The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jirayu.srichai, 2021-05-27 07:20:25

วิธีวิจัยทางสาธารณสุขศาสตร์เบื้องต้น

143





ตัวแปรที่ใชในการวิเคราะหการถดถอยมีสองแบบใหญๆ คือ ตัวแปรอสระ (Independent

variable หรือ Regressor หรือ Predictor) กบตัวแปรตาม (Dependent variable) โดยทตัวแปรอสระ
ี่



ตองเปนตัวแปรที่ทราบคาและนักวิจัยเปนผูกาหนดคาของตวแปรอสระในการทดลองหรือการศกษา การ



วิเคราะหถดถอย แบงตามลักษณะของขอมูลและสมการถดถอยหรือโมเดลการวิเคราะหถดถอย


(Regression analysis model) ท่แสดงความสัมพนธระหวางตัวแปรตนและตัวแปรตาม ไดเปน 4
ประเภท ดังนี้
1) โมเดลการวิเคราะหถดถอยพหุคูณ (Multiple regression analysis model) เปนโมเดล


การวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพันธระหวางตัวแปร Y กบตวแปร X1, X2, ... เมอตวแปรม ี





ความสัมพันธแบบเสนตรง ดังสมการ
Y = b0 + b1 X1+ b2 X2+ …. + e

2) โมเดลการวิเคราะหถดถอยโพลีโนเมยล (Polynomial regression analysis model)







เปนโมเดลการวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปรตนตวเดยว และตวแปรตามตวเดียว
เมื่อมีความสัมพันธแบบเสนโคงดังสมการ
Y = b0 + b1 X + b2 X2 + …. + e
3) โมเดลการวิเคราะหถดถอยพหุคณมตวแปรดัมม่ (Multiple regression analysis





model with dummy variables) เปนโมเดลการวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปร




ตามหนึ่งตัวแปรกบตัวแปรตนท่เปนตัวแปรนันเมตริกท่ไดรับการใหรหัสใหม (Recode) หรือไดรับการ














เปลี่ยนรูป (Transform) ใหเปนตวแปรดมมสามารถใชศกษาไดทงกรณทตัวแปรมความสัมพันธแบบ
เสนตรงและเสนโคง ไดผลการวิเคราะหเชนเดยวกนกับโมเดลการวิเคราะหความแปรปรวน (ANOVA






ึ่
model) ดงสมการ เม่อมี D1, D2, … Dm-1 เปนตวแปรดมมทสรางขนแทนตวแปรตน X ซงเปนตัว








แปรนันเมตริกที่มี m คา ดังนี้
Y = b0 + b1 D1+ b2 D2+ …. + Dm-1+ e


4) โมเดลการวิเคราะหถดถอยพหุคณมเทอมปฏิสัมพันธ (Multiple regression analysis


model with interaction term) เปนโมเดลการวิเคราะหถดถอยใชศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปร
กรณีที่มีอิทธิพลทั้งอิทธิพลหลักจาก X, Z และอิทธิพลปฏิสัมพันธ (X*Z) ตอตัวแปรตาม ดังสมการ
Y = b0 + b1 X + b2 Z + b2 XZ + …. + e





นอกจากนียังมการพฒนาโมเดลการวิเคราะหถดถอยเพอศกษาความสัมพนธระหวางตัวแปร ใน





รูปเสนโคงตว ‘S’ และโมเดลแบบอ่น ๆ เชน การวิเคราะหถดถอยโลจิสตก (Logistic regression
analysis) การวิเคราะหล็อก-ลิเนียร (Log-linear analysis) การวิเคราะหโลจิท (Logit analysis) เปนตน

ตัวอยางการนําเสนอตาราง และการอานผลการวิเคราะหการถดถอยการศกษาความสัมพนธของ

ปจจัยสวนบุคคล ความรู และเจตคติ กบการปฏิบัตตนในการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของ






ประชาชนในพื้นที่ลุมน้ําลี้ ดังนําเสนอในตารางที่ 7.6
การศึกษานี้ใชรูปแบบสมการวิเคราะหความสัมพันธ ดังนี้
y = a + b x + b x + b x +……+ b x
6 6
3 3
2 2
1 2
ทั้งนี้เมื่อนําตัวแปรทั้ง 6 ตัวเขาสมการแลวคํานวณดวยวิธี Enter ไดแก
X อายุเฉลี่ย (ป)
1
X รายไดตอเดือน (บาทตอเดือน)
2

144




X จํานวนสมาชิกในครัวเรือน (คน)
3
X การเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือนที่ผานมา
4

(ครัง)

X ระดับความรูการใชประโยชนสมุนไพรพืนบาน (คาเฉลี่ย)
5

X ระดับเจตคติการใชประโยชนสมุนไพรพืนบาน (คาเฉลี่ย)
6

ผลการวิเคราะหไดคา F เทากบ 19.500 Sig เทากบ 0.00 และเมอพจารณาคาสัมประสิทธิการ








2
ตัดสินใจเชิงพหุ (R ) พบวามีคาเทากับ 0.491 ซึ่งหมายความวา ตัวแปรทังหมด 6 ตวแปร อธิบายการ









เปลียนแปลงของการปฏิบัตตนในการใชประโยชนพืชสมุนไพรพนบานของประชาชนในลุมน้ําลีไดรอยละ












49.1 เมอวิเคราะหความสัมพนธทระดบนัยสําคญทางสถิตท่ระดบ 0.05 พบวา มตวแปร คอ X อายุเฉลีย


1
(ป) X การเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดอนที่ผานมา (ครัง) และ X



5
4
ระดับความรูการใชการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน (คาเฉลี่ย) มีความสัมพันธกับการปฏิบัตตนในการ


ใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานของประชาชนอยางมีนัยสําคัญทางสถติท่ 0.05 ซ่งเขียนเปนสมการ



พยากรณ ไดดังนี้

สมการพยากรณในรูปคะแนนดบ

Yi (การปฏิบัติตนในการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน) = 1.162 + 0.003 (อายุ
เฉลี่ย) + 0.062 (การเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือนทผานมา) + 0.642
ี่

(ความรูการใชการใชประโยชนพืชสมนไพรพนบาน)



จากสมการขางตนจะเห็นไดวา


การปฏิบัติตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนจะเพ่มข้น 0.003





หนวยตอการเพิ่มขึ้นของอายุประชาชน 1 หนวย






การปฏิบัติตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนจะเพ่มข้น 0.062



หนวยตอการเพมข้นของการเขารับบริการดานสุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดอนทผานมา 1






หนวย



การปฏิบัติตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนจะเพ่มข้น 0.642




หนวยตอการเพิ่มขึ้นของความรูการใชการใชประโยชนพืชสมุนไพรพื้นบาน 1 หนวย

เมอทดสอบความมนัยสําคัญ พบวา ปจจัยท้ง 3 ไดแก อายุเฉลี่ย (ป) การเขารับบริการดาน




สุขภาพในสถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือนที่ผานมา (ครัง) และระดับความรูการใชการใชประโยชนพืช



สมุนไพรพนบาน (คาเฉลี่ย) การปฏิบัตตนในการใชการใชประโยชนพชสมนไพรพนบานของประชาชนม ี








ความสัมพนธกบการอยางมีนัยสําคัญทางสถติ 0.05 (P – value = 0.001 0.008 และ ≤ 0.001
ตามลําดับ) ดังนําเสนอในตารางที่ 7.6

145










ตารางที่ 7.6 ปจจัยทมความสัมพันธกบการปฏิบัตตนในการใชการใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานของ
ประชาชนดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน
ตัวแปรพยากรณ คาสัมประสิทธิ์การถดถอย t P - value
(b) β
คาคงท ี่ 1.162 3.308 0.001
อายุเฉลี่ย (ป) .003 .607 1.299 0.001
การเขารับบริการดานสุขภาพใน .062 .081 1.762 0.008
สถานบริการสุขภาพในชวง 6 เดือน

ที่ผานมา (ครัง)

ระดับความรูการใชการใชประโยชน .642 .103 8.367 ≤ 0.001
พืชสมุนไพรพื้นบาน (คาเฉลี่ย)
2


R = 0.491 SEE 0.376 F = 19.50
* นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การวิเคราะหขอมูลโดยใชสถิตท่มพารามเตอรจะทําใหไดผลการศึกษาวิจัยท่สามารถนําไป








ประยุกตใชไดหลากหลายโดยการนําตัวแปรทมีความสัมพันธสังเคราะหรวมกบสภาพปญหาการวิจัย

นําไปสูแนวทางการปฏิบัติเพื่อการแกไขปญหาดานสาธารณสุขที่เกิดขึ้นได







2. สถตไรพารามเตอร (Nonparametric statistics) เปนวิธีการทางสถตทไมมขอจํากัดใด ๆ คือ




ตัวแปรท่ตองการวัดอยูในมาตราการวัดระดับใดก็ได ขอมูลท่เก็บรวบรวมไดจากกลุมตัวอยางมีการแจก



แจงแบบใดกได และกลุมประชากรแตละกลุมที่นํามาศึกษาไมจําเปนตองมีความแปรปรวนเทากัน
การทดสอบที่ไมใชพารามิเตอรมีอยูหลายวิธี เชน
2.1 การทดสอบเกี่ยวกับประชากรเดียวโดยใชวิธี Wilcoxon Singed-Rank Test
2.2 การทดสอบความแตกตางของสองประชากร





2.2.1 โดยตัวอยางแตละชุดสุมจากประชากรทเปนอสระตอกน ใชวิธี Mann-Whitney U-


Test


2.2.2 โดยประชากรจับคกันใชวิธี Wilcoxon Singed Rank Test for Matched Paired
Deference
2.3 การทดสอบความแตกตางของ K ประชากร (K≥3)
2.3.1 เมื่อตัวอยางแตละชุดเปนอิสระตอกันใชวิธี Kruskal-Wallis H Test
2.3.2 เมื่อตัวอยางแตละชุดไมเปนอิสระตอกน ใชวิธี Friedman Fr Test for a

Randomized Block Design


ทงนี้โดยปกตแลวนักวิจัยมกนิยมใชสถิตมีพารามเตอรทงนี้เพราะผลลัพธทไดจากการใชสถติม ี

ั้








พารามเตอรมอํานาจการทดสอบ (Power of test) สูงกวาการใชสถตไรพารามิเตอร ดงนันเมอขอมลม ี













คณสมบัตทสอดคลองกบขอตกลงเบืองตนในการใชสถตมพารามเตอร จึงไมควรใชสถิตไรพารามิเตอรใน









การทดสอบสมมติฐาน

146




การทดสอบประสิทธิภาพ (E1/E2)




การทดสอบประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนหรือชุดกจกรรมการเรียนรู หมายถง การหา


คณภาพสื่อหรือชุดการสอนหรือชุดกจกรรมการเรียนรู โดยพิจารณาตามข้นตอนของการพฒนาสื่อหรือ




ั้

ชุดการสอนแตละขน ตรงกบภาษาองกฤษวา “Developmental Testing”การทดสอบประสิทธิภาพของ
ชุดหรือสื่อการสอน ตรงกับภาษาอังกฤษวา Developmental Testing
การกาหนดเกณฑประสิทธิภาพกระทําได โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผูเรียน 2 ประเภท


1. ประเมินพฤติกรรมตอเนื่อง (Transitional behavior) คือ ประสิทธิผลตอเนือง อันเปน

พฤติกรรมยอยของผูเรียน เรียกวา “กระบวนการ” (Process) ท่เกิดจากการประกอบกิจกรรมกลุม

กาหนดคาประสิทธิภาพเปน E1= Efficiency of Process (ประสิทธิภาพของกระบวนการ)

2. ประเมินพฤติกรรมสุดทาย (Terminal behavior) คือ ประเมนผลลัพธ (Product) ของผูเรียน


โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียน ประสิทธิภาพของสือหรือชุดการสอนจะกาหนดเปนเกณฑทผูสอน

ี่






คาดหมายวาผูเรียนจะเปลียนพฤตกรรมเปนท่พงพอใจ กาหนดคาประสิทธิภาพเปน E2= Efficiency of

Product (ประสิทธิภาพของผลลัพธ)


ั้
ทงนี้กาหนดใหผลเฉลี่ยคะแนนการทํากิจกรรมทังหมด ตอรอยละของผลการประเมินหลังเรียน
ทั้งหมด นั่นคือ E1/E2= ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ


ใชการคํานวณตามสูตรการคํานวณของชัยยงค พรมวงศ (2556) ดังนี้
E1 = (∑X/N) X 100
A



โดย E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการทจัดไวในกจกรรม คิดเปนรอยละจากการทําแบบ
ประเมินความรูระหวางเรียน
∑X คือ คะแนนจากการทําแบบประเมินความรูระหวางเรียน
A คอ คะแนนเตมของแบบประเมินความรูระหวางเรียน


N คือ จํานวนผูเขารวมกิจกรรม

E2 = (∑F/N) X 100
B








โดยที่ E2 คอ ประสิทธิภาพของผลลัพธ (พฤตกรรมทเปลียนไปในผูเขารวมกจกรรม) คดเปน

อัตราสวนจากการทําแบบทดสอบหลังเรียนการดําเนินกิจกรรม

∑F คอ คะแนนรวมของผูเขารวมกจกรรมจากการทําแบบประเมินความรูหลังเรียนรูกจกรรม




B คือ คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียนหลังเรียนกจกรรม
N คือ จํานวนผูเขารวมกิจกรรม

เกณฑประสิทธิภาพของกจกรรม กําหนดไว 3 ระดับ ดังนี้
ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตําจากเกณฑไมเกินรอยละ 2.5 ใหยอมรับวา

ี่

กิจกรรมสงเสริมการใชสารชีวภาพในการผลิตลําไยนอกฤดูมีประสิทธิภาพตามเกณฑที่ตั้งไว








ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากตาจากเกณฑไมเกนรอยละ - 2.5 ใหปรับปรุงและ
ทดสอบประสิทธิภาพภาคสนามซ้ําจนกวาจะถึงเกณฑ

147









ผลลัพธทไดจากการทดสอบประสิทธิภาพหากหากสูงกวาเกณฑไมเกนรอยละ +2.5 กยอมรับวา







ี่

กจกรรมสงเสริมการใชสารชีวภาพในการผลิตลําไยนอกฤดมประสิทธิภาพตามเกณฑทตั้งไวหากคาทไดสูง

กวาเกณฑเกินรอยละ + 2.5 ใหปรับเกณฑขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น

ตัวอยางการนําเสนอขอมูล เชน การหาประสิทธิภาพของกจกรรมการใชสารชีวภาพทดแทน
สารเคมีการเกษตรในการผลิตลําไยนอกฤดู โดยหาอตราสวนประสิทธิภาพกระบวนการระหวางเรียน (E1)


และผลของการใชกจกรรม (E2) (E1 / E2 = 80 / 80) พบวา คาคะแนนในการทากจกรรมระหวางเรียน







(E1) และผลของการใชกจกรรมการเรียนรู (E2) เรื่อง การผลิตสารชีวภาพเพ่อการเพ่มผลิตลําไยนอกฤด ู
เทากับ 81.86 / 86.66 ทั้งนี้กิจกรรมการมีประสิทธิภาพใหคา E1 / E2 ตามเกณฑ 80 / 80 ที่กําหนดไว



ตารางท 1 ประสิทธิภาพของกิจกรรมตามเกณฑ E1 / E2

กิจกรรม กลุมทดลอง จํานวน E1 E2 E1 / E2
การผลิตผลิตภัณฑชีวภาพ เกษตรกร 32 81.86 86.66 81.86 / 86.66

เพอการเพมผลิตลําไยนอก



ฤด ู

การวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ







การวิเคราะหขอมลเชิงคณภาพ เปนวิธีการสรางขอสรุปจากขอมลจํานวนหนึงซงมักไมใชสถตใน










ั้
การวิเคราะห ทงนี้การวิเคราะหขอมลเชิงคณภาพอาจใชกบการวิจัยเชิงปริมาณท่ผูวิจัยมีการเกบรวบรวม
ขอมลเชิงคณภาพ เชน แบบสอบถามปลายเปด การสัมภาษณ การสังเกต จดบันทก การสนทนากลุม





เพ่อใหขอมลท่รวบรวมมามความหมายและตอบคําถามหรือจุดมงหมายของการวิจัย (เออมพร หลิน









เจริญ ,2555) ท้งนีการรวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพนักวิจัยตองอานหรือทบทวนขอมูลใหเขาใจเนือหา









และทําการจัดกลุมขอมูลไดจากการศึกษาโดยอาจใสรหัสเชิงบรรยายเพ่อเริมตนในการวิเคราะหขอมล
วิธีการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพในการวิจัยทางสาธารณสุข เชน



1. การวิเคราะหสรุปอุปนัย (Analytic induction) เปนการตความสรางขอสรุปขอมูลจากสิงท ี ่


เปนรูปธรรมหรือปรากฏการณท่มองเห็นท่เก็บรวบรวมมาไดจากขอมูลต้งแต 2 ชุดข้นไป เชน การ










ปฏิบัตงาน พฤตกรรมการสรางเสริมสุขภาพ ตลอดจนการดําเนินชีวิต ความเปนอยู และอ่น ๆ เมอผูวิจัย










ไดเห็นหรือสังเกตหลายเหตุการณแลวจึงลงมอสรุป แตหากขอสรุปนันยังไมไดรับการตรวจสอบอนกถือวา




ผลที่ไดเปนสมมติฐาน หากไดรับการยืนยันก็ถือวาเปนขอสรุปซงมีความเปนนามธรรมในระดบตน ซงการ


ึ่

วิเคราะหสรุปอุปนัยจัดไดวาเปนวิธีการวิเคราะหขอมลเชิงคุณภาพทตองนํามาใชสําหรับวิเคราะหขอมลใน






การวิจัยเชิงคณภาพทกเรือง ท้งนี้เพราะการวิเคราะหสรุปอุปนัย เปนการพจารณาลักษณะรวมกันของ







ึ่


ขอมลรูปธรรมเพอสรุปรวมลักษณะดังกลาว ซงเปนไปตามหลักของคาวา อปนัย (Induction) ซงหมาย






รวมถึงการหาความจริงจากขอเท็จจริง (Fact) สวนยอยหลาย ๆ สวนท่มลักษณะเปนรูปธรรมแลวสรุป


ความจริงชุดใหญท่มีลักษณะเปนนามธรรมครอบคลุมขอเท็จจริงสวนยอย การวิเคราะหแบบ





อุปนัย ประกอบดวยขนตอนการปฏิบตดงตัวอยางการศึกษาความหลากหลายและการใชประโยชนพช


สมุนไพรพื้นบานของประชาชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน ดังนี้


ข้นท 1 การถอดเทปขอมลทไดจากการสนทนากลุม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการหรือ









เครื่องมือทางการวิจัยเชิงคุณภาพอื่นอยางละเอียดชนิดคําตอคํา (Transcribing interview)

148








ข้นท 2 การจัดเตรียมขอมล (Data management) โดยจดบันทกเตรียมเปนลักษณะแฟม



ตาง ๆ ดังนี้
แฟมความหลากหลายของพืชสมุนไพรพื้นบานในพนทลุมน้ําลี้ แบงออกเปนแฟมยอย 8 แฟม

ื้
ี่
ยอย คือ
แฟมที 1 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชขับปสสาวะ


แฟมที่ 2 กลุมพืชสมุนไพรแกไข

แฟมที 3 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนยาแกทองเสีย


แฟมที 4 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนยาถายพยาธิ
แฟมที 5 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนยาบํารุงกําลัง

แฟมที 6 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชบรรเทาอาการปวดเมื่อยกลามเนื้อ

แฟมที่ 7 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชแกโรคผิวหนัง
แฟมที่ 8 กลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนสารไลแมลง

แฟมการใชประโยชนพชสมนไพรของประชาชน แบงออกเปนแฟมยอย 2 แฟมยอย คือ


แฟมการใชประโยชนเพื่อการดูแลสุขภาพ
แฟมการใชประโยชนทางการคา
ข้นท 3 การใหรหัส (Coding) จัดหมวดหมขอมล (Categoring) งานวิจัยนีใหความสําคัญกบ








คําวาความหลากหลายของพืชสมุนไพรพื้นบานและการใชประโยชนพชสมนไพร



ขั้นที่ 4 การทําขอสรุปชั่วคราวและการตัดทอนขอมูล (Memoing data reduction)
ข้นท 5 การเสนอขอมูลเพอการวิเคราะหและการนําเสนอ (Displaying data for analysis





and presentation) เปนการนําขอสรุปยอย ๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อหาขอสรุปโดยใชแผนภูมิ (Charts)
ั้
ี่
ขนท 6 การประมวลและสรุปขอเท็จจริง (Drawing and verifying conclusions) โดยการ

ระบุความสัมพันธของสถานการณความหลากหลายของพชสมุนไพรพ้นบานและการใชประโยชนืพืช





สมนไพรกบแนวคดทฤษฎีที่เกี่ยวของ
ขั้นที่ 7 การพิสูจนบทสรุปโดยการตรวจสอบขอมูลแบบสามเสา



ในสวนของการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลจะใชการพรรณนารวมกบภาพถายทเกยวของ เชน ผลการ





วิเคราะหความหลากหลายของพืชสมุนไพรพื้นบานกลุมพืชสมุนไพรบํารุงกําลัง แบงตามวิธีการใชได ดังนี้


1. การนําบางสวนมาดองสุรา ไดแก กาฝากไมสัก (ก่ง กาน) มะเขือแจเครือ (ราก) ฮอสะ
ปายควาย (เปลือก)

2. การนําบางสวนมาตมกบน้ําแลวนํามาด่ม ไดแก หญาหนวดแมลง (ทกสวน) เถาใจนาง



(เถา) ไมฝาง (แกนไม) เปลาเลือดเครือ (ใบ) หญาปกตอ (เถา)


3. การนําบางสวนมาปรุงเปนตํารับอาหาร ไดแก ผักจุมปา (ยอดออนนํามาปรุงเปนอาหาร


ตารับยําโดยใชเครื่องปรุงแบบภาคเหนือ) ผักไห (ยอดออนนํามาปรุงเปนอาหารตํารับแกง ท้งนี้มขอหาม


สําหรับผูหญิงที่ตั้งครรภหามรับประทานจะทําใหแทงลูกได)


การวเคราะหขอมูลทุติยภูม ิ







ขอมลทติยภูมไดมาจากการวิจัยเอกสาร โดยเอกสารทงเอกสารปฐมภูมิและทุตยภูมิควรมีความ


ทันสมัย และสอดคลองกับสถานการรปญหาการวิจัย มีขั้นตอนการวิเคราะหขอมูล ดังนี้

149









ขนตอนท 1 การเลือกเอกสาร โดยขอมูลในการวิจัยเอกสารท้งหมดตองไดมาจากการศึกษาจาก



เอกสารในลักษณะตาง ๆ ทสอดคลองกับวัตถประสงคของการวิจัย ท้งนีตองแตงตั้งคณะกรรมการเพอ







ชวยในการคัดเลือกเอกสารที่มความเหมาะสมกับการวิจัย โดยมีเกณฑสําหรับการคัดเลือกเอกสารมาใชใน


การวิจัย ประกอบดวย ความจริง ความถูกตองนาเชื่อถือ การเปนตัวแทน และความหมาย




ข้นตอนท่ 2 วางเคาโครงการวิเคราะหเปนการจัดระบบการจําแนกคํา หรือขอความในเนือหา

สาระของเอกสารซงผูวิเคราะหควรจัดระบบการจําแนกใหชัดเจนวาจะจําแนกโดยใชคา หรือขอความ










ใดบางระบบ การจําแนกทชัดเจนนีจะชวยใหผูวิเคราะหสามารถทจะนํา เนือหาใดมาวิเคราะหและจะตด



เนื้อหาใดออกไปการกาหนดระบบการจําแนกควรจําแนกโดยการพิจารณาถึงหลักเกณฑตอไปนี้ คือ
1. การจําแนกควรสอดคลองกับปญหา วัตถุประสงคของตัวแปรในการวิจัย
2. การจําแนกควรมีความครอบคลุม คํา หรือขอความทผูวิจัยนํามาใชเปนระบบในการจําแนก
ี่











ควรมความครอบคลุมคาหรือขอความอน ๆ ท่มอยูในเอกสารเพอใหสามารถนํามาลงรหัส แจงนับได 
ถูกตองภายใตคําหลักในการจําแนก

3. การจําแนกควรใชหลักเกณฑเดียวกน เชน การจําแนกโดยใชฐานะทางเศรษฐกจ อาชีพ



เวลาและสถานภาพ เปนตน ซ่งการใชหลักเกณฑเดยวกนในการจําแนกจะมประโยชนปองกนการซาซอน








กันของคําหรือขอความที่จะปรากฏเมื่อทําการแจงนับ





4. การจําแนกควรมีระบบท่เดนชัด ไมควรมีคําซาซอนกันระหวางขอความท่จะนําไปแจงนับ
ภายใตระบบการจําแนกแตละครั้ง



ขนตอนท 3 พจารณาเงอนไขแวดลอม (Context) ของขอมูลเอกสารเปนการพิจารณาเกยวกับ
ั้
ี่




ื่

ลักษณะตาง ๆ ของขอมูลเอกสารที่จะนํามาวิเคราะหเพอใหการวิเคราะหขอมลเปนไปอยางถกตองมความ








ครอบคลุมมากทสุด โดยลักษณะของขอมูลท่จะพิจารณา ไดแก แหลงทมาของขอมล ชวงเวลาของการ




บันทึกขอมล ผูรับขอมูลหรือบุคคลท่ผูบันทึกขอมูลประสงคจะสงขอมูลถึง และแหลงเผยแพรขอมล





ลักษณะเหลานีของขอมลจะชวยใหผูวิเคราะหขอมลสามารถมาวิเคราะหเชือมโยงอธิบายขอมลในเอกสาร







ไดดีขึ้น







ข้นตอนท 4 การวิเคราะหขอมล เปนการนับความถของคาหรือขอความทจําแนกไวภายใตระบบ





การจําแนกทกาหนดไวหลังจากนันกทาการวิเคราะหเชือมโยง สรุปบรรยายขอมลทจําแนกได อางองไปสู 











ขอมูลทั้งหมดในเอกสารนั้น ๆ
ตัวอยางการนําเสนอขอมูล







แมน้ําลี้ยังเปนแมน้าสายเดียวทมแหลงกาเนิดในจังหวัดลําพูนเปนแมน้ําสายสัน ๆ ความยาว

ประมาณ 180 กิโลเมตรเปนสาขาของแมน้ําปงท่มีตนน้ําเกิดจากดอยสบเปม อําเภอทงหัวชาง จังหวัด



ึ่


ลําพูน แลวไหลลงมาทางใตจนถึงใกลอําเภอลี้แลวไหลวกขึ้นไปทางเหนือซงแมน้ําสายนี้ไดไหลผานอาเภอลี้
และอําเภอบานโฮงจากนั้นไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปบรรจบกับแมน้าปงทบานวังสะแกง อําเภอ











เวียงหนองลอง จังหวัดลําพน ในพนทลุมน้าลีมแมน้าลีเปนลําน้าสายหลักและมลําน้ายอยทสําคญ ไดแก
ื้


ี่










หวยแมผาหมน แมน้ําจอง น้ําแมเทย น้ําแมหาง หวยแมแตะ หวยแมหละ หวยแมลอง และหวย

หยวก (คณะกรรมการลุมน้ําปงตอนบน, 2554)
บริเวณตนน้ามีความลาดชันสูง (บริเวณบานหนองหลัก ตําบลตะเคียนปม อาเภอทงหัวชาง















จังหวัดลําพน) มพนทรับน้าฝนประมาณ 315 ตารางกโลเมตร แมน้ําลี้จึงเปนเสมอนเสนเลือดใหญของ
จังหวัดลําพูนทางดานทิศใต ดังภาพที่ 4.1

150


























ภาพที่ 4.1 พื้นที่ตนน้ําลี้
หมายเหตุ: จาก การศึกษารูปแบบและแนวทางขจัดความขัดแยงในการใชประโยชนที่ดินและ

ทรัพยากรปาไมแบบบูรณาการในพื้นที่ตนน้ําลี้ จังหวัดลําพูน (หนา 1), โดยคณิต ธนูธรรม
เจริญ, 2554, สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษที่ 16 กรมอุทยานแหงชาติ สัตวปา และพันธุพืช






อยางไรกตามเมอขอมูลไดรับการวิเคราะหแลวข้นสุดทายของการดําเนินการ คือ การ
ตความหมายขอมลเหลานันเพือพจารณาหาวา อะไรคอ ขอสรุปทไดจากการวิเคราะหขอมูลทไดจากการ







ี่





วิจัยนั้น อนจะสงผลตอการสนับสนุนหรือปฏิเสธสมมตฐานทตงไว ท้งนี้การตีความหมายผลการวิเคราะห










ขอมูลที่ดีผูตีความตองตั้งใจแนวแนที่จะคนหาความจริงทุกอยางที่ซอนเรนอยูในขอมูล มความรูความเขาใจ




อยางกวางขวางในเหตุการณหรือเรื่องท่กําลังศกษา มีความคิดท่เปนระเบียบและมีเหตุผลในการทํางาน
และมความสามารถในการใชภาษาที่ชัดเจน อานเขาใจไดงาย


บทสรุป
ขอมูลเปนขอเท็จจริงท่เกิดข้น ขอมูลอาจจะอยูในรูปของขอความหรือตัวเลข สวนตัวแปรเปน


ขอมูลที่ไดจากสังเกต วัด การสอบถามจากหนวยที่ศึกษา การวิเคราะหขอมูลโดยการใชสถตเชิงบรรยายทัง







การแจกแจงความถี คาเฉลี่ยเลขคณต คาสวนเบ่ยงเบนมาตรฐาน เปนการบรรยายคณลักษณะของสิงท ่ ี




ตองการศึกษาจากกลุมใดกลุมหนึ่งโดยเฉพาะ การใชสถิติเชิงอนุมานสถิติอางอง ทังสถิตมพารามเตอรและ












สถิติที่ไมมพารามเตอรเปนการอธิบายคณลักษณะของสิ่งทตองการศกษาในกลุมใดกลุมหนึง แลวสามารถ

อางองไปยังกลุมอน ๆ ได ในสวนการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพทังการวิเคราะหแบบอุปนัยและการ







วิเคราะหเนื้อหาเปนวิธีการสรางขอสรุปจากขอมูลจํานวนหนึ่งซึ่งมักไมใชสถิติในการวิเคราะห

151







บทที 8




การเขยนเคาโครงการวิจัย

โครงรางการวิจัยเปนเหมือนการแปลงคําถามการวิจัยใหออกมาเปนแผนดําเนินการ ผูวิจัย



ตองชั่งน้ําหนักระหวางความถูกตองกับความเปนไปไดของการทาวิจัย ในบางสถานการณถาจะทาวิจัย




ใหถูกตองสมบูรณอาจจะไมมีทางเปนไปได จึงอาจตองหยอนหลักเกณฑบางอยางเพอใหสามารถ
ดําเนินการวิจัยได ท้งนี้โครงรางการวิจัยจะมีองคประกอบแตกตางกันออกไปตามแตหนวยงาน

สถาบันการศึกษาหรือแหลงทุนวิจัยจะกําหนด

สวนประกอบของโครงรางการวจัย



โครงรางการวิจัย (Research proposal) เปรียบเสมอนแมบทหรือแนวทางในการดําเนินการ





วิจัยแตละเรื่อง จึงควรพัฒนาขึ้นกอนที่จะเริ่มดําเนินการวิจัยเพื่อแสดงรายละเอยดตาง ๆ เกยวกับการ

วิจัยตั้งแตเริมตนจนเสร็จสิ้นการวิจัย จึงควรเขียนโครงรางการวิจัยใหละเอยด มแนวคดทชัดเจน







เกี่ยวกับคําถามการวิจัย วัตถุประสงค สมมติฐาน รูปแบบการวิจัยและระเบียบการวิจัย ตลอดจนการ




บริหารโครงการวิจัยนัน นอกจากนีโครงรางการวิจัยยังเปนเอกสารทจะสือระหวางผูรวมวิจัยเพือให



เขาใจในหลักการเดียวกน และสามารถปฏิบัติตามไดถูกตอง โครงรางการวิจัยยังชวยใหผูวิจัย สามารถ









ตดตาม นิเทศ ควบคม กากบงาน และประเมินผลการดาเนินงานในแตละข้นตอนไดอยางถกตอง


(ภิรมย กมลรัตนกล, ม.ป.พ.) ทงนี้องคประกอบจะแตกตางกนตามแตหนวยงาน สถาบันการศึกษา





และแหลงทุนสนับสนุนการวิจัย อยางไรก็ตามผูวิจัยควรเขียนรายละเอียดในแตองคประกอบใหชัดเจน

โครงรางการวิจัยควรมีองคประกอบสําคัญดังนี้
ชื่อเรื่อง การตั้งชื่อเรื่องวิจัยตองเขียนใหชัดเจน เขาใจงาย ไมเขียนอยางคลุมเครือ และควร
ี่
ระบุใหทราบตั้งแตจุดมงหมายของการวิจัย ตัวแปร กลุมตัวอยางและพื้นทที่จะศึกษาวิจัย
ุ


ความเปนมาและความสาคัญของปญหา






ความเปนมาและความสําคญของปญหาเปนหัวขอทนักวิจัยตองเขยนใหชัดเจนวางานวิจัยทจะ

ทํานั้นเปนปญหาอยางไร โดยอางอิงหลักฐาน ความเปนมาโดยตอเนื่องของปญหาต้งแตอดีตจนถง




ปจจุบน และใหความสําคัญกับความรุนแรงของปญหาในปจจุบันอยางยวดยิ่ง ผลกระทบสืบเนื่องจาก
ปญหาตอสวนรวมเปนอยางไร และนักวิจัยตองบอกดวยวาทาไมจึงทํางานวิจัยเรื่องนั้น ทงนี้เนื้อหา

ั้




ทกตอนในความเปนมาและความสําคญของปญหานีนักวิจัยตองพยายามหาหลักฐานมาอางอง


ประกอบโดยตลอด
ตัวอยาง เชน การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม
และสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
ขอมูลระดับโลก (สวนแรก): สภาพแมน้ําในกลุมประเทศที่พัฒนาแลวปญหาสวนใหญมาจาก












ความตองการน้ําของประชาชนทเพมมากข้นทาใหมการนําน้าจากแมน้ามาใชเพอการอปโภค บริโภค






ในชุมชนและการเกษตรกรรมทขยายพ้นท่เพ่อการผลิตอาหารใหเพยงพอกบความตองการของ



ประชากร ประกอบกับภาวะโลกรอนทาใหปริมาณน้ําลดลงและภาวะน้ําทวมสงผลตอสิ่งมีชีวิตใน


152













แมน้า และคณภาพน้าในแมน้ําเสือมโทรม (Environment Canada, 2011) ในกลุมประเทศกําลัง





พฒนาสาเหตของปญหาคุณภาพน้าเสื่อมโทรมมาจากการท่ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม และระบบ





การผลิตดานการเกษตรปลอยน้าเสียลงสูแหลงน้าโดยไมผานการบําบัด (Zhang et.al., 2011) และ
ิ่
กลุมประเทศนี้กําลังขยายฐานการผลิตทางดานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรมทําใหการใชน้ําเพมมาก
ขึน ในทวีปเอเซียปญหาแหลงน้ําสวนใหญเกิดจากนโยบายของภาครัฐท่ตองการพฒนาและใช



ประโยชนจากแหลงน้ําโดยที่ไมคํานึงถึงผลกระทบกับประชาชนที่ใชประโยชนจากแหลงน้ํา รวมถงการ

เปลียนแปลงคุณภาพน้ําในแหลงน้ําผิวดนจากการปนเปอนของสารมลพิษทางน้ําเพ่มข้น (Vickie,





2011) โดยเฉพาะกลุมประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง มีรายงานการศึกษา พบวา เกอบรอย

ละ 15 ของแมน้ําสายหลักในประเทศจีนมีคุณภาพน้ําในระดับเสื่อมโทรมมาก (ระดับ 6 ตามมาตรฐาน






ประเทศจีน) ซงสะทอนใหเห็นวาคุณภาพน้าในจีนสกปรกเกนกวาท่นํามาใชในระบบชลประทาน
ยิ่งกวานั้นแหลงน้ําและน้ําประปาในเขตเมืองรอยละ 90 มีการปนเปอน








ขอมลประเทศไทย (สวนทสอง): ในประเทศไทยกรมควบคมมลพษ (2554) ไดรายงานการ

ตรวจวัดคณภาพแหลงน้าผิวดินทสําคัญท่วประเทศจํานวน 52 แหลง โดยประเมนจากมาตรฐาน





คุณภาพแหลงน้าผิวดินพบวาแหลงน้าผิวดินมคุณภาพน้ําอยูในเกณฑเสื่อมโทรม รอยละ 23 ทงนี้
ั้




สาเหตุหลักททําใหคุณภาพน้ําในแมน้ําสายหลักของประเทศไทยเสื่อมโทรมสวนใหญมาจากน้ําเสีย




ชุมชนซึ่งมีองคประกอบสําคัญเปนอินทรียสารเมื่อระบายลงสูแหลงน้ําทาใหปริมาณออกซเจนในแหลง


ิ่

ึ้
น้ําลดลงหรือมีความสกปรกในรูปสารอนทรียเพมขน มีรายงานการศึกษาการประเมนดัชนีคณภาพน้า



ดานการคมครองสัตวน้าบงชี้วาคณภาพน้าสําหรับการดํารงชีวิตของสัตวน้าในแมน้าบางประกงอยูใน










ระดับตา ในแมน้ําปราจีนบุรี และแมน้ํานครนายกชวงปลายแมน้ําคุณภาพน้ําสําหรับการดํารงชีวิต
ของสิ่งมีชีวิตในน้ําอยูในระดับต่ํา นอกจากนียังพบการปนเปอนของสารมลพิษในแมน้ําขนาดเล็กใน




พื้นทตนน้ํา นอกจากนี้ยังพบวาคณภาพน้าในแมน้าสาขาแมถาง จังหวัดแพร มีการปนเปอนของไนเต
ี่







รท ไนโตรเจน แอมโมเนียไนโตรเจน และปริมาณฟอสฟอรัสทงหมด โดยมคาเฉลียมากทสุดในแหลง




ั้




ี่


ื้
น้ําที่ไหลผานพนทการเกษตร ทงนี้สาเหตุเนื่องจากในพนทการเกษตรมการใชปยเคมและสารเคมเพอ



เพิ่มผลผลิต









ขอมลพนทศึกษา (สวนทสาม): กรมควบคมมลพษไดประกาศใหแมน้าลีตงแตจุดบรรจบ



ี่




ระหวางแมน้ําลี้กับแมน้ําปงบริเวณบานตนผึ้ง หมูท 2 ตําบลหนองลอง อาเภอเวียงหนองลอง จังหวัด
ี่












ลําพน กโลเมตรท 0 จนถงแมน้าลีบริเวณบานใหมศิวิไล หมท 12 ตําบลลี้ อาเภอลี จังหวัดลําพน




กโลเมตรท 115 เปนแหลงน้าทไดรับน้าท้งจากกจกรรมบางประเภทและสามารถเปนประโยชนเพอ













การอุปโภคและบริโภคโดยตองผานการฆาเชื้อโรค และผานกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ําทัวไป

กอน (แหลงน้ําประเภทท 2) แมน้ําลี้ยังถูกจัดใหเปนแมน้ําที่เสี่ยงตอการเกดมลพษทางน้ําระดับสูงของ

ี่


ภาคเหนือ (หนวยศึกษาและเฝาระวังมลพิษทางน้ํา, 2552) นอกจากนี้ยังเกดการบุกรุกพ้นทแมน้าเพอ











การเกษตรทําสวนลําไยและสวนมะมวง แมน้ําต้นเขนฤดูแลงน้ําจะเหลืออยูเฉพาะหนาฝายเทานัน
การฟุงกระจายของตะกอนทองน้ําจากการดูดทรายซึ่งเปนสาเหตุของตลิ่งพัง รวมถงประชาชนท้งขยะ


บริเวณริมตลิ่งแมน้ํา สวนผลกระทบสุขภาพชาวบานที่ลงไปหาปลาและเด็กทลงเลนน้ําในแมน้ําเกดผด

ี่



ผื่นเมื่อสัมผัสน้ําในแมน้ํา ประชาชนสังเกตเห็นวาปลาบางชนิดที่เคยมอยางชุกชุมในแมน้ําหายไป สวน

153







ึ่
ที่เหลือจะเกิดบาดแผลตามตัวสาเหตุอาจจะมาจากการใชสารเคมีการเกษตรและน้ําเสียซงบางชวงของ
แมน้ําน้ํามีสีคล่ําและมีกลิ่นเหม็น ประชาชนเกิดความกังวลวาจะไมสามารถใชประโยชนแมน้ําลี้ไดอีก

บทสรุป (สวนทส): ดวยเหตุดังกลาวคณะผูวิจัยจึงมความสนใจเสริมสรางการเรียนรูชุมชน


ี่
ี่
ผานการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา อันจะสงผลตอการเรียนรู 








ของชุมชนในการพจารณาผลระทบตอสิงแวดลอมและสุขภาพอยางรอบดาน เพอใหผูมีสวนไดเสีย



ตดสินใจนํามาใชเปนขอมูลสําคัญเพ่อการกาหนดนโยบายของหนวยงานของรัฐ และการดําเนิน



โครงการท่อาจสงผลกระทบตอชุมชน และยังเปนกระบวนการทชวยสนับสนุนการเสริมสรางสุขภาพ


ึ้
ั้

และยับยั้งการดําเนินการที่อาจเปนภัยคุกคามตอสุขภาพของประชาชน โดยมุงใหกจกรรมเกดขนทงใน



ระดับครัวเรือนและชุมชน ท่สอดคลองกับประเพณี วัฒนธรรมทองถนและวิถีชีวิตของชุมชน มีการ



วางแผนและตดตามผลอยางตอเนื่องเพ่อใหการแกไขปญหาคุณภาพน้ําของแมน้าลีเกดขนอยางถาวร






อันจะสงผลตอภาวะสุขภาพชุมชนและการใชประโยชนแมน้ําลี้ตอไป
ความเปนมาและความสําคัญของปญหาการวิจัยเปนสวนสําคัญที่ชัดจูงใหผูอานเขาใจ จึงควร

ใหรายละเอียดเกี่ยวกับความเปนมาของสถานการณที่สนใจ และความเกี่ยวเนื่องไปสูสถานการณอื่น


การเขียนในสวนนี้ควรมการอางอิงหลักฐานหรือเหตุการณโดยเรียงลําดับจากขอมูลภาพกวาง (ขอมูล




ปญหาระดบโลก) ขอมูลระดบรอง (ขอมูลปญหาระดับประเทศ) และขอมูลเฉพาะ (ขอมูลปญหาใน


พื้นที่) ดังภาพที่ 8.1


ปญหาระดับโลก

ปญหาระดับประเทศ


ปญหาระดับพื้นท ี่






ภาพที่ 8.1 การอางองหลักฐานและสถานการณในการเขียนความเปนมาและความสําคญของปญหา

คําถามการวิจัย







การต้งคําถามเปนข้นตอนท่สําคัญเพราะคาถามวิจัยท่ผูวิจัยต้งข้นบงบอกใหทราบถึง







ประเด็นท่ผูวิจัยตองการทราบหรือทาความเขาใจในเรืองทเลือกเปนหัวขอวิจัยนั้น อกท้งยังชวยให




ั้




ผูวิจัยประเมินวาตองทํางานวิจัยอยางไรและในทิศทางใดจึงจะนําไปสูคาตอบของคาถามนัน ๆ ทงนี้


ผูวิจัยอาจเริ่มตั้งคําถามดวยวลีคําถาม เชน อะไร อยางไร ที่ไหน เมื่อไร กบใคร ตัวอยางเชน
หัวขอวิจัยเปนสวนหนึ่งของอะไร และประกอบดวยเรื่องอะไรบาง
ความเปนมาของเรื่องนี้เปนอยางไร

154







การวิจัยเรื่องนี้สามารถจัดหมวดหมูใหอยูในประเภทใด
การวิจัยเรื่องนี้มอะไรดี สามารถนําไปใชอะไรไดบาง








เม่อรวบรวมคาถามท่ตงข้นมาแลวควรจัดกลุมของคาถามและมงความสนใจไปยังคาถามท ี ่









ขึ้นตนดวยทําไม หรืออยางไรและพิจารณาวาคาถามไหนทผูวิจัยสนใจและอยากรูคําตอบท่สุด คาถาม
นั้นจะเปนคําถามสําหรับงานวิจัยของผูวิจัย
สวนองอาจ นัยพฒน (2551) ใหแนวทางไววา การเขยนคาถามการวิจัยสามารถเขยนได 3





ลักษณะ คือ





1. ประเด็นคําถามเชิงพรรณนา ไดแก การกําหนดหัวขอปญหาวิจัยในรูปคาถามทวา “ อะไร



คอ อะไรเปน” (What is) การตอบประเดนคําถามดังกลาวนี้แสดงเปนนัยวานักวิจัยจะตองอาศยการ





วิจัยเชิงสํารวจ เชน อะไรคือพฤตกรรมแปลกแยกของนิสิต/นักศึกษาทมีความเบียงเบนทางเพศ
อะไรคือพฤติกรรมการบริหารของผูบริหารโรงพยาบาลศูนยดีเดนและไมดีเดน

2. ประเด็นคําถามเชิงความสัมพันธ ไดแก การกําหนดหัวขอปญหาวิจัย ในรูปของคาถามทมง


ี่




หาคาตอบวา “ ตวแปร X มความสัมพันธกบตวแปร Y หรือไม” หรือ “ ตวแปร X พยากรณตว





แปร Y ไดหรือไม”





การสืบหาคําตอบของคําถามท้ง 2 ประเด็นนี้ แสดงเปนนัยวานักวิจัยตองออกแบบการวิจัย

เปนประเภทการศกษาสหสัมพนธ (Correlation design) เชน พฤตกรรมการดื่มสุราของนักศึกษาม ี






ความสัมพันธกบผลสัมฤทธิทางการเรียนหรือไม ปจจัยใดทานายการบริโภคอาหารพนบานของ


ผูสูงอายุในเขตเมือง
3. ประเด็นคาถามเชิงเปรียบเทียบ ไดแก การกําหนดหัวขอปญหาวิจัยในรูปของคาถามท ่ ี


มุงเนนการเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือปรากฏการณทสนใจระหวางกลุมควบคมททดาเนินตามสภาวะ






ี่





ปกติและกลุมทดลองท่จัดกระทาทางการทดลองข้นกลาวอีกอยางหนึ่ง คือ รูปแบบของคาถาม










ประเภทนีมงหาคาตอบวา “มความแตกตางระหวางกลุมตวอยางหรือวิธีการทนักวิจัยดําเนินการขน




หรือไม” คําถามวิจัยประเภทนี้ตองอาศยแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental design) หรือ




การศกษายอนรอยเปรียบเทยบหาสาเหต (Causal comparative design) มาใชในการสืบคนหา
คําตอบ เชน คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้ชวงฤดูหนาวกับฤดูรอนมีความแตกตางกันหรือไม 
ึ่


สุวิมล วองวานิช (2550) ไดยกตัวอยาง การต้งคําถามวิจัยของงานวิจัยประเภทตาง ๆ ซงม ี

วัตถุประสงคของการวิจัยแตกตางกันไว ดังนี้

1. การวิจัยเชิงสํารวจ มีเปาหมายเพื่อศึกษาเหตุการณ สภาพตาง ๆ ทเกดขน ตวแปรทศกษา









ไมถูกจัดกระทําแตเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน

1.1 สภาพปญหาสุขภาพของผูสูงอายุในเขตเมือง จังหวัดเชียงใหมมีอะไรบาง
1.2 สุขภาพทางสังคมของผูสูงอายุเขตชนบทมีอะไรบาง



2. การวิจัยเชิงทดลอง มเปาหมายเพ่อศกษาอทธิพลหรือผลของตวแปรจัดกระทาทมีตอตว






แปรตาม โดยมีการควบคุมตัวแปรที่ไมเกี่ยวของโดยใชแผนการทดลอง ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน

2.1 ประสิทธิภาพของสารสกัดขม้นชันมีผลตอจํานวนลูกน้ํายุงลายตางกับตํารับควบคุม
อยางไร
2.2 คุณภาพน้ําในแมน้ําปงระหวางเดือนสิงหาคมกับเดือนมีนาคมตางกันอยางไร

155











3. การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง มีเปาหมายเพื่อศึกษาอิทธิพลหรือผลของตัวแปรจัดกระทาทมตอตว





แปรตาม โดยมการควบคุมตัวแปรท่ไมเกยวของโดยใชแผนการทดลอง โดยการควบคุมความ



แปรปรวนโดยแผนแบบการทดลองและสถต ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
3.1 ประสิทธิผลของโปรแกรมลดน้าหนักในนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคเหนือ

เปนอยางไร
3.2 ผลของแผนพัฒนาสุขภาพชุมชนตอการจัดการสุขภาพของประชาชนเขตชนบท
ภาคเหนือเปนอยางไร


4. การวิจัยเชิงบรรยาย/เชิงสัมพันธ/เชิงเปรียบเทยบ-สาเหตุ มเปาหมายเพอศกษาเหตการณ 








ความสัมพันธระหวางตัวแปร ตวแปรท่ศึกษาไมถกจัดกระทาแตเกดข้นตามธรรมชาต ตัวอยางคําถาม




การวิจัย เชน

4.1 ปจจัยอะไรท่สงผลตอความสําเร็จในการจัดการสรางเสริมสุขภาพจิตของครูระดบ


ประถมศึกษาบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม 
4.2 ระดับการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุในบนพื้นที่สูงมีความแตกตางกันอยางไร



5. การวิจัยเชิงคุณภาพ มีเปาหมายเพ่อบรรยายปรากฏการณท่เกิดข้นในปจจุบันใหเห็น
ภาพรวมอยางลึกซง บรรยายเชิงพรรณนาถงสภาพการเปลียนแปลงปรากฏการณ รวมถึงวิเคราะห/
ึ้



เชื่อมโยงความเก่ยวของระหวางปรากฏการณหรือสรางทฤษฎีฐานราก (Ground theory) และ

บรรยายสภาพผลที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขสถานการณตาง ๆ ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
5.1 ในการสรางเสริมสุขภาพโดยเนนผูสูงอายุเปนศูนยกลาง นักวิชาการสาธารณสุขตอง
ปรับบทบาทอยางไร
5.2 มีปญหาในการปรับตัวใหมตามปรัชญาในการสรางเสริมสุขภาพแบบใหมอยางไร


ความสัมพันธระหวางผูสูงอายุกบนักวิชาการสาธารณสุขเปลี่ยนไปอยางไร ปฏิสัมพันธ
ระหวางผูสูงอายุเปลี่ยนแปลงไปเปนแบบใด พฤตกรรมการสรางเสริมสุขภาพเปนแบบใด




6. การวิจัยและพัฒนา มเปาหมายเพอพฒนาระบบ เครื่องมอ หรือผลงานทางวิชาการ และ


ั้
ตรวจสอบสิ่งที่พัฒนาขึ้นในดานประสิทธิผลและประสิทธิภาพ รวมทงความเหมาะสมกบสภาพเงอนไข

ื่
ตาง ๆ ตัวอยางคําถามการวิจัย เชน
6.1 รูปแบบการจัดการสุขภาพที่เนนภาคประชาชนที่พัฒนาขึ้นมีลักษณะเชนใด




6.2 บทเรียนวิทยาศาสตรทองถน เรือง พิธีกรรมจิตบําบัดตามแบบแผนภูมปญญา
พื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสรางสุขภาพจิตผูสูงอายุมีลักษณะอยางไร

คําถามการวิจัยเปนการนิยามปญหาทผูวิจัยสนใจ ผูวิจัยจึงตองเขยนอยางชัดเจน เพราะ





ปญหาที่ชัดเจนจะชวยใหผูวิจัย กําหนดวัตถุประสงค ตั้งสมมติฐาน ใหนิยามตัวแปรทสําคญ ตลอดจน
ี่
การวัดตัวแปรเหลานั้นได
วัตถุประสงคการวิจัย
วัตถประสงคการวิจัยเปนหัวขอทสําคญอีกหัวขอหนึงเปนเสมือนเขมทิศนําทางการวิจัยนัน











นักวิจัยตองเขียนใหชัดเจน ทงนี้วัตถประสงคของการวิจัยตองกาหนดวาตองการศกษาในประเดน



ั้













ใดบาง ในเรืองทจะทาวิจัย ตองชัดเจน และเฉพาะเจาะจง ไมคลุมเครือโดยบงชีถงสิ่งทจะทา ทง



156














ขอบเขตและคําตอบทคาดวาจะไดรับ ทงในระยะสั้นและระยะยาว การต้งวัตถประสงคตองให
สมเหตุสมผลกับทรัพยากรที่เสนอขอ และเวลาที่จะใช จําแนกไดเปน 2 ชนิด คือ




1.วัตถุประสงคทั่วไป (General objective) กลาวถึงสิ่งทคาดหวังหรือสิงท่คาดวาจะเกดขน
ี่




ี่
จากการวิจัยนี้ เปนการแสดงรายละเอียดเกยวกบจุดมงหมาย ในระดบกวางจึงควรครอบคลุมงานวิจัย


ทีจะทําทังหมด ตัวอยางเชน เพอศึกษาผลกระทบสิงแวดลอมและสังคมทเกิดจากปญหาการ





เสื่อมสภาพของแมน้ําลี้ที่สงผลกระทบตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้


2.วัตถประสงคเฉพาะ (Specific objective) จะพรรณนาถึงสิงท่จะเกิดขนจริง ในงานวิจัย








นี้ โดยอธิบายรายละเอียดวาจะทาอะไร โดยใคร ทามากนอยเพยงใด ทไหน เม่อไร และเพออะไร โดย




การเรียงหัวขอควรเรียงตามลําดับความสําคัญ กอน หลัง ตัวอยางเชน

2.1.ศึกษาผลกระทบสิงแวดลอมและสังคมจากปญหาการเสื่อมสภาพของแมน้าลี้ท่สงผล


ตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้
2.2. เพ่อพิสูจนและหาแหลงท่มาของผลกระทบสิ่งแวดลอมและสังคมจากปญหาการ


เสื่อมสภาพของแมน้ําลี้ที่สงผลตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้


2.3. พัฒนาและเสนอแนะมาตรการการแกไขปญหาผลกระทบสิงแวดลอมและสังคมที ่
สงผลตอสุขภาพของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้






ั้
ทงนี้อาจเขียนวัตถุประสงคท่เนนการสํารวจปรากฏการณและปจจัยทมีความสัมพนธกบ
ปรากฏการณนั้น ซึ่งโดยทั่วไปจะใชการการศึกษาเชิงพรรณนา เชน
1. เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทํางาน และการปฏิบัติตามจริยธรรมการทางานของ

บุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม


2. เพื่อศึกษาความสัมพันธของปจจัยสวนบุคคลและการปฏิบัติจริยธรรมการทํางานกบระดับ

คุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม


การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัยจะเขียนเปนความเรียงสั้นกะทัดรัดเพียงไมก่บรรทัดแต 
สามารถระบุปญหาของการวิจัยท่ตองการรูคาตอบไวอยางครบถวนหรืออาจแยกเขยนปญหาของการ










วิจัยท่ตองการรูคําตอบสั้นกะทดรัดเปนขอโดยแตละขอตองระบุปญหาทตองการรูคาตอบเพียง










ประเดนเดยว ซงงานวิจัยชินหนึ่ง ไมควรมวัตถประสงคของการวิจัยมากจนเกนไป รวมถงหามนํา









ประโยชนทคาดวาจะไดรับจากการวิจัยมาเขยนเปนวัตถุประสงคของการวิจัย ผูวิจัยตองแยกแยะให



ไดวา อะไรคือวัตถุประสงคของการวิจัย และอะไรคือประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากการวิจัย
ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ
การทบทวนทฤษฎีและงานวิจัยท่เก่ยวของเปนการเขียนถึงสิ่งท่ผูวิจัยไดมาจากการศึกษา



คนควาเอกสารตาง ๆ ท้งทฤษฎี หลักการ ขอเท็จจริงตาง แนวความคดของผูเชี่ยวชาญ ตลอดจน












ผลงานวิจัยทเกยวของกบปญหาของผูวิจัย อนจะสงผลตอการศกษาแนวทางในการดาเนินการศึกษา







ของผูวิจัย การเขยนเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของในเคาโครงการวิจัยนี้ ควรสรุปเฉพาะท่สําคญ ๆ



ตามความจําเปน โดยใหมีความยาวไมมากนัก สวนรายละเอียดใหเขียนไวในรายงานการวิจัยฉบับ
สมบูรณที่เผยแพรหลังเสร็จสิ้นงานวิจัยแลว ตัวอยางการสรุปแนวคิด ทฤษฎี เชน
การวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอม เปนการใชหลักวิชาการในการทานาย หรือคาดการณ 


ั้

ี่
ผลกระทบทั้งในทางบวกและทางลบของการดําเนินโครงการพัฒนาทจะมตอสิ่งแวดลอมในทกดาน ทง


157












ทางทรัพยากรธรรมชาตและทางเศรษฐกจ สังคม เพอจะไดหาทางปองกันผลกระทบสิ่งแวดลอม

ในทางลบที่อาจเกดขึ้นใหเกิดขึ้นนอยที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีการใชทรัพยากรธรรมชาติ


การวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมของประเทศไทยในปจจุบันประกอบดวยการศกษาท ่ ี

จะตองครอบคลุมระบบสิ่งแวดลอมทั้ง 4 ดาน ตามแนวคิดของ U.S.EPA ไดแก 

1. ทรัพยากรทางกายภาพ เปนการศกษาถงผลกระทบของทรัพยากรทไมมชีวิต เชน ดิน





น้ํา อากาศ และมลพิษวาสงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงอยางไร


2. ทรัพยากรทางชีวภาพ เปนการศกษาถงการเปลียนแปลงในดานตาง ๆ ท่มตอระบบ





นิเวศ เชน ปาไม สัตวปา สัตวน้ํา ปะการัง เปนตน





3. คุณคาการใชประโยชนของมนุษย เปนการศกษาถงการใชประโยชนจากทรัพยากรทง
กายภาพ และชีวภาพของมนุษย เชน การใชประโยชนทดน การเกษตรกรรม ระบบสาธารณปโภค




วาไดรับผลกระทบอยางไรบาง



4. คณภาพชีวิต เปนการศึกษาถึงผลกระทบท่จะเกิดตอมนุษยชุมชน ระบบเศรษฐกจ
การประกอบอาชีพ วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ คานิยม และคุณคาความสวยงาม เปนตน



การวิเคราะหผลกระทบสิงแวดลอมเปนการจําแนกผลกระทบทอาจจะเกิดขนตอ


สภาพแวดลอมหรือสภาพแวดลอมที่อาจจะมีผลกระทบตอโครงการหรือกจการนั้น ทงในทางบวกและ
ั้


ทางลบ เพ่อเปนการเตรียมการควบคุม ปองกัน และแกไขกอนการตัดสินใจดําเนินโครงการหรือ


กิจการนั้น ๆ โดยหลักการสําคัญในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดลอม ไดแก การมสวนรวม มความ



โปรงใส มความแนนอน สามารถอธิบายได เชื่อถือได เปนตน และจะตองมีความเขาใจในดัชนี

สิ่งแวดลอม หลักเกณฑทางสิ่งแวดลอมและการศึกษาคามาตรฐานทางสิ่งแวดลอม




ตวอยางการสรุปงานวิจัย เชน ผูวิจัยไดศึกษา คนควางานวิจัยทเก่ยวของเพ่อเปนขอมูล




ี่
ประกอบการวิเคราะหผลกระทบคุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําทสงผลกระทบตอคณภาพชีวิต








ในครั้งนี้ ซ่งงานวิจัยท่เก่ยวของกับผลกระทบคณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้าทสงผลกระทบ


ตอคณภาพชีวิตท้งดานรางกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดลอม โดยงานวิจัยดานนีในประเทศไทยและ



ตางประเทศไดมีการศึกษา ดังนี้


ไพรินทร รุยแกว (2550) พบวา การผลิตในภาพรวมของพ้นท่ลุมน้ําปากพนังมีท้งการผลิต


ขาว การผลิตพืชผักในรูปแบบไรนาสวนผสม และทสําคญคือการผลิตกงในพ้นท่ริมชายฝงทะเลและ

















ขยายพ้นทไปยังพนท่ราบลุมริมฝงแมน้าปากพนัง ซ่งสงผลใหระบบนิเวศเสียหายอยางรุนแรงและ
รวดเร็ว


Lvey, Loe & Kreutzwiser (2006) พบวา การระบาดของเชือโรคทมีน้าเปนสือ 16 ชนิด




ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปทําใหประชาชนมากกวา 400,000 เจ็บปวยและบางสวนเสียชีวิต ซงใน

ประเทศแคนาดาน้ําอุปโภคในเขตเมืองมีการปนเปอนของเชื้อกอโรคซงคาดวามาจากน้ําเสียจากฟารม

ึ่
ปศุสัตว
สมมติฐานและกรอบแนวคิดในการวิจัย




การตงสมมติฐาน เปนการคาดคะเนหรือการทายคาตอบอยางมีเหตผลมกเขยนในลักษณะการ





แสดงความสัมพันธระหวางตวแปรอสระหรือตัวแปรตน (Independent variables) และตัวแปร


ตาม (Dependent variable) สมมตฐานทาหนาทเสมอนเปนทศทางและแนวทางในการวิจัย จะชวย





158









ั้

เสนอแนะ แนวทางในการเกบรวบรวมขอมล และการวิเคราะหขอมล ทงนี้สมมติฐานตองตอบ
วัตถประสงคของการวิจัยไดครบถวน ทดสอบและวัดได สมมติฐานมี 2 ประเภท คือ





1. สมมติฐานทางการวิจัย (Resaerch hypothesis) เปนคาตอบทผูวิจัยคาดคะเนไวลวงหนา

และเปนขอความที่แสดงความเกี่ยวของระหวางตัวแปร ตัวอยางเชน
ตัวอยางที่ 1 นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในกรุงเทพจะมีทัศนะคติทางเพศดีกวานักศึกษาใน
สถาบันอุดมศึกษาในตางจังหวัด
ตัวอยางที่ 2 เด็กอายุ 0 – 5 ปที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูดวยวิธีการตางกัน จะมพัฒนาการ


ทางดานอารมณตางกัน

สมมติฐานดังกลาวเปนเพียงการคาดคะเน ยังไมเปนความรูท่เชื่อถือได จนกวาจะไดรับการ



ทดสอบโดยใชวิธีการทางสถิติ

ทั้งนี้สมมติฐานทางการวิจัยยังแบงออกเปน 2 ชนิดคอ



1.1 สมมตฐานทางการวิจัยมีแบบมีทศทาง ( Directional hypothesis ) เปนสมมตฐาน


ทเขยนระบุอยางชัดเจนถึงทศทางของความแตกตางถึงทิศทางของความแตกตางระหวางกลุม โดยม ี


คําวา “ ดีกวา ” หรือ “สูงกวา” หรือ “ต่ํากวา” หรือ “นอยกวา” ในสมมตฐานนัน หรือระบทศทาง






ของความสัมพนธโดยมีคาวา “ทางบวก” หรือ “ทางลบ” ในสมมติฐานนั้น เชน อาจารยเพศชายม ี
ความวิตกกังวลในการทํางานนอยกวาอาจารยเพศหญิง หรือระดับการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุม ี
ความสัมพันธทางบวกกับภาวะสุขภาพทางสังคม






1.2 สมมตฐานทางการวิจัยไมมแบบไมมทศทาง (Nondirectional hypothesis ) เปน
สมมติฐานที่ไมกําหนดทิศทางของความแตกตางดังตัวอยางที่ 2 หรือไมกําหนดทิศทางขอความสัมพนธ


ดงตัวอยาง เชน นักศกษาท่มีเพศตางกันมีเจตคติตอวิชาเพศศกษาแตกตางกัน หรือภาวะผูนําของ



ผูบริหารมีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตบุคลากรในองคกร



2. สมมตฐานทางสถต ( Statistical hypothesis) เปนสมมติฐานทตงขนเพอใชทดสอบวา

















สมมตฐานทางการวิจัยทผูวิจัยตงไวเปนจริงหรือไม เปนสมมติฐานทเขยนอยูในรูปแบบของโครงสราง





ทางคณิตศาสตร เพอใหอยูในรูปท่สามารถทดสอบไดดวยวิธีการทางสถิต สัญลักษณท่ใชเขยนใน




สมมติฐานทางสถิติจะเปนพารามิเตอรเสมอ ไดแก
µ (อานวา มิว) แทนตัวกลางเลขคณิตหรือคาเฉลี่ยของกลุมประชากร
σ ( อานวา ซิกมา ) แทนความเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุมประชากร
ρ ( อานวา โร ) แทนสหสัมพันธระหวางตัวแปร
สมมติฐานทางสถติ มี 2 ชนิดคือ


2.1 สมมติฐานที่เปนกลางหรือสมมติฐานที่ไรนัยสําคญ (Null hypothesis) สัญลักษณ
ที่ใช คือ
H 0

2.2 สมมติฐานอื่น ( Alternative hypothesis) สัญลักษณที่ใช คือ
H 1
ในการวิจัยหลังจากที่ตั้งความมุงหมายของการวิจัยแลว ผูวิจัยมักจะตั้งสมมติฐานทางการวิจัย
เพอคาดคะเนคาตอบไวลวงหนา แลวจึงเกบรวบรวมขอมลเพอทาการทดสอบสมมติฐานทางการวิจัย












ทต้งไว โดยจะตองแปลงสมมติฐานทางการวิจัยใหเปนสมมติฐานทางสถิตกอน จึงจะทดสอบไดดวย

วิธีการทางสถิติเวลาตั้งสมมติฐานทางสถิติจะตองตั้งทั้ง และ
H 0 H 1

159









สวนกรอบแนวคดการวิจัยเปนภาพพจนทเปนแนวคดในการวิจัยเรื่องนั้น การกําหนดกรอบ


แนวคิดการวิจัย จะตองเริ่มจากการทบทวนเอกสารและงานวิจัยทเกยวของ วิเคราะหประเดนปญหา

ี่

ี่


กําหนดปญหาการวิจัยใหชัดเจน และหาแนวทางการคนหาคาตอบ จากนั้นประมวลเปนกรอบแนวคด












การวิจัยเรืองนัน ผูวิจัยจําเปนตองอานทฤษฎีและผลงานวิจัยทเก่ยวของกบหัวเรืองทจะศกษาอยาง

รอบดานและสรุปเขยนกรอบแนวคด ดังตัวอยางภาพที่ 8.2




ตัวแปรตน

ปจจัยสวนบุคคล
อายุ
ตัวแปรตาม
รายได

ระยะเวลาการอยูอาศัยในชุมชน คณภาพชีวิต
คุณภาพชีวิตดานรางกาย
คุณภาพชีวิตดานจิตใจ

คุณภาพชีวิตดานจิตวิญญาณ
คุณภาพชีวิตดานความสัมพันธทางสังคม

การใชประโยชน คุณภาพชีวิตดานสิ่งแวดลอม
การอุปโภค บริโภค
การเปนแหลงอาหาร
การเกษตรกรรม

ภาพที่ 8.2 ตัวอยางกรอบแนวคิดการวิจัย



จากกรอบแนวคดดานบนจะเห็นไดวาการนําตัวแปรท้งตัวแปรตนและตัวแปรตามมาสราง





กรอบแนวคดการวิจัยจะนําไปสูแนวทางในการออกแบบการศกษา การเลือกเครืองมอในเกบรวบรวม





ขอมลในการวิจัย รวมถึงการเลือกสถิตในการวิเคราะหขอมูล อยางไรกตามการเลือกตัวแปรโดย


เฉพาะตัวแปรตนตองใชการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวของอยางละเอียด

ขอบเขตการวจัย

การกําหนดขอบเขตของการวิจัยจะทาใหงานวิจัยมีความชัดเจน และเปนไปตามวัตถุประสงค 




การวิจัยทไดกาหนดเอาไว ตวอยางเชน การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะห

ผลกระทบสิงแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้ํา กรณศึกษาลุมน้าลี้ จังหวัดลําพน ขอบเขต




การวิจัย ประกอบดวย

ขอบเขตดานพื้นที่
ดําเนินการวิจัยในพื้นที่ชุมชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน


160







ขอบเขตดานประชากร




ประชากร คอ ประชาชนเขตอาเภอทงหัวชาง อาเภอลี้ อาเภอบานโฮง และอําเภอเวียง





หนองลอง จํานวน 54,784 ครัวเรือน รวมทงผูนําชุมชน เจาหนาท่ดานสิ่งแวดลอม การศกษา สังคม


และเจาหนาที่ดานสาธารณสุขในพื้นทลุมน้ําลี้
ี่
ขอบเขตดานเนื้อหา
1.การวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยมุงศึกษาการเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชน โดยประยุกตใช

แนวทางการวิเคราะหผลกระทบสิ่งแวดลอมและผลกระทบสุขภาพเปนแนวทางในการศึกษา
2. ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของการศึกษา โดยพิจารณาตัวแปรที่ใชในการศึกษา ดังนี้
ตัวแปรตน คือ การใชประโยชนแมน้ํา ไดแก การอุปโภคบริโภค การเปน
แหลงอาหาร การเกษตรกรรม และปจจัยสวนบุคคล ไดแก อายุ รายได และระยะเวลาการอยูอาศัย

ในชุมชน

ตัวแปรตาม คือ ระดับคณภาพชีวิต ไดแก คุณภาพชีวิตดานรางกาย คุณภาพ

ชีวิตดานจิตใจ คุณภาพชีวิตดานจิตวิญญาณ คณภาพชีวิตดานความสัมพันธทางสังคม และคุณภาพ

ชีวิตดานสิ่งแวดลอม
ขอบเขตดานเวลา การศึกษานี้ใชเวลา 12 เดือน

การกาหนดขอบเขตของการวิจัยนั้นใหคานึงถึงความมงหมายของการวิจัยเปนสําคัญ ทงนี้


ั้

ขึ้นอยูกับการเลือกประเภทการวิจัย เชน การวิจัยเชิงทดลองนอกจากกลาวถงประชากร กลุมตัวอยาง


และตัวแปรแลวควรจะตองกลาวถึงเนื้อหาที่ใชในการทดลองและระยะเวลาที่ใชในการทดลองดวย
การใหคํานิยามเชิงปฏิบัติการณ / นิยามศัพทเฉพาะ



การใหนิยามศัพทเฉพาะเปนการใหความหมายของคาท่มีความสําคัญในการวิจัยเรื่องนัน



โดยเฉพาะอยางยิงคาท่เปนตวแปรตามท่เปนนามธรรม นิยามศัพทเฉพาะจึงเปนการเขียนอธิบาย










ความหมายของคํา กลุมคํา ขอความ หรือตัวแปรทศกษาเพอสือความหมายใหเขาใจตรงกนระหวาง



ผูวิจัยกับผูอาน การนิยามศพทเฉพาะถอเปนสวนหนึ่งในการนิยามหรือการชี้เฉพาะเจาะจงปญหาการ

วิจัย (มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร, ม.ป.พ.) การนิยามศัพทเฉพาะ มี 2 แบบ คอ
1. นิยามศัพทตามทฤษฎี (Constitutive definition) หรือนิยามศพททัวไป (General




definition) เปนการอาศัยความคิดเดมทเปนทยอมรับกันทวไปหรือใชความตามทฤษฎี ตามผูเชียวชาญ












มาใหความหมายทเปนการบอกคณลักษณะเฉพาะท่สําคญของตวแปร คาศพท หรือขอความเฉพาะนัน






ทํานองเดียวกับการใหนิยามตามพจนานุกรม
2. นิยามศัพทปฏิบัติการ (Operational definition) เปนการใหความหมายในเชิงรูปธรรม
หรืออธิบายลักษณะกิจกรรมท่สามารถวัดได สังเกตไดของตัวแปรนั้นการใหนิยามระดับนี้ถือวา

จําเปนมากสําหรับศพทเฉพาะของตวแปรทเปนนามธรรม ผูเสนอเคาโครงอาจนํานิยามทวไปมาอธิบาย










ี่




ื่
ความหมายอยางละเอยดอกครังหนึง โดยกาหนดสถานการณ เงอนไขหรือสิ่งทเปนตนเหตุทาใหเกิด




คุณลักษณะนันพรอมทั้งระบุพฤติกรรมที่สามารถสังเกตและวัดได




ทงนี้ตวแปรท่เปนนามธรรมจะตองใหนิยามทงระดบนิยามศพทท่วไป และนิยามศพทปฏิบัตการ






ั้


ใหนิยามศัพท คําหรือขอความที่ตองการใหผูอานเขาใจตรงกบผูวิจัย รวมทงการเขยนนิยามศพทเฉพาะไม 








ตองมีตัวเลขกํากับคําหรือขอความทีนิยามศพทเฉพาะ ตวอยาง เชน การศึกษาความหลากหลาย




161













การใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบานและนิเวศวัฒนธรรมเพอการอนุรักษในพ้นทลุมน้าลี จังหวัด



ลําพูน



ความหลากหลายของพชสมนไพรพนบาน หมายถง การดํารงอยูของสังคมพืชสมุนไพร



ื้


พนบานในพนทลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน การศกษานี้ทาการประเมนสังคมพืชสมนไพรโดยสุมแปลง
ี่



ื้
สํารวจชนิดของพืชสมุนไพรพื้นบาน และทําการวิเคราะหองคประกอบ ดังนี้


ความถี่สัมพัทธ หมายถง คาท่ใชบงชี้การกระจายของพืชสมนไพรพ้นบานแตละชนิดใน



พื้นที่แปลงตัวอยาง


ความหนาแนนสัมพัทธ หมายถึง จํานวนตนสมนไพรพนบานทงหมดทปรากฏในแปลง







ื้
ตัวอยางตอหนวยพนที่ที่ทําการสํารวจ



ความเดนสัมพัทธ หมายถง คาที่แสดงใหเห็นวาพืชสุมนไพรพื้นบานชนิดนั้นมอทธิพลตอ
สังคมพืชในพื้นที่ลุมน้ําลี้มากนอยเพียงใด

ความสําคัญเชงนิเวศวิทยา หมายถง เปนผลรวมของคาความหนาแนนสัมพทธกบ












คาความถสัมพทธกบคาความเดนสัมพทธแสดงใหเห็นถงความสําเร็จทางนิเวศวิทยาของพชสมนไพร



ในการครอบครองพื้นที่นั้น



การใชประโยชนพชสมนไพรพนบาน หมายถง การนําสมนไพรพนบานมาใชเพอการดแล














สุขภาพเบื้องตนทงการใชสดและการนํามาปรุงเปนตารับยาสมนไพร ประกอบดวยประกอบดวย กลุม




พชสมุนไพรท่ใชแกไขและขับปสสาวะ กลุมพืชสมนไพรท่ใชเปนยาแกทองเสีย กลุมพืชสมนไพรท่ใช






เปนยาระบายและขบพยาธิ กลุมพชสมนไพรทใชเปนยาบํารุงกาลัง แกปวดเมอย กลุมพืชสมนไพรท ี ่










ใชแกโรคผิวหนัง และกลุมพืชสมุนไพรที่ใชเปนสารฆาแมลงและไลแมลง

นิเวศวฒนธรรม หมายถง วิธีการศึกษาหาขอกําหนดหรือหลักเกณฑทางวัฒนธรรมซงเปน







ผลกระทบจากการปรับตัวเขากับสภาวะแวดลอมของประชาชนในพนท่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูนท ่ ี





เชื่อมโยงกับการใชประโยชนพืชสมนไพรพ้นบาน รวมถึงกระบวนการการอนุรักษพ้นท่สมุนไพร
พื้นบาน





ุ
ลมน้ําล หมายถึง ขอบเขตพนทลุมบริหารจัดการแมลี ครอบคลุมพ้นทใน 4 อําเภอของ
ี้




จังหวัดลําพน ประกอบดวย อาเภอทงหัวชางครอบคลุมพ้นท 3 ตําบล อําเภอลีครอบคลุมพ้นท 5











ตําบล อําเภอบานโฮงครอบคลุมพื้นที่ 4 ตําบล และอําเภอเวียงหนองลองครอบคลุมพื้นที่ 1 ตําบล
ประโยชนที่คาดวาจะไดรับจากการวิจัย
การเขยนประโยชนทคาดวาจะไดรับเปนการสะทอนใหเห็นวาการวิจัยแตละเรืองเมอวิจัย











เสร็จเรียบรอยแลวผลการวิจัยท่ไดจะนําไปใชประโยชนอยางไร ซ่งการนําผลการวิจัยนําไปใชนัน


ข้นอยูกบงานวิจัย โดยอาจนําผลการวิจัยไปใชในการวางแผนหรือกาหนดนโยบายใชในการปรับปรุง




การเรียนการสอน ปรับปรุงหรือพฒนางานดานการบริหารหรือใชเปนขอมลสําหรับการตดสินใจ และ








อน ๆ ในการเขยนประโยชนคาดวาจะไดรับจากการวิจัยนั้นจะตองใหสอดคลองเรืองทศึกษาและ









วัตถุประสงคการวิจัย ตวอยาง เชน การศกษาความหลากหลาย การใชประโยชนพืชสมุนไพรพ้นบาน
และนิเวศวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน

162







งานวิจัยฉบับนี้ไดประโยชนจากผลการวิจัย ดังนี้

1. ดานนโยบาย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตและสิงแวดลอม




กระทรวงพฒนาสังคมและความมนคงของมนุษย หนวยงานภาคเอกชนและภาคประชาชนไดขอมูล








เปนแนวทางในการวางแผนเพ่อแกไขปญหาการสูญเสียชนิดพนธุพชสมนไพรพนบานและการสูญเสีย
พื้นที่แหลงผลิตสมุนไพรพื้นบาน




2. ดานเศรษฐกิจ/พาณชย วิสาหกจชุมชนในพ้นทไดขอมูลเพอประยุกตใชในการผลิตและ











การแปรรูปสมุนไพรพ้นบานเพอการจําหนาย รวมถึงไดขอมูลพ้นท่แหลงการผลิตสมนไพรสูการเปน


แหลงทองเที่ยวเชิงอนุรักษ 

ี่

3. ดานสังคมและชุมชน ประชาชนในชุมชนพื้นที่ศึกษาไดเห็นสภาพปญหาทแทจริงรวมกน




อนจะนําไปสูการพฒนาแนวทางเพ่อสรางกจกรรมของประชาชนท่กอใหเกดความตระหนักตอการใช











ประโยชนพชสมนไพรพนบาน รวมถึงกอเกิดกระบวนการการมสวนรวมในการสรางแนวทางการ
อนุรักษที่ผสมผสานรูปแบบนิเวศวัฒนธรรมอยางเหมาะสม

ระเบยบวิธีวิจัย

เปนการใหรายละเอียดเกยวกบข้นตอนในการดําเนินงานการวิจัยวาแตละข้นตอนจะ




ดําเนินการอยางไร โดยทั่วไปเปนการใหรายละเอียดในเรื่องตอไปนี้คอ

1. ประเภทการวิจัยจะเลือกใชวิธีแบบใด เชน การใชการวิจัยเอกสาร การวิจับแบบทดลอง
การวิจัยเชิงสํารวจ การวิจัยเชิงคุณภาพ หรือจะใชหลายวิธีรวมกันซึ่งจะตองระบุใหชัดเจนวาจะใชวิธี
อะไรบาง

2. ประชากรในการวิจัยและกลุมตัวอยางประชากร โดยตองระบุวาอะไรหรือใครเปนกลุม


ตัวอยางประชากร กลุมตัวอยางประชากรนั้นอยูท่ไหนวิธีการสุมกลุมตัวอยางประชากรทําอยางไร

และขนาดของกลุมตัวอยางประชากรเปนเทาใด ทําไมจึงใชขนาดกลุมตัวอยางประชากรเทานั้น

รวมถงจําเปนตองตัดบางหนวยตวอยางประชากรออกจะตัดออกในกรณใดบาง และจะเลือกหนวย



ตัวอยางประชากรมาทดแทนอยางไร






3. การรวบรวมขอมล โดยตองระบุตวแปรหลักมีอะไรบาง กรอบแนวคดในการวิจัยเปน
อยางไร ใชเครื่องมือใดรวบรวมขอมูล รายละเอียดของเครื่องมือเปนอยางไรวิธีการรวบรวมขอมลเปน


อยางไร ตองเตรียมการกอนรวบรวมขอมลอยางไร ถาเปนการวิจัยทดลองหรือกงทดลองกจกรรมมก ี ่










ขั้นตอนแตละขั้นตอนมีรายละเอียดอยางไร
4. การวิเคราะหขอมล โดยตองระบุวาวิเคราะหขอมูลอยางไร อาศัยสถติใด ตองใชอุปกรณ 








พเศษหรือผูเชียวชาญหรือไม ถาเปนการวิจัยเชิงคณภาพจะประมวลผลอยางไรและถาเปนการวิจัยท ี ่





มีท้งเชิงปริมาณและเชิงคณภาพจะรวมผลการวิเคราะหทงสองลักษณะเขาดวยกันใหกลมกลืนได 




อยางไร

ตวอยาง เชน การศกษาผลกระทบดานคุณคาการใชประโยชนแมน้ําลี้ในสถานการณภัยแลง




ในพื้นที่ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
รูปแบบการศึกษา เปนการศึกษาชนิดการสํารวจภาคตัดขวาง (Cross sectional survey)

เพ่อใหไดขอมูลผลกระทบจากภัยแลงดานคุณคาการใชประโยชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนใน
พื้นที่ลุมน้ําลี้ ดังนี้

163








1.ประชากร ประกอบดวย


ประชาชนในครัวเรือนหมูบานตลอดริมฝงแมน้ําลี้ ตั้งแตจุดบรรจบระหวางแมน้ําลี้กบแมน้ําป










งบริเวณบานตนผึงหมท 2 ตาบลหนองลอง อําเภอเวียงหนองลอง จังหวัดลําพน กโลเมตรท 0
ี่
จนถึงแมน้ําลี้บริเวณบานใหมศิวิไล หมูท 12 ตําบลลี้ อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน กิโลเมตรท 115
ี่
2. กลุมตัวอยางในการวิจัย


คานวณขนาดครัวเรือนตัวอยางจากสูตรการคานวณขนาดตัวอยางของ Stanley , et.al.




(1990) และใชวิธีการสุมตวอยางแบบหลายขนตอน (Multi-stage sampling) ในการคดเลือกกลุม

ตัวอยาง โดยมีวิธีดําเนินการตามขั้นตอนตอไปนี้





ข้นตอนท 1 สุมเลือกตาบลใน 3 อําเภอจากจํานวนทงหมด 7 ตาบล (ประมาณรอยละ




50) ดวยวิธีการสุมตัวอยางแบบงาย (Simple random sampling) ดาเนินการโดยการเขยนชื่อตําบล

ลงในกลอง แลวสุมหยิบขึ้นมาที่ละจังหวัดแบบไมแทนที่ (Without replacement)






ขนตอนท่ 2 สุมเลือกหมบานจากตําบลทเลือกไดในขนตอนท่ 1 โดยเลือกมาเปนจํานวน






ประมาณรอยละ 50 ของจํานวนหมบานทงหมดในแตละตาบล ดวยวิธีการสุมตวอยางแบบงาย และ







ดําเนินการโดยการเขียนชื่อหมูบานลงในกลอง แลวสุมหยิบที่ละหมูบานแบบไมแทนท ี่










ข้นตอนที 3 คดเลือกครัวเรือนจากหมบานท่สุมมาไดในขนตอนท่ 2 โดยเทยบจากสัดสวน

ขนาดตัวอยางที่คํานวณได ดังนี้

ั้
ี่
ขนท 4 เลือกกลุมตัวอยางโดยการเลือกสุมอยางอิสระตามสัดสวนประชากรท่ไดจาก
ขั้นตอนที่ 3
3. เครื่องมือ



เปนแบบสอบถามเกยวกบการใชประโยชนและคุณภาพชีวิตของประชาชนในสถานการณ 




ภัยแลงในลุมน้ําลี้ ซงผูวิจัยไดใชขอมูลจากการทบทวนวรรณกรรม และงานวิจัยท่เกยวของนํามาสราง




แบบสอบถาม คอ




สวนที 1 ขอมูลสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายไดเฉลี่ยตอเดือน



ตาแหนงในครัวเรือน จํานวนสมาชิกในครัวเรือน อาชีพหลัก ลักษณะท่พกอาศัย การเขารวม


กิจกรรมของหมูบาน และพฤติกรรมการใชน้ําในครัวเรือนชวงฤดูแลง เปนตน ลักษณะเปนขอคาถาม
ปลายเปดและปลายปด



สวนที 2 ผลกระทบดานการใชประโยชน ประกอบดวย ดานการเกษตร การอปโภค

บริโภค การเปนแหลงอาหาร และการทองเทียว ลักษณะแบบสอบถามเปนมาตราสวนประมาณคา
(Rating scale) 3 ระดับ แบบสอบถามแตละขอมคะแนนต้งแต 3 คะแนน (Aderson, 1988, บุญ






ธรรม กจปรีดาบริสุทธิ, 2531)
การใหคะแนน
3 หมายถึง ขอความนั้นตรงกับการใชประโยชนของประชาชนมาก
2 หมายถึง ขอความนั้นตรงกับการใชประโยชนของประชาชนปานกลาง
1 หมายถึง ขอความนั้นตรงกับการใชประโยชนของประชาชนนอย

164







การแปลความหมาย

2.33 – 3.00 หมายถง ประชาชนมีการใชประโยชนแมน้ําลี้มาก
1.68 – 2.32 หมายถง ประชาชนมีการใชประโยชนแมน้ําลี้ปานกลาง

1.00 – 1.67 หมายถง ประชาชนมีการใชประโยชนแมน้ําลี้นอย

4. การวิเคราะหขอมูล

4.1 การใชประโยชนแมน้ําลี้วิเคราะหโดยสถติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ไดแก
คาเฉลี่ย (Mean) และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation)
4.2 ขอมูลความสัมพนธของปจจัยท่สงผลตอการใชประโยชนแมน้ําลีวิเคราะหโดยสถิต ิ




ทดสอบสมมติฐาน

ระยะเวลาในการดําเนินการวจัย



ผูวิจัยตองระบุถึงระยะเวลาทจะใชในการดาเนินงานวิจัยทงหมดวาจะใชเวลานานเทาใด










และตองระบุระยะเวลาทใชสําหรับแตละขนตอนของการวิจัย นิยมเขียนเปนตารางปฏิบัตงานโดยใช

Gantt Chart

ตัวอยาง Gantt Chart
ระยะเวลา ผูรับผิด
กจกรรม 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ชอบ


1.นําเสนอขอมูลโครงการใหกบ นักวิจัย
ชุมชน
2. ดําเนินการเก็บขอมูล นักวิจัย
3. จัดทํารายงาน นักวิจัย
4. คืนขอมูลสูชุมชน นักวิจัย

ทงนี้อาจเพ่มเติมแผนการดาเนินงานโรงการวิจัยเพอสรุปกระบวนการไดมาซงขอมลและ











ผลลัพธที่คาดหวัง

ตัวอยางแผนการดําเนินงานโครงการวิจัย
กิจกรรม วัตถุประสงค  ผูรวมประชุม เครื่องมือ ระยะ ผูรับ ผล
เวลา ผิดชอบ
การสํารวจ เสริมสรางการเรียนรูชุมชนเพื่อ - ตัวแทน - แบบสอบถาม 2 เดือน คณะ ไดขอมูล
คุณภาพชีวิต เชื่อมโยงปญหาคุณภาพน้ํากับ ชุมชน/ - ขอมูลภาวะ ผูวิจัย คุณภาพชีวิต
ของประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชน ประชาชน สุขภาพจากหนวย ของประชาชน
ในพื้นที่ลุม - ตัวแทน บริการสุขภาพ ปจจุบัน
น้ําลี้ หนวยงาน
สาธารณสุข

165









งบประมาณทใชในการวจัย





งบประมาณทใชในการวิจัยตองระบุรายละเอียดการใชงบประมาณทคาดวาตองใชใน


ขั้นตอนการทํางานทั้งหมดตั้งแตตนจนจบ โดยแยกประเภทการใชงบประมาณเปนกลุมใหญ เชน



1. ประเภทครุภัณฑ โดยระบุชนิดและรายละเอียดของครุภัณฑทกชินราคาตอหนวยของ




ครุภัณฑแตละชิ้น เชน ถาใชกลองวีดีทัศน ตองใชกลองวิดีทศนยีหอใด รุนใด มคุณสมบัติการใชงาน

อยางไร ตองมีอุปกรณประกอบกลองวิดีทัศนอะไรบาง วิดีทัศนนั้นราคาหนวยละเทาไร เปนตน

2. ประเภทคาตอบแทน โดยรุบุตองจายคาตอบแทนใหใครบางจํานวนเทาใด เชน ตอง



จายคาตอบแทนแกท่ปรึกษาการวิจัยจํานวนก่ทาน ทานละเทาใด ตองจายคาตอบแทนแก 



ผูทรงคุณวุฒิในการตรวจเครื่องมือรวบรวมขอมูลจํานวนก่ทาน ทานละเทาใด ตองจายคาตอบแทน




พนักงานขับรถจํานวนกทาน ทานละกวัน วันละเทาใด ตองจายคาตอบแทนพนักงานสัมภาษณ 


จํานวนกี่ทาน ทานละกี่วัน วันละเทาใด เปนตน

3. ประเภทคาใชสอย โดยระบุวาตองจายคาใชสอยใหใครบาง จํานวนเทาใด เชา ตองจาย






คาอาหารทําการลวงเวลาใหพนักงานหองปฏิบัตการจํานวนกทาน ทานละเทาใดตองจายคาจางพมพ










เอกสารจํานวนกหนา หนาละเทาใด ตองจายคาอาหารในการอบรมพนักงานสัมภาษณจํานวนกทาน


ทานละกี่วัน วันละเทาใด เปนตน






4. ประเภทวัสด โดยระบุวาตองจายคาวัสดใดบาง ราคาเทาใด เชน มวนวิดทัศนจํานวนก ่ ี
มวน มวนละเทาใด แฟมขอมลจํานวนก่แฟม แฟมละเทาใด ดนสอดําบนทึกขอมลจํานวนกแทง แทง
















ละเทาใด กระดาษถายเอกสารจํานวนกี่รีม รีมละเทาใด เปนตน

ตัวอยางการเขียนงบประมาณการวิจัย
รายการ
งบดําเนินการ (คาตอบแทน ใชสอย วัสดุ สาธารณูปโภค)
หมวดคาตอบแทน
คาตอบแทนคณะนักวิจัย 80,000
คาจางผูชวยนักวิจัยวุฒิปริญญาตรี 1 คน เหมาจายเดือนละ 14,000 140,000
บาท 10 เดือน
หมวดคาใชสอย
คาเชายานพาหนะ 45,000
คาที่พัก 10,000
คาอาหารในการจัดประชุม 25,000
คาอาหารวาง 25,000
คาตอบแทนวิทยากร 30,000
หมวดคาวัสดุ
อุปกรณตรวจวัดคุณภาพน้ําภาคสนาม 30,000
วัสดุสํานักงาน/ประชาสัมพันธ 22,000


รวมทงหมด 407,000

166







เอกสารอางอิง

เอกสารอางองกคอการเขยนบรรณานุกรมนั่นเอง นักวิจัยแตละทานจะใชรูปแบบการเขียน











อยางใดเปนสิทธิของแตละทาน เอกสารทใชอางองเปนหลักฐานในความเปนมาและความสําคัญของ

ปญหา และเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของที่ใชเขยนในเคาโครงการวิจัยตองนํามาเขยนบรรณานุกรม



ใหครบถวนและถกตองตามหลักการเขียนท่นักวิจัยยึดเปนแนวทางการเขียน ท้งนี้ควรใชตามแบบ


สากลนิยม เชน APA 6 (American Psychological Association 6) style
ประวัติของผดําเนินการวิจัย
ู



ประวัตของผูวิจัยเปนขอมูลทผูวิจัยมักจะใชประกอบพิจารณาใหทนวิจัย ซ่งถามีผูวิจัย










หลายคนกตองมประวัติของผูวิจัยท่อยูในตาแหนงสําคญ ๆ ทุกคนจะตองระบุวา ใครเปนหัวหนา


โครงการ ใครเปนผูรวมโครงการในตําแหนงใด ประวัติผูดาเนินการวิจัย ควรประกอบดวยประวัต ิ



สวนตัว เชน
ชื่อ – สกล

วัน เดือน ปเกิด
ที่อยูปจจุบัน
วุฒิ สถานศึกษา ปที่สําเร็จการศึกษา
ประสบการณการทํางาน
สถานที่ทํางานปจจุบัน


ท้งนี้ในสวนประวัติผูวิจัยยังอํานวยความสะดวกในกรณีท่มีผูตองการติดตอกับผูวิจัย ดังนัน


ผูวิจัยควรใหขอมูลที่สะทอนความเปนจริง

บทสรุป


โครงรางการวิจัยเปนการวางแผนงานเกยวกับเรื่องทจะดาเนินการวิจัยไวลวงหนา การเขยน




โครงรางการวิจัย ยังทําใหผูวิจัยทราบขั้นตอนและรายละเอียดในแตละขนตอนของการดําเนินการวิจัย
ั้





รวมถงยังใชเปนเครืองมือในการพจารณาขออนุมัติดาเนินการวิจัยหรือขอทนสนับสนุนการวิจัย โครง


รางการวิจัยโดยท่วไปประกอบดวย ชื่อเรื่อง ความสําคัญและท่มาของปญหาการวิจัย คาถามการ









วิจัย วัตถุประสงคการวิจัย ทฤษฎีและงานวิจัยทเกยวของ สมมตฐานและกรอบแนวความคดในการ
วิจัย ขอบเขตการวิจัย การใหคํานิยามเชิงปฏิบัตทจะใชในการวิจัย ประโยชนทคาดวาจะไดรับจาก






การวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ระยะเวลาในการดําเนินงาน งบประมาณคาใชจายในการวิจัย บรรณานุกรม





และประวัติของผูดาเนินการวิจัย ทงนีผูวิจัยตองเขยนรายละเอยดในแตละหัวขอใหชัดเจนอันจะ




นําไปสูความถูกตองของขั้นตอนและผลการวิจัย

167




บทที 9


การเขยนรายงานผลการวิจัย



การเขียนรายงานการวิจัยเปนการเสนอผลงานที่ไดศึกษาและไดพบความจริงหรือไดรับความรูใหม 

ประการใดบาง การรายงานเปนการเปดโอกาสใหผูอ่นไดรูวาในการทําวิจัยนั้นมีปญหาอะไรและม ี





ประโยชนอยางไรแทนการทจะตองไปศึกษาใหมท้งหมด การเขยนรายงานการวิจัยจะตองเปนไปตาม

ึ่



ระเบียบปฎิบัตของการวิจัย ซงตองเขียนตามรูปแบบ ใชภาษาท่เขาใจงาย ถกตอง และรวบรวมอยางม ี



ระบบ มีการลําดับเหตุการณและกระบวนการอยางชัดเจน สวนจริยธรรมการวิจัยเปนแนวทางหรือ

หลักเกณฑดานจริยธรรมเกยวกบการศึกษาวิจัยและการทดลองในคน ท้งนีการดําเนินงานจะม ี






คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของหนวยงานท้งสถาบันการศึกษาและหนวยงานวิจัยอ่น ๆ เปนผู 

พิจารณาภายใตขอกําหนด กฎเกณฑ และมาตรฐานดานจริยธรรมในการวิจัย

รูปแบบรายงานการวจัย



การเขยนรายงานการวิจัยเปนการเขยนรายงานอยางมีแบบแผนท่เปนสากลนิยม ซงผูเขยนจะตองใช






เวลาศึกษาใหเขาใจเปนอยางดี และทําไดถูกตอง มีรายละเอียดปลีกยอยท่เปนกฎเกณฑของการทําวิจัย




เชน การกําหนดบท การยอหนา การเวนขอบ การเขียนตาราง การอางอง การเขยนเชิงอรรถ และการใช




การอางอิงอยางมเหตผล และเปนระบบ มการวิจารณ วิเคราะห และเสนอแนะและนําเสนอผลการวิจัย
ึ่



ซงผูวิจัยจะตองพิจารณาวาจะเขียนรายงานและนําเสนอผลการวิจัยในรูปแบบใดท่จะทําใหงานวิจัยนัน


นาสนใจมากท่สุด และทําใหผูอ่นหรือผูสนใจอานเขาใจไดงาย ทงนี้วิธีการเขยนรายงานวิจัยนันสามารถ
ั้


เขียนไดหลายวิธีสุดแลวแตวาผูวิจัยจะกําหนดออกมาในลักษณะใด อยางไรก็ตามถึงแมนวารูปแบบและ



โครงสรางของการเขียนในแตละบุคคลและแตละสถาบันจะแตกตางกนตามความนิยม (สํานักบริหาร
เทคโนโลยีสารสนเทศ, ม.ป.พ.) ทั้งนี้รายงานการวิจัยมรูปแบบการเขียน เชน

1. ดุษฎีนิพนธหรือวิทยานิพนธ (Dissertation or Thesis) เปนรายงานการวิจัยทตองจัดทาโดย








ยึดรูปแบบตามทสถาบันการศกษานั้น ๆ ไดกําหนดไวอยางเครงครัด ในกรณีท่เปนการวิจัยเชิงปริมาณ




มักจะกาหนดใหประกอบดวย 5 บท หากเปนการวิจัยเชิงคณภาพไมไดมีการกําหนดจํานวนบทอาจม ี

มากกวา 5 บทก็ได ดังเชน

สามารถ ใจเตี้ย. (2555). คณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชน

และขอเสนอแนะ เชิงนโยบาย กรณีศึกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วิทยานิพนธ
สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาสาธารณสุขศาสตร คณะสาธารณสุขศาสตร

มหาวิทยาลัยนเรศวร, พษณุโลก.
ี่
สามารถ ใจเตี้ย. (2546). ระดับไนโตรเจนทมีผลตอการผลิตปุยหมักที่ผลิตจากมูลไสเดือนดิน.
วิทยานิพนธวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการจัดการทรัพยากรการเกษตรและ

สิ่งแวดลอม คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแมโจ, เชียงใหม.

168










2. รายงานการวิจัยของหนวยงาน (Research report) ไมมรูปแบบท่ตายตว อาจม 5 บทเหมอน





ดุษฎีนิพนธหรือวิจัยธหรือมีเพียง 4 บท โดยรวมบทท่ 1 และบทท่ 2 เขาดวยกน ซ่งจะกลายเปนหัวขอ
“แนวคิด ทฤษฎีและผลการวิจัยที่เกี่ยวของ” ดังเชน รายงานการวิจัย
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). การพัฒนารูปแบบการผลิตพืชผักสวนครัวเพื่อสุขภาพของชุมชน

สะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม. กรุงเทพฯ: สํานักงานคณะกรรม
การการอุดมศึกษา.



สามารถ ใจเตี้ย, รพพร เทยมจันทร, สมชาย แสนวงศ, และพันนภา อุสาหใจ. (2558).
การสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนเพื่อการสงเสริมวัฒนธรรมสุขภาพ กรณีศึกษา
ลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน .กรุงเทพฯ: กรมสงเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม.


สามารถ ใจเตย. (2563). วิถีชุมชน ความหลากหลาย และแนวทางการอนุรักษพืชสมุนไพร
พื้นบานชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม. เชียงใหม: อพ.สธ.



มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.
3. บทสรุปสําหรับผูบริหาร (Executive summary) การทําบทสรุปสําหรับผูบริหารเปนการ

นําเสนอผลการคนพบของงานวิจัยฉบับนั้น ๆ เพื่อใหผูบริหารไดอานและนําไปพจารณาใชประโยชนในการ
บริหารงาน มีความยาวประมาณ 3 - 5 หนาเทานั้น
4. บทความวิจัย (Research article) บทความวิจัยเปนการนําเสนอผลการวิจัยในรูปของบทความ




เพ่อนําลงในวารสาร การเขยนบทความวิจัยมความสําคัญมากเพราะเปนการเผยแพรผลการวิจัยสูผูอาน





อยางกวางขวาง มักมความยาวต้งแต 8 ถง 15 หนา และตองประกอบดวยหัวขอตามท่กําหนดไวใน

วารสารนั้น ๆ ดังเชน บทความวิจัย
สามารถ ใจเตย. (2564). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรูชุมชนเพื่อการสรางเสริมความรู






ในการดูแลผูสูงอายุโดยใชภูมปญญาพ้นบานลานนาเปนฐาน: กรณีศึกษา

เทศบาลตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม.วิจัยราชภัฏเชียงใหม, 22(1),

66 – 77.
สามารถ ใจเตี้ย. (2563). รูปแบบการเรียนรูชุมชนเพื่อการใชประโยชนพืชสมุนไพร

พื้นบาน กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วารสารพื้นถน โขง มล, 6(2), 243 –
ิ่
270.
5. บทคัดยอ (Abstract) บทคัดยอทาหนาทรายงานผลการวิจัยเรืองนั้น ๆ อยางยอ มักจะ





ปรากฏในตอนหนาของดุษฎีนิพนธหรือวิจัยธหรือรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ มหาวิทยาลัยแตละแหงจะ


ี่


นําบทคดยอวิจัยธทปรากฏในแตละปมารวมพิมพเปนเลม เรียกวารวมบทคดยอวิทยานิพนธ/ดษฎีนิพนธ

ซึ่งจะเปนเอกสารชวยใหคนควาผลงานวิจัยตามที่ผูอานตองการ ดังเชน
บทคัดยอดุษฎีนิพนธ
ชื่อเรื่อง คุณภาพน้ําและการใชประโยชนแมน้ําตอคุณภาพชีวิตของประชาชน
และขอเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีศึกษาแมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน
ผูวิจัย สามารถ ใจเตี้ย


ประธานทปรึกษา ดร.ชวลิต วโรดมรังสิมันตุ

กรรมการทปรึกษา ดร.ถาวร มาตน

ดร.พีรญา อึ้งอุดรภักดี

169




ประเภทสารนิพนธ วิทยานิพนธ ส.ด. สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร,

มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2556
คําสําคัญ คุณภาพน้ํา, การใชประโยชน, คุณภาพชีวิต, ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย, แมน้ําลี้


บทคัดยอ



การศึกษานี้มวัตถประสงคเพอศึกษาคุณภาพน้าและการใชประโยชนแมน้ําลี้ท่มผลกระทบตอ









คณภาพชีวิตของประชาชนท่อาศัยอยูริมฝงแมน้ําลี้ ใชกระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี กลุมตัวอยาง

ประกอบดวยประชาชนริมฝงแมน้ําลี้ จํานวน 364 ครัวเรือน รวบรวมและวิเคราะหขอมลโดยการวิจัย




เอกสาร ประกอบดวย เอกสารทนําเสนอขอมูลปฐมภูมและทุตยภูม รวมถึงการใชแบบสอบถาม การ







สัมภาษณเชิงลึก การสนทนากลุม และกระบวนการสัมมนาเชิงปฏิบัตการกลุมผูมสวนไดเสีย การ





วิเคราะหขอมลจากแบบสอบถามใชสถิติเชิงพรรณนา ขอมลจากการสนทนากลุมและการสัมภาษณเชิงลึก





ทําการวิเคราะหเชิงเนื้อหา ขอมูลจากการวิจัยเอกสารใชการวิเคราะหหากระบวนทศน

ผลการศึกษา พบวา คุณภาพน้ําในแมน้ําลี้ฤดูฝนอยูในระดับพอใชมคา WQI อยูระหวาง 61 – 84





คะแนน ฤดแลงอยูในระดบพอใชมคา WQI อยูระหวาง 58 – 68 คะแนน ประชาชนมการใชประโยชน



แมน้ําลี้โดยรวมในระดับปานกลาง (คาเฉลี่ย 2.73 ± 0.57) ระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมอยู 



ในระดับปานกลาง(คาเฉลีย 3.26 ± 0.25) คุณภาพน้ําในแมน้ําลีฤดูแลงและการใชประโยชนแมน้ําลี ้


เพื่อการเกษตรมีความสัมพันธกับระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนริมฝงแมน้ําลี้อยางมนัยสําคญทางสถติท ี่






ระดบ 0.05 (p – value 0.037 และ 0.041 ตามลําดบ) ขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานการปองกัน
ผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมและการใชประโยชนตอคุณภาพชีวิตของประชาชนตองกอเกิด







กระบวนการมสวนรวม การสรางเสริมกจกรรมและสรางแหลงเรียนรูในพนท และการสรางกฎ กตกา
ชุมชนบนฐานแนวคิดนิเวศวัฒนธรรม สวนขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานการลดปริมาณและโอกาสของ
การเกิดผลกระทบจากคุณภาพน้ําเสื่อมโทรมและการใชประโยชนตอคุณภาพชีวิตของประชาชน พบวา

ดานคณภาพน้ําเสื่อมโทรมควรสรางความเขาใจและสะทอนสภาพปญหาคุณภาพน้ําผานการใหความรูกับ










กลุมเยาวชนในพนท สวนการใชประโยชนแมน้าลีควรพฒนาแผนการจัดการน้าในอนาคตโดยชุมชน




รวมถึงการพัฒนาโครงการดานการทองเที่ยวโดยองคกรปกครองสวนทองถิ่น

บทคัดยอรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ เรื่อง ความหลากหลาย การใชประโยชนพืชสมุนไพร






พนบานและนิเวศวัฒนธรรมเพ่อการอนุรักษในพนทลุมน้ําลี จังหวัดลําพน ไดรับทนสนับสนุนทนการวิจัย








จากสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาปงบประมาณ 2558

บทคัดยอ



การศกษานีมวัตถประสงคเพอศกษาความหลากหลาย การใชประโยชนพชสมนไพรพ้นบานและ










นิเวศวัฒนธรรมเพ่อการอนุรักษ การวิจัยเชิงปฏิบัติการณแบบมีสวนรวม กลุมตัวอยางประกอบดวย



ประชาชนในลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน จํานวน 321 ครัวเรือน รวบรวมและวิเคราะหขอมูลโดยการวิจัย

170






เอกสาร การใชแบบสอบถาม การสัมภาษณแบบไมเปนทางการ และการสนทนากลุม การวิเคราะห
ขอมูลใชสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะหหากระบวนทัศน และการวิเคราะหเชิงเนื้อหา














ผลการศกษา พบวา ในปาสมนไพรมพชสมนไพรไมใหญ จํานวน 9 ชนิด พชสมนไพรทมคาดชนี







สําคัญมากที่สุด คือ มะเกลือ (รอยละ 1.04) พชสมนไพรไมหนุมจํานวน 12 ชนิด พชสมนไพรทมคาดชนี














สําคญมากท่สุด คอ ชะเอมปา (รอยละ 3.85) และสมนไพรพนลางจํานวน 9 ชนิด พชสมนไพรทมีความ






หนาแนนมากทสุด คอ หนอนตายยาก (406 ตนตอไร) ในพ้นท่ลุมน้ําลี้มีภูมิปญญาการใชประโยชน

สมุนไพรพ้นบานท้งชื่อทองถ่น สวนท่ใชทํายา สรรพคุณ และวิธีการใชโดยมีหมอพ้นบานเปนผูท่ม ี









บทบาทสําคัญ การบูรณาการแนวคิดการบวชนําไปสูกลยุทธการใชประโยชนพนทปาของประชาชนและ
กอเกิดกระบวนการมีสวนรวม การสรางเสริมกิจกรรมและสรางแหลงเรียนรู และการสรางกติกาชุมชนใน


การอนุรักษพ้นทปาสมนไพร ภายใตการเปลียนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะทาง




กายภาพของทรัพยากรในพื้นที่ลุมน้ําลี้
6. ความยอ (Synopsis) เปนบทคัดยอทเขียนไวอยางสันมากมกจะปรากฏเปนสวนหนึ่งของ









บทความวิจัยมกจะมความยาว 4 – 5 บรรทัดเทานั้น ทําหนาที่เชนเดียวกบบทคดยอท่ปรากฏในวิจัยธหรือ
รายงานการวิจัยเพื่อผูอานจะไดตัดสินใจวาสมควรอานรายละเอียดของบทความนั้น หรือผานเลยไป เชน


นเวศวัฒนธรรมชุมชนลานนากับการจดการทรัพยากรธรรมชาติ

Lanna Cultural Ecology and Natural Resource Management
1
สามารถ ใจเตย


Samart Jaitae 1
1

คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยงใหม

Faculty of Science and Technology Chiang Mai Rajabhat University

บทคัดยอ



ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติท้งการเกิดอุทกภัยจากน้าลนตลิ่ง ภัยแลงท่ทาใหน้ําใน








แมน้าแหงขอด การบุกรุกพนทปาไมเพ่อการเกษตร และการเกิดภาวะโลกรอน สาเหตุหลักเกดจาก






กจกรรมของประชาชนในพนท การบรณาการแนวคดการบวชปา การสืบชะตาแมน้า การเลียงผีฝาย และ




การแหชางเผือกจะนําไปสูขอเสนอแนะเชิงนโยบายดานการใชประโยชนของประชาชนและกอเกด




กระบวนการมสวนรวม การสรางเสริมกิจกรรมและสรางแหลงเรียนรู และการสรางกตกาชุมชนในการ
อนุรักษแหลงน้า ภายใตการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และลักษณะทางกายภาพของ


ทรัพยากรแตละพื้นที่
คําสําคัญ : นิแวศวัฒนธรรม ชุมชนลานนา การจัดการทรัพยากรธรรมชาต ิ




การเขยนรายงานการวิจัยแตละรูปแบบเปนขอกําหนดท่สถาบันการศกษา หนวยงานใหทุน หรือ




แหลงเผยแพรผลงานวิชาการเปนผูกํานหด ทงนี้ผูวิจัยตองดาเนินการเขยนรายงานการวิจัยใหเปนไปตาม





รูปแบบที่แตละสถาบันการศึกษากาหนดอยางเครงครัดโดยเฉพาะดษฎีนิพนธหรือวิจัยธและบทความวิจัย
ทั้งนี้ผูเขียนรายงานวิจัยควรคํานึงถึงความถูกตอง รัดกม ชัดเจน ไมมอคต บิดเบือนจากความจริงทผูวิจัย








คนพบ รวมถึงเนนความสําคญในสวนทเปนประเดนหรือหัวใจของการวิจัยเปนพิเศษอนจะสงผลตอความ







171






ตอเนื่องของเนื้อหาและความนาเชื่อถือของขอมูลการวิจัย ในสวนของขอมูลท่เปนตัวเลขควรเสนอเปน







ตารางและมีการใชชือกํากบ โดยทวไปขอมลทเปนสวนบรรยายจะตองเลือกขอมูลท่เปนสาระและแทรก




ภาพประกอบ

การเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ
การเขยนรายงานการวิจัยแบบฉบบสมบรณเปนการเขยนรายงานอยางละเอยดโดยท่วไปจะยึด









ตามหลักสากลวาควรประกอบดวยหัวขออะไรบาง แตถาเปนวิจัยธหรืองานการคนควาอิสระ ผูวิจัยจะตอง





ยึดระเบียบการเขียนรายงานตามสถาบันการศกษานั้นเพือใหการเขียนมีรูปแบบตามท่แตละสถาบัน




กําหนดไวเปนหลัก ตามหลักสากลทัวไปสวนประกอบของรายงานการวิจัยแบบฉบบสมบรณมกจะ



ประกอบดวยสวนสําคัญ 3 สวน เอกสารนีไดเรียบเรียงรายละเอียดการเขยนสวนตางของรายงานการวิจัย


เพื่อประโยชนแกผูสนใจศึกษา โดยผนวกขอมูลระหวางรายงานการวิจัยทวไปกบการเขยนรายงานการวิจัย
ั่





อนเปนสวนหนึงของการศึกษาระดบบัณฑตศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม (เกรียตสุดา ศรีสุข,




ม.ป.พ.; บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม, 2558) ดังนี้




1. สวนนํา สวนนําเปนสวนทีใหรายละเอียดกอนที่จะเขาสูสวนของเนื้อความ ซึ่งประกอบดวย





1.1 ปกนอก เปนสวนแสดงรายละเอยดของชือเรืองงานวิจัย ชือผูวิจัย สถานททาวิจัยและปที ่



ทําวิจัย
1.2 ปกใน แสดงรายละเอียดเหมือนกับปกนอกทุกประการ




1.3 หนาอนุมติ (เฉพาะ/ การคนควาอิสระ) เปนสวนแสดงรายละเอียดเก่ยวกบการอนุมติให


งานวิจัยที่เปนวิจัยธ / การคนควาอิสระเปนสวนหนึงของหลักสูตรในหนานีจะมคณะกรรมการควบคมการ




ทําวิจัยธ / การคนควาอิสระ และคณะกรรมการสอบปรากฏชื่อพรอมลายเซ็น


1.4 คานําหรือกตตกรรมประกาศเปนสวนแสดงรายละเอียดเก่ยวกับการขอบคณผูทีมสวนชวย







เหลือในการทําวิจัยธ/ การคนควาอิสระ โดยท่วไปการเขียนคํานําหรือกิตติกรรมประกาศผูวิจัยควร
ขอบคุณผูที่มีสวนชวยเหลือในการทําวิจัยตามลําดับความสําคัญจากมากไปนอย


1.5 บทคัดยอ เปนสวนแสดงรายละเอยดเกยวกับกระบวนการศกษา ทงชื่อเรื่อง ชื่อผูวิจัย





ชื่อที่ปรึกษา (ถามี) แหลงทน (ถาม) วัตถประสงคการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัยแบบยอ และผลของการวิจัย



ซึ่งสวนใหญจะเขียนประมาณ 250 คา และตองเขียนภาษาไทยและแปลเปนภาษาองกฤษประกอบกน




1.6 สารบัญ สารบัญตาราง และสารบัญภาพประกอบเปนสวนแสดงรายละเอียดของหัวขอเนือ




หา ตาราง และภาพประกอบ พรอมกบมการระบุหมายเลขหนาทมหัวเรื่อง ตาราง และภาพประกอบเหล


านี้ปรากฏอยู 
1.7 อกษรยอและสัญลักษณ เปนสวนแสดงรายละเอียดเกยวกับอกษรยอและสัญลักษณตาง ๆ






ทีใชในการวิจัย อยางไรก็ตาม หากอักษรยอและสัญลักษณทีใชในการวิจัยเหลานี้ไมปรากฏในสวนบทท 1






(บทนํา) บทท่ 2 (เอกสารและงานวิจัยท่เก่ยวของ) และบทท 3 (วิธีดําเนินการวิจัย) ผูวิจัยอาจนําเอา



อกษรยอและสัญลักษณที่ชวยในการแปลผลการวิจัยไปเขียนไวในบทที 4 กอนแสดงเนื้อหาของผลการ



วิเคราะหขอมลก็ได 
2. สวนเนือความ สวนเนือความเปนสวนสําคัญท่ใหรายละเอยดเกยวกับการทาวิจัยท้งหมด










โดยสวนใหญงานวิจัยจะแบงเปน 5 บท ดงนี ้

172







2.1 บทท 1 บทนํา จะแสดงรายละเอียดตามหัวขอตาง ๆ ดังนี้

2.1.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา เปนสวนท่แสดงตนตอของปญหในการวิจัยว









าเกิดจากอะไร โดยอาจจะเขียนจากมุมกวางไปสูมมทีแคบลง เขยนอยางสมเหตสมผล และสําคญทสุดควร

ใชภาษาทอานแลวขาใจงาย แนวในการเขยนควรเริ่มจากจากสภาพปจจุบันของสิ่งทจะวิจัย ปญหาท ่ ี






เกิดขึ้นสําหรับสิ่งที่จะวิจัยแนวทางหรือหลักการทจะแกปญหานัน โดยขอมูลทนํามาเขียนตองตรงประเด็น







และชี้ใหเห็นความสําคญของสิ่งทจะวิจัย ไมควรเขยนเยินเยอเพราะจะทาใหผูอานไขวเขวได และตองม ี














แหลงอางองทนาเชื่อถือควรเปนหนวยงานหรือรายงานการวิจัยอันจะสงผลตอความนาเชือถอของขอมูล



และบางครังทําใหการเขียนมีความสละสลวยมีเหตุมีผล

สาระสําคัญทปรากฏในสวนประกอบนีควรแบงออกเปน 2 สวนยอยโดยสวนแรกเปนสวนท ี ่





ผูทําวิจัยธตองพรรณนาถงสภาพการณหรือปรากฏการณของประเดนทเลือกรวมตลอดจนสาเหตหรือ





มูลเหตุจูงใจที่ท าใหผูวิจัยสนใจศกษาวิจัยเรื่องนี้สวนท 2 เปนสวนทผูวิจัยตองชีใหเห็นความสําคัญ หรือ

ี่




ผลลัพธทจะไดรับจากการทําวิจัยธการเขียนท่มาและความสําคัญของปญหา ผูวิจัยอาจอางองสถตขอมูล


















แนวคด ทฤษฎี และ/หรือ ผลงานวิจัยทเกยวของมาสนับสนุนเพอเปนการเพมน้ําหนักและความสําคัญ
ใหกับโครงการวิจัยดวยก็ได
2.1.2 วัตถุประสงคการวิจัย การเขียนวัตถุประสงคผูวิจัยตองพิจารณาถึง

1) ความสอดคลอง/สัมพันธกับชื่อเรื่องการวิจัย
2) ระบุอยางชัดเจนวาตองการศึกษาอะไร กับใคร ที่ไหน

3) ถาเรื่องที่วิจัยเกี่ยวของกับตัวแปรหลายตัวแปรควรเขยนแยกเปนขอ

4) ภาษาที่ใชตองเขาใจงาย
5) สามารถเก็บขอมูลได ประเด็นนี้สําคัญมากเพราะถาเขียนแลวผูวิจัยไมรู หรือไม 
สามารถที่จะเก็บขอมูลไดจะทําใหการวิจัยประสบความลมเหลวได

การเขียนวัตถุประสงคของการวิจัยไมมีกฎเกณฑตายตัววาควรมีจํานวนกี่ขอ ผูวิจัยไมควรกําหนด
วัตถุประสงคของการวิจัยไวมากเกินกวาขอบเขตของเนื้อหาท่ศึกษายิ่งไปกวานีผูวิจัยตองใชภาษาท ่ ี




กะทัดรัดและชัดเจนเพ่อเปนแนวทางสําหรับการกาหนดตวแปร การสรางเครื่องมือการรวบรวมขอมล

และการวิเคราะหขอมูลตอไป


2.1.3 ขอบเขตของการวิจัย สวนนี้เปนเสมือนขอตกลงระหวางผูทาวิจัยธกบกรรมการผู 


ควบคุมวิจัยธและหรือผูอาน ผูวิจัยจึงควรเขียนขอบเขตการวิจัยใหชัดเจน ทงนีขอบเขตดงกลาวสามารถ






เขียนไดเปน 4 ประเด็น ดังนี้

ื้
1) ขอบเขตดานพื้นที่ผูวิจัยควรระบุพื้นที่ศึกษาวาครอบคลุมพนทกวางแคบแคไหน อาจ
ี่




ระบเปนขนาดพนท่ (เชน ตารางกิโลเมตร) หรือระบุขอบเขต (เชนเขตเทศบาลตําบลหรืออาาเภอเมือง

จังหวัดเชียงใหม เปนตน)




2) ขอบเขตดานประชากร ผูวิจัยตองระบุใหชัดเจนวาหัวเรืองวิจัยธท่กาหนดศึกษา




ี่


เกยวของกับประชากรกี่กลุม (ที่ตองเก็บรวบรวมขอมลจากพวกเขาเหลานี) แตละกลุมมีจํานวนเทาไร การ









กาหนดขอบเขตดานประชากรท่ชัดเจนจะทําใหเขาใจไดงายถึงประชากรกลุมใดควรศกษาจากกลุม
ตัวอยางและกลุมใดควรศึกษาจากประชากรทงหมด
ั้
3) ขอบเขตดานเนือหาผูวิจัยตองระบุใหกรรมการและ/หรือผูอานไดทราบวางานวิจัย






ี่
ชิ้นนี้ครอบคลุมเนื้อหาสาระกวางแคบมากนอยเพียงไร การเขียนขอบเขตเนือหาทดี คือ การยึด


173






วัตถุประสงคเปนตัวต้ง แลวขยายความวาวัตถุประสงคแตละขอครอบคลุมประเด็นอะไรบาง ท้งนี้อาจ







กําหนดตัวแปรท่ตองการศึกษาไวในขอบเขตเนือหา โดยตวแปรตนหรือตวแปรอสระ (Independent





variable) เปนตวแปรทเปนเหตุ (Cause) ททาใหเกดการเปลียนแปลงของเหตุการณ ตวแปรตนเปนสิงท ่ ี















ผูวิจัยกําหนดขนหรือจัดกระทา (Treatment) ตวแปรตาม (Dependent variable) เปนตวแปรซงเปน

ผลท่เกิดจากตัวแปรตนเปนสิ่งท่ผูวิจัยตองการใหเกดพฤติกรรมนั้น คาตัวแปรตามผันแปรตามคาของตัว




แปรตน

4) ขอบเขตดานเวลา งานวิจัยหรือวิจัยบางลักษณะ เชน การวิจัยเชิงประวัติศาสตร และ
งานวิจัยที่ตองการศึกษาพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพการณหรือปรากฏการณผูวิจัยตองระบุ


มิติของเวลาใหชัดเจนวาจะศกษาวิจัยในยุคใดหรือชวงเวลาใด (ขอบเขตดานเวลาไมไดหมายความถึงเวลา




ที่ผูวิจัยจะตองใชในการทําวิจัยธ)





2.1.4 ขอตกลงเบืองตน (ถาม) เปนการเสนอใหทราบวาในการทําวิจัยครังนีผูวิจัยมความเชือ






ยึดทฤษฎีหรือไดใชหลักการใดเปนแนวทางในการทําวิจัยของตน ผูวิจัยมีแนวคิดหรือขอมลพนฐานใดท ี ่



ตองการทําความเขาใจและทําความตกลงกบผูอานใหรับทราบ เขาใจและยอมรับโดยไมตองมีการพสูจน




หรือทดสอบอีก ทั้งนี้เพื่อจะไดเขาใจตรงกนและไมเกิดการโตแยงกนภายหลัง การวิจัยแตละครั้งอาจจะ



มีการทําขอตกลงเบื้องตนหรือไมมีกไดแลวแตความเหมาะสม

2.1.5 สมมติฐาน (ถามี) เปนสวนทแสดงวา กอนลงมือปฏิบัติการวิจัยนั้น ผูวิจัยไดคาดเดา



คาตอบการวิจัยไววาอยางไร ถางานวิจัยเปนงานเชิงเปรียบเทียบ เชิงหาความสัมพนธ/สาเหตุจําเปนทีผู

วิจัยจะตองกําหนดสมมติฐานไวลวงหนา แตหากเปนงานวิจัยเชิงสํารวจผูวิจัยก็ไมจําเปนตองใสสมมติฐาน




2.1.6 นิยามศัพทเฉพาะ เปนสวนท่แสดงการอธิบายศัพทบางคําท่ใชกับงานวิจัยเรื่องนี ้



โดยทวไปจะเปนศัพทเฉพาะสาขาวิชาท่ผูอนไมคอยรูจัก หรือเปนศัพททีใชเฉพาะในการวิจัยเรืองนี คําท ี ่








ควรเขยนเปนนิยามศัพทเฉพาะควรเปนตัวแปรหรือคําที่ผูวิจัยเขยนบอยมากในงานวิจัยครั้งนั้น การนิยาม


ศพทเฉพาะไมควรใหความหมายท่แตกตางมากไปจากความหมายโดยทวไปของคานั้นเนื่องจากจะทําให






ผูอานตีความหมายของผูทําการวิจัยผิดพลาดได





2.1.7 ประโยชนทีไดรับจากการวิจัย เปนสวนทแสดงประโยชนทีไดจากงานวิจัยผูวิจัยควร


บอกประโยชนทคาดวาจะไดรับจากการวิจัยโดยทวไปจะระบุไวเปนขอ ๆ ไมวาจะเปนดานการไดความรู



ใหมไดแนวคิดหลักการทฤษฎีใหม ๆ หรือในดานการนําไปประยุกตใชใหเปนประโยชนในการบรรยายหรือ





อธิบายสภาพปญหา สาเหตของปญหา พยากรณสถานการณและปรากฏการณในอนาคต ควบคุม







สถานการณ พฒนาสภาพการณหรือแกปญหาตาง ๆ ท่เกิดข้น เปนตน การเขียนประโยชนท่คาดวาจะ
ไดรับจากการวิจัยควรใชภาษาที่อานงายและชัดเจนสิ่งสําคัญ คือ จะตองใหสอดคลองกบวัตถประสงคของ





การวิจัยเสมอทั้งนี้อาจแบงเปน 2 สวน คอ

1) ประโยชนในเชิงวิชาการ คือ ประโยชนที่ไดคนพบจากการทําวิจัยเรืองนีซ่งสามารถด ู



ไดจากวัตถุประสงคของงานวิจัยวาไดองคความรูอะไรบาง







2) ประโยชนในการนําไปใช คอ ประโยชนสําหรับผูทเกยวของวาจะนําผลการวิจัยไปใช


ในดานใดบาง


2.2 บทท 2 การทบทวนวรรณกรรมทเกยวของ เอกสารและงานวิจัยทเกยวของ เปนสวนท ี ่












แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีในเนื้อหาตาง ๆ ที่เกี่ยวของกบงานวิจัยเรื่องนีสวนใหญในการ








เขยนจะเขยนสวนที่เปนแนวคิดและทฤษฎีกอ แลวจึงตามดวยสวนที่เปนงานวิจัยทเกยวของกบการทาวิจัย




174












เรื่องนี้ อยางไรก็ตามการเขียนเอกสารและงานวิจัยทเก่ยวของหัวขอทกาหนดไวตองสัมพนธกบงานวิจัย ผู

วิจัยควรเขยนในแนวการวิเคราะหสังเคราะหโดยในการเขยนตองมีการอางอิงแหลงท่มาและเขยนการอา






งอิงท่ถูกตองตามหลักการเขียนการอางอิง และควรใชภาษาทเขาใจงาย การทบทวนวรรณกรรมท ่ ี
เกี่ยวของควรแยกเขียนเปน 2 หัวขอ เพื่อความชัดเจน ดังนี้


2.2.1 ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และ/หรือหลักการท่เก่ยวของสวนนี้เปนการทบทวน



แนวคิด ทฤษฎี และ/หรือหลักการที่เกี่ยวของกับประเด็นที่ผูทําวิจัยกาลังศกษาวิจัยหรือกาลังจะศกษาวิจัย
ที่มีนักวิชาการผูรูหรือผูเชี่ยวชาญไดเสนอไว

2.2.2 ทบทวนงานวิจัยท่เก่ยวของสวนนี้เปนการทบทวนเฉพาะงานวิจัย (รวมไปถง



ี่
วิจัยธ) ทเกี่ยวของกบประเด็นที่ผูวิจัยกาลังศึกษาหรือกําลังจะศึกษา


อนึ่งเพอใหการทบทวนวรรณกรรมทเกยวของมคณคาและสามารถนําไปใชในการอภิปรายผลได 
















ตอไปควรจะไดมการเขยนบทสรุปจากการทบทวนในทงแนวคด ทฤษฎีและงานวิจัยทเก่ยวของวาไดสาระ


อะไรบางที่นาจะเปนประโยชนตองานวิจัยหรือตอวิจัยธ ทั้งนี้อาจเขียนได ดังนี้


1. ควรสรุปเปนคําพูดของผูวิจัย และเขยนในลักษณะของการวิเคราะหมากกวาท่จะนําเอามายอ
แลวก็เรียงลําดับกัน
2. ควรเขียนใหตอเนื่องเกี่ยวโยงกันตลอดเนื้อหา ไมเขยนในลักษณะการนํามาเรียงตอกนเพราะ





จะทําใหการอานไมตอเนืองและราบเรียบ การเขยนตองใหเชื่อมโยงความสัมพนธระหวางทฤษฎี แนวคิด





หลักการและผลงานวิจัย
3. ไมควรเขียนเรียงตามปทพมพ/วิจัยหรือเรียงตามชือผูเขียน แตควรเรียบเรียงใหมตามแนวคิด








และตัวแปรที่ศึกษาโดยระบุความสําคัญและความสัมพันธของตวแปรตาง ๆ


4. ควรแบงกลุมหรือประเภทเนือหาทนํามาอางองจัดใหเปนหมวดหม โดยแบงออกเปนประเด็นต






หรือแยกเปนหัวเรื่องอยางชัดเจน









5. เนื้อหาทฤษฏี แนวคิด หลักการ และงานวิจัยท่นํามาเขยนหรืออางองตองเปนเรืองท่เกยวของ

กับการวิจัยที่ศึกษาโดยตรง





6. ควรมการสรุปประเดนหรือหัวเรื่องทนําเสนอทุกเรืองตามแนวคิดของผูวิจัยเอง เพอใหผูอาน





เขาใจในหัวเรื่องนั้นโดยอาจใชคําวาจากที่กลาวมาแลวนั้นสรุปไดวาหรือจะเห็นไดวา



7. ควรมีการอางอิงอยางถูกตอง ทันสมย และชัดเจน โดยตองระบุท่มาของเอกสารวาเอกสารชื่อ
อะไร ใครเปนผูเขียน พิมพที่ไหน เมื่อไหรตามรูปแบบการอางอิง



จะเห็นไดวาการทบทวนวรรณกรรมเปนสวนทสําคัญท่สุดของการวิจัยทจะบงบอกถึงโอกาสของ



ความสําเร็จและคณภาพของงานวิจัยนัน โดยเฉพาะการวิจัยเชิงปริมาณทตองสังเคราะหแนวคดหรือ








ทฤษฎีที่เกยวของเพื่อใหไดมาซึ่งตัวแปรและกรอบแนวความคดของการวิจัย นอกจากนี้แนวคดหรือทฤษฎี







ทไดการทบทวนวรรณกรรมยังถกนําไปใชการตรวจสอบสิงทนักวิจัยคนพบในโครงการวิจัยใหเกดความ



นาเชื่อถือและสงผลทําใหนักวิจัยที่ไดรับประโยชนจากงานวิจัยนั้นอยางแทจริง (วัชรินทร, 2558)

2.3 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัยเปนสวนท่แสดงรายละเอียดเกยวกับการดําเนินการวิจัย ตาม



หัวขอตอไปนี ้


2.3.1 ประชากรและกลุมตัวอยางและแหลงขอมล เปนสวนแสดงรายละเอยดวา

ประชากรที่ใชในการวิจัยครั้งนี้หมายถึงใครบาง ขอบเขตถึงไหน หากมีการใชกลุมตัวอยางตองแสดงวาได
กลุมตัวอยางมาโดยการสุมแบบใด และมีจํานวนหนวยตวอยางเทาไร และตองพิจารณาวากลุมตัวอยางที ่


175












ใชสามารถใหขอมลตามตวแปรหรือวัตถุประสงคทสนใจศกษาครบทงหมดหรือยัง การศกษาเชิงปริมาณ
ควรระบุสูตรคํานวณตัวอยางและวิธีการสุมตัวอยาง



2.3.2 เครื่องมือในการวิจัย เปนสวนแสดงรายละเอียดวามเครืองมือท่ใชในการวิจัยกชนิด



แตละชนิดมีลักษณะเปนอยางไร มีวิธีการดําเนินการสรางอยางไร มีการหาคุณภาพและไดผลเปน






อยางไรก็ตาม เครืองมอในการวิจัยผูวิจัยอาจใชวิธียืมจากงานวิจัยอ่นท่มการสรางและมคุณภาพมาใชใน




งานวิจัยไดโดยอาจมีการหาคุณภาพซ้ําอีกครั้งกอนนําไปรวบรวมขอมลจริงตอไป การศกษาเชิงปริมาณควร


ระบุคาดชนีความสอดคลอง (Item - Objective Congruence Index, IOC) และคาความเชือมนของ





เครื่องมือ




2.3.3 การเกบรวบรวมขอมล เปนสวนแสดงรายละเอียดเก่ยวกับการรวบรวมขอมลวา ผู







วิจัยไดเกบรวบรวมขอมลในแตละขั้นตอนอยางไร ในแตละขั้นตอนใชเครืองมอชุดไหนในการเกบรวบรวมข









อมล และใครเปนผูเกบรวบรวมขอมล ซงการรวบรวมขอมลตองครอบคลุมวัตถประสงคทีตองการศกษา


ทังหมดดวย





2.3.4 การวิเคราะหขอมูลและสถติทใช เปนสวนแสดงรายละเอียดเกยวกับการวิเคราะห
ี่

ขอมูลทั้งหมดในการทําวิจัยเรื่องนี้ผูวิจัยควร นําเสนอขั้นตอนหรือวิธีการวิเคราะหขอมูลควรแยกอธิบาย

ใหชัดเจนวาขอมลประเภทใด หรือระดบการวัด (Scale) ใด และจะใชสถตอะไรในการวิเคราะหสถตเชิง











พรรณนา (Descriptive statistics) หรือสถิตวิเคราะห (Analytical statistics) กรณทมการต้งสมมตฐาน








และจําเปนตองมการทดสอบดวยวิธีทางสถติ ตองระบุวิธีการทางสถิตท่จะใชถาเปนการวิเคราะหเชิง




คุณภาพโดยไมใชวิธีการทางสถิติควรระบุวิธีการวิเคราะหดวยวาจะใชเทคนิคหรือวิธีการใด

อยางไรก็ตามงานวิจัยบางเรื่องอาจมีเกณฑในการแปลผลการวิเคราะหผูวิจัยสามารถเขียนตอ

ี่
ทายจากหัวขอการวิเคราะหขอมูลและสถิติทใชไดเลย






2.4 บทท 4 ผลการวิเคราะหขอมล เปนการเสนอผลการวิจัยทไดวิเคราะหขอมูลแลว และ






อธิบายขยายความ (ตีความ) ในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมลอาจนําเสนอในรูปขอความ ขอความกึ่ง


ตารางหรือตารางหรือรูปภาพกไดตามความเหมาะสม อยางไรก็ตามในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมล


ผูวิจัยจะตองนําเสนอผลการวิเคราะหไปตามความจริง การแปลผลควรแปลผลเฉพาะประเด็นสําคัญ ไม


้ํ


เขียนวกวนซาซอน ตองระมดระวังการคัดลอกตัวเลขและการแปลความหมาย และทสําคญหามนําความ


คดเห็นของผูวิจัยเขาไปอธิบายประกอบ บางครั้งในการวิเคราะหขอมลอาจมอกษรยอและสัญลักษณ





จํานวนมากผูวิจัยอาจนําเสนออักษรยอและสัญลักษณกอนทจะนําเขาสูการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมล


ก็ได

176




ตัวอยาง


บทที 4

ผลการศึกษา


การวิจัยนี้ผูวิจัยไดสังเคราะหขอมูลจากการวิเคราะหเชิงพรรณนาและเชิงเนื้อหา โดยนําเสนอ

ขอมูล ประกอบตาราง ดังนี้


สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไปของผูสงอาย ุ








การวิเคราะหขอมลทวไปของผูสูงอายุ พบวา ผูสูงอายุสวนใหญเปนเพศหญง รอยละ 53.4 มอายุ






เฉลีย 69.89 ป สถานภาพสมรส รอยละ 65.7 มระดับการศกษาอยูในระดบประถมศกษา รอยละ 76.3
ไมไดศึกษาทางธรรมรอยละ 93.6 ไมไดประกอบอาชีพ มีรายไดเฉลียเทากับ 2,569.07 บาทตอเดือน ม ี










รายจายเฉลียเทากบ 2,635.17 บาทตอเดอน ผูสูงอายุมระยะเวลาทอยูในชุมชนเฉลีย เทากบ 61.31 ป ม ี




จํานวนสมาชิกในครับครัว เฉลี่ย 3.26 คน เมอมการเจ็บปวยจะใชบริการจากโรงพยาบาลรอยละ 81.80


ผูสูงอายุสวนใหญปวยดวยโรคเรื้อรัง รอยละ 47.5 ผูสูงอายุสวนใหญเชือวายาแผนปจจุบันทาใหหายจาก








การเจ็บปวย รอยละ 94.9 ผูสูงอายุมีความเชือในสิ่งเหนือธรรมชาต รอยละ 82.2 มีการประกอบกิจกรรม




ทางศาสนาเพื่อใหประชาชนอยูดีมีสุข รอยละ 72.9 ผูสูงอายุมการเขารวมกจกรรมของชุมชน เฉลี่ยเทากบ


4.08 ครัง ในชวง 3 เดือนท่ผานมา ผูสูงอายุมีการเขารวมกจกรรมท่หนวยงานเปนผูจัดให เฉลี่ยเทากบ










1.61 ครังในชวง 3 เดือนที่ผานมา ผูสูงอายุ มการเขาวัดเพ่อทาบุญ เฉลียเทากบ 6.80 ครังในชวง 3 เดอน







ที่ผานมา ดังแสดงในตารางที่ 4.1

ตารางที 4.1 ขอมูลทั่วไปของผูสูงอายุ


ขอมูลทวไป รอยละ


เพศ ชาย 46.6
หญิง 53.4

อายุเต็ม (ป)


ผูสูงอายุมีอายุมากที่สุดเทากับ 97.0 ป อายุนอยที่สุดเทากับ 60.0 ป อายุเฉลี่ยเทากบ 69.9 ป คา
สวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 7.2 ป 

สถานภาพสมรส โสด 3.4
สมรส 65.7
หยาราง/แยกกันอยู/หมาย 30.9


177




สวนที่ 2 การรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพุทธ

ระดับการการรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพุทธของผูสูงอายุ






โดยรวมเฉลีย พบวา ผูสูงอายุมการรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพทธ



อยูในระดบมาก (คาเฉลี่ย 2.84 คาสวนเบ่ยงเบนมาตรฐาน 0.93) เม่อแยกเปนรายประเด็น พบวา

ผูสูงอายุรับรูวาเมื่อสมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธที่ดี เสียสละ มีน้ําใจตอกนจะทาใหครอบครัวเปนสุข



ในระดับมาก (มคาเฉลี่ยมากท่สุด 2.93 คาสวนเบียงเบนมาตรฐาน 0.29) และผูสูงอายุรับรูการแสดง















ความคดเห็นตอเรืองตาง ๆ ทถูกตองมประโยชนตอการพัฒนาชุมชนอยูในระดบมาก (คาเฉลียนอยทสุด


2.78 คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.49) ดังแสดงในตารางที่ 4.2



ตารางที่ 4.2 การรับรูการเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตามการเรียนรูแบบพทธของผูสูงอายุ
จํานวน (N = 236) ระดับการเสริมสราง
การเสริมสรางสุขภาวะสุขภาพทางสังคมตาม สุขภาวะสุขภาพทาง
การเรียนรูแบบพุทธ Mean (S.D.) สังคมตามการเรียนรู 
แบบพุทธ
การรับรู 
สมาชิกในครอบครัวมีความสัมพันธท่ดี เสียสละ 2.93 0.29 มาก

มีน้ําใจตอกันทําใหครอบครัวเปนสุข
การมีธรรมะเปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจใน 2.89 0.36 มาก
ครอบครัวทําใหครอบครัวเปนสุข


การมีความอดทน อภัยซ่งกนและกนของสมาชิก 2.85 0.37 มาก

ในครอบครัว ทาใหครอบครัวเปนสุข


การอยูรวมกันของประชนในชุมชนอยางสันต ิ 2.83 0.39 มาก
กอใหเกิดความสามัคคีในชุมชน
การประพฤติตนตามหลักพุทธศาสนา ทําใหเกิด 2.84 0.39 มาก
ระเบยบวินัยในชุมชน





การแสดงความคดเห็นตอเรืองตางๆทถูกตองม ี 2.78 0.49 มาก

ประโยชนตอการพัฒนาชุมชน

การแบงปนสิ่งของใหผูอ่นเปนการชวยเหลือ 2.82 0.43 มาก
เกื้อกูลกันในชุมชน

การใหกําลังใจเพื่อนบานเปนการทาประโยชนตอ 2.81 0.42 มาก
ชุมชน
รวมเฉลี่ย 2.84 0.39 มาก

การสัมภาษณแบบไมเปนทางการและการสนทนากลุม สรุปไดวา ผูสูงอายุใชแนวทางการ

ดารงชีวิตภายใตหลักธรรมคําสอนของพุทธศาสนาโดยยึดหลักสายกลาง ประหยัดอดออม พอเพียง
พอประมาณ เขาวัดสวดมนต นั่งสมาธิ ปฏิบัตธรรม โดยการปฏิบัติใหเปนไปตามความตองการทพอจะ






ปฏิบัติได

178






สวนที่ 3 ความสัมพันธระหวางภาวะโภชนาการและอายุกับทัศนคติตอโรคอวน



ความสัมพันธระหวางภาวะโภชนาการและอายุกบทัศนคตตอโรคอวน พบวา คาดชนีมวลกายม ี


ความสัมพันธเชิงบวกในทศทางเดียวกันกบคาคะแนน BAOP (r= 0.02) อยางมีนัยสําคัญ ทางสถต ิ













(P=0.001 ) กลาวคือ ผูทมทศนคตตอโรคอวนทไมถกตอง มแนวโนมท่จะมคาดัชนีมวลกายสูง (ผิดปกต)







และไมพบวาอายุมีความสัมพันธกับคาคะแนน BAOP ดังนําเสนอในตารางที่ 4.3



ตารางท 4.3 ความสัมพันธระหวางคาดัชนีมวลกายและอายุกับทัศนคติตอโรคอวน

ตัวแปร คาสัมประสิทธิ์สหสมพันธ P -value*

คาดัชนีมวลกาย 0.20 0.001
อายุ 0.06 0.32
* Pearson Correlation Coefficient ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05

2.5 บทท 5 บทสรุป เปนสวนแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับบทสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และ





ขอเสนอแนะซึ่งเปนบทสุดทายในสวนของเนื้อความ รายละเอียดของบทนี้ประกอบดวย
2.5.1 สรุปผลการวิจัย เปนสวนแสดงบทสรุปความสําคัญจากงานวิจัย โดยสวนใหญจะ
แสดงวัตถุประสงคงานวิจัย วิธีดําเนินการวิจัย และผลการวิจัยท่คนพบ ในหัวขอนี้จะเปนการเขยนดวย



ภาษาทเขาใจงาย ไมนําเสนอตัวเลขทางสถิตทซับซอนโดยถือวาเปนสรุปสาระสําคญของการทําวิจัยเรื่อง






นันจริง
2.5.2 อภิปรายผล เปนสวนแสดงการใหเหตุผลวาทําไมงานวิจัยจึงไดผลเชนนันขอคนพบ





เปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวหรือไม ในการอภิปรายผูวิจัยควรอภิปรายผลการวิจัยโดยอาศยแนวคด ทฤษฎี


และผลการวิจัยทีไดสรุปไวในบทท 2 วาผลการวิจัยมีความเหมอนความตางจากงานวิจัยหรือจากแนวคิด




ื่
ทฤษฎีของผูอนทไดสรุปไวในบทท่ 2 อยางไร ในการอภิปรายผลผูวิจัยสามารถใชความคิดเห็นสวนตัว
ี่
ประกอบได การอภิปรายผลอาจแบงเปน 3 สวน คือ

สวนที่ 1 คือ ผลการวิเคราะหขอมูลเมื่อนํามาเขียนอาจเริ่มตนจาก ผลการศึกษาพบวา
หรือนําผลการสรุปผลมาเขยนนันเอง




สวนที่ 2 คือ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ในสวนนี้ผูวิจัยจะตองแสดงความคดเห็นเพมเตม


ซ่งสวนใหญจะเปนขอดีของการวิจัยนั้น ในสวนนี้ถาผูวิจัยไมรูวาจะเขียนอะไรลงไปใหนําประโยชนของ




นวัตกรรมนั้น ๆ มาเขียนโดยสรุปเปนแนวความคิดของผูวิจัยเองและไมตองอางอง


สวนที่ 3 คอ ทฤษฏีหรืองานวิจัยที่สอดคลองหรือไมสอดคลองกับการวิจัยของตนเองถา







เปนงานวิจัยเชิงทดลองงานวิจัยทจะนํามาเสนอควรเปนงานวิจัยทมตวแปรตนและตวแปรตามเหมอนกน




แตถาไมมีงานวิจัยดังกลาวก็ควรเปนงานวิจัยทมตัวแปรตนเหมอนกน สวนงานวิจัยเชิงสํารวจงานวิจัยทจะ





ี่
นําเสนอตองเปนงานวิจัยที่มีตัวแปรที่ศึกษาเหมือนกัน

2.5.3 ขอเสนอแนะ เปนสวนของการนําเสนอความคดเห็นของผูวิจัยใหผูอานทราบวาเม่อ




นํางานวิจัยเรืองนี้ไปใชผูวิจัยจะมขอเสนอแนะอะไรบาง และหากจะวิจัยในครั้งตอไปผูวิจัยจะเสนอแงมม

ใหนักวิจัยคนอนอยางไร โดยท่วไปหัวขอของขอเสนอแนะจะแบงเปน 2 หัวขอ คือ ขอเสนอแนะสําหรับ




การนําผลการวิจัยไปใชและขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป

179






ตัวอยาง


บทที 5




สรปผลการศกษา อภิปรายผลการศกษา และขอเสนอแนะ


สรุปผลการศึกษา





พนักงานสายสนับสนุนสวนใหญเปนเพศหญง มอายุเฉลี่ย 37.08 ป มสถานภาพโสด ระดบ

การศึกษาปริญญาตรี ระยะเวลาการทํางานในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม เฉลีย 11.29 ป มเงนรายได 




เฉลีย 20,348.47 บาทตอเดอน มรายไดพิเศษ 1,656.40 บาทตอเดอน และไมมปญหาสุขภาพในปจจุบัน








เฉลี่ย รอยละ 73.90

ระดับคุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม 

ผลการศกษาคุณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏ





เชียงใหม วิทยาเขตเวียงบัว พบวา คณภาพชีวิตการทางานสวนใหญอยูในระดบมาก แตเม่อพจารณาเปน





รายดาน พบวา



ดานผลตอบแทนท่เพยงพอและยุติธรรม โดยภาพรวมมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดบ



ปานกลาง โดยในขอคาตอบแทนท่ไดรับเหมาะสมเม่อเปรียบเทยบกบองคกรอ่นท่มีลักษณะใกลเคียงกันม ี






ระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอสวัสดิการตางๆทหนวยงานกําหนดมีความเพียงพอตอความตองการ

พื้นฐานมีคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ดานความปลอดภัยในการทํางาน โดยภาพรวมมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดับปานกลาง

โดยในขอหนวยงานจัดสภาพแวดลอม เชนแสงสวาง อณหภูมิและเสียงในสถานททํางานใหมีความ


เหมาะสม ทําใหสามารถปฏิบัติงานไดสะดวกสบาย มระดบคณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอหนวยงานจัดใหม ี





ผูดแลความปลอดภัยภายในหนวยงานอยางเพยงพอและในขอหนวยงานไดเชิญแพทยมาตรวจสุขภาพ


ประจําป มีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด

ดานการพัฒนาศักยภาพ โดยภาพรวมมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดับมาก โดยในของาน




ทปฏิบัตในปจจุบันตองอาศยความรูความสามารถเฉพาะทางมระดับคณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอ




ขาราชการ พนักงานในมหาวิทยาลัยไดรับโอกาสในการศึกษาตอเทาเทียมกันมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด



ั่
ดานความกาวหนาและความมนคงในการทางาน โดยภาพรวมมระดับคณภาพชีวิตอยูใน



ระดบมาก โดยในขอหนวยงานเปดโอกาสใหพฒนาความรูความสามารถในงาน เชน ไปดูงาน อบรม


สัมมนา ศึกษาตอ มระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอการเลือนตาแหนงในปจจุบัน มีความยุติธรรม




พิจารณาจากความรูความสามารถในการทํางานของบุคลากรเปนหลักมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด

ดานสังคมสัมพนธ โดยภาพรวมมระดบคณภาพชีวิตอยูในระดบมาก โดยในขอบคลากร











สายสนับสนุนเขากบเพอนรวมงานและผูบังคบบัญชาไดดมระดบคณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอหนวยงาน








จัดกิจกรรมเสริมสรางความสัมพันธในหนวยงานมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด

180






ดานลักษณะการบริหารงาน โดยภาพรวมมระดบคณภาพชีวิตอยูในระดบมาก โดยในขอ



ผูบังคับบัญชารับฟงความคิดเห็นและขอเสนอแนะของบุคลากรสายสนับสนุนมีระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด

สวนในขอบรรยากาศและสภาพแวดลอมในการทํางานเอื้อตอการทํางานมีคุณภาพชีวิตต่ําสุด



ดานภาวะอิสระจากงานโดยภาพรวมมีระดบคุณภาพชีวิตอยูในระดบปานกลาง โดยใน



ขอบุคลากรสนับสนุนสามารถจัดเวลาการทางานและภาระหนาท่ในครอบครัวอยางเหมาะสมมระดบ



คุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอบุคลากรสายสนับสนุนมีเวลาวางสําหรับการพักผอนและรวมกจกรรมสันทนา
มีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด
ดานความภาคภูมิใจในองคกร โดยภาพรวมสวนใหญมีระดับคุณภาพชีวิตอยูในระดับมาก


สวนในขอเมื่อมีบุคคลอื่นถามวาทํางานที่ไหน บุคลากรสายสนับสนุนจะตอบอยางภาคภูมใจวาทางานทนี่ม ี
ี่
ระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด สวนในขอบุคลากรสายสนับสนุนไมพอใจที่เพื่อนรวมงานมีมุมมองตอหนวยงานใน
แงลบมีระดับคุณภาพชีวิตต่ําสุด

ความสัมพนธระหวางปจจัยสวนบคคลและการปฏิบติจริยธรรมการทางานกบระดับคุณภาพชวิตการ







ทํางาน

จากการศึกษาวิจัยครังนี้ พบวา ระดับคุณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนใน


มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมกับปจจัยดานสวนบุคคลไดแก เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศกษา จํานวน




บุตร ระยะเวลาในการทางาน รายได รายไดพเศษ คาใชจายครอบครัว จํานวนครังการรับประทานอาหาร



นอกบาน การเขารับการอบรมในรอบปงบประมาณท่ผานมา และปญหาสุขภาพในปจจุบัน ไมม ี
ความสัมพันธกัน สวนการปฏิบัติจริยธรรมการทํางานกับระดับคุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสาย
สนับสนุนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม พบวา มีความสัมพันธกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

อภิปรายผลการศึกษา


ผลการศกษา พบวา บคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมมระดับคณภาพชีวิต


สวนใหญอยูในระดับมาก อาจเปนไปไดวา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมไดใหความตระหนักถึง


ความสําคญของบุคลากรสายสนับสนุน โดยใหโอกาสบุคลากรสายสนับสนุนมีความกาวหนาและความ
ม่นคงในการทํางาน เชน ไปดูงาน อบรม สัมมนา รวมท้งการศึกษาตอในระดับท่สูงข้นไป และบุคลากร




สายสนับสนุนไดรับคาตอบแทนและสวัสดการตางๆอยางเหมาะสม ทาใหสงผลตอระดบคณภาพชีวิตการ















ทางานของบุคลากรสายสนับสนุนดขนไปดวย สอดคลองกบงานวิจัยของ ลัดดาวัลย โภควินท และวิรัชดา
วัลย สุวรรณมณี (2553) พบวา คณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุน คณะวิศวกรรมศาสตร







มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร มีคณภาพชีวิตการทํางานสวนใหญอยูในระดบมาก และเมอพิจารณาเปน
รายดาน พบวา ดานความภาคภูมิใจในองคมระดับคุณภาพชีวิตสูงสุด อาจเปนไปไดวาบุคลากรสาย


สนับสนุนไดทํางานในองคกรที่มีชื่อเสียงและไดรับรูวา บุคลากร งานวิจัย ผลงานตางๆ ของหนวยงานไดรับ

การยอมรับวามีการพัฒนาสังคมและประเทศ จึงสงผลใหบุคลากรสายสนับสนุนมระดับคณภาพชีวิตในการ






ทางานดานความภาคภูมใจในองคกรอยูในระดบสูง ยอมทําใหบุคลากรสายสนับสนุนมีความพึงพอใจใน
งานและสงผลตอคณภาพชีวิตการทํางานดีข้นไปดวย สอดคลองกับงานวิจัยของ สมพร สังขเพ่ม (2555)





พบวา ดานความภาคภูมใจในองคกรบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานครและ











ปริมณฑลมคณภาพชีวิตการทํางานโดยรวมอยูในระดบมาก สวนดานภาวะอสระจากงานมระดบคณภาพ



ชีวิตตาสุด อาจเปนไปไดวา บุคลากรสายสนับสนุนมเวลาวางหลังจากการทางานเพ่อใชในการทํากจกรรม





181










สันทนาการเพ่อคลายความเครียดมเวลาจํากด การจัดเวลาการทางานและภาระหนาทในครอบครัว และ









เวลาทากจกรรมหรือสังสรรคกบเพอนมนอย เนืองจากบคลากรสายสนับสนุนบางทานตองใชเวลาในการ



ทํางานลวงเวลา (OT) ซ่งสอดคลองกบงานวิจัยของ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร (2553)

พบวา คุณภาพชีวิตในการทํางานของพนักงาน บมจ. ธนาคารกรุงไทย เขตพระปนเกลา ดานความสมดุล

ระหวางชีวิตงานกับชีวิตดานอื่น อยูในระดับปานกลาง







สวนปจจัยทมอทธิพลตอคณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม พบวา การปฏิบัติจริยธรรมการทํางาน มีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตการทํางานอยางม ี
นัยสําคญทางสถิติอาจเปนไปไดวา บุคลากรสายสนับสนุนมีจิตสํานึกในการใหบริการอยางซ่อสัตยและ





ยุติธรรมโดยยึดม่นความถูกตอง เท่ยงธรรมตามหลักจรรยาวิชาชีพและจริยธรรม มีการปฏิบัติตอเพ่อน

รวมงานโดยความเสมอภาคเทาเทียมเปนธรรม และไมเลือกปฏิบัต สงผลตอการปฏิบัติงานท่ม ี




ี่
ึ้
ประสิทธิภาพ มีผลงานที่มีคุณภาพและทดีขนอยูเสมอ มการรวมพลังสามคคกบทุกฝายทเกยวของ เพอให











งานสําเร็จตามแผนงานท่วางไว ทาใหสงผลตอระดบคณภาพชีวิตการทางานของบุคลากรสายสนับสนุนด ี




ึ่
ึ้
ขนไปดวย ซงสอดคลองกับงานวิจัยของ กลยาณี คูณมและบุษยา วีรกุล (2551) พบวา การแสดง


พฤติกรรมทางจริยธรรมมีความสําคัญตอคุณภาพชีวิตในการทํางานและยังสงผลกระทบเชิงบวกทงทางตรง
ั้

และทางออมตอผลลัพธที่เกี่ยวกับงานโดยผานทางคณภาพชีวิตในการทํางาน

ขอเสนอแนะในการวิจัย
1.ขอเสนอแนะการนําผลการวิจัยไปประยุกตใช



1.1 บุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม มีคณภาพชีวิตการทางานในระดบ

มาก ยกเวน ดานความปลอดภัยจากการทํางานและดานภาวะอสระจากงาน ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏ




เชียงใหมควรจัดใหมีการติดตั้งระบบสัญญาณและมีอุปกรณ เครื่องใชตาง ๆ ทมคณภาพไมเปนอนตรายตอ
ี่









การทางาน มการจัดใหมผูดแลความปลอดภัยภายในหนวยงานอยางเพยงพอ รวมทงจัดใหมหนวยแพทย



มาตรวจสุขภาพประจําป เพอเปนการสรางขวัญกาลังใจและความมนใจในการทางานใหกบบุคลากรสาย




สนับสนุนมากยิ่งขึ้น


1.2 สวนดานภาวะอสระจากงาน ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหมควรจัดใหมีกิจกรรม

สันทนาการ หรือจัดใหมีการทากิจกรรมการออกกําลังกาย การเลนกีฬาหลังจากการทํางาน สําหรับการ

ื่
พักผอนและสนับสนุนใหบุคลากรใชเวลาในการทํากิจกรรมสันทนาการเพอคลายความเครียด
2.ขอเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอไป
2.1. ควรศึกษาปจจัยทสงผลตอการปฏิบัติงาน ปญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ




บุคลากรสายสนับสนุน เชน ความเครียด อาจมผลตอคุณภาพชีวิตการทํางานของบุคลากรสายสนับสนุน

โดยกําหนดขอบเขตของการวิจัยที่แตกตางไป

2.2 ควรศกษาเพมเตมในสวนของระดบผูบริหาร เพอศกษาวาผลท่ไดมความสอดคลอง ดาน













ทัศนคต ความคดเห็น ของพนักงานสายสนับสนุนกบผูบริหารระดับสูง มากนอยเพียงใดและทิศทางใด


เพื่อจะไดเปนประโยชนตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทํางานตอไป
3. สวนประกอบตอนทาย

ื่


สวนประกอบตอนทาย เปนสวนอางอิงและสนับสนุนเพอใหงานวิจัยเรืองนีใหมความนาเชื่อถอ





มีรายละเอียดตามหัวขอ ดังนี้

182







3.1 บรรณานุกรม/เอกสารอางอิง เปนสวนแสดงรายชื่อสิ่งพิมพ สื่อตาง ๆ ที่ผูวิจัยใชเปน


หลักฐานอางอิงในงานวิจัยทั้งเลม การเขยนควรแยกรายชือหนังสือเปนกลุมภาษาไทยและตามดวยรายชือ



หนังสือภาษาอังกฤษ ตามรูปแบบการเขยนบรรณานุกรมแบบ APA 6th edition
ตัวอยางเชน
3.1.1 ตําราหรือหนังสือ
สามารถ ใจเตี้ย.(2554). การพัฒนาสุขภาพชุมชน.เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม



สามารถ ใจเตย. (2557). สุขภาพกบการเกษตรและสิ่งแวดลอม. เชียงใหม:



มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม
สามารถ ใจเตย. (2557). อนามัยสิ่งแวดลอม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ




เชียงใหม
Gould, L. & Cummings, BJ. (2013). Duwamish Valley Cumulative Health
Impacts Analysis. Seattle WA: Technical Advisory Group.
3.1.2 บทความนิพนธตนฉบับ
ผูแตง 1 คน
สามารถ ใจเตี้ย. (2559). วัฒนธรรมสุขภาพชุมชนลุมนํ้าลี้ จังหวัดลําพูน.วารสาร

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา, 22(2) , 61 - 73.
Peled, R. (2005). Fine particles and meteorological conditions are
associated with lung function in children with asthma living
near power plant. Public Health, 119 (5), 418 - 25.
ผูแตง 2 คน



สามารถ ใจเตี้ย ,และสมชาย แสนวงศ. (2558). การประเมนผลบทเรียน
วิทยาศาสตรทองถิ่น เรื่อง พิธีกรรมพื้นบานลานนาเพื่อการเสริมสราง
สุขภาพสําหรับผูติดเชื้อและผูปวยเอดส, วารสารการแพทยแผนไทย

และการแพทยทางเลือก, 13 (1), 14 – 22.
Ritchey, S.A. & Coyne, M.S. (2009). Applying MAR analysis to
identify human and non-human fecal sources in small
Kentucky watersheds, Water Air Soil Pollut, 196, 115 - 125.

ผูแตง 3 – 7 คน

สามารถ ใจเตี้ย, สิวลี รัตนปญญา, รพพร เทยมจันทร, สมชาย แสนวงศ และ


พันนภา อุสาหใจ. (2559). การพัฒนากระบวนการเรียนรูชุมชนเพื่อ
การสงเสริมวัฒนธรรมสุขภาพ กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวั
ลําพูน. วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 4 (2), 284 –
296.

183




Miller, J., Chanasyk, D., Curtis, T., Entz, T. & Willms, W.. (2010).

Influence of streambank fencing with a cattle crossing on
riparian health and water quality of the Lower Little
Bow River in Southern Alberta, Canada.
Agricultural Water Management, 97(2), 247 – 258.


3.1.3 บทความปริทศน
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). ปจจัยกําหนดสุขภาพสังคม, สาธารณสุขลานนา, 9
(1), 9 – 20.
สามารถ ใจเตี้ย. (2556). ผลกระทบสิ่งแวดลอม สังคมและสุขภาพจากภัยแลง

, สาธารณสุขสารภี, 4(1), 45 - 48.
3.1.4 เอกสารอิเลคทรอนิค

กรมทรัพยากรน้ํา. (2556). แนวทางการดําเนินงานดานการพฒนาและ
ฟนฟูแหลงน้ํา. สืบคนจาก http://region.dwr.go.th

/wrro7/download /pattana-fenfoo.doc
Brundtland Commission. (1987). Our Common Future: Report
of the World Commission on Environment and

Development. Retrieved from http://www. un-
documents.net/our-common-future.pdf.










3.2 ประวัตผูวิจัย เปนสวนทแสดงรายละเอยดทเกยวของกบผูทําวิจัยเพอความสะดวก



ในกรณีที่มีผูตองการติดตอกบผูทําวิจัย ควรประกอบดวย



3.2.1 ชื่อ-สกล (ระบคํานําหนาเชน นาย นาง นางสาว ยศ ฐานันดรราชทนนาม

สมณศักดิ์)
3.2.2 วัน เดือน ป เกิด

3.2.3 ที่อยูปจจุบัน
3.2.4 วุฒิสถานศึกษา ป ที่สําเร็จการศึกษา


3.2.5 ประสบการณการทางาน

3.2.6 สถานที่ทํางานปจจุบัน (ระบุชื่อหนวยงานที่สังกด)

บทสรุป
การเขยนรายงานการวิจัยเปนรูปแบบการเสนอผลงานทไดศกษา คนความาแลวและไดพบความ










จริงหรือไดรับความรูใหมประการใดบาง โดยการเขยนรายงานการวิจัยนันจะตองเปนไปตามระเบียบ


ปฎิบัติของการวิจัย เปนการเตรียมการและเผยแพรผลงานวิจัยเพอใหผูสนใจศกษาหรือทาซาได การเขยน


ื่


วิจัยจะตองเขียนตามรูปแบบ ใชภาษาท่เขาใจงาย ถูกตอง และรวบรวมอยางมีระบบ การเขียนรายงาน


วิจัยจึงควรเขียนบรรยายตามขอเทจจริงตามทีไดศกษามา โดยการใชภาษางายและตรงไปตรงมา ทงนี้

ั้

รูปแบบและโครงสรางของการเขยนในแตละบคคลและแตละสถาบันจะแตกตางกันตามความนิยม




184

184








บรรณานกรม

กวินธร เสถียร. (2552). แนวทางการทบทวนวรรณกรรมสําหรับการเขียนวิทยานิพนธดาน


สังคมศาสตร: สภาพปญหาและหลักการทบทวนวรรณกรรม. พษณโลก: คณะสังคมศาสตร

มหาวิทยาลัยนเรศวร.


เกรียติสุดา ศรีสุข. (2552). ระเบียบวิธีวิจัย.เชียงใหม: โรงพมพครองชาง.

คณะพยาบาลศาสตร. (2543). แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมและพฤติกรรมสุขภาพ. สืบคนจาก
http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0404202/graphic/lesson1.htm
คณะพยาบาลศาสตร. (ม.ป.พ.). สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ. สืบคนจาก

intraserver.nurse.cmu.ac.th/mis/download/course/lec_567730_lesson_07.pdf
คณะวิทยาการจัดการ. (ม.ป.พ.). สถิติเพื่อการวิจัย. สืบคนจาก http://mangt.pcru.ac.th/KM/pdf
/Explicit%20Knowledge1.pdf
คณะวิทยาศาสตร. (2555). คุณภาพวารสารวิชาการที่ตีพิมพในประเทศ. สืบคนจาก

http://stang.sc.mahidol.ac.th/text/thaijournals.htm
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2559). สถิติและวิธีการวิจัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ. สืบคนจาก
http://www2.it.kmutnb.ac.th/teacher/FileDL/AsstProfDrMontean119255915103.
pdf

จรวยพร ศรีศศลักษณ .(2554). เทรนดวิจัยโรคไมติดตอเรื้อรัง NCD. สืบคนจาก
https://www.hsri.or.th/researcher/research/trend/detail/4999


ชวลิต ชูกําแพง .(2548). การประเมนการเรียนรู. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


ชัยยงค พรมวงศ. (2556). การทดสอบประสิทธิภาพสื่อหรือชุดการสอน. วารสารศิลปากร
ศึกษาศาสตรวิจัย, 5 (1), 7 – 19.
ชัยเสฏฐ พรหมศร. (2557). แนวทางการทบทวนวรรณกรรมสําหรับงานวิทยานิพนธระดบ

บัณฑิตศึกษา. วารสารนักบริหาร, 34 (1): 11 - 22.
ดุษฎี โยเหลา. (ม.ป.พ.). การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ. สืบคนจาก

http://www.phd.ru.ac.th/newszian/files/20110722_09582620110723-Ru901.pdf
เติมศักดิ์ สุขวิบูลย. (2552). การพัฒนาเครื่องมือประเภทมาตรประมาณคา (Rating Scale) ใน
งานวิจัย.สืบคนจาก ms.src.ku.ac.th/schedule/Files/2553/Oct/1217086.doc.

นงลักษณ วิรัชชัย. (2553). ชุดวิชา 21701 การวิจัยหลักสูตรและการเรียนการสอน หนวยที่ 7
การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวของและหนวยที่ 10 สถิติวิเคราะหเชิงปริมาณ: สถิติบรรยาย
และสถิติพาราเมตริก. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

นิพิฐพนธ สนิทเหลือ วัชรีพร สาตรเพ็ชร และญาดา นภาอารักษ. (2562). การคํานวณขนาด
ตัวอยางดวยโปรแกรมสําเร็จรูป G*POWER. สืบคนจาก file:///C:/Users/sm/AppData
/Local/Temp/181958-Article%20Text-595652-1-10-20190623.pdf

185







นิภา ศรีไพโรจน. (2531). หลักการวิจัยเบื้องตน. กรุงเทพฯ: ศึกษาพร.
บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องตน.กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน.


บุญธรรม กจปรีดาบริสุทธิ. (2531). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร. กรุงเทพฯ: สามเจริญ
พานิช.

บัณฑิตวิทยาลัย. (2558). คูมือวิจัยธและการคนควาอิสระ. เชียงใหม: วนิดาการพิมพ.

ประสพชัย พสุนนท.(2558). การประเมินความเชื่อมั่นระหวางผูประเมินโดยใชสถิติแคปปา.
วารสารวิชาการศิลปะศาสตรประยุกต, 8 (1), 2 – 20.

พีระพงษ เครื่องสนุก. (2558). การสัมภาษณ. สืบคนจาก https://www.gotoknow.org
/posts/587304
พัชรา สินลอยมา .(2553). เอกสารประกอบการสอนวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางนิติวิทยาศาสตร
(510694). นครปฐม: กองบังคับการวิชาการ โรงเรียนนายรอยตํารวจ
ภพ เลาหไพบูลย (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพาณิชย.

ภิรมย กมลรัตนกุล. (ม.ป.พ). การเขียนโครงรางการวิจัย, คนจาก คณะแพทยศาสตร
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เวปไซด: http://cai.md.chula.ac.th/lesson
/research/re12.htm



ภัทรวด มากม .(2559). การออกแบบการวิจัยสําหรับการวิจัยแบบผสานวิธี. วารสารสมาคมนักวิจัย,
21(2), 19 – 31.

มหาวิทยาลัยขอนแกน. (ม.ป.พ.). แนวคิดและระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ. สืบคนจาก
https://home.kku.ac.th/sompo_pu/spweb/230402/23040202.pdf
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2553). การวิจัย.สืบคนจาก

http://www.stou.ac.th/knowledgemanagement/infoserve/kmdb/read_kb.asp?d
b_id=7
รุจเรขา วิทยาวุฑฒิกุล. (2556). การประเมินคุณภาพผลงานวิจัยที่ตีพิมพในวารสารวิชาการระดับ

นานาชาติ: ปจจุบนและแนวโนมในอนาคต (1). ประชาคมวิจัย, 19 (109): 39 - 50.

วรพจน พรหมสัตยพรต. (มปพ.) .ความจําเปนในการวิจัยทางวิทยาศาสตรสุขภาพ. สืบคนจาก
http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/0701503/unit01/U01_05.htm
วิชุดา ไชศิวามงคล. (2559). สถิติเบื้องตน. ขอนแกน: มหาวิทยาลัยขอนแกน

วัลนิกา ฉลากบาง .(2560). การวิจัยแบบผสมผสาน. วารสารมหาวิทยาลัยนครพนม, 7(2), 124 –
132.
ศุภกิจ วงศวิวัฒนนุกิจ. (2550). พจนานุกรมศัพทการวิจัยและสถิติ. กรุงเทพฯ: ดานสุทธา – การ
พิมพ.



ศักดิ์สิทธิ์ วัชรารัตน. (2552). เอกสารประกอบการคนควาวิชาสถิติเพื่อการวิจัย. พษณุโลก: สํานักงาน
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา.


สมชาย วรกจเกษมสกล. (2554). ระเบียบวิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตรและสังคมศาสตร.
โครงการตาราเฉลิมพระเกยรตฉลองพระชนมพรรษา 84 พรรษา: มหาวิทยาลัยราชภัฏ



อุตรคิตถ.

186







สมโภชน อเนกสุข. (2564). วิธีการเชิงปริมาณและวิธีการเชิงคุณภาพสูวิธีการวิจัยแบบผสม. e-
Journal of Education Studies, Burapha University, 3(1), 1 - 16.


ื่
สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร .(2556). วิทยาศาสตรเพอคณภาพชีวิต. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
เชียงใหม.

สามารถ ใจเตี้ย. (2557). การใชภูมิปญญาพื้นบานลานนาดานสุขภาพและขอเสนอแนะเชิงนโยบาย
สาธารณะ. ชุมชนวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, 8 (1), 58 – 62.
สามารถ ใจเตี้ย. (2558). ปจจัยที่มีความสัมพันธกับการบริโภคอาหารพื้นบานของผูสูงอายุในเขต
เมือง, วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ, 31 (2), 1- 8.

สามารถ ใจเตี้ย. (2561). การพัฒนากิจกรรมการสรางเสริมสุขภาพผูสูงอายุในเขตเมืองโดยใชภูม ิ




ปญญาพนบานลานนาดานสุขภาพเปนฐาน กรณีศกษาเทศบาลตาบลสุเทพ อําเภอเมือง



เชียงใหม จังหวัดเชียงใหม. เชียงใหม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.

สามารถ ใจเตย .(2561). การเสริมสรางกระบวนการเรียนรูชุมชนโดยการวิเคราะหผลกระทบ



สิ่งแวดลอมและสุขภาพจากปญหาคุณภาพน้า กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพน. เชียงใหม:


มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม.

สามารถ ใจเตี้ย และพัฒนา บุญญประภา. (2562). ผลกระทบสิงแวดลอมจากปญหาคุณภาพน้ําและ
ขอเสนอแนะกิจกรรมการเฝาระวัง กรณีศึกษาลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วารสาร มฉก.วิชาการ,
23 (1), 32 – 46.
สามารถ ใจเตี้ย สิวลี รัตนปญญา วรรณลักษ แสงโสดา และดารารัตน จําเกิด. (2562). การใช




ประโยชนสมุนไพรพ้นบานเพ่อการสรางเสริมสุขภาพของผูสูงอายุเทศบาลตาาบลสุเทพ


อาเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม.วารสารวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,
38(6), 613 – 618.
สามารถ ใจเตี้ย. (2562).การเสริมสรางสุขภาพสังคมผูสูงอายุในยุคไทยแลนด 4.0.วารสารวิชาการ
สาธารณสุข, 28(เพิ่มเติมพิเศษ 2), S185 -S194.
สามารถ ใจเตี้ย และพัฒนา บุญญประภา. (2562). ทัศนคติตอความเสื่อมสภาพของแมน้ําและ
คุณภาพชีวิตของประชาชนลุมน้ําลี้ จังหวัดลําพูน. วารสารราชพกฤษ, 17 (2), 112 – 121.




สามารถ ใจเตย. (2563). ปจจัยพยากรณพฤตกรรมการบริโภคอาหารพนบานลานนาของผูสูงอายุ






เทศบาลตาบลสุเทพ อาเภอเมอง จังหวัดเชียงใหม. วารสารหาดใหญวิชาการ, 18(1), 103 –
115.
สามารถ ใจเตี้ย .(2563). วิถีชุมชน ความหลากหลาย และแนวทางการอนุรักษพืชสมุนไพรพื้นบาน


ชุมชนสะลวง – ขี้เหล็ก อําเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม. เชียงใหม: โครงการอนุรักษพนธุกรรม


พืชอันเนืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.)
สามารถ ใจเตี้ย.(2564). การผลิตลําไยนอกฤดูของเกษตรกร อําเภอบานโฮง จังหวัดลําพูน. วารสาร
วิทยาการจัดการวไลอลงกรณ ปริทัศน, 2(1), 35 – 44.
สุมิตร สุวรรณ .(ม.ป.พ.). ความแตกตางการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ. สืบคน
จาก http://rlc.nrct.go.th/ewt_dl.php?nid=899

187







อทิตยา ใจเตี้ย ดารารัตน จําเกิด ชฏาภรณ เสารเทพ และสามารถ ใจเตี้ย. (2562). ศักยภาพการ



สรางเสริมคณภาพชีวิตเดกทมความตองการพเศษบนฐานการมสวนรวมของชุมชนเขตเมอง





กรณีศึกษาเทศบาลตําบลสุเทพ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม. วารสารมหาวิทยาลัย

เทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร (มนุษยศาสตรและสังคมศาสตร), 4(2), 249 - 259.

เอมอร จังศริพรปกรณ. (ม.ป.พ.). แบบแผนการวิจัย ประชากรและกลุมตัวอยาง. สืบคนจาก

http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~jaimorn/re5.htm
เอื้อมพร หลินเจริญ. (2555). เทคนิคการวิเคราะหขอมูลเชิงคุณภาพ. วารสารการวัดผลการศึกษา, 17
(1), 17 - 29.

อัชฌา อระวีพร. (2555). การประมาณคาตวแบบการถดถอยแบบไรพารามเตอรดวยชุดคําสั่ง

SemiPar ในโปรแกรมอาร. วารสารวิทยาศาสตรลาดกระบัง, 21(2), 78 - 86.
Academic Writing Help Centre, University of Ottawa. (2007). Writing a literature
review. Retrieved from http://www.sass.uottawa.ca/ writing/kit/grad-literature-
review.pdf
Cochran, W.G. (1977). Sampling Techniques. New York: John Wiley and Sons Inc.
Cronbach, L.J. (1951). Coefficient alpha and the internal structure of tests.

Psychometrika. 16: 297 – 334.
Creswell, J. W. & Clark, V.P. (2007). Designing and conducting mixed methods
research. Thousand Oaks, CA: Sage
Creswell, J. W. & Clark, V.P. (2011). Designing and conducting mixed methods
research (2nded.). London: Sage Publications.

Cooper, H.M. (1998). Synthesizing research: A guide for literature reviews. London
New York Tokio: Sage Publications.
Daniel, W.W. (2010). Biostatistics: Basic Concepts and methodology for the health
th
sciences (9 ed.). New York: John Wiley & Sons.
Department of Water Affairs and Forestry. (2004a). South africa integrated
strategic perspective: upper orange water management area. DWAF Report
Number: P WMA 13/000/00/0304. Pretoria, South Africa.

Diekhoff, G. (1992). Statistics for the social and behavioral sciences: Univariate,
bivariate, and multivariate. Dubuque, IA: William C. Brown Publishers.
Ebel, R.L. & Frisbie, D.A. (1986). Essentials of educational measurement. Englewood
Cliffs ,New Jersey: Prentice-Hall.

Fraenkel, J.R. and Wallen, N.E. (2006). How to design and evaluate research in
education. New York : The McGraw-Hill Companies, Ind.
Hinkle, D.E, William ,W. & Stephen G. J. (1998). Applied statistics for the behavior
sciences. 4th ed. New York: Houghton Mifflin.

188







Kendall, M. (1945). The treatment of ties in ranking problems. Biometrika, 33 (3), 239
–251.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities.
Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607 - 610.

Kerlinger, F.N. & Lee, H.B.(2000). Foundations of behavioral research. U.S.A.:Thomson
Learning,Inc.
Isaac, S. & Michael, W.B. (1995). Handbook in research and evaluation. San Diego:
EdITS.

Likert, R. (1967). The method of constructing an attitude scale. In Readings in
attitude theory and measurement, ed. Martin Fishbein. New York: John Wiley
& Sons.
Mogalakwe, M. (2006). The use of documentary research methods in social research.

African Sociological Review, 10(1), 221 - 230.
Polit, D.F. & Beck, C.T. (2008). Nursing research: Generating and assign evidence for
nursing practice. Philadelphia: Lippincott.

Rickettes, D.M. (2002). Understanding older adults’ basic computer learning
experiences. The Pennsylvania State University: ProQuest Dissertations
Publishing,
Rowley, J., & Slack, F. (2004). Conducting a literature review. Management Research
News, 27(6): 31 – 39.

Scott, J. (1990). A matter of record, documentary sources in social research.
Cambridge: Polity Press.

Scott, W.(1955). Reliability of content analysis: The case of nominal scale coding.
Public Opinion Quarterly, 19(3), 321 - 325.
Stanley, L., David, W. Hosmer, Jr., Janelle, K., & Stephen, K. Lwanga. (1990).

Adequacy of sample size in health studies. Geneva: WHO.
Sunal, C.S., & Sunal, D.W. (2003). Teacher candidates' conception of guided inquiry
and les- son planning in social studies following web-assisted instruction.
Theory and Research in Social Education, 31(2): 243 – 264.

University of Guelph. (2004). Writing a literature review. Retrieved from
http://www.lib.uoguelph.ca/assistance/writing_services/resources/components
/documents/lit_review.
Wainer, H. & Braun, H. I.(1988). Test validity. U.S.A.: Lawrence Erlbaum Associates, Inc.
rd
Yamane, T. (1973 ). Statistics: An introductory analysis.3 ed. New York: Harper and
Row Publications.


Click to View FlipBook Version