาสุขภาพตาง ๆ การศกษานีจะม ี

กลุมทดลอง (Experimental group) ซ่งไดรับการกระตนหรือไดรับองคประกอบบางอยาง (Test








stimuli หรือ Intervention) จากผูทาการศึกษาและอาจมกลุมควบคม (Control group) ซงไมไดรับ



การกระตุนหรือองคประกอบทศึกษาเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้น
ี่


ในการศึกษาแบบนีอาจทําไดทงกบมนุษยและสัตวหรืออาจทําการศึกษาในหองปฏิบัตการ ซง




ึ่


ควบคุมสภาวะแวดลอมตาง ๆ ได (True experimental study) หรือทาการศกษาในภาคสนาม (Field)


ก็ได การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) จึงเปนการวิจัยทมงอธิบายความสัมพนธเชิงสาเหต ุ




ระหวางตัวแปร โดยนักวิจัยมการควบคุมและจัดกระทํา (Manipulation) กับตวแปรอิสระหรือสิ่ง



แทรกแซงท่สนใจศกษา การวิจัยเชิงทดลองบางครั้งเรียกวา True experimental research design

เนืองจากประกอบดวย 3 ลักษณะ คอ กิจกรรมการทดลอง การควบคุม และการสุมตัวอยางเขากลุม






(ศุภกจ วงศวิวัฒนนุกิจ, 2550)

ั้
ทงนี้แนวความคดของ Fraenkel & Wallen (2006 ) ไดเสนอแนะลักษณะของการวิจัยเชิง

ทดลองไว ดังนี้



1. ตองมการแบงกลุมทดลอง (Comparisons of groups) หมายถึง การวิจัยทดลองจะตองม ี

กลุมควบคม (Control group) เพ่อใชเปนขอมูลเปรียบเทยบผลการทดลองท่ไดกับกลุมทดลอง






(Experimental group)




2. ตองมการกระทากับตัวแปร (Manipulation of the independent variable) หมายถง



การวิจัยเชิงทดลองจะตองมกจกรรมการทดลองกบตวแปรอิสระ หรือมีการทดลองเพอใหเกดผลการ





ทดลองขึ้นในภายหลัง

ึ่



3. ตองมการสุม (Randomization) หมายถง การวิจัยเชิงทดลองจะตองมีการสุมตัวอยางซง
การสุมนั้นทําได 2 รูปแบบ คือ



3.1 การสุมแบบกาหนด (Random assignment) หมายถึง ทกหนวยท่เปนกลุมตวอยาง


จะมีโอกาสเทากัน และแตละหนวยจะถูกสุมใหไดรับเงื่อนไขการทดลองหรือการควบคุม

3.2 การสุมแบบเลือก (Random selection) หมายถง สมาชิกทกหนวยของประชากรม ี


โอกาสเทากันที่จะถูกเลือกใหเขามาเปนสมาชิกในกลุมตัวอยาง




อาจเปรียบเทยบลักษณะของการวิจัยเชิงทดลองกบการวิจัยทไมทดลองหรือการวิจัยเชิงบรรยาย

ได ดังตารางที่ 4.1

77






ตารางท 4.1 เปรียบเทียบการวิจัยเชิงทดลองกับการวิจัยเชิงบรรยาย


ที ่ การวิจัยเชิงทดลอง การวจัยเชงบรรยาย


1 ผลหรือตัวแปรตามท่วัดได มาจากกจกรรม ผลหรือตัวแปรตามทวัดไดมาตามธรรมชาตไมม ี




การทดลองภายใตการควบคุม การปรุงแตง
2 สามารถควบคุมตัวแปรทเก่ยวของได ตองเฝาสังเกตปรากฏการณโดยท่ไมทราบวา






ทังหมด เพ่อใหเกิดผลตามท่ตองการและ จะเกิดผลเมื่อใด และอาจตองใชเวลารอนาน


ภายในเวลาที่กําหนด





3 ทาซา เพอใหเกดผลเดมได และทดสอบผล สวนใหญทําซ้ําไมได ทดสอบผลซ้ําทําไดยาก



ซ้ําไดทุกขณะ




4 เปลี่ยนสภาพและเง่อนไขใหมไดเพือ ไมสามารถเปลี่ยนสภาพและเง่อนไขใหมได ตอง
เปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้น ปลอยใหเปนไปตามธรรมชาติ
5 สรุปความสัมพันธเชิงเหตุและผลได สรุปความสัมพันธเชิงเหตุและผลไมได



รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง กระบวนการในการวิจัยเชิงทดลองจะศกษาผลอทธิพลของตวแปร





อิสระหรือตัวแปรตนทีมตอตัวแปรตามในการวิจัย การวิจัยเชิงทดลองสวนใหญจึงจะตองมีการกําหนด






แบบแผนการทดลองไวกอน เพ่อใชเปนแนวทางศกษาทงการแบงกลุมตัวอยาง การเกบขอมล และการ









วิเคราะหขอมล อนจะสงผลตอการคนหาคาตอบเพอทดสอบสมมตฐานตามประเดนปญหาของการวิจัยท


กาหนดไว การวิจัยเชิงทดลองแบบตองมกลุมควบคม (Controlled experimental design) เริ่มจากสุม







แยกตัวอยาง (Random allocation) ออกเปนสองกลุมกลุมท่หนึงเรียกวากลุมทดลอง (Experiment


group) สวนอีกกลุมเรียกวากลุมควบคม (Control) จากนั้นวัดผลหรือตวแปรตามในทงสองกลุมกอน






(Pretest) หลังจากนั้นใหกจกรรมการทดลอง (Intervention) หรือการรักษา (Treatment) แกกลุม

ทดลอง สวนกลุมควบคมจะไมมการใหกจกรรมการทดลองแลวทาการวัดวัดผลหรือตัวแปรตามในทงสอง








ั้



กลุมอกครัง (Posttest) ทงนี้การสรุปผลจะทําโดยการเปรียบเทยบตวแปรตามจากการวัดกอนและหลัง

การใหกจกรรมการทดลองของท้งสองกลุม ถากลุมทดลองมีการเปลียนแปลงมากกวา นักวิจัยจะมนใจวา







การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากผลของกจกรรมการทดลอง (คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ, 2559) แบงรูปแบบ
การวิจัยเชิงทดลอง ดังนี้
1. แบบแผนการทดลองขนตน (Pre-Experimental Design) ไดแก 




แบบท 1: การวัดครั้งเดียว E - X O

2

แบบวิจัยนีใชตวอยางเพียงกลุมเดยวทาโดยมการใหกจกรรมการทดลอง (X) แลวสังเกตผล









การเปลียนแปลง (O) แบบวิจัยชนิดนีมขอผิดพลาดของผลการวิจัยจากอคตการเลือกกลุมเปรียบเทยบ




เพราะไมมการวัดผลกอนและไมมกลุมเปรียบเทยบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของตวอยาง การทเครืองมอ











วัดไมเที่ยง การถดถอยทางสถิติ และการสูญเสียตัวอยาง นักวิจัยไมอาจแนใจไดวาการเปลียนแปลงในตว



แปรตามมีมากนอยเพียงไร และการเปลี่ยนแปลงดังกลาวเกิดจากกจกรรมการทดลองหรือไม
ตวอยางการวิจัย เชน การตรวจวัดคณภาพน้ําในแมน้ําลี้หนาฝายสงน้าระหวางเดอนมกราคม





พ.ศ.2556 จํานวน 10 สถานี (ตวแทนฤดแลง) พบวา คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้สวนใหญอยูในระดับพอใช




(เทยบไดกบคามาตรฐานน้ําผิวดนปะเภท 3) มคา WQI อยูระหวาง 58 – 68 คะแนน โดยฝายทดน้าใน








78














แมน้าลีตอนบน คอ ฝายแมลีและฝายใหมคณภาพน้าอยูในระดบพอใช มคาคะแนนรวม 66 และ 62



คะแนน ตามลําดับ

แมน้ําลี้ตอนกลาง คอ ฝายหวยดั้งคุณภาพน้ําอยูในระดับพอใช ฝายแมตืนคณภาพน้าอยูในระดบ



เสือมโทรม (เทยบไดกบคามาตรฐานน้ําผิวดนปะเภท 4) ฝายโรงเรียนคณภาพน้าอยูในระดบพอใช และ








ฝายศรีวิชัยคุณภาพน้ําอยูในระดับพอใช โดยมคาคะแนนรวม 68 59 66 และ 63 คะแนน ตามลําดบ






แมน้ําลี้ตอนปลาย คือ ฝายเหมืองด้งคุณภาพน้ําอยูในระดับพอใช ฝายปนใจคณภาพน้ําอยูใน




ระดบพอใช (เทยบไดกบคามาตรฐานน้ําผิวดนปะเภท 3) ฝายกันงอคณภาพน้าในระดับเสือมโทรม และ





ฝายดงข้เหล็กคณภาพน้าอยูในระดบพอใช โดยมคาคะแนนรวม 64 66 58 และ 62 คะแนน







ตามลําดับ ดังเสนอในตารางที่ 1


ตารางที 1 คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้จากการตรวจวัดระหวางเดือนมกราคม พ.ศ. 2556


พารามิเตอร  คาคะแนน เกณฑคณภาพน้า
สถานีตรวจวัด DO BOD TCB FCB NH รวม
3
mg/l mg/l MPN/ MPN/ mg/l
100 ml 100 ml
แมน้ําลี้ตอนบน
ฝายแมลี้ 6.8 1.4 18000 800 0.1 66 พอใช 
ฝายใหม 6.6 1.3 16000 1200 0.2 62 พอใช 
แมน้ําลี้ตอนกลาง
ฝายหวยดั้ง 5.4 1.1 3000 150 0.3 68 พอใช 
ฝายแมตืน 5.3 0.9 11000 800 1.0 59 เสือมโทรม

ฝายโรงเรียน 6.9 1.9 5000 220 0.3 66 พอใช 
ฝายศรีวิชัย 7.0 1.2 16000 1500 0.2 63 พอใช 
แมน้ําลี้ตอนลาง
ฝายเหมืองดั้ง 6.2 1.3 18000 300 0.3 64 พอใช 
ฝายปนใจ 6.8 1.4 16000 200 0.3 66 พอใช 

ฝายกันงอ 5.1 0.9 12000 900 0.9 58 เสือมโทรม
ฝายดงขี้เหล็ก 6.0 0.9 18000 700 0.4 62 พอใช 

ทั้งนี้ผลการตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําไดผลเชนเดียวกับรายงานของสํานักงานสิ่งแวดลอมภาคท 1
ี่




(2554) พบวา สภาพน้าลีโดยท่วไปน้าจะมสีเขยวของสาหรายบริเวณสะพานบานตนผึง อาเภอเวียงหนอง












ลอง บริเวณหนาฝายเรงรัดพฒนาชนบท อาเภอบานโฮง และบริเวณสะพานบานใหมศวิไล อาเภอลี้
คณภาพน้าอยูในเกณฑพอใชสามารถนําน้ามาใชเพอการอปโภคบริโภคไดโดยผานการฆาเชื้อโรคและ








ปรับปรุงคุณภาพน้ําโดยทั่วไปกอน


แบบท 2: การวัดผลกอนและหลัง E O X O
2
1



แบบวิจัยนี้ทําในตวอยางกลุมเดียวโดยวัดผลกอน (Pretest หรือ O1) แลวใหกจกรรมการ


ทดลอง (X) ตามดวยการวัดผลอกครั้ง (Posttest หรือ O2) โดยนักวิจัยคาดวาความแตกตางของการ

วัดผลกอนและหลัง (O2 - O1) เปนผลมาจากกิจกรรมการทดลองท่ให อยางไรก็ตามแบบวิจัยนี้ไม 




สามารถควบคมปจจัยภายนอก เชน การเปลียนแปลงของตวอยาง ผลการวัดกอน ความคลาดเคลื่อน

79









จากการวัด การถดถอยทางสถต และการสูญเสียตวอยาง ผลการวิจัยจากแบบวิจัยชนิดนีจะสรุปไดยากวา




ตวแปรตามเปลี่ยนไป เพราะการใหกจกรรมการทดลอง แตแบบวิจัยนีถอวาดีกวาแบบแรกอยางมาก
เพราะนักวิจัยทราบระดับของการเปลี่ยนแปลงตัวแปรตามกอนและหลังการใหกจกรรมการทดลอง

ี่
แบบที่ 3: การเปรียบเทียบกลุมคงท (Static-group comparison)
E - X O
1
C - - O
2


แบบวิจัยนีเปนการเปรียบเทยบ 2 กลุม โดยกลุมแรกไดกจกรรมการทดลอง (X) สวนกลุมทสอง








ไมไดกิจกรรมการทดลอง ตัวอยางเชน การวัดผลการรักษาของผูปวยท่ไดรับบริการเภสัชจลนศาสตร








(กลุมแรก) และกลุมที่ไมไดบริการดังกลาว (กลุมที่สอง) แบบวิจัยนีไมมการวัดผลกอนผูทใชวิจัยแบบนีมง


หมายใหความแตกตางของ O และ O บอกถึงผลของกิจกรรมการทดลองที่ให ทั้งนี้แบบวิจัยนีนักวิจัยไม
2
1
อาจแนใจวาท้งสองกลุมตัวอยางมีลักษณะเหมือนกันเพราะไมมีการวัดผลกอนและไมไดใชการสุมในการ




แบงกลุม (Random allocation) นอกจากนี้ยังมีปจจัยที่สงผลตอกระบวนการวิจัยนี้ทงความคลาดเคลือน
ั้



จากการวัด อคติในการแบงกลุมหรือปฏิสัมพันธระหวางการแบงกลุม และการเปลี่ยนแปลงของตัวอยาง






(ทงนีเพราะไมไดใชการสุมแยกตวอยางออกเปนสองกลุม) การถดถอยทางสถิติ และการสูญเสียตวอยาง


โดยเฉพาะอยางยิ่งในการวิจัยระยะยาว

แบบวิจัยแบบท 1 - 3 ที่กลาวมาขางตนมีเพียงกจกรรมการทดลองแตไมมีการสุมแยกตัวอยาง





ออกเปนกลุม ถามการสุมแยกตัวอยางออกเปนกลุมจะทําใหแนใจไดวากลุมตาง ๆ มความเสมอเหมอน



นั่นคือไมเกดอคติในการเลือกตัวอยาง
2. แบบแผนการทดลองจริง (True - Experimental Design) จะมุงเนนการวิจัยเชิงทดลองแบบ






เต็มรูปแบบ กลาวคือ มีการสุมกลุมตัวอยางเพอใหเกดการกระจายของกลุมทดลองและกลุมควบคม ให
ครอบคลุมประชากรทงหมด รวมทงมการควบคมตวแปรอสระหรือตวแปรตน และมการสรางกลุมเพือ












เปรียบเทยบผลการทดลอง (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรี, มปพ.) แบงออกเปน

แบบที่ 1: Posttest - Only Control Group Design
วิธีการทดลอง : ER - X O2
CR - - O2


แบบวิจัยนีมการแบงตัวอยางเปนกลุมควบคุมและกลุมทดลองโดยใชวิธีการสุมแยก (R=
random allocation) ทําใหแนใจไดวากลุมตาง ๆ มีความเสมอเหมือน ดังนั้นความแตกตางของ O และ
1


O บอกถึงผลของกิจกรรมการทดลองที่ให แบบวิจัยนี้ใชการวัดผลหลังกิจกรรมการทดลองเพียงครังเดยว
2

ทําใหประหยัดเงินคาวิจัย วิธีนี้ควรใชถาตัวอยางหายากและการวัดผลจะตองทาโดยการบดตัวอยางหรือม ี
ผลทําใหตัวอยางเสียไปหรือกรณีที่การวัดผลกอนทําไมได วิธีการทดลองทําไดโดย

1. สุมกลุมตัวอยางจากประชากรตามจํานวนที่ตองการ
2. สุมกลุมตัวอยางเขาเปนกลุมควบคุมและกลุมทดลอง

3. ทดสอบกอนการทดลอง (Pretest) กับทั้ง 2 กลุม

4. จัดกระทํากับกลุมตัวอยาง (ใหกจกรรมการทดลอง)



5. ทดสอบหลังการทดลอง (Post-test) ทังกลุมควบคมและกลุมทดลอง

6. เปรียบเทยบ Pre-test และ Post-test ของทังกลุมทดลองและกลุมควบคม






80








7. เปรียบเทียบคาทวัดไดจากทง 2 กลุม โดยสถตท่ใชในการเปรียบเทยบจะใชกลุม T - test







หรือ ANCOVA
แบบที่ 2: Post - test only control group design
วิธีการทดลอง : ER O X O
1
2
CR O - O
1
2
เปนแบบวิจัยทมีการสุมกลุมควบคมและกลุมทดลอง แตทดสอบหลังการทดลองอยางเดียว และ









มงเนนการทดลองกับกลุมตัวอยางท่เกิดจากการสุมจากกลุมประชากรจํานวน 2 กลุมดวยกน ไดแก กลุม 







ทดลอง (ER) และกลุมควบคม (CR) โดยใหกลุมตัวอยางท่มคณลักษณะเหมอนกนไดมโอกาสไดเขารวมทัง














2 กลุมอยางเทาเทยมกน กอนเริม กระบวนการทดลองทง 2 กลุมจะถกวัดหรือสังเกตกอน (O1) หลังจาก














นั้นจึงเริมกระบวนการทดลอง โดยทกลุมทดลองจะถกกระทา (X) ในขณะทกลุมควบคุมไมไดถกกระทา



ใด ๆ หลังจากเสร็จสินกระบวนการทดลองแลวจึงใหทัง 2 กลุมถกวัดอกครั้งหนึง (O2) แลวนําผลการ





ทดลองไปเปรียบเทยบกน มวิธีการดําเนินการวิจัย ดังนี้

1. สุมตัวอยางจากประชากรตามจํานวนตองการ
2. สุมกลุมตัวอยางเปนกลุมทดลอง 1 กลุม กลุมควบคุม 1 กลุม
3. ใหกจกรรมการทดลองแกกลุมทดลอง



4. วัดคาตัวแปรตามและเปรียบเทียบคาที่วัดไดทั้งสองกลุมโดยสถิติเปรียบเทยบ T - test

แบบที่ 3: Solomon four group design
วิธีการทดลอง : ER O X O
2
1
CR O - O
2
1
E R - X O
2

2
C R - - O
2
2

แบบแผนการทดลองแบบ Solomon Four Group Design เปนการทดลองท่ผนวกแบบ

แผนการทดลองแบบ Pretest Posttest Control Group Design กบ Posttest - Only Control



Group Design เขาดวยกน โดยแบงกลุมตวอยางออกเปน 4 กลุมจํานวนเทา ๆ กัน ไดแก กลุมทดลอง







และกลุมควบคุมอยางละ 2 กลุม โดยใชวิธีการสุมเพอกระจายกลุมตวอยางใหมโอกาสไดเขารวมในกลุม






ตาง ๆ อยางเทาเทียมกัน มวิธีการดําเนินการวิจัย ดังนี้

1. สุมตัวอยางจากประชากรเทาที่ตองการ (ควรมีขนาดตัวอยางที่คลายกันมากพอ)
2. สุมกลุมตัวอยางจาก 1 เขากลุมโดยแบงเปน 4 กลุม
3. สุมกลุมรับการทดลอง 2 กลุม จัดใหเปนกลุม 1 และ 3
4. สุมกลุมตัวอยาง 2 กลุมจากกลุมทดลอง 1 กลุม และกลุมควบคุม 1 กลุม


5. ทําการทดสอบกอนทดลองในกลุม 1 และ 2
6. จัดกระทํา / ให Treatment กบกลุม 1 และ 3


7. ทําการทดสอบหลักการทดลองทั้ง 4 กลุม

8. ทดสอบผลกจกรรมการทดลอง โดยหาความแตกตางระหวาง Pretest - Posttest ดวย
สถิติ T - test, ANOVA หรือ ANCOVA

81





ตัวอยางงานวจัย



การวิจัยเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพสารสกัดจากขมนชันรวมกับการใช Bacillus


thuringiensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus เพอปองกันหนอนกระทหอม (Spodoptera

exigua) ในการปลูกหอมแดงในระบบเกษตรปลอดภัย
1. วัตถประสงคของการศึกษา เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากขม้นชันรวมกับ





Bacillus thuringiensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus ในการปองกนหนอนกระทหอมในแปลง
ปลูกหอมแดงของเกษตรกร
2. วิธีการศึกษา
2.1 วัสดุอุปกรณการทดลอง

2.1.1 ขมินชันสด
2.1.2 หัวพันธุหอมแดง สายพันธุบางชางหรือหอมแดงศรีษะเกษ
2.1.3 เชือ Bacillus thuringiensis subsp. kurstaki จากหองปฏิบัตการความเขมขน




16,000 IU/mg



2.1.4 เชือ Nuclelar Polyhedrosis Virus (SeNPV) จากหองปฏิบัตการความเขมขน

9
10 x 10 ผลึกตอมิลิลิตร
2.1.5 ฟางขาว
2.1.6 ปุยเคมีสูตร 14 – 14 – 21 และ 15 – 15 - 15
2.1.7 เครื่องพนสารชนิดสูบโยกสะพายหลัง
2.1.8 ถังหมักขมิ้นชันขนาด 10 ลิตร
2.2 การวางแผนการทดลอง วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block
้ํ


Design (RCBD) ม 6 กรรมวิธี 3 ซา (Replications) โดยใชสารสกดขมนชันรวมกบเชือ Bacillus




thuringiensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus ตามอัตราสวน ดังนี้
ควบคุม สารสกัดขมิ้นชัน (1 : 10)
กรรมวิธีที่ 1 อัตราสวน 1 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 2 อัตราสวน 2 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 3 อัตราสวน 3 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 4 อัตราสวน 4 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 5 อัตราสวน 5 : 4 : 1



3. การบันทกขอมล อตราการเขาทาลายของหนอนกระทหอม ทาการสุมตรวจสอบใบ







หอมแดงจํานวน 100 ใบ ตอ 1 แปลงปลูก หลังจากปลูกหอมแดงแลว 45 วัน

4. การวิเคราะหขอมูล นําขอมูลมาวิเคราะหผลทางสถิติตามแผนการทดลองและเปรียบเทยบ
คาเฉลี่ยในแตละกรรมวิธีโดยวิธี Duncan’s Multiple Range Test (DMRT)

5. ผลการศึกษา พบวา เปอรเซนตการทาลายของหนอนกระทหอม พบวา กรรมวิธีทีควบคม














มเปอรเซนตการทาลายมากทสุด คอ 21.34 เปอรเซ็นต ไมเทากนทางสถตกับกรรมวิธีท 1 กรรมวิธีท 2










และกรรมวิธีท่ 3 มเปอรเซนตการทาลายเปน 14.29 15.33 และ 15.45 เปอรเซนต ตามลําดบ





สวนกรรมวิธีท 4 และ 5 พบเปอรเซนตการทาลายอยูในกลุมนอยท่สุด คอ 11.99 และ 9.33 เปอรเซนต 








ตามลําดับ ดังตารางที่ 1

82


















ตารางท 1 จํานวนใบหอมแดงเฉลียเมอแบงตามระดบความเสียหายทถกหนอนกระทหอมทาลายทแปลง
ปลูกในพื้นท 2 ตารางเมตร (อายุ 45 วัน)
ี่
Percentage of
Treatment Damage levels of shallots beet armyworm
damage
0 1 3 5 7
control - 12.23a 5.78bc 9.34a 10.45a 21.34a
Treatment 1 - 6.78ab 7.45b 6.56a 5.45ab 14.29ab
Treatment 2 - 7.65ab 8.55a 7.50a 6.31b 15.33ab
Treatment 3 - 4.56bc 6.45ab 8.76a 5.78ab 15.45ab
Treatment 4 - 6.89ab 6.90ab 8.00a 2.34bc 11.99bc

Treatment 5 - 5.48bc 3.45abc 7.56a 1.67abc 9.33bc

F – test - * 5.78 * 5.34 6.80 ns *10.57 *13.60
CV (%) - 34.13 33.34 41.23 35.80 39.00
** = significant at p < 0.01 Means within each column followed by the same letters are not
significantly different at p ≥ 0.5 by DMRT


การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
การวิจัยแบบก่งทดลอง (Quasi - Experimental research design) มแบบแผนคลายการวิจัย







แบบทดลอง คอ มกจกรรมการทดลองแตควบคมไดไมเต็มท่เพราะไมตองมการควบคมหรือการสุม อาจไม 











ตองมกลุมเปรียบเทียบหรือการสุมไมตองครบทุกขนตอน เปนการวิจัยท่กระทํากบมนุษยและทําให




สภาพแวดลอมจริงตามธรรมชาต ทําใหมีขอจํากัดบางครั้งทีไมสามารถสุมกลุมตัวอยางได หรือไมไดจัด






กลุมควบคมแตอยางไรก็ดีตองมกจกรรมการทดลองและตดตามศึกษาผลจากกจกรรมการทดลองนั้น ใน
ที่นี้จะนําเสนอแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลองที่มีนักวิจัยนิยมใชเพียง 3 แบบ ไดแก 
แบบที่ 1: Non - randomized control group pretest - posttest design
วิธีการทดลอง : E O X O
1
2
C O - O
2
1

เปนการวิจัยแบบกลุมควบ คุมไมไดสุมแตมีการทดสอบกอนหลังการทดลอง แตไมสามารถ




ควบคุมปฏิกิริยา รวมระหวางการทดสอบกอนทดสอบ กบกจกรรมการทดลองท่ใหในกลุมควบคุมได ม ี
วิธีการการดําเนินการวิจัย ดังนี้
1. เลือกกลุมตัวอยาง 2 กลุม จัดใหเปนกลุมทดลอง 1 กลุม กลุมควบคุม 1 กลุม




2. ทดสอบกอนทดลอง (Pretest) แกทัง 2 กลุม
3. ใหกจกรรมการทดลองกับกลุมทดลอง


4. ทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) กบกลุมทดลองและทดสอบ Posttest กับกลุมควบคุม


83








5. เปรียบเทยบความแตกตางระหวาง Pretest - Posttest ของทง 2 กลุม โดยสถิติท่ใช



เปรียบเทยบ T - test , ANCOVA









ขอจํากดของแบบแผนการทดลองนี้ คอ การทีไมไดมการสุมกลุมตัวอยางใหมโอกาสเทาเทยมกน






ในการเขารวมกลุมทดลองและกลุมควบคมในชวงเริ่มตนทําใหเกดความแตกตางของกลุมตัวอยางทีอาจ


สงผลไปยังผลการทดลองได แตกตางจากแบบแผนการทดลองแบบ Posttest Only Control Group
ึ่





Design ซงประชากรทั้ง 2 กลุมเกดจากการสุมมาจากประชากรกลุม เดยวกนทมคณลักษณtคลายคลึงกัน




อยางไรก็ตามแบบแผนการทดลองแบบนี้จะกระทําไดงายกวาจึงเหมาะสําหรับประชากรจํานวนนอยโดยไม 
สามารถคัดเลือกเปนกลุมตัวอยางโดยวิธีการสุมได 

แบบที่ 2: Time series design
วิธีการทดลอง : E O O O X O O O
20
21
22
10
11
12
การวิจัยแบบอนุกรมเวลา ใชสําหรับการศึกษาระยะยาวทําให เห็นลําดับขั้นตอนการพัฒนาของ



ตัวแปรตองใชเวลาในการติดตามนานไมตองมีกลุมเปรียบเทยบ ไมมการควบคม วิธีการดําเนินการวิจัยมี


ดังนี้
1. เลือกกลุมตัวอยาง 1 กลุม
2. ทดสอบติดตอกันหลายครั้งกอนใหกจกรรมการทดลองเวนระยะเวลาในการทดสอบพอสมควร

3. ใหกิจกรรมการทดลอง
4. ทดสอบหลังกจกรรมการทดลองหลายครั้งใหแตละครั้งหางกันพอสมควร

5. สังเกตผลการเปลี่ยนแปลงของการทดสอบกอนการใหกจกรรมการทดลองครั้งสุดทายกบการ


ใหกจกรรมครังแรกวาแตกตางจากครั้งที่ 1 ไปครั้งที่ 5 มากนอยเพียงใด



ี่

6. พจารณาคาความแตกตางของการทดสอบกอนการใหกจกรรมการทดลอง ครั้งท 1 - 2 - 3






กบ การทดสอบหลังกระทําครังท 2 - 3 - 4 ถาเกดความตางกันมากกวาปกตนาจะเปน ผลจากการให


กจกรรมการทดลอง โดยใชสถิติ ANOVA แบบวัดซ้ํา
แบบที่ 3: Control group time series design








ใชกรณตดตามกลุมตวอยางเปนเวลานานตามธรรมชาติ อาจไดลําดับขนตอนของการพฒนาการ
เปลียนแปลงหรือแนวโนมไดชัดเจน แตจะเสียเวลานานและไมสามารถควบคุมปฏิกิริยารวมระหวางการ






เลือกกบกจกรรมการทดลองและการทดสอบกอนการทดลองกบกจกรรมการทดลองได วิธีการดาเนินการ





วิจัยมี ดังนี้
1. เลือกกลุมตัวอยางจากประชากรใหเปนกลุมทดลองและกลุมควบคุม
2. ทดสอบกอนกิจกรรมการทดลองท้งสองกลุม ติดตอกันหลายครั้งโดยการทดสอบแตละครั้ง


เวนระยะหางกันพอสมควร
3. จัดกระทํากับกลุมทดลอง สวนกลุมควบคุมจัดสภาพทุกอยางใหเหมือนกลุมทดลอง

4. ทดสอบหลังกจกรรมการทดลอง ใหแตครั้งตางกันพอสมควร
5. สังเกตการเปลี่ยนแปลงจาก Posttest ครั้งที่ 1 กับ Pretest ครั้งที่ 4 ทั้งสองกลุม โดยสถิติ
T - test










จะเห็นไดวารูปแบบการวิจัยขางตนเปนกระบวนการการวิจัยทจัดกระทากบตวแปรอสระหรือตว
ึ้



แปรตนแลวศึกษาผลที่เกิดขนกับตัวแปรตาม อันเปนผลมาจากอธิพลของตัวแปรอสระหรือตวแปรตน โดย


84




ื่







เปรียบเทยบกบกลุมทีไมไดจัดกระทํา มีการควบคุมตัวแปรภายนอกเพอใหผลลัพธทีไดจากการทดลองเปน
ผลมาจากตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตนที่ไดจากการกระทําอยางแทจริง

ตัวอยางงานวิจัย
การวิจัยเรื่อง การพัฒนากจกรรมการเรียนรูชุมชน เรื่อง เครื่องมือการวิเคราะหผลกระทบทาง

สุขภาพในระดับชุมชนจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม
วัตถุประสงคการวิจัย
เพอพฒนาและทดสอบประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูของกิจกรรมการเรียนรู




ชุมชน เรื่อง เครื่องมือการวิเคราะหผลกระทบทางสุขภาพในระดับชุมชนจากคณภาพน้ําเสื่อมโทรม
วิธีดําเนินการวิจัย
การวิจัยฉบบนีใชรูปแบบการวิจัยเปนการวิจัยกงเชิงทดลอง (Quasi-experimental Research)







มีแบบแผนการทดลอง แบบกลุมเดยวทมการทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน (One group pretest-


posttest design) ประกอบดวย


1. การศกษาคณภาพน้ําเสื่อมโทรม กระบวนการวิจัยเปนการรวมกันสังเคราะหขอมลระหวาง



ผูวิจัยกับผูเขารวมการเรียนรูโดยใชขอมูลจากรายงานสถานการณผลการติดตามตรวจสอบและเฝาระวัง









คณภาพน้าแหลงน้าผิวดน แมน้าปง (ตอนบน) กวง ลี้ กก อง และแมน้าปาย ระหวางเดือน มกราคม-



กุมภาพันธ พ.ศ. 2560 โดยสวนเฝาระวังและเตอนภัย สํานักงานสิ่งแวดลอมภาคท่ 1 (เชียงใหม) และ
ระบบฐานขอมูลคณภาพน้ําแหลงน้าผิวดินท่วประเทศ (IWIS) ของสํานักจัดการคุณภาพน้ํา กรมควบคุม



มลพษ พ.ศ. 2560


การวิเคราะหขอมล ใชการวิเคราะหตความหมายขอมลดวยวิธีการวิเคราะหหากระบวนทัศน



(Thematic Analysis) (Morse and Field, 1996: 72 - 102) ประกอบดวยขั้นตอน ดังนี้
1. อานขอความในเอกสารที่คัดเลือกไดอยางรอบคอบ





2. กําหนดรหัส (Coding) ของประเดนทสําคญแบบประโยคตอประโยคในแตละบรรทัดโดย

การศึกษานี้ใหความสําคัญกับคําวา คุณภาพน้ํา
3. กาหนดกระบวนทศน (Theme) โดยพิจารณาจากขอความท่ไดจากเอกสาร ทําการจัด





หมวดหมูของกลุมรหัสที่มีความสัมพันธกันแลวทําการสรุปประเด็นหลักเพอนําไปสูกระบวนทศน
ื่



ี่




4. วิเคราะหกระบวนทศนทได สรุปหาแนวคดหลักและแนวคิดรองท่มความสัมพนธกันเพอให

ไดคําตอบของการวิจัย
ี่
5. ตรวจสอบขอมูลที่วิเคราะหไดกับแหลงขอมูลเพื่อใหไดขอมูลทถูกตอง

2. การพัฒนาและทดสอบกิจกรรมการเรียนรูชุมชน ใชกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูม ี

สวนไดเสีย (Stakeholder Group Operational Seminar) รวมกับการวิเคราะหขอมูลในการศึกษาขั้นที่
1 ดังนี้
2.1 การพัฒนาเนื้อหากิจกรรมการเรียนรูชุมชน มีขั้นตอน ดังนี้






2.1.1 การจัดทําขอเสนอแนะหัวเรื่องกิจกรรมการเรียนรูชุมชน โดยมวัตถประสงคเพอใหผูม ี
สวนไดเสียไดทราบถึงแนวโนมสถานการณในปจจุบัน และรวมคดและวิจารณ รวมถงสังเคราะหองค 






ความรูอนจะนําไปสูขอเสนอแนะในการกําหนดกิจกรรมในกจกรรมการเรียนรูชุมชนทกําหนดจากความ







ตองการของชุมชน ทั้งนี้ผูวิจัยรวมกบชุมชนรวมกนจัดลําดับความสําคัญของสถานการณคณภาพน้าเสือม

85






โทรม และทําการสังเคราะหและจัดทําขอเสนอแนะการกําหนดกิจกรรมผานเครืองมือการวิเคราะห








ผลกระทบทางสุขภาพชุมชน ไดแก แผนทเสียงภัยชุมชน แผนท่การเปลียนแปลงเชิงกาลเวลา แผนทเสียง
ภัยทางสุขภาพ การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน และแผนที่ความสัมพันธเชิงองคกร


2.1.2 กลุมผูเขารวมสัมมนาการพัฒนากจกรรมการเรียนรูชุมชน คดเลือกโดยความสมครใจ


จากผูเขารวมกิจกรรมการสังเคราะหสภาพการณการใชประโยชนแมน้าลี โครงการการเสริมสราง

กระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา

กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน จํานวน 14 คน ประกอบดวย ตวแทนจากองคกรปกครองสวนทองถน






จํานวน 1 คน ตัวแทนจากสํานักงานสาธารณสุขอําเภอ จํานวน 1 คน ตัวแทนจากนักวิชาการ จํานวน 2

คน ผูนําชุมชน จํานวน 2 คน สมาชิกสภาองคกรปกครองสวนทองถน จํานวน 3 คน และตวแทน


ประชาชน จํานวน 5 คน
2.1.3 เครืองมอ เปนแบบบันทึกการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูมีสวนไดเสีย





2.1.4 การวิเคราะหขอมูล ใชการวิเคราะหเนือหา (Content Analysis) จากนันสรุปเรียบ

เรียงเปนลายลักษณอักษรและตรวจสอบความถูกตองของขอมูลโดยผูเชี่ยวชาญ
2.2 การทดสอบประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมการเรียนรูชุมชน
ใชกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูมีสวนไดเสีย (Stakeholder Group


Operational Seminar) มีวัตถุประสงคเพื่อใหผูมีสวนไดเสียไดรวมกนเรียนรูการใชเครื่องมอการวิเคราะห


ผลกระทบสุขภาพระดับชุมชนที่สะทอนผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรม ประกอบดวย


2.2.1 ผูเขารวมกจกรรมการทดสอบกจกรรมการเรียนรูชุมชน ใชการสุมแบบกลุมจาก


ผูเขารวมกจกรรมการสังเคราะหผลกระทบสุขภาพชุมชนจากปญหาคณภาพแมน้าลีเสื่อมโทรม โครงการ







การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหา

คณภาพน้ํา กรณศึกษาลุมน้าลี จังหวัดลําพูน จํานวน 30 คน ประกอบดวย ตวแทนประชาชน 10 คน






ตัวแทนผูนําชุมชน 2 คน ตัวแทนเกษตรกร จํานวน 10 คน ตวแทนอาสาสมครสาธารณสุขประจําหมบาน




4 คน ตัวแทนหนวยงานดานสิ่งแวดลอม 1 คน ตวแทนหนวยงานดานสาธารณสุข 1 คน และตัวแทน



จากองคกรปกครองสวนทองถน จํานวน 2 คน


2.2.2 เครื่องมือ เปนแบบทดสอบกอน-หลังการใชกิจกรรมการเรียนรูชุมชน จํานวน

ทังสิน 20 ขอ ครอบคลุมความรูดานแผนที่เสี่ยงภัยชุมชน แผนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา แผนที ่




เสี่ยงภัยทางสุขภาพ การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน และแผนทความสัมพันธเชิงองคกร ลักษณะ




แบบสอบถามเปนมาตราสวนประมาณคา (Rating scale) 2 ระดับ แบบสอบถามแตละขอมคะแนน
ตั้งแต 0 - 1 คะแนน มคาความเท่ยงดวยวิธีคเดอร ริชารดสัน (Kuder-Richardson, KR - 21) เทากบ







0.86
2.2.3 การเก็บรวบรวมขอมูล การเก็บรวบรวมขอมูลในการศึกษาครั้งนี้ผูวิจัยไดทําการ






ชีแจงความเปนมาของการศกษา วัตถุประสงค เนือหา กิจกรรม รายละเอียดของขอคาถาม และวิธีการ



เกบรวบรวมขอมูลโดยผูวิจัย เพอใหมความเขาใจตรงกนเกยวกบวัตถประสงคของการเกบรวบรวมขอมล













รวมถงขอความคดเห็นในการวางแผนการดาเนินงานท่ชวยใหเกดความสะดวก รวดเร็ว และเหมาะสมตอ






การดําเนินการวิจัย

86








2.2.4 การวิเคราะหขอมูล วิเคราะหประสิทธิภาพของกจกรรมการเรียนรูชุมชนดวยการ
หาอตราสวนประสิทธิภาพตามเกณฑรอยละ 80 / 80 (E1 / E2) (ชัยยงค พรมวงศ, 2556) เกณฑ


ประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู กําหนดไว 3 ระดับ ดังนี้




ผลลัพธท่ไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตาจากเกณฑไมเกินรอยละ 2.5 ใหยอมรับวา

กิจกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว
ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตาจากเกณฑไมเกนรอยละ - 2.5 ใหปรับปรุงและ








ทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ําจนกวาจะถึงเกณฑ


ผลลัพธที่ไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากหากสูงกวาเกณฑไมเกนรอยละ +2.5 กยอมรับวา







กิจกรรมการเรียนรูมีประสิทธิภาพตามเกณฑท่ต้งไวหากคาทไดสูงกวาเกณฑเกนรอยละ + 2.5 ใหปรับ

เกณฑขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น

สวนการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกอนกบหลังการใชกจกรรมการเรียนรูชุมชน


วิเคราะหดวยสถิติ paired t – test
ผลการวิจัย
ขอมูลคุณภาพน้ํา พบวา คุณภาพน้ําโดยรวมจากการตรวจวัด 4 จุด ตั้งแตเดือนพฤษภาคม พ.ศ.
2559 ถงเดอนกมภาพนธ พ.ศ. 2560 โดยสวนเฝาระวังและเตือนภัย สํานักงานสิงแวดลอมภาคท่ 1








(เชียงใหม) คุณภาพน้าในแมน้าลี้มแนวโนมอยูในเกณฑด ((WQI = 71 - 90) โดยคณภาพน้ําจากการ






ตรวจวัดครั้งท 3/59 ชวงเดอนพฤษภาคมคณภาพน้าอยูในเกณฑเสือมโทรม (WQI = 40) การตรวจวัด














ครั้งท 4/59 ชวงเดือนสิงหาคมคณภาพน้าอยูในเกณฑด (WQI = 70) การตรวจวัดชวงเดอนมกราคม ถึง

เดือนกมภาพนธคุณภาพน้าอยูในเกณฑดี (WQI = 76) โดยคุณภาพน้ําบริเวณตนน้าถึงปลายน้าอยูใน












เกณฑพอใชถึงด (WQI = 66 - 80) ทงนี พบวา บริเวณตนน้าสถานี LE03 เริ่มปรากฏการปนเปอนของ


แบคทเรียกลุมฟคอลโคลิฟอรม (FCB) สูงเกินกวามาตรฐานกําหนดแสดงถึงการปนเปอนจากอจาระของ






สัตวเลือดอนสูง เชน มนุษย และยังแสดงถงความไมสะอาดและไมปลอดภัยในการบริโภคโดยไมผานการ








ฆาเชือโรคกอน ทงนีขอมูลคุณภาพภาพน้าในแมน้าลี้จากการตรวจวัดท้งสองชวงแสดงใหเห็นวาแมน้ําลี ้


บริเวณตนน้ํามคุณภาพน้ําไมเหมาะสมตอการนํามาใชประโยชนเพอการอปโภคและมแนวโนมคณภาพ








เสื่อมโทรมเมื่อพิจารณาดัชนีตรวจวัดทสําคญจะพบวาขอมลการตรวจวัดคณภาพน้ําทง 2 หนวยงานตรวจ
ั้

ี่


พบการปนเปอนของแบคทีเรียกลุมฟคอลโคลิฟอรมท้ง FCB และ TCB ซ่งอาจมาจากการปนเปอนของสิ่ง



ปฏิกูลจากชุมชน

2. การพัฒนาและทดสอบกิจกรรมการเรียนรูชุมชน ดาเนินกจกรรมดวยกระบวนการสัมมนาเชิง



ปฏิบัตการกลุมผูมสวนไดเสีย โดยการนําผลการศกษาคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมมาสังเคราะหผานเครืองมือ



การวิเคราะหผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน พบวา

2.1 แผนทเสียงภัยชุมชน พบวา จากการตรวจวัดคณภาพน้ําในจุด LE 4 สะพานบานใหม 


















ศวิไล อาเภอลีมคณภาพน้าเสือมโทรม ดงนันพ้นทชุมชนทอาจไดรับผลกระทบจากคณภาพน้าเสือมโทรม



จะครอบคลุมพนทตาบลลี อาเภอลี จังหวัดลําพน จํานวน 14 หมบาน ประกอบดวย หม 1 บานแวนนา














ริน หม 2 บานนากลาง หม 3 บานป หม 4 บานวังดน หม 5 บานฮอมตอ หม 6 บานลี้ หม 7 บานปา


























หก หม 8 บานมวงสามป หม 9 บานปวงคา หม 10 บานกลาง หม 11 บานโฮง หม 12 บานใหม 


ศิวิไล หม 13 บานแพะหนองหา และหม 14 บานวังดินใหม ดังแสดงในภาพที่ 1






87























ภาพที่ 1 แผนที่เสี่ยงภัยชุมชนจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมตําบลลี้ อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน






2.2 แผนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา พบวา คุณภาพน้ําในแมน้ําลีในพ้นทตําบลลี้ม ี
แนวโนมเสื่อมโทรมตั้งแตป พ.ศ. 2550 โดยชาวบานสังเกตการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ําจากปริมาณปลาใน





ี่
แมน้ําลี้ทลดลงและสีของน้ําขนในชวงฤดแลง ทงนีคณภาพน้าในแมน้าลีมีแนวโนมเสือมโทรม ดังแสดงใน







ภาพที่ 2
…………………………………………………………………………………………………………………………

พ.ศ. 2550 พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2557 พ.ศ. 2558
พ.ศ. 2555
ปริมาณปลาในแมน้ําล ี้

คุณภาพน้ําอยูในเกณฑ คุณภาพน้ําอยูในเกณฑ คุณภาพน้ําอยูใน คุณภาพน้ําอยูในเกณฑพอใช / ปญหา
ลดลง / น้ํามีสีขุนใน พอใช  เสื่อมโทรม / ปญหา เกณฑพอใช  คุณภาพน้ําที่สําคัญโคลิฟอรมแบคทีเรีย

ฤดูแลง คุณภาพน้ําที่สําคัญโคล ิ
ฟอรมแบคทีเรียทั้งหมด ทั้งหมด (TCB ) และฟคัลโคลิฟอร
ทั้งหมด (FCB)
(TCB )




พ.ศ. 2560 คุณภาพน้ําอยูในเกณฑพอใช / ปญหาคุณภาพน้ํา
ที่สําคัญโคลิฟอรมแบคทีเรียทั้งหมด (TCB ) และฟคัล
โคลิฟอมรทั้งหมด (FCB)


ภาพท 2 แผนที่การเปลี่ยนแปลงเชิงกาลเวลา
ี่

2.3 แผนที่เสี่ยงภัยทางสุขภาพ พบวา กลุมที่มีความเสี่ยงภัยทางสุขภาพเปนประชาชนสวนใหญท ี่
ใชประโยชนแมน้ําลี้ทั้งทางตรงและทางออม ความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้นสวนใหญเปนความเสี่ยงภัยดานสังคมท ี่


เปนผลมาจากการไมสามารถเขาถึงการใชประโยชนแมน้ําลี้ไดอยางเหมาะสม เชน ความขดแยงในการใช
ประโยชนแมน้าลีเพ่อการเกษตร ความขัดแยงในการพฒนาแมน้ําลี้ของหนวยงานภาครัฐและองคกร






88













ปกครองสวนทองถน และ นโยบายภาครัฐไมสนองตอบความตองการเขามามสวนรวมในการพฒนาแมน้า
ลีและคลองสงน้ํา

ี่

2.4 การประเมินความเสี่ยงภัยในชุมชน พบวา คณภาพน้ําทสําคญทงโคลิฟอรมแบคทเรียทงหมด
ั้
ั้






(TCB ) และฟคลโคลิฟอรมท้งหมด (FCB) ไดกอเกิดความเสียงท้งชาวบานทใชประโยชนน้ําในแมน้ําลี้ท้ง







การอปโภค การเกษตร การเปนแหลงอาหารและการสืบสานประเพณีทองถน ซ่งในชุมชนมีศกยภาพใน









การแกไขความเสี่ยงภัยโดยใชน้าใตดนและระบบประปาหมบานและเขาไปมสวนรวมในการพฒนาแหลง









น้าในชุมชน รวมถงการลดการใชสารเคมทางการเกษตรและไมทงขยะสิงปฏิกลลงในแมน้าลี้และคลองสง


น้ํา ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การประเมนความเสี่ยงภัยในชุมชนจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมตําบลลี้ อําเภอลี้


ภาวะอนตรายที ่ ความเสี่ยง ศักยภาพชุมชนในการรับมอ

เกิดขึ้น ความเสี่ยง
(คุณภาพน้ําในแมน้ําล ี้
มีแนวโนมเสื่อมโทรม)
ทางกายภาพ

- สิ่งที่มีความเสี่ยง คุณภาพน้ําในแมน้ําลีบริเวณตําบลลี้ มีหนวยงานภาครัฐทําการตรวจวัดคุณภาพ

มีปญหาการปนเปอนของปญหา น้าและรายงานขอมลตอสาธารณะเพอ






คุณภาพน้าท่สําคัญโคลิฟอรม การใชประโยชนขอมูล




แบคทเรียทงหมด (TCB ) และฟคล

โคลิฟอรทั้งหมด (FCB)

ทางสงคมและกลม
ุ
องคกรชุมชน




- กลุมเสี่ยง ชาวบานท่ใชประโยชนน้าในแมน้าลี ใชน้ําใตดิน (บอน้ําตื้นและบอบาดาล)
ทังการอปโภค การเกษตร การเปน และระบบประปาหมูบานที่ใชน้ําดิบจาก



แหลงอาหารและการสืบสาน แหลงน้ําใตดิน โดยในตําบลลี้มีประปา

ประเพณีทองถิ่น หมูบานจํานวน 34 แหง และมบอบาดาล
(บอโยก) จํานวน 21 แหง อยางไรก็ตาม


มบางแหงที่ชํารุด เชน ระบบกรองน้า

เสื่อมสภาพ คนโยกเสีย และปริมาณน้ํา
ไมพอใชในฤดูแลง

89




ตารางที่ 1 (ตอ)




ภาวะอนตรายที ่ ความเสี่ยง ศักยภาพชุมชนในการรับมอ
เกิดขึ้น ความเสี่ยง
(คุณภาพน้ําในแมน้ําล ี้

มีแนวโนมเสื่อมโทรม)
เหตุจูงใจและทัศนคติ

- ทศนคตหรือ ชาวบานบางสวนไมเห็นคุณคาของ หนวยงานทังภาครัฐและองคกรปกครอง


ี่
พฤติกรรมทนําไปสู แมน้ําลี้และคลองสงน้ํามีการทิงขยะ สวนทองถิ่นจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยง







ความเสี่ยง และสิงปฏิกลลงสูแมน้าลีและคลอง วัฒนธรรมทองถินกับการอนุรักษและฟนฟู

สงน้ําอยางตอเนื่อง แมน้ําลี้








2.5 การวิเคราะหองคกรความรวมมือ พบวา ในพ้นทมศกยภาพของหนวยบริการปฐมภูมและ











องคกรปกครองสวนทองถนทมความพรอมดานบุคลากรและสถานท่ การมเครือขายชุมชนทเขมแขง และ




ความพรอมดานงบประมาณ แตหนวยงานยังไมใหความสําคัญกับปญหาคุณภาพน้ํามากนัก ดังแสดงใน
ตารางที่ 2


ตารางที่ 2 การวิเคราะหองคกรความรวมมือในการจัดการคณภาพน้ําเสื่อมโทรมตําบลลี้ อําเภอลี้
องคกร ประสบการณ ศักยภาพองคกรในการ ขอจํากัดในการรวมมือกับ

ความสัมพันธกับ สนับสนุนชุมชน ชมชน
ชมชน

สถานบริการสุขภาพ มีเจาหนาที่ประจําเพอ - มีความพรอมดานสถานที่ หนวยงานยังไมให
ื่
(โรงพยาบาลชุมชน การสงเสริม ปองกัน บุคลากร และเครื่องมือทางการ ความสําคัญกับปญหา
และโรงพยาบาล รักษาและฟนฟูสุขภาพ แพทยในการรักษาพยาบาล คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้
สงเสริมสุขภาพ เบื้องตนใหกับชาวบาน - มีเครือขายชุมชนในการแกไข
ตําบล) ปญหาสุขภาพเบื้องตน
(อาสาสมครสาธารณสุขประจํา

หมูบาน)
- มีฐานขอมูลความเจ็บปวยทใช
ี่
เพื่อการเรียกรองเพื่อให
หนวยงานที่เกี่ยวของดําเนินการ

แกไขปญหา

90




ตารางที่ 2 (ตอ)


องคกร ประสบการณ ศักยภาพองคกรในการ ขอจํากัดในการรวมมือกับ
ความสัมพันธกับ สนับสนุนชุมชน ชมชน


ชมชน
เทศบาลตําบล เทศบาลมกจกรรม มความพรอมดานงบประมาณ หนวยงานยังไมให




สงเสริมการมีสวนรวม และประสบการณการดําเนิน ความสําคัญกับปญหา

ของประชาชนในดาน กิจกรรมดานการจัดการ คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้
การสรางฝายชะลอน้ํา ทรัพยากรธรรมชาตและ

(ฝายแมว) การปองกน สิ่งแวดลอม



การทําลาปา สงเสริม

การอนุรักษปา

ชุมชน ดําเนินกิจกรรม
ปลูกตนไม เพื่อคืน

ความสมดุลใหระบบ
นิเวศทางธรรมชาติ

และสรางจิตสํานึกให

ประชาชนมสวนรวม
ปลูก ดแล และ

บํารุงรักษาตนไมและ

ไดดําเนินกิจกรรม
ปลอยปลาหรือสัตวน้ํา
ลงสูแมน้ําเนื่องในวัน

เฉลิมพระเกียรติ

ผลกระทบสุขภาพระดับชุมชนในพ้นทยังสะทอนสภาพปญหาผลกระทบจากคณภาพน้าเสื่อม









โทรมทมแนวโนมความรุนแรงมากขน ในสวนของประชาชนไดพยายามแสวงหาแนวทางการแกไขปญหา





รวมกันโดยเฉพาะปญหาการขาดแคลนน้ําอุปโภคแตยังไมสามารถแกไขปญหาไดอยางเหมาะสม
3. ผลการหาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรูชุมชน โดยการหาอตราสวนประสิทธิภาพ

กระบวนการระหวางเรียน (E1) และผลของการใชกจกรรมการเรียนรู (E2) พบวา ผลการวิเคราะหขอมล






จากคะแนนในการทากจกรรมระหวางเรียน (E1) และผลของการใชกจกรรมการเรียนรู (E2) เทากับ

















80.56 / 84.25 ทงนีกจกรรมทผูวิจัยรวมกบผูเกยวของไดสรางข้นมีประสิทธิภาพใหคา E1 / E2 ตาม
เกณฑ 80 / 80 ที่กําหนดไว ดังแสดงในตารางที่ 3

91








ตารางท 3 ประสิทธิภาพของกจกรรมการเรียนรูชุมชนตามเกณฑ E1 / E2

กจกรรมการเรียนรู กลุมทดลอง จํานวน E1 E2 E1 / E2

การเสริมสรางการเรียนรู ผูมีสวนไดสวน 30 80.56 84.25 80.56 / 84.25
ชุมชนผานเครื่องมือการ เสีย
วิเคราะหผลกระทบสุขภาพ
ระดับชุมชน

4. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียนกอนและหลังการทดลองใชกิจกรรม




พบวา คาคะแนนทดสอบความรูเฉลียกอนและหลังทดลองใชบทเรียนเทากบ 3.89 และ 8.41 ตามลําดบ





คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เทากับ 0.59 และ 0.77 ตามลําดับ เมอวิเคราะหความแตกตางของคา

คะแนนทดสอบความรูเฉลียกอนและหลังทดลองใชกจกรรมการเรียนรู พบวา คาคะแนนทดสอบความรู




ี่



เฉลี่ยหลังทดลองใชมีคาสูงกวากอนทดลองใชอยางมนัยสําคญทางสถติทระดับนัยสําคญ 0.05 (P-value =
0.002) ดังแสดงในตารางที่ 4

ตารางท 4 การเปรียบเทยบผลสัมฤทธิกจกรรมการเรียนรูชุมชน (N = 30 คน)






ระยะเวลา คาเฉลี่ยเลข คาสวนเบี่ยงเบน คา t -test p -
คณิต มาตรฐาน value*
กลุมผูมีสวนไดสวนเสีย 2.158 0.002
กอนการดําเนินกิจกรรม 3.89 0.59
หลังการดําเนินกิจกรรม 8.41 0.77

*paired t - test ที่ระดับนัยสําคัญทางสถติ 0.05



จะเห็นไดวารูปแบบการวิจัยทางดานสาธารณสุขจะนําไปสูการแสวงหาคําตอบและแนวทางความ

การแกปญหาซงเปนสิ่งทตองมีการศึกษาคนควาอยางมระบบเพอการแกปญหาในสถานการณปญหา









ึ่
ทางดานสาธารณสุขทีนับวันจะมความซบซอนและยุงยากมากขน นอกจากนียังนําไปสูการสรางกฎเกณฑ 










หรือทฤษฎีตาง ๆ เพอจะเปนประโยชนสามารถนําไปใชอางอิง อธิบาย ทํานาย และควบคุมปรากฏการณ 

ดานสาธารณสุขได


บทสรุป

การวิจัยทางดานสาธารณสุขเปนการหาคําตอบของปญหาดานสุขภาพในชุมชนทมีระเบียบ





ข้นตอน โดยกระบวนการศกษาเริ่มตนจากการประเมินและการวินิจฉยปญหา สวนการออกแบบการวิจัย


สามารถประยุกตใชการวิจัยหลากหลายรูปแบบ ซงเปนการปรับปรุงผลลัพธทางสุขภาพจากการมสวนรวม



หรือการใชขอคนพบจากการวิจัยในการปฏิบัตการสําหรับการเปลียนแปลง อนจะนําไปสูการแกไขปญหา






สุขภาพ ซึ่งการดําเนินการวิจัยควรใหสมาชิกของชุมชนเปนผูดาเนินกิจกรรม และมนักวิจัยทาหนาทเปนผู 







เอ้ออํานวยใหกระบวนการวิจัยบังเกิดผลสอดคลองกับเปาหมายท่วางไวท้งนี้ผลของการดําเนินกิจกรรม


การวิจัยจะกอเกิดการเรียนรูของชุมชนอันเปนแนวทางในการสรางเสริมสุขภาพที่ยั่งยืนตอไป

92



บทที 5


ประชากร และการเลือกกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุข








การเลือกประชากรและกลุมตวอยางในการวิจัยเปนข้นตอนทมความสําคญอกขนตอนหนึงเพราะ








เปนการเลือกตัวแทนมาศึกษา ผลจากการศึกษาทีไดจะสรุปอางองไปยังประชากร ดังนันถากลุมตวอยางท ี ่






ไดไมเปนตัวแทนทดีผลการวิจัยทกลาวอางอิงไปยังประชากรก็จะไมถูกตองตามความเปนจริง ดังนั้นการ
ี่







เลือกวิธีการสุมตัวอยางตองพิจารณาโอกาสท่ทุกหนวยประชากรไดรับเลือกอยางเทาเทียมกัน ซ่งจะ




สามารถใหความม่นใจในการสรุปอางถงประชากรท่ศกษาได หรือ สามารถเปนตวแทนของประชากรท ่ ี





ศึกษาได ทงนีประชากรในการวิจัยอาจเปนปรากฏการณ สิงมชีวิตหรือสิงไมมีชีวิตข้นอยูกบการออกแบบ















การวิจัย สถานท งบประมาณการวิจัย ผูวิจัยตองใหความสําคัญและเลือกเทคนิคการสุมตวอยางท ่ ี
เหมาะสมกับการศึกษานั้น

ประชากรการวิจัย



ประชากร (Population) เปนกลุมของสิ่งตาง ๆ ทงหมดทผูวิจัยสนใจ อาจจะเปนสิ่งมชีวิตหรือไม 




มีชีวิตก็ได ประชากรในทางสถตอาจจะหมายถง บุคคล กลุมบุคคล องคกรตาง ๆ สัตว และสิ่งของ






โดยทั่วไปจําแนกออกเปน 2 ประเภท คือ
1. จําแนกตามขอบเขตของประชากร แบงออกเปน 2 ประเภท คือ

1.1 ประชากรทสามารถนับจํานวนได (Finite population) หมายถึง ประชากรมปริมาณ






สามารถนับจํานวนไดอยางครบถวน เชน จํานวนอาสาสมัครประจําหมบานในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาล


สงเสริมสุขภาพตําบลเหลายาว ปงบประมาณ 2560 จํานวนผูปวยโรคเบาหวานในจังหวัดเชียงใหม ป

2560 เปนตน







1.2 ประชากรทไมสามารถนับได (Infinite population) หมายถง ประชากรท่มปริมาณท่ไม 


สามารถนับจํานวนไดครบถวน เชน ประชาชนท่ไมเห็นดวยกบการรับประทานอาหารเสริมสุขภาพท ่ ี




ตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเอกชน เปนตน
2. จําแนกตามลักษณะของประชากร แบงออกเปน 2 ประเภท คือ




2.1. ประชากรทมลักษณะเปนเอกพนธ (Homogeneity) หมายถง ประชากรในทก ๆ หนวย ม ี


คุณลักษณะ/โครงสรางที่คลายคลึงกัน

2.2. ประชากรทมีลักษณะเปนวิวิธพันธ (Heterogeneity) หมายถง ประชากรในแตละหนวย ม ี











คุณลักษณะและโครงสรางทแตกตางกน ประชากรท่ใชในการวิจัยแตละเรืองจะมีลักษณะทแตกตางกน



โดยเฉพาะประชากรท่เปนมนุษยจะมีความแตกตางกันทง สังคม อารมณ สติปญญา ฐานะ การศกษา








สภาพแวดลอม ถาลักษณะของประชากรยิงแตกตางกันมากการสุมตัวอยางเพอใหไดกลุมตัวอยางท่ดก ็


ซับซอนมากขึ้น

อยางไรก็ตามในการบรรยายลักษณะของประชากรผูวิจัยจะตองอธิบายใหชัดเจนวาคือใคร ม ี






หลักเกณฑอยางไรในการเลือกกลุมประชากรนัน ๆ มีประชากรเทาไรในการศกษาวิจัย แบงออกเปนกลุม


ั้


ยอยหรือไม และกระบวนการเลือกกลุมตวอยางเปนอยางไร ทงนี้ในการวิจัยสวนใหญนั้นประชากรจะตอง


Click to View FlipBook Version