93
ี
่
ั
เปนตัวแทนของประชากรทตองการศึกษาเพราะงานวิจัยสวนใหญไมสามารถใชกลุมประชากรทงหมดได
้
ตอจากนั้นจึงใชวิธีสุมตัวอยางเพื่อลดจํานวนประชากร
กลุมตัวอยาง
่
ื
ี
กลุมตัวอยาง (Sample) หมายถึง จํานวนยอยหรือกลุมยอยท่เลือกมาจากประชากรเพอใชเปน
ั
ี่
ตวแทนของประชากรในการที่จะใหขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะทําวิจัย ถากลุมตัวอยางทเลือกมาเปนตัวแทนท ี่
ั
่
ํ
ี
ี
ื
ดของประชากร ขอมูลตางๆ ทไดจากกลุมตวอยางก็จะเปรียบเสมอนขอมูลของประชากรดวย คาตอบ
ึ
ี
่
่
ตางๆ ของปญหาการวิจัยหรือผลการวิจัยกจะเปนของประชากรดวยเชนกน ฉะนันวิธีการทจะใหไดมาซง
็
ั
้
กลุมตัวอยางท่ดี เพ่อเปนตัวแทนของประชากรจึงนับวามีความสําคัญไมนอยกวาข้นตอนอ่น ๆ ของการ
ื
ี
ั
ื
ั
่
ั
ี
่
ี
ี
ี
วิจัย (มหาวิทยาลัยรามคาแหง, ม.ป.พ.) ลักษณะของกลุมตวอยางทด กลุมตวอยางทดท่นาเชือถือไดวา
่
ี
ํ
เปนตัวแทนของประชากรในการวิจัยควรมีลักษณะดังนี้
1. กลุมตัวอยางจะตองมีลักษณะตางๆ เหมือนกับลักษณะของประชากรในการวิจัย ถายิ่ง
่
ื
ื
ั
เหมอนกนมากจํานวนทใชวิจัยกไมจําเปนตองมากแตถาเหมอนกนนอยจํานวนทใชวิจัยกจําเปนจะตองใช
ี
็
็
ั
ี
่
มาก
2. กลุมตัวอยางควรไดมาโดยใชวิธีการสุมตามหลักความนาจะเปน (Probability sampling)
ิ
เพื่อใหสอดคลองกับขอตกลงเบื้องตนหรือเงื่อนไขของสถติทนํามาใชในการวิเคราะหขอมล โดยเฉพาะสถติ
ู
ี่
ิ
ี
เชิงอนุมานที่จะใชในการอางอิงผลการวิจัยไปยังประชากรซงสวนใหญจะมขอตกลงเบื้องตนหรือเงอนไขวา
ึ่
ื่
กลุมตัวอยางตองไดมาจากการสุมโดยใชหลักความนาจะเปน
ู
ื
แตจะทําอยางไรผูวิจัยจึงจะไดตวแทนทดทสุดมาวิเคราะห เพอสรุปผลไปยังประชากรใหถกตอง
ี
่
ั
่
ี
ี
่
ั
ี
่
ี
ั
ทสุดเชนเดียวกน การท่จะไดตวแทนทดีนั้นเปนท่ยอมรับกันโดยท่วไปแลววาไดมาจากการสุมตวอยาง
ั
ี
่
ั
ี
การสุมตัวอยาง (Random sampling) จึงเปนกระบวนการการเลือกบางสวนของประชากร
(Population) มาศึกษา ผลการศึกษาสรุปไดอยางไรถือวาเปนขอสรุปจากประชากรทั้งหมด ดังภาพที่ 5.1
ขั้นตอนที่ 2 การเลือกตัวอยาง
ขั้นตอนที่ 1 กําหนดประชากร (มนุษย สัตว สิ่งของ) ขั้นตอนที่ 3 วิเคราะหและสรุปผล
ี่
ขั้นตอนท 4 อนุมานวาประชากร
ทั้งหมดเปนตามขั้นตอนที่ 3
ภาพที่ 5.1 ประชากร กลุมตัวอยางและการสรุปอางอิง
94
การเลือกกลุมตัวอยางมาศึกษาแทนประชากรนั้นมีประโยชนดังนี้
1. ประหยัดคาใชจาย เวลาและแรงงาน การใชประชากรในการศึกษาจะทําใหเสียเวลา ลงทนสูง
ุ
และใชแรงงานมากกวากวาศึกษาจากกลุมตัวอยาง
ํ
ั้
ู
2. รวบรวมขอมูลไดเร็วและงายกวาการรวบรวมทงหมด การติดตามขอมลจากกลุมตัวอยางจะทา
ู
ั
ไดงายกวาการรวบรวมทั้งหมด เพราะขอมูลที่ไดจากกลุมตัวอยางจะอยูในพื้นที่แคบและจํากดวาขอมลของ
ประชากรเมื่ออยูในวงแคบก็จะทําใหผูวิจัยเก็บรวบรวมไดรวดเร็ว
ั
ี
่
ู
3. มความเชื่อมนและแมนยํามากกวา การศกษาขอมลจากกลุมทมจํานวนนอย จะทาใหผูวิจัยจัด
ึ
ํ
ี
ี
่
ุ
กระทําขอมูลไดอยางถูกตองแมนยํามากกวาขอมูลที่มีขนาดใหญ เชน การติดตาม การแปรผล การควบคม
การทดลอง เปนตน
4. ขอมูลบางอยางผูวิจัยไมสามารถหาไดจากกลุมประชากรจําเปนตองสุมตัวอยางมาศึกษา แลว
สรุปไปยังประชากร เชน การตรวจวิเคราะหคุณภาพน้ําในแหลงน้า การตรวจหาเชือโรคจากสารคัดหลั่ง
ํ
้
ของผูปวย เปนตน
ั
อยางไรก็ตามในการใชกลุมตวอยางมาศึกษาแทนประชากรจําเปนตองคานึงถึงความถกตองใน
ํ
ู
ึ
ิ
ี
การเปนตัวแทนทดีของประชากร ซงหมายถงการไมมอคตในตวอยางทถูกเลือกหรือกลาวไดวาโอกาสของ
ึ่
ี่
่
ี
ั
การเลือกตัวอยางมาศึกษาเพื่อประมาณคาพารามิเตอรสูงหรือต่ํากวาความเปนจริงมพอกน
ี
ั
การกําหนดขนาดของกลุมตัวอยาง
่
่
ี
่
ี
ี
การวิจัยท่มีขนาดตัวอยางทเหมาะสมและเพียงพอยอมลดอคติและความคลาดเคลือนทเกิดจาก
ี
ิ
การสุม อกท้งยังมเพ่มอํานาจในการศึกษา (Power of the study) และความแมนยําในการวิจัย
ี
ั
่
สอดคลองกับการวิจัยทางสาธารณสุขทีมีกาวหนาไปอยางมากซึ่งการนําผลการวิจัยไปประยุกตใชและแกไข
ปญหาสุขภาพชุมชนดวยกระบวนการวิจัยสงผลใหไดการแกไขปญหาเปนที่นาเชื่อถือและสอดคลองกบการ
ั
ั
ี
แกไขปญหาสาธารณสุขดังกลาว โดยท่วไปรูปแบบของงานวิจัยทางสาธารณสุขศาสตรจึงมหลากหลาย
รูปแบบทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณโดยเฉพาะการวิจัยเชิงปริมาณประเภทการวิจัยเชิงพรรณนา
ี
ี
่
ั
่
ี
(Descriptive study) เปนทนิยมในการวิจัยทางสาธารณสุขเนืองจากมระเบียบวิธีวิจัยทไมซบซอน
่
สามารถคนหาคําตอบไดงาย รวดเร็ว และทันตอเหตุการณ
่
ี
ึ
ํ
การกาหนดขนาดตัวอยางจึงมีความสําคัญและจําเปนในทกรูปแบบวิจัยซ่งผลทไดจากการวิจัยใน
ุ
กลุมตัวอยางเปนตัวสะทอนถึงลักษณะของประชากร และการอางองผลการวิจัยสูประชากรททาการศกษา
ิ
ี่
ึ
ํ
ึ
่
้
ี
ั
นอกจากนีผลการศกษาทไดจากการวิจัยเชิงพรรณนามกเปนการประมาณคาและนําเสนอในลักษณะของ
่
รอยละ สัดสวน คาเฉลีย สวนเบี่ยงมาตรฐาน อัตราความชุก และอัตราอุบัติการณ เปนตน สําหรับการ
ึ
ี
ศกษาวิจัยเชิงพรรณนาผูวิจัยควรพิจารณาถึงทรัพยากรท่ใชในการวิจัย เชน งบประมาณ บุคลากร และ
่
จริยธรรมในการวิจัยรวมดวย เนืองจากขนาดของกลุมตวอยางมความสัมพนธกับความคลาดเคลื่อนในการ
ั
ี
ั
วิจัย โดยที่การวิจัยที่มีขนาดตัวอยางจํานวนมากสงผลใหมความคลาดเคลื่อนลดลง และในทางกลับกนการ
ั
ี
วิจัยที่มีขนาดตัวอยางจํานวนนอยยอมมีความคลาดเคลื่อนมากขึ้น ดังภาพที่ 5.2
95
ภาพที่ 5.2 ความสัมพันธระหวางความคลาดเคลื่อนในการสุมตัวอยางกับขนาดของกลุมตัวอยาง
ที่มา: http://bbrs.nmsu.edu/nmbizoutlook/archive/January2010/article1.htm
ึ่
ี
ั
้
่
ั
ั
ทั้งนี้การกําหนดขนาดกลุมตวอยางในงานวิจัยเปนขนตอนหนึ่งทสําคญในระเบียบวิธีวิจัยซงสงผล
่
ื
ี
่
้
ํ
ิ
ึ
ิ
่
ี
ี
ตอความนาเชือถอและอคตทอาจเกดขน การกาหนดขนาดกลุมตัวอยางทเหมาะสมและเพยงพอสามารถ
็
ู
ชวยใหผูวิจัยเตรียมการวางแผน และการจัดการในขั้นตอนของกระบวนการเกบรวบรวมขอมลไดเปนอยาง
ั
ิ
้
ี
ด นอกจากนี หลักเกณฑในการพจารณาขนาดกลุมตัวอยางสําหรับการวิจัยเชิงพรรณนา (ปุญญพฒน
ไชยเมล, 2556) มีดังนี้
่
ั
ั
1. ระดบความเชื่อมน (Confidence level; Z) จากพ้นฐานทฤษฎีการวัดแนวโนมเขาสู
ื
่
ี
ี
ํ
ั
ู
้
ื
้
ิ
่
ี
สวนกลาง (Central limit theorem) มแนวคดหลักทวาเม่อประชากรถกสุมซากนหลายครัง คาทไดรับ
ี
ี
ี่
่
ั
ั
จากการสุมจากกลุมตวอยางดงกลาวจะมีคาใกลเคยงกบคาทเปนจริงในกลุมประชากร นอกจากนี้คาทได
ั
จากการสุมในกลุมตวอยางจะมการกระจายแบบโคงปกติ ซ่งรอยละ 95 ของคาจริงในกลุมตัวอยางอยู
ึ
ั
ี
่
ภายใตสองสวนของสวนเบียงเบนมาตรฐานของคาท่ไดจากกลุมประชากรจริง เรียกวา คาพนทใตโคงปกต ิ
้
ี
่
ี
ื
( Z a/2 หรือ Z 0.025) เทากบ 1.96
ั
ุ
ั
ู
ี
2. ระดบของความแปรปรวน (Degree of variability; P หรือ σ ) เปนคณลักษณะท่ถกวัดการ
่
กระจายในกลุมประชากร ในกรณทกลุมประชากรมความแตกตางกนมาก (Heterogeneity) ขนาดของ
ี
ั
ี
ี
ึ
กลุมตวอยางจะเพมมากขนตามลําดบ ในกรณทประชากรมความแตกตางกนนอยขนาดของกลุมตัวอยาง
่
้
ี
ิ
ั
ั
ี
ี
่
ั
ั
ี
ั
่
ั
ึ
นอยลงเชนกน คุณลักษณะดังกลาวถูกกําหนดจากคําถามวิจัยซงเปนตัวกําหนดลักษณะตวแปรท่สําคญ
หรือตัวแปรตามที่ทําการศึกษา ตัวแปรที่สําคัญสามารถจําแนกออกเปน 3 ประเภท ไดแก
2.1 ตวแปรประเภทแจงนับ (Categorical variable) นําเสนอในรูปของ รอยละ สัดสวน หรือ
ั
อัตราของการเกิดเหตุการณที่สนใจ
2.2 ตัวแปรตอเนื่อง (Continuous variable) นําเสนอในรูปแบบของคาเฉลีย และสวน
่
เบี่ยงเบนมาตรฐาน
ึ
ี
2.3 ระยะเวลาของการเกิดเหตุการณ ซ่งตัวแปรประเภทดงกลาวมลักษณะเปนการวัด
ั
ระยะเวลาของการรอดชีพ
96
่
ี
ี
่
ดังนั้นการกําหนดคาระดับความแปรปรวนไดจากการทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยทเกยวของ
จะประกอบดวยคาสัดสวน (P; Proportion) และคาความแปรปรวนในกลุมประชากร (σ)
3. ระดบความแมนยํา (Precision level; e หรือ d) หรือความคลาดเคลือนจากการสุมตัวอยาง
่
ั
(Sampling error) ตัวอยางกาหนดใหเปนคารอยละ เชน ± รอยละ 5 และคาดงกลาวผกผันกบระดบ
ั
ํ
ั
ั
2
ความแมนยํา (d ) การกําหนดคาระดับความแมนยําในการศึกษาผูวิจัยเปนผูกําหนดขนาดของความ
คลาดเคลื่อนวาตองการใหมีความคลาดเคลื่อนมากหรือนอย
ิ
ั้
นอกจากนี้ตองพิจารณาความผิดพลาดอันจะเกดจากการใชกลุมตัวอยางทงนี้การใชกลุมตัวอยาง
ี
ิ
ํ
ั
ี
ขนาดใหญจะกอใหเกดความผิดพลาดนอยท่สุด ไดเสนอแนะเก่ยวกบการกาหนดขนาดของกลุมตวอยางท ี ่
ั
ื
ผูวิจัยควรนําประกอบพิจารณา 4 ประการคอ
่
ี
ั
ี
ื
1. ความเหมอนกน ถาประชากรทศึกษามคุณลักษณะเหมือนกันมาก เชน เลือด สีผม สูตร
สวนผสมตาง ๆ หรืออื่น ๆ ขนาดของกลุมตัวอยางก็สามารถใชจํานวนนอยได
2. ขนาดของประชากร ถาประกรมีขนาดใหญมากกมความจําเปนตองเลือกกลุมตวอยาง ถา
็
ี
ั
ประชากรไมใหญพอที่จะศึกษาจากประชากร ก็สามารถศึกษาจากประชากรไดดวย
3. ตนทุน นํามาพิจารณาประกอบการกําหนดขนาดกลุมตัวอยางจะใชกลุมตัวอยางขนาดเทาใด
จึงจะเปนตัวแทนของประชากรที่เพียงพอ เหมาะสม และเปนตัวแทนประชากรที่ดีดวย
4. ความแมนยํา ถาตองการความแมนยํามากในเรื่องที่ศึกษากควรจะใชกลุมตัวอยางขนาดใหญ
็
ํ
้
การใชขนาดกลุมตัวอยางท่มากเกนไปอาจจะทาใหสินเปลืองทงแรงงานและเพมตนทุนการวิจัย
ิ
ั
้
่
ี
ิ
โดยเปลาประโยชน ขนาดกลุมตวอยางทงนอยเกนไปหรือมากเกนไปยังเปนปญหาทางดานจริยธรรมการ
ิ
ั
้
ั
ิ
ี
่
ี
ี
ั
่
ี
ั
วิจัย ท้งนี้จํานวนกลุมตัวอยางท่เหมาะสมจะเปนขนาดตวอยางทนอยท่สุดในการทจะนําไปสูคําตอบของ
การวิจัยนั้นไดถูกตองทั้งนี้วิธีการกําหนดขนาดกลุมตัวอยาง เชน
การใชตารางสําเร็จรูปในการกําหนดขนาดของกลุมตัวอยาง
ั
ขนาดกลุมตัวอยางในตารางสําเร็จรูปสวนใหญขนาดกลุมตัวอยางตามตารางจะเหมาะสมกบ
งานวิจัยเชิงสํารวจ ตารางแตละตารางมีเงื่อนไขการใชไมเหมือนกัน ผูวิจัยตองทราบขอมูลกอนใชตาราง ได
ี
้
ทังขนาดประชากร ความคลาดเคลื่อนท่ยอมรับได และระดบนัยสําคัญ นอกจากนีบางครั้งผูวิจัยทไมม ี
ี
้
ั
่
ความถนัดจะใชสูตรคํานวณหาขนาดกลุมตัวอยาง เพื่อปองกันขอผิดพลาดอันเนื่องมาจากความไมถนัดของ
ผูวิจัยจึงอาจใชขนาดกลุมตัวอยางโดยประมาณจากตารางสําเร็จรูปทมนักสถตไดจัดทาข้น ตารางสําเร็จรูป
ํ
ึ
ิ
ี
ี่
ั
่
ั
ี
ทใชกนแพรหลาย เชน ตารางกําหนดขนาดกลุมตวอยาง ของ Krejcie & Morgan (1970) อนเปนตาราง
ั
กําหนดขนาดกลุมตัวอยางที่ใชงายเพียงพิจารณาขนาดประชากรจะไดขนาดกลุมตัวอยาง ในตารางมขนาด
ี
ั้
ขนาดประชากรตั้งแต 10 – 100,000 หนวย ทงนี้การใชตารางกําหนดขนาดกลุมตัวอยาง ของ Krejcie &
Morgan มีเงื่อนไขและหลักการใชดังนี้
1. เปนการกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางสูงสุด โดยไมคํานึงถึงความแปรปรวนท่แทจริงของ
ี
ประชากร หรือเปนการกําหนดสมมติฐานหลักในการใชสถิติวา สัดสวนในประชากรเปน 0.5
2. กําหนดใหโอกาสของความเชื่อถือได หรือระดับความเชื่อมั่นในการประมาณคาเปน 95 %
ื
รวมท้งความคลาดเคลื่อนเปน 5 % เทานั้น ในกรณีท่นักวิจัยตองการกําหนดเปนคาอ่นตามลักษณะ
ี
ั
งานวิจัยที่อาจจะใชระดับของความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อนที่แตกตางออกไป จะใชตารางสําเร็จรูปนี ้
ไมได
97
่
ี
ตารางท 5.1 จํานวนประชากรและจํานวนกลุมตวอยางของ Krejcie & Morgan
ั
จํานวน จํานวนกลุม จํานวน จํานวนกลุม จํานวน จํานวนกลุม
ประชากร ตัวอยาง ประชากร ตัวอยาง ประชากร ตัวอยาง
10 10 220 140 1200 291
15 14 230 144 1300 297
20 19 240 148 1400 302
25 24 250 152 1500 306
30 28 260 155 1600 310
35 32 270 159 1700 313
40 36 280 162 1800 317
45 40 290 165 1900 320
50 44 300 169 2000 322
55 48 320 175 2200 327
60 52 340 181 2400 331
65 56 360 186 2600 335
70 59 380 191 2800 338
75 63 400 196 3000 341
80 66 420 201 3500 346
85 70 440 205 4000 351
90 73 460 210 4500 354
95 76 480 214 5000 357
100 80 500 217 6000 361
110 86 550 226 7000 364
120 92 600 234 8000 367
130 97 650 242 9000 368
140 103 700 248 10000 370
150 108 750 254 15000 375
160 113 800 260 20000 377
170 118 850 265 30000 379
180 123 900 269 40000 380
190 127 950 274 50000 381
200 132 1000 278 75000 382
210 136 1100 285 100000 384
การกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางโดยใชสูตรคํานวณ เชน
1. สูตรของคอแครน (Cochran, 1977) ใชในกรณีที่ไมทราบขนาดของประชากรที่แนนอน แต
ทราบวามีจํานวนมากและตองการประมาณคาสัดสวนของประชากร มี 2 กรณีคือ
ี
1.1 กรณไมทราบจํานวนปะชากร
P(1− P)Z 2
n =
d 2
98
ี่
เมื่อ n คือ จํานวนกลุมตัวอยางทตองการ
P คือ สัดสวนของประชากรที่ผูวิจัยตองการสุม (โดยทั่วไปนิยมใชสัดสวน 30 % หรือ 0.30)
Z คือ ระดับความมั่นใจที่กาหนด หรือระดับนัยสําคัญทางสถิติ เชน
ํ
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.10 เทากับ 1.65 (ความเชื่อมั่น90 %) >> Z = 1.65
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เทากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น95 %) >> Z = 1.96
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 เทากับ 2.58 (ความเชื่อมั่น99 %) >> Z = 2.58
ิ
d คือ สัดสวนความคลาดเคลื่อนที่ยอมใหเกดขึ้นได (จะตองสอดคลองกับคา Z ที่ระดับความ
เชื่อมั่นนั้นๆ) เชน
ระดับความเชื่อมั่น90 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.10
ระดับความเชื่อมั่น95 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.05
ระดับความเชื่อมั่น99 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.01
(กลุมวุฒิกลุมเดียวทใชสูตรนี้)
ี่
ี
1.2 กรณทราบจํานวนประชากร แตประชากรไมมาก สูตรที่ใช
n = P(1− P)
E 2 + P(1− P)
Z 2 N
เมื่อ n คือ จํานวนกลุมตัวอยางทตองการ
ี่
N คอ ขนาดประชากร
ื
P คือ สัดสวนของประชากรที่ผูวิจัยตองการสุม (โดยทั่วไปนิยมใชสัดสวน 30 % หรือ 0.30)
Z คือ ระดับความมั่นใจที่กาหนด หรือระดับนัยสําคัญทางสถิติ เชน
ํ
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.10 เทากับ 1.65 (ความเชื่อมั่น 90 %) >> Z = 1.65
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เทากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น 95 %) >> Z = 1.96(ปกตินิยม
ระดับความเชื่อมั่น 95%)
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.01 เทากับ 2.58 (ความเชื่อมั่น 99 %) >> Z = 2.58
E คือ คลาดคลาดเคลื่อนของกลุมตัวอยาง เชน
ระดับความเชื่อมั่น 90 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.10
ระดับความเชื่อมั่น 95 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.05 (ปกตินิยมระดับความ
เชื่อมั่น 95%)
ระดับความเชื่อมั่น 99 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.01
99
ํ
ตัวอยาง การคํานวณขนาดตัวอยางผูสูงอายุในเขตองคการบริหารสวนตาบลสะลวง
n = 0.30 (1 – 0.30)
2
0.05 + 0.30 (1 – 0.30)
2
1.96 873
n = 236 ครัวเรือน
2. สูตร Taro Yamane (1973)
n = N 2
1+ Ne
เมื่อ n คือ ขนาดกลุมตัวอยาง
ื
N คอ ขนาดประชากร
e คือ คลาดคลาดเคลื่อนของกลุมตัวอยาง เชน
ระดับความเชื่อมั่น 90 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.10
ระดับความเชื่อมั่น 95 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.05 (ปกตินิยมระดับความ
เชื่อมั่น 95 %)
ระดับความเชื่อมั่น 99 % สัดสวนความคลาดเคลื่อนเทากับ 0.01
การใชสูตร Yamane และตารางของ Krejcie & Morgan เหมาะสําหรับวิจัยเชิงปริมาณทาง
พฤตกรรมศาสตรและสังคมศาสตรแตอาจจะไมเหมาะกบงานวิจัยดานการแพทยหรือสังคมศาสตรการ
ิ
ั
ั
แพทยในบางคําถามการวิจัย เชน งานวิจัยทางคลินิคที่ตองการหาความสัมพันธของตวแปร
ี
3. สูตร Daniel (2010) ท่ระดับความเชื่อม่นรอยละ 95 และมีความคลาดเคลื่อนของกลุม
ั
ํ
ตัวอยางรอยละ 5 หรือ 0.05 สูตรการคานวณ ดังนี้
2
n = NZ α/2 P(1-P)
2
2
(N-1)d + Z α/2 P(1-P)
โดยท n คอ ขนาดตัวอยาง
ี่
ื
N คอ จํานวนประชากรที่ใชการวิจัย
ื
2
Z α/2 คือ คามาตรฐานภายใตโคงปกติที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 เทากับ 1.96
P คอ คาสัดสวนของประชากร
ื
d คือ คาความคลาดเคลื่อนสูงสุดที่ยอมรับไดกําหนดเทากับ 0.05
ี
ึ
ั
จากสูตรขางตนนํามาใชในการกาหนดขนาดของกลุมตวอยางท่ใชในการศกษา โดยในการศึกษา
ํ
ครั้งนี้มีประชากรซึ่งเปนพนักงานจัดเก็บขยะมูลฝอยในจังหวัดเชียงใหมจํานวน 5,291 คน สามารถนํามา
แทนคาลงในสูตรไดดังนี้
100
2
n = (5,291) (1.96) (0.30)(1-0.30)
2
2
(5,291-1)(0.05) + (1.96) (0.30)(1-0.30)
= (5,291)(3.84) (0.30)(0.70)
(5,291)(0.0025) + (3.84)(0.30)(0.70)
= 4,266.6624
(13.2275) + (0.8064)
= 4,266.6624
14.0339
= 304
่
ี
ั
ั
่
ี
4. สูตรของ Stanley et.al (1990) มกจะใชกบการวิจัยทตองการวิเคราะหปจจัยทสงผล
กระทบตอประชากรกลุมใหญ เชน ประชากรในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
L
L
/
n = Z 1 2 − / 2 ∑ N h 2 P h ( − P1 h ) N 2 d 2 + Z 1 2 − / 2 ∑ N n P h ( − P1 h )
α
α
h −1 W h h −1
ี่
ิ
โดยท P = สัดสวนประชาชนริมฝงแมน้ําลี้ 0 – 10 กโลเมตร
h
โดยที่ P = N P สําหรับงานวิจัยครั้งนี้กําหนดไวที่ P = 0.50
h h N
N = จํานวนประชากรในแตละชั้นขอมูล (h)
h
W = สัดสวนน้ําหนักของแตละชั้นขอมูล
h
โดยที่ W = N h
h N
Z = คาคงที่ของพื้นที่ที่ยอมรับไดภายใตโคงปกติ สําหรับงานวิจัยครั้งนี้กําหนดไวที่
α = 0.05, Z = 1.96
d = คา Absolute precision สําหรับงานวิจัยครั้งนี้กําหนดไวท d = 0.04
ี่
101
ตัวอยาง การคํานวณขนาดตัวอยางครัวเรือนในพื้นที่ลุมน้ําลี้
( −
N h 2 P 1 P h )
h
2
อําเภอ N W N P 1 − P h N P N h P h ( −1 P h ) W h
h
h
h
h
h
h
เวียงหนองลอง 2,254 0.061 5,080,516 0.031 0.969 69 67 2,501,863
ลี้ 18,619 0.504 346,667,161 0.252 0.748 4,692 3,510 129,653,518
บานโฮง 13,334 0.361 177,795,556 0.180 0.820 2,406 1,972 72,694,250
ทุงหัวชาง
2,735 0.074 7,480,225 0.037 0.963 101 97 3,601,728
รวม 36,942 1 7,268 5,646 208,451,359
แทนคาสูตรได
2
2
2
2
n = 1.96 (208,451,359 ) / [ 36,942 0.04 +1.96 5,646 ]
= 363.34 ≈ 364 ครัวเรือน
5. โปรแกรมสําเร็จรูป G*Power เปนโปรแกรมท่ชวยคานวณขนาดตัวอยาง ผูใชสามารถดาวน
ี
ํ
ู
ิ
โหลดมาใชงานโดยไมมีคาใชจายการใชงานประกอบดวย การใสขอมลกลุมของสถติ (Test family) สถติท ี่
ิ
ใชงาน (Statistics) การระบุ Type of power ana-lysis และการใสคาพารามิเตอร (Input Parame-
ิ
ิ
ั
้
ters) ประกอบดวยคาขนาดอทธิพล (Effect size) คาขนาดอิทธิพล ทงนี้การประมาณคาขนาดอทธิพล
ํ
ื
ไดกาหนดเปนคาพนฐานไว 3 ระดับ คอ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดและใหญ คาอํานาจการทดสอบ
้
ื
(Power test) ซงไดจากการคํานวณโดยใชคา type II error (type II error หรือ β เรียกวาเบตา/Beta
่
ึ
ั
ั
คา Power = 1-β) นิยมกําหนดคา β รอยละ 20 จึงไดคา Power รอยละ 80 ระดบนัยสําคญ
ั
่
ึ
่
ํ
่
ิ
คาอลฟา/alpha. หรือ α ซงกาหนดเริมตน (Default) ไวที 0.05 (นิพฐพนธ สนิทเหลือ วัชรีพร สาตร
เพ็ชร และญาดา นภาอารักษ, 2562)
ั
ในการคํานวณขนาดกลุมตัวอยางนั้นผูวิจัยอาจเผชิญกบปญหาเฉพาะหนาหลายประเด็น ผูวิจัยจึง
ี
อาจจําเปนตองปรับขนาดของกลุมตัวอยางทคํานวณไดจากสูตรตางท่กลาวมาแลวหรือแมแตกาหนด
ี
่
ํ
้
ํ
เงอนไขเฉพาะบางอยางในการคํานวณขนาดกลุมตัวอยาง ท้งนีเพ่อใหสามารถดาเนินการวิจัยไดโดยยังคง
ื
ั
่
ื
ความถูกตองทางวิทยาศาสตรและจริยธรรมในการตอบคําถามวิจัยที่ตองการ
เทคนิคการเลือกกลุมตัวอยาง
ี
ํ
การเลือกกลุมตวอยางมความจําเปนสําหรับการทาการสํารวจดวยตัวอยางดังนั้นจึงตองพิจารณา
ั
่
ึ่
ื
ึ
ั
ั้
วิธีการเลือกกลุมตวอยางเพ อใหไดตัวแทนท ดีของประชากรทงหมดที สนใจศกษา ซงตัวอยางท ด คือ กลุม
ี
ี
ี
ี
่
ตัวอยางบางกลุมในประชากรทถูกเลือกมาเปนตัวแทนของประชากรโดยวิธีการสุม เทคนิคการสุมตัวอยาง
เพื่อใชในการวิจัยจําแนกออกไดเปน 2 ประเภท คือ
ั
1. การเลือกกลุมตวอยางทไมเปนไปตามโอกาสทางสถต (Non – probability Sampling) เปน
่
ิ
ี
ิ
ุ
การสุมตัวอยางมาศึกษาโดยไมใชวิธีการสุมวิธีการแบบนี้เปนเหตใหเกิดโอกาสการถูกสุมมาเปนตัวอยาง
ของประชากรไมเทากัน การสุมไมมีกฎเกณฑแนนอน ท้งนี้เพราะคาดวาลักษณะของขอมูลมีอยูอยางไม
ั
102
ี
็
้
เปนระบบระเบยบ กระจัดกระจายไปท่ว แตกมีความจําเปนตองใชวิธีสุมแบบนี เพราะไมมทางเลือกท ่ ี
ี
ั
ดีกวา ลักษณะการเลือกกลุมตัวอยางทไมเปนไปตามโอกาสทางสถิติ เชน
ี่
1.1 การสุมตัวอยางแบบบังเอิญ (Accidental sampling) การสุมตัวอยางแบบนี้เปนการสุม
ี
็
ี
็
แบบไมมเกณฑ เปนการสุมแบบตามบุญ ตามกรรม จะเปนใครก็ได ท่ใหขอมูลไดผูวิจัยกจะเกบขอมูลจาก
กลุมตัวอยางนั้นมาศึกษา เชน การสํารวจความคิดของประชาชนตอการบริการของสถานบริการสุขภาพ
เปนตน ผูวิจัยอาจจะกําหนดขนาดของกลุมตัวอยางแลวกสํารวจโดยอาจจะใชวิธีการสัมภาษณหรือแจก
็
แบบสอบถามตามสถานทตาง ๆ เชน ตามหางสรรพสินคา ปายรถเมล สวนสาธารณะ สถานีขนสง
ี
่
สถานศึกษา เปนตน กลุมตัวอยางที่ไดจึงไมเปนตัวแทนที่ดีของประชากร แตผลทไดจะไมสามารถอางอิงได
ี่
ั
ี
ั
ี
อยางเท่ยงตรง ดงนันการสุมตัวอยางนี้จึงเปนการสุมท่ไมสนใจในเรื่องการเปนตวแทนของประชากรมาก
้
ึ
นัก การตีความหมาย ขอสรุปที่ไดจากการสุมแบบนี้ควรเปนการศกษาเพยงเพอหาสมมตฐานมากกวาทจะ
ิ
ื
่
ี
ี
่
นํามาเปนขอเท็จจริงและตองทดสอบสมมติฐานตอไป
1.2 การสุมตัวอยางโดยการกําหนดสัดสวน (Quota sampling) การสุมตัวอยางโดยการ
ิ
็
่
กําหนดสัดสวนก คือ การสุมโดยบังเอญอยางหนึงเพียงแตผูวิจัยกําหนดสัดสวนของตัวอยาง ออกตาม
ึ
ั
็
ื
ลักษณะของขอมลเสียกอนแลวคอยเกบขอมูลมาศกษา เชน เม่อผูวิจัยกาหนดขนาดของกลุมตวอยางแลว
ํ
ู
ตอไปผูวิจัยกจะแยกประเภทของตัวอยางออกเปน เพสชาย เพศหญิง ฝายละกคน อาชีพ ระดบ
ี
ั
่
็
ิ
่
้
ั
ี
ี
การศึกษา หรือพนท เปนตน วิธีการนีจะดีกวาการสุมตัวอยางโดยบังเอญตรงทการสุม การสุมโดยบงเอญ
้
่
ื
ิ
อาจจะทําใหไดกลุมตัวอยางเพียงบางประเภทเทานั้น
1.3 การสุมตัวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) การสุมตัวอยางแบบนี้เปนการ
ุ
ิ
่
ี
ุ
สุมโดยใชดลพนิจของผูวิจัยเองวา กลุมตวอยางทเลือกมานี้ เปนไปตามวัตถประสงคของการวิจัย การสุม
ั
้
ึ
่
ตวอยางแบบเจาะจงเปนการศกษาทตองอาศยความรู ความชํานาญ ประสบการณ ในเรืองนันจากหนวย
ี
่
ั
ั
ี่
ี
ตัวอยางทผูวิจัยเลือกได หรือท่เรียกวาผูเชียวชาญ (Expert) ฉะนั้น กลุมตัวอยางแบบนี้จึงมีชื่อเรียกอีก
อยางหนึ่งวา “ Expert Choice Sampling” แตอยางไรก็ตามปญหาของการสุมแบบเจาะจงนี้ขนอยูกบ
ึ
้
ั
การเลือกผูเชี่ยวชาญวาทําอยางไรจึงจะไดผูเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น
ั
1.4 การสุมกลุมตวอยางตามสะดวก (Convenience sampling) การเลือกกลุมตวอยาง
ั
้
ี
ื
โดยถอเอาความสะดวกหรือความงายตอการรวบรวมขอมูล ขอจํากัดของการสุมแบบนีจะมลักษณะ
เหมือนกับการสุมโดยบังเอิญ
ั
1.5 การสุมตวอยางแบบสโนวบอลล (Snowball sampling) เปนการเลือกตวอยางใน
ั
ู
ั
ลักษณะการสรางเครือขายขอมล เรียกวา Snowball sampling โดยเลือกจากหนวยตวอยางกลุมแรก
(จะใชหรือไมใชความนาจะเปนก็ได) และตัวอยางกลุมนี้เสนอบุคคลอ่นทมีลักษณะใกลเคียงตอไป ทงนี้
ั้
ี
่
ื
วิรัตน คาศรีจันทร (2556) แนะนําวา การสุมตวอยางแบบสโนวบอลลนํามาปรับใชในการวิจัยเชิงปฏิบัต ิ
ํ
ั
การณแบบมีสวนรวม (PAR) ดังนี้
ั
ี
่
ิ
่
ี
1.5.1 เดนสํารวจและรวบรวมขอมูลเกยวกบคนและการรวมกลุมแบบตาง ๆ ทีมอยูใน
่
ี
ํ
ี
ชุมชน: ใชเริ่มตนเขาสูชุมชนและทางานวิจัยในชุมชนท่ไมมีขอมลดังทตองการมากอน เพอเรียนรูผูคน
ู
ื
่
ึ
ี
เรียนรูชุมชน พรอมไปกับรวบรวมขอมูล ศกษาและรวบรวมกลุมคนท่อยูในความสนใจของการดําเนินการ
วิจัย ตลอดจนมีความพรอมและมีความสนใจทจะมสวนรวมดาเนินการวิจัยแบบ PAR ทจะดาเนินการ
ี
่
ี
ํ
่
ี
ํ
ั
ดวยกน ขณะเดยวกน กสามารถผสมผสานการสือสารและประสานงานกบชาวบานเพอเตรียมดาเนินการ
ื
ํ
็
่
ั
ี
่
ั
ตางตอไป
103
1.5.2 เดินสํารวจและประสานงานชุมชนในสถานการณจําเพาะ: ใชสํารวจและ
ี
ํ
่
ี
ู
ประสานงานชุมชนในชุมชนทมประสบการณทางานและดําเนินการวิจัย ตลอดจนมีขอมลและองคความรู
ี
ี
ตาง ๆ แตในหวงเวลาท่ตองการดําเนินการวิจัยดวยกันนั้น ชุมชนเกิดเง่อนไขและสถานการณท่ทําใหไม
ื
ิ
ํ
สามารถดาเนินการวิจัยโดยใชความรูดังทมีอยูในสภาวการณปรกติได เชน เกดความขัดแยง เกิดความไม
่
ี
ิ
ํ
ิ
ั
ไววางใจกนอยางกวางขวาง เกดความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณอยางฉับพลัน ทาใหสถานการณชุมชน
ึ
่
ื
ํ
เลือนไหล แตกแยกระส่าระสาย จึงจําเปนตองเรียนรูและเขาถงกลุมคนเพอประสานงานและดําเนินการ
่
สิ่งตาง ๆ ในเงื่อนไขจําเพาะ
1.5.3 เดินสํารวจและประสานงานชุมชนเพื่อเขาถึงกลุมความสนใจในชุมชนเมือง และ
ในสังคมที่หลากหลายซับซอนไดอยางถูกตองเหมาะสม : ใชสํารวจและคนหากลุมผูสนใจอยางเจาะจง เพอ
ื่
่
รวบรวมขอมูล ประสานงาน และริเริมดําเนินการวิจัยแบบ PAR อยางเจาะจงจําเพาะกลุมผูเก่ยวของ
ี
โดยตรง เชน กลุม อาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมบาน กลุมผูนําสตรีแมบาน กลุมผูเลียงเปดไลทง กลุม
ู
ุ
้
ิ
ธุรกจเอกชนท่เปนเครือขายสนับสนุนการเคลื่อนไหวนโยบายสาธารณะทองถนโดยหอการคาจังหวัด
่
ี
ิ
ี
เครือขายเขาถึงผูปวยเอชไอวีท่รับยา AZT ในกรุงเทพมหานคร กลุมเกษตรกรโรงสีขาว กลุมเกษตรกร
ยากจนและทําเกษตรอินทรีย กลุมทํานาบัวซึ่งกระจายผสมผสานอยูกับเกษตรกรทํานาเหลานี้ เปนตน
ี
1.5.4 เตรียมจัดเวทชุมชนและเตรียมกลุมผูมีสวนรวมใหมีความเหมาะสม: ใชเดินเรียนรู
้
ั
ความหลากหลายในชุมชนใหรอบคลุมความเปนจริงของชุมชน ทงกลุมผูนํา นักวิชาการและผูมความรูใน
ี
ิ
ทองถน ผูนําทางจิตใจ กลุมผูสูงอายุ กลุมการรวมตวดวยความสนใจตามประเด็นตาง ๆ กลุมเด็กและ
่
ั
ั
เยาวชน และอื่น ๆ พรอมกบประสานงานและเตรียมการจัดเวทีวิจัยในขั้นตอนตาง ๆ ตอไปใหเหมาะสม
ิ
ั
ขอจํากัดของการสุมโดยไมอาศยความนาจะเปนโดยผลการวิจัยไมสามารถอางองไปสูประชากร
ึ่
้
ั้
ทงหมดไดซงสงผลตอการสรุปผลการวิจัยท่จะอยูในขอบเขตของกลุมตัวอยางเทานั้น ทงนี้ขอสรุปนันจะ
ั้
ี
่
ื
ี
ั
ั
สรุปไปหาประชากรไดตอเมอกลุมตัวอยางมีลักษณะตาง ๆท่สําคญเหมอนกบประชากร รวมทังกลุม
้
ื
ั
ึ
้
ั
ี
่
ี
่
ตวอยางทไดนันขนอยูกบการตดสินใจของผูวิจัยและองคประกอบบางตวทไมสามารถควบคมได และไมม ี
ั
ั
ุ
้
วิธีการทางสถิติอยางไรที่จะมาคํานวณความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการสุม (Sampling error)
2. การสุมตัวอยางที่เปนไปตามโอกาสทางสถิติ (Probability sampling)
การสุมตัวอยางที่เปนไปตามโอกาสทางสถิติ จะเปนการสุมที่สมาชิกแตละหนวยของประชากร ม ี
ื
โอกาสที่จะถูกเลือกเทากัน โดยใชวิธีการสุม (Random) ที่มีระเบียบและกฎเกณฑที่นาเชื่อถอได วิธีการสุม
ึ
แบบนี้ ผูวิจัยสามารถหาคาความแตกตางระหวางกลุมตัวอยางและผลสรุปทไดกลาวอางไปถงประชากรได
ี่
ิ
โดยอาศัยวิธีการทางสถติอางอง (Inferential statistics) วิธีการสุมตวอยางทเปนไปตามโอกาสทางสถตนี ้
ั
ิ
ิ
่
ี
ิ
อาจแบงได 4 แบบ คอ
ื
2.1 การสุมตัวอยางอยางงาย (Simple random sampling)
การสุมตัวอยางอยางงาย จะเปนกลุมที่เปดโอกาสใหสมาชิกทุกหนวยมีโอกาสถูกเลือกมา
ี
ี
เทากัน เชน ถามประชากร 5 หนวย คอ A B C D และ E ถาจะสุมมา 1 หนวย อักษรแตละตัวมโอกาส
ื
ั
ั
ุ
่
ทจะถกเลือกเทากบ 1 ใน 5 ทกตวอกษร โดยผูวิจัยจะสุมทีละหนวยตวอยาง (Sampling unit) ออกมา
ี
ู
ั
ั
จนกวาจะไดหนวยตัวอยางครบตามจํานวน การสุมตัวอยางมีวิธีการสุม 2 วิธีคือ
2.1.1 วิธีการจับฉลาก วิธีนีเหมาะกบการเลือกประชากรทีมจํานวนไมมากนักเริ่มตนดวยการ
ี
ั
้
ั
้
โดยการเขียนหมายเลขใหเทากบจํานวนประชากรทงหมดแลวมวนใสภาชนะแลวทําการจับหมายเลขให
ั
ั้
เทากับจํานวนที่ตองการ เชน ประชากรทงหมด 400 คน ตองการ 100 คน กนําเอาประชากรทง 400 คน
็
ั
้
104
ั
ั
ี
้
ี
ั
ํ
่
มาใหหมายเลขตงแต 001 ถึง 400 ทาการเขยนลงในฉลากแลวนํามาคลุกเคลากนใหทว สุมมาเพยง 100
คน ก็จะไดกลุมตัวอยางตามตองการ
ึ
ี
2.1.2 วิธีการใชตารางเลขสุม เปนตารางท่นักสถตทาขนเพ่อใหไดเลขท่มโอกาสเลือกเทา ๆ
ี
ี
ื
้
ํ
ิ
ิ
ึ
กน ทกตวหรือทกชุด ซงมอยูทายหนังสือสถตทว ๆ ไป ผูใชตองกาหนดระบบอานวา จะอานไปในทศทาง
ี
่
ั
ํ
ิ
่
ิ
ุ
ิ
ั
ั
ุ
ึ
่
ใด เชน อานจากดานซายไปขวา หรืออานจากบนลงลาง และตองกําหนดวาจะเปนเลข 2 หลัก 3 หลัก ซง
จํานวนหลักขึ้นอยูกับประชากรมากหรือนอย ดังภาพที่ 5.3
ภาพที่ 5.3 ตัวอยางตารางเลขสุม
หมายเหตุ: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit04/U04_03.htm
ั
ี
ั
2.2 การสุมตวอยางแบบมระบบ (Systematic sampling) การสุมตวอยางแบบมระบบเปนการ
ี
สุมตวเลขมาเพียงตวเลขเดียว จากชวงตวเลข เชน สมมตสมาชิกท้งหมดจํานวน 500 หนวย ผูวิจัยก ็
ั
ั
ั
ั
ิ
่
ี
ี
นํามาจัดเรียบลําดบไว และตองการสุมมาเพียง 10 หนวย ใชในกรณทประชากรมีการลงทะเบียนและให
ั
ํ
หมายเลขไวตามลําดับอยางมีระเบียบ(หรือถาไมไดจัดทาไว นักวิจัยอาจจะนํามาจัดทําเองได) เชน
ื
ี
้
้
ั
่
ึ
ประชากร นักเรียน นักศึกษา พนักงานหางราน คนงานโรงงาน ประชาชนทตงบานเรือนในพนท่ซ่งม ี
ี
บานเลขที่ตามสําเนาทะเบียนบาน วิธีการสุมทําดังนี้
2.2.1 หาชวงของการสุมตัวอยาง โดยนําเอาจํานวนประชากรมาหารดวยจํานวนกลุม
ั
ี
ตัวอยางถามีเศษใหพิจารณาปดเศษเปนจํานวนเต็ม เชน ถามประชากร 1,400 คน ตองการกลุมตวอยาง
300 คน จะไดชวงของการสุม 1,400 / 300 = 4.67 ปดเปน 5
ั
2.2.2 หนวยตวอยางในประชากร 5 ลําดับแรกมาสุมหมายเลขตั้งตน (Random start) โดย
วิธีสุมอยางงายไดเลขที่ 3
2.2.3 ระบุหนวยที่จะเปนกลุมตัวอยาง โดยเริ่มจากเลขทตั้งตนและเลขทตอไปใหนําเลขทตง
ี
ั
้
ี่
่
ี
่
ตนบวกดวยเลขบอกชวงการสุม ดังนี้ 3 8 13 18 23 28… จนครบ 300 ตัวอยาง ถาระบุไปจนถงคน
ึ
ี
ํ
็
สุดทายแลวยังไมครบ 300 คน เนื่องจากการคานวณชวงการสุมมการปดเศษกใหบวกเลขวนกลับมาผาน
เลขที่ 1 อีกรอบ ถาซ้ําเลขที่เดิมใหขามไป
105
ิ
2.3 การสุมตวอยางแบบไมยึดสัดสวน (Disproportional sampling) โดยปกตการสุมตวอยาง
ั
ั
้
ี
่
ั
ี
ุ
ควรยึดสัดสวนเพื่อใหไดตัวแทนที่แทจริงทงจํานวนและคณภาพ แตในบางกรณทการยึดสัดสวนจะทาใหได
ํ
ิ
้
ตวอยางจากบางสัดสวนนอยเกนไปเราอาจเลือกสัดสวนนันมากข้น โดยกําหนดน้าหนักของผลลัพธให
ํ
ั
ึ
ื
นอยลงเพอความถกตองในการคํานวณ เชน ในการถามความเห็นจากประชาชน 1,200 คน ในเรืองการ
่
่
ู
ึ
รักษาทกโรค 30 บาท เราจะเลือกประชาชน (Sample) อยางนอยรอยละ 10 มาศกษา (120 คน) แต
ุ
่
ี
ื
ิ
ิ
ึ
่
จํานวนเพศชายม 1,000 คน เพศหญง 200 คน จํานวนทเลือก คอ ชาย 100 คน หญง 20 คน ซงผูวิจัย
ี
ู
ิ
ิ
ี
่
ี
ิ
คดวาจํานวนเพศหญิง 20 คน นอยเกนไป อาจไมไดขอมลทด จึงสุมเลือกเพศชายมา 100 คน หญง 100
คน แตกอนการคานวณ จะใหคาน้าหนักของคําตอบของเพศชายมน้าหนัก x 10 สวนคาตอบของเพศ
ี
ํ
ํ
ํ
ํ
หญิง x 2 ก็จะไดสัดสวนตามความเปนจริง
ึ
ี
่
ี
้
ั
2.4 การสุมตวอยางแบบแบงชันภูม ใชในกรณประชากรทตองการศกษามลักษณะหลากหลาย
ี
ิ
ั
และแตกตางกนในแตละกลุม ผูวิจัยอาจสุมตัวอยางโดยแบงประชากรออกเปนกลุมยอยหรือตาม
ระดบชั้นภูม (Stratum) ซงเปนการปรับปรุงการสุมตวอยางแบบปกต เพอลดความคลาดเคลือนของการ
ั
่
ิ
ึ่
ั
ื
่
ิ
สุมตัวอยางในประชากรศึกษาที่มีคุณลักษณะพิเศษแยกไดเปนชั้น ๆ (Strata) อยางชัดเจนเพื่อ
2.4.1 ใหไดตัวแทนของลักษณะพิเศษนั้นในสัดสวนหรือในจํานวนตามตองการ
2.4.2 ใหไดจํานวนตัวอยางในแตละชั้นเพียงพอตอการคํานวณ
2.4.3 เพื่อใหไดปริมาณมากพอที่เปนการกระจายของขอมูลเปนการกระจายแบบปกติ
ดังภาพที่ 5.4
ภาพที่ 5.4 การสุมตัวอยางแบบแบงชั้น (Stratified random sampling)
ที่มา: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit04/U04_03.htm
106
ั
ึ
2.4 การสุมตวอยางแบบกลุม (Cluster or Area sampling) คําวา Cluster หมายถง กลุมของ
่
ี
สิ่งใดสิ่งหนึ่งทมีคณลักษณะภายในกลุมเหมือนกัน แตกตางกันนอยหรือไมแตกตางกันเลยในการสุม
ุ
ั
่
ั
ั
ี
ตวอยางแบบกลุมนี้จะเปนการแกปญหาประชากรทจะศึกษากระจัดกระจายอยูท่วไปมกทําใหเกิดความ
ยากลําบากในการเก็บขอมูล ผูวิจัยจึงจําเปนตองแบงประชากรออกเปนกลุม Cluster ในทางสังคมศาสตร
ู
อาจจะใชการแบงเขตตามการปกครอง เชน ภูมภาค จังหวัด อาเภอ ตําบล หมบาน ครัวเรือน เปนตน
ิ
ํ
จากนันจึงเลือกกลุมตวอยางจากกลุมตาง ๆ ตามวิธีการสุมอยางงายหรือแบบมีระบบก็ได ทงนี้สิ่งทควร
ั้
้
ี่
ั
คํานึงถึงการสุมแบบกลุม มีดังนี้
2.4.1 ความแตกตางของลักษณะท่จะศึกษาระหวางกลุม (Cluster) มีไมมากหรือเรียกวาม ี
ี
ความเปนเอกพันธ (Homogeneous)
2.4.2 ขนาดของแตละกลุมเทากันหรือแตกตางกันไมมากนัก เพราะเมื่อเลือกกลุมมาเปน
ี
่
ี
ิ
ตัวอยางแลวการประมาณคาพารามเตอรจะมลักษณะไมอคต (Unbias estimation) มากกวากรณทกลุม
ี
ิ
ตัวอยางในแตกลุมมีขนาดแตกตางกันมาก
2.4.3 ขนาดของกลุม (Cluster) ไมมีคําตอบแนนอนวาจํานวนหนวยตัวอยางทศกษาในแตละ
ึ
ี่
กลุมจะเปนเทาใดขึ้นอยูกับคําถามการวิจัยและความยากงายในการเก็บขอมูล
ดังภาพที่ 5.5
ภาพที่ 5.5 การสุมตัวอยางแบบแบงกลุม (Cluster sampling)
ที่มา: http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit04/U04_03.htm
107
2.5 การสุมตัวอยางแบบหลายข้นตอน (Multi - stage sampling) เปนการสุมตัวอยาง
ั
ํ
้
ประชากรโดยแบงประชากรออกเปนลําดับชันตาง ๆ แบบลดหลัน เชน ภาค จังหวัด อําเภอ ตาบล
่
่
ั
ู
ี
้
หมบาน ครัวเรือน ยอยลงเรื่อย ๆ โดยทําการสุมประชากรจากหนวยหรือสําดบชันทใหญกอนจากหนวย
่
้
ี
ั
ี
ที่สุมไดก็ทําการสุมหนวยที่มีลําดับใหญรองลงไปทละชั้นจนถงกลุมตวอยางในชันทตองการ การสุมแบบ
ึ
ี
นี้จึงมีลักษณะการกระจายเปนรางแหท่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนถึงหนวยท่ตองการเกบรวบรวมขอมล
ี
ู
็
ถาใชการสุม 2 ครั้ง เรียก Two-stage sampling ถา 3 ครัง ก็เปน Three-stage sampling เปนตน
้
ดังภาพที่ 5.6
สุมอําเภอ รอยละ 30 โดยวิธีการสุมแบบมีระบบ
อําเภอลี้ มีตําบลทั้งหมด 5 ตําบล อําเภอบานโฮงมีตําบลทั้งหมด 5 ตําบล
สุมตําบล รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงาย
ตําบลแมตืน ม ี ตําบลศรีวิชัย ตําบลปาพล ู ตําบลเหลายาว
หมูบานทงหมด มีหมูบานทั้งหมด มีหมูบานทั้งหมด มีหมูบานทั้งหมด
ั้
17 หมูบาน 13 หมูบาน 17 หมูบาน 12 หมูบาน
สุมหมูบาน รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงาย
น
ูบ
ม
4 หมูบาน 5 หมูบาน 4 หมูบาน
า
ห
5
สุมครัวเรือน รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงาย
129 ครัวเรือน 83 ครัวเรือน 65 ครัวเรือน 87 ครัวเรือน
่
ั
ภาพที่ 5.6 จํานวนกลุมตวอยางทกาหนดตามสัดสวนประชากรในหมบานทไดรับการคดเลือกการการสุม
ี
ี
ํ
่
ั
ู
ตัวอยางแบบหลายขั้นตอน
ตัวอยางการนําเสนอขอมูลประชากรและกลุมตัวอยางในการวิจัย
ี่
ื้
่
ุ
ื
ตัวอยาง งานวิจัย เรือง การศึกษาพฤติกรรมการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานในพนทลุมน้ําลี้
้
ื
จังหวัดลําพูน
ั
ผูวิจัยไดใชการศึกษาเชิงสํารวจชนิดการสํารวจแบบภาคตดขวาง (Cross sectional survey)
ี
เพื่อใหไดขอมูลที่เกี่ยวของมกระบวนการศึกษา ดังนี้
108
ั
ํ
ั
1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ผูวิจัยไดกาหนดเกณฑการคดเลือกกลุมตวอยางเขาสูการวิจัย
(Inclusion criteria) ดังนี้
1.1 อายุ 15 ขึ้นไปทั้งเพศชายและเพศหญิง
1.2 สามารถสื่อสารและเขาใจภาษาไทย
1.3 ยินดีเขารวมในการศึกษา
1.4 เปนบุคคลที่อาศัยอยูในพื้นที่ศึกษาไมนอยกวา 6 เดือน กอนการเก็บขอมูล
ํ
ั
การคานวณขนาดตัวอยาง ผูวิจัยไดเลือกใชวิธีการคานวณขนาดตวอยางจากสูตรของ Cochran
ํ
(1997) ไดขนาดกลุมตัวอยาง จํานวน 321 ครัวเรือน
n = P(1− P)
E 2 + P(1− P)
Z 2 N
เมื่อ n คือ จํานวนกลุมตัวอยางที่ตองการ
N คือ ขนาดประชากร
P คือ สัดสวนของประชากรที่ผูวิจัยตองการสุม (ใชสัดสวน 30 % หรือ 0.30)
Z คือ ระดับความมั่นใจที่กาหนดหรือระดับนัยสําคัญทางสถิติ
ํ
Z ที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 เทากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น 95 %) > Z = 1.96
E คือ คลาดคลาดเคลื่อนของกลุมตัวอยางระดับความเชื่อมั่น 1.96 % สัดสวนความคลาด
เคลื่อนเทากับ 0.05
แทนคาในสูตรได ดังนี้
n = 0.30 (1 – 0.30)
2
0.05 + 0.30 (1 – 0.30)
2
1.96 50,482
≈ 321 ครัวเรือน
ั
ํ
ผูวิจัยไดคัดเลือกกลุมตัวอยางในระดับอาเภอ รอยละ 30 โดยวิธีการสุมอยางงายไดกลุมตวอยาง
ั
ในระดบอําเภอ คอ อําเภอลี้และอําเภอบานโฮงเปนตวแทนของชุมชนในการศกษาการใชประโยชนพช
ึ
ื
ื
ั
สมุนไพรพ้นบานเนื่องจากมีพนท่ปาสมุนไพรตามธรรมชาติคงเหลืออยูมากท่สุดในพ้นทลุมน้ําลี หลังจาก
ื
ื
ี
้
้
ื
ี
่
ี
ํ
้
นันทําการคานวณสัดสวนของครัวเรือนตัวอยางในแตละอําเภอ ไดจํานวนครัวเรือนตัวอยางแยกตาม
อําเภอดังตารางที่ 1
109
ตารางที่ 1 สัดสวนครัวเรือนในแตละอําเภอ
ลําดับท ชื่ออําเภอ จํานวนครัวเรือน สัดสวน จํานวนครัวเรือนตัวอยาง
ี่
1 ลี้ 18,164 0.552 179
2 บานโฮง 14,733 0.448 142
รวม 32,897 1 321
้
ั
จากระดบอาเภอ ผูวิจัยใชวิธีการสุมอยางงายในการเลือกกลุมตวอยางมารอยละ 30 ทงในระดบ
ั
ั
ํ
ั
ตาบลและระดับหมบาน เพ่อใหไดจํานวนกลุมตัวอยางท่กําหนดตามสัดสวนประชากรในหมบานท่ไดรับ
ื
ํ
ี
ี
ู
ู
การคัดเลือก ดังตารางที่ 2
ตารางที่ 2 จํานวนครัวเรือนตัวอยางแยกตามตําบลและหมูบาน
ี่
ลําดับท ชื่อตําบล จํานวนครัวเรือน จํานวน สุมหมูบาน จํานวนตัวอยางใน
ู
ตัวอยาง หมูบาน รอยละ 30 แตละหมบาน
้
ทังหมด
1 ปาไผ 96 12 4 96 / 4 = 24
2 ศรีวิชัย 83 13 4 83 / 4 = 21
3 บานโฮง 54 14 5 54 / 5 = 11
4 เหลายาว 88 12 4 88 / 4 = 22
รวม 321 51 17
ั
การคดเลือกครัวเรือนแตละหมบานมาศกษาผูวิจัยใชตารางเลขสุม (Random number table)
ู
ึ
ั้
ู
ตามสัดสวนของจํานวนหลังคาเรือนแตละหมบาน ทงนี้คณะผูวิจัยไดใชเลขทบาน 4 ครัวเรือนแรกมาสุม
ี
่
ี
ั
่
ี
ั
ู
ู
ตวอยางกอนแลวจึงเกบขอมลจากเลขทบานท่เรียงลําดบแลวเวน 4 หลังคาเรือนในแตละหมบานจนครบ
็
ู
้
้
ั
จํานวนตามสัดสวนครัวเรือนในแตละหมบาน ทงนีผูวิจัยเลือกผูนําครัวเรือนเปนผูใหขอมูล ถาไมพบผูวิจัย
ไดเขาเก็บขอมูลซ้ําอีกครั้ง และถาไมพบเปนครั้งที่ 2 ผูวิจัยไดเปลี่ยนเปนหลังคาเรือนถัดไป
ิ
ตัวอยาง การวิจัย เรือง การศกษาภูมปญญาพ้นบานดานการเกษตรของเกษตรกรเทศบาลเมอง
่
ื
ึ
ื
ํ
ั
้
เมืองแกนพฒนาอาเภอแมแตง จังหวัดเชียงใหม การศึกษาวิจัยครังนี้ใชกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ
่
ี
(Qualitative method) ประชากรในการศึกษานี้เปนเกษตรกร ประชาชน เจาหนาทดานสาธารณสุข
ื
และเจาหนาทดานการเกษตรท่เก่ยวของในเขตเทศบาลเมองเมองแกนพัฒนา อาเภอแมแตง จังหวัด
ํ
ื
ี
่
ี
ี
่
ื
ั
ี
เชียงใหม ท้งนีผูวิจัยจึงใหความสําคญอยางยิ่งตอบริบทและเงอนไขแวดลอม โดยเฉพาะสถานท่ บุคคล
้
ั
ี
่
ี
ี
และเวลาท่เกยวของ และในการเลือกสนามวิจัยผูวิจัยไดเลือกสนามวิจัยซงเปนชุมชนท่มปรากฏการณท ่ ี
ึ
่
ี
ี
่
ื
ื
ี
ผูวิจัยตองการศึกษานั่น คอ ชุมชนทมการประยุกตใชภูมิปญญาพ้นบานดานการเกษตร โดยมหลักการ
ี
ี
ื
เลือกกวาง ๆ 3 ประการคอ 1) เปนพนทท่ผูวิจัยสามารถเขาถึงได 2) เปนพ้นท่ทเมอผูวิจัยเขาถึงแลว
ื
้
่
ื
ื
ี
ี
่
่
ี
่
ี
ี
่
้
สามารถปฏิบัตตนในบทบาทนักวิจัยได และ 3) เปนพนททนักวิจัยสามารถเขาถึงขอมลได และเลือกกลุม
ู
ิ
ื
110
ี
ี
ั
ตวอยางแบบเจาะจง (Purposive sampling) เฉพาะผูท่สามารถใหขอมูลท่มากและลึกตรงประเด็นท ่ ี
ี
ี
ี
ตองการศึกษา และเปนกลุมตัวอยางท่มีขอมูลเก่ยวกับสิ่งท่ผูวิจัยตองการศกษามาก (Information-rich
ึ
case) จํานวน 18 คน นอกจากนี้ยังใชการศึกษารายกรณีจํานวน 4 กรณี ซึ่งในงานวิจัยเชิงคณภาพถอวา
ุ
ื
เปนรูปแบบงานวิจัยที่มีความสําคัญ เพราะทําใหไดองคความรูที่ลุมลึกสามารถทาความเขาใจความซบซอน
ั
ํ
ของปรากฏการณที่ศึกษาไดอยางชัดเจน
ตัวอยาง กลุมตวอยางเขารวมกจกรรมการเสริมสรางการเรียนรูผลกระทบสุขภาพชุมชนจาก
ั
ิ
คุณภาพน้ําเสื่อมโทรมผานการวิเคราะหผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน
้
ี
การศึกษานีใชกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัติการกลุมผูมสวนไดเสีย (Stakeholder group
ั
่
ื
operational seminar) มีวัตถุประสงคเพื่อใหผูมีสวนไดเสียไดรวมกนเรียนรูการใชเครืองมอการวิเคราะห
ํ
่
ผลกระทบสุขภาพระดับชุมชนทสะทอนผลกระทบจากคุณภาพน้าเสื่อมโทรม ประกอบดวยผูเขารวม
ี
กจกรรมการเสริมสรางการเรียนรู จํานวน 30 คน ประกอบดวย ตัวแทนประชาชน 10 คน ตัวแทนผูนํา
ิ
ู
ชุมชน 2 คน ตัวแทนเกษตรกร จํานวน 10 คน ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมบาน 4 คน
ตัวแทนหนวยงานดานสิ่งแวดลอม 1 คน ตัวแทนหนวยงานดานสาธารณสุข 1 คน และตวแทนจาก
ั
องคกรปกครองสวนทองถน จํานวน 2 คน
ิ
่
ื
้
ื
ตัวอยาง กลุมตวอยางการวิจัยเอกสารเพ่อคนหาองคความรูอาหารพนบานของผูสูงอายุ และ
ั
ปจจัยการคงอยูของอาหารพื้นบาน
การวิจัยจากเอกสาร (Documentary research) โดยการทบทวนวรรณกรรมแบบเรียงรอย
ี
ุ
ิ
ั
ี
่
ถอยคํา (Narrative review) จากเอกสารท่เกยวของกบองคความรูในการแสวงหาวัตถดบ การปรุงและ
คุณคาทางโภชนาการของอาหารพื้นบาน
เกณฑในการเลือกเอกสาร
ขอมูลในการวิจัยเอกสารทงหมดไดมาจากการศึกษาจากสื่อเอกสารในลักษณะตาง ๆ ที ่
ั
้
ั
ี
ุ
้
ื
ั
่
้
ั
้
ั
สอดคลองกบวัตถประสงคของการวิจัย ทงนีผูวิจัยไดตงคณะกรรมการเพ่อชวยในการคดเลือกเอกสารทม ี
ิ
ความเหมาะสมกบการวิจัยครังนี้ ประกอบดวย ผูเชี่ยวชาญดานโภชนาการ ผูเชี่ยวชาญดานภูมปญญา
ั
้
พนบานลานนาดานสุขภาพ และผูเชี่ยวชาญดานการสงเสริมสุขภาพ โดยมเกณฑสําหรับการคดเลือก
ั
ี
ื
้
เอกสารมาใชในการวิจัย (Mogalakwe, 2006; Scott,1990) ประกอบดวย
ี
1.1. ความจริง (Authenticity) โดยคณะกรรมการรวมกบผูวิจัยคดเลือกเอกสารทเปน
ั
่
ั
ี
ี
่
่
ี
ู
ี
เอกสารทแทจริง (Origin) โดยการตรวจสอบขอมลเกยวกบหนวยงานท่เขียนเอกสารวามความนาเชือถอ
่
ั
ื
ื
ี
หรือไม อยางไร รวมถึงขอมลท่ปรากฏในเอกสารนั้นสอดคลองกับขอมลในบริบทอ่นๆ ท่เกิดข้น ณ
ี
ู
ึ
ู
ชวงเวลาที่มีการเขียนเอกสารนั้นอยางไร
่
ื
ู
1.2 ความถกตองนาเชือถอ (Credibility) โดยคณะกรรมการรวมกบผูวิจัยคดเลือกเอกสาร
ั
ั
ี
ดวยการพิจารณาวาเอกสารนั้นจะตองไมมีขอมูลท่ผิดพลาด บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเปน
จริง
1.3 การเปนตัวแทน (Representativeness) โดยคณะกรรมการรวมกบผูวิจัยพจารณา
ิ
ั
ั
วา เอกสารดังกลาวมีความเปนตัวแทนหรือไม โดยการเปนตัวแทนระดบแรก คอ การท่เอกสารนัน
้
ื
ี
ู
ื
ี
ั
สามารถใชแทนหรือเปนแบบฉบับที่แทนเอกสารประเภทเดียวกนไดหรือไม และระดบทสอง คอ ขอมลใน
่
ั
เอกสารที่จะนํามาวิเคราะหนั้นจะตองเปนขอมูลที่เปนตัวแทนของประชากรได
111
่
ี
1.4 ความหมาย (Meaning) โดยคณะกรรมการรวมกับผูวิจัยคัดเลือกเอกสารทมีความ
ู
ชัดเจนและสามารถที่จะเขาใจไดงาย ผูวิจัยตรวจสอบเอกสารในเบืองตนดวยการพิจารณาขอมลคราว ๆ
้
วา เอกสารที่นํามาพิจารณานั้นมีขอมูลใดที่เปนนัยสําคัญหรือจะสรางความหมายใหกับการวิจัยหรือไม
แหลงทมาของขอมลทไดเปนขอมูลปฐมภูมซงเปนเอกสารชั้นตนหรือเอกสารปฐมภูม ิ
่
ึ่
ิ
ี
ู
ี่
ึ
ี
่
ี
่
(Primary document) ซงเปนเอกสารทเขยนขนโดยบุคคลทเรียกวา ประจักษพยาน (Eye-witness) ที ่
ึ
้
ี
่
ิ
ุ
อยูในเหตุการณ ณ ขณะที่เหตุการณนั้นกําลังเกิดขึ้นจริง และขอมลทตยภูมิใชขอมูลจากเอกสารสาธารณะ
ู
ี
ี
่
ี
ึ่
(Public document) ซงเปนเอกสารทเขยนและตพิมพเผยแพรโดยหนวยงานสาธารณะทงภาครัฐและ
้
ั
เอกชน ประกอบดวย เอกสารจากเวปไซด (Internet database) เอกสารจากหนวยงาน (Organization
database) และเอกสารจากฐานขอมูลหองสมุด (Library database)
บทสรุป
ั
ี
ประชากรเปนกลุมของสิ่งตาง ๆ ท้งหมดท่ผูวิจัยสนใจ อาจจะเปนสิ่งมีชีวิตหรือไมมีชีวิตก็ได
ี
ประชากรท่ใชในการวิจัยแตละเรื่องจะมีลักษณะทแตกตางกนโดยเฉพาะประชากรท่เปนมนุษย กลุม
ี
ั
่
ี
ี่
ตัวอยาง เปนจํานวนยอยหรือกลุมยอยที่เลือกมาจากประชากรเพื่อใชเปนตัวแทนของประชากรในการทจะ
ู
ใหขอมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะทําวิจัย ถากลุมตัวอยางที่เลือกมาเปนตัวแทนที่ดีของประชากร ขอมลตางๆ ทได
ี่
ั
็
ู
จากกลุมตัวอยางกจะเปรียบเสมือนขอมลของประชากรดวย การกําหนดขนาดตวอยางจึงมีความสําคัญ
่
ั
ุ
ึ
และจําเปนในทกรูปแบบวิจัยซงผลท่ไดจากการวิจัยในกลุมตัวอยางเปนตวสะทอนถึงลักษณะของ
ี
ประชากรทงนีอาจกาหนดขนาดของกลุมตวอยางโดยใชเกณฑ การกาหนดขนาดของกลุมตัวอยางจากตัว
้
้
ั
ั
ํ
ํ
แปรอสระทตองการ การใชตารางสําเร็จรูปและการใชสูตรคานวณ สวนเทคนิคการสุมตัวอยางสามารถ
ิ
ี่
ํ
เลือกกลุมตัวอยางที่ไมเปนไปตามโอกาสทางสถิติและการสุมตัวอยางที่เปนไปตามโอกาสทางสถิติ
112
บทที 6
่
ื
่
เครองมือการวิจัยทางสาธารณสุข
ุ
ี
ุ
ี
เครืองมอวิจัยอาจเปนวัสด อปกรณ และแบบสอบถาม ซงในการวิจัยจะเลือกใชเครืองมอทมอยู
่
ื
่
ึ่
่
ื
ั
ึ
ั
เดิมและพฒนาปรับเปลี่ยนเพ่อใหสอดคลองตามวัตถประสงคของการวิจัยนั้นหรืออาจจะสรางข้นใหมท้ง
ุ
ื
ฉบับ อยางไรก็ตามเครื่องมือแตละชนิดก็จะมีความแตกตางกันตามวัตถุประสงคของการวิจัย ดังนั้น
ู
ิ
่
กระบวนการสรางเครืองมอจึงเปนกระบวนการทผูวิจัยจะตองพถพถนสรางใหตรงกับความตองการขอมล
ี
ั
ื
่
ี
ิ
ี
่
ื
ี
ของผูวิจัย ตองมการวางแผนอยางรอบคอบเพราะถาสรางเครืองมอทไมเหมาะสมจะทาใหไดขอมลท ่ ี
ํ
่
ู
ผิดพลาด คลาดเคลื่อนและจะนําไปสูผลการวิจัยทผิดพลาดตามมา ผูวิจัยควรไดศึกษาคณลักษณะของ
ี
่
ุ
ื
ี
ี่
่
ื
เครื่องมอการวิจัยทดี หลักการและขอเสนอแนะในการสรางเครื่องมือแตละประเภทอยางละเอยด เมอ
ื
ุ
่
ื
่
สรางเครืองมอสินสินแลวจะตองไตรตรอง ทบทวน ทดลองใช และหาคณภาพเครืองมอตามกระบวนการ
้
้
กอนนําไปใชเก็บขอมูล
เครื่องมือการวิจัย
ื
ี
่
ี
่
เครื่องมอทใชในการวิจัยหรือเครืองมือวัด (Research instrument) หมายถึง สิงทผูวิจัยจําเปนตอง
่
่
ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลเพ่อนํามาวิเคราะหหาคําตอบเพ่อทดสอบสมมติฐานซงการทจะเกบรวบรวม
ื
ี
็
ึ
่
ื
ุ
่
ุ
ี่
ื
ขอมูลเพื่อใหไดขอมูลที่ถูกตอง จึงตองเลือกใชเครื่องมอวัดทมคณภาพเชื่อถอได สามารถจําแนกลักษณะท ี่
ื
ี
วัดได โดยลักษณะของเครื่องมือวัดที่ดีจะมคุณสมบัติ ดังนี้
ี
1. มความเท่ยงตรง (Validity) คือ เปนเครืองมอทสามารถวัดในสิงท่ตองการจะวัดหรือสามารถ
ี
่
ี
่
ื
ี
่
ี
ึ
ี
วัดไดตรงตามจุดประสงคของการวัด โดยความเท่ยงตรงในการวัดแบงออกไดหลายอยางข้นอยูกับ
ื
้
จุดประสงคของการวัด คอ ความเทยงตรงตามเนือหา, ความเท่ยงตรงตามโครงสราง และความเท่ยงตรง
ี
่
ี
ี
เชิงพยากรณ
ื
ื
2. มีความเชื่อถือได (Reliability) ความเชื่อถือไดของเครื่องมอวัดนั้น หมายถึง เปนเครื่องมอวัดท ่ ี
สามารถวัดไดคงที่แนนอนไมเปลี่ยนแปลงไปมา ไมวาจะวัดกี่ครั้งก็จะไดขอมูลที่ตรงกันเสมอ
ึ่
ื
3. มีอํานาจจําแนก (Discrimination) เครื่องมอการวิจัยที่ดีจะตองมีอํานาจจําแนกสูง ซงหมายถง
ึ
่
ู
่
ความสามารถแยกหรือแบงกลุมผูตอบออกเปนระดับตาง ๆ ไดถูกตองตามสภาพความเปนจริงของสิงทถก
ี
วัด
ื
ี
ี่
่
ี
4. มีประสิทธิภาพ (Efficiency) เครื่องมือวัดทดจะตองมประสิทธิภาพนันคือจะตองเปนเครื่องมอ
ุ
ื
้
ทวัดไดเทยงตรงและเชื่อถอได นอกจากนันจะตองเปนเครืองมอทสามารถอานวยประโยชนไดอยางคมคา
ี
่
่
่
ื
ํ
ี
ี
่
โดยที่เสียเวลาและคาใชจายในการวัดนอย
ี
เครื่องมือท่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลจึงเปนเครื่องมือท่ใชในการวัดตัวแปรตาง ๆ ในงานวิจัย
ี
เนื่องจากการวิจัยเปนกระบวนการศึกษาตัวแปร ดังนั้นงานวิจัยทุกรูปแบบจึงจําเปนตองมีเครื่องมือท่ใช
ี
็
ู
เกบรวบรวมขอมลการวิจัย ซึ่งเครื่องมือเหลานี้แบงไดเปน 2 ประเภท คือ
ี
1. เครื่องมือในการดําเนินการวิจัย เปนสวนท่จําเปนสําหรับแบบการวิจัยและพัฒนา และแบบ
ี
ื
การวิจัยเชิงทดลอง สวนแบบการวิจัยเชิงสํารวจนันไมจําเปนตองมเครื่องมอในการดําเนินการวิจัย
้
ื
โดยทั่วไปแลวเครื่องมอในการดําเนินการวิจัย ถาเปนการวิจัยเชิงทดลองจะครอบคลุมอปกรณตาง ๆ ทใช
่
ุ
ี
113
ิ
ในการทดลอง เชน ศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากขม้นชันรวมกับจุลินทรีย Bacillus
thuringensis และ Nuclear Polyhedrosis Virus ในการปองกันแมลงศัตรูหอมแดงในแปลงปลูกของ
ี
เกษตรกร มวัสดุ อุปกรณการทดลอง ดังนี้
้
1.1 ขมินชันสด
1.2 หัวพันธุหอมแดง สายพันธุบางชางหรือหอมแดงศรีษะเกษ
1.3 เชื้อ Bacillus thuringiensis subsp. kurstaki จากหองปฏิบัติการความเขมขน
16,000 IU/mg
1.4 เชื้อ Nuclelar Polyhedrosis Virus (SeNPV) จากหองปฏิบัติการความเขมขน 10 x
9
10 ผลึกตอมิลิลิตร
1.5 ฟางขาว
1.6 ปุยเคมีสูตร 14 – 14 – 21 และ 15 – 15 - 15
1.7 เครื่องพนสารชนิดสูบโยกสะพายหลัง
ั
1.8 ถังหมกขมิ้นชันขนาด 10 ลิตร
่
ี
2. เครืองมอทใชในการเกบรวบรวมขอมูล เปนเครืองมือท่ใชในการวัดตวแปรตาง ๆ ในงานวิจัย
่
ื
ี
่
ั
็
ี
เนื่องจากการวิจัยเปนกระบวนการศึกษาตัวแปร ดังนั้นงานวิจัยทุกรูปแบบจึงจําเปนตองมีเครื่องมือท่ใช
ึ
้
ื
่
เกบรวบรวมขอมูลการวิจัย ซงเครื่องมอเหลานี เชน แบบทดสอบ แบบวัด แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ
็
แบบสังเกต แบบบันทึกขอมูล เปนตน
้
ึ
ั
้
้
ั
ื
ู
งานวิจัยชิ้นหนึ่งอาจใชเครื่องมอในการรวบรวมขอมลชนิดเดยวหรือหลายชนิดกได ทงนีขนกบตัว
ี
็
แปรที่ศึกษาและวิธีการเก็บรวบรวมขอมูล โดยการเลือกใชเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัยควรเริ่มจาก
การพิจารณาชนิดของขอมูลจากนั้นเลือกวิธีการและเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลท่เหมาะสมกับลักษณะ
ี
ของขอมล
ู
การสรางเครื่องมือในการวิจัยดานสาธารณสุข
ู
เครื่องมือรวบรวมขอมลสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุขมีหลายประเภทหลายลักษณะ ซ่งจะ
ึ
แตกตางตามความยุงยากซับซอนในการสราง รูปแบบการตอบ การนําไปใช และการวิเคราะหแปลผล
ั
ื
เครื่องมอรวบรวมขอมูลแตละประเภทแตละลักษณะจะเหมาะสมกับการใชรวบรวมขอมลแตกตางกน
ู
่
ี
็
ื
่
นักวิจัยจะตองเลือกใชเครืองมอรวบรวมขอมลทสามารถวัดหรือเกบรวบรวมขอมลใหไดตรงตามความ
ู
ู
ตองการ และสามารถทดสอบสมมติฐานทกาหนดไวได ทงนีการวิจัยทางดานสาธารณสุขศาสตรจะนิยมใช
ี่
ั
้
้
ํ
เครื่องมือการวิจัย เชน
1. แบบทดสอบ (Test)
ิ
ื
ั
ี
่
เปนเครืองมอท่ใชวัดความรูหรือระดบสตปญญา ความถนัดและการเรียนรูงาน หรือใชวัด
ความสามารถทางดานการดูแลสุขภาพ ซึ่งแบบทดสอบนี้ แบงออกเปน 3 ลักษณะ
1.1 แบบทดสอบความเรียง (Essay test) เปนแบบสอบถามท่ผูตอบแบบสอบถาม ตอบ
ี
ึ
ิ
แบบสอบถามอยางอสระหรือมเสรีในการตอบคาถามจากการตความของโจทยท่ผูวิจัยต้งขนมา การตอบ
้
ี
ี
ี
ั
ํ
้
ึ
ั
จะตอบไดมาก - นอยอยางไรหรือตรงประเด็นหรือไมอยางไร สวนหนึ่งจะขนอยูกบความรูของผูตอบ
แบบสอบถามบางครั้งอาจจัดใหเปนชวง เชน มาก ปานกลาง นอย ตัวอยางเชน
114
ตัวอยาง แบบทดสอบสาเหตุความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ําในแมน้ําลี้
ระดับความคิดเห็น
สาเหตุ มาก ปานกลาง นอย
1. การปลอยน้ําเสียจากอาคารบานเรือนของประชาชนริมฝง
แมน้ําลี้
2. การทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงแมน้ําลี้
3. การใชสารเคมีการเกษตรในสวนมะมวงและสวนลําไย
4. การปลอยน้ําเสียจากฟารมปศุสัตว (วัว หมู ไก)
5. การเพิ่มขึ้นของประชากรในชุมชนริมฝงแมน้ําลี้
6. การเลี้ยงปลาในกระชัง
7. เปนเรื่องของธรรมชาติ
1.2 แบบทดสอบแบบตอบสัน (Short answer test) เปนแบบสอบถามทผูถามตองการคําตอบ
้
ี
่
ั
ี
ี
่
่
ในเรืองใดเรืองหนึงอยางชัดเจนจากผูตอบ วามความรูความเขาใจมากนอยแคไหน เชน การถามเกยวกบ
่
่
สถานที่ ชื่อบุคคล เปนตน ตัวอยางเชน
่
ื
ี
สถานบริการสุขภาพในชุมชนททานใชบริการเมอเจ็บปวยเปนประจํา คอ...............................
่
ื
่
ี
ื
่
บุคคลในชุมชนททานมกจะขอความชวยเหลือเมอตองการประกอบพิธีกรรมตามแบบแผนภูม ิ
ั
ื
ํ
้
ื
่
ื
ปญญาพนบานลานนาเพอการสรางเสริมกาลังใจ คอ..................................
่
้
ั
ี
ี
1.3 แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice item) เปนแบบสอบถามทจะมทงคําถาม
ั
ู
ี
ื
่
ั
ั
้
และคาตอบ โดยคําตอบในตวเลือกนันจะมีขอถกเพียงขอเดยวเทานั้น สวนตวเลือกอนจะเปนตวลวง
ํ
ี
(Distractors) ลักษณะเดนของแบบสอบถามแบบเลือกตอบอยูท่ผูตอบใชเวลามาก ในการอานและคิด
สวนการตอบใชเวลานอย การตรวจการวิเคราะหทําไดงายและสะดวก ผูวิจัยจึงนิยมนําไปใชในการเก็บ
ู
ี
็
รวบรวมขอมูลสําหรับการวิจัย แบบทดสอบแบบเลือกตอบอกแบบหนึงทนํามาใชในการเกบรวบรวมขอมล
ี
่
่
ี
ในการวิจัยสวนมากจะใชในการสัมภาษณหรือใชกบผูใหขอมลทมความรูนอย แบบทดสอบท่วาจะเปนสอง
ั
ี
่
ู
ี
ี
ตัวเลือกหรือแบบถูก - ผิด หรือ ม - ไมมี เปนตน ตัวอยางเชน
ตัวอยาง แบบทดสอบความรูเกี่ยวกับโภชนาการบําบัดสําหรับผูติดเชื้อและผูปวยเอดส
1. ขอใดเปนประโยชนของการรับประทานอาหารอยางถกตองในผูติดเชื้อและผูปวยเอดส
ู
ั
ุ
ุ
( ) ก.กระตนระบบการยอยอาหาร ( ) ข.กระตนระบบภูมิคุมกน
ั
ุ
( ) ค.กระตนระดบฮอรโมน ( ) ง.กระตนระบบประสาทสวนกลาง
ุ
2. ขอใดเปนเครื่องดื่มที่ผูติดเชื้อและผูปวยเอดสควรหลีกเหลี่ยง
( ) ก.น้ําเตาหู ( ) ข.น้ําสมคั้นสด
( ) ค.น้ําฝรั่งสด ( ) ง.นมวัว
115
ตัวอยาง แบบทดสอบความรูพิธีกรรมพื้นบานลานนาในการเสริมสรางสุขภาพจิต
ความรู ใช ไมใช
ื่
1.การดูเมอเปนการคนหาหรือทํานายทายทกปญหาของคนที่เจ็บปวยกอนทํา
ั
พิธีกรรม
2.พิธีกรรมพื้นบานลานนาเปนกระบวนการการสรางขวัญและกําลังใจ
3.พิธีกรรมพื้นบานลานนาเปนกระบวนการการตอรองสิ่งเหนือธรรมชาติ
4.การสืบชะตาเปนกลุมพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการสรางเสริมกําลังใจ
5.เทศนมหาวิบากเปนกลุมพิธีกรรมพื้นบานลานนาเพอการสรางเสริมกําลังใจ
ื่
แบบทดสอบแบบเลือกตอบแบบถกผิดมลักษณะเปนขอสอบแบบเลือกตอบทม 2 ตวเลือก ผูตอบ
ี
่
ั
ี
ี
ู
ี
ี
ี
้
ั
มโอกาสเลือกตอบเพยงอยางใดอยางหนึ่ง ตวคําถามของขอสอบประเภทนีจะตองเขยนในรูปประโยคบอก
ั
เลาธรรมดา แบบทดสอบลักษณะนี้ยังสามารถวัดความเขาใจและการนําไปใชไดดวย (สถาบนการพลศึกษา
ชุมพร, ม.ป.พ.) หลักในการสรางขอสอบแบบถูกผิดมีหลักในการสรางดังนี้
1. เขียนคําสั่งและขอความที่เปนทั้งคําถามคําตอบใหชัดเจน
2. ไมควรใชขอความปฏิเสธซอน เพราะอาจทําใหผูตอบเขาใจผิด
3. ไมควรใชประโยคที่มีทั้งถูกและผิดรวมอยูดวยกัน
4. คําตอบของขอสอบควรถูกหรือผิดตามหลักวิชา ไมใชถูกหรือผิดตามความคิดเห็น
5. ควรใชขอความที่บอกปริมาณหรือจํานวนที่แนชัด
6. ควรใชคําที่มีความหมายชัดเจน
7. สิ่งที่กําหนดวาถูกหรือผิดควรเปนสวนสําคัญของขอความและเกี่ยวของกับขอความที่ถาม
8. ไมควรลอกขอความจากหนังสือเรียนหรือจากสมุดจดคําบรรยายมาเปนขอความที่ถาม
9. พยายามหลีกเลี่ยงขอความที่เปนคําสั่งเพราะคําสั่งนั้นบอกไมไดวาถูกหรือผิด
10. พยายามใหขอสอบแตละขอเปนอิสระแกกัน อยาใหขอใดขอหนึ่งแนะคําตอบขออื่น ๆ
11. ขอความแตละขอใหมีความยาวใกลเคียงกันไมควรใหยาวหรือสั้นกวากนมากนักและถาเปนไป
ั
ไดควรเรียงลําดับตามความยาวของขอความ
12. ควรใหมีจํานวนขอถูกขอผิดใกลเคียงกัน เปนการชวยลดการเดาไดวิธีหนึ่ง
13. ขอถกและขอผิดควรอยูกระจายกันออกไปไมควรใหอยูรวมกนเปนกลุมหรือเรียงกนอยางม ี
ั
ู
ั
ระบบ
ี
ั
ู
ี
่
14. ในกรณีทขอสอบหลายประเภทอยูในฉบับเดยวกนควรจัดขอสอบแบบถกผิดไวตอนตน ๆ
ของแบบทดสอบเพราะเปนขอสอบที่คอนขางงายเพื่อเราใหผูตอบอยากทําขอตอไป
อยางไรก็ตามแบบทดสอบลักษณะเลือกตอบ (2 ตวเลือก) จะมีคาความเชื่อม่นคอนขางตา
่
ํ
ั
ั
้
เนื่องจากขอสอบแบบถกผิดนันผูตอบมีโอกาสคาดเดาไดถง รอยละ 50 วิธีแกปญหาการเดาอาจทาไดโดย
ู
ึ
ํ
เพิ่มขอสอบใหมีจํานวนขอมากขอสอบฉบับหนึ่งไมควรมีนอยกวา 50 ขอ
2. แบบสอบถาม (Questionnaire)
ู
ี
้
แบบสอบถาม เปนเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใชกันมากในหมนักวิจัย ทงนีเพราะเปนวิธีท่สะดวก
ั้
ึ่
็
และสามารถใชวัดไดอยางกวางขวาง อนจะทาใหไดมาซงขอเทจจริงทงในอดีต ปจจุบัน และการคาดคะเน
ั
ํ
ั้
ี
่
เหตุการณในอนาคต แบบสอบถามสวนใหญจะอยูในรูปของคาถามเปนชุด เพือวัดสิ่งท่ผูวิจัยตองการจะ
ํ
116
วัดโดยมีคําถามเปนตัวกระตุนเรงเราใหบุคคลแสดงพฤติกรรมตาง ๆ ออกมา โครงสรางของแบบสอบถาม
ั
มักจะประกอบไปดวย 3 สวน ดงนี ้
ี
ํ
ึ่
2.1 หนังสือนําหรือคําชี้แจง สวนแรกของแบบสอบถามจะเปนคาชี้แจงซงอาจมจดหมายนําอยู
ึ
ดานหนา พรอมคาขอบคุณ ในคาชีแจงนั้นมักจะระบุถงจุดประสงคทใหตอบแบบสอบถาม การนําคําตอบ
้
ํ
ํ
่
ี
ํ
ทไดไปใชประโยชน คาอธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพรอมตวอยาง พรอม
ั
ี
่
ทั้งจบลงดวยชื่อและที่อยูของผูวิจัย ตัวอยางเชน
แบบสอบถามงานวิจัยเรือง
่
คุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชน
และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีศึกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
คําชี้แจง
1. แบบสอบถามฉบับนี้ขอมูลที่ไดใชประกอบการศึกษาตามหลักสูตรสาธารณสุขศาสตรดุษฎี
บัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร
ุ
2. การตอบแบบสอบถาม ขอความกรุณาตอบใหครบทกขอ คําตอบของทานจะถูกเก็บไวเปน
ความลับและไมมีผลกระทบตอทานแตอยางใด
ั
ื
ขอบพระคุณในความรวมมออนดียิ่งของทาน
นายสามารถ ใจเตี้ย
ั
ี
2.2 สวนท่เปนคําถามเก่ยวกับขอมูลสวนตว คําตอบท่ไดจะเปนขอเท็จจริงของผูตอบ
ี
ี
ี
ึ
ื
่
่
แบบสอบถาม เชน คําถามเกี่ยวกับเพศ อายุ ระดับการศกษา อาชีพ และอน ๆ การทจะถามขอมูลสวนตัว
อะไรบางนั้น ขึ้นอยูกับกรอบแนวความคิดในการวิจัยโดยพิจารณาวาตวแปรท่สนใจจะศกษานันมอะไรบาง
ั
ี
ี
้
ึ
ที่เกี่ยวกับขอมูลสวนตัวเพื่อที่จะถามเฉพาะขอมูลสวนตัวในเรื่องนั้น ๆ เทานั้น ตัวอยางเชน
สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไป
1. เพศของผูตอบ ( ) 1. ชาย ( ) 2. หญิง
2. อายุเต็มปของทาน คอ……………………ป
ื
3. รายไดเฉลี่ยของครอบครัวตอเดือนประมาณ……………………บาท
การมหนีสินในปจจุบันประมาณ...................บาท
้
ี
แหลงหนี้สินมาจาก ( ) ธนาคาร เชน ธกส. กรุงไทย ( ) เงนกนอกระบบ
ิ
ู
ู
ิ
( ) ธนาคารและเงนกนอกระบบ
117
ี
่
ี
ํ
2.3 ชุดคาถามเกยวกับความคิดเห็นหรือพฤติกรรมของผูตอบในเรื่องนั้นเปนชุดคาถามท่ให
ํ
ึ
่
ผูตอบบอกถึงพฤติกรรมหรือปรากฏการณหรือใหแสดงความคิดเห็นในดานตาง ๆ ซงบางครั้งจะไมสามารถ
้
ทราบไดวาคําตอบนั้นเปนความจริงมากนอยเพียงใดเพราะเปนเพียงความคิดเห็นของผูตอบในขณะนัน
คําถามในสวนนี้อาจเปนไดทั้งคําถามปลายปดและปลายเปด
ตัวอยาง แบบสอบถามระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล (ปลายปด)
คําแนะนํา โปรดอานขอความขางลาง (หรือใหพนักงานสัมภาษณอาน) แลวประเมนวาขอความ
ิ
ใดตรงตามความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวทาน แลวกรุณาทําเครื่องหมาย / ลงในชองวางในตารางดานลาง
ุ
ระดับคณภาพชีวิต
ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิต มาก มาก บาง นอย ไมเลย
ที่สุด สวน
(5) (4) (3) (2) (1)
ดานรางกาย
1. ทานมีอาการเจ็บปวดตามรางกายทําใหทานไม
สามารถทําในสิ่งที่ตนเองตองการในระยะ 1 เดือนท ี่
ผานมา
ํ
2. ทานมีกําลังเพียงพอที่จะทาทํางานหรือดําเนิน
ชีวิตในแตละวัน
็
ขอเสนอแนะในการแกไขปญหา (ขอความอนุเคราะหทานในการแสดงความคิดเหน) (ปลายเปด)
ุ
ขอเสนอแนะในการลดผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมที่มีตอคณภาพชีวิต
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
ุ
ขอเสนอแนะในการลดผลกระทบจากการใชประโยชนแมน้ําลี้ที่มีตอคณภาพชีวิต
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
หลักการในการสรางแบบสอบถาม
ุ
ุ
ี
1. ตองมีจุดมงหมายทแนนอนวาตองการจะถามอะไรบาง โดยจุดมงหมายนันจะตองสอดคลอง
้
กับวัตถุประสงคของงานวิจัยที่จะทํา
ื่
ี
ํ
2. ตองสรางคําถามใหตรงตามจุดมงหมายทตั้งไว เพอปองกนการมขอคาถามนอกประเด็นและม ี
ั
ี่
ุ
จํานวนขอคําถามจํานวนมาก
ี
่
ี
3. ตองถามใหครอบคลุมเรืองท่จะวัด โดยมีจํานวนขอคาถามทพอเหมาะ ไมมากหรือนอยเกินไป
ํ
่
ี
่
่
้
ั
ึ
แตจะมากหรือนอยเทาใดนั้นขนอยูกบพฤตกรรมทจะวัด ซงตามปกตพฤตกรรมหรือเรืองท่จะวัดเรื่องหนึง
่
ึ
ิ
่
ิ
ิ
ี
นั้นควรมีขอคําถามในชวง 25 - 60 ขอ
4. การเรียงลําดับขอคําถาม ควรเรียงลําดับใหตอเนื่องสัมพันธกัน และแบงตามพฤติกรรมยอย ไว
เพื่อใหผูตอบเห็นชัดเจนและงายตอการตอบ นอกจากนั้นตองเรียงคําถามงาย ๆ ไวเปนขอแรกเพอใหชักจูง
่
ื
118
ใหผูตอบอยากตอบคําถามตอ สวนคําถามสําคัญไมควรเรียงไวตอนทายของแบบสอบถาม เพราะความ
สนใจในการตอบของผูตอบอาจจะนอยลง ทําใหตอบอยางไมตั้งใจซึ่งจะสงผลเสียตอผลการวิจัยมาก
้
ี
นอกจากนีคาตอบท่ไดจากแบบสอบถามใหสามารนํามาแปลงออกมาในรูปของปริมาณและใช
ํ
ู
ํ
็
ิ
สถติอธิบายขอเทจจริงได ดังนั้นแบบสอบถามควรคานึงถึงวิธีการประมวลขอมูลและวิเคราะหขอมลดวย
ิ
โปรแกรมคอมพวเตอร
3. แบบการสัมภาษณ (Interview)
ั
การสัมภาษณ คอ การสอบถาม สนทนาหรือการเจรจาโตตอบกนอยางมจุดมงหมาย เพอ คนหา
ุ
ี
่
ื
ื
ี
ความรูความจริง ตามวัตถุประสงคท่เรากําหนดไวลวงหนา การสัมภาษณจะประกอบดวยบุคคล 2 ฝาย
คือ ผูสัมภาษณ (Interviewer) และผูถูกสัมภาษณ หรือผูใหสัมภาษณ (Interviewee) การสัมภาษณ
็
ี่
ั
นอกจากจะทําใหไดความรูความจริงตามตองการแลว การสัมภาษณยังจะชวยใหทราบ ขอเทจจริงเกยวกบ
ิ
ี
ุ
ี
ผูใหสัมภาษณในดานบุคลิกภาพอกดวย เชน ทวงท วาจา เจตคต อปนิสัย ปฏิภาณไหวพริบ เปนตน ดวย
เหตุนี้การสัมภาษณจึงเปนเครื่องมือการวัดผลที่สําคัญอยางหนึ่ง
3.1 ประเภทของการสัมภาษณ การสัมภาษณสามารถจําแนกไดเปน 2 ประเภท คือ
3.1.1 การสัมภาษณแบบมีโครงสราง (Standardized or Structured interview) เปนการ
ั
สัมภาษณที่ผูสัมภาษณจะใชแบบสัมภาษณที่สรางขึ้นไวแลวเปนแบบในการถามกบผูใหสัมภาษณ กลาวคือ
ั
ผูสัมภาษณจะใชคาถามแบบสัมภาษณกบผูใหสัมภาษณเหมือนกนหมดทกคน การสัมภาษณแบบนีมจะไม
ี
้
ั
ํ
ุ
ู
ี
ี
ื
ยืดหยุน คือ ตองถามไปตามแบบสัมภาษณ แตมขอด คอ สามารถจัดหมวดหมขอมลไดงายและสะดวกใน
ู
็
การวิเคราะห การสัมภาษณโดยวิธีนี้อาจกระทําเปนรายบุคคลหรือกลุมยอยกได
3.1.2 การสัมภาษณแบบไมมีโครงสราง (Non-Structure interview or Unstructured
ํ
ื
่
ั
่
ี
ั
interview) เปนการสัมภาษณทไมใชแบบสัมภาษณ คอ ไมจําเปนตองใชคาถามทเหมอนกนหมดกบผูให
ี
ื
ึ
สัมภาษณทุกคน แตผูสัมภาษณจะตองใชเทคนิคและความสามารถเฉพาะตัวเพ่อใหไดมาซ่งคําตอบจาก
ื
ผูใหสัมภาษณตามจุดมงหมายท่ตงไว การสัมภาษณโดยวิธีนีอาจใชวิธีใหผูตอบแสดงความรูสึกหรือความ
้
ี
้
ั
ุ
ุ
็
ี
่
ี
ิ
คดเห็นออกมาโดยอิสระ ผูสัมภาษณมีหนาทรับฟงและคอยดึงหรือควบคมใหเขาสูประเดนท่ตองการ
เทานั้น ผูทําหนาที่สัมภาษณโดยวิธีนี้จะตองมีความชํานาญเปนพิเศษ
่
ี
ั
ั
ู
ั
็
้
ึ
ในทางปฏิบัติมกนิยมใชควบคกนไปทง 2 แบบ เพอใหไดขอมลทสมบูรณทสุด แตทงนีกข้นอยูกบ
ั
้
ู
ื
่
้
ั
ี
่
ั
ุ
จุดมงหมายของการสัมภาษณลักษณะของแบบสัมภาษณ แบบสัมภาษณโดยท่วไป มกจะประกอบดวย
ั
สวนที่สําคัญ 3 สวน คือ
ึ
่
สวนแรก เปนสวนทใชสําหรับบันทกขอมลเกยวกบการสัมภาษณ เชน ชื่อโครงการ วัน - เดอน -
ี
ั
ื
ี
่
ู
ํ
ป ที่สัมภาษณ ลักษณะบางประการของกลุมที่จะสัมภาษณ เชน ระดับชั้นหรือหอง โรงเรียน ตําบล อาเภอ
จังหวัด เปนตน สวนนี้ผูสัมภาษณจะกรอกรายละเอียดลงลวงหนา
สวนท่สอง เปนรายละเอียดสวนตัวของผูใหสัมภาษณในสวนท่ยังไมเกยวกับเรืองทจะสัมภาษณ
ี
่
ี
ี
่
่
ี
เชน เพศ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา อาชีพ จํานวนสมาชิกในครอบครัว และอื่น ๆ
ั
่
ํ
ี
ํ
สวนท่สาม เปนรายละเอียดเกยวกบการสัมภาษณ คือ เปนขอคาถาม คาตอบท่ตรงกับ
ี
ี
จุดมุงหมายของการสัมภาษณ
ี
ในสวนของคาถามทใชในการสัมภาษณอาจจะเปนคําถามแบบมีตัวเลือกกําหนดไวแลว (Fixed
ํ
่
ํ
ํ
ี
ั
่
ื
ํ
alternatives) คอ คาถามทมคาตอบกาหนดไวแลวในแบบสัมภาษณ มีลักษณะและรูปแบบเชนเดยวกบ
ี
ี
ึ
่
แบบสอบถาม ซงอาจอยูในรูป ตอบรับหรือตอบปฏิเสธ เชน มี - ไมมี จริง - ไมจริง ใช - ไมใช ถก - ผิด
ู
119
ี
ั
หรือ อยูในรูปใหเลือกตอบจากที่กําหนดไว และมกนิยมใชตัวเลือกปลายเปดตอทายไว 1 ขอ มขอความวา
ี
ี
ุ
ั้
ื
่
ื่
ํ
ี
่
“อน ๆ ( โปรดระบ )........................ ” ทงนี้เพอแกปญหาท่ผูตอบมคาตอบไมตรงกบ ทมีใหเลือก และ
ั
ํ
ิ
คําถามแบบปลายเปด (Open-ended) คือ คาถามท่เปดโอกาสใหผูตอบไดแสดงความคดเห็นโดยอสระ
ี
ิ
ี
็
ี
ึ
้
และเตมท่ฉะนันผูสัมภาษณจะตองทําหนาท่จดบันทกรายละเอียดของคําตอบของผูใหสัมภาษณคําถาม
ประเภทนี้มักใชเพื่อตองการทราบรายละเอียดที่ลึกซึ้ง
ั
่
ึ
ี
ี
ั
้
การสัมภาษณจะไดขอมูลทดีหรือไมเพยงใดขนอยูกบผูสัมภาษณเปนสําคญในการสัมภาษณบาง
ี
็
ี
ี
็
กรณกมการใชแบบสัมภาษณชวยเปนแนวทางสําหรับผูสัมภาษณ แตในบางกรณกไมไดใชแบบสัมภาษณ
ประกอบการสัมภาษณแตอยางใด ดังนั้นถือวาตัวผูสัมภาษณเปนเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูล สวนแบบ
สัมภาษณเปนเพียงเครื่องชวยบันทึกขอมูลดวย (พีระพงษ เครื่องสนุก, 2558)
4. การสังเกต (Observation)
การสังเกตเปนวิธีการหนึ่งท่ใชเปนเครืองมือเก็บรวบรวมขอมูลการวิจัยโดยการใชประสาท
่
ี
ี
สัมผัสของผูสังเกต แลวผูสังเกตเปนฝายบันทึกสิ่งท่สังเกตได อาจบันทึกไดหลายวิธี เชน การเขียน การ
ั
ั
ึ
ั
อัดเสียงลงในแถบบนทึกเสียง บนทึกเหตุการณไวในวีดีทศน วิธีการสังเกตเหมาะสําหรับการศกษา
พฤติกรรมของบุคคลและปรากฏการณตาง ๆ การวิจัยทางสังคมศาสตรนิยมแบงการสังเกตออกเปน 2
ประเภทใหญ คือ
ี
4.1 การสังเกตแบบไมมีโครงสราง (Unstructured observation) เปนการสังเกตท่ไมได
กําหนดรายการสิ่งทจะตองสังเกตไวอยางแนนอน แตผูสังเกตมีอิสระท่จะสังเกตพฤตกรรมหรือ
ิ
่
ี
ี
ิ
ปรากฏการณตาง ๆ บางครังเรืองราวท่สังเกตนัน ไมสามารถคาดการณลวงหนาไดวาจะเกดอะไรขน หรือ
ี
ึ
้
้
้
่
้
เปนเรื่องใหมท่ยังไมคอยมีผูศึกษาไวตองอาศัยการสังเกตแบบนี นอกจากนี้ผลท่ไดสามารถนําไปใชสราง
ี
ี
แบบสังเกตแบบมีโครงสรางในขั้นตอไปได
4.2 การสังเกตแบบมโครงสราง (Structured observation) เปนการสังเกตทมการกาหนด
ี
ํ
ี
ี
่
รายการสิ่งที่ตองสังเกตไวลวงหนาวาจะสังเกตอะไรบาง จะสังเกตเมื่อไร ดังนั้นการสังเกตแบบนี้จําเปนตอง
ี
ใชแบบสังเกตท่จัดเตรียมไวกอน แบบสังเกตจะชวยใหผูสังเกตสามารถสังเกตพฤติกรรมไดครบถวนและ
เปนระบบ
นอกจากนี้ยังมการจําแนกการสังเกตโดยใชเงื่อนไขการมสวนรวมในเหตุการณทเขาไปสังเกต แบง
ี
ี
่
ี
ไดเปน 2 ประเภท คือ
่
ี
ี
1. การสังเกตแบบมสวนรวม (Participant observation) เปนการสังเกตทผูสังเกตเขาไปมสวน
ี
ุ
ี
รวมอยูในเหตการณหรือกิจกรรมนัน ๆ การเขาไปมีสวนรวมอาจจะเปนลักษณะทมีสวนรวมโดยสมบูรณ
่
้
(Completion Participant) หรือมีสวนรวมโดยไมสมบูรณ (Incompletion participant) การสังเกต
ี
แบบมสวนรวมโดยสมบูรณผูสังเกตจะเขาไปเปนสมาชิกคนหนึงของกลุมและเขารวมกิจกรรมตาง ๆ ของ
่
ู
ู
กลุมเชนเดียวกับผูถูกสังเกต การมีสวนรวมโดยสมบูรณผูถกสังเกตจะไมรูตววากําลังถกสังเกตจึงม ี
ั
ํ
พฤติกรรมตามปกติ เชน สาธารณสุขอาเภอสังเกตการณบริหารโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลโดยการ
เขารวมประชุมของโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบล เปนตน สวนการมีสวนรวมโดยไมสมบูรณผูสังเกตจะ
เขาไปรวมกิจกรรมบางตามสมควร เพื่อสรางความคุนเคยและความสัมพันธกับกลุมผูถูกสังเกต
2. การสังเกตแบบไมมสวนรวม (Non - participant observation) เปนการสังเกตทผูสังเกตจะ
่
ี
ี
ั
อยูนอกวงผูถูกสังเกต ทาตนเปนบุคคลภายนอกไมไดเขารวมกิจกรรมกบผูถูกสังเกต ขณะสังเกตผูสังเกต
ํ
้
อาจจะอยูในบริเวณเดียวกนหรืออยูนอกบริเวณเหตการณทสังเกตก็ได การสังเกตแบบไมมีสวนรวมนีมทง
ั
ี
้
ี
่
ุ
ั
120
ื้
แบบที่ผูถูกสังเกตรูตัวและไมรูตัววากําลังถูกสังเกต เชน ผูวิจัยสังเกตการประกอบพิธีกรรมพนบานลานเพอ
ื่
ี
่
ิ
การเสริมสรางกําลังใจโดยการเดินผานสถานทการประกอบพธีกรรม
้
การสังเกตจะใชแบบสังเกตเปนเครื่องมือชวยสําหรับการสังเกต ดังนันแบบสังเกตจะ
ประกอบดวยขอความเก่ยวกับสิ่งท่จะสังเกต อาจอยูในรูปของแบบตรวจสอบรายการ (Checklists)
ี
ี
่
มาตราสวนประมาณคา (Rating scales) หรือรูปแบบอน ๆ ทเหมาะสมกบธรรมชาตของสิงทจะสังเกต
่
่
ิ
ั
ี
่
ื
ี
และจุดมงหมายของการสังเกต
ุ
็
เครื่องการวิจัยดงทกลาวไวขางตนเปนสิงสําคัญในการเกบขอมูลการวิจัย อยางไรก็ตามการใช
่
ี
ั
่
ึ
เครื่องมือแตละเครื่องมือผูวิจัยตองคํานึงถึงคําตอบที่สามารถตอบวัตถุประสงคของการวิจัย การเขาถงกลุม
ตัวอยาง และตนทุนในการวิจัย
การสรางเครื่องมือแบบประมาณคา
ํ
ในการเสนอมาตรวัดดวยคาถามแบบมาตรประมาณคา (Rating scale) เปนระบบตวเลข (มาตร)
ั
ที่นิยมใชกันมากในการวิจัยทางสังคมศาสตร ไมวาจะนํามาพัฒนาเปนแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ แบบ
วัดเจตคติ/แบบวัดคุณลักษณะตาง ๆ (เติมศักดิ์ สุขวิบูลย, 2552) การพัฒนาเครื่องมอเกบรวบรวมขอมล
็
ู
ื
ี
โดยใชเทคนิคมาตรประมาณคา มประเด็นหลักดังนี้
ั
ั
1. มาตรประมาณคา เปนมาตรในระดบ “อนดับ” (Ordinal scale) ในการเลือกใชวิธีการทาง
สถิติหรือการแปลผลการวิจัยจะตองระมัดระวัง
ี
ิ
่
ื
2. การพัฒนามาตรประมาณคาเพอใชในการวัดเจตคติ ทัศนคต และความคิดเห็นประเภทท่ใช
ึ่
ี
ี
ขอความเปนสิ่งเรา แลวใหผูตอบแสดงความคิดเห็นวา เห็นดวยกับขอความนั้น ๆ มากนอยเพยงใด ซงมทง ั้
่
่
ี
ี
ขอความเชิงบวก (ใหคะแนนแบบ 5 4 3 2 และ 1 ในกรณทผูตอบเห็นดวยมากทสุด จนถึง เห็นดวย
ี
ี
่
นอยทสุด) และใหคะแนนแบบกลับทศ (1 2 3 4 และ 5) ในกรณทเปนขอความเชิงลบ ซงควรม ี
ึ่
่
ี
ี
ิ
ขอความเชิงลบคละไวสวนหนึ่งและในการแปลผลจะตองเนนการแปลผลคะแนนรวม มากกวาการแปลผล
เปนรายขอ
3. จํานวนชอง/จํานวนระดบของมาตร เชน ม 5 ชอง คือ มากทสุด มาก ปานกลาง นอย
่
ี
ี
ั
ี
นอยที่สุด (อาจจะเปลี่ยนคําคุณศัพทเปนอยางอน) หรือจะทําเปน 6 ชอง มากทสุด มาก คอนขางมาก
่
ื่
ี
่
่
คอนขางนอย นอย นอยทสุด หรือ 7 ชอง/ระดบ หรือ 4 ชอง หรือ 3 ชอง ทงนี้จํานวนชองทเปนค ู
ี
ั้
ั
ั
่
่
ี
ี
(4 หรือ 6) มแนวโนมใหคาความเทยงมากกวาจํานวนชองเลขคี แตไมแตกตางกนอยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติ
4. การกาหนดสัญลักษณหรือใหความหมายระดบมาตร 5 = มากทสุด 4 = มาก 3 = ปาน
่
ํ
ั
ี
ึ
ี
ั
ั
ี
กลาง 2 = นอย 1 = นอยท่สุดหรือจะกลับเลขเปน 1 = มากเปนอนดบหนึ่งหรือมากท่สุดจนถง 5 =
ั
่
ั
่
ี
มากเปนอนดบท 5 (หรือนอยทสุด) หรือใหสัญลักษณเปน ก ข ค ง และ จ แทนมากท่สุด ถง
ี
ี
ึ
นอยที่สุดหรือการใชคําคุณศัพทประเภท Bipolar ( 2 ขั้ว เชน ชัดเจน ---------- คลุมเครือ มาก --------
--นอย ดี----------เลว) จัดทําเปนมาตรประมาณคาแบบกราฟก (Graphic rating scale) มแนวโนมใหคา
ี
ความเที่ยงสูงสุด
ํ
5. จํานวนขอคาถามแตละประเดนตองมากเพียงพอตอการวัด พรอมทงควรมมติการวัดอยาง
็
้
ั
ิ
ี
ครบถวนทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
121
ิ
ั
่
ื
่
ื
้
ท้งนีการวิจัยทางสาธารณสุขศาสตรนิยมสรางเครืองมอแบบประมาณคาเพอวัดเจตคตตอปญหา
สุขภาพดานตาง ๆ ตามแบบลิเครท (Likert’s method) ซงเปนเครื่องมือวัดเจตคตทีสรางงาย มความ
่
ึ
ิ
ี
ิ
่
ื
ิ
เชื่อม่นสูงและพัฒนาเพ่อวัดดานความรูสึกไดหลายอยาง การสรางเครื่องมือวัดเจตคตแบบนี้เปนวิธี
ั
ประเมินน้ําหนักความรูสึกของขอความในตอนหลัง คือ หลังจากเอาเครืองมอไปสอบวัดแลว การสราง
ื
่
ขอความที่แสดงความรูสึกตอเปาเจตคติจะตองใหครอบคลุมและสัมพันธซึ่งกันและกน ขอความอาจจะเปน
ั
ทางบวกหมดหรือทางลบหมดหรือผสมกันก็ได
ิ
ิ
มาตรการวัดแบบลิเครท (Likert, 1967) เกดจากกระบวนการตรวจสอบขอความในแบบวัดเจต
ิ
้
่
ั
่
ี
ื
ู
ึ
คตซงเปนการตรวจสอบขนแรกเพ่อดความเหมาะสมของขอความทจะนําไปใชวัดเจตคตตามเปาหมาย ซง
่
ิ
ึ
ั
แบงระดับการตอบออกมากกวา 2 ระดบ เชน แบงเปน 3 ระดบ (เห็นดวย ไมแนใจ ไมเห็นดวย) แบงเปน
ั
ั
่
้
่
5 ระดบ (เห็นดวยอยางยิง เห็นดวย ไมแนใจ ไมเห็นดวย ไมเห็นดวยอยางยิง) เปนตน ทงนีอาจจะเปนไป
ั
้
ี
่
ในลักษณะอนกไดขนอยูกบขอความทแสดงความรูสึก เชน ปฏิบัติทุกครัง ปฏิบัตปานกลาง ไมปฏิบัติ เปน
ิ
้
ื
่
ึ
ั
็
้
ึ
ี
ตน ซ่งจากการศึกษาเอกสารวิชาการตาง ๆ เก่ยวกับแบบวัดเจตคติตามแนวคิดของลิเครท พบวา สวน
ิ
้
ั
้
ํ
้
ใหญนักวิชาการนิยมแบงน้าหนักของขอความออกเปน 5 ระดับ ทงนีการจะบอกไดวาขอความขอนีจะม ี
น้ําหนักความรูสึกระดับใดนั้น ลิเคิรทใชวิธีการคํานวณน้ําหนักขอความ 3 วิธี คือ
1. วิธีหาน้าหนักซกมา (Sigma deviate weighting method) ดวยการหาคาสวนเบียงเบน
่
ิ
ํ
มาตรฐานจากจุดกลางของพื้นที่ของแตละตัวเลือกที่มอยู
ี
2. วิธีหาน้ําหนักคะแนนมาตรฐาน (Standard score weighting) ดวยการหาคะแนนมาตรฐาน
ที่จุดกลางของชวงพอดี คลายเปนคะแนนมาตรฐานเฉลี่ยของชวงในตัวเลือกหนึ่ง
ิ
ํ
ํ
3. วิธีกาหนดน้าหนักแบบพลการ (Arbitrary weighting method) เปนการกําหนดโดยคดวา
ถามากที่สุดให 5 ถัดมาเปน 4 เปน 3 จนถง 1 หรือ 0 ตามลําดับ
ึ
ํ
้
้
ั
ั
ั
ทงนีวิธีการหาคาน้ําหนักระดบความรูสึกของขอความทง 3 วิธีนี ใหคาน้าหนักใกลเคียงกัน ม ี
้
้
ํ
ความสัมพันธกนสูงมากถง 0.99 ดงนันวิธีกําหนดน้าหนักแบบพลการ (Arbitrary weighting method)
้
ั
ึ
ั
จึงไดรับความนิยมและใชมากที่สุด (ชวลิต ชูกําแพง, 2548)
ตัวอยาง แบบสอบถามการรับรูการเสริมสรางภาวะสุขภาพทางสังคมตามหลักพทธศาสนา
ุ
ขอความ ระดับการรับรู
มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย นอยที่สุด
ี
1. สมาชิกในครอบครัวมความสัมพันธที่ดี
เสียสละ มีน้ําใจตอกันทําใหครอบครัวเปน
สุข
2. การมีธรรมะเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
ในครอบครัวทําใหครอบครัวเปนสุข
การตรวจคุณภาพเครื่องมือ
ุ
่
ี
การตรวจสอบคณภาพเครื่องมือเปนกระบวนการวิเคราะหเพ่อหาคาดชนีทบงชี้คุณภาพของ
ั
ื
เครื่องมอนั้นวาเปนอยางไร โดยจะดาเนินการหลังจากการสรางและพัฒนาเครื่องมือเสร็จสิ้น (สมชาย
ํ
ื
ี
ชูกําแพง, 2554) คณภาพของเครื่องมือท่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลมีความสําคัญยิ่งตอความถูกตอง
ุ
122
ุ
ี
ี
ั
่
ี
นาเชื่อถือ และการยอมรับขอมูลหรือคาของตวแปรทวัด เครื่องมือท่ดอยคณภาพอาจทําใหคาท่วัดไดนั้น
คลาดเคลื่อนหรือผิดจากความจริงเม่อนําไปวิเคราะหหรือแปลความหมายอาจผิดพลาดหรือผลการวิจัยไม
ื
ื
นาเชื่อถือ อยางไรก็ตามไมไดหมายความวาเครื่องมอทกชนิดหรือทกชิ้นตองตรวจสอบคณภาพทกประเด็น
ุ
ุ
ุ
ุ
ึ้
ั้
ั
็
ื
ลักษณะหรือคุณสมบัติบางประการอาจไมตรวจสอบกไดทงนี้ขนอยูกบชนิดหรือประเภทของเครื่องมอหรือ
แลวแตความจําเปน คาดัชนีที่นิยมนํามาตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัยดานสาธารณสุขศาสตร เชน
1. ความเทยงตรง (Validity) คณภาพของเครื่องมือท่ใชในการวิจัยท่สรางขน เพ่อใชวัดใน
ี
ึ
ี
ื
้
ี
ุ
่
ู
ิ
ี
่
้
ุ
คณลักษณะ พฤตกรรม และเนือหาสาระทตองการวัดไดอยางถกตอง ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ และวัด
ี
้
่
ไดถูกตองตามความเปนจริง ทงนีไวเนอรและบรานว (Wainer & Braun, 1988) กลาววา ความเทยงตรง
ั
้
ี
ึ
่
ี
่
ิ
ุ
เปนคณภาพของเครืองมือทสรางขนอยางมประสิทธิภาพในการท านายอนาคตของพฤตกรรมหรือเปนคา
้
ั
ื
ี
ุ
ี
ึ
่
่
่
ั
ี
ื
่
ึ
้
สหสัมพนธของเครืองมอทสรางขนกบองคประกอบท่ตองการวัด ซงเครืองมอแตละอยางจะมจุดมงหมาย
เฉพาะอยาง ดังนั้นเครื่องมือท่มความเทยงตรงในจุดมงหมายหนึงไมจําเปนตองมความเทยงตรงใน
ี
่
ี
่
ี
ี
่
ี
ุ
จุดมุงหมายทั้งหมด
เครื่องมือการวิจัยโดยทั่วไปมักจะตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) ซงเปน
ึ่
ี
ื
ุ
การตรวจสอบสรุปอางอิงถึงมวลเนื้อหาสาระ ความรูหรือประสบการณท่เครื่องมอมงวัดวามีความ
ครอบคลุมหรือเปนตัวแทนมวลความรูหรือประสบการณไดดีเพียงไรที่สามารถดําเนินการได 2 ขั้นตอน คือ
ั
ั้
ขนตอนท 1 จําแนกตวแปรใหครอบคลุมตามแนวคดหรือวัตถประสงคโดยการสรางตาราง
ี่
ุ
ิ
วิเคราะหประเด็นหลักสูตร
ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาเครื่องมือใหมีความครอบคลุมตัวแปรและวัตถุประสงค และสามารถตรวจสอบ
ไดโดยใหผูเชี่ยวชาญในศาสตรนัน ๆ ตรวจสอบความเหมาะสมของนิยาม ขอบเขตของเนื้อหาหรือ
้
ี
่
ี
ุ
ประสบการณทมงวัด ตรวจสอบเนื้อหาหรือพฤตกรรมบางสวนวามความสอดคลองกบเนื้อหาหรือ
ิ
ั
พฤติกรรมท้งหมดหรือไมและเปรียบเทียบสัดสวนของขอคําถามวามีความสอดคลองกบน้ําหนัก
ั
ั
ความสําคัญของแตละเนื้อเรื่องที่มุงวัดมากนอยเพียงไร
การตรวจสอบความเที่ยงตรงของเครื่องมือ
ในการตรวจสอบความเท่ยงตรงของเครื่องมือมกจะใชวิธีการตรวจสอบ ความเท่ยงตรงตาม
ี
ั
ี
ี
เนื้อหา (Content validity) หมายถึง การท่ผูวิจัยออกแบบสอบถามไดตรงตามเนื้อหาการวิจัย ความ
ี
เท่ยงตรงเชิงเนือหาจึงเปนการตรวจสอบโดยพจารณาความเปนตัวแทน ความครอบคลุมเนือหาของ
้
ิ
้
เครื่องมือโดยพิจารณาจากตารางวิเคราะหเนื้อหาหรือตรวจสอบความสอดคลองของเนื้อหากบจุดประสงค
ั
้
่
ํ
ี
่
ี
ํ
้
่
ทกาหนด ในการทดสอบความเทยงตรงตามเนือหาสามารถดาเนินการไดโดยใชผูเชียวชาญในดานเนือหา
้
พิจารณาถึงความสอดคลองระหวางวัตถุประสงคกบแบบสอบถามโดยพจารณาเปนรายขอและทังฉบบ
ิ
ั
ั
้
วิธีการพจารณาแบบนีจะเรียกวา การหาคาสัมประสิทธิความสอดคลอง (Index of Item – Objective
ิ
์
Congruence, IOC) โดยมีสูตรการคํานวณดังนี้
IOC = ∑ R
N
เมื่อ
IOC คือ ความสอดคลองระหวางวัตถุประสงคกับแบบสอบถาม
123
ΣR คือ ผลรวมของคะแนนจากผูเชี่ยวชาญทั้งหมด
N คือ จํานวนผูเชี่ยวชาญ
ั
้
ี่
ทังนี้การตรวจสอบคาความเทยงตรงดานเนื้อหาดําเนินการโดยนําแบบสอบถามทพฒนาไดสงให
่
ี
ผูเชี่ยวชาญพิจารณาวา ขอสอบแตละขอมีความสอดคลองกับวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรมหรือไมอยางไร ถา
มความสอดคลองผูเชี่ยวชาญจะใหคาคะแนนเปน +1 แตถาผูเชี่ยวชาญเห็นวาขอสอบขอนั้น
ี
ี
ี
ุ
่
่
ี
ไมมความสอดคลองกับวัตถประสงคจะใหคาคะแนนเปน -1 และในกรณทผูเชียวชาญไมแนใจวาขอสอบ
ํ
้
้
ั
ั
ขอนันมีความสอดคลองกบวัตถุประสงคหรือไมก็จะใหคาคะแนนเปน 0 ทงนี้ผูวิจัยตองจัดทาแบบฟอรม
เพื่อใหผูเชี่ยวชาญใหความเห็นและกรอกคะแนนดังกลาว ตัวอยางเชน
ี่
แบบสอบถาม การปฏิบัติเกยวกับการใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพในการรักษาความเจ็บปวย
คําถาม ระดับความสอดคลอง ขอเสนอแนะ
-1 0 1
1. เมื่อทานปวดเมอยตามรางกายทานใหคนใน
ื่
ครอบครัวนวดให
2. ทานใชการเช็ดแหกรักษาอาการเจ็บปวย
3. ทานใชการจับเสนรักษาอาการปวดที่แขนและขา
ื่
4. ทานใชการตอกเสนรักษาอาการปวดเมอยตาม
รางกาย
5. ทานใชการย่ําขางรักษาอาการปวดเมื่อยตาม
รางกาย
6. เมื่อสมาชิกในครอบครัวทานเจ็บปวยแลวรักษาไม
หายทานจะไปดูเมอเพื่อหาสาเหตุความเจ็บปวยนั้น
ื่
7. เมื่ออาการเจ็บปวยของคนในครอบครัวทานรักษา
ไมหายทานไปเลี้ยงผีตามคําแนะนําของหมอเมอ
ื่
การนําเสนอคาความเท่ยงตรงเชิงเนื้อหาจะนําเสนอชวงคาท่คํานวณไดตําสุด – สูงสุด ทงนี้คา
ี
ี
่
ั้
ี
ี
ึ
ั
ี
IOC ทยอมรับไววาขอคําถามในแบบสอบถามมความเท่ยงตรง คือ มคาต้งแต 0.5 ข้นไป ถาหากมคานอย
ี
ี
่
ี
ั
้
กวา 0.5 ถือวาขอคําถามขอนั้นไมมความสอดคลองกบวัตถประสงคเชิงพฤตกรรม จะตองตดขอสอบนัน
ั
ิ
ุ
่
ี
ออกไปหรือทําการปรับปรุงขอสอบขอนั้นใหม ตัวอยางเชน การวิเคราะหคาความเทยงตรงเชิงเนื้อหา
แบบสอบถามการวิจัย เรื่อง พฤตกรรมการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุดวยภูมิปญญาพ้นบานลานนา
ิ
ื
ดานจิตบําบัด การตรวจสอบความเท่ยงตรงของเครื่องมือ อาศยดุลยพนิจของผูเชี่ยวชาญเพ่อตรวจสอบ
ั
ื
ี
ิ
ี
่
ี
้
้
ั
ํ
็
ดานเนือหา ทงความเหมาะสมดานภาษาและขอคาถามท่สรางข้นครอบคลุมประเดนทตองการจะวัด
ึ
หรือไม โดยนําเครื่องมือทสรางขนไปใหผูเชียวชาญจํานวน 5 ทานประกอบดวยผูเชี่ยวชาญดาน
้
ึ
่
่
ี
พฤติกรรมศาสตร 2 ทาน ผูเชี่ยวชาญดานจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญาพนบานลานนา 2 ทาน และ
ิ
ื้
้
ผูเชี่ยวชาญดานการวัดผล และประเมินผล 1 ทาน ตรวจสอบความตรงเชิงเนือหา แลวคํานวณหาคาดชนี
ั
124
ื
ุ
ความสอดคลอง โดยไดคาดัชนีความสอดคลองแบบสอบถามความรูในการใชประโยชนสมนไพรพนบานอยู
้
ี
่
ี
ั
ึ
้
ระหวาง 0.42 – 1.00 ผูวิจัยไดคัดเลือกขอคาถามทมคาดชนีความสอดคลองตงแต 0.50 ขนไปไวจํานวน
้
ํ
ั
้
ั
ี
ั
51 ขอ มคาดชนีความสอดคลองตงแต 0.50 – 1.00 แยกออกเปนดานความรูจิตบําบัดตามแบบ
ิ
แผนภูมปญญาพ้นบานลานนา จํานวน 15 ขอ ดานเจตคตในการใชพธีกรรมจิตบําบัดตามแบบแผนภูม ิ
ิ
ื
ิ
ปญญาพนบานลานนาเพอการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ จํานวน 15 ขอ และดานการใชพธีกรรมจิต
ื
่
้
ิ
ื
บําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุจํานวน 21 ขอ
้
ั
่
ี
ี
่
ี
นอกจากนีการวัดความเทยงตรงยังมคาดชนีความเทยงตรง (Content validity index, CVI) ซง ึ่
้
ั
ิ
้
ี
ิ
เปนการประเมนความตรงตามเนือหาโดยพจารณาทละขอความวาสอดคลองกบทฤษฎีหรือเนือหาหรือไม
่
ี
ี
ั
่
เนนทระดบความเห็นดวยของผูเชียวชาญตอขอความนั้น ๆ แลวนํามาคํานวณ คา CVI คา CVI ทีดควรม ี
่
ั
่
คา > .80 (Polit & Beck, 2008) แบบสอบถามทีมความสมบูรณ คา CVI จะเทากบ 1 การกาหนดระดบ
ั
ี
ํ
ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญที่มีตอขอความแตละขอโดยใชมาตราสวนประเมินคา 4 ระดับ คือ
ไมสอดคลอง ให 1 คะแนน
สอดคลองนอย ให 2 คะแนน
สอดคลองคอนขางมาก ให 3 คะแนน
สอดคลองมาก ให 4 คะแนน
ี
เม่อผูเชี่ยวชาญแตละคนใหคะแนนมา ใหนักวิจัยนับจํานวนขอคําถามท่ผูเชี่ยวชาญใหคะแนน 3 และ 4
ื
คะแนนเทานั้น นํามาคํานวณหาคา CVI ดังนี้
ํ
CVI = จํานวนคาถามที่ผูเชี่ยวชาญทุกคนใหความคิดเห็นในระดับ 3 และ 4
้
ํ
จํานวนคาถามทังหมด
ํ
่
ี
ี
สวนการหาความเท่ยงตรงท้งฉบบ (S-CVI ) จะเปนสัดสวนของขอคาถามทไดรับการปะเมนใน
ั
ิ
ั
ั
ํ
ั
ระดับความสอดคลองกบขอคําถามท้งหมด ดังนั้นการหาความเทยงตรงเชิงเนื้อหาท้งฉบับทาใหนักวิจัย
ี
ั
่
ี
ี
ื
่
ํ
ี
ทราบวาจํานวนขอคาถามทังหมดท่มีความสอดคลองกับเนื้อหามสัดสวนเทาใดเมอเทยบกับจํานวนขอ
้
ื
คําถามทั้งหมด การคํานวณม 2 คา คอ
ี
ํ
ั
ี
่
ิ
1. คา S-CVI/UA เปนการหาสัดสวนขอคาถามทไดรับการประเมนในระดบ 3 และ 4 หาร
ํ
ั้
ดวยขอคาถามทงหมด ซงคาทไดจะทาใหเรารูวาจํานวนขอคามถามท่ผานการประเมนความเทยงตรงเชิง
ิ
ี
ี่
่
ี
ํ
ึ่
ื
่
ื
ี
ู
เนือหามจํานวนสัดสัดเทาใดเมอเทยบกบจํานวนขอคาถามทงหมด หรือสามารถบอกเปนรอยละไดเมอคน
้
่
ี
ํ
้
ั
ั
ดวย 100
ั
2. คา S-CVI/Ave เปนการหาคาเฉลี่ยของดชนีวัดความสอดคลองของเครืองเมอวัด โดยคาท ี ่
่
ื
่
ํ
นํามาคํานวณไดมากจากคา I-CVI แตละขอ โดยคดจากผลรวมของคา I-CVI หารดวยจํานวนขอคาถาม
ิ
หรือเขียนเปนสมการไดวา
S-CVI/Ave = S(S-CVI)/p
เมื่อ p แทนจํานวนขอคําถาม
125
ผูวิจัยสามารถเลือกนําเสนอคาใดคาหนึ่งหรือทั้งสองคาก็ไดโดยคาทไดควรมีคาตั้งแต 0.8 ขึ้นไป
ี่
่
ี
ี
ั
2. ความเชือม่น (Reliability) เปนคาท่แสดงความคงเสนคงวาของผลการวัดจากการท่นํา
แบบสอบถามชุดนั้นไปทดสอบกับกลุมประชากรไมวาจะทดสอบจํานวนกครั้งคะแนนทไดจะไมแตกตางกน
ี่
ั
ี่
่
ั
ั
่
ํ
ี
ํ
ี
ความเชือมนสามารถคานวณเปนตวเลขไดหลายวิธี และแตละวิธีจะไดคาไมเกน 1 ถาคาทคานวณไดมคา
ิ
่
ั
เขาใกล 1 แสดงวาแบบสอบถามนันมีคาความเชือมนสูง วิธีการคํานวณหาคาความเชือมนสามารถ
้
่
ั
่
่
่
คํานวณหาคาไดหลายวิธีดังนี้
2.1 วิธีแบบคูเดอร - ริชารดสัน
่
่
ั
การหาความเชือมนโดยวิธีของคูเดอร - ริชารดสัน (Kuder – Richardson, KR) โดย
วิธีการนีจะใชวิธีหาความสัมพันธระหวางองคประกอบภายใน ไดแก ความสัมพนธระหวางขอคําถามในฉบับ
้
ั
ั
เดียวกัน และการคํานวณหาคาความสัมพนธคะแนนของขอคําถามแตละขอจะตองแปลงใหเปนคะแนน 2
ั
่
ู
คาเทานั้นไดแก ถาถูกจะไดคา 1 และถาผิดจะไดคา 0 สูตรในการหาความเชื่อมนแบบคเดอร – ริชารดสัน
จําแนกเปน 2 สูตรดังรายละเอียดตอไปนี้
2.1.1 KR – 20 เปนสูตรในการหาคาความเชื่อมั่นที่เหมาะสําหรับแบบทดสอบทมคาความ
ี
ี่
ยากงายในลักษณะกระจาย สูตรที่ใชในการหามีรูปแบบดังนี้
n ∑ pq
r = − 1
t
n −1 S 2
t
2 2
2
S = N ∑ X N 2 ( − ∑ X)
t
เมื่อ
r t คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทังฉบับ
้
n คือ จํานวนขอของแบบสอบถาม
ั
p คือ สัดสวนของตัวอยางที่ทําขอคําถามขอนั้นถูกกบตัวอยางทังหมด
้
q คือ สัดสวนของตัวอยางที่ทําขอสอบขอนั้นผิดกับตัวอยางทังหมด
้
S 2
้
ื
ั
t คอ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทงฉบับ
N คือ จํานวนตัวอยาง
2.1.2 KR–21 เปนสูตรในการหาคาความเชื่อมั่นที่เหมาะสําหรับแบบทดสอบที่มความยาก
ี
ี่
ี
ํ
งายของขอสอบแตละขอมคาใกลเคียงกัน สูตรทใชในการคานวณมีรูปแบบดังนี้
n X (n − ) X
r = n −1 − 1 2
t
ns t
126
เมื่อ
r t คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ
n คือ จํานวนขอของแบบสอบถาม
X คือ คาเฉลี่ยของคะแนน
2
้
S คือ ความแปรปรวนของคะแนนสอบทังฉบับ
t
N คือ จํานวนตัวอยาง
็
ู
อยางไรกตามการเลือกใชสูตร Kuder - Richardson สูตรใด แบบสอบถามตองตอบถกได 1
ี
คะแนน และตอบผิดได 0 คะแนน เทานั้น สูตร Kuder - Richardson นิยมใชกับแบบสอบถามท่แตละขอ
มีความยากงายปานกลาง และแบบทดสอบฉบับนั้นวัดความเปนเอกพนธหรือวัดในเรื่องเดียวกนหากความ
ั
ั
ํ
ั
่
ยากงายของขอคาถามแตละขอเทากันการคํานวณโดย KR-20 หรือ KR-21 จะไดคาความชื่อมนเทากัน
ํ
ั
และหากความยากงายแตละขอไมเทากนการคานวณโดยสูตร KR-20 จะไดคาสูงกวา KR-21 (Ebel &
Frisbie, 1986)
2.2 วิธีการหาสัมประสิทธิ์แอลฟา
์
ั
่
่
สัมประสิทธิแอลฟา (α - Coefficient) หรือสัมประสิทธิความเชือมนของแบบทดสอบ
์
่
ั
่
่
ั
เปนคาความเชื่อม่นทคํานวณหาไดจากสูตรครอนบราช (Cronbach, 1951) การหาคาความเชือมนของ
ี
็
่
ี
แบบทดสอบโดยแบบทดสอบคาคะแนนท่ไดอาจจะเปนคาอะไรกไดทมีคามากกวา 1 สูตรทใชในการ
่
ี
ี
คํานวณมีดังนี้
n ∑ s 2
i
α = − 1
n −1 s 2
t
เมื่อ
α คือ คาสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
n คือ จํานวนขอของแบบทดสอบ
2
S คือ ความแปรปรวนของแบบทดสอบรายขอ
i
2
S คือ ความแปรปรวนของแบบทดสอบทังฉบบ
ั
้
t
ั
ึ่
ทั้งนี้สัมประสิทธิ์แอลฟา ใชกบเครื่องมือที่ใหคะแนนการตอบอยางไรก็ไดซงอาจเปนขอสอบแบบ
ตอบถูกให 1 คะแนน ตอบผิดให 0 คะแนน หรืออาจเปนแบบวัดมาตราสวนประมาณคาที่ใหคะแนนเปน
5, 4, 3, 2, 1
่
ั
่
่
่
ั
ี
เกณฑการแปลผล คาความเชือม่นจะอยูระหวาง 0.00 – 1.00 ยิงใกล 1.00 ยิงมความเชือมนสูง
่
เกณฑการแปลผลความเชื่อมั่นมีดังนี้
0.00 – 0.20 ความเชื่อมั่นต่ํามาก/ไมมีเลย
ั่
0.21 – 0.40 ความเชื่อมนต่ํา
127
0.41 – 0.70 ความเชื่อมั่นปานกลาง
0.71 – 1.00 ความเชื่อมั่นสูง
อยางไรก็ตามหากความเชื่อม่นของแบบสอบถามฉบับใดมีคาตากวา +0.70 รวมถึงมีคาเปน
่
ํ
ั
จํานวนลบแลวจะถือวาแบบสอบถามนั้นยังไมเหมาะสมในการนําไปใชในการวิจัย ผลการวิจัยจะขาดความ
ั
่
่
ี
นาเชื่อถือหาก ความเชือมนมสวนสําคัญอยางยิ่งตอเครื่องมอการวิจัยทสงผลตอคณภาพของเครืองมือการ
ุ
่
่
ื
ี
ั
่
่
่
วิจัย เพราะความเชือมนของเครืองมือการวิจัยจะชวยใหผูวิจัยสามารถชั่ง ตวงและวัดไดตรงตาม
วัตถประสงคของการวิจัยเชนเดียวกบการวิจัยทางวิทยาศาสตรดังนั้น หากเครืองมือการวิจัยไมมความ
ุ
ั
่
ี
เชื่อมั่นจะทําใหการแปลผลและรายงานผลการวิจัยมีความคลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะเปนการวัดความ
เชื่อมั่นของเครื่องมือวิจัยนั้น (ประสพชัย พสุนนท, 2558)
ั
ตวอยางเชน การวิเคราะหคาความเชื่อมนแบบสอบถามการวิจัย เรือง พฤติกรรมการเสริมสราง
่
ั่
ิ
ื
้
สุขภาพจิตผูสูงอายุดวยภูมปญญาพนบานลานนาดานจิตบําบัด ผูวิจัยไดนําแบบสอบถามหลังจากปรับแก
ี
ื
ตามคําแนะนําของผูเชี่ยวชาญแลวไปทดลองใชกับผูสูงอายุเขตพ้นท่องคการบริหารสวนตําบลเหลายาว
ี
อาเภอบานโฮง จังหวัดลําพน จํานวน 30 คน แลวนํามาวิเคราะหหาคาความเท่ยงของแบบสอบถาม ซง
ู
ึ่
ํ
ิ
ื้
ผูวิจัยเลือกวัดความเที่ยงของแบบสอบถามความรูจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญาพนบานลานนา ดวยวิธี
ี
ู
่
คเดอร ริชารดสัน (Kuder-Richardson, KR - 21) ไดคาความเทยงเทากบ 0.83 สวนแบบสอบถาม
ั
เจตคติและการปฏิบัติตนในการใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพนบานลานนาเพ่อการเสริมสราง
ื
ื
้
่
ั
่
่
ี
สุขภาพจิตผูสูงอายุใชวิธีการหา Alpha Coefficient โดยกําหนดคาความเชือมนท α ≥ 0.75 เปนคาท ี ่
ํ
่
ื
ิ
้
้
ั
ื
ิ
ยอมรับได ทงนี้แบบสอบถาม เจตคตตอการใชจิตบาบัดตามแบบแผนภูมปญญาพนบานลานนาเพอการ
เสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ มีคาความเท่ยงเทากับ 0.88 และการใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญา
ี
พื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุ มีคาความเที่ยงเทากับ 0.76
การตรวจสอบเครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ
ี
่
ี
การวิจัยเชิงคุณภาพเปนวิธีคนหาความจริงจากเหตุการณและสภาพแวดลอมทมอยูตามความเปน
ั
ื
จริง โดยพยายามวิเคราะหความสัมพนธของเหตการณกบสภาพแวดลอมเพอใหเกดความเขาใจอยางถอง
ิ
่
ุ
ั
แท (Insight) จากภาพรวมของหลายมิต ความหมายนีจึงตรงกบความหมายของการวิจัยเชิงธรรมชาต ิ
ิ
้
ั
่
ํ
ี
(Naturalistic research) ซงปลอยใหสภาพทกอยางอยูในธรรมชาต ไมมีการจัดกระทาสิงท่เกยวของใด
ี
่
ิ
ึ
่
ุ
เลย การวิจัยเชิงคณภาพจึงมความตองการขอมูลท่รอบดาน (Holistic) เพอเขาใจบริบทของสังคม ซงเปน
ี
่
ื
ี
่
ึ
ุ
ั
แนวคิดพื้นฐานของงานวิจัย ที่ตองการศึกษาชุมชนหรือสังคมอยางรอบดาน มีการเกบรายละเอยดเกยวกบ
ี
็
ี่
สภาพสิ่งแวดลอม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความเชื่อ พิธีกรรมอยางละเอียด มีการ
วิเคราะหขอมูลวัฒนธรรมและสังคมเพื่อทําความเขาใจเกี่ยวกับปญหาสังคมและวัฒนธรรมทั้งหมด
วิธีการเก็บขอมูลจึงตองใชแหลงขอมูลขนาดเล็ก ไมเนนการสํารวจจากคนจํานวนมาก เทคนิคการ
ั
ั
วิจัยไมแยกข้นตอนของการเกบขอมูลกบการวิเคราะหขอมูลออกจากกัน การเก็บขอมูลใชวิธีการสังเกต
็
ึ
และการสัมภาษณ รวมถึงการเขาไปอยูในชุมชนจะชวยใหไดขอมูลหลายดานมากข้น การตรวจสอบ
เครื่องมือการวิจัยเชิงคุณภาพ เชน
็
ึ่
ื
1. การตรวจสอบคุณภาพแบบสัมภาษณ ซงแบบสัมภาษณเปนเครื่องมอทใชในการเกบรวบรวม
่
ี
ู
ุ
ขอมลสําหรับใชในการวิจัยโดยการซกถามพดคยหรือปฏิสัมพนธกันระหวางผูสัมภาษณและผูใหสัมภาษณ
ั
ู
ั
ู
แลวจึงบันทึกผลจากการสัมภาษณลงในแบบสัมภาษณ เพอนําไปใชเปนขอมลสําหรับการวิจัย แบบ
่
ื
128
ี
สัมภาษณอาจเปนเครื่องมือประเภทเดยวกันกับแบบสอบถามหรือมาตราสวนประมาณคาและเครื่องมือ
ื
ี
ประเภทอ่น ๆ ก็ได ดังนั้นแบบสัมภาษณท่ไดดําเนินการสรางตามหลักการและวิธีการท่ถูกตองยอมเปน
ี
ี
่
ั
การยืนยันหรือรับประกนวาแบบสัมภาษณทสรางข้น มคณคาดานความเทยงตรงหรือความครอบคลุมใน
ี
่
ึ
ี
ุ
ุ
สิ่งท่ตองการวัดและครอบคลุมจุดมงหมายของการวิจัย แตคุณภาพของแบบสัมภาษณในดานความคงท ่ ี
ี
ี
ํ
แนนอนในการแปลผลจากการสัมภาษณหรือความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณมความจําเปนทจะตองทาการ
ี
่
ู
ี
็
่
ตรวจสอบเสียกอนทจะนําแบบสัมภาษณไปใชในการเกบรวบรวมขอมลสําหรับใชในการวิจัย การ
ตรวจสอบคุณภาพแบบสัมภาษณทําไดดังนี้
ี
้
1.1 การหาความเทยงตรงตามเนื้อหาตรวจสอบไดโดยผูเชี่ยวชาญทางเนือหาตรวจสอบให
่
เชนเดียวกับแบบสอบถาม
1.2 การหาความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสัมภาษณ สามารถคานวณหาหรือตรวจสอบได
ํ
หลายวิธี ดังตอไปนี้
่
1.2.1 ใชผูสัมภาษณคนเดียว ดาเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมหนึงจํานวนสอง
ํ
ครั้งในระยะเวลาทแตกตางกน นําผลจากการสัมภาษณทงสองครั้งมาหาความสัมพันธกันหรือความ
ั้
ี
่
ั
ี
สอดคลองกันโดยใชคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพยรสัน ใชคาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลองกัน
ระหวางผลจากการสัมภาษณแตละครั้งเปนคาความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ
1.2.2 ใชสัมภาษณสองคน ดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมหนึ่งโดยผู
้ํ
สัมภาษณ ทั้งสองคนดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมเดียวกัน และดําเนินการสัมภาษณซากน
ั
นําผลจากการสัมภาษณสองชุดนันมาหาความสัมพันธกนหรือความสอดคลองกันโดยใชคาสัมประสิทธิ ์
้
ั
สหสัมพันธเพียรสัน ใชคาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลองกันระหวางผลจากการสัมภาษณแตละคน
เหลานั้นเปนคาความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ
1.2.3 ใชสัมภาษณหลายคน ดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมหนึ่งโดย
ั
้ํ
สัมภาษณแตละคนดําเนินการสัมภาษณจากผูใหสัมภาษณกลุมเดียวกนและดําเนินการสัมภาษณซากน นํา
ั
ผลจากการสัมภาษณทุกชุดมาหาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลอง ใชคาสัมประสิทธิ์ของความสอดคลองกน
ั
่
ระหวางผลจากการสัมภาษณแตละชุด เปนคาความเชือมนของแบบสัมภาษณโดยใชสูตรสําหรับวัดความ
่
ั
ั
่
สอดคลองของเคนดอลล (Kendall) หรือหาความเชื่อมนจากวิเคราะหแปรปรวนแบบสองทาง (Two-
์
way Analysis of Variances, Two – way ANOVA) การหาสัมประสิทธิความสอดคลองของ
เคนดอลล (Kendall, 1945) มีสูตร ดังนี้
W = 12 ∑ D 2
m 2 N (N 2 − ) 1
เมื่อ W คือ สัมประสิทธิ์ความสอดคลองกัน
D คือ ผลตางระหวางผลรวมของอันดับที่ของคนแตละคนทไดจากการจัด
ี่
ุ
อันดับทกชุดกับคาเฉลี่ยของผลรวมของอันดับที่เหลานั้น
m คือ จํานวนชุดของอันดับท ี่
N คือ จํานวนกลุมตัวอยาง
129
ู
2. การหาคุณภาพแบบสังเกตซึ่งเปนเครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมลสําหรับใชในการวิจัย
โดยผูสังเกตใชประสาทสัมผัสในดานตาง ๆ ในการรับรูพฤติกรรมหรือการแสดงออกของผูถูกสังเกต แลว
ี
ื
จึงบันทึกผลจากการสังเกตลงในแบบสังเกตเพ่อนําไปใชเปนขอมูลสําหรับการวิจัย แบบสังเกตท่ได
่
ี
ั
ี
ดําเนินการสรางตามข้นตอนและหลักการทถูกตองยอมชวยทําใหแบบสังเกตท่ใชในการวิจัยนั้นเปน
ี
ุ
ี
่
เครืองมือท่มีความเท่ยงตรงหรือครอบคลุมในสิ่งท่ตองการวัดและครอบคลุมจุดมงหมายของการวิจัย แต
ี
สําหรับคุณภาพในดานความคงที่แนนอนในการแปลผลจากการสังเกตหรือความเชื่อมั่นของแบบสังเกตนั้น
ี
่
ี
ี
ู
มความจําเปนท่จะตองดาเนินการตรวจสอบกอนทจะนําแบบสังเกตไปใชในการเกบรวบรวมขอมล การ
็
ํ
ตรวจสอบคุณภาพแบบสังเกตทําไดดังนี้
2.1 ความเท่ยงตรง การตรวจสอบการรวบรวมขอมูลดวยการสังเกตนั้นจะตองใหมีความ
ี
ี
ี
ุ
เท่ยงตรงตามเนื้อหาเปนสําคัญ คือ ขอมูลท่รวบรวมไดจากการสังเกตกับวัตถประสงคของการวิจัยในชั้น
ี
ึ
เรียนท่ตองการศกษาและสังเกตไดขอมูลอยางครบถวนดวยการสังเกตจะมีความความเท่ยงตรงมากนอย
ี
ํ
เพียงใดขึ้นอยูกับการกําหนดขอมูลและลักษณะขอมูลของสิ่งที่ตองการสังเกตวากาหนดไวชัดเจน ครบถวน
ี
้
เพยงใด ใชวิธีการสังเกตอยางไร และผูสังเกตมความสามารถ มสภาพพรอมในการสังเกตเพียงใด ฉะนัน
ี
ี
การตรวจสอบความเที่ยงตรงของการสังเกตจึงตองพิจารณาจาก
่
2.1.1 ความสอดคลอง ชัดเจนและครบถวนของขอมูลและลักษณะขอมลทกําหนดไวให
ู
ี
สังเกตกับวัตถุประสงคของการวิจัยในชั้นเรียนโดยอาศัยผูเชี่ยวชาญทางดานเนื้อหาเปนผูตรวจสอบให ถา
่
็
ผูเชียวชาญตางเห็นวาสอดคลองชัดเจนและครบถวนตามวัตถุประสงคของการวิจัยในชันเรียนกแสดงวาม ี
้
ความตรงดานเนื้อหา
่
ิ
ู
้
ี
่
2.1.2 วิธีทใชสังเกต จะตองพจารณาวาขอมลทีไปสังเกตนัน ควรใชวิธีการสังเกตอยางใด
ู
ี
จึงจะไดขอมูลตรงความเปนจริง ขอมูลบางอยางตองใชการสังเกตโดยมสวนรวมไมใหผูถกสังเกตรูตัวจึงจะ
ไดขอมูลตรงความเปนจริงแตขอมูลบางอยางสังเกตโดยผูถกสังเกตรูตัวก็ไดความจริง เปนตน
ู
ี
2.1.3 ผูสังเกตจะตองพิจารณาวา ผูสังเกตหรือพนักงานสังเกตมความรูความสามารถและ
ั
ความพรอมที่จะสังเกตหรือไม เพราะผลการสังเกตขึ้นอยูกบความรูความสามารถและความชํานาญของผู
ู
สังเกตเปนสวนใหญการที่จะใหผลการสังเกตถกตองและครบถวน
่
่
2.2 ความเชื่อมนและการตรวจสอบ ความเชือมนของการสังเกตเปนความสอดคลองของการ
ั
ั่
สังเกต ซงอาจสังเกตคนเดียวกันในเวลาตางกน หรือสังเกตพรอมกันหลายคนในเวลาเดียวกันก็ได การ
ึ
ั
่
ตรวจสอบความเชื่อมั่นจากการสังเกตทําไดหลายวิธี เชน
2.2.1 วิธีใหผูสังเกตคนเดียวสังเกตตางเวลากัน วิธีนี้ใชผูสังเกตคนเดียวไปสังเกตสิง
่
ี
้
้
้
ั
เดยวกน 2 ครัง ครังแรกอาจเปนตอนเชาและครังหลังอาจเปนตอนบาย แลวนําผลทไดจากการสังเกตไป
่
ี
ั
หาคาสัมพนธสัมพันธระหวางขอมูลครั้งแรกกับครั้งหลัง โดยใชสูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน
์
ั
่
ี
ู
่
ี
้
ั
หรือหารอยละของความคงทของขอมลทไดระหวางครังแรกกบครังหลัง ถาไดสัมประสิทธิสหสัมพนธหรือ
้
รอยละของความคงที่สูงก็แสดงวาการสังเกตนั้นมีความเชื่อมั่นสูง
2.2.2 ใชผูสังเกตหลายคนสังเกตพฤติกรรมเดียวกันในกลุมเดียวกัน วิธีนี้ใชผูสังเกตหลายคน
(ตั้งแต 2 คน ขึนไป) สังเกตพฤตกรรมหรือขอมลทตองการในกลุมตัวอยางคนเดียวกันแลวนําผลไปหา
้
ู
ิ
ี
่
ความสัมพันธสอดคลองกับสูตรของสกอตต (Scott, 1955) โดยมีสูตรดังนี้
φ = P − P e
0
1 − P e
130
ื
่
เมอ φ คือ ดัชนีความสอดคลอง
P คือ ความแตกตางระหวาง 1.0 กับผลรวมของสัดสวนของคะแนนของ
0
ความแตกตางระหวางผูสังเกต
P คือ ผลบวกของกําลังสองของคาสัดสวนของคะแนนจากลักษณะที่สังเกตได
e
สูงสุดกับคาที่รองลงมาโดยจํานวน 2 คนหรือมากกวา
การวิจัยเชิงคุณภาพยังใชการสนทนากลุมหรือการสนทนาอภิปรายกลุมยอย (Focus Group
Discussion) เพ่อขอมูลจากการรวบรวมกลุมบุคคลเล็ก ๆ จํานวนคน 6 - 10 คนซ่งมาจากประชากร
ื
ึ
เปาหมายทกําหนดไว นอกจากนี้ยังมีวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลในการวิจัยเชิงคุณ เชน การระดมสมอง
ี
่
(Brian Stoning) การทํา Delphi Technique การสัมภาษณกลุม (Group interview) การประชุมกลุม
(Group meeting) ทั้งนี้กระบวนการมักจัดใหมีการเปดกวางสําหรับการถกหรืออภิปรายตามประเด็นการ
วิจัย อยางไรก็ตามเก็บรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพโดยเฉพาะการสัมภาษณและการสนทนากลุมขอควรระวัง
ี
ื
คอ ในการถามคําถามของผูเชี่ยวชาญ (Moderator) ในแตละกลุมอายุของผูใหสัมภาษณควรมความ
ึ
ี
ี
่
ื
เหมอนกันหรือคลายกันใหมากท่สุดเทาท่เปนไปได เพอลดอคติซ่งเกิดจากตัวผูสัมภาษณ และผูถูก
ื
ี
สัมภาษณ และสงผลตอการรวบรวมเนื้อหาของการสนทนาใหเปนไปในทางเดยวกน งายตอการวิเคราะห
ั
และสรุปผล
บทสรุป
ี
เครื่องมือท่ใชในการวิจัยหรือเครื่องมือวัดเปนสิ่งท่ผูวิจัยจําเปนตองใชในการเก็บรวบรวมขอมูล
ี
ี่
ู
เพื่อนํามาวิเคราะหหาคําตอบเพื่อทดสอบสมมุติฐานซึ่งการทจะเกบรวบรวมขอมลเพอใหไดขอมลทถกตอง
็
ื่
ู
ี่
ู
ทงนีเครืองมอรวบรวมขอมลสําหรับการวิจัยดานสาธารณสุขมหลายประเภทหลายลักษณะซงจะแตกตาง
ื
่
ู
้
ึ
่
ั
้
ี
ตามความยุงยากซบซอนในการสราง รูปแบบการตอบ การนําไปใช และการวิเคราะหแปลผล การวิจัย
ั
่
ั
ทางดานสาธารณสุขศาสตรจะนิยมใชเครืองมือการวิจัยท้งแบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบการสัมภาษณ
่
ื
ื
และการสังเกต สวนวิธีการสรางเครื่องมือจะใชการสรางเครื่องมอแบบประมาณคาเปนหลักเมอสราง
้
ื
่
เครื่องมอเสร็จสินแลวตองนําไปตรวจสอบคณภาพเครืองมือโดยการวิเคราะหหาคาความเทยงตรงและคา
ี
ุ
่
ความเชื่อมั่นกอนนําไปเก็บรวบรวมขอมูล
131
บทที 7
่
การวิเคราะหขอมูล
่
็
ี
การวิเคราะหขอมูลเปนการจัดกระทํากบขอมูลทเกบรวบรวมไดดวยวิธีการทางการวิจัยสูการหา
ั
ั
ขอสรุปเกี่ยวกับผลของขอมลและการพิจารณาหาวาขอมลทเกบรวบรวมมาไดมความสัมพันธกบขอมูลอน
ู
็
ี
ู
ื
่
ี
่
ี
่
็
หรือไมอยางไร ตลอดจนการพยากรณปรากกฎการณในอนาคตจากขอมูลทเกบรวบรวมได กระบวนการ
ํ
ั
ึ
ู
ี
วิเคราะหขอมูลจะดาเนินการในรายละเอียดอยางไร และเพยงไรนั้นข้นอยูกบลักษณะของขอมลและ
ประเดนปญหาการวิจัยทตองการศึกษา เมอขอมลไดรับการวิเคราะหแลวข้นสุดทายของการวิเคราะห
่
ู
ื
ั
่
็
ี
ขอมลเปนการดําเนินการทางสถตเพือการตีความหมายขอมูลเหลานั้น ทังการแจกแจงความถ การ
ิ
ู
ิ
่
้
ี
่
วิเคราะหขอมูลดวยสถติเชิงพรรณนาและสถติเชิงอนุมานเพ่อพิจารณาปจจัยท่มความสัมพันธและลง
ิ
ี
ื
ิ
ี
ขอสรุปที่ไดจากการวิเคราะหตัวเลขอันจะนําไปสูการสนับสนุนหรือปฏิเสธสมมุติฐานที่ตั้งไวในการวิจัย
ู
ประเภทขอมล
ึ้
ขอมูล (Data) คือ ขอเท็จจริงที่เกิดขน ขอมลอาจจะอยูในรูปของขอความหรือตัวเลข ซงขอความ
ู
ึ่
่
ี
หรือตัวเลขเหลานี้อาจเปนเรื่องที่เกี่ยวของกับ คน พช สัตว และสิงของ เชน ปริมาณกระชายดาทประเทศ
ํ
่
ื
ิ
ั
ี
ู
ู
่
่
ี
ไทยผลิตไดในในป 2559 เปนขอมลทเปนตวเลขหรือความคดเห็นของประชาชนเกยวกับการดแลสุขภาพ
ผูสูงอายุเปนขอมูลที่เปนขอความ เปนตน
ี
ึ
่
สวนตัวแปร (Variable) คือ ขอมูลที่ไดจากสังเกต วัด การสอบถามจากหนวยทศกษา โดยทหนวย
่
ี
ี
ท่ศึกษาอาจเปนคน สัตว พืช และสิงของ เม่อหนวยศึกษาแตกตางกันขอมลท่ไดจึงแตกตางกัน จึงเรียก
ื
ี
่
ู
ั
ขอมูลที่แตกตางกันนั้นวา ตัวแปร เชน ระดบความเครียดของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม ในทนี่หนวยท ี่
ี่
ั
ั
ศึกษา คือ ประชาชนในจังหวัดเชียงใหมซงแตละคนจะมระดบความเครียดแตกตางกนแตกตางกนออกไป
่
ึ
ี
ั
ี
ั
่
ื
ั
ึ
ดังนั้นตัวแปร คอ ระดบความเครียดของประชาชนในจังหวัดเชียงใหมซ่งมีคาทแตกตางกน ดังนั้นคาของ
ตัวแปร คือ ขอมูลนั่นเอง
การแบงประเภทของขอมลมีวิธีการแบงไดหลายวิธี ตามเกณฑในการจําแนก เชน
ู
1. จําแนกตามลักษณะการเก็บขอมูล แบงไดเปน 2 ประเภท คือ
1.1 ขอมูลท่ไดจากการนับ (Counting data) เชน จํานวนนักศึกษาทมภาวะน้ําหนักเกิน
่
ี
ี
ี
จํานวนปลาในบอน้ําเสีย ซงขอมูลที่ไดจะเปนเลขจํานวนเต็มบางครั้งเรียกวาเปนขอมูลที่ไมตอเนื่อง
ึ่
ู
ี
1.2 ขอมลท่ไดจาการวัด (Measurement data) เชน น้ําหนักของผูสูงอายุแตละคน
ํ
ระยะเวลาในการเดินทางจากบานพักมายังโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตาบล ปริมาณฝุนละอองขนาดเล็ก
้
ี
ู
ี
กวา 10 ไมครอนท่วัดได ขอมูลท่ไดจะมีลักษณะเปนเศษสวนหรือจุดทศนิยมบางครัง เรียกวาขอมล
แบบตอเนื่อง
ิ
1.3 ขอมลทไดจากการสังเกต (Observation data) เปนขอมลท่ไดจากการตดตามหรือเฝา
่
ี
ู
ู
ี
สังเกตพฤติกรรมหรือปรากฏการณดานตาง ๆ เปนตน
ี
่
ู
ี
ู
่
1.4 ขอมลทไดจากการสัมภาษณ (Interview data) เปนขอมลทไดจากการถามตอบโดยตรง
ระหวางผูสัมภาษณและผูถูกสัมภาษณ
132
2. จําแนกตามลักษณะขอมูล แบงไดเปน 2 ประเภท คือ
ี
ู
2.1 ขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) เปนขอมลท่แสดงความแตกตางในเรื่องปริมาณ
หรือขนาด ในลักษณะของตัวเลขโดยตรง เชน อายุ สวนสูง น้ําหนัก ซึ่งแบงไดเปน 2 ประเภท คือ
ี
่
ึ
2.1.1 ขอมลแบบไมตอเนือง (Discrete data) หมายถง ขอมลทมีคาเปนเลขจํานวนเต็มท ่ ี
่
ู
ู
มีความหมาย เชน จํานวนสิ่งของ จํานวนคน เปนตน
ู
ี
่
่
ี
ี
ู
่
2.1.2 ขอมลแบบตอเนือง (Continuous data) หมายถึง ขอมลทอยูในรูปตวเลขทมคาได
ั
ทุกคาในชวงที่กําหนด และมีความหมายดวย เชน รายได น้ําหนัก เปนตน
ู
ู
2.2 ขอมลเชิงคณภาพ (Qualitative data) เปนขอมลทแสดงลักษณะทแตกตางกน เชน
ั
ุ
่
ี
่
ี
เพศชาย เพศหญิง จะเปนขอมูลที่ไมไดอยูในรูปของตัวเลขโดยตรง
3. จําแนกตามการจัดการขอมูล แบงไดเปน 2 ประเภท คือ
ี
ิ
ู
ู
ู
3.1 ขอมลดบ (Raw data) เปนขอมลทไดจากการเก็บ แตยังไมไดจัดรวบรวมเปนหมเปน
่
กลุมหรือจัดเปนพวก
ิ
ู
ิ
ี
ู
3.2 ขอมูลที่จัดเปนกลุม (Group data) เปนขอมลท่เกดจากการนําขอมลดบมารวบรวมเปน
กลุมเปนหมวดหม ู
4. จําแนกตามแหลงที่มาของขอมูล แบงไดเปน 2 ชนิด คือ
ู
ี
ี
่
ู
ิ
4.1 ขอมลปฐมภูม (Primary data) เปนขอมลท่ไดมาจากการทผูใชเปนผูเกบขอมลโดยตรง
็
ู
่
ู
ี
่
ี
ซงอาจจะเกบดวยการสัมภาษณหรือสังเกตการณเปนขอมลทมีความนาเชือถอมากทสุด เนืองจากยังไมม ี
่
่
็
ื
ึ่
การเปลี่ยนรูป
ู
ี
่
ี
ี
ู
ู
็
ิ
4.2 ขอมลทุติภูม (Secondary data) เปนขอมลท่ไดมาจากแหลงขอมลทมผูเกบรวบรวมไว
ี
่
ู
แลว เปนขอมลในอดีตและมักจะเปนขอมูลทไดผานการวิเคราะหเบื้องตนมาแลว ผูใชนํามาใชไดเลย จึง
ี
ประหยัดท้งเวลาและคาใชจาย บางครังขอมลทุตยภูมจะไมตรงกับความตองการหรือมรายละเอียดไม
้
ั
ู
ิ
ิ
ู
เพยงพอ นอกจากนันผูใชจะไมทราบถึงขอผิดพลาดของขอมล ซงอาจจะทาใหผูทนํามาใชสรุปผลการวิจัย
้
ี
ํ
ึ
ี
่
่
ผิดพลาดไปดวย เชน สถิติการเกิดโรคไขเลือดออกในนักศึกษาในป 2550 - 2559 เปนตน
5. แบงตามมาตรของการวัด จะแบงได 4 ชนิด
ั
5.1 มาตรวัดนามบัญญต (Nominal scale) เปนการวัดคาท่งายทสุดหรือสะดวกตอการใช
ี
่
ิ
ี
ี
ู
ื
มากท่สุด เพราะเปนการแบงกลุมของขอมลเพ่อสะดวกตอการวิเคราะห โดยการแบงกลุมจะถือวาแตละ
ี
กลุมจะมความเสมอภาคกนหรือเทาเทยมกัน คาทกาหนดใหแตละกลุมจะไมมความหมายและไมสามารถ
ั
ํ
ี
่
ี
ี
มาคานวณได เชน เพศ มี 2 คา คือ ชายและหญิง การจําแนกเพศอาจจะกาหนดคาได 2 คา คอ ถา 0
ื
ํ
ํ
หมายถึงเพศชาย ถา 1 หมายถึงเพศหญิง เปนตน
ั
ั
5.2 มาตรวัดอนดบ (Ordinal scale) เปนขอมลทสามารถแบงเปนกลุมได แลวยังสามารถ
่
ู
ี
ี
ั
ี
บอกอนดับท่ของความแตกตางได แตไมสามารถบอกระยะหางของอันดับท่แนนนอนไดหรือไมสามารถ
ั
ี
่
ั
ี
ี
เปรียบเทยบไดวาอันดบทจัดนั้นมีความแตกตางกันของระยะหางเทาใด เชน อนดับท่ของการสอบของ
ี
ื
นักเรียนเพอเขาศึกษาในหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร อันดับท่ของผูเขาประกวดอาสาสมครสาธารณสุข
่
ั
ประจําหมูบานระดับอําเภอ เปนตน
่
่
ี
่
ั
ึ
5.3 มาตรวัดแบบชวง (Interval scale) เปนการวัดทแบงสิงทศกษาออกเปนระดบหรือเปน
ี
ี
ั
ั
ชวง ๆ โดยแตละชวงมขนาดหรือระยะหางเทากนทําใหสามารถบอกระยะหางของชวงได อีกทงบอกไดวา
้
ึ่
มากหรือนอยกวากันเทาไร จึงทําใหมีความแตกตางกันในเชิงปริมาณ เชน อุณหภูม คะแนนสอบ ซงตัวเลข
ิ
133
้
ู
ุ
ู
้
ิ
เหลานี บวก ลบ ได แต คณ หาร ไมได แต 0 ของขอมลชนิดนีเปน 0 สมมตไมใช 0 แท เชน อณหภูมิ 0
ึ
องศาเซลเซยสไมไดหมายความวา ณ จุดนันไมมความรอนอยูเลยหรือการทนักศกษาไดคะแนน 0 กไมได
้
ี
่
ี
็
ี
หมายความวานักศึกษาไมมีความรูเลยแตเปนเพียงตัวเลขที่บอกวานักศึกษาทําขอสอบนั้นไมได
5.4 มาตรวัดอัตราสวน (Ratio scale) เปนการวัดที่ละเอียดและสมบูรณที่สุดทสามารถบอก
ี
่
่
ความแตกตางในเชิงปริมาณ โดยแบงสิ่งท่ศึกษาออกเปนชวง ๆ เหมือนมาตรวัดอันตรภาคทีแตละชวงม ี
ี
ี
ระยะหางเทากันและ 0 ของขอมูลชนิดนี้เปน 0 แท ซ่งหมายถึงไมมีอะไรเลยหรือมีจุดท่เริ่มตนท่แทจริง
ี
ึ
และสามารถนําตัวเลขนี้มา บวก ลบ คูณ หารได เชน น้ําหนัก สวนสูง ระยะทาง รายได เปนตน
6. แบงตามเวลาของการเก็บรวบรวมขอมูล จะแบงได 2 ชนิด
ี
ู
ู
ู
็
ั
6.1 ขอมลอนุกรมเวลา (Time-series data) เปนขอมลท่ถกเกบรวบรวมตามลําดบเวลาท ่ ี
่
ิ
เกดขนตอเนื่องไปเรือย ๆ เชน จํานวนประชากรของประเทศไทยในแตแตละป จํานวนผูปวยทเขารับการ
่
ี
้
ึ
รักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตาง ๆ ในแตละป เปนตน ขอมูลอนุกรมเวลาเปนประโยชนในการวิจัย
ระยะเวลายาวทําใหผูวิจัยมองเห็นแนวโนมของเรื่องตาง ๆ นั้นได
6.2 ขอมลภาคตดขวาง (Cross-sectional data) เปนขอมลท่เกบรวบรวม ณ เวลาใดเวลา
ั
ู
็
ี
ู
ื
ึ
หนึ่งเทานั้น เพ่อประโยชนในการศึกษาวิจัยอยางไรก็ตามในการจัดประเภทของขอมูลนีจะข้นอยูกับ
้
วัตถุประสงคในการนําไปวิเคราะหและใชประโยชนดวย
ี
็
่
ู
ี
ู
ี
อยางไรก็ตามลักษณะของขอมลท่ดตองมความถกตอง แมนยํา สามารถใหขอเทจจริงทปราศจาก
ี
ุ
็
ความลําเอียงหรืออคติ มีความเปนปจจุบัน สามารถใหขอเท็จจริงที่ครบถวนทกดานตามประเดนทตองการ
ี
่
ี
และมความสอดคลองกับความตองการของผูใชและอยูในขอบเขตของความตองการที่จะศกษา
ึ
การวิเคราะหขอมูลโดยการใชสถิติเชิงบรรยาย
ี
การวิเคราะหขอมูลเปนการนําขอมลท่รวบรวมไดมาวิเคราะห โดยในการวิเคราะหผูวิเคราะห
ู
จะตองทราบวาขอมูลที่รวบรวมมานั้นเปนขอมูลอยูในระดับใด จะใชสถิติตัวใดมาทําการวิเคราะห เพอให
ื่
ิ
ั
ั
้
ิ
้
เปนไปตามขนตกลงเบืองตน (Assumption) ของสถตแตละตวและเปนไปตามวัตถุประสงคของการวัด
ิ
หรือการวิเคราะห การใชสถิตเชิงบรรยายหรือสถตเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) เปนสถตท ี ่
ิ
ิ
ิ
ิ
ึ
่
บรรยายคุณลักษณะของสิ่งท่ตองการศึกษา จากกลุมใดกลุมหนึ่งโดยเฉพาะ ซงอาจจะเปนกลุมเล็กหรือ
ี
ิ
ิ
กลุมใหญก็ได ผลที่ไดจากการศึกษาไมสามารถนําไปอางองถงกลุมประชากร (Population) ได สถตท่นิยม
ิ
ี
ึ
ใชในการวิเคราะหขอมูลทางสาธารณสุขศาสตร เชน
ี
ั
ี
่
ี
ี
1. การแจกแจงความถ การแจกแจงความถ่เปนการนําขอมูลท่เปนคาของตวแปรท่เราสนใจมา
ั
จัดเรียงตามลําดบความมากนอย และแบงเปนชวงเทากน จํานวนขอมูลในแตละชวงคะแนน เรียกวา
ั
ความถ่ ในกรณีทความแตกตางระหวางคะแนนสูงสุดกับคะแนนตําสุดไมมาก ไมจําเปนตองแบงชวง
ี
่
ี
่
่
ี
็
ุ
ื
คะแนนเปนกลุม ในแตละชวงมี 1 คะแนนกได การแจกแจงความถมีจุดมงหมายเพ่อใหทราบภาพรวมของ
ื
ั
้
การแจกแจงขอมูลทงหมดอยางเปนระบบ การจัดระบบและนําเสนอขอมูลในเบ้องตน สามารถนําเสนอ
ิ
่
่
ึ
ึ
ขอมลในรูปของตารางและแผนภูม ซงสวนใหญจะนําเสนอในรูปของคารอยละ (Percentage) ซงคารอย
ู
ั
ั
ู
ั
ละ หมายถง การหาสัดสวนของขอมลในแตละตัวเทียบกบขอมลรวมทงหมด มาตรการวัดทเหมาะกบการ
้
ึ
ู
ี
่
แจงแจงความถี่ คือ มาตรานามบัญญัติ ตัวอยางการนําเสนอขอมูลจากการแจกแจงความถี่ ดังตารางที่ 7.1
134
ี
่
่
ี
ตารางท 7.1 ตัวอยางการนําเสนอขอมูลจากการแจกแจงความถและรอยละ
ขอมูลทวไป จํานวน รอยละ
่
ั
สถานภาพสมรส โสด 4.00 1.70
สมรส 161.00 68.20
หมาย/หยาราง/แยกกันอยู 71.00 30.10
ระดับการศึกษา ไมไดเรียนหนังสือ 37.00 15.70
ประถมศึกษา 193.00 81.80
มัธยมศึกษาหรือเทียบเทา 5.00 2.10
อนุปริญญาหรือเทียบเทา 1.00 0.40
การศึกษาทางธรรม ไมไดเรียน 333.00 98.70
(ผูสูงอายุเพศชาย) นักธรรมตรี 2.00 0.80
นักธรรมโท 1.00 0.40
2. คาเฉลี่ยเลขคณิต คาเฉลี่ยเลขคณิตจัดวาเปนคาทมีความสําคัญมากในวิชาสถติ เพราะ
ิ
่
ี
ี
่
ี
ี
คาเฉลี่ยเลขคณิตเปนคากลางหรือเปนตัวแทนของขอมูลทดีท่สุด เพราะเปนคาท่ไมเอนเอียง เปนคาทม ี
ี
่
ี
่
ความคงเสนคงวา เปนคาท่มีความแปรปรวนตําท่สุด และเปนคาท่มีประสิทธิภาพสูงสุด แตคาเฉลี่ยเลข
ี
ี
ู
คณิตก็มีขอจํากัดในการใช เชน ถาขอมูลมีการกระจายมากหรือขอมลบางตัวมีคามากหรือนอยจนผิดปกต ิ
ึ
หรือขอมูลมีการเพ่มข้นเปนเทาตว คาเฉลียเลขคณิตจะไมสามารถเปนคากลางหรือเปนตัวแทนท่ดของ
ั
ี
่
ิ
ี
ขอมูลได
ื
ขอดีของคาเฉลี่ยเลขคณิต คอ สามารถนําไปบวก ลบ คูณ หาร และวิเคราะหทางสถิติไดโดย
ั
ิ
ุ
อาศัยสมมุติฐานทางคณิตศาสตร ถึงแมจะใชคาเฉลี่ยในการบรรยายคณสมบัตของตวอยางหรือประชากรก ็
ี
่
ี
ั
่
ไมมขอเสียมาก ยกเวนวาถาการกระจายของ ตวแปรทสนใจ ไมเปนโคงปกต คือ มการเบสูงคาเฉลียจะไม
ี
ิ
เปนตวแทนท่ดีในทํานองเดียวกัน ถามีขอมูลบางตัวแปลกจากขอมูลสวนใหญไปมาก จะมีผลกระทบตอ
ั
ี
คาเฉลี่ยเชนกัน (คณะวิทยาการจัดการ, ม.ป.พ.)
ํ
ี
3. คาสวนเบยงเบนมาตรฐาน เปนคาท่วัดการกระจายของขอมูลท่ทาใหทราบวาคะแนนแตละ
ี
่
ี
ี
จํานวนนั้นมีคาแตกตางจากคาเฉลี่ยมากนอยเพยงใด คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานจะนอยถาขอมูลมีคา
ี
่
ี
ี
ใกลเคียงกับคาเฉลี่ย และจะมคามากถาขอมูลมคาแตกตางไปจากคาเฉลียมาก ดังนั้นคาสวนเบ่ยงเบน
มาตรฐาน คือ รากทสองของคาความแปรปรวน นอกจากนี้คาของสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานจะเปนคาท ี ่
ี
่
สามารถบอกลักษณะของขอมูลตอผูวิจัยได คือ
้
ี
3.1 คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) = 0 หมายความวา ขอมูลชุดนันไมมการกระจาย ถาเปนความ
ิ
่
่
่
่
คิดเห็นของผูเชี่ยวชาญตอสิงใดสิ่งหนึงแสดงวาความคดเห็นของผูเชียวชาญทุกคนมีความคิดเห็นตอสิงนั้น
เหมือนกัน
3.2 คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 1 หมายความวา การแจกแจงของขอมูลมลักษณะเปนโคงปกต ิ
ี
ั
ี
่
่
(Symmetry) การนําคาเฉลี่ย (Mean) เสนอขอมูลในงานวิจัยทคาความเบียงเบนมาตรฐานเทากบ 1 นัน
้
ถือวาเปนการนําเสนอตัวแทนที่ดีที่สุด
ี
่
3.3 คาเบียงเบนมาตรฐานมคามากกวาคาเฉลีย (S > Mean) ผูวิจัยไมควรเสนอขอมูลดวย
่
คาเฉลี่ยใหพิจารณาเสนอดวยมัธยฐานหรือฐานนิยมทนตามความเหมาะสม
135
่
ื
3.4 เม่อคาเบียงเบนมาตรฐาน ใกล 0 แสดงวาขอมูลมีการกระจายนอย ถาเปนความคดเห็น
ิ
ของผูเชี่ยวชาญตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสดงวาความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญมีความคิดเห็นใกลเคียงกัน
้
ื
ู
ี
3.5 เม่อคาเบียงเบนมาตรฐาน ใกล 1 แสดงวาการกระจายของขอมลชุดนันใกลเคยงกบโคง
่
ั
ปกต ิ
ดังนั้นคาเบียงเบนมาตรฐาน (SD) มากจะดีกวานอย หมายความวา ขอมลทีนักวิจัยเก็บมามการ
ี
่
ู
่
กระจายตัวดี ไมกระจุกรวมอยูกับคาใดคาหนึง การนําเสนอขอมูลจากกการวิเคราะหคาสวนเบี่ยงเบน
่
ี่
มาตรฐานมักจะนิยมนําเสนอคูกับคาเฉลี่ยเลขคณิต ดังตารางท 7.2
ตารางท 7.2 การใชจิตบําบัดตามแบบแผนภูมิปญญาพื้นบานลานนากลุมขจัดปดเปา
ี
่
ิ
จิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญา จํานวน (N = 236) ระดับการใช
พื้นบานลานนา X S.D.
กลุมขจัดปดเปา
การสงเคราะห 2.50 0.60 ใชเปนประจํา
การบูชาเทียน 2.52 0.56 ใชเปนประจํา
การเลี้ยงผีเมื่อตนเองหรือญาติเจ็บปวย 2.41 0.69 ใชเปนประจํา
การรด อาบน้ํามนต 1.97 0.71 ใชบางครั้ง
การตัดกรรม 1.78 0.56 ใชบางครั้ง
การถอนพยาธิ ถอนขึด 1.61 0.51 ใชบางครั้ง
2.13 0.60 ใชบางครั้ง
โดยรวมเฉลี่ย
ี
ู
่
ิ
การวิเคราะหขอมลดวยสถติเชิงพรรณนาจะสนใจเฉพาะขอมูลทเก็บรวบรวมไดเทานั้นและ
่
ํ
ี
ี
พยายามอธิบายขอมลชุดนี้วามลักษณะอยางไรดวยวิธีททาใหสามารถสรุปลักษณะไดอยางเหมาะสมและ
ู
ู
ิ
้
ี
สื่อความหมายท่ถูกตองเก่ยวกบขอมลชุดนันเทานั้น ภายใตหลักการเชนนีจึงอาศยเพียงทฤษฎีทางสถต ิ
้
ั
ี
ั
ที่มาอธิบายคุณลักษณะของวิธีการที่ใชในการอธิบายขอมูล
การวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิติเชิงอนุมานสถิติอางอิง
ิ
การใชสถิตเชิงอนุมานสถิติอางอิงหรือสถติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) เปนสถิติท่ใช
ิ
ี
ุ
อธิบายคณลักษณะของสิ่งทตองการศกษาในกลุมใดกลุมหนึง แลวสามารถอางองไปยังกลุมอ่น ๆ ได โดย
ื
่
ิ
ึ
่
ี
กลุมทนํามาศกษาจะตองเปนตัวแทนทดีของประชากร ตวแทนทดีของประชากรไดมาโดยวิธีการสุม
่
ั
ี่
ี่
ี
ึ
ตวอยาง และตวแทนท่ดีของประชากรจะเรียกวา “กลุมตวอยาง” สถิตอางองสามารถแบงออกไดเปน 2
ิ
ิ
ั
ั
ี
ั
ประเภทยอย (ศักดิ์สิทธิ์ วัชรารัตน, 2552) คือ
1. สถตมพารามเตอร (Parametric statistics) เปนวิธีการทางสถตทจะตองเปนไปตามขอตกลง
ิ
ิ
ี
ิ
ิ
ี
ิ
่
ึ้
เบื้องตน 3 ประการ ดังนี้ ตัวแปรที่ตองการวัดจะตองอยูในมาตราการวัดระดับชวงขนไป (Interval scale)
ขอมูลที่เก็บรวบรวมไดจากกลุมตัวอยางจะตองมการแจกแจงเปนโคงปกติ และกลุมประชากรแตละกลุมท ี่
ี
นํามาศึกษาจะตองมีความแปรปรวนเทากัน สถิติมีพารามิเตอร เชน
ั
ั
ี่
1.1 การทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลี่ยทกลุมตัวอยางสัมพนธกน (t-test dependent
ิ
่
samples) กระบวนการทางสถิตนี้เปนการแจกแจกแบบ Student’s สําหรับเปรียบเทียบคาเฉลีย 2 คา
136
่
ั
้
นอกจากนันยังแสดงคาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและความคลาดเคลือนมาตรฐานในแตละตวแปร
ดวย การทดสอบนี้เปนเทคนิคการทดสอบสมมติฐานชนิดหนึ่งที่นักวิจัยนิยมใชการทดสอบ โดยวิธีการนี้ใช
ื
ี
ในกรณีขอมูลมีจํานวนนอย (n<30) ซึ่งสถิติกลุมนี้สามารถแบงการวิเคราะหไดเปน 2 กรณ คอ
ั
ิ
ั
ี
่
ี
ั
้
ั
กรณท 1 กลุมตวอยางทง 2 ไมสัมพนธกน (อสระตอกัน) เรียกวา Independent t-test เปน
ี
การวิเคราะหหาความแตกตางของคาเฉลี่ยของกลุมตัวอยางกลุมหนึ่งวาแตกตางจากอกกลุมหนึ่งหรือไม
ี
่
เชน ตองการทดสอบผลสัมฤทธิ์การอบรมโปรแกรมการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุของกลุมทไดรับการ
อบรมแบบปกติกับกลุมที่ไดรับการอบรมแบบพิเศษวาจะมีคะแนนความรูเฉลี่ยแตกตางจากกันหรือไม
ั
ี
ั
ั
ั
ั
้
ี
่
กรณท 2 กลุมตัวอยางทง 2 สัมพนธกัน เรียกวา Pair t-test ถากลุมตวอยางท้ง 2 สัมพนธกัน
ี
่
ั
้
ั
ในการเปรียบเทยบคาเฉลี่ยสองคาวาแตกตางกนหรือไม โดยคาเฉลียทงสองคานี้วัดมาจากกลุมตวอยาง 2
ั
่
้
กลุมทสัมพันธกน โดยอาจจะวัดมาจากกลุมตัวอยางกลุมเดยวกน 2 ครัง หรือวัดมากจากกลุมตัวอยาง 2
ี
ั
ั
ี
กลุมทไดมาจากการจับคคุณลักษณะท่เทาเทียมกัน ตัวอยางการนําเสนอตารางและการอานผลการ
ี
ู
ี่
วิเคราะห Pair t-test ดังนําเสนอในตารางที่ 7.3
ตารางท 7.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์บทเรียนวิทยาศาสตรทองถิ่น
ี
่
ระยะเวลา คาเฉลี่ยเลขคณิต คาสวนเบี่ยงเบน คา t -test P-value*
มาตรฐาน
กลุมผูสูงอายุ - 3.644 0.004
กอนการใชบทเรียน 6.33 1.07
หลังการใชบทเรียน 7.91 1.08
*Paired – Samples T Test ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05
่
ี
ี
จากตารางท 7.3 แสดงใหเห็นวา ผลการเปรียบเทยบผลสัมฤทธิบทเรียนวิทยาศาสตรทองถน
ิ
่
์
้
ื
ิ
เรื่อง ภูมปญญาพนบานลานนากับการเสริมสรางสุขภาพผูสูงอายุดวยอาหารพนบานกลุมผูสูงอายุ พบวา
้
ื
่
ั
คาคะแนนทดสอบความรูเฉลี่ยกอนและหลังทดลองใชเทากับ 6.33 และ 7.91 ตามลําดบ คาสวนเบียงเบน
มาตรฐาน เทากบ 1.07 และ 1.08 ตามลําดบ เมอวิเคราะหความแตกตางของคาคะแนนทดสอบความรู
ั
่
ั
ื
่
เฉลียกอนและหลังทดลองใชบทเรียน พบวา คาคะแนนทดสอบความรูเฉลียหลังทดลองใชมคาสูงกวากอน
ี
่
ทดลองใชอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 (P-value = 0.004)
1.2 การวิเคราะหความแปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) การวิเคราะหความ
ึ
แปรปรวนใชสําหรับทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลี่ยของกลุมตวอยางตงแต 3 กลุมข้นไป ในการ
ั
ั
้
เปรียบเทียบคาเฉลี่ยระหวางกลุมหลาย ๆ กลุม จะมีความแปรปรวนที่ตองคํานวณอยู 2 ตัว คือ
ความแปรปรวนระหวางกลุม (Between-groups variance) แสดงขนาดของความแตกตาง
ระหวางคาเฉลี่ยของกลุมตาง ๆ ถาระหวางกลุมมีคาเฉลี่ยแตกตางกันมาก คาความแปรปรวนระหวางกลุม
จะมีคามากดวย
ความแปรปรวนภายในกลุม (Within-groups variance) แสดงการกระจายของคะแนนแตละ
ตัวภายในแตละกลุมวามีการกระจายมากหรือนอย คาที่คํานวณไดเรียกวาความคลาดเคลื่อน
ดังนั้นความสัมพันธของสาเหตุความแปรปรวนทั้งหมดอธิบายไดดังสมการ
ความแปรปรวนรวม = ความแปรปรวนระหวางกลุม + ความแปรปรวนภายในกลุม
137
ั
ี
่
้
ั้
ทงนี้สูตรทใชในการทดสอบคอ F-ratio โดยเอาความแปรปรวนระหวางกลุมเปนตวตงหารดวย
ั
ื
่
ความแปรปรวนภายในกลุมแลวเปรียบเทยบคา F ทคํานวณไดกบคา F ในตารางคาวิกฤต F (Critical
ั
ี
ี
ู
ั
่
ื
ิ
values of F) เพอสรุปผลการวิเคราะหขอมล โดยถาคาของตวสถต F มีคามาก หมายความวาความ
ิ
แปรปรวนระหวางกลุมมีคามากกวาความแปรปรวนภายในกลุม จึงนําไปสูขอสรุปวาประชากรแตละกลุมม ี
่
ั
ิ
ั
ความแตกตางกน แตถาคาของตวสถิตทดสอบ F มคานอย นันคอความแปรปรวนระหวางกลุมกบความ
ี
ั
ื
แปรปรวนภายในกลุมมีคา ใกลเคยงกนจึงไมอาจกลาวไดวาความแปรปรวนทงหมดเปนความแตกตาง
ั
ี
้
ั
ระหวางกลุม
ขอกําหนด
1.2.1 ขอมูลไดมาอยางสุมและอิสระตอกน
ั
1.2.2 ความแปรปรวนในแตละกลุมเทากัน (Homogeneity of variance)
1.2.3 ตัวแปรตามมีระดับการวัดเปน Interval Scale หรือ Ratio Scale และมการ
ี
แจกแจงแบบปกตในแตละกลุม
ิ
1.2.4 สําหรับการวิจัยเชิงทดลองนั้น Subject ควรมีลักษณะดังนี้
1) กอนการไดรับ treatment หรือกอนการทดลอง การตอบสนองของ subject
มีความสม่ําเสมอกัน (Homogeneous of baseline)
ั
2) ลักษณะท่วไป (Characteristics) ของ Subjects ในแตละกลุมตองมลักษณะ
ี
คลายคลึงกัน (Similarity)
ํ
ู
ดังนั้นกอนทาการวิเคราะหขอมลโดยใช ANOVA ผูวิเคราะหจําเปนตองทําการทดสอบความเปน
ิ
ี
การกระจายแบบปกตของขอมล (Normality test) วาขอมลทุกประชากรมการกระจายแบบปกต และ
ู
ิ
ู
ทดสอบความความแตกตางของคาความผันแปร (Homogeneities of Variance Test) เพ่อใหแนใจวาไม
ื
ุ
มีความแตกตางกนทกประชากร (วิชุดา ไชศิวามงคล, 2559) ทงนี้การวิเคราะหความแปรปรวนมกจะ
ั้
ั
ั
วิเคราะห 2 วิธีดังนี้
วิธีการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดียว (One-way anova) เปนการ
เปรียบเทียบคาเฉลี่ยระหวางประชากรหลาย ๆ กลุม โดยเปนการจําแนกขอมูลแตละกลุมดวยคุณลักษณะ
ี
ี
่
ุ
ท่สนใจเพียงคณลักษณะเดียวทเปนเง่อนไขใหขอมูลแตกตางกัน เรียกวา กรรมวิธีหรือทรีทเมนต
ื
ี
ื
ื
(Treatment) เชน การเปรียบเทยบปริมาณสาระสําคัญในสมุนไพรพ้นบานแตละชนิด กรรมวิธี คอ
สมุนไพรพื้นบาน
วิธีการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกสองทาง (Two–way anova) แตกตางจากการ
วิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดียว คอ ในการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกทางเดยว
ื
ี
ั
หนวยตัวอยางภายในกลุมเดียวกันจะตองมีความแตกตางกันนอยมาก เพ่อท่จะม่นใจไดวาเม่อเกิดความ
ื
ื
ี
แปรปรวนในการทดลองจะนําไปสูขอสรุปไดชัดเจนวาเปนความแปรปรวนระหวางกลุม แตในทางปฏิบัติ
้
ี
ั
ั
ี
ื
่
ั
อาจพบวาการใชหนวยตวอยางทเหมอนกนหรือมความคลายคลึงกนจะเปนไปไดยากมาก ดังนันจึงอาจจะ
แบงหนวยทดลองออกเปนกลุม ๆ เรียกวา บล็อก (Block) โดยใหภายในแตละบล็อค ประกอบไปดวย
ี
่
ี
หนวยตัวอยางทมีความคลายคลึงกน สวนในตางบล็อคก็จะเปนหนวยตัวอยางท่แตกตางกัน และจํานวน
ั
หนวยทดลองภายในแตละบล็อคจะไดรับกรรมวิธีตาง ๆ ครบชุด ดังเชน
ิ
้
้
ั
การวางแผน การทดลองการทดสอบสารสกดจากขมนชันรวมกับเชือ Bacillus thuringiensis
และ Nuclear Polyhedrosis Virus ในการปองกันแมลงศัตรูหอมแดงในแปลงปลูกของเกษตรกร วาง
138
ี
้ํ
แผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ม 6 กรรมวิธี 3 ซา
(Replications) ตามอัตราสวน ดังนี้
ควบคุม สารสกัดขมิ้นชัน (1 : 10)
กรรมวิธีที่ 1 อัตราสวน 1 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 2 อัตราสวน 2 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 3 อัตราสวน 3 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 4 อัตราสวน 4 : 4 : 1
กรรมวิธีที่ 5 อัตราสวน 5 : 4 : 1
ี
สถิติทใชทดสอบ คอ Cochran's test ใชในกรณีขอมลแตละชุดมขนาด (nj) เทากน Bartlett's
่
ี
ู
ั
ื
ี
ู
ี
test ใชในกรณขอมลแตละชุดมจํานวนไมเทากัน และ F-test = Max variance / min variance เปนวิธี
ี
ี
ท่งายท่สุดในการทดสอบ แตในการวิเคราะหดวย SPSS/W นั้น จะทําการทดสอบดวยสถิติ Levene's
test
ั
ตวอยางการนําเสนอตารางและการอานผลการวิเคราะหความแปรปรวนแบบจําแนกสองทาง
ดังนําเสนอในตารางที่ 7.4
่
ตารางที 7.4 ปริมาณธาตุอาหารพืชในวัสดุปลูก
สิ่งทดลอง ไนโตรเจนทังหมด ฟอสฟอรัสทงหมด โปรแตสเซียม แคลเซียม
ั้
้
(รอยละ) (มก./กก.) ทังหมด ทังหมด
้
้
(มก./กก.) (มก./กก.)
b
a
b
b
สิงทดลองที 1 0.112±0.001 1.574±0.005 3.186±0.001 215.3±0.45
่
่
e
b
a
c
สิ่งทดลองที่ 2 0.275±0.004 1.441±0.001 3.144±0.004 163.3±0.75
b
c
d
b
สิ่งทดลองที่ 3 0.116±0.002 1.412±0.002 3.169±0.027 182.6±0.40
f
f
a
b
สิ่งทดลองที่ 4 0.162±0.007 1.275±0.002 3.956±0.001 147.6±0.26
e
d
d
b
สิ่งทดลองที่ 5 0.112±0.002 1.324±0.004 2.217±0.001 169.4±0.36
b
e
a
b
สิ่งทดลองที่ 6 0.117±0.002 1.771±0.002 3.140±0.011 163.8±0.45
a
g
c
b
สิ่งทดลองที่ 7 0.263±0.043 1.201±0.009 2.574±0.902 192.6±0.46
F - test ** ** ** **
C.V. (%) 6.39 12.87 16.98 29.23
** = significant at p < 0.01 Means within each column followed by the same letters are not
significantly different at p ≥ 0.5 by DMRT
ั
ี
้
ผลการวิเคราะหปริมาณธาตุอาหารพช พบวา ปริมาณไนโตรเจนทงหมด (Total N) มความ
ื
่
แตกตางกนอยางมีนัยสําคญทางสถต โดยมคาเฉลียอยูระหวาง รอยละ 0.112±0.001 – 0.275±0.0189
ั
ั
ี
ิ
ิ
โดยสิ่งทดลองที่ 2 มปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดสูงสุดเทากบ รอยละ 0.275±0.0189 รองลงมาสิ่งทดลองท ี ่
ี
ั
ี
่
ี
่
้
ั
7 มปริมาณไนโตรเจนทงหมดเทากับ รอยละ 0.263±0.0429 และสิงทดลองท 1 และสิงทดลองท 5 ม ี
่
ี
่
ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมดนอยที่สุดเทากับ รอยละ 0.112±0.001 และ 0.112±0.002 ตามลําดับ
139
ี
ั
ปริมาณฟอสฟอรัสทังหมด (Total P) มีความแตกตางกันอยางมนัยสําคญทางสถติ โดยมคาเฉลี่ย
้
ิ
ี
อยูระหวาง 1.201±0.009 – 1.771±0.002 มลลิกรัมตอกิโลกรัม โดยสิงทดลองท 6 มปริมาณฟอสฟอรัส
่
ี
ิ
่
ี
ั
้
ั
่
ี
ี
ิ
่
ทงหมดสูงสุดเทากบ 1.771±0.002 มิลลิกรัมตอกโลกรัม รองลงมาสิงทดลองท 1 มปริมาณฟอสฟอรัส
ี
ั
ี
ทงหมดเทากับ 1.574±0.005 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และสิงทดลองท 4 มปริมาณฟอสฟอรัสทงหมดนอย
ั
้
่
่
้
ที่สุดเทากับ 1.275±0.002 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม
ั
ปริมาณโปรแตสเซียมท้งหมด (Total K) มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถติ โดยม ี
ิ
ี่
ี
คาเฉลี่ยอยูระหวาง 2.217±0.001 - 3.956 ±0.001 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม โดยสิ่งทดลองท 4 มปริมาณโปร
ิ
ี
ิ
ี
่
แตสเซียมทั้งหมดสูงสุดเทากับ 3.956±0.001 มลลิกรัมตอกโลกรัม รองลงมาสิงทดลองท่ 1 มปริมาณโปร
ี
ิ
แตสเซยมท้งหมดเทากบ 3.186±0.001 มลลิกรัมตอกโลกรัม และสิ่งทดลองท่ 5 มปริมาณโปรแตสเซียม
ิ
ั
ี
ั
ี
ทั้งหมดนอยที่สุดเทากับ 2.217±0.001 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม
ิ
ั
ปริมาณแคลเซียมทั้งหมด (Total Ca) มความแตกตางกนอยางมนัยสําคัญทางสถต โดยมคาเฉลีย
ี
ี
ี
ิ
่
ี
ิ
ิ
่
อยูระหวาง 147.6±0.26– 215.3±0.45 มลลิกรัมตอกโลกรัม โดยสิงทดลองท 1 มปริมาณแคลเซยม
ี
ี
่
ิ
ี
้
่
ี
ทังหมดสูงสุดเทากับ 215.3±0.45 มลลิกรัมตอกโลกรัม รองลงมาสิงทดลองท่ 7 มปริมาณแคลเซยม
ี
ิ
ี่
้
ั
ทังหมดเทากับ 192.6±0.96 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม และสิ่งทดลองท 4 มปริมาณแคลเซียมท้งหมดนอยท่สุด
ี
ี
เทากับ 147.6±0.26 มิลลิกรัมตอกิโลกรัม
ิ
ั
ี
ั
1.3 การวิเคราะหสหสัมพันธ คาสหสัมพนธ (Correlation) เปนสถติท่ใชหาความสัมพนธระหวาง
ตัวแปร เชน การหาคาสหสัมพนธระหวางเจตคติวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางสาธารณสุขกบผลสัมฤทธิทางการ
์
ั
ั
ั
เรียน การหาคาความสัมพนธระหวางขวัญและกาลังใจในการทํางานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจํา
ํ
ู
ั
หมบานกบประสิทธิภาพในการทํางาน การหาคาความสัมพันธระหวางรายไดกับการสรางเสริมสุขภาพ
ี
่
ํ
ั
ุ
ํ
ํ
ั้
การหาคาความสัมพนธของคณภาพน้ากบการใชประโยชนแมน้า เปนตน ทงนี้คาสหสัมพันธทคานวณได
ั
ั้
ํ
เรียกวา คาสัมประสิทธิสหสัมพันธ (Correlation coefficient) ทงนี้สถิติสําหรับการคานวณหาคาสัม
ั
ประสิทธิสหสัมพันธมีหลายชนิดซงการเลือกใชแบบใดนันข้นอยูกบเงอนไขหลายประการ ในการวิเคราะห
้
ึ
ื
่
่
ึ
ี
ความสัมพันธระหวางตัวแปรสองตัวบางครั้งเราเรียกวาตัวแปรอิสระวา ตัวแปรทํานาย และเรียกตัวแปรอก
ตัววาตัวแปรเกณฑ (Diekhoff ,1992) ซึ่งโดยปกติจะเปนตัวแปรตาม
คณะพยาบาลศาสตร (ม.ป.พ.) กลาววา คาสัมประสิทธิ์สหสัมพนธจะใชไดอยางเหมาะสมกับ
ั
้
่
ี
ู
ี
ขอมลทมความสัมพนธเชิงเสนเทานัน ดงนั้นในการคานวณหากพบวาคา r = 0 การตความหมายของ
ั
ี
ั
ํ
่
ู
ื
ั้
ั
ี
่
ขอมูลวาไมสัมพันธกันอาจไมถูกตองเนื่องจากขอมลอาจมีความสัมพนธลักษณะอนทไมใชเชิงเสน ทงนี้การ
ั
บอกระดบหรือขนาดของความสัมพันธจะใชตัวเลขของคาสัมประสิทธสหสัมพันธ หากคาสัมประสิทธ
ี
สหสัมพันธมคาเขาใกล -1 หรือ 1 แสดงถงการมีความสัมพันธกันในระดบสูง แตหากมคาเขาใกล 0
ึ
ั
ี
ึ
ั
แสดงถงการมความสัมพนธกนในระดบนอยหรือไมมเลย สําหรับการพจารณาคาสัมประสิทธสหสัมพนธ
ั
ั
ั
ี
ิ
ี
โดยทั่วไปอาจใชเกณฑ คา r ระดับของความสัมพันธดังนี้ (Hinkle, William & Stephen, 1998)
.90 - 1.00 มีความสัมพันธกันสูงมาก
.70 - .90 มีความสัมพันธกันในระดับสูง
.50 - .70 มีความสัมพันธกันในระดับปานกลาง
.30 - .50 มีความสัมพันธกันในระดับต่ํา
.00 - .30 มีความความสัมพันธกันในระดับต่ํามาก
140
์
ํ
ั
การคานวณหาคาสัมประสิทธิสหสัมพนธ จะใชสัญลักษณ r ขอมูลหรือระดับการวัดของตัว
ั
แปรแตมาตราอันตรภาคถึงมาตราอัตราสวน โดยการหาความสัมพนธระหวางตัวแปรนั้นมักจะใช
ั
ั
ิ
ั
ั
สัญลักษณของตวแปรเปนตวแปร x และ Y โดยทศทางของความสัมพนธระหวางตวแปรนั้นสามารถ
ื
สรางแผนภาพกระจัดกระจาย เพ่อดูทิศทางของความสัมพันธได โดยมีลักษณะความสัมพันธ 3 แบบ
คือ
ิ่
1. สหสัมพนธทางบวก (r มีเครื่องหมายเปน +) หมายความวา เมื่อตัวแปรตัวหนึ่งเพมหรือลดลง
ั
อีกตัวแปรหนึ่งก็จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปดวย มี 2 ลักษณะ คือ
1.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ เปน +1.00 แสดงวาผลการวัดทั้งสองลักษณะมความสัมพนธ
ี
ั
ี
ขึ้นลงตามกันทั้งหมด หมายถึง ถาคาหนึ่งมากอีกคาหนึ่งมาก คาหนึ่งนอยอกคาหนึ่งนอย ดังแสดงในภาพ
7.1
ภาพที่ 7.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน +1.00
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html
ั
์
ั
1.2 คาสัมประสิทธิสหสัมพนธเปนบวก (แตไมถึง +1.00) แสดงวาผลการวัดท้งสอง
ลักษณะสวนใหญจะเกี่ยวของสัมพันธขึ้นลงตามกัน ดังแสดงในภาพ 7.2
ภาพที่ 7.2 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปนบวก (แตไมถึง +1.00)
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html
141
2. สหสัมพนธทางลบ (r มีเครืองหมายเปน -) หมายความวา เมอตัวแปรตัวหนึ่งมคาเพมขน
ึ้
ั
ี
่
ิ่
ื่
หรือลดลงอีกตัวหนึ่งจะมีคาเพิ่มหรือลดลงตรงขามเสมอ มี 2 ลักษณะ คือ
2.1 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 แสดงวาผลการวัดทงสองลักษณะมความสัมพันธ
้
ี
ั
ึ
่
่
่
่
ั
ในทางกลับกนทงหมด หมายถง คาหนึงมากอีกคาหนึงนอยถาคาหนึงนอยอีกคาหนึงจะมาก ดังแสดงใน
้
ั
ภาพที่ 7.3
ภาพที่ 7.3 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html
2.2 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ เปนลบ (แตไมถึง –1.00) แสดงวาผลการวัดท้งสอง
ั
ลักษณะสวนใหญมีคากลับกันหรือผกผันกัน ดังแสดงในภาพที่ 7.4
ภาพที่ 7.4 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเปน –1.00 (แตไมถึง –1.00)
ที่มา: http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/webpili/unit7/level7-6.html
3. สหสัมพันธเปนศูนย (r เทากับ 0) หมายความวา ตัวแปรสองตัวไมมีความสัมพันธซึ่งกันและกัน
142
จะเห็นไดวาการวิเคราะหสหสัมพันธเปนการวิเคราะหความเกี่ยวของเชื่อมโยงระหวางตัวแปรสอง
ั
ตัวแปรที่เปนตัวแปรเมตริก โดยที่ความสัมพันธระหวางตัวแปรในความเปนจริงอาจเปน ความสัมพนธทาง
เดียวหรือความสัมพันธเชิงสาเหตุหรือความสัมพันธสองทางหรือไมมความสัมพันธกนกได ผลการวิเคราะห
ี
็
ั
ิ
็
ํ
่
ี
ั
่
ั
ั
ี
้
ั
สหสัมพันธจะทาใหทราบขอเทจจริงเกยวกบความสัมพนธทแทจริงของทงสองตวแปร ขนาดและทศทาง
ั
ี
ความสัมพนธ รวมถงความแปรปรวนรวมระหวางตัวแปรท้งสองมมากนอยเทาไร (นงลักษร วิรัชชัย,
ั
ึ
2553) ทั้งนี้การวิเคราะหสหสัมพันธมีหลายวิธีการที่นิยมใชในการวิจัยทางสาธารณสุข เชน
1.3.1 สัมประสิทธสหสัมพนธเพยรสันโพรดกโมเมนต (Pearson Product Momet, r ) ใช
ั
ั
ี
xy
่
สําหรับวิเคราะหหาคาสัมประสิทธิสหสัมพันธระหวางตัวแปร 2 ตัวซงตัวแปรทัง 2 เปนตวแปรตอเนือง
ึ่
ั
์
้
(Continuous variable) หรือเปนขอมูลในมาตราอันตรภาคหรืออตราสวน เชน การหาความสัมพันธ
ั
ระหวางเจตคตตอการแยกขยะในครัวเรือนกบการนําขยะไปใชประโยชนดานการเกษตร ภาวะโภชนาการ
ั
ิ
ี
ั
ั
กบทัศนคติตอโรคอวนของนักศกษา เปนตน ท้งนี้การวิเคราะหสัมประสิทธสหสัมพันธเพยรสันโพรดัก
ึ
โมเมนตลักษณะของตัวแปรที่นํามาวิเคราะหตองเปนไปตามขอตกลง ดังนี้
1) ตัวแปรหรือขอมูลทั้ง 2 ชุดอยูในมาตราอันตรภาคหรือมาตราอัตราสวน
2) ขอมูลทั้ง 2 ชุด มีการแจกแจงแบบปกตและมีความสัมพันธเชิงเสนตรง
ิ
3) ขอมูลในแตละชุดจะตองมีความเปนอิสระตอกัน
ี
ั
ตัวอยางการนําเสนอตาราง และการอานผลการวิเคราะหสัมประสิทธสหสัมพันธเพยรสันโพรดก
โมเมนต ดังนําเสนอในตารางที่ 7.5
ตารางที 7.5 คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางการใชประโยชนแมน้ําลี้และคุณภาพชีวิตของประชาชน
่
ตัวแปร คาสัมประสทธิ์ p-value
ิ
สหสัมพันธ
การใชประโยชนแมน้ําลี้เพื่อการอุปโภคบริโภค 0.116 0.20
การใชประโยชนแมน้ําลี้เพื่อการ 0.086 0.10
เปนแหลงอาหาร
การใชประโยชนแมน้ําลี้เพื่อการเกษตร 0.307 0.04*
* มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ุ
การวิเคราะหคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธระหวางตัวแปรการใชประโยชนแมน้ําลี้และระดับคณภาพ
ี
ั
้
ชีวิตของประชาชน พบวา การใชประโยชนแมน้ําลีเพ่อการเกษตรมความสัมพันธเชิงบวกกบระดับระดับ
ื
ี
ั
ิ
ี่
ิ
คุณภาพชีวิตของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้ทระดับความสัมพนธต่ํา (r = 0.307) อยางมนัยสําคญทางสถตท
่
ี
ั
0.05
1.3.2 การวิเคราะหการถดถอย อชฌา อระวีพร (2555) กลาววา การวิเคราะหการถดถอย
ั
ื
(Regression analysis) เปนวิธีการวิเคราะหขอมลเพอหารูปแบบความสัมพนธของตัวแปรตาม (y) และ
่
ู
ั
ี่
ตัวแปรอสระ (x) ตั้งแตหนึ่งตัวขึ้นไป เปนวิธีการทางสถติทสรางสมการถดถอยเพอใชพยากรณตัวแปรตาม
่
ื
ิ
ิ
ิ
ื
ซงวิธีนี้มขอสมมติเบื้องตน คอ ประชากรตองมการแจกแจงแบบปกต ตวแปรตามและตวแปรอสระม ี
ึ่
ี
ี
ั
ั
ิ
ั
ความสัมพนธเชิงเสนตรง ความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนมีความคงท่และตวแปรอสระตองม ี
ิ
ั
ี
ความสัมพันธซึ่งกันและกัน (Multicollinearity)