143
ิ
ตัวแปรที่ใชในการวิเคราะหการถดถอยมีสองแบบใหญๆ คือ ตัวแปรอสระ (Independent
ิ
variable หรือ Regressor หรือ Predictor) กบตัวแปรตาม (Dependent variable) โดยทตัวแปรอสระ
ี่
ั
ึ
ตองเปนตัวแปรที่ทราบคาและนักวิจัยเปนผูกาหนดคาของตวแปรอสระในการทดลองหรือการศกษา การ
ํ
ั
ิ
วิเคราะหถดถอย แบงตามลักษณะของขอมูลและสมการถดถอยหรือโมเดลการวิเคราะหถดถอย
ั
ี
(Regression analysis model) ท่แสดงความสัมพนธระหวางตัวแปรตนและตัวแปรตาม ไดเปน 4
ประเภท ดังนี้
1) โมเดลการวิเคราะหถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis model) เปนโมเดล
่
การวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพันธระหวางตัวแปร Y กบตวแปร X1, X2, ... เมอตวแปรม ี
ั
ื
ั
ั
ึ
ความสัมพันธแบบเสนตรง ดังสมการ
Y = b0 + b1 X1+ b2 X2+ …. + e
ี
2) โมเดลการวิเคราะหถดถอยโพลีโนเมยล (Polynomial regression analysis model)
ึ
ี
ั
ั
ั
ั
เปนโมเดลการวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปรตนตวเดยว และตวแปรตามตวเดียว
เมื่อมีความสัมพันธแบบเสนโคงดังสมการ
Y = b0 + b1 X + b2 X2 + …. + e
3) โมเดลการวิเคราะหถดถอยพหุคณมตวแปรดัมม่ (Multiple regression analysis
ั
ี
ู
ี
ั
model with dummy variables) เปนโมเดลการวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปร
ึ
ี
ตามหนึ่งตัวแปรกบตัวแปรตนท่เปนตัวแปรนันเมตริกท่ไดรับการใหรหัสใหม (Recode) หรือไดรับการ
ั
ี
ี
่
ั
้
ั
่
ึ
ี
ั
ี
ี
เปลี่ยนรูป (Transform) ใหเปนตวแปรดมมสามารถใชศกษาไดทงกรณทตัวแปรมความสัมพันธแบบ
เสนตรงและเสนโคง ไดผลการวิเคราะหเชนเดยวกนกับโมเดลการวิเคราะหความแปรปรวน (ANOVA
ี
ั
่
ี
ั
ึ่
model) ดงสมการ เม่อมี D1, D2, … Dm-1 เปนตวแปรดมมทสรางขนแทนตวแปรตน X ซงเปนตัว
่
ี
้
ึ
ื
ั
ั
ั
แปรนันเมตริกที่มี m คา ดังนี้
Y = b0 + b1 D1+ b2 D2+ …. + Dm-1+ e
ี
ู
4) โมเดลการวิเคราะหถดถอยพหุคณมเทอมปฏิสัมพันธ (Multiple regression analysis
ั
ึ
model with interaction term) เปนโมเดลการวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปร
กรณีที่มีอิทธิพลทั้งอิทธิพลหลักจาก X, Z และอิทธิพลปฏิสัมพันธ (X*Z) ตอตัวแปรตาม ดังสมการ
Y = b0 + b1 X + b2 Z + b2 XZ + …. + e
่
้
ั
ื
ี
นอกจากนียังมการพฒนาโมเดลการวิเคราะหถดถอยเพอศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปร ใน
ั
ึ
ิ
ั
ื
รูปเสนโคงตว ‘S’ และโมเดลแบบอ่น ๆ เชน การวิเคราะหถดถอยโลจิสตก (Logistic regression
analysis) การวิเคราะหล็อก-ลิเนียร (Log-linear analysis) การวิเคราะหโลจิท (Logit analysis) เปนตน
ึ
ตัวอยางการนําเสนอตาราง และการอานผลการวิเคราะหการถดถอยการศกษาความสัมพนธของ
ั
ปจจัยสวนบุคคล ความรู และเจตคติ กบการปฏิบัตตนในการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของ
ื
ิ
้
ุ
ื
ั
ประชาชนในพื้นที่ลุมน้ําลี้ ดังนําเสนอในตารางที่ 7.6
การศึกษานี้ใชรูปแบบสมการวิเคราะหความสัมพันธ ดังนี้
y = a + b x + b x + b x +……+ b x
6 6
3 3
2 2
1 2
ทั้งนี้เมื่อนําตัวแปรทั้ง 6 ตัวเขาสมการแลวคํานวณดวยวิธี Enter ไดแก
X อายุเฉลี่ย (ป)
1
X รายไดตอเดือน (บาทตอเดือน)
2
144
X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน)
3
X การเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือนที่ผานมา
4
้
(ครัง)
้
X ระดับความรูการใชประโยชนสมุนไพรพืนบาน (คาเฉลี่ย)
5
้
X ระดับเจตคติการใชประโยชนสมุนไพรพืนบาน (คาเฉลี่ย)
6
ั
ผลการวิเคราะหไดคา F เทากบ 19.500 Sig เทากบ 0.00 และเมอพจารณาคาสัมประสิทธิการ
์
ั
่
ื
ิ
2
ตัดสินใจเชิงพหุ (R ) พบวามีคาเทากับ 0.491 ซึ่งหมายความวา ตัวแปรทังหมด 6 ตวแปร อธิบายการ
ั
้
้
้
ิ
ื
่
เปลียนแปลงของการปฏิบัตตนในการใชประโยชนพืชสมุนไพรพนบานของประชาชนในลุมน้ําลีไดรอยละ
ี
ั
่
ิ
ั
ั
ี
ั
ั
ื
ี
่
49.1 เมอวิเคราะหความสัมพนธทระดบนัยสําคญทางสถิตท่ระดบ 0.05 พบวา มตวแปร คอ X อายุเฉลีย
่
ื
1
(ป) X การเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดอนที่ผานมา (ครัง) และ X
้
ื
5
4
ระดับความรูการใชการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน (คาเฉลี่ย) มีความสัมพันธกับการปฏิบัตตนในการ
ิ
ึ
ใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานของประชาชนอยางมีนัยสําคัญทางสถติท่ 0.05 ซ่งเขียนเปนสมการ
ี
ิ
ื
พยากรณ ไดดังนี้
ิ
สมการพยากรณในรูปคะแนนดบ
Yi (การปฏิบัติตนในการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน) = 1.162 + 0.003 (อายุ
เฉลี่ย) + 0.062 (การเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือนทผานมา) + 0.642
ี่
(ความรูการใชการใชประโยชนพืชสมนไพรพนบาน)
ื
ุ
้
จากสมการขางตนจะเห็นไดวา
ุ
การปฏิบัติตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนจะเพ่มข้น 0.003
ึ
้
ื
ื
ิ
หนวยตอการเพิ่มขึ้นของอายุประชาชน 1 หนวย
้
ื
ึ
ุ
ื
การปฏิบัติตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนจะเพ่มข้น 0.062
ิ
ื
่
หนวยตอการเพมข้นของการเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดอนทผานมา 1
่
ึ
ิ
ี
หนวย
ุ
ื
ิ
การปฏิบัติตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนจะเพ่มข้น 0.642
้
ื
ึ
หนวยตอการเพิ่มขึ้นของความรูการใชการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน 1 หนวย
ั
เมอทดสอบความมนัยสําคัญ พบวา ปจจัยท้ง 3 ไดแก อายุเฉลี่ย (ป) การเขารับบริการดาน
ี
่
ื
้
สุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือนที่ผานมา (ครัง) และระดับความรูการใชการใชประโยชนพืช
ื
้
สมุนไพรพนบาน (คาเฉลี่ย) การปฏิบัตตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนม ี
ุ
ื
ื
ิ
้
ั
ิ
ั
ความสัมพนธกบการอยางมีนัยสําคัญทางสถติ 0.05 (P – value = 0.001 0.008 และ ≤ 0.001
ตามลําดับ) ดังนําเสนอในตารางที่ 7.6
145
ี
ี
่
ิ
ั
ื
ตารางที่ 7.6 ปจจัยทมความสัมพันธกบการปฏิบัตตนในการใชการใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานของ
ประชาชนดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน
ตัวแปรพยากรณ คาสัมประสิทธิ์การถดถอย t P - value
(b) β
คาคงท ี่ 1.162 3.308 0.001
อายุเฉลี่ย (ป) .003 .607 1.299 0.001
การเขารับบริการดานสุขภาพใน .062 .081 1.762 0.008
สถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือน
ที่ผานมา (ครัง)
้
ระดับความรูการใชการใชประโยชน .642 .103 8.367 ≤ 0.001
พืชสมุนไพรพื้นบาน (คาเฉลี่ย)
2
R = 0.491 SEE 0.376 F = 19.50
* นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ี
การวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิตท่มพารามเตอรจะทําใหไดผลการศึกษาวิจัยท่สามารถนําไป
ี
ี
ิ
ิ
ั
ี
ประยุกตใชไดหลากหลายโดยการนําตัวแปรทมีความสัมพันธสังเคราะหรวมกบสภาพปญหาการวิจัย
่
นําไปสูแนวทางการปฏิบัติเพื่อการแกไขปญหาดานสาธารณสุขที่เกิดขึ้นได
ี
ิ
ิ
ิ
ี
ิ
่
2. สถตไรพารามเตอร (Nonparametric statistics) เปนวิธีการทางสถตทไมมขอจํากัดใด ๆ คือ
ิ
ี
ี
ตัวแปรท่ตองการวัดอยูในมาตราการวัดระดับใดก็ได ขอมูลท่เก็บรวบรวมไดจากกลุมตัวอยางมีการแจก
็
แจงแบบใดกได และกลุมประชากรแตละกลุมที่นํามาศึกษาไมจําเปนตองมีความแปรปรวนเทากัน
การทดสอบที่ไมใชพารามิเตอรมีอยูหลายวิธี เชน
2.1 การทดสอบเกี่ยวกับประชากรเดียวโดยใชวิธี Wilcoxon Singed-Rank Test
2.2 การทดสอบความแตกตางของสองประชากร
ี
่
ิ
2.2.1 โดยตัวอยางแตละชุดสุมจากประชากรทเปนอสระตอกน ใชวิธี Mann-Whitney U-
ั
Test
ู
2.2.2 โดยประชากรจับคกันใชวิธี Wilcoxon Singed Rank Test for Matched Paired
Deference
2.3 การทดสอบความแตกตางของ K ประชากร (K≥3)
2.3.1 เมื่อตัวอยางแตละชุดเปนอิสระตอกันใชวิธี Kruskal-Wallis H Test
2.3.2 เมื่อตัวอยางแตละชุดไมเปนอิสระตอกน ใชวิธี Friedman Fr Test for a
ั
Randomized Block Design
้
ั
ทงนี้โดยปกตแลวนักวิจัยมกนิยมใชสถิตมีพารามเตอรทงนี้เพราะผลลัพธทไดจากการใชสถติม ี
ิ
ั้
ั
ิ
ิ
่
ิ
ี
ั
่
พารามเตอรมอํานาจการทดสอบ (Power of test) สูงกวาการใชสถตไรพารามิเตอร ดงนันเมอขอมลม ี
ี
้
ิ
ู
ื
ิ
ิ
ิ
ี
ั
่
คณสมบัตทสอดคลองกบขอตกลงเบืองตนในการใชสถตมพารามเตอร จึงไมควรใชสถิตไรพารามิเตอรใน
ุ
ิ
ี
ิ
ิ
้
ิ
การทดสอบสมมติฐาน
146
การทดสอบประสิทธิภาพ (E1/E2)
ิ
ึ
การทดสอบประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนหรือชุดกจกรรมการเรียนรู หมายถง การหา
ั
คณภาพสื่อหรือชุดการสอนหรือชุดกจกรรมการเรียนรู โดยพิจารณาตามข้นตอนของการพฒนาสื่อหรือ
ิ
ั
ุ
ั
ั้
ั
ชุดการสอนแตละขน ตรงกบภาษาองกฤษวา “Developmental Testing”การทดสอบประสิทธิภาพของ
ชุดหรือสื่อการสอน ตรงกับภาษาอังกฤษวา Developmental Testing
การกาหนดเกณฑประสิทธิภาพกระทําได โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผูเรียน 2 ประเภท
ํ
่
1. ประเมินพฤติกรรมตอเนื่อง (Transitional behavior) คือ ประสิทธิผลตอเนือง อันเปน
ี
พฤติกรรมยอยของผูเรียน เรียกวา “กระบวนการ” (Process) ท่เกิดจากการประกอบกิจกรรมกลุม
ํ
กาหนดคาประสิทธิภาพเปน E1= Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ)
ิ
2. ประเมินพฤติกรรมสุดทาย (Terminal behavior) คือ ประเมนผลลัพธ (Product) ของผูเรียน
ํ
่
โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียน ประสิทธิภาพของสือหรือชุดการสอนจะกาหนดเปนเกณฑทผูสอน
ี่
่
ํ
ึ
ี
คาดหมายวาผูเรียนจะเปลียนพฤตกรรมเปนท่พงพอใจ กาหนดคาประสิทธิภาพเปน E2= Efficiency of
ิ
Product (ประสิทธิภาพของผลลัพธ)
ํ
้
ั้
ทงนี้กาหนดใหผลเฉลี่ยคะแนนการทํากิจกรรมทังหมด ตอรอยละของผลการประเมินหลังเรียน
ทั้งหมด นั่นคือ E1/E2= ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ
ใชการคํานวณตามสูตรการคํานวณของชัยยงค พรมวงศ (2556) ดังนี้
E1 = (∑X/N) X 100
A
ิ
ี
่
โดย E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการทจัดไวในกจกรรม คิดเปนรอยละจากการทําแบบ
ประเมินความรูระหวางเรียน
∑X คือ คะแนนจากการทําแบบประเมินความรูระหวางเรียน
A คอ คะแนนเตมของแบบประเมินความรูระหวางเรียน
ื
็
N คือ จํานวนผูเขารวมกิจกรรม
E2 = (∑F/N) X 100
B
่
ิ
ี
่
ิ
ื
โดยที่ E2 คอ ประสิทธิภาพของผลลัพธ (พฤตกรรมทเปลียนไปในผูเขารวมกจกรรม) คดเปน
ิ
อัตราสวนจากการทําแบบทดสอบหลังเรียนการดําเนินกิจกรรม
ื
∑F คอ คะแนนรวมของผูเขารวมกจกรรมจากการทําแบบประเมินความรูหลังเรียนรูกจกรรม
ิ
ิ
ิ
B คือ คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียนหลังเรียนกจกรรม
N คือ จํานวนผูเขารวมกิจกรรม
ิ
เกณฑประสิทธิภาพของกจกรรม กําหนดไว 3 ระดับ ดังนี้
ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตําจากเกณฑไมเกินรอยละ 2.5 ใหยอมรับวา
่
ี่
กิจกรรมสงเสริมการใชสารชีวภาพในการผลิตลําไยนอกฤดูมีประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว
่
่
ี
ิ
ํ
ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตาจากเกณฑไมเกนรอยละ - 2.5 ใหปรับปรุงและ
ทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ําจนกวาจะถึงเกณฑ
147
่
็
ี
ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากหากสูงกวาเกณฑไมเกนรอยละ +2.5 กยอมรับวา
ิ
ี
ิ
ู
ี่
่
กจกรรมสงเสริมการใชสารชีวภาพในการผลิตลําไยนอกฤดมประสิทธิภาพตามเกณฑทตั้งไวหากคาทไดสูง
ี
กวาเกณฑเกินรอยละ + 2.5 ใหปรับเกณฑขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น
ิ
ตัวอยางการนําเสนอขอมูล เชน การหาประสิทธิภาพของกจกรรมการใชสารชีวภาพทดแทน
สารเคมีการเกษตรในการผลิตลําไยนอกฤดู โดยหาอตราสวนประสิทธิภาพกระบวนการระหวางเรียน (E1)
ั
ํ
และผลของการใชกจกรรม (E2) (E1 / E2 = 80 / 80) พบวา คาคะแนนในการทากจกรรมระหวางเรียน
ิ
ิ
ื
ิ
ิ
(E1) และผลของการใชกจกรรมการเรียนรู (E2) เรื่อง การผลิตสารชีวภาพเพ่อการเพ่มผลิตลําไยนอกฤด ู
เทากับ 81.86 / 86.66 ทั้งนี้กิจกรรมการมีประสิทธิภาพใหคา E1 / E2 ตามเกณฑ 80 / 80 ที่กําหนดไว
ี
ตารางท 1 ประสิทธิภาพของกิจกรรมตามเกณฑ E1 / E2
่
กิจกรรม กลุมทดลอง จํานวน E1 E2 E1 / E2
การผลิตผลิตภัณฑชีวภาพ เกษตรกร 32 81.86 86.66 81.86 / 86.66
่
เพอการเพมผลิตลําไยนอก
ื
่
ิ
ฤด ู
การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ
ิ
ิ
ึ
ุ
ู
ู
การวิเคราะหขอมลเชิงคณภาพ เปนวิธีการสรางขอสรุปจากขอมลจํานวนหนึงซงมักไมใชสถตใน
่
่
ั
ี
ู
็
ุ
ั้
การวิเคราะห ทงนี้การวิเคราะหขอมลเชิงคณภาพอาจใชกบการวิจัยเชิงปริมาณท่ผูวิจัยมีการเกบรวบรวม
ขอมลเชิงคณภาพ เชน แบบสอบถามปลายเปด การสัมภาษณ การสังเกต จดบันทก การสนทนากลุม
ุ
ู
ึ
เพ่อใหขอมลท่รวบรวมมามความหมายและตอบคําถามหรือจุดมงหมายของการวิจัย (เออมพร หลิน
้
ื
ู
ี
ี
ื
ุ
เจริญ ,2555) ท้งนีการรวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพนักวิจัยตองอานหรือทบทวนขอมูลใหเขาใจเนือหา
้
ั
้
่
ู
ื
และทําการจัดกลุมขอมูลไดจากการศึกษาโดยอาจใสรหัสเชิงบรรยายเพ่อเริมตนในการวิเคราะหขอมล
วิธีการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพในการวิจัยทางสาธารณสุข เชน
่
1. การวิเคราะหสรุปอุปนัย (Analytic induction) เปนการตความสรางขอสรุปขอมูลจากสิงท ี ่
ี
ั
เปนรูปธรรมหรือปรากฏการณท่มองเห็นท่เก็บรวบรวมมาไดจากขอมูลต้งแต 2 ชุดข้นไป เชน การ
ี
ี
ึ
ิ
่
ื
ิ
ปฏิบัตงาน พฤตกรรมการสรางเสริมสุขภาพ ตลอดจนการดําเนินชีวิต ความเปนอยู และอ่น ๆ เมอผูวิจัย
ื
้
ื
็
่
ไดเห็นหรือสังเกตหลายเหตุการณแลวจึงลงมอสรุป แตหากขอสรุปนันยังไมไดรับการตรวจสอบอนกถือวา
ื
ึ
่
ผลที่ไดเปนสมมติฐาน หากไดรับการยืนยันก็ถือวาเปนขอสรุปซงมีความเปนนามธรรมในระดบตน ซงการ
ั
ึ่
วิเคราะหสรุปอุปนัยจัดไดวาเปนวิธีการวิเคราะหขอมลเชิงคุณภาพทตองนํามาใชสําหรับวิเคราะหขอมลใน
่
ี
ู
ู
การวิจัยเชิงคณภาพทกเรือง ท้งนี้เพราะการวิเคราะหสรุปอุปนัย เปนการพจารณาลักษณะรวมกันของ
ิ
ั
ุ
่
ุ
ื
ึ่
ู
ํ
ขอมลรูปธรรมเพอสรุปรวมลักษณะดังกลาว ซงเปนไปตามหลักของคาวา อปนัย (Induction) ซงหมาย
ุ
่
่
ึ
ี
ี
รวมถึงการหาความจริงจากขอเท็จจริง (Fact) สวนยอยหลาย ๆ สวนท่มลักษณะเปนรูปธรรมแลวสรุป
ี
ความจริงชุดใหญท่มีลักษณะเปนนามธรรมครอบคลุมขอเท็จจริงสวนยอย การวิเคราะหแบบ
ั
ิ
ั
ั
อุปนัย ประกอบดวยขนตอนการปฏิบตดงตัวอยางการศึกษาความหลากหลายและการใชประโยชนพช
้
ื
สมุนไพรพื้นบานของประชาชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน ดังนี้
ู
ข้นท 1 การถอดเทปขอมลทไดจากการสนทนากลุม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการหรือ
ี
่
ี
ั
่
เครื่องมือทางการวิจัยเชิงคุณภาพอื่นอยางละเอียดชนิดคําตอคํา (Transcribing interview)
148
ี
ู
ั
ข้นท 2 การจัดเตรียมขอมล (Data management) โดยจดบันทกเตรียมเปนลักษณะแฟม
่
ึ
ตาง ๆ ดังนี้
แฟมความหลากหลายของพืชสมุนไพรพื้นบานในพนทลุมน้ําลี้ แบงออกเปนแฟมยอย 8 แฟม
ื้
ี่
ยอย คือ
แฟมที 1 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชขับปสสาวะ
่
แฟมที่ 2 กลุมพืชสมุนไพรแกไข
แฟมที 3 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนยาแกทองเสีย
่
่
แฟมที 4 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนยาถายพยาธิ
แฟมที 5 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนยาบํารุงกําลัง
่
แฟมที 6 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชบรรเทาอาการปวดเมื่อยกลามเนื้อ
่
แฟมที่ 7 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชแกโรคผิวหนัง
แฟมที่ 8 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนสารไลแมลง
แฟมการใชประโยชนพชสมนไพรของประชาชน แบงออกเปนแฟมยอย 2 แฟมยอย คือ
ุ
ื
แฟมการใชประโยชนเพื่อการดูแลสุขภาพ
แฟมการใชประโยชนทางการคา
ข้นท 3 การใหรหัส (Coding) จัดหมวดหมขอมล (Categoring) งานวิจัยนีใหความสําคัญกบ
้
่
ู
ู
ั
ั
ี
คําวาความหลากหลายของพืชสมุนไพรพื้นบานและการใชประโยชนพชสมนไพร
ื
ุ
ขั้นที่ 4 การทําขอสรุปชั่วคราวและการตัดทอนขอมูล (Memoing data reduction)
ข้นท 5 การเสนอขอมูลเพอการวิเคราะหและการนําเสนอ (Displaying data for analysis
่
ื
ั
ี
่
and presentation) เปนการนําขอสรุปยอย ๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อหาขอสรุปโดยใชแผนภูมิ (Charts)
ั้
ี่
ขนท 6 การประมวลและสรุปขอเท็จจริง (Drawing and verifying conclusions) โดยการ
ระบุความสัมพันธของสถานการณความหลากหลายของพชสมุนไพรพ้นบานและการใชประโยชนืพืช
ื
ื
ั
ุ
ิ
สมนไพรกบแนวคดทฤษฎีที่เกี่ยวของ
ขั้นที่ 7 การพิสูจนบทสรุปโดยการตรวจสอบขอมูลแบบสามเสา
ั
ในสวนของการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลจะใชการพรรณนารวมกบภาพถายทเกยวของ เชน ผลการ
ี
ี
่
่
วิเคราะหความหลากหลายของพืชสมุนไพรพื้นบานกลุมพืชสมุนไพรบํารุงกําลัง แบงตามวิธีการใชได ดังนี้
ิ
1. การนําบางสวนมาดองสุรา ไดแก กาฝากไมสัก (ก่ง กาน) มะเขือแจเครือ (ราก) ฮอสะ
ปายควาย (เปลือก)
2. การนําบางสวนมาตมกบน้ําแลวนํามาด่ม ไดแก หญาหนวดแมลง (ทกสวน) เถาใจนาง
ั
ื
ุ
(เถา) ไมฝาง (แกนไม) เปลาเลือดเครือ (ใบ) หญาปกตอ (เถา)
3. การนําบางสวนมาปรุงเปนตํารับอาหาร ไดแก ผักจุมปา (ยอดออนนํามาปรุงเปนอาหาร
ั
ี
ตารับยําโดยใชเครื่องปรุงแบบภาคเหนือ) ผักไห (ยอดออนนํามาปรุงเปนอาหารตํารับแกง ท้งนี้มขอหาม
ํ
สําหรับผูหญิงที่ตั้งครรภหามรับประทานจะทําใหแทงลูกได)
ิ
การวเคราะหขอมูลทุติยภูม ิ
ิ
ุ
้
ั
ขอมลทติยภูมไดมาจากการวิจัยเอกสาร โดยเอกสารทงเอกสารปฐมภูมิและทุตยภูมิควรมีความ
ิ
ู
ทันสมัย และสอดคลองกับสถานการรปญหาการวิจัย มีขั้นตอนการวิเคราะหขอมูล ดังนี้
149
ี
่
ั
ั
ขนตอนท 1 การเลือกเอกสาร โดยขอมูลในการวิจัยเอกสารท้งหมดตองไดมาจากการศึกษาจาก
้
่
ื
เอกสารในลักษณะตาง ๆ ทสอดคลองกับวัตถประสงคของการวิจัย ท้งนีตองแตงตั้งคณะกรรมการเพอ
ั
่
ี
ุ
้
ชวยในการคัดเลือกเอกสารที่มความเหมาะสมกับการวิจัย โดยมีเกณฑสําหรับการคัดเลือกเอกสารมาใชใน
ี
การวิจัย ประกอบดวย ความจริง ความถูกตองนาเชื่อถือ การเปนตัวแทน และความหมาย
้
ั
ี
ข้นตอนท่ 2 วางเคาโครงการวิเคราะหเปนการจัดระบบการจําแนกคํา หรือขอความในเนือหา
สาระของเอกสารซงผูวิเคราะหควรจัดระบบการจําแนกใหชัดเจนวาจะจําแนกโดยใชคา หรือขอความ
่
ํ
ึ
้
้
ี
่
ี
ใดบางระบบ การจําแนกทชัดเจนนีจะชวยใหผูวิเคราะหสามารถทจะนํา เนือหาใดมาวิเคราะหและจะตด
ั
่
ํ
เนื้อหาใดออกไปการกาหนดระบบการจําแนกควรจําแนกโดยการพิจารณาถึงหลักเกณฑตอไปนี้ คือ
1. การจําแนกควรสอดคลองกับปญหา วัตถุประสงคของตัวแปรในการวิจัย
2. การจําแนกควรมีความครอบคลุม คํา หรือขอความทผูวิจัยนํามาใชเปนระบบในการจําแนก
ี่
่
ํ
ื
ี
ื
่
ี
ี
ควรมความครอบคลุมคาหรือขอความอน ๆ ท่มอยูในเอกสารเพอใหสามารถนํามาลงรหัส แจงนับได
ถูกตองภายใตคําหลักในการจําแนก
ั
3. การจําแนกควรใชหลักเกณฑเดียวกน เชน การจําแนกโดยใชฐานะทางเศรษฐกจ อาชีพ
ิ
ั
เวลาและสถานภาพ เปนตน ซ่งการใชหลักเกณฑเดยวกนในการจําแนกจะมประโยชนปองกนการซาซอน
ํ
ี
ี
ึ
ั
้
กันของคําหรือขอความที่จะปรากฏเมื่อทําการแจงนับ
ํ
้
ี
ี
4. การจําแนกควรมีระบบท่เดนชัด ไมควรมีคําซาซอนกันระหวางขอความท่จะนําไปแจงนับ
ภายใตระบบการจําแนกแตละครั้ง
่
ื
ขนตอนท 3 พจารณาเงอนไขแวดลอม (Context) ของขอมูลเอกสารเปนการพิจารณาเกยวกับ
ั้
ี่
่
ิ
ี
ี
ื่
ลักษณะตาง ๆ ของขอมูลเอกสารที่จะนํามาวิเคราะหเพอใหการวิเคราะหขอมลเปนไปอยางถกตองมความ
ู
ู
ี
่
ี
ู
ครอบคลุมมากทสุด โดยลักษณะของขอมูลท่จะพิจารณา ไดแก แหลงทมาของขอมล ชวงเวลาของการ
่
ี
บันทึกขอมล ผูรับขอมูลหรือบุคคลท่ผูบันทึกขอมูลประสงคจะสงขอมูลถึง และแหลงเผยแพรขอมล
ู
ู
ี
ู
่
ลักษณะเหลานีของขอมลจะชวยใหผูวิเคราะหขอมลสามารถมาวิเคราะหเชือมโยงอธิบายขอมลในเอกสาร
ู
ู
้
ไดดีขึ้น
่
่
ํ
่
ี
ี
ู
ข้นตอนท 4 การวิเคราะหขอมล เปนการนับความถของคาหรือขอความทจําแนกไวภายใตระบบ
ั
ี
้
การจําแนกทกาหนดไวหลังจากนันกทาการวิเคราะหเชือมโยง สรุปบรรยายขอมลทจําแนกได อางองไปสู
่
ี
่
่
็
ํ
ิ
ู
ี
ํ
ขอมูลทั้งหมดในเอกสารนั้น ๆ
ตัวอยางการนําเสนอขอมูล
้
่
ํ
ํ
ี
ี
แมน้ําลี้ยังเปนแมน้าสายเดียวทมแหลงกาเนิดในจังหวัดลําพูนเปนแมน้ําสายสัน ๆ ความยาว
ประมาณ 180 กิโลเมตรเปนสาขาของแมน้ําปงท่มีตนน้ําเกิดจากดอยสบเปม อําเภอทงหัวชาง จังหวัด
ุ
ี
ึ่
ํ
ลําพูน แลวไหลลงมาทางใตจนถึงใกลอําเภอลี้แลวไหลวกขึ้นไปทางเหนือซงแมน้ําสายนี้ไดไหลผานอาเภอลี้
และอําเภอบานโฮงจากนั้นไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปบรรจบกับแมน้าปงทบานวังสะแกง อําเภอ
ี
ํ
่
ํ
้
่
ี
ํ
ั
เวียงหนองลอง จังหวัดลําพน ในพนทลุมน้าลีมแมน้าลีเปนลําน้าสายหลักและมลําน้ายอยทสําคญ ไดแก
ื้
ํ
ี่
ี
ํ
ู
ี
้
่
ื
หวยแมผาหมน แมน้ําจอง น้ําแมเทย น้ําแมหาง หวยแมแตะ หวยแมหละ หวยแมลอง และหวย
หยวก (คณะกรรมการลุมน้ําปงตอนบน, 2554)
บริเวณตนน้ามีความลาดชันสูง (บริเวณบานหนองหลัก ตําบลตะเคียนปม อาเภอทงหัวชาง
ํ
ํ
ุ
่
ิ
ํ
ื
ี
ื
ู
ี
้
จังหวัดลําพน) มพนทรับน้าฝนประมาณ 315 ตารางกโลเมตร แมน้ําลี้จึงเปนเสมอนเสนเลือดใหญของ
จังหวัดลําพูนทางดานทิศใต ดังภาพที่ 4.1
150
ภาพที่ 4.1 พื้นที่ตนน้ําลี้
หมายเหตุ: จาก การศึกษารูปแบบและแนวทางขจัดความขัดแยงในการใชประโยชนที่ดินและ
ทรัพยากรปาไมแบบบูรณาการในพื้นที่ตนน้ําลี้ จังหวัดลําพูน (หนา 1), โดยคณิต ธนูธรรม
เจริญ, 2554, สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษที่ 16 กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช
็
ั
่
ื
อยางไรกตามเมอขอมูลไดรับการวิเคราะหแลวข้นสุดทายของการดําเนินการ คือ การ
ตความหมายขอมลเหลานันเพือพจารณาหาวา อะไรคอ ขอสรุปทไดจากการวิเคราะหขอมูลทไดจากการ
่
ี
ู
ื
้
ี่
่
ิ
ี
ิ
วิจัยนั้น อนจะสงผลตอการสนับสนุนหรือปฏิเสธสมมตฐานทตงไว ท้งนี้การตีความหมายผลการวิเคราะห
ุ
้
ั
ั
ั
ี
่
ี
ขอมูลที่ดีผูตีความตองตั้งใจแนวแนที่จะคนหาความจริงทุกอยางที่ซอนเรนอยูในขอมูล มความรูความเขาใจ
ึ
ี
ี
อยางกวางขวางในเหตุการณหรือเรื่องท่กําลังศกษา มีความคิดท่เปนระเบียบและมีเหตุผลในการทํางาน
และมความสามารถในการใชภาษาที่ชัดเจน อานเขาใจไดงาย
ี
บทสรุป
ขอมูลเปนขอเท็จจริงท่เกิดข้น ขอมูลอาจจะอยูในรูปของขอความหรือตัวเลข สวนตัวแปรเปน
ี
ึ
ขอมูลที่ไดจากสังเกต วัด การสอบถามจากหนวยที่ศึกษา การวิเคราะหขอมูลโดยการใชสถตเชิงบรรยายทัง
้
ิ
ิ
่
ิ
ี
่
การแจกแจงความถี คาเฉลี่ยเลขคณต คาสวนเบ่ยงเบนมาตรฐาน เปนการบรรยายคณลักษณะของสิงท ่ ี
ุ
ิ
ิ
ิ
ตองการศึกษาจากกลุมใดกลุมหนึ่งโดยเฉพาะ การใชสถิติเชิงอนุมานสถิติอางอง ทังสถิตมพารามเตอรและ
้
ี
ุ
่
่
ี
ี
ึ
สถิติที่ไมมพารามเตอรเปนการอธิบายคณลักษณะของสิ่งทตองการศกษาในกลุมใดกลุมหนึง แลวสามารถ
ิ
อางองไปยังกลุมอน ๆ ได ในสวนการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพทังการวิเคราะหแบบอุปนัยและการ
ิ
่
ื
้
วิเคราะหเนื้อหาเปนวิธีการสรางขอสรุปจากขอมูลจํานวนหนึ่งซึ่งมักไมใชสถิติในการวิเคราะห
151
บทที 8
่
ี
การเขยนเคาโครงการวิจัย
โครงรางการวิจัยเปนเหมือนการแปลงคําถามการวิจัยใหออกมาเปนแผนดําเนินการ ผูวิจัย
ํ
ํ
ตองชั่งน้ําหนักระหวางความถูกตองกับความเปนไปไดของการทาวิจัย ในบางสถานการณถาจะทาวิจัย
่
ื
ใหถูกตองสมบูรณอาจจะไมมีทางเปนไปได จึงอาจตองหยอนหลักเกณฑบางอยางเพอใหสามารถ
ดําเนินการวิจัยได ท้งนี้โครงรางการวิจัยจะมีองคประกอบแตกตางกันออกไปตามแตหนวยงาน
ั
สถาบันการศึกษาหรือแหลงทุนวิจัยจะกําหนด
สวนประกอบของโครงรางการวจัย
ิ
ื
โครงรางการวิจัย (Research proposal) เปรียบเสมอนแมบทหรือแนวทางในการดําเนินการ
่
ี
ี
วิจัยแตละเรื่อง จึงควรพัฒนาขึ้นกอนที่จะเริ่มดําเนินการวิจัยเพื่อแสดงรายละเอยดตาง ๆ เกยวกับการ
ิ
วิจัยตั้งแตเริมตนจนเสร็จสิ้นการวิจัย จึงควรเขียนโครงรางการวิจัยใหละเอยด มแนวคดทชัดเจน
่
ี
ี
่
ี
เกี่ยวกับคําถามการวิจัย วัตถุประสงค สมมติฐาน รูปแบบการวิจัยและระเบียบการวิจัย ตลอดจนการ
่
่
้
บริหารโครงการวิจัยนัน นอกจากนีโครงรางการวิจัยยังเปนเอกสารทจะสือระหวางผูรวมวิจัยเพือให
่
ี
้
เขาใจในหลักการเดียวกน และสามารถปฏิบัติตามไดถูกตอง โครงรางการวิจัยยังชวยใหผูวิจัย สามารถ
ั
ิ
ุ
ั
ู
ํ
ั
ํ
ตดตาม นิเทศ ควบคม กากบงาน และประเมินผลการดาเนินงานในแตละข้นตอนไดอยางถกตอง
ั
(ภิรมย กมลรัตนกล, ม.ป.พ.) ทงนี้องคประกอบจะแตกตางกนตามแตหนวยงาน สถาบันการศึกษา
ั
้
ุ
และแหลงทุนสนับสนุนการวิจัย อยางไรก็ตามผูวิจัยควรเขียนรายละเอียดในแตองคประกอบใหชัดเจน
โครงรางการวิจัยควรมีองคประกอบสําคัญดังนี้
ชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องวิจัยตองเขียนใหชัดเจน เขาใจงาย ไมเขียนอยางคลุมเครือ และควร
ี่
ระบุใหทราบตั้งแตจุดมงหมายของการวิจัย ตัวแปร กลุมตัวอยางและพื้นทที่จะศึกษาวิจัย
ุ
ํ
ความเปนมาและความสาคัญของปญหา
ี
่
่
ี
ั
ความเปนมาและความสําคญของปญหาเปนหัวขอทนักวิจัยตองเขยนใหชัดเจนวางานวิจัยทจะ
ี
ทํานั้นเปนปญหาอยางไร โดยอางอิงหลักฐาน ความเปนมาโดยตอเนื่องของปญหาต้งแตอดีตจนถง
ั
ึ
ั
ปจจุบน และใหความสําคัญกับความรุนแรงของปญหาในปจจุบันอยางยวดยิ่ง ผลกระทบสืบเนื่องจาก
ปญหาตอสวนรวมเปนอยางไร และนักวิจัยตองบอกดวยวาทาไมจึงทํางานวิจัยเรื่องนั้น ทงนี้เนื้อหา
ํ
ั้
ิ
ุ
ั
ทกตอนในความเปนมาและความสําคญของปญหานีนักวิจัยตองพยายามหาหลักฐานมาอางอง
้
ประกอบโดยตลอด
ตัวอยาง เชน การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม
และสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
ขอมูลระดับโลก (สวนแรก): สภาพแมน้ําในกลุมประเทศที่พัฒนาแลวปญหาสวนใหญมาจาก
ุ
ึ
่
ี
ํ
ี
ิ
่
ํ
ํ
ความตองการน้ําของประชาชนทเพมมากข้นทาใหมการนําน้าจากแมน้ามาใชเพอการอปโภค บริโภค
่
ื
่
ี
ี
ื
ในชุมชนและการเกษตรกรรมทขยายพ้นท่เพ่อการผลิตอาหารใหเพยงพอกบความตองการของ
ี
ื
ั
ประชากร ประกอบกับภาวะโลกรอนทาใหปริมาณน้ําลดลงและภาวะน้ําทวมสงผลตอสิ่งมีชีวิตใน
ํ
152
ํ
ุ
่
ํ
แมน้า และคณภาพน้าในแมน้ําเสือมโทรม (Environment Canada, 2011) ในกลุมประเทศกําลัง
ั
ุ
ี
ํ
พฒนาสาเหตของปญหาคุณภาพน้าเสื่อมโทรมมาจากการท่ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม และระบบ
ํ
ํ
การผลิตดานการเกษตรปลอยน้าเสียลงสูแหลงน้าโดยไมผานการบําบัด (Zhang et.al., 2011) และ
ิ่
กลุมประเทศนี้กําลังขยายฐานการผลิตทางดานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมทําใหการใชน้ําเพมมาก
ขึน ในทวีปเอเซียปญหาแหลงน้ําสวนใหญเกิดจากนโยบายของภาครัฐท่ตองการพฒนาและใช
ั
้
ี
ประโยชนจากแหลงน้ําโดยที่ไมคํานึงถึงผลกระทบกับประชาชนที่ใชประโยชนจากแหลงน้ํา รวมถงการ
ึ
เปลียนแปลงคุณภาพน้ําในแหลงน้ําผิวดนจากการปนเปอนของสารมลพิษทางน้ําเพ่มข้น (Vickie,
ิ
่
ึ
ิ
2011) โดยเฉพาะกลุมประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง มีรายงานการศึกษา พบวา เกอบรอย
ื
ละ 15 ของแมน้ําสายหลักในประเทศจีนมีคุณภาพน้ําในระดับเสื่อมโทรมมาก (ระดับ 6 ตามมาตรฐาน
ํ
่
ี
ิ
ึ
ประเทศจีน) ซงสะทอนใหเห็นวาคุณภาพน้าในจีนสกปรกเกนกวาท่นํามาใชในระบบชลประทาน
ยิ่งกวานั้นแหลงน้ําและน้ําประปาในเขตเมืองรอยละ 90 มีการปนเปอน
ี
ู
ุ
ิ
่
ขอมลประเทศไทย (สวนทสอง): ในประเทศไทยกรมควบคมมลพษ (2554) ไดรายงานการ
ํ
ตรวจวัดคณภาพแหลงน้าผิวดินทสําคัญท่วประเทศจํานวน 52 แหลง โดยประเมนจากมาตรฐาน
ี
ุ
่
ิ
ั
คุณภาพแหลงน้าผิวดินพบวาแหลงน้าผิวดินมคุณภาพน้ําอยูในเกณฑเสื่อมโทรม รอยละ 23 ทงนี้
ั้
ี
ํ
ํ
สาเหตุหลักททําใหคุณภาพน้ําในแมน้ําสายหลักของประเทศไทยเสื่อมโทรมสวนใหญมาจากน้ําเสีย
่
ี
ิ
ํ
ชุมชนซึ่งมีองคประกอบสําคัญเปนอินทรียสารเมื่อระบายลงสูแหลงน้ําทาใหปริมาณออกซเจนในแหลง
ุ
ํ
ิ่
ิ
ึ้
น้ําลดลงหรือมีความสกปรกในรูปสารอนทรียเพมขน มีรายงานการศึกษาการประเมนดัชนีคณภาพน้า
ิ
ํ
ดานการคมครองสัตวน้าบงชี้วาคณภาพน้าสําหรับการดํารงชีวิตของสัตวน้าในแมน้าบางประกงอยูใน
ุ
ํ
ํ
ุ
ํ
ํ
่
ระดับตา ในแมน้ําปราจีนบุรี และแมน้ํานครนายกชวงปลายแมน้ําคุณภาพน้ําสําหรับการดํารงชีวิต
ของสิ่งมีชีวิตในน้ําอยูในระดับต่ํา นอกจากนียังพบการปนเปอนของสารมลพิษในแมน้ําขนาดเล็กใน
้
ํ
ํ
พื้นทตนน้ํา นอกจากนี้ยังพบวาคณภาพน้าในแมน้าสาขาแมถาง จังหวัดแพร มีการปนเปอนของไนเต
ี่
ุ
ั
ี
้
รท ไนโตรเจน แอมโมเนียไนโตรเจน และปริมาณฟอสฟอรัสทงหมด โดยมคาเฉลียมากทสุดในแหลง
ี
่
่
ุ
ั้
ี
ี
่
ี
ี่
่
ื
ื้
น้ําที่ไหลผานพนทการเกษตร ทงนี้สาเหตุเนื่องจากในพนทการเกษตรมการใชปยเคมและสารเคมเพอ
ี
้
ื
เพิ่มผลผลิต
่
ู
ั
้
ี
้
ขอมลพนทศึกษา (สวนทสาม): กรมควบคมมลพษไดประกาศใหแมน้าลีตงแตจุดบรรจบ
้
ิ
ื
ี่
ุ
ํ
ํ
ระหวางแมน้ําลี้กับแมน้ําปงบริเวณบานตนผึ้ง หมูท 2 ตําบลหนองลอง อาเภอเวียงหนองลอง จังหวัด
ี่
ึ
้
ี
ู
ํ
ู
ิ
ู
้
่
ลําพน กโลเมตรท 0 จนถงแมน้าลีบริเวณบานใหมศิวิไล หมท 12 ตําบลลี้ อาเภอลี จังหวัดลําพน
ํ
ี
่
ํ
กโลเมตรท 115 เปนแหลงน้าทไดรับน้าท้งจากกจกรรมบางประเภทและสามารถเปนประโยชนเพอ
ี
ื
ี
ิ
่
่
ิ
ํ
ิ
่
่
การอุปโภคและบริโภคโดยตองผานการฆาเชื้อโรค และผานกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ําทัวไป
ิ
กอน (แหลงน้ําประเภทท 2) แมน้ําลี้ยังถูกจัดใหเปนแมน้ําที่เสี่ยงตอการเกดมลพษทางน้ําระดับสูงของ
ิ
ี่
ิ
ภาคเหนือ (หนวยศึกษาและเฝาระวังมลพิษทางน้ํา, 2552) นอกจากนี้ยังเกดการบุกรุกพ้นทแมน้าเพอ
ํ
ื
่
่
ี
ื
้
ื
ิ
การเกษตรทําสวนลําไยและสวนมะมวง แมน้ําต้นเขนฤดูแลงน้ําจะเหลืออยูเฉพาะหนาฝายเทานัน
การฟุงกระจายของตะกอนทองน้ําจากการดูดทรายซึ่งเปนสาเหตุของตลิ่งพัง รวมถงประชาชนท้งขยะ
ึ
ิ
บริเวณริมตลิ่งแมน้ํา สวนผลกระทบสุขภาพชาวบานที่ลงไปหาปลาและเด็กทลงเลนน้ําในแมน้ําเกดผด
ิ
ี่
ี
ผื่นเมื่อสัมผัสน้ําในแมน้ํา ประชาชนสังเกตเห็นวาปลาบางชนิดที่เคยมอยางชุกชุมในแมน้ําหายไป สวน
153
ึ่
ที่เหลือจะเกิดบาดแผลตามตัวสาเหตุอาจจะมาจากการใชสารเคมีการเกษตรและน้ําเสียซงบางชวงของ
แมน้ําน้ํามีสีคล่ําและมีกลิ่นเหม็น ประชาชนเกิดความกังวลวาจะไมสามารถใชประโยชนแมน้ําลี้ไดอีก
บทสรุป (สวนทส): ดวยเหตุดังกลาวคณะผูวิจัยจึงมความสนใจเสริมสรางการเรียนรูชุมชน
ี
ี่
ี่
ผานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา อันจะสงผลตอการเรียนรู
่
่
ื
ิ
ของชุมชนในการพจารณาผลระทบตอสิงแวดลอมและสุขภาพอยางรอบดาน เพอใหผูมีสวนไดเสีย
ื
ํ
ั
ตดสินใจนํามาใชเปนขอมูลสําคัญเพ่อการกาหนดนโยบายของหนวยงานของรัฐ และการดําเนิน
่
ี
โครงการท่อาจสงผลกระทบตอชุมชน และยังเปนกระบวนการทชวยสนับสนุนการเสริมสรางสุขภาพ
ี
ิ
ึ้
ั้
ิ
และยับยั้งการดําเนินการที่อาจเปนภัยคุกคามตอสุขภาพของประชาชน โดยมุงใหกจกรรมเกดขนทงใน
ิ
่
ี
ระดับครัวเรือนและชุมชน ท่สอดคลองกับประเพณี วัฒนธรรมทองถนและวิถีชีวิตของชุมชน มีการ
ื
้
วางแผนและตดตามผลอยางตอเนื่องเพ่อใหการแกไขปญหาคุณภาพน้ําของแมน้าลีเกดขนอยางถาวร
ิ
ึ
ํ
้
ิ
อันจะสงผลตอภาวะสุขภาพชุมชนและการใชประโยชนแมน้ําลี้ตอไป
ความเปนมาและความสําคัญของปญหาการวิจัยเปนสวนสําคัญที่ชัดจูงใหผูอานเขาใจ จึงควร
ใหรายละเอียดเกี่ยวกับความเปนมาของสถานการณที่สนใจ และความเกี่ยวเนื่องไปสูสถานการณอื่น
การเขียนในสวนนี้ควรมการอางอิงหลักฐานหรือเหตุการณโดยเรียงลําดับจากขอมูลภาพกวาง (ขอมูล
ี
ปญหาระดบโลก) ขอมูลระดบรอง (ขอมูลปญหาระดับประเทศ) และขอมูลเฉพาะ (ขอมูลปญหาใน
ั
ั
พื้นที่) ดังภาพที่ 8.1
ปญหาระดับโลก
ปญหาระดับประเทศ
ปญหาระดับพื้นท ี่
ั
ิ
ภาพที่ 8.1 การอางองหลักฐานและสถานการณในการเขียนความเปนมาและความสําคญของปญหา
คําถามการวิจัย
ั
ึ
ี
ั
ี
ํ
ั
การต้งคําถามเปนข้นตอนท่สําคัญเพราะคาถามวิจัยท่ผูวิจัยต้งข้นบงบอกใหทราบถึง
่
ี
ี
่
ํ
ประเด็นท่ผูวิจัยตองการทราบหรือทาความเขาใจในเรืองทเลือกเปนหัวขอวิจัยนั้น อกท้งยังชวยให
ั
ี
้
ั้
ํ
ํ
ผูวิจัยประเมินวาตองทํางานวิจัยอยางไรและในทิศทางใดจึงจะนําไปสูคาตอบของคาถามนัน ๆ ทงนี้
ั
ผูวิจัยอาจเริ่มตั้งคําถามดวยวลีคําถาม เชน อะไร อยางไร ที่ไหน เมื่อไร กบใคร ตัวอยางเชน
หัวขอวิจัยเปนสวนหนึ่งของอะไร และประกอบดวยเรื่องอะไรบาง
ความเปนมาของเรื่องนี้เปนอยางไร
154
การวิจัยเรื่องนี้สามารถจัดหมวดหมูใหอยูในประเภทใด
การวิจัยเรื่องนี้มอะไรดี สามารถนําไปใชอะไรไดบาง
ี
ั
ํ
้
ํ
ึ
ี
ุ
เม่อรวบรวมคาถามท่ตงข้นมาแลวควรจัดกลุมของคาถามและมงความสนใจไปยังคาถามท ี ่
ื
ํ
ี
ํ
ี
่
ํ
ขึ้นตนดวยทําไม หรืออยางไรและพิจารณาวาคาถามไหนทผูวิจัยสนใจและอยากรูคําตอบท่สุด คาถาม
นั้นจะเปนคําถามสําหรับงานวิจัยของผูวิจัย
สวนองอาจ นัยพฒน (2551) ใหแนวทางไววา การเขยนคาถามการวิจัยสามารถเขยนได 3
ั
ี
ํ
ี
ลักษณะ คือ
่
ํ
ี
1. ประเด็นคําถามเชิงพรรณนา ไดแก การกําหนดหัวขอปญหาวิจัยในรูปคาถามทวา “ อะไร
ั
็
คอ อะไรเปน” (What is) การตอบประเดนคําถามดังกลาวนี้แสดงเปนนัยวานักวิจัยจะตองอาศยการ
ื
่
ิ
่
ี
วิจัยเชิงสํารวจ เชน อะไรคือพฤตกรรมแปลกแยกของนิสิต/นักศึกษาทมีความเบียงเบนทางเพศ
อะไรคือพฤติกรรมการบริหารของผูบริหารโรงพยาบาลศูนยดีเดนและไมดีเดน
ุ
2. ประเด็นคําถามเชิงความสัมพันธ ไดแก การกําหนดหัวขอปญหาวิจัย ในรูปของคาถามทมง
ํ
ี่
ํ
ั
ั
หาคาตอบวา “ ตวแปร X มความสัมพันธกบตวแปร Y หรือไม” หรือ “ ตวแปร X พยากรณตว
ั
ั
ี
ั
แปร Y ไดหรือไม”
ั
การสืบหาคําตอบของคําถามท้ง 2 ประเด็นนี้ แสดงเปนนัยวานักวิจัยตองออกแบบการวิจัย
ึ
เปนประเภทการศกษาสหสัมพนธ (Correlation design) เชน พฤตกรรมการดื่มสุราของนักศึกษาม ี
ั
ิ
ั
์
ื
ความสัมพันธกบผลสัมฤทธิทางการเรียนหรือไม ปจจัยใดทานายการบริโภคอาหารพนบานของ
้
ํ
ผูสูงอายุในเขตเมือง
3. ประเด็นคาถามเชิงเปรียบเทียบ ไดแก การกําหนดหัวขอปญหาวิจัยในรูปของคาถามท ่ ี
ํ
ํ
มุงเนนการเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือปรากฏการณทสนใจระหวางกลุมควบคมททดาเนินตามสภาวะ
ํ
ี
่
่
ี
ี่
ุ
ึ
ี
ํ
ปกติและกลุมทดลองท่จัดกระทาทางการทดลองข้นกลาวอีกอยางหนึ่ง คือ รูปแบบของคาถาม
ํ
ี
่
ี
ึ
้
ํ
ุ
ั
ประเภทนีมงหาคาตอบวา “มความแตกตางระหวางกลุมตวอยางหรือวิธีการทนักวิจัยดําเนินการขน
้
ั
หรือไม” คําถามวิจัยประเภทนี้ตองอาศยแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental design) หรือ
ี
ุ
ึ
การศกษายอนรอยเปรียบเทยบหาสาเหต (Causal comparative design) มาใชในการสืบคนหา
คําตอบ เชน คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้ชวงฤดูหนาวกับฤดูรอนมีความแตกตางกันหรือไม
ึ่
สุวิมล วองวานิช (2550) ไดยกตัวอยาง การต้งคําถามวิจัยของงานวิจัยประเภทตาง ๆ ซงม ี
ั
วัตถุประสงคของการวิจัยแตกตางกันไว ดังนี้
ึ
1. การวิจัยเชิงสํารวจ มีเปาหมายเพื่อศึกษาเหตุการณ สภาพตาง ๆ ทเกดขน ตวแปรทศกษา
ิ
ี
ึ
้
ั
่
ี
่
ไมถูกจัดกระทําแตเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
1.1 สภาพปญหาสุขภาพของผูสูงอายุในเขตเมือง จังหวัดเชียงใหมมีอะไรบาง
1.2 สุขภาพทางสังคมของผูสูงอายุเขตชนบทมีอะไรบาง
ั
ื
ึ
2. การวิจัยเชิงทดลอง มเปาหมายเพ่อศกษาอทธิพลหรือผลของตวแปรจัดกระทาทมีตอตว
ี
ิ
่
ี
ํ
ั
แปรตาม โดยมีการควบคุมตัวแปรที่ไมเกี่ยวของโดยใชแผนการทดลอง ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
ิ
2.1 ประสิทธิภาพของสารสกัดขม้นชันมีผลตอจํานวนลูกน้ํายุงลายตางกับตํารับควบคุม
อยางไร
2.2 คุณภาพน้ําในแมน้ําปงระหวางเดือนสิงหาคมกับเดือนมีนาคมตางกันอยางไร
155
ี
ั
ํ
3. การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง มีเปาหมายเพื่อศึกษาอิทธิพลหรือผลของตัวแปรจัดกระทาทมตอตว
ี
่
ี
ี
่
แปรตาม โดยมการควบคุมตัวแปรท่ไมเกยวของโดยใชแผนการทดลอง โดยการควบคุมความ
ี
ิ
ิ
แปรปรวนโดยแผนแบบการทดลองและสถต ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
3.1 ประสิทธิผลของโปรแกรมลดน้าหนักในนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ
ํ
เปนอยางไร
3.2 ผลของแผนพัฒนาสุขภาพชุมชนตอการจัดการสุขภาพของประชาชนเขตชนบท
ภาคเหนือเปนอยางไร
ี
ี
4. การวิจัยเชิงบรรยาย/เชิงสัมพันธ/เชิงเปรียบเทยบ-สาเหตุ มเปาหมายเพอศกษาเหตการณ
่
ึ
ื
ุ
ั
ึ
ิ
ํ
ความสัมพันธระหวางตัวแปร ตวแปรท่ศึกษาไมถกจัดกระทาแตเกดข้นตามธรรมชาต ตัวอยางคําถาม
ี
ู
ิ
การวิจัย เชน
ี
4.1 ปจจัยอะไรท่สงผลตอความสําเร็จในการจัดการสรางเสริมสุขภาพจิตของครูระดบ
ั
ประถมศึกษาบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม
4.2 ระดับการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุในบนพื้นที่สูงมีความแตกตางกันอยางไร
ี
ึ
ื
5. การวิจัยเชิงคุณภาพ มีเปาหมายเพ่อบรรยายปรากฏการณท่เกิดข้นในปจจุบันใหเห็น
ภาพรวมอยางลึกซง บรรยายเชิงพรรณนาถงสภาพการเปลียนแปลงปรากฏการณ รวมถึงวิเคราะห/
ึ้
่
ึ
เชื่อมโยงความเก่ยวของระหวางปรากฏการณหรือสรางทฤษฎีฐานราก (Ground theory) และ
ี
บรรยายสภาพผลที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขสถานการณตาง ๆ ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
5.1 ในการสรางเสริมสุขภาพโดยเนนผูสูงอายุเปนศูนยกลาง นักวิชาการสาธารณสุขตอง
ปรับบทบาทอยางไร
5.2 มีปญหาในการปรับตัวใหมตามปรัชญาในการสรางเสริมสุขภาพแบบใหมอยางไร
ั
ความสัมพันธระหวางผูสูงอายุกบนักวิชาการสาธารณสุขเปลี่ยนไปอยางไร ปฏิสัมพันธ
ระหวางผูสูงอายุเปลี่ยนแปลงไปเปนแบบใด พฤตกรรมการสรางเสริมสุขภาพเปนแบบใด
ิ
ื
ั
ี
6. การวิจัยและพัฒนา มเปาหมายเพอพฒนาระบบ เครื่องมอ หรือผลงานทางวิชาการ และ
่
ื
ั้
ตรวจสอบสิ่งที่พัฒนาขึ้นในดานประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทงความเหมาะสมกบสภาพเงอนไข
ั
ื่
ตาง ๆ ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
6.1 รูปแบบการจัดการสุขภาพที่เนนภาคประชาชนที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะเชนใด
ิ
่
ิ
่
6.2 บทเรียนวิทยาศาสตรทองถน เรือง พิธีกรรมจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญา
พื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุมีลักษณะอยางไร
คําถามการวิจัยเปนการนิยามปญหาทผูวิจัยสนใจ ผูวิจัยจึงตองเขยนอยางชัดเจน เพราะ
ี
่
ี
ั
ปญหาที่ชัดเจนจะชวยใหผูวิจัย กําหนดวัตถุประสงค ตั้งสมมติฐาน ใหนิยามตัวแปรทสําคญ ตลอดจน
ี่
การวัดตัวแปรเหลานั้นได
วัตถุประสงคการวิจัย
วัตถประสงคการวิจัยเปนหัวขอทสําคญอีกหัวขอหนึงเปนเสมือนเขมทิศนําทางการวิจัยนัน
้
ั
ี
่
ุ
่
็
นักวิจัยตองเขียนใหชัดเจน ทงนี้วัตถประสงคของการวิจัยตองกาหนดวาตองการศกษาในประเดน
ํ
ั้
ึ
ุ
็
้
ํ
ั
่
่
ี
ํ
ี
่
ใดบาง ในเรืองทจะทาวิจัย ตองชัดเจน และเฉพาะเจาะจง ไมคลุมเครือโดยบงชีถงสิ่งทจะทา ทง
้
ึ
156
้
ุ
ี
่
ั
ั
ขอบเขตและคําตอบทคาดวาจะไดรับ ทงในระยะสั้นและระยะยาว การต้งวัตถประสงคตองให
สมเหตุสมผลกับทรัพยากรที่เสนอขอ และเวลาที่จะใช จําแนกไดเปน 2 ชนิด คือ
ึ
ี
้
ิ
1.วัตถุประสงคทั่วไป (General objective) กลาวถึงสิ่งทคาดหวังหรือสิงท่คาดวาจะเกดขน
ี่
่
ั
ุ
ั
ี่
จากการวิจัยนี้ เปนการแสดงรายละเอียดเกยวกบจุดมงหมาย ในระดบกวางจึงควรครอบคลุมงานวิจัย
่
่
ทีจะทําทังหมด ตัวอยางเชน เพอศึกษาผลกระทบสิงแวดลอมและสังคมทเกิดจากปญหาการ
้
่
่
ี
ื
เสื่อมสภาพของแมน้ําลี้ที่สงผลกระทบตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้
ุ
2.วัตถประสงคเฉพาะ (Specific objective) จะพรรณนาถึงสิงท่จะเกิดขนจริง ในงานวิจัย
้
ี
่
ึ
ํ
ํ
ื
ื
นี้ โดยอธิบายรายละเอียดวาจะทาอะไร โดยใคร ทามากนอยเพยงใด ทไหน เม่อไร และเพออะไร โดย
่
ี
่
ี
การเรียงหัวขอควรเรียงตามลําดับความสําคัญ กอน หลัง ตัวอยางเชน
ี
2.1.ศึกษาผลกระทบสิงแวดลอมและสังคมจากปญหาการเสื่อมสภาพของแมน้าลี้ท่สงผล
่
ํ
ตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้
2.2. เพ่อพิสูจนและหาแหลงท่มาของผลกระทบสิ่งแวดลอมและสังคมจากปญหาการ
ื
ี
เสื่อมสภาพของแมน้ําลี้ที่สงผลตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้
่
2.3. พัฒนาและเสนอแนะมาตรการการแกไขปญหาผลกระทบสิงแวดลอมและสังคมที ่
สงผลตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้
ั
่
ี
ี
ั
ั้
ทงนี้อาจเขียนวัตถุประสงคท่เนนการสํารวจปรากฏการณและปจจัยทมีความสัมพนธกบ
ปรากฏการณนั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะใชการการศึกษาเชิงพรรณนา เชน
1. เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทํางาน และการปฏิบัติตามจริยธรรมการทางานของ
ํ
บุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ั
2. เพื่อศึกษาความสัมพันธของปจจัยสวนบุคคลและการปฏิบัติจริยธรรมการทํางานกบระดับ
คุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ี
การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัยจะเขียนเปนความเรียงสั้นกะทัดรัดเพียงไมก่บรรทัดแต
สามารถระบุปญหาของการวิจัยท่ตองการรูคาตอบไวอยางครบถวนหรืออาจแยกเขยนปญหาของการ
ี
ํ
ี
่
ี
วิจัยท่ตองการรูคําตอบสั้นกะทดรัดเปนขอโดยแตละขอตองระบุปญหาทตองการรูคาตอบเพียง
ั
ํ
ี
็
ี
้
่
ี
ประเดนเดยว ซงงานวิจัยชินหนึ่ง ไมควรมวัตถประสงคของการวิจัยมากจนเกนไป รวมถงหามนํา
ึ
ุ
ึ
ิ
่
ี
ประโยชนทคาดวาจะไดรับจากการวิจัยมาเขยนเปนวัตถุประสงคของการวิจัย ผูวิจัยตองแยกแยะให
ี
ไดวา อะไรคือวัตถุประสงคของการวิจัย และอะไรคือประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากการวิจัย
ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ
การทบทวนทฤษฎีและงานวิจัยท่เก่ยวของเปนการเขียนถึงสิ่งท่ผูวิจัยไดมาจากการศึกษา
ี
ี
ี
คนควาเอกสารตาง ๆ ท้งทฤษฎี หลักการ ขอเท็จจริงตาง แนวความคดของผูเชี่ยวชาญ ตลอดจน
ั
ิ
ี
ํ
ี
ั
่
่
ั
ผลงานวิจัยทเกยวของกบปญหาของผูวิจัย อนจะสงผลตอการศกษาแนวทางในการดาเนินการศึกษา
ึ
ี
ั
ี
่
ี
ของผูวิจัย การเขยนเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของในเคาโครงการวิจัยนี้ ควรสรุปเฉพาะท่สําคญ ๆ
ี
ตามความจําเปน โดยใหมีความยาวไมมากนัก สวนรายละเอียดใหเขียนไวในรายงานการวิจัยฉบับ
สมบูรณที่เผยแพรหลังเสร็จสิ้นงานวิจัยแลว ตัวอยางการสรุปแนวคิด ทฤษฎี เชน
การวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม เปนการใชหลักวิชาการในการทานาย หรือคาดการณ
ํ
ั้
ุ
ี่
ผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบของการดําเนินโครงการพัฒนาทจะมตอสิ่งแวดลอมในทกดาน ทง
ี
157
่
ื
ิ
ิ
ทางทรัพยากรธรรมชาตและทางเศรษฐกจ สังคม เพอจะไดหาทางปองกันผลกระทบสิ่งแวดลอม
ิ
ในทางลบที่อาจเกดขึ้นใหเกิดขึ้นนอยที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการใชทรัพยากรธรรมชาติ
ึ
่
การวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมของประเทศไทยในปจจุบันประกอบดวยการศกษาท ่ ี
จะตองครอบคลุมระบบสิ่งแวดลอมทั้ง 4 ดาน ตามแนวคิดของ U.S.EPA ไดแก
ี
1. ทรัพยากรทางกายภาพ เปนการศกษาถงผลกระทบของทรัพยากรทไมมชีวิต เชน ดิน
ี
ึ
ึ
่
น้ํา อากาศ และมลพิษวาสงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงอยางไร
่
ึ
2. ทรัพยากรทางชีวภาพ เปนการศกษาถงการเปลียนแปลงในดานตาง ๆ ท่มตอระบบ
ึ
ี
ี
นิเวศ เชน ปาไม สัตวปา สัตวน้ํา ปะการัง เปนตน
ึ
้
ึ
ั
3. คุณคาการใชประโยชนของมนุษย เปนการศกษาถงการใชประโยชนจากทรัพยากรทง
กายภาพ และชีวภาพของมนุษย เชน การใชประโยชนทดน การเกษตรกรรม ระบบสาธารณปโภค
ี
ู
ิ
่
วาไดรับผลกระทบอยางไรบาง
ุ
ี
ิ
4. คณภาพชีวิต เปนการศึกษาถึงผลกระทบท่จะเกิดตอมนุษยชุมชน ระบบเศรษฐกจ
การประกอบอาชีพ วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ คานิยม และคุณคาความสวยงาม เปนตน
ี
ึ
้
การวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมเปนการจําแนกผลกระทบทอาจจะเกิดขนตอ
่
่
สภาพแวดลอมหรือสภาพแวดลอมที่อาจจะมีผลกระทบตอโครงการหรือกจการนั้น ทงในทางบวกและ
ั้
ิ
ื
ทางลบ เพ่อเปนการเตรียมการควบคุม ปองกัน และแกไขกอนการตัดสินใจดําเนินโครงการหรือ
ี
ี
กิจการนั้น ๆ โดยหลักการสําคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอม ไดแก การมสวนรวม มความ
ี
โปรงใส มความแนนอน สามารถอธิบายได เชื่อถือได เปนตน และจะตองมีความเขาใจในดัชนี
สิ่งแวดลอม หลักเกณฑทางสิ่งแวดลอมและการศึกษาคามาตรฐานทางสิ่งแวดลอม
ั
ี
ื
ตวอยางการสรุปงานวิจัย เชน ผูวิจัยไดศึกษา คนควางานวิจัยทเก่ยวของเพ่อเปนขอมูล
ี
่
ุ
ี่
ประกอบการวิเคราะหผลกระทบคุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําทสงผลกระทบตอคณภาพชีวิต
ํ
ี
่
ึ
ุ
ี
ี
ในครั้งนี้ ซ่งงานวิจัยท่เก่ยวของกับผลกระทบคณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้าทสงผลกระทบ
้
ั
ตอคณภาพชีวิตท้งดานรางกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดลอม โดยงานวิจัยดานนีในประเทศไทยและ
ุ
ตางประเทศไดมีการศึกษา ดังนี้
ั
ื
ไพรินทร รุยแกว (2550) พบวา การผลิตในภาพรวมของพ้นท่ลุมน้ําปากพนังมีท้งการผลิต
ี
ขาว การผลิตพืชผักในรูปแบบไรนาสวนผสม และทสําคญคือการผลิตกงในพ้นท่ริมชายฝงทะเลและ
ื
ี
ุ
ี
่
ั
ํ
ื
่
ี
้
ื
ี
ึ
ขยายพ้นทไปยังพนท่ราบลุมริมฝงแมน้าปากพนัง ซ่งสงผลใหระบบนิเวศเสียหายอยางรุนแรงและ
รวดเร็ว
่
ํ
Lvey, Loe & Kreutzwiser (2006) พบวา การระบาดของเชือโรคทมีน้าเปนสือ 16 ชนิด
ี
่
้
ึ
ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปทําใหประชาชนมากกวา 400,000 เจ็บปวยและบางสวนเสียชีวิต ซงใน
่
ประเทศแคนาดาน้ําอุปโภคในเขตเมืองมีการปนเปอนของเชื้อกอโรคซงคาดวามาจากน้ําเสียจากฟารม
ึ่
ปศุสัตว
สมมติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจัย
ั
ํ
ี
ุ
การตงสมมติฐาน เปนการคาดคะเนหรือการทายคาตอบอยางมีเหตผลมกเขยนในลักษณะการ
ั
้
ิ
ั
แสดงความสัมพันธระหวางตวแปรอสระหรือตัวแปรตน (Independent variables) และตัวแปร
ํ
ิ
ตาม (Dependent variable) สมมตฐานทาหนาทเสมอนเปนทศทางและแนวทางในการวิจัย จะชวย
ี
ิ
ื
่
158
็
ู
ั้
ู
เสนอแนะ แนวทางในการเกบรวบรวมขอมล และการวิเคราะหขอมล ทงนี้สมมติฐานตองตอบ
วัตถประสงคของการวิจัยไดครบถวน ทดสอบและวัดได สมมติฐานมี 2 ประเภท คือ
ุ
ี
่
1. สมมติฐานทางการวิจัย (Resaerch hypothesis) เปนคาตอบทผูวิจัยคาดคะเนไวลวงหนา
ํ
และเปนขอความที่แสดงความเกี่ยวของระหวางตัวแปร ตัวอยางเชน
ตัวอยางที่ 1 นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพจะมีทัศนะคติทางเพศดีกวานักศึกษาใน
สถาบันอุดมศึกษาในตางจังหวัด
ตัวอยางที่ 2 เด็กอายุ 0 – 5 ปที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูดวยวิธีการตางกัน จะมพัฒนาการ
ี
ทางดานอารมณตางกัน
สมมติฐานดังกลาวเปนเพียงการคาดคะเน ยังไมเปนความรูท่เชื่อถือได จนกวาจะไดรับการ
ี
ทดสอบโดยใชวิธีการทางสถิติ
ื
ทั้งนี้สมมติฐานทางการวิจัยยังแบงออกเปน 2 ชนิดคอ
ิ
ิ
ิ
1.1 สมมตฐานทางการวิจัยมีแบบมีทศทาง ( Directional hypothesis ) เปนสมมตฐาน
่
ี
ทเขยนระบุอยางชัดเจนถึงทศทางของความแตกตางถึงทิศทางของความแตกตางระหวางกลุม โดยม ี
ี
ิ
คําวา “ ดีกวา ” หรือ “สูงกวา” หรือ “ต่ํากวา” หรือ “นอยกวา” ในสมมตฐานนัน หรือระบทศทาง
ิ
ุ
้
ิ
ํ
ั
ของความสัมพนธโดยมีคาวา “ทางบวก” หรือ “ทางลบ” ในสมมติฐานนั้น เชน อาจารยเพศชายม ี
ความวิตกกังวลในการทํางานนอยกวาอาจารยเพศหญิง หรือระดับการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุม ี
ความสัมพันธทางบวกกับภาวะสุขภาพทางสังคม
ี
ี
ิ
ิ
1.2 สมมตฐานทางการวิจัยไมมแบบไมมทศทาง (Nondirectional hypothesis ) เปน
สมมติฐานที่ไมกําหนดทิศทางของความแตกตางดังตัวอยางที่ 2 หรือไมกําหนดทิศทางขอความสัมพนธ
ั
ึ
ดงตัวอยาง เชน นักศกษาท่มีเพศตางกันมีเจตคติตอวิชาเพศศกษาแตกตางกัน หรือภาวะผูนําของ
ั
ึ
ี
ผูบริหารมีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตบุคลากรในองคกร
ิ
ิ
้
2. สมมตฐานทางสถต ( Statistical hypothesis) เปนสมมติฐานทตงขนเพอใชทดสอบวา
ี
ึ
ั
้
่
่
ิ
ื
ี
่
ี
้
ี
ิ
่
สมมตฐานทางการวิจัยทผูวิจัยตงไวเปนจริงหรือไม เปนสมมติฐานทเขยนอยูในรูปแบบของโครงสราง
ั
ิ
ื
่
ทางคณิตศาสตร เพอใหอยูในรูปท่สามารถทดสอบไดดวยวิธีการทางสถิต สัญลักษณท่ใชเขยนใน
ี
ี
ี
สมมติฐานทางสถิติจะเปนพารามิเตอรเสมอ ไดแก
µ (อานวา มิว) แทนตัวกลางเลขคณิตหรือคาเฉลี่ยของกลุมประชากร
σ ( อานวา ซิกมา ) แทนความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุมประชากร
ρ ( อานวา โร ) แทนสหสัมพันธระหวางตัวแปร
สมมติฐานทางสถติ มี 2 ชนิดคือ
ิ
ั
2.1 สมมติฐานที่เปนกลางหรือสมมติฐานที่ไรนัยสําคญ (Null hypothesis) สัญลักษณ
ที่ใช คือ
H 0
2.2 สมมติฐานอื่น ( Alternative hypothesis) สัญลักษณที่ใช คือ
H 1
ในการวิจัยหลังจากที่ตั้งความมุงหมายของการวิจัยแลว ผูวิจัยมักจะตั้งสมมติฐานทางการวิจัย
เพอคาดคะเนคาตอบไวลวงหนา แลวจึงเกบรวบรวมขอมลเพอทาการทดสอบสมมติฐานทางการวิจัย
่
็
ู
ื
ื
่
ํ
ํ
ิ
่
ี
ทต้งไว โดยจะตองแปลงสมมติฐานทางการวิจัยใหเปนสมมติฐานทางสถิตกอน จึงจะทดสอบไดดวย
ั
วิธีการทางสถิติเวลาตั้งสมมติฐานทางสถิติจะตองตั้งทั้ง และ
H 0 H 1
159
ิ
ิ
สวนกรอบแนวคดการวิจัยเปนภาพพจนทเปนแนวคดในการวิจัยเรื่องนั้น การกําหนดกรอบ
่
ี
แนวคิดการวิจัย จะตองเริ่มจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยทเกยวของ วิเคราะหประเดนปญหา
็
ี่
ี่
ํ
ิ
กําหนดปญหาการวิจัยใหชัดเจน และหาแนวทางการคนหาคาตอบ จากนั้นประมวลเปนกรอบแนวคด
ึ
ั
่
ี
่
ี
่
้
ี
การวิจัยเรืองนัน ผูวิจัยจําเปนตองอานทฤษฎีและผลงานวิจัยทเก่ยวของกบหัวเรืองทจะศกษาอยาง
่
รอบดานและสรุปเขยนกรอบแนวคด ดังตัวอยางภาพที่ 8.2
ี
ิ
ตัวแปรตน
ปจจัยสวนบุคคล
อายุ
ตัวแปรตาม
รายได
ุ
ระยะเวลาการอยูอาศัยในชุมชน คณภาพชีวิต
คุณภาพชีวิตดานรางกาย
คุณภาพชีวิตดานจิตใจ
คุณภาพชีวิตดานจิตวิญญาณ
คุณภาพชีวิตดานความสัมพันธทางสังคม
การใชประโยชน คุณภาพชีวิตดานสิ่งแวดลอม
การอุปโภค บริโภค
การเปนแหลงอาหาร
การเกษตรกรรม
ภาพที่ 8.2 ตัวอยางกรอบแนวคิดการวิจัย
ั
จากกรอบแนวคดดานบนจะเห็นไดวาการนําตัวแปรท้งตัวแปรตนและตัวแปรตามมาสราง
ิ
ื
ิ
่
ึ
กรอบแนวคดการวิจัยจะนําไปสูแนวทางในการออกแบบการศกษา การเลือกเครืองมอในเกบรวบรวม
็
ู
ิ
ขอมลในการวิจัย รวมถึงการเลือกสถิตในการวิเคราะหขอมูล อยางไรกตามการเลือกตัวแปรโดย
็
เฉพาะตัวแปรตนตองใชการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของอยางละเอียด
ิ
ขอบเขตการวจัย
ํ
การกําหนดขอบเขตของการวิจัยจะทาใหงานวิจัยมีความชัดเจน และเปนไปตามวัตถุประสงค
ี
่
ั
การวิจัยทไดกาหนดเอาไว ตวอยางเชน การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะห
ํ
ผลกระทบสิงแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา กรณศึกษาลุมน้าลี้ จังหวัดลําพน ขอบเขต
ู
ี
ํ
่
การวิจัย ประกอบดวย
ขอบเขตดานพื้นที่
ดําเนินการวิจัยในพื้นที่ชุมชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน
ู
160
ขอบเขตดานประชากร
ื
ุ
ํ
ประชากร คอ ประชาชนเขตอาเภอทงหัวชาง อาเภอลี้ อาเภอบานโฮง และอําเภอเวียง
ํ
ํ
ึ
ี
หนองลอง จํานวน 54,784 ครัวเรือน รวมทงผูนําชุมชน เจาหนาท่ดานสิ่งแวดลอม การศกษา สังคม
ั
้
และเจาหนาที่ดานสาธารณสุขในพื้นทลุมน้ําลี้
ี่
ขอบเขตดานเนื้อหา
1.การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยมุงศึกษาการเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชน โดยประยุกตใช
แนวทางการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและผลกระทบสุขภาพเปนแนวทางในการศึกษา
2. ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของการศึกษา โดยพิจารณาตัวแปรที่ใชในการศึกษา ดังนี้
ตัวแปรตน คือ การใชประโยชนแมน้ํา ไดแก การอุปโภคบริโภค การเปน
แหลงอาหาร การเกษตรกรรม และปจจัยสวนบุคคล ไดแก อายุ รายได และระยะเวลาการอยูอาศัย
ในชุมชน
ุ
ตัวแปรตาม คือ ระดับคณภาพชีวิต ไดแก คุณภาพชีวิตดานรางกาย คุณภาพ
ชีวิตดานจิตใจ คุณภาพชีวิตดานจิตวิญญาณ คณภาพชีวิตดานความสัมพันธทางสังคม และคุณภาพ
ุ
ชีวิตดานสิ่งแวดลอม
ขอบเขตดานเวลา การศึกษานี้ใชเวลา 12 เดือน
ํ
การกาหนดขอบเขตของการวิจัยนั้นใหคานึงถึงความมงหมายของการวิจัยเปนสําคัญ ทงนี้
ุ
ั้
ํ
ขึ้นอยูกับการเลือกประเภทการวิจัย เชน การวิจัยเชิงทดลองนอกจากกลาวถงประชากร กลุมตัวอยาง
ึ
และตัวแปรแลวควรจะตองกลาวถึงเนื้อหาที่ใชในการทดลองและระยะเวลาที่ใชในการทดลองดวย
การใหคํานิยามเชิงปฏิบัติการณ / นิยามศัพทเฉพาะ
ํ
้
ี
การใหนิยามศัพทเฉพาะเปนการใหความหมายของคาท่มีความสําคัญในการวิจัยเรื่องนัน
ี
ั
ี
โดยเฉพาะอยางยิงคาท่เปนตวแปรตามท่เปนนามธรรม นิยามศัพทเฉพาะจึงเปนการเขียนอธิบาย
ํ
่
ื
ึ
่
่
ี
ั
่
ความหมายของคํา กลุมคํา ขอความ หรือตัวแปรทศกษาเพอสือความหมายใหเขาใจตรงกนระหวาง
ื
ั
ผูวิจัยกับผูอาน การนิยามศพทเฉพาะถอเปนสวนหนึ่งในการนิยามหรือการชี้เฉพาะเจาะจงปญหาการ
ื
วิจัย (มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, ม.ป.พ.) การนิยามศัพทเฉพาะ มี 2 แบบ คอ
1. นิยามศัพทตามทฤษฎี (Constitutive definition) หรือนิยามศพททัวไป (General
่
ั
่
definition) เปนการอาศัยความคิดเดมทเปนทยอมรับกันทวไปหรือใชความตามทฤษฎี ตามผูเชียวชาญ
่
่
ั
ี
่
ี
ิ
่
ั
ั
ุ
มาใหความหมายทเปนการบอกคณลักษณะเฉพาะท่สําคญของตวแปร คาศพท หรือขอความเฉพาะนัน
้
ี
ั
ํ
ี
ทํานองเดียวกับการใหนิยามตามพจนานุกรม
2. นิยามศัพทปฏิบัติการ (Operational definition) เปนการใหความหมายในเชิงรูปธรรม
หรืออธิบายลักษณะกิจกรรมท่สามารถวัดได สังเกตไดของตัวแปรนั้นการใหนิยามระดับนี้ถือวา
ี
จําเปนมากสําหรับศพทเฉพาะของตวแปรทเปนนามธรรม ผูเสนอเคาโครงอาจนํานิยามทวไปมาอธิบาย
ั
ั
่
่
ั
ี
ี่
ี
ี
่
ํ
ื่
ความหมายอยางละเอยดอกครังหนึง โดยกาหนดสถานการณ เงอนไขหรือสิ่งทเปนตนเหตุทาใหเกิด
้
ํ
้
คุณลักษณะนันพรอมทั้งระบุพฤติกรรมที่สามารถสังเกตและวัดได
ั
ี
ั
ทงนี้ตวแปรท่เปนนามธรรมจะตองใหนิยามทงระดบนิยามศพทท่วไป และนิยามศพทปฏิบัตการ
ั
ั
ั
้
ั
ิ
ั้
ใหนิยามศัพท คําหรือขอความที่ตองการใหผูอานเขาใจตรงกบผูวิจัย รวมทงการเขยนนิยามศพทเฉพาะไม
ั
ี
้
ั
ั
่
ตองมีตัวเลขกํากับคําหรือขอความทีนิยามศพทเฉพาะ ตวอยาง เชน การศึกษาความหลากหลาย
ั
ั
161
่
่
ื
้
ื
การใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานและนิเวศวัฒนธรรมเพอการอนุรักษในพ้นทลุมน้าลี จังหวัด
ํ
ี
ื
ลําพูน
ื
้
ุ
ความหลากหลายของพชสมนไพรพนบาน หมายถง การดํารงอยูของสังคมพืชสมุนไพร
ึ
ื
ื้
ู
ึ
พนบานในพนทลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน การศกษานี้ทาการประเมนสังคมพืชสมนไพรโดยสุมแปลง
ี่
ิ
ุ
ํ
ื้
สํารวจชนิดของพืชสมุนไพรพื้นบาน และทําการวิเคราะหองคประกอบ ดังนี้
ุ
ความถี่สัมพัทธ หมายถง คาท่ใชบงชี้การกระจายของพืชสมนไพรพ้นบานแตละชนิดใน
ึ
ื
ี
พื้นที่แปลงตัวอยาง
ั
้
ความหนาแนนสัมพัทธ หมายถึง จํานวนตนสมนไพรพนบานทงหมดทปรากฏในแปลง
่
ี
ื
้
ุ
ื้
ตัวอยางตอหนวยพนที่ที่ทําการสํารวจ
ึ
ี
ิ
ความเดนสัมพัทธ หมายถง คาที่แสดงใหเห็นวาพืชสุมนไพรพื้นบานชนิดนั้นมอทธิพลตอ
สังคมพืชในพื้นที่ลุมน้ําลี้มากนอยเพียงใด
ิ
ความสําคัญเชงนิเวศวิทยา หมายถง เปนผลรวมของคาความหนาแนนสัมพทธกบ
ึ
ั
ั
ั
ึ
ี
่
ั
ื
คาความถสัมพทธกบคาความเดนสัมพทธแสดงใหเห็นถงความสําเร็จทางนิเวศวิทยาของพชสมนไพร
ุ
ั
ในการครอบครองพื้นที่นั้น
่
ื
การใชประโยชนพชสมนไพรพนบาน หมายถง การนําสมนไพรพนบานมาใชเพอการดแล
ื
้
ื
ุ
ึ
ุ
้
ื
ู
ุ
ํ
้
สุขภาพเบื้องตนทงการใชสดและการนํามาปรุงเปนตารับยาสมนไพร ประกอบดวยประกอบดวย กลุม
ั
ี
ุ
พชสมุนไพรท่ใชแกไขและขับปสสาวะ กลุมพืชสมนไพรท่ใชเปนยาแกทองเสีย กลุมพืชสมนไพรท่ใช
ุ
ี
ื
ี
ื
เปนยาระบายและขบพยาธิ กลุมพชสมนไพรทใชเปนยาบํารุงกาลัง แกปวดเมอย กลุมพืชสมนไพรท ี ่
ี
่
ํ
ื
ุ
ั
ุ
่
ใชแกโรคผิวหนัง และกลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนสารฆาแมลงและไลแมลง
ั
นิเวศวฒนธรรม หมายถง วิธีการศึกษาหาขอกําหนดหรือหลักเกณฑทางวัฒนธรรมซงเปน
ึ
่
ึ
ื
ี
้
ผลกระทบจากการปรับตัวเขากับสภาวะแวดลอมของประชาชนในพนท่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูนท ่ ี
ื
ี
ื
ุ
เชื่อมโยงกับการใชประโยชนพืชสมนไพรพ้นบาน รวมถึงกระบวนการการอนุรักษพ้นท่สมุนไพร
พื้นบาน
้
่
ี
ื
ื
ุ
ลมน้ําล หมายถึง ขอบเขตพนทลุมบริหารจัดการแมลี ครอบคลุมพ้นทใน 4 อําเภอของ
ี้
ี
่
้
จังหวัดลําพน ประกอบดวย อาเภอทงหัวชางครอบคลุมพ้นท 3 ตําบล อําเภอลีครอบคลุมพ้นท 5
่
้
ื
ู
ํ
ื
ุ
่
ี
ี
ตําบล อําเภอบานโฮงครอบคลุมพื้นที่ 4 ตําบล และอําเภอเวียงหนองลองครอบคลุมพื้นที่ 1 ตําบล
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากการวิจัย
การเขยนประโยชนทคาดวาจะไดรับเปนการสะทอนใหเห็นวาการวิจัยแตละเรืองเมอวิจัย
่
่
ื
่
ี
ี
ี
้
เสร็จเรียบรอยแลวผลการวิจัยท่ไดจะนําไปใชประโยชนอยางไร ซ่งการนําผลการวิจัยนําไปใชนัน
ึ
ข้นอยูกบงานวิจัย โดยอาจนําผลการวิจัยไปใชในการวางแผนหรือกาหนดนโยบายใชในการปรับปรุง
ึ
ั
ํ
การเรียนการสอน ปรับปรุงหรือพฒนางานดานการบริหารหรือใชเปนขอมลสําหรับการตดสินใจ และ
ั
ั
ู
ี
่
อน ๆ ในการเขยนประโยชนคาดวาจะไดรับจากการวิจัยนั้นจะตองใหสอดคลองเรืองทศึกษาและ
่
่
ื
ี
ึ
ื
ั
วัตถุประสงคการวิจัย ตวอยาง เชน การศกษาความหลากหลาย การใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบาน
และนิเวศวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
162
งานวิจัยฉบับนี้ไดประโยชนจากผลการวิจัย ดังนี้
ิ
1. ดานนโยบาย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตและสิงแวดลอม
่
่
ั
ั
กระทรวงพฒนาสังคมและความมนคงของมนุษย หนวยงานภาคเอกชนและภาคประชาชนไดขอมูล
ื
ื
ั
้
ื
ุ
เปนแนวทางในการวางแผนเพ่อแกไขปญหาการสูญเสียชนิดพนธุพชสมนไพรพนบานและการสูญเสีย
พื้นที่แหลงผลิตสมุนไพรพื้นบาน
ิ
ื
ิ
2. ดานเศรษฐกิจ/พาณชย วิสาหกจชุมชนในพ้นทไดขอมูลเพอประยุกตใชในการผลิตและ
่
ี
่
ื
ื
่
ี
ื
การแปรรูปสมุนไพรพ้นบานเพอการจําหนาย รวมถึงไดขอมูลพ้นท่แหลงการผลิตสมนไพรสูการเปน
ุ
ื
แหลงทองเที่ยวเชิงอนุรักษ
ี่
ั
3. ดานสังคมและชุมชน ประชาชนในชุมชนพื้นที่ศึกษาไดเห็นสภาพปญหาทแทจริงรวมกน
ี
ื
ิ
ั
อนจะนําไปสูการพฒนาแนวทางเพ่อสรางกจกรรมของประชาชนท่กอใหเกดความตระหนักตอการใช
ิ
ั
้
ี
ุ
ื
ื
ประโยชนพชสมนไพรพนบาน รวมถึงกอเกิดกระบวนการการมสวนรวมในการสรางแนวทางการ
อนุรักษที่ผสมผสานรูปแบบนิเวศวัฒนธรรมอยางเหมาะสม
ี
ระเบยบวิธีวิจัย
ี
เปนการใหรายละเอียดเกยวกบข้นตอนในการดําเนินงานการวิจัยวาแตละข้นตอนจะ
ั
ั
่
ั
ดําเนินการอยางไร โดยทั่วไปเปนการใหรายละเอียดในเรื่องตอไปนี้คอ
ื
1. ประเภทการวิจัยจะเลือกใชวิธีแบบใด เชน การใชการวิจัยเอกสาร การวิจับแบบทดลอง
การวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือจะใชหลายวิธีรวมกันซึ่งจะตองระบุใหชัดเจนวาจะใชวิธี
อะไรบาง
2. ประชากรในการวิจัยและกลุมตัวอยางประชากร โดยตองระบุวาอะไรหรือใครเปนกลุม
ี
ตัวอยางประชากร กลุมตัวอยางประชากรนั้นอยูท่ไหนวิธีการสุมกลุมตัวอยางประชากรทําอยางไร
และขนาดของกลุมตัวอยางประชากรเปนเทาใด ทําไมจึงใชขนาดกลุมตัวอยางประชากรเทานั้น
ี
รวมถงจําเปนตองตัดบางหนวยตวอยางประชากรออกจะตัดออกในกรณใดบาง และจะเลือกหนวย
ั
ึ
ตัวอยางประชากรมาทดแทนอยางไร
ั
ู
ิ
3. การรวบรวมขอมล โดยตองระบุตวแปรหลักมีอะไรบาง กรอบแนวคดในการวิจัยเปน
อยางไร ใชเครื่องมือใดรวบรวมขอมูล รายละเอียดของเครื่องมือเปนอยางไรวิธีการรวบรวมขอมลเปน
ู
อยางไร ตองเตรียมการกอนรวบรวมขอมลอยางไร ถาเปนการวิจัยทดลองหรือกงทดลองกจกรรมมก ี ่
ู
่
ึ
ิ
ี
ขั้นตอนแตละขั้นตอนมีรายละเอียดอยางไร
4. การวิเคราะหขอมล โดยตองระบุวาวิเคราะหขอมูลอยางไร อาศัยสถติใด ตองใชอุปกรณ
ิ
ู
่
พเศษหรือผูเชียวชาญหรือไม ถาเปนการวิจัยเชิงคณภาพจะประมวลผลอยางไรและถาเปนการวิจัยท ี ่
ิ
ุ
ั
ั
มีท้งเชิงปริมาณและเชิงคณภาพจะรวมผลการวิเคราะหทงสองลักษณะเขาดวยกันใหกลมกลืนได
้
ุ
อยางไร
ตวอยาง เชน การศกษาผลกระทบดานคุณคาการใชประโยชนแมน้ําลี้ในสถานการณภัยแลง
ั
ึ
ในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
รูปแบบการศึกษา เปนการศึกษาชนิดการสํารวจภาคตัดขวาง (Cross sectional survey)
ื
เพ่อใหไดขอมูลผลกระทบจากภัยแลงดานคุณคาการใชประโยชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนใน
พื้นที่ลุมน้ําลี้ ดังนี้
163
1.ประชากร ประกอบดวย
ั
ประชาชนในครัวเรือนหมูบานตลอดริมฝงแมน้ําลี้ ตั้งแตจุดบรรจบระหวางแมน้ําลี้กบแมน้ําป
่
ี
ู
้
่
ี
ิ
ํ
ู
งบริเวณบานตนผึงหมท 2 ตาบลหนองลอง อําเภอเวียงหนองลอง จังหวัดลําพน กโลเมตรท 0
ี่
จนถึงแมน้ําลี้บริเวณบานใหมศิวิไล หมูท 12 ตําบลลี้ อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน กิโลเมตรท 115
ี่
2. กลุมตัวอยางในการวิจัย
ํ
ํ
คานวณขนาดครัวเรือนตัวอยางจากสูตรการคานวณขนาดตัวอยางของ Stanley , et.al.
้
ั
ั
(1990) และใชวิธีการสุมตวอยางแบบหลายขนตอน (Multi-stage sampling) ในการคดเลือกกลุม
ั
ตัวอยาง โดยมีวิธีดําเนินการตามขั้นตอนตอไปนี้
ั
ั
ี
่
้
ข้นตอนท 1 สุมเลือกตาบลใน 3 อําเภอจากจํานวนทงหมด 7 ตาบล (ประมาณรอยละ
ํ
ํ
ํ
50) ดวยวิธีการสุมตัวอยางแบบงาย (Simple random sampling) ดาเนินการโดยการเขยนชื่อตําบล
ี
ลงในกลอง แลวสุมหยิบขึ้นมาที่ละจังหวัดแบบไมแทนที่ (Without replacement)
ี
ี
ู
ั
้
ขนตอนท่ 2 สุมเลือกหมบานจากตําบลทเลือกไดในขนตอนท่ 1 โดยเลือกมาเปนจํานวน
ี
ั
้
่
ั
ประมาณรอยละ 50 ของจํานวนหมบานทงหมดในแตละตาบล ดวยวิธีการสุมตวอยางแบบงาย และ
้
ั
ํ
ู
ดําเนินการโดยการเขียนชื่อหมูบานลงในกลอง แลวสุมหยิบที่ละหมูบานแบบไมแทนท ี่
่
้
ั
ู
ี
ี
ั
ี
ข้นตอนที 3 คดเลือกครัวเรือนจากหมบานท่สุมมาไดในขนตอนท่ 2 โดยเทยบจากสัดสวน
ั
ขนาดตัวอยางที่คํานวณได ดังนี้
ี
ั้
ี่
ขนท 4 เลือกกลุมตัวอยางโดยการเลือกสุมอยางอิสระตามสัดสวนประชากรท่ไดจาก
ขั้นตอนที่ 3
3. เครื่องมือ
ั
่
ี
เปนแบบสอบถามเกยวกบการใชประโยชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนในสถานการณ
ี
่
ภัยแลงในลุมน้ําลี้ ซงผูวิจัยไดใชขอมูลจากการทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยท่เกยวของนํามาสราง
่
ี
ึ
แบบสอบถาม คอ
ื
่
สวนที 1 ขอมูลสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายไดเฉลี่ยตอเดือน
ั
ํ
ี
ตาแหนงในครัวเรือน จํานวนสมาชิกในครัวเรือน อาชีพหลัก ลักษณะท่พกอาศัย การเขารวม
ํ
กิจกรรมของหมูบาน และพฤติกรรมการใชน้ําในครัวเรือนชวงฤดูแลง เปนตน ลักษณะเปนขอคาถาม
ปลายเปดและปลายปด
ุ
่
สวนที 2 ผลกระทบดานการใชประโยชน ประกอบดวย ดานการเกษตร การอปโภค
่
บริโภค การเปนแหลงอาหาร และการทองเทียว ลักษณะแบบสอบถามเปนมาตราสวนประมาณคา
(Rating scale) 3 ระดับ แบบสอบถามแตละขอมคะแนนต้งแต 3 คะแนน (Aderson, 1988, บุญ
ี
ั
ิ
ธรรม กจปรีดาบริสุทธิ, 2531)
การใหคะแนน
3 หมายถึง ขอความนั้นตรงกับการใชประโยชนของประชาชนมาก
2 หมายถึง ขอความนั้นตรงกับการใชประโยชนของประชาชนปานกลาง
1 หมายถึง ขอความนั้นตรงกับการใชประโยชนของประชาชนนอย
164
การแปลความหมาย
ึ
2.33 – 3.00 หมายถง ประชาชนมีการใชประโยชนแมน้ําลี้มาก
1.68 – 2.32 หมายถง ประชาชนมีการใชประโยชนแมน้ําลี้ปานกลาง
ึ
1.00 – 1.67 หมายถง ประชาชนมีการใชประโยชนแมน้ําลี้นอย
ึ
4. การวิเคราะหขอมูล
ิ
4.1 การใชประโยชนแมน้ําลี้วิเคราะหโดยสถติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ไดแก
คาเฉลี่ย (Mean) และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)
4.2 ขอมูลความสัมพนธของปจจัยท่สงผลตอการใชประโยชนแมน้ําลีวิเคราะหโดยสถิต ิ
ั
ี
้
ทดสอบสมมติฐาน
ิ
ระยะเวลาในการดําเนินการวจัย
ั
้
ผูวิจัยตองระบุถึงระยะเวลาทจะใชในการดาเนินงานวิจัยทงหมดวาจะใชเวลานานเทาใด
ี
่
ํ
ั
้
่
ี
และตองระบุระยะเวลาทใชสําหรับแตละขนตอนของการวิจัย นิยมเขียนเปนตารางปฏิบัตงานโดยใช
ิ
Gantt Chart
ตัวอยาง Gantt Chart
ระยะเวลา ผูรับผิด
กจกรรม 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ชอบ
ิ
ั
1.นําเสนอขอมูลโครงการใหกบ นักวิจัย
ชุมชน
2. ดําเนินการเก็บขอมูล นักวิจัย
3. จัดทํารายงาน นักวิจัย
4. คืนขอมูลสูชุมชน นักวิจัย
ทงนี้อาจเพ่มเติมแผนการดาเนินงานโรงการวิจัยเพอสรุปกระบวนการไดมาซงขอมลและ
่
ื
่
ู
ึ
้
ิ
ํ
ั
ผลลัพธที่คาดหวัง
ตัวอยางแผนการดําเนินงานโครงการวิจัย
กิจกรรม วัตถุประสงค ผูรวมประชุม เครื่องมือ ระยะ ผูรับ ผล
เวลา ผิดชอบ
การสํารวจ เสริมสรางการเรียนรูชุมชนเพื่อ - ตัวแทน - แบบสอบถาม 2 เดือน คณะ ไดขอมูล
คุณภาพชีวิต เชื่อมโยงปญหาคุณภาพน้ํากับ ชุมชน/ - ขอมูลภาวะ ผูวิจัย คุณภาพชีวิต
ของประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชน ประชาชน สุขภาพจากหนวย ของประชาชน
ในพื้นที่ลุม - ตัวแทน บริการสุขภาพ ปจจุบัน
น้ําลี้ หนวยงาน
สาธารณสุข
165
ี
งบประมาณทใชในการวจัย
ิ
่
่
ี
่
งบประมาณทใชในการวิจัยตองระบุรายละเอียดการใชงบประมาณทคาดวาตองใชใน
ี
ขั้นตอนการทํางานทั้งหมดตั้งแตตนจนจบ โดยแยกประเภทการใชงบประมาณเปนกลุมใหญ เชน
ุ
้
1. ประเภทครุภัณฑ โดยระบุชนิดและรายละเอียดของครุภัณฑทกชินราคาตอหนวยของ
่
ั
ครุภัณฑแตละชิ้น เชน ถาใชกลองวีดีทัศน ตองใชกลองวิดีทศนยีหอใด รุนใด มคุณสมบัติการใชงาน
ี
อยางไร ตองมีอุปกรณประกอบกลองวิดีทัศนอะไรบาง วิดีทัศนนั้นราคาหนวยละเทาไร เปนตน
2. ประเภทคาตอบแทน โดยรุบุตองจายคาตอบแทนใหใครบางจํานวนเทาใด เชน ตอง
ี
จายคาตอบแทนแกท่ปรึกษาการวิจัยจํานวนก่ทาน ทานละเทาใด ตองจายคาตอบแทนแก
ี
ี
ผูทรงคุณวุฒิในการตรวจเครื่องมือรวบรวมขอมูลจํานวนก่ทาน ทานละเทาใด ตองจายคาตอบแทน
่
่
ี
พนักงานขับรถจํานวนกทาน ทานละกวัน วันละเทาใด ตองจายคาตอบแทนพนักงานสัมภาษณ
ี
จํานวนกี่ทาน ทานละกี่วัน วันละเทาใด เปนตน
3. ประเภทคาใชสอย โดยระบุวาตองจายคาใชสอยใหใครบาง จํานวนเทาใด เชา ตองจาย
ิ
ิ
คาอาหารทําการลวงเวลาใหพนักงานหองปฏิบัตการจํานวนกทาน ทานละเทาใดตองจายคาจางพมพ
ี
่
ี
่
่
เอกสารจํานวนกหนา หนาละเทาใด ตองจายคาอาหารในการอบรมพนักงานสัมภาษณจํานวนกทาน
ี
ทานละกี่วัน วันละเทาใด เปนตน
ุ
ิ
ุ
4. ประเภทวัสด โดยระบุวาตองจายคาวัสดใดบาง ราคาเทาใด เชน มวนวิดทัศนจํานวนก ่ ี
มวน มวนละเทาใด แฟมขอมลจํานวนก่แฟม แฟมละเทาใด ดนสอดําบนทึกขอมลจํานวนกแทง แทง
่
ั
ู
ี
ี
ู
ิ
ละเทาใด กระดาษถายเอกสารจํานวนกี่รีม รีมละเทาใด เปนตน
ตัวอยางการเขียนงบประมาณการวิจัย
รายการ
งบดําเนินการ (คาตอบแทน ใชสอย วัสดุ สาธารณูปโภค)
หมวดคาตอบแทน
คาตอบแทนคณะนักวิจัย 80,000
คาจางผูชวยนักวิจัยวุฒิปริญญาตรี 1 คน เหมาจายเดือนละ 14,000 140,000
บาท 10 เดือน
หมวดคาใชสอย
คาเชายานพาหนะ 45,000
คาที่พัก 10,000
คาอาหารในการจัดประชุม 25,000
คาอาหารวาง 25,000
คาตอบแทนวิทยากร 30,000
หมวดคาวัสดุ
อุปกรณตรวจวัดคุณภาพน้ําภาคสนาม 30,000
วัสดุสํานักงาน/ประชาสัมพันธ 22,000
้
ั
รวมทงหมด 407,000
166
เอกสารอางอิง
ี
เอกสารอางองกคอการเขยนบรรณานุกรมนั่นเอง นักวิจัยแตละทานจะใชรูปแบบการเขียน
ิ
ื
็
ิ
่
ี
อยางใดเปนสิทธิของแตละทาน เอกสารทใชอางองเปนหลักฐานในความเปนมาและความสําคัญของ
ี
ปญหา และเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของที่ใชเขยนในเคาโครงการวิจัยตองนํามาเขยนบรรณานุกรม
ี
ั
ใหครบถวนและถกตองตามหลักการเขียนท่นักวิจัยยึดเปนแนวทางการเขียน ท้งนี้ควรใชตามแบบ
ู
ี
สากลนิยม เชน APA 6 (American Psychological Association 6) style
ประวัติของผดําเนินการวิจัย
ู
ิ
ประวัตของผูวิจัยเปนขอมูลทผูวิจัยมักจะใชประกอบพิจารณาใหทนวิจัย ซ่งถามีผูวิจัย
ึ
ุ
่
ี
ั
ี
ํ
หลายคนกตองมประวัติของผูวิจัยท่อยูในตาแหนงสําคญ ๆ ทุกคนจะตองระบุวา ใครเปนหัวหนา
็
ี
โครงการ ใครเปนผูรวมโครงการในตําแหนงใด ประวัติผูดาเนินการวิจัย ควรประกอบดวยประวัต ิ
ํ
สวนตัว เชน
ชื่อ – สกล
ุ
วัน เดือน ปเกิด
ที่อยูปจจุบัน
วุฒิ สถานศึกษา ปที่สําเร็จการศึกษา
ประสบการณการทํางาน
สถานที่ทํางานปจจุบัน
ี
ั
ท้งนี้ในสวนประวัติผูวิจัยยังอํานวยความสะดวกในกรณีท่มีผูตองการติดตอกับผูวิจัย ดังนัน
้
ผูวิจัยควรใหขอมูลที่สะทอนความเปนจริง
บทสรุป
่
ี
โครงรางการวิจัยเปนการวางแผนงานเกยวกับเรื่องทจะดาเนินการวิจัยไวลวงหนา การเขยน
ํ
่
ี
ี
โครงรางการวิจัย ยังทําใหผูวิจัยทราบขั้นตอนและรายละเอียดในแตละขนตอนของการดําเนินการวิจัย
ั้
ํ
่
ิ
ึ
ุ
รวมถงยังใชเปนเครืองมือในการพจารณาขออนุมัติดาเนินการวิจัยหรือขอทนสนับสนุนการวิจัย โครง
ี
ั
รางการวิจัยโดยท่วไปประกอบดวย ชื่อเรื่อง ความสําคัญและท่มาของปญหาการวิจัย คาถามการ
ํ
ิ
ิ
่
ี
ี
่
วิจัย วัตถุประสงคการวิจัย ทฤษฎีและงานวิจัยทเกยวของ สมมตฐานและกรอบแนวความคดในการ
วิจัย ขอบเขตการวิจัย การใหคํานิยามเชิงปฏิบัตทจะใชในการวิจัย ประโยชนทคาดวาจะไดรับจาก
ิ
ี
่
ี
่
การวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ระยะเวลาในการดําเนินงาน งบประมาณคาใชจายในการวิจัย บรรณานุกรม
้
ํ
้
ั
และประวัติของผูดาเนินการวิจัย ทงนีผูวิจัยตองเขยนรายละเอยดในแตละหัวขอใหชัดเจนอันจะ
ี
ี
นําไปสูความถูกตองของขั้นตอนและผลการวิจัย
167
บทที 9
่
การเขยนรายงานผลการวิจัย
ี
การเขียนรายงานการวิจัยเปนการเสนอผลงานที่ไดศึกษาและไดพบความจริงหรือไดรับความรูใหม
ื
ประการใดบาง การรายงานเปนการเปดโอกาสใหผูอ่นไดรูวาในการทําวิจัยนั้นมีปญหาอะไรและม ี
ี
ี
ั
ประโยชนอยางไรแทนการทจะตองไปศึกษาใหมท้งหมด การเขยนรายงานการวิจัยจะตองเปนไปตาม
่
ึ่
ิ
ู
ระเบียบปฎิบัตของการวิจัย ซงตองเขียนตามรูปแบบ ใชภาษาท่เขาใจงาย ถกตอง และรวบรวมอยางม ี
ี
ระบบ มีการลําดับเหตุการณและกระบวนการอยางชัดเจน สวนจริยธรรมการวิจัยเปนแนวทางหรือ
หลักเกณฑดานจริยธรรมเกยวกบการศึกษาวิจัยและการทดลองในคน ท้งนีการดําเนินงานจะม ี
่
้
ี
ั
ั
ื
คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของหนวยงานท้งสถาบันการศึกษาและหนวยงานวิจัยอ่น ๆ เปนผู
ั
พิจารณาภายใตขอกําหนด กฎเกณฑ และมาตรฐานดานจริยธรรมในการวิจัย
รูปแบบรายงานการวจัย
ิ
ี
การเขยนรายงานการวิจัยเปนการเขยนรายงานอยางมีแบบแผนท่เปนสากลนิยม ซงผูเขยนจะตองใช
ี
่
ึ
ี
ี
เวลาศึกษาใหเขาใจเปนอยางดี และทําไดถูกตอง มีรายละเอียดปลีกยอยท่เปนกฎเกณฑของการทําวิจัย
ี
ี
ิ
เชน การกําหนดบท การยอหนา การเวนขอบ การเขียนตาราง การอางอง การเขยนเชิงอรรถ และการใช
ี
ุ
ี
การอางอิงอยางมเหตผล และเปนระบบ มการวิจารณ วิเคราะห และเสนอแนะและนําเสนอผลการวิจัย
ึ่
้
ี
ซงผูวิจัยจะตองพิจารณาวาจะเขียนรายงานและนําเสนอผลการวิจัยในรูปแบบใดท่จะทําใหงานวิจัยนัน
้
ี
นาสนใจมากท่สุด และทําใหผูอ่นหรือผูสนใจอานเขาใจไดงาย ทงนี้วิธีการเขยนรายงานวิจัยนันสามารถ
ั้
ี
ื
เขียนไดหลายวิธีสุดแลวแตวาผูวิจัยจะกําหนดออกมาในลักษณะใด อยางไรก็ตามถึงแมนวารูปแบบและ
ั
โครงสรางของการเขียนในแตละบุคคลและแตละสถาบันจะแตกตางกนตามความนิยม (สํานักบริหาร
เทคโนโลยีสารสนเทศ, ม.ป.พ.) ทั้งนี้รายงานการวิจัยมรูปแบบการเขียน เชน
ี
1. ดุษฎีนิพนธหรือวิทยานิพนธ (Dissertation or Thesis) เปนรายงานการวิจัยทตองจัดทาโดย
ี
ํ
่
ี
่
ึ
ี
ยึดรูปแบบตามทสถาบันการศกษานั้น ๆ ไดกําหนดไวอยางเครงครัด ในกรณีท่เปนการวิจัยเชิงปริมาณ
ุ
ํ
มักจะกาหนดใหประกอบดวย 5 บท หากเปนการวิจัยเชิงคณภาพไมไดมีการกําหนดจํานวนบทอาจม ี
มากกวา 5 บทก็ได ดังเชน
ุ
สามารถ ใจเตี้ย. (2555). คณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชน
และขอเสนอแนะ เชิงนโยบาย กรณีศึกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วิทยานิพนธ
สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร คณะสาธารณสุขศาสตร
ิ
มหาวิทยาลัยนเรศวร, พษณุโลก.
ี่
สามารถ ใจเตี้ย. (2546). ระดับไนโตรเจนทมีผลตอการผลิตปุยหมักที่ผลิตจากมูลไสเดือนดิน.
วิทยานิพนธวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทรัพยากรการเกษตรและ
สิ่งแวดลอม คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแมโจ, เชียงใหม.
168
ี
ื
ั
ี
ี
2. รายงานการวิจัยของหนวยงาน (Research report) ไมมรูปแบบท่ตายตว อาจม 5 บทเหมอน
ี
ึ
ั
ี
ดุษฎีนิพนธหรือวิจัยธหรือมีเพียง 4 บท โดยรวมบทท่ 1 และบทท่ 2 เขาดวยกน ซ่งจะกลายเปนหัวขอ
“แนวคิด ทฤษฎีและผลการวิจัยที่เกี่ยวของ” ดังเชน รายงานการวิจัย
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). การพัฒนารูปแบบการผลิตพืชผักสวนครัวเพื่อสุขภาพของชุมชน
สะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรม
การการอุดมศึกษา.
ี
ี
สามารถ ใจเตี้ย, รพพร เทยมจันทร, สมชาย แสนวงศ, และพันนภา อุสาหใจ. (2558).
การสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนเพื่อการสงเสริมวัฒนธรรมสุขภาพ กรณีศึกษา
ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน .กรุงเทพฯ: กรมสงเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.
ี
้
สามารถ ใจเตย. (2563). วิถีชุมชน ความหลากหลาย และแนวทางการอนุรักษพืชสมุนไพร
พื้นบานชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม. เชียงใหม: อพ.สธ.
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.
3. บทสรุปสําหรับผูบริหาร (Executive summary) การทําบทสรุปสําหรับผูบริหารเปนการ
ิ
นําเสนอผลการคนพบของงานวิจัยฉบับนั้น ๆ เพื่อใหผูบริหารไดอานและนําไปพจารณาใชประโยชนในการ
บริหารงาน มีความยาวประมาณ 3 - 5 หนาเทานั้น
4. บทความวิจัย (Research article) บทความวิจัยเปนการนําเสนอผลการวิจัยในรูปของบทความ
ื
ี
ี
เพ่อนําลงในวารสาร การเขยนบทความวิจัยมความสําคัญมากเพราะเปนการเผยแพรผลการวิจัยสูผูอาน
ั
ึ
ี
อยางกวางขวาง มักมความยาวต้งแต 8 ถง 15 หนา และตองประกอบดวยหัวขอตามท่กําหนดไวใน
ี
วารสารนั้น ๆ ดังเชน บทความวิจัย
สามารถ ใจเตย. (2564). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูชุมชนเพื่อการสรางเสริมความรู
้
ี
ิ
ื
ในการดูแลผูสูงอายุโดยใชภูมปญญาพ้นบานลานนาเปนฐาน: กรณีศึกษา
เทศบาลตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม.วิจัยราชภัฏเชียงใหม, 22(1),
66 – 77.
สามารถ ใจเตี้ย. (2563). รูปแบบการเรียนรูชุมชนเพื่อการใชประโยชนพืชสมุนไพร
ู
พื้นบาน กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วารสารพื้นถน โขง มล, 6(2), 243 –
ิ่
270.
5. บทคัดยอ (Abstract) บทคัดยอทาหนาทรายงานผลการวิจัยเรืองนั้น ๆ อยางยอ มักจะ
่
ี
่
ํ
ปรากฏในตอนหนาของดุษฎีนิพนธหรือวิจัยธหรือรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ มหาวิทยาลัยแตละแหงจะ
ั
ี่
ุ
ั
นําบทคดยอวิจัยธทปรากฏในแตละปมารวมพิมพเปนเลม เรียกวารวมบทคดยอวิทยานิพนธ/ดษฎีนิพนธ
ซึ่งจะเปนเอกสารชวยใหคนควาผลงานวิจัยตามที่ผูอานตองการ ดังเชน
บทคัดยอดุษฎีนิพนธ
ชื่อเรื่อง คุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชน
และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีศึกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
ผูวิจัย สามารถ ใจเตี้ย
่
ี
ประธานทปรึกษา ดร.ชวลิต วโรดมรังสิมันตุ
ี
กรรมการทปรึกษา ดร.ถาวร มาตน
่
ดร.พีรญา อึ้งอุดรภักดี
169
ประเภทสารนิพนธ วิทยานิพนธ ส.ด. สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร,
มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2556
คําสําคัญ คุณภาพน้ํา, การใชประโยชน, คุณภาพชีวิต, ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย, แมน้ําลี้
บทคัดยอ
ื
การศึกษานี้มวัตถประสงคเพอศึกษาคุณภาพน้าและการใชประโยชนแมน้ําลี้ท่มผลกระทบตอ
ี
ุ
ี
ี
่
ํ
ุ
คณภาพชีวิตของประชาชนท่อาศัยอยูริมฝงแมน้ําลี้ ใชกระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี กลุมตัวอยาง
ี
ประกอบดวยประชาชนริมฝงแมน้ําลี้ จํานวน 364 ครัวเรือน รวบรวมและวิเคราะหขอมลโดยการวิจัย
ู
เอกสาร ประกอบดวย เอกสารทนําเสนอขอมูลปฐมภูมและทุตยภูม รวมถึงการใชแบบสอบถาม การ
ี
่
ิ
ิ
ิ
ี
สัมภาษณเชิงลึก การสนทนากลุม และกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัตการกลุมผูมสวนไดเสีย การ
ิ
ู
ู
วิเคราะหขอมลจากแบบสอบถามใชสถิติเชิงพรรณนา ขอมลจากการสนทนากลุมและการสัมภาษณเชิงลึก
ั
ทําการวิเคราะหเชิงเนื้อหา ขอมูลจากการวิจัยเอกสารใชการวิเคราะหหากระบวนทศน
ผลการศึกษา พบวา คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้ฤดูฝนอยูในระดับพอใชมคา WQI อยูระหวาง 61 – 84
ี
ั
ี
คะแนน ฤดแลงอยูในระดบพอใชมคา WQI อยูระหวาง 58 – 68 คะแนน ประชาชนมการใชประโยชน
ี
ู
แมน้ําลี้โดยรวมในระดับปานกลาง (คาเฉลี่ย 2.73 ± 0.57) ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมอยู
้
ในระดับปานกลาง(คาเฉลีย 3.26 ± 0.25) คุณภาพน้ําในแมน้ําลีฤดูแลงและการใชประโยชนแมน้ําลี ้
่
ี
เพื่อการเกษตรมีความสัมพันธกับระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้อยางมนัยสําคญทางสถติท ี่
ิ
ั
ั
ั
ระดบ 0.05 (p – value 0.037 และ 0.041 ตามลําดบ) ขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานการปองกัน
ผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมและการใชประโยชนตอคุณภาพชีวิตของประชาชนตองกอเกิด
้
ี
ิ
ี
ื
่
ิ
กระบวนการมสวนรวม การสรางเสริมกจกรรมและสรางแหลงเรียนรูในพนท และการสรางกฎ กตกา
ชุมชนบนฐานแนวคิดนิเวศวัฒนธรรม สวนขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานการลดปริมาณและโอกาสของ
การเกิดผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมและการใชประโยชนตอคุณภาพชีวิตของประชาชน พบวา
ดานคณภาพน้ําเสื่อมโทรมควรสรางความเขาใจและสะทอนสภาพปญหาคุณภาพน้ําผานการใหความรูกับ
ุ
้
ํ
ั
ื
ํ
่
กลุมเยาวชนในพนท สวนการใชประโยชนแมน้าลีควรพฒนาแผนการจัดการน้าในอนาคตโดยชุมชน
้
ี
รวมถึงการพัฒนาโครงการดานการทองเที่ยวโดยองคกรปกครองสวนทองถิ่น
บทคัดยอรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ เรื่อง ความหลากหลาย การใชประโยชนพืชสมุนไพร
ุ
ุ
ื
พนบานและนิเวศวัฒนธรรมเพ่อการอนุรักษในพนทลุมน้ําลี จังหวัดลําพน ไดรับทนสนับสนุนทนการวิจัย
้
ื
้
้
ู
่
ื
ี
จากสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาปงบประมาณ 2558
บทคัดยอ
ึ
การศกษานีมวัตถประสงคเพอศกษาความหลากหลาย การใชประโยชนพชสมนไพรพ้นบานและ
ื
้
่
ื
ึ
ื
ุ
ี
ุ
นิเวศวัฒนธรรมเพ่อการอนุรักษ การวิจัยเชิงปฏิบัติการณแบบมีสวนรวม กลุมตัวอยางประกอบดวย
ื
ประชาชนในลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน จํานวน 321 ครัวเรือน รวบรวมและวิเคราะหขอมูลโดยการวิจัย
170
เอกสาร การใชแบบสอบถาม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ และการสนทนากลุม การวิเคราะห
ขอมูลใชสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะหหากระบวนทัศน และการวิเคราะหเชิงเนื้อหา
ุ
่
ั
ื
ื
ี
ี
ึ
ี
ุ
ุ
ผลการศกษา พบวา ในปาสมนไพรมพชสมนไพรไมใหญ จํานวน 9 ชนิด พชสมนไพรทมคาดชนี
ุ
ี
ั
่
ี
สําคัญมากที่สุด คือ มะเกลือ (รอยละ 1.04) พชสมนไพรไมหนุมจํานวน 12 ชนิด พชสมนไพรทมคาดชนี
ื
ุ
ื
ี
ุ
้
ื
่
ื
ี
ั
ื
ุ
สําคญมากท่สุด คอ ชะเอมปา (รอยละ 3.85) และสมนไพรพนลางจํานวน 9 ชนิด พชสมนไพรทมีความ
ี
ื
ื
่
ี
หนาแนนมากทสุด คอ หนอนตายยาก (406 ตนตอไร) ในพ้นท่ลุมน้ําลี้มีภูมิปญญาการใชประโยชน
ี
สมุนไพรพ้นบานท้งชื่อทองถ่น สวนท่ใชทํายา สรรพคุณ และวิธีการใชโดยมีหมอพ้นบานเปนผูท่ม ี
ื
ิ
ี
ั
ื
ื
ี
่
้
บทบาทสําคัญ การบูรณาการแนวคิดการบวชนําไปสูกลยุทธการใชประโยชนพนทปาของประชาชนและ
กอเกิดกระบวนการมีสวนรวม การสรางเสริมกิจกรรมและสรางแหลงเรียนรู และการสรางกติกาชุมชนใน
ี
การอนุรักษพ้นทปาสมนไพร ภายใตการเปลียนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะทาง
ื
่
่
ุ
กายภาพของทรัพยากรในพื้นที่ลุมน้ําลี้
6. ความยอ (Synopsis) เปนบทคัดยอทเขียนไวอยางสันมากมกจะปรากฏเปนสวนหนึ่งของ
่
ี
้
ั
ั
ี
ี
ั
ั
บทความวิจัยมกจะมความยาว 4 – 5 บรรทัดเทานั้น ทําหนาที่เชนเดียวกบบทคดยอท่ปรากฏในวิจัยธหรือ
รายงานการวิจัยเพื่อผูอานจะไดตัดสินใจวาสมควรอานรายละเอียดของบทความนั้น หรือผานเลยไป เชน
ิ
นเวศวัฒนธรรมชุมชนลานนากับการจดการทรัพยากรธรรมชาติ
ั
Lanna Cultural Ecology and Natural Resource Management
1
สามารถ ใจเตย
ี
้
Samart Jaitae 1
1
ี
คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยงใหม
ี
Faculty of Science and Technology Chiang Mai Rajabhat University
บทคัดยอ
ี
ั
ํ
ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติท้งการเกิดอุทกภัยจากน้าลนตลิ่ง ภัยแลงท่ทาใหน้ําใน
ํ
่
ี
ํ
ื
้
ิ
ื
แมน้าแหงขอด การบุกรุกพนทปาไมเพ่อการเกษตร และการเกิดภาวะโลกรอน สาเหตุหลักเกดจาก
ํ
ื
ิ
้
้
กจกรรมของประชาชนในพนท การบรณาการแนวคดการบวชปา การสืบชะตาแมน้า การเลียงผีฝาย และ
่
ิ
ู
ี
การแหชางเผือกจะนําไปสูขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานการใชประโยชนของประชาชนและกอเกด
ิ
ิ
ี
กระบวนการมสวนรวม การสรางเสริมกิจกรรมและสรางแหลงเรียนรู และการสรางกตกาชุมชนในการ
อนุรักษแหลงน้า ภายใตการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะทางกายภาพของ
ํ
ทรัพยากรแตละพื้นที่
คําสําคัญ : นิแวศวัฒนธรรม ชุมชนลานนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาต ิ
ี
ี
การเขยนรายงานการวิจัยแตละรูปแบบเปนขอกําหนดท่สถาบันการศกษา หนวยงานใหทุน หรือ
ึ
้
ํ
แหลงเผยแพรผลงานวิชาการเปนผูกํานหด ทงนี้ผูวิจัยตองดาเนินการเขยนรายงานการวิจัยใหเปนไปตาม
ั
ี
ํ
ุ
รูปแบบที่แตละสถาบันการศึกษากาหนดอยางเครงครัดโดยเฉพาะดษฎีนิพนธหรือวิจัยธและบทความวิจัย
ทั้งนี้ผูเขียนรายงานวิจัยควรคํานึงถึงความถูกตอง รัดกม ชัดเจน ไมมอคต บิดเบือนจากความจริงทผูวิจัย
่
ี
ี
ุ
ิ
ั
คนพบ รวมถึงเนนความสําคญในสวนทเปนประเดนหรือหัวใจของการวิจัยเปนพิเศษอนจะสงผลตอความ
ั
่
็
ี
171
ี
ตอเนื่องของเนื้อหาและความนาเชื่อถือของขอมูลการวิจัย ในสวนของขอมูลท่เปนตัวเลขควรเสนอเปน
ั
ี
ู
ี
่
ตารางและมีการใชชือกํากบ โดยทวไปขอมลทเปนสวนบรรยายจะตองเลือกขอมูลท่เปนสาระและแทรก
ั
่
่
ภาพประกอบ
การเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ
การเขยนรายงานการวิจัยแบบฉบบสมบรณเปนการเขยนรายงานอยางละเอยดโดยท่วไปจะยึด
ู
ี
ี
ั
ั
ี
ตามหลักสากลวาควรประกอบดวยหัวขออะไรบาง แตถาเปนวิจัยธหรืองานการคนควาอิสระ ผูวิจัยจะตอง
่
ี
ยึดระเบียบการเขียนรายงานตามสถาบันการศกษานั้นเพือใหการเขียนมีรูปแบบตามท่แตละสถาบัน
ึ
ั
ู
ั
กําหนดไวเปนหลัก ตามหลักสากลทัวไปสวนประกอบของรายงานการวิจัยแบบฉบบสมบรณมกจะ
่
้
ประกอบดวยสวนสําคัญ 3 สวน เอกสารนีไดเรียบเรียงรายละเอียดการเขยนสวนตางของรายงานการวิจัย
ี
เพื่อประโยชนแกผูสนใจศึกษา โดยผนวกขอมูลระหวางรายงานการวิจัยทวไปกบการเขยนรายงานการวิจัย
ั่
ั
ี
ั
ั
อนเปนสวนหนึงของการศึกษาระดบบัณฑตศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม (เกรียตสุดา ศรีสุข,
่
ิ
ิ
ม.ป.พ.; บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม, 2558) ดังนี้
่
1. สวนนํา สวนนําเปนสวนทีใหรายละเอียดกอนที่จะเขาสูสวนของเนื้อความ ซึ่งประกอบดวย
่
ํ
ี
่
1.1 ปกนอก เปนสวนแสดงรายละเอยดของชือเรืองงานวิจัย ชือผูวิจัย สถานททาวิจัยและปที ่
ี
่
่
ทําวิจัย
1.2 ปกใน แสดงรายละเอียดเหมือนกับปกนอกทุกประการ
ั
ี
ั
ั
1.3 หนาอนุมติ (เฉพาะ/ การคนควาอิสระ) เปนสวนแสดงรายละเอียดเก่ยวกบการอนุมติให
่
ี
งานวิจัยที่เปนวิจัยธ / การคนควาอิสระเปนสวนหนึงของหลักสูตรในหนานีจะมคณะกรรมการควบคมการ
ุ
้
ทําวิจัยธ / การคนควาอิสระ และคณะกรรมการสอบปรากฏชื่อพรอมลายเซ็น
ิ
1.4 คานําหรือกตตกรรมประกาศเปนสวนแสดงรายละเอียดเก่ยวกับการขอบคณผูทีมสวนชวย
ี
ุ
ํ
ี
่
ิ
ั
เหลือในการทําวิจัยธ/ การคนควาอิสระ โดยท่วไปการเขียนคํานําหรือกิตติกรรมประกาศผูวิจัยควร
ขอบคุณผูที่มีสวนชวยเหลือในการทําวิจัยตามลําดับความสําคัญจากมากไปนอย
ึ
ั
1.5 บทคัดยอ เปนสวนแสดงรายละเอยดเกยวกับกระบวนการศกษา ทงชื่อเรื่อง ชื่อผูวิจัย
ี
้
ี
่
ุ
ชื่อที่ปรึกษา (ถามี) แหลงทน (ถาม) วัตถประสงคการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัยแบบยอ และผลของการวิจัย
ํ
ี
ุ
ซึ่งสวนใหญจะเขียนประมาณ 250 คา และตองเขียนภาษาไทยและแปลเปนภาษาองกฤษประกอบกน
ั
ํ
ั
1.6 สารบัญ สารบัญตาราง และสารบัญภาพประกอบเปนสวนแสดงรายละเอียดของหัวขอเนือ
้
ี
ี
่
หา ตาราง และภาพประกอบ พรอมกบมการระบุหมายเลขหนาทมหัวเรื่อง ตาราง และภาพประกอบเหล
ั
ี
านี้ปรากฏอยู
1.7 อกษรยอและสัญลักษณ เปนสวนแสดงรายละเอียดเกยวกับอกษรยอและสัญลักษณตาง ๆ
ี
ั
ั
่
่
ี
ทีใชในการวิจัย อยางไรก็ตาม หากอักษรยอและสัญลักษณทีใชในการวิจัยเหลานี้ไมปรากฏในสวนบทท 1
่
่
ี
ี
่
ี
(บทนํา) บทท่ 2 (เอกสารและงานวิจัยท่เก่ยวของ) และบทท 3 (วิธีดําเนินการวิจัย) ผูวิจัยอาจนําเอา
ี
ั
อกษรยอและสัญลักษณที่ชวยในการแปลผลการวิจัยไปเขียนไวในบทที 4 กอนแสดงเนื้อหาของผลการ
่
ู
วิเคราะหขอมลก็ได
2. สวนเนือความ สวนเนือความเปนสวนสําคัญท่ใหรายละเอยดเกยวกับการทาวิจัยท้งหมด
ั
ี
ํ
ี
ี
่
้
้
ั
โดยสวนใหญงานวิจัยจะแบงเปน 5 บท ดงนี ้
172
ี
2.1 บทท 1 บทนํา จะแสดงรายละเอียดตามหัวขอตาง ๆ ดังนี้
่
2.1.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา เปนสวนท่แสดงตนตอของปญหในการวิจัยว
ี
ุ
่
ี
่
ั
ี
ุ
าเกิดจากอะไร โดยอาจจะเขียนจากมุมกวางไปสูมมทีแคบลง เขยนอยางสมเหตสมผล และสําคญทสุดควร
ี
ใชภาษาทอานแลวขาใจงาย แนวในการเขยนควรเริ่มจากจากสภาพปจจุบันของสิ่งทจะวิจัย ปญหาท ่ ี
ี
่
่
ี
เกิดขึ้นสําหรับสิ่งที่จะวิจัยแนวทางหรือหลักการทจะแกปญหานัน โดยขอมูลทนํามาเขียนตองตรงประเด็น
ี
่
ี
่
้
และชี้ใหเห็นความสําคญของสิ่งทจะวิจัย ไมควรเขยนเยินเยอเพราะจะทาใหผูอานไขวเขวได และตองม ี
่
ั
ี
ี
่
ํ
ื
่
แหลงอางองทนาเชื่อถือควรเปนหนวยงานหรือรายงานการวิจัยอันจะสงผลตอความนาเชือถอของขอมูล
่
ิ
ี
และบางครังทําใหการเขียนมีความสละสลวยมีเหตุมีผล
้
สาระสําคัญทปรากฏในสวนประกอบนีควรแบงออกเปน 2 สวนยอยโดยสวนแรกเปนสวนท ี ่
ี
้
่
ึ
ผูทําวิจัยธตองพรรณนาถงสภาพการณหรือปรากฏการณของประเดนทเลือกรวมตลอดจนสาเหตหรือ
็
่
ี
ุ
มูลเหตุจูงใจที่ท าใหผูวิจัยสนใจศกษาวิจัยเรื่องนี้สวนท 2 เปนสวนทผูวิจัยตองชีใหเห็นความสําคัญ หรือ
้
ี่
ี
ึ
่
ผลลัพธทจะไดรับจากการทําวิจัยธการเขียนท่มาและความสําคัญของปญหา ผูวิจัยอาจอางองสถตขอมูล
ิ
ี
่
ิ
ี
ิ
ี
ี
ิ
่
่
ิ
่
่
ื
แนวคด ทฤษฎี และ/หรือ ผลงานวิจัยทเกยวของมาสนับสนุนเพอเปนการเพมน้ําหนักและความสําคัญ
ใหกับโครงการวิจัยดวยก็ได
2.1.2 วัตถุประสงคการวิจัย การเขียนวัตถุประสงคผูวิจัยตองพิจารณาถึง
1) ความสอดคลอง/สัมพันธกับชื่อเรื่องการวิจัย
2) ระบุอยางชัดเจนวาตองการศึกษาอะไร กับใคร ที่ไหน
3) ถาเรื่องที่วิจัยเกี่ยวของกับตัวแปรหลายตัวแปรควรเขยนแยกเปนขอ
ี
4) ภาษาที่ใชตองเขาใจงาย
5) สามารถเก็บขอมูลได ประเด็นนี้สําคัญมากเพราะถาเขียนแลวผูวิจัยไมรู หรือไม
สามารถที่จะเก็บขอมูลไดจะทําใหการวิจัยประสบความลมเหลวได
การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัยไมมีกฎเกณฑตายตัววาควรมีจํานวนกี่ขอ ผูวิจัยไมควรกําหนด
วัตถุประสงคของการวิจัยไวมากเกินกวาขอบเขตของเนื้อหาท่ศึกษายิ่งไปกวานีผูวิจัยตองใชภาษาท ่ ี
ี
้
ื
ู
กะทัดรัดและชัดเจนเพ่อเปนแนวทางสําหรับการกาหนดตวแปร การสรางเครื่องมือการรวบรวมขอมล
ั
และการวิเคราะหขอมูลตอไป
ั
2.1.3 ขอบเขตของการวิจัย สวนนี้เปนเสมือนขอตกลงระหวางผูทาวิจัยธกบกรรมการผู
ํ
ควบคุมวิจัยธและหรือผูอาน ผูวิจัยจึงควรเขียนขอบเขตการวิจัยใหชัดเจน ทงนีขอบเขตดงกลาวสามารถ
้
ั
ั
้
เขียนไดเปน 4 ประเด็น ดังนี้
ื้
1) ขอบเขตดานพื้นที่ผูวิจัยควรระบุพื้นที่ศึกษาวาครอบคลุมพนทกวางแคบแคไหน อาจ
ี่
้
ํ
ี
ื
ระบเปนขนาดพนท่ (เชน ตารางกิโลเมตร) หรือระบุขอบเขต (เชนเขตเทศบาลตําบลหรืออาาเภอเมือง
ุ
จังหวัดเชียงใหม เปนตน)
ี
ํ
่
2) ขอบเขตดานประชากร ผูวิจัยตองระบุใหชัดเจนวาหัวเรืองวิจัยธท่กาหนดศึกษา
ู
ี่
้
เกยวของกับประชากรกี่กลุม (ที่ตองเก็บรวบรวมขอมลจากพวกเขาเหลานี) แตละกลุมมีจํานวนเทาไร การ
ี
ํ
ึ
กาหนดขอบเขตดานประชากรท่ชัดเจนจะทําใหเขาใจไดงายถึงประชากรกลุมใดควรศกษาจากกลุม
ตัวอยางและกลุมใดควรศึกษาจากประชากรทงหมด
ั้
3) ขอบเขตดานเนือหาผูวิจัยตองระบุใหกรรมการและ/หรือผูอานไดทราบวางานวิจัย
้
ี่
ชิ้นนี้ครอบคลุมเนื้อหาสาระกวางแคบมากนอยเพียงไร การเขียนขอบเขตเนือหาทดี คือ การยึด
้
173
ั
วัตถุประสงคเปนตัวต้ง แลวขยายความวาวัตถุประสงคแตละขอครอบคลุมประเด็นอะไรบาง ท้งนี้อาจ
ั
้
ี
ั
ิ
ั
กําหนดตัวแปรท่ตองการศึกษาไวในขอบเขตเนือหา โดยตวแปรตนหรือตวแปรอสระ (Independent
่
ี
ิ
ั
variable) เปนตวแปรทเปนเหตุ (Cause) ททาใหเกดการเปลียนแปลงของเหตุการณ ตวแปรตนเปนสิงท ่ ี
ํ
่
่
ั
ี
่
้
ํ
ึ
ั
ึ
ั
่
ผูวิจัยกําหนดขนหรือจัดกระทา (Treatment) ตวแปรตาม (Dependent variable) เปนตวแปรซงเปน
ี
ผลท่เกิดจากตัวแปรตนเปนสิ่งท่ผูวิจัยตองการใหเกดพฤติกรรมนั้น คาตัวแปรตามผันแปรตามคาของตัว
ี
ิ
แปรตน
4) ขอบเขตดานเวลา งานวิจัยหรือวิจัยบางลักษณะ เชน การวิจัยเชิงประวัติศาสตร และ
งานวิจัยที่ตองการศึกษาพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพการณหรือปรากฏการณผูวิจัยตองระบุ
มิติของเวลาใหชัดเจนวาจะศกษาวิจัยในยุคใดหรือชวงเวลาใด (ขอบเขตดานเวลาไมไดหมายความถึงเวลา
ึ
ที่ผูวิจัยจะตองใชในการทําวิจัยธ)
้
้
ี
้
2.1.4 ขอตกลงเบืองตน (ถาม) เปนการเสนอใหทราบวาในการทําวิจัยครังนีผูวิจัยมความเชือ
่
ี
ื
ู
้
ยึดทฤษฎีหรือไดใชหลักการใดเปนแนวทางในการทําวิจัยของตน ผูวิจัยมีแนวคิดหรือขอมลพนฐานใดท ี ่
ิ
ตองการทําความเขาใจและทําความตกลงกบผูอานใหรับทราบ เขาใจและยอมรับโดยไมตองมีการพสูจน
ั
หรือทดสอบอีก ทั้งนี้เพื่อจะไดเขาใจตรงกนและไมเกิดการโตแยงกนภายหลัง การวิจัยแตละครั้งอาจจะ
็
มีการทําขอตกลงเบื้องตนหรือไมมีกไดแลวแตความเหมาะสม
ี
2.1.5 สมมติฐาน (ถามี) เปนสวนทแสดงวา กอนลงมือปฏิบัติการวิจัยนั้น ผูวิจัยไดคาดเดา
่
ํ
ั
คาตอบการวิจัยไววาอยางไร ถางานวิจัยเปนงานเชิงเปรียบเทียบ เชิงหาความสัมพนธ/สาเหตุจําเปนทีผู
่
วิจัยจะตองกําหนดสมมติฐานไวลวงหนา แตหากเปนงานวิจัยเชิงสํารวจผูวิจัยก็ไมจําเปนตองใสสมมติฐาน
2.1.6 นิยามศัพทเฉพาะ เปนสวนท่แสดงการอธิบายศัพทบางคําท่ใชกับงานวิจัยเรื่องนี ้
ี
ี
่
โดยทวไปจะเปนศัพทเฉพาะสาขาวิชาท่ผูอนไมคอยรูจัก หรือเปนศัพททีใชเฉพาะในการวิจัยเรืองนี คําท ี ่
้
่
ี
ั
่
ื
่
ี
ควรเขยนเปนนิยามศัพทเฉพาะควรเปนตัวแปรหรือคําที่ผูวิจัยเขยนบอยมากในงานวิจัยครั้งนั้น การนิยาม
ี
ํ
ศพทเฉพาะไมควรใหความหมายท่แตกตางมากไปจากความหมายโดยทวไปของคานั้นเนื่องจากจะทําให
ั
่
ี
ั
ผูอานตีความหมายของผูทําการวิจัยผิดพลาดได
่
ี
่
่
2.1.7 ประโยชนทีไดรับจากการวิจัย เปนสวนทแสดงประโยชนทีไดจากงานวิจัยผูวิจัยควร
บอกประโยชนทคาดวาจะไดรับจากการวิจัยโดยทวไปจะระบุไวเปนขอ ๆ ไมวาจะเปนดานการไดความรู
ี
่
ใหมไดแนวคิดหลักการทฤษฎีใหม ๆ หรือในดานการนําไปประยุกตใชใหเปนประโยชนในการบรรยายหรือ
ุ
อธิบายสภาพปญหา สาเหตของปญหา พยากรณสถานการณและปรากฏการณในอนาคต ควบคุม
ี
ั
ึ
ี
สถานการณ พฒนาสภาพการณหรือแกปญหาตาง ๆ ท่เกิดข้น เปนตน การเขียนประโยชนท่คาดวาจะ
ไดรับจากการวิจัยควรใชภาษาที่อานงายและชัดเจนสิ่งสําคัญ คือ จะตองใหสอดคลองกบวัตถประสงคของ
ุ
ั
ื
การวิจัยเสมอทั้งนี้อาจแบงเปน 2 สวน คอ
ึ
1) ประโยชนในเชิงวิชาการ คือ ประโยชนที่ไดคนพบจากการทําวิจัยเรืองนีซ่งสามารถด ู
่
้
ไดจากวัตถุประสงคของงานวิจัยวาไดองคความรูอะไรบาง
ี
ี
่
่
2) ประโยชนในการนําไปใช คอ ประโยชนสําหรับผูทเกยวของวาจะนําผลการวิจัยไปใช
ื
ในดานใดบาง
2.2 บทท 2 การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของ เอกสารและงานวิจัยทเกยวของ เปนสวนท ี ่
่
่
ี
ี
่
ี
่
ี
ี
่
้
แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีในเนื้อหาตาง ๆ ที่เกี่ยวของกบงานวิจัยเรื่องนีสวนใหญในการ
ั
ํ
ั
ี
่
ี
เขยนจะเขยนสวนที่เปนแนวคิดและทฤษฎีกอ แลวจึงตามดวยสวนที่เปนงานวิจัยทเกยวของกบการทาวิจัย
ี
ี
่
174
ํ
ี
่
ี
ั
ั
ี
่
เรื่องนี้ อยางไรก็ตามการเขียนเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของหัวขอทกาหนดไวตองสัมพนธกบงานวิจัย ผู
ี
วิจัยควรเขยนในแนวการวิเคราะหสังเคราะหโดยในการเขยนตองมีการอางอิงแหลงท่มาและเขยนการอา
ี
ี
ี
ี
ี
่
งอิงท่ถูกตองตามหลักการเขียนการอางอิง และควรใชภาษาทเขาใจงาย การทบทวนวรรณกรรมท ่ ี
เกี่ยวของควรแยกเขียนเปน 2 หัวขอ เพื่อความชัดเจน ดังนี้
ี
ี
2.2.1 ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และ/หรือหลักการท่เก่ยวของสวนนี้เปนการทบทวน
ึ
ํ
ึ
แนวคิด ทฤษฎี และ/หรือหลักการที่เกี่ยวของกับประเด็นที่ผูทําวิจัยกาลังศกษาวิจัยหรือกาลังจะศกษาวิจัย
ที่มีนักวิชาการผูรูหรือผูเชี่ยวชาญไดเสนอไว
ี
2.2.2 ทบทวนงานวิจัยท่เก่ยวของสวนนี้เปนการทบทวนเฉพาะงานวิจัย (รวมไปถง
ี
ึ
ั
ี่
วิจัยธ) ทเกี่ยวของกบประเด็นที่ผูวิจัยกาลังศึกษาหรือกําลังจะศึกษา
ุ
อนึ่งเพอใหการทบทวนวรรณกรรมทเกยวของมคณคาและสามารถนําไปใชในการอภิปรายผลได
ี
ี
่
่
่
ื
ี
ี
ิ
้
ั
่
ี
ี
ี
ตอไปควรจะไดมการเขยนบทสรุปจากการทบทวนในทงแนวคด ทฤษฎีและงานวิจัยทเก่ยวของวาไดสาระ
อะไรบางที่นาจะเปนประโยชนตองานวิจัยหรือตอวิจัยธ ทั้งนี้อาจเขียนได ดังนี้
ี
ี
1. ควรสรุปเปนคําพูดของผูวิจัย และเขยนในลักษณะของการวิเคราะหมากกวาท่จะนําเอามายอ
แลวก็เรียงลําดับกัน
2. ควรเขียนใหตอเนื่องเกี่ยวโยงกันตลอดเนื้อหา ไมเขยนในลักษณะการนํามาเรียงตอกนเพราะ
ั
ี
จะทําใหการอานไมตอเนืองและราบเรียบ การเขยนตองใหเชื่อมโยงความสัมพนธระหวางทฤษฎี แนวคิด
ั
่
ี
หลักการและผลงานวิจัย
3. ไมควรเขียนเรียงตามปทพมพ/วิจัยหรือเรียงตามชือผูเขียน แตควรเรียบเรียงใหมตามแนวคิด
่
ิ
ี
่
ั
และตัวแปรที่ศึกษาโดยระบุความสําคัญและความสัมพันธของตวแปรตาง ๆ
ิ
4. ควรแบงกลุมหรือประเภทเนือหาทนํามาอางองจัดใหเปนหมวดหม โดยแบงออกเปนประเด็นต
ี
ู
้
่
หรือแยกเปนหัวเรื่องอยางชัดเจน
ิ
่
่
ี
ี
ี
5. เนื้อหาทฤษฏี แนวคิด หลักการ และงานวิจัยท่นํามาเขยนหรืออางองตองเปนเรืองท่เกยวของ
ี
กับการวิจัยที่ศึกษาโดยตรง
่
ื
6. ควรมการสรุปประเดนหรือหัวเรื่องทนําเสนอทุกเรืองตามแนวคิดของผูวิจัยเอง เพอใหผูอาน
ี
็
ี
่
่
เขาใจในหัวเรื่องนั้นโดยอาจใชคําวาจากที่กลาวมาแลวนั้นสรุปไดวาหรือจะเห็นไดวา
ั
ี
7. ควรมีการอางอิงอยางถูกตอง ทันสมย และชัดเจน โดยตองระบุท่มาของเอกสารวาเอกสารชื่อ
อะไร ใครเปนผูเขียน พิมพที่ไหน เมื่อไหรตามรูปแบบการอางอิง
่
ี
่
จะเห็นไดวาการทบทวนวรรณกรรมเปนสวนทสําคัญท่สุดของการวิจัยทจะบงบอกถึงโอกาสของ
ี
ี
ความสําเร็จและคณภาพของงานวิจัยนัน โดยเฉพาะการวิจัยเชิงปริมาณทตองสังเคราะหแนวคดหรือ
ุ
้
ิ
่
ี
ี
่
ิ
ทฤษฎีที่เกยวของเพื่อใหไดมาซึ่งตัวแปรและกรอบแนวความคดของการวิจัย นอกจากนี้แนวคดหรือทฤษฎี
ิ
ิ
่
ี
่
่
ทไดการทบทวนวรรณกรรมยังถกนําไปใชการตรวจสอบสิงทนักวิจัยคนพบในโครงการวิจัยใหเกดความ
ี
ู
นาเชื่อถือและสงผลทําใหนักวิจัยที่ไดรับประโยชนจากงานวิจัยนั้นอยางแทจริง (วัชรินทร, 2558)
ี
2.3 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัยเปนสวนท่แสดงรายละเอียดเกยวกับการดําเนินการวิจัย ตาม
่
ี
หัวขอตอไปนี ้
ู
2.3.1 ประชากรและกลุมตัวอยางและแหลงขอมล เปนสวนแสดงรายละเอยดวา
ี
ประชากรที่ใชในการวิจัยครั้งนี้หมายถึงใครบาง ขอบเขตถึงไหน หากมีการใชกลุมตัวอยางตองแสดงวาได
กลุมตัวอยางมาโดยการสุมแบบใด และมีจํานวนหนวยตวอยางเทาไร และตองพิจารณาวากลุมตัวอยางที ่
ั
175
่
ี
ั
ึ
้
ั
ึ
ู
ใชสามารถใหขอมลตามตวแปรหรือวัตถุประสงคทสนใจศกษาครบทงหมดหรือยัง การศกษาเชิงปริมาณ
ควรระบุสูตรคํานวณตัวอยางและวิธีการสุมตัวอยาง
ี
่
ี
2.3.2 เครื่องมือในการวิจัย เปนสวนแสดงรายละเอียดวามเครืองมือท่ใชในการวิจัยกชนิด
ี
่
แตละชนิดมีลักษณะเปนอยางไร มีวิธีการดําเนินการสรางอยางไร มีการหาคุณภาพและไดผลเปน
ี
่
ื
ี
ื
อยางไรก็ตาม เครืองมอในการวิจัยผูวิจัยอาจใชวิธียืมจากงานวิจัยอ่นท่มการสรางและมคุณภาพมาใชใน
ี
ู
งานวิจัยไดโดยอาจมีการหาคุณภาพซ้ําอีกครั้งกอนนําไปรวบรวมขอมลจริงตอไป การศกษาเชิงปริมาณควร
ึ
ั
ระบุคาดชนีความสอดคลอง (Item - Objective Congruence Index, IOC) และคาความเชือมนของ
่
ั
่
เครื่องมือ
ี
ู
็
ู
2.3.3 การเกบรวบรวมขอมล เปนสวนแสดงรายละเอียดเก่ยวกับการรวบรวมขอมลวา ผู
ื
็
ู
่
วิจัยไดเกบรวบรวมขอมลในแตละขั้นตอนอยางไร ในแตละขั้นตอนใชเครืองมอชุดไหนในการเกบรวบรวมข
็
ึ
ุ
่
ึ
ู
ู
ู
่
อมล และใครเปนผูเกบรวบรวมขอมล ซงการรวบรวมขอมลตองครอบคลุมวัตถประสงคทีตองการศกษา
็
้
ทังหมดดวย
ิ
ี
่
2.3.4 การวิเคราะหขอมูลและสถติทใช เปนสวนแสดงรายละเอียดเกยวกับการวิเคราะห
ี่
ขอมูลทั้งหมดในการทําวิจัยเรื่องนี้ผูวิจัยควร นําเสนอขั้นตอนหรือวิธีการวิเคราะหขอมูลควรแยกอธิบาย
ใหชัดเจนวาขอมลประเภทใด หรือระดบการวัด (Scale) ใด และจะใชสถตอะไรในการวิเคราะหสถตเชิง
ิ
ิ
ิ
ิ
ั
ู
ี
ั
ี
ิ
พรรณนา (Descriptive statistics) หรือสถิตวิเคราะห (Analytical statistics) กรณทมการต้งสมมตฐาน
่
ิ
ี
ิ
ี
ี
และจําเปนตองมการทดสอบดวยวิธีทางสถติ ตองระบุวิธีการทางสถิตท่จะใชถาเปนการวิเคราะหเชิง
ิ
คุณภาพโดยไมใชวิธีการทางสถิติควรระบุวิธีการวิเคราะหดวยวาจะใชเทคนิคหรือวิธีการใด
อยางไรก็ตามงานวิจัยบางเรื่องอาจมีเกณฑในการแปลผลการวิเคราะหผูวิจัยสามารถเขียนตอ
ี่
ทายจากหัวขอการวิเคราะหขอมูลและสถิติทใชไดเลย
ู
ี
2.4 บทท 4 ผลการวิเคราะหขอมล เปนการเสนอผลการวิจัยทไดวิเคราะหขอมูลแลว และ
่
่
ี
ู
อธิบายขยายความ (ตีความ) ในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมลอาจนําเสนอในรูปขอความ ขอความกึ่ง
ตารางหรือตารางหรือรูปภาพกไดตามความเหมาะสม อยางไรก็ตามในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมล
็
ู
ผูวิจัยจะตองนําเสนอผลการวิเคราะหไปตามความจริง การแปลผลควรแปลผลเฉพาะประเด็นสําคัญ ไม
ี
ั
้ํ
ั
่
เขียนวกวนซาซอน ตองระมดระวังการคัดลอกตัวเลขและการแปลความหมาย และทสําคญหามนําความ
ิ
ู
คดเห็นของผูวิจัยเขาไปอธิบายประกอบ บางครั้งในการวิเคราะหขอมลอาจมอกษรยอและสัญลักษณ
ั
ี
่
ี
จํานวนมากผูวิจัยอาจนําเสนออักษรยอและสัญลักษณกอนทจะนําเขาสูการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมล
ู
ก็ได
176
ตัวอยาง
่
บทที 4
ผลการศึกษา
การวิจัยนี้ผูวิจัยไดสังเคราะหขอมูลจากการวิเคราะหเชิงพรรณนาและเชิงเนื้อหา โดยนําเสนอ
ขอมูล ประกอบตาราง ดังนี้
สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูสงอาย ุ
ู
ิ
ู
ี
่
การวิเคราะหขอมลทวไปของผูสูงอายุ พบวา ผูสูงอายุสวนใหญเปนเพศหญง รอยละ 53.4 มอายุ
ั
ึ
ี
่
ั
ึ
เฉลีย 69.89 ป สถานภาพสมรส รอยละ 65.7 มระดับการศกษาอยูในระดบประถมศกษา รอยละ 76.3
ไมไดศึกษาทางธรรมรอยละ 93.6 ไมไดประกอบอาชีพ มีรายไดเฉลียเทากับ 2,569.07 บาทตอเดือน ม ี
่
ื
ั
่
ี
ั
่
รายจายเฉลียเทากบ 2,635.17 บาทตอเดอน ผูสูงอายุมระยะเวลาทอยูในชุมชนเฉลีย เทากบ 61.31 ป ม ี
ี
่
ื
จํานวนสมาชิกในครับครัว เฉลี่ย 3.26 คน เมอมการเจ็บปวยจะใชบริการจากโรงพยาบาลรอยละ 81.80
่
ี
ผูสูงอายุสวนใหญปวยดวยโรคเรื้อรัง รอยละ 47.5 ผูสูงอายุสวนใหญเชือวายาแผนปจจุบันทาใหหายจาก
ํ
่
ิ
่
การเจ็บปวย รอยละ 94.9 ผูสูงอายุมีความเชือในสิ่งเหนือธรรมชาต รอยละ 82.2 มีการประกอบกิจกรรม
ี
ิ
ทางศาสนาเพื่อใหประชาชนอยูดีมีสุข รอยละ 72.9 ผูสูงอายุมการเขารวมกจกรรมของชุมชน เฉลี่ยเทากบ
ั
4.08 ครัง ในชวง 3 เดือนท่ผานมา ผูสูงอายุมีการเขารวมกจกรรมท่หนวยงานเปนผูจัดให เฉลี่ยเทากบ
้
ิ
ี
ั
ี
ี
ั
้
1.61 ครังในชวง 3 เดือนที่ผานมา ผูสูงอายุ มการเขาวัดเพ่อทาบุญ เฉลียเทากบ 6.80 ครังในชวง 3 เดอน
่
ื
้
ํ
ื
ที่ผานมา ดังแสดงในตารางที่ 4.1
ตารางที 4.1 ขอมูลทั่วไปของผูสูงอายุ
่
ขอมูลทวไป รอยละ
่
ั
เพศ ชาย 46.6
หญิง 53.4
อายุเต็ม (ป)
ั
ผูสูงอายุมีอายุมากที่สุดเทากับ 97.0 ป อายุนอยที่สุดเทากับ 60.0 ป อายุเฉลี่ยเทากบ 69.9 ป คา
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 7.2 ป
สถานภาพสมรส โสด 3.4
สมรส 65.7
หยาราง/แยกกันอยู/หมาย 30.9
177
สวนที่ 2 การรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพุทธ
ระดับการการรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพุทธของผูสูงอายุ
่
ุ
ี
โดยรวมเฉลีย พบวา ผูสูงอายุมการรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพทธ
ื
ี
ั
อยูในระดบมาก (คาเฉลี่ย 2.84 คาสวนเบ่ยงเบนมาตรฐาน 0.93) เม่อแยกเปนรายประเด็น พบวา
ํ
ผูสูงอายุรับรูวาเมื่อสมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธที่ดี เสียสละ มีน้ําใจตอกนจะทาใหครอบครัวเปนสุข
ั
ี
ในระดับมาก (มคาเฉลี่ยมากท่สุด 2.93 คาสวนเบียงเบนมาตรฐาน 0.29) และผูสูงอายุรับรูการแสดง
ี
่
่
่
ิ
่
ี
ั
ี
ความคดเห็นตอเรืองตาง ๆ ทถูกตองมประโยชนตอการพัฒนาชุมชนอยูในระดบมาก (คาเฉลียนอยทสุด
ี
่
2.78 คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.49) ดังแสดงในตารางที่ 4.2
ุ
ตารางที่ 4.2 การรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพทธของผูสูงอายุ
จํานวน (N = 236) ระดับการเสริมสราง
การเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตาม สุขภาวะสุขภาพทาง
การเรียนรูแบบพุทธ Mean (S.D.) สังคมตามการเรียนรู
แบบพุทธ
การรับรู
สมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธท่ดี เสียสละ 2.93 0.29 มาก
ี
มีน้ําใจตอกันทําใหครอบครัวเปนสุข
การมีธรรมะเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจใน 2.89 0.36 มาก
ครอบครัวทําใหครอบครัวเปนสุข
ึ
ั
การมีความอดทน อภัยซ่งกนและกนของสมาชิก 2.85 0.37 มาก
ั
ในครอบครัว ทาใหครอบครัวเปนสุข
ํ
การอยูรวมกันของประชนในชุมชนอยางสันต ิ 2.83 0.39 มาก
กอใหเกิดความสามัคคีในชุมชน
การประพฤติตนตามหลักพุทธศาสนา ทําใหเกิด 2.84 0.39 มาก
ระเบยบวินัยในชุมชน
ี
ิ
ี
่
การแสดงความคดเห็นตอเรืองตางๆทถูกตองม ี 2.78 0.49 มาก
่
ประโยชนตอการพัฒนาชุมชน
ื
การแบงปนสิ่งของใหผูอ่นเปนการชวยเหลือ 2.82 0.43 มาก
เกื้อกูลกันในชุมชน
ํ
การใหกําลังใจเพื่อนบานเปนการทาประโยชนตอ 2.81 0.42 มาก
ชุมชน
รวมเฉลี่ย 2.84 0.39 มาก
การสัมภาษณแบบไมเปนทางการและการสนทนากลุม สรุปไดวา ผูสูงอายุใชแนวทางการ
ํ
ดารงชีวิตภายใตหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนาโดยยึดหลักสายกลาง ประหยัดอดออม พอเพียง
พอประมาณ เขาวัดสวดมนต นั่งสมาธิ ปฏิบัตธรรม โดยการปฏิบัติใหเปนไปตามความตองการทพอจะ
ิ
ี
่
ปฏิบัติได
178
สวนที่ 3 ความสัมพันธระหวางภาวะโภชนาการและอายุกับทัศนคติตอโรคอวน
ั
ิ
ความสัมพันธระหวางภาวะโภชนาการและอายุกบทัศนคตตอโรคอวน พบวา คาดชนีมวลกายม ี
ั
ิ
ความสัมพันธเชิงบวกในทศทางเดียวกันกบคาคะแนน BAOP (r= 0.02) อยางมีนัยสําคัญ ทางสถต ิ
ิ
ั
ี
ี
ู
ิ
่
ี
ั
(P=0.001 ) กลาวคือ ผูทมทศนคตตอโรคอวนทไมถกตอง มแนวโนมท่จะมคาดัชนีมวลกายสูง (ผิดปกต)
ิ
ี
ี
ี
่
และไมพบวาอายุมีความสัมพันธกับคาคะแนน BAOP ดังนําเสนอในตารางที่ 4.3
่
ตารางท 4.3 ความสัมพันธระหวางคาดัชนีมวลกายและอายุกับทัศนคติตอโรคอวน
ี
ตัวแปร คาสัมประสิทธิ์สหสมพันธ P -value*
ั
คาดัชนีมวลกาย 0.20 0.001
อายุ 0.06 0.32
* Pearson Correlation Coefficient ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05
2.5 บทท 5 บทสรุป เปนสวนแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับบทสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และ
ี
่
ขอเสนอแนะซึ่งเปนบทสุดทายในสวนของเนื้อความ รายละเอียดของบทนี้ประกอบดวย
2.5.1 สรุปผลการวิจัย เปนสวนแสดงบทสรุปความสําคัญจากงานวิจัย โดยสวนใหญจะ
แสดงวัตถุประสงคงานวิจัย วิธีดําเนินการวิจัย และผลการวิจัยท่คนพบ ในหัวขอนี้จะเปนการเขยนดวย
ี
ี
ี
ภาษาทเขาใจงาย ไมนําเสนอตัวเลขทางสถิตทซับซอนโดยถือวาเปนสรุปสาระสําคญของการทําวิจัยเรื่อง
ิ
ี
ั
่
่
้
นันจริง
2.5.2 อภิปรายผล เปนสวนแสดงการใหเหตุผลวาทําไมงานวิจัยจึงไดผลเชนนันขอคนพบ
้
ิ
เปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวหรือไม ในการอภิปรายผูวิจัยควรอภิปรายผลการวิจัยโดยอาศยแนวคด ทฤษฎี
ั
ื
และผลการวิจัยทีไดสรุปไวในบทท 2 วาผลการวิจัยมีความเหมอนความตางจากงานวิจัยหรือจากแนวคิด
่
ี
่
ี
ื่
ทฤษฎีของผูอนทไดสรุปไวในบทท่ 2 อยางไร ในการอภิปรายผลผูวิจัยสามารถใชความคิดเห็นสวนตัว
ี่
ประกอบได การอภิปรายผลอาจแบงเปน 3 สวน คือ
สวนที่ 1 คือ ผลการวิเคราะหขอมูลเมื่อนํามาเขียนอาจเริ่มตนจาก ผลการศึกษาพบวา
หรือนําผลการสรุปผลมาเขยนนันเอง
ี
่
่
ิ
สวนที่ 2 คือ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ในสวนนี้ผูวิจัยจะตองแสดงความคดเห็นเพมเตม
ิ
ิ
ซ่งสวนใหญจะเปนขอดีของการวิจัยนั้น ในสวนนี้ถาผูวิจัยไมรูวาจะเขียนอะไรลงไปใหนําประโยชนของ
ึ
ิ
นวัตกรรมนั้น ๆ มาเขียนโดยสรุปเปนแนวความคิดของผูวิจัยเองและไมตองอางอง
สวนที่ 3 คอ ทฤษฏีหรืองานวิจัยที่สอดคลองหรือไมสอดคลองกับการวิจัยของตนเองถา
ื
ั
่
ี
ั
ี
เปนงานวิจัยเชิงทดลองงานวิจัยทจะนํามาเสนอควรเปนงานวิจัยทมตวแปรตนและตวแปรตามเหมอนกน
ั
่
ี
ื
แตถาไมมีงานวิจัยดังกลาวก็ควรเปนงานวิจัยทมตัวแปรตนเหมอนกน สวนงานวิจัยเชิงสํารวจงานวิจัยทจะ
ี
ั
ื
่
ี
ี่
นําเสนอตองเปนงานวิจัยที่มีตัวแปรที่ศึกษาเหมือนกัน
ิ
2.5.3 ขอเสนอแนะ เปนสวนของการนําเสนอความคดเห็นของผูวิจัยใหผูอานทราบวาเม่อ
ื
ุ
่
ี
นํางานวิจัยเรืองนี้ไปใชผูวิจัยจะมขอเสนอแนะอะไรบาง และหากจะวิจัยในครั้งตอไปผูวิจัยจะเสนอแงมม
่
ใหนักวิจัยคนอนอยางไร โดยท่วไปหัวขอของขอเสนอแนะจะแบงเปน 2 หัวขอ คือ ขอเสนอแนะสําหรับ
ั
ื
การนําผลการวิจัยไปใชและขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
179
ตัวอยาง
่
บทที 5
ึ
ุ
สรปผลการศกษา อภิปรายผลการศกษา และขอเสนอแนะ
ึ
สรุปผลการศึกษา
ี
ิ
ั
ี
พนักงานสายสนับสนุนสวนใหญเปนเพศหญง มอายุเฉลี่ย 37.08 ป มสถานภาพโสด ระดบ
ิ
การศึกษาปริญญาตรี ระยะเวลาการทํางานในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม เฉลีย 11.29 ป มเงนรายได
ี
่
่
เฉลีย 20,348.47 บาทตอเดอน มรายไดพิเศษ 1,656.40 บาทตอเดอน และไมมปญหาสุขภาพในปจจุบัน
ี
ื
ื
ี
เฉลี่ย รอยละ 73.90
ระดับคุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
ึ
ผลการศกษาคุณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏ
ํ
ุ
ั
เชียงใหม วิทยาเขตเวียงบัว พบวา คณภาพชีวิตการทางานสวนใหญอยูในระดบมาก แตเม่อพจารณาเปน
ื
ํ
ิ
รายดาน พบวา
ี
ี
ั
ดานผลตอบแทนท่เพยงพอและยุติธรรม โดยภาพรวมมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดบ
ี
ี
ปานกลาง โดยในขอคาตอบแทนท่ไดรับเหมาะสมเม่อเปรียบเทยบกบองคกรอ่นท่มีลักษณะใกลเคียงกันม ี
ื
ื
ี
ั
่
ระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอสวัสดิการตางๆทหนวยงานกําหนดมีความเพียงพอตอความตองการ
ี
พื้นฐานมีคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ดานความปลอดภัยในการทํางาน โดยภาพรวมมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดับปานกลาง
่
โดยในขอหนวยงานจัดสภาพแวดลอม เชนแสงสวาง อณหภูมิและเสียงในสถานททํางานใหมีความ
ี
ุ
เหมาะสม ทําใหสามารถปฏิบัติงานไดสะดวกสบาย มระดบคณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอหนวยงานจัดใหม ี
ุ
ั
ี
ี
ผูดแลความปลอดภัยภายในหนวยงานอยางเพยงพอและในขอหนวยงานไดเชิญแพทยมาตรวจสุขภาพ
ู
ประจําป มีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ดานการพัฒนาศักยภาพ โดยภาพรวมมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดับมาก โดยในของาน
ั
ี
ทปฏิบัตในปจจุบันตองอาศยความรูความสามารถเฉพาะทางมระดับคณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอ
ิ
ุ
ี
่
ขาราชการ พนักงานในมหาวิทยาลัยไดรับโอกาสในการศึกษาตอเทาเทียมกันมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ุ
ํ
ี
ั่
ดานความกาวหนาและความมนคงในการทางาน โดยภาพรวมมระดับคณภาพชีวิตอยูใน
ั
ระดบมาก โดยในขอหนวยงานเปดโอกาสใหพฒนาความรูความสามารถในงาน เชน ไปดูงาน อบรม
ั
่
สัมมนา ศึกษาตอ มระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอการเลือนตาแหนงในปจจุบัน มีความยุติธรรม
ํ
่
ี
พิจารณาจากความรูความสามารถในการทํางานของบุคลากรเปนหลักมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ั
ดานสังคมสัมพนธ โดยภาพรวมมระดบคณภาพชีวิตอยูในระดบมาก โดยในขอบคลากร
ุ
ั
ุ
ี
ั
ื
่
สายสนับสนุนเขากบเพอนรวมงานและผูบังคบบัญชาไดดมระดบคณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอหนวยงาน
ั
ี
ั
ุ
ั
ี
จัดกิจกรรมเสริมสรางความสัมพันธในหนวยงานมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
180
ั
ุ
ดานลักษณะการบริหารงาน โดยภาพรวมมระดบคณภาพชีวิตอยูในระดบมาก โดยในขอ
ี
ั
ผูบังคับบัญชารับฟงความคิดเห็นและขอเสนอแนะของบุคลากรสายสนับสนุนมีระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด
สวนในขอบรรยากาศและสภาพแวดลอมในการทํางานเอื้อตอการทํางานมีคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ั
ั
ดานภาวะอิสระจากงานโดยภาพรวมมีระดบคุณภาพชีวิตอยูในระดบปานกลาง โดยใน
ี
ั
ขอบุคลากรสนับสนุนสามารถจัดเวลาการทางานและภาระหนาท่ในครอบครัวอยางเหมาะสมมระดบ
ี
ํ
ิ
คุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอบุคลากรสายสนับสนุนมีเวลาวางสําหรับการพักผอนและรวมกจกรรมสันทนา
มีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ดานความภาคภูมิใจในองคกร โดยภาพรวมสวนใหญมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดับมาก
ํ
ิ
สวนในขอเมื่อมีบุคคลอื่นถามวาทํางานที่ไหน บุคลากรสายสนับสนุนจะตอบอยางภาคภูมใจวาทางานทนี่ม ี
ี่
ระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอบุคลากรสายสนับสนุนไมพอใจที่เพื่อนรวมงานมีมุมมองตอหนวยงานใน
แงลบมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ั
ความสัมพนธระหวางปจจัยสวนบคคลและการปฏิบติจริยธรรมการทางานกบระดับคุณภาพชวิตการ
ั
ํ
ี
ุ
ั
ทํางาน
้
จากการศึกษาวิจัยครังนี้ พบวา ระดับคุณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนใน
ํ
ึ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมกับปจจัยดานสวนบุคคลไดแก เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศกษา จํานวน
ิ
้
บุตร ระยะเวลาในการทางาน รายได รายไดพเศษ คาใชจายครอบครัว จํานวนครังการรับประทานอาหาร
ํ
ี
นอกบาน การเขารับการอบรมในรอบปงบประมาณท่ผานมา และปญหาสุขภาพในปจจุบัน ไมม ี
ความสัมพันธกัน สวนการปฏิบัติจริยธรรมการทํางานกับระดับคุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสาย
สนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม พบวา มีความสัมพันธกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
อภิปรายผลการศึกษา
ึ
ี
ผลการศกษา พบวา บคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมมระดับคณภาพชีวิต
ุ
ุ
สวนใหญอยูในระดับมาก อาจเปนไปไดวา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมไดใหความตระหนักถึง
ั
ความสําคญของบุคลากรสายสนับสนุน โดยใหโอกาสบุคลากรสายสนับสนุนมีความกาวหนาและความ
ม่นคงในการทํางาน เชน ไปดูงาน อบรม สัมมนา รวมท้งการศึกษาตอในระดับท่สูงข้นไป และบุคลากร
ั
ั
ี
ึ
สายสนับสนุนไดรับคาตอบแทนและสวัสดการตางๆอยางเหมาะสม ทาใหสงผลตอระดบคณภาพชีวิตการ
ั
ิ
ุ
ํ
ั
ํ
ี
้
ึ
ทางานของบุคลากรสายสนับสนุนดขนไปดวย สอดคลองกบงานวิจัยของ ลัดดาวัลย โภควินท และวิรัชดา
วัลย สุวรรณมณี (2553) พบวา คณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุน คณะวิศวกรรมศาสตร
ุ
ั
่
ื
ุ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มีคณภาพชีวิตการทํางานสวนใหญอยูในระดบมาก และเมอพิจารณาเปน
รายดาน พบวา ดานความภาคภูมิใจในองคมระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด อาจเปนไปไดวาบุคลากรสาย
ี
สนับสนุนไดทํางานในองคกรที่มีชื่อเสียงและไดรับรูวา บุคลากร งานวิจัย ผลงานตางๆ ของหนวยงานไดรับ
ี
การยอมรับวามีการพัฒนาสังคมและประเทศ จึงสงผลใหบุคลากรสายสนับสนุนมระดับคณภาพชีวิตในการ
ุ
ํ
ิ
ั
ทางานดานความภาคภูมใจในองคกรอยูในระดบสูง ยอมทําใหบุคลากรสายสนับสนุนมีความพึงพอใจใน
งานและสงผลตอคณภาพชีวิตการทํางานดีข้นไปดวย สอดคลองกับงานวิจัยของ สมพร สังขเพ่ม (2555)
ิ
ึ
ุ
พบวา ดานความภาคภูมใจในองคกรบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานครและ
ิ
ี
ุ
ิ
ั
ั
ุ
ี
ปริมณฑลมคณภาพชีวิตการทํางานโดยรวมอยูในระดบมาก สวนดานภาวะอสระจากงานมระดบคณภาพ
ํ
ี
ื
ชีวิตตาสุด อาจเปนไปไดวา บุคลากรสายสนับสนุนมเวลาวางหลังจากการทางานเพ่อใชในการทํากจกรรม
ํ
ิ
่
181
ํ
ื
ี
ั
ี
่
สันทนาการเพ่อคลายความเครียดมเวลาจํากด การจัดเวลาการทางานและภาระหนาทในครอบครัว และ
ั
่
ื
ํ
ิ
ุ
ี
เวลาทากจกรรมหรือสังสรรคกบเพอนมนอย เนืองจากบคลากรสายสนับสนุนบางทานตองใชเวลาในการ
่
ึ
ทํางานลวงเวลา (OT) ซ่งสอดคลองกบงานวิจัยของ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร (2553)
ั
พบวา คุณภาพชีวิตในการทํางานของพนักงาน บมจ. ธนาคารกรุงไทย เขตพระปนเกลา ดานความสมดุล
ระหวางชีวิตงานกับชีวิตดานอื่น อยูในระดับปานกลาง
ํ
ี
่
ิ
ุ
ี
สวนปจจัยทมอทธิพลตอคณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม พบวา การปฏิบัติจริยธรรมการทํางาน มีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตการทํางานอยางม ี
นัยสําคญทางสถิติอาจเปนไปไดวา บุคลากรสายสนับสนุนมีจิตสํานึกในการใหบริการอยางซ่อสัตยและ
ื
ั
ี
ั
ื
ยุติธรรมโดยยึดม่นความถูกตอง เท่ยงธรรมตามหลักจรรยาวิชาชีพและจริยธรรม มีการปฏิบัติตอเพ่อน
รวมงานโดยความเสมอภาคเทาเทียมเปนธรรม และไมเลือกปฏิบัต สงผลตอการปฏิบัติงานท่ม ี
ี
ิ
ี
ี
ี่
ึ้
ประสิทธิภาพ มีผลงานที่มีคุณภาพและทดีขนอยูเสมอ มการรวมพลังสามคคกบทุกฝายทเกยวของ เพอให
ี
ั
่
ี
ื
่
่
ั
ํ
ั
งานสําเร็จตามแผนงานท่วางไว ทาใหสงผลตอระดบคณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนด ี
ํ
ุ
ี
ึ่
ึ้
ขนไปดวย ซงสอดคลองกับงานวิจัยของ กลยาณี คูณมและบุษยา วีรกุล (2551) พบวา การแสดง
ี
ั
พฤติกรรมทางจริยธรรมมีความสําคัญตอคุณภาพชีวิตในการทํางานและยังสงผลกระทบเชิงบวกทงทางตรง
ั้
ุ
และทางออมตอผลลัพธที่เกี่ยวกับงานโดยผานทางคณภาพชีวิตในการทํางาน
ขอเสนอแนะในการวิจัย
1.ขอเสนอแนะการนําผลการวิจัยไปประยุกตใช
ั
ุ
ํ
1.1 บุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม มีคณภาพชีวิตการทางานในระดบ
ิ
มาก ยกเวน ดานความปลอดภัยจากการทํางานและดานภาวะอสระจากงาน ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏ
ั
ุ
ี
เชียงใหมควรจัดใหมีการติดตั้งระบบสัญญาณและมีอุปกรณ เครื่องใชตาง ๆ ทมคณภาพไมเปนอนตรายตอ
ี่
ั
ี
ี
ู
ี
ี
ํ
้
การทางาน มการจัดใหมผูดแลความปลอดภัยภายในหนวยงานอยางเพยงพอ รวมทงจัดใหมหนวยแพทย
ํ
่
ั
มาตรวจสุขภาพประจําป เพอเปนการสรางขวัญกาลังใจและความมนใจในการทางานใหกบบุคลากรสาย
ื
่
ั
ํ
สนับสนุนมากยิ่งขึ้น
ิ
1.2 สวนดานภาวะอสระจากงาน ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมควรจัดใหมีกิจกรรม
สันทนาการ หรือจัดใหมีการทากิจกรรมการออกกําลังกาย การเลนกีฬาหลังจากการทํางาน สําหรับการ
ํ
ื่
พักผอนและสนับสนุนใหบุคลากรใชเวลาในการทํากิจกรรมสันทนาการเพอคลายความเครียด
2.ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
2.1. ควรศึกษาปจจัยทสงผลตอการปฏิบัติงาน ปญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ
่
ี
บุคลากรสายสนับสนุน เชน ความเครียด อาจมผลตอคุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุน
ี
โดยกําหนดขอบเขตของการวิจัยที่แตกตางไป
ิ
2.2 ควรศกษาเพมเตมในสวนของระดบผูบริหาร เพอศกษาวาผลท่ไดมความสอดคลอง ดาน
ึ
่
ิ
ื
่
ี
ี
ึ
ั
ิ
ทัศนคต ความคดเห็น ของพนักงานสายสนับสนุนกบผูบริหารระดับสูง มากนอยเพียงใดและทิศทางใด
ิ
ั
เพื่อจะไดเปนประโยชนตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทํางานตอไป
3. สวนประกอบตอนทาย
ื่
สวนประกอบตอนทาย เปนสวนอางอิงและสนับสนุนเพอใหงานวิจัยเรืองนีใหมความนาเชื่อถอ
ี
่
้
ื
มีรายละเอียดตามหัวขอ ดังนี้
182
3.1 บรรณานุกรม/เอกสารอางอิง เปนสวนแสดงรายชื่อสิ่งพิมพ สื่อตาง ๆ ที่ผูวิจัยใชเปน
่
หลักฐานอางอิงในงานวิจัยทั้งเลม การเขยนควรแยกรายชือหนังสือเปนกลุมภาษาไทยและตามดวยรายชือ
่
ี
ี
หนังสือภาษาอังกฤษ ตามรูปแบบการเขยนบรรณานุกรมแบบ APA 6th edition
ตัวอยางเชน
3.1.1 ตําราหรือหนังสือ
สามารถ ใจเตี้ย.(2554). การพัฒนาสุขภาพชุมชน.เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม
ี
สามารถ ใจเตย. (2557). สุขภาพกบการเกษตรและสิ่งแวดลอม. เชียงใหม:
ั
้
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
สามารถ ใจเตย. (2557). อนามัยสิ่งแวดลอม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ี
้
เชียงใหม
Gould, L. & Cummings, BJ. (2013). Duwamish Valley Cumulative Health
Impacts Analysis. Seattle WA: Technical Advisory Group.
3.1.2 บทความนิพนธตนฉบับ
ผูแตง 1 คน
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). วัฒนธรรมสุขภาพชุมชนลุมนํ้าลี้ จังหวัดลําพูน.วารสาร
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 22(2) , 61 - 73.
Peled, R. (2005). Fine particles and meteorological conditions are
associated with lung function in children with asthma living
near power plant. Public Health, 119 (5), 418 - 25.
ผูแตง 2 คน
ิ
สามารถ ใจเตี้ย ,และสมชาย แสนวงศ. (2558). การประเมนผลบทเรียน
วิทยาศาสตรทองถิ่น เรื่อง พิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสราง
สุขภาพสําหรับผูติดเชื้อและผูปวยเอดส, วารสารการแพทยแผนไทย
และการแพทยทางเลือก, 13 (1), 14 – 22.
Ritchey, S.A. & Coyne, M.S. (2009). Applying MAR analysis to
identify human and non-human fecal sources in small
Kentucky watersheds, Water Air Soil Pollut, 196, 115 - 125.
ผูแตง 3 – 7 คน
ี
สามารถ ใจเตี้ย, สิวลี รัตนปญญา, รพพร เทยมจันทร, สมชาย แสนวงศ และ
ี
พันนภา อุสาหใจ. (2559). การพัฒนากระบวนการเรียนรูชุมชนเพื่อ
การสงเสริมวัฒนธรรมสุขภาพ กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวั
ลําพูน. วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 4 (2), 284 –
296.
183
Miller, J., Chanasyk, D., Curtis, T., Entz, T. & Willms, W.. (2010).
Influence of streambank fencing with a cattle crossing on
riparian health and water quality of the Lower Little
Bow River in Southern Alberta, Canada.
Agricultural Water Management, 97(2), 247 – 258.
ั
3.1.3 บทความปริทศน
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). ปจจัยกําหนดสุขภาพสังคม, สาธารณสุขลานนา, 9
(1), 9 – 20.
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). ผลกระทบสิ่งแวดลอม สังคมและสุขภาพจากภัยแลง
, สาธารณสุขสารภี, 4(1), 45 - 48.
3.1.4 เอกสารอิเลคทรอนิค
ั
กรมทรัพยากรน้ํา. (2556). แนวทางการดําเนินงานดานการพฒนาและ
ฟนฟูแหลงน้ํา. สืบคนจาก http://region.dwr.go.th
/wrro7/download /pattana-fenfoo.doc
Brundtland Commission. (1987). Our Common Future: Report
of the World Commission on Environment and
Development. Retrieved from http://www. un-
documents.net/our-common-future.pdf.
่
ี
ื
ี
่
ิ
่
ั
3.2 ประวัตผูวิจัย เปนสวนทแสดงรายละเอยดทเกยวของกบผูทําวิจัยเพอความสะดวก
่
ี
ี
ในกรณีที่มีผูตองการติดตอกบผูทําวิจัย ควรประกอบดวย
ุ
ุ
3.2.1 ชื่อ-สกล (ระบคํานําหนาเชน นาย นาง นางสาว ยศ ฐานันดรราชทนนาม
ิ
สมณศักดิ์)
3.2.2 วัน เดือน ป เกิด
3.2.3 ที่อยูปจจุบัน
3.2.4 วุฒิสถานศึกษา ป ที่สําเร็จการศึกษา
ํ
3.2.5 ประสบการณการทางาน
ั
3.2.6 สถานที่ทํางานปจจุบัน (ระบุชื่อหนวยงานที่สังกด)
บทสรุป
การเขยนรายงานการวิจัยเปนรูปแบบการเสนอผลงานทไดศกษา คนความาแลวและไดพบความ
ึ
่
ี
ี
้
ี
จริงหรือไดรับความรูใหมประการใดบาง โดยการเขยนรายงานการวิจัยนันจะตองเปนไปตามระเบียบ
ํ
ปฎิบัติของการวิจัย เปนการเตรียมการและเผยแพรผลงานวิจัยเพอใหผูสนใจศกษาหรือทาซาได การเขยน
ี
ึ
ื่
้
ํ
วิจัยจะตองเขียนตามรูปแบบ ใชภาษาท่เขาใจงาย ถูกตอง และรวบรวมอยางมีระบบ การเขียนรายงาน
ี
็
วิจัยจึงควรเขียนบรรยายตามขอเทจจริงตามทีไดศกษามา โดยการใชภาษางายและตรงไปตรงมา ทงนี้
ึ
ั้
่
รูปแบบและโครงสรางของการเขยนในแตละบคคลและแตละสถาบันจะแตกตางกันตามความนิยม
ุ
ี
184
184
ุ
บรรณานกรม
กวินธร เสถียร. (2552). แนวทางการทบทวนวรรณกรรมสําหรับการเขียนวิทยานิพนธดาน
ุ
สังคมศาสตร: สภาพปญหาและหลักการทบทวนวรรณกรรม. พษณโลก: คณะสังคมศาสตร
ิ
มหาวิทยาลัยนเรศวร.
ิ
เกรียติสุดา ศรีสุข. (2552). ระเบียบวิธีวิจัย.เชียงใหม: โรงพมพครองชาง.
คณะพยาบาลศาสตร. (2543). แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมและพฤติกรรมสุขภาพ. สืบคนจาก
http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0404202/graphic/lesson1.htm
คณะพยาบาลศาสตร. (ม.ป.พ.). สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ. สืบคนจาก
intraserver.nurse.cmu.ac.th/mis/download/course/lec_567730_lesson_07.pdf
คณะวิทยาการจัดการ. (ม.ป.พ.). สถิติเพื่อการวิจัย. สืบคนจาก http://mangt.pcru.ac.th/KM/pdf
/Explicit%20Knowledge1.pdf
คณะวิทยาศาสตร. (2555). คุณภาพวารสารวิชาการที่ตีพิมพในประเทศ. สืบคนจาก
http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/thaijournals.htm
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2559). สถิติและวิธีการวิจัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ. สืบคนจาก
http://www2.it.kmutnb.ac.th/teacher/FileDL/AsstProfDrMontean119255915103.
pdf
จรวยพร ศรีศศลักษณ .(2554). เทรนดวิจัยโรคไมติดตอเรื้อรัง NCD. สืบคนจาก
https://www.hsri.or.th/researcher/research/trend/detail/4999
ิ
ชวลิต ชูกําแพง .(2548). การประเมนการเรียนรู. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ชัยยงค พรมวงศ. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากร
ศึกษาศาสตรวิจัย, 5 (1), 7 – 19.
ชัยเสฏฐ พรหมศร. (2557). แนวทางการทบทวนวรรณกรรมสําหรับงานวิทยานิพนธระดบ
ั
บัณฑิตศึกษา. วารสารนักบริหาร, 34 (1): 11 - 22.
ดุษฎี โยเหลา. (ม.ป.พ.). การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ. สืบคนจาก
http://www.phd.ru.ac.th/newszian/files/20110722_09582620110723-Ru901.pdf
เติมศักดิ์ สุขวิบูลย. (2552). การพัฒนาเครื่องมือประเภทมาตรประมาณคา (Rating Scale) ใน
งานวิจัย.สืบคนจาก ms.src.ku.ac.th/schedule/Files/2553/Oct/1217086.doc.
นงลักษณ วิรัชชัย. (2553). ชุดวิชา 21701 การวิจัยหลักสูตรและการเรียนการสอน หนวยที่ 7
การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวของและหนวยที่ 10 สถิติวิเคราะหเชิงปริมาณ: สถิติบรรยาย
และสถิติพาราเมตริก. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
นิพิฐพนธ สนิทเหลือ วัชรีพร สาตรเพ็ชร และญาดา นภาอารักษ. (2562). การคํานวณขนาด
ตัวอยางดวยโปรแกรมสําเร็จรูป G*POWER. สืบคนจาก file:///C:/Users/sm/AppData
/Local/Temp/181958-Article%20Text-595652-1-10-20190623.pdf
185
นิภา ศรีไพโรจน. (2531). หลักการวิจัยเบื้องตน. กรุงเทพฯ: ศึกษาพร.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องตน.กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน.
์
ิ
บุญธรรม กจปรีดาบริสุทธิ. (2531). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร. กรุงเทพฯ: สามเจริญ
พานิช.
บัณฑิตวิทยาลัย. (2558). คูมือวิจัยธและการคนควาอิสระ. เชียงใหม: วนิดาการพิมพ.
ประสพชัย พสุนนท.(2558). การประเมินความเชื่อมั่นระหวางผูประเมินโดยใชสถิติแคปปา.
วารสารวิชาการศิลปะศาสตรประยุกต, 8 (1), 2 – 20.
พีระพงษ เครื่องสนุก. (2558). การสัมภาษณ. สืบคนจาก https://www.gotoknow.org
/posts/587304
พัชรา สินลอยมา .(2553). เอกสารประกอบการสอนวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางนิติวิทยาศาสตร
(510694). นครปฐม: กองบังคับการวิชาการ โรงเรียนนายรอยตํารวจ
ภพ เลาหไพบูลย (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิชย.
ภิรมย กมลรัตนกุล. (ม.ป.พ). การเขียนโครงรางการวิจัย, คนจาก คณะแพทยศาสตร
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เวปไซด: http://cai.md.chula.ac.th/lesson
/research/re12.htm
ี
ี
ภัทรวด มากม .(2559). การออกแบบการวิจัยสําหรับการวิจัยแบบผสานวิธี. วารสารสมาคมนักวิจัย,
21(2), 19 – 31.
มหาวิทยาลัยขอนแกน. (ม.ป.พ.). แนวคิดและระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ. สืบคนจาก
https://home.kku.ac.th/sompo_pu/spweb/230402/23040202.pdf
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2553). การวิจัย.สืบคนจาก
http://www.stou.ac.th/knowledgemanagement/infoserve/kmdb/read_kb.asp?d
b_id=7
รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล. (2556). การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยที่ตีพิมพในวารสารวิชาการระดับ
นานาชาติ: ปจจุบนและแนวโนมในอนาคต (1). ประชาคมวิจัย, 19 (109): 39 - 50.
ั
วรพจน พรหมสัตยพรต. (มปพ.) .ความจําเปนในการวิจัยทางวิทยาศาสตรสุขภาพ. สืบคนจาก
http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit01/U01_05.htm
วิชุดา ไชศิวามงคล. (2559). สถิติเบื้องตน. ขอนแกน: มหาวิทยาลัยขอนแกน
วัลนิกา ฉลากบาง .(2560). การวิจัยแบบผสมผสาน. วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม, 7(2), 124 –
132.
ศุภกิจ วงศวิวัฒนนุกิจ. (2550). พจนานุกรมศัพทการวิจัยและสถิติ. กรุงเทพฯ: ดานสุทธา – การ
พิมพ.
ิ
ศักดิ์สิทธิ์ วัชรารัตน. (2552). เอกสารประกอบการคนควาวิชาสถิติเพื่อการวิจัย. พษณุโลก: สํานักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา.
ิ
ุ
สมชาย วรกจเกษมสกล. (2554). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตร.
โครงการตาราเฉลิมพระเกยรตฉลองพระชนมพรรษา 84 พรรษา: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ํ
ี
ิ
อุตรคิตถ.
186
สมโภชน อเนกสุข. (2564). วิธีการเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพสูวิธีการวิจัยแบบผสม. e-
Journal of Education Studies, Burapha University, 3(1), 1 - 16.
ุ
ื่
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร .(2556). วิทยาศาสตรเพอคณภาพชีวิต. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม.
สามารถ ใจเตี้ย. (2557). การใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพและขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
สาธารณะ. ชุมชนวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, 8 (1), 58 – 62.
สามารถ ใจเตี้ย. (2558). ปจจัยที่มีความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพื้นบานของผูสูงอายุในเขต
เมือง, วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ, 31 (2), 1- 8.
สามารถ ใจเตี้ย. (2561). การพัฒนากิจกรรมการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุในเขตเมืองโดยใชภูม ิ
้
ื
ึ
ปญญาพนบานลานนาดานสุขภาพเปนฐาน กรณีศกษาเทศบาลตาบลสุเทพ อําเภอเมือง
ํ
เชียงใหม จังหวัดเชียงใหม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.
้
สามารถ ใจเตย .(2561). การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบ
ี
ํ
ู
สิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้า กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน. เชียงใหม:
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.
่
สามารถ ใจเตี้ย และพัฒนา บุญญประภา. (2562). ผลกระทบสิงแวดลอมจากปญหาคุณภาพน้ําและ
ขอเสนอแนะกิจกรรมการเฝาระวัง กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วารสาร มฉก.วิชาการ,
23 (1), 32 – 46.
สามารถ ใจเตี้ย สิวลี รัตนปญญา วรรณลักษ แสงโสดา และดารารัตน จําเกิด. (2562). การใช
ื
ํ
ื
ประโยชนสมุนไพรพ้นบานเพ่อการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเทศบาลตาาบลสุเทพ
ํ
อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม.วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,
38(6), 613 – 618.
สามารถ ใจเตี้ย. (2562).การเสริมสรางสุขภาพสังคมผูสูงอายุในยุคไทยแลนด 4.0.วารสารวิชาการ
สาธารณสุข, 28(เพิ่มเติมพิเศษ 2), S185 -S194.
สามารถ ใจเตี้ย และพัฒนา บุญญประภา. (2562). ทัศนคติตอความเสื่อมสภาพของแมน้ําและ
คุณภาพชีวิตของประชาชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วารสารราชพกฤษ, 17 (2), 112 – 121.
ิ
้
ี
สามารถ ใจเตย. (2563). ปจจัยพยากรณพฤตกรรมการบริโภคอาหารพนบานลานนาของผูสูงอายุ
้
ื
ํ
ื
ํ
เทศบาลตาบลสุเทพ อาเภอเมอง จังหวัดเชียงใหม. วารสารหาดใหญวิชาการ, 18(1), 103 –
115.
สามารถ ใจเตี้ย .(2563). วิถีชุมชน ความหลากหลาย และแนวทางการอนุรักษพืชสมุนไพรพื้นบาน
ั
ชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม. เชียงใหม: โครงการอนุรักษพนธุกรรม
พืชอันเนืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)
สามารถ ใจเตี้ย.(2564). การผลิตลําไยนอกฤดูของเกษตรกร อําเภอบานโฮง จังหวัดลําพูน. วารสาร
วิทยาการจัดการวไลอลงกรณ ปริทัศน, 2(1), 35 – 44.
สุมิตร สุวรรณ .(ม.ป.พ.). ความแตกตางการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ. สืบคน
จาก http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=899
187
อทิตยา ใจเตี้ย ดารารัตน จําเกิด ชฏาภรณ เสารเทพ และสามารถ ใจเตี้ย. (2562). ศักยภาพการ
่
ิ
ี
สรางเสริมคณภาพชีวิตเดกทมความตองการพเศษบนฐานการมสวนรวมของชุมชนเขตเมอง
ุ
ี
็
ี
ื
กรณีศึกษาเทศบาลตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม. วารสารมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร (มนุษยศาสตรและสังคมศาสตร), 4(2), 249 - 259.
เอมอร จังศริพรปกรณ. (ม.ป.พ.). แบบแผนการวิจัย ประชากรและกลุมตัวอยาง. สืบคนจาก
ิ
http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~jaimorn/re5.htm
เอื้อมพร หลินเจริญ. (2555). เทคนิคการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ. วารสารการวัดผลการศึกษา, 17
(1), 17 - 29.
ั
อัชฌา อระวีพร. (2555). การประมาณคาตวแบบการถดถอยแบบไรพารามเตอรดวยชุดคําสั่ง
ิ
SemiPar ในโปรแกรมอาร. วารสารวิทยาศาสตรลาดกระบัง, 21(2), 78 - 86.
Academic Writing Help Centre, University of Ottawa. (2007). Writing a literature
review. Retrieved from http://www.sass.uottawa.ca/ writing/kit/grad-literature-
review.pdf
Cochran, W.G. (1977). Sampling Techniques. New York: John Wiley and Sons Inc.
Cronbach, L.J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests.
Psychometrika. 16: 297 – 334.
Creswell, J. W. & Clark, V.P. (2007). Designing and conducting mixed methods
research. Thousand Oaks, CA: Sage
Creswell, J. W. & Clark, V.P. (2011). Designing and conducting mixed methods
research (2nded.). London: Sage Publications.
Cooper, H.M. (1998). Synthesizing research: A guide for literature reviews. London
New York Tokio: Sage Publications.
Daniel, W.W. (2010). Biostatistics: Basic Concepts and methodology for the health
th
sciences (9 ed.). New York: John Wiley & Sons.
Department of Water Affairs and Forestry. (2004a). South africa integrated
strategic perspective: upper orange water management area. DWAF Report
Number: P WMA 13/000/00/0304. Pretoria, South Africa.
Diekhoff, G. (1992). Statistics for the social and behavioral sciences: Univariate,
bivariate, and multivariate. Dubuque, IA: William C. Brown Publishers.
Ebel, R.L. & Frisbie, D.A. (1986). Essentials of educational measurement. Englewood
Cliffs ,New Jersey: Prentice-Hall.
Fraenkel, J.R. and Wallen, N.E. (2006). How to design and evaluate research in
education. New York : The McGraw-Hill Companies, Ind.
Hinkle, D.E, William ,W. & Stephen G. J. (1998). Applied statistics for the behavior
sciences. 4th ed. New York: Houghton Mifflin.
188
Kendall, M. (1945). The treatment of ties in ranking problems. Biometrika, 33 (3), 239
–251.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities.
Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607 - 610.
Kerlinger, F.N. & Lee, H.B.(2000). Foundations of behavioral research. U.S.A.:Thomson
Learning,Inc.
Isaac, S. & Michael, W.B. (1995). Handbook in research and evaluation. San Diego:
EdITS.
Likert, R. (1967). The method of constructing an attitude scale. In Readings in
attitude theory and measurement, ed. Martin Fishbein. New York: John Wiley
& Sons.
Mogalakwe, M. (2006). The use of documentary research methods in social research.
African Sociological Review, 10(1), 221 - 230.
Polit, D.F. & Beck, C.T. (2008). Nursing research: Generating and assign evidence for
nursing practice. Philadelphia: Lippincott.
Rickettes, D.M. (2002). Understanding older adults’ basic computer learning
experiences. The Pennsylvania State University: ProQuest Dissertations
Publishing,
Rowley, J., & Slack, F. (2004). Conducting a literature review. Management Research
News, 27(6): 31 – 39.
Scott, J. (1990). A matter of record, documentary sources in social research.
Cambridge: Polity Press.
Scott, W.(1955). Reliability of content analysis: The case of nominal scale coding.
Public Opinion Quarterly, 19(3), 321 - 325.
Stanley, L., David, W. Hosmer, Jr., Janelle, K., & Stephen, K. Lwanga. (1990).
Adequacy of sample size in health studies. Geneva: WHO.
Sunal, C.S., & Sunal, D.W. (2003). Teacher candidates' conception of guided inquiry
and les- son planning in social studies following web-assisted instruction.
Theory and Research in Social Education, 31(2): 243 – 264.
University of Guelph. (2004). Writing a literature review. Retrieved from
http://www.lib.uoguelph.ca/assistance/writing_services/resources/components
/documents/lit_review.
Wainer, H. & Braun, H. I.(1988). Test validity. U.S.A.: Lawrence Erlbaum Associates, Inc.
rd
Yamane, T. (1973 ). Statistics: An introductory analysis.3 ed. New York: Harper and
Row Publications.