The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-27 07:20:25

วิธีวิจัยทางสาธารณสุขศาสตร์เบื้องต้น

93







เปนตัวแทนของประชากรทตองการศึกษาเพราะงานวิจัยสวนใหญไมสามารถใชกลุมประชากรทงหมดได

ตอจากนั้นจึงใชวิธีสุมตัวอยางเพื่อลดจํานวนประชากร

กลุมตัวอยาง



กลุมตัวอยาง (Sample) หมายถึง จํานวนยอยหรือกลุมยอยท่เลือกมาจากประชากรเพอใชเปน

ี่
ตวแทนของประชากรในการที่จะใหขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะทําวิจัย ถากลุมตัวอยางทเลือกมาเปนตัวแทนท ี่











ดของประชากร ขอมูลตางๆ ทไดจากกลุมตวอยางก็จะเปรียบเสมอนขอมูลของประชากรดวย คาตอบ





ตางๆ ของปญหาการวิจัยหรือผลการวิจัยกจะเปนของประชากรดวยเชนกน ฉะนันวิธีการทจะใหไดมาซง




กลุมตัวอยางท่ดี เพ่อเปนตัวแทนของประชากรจึงนับวามีความสําคัญไมนอยกวาข้นตอนอ่น ๆ ของการ














วิจัย (มหาวิทยาลัยรามคาแหง, ม.ป.พ.) ลักษณะของกลุมตวอยางทด กลุมตวอยางทดท่นาเชือถือไดวา



เปนตัวแทนของประชากรในการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้
1. กลุมตัวอยางจะตองมีลักษณะตางๆ เหมือนกับลักษณะของประชากรในการวิจัย ถายิ่ง






เหมอนกนมากจํานวนทใชวิจัยกไมจําเปนตองมากแตถาเหมอนกนนอยจํานวนทใชวิจัยกจําเปนจะตองใช








มาก
2. กลุมตัวอยางควรไดมาโดยใชวิธีการสุมตามหลักความนาจะเปน (Probability sampling)

เพื่อใหสอดคลองกับขอตกลงเบื้องตนหรือเงื่อนไขของสถติทนํามาใชในการวิเคราะหขอมล โดยเฉพาะสถติ

ี่




เชิงอนุมานที่จะใชในการอางอิงผลการวิจัยไปยังประชากรซงสวนใหญจะมขอตกลงเบื้องตนหรือเงอนไขวา
ึ่
ื่
กลุมตัวอยางตองไดมาจากการสุมโดยใชหลักความนาจะเปน



แตจะทําอยางไรผูวิจัยจึงจะไดตวแทนทดทสุดมาวิเคราะห เพอสรุปผลไปยังประชากรใหถกตอง














ทสุดเชนเดียวกน การท่จะไดตวแทนทดีนั้นเปนท่ยอมรับกันโดยท่วไปแลววาไดมาจากการสุมตวอยาง






การสุมตัวอยาง (Random sampling) จึงเปนกระบวนการการเลือกบางสวนของประชากร
(Population) มาศึกษา ผลการศึกษาสรุปไดอยางไรถือวาเปนขอสรุปจากประชากรทั้งหมด ดังภาพที่ 5.1

ขั้นตอนที่ 2 การเลือกตัวอยาง



ขั้นตอนที่ 1 กําหนดประชากร (มนุษย สัตว สิ่งของ) ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะหและสรุปผล



ี่
ขั้นตอนท 4 อนุมานวาประชากร
ทั้งหมดเปนตามขั้นตอนที่ 3


ภาพที่ 5.1 ประชากร กลุมตัวอยางและการสรุปอางอิง

94



การเลือกกลุมตัวอยางมาศึกษาแทนประชากรนั้นมีประโยชนดังนี้

1. ประหยัดคาใชจาย เวลาและแรงงาน การใชประชากรในการศึกษาจะทําใหเสียเวลา ลงทนสูง

และใชแรงงานมากกวากวาศึกษาจากกลุมตัวอยาง

ั้


2. รวบรวมขอมูลไดเร็วและงายกวาการรวบรวมทงหมด การติดตามขอมลจากกลุมตัวอยางจะทา



ไดงายกวาการรวบรวมทั้งหมด เพราะขอมูลที่ไดจากกลุมตัวอยางจะอยูในพื้นที่แคบและจํากดวาขอมลของ
ประชากรเมื่ออยูในวงแคบก็จะทําใหผูวิจัยเก็บรวบรวมไดรวดเร็ว





3. มความเชื่อมนและแมนยํามากกวา การศกษาขอมลจากกลุมทมจํานวนนอย จะทาใหผูวิจัยจัด









กระทําขอมูลไดอยางถูกตองแมนยํามากกวาขอมูลที่มีขนาดใหญ เชน การติดตาม การแปรผล การควบคม
การทดลอง เปนตน
4. ขอมูลบางอยางผูวิจัยไมสามารถหาไดจากกลุมประชากรจําเปนตองสุมตัวอยางมาศึกษา แลว
สรุปไปยังประชากร เชน การตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําในแหลงน้า การตรวจหาเชือโรคจากสารคัดหลั่ง


ของผูปวย เปนตน


อยางไรก็ตามในการใชกลุมตวอยางมาศึกษาแทนประชากรจําเปนตองคานึงถึงความถกตองใน






การเปนตัวแทนทดีของประชากร ซงหมายถงการไมมอคตในตวอยางทถูกเลือกหรือกลาวไดวาโอกาสของ
ึ่
ี่




การเลือกตัวอยางมาศึกษาเพื่อประมาณคาพารามิเตอรสูงหรือต่ํากวาความเปนจริงมพอกน


การกําหนดขนาดของกลุมตัวอยาง






การวิจัยท่มีขนาดตัวอยางทเหมาะสมและเพียงพอยอมลดอคติและความคลาดเคลือนทเกิดจาก


การสุม อกท้งยังมเพ่มอํานาจในการศึกษา (Power of the study) และความแมนยําในการวิจัย




สอดคลองกับการวิจัยทางสาธารณสุขทีมีกาวหนาไปอยางมากซึ่งการนําผลการวิจัยไปประยุกตใชและแกไข

ปญหาสุขภาพชุมชนดวยกระบวนการวิจัยสงผลใหไดการแกไขปญหาเปนที่นาเชื่อถือและสอดคลองกบการ



แกไขปญหาสาธารณสุขดังกลาว โดยท่วไปรูปแบบของงานวิจัยทางสาธารณสุขศาสตรจึงมหลากหลาย
รูปแบบทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยเฉพาะการวิจัยเชิงปริมาณประเภทการวิจัยเชิงพรรณนา







(Descriptive study) เปนทนิยมในการวิจัยทางสาธารณสุขเนืองจากมระเบียบวิธีวิจัยทไมซบซอน

สามารถคนหาคําตอบไดงาย รวดเร็ว และทันตอเหตุการณ





การกาหนดขนาดตัวอยางจึงมีความสําคัญและจําเปนในทกรูปแบบวิจัยซ่งผลทไดจากการวิจัยใน

กลุมตัวอยางเปนตัวสะทอนถึงลักษณะของประชากร และการอางองผลการวิจัยสูประชากรททาการศกษา

ี่










นอกจากนีผลการศกษาทไดจากการวิจัยเชิงพรรณนามกเปนการประมาณคาและนําเสนอในลักษณะของ

รอยละ สัดสวน คาเฉลีย สวนเบี่ยงมาตรฐาน อัตราความชุก และอัตราอุบัติการณ เปนตน สําหรับการ


ศกษาวิจัยเชิงพรรณนาผูวิจัยควรพิจารณาถึงทรัพยากรท่ใชในการวิจัย เชน งบประมาณ บุคลากร และ


จริยธรรมในการวิจัยรวมดวย เนืองจากขนาดของกลุมตวอยางมความสัมพนธกับความคลาดเคลื่อนในการ




วิจัย โดยที่การวิจัยที่มีขนาดตัวอยางจํานวนมากสงผลใหมความคลาดเคลื่อนลดลง และในทางกลับกนการ


วิจัยที่มีขนาดตัวอยางจํานวนนอยยอมมีความคลาดเคลื่อนมากขึ้น ดังภาพที่ 5.2

95





























ภาพที่ 5.2 ความสัมพันธระหวางความคลาดเคลื่อนในการสุมตัวอยางกับขนาดของกลุมตัวอยาง
ที่มา: http://bbrs.nmsu.edu/nmbizoutlook/archive/January2010/article1.htm

ึ่







ทั้งนี้การกําหนดขนาดกลุมตวอยางในงานวิจัยเปนขนตอนหนึ่งทสําคญในระเบียบวิธีวิจัยซงสงผล














ตอความนาเชือถอและอคตทอาจเกดขน การกาหนดขนาดกลุมตัวอยางทเหมาะสมและเพยงพอสามารถ


ชวยใหผูวิจัยเตรียมการวางแผน และการจัดการในขั้นตอนของกระบวนการเกบรวบรวมขอมลไดเปนอยาง







ด นอกจากนี หลักเกณฑในการพจารณาขนาดกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยเชิงพรรณนา (ปุญญพฒน
ไชยเมล, 2556) มีดังนี้



1. ระดบความเชื่อมน (Confidence level; Z) จากพ้นฐานทฤษฎีการวัดแนวโนมเขาสู 















สวนกลาง (Central limit theorem) มแนวคดหลักทวาเม่อประชากรถกสุมซากนหลายครัง คาทไดรับ


ี่




จากการสุมจากกลุมตวอยางดงกลาวจะมีคาใกลเคยงกบคาทเปนจริงในกลุมประชากร นอกจากนี้คาทได








จากการสุมในกลุมตวอยางจะมการกระจายแบบโคงปกติ ซ่งรอยละ 95 ของคาจริงในกลุมตัวอยางอยู 






ภายใตสองสวนของสวนเบียงเบนมาตรฐานของคาท่ไดจากกลุมประชากรจริง เรียกวา คาพนทใตโคงปกต ิ








( Z a/2 หรือ Z 0.025) เทากบ 1.96





2. ระดบของความแปรปรวน (Degree of variability; P หรือ σ ) เปนคณลักษณะท่ถกวัดการ

กระจายในกลุมประชากร ในกรณทกลุมประชากรมความแตกตางกนมาก (Heterogeneity) ขนาดของ









กลุมตวอยางจะเพมมากขนตามลําดบ ในกรณทประชากรมความแตกตางกนนอยขนาดของกลุมตัวอยาง

















นอยลงเชนกน คุณลักษณะดังกลาวถูกกําหนดจากคําถามวิจัยซงเปนตัวกําหนดลักษณะตวแปรท่สําคญ
หรือตัวแปรตามที่ทําการศึกษา ตัวแปรที่สําคัญสามารถจําแนกออกเปน 3 ประเภท ไดแก
2.1 ตวแปรประเภทแจงนับ (Categorical variable) นําเสนอในรูปของ รอยละ สัดสวน หรือ

อัตราของการเกิดเหตุการณที่สนใจ

2.2 ตัวแปรตอเนื่อง (Continuous variable) นําเสนอในรูปแบบของคาเฉลีย และสวน

เบี่ยงเบนมาตรฐาน



2.3 ระยะเวลาของการเกิดเหตุการณ ซ่งตัวแปรประเภทดงกลาวมลักษณะเปนการวัด

ระยะเวลาของการรอดชีพ

96








ดังนั้นการกําหนดคาระดับความแปรปรวนไดจากการทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยทเกยวของ
จะประกอบดวยคาสัดสวน (P; Proportion) และคาความแปรปรวนในกลุมประชากร (σ)


3. ระดบความแมนยํา (Precision level; e หรือ d) หรือความคลาดเคลือนจากการสุมตัวอยาง



(Sampling error) ตัวอยางกาหนดใหเปนคารอยละ เชน ± รอยละ 5 และคาดงกลาวผกผันกบระดบ






2
ความแมนยํา (d ) การกําหนดคาระดับความแมนยําในการศึกษาผูวิจัยเปนผูกําหนดขนาดของความ


คลาดเคลื่อนวาตองการใหมีความคลาดเคลื่อนมากหรือนอย

ั้

นอกจากนี้ตองพิจารณาความผิดพลาดอันจะเกดจากการใชกลุมตัวอยางทงนี้การใชกลุมตัวอยาง








ขนาดใหญจะกอใหเกดความผิดพลาดนอยท่สุด ไดเสนอแนะเก่ยวกบการกาหนดขนาดของกลุมตวอยางท ี ่


ผูวิจัยควรนําประกอบพิจารณา 4 ประการคอ





1. ความเหมอนกน ถาประชากรทศึกษามคุณลักษณะเหมือนกันมาก เชน เลือด สีผม สูตร
สวนผสมตาง ๆ หรืออื่น ๆ ขนาดของกลุมตัวอยางก็สามารถใชจํานวนนอยได 

2. ขนาดของประชากร ถาประกรมีขนาดใหญมากกมความจําเปนตองเลือกกลุมตวอยาง ถา





ประชากรไมใหญพอที่จะศึกษาจากประชากร ก็สามารถศึกษาจากประชากรไดดวย

3. ตนทุน นํามาพิจารณาประกอบการกําหนดขนาดกลุมตัวอยางจะใชกลุมตัวอยางขนาดเทาใด
จึงจะเปนตัวแทนของประชากรที่เพียงพอ เหมาะสม และเปนตัวแทนประชากรที่ดีดวย
4. ความแมนยํา ถาตองการความแมนยํามากในเรื่องที่ศึกษากควรจะใชกลุมตัวอยางขนาดใหญ




การใชขนาดกลุมตัวอยางท่มากเกนไปอาจจะทาใหสินเปลืองทงแรงงานและเพมตนทุนการวิจัย






โดยเปลาประโยชน ขนาดกลุมตวอยางทงนอยเกนไปหรือมากเกนไปยังเปนปญหาทางดานจริยธรรมการ
















วิจัย ท้งนี้จํานวนกลุมตัวอยางท่เหมาะสมจะเปนขนาดตวอยางทนอยท่สุดในการทจะนําไปสูคําตอบของ
การวิจัยนั้นไดถูกตองทั้งนี้วิธีการกําหนดขนาดกลุมตัวอยาง เชน
การใชตารางสําเร็จรูปในการกําหนดขนาดของกลุมตัวอยาง

ขนาดกลุมตัวอยางในตารางสําเร็จรูปสวนใหญขนาดกลุมตัวอยางตามตารางจะเหมาะสมกบ
งานวิจัยเชิงสํารวจ ตารางแตละตารางมีเงื่อนไขการใชไมเหมือนกัน ผูวิจัยตองทราบขอมูลกอนใชตาราง ได


ทังขนาดประชากร ความคลาดเคลื่อนท่ยอมรับได และระดบนัยสําคัญ นอกจากนีบางครั้งผูวิจัยทไมม ี





ความถนัดจะใชสูตรคํานวณหาขนาดกลุมตัวอยาง เพื่อปองกันขอผิดพลาดอันเนื่องมาจากความไมถนัดของ
ผูวิจัยจึงอาจใชขนาดกลุมตัวอยางโดยประมาณจากตารางสําเร็จรูปทมนักสถตไดจัดทาข้น ตารางสําเร็จรูป




ี่






ทใชกนแพรหลาย เชน ตารางกําหนดขนาดกลุมตวอยาง ของ Krejcie & Morgan (1970) อนเปนตาราง

กําหนดขนาดกลุมตัวอยางที่ใชงายเพียงพิจารณาขนาดประชากรจะไดขนาดกลุมตัวอยาง ในตารางมขนาด

ั้
ขนาดประชากรตั้งแต 10 – 100,000 หนวย ทงนี้การใชตารางกําหนดขนาดกลุมตัวอยาง ของ Krejcie &

Morgan มีเงื่อนไขและหลักการใชดังนี้
1. เปนการกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางสูงสุด โดยไมคํานึงถึงความแปรปรวนท่แทจริงของ


ประชากร หรือเปนการกําหนดสมมติฐานหลักในการใชสถิติวา สัดสวนในประชากรเปน 0.5

2. กําหนดใหโอกาสของความเชื่อถือได หรือระดับความเชื่อมั่นในการประมาณคาเปน 95 %


รวมท้งความคลาดเคลื่อนเปน 5 % เทานั้น ในกรณีท่นักวิจัยตองการกําหนดเปนคาอ่นตามลักษณะ


งานวิจัยที่อาจจะใชระดับของความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อนที่แตกตางออกไป จะใชตารางสําเร็จรูปนี ้

ไมได


97






ตารางท 5.1 จํานวนประชากรและจํานวนกลุมตวอยางของ Krejcie & Morgan

จํานวน จํานวนกลุม จํานวน จํานวนกลุม จํานวน จํานวนกลุม
ประชากร ตัวอยาง ประชากร ตัวอยาง ประชากร ตัวอยาง
10 10 220 140 1200 291
15 14 230 144 1300 297
20 19 240 148 1400 302
25 24 250 152 1500 306
30 28 260 155 1600 310
35 32 270 159 1700 313
40 36 280 162 1800 317
45 40 290 165 1900 320
50 44 300 169 2000 322
55 48 320 175 2200 327
60 52 340 181 2400 331
65 56 360 186 2600 335
70 59 380 191 2800 338
75 63 400 196 3000 341
80 66 420 201 3500 346
85 70 440 205 4000 351
90 73 460 210 4500 354
95 76 480 214 5000 357
100 80 500 217 6000 361
110 86 550 226 7000 364
120 92 600 234 8000 367
130 97 650 242 9000 368
140 103 700 248 10000 370
150 108 750 254 15000 375
160 113 800 260 20000 377
170 118 850 265 30000 379
180 123 900 269 40000 380
190 127 950 274 50000 381
200 132 1000 278 75000 382
210 136 1100 285 100000 384


การกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางโดยใชสูตรคํานวณ เชน
1. สูตรของคอแครน (Cochran, 1977) ใชในกรณีที่ไมทราบขนาดของประชากรที่แนนอน แต

ทราบวามีจํานวนมากและตองการประมาณคาสัดสวนของประชากร มี 2 กรณีคือ


1.1 กรณไมทราบจํานวนปะชากร

P(1− P)Z 2
n =
d 2

98






ี่
เมื่อ n คือ จํานวนกลุมตัวอยางทตองการ
P คือ สัดสวนของประชากรที่ผูวิจัยตองการสุม (โดยทั่วไปนิยมใชสัดสวน 30 % หรือ 0.30)
Z คือ ระดับความมั่นใจที่กาหนด หรือระดับนัยสําคัญทางสถิติ เชน

Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.10 เทากับ 1.65 (ความเชื่อมั่น90 %) >> Z = 1.65

Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เทากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น95 %) >> Z = 1.96
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 เทากับ 2.58 (ความเชื่อมั่น99 %) >> Z = 2.58


d คือ สัดสวนความคลาดเคลื่อนที่ยอมใหเกดขึ้นได (จะตองสอดคลองกับคา Z ที่ระดับความ
เชื่อมั่นนั้นๆ) เชน
ระดับความเชื่อมั่น90 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.10
ระดับความเชื่อมั่น95 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.05
ระดับความเชื่อมั่น99 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.01

(กลุมวุฒิกลุมเดียวทใชสูตรนี้)
ี่


1.2 กรณทราบจํานวนประชากร แตประชากรไมมาก สูตรที่ใช


n = P(1− P)
E 2 + P(1− P)
Z 2 N

เมื่อ n คือ จํานวนกลุมตัวอยางทตองการ
ี่
N คอ ขนาดประชากร

P คือ สัดสวนของประชากรที่ผูวิจัยตองการสุม (โดยทั่วไปนิยมใชสัดสวน 30 % หรือ 0.30)
Z คือ ระดับความมั่นใจที่กาหนด หรือระดับนัยสําคัญทางสถิติ เชน

Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.10 เทากับ 1.65 (ความเชื่อมั่น 90 %) >> Z = 1.65
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เทากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น 95 %) >> Z = 1.96(ปกตินิยม

ระดับความเชื่อมั่น 95%)

Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 เทากับ 2.58 (ความเชื่อมั่น 99 %) >> Z = 2.58

E คือ คลาดคลาดเคลื่อนของกลุมตัวอยาง เชน
ระดับความเชื่อมั่น 90 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.10
ระดับความเชื่อมั่น 95 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.05 (ปกตินิยมระดับความ

เชื่อมั่น 95%)
ระดับความเชื่อมั่น 99 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.01

99




ตัวอยาง การคํานวณขนาดตัวอยางผูสูงอายุในเขตองคการบริหารสวนตาบลสะลวง

n = 0.30 (1 – 0.30)
2
0.05 + 0.30 (1 – 0.30)
2
1.96 873
n = 236 ครัวเรือน


2. สูตร Taro Yamane (1973)

n = N 2
1+ Ne
เมื่อ n คือ ขนาดกลุมตัวอยาง


N คอ ขนาดประชากร
e คือ คลาดคลาดเคลื่อนของกลุมตัวอยาง เชน
ระดับความเชื่อมั่น 90 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.10

ระดับความเชื่อมั่น 95 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.05 (ปกตินิยมระดับความ
เชื่อมั่น 95 %)
ระดับความเชื่อมั่น 99 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.01

การใชสูตร Yamane และตารางของ Krejcie & Morgan เหมาะสําหรับวิจัยเชิงปริมาณทาง
พฤตกรรมศาสตรและสังคมศาสตรแตอาจจะไมเหมาะกบงานวิจัยดานการแพทยหรือสังคมศาสตรการ



แพทยในบางคําถามการวิจัย เชน งานวิจัยทางคลินิคที่ตองการหาความสัมพันธของตวแปร



3. สูตร Daniel (2010) ท่ระดับความเชื่อม่นรอยละ 95 และมีความคลาดเคลื่อนของกลุม


ตัวอยางรอยละ 5 หรือ 0.05 สูตรการคานวณ ดังนี้

2
n = NZ α/2 P(1-P)

2
2
(N-1)d + Z α/2 P(1-P)

โดยท n คอ ขนาดตัวอยาง
ี่

N คอ จํานวนประชากรที่ใชการวิจัย

2
Z α/2 คือ คามาตรฐานภายใตโคงปกติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 เทากับ 1.96



P คอ คาสัดสวนของประชากร

d คือ คาความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่ยอมรับไดกําหนดเทากับ 0.05





จากสูตรขางตนนํามาใชในการกาหนดขนาดของกลุมตวอยางท่ใชในการศกษา โดยในการศึกษา


ครั้งนี้มีประชากรซึ่งเปนพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอยในจังหวัดเชียงใหมจํานวน 5,291 คน สามารถนํามา

แทนคาลงในสูตรไดดังนี้

100



2
n = (5,291) (1.96) (0.30)(1-0.30)
2
2
(5,291-1)(0.05) + (1.96) (0.30)(1-0.30)

= (5,291)(3.84) (0.30)(0.70)

(5,291)(0.0025) + (3.84)(0.30)(0.70)


= 4,266.6624

(13.2275) + (0.8064)


= 4,266.6624
14.0339


= 304









4. สูตรของ Stanley et.al (1990) มกจะใชกบการวิจัยทตองการวิเคราะหปจจัยทสงผล
กระทบตอประชากรกลุมใหญ เชน ประชากรในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน

L

L
/
n = Z 1 2 − / 2 ∑ N h 2 P h ( − P1 h )  N 2 d 2 + Z 1 2 − / 2 ∑ N n P h ( − P1 h )


α
α
h −1 W h  h −1 

ี่

โดยท P = สัดสวนประชาชนริมฝงแมน้ําลี้ 0 – 10 กโลเมตร

h

โดยที่  P = N P  สําหรับงานวิจัยครั้งนี้กําหนดไวที่ P = 0.50
 h h N 
N = จํานวนประชากรในแตละชั้นขอมูล (h)
h
W = สัดสวนน้ําหนักของแตละชั้นขอมูล
h

โดยที่ W = N h 

 h N 
Z = คาคงที่ของพื้นที่ที่ยอมรับไดภายใตโคงปกติ สําหรับงานวิจัยครั้งนี้กําหนดไวที่
α = 0.05, Z = 1.96
d = คา Absolute precision สําหรับงานวิจัยครั้งนี้กําหนดไวท d = 0.04
ี่

101




ตัวอยาง การคํานวณขนาดตัวอยางครัวเรือนในพื้นที่ลุมน้ําลี้

( −
N h 2 P 1 P h )
h
2
อําเภอ N W N P 1 − P h N P N h P h ( −1 P h ) W h
h
h
h
h
h
h

เวียงหนองลอง 2,254 0.061 5,080,516 0.031 0.969 69 67 2,501,863
ลี้ 18,619 0.504 346,667,161 0.252 0.748 4,692 3,510 129,653,518
บานโฮง 13,334 0.361 177,795,556 0.180 0.820 2,406 1,972 72,694,250
ทุงหัวชาง
2,735 0.074 7,480,225 0.037 0.963 101 97 3,601,728
รวม 36,942 1 7,268 5,646 208,451,359

แทนคาสูตรได
2
2
2
2
n = 1.96 (208,451,359 ) / [ 36,942 0.04 +1.96 5,646 ]
= 363.34 ≈ 364 ครัวเรือน

5. โปรแกรมสําเร็จรูป G*Power เปนโปรแกรมท่ชวยคานวณขนาดตัวอยาง ผูใชสามารถดาวน






โหลดมาใชงานโดยไมมีคาใชจายการใชงานประกอบดวย การใสขอมลกลุมของสถติ (Test family) สถติท ี่

ใชงาน (Statistics) การระบุ Type of power ana-lysis และการใสคาพารามิเตอร (Input Parame-








ters) ประกอบดวยคาขนาดอทธิพล (Effect size) คาขนาดอิทธิพล ทงนี้การประมาณคาขนาดอทธิพล


ไดกาหนดเปนคาพนฐานไว 3 ระดับ คอ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดและใหญ คาอํานาจการทดสอบ






(Power test) ซงไดจากการคํานวณโดยใชคา type II error (type II error หรือ β เรียกวาเบตา/Beta






คา Power = 1-β) นิยมกําหนดคา β รอยละ 20 จึงไดคา Power รอยละ 80 ระดบนัยสําคญ









คาอลฟา/alpha. หรือ α ซงกาหนดเริมตน (Default) ไวที 0.05 (นิพฐพนธ สนิทเหลือ วัชรีพร สาตร
เพ็ชร และญาดา นภาอารักษ, 2562)

ในการคํานวณขนาดกลุมตัวอยางนั้นผูวิจัยอาจเผชิญกบปญหาเฉพาะหนาหลายประเด็น ผูวิจัยจึง



อาจจําเปนตองปรับขนาดของกลุมตัวอยางทคํานวณไดจากสูตรตางท่กลาวมาแลวหรือแมแตกาหนด






เงอนไขเฉพาะบางอยางในการคํานวณขนาดกลุมตัวอยาง ท้งนีเพ่อใหสามารถดาเนินการวิจัยไดโดยยังคง





ความถูกตองทางวิทยาศาสตรและจริยธรรมในการตอบคําถามวิจัยที่ตองการ

เทคนิคการเลือกกลุมตัวอยาง


การเลือกกลุมตวอยางมความจําเปนสําหรับการทาการสํารวจดวยตัวอยางดังนั้นจึงตองพิจารณา



ึ่



ั้
วิธีการเลือกกลุมตวอยางเพ อใหไดตัวแทนท ดีของประชากรทงหมดที สนใจศกษา ซงตัวอยางท ด คือ กลุม






ตัวอยางบางกลุมในประชากรทถูกเลือกมาเปนตัวแทนของประชากรโดยวิธีการสุม เทคนิคการสุมตัวอยาง

เพื่อใชในการวิจัยจําแนกออกไดเปน 2 ประเภท คือ


1. การเลือกกลุมตวอยางทไมเปนไปตามโอกาสทางสถต (Non – probability Sampling) เปน





การสุมตัวอยางมาศึกษาโดยไมใชวิธีการสุมวิธีการแบบนี้เปนเหตใหเกิดโอกาสการถูกสุมมาเปนตัวอยาง
ของประชากรไมเทากัน การสุมไมมีกฎเกณฑแนนอน ท้งนี้เพราะคาดวาลักษณะของขอมูลมีอยูอยางไม 


102








เปนระบบระเบยบ กระจัดกระจายไปท่ว แตกมีความจําเปนตองใชวิธีสุมแบบนี เพราะไมมทางเลือกท ่ ี


ดีกวา ลักษณะการเลือกกลุมตัวอยางทไมเปนไปตามโอกาสทางสถิติ เชน
ี่

1.1 การสุมตัวอยางแบบบังเอิญ (Accidental sampling) การสุมตัวอยางแบบนี้เปนการสุม








แบบไมมเกณฑ เปนการสุมแบบตามบุญ ตามกรรม จะเปนใครก็ได ท่ใหขอมูลไดผูวิจัยกจะเกบขอมูลจาก



กลุมตัวอยางนั้นมาศึกษา เชน การสํารวจความคิดของประชาชนตอการบริการของสถานบริการสุขภาพ

เปนตน ผูวิจัยอาจจะกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางแลวกสํารวจโดยอาจจะใชวิธีการสัมภาษณหรือแจก

แบบสอบถามตามสถานทตาง ๆ เชน ตามหางสรรพสินคา ปายรถเมล สวนสาธารณะ สถานีขนสง


สถานศึกษา เปนตน กลุมตัวอยางที่ไดจึงไมเปนตัวแทนที่ดีของประชากร แตผลทไดจะไมสามารถอางอิงได 
ี่





อยางเท่ยงตรง ดงนันการสุมตัวอยางนี้จึงเปนการสุมท่ไมสนใจในเรื่องการเปนตวแทนของประชากรมาก


นัก การตีความหมาย ขอสรุปที่ไดจากการสุมแบบนี้ควรเปนการศกษาเพยงเพอหาสมมตฐานมากกวาทจะ






นํามาเปนขอเท็จจริงและตองทดสอบสมมติฐานตอไป
1.2 การสุมตัวอยางโดยการกําหนดสัดสวน (Quota sampling) การสุมตัวอยางโดยการ





กําหนดสัดสวนก คือ การสุมโดยบังเอญอยางหนึงเพียงแตผูวิจัยกําหนดสัดสวนของตัวอยาง ออกตาม








ลักษณะของขอมลเสียกอนแลวคอยเกบขอมูลมาศกษา เชน เม่อผูวิจัยกาหนดขนาดของกลุมตวอยางแลว



ตอไปผูวิจัยกจะแยกประเภทของตัวอยางออกเปน เพสชาย เพศหญิง ฝายละกคน อาชีพ ระดบ














การศึกษา หรือพนท เปนตน วิธีการนีจะดีกวาการสุมตัวอยางโดยบังเอญตรงทการสุม การสุมโดยบงเอญ





อาจจะทําใหไดกลุมตัวอยางเพียงบางประเภทเทานั้น
1.3 การสุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) การสุมตัวอยางแบบนี้เปนการ









สุมโดยใชดลพนิจของผูวิจัยเองวา กลุมตวอยางทเลือกมานี้ เปนไปตามวัตถประสงคของการวิจัย การสุม






ตวอยางแบบเจาะจงเปนการศกษาทตองอาศยความรู ความชํานาญ ประสบการณ ในเรืองนันจากหนวย







ี่

ตัวอยางทผูวิจัยเลือกได หรือท่เรียกวาผูเชียวชาญ (Expert) ฉะนั้น กลุมตัวอยางแบบนี้จึงมีชื่อเรียกอีก

อยางหนึ่งวา “ Expert Choice Sampling” แตอยางไรก็ตามปญหาของการสุมแบบเจาะจงนี้ขนอยูกบ




การเลือกผูเชี่ยวชาญวาทําอยางไรจึงจะไดผูเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น



1.4 การสุมกลุมตวอยางตามสะดวก (Convenience sampling) การเลือกกลุมตวอยาง







โดยถอเอาความสะดวกหรือความงายตอการรวบรวมขอมูล ขอจํากัดของการสุมแบบนีจะมลักษณะ

เหมือนกับการสุมโดยบังเอิญ

1.5 การสุมตวอยางแบบสโนวบอลล (Snowball sampling) เปนการเลือกตวอยางใน






ลักษณะการสรางเครือขายขอมล เรียกวา Snowball sampling โดยเลือกจากหนวยตวอยางกลุมแรก
(จะใชหรือไมใชความนาจะเปนก็ได) และตัวอยางกลุมนี้เสนอบุคคลอ่นทมีลักษณะใกลเคียงตอไป ทงนี้

ั้



วิรัตน คาศรีจันทร (2556) แนะนําวา การสุมตวอยางแบบสโนวบอลลนํามาปรับใชในการวิจัยเชิงปฏิบัต ิ


การณแบบมีสวนรวม (PAR) ดังนี้









1.5.1 เดนสํารวจและรวบรวมขอมูลเกยวกบคนและการรวมกลุมแบบตาง ๆ ทีมอยูใน







ชุมชน: ใชเริ่มตนเขาสูชุมชนและทางานวิจัยในชุมชนท่ไมมีขอมลดังทตองการมากอน เพอเรียนรูผูคน







เรียนรูชุมชน พรอมไปกับรวบรวมขอมูล ศกษาและรวบรวมกลุมคนท่อยูในความสนใจของการดําเนินการ

วิจัย ตลอดจนมีความพรอมและมีความสนใจทจะมสวนรวมดาเนินการวิจัยแบบ PAR ทจะดาเนินการ








ดวยกน ขณะเดยวกน กสามารถผสมผสานการสือสารและประสานงานกบชาวบานเพอเตรียมดาเนินการ










ตางตอไป

103



1.5.2 เดินสํารวจและประสานงานชุมชนในสถานการณจําเพาะ: ใชสํารวจและ









ประสานงานชุมชนในชุมชนทมประสบการณทางานและดําเนินการวิจัย ตลอดจนมีขอมลและองคความรู 


ตาง ๆ แตในหวงเวลาท่ตองการดําเนินการวิจัยดวยกันนั้น ชุมชนเกิดเง่อนไขและสถานการณท่ทําใหไม 



สามารถดาเนินการวิจัยโดยใชความรูดังทมีอยูในสภาวการณปรกติได เชน เกดความขัดแยง เกิดความไม 











ไววางใจกนอยางกวางขวาง เกดความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณอยางฉับพลัน ทาใหสถานการณชุมชน








เลือนไหล แตกแยกระส่าระสาย จึงจําเปนตองเรียนรูและเขาถงกลุมคนเพอประสานงานและดําเนินการ

สิ่งตาง ๆ ในเงื่อนไขจําเพาะ
1.5.3 เดินสํารวจและประสานงานชุมชนเพื่อเขาถึงกลุมความสนใจในชุมชนเมือง และ
ในสังคมที่หลากหลายซับซอนไดอยางถูกตองเหมาะสม : ใชสํารวจและคนหากลุมผูสนใจอยางเจาะจง เพอ
ื่


รวบรวมขอมูล ประสานงาน และริเริมดําเนินการวิจัยแบบ PAR อยางเจาะจงจําเพาะกลุมผูเก่ยวของ

โดยตรง เชน กลุม อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมบาน กลุมผูนําสตรีแมบาน กลุมผูเลียงเปดไลทง กลุม

ู








ธุรกจเอกชนท่เปนเครือขายสนับสนุนการเคลื่อนไหวนโยบายสาธารณะทองถนโดยหอการคาจังหวัด






เครือขายเขาถึงผูปวยเอชไอวีท่รับยา AZT ในกรุงเทพมหานคร กลุมเกษตรกรโรงสีขาว กลุมเกษตรกร


ยากจนและทําเกษตรอินทรีย กลุมทํานาบัวซึ่งกระจายผสมผสานอยูกับเกษตรกรทํานาเหลานี้ เปนตน


1.5.4 เตรียมจัดเวทชุมชนและเตรียมกลุมผูมีสวนรวมใหมีความเหมาะสม: ใชเดินเรียนรู 



ความหลากหลายในชุมชนใหรอบคลุมความเปนจริงของชุมชน ทงกลุมผูนํา นักวิชาการและผูมความรูใน






ทองถน ผูนําทางจิตใจ กลุมผูสูงอายุ กลุมการรวมตวดวยความสนใจตามประเด็นตาง ๆ กลุมเด็กและ






เยาวชน และอื่น ๆ พรอมกบประสานงานและเตรียมการจัดเวทีวิจัยในขั้นตอนตาง ๆ ตอไปใหเหมาะสม




ขอจํากัดของการสุมโดยไมอาศยความนาจะเปนโดยผลการวิจัยไมสามารถอางองไปสูประชากร


ึ่


ั้
ทงหมดไดซงสงผลตอการสรุปผลการวิจัยท่จะอยูในขอบเขตของกลุมตัวอยางเทานั้น ทงนี้ขอสรุปนันจะ
ั้







สรุปไปหาประชากรไดตอเมอกลุมตัวอยางมีลักษณะตาง ๆท่สําคญเหมอนกบประชากร รวมทังกลุม













ตวอยางทไดนันขนอยูกบการตดสินใจของผูวิจัยและองคประกอบบางตวทไมสามารถควบคมได และไมม ี








วิธีการทางสถิติอยางไรที่จะมาคํานวณความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการสุม (Sampling error)
2. การสุมตัวอยางที่เปนไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability sampling)
การสุมตัวอยางที่เปนไปตามโอกาสทางสถิติ จะเปนการสุมที่สมาชิกแตละหนวยของประชากร ม ี


โอกาสที่จะถูกเลือกเทากัน โดยใชวิธีการสุม (Random) ที่มีระเบียบและกฎเกณฑที่นาเชื่อถอได วิธีการสุม


แบบนี้ ผูวิจัยสามารถหาคาความแตกตางระหวางกลุมตัวอยางและผลสรุปทไดกลาวอางไปถงประชากรได
ี่


โดยอาศัยวิธีการทางสถติอางอง (Inferential statistics) วิธีการสุมตวอยางทเปนไปตามโอกาสทางสถตนี ้






อาจแบงได 4 แบบ คอ

2.1 การสุมตัวอยางอยางงาย (Simple random sampling)
การสุมตัวอยางอยางงาย จะเปนกลุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกทุกหนวยมีโอกาสถูกเลือกมา




เทากัน เชน ถามประชากร 5 หนวย คอ A B C D และ E ถาจะสุมมา 1 หนวย อักษรแตละตัวมโอกาส





ทจะถกเลือกเทากบ 1 ใน 5 ทกตวอกษร โดยผูวิจัยจะสุมทีละหนวยตวอยาง (Sampling unit) ออกมา







จนกวาจะไดหนวยตัวอยางครบตามจํานวน การสุมตัวอยางมีวิธีการสุม 2 วิธีคือ
2.1.1 วิธีการจับฉลาก วิธีนีเหมาะกบการเลือกประชากรทีมจํานวนไมมากนักเริ่มตนดวยการ








โดยการเขียนหมายเลขใหเทากบจํานวนประชากรทงหมดแลวมวนใสภาชนะแลวทําการจับหมายเลขให

ั้
เทากับจํานวนที่ตองการ เชน ประชากรทงหมด 400 คน ตองการ 100 คน กนําเอาประชากรทง 400 คน




104













มาใหหมายเลขตงแต 001 ถึง 400 ทาการเขยนลงในฉลากแลวนํามาคลุกเคลากนใหทว สุมมาเพยง 100
คน ก็จะไดกลุมตัวอยางตามตองการ



2.1.2 วิธีการใชตารางเลขสุม เปนตารางท่นักสถตทาขนเพ่อใหไดเลขท่มโอกาสเลือกเทา ๆ










กน ทกตวหรือทกชุด ซงมอยูทายหนังสือสถตทว ๆ ไป ผูใชตองกาหนดระบบอานวา จะอานไปในทศทาง



















ใด เชน อานจากดานซายไปขวา หรืออานจากบนลงลาง และตองกําหนดวาจะเปนเลข 2 หลัก 3 หลัก ซง
จํานวนหลักขึ้นอยูกับประชากรมากหรือนอย ดังภาพที่ 5.3



ภาพที่ 5.3 ตัวอยางตารางเลขสุม
หมายเหตุ: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit04/U04_03.htm






2.2 การสุมตวอยางแบบมระบบ (Systematic sampling) การสุมตวอยางแบบมระบบเปนการ

สุมตวเลขมาเพียงตวเลขเดียว จากชวงตวเลข เชน สมมตสมาชิกท้งหมดจํานวน 500 หนวย ผูวิจัยก ็










นํามาจัดเรียบลําดบไว และตองการสุมมาเพียง 10 หนวย ใชในกรณทประชากรมีการลงทะเบียนและให


หมายเลขไวตามลําดับอยางมีระเบียบ(หรือถาไมไดจัดทาไว นักวิจัยอาจจะนํามาจัดทําเองได) เชน







ประชากร นักเรียน นักศึกษา พนักงานหางราน คนงานโรงงาน ประชาชนทตงบานเรือนในพนท่ซ่งม ี

บานเลขที่ตามสําเนาทะเบียนบาน วิธีการสุมทําดังนี้
2.2.1 หาชวงของการสุมตัวอยาง โดยนําเอาจํานวนประชากรมาหารดวยจํานวนกลุม






ตัวอยางถามีเศษใหพิจารณาปดเศษเปนจํานวนเต็ม เชน ถามประชากร 1,400 คน ตองการกลุมตวอยาง
300 คน จะไดชวงของการสุม 1,400 / 300 = 4.67 ปดเปน 5

2.2.2 หนวยตวอยางในประชากร 5 ลําดับแรกมาสุมหมายเลขตั้งตน (Random start) โดย
วิธีสุมอยางงายไดเลขที่ 3
2.2.3 ระบุหนวยที่จะเปนกลุมตัวอยาง โดยเริ่มจากเลขทตั้งตนและเลขทตอไปใหนําเลขทตง



ี่




ตนบวกดวยเลขบอกชวงการสุม ดังนี้ 3 8 13 18 23 28… จนครบ 300 ตัวอยาง ถาระบุไปจนถงคน







สุดทายแลวยังไมครบ 300 คน เนื่องจากการคานวณชวงการสุมมการปดเศษกใหบวกเลขวนกลับมาผาน
เลขที่ 1 อีกรอบ ถาซ้ําเลขที่เดิมใหขามไป

105






2.3 การสุมตวอยางแบบไมยึดสัดสวน (Disproportional sampling) โดยปกตการสุมตวอยาง









ควรยึดสัดสวนเพื่อใหไดตัวแทนที่แทจริงทงจํานวนและคณภาพ แตในบางกรณทการยึดสัดสวนจะทาใหได 




ตวอยางจากบางสัดสวนนอยเกนไปเราอาจเลือกสัดสวนนันมากข้น โดยกําหนดน้าหนักของผลลัพธให




นอยลงเพอความถกตองในการคํานวณ เชน ในการถามความเห็นจากประชาชน 1,200 คน ในเรืองการ





รักษาทกโรค 30 บาท เราจะเลือกประชาชน (Sample) อยางนอยรอยละ 10 มาศกษา (120 คน) แต 









จํานวนเพศชายม 1,000 คน เพศหญง 200 คน จํานวนทเลือก คอ ชาย 100 คน หญง 20 คน ซงผูวิจัย












คดวาจํานวนเพศหญิง 20 คน นอยเกนไป อาจไมไดขอมลทด จึงสุมเลือกเพศชายมา 100 คน หญง 100
คน แตกอนการคานวณ จะใหคาน้าหนักของคําตอบของเพศชายมน้าหนัก x 10 สวนคาตอบของเพศ








หญิง x 2 ก็จะไดสัดสวนตามความเปนจริง








2.4 การสุมตวอยางแบบแบงชันภูม ใชในกรณประชากรทตองการศกษามลักษณะหลากหลาย



และแตกตางกนในแตละกลุม ผูวิจัยอาจสุมตัวอยางโดยแบงประชากรออกเปนกลุมยอยหรือตาม


ระดบชั้นภูม (Stratum) ซงเปนการปรับปรุงการสุมตวอยางแบบปกต เพอลดความคลาดเคลือนของการ



ึ่




สุมตัวอยางในประชากรศึกษาที่มีคุณลักษณะพิเศษแยกไดเปนชั้น ๆ (Strata) อยางชัดเจนเพื่อ
2.4.1 ใหไดตัวแทนของลักษณะพิเศษนั้นในสัดสวนหรือในจํานวนตามตองการ
2.4.2 ใหไดจํานวนตัวอยางในแตละชั้นเพียงพอตอการคํานวณ
2.4.3 เพื่อใหไดปริมาณมากพอที่เปนการกระจายของขอมูลเปนการกระจายแบบปกติ
ดังภาพที่ 5.4




ภาพที่ 5.4 การสุมตัวอยางแบบแบงชั้น (Stratified random sampling)
ที่มา: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit04/U04_03.htm

106







2.4 การสุมตวอยางแบบกลุม (Cluster or Area sampling) คําวา Cluster หมายถง กลุมของ




สิ่งใดสิ่งหนึ่งทมีคณลักษณะภายในกลุมเหมือนกัน แตกตางกันนอยหรือไมแตกตางกันเลยในการสุม






ตวอยางแบบกลุมนี้จะเปนการแกปญหาประชากรทจะศึกษากระจัดกระจายอยูท่วไปมกทําใหเกิดความ
ยากลําบากในการเก็บขอมูล ผูวิจัยจึงจําเปนตองแบงประชากรออกเปนกลุม Cluster ในทางสังคมศาสตร


อาจจะใชการแบงเขตตามการปกครอง เชน ภูมภาค จังหวัด อาเภอ ตําบล หมบาน ครัวเรือน เปนตน



จากนันจึงเลือกกลุมตวอยางจากกลุมตาง ๆ ตามวิธีการสุมอยางงายหรือแบบมีระบบก็ได ทงนี้สิ่งทควร
ั้



ี่


คํานึงถึงการสุมแบบกลุม มีดังนี้
2.4.1 ความแตกตางของลักษณะท่จะศึกษาระหวางกลุม (Cluster) มีไมมากหรือเรียกวาม ี

ความเปนเอกพันธ (Homogeneous)
2.4.2 ขนาดของแตละกลุมเทากันหรือแตกตางกันไมมากนัก เพราะเมื่อเลือกกลุมมาเปน





ตัวอยางแลวการประมาณคาพารามเตอรจะมลักษณะไมอคต (Unbias estimation) มากกวากรณทกลุม



ตัวอยางในแตกลุมมีขนาดแตกตางกันมาก
2.4.3 ขนาดของกลุม (Cluster) ไมมีคําตอบแนนอนวาจํานวนหนวยตัวอยางทศกษาในแตละ

ี่
กลุมจะเปนเทาใดขึ้นอยูกับคําถามการวิจัยและความยากงายในการเก็บขอมูล

ดังภาพที่ 5.5





















ภาพที่ 5.5 การสุมตัวอยางแบบแบงกลุม (Cluster sampling)

ที่มา: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit04/U04_03.htm

107



2.5 การสุมตัวอยางแบบหลายข้นตอน (Multi - stage sampling) เปนการสุมตัวอยาง




ประชากรโดยแบงประชากรออกเปนลําดับชันตาง ๆ แบบลดหลัน เชน ภาค จังหวัด อําเภอ ตาบล










หมบาน ครัวเรือน ยอยลงเรื่อย ๆ โดยทําการสุมประชากรจากหนวยหรือสําดบชันทใหญกอนจากหนวย






ที่สุมไดก็ทําการสุมหนวยที่มีลําดับใหญรองลงไปทละชั้นจนถงกลุมตวอยางในชันทตองการ การสุมแบบ




นี้จึงมีลักษณะการกระจายเปนรางแหท่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนถึงหนวยท่ตองการเกบรวบรวมขอมล



ถาใชการสุม 2 ครั้ง เรียก Two-stage sampling ถา 3 ครัง ก็เปน Three-stage sampling เปนตน



ดังภาพที่ 5.6

สุมอําเภอ รอยละ 30 โดยวิธีการสุมแบบมีระบบ

อําเภอลี้ มีตําบลทั้งหมด 5 ตําบล อําเภอบานโฮงมีตําบลทั้งหมด 5 ตําบล


สุมตําบล รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงาย

ตําบลแมตืน ม ี ตําบลศรีวิชัย ตําบลปาพล ู ตําบลเหลายาว
หมูบานทงหมด มีหมูบานทั้งหมด มีหมูบานทั้งหมด มีหมูบานทั้งหมด
ั้
17 หมูบาน 13 หมูบาน 17 หมูบาน 12 หมูบาน


สุมหมูบาน รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงาย



ูบ

4 หมูบาน 5 หมูบาน 4 หมูบาน
า

5

สุมครัวเรือน รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงาย


129 ครัวเรือน 83 ครัวเรือน 65 ครัวเรือน 87 ครัวเรือน



ภาพที่ 5.6 จํานวนกลุมตวอยางทกาหนดตามสัดสวนประชากรในหมบานทไดรับการคดเลือกการการสุม










ตัวอยางแบบหลายขั้นตอน

ตัวอยางการนําเสนอขอมูลประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัย
ี่
ื้



ตัวอยาง งานวิจัย เรือง การศึกษาพฤติกรรมการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานในพนทลุมน้ําลี้


จังหวัดลําพูน



ผูวิจัยไดใชการศึกษาเชิงสํารวจชนิดการสํารวจแบบภาคตดขวาง (Cross sectional survey)

เพื่อใหไดขอมูลที่เกี่ยวของมกระบวนการศึกษา ดังนี้

108







1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ผูวิจัยไดกาหนดเกณฑการคดเลือกกลุมตวอยางเขาสูการวิจัย

(Inclusion criteria) ดังนี้
1.1 อายุ 15 ขึ้นไปทั้งเพศชายและเพศหญิง
1.2 สามารถสื่อสารและเขาใจภาษาไทย
1.3 ยินดีเขารวมในการศึกษา

1.4 เปนบุคคลที่อาศัยอยูในพื้นที่ศึกษาไมนอยกวา 6 เดือน กอนการเก็บขอมูล



การคานวณขนาดตัวอยาง ผูวิจัยไดเลือกใชวิธีการคานวณขนาดตวอยางจากสูตรของ Cochran


(1997) ไดขนาดกลุมตัวอยาง จํานวน 321 ครัวเรือน

n = P(1− P)
E 2 + P(1− P)
Z 2 N

เมื่อ n คือ จํานวนกลุมตัวอยางที่ตองการ
N คือ ขนาดประชากร
P คือ สัดสวนของประชากรที่ผูวิจัยตองการสุม (ใชสัดสวน 30 % หรือ 0.30)

Z คือ ระดับความมั่นใจที่กาหนดหรือระดับนัยสําคัญทางสถิติ

Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เทากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น 95 %) > Z = 1.96
E คือ คลาดคลาดเคลื่อนของกลุมตัวอยางระดับความเชื่อมั่น 1.96 % สัดสวนความคลาด

เคลื่อนเทากับ 0.05
แทนคาในสูตรได ดังนี้

n = 0.30 (1 – 0.30)
2
0.05 + 0.30 (1 – 0.30)
2
1.96 50,482
≈ 321 ครัวเรือน






ผูวิจัยไดคัดเลือกกลุมตัวอยางในระดับอาเภอ รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงายไดกลุมตวอยาง


ในระดบอําเภอ คอ อําเภอลี้และอําเภอบานโฮงเปนตวแทนของชุมชนในการศกษาการใชประโยชนพช




สมุนไพรพ้นบานเนื่องจากมีพนท่ปาสมุนไพรตามธรรมชาติคงเหลืออยูมากท่สุดในพ้นทลุมน้ําลี หลังจาก












นันทําการคานวณสัดสวนของครัวเรือนตัวอยางในแตละอําเภอ ไดจํานวนครัวเรือนตัวอยางแยกตาม
อําเภอดังตารางที่ 1

109



ตารางที่ 1 สัดสวนครัวเรือนในแตละอําเภอ

ลําดับท ชื่ออําเภอ จํานวนครัวเรือน สัดสวน จํานวนครัวเรือนตัวอยาง
ี่


1 ลี้ 18,164 0.552 179
2 บานโฮง 14,733 0.448 142

รวม 32,897 1 321




จากระดบอาเภอ ผูวิจัยใชวิธีการสุมอยางงายในการเลือกกลุมตวอยางมารอยละ 30 ทงในระดบ





ตาบลและระดับหมบาน เพ่อใหไดจํานวนกลุมตัวอยางท่กําหนดตามสัดสวนประชากรในหมบานท่ไดรับ






การคัดเลือก ดังตารางที่ 2

ตารางที่ 2 จํานวนครัวเรือนตัวอยางแยกตามตําบลและหมูบาน
ี่
ลําดับท ชื่อตําบล จํานวนครัวเรือน จํานวน สุมหมูบาน จํานวนตัวอยางใน
ู
ตัวอยาง หมูบาน รอยละ 30 แตละหมบาน

ทังหมด
1 ปาไผ 96 12 4 96 / 4 = 24
2 ศรีวิชัย 83 13 4 83 / 4 = 21
3 บานโฮง 54 14 5 54 / 5 = 11
4 เหลายาว 88 12 4 88 / 4 = 22
รวม 321 51 17





การคดเลือกครัวเรือนแตละหมบานมาศกษาผูวิจัยใชตารางเลขสุม (Random number table)




ั้
ู
ตามสัดสวนของจํานวนหลังคาเรือนแตละหมบาน ทงนี้คณะผูวิจัยไดใชเลขทบาน 4 ครัวเรือนแรกมาสุม
















ตวอยางกอนแลวจึงเกบขอมลจากเลขทบานท่เรียงลําดบแลวเวน 4 หลังคาเรือนในแตละหมบานจนครบ











จํานวนตามสัดสวนครัวเรือนในแตละหมบาน ทงนีผูวิจัยเลือกผูนําครัวเรือนเปนผูใหขอมูล ถาไมพบผูวิจัย
ไดเขาเก็บขอมูลซ้ําอีกครั้ง และถาไมพบเปนครั้งที่ 2 ผูวิจัยไดเปลี่ยนเปนหลังคาเรือนถัดไป

ตัวอยาง การวิจัย เรือง การศกษาภูมปญญาพ้นบานดานการเกษตรของเกษตรกรเทศบาลเมอง










เมืองแกนพฒนาอาเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม การศึกษาวิจัยครังนี้ใชกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ


(Qualitative method) ประชากรในการศึกษานี้เปนเกษตรกร ประชาชน เจาหนาทดานสาธารณสุข

และเจาหนาทดานการเกษตรท่เก่ยวของในเขตเทศบาลเมองเมองแกนพัฒนา อาเภอแมแตง จังหวัด











เชียงใหม ท้งนีผูวิจัยจึงใหความสําคญอยางยิ่งตอบริบทและเงอนไขแวดลอม โดยเฉพาะสถานท่ บุคคล






และเวลาท่เกยวของ และในการเลือกสนามวิจัยผูวิจัยไดเลือกสนามวิจัยซงเปนชุมชนท่มปรากฏการณท ่ ี











ผูวิจัยตองการศึกษานั่น คอ ชุมชนทมการประยุกตใชภูมิปญญาพ้นบานดานการเกษตร โดยมหลักการ



เลือกกวาง ๆ 3 ประการคอ 1) เปนพนทท่ผูวิจัยสามารถเขาถึงได 2) เปนพ้นท่ทเมอผูวิจัยเขาถึงแลว





















สามารถปฏิบัตตนในบทบาทนักวิจัยได และ 3) เปนพนททนักวิจัยสามารถเขาถึงขอมลได และเลือกกลุม




110






ตวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) เฉพาะผูท่สามารถใหขอมูลท่มากและลึกตรงประเด็นท ่ ี




ตองการศึกษา และเปนกลุมตัวอยางท่มีขอมูลเก่ยวกับสิ่งท่ผูวิจัยตองการศกษามาก (Information-rich

case) จํานวน 18 คน นอกจากนี้ยังใชการศึกษารายกรณีจํานวน 4 กรณี ซึ่งในงานวิจัยเชิงคณภาพถอวา


เปนรูปแบบงานวิจัยที่มีความสําคัญ เพราะทําใหไดองคความรูที่ลุมลึกสามารถทาความเขาใจความซบซอน




ของปรากฏการณที่ศึกษาไดอยางชัดเจน
ตัวอยาง กลุมตวอยางเขารวมกจกรรมการเสริมสรางการเรียนรูผลกระทบสุขภาพชุมชนจาก



คุณภาพน้ําเสื่อมโทรมผานการวิเคราะหผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน


การศึกษานีใชกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูมสวนไดเสีย (Stakeholder group




operational seminar) มีวัตถุประสงคเพื่อใหผูมีสวนไดเสียไดรวมกนเรียนรูการใชเครืองมอการวิเคราะห





ผลกระทบสุขภาพระดับชุมชนทสะทอนผลกระทบจากคุณภาพน้าเสื่อมโทรม ประกอบดวยผูเขารวม

กจกรรมการเสริมสรางการเรียนรู จํานวน 30 คน ประกอบดวย ตัวแทนประชาชน 10 คน ตัวแทนผูนํา



ชุมชน 2 คน ตัวแทนเกษตรกร จํานวน 10 คน ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมบาน 4 คน

ตัวแทนหนวยงานดานสิ่งแวดลอม 1 คน ตัวแทนหนวยงานดานสาธารณสุข 1 คน และตวแทนจาก

องคกรปกครองสวนทองถน จํานวน 2 คน








ตัวอยาง กลุมตวอยางการวิจัยเอกสารเพ่อคนหาองคความรูอาหารพนบานของผูสูงอายุ และ



ปจจัยการคงอยูของอาหารพื้นบาน
การวิจัยจากเอกสาร (Documentary research) โดยการทบทวนวรรณกรรมแบบเรียงรอย








ถอยคํา (Narrative review) จากเอกสารท่เกยวของกบองคความรูในการแสวงหาวัตถดบ การปรุงและ
คุณคาทางโภชนาการของอาหารพื้นบาน
เกณฑในการเลือกเอกสาร


ขอมูลในการวิจัยเอกสารทงหมดไดมาจากการศึกษาจากสื่อเอกสารในลักษณะตาง ๆ ที ่
















สอดคลองกบวัตถประสงคของการวิจัย ทงนีผูวิจัยไดตงคณะกรรมการเพ่อชวยในการคดเลือกเอกสารทม ี

ความเหมาะสมกบการวิจัยครังนี้ ประกอบดวย ผูเชี่ยวชาญดานโภชนาการ ผูเชี่ยวชาญดานภูมปญญา



พนบานลานนาดานสุขภาพ และผูเชี่ยวชาญดานการสงเสริมสุขภาพ โดยมเกณฑสําหรับการคดเลือก








เอกสารมาใชในการวิจัย (Mogalakwe, 2006; Scott,1990) ประกอบดวย

1.1. ความจริง (Authenticity) โดยคณะกรรมการรวมกบผูวิจัยคดเลือกเอกสารทเปน











เอกสารทแทจริง (Origin) โดยการตรวจสอบขอมลเกยวกบหนวยงานท่เขียนเอกสารวามความนาเชือถอ






หรือไม อยางไร รวมถึงขอมลท่ปรากฏในเอกสารนั้นสอดคลองกับขอมลในบริบทอ่นๆ ท่เกิดข้น ณ





ชวงเวลาที่มีการเขียนเอกสารนั้นอยางไร




1.2 ความถกตองนาเชือถอ (Credibility) โดยคณะกรรมการรวมกบผูวิจัยคดเลือกเอกสาร



ดวยการพิจารณาวาเอกสารนั้นจะตองไมมีขอมูลท่ผิดพลาด บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเปน

จริง
1.3 การเปนตัวแทน (Representativeness) โดยคณะกรรมการรวมกบผูวิจัยพจารณา





วา เอกสารดังกลาวมีความเปนตัวแทนหรือไม โดยการเปนตัวแทนระดบแรก คอ การท่เอกสารนัน









สามารถใชแทนหรือเปนแบบฉบับที่แทนเอกสารประเภทเดียวกนไดหรือไม และระดบทสอง คอ ขอมลใน


เอกสารที่จะนํามาวิเคราะหนั้นจะตองเปนขอมูลที่เปนตัวแทนของประชากรได


111






1.4 ความหมาย (Meaning) โดยคณะกรรมการรวมกับผูวิจัยคัดเลือกเอกสารทมีความ


ชัดเจนและสามารถที่จะเขาใจไดงาย ผูวิจัยตรวจสอบเอกสารในเบืองตนดวยการพิจารณาขอมลคราว ๆ




วา เอกสารที่นํามาพิจารณานั้นมีขอมูลใดที่เปนนัยสําคัญหรือจะสรางความหมายใหกับการวิจัยหรือไม

แหลงทมาของขอมลทไดเปนขอมูลปฐมภูมซงเปนเอกสารชั้นตนหรือเอกสารปฐมภูม ิ


ึ่




ี่





(Primary document) ซงเปนเอกสารทเขยนขนโดยบุคคลทเรียกวา ประจักษพยาน (Eye-witness) ที ่








อยูในเหตุการณ ณ ขณะที่เหตุการณนั้นกําลังเกิดขึ้นจริง และขอมลทตยภูมิใชขอมูลจากเอกสารสาธารณะ






ึ่
(Public document) ซงเปนเอกสารทเขยนและตพิมพเผยแพรโดยหนวยงานสาธารณะทงภาครัฐและ


เอกชน ประกอบดวย เอกสารจากเวปไซด (Internet database) เอกสารจากหนวยงาน (Organization

database) และเอกสารจากฐานขอมูลหองสมุด (Library database)

บทสรุป




ประชากรเปนกลุมของสิ่งตาง ๆ ท้งหมดท่ผูวิจัยสนใจ อาจจะเปนสิ่งมีชีวิตหรือไมมีชีวิตก็ได 


ประชากรท่ใชในการวิจัยแตละเรื่องจะมีลักษณะทแตกตางกนโดยเฉพาะประชากรท่เปนมนุษย กลุม





ี่
ตัวอยาง เปนจํานวนยอยหรือกลุมยอยที่เลือกมาจากประชากรเพื่อใชเปนตัวแทนของประชากรในการทจะ


ใหขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะทําวิจัย ถากลุมตัวอยางที่เลือกมาเปนตัวแทนที่ดีของประชากร ขอมลตางๆ ทได
ี่




จากกลุมตัวอยางกจะเปรียบเสมือนขอมลของประชากรดวย การกําหนดขนาดตวอยางจึงมีความสําคัญ





และจําเปนในทกรูปแบบวิจัยซงผลท่ไดจากการวิจัยในกลุมตัวอยางเปนตวสะทอนถึงลักษณะของ

ประชากรทงนีอาจกาหนดขนาดของกลุมตวอยางโดยใชเกณฑ การกาหนดขนาดของกลุมตัวอยางจากตัว








แปรอสระทตองการ การใชตารางสําเร็จรูปและการใชสูตรคานวณ สวนเทคนิคการสุมตัวอยางสามารถ

ี่

เลือกกลุมตัวอยางที่ไมเปนไปตามโอกาสทางสถิติและการสุมตัวอยางที่เปนไปตามโอกาสทางสถิติ

112




บทที 6




เครองมือการวิจัยทางสาธารณสุข






เครืองมอวิจัยอาจเปนวัสด อปกรณ และแบบสอบถาม ซงในการวิจัยจะเลือกใชเครืองมอทมอยู 



ึ่





เดิมและพฒนาปรับเปลี่ยนเพ่อใหสอดคลองตามวัตถประสงคของการวิจัยนั้นหรืออาจจะสรางข้นใหมท้ง



ฉบับ อยางไรก็ตามเครื่องมือแตละชนิดก็จะมีความแตกตางกันตามวัตถุประสงคของการวิจัย ดังนั้น





กระบวนการสรางเครืองมอจึงเปนกระบวนการทผูวิจัยจะตองพถพถนสรางใหตรงกับความตองการขอมล















ของผูวิจัย ตองมการวางแผนอยางรอบคอบเพราะถาสรางเครืองมอทไมเหมาะสมจะทาใหไดขอมลท ่ ี




ผิดพลาด คลาดเคลื่อนและจะนําไปสูผลการวิจัยทผิดพลาดตามมา ผูวิจัยควรไดศึกษาคณลักษณะของ







ี่


เครื่องมอการวิจัยทดี หลักการและขอเสนอแนะในการสรางเครื่องมือแตละประเภทอยางละเอยด เมอ





สรางเครืองมอสินสินแลวจะตองไตรตรอง ทบทวน ทดลองใช และหาคณภาพเครืองมอตามกระบวนการ



กอนนําไปใชเก็บขอมูล

เครื่องมือการวิจัย






เครื่องมอทใชในการวิจัยหรือเครืองมือวัด (Research instrument) หมายถึง สิงทผูวิจัยจําเปนตอง



ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเพ่อนํามาวิเคราะหหาคําตอบเพ่อทดสอบสมมติฐานซงการทจะเกบรวบรวม









ี่

ขอมูลเพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตอง จึงตองเลือกใชเครื่องมอวัดทมคณภาพเชื่อถอได สามารถจําแนกลักษณะท ี่


วัดได โดยลักษณะของเครื่องมือวัดที่ดีจะมคุณสมบัติ ดังนี้

1. มความเท่ยงตรง (Validity) คือ เปนเครืองมอทสามารถวัดในสิงท่ตองการจะวัดหรือสามารถ











วัดไดตรงตามจุดประสงคของการวัด โดยความเท่ยงตรงในการวัดแบงออกไดหลายอยางข้นอยูกับ


จุดประสงคของการวัด คอ ความเทยงตรงตามเนือหา, ความเท่ยงตรงตามโครงสราง และความเท่ยงตรง





เชิงพยากรณ 


2. มีความเชื่อถือได (Reliability) ความเชื่อถือไดของเครื่องมอวัดนั้น หมายถึง เปนเครื่องมอวัดท ่ ี
สามารถวัดไดคงที่แนนอนไมเปลี่ยนแปลงไปมา ไมวาจะวัดกี่ครั้งก็จะไดขอมูลที่ตรงกันเสมอ
ึ่

3. มีอํานาจจําแนก (Discrimination) เครื่องมอการวิจัยที่ดีจะตองมีอํานาจจําแนกสูง ซงหมายถง




ความสามารถแยกหรือแบงกลุมผูตอบออกเปนระดับตาง ๆ ไดถูกตองตามสภาพความเปนจริงของสิงทถก

วัด



ี่


4. มีประสิทธิภาพ (Efficiency) เครื่องมือวัดทดจะตองมประสิทธิภาพนันคือจะตองเปนเครื่องมอ





ทวัดไดเทยงตรงและเชื่อถอได นอกจากนันจะตองเปนเครืองมอทสามารถอานวยประโยชนไดอยางคมคา













โดยที่เสียเวลาและคาใชจายในการวัดนอย

เครื่องมือท่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลจึงเปนเครื่องมือท่ใชในการวัดตัวแปรตาง ๆ ในงานวิจัย

เนื่องจากการวิจัยเปนกระบวนการศึกษาตัวแปร ดังนั้นงานวิจัยทุกรูปแบบจึงจําเปนตองมีเครื่องมือท่ใช




เกบรวบรวมขอมลการวิจัย ซึ่งเครื่องมือเหลานี้แบงไดเปน 2 ประเภท คือ

1. เครื่องมือในการดําเนินการวิจัย เปนสวนท่จําเปนสําหรับแบบการวิจัยและพัฒนา และแบบ


การวิจัยเชิงทดลอง สวนแบบการวิจัยเชิงสํารวจนันไมจําเปนตองมเครื่องมอในการดําเนินการวิจัย


โดยทั่วไปแลวเครื่องมอในการดําเนินการวิจัย ถาเปนการวิจัยเชิงทดลองจะครอบคลุมอปกรณตาง ๆ ทใช






113




ในการทดลอง เชน ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากขม้นชันรวมกับจุลินทรีย Bacillus
thuringensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus ในการปองกันแมลงศัตรูหอมแดงในแปลงปลูกของ

เกษตรกร มวัสดุ อุปกรณการทดลอง ดังนี้

1.1 ขมินชันสด
1.2 หัวพันธุหอมแดง สายพันธุบางชางหรือหอมแดงศรีษะเกษ

1.3 เชื้อ Bacillus thuringiensis subsp. kurstaki จากหองปฏิบัติการความเขมขน

16,000 IU/mg
1.4 เชื้อ Nuclelar Polyhedrosis Virus (SeNPV) จากหองปฏิบัติการความเขมขน 10 x
9
10 ผลึกตอมิลิลิตร
1.5 ฟางขาว
1.6 ปุยเคมีสูตร 14 – 14 – 21 และ 15 – 15 - 15
1.7 เครื่องพนสารชนิดสูบโยกสะพายหลัง

1.8 ถังหมกขมิ้นชันขนาด 10 ลิตร


2. เครืองมอทใชในการเกบรวบรวมขอมูล เปนเครืองมือท่ใชในการวัดตวแปรตาง ๆ ในงานวิจัย








เนื่องจากการวิจัยเปนกระบวนการศึกษาตัวแปร ดังนั้นงานวิจัยทุกรูปแบบจึงจําเปนตองมีเครื่องมือท่ใช




เกบรวบรวมขอมูลการวิจัย ซงเครื่องมอเหลานี เชน แบบทดสอบ แบบวัด แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ 

แบบสังเกต แบบบันทึกขอมูล เปนตน









งานวิจัยชิ้นหนึ่งอาจใชเครื่องมอในการรวบรวมขอมลชนิดเดยวหรือหลายชนิดกได ทงนีขนกบตัว


แปรที่ศึกษาและวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล โดยการเลือกใชเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัยควรเริ่มจาก
การพิจารณาชนิดของขอมูลจากนั้นเลือกวิธีการและเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลท่เหมาะสมกับลักษณะ

ของขอมล


การสรางเครื่องมือในการวิจัยดานสาธารณสุข


เครื่องมือรวบรวมขอมลสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุขมีหลายประเภทหลายลักษณะ ซ่งจะ

แตกตางตามความยุงยากซับซอนในการสราง รูปแบบการตอบ การนําไปใช และการวิเคราะหแปลผล


เครื่องมอรวบรวมขอมูลแตละประเภทแตละลักษณะจะเหมาะสมกับการใชรวบรวมขอมลแตกตางกน










นักวิจัยจะตองเลือกใชเครืองมอรวบรวมขอมลทสามารถวัดหรือเกบรวบรวมขอมลใหไดตรงตามความ



ตองการ และสามารถทดสอบสมมติฐานทกาหนดไวได ทงนีการวิจัยทางดานสาธารณสุขศาสตรจะนิยมใช
ี่




เครื่องมือการวิจัย เชน
1. แบบทดสอบ (Test)






เปนเครืองมอท่ใชวัดความรูหรือระดบสตปญญา ความถนัดและการเรียนรูงาน หรือใชวัด
ความสามารถทางดานการดูแลสุขภาพ ซึ่งแบบทดสอบนี้ แบงออกเปน 3 ลักษณะ
1.1 แบบทดสอบความเรียง (Essay test) เปนแบบสอบถามท่ผูตอบแบบสอบถาม ตอบ



แบบสอบถามอยางอสระหรือมเสรีในการตอบคาถามจากการตความของโจทยท่ผูวิจัยต้งขนมา การตอบ












จะตอบไดมาก - นอยอยางไรหรือตรงประเด็นหรือไมอยางไร สวนหนึ่งจะขนอยูกบความรูของผูตอบ
แบบสอบถามบางครั้งอาจจัดใหเปนชวง เชน มาก ปานกลาง นอย ตัวอยางเชน

114



ตัวอยาง แบบทดสอบสาเหตุความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ําในแมน้ําลี้

ระดับความคิดเห็น
สาเหตุ มาก ปานกลาง นอย
1. การปลอยน้ําเสียจากอาคารบานเรือนของประชาชนริมฝง
แมน้ําลี้

2. การทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงแมน้ําลี้
3. การใชสารเคมีการเกษตรในสวนมะมวงและสวนลําไย

4. การปลอยน้ําเสียจากฟารมปศุสัตว (วัว หมู ไก)
5. การเพิ่มขึ้นของประชากรในชุมชนริมฝงแมน้ําลี้
6. การเลี้ยงปลาในกระชัง
7. เปนเรื่องของธรรมชาติ



1.2 แบบทดสอบแบบตอบสัน (Short answer test) เปนแบบสอบถามทผูถามตองการคําตอบ









ในเรืองใดเรืองหนึงอยางชัดเจนจากผูตอบ วามความรูความเขาใจมากนอยแคไหน เชน การถามเกยวกบ





สถานที่ ชื่อบุคคล เปนตน ตัวอยางเชน





สถานบริการสุขภาพในชุมชนททานใชบริการเมอเจ็บปวยเปนประจํา คอ...............................







บุคคลในชุมชนททานมกจะขอความชวยเหลือเมอตองการประกอบพิธีกรรมตามแบบแผนภูม ิ








ปญญาพนบานลานนาเพอการสรางเสริมกาลังใจ คอ..................................





1.3 แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice item) เปนแบบสอบถามทจะมทงคําถาม









และคาตอบ โดยคําตอบในตวเลือกนันจะมีขอถกเพียงขอเดยวเทานั้น สวนตวเลือกอนจะเปนตวลวง



(Distractors) ลักษณะเดนของแบบสอบถามแบบเลือกตอบอยูท่ผูตอบใชเวลามาก ในการอานและคิด

สวนการตอบใชเวลานอย การตรวจการวิเคราะหทําไดงายและสะดวก ผูวิจัยจึงนิยมนําไปใชในการเก็บ



รวบรวมขอมูลสําหรับการวิจัย แบบทดสอบแบบเลือกตอบอกแบบหนึงทนํามาใชในการเกบรวบรวมขอมล





ในการวิจัยสวนมากจะใชในการสัมภาษณหรือใชกบผูใหขอมลทมความรูนอย แบบทดสอบท่วาจะเปนสอง









ตัวเลือกหรือแบบถูก - ผิด หรือ ม - ไมมี เปนตน ตัวอยางเชน


ตัวอยาง แบบทดสอบความรูเกี่ยวกับโภชนาการบําบัดสําหรับผูติดเชื้อและผูปวยเอดส
1. ขอใดเปนประโยชนของการรับประทานอาหารอยางถกตองในผูติดเชื้อและผูปวยเอดส







( ) ก.กระตนระบบการยอยอาหาร ( ) ข.กระตนระบบภูมิคุมกน




( ) ค.กระตนระดบฮอรโมน ( ) ง.กระตนระบบประสาทสวนกลาง

2. ขอใดเปนเครื่องดื่มที่ผูติดเชื้อและผูปวยเอดสควรหลีกเหลี่ยง
( ) ก.น้ําเตาหู ( ) ข.น้ําสมคั้นสด
( ) ค.น้ําฝรั่งสด ( ) ง.นมวัว

115




ตัวอยาง แบบทดสอบความรูพิธีกรรมพื้นบานลานนาในการเสริมสรางสุขภาพจิต

ความรู ใช ไมใช
ื่
1.การดูเมอเปนการคนหาหรือทํานายทายทกปญหาของคนที่เจ็บปวยกอนทํา

พิธีกรรม
2.พิธีกรรมพื้นบานลานนาเปนกระบวนการการสรางขวัญและกําลังใจ

3.พิธีกรรมพื้นบานลานนาเปนกระบวนการการตอรองสิ่งเหนือธรรมชาติ
4.การสืบชะตาเปนกลุมพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมกําลังใจ

5.เทศนมหาวิบากเปนกลุมพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพอการสรางเสริมกําลังใจ
ื่


แบบทดสอบแบบเลือกตอบแบบถกผิดมลักษณะเปนขอสอบแบบเลือกตอบทม 2 ตวเลือก ผูตอบ














มโอกาสเลือกตอบเพยงอยางใดอยางหนึ่ง ตวคําถามของขอสอบประเภทนีจะตองเขยนในรูปประโยคบอก

เลาธรรมดา แบบทดสอบลักษณะนี้ยังสามารถวัดความเขาใจและการนําไปใชไดดวย (สถาบนการพลศึกษา

ชุมพร, ม.ป.พ.) หลักในการสรางขอสอบแบบถูกผิดมีหลักในการสรางดังนี้
1. เขียนคําสั่งและขอความที่เปนทั้งคําถามคําตอบใหชัดเจน
2. ไมควรใชขอความปฏิเสธซอน เพราะอาจทําใหผูตอบเขาใจผิด
3. ไมควรใชประโยคที่มีทั้งถูกและผิดรวมอยูดวยกัน
4. คําตอบของขอสอบควรถูกหรือผิดตามหลักวิชา ไมใชถูกหรือผิดตามความคิดเห็น
5. ควรใชขอความที่บอกปริมาณหรือจํานวนที่แนชัด
6. ควรใชคําที่มีความหมายชัดเจน
7. สิ่งที่กําหนดวาถูกหรือผิดควรเปนสวนสําคัญของขอความและเกี่ยวของกับขอความที่ถาม

8. ไมควรลอกขอความจากหนังสือเรียนหรือจากสมุดจดคําบรรยายมาเปนขอความที่ถาม
9. พยายามหลีกเลี่ยงขอความที่เปนคําสั่งเพราะคําสั่งนั้นบอกไมไดวาถูกหรือผิด

10. พยายามใหขอสอบแตละขอเปนอิสระแกกัน อยาใหขอใดขอหนึ่งแนะคําตอบขออื่น ๆ

11. ขอความแตละขอใหมีความยาวใกลเคียงกันไมควรใหยาวหรือสั้นกวากนมากนักและถาเปนไป

ไดควรเรียงลําดับตามความยาวของขอความ
12. ควรใหมีจํานวนขอถูกขอผิดใกลเคียงกัน เปนการชวยลดการเดาไดวิธีหนึ่ง
13. ขอถกและขอผิดควรอยูกระจายกันออกไปไมควรใหอยูรวมกนเปนกลุมหรือเรียงกนอยางม ี




ระบบ







14. ในกรณีทขอสอบหลายประเภทอยูในฉบับเดยวกนควรจัดขอสอบแบบถกผิดไวตอนตน ๆ


ของแบบทดสอบเพราะเปนขอสอบที่คอนขางงายเพื่อเราใหผูตอบอยากทําขอตอไป
อยางไรก็ตามแบบทดสอบลักษณะเลือกตอบ (2 ตวเลือก) จะมีคาความเชื่อม่นคอนขางตา










เนื่องจากขอสอบแบบถกผิดนันผูตอบมีโอกาสคาดเดาไดถง รอยละ 50 วิธีแกปญหาการเดาอาจทาไดโดย



เพิ่มขอสอบใหมีจํานวนขอมากขอสอบฉบับหนึ่งไมควรมีนอยกวา 50 ขอ


2. แบบสอบถาม (Questionnaire)
ู


แบบสอบถาม เปนเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใชกันมากในหมนักวิจัย ทงนีเพราะเปนวิธีท่สะดวก
ั้
ึ่


และสามารถใชวัดไดอยางกวางขวาง อนจะทาใหไดมาซงขอเทจจริงทงในอดีต ปจจุบัน และการคาดคะเน


ั้



เหตุการณในอนาคต แบบสอบถามสวนใหญจะอยูในรูปของคาถามเปนชุด เพือวัดสิ่งท่ผูวิจัยตองการจะ





116



วัดโดยมีคําถามเปนตัวกระตุนเรงเราใหบุคคลแสดงพฤติกรรมตาง ๆ ออกมา โครงสรางของแบบสอบถาม


มักจะประกอบไปดวย 3 สวน ดงนี ้



ึ่
2.1 หนังสือนําหรือคําชี้แจง สวนแรกของแบบสอบถามจะเปนคาชี้แจงซงอาจมจดหมายนําอยู


ดานหนา พรอมคาขอบคุณ ในคาชีแจงนั้นมักจะระบุถงจุดประสงคทใหตอบแบบสอบถาม การนําคําตอบ







ทไดไปใชประโยชน คาอธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพรอมตวอยาง พรอม



ทั้งจบลงดวยชื่อและที่อยูของผูวิจัย ตัวอยางเชน

แบบสอบถามงานวิจัยเรือง


คุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชน
และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีศึกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน

คําชี้แจง
1. แบบสอบถามฉบับนี้ขอมูลที่ไดใชประกอบการศึกษาตามหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรดุษฎี

บัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร


2. การตอบแบบสอบถาม ขอความกรุณาตอบใหครบทกขอ คําตอบของทานจะถูกเก็บไวเปน
ความลับและไมมีผลกระทบตอทานแตอยางใด



ขอบพระคุณในความรวมมออนดียิ่งของทาน
นายสามารถ ใจเตี้ย





2.2 สวนท่เปนคําถามเก่ยวกับขอมูลสวนตว คําตอบท่ไดจะเปนขอเท็จจริงของผูตอบ








แบบสอบถาม เชน คําถามเกี่ยวกับเพศ อายุ ระดับการศกษา อาชีพ และอน ๆ การทจะถามขอมูลสวนตัว
อะไรบางนั้น ขึ้นอยูกับกรอบแนวความคิดในการวิจัยโดยพิจารณาวาตวแปรท่สนใจจะศกษานันมอะไรบาง





ที่เกี่ยวกับขอมูลสวนตัวเพื่อที่จะถามเฉพาะขอมูลสวนตัวในเรื่องนั้น ๆ เทานั้น ตัวอยางเชน

สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไป
1. เพศของผูตอบ ( ) 1. ชาย ( ) 2. หญิง
2. อายุเต็มปของทาน คอ……………………ป

3. รายไดเฉลี่ยของครอบครัวตอเดือนประมาณ……………………บาท

การมหนีสินในปจจุบันประมาณ...................บาท


แหลงหนี้สินมาจาก ( ) ธนาคาร เชน ธกส. กรุงไทย ( ) เงนกนอกระบบ






( ) ธนาคารและเงนกนอกระบบ

117







2.3 ชุดคาถามเกยวกับความคิดเห็นหรือพฤติกรรมของผูตอบในเรื่องนั้นเปนชุดคาถามท่ให




ผูตอบบอกถึงพฤติกรรมหรือปรากฏการณหรือใหแสดงความคิดเห็นในดานตาง ๆ ซงบางครั้งจะไมสามารถ

ทราบไดวาคําตอบนั้นเปนความจริงมากนอยเพียงใดเพราะเปนเพียงความคิดเห็นของผูตอบในขณะนัน

คําถามในสวนนี้อาจเปนไดทั้งคําถามปลายปดและปลายเปด


ตัวอยาง แบบสอบถามระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล (ปลายปด)


คําแนะนํา โปรดอานขอความขางลาง (หรือใหพนักงานสัมภาษณอาน) แลวประเมนวาขอความ



ใดตรงตามความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวทาน แลวกรุณาทําเครื่องหมาย / ลงในชองวางในตารางดานลาง

ระดับคณภาพชีวิต
ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต มาก มาก บาง นอย ไมเลย
ที่สุด สวน
(5) (4) (3) (2) (1)
ดานรางกาย
1. ทานมีอาการเจ็บปวดตามรางกายทําใหทานไม 
สามารถทําในสิ่งที่ตนเองตองการในระยะ 1 เดือนท ี่

ผานมา

2. ทานมีกําลังเพียงพอที่จะทาทํางานหรือดําเนิน
ชีวิตในแตละวัน





ขอเสนอแนะในการแกไขปญหา (ขอความอนุเคราะหทานในการแสดงความคิดเหน) (ปลายเปด)

ขอเสนอแนะในการลดผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมที่มีตอคณภาพชีวิต
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

ขอเสนอแนะในการลดผลกระทบจากการใชประโยชนแมน้ําลี้ที่มีตอคณภาพชีวิต
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................


หลักการในการสรางแบบสอบถาม







1. ตองมีจุดมงหมายทแนนอนวาตองการจะถามอะไรบาง โดยจุดมงหมายนันจะตองสอดคลอง


กับวัตถุประสงคของงานวิจัยที่จะทํา
ื่



2. ตองสรางคําถามใหตรงตามจุดมงหมายทตั้งไว เพอปองกนการมขอคาถามนอกประเด็นและม ี

ี่
ุ
จํานวนขอคําถามจํานวนมาก



3. ตองถามใหครอบคลุมเรืองท่จะวัด โดยมีจํานวนขอคาถามทพอเหมาะ ไมมากหรือนอยเกินไป












แตจะมากหรือนอยเทาใดนั้นขนอยูกบพฤตกรรมทจะวัด ซงตามปกตพฤตกรรมหรือเรืองท่จะวัดเรื่องหนึง









นั้นควรมีขอคําถามในชวง 25 - 60 ขอ
4. การเรียงลําดับขอคําถาม ควรเรียงลําดับใหตอเนื่องสัมพันธกัน และแบงตามพฤติกรรมยอย ไว
เพื่อใหผูตอบเห็นชัดเจนและงายตอการตอบ นอกจากนั้นตองเรียงคําถามงาย ๆ ไวเปนขอแรกเพอใหชักจูง




118



ใหผูตอบอยากตอบคําถามตอ สวนคําถามสําคัญไมควรเรียงไวตอนทายของแบบสอบถาม เพราะความ

สนใจในการตอบของผูตอบอาจจะนอยลง ทําใหตอบอยางไมตั้งใจซึ่งจะสงผลเสียตอผลการวิจัยมาก



นอกจากนีคาตอบท่ไดจากแบบสอบถามใหสามารนํามาแปลงออกมาในรูปของปริมาณและใช







สถติอธิบายขอเทจจริงได ดังนั้นแบบสอบถามควรคานึงถึงวิธีการประมวลขอมูลและวิเคราะหขอมลดวย

โปรแกรมคอมพวเตอร
3. แบบการสัมภาษณ (Interview)

การสัมภาษณ คอ การสอบถาม สนทนาหรือการเจรจาโตตอบกนอยางมจุดมงหมาย เพอ คนหา











ความรูความจริง ตามวัตถุประสงคท่เรากําหนดไวลวงหนา การสัมภาษณจะประกอบดวยบุคคล 2 ฝาย

คือ ผูสัมภาษณ (Interviewer) และผูถูกสัมภาษณ หรือผูใหสัมภาษณ (Interviewee) การสัมภาษณ 


ี่


นอกจากจะทําใหไดความรูความจริงตามตองการแลว การสัมภาษณยังจะชวยใหทราบ ขอเทจจริงเกยวกบ








ผูใหสัมภาษณในดานบุคลิกภาพอกดวย เชน ทวงท วาจา เจตคต อปนิสัย ปฏิภาณไหวพริบ เปนตน ดวย

เหตุนี้การสัมภาษณจึงเปนเครื่องมือการวัดผลที่สําคัญอยางหนึ่ง
3.1 ประเภทของการสัมภาษณ การสัมภาษณสามารถจําแนกไดเปน 2 ประเภท คือ
3.1.1 การสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Standardized or Structured interview) เปนการ

สัมภาษณที่ผูสัมภาษณจะใชแบบสัมภาษณที่สรางขึ้นไวแลวเปนแบบในการถามกบผูใหสัมภาษณ กลาวคือ


ผูสัมภาษณจะใชคาถามแบบสัมภาษณกบผูใหสัมภาษณเหมือนกนหมดทกคน การสัมภาษณแบบนีมจะไม 

















ยืดหยุน คือ ตองถามไปตามแบบสัมภาษณ แตมขอด คอ สามารถจัดหมวดหมขอมลไดงายและสะดวกใน



การวิเคราะห การสัมภาษณโดยวิธีนี้อาจกระทําเปนรายบุคคลหรือกลุมยอยกได
3.1.2 การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง (Non-Structure interview or Unstructured













interview) เปนการสัมภาษณทไมใชแบบสัมภาษณ คอ ไมจําเปนตองใชคาถามทเหมอนกนหมดกบผูให




สัมภาษณทุกคน แตผูสัมภาษณจะตองใชเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวเพ่อใหไดมาซ่งคําตอบจาก


ผูใหสัมภาษณตามจุดมงหมายท่ตงไว การสัมภาษณโดยวิธีนีอาจใชวิธีใหผูตอบแสดงความรูสึกหรือความ



















คดเห็นออกมาโดยอิสระ ผูสัมภาษณมีหนาทรับฟงและคอยดึงหรือควบคมใหเขาสูประเดนท่ตองการ
เทานั้น ผูทําหนาที่สัมภาษณโดยวิธีนี้จะตองมีความชํานาญเปนพิเศษ











ในทางปฏิบัติมกนิยมใชควบคกนไปทง 2 แบบ เพอใหไดขอมลทสมบูรณทสุด แตทงนีกข้นอยูกบ

















จุดมงหมายของการสัมภาษณลักษณะของแบบสัมภาษณ แบบสัมภาษณโดยท่วไป มกจะประกอบดวย


สวนที่สําคัญ 3 สวน คือ



สวนแรก เปนสวนทใชสําหรับบันทกขอมลเกยวกบการสัมภาษณ เชน ชื่อโครงการ วัน - เดอน -








ป ที่สัมภาษณ ลักษณะบางประการของกลุมที่จะสัมภาษณ เชน ระดับชั้นหรือหอง โรงเรียน ตําบล อาเภอ
จังหวัด เปนตน สวนนี้ผูสัมภาษณจะกรอกรายละเอียดลงลวงหนา
สวนท่สอง เปนรายละเอียดสวนตัวของผูใหสัมภาษณในสวนท่ยังไมเกยวกับเรืองทจะสัมภาษณ 







เชน เพศ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา อาชีพ จํานวนสมาชิกในครอบครัว และอื่น ๆ





สวนท่สาม เปนรายละเอียดเกยวกบการสัมภาษณ คือ เปนขอคาถาม คาตอบท่ตรงกับ



จุดมุงหมายของการสัมภาษณ 

ในสวนของคาถามทใชในการสัมภาษณอาจจะเปนคําถามแบบมีตัวเลือกกําหนดไวแลว (Fixed










alternatives) คอ คาถามทมคาตอบกาหนดไวแลวในแบบสัมภาษณ มีลักษณะและรูปแบบเชนเดยวกบ





แบบสอบถาม ซงอาจอยูในรูป ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ เชน มี - ไมมี จริง - ไมจริง ใช - ไมใช ถก - ผิด


119








หรือ อยูในรูปใหเลือกตอบจากที่กําหนดไว และมกนิยมใชตัวเลือกปลายเปดตอทายไว 1 ขอ มขอความวา





ั้


ื่



“อน ๆ ( โปรดระบ )........................ ” ทงนี้เพอแกปญหาท่ผูตอบมคาตอบไมตรงกบ ทมีใหเลือก และ




คําถามแบบปลายเปด (Open-ended) คือ คาถามท่เปดโอกาสใหผูตอบไดแสดงความคดเห็นโดยอสระ










และเตมท่ฉะนันผูสัมภาษณจะตองทําหนาท่จดบันทกรายละเอียดของคําตอบของผูใหสัมภาษณคําถาม
ประเภทนี้มักใชเพื่อตองการทราบรายละเอียดที่ลึกซึ้ง










การสัมภาษณจะไดขอมูลทดีหรือไมเพยงใดขนอยูกบผูสัมภาษณเปนสําคญในการสัมภาษณบาง











กรณกมการใชแบบสัมภาษณชวยเปนแนวทางสําหรับผูสัมภาษณ แตในบางกรณกไมไดใชแบบสัมภาษณ 
ประกอบการสัมภาษณแตอยางใด ดังนั้นถือวาตัวผูสัมภาษณเปนเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูล สวนแบบ

สัมภาษณเปนเพียงเครื่องชวยบันทึกขอมูลดวย (พีระพงษ เครื่องสนุก, 2558)
4. การสังเกต (Observation)
การสังเกตเปนวิธีการหนึ่งท่ใชเปนเครืองมือเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัยโดยการใชประสาท



สัมผัสของผูสังเกต แลวผูสังเกตเปนฝายบันทึกสิ่งท่สังเกตได อาจบันทึกไดหลายวิธี เชน การเขียน การ





อัดเสียงลงในแถบบนทึกเสียง บนทึกเหตุการณไวในวีดีทศน วิธีการสังเกตเหมาะสําหรับการศกษา

พฤติกรรมของบุคคลและปรากฏการณตาง ๆ การวิจัยทางสังคมศาสตรนิยมแบงการสังเกตออกเปน 2
ประเภทใหญ คือ

4.1 การสังเกตแบบไมมีโครงสราง (Unstructured observation) เปนการสังเกตท่ไมได 
กําหนดรายการสิ่งทจะตองสังเกตไวอยางแนนอน แตผูสังเกตมีอิสระท่จะสังเกตพฤตกรรมหรือ








ปรากฏการณตาง ๆ บางครังเรืองราวท่สังเกตนัน ไมสามารถคาดการณลวงหนาไดวาจะเกดอะไรขน หรือ









เปนเรื่องใหมท่ยังไมคอยมีผูศึกษาไวตองอาศัยการสังเกตแบบนี นอกจากนี้ผลท่ไดสามารถนําไปใชสราง


แบบสังเกตแบบมีโครงสรางในขั้นตอไปได
4.2 การสังเกตแบบมโครงสราง (Structured observation) เปนการสังเกตทมการกาหนด





รายการสิ่งที่ตองสังเกตไวลวงหนาวาจะสังเกตอะไรบาง จะสังเกตเมื่อไร ดังนั้นการสังเกตแบบนี้จําเปนตอง

ใชแบบสังเกตท่จัดเตรียมไวกอน แบบสังเกตจะชวยใหผูสังเกตสามารถสังเกตพฤติกรรมไดครบถวนและ

เปนระบบ

นอกจากนี้ยังมการจําแนกการสังเกตโดยใชเงื่อนไขการมสวนรวมในเหตุการณทเขาไปสังเกต แบง





ไดเปน 2 ประเภท คือ




1. การสังเกตแบบมสวนรวม (Participant observation) เปนการสังเกตทผูสังเกตเขาไปมสวน




รวมอยูในเหตการณหรือกิจกรรมนัน ๆ การเขาไปมีสวนรวมอาจจะเปนลักษณะทมีสวนรวมโดยสมบูรณ 





(Completion Participant) หรือมีสวนรวมโดยไมสมบูรณ (Incompletion participant) การสังเกต




แบบมสวนรวมโดยสมบูรณผูสังเกตจะเขาไปเปนสมาชิกคนหนึงของกลุมและเขารวมกิจกรรมตาง ๆ ของ








กลุมเชนเดียวกับผูถูกสังเกต การมีสวนรวมโดยสมบูรณผูถกสังเกตจะไมรูตววากําลังถกสังเกตจึงม ี



พฤติกรรมตามปกติ เชน สาธารณสุขอาเภอสังเกตการณบริหารโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลโดยการ

เขารวมประชุมของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล เปนตน สวนการมีสวนรวมโดยไมสมบูรณผูสังเกตจะ


เขาไปรวมกิจกรรมบางตามสมควร เพื่อสรางความคุนเคยและความสัมพันธกับกลุมผูถูกสังเกต
2. การสังเกตแบบไมมสวนรวม (Non - participant observation) เปนการสังเกตทผูสังเกตจะ







อยูนอกวงผูถูกสังเกต ทาตนเปนบุคคลภายนอกไมไดเขารวมกิจกรรมกบผูถูกสังเกต ขณะสังเกตผูสังเกต







อาจจะอยูในบริเวณเดียวกนหรืออยูนอกบริเวณเหตการณทสังเกตก็ได การสังเกตแบบไมมีสวนรวมนีมทง











120



ื้
แบบที่ผูถูกสังเกตรูตัวและไมรูตัววากําลังถูกสังเกต เชน ผูวิจัยสังเกตการประกอบพิธีกรรมพนบานลานเพอ
ื่



การเสริมสรางกําลังใจโดยการเดินผานสถานทการประกอบพธีกรรม

การสังเกตจะใชแบบสังเกตเปนเครื่องมือชวยสําหรับการสังเกต ดังนันแบบสังเกตจะ
ประกอบดวยขอความเก่ยวกับสิ่งท่จะสังเกต อาจอยูในรูปของแบบตรวจสอบรายการ (Checklists)



มาตราสวนประมาณคา (Rating scales) หรือรูปแบบอน ๆ ทเหมาะสมกบธรรมชาตของสิงทจะสังเกต










และจุดมงหมายของการสังเกต


เครื่องการวิจัยดงทกลาวไวขางตนเปนสิงสําคัญในการเกบขอมูลการวิจัย อยางไรก็ตามการใช









เครื่องมือแตละเครื่องมือผูวิจัยตองคํานึงถึงคําตอบที่สามารถตอบวัตถุประสงคของการวิจัย การเขาถงกลุม
ตัวอยาง และตนทุนในการวิจัย

การสรางเครื่องมือแบบประมาณคา

ในการเสนอมาตรวัดดวยคาถามแบบมาตรประมาณคา (Rating scale) เปนระบบตวเลข (มาตร)



ที่นิยมใชกันมากในการวิจัยทางสังคมศาสตร ไมวาจะนํามาพัฒนาเปนแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ แบบ


วัดเจตคติ/แบบวัดคุณลักษณะตาง ๆ (เติมศักดิ์ สุขวิบูลย, 2552) การพัฒนาเครื่องมอเกบรวบรวมขอมล




โดยใชเทคนิคมาตรประมาณคา มประเด็นหลักดังนี้


1. มาตรประมาณคา เปนมาตรในระดบ “อนดับ” (Ordinal scale) ในการเลือกใชวิธีการทาง

สถิติหรือการแปลผลการวิจัยจะตองระมัดระวัง




2. การพัฒนามาตรประมาณคาเพอใชในการวัดเจตคติ ทัศนคต และความคิดเห็นประเภทท่ใช
ึ่


ขอความเปนสิ่งเรา แลวใหผูตอบแสดงความคิดเห็นวา เห็นดวยกับขอความนั้น ๆ มากนอยเพยงใด ซงมทง ั้






ขอความเชิงบวก (ใหคะแนนแบบ 5 4 3 2 และ 1 ในกรณทผูตอบเห็นดวยมากทสุด จนถึง เห็นดวย




นอยทสุด) และใหคะแนนแบบกลับทศ (1 2 3 4 และ 5) ในกรณทเปนขอความเชิงลบ ซงควรม ี
ึ่




ขอความเชิงลบคละไวสวนหนึ่งและในการแปลผลจะตองเนนการแปลผลคะแนนรวม มากกวาการแปลผล
เปนรายขอ
3. จํานวนชอง/จํานวนระดบของมาตร เชน ม 5 ชอง คือ มากทสุด มาก ปานกลาง นอย





นอยที่สุด (อาจจะเปลี่ยนคําคุณศัพทเปนอยางอน) หรือจะทําเปน 6 ชอง มากทสุด มาก คอนขางมาก

ื่



คอนขางนอย นอย นอยทสุด หรือ 7 ชอง/ระดบ หรือ 4 ชอง หรือ 3 ชอง ทงนี้จํานวนชองทเปนค  ู



ั้








(4 หรือ 6) มแนวโนมใหคาความเทยงมากกวาจํานวนชองเลขคี แตไมแตกตางกนอยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติ
4. การกาหนดสัญลักษณหรือใหความหมายระดบมาตร 5 = มากทสุด 4 = มาก 3 = ปาน









กลาง 2 = นอย 1 = นอยท่สุดหรือจะกลับเลขเปน 1 = มากเปนอนดบหนึ่งหรือมากท่สุดจนถง 5 =






มากเปนอนดบท 5 (หรือนอยทสุด) หรือใหสัญลักษณเปน ก ข ค ง และ จ แทนมากท่สุด ถง



นอยที่สุดหรือการใชคําคุณศัพทประเภท Bipolar ( 2 ขั้ว เชน ชัดเจน ---------- คลุมเครือ มาก --------



--นอย ดี----------เลว) จัดทําเปนมาตรประมาณคาแบบกราฟก (Graphic rating scale) มแนวโนมใหคา

ความเที่ยงสูงสุด


5. จํานวนขอคาถามแตละประเดนตองมากเพียงพอตอการวัด พรอมทงควรมมติการวัดอยาง






ครบถวนทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

121













ท้งนีการวิจัยทางสาธารณสุขศาสตรนิยมสรางเครืองมอแบบประมาณคาเพอวัดเจตคตตอปญหา
สุขภาพดานตาง ๆ ตามแบบลิเครท (Likert’s method) ซงเปนเครื่องมือวัดเจตคตทีสรางงาย มความ








เชื่อม่นสูงและพัฒนาเพ่อวัดดานความรูสึกไดหลายอยาง การสรางเครื่องมือวัดเจตคตแบบนี้เปนวิธี


ประเมินน้ําหนักความรูสึกของขอความในตอนหลัง คือ หลังจากเอาเครืองมอไปสอบวัดแลว การสราง


ขอความที่แสดงความรูสึกตอเปาเจตคติจะตองใหครอบคลุมและสัมพันธซึ่งกันและกน ขอความอาจจะเปน


ทางบวกหมดหรือทางลบหมดหรือผสมกันก็ได



มาตรการวัดแบบลิเครท (Likert, 1967) เกดจากกระบวนการตรวจสอบขอความในแบบวัดเจต










คตซงเปนการตรวจสอบขนแรกเพ่อดความเหมาะสมของขอความทจะนําไปใชวัดเจตคตตามเปาหมาย ซง







แบงระดับการตอบออกมากกวา 2 ระดบ เชน แบงเปน 3 ระดบ (เห็นดวย ไมแนใจ ไมเห็นดวย) แบงเปน










5 ระดบ (เห็นดวยอยางยิง เห็นดวย ไมแนใจ ไมเห็นดวย ไมเห็นดวยอยางยิง) เปนตน ทงนีอาจจะเปนไป







ในลักษณะอนกไดขนอยูกบขอความทแสดงความรูสึก เชน ปฏิบัติทุกครัง ปฏิบัตปานกลาง ไมปฏิบัติ เปน













ตน ซ่งจากการศึกษาเอกสารวิชาการตาง ๆ เก่ยวกับแบบวัดเจตคติตามแนวคิดของลิเครท พบวา สวน












ใหญนักวิชาการนิยมแบงน้าหนักของขอความออกเปน 5 ระดับ ทงนีการจะบอกไดวาขอความขอนีจะม ี
น้ําหนักความรูสึกระดับใดนั้น ลิเคิรทใชวิธีการคํานวณน้ําหนักขอความ 3 วิธี คือ

1. วิธีหาน้าหนักซกมา (Sigma deviate weighting method) ดวยการหาคาสวนเบียงเบน




มาตรฐานจากจุดกลางของพื้นที่ของแตละตัวเลือกที่มอยู


2. วิธีหาน้ําหนักคะแนนมาตรฐาน (Standard score weighting) ดวยการหาคะแนนมาตรฐาน
ที่จุดกลางของชวงพอดี คลายเปนคะแนนมาตรฐานเฉลี่ยของชวงในตัวเลือกหนึ่ง



3. วิธีกาหนดน้าหนักแบบพลการ (Arbitrary weighting method) เปนการกําหนดโดยคดวา
ถามากที่สุดให 5 ถัดมาเปน 4 เปน 3 จนถง 1 หรือ 0 ตามลําดับ








ทงนีวิธีการหาคาน้ําหนักระดบความรูสึกของขอความทง 3 วิธีนี ใหคาน้าหนักใกลเคียงกัน ม ี



ความสัมพันธกนสูงมากถง 0.99 ดงนันวิธีกําหนดน้าหนักแบบพลการ (Arbitrary weighting method)




จึงไดรับความนิยมและใชมากที่สุด (ชวลิต ชูกําแพง, 2548)

ตัวอยาง แบบสอบถามการรับรูการเสริมสรางภาวะสุขภาพทางสังคมตามหลักพทธศาสนา

ขอความ ระดับการรับรู 

มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย นอยที่สุด

1. สมาชิกในครอบครัวมความสัมพันธที่ดี
เสียสละ มีน้ําใจตอกันทําใหครอบครัวเปน
สุข
2. การมีธรรมะเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ในครอบครัวทําใหครอบครัวเปนสุข

การตรวจคุณภาพเครื่องมือ



การตรวจสอบคณภาพเครื่องมือเปนกระบวนการวิเคราะหเพ่อหาคาดชนีทบงชี้คุณภาพของ


เครื่องมอนั้นวาเปนอยางไร โดยจะดาเนินการหลังจากการสรางและพัฒนาเครื่องมือเสร็จสิ้น (สมชาย




ชูกําแพง, 2554) คณภาพของเครื่องมือท่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลมีความสําคัญยิ่งตอความถูกตอง


122













นาเชื่อถือ และการยอมรับขอมูลหรือคาของตวแปรทวัด เครื่องมือท่ดอยคณภาพอาจทําใหคาท่วัดไดนั้น

คลาดเคลื่อนหรือผิดจากความจริงเม่อนําไปวิเคราะหหรือแปลความหมายอาจผิดพลาดหรือผลการวิจัยไม 


นาเชื่อถือ อยางไรก็ตามไมไดหมายความวาเครื่องมอทกชนิดหรือทกชิ้นตองตรวจสอบคณภาพทกประเด็น




ึ้
ั้




ลักษณะหรือคุณสมบัติบางประการอาจไมตรวจสอบกไดทงนี้ขนอยูกบชนิดหรือประเภทของเครื่องมอหรือ
แลวแตความจําเปน คาดัชนีที่นิยมนํามาตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัยดานสาธารณสุขศาสตร เชน
1. ความเทยงตรง (Validity) คณภาพของเครื่องมือท่ใชในการวิจัยท่สรางขน เพ่อใชวัดใน
















คณลักษณะ พฤตกรรม และเนือหาสาระทตองการวัดไดอยางถกตอง ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และวัด



ไดถูกตองตามความเปนจริง ทงนีไวเนอรและบรานว (Wainer & Braun, 1988) กลาววา ความเทยงตรง









เปนคณภาพของเครืองมือทสรางขนอยางมประสิทธิภาพในการท านายอนาคตของพฤตกรรมหรือเปนคา





















สหสัมพนธของเครืองมอทสรางขนกบองคประกอบท่ตองการวัด ซงเครืองมอแตละอยางจะมจุดมงหมาย
เฉพาะอยาง ดังนั้นเครื่องมือท่มความเทยงตรงในจุดมงหมายหนึงไมจําเปนตองมความเทยงตรงใน










จุดมุงหมายทั้งหมด
เครื่องมือการวิจัยโดยทั่วไปมักจะตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ซงเปน
ึ่



การตรวจสอบสรุปอางอิงถึงมวลเนื้อหาสาระ ความรูหรือประสบการณท่เครื่องมอมงวัดวามีความ


ครอบคลุมหรือเปนตัวแทนมวลความรูหรือประสบการณไดดีเพียงไรที่สามารถดําเนินการได 2 ขั้นตอน คือ

ั้
ขนตอนท 1 จําแนกตวแปรใหครอบคลุมตามแนวคดหรือวัตถประสงคโดยการสรางตาราง
ี่


วิเคราะหประเด็นหลักสูตร
ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาเครื่องมือใหมีความครอบคลุมตัวแปรและวัตถุประสงค และสามารถตรวจสอบ
ไดโดยใหผูเชี่ยวชาญในศาสตรนัน ๆ ตรวจสอบความเหมาะสมของนิยาม ขอบเขตของเนื้อหาหรือ






ประสบการณทมงวัด ตรวจสอบเนื้อหาหรือพฤตกรรมบางสวนวามความสอดคลองกบเนื้อหาหรือ



พฤติกรรมท้งหมดหรือไมและเปรียบเทียบสัดสวนของขอคําถามวามีความสอดคลองกบน้ําหนัก



ความสําคัญของแตละเนื้อเรื่องที่มุงวัดมากนอยเพียงไร
การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ
ในการตรวจสอบความเท่ยงตรงของเครื่องมือมกจะใชวิธีการตรวจสอบ ความเท่ยงตรงตาม




เนื้อหา (Content validity) หมายถึง การท่ผูวิจัยออกแบบสอบถามไดตรงตามเนื้อหาการวิจัย ความ


เท่ยงตรงเชิงเนือหาจึงเปนการตรวจสอบโดยพจารณาความเปนตัวแทน ความครอบคลุมเนือหาของ




เครื่องมือโดยพิจารณาจากตารางวิเคราะหเนื้อหาหรือตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหากบจุดประสงค 












ทกาหนด ในการทดสอบความเทยงตรงตามเนือหาสามารถดาเนินการไดโดยใชผูเชียวชาญในดานเนือหา



พิจารณาถึงความสอดคลองระหวางวัตถุประสงคกบแบบสอบถามโดยพจารณาเปนรายขอและทังฉบบ





วิธีการพจารณาแบบนีจะเรียกวา การหาคาสัมประสิทธิความสอดคลอง (Index of Item – Objective


Congruence, IOC) โดยมีสูตรการคํานวณดังนี้

IOC = ∑ R
N

เมื่อ
IOC คือ ความสอดคลองระหวางวัตถุประสงคกับแบบสอบถาม

123




ΣR คือ ผลรวมของคะแนนจากผูเชี่ยวชาญทั้งหมด
N คือ จํานวนผูเชี่ยวชาญ



ี่
ทังนี้การตรวจสอบคาความเทยงตรงดานเนื้อหาดําเนินการโดยนําแบบสอบถามทพฒนาไดสงให




ผูเชี่ยวชาญพิจารณาวา ขอสอบแตละขอมีความสอดคลองกับวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรมหรือไมอยางไร ถา

มความสอดคลองผูเชี่ยวชาญจะใหคาคะแนนเปน +1 แตถาผูเชี่ยวชาญเห็นวาขอสอบขอนั้น












ไมมความสอดคลองกับวัตถประสงคจะใหคาคะแนนเปน -1 และในกรณทผูเชียวชาญไมแนใจวาขอสอบ








ขอนันมีความสอดคลองกบวัตถุประสงคหรือไมก็จะใหคาคะแนนเปน 0 ทงนี้ผูวิจัยตองจัดทาแบบฟอรม
เพื่อใหผูเชี่ยวชาญใหความเห็นและกรอกคะแนนดังกลาว ตัวอยางเชน

ี่
แบบสอบถาม การปฏิบัติเกยวกับการใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพในการรักษาความเจ็บปวย
คําถาม ระดับความสอดคลอง ขอเสนอแนะ
-1 0 1
1. เมื่อทานปวดเมอยตามรางกายทานใหคนใน
ื่
ครอบครัวนวดให
2. ทานใชการเช็ดแหกรักษาอาการเจ็บปวย
3. ทานใชการจับเสนรักษาอาการปวดที่แขนและขา
ื่
4. ทานใชการตอกเสนรักษาอาการปวดเมอยตาม
รางกาย
5. ทานใชการย่ําขางรักษาอาการปวดเมื่อยตาม
รางกาย

6. เมื่อสมาชิกในครอบครัวทานเจ็บปวยแลวรักษาไม
หายทานจะไปดูเมอเพื่อหาสาเหตุความเจ็บปวยนั้น
ื่
7. เมื่ออาการเจ็บปวยของคนในครอบครัวทานรักษา
ไมหายทานไปเลี้ยงผีตามคําแนะนําของหมอเมอ
ื่

การนําเสนอคาความเท่ยงตรงเชิงเนื้อหาจะนําเสนอชวงคาท่คํานวณไดตําสุด – สูงสุด ทงนี้คา




ั้










IOC ทยอมรับไววาขอคําถามในแบบสอบถามมความเท่ยงตรง คือ มคาต้งแต 0.5 ข้นไป ถาหากมคานอย






กวา 0.5 ถือวาขอคําถามขอนั้นไมมความสอดคลองกบวัตถประสงคเชิงพฤตกรรม จะตองตดขอสอบนัน











ออกไปหรือทําการปรับปรุงขอสอบขอนั้นใหม ตัวอยางเชน การวิเคราะหคาความเทยงตรงเชิงเนื้อหา
แบบสอบถามการวิจัย เรื่อง พฤตกรรมการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุดวยภูมิปญญาพ้นบานลานนา



ดานจิตบําบัด การตรวจสอบความเท่ยงตรงของเครื่องมือ อาศยดุลยพนิจของผูเชี่ยวชาญเพ่อตรวจสอบ















ดานเนือหา ทงความเหมาะสมดานภาษาและขอคาถามท่สรางข้นครอบคลุมประเดนทตองการจะวัด



หรือไม โดยนําเครื่องมือทสรางขนไปใหผูเชียวชาญจํานวน 5 ทานประกอบดวยผูเชี่ยวชาญดาน






พฤติกรรมศาสตร 2 ทาน ผูเชี่ยวชาญดานจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญาพนบานลานนา 2 ทาน และ

ื้



ผูเชี่ยวชาญดานการวัดผล และประเมินผล 1 ทาน ตรวจสอบความตรงเชิงเนือหา แลวคํานวณหาคาดชนี


124






ความสอดคลอง โดยไดคาดัชนีความสอดคลองแบบสอบถามความรูในการใชประโยชนสมนไพรพนบานอยู










ระหวาง 0.42 – 1.00 ผูวิจัยไดคัดเลือกขอคาถามทมคาดชนีความสอดคลองตงแต 0.50 ขนไปไวจํานวน











51 ขอ มคาดชนีความสอดคลองตงแต 0.50 – 1.00 แยกออกเปนดานความรูจิตบําบัดตามแบบ

แผนภูมปญญาพ้นบานลานนา จํานวน 15 ขอ ดานเจตคตในการใชพธีกรรมจิตบําบัดตามแบบแผนภูม ิ



ปญญาพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ จํานวน 15 ขอ และดานการใชพธีกรรมจิต







บําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุจํานวน 21 ขอ







นอกจากนีการวัดความเทยงตรงยังมคาดชนีความเทยงตรง (Content validity index, CVI) ซง ึ่







เปนการประเมนความตรงตามเนือหาโดยพจารณาทละขอความวาสอดคลองกบทฤษฎีหรือเนือหาหรือไม 






เนนทระดบความเห็นดวยของผูเชียวชาญตอขอความนั้น ๆ แลวนํามาคํานวณ คา CVI คา CVI ทีดควรม ี




คา > .80 (Polit & Beck, 2008) แบบสอบถามทีมความสมบูรณ คา CVI จะเทากบ 1 การกาหนดระดบ






ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญที่มีตอขอความแตละขอโดยใชมาตราสวนประเมินคา 4 ระดับ คือ
ไมสอดคลอง ให 1 คะแนน

สอดคลองนอย ให 2 คะแนน
สอดคลองคอนขางมาก ให 3 คะแนน
สอดคลองมาก ให 4 คะแนน


เม่อผูเชี่ยวชาญแตละคนใหคะแนนมา ใหนักวิจัยนับจํานวนขอคําถามท่ผูเชี่ยวชาญใหคะแนน 3 และ 4

คะแนนเทานั้น นํามาคํานวณหาคา CVI ดังนี้


CVI = จํานวนคาถามที่ผูเชี่ยวชาญทุกคนใหความคิดเห็นในระดับ 3 และ 4


จํานวนคาถามทังหมด






สวนการหาความเท่ยงตรงท้งฉบบ (S-CVI ) จะเปนสัดสวนของขอคาถามทไดรับการปะเมนใน







ระดับความสอดคลองกบขอคําถามท้งหมด ดังนั้นการหาความเทยงตรงเชิงเนื้อหาท้งฉบับทาใหนักวิจัย










ทราบวาจํานวนขอคาถามทังหมดท่มีความสอดคลองกับเนื้อหามสัดสวนเทาใดเมอเทยบกับจํานวนขอ


คําถามทั้งหมด การคํานวณม 2 คา คอ







1. คา S-CVI/UA เปนการหาสัดสวนขอคาถามทไดรับการประเมนในระดบ 3 และ 4 หาร

ั้
ดวยขอคาถามทงหมด ซงคาทไดจะทาใหเรารูวาจํานวนขอคามถามท่ผานการประเมนความเทยงตรงเชิง



ี่




ึ่






เนือหามจํานวนสัดสัดเทาใดเมอเทยบกบจํานวนขอคาถามทงหมด หรือสามารถบอกเปนรอยละไดเมอคน








ดวย 100

2. คา S-CVI/Ave เปนการหาคาเฉลี่ยของดชนีวัดความสอดคลองของเครืองเมอวัด โดยคาท ี ่






นํามาคํานวณไดมากจากคา I-CVI แตละขอ โดยคดจากผลรวมของคา I-CVI หารดวยจํานวนขอคาถาม



หรือเขียนเปนสมการไดวา
S-CVI/Ave = S(S-CVI)/p
เมื่อ p แทนจํานวนขอคําถาม

125







ผูวิจัยสามารถเลือกนําเสนอคาใดคาหนึ่งหรือทั้งสองคาก็ไดโดยคาทไดควรมีคาตั้งแต 0.8 ขึ้นไป
ี่




2. ความเชือม่น (Reliability) เปนคาท่แสดงความคงเสนคงวาของผลการวัดจากการท่นํา

แบบสอบถามชุดนั้นไปทดสอบกับกลุมประชากรไมวาจะทดสอบจํานวนกครั้งคะแนนทไดจะไมแตกตางกน
ี่

ี่












ความเชือมนสามารถคานวณเปนตวเลขไดหลายวิธี และแตละวิธีจะไดคาไมเกน 1 ถาคาทคานวณไดมคา




เขาใกล 1 แสดงวาแบบสอบถามนันมีคาความเชือมนสูง วิธีการคํานวณหาคาความเชือมนสามารถ







คํานวณหาคาไดหลายวิธีดังนี้
2.1 วิธีแบบคูเดอร - ริชารดสัน



การหาความเชือมนโดยวิธีของคูเดอร - ริชารดสัน (Kuder – Richardson, KR) โดย
วิธีการนีจะใชวิธีหาความสัมพันธระหวางองคประกอบภายใน ไดแก ความสัมพนธระหวางขอคําถามในฉบับ







เดียวกัน และการคํานวณหาคาความสัมพนธคะแนนของขอคําถามแตละขอจะตองแปลงใหเปนคะแนน 2




คาเทานั้นไดแก ถาถูกจะไดคา 1 และถาผิดจะไดคา 0 สูตรในการหาความเชื่อมนแบบคเดอร – ริชารดสัน
จําแนกเปน 2 สูตรดังรายละเอียดตอไปนี้
2.1.1 KR – 20 เปนสูตรในการหาคาความเชื่อมั่นที่เหมาะสําหรับแบบทดสอบทมคาความ


ี่
ยากงายในลักษณะกระจาย สูตรที่ใชในการหามีรูปแบบดังนี้

n  ∑ pq 


r =  − 1 
t
n −1  S 2 
t


2 2
2
S = N ∑ X N 2 ( − ∑ X)
t

เมื่อ
r t คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทังฉบับ

n คือ จํานวนขอของแบบสอบถาม

p คือ สัดสวนของตัวอยางที่ทําขอคําถามขอนั้นถูกกบตัวอยางทังหมด

q คือ สัดสวนของตัวอยางที่ทําขอสอบขอนั้นผิดกับตัวอยางทังหมด

S 2



t คอ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทงฉบับ
N คือ จํานวนตัวอยาง
2.1.2 KR–21 เปนสูตรในการหาคาความเชื่อมั่นที่เหมาะสําหรับแบบทดสอบที่มความยาก

ี่




งายของขอสอบแตละขอมคาใกลเคียงกัน สูตรทใชในการคานวณมีรูปแบบดังนี้

 
n  X (n −  ) X
r = n −1  − 1 2 
t


 ns t 

126




เมื่อ
r t คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ
n คือ จํานวนขอของแบบสอบถาม
X คือ คาเฉลี่ยของคะแนน
2

S คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทังฉบับ
t

N คือ จํานวนตัวอยาง





อยางไรกตามการเลือกใชสูตร Kuder - Richardson สูตรใด แบบสอบถามตองตอบถกได 1



คะแนน และตอบผิดได 0 คะแนน เทานั้น สูตร Kuder - Richardson นิยมใชกับแบบสอบถามท่แตละขอ

มีความยากงายปานกลาง และแบบทดสอบฉบับนั้นวัดความเปนเอกพนธหรือวัดในเรื่องเดียวกนหากความ










ยากงายของขอคาถามแตละขอเทากันการคํานวณโดย KR-20 หรือ KR-21 จะไดคาความชื่อมนเทากัน



และหากความยากงายแตละขอไมเทากนการคานวณโดยสูตร KR-20 จะไดคาสูงกวา KR-21 (Ebel &


Frisbie, 1986)
2.2 วิธีการหาสัมประสิทธิ์แอลฟา




สัมประสิทธิแอลฟา (α - Coefficient) หรือสัมประสิทธิความเชือมนของแบบทดสอบ








เปนคาความเชื่อม่นทคํานวณหาไดจากสูตรครอนบราช (Cronbach, 1951) การหาคาความเชือมนของ






แบบทดสอบโดยแบบทดสอบคาคะแนนท่ไดอาจจะเปนคาอะไรกไดทมีคามากกวา 1 สูตรทใชในการ





คํานวณมีดังนี้

n  ∑ s 2 
i


α =  − 1 
n −1  s 2 
t



เมื่อ
α คือ คาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
n คือ จํานวนขอของแบบทดสอบ
2
S คือ ความแปรปรวนของแบบทดสอบรายขอ
i
2
S คือ ความแปรปรวนของแบบทดสอบทังฉบบ


t


ึ่

ทั้งนี้สัมประสิทธิ์แอลฟา ใชกบเครื่องมือที่ใหคะแนนการตอบอยางไรก็ไดซงอาจเปนขอสอบแบบ
ตอบถูกให 1 คะแนน ตอบผิดให 0 คะแนน หรืออาจเปนแบบวัดมาตราสวนประมาณคาที่ใหคะแนนเปน
5, 4, 3, 2, 1









เกณฑการแปลผล คาความเชือม่นจะอยูระหวาง 0.00 – 1.00 ยิงใกล 1.00 ยิงมความเชือมนสูง

เกณฑการแปลผลความเชื่อมั่นมีดังนี้
0.00 – 0.20 ความเชื่อมั่นต่ํามาก/ไมมีเลย
ั่
0.21 – 0.40 ความเชื่อมนต่ํา

127



0.41 – 0.70 ความเชื่อมั่นปานกลาง

0.71 – 1.00 ความเชื่อมั่นสูง
อยางไรก็ตามหากความเชื่อม่นของแบบสอบถามฉบับใดมีคาตากวา +0.70 รวมถึงมีคาเปน



จํานวนลบแลวจะถือวาแบบสอบถามนั้นยังไมเหมาะสมในการนําไปใชในการวิจัย ผลการวิจัยจะขาดความ





นาเชื่อถือหาก ความเชือมนมสวนสําคัญอยางยิ่งตอเครื่องมอการวิจัยทสงผลตอคณภาพของเครืองมือการ











วิจัย เพราะความเชือมนของเครืองมือการวิจัยจะชวยใหผูวิจัยสามารถชั่ง ตวงและวัดไดตรงตาม
วัตถประสงคของการวิจัยเชนเดียวกบการวิจัยทางวิทยาศาสตรดังนั้น หากเครืองมือการวิจัยไมมความ





เชื่อมั่นจะทําใหการแปลผลและรายงานผลการวิจัยมีความคลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะเปนการวัดความ

เชื่อมั่นของเครื่องมือวิจัยนั้น (ประสพชัย พสุนนท, 2558)

ตวอยางเชน การวิเคราะหคาความเชื่อมนแบบสอบถามการวิจัย เรือง พฤติกรรมการเสริมสราง

ั่








สุขภาพจิตผูสูงอายุดวยภูมปญญาพนบานลานนาดานจิตบําบัด ผูวิจัยไดนําแบบสอบถามหลังจากปรับแก 


ตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญแลวไปทดลองใชกับผูสูงอายุเขตพ้นท่องคการบริหารสวนตําบลเหลายาว

อาเภอบานโฮง จังหวัดลําพน จํานวน 30 คน แลวนํามาวิเคราะหหาคาความเท่ยงของแบบสอบถาม ซง

ึ่


ื้
ผูวิจัยเลือกวัดความเที่ยงของแบบสอบถามความรูจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญาพนบานลานนา ดวยวิธี





คเดอร ริชารดสัน (Kuder-Richardson, KR - 21) ไดคาความเทยงเทากบ 0.83 สวนแบบสอบถาม

เจตคติและการปฏิบัติตนในการใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพนบานลานนาเพ่อการเสริมสราง











สุขภาพจิตผูสูงอายุใชวิธีการหา Alpha Coefficient โดยกําหนดคาความเชือมนท α ≥ 0.75 เปนคาท ี ่











ยอมรับได ทงนี้แบบสอบถาม เจตคตตอการใชจิตบาบัดตามแบบแผนภูมปญญาพนบานลานนาเพอการ
เสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ มีคาความเท่ยงเทากับ 0.88 และการใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญา

พื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ มีคาความเที่ยงเทากับ 0.76

การตรวจสอบเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ




การวิจัยเชิงคุณภาพเปนวิธีคนหาความจริงจากเหตุการณและสภาพแวดลอมทมอยูตามความเปน



จริง โดยพยายามวิเคราะหความสัมพนธของเหตการณกบสภาพแวดลอมเพอใหเกดความเขาใจอยางถอง






แท (Insight) จากภาพรวมของหลายมิต ความหมายนีจึงตรงกบความหมายของการวิจัยเชิงธรรมชาต ิ






(Naturalistic research) ซงปลอยใหสภาพทกอยางอยูในธรรมชาต ไมมีการจัดกระทาสิงท่เกยวของใด







เลย การวิจัยเชิงคณภาพจึงมความตองการขอมูลท่รอบดาน (Holistic) เพอเขาใจบริบทของสังคม ซงเปน









แนวคิดพื้นฐานของงานวิจัย ที่ตองการศึกษาชุมชนหรือสังคมอยางรอบดาน มีการเกบรายละเอยดเกยวกบ


ี่
สภาพสิ่งแวดลอม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความเชื่อ พิธีกรรมอยางละเอียด มีการ
วิเคราะหขอมูลวัฒนธรรมและสังคมเพื่อทําความเขาใจเกี่ยวกับปญหาสังคมและวัฒนธรรมทั้งหมด

วิธีการเก็บขอมูลจึงตองใชแหลงขอมูลขนาดเล็ก ไมเนนการสํารวจจากคนจํานวนมาก เทคนิคการ



วิจัยไมแยกข้นตอนของการเกบขอมูลกบการวิเคราะหขอมูลออกจากกัน การเก็บขอมูลใชวิธีการสังเกต



และการสัมภาษณ รวมถึงการเขาไปอยูในชุมชนจะชวยใหไดขอมูลหลายดานมากข้น การตรวจสอบ

เครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ เชน

ึ่



1. การตรวจสอบคุณภาพแบบสัมภาษณ ซงแบบสัมภาษณเปนเครื่องมอทใชในการเกบรวบรวม





ขอมลสําหรับใชในการวิจัยโดยการซกถามพดคยหรือปฏิสัมพนธกันระหวางผูสัมภาษณและผูใหสัมภาษณ 







แลวจึงบันทึกผลจากการสัมภาษณลงในแบบสัมภาษณ เพอนําไปใชเปนขอมลสําหรับการวิจัย แบบ





128






สัมภาษณอาจเปนเครื่องมือประเภทเดยวกันกับแบบสอบถามหรือมาตราสวนประมาณคาและเครื่องมือ


ประเภทอ่น ๆ ก็ได ดังนั้นแบบสัมภาษณท่ไดดําเนินการสรางตามหลักการและวิธีการท่ถูกตองยอมเปน




การยืนยันหรือรับประกนวาแบบสัมภาษณทสรางข้น มคณคาดานความเทยงตรงหรือความครอบคลุมใน









สิ่งท่ตองการวัดและครอบคลุมจุดมงหมายของการวิจัย แตคุณภาพของแบบสัมภาษณในดานความคงท ่ ี



แนนอนในการแปลผลจากการสัมภาษณหรือความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณมความจําเปนทจะตองทาการ









ตรวจสอบเสียกอนทจะนําแบบสัมภาษณไปใชในการเกบรวบรวมขอมลสําหรับใชในการวิจัย การ

ตรวจสอบคุณภาพแบบสัมภาษณทําไดดังนี้



1.1 การหาความเทยงตรงตามเนื้อหาตรวจสอบไดโดยผูเชี่ยวชาญทางเนือหาตรวจสอบให


เชนเดียวกับแบบสอบถาม
1.2 การหาความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสัมภาษณ สามารถคานวณหาหรือตรวจสอบได

หลายวิธี ดังตอไปนี้

1.2.1 ใชผูสัมภาษณคนเดียว ดาเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมหนึงจํานวนสอง







ครั้งในระยะเวลาทแตกตางกน นําผลจากการสัมภาษณทงสองครั้งมาหาความสัมพันธกันหรือความ
ั้





สอดคลองกันโดยใชคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพยรสัน ใชคาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลองกัน
ระหวางผลจากการสัมภาษณแตละครั้งเปนคาความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ 
1.2.2 ใชสัมภาษณสองคน ดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมหนึ่งโดยผู 

้ํ
สัมภาษณ ทั้งสองคนดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมเดียวกัน และดําเนินการสัมภาษณซากน


นําผลจากการสัมภาษณสองชุดนันมาหาความสัมพันธกนหรือความสอดคลองกันโดยใชคาสัมประสิทธิ ์



สหสัมพันธเพียรสัน ใชคาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลองกันระหวางผลจากการสัมภาษณแตละคน

เหลานั้นเปนคาความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ
1.2.3 ใชสัมภาษณหลายคน ดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมหนึ่งโดย


้ํ


สัมภาษณแตละคนดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมเดียวกนและดําเนินการสัมภาษณซากน นํา

ผลจากการสัมภาษณทุกชุดมาหาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลอง ใชคาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลองกน



ระหวางผลจากการสัมภาษณแตละชุด เปนคาความเชือมนของแบบสัมภาษณโดยใชสูตรสําหรับวัดความ






สอดคลองของเคนดอลล (Kendall) หรือหาความเชื่อมนจากวิเคราะหแปรปรวนแบบสองทาง (Two-

way Analysis of Variances, Two – way ANOVA) การหาสัมประสิทธิความสอดคลองของ
เคนดอลล (Kendall, 1945) มีสูตร ดังนี้

W = 12 ∑ D 2
m 2 N (N 2 − ) 1

เมื่อ W คือ สัมประสิทธิ์ความสอดคลองกัน
D คือ ผลตางระหวางผลรวมของอันดับที่ของคนแตละคนทไดจากการจัด
ี่


อันดับทกชุดกับคาเฉลี่ยของผลรวมของอันดับที่เหลานั้น
m คือ จํานวนชุดของอันดับท ี่
N คือ จํานวนกลุมตัวอยาง

129




2. การหาคุณภาพแบบสังเกตซึ่งเปนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมลสําหรับใชในการวิจัย


โดยผูสังเกตใชประสาทสัมผัสในดานตาง ๆ ในการรับรูพฤติกรรมหรือการแสดงออกของผูถูกสังเกต แลว


จึงบันทึกผลจากการสังเกตลงในแบบสังเกตเพ่อนําไปใชเปนขอมูลสําหรับการวิจัย แบบสังเกตท่ได 





ดําเนินการสรางตามข้นตอนและหลักการทถูกตองยอมชวยทําใหแบบสังเกตท่ใชในการวิจัยนั้นเปน




เครืองมือท่มีความเท่ยงตรงหรือครอบคลุมในสิ่งท่ตองการวัดและครอบคลุมจุดมงหมายของการวิจัย แต 

สําหรับคุณภาพในดานความคงที่แนนอนในการแปลผลจากการสังเกตหรือความเชื่อมั่นของแบบสังเกตนั้น






มความจําเปนท่จะตองดาเนินการตรวจสอบกอนทจะนําแบบสังเกตไปใชในการเกบรวบรวมขอมล การ


ตรวจสอบคุณภาพแบบสังเกตทําไดดังนี้
2.1 ความเท่ยงตรง การตรวจสอบการรวบรวมขอมูลดวยการสังเกตนั้นจะตองใหมีความ




เท่ยงตรงตามเนื้อหาเปนสําคัญ คือ ขอมูลท่รวบรวมไดจากการสังเกตกับวัตถประสงคของการวิจัยในชั้น




เรียนท่ตองการศกษาและสังเกตไดขอมูลอยางครบถวนดวยการสังเกตจะมีความความเท่ยงตรงมากนอย



เพียงใดขึ้นอยูกับการกําหนดขอมูลและลักษณะขอมูลของสิ่งที่ตองการสังเกตวากาหนดไวชัดเจน ครบถวน





เพยงใด ใชวิธีการสังเกตอยางไร และผูสังเกตมความสามารถ มสภาพพรอมในการสังเกตเพียงใด ฉะนัน


การตรวจสอบความเที่ยงตรงของการสังเกตจึงตองพิจารณาจาก

2.1.1 ความสอดคลอง ชัดเจนและครบถวนของขอมูลและลักษณะขอมลทกําหนดไวให




สังเกตกับวัตถุประสงคของการวิจัยในชั้นเรียนโดยอาศัยผูเชี่ยวชาญทางดานเนื้อหาเปนผูตรวจสอบให ถา



ผูเชียวชาญตางเห็นวาสอดคลองชัดเจนและครบถวนตามวัตถุประสงคของการวิจัยในชันเรียนกแสดงวาม ี




ความตรงดานเนื้อหา







2.1.2 วิธีทใชสังเกต จะตองพจารณาวาขอมลทีไปสังเกตนัน ควรใชวิธีการสังเกตอยางใด



จึงจะไดขอมูลตรงความเปนจริง ขอมูลบางอยางตองใชการสังเกตโดยมสวนรวมไมใหผูถกสังเกตรูตัวจึงจะ

ไดขอมูลตรงความเปนจริงแตขอมูลบางอยางสังเกตโดยผูถกสังเกตรูตัวก็ไดความจริง เปนตน


2.1.3 ผูสังเกตจะตองพิจารณาวา ผูสังเกตหรือพนักงานสังเกตมความรูความสามารถและ


ความพรอมที่จะสังเกตหรือไม เพราะผลการสังเกตขึ้นอยูกบความรูความสามารถและความชํานาญของผู 

สังเกตเปนสวนใหญการที่จะใหผลการสังเกตถกตองและครบถวน


2.2 ความเชื่อมนและการตรวจสอบ ความเชือมนของการสังเกตเปนความสอดคลองของการ

ั่

สังเกต ซงอาจสังเกตคนเดียวกันในเวลาตางกน หรือสังเกตพรอมกันหลายคนในเวลาเดียวกันก็ได การ




ตรวจสอบความเชื่อมั่นจากการสังเกตทําไดหลายวิธี เชน
2.2.1 วิธีใหผูสังเกตคนเดียวสังเกตตางเวลากัน วิธีนี้ใชผูสังเกตคนเดียวไปสังเกตสิง







เดยวกน 2 ครัง ครังแรกอาจเปนตอนเชาและครังหลังอาจเปนตอนบาย แลวนําผลทไดจากการสังเกตไป




หาคาสัมพนธสัมพันธระหวางขอมูลครั้งแรกกับครั้งหลัง โดยใชสูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน













หรือหารอยละของความคงทของขอมลทไดระหวางครังแรกกบครังหลัง ถาไดสัมประสิทธิสหสัมพนธหรือ

รอยละของความคงที่สูงก็แสดงวาการสังเกตนั้นมีความเชื่อมั่นสูง
2.2.2 ใชผูสังเกตหลายคนสังเกตพฤติกรรมเดียวกันในกลุมเดียวกัน วิธีนี้ใชผูสังเกตหลายคน
(ตั้งแต 2 คน ขึนไป) สังเกตพฤตกรรมหรือขอมลทตองการในกลุมตัวอยางคนเดียวกันแลวนําผลไปหา





ความสัมพันธสอดคลองกับสูตรของสกอตต (Scott, 1955) โดยมีสูตรดังนี้
φ = P − P e
0
1 − P e

130






เมอ φ คือ ดัชนีความสอดคลอง
P คือ ความแตกตางระหวาง 1.0 กับผลรวมของสัดสวนของคะแนนของ

0
ความแตกตางระหวางผูสังเกต
P คือ ผลบวกของกําลังสองของคาสัดสวนของคะแนนจากลักษณะที่สังเกตได
e
สูงสุดกับคาที่รองลงมาโดยจํานวน 2 คนหรือมากกวา
การวิจัยเชิงคุณภาพยังใชการสนทนากลุมหรือการสนทนาอภิปรายกลุมยอย (Focus Group

Discussion) เพ่อขอมูลจากการรวบรวมกลุมบุคคลเล็ก ๆ จํานวนคน 6 - 10 คนซ่งมาจากประชากร


เปาหมายทกําหนดไว นอกจากนี้ยังมีวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยเชิงคุณ เชน การระดมสมอง


(Brian Stoning) การทํา Delphi Technique การสัมภาษณกลุม (Group interview) การประชุมกลุม



(Group meeting) ทั้งนี้กระบวนการมักจัดใหมีการเปดกวางสําหรับการถกหรืออภิปรายตามประเด็นการ

วิจัย อยางไรก็ตามเก็บรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพโดยเฉพาะการสัมภาษณและการสนทนากลุมขอควรระวัง



คอ ในการถามคําถามของผูเชี่ยวชาญ (Moderator) ในแตละกลุมอายุของผูใหสัมภาษณควรมความ







เหมอนกันหรือคลายกันใหมากท่สุดเทาท่เปนไปได เพอลดอคติซ่งเกิดจากตัวผูสัมภาษณ และผูถูก




สัมภาษณ และสงผลตอการรวบรวมเนื้อหาของการสนทนาใหเปนไปในทางเดยวกน งายตอการวิเคราะห



และสรุปผล

บทสรุป

เครื่องมือท่ใชในการวิจัยหรือเครื่องมือวัดเปนสิ่งท่ผูวิจัยจําเปนตองใชในการเก็บรวบรวมขอมูล


ี่


เพื่อนํามาวิเคราะหหาคําตอบเพื่อทดสอบสมมุติฐานซึ่งการทจะเกบรวบรวมขอมลเพอใหไดขอมลทถกตอง

ื่

ี่



ทงนีเครืองมอรวบรวมขอมลสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุขมหลายประเภทหลายลักษณะซงจะแตกตาง









ตามความยุงยากซบซอนในการสราง รูปแบบการตอบ การนําไปใช และการวิเคราะหแปลผล การวิจัย




ทางดานสาธารณสุขศาสตรจะนิยมใชเครืองมือการวิจัยท้งแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบการสัมภาษณ 



และการสังเกต สวนวิธีการสรางเครื่องมือจะใชการสรางเครื่องมอแบบประมาณคาเปนหลักเมอสราง





เครื่องมอเสร็จสินแลวตองนําไปตรวจสอบคณภาพเครืองมือโดยการวิเคราะหหาคาความเทยงตรงและคา




ความเชื่อมั่นกอนนําไปเก็บรวบรวมขอมูล

131




บทที 7


การวิเคราะหขอมูล






การวิเคราะหขอมูลเปนการจัดกระทํากบขอมูลทเกบรวบรวมไดดวยวิธีการทางการวิจัยสูการหา




ขอสรุปเกี่ยวกับผลของขอมลและการพิจารณาหาวาขอมลทเกบรวบรวมมาไดมความสัมพันธกบขอมูลอน















หรือไมอยางไร ตลอดจนการพยากรณปรากกฎการณในอนาคตจากขอมูลทเกบรวบรวมได กระบวนการ







วิเคราะหขอมูลจะดาเนินการในรายละเอียดอยางไร และเพยงไรนั้นข้นอยูกบลักษณะของขอมลและ
ประเดนปญหาการวิจัยทตองการศึกษา เมอขอมลไดรับการวิเคราะหแลวข้นสุดทายของการวิเคราะห









ขอมลเปนการดําเนินการทางสถตเพือการตีความหมายขอมูลเหลานั้น ทังการแจกแจงความถ การ








วิเคราะหขอมูลดวยสถติเชิงพรรณนาและสถติเชิงอนุมานเพ่อพิจารณาปจจัยท่มความสัมพันธและลง






ขอสรุปที่ไดจากการวิเคราะหตัวเลขอันจะนําไปสูการสนับสนุนหรือปฏิเสธสมมุติฐานที่ตั้งไวในการวิจัย


ประเภทขอมล
ึ้
ขอมูล (Data) คือ ขอเท็จจริงที่เกิดขน ขอมลอาจจะอยูในรูปของขอความหรือตัวเลข ซงขอความ




ึ่


หรือตัวเลขเหลานี้อาจเปนเรื่องที่เกี่ยวของกับ คน พช สัตว และสิงของ เชน ปริมาณกระชายดาทประเทศ













ไทยผลิตไดในในป 2559 เปนขอมลทเปนตวเลขหรือความคดเห็นของประชาชนเกยวกับการดแลสุขภาพ
ผูสูงอายุเปนขอมูลที่เปนขอความ เปนตน



สวนตัวแปร (Variable) คือ ขอมูลที่ไดจากสังเกต วัด การสอบถามจากหนวยทศกษา โดยทหนวย



ท่ศึกษาอาจเปนคน สัตว พืช และสิงของ เม่อหนวยศึกษาแตกตางกันขอมลท่ไดจึงแตกตางกัน จึงเรียก






ขอมูลที่แตกตางกันนั้นวา ตัวแปร เชน ระดบความเครียดของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม ในทนี่หนวยท ี่
ี่





ศึกษา คือ ประชาชนในจังหวัดเชียงใหมซงแตละคนจะมระดบความเครียดแตกตางกนแตกตางกนออกไป













ดังนั้นตัวแปร คอ ระดบความเครียดของประชาชนในจังหวัดเชียงใหมซ่งมีคาทแตกตางกน ดังนั้นคาของ
ตัวแปร คือ ขอมูลนั่นเอง
การแบงประเภทของขอมลมีวิธีการแบงไดหลายวิธี ตามเกณฑในการจําแนก เชน


1. จําแนกตามลักษณะการเก็บขอมูล แบงไดเปน 2 ประเภท คือ

1.1 ขอมูลท่ไดจากการนับ (Counting data) เชน จํานวนนักศึกษาทมภาวะน้ําหนักเกิน




จํานวนปลาในบอน้ําเสีย ซงขอมูลที่ไดจะเปนเลขจํานวนเต็มบางครั้งเรียกวาเปนขอมูลที่ไมตอเนื่อง
ึ่





1.2 ขอมลท่ไดจาการวัด (Measurement data) เชน น้ําหนักของผูสูงอายุแตละคน


ระยะเวลาในการเดินทางจากบานพักมายังโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตาบล ปริมาณฝุนละอองขนาดเล็ก






กวา 10 ไมครอนท่วัดได ขอมูลท่ไดจะมีลักษณะเปนเศษสวนหรือจุดทศนิยมบางครัง เรียกวาขอมล
แบบตอเนื่อง


1.3 ขอมลทไดจากการสังเกต (Observation data) เปนขอมลท่ไดจากการตดตามหรือเฝา








สังเกตพฤติกรรมหรือปรากฏการณดานตาง ๆ เปนตน










1.4 ขอมลทไดจากการสัมภาษณ (Interview data) เปนขอมลทไดจากการถามตอบโดยตรง
ระหวางผูสัมภาษณและผูถูกสัมภาษณ 


132




2. จําแนกตามลักษณะขอมูล แบงไดเปน 2 ประเภท คือ




2.1 ขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) เปนขอมลท่แสดงความแตกตางในเรื่องปริมาณ

หรือขนาด ในลักษณะของตัวเลขโดยตรง เชน อายุ สวนสูง น้ําหนัก ซึ่งแบงไดเปน 2 ประเภท คือ








2.1.1 ขอมลแบบไมตอเนือง (Discrete data) หมายถง ขอมลทมีคาเปนเลขจํานวนเต็มท ่ ี



มีความหมาย เชน จํานวนสิ่งของ จํานวนคน เปนตน












2.1.2 ขอมลแบบตอเนือง (Continuous data) หมายถึง ขอมลทอยูในรูปตวเลขทมคาได 

ทุกคาในชวงที่กําหนด และมีความหมายดวย เชน รายได น้ําหนัก เปนตน


2.2 ขอมลเชิงคณภาพ (Qualitative data) เปนขอมลทแสดงลักษณะทแตกตางกน เชน








เพศชาย เพศหญิง จะเปนขอมูลที่ไมไดอยูในรูปของตัวเลขโดยตรง
3. จําแนกตามการจัดการขอมูล แบงไดเปน 2 ประเภท คือ








3.1 ขอมลดบ (Raw data) เปนขอมลทไดจากการเก็บ แตยังไมไดจัดรวบรวมเปนหมเปน




กลุมหรือจัดเปนพวก







3.2 ขอมูลที่จัดเปนกลุม (Group data) เปนขอมลท่เกดจากการนําขอมลดบมารวบรวมเปน
กลุมเปนหมวดหม ู
4. จําแนกตามแหลงที่มาของขอมูล แบงไดเปน 2 ชนิด คือ










4.1 ขอมลปฐมภูม (Primary data) เปนขอมลท่ไดมาจากการทผูใชเปนผูเกบขอมลโดยตรง











ซงอาจจะเกบดวยการสัมภาษณหรือสังเกตการณเปนขอมลทมีความนาเชือถอมากทสุด เนืองจากยังไมม ี




ึ่


การเปลี่ยนรูป











4.2 ขอมลทุติภูม (Secondary data) เปนขอมลท่ไดมาจากแหลงขอมลทมผูเกบรวบรวมไว






แลว เปนขอมลในอดีตและมักจะเปนขอมูลทไดผานการวิเคราะหเบื้องตนมาแลว ผูใชนํามาใชไดเลย จึง

ประหยัดท้งเวลาและคาใชจาย บางครังขอมลทุตยภูมจะไมตรงกับความตองการหรือมรายละเอียดไม 









เพยงพอ นอกจากนันผูใชจะไมทราบถึงขอผิดพลาดของขอมล ซงอาจจะทาใหผูทนํามาใชสรุปผลการวิจัย










ผิดพลาดไปดวย เชน สถิติการเกิดโรคไขเลือดออกในนักศึกษาในป 2550 - 2559 เปนตน
5. แบงตามมาตรของการวัด จะแบงได 4 ชนิด

5.1 มาตรวัดนามบัญญต (Nominal scale) เปนการวัดคาท่งายทสุดหรือสะดวกตอการใช









มากท่สุด เพราะเปนการแบงกลุมของขอมลเพ่อสะดวกตอการวิเคราะห โดยการแบงกลุมจะถือวาแตละ



กลุมจะมความเสมอภาคกนหรือเทาเทยมกัน คาทกาหนดใหแตละกลุมจะไมมความหมายและไมสามารถ










มาคานวณได เชน เพศ มี 2 คา คือ ชายและหญิง การจําแนกเพศอาจจะกาหนดคาได 2 คา คอ ถา 0







หมายถึงเพศชาย ถา 1 หมายถึงเพศหญิง เปนตน



5.2 มาตรวัดอนดบ (Ordinal scale) เปนขอมลทสามารถแบงเปนกลุมได แลวยังสามารถ







บอกอนดับท่ของความแตกตางได แตไมสามารถบอกระยะหางของอันดับท่แนนนอนไดหรือไมสามารถ






เปรียบเทยบไดวาอันดบทจัดนั้นมีความแตกตางกันของระยะหางเทาใด เชน อนดับท่ของการสอบของ




นักเรียนเพอเขาศึกษาในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร อันดับท่ของผูเขาประกวดอาสาสมครสาธารณสุข


ประจําหมูบานระดับอําเภอ เปนตน







5.3 มาตรวัดแบบชวง (Interval scale) เปนการวัดทแบงสิงทศกษาออกเปนระดบหรือเปน






ชวง ๆ โดยแตละชวงมขนาดหรือระยะหางเทากนทําใหสามารถบอกระยะหางของชวงได อีกทงบอกไดวา

ึ่
มากหรือนอยกวากันเทาไร จึงทําใหมีความแตกตางกันในเชิงปริมาณ เชน อุณหภูม คะแนนสอบ ซงตัวเลข


133
















เหลานี บวก ลบ ได แต คณ หาร ไมได แต 0 ของขอมลชนิดนีเปน 0 สมมตไมใช 0 แท เชน อณหภูมิ 0





องศาเซลเซยสไมไดหมายความวา ณ จุดนันไมมความรอนอยูเลยหรือการทนักศกษาไดคะแนน 0 กไมได 








หมายความวานักศึกษาไมมีความรูเลยแตเปนเพียงตัวเลขที่บอกวานักศึกษาทําขอสอบนั้นไมได
5.4 มาตรวัดอัตราสวน (Ratio scale) เปนการวัดที่ละเอียดและสมบูรณที่สุดทสามารถบอก



ความแตกตางในเชิงปริมาณ โดยแบงสิ่งท่ศึกษาออกเปนชวง ๆ เหมือนมาตรวัดอันตรภาคทีแตละชวงม ี


ระยะหางเทากันและ 0 ของขอมูลชนิดนี้เปน 0 แท ซ่งหมายถึงไมมีอะไรเลยหรือมีจุดท่เริ่มตนท่แทจริง



และสามารถนําตัวเลขนี้มา บวก ลบ คูณ หารได เชน น้ําหนัก สวนสูง ระยะทาง รายได เปนตน
6. แบงตามเวลาของการเก็บรวบรวมขอมูล จะแบงได 2 ชนิด








6.1 ขอมลอนุกรมเวลา (Time-series data) เปนขอมลท่ถกเกบรวบรวมตามลําดบเวลาท ่ ี



เกดขนตอเนื่องไปเรือย ๆ เชน จํานวนประชากรของประเทศไทยในแตแตละป จํานวนผูปวยทเขารับการ







รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตาง ๆ ในแตละป เปนตน ขอมูลอนุกรมเวลาเปนประโยชนในการวิจัย



ระยะเวลายาวทําใหผูวิจัยมองเห็นแนวโนมของเรื่องตาง ๆ นั้นได
6.2 ขอมลภาคตดขวาง (Cross-sectional data) เปนขอมลท่เกบรวบรวม ณ เวลาใดเวลา









หนึ่งเทานั้น เพ่อประโยชนในการศึกษาวิจัยอยางไรก็ตามในการจัดประเภทของขอมูลนีจะข้นอยูกับ

วัตถุประสงคในการนําไปวิเคราะหและใชประโยชนดวย











อยางไรก็ตามลักษณะของขอมลท่ดตองมความถกตอง แมนยํา สามารถใหขอเทจจริงทปราศจาก






ความลําเอียงหรืออคติ มีความเปนปจจุบัน สามารถใหขอเท็จจริงที่ครบถวนทกดานตามประเดนทตองการ



และมความสอดคลองกับความตองการของผูใชและอยูในขอบเขตของความตองการที่จะศกษา


การวิเคราะหขอมูลโดยการใชสถิติเชิงบรรยาย


การวิเคราะหขอมูลเปนการนําขอมลท่รวบรวมไดมาวิเคราะห โดยในการวิเคราะหผูวิเคราะห

จะตองทราบวาขอมูลที่รวบรวมมานั้นเปนขอมูลอยูในระดับใด จะใชสถิติตัวใดมาทําการวิเคราะห เพอให
ื่









เปนไปตามขนตกลงเบืองตน (Assumption) ของสถตแตละตวและเปนไปตามวัตถุประสงคของการวัด

หรือการวิเคราะห การใชสถิตเชิงบรรยายหรือสถตเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) เปนสถตท ี ่






บรรยายคุณลักษณะของสิ่งท่ตองการศึกษา จากกลุมใดกลุมหนึ่งโดยเฉพาะ ซงอาจจะเปนกลุมเล็กหรือ




กลุมใหญก็ได ผลที่ไดจากการศึกษาไมสามารถนําไปอางองถงกลุมประชากร (Population) ได สถตท่นิยม



ใชในการวิเคราะหขอมูลทางสาธารณสุขศาสตร เชน






1. การแจกแจงความถ การแจกแจงความถ่เปนการนําขอมูลท่เปนคาของตวแปรท่เราสนใจมา

จัดเรียงตามลําดบความมากนอย และแบงเปนชวงเทากน จํานวนขอมูลในแตละชวงคะแนน เรียกวา



ความถ่ ในกรณีทความแตกตางระหวางคะแนนสูงสุดกับคะแนนตําสุดไมมาก ไมจําเปนตองแบงชวง













คะแนนเปนกลุม ในแตละชวงมี 1 คะแนนกได การแจกแจงความถมีจุดมงหมายเพ่อใหทราบภาพรวมของ




การแจกแจงขอมูลทงหมดอยางเปนระบบ การจัดระบบและนําเสนอขอมูลในเบ้องตน สามารถนําเสนอ







ขอมลในรูปของตารางและแผนภูม ซงสวนใหญจะนําเสนอในรูปของคารอยละ (Percentage) ซงคารอย





ละ หมายถง การหาสัดสวนของขอมลในแตละตัวเทียบกบขอมลรวมทงหมด มาตรการวัดทเหมาะกบการ






แจงแจงความถี่ คือ มาตรานามบัญญัติ ตัวอยางการนําเสนอขอมูลจากการแจกแจงความถี่ ดังตารางที่ 7.1

134








ตารางท 7.1 ตัวอยางการนําเสนอขอมูลจากการแจกแจงความถและรอยละ
ขอมูลทวไป จํานวน รอยละ



สถานภาพสมรส โสด 4.00 1.70
สมรส 161.00 68.20
หมาย/หยาราง/แยกกันอยู 71.00 30.10
ระดับการศึกษา ไมไดเรียนหนังสือ 37.00 15.70

ประถมศึกษา 193.00 81.80
มัธยมศึกษาหรือเทียบเทา 5.00 2.10
อนุปริญญาหรือเทียบเทา 1.00 0.40
การศึกษาทางธรรม ไมไดเรียน 333.00 98.70
(ผูสูงอายุเพศชาย) นักธรรมตรี 2.00 0.80

นักธรรมโท 1.00 0.40

2. คาเฉลี่ยเลขคณิต คาเฉลี่ยเลขคณิตจัดวาเปนคาทมีความสําคัญมากในวิชาสถติ เพราะ







คาเฉลี่ยเลขคณิตเปนคากลางหรือเปนตัวแทนของขอมูลทดีท่สุด เพราะเปนคาท่ไมเอนเอียง เปนคาทม ี




ความคงเสนคงวา เปนคาท่มีความแปรปรวนตําท่สุด และเปนคาท่มีประสิทธิภาพสูงสุด แตคาเฉลี่ยเลข





คณิตก็มีขอจํากัดในการใช เชน ถาขอมูลมีการกระจายมากหรือขอมลบางตัวมีคามากหรือนอยจนผิดปกต ิ

หรือขอมูลมีการเพ่มข้นเปนเทาตว คาเฉลียเลขคณิตจะไมสามารถเปนคากลางหรือเปนตัวแทนท่ดของ









ขอมูลได


ขอดีของคาเฉลี่ยเลขคณิต คอ สามารถนําไปบวก ลบ คูณ หาร และวิเคราะหทางสถิติไดโดย



อาศัยสมมุติฐานทางคณิตศาสตร ถึงแมจะใชคาเฉลี่ยในการบรรยายคณสมบัตของตวอยางหรือประชากรก ็







ไมมขอเสียมาก ยกเวนวาถาการกระจายของ ตวแปรทสนใจ ไมเปนโคงปกต คือ มการเบสูงคาเฉลียจะไม 




เปนตวแทนท่ดีในทํานองเดียวกัน ถามีขอมูลบางตัวแปลกจากขอมูลสวนใหญไปมาก จะมีผลกระทบตอ


คาเฉลี่ยเชนกัน (คณะวิทยาการจัดการ, ม.ป.พ.)


3. คาสวนเบยงเบนมาตรฐาน เปนคาท่วัดการกระจายของขอมูลท่ทาใหทราบวาคะแนนแตละ





จํานวนนั้นมีคาแตกตางจากคาเฉลี่ยมากนอยเพยงใด คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานจะนอยถาขอมูลมีคา










ใกลเคียงกับคาเฉลี่ย และจะมคามากถาขอมูลมคาแตกตางไปจากคาเฉลียมาก ดังนั้นคาสวนเบ่ยงเบน
มาตรฐาน คือ รากทสองของคาความแปรปรวน นอกจากนี้คาของสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานจะเปนคาท ี ่



สามารถบอกลักษณะของขอมูลตอผูวิจัยได คือ






3.1 คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) = 0 หมายความวา ขอมูลชุดนันไมมการกระจาย ถาเปนความ








คิดเห็นของผูเชี่ยวชาญตอสิงใดสิ่งหนึงแสดงวาความคดเห็นของผูเชียวชาญทุกคนมีความคิดเห็นตอสิงนั้น
เหมือนกัน
3.2 คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 1 หมายความวา การแจกแจงของขอมูลมลักษณะเปนโคงปกต ิ









(Symmetry) การนําคาเฉลี่ย (Mean) เสนอขอมูลในงานวิจัยทคาความเบียงเบนมาตรฐานเทากบ 1 นัน


ถือวาเปนการนําเสนอตัวแทนที่ดีที่สุด




3.3 คาเบียงเบนมาตรฐานมคามากกวาคาเฉลีย (S > Mean) ผูวิจัยไมควรเสนอขอมูลดวย






คาเฉลี่ยใหพิจารณาเสนอดวยมัธยฐานหรือฐานนิยมทนตามความเหมาะสม

135








3.4 เม่อคาเบียงเบนมาตรฐาน ใกล 0 แสดงวาขอมูลมีการกระจายนอย ถาเปนความคดเห็น

ของผูเชี่ยวชาญตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสดงวาความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นใกลเคียงกัน






3.5 เม่อคาเบียงเบนมาตรฐาน ใกล 1 แสดงวาการกระจายของขอมลชุดนันใกลเคยงกบโคง 


ปกต ิ

ดังนั้นคาเบียงเบนมาตรฐาน (SD) มากจะดีกวานอย หมายความวา ขอมลทีนักวิจัยเก็บมามการ






กระจายตัวดี ไมกระจุกรวมอยูกับคาใดคาหนึง การนําเสนอขอมูลจากกการวิเคราะหคาสวนเบี่ยงเบน





ี่
มาตรฐานมักจะนิยมนําเสนอคูกับคาเฉลี่ยเลขคณิต ดังตารางท 7.2

ตารางท 7.2 การใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพื้นบานลานนากลุมขจัดปดเปา



จิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญา จํานวน (N = 236) ระดับการใช 
พื้นบานลานนา X S.D.
กลุมขจัดปดเปา
การสงเคราะห 2.50 0.60 ใชเปนประจํา
การบูชาเทียน 2.52 0.56 ใชเปนประจํา
การเลี้ยงผีเมื่อตนเองหรือญาติเจ็บปวย 2.41 0.69 ใชเปนประจํา
การรด อาบน้ํามนต 1.97 0.71 ใชบางครั้ง
การตัดกรรม 1.78 0.56 ใชบางครั้ง
การถอนพยาธิ ถอนขึด 1.61 0.51 ใชบางครั้ง
2.13 0.60 ใชบางครั้ง
โดยรวมเฉลี่ย





การวิเคราะหขอมลดวยสถติเชิงพรรณนาจะสนใจเฉพาะขอมูลทเก็บรวบรวมไดเทานั้นและ






พยายามอธิบายขอมลชุดนี้วามลักษณะอยางไรดวยวิธีททาใหสามารถสรุปลักษณะไดอยางเหมาะสมและ





สื่อความหมายท่ถูกตองเก่ยวกบขอมลชุดนันเทานั้น ภายใตหลักการเชนนีจึงอาศยเพียงทฤษฎีทางสถต ิ




ที่มาอธิบายคุณลักษณะของวิธีการที่ใชในการอธิบายขอมูล

การวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติเชิงอนุมานสถิติอางอิง

การใชสถิตเชิงอนุมานสถิติอางอิงหรือสถติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) เปนสถิติท่ใช



อธิบายคณลักษณะของสิ่งทตองการศกษาในกลุมใดกลุมหนึง แลวสามารถอางองไปยังกลุมอ่น ๆ ได โดย










กลุมทนํามาศกษาจะตองเปนตัวแทนทดีของประชากร ตวแทนทดีของประชากรไดมาโดยวิธีการสุม




ี่
ี่


ตวอยาง และตวแทนท่ดีของประชากรจะเรียกวา “กลุมตวอยาง” สถิตอางองสามารถแบงออกไดเปน 2








ประเภทยอย (ศักดิ์สิทธิ์ วัชรารัตน, 2552) คือ


1. สถตมพารามเตอร (Parametric statistics) เปนวิธีการทางสถตทจะตองเปนไปตามขอตกลง








ึ้
เบื้องตน 3 ประการ ดังนี้ ตัวแปรที่ตองการวัดจะตองอยูในมาตราการวัดระดับชวงขนไป (Interval scale)

ขอมูลที่เก็บรวบรวมไดจากกลุมตัวอยางจะตองมการแจกแจงเปนโคงปกติ และกลุมประชากรแตละกลุมท ี่

นํามาศึกษาจะตองมีความแปรปรวนเทากัน สถิติมีพารามิเตอร เชน



ี่
1.1 การทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลี่ยทกลุมตัวอยางสัมพนธกน (t-test dependent



samples) กระบวนการทางสถิตนี้เปนการแจกแจกแบบ Student’s สําหรับเปรียบเทียบคาเฉลีย 2 คา

136








นอกจากนันยังแสดงคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความคลาดเคลือนมาตรฐานในแตละตวแปร
ดวย การทดสอบนี้เปนเทคนิคการทดสอบสมมติฐานชนิดหนึ่งที่นักวิจัยนิยมใชการทดสอบ โดยวิธีการนี้ใช


ในกรณีขอมูลมีจํานวนนอย (n<30) ซึ่งสถิติกลุมนี้สามารถแบงการวิเคราะหไดเปน 2 กรณ คอ












กรณท 1 กลุมตวอยางทง 2 ไมสัมพนธกน (อสระตอกัน) เรียกวา Independent t-test เปน

การวิเคราะหหาความแตกตางของคาเฉลี่ยของกลุมตัวอยางกลุมหนึ่งวาแตกตางจากอกกลุมหนึ่งหรือไม




เชน ตองการทดสอบผลสัมฤทธิ์การอบรมโปรแกรมการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุของกลุมทไดรับการ


อบรมแบบปกติกับกลุมที่ไดรับการอบรมแบบพิเศษวาจะมีคะแนนความรูเฉลี่ยแตกตางจากกันหรือไม 











กรณท 2 กลุมตัวอยางทง 2 สัมพนธกัน เรียกวา Pair t-test ถากลุมตวอยางท้ง 2 สัมพนธกัน










ในการเปรียบเทยบคาเฉลี่ยสองคาวาแตกตางกนหรือไม โดยคาเฉลียทงสองคานี้วัดมาจากกลุมตวอยาง 2






กลุมทสัมพันธกน โดยอาจจะวัดมาจากกลุมตัวอยางกลุมเดยวกน 2 ครัง หรือวัดมากจากกลุมตัวอยาง 2




กลุมทไดมาจากการจับคคุณลักษณะท่เทาเทียมกัน ตัวอยางการนําเสนอตารางและการอานผลการ



ี่
วิเคราะห Pair t-test ดังนําเสนอในตารางที่ 7.3

ตารางท 7.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์บทเรียนวิทยาศาสตรทองถิ่น


ระยะเวลา คาเฉลี่ยเลขคณิต คาสวนเบี่ยงเบน คา t -test P-value*
มาตรฐาน
กลุมผูสูงอายุ - 3.644 0.004
กอนการใชบทเรียน 6.33 1.07
หลังการใชบทเรียน 7.91 1.08
*Paired – Samples T Test ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05





จากตารางท 7.3 แสดงใหเห็นวา ผลการเปรียบเทยบผลสัมฤทธิบทเรียนวิทยาศาสตรทองถน







เรื่อง ภูมปญญาพนบานลานนากับการเสริมสรางสุขภาพผูสูงอายุดวยอาหารพนบานกลุมผูสูงอายุ พบวา






คาคะแนนทดสอบความรูเฉลี่ยกอนและหลังทดลองใชเทากับ 6.33 และ 7.91 ตามลําดบ คาสวนเบียงเบน


มาตรฐาน เทากบ 1.07 และ 1.08 ตามลําดบ เมอวิเคราะหความแตกตางของคาคะแนนทดสอบความรู 










เฉลียกอนและหลังทดลองใชบทเรียน พบวา คาคะแนนทดสอบความรูเฉลียหลังทดลองใชมคาสูงกวากอน



ทดลองใชอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 (P-value = 0.004)
1.2 การวิเคราะหความแปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) การวิเคราะหความ

แปรปรวนใชสําหรับทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลี่ยของกลุมตวอยางตงแต 3 กลุมข้นไป ในการ







เปรียบเทียบคาเฉลี่ยระหวางกลุมหลาย ๆ กลุม จะมีความแปรปรวนที่ตองคํานวณอยู 2 ตัว คือ
ความแปรปรวนระหวางกลุม (Between-groups variance) แสดงขนาดของความแตกตาง

ระหวางคาเฉลี่ยของกลุมตาง ๆ ถาระหวางกลุมมีคาเฉลี่ยแตกตางกันมาก คาความแปรปรวนระหวางกลุม
จะมีคามากดวย

ความแปรปรวนภายในกลุม (Within-groups variance) แสดงการกระจายของคะแนนแตละ
ตัวภายในแตละกลุมวามีการกระจายมากหรือนอย คาที่คํานวณไดเรียกวาความคลาดเคลื่อน
ดังนั้นความสัมพันธของสาเหตุความแปรปรวนทั้งหมดอธิบายไดดังสมการ


ความแปรปรวนรวม = ความแปรปรวนระหวางกลุม + ความแปรปรวนภายในกลุม

137








ั้
ทงนี้สูตรทใชในการทดสอบคอ F-ratio โดยเอาความแปรปรวนระหวางกลุมเปนตวตงหารดวย






ความแปรปรวนภายในกลุมแลวเปรียบเทยบคา F ทคํานวณไดกบคา F ในตารางคาวิกฤต F (Critical












values of F) เพอสรุปผลการวิเคราะหขอมล โดยถาคาของตวสถต F มีคามาก หมายความวาความ




แปรปรวนระหวางกลุมมีคามากกวาความแปรปรวนภายในกลุม จึงนําไปสูขอสรุปวาประชากรแตละกลุมม ี






ความแตกตางกน แตถาคาของตวสถิตทดสอบ F มคานอย นันคอความแปรปรวนระหวางกลุมกบความ






แปรปรวนภายในกลุมมีคา ใกลเคยงกนจึงไมอาจกลาวไดวาความแปรปรวนทงหมดเปนความแตกตาง






ระหวางกลุม
ขอกําหนด
1.2.1 ขอมูลไดมาอยางสุมและอิสระตอกน

1.2.2 ความแปรปรวนในแตละกลุมเทากัน (Homogeneity of variance)
1.2.3 ตัวแปรตามมีระดับการวัดเปน Interval Scale หรือ Ratio Scale และมการ


แจกแจงแบบปกตในแตละกลุม


1.2.4 สําหรับการวิจัยเชิงทดลองนั้น Subject ควรมีลักษณะดังนี้


1) กอนการไดรับ treatment หรือกอนการทดลอง การตอบสนองของ subject

มีความสม่ําเสมอกัน (Homogeneous of baseline)

2) ลักษณะท่วไป (Characteristics) ของ Subjects ในแตละกลุมตองมลักษณะ



คลายคลึงกัน (Similarity)





ดังนั้นกอนทาการวิเคราะหขอมลโดยใช ANOVA ผูวิเคราะหจําเปนตองทําการทดสอบความเปน



การกระจายแบบปกตของขอมล (Normality test) วาขอมลทุกประชากรมการกระจายแบบปกต และ





ทดสอบความความแตกตางของคาความผันแปร (Homogeneities of Variance Test) เพ่อใหแนใจวาไม 



มีความแตกตางกนทกประชากร (วิชุดา ไชศิวามงคล, 2559) ทงนี้การวิเคราะหความแปรปรวนมกจะ
ั้


วิเคราะห 2 วิธีดังนี้
วิธีการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดียว (One-way anova) เปนการ
เปรียบเทียบคาเฉลี่ยระหวางประชากรหลาย ๆ กลุม โดยเปนการจําแนกขอมูลแตละกลุมดวยคุณลักษณะ







ท่สนใจเพียงคณลักษณะเดียวทเปนเง่อนไขใหขอมูลแตกตางกัน เรียกวา กรรมวิธีหรือทรีทเมนต 





(Treatment) เชน การเปรียบเทยบปริมาณสาระสําคัญในสมุนไพรพ้นบานแตละชนิด กรรมวิธี คอ
สมุนไพรพื้นบาน
วิธีการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกสองทาง (Two–way anova) แตกตางจากการ

วิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดียว คอ ในการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดยว



หนวยตัวอยางภายในกลุมเดียวกันจะตองมีความแตกตางกันนอยมาก เพ่อท่จะม่นใจไดวาเม่อเกิดความ






แปรปรวนในการทดลองจะนําไปสูขอสรุปไดชัดเจนวาเปนความแปรปรวนระหวางกลุม แตในทางปฏิบัติ











อาจพบวาการใชหนวยตวอยางทเหมอนกนหรือมความคลายคลึงกนจะเปนไปไดยากมาก ดังนันจึงอาจจะ
แบงหนวยทดลองออกเปนกลุม ๆ เรียกวา บล็อก (Block) โดยใหภายในแตละบล็อค ประกอบไปดวย






หนวยตัวอยางทมีความคลายคลึงกน สวนในตางบล็อคก็จะเปนหนวยตัวอยางท่แตกตางกัน และจํานวน


หนวยทดลองภายในแตละบล็อคจะไดรับกรรมวิธีตาง ๆ ครบชุด ดังเชน




การวางแผน การทดลองการทดสอบสารสกดจากขมนชันรวมกับเชือ Bacillus thuringiensis
และ Nuclear Polyhedrosis Virus ในการปองกันแมลงศัตรูหอมแดงในแปลงปลูกของเกษตรกร วาง

138





้ํ
แผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ม 6 กรรมวิธี 3 ซา
(Replications) ตามอัตราสวน ดังนี้
ควบคุม สารสกัดขมิ้นชัน (1 : 10)
กรรมวิธีที่ 1 อัตราสวน 1 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 2 อัตราสวน 2 : 4 : 1

กรรมวิธีที่ 3 อัตราสวน 3 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 4 อัตราสวน 4 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 5 อัตราสวน 5 : 4 : 1


สถิติทใชทดสอบ คอ Cochran's test ใชในกรณีขอมลแตละชุดมขนาด (nj) เทากน Bartlett's











test ใชในกรณขอมลแตละชุดมจํานวนไมเทากัน และ F-test = Max variance / min variance เปนวิธี


ท่งายท่สุดในการทดสอบ แตในการวิเคราะหดวย SPSS/W นั้น จะทําการทดสอบดวยสถิติ Levene's
test


ตวอยางการนําเสนอตารางและการอานผลการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกสองทาง
ดังนําเสนอในตารางที่ 7.4


ตารางที 7.4 ปริมาณธาตุอาหารพืชในวัสดุปลูก
สิ่งทดลอง ไนโตรเจนทังหมด ฟอสฟอรัสทงหมด โปรแตสเซียม แคลเซียม
ั้

(รอยละ) (มก./กก.) ทังหมด ทังหมด


(มก./กก.) (มก./กก.)
b
a
b
b
สิงทดลองที 1 0.112±0.001 1.574±0.005 3.186±0.001 215.3±0.45


e
b
a
c
สิ่งทดลองที่ 2 0.275±0.004 1.441±0.001 3.144±0.004 163.3±0.75
b
c
d
b
สิ่งทดลองที่ 3 0.116±0.002 1.412±0.002 3.169±0.027 182.6±0.40
f
f
a
b
สิ่งทดลองที่ 4 0.162±0.007 1.275±0.002 3.956±0.001 147.6±0.26
e
d
d
b
สิ่งทดลองที่ 5 0.112±0.002 1.324±0.004 2.217±0.001 169.4±0.36
b
e
a
b
สิ่งทดลองที่ 6 0.117±0.002 1.771±0.002 3.140±0.011 163.8±0.45
a
g
c
b
สิ่งทดลองที่ 7 0.263±0.043 1.201±0.009 2.574±0.902 192.6±0.46
F - test ** ** ** **
C.V. (%) 6.39 12.87 16.98 29.23
** = significant at p < 0.01 Means within each column followed by the same letters are not
significantly different at p ≥ 0.5 by DMRT




ผลการวิเคราะหปริมาณธาตุอาหารพช พบวา ปริมาณไนโตรเจนทงหมด (Total N) มความ


แตกตางกนอยางมีนัยสําคญทางสถต โดยมคาเฉลียอยูระหวาง รอยละ 0.112±0.001 – 0.275±0.0189







โดยสิ่งทดลองที่ 2 มปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดสูงสุดเทากบ รอยละ 0.275±0.0189 รองลงมาสิ่งทดลองท ี ่










7 มปริมาณไนโตรเจนทงหมดเทากับ รอยละ 0.263±0.0429 และสิงทดลองท 1 และสิงทดลองท 5 ม ี



ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดนอยที่สุดเทากับ รอยละ 0.112±0.001 และ 0.112±0.002 ตามลําดับ

139






ปริมาณฟอสฟอรัสทังหมด (Total P) มีความแตกตางกันอยางมนัยสําคญทางสถติ โดยมคาเฉลี่ย




อยูระหวาง 1.201±0.009 – 1.771±0.002 มลลิกรัมตอกิโลกรัม โดยสิงทดลองท 6 มปริมาณฟอสฟอรัส















ทงหมดสูงสุดเทากบ 1.771±0.002 มิลลิกรัมตอกโลกรัม รองลงมาสิงทดลองท 1 มปริมาณฟอสฟอรัส



ทงหมดเทากับ 1.574±0.005 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และสิงทดลองท 4 มปริมาณฟอสฟอรัสทงหมดนอย





ที่สุดเทากับ 1.275±0.002 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม

ปริมาณโปรแตสเซียมท้งหมด (Total K) มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถติ โดยม ี

ี่

คาเฉลี่ยอยูระหวาง 2.217±0.001 - 3.956 ±0.001 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม โดยสิ่งทดลองท 4 มปริมาณโปร






แตสเซียมทั้งหมดสูงสุดเทากับ 3.956±0.001 มลลิกรัมตอกโลกรัม รองลงมาสิงทดลองท่ 1 มปริมาณโปร



แตสเซยมท้งหมดเทากบ 3.186±0.001 มลลิกรัมตอกโลกรัม และสิ่งทดลองท่ 5 มปริมาณโปรแตสเซียม






ทั้งหมดนอยที่สุดเทากับ 2.217±0.001 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม


ปริมาณแคลเซียมทั้งหมด (Total Ca) มความแตกตางกนอยางมนัยสําคัญทางสถต โดยมคาเฉลีย












อยูระหวาง 147.6±0.26– 215.3±0.45 มลลิกรัมตอกโลกรัม โดยสิงทดลองท 1 มปริมาณแคลเซยม








ทังหมดสูงสุดเทากับ 215.3±0.45 มลลิกรัมตอกโลกรัม รองลงมาสิงทดลองท่ 7 มปริมาณแคลเซยม



ี่


ทังหมดเทากับ 192.6±0.96 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และสิ่งทดลองท 4 มปริมาณแคลเซียมท้งหมดนอยท่สุด


เทากับ 147.6±0.26 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม




1.3 การวิเคราะหสหสัมพันธ คาสหสัมพนธ (Correlation) เปนสถติท่ใชหาความสัมพนธระหวาง
ตัวแปร เชน การหาคาสหสัมพนธระหวางเจตคติวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางสาธารณสุขกบผลสัมฤทธิทางการ




เรียน การหาคาความสัมพนธระหวางขวัญและกาลังใจในการทํางานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา



หมบานกบประสิทธิภาพในการทํางาน การหาคาความสัมพันธระหวางรายไดกับการสรางเสริมสุขภาพ










ั้

การหาคาความสัมพนธของคณภาพน้ากบการใชประโยชนแมน้า เปนตน ทงนี้คาสหสัมพันธทคานวณได 

ั้

เรียกวา คาสัมประสิทธิสหสัมพันธ (Correlation coefficient) ทงนี้สถิติสําหรับการคานวณหาคาสัม


ประสิทธิสหสัมพันธมีหลายชนิดซงการเลือกใชแบบใดนันข้นอยูกบเงอนไขหลายประการ ในการวิเคราะห








ความสัมพันธระหวางตัวแปรสองตัวบางครั้งเราเรียกวาตัวแปรอิสระวา ตัวแปรทํานาย และเรียกตัวแปรอก
ตัววาตัวแปรเกณฑ (Diekhoff ,1992) ซึ่งโดยปกติจะเปนตัวแปรตาม

คณะพยาบาลศาสตร (ม.ป.พ.) กลาววา คาสัมประสิทธิ์สหสัมพนธจะใชไดอยางเหมาะสมกับ







ขอมลทมความสัมพนธเชิงเสนเทานัน ดงนั้นในการคานวณหากพบวาคา r = 0 การตความหมายของ








ั้





ขอมูลวาไมสัมพันธกันอาจไมถูกตองเนื่องจากขอมลอาจมีความสัมพนธลักษณะอนทไมใชเชิงเสน ทงนี้การ


บอกระดบหรือขนาดของความสัมพันธจะใชตัวเลขของคาสัมประสิทธสหสัมพันธ หากคาสัมประสิทธ


สหสัมพันธมคาเขาใกล -1 หรือ 1 แสดงถงการมีความสัมพันธกันในระดบสูง แตหากมคาเขาใกล 0






แสดงถงการมความสัมพนธกนในระดบนอยหรือไมมเลย สําหรับการพจารณาคาสัมประสิทธสหสัมพนธ







โดยทั่วไปอาจใชเกณฑ คา r ระดับของความสัมพันธดังนี้ (Hinkle, William & Stephen, 1998)

.90 - 1.00 มีความสัมพันธกันสูงมาก
.70 - .90 มีความสัมพันธกันในระดับสูง
.50 - .70 มีความสัมพันธกันในระดับปานกลาง
.30 - .50 มีความสัมพันธกันในระดับต่ํา
.00 - .30 มีความความสัมพันธกันในระดับต่ํามาก

140










การคานวณหาคาสัมประสิทธิสหสัมพนธ จะใชสัญลักษณ r ขอมูลหรือระดับการวัดของตัว


แปรแตมาตราอันตรภาคถึงมาตราอัตราสวน โดยการหาความสัมพนธระหวางตัวแปรนั้นมักจะใช






สัญลักษณของตวแปรเปนตวแปร x และ Y โดยทศทางของความสัมพนธระหวางตวแปรนั้นสามารถ

สรางแผนภาพกระจัดกระจาย เพ่อดูทิศทางของความสัมพันธได โดยมีลักษณะความสัมพันธ 3 แบบ
คือ
ิ่
1. สหสัมพนธทางบวก (r มีเครื่องหมายเปน +) หมายความวา เมื่อตัวแปรตัวหนึ่งเพมหรือลดลง

อีกตัวแปรหนึ่งก็จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปดวย มี 2 ลักษณะ คือ
1.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ เปน +1.00 แสดงวาผลการวัดทั้งสองลักษณะมความสัมพนธ




ขึ้นลงตามกันทั้งหมด หมายถึง ถาคาหนึ่งมากอีกคาหนึ่งมาก คาหนึ่งนอยอกคาหนึ่งนอย ดังแสดงในภาพ
7.1














ภาพที่ 7.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน +1.00
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html




1.2 คาสัมประสิทธิสหสัมพนธเปนบวก (แตไมถึง +1.00) แสดงวาผลการวัดท้งสอง
ลักษณะสวนใหญจะเกี่ยวของสัมพันธขึ้นลงตามกัน ดังแสดงในภาพ 7.2


















ภาพที่ 7.2 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปนบวก (แตไมถึง +1.00)

ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html

141




2. สหสัมพนธทางลบ (r มีเครืองหมายเปน -) หมายความวา เมอตัวแปรตัวหนึ่งมคาเพมขน
ึ้




ิ่
ื่
หรือลดลงอีกตัวหนึ่งจะมีคาเพิ่มหรือลดลงตรงขามเสมอ มี 2 ลักษณะ คือ
2.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 แสดงวาผลการวัดทงสองลักษณะมความสัมพันธ














ในทางกลับกนทงหมด หมายถง คาหนึงมากอีกคาหนึงนอยถาคาหนึงนอยอีกคาหนึงจะมาก ดังแสดงใน


ภาพที่ 7.3




ภาพที่ 7.3 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html


2.2 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ เปนลบ (แตไมถึง –1.00) แสดงวาผลการวัดท้งสอง

ลักษณะสวนใหญมีคากลับกันหรือผกผันกัน ดังแสดงในภาพที่ 7.4





















ภาพที่ 7.4 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 (แตไมถึง –1.00)
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html


3. สหสัมพันธเปนศูนย (r เทากับ 0) หมายความวา ตัวแปรสองตัวไมมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน

142





จะเห็นไดวาการวิเคราะหสหสัมพันธเปนการวิเคราะหความเกี่ยวของเชื่อมโยงระหวางตัวแปรสอง

ตัวแปรที่เปนตัวแปรเมตริก โดยที่ความสัมพันธระหวางตัวแปรในความเปนจริงอาจเปน ความสัมพนธทาง
เดียวหรือความสัมพันธเชิงสาเหตุหรือความสัมพันธสองทางหรือไมมความสัมพันธกนกได ผลการวิเคราะห



















สหสัมพันธจะทาใหทราบขอเทจจริงเกยวกบความสัมพนธทแทจริงของทงสองตวแปร ขนาดและทศทาง


ความสัมพนธ รวมถงความแปรปรวนรวมระหวางตัวแปรท้งสองมมากนอยเทาไร (นงลักษร วิรัชชัย,



2553) ทั้งนี้การวิเคราะหสหสัมพันธมีหลายวิธีการที่นิยมใชในการวิจัยทางสาธารณสุข เชน
1.3.1 สัมประสิทธสหสัมพนธเพยรสันโพรดกโมเมนต (Pearson Product Momet, r ) ใช




xy

สําหรับวิเคราะหหาคาสัมประสิทธิสหสัมพันธระหวางตัวแปร 2 ตัวซงตัวแปรทัง 2 เปนตวแปรตอเนือง

ึ่




(Continuous variable) หรือเปนขอมูลในมาตราอันตรภาคหรืออตราสวน เชน การหาความสัมพันธ

ระหวางเจตคตตอการแยกขยะในครัวเรือนกบการนําขยะไปใชประโยชนดานการเกษตร ภาวะโภชนาการ









กบทัศนคติตอโรคอวนของนักศกษา เปนตน ท้งนี้การวิเคราะหสัมประสิทธสหสัมพันธเพยรสันโพรดัก


โมเมนตลักษณะของตัวแปรที่นํามาวิเคราะหตองเปนไปตามขอตกลง ดังนี้

1) ตัวแปรหรือขอมูลทั้ง 2 ชุดอยูในมาตราอันตรภาคหรือมาตราอัตราสวน
2) ขอมูลทั้ง 2 ชุด มีการแจกแจงแบบปกตและมีความสัมพันธเชิงเสนตรง

3) ขอมูลในแตละชุดจะตองมีความเปนอิสระตอกัน


ตัวอยางการนําเสนอตาราง และการอานผลการวิเคราะหสัมประสิทธสหสัมพันธเพยรสันโพรดก
โมเมนต ดังนําเสนอในตารางที่ 7.5


ตารางที 7.5 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางการใชประโยชนแมน้ําลี้และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตัวแปร คาสัมประสทธิ์ p-value

สหสัมพันธ
การใชประโยชนแมน้ําลี้เพื่อการอุปโภคบริโภค 0.116 0.20
การใชประโยชนแมน้ําลี้เพื่อการ 0.086 0.10
เปนแหลงอาหาร
การใชประโยชนแมน้ําลี้เพื่อการเกษตร 0.307 0.04*
* มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางตัวแปรการใชประโยชนแมน้ําลี้และระดับคณภาพ




ชีวิตของประชาชน พบวา การใชประโยชนแมน้ําลีเพ่อการเกษตรมความสัมพันธเชิงบวกกบระดับระดับ






ี่

คุณภาพชีวิตของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้ทระดับความสัมพนธต่ํา (r = 0.307) อยางมนัยสําคญทางสถตท



0.05
1.3.2 การวิเคราะหการถดถอย อชฌา อระวีพร (2555) กลาววา การวิเคราะหการถดถอย


(Regression analysis) เปนวิธีการวิเคราะหขอมลเพอหารูปแบบความสัมพนธของตัวแปรตาม (y) และ



ี่
ตัวแปรอสระ (x) ตั้งแตหนึ่งตัวขึ้นไป เปนวิธีการทางสถติทสรางสมการถดถอยเพอใชพยากรณตัวแปรตาม









ซงวิธีนี้มขอสมมติเบื้องตน คอ ประชากรตองมการแจกแจงแบบปกต ตวแปรตามและตวแปรอสระม ี
ึ่






ความสัมพนธเชิงเสนตรง ความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนมีความคงท่และตวแปรอสระตองม ี




ความสัมพันธซึ่งกันและกัน (Multicollinearity)


Click to View FlipBook Version